journey ep851-860

บทที่ 851: นางยังไม่ทะลวงขั้นไม่ใช่หรือ??


   ในใจของพวกเขาทุกคน รู้สึกราวกับว่าศิษย์พี่หญิงใหญ่ได้ถูกยกระดับขึ้นไปอีกครั้ง


   นางยืนอยู่ตรงนั้น ราวกับว่าฟ้าดินถูกค้ำจุนไว้ด้วยตัวนาง ตราบใดที่นางไม่ล้ม ฟ้าก็ไม่อาจถล่มลงมาได้


   ไม่ว่าจะยากลำบากเพียงใด นางก็สามารถผ่านพ้นมันไปได้! และไม่ว่าจะเจ็บปวดเพียงใด นางก็สามารถทานทนได้


   และนี่ก็คือศิษย์พี่หญิงใหญ่แห่งสำนักชิงเสวียนของพวกเขา!


   ในขณะที่นางพยายามลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบากนั้น เพิ่งจะทรงตัวได้ อสนีดวงสุดท้ายก็ฟาดลงมาในทันที


   เสียงคำรามดังสนั่น พื้นดินในรัศมีหลายสิบลี้สั่นสะเทือนตามไปด้วยทันที


   อสนีอันแข็งแกร่ง ฟันฟาดลงบนแผ่นหลังของอวี๋หงหลาน บังคับให้ร่างของนางล้มคว่ำลงกับพื้น และแม้แต่พื้นปฐพีที่ไหม้เกรียมใต้ร่างนาง ก็ยังถูกฟาดจนเป็นหลุมลึก


   รอบหลุมมีรอยแตกมากมาย แสดงให้เห็นว่าการโจมตีครั้งนี้รุนแรงและหนักหน่วงเพียงใด


   อวี๋หงหลานที่ถูกฟ้าผ่า ล้มลงบนพื้น นอนคว่ำอยู่ตรงนั้น และไม่ขยับเขยื้อนอีกเลย


   "อาหลาน!"


   เหยียนจิ่งอี๋ที่อดกลั้นมานาน ในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหว วิ่งพรวดเข้าไปในทันที ส่วนผู้คนจากสำนักชิงเสวียนนั้น ต่างก็ยืนดูการทดสอบอสนีอยู่ข้างๆพวกเขารีบวิ่งเข้าไปอย่างร้อนรน


   ขณะที่เหยียนจิ่งอี๋กำลังจะแตะตัวอวี๋หงหลาน ร่างที่นิ่งไม่ไหวติงของนางก็ยกมือขึ้นมาอย่างฉับพลัน


   ‘นางไม่ตาย! นางยังมีชีวิตอยู่!’


   ในชั่วขณะนั้น ทุกคนต่างถอนหายใจด้วยความโล่ง.อกในที่สุด!!


   ในตอนนี้ เหยียนจิ่งอี๋วิ่งเข้าไปข้างกายอวี๋หงหลาน และยื่นมือไปกุมมือที่ยกขึ้นของนางเอาไว้แนบอก


   แล้วในวินาทีถัดมา ภาพที่ทำให้ทุกคนต้องตกตะลึงก็ปรากฏขึ้น!


   หลังจากที่เหยียนจิ่งอี้จับมือของอวี๋หงหลานแล้ว ร่างทั้งร่างของเขาก็กลับกลายเป็นใบไม้สีเขียวจำนวนมาก ใบไม้เหล่านั้นเปล่งแสงสีเขียวสดใส พวยพุ่งเข้าหาอวี๋หงหลานอย่างรวดเร็ว


   จากนั้นใบไม้ก็แทรกซึมเข้าสู่ร่างของอวี๋หงหลาน แสงสีเขียวห้องล้อมคลุมกายของนาง พยุงนางให้ลุกขึ้นจากพื้น


   เลือดที่ไหลออกจากร่างของอวี๋หงหลานหยุดไหลในทันที สภาพของนางดูดีขึ้นกว่าเดิมมาก นางนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น หมุนเวียนพลังวิญญาณทั่วทั้งร่าง


   ในขณะนั้น ทุกคนต่างหยุดฝีเท้า ไม่ก้าวเข้าไปใกล้กว่าเดิมอีก


   ไม่มีใครสนใจเลยด้วยซ้ำ ว่าเมฆาสีทมิฬอันเป็นทัณฑ์สวรรค์เหนือศีรษะนางจะหายไปเมื่อใด หรือท้องฟ้าอันกว้างใหญ่นั้น จะหวนกลับมาแจ่มใสเมื่อไร สายตาของทุกคนจับจ้องอยู่ที่อวี๋หงหลานแต่เพียงผู้เดียว


   หลังจากที่นางหมุนเวียนพลังวิญญาณ แสงสีเขียวบนร่างของนางก็ค่อยๆถูกแสงใหม่เข้าบดบัง


   นั่นคือแสงที่เป็นของนางเอง และไม่นาน ลมหายใจและพลังของนางก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว


   ภายในแสงนั้น ระยะเวลาผ่านไปราวหนึ่งเค่อ แสงทั้งหมดบนร่างของนางก็หายไป


   เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ในดวงตาของนางเปล่งประกายความมั่นใจมากขึ้น และนั่นก็คือความมั่นใจที่ผู้แข็งแกร่งพึงมี


   ศิษย์พี่หญิงใหญ่ ทะลวงขอบเขตบูรณาการขั้นต้นสำเร็จแล้ว!


   "ศิษย์พี่หญิงใหญ่!"


   ลู่ไป๋เวยวิ่งเข้าไปกอดนางด้วยความตื่นเต้นเป็นคนแรก


   เยี่ยหลิงหลงเดินตามมาด้านหลัง พลางมองดูศิษย์พี่หญิงใหญ่ผู้แข็งแกร่งที่สุดของพวกนางด้วยความดีใจ


   นางสังเกตเห็นว่าบาดแผลที่เต็มไปด้วยเลือดบนร่างของศิษย์พี่หญิงใหญ่นั้น กำลังฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว และแม้ว่าจะยังห่างไกลจากการหายสนิท แต่ก็เริ่มสมานตัวบ้างแล้ว


   นอกจากคราบเลือดที่แห้งกรังบนร่างแล้ว นางเองก็แทบจะมองไม่ออก ว่าศิษย์พี่หญิงใหญ่ของนางเป็นคนที่เพิ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสมา


   "ศิษย์พี่หญิงใหญ่ พี่เขยหายไปไหนแล้วเจ้าคะ? ทำไมไม่เห็นท่านเลยล่ะ?"


   ลู่ไป๋เวยมองซ้ายมองขวา หลังจากที่พี่เขยกลายร่างเป็นใบไม้ เขาก็หายไปแล้ว และไม่ปรากฏตัวอีกเลย


   "เขาทุ่มเทพลังทั้งหมดในการรักษาอาการบาดเจ็บให้ข้า สูญเสียพลังไปมาก จำเป็นต้องพักผ่อนสักระยะ"


   ลู่ไป๋เวยยังไม่ค่อยเข้าใจว่าการพักผ่อนกับการหายตัวไปมันสัมพันธ์กันอย่างไร แต่นางเป็นคนไม่ชอบคิดมาก และไม่ชอบสืบค้นถึงต้นตอของเรื่องราวต่างๆ


   ส่วนคนอื่นๆนั้น แม้จะสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง แต่ก็ยังไม่เข้าใจชัดเจนว่าเพราะเหตุใด


   มีเพียงเยี่ยหลิงหลงคนเดียว ที่ในใจของนางเริ่มจะคาดเดาบางอย่างได้


   ก่อนหน้านี้ ฟู่ฮ่าวซิงก็เคยบอกว่าพี่เขยผู้นี้ไม่ธรรมดา ตอนนี้ดูเหมือนว่าตัวตนของเขาจะไม่ใช่คนธรรมดาจริงๆสินะ


   แต่การคาดเดาของนางนั้น ช่างน่าเหลือเชื่อเกินไป นางจึงไม่คิดต่อ และแน่นอนว่านางจะไม่ถามใครด้วย


   ถึงอย่างไร หากศิษย์พี่หญิงใหญ่ต้องการให้พวกเขารู้ นางก็จะบอกเอง การที่ไม่พูดก็แสดงว่าเป็นความลับของพี่เขยเอง ดังนั้นพวกเขาจึงไม่กล้าถาม


   เหมือนกับเรื่องที่พี่เยี่ยเดินออกมาจากดอกวิญญาณ ทุกคนต่างก็สงสัยในใจแล้ว เพราะมันเป็นเรื่องผิดปกติ แต่เมื่อนางไม่อธิบาย คนอื่นก็ไม่ได้คิดที่จะถาม


   สำนักชิงเสวียนนั้น แม้จะเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่ทุกคนต่างมีความเป็นอิสระต่างกัน


   "ดังนั้น นับจากขณะนี้ พวกเราชาวสำนักชิงเสวียนทั้งหมด ได้ยกระดับความก้าวหน้าไปอีกขั้นแล้ว! ศิษย์พี่หญิงใหญ่ทะลวงถึงขอบเขตบูรณาการขั้นต้น ศิษย์พี่สามและศิษย์พี่สี่ทะลวงถึงขอบเขตหลอมสุญตาขั้นกลาง ศิษย์น้องหกและศิษย์น้องเจ็ดก็ทะลวงถึงขอบเขตหลอมสุญตาขั้นต้นสำเร็จแล้ว"


   ลู่ไป๋เวยหยุดชั่วครู่ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจอย่างยิ่ง "ส่วนข้า ก็ทะลวงถึงขอบเขตแปรเทวะขั้นปลายแล้ว!"


   แม้น้ำเสียงของนางจะดูเกินจริงไปบ้าง แต่ฟังแล้วทำให้ทุกคนรู้สึกดี รอยยิ้มจึงได้ผุดขึ้นบนใบหน้าของทุกคน บรรยากาศโดยรอบพลันเปลี่ยนเป็นรื่นเริงในทันที


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้ายังอยู่อันดับสุดท้ายไม่ใช่หรือ ก็ไม่ได้ทะลวงขั้นกันทุกคนนี่นา" จี้จื่อจั๋วพูดล้อเล่น


   "ศิษย์น้องเจ็ด สีหน้าเจ้าที่แกล้งศิษย์น้องหญิงเล็กนั่น ดูน่าเกลียดยิ่งกว่าตอนที่เจ้าโดนอสนีฟาดเสียอีก!" ลู่ไป๋เวยโต้กลับทันที


   จี้จื่อจั๋วได้ยินเช่นนั้นก็หยุดหัวเราะทันที


   "ศิษย์น้องเจ็ด เมื่อครู่ดูน่าอนาถขนาดไหนกันนะ? ข้าไม่ได้เห็น เล่าให้ข้าฟังหน่อยสิ" อวี๋หงหลานถามด้วยรอยยิ้ม


   "ก็ไม่ได้น่าอนาถอะไรมากหรอก แค่ผมพองฟู หน้าไหม้เกรียม ตัวติดพื้นลุกไม่ขึ้นเท่านั้นเอง" กู้หลินเยวี่ยนกล่าวเยาะหยัน


   "อืม… เหมือนคนที่ทำอาหารไม่เป็น ทอดไข่ติดกระทะ ขูดยังไงก็ไม่ออก" หยางจิ่นโจวเสริมขึ้นมาอีกประโยค


   มาถึงคราวของหนิงหมิงเฉิง เขาคิดคำเยาะเย้ยอะไรไม่ออกแล้ว เพราะดูเหมือนว่าสภาพของศิษย์น้องเขาจะตลกเกินไปจริงๆ ถ้าเขาหัวเราะไม่ดังพอหรือไม่นานพอ นั่นก็เท่ากับไม่ให้ความสำคัญกับศิษย์น้องโง่ๆคนนี้


   จี้จื่อจั๋วรู้ตัวแล้วว่าตนเองทำผิด


   การหยอกล้อศิษย์น้องหญิงเล็กไม่มีปัญหา แต่ต้องหัวเราะต่อหน้านางคนเดียวเท่านั้น หากว่าพลาดมาทำต่อหน้าศิษย์พี่ ศิษย์พี่หญิงคนอื่น ก็มีแต่จะถูกรุมประณามเท่านั้นเอง


   ช่างน่าสงสารจริงๆ


   หลังจากที่ทุกคนในสำนักชิงเสวียนเบิกบานใจกับการทะลวงขั้นและทะลวงขอบเขต พวกเขาก็พากันเดินทางกลับเมืองอู๋โยวอย่างองอาจ


   แม้ว่าการกลับไปเมืองอู๋โยวครั้งนี้ พวกเขาจะต้องเผชิญกับการต่อสู้ที่ดุเดือด แต่ในตอนนี้ พวกเขากลับมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม จึงไม่กลัวใครหน้าไหนทั้งสิ้น


   การต่อสู้ครั้งแรกนั้น ย่อมเกี่ยวข้องกับผลอู๋โยวอย่างแน่นอน


   เยี่ยหลิงหลงและลู่ไป๋เวยนั้น เก็บรวบรวมผลอู๋โยวได้สิบลูกเห็นจะได้ เขาใช้ไปสองลูก ยามนี้จึงเหลืออีกแปดลูก


   ครบแปดลูกเต็มๆเชียวนะ!


   ไม่เคยมีสำนักใดที่เก็บเกี่ยวผลอู๋โยวได้มากถึงแปดลูก แลหมายจะนำออกมาประมูล


   ปริมาณมากมายขนาดนี้ จะต้องสร้างความปั่นป่วนครั้งใหญ่อย่างแน่นอน


   เพราะผลอู๋โยวนั้นล้ำค่าและสำคัญเป็นอย่างยิ่ง มันคือตั๋วผ่านทางเข้าสู่ดินแดนลับบนต้นอู๋โยว ใต้ต้นอู๋โยวมีผลอู๋โยวอยู่ราวพันลูกเท่านั้นเอง


   ผู้ที่ได้รับผลอู๋โยวจะต้องรออยู่ในเมืองอู๋โยวหนึ่งเดือน และหลังจากนั้น ดินแดนลับบนต้นอู๋โยวจึงจะเปิดออก


   ที่นั่นเป็นสถานที่ที่ให้ผลตอบแทนมากกว่าใต้ต้นอู๋โยวเสียอีก แต่ก็เป็นที่ที่การแข่งขันดุเดือดกว่าด้วย


   ได้ยินเพียงว่า ทุกสำนักต่างให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง เมื่อเข้าไปใต้ต้นอู๋โยว ศิษย์จะมาด้วยตนเอง หรือมีแค่ผู้อาวุโสพามาเท่านั้น


   แต่เมื่อขึ้นไปบนต้นอู๋โยวแล้ว แม้แต่ประมุขทั้งเจ็ดสำนักก็ยังต้องมาด้วยตนเอง ไม่ต้องพูดถึงประมุขดินแดนของแต่ละพื้นที่ เพราะหากมีศิษย์ที่ได้ผลอู๋โยวมา พวกเขาก็จะมาด้วยตนเอง แทบจะไม่มีใครพลาดการใหญ่ครั้งนี้


   ใต้ต้นอู๋โยวนั้นแตกต่างจากดินแดนลับต้นอู่ดยวโดยสิ้นเชิง ดินแดนลับบนต้นอู๋โยวได้รับการดัดแปลงโดยบรรพบุรุษมาเมื่อหลายปีก่อน


   จะเรียกว่าดินแดนลับก็ไม่เชิง น่าจะเรียกว่าเวทีใหญ่ที่ใช้สำหรับแสดงพลังของสำนักและพลังของศิษย์แต่ละคนมากกว่า


   ความขัดแย้ง การปะทะ ล้วนรุนแรงเป็นที่สุด


   ดังนั้น ก่อนที่ดินแดนลับต้นอู๋โยวจะเปิด ในช่วงหนึ่งเดือนนี้ การซื้อขายผลอู๋โยวจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญขึ้นมาในทันที!



บทที่ 852: เรื่องแบบนี้จะมาเรียนตอนที่จะใช้ได้อย่างไร



   เยี่ยหลิงหลงและพรรคพวกของนางรีบมุ่งหน้าไปยังหุบเขาต้าอวี้เพื่อทะลวงขั้นและขอบเขต ทันทีที่กลับมาถึงเมืองอู๋โยว พวกเขาจึงแทบไม่รู้เรื่องราว และความเป็นไปของเมืองเลย


   เมื่อกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่ผ่านไปเจ็ดวัน ทันทีที่เดินผ่านประตูเมือง พวกเขาก็พบว่าเมืองอู๋โยวคึกคักกว่าเดิมมากนัก ผู้คนมากมายขึ้นกว่าเก่าหลายเท่า และไม่เพียงแต่จำนวนที่เพิ่มขึ้น การฝึกฝนของพวกเขาก็สูงด้วย


   ก่อนหน้านี้ ตอนที่ต้นอู๋โยวกำลังจะผลิดอก ผู้คนในเมืองส่วนใหญ่มีการฝึกฝนอยู่ในขอบเขตหลอมสุญตา ส่วนผู้ที่อยู่ในขอบเขตแปรเทวะมีน้อยกว่า และผู้ที่อยู่ในขอบเขตบูรณาการยิ่งมีน้อยเข้าไปอีก


   แต่ครั้งนี้เมื่อกลับเข้าเมืองอู๋โยว บนถนนใหญ่ในเมืองสามารถเห็นผู้ฝึกตนที่อยู่ในขอบเขตบูรณาการได้ไม่น้อย แต่ผู้ที่อยู่ในขอบเขตแปรเทวะกลับน้อยลงทุกทีๆ


   ดูเหมือนว่าในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ เหล่าประมุขและผู้อาวุโสจากสำนักต่างๆ รวมถึงประมุขดินแดนจากทุกพื้นที่ ได้มาถึงกันแล้ว


   บนถนนมีผู้คนมากมายและเรื่องราวมากมาย เยี่ยหลิงหลงและคณะไม่อยากหาเรื่องยุ่งยากที่ไม่จำเป็น จึงไม่ได้หยุดพักแต่อย่างใด เดินตรงกลับไปยังโรงเตี๊ยมที่จองไว้ก่อนหน้านี้


   ทันทีที่เดินเข้าไปในโรงเตี๊ยม ก็เห็นร่างที่กำลังตื่นเต้นวิ่งพรวดพราดออกมาจากด้านใน เห็นได้ชัดว่ากำลังจะกอดอวี๋หงหลานด้วยอ้อมกอดหมีอันใหญ่โต


   เห็นเพียงนางยกมือขึ้น ปัดฝ่ามือออกไปข้างหน้าโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย


   ร่างที่พุ่งออกมา มีปฏิกิริยาที่รวดเร็วมาก หลบหลีกการโจมตีของอวี๋หงหลานได้อย่างฉับไว ในจังหวะที่นางปัดผ่ามือกระจายพลังวิญญาณออกไป


   เสียง "โครม" ดังขึ้น


   พลังวิญญาณที่อวี๋หงหลานปล่อยออกไปทำลายโต๊ะเก้าอี้ด้านหลังของคนผู้นั้นแตกละเอียด


   "เจ้านี่มัน! อวี๋หงหลาน! ไม่เจอกันตั้งครึ่งปี! พอเจอหน้าก็ลงมือสังหารเลยรึ! นี่มันเกินไปแล้ว!" ฟู่ฮ่าวซิงยืนอยู่ด้านข้างต่อว่าอวี๋หงหลาน


   แต่อวี๋หงหลานกลับไม่แม้แต่จะมองเขาสักแวบ เดินผ่านข้างกายเขาไปเลย


   และเมื่อนางเดินมาถึงข้างโต๊ะเก้าอี้ที่แตกละเอียดเป็นผุยผง นางหยุดชั่วครู่ แล้วชี้ไปที่ฟู่ฮ่าวซิงที่ยืนอยู่ด้านหลังให้คนรับใช้ดู


   "โต๊ะเก้าอี้ที่เสียหายในร้านของพวกเจ้า คิดบัญชีกับเขาทั้งหมด"


   พูดจบ อวี๋หงหลานก็เดินจากห้องโถง เข้าไปในระเบียงทางเดิน มุ่งหน้าไปยังห้องพัก ทิ้งให้ฟู่ฮ่าวซิงยืนอยู่ตรงนั้น


   ทั้งโมโหทั้งขำ


   "เอาสิ! ไม่เจอกันครึ่งปี! พอทะลวงขอบเขตเข้าสู่ขอบเขตบูรณาการได้แล้ว ก็ทำเป็นเก่งนักนะ ปีกกล้าขาแข็งแล้ว ไม่เห็นข้าอยู่ในสายตาแล้วสินะ!"


   เยี่ยหลิงหลงเดินผ่านข้างกายฟู่ฮ่าวซิง พลางเอ่ยด้วยความหวังดี "ท่านประมุขคงจำผิดไปแล้ว แม้แต่ตอนที่ศิษย์พี่หญิงใหญ่ของข้ายังไม่ได้บรรลุขอบเขตบูรณาการ นางก็ไม่เคยสนใจท่านเลย"


   พี่น้องสตรีคู่นี้ ชักจะเหลิงเกินไปแล้ว


   ครึ่งปีที่ไม่ได้พบกัน ในที่สุดเขาก็หนีออกมาจากหุบเหวไร้สิ้นสุด มาถึงเมืองอู๋โยวได้


   แต่พวกนางกลับไม่มีคำดีๆสักคำที่จะพูดกับเขาเลยหรือ?


   ขณะที่เขากำลังขุ่นเคืองใจ จู่ๆก็พบว่าขบวนของอวี๋หงหลานได้เดินผ่านหน้าเขาไปจนหมด


   เขารอพวกนางมาหลายวัน เพราะมีธุระสำคัญจะหารือแท้ๆ!


   ดังนั้น เขาจึงรีบก้าวเร็วๆ เร่งฝีเท้าตามไปขวางทางเยี่ยหลิงหลงไว้ ก่อนที่นางจะเข้าห้อง


   "หลิงหลง รอก่อน!"


   "ท่านประมุขหุบเหวมีอะไรหรือ?"


   "เมื่อครึ่งปีก่อน สหายของเจ้าเคยบอกข้า ถึงตำแหน่งที่อยู่ของขวดกักวิญญาณที่ขังวิญญาณของข้าไว้"


   "ท่านประมุขหุบเหวหาเจอแล้วหรือ?"


   "เจอแล้ว! ตามที่เขาบอกมา ข้าหาเจอจริงๆด้วย!"


   ฟู่ฮ่าวซิงแสดงสีหน้าตื่นเต้น น้ำเสียงไม่มีความนิ่งเฉยเช่นในอดีตอีกต่อไป ผ่านมาร้อยกว่าปีแล้ว ในที่สุดเขาก็เห็นความหวังแล้ว


   การที่ได้พกพาขวดกักวิญญาณใบนั้นติดตัว ในที่สุดเขาก็สามารถออกจากหุบเหวไร้สิ้น และมาถึงเมืองอู๋โยวอันห่างไกลแห่งนี้ได้


   แต่เขาไม่ต้องการเพียงแค่พกพาขวดกักวิญญาณไปตลอด เขาต้องการรวมไตรวิญญาณ สัตตะสำนึกของตนให้ครบ เขาต้องการเป็นคนที่สมบูรณ์!


   "ขอแสดงความยินดีกับท่านประมุขหุบเหว"


   "แต่ข้ายังมีเรื่องขอร้องอีกสักอย่าง ข้าคงไม่อาจแบกขวดกักวิญญาณนี้ไปตลอดชีวิต ข้าอยากทำให้วิญญาณของตัวเองสมบูรณ์ เรื่องนี้ข้าทำเองไม่ได้ ไม่ทราบว่าท่านผู้สูงส่งท่านนั้น จะช่วยข้าได้หรือไม่?"


   เมื่อได้ยินคำว่า "ท่านผู้สูงส่ง" เยี่ยหลิงหลงถึงกับตอบสนองไม่ทันในทันที


   เมื่อเห็นเยี่ยหลิงหลงลังเลอยู่ชั่วขณะ ฟู่ฮ่าวซิงก็อดรนทนไม่ไหว


   "ค่าตอบแทน สามารถเรียกเท่าไหร่ก็ได้ หากข้าจ่ายได้ในตอนนี้ ข้าจะไม่ลังเลแม้แต่น้อย หากข้าจ่ายไม่ไหวในตอนนี้ ข้าก็จะใช้เวลาที่เหลือในชีวิตมาชดใช้ให้เจ้าเอง"


   "งั้นท่านรอสักครู่ ข้าจะไปถามเขาก่อน"


   เยี่ยหลิงหลงพูดจบก็เคาะประตูห้องข้างๆ


   "พี่เยี่ย ท่านหลับแล้วหรือ?"


   "เข้ามาได้"


   เยี่ยหลิงหลงผลักประตู พาฟู่ฮ่าวซิงเดินเข้าไปในห้องของเยี่ยชิงเสวียน


   ตอนนี้เขากำลังนอนตะแคงอยู่บนเตียง เตรียมจะงีบหลับอีกครั้ง


   "สวัสดีท่านผู้สูงส่ง ข้าขออภัยที่รบกวน มีเรื่องจะขอร้องน่ะขอรับ"


   "ข้าจำได้ว่า ท่านเคยสัญญาว่าจะสร้างเรือเหาะให้เสี่ยวเยี่ยใช่หรือไม่?"


   "ใช่ขอรับ แต่ตอนนั้นข้าสัญญาว่าถ้านางบรรลุถึงขอบเขตแปรเทวะขั้นกลางภายในครึ่งปี ข้าถึงจะสร้างให้ แต่นางทำไม่สำเร็จ ข้าเลยไม่ได้สร้างให้นาง แต่หากท่านประสงค์ ข้าจะทุ่มเทสร้างเรือเหาะให้นางอย่างแน่นอน"


   "ไม่ต้องสร้างแล้ว แค่ให้หินวิญญาณหนึ่งล้านห้าแสนก้อนกับนางก็พอ"


   ฟู่ฮ่าวซิงชะงักไป มองดูเยี่ยชิงเสวียน แล้วหันไปมองเยี่ยหลิงหลง


   เขาคงรู้จุดประสงค์ที่ข้ามาแล้วสินะ? นี่คือค่าตอบแทนอย่างนั้นหรือ?


   "หนึ่งล้านห้าแสนก้อนน่ะข้ามีอยู่แล้ว แต่ท่านรู้หรือไม่ว่าข้าต้องการอะไร?"


   "รู้"


   ฟู่ฮ่าวซิงดีใจจนเกินคาด


   "เช่นนั้น ท่านก็ตกลงจะช่วยซ่อมแซมดวงวิญญาณให้ข้าใช่หรือไม่?"


   "ใครรับของดีของเจ้าไป ก็ไปหาคนนั้นให้ช่วยซ่อมแซมสิ"


   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ไม่เพียงแค่ฟู่ฮ่าวซิงที่ตะลึง แม้แต่เยี่ยหลิงหลงก็ยังอึ้งไปด้วย


   "ท่าน! ข้าสามารถตอบสนองทุกข้อเรียกร้องของท่านได้ โปรดอย่าปฏิเสธข้าเลยนะขอรับ"


   "ข้าไม่ได้ปฏิเสธเจ้านะ ข้าแค่ชี้ตัวคนให้เจ้าเท่านั้นเอง"


   ฟู่ฮ่าวซิงมองดูเยี่ยชิงเสวียน แล้วก็มองดูเยี่ยหลิงหลง เพราะเขายังรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง


   "เจ้ารู้วิธีซ่อมแซมดวงวิญญาณหรือ?"


   "ข้าไม่รู้หรอก"


   "เช่นนั้นก็ความหมายของเขา..."


   เยี่ยหลิงหลงหันหน้ามามองดูเยี่ยชิงเสวียนด้วยความสงสัย


   "บนชั้นหนังสือของเจ้า มีตำราซ่อมแซมดวงวิญญาณอยู่เล่มหนึ่งนะ"


   เยี่ยหลิงหลงชะงักไปครู่หนึ่ง เพราะนางยังไม่ทันได้พูดอะไร ฟู่ฮ่าวซิงก็อดรนทนไม่ไหวพูดออกมาด้วยความตื่นเต้น


   "ไม่ได้นะ! เรื่องแบบนี้จะมาเรียนตอนที่จะใช้ได้อย่างไร การซ่อมแซมดวงวิญญาณไม่ใช่การปะชุนรูที่เสื้อผ้านะ จะมาทำแบบลวกๆได้อย่างไร ท่านผู้สูงส่ง ท่านผู้สง่างาม ท่านไม่ได้กำลังล้อข้าเล่นใช่หรือไม่?"


   "ข้าไม่ได้ล้อเจ้าเล่นหรอก ข้าไม่มีพลังวิญญาณ ข้าจึงไม่สามารถซ่อมแซมสิ่งใดได้"


   "นี่… นี่..."


   ฟู่ฮ่าวซิงเคยคิดว่าตนเองต้องซ่อมแซมดวงวิญญาณนี้ อาจต้องจ่ายราคาที่แพงมาก แต่ไม่เคยคิดว่าจะเป็นราคาเช่นนี้เลย


   เขามองดูเยี่ยหลิงหลงไปมาหลายรอบ ยังคงรู้สึกว่านางไม่ค่อยน่าเชื่อถือและยากที่จะยอมรับได้


   นั่นเป็นดวงวิญญาณของเขาเลยนะ จะให้นางมานั่งอ่านตำราเล่มเดียวแล้วลงมือเลยได้อย่างไร


   นางไม่มีประสบการณ์เลย หากล้มเหลวจะทำอย่างไร?


   เยี่ยหลิงหลงเห็นเช่นนั้นก็หันหน้ามาถามด้วยสีหน้าขบขัน


   "ท่านประมุขหุบเหว ท่านคิดเห็นอย่างไร เจ้าคะ?"


   "ข้าคิดว่าไม่ได้!" ฟู่ฮ่าวซิงปฏิเสธทันทีโดยไม่ต้องคิด


   "น่าเสียดายจริงๆ"


   "เสียดายอะไร? หรือว่าเจ้ามีความมั่นใจมากขนาดนั้นเชียวหรือ?"


   "ไม่ใช่อย่างนั้นเสียหน่อย ข้าเสียดายเงินหนึ่งล้านห้าแสนที่ไม่ได้มาอยู่ในมือข้าต่างหาก"


   ไม่ใช่แค่นั้น นั่นคือดวงวิญญาณของเขา หากไม่ระวังอาจทำให้วิญญาณแตกสลายได้


   นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆนะ!


   จริงจังหน่อยได้ไหม?


   ฟู่ฮ่าวซิงรู้สึกว่าจิตใจเริ่มสั่นคลอน แต่ยังไม่ถึงขั้นพังทลายลงไป


   "เรื่องนี้ต้องวางแผนอย่างรอบคอบ"


   เยี่ยหลิงหลงพยักหน้าเบาๆ ให้ความเคารพต่อความต้องการของผู้เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่


   เมื่อเห็นนางเป็นเช่นนั้น ฟู่ฮ่าวซิงก็สะบัดแขนเสื้อ วิ่งออกไปด้วยความโมโหและร้อนใจเป็นอย่างยิ่ง


   เยี่ยหลิงหลงหันกลับไปมองอีกครั้ง เยี่ยชิงเสวียนหลับไปแล้ว นางจึงไม่รบกวนและปิดประตูออกจากห้องของเขา


   นางกลับมาพักผ่อนที่ห้องของตัวเองสักครู่ เพิ่งจะกินผลไม้วิญญาณไปได้ไม่กี่ลูก จู่ๆก็มีข้อความใหม่ส่งมาที่แผ่นหยกของนาง


   นางเปิดดู ศิษย์พี่หญิงห้า ศิษย์พี่หก และศิษย์พี่เจ็ดชวนนางออกไปเที่ยวเล่น


   เยี่ยหลิงหลงไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบลุกออกไปทันที แต่พอเพิ่งเปิดประตูห้อง ยังไม่ทันก้าวออกไป นางก็ชะงักค้างอยู่กับที่



บทที่ 853: เขาตื่นเต้นจนแทบจะเป็นบ้า



   เงาร่างที่ดูเหนื่อยล้า นั่งอยู่บนขั้นบันไดหินหน้าประตูห้องของนาง และหันหลังให้นาง


   ฟู่ฮ่าวซิงถือแผ่นหยกไว้ในมือ พลิกดูมัน ซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายครั้ง ไม่ได้ส่งข่าวอะไรออกไป และก็ไม่ได้รับข่าวใหม่เข้ามา แต่ก็ยังคงพลิกดูไม่ยอมวาง


   ราวกับเสียดายที่จะวางมันลง


   เยี่ยหลิงหลงไม่อยากรบกวนความเศร้าของเขา จึงค่อยๆปิดประตู แล้วเพื่อไม่ให้มีเสียงฝีเท้า นางถึงกับลอยตัวต่ำๆ เตรียมจะแอบออกไปพบกับศิษย์พี่ และศิษย์พี่หญิงเพื่อออกไปดูความคึกคักด้วยกัน


   ใครจะรู้ว่า พอนางเพิ่งลอยตัวขึ้น ยังไม่ทันได้หนีไปด้วยซ้ำ


   ร่างที่ดูเหนื่อยล้านั้นก็หันกลับมาทันที


   "เจ้ากำลังจะไปหาที่เงียบๆ เพื่ออ่านหนังสือศึกษาวิชาซ่อมวิญญาณใช่หรือไม่?"


   เยี่ยหลิงหลงพลันชะงักเมื่อเผชิญกับสายตาที่เต็มไปด้วยความจนใจและกลัดกลุ้มของฟู่ฮ่าวซิง ดูจากฝีเท้าที่ร่าเริงของนาง มันดูเหมือนจะไปอ่านหนังสือตรงไหนกัน?


   แต่สายตาของเขาดูจะร้อนแรงเกินไป นางรู้สึกว่าไม่อยากทำลายความหวัง จึงเงียบไปสองสามวินาที เพื่อคิดหาคำตอบที่นุ่มนวล


   "ข้ารู้อยู่แล้วล่ะ ที่จริงท่านเองก็คงอยากให้ข้าซ่อมวิญญาณให้ใช่หรือไม่? ถ้าทำสำเร็จ เจ้าก็จะกลายเป็นผู้มีพลังวิญญาณที่หายากที่สุดในโลกหล้าผู้ฝึกเซียน"


   "แต่ท่านประมุข ที่จริงแล้วข้า..."


   "ข้ารู้! การจะหาคนที่วิญญาณไม่สมบูรณ์เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เจ้าเองก็คงไม่อยากปล่อยโอกาสนี้ไป แต่ว่าข้า..."


   "ข้ารู้ว่าท่านไม่ไว้ใจข้า พูดตามตรง ตัวข้าเองก็..."


   ทุกครั้งที่เอ่ยปากพูดก็ถูกขัดจังหวะ เยี่ยหลิงหลงไม่รู้ว่าฟู่ฮ่าวซิงตั้งใจจะฟังคำตอบของนางหรือไม่


   "ข้าต้องการเวลาสักหน่อย"


   "ข้ายังต้องการเวลาเพิ่มเพื่อโน้มน้าวตัวเอง เพราะถึงอย่างไรนี่ก็เป็นเรื่องของวิญญาณไม่ใช่ร่างกาย จะผิดพลาดแม้แต่น้อยไม่ได้"


   "ข้าจะ..."


   "เจ้าบอกข้ามาก่อนสิ ว่าเจ้ามีความมั่นใจเท่าใด?"


   เยี่ยหลิงหลงสูดหายใจลึก


   ในแผ่นหยก ศิษย์พี่หญิงห้าของนางเริ่มเร่งเร้านาง


   "ท่านประมุขหุบเหว เรื่องเป็นอย่างนี้นะเจ้าคะ ข้าไม่เคยศึกษาวิชาซ่อมวิญญาณมาก่อนเลย ที่จริงข้าเองก็ไม่มีความมั่นใจเลยสักนิด หากเป็นไปได้ท่านลองถามผู้อื่นดูดีหรือไม่? ในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนมีผู้มีความสามารถมากมาย ต้องมีผู้ที่สามารถช่วยท่านได้แน่นอน ท่านเป็นผู้มีความรู้กว้างขวาง มีเครือข่ายความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่ง อีกทั้งยัง..."


   ตอนที่เยี่ยหลิงหลงพูดช่วงแรก ฟู่ฮ่าวซิงยังขมวดคิ้วด้วยท่าทางไม่พอใจอย่างมาก แต่ต่อมา ไม่รู้ว่านางพูดประโยคไหนผิดไป เขาถึงได้ก้าวขาเข้ามาข้างหน้าหนึ่งก้าว โดยไม่รอให้นางพูดจบ แล้ววางมือทั้งสองข้างลงบนบ่าของนาง


   "ข้าเชื่อใจเจ้า"


   "หา?"


   "ข้าเตรียมใจเอาไว้แล้ว พวกเราไปดูหนังสือกันตอนนี้เลยดีหรือไม่ ข้าจะอยู่เป็นเพื่อนเจ้าเอง…"


   เยี่ยหลิงหลงกำลังจะปฏิเสธ แต่ดวงตาของฟู่ฮ่าวซิงเต็มไปด้วยความเศร้าโศก เจ็บปวด และดิ้นรนต่อสู้ และที่สำคัญคือมันกำลังจ้องมองนางอย่างแน่วแน่!!


   ราวกับว่าตอนนี้ เขาเปราะบางราวกับใบไม้ใบหนึ่ง เพียงแค่ลมแรงนิดหน่อย ก็อาจจะพัดพาให้มันให้แตกสลายและฉีกขาดได้


   ยิ่งไปกว่านั้น นางยังเห็นแววข่มขู่ในดวงตาของเขาด้วย หากนางกล้าปฏิเสธ เขาคงแขวนคออยู่หน้าประตูนี้แน่ๆ


   เยี่ยหลิงหลงสูดหายใจลึกหลายครั้ง


   ‘ช่างเถอะ’


   ร้อยกว่าปีแล้ว รอจนถึงวันนี้ก็ยากเย็นยิ่งนัก เขาก็ไม่ใช่ว่าจะผ่านมันมาได้ง่ายๆเสียที่ไหน


   อายุปูนนี้แล้ว หากทนรับความกระทบกระเทือนครั้งนี้ไม่ไหว อาจจะผูกคอตายจริงๆก็ได้


   "หรือว่า ข้าจะลองดู?"


   "เช่นนั้นเราไปกันเถอะ!"


   ฟู่ฮ่าวซิงคว้าข้อมือของนาง พาเข้าไปในห้องแยกของโรงเตี๊ยม


   ระหว่างที่ถูกลากตัวไป เยี่ยหลิงหลงรีบส่งข้อความไปบอกศิษย์พี่หญิง ว่าวันนี้ต้องขอยกเลิกนัดก่อน


   ทั้งสองเข้ามาในห้องแยก ซึ่งเป็นห้องสงบจิต ภายใต้สายตาเร่งเร้าของฟู่ฮ่าวซิง เยี่ยหลิงหลงหยิบตำราซ่อมวิญญาณจากชั้นหนังสือของนาง


   พอหยิบตำราออกมา ฟู่ฮ่าวซิงก็รีบคว้าไปเปิดดูทันที


   เขาเบิกตากว้าง พลิกดูทีละหน้าทีละหน้าอย่างรวดเร็วจนจบเล่ม แล้วก็เริ่มพลิกกลับไปที่หน้าแรกอีกครั้ง


   เขาเปิดตำราตรงหน้านาง ชี้ไปที่สัญลักษณ์แรกแล้วถามว่า


   "สัญลักษณ์นี้หมายความว่าอย่างไร?"


   เยี่ยหลิงหลงกวาดตามองอย่างรวดเร็ว นี่เป็นเพียงสัญลักษณ์พื้นฐานที่เกี่ยวกับหนังสือพลังวิญญาณ แต่เขายังต้องถาม แม้แต่เรื่องนี้ แสดงว่าเขาไม่รู้อะไรเลยจริงๆ


   "ถ้าอย่างนั้น เจ้าลองบอกข้ามาก่อนสิ ว่าในหน้านี้ เจ้ารู้จักตรงไหนบ้าง?"


   ฟู่ฮ่าวซิงกวาดตามองรอบหนึ่ง แล้วชี้นิ้วลงไป


   "ตรงนี้"


   เยี่ยหลิงหลงมองดูแวบหนึ่ง


   “นั่นคือเลขหน้าของหนังสือ”


   "อ้อ"


   "ตอนนี้เจ้าจะอธิบายให้ข้าฟังได้หรือยัง?"


   เยี่ยหลิงหลงปิดหนังสือ แล้วดึงกลับมาถือไว้


   "ไม่ได้"


   "เหตุใดล่ะ?"


   ‘เหตุใด? เขายังถามว่าเหตุใดอีกหรือ?’


   รอให้ข้าสั่งสอนเขาเสร็จ วิญญาณของเขาก็คงไม่ต้องใช้อีกแล้วล่ะ


   "ท่านประมุข ขอรบกวนท่านออกไปก่อน ข้าไม่ชอบให้ใครมารบกวนตอนอ่านหนังสือ และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของข้า ขอท่านรออย่างสงบเงียบอยู่ด้านนอก ข้าสัญญาว่าจะรีบทำความเข้าใจ และให้คำตอบแก่ท่านโดยเร็ว"


   "แต่ว่า..."


   "ไม่เช่นนั้น พวกเราค่อยปรึกษากันใหม่ดีหรือไม่? ข้าไม่รีบร้อนนะ"


   "ข้าจะออกไปเดี๋ยวนี้เลย"


   ฟู่ฮ่าวซิงลุกขึ้นเดินออกจากห้องสงบจิตโดยไม่พูดอะไรอีก


   ตอนปิดประตูห้อง ยังทำอย่างแผ่วเบา แทบไม่มีเสียงดังเลยด้วยซ้ำ


   เยี่ยหลิงหลงส่ายหน้าพลางยิ้มขำ


   นางเริ่มเปิดตำราซ่อมวิญญาณ แล้วเริ่มอ่านทีละหน้า


   วิชานี้เข้าใจยากและซับซ้อน สัญลักษณ์หลายอย่าง นางเองก็ไม่รู้จัก จึงต้องค้นหาความหมายจากตำราโบราณมาแปล


   นางทั้งแปล และทั้งเรียนรู้ พร้อมกับจดบันทึกไปพร้อมกัน


   เวลาผ่านไปโดยไม่รู้ตัว นางใช้เวลาอยู่ในห้องสงบจิตถึงสามวันเต็มๆ กว่าจะเข้าใจทฤษฎีพื้นฐานของวิชานี้


   นางยังต้องฝึกฝนอีกมากกว่าจะกล้าลงมือทำ อีกทั้งยังต้องใช้วัตถุดิบล้ำค่าจำนวนมากในการซ่อมแซมวิญญาณครั้งนี้


   นางเก็บตำราแล้วลุกขึ้นเดินออกจากห้อง เตรียมจะไปชี้แจงกับฟู่ฮ่าวซิง


   แต่เมื่อนางเพิ่งผลักประตูห้องเปิด ก็เห็นเงาร่างที่ดูโทรมกว่าเมื่อสามวันก่อนปรากฏอยู่ที่บันไดหินหน้าประตู


   "เจ้าเรียนรู้เสร็จแล้วหรือ?"


   "ในทางทฤษฎี ข้าเข้าใจแล้ว แต่ต้องการฝึกฝนอีกมาก"


   เยี่ยหลิงหลงพูดจบ ก็ส่งกระดาษสองแผ่นให้เขา


   "นี่คืออสูรที่ข้าต้องการให้ท่านไปจับมาให้ข้า วิญญาณของพวกมันค่อนข้างใกล้เคียงกับมนุษย์มากเลยล่ะ ข้าต้องการใช้มันเพื่อฝึกฝน ส่วนอีกอันคือของที่จำเป็นสำหรับการซ่อมแซมวิญญาณ ต้องรวบรวมให้ครบก่อน จึงจะซ่อมแซมให้ท่านได้"


   ฟู่ฮ่าวซิงมองดูกระดาษสองแผ่นนี้ และได้ยินคำพูดของเยี่ยหลิงหลง


   ความกังวลที่ค้างคาในใจก็ผ่อนคลายลงในที่สุด


   ที่แท้เยี่ยหลิงหลงก็เป็นคนที่ไว้ใจได้ เพราะเพียงแค่กระดาษสองแผ่นในมือก็แสดงให้เห็นว่านางทุ่มเทจริงๆ นางต้องมีความมั่นใจ และต้องทำได้แน่นอน


   และนางจะไม่ทำให้เขากลายเป็นคนโง่อย่างแน่นอน


   "ข้าจะรีบไปจับอสูรมาให้เจ้าเดี๋ยวนี้ หรือไปซื้อจากตลาดก็ได้ ส่วนของพวกนี้ มีหลายอย่างที่มีค่ามาก ต้องไปดูที่ร้านค้าหรือโรงประมูล ถ้าไม่ได้ก็ต้องทำประกาศรางวัล"


   "อย่ากังวลไป ช่วงนี้โรงประมูลในเมืองอู๋โยวคึกคักเป็นที่สุดมิใช่หรือ? ทั้งคนก็มาก ของก็มาก พวกเราไปดูกัน บางทีอาจจะซื้อได้ครบก็ได้"


   "ดีมาก! ไม่ว่าจะต้องใช้เงินมากเท่าไหร่ ข้าจะต้องทำให้ดวงวิญญาณของข้าสมบูรณ์ให้ได้!"


   ฟู่ฮ่าวซิงรู้สึกตื่นเต้นอย่างมาก


   หนึ่งร้อยปีแล้ว


   ในช่วงเวลาอันมืดมนนี้ เขาเคยคิดอยากตาย เคยคิดอยากแก้แค้นทุกคนด้วยความบ้าคลั่ง แต่ก็หาทางออกและความหวังไม่เจอเสียที


   แต่ตอนนี้ ขอเพียงแค่ดวงวิญญาณของเขากลับมาสมบูรณ์ เขาก็จะได้กลายเป็นคนปกติที่สมบูรณ์


   เขาจะได้ใช้ชีวิตอย่างปกติ ฝึกฝนอย่างปกติ และไปที่ไหนก็ได้ตามที่เขาต้องการ!


   แบบนี้จะให้เขาไม่ตื่นเต้นได้อย่างไร?


   เขารู้สึกตื่นเต้นจนเกือบจะเป็นบ้าอยู่แล้ว



บทที่ 854: ส่วนแบ่งการตลาด!!



   "เจ้าไปรวบรวมอสูรพวกนี้ก่อน ข้ากับศิษย์พี่และศิษย์พี่หญิงจะไปดูที่โรงประมูล"


   "ได้ ขอบคุณเจ้าจริงๆ ข้าขอบคุณเจ้ามาก!"


   ฟู่ฮ่าวซิงวิ่งจากไปอย่างมีความสุข พร้อมกับกระดาษสองแผ่นนั้น ร่างที่จากไปดูเหมือนคนโง่งมที่เินอยู่จามถนนไม่มีผิด


   และหลังจากที่เยี่ยหลิงหลงออกจากห้องสงบจิต นางเองก็ตั้งใจจะไปที่ห้องของเยี่ยชิงเสวียนก่อน แต่ใครเลยจะรู้ ว่าวันนี้เยี่ยชิงเสวียนกลับตื่นอยู่ ดูแล้วช่างผิดปกติเป็นอย่างยิ่ง มิใช่เพียงแค่นั้น เพราะเขายังนั่งอาบแดดอยู่ที่ลานอีกด้วย


   เมื่อเห็นนางเดินมา สีหน้าของเขาก็ไม่ได้แปลกใจแต่อย่างใด


   "เรียนรู้สำเร็จแล้วหรือไม่? สามวัน ถือว่าเป็นไปตามที่ข้าคาดไว้พอดี"


   "เหตุใดท่านถึงต้องหลอกเขาด้วย?"


   "ข้าไม่ได้หลอกเขา"


   "ก็ท่านบอกว่าท่านไม่มีพลังวิญญาณเลยไม่สามารถเติมเต็มความต้องการของเขาได้ แต่หลังจากที่ข้าได้เรียนวิชาซ่อมวิญญาณจนครบถ้วน นอกจากต้องใช้พลังจิตแล้ว ก็ไม่มีส่วนใดที่ต้องใช้พลังวิญญาณเลย ท่านเองก็น่าจะทำได้มิใช่หรือ?"


   "แต่ข้าก็ไม่ได้โกหกนะ"


   เมื่อเห็นเยี่ยหลิงหลงทำหน้างุนงง เยี่ยชิงเสวียนจึงยักไหล่พลางกางมือทั้งสองข้าง


   "ข้าไม่มีพลังวิญญาณ ข้าจึงไม่สามารถซ่อมแซมวิญญาณของเขาได้ ทั้งสองประโยคล้วนเป็นความจริง แต่มันไม่ได้เป็นเหตุเป็นผลกันก็เท่านั้น"


   เป็นแบบนี้ได้ด้วยหรือ?


   "เยี่ยงเหตุใดท่านถึงซ่อมไม่ได้?"


   "เรื่องนี้ยุ่งยากยิ่งนัก เรื่องเล็กๆแค่นี้ เจ้าก็ทำได้"


   เยี่ยหลิงหลงนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่


   "แล้วท่านมีเรื่องสำคัญอะไรต้องทำหรือ?"


   เยี่ยชิงเสวียนชี้ไปที่ท้องฟ้า พลางหัวเราะเบาๆ พูดว่า "อาบแดดอย่างไรเล่า"


   "ท่านพูดจริงหรือ?"


   "ข้าพูดจริง"


   เยี่ยหลิงหลงอ้าปาก หมายจะพูดบางสิ่ง ทว่านางกลับไม่สามารถเรียบเรียงคำพูดที่เหมาะสมออกมาได้แม้เพียงคำเดียว


   น้ำเสียงของเยี่ยชิงเสวียนนั้น ไม่เหมือนกำลังโกหก แต่ก็ไม่ได้จริงจังกับคำตอบเท่าใดนัก


   ‘การอาบแดดจึงสำคัญกับเขามากขนาดนั้นเลยหรือ?’


   แต่พอมานั่งคิดอีกที ก่อนหน้านี้เขาก็แค่นั่งๆนอนๆ ดูเหมือนไม่เคยออกมาอาบแดดด้วยตัวเองเลย บางทีร่างกายของเขาอาจจะฟื้นฟูมาถึงระดับหนึ่งแล้วกระมัง?


   "ท่าน..."


   ขณะที่เยี่ยหลิงหลงกำลังจะถาม เสียงของลู่ไป๋เวยก็ดังมาจากด้านหลัง


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้ารีบออกมาเร็วเข้า! ช้าไปกว่านี้ พวกเราจะพลาดการประมูลครั้งสำคัญนะ!"


   "โอ้! ข้ามาแล้วเจ้าค่ะ!" เยี่ยหลิงหลงตอบรับเสียงหนึ่ง จากนั้นก็หันไปพูดกับเยี่ยชิงเสวียนว่า


   "ท่านอยู่ที่นี่ดีๆนะ อย่าได้เพ่นพ่านไปไหนซะล่ะ"


   เยี่ยชิงเสวียนยิ้มพลางพยักหน้า ดูแล้วช่างว่าง่ายเป็นที่สุด


   แต่เยี่ยหลิงหลงรู้ดีว่า คนผู้นี้ชั่วร้าย ความคิดของเขาแอบซ่อนและฝังลึกไปจนถึงกระดูก


   หลังจากหายหน้าไปสามวัน ครั้งนี้เยี่ยหลิงหลงก็ได้ออกไปกับศิษย์พี่หญิงห้า ศิษย์พี่หก และศิษย์พี่เจ็ดตามที่นัดกันไว้


   พวกเขาอายุน้อยกว่าคนอื่นๆ และชอบสนุกสนานรื่นเริง ดังนั้นเวลาออกไปเที่ยวเล่น พวกเขามักจะไปด้วยกันเป็นกลุ่ม


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก หากเจ้าไม่ออกมา จะพลาดความสนุกมากมายเชียวล่ะ! ต้องบอกว่าช่วงนี้เมืองอู๋โยวคึกคักเป็นพิเศษเลย!"


   ระหว่างทาง ลู่ไป๋เวยอดไม่ได้ที่จะพูดคุยกับนาง จ้อจนไม่หยุด


   พอมานับๆวันดูแล้ว หลังจากออกมาจากใต้ต้นอู๋โยว พวกเขาไปหุบเขาต้าอวี้ ก็ราวเจ็ดวันแล้ว หลังจากนั้นนางก็อยู่ในห้องสงบจิตอีกสามวัน นับว่าพวกเขาใช้เวลาผ่านไปสิบวันเต็มๆ


   เหลืออีกยี่สิบวัน ก็จะถึงวันที่ดินแดนลับบนต้นอู๋โยวเปิดแล้ว เวลาผ่านไปหนึ่งในสามส่วนแล้ว การแข่งขันต่างๆ ย่อมถึงจุดเดือดเป็นธรรมดา


   ตอนนี้พวกเขาออกไปดู ข้างนอกคึกคักเป็นอย่างยิ่ง


   และวันนี้ลู่ไป๋เวยก็พาพวกเขาไปที่หอการค้าสตุรทิศ และด้วยความที่นางเป็นสายเลือดของประมุขสำนักจันทราพิฆาต นางจึงได้รับป้ายของแขกพิเศษ ของหอการค้าจตุรทิศมาอย่างง่ายดาย และการประมูลครั้งนี้ ก็ยังจัดห้องรับรองไว้ให้นางอีกด้วย


   ทั้งสี่คนถูกนำพาเข้าไปในห้องรับรองอย่างราบรื่นทันที


   ต้องบอกว่าตำแหน่งของห้องรับรองนั้นดีมาก จากที่นั่งในห้อง พวกนางสามารถมองเห็นสถานการณ์บนเวทีประมูลได้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังมองเห็นสถานการณ์ที่นั่งผู้ชมด้านล่างได้ด้วย อาจกล่าวได้ว่าสามารถมองเห็นการประมูลทั้งหมดได้อย่างทั่วถึง


   และเมื่อพวกเขาเข้าไป บนโต๊ะในห้องรับรองได้จัดวางผลไม้วิญญาณ อาหาร สุราวิญญาณ และน้ำทิพย์อันหวานล้ำไว้พร้อมสรรพ ช่างเป็นการต้อนรับที่หรูหราจริงๆ


   เยี่ยหลิงหลงกินผลไม้คำหนึ่ง แล้วถามอย่างสงสัยว่า


   "สถานการณ์ในการประมูลช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง"


   ลู่ไป๋เวยได้ยินเช่นนั้นก็ตอบว่า "จุดที่น่าสนใจที่สุดของการประมูลช่วงนี้คือการแย่งชิงผลอู๋โยวนั่นแหละ ศิษย์น้องหญิงเล็กเจ้าคงไม่รู้ แต่ว่าราคาของผลอู๋โยวตอนนี้ พุ่งขึ้นไปถึงสามล้านเก้าแสนต่อลูกแล้วนะ!"


   เยี่ยหลิงหลงเลิกคิ้วขึ้นทันที ต้องบอกว่าราคานี้ไม่ใช่น้อยๆเลย


   ก่อนหน้านี้ตอนที่นางเห็นประกาศรางวัลของผลอู๋โยว รางวัลอยู่ที่สามล้าน ทว่าตอนนี้กลับเพิ่มขึ้นมาอีกเก้าแสนแล้ว!!


   ผลอู๋โยวไม่ใช่ของหายากที่มีแค่หนึ่งหรือสองผล


   ทว่าทั่วทั้งเมืองอู๋โยวมีตั้งพันผล แต่ราคาต่อผลแพงมากขนาดนี้


   แล้วสามล้านเก้าแสนนั้น ในหนึ่งพันลูกนั้น มันมากขนาดไหนกัน?


   เมื่อชิวจื้อเหลียงซื้อชีวิตของเส้าจ่างคุนก็ควักเงินจ่ายเพียงแค่ห้าล้านเท่านั้น ทั้งยังโดนเยี่ยหลิงหลงหลอกเอาด้วย


   "คนขายผลอู๋โยวมีมากหรือไม่?"


   ลู่ไป๋เวยรีบเอ่ยปากตอบว่า


   "ไม่มากหรอก โดยทั่วไปแล้ว ผลอู๋โยวส่วนใหญ่จะอยู่ในมือของเจ็ดสำนักใหญ่ เพราะพวกเขามีศิษย์มากและพละกำลังก็แข็งแกร่ง ศิษย์ของเจ็ดสำนักใหญ่ได้ผลอู๋โยว พวกเขาย่อมไม่นำมาขายหรอก


   มีแต่ศิษย์จากสำนักเล็กๆที่ได้ผลอู๋โยวมาแล้วถึงจะคิดขาย เพราะถึงแม้พวกเขาจะโชคดีได้ผลอู๋โยวและเข้าไปในดินแดนลับบนต้นไม้อู๋โยวได้


   แต่ด้วยการไปคนเดียวและพละกำลังไม่พอ มิแน่ว่าเข้าไปก็อาจโดนซ้อม ผลตอบแทนอาจจะไม่ถึงสามแสนกว่าหินวิญญาณด้วยซ้ำ


   และในสถานการณ์แบบนี้ การที่พวกเขาจะขายผลอู๋โยวแล้วหันไปรับเงินก้อนใหญ่ ก็ยังพอที่จะซื้อทรัพยากรได้มากมาย


   ยังมีอีกกรณีหนึ่งคือ สำนักใหญ่ต้องการผลอู๋โยวมากขึ้น และพวกเขาก็จะกดดันให้ดินแดนที่อยู่ในปกครองขายให้ หรือใช้ข้ออ้างในการรับศิษย์แลกเปลี่ยน เงื่อนไขที่พวกเขาเสนอดีพอ คนในดินแดนปกครองก็ย่อมยินดีที่จะขายให้เพื่อประจบประแจง"


   "เช่นนั้นกรณีหลังนี้คงไม่มาที่โรงประมูลสินะ?"


   "ไม่หรอก ก็ต้องไปที่โถงประมูลด้วยนั่นแหละ"


   เยี่ยหลิงหลงชะงักไปครู่หนึ่ง


   "เพราะว่ามีเจ็ดสำนักใหญ่อยู่เจ็ดแห่ง จะเข้าสำนักไหนก็ย่อมได้ทั้งสิ้น พวกดินแดนในปกครองย่อยๆนั้นก็ไม่ได้โง่ แน่นอนว่าใครให้ราคาสูงก็ได้ไป"


   เยี่ยหลิงหลงพยักหน้า ที่แท้ก็มีเรื่องแบบนี้ด้วยสินะ


   "ดังนั้นคนที่ประมูลผลอู๋โยว ส่วนใหญ่ก็เป็นคนจากเจ็ดสำนักใหญ่สินะ?"


   ลู่ไป๋เวยอธิบายว่า "ก็ประมาณนั้น แต่ก็มีบางดินแดนที่มีกำลังและความสามารถสูง มาร่วมประมูลด้วย แต่พวกเขาต้องจ่ายราคาที่สูงกว่าเจ็ดสำนักใหญ่มาก และราคาต้องสูงพอ เจ็ดสำนักใหญ่ถึงจะยอมปล่อยมือไป"


   "เช่นนั้นราคาสามล้านเก้าแสนนี้ เป็นราคาที่ดินแดนย่อยในเขตปกครองซื้อหรือ?"


   ทันทีที่เยี่ยหลิงหลงถามออกไป สีหน้าของลู่ไป๋เวยก็เคร่งขรึมขึ้นมาทันที


   "ไม่ใช่หรอก นี่เป็นราคาที่สำนักทั้งเจ็ดตั้งไว้ ปีนี้ยังไม่มีดินแดนใดประมูลผลอู๋โยวได้เลย"


   "เพราะเหตุใดหรือเจ้าคะ?"


   "เพราะปีนี้จำนวนผลอู๋โยวที่นำออกมาขายน้อยกว่าปีก่อนๆมากนัก และโดยปกติแล้ว จะมีประมาณห้าสิบผลเท่านั้น แต่ปีนี้จนถึงตอนนี้มีเพียงยี่สิบกว่าผลเท่านั้นเอง"


   เยี่ยหลิงหลงชะงักไป นางดูเหมือนจะเข้าใจบางอย่างแล้ว!


   โดยทั่วไปแล้ว ผลอู๋โยวที่เข้าเงื่อนไขและยินดีนำออกมาขายนั้นมีไม่มาก แต่ละปีมีประมาณห้าสิบกว่าผลเท่านั้น


   แต่ปีนี้ ผู้ที่แย่งชิงผลอู๋โยวใต้ต้นอู๋โยว นอกจากสำนักทั้งเจ็ดและบรรดาดินแดนปกครองทั่วไปแล้ว ยังมีพวกศิษย์สำนักชิงเสวียนอย่างพวกเขาเพิ่มเข้ามาอีก และแต่ละคนก็ได้คนละหนึ่งผล


   นั่นก็เท่ากับเก้าผลแล้ว!


   ไม่เพียงเท่านั้น เยี่ยหลิงหลงยังถือผลอู๋โยวอีกแปดผลไว้ในมือ!


   ในทันใดนั้น นางก็ได้ครอบครองไปถึงสิบเจ็ดผล!


   หากรวมกับพวกที่ยังไม่ยอมออกมาจนกว่าจะถึงช่วงสุดท้าย ดังนั้นผลอู๋โยวที่ออกมาจนถึงตอนนี้ มีเพียงยี่สิบกว่าผลเท่านั้นเองหรือ!


   เมื่อปริมาณน้อยลง ราคาก็ต้องพุ่งสูงขึ้นอย่างบ้าคลั่งมิใช่หรือไร?


   ในชั่วขณะนั้น เยี่ยหลิงหลงจึงพลันตระหนักได้ว่า ตนเองกำลังควบคุมส่วนแบ่งการตลาดอยู่ส่วนหนึ่งเลยมิใช่หรือ!!!!



บทที่ 855: ศิษย์พี่หญิงห้าฉลาดขึ้นแล้ว



   เมื่อเห็นสีหน้าของเยี่ยหลิงหลง ลู่ไป๋เวยก็รู้ว่านางเข้าใจถึงผลตอบแทนในเรื่องนี้แล้ว


   ดังนั้นนางจึงลดเสียงลงถามเบาๆว่า "ศิษย์น้องหญิงเล็ก ผลอู๋โยวแปดลูกในมือเจ้า เจ้าวางแผนจะจัดการอย่างไรหรือ? เรื่องนี้ต้องระมัดระวัง เพราะปีนี้ผลอู๋โยวหายากมาก แค่ออกมาหนึ่งลูกก็จะถูกจับตามอง แล้วนี่เจ้าจะเอาออกมาตั้งแปดลูกเชียวนะ


   อีกอย่างคือ ไม่ว่าจะเอาออกมาเมื่อไหร่ จะเอาออกมาอย่างไร เจ้าต้องคิดให้รอบคอบ ที่ดีที่สุดคืออย่าให้ผู้ใดรู้ว่าในมือเจ้า มีผลอู๋โยวมากมายเช่นนั้น มิเช่นนั้นจะนำภัยพิบัติมาสู่ตัวได้ง่าย"


   เยี่ยหลิงหลงได้ยินคำพูดของลู่ไป๋เวยแล้วอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ พลางกล่าวว่า "ศิษย์พี่หญิงห้า เหตุใดท่านจึงคิดรอบคอบเช่นนี้?"


   "ข้าถามท่านบรรพชนของพวกเรา ท่านบอกข้ามาน่ะสิ"


   เยี่ยหลิงหลงแสดงความประหลาดใจบนใบหน้าเล็กน้อย


   "แต่เจ้าวางใจได้ ท่านไม่เชื่อหรอก เพราะเมื่อข้าบอกท่านว่าข้ามีผลอู๋โยวแปดลูก ท่านผู้เฒ่าถึงกับกลอกตาใส่ข้า โดยไม่สนใจภาพลักษณ์ตนเองเลย"


   มานั่งดูคนที่อยู่ในสภาพนี้ ไม่ต้องคิดก็รู้ได้ แต่พูดไปก็ดูตลกอยู่บ้าง


   "แต่ข้าไม่สนใจหรอก ข้าเป็นคนที่ทำอะไรก็ไม่เป็นสักอย่าง แต่เรื่องไร้เหตุผลนี่เป็นที่หนึ่ง ดังนั้นถึงท่านไม่เชื่อข้า ข้าก็จะรบเร้าให้ท่านบอกข้าให้ได้อยู่ดี แล้วท่านก็ให้คำแนะนำมากมายเลยนะ ข้านี่จดจำได้หมดเลย รอจะกลับมาเล่าให้เจ้าฟังนี่แหละ"


   เยี่ยหลิงหลงชูนิ้วโป้งให้ลู่ไป๋เวย


   "ศิษย์พี่หญิงห้า ท่านช่างฉลาดเหลือเกิน!"


   ลู่ไป๋เวยยิ้มอย่างภาคภูมิใจ กอดแขนเยี่ยหลิงหลงไว้ ในที่สุดก็มีคนชมสมองนาง แทนที่นางจะชมความงามของนางแล้ว


   "อีกอย่างหนึ่ง เจ้าต้องระวังเรื่องการเลือกหอการค้าด้วย ตอนนี้บนโลกหล้าผู้ฝึกเซียนมีหอการค้าใหญ่สองแห่ง แห่งหนึ่งคือหอการค้าจตุรทิศ อีกแห่งคือหอการค้าจินถง ทั้งสองแห่งล้วนมีกำลังความสามารถ แต่ดูจากสถานการณ์ปีนี้ ข้าว่าหอการค้าจตุรทิศจะแข็งแกร่งกว่านิดหน่อย"


   พอพูดถึงเรื่องการเลือกหอการค้า เยี่ยหลิงหลงก็นึกขึ้นได้ ว่าตนเองเป็นแขกผู้มีเกียรติของหอการค้าจินถง


   และหอการค้าจตุรทิศนี้ เพราะครั้งก่อนได้สมคบคิดกับชิวจื้อเหลียง และหลังจากที่นางทำภารกิจประกาศจับสำเร็จ เขาก็จับตัวนางไปฆ่าปิดปาก


   เรื่องราวเหล่านี้นางจำได้อย่างแม่นยำทีเดียว


   แต่ก่อนที่นางจะได้ครุ่นคิดอะไรมากไปกว่านี้ เสียงดังก้อง ก็ลั่นมาจากด้านหน้า


   เสียงนั้นดังมาจากเวทีประมูล นางเงยหน้ามอง เห็นผู้ดำเนินการงานประมูลได้ขึ้นไปอยู่บนเวทีแล้ว และกำลังกล่าวคำเปิดงาน


   ขณะนี้สถานที่ประมูลเต็มไปด้วยผู้คน ส่วนที่เบียดเสียดกันไม่ไหว ก็ยืนอยู่ด้านหลังของหอประชุมเพื่อดูความคึกคัก


   เสียงด้านล่างนั้นก็ดังอื้ออึงไม่หยุด ทุกคนกำลังพูดคุยถกเถียงกันอย่างออกรสออกชาติเกี่ยวกับการประมูลครั้งนี้


   จนกระทั่งผู้ดำเนินการเริ่มประกาศเสียงดังว่าการประมูลได้เริ่มขึ้นแล้ว เสียงสนทนาด้านล่างจึงค่อยๆเบาลง


   ทุกคนเห็นลูกมือของงานประมูล อุ้มกล่องใบหนึ่งขึ้นมาบนเวที และวางมันเอาไว้ตรงกลาง


   "สิ่งของชิ้นแรกที่จะประมูลวันนี้คือ พืชวิญญาณลั่วเยว่หนึ่งต้น พืชวิญญาณต้นนี้เพิ่งนำมาจากใต้ต้นอู๋โยว มันดูดซับสารอาหารสำคัญจากดวงจันทร์ มีสรรพคุณพิเศษในการรักษาบาดแผลที่เกิดจากไฟลวก นับเป็นสมุนพืชวิญญาณชนิดรักษาที่หาได้ยากยิ่ง"


   และหลังจากแนะนำเสร็จสิ้น กล่องถูกเปิดออกให้ทุกคนได้ชื่นชม ในระหว่างนั้นก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นมาอีกครั้ง


   เยี่ยหลิงหลงไม่คิดว่าการประมูลที่มีผลอู๋โยวเป็นศูนย์กลางนี้ จะไม่ได้ประมูลผลอู๋โยวโดยตรง


   "การประมูลครั้งนี้ มีของอย่างอื่นนำมาประมูลด้วยหรือ?"


   "ใช่แล้ว ผลอู๋โยวเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ และเป็นจุดสนใจของทุกคนในช่วงนี้ แค่ปรากฏในการประมูลก็ดึงดูดความสนใจได้มากมายแล้ว เมื่อดึงดูดผู้คนมาได้ ก็ต้องฉวยโอกาสขายของอย่างอื่นด้วย นี่แหละถึงจะเรียกว่าใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า"


   ลู่ไป๋เวยตอบเสร็จก็นึกขึ้นมาได้ จึงหยิบรายการสินค้าออกมาจากแหวนมิติแล้วส่งให้เยี่ยหลิงหลง


   "ข้าลืมให้เจ้าดูเสียสนิทเลย นี่คือรายการสินค้าที่จะประมูลวันนี้ เจ้าลองดูเอาเถิด ว่ามีอะไรที่ต้องการบ้างหรือไม่?"


   เยี่ยหลิงหลงรับรายการมาดูอย่างผ่านๆ มีสินค้าหลากหลายประเภทและมีจำนวนไม่น้อยแล้ว แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่มีสิ่งที่นางต้องการ


   เป็นไปตามที่นางคาดไว้ ผลอู๋โยวถูกจัดให้ออกมาเป็นตัวสุดท้าย


   ต้องบอกว่านี่เป็นจังหวะที่เหมาะสมในการขายของจริงๆ


   "ศิษย์พี่หญิงห้า สินค้าประมูลอื่นๆ ล้วนเขียนจำนวนกำกับไว้ทั้งหมดแล้ว เหตุใดผลอู๋โยวถึงไม่มีการระบุจำนวนเลยเท่า ?"


   "ผลอู๋โยวนั้นพิเศษเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันจะไม่เปิดเผยจำนวนทั้งหมด จนกว่าผลอู๋โยวลูกก่อนหน้าจะประมูลเสร็จน่ะสิ จึงจะรู้ว่ามีผลอู๋โยวลูกต่อไปหรือไม่? ทั้งนี้ก็เพื่อรับประกันว่าราคาของผลอู๋โยวจะไม่ขึ้นหรือลงอย่างเดียว"


   เยี่ยหลิงหลงพยักหน้า นี่เป็นวิธีที่ชาญฉลาดจริงๆ


   หากวันนี้ประกาศว่ามีผลอู๋โยวถึวงสามลูก ราคาก็คงไม่สามารถขึ้นไปได้ดีเท่าที่ควรแน่นอน


   เพราะการประมูลแต่ละครั้งนั้น ไม่ใช่ของชิ้นเดียวแต่อย่างใด


   และหากว่าพวกเขาประกาศจำนวนไปก่อนหน้า ผลอู๋โยวที่ประมูลทีหลัง จะต้องแพงกว่าลูกที่ประมูลก่อนหน้าอย่างแน่นอน แต่ผลอู๋โยวเป็นเพียงหลักฐานในการเข้าสู่ต้นอู๋โยว ในดินแดนลับเท่านั้น


   การใช้งานไม่มีความแตกต่างกันแต่อย่างใดเลย


   คนที่ซื้อได้ราคาถูก คนขายเองก็ย่อมไม่พอใจแน่นอน


   หากไม่ประกาศจำนวน ทุกชิ้นก็มีโอกาสเป็นชิ้นสุดท้าย ถ้าไม่รีบซื้อก็จะไม่ได้


   ดังนั้นราคาในช่วงแรกอาจไม่ต่ำเท่าใดนัก


   แน่นอนว่าอาจมีผู้ซื้อบางคน ที่ทุ่มเงินจำนวนมาก


   ซื้อไปจนพอใจแล้ว คนหลังๆก็จะไม่ซื้อ


   ราคาก็อาจจะลดลงได้


   วิธีนี้จะช่วยหลีกเลี่ยงความแตกต่างของราคาที่เกิดจากลำดับการประมูล ทำให้เกิดความยุติธรรมมากที่สุด


   "เยี่ยหลิงหลงพยักหน้า"


   "ยิ่งไปกว่านั้น แต่ละครั้งที่มีการประมูล หอการค้าที่จัดการประมูลก็ไม่ได้นำผลไม้อู๋โยวออกมาทั้งหมด เพราะพวกเขาจะเก็บไว้บางส่วน ที่ดีที่สุดคือรับประกันว่าจะมีทุกครั้ง และวิธีนี้ก็จะช่วยดึงดูดผู้คน และสร้างชื่อเสียงได้อย่างเต็มที่เลยทีเดียว"


   ลู่ไป๋เวยพยายามเลียนแบบน้ำเสียงของประมุขสำนักจันทราพิฆาต ทำเสียงแก่แดดเล็กน้อย ฟังดูน่าขันยิ่งนัก


   "ข้าขอบคุณศิษย์พี่หญิงห้าที่ชี้แนะเจ้าค่ะ แล้วพื้นเพของพวกข้าแข็งแกร่งพอหรือไม่?"


   ลู่ไป๋เวยได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักไป คำถามนี้บรรพบุรุษของนางไม่เคยสอน นางจึงไม่อาจตอบได้


   "ข้าแค่ล้อเจ้าเล่นเท่านั้นเอง อย่าได้คิดมากไปเลย"


   "ไม่หรอกศิษย์น้องหญิงเล็ก พวกเรามีพื้นเพที่แข็งแกร่งมาก ใครก็ตามที่กล้ามาหาเรื่องพวกเรา ถึงแม้พวกเราจะสู้ซึ่งๆหน้าไม่ได้ แต่พวกเราก็สามารถจัดการพวกเขาได้อย่างลับๆมิใช่หรือ? มันก็เหมือนกับที่เราเคยทำกับพวกสำนักหยวนอู่นั่นอย่างไรเล่า ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้นแหละ!"


   และเมื่อเยี่ยหลิงหลงได้ยินคำพูดนี้ ก็.อดไม่ได้ที่จะชูนิ้วโป้งให้ศิษย์พี่หญิงห้าของนาง


   "ศิษย์พี่หญิงห้าพูดได้ถูกต้องยิ่งนัก สำนักอื่นมีทรัพย์สินมากมาย เราจึงต้องระวังตัว แต่สำนักชิงเสวียนของพวกเรามีคนน้อย จะหนีเมื่อไหร่ก็ย่อมได้ ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้นแหละเจ้าค่ะ"


   ลู่ไป๋เวยได้ยินดังนั้นก็รู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ถึงขั้นอดไม่ได้ที่จะส่ายตัวไปมาสองที นางเกือบจะลอยขึ้นไปด้านบนเสียแล้ว


   การประมูลยังคงดำเนินต่อไป เยี่ยหลิงหลงไม่สนใจของประมูลอื่นๆเลย นางหยิบหนังสือออกมาจากแหวนเก็บของ แล้วนั่งอ่านอย่างเงียบๆอยู่ด้านข้าง


   ส่วนลู่ไป๋เวย หนิงหมิงเฉิงและจี้จื่อจั๋วนั้น


   ทั้งสามคนกลับมีความสนใจมาก พูดคุยกันไม่หยุดอยู่ด้านข้าง


   จนกระทั่งมีเสียงเคาะประตูห้องรับรองของพวกเขา


   "เชิญเข้ามาเถิด"


   และเมื่อประตูห้องรับรองเปิดออก เห็นผู้จัดการของหอการค้าจตุรทิศยืนอยู่ด้านนอกพร้อมกับใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม


   "ขออภัยที่รบกวนทุกท่าน แต่การประมูลดำเนินมาครึ่งทางแล้ว ห้องรับรองของพวกท่านยังไม่เคยเสนอราคาเลยสักครั้ง ข้าจึงมาสอบถามเป็นพิเศษว่า พวกท่านไม่ชอบสินค้าที่นำมาประมูลทั้งหมดหรือ?"


   "ขอทุกท่านอย่าเข้าใจผิด ข้าไม่มีเจตนาอื่นใด เพียงแต่หอการค้าจตุรทิศต้องการให้ทุกท่านได้รับประสบการณ์ที่น่าพึงพอใจ จึงมาสอบถามเท่านั้นเอง"


   "หากพวกท่านมีสิ่งที่ต้องการซื้อ แต่ไม่มีในการประมูลครั้งนี้ สามารถบอกข้าได้ ข้าจะจดบันทึกไว้ และพยายามสอบถามให้เอง หากการประมูลครั้งหน้ามีสินค้านั้นออกมาขาย ข้าจะแจ้งให้พวกท่านทราบเป็นพิเศษ"


   "แน่นอน หากพวกท่านรอเพียงแค่ผลอู๋โยว ก็บอกมาตรงๆได้ ช่วงนี้มีสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นไม่น้อยเลยทีเดียว"



บทที่ 856: การถูกครอบงำด้วยเงิน



   ผู้จัดการพูดจาชัดเจนและสุภาพเป็นอันมาก ทำให้รู้สึกสบายใจเป็ยอย่างยิ่ง


   ลู่ไป๋เวยหันไปมองเยี่ยหลิงหลงที่วางหนังสือลงแล้ว


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้ามีหรือไม่?"


   "มีเจ้าค่ะ ข้าต้องการพฤกษาเหมันต์หนึ่งต้นเจ้าค่ะ"


   เจ้าของร้านได้ยินดังนั้นก็พยักหน้า แล้วหยิบสมุดออกมาจดบันทึก


   "ต้นพฤกษาเหมันต์เป็นพืชวิญญาณที่ออกไปทางสมุนไพนวิญญาณ เจริญเติบโตในดินแดนหนาวจัด หาได้ยากยิ่ง ทั้งยังออกดอกไม่เป็นเวลา มีสรรพคุณบำรุงดวงวิญญาณ นับว่ามีค่ามาก จริงๆแล้วหายากมาก แต่พวกท่านวางใจได้ หากพวกเรามีข่าวคราว จะแจ้งให้ทุกท่านทราบเป็นคนแรกเลย"


   "ขอบคุณท่านมาก"


   "ไม่เป็นไร มีความต้องการอื่นใดอีกหรือไม่?"


   "ไม่มีแล้ว"


   "ถ้าเช่นนั้นข้าจะไม่รบกวนพวกท่านแล้ว"


   ผู้จัดการพูดจบก็เดินออกจากห้องรับรองของพวกเขา พร้อมทั้งปิดประตูห้องให้ด้วย


   ลู่ไป๋เวยและคนอื่นๆหันกลับมามองความคึกคักของการประมูลด้านล่างต่อ ในตอนนั้นเอง เยี่ยหลิงหลงก็ถามขึ้นมาอย่างกะทันหันว่า


   "หอการค้าจตุรทิศเคยมีการสอบถามแบบนี้มาก่อนหรือไม่?"


   ลู่ไป๋เวยชะงักไปครู่หนึ่ง


   "ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ข้าแทบไม่ได้ติดต่อกับหอการค้าเลย อีกอย่างข้าก็ไม่มีอะไรจะขาย จะซื้อก็ไม่มีอะไรน่าซื้อ ข้าไม่มีความต้องการอะไรมากนักหรอก


   แต่ข้าคิดว่ามันก็ไม่แปลกอะไร หอการค้าจตุรทิศกับห้อการค้าจินถงกำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด พวกเขาอยากให้คนกระเป๋าหนักทั้งหมดอยู่ที่หอการค้าจตุรทิศอยู่แล้ว การที่พวกเขาจะอยากให้เราร่วมประมูลเพิ่มขึ้นอีกสองสามรายการก็เป็นเรื่องปกติ


   อีกอย่าง ช่วงนี้หอการค้าจินถงก็สู้หอการค้าจตุรทิศไม่ได้จริงๆ ทั้งในเรื่องจำนวนครั้งการประมูลผลอู๋โยว หอการค้าจตุรทิศนำห่างไปพอสมควรเลย"


   เยี่ยหลิงหลงพยักหน้า


   หากเป็นเช่นนั้นจริง การที่หอการค้าจตุรทิศสามารถหาต้นพฤกษาเหมันต์มาให้นางได้ ก็ถือว่าไม่เลว เพราะนี่เป็นพืชวิญญาณที่มีราคาแพงและหายากที่สุดสำหรับการซ่อมแซมวิญญาณของฟู่ฮ่าวซิง


   และการประมูลครั้งนี้ ในที่สุดก็ดำเนินมาถึงช่วงท้าย ซึ่งเป็นช่วงที่น่าตื่นเต้นและน่าติดตามที่สุด ท่ามกลางการรอคอยของผู้คนมากมาย


   "ต่อไป สิ่งของที่จะนำมาประมูลคือผลอู๋โยวหนึ่งผล"


   เมื่อคำว่าผลอู๋โยวถูกเอ่ยออกมา ทั้งห้องก็เต็มไปด้วยเสียงโห่ร้องอย่างคึกคักทันที ดูเหมือนทุกคนจะรอคอยกันมานานแล้ว


   เยี่ยหลิงหลงก็กำลังรอสิ่งนี้เช่นเดียวกัน นางอยากดูว่าผลอู๋โยวนี้ จะถูกประมูลไปอย่างไร


   ทว่านางเห็นเพียงลูกมือของโรงประมูลอุ้มกล่องใบหนึ่งมาวางลงตรงกลางเวทีประมูล


   "ผลอู๋โยวคือหลักฐานในการเข้าสู่ดินแดนลับบนต้นอู๋โยว คุณค่าและความล้ำค่าของมัน ไม่จำเป็นต้องพูดให้มากความ ต่อไปพวกเราจะเริ่มการประมูลผลอู๋โยวผลนี้ ราคาเริ่มต้นที่สามล้านหินวิญญาณ"


   และเมื่อเสียงจบลง ลูกมือของโรงประมูลก็เปิดกล่องแสดงผลอู๋โยวให้ทุกคนได้เห็น


   เมื่อผลอู๋โยวปรากฏต่อหน้าทุกคน ดวงตาของพวกเขาก็เปล่งประกายขึ้นมาทันที มันคือตั๋วที่จะนำไปสู่ความแข็งแกร่งที่มากขึ้น ทุกคนต่างก็ต้องการมัน


   แต่สิ่งเหล่านี้ ได้ถูกผูกขาดโดยเจ็ดสำนักใหญ่และดินแดนใหญ่ๆไปเกือบหมดแล้ว คนธรรมดาไม่มีทางได้ครอบครองมันอย่างแน่นอน


   ในตอนนี้ จากที่นั่งผู้ชมในงานประมูล มีเสียงเสนอราคาแรกดังขึ้น


   "สามล้านห้าแสน"


   "สามล้าน ห้าแสน หนึ่งหมื่น"


   "สามล้าน ห้าแสน สองหมื่น"


   ขณะที่ผู้ชมกำลังเพิ่มราคาทีละหมื่น ห้องรับรองบนชั้นสองก็เสนอราคาขึ้นมาทันที


   "สามล้านเจ็ดแสน"


   การเพิ่มราคาครั้งใหญ่เช่นนี้ทำให้ผู้ชมซึ่งอยู่ในที่นั่งธรรมดาด้านล่าง ต่างส่งเสียงอุทานด้วยความตกตะลึง


   "ในห้องรับรองพิเศษนั้น มักจะเป็นผู้มีฐานะสูงส่ง และโดยทั่วไปจะเป็นสำนักทั้งเจ็ดหรือพวกที่มาจากดินแดนใหญ่ๆ"


   ลู่ไป๋เวยนั้นติดนิสัยชอบอธิบายความรู้ นางชอบฟังศิษย์น้องหญิงเล็กชม


   "ห้องรับรองที่เพิ่งประมูลราคาไปนั้น เป็นคนของสำนักชื่อหยางล่ะ"


   "ศิษย์พี่หญิงห้าเหตุใดท่านถึงรู้ว่าเป็นคนของสำนักชื่อหยาง?"


   "ข่าวนี้แพร่สะพัดออกไปนานแล้ว คนด้านล่างต่างก็รู้กัน ข้ามาดูความครึกครื้น มานานเช่นนี้ย่อมต้องรู้ก่อนเป็นธรรมดา บางคนเพื่อกดดันและข่มขู่ผู้อื่น พวกเขาก็จงใจเปิดเผยตัวตนให้ทุกคนรู้ เช่นสำนักชื่อหยางนั่นแหละ


   แต่ก็มีบางคนไม่ต้องการเปิดเผยตัวตน และไม่ยอมให้ข่าวสารใดๆรั่วไหลออกไป ในกรณีเช่นนี้ คนภายนอกย่อมสืบข่าวไม่ได้ อย่างเช่นสำนักชิงเสวียน"


   เยี่ยหลิงหลงมองดูลู่ไป๋เวยอย่างขบขัน พร้อมส่งสายตายืนยันให้นาง


   ลู่ไป๋เวยนั้น เมื่อได้รับสายตาตอบรับก็เริ่มส่ายหัวไปมาอีกครั้ง อารมณ์ดีราวกับดอกไม้ที่กำลังเบ่งบาน


   "สามล้าน แปดแสน"


   ห้องรับรองอีกห้องหนึ่งเสนอราคาขึ้นมา ทำให้ผู้คนด้านล่างอุทานด้วยความตกใจในทันที


   สมแล้วที่เป็นสำนักใหญ่ การประมูลแต่ละครั้งเพิ่มทีละแสนทีละแสนเชียวหรือนี่!


   "นั่นคือสำนักวายุเหิน สำนักที่ศิษย์โง่เขลาของเจ้าอยู่อย่างไรเล่า" ลู่ไป๋เวยแนะนำ


   "สามล้าน เก้าแสน"


   เมื่อราคานี้ถูกเสนอออกมา เสียงอุทานในที่แห่งนั้นก็ดังยิ่งกว่าเมื่อครู่


   ราคาขึ้นไปถึงจุดสูงสุดเดิมได้เร็วขนาดนี้เลยหรือ? ดูเหมือนช่วงนี้ผลอู๋โยวจะเป็นที่ต้องการจริงๆสินะ


   ทุกปี ในช่วงเวลานี้มักจะมีผลอู๋โยวออกมาราวสามสิบลูก แต่ปีนี้มีเพียงยี่สิบลูกเท่านั้น ปีนี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ?


   เป็นเพราะไม่มีจริงๆ! หาไม่ได้? หรือว่ามีการกักตุนกันแน่?


   "นี่คือสำนักเทียนจี๋ พวกเจ้าเห็นแล้วใช่หรือไม่? ปีนี้ผลอู๋โยวมีน้อยยิ่งนัก พอเจ็ดสำนักใหญ่ลงมือ ก็แทบไม่เหลือโอกาสให้คนอื่นแล้ว"


   เยี่ยหลิงหลงเห็นเช่นนั้นก็พยักหน้า ความกดดันทั้งหมดตกมาอยู่ที่นางทันที


   แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อันใด นางชอบความรู้สึกที่ถูกเงินกดทับ จนแทบยืดตัวไม่ขึ้นแบบนี้อยู่แล้ว


   พอราคาสามล้านเก้าแสนถูกเอ่ยออกมา ไม่เพียงแต่ด้านล่างจะเงียบเสียงไป แม้แต่ห้องรับรองก็พลอยเงียบตามไปด้วย


   นี่เป็นราคาสูงสุดแล้ว หากประมูลต่อ ก็จะเกินไปเสียแล้ว ทุกคนต่างครุ่นคิดว่าจำเป็นต้องแย่งชิงลูกนี้มาให้ได้ แต่จะกล้าพอที่จะทะลวงขีเจำกัด้พดานราคาหรือไม่ก็เท่านั้น


   "สี่ล้าน!!!"


   เสียงประมูลดังขึ้นจากห้องรับรองอีกแห่งหนึ่ง และขณะที่ทุกคนกำลังลังเลอยู่นั้น เสียงนั้นก็ทำให้ทั้งห้องต้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ


   ราคาทะลุสี่ล้านไปแล้ว!


   ในปีก่อนๆ ราคาสูงสุดของผลอู๋โยวอยู่ที่สามล้านแปดแสนเท่านั้นเอง แต่ปีนี้ไม่เพียงแค่ทะลุสามล้านเก้าแสน แต่ยังพุ่งขึ้นไปถึงสี่ล้านเลยทีเดียว!


   ที่น่าตกใจก็คือ ราคานี้ไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงท้ายของการประมูลแต่อย่างใด แต่กลับเป็นราคาของผลอู๋โยวลูกที่ยี่สิบ!


   ปีนี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่?


   ในขณะที่ทุกคนกำลังครุ่นคิดอยู่ในใจ ผู้ดำเนินรายการบนเวทีประมูลก็เริ่มนับถอยหลังแล้ว


   "สี่ล้านครั้งที่หนึ่ง สี่ล้านครั้งที่สอง..."


   เมื่อเตรียมจะนับครั้งสุดท้าย ทุกคนต่างกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว


   พวกเขากำลังรอคอยผลลัพธ์


   "สี่ล้านครั้งที่สาม! ขาย!"


   ไม่มีใครเพิ่มราคา


   แต่ราคานี้ก็นับว่าสูงเกินไปแล้ว!


   ต้องรู้ไว้ว่า สี่ล้านนั้นไม่ใช่จำนวนน้อยๆเลยทีเดียว


   แม้ว่าผลอู๋โยวนี้จะเป็นของรับรองที่ใช้เข้าแดนลับต้นอู๋โยวได้ แต่ข้อจำกัดอายุสามร้อยปีของต้นอู๋โยวก็ยังไม่เปลี่ยน!


   นั่นหมายความว่า ผู้ที่นำผลอู๋โยวเข้าไป การฝึกฝนจะต้องไม่เกินขอบเขตบูรณาการ


   และโดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่อยู่ในขอบเขตบูรณาการก็มักจะหาทางเข้าไปได้เอง


   กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ผู้ที่ซื้อผลอู๋โยวนี้ไปใช้ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ฝึกฝนขอบเขตหลอมสุญตาเท่านั้น


   สี่ล้านสำหรับผู้ที่อยู่ในขอบเขตบูรณาการขึ้นไป ถือว่าเป็นจำนวนที่ไม่มากเท่าใดนัก


   แต่สำหรับผู้ที่อยู่ต่ำกว่าขอบเขตบูรณาการ อายุน้อย และประสบการณ์น้อย


   นี่นับเป็นราคาที่สูงลิบลิ่ว


   ท้ายที่สุดแล้ว สี่ล้านนี้เป็นเพียงค่าเข้างานเท่านั้น เมื่อเข้าไปแล้วจะได้ผลตอบแทนดีเท่าที่ควรหรือไม่? และจะได้มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับความสามารถของตนเองทั้งสิ้น


   หากลงทุนสี่ล้านไป อาจจะสูญเงินจนหมดตัวก็เป็นได้



บทที่ 857: เหตุใดจึงมีคนน้อยยิ่งนัก?



   เสียงพูดคุยดังก้องไปทั่วห้องประมูลโดยพลัน เสียงถกเถียงดังไม่ขาดสาย


   ลู่ไป๋เวยโน้มตัวกระซิบข้างหูเยี่ยหลิงหลง


   "คนที่ประมูลไปด้วยราคาสี่ล้านครั้งนี้เป็นคนจากสำนักหยวนอู่ล่ะ!!"


   "ทุ่มเงินไปเยอะเลยนะเนี่ย"


   "ใช่! แต่โดยทั่วไปแล้ว ในเรื่องการแย่งชิงผลอู๋โยว สำนักมักจะให้เงินสนับสนุนส่วนหนึ่ง เพราะเมื่อพวกเขาซื้อไป สำนักก็จะได้ประโยชน์ด้วย เพราะเมื่อขึ้นไปบนต้นอู๋โยวแล้ว จะสำเร็จหรือล้มเหลวนั้น ล้วนเกี่ยวข้องกับหน้าตาของสำนักทั้งสิ้น"


   ทั้งสองคุยกันสั้นๆ ผลอู๋โยวที่ถูกประมูลไปก็ถูกส่งลงไปทันที


   ตอนนี้ทุกคนต่างจ้องมองเวทีประมูล รอดูว่าวันนี้จะมีผลอู๋โยวลูกต่อไปออกมาประมูลหรือไม่?


   "ขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมงานและให้การสนับสนุน สินค้าชิ้นสุดท้ายได้ถูกประมูลไปแล้ว การประมูลครั้งนี้จึงได้จบลงอย่างสมบูรณ์ ขอเชิญทุกท่านออกจากห้องประมูลอย่างเป็นระเบียบ แล้วพบกันใหม่ครั้งหน้า"


   เสียงของผู้ดำเนินการบนเวทีดังขึ้น ด้านล่างเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์และถกเถียงกัน เพราะถึงแม้ทุกคนจะลุกขึ้นยืนแล้ว แต่การสนทนาก็ยังคงดำเนินต่อไปไม่สิ้นสุด


   "ไม่นึกเลย ว่าการประมูลครั้งนี้จะมีผลอู๋โยวแค่ลูกเดียว ช่วงนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?"


   "ใครจะไปรู้ได้เล่า? ช่วงแรกๆก็ยังมีหลายลูก แต่ตอนนี้มีแค่ลูกเดียวเท่านั้นเอง และก็เป็นแบบนี้ทุกครั้ง ผลที่เหลือหายไปไหนหมดนะ!"


   "หากรู้ว่าครั้งนี้ก็มีแค่ลูกเดียว ข้าจะยอมให้คนจากสำนักหยวนอู่ได้ไปหรอก"


   "แต่ราคามันขึ้นไปถึงสี่ล้านแล้วนะ! ใครจะรับราคาที่สูงกว่านี้ไหวเล่า?"


   "ต้นอู๋โยวออกดอกสิบปีครั้ง สิบปีนั้นไม่นาน ไม่สั้น แต่มันสามารถเปลี่ยนแปลงสรรพสิ่งได้มากมาย ดินแดนลับบนต้นอู๋โยวนั้น เข้าไปครั้งหนึ่งก็ได้กำไรครั้งหนึ่ง ถึงแม้ราคาจะแพงหน่อย แต่ถ้ามีโอกาสก็ไม่ควรพลาดมิใช่หรือ?!"


   ตอนที่เยี่ยหลิงหลงและคนอื่นๆเดินออกจากห้องรับรอง พวกเขายังได้ยินเสียงผู้คนที่เดินออกมาคนเหล่านั้นพูดคุยกันไม่หยุด


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก หลังจากดูการประมูลวันนี้แล้ว เจ้ามีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง?"


   "ยังมีหอการค้าจินถงอีกไม่ใช่หรือ? พวกเขามีการประมูลหรือไม่?"


   "บังเอิญเสียจริง วันนี้ยังมีอีกรอบหนึ่ง อีกหนึ่งชั่วยามก็จะเริ่มแล้ว ช้ากว่าหอการค้าจตุรทิศนิดหน่อย"


   "พวกเราไปดูได้หรือไม่?"


   "ได้เลย!!"


   แม้ว่าการประมูลของหอการค้าจินถงจะเริ่มในอีกหนึ่งชั่วยาม เยี่ยหลิงหลงและคนอื่นๆก็ตัดสินใจที่จะไปดูก่อน


   หนึ่งคือสามารถดูได้ว่ามีของดีอะไรบ้าง?


   สองคือเยี่ยหลิงหลงยุ่งมาหลายวันแล้ว นางเองก็อยากเติมเสบียงบ้าง โดยเฉพาะวัตถุระเบิดที่นางใช้หมดไปแล้ว


   สามคือยังสามารถช่วยฟู่ฮ่าวซิงสืบหาวัตถุดิบล้ำค่าบางอย่างได้


   ทั้งสามคนไปที่หอการค้าจินถง เมื่อเยี่ยหลิงหลงเดินเข้าไปและแสดงป้ายประจำตัวของแขกพิเศษ ผู้จัดการก็ออกมาต้อนรับพวกนางด้วยตัวเอง


   แม้ว่าก่อนหน้านี้พวกเขาจะได้รับการต้อนรับอย่างดีที่หอการค้าจตุรทิศ แต่ก็ยังรู้สึกว่าหอการค้าจินถงนี้ เป็นกันเองมากกว่านัก


   และหลังจากที่เยี่ยหลิงหลงเข้าไปแล้ว นางก็เขียนรายการสิ่งของที่ต้องการหลายแผ่น และเมื่อเขียนเสร็จ ก็ส่งให้ผู้จัดการรับต่อไป


   "รบกวนท่านผู้จัดการจัดเตรียมของตามรายการที่ข้าเขียนให้ครบถ้วนด้วย"


   ผู้จัดการท่านนั้นรับรายการมาดูอย่างละเอียด จากนั้นก็แยกรายการวัตถุดิบล้ำค่าที่ฟู่ฮ่าวซิงต้องการออกมาเป็นชิ้นๆ


   "ร้านค้าอื่นๆมีของคงคลังอยู่ แต่วัตถุดิบในรายการนี้ล้วนมีค่ามหาศาล อาจจะต้องใช้เวลาสักพัก กว่าจะรวบรวมได้ครบ แต่อย่างไรก็ตาม ข้าจะส่งคนไปตามหาให้ทั่วทุกร้านค้าทันที หากว่าหาไม่ได้ ข้าจะติดประกาศรางวัล ท่านคิดว่าอย่างไร?"


   "ทำตามที่ท่านว่ามาเถิด ข้าวางใจในการทำงานของท่าน"


   "แม่นางเยี่ยชมข้าเกินไปแล้วกระมัง"


   ไม่ใช่การชมเกินจริงแต่อย่างใดเลย เพราะทุกเมืองที่ไป ผู้จัดการของร้านจินถงล้วนแตกต่างกันเป็นอย่างยิ่ง


   แต่สิ่งที่เหมือนกันคือความสามารถในการทำงานของพวกเขา รวมถึงท่าทีที่มีต่อนางด้วย ทุกคนทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ราวกับว่าผู้จัดการทุกคนเป็นคนเดียวกัน


   "แม่นางเยี่ย รอข้าตรวจสอบสถานการณ์ของวัตถุดิบทั้งหมดก่อน แล้วข้าจะส่งข่าวแน่ชัดมาบอกท่านอีกครา"


   "ได้เจ้าค่ะ อ้อ!! ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง พวกท่านกำลังจะมีการประมูลใช่หรือไม่?"


   "ถูกต้องแล้ว หากแม่นางมีความสนใจ ข้าจะจัดห้องรับรองให้ทันที"


   "ข้าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ขอบคุณท่านมาก"


   "อย่าได้เกรงใจเลย ข้าจะไปจัดการให้ท่านประเดี๋ยวนี้ ท่านพักผ่อนตรงนี้ก่อนเถิด หากต้องการสิ่งใดเรียกข้าได้ทุกเมื่อเลย"


   ผู้จัดการถือรายการลงไปจัดการธุระให้เยี่ยหลิงหลง และในตอนนั้นเอง ที่ลูกจ้างของหอการค้าจินถงเดินเข้ามา


   "ขอคารวะท่านแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน ผู้จัดการสั่งให้ข้านำรายการสินค้าใหม่ล่าสุดมาให้ท่าน หากท่านสนใจสิ่งใด ข้าจะนำมาให้ท่านเลือก"


   "อื้ม"


   ในรายการที่ลูกจ้างคนนั้นนำมา มีของที่พวกเขาสนใจอยู่จริงๆ


   ดังนั้นสี่คนจากสำนักชิงเสวียน จึงเลือกดูอย่างสนอกสนใจ


   "ข้านี่ฉลาดจริงๆ ยังคงติดตามศิษย์น้องหญิงเล็กมาที่หอการค้าจินถงเพื่อมาขอรับสิทธิพิเศษอย่างมีความสุขเชานเคยสิน่า…" ลู่ไป๋เวยกล่าวอย่างสบายอกสบายใจ


   "สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง โชคดีที่ข้าไม่ได้ใช้เงินจนหมด ยังเหลือไว้บ้าง"


   "ศิษย์พี่หญิงห้า ไม่ได้เป็นแขกพิเศษของหอการค้าจตุรทิศหรอกหรือ? ที่หอการค้าจตุรทิศไม่มีสิทธิพิเศษมากมายเช่นนี้หรือเจ้าคะ?" เยี่ยหลิงหลงถามด้วยความสงสัย


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าอาจจะไม่รู้ แต่ศิษย์ของสำนักทั้งเจ็ดล้วนเป็นแขกพิเศษทั้งที่หอการค้าจตุรทิศและหอการค้าจินถงทั้งสิ้น" ลู่ไป๋เวยกล่าว


   "แต่นั่นเป็นเพียงสิทธิพื้นฐานเท่านั้น เว้นแต่ศิษย์ผู้นั้นจะมีการค้าขายกับหอการค้าใดหอการค้าหนึ่งมากกว่า ดังนั้นสิทธิพิเศษจึงจะแตกต่างกัน"


   เยี่ยหลิงหลงพยักหน้า


   น่าแปลกที่แม้จะเป็นการต้อนรับพิเศษเหมือนกัน แต่ความรู้สึกที่หอการค้าจตุรทิศและหอการค้าจินถงให้นั้น กลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง


   ที่แท้ก็มีความแตกต่างเช่นนี้แฝงอยู่นี่เอง


   หลังจากที่พวกเขาเลือกดูสินค้าอยู่พักใหญ่ ผู้จัดการก็เดินเข้ามาพาพวกเขาไปยังห้องพิเศษสำหรับการประมูล เพราะการประมูลกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว


   ทั้งสี่คนเดินตามผู้จัดการไปยังห้องรับรองพิเศษสำหรับการประมูลของหอการค้าจินถง


   และเมื่อเพิ่งก้าวเข้าไป เยี่ยหลิงหลงก็รู้สึกถึงความแตกต่างอย่างมากระหว่างหอการค้าจินถงและหอการค้าจตุรทิศ


   ตอนที่พวกเขาเพิ่งเข้ามาในห้องรับรองของหอการค้าจตุรทิศ ที่นั่งผู้ชมด้านล่างไม่เพียงแต่เต็มแล้ว เพราะแม้แต่ทางเดินที่กำลังย่างเข้ามานั้น ก็ยังมีคนยืนอยู่ไม่น้อยเลย


   แต่ตอนนี้เมื่อเข้ามาในห้องรับรองและมองออกไป ที่นั่งผู้ชมกลับมีคนนั่งกระจัดกระจาย ที่นั่งที่มีคนนั่งอยู่ แทบจะไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ


   "ท่านผู้จัดการ ยังอีกนานหรือไม่กว่าการประมูลจะเริ่ม? เหตุใดด้านล่างถึงมีคนน้อยนักเล่า?"


   ผู้จัดการถอนหายใจ สีหน้าจนปัญญาเป็นอย่างยิ่ง


   "เพราะการประมูลครั้งนี้ของพวกเราไม่มีผลอู๋โยว คนที่สนใจเลยมีน้อย นี่คือรายการสิ่งของประมูลวันนี้ ท่านสามารถดูก่อนได้ หากท่านไม่สนใจ จะออกไปก่อนก็ย่อมได้"


   ประโยคสุดท้ายของผู้จัดการฟังดูน่าสงสารเป็นอย่างยิ่ง


   เยี่ยหลิงหลงกวาดตามองรายการประมูลอย่างรวดเร็ว เป็นจริงดังคาด ไม่มีผลอู๋โยวอีกทั้งสิ่งของที่จะประมูล ก็ไม่มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษเลย


   "แต่ตามหลักแล้ว ต่อให้ไม่มีผลอู๋โยวนี่ แต่ทุกครั้งที่มีการประมูล คนก็เต็มทุกที่นั่งไม่ใช่หรือ?"


   "ปกติแล้วการประมูลแทบจะไม่มีถึงเดือนละครั้ง แต่เดือนนี้กลับมีการประมูลบ่อยมาก แทบจะมีทุกวัน เมื่อของขายมากเกินไป ผู้คนก็ย่อมไม่สนใจแล้วขอรับ"


   เมื่อผู้จัดการพูดมาถึงตรงนี้ เขาก็ถอนหายใจอีกครั้ง


   "ยิ่งไปกว่านั้น ร้านค้าจินถงของพวกเราปีนี้ ได้ผลอู๋โยวมาน้อยเกินไปขอรับ ทำให้ผู้คนพากันไปที่หอการค้าจตุรทิศ เพราะที่นั่นขายได้มาก แต่ที่นี่ก็ย่อมขายได้น้อย แต่ก็ไม่อาจไม่เปิดร้านได้ ในเมื่อที่อื่นคึกคักกันหมด หากร้านของพวกเราปิด ก็คงดูไม่งามนัก"



บทที่ 858: เอาให้ระเบิด!!!



   เยี่ยหลิงหลงพยักหน้า


   "หากแม่นางเยี่ยต้องการผลอู๋โยว เมื่อทางเราจัดการประมูล ข้าจะส่งป้ายเชิญให้ท่านเป็นพิเศษเลยขอรับ"


   "พวกเจ้ายังมีผลอู๋โยวอยู่อีกหรือ?"


   "ก็พอมีอยู่บ้าง แต่เหลือไม่มากจริงๆอีกเกือบยี่สิบวันกว่าจะหมดเดือน หากจะให้ขายหมดตอนนี้ก็คงไม่ได้"


   "ท่านผู้จัดการ ท่านอย่าได้เสียใจไปเลย ไม่แน่ว่าอีกไม่นาน อาจมีคนถือผลอู๋โยวมาติดต่อค้าขายกับพวกท่านก็ได้"


   "เฮ้อ! แม่นางเยี่ยไม่ต้องปลอบใจข้าหรอกขอรับ ทุกครั้งที่มีการแย่งชิงผลอู๋โยว พวกเราต้องแข่งขันกับหอการค้าจตุรทิศอย่างดุเดือด แต่เมื่อมีการแข่งขันก็ย่อมต้องมีคนแพ้คนชนะอยู่ดี


   พวกเราเคยแพ้และก็เคยชนะ เพียงแต่ปีนี้แพ้ค่อนข้างหนักเท่านั้นเอง ขอเพียงผ่านเดือนนี้ไปได้ รอให้กระแสผลอู๋โยวผ่านพ้นไปก็คงดีขึ้นแล้ว"


   เยี่ยหลิงหลงยิ้ม


   "ท่านผู้จัดการช่างใจกว้างจริงๆ"


   "จะไม่ใจกว้างได้อย่างไรกันขอรับ? การทำการค้าย่อมไม่อาจใจร้อนได้ โดยเฉพาะในโลกหล้าผู้ฝึกเซียนนี้ ทุกคนล้วนมีอายุขัยยืนยาวเป็นอย่างยิ่ง เพียงแค่ค่อยๆดูไปเรื่อยๆก็พอแล้วขอรับ"


   "ขอบคุณท่านผู้จัดการที่ช่วยไขข้อข้องใจ ข้าจะดูการประมูลนี้จนจบ"


   "ถ้าเช่นนั้นข้าจะไม่รบกวนแม่นางเยี่ยและคณะแล้ว หากท่านมีธุระอันใดก็บอกได้ตลอดเลยขอรับ"


   และเมื่อท่านผู้จัดการปิดประตูจากไป ลู่ไป๋เวยก็เอ่ยปากขึ้นในทันที


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก คราวนี้หอการค้าจินถงแพ้ค่อนข้างหนักเลยนะ จนถึงตอนนี้ ก็มีผลอู๋โยวออกมาทั้งหมดยี่สิบผล แต่หอการค้าจินถงเสนอออกมาแค่แปดผลเท่านั้นเอง ส่วนหอการค้าจตุรทิศเสนอออกมาถึงสิบสามผลแล้วนะ!"


   จากที่ควรจะสูสีกัน แต่ทว่าตอนนี้กลับต่างกันถึงห้าผล


   และจากน้ำเสียงของท่านผู้จัดการ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะมีเหลืออยู่ไม่มาก ส่วนใหญ่อยู่ในมือของหอการค้าจตุรทิศเสียมากกว่า


   ดูเหมือนว่าปีนี้ หอการค้าจินถงจะประสบความเดือดร้อนอย่างหนักจริงๆ


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก ผลอู๋โยวของเจ้า เจ้าวางแผนจะทำอย่างไรต่อไปหรือ? จะมอบให้หอการค้าจินถงหรือไม่?"


   "ขอดูสถานการณ์ก่อนเจ้าค่ะ"


   "มิใช่ผลสองผล แต่เจ้ามีถึงแปดลูกเชียวนะ มีถึงแปดลูก!! ศิษย์น้องหญิงเล็กเจ้าซ่อนไว้มากมายขนาดนั้น พอปล่อยออกมาคงจะสร้างความตื่นตะลึงให้ทั้งเมืองอู๋โยวแน่ๆ! คิดแล้วก็รู้สึกตื่นเต้นจริงๆ"


   "เพราะอย่างนั้นข้าถึงต้องคิดให้ดี หาวิธีที่จะสร้างความตื่นตพลึงนั้น ต้องเอาให้ระเบิดไปเลย"


   ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น การประมูลของหอการค้าจินถงก็เริ่มขึ้น


   ภายในนั้นมีของหลายอย่างที่เยี่ยหลิงหลงรู้สึกว่าไม่เลวทีเดียว นางจึงเสนอราคาประมูลไปบ้าง


   ดูเหมือนว่าหอการค้าจินถงจะไม่สามารถหาผลอู๋โยวได้ จึงต้องทุ่มเทความสนใจไปที่สินค้าและการประมูลแทน


   แต่ช่างน่าเสียดาย ที่แม้จะทุ่มเทมากเพียงใด ปริมาณลูกค้าก็ยังไม่ได้เป็นเอนเอียงมาทางพวกเขา


   ไม่นานนัก การประมูลของหอการค้าจินถงในวันนี้ ก็ใกล้จะสิ้นสุดลง


   ก่อนจะจบ ผู้จัดการเคาะประตู แล้วเดินยิ้มแย้มเข้ามาในห้องรับรองอย่างรวดเร็ว


   "แม่นางเยี่ย โชคของท่านนั้นนับว่าไม่เลวเลยนะขอรับ"


   "เช่นนั้นหรือ?"


   มีรีรออันใด ผู้จัดการยื่นรายการสินค้าใหม่ในมือให้เยี่ยหลิงหลง


   "วัตถุดิบล้ำค่าที่ท่านต้องการ หอการค้าจินถงมีครบทุกอย่าง รวบรวมมาให้ท่านครบถ้วนแล้วขอรับ"


   เยี่ยหลิงหลงชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วรีบรับรายการมาดูอย่างละเอียด ก็พบว่าที่นี่มีครบจริงๆ แม้แต่ต้นพฤกษาเหมันต์ก็มีพร้อมอยู่แล้วด้วย


   และนอกจากนี้ รายการนี้ยังจัดทำขึ้นอย่างพิถีพิถัน มีการระบุสาขาที่มีวัตถุดิบ รวมถึงเวลาที่ต้องใช้ในการขนส่ง และราคาซื้อไว้อย่างชัดเจนแล้วด้วย


   "ท่านผู้จัดการ ต้นพฤกษาเหมันต์นี้มีค่าเป็นอย่างยิ่ง เหมาะที่จะนำไปประมูล พวกท่านจะขายให้ข้าในราคาที่ติดป้ายไว้จริงหรือ?"


   "ท่านเป็นแขกคนสำคัญของหอการค้าจินถง ผู้จัดการใหญ่ของพวกเราให้ความสำคัญกับท่านเป็นอันมาก อะไรที่สะดวกจะให้ท่านได้ พวกเราก็จะพยายามสนองความต้องการท่านอย่างเต็มที่ ผลอู๋โยวนั้นนับว่าพิเศษจริงๆ จึงไม่สามารถขายให้ท่านได้โดยตรง แต่ต้นพฤกษาเหมันต์นี้ยังพอได้อยู่"


   เยี่ยหลิงหลงมองดูแวบหนึ่ง ราคาต้นพฤกษาเหมันต์นี้ไม่ได้แพงแต่อย่างใด หากนำไปประมูลราคาขาย สุดท้ายน่าจะสูงกว่านี้มากนัก


   หอการค้าจินถง นับว่าปฏิบัติต่อนางด้วยความจริงใจจริงๆ


   "ผู้จัดการใหญ่ของพวกเจ้าหรือ?"


   "ใช่แล้วขอรับ ทุกหอการค้าล้วนมีผู้จัดการใหญ่ที่ดูแลกิจการยิบย่อย พวกเราจะมีการประชุมเดือนละครั้ง ผู้จัดการของแต่ละที่จะเลือกเรื่องสำคัญมาแบ่งปันกันในที่ประชุม"


   "ชื่อเสียงของท่านนั้น ผู้จัดการร้านหลายท่านต่างก็พูดถึง ทั้งหอการค้าจินถง ต่างก็รู้จักท่านดี ดังนั้นเมื่อท่านมา ทุกคนจึงรู้ว่าจะให้บริการท่านอย่างดีที่สุดได้อย่างไร?"


   ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง น่าแปลกไม่น้อย เพราะไม่ว่านางจะไปที่ใด ผู้จัดการหอการค้าจินถงก็ราวกับเป็นคนเดียวกัน ไม่มีท่าทีแปลกหน้ากับนางเลยแม้แต่น้อย


   เยี่ยหลิงหลงรู้สึกซาบซึ้ง ในน้ำใจของต้นพฤกษาเหมันต์ จึงคิดที่จะตอบแทนคืนบ้าง


   "ขอบคุณท่านผู้จัดการที่ดูแลข้าเป็นอย่างดี และขอบคุณหอการค้าจินถงที่อำนวยความสะดวกให้ข้ามาตลอดหลายปีนี้ด้วย"


   "ท่านกล่าวเกินไปแล้ว ท่านคือลูกค้ารายใหญ่ สินค้าทั้งหมดของท่าน ล้วนอยู่ที่ร้านพวกข้าแล้ว พวกข้าย่อมต้องดูแลท่านเป็นอย่างดี"


   "แต่ข้ายังมีเรื่องจะขอความช่วยเหลือจากผู้จัดการอีก"


   "ท่านเชิญว่ามาได้เลยขอรับ"


   "ข้ามีผลอู๋โยวที่ต้องการขาย ผู้จัดการคิดว่าจะช่วยข้าจัดการได้หรือไม่?"


   "ได้แน่นอน..."


   ท่านผู้จัดการยังคงยิ้มอยู่ แต่ทว่าจู่ๆก็นึกบางอย่างขึ้นได้ รอยยิ้มของเขาจึงหายวับไป ดวงตาทั้งสองเบิกกว้างกลมโตในทันที


   "ผลอู๋โยว?!"


   "ใช่ ผลอู๋โยว"


   "แม่นางเยี่ย ท่านมีผลอู๋โยวที่จะขายหรือขอรับ?"


   "ใช่แล้ว!"


   "วิเศษมาก! ต้องขอบคุณท่านที่ช่วยหอการค้าจินถงของพวกข้าในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ แม้ว่าครั้งนี้พวกข้าจะยังรั้งท้ายอยู่ แต่มีเพิ่มสักผลก็นับว่าดี ช่วยลดช่องว่างลงได้บ้าง ชีวิตพวกข้าจะได้ดีขึ้นบ้าง ขอบคุณท่าน ขอบคุณท่านมากจริงๆ!"


   ท่านผู้จัดการตื่นเต้นจนพูดจาสับสนวุ่นวาย เขาพยายามจะยื่นมือไปจับมือของเยี่ยหลิงหลงหลายครั้ง แต่ทุกครั้งที่ยื่นมือออกไป ก็นึกได้ว่านางเป็นสตรี ไม่ควรแตะต้องส่งเดช เขาจึงชักมือกลับ


   เห็นได้ชัดว่าช่วงนี้เขาถูกกดดันมาโดยตลอด และอัดอั้นตันใจมากทีเดียว


   "แต่ว่า เรื่องที่ท่านมีผลอู๋โยวนี่ หอการค้าจตุรทิศไม่ทราบใช่หรือไม่?"


   "ข้าเองก็ไม่รู้"


   "ไม่รู้ก็ดีแล้วขอรับ อย่าเพิ่งเปิดเผยออกไป พวกเขาต้องหาทางมาแย่งชิงแน่นอน!!"


   "แน่นอนอยู่แล้ว"


   "โอ้! ไม่คิดไม่ฝันเลยจริงๆ เรื่องที่ท่านมีผลอู๋โยว ข้าไม่เคยได้รับข่าวคราวมาก่อนเลยขอรับ ท่านปิดบังได้แนบเนียนเหลือเกิน!"


   เมื่อได้ยินเช่นนั้น เยี่ยหลิงหลงก็มีสีหน้าขบขันเผยออกมา


   "เรื่องที่ข้ามีผลอู๋โยวนั่น พวกเจ้าควรจะรู้ด้วยหรือ?"


   "แน่นอนอยู่แล้วขอรับ เพราะทุกครั้งหลังจากที่ดินแดนลับใต้ต้นอู๋โยวสิ้นสุดลง หอการค้าจตุรทิศและสำนักการค้าจินถงของพวกข้า ต่างก็พยายามสืบหาข่าวคราวต่างๆเพื่อจะได้รู้ในทันทีว่า ผู้ใดได้ผลอู๋โยวไปบ้าง และผู้ใดมีเหลือเกินจำเป็น จะได้ฉวยโอกาสกว้านซื้อมาก่อนใครขอรับ"


   แม้ว่าผู้ที่ได้รับผลอู๋โยวนั้นจะไม่พูดออกมาเอง แต่ก็ต้องมีคนอื่นเห็นเป็นแน่ เมื่อมีคนเห็น ข่าวก็ย่อมแพร่สะพัดไป ดังนั้น หลังจากที่เหตุการณ์ใต้ต้นอู๋โยวในดินแดนลับจบลง พวกข้าก็จะรู้ได้ว่าผลอู๋โยวอยู่ที่ใด และมีจำนวนเท่าใดบ้าง พวกเขาต่างก็ต้องการรู้ว่า ฝ่ายตรงข้ามมีผลไม้อยู่เท่าใด ไม่เพียงเท่านั้น เจ็ดสำนักยังมาซื้อข่าวอีกด้วย เพื่อวางแผนประมูลผลอู๋โยวในภายหลังขอรับ


   "แต่ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย ว่าท่านเองก็มีผลอู๋โยว ถ้าคนของหอการค้าจตุรทิศยังหาท่านไม่พบ แสดงว่าพวกเขาก็ไม่รู้เช่นกัน ท่านปิดบังได้แนบเนียนจริงๆ!"


   จะไม่แนบเนียนได้อย่างไร เพราะแม้แต่เรื่องที่นางมีผลไม้แปดลูก นอกจากศิษย์พี่หญิงห้าแล้ว ศิษย์พี่ศิษย์ พี่หญิงคนอื่นๆต่างก็ไม่มีใครรู้


   หากไม่ใช่เพราะก่อนออกมา นางได้สอบถามพวกเขา ก็คงไม่มีใครคิดว่านางซ่อนผลไม้ไว้มากมายขนาดนั้น


   เพราะหลายครั้งที่นางได้ผลอู๋โยวมา มีเพียงนางกับศิษย์พี่หญิงห้าสองคนเท่านั้นที่อยู่ในที่เกิดเหตุ


   "ดังนั้นท่านผู้จัดการต้องช่วยรักษาความลับให้ข้าด้วยนะ"


   "แน่นอนอยู่แล้ว" ผู้จัดการตื่นจากความยินดีและประหลาดใจ แล้วถามว่า


   "แล้วแม่นางเยี่ยคิดจะลงมือเมื่อใดหรือ หรือว่าท่านมีข้อเรียกร้องอะไรหรือไม่?"



บทที่ 859: พี่ชาย ท่านชนะแล้ว



   "ตอนนี้ยังไม่มี เวลาประมูลก็ยังไม่ได้กำหนด ข้าจึงยังไม่ได้คิดกลยุทธ์ แต่จะต้องมีหนึ่งรายการให้กับหอการค้าจินถงอย่างแน่นอน"


   "ได้ๆ ทุกอย่างรอการจัดการของแม่นางเยี่ยเสร็จสิ้นเถิด หากมีธุระอะไรก็มาหาข้าได้ทุกเมื่อเลยขอรับ"


   "เช่นนั้นวันนี้ก็แค่นี้เถิด การประมูลก็จบแล้ว พวกข้าขอตัวกลับก่อน"


   "ได้เลยขอรับ เชิญท่านเดินทางปลอดภัย เดี๋ยวข้าจะให้ลูกน้องรวบรวมสินค้าที่ท่านต้องการแล้วส่งไปให้ที่โรงเตี๊ยมทันทีขอรับ"


   "ขอบคุณท่านผู้จัดการมาก"


   "ข้าต่างหากที่ต้องขอบคุณท่าน"


   เยี่ยหลิงหลงและคณะ ถูกผู้จัดการหอการค้าจินถงส่งออกมาอย่างกระตือรือร้น ไม่นานก็กลับมาถึงโรงเตี๊ยมในที่สุด


   และพอมาถึงโรงเตี๊ยม ฟู่ฮ่าวซิงก็วิ่งพรวดพราดออกมาจากด้านในทันที แล้วขวางทางเยี่ยหลิงหลงเอาไว้


   "ข้าหาพวกมันให้เจ้าได้แล้ว! พวกอสูรที่จับมาได้ส่วนหนึ่ง ยามนี้เจ้าตงฝึกฝนไปก่อน ส่วนที่เหลือข้าจะจับมาเพิ่ม อีกทั้งสมบัติล้ำค่าเหล่านั้น ข้าก็จะไปตามหามาประเคนให้เท้าถึงที่เลยด้วย"


   "เรื่องสมบัติล้ำค่านั้น ท่านประมุขไม่ต้องกังวล ท่านรับผิดชอบแค่จ่ายเงินก็พอแล้ว"


   เยี่ยหลิงหลงพูดจบ นางก็ส่งรายการที่ได้รับมาจากผู้จัดการหอการค้าจินถง ให้กับฟู่ฮ่าวซิงโดยพลัน


   ฟู่ฮ่าวซิงรับรายการมาดูแวบหนึ่ง จากนั้นมือของเขาก็เริ่มสั่นเทา แล้วรีบเงยหน้าขึ้นมาทันที


   "หลิงหลง นี่เจ้า..."


   เยี่ยหลิงหลงเห็นคนอายุหลายร้อยปีตื่นเต้นราวกับคนโง่งม นางจึงไม่อยากทรมานเขาอีก ยื่นมือออกไปตรงๆ


   "พวกอสูรที่จับมาได้ล่ะ? รีบๆส่งให้ข้าสิ"


   "ได้! ได้!"


   ฟู่ฮ่าวซิงหยิบแหวนมิติวงหนึ่งส่งให้เยี่ยหลิงหลงทันที


   "ข้าไม่มีหินวิญญาณติดตัว มากพอที่จะซื้อวัตถุดิบพวกนี้ ต้องไปเบิกจากโรงจำนำก่อน เดี๋ยวจะนำมาให้เจ้าแน่นอน"


   "รู้แล้ว"


   เยี่ยหลิงหลงรับแหวนมิติมา แล้วเดินเข้าไปด้านในทันที


   นางเองก็ยังไม่รีบร้อนในเรื่องการประมูลผลอู๋โยว เพราะตอนนี้เพิ่งผ่านมาสิบเอ็ดวันเท่านั้น ยังเหลืออีกสิบเก้าวัน กว่าต้นอู๋โยวในดินแดนลับจะเปิด ยามนี้นางอยากจะยืดเวลาให้ยาวออกไปอีกสักหน่อย


   ช่วงเวลานี้ นางต้องฝึกฝนวิชาซ่อมวิญญาณสักหน่อย


   ดังนั้น นางจึงทุ่มเทเวลาไปกับการฝึกฝนทักษะใหม่


   จนกระทั่งผ่านไปห้าวัน ศิษย์พี่หญิงห้าจึงได้ส่งข่าวมา


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก! ศิษย์น้องหญิงเล็ก! มีข่าวมาจากหอการค้าจตุรทิศว่า ต้นพฤกษาเหมันต์ที่เจ้าต้องการได้พบแล้ว เตรียมจะเปิดประมูลในวันนี้แล้ว เหลือเวลาแค่ครึ่งชั่วยามก่อนเริ่ม พวกเขาเชิญเจ้าไป เจ้าจะไปหรือไม่?"


   ต้นพฤกษาเหมันต์นั้นหายากและล้ำค่าเป็นอย่างยิ่ง ทางหอการค้าจินถงก็ยังไม่ได้ส่งมาให้นาง


   และยิ่งไปกว่านั้น แม้จะได้มาเพิ่มอีกต้น เก็บไว้ก็ไม่เสียหายอันใด


   ห้าวันที่ไม่ได้ออกไปไหน วิชาใหม่ก็ฝึกจนชำนาญแล้ว ย่อมถึงเวลาที่จะถือโอกาสนี้ออกไปดู ว่าผลอู๋โยวข้างนอกราคาเป็นอย่างไรบ้าง


   แต่ทว่า...


   การประมูลวันนี้ แจ้งวันนี้ ทั้งยังเหลือเวลาแค่ครึ่งชั่วยามเท่านั้น


   เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นกันหนอ?


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก?"


   "ข้าจะไป ขอเก็บของสักครู่ พวกเราจะออกกันเลยเจ้าค่ะ"


   "ได้เลย!" ลู่ไป๋เวยกำลังจะวิ่งออกจากประตู แต่จู่ๆนางก็นึกบางสิ่งขึ้นมาได้


   "แต่พวกเขาแจ้งกะทันหันเกินไป ที่สำนักชิงเสวียนมีแค่ข้าที่ว่าง คนอื่นๆต่างยุ่งกันหมด ดังนั้น คราวนี้จึงมีแค่พวกเราสองคนที่จะออกไปนะ"


   "ทราบแล้วเจ้าค่ะ"


   เยี่ยหลิงหลงตอบรับ พลาหันไปเก็บข้าวของเล็กน้อย จากนั้นนางก็ออกเดินทางไปงานประมูลที่หอการค้าจตุรทิศพร้อมกับลู่ไป๋เวยทันที


   และเมื่อไปถึงที่นั่น ผู้จัดการก็ได้ให้คนมารอต้อนรับอยู่ก่อนหน้าแล้ว ไม่นานก็นำพวกนางเข้าไปในห้องรับรองพิเศษที่ตระเตรียมไว้


   "แม่นางทั้งสอง ต้นพฤกษาเหมันต์ที่พวกท่านต้องการครั้งที่แล้ว วันนี้มีประมูลด้วยนะ หวังว่าพวกท่านจะได้รับสมใจปรารถนา นี่คือรายการสิ่งของประมูลวันนี้ เชิญรับไว้เถิด"


   "ได้เลยท่านผู้จัดการ"


   "ต้นพฤกษาเหมันต์นี้ พวกเราใช้ความสัมพันธ์จากหลายที่และยังยากลำบากกว่าจะได้มา ได้ยินว่าเป็นต้นเดียวที่ปรากฏในรอบสิบปีมานี้ ครั้งหน้าจะปรากฏอีกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ดังนั้นถ้าแม่นางชอบจริงๆ อย่าได้พลาดโอกาสนี้เลย"


   "ขอบคุณผู้จัดการที่เตือน"


   "หากพวกท่านไม่มีธุระอื่นใดแล้ว ข้าไม่รบกวนทั้งสองท่านแล้ว"


   ว่าแล้ว ผู้จัดการก็เร่งฝีเท้าจากไป มินานการประมูลด้านล่างก็เริ่มขึ้นตามกำหนดการทันที


   เยี่ยหลิงหลงหยิบรายการสินค้าประมูลขึ้นมาตรวจดู พบว่าหอการค้าจตุรทิศยังคงมีผลอู๋โยวอยู่ จึงไม่แปลกที่ด้านล่างจะเต็มไปด้วยผู้คนมากมายเยี่ยงนี้


   เห็นได้ชัดว่าช่วงนี้ หอการค้าจตุรทิศกำไรงามยิ่งนัก


   "ศิษย์พี่หญิงห้า ช่วงนี้ผลอู๋โยวประมูลไปกี่ลูกแล้วเจ้าคะ?"


   "หลังจากที่หอการค้าจตุรทิศประมูลไปสิบสามลูก ครั้งก่อน ก็ประมูลไปอีกสามลูก รวมกับวันนี้อีกหนึ่งลูก หอการค้าจตุรทิศมีทั้งหมดสิบเจ็ดลูกแล้ว"


   "แล้วหอการค้าจินถงล่ะเจ้าคะ?"


   "ทางนั้นน่าสงสารเป็นอย่างยิ่ง เพราะหลังจากประมูลไปแปดลูกครั้งก่อน ต่อมาก็มีแค่สองลูกเท่านั้น รวมทั้งหมดก็สิบลูก ตอนนี้ สถานที่ที่คึกคักที่สุดก็คือหอการค้าจตุรทิศ


   เสียงลือเสียงเล่าอื้ออึงกันว่า หอการค้าจินถงกำลังจะล่มสลายแล้ว"


   "นี่มันไม่เกินไปหน่อยหรือเจ้าคะ? ถึงแม้ว่าครั้งนี้พวกเขาจะไม่ขายผลอู๋โยวสักลูกเดียว แต่ด้วยกิจการใหญ่โต ที่สั่งสมมาหลายปี จะล้มละลายง่ายๆได้อย่างไร?"


   "ก็เป็นอย่างนั้นแหละ แต่ไม่ใช่ทุกคนจะมีปฏิกิริยาแรกที่ชัดเจนเหมือนศิษย์น้องหญิงเล็ก คนส่วนใหญ่มักจะเชื่อข่าวลือง่ายๆ ดังนั้นช่วงนี้ นอกจากงานประมูลผลอู๋โยวแล้ว ก็ไม่มีใครไปหอการค้าจินถงกันเลย"


   "คงมีคนปล่อยข่าวสร้างกระแสแน่ๆ"


   "ใช่แล้ว ในเมื่อมีโอกาสที่จะเหยียบย่ำอีกฝ่าย หอการค้าจตุรทิศจะพลาดโอกาสนี้ได้อย่างไร? เพราะการต่อสู้ระหว่างหอการค้านั้น พวกเขาไม่ได้ใช้กำลัง แต่ใช้วิธีการเหล่านี้แทน"


   ลู่ไป๋เวยพูดจบ ก็เข้าไปกระซิบข้างหูเยี่ยหลิงหลงเบาๆว่า


   "ฝ่ายพวกเราก็ทำการค้าเหมือนกันไม่ใช่หรือ? ข้าได้ข่าวมาจากบรรพชนของข้าว่า ครั้งนี้ที่หอการค้าจตุรทิศ สามารถได้ชัยชนะครั้งใหญ่และกดดันหอการค้าจินถงได้ เพราะใช้วิธีการที่ไม่สุจริตด้วยนะ"


   "วิธีการอันใดหรือเจ้าคะ?"


   "ท่านบรรพชนบอกว่าท่านไม่รู้ แต่อาจจะเป็นเพราะท่านไม่อยากบอกข้าก็ได้"


   เยี่ยหลิงหลงพยักหน้า นางไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการแข่งขันระหว่างหอการค้า หอการค้าจินถงดีกับนางอย่างไร นางก็ตอบแทนไปตามนั้น


   ส่วนเรื่องที่หอการค้าจตุรทิศเคยทำกับนางครั้งก่อน อย่างมากก็แค่ไม่ร่วมมือกันในอนาคต และไม่ถึงขั้นต้องหมางใจกัน


   ถึงอย่างไร ตัวการก็คือชิวจื้อเหลียง จากสำนักวายุเหิน พวกเขาอาจจะแค่รับเงินมาทำงานเท่านั้น คงไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายนาง ที่เป็นแค่คนไร้ชื่อเสียงแต่อย่างใดหรอก


   เวลาค่อยๆผ่านไป บรรยากาศด้านล่างยังคงคึกคักไม่ลดลงเลยแม้แต่น้อย


   ในที่สุด ก็มาถึงสินค้าชิ้นรองสุดท้ายของการประมูลในครั้งนี้


   ต้นพฤกษาเหมันต์


   "สินค้าชิ้นต่อไป คือต้นพฤกษาเหมันต์"


   หลังจากผู้ดำเนินการแนะนำสรรพคุณและประโยชน์ของมันเสร็จ ลูกมือก็เปิดกล่องบนเวทีประมูลโดยพลัน


   ทันทีที่กล่องถูกเปิดออก กลิ่นอายแห่งความเย็นเยียงก็แผ่ซ่านออกมาโดยพลัน นี่เป็นของล้ำค่าหายากจริงๆ


   "ราคาเริ่มต้น หนึ่งล้านหินวิญญาณ!"


   เมื่อราคานี้ถูกประกาศออกมา ลู่ไป๋เวยก็รีบหันไปดูปฏิกิริยาของเยี่ยหลิงหลงทันที


   เพราะราคานี้เป็นราคาที่หอการค้าจินถงขายให้นาง แต่พอมาถึงร้านสี่ทิศกลับเป็นเพียงราคาเริ่มต้นการประมูลเท่านั้น


   และหากไม่มีผู้ใดประมูลก็ยังคงดีหน่อย แต่ถ้ามีคนประมูล ราคาก็จะต้องเกินเลยไปมาก


   นางเห็นเยี่ยหลิงหลงยังคงนั่งสงบนิ่งอยู่ที่นั่น ค่อยๆจิบชาอย่างไม่รีบร้อน ราวกับไม่รู้ร้อนรู้หนาว จากนั้นจึงเริ่มเปิดราคาด้วยหินวิญญาณ


   "หนึ่งล้าน"


   เยี่ยหลิงหลงเพิ่งเอ่ยปาก ก็มีคนตามราคาทันที


   "หนึ่งล้านหนึ่งหมื่น"


   "หนึ่งล้านสามหมื่น"


   "หนึ่งล้านหนึ่งแสน!"


   การเพิ่มราคาครั้งนี้ สูงลิบลิ่ว ทำให้เกิดเสียงอุทานดังขึ้นมากมาย


   ลู่ไป๋เวยรีบหันไปมองศิษย์น้องหญิงเล็กของนางทันที


   "หนึ่งล้าน หนึ่งแสน หนึ่งหมื่น หนึ่งพัน"


   นางจะยังแย่งชิงอยู่อีกหรือ?


   แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ อีกฝ่ายได้เสนอราคาสูงลิ่วอีกครั้ง!


   "หนึ่งล้านสองแสน!"


   เยี่ยหลิงหลงจิบชาอย่างใจเย็น แล้วรีบประมูลทันที


   "หนึ่งล้านสองแสนหนึ่งหมื่น"


   "หนึ่งล้านสามแสน!"


   ทันทีที่ราคาถูกเอ่ยออกมา เสียงอุทานก็ดังขึ้นจากด้านล่างทันที


   บ้าไปแล้วหรือไรกัน? ถึงแม้ของสิ่งนี้จะล้ำค่า แต่ก็ไม่ควรแพงถึงเพียงนี้มิใช่หรือ?


   นอกเสียจากว่าจะเป็นของที่ช่วยชีวิตได้ ไม่เช่นนั้นการแย่งชิงเช่นนี้ เห็นทีจะเสียเงินโดยใช่เหตุ!


   ทุกคนต่างรู้ดีว่า ผู้ที่อยู่ในห้องรับรองล้วนเป็นเศรษฐีกระเป๋าหนัก แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเกินจริงถึงเพียงนี้กระมัง?


   "หนึ่งล้านสามแสนหนึ่งหมื่น"


   นางยังประมูลต่ออีกรึนี่!


   "หนึ่งล้านสี่แสน!"


   เขาประมูลแย่งอีกแล้ว!


   "หนึ่งล้านสี่แสนหนึ่งหมื่น"


   ยังมาอีก! นี่นางยังกล้าเอ่ยออกมาอีก!


   "หนึ่งล้านห้าแสน!"


   ฮู้ว...


   ในตอนนี้ สายตาทุกคู่จ้องมองไปที่ห้องรับรองที่เยี่ยหลิงหลงอยู่


   "ขอแสดงความยินดีด้วย พี่ชาย ท่านชนะแล้ว"


   เสียงของเยี่ยหลิงหลงแฝงไปด้วยความขบขัน เห็นได้ชัดว่านางรู้สึกดีใจกับอีกฝ่ายจริงๆ



บทที่ 860: จะไม่ออกมาหรือไรกัน?



   หลังจากที่เยี่ยหลิงหลงกล่าวคำแสดงความยินดีจบลง ห้องรับรองฝั่งตรงข้ามก็พลันเงียบลงในทันที


   แม้ว่าจะมีเสียงอึกทึกดังมาจากที่นั่งผู้ชมด้านล่าง คอยรบกวนประสาทการฟังของนางอยู่บ้าง ทว่าเยี่ยหลิงหลงก็ยังได้ยินเสียงแก้วแตกดังมาจากห้องรับรองนั้นอย่างแว่วๆ


   คงจะดีใจจนมือไม้สั่น ถือแก้วไม่อยู่แล้วกระมัง?


   "ศิษย์น้องหญิงเล็ก เมื่อครู่เจ้าทำให้ข้าตกใจแทบตาย พอเขาเสนอราคามา เจ้าก็ประมูลตามทันที เจ้าไม่กลัวว่าเขาจะหยุดกะทันหันเลยหรือ?"


   เยี่ยหลิงหลงหัวเราะเบาๆ


   "ต้นพฤกษาเหมันต์นี้ สิบปีมีหนึ่งต้นเท่านั้น ข้าอยากได้มันจนรอไม่ไหว อีกอย่างทุกครั้งที่ประมูล ข้าก็ไม่เคยลังเลเรื่องราคา แสดงว่าข้ายังมีงบประมาณอีกมาก ถ้าไม่ยกราคาขึ้นไป อีกฝ่ายจะยอมได้อย่างไรเล่า?"


   "จริงด้วย!"


   ลู่ไป๋เวยพยักหน้า แต่ก็ยังรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ค่อยถูกต้องเท่าใดนัก


   "ข้าว่ามีบางอย่างแปลกๆนะ อีกฝ่ายรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าร้อนใจอยากได้ต้นพฤกษาเหมันต์?"


   "ศิษย์พี่ลองเดาดูสิเจ้าคะ"


   ลู่ไป๋เวยไม่ได้เดาแม้แต่วินาทีเดียว และตอบอย่างไม่ลังเล.ว่า


   "ศิษย์น้องหญิงเล็กขอเพียงเจ้ารู้ในใจก็พอ ข้าจะดูการประมูลต่อแล้ว"


   ด้านล่างนั้น การประมูลก็ยังคงดำเนินต่อไป ต่อไปเป็นสินค้าซึ่งเป็นของที่ทุกสายตาล้วนจับจ้อง นับได้ว่าเป็นสินค้าหลักของงานนี้


   ผลอู๋โยว!!!


   ราคาเริ่มต้นยังคงอยู่ที่สามล้านหินวิญญาณเช่นเดิม


   และหลังจากผ่านการประมูลหลายรอบ ผลอู๋โยวนั้น ในที่สุดก็ขึ้นไปถึงราคาสี่ล้านหินวิญญาณแล้ว


   และหลังจากถึงสี่ล้านแล้ว การเรียกราคาก็ค่อยๆลดความถี่ลง


   จนในที่สุด ผลอู๋โยวลูกนี้ก็ขายไปในราคาสี่ล้านแปดหมื่นหินวิญญาณ


   หลังจากการซื้อขายเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย ผู้ดำเนินการประมูลประกาศจบการประมูลครั้งนี้ และเช่นเดียวกับหลายครั้งที่ผ่านมา ไม่มีผลไม้อู๋โยวปรากฏขึ้นมาอีก


   "ปีนี้เกิดอะไรขึ้นกัน? ทุกปีที่ผ่านมามีผลไม้อู๋โยวออกมาขายกว่าห้าสิบลูก แต่เหตุใดปีนี้แค่ยี่สิบกว่าลูก ก็ไม่ปล่อยออกมาแล้วเล่า?"


   "ใครจะไปรู้ได้เล่า? บางทีอาจจะกักตุนไว้ หวังจะทำกำไรให้มากขึ้นก็ย่อมได้ แบบนี้คงไม่ยอมปล่อยออกมาขายง่ายๆหรอก!"


   "เก้าในสิบต้องเป็นอย่างนั้นแน่ รอดูอีกหน่อย รอให้คนจากสำนักทั้งเจ็ดซื้อจนพอใจก่อน ราคาก็จะลดลงเอง เพียงแค่ต้องรออีกสักพัก อย่าเพิ่งร้อนใจไป"


   "จะไม่ร้อนใจได้อย่างไรกัน ข้าร้อนใจจะตายอยู่แล้ว ข้าเก็บเงินมาตั้งนานเพื่อดินแดนลับของต้นไม้อู๋โยวครั้งนี้เลยนะ ไม่ซื้อคงไม่ได้แน่! แต่ราคานี้มันเกินไปจริงๆ ข้าว่าจะรอให้ราคาลดลงก่อน ค่อยว่ากันอีกที"


   เสียงวิพากษ์วิจารณ์อันคึกคักดังขึ้นมาไม่หยุด ขณะที่ผู้คนทยอยออกจากงาน


   ตอนที่เยี่ยหลิงหลงและลู่ไป๋เวยกำลังจะออกจากห้องรับรอง ผู้จัดการก็เดินเข้ามา


   "สองแม่นางโปรดรอก่อนเถิด"


   "ผู้จัดการมีธุระอันใดหรือ?"


   "ข้าต้องขออภัยอย่างสุดซึ้ง พวกข้าเองก็ไม่รู้ว่าข่าวรั่วไหลออกไปได้อย่างไร ครานี้ทำให้ต้นพฤกษาเหมันต์ที่พวกท่านต้องการประมูล ถูกปั่นราคาขึ้นอย่างไม่เป็นธรรมไปเสียแล้ว นี่เป็นความผิดพลาดของพวกข้า ข้าขออภัยต่อพวกท่าน ณ ที่นี้ด้วย"


   ผู้จัดการประสานมือคำนับอย่างนอบน้อม


   "หากซื้อไม่ได้ ก็ช่วยไม่ได้"


   เยี่ยหลิงหลงยักไหล่ กำลังจะเดินจากไป แต่ผู้จัดการก้าวมาขวางทางพวกนางเอาไว้เสียก่อน


   "แม่นางอย่าเพิ่งรีบร้อนเลย หลังจากข้าทราบเรื่องนี้ ก็ได้จัดการโดยด่วนแล้ว


   หนึ่ง การรั่วไหลของข่าวเป็นความผิดของพวกข้า


   สอง คนที่ปั่นราคาก็ไม่ยอมจ่ายเงินซื้อในราคาที่สูงขนาดนั้น ดังนั้นต้นพฤกษาเหมันต์นี้จึงยังอยู่ที่หอการค้าจตุรทิศ"


   "อ้อ? แล้วผู้จัดการคิดจะจัดการเรื่องนี้อย่างไรหรือ?"


   "ตามกฎแล้ว เมื่อผู้ซื้อจ่ายเงินไม่ได้ ควรจะนำกลับมาประมูลใหม่ แต่เนื่องจากพวกข้ามีความผิดอยู่ก่อน และเพื่อเป็นการชดเชยให้แม่นาง หอการค้าจตุรทิศจึงตัดสินใจไม่จัดการประมูลอีก แต่จะขายให้ท่านในราคาเริ่มต้น หวังว่าจะได้รับความเห็นใจจากท่านนะ"


   ลู่ไป๋เวยมองไปทางเยี่ยหลิงหลงด้วยสายตาประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง


   แม้ว่าราคานี้จะไม่ได้ถูกกว่าที่หอการค้าจินถง แต่ถ้าดูจากราคาตลาดวันนี้ หากไม่มีใครตั้งใจโก่งราคาขึ้น ศิษย์น้องหญิงเล็กคงไม่สามารถซื้อได้ด้วยราคาหนึ่งล้านอย่างแน่นอน


   กลับกลายเป็นว่าได้กำไรหรือนี่?


   "เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าต้องขอบคุณในความกรุณาของท่านผู้จัดการแล้ว"


   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดของผู้จัดการ ก็มีรอยยิ้มผุดขึ้นมาเล็กน้อย


   "ขอบคุณคุณหนูที่ใจกว้าง เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เชิญคุณหนูตามข้ามาเถิด"


   "ได้"


   เยี่ยหลิงหลงตอบรับ ก่อนจะเดินตามผู้จัดการออกจากห้องรับรองเข้าไปในหอการค้าจตุรทิศ


   หลังจากเดินเข้าไปในระเบียงของหอการค้าจตุรทิศ พวกเขาเลี้ยวหนึ่งครั้งแล้วเดินออกจากประตูเล็กๆ


   ลู่ไป๋เวยถาม "แปลกยิ่งนัก เหตุใดการซื้อของประมูลถึงต้องออกทางประตูเล็กของหอการค้าจตุรทิศด้วยเล่า"


   "คุณหนูทั้งหลายอาจจะยังไม่ทราบ ต้นพฤกษาเหมันต์นี้ถูกประมูลไปแล้ว มันจึงไม่ได้เก็บรวมกับของมีค่าที่ยังไม่ได้ขาย แต่ถูกส่งไปยังร้ายย่อยที่จัดการของพิเศษเหล่านี้โดยเฉพาะขอรับ"


   ผู้จัดการยิ้มพลางอธิบายอย่างใจเย็น


   "คุณหนูทั้งสองระวังขั้นบันไดด้วย อย่าได้สะดุดล้มเชียว"


   หลังจากออกจากประตูเล็ก พวกเขาเดินไปตามตรอกหลังร้านสักพัก แล้วเข้าไปยังลานอีกแห่ง ผ่านประตูเล็กอีกบาน


   เยี่ยหลิงหลงมองดูแล้วสังเกตจากตำแหน่งนั้น ลานนี้ยังอยู่ในอาณาเขตของหอการค้าจตุรทิศ แต่ทว่ามันไม่ใช่พื้นที่ส่วนกลางแล้ว เป็นเพียงลานที่อยู่ห่างไกลผู้คนเท่านั้น


   ถัดจากลานนี้ออกไป ก็ไม่ใช่เขตของหอการค้าจตุรทิศ และบริเวณโดยรอบก็ดูเงียบเหงา มีบ้านเรือนอยู่บ้าง แต่ไม่ได้ติดถนน และไม่เห็นผู้คนสัญจรไปมาแต่อย่างใด


   "แม่นางทั้งสอง พวกเรามาถึงแล้ว เชิญด้านในก่อนเถิด"


   เยี่ยหลิงหลงและลู่ไป๋เวยก้าวเข้าไปในลาน พอเดินเข้าไปแล้ว ผู้จัดการก็รีบปิดประตูลานทันที


   ลู่ไป๋เวยรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ นางดึงแขนเสื้อของศิษย์น้องหญิงเล็กเบาๆ แต่ศิษย์น้องหญิงเล็กดูเหมือนจะไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆเลย


   แต่เมื่อเยี่ยหลิงหลงเดินมาถึงกลางลาน จู่ๆนางก็หยุดฝีเท้า


   "เชิญแม่นางเข้าไปในห้องเถิด ต้นพฤกษาเหมันต์อยู่ในห้องนั้น" ผู้จัดการพยายามเร่งเร้าจากด้านหลัง


   "ข้าไม่อยากเดินแล้ว ที่นี่กว้างขวาง เหมาะแก่การจัดการมากกว่า" เยี่ยหลิงหลงกล่าวพลางหัวเราะ


   "จัดการเรื่องอะไรหรือ?" ผู้จัดการถามด้วยสีหน้าที่ดูไม่เป็นธรรมชาติเท่าใดนัก


   "เจ้าว่าเรื่องอะไรเล่า?" เยี่ยหลิงหลงหันกลับมาพลางยิ้มเยาะ


   "นับตั้งแต่ข้าปรากฏตัวที่หอการค้าจตุรทิศครั้งแรก เจ้าก็มาสอบถามข้าว่าต้องการอะไร? แล้วจงใจหาของมาให้ข้า ทั้งหมดก็เพื่อหาโอกาสล่อข้ามาที่นี่มิใช่รึ?"


   ผู้จัดการเบิกตากว้างด้วยความตกใจทันที


   "แต่พวกเจ้าโลภมากเกินไป ไม่เพียงแต่อยากฆ่าข้า ยังอยากได้เงินข้าอีก จึงจงใจตั้งราคาต้นพฤกษาเหมันต์ให้สูงลิบ และหวังให้ข้าซื้อในราคาแพง ใครเลยจะรู้ว่าข้าไม่ซื้อ พวกเจ้าจึงต้องคิดหาข้ออ้างใหม่จนหัวแทบแตก"


   ผู้จัดการได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้ว หรี่ตาลง เห็นได้ชัดว่าเมื่อถูกเปิดโปงแล้ว เขาก็ไม่คิดจะแสร้งทำอีกต่อไป


   "ในเมื่อเจ้ารู้ทันแล้ว เหตุใดยังตามข้ามาอีก?"


   "ก็เพราะพวกเจ้าไม่มีความสามารถมากพอ จึงหมายจะฆ่าข้า ที่เป็นขอบเขตแปรเทวะแค่คนเดียว ไม่อย่างนั้นเหตุใดถึงจงใจแจ้งข้าก่อนการประมูลแค่ครึ่งชั่วยามเล่า? ทั้งหมดนี้ก็หวังให้ข้ารีบร้อนมาคนเดียวไม่ใช่หรือ?"


   ผู้จัดการกำหมัดแน่น เขาไม่คิดเลย ว่าคนผู้นี้จะฉลาดถึงเพียงนี้!


   "ครั้งที่แล้วพวกข้ามาสี่คน มีขอบเขตแปรเทวะสองคน ขอบเขตหลอมสุญตาอีกสองคน พวกเจ้าถึงขั้นไม่อยากรบกวนศิษย์พี่ขอบเขตหลอมสุญตาของข้าสองคนด้วยซ้ำ พวกเจ้าจะมีความสามารถสักแค่ไหนกันเชียว?"


   "แล้วเหตุใดคราวนี้เจ้าถึงได้มั่นใจ ว่าพวกข้าไม่สามารถจัดการเจ้าได้?"


   "หึ! ที่จริงหาใช่อย่างนั้นไม่! เพราะมีผู้ฝึกตนขอบเขตบูรณาการอยู่ที่นี่ด้วยใช่ไหมล่ะ? การจะสังหารข้าที่เป็นเพียงขอบเขตแปรเทวะก็เป็นเรื่องง่ายดายไปเลยมิใช่หรือ?”


   “ท่านพี่ใหญ่ที่อยู่ในห้องนั่น เหตุใดยังเงียบอยู่อีก จะไม่ออกมาสู้หรือไรกัน!!!?”




จบตอน

Comments