บทที่ 871: เจ้าอยากตายรึ?
"ศิษย์พี่ ท่านเองก็ไม่มีหลักฐาน ท่านถูกพวกนางหลอกลวงแล้ว ตื่นขึ้นมาเถิด!"
เมื่อเทียบกับความโกรธและคำพูดอ่อนแอของเส้าจ่างคุน คำพูดที่แฝงไปด้วยความรู้สึกลึกซึ้ง และมีเหตุผลของชิวจื้อเหลียง กลับน่าเชื่อถือกว่ามากนัก ทำให้ผู้คนมากมายเริ่มเชื่อในคำพูดของเขา และเริ่มชี้นิ้วไปที่เยี่ยหลิงหลงกับเส้าจ่างคุนทันที
"อ้า! ที่จริงเรื่องพวกนี้พวกข้าไม่อยากพูดออกมาหรอก แต่เมื่อเรื่องมันมาถึงจุดนี้แล้ว พวกข้าก็ไม่อาจปกป้องน้องชิวได้อีกต่อไป"
ผู้จัดการใหญ่ถอนหายใจ "ตอนนั้นน้องชิวถูกผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะผู้นี้หลอกจริงๆ หากเรื่องนี้เล่าออกไป ไม่เพียงแต่น้องชิวจะอับอาย แม้แต่สำนักวายุเหินก็จะเสียหน้าเอามากโข ดังนั้นเพื่อปกปิดเรื่องนี้ให้เขา พวกข้าถึงได้จำเป็นต้องโกหก"
"เมื่อความจริงปรากฏแล้ว ผู้อาวุโสเจิ้ง ศิษย์สำนักวายุเหินของท่าน ท่านก็พากลับไปจัดการเอง ส่วนพวกคนไร้ยางอายเจ้าเล่ห์พวกนี้ ก็พาไปด้วยเถิด ให้สำนักวายุเหินกับหอการค้าจตุรทิศที่เป็นผู้เสียหายจัดการร่วมกัน" ผู้อาวุโสเหลียงลี่ฉวินแห่งสำนักหยวนอู่กล่าว
ผู้อาวุโสเจิ้งได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้า ขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปาก เยี่ยหลิงหลงที่เงียบมานานก็เอ่ยขึ้นในที่สุด
"พูดจบแล้วหรือนี่? แหมๆๆ เรื่องราวช่างน่าตื่นเต้นจริงๆ แต่น่าเสียดายที่ไร้ตรรกะสิ้นดั คนที่มีสมองสักนิด คงไม่มีทางเชื่อแน่นอน หากผู้ใดในที่นี้เชื่อ ก็ไม่เป็นไร ถือว่าเป็นการเตือนสติให้รู้ชัดแจ้ง ว่าตนเองสมองเริ่มเลอะเลือนไปใหญ่แล้ว
ต่อไปเมื่อเจอเรื่องเหลวไหลแบบนี้ ต้องระวังให้มากขึ้นด้วยนะเจ้าคะ เพราะตอนนี้เส้าจ่างคุนเป็นผู้เสียหาย แต่ครั้งหน้าอาจเป็นพวกเจ้าก็ได้"
เห็นนางเดินยิ้มอย่างใจเย็น ไปที่ข้างกายเส้าจ่างคุนที่กำลังโกรธจนตัวสั่น สีหน้าของเขาพลันบูดบึ้ง และทั่วทั้งตัวของเขาก็รู้สึกไม่สบายอย่างยิ่ง นางจึงยื่นมือตบไหล่เขาเบาๆ
"ผ่อนคลายหน่อยเถิด หากมีข้าอยู่ จะไม่มีอะไรผิดพลาดทั้งสิ้น ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าต้องเสียหน้าแน่ ชิวจื้อเหลียงไร้ยางอายขนานั้น แต่ก็ชัดเจนว่าไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับข้าเลย ไม่อย่างนั้นทำไมทุกครั้งที่เขาเจอข้า ถึงไม่เคยมีผลลัพธ์ที่ดีเลยล่ะ?"
เมื่อเยี่ยหลิงหลงเอ่ยวาจานี้ออกมา เส้าจ่างคุนที่เดิมทีอารมณ์ตกต่ำ ก็เงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาของเขาพลันเป็นประกายขึ้นมา
ตอนที่เขากำลังจะหายใจไม่ออก เพราะถูกคำโกหกใส่ร้ายรุมล้อม และแทบจะทนไม่ไหวจนเสียสติ การปรากฏตัวของนางเหมือนสายฝนในฤดูใบไม้ผลิ ที่มาชะล้างความอึดอัดทั้งหมด นำพาความเย็นสบาย และความหวังมาให้
"ศิษย์น้องหญิงเล็กของข้าเก่งจะตายไป เจ้าต้องเรียนรู้จากนางให้มากนะ เมื่อนางอยู่ เราย่อมไม่มีอุปสรรคใดๆเป็นแน่" ลู่ไป๋เวยกล่าวอย่างภาคภูมิใจ
"นี่! ชิวจื้อเหลียง! ถึงคราวที่ศิษย์น้องหญิงเล็กของข้าจะจัดการเจ้าแล้ว กลัวตัวสั่นเลยสิท่า?"
สีหน้าของชิวจื้อเหลียงเปลี่ยนเป็นบูดบึ้งในทันที เขาอยากจะด่า แต่ประโยคที่ว่า
ทุกครั้งที่เจอเยี่ยหลิงหลงไม่เคยมีผลลัพธ์ที่ดี เขาไม่สามารถโต้แย้งได้แม้แต่คำเดียว!
"พอเถอะศิษย์พี่หญิง เรามาทำเรื่องสำคัญกันดีกว่า อันดับแรก ท่านจงแสดงข้อความเรียนเชิญ ที่ท่านผู้จัดการน้อยของหอการค้าจตุรทิศส่งมาให้เจ้าวันนี้ ให้ทุกคนดูก่อนเถิด"
"ได้เลย!"
ลู่ไป๋เวยพูดจบก็หยิบแผ่นหยกออกมา แล้วเปิดข้อความจากผู้จัดการน้อยของหอการค้าจตุรทิศออกมา
นางใช้การฉายภาพในอากาศว่างเปล่า แสดงให้ทุกคนได้เห็น
เห็นเพียงตัวอักษรปรากฏขึ้นต่อหน้าทุกคน นี่เป็นข้อความจากผู้จัดการหอการค้าจตุรทิศ ที่แจ้งพวกนางว่าได้รับต้นพฤกษาเหมันต์แล้ว และเชิญพวกนางมาร่วมงานประมูล
"นี่คือลายมือของผู้จัดการน้องแห่งหอการค้าจตุรทิศ หากไม่เชื่อก็ไปตรวจสอบได้ หรือถ้าไม่อยากยุ่งยาก ก็สามารถตรวจสอบแผ่นหยกของผู้จัดการน้อยได้โดยตรง เขามีบันทึกไว้อย่างแน่นอน"
เมื่อเยี่ยหลิงหลงพูดจบ เสียงวิพากษ์วิจารณ์รอบข้างก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง
"ข้าจำลายมือนี้ได้ มันเป็นของผู้จัดการผู้นั้นจริงๆ! เหตุใดเขาถึงเชิญพวกนางไปร่วมงานประมูล? นี่มันเรื่องอะไรกัน?"
"ใช่แล้ว! นี่ไม่ใช่ว่าชิวจื้อเหลียงซ่อนตัวอยู่ในหอการค้าจตุรทิศหรอกหรือ? ในสถานการณ์เช่นนี้ ยังจะนำหมาป่าเข้าบ้านอีกหรือไร? มันช่างไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย!"
"ข้าก็ว่าแล้ว ว่าที่พวกเขาพูดเป็นเสียงเดียวกันเมื่อครู่นี้มันแปลกๆ ที่แท้ก็หลอกลวงอีกแล้วสิท่า!"
"ใช่ไหมล่ะ? พิสูจน์มาแล้วครั้งหนึ่ง ว่าหอการค้าจตุรทิศชอบโกหก แต่ครั้งที่สองก็ยังหลงเชื่ออีก ช่างน่าโมโหจริงๆ! ร้านค้าสารเลวนี่ ข้าจะไม่ไปอีกแล้ว!"
"พวกเจ้าเห็นกันหมดแล้วใช่หรือไม่? ผู้จัดการหอการค้าจตุรทิศพาข้ามา และผู้ที่เคยเข้าร่วมการประมูลก็ย่อมรู้ดี เรื่องที่ต้นพฤกษาเหมันต์ถูกโก่งราคาขึ้นอย่างไร้เหตุผลในการประมูลนั่น"
เยี่ยหลิงหลงหัวเราะพลางกล่าวว่า "พวกเจ้าว่ามันน่าสนใจไหมล่ะ? เขารู้ว่าข้าต้องการมัน จึงล่อข้าไป แล้วยังจงใจโก่งราคาให้ข้าต้องเสียเลือดเสียเนื้ออีก การกระทำของหอการค้าจตุรทิศนี้ ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนร้านค้าที่สุจริต นี่มันรังโจรชัดๆเลยมิใช่หรือ?"
คำพูดของพวกโจรพวกนี้ จะเชื่อถือได้อย่างไร?
พวกที่รุมเงินทองราวกับแร้งที่หิวโหยพวกนี้ จะเป็นคนดีได้อย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้น แม้ไม่มีหลักฐานนี้ ชิวจื้อเหลียงก็บอกว่ากลัวเส้าจ่างคุนจะฆ่าเขา จึงหลบซ่อนตัวทันที แต่หลบมาตั้งครึ่งเดือนแล้ว เขาไม่คิดที่จะส่งข่าวถึงอาจารย์ผ่านป้ายหยกเลยหรือ?
ดีเลย! เช่นนั้นก็มาสมมติว่าป้ายหยกของเขาหายไป ตัวคนเองก็หลบซ่อนอยู่ในหอการค้าจตุรทิศ แต่หอการค้าจตุรทิศไม่สามารถแจ้นไปแจ้งผู้อาวุโสเจิ้งได้เลยหรือ? ทำไมครึ่งเดือนก่อนไม่แจ้งเล่า ว่าศิษย์ของเขาถูกซ้อม หอการค้าก็ถูกทำลาย แต่พอถึงตอนนี้ถึงได้คิดจะแจ้งขึ้นมา?
"อ๋อ! ข้ารู้แล้ว บางทีอาจเป็นไปได้ว่าเขาบาดเจ็บสาหัส จนสลบไปครึ่งเดือนกระมัง? แต่นั่นจะเป็นไปได้หรือ?"
หลังจากเยี่ยหลิงหลงพูดจบ ในฝูงชนก็มีคนพยักหน้าจริงๆ ทำเอานางหลุดขำออกมาทันที
"คนที่หมดสติไปครึ่งเดือน จะสามารถออกจากที่พักของสำนักวายุเหิน มาถึงหอการค้าจตุรทิศได้อย่างไร? หรือว่าจะเดินละเมอมาหรือ?"
เมื่อคำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ดังขึ้นในทันที และเมื่อเยี่ยหลิงหลงพูดมาถึงขนาดนี้แล้ว ต่อให้โง่แค่ไหน ก็ย่อมรู้ได้ ว่าทั้งหมดนี้เป็นคำโกหก!
ในชั่วขณะนั้น ผู้คนต่างโกรธแค้น และชี้นิ้วด่าว่าหอการค้าจตุรทิศนั้น พูดโกหกไม่เว้นช่วงหายใจเลย ไม่มีคำพูดใดที่เชื่อถือได้เลยสักคำ
ทั้งยังถ่มน้ำลาย แสดงความรังเกียจชิวจื้อเหลียงว่าไร้ยางอาย แม้แต่ผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะก็ยังสู้ไม่ได้ ช่างน่าอับอายขายหน้าจริงๆ
ผู้อาวุโสเหลียงลี่ฉวินจากสำนักหยวนอู่ และผู้อาวุโสเจิ้งกวงเถิงจากสำนักวายุเหิน ที่เมื่อครู่ยังยืนอยู่ฝั่งหอการค้าจตุรทิศ เมื่อเห็นสถานการณ์พลิกผันเช่นนี้ ต่างก็สีหน้าไม่สู้ดีเท่าใดนัก
เจิ้งกวงเถิงรู้ว่าชิวจื้อเหลียงโกหกแน่ๆ ดังนั้นการเผชิญหน้าต่อจากนี้ ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไปแล้ว
เรื่องของสำนักวายุเหิน ควรให้สำนักวายุเหินจัดการเอง
ไม่ควรให้คนนอกมาหัวเราะเยาะเช่นนี้
ดังนั้น เขาจึงยกมือตบหน้าชิวจื้อเหลียงทันที
"ไอ้ศิษย์ชั่ว! ไอ้เวรตะไล! กลับไปกับข้าประเดี๋ยวนี้ เรื่องนี้ข้าจะจัดการให้เรียบร้อย จะคิดบัญชีกับเจ้าให้ถึงที่สุด!"
พูดจบเขาก็กระชากแขนชิวจื้อเหลียงอย่างแรง ทำให้อีกฝ่ายเซไปมา เตรียมจะลากตัวไปทันที
คิดจะหนีหรือ? เยี่ยหลิงหลงหัวเราะเยาะพลางก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ขวางทางศิษย์อาจารย์ทั้งสองคนเอาไว้
"ผู้อาวุโสเจิ้ง เรื่องยังไม่ได้พูดให้กระจ่างเลย จะรีบร้อนพาคนจากไปทำไมกัน?"
ตั้งแต่มาที่นี่ เจิ้งกวงเถิงก็รู้สึกไม่ชอบหน้าเยี่ยหลิงหลงมาตลอด นางเป็นแค่ผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะตัวน้อยๆ มีสิทธิ์อะไรมาพูดจาโอหังต่อหน้าผู้คนมากมาย แล้วยังกล้ามาชี้นิ้วสั่งสอนผู้อื่นอีก
ตอนนี้ถึงกับมีความกล้า มาขวางทางผู้ฝึกตนขอบเขตมหายานอย่างเขาเลยหรือ? แทรกแซงเรื่องของสำนักวายุเหิน
นางคงอยากลิ้มรสความตายสินะ!
อารมณ์ของเขาแสดงออกมาบนใบหน้าอย่างไม่ปิดบัง จากนั้นก็ยกมือขึ้นชี้ไปที่เยี่ยหลิงหลง
"เจ้ากล้าขวางทางข้า เจ้าอยากตายใช่หรือไม่?"
เมื่อเห็นเยี่ยหลิงหลงทำให้เจิ้งกวงเถิงโกรธ ทางหอการค้าจตุรทิศก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที
ฆ่านางเสียเลยสิ! แค่นางตายไป! ทุกเรื่องก็จะจบลงแล้ว!
บทที่ 872: โง่เขลาที่สุด
ในตอนนั้นเอง ร่างสีดำร่างหนึ่งพุ่งเข้ามาขวางหน้าเยี่ยหลิงหลง
"เจ้าเป็นคนแก่อายุหลายพันปี มารังแกหญิงสาวอายุสิบกว่า เจ้าไม่ละอายใจบ้างหรือไร? หากอยากต่อสู้ ข้าจะสู้กับเจ้าเอง พูดไม่ได้ก็ใช้กำลัง ศิษย์ชั่วของเจ้าทำเรื่องน่าอับอาย ข้าล่ะแขยงแทนเจ้าจริงๆ!"
"ตอนที่พวกเจ้าเชื่อเขา ก็จะจับพวกข้าไปทั้งหมด แต่พอความจริงถูกเปิดเผย เจ้าก็จะพาเขาไปเฉยๆ การกระทำเช่นนี้ ไม่สมกับคำว่าผู้อาวุโสเลย แม้การฝึกฝนของพวกข้าจะต่ำต้อย แต่เมื่อเรื่องมาถึงจุดนี้แล้ว พวกข้าต้องการความยุติธรรมจนถึงที่สุด!!"
อวี๋หงหลานรีบเข้าไปยืนข้างมังกรดำทันที ขวางหน้าเยี่ยหลิงหลงตามด้วยทุกคนในสำนักชิงเสวียน ที่แม้จะไม่ได้พูดอะไร แต่ก็เข้ามายืนรวมกันด้วยความเป็นหนึ่ง
แม้การฝึกฝนจะไม่สูง แต่ท่าทีและความมุ่งมั่นของพวกเขา ทำให้ผู้คนที่ได้เห็นอดรู้สึกเคารพไม่ได้
นี่คือโลกที่ผู้แข็งแกร่งเป็นใหญ่ ทุกคนคุ้นชินกับการที่ผู้แข็งแกร่งเป็นผู้ตัดสินทุกสิ่ง แม้กระทั่งเรื่องจะกลับดำเป็นขาวด้วย
พวกเขายังคุ้นชินกับการที่ผู้แข็งแกร่งสามารถแปรเปลี่ยนความจริงได้ตามใจนึก ทุกอย่างในมือพวกเขาล้วนเป็นเรื่องง่ายดาย ความผิดที่พวกเขาทำ ก็สามารถปัดทิ้งไปได้ราวกับสลัดสิ่งปฏิกูลออกจากมือ
ส่วนผู้อ่อนแอ พวกเขาไม่มีสิทธิ์ได้รับความยุติธรรม เพราะพวกเขาไม่กล้าต่อต้าน ไม่กล้าเอาชีวิตเข้าแลก เพื่อเรียกร้องความยุติธรรม
แต่วันนี้มีกลุ่มคนออกมายืนหยัด และแม้ว่าการฝึกฝนของพวกเขาจะไม่สูงนัก แต่พวกเขามีความมุ่งมั่น แม้ไม่มีผู้อาวุโสและอาจารย์อยู่ในที่นี้ แต่พวกเขากลับสามัคคีกัน
การต่อต้านเรื่องที่ไม่เท่าเทียมอย่างกล้าหาญเช่นนี้ ได้ปรากฏแก่สายตาทุกคน และประทับลงในใจพวกเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เจิ้งกวงเถิงไม่คิดว่า เขาเพียงแค่ออกมาสั่งสอนหญิงสาวจากขอบเขตแปรเทวะ แต่กลับมีคนที่ไม่กลัวตายมากมาย ออกมาขวางหน้าเขา ทำให้เขาต้องเสียหน้าเป็นอย่างยิ่ง
"ผู้อาวุโส เรื่องนี้..."
เส้าจ่างคุนเพิ่งจะอ้าปากพูด ก็ถูกเจิ้งกวงเถิงตวาดกลับไปอย่างดุดัน
"เจ้าจงหุบปากประเดี๋ยวนี้! เจ้าไม่รู้หรือว่าควรยืนอยู่ฝ่ายไหน? เจ้าหมายจะทำให้สำนักวายุเหินต้องเสียหน้า และกลายเป็นตัวตลกในสายตาผู้คน ถึงจะพอใจเจ้าหรือ? จ่างคุน เจ้าเป็นถึงศิษย์ที่ท่านประมุขสำนักสั่งสอนโดยตรงนะ เจ้าช่างน่าผิดหวังเหลือเกิน!"
เส้าจ่างคุนยืนนิ่งงันอยู่ตรงนั้น ทั้งตัวของเขาพลันชาไปทั้งหมด
ผู้ที่ถูกทำร้ายคือเขา ผู้ที่ถูกใส่ร้ายคือเขา และสุดท้ายผู้ที่ต้องออกมารักษาหน้าสำนักวายุเหินก็คือเขาอีก
แล้วเขาควรจะต้องยอมรับความอัปยศนี้หรือ?
เมื่อเห็นว่าเส้าจ่างคุนยังคงไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง เจิ้งกวงเถิงก็ชี้นิ้วใส่เขาด้วยความโกรธทันที
"เจ้ายังยืนเหม่ออยู่ทำไม? หากเรื่องวันนี้ลุกลามจนไม่อาจควบคุมได้ เจ้าจะกลับไปเผชิญหน้ากับท่านอาจารย์ของเจ้าได้อย่างไร? เจ้าจะทำให้สำนักวายุเหินที่ทุ่มเทอบรมสั่งสอนเจ้ามาจนถึงทุกวันนี้ ต้องผิดหวังหรืออย่างไร?
ความยุติธรรมไม่ใช่ว่าจะไม่ให้เจ้า แต่เรื่องของสำนักวายุเหิน ก็ควรจะปิดประตูจัดการกันเอง แต่เจ้าดันต้องการให้คนมากมายมารู้เห็นด้วย เจ้าต้องการทำลายสำนักวายุเหินอย่างนั้นหรือ?!
ฟังข้า ตอนนี้เราต้องรีบไป! เรื่องที่เหลือ ข้าจะปรึกษากับอาจารย์ของเจ้าเพื่อจัดการให้เอง"
เส้าจ่างคุนยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น เขาเม้มริมฝีปากไม่พูดอะไรออกมา
ในฐานะที่เป็นศิษย์สายตรงของสำนักวายุเหิน เขามีหน้าที่ต้องรักษาชื่อเสียงของสำนัก และเขาก็ไม่ควรทำให้ท่านอาจารย์ของเขาต้องขายหน้า และไม่ควรทำให้ทั้งสำนักวายุเหินต้องพลอยเดือดร้อน อย่างน้อยชิวจื้อเหลียงก็ทำความชั่วมามากมาย แต่เพื่อนร่วมสำนักคนอื่นๆนั้นไม่ได้มีความผิดอันใดเลย
ดังนั้น...
เส้าจ่างคุนกำหมัดแน่น สูดหายใจลึก
"ข้า..." เขาเงยหน้าขึ้นมองไปทางเยี่ยหลิงหลงโดยไม่รู้ตัว
เขาเห็นเยี่ยหลิงหลงยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ผ่อนคลาย ราวกับสายลมในฤดูใบไม้ผลิ
"เจ้ามองมาทางข้า แสดงว่าในใจเจ้าก็มีคำตอบอยู่แล้วใช่หรือไม่? สำนักวายุเหินใหญ่โตขนาดนี้ หน้าตาไม่ควรต้องสร้างด้วยตัวเองหรอกหรือ? จำเป็นต้องเสียสละศิษย์คนหนึ่งเพื่อแลกมาซึ่งเกียรติด้วยหรือ? หน้าตาที่ได้มาแบบนี้ จะเรียกว่าหน้าตาได้หรือไร?"
ดวงตาของเส้าจ่างคุนเริ่มมีประกายบางอย่าง
"ผู้ที่ถูกทำร้ายคือเจ้า ผู้ที่ถูกใส่ร้ายก็คือเจ้า ผู้ที่ถูกรังแกก็คือเจ้า เจ้ายืนอยู่ใต้ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่นี้ ชี้หน้าว่าเขาต่ำช้าไร้ยางอาย รังแกพี่น้องร่วมสำนัก ชี้หน้าว่าเขาโกหกทั้งเพเพื่อหลอกลวงทุกคน แต่เขาต่างหากที่เป็นจุดด่างพร้อยที่ใหญ่ที่สุดของสำนักวายุเหิน!
เจ้าทำตัวถูกต้อง เดินทางสายตรง ไม่เคยกระทำผิดต่อตนเอง ไม่ผิดต่ออาจารย์ เจ้าคิดว่าสำนักวายุเหินที่ใหญ่โตขนาดนี้ จะไม่มีที่ให้เจ้าพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง และแก้แค้นให้ตัวเองหรือ?
หากเจ้าคิดว่าการกลืนกินความอัดอั้นตันใจ จะเป็นผลดีต่อสำนักวายุเหิน แล้วสำนักวายุเหินที่ใหญ่โตขนาดนี้ ที่ตั้งตระหง่านอยู่ในโลก จะเรียกได้ว่าเป็นสำนักที่เชิดหน้าชูตาได้หรือ?"
เมื่อเยี่ยหลิงหลงพูดมาถึงตรงนี้ ความลังเลทั้งหมดในดวงตาของเส้าจ่างคุนก็หายไป เหลือเพียงความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว
"เจ้าพูดถูกแล้ว วันนี้เจ้าต้องการความยุติธรรม ข้าเองก็เช่นกัน ศิษย์ของสำนักวายุเหินนั้น สมควรให้สำนักวายุเหินจัดการเอง แต่การจัดการนั้น ต้องยุติธรรมและเที่ยงตรง ดังนั้นจึงไม่มีอะไรต้องปิดบังกัน"
เส้าจ่างคุนจ้องมองด้วยสายตามุ่งมั่น สีหน้าเปี่ยมด้วยความมั่นใจ
"และเมื่อไม่มีอะไรต้องปิดบัง ก็ไม่จำเป็นกลับไป พูดให้ชัดเจน ทำให้กระจ่าง ข้าเดินทางถูกต้อง ต้องก้าวเดินตรงไป ข้าคือคนที่ทำในสิ่งที่ถูก ย่อมต้องกล้ายืนอยู่ใต้ฟ้าอันสว่างไสวนี้สิ!"
"จ่างคุน เจ้า..."
"ท่านผู้อาวุโส ข้าตัดสินใจแล้วขอรับ หากท่านอาจารย์จะลงโทษ ข้าจะรับผิดชอบทุกอย่างเอง และต่อให้ถูกลงโทษหนักหรือถูกขับออกจากสำนัก วันนี้ข้าก็จะเรียกร้องความยุติธรรมให้ตัวเองอย่างเปิดเผย! ข้าจะไม่ยอมรับความอยุติธรรมนี้เด็ดขาด!"
"เจ้าช่างโง่เขลายิ่งนัก!" เจิ้งกวงเถิงโกรธจนควันแทบจะกลั่นออกมาจากหู ทั้งหมดเป็นเพราะสตรีที่เป็นเพียงขอบเขตแปรเทวะ นางสมควรตายจริงๆ!
เส้าจ่างคุนไม่ตอบคำพูดของเขาอีก แต่กลับหันไปจับข้อมือของชิวจื้อเหลียงแน่น เพื่อป้องกันไม่ให้เขาหนีไป จากนั้นจึงหันไปมองเยี่ยหลิงหลง
"หากเจ้ามั่นใจถึงเพียงนี้ เจ้าคงมีหลักฐานอื่นอีกใช่หรือไม่?"
"แน่นอน ข้าจะมารอให้เขากล่าวหาข้าลอยๆเช่นนี้ได้อย่างไร?"
เยี่ยหลิงหลงเหลือบตามอง พลางยิ้มเยาะใส่ชิวจื้อเหลียง
"กล้ามาแต่งเรื่องต่อหน้าข้า? เจ้านี่ช่างโง่เขลาเสียจริง!"
จากนั้นนางก็หยิบหินบันทึกภาพออกมาจากแหวนเก็บของ
"ข้าทำอะไรย่อมต้องมีทางออกเสมอนั่นแหละ คิดไว้แล้วว่าคนผู้นี้ไร้ยางอาย จำเป็นต้องเก็บหลักฐานที่แน่นหนาไว้ก่อน"
เมื่อเห็นหินบันทึกภาพ สีหน้าของชิวจื้อเหลียงก็ซีดขาวไปในทันที เขาสั่นเทาพยายามถอยหลัง แต่ถูกเส้าจ่างคุนจับไว้แน่น จึงไม่มีโอกาสหลบหนีแม้แต่น้อย
เยี่ยหลิงหลงส่งหินบันทึกภาพให้กับอวี๋ฉงม่าน
"ท่านผู้อาวุโสอวี๋ ที่นี่ท่านเป็นผู้มีเกียรติและความน่าเชื่อถือมากที่สุด ย่อมไม่ลำเอียง ข้าขอมอบหินบันทึกภาพให้ท่าน รบกวนท่านช่วยเปิดให้ทุกคนได้ดูด้วยเถิด"
"ได้" อวี๋ฉงม่านตอบรับในทันที
หญิงสาวน้อยผู้นี้ ช่างน่าสนใจจริงๆ เก่งกาจเหลือเกิน ไม่แปลกใจเลยที่ศิษย์หญิงในสำนักของนางพูดถึงไม่หยุดปาก หากเป็นนาง ที่มีลูกหลานเช่นนี้ คงภูมิใจจนเสียสติเป็นแน่ นางคงต้องป่าวประกาศไปทั่วโลกหล้าผู้ฝึกเซียนเป็นแน่
หลังจากรับหินบันทึกภาพมาแล้ว นางก็โยนมันขึ้นไปในอากาศ แล้วเติมพลังวิญญาณเข้าไป
ไม่นานภาพในหินบันทึกภาพก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าทุกคน
พวกเขาเห็นเพียงบนทุ่งหญ้าโล่งกว้าง เส้าจ่างคุนบาดเจ็บสาหัส ถูกกลุ่มอสูรที่ทั้งแข็งแกร่งและดุร้ายรุมโจมตี ส่วนชิวจื้อเหลียงกลับยืนพักผ่อน นั่งสมาธิ กินโอสถวิญญาณอยู่ด้านข้าง
รอจนเส้าจ่างคุนถูกบีบคั้น จนเกือบหมดแรง เขาก็กระโดดเข้าไปในค่ายกล หมายจะสังหารในทันที
แต่ถึงกระนั้นก็ไม่สำเร็จ หลังจากถูกอีกฝ่ายผลักกลับไปอีกครั้ง ชิวจื้อเหลียงก็กลับไปนั่งสมาธิ พักผ่อนกินโอสถวิญญาณอีกครั้ง
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างรู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง
นี่คือพลังของศิษย์คนโปรดแห่งสำนักวายุเหินจริงๆหรือ? เส้าจ่างคุนช่างแข็งแกร่งเหลือเกิน!
เหมือนดังคำกล่าวที่ว่า
แม้จะอยู่ในระดับเดียวกัน แต่ก็ยังมีความแตกต่างมากล้น!
นอกจากจะตกตะลึงในความแข็งแกร่งและความอดทนของเขาแล้ว ผู้คนยังรู้สึกตกใจกับความไร้ยางอาย และความโหดร้ายของชิวจื้อเหลียงด้วย
การถูกวางแผนให้โดนทำร้ายนั้น ใครจะไม่โกรธบ้างเล่า?
แล้วยังจะมากลับดำเป็นขาว? เปลี่ยนผิดเป็นถูกอย่างหน้าด้านๆอีก?
ศิษย์อาจารย์คู่ของชิวจื้อเหลียงคิดเข้าข้างตัวเองเกินไปแล้ว!
ช่างไร้ยางอายจริงๆ!
บทที่ 873: แม้แต่ฟ้าดินยังเปลี่ยนแปลง จะไม่ให้จิตใจคนเปลี่ยนได้อย่างไร
เส้าจ่างคุนยืนอยู่ตรงนั้น มองภาพในหินบันทึกภาพ เห็นตัวเองดิ้นรนต่อสู้จนตาแดงก่ำด้วยความทรมานและไร้ที่พึ่ง
พี่น้องร่วมสาบานมาหลายปี กลับวางแผนทรยศหักหลัง และการทรมานเขาอย่างโหดร้าย ซ้ำยังจะสังหารเขาอีก?
ความเกลียดชัง ความเจ็บปวด และความสับสนในตอนนั้น มากล้นเพียงใด แม้ตอนนี้เขาก็ยังจดจำมันได้ แต่จะไม่มีวันรู้สึกเช่นนั้นอีกแล้ว
เส้นทางการบำเพ็ญเซียนช่างขรุขระ เวลาผ่านไปยาวนานนับหลายปี แม้แต่ฟ้าดินยังเปลี่ยนแปลง จะไม่ให้จิตใจคนเปลี่ยนได้อย่างไร?
โชคดีที่เขาไม่ได้เปลี่ยนไปมากมาย เขายังคงเป็นคนที่กล้ายืนอยู่ใต้แสงตะวันและจันทรา และโชคดีจริงๆที่เขาเปลี่ยนไป
เขาไม่ใช่คนที่จะยอมอดทนอดกลั้นเพื่อรักษาภาพรวมอีกต่อไปแล้ว
ในขณะที่ทุกคนกำลังวิพากษ์วิจารณ์ ภาพในหินบันทึกภาพ เขาก็เอ่ยปากขึ้นในที่สุด
อาจารย์น้อยของเขาได้ทำเพื่อเขามากพอแล้ว ที่เหลือ เขาควรพิสูจน์ตัวเองด้วยตัวเองเสียที!!
"เมื่อพูดมาถึงตอนนี้ ข้าไม่รู้แล้วว่าชิวจื้อเหลียงคิดอย่างไร บางทีเขาอาจจะบอกว่าภาพในหินบันทึกภาพทั้งหมดเป็นของปลอม เป็นภาพลวงที่สร้างขึ้น เพื่อปกปิดเรื่องที่ไม่มีใครเชื่อถือของเขา แต่ข้าจะพิสูจน์ความจริงเท็จเอง"
เส้าจ่างคุนพูดจบ ในขณะที่ทุกคนยังไม่ทันได้ตั้งตัว เสียง "แกร็ก" ก็ดังขึ้น
เขาฉีกเสื้อของชิวจื้อเหลียงออก เผยให้เห็นร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผล ซึ่งไขว้กันไปมา
จากนั้นก็ชี้ไปที่ภาพในหินบันทึกภาพ พลางกล่าวว่า "ในภาพ บาดแผลที่ข้าฟันอยู่ตรงตำแหน่งนี้ แผลเป็นสะเก็ดแล้ว แต่ยังไม่หายสนิทดี"
"ต่อมาเท้าที่ข้าถีบเข้าที่หน้าอกเขา น่าจะทำให้กระดูกหักแน่นอน" พูดจบเส้าจ่างคุนก็กดลงบนจุดที่ถูกถีบของชิวจื้อเหลียง
ชิวจื้อเหลียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดทันที ร่างกายของเขางอแลพย่อตัวลง แต่ยังถูกเส้าจ่างคุนจับแขนข้างหนึ่งไว้แน่น จึงทำให้เขาไม่สามารถย่อตัวลงได้สุด
"ต่อไปก็ตรงนี้ ตรงนี้ และอีกหลายตำแหน่ง"
หลังจากที่เส้าจ่างคุนกระชากตัวชิวจื้อเหลียงขึ้นมา และชี้ไปตามร่างกายของเขา
สักพัก ภาพในหินบันทึกภาพก็ปรากฏให้เห็นตำแหน่ง ที่เขาโจมตีชิวจื้อเหลียงตรงกันทุกจุด
"และด้วยหลักฐานที่ชัดแจ้งเช่นนี้ เจ้ายังจะดึงดันแต่งเรื่องต่อไปอีกหรือ?"
ชิวจือเหลียงก้มตัวลง ก้มหน้าหอบหายใจอย่างเงียบงัน
เส้าจ่างคุนยกมือขึ้น บิดแขนของชิวจือเหลียงไปด้านหลัง บังคับให้เขายืนตรงต่อหน้าผู้คน จากนั้นก็บีบนิ้วทั้งห้าเข้าหากัน บีบกระดูกข้อมือของเขา จนมันแตกอย่างรุนแรง
"อ๊าก..."
"พูดมา! เจ้ายังจะแก้ตัวต่อไปอีกหรือไม่?"
เจิ้งกวงเถิงที่ยืนอยู่ข้างๆ เห็นภาพตรงหน้าแล้วอกไม่ได้ที่จะถอนหายใจ ใบหน้าของเขาทั้งหมดย่นเข้าหากัน ย่นจนดูทรมานแสนสาหัส
เขาอ้าปากค้าง แต่สุดท้ายก็หันหน้าหนีไป ไม่ได้ห้ามปรามอันใดอีก
เรื่องมาถึงจุดนี้แล้ว ต่อให้เขาห้ามก็ไร้ประโยชน์
และเมื่อเทียบกับสิ่งที่ชิวจือเหลียงได้ทำกับเส้าจ่างคุน สิ่งที่เส้าจ่างคุนทำอยู่นี้ไม่ถือว่ามากมายอะไรเลยด้วยซ้ำ
แม้ว่าเขาจะเป็นคนที่ชอบปกป้องพวกพ้อง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่รู้จักแยกแยะผิดถูก
เขาไม่คิดจริงๆว่าชิวจื้อเหลียง ไอ้ศิษย์เวรนี่ จะทำเกินเลยได้ถึงขนาดนี้!
"ไม่! อย่า! ปล่อยข้า! ปล่อยข้า!"
เส้าจ่างคุนไม่สนใจเสียงร้องโหยหวนของชิวจื้อเหลียงเลยสักนิด
"เจ้าไม่เพียงประกาศรางวัลนำจับ ยังวางกับดักฆ่าข้า เจ้ายังสมรู้ร่วมคิดกับหอการค้าจตุรทิศ และวางแผนสังหารเยี่ยหลิงหลงผู้รับงานวางค่ายกล เมื่อล้มเหลวหลายครั้ง ด้วยความแค้นในใจ เจ้าจึงร่วมมือกับหอการค้าจตุรทิศอีกครั้ง และใช้การประมูลล่อนางไปที่ลานหลังหอการค้า
เจ้าใช้พลังการฝึกฝนขอบเขตบูรณาการสังหารเยี่ยหลิงหลงที่อยู่ในขั้นขอบเขตแปรเทวะ พร้อมกับให้ผู้จัดการน้อยของหอการค้าจตุรทิศจับตัวลู่ไป๋เวยไว้ หากไม่ใช่เพราะนางส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือสำเร็จ และพวกเราไปช่วยทัน
หญิงสาวที่เป็นผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะทั้งสองคน ก็คงตายในมือเจ้าไปแล้ว!
เรื่องราวทั้งหมดนี้ ได้ชัดเจนขึ้นแล้ว ทั้งเจ้าและหอการค้าจตุรทิศ ไม่มีใครหนีพ้นความผิดนี้ได้!"
เสียงกังวานชัดเจนของเส้าจ่างคุนดังเข้าหูทุกคน สรุปเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ
และหลังจากที่เขาพูดจบ ก็ไม่มีใครในที่นั้นคัดค้านแม้แต่คนเดียว นับว่าทุกคนยอมรับผลลัพธ์นี้โดยปริยาย
ในตอนนั้นเอง เจิ้งกวงเถิงถอนหายใจหนักๆ
"เมื่อเรื่องราวทั้งหมดชัดเจนแล้ว เรื่องนี้ก็ควรจะได้รับการจัดการ ข้าจะพาเจ้าคนชั่วช้านี้กลับไปที่สำนักวายุเหิน แล้วรายงานรายละเอียดทั้งหมดในวันนี้ให้กับท่านเจ้าสำนักและผู้อาวุโสทั้งหลายได้รับทราบ และจะให้พวกท่านจัดการเขาด้วยตัวเอง เจ้าคิดว่าอย่างไร?"
"ผู้อาวุโสเจิ้ง ข้าไม่มีข้อคัดค้านต่อวิธีการจัดการนี้ แต่เรื่องนี้ยังต้องถามความเห็นของคุณหนูเยี่ยด้วย เพราะนางถูกชิวจื้อเหลียงทำร้ายถึงสองครั้ง ในเรื่องการจัดการกับเขา นางเองก็มีสิทธิ์ที่จะแสดงความคิดเห็นมิใช่หรือขอรับ?"
เมื่อเส้าจ่างคุนพูดจบ เจิ้งกวงเถิงก็หันไปมองเยี่ยหลิงหลง แม้จะไม่อยากพูดคุยกับนังเด็กน้อยที่หยิ่งผยองคนนี้ แต่ก็จำเป็นต้องขอความคิดเห็นจากนาง
"ข้าไม่มีข้อคัดค้านต่อวิธีการจัดการของผู้อาวุโส ในเมื่อเรื่องมาถึงจุดนี้แล้ว ข้าเชื่อว่าสำนักวายุเหินจะจัดการอย่างยุติธรรมแน่นอน"
เมื่อเยี่ยหลิงหลงพูดเช่นนี้ เจิ้งกวงเถิงและเส้าจ่างคุนต่างก็ตกตะลึงไป นางยอมเชื่อใจให้สำนักวายุเหิน จัดการชิวจื้อเหลียงอย่างยุติธรรมงั้นหรือ?
ทว่าพวกเขากลับเห็นเยี่ยหลิงหลงหัวเราะเบาๆ แล้วพูดกับเส้าจ่างคุนว่า
"ถึงข้าจะไม่เชื่อใจพวกเขา แต่ข้าก็เชื่อใจเจ้านะ เจ้าคงไม่ปล่อยให้ข้าเสียเปรียบหรอกใช่ไหม?"
หัวใจของเส้าจ่างคุนสั่นไหวขึ้นมาทันที ก่อนที่มุมปากจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มกว้าง
"แน่นอนอยู่แล้ว"
เจิ้งกวงเถิงหยิบเชือกเส้นหนึ่งออกมาจากแหวนมิติ มัดชิวจื้อเหลียงเอาไว้ และกำลังจะพาเขาออกไป แต่ในตอนนั้นเอง อวี๋ฉงม่านที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็เอ่ยปากขึ้น
"ในเมื่อเรื่องของสำนักวายุเหินจบลงแล้ว ข้ารออยู่นานขนาดนี้ ก็สมควรจัดการเรื่องของสำนักจันทราพิฆาตของข้าบ้างแล้วกระมัง?"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เจิ้งกวงเถิงและคนอื่นๆก็หยุดฝีเท้าลงทันที เรื่องของตัวเองจบไปแล้ว จะหวนมาดูเรื่องวุ่นวายของคนอื่นบ้าง ก็คงไม่เกินไปหรอกกระมัง?
"ข้าอยากถามสักหน่อย หอการค้าจตุรทิศรู้อยู่แล้ว ว่าในห้องรับรองมีศิษย์ของสำนักจันทราพิฆาตอยู่ด้วย แต่กลับวางแผนล่อพวกนางไปที่ลานหลังแล้วลงมือ ถึงขั้นทำร้ายลู่ไป๋เวย ทายาทโดยตรงของประมุขสำนักจันทราพิฆาตจนบาดเจ็บ เรื่องนี้จะจัดการกันอย่างไร?"
เสียงของอวี๋ฉงม่านค่อยๆแข็งกร้าวขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดก็แผ่กระจายบารมี ของผู้อาวุโสอันทรงเกียรติออกมาจนหมด
"นี่ แม่นางลู่ผู้นี้เป็นถึง..."
ผู้จัดการใหญ่มีเหงื่อไหลเต็มหน้าผากทันที ขาทั้งสองข้างอ่อนแรง สีหน้าซีดขาว พูดไม่ออกเป็นเวลานาน
ใครเลยจะรู้ ว่าแม่นางลู้ผู้มีฐานะสูงส่งเช่นนี้ กลับไม่มีท่าทางถือตัวเลยสักนิด ออกจากเรือนไม่พาศิษย์สำนักจันทราพิฆาตมาเพื่อรักษาหน้าตา แต่กลับไปเที่ยวเล่นกับผู้ฝึกตนไร้สังกัดทุกวัน
ถึงขั้นรินชาและส่งผลไม้ให้พวกเขาด้วยซ้ำ!
หากเขารู้ว่าลู่ไป๋เวยคนนี้ คือทายาทโดยตรงของประมุขสำนักจันทราพิฆาต เขาคงไม่กล้าอนุญาตให้พวกมันทำร้ายนางเป็นแน่!
"ท่านผู้อาวุโสวางใจได้ ข้าจะลงโทษผู้ใต้บังคับบัญชาคนนี้อย่างหนัก และจะส่งของขอขมา เห็นแก่ที่คุณหนูลู่ไม่ได้บาดเจ็บสาหัส ท่านช่วยปล่อยพวกข้าไปสักครั้งได้หรือไม่?"
ขณะที่ผู้จัดการใหญ่หอการค้าจตุรทิศพูด เอวของเขาแทบจะโค้งจรดพื้นอยู่แล้ว
ก่อนหน้านี้ตอนสั่งให้ลงมือ ยโสโอหังเพียงใด ตอนนี้สภาพตอนขอความปรานี ก็ดูอเนจอนาถเพียงนั้น
แต่ถึงแม้จะถ่อมตนจนติดดิน ก็ไม่มีใครเห็นใจเขาสักคน ผู้คนที่ยืนดูอยู่รอบข้างนอกจากจะตำหนิเยาะเย้ย ก็มีแต่ถ่มน้ำลายด่าทอเท่านั้น
เพราะหอการค้าที่ทำเรื่องน่ารังเกียจมากมายเช่นนี้ ย่อมไม่สมควรได้รับความไว้วางใจอีกต่อไป
ในตอนนั้นเอง ผู้จัดการหอการค้าจินถงก็เอ่ยเสียงเย็นชาจากด้านข้าง
"ข้ารู้แล้ว ว่าทำไมปีนี้โรงประมูลจินถงถึงแพ้อย่างย่อยยับ เพื่อประจบสำนักใหญ่ทั้งเจ็ด และใช้กลอุบายทุกอย่าง ได้ข่าวสารมากกว่า และแย่งผลอู่โยวได้มากกว่า ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเรื่องปกติ"
"เจ้าอย่ามายุแยงตะแคงรั่วนะ!"
ผู้จัดการใหญ่ของหอการค้าจตุรทิศ มักจะต่อสู้กับหัวหน้าโรงประมูลจินถงจนฟ้าดินมืดมิด คนอื่นจะด่าเขาก็ได้ แต่คนผู้นี้เขาทนไม่ได้เด็ดขาดเด็ขา!
บทที่ 874: นางช่างใจดีจริงๆ!
"ข้าแค่พูดตามความจริงเท่านั้นเอง โรงประมูลและหอการค้าจินถงของข้า ทำการค้าอย่างตรงไปตรงมา ไม่เคยทำเรื่องพวกนี้แม้แต่น้อย ดังนั้นจึงไม่ได้รับข้อมูลลับเพิ่มเติมจากผู้อื่น ข้ายอมรับว่ายังมีเวลาอีกยาวไกล ผลอู๋โยวก็เป็นเพียงการแข่งขันครั้งหนึ่งในระยะยาวเท่านั้น พวกข้าไม่ใช่พวกที่แพ้ไม่เป็นเสียหน่อย"
"คนต่ำช้า!! เจ้าคิดว่าเจ้า..."
"หุบปาก! หากจะทะเลาะก็กลับไปทะเลาะกันเอง! เรื่องที่หอการค้าจตุรทิศวางแผนทำร้ายศิษย์ในสำนักของข้า เจ้าคิดว่าจะผลักให้ผู้จัดการเล็กๆคนหนึ่งมารับผิดแล้วจบเรื่องหรือ? เรื่องนี้เจ้าไม่มีส่วนรับผิดชอบเลยหรือไร?"
"ข้า..."
อวี๋ฉงม่านยกมือฟาดฝ่ามือใส่ผู้จัดการใหญ่ของหอการค้าจตุรทิศ ทำให้เขาล้มลง และกระอักเลือดออกมา จากนั้นร่างกายของเขาก็กลิ้งออกไป
"ในเมืองอู๋โยวไม่มีใครจัดการเจ้าได้ สำนักจันทราพิฆาตรของข้าก็จะรอดู หอการค้าจตุรทิศของพวกเจ้าต้องให้คำตอบที่น่าพอใจแก่ข้าด้วย!!!"
หลังจากอวี๋ฉงม่านพูดจบ ก็หันไปมองลู่ไป๋เวยและฉู่เชียนฟาน
"พวกเราไปกันเถอะ"
ตอนนี้ลู่ไป๋เวยได้แต่หันกลับไป และส่งสัญญาณผ่านสายตาให้เยี่ยหลิงหลง บอกว่าตนจะไปก่อน
หลังจากเดินไปได้ไม่กี่ก้าว อวี๋ฉงม่านก็หยุดฝีเท้าลงกะทันหัน
"ดูความครึกครื้นก็จบแล้ว ผู้อาวุโสเหลียงยังไม่ไปอีกหรือ?"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เหลียงลี่ฉวินถึงได้ละสายตาจากเยี่ยหลิงหลงและคนอื่นๆ
"ผู้อาวุโสอวี๋ เหตุใดจึงต้องรีบร้อนด้วยเล่า?"
"หอการค้าจตุรทิศเรียกท่านมาช่วย ก็แค่จะลากท่านลงน้ำด้วยเท่านั้น ตอนนี้ท่านไม่ไป หรือว่าจะอยู่จัดการปัญหาให้พวกเขาด้วยหรือ?"
เหลียงลี่ฉวินฟังออกถึงความหมายในคำพูดของอวี๋ฉงม่าน และรู้ว่านางมองออก ว่าตนมีความคิดบางอย่างกับเยี่ยหลิงหลงและคนอื่นๆ นางถึงได้เรียกให้เขาไปด้วย ก่อนที่ตนจะจากไป
หากเขาไม่ไป นางคงจะไม่ไปเช่นกัน
"ไม่ใช่เช่นนั้น" เหลียงลี่ฉวินกล่าวพร้อมรอยยิ้ม "เมื่อไม่มีเรื่องอะไรเกี่ยวกับข้า และไม่เกี่ยวกับสำนักหยวนอู่ของข้า ข้าก็ขอตัวก่อน"
เมื่อพูดจบ เหลียงลี่ฉวินก็หมุนตัวบินจากไป หลังจากเขาจากไป อวี๋ฉงม่านจึงค่อยวางใจ และพาลู่ไป๋เวยพร้อมด้วยคนอื่นๆออกไป
ผู้ฝึกตนขอบเขตมหายานจากไปหมดแล้ว เหลือเพียงสถานการณ์ที่เยี่ยหลิงหลงและคนอื่นๆสามารถควบคุมได้ นางจึงไม่จำเป็นต้องยุ่งเกี่ยวอีกต่อไป
หลังจากพวกเขาจากไป ในที่เกิดเหตุนั้น นอกจากผู้คนที่มามุงดู ก็เหลือเพียงเยี่ยหลิงหลงกับพรรคพวก และหอการค้าจตุรทิศเท่านั้น
"ท่านผู้จัดการใหญ่ ท่านผู้จัดการน้อย ท่านชดเชยให้พวกเขาจบแล้ว ท่านไม่คิดจะคุยเรื่องชดเชยให้ข้าบ้างหรือ?"
"เจ้ายังต้องการค่าชดเชยอะไรอีก?"
"ทำไมข้าจะเรียกร้องค่าชดเชยไม่ได้? ข้าถูกพวกเจ้าร่วมมือกับชิวจื้อเหลียงวางแผนฆ่าถึงสองครั้ง ตามหลักแล้วข้าควรจะฆ่าพวกเจ้าตอบแทนด้วยซ้ำ แต่ว่า... ข้อเสียที่ใหญ่ที่สุดของข้าก็คือใจดีและมีเมตตามากเกินไป"
เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจเฮือกใหญ่
"ข้าไม่อยากเอาชีวิตพวกเจ้าไป ดังนั้นข้าจะเอาเงินพวกเจ้าแทนก็แล้วกัน"
เยี่ยหลิงหลงพูดจบก็หยิบม้วนกระดาษออกมาจากแหวนเก็บของ เขียนใบหนี้ลงไป จากนั้นก็โยนพู่กันและม้วนกระดาษไปตรงหน้าผู้จัดการใหญ่
"ข้าเป็นคนไม่โลภมาก แค่สิบห้าล้านหินวิญญาณก็พอแล้ว"
และเมื่อได้ยินตัวเลขนี้ ผู้จัดการใหญ่ก็สั่นสะท้านไปทั้งร่างในทันที
สิบห้าล้านหินวิญญาณ นี่เรียกว่า ‘แค่นี้’ รึ?
อย่าว่าแต่ผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะเลย แม้แต่ขอบเขตบูรณาการก็ถือว่าเป็นจำนวนมหาศาลแล้ว!
นี่มันสร้างเรือเหาะลำเล็กๆได้เลยนะ!
นางโลภมากเกินไปแล้ว!!
ผู้จัดการใหญ่แสดงท่าทางปฏิเสธทั่วทั้งร่าง แต่รอยยิ้มบนใบหน้าของเยี่ยหลิงหลงกลับยิ่งเจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ
"ขณะที่มือของเจ้ายังขยับได้ รีบลงลายมือชื่อมาเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่ลง มือข้างนี้ของเจ้าก็จะไม่มีวันได้ขยับอีกตลอดชีวิต"
ผู้จัดการใหญ่ตกใจกับคำพูดและสีหน้าของนางเป็นอย่างยิ่ง ด้วยความหุนหัน เขาจึงคว้าพู่กันมาเขียนชื่อของตนเองและหอการค้าจตุรทิศลงไป
"ดีมาก! ข้ารับใบรับรองหนี้สินนี้ไว้แล้ว อย่าลืมจ่ายให้ข้าด้วยนะ"
เยี่ยหลิงหลงเก็บม้วนกระดาษ แต่ก่อนจะเก็บ นางได้ชูขึ้นหมุนรอบหนึ่ง ให้ผู้คนที่มุงดูอยู่ได้เห็นทั่วกัน
"ขอบคุณทุกท่านที่ช่วยเป็นพยานให้ข้า ความขัดแย้งระหว่างข้ากับหอการค้าจตุรทิศจะจบลงหลังจากที่ใบรับรองหนี้ฉบับนี้ถูกชำระจนหมด"
เยี่ยหลิงหลงพูดจบ ผู้คนที่มุงดูรอบข้าง ต่งก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์กันอีกครั้ง แต่นางไม่สนใจจะฟังว่าพวกเขาพูดอะไร
เพราะในเมื่อมีใบรับรองหนี้อยู่ในมือแล้ว เรือเหาะก็เป็นของนางได้ง่ายๆ
นางสามารถรอคอยอนาคตอันสดใสได้แล้ว
"พวกเราไปกันเถิด"
เยี่ยหลิงหลงเอ่ยจบ ก็พาคนของนางจากไป
ขณะเดินผ่านฝูงชนที่มามุงดู นางได้ยินเสียงคนข้างๆ กำลังสนทนากันอย่างออกรส
"หญิงสาวผู้นี้ชื่อเยี่ยหลิงหลงหรือ? นางช่างใจดีจริงๆ! หากเป็นข้านะ ข้าขอสละหินวิญญาณ ขอหันไปฆ่าพวกสัตว์เดรัจฉานจอมเจ้าเล่ห์พวกนี้ให้ตายไปดีกว่า!"
เยี่ยหลิงหลงมุมปากยกยิ้ม ดูพึงพอใจยิ่งนัก
มีเพียงจี้จื่อจั๋วเท่านั้นที่อดไม่ไหว ต้องกลอกตามองฟ้า
ทำไมโลกหล้าผู้ฝึกเซียนถึงมีคนโง่มากมายเช่นนี้? คนหลอกลวงได้ถูกจัดการอย่างราบคาบแล้ว หากฆ่าผู้จัดการทั้งสองคนนี้ไป หอการค้าจตุรทิศจะไปชี้แจงกับสำนักจันทราพิฆาตอย่างไร?
เมื่อคนจากสำนักใหญ่มาจัดการ พวกเขาทั้งสองคนต้องถูกมัดติดกับสำนักจันทราพิฆาตแน่นอน!
ในเมื่อต้องถูกจัดการอยู่แล้ว ตอนนี้ฉกฉวยโอกาส หาผลประโยชน์ก่อนไม่ดีกว่าหรือ?!
‘อ้า... ศิษย์น้องหญิงเล็กรวยขึ้นเรื่อยๆ เมื่อไหร่จะถึงคราวที่ข้าจะได้รุ่งเรืองบ้างนะ?’
ขณะที่จี้จื่อจั๋วกำลังคิดอยู่นั้น จู่ๆก็มีคนผลักเขาจากด้านหลัง จนกายของเขาเซเกือบล้มลง เขารีบหันกลับไปมองทันที
"เจ้าทำอะไร?"
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก ข้าจะรายงานว่าศิษย์น้องเจ็ดกำลังคิดไม่ดีกับหินวิญญาณของเจ้า"
"ไม่ใช่เสียหน่อย! ข้ายังไม่ได้พูดอะไรเลย!"
"แต่เจ้าแสดงออกทางสีหน้าชัดเจนยิ่งนัก เจ้าไม่รู้หรือ ว่าสีหน้าของเจ้าเมื่อครู่ดูโง่เขลาแค่ไหน?"
เยี่ยหลิงหลงหันกลับไปมอง พร้อมส่งยิ้มบางให้ทั้งสองคน
"วางใจเถิด ด้วยสติปัญญาของเขา หากกล้าลงมือกับข้าจริง ข้าจะทำให้เขาต้องเสียหน้าเองเจ้าค่ะ"
และหลังจากที่เดินออกมาจากเขตหอการค้าจตุรทิศ คนแรกที่เดินเข้ามาคือผู้จัดการของหอการค้าจินถง
"แม่นางเยี่ย เมื่อท่านไม่มีธุระใดแล้ว พวกข้าขอตัวก่อน หากภายภาคหน้ามีเรื่องใด หรือท่านต้องการความช่วยเหลือ สามารถตามหาพวกข้าได้ทุกเมื่อ"
เห็นได้ชัดว่า วันนี้หอการค้าจตุรทิศเสียหน้าอย่างหนัก ทำให้ผู้จัดการหอการค้าจินถงอารมณ์ดีเป็นที่สุด
"ขอบคุณท่านผู้จัดการ"
"ไม่เป็นไรขอรับ"
ผู้จัดการหอการค้าจินถง พร้อมด้วยลูกน้องเดินจากไปอย่างองอาจ ผึ่งผาย ท่าทางเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจยิ่งนัก
ในตอนนั้น ศิษย์สำนักแสงอสูรก็เดินเข้ามา ผู้ที่นำหน้าเริ่มคำนับให้เยี่ยหลิงหลงอย่างนอบน้อมทันที
"แม่นางเยี่ย ข้าขอสนทนาด้วยสักครู่เถิด"
เยี่ยหลิงหลงพยักหน้า แล้วเดินตามเขาไปที่มุมด้านข้าง
ขณะที่ไม่มีผู้คนอยู่รอบข้าง เขาหยิบผลอู๋โยวออกมาจากแหวนเก็บของ
"แม่นางเยี่ย นี่เป็นของสำหรับท่านขอรับ"
เยี่ยหลิงหลงชะงักไป
"เหตุใดกัน?"
"นี่คือผลอู๋โยวที่พวกข้าแย่งมาจากมือของเกาเหวินเหวินใต้ต้นอู๋โยว ที่จริงมันไม่เหมาะกับผู้ใดทั้งสิ้น ดังนั้นพวกข้าจึงตัดสินใจจะมอบให้ท่าน เพื่อตอบแทนบุญคุณที่เจ้าช่วยชีวิตพวกข้าไว้ที่ใต้ต้นอู๋โยว"
เยี่ยหลิงหลงรู้ว่าเขากำลังพูดถึงครั้งที่พวกเขาถูกจ้าวหย่งฟานดักทาง
นางช่วยชีวิตพวกเขาไว้จริงๆ
แต่...ที่พวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น ก็เกี่ยวข้องกับนางด้วยมิใช่หรือ?
"แม่นางเยี่ย อย่าได้ปฏิเสธเลย นี่เป็นความประสงค์ของท่านประมุขด้วย"
"ประมุข?"
"ท่านประมุขให้ข้ามาขอร้องท่าน ให้พาท่านมังกรดำและท่านผู้ลึกลับไปด้วย นับจากนี้อย่าได้พากลับมาอีกเลย บุญคุณเช่นนี้ สมควรได้รับผลอู๋โยวหนึ่งผล พวกข้าอยากใช้ชีวิตอย่างสงบสุขขอรับ"
เยี่ยหลิงหลงอดขำกับคำพูดของเขาไม่ได้
นางพยักหน้ารับ แล้วจำใจรับผลอู๋โยวมา
ศิษย์สำนักแสงอสูรจากไป เป็นการเดินจากไปอย่างรวดเร็วเสียด้วย ราวกับกลัวว่าจะมีอะไรไล่ตามหลังมา
เยี่ยหลิงหลงหันกลับไปมอง และพบว่าศิษย์จากเคหาสน์เทียนหลิงยังไม่ได้จากไปไหน
บทที่ 875: ข้าก็ยังสู้นางไม่ได้หรือ?
"พวกเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?"
เยี่ยหลิงหลงรู้ว่าครั้งสุดท้ายที่อยู่ใต้ต้นอู๋โยว พวกเขาแยกทางกับเกาเหวินเหวิน เมื่อเรื่องราวเป็นเช่นนั้น ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะกลับไปอยู่ด้วยกันอีก
หากออกจากต้นอู๋โยวแล้วกลับไปยังเมืองอู๋โยว ที่มีฟู่ฮ่าวซิงคอยควบคุมอยู่ คาดว่าคนแบบนั้นคงจะเอาแต่ปกป้องเกาเหวินเหวินเพื่อกดดันพวกเขาแน่นอน ดังนั้นชีวิตของพวกเขาคงจะไม่ค่อยราบรื่นเท่าไหร่นัก
นางไม่คาดคิดเลยว่า การส่งข้อความกลุ่มที่นางออกแบบไว้ ได้ถูกศิษย์พี่หญิงห้านำไปใช้ พวกเขาได้รับข้อความแล้วก็รีบมาที่นี่ทันที
เมื่อเยี่ยหลิงหลงถามเช่นนี้ ทุกคนต่างก็เงียบกันไป สุดท้ายกงหลินอวี่ก็เป็นคนเอ่ยปากขึ้นในที่สุด
"หลังจากแยกทางกับศิษย์เคหาสน์เทียนหลิงที่ต้นอู๋โยวแล้ว พวกข้าก็ไม่เคยกลับไปอีกเลย"
"ไม่ได้กลับไปเลยหรือ?"
"จะว่าอย่างนั้นก็ได้ เพราะหลังจากที่พวกข้าถูกส่งตัวกลับไปยังจุดที่พักของเคหาสน์เทียนหลิงแล้ว พวกข้าก็รีบออกมาในทันที จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้กลับไปเลย"
เยี่ยหลิงหลงคิดว่าชีวิตของพวกเขาจะลำบาก แต่ถึงกระนั้นก็ไม่คิดเลย ว่าจะลำบากถึงเพียงนี้
"แล้วพวกเจ้ามีแผนจะทำอย่างไรต่อ?"
"พวกข้าปรึกษากันหลายครั้งแล้ว และสังเกตการณ์หลายสถานการณ์ แต่ก็ยังไม่ได้ตัดสินใจ จนกระทั่งครั้งนี้ที่ท่านเรียกพวกข้ามา พวกข้าถึงได้ตัดสินใจได้"
กงหลินอวี่มีแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง แต่ก็มีความระมัดระวังแฝงอยู่ไม่น้อยเลย
"พวกข้าอยากไปพบอาจารย์อา หากท่านยินดีรับพวกข้าไว้ พวกข้าอยากติดตามท่านไปยังหุบเหวไร้สิ้นสุดได้หรือไม่?"
การตัดสินใจครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ทำให้เยี่ยหลิงหลงประหลาดใจ แม้แต่คนอื่นๆ พวกเขาต่างก็แสดงสีหน้าตกตะลึงออกมาเช่นกัน
"พวกเจ้าน่าจะรู้ว่าหุบเหวไร้สิ้นสุดเป็นสถานที่เช่นไรมิใช่หรือ?"
"แต่พวกท่านก็ออกมาจากที่นั่นได้มิใช่หรือ? พวกท่านทำได้ แล้วเหตุใดพวกข้าจะทำไม่ได้เล่า? ก็แค่ก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัย และไปเผชิญกับความโหดร้ายของโลกใบนี้เท่านั้น แต่หากพวกข้าไม่ก้าวออกมา สิ่งที่ต้องเผชิญก็คือความโหดร้ายของจิตใจมนุษย์มิใช่หรือ?"
คำพูดของกงหลินอวี่นั้น แม้ฟังดูจะเรียบง่าย แต่กลับตรงประเด็นเป็นอย่างยิ่ง
"ข้าเองก็ไม่รู้ว่าท่านอาจารย์อาและหุบเหวไร้สิ้นสุดจะยินดีรับพวกเราไว้หรือไม่ เพราะแบบนั้นข้าถึงได้ลังเลมานาน" กงหลินอวี่ยิ้มขื่นพลางกล่าวออกมาอย่างเศร้าใจ
"หลิงหลง ท่านสนิทกับท่านอาจารย์อา หากว่าท่านอาจารย์อาไม่ยินยอม ท่านช่วยพูดแทนพวกเราหน่อยได้หรือไม่" หยวนหงจี๋พูดด้วยน้ำเสียงวิงวอน
"ใช่แล้ว! พวกเราไม่มีทางเลือกจริงๆ" เฉียนจื่อรุ่ยยิ้มขื่น
"หากท่านอาจารย์ของข้ารู้ว่าข้าหนีมา ต้องโกรธจนอยากฆ่าข้าเป็นแน่ ข้าคงกลับไปไม่ได้แล้วล่ะ"
เยี่ยหลิงหลงเห็นพวกเขาเป็นเช่นนี้ก็รู้สึกไม่สบายใจเป็นอันมาก
ครั้งแรกที่ร่วมเดินทางกันที่ดินแดนลับชวีหยาง พวกเขาช่างเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและความกล้า แต่ตอนนี้กลับตกอยู่ในสภาพที่ไม่อาจกลับสำนักได้
อาจารย์กู่ซงไป่ชราผู้นั้น เยี่ยหลิงหลงเองก็เคยพบปะหลายครั้ง หากเฉียนจื่อรุ่ยหนีไปแล้วกลับมา เขาคงไม่ถึงกับฆ่าศิษย์ผู้นี้หรอก
เฉียนจื่อรุ่ยผู้นี้ แม้จะไม่มีความทะเยอทะยานอันใดมากนัก แต่การยอมจากมาพร้อมกับพวกเขา เพียงเท่านี้ก็ถือว่ามีน้ำใจมากแล้ว และนอกจากความมีน้ำใจแล้ว คงเป็นเพราะไม่อยากให้ท่านอาจารย์ของเขาต้องลำบากใจเพราะฟู่ฮ่าวเฉวียนอีก
ส่วนกงหลินอวี่ หยวนหงจี๋ และติงฉือ ทั้งสามคนนั้น หลังจากที่พวกเขาไม่มีอาจารย์ ก็จะไม่มีใครที่สามารถดูแลพวกเขาได้
ส่วนเมิ่งจ่านหลินนั้น เขายิ่งน่าสงสารกว่าใคร เพราะนับตั้งแต่ครั้งที่เกิดเรื่องที่เขาไป๋อู้ เขาคงเป็นหนามยอกอก ในสายตาของฟู่ฮ่าวซิงไปแล้ว เมื่อเข้าไป ย่อมไม่เคยได้รับการปฏิบัติที่ดีแน่นอน
การเลือกไปหาฟู่ฮ่าวซิงที่หุบเหวไร้สิ้นสุดนั้น นับเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้
พวกเขาแตกต่างจากศิษย์ของสำนักชิงเสวียน เพราะพวกเขาไม่สามารถออกไปฝึกฝนด้วยตัวเองได้
ศิษย์ทั้งหลายจากสำนักชิงเสวียนนั้น เพราะมีเยี่ยหลิงหลงที่เปิดข้อจำกัดของหอตำราและขนตำราออกมาครึ่งหนึ่ง ดังนั้นการออกไปฝึกฝนภายนอกจึงไม่ต้องกลัวว่าจะไร้ทิศทาง
ฟู่ฮ่าวซิงมาจากเคหาสน์เทียนหลิง เคยเป็นอาจารย์อาของพวกเขา วิชาก็สืบทอดมาจากสายเดียวกัน จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดที่จะพึ่งพา
"ข้าสามารถพาพวกเจ้าไปพบท่านประมุขหุบเหวได้ แต่ว่าท่านจะรับพวกเจ้าหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับท่านเองนะ อีกอย่าง ช่วงนี้ท่านคงไม่มีเวลามาดูแลพวกเจ้าแน่นอน"
และเมื่อได้ยินคำตอบเช่นนี้ พวกเขาต่างแสดงสีหน้าผิดหวังออกมา แต่ก็อยู่ในขอบเขตที่คาดการณ์ไว้ พวกเขาจึงไม่รู้สึกแย่มากนัก
"ขอบคุณเจ้ามาก ข้าจะลองดู จะสำเร็จหรือไม่ ก็ขอให้เป็นไปตามโชคชะตากำหนดเถิด"
"พวกเราร่วมเป็นร่วมตายมาด้วยกันมากมาย ไม่จำเป็นต้องกล่าวคำขอบคุณระหว่างกัน ไปกันเถอะ กลับด้วยกันเลย"
เยี่ยหลิงหลงเดินนำทางอยู่ด้านหน้า ทุกคนมุ่งหน้าไปยังโรงเตี๊ยม บรรยากาศดีขึ้นกว่าเมื่อครู่มาก
ในตอนนั้น มังกรดำวิ่งออกมาจากด้านข้างอย่างรวดเร็ว เขาคว้าแขนของเยี่ยหลิงหลงแล้วรีบพุ่งไปข้างหน้า
"ในที่สุดก็เสร็จแล้วใช่หรือไม่? ตอนนี้พวกเรากลับได้แล้วใช่หรือไม่? พวกเจ้านี่น่ารำคาญจริงๆ! น่ารำคาญที่สุด!"
มังกรดำบ่นพึมพำไปเรื่อยๆขณะเดิน เยี่ยหลิงหลงคิดจะต่อปากต่อคำสักสองประโยค แต่คิดอีกที เห็นแก่ผลอู๋โยว จึงอดทนกับเขาสักครั้ง
ดังนั้นนางจึงเพียงแค่สะบัดอุ้งเท้าของเขาออก โดยไม่ได้ทำร้ายจิตใจเขาแต่อย่างใด
เมื่อพบว่าเยี่ยหลิงหลงไม่สนใจตน มังกรดำกลับรู้สึกแปลกใจเป็นอย่างยิ่ง มันจึงสะกิดเสวียนอิ่งที่อยู่ในมือ
"เมื่อครู่นางคิดจะด่าข้า แต่ไม่ได้ด่าใช่หรือไม่? เหตุใดนางถึงไม่ด่าข้าล่ะ?"
"จะเป็นอะไรไปได้? นางคงกำลังเก็บพลังเอาไว้สินะ? สตรีผู้นี้ช่างเลวร้ายเหลือเกิน!!"
"นางเลวร้ายจริงๆนั่นแหละ แต่ไม่เป็นไร ข้าก็ไม่ใช่คนดีเช่นกัน"
"แค่เจ้าประมาท เจ้าก็สู้นางไม่ได้แล้ว" เสวียนอิ่งหยุดชั่วครู่แล้วกล่าวต่อ "ไม่ใช่สิ ถึงเจ้าจะไม่ประมาท..."
"ข้าก็ยังสู้นางไม่ได้อยู่ดีรึ?"
"ต่อให้เจ้าเกิดใหม่อีกสิบชาติ ก็เป็นได้แค่คนชั่วสั่งสมประสบการณ์ เจ้าก็ยังสู้นางไม่ได้หรอก"
เมื่อเห็นว่ามังกรดำไม่ได้ตามติดศิษย์น้องหญิงเล็กของตนแล้ว อวี๋หงหลานจึงรีบก้าวเร็วๆตามนางไป
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้ารู้ดีว่าฟู่ฮ่าวซิงคงไม่ปฏิเสธ แต่เหตุใดเจ้าถึงพูดราวกับว่ามันจะไม่สำเร็จเล่า?"
"ข้าจะบอกพวกเขาว่ามีโอกาสสำเร็จแปดในสิบส่วน พวกเขาจะได้ไปอย่างมีความสุข ต่างจากตอนนี้ ที่พวกเขาคิดว่าทำไม่สำเร็จ จนต้องระแวดระวัง และหวาดกลัว แบบไหนจะทำให้ฟู่ฮ่าวซิงเกิดความสงสารมากกว่ากันล่ะเจ้าคะ"
อวี๋หงหลานชะงักไปครู่หนึ่ง ดวงตาของนางพลันสว่างวาบขึ้นมาทันที นางดูเหมือนจะเข้าใจสิ่งที่ศิษย์น้องหญิงเล็กทำแล้ว!
ฟู่ฮ่าวซิงผู้นี้ เมื่อใดที่เกิดความสงสารขึ้นมา ก็มักจะชอบแจกจ่ายทรัพย์สินไปทั่ว
ตอนที่เขาพาศิษย์น้องหญิงเล็ก และศิษย์น้องเจ็ดกลับไป ถึงขนาดรับปากกับศิษย์น้องหญิงเล็กตั้งแต่ระหว่างทาง ว่าจะให้เรือเหาะ
นั่นมันเรือเหาะเชียวนะ!
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าคิดรอบคอบเกินไปแล้ว"
"ศิษย์พี่หญิงใหญ่ อาจจะเป็นเพราะข้าแค่เคยชินกับการหลอกฟู่ฮ่าวซิงก็ได้เจ้าค่ะ"
อวี๋หงหลานเงียบไป นางก็อยากจะฝึกนิสัยแบบนี้เหมือนกัน แต่ก็สู้ไม่ได้สักที
ไม่นาน พวกเขาก็กลับมาถึงโรงเตี๊ยม เยี่ยหลิงหลงเพิ่งจะก้าวเข้าไป ฟู่ฮ่าวซิงก็นั่งยองๆอยู่หน้าประตู และจ้องมองนาง
นี่เป็นครั้งที่สามแล้วนะ
เยี่ยหลิงหลงมองเขาด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย อายุเป็นร้อยปีแล้ว จะทำตัวให้มันนิ่งๆหน่อยไม่ได้หรือไรกัน?
"พวกเจ้ากลับมาเสียทีนะ! ตอนที่ส่งข่าวมา ข้าออกไปจัดการธุระข้างนอกเลยไม่ทันสังเกต พอรู้ตัวอีกทีก็สายไปเสียแล้ว ข้าถามศิษย์พี่หญิงใหญ่ นางบอกว่าจัดการเรียบร้อยแล้ว สั่งไม่ให้ข้าไปทำตัวน่าอาย จะได้ไม่ต้องไปอวดอ้างความดีความชอบให้เสียเปล่า"
"ที่ศิษย์พี่หญิงใหญ่พูดถูกต้องแล้ว"
เมื่อเยี่ยหลิงหลงพูดจบ อวี๋หงหลานก็เหลือบมองฟู่ฮ่าวซิงด้วยสายตาเย็นชา นางกำลังจะเดินผ่านไปตามความเคยชิน แต่นึกขึ้นได้ว่ายังมีเด็กน้อยที่น่าสงสารอีกกลุ่มอยู่ด้านหลัง นางจึงหยุดฝีเท้าลง…
บทที่ 876: ถึงเวลาใช้เงินแล้ว
"ฟู่ฮ่าวซิง เจ้าดูสิว่าใครมา" อวี๋หงหลานเอ่ยเตือน
ในตอนนั้น ฟู่ฮ่าวซิงเหลือบมองไปด้านหลัง และเห็นศิษย์จากเคหาสน์เทียนหลิงที่เดินตามเยี่ยหลิงหลง และคนอื่นๆมา
แม้ว่าตอนที่เขาอยู่ในสำนัก พวกศิษย์เหล่านี้ยังไม่ได้เข้ามา แต่พวกเขาล้วนเป็นศิษย์ที่มีความสามารถโดดเด่นของเคหาสน์เทียนหลิงในปัจจุบัน ดังนั้นเขาจึงจำทุกคนได้
"ทำไมพวกเขาถึงตามมาด้วยเล่า? ฟู่ฮ่าวเฉวียนคิดจะมาก่อเรื่องอีกแล้วหรือ? บอกเขาไปว่าอย่าเพิ่งร้อนใจ อีกไม่กี่วัน ถ้าเขาไม่มาหาข้า ข้าก็จะไปหาเขาถึงที่เอง ให้เขาล้างหัวให้สะอาด รอให้ข้าตัดมันมาแทะกินได้เลย!!!"
หลังจากฟู่ฮ่าวซิงพูดจบ อวี๋หงหลานก็หัวเราะขึ้นมา
ปกติก็ฉลาดดีมิใช่หรือไร แต่พอเจอเรื่องของฟู่ฮ่าวเฉวียนทีไร สมองของเขาก็เหมือนจะตาย และสูญเสียความสามารถในการคิดไป
"ตาบอดหรือไร? ดูให้ดีๆสิ คนที่มาก่อเรื่องจะมีสีหน้าแบบพวกเขาได้อย่างไร?"
ขณะที่กงหลินอวี่กำลังจะก้าวออกมาอธิบาย เยี่ยหลิงหลงก็ชิงพูดก่อน
"เข้าไปคุยกันข้างในเถิด ที่หน้าโรงเตี๊ยมมีคนพลุกพล่านเกินไปขอรับ"
ครู่ต่อมา ในห้องพัก
ฟู่ฮ่าวซิงยืนอยู่ตรงกลาง เยี่ยหลิงหลงและอวี๋หงหลานยืนขนาบข้างเขาคนละด้าน ส่วนศิษย์จากเคหาสน์เทียนหลิงยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขา
กงหลินอวี่เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น และจุดประสงค์ของพวกเขาให้ทั้งสามฟัง
"หวังว่าอาจารย์อาจะเห็นใจพวกข้าที่น่าสงสาร ได้โปรดรับพวกข้าไว้ด้วยเถิดขอรับ"
ฟู่ฮ่าวซิงยังคงจมอยู่กับความรู้สึกที่ไม่อาจถอดถอน เมื่อเห็นพวกเขาคุกเข่าลงตรงหน้า จึงรีบเข้าไปห้ามไว้ทันที
"ข้าเข้าใจเรื่องของพวกเจ้าแล้ว ข้าเองก็ไม่คิดว่าฟู่ฮ่าวเฉวียนจะทำเรื่องเลวร้ายถึงเพียงนี้ ทั้งหมดนั้นลวนแล้วก็เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวทั้งนั้น! ท่านอาจารย์มอบเคหาสน์เทียนหลิงให้เขาดูแล แต่เขากลับทำลายย่ำยีจนพวกเจ้าต้องลำบากเช่นนี้เลยหรือ..."
ฟู่ฮ่าวซิงสูดหายใจลึก ดวงตาแดงก่ำด้วยความสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง
อวี๋หงหลานเห็นภาพนั้นแล้ว อดชื่นชมความชาญฉลาดของศิษย์น้องหญิงเล็กไม่ได้จริงๆ ฟู่ฮ่าวซิงน้ำตาจะไหลแล้ว เดี๋ยวอีกไม่นานก็คงจะควักเงินช่วยเป็นแน่
"เรื่องที่ผ่านมาแล้ว ก็ให้มันผ่านไปเถอะ ต่อไปนี้ก็มีเจ้าอยู่แล้วไม่ใช่หรือ? เจ้าจะดูแลพวกเขาให้ดีใช่หรือไม่?" อวี๋หงหลานรีบเร่งเร้าให้สถานการณ์ดีขึ้นโดยพลัน
"แน่นอนอยู่แล้ว! เพื่อท่านอาจารย์ที่ล่วงลับของข้า และเพื่อพวกเด็กๆที่มีพรสวรรค์อันโดดเด่น ข้าจะดูแลพวกเจ้าอย่างดี!!"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ กงหลินอวี่และคนอื่นๆ ต่างเบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้นดีใจ ความยินดีและตื่นเต้นนั้น ได้แผ่ซ่านไปทั่วใบหน้า ที่เคยเต็มไปด้วยความระมัดระวังของพวกเขา
นั่นยิ่งทำให้ฟู่ฮ่าวซิงรู้สึกปวดใจยิ่งขึ้นไปอีก
แค่รับพวกเขาไว้ เด็กโง่พวกนี้ก็ดีใจขนาดนี้แล้วหรือ? ถ้าให้ของขวัญพวกเขาเพิ่มอีก พวกเขาคงจะดีใจจนเป็นบ้าเป็นหลังเลยกระมัง?
พอความคิดนี้ผุดขึ้นมาในใจของฟู่ฮ่าวซิง มือของเขาก็เลื่อนไปวางบนแหวนโดยไม่รู้ตัว
เยี่ยหลิงหลงที่อยู่ข้างๆก็เร่งเร้าเช่นกัน
"พวกเจ้ารีบเรียกอาจารย์สิ เมื่อเรียกอาจารย์แล้ว ต่อไปจะไม่มีใครกล้ารังแกพวกเจ้าอีกแน่นอน"
ฟู่ฮ่าวซิงคิดว่า
ใช่แล้ว ต่อไปนี้พวกเขาก็จะเป็นศิษย์ของตน ของขวัญต้อนรับไม่อาจน้อยได้ ดังนั้นนอกจากของขวัญที่คิดจะให้เมื่อครู่แล้ว เขายังแอบตัดสินใจในใจว่าจะเพิ่มของขวัญในพิธีรับศิษย์อีกด้วย
ครึ่งชั่วยามต่อมา เยี่ยหลิงหลงเดินนำกลุ่มคนออกมาจากห้องของฟู่ฮ่าวซิง พวกกงหลินอวี่ยังคงงุนงงอยู่ไม่หาย
ไม่ใช่ว่าท่านอาจารย์อาจะไม่รับพวกเขาหรอกหรือ? ทำไมผลลัพธ์ถึงได้กลายเป็นตรงกันข้ามเล่า ทั้งยังมอบของดีๆให้พวกเขาอีกมากมายด้วย?
นี่เป็นเรื่องจริงหรือ? พวกเขาได้รับการช่วยเหลือแล้ว? ต่อไปไม่ต้องระหกระเหินอีกแล้ว? และไม่ต้องทนรับอารมณ์เสียๆของเกาเหวินเหวินอีกแล้วด้วย?
เยี่ยหลิงหลงโบกมือลาอย่างสบายๆ แล้วเดินจากไปในที่สุด
แค่นี้…
ทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว?
แต่นางดูเหมือนจะไม่แปลกใจเลยสักนิด!
ในขณะที่คนอื่นๆยังคงมีสีหน้างุนงง กงหลินอวี่ก็ยิ้มออกมาอย่างฉับพลัน
"ข้าเข้าใจแล้ว ขอบคุณเจ้าเป็นอย่างมาก"
เยี่ยหลิงหลงโบกมือด้วยท่าทางสง่างาม โดยไม่ได้กล่าวคำอำลากับพวกเขาแม้แต่คำเดียว
หลังจากวันนั้น วัตถุดิบสำหรับซ่อมแซมดวงวิญญาณที่เยี่ยหลิงหลงสั่งซื้อจากหอการค้าจินถงก็ค่อยๆทยอยมาถึง นางจึงเริ่มเตรียมการซ่อมแซมดวงวิญญาณให้กับฟู่ฮ่าวซิง
และนับตั้งแต่วันนั้น ชื่อเสียงของหอการค้าจตุรทิศในเมืองอู๋โยว ก็เริ่มตกต่ำลงถึงก้นเหว
ผู้คนจากสักนักการค้าใหญ่ของหอการค้าจตุรทิศรีบมาถึงอย่างรวดเร็ว และเริ่มจัดการความเสียหายที่เกิดขึ้นทันที
อันดับแรกคือ พวกเขาจับผู้จัดการทั้งสองคน ส่งตัวไปขอขมาที่สำนักจันทราพิฆาต พร้อมทั้งมอบของขวัญล้ำค่าให้แก่ลู่ไป๋เวยเพื่อชดเชย
สำนักจันทราพิฆาตรับของขวัญไว้ แต่ปฏิเสธที่จะลงโทษผู้จัดการทั้งสอง
หอการค้าจตุรทิศนั้น เพื่อแสดงความจริงใจ จึงริบทรัพย์สินทั้งหมดของผู้จัดการทั้งสอง หลังจากลงโทษด้วยการเฆี่ยนแปดสิบเอ็ดที แล้วก็ขับไล่พวกเขาออกจากหอการค้าจตุรทิศทันที
และหลังจากจัดการเรื่องที่สำนักจันทราพิฆาตแล้ว พวกเขาก็มามอบหินวิญญาณสิบห้าล้านก้อนให้เยี่ยหลิงหลงตามสัญญา พร้อมทั้งมอบต้นพฤกษาเหมันต์และของชดเชยอื่นๆอีกมากมาย
แสดงถึงความจริงใจอย่างเต็มที่
และหลังจากขอโทษขออภัยทั้งสองฝ่ายเสร็จสิ้น พวกเขายังติดประกาศเผยแพร่สาเหตุและผลของเหตุการณ์ รวมถึงการจัดการในภายหลังทั้งหมดให้สาธารณชนรับรู้
โดยไม่มีการเข้าข้างหรือปิดบังแต่อย่างใด
และเพื่อกู้คืนชื่อเสียงและลูกค้า พวกเขาถึงกับลดราคาสินค้าบางส่วนในหอการค้า และยังจัดการประมูลต่อไป นำผลไม้อู๋โยวที่เหลือออกประมูลทีละชิ้น
แต่เยี่ยหลิงหลงได้ยินมาว่าผลตอบรับไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก
สินค้าที่นำมาลดราคานั้น ผู้คนยังยินดีซื้อ แต่ก็แค่ซื้อแล้วก็ไป ส่วนการประมูลนั้นไม่มีใครสนใจอีกแล้ว เพราะอย่างไรเสีย เยี่ยหลิงหลงก็เกิดเรื่องขึ้นในงานประมูล
และหลังจากนั้น หอการค้าจตุรทิศได้จัดงานประมูลอีกสามครั้งติดต่อกัน นำผลไม้อู๋โยวที่เหลืออีกสามลูกออกประมูลจนหมด
นอกจากผลอู๋โยวแล้ว สินค้าอื่นๆในงานประมูลแทบไม่มีการซื้อขายเลย ผลประกอบการจึงได้ออกมาแย่มาก
อาจกล่าวได้ว่า หอการค้าจตุรทิศล้มครั้งนี้ หนักหนาสาหัสยิ่งนัก หนักถึงขนาดที่พวกเขาต้องทนอยู่ท่ามกลางคำด่าทอไปอีกนาน
หลังจากหอการค้าจตุรทิศล้มไป ทางฝั่งหอการค้าและโรงประมูลจินถงก็เริ่มรุ่งเรืองขึ้น
ผู้คนที่มาฝากเงิน ทำการค้า และประมูล ต่างก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในขณะที่ปริมาณการซื้อขายพุ่งสูงขึ้นอย่างบ้าคลั่ง โรงประมูลจินถงถงก็ปิดทำการอย่างกะทันหันหนึ่งวัน
และหลังจากปิดหนึ่งวัน เมื่อพวกเขาเปิดทำการอีกครั้งก็ประกาศต่อสาธารณะว่า ได้รับการสนับสนุนจากท่านผู้สูงศักดิ์ลึกลับบางท่าน
แต่เดิมพวกเขามีผลอู๋โยวเพียงสองผล แต่ตอนนี้ได้รับมาเพิ่มอีกเก้าผล
ดังนั้นในการประมูลสิบเอ็ดครั้งต่อจากนี้ แต่ละครั้งจะมีผลอู๋โยวหนึ่งผลให้ประมูล
สุดท้ายพวกเขาก็ขอขอบคุณท่านผู้สูงศักดิ์ลึกลับท่านนั้น และขอบคุณการสนับสนุนจากทุกท่าน
ผลอู๋โยวมีจำนวนจำกัด ขอให้ทุกท่านวางแผนให้ดี
การประกาศครั้งนี้ ยิ่งทำให้ทั้งเมืองอู๋โยวเดือดพล่านขึ้นมาอีก
สิบเอ็ดผลเชียวนะ!
โรงประมูลจินถงถึงกับประกาศจำนวนผลอู๋โยวที่พวกเขามีออกมาตรงๆ! นี่เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์เลย!
วิธีการเช่นนี้ ไม่ได้เป็นผลดีต่อหอการค้า แต่กลับทำให้ทุกคนมีความชัดเจนในใจ ว่าจะชิงมาหรือลังเลก่อนสักครู่ พวกเขาต่างก็เริ่มมีการคำนวณที่แน่ชัดในใจ
ดังนั้นเมื่อทุกคนด่าหอการค้าจตุรทิศก็ด่าอย่างรุนแรงขึ้น
และเมื่อชื่นชมหอการค้าจินถง ก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมเพิ่มอีกสองสามประโยค
นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้ผู้คนตกตะลึงและตื่นเต้นยิ่งกว่านั้นคือ
หอการค้าจินถงนั้น แต่เดิมมีเพียงสองชิ้นเท่านั้น!
ส่วนอีกเก้าชิ้นที่เหลือ ล้วนมาจากท่านผู้สูงศักดิ์ลึกลับผู้หนึ่ง!
เก้าชิ้นเชียวนะ!
ผู้อื่นนั้น แม้แต่หนึ่งอาณาเขต ก็ยังไม่อาจหาได้สักชิ้น แต่เขากลับนำออกมาถึงเก้าชิ้น! และยังนำมาขายถึงเก้าชิ้นด้วย!
นั่นหมายความว่า ในสถานการณ์ที่แต่ละคนไม่อาจได้แม้แต่ชิ้นเดียว คนผู้นั้นกลับมีมากถึงเก้าชิ้น!
ช่างเหลือเชื่อเหลือเกิน! นี่มันปีศาจบ้าบออะไรกัน?!
เรื่องที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ช่างเหลือเชื่อเหลือเกิน!
เรื่องนี้ไม่เพียงสร้างความตื่นตะลึงไปทั่วเมืองอู๋โยว แต่ยังแพร่กระจายไปทั่วโลกหล้าผู้ฝึกเซียน
เกือบทุกคน ต่างก็รู้ว่าในเมืองอู๋โยวมีผู้ยิ่งใหญ่ที่ครอบครองผลอู๋โยว
แต่แทบไม่มีคนภายนอกรู้ว่าผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้คือใคร!
บทที่ 877: สอนศิษย์แบบใด?
นอกจากเรื่องผลอู๋โยวแล้ว เหตุการณ์ของหอการค้าจตุรทิศก็เป็นที่จับตามองของทุกคนในเมืองอู๋โยว
เรื่องที่ชิวจื้อเหลียงถูกทำลายการฝึกฝน และถูกขับออกจากสำนักวายุเหินนั้น แพร่สะพัดไปทั่วเมืองอู๋โยวอย่างรวดเร็ว
เมื่อเยี่ยหลิงหลงได้ยินข่าวนี้ คนข้างๆนางก็เสริมให้นางอีกประโยคว่า
‘พอถูกไล่ออกมา ก็มีคนทนไม่ไหว ลงมือกับเขาทันที’
แม้จะไม่ได้เห็นจุดจบของเขา แต่ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าคนไร้ค่าที่ไม่มีการฝึกฝน ทั้งยังถูกคนจ้องจะลงมือ สุดท้ายจะมีจุดจบเช่นไร?
นอกจากชิวจื้อเหลียงที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์แล้ว อีกคนที่อยู่ในกระแสวิพากษ์วิจารณ์ก็คือเยี่ยหลิงหลงนั่นเอง
ผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะตัวน้อย ที่กล้าท้าทายผู้ฝึกตนขอบเขตบูรณาการ
แม้ในสายตาคนอื่น นางจะไม่มีสำนัก แต่ก็กลายเป็นบุคคลที่ทุกคนในเมืองอู๋โยวต่างก็รู้จักไปทั่วแล้ว
และสำหรับความวุ่นวายภายนอกนั้น เยี่ยหลิงหลงไม่ได้สนใจอันใดมากนัก เพราะตอนนี้นางกำลังตั้งใจ และเตรียมตัวที่จะทำการซ่อมแซมดวงวิญญาณให้ฟู่ฮ่าวซิง
ในที่สุดหลังจากการเตรียมการอย่างละเอียดรอบคอบในช่วงแรก ภายใต้การควบคุมทุกรายละเอียด นางก็ลงมือกับฟู่ฮ่าวซิงในที่สุด
วันนั้น
เด็กๆที่ฟู่ฮ่าวซิงเคยรับอุปการะมาก่อน และเพิ่งรับมาใหม่ ต่างยืนเกร็งอยู่หน้าประตูห้องของเขา
เมื่ออวี๋หงหลานเดินผ่านมาเห็นเข้า ก็แทบจะหลุดขำออกมา หากว่าล้มเหลวก็แค่กลายเป็นคนโง่เท่านั้น จะต้องตื่นเต้นขนาดนี้เชียวหรือ?
แต่หลังจากหัวเราะเสร็จ นางก็เดินผ่านไปด้วยสีหน้าผ่อนคลาย กลับห้องเพื่อเก็บตัวฝึกฝน เตรียมเข้าสู่ดินแดนลับต่อไป
ในเวลานั้น บนถนนสายคึกคัก ซึ่งอยู่ในเมืองอู๋โยว จู่ๆก็มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งปรากฏตัวขึ้น พวกเขามุ่งหน้าไปยังโรงเตี๊ยมที่เยี่ยหลิงหลงและคณะพักอยู่อย่างองอาจ
และการที่คนกลุ่มใหญ่มุ่งหน้าไปทางเดียวกันอย่างคึกคักนั้น ย่อมดึงดูดความสนใจได้ง่ายยิ่ง อีกอย่างโรงเตี๊ยมที่พวกเขากำลังมุ่งหน้าไป ก็เป็นที่ที่เยี่ยหลิงหลงพักอยู่ด้วยแล้ว ผู้คนที่เดินผ่านไปมา จึงเฝ้าติดตามดูด้วยความสนใจ
ทำให้กลุ่มคนเหล่านั้น ดูยิ่งมีท่าทางน่าเกรงขามมากขึ้นไปอีก สุดท้ายก่อนที่จะมาถึงหน้าโรงเตี๊ยม ทางด้านในก็ได้รับข่าวแล้ว
"เกิดอะไรขึ้น? พวกนั้นเป็นใครกัน? มาก่อเรื่องหรืออย่างไร?"
"ข้าได้ยินมาว่าท่านประมุขเคหาสน์เทียนหลิงพาผู้คนของเขามาที่นี่ ไม่รู้ว่าจะมาก่อเรื่องหรือไม่? แต่ดูจากท่าทางการเดินแล้ว ไม่มีแววดีแฝงอยู่เลยสักนิด!"
"ไม้ที่สูงเด่น ย่อมถูกลมพัดโค่น เยี่ยหลิงหลงผู้นั้น การฝึกฝนขอบเขตแปรเทวะยังไม่เพียงพอ ทว่ากลับมีชื่อเสียงเร็วเกินไป อีกทั้งนางเองก็ไม่มีผู้สนับสนุน ต้องเกิดเรื่องกับนางเป็นแน่!!"
"ข้าสืบมาแล้ว! กลุ่มคนพวกนั้นมาจากแคหาสน์เทียนหลิง บอกว่าเยี่ยหลิงหลงกักตัวศิษย์ของพวกเขาไว้ พวกเขามาเพื่อเอาตัวคนกลับไป!"
ทันทีที่พูดจบ ฟู่ฮ่าวเฉวียนนำผู้คนจากเคหาสน์เทียนหลิงบุกมาที่หน้าโรงเตี๊ยมอย่างยิ่งใหญ่
ขณะที่เขากำลังจะบุกเข้าไปในโรงเตี๊ยม ผู้คนจากในโรงเตี๊ยมก็ออกมาขวางพวกเขาไว้
คนที่อยู่แถวหน้าสุด ก็คือศิษย์พี่ใหญ่ ซึ่งเป็นศิษย์สายตรงของฟู่ฮ่าวซิง ด้านหลังเขายังมีศิษย์จากหุบเหวไร้สิ้นสุดเรียงแถวอยู่ด้วย แต่ละคนถือกระบี่ไว้ในมือ สีหน้าเคร่งเครียดยิ่งนัก
เมื่อครู่พวกเขายังคอยอยู่หน้าห้องของท่านอาจารย์ แต่พอได้ยินข่าวก็รีบออกมาขวางคนพวกนั้นไว้ โดยไม่รอช้าแม้แต่อึดใจเดียว
ส่วนพวกศิษย์น้องที่เพิ่งออกจากเคหาสน์เทียนหลิง และมาเข้าร่วมหุบเหวไร้สิ้นสุด พวกเขายังไม่ได้ให้พวกนั้นออกมา เพียงแค่ให้เฝ้าอยู่หน้าประตูของท่านอาจารย์เท่านั้น
ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ ห้ามพวกเขาเข้าไปรบกวนท่านอาจารย์เด็ดขาด
"ท่านประมุขเคหาสน์เทียนหลิงมาเยือน ไม่ทราบว่ามีธุระสำคัญอันใดหรือ?"
"เจ้าเป็นใคร? มีสิทธิ์อะไรมาขวางทางข้า?" ฟู่ฮ่าวเฉวียนหัวเราะเยาะ
"ฟู่ฮ่าวซิง ไอ้เวรตะไลนั่นอยู่ไหน? กล้ากักตัวศิษย์ของเคหาสน์เทียนหลิงของข้า แต่ไม่กล้าออกมาให้คำอธิบายกับข้าอย่างนั้นหรือ?"
"ช่างน่าละอายยิ่งนัก! ท่านเองก็เป็นถึงประมุขเคหาสน์เทียนหลิง แต่กลับมาดูถูกอาจารย์ต่อหน้าศิษย์ทั้งหลายเยี่ยงนี้ นับว่าเกินไปจริงๆนะขอรับ!"
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ฟู่ฮ่าวเฉวียนก็หัวเราะลั่น
"ข้าแค่พูดความจริงเท่านั้นเอง แบบนี้จะเรียกว่าดูถูกได้อย่างไร? อาจารย์ของพวกเจ้าก็เป็นแค่ไอ้ขี้ขลาดที่กลัวตาย ไร้ความสามารถ พ่ายแพ้และถูกกดข่มอยู่ใต้ฝ่ามือข้า เป็นแค่แมลงต่ำต้อยที่หายใจรวยรินอยู่ในโลกนี้!"
"เจ้า… เจ้าจงหุบปากประเดี๋ยวนี้เลย! กล้าดีอย่างไรมาดูถูกท่านอาจารย์ของพวกข้า! หากเจ้ายังดื้อดึงเช่นนี้ อย่าโทษว่าพวกข้าจะไม่สุภาพเชียวนะ!"
เมื่อพูดจบ ศิษย์ของฟู่ฮ่าวซิงก็ชักกระบี่ในมือออกมาทันที พอเขาชักกระบี่ บรรดาศิษย์น้องที่อยู่ด้านหลังก็พร้อมใจกันชักกระบี่ออกมาด้วย
แม้ว่าบรรดาศิษย์ที่อยู่ในขอบเขตหลอมสุญตาจะไม่มีพลังอำนาจมากนัก เมื่อเทียบกับฟู่ฮ่าวเฉวียนที่อยู่ในขอบเขตบูรณาการ แต่ท่าทีของพวกเขากลับแน่วแน่เป็นอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม ฟู่ฮ่าวเฉวียนไม่ได้สนใจพวกเขาแม้แต่น้อย เขาแค่แค่นหัวเราะเยาะและกำลังจะพูดต่อ
แต่ทันใดนั้น ก็มีเสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลังพวกเขา
"ฟู่ฮ่าวซิงหนอฟู่ฮ่าวซิง… วันๆเจ้าสอนให้พวกเขาเป็นคนดีมีคุณธรรมอย่างเดียวเลยหรือไร? ขนาดแค่ด่าคนโฉดคนหนึ่งยังทำได้ย่ำแย่ ข้าล่ะปวดหัวจริงๆ"
อวี๋หงหลานเดินออกมาจากโรงเตี๊ยม นางที่อยู่ในขอบเขตบูรณาการแล้ว พอมายืนข้างๆเหล่าศิษย์จากหุบเหวไร้สิ้นสุด พลังอำนาจฝ่ายนี้ก็พุ่งสูงขึ้นทันที
"อ้อ! ข้าก็นึกว่าใครเสียอีก แหม… ที่แท้ก็ท่านประมุขแห่งเคหาสน์เทียนหลิงนี่เอง เมื่อไม่กี่ปีก่อนตอนข้าจากเคหาสน์เทียนหลิงมา ข้ายังอยู่แค่ขอบเขตหลอมสุญตาขั้นต้น พริบตาเดียวข้าก็ถึงขอบเขตบูรณาการแล้ว แต่การฝึกฝนของท่านกลับไม่คืบหน้าเลยนะเนี่ย
โชคดีที่ข้าหนีออกมาเร็ว ไม่เช่นนั้นถ้ายังอยู่ให้ท่านสั่งสอน ป่านนี้ข้าคงยังเป็นแค่ขอบเขตหลอมสุญตาตัวน้อยแน่ๆ
ก็ท่านเป็นซะแบบนี้! ไม่ยอมสอนวิชาจริงๆ วันๆเอาแต่สอนศิษย์ให้เป็นคนเลวต่ำช้า รังแกคนอ่อนแอ กลัวคนที่แข็งแกร่งกว่า ข้าจะไปได้อะไรจากท่านกันล่ะ?"
พอคำพูดของอวี๋หงหลานหลุดออกมา สีหน้าที่เคยเย่อหยิ่งของฟู่ฮ่าวเฉวียนก็หม่นลงทันที
นางด่าได้บาดใจเหลือเกิน!
"อวี๋หงหลาน! ตอนที่เจ้าทรยศ และหนีออกจากเคหาสน์เทียนหลิง ข้ายังไม่ทันได้จัดการเจ้าเลย! ตอนนี้เจ้ายังกล้ามาพูดจาไร้มารยาทต่อหน้าข้าอีกรึ?"
"ถ้าอย่างนั้น ตอนนี้ท่านจะมาจัดการข้าก็ยังไม่สายนะ ที่ท่านบุกมาถึงที่นี่ก็เพราะอยากต่อสู้มิใช่หรือ? เรื่องต่อสู้! ข้าไม่กลัวใครหน้าไหนทั้งนั้น!!"
อวี้หงหลานพูดตรงๆ ทำให้ฟู่ฮ่าวเฉวียนถึงกับอึ้งไป ชั่วขณะนั้น เขาเองถึงกับคิดไม่ออก ว่าจะตอบอย่างไรดี?
เขาบุกมาเพื่อทวงถามเรื่องความรับผิดชอบ แต่ยังพูดเรื่องความรับผิดชอบไม่ทัน จบก็จะลงมือต่อสู้เลยหรือ?
แบบนั้นไม่ได้สิ! ต้องใส่ความพวกนางก่อน ต้องตั้งข้อหา แล้วค่อยจับกุมพวกนางอย่างถูกต้องตามครรลอง แบบนั้นถึงจะถูก
"วันๆเอาแต่ขู่คนด้วยการต่อสู้ เจ้ากับศิษย์น้องหญิงเล็กของเจ้าก็เหมือนกันนั่นแหละ พวกเจ้าล้วนเป็นสตรีป่าเถื่อน!" เกาเหวินเหวินที่อยู่ข้างๆทนฟังไม่ไหว รีบด่าออกมาทันที
"เป็นสตรีป่าเถื่อนก็ยังดีกว่าเป็นสตรีมารยาอย่างเจ้า!"
เรื่องการด่า ฟู่ฮ่าวซิงนั้นต้องให้ศิษย์พี่หญิงใหญ่เป็นคนจัดการ
แต่เรื่องการด่าเกาเหวินเหวินนั้น ลู่ไป๋เวยคิดว่านางจัดการได้เองแน่นอน!
"เรื่องที่เจ้าทำใต้ต้นอู๋โยวนั้น เจ้าคงไม่ได้ลืมไปหมดกระมัง? เจ้าทำให้ผู้คนต้องตายไปมากเท่าไหร่? กลางค่ำกลางคืน พวกเขาไม่ได้กลายเป็นวิญญาณร้ายมาหาเจ้าเลยหรือ? อ๋า! ที่เจ้าปิดหน้าอยู่ตอนนี้ คงไม่ใช่เพราะถูกผีข่วนจนหน้าเละหรอกกระมัง?
แต่ไม่เป็นไรหรอก ถึงอย่างไรเจ้าก็น่าเกลียดอยู่แล้ว โดนข่วนจนเละอาจจะดูดีขึ้นก็ได้ หรือไม่ก็ลองดึงผ้าคลุมหน้าออกมา ให้ข้าดูเป็นขวัญตาสักหน่อยสิ?"
เมื่อได้ยินคำพูดเช่นนั้น เกาเหวินเหวินก็กำหมัดแน่น ตัวสั่นด้วยความโกรธ
ลู่ไป๋เวย!
นางยังมีหน้ามาพูด! นางยังกล้าพูดแบบนี้อีกหรือ!
ก็นางกับเยี่ยหลิงหลงนั่นแหละ ที่กักนางไว้บนราชสีห์เพลิงของจ้าวหย่งฝาน ทำให้นางถูกเปลวเพลิงของราชสีห์แผดเผาเป็นเวลานาน จนร่างกายไหม้และเต็มไปด้วยแผลเป็นน่าเกลียดนับไม่ถ้วน!
เพราะแผลเป็นพวกนี้ ชีวิตของนางถึงได้พังพินาศ!
ทั้งหมดเป็นเพราะนางทั้งสองคนนั่นแหละ! นางสารเลว!
บทที่ 878: พูดได้ดี!
เมื่อเห็นว่าเคหาสน์เทียนหลิงโต้เถียงไม่ชนะ อาจารย์ผู้อาวุโสที่ถูกบังคับให้ออกมาจากการปิดวิเวก อวี๋เจียงเทาก็เอ่ยปากขึ้น
"พวกข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อทะเลาะวิวาท ศิษย์หลายคนของเคหาสน์เทียนหลิงตอนนี้อยู่ที่สำนักของพวกเจ้าจริง พวกเขาหนีออกจากสำนักโดยไม่พูดจาสักคำ ละเมิดกฎของเคหาสน์เทียนหลิง พวกเจ้าส่งตัวพวกเขามาเถิด"
อวี๋เจียงเทาหยุดชั่วครู่แล้วพูดต่อ
"หากเจ้าตัดสินใจลำบาก ก็เรียกฟู่ฮ่าวซิงออกมาคุยกับพวกข้า"
"ได้ยินหรือไม่? เลือกเอา! จะส่งตัวไอ้พวกทรยศมา หรือจะเรียกฟู่ฮ่าวซิงออกมาก็ได้ ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว" ฟู่ฮ่าวเฉวียนพูดพร้อมเสียงหัวเราะเย็นชา
เสียงหัวเราะเย็นชาของเขา ทำให้บรรยากาศระหว่างทั้งสองฝ่ายตึงเครียดถึงขีดสุด
ตอนนี้เยี่ยหลิงหลงกำลังช่วยฟู่ฮ่าวซิงซ่อมแซมดวงวิญญาณ และหุบเหวไร้สิ้นสุดก็ไร้ผู้นำ คนที่พูดได้มากที่สุดตอนนี้คืออวี๋หงหลาน
ดังนั้น ทุกคนจึงมองไปทางอวี๋หงหลาน รอดูว่านางจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร?
ต้องบอกว่าเรื่องนี้จัดการยากจริงๆ ในช่วงเวลาสั้นๆที่ทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันนี้ คนที่มามุงดูเหตุการณ์ก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
และทางฝั่งของโรงเตี๊ยม เหล่าศิษย์ทั้งหมดของสำนักชิงเสวียนต่างพากันออกมา
แต่หากพูดถึงจำนวนคน ทางฝั่งของเคหาสน์เทียนหลิงย่อมมีจำนวนมากกว่า
และหากพูดถึงระดับการฝึกฝน ทางฝั่งเคหาสน์เทียนหลิงก็ยังเหนือกว่าอีกอยู่ดี
เพราะตอนนี้เคหาสน์เทียนหลิงมีผู้อาวุโสขอบเขตบูรณาการถึงสี่คน และอีกหลายคนก็อยู่ในขอบเขตหลอมสุญตาขั้นปลาย ในขณะที่อีกฝ่ายมีเพียงอวี๋หงหลานคนเดียวเท่านั้น ที่อยู่ในขอบเขตบูรณาการ
ที่เหลือล้วนเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมสุญตาทั้งสิ้น
อวี๋หงหลานมองดูผู้คนจากเคหาสน์เทียนหลิงที่เร่งมาอย่างคุกคาม คิ้วของนางขมวดแน่น
ฝั่งนั้นมีผู้ฝึกตนขอบเขตบูรณาการสี่คน นอกจากฟู่ฮ่าวเฉวียนและอวี๋เจียงเทาแล้ว อีกสองคนที่เหลือ นางไม่เคยเห็นมาก่อน พวกเขาไม่น่าจะเป็นคนของเคหาสน์เทียนหลิงแน่นอน แต่เมื่อพวกเขาสวมชุดของเคหาสน์เทียนหลิงยืนอยู่ตรงนั้น
คนนอกก็คงคิดว่าพวกเขาเป็นคนของเคหาสน์เทียนหลิงทั้งหมด
อีกทั้งกงหลินอวี่และคนอื่นๆ ต่างก็มาอยู่ที่นี่หลายวันแล้ว ไม่เคยมาหาในช่วงก่อนหน้านี้เลย แต่กลับเลือกมาในวันที่ศิษย์น้องหญิงเล็กกำลังซ่อมแซมดวงวิญญาณให้ฟู่ฮ่าวซิง
หากบอกว่าไม่ได้ตั้งใจ คงไม่มีใครเชื่อเป็นแน่
จากเหตุการณ์นี้ แสดงให้เห็นว่า เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ ไม่เพียงแต่มีการเตรียมการล่วงหน้า แต่ยังมีคนคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลังด้วย เรื่องนี้ไม่มีทางจบลงง่ายๆแน่นอน
พวกกงหลินอวี่และศิษย์คนอื่นๆ พวกเขาไม่สามารถส่งตัวไปได้ หากส่งตัวไปก็เท่ากับมอบตัวประกันให้เคหาสน์เทียนหลิง และด้วยนิสัยของฟู่ฮ่าวเฉวียน เมื่อสบโอกาส คนแบบนี้ก็จะบีบคั้นให้พวกเขาร้อนรน เขาก็พร้อมจะทำทุกอย่างมาแต่แรกแล้ว แม้แต่กับศิษย์ของตัวเองก็ไม่ปรานี
ฟู่ฮ่าวซิงในตอนนี้ไม่อาจเรียกตัวออกมาได้แน่นอน เพราะเขากำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการซ่อมแซมดวงวิญญาณ หากขัดจังหวะตอนนี้ เก้าในสิบส่วนเขาจะกลายเป็นคนโง่ สติไม่สมประกอบ และอาจทำให้ศิษย์น้องหญิงเล็กตกอยู่ในอันตรายด้วย
ดังนั้น จึงเหลือทางเลือกเพียงทางเดียว
ขณะที่อวี๋หงหลานกำลังจะเอ่ยปาก เสียงฝีเท้าหลายคู่ก็ดังมาจากด้านหลัง นางรีบหันกลับไปมอง ก็เห็นกงหลินอวี่และคนอื่นๆเดินออกมาทั้งหมด
"พวกเจ้าออกมาทำไม? ข้าบอกให้พวกเจ้าอยู่ข้างใน..." อวี๋หงหลานหยุดชั่วครู่
"พวกข้าอยู่ข้างใน และรออยู่จริงๆ แต่ท่านมังกรดำไล่พวกข้าออกมาขอรับ" กงหลินอวี่ตอบ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อวี๋หงหลานและคนอื่นๆก็ถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก ตอนแรกคิดว่าหลังจากพวกเขาออกมาแล้ว ศิษย์น้องหญิงเล็กจะไม่มีใครอยู่เป็นเพื่อน
ดีที่มีมังกรดำไปเฝ้าอยู่ เช่นนั้นก็คงไม่มีปัญหาอะไร
"เขาไล่พวกเจ้าออกมา เจ้าก็ออกมาเลยหรือ? เรื่องที่นี่ปล่อยให้ข้าจัดการเถิด"
อวี๋หงหลานพูดพลางส่งสัญญาณทางสายตาให้กงหลินอวี่และคนอื่นๆ บอกให้พวกเขากลับไป
นางอุตส่าห์ต่อปากต่อคำมาตั้งนาน แต่สุดท้ายกลับเสียเปล่า จนพวกเขาต้องกลับไปรับโทษที่เคหาสน์เทียนหลิง
หากเป็นเช่นนั้น ความพยายามทั้งหมดของพวกนางก็จะสูญเปล่า ไม่เพียงแต่สูญเปล่า ยังต้องมาเห็นใบหน้าน่าเกลียด ที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจของฟู่ฮ่าวเฉวียนอีก คิดแล้วก็รู้สึกขยะแขยงจริงๆ
อีกอย่าง หลังจากฟู่ฮ่าวซิงออกมา แล้วได้ยินว่าศิษย์ที่เขาใช้เงินรับเข้า ถูกคนที่เขาเกลียดฉกไป เขาคงไม่ปล่อยเรื่องนี้ไว้แน่
และถ้าไล่ตามไปถึงดินแดนของผู้อื่น นั่นก็จะเป็นไปตามความต้องการของฟู่ฮ่าวเฉวียนพอดี
อย่างไรก็ตาม สัญญาณทั้งหมดที่นางส่งไป กลับถูกพวกเขาเพิกเฉย
กงหลินอวี่พูดอย่างสงบนิ่งว่า "พวกข้าออกมาแล้ว มีอะไรจะพูดก็พูดกันตรงนี้เถิด"
"ข้านึกว่าพวกเจ้าจะเหมือนฟู่ฮ่าวซิง หลบอยู่ข้างในเป็นเต่าหดหัวไปชั่วชีวิต มองดูพวกคนโง่เหล่านี้ตายแทนพวกเจ้าโดยไม่ยอมออกมาเสียอีก"
ฟู่ฮ่าวเฉวียนหัวเราะอย่างสะใจพลางพูดว่า "ในเมื่อกล้าออกมา ก็รีบตามข้ากลับไป และยอมรับผิดตามที่พวกเจ้ากระทำไว้ ข้าจะค่อยๆคิดบัญชีกับพวกเจ้าทีละเรื่อง!"
หลังจากพูดจบ เขาถึงกับเงยหน้ามองอวี๋หงหลานแวบหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าตั้งใจพูดให้นางได้ยิน
กงหลินอวี่ได้ฟังคำพูดเหล่านั้นจบ แต่เขาไม่ได้ก้าวไปข้างหน้าแม้แต่ก้าวเดียว สีหน้าเขาสงบนิ่งยิ่ง
ความเศร้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการที่หัวใจตายด้านต่อเรื่องที่อยู่เบื่องหน้า เขาไม่ใช่คนที่จะมานั่งเจ็บปวดทั้งกายใจ เพราะความเชื่อในเคหาสน์เทียนหลิงพังทลายอีกต่อไปแล้ว
"ในฐานะประมุขเคหาสน์เทียนหลิง เวลาพูดกับผู้น้อยกลับใช้คำพูดต่ำทราม หน้าตาน่าเกลียดน่าชัง เจ้าไม่สมควรเป็นประมุขเคหาสน์เทียนหลิง เจ้าทำเรื่องผิดศีลธรรมไว้มากมาย เจ้าคงไม่ได้ลืมไปหรอกนะ? วรยุทธ์ข้าอาจสู้เจ้าไม่ได้ ไม่อาจขับไล่เจ้าได้ ดังนั้นหากเจ้าไม่ไป ข้าจะไปเอง"
คำพูดของกงหลินอวี่ทำให้คนของเคหาสน์เทียนหลิงที่อยู่ตรงหน้าสีหน้าหม่นหมองลงในทันที โดยเฉพาะฟู่ฮ่าวเฉวียน
"ในเมื่อข้าเลือกที่จะแยกตัวจากเคหาสน์เทียนหลิงแล้ว เจ้าก็ไม่ใช่ประมุขของข้าอีกต่อไป เจ้าไม่มีสิทธิ์มาชำระบัญชีกับข้า และไม่มีคุณสมบัติที่จะให้ข้าไปกับเจ้า เจ้าคิดว่าข้าออกมายืนอยู่ตรงนี้ เพื่อเสียสละตัวเองให้คนอื่นได้อยู่อย่างสงบสุขหรือ?
เจ้าคิดผิดแล้ว การเสียสละของพวกข้า ไม่ได้ทำให้พวกเขาสงบสุข และมีเพียงการที่เจ้าพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ ตายอย่างอเนจอนาถเท่านั้น ทุกคนถึงจะได้อยู่อย่างสงบสุข ดังนั้น..."
กงหลินอวี่พูดจบก็ชักกระบี่ในมือออกมา ในเวลาเดียวกัน ทุกคนที่อยู่เบื้องหลังเขาก็ชักกระบี่ออกมาเช่นกัน
การเคลื่อนไหวพร้อมเพรียงเป็นหนึ่งเดียว เห็นได้ชัดว่าได้ตกลงกันไว้ก่อนแล้ว
"พวกข้าจะยืนอยู่ที่หุบเหวไร้สิ้นนี้ด้วยกัน หากพวกเจ้ากล้ามา พวกข้าก็กล้าฆ่า แม้ว่าพวกข้าจะตายกันหมด พวกเจ้าก็อย่าหวังจะมีชีวิตที่ดีได้! อย่างน้อย ในอีกหลายปีข้างหน้า เคหาสน์เทียนหลิงก็ไม่มีทางพลิกฟื้นได้อีกเด็ดขาด!"
กงหลินอวี่เอ่ยวาจาออกมาเช่นนี้ ทำให้ฝั่งของหุบเหวไร้สิ้นมีขวัญกำลังใจเพิ่มสูงขึ้นทันที
ทุกคนรวมใจเป็นหนึ่ง อารมณ์ฮึกเหิม ไม่หวั่นเกรงสิ่งใด
แม้แต่ศิษย์ทั้งหลายของสำนักชิงเสวียนที่อยู่ด้านข้าง พวกนั้นก็พลอยมีอารมณ์คึกคักไปด้วย อวี๋หงหลานพยักหน้าด้วยความชื่นชม
พูดได้ดีมาก ใจนักเลงจริงๆ!
"ข้าจะพูดไว้ตรงนี้เลย หากต้องลงมือจริงๆ ข้าเองก็ไม่สนว่าฝั่งเจ้าจะมีผู้ฝึกตนขอบเขตบูรณาการกี่คน ข้าจะฆ่าเจ้าให้ได้สักคน ถึงแม้ว่าสุดท้ายข้าจะถูกอีกสามคนที่เหลือฆ่าตาย ข้าก็จะลากเจ้าไปตายด้วยกันทั้งหมด!!"
อวี๋หงหลานหัวเราะเยาะพลางกล่าวว่า "ในอดีตเจ้าเห็นแก่หน้าตาตัวเอง ไม่สนใจความถูกผิด ไม่แยแสความยุติธรรม จนทำให้ข้าถูกบีบคั้น จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด เจ้ากับข้ามีความแค้น ไม่อาจอยู่ใต้ฟ้าเดียวกันได้ วันนี้เป็นโอกาสดีที่จะได้ชำระทั้งแค้น ทั้งเก่าและใหม่!"
เมื่อคำพูดของอวี๋หงหลานหลุดออกมา สีหน้าของฟู่ฮ่าวเฉวียนก็ยิ่งดำมืดลงกว่าเดิม
ขณะนี้ ทุกคนยังคงอยู่หน้าโรงเตี๊ยม บนถนนสายใหญ่ที่คึกคักพลุกพล่านของเมืองอู่โยว พวกศิษย์ที่ทรยศหักหลังนั้น ล้วนแล้วเป็นฝ่ายถูก
พวกเขาจึงตั้งใจทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รู้กันไปทั่ว
แต่ในสถานการณ์ตอนนี้ กลับทำให้พวกเขาต้องขายหน้า
และเป็นไปตามคาด หลังจากที่อวี๋หงหลานและกงหลินอวี่พูดจบ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของผู้คนที่ยืนล้อมรอบก็ดังขึ้นในทันที
ในนั้นมีคนๆหนึ่งที่พูดเกินจริงเป็นพิเศษ
บทที่ 879: ข้ามีข่าวมาบอก
เมื่อไม่นานมานี้ ในมุมหนึ่งของผู้คน มีเสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นท่ามกลางฝูงชน แม้เสียงจะไม่ดังนัก แต่ก็ดึงดูดความสนใจของผู้คนรอบข้างได้อย่างรวดเร็ว
"ให้ตายสิ! การกระทำอันชั่วช้าและเลวร้ายเบื้องหลังของเขา กำลังจะถูกเปิดโปงแล้วหรือ? ถ้าเช่นนั้นข่าวลับที่ข้าเก็บสะสมมานาน ก็คงถึงเวลาเปิดเผยแล้วสินะ? มีคนด่าเขามากมายขนาดนี้ เขาคงไม่ฆ่าข้าคนเดียวหรอกกระมัง?"
เมื่อได้ยินเสียงนั้น ผู้คนส่วนใหญ่รอบข้างต่างหยุดการสนทนาและหันมามองที่เขาเป็นตาเดียว
ทุกคนเห็นเพียงคนผู้นั้นสวมเสื้อคลุมยาวสีดำ สวมหมวกที่ปิดบังใบหน้าทั้งหมด เมื่อมองผ่านๆ จะเห็นว่าไม่มีผิวหนังส่วนใดโผล่ออกมาให้เห็นเลย
แค่นั้นยังไม่พอ คนผู้นี้ยังดูแปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่ง ทั่วร่างของเขาแผ่กลิ่นอายความเย็นยะเยือก การยืนอยู่ข้างเขา เหมือนถูกลมเย็นพัดไม่หยุด ทำให้คนรอบข้างต่างถอยห่างออกไปโดยไม่รู้ตัว
แต่เมื่อได้ยินว่าเขามีข่าวลับ และยังเป็นข่าวที่เก็บสะสมมานาน ผู้คนรอบข้างจึงฝืนขยับเข้าใกล้อีกเล็กน้อย
โชคดีที่แม้คนผู้นี้จะดูประหลาดราวกับผี แต่น้ำเสียงของเขากลับร่าเริงไม่เข้ากับบุคลิกภายนอกเลยสักนิด นั่นจึงทำให้ผู้คนรู้สึกไม่อึดอัดมากนัก
"พูดมาสิ!! เจ้ารู้อะไรมา?"
เมื่อคนรอบข้างถาม ร่างปริศนาผู้นั้นแผ่กลิ่นอายอันเย็นเยียบออกมา แต่กลับพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริงเป็นกันเองอย่างประหลาด
ดูแล้วช่างขัดแย้งกันเหลือเกิน
"พวกเจ้ายังจำเรื่องที่อวี๋หงหลานต่อสู้กับผู้แข็งแกร่งขอบเขตบูรณาการที่หอการค้าจตุรทิศเมื่อไม่กี่วันก่อนได้หรือไม่?"
"จำได้!"
"ตามที่ข้ารู้มา อวี๋หงหลานผู้นี้ยังอายุไม่ถึงร้อยปีด้วยซ้ำ!"
คำพูดนี้ทำให้ผู้คนรอบข้างอุทานด้วยความตกตะลึง
"อัจฉริยะที่บรรลุขอบเขตบูรณาการก่อนอายุร้อยปีหรือ นางเคยเป็นศิษย์ของท่านประมุขแห่งเคหาสน์เทียนหลิงด้วย! แต่เพราะถูกหนุ่มหน้าหวานผู้นั้นใส่ร้ายป้ายสี นางไม่ยอมรับ และนางต้องการความยุติธรรม นี่จึงเป็นเหตุให้นางถูกท่านประมุขแห่งเคหาสน์เทียนหลิงไล่ล่า!
ไล่ล่าจากดเคหาสน์เทียนหลิงไปจนถึงหุบเหวไร้สิ้นสุด จนนางถูกบีบให้ต้องกระโดดลงหุบเหว สุดท้ายต้องดิ้นรนต่อสู้กับการกัดกินของอสูรนับล้านตน อาศัยความมุ่งมั่นอันแกร่งกล้า ประคองลมหายใจสุดท้ายจึงรอดชีวิตมาได้จนถึงวันนี้!"
"เป็นจริงรึนี่! โหดร้ายเกินไปแล้ว! นางยังเด็กนัก ท่านประมุขเคหาสน์กลับลงมือโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้เชียวหรือ?!"
"จริงหรือ? นางทำผิดอะไร? ก็นางถูกใส่ร้ายมิใช่หรือ?"
"พวกเจ้าไม่เข้าใจหรอก ถึงเขาจะเป็นชาย แต่หน้าตาของเขางดงามเหลือเกิน ถึงขั้นทำให้สตรีต้องอับอายเลยทีเดียว! และข้าก็ได้ยินมาว่าท่านประมุขเคหาสน์เทียนหลิงกับเขาแม้ไม่ใช่อาจารย์ศิษย์ แต่ในสำนักนั้น พวกเขามีความสัมพันธ์พิเศษกัน..."
"อ๋อ! ที่แท้ก็เป็นเยี่ยงนี้นี่เอง! ท่านประมุขเคหาสน์เทียนหลิงดูภายนอกเป็นคนดีมีหน้ามีตา ไม่นึกว่าเขาจะเป็นพวก..."
"เรื่องนี้ช่างน่าตื่นเต้นเหลือเกิน! แล้วหนุ่มหน้าหวานคนนั้นอยู่ที่ใดเล่า? เขาไม่ได้มาด้วยหรอกหรือ? คนที่ทำให้บ้านเมืองวุ่นวายขนาดนี้ สงสัยในเคหาสน์เทียนหลิงคงแย่งชิงตัวกันไม่น้อย ข้าก็อยากเห็นหน้าเขาเหมือนกัน"
"ไม่มีโอกาสได้เห็นแล้ว! เขาถูกกระบี่ของอวี๋หงหลานฟันตายไปแล้ว!"
"ฮึ!!!??"
"นางมุ่งมั่นในเส้นทางเซียนอย่างแท้จริง ไม่มีความคิดฟุ้งซ่านเลยสักนิด น่าอิจฉาจริงๆ"
"น่าจะเป็นเพราะแบบนี้ ท่านประมุขเคหาสน์ถึงยอมสละศิษย์อัจฉริยะคนนี้ เพื่อฆ่านาง ข้าเริ่มเข้าใจแล้ว ถึงเขาจะสมควรตายพันครั้ง แต่ก็นับว่าเป็นคนที่รักจริงโดยแท้"
"ท่านพี่… การสมควรตายพันครั้งกับการเป็นคนรักจริงมันคนละเรื่องกัน ถ้าเช่นนั้นให้เขาตายไป และไปจับมือกับคนที่เขารัก ไปเกิดใหม่ด้วยกัน ปล่อยให้ตำแหน่งประมุขเคหาสน์ว่างไป อย่างนี้ไม่ดีกว่าหรือ?"
"ถูกต้อง! ชาติหน้าพวกเขา..."
"บ้าบอที่สุด! ใครกล้าใส่ร้ายข้าเยี่ยงนี้?"
ฟู่ฮ่าวเฉวียนยิ่งฟังยิ่งโกรธ ตอนนี้มีคนด่าเขามากมาย เขาเข้าใจและยังพอทนได้ แต่ไม่คิดว่าจะมีคนกล้าสร้างข่าวลือเช่นนี้ขึ้นมา!
ยิ่งพูด เนื้อหายิ่งน่าเหลือเชื่อ แต่คนพวกนี้ยิ่งส่งต่อ ยิ่งตื่นเต้น
เดิมทีเป็นเพียงมุมเล็กๆ แต่ค่อยๆกลายเป็นกลุ่มคนเล็กๆที่กำลังถกเถียงกัน
แล้วฟู่ฮ่าวเฉวียนจะทนได้อย่างไร!
เมื่อฟู่ฮ่าวเฉวียนตะโกนออกมา ผู้คนทั้งหมดในบริเวณนั้นก็เงียบลง
การนินทาเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ ข่าวลือเล็กๆน้อยๆ แค่ซุบซิบกันเบาๆก็พอ ไม่ควรนำมาพูดในที่สาธารณะ
ผู้คนทางด้านนั้นเงียบลง แต่คนในตำแหน่งอื่นกลับตื่นเต้นมากขึ้นไปอีก เพราะก่อนหน้านี้ เมื่อได้ฟังฟู่ฮ่าวเฉวียนพูด พวกเขารู้สึกว่าฟู่ฮ่าวเฉวียนเป็นคนวู่วามและไร้ไมตรี
ไม่มีบุคลิกและท่วงท่าของประมุขเคหาสน์เลยแม้แต่น้อย
ผลลัพธ์คือตอนนี้เขากลับพูดหยาบคายออกมาตรงๆนี่เขาบ้าไปแล้วหรือ? ไม่สนใจภาพลักษณ์ของตัวเองแล้วหรือไร?
ทุกคนเห็นเพียงว่าเขากำลังจะพุ่งเข้าหาฝูงชนที่ยืนดูอยู่ด้วยความโกรธ
อวี๋เจียงเทาที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบคว้าตัวเขาไว้ทันที
"อย่าใจร้อน ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจัดการเรื่องพวกนี้!"
"ถ้าไม่จัดการตอนนี้ เดี๋ยวพวกมันก็วิ่งหนีไปหมด แล้วข้าจะจัดการใครได้?!"
"เจ้าอย่าลืมสิว่าครั้งนี้มาทำอะไร! ถ้าเจ้าสร้างเรื่องวุ่นวายเช่นนี้ ทุกอย่างจะพังพินาศในพริบตา เจ้ารับผิดชอบไหวหรือ?"
อวี่เจียงเทาส่งสัญญาณผ่านสายตาให้เขาและมองไปด้านหลังแวบหนึ่ง ฟู่ฮ่าวเฉวียนราวกับถูกราดด้วยน้ำเย็น
จึงได้สงบลงทันที
เขาเก็บความโมโหทั้งหมดไว้ หันไปมองอวี่หงหลานและคนอื่นๆกำลังจะอ้าปากพูด แต่จากทิศทางนั้นมีเสียงใครบางคนพูดลอยมา
"เขาช่างใจดีจริงๆ ถึงกับคิดทางหนีทีไล่ให้พวกเราด้วย ทุกคนจำไว้นะ พอเสร็จเรื่องก็วิ่งหนีไปได้เลย"
'บัดซบ!!!'
ฟู่ฮ่าวเฉวียนรู้สึกหัวเสียจนควบคุมอารมณ์ไม่อยู่อีกครั้ง
คำพูดที่กำลังจะหลุดออกจากปาก ถูกความโกรธกลืนหายไปในทันที
อวี๋เจียงเทาได้แต่ถอนหายใจอย่างจนปัญญา จำต้องฝืนใจพูดแทนเขาต่อไป
"พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องทำตัวแข็งกร้าวเช่นนี้เลย ท่านประมุขกำลังโมโหอยู่ถึงได้พูดจารุนแรงกับพวกเจ้า แต่พวกเจ้าทุกคนล้วนเป็นยอดฝีมือของเคหาสน์เทียนหลิง กลับไปกับพวกข้าเถิด แล้วค่อยพูดคุยกันดีๆ ข้าขอรับรองว่าท่านประมุขจะไม่ทำให้พวกเจ้าลำบากใจอีกแน่นอน"
หลังจากพูดจบ อวี๋เจียงเทาก็ถอนหายใจหนักๆในดวงตามีน้ำตาเอ่อคลอ
เห็นได้ชัดว่าเขาห่วงใยเด็กๆเหล่านี้จริงๆ และต้องการให้พวกเขากลับมาเพื่อความปลอดภัย
สายตาของเขาเลื่อนไปมองกงหลินอวี่จากนั้นก็เอ่ยว่า
"หลินอวี่ หงจี๋ ติงฉือ นับตั้งแต่อาจารย์ของพวกเจ้าเกิดเรื่อง ข้าก็ออกจากการเก็บตัวฝึกฝน เพื่อมาดูแลพวกเจ้า แม้ช่วงเวลาที่ผ่านมาข้าจะดูแลพวกเจ้าได้ไม่ดีพอ แต่จิตใจที่ข้ามีต่อพวกเจ้า พวกเจ้าย่อมรู้ดีมิใช่หรือ! ฟังคำตักเตือนของท่านประมุขเคหาสน์สักครั้ง รีบกลับมาเถอะ!"
อวี๋เจียงเทาพูดด้วยความรู้สึกลึกซึ้ง ทำให้กงหลินอวี่และคนอื่นๆที่เดิมทีมีสีหน้าเย็นชา ตอนนี้เปลี่ยนเป็นลำบากใจขึ้นมา
"พวกข้ารู้ดีว่าท่านคอยดูแลพวกข้า และไม่เคยสงสัยในจิตใจของท่านเลย แต่ข้ายังคงคิดไม่ออกว่า เหตุใดท่านถึงได้ปกป้องเขา? ท่านรู้ดีมิใช่หรือ? ว่าเขาทำผิด!"
"ร้อยปีก่อน ตอนที่เขาใช้กลอุบายทำร้ายท่านอาจารย์อา ท่านไม่รู้หรือว่าเขาทำผิด?"
"เมื่อไม่กี่ปีก่อน ตอนที่เขาใช้วิธีการ รังแกศิษย์น้องหญิงอวี๋ ท่านไม่รู้หรือว่าเขาทำผิด?"
"ช่วงที่เขากดขี่พวกข้า ปล่อยให้เกาเหวินเหวินรังแกศิษย์ร่วมสำนัก ท่านไม่รู้หรือว่าเขาทำผิด?!"
"หากท่านรู้ทั้งหมดนั้น เหตุใดถึงได้ปล่อยปละละเลยเขาครั้งแล้วครั้งเล่า? ให้พวกข้าทุกคนต้องทนทุกข์ทรมาน ต่ำต้อยจนแทบจะเป็นผงธุลีใต้ฝ่าเท้า เพื่อมอบอิสระและความเคารพทั้งหมดให้เขา?"
"ท่านบอกว่าทำทั้งหมดนี้เพื่อเคหาสน์เทียนหลิง ใช่! ตอนนี้เขาเป็นประมุขเคหาสน์เทียนหลิง! แต่เขาจะเป็นประมุขเคหาสน์เทียนหลิงตลอดไปหรือ? เขาทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ได้คืบจะเอาศอก! เราจะยอมรับคนแบบนี้เป็นประมุขได้จริงหรือ?!"
บทที่ 880: ให้ท้ายสตรีเพียงคนเดียว
เมื่อถูกกงหลินอวี่ถามเช่นนี้ อวี๋เจียงเทาก็อ้าปากค้าง ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี
เขาไม่รู้หรือ? แน่นอนว่าเขารู้ทุกอย่าง
แต่เขาคิดว่าคนเราไม่ใช่เทพเซียน ใครเลยจะไม่เคยทำผิดพลาด ฟู่ฮ่าวเฉวียนเป็นประมุขเคหาสน์เทียนหลิง ผิดพลาดครั้งเดียวย่อมไม่เป็นไร ขอเพียงเคหาสน์เทียนหลิงดีขึ้นต่อไปในภายภาคหน้า เรื่องแค่นี้ก็ให้อภัยเขาไปเถอะ
ไม่เช่นนั้น หากลงมือกับเขาเพียงเพราะความผิดพลาดครั้งเดียว มันจะก่อให้เกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ อีกทั้งเคหาสน์เทียนหลิงก็จะไม่มีความสงบสุข!
แต่เขาไม่คิดว่า ฟู่ฮ่าวเฉวียนจะทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่สำนึกผิด ไม่หันหลังกลับ
เขาคิดว่า รอต่อไปอีกหน่อยเถอะ รอให้เรื่องดินแดนลับจบลงก่อน
หากเขายังไม่สำนึกผิด ค่อยจัดการเขาทีหลัง อย่างไรเสียทุกคนก็ทนมานานแล้ว จะอดทนต่อไปอีกสักหน่อยจะเป็นไรไป?
แต่เขาไม่คิดเลยว่า พวกศิษย์ทั้งหลายจะทนรอไม่ไหวแล้ว
เขารู้ว่าตัวเองผิดต่อเด็กๆเหล่านี้ แต่ครั้งนี้ การต่อต้านอาจนพมาซึ่งความตายที่ไมาอาจหวนคืน
แม้พวกเขาจะอยากต่อต้าน แต่ก็ไม่อาจทำได้ในตอนนี้แน่นอน
เพราะการมาเยือนครั้งนี้มีคนหนุนหลังอยู่ แม้แต่ฟู่ฮ่าวเฉวียนก็ไม่กล้าทำอะไรเกินเลย
ดังนั้นเขาจึงหันไปมองกู่ซงไป๋และโจวเหวินซาน
กำลังจะส่งสายตาให้พวกเขาเป็นสัญญาณให้ช่วยพูดเกลี้ยกล่อม
ในตอนนั้นเอง เสียงไม่เป็นมิตรก็ดังขึ้นมาจากฝูงชนที่กำลังชี้นิ้วและวิพากษ์วิจารณ์อยู่ข้างๆ
"เห็นไหมล่ะ? ข้าบอกแล้วว่าอาจารย์ผู้อาวุโสท่านนี้ก็เป็นคนที่มีอารมณ์ความรู้สึก ถึงฟู่ฮ่าวเฉวียนจะหน้าตาไม่หล่อ แต่เขาก็เป็นประมุขเคหาสน์ ทั้งประสบความสำเร็จและอยู่ด้วยกันทั้งวันทั้งคืน จิ๊ๆๆ..." ชายปริศนาในชุดคลุมดำเริ่มปล่อยข่าวลือออกมาอีกครั้ง
เนื่องจากเรื่องซุบซิบนินทานั้นน่าตื่นเต้นเร้าใจ ผู้คนต่างชื่นชอบ จึงกลายเป็นหัวข้อร้อนแรงในวงแคบนั้นทันที
"พี่ชาย! ข่าวของท่านเป็นความจริงทั้งหมดเลยสินะ! ข้าเองก็รู้สึกว่าอาจารย์อาวุโสผู้นี้ดูเจ็บปวดและจนใจ รู้ว่าท่านประมุขเคหาสน์กระทำผิด แต่ก็ต้องปล่อยให้เขาทำผิดต่อไป อย่างไรก็ต้องมีปัญหาแน่ๆ!"
"โอ้! ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนซับซ้อนถึงเพียงนี้เชียวหรือ? เคหาสน์เทียนหลิงนี่มีอะไรน่าสนใจอยู่ไม่น้อยเลยนะ! ทำเอาข้าอยากเข้าไปดูด้วยตาตนเองเลย"
"เรื่องปกตินั่นแหละ ความรู้สึกมันติดต่อกันได้ ข้าเองก็มีลางสังหรณ์ว่าไม่ใช่แค่นี้ ไม่ใช่แค่นี้แน่นอน"
อวี๋เจียงเทาในตอนนั้นสูดหายใจลึก กำลังจะด่าออกมา! แต่พอนึกขึ้นได้ว่าศิษย์รักของเขายังอยู่ตรงหน้า ก็ได้แต่บอกตนเองว่า
‘ไม่ได้ ต้องอดทนไว้ก่อน!’
ดังนั้น เขาจึงรวบรวมความรู้สึกทั้งหมดใหม่ แล้วส่งสัญญาณทางสายตาไปยังกู่ซงไป๋และโจวเหวินซานรวมถึงผู้อาวุโสคนอื่นๆที่อยู่ข้างๆ
ผู้อาวุโสหลายคนรับสาร์นที่ส่งผ่านสายตาแล้ว พวกเขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็เอ่ยปากขึ้นในที่สุด
"จื่อรุ่ย เจ้าจะทอดทิ้งอาจารย์หรือ? ร่างกายแก่ชราของข้าทนไม่ไหวอีกแล้ว กลับมาเถอะ! แค่เจ้ากลับมา! ต่อให้ต้องสละชีวิต ข้าก็จะปกป้องเจ้า!" กู่ซงไป๋กล่าว
เฉียนจื่อรุ่ยยิ้มขื่น
"ท่านอาจารย์ ท่านก็รู้ว่าตัวเองแก่แล้ว เหตุใดเรื่องบางเรื่องถึงยังมองไม่ทะลุอีก? ท่านปกป้องข้าไม่ได้หรอกขอรับ ถ้าท่านปกป้องข้าได้ ตลอดเวลาที่ผ่านมา ข้าคงไม่ต้องเป็นแบบนี้!"
"ท่านเองก็รู้ว่าข้าเป็นคนโกรธยาก แต่ข้ายังโมโหขนาดนี้ ท่านรู้ไหมว่าพวกเขาทำเกินไปแค่ไหน?"
"เหวินเหวินก่อเรื่องเอง แต่กลับให้พวกข้าเอาชีวิตไปแลกเพื่อนาง ทั้งยังต้องมานั่งแบกรับภาระ ทนฟังคำด่าทอ ชีวิตจะต่ำต้อยแค่ไหนก็เถอะ แต่เหตุใดท่านถึงได้เมินเฉยมันเสียเล่า? ทำไมต้องให้ข้ามาทนรับอารมณ์ของนางด้วย?"
"ทำไมนางถึงมีความกล้าขนาดนี้น่ะหรือ? ก็เพราะท่านประมุขเคหาสน์ให้ท้ายนางไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมท่านประมุขเคหาสน์ถึงทำแบบนั้นได้? ก็เพราะพวกท่านเอาแต่ปล่อยปละละเลยซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งยังปกป้องพวกข้าไม่ได้ด้วย?!"
"พอกันที ข้าทนไม่ไหวแล้ว วันนี้ถึงข้าจะตาย ข้าก็จะไม่มีวันหวนกลับไปอีก! ท่านอาจารย์ ขอท่านดูแลตัวเองด้วยเถิด!"
เมื่อเฉินจื่อรุ่ยพูดจบ คนรอบข้างก็เริ่มด่าทอขึ้นมาอีก
"นี่มันเกินไปแล้วนะ ตามใจคนๆเดียว แต่กลับรังแกคนทั้งสำนัก แบบนี้ยังจะอ้อนวอนให้คนกลับมาอีกหรือ?"
"เคหาสน์เทียนหลิงมันเป็นนรกบนดินหรือไรกัน? คนฝึกฝน บำเพ็ญเซียน ใครบ้างไม่มีอารมณ์? คนปกติก็ต้องต่อต้านกันทั้งนั้นแหละ นี่ยังจะให้ก้มหน้าเป็นสุนัขรับใช้อีก พวกเขาเสียสติไปแล้วหรือไร?"
"ยังจะมาแสร้งทำเป็นคนดีห้ามปรามอะไรอีก? อยากให้คนกลับไปนัก ก็ลงมือเสียเลยสิ ในเมื่อมีพวกมาก ก็มั่นใจที่จะต่อสู้อยู่แล้วนี่! ในเมื่อเคยเป็นโจรมา อย่างไรก็คงชินกับนิสัยโจรๆแล้ว จะมาแสร้งทำเป็นคนดีให้ใครดูกัน?"
"พี่ชายเสื้อคลุมดำ เกาเหวินเหวินผู้นี้มีสถานะอะไรในศึกเคหาสน์เทียนหลิงหรือ?"
เมื่อได้ยินเสียงด่าทอมากมาย สีหน้าของผู้คนจากเคหาสน์เทียนหลิงต่างก็ดูไม่สู้ดีเลยสักคน
แต่เดิมยังคิดจะเอาเหตุผล หวังจะโน้มน้าวให้พวกเขากลับมาก่อน
แต่ตอนนี้ไม่มีใครยอมหันกลับมาสักคน ดูท่าคงไม่มีทางเจรจากันได้แล้วแน่นอน
"เมื่อพวกเจ้าทรยศต่อสำนัก ทั้งยังไม่รู้จักสำนึกผิด ข้าก็จะไม่ปรานีพวกเจ้าอีกต่อไป! ชาวเคหาสน์เทียนหลิงทั้งหมด จงฟังคำสั่งข้า!"
ขณะที่ฟู่ฮ่าวเฉวียนกำลังจะออกคำสั่ง จู่ๆก็มีเสียงหัวเราะแผ่วเบาดังออกมาจากในโรงเตี๊ยม
"ฟังคำสั่งเจ้าหรือ? ฟังคำสั่งอะไรของเจ้า? เจ้ามีคุณสมบัติเป็นประมุขเคหาสน์เทียนหลิงด้วยหรือ?"
เมื่อได้ยินเสียงนั้น หุบเหวไร้สิ้นสุดและศิษย์จากสำนักชิงเสวียนต่างหันกลับไปด้วยความตื่นเต้น
ส่วนผู้ฝึกตนเคหาสน์เทียนหลิงต่างมองไปด้วยสีหน้าตึงเครียด
ท่ามกลางสายตาของทุกคน
เยี่ยหลิงหลงก้าวเดินออกมา พร้อมกับฟู่ฮ่าวซิงที่อยู่ข้างกาย และมังกรดำที่อยู่เบื้องหลัง
ดูจากท่าทางมั่นใจที่เดินมาอย่างสง่างามนั้น
การซ่อมแซมวิญญาณคงจะสำเร็จแล้วเป็นแน่!
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก!"
"ศิษย์พี่ ศิษย์พี่หญิง โปรดใจเย็นก่อนนะเจ้าคะ ขอข้าจัดการกับเรื่องน่ารำคาญนี้ก่อน" เยี่ยหลิงหลงแค่นหัวเราะเย็นชาพลางเดินไปด้านหน้าสุด
"เจ้าถึงกับเลือกจังหวะสำคัญมาก่อกวน เจ้ากลัวข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ?"
เมื่อเยี่ยหลิงหลงปรากฏตัว บรรยากาศบนถนนหน้าโรงเตี๊ยมก็พลันคึกคักขึ้นมาทันที
"นั่นคือเยี่ยหลิงหลง! คนที่ครั้งก่อนนำผู้คนไปท้าสู้กับหอการค้าจตุรทิศ และยังบีบให้ผู้อาวุโสสำนักวายุเหินต้องลงโทษศิษย์ของตัวเอง! นางปรากฏตัวแล้ว!"
"ตอนแรกข้าคิดว่าเคหาสน์เทียนหลิงเดิมทีน่าจะชนะได้ แต่พอนางออกมาด้วยท่าทางมั่นใจเช่นนี้ มิแน่ว่า เคหาสน์เทียนหลิงอาจจะพ่ายแพ้ก็ได้นะ!"
"นั่นน่ะสิ? คนก่อนหน้านี้แม้จะต่อต้าน แต่คำพูดล้วนแฝงไปด้วยความรู้สึกสู้ตายเพื่อเกียรติยศ! แต่พอนางออกมา กลับแผ่รัศมีความรู้สึกว่าพวกเจ้าไอ้พวกต่ำช้าต้องตายหมด! แม้แต่ข้ายังรู้สึกตื่นเต้นไปด้วยเลย!"
"พี่ชายเสื้อคลุมดำ เยี่ยหลิงหลงผู้นี้มีอะไรน่าสนใจหรือไม่?"
"ไม่มีอะไรมากหรอก! แต่จำไว้ว่า ไม่ว่าจะในสถานการณ์ใด เมื่อนางปรากฏตัว ให้สนับสนุนนางโดยไม่ต้องคิดอะไร แต่ะต้องตะโกนเชียร์ให้ถูกจังหวะก็พอ!"
"หา?"
ฟู่ฮ่าวเฉวียนขมวดคิ้วเป็นปม
เขาไม่คิดว่านางจะเคลื่อนไหวเร็วถึงเพียงนี้ ในช่วงเวลาสั้นๆ พวกเขาจับตัวนางไม่ได้เลยด้วยซ้ำ!
แต่ไม่เป็นไร นางมาแล้ว ถึงเวลาที่ต้องลงมือจัดการแล้ว!
"ข้าไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นประมุขแคหาสน์เทียนหลิง แล้วเจ้ามีหรือ? เจ้าเป็นเพียงคนนอก กล้าดีมาชี้นิ้วสั่งการเคหาสน์เทียนหลิงของข้า เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน? คิดว่าเอาชนะหอการค้าจตุรทิศได้ แล้วจะไร้เทียมทานในใต้หล้าหรือ? น่าขันสิ้นดี!"
"เจ้ายกยอข้าเกินไปแล้วนะ หากข้าที่เป็นเพียงผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะยังไร้เทียมทานในใต้หล้าได้ เช่นนั้นเจ้าที่อยู่ขอบเขตบูรณาการ ไม่รีบไปตายเสียทีเล่า?"
"เจ้า..."
"ในเมื่อเจ้าคิดว่าตนเองมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเป็นประมุขของเคหาสน์เทียนหลิง ก็ดี พอดีข้ามีของบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับเคหาสน์เทียนหลิงของพวกเจ้า”
“ขอเชิญท่านประมุขดูให้ดี แล้วจัดการให้เรียบร้อยด้วยเถิด!!"
เยี่ยหลิงหลงประชดจบ ก็ล้วงของสิ่งหนึ่งออกมาจากแหวนเก็บของ เติมพลังวิญญาณเข้าไปแล้วโยนขึ้นกลางอากาศ
"อย่ากะพริบตาล่ะ การแสดงกำลังจะเริ่มแล้ว"
จบตอน
Comments
Post a Comment