บทที่ 911: เป็นไปได้อย่างไรที่จะออกไข่?
"เจ้าดูเหมือนจะอยากได้มากเลยนะ?" ต้วนซิงเหอเห็นสายตาของนางที่จ้องมองราวกับหมาป่ามองเนื้อ เขาจึงอดถามไม่ได้
"พี่ใหญ่ จริงๆแล้วข้ามีอยู่สองต้น นี่เป็นหนึ่งในนั้น ข้าเก็บไว้ให้ตัวเองหนึ่งต้นแล้วเจ้าค่ะ"
ต้วนซิงเหอชะงักไป น้องสาวคนนี้ดูเหมือนจะไม่ได้โง่เต็มที่ ดูไปดูมาก็ยังมีไหวพริบอยู่บ้าง
ก็ได้ นางเก็บไว้เองก็ดีแล้ว!
หญ้าต้นนี้เขาก็จะรับไว้ เพราะตัวเขาเองก็ต้องการมันมากเช่นกัน
"อสูรวิญญาณระดับสิบของที่นี่หายไปแล้ว หญ้าเซียนที่ปรากฏขึ้นพร้อมกับมัน ก็ถูกนำไปด้วย พวกเราสามารถออกไปจากที่นี่ได้แล้วล่ะ"
"เดี๋ยวก่อนเจ้าค่ะ"
เยี่ยหลิงหลงหยิบไข่สีฟ้าที่มีผลึกน้ำแข็งเกาะอยู่ออกมาจากแหวนมิติ
"พี่ใหญ่ ไข่ของอสรพิษเหมันต์ยังอยู่กับข้า อสูรวิญญาณที่ฟักออกมาจะเป็นอสูรวิญญาณระดับใดหรือเจ้าคะ? หรือว่าข้าควรจะใช้เวลาฟักมันออกมาหรือ?"
ต้วนซิงเหอมองไข่ในมือนางอย่างงุนงง
เขาก็รู้สึกสงสัยตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นมันแล้ว
"อสรพิษเหมันต์นั่นเป็นอสูรวิญญาณ แล้วจะมีไข่ได้อย่างไร?"
"หา?"
"อสูรวิญญาณเป็นสิ่งที่บรรพบุรุษสร้างขึ้นจากปราณวิญญาณอันเข้มข้นบนต้นอู๋โยวมันไม่ใช่สิ่งมีชีวิต แล้วมันจะออกไข่ได้อย่างไร?"
เยี่ยหลิงหลงชะงัก
นั่นสิ!!
พวกมันล้วนเป็นปราณวิญญาณโดยแท้มิใช่หรือ พวกมันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อฝึกฝนพวกเขาเท่านั้น
"มันไม่ใช่สิ่งมีชีวิต แล้วจะออกไข่ได้อย่างไร?"
"แล้วสิ่งนี้คือสิ่งใดกัน? ข้าเก็บมันมาจากรังของอสรพิษเหมันต์นะเจ้าคะ และอสรพิษเหมันต์ตัวนั้นก็โจมตีข้าราวกับคลั่ง ทั้งหมดก็เพราะไข่นี่แหละเจ้าค่ะ ดังนั้นมันต้องเกี่ยวข้องกันแน่ๆ"
เยี่ยหลิงหลงยกไข่ขึ้นมา และพิจารณาอย่างละเอียด ตัวไข่ทำมาจากน้ำแข็ง เปลือกน้ำแข็งเป็นสีฟ้า ไม่โปร่งใส จึงมองไม่เห็นว่าข้างในมีอะไรอยู่?
ไม่นานนัก ขณะที่นางสังเกตอย่างละเอียด นางก็พบว่าบนไข่น้ำแข็งใบนี้ มีรอยแตกหลายรอยปรากฏขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้!
และขณะที่นางกำลังประหลาดใจกับการค้นพบนี้ จู่ๆก็ได้ยินเสียง "แครก" ดังขึ้น
ไข่แตกแล้ว!
ตอนนี้ ต้วนซิงเหอเองก็มองด้วยความสงสัยเช่นกัน อยากรู้ว่าจะมีอะไรคลานออกมาจากข้างใน?
เขาเห็นเพียงว่าจากเปลือกไข่ที่แตกออกนั้น มีหัวเล็กๆสีฟ้าน้ำแข็งโผล่ออกมา และตามด้วยลำตัวของอสรพิษที่ค่อยๆปรากฏกายออกมาให้เห็น
แต่สิ่งที่แตกต่างจากอสรพิษเหมันต์ขนาดใหญ่นั้นคือ บนหลังของมันมีปีกคู่หนึ่ง เมื่อมองผ่านตาเพียงแวบเดียวดูคล้ายอสรพิษเทพ
แต่อสรพิษเทพนั้นเป็นอสูรเทพ ไม่มีทางที่จะลงมาอยู่ในภพเซียนได้
เมื่อเห็นหัวเล็กๆของมันส่ายไปมา เยี่ยหลิงหลงรู้สึกสงสัย จึงยื่นมือออกไปลูบมัน
พอได้สัมผัส นางรู้สึกถึงความเย็นเฉียบดุจน้ำแข็ง ไม่มีความแข็งกระด้างเลยแม้แต่น้อย
ราวกับกำลังแตะต้องผิวน้ำอยู่!
ขณะที่เยี่ยหลิงหลงกำลังประหลาดใจ จู่ๆมันก็หันหัวมาและกัดนิ้วของนางอย่างรุนแรง
ในชั่วพริบตา ความเจ็บปวดรุนแรงแล่นปราด พร้อมกันนั้น นางก็รู้สึกว่าพลังและร่างกายกำลังถูกปากที่เต็มไปด้วยเขี้ยวคมกริบนั่นดูดกลืนเข้าไป!
ร่างกายเล็กๆของมัน เป็นสัมผัสที่เย็นเฉียบดุจสายน้ำ และสิ่งนั้นก็กำลังจะดูดกลืนนางทั้งร่าง!
ในขณะนั้น ความรู้สึกคุ้นเคยประหลาดแล่นผ่านเข้ามาในใจ นางเข้าใจแล้ว!
วิญญาณธาตุน้ำ! มันคือวิญญาณธาตุน้ำ!
ตอนที่นางเกือบถูกเต่าน้อยทำให้หายใจไม่ออกจนตาย นางก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกันนี้
อสรพิษเหมันต์ตัวนั้น ไม่เพียงแต่คุ้มครองหญ้าเซียนเท่านั้น
แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือวิญญาณธาตุน้ำที่กำลังจะฟักนี้ต่างหาก!
ดังนั้นเมื่อเห็นนางขโมยไข่ไป มันถึงได้ไล่ตามนางอย่างบ้าคลั่งนั่นเงอ!
"น้องหญิง! อย่าตกใจไป! นี่น่าจะเป็นวิญญาณธาตุน้ำ ข้าจะช่วยเจ้ากำจัดมันเอง!"
ต้วนซิงเหอพูดจบกำลังจะลงมือ เยี่ยหลิงหลงกัดฟันห้ามเขาไว้
"อย่าแตะต้องมันเจ้าค่ะ ให้ข้าจัดการเอง"
"เจ้าจะจัดการเองรึ? เจ้าไม่ใช่ผู้ฝึกตนธาตุไม้หรอกหรือ? หากเจ้าดูดซับพลังมันไม่ได้ มันก็จะย้อนกลับมาดูดซับพลังเจ้าแทนนะ แม้มันจะมีค่า แต่ตอนนี้ไม่มีเวลามาห่วงว่ามันจะเสียหายหรือไม่แล้ว? ให้ข้าช่วยกำจัดมันเถอะ!"
"อย่า… ข้าเป็นผู้ฝึกตนธาตุน้ำด้วยเจ้าค่ะ วิญญาณธาตุน้ำตนนี้ ข้าจะเอาไว้เอง!"
เยี่ยหลิงหลงกลัวว่าเขาจะไม่เชื่อ จึงยกมืออีกข้างที่ไม่ได้ถูกกัดขึ้นมา ทันใดนั้นสายน้ำก็พันรอบข้อมือของนางราวกับเชือก
เมื่อเห็นภาพนั้น ต้วนซิงเหอก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
นางเป็นผู้ฝึกตนธาตุน้ำจริงๆด้วย!
"ดังนั้น เจ้าฝึกทั้งธาตุน้ำและธาตุไม้เลยสินะ? น่าแปลกที่การฝึกฝนต่ำเช่นนี้ ที่แท้ก็เป็นปรมาจารย์ยันต์ตัวน้อยที่มีสองรากวิญญาณ"
ตอนนี้เยี่ยหลิงหลงเจ็บปวดมาก ไม่มีสมาธิจะตอบเขาแล้ว นางทำได้เพียงมุ่งความสนใจไปที่การต่อสู้กับวิญญาณน้ำ และพยายามดูดซึมมัน เพื่อพิชิตมันเท่านั้น!!
โชคดีที่นางมีประสบการณ์ และวิธีการในการพิชิตวิญญาณธาตุดินมาก่อน
ตอนนี้นางแค่ต้องทำซ้ำอีกครั้งเท่านั้น
เห็นเยี่ยหลิงหลงกำลังทรมานกับการต่อสู้กับวิญญาณธาตุน้ำ ต้วนซิงเหอช่วยอะไรนางไม่ได้ จึงได้แต่ยืนเฝ้าอยู่ข้างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้นางถูกวิญญาณน้ำกลืนกินไปเท่านั้น
เพราะวิญญาณน้ำตนนี้ เรียกได้ว่าเก่งกาจมากจริงๆ
วิญญาณธาตุแต่ละตน ล้วนมีรูปลักษณ์ของตัวเอง
ยิ่งแปลงร่างได้ ยิ่งเป็นสิ่งที่หายาก ยิ่งมีระดับสูงและล้ำค่ามากทีเดียว
ตนนี้ แปลงร่างเป็นอสูรเทพในรูปลักษณ์อสรพิษ อีกทั้งยังมีผู้พิทักษ์เป็นอสูรวิญญาณระดับสิบ ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ไม่ใช่วิญญาณธาตุน้ำธรรมดา
ด้วยการฝึกฝนของน้องหญิงเขา ที่เปราะบางขนาดนี้ นางจะดูดซึมมันได้อย่างไร!
หากเปลี่ยนเป็นขอบเขตบูรณาการ โอกาสสำเร็จอาจจะมากกว่านี้!
ต้วนซิงเหอรู้สึกกังวลมาก เขากังวลยิ่งกว่าเยี่ยหลิงหลงเสียอีก แต่เยี่ยหลิงหลงกลับดูเหมือนจะเข้าสู่โลกของตัวเอง
สีหน้านางดูทรมานมาก แต่หน่อสีเขียวบนศีรษะนาง กลับเปล่งแสงไม่หยุด ราวกับกำลังส่งพลังรักษาให้นางอย่างต่อเนื่อง
เจ็บ...
ตอนนี้ทั่วร่างของเยี่ยหลิงหลงรู้สึกเจ็บปวดไปหมด
ความเจ็บปวดที่แทรกซึมเข้ากระดูก ราวกับถูกน้ำแข็งกัดกินจนถึงขีดสุด
แม้ว่าวิญญาณธาตุน้ำนี้จะปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน แต่วิญญาณน้ำน้อยๆที่ล้ำค่าเช่นนี้ นางจะยอมให้มันเสียหายได้อย่างไร? นางจำเป็นต้องดูดซับมันให้สมบูรณ์ให้ได้!
ในการต่อสู้กับศิษย์ขอบเขตหลอมสุญตาขั้นกลางเมื่อครู่นี้ เมื่อวิญญาณธาตุดินปรากฏขึ้น นางก็รู้สึกได้ถึงพลังธาตุดินที่ยิ่งใหญ่มหาศาล มันแข็งแกร่งกว่าพลังธาตุอื่นๆของนางมากนัก
ดังนั้น นางจึงรู้ว่าวิญญาณธาตุต่างๆ มีผลต่อการเพิ่มพลังธาตุมากเพียงใด
ไม่ใช่แค่เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า แต่เป็นการก้าวกระโดดทางคุณภาพเลยต่างหาก!
ดังนั้นนางต้องทำให้ได้ ครั้งที่แล้วนางยังไม่มีแม้แต่รากวิญญาณดิน
ตอนนั้นางยังทำได้ ครั้งนี้นางมีรากวิญญาณน้ำติดตัวมาแต่กำเนิด แล้วนางจะทำไม่ได้ได้อย่างไร?
เวลาค่อยๆผ่านไปทีละนิด ทีละน้อย การต่อสู้ระหว่างเยี่ยหลิงหลงกับวิญญาณธาตุน้ำตัวน้อย เริ่มดำเนินต่อเนื่อง
จากกลางวันจนถึงกลางคืน และจากกลางคืนจนถึงกลางวันอีกครั้ง
เลือดที่มุมปากของนางไหลออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า อาการบาดเจ็บขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ได้รับการเยียวยาจากชิงหยาที่อยู่เหนือศีรษะ
แม้ว่าจะยังไม่ตาย แต่กระบวนการนี้ ช่างทรมานและน่ากลัวเหลือเกิน
ต้วนซิงเหอที่ยืนอยู่ข้างๆขมวดคิ้วแน่น ไม่กล้าปล่อยใจและลาสายตาไปแม้ครู่เดียว
แต่เขาก็ไม่อาจห้ามปรามนางได้ ในเมื่อความเจ็บปวด ความยากลำบาก และความทุกข์ทรมานขนาดนี้ นางยังไม่เปล่งเสียงร้องสักแอะ
เขาจะมีสิทธิ์อะไรไปบอกให้นางล้มเลิก?
นางผู้เป็นเพียงผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะ ยามนี้นางดูอ่อนแอเหลือเกิน แต่กลับแข็งแกร่งอย่างไม่น่าเชื่อ
บางทีนางอาจจะทำสำเร็จก็ได้!
คงเป็นเพราะมีประสบการณ์จากครั้งก่อน อีกทั้งเยี่ยหลิงหลงช่วงนี้ก็มีเนื้อหนัง กระดูกที่แข็งแรงขึ้น เมื่อนางดูดซับวิญญาณธาตุน้ำตนนี้สำเร็จ
จึงใช้เวลาเพียงหนึ่งวันหนึ่งคืนเท่านั้น
เมื่อทุกอย่างจบลง นางก็ลืมตาขึ้น
"น้องหญิง?"
เยี่ยหลิงหลงหันหน้ามา ส่งยิ้มบางให้เขา
นิ้วมือของนางขยับเพียงครั้งเดียว อสรพิษน้ำแข็งสีฟ้าขนาดเล็ก ก็เลื้อยวนเวียนอยู่บนปลายนิ้วของนางทันที
บทที่ 912: คนไร้ค่าที่มีเส้นสาย ทั้งยังนิสัยแย่?
ต้วนซิงเหอถึงกับตะลึงเมื่อเห็นรอยยิ้มอันเปี่ยมด้วยความมั่นใจของนาง
ในชั่วขณะนั้น เขาพลันรู้สึกได้ทันที ว่าผู้ติดตามที่เขาจับตัวมากลางทางผู้นี้ ดูเหมือนจะมีแสงสว่างบางอย่างแผ่ออกมาจากร่างกาย
นางไม่ใช่แค่ก้อนหินข้างทางที่เก็บมาอย่างไม่ใส่ใจ ทั้งโง่ทั้งเซ่อและไร้ประโยชน์อย่างที่คิด
ตั้งแต่แรกที่ต้วนซิงเหอเห็นนาง เขาก็รู้สึกว่านางงดงามเป็นอย่างมาก เป็นความงามที่ทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะมองหลายครา นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขาไม่ได้สังหารนางในทันที
แต่ตอนนี้เมื่อมองนางอีกครั้ง นางกลับดูงดงามยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
เป็นความงามที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจและความคมคาย หาใช่แค่คนสวยไร้ความสามารถที่เหมือนตุ๊กตาประดับ
ต้วนซิงเหอละสายตาจากรอยยิ้มของนาง ไปยังปลายนิ้วเรียวขาวดุจหยกงาม มองเห็นอสรพิษเล็กๆที่เปล่งประกายสีฟ้าวาววับ
ใช่แล้ว! คนที่สามารถควบคุมวิญญาณน้ำระดับนี้ได้ จะเป็นคนไร้ความสามารถได้อย่างไร?
ก่อนหน้านี้ เขาคงมองนางผิดไป น้องหญิงคนนี้ คงเป็นหนึ่งในผู้ที่โดดเด่นในหมู่ผู้ฝึกฝนขอบเขตแปรเทวะเป็นแน่ ไม่เช่นนั้นจะชนะการประลองครั้งแรกได้อย่างไร?
"ข้ายังไม่ได้แสดงความยินดีกับเจ้าเลย ที่ชนะการประลองได้ ก่อนหน้านี้ข้ายังกังวลว่าเจ้าจะสู้ไม่ได้ แต่ตอนนี้คิดดูแล้วข้าคงกังวลเกินไป" ต้วนซิงเหอกล่าวพลางยิ้ม
"รู้สึกอย่างไรกับการประลอง?"
"ก็ดีเจ้าค่ะ เป็นไปตามที่คาดไว้ ไม่ได้ยากเย็นอะไรเป็นพิเศษเจ้าค่ะ"
"ดีแล้ว" ต้วนซิงเหอพยักหน้าด้วยความชื่นชม
"อ้อใช่! คู่ต่อสู้ก็เป็นศิษย์สำนักของพวกท่านด้วยนะเจ้าคะ! ตอนที่การประลองจบ ข้าก็บอกเขาว่า หากลงจากเวทีประลองแล้ว พวกเราก็ยังเป็นมิตรกัน"
ต้วนซิงเหอชะงักไป คู่ต่อสู้เป็นศิษย์ที่มาจากสำนักของพวกเขาอย่างนั้นหรือ?
เท่าที่เขาจำได้ ศิษย์ในสำนักที่ได้รับผลอู๋โยวในปีนี้
ล้วนมีพื้นฐานขอบเขตหลอมสุญตาขั้นกลางขึ้นไป
ไม่มีใครอยู่ในขอบเขตแปรเทวะเลยมิใช่หรือ?
หรือว่า...
ต้วนซิงเหอขมวดคิ้ว ท่านผู้อาวุโสรองคงไม่ได้แอบมอบผลอู๋โยวให้กับรุ่นน้องขอบเขตแปรเทวะของพวกเขาหรอกกระมัง?
ไอ้เด็กเวรที่ชอบใช้เส้นสายนั่น ชอบอาศัยความสัมพันธ์กับผู้อาวุโสที่รอง พอขึ้นมาถึงภพเซียน ก็เข้าสำนักอัคคีแดงได้ทันที โดยไม่ต้องผ่านสำนักเล็กในดินแดนต่างๆ ไม่ต้องได้รับการแนะนำจากประมุขดินแดน ทั้งยังไม่ต้องผ่านขั้นตอนการรับศิษย์ของสำนักอัคคีแดง
จู่ๆก็เข้าเป็นศิษย์ใต้ผู้อาวุโสสามได้โดยตรงเลย
เลื่อนขั้นได้อย่างรวดเร็วเยังไม่พอ ในยามปกติเขาก็ไม่ขยันฝึกฝน ทั้งยังชอบวางท่าไร้คุณธรรม ทำให้ผู้คนรำคาญใจยิ่ง
เข้าสำนักมาห้าปีแล้ว แต่ยังไม่สามารถขึ้นขอบเขตหลอมสุญตาได้
"เจ้าไม่จำเป็นต้องคบหากับไอ้ขยะไร้คุณธรรมที่มีแต่เส้นสายแบบนั้น มันไม่คู่ควรกับเจ้าหรอก!"
"หา?"
เยี่ยหลิงหลงชะงักไปครู่หนึ่ง
คู่ต่อสู้ของนาง กลายเป็นไอ้ขยะไร้คุณธรรมที่มีแต่เส้นสายไปได้อย่างไร?
เรื่องเส้นสายและความสัมพันธ์ในสำนักใหญ่ นางเองก็ไม่เข้าใจ แต่หากพูดถึงพลังของเขา ในขอบเขตหลอมสุญตาขั้นกลาง
ก็ถือว่าไม่เลวทีเดียวนะ
และหากไม่ใช่เพราะเจอธาตุของนางพิฆาตรเข้า อีกทั้งยังเป็นวิญญาณธาตุดินที่แข็งแกร่ง เขาก็คงไม่แพ้รวดเร็วถึงเพียงนี้หรอก!
ศิษย์เช่นนี้ ในสำนักอัคคีแดงถือว่าเป็นคนไร้ค่าอย่างนั้นหรือ? อีกทั้งยังเป็นคนที่มีเส้นสายอีกเนี่ยนะ!
สำนักอัคคีแดงรับศิษย์ได้เข้มงวดจริงๆ!
"หากเจ้าบังเอิญเจอเขาที่นี่ ก็ให้ทำเป็นไม่เห็น ไม่ต้องสนใจเขาเลยจะดีกว่า"
ต้วนซิงเหอครุ่นคิด คนไร้ค่าที่มีเส้นสายผู้นั้น ยังมีนิสัยเจ้าชู้อีกด้วย สองสามวันก็มักจะวิ่งไปหาศิษย์หญิงเป็นนิตย์ ดังนั้นเขาจึงขมวดคิ้วแน่นยิ่งขึ้น
"หากเขายังกล้ามาหาเจ้าอีก ไม่ต้องพูดอะไรมาก! ให้เจ้าลงมือสังหารเขาเลยนะ"
เยี่ยหลิงหลงแม้จะไม่เข้าใจ แต่พี่ใหญ่ดูเหมือนจะรังเกียจเพื่อนร่วมสำนักผู้นี้อย่างมาก นางจึงพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
"ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ หากว่าคราวหน้าได้พบกัน ข้าจะสังหารเขาทันที!"
ตวนซิงเหอมองนางที่เชื่อฟังเช่นนั้น เขาก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ เป็นเด็กดีที่ว่านอนสอนง่ายยิ่งนัก
"พี่ใหญ่ ต่อจากนี้พวกเราจะไปที่ใดกันหรือ?"
เยี่ยหลิงหลงหยิบผลไม้วิญญาณสองลูกออกมาจากแหวนมิติ แล้วส่งให้พี่ใหญ่หนึ่งลูก ส่วนตัวนางก็กัดกินอีกลูก
พูดตามตรง การต่อสู้กับวิญญาณธาตุน้ำตัวน้อยนั่นมาหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็ม ทำให้ตอนนี้นางยังรู้สึกอ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรง ปวดไปทั้งร่าง ในตอนนี้คงไม่เหมาะที่จะไปต่อสู้อีกแล้ว
อีกอย่าง ผ่านมาหลายวันแล้ว คนที่เข้ามาคงไม่บุ่มบ่ามบุกเข้าไปเหมือนตอนแรกแน่นอน
ตอนนี้ บริเวณจุดฟื้นคืนชีพทั้งไกลและใกล้ ต้องมีคนอยู่มากมายแน่นอน การเก็บของที่ตกหล่น คงเป็นไปไม่ได้แล้วแน่ๆ
เมื่อเก็บของตกไม่ได้ ก็ต้องไปหาของล้ำค่าแทน
พอพูดถึงต้นอู๋โยว ต้องบอกว่านี่เป็นสถานที่ที่ดีจริงๆ มีของวิเศษอยู่มากมายยิ่งนัก
หากว่านางสามารถหาอสูรวิญญาณที่ยังถูกผนึกอยู่แบบนี้ได้อีกสักตัวสองตัวก็คงจะดี
หลังจากเยี่ยหลิงหลงถามจบ ต้วนซิงเหอก็เงียบไปพักใหญ่
"เดินไปที่อื่นกันเถิด ระหว่างทางก็มองหาอสูรวิญญาณที่ยังถูกผนึกอยู่ไปด้วย แล้วเราก็ค่อยลงมือฆ่าพวกตัวเล็กๆไปทีละก้าวแล้วกัน"
เยี่ยหลิงหลงพยักหน้า
"พี่ใหญ่ ท่านจะไปรวมกลุ่มกับสหายร่วมสำนักหรือไม่?"
"ไม่ไป"
"เหตุใดหรือเจ้าคะ?"
"พวกเรามีมือมีเท้า จะทำอะไรก็ย่อมได้ เหตุใดต้องไปรวมกลุ่มกันด้วยเล่า? อีกอย่างการเดินทางเป็นกลุ่มใหญ่ก็ยุ่งยาก ต้องคอยดูแลคนที่การฝึกฝนอ่อนแอ ต้องระวังนั่นระวังนี่ ช่างยุ่งยากยิ่งนัก"
เยี่ยหลิงหลงชะงักไป ดวงตา.กลมโตของนางจ้องมองต้วนซิงเหอแล้วกะพริบตาปริบๆอย่างไร้เดียงสา
"ขออภัยเจ้าค่ะพี่ใหญ่ ข้าทำให้ท่านต้องเดินทางช้าลง หากไม่มีข้า..."
"เจ้าพูดเหลวไหลอะไรกัน? เจ้าไม่ได้ทำให้ข้าช้าลงหรอก หากไม่มีเจ้า อสูรวิญญาณระดับสิบตัวนี้ข้าก็ไม่อาจจัดการได้โดยง่านแน่ เจ้าต้องมั่นใจในตัวเองหน่อยนะ ถึงอย่างไร เจ้าก็มีส่วนช่วยเหมือนกัน"
ต้วนซิงเหอพูดด้วยความจริงใจ หากไม่มีการรักษาของนาง ไม่มีอาวุธของนาง และไม่มีความว่องไวของนาง ที่ค้นพบศิษย์สำนักสวรรค์ลิขิตที่ซ่อนตัวอยู่ด้านหลัง
อสูรวิญญาณระดับสิบตัวนี้ ก็คงไม่อาจจัดการได้จริงๆ
ไม่ว่าการฝึกฝนของนางจะต่ำเพียงใด หรือตัวนางจะอ่อนแอแค่ไหน
แต่นางก็มีประโยชน์อย่างแท้จริง และในเมื่อมีประโยชน์ ก็ไม่ใช่การถ่วงความเร็วแต่อย่างใด
"อสูรวิญญาณที่ซ่อนอยู่ในภูเขาน้ำแข็งแห่งนี้ ถูกสังหารไปแล้ว คงไม่มีตัวที่สองอีกหรอก ข้าว่าพวกเราไปหาที่อื่นกันดีกว่า ไปกันเถอะ! เดี๋ยวข้าจะพาเจ้าไปพิชิตอสูรวิญญาณที่แข็งแกร่งกว่านี้!"
ต้วนซิงเหอพูดจบก็ลุกขึ้นยืน ยกมือปัดฝุ่นบนตัว และย่างก้าวอย่างมั่นใจ นำเยี่ยหลิงหลงมุ่งหน้าไปยังส่วนลึกของภูเขาน้ำแข็ง
และหลังจากที่เดินไปได้หลายก้าว เขาก็หันกลับมาอย่างฉับพลัน ถามด้วยสีหน้าสงสัยว่า
"น้องหญิง เหตุใดเจ้าถึงไม่เดิน?"
"พี่ชาย หรือว่าให้ข้าพาท่านไปหาอสูรวิญญาณที่แข็งแกร่งกว่านี้ดี?"
ต้วนซิงเหอชะงัก เขามองไปรอบๆใบหน้าที่เคยมั่นใจ
บัดนี้เต็มไปด้วยความงุนงงทันที
จากนั้นเขาก็กำมือแนบริมฝีปาก แล้วกระแอมไอเชิงกลยุทธ์หนึ่งครั้ง
"ก็ได้ เช่นนั้นเจ้านำทางก็แล้วกัน!"
หลังพูดจบ ต้วนซิงเหอก็แอบเพิ่มประโยชน์ให้น้องหญิงที่เก็บมาจากข้างทางได้อีกหนึ่งอย่างในใจ
นั่นก็คือการนำทาง
หลังจากเพิ่มเสร็จ ต้วนซิงเหอก็พลันพบว่า
ดูเหมือนถ้าไม่มีนาง เขาคงสู้ไม่ไหวจริงๆ!
ดังนั้น เยี่ยหลิงหลงจึงประสบความสำเร็จในการรับหน้าที่นำทาง และเริ่มวางแผนขึ้นทันที
ตอนนี้พวกเขาน่าจะอยู่ที่บริเวณขอบของต้นอู๋โยว หากเดินตามขอบไปยังจุดถัดไป เพื่อหาอสูรวิญญาณ แต่ผลลับกลับกลายเป็นไม่มี นั่นจะถือเป็นการสูญเสียที่ค่อนข้างใหญ่
เพราะตลอดเส้นทางนี้ อาจจะไม่ได้อะไรเลย ยังต้องเสียเวลาไปหลายวันโดยเปล่าประโยชน์อีกด้วย
ดังนั้น เยี่ยหลิงหลงจึงตัดสินใจไม่เดินตามแนวขอบ
แต่จะเดินย้อนกลับไปยังจุดฟื้นคืนชีพ จากนั้นจึงเดินเป็นเส้นตรงไปยังขอบด้านตรงข้าม
แม้ว่าการเดินทางแบบนี้ จะใช้เส้นทางที่ยาวกว่า แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ได้กลับไปยังใจกลางของต้นอู๋โยวอีกหนึ่งครั้ง ระหว่างทางยังสามารถรับรู้ข่าวสารได้ไม่น้อย
ไม่ถึงกับไม่รู้สถานการณ์ของต้นอู๋โยวเลย จนทำให้ขาดการติดต่อไปโดยสิ้นเชิง
และการเดินทางแบบนี้
พวกเขาก็อาจจะได้พบกับคนรู้จัก ถ้าเป็นมิตรก็สามารถร่วมทางกันได้ ถ้าเป็นศัตรูก็สามารถกำจัดได้เลย
นับว่าไม่ขาดทุนทีเดียว
บทที่ 913: ได้ของมาง่ายๆ กำไรงามยิ่งนัก
หลังจากเยี่ยหลิงหลงวางแผนเสร็จสิ้นแล้ว นางก็ชี้ทิศทางให้ต้วนซิงเหอทันที จากนั้นนางก็นั่งบนสัตว์ภูติของเขาแล้วออกเดินทาง
ขณะนั่งอยู่บนหลังสัตว์ภูติ นางไม่ต้องเดินเอง จึงพอมีเวลาศึกษาวิธีการปลูกหญ้าหงส์เซียนผงาดที่เพิ่งได้มาสามต้น
เมื่อพูดถึงเรื่องการปลูกสมุนไพรวิญญาณ หัวไชเท้าอ้วนนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญยิ่งนัก
ตลอดการเดินทางที่ผ่านมา ทุกครั้งที่ได้สมุนไพรวิญญาณมา เยี่ยหลิงหลงจะมอบให้หัวไชเท้าอ้วนดูแลทั้งหมด
หัวไชเท้าอ้วนเองก็ไม่ทำให้ผิดหวังแต่อย่างใด มันปลูกพืชวิญญาณล้ำค่าเต็มไปหมดในสส่วนบนภูเขา ลูกที่มันดูแล
ดังนั้นเมื่อหัวไชเท้าอ้วนอ้าปากขอพื้นที่ภูเขาอีกหลายๆลูกบนเขา เพื่อปลูกผลไม้นางจึงตกลง
เมื่อนางส่งหญ้าหงส์เซียนผงาดสามต้นให้หัวไชเท้าอ้วน มันเพียงแค่มองดูแล้วรับไว้ทันที
"เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ค่าตอบแทนเจ้าน่าจะก็รู้อยู่แล้ว"
"เข้าใจแล้ว ท่านตุ๊ต๊ะวางใจได้เลยเจ้าค่ะ" เยี่ยหลิวหลงประชด
หัวไชเท้าอ้วนเชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ
"เมื่อมีโอกาส ก็จงไปจิ้มหัวพวกศิษย์พี่ตาบอดของเจ้าเหล่านั้น บอกพวกมันว่าที่นี่ขาดข้าไม่ได้หรอก!"
"ใช่ๆ ท่านสำคัญที่สุดแล้ว"
"แน่นอนว่าข้าสำคัญ ต่อให้เจ้าต้องตายสักสิบครั้ง ก็ห้ามให้ข้าบาดเจ็บเด็ดขาด!"
"ถูกต้อง ถูกต้อง ชีวิตท่านมีค่ายิ่งนัก"
หัวไชเท้าอ้วนหัวเราะอย่างยโสโอหัง เขายืนอยู่บนไหล่ของเยี่ยหลิงหลง ยกมือน้อยๆของตนเขี่ยแก้มนาง
"ดีที่รู้! ต่อไปเจอข้า ต้องให้ความเคารพหน่อยนะ และที่ดีที่สุดคือคุกเข่าคำนับเลยก็ดี บางทีถ้าข้าอารมณ์ดี ข้าอาจจะ… โอ๊ย..."
หัวไชเท้าอ้วนร้องโหยหวนออกมา ก้มลงมองดู
มือน้อยๆที่แตะใบหน้าของเยี่ยหลิงหลงนั้น ไม่เหลือซากแล้ว!
เยี่ยหลิงหลงหัวเราะเบาๆ และใช้วิชาเยียวยาแขนที่ขาดข้างนั้น แล้วโยนแขนข้างที่ขาดเข้าปากกินทันที
"เจ้ามีความสามารถอะไรบ้าง? ท่านตุ๊ต๊ะ"
หัวไชเท้าอ้วนสูดหายใจลึก ถูไถหูของเยี่ยหลิงหลงอย่างไร้ยางอาย
"ข้าสามารถคุกเข่าขอร้องให้ท่านต่อมือให้ข้าได้นะสิ"
"โอ้! เช่นนั้นก็คุกเข่าสิ"
การเป็นหัวไชเท้าหัวหนึ่ง ทำให้เขาไร้ศักดิ์ศรีถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
คุกเข่าก็คุกเข่าเถอะ การเป็นหัวไชเท้าต้องรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน
หัวไชเท้าอ้วนสูดหายใจลึก ขณะที่กำลังจะคุกเข่าลง มันเห็นแสงสีเขียวสว่างวาบพันรอบแขนที่ขาดของมัน จากนั้นแขนของมันก็.งอกขึ้นมาใหม่ทันที
อ้าว?
แขนใหม่ช่างอ่อนนุ่ม ดูสวยดีทีเดียว
"ถ้าอย่างนั้น เปลี่ยนแขนข้างนี้ด้วยได้ไหม? รวมถึงเท้าทั้งสองข้างของข้าด้วย! ข้าต้องการอันใหม่ อันใหม่! อันใหม่หมดเลย!"
ครู่ต่อมา หัวไชเท้าอ้วนมองดูแขนขาใหม่ของมัน และกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ
จากนั้นมันก็กอดหญ้าเซียนและกลับเข้าไปในพื้นที่มิติอย่างพึงพอใจ
แม้ว่าแขนขาเก่าจะอุดมไปด้วยสารอาหาร ส่วนแขนขาใหม่ยังไม่ได้สะสมสารอาหาร แต่มันจะเกี่ยวอะไรกับมันเล่า? ในเมื่อมันไม่ได้กินตัวเองเสียหน่อย
เยี่ยหลิงหลงมองดูแขนขาเก่าของหัวไชเท้าอ้วนที่อยู่ในฝ่ามือ นางขยับมันเบาๆ เก็บแขนเก่าไว้ ส่วนเท้าทั้งสองข้างวางไว้ด้านข้าง
จากนั้นก็ตะโกนไปทางด้านหน้า "พี่ใหญ่ พี่ใหญ่ มาทางนี้สิ! ข้ามีของดีอยู่เจ้าค่ะ!"
ต้วนซิงเหอได้ยินเสียง ก็หันกลับมา
จากนั้นเขาก็เดินมาข้างๆนางด้วยความสงสัย "มีอะไรหรือ?"
"นี่ไงเจ้าคะ รากของผลน้ำค้างเหมันต์ ท่านอายุมากกว่า ข้าแบ่งให้สองอัน ส่วนข้าอายุน้อย เอาแค่อันเดียวก็พอแล้ว"
ต้วนซิงเหอรับรากทั้งสองเส้นนั้นมา และมองดูด้วยความสงสัย
ที่นี่มีผลน้ำค้างเหมันต์ด้วยหรือ? แล้วเหตุใดไม่ใช่ผลทั้งลูกล่ะ เหตุใดจึงเหลือแค่รากไม่กี่เส้น?
ขณะที่เขากำลังจะถาม ก็เห็นเยี่ยหลิงหลงกินส่วนของนางไปแล้ว และเงยหน้ามองเขาด้วยความสงสัย
"พี่ใหญ่ ข้ากินแล้ว ไม่มีพิษหรอกเจ้าค่ะ"
สายตาที่มองมา ทำให้ต้วนซิงเหอรู้สึกเขินอายเล็กน้อย
เขาจึงไม่คิดอะไรมาก รีบกินรากไม้ทั้งสองเส้นในมือทันที
เมื่อรากไม้ลงท้องไป เขารู้สึกถึงปราณวิญญาณที่ค่อยๆไหลเวียนในร่างกาย รู้สึกเบาสบายมาก เป็นของดีจริงๆ ในใจของเขาจึงรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างบอกไม่ถูก
"น้องหญิง ข้าเองก็มีของจะมอบให้เจ้าเช่นกัน"
จากนั้นเขาก็หยิบลูกแก้ววารีย์ขนาดเท่าไข่นกพิราบออกมาจากแหวนเก็บของ
"เจ้าเป็นผู้ฝึกตนธาตุน้ำ สิ่งนี้เหมาะกับเจ้าที่สุด"
เยี่ยหลิงหลงเห็นลูกแก้ววิญญาณวารีย์แล้วดวงตาเป็นประกาย รับมาทันทีโดยไม่พูดอะไร
ลูกแก้ววิญญาณธาตุต่างๆเหล่านี้ ใช้สำหรับเพิ่มพลังธาตุ
ยิ่งลูกแก้ววิญญาณมีขนาดใหญ่ก็ยิ่งมีมูลค่าสูง
ต้วนซิงเหอไม่ใช่ผู้ฝึกตนธาตุน้ำ เมื่อได้ลูกแก้ววารีย์มาแล้ว เก้าในสิบส่วนต้องเอาไปขาย
ลูกแก้ววารีย์ขนาดใหญ่เช่นนี้น่าจะมีมูลค่าอย่างน้อยห้าแสนหินวิญญาณ
"ขอบคุณพี่ใหญ่เจ้าค่ะ"
"ไม่ต้องขอบคุณหรอก ลูกแก้ววิญญาณนั้นพบได้ทั่วไป แต่ผลน้ำค้างเหมันต์หายากกว่า ข้าต่างหากที่ได้กำไร"
เยี่ยหลิงหลงพยักหน้าแรงๆ
‘ใช่ๆๆ เจ้าได้กำไร ได้กำไรมากด้วย’
หลังจากเหตุการณ์เล็กๆเหล่านั้นได้ผ่านไป ทั้งสองก็เดินทางต่อ
ระหว่างทางที่ว่าง เยี่ยหลิงหลงนั่งอยู่บนหลังสัตว์ภูติ และจัดการพื้นที่มิติของนาง
นางซื้อวัสดุมามากมายก่อนเข้ามาที่นี่ ขยับจัดตรงนั้นนิด ขยายตรงนี้หน่อย ค่อยๆขยายพื้นที่มิติของนางต่อไปเรื่อยๆ
ต้องใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ไม่อย่างนั้นหัวไชเท้าอ้วนจะมาบ่นให้รำคาญใจอีก
แต่เดินไปได้ไม่นาน ก็มีเสียงดังมาจากด้านหน้า ต้วนซิงเหอวิ่งกลับมาจากด้านหน้า ถึงข้างเยี่ยหลิงหลงทันที
"น้องหญิง รออยู่ตรงนี้ก่อน ข้าจะไปดูข้างหน้า ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น ตรงนั้นเสียงดังมาก ข้าเกรงว่าเจ้าจะตกอยู่ในอันตราย"
หลังจากพูดจบ เขาก็ตบสัตว์ภูติของตัวเองเบาๆ สั่งให้มันดูแลเยี่ยหลิงหลงให้ดี!
และเมื่อสั่งการเสร็จ เขาก็รีบมุ่งหน้าไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วจนร่างหายลับไปทันที
เยี่ยหลิงหลงนั่งอยู่บนหลังสัตว์ภูติอย่างว่าง่าย รอต้วนซิงเหอกลับมา แต่ไม่นานนางก็ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวดังมาจากด้านหลังทันที
นางจึงหมุนกายลงจากหลังสัตว์ภูติ แล้วกระโดดขึ้นไปบนกิ่งไม้สูงของต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง
นางมองไปยังทิศทางที่มีเสียงดังมา
เห็นว่าที่ไกลออกไปนั้น มีคนกำลังต่อสู้กับอสูรวิญญาณระดับสูงอยู่
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะสิ่งสำคัญคือจากตำแหน่งที่นางยืนอยู่ นางมองเห็นคนเจ็ดคน แอบซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้ และกำลังสังเกตการต่อสู้ของอสูรวิญญาณที่อยู่ด้านหน้า
ดูท่าทางพวกเขาพร้อมจะโจมตีซ้ำได้ทุกเมื่อ
ภาพเหตุการณ์นี้ แม้จะพบเห็นได้บ่อย แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ผู้ที่แอบมองอยู่นั้นเป็นศิษย์จากสำนักหยวนอู่
เมื่อได้พบกับคนคุ้นเคยเช่นนี้ จะไม่ไปทักทายได้อย่างไร?
เพราะทั้งสำนักต่างรู้กันดีว่าหากพบนางก็ต้องสังหาร
เยี่ยหลิงหลงเห็นเช่นนั้นก็หัวเราะเบาๆ ตัดสินใจที่จะไม่ฟังคำพี่ใหญ่
ไม่เป็นคนว่าง่ายอีกต่อไป
ขณะที่นางกำลังจะลงมือ หางตาก็เหลือบไปเห็นความเคลื่อนไหวจากก้อนหินก้อนหนึ่งในอีกทิศทางหนึ่งที่อยู่ห่างออกไป
เยี่ยหลิงหลงเหยียบปลายเท้าเบาๆ กระโดดขึ้นไปบนกิ่งไม้ข้างๆ และเปลี่ยนมุมมองมองไป กลับพบว่ามีกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งกำลังหมอบซ่อนตัวอยู่
คนกลุ่มนั้นสวมชุดประจำสำนัก ดูจากสีของชุดแล้ว น่าจะเป็นศิษย์จากสำนักแปรเมฆาแน่นอน
และเมื่อดูจากท่าทางจดจ่อของพวกเขา พวกเขาคงไม่รู้แน่นอน
ว่าไม่ไกลออกไปนั้น
มีศิษย์จากสำนักหยวนอู่ซ่อนตัวอยู่!!
เช่นเดียวกัน พวกคนโง่ทั้งเจ็ดจากสำนักหยวนอู่ที่อยู่ตรงนี้
ก็คงไม่รู้ว่าอีกฝั่งยังมีศิษย์สำนักแปรเมฆาซุ่มดูอยู่แน่ๆ
นี่มันชัดจะสนุกแล้วสิ!!
ดังนั้น นางจึงตื่นเต้น สวมเสื้อคลุมสีแดงเพื่อปิดบังพลัง พร้อมกับติดยันต์ล่องหนไว้กับตัว แล้วค่อยๆย่องเข้าไปหาศิษย์สำนักหยวนอู่เหล่านั้นทันที
ต้องยอมรับว่าความไวในการรับรู้ระหว่างขอบเขตหลอมสุญตากับขอบเขตบูรณาการนั้นแตกต่างกันมาก
ก่อนหน้านี้ ตอนที่นางเข้าใกล้ศิษย์สำนักสวรรค์ลิขิตในระยะนี้ พวกเขารู้ตัวกันหมดแล้ว
แต่ตอนนี้ ศิษย์สำนักหยวนอู่ที่อยู่ตรงหน้า เหมือนคนโง่ทั้งเจ็ดคน
สายตาและความสนใจทั้งหมดถูกดึงดูดไปข้างหน้า ไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ามีคนอยู่ด้านหลังพวกเขา!
บทที่ 914: พวกเราจะลงมือหรือไม่?
ดังนั้น เยี่ยหลิงหลงจึงกล้าเดินไปข้างหน้า และเมื่อเดินไปถึงด้านหลังของพวกเขาในระยะไม่ไกลนัก ในที่สุดนางก็เห็นสิ่งที่พวกเขากำลังแอบดูอยู่
เบื้องหน้านั้น มีอสูรวิญญาณระดับแปด และรอบๆอสูรวิญญาณนั้น ก็มีศิษย์เจ็ดคนกำลังต่อสู้กับมันอย่างดุเดือด
สิ่งที่ทำให้เยี่ยหลิงหลงประหลาดใจก็คือ ในบรรดาศิษย์ทั้งเจ็ดคนนี้ มีศิษย์หญิงถึงหกคน และมีศิษย์ชายเพียงคนเดียวเท่านั้น หากดูจากชุดสำนักแล้ว น่าจะเป็นศิษย์จากสำนักหทัยครามแน่นอน
สำนักนี้ เยี่ยหลิงหลงเคยได้ยินชื่อมาบ้าง
แตกต่างจากหกสำนักใหญ่อื่นๆ ตรงที่สำนักของพวกเขามีศิษย์หญิงถึงแปดส่วน
และในสำนักนี้ ก็มีนักปรุงโอสถ ปรมาจารย์หลอมศาสตรา ปรมาจารย์ยัน ปรมาจารย์ศาสตร์มายา ปรมาจารย์ผู้เยียวยา และอื่นๆอีกมากมาย
ซึ่งล้วนเป็นผู้ฝึกตนที่ไม่ใช่สายการต่อสู้ทั้งสิ้น
เป็นสำนักที่อ่อนแอเป็นพิเศษในด้านการต่อสู้ แต่เพราะมีความแข็งแกร่งในด้านอื่นๆ พวกเขาจึงสามารถก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในเจ็ดสำนักใหญ่ได้
แม้พวกเขาจะมีเจ็ดคนเท่านั้น แต่การร่วมมือกันต่อสู้กับอสูรวิญญาณระดับแปดก็ยังดูลำบากอยู่ไม่น้อย
เมื่อเห็นพวกเขาต่อสู้จนหน้าตามอมแมม ทั้งยังหอบหายใจไม่หยุด เหล่าศิษย์สำนักหยวนอู่ที่แอบซุ่มอยู่ด้านหลังก็เริ่มปรึกษากัน
"พวกเราจะลงมือเลยหรือไม่?"
"ต้องลงมือสิ! ยามเห็นความไม่ถูกต้องก็ต้องตะโกนดังๆ เมื่อถึงเวลาต้องลงมือก็ต้องลงมือ บุกตะลุยทั้งเก้าแคว้นอย่างห้าวหาญ!"
เมื่อได้ยินเสียงร้องเพลงอันดังก้องที่ดังขึ้นอย่างกะทันหัน ไม่เพียงแต่เหล่าศิษย์สำนักหยวนอู่ที่ซุ่มอยู่หลังพุ่มไม้เท่านั้น แม้แต่ศิษย์สำนักหทัยครามที่กำลังต่อสู้อยู่ด้านหน้าก็ถึงกับชะงักไป
"ใครแอบซุ่มอยู่ด้านหลังกัน?"
ศิษย์สำนักหทัยครามหันไปมองทางที่เหล่าศิษย์สำนักหยวนอู่ซ่อนตัวอยู่
ทางนั้นเป็นพุ่มไม้หนาทึบ เหมาะแก่การซ่อนตัวยิ่งนัก
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า พวกเขากำลังถูกคนแอบซุ่มอยู่ด้านหลัง มิแน่ว่าคนพวกนั้นเตรียมโจมตีแล้วด้วยซ้ำ
ในตอนนี้ เหล่าศิษย์ทั้งหลายของสำนักหยวนอู่ต่างมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก แต่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน และทำให้ทุกคนตกอยู่ในสภาพไร้ทางออก
พวกเขาไม่รู้ว่าควรทำเช่นไรดี?
เยี่ยหลิงหลงเห็นเช่นนั้นจึงเอ่ยขึ้นว่า
"อะไรกัน? เหตุใดจะต้องแอบๆซ่อนๆด้วย? พวกข้าศิษย์สำนักหยวนอู่ทั้งเจ็ดคนก็แค่เหนื่อยจึงนั่งพักในพงหญ้า มันผิดตรงไหน หญ้าพวกนี้ก็ไม่ใช่ของสำนักหทัยคราม พวกเจ้าจะมาห้ามพวกข้านั่งได้อย่างไร"
คำพูดของเยี่ยหลิงหลง ทำให้สีหน้าของเหล่าศิษย์สำนักหยวนอู่ยิ่งดำมืดกว่าเดิมเสียอีก
"เป็นสำนักหยวนอู่นี่เอง!"
ศิษย์สำนักหทัยครามพลันระแวดระวังขึ้นมาทันที ทุกคนละทิ้งการสังหารอสูรวิญญาณระดับแปด ปล่อยให้มันหนีไป จากนั้นก็รีบจัดทัพเตรียมพร้อมรับมืออย่างเต็มที่
ในตอนนี้ แม้แต่ศิษย์สำนักหยวนอู่ที่โง่ที่สุดก็รู้ตัวแล้ว เมื่อพวกเขาถูกจับได้แล้ว ก็ไม่มีอะไรต้องกังวลอีก
"ผู้ใดช่างไร้ยางอายเช่นนี้! อยากตายใช่หรือไม่?"
หนึ่งในศิษย์สำนักหยวนอู่ตะโกนด้วยความโกรธ จากนั้นก็รีบลุกขึ้นชักกระบี่ยาวของตน ฟันเข้าใส่เยี่ยหลิงหลงในทันที
เยี่ยหลิงหลงเห็นดังนั้นจึงรีบหลบหลีกดดยพลัน แต่ด้วยการฝึกฝนขอบเขตหลอมสุญตาขั้นปลายของอีกฝ่าย ที่มีพลังไม่ใช่ย่อย ยามเมื่อกระบี่ฟันมาถึง
นางถึงถูกปราณกระบี่สัมผัสเข้า ทำให้ยันต์ล่องหนบนร่างสูญเสียประสิทธิภาพไปทันที
เมื่อยันต์ล่องหนเสื่อมฤทธิ์ เยี่ยหลิงหลงในชุดคลุมสีแดงก็ปรากฏกายขึ้นต่อหน้าทุกคนในทันที
ทุกคนต่างตกตะลึง แต่ที่ตะลึงที่สุดคงเป็นสำนักหยวนอู่แน่นอน
เพราะพวกเขาไม่คิดเลย ว่าจะได้พบกับยอดฝีมืออันดับหนึ่งของพวกเขาในที่แห่งนี้
"เป็นเจ้านี่เอง!"
"เยี่ยหลิงหลง!"
"ข้าก็ว่าเสียงนั้นคุ้นๆ ที่แท้ก็เป็นเจ้านี่เอง! ดีเลย! ก่อนหน้านี้เจ้าสังหารศิษย์สำนักหยวนอู่ไปมากมาย วันนี้พวกข้าจะ..."
ศิษย์ผู้นั้นพูดได้ครึ่งๆกลางๆ ไม่นานเขาก็กวาดตามองไปด้านหลังเยี่ยหลิงหลง
เมื่อไม่เห็นตัวต้วนซิงเหอแห่งสำนักอัคคีแดงที่เล่าลือกัน ความกล้าก็พลันผุดขึ้นมาทันที
"พวกข้าจะฆ่าเจ้าปิดปากเอง!"
เยี่ยหลิงหลงได้ยินคำพูดนั้น จึงรีบวิ่งหนี
ทิศทางที่วิ่งไปไม่ใช่ที่อื่น แต่เป็นทิศทางที่ศิษย์สำนักแปรเมฆาซ่อนตัวอยู่
ในเวลานั้น ศิษย์สำนักแปรเมฆายังคงแอบสังเกตการณ์สถานการณ์อยู่ จนกระทั่งพวกเขาเห็นเยี่ยหลิงหลงวิ่งมาพร้อมตะโกน
"พวกเจ้าใส่ร้ายข้า ข้าเป็นเพียงผู้บำเพ็ญขอบเขตแปรเทวะ จะไปฆ่าศิษย์สำนักหยวนอู่ของพวกเจ้าได้อย่างไร? พวกเจ้าจะฆ่าข้า ก็เพราะกลัวข้าจะเปิดโปงแผนการที่พวกเจ้าจะโจมตีศิษย์สำนักแปรเมฆาใช่หรือไม่?"
คำพูดนี้ ทำให้ทั้งสำนักหยวนอู่และสำนักหทัยครามต่างตกใจเป็นอย่างยิ่ง
แม้แต่ศิษย์สำนักแปรเมฆาที่ซ่อนตัวอยู่ ก็ยังตกใจไม่แพ้กันเลย
ศิษย์สำนักหทัยครามที่ล้มเลิกการจัดการกับอสูรวิญญาณระดับแปดเอ่ยขึ้นว่า
"ที่นี่มีคนแอบซุ่มอยู่เยอะขนาดนี้เลยหรือ?"
ศิษย์สำนักหยวนอู่ที่ไล่ฟันเยี่ยหลิงหลงมาตลอดทางกล่าวขึ้นว่า
"เกิดอะไรขึ้น? ข้างๆนี่ยังมีสำนักแปรเมฆาแอบซุ่มอยู่อีกหรือ?"
ศิษย์สำนักแปรเมฆาที่คิดว่าตัวเองหลบซ่อนได้อย่างแนบเนียน และทุ่มเทความพยายามมาตั้งนาน พวกเขาจึงพบเข้าในเวลานั้น ว่าที่แท้ตัวเองก็แค่จักจั่นตัวหนึ่ง?
"พี่น้องสำนักแปรเมฆา ข้าช่วยชีวิตพวกเจ้าไว้ พวกเจ้าคงไม่ทอดทิ้งผู้มีพระคุณหรอกกระมัง?"
เยี่ยหลิงหลงวิ่งไปพลางตะโกนไปพลาง แต่กลางทางนางเปลี่ยนทิศทาง วิ่งไปทางพวกศิษย์สำนักหทัยครามแทน
"ท่านทั้งหลาย ข้ากลัวเหลือเกิน พวกเขาไม่เพียงจะฆ่าพวกท่าน แต่ยังจะฆ่าข้าด้วย!"
แต่เดิมนั้น นางคิดว่านางจะเข้าไปรวมกับกลุ่มศิษย์สำนักหทัยคราม แต่นางกลับแค่วิ่งผ่าน พลางตะโกนประโยคนั้นไปด้วย!
หลังจากตะโกนเสร็จ นางก็อาศัยความเร็วของตัวเอง วิ่งหายลับไปในพริบตาทันที
ศิษย์สำนักหยวนอู่ที่กำลังไล่ตามนางอยู่นั้น เมื่อพวกเขาเห็นนางวิ่งไปทางสำนักแปรเมฆาบ้าง ไปทางสำนักหทัยครามบ้าง ก็ทำให้พวกเขาไม่กล้าบุกตรงเข้าไปทั้งสองฝ่าย
พอความเร็วช้าลง ก็ไล่ตามเยี่ยหลิงหลงไม่ทัน ยามนี้จึงได้แต่มองดูนางหนีลับตาไปอย่างหมดปัญญาเท่านั้น
เมื่อนางจากไป ณ ที่แห่งนั้นก็เหลือเพียงสำนักหยวนอู่ สำนักแปรเมฆา และสำนักหทัยคราม
สามสำนักที่กำลังเผชิญหน้ากันอยู่อย่างองอาจ
สำนักหนึ่งกำลังต่อสู้กับอสูรวิญญาณ
ส่วนอีกสองสำนักแอบซุ่มอยู่ด้านหลัง และในสองสำนักที่ซุ่มอยู่นั้น
สำนักหยวนอู่ยังมี "แผนการ" จะโจมตีสำนักแปรเมฆาอีกด้วย!!
ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนยุ่งเหยิงนี้ ทำให้ทุกคนสีหน้าไม่ดี พวกเขาต่างก็มองกันและกันด้วยสายตาไม่พอใจ
"สำนักแปรเมฆากับสำนักหยวนอู่ไม่คิดจะอธิบายอะไรบ้างหรือ?" ศิษย์สำนักหทัยครามถามด้วยน้ำเสียงคาดคั้น
"ถ้าจะอธิบาย ก็ต้องเป็นสำนักหยวนอู่สิที่ต้องอธิบาย" ศิษย์สำนักแปรเมฆาพูดเสียงเย็น
"อยากจะกลืนกินทีเดียวสองสำนัก โลภยิ่งนัก!!"
"ไม่ใช่นะ! นี่พวกเจ้าจะเชื่อคำพูดของนางด้วยหรือ?" ศิษย์สำนักหยวนอู่โมโหจนแทบระเบิด
"ไม่เชื่อพวกเจ้า แล้วจะให้ข้าไปเชื่อใคร?" ศิษย์สำนักแปรเมฆาตวาดด้วยความโกรธ
"ช่างต่ำช้า พวกเจ้าช่างไร้ยางอายยิ่งนัก!"
"พวกเจ้าก็แอบซุ่มอยู่หลังสำนักหทัยครามเหมือนกัน มีสิทธิ์อะไรมาว่าพวกข้าไร้ยางอาย?"
"พวกเจ้าก็ไม่ต่างกันหรอก ทำให้พวกข้าต้องเสียอสูรวิญญาณระดับแปดไป คราวนี้จะคิดบัญชีกันอย่างไร?" ศิษย์สำนักหทัยครามถาม พลางชักดาบในมือออกมา
"ก็ต้องนับเป็นความผิดของสำนักแปรเมฆาสิ! เยี่ยหลิงหลงพูดถูก พวกข้าโจมตีสำนักแปรเมฆา ไม่ได้โจมตีสำนักหทัยครามเสียหน่อย พวกเจ้าไปหาพวกเขาเอาเองเถอะ" ศิษย์สำนักหยวนอู่แค่นหัวเราะเย็นชา
"ดีนัก! นี่พวกเจ้ายอมรับแล้วสินะ!" ศิษย์สำนักแปรเมฆาชักดาบในมือออกมา
คราวนี้พวกศิษย์สำนักหยวนอู่ไม่ยอมแพ้แล้ว แค่ชักกระบี่ในมืออกมาเท่านั้นเอง ใครบ้างจะทำไม่เป็น!
ดังนั้นพวกศิษย์สำนักหยวนอู่จึงชักกระบี่ของพวกเขาออกมาเช่นกัน
หลังจากเยี่ยหลิงหลงวิ่งหนีไป นางเดินอ้อมไปรอบหนึ่ง และกำลังจะไล่ตามอสูรวิญญาณระดับแปด แต่กลับเห็นต้วนซิงเหอที่กำลังร้อนใจตามหานางอยู่พอดี
เขาได้ยินเสียงการต่อสู้ของสามสำนัก เขาจึงรีบร้อนมุ่งหน้าไปทางนั้น
เยี่ยหลิงหลงเห็นดังนั้นจึงรีบขวางเขาไว้
"พี่ใหญ่!"
เยี่ยหลิงหลงโบกแขนทั้งสองข้าง
"น้องหยิง! เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่?"
"ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ"
"ทางนั้นเกิดอะไรขึ้นหรือ?"
"ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน คงเป็นการต่อสู้ระหว่างสำนักกระมั้ง แต่นั่นไม่สำคัญหรอก ท่านอย่าไปสนใจพวกเขาเลยเจ้าค่ะ มานี่เถิด! ทางนี้ข้าพบอสูรวิญญาณระดับแปดตัวหนึ่ง พี่ใหญ่รีบพาข้าไปสู้เถอะ!"
เยี่ยหลิงหลงวิ่งไป กำลังจะพาพี่ใหญ่จากไป แต่จู่ๆก็ได้ยินเสียงคนเรียกชื่อนางดังมาจากที่เกิดการต่อสู้ ต้วนซิงเหอหันกลับไปมอง
"ข้าเหมือนได้ยิน..."
"ท่านคงหูฝาดไปเอง รีบไปกันเถอะเจ้าค่ะ ไม่เช่นนั้นมันจะหนีไปเสียก่อนนะเจ้าคะ!"
บทที่ 915: เห็นความไม่ถูกต้องย่อมต้องช่วยเหลือ
เยี่ยหลิงหลงย่อมไม่ให้โอกาสเขาได้ดูเรื่องสนุกที่นางก่อไว้ นางจึงรีบลากเขาวิ่งไล่ตามไปในทิศทางที่อสูรวิญญาณระดับแปดหนีไปทันที
ภายในดินแดนลับบนต้นอู๋โยว หลังจากอสูรวิญญาณถูกสังหาร ดินแดนลับจะดูดซับและใช้ปราณวิญญาณของต้นอู๋โยวเพื่อสร้างอสูรวิญญาณที่ถูกสังหารขึ้นมาใหม่
แต่เวลาในการสร้างใหม่นั้น จะแตกต่างกัน ยิ่งระดับสูงก็ยิ่งต้องใช้เวลานานขึ้น
ได้ยินมาว่าอสูรวิญญาณระดับหนึ่ง ต้องใช้เวลาสามวัน และพอถึงระดับหกต้องใช้เวลาหนึ่งเดือนเต็ม ส่วนระดับที่สูงกว่าหกขึ้นไปนั้น ต้องใช้เวลานานกว่าหนึ่งเดือนทีเดียว
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ สำหรับพวกเขาแล้ว อสูรวิญญาณระดับหนึ่งถึงห้านั้น หลังจากถูกสังหารจะถูกสร้างขึ้นมาใหม่ได้
แต่ตั้งแต่ระดับหกขึ้นไป เมื่อสังหารแล้ว ก็จะไม่มีโอกาสได้สังหารอีกเป็นครั้งที่สอง
ดังนั้น ตั้งแต่ระดับหกขึ้นไป พวกอสูรวิญญาณทุกตัวล้วนมีค่าเป็นอย่างยิ่ง เรียกได้ว่าเป็นทรัพยากรที่ทุกคนต้องแย่งชิงอย่างแน่นอน
และด้วยเหตุนี้ เยี่ยหลิงหลงจึงกลัวว่าอสูรวิญญาณระดับแปดตัวนั้น จะถูกคนอื่นชิงไปก่อน ถ้าเป็นเช่นนั้นขึ้นมาจริงๆ นางก็จะขาดทุนครั้งใหญ่
นางเพิ่งทำความดีสะสมแต้มบุญอย่างลำบาก ไม่อย่างนั้นจะได้รับสิทธิ์ในการต่อสู้กับอสูรวิญญาณระดับแปดตัวนี้ได้อย่างไร?
ดังนั้นนางจะไม่มีทางปล่อยให้มันหลุดมือไปเด็ดขาด
โชคดีที่อสูรวิญญาณระดับแปดตัวนั้น ไม่ได้วิ่งไปไกลนัก เยี่ยหลิงหลงจึงรีบพาต้วนซิงเหอไล่ตามมันไปอย่างรวดเร็ว
"พี่ใหญ่ ท่านสู้ข้างหน้าเถิดเจ้าค่ะ เดี๋ยวข้าจะคอยช่วยเหลืออยู่ด้านข้างเอง"
เยี่ยหลิงหลงพูดจบ นางก็วางมือลงบนแหวนมิติ กำลังจะหยิบอาวุธออกมา แต่ต้วนซิงเหอกลับรีบจับมือนางไว้เสียก่อน
"ครานี้ไม่จำเป็นต้องรบกวนให้เจ้าใช้อาวุธอันทรงเกียรตินั่นหรอก หากข้าจัดการเสร็จแล้ว เจ้าค่อยมาซ้ำอีกทีก็ได้"
พูดจบ ต้วนซิงเหอก็ไม่ให้โอกาสนางได้โต้แย้งสิ่งใดอีก
เขาเร่งมือ ถือดาบพุ่งเข้าใส่อสูรวิญญาณระดับแปดตัวนั้นทันที
เขาฟันฟาดอย่างดุดันไร้ความปรานี ท่าทางน่าเกรงขามยิ่งนัก
เยี่ยหลิงหลงมองร่างที่รีบร้อนของเขา แล้วอดขำไม่ได้จริงๆ
อาวุธอันทรงเกียรติอย่างนั้นหรือ? นี่เขาหมายถึงปืนใช่หรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องกังวลถึงเพียงนั้นหรอก
การใช้ปืนนั้น มีต้นทุนสูงเกินไป หินวิเศษของนางก็ไม่ได้มาเปล่าๆ หากว่าไม่จำเป็นจริงๆ นางย่อมไม่มีทางชักปืนออกมาแน่นอน
แต่ก็ต้องยอมรับว่าพลังของต้วนซิงเหอนั้นแข็งแกร่งจริงๆ เพียงแค่เขาเหวี่ยงดาบ ก็แผ่กระจายพลังที่ไม่มีใครต้านทานได้ออกมาแล้ว!
เยี่ยหลิงหลงเองก็เคยเห็นเส้าจ่างคุน ฉู่เชียนฟาน หลี่หมิงซาน และศิษย์สายตรงต่อสู้กันมาก่อน นางจึงพอเข้าใจระดับพลังของพวกศิษย์อัจฉริยะได้
นางคิดว่าพลังของต้วนซิงเหอนั้น สามารถยืนอยู่ในระดับเดียวกับพวกเขาได้อย่างง่ายดายเลยด้วยซ้ำ แต่ไม่คิดว่าเขาจะไม่ใช่ศิษย์สายตรง
หรือว่าศิษย์ของสำนักอัคคีแดง จะแข็งแกร่งเกินคาดทุกคนเลยหรือ?
เยี่ยหลิงหลงไม่มีเวลามาครุ่นคิดมากนัก เพราะต้วนซิงเหอทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงยิ่ง แม้แต่การจัดการกับอสูรวิญญาณระดับแปด เขาที่มีพลังในขอบเขตบูรณาการก็ไม่ได้ใช้เวลามากนัก
เมื่อเขาตรึงอสูรวิญญาณระดับแปดตัวนั้นไว้กับพื้นอย่างแน่นหนาได้ และมั่นใจแล้วว่ามันไม่สามารถขยับตัวได้แล้ว เขาจึงหันกลับมาเรียกเยี่ยหลิงหลงทันที
"น้องหญิง! เจ้าเข้ามาได้แล้ว มันขยับไม่ได้ ไม่สามารถทำร้ายเจ้าได้อย่างแน่นอน!"
เยี่ยหลิงหลงพยักหน้าอย่างตื่นเต้น รีบวิ่งเข้าไปหา และยกกระบี่ของนางขึ้นเตรียมฟันในทันที
"พี่ใหญ่เจ้าคะ อสูรวิญญาณระดับแปดตัวนี้ ไม่ต้องแบ่งพลังวิญญาณกันหรอกหรือ? ถ้าข้าฆ่ามัน มันก็เป็นของข้าคนเดียวน่ะสิ ยามนั้นท่านจะไม่ได้ส่วนแบ่งแล้วนะ"
"อืม! ข้ารู้!"
"แล้วเหตุใดท่านถึงยกให้ข้า?"
"ข้ายังมีโอกาสสังหารอสูรวิญญาณระดับสูงอีกมาก ตัวนี้ให้เจ้าไปก่อนก็แล้วกัน"
"ขอบคุณพี่ใหญ่มากเจ้าค่ะ!"
เยี่ยหลิงหลงไม่ได้เกรงใจเขา ฟันกระบี่เพียงครั้งเดียวก็จัดการอสูรวิญญาณระดับแปดตัวนี้ได้อย่างง่ายดาย
ถ้าภายหน้าเก็บของดีๆได้ ค่อยแบ่งให้พี่ใหญ่ก็แล้วกัน
หลังจากเก็บอสูรวิญญาณตัวนี้ไปเรียบร้อยแล้ว เยี่ยหลิงหลงก็หยิบผลอู๋โยวของตนออกมาดู
ในนั้นมีปราณวิญญาณมากมายมหาศาล แต่เมื่อเทียบอสูรวิญญาณระดับแปดกับสิบสิบแล้ว ก็ยังถือว่าห่างชั้นกันอยู่มาก อสูรวิญญาณระดับสิบน่าสนใจกว่า
ในตอนนี้ ต้วนซิงเหอได้เรียกสัตว์ภูติของตนออกมาอีกครั้ง เพื่อให้เยี่ยหลิงหลงขึ้นขี่
ขณะที่เยี่ยหลิงหลงกำลังจะปีนขึ้นไป นางก็นึกถึงสำนักทั้งสามที่กำลังต่อสู้กันขึ้นมา นางจึงมองไปทางนั้น ตั้งใจฟังดู แต่กลับไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย
จบแล้วหรือ?
เห็นทีต้องไปดูสักหน่อย ถ้าโชคดีได้เก็บของบางอย่างมาด้วยก็คงดี
"พี่ใหญ่ รอข้าสักครู่เถิดเจ้าค่ะ เดี๋ยวข้าจะไปดูทางนั้นหน่อย"
เยี่ยหลิงหลงพูดจบ ก็วิ่งออกไปทันที นางไม่ให้โอกาสต้วนซิงเหอได้ห้ามปรามนางเลยสักคำ
"วิ่งเร็วขนาดนั้นด้วยเหตุใด? อยากดูก็ดูสิ ข้าไม่ได้ห้ามเจ้าไปเสียหน่อย จริงๆเลย!!"
ต้วนซิงเหอส่ายหน้า แล้วขึ้นขี่สัตว์ภูติ ตามหลังนางไปอย่างไม่เร่งรีบ
เยี่ยหลิงหลงวิ่งไปถึงก็เห็นแต่ความยับเยินไปทั่ว ทั้งสามสำนัก ไม่เห็นศิษย์แม้แต่คนเดียว
นางวิ่งไปที่จุดเกิดเหตุที่มีการต่อสู้และสังเกตจุดนั้นอย่างละเอียดอีกครั้ง ดูจากร่องรอยบนพื้นแล้ว คงถูกสังหารยกกลุ่มเป็นแน่ คงไม่มีใครรอดชีวิตเลยสักคน
‘เอ๊ะ? เดี๋ยวก่อนนะ!’
เยี่ยหลิงหลงเห็นรอยเท้าตื้นๆที่ผิดปกติอยู่บนพื้น ดูเหมือนคนที่เดินไป จะถูกลากไป ด้วย ท่าทางบาดเจ็บสาหัสยิ่ง
หลังจากที่นางพบร่องรอยเล็กๆนี้ นางก็รีบสำรวจรอบๆอย่างรวดเร็วทันที สุดท้ายสายตาก็หยุดอยู่ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่
หลังก้อนหิน ในพุ่มไม้นั้นรกทึบมากทีเดียว
นางหัวเราะเบาๆ แล้วพุ่งไปที่พุ่มไม้อย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าฟาด จากนั้นก็ใช้สองมือของนางแหวกใบไม้ที่รกทึบออก แล้วยิ้มกว้างให้กับสิ่งที่อยู่ข้างใน
"โอ้โฮ! ไม่นึกว่าสามสำนักจะสู้กันจนตายแบบนี้ สุดท้ายสำนักหยวนอู่ของพวกเจ้าก็ชนะ! สมแล้วที่มีคนเยอะกว่า จึงได้เปรียบ รังแกคนอื่นเพราะมีกำลังมากกว่าเนี่ย พวกเจ้าทำได้ดีจริงๆ"
คนที่ซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้นั้น เมื่อเห็นเยี่ยหลิงหลงก็ชะงักค้างไปทั้งตัว สีหน้าแตกตื่นราวกับเห็นมัจจุราช!!
ร่างที่สั่นเทาของเขาเอ่ยปากพูดอย่างติดขัด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะกลัวหรือโกรธกันแน่?
"อีกแล้วรึ! เจ้าเป็นอะไรถึงได้ตามราวีข้าไม่เลิก! เจ้าต้องการอะไรกันแน่?"
"ข้าไม่ได้ต้องการอะไรหรอก ข้าเป็นคนที่มีข้อเสียใหญ่ที่สุดคือความใจดี ข้าชอบช่วยเหลือผู้อื่นยามเห็นความไม่ถูกต้อง!"
เยี่ยหลิงหลงพูดจบก็ล้วงมีดเล่มเล็กออกมาจากแหวนมิติ จากนั้นางก็ชักมีดออกจากฝัก
"หยุดนะ! อย่าแตะต้องตัวข้านะ!"
"ด้วยอาการบาดเจ็บของเจ้า หากไม่ได้รับการรักษาที่ดีพอ ก็ไม่อาจทนได้นานและต้องตายอยู่ดี ถึงเจ้าจะหลบซ่อนก็ไร้ประโยชน์! สู้ให้ข้าส่งเจ้าไปจุดฟื้นคืนชีพดีกว่า จะได้ตายอย่างสบายไง"
"ไม่ต้องมายุ่งกับข้า! ไสหัวไป!"
ศิษย์จากสำนักหยวนอู่ผู้นั้นตื่นเต้นจนเกินไป จึงทำให้เลือดจากบาดแผลไหลทะลักออกมาอีกครั้ง ความเจ็บปวดทำให้สีหน้าของเขาซีดขาว
"โอ้ เจ้าไม่ต้องตะโกนหรอก ถึงจะร้องจนคอแตกก็ไม่มีใครมาช่วยเจ้าหรอก"
ในตอนนั้น ไม่ไกลจากด้านหลังของเยี่ยหลิงหลงมีเสียงเคลื่อนไหวเบาๆ เหมือนว่าจะมีคนกำลังเดินมา
ศิษย์สำนักหยวนอู่เห็นเช่นนั้นก็หัวเราะเยาะพลางกล่าวว่า "ใครบอกว่าจะไม่มีคนมาช่วยข้า แค่ข้าตะโกนออกไป ตำแหน่งของเจ้าก็จะถูกเปิดเผย ด้วยการฝึกฝนของเจ้า ไม่ว่าจะเจอใครเจ้าก็ต้องตายเป็นแน่! ข้าขอเตือนให้เจ้ารู้จักประมาณตน จะอยู่อย่างสงบด้วยกัน หรือไม่เราสองก็ตายทั้งคู่!"
"คำพูดของเจ้าไม่ถูกต้องนะ แล้วถ้าคนที่มาเป็นพี่ใหญ่ของข้าล่ะ?"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ศิษย์สำนักหยวนอู่ก็ชะงักไปทันที จากนั้นสีหน้าก็แข็งค้างอย่างรวดเร็ว ร่างกายก็เกร็งตามไปด้วย
ในตอนนั้น เสียงที่ทำให้สิ้นหวังก็ดังขึ้น
"น้องหญิง?"
"เจ้าได้ยินหรือไม่?"
เยี่ยหลิงหลงถามจบ ก็เห็นสีหน้าที่เคร่งเครียดของศิษย์สำนักหยวนอู่ผู้นี้ผ่อนคลายลงในทันที ทั่วทั้งร่างของเขาแผ่ซ่านความสิ้นหวังราวกับหมดอาลัยตายอยาก
"พี่ชาย ขอบคุณที่ท่านทุ่มเทชีวิต รวบรวมปราณวิญญาณของศิษย์ทั้งยี่สิบกว่าคนจากสามสำนักให้ข้า เจ้าเป็นคนดี แต่ตอนนี้เจ้าตายได้แล้วนะ"
บทที่ 916: ช่างแยบยลเหลือเกิน!
เยี่ยหลิงหลงพูดจบก็แทงมีดเล็กในมือ เข้าที่หัวใจของศิษย์สำนักหยวนอู่เพียงบิดเบาๆ จากนั้นนางก็เก็บเกี่ยวชีวิตของเขาไป
ในตอนนั้น เยี่ยหลิงหลงรู้สึกได้ว่าผลอู๋โยวของนางเคลื่อนไหวอีกครั้ง ปราณวิญญาณจำนวนมากหลั่วไหลเข้าสู่ผลอู๋โยวของนาง เพียงแค่มองดูก็รู้สึกเป็นสุขยิ่งนัก
คนกว่ายี่สิบคนนี้ค่อนข้างมั่งคั่ง น่าจะได้ปราณวิญญาณมากกว่าอสูรวิญญาณระดับแปดเสียอีก
น่าแปลกใจที่บางคนยอมเลือกที่จะฆ่าคน แทนที่จะลำบากลำบนไปฆ่าอสูรวิญญาณ
"น้องสาว? เจ้ามานั่งยองๆทำอะไรตรงนี้?"
เมื่อต้วนซิงเหอมาถึง ศิษย์สำนักหยวนอู่ก็ไปยังจุดฟื้นคืนชีพแล้ว และนอกจากความยุ่งเหยิงที่กองอยู่บนพื้น ก็ไม่เห็นอะไรอีกเลย
"ไม่ได้ทำอะไรเจ้าค่ะ พวกเราไปกันเถอะ"
เยี่ยหลิงหลงกระโดดขึ้นบนสัตว์ภูติของต้วนซิงเหออย่างคล่องแคล่ว แล้วถูกพาเดินทางต่อไปข้างหน้า
สัตว์ภูติวิ่งไม่ได้เร็วนัก แต่ส่วนต้วนชิงเหอเดินเร็วกว่า จึงทิ้งระยะห่างจากนางไปเล็กน้อย
และหลังจากเดินทางมาได้สักพัก นางก็พบคนในระหว่างทางอีกครั้ง
ขณะนั้น นางกำลังพิงอยู่บนหลังสัตว์ภูติ และจัดการกับพื้นที่มิติ ทำงานไปได้ครึ่งทาง จู่ๆก็ได้ยินเสียงดังมาจากด้านข้างไม่ไกลนัก
"เอ๊ะ? เจ้าดูสิ นั่นดูเหมือนเยี่ยหลิงหลงหรือไม่? นางงดงามยิ่งนัก ดูอายุน้อย สวมชุดแดงทั้งร่าง และสำคัญที่สุดคือการฝึกฝนอยู่แค่ขอบเขตแปรเทวะขั้นกลางเท่านั้น!"
"ใช่แล้ว! ทุกลักษณะตรงกันหมด ต้องเป็นนางแน่ๆ ! นี่นางกล้าเดินทางคนเดียวด้วยหรือ? นางกล้าได้อย่างไร?!"
"บางทีนางอาจไม่รู้ก็ได้ ว่าตอนนี้ ในดินแดนลับมีหลายสำนักร่วมกันประกาศจับนาง เพื่อเรียกค่าหัวแล้ว"
เยี่ยหลิงหลงได้ยินคำพูดนั้น ก็เงยหน้าขึ้นทันที บีบเบาไปที่สัตว์ภูติใต้ร่างเบาๆให้มันหยุด
"รอก่อน พวกเจ้าบอกว่าข้าถูกประกาศจับ และยังมีการเรียกค่าหัวด้วยหรือ?"
ศิษย์ที่เดินผ่าน มาสวมใส่ชุดของสำนักวายุเหินพวกเขาไม่ได้เข้าใกล้นาง เยี่ยหลิงหลงก็ไม่ได้เดินเข้าไปหา ทั้งสองฝ่ายรักษาระยะห่างที่ปลอดภัยไว้ตลอด
"ใช่แล้ว! เจ้าเป็นคนเลวทราม ทำความชั่วมากมาย เรื่องที่เจ้าทำได้แพร่สะพัดไปทั่วแล้ว! เจ้าได้สร้างความแค้นให้กับศิษย์สำนักมากมาย พวกเขาจะไม่ปล่อยเจ้าไปแน่!"
"ใช่! คนที่ทำให้ศิษย์จากหลายสำนักอยากฆ่า ในประวัติศาสตร์ของต้นอู๋โยวเจ้าเป็นคนแรกเลยนะ!"
"เก่งขนาดนั้นเลยหรือ? แล้วค่าหัวเท่าไหร่ล่ะ?"
ศิษย์เหล่านั้นชะงักไป นางไม่รู้สึกตกใจหรือหวาดกลัวเลยหรือที่ถูกประกาศจับ?
นางกลับถามถึงค่าหัวอีกหรือนี่??
"สำนักอัคคีแดงให้ค่าหัวสามหมื่นหินวิญญาณ สำนักสวรรค์ลิขิตให้ห้าหมื่นหินวิญญาณ สำนักหยวนอู่ให้เจ็ดหมื่นหินวิญญาณ สำนักจันทราพิฆาตให้หนึ่งแสนหินวิญญาณ!"
เยี่ยหลิงหลงเบิกตากว้าง ไม่จริงกระมัง?
"รวมกันประกาศจับเรียกค่าหัวแล้วได้แค่นี้เองหรือ? พวกเจ็ดสำนักใหญ่มีแต่ชื่อเสียงแต่ไม่มีหินวิญญาณหรือไร? ขี้งกถึงเพียงนี้เชียวหรือ?"
ศิษย์เหล่านั้นต่างเบิกตากว้าง นี่มันอะไรกัน? นางยังมีหน้ามาบ่นว่าค่าหัวของตัวเองต่ำเกินไปอีกหรือ?
พวกเขารู้ดีว่ายิ่งค่าหัวสูงเท่าไหร่ ก็จะยิ่งดึงดูดยอดฝีมือมากมายมาตามล่าสังหารนาง แล้วถึงตอนนั้นมันจะเป็นผลดีอะไรกับนาง?
"นั่นเป็นราคาต่อการฆ่าหนึ่งครั้งต่างหาก! ยิ่งฆ่ายิ่งได้! หากว่าฆ่าเจ้าครั้งหนึ่ง ก็จะได้หินวิญญาณหนึ่งแสนก้อน ฆ่าสิบครั้งก็ได้หนึ่งล้าน! จะน้อยได้อย่างไรกัน?"
เยี่ยหลิงหลงพยักหน้า ที่แท้ก็คิดราคาเป็นครั้งนี่เอง
แม้จะยังขี้งกอยู่ แต่ฟังดูแล้วก็ดีขึ้นบ้าง
"เอ๋? ไม่ใช่สองแสนหรอกหรือ? พวกเจ้าลืมนับหนึ่งแสนของสำนักจันทราพิฆาตด้วย?"
"สำนักจันทราพิฆาตต้องการตัวเจ้า ไม่ได้ต้องการฆ่าเจ้า ดังนั้นจึงไม่นับรวม"
เยี่ยหลิงหลงพยักหน้า ดูท่า ศิษย์พี่หญิงห้าตอนนี้คงอยู่กับบรรดาศิษย์สำนักจันทราพิฆาต ความปลอดภัยของนางคงไม่มีปัญหาแน่นอน
"สำนักจันทราพิฆาตสำนักเดียว ตั้งค่าหัวข้าแค่หนึ่งแสน ส่วนอีกสามสำนักที่เป็นศัตรูกับข้า รวมกันก็แค่หนึ่งแสน นี่พวกเขาไม่อายบ้างหรือไร?"
แต่ปัญหานี้จะไปถามใครได้ล่ะ?!
แต่ว่าเยี่ยหลิงหลงผู้นี้ ทำให้พวกเขาได้เห็นอะไรใหม่ๆจริงๆ
สมแล้วที่เป็นคนที่ถูกประกาศจับ กิริยาท่าทางช่างแตกต่างจากคนทั่วไปจริงๆ
"แล้วพวกเจ้าที่เดินผ่านมาล่ะ จะรับค่าหัวนี้หรือไม่?"
เยี่ยหลิงหลงนั่งอยู่บนหลังสัตว์ภูติ นางแกว่งขาไปมาอย่างไม่ใส่ใจ ดูท่าทางสบายๆยิ่งนัก
ศิษย์จากสำนักวายุเหินต่างก็อึ้งไป นางช่างทำให้พวกเขาปวดหัวได้ทุกประโยคจริงๆ!
"ปรึกษากันก่อนก็ได้ เดี๋ยวข้ารอ!"
ยังจะมีหน้ามาทำแบบนี้อีกหรือ?
ศิษย์จากสำนักวายุเหินเชื่อฟังและเริ่มปรึกษากันทันที
ตอนนี้พวกเขามีแค่สี่คน ได้ยินมาว่าสำนักสำนักหยวนอู่เคยสูญเสียศิษย์ไปถึงแปดคนในคราวเดียว ซึ่งนับว่าน่าสงสารที่สุดแล้ว
การฝึกฝนของพวกเขา มีผู้อยู่ในขอบเขตหลอมสุญตาขั้นกลางสองคน และขอบเขตหลอมสุญตาขั้นปลายสองคน พวกเขาได้ยินมาว่า ทางสำนักสวรรค์ลิขิตยังมีผู้อยู่ในขอบเขตบูรณาการอีกด้วย
แม้เยี่ยหลิงหลงจะอยู่เพียงคนเดียว และเป็นเพียงผู้บำเพ็ญขอบเขตแปรเทวะตัวน้อย แต่ผลงานในอดีตของนางนั้นน่าสะพรึงกลัวจริงๆ
ดังนั้นเมื่อพิจารณาดูแล้ว พวกเขาไม่จำเป็นต้องไปหาความตายเลย หินวิญญาณแค่นั้น พวกเขาก็ไม่ได้ขาดแคลนเสียหน่อย
"ตกลงกันเรียบร้อยแล้วหรือ?"
"พี่ศิษย์ของพวกข้ามีความสัมพันธ์พิเศษกับเจ้า เขามักจะพูดถึงความดีของเจ้าต่อหน้าพวกข้าเสมอ แม้ว่าพวกข้าจะไม่รู้จักเจ้า แต่พวกข้าเชื่อใจพี่ศิษย์ เรื่องเงินรางวัลนั้น ไม่เกี่ยวกับพวกข้าแต่อย่างใด"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เยี่ยหลิงหลงก็ยิ้ม
นางรู้จักศิษย์ตัวน้อยของนางดี เขาไม่ใช่คนที่จะพูดคุยกับใครแบบนั้นได้
"ก็ได้ พวกเจ้าไม่รับเงินรางวัลก็ไม่เป็นไร การหาเงินไม่ได้มีแค่ทางเดียว พวกเจ้ายังสามารถเอาร่องรอยของข้าไปขายเป็นข่าวให้คนอื่นได้ แบบนี้ก็ได้เงินเหมือนกัน"
เยี่ยหลิงหลงพูดจบก็ตบสัตว์ภูติที่นั่งอยู่เบาๆ ส่งสัญญาณให้มันเดินทางต่อ
"ดูสิ! ข้าจะไปทางนั้น กำลังจะไปยังจุดฟื้นคืนชีพ! ลาก่อนนะ!"
เยี่ยหลิงหลงขี่สัตว์เดินทางต่อไป ส่วนศิษย์สำนักวายุเหินเหล่านั้นยังยืนงงอยู่กับที่ราวกับถูกสาป!!
"ดูเหมือนว่าจะหาเงินได้จริงๆนะ! นางช่างเก่งเหลือเกิน!"
สมกับคำเล่าลือจริงๆ ผู้ที่ได้พบนางจะไม่มีวันลืมเลือนอย่างแน่นอน
"เห็นนางเป็นเยี่ยงนี้ ใครจะลืมลงเล่า!"
สัตว์ภูติของเยี่ยหลิงหลงหยุดพักบนเส้นทางครู่หนึ่ง ทำให้ล้าหลังต้วนซิงเหอไปไกลกว่าเดิม เขาเป็นห่วงจึงวิ่งกลับมาดู เมื่อเห็นนางยังคงนั่งอ่านหนังสืออย่างสงบบนหลังสัตว์ภูติ เขาจึงวางใจและมุ่งหน้าต่อไปทันที
ขณะที่เขาเดินนำหน้า ก็คอยจัดการอสูรวิญญาณไปด้วย ด้วยวิธีนี้ แม้ว่าเขาจะปล่อยให้เยี่ยหลิงหลงจัดการอสูรวิญญาณบ้าง แต่ปราณวิญญาณที่เขาเก็บสะสมก็ไม่น้อยจนเกินไป
อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้ หลังจากต้วนซิงเหอเพิ่งจากไปไม่นาน เยี่ยหลิงหลงก็เผชิญหน้ากับกลุ่มศิษย์สำนักสวรรค์ลิขิต
พวกเขาชักอาวุธในมือออกมา และพุ่งเข้าหาเยี่ยหลิงหลงโดยไม่ลังเล พร้อมกับตะโกนไปด้วย
"ศิษย์พี่สี่ออกคำสั่งเด็ดขาดมาว่า หากพบเยี่ยหลิงหลงต้องสังหารให้ได้ ห้ามปล่อยไปเด็ดขาด!"
เยี่ยหลิงหลงเห็นดังนั้น จึงมองดูจำนวนคนของพวกเขาอย่างสงบนิ่ง
หกคน ไม่มีขอบเขตบูรณาการอยู่ด้วย
แค่นี้ถือเป็นเรื่องเล็ก!!
นางจึงค่อยๆสั่นกระดิ่งที่คอสัตว์ภูติอย่างไม่รีบร้อน
มันเป็นกระดิ่งที่พี่ใหญ่เพิ่งแขวนไว้ให้ เมื่อกระดิ่งดัง พี่ใหญ่ก็จะมาอย่างแน่นอน
แน่นอน ต้วนซิงเหอที่เพิ่งเดินจากไปไม่ไกล ได้ยินเสียงกระดิ่งก็รีบหันกลับมาทันที
ก่อนที่ศิษย์สำนักสวรรค์ลิขิตจะวิ่งมาถึงตัวเยี่ยหลิงหลง เขาก็ถือดาบพุ่งเข้าใส่พวกนั้นเสียก่อน
"ต้วนซิงเหอแห่งสำนักอัคคีแดง!"
"ท่านพี่ต้วน ท่านจะทำอะไร? พวกข้าไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกับท่านนี่!"
"อย่าบอกนะ?" เยี่ยหลิงหลงอุทานอย่างประหลาดใจ
"ศิษย์พี่สี่ของพวกเจ้าที่ออกคำสั่งเด็ดขาดมา ไม่เคยบอกหรือว่าเยี่ยหลิงหลงมีต้วนซิงเหออยู่ข้างกาย?"
เหล่าศิษย์สำนักเทียนติ้งชะงักงันไปพร้อมกัน ไม่เคยบอกเลย
กลับไปก็บอกแค่ว่า
‘เยี่ยหลิงหลง นังผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะนั่นต้องตายให้ได้!!’
"ช่างเป็นกลอุบายที่แยบยลนัก ใช้คมมีดของผู้อื่นสังหารศิษย์ร่วมสำนักหรือนี่!"
บทที่ 917: พลังทำลายล้างนี้! เขาเคยเห็นมาก่อน!
เหล่าศิษย์สำนักสวรรค์ลิขิตต่างตะลึงงันไปทันที
"ตอนนี้ ข้าจะส่งพวกเจ้าไปยังจุดฟื้นคืนชีพ และเมื่อกลับไปพบเขาอีกครั้ง อย่าลืมถามเขาด้วยนะว่าเหตุใดจึงวางแผนฆ่าพวกเจ้าเช่นนี้?"
ใช่แล้ว เหตุใดกัน?
เดี๋ยวก่อน นี่มันไม่ถูกนี่!
สำนักอัคคีแดงก็ออกประกาศจับเยี่ยหลิงหลงเช่นกันมิใช่หรือ? แม้ค่าหัวจะน้อยและความเร่งด่วนจะต่ำที่สุด
แต่ก็ยังเกลียดชังอยู่ดีมิใช่หรือ?
แต่เหตุใดต้วนซิงเหอถึงได้?
เวลาที่เยี่ยงหลิงหลงเหลือให้พวกเขาคิดนั้นสั้นเกินไป พวกเขายังคิดไม่ทันได้คิดเลยด้วยซ้ำ ว่าเหตุใดต้วนซิงเหอผู้ได้รับฉายาว่าเทพแห่งความตายผู้นี้ถึงมาอยู่กับเยี่ยหลิงหลงได้?
แต่ทว่าขณะนั้น ต้วนซิงเหอก็ส่งพวกเขาทั้งหมดไปยังจุดฟื้นคืนชีพเสียแล้ว
ก่อนตาย พวกเขายังคงมีสีหน้างุนงงอยู่เลย
หลังจากส่งศิษย์สำนักสวรรค์ลิขิตกลับไปจุดฟื้นคืนชีพแล้ว สำนักหยวนอู่ก็ส่งศิษย์มาอีกกลุ่มหนึ่ง เมื่อส่งศิษย์ทั้งสองกลุ่มกลับไปแล้ว เยี่ยหลิงหลงและต้วนซิงเหอจึงเดินกลับไปยังพื้นที่ใกล้จุดฟื้นคืนชีพ ซึ่งบริเวณนั้นเป็นจุดปลอดศึก
ด้านนอกอาณาเขตบริเวณนั้นสงบ และแทบไม่มีผู้คน แต่ภายในจุดปลอดศึกนี้นั้นกลับมีผู้คนอยู่ไม่น้อยเลย
ไม่ว่าพวกเขาจะยืน นั่ง หรือนอน สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปยังจุดเดียวกัน นั่นคือลูกแก้วขนาดมหึมาที่เปล่งรัศมีรัศมีวิญญาณลอยอยู่กลางอากาศ
ผ่านลูกแก้วนั้น พวกเขาสามารถมองเห็นสถานการณ์บนเวทีประลองที่อยู่บนฟากฟ้าได้
ผู้คนที่นั่งเงียบอยู่ในบริเวณนั้น ต่างก็กำลังชมการต่อสู้
เยี่ยหลิงหลงที่เพิ่งมาถึงบริเวณนี้ ในตอนแรกนางก็ตั้งใจจะสร้างค่ายกลเพื่อความสะดวกในการเคลื่อนย้ายหนีภายหลัง แต่หลังจากชำเลืองมองเข้าไปในลูกแก้วแวบหนึ่ง นางก็หากิ่งไม้ใหญ่แข็งแรง นั่งลงและเข้าร่วมกลุ่มกับผู้ชมเหล่านั้น
ต้วนซิงเหอเห็นนางไม่ได้วางค่ายกล แต่กลับนั่งชมการต่อสู้ เขาจึงเดินมาใต้ต้นไม้แหงนหน้าขึ้นมองร่วมกับนาง
เขาอยากรู้ยิ่งนักว่าใครกันที่กำลังต่อสู้ จนดึงดูดความสนใจของนางได้ถึงขนาดนี้
เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมองภาพในลานประลองบนเวหา เขาก็ถึงกับตะลึงงัน ดวงตาไม่อาจละจากภาพตรงหน้าได้
บนลานประลองบนเวหา ทั้งสองคนกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด
คนหนึ่งเป็นศิษย์สำนักหทัยคราม การฝึกฝนอยู่ที่ขอบเขตหลอมสุญตาขั้นกลาง
ส่วนอีกคนหนึ่งการฝึกฝนอยู่แค่ขอบเขตบูรณาการขั้นปลาย!
ต่ำถึงเพียงนี้เชียวรึ?
และ... อาภรณ์ที่นางสวมใส่กลับเหมือนกับของน้องหญิงไม่มีผิด!
ในตอนนั้น ต้วนซิงเหอพลันหันกลับไปมองเยี่ยหลิงหลง จึงพบว่าที่แขนเสื้อของนางมีตัวอักษรอยู่ นางสวมใส่อาภรณ์ของสำนักอยู่อย่างนั้นหรือ?
เมื่อสังเกตเห็นสายตาของต้วนซิงเหอ เยี่ยหลิงหลงยิ้มพลางโบกมือให้เขา แสดงตัวอักษรที่แขนเสื้อให้เขาดู
แตกต่างจากชุดประจำสำนักของที่อื่น เพราะชุดประจำสำนักชิงเสวียน มักจะปักชื่อสำนักไว้ในตำแหน่งที่ค่อนข้างลับตา ต้องมองอย่างละเอียดถึงจะเห็น
ตอนที่ศิษย์พี่หญิงสามออกแบบชุดประจำสำนักนี้ สำนักชิงเสวียนของพวกเขายังไม่ได้เข้าร่วมศึกยอดเขา และพวกเขายังถูกมองว่าเป็นผู้ฝึกตนไร้สังกัดด้วย
ดังนั้นในตอนี้ ตัวอักษรที่เขียนว่าชิงเสวียนจึงไม่สามารถเป็นที่พึ่งพิงให้กับศิษย์สำนักชิงเสวียนได้ นางจึงปักตัวอักษรชิงเสวียนไว้ในที่ลับตา
เวลาออกไปข้างนอก หากไม่เคยเห็นชุดประจำสำนักชิงเสวียนมาก่อน ก็จะคิดว่านี่เป็นเพียงเสื้อผ้าธรรมดาที่ผู้ฝึกตนไร้สังกัดสวมใส่ ทำให้ทุกคนเดินทางได้อย่างเงียบๆ
ดังนั้นเยี่ยหลิงหลงจึงเข้าใจความสงสัยของต้วนซิงเหอเมื่อเห็นสายตาของเขา
"ชิงเสวียน?"
"ใช่แล้ว ข้าเป็นศิษย์สำนักชิงเสวียน นั่นคือศิษย์พี่หญิงห้าของข้า ลู่ไป๋เวยเจ้าค่ะ"
ต้วนซิงเหอชะงัก สำนักชิงเสวียนอย่างนั้นหรือ?
ในโลกนี้ไม่มีสำนักชิงเสวียนอยู่แล้วมิใช่หรือ?
นางยังไม่ได้เข้าสำนัก จึงตั้งใจซื้อชุดแบบนี้เพื่อความสะดวกในการเดินทางหรืออย่างไร?
แต่ถึงกระนั้น นางก็ไม่อยากพูด ต้วนซิงเหอก็ไม่ถามมาก เขาหันหน้าไปดูการประลองต่อ
การฝึกฝนของศิษย์สำนักหทัยครามนั้น สูงกว่าลู่ไป๋เวยมากนัก แต่ศิษย์สำนักหทัยครามก็ดูเหมือนจะเป็นนักปรุงยาหรือปรมาจารย์ปรุงโอสถ
ด้านการต่อสู้ นางจึงไม่ได้เก่งกาจเท่าใดนัก
ดังนั้น เวลาที่นางออกท่าชักกระบี่ จึงด้อยกว่าศิษย์ขอบเขตหลอมสุญตาขั้นกลางทั่วไปเล็กน้อย
แต่ถึงกระนั้น ด้วยการฝึกฝนขอบเขตหลอมสุญตาขั้นกลางของนาง ก็ควรจะถล่มฝ่ายตรงข้ามได้ แต่ตอนนี้พวกนางต่อสู้กันอย่างดุเดือด ชั่วขณะนี้ยังดูไม่ออกว่าใครจะเป็นผู้ชนะกันแน่
เพราะคู่ต่อสู้ของนางก็ไม่ใช่นักกระบี่เช่นกัน
ขณะนี้ใต้เท้าของลู่ไป๋เวยมีวงแสงสีสันสดใสเพิ่มขึ้นมามากมาย ส่วนใต้เท้าของคู่ต่อสู้ถูกล้อมด้วยวงแสงสีหม่นหลายวง
มองปราดเดียวก็รู้ว่าลู่ไป๋เวยเป็นผู้ฝึกฝนสนามเสริมพลังนางปูพรมสนามเสริมพลังเต็มเวทีประลองบนเมฆ
ตามหลักการแล้วลู่ไป๋เวยไม่ใช่นักกระบี่ พลังต่อสู้ของนางควรจะอ่อนแอกว่านี้มิใข่หรือ?
แต่ในตอนนี้ นางกลับต่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามได้อย่างสูสี ถึงขั้นโจมตีรุนแรงกว่าด้วยซ้ำ เพราะในมือของนางถืออาวุธพิเศษอยู่
อาวุธชิ้นนี้ ต้วนซิงเหอไม่มีทางลืมได้ชั่วชีวิต เพราะเขาเกือบถูกน้องสาวใช้อาวุธชิ้นนี้ยิงจนตายเช่นเดียวกัน
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะสิ่งสำคัญคือลู่ไป๋เวยถือปืนกระบอกนั้นไว้ในมือ
ยิงแม่นยำทุกนัด ทั้งหมดเล็งไปที่ศิษย์ขอบเขตหลอมสุญตาขั้นกลางของสำนักหทัยคราม!
ศิษย์สำนักหทัยครามผู้นั้น แต่เดิมก็ไม่เก่งกาจด้านการต่อสู้อยู่แล้ว ตอนนี้ยังถูกสนามเสริมพลังลดความเร็ว การโจมตี และการป้องกันลงอีก
ทั้งยังต้องเผชิญกับลู่ไป๋เวยที่ยิงแม่นยำทุกนัด นางได้แต่ป้องกันไป พร้อมโจมตีไป
ต่อสู้อย่างยากลำบากและเคร่งเครียดเป็นอย่างยิ่ง
แม้ว่าปืนในมือของลู่ไป๋เวยจะมีอานุภาพน้อยกว่าปืนในมือของเยี่ยหลิงหลงมาก แต่ความแม่นยำของนางนั้นน่าทึ่งเป็นอย่างยิ่ง!
นางยิงแม่นจริงๆ! แม่นจนขนหัวลุก!
และแล้ว หลังจากต่อสู้กันได้สักพัก ศิษย์สำนักหทัยครามผู้นั้นก็ทนไม่ไหว
นางหยิบอาวุธของตนออกมา มันคือธนูคันหนึ่ง ไม่มีลูกธนูอยู่บนคันธนูแต่อย่างใด
นางกวัดแกว่งมือในอากาศ ทันใดนั้นพลังวิญญาณห้าสายก็ปรากฏขึ้นบนคันธนูราวกับลูกธนู จากนั้นก็ยิงออกไปในทันที
พวกเขาเห็นเพียงว่าลู่ไป๋เวยหลบซ้ายหลบขวา หลบได้อย่างยากลำบาก เพิ่งจะได้หายใจหอบ ศิษย์สำนักหทัยครามก็คว้าธนูขึ้นมาอีกครั้ง
ลูกธนูใหม่ห้าดอกก็ปรากฏขึ้นอีก!
ในช่วงเวลาที่ตึงเครียดนี้ ต้วนซิงเหอโดยไม่รู้ตัวเลย เขาหันไปมองเยี่ยหลิงหลง เห็นนางกำลังแกว่งขา บนใบหน้ามีรอยยิ้ม ดูเหมือนจะไม่กังวลเลยแม้แต่น้อย
ต้วนซิงเหอรีบหันกลับไปมองที่เวทีประลองบนเมฆอีกครั้ง
ตอนนี้เห็นศิษย์สำนักหทัยครามยิงธนูห้าดอกออกไป ดูเหมือนกำลังจะยิงโดนลู่ไป๋เวย
"จะเอาจริงสินะเนี่ย?"
ลู่ไป๋เวยหัวเราะเบาๆ กดกลไกบางอย่างบนปืนในมือ หลังจากกดเสร็จ นางก็รีบยกปืนขึ้น ยิงใส่ศิษย์สำนักหทัยครามผู้นั้นทันที
ต่างจากเสียงระเบิดเบาๆก่อนหน้านี้
ครั้งนี้พวกเขาได้ยินเสียง "โครม" ดังสนั่น
ศิษย์สำนักหทัยครามนั้นทั้งตัวคนและลูกธนู ถูกระเบิดจนกระจายในคราวเดียว!
พลังทำลายล้างขนาดนี้!
เขาเคยเห็นมาแล้ว!
บทที่ 918: มีอะไรดีนักหนา?
บนเวทีประลองบนฟากฟ้า ภาพที่เกิดขึ้นทำให้ผู้คนบนต้นอู๋โยวและในดินแดนลับต่างตะลึงงัน แม้แต่ผู้คนบนเขาอู่โยวก็ยังตะลึงงันไม่แพ้กัน!
นี่มันอาวุธวิเศษอะไรกัน? พลังทำลายล้างช่างน่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน!
ศิษย์สำนักหทัยครามผู้นั้นถูกยิงจนสลายไปด้วยอาวุธนี้!
ผู้คนที่ค่อยๆ ตั้งสติได้ต่างหันไปมองสำนักจันทราพิฆาต
"ไม่นึกว่าสำนักจันทราพิฆาตของพวกเจ้า จะซ่อนอาวุธวิเศษที่ทรงพลังถึงเพียงนี้ไว้ สามารถปลิดชีพศิษย์ของข้าได้อย่างรุนแรง พวกข้าไม่เคยเห็น ไม่เคยได้ยินมาก่อน ช่างซ่อนเร้นได้ลึกซึ้งจริงๆ" เจ้าสำนักหทัยครามกล่าวด้วยสีหน้าไม่พอใจ
ตอนที่ศิษย์ของนางถูกลู่ไป๋เวยใช้อาวุธนี้กดดัน นางก็รู้สึกเสียหน้าอยู่แล้ว สุดท้ายยังถูกยิงจนสลายไปในอากาศอีก!
สำนักหทัยครามของพวกเขาไม่ได้แพ้ด้วยฝีมือ แต่แพ้เพราะอาวุธวิเศษ
ช่างน่าเจ็บใจยิ่งนัก
"ซ่อนได้ลึกซึ่งดีจริงๆ ไม่เพียงแต่ซ่อนได้ดี ยังใจกว้างอีกต่างหาก ของวิเศษทรงพลังขนาดนี้ กลับยอมมอบให้ผู้บำเพ็ญขอบเขตแปรเทวะตัวน้อยๆไปใช้งาน"
เมื่อสำนักหยวนอู่เห็นโอกาสที่จะเหยียบย่ำสำนักจันทราพิฆาต พวกเขาย่อมไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดมือไปอย่างแน่นอน พวกเขาจึงพูดจาประชดประชันต่อไปว่า
"เจ้าสำนักจันทราพิฆาตตามใจศิษย์ผู้นี้มากเกินไปแล้ว ไม่รู้ว่าศิษย์คนอื่นๆของสำนักจันทราพิฆาตจะคิดเช่นไร?"
พูดจบ เขายังเหลือบมองไปทางด้านหลังของเจ้าสำนักจันทราพิฆาตเพื่อดูสีหน้าของคนอื่นๆหวังจะยุแยง ให้แตกคอกันได้ยิ่งดี!!
แต่ใครเลยจะรู้ว่า ผู้คนจากสำนักจันทราพิฆาตนั้น ไม่เพียงไม่มีท่าทีไม่พอใจ
แต่กลับมีสีหน้าตื่นเต้นดีใจ ทำเอาคนจากสำนักอื่นๆ ต่างก็งุนงงไปตามๆกัน
ลู่ไป๋เวยได้รับความโปรดปรานถึงเพียงนี้เชียวหรือ? เจ้าสำนักลำเอียงถึงเพียงนี้ พวกเขายังไม่มีท่าทีอะไรอีกหรือ?
พวกเขาเห็นเพียงว่าเจ้าสำนักจันทราพิฆาต หันไปมองไปยังลู่ไป๋เวยที่ยังไม่จางหายไปจากลานประลองบนนภา ใบหน้าของเขากลับเปื้อนรอยยิ้มสดใส และไม่ได้ตอบโต้อะไรกับพวกเขาอีก
เมื่อเห็นเจ้าสำนักจันทราพิฆาตยิ้ม แต่ไม่พูดจาอันใด แม้แต่เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตก็ทนดูไม่ไหว จึงเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า
"เจ้าสำนักจันทราพิฆาต ท่านไม่คิดจะแนะนำอาวุธวิเศษชิ้นใหม่แก่พวแเราหน่อยหรือ?"
"ท่านเจ้าสำนักทั้งหลาย พวกท่านก็เห็นแล้วมิใช่หรือ? แม้ไป๋เวยจะเป็นคนรุ่นหลังของสำนักข้า แต่ตอนที่นางเข้าดินแดนลับนั้น นางเดินทางไปกับคณะของสำนักชิงเสวียน แม้แต่ชื่อบนกระดานจัดอันดับก็เขียนว่า ลู่ไป๋เวยแห่งสำนักชิงเสวียน อีกทั้งชุดที่นางสวมใส่ขึ้นเวทีประลอง ก็เป็นชุดประจำสำนักชิงเสวียนด้วยนะ!"
เจ้าสำนักจันทราพิฆาตเห็นเช่นนั้นก็หยุดชั่วครู่แล้วกล่าวต่อไปว่า
"นางเป็นคนของสำนักชิงเสวียน อาวุธวิเศษในมือนาง ก็ย่อมมาจากสำนักชิงเสวียนสิ!! พวกท่านจะมาถามข้าได้อย่างไร ข้าเองก็เพิ่งเห็นครั้งแรกเช่นกัน แต่จะว่าไป อาวุธวิเศษนี้ร้ายกาจจริงๆ !"
พูดจบเขาก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
"น่าแปลกยิ่งนัก นางมักจะบอกข้าว่าไม่ให้ข้าไปยุ่งกับนาง ที่แท้นางก็มีวิถีของตัวเอง เห็นนางเป็นเช่นนี้ ข้าก็ไม่ต้องกังวลแล้วสินะ!"
ในตอนนั้น หวี๋ฉงม่านที่อยู่ข้างๆ แค่นเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ
"ท่านจะกังวลไปทำไมกัน? ผลอู๋โยวที่ไป๋เวยนำเข้าดินแดนลับ ล้วนเป็นสิ่งที่นางเก็บมาจากต้นอู๋โยวเอง ตั้งแต่ต้นจนจบ มันเกี่ยวอะไรกับท่านด้วยเล่า?"
"ใช่ๆ เห็นทีข้าคงเป็นห่วงนางมากเกินไป" เจ้าสำนักจันทราพิฆาตพูดพลางหัวเราะ ยกยิ้มจนแทบลืมตาไม่ขึ้น
หัวเราะจนคนจากสำนักอื่นๆที่เห็นแทบอยากจะกลอกตาใส่เขาอย่างอดไม่ไหว
จะมาโอ้อวดอะไรนักหนา!! เรื่องแค่นี้มีอะไรให้อวดด้วย!!
ก็แค่ขอบเขตแปรเทวะเท่านั้นเอง อีกทั้งยังเป็นผู้ฝึกตนที่เชี่ยวชาญด้านสนามเสริมพลัง ถึงอย่างไรนางก็แค่ได้อาวุธวิเศษมาเท่านั้น
มีอะไรให้ภูมิใจนักหนา
หนทางในอนาคตยังอีกยาวไกลมิใช่หรือ?
อีกอย่าง นางก็ไม่ยอมรับด้วยว่าตนเป็นคนของสำนักจันทราพิฆาตแล้ว
แล้วสำนักจันทราพิฆาตจะมีอะไรให้ดีใจไปเล่า?
คิดได้เช่นนี้ ทุกคนก็รู้สึกสบายใจขึ้นบ้าง
อย่างไรก็ตาม เพิ่งจะรู้สึกสบายใจได้เพียงเล็กน้อย เจ้าสำนักจันทราพิฆาตก็เอ่ยปากขึ้นอีกครั้ง
"หืม? ดูเหมือนจะเป็นคนที่สองที่อยู่ในขอบเขตแปรเทวะที่ชนะการต่อสู้ในขอบเขตหลอมสุญตา พูดไปแล้วก็บังเอิญจริงๆนะเนี่ย ทั้งสองคนล้วนมาจากสำนักชิงเสวียน ทั้งสำนักอัคคีแดงและสำนักหทัยคราม ต่างก็มีศิษย์พ่ายแพ้ไปแล้ว ไม่รู้ว่าครั้งต่อไปจะถึงคราวของสำนักใด?"
พอคำพูดนี้หลุดออกมา ทุกคนที่นั่งอยู่ ก็รู้สึกอึดอัดขึ้นมาทันที
คนที่แพ้ไปแล้วก็อึดอัด คนที่ยังไม่ได้แพ้ก็ยิ่งอึดอัดกว่า
ด้านนอกดินแดนลับมีการพูดคุยกันอย่างคึกคัก ส่วนภายในดินแดนลับก็มีการถกเถียงกันไม่หยุด
ต้วนซิงเหอละสายตาจากสนามประลองบนเมฆา หันไปมองเยี่ยหลิงหลง
"สำนักชิงเสวียนมีอาวุธวิเศษชิ้นนี้คนละอันเลยหรือ?"
"ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกเจ้าค่ะ ทำไว้แค่ห้ากระบอกเท่านั้นเจ้าค่ะ ข้ากับศิษย์พี่หญิงห้าคนละกระบอกเจ้าค่ะ อีกสามกระบอกเก็บไว้ให้ศิษย์พี่หญิงที่ไม่ใช่สายต่อสู้ แต่ตอนนี้เรายังไม่ได้พบกัน"
หลังจากเยี่ยหลิงหลงพูดจบ ต้วนซิงเหอก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้าง
แม้ว่าของพวกนี้จะมีตั้งห้ากระบอก แต่ก็ดีที่สำนักของพวกเขาไม่ได้มีกันทุกคน
ดูเหมือนว่าการสร้างอาวุธวิเศษนี้ คงยากลำบากไม่น้อยเลย ไม่ใช่ว่าอยากสร้างก็สร้างได้ เพราะแบบนี้พวกเขาจึงไม่สามารถมีได้ทุกคน
ไม่เช่นนั้นคนในสำนักของพวกเขาคงน่ากลัวเกินไปแล้ว
"น่าเสียดายที่ศิษย์พี่คนอื่นๆ ไม่สนใจของพวกนี้ ไม่งั้นการแจกให้พวกเขาคนละชิ้นก็ไม่ใช่เรื่องยาก"
ตวนซิงเหอชะงักไปทันที!!
มีคนที่ไม่สนใจของแบบนี้ด้วยหรือ?!
ของสิ่งนี้มีพลังทำลายล้างมหาศาลยิ่งนัก เหล่าศิษย์พี่ชายหญิงของนางกลับไม่สนใจ?
พลังต่อสู้ของพวกเขาน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?
แต่เดิมเขาไม่ได้คิดอะไรมากมาย แต่ตอนนี้กลับรู้สึกสงสัยอย่างยิ่ง
พวกคนกลุ่มนี้อ้างตัวว่าเป็นศิษย์สำนักชิงเสวียน แท้จริงแล้วเก่งกาจเพียงใดกันแน่หนอ?
เยี่ยหลิงหลงเห็นสีหน้าของเขา ก็รู้ว่าเขาคงคิดบางสิ่งบางอย่างขึ้นมาแล้วแน่นอน
พวกเขาทุกคนต่างคิดว่า ปืนที่นางสร้างขึ้นนั้น เหมือนกับอาวุธวิเศษในภพเซียน
ความร้ายกาจอยู่ที่ตัวมันเอง เมื่อได้ครอบครองก็เท่ากับได้ครอบครองพลังอันน่าสะพรึงกลัวนั้น
แต่ว่าแท้จริงแล้วไม่ใช่เช่นนั้นเลย!
ความร้ายกาจของปืนนี้ อยู่ที่กระสุนต่างหาก
ส่วนผสมภายในกระสุนเป็นสิ่งที่นางวิจัยและปรับปรุงมาหลายครั้งแล้ว
พวกพลังทำลายล้างที่แตกต่างกัน ย่อมใช้วัสดุที่ต่างกัน ราคาในการผลิตก็ต่างกันด้วย
การสร้างปืนนั้นง่ายดาย แต่ทว่ากระสุนที่ใช้นั้นต่างหาก ที่สิ้นเปลืองเงินอย่างแท้จริง
ศิษย์พี่หญิงห้ามีเงินพอที่จะใช้จ่าย แม้การฝึกฝนของนางจะต่ำ แต่ก็ควรมีอาวุธติดตัวไว้ป้องกันตัว
ศิษย์พี่หญิงอีกสามคนก็เช่นกัน
ส่วนศิษย์พี่ ศิษย์น้องคนอื่นๆในสำนักชิงเสวียนนั้น พละกำลังในการต่อสู้ล้วนดุดันเป็นอย่างยิ่ง
เวลาต่อสู้ก็ลงมือกันตรงๆ ไม่ต้องคำนึงถึงต้นทุนอันใด
อีกอย่าง การใช้ปืนก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแต่อย่างใด อันดับแรกต้องควบคุมระยะ และต้องยิงให้แม่นยำด้วย
มันมีเงื่อนไขมากมาย อีกทั้งใช้แล้วยังสิ้นเปลืองเงิน ดังนั้นคนอื่นๆจึงไม่ต้องการ
แต่เยี่ยหลิงหลงไม่ได้ตั้งใจจะอธิบาย เพราะนางชอบที่จะเห็นสีหน้าตกตะลึงของพวกเขา เวลาที่พวกเขาได้เห็นสิ่งประดิษฐ์ของนาง
เมื่อการประลองครั้งนี้จบลง ลู่ไป๋เวยหายตัวไปจากเวทีประลองบนเมฆ และคู่ต่อสู้คู่ต่อไปก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
ลู่ไป๋เวยไม่ได้พ่ายแพ้ จึงไม่ได้ถูกส่งกลับจุดฟื้นคืนชีพ แต่ว่านางถูกส่งกลับไปยังตำแหน่งเดิมโดยตรง ดังนั้นเยี่ยหลิงหลงจึงไม่มีโอกาสได้พบกับลู่ไป๋เวย
การแสดงจบลงแล้ว คนก็จากไปแล้ว ยามนี้ถึงเวลาต้องทำงานแล้ว
เยี่ยหลิงหลงคิดเช่นนั้น จึงกระโดดลงมาจากต้นไม้ แต่ทันทีที่นางลงมา หางตาของนางก็เหลือไปเห็นบางสิ่งวูบผ่านไปด้านหลัง
นางแกล้งทำเป็นไม่เห็น พยายามหลบสายตาและก้มหน้าลง
กลั้นยิ้มเอาไว้
"น้องหญิง เจ้ากำลังทำอะไรอยู่หรือ?"
"ไม่มีอะไรหรอกเจ้าค่ะ พี่ใหญ่ช่วยไปเก็บหญ้าหลานเซียงมาให้ข้าสักสองสามต้นได้หรือไม่?"
"หญ้าหลานเซียวหรือ? แถวนี้ก็มีไม่ใช่หรือ? ข้าจะไปเก็บให้"
"ไม่ได้เจ้าค่ะ! ไม่เอาแถวนี้! ข้าต้องการที่อยู่บนเนินเขาเล็กๆโน้น"
"มันต่างกันด้วยหรือ?"
"ผู้ฝึกตนธาตุไม้บอกว่ามี ก็ต้องมีสิเจ้าคะ"
"ก็ได้!"
บทที่ 919: ของที่เก็บได้หอมกว่าของที่แย่งมาเสียอีก
ต้วนซิงเหอเดินไปตามทิศทางที่เยี่ยหลิงหลงชี้เพื่อไปเก็บหญ้าหลานเซียงให้นาง ส่วนเยี่ยหลิงหลงนั้นยังคงอยู่ที่เดิม นางเงยหน้ามองสถานการณ์บนเวทีประลองที่ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า
หลังจากมองไปได้สักพัก นางก็กระโดดไปมาด้วยความตื่นเต้น จากการต่อสู้อันน่าทึ่งบนเวทีประลอง จากนั้นนางก็ปรบมือด้วยความกระตือรือร้น
ขณะที่กระโดดไปมา นางไม่ทันสังเกตว่าตัวเองกระโดดถอยหลังไปเรื่อยๆ ยิ่งกระโดดก็ยิ่งออกไปนอกพื้นที่ แม้ว่านางจะอยู่ในเขตปลอดศึกอยู่แล้ว แต่ก็ยังกระโดดข้ามเส้นขอบเขตออกไปนอกเขตปลอดศึก
ในตอนนั้นเอง พุ่มไม้ กอไม้ และหลังก้อนหินที่อยู่ไม่ไกล ทุกที่ที่สามารถซ่อนคนได้ต่างเริ่มมีความเคลื่อนไหวบางอย่าง
ออกมาอีกนิด ออกมาอีกหน่อย เร็วๆ!
ในขณะที่ทุกคนกำลังร้อนใจ เยี่ยหลิงหลงก็ไม่ทำให้ผิดหวัง นางเดินห่างจากเขตปลอดศึกมากขึ้นเรื่อยๆ
ตอนนี้แหละ!
ในชั่วขณะนั้น ทุกคนที่ซ่อนตัวอยู่ในที่มืด แน่นอนว่าคนพวกนี้หมายที่จะลอบโจมตีเยี่ยหลิงหลง พวกเขาต่างก็พุ่งออกมาพร้อมกัน ใช้ทุกวิถีทางที่เป็นไปได้ ปล่อยพลังวิญญาณออกมาพร้อมกับพุ่งเข้าไปด้วยตัวเอง
พวกเขาต้องการให้!
นาง! ตาย!
ในตอนที่ทุกคนวิ่งพรวดพราดออกมา เยี่ยหลิงหลงก็พลันกระโดดย้อนกลับเข้าไปในเขตปลอดศึกอย่างรวดเร็ว
จากนั้นนางก็หันกลับมามองพวกเขาพร้อมรอยยิ้มเย้ายวนใจ
"ไม่คิดใช่ไหมล่ะ? แหม… เรื่องง่ายแค่นี้ ข้ารู้ทันมานานแล้ว! แค่แกล้งพวกเจ้าเล่นเท่านั้นเอง!"
"ลองดูซิ สำนักสวรรค์ลิขิต สำนักอัคคีแดง สำนักหยวนอู่ โอ้โห! คนเยอะเหมือนกันนะเนี่ย! พร้อมหน้าพร้อมตากันดีจริง คึกคักดีแท้! เสน่ห์อันล้นเหลือของข้านี่ ไปที่ไหนก็มีผู้ติดตามมากมาย ช่างน่าปลื้มใจเหลือเกินนะเจ้าคะ"
"มาๆๆ เขตปลอดศึกต้อนรับพวกท่านตลอด เชิญพวกท่านเข้ามาได้เลย มานั่งกินเมล็ดแตงโมด้วยกัน คุยเรื่องชีวิต ข้าล่ะอยากฟังจริงๆเลย ว่าชีวิตของพวกเจ้ามันล้มเหลวมากขนาดไหน?"
......
เหตุใดนางจึงนางทำตัวน่าหมั่นไส้ได้ถึงเพียงนี้!!!
เมื่อเห็นอีกฝ่ายกำลังจะคลั่งตาย เยี่ยหลิงหลงเอ่ยว่า "อ้าว! จะไม่เข้ามาหรือ? หากพวกเจ้าไม่เข้ามา ข้าก็จะไม่รอพวกเจ้าแล้วนะ เดี๋ยวข้าจะไปหาพี่ใหญ่เอง"
เยี่ยหลิงหลงโบกมือลา แล้วกระโดดโลดเต้นจากไปทันที
"ปล่อยนางไปเช่นนี้ไม่ได้นะ ไม่ได้การแล้ว! ตอนนี้เราต้องไปที่ริมเขตปลอดศึก พอนางออกมาก็จัดการสังหารนางทันที!"
"ได้!"
หลังจากทุกคนตกลงกันเป็นที่เรียบร้อย ก็แยกย้ายกันไปคอยดักซุ่มรอบๆเขตปลอดศึกเพื่อล้อมจับนาง
ส่วนเยี่ยหลิงหลงนั้น เมื่อเดินเข้าไปในเขตปลอดศึกแล้ว ก็หาพื้นที่ที่เหมาะสมแห่งหนึ่ง แล้วฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี
พลางลงมือวางค่ายกลอย่างเริงร่า
การวางค่ายต้องใช้เวลาไม่น้อย และในระหว่างนั้นต้วนซิงเหอก็ออกไปสังหารอสูรวิญญาณข้างนอก
นางอยู่เพียงลำพังในเขตปลอดศึก ไม่มีผู้ใดมารบกวน ดังนั้นนางจึงสามารถจดจ่อกับงานได้อย่างเต็มที่ และรู้สึกผ่อนคลายเป็นอย่างมาก
แม้ความเร็วของนางจะไม่ช้า แต่ก็ต้องใช้เวลาถึงหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็มๆ กว่าจะวางค่ายกลเคลื่อนย้ายเสร็จสิ้นสมบูรณ์
และหลังจากทำเสร็จ นางใช้รัศมีวิญญาณตรวจสอบดูแล้ว จากนั้นนางก็นำแผ่นหยกอัจฉริยะ รุ่นผู้บำเพ็ญเซียนที่ดัดแปลงเรียบร้อยแล้ว ไปวางไว้ในจุดลับภายในค่ายกลนั้น
อีกทั้งยังตั้งให้แผ่นหยกเปิดตลอดเวลา
ณ ตำแหน่งนี้ ทำให้นางเห็นเสทีประลองกลางเวหาอย่างพอดิบพอดี
ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่านางจะไปที่ใด เพียงแค่นำแผ่นหยกออกมาเชื่อมต่อกับแผ่นหยกอันนี้ ก็จะสามารถเห็นทุกสถานการณ์บนลานประลองกลางเวหานั้นได้
บางที อาจมีโอกาสได้ชมการประลองของพี่ศิษย์ทั้งหลายด้วยก็ได้
เยี่ยหลิงหลงคิดอะไรได้ นางก็ทำทันที หลังจากทำเสร็จแล้ว นางรู้สึกว่ายังไม่สมบูรณ์แบบ จึงทำการปรับเปลี่ยนบางอย่างเพิ่มเติมอีกนิดหน่อย!
การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ ก็ใช้เวลาไปอีกพักใหญ่!
ในเวลานี้ ศิษย์สำนักสวรรค์ลิขิตที่เฝ้าดูอยู่นอกเขตปลอดศึก เริ่มจะอดทนต่อไปไม่ไหวแล้ว
"นางยังไม่ออกมาอีกหรือ?"
"ข้าเองก็ไม่รู้ขอรับ บางทีนางอาจจะไม่ออกมาอีกแล้วก็ได้"
"เข้าไปดูสักหน่อยดีหรือไม่?"
"แล้วถ้าเจอตัวต้วนซิงเหอล่ะ? ข้าว่าเราอย่าเพิ่งแสดงเจตนาให้ชัดเจนเลย พวกเราแอบซุ่มอยู่ตรงนี้ เพื่อจะจู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัวน่าจะดีกว่าไม่ใช่หรือ?!"
"น่ารำคาญเสียจริง ถ้าศิษย์พี่ใหญ่ขอบเขตบูรณาการของสำนักพวกเรามาช่วยได้ จะกลัวอะไรกับต้วนซิงเหอ?"
พอคำพูดนี้หลุดออกมา ศิษย์ที่อยู่ข้างๆ ก็.ตบหัวเขาทันที
"พี่ใหญ่ขอบเขตบูรณาการของทุกสำนัก ต่างก็ออกไปล่าอสูรวิญญาณเพื่อแย่งชิงอันดับหนึ่งกันทั้งนั้น พวกเขาจะมีเวลามาสนใจเรื่องไร้สาระของพวกเราหรือ? เยี่ยหลิงหลงในตอนนี้สำคัญกว่า หรือการแย่งชิงอสูนวิญญาณสำคัญกว่ากัน?"
พอได้ยินคำพูดนี้ ทุกคนที่อยู่รอบข้างต่างก็ชะงักงันทันที
"ใช่แล้วเยี่ยหลิงหลงสำคัญกว่า หรือการแย่งชิงอสูรวิญญาณสำคัญกว่ากัน? แล้วนี่พวกเราเข้ามาทำไมกัน? เสียเวลาไปวัน กับคืนแล้วนะ นี่ยังจะรออีกหรือ? ถ้านางตาย ปราณวิญญาณในร่างนางก็ไม่แน่ว่าจะเป็นของข้าเสียหน่อย?"
"เช่นนั้นข้าไม่รอแล้ว"
"ข้าก็ไม่รอแล้ว เวลาของข้าก็มีค่ายิ่งนัก"
"เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสำนักอัคคีแดงกับสำนักหยวนอู่เถอะ พวกเราไปกันดีกว่า"
ไม่นานนัก อีกพุ่มไม้หนึ่ง
บรรดาศิษย์จากสำนักอัคคีแดงเห็นคนพวกนั้นถอนกำลังไปก็เอ่ยขึ้นว่า
"เกิดสิ่งใดขึ้น? พวกเราตกลงกันว่าจะซุ่มโจมตีเยี่ยหลิงหลงมิใช่หรือ? แต่พวกเขากลับแอบหนีไปเยี่ยงนี้?"
"พวกเรายังพยายามอยู่ แต่พวกเขากลับเลือกที่จะไปแย่งชิงอสูรวิญญาณอย่างนั้นหรือ? ไอ้เวรเอ๊ย! เช่นนั้นข้าจะรอไปไย ใครจะเกลียดนางก็ช่างเถอะ! อย่างไรก็ไม่ใช่แค่ข้าคนเดียวที่เกลียดนางเสียหน่อย!!"
"ไปๆๆ ปล่อยให้ไอ้พวกโง่จากสำนักหยวนอู่คอยเฝ้าเองเถอะ ถึงอย่างไรพวกเขาก็เป็นฝ่ายที่บาดเจ็บหนักที่สุด ศิษย์พี่ของพวกเรายังคอยปกป้องนางอยู่เลย แล้วเราจะมายุ่งกับเรื่องพวกนี้ไปทำไม?"
ศิษย์จากสำนักอัคคีแดงและสำนักสวรรค์ลิขิตได้จากไปแล้ว
โดยไม่ได้แจ้งให้สำนักหยวนอู่ทราบด้วยซ้ำ
และสำนักหยวนอู่ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเช่นเคย พวกเขาดักรอเยี่ยหลิงหลงที่เดินออกมาจากเขตปลอดศึก
เยี่ยหลิงหลงเห็นเช่นนั้นก็เอ่ยขึ้นว่า
“เหตุใดจึงเหลือแค่พวกเจ้าไม่กี่คนเล่า? ก่อนหน้านี้ไม่ใช่มีคนมากมายหรอกหรือ? พวกศิษย์สำนักอัคคีแดงแดงและสำนักสวรรค์ลิขิตจากไปโดยไม่บอกพวกเจ้าหรือ?"
ไม่เพียงแค่เยี่ยหลิงหลงที่แสดงสีหน้าตกตะลึง แม้แต่ศิษย์ของสำนักหยวนอู่ก็ยังรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย
‘ใช่แล้ว เหตุใดจึงเหลือเพียงพวกเขาเล่า?’
แต่เดิมมีคนกว่ายี่สิบ พวกนั้นต่างก็หมายจะร่วมโจมตี พวกเขาคาดการณ์ว่า แม้ต้วนซิงเหอจะอยู่ที่นี่ก็ไม่มีทางปกป้องเยี่ยหลิงหลงได้อย่างแน่นอน แต่ทำไมเพียงชั่วพริบตาเดียว ณ ที่แห่งนี้จึงเหลือแค่ศิษย์จากสำนักหยวนอู่เพียงไม่กี่คนเล่า?!
เหลือเพียงไม่กี่คน เช่นนั้น…
นี่ก็หมายความว่าหากยังมุ่งมั่นจะโจมตีต่อไป จะมิใช่เป็นการปล่อยให้ต้วนซิงเหอฆ่าได้ตามใจชอบหรอกหรือ?
หัวใจของเหล่าศิษย์สำนักหยวนอู่แทบจะกระเด้งขึ้นมาติดลำคอ
"วิ่งหนีเร็ว!"
"สายไปแล้ว!!"
ต้วนซิงเหอปรากฏตัวที่ด้านหลังของพวกเขาราวกับวิญญาณที่ไร้กาย ไม่รู้ว่ามาเมื่อไหร่ แต่จุดนั้น เขาได้ขวางเส้นทางหนีของพวกนั้นเอาไว้แล้ว
และเมื่อพวกเขาหันหลังวิ่งหนี ต้วนซิงเหอก็ยกดาบใหญ่ในมือขึ้น ฟันสะเปะสะปะไปมา
ดังนั้น การซุ่มโจมตีร่วมกันครั้งนี้ จึงจบลงด้วยความล้มเหลว และสิ่งที่เกิดขึ้นคือมีเพียงศิษย์สำนักหยวนอู่ที่ได้รับบาดเจ็บเท่านั้น
"ข้าไม่ได้ตั้งใจเยาะเย้ยพวกเจ้าหรอกนะ แต่เหตุใดต้องถอยหลังด้วยเล่า? ถ้าวิ่งไปข้างหน้าก็จะเข้าเขตปลอดศึกแล้วไม่ใช่หรือ? สมองแบบพวกเจ้า กล้าดีอย่างไรมาซุ่มโจมตีข้า?"
.......
พูดมาก็มีเหตุผลดี
ถ้ารู้แบบนี้แต่แรก พุ่งเข้าไปข้างหน้าพร้อมกัน บางทีอาจรอดชีวิตได้สักสองคนก็เป็นได้
ตอนนี้ต้องไปรอที่จุดฟื้นคืนชีพอีกแล้ว
ศิษย์ของสำนักหยวนอู่ที่ถูกความแค้นกลืนกินสติปัญญาไปแล้ว และตอนนี้นางก็ส่งพวกเขาไปจุดฟื้นคืนชีพแล้วด้วย เยี่ยหลิงหลงขึ้นนั่งบนสัตว์ภูติของต้วนซิงเหอ แล้วเดินทางไปด้วยกัน
ตามแผนที่วางไว้ก่อนหน้านี้ พวกเขาจะมุ่งหน้าไปยังชายขอบอีกครั้ง!
ระหว่างทางที่เดิน เยี่ยหลิงหลงก็ขยายพื้นที่ของนางบนหลังสัตว์ภูติไปด้วย หลังจากเดินไปได้สักพัก จู่ๆก็ได้ยินเสียงครวญครางแผ่วเบาดังมาจากหุบเขาด้านข้าง
ดังนั้นเยี่ยหลิงหลงจึงเปลี่ยนทิศทางเพื่อไปดูในหุบเขาสักหน่อย
เพิ่งจะเข้าไป นางก็เห็นอสูรวิญญาณระดับเจ็ดตัวหนึ่ง นอนหมดแรงอยู่บนพื้น เลือดยังไหลอาบหลังของมัน ดูเหมือนเพิ่งถูกใครบางคนทำร้ายสาหัส
"เอ๊ะ? ตีจนใกล้ตายแล้ว เหตุใดถึงหยุดมือล่ะ?"
เยี่ยหลิงหลงเกาศีรษะอย่างสงสัย จากนั้นก็เดินเข้าไปดูใกล้ๆ หลังจากแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่แล้ว จึงหยิบหงเยี่ยนออกมา
"แน่นอนว่าต้องหยุดมือเพื่อทิ้งของขวัญชิ้นใหญ่ไว้ให้ข้าแน่ๆ เช่นนั้นข้าก็จำใจรับมันไว้แล้วกัน"
ของที่เก็บได้มานั้นหอมหวนยิ่งกว่าของที่ต่อสู้มาได้เสียอีก
เยี่ยหลิงหลงยิ้มอย่างอารมณ์ดีพลางยกหงเยี่ยนขึ้น เตรียมฟันเพียงครั้งเดียว
"หยุดเดี๋ยวนี้! ห้ามขยับนะ!"
บทที่ 920: ท่านรับกรรม แต่ข้าได้กำไร
เยี่ยหลิงหลงกำลังจะหยุดมือ ขณะที่ได้ยินเสียงตะโกนให้หยุด นางก็ไม่คาดคิดว่าจะมีคนร่วงลงมาจากด้านบนแบบนั้น
นางถูกชนอย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างทั้งร่างล้มคะมำลงพื้น
ยามนั้นกระบี่ในมือของนางแทงลงไปที่อสูรวิญญาณอย่างควบคุมไม่ได้ ทำให้มันตายคาที่ทันที
ในชั่วขณะนั้น อากาศรอบด้านเต็มไปด้วยความเงียบ
"ศิษย์พี่หก เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของข้านะเจ้าคะ?"
"..."
"ข้าต้องถามท่านมากกว่า เหตุใดต้องมาปรากฏตัวเหนือศีรษะข้าด้วย?"
"ข้าก็ไม่อยากทำเหมือนกัน! ข้าพยายามอย่างยากลำบาก กว่าจะจับอสูรวิญญาณระดับเจ็ดตัวนี้ได้ ตอนกำลังจะสังหารมัน ข้าก็ถูกลากตัวไปประลองยุทธ์
เพิ่งจะกลับมาเดี๋ยวนี้เอง! ข้ากำลังตะโกนบอกให้เจ้าหยุด แต่ควบคุมร่างกายไม่ทัน ถึงได้ร่วงลงมาแบบนี้! อสูรวิญญาณที่ข้าต่อสู้มาอย่างยากลำบาก มันเป็นอสูรวิญญาณระดับเจ็ดเชียวนะ!"
"แค่สัตว์อสูรวิญญาณระดับเจ็ดเท่านั้นเอง ท่านก็ถือเสียว่าว่ามอบให้ข้าเถอะ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก ทำใจหน่อยนะเจ้าคะ!"
......
จะไม่ทำใจได้อย่างไรเล่า?
หนิงหมิงเฉิงถอนหายใจ ได้แต่ถือว่ามอบของให้ศิษย์น้องหญิงเล็กไปแล้ว
เขายังไม่ทันจัดการกับความรู้สึกเศร้าให้เรียบร้อย ก็ถูกเยี่ยหลิงหลงจับแขนลากขึ้นมา
เขาถูกลากวิ่งไปจนถึงสัตว์ภูติที่รออยู่ด้านข้าง แล้วผลักเขาขึ้นไปบนหลังสัตว์ภูติ
ทั้งสองคนขึ้นขี่ไปด้วยกัน
"ไปกันเถอะเจ้าค่ะ!"
"ไปที่ใดหรือ?"
หนิงหมิงเฉิงเพิ่งถามจบ เยี่ยหลิงหลงก็ลูบสัตว์ภูติที่อยู่ใต้ร่าง มันจึงเริ่มวิ่งอย่างรวดเร็ว
"ไปทำเรื่องใหญ่กัน!"
ทั้งสองคนวิ่งกรูกันมาด้านหลังของต้วนซิงเหอ เมื่อได้ยินเสียงเคลื่อนไหว เขาก็หันกลับไปมองทันที
ในจังหวะนั้นเขาจึงได้เห็นชายที่นั่งอยู่บนสัตว์ภูติพร้อมกับเยี่ยหลิงหลง
"พี่ใหญ่ ข้าพบศิษย์พี่หกของข้าแล้ว! เขาเก่งมากๆเลยนะเจ้าคะ!"
ต้วนซิงเหอมองสำรวจหนิงหมิงเฉิงรอบหนึ่ง แต่ก็ไม่เห็นว่าผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมสุญตาขั้นต้นผู้นี้จะมีอะไรพิเศษตรงไหน
"เก่งขนาดไหนหรือ?"
"เขาทำนายโชคชะตาได้เจ้าค่ะ! เขาสามารถช่วยพวกเราคำนวณตำแหน่งของสัตว์อสูรวิญญาณระดับสูงได้!"
พอได้ยินคำพูดนี้ สายตาที่ต้วนซิงเหอมองไปที่หนิงหมิงเฉิงก็ดีขึ้นในทันที
"ถ้าอย่างนั้น ก็พาเขาไปด้วยแล้วกัน แต่ว่า... ขาของเขาเป็นอะไรหรือ?"
"ขาของเขาไม่เป็นไรนี่เจ้าคะ"
"ข้าก็นึกว่าเขาเดินเองไม่ได้เสียอีก"
ต้วนซิงเหอพูดจบก็หันหลังเดินต่อไปข้างหน้าทันที
หนิงหมิงเฉิงที่นั่งอยู่บนหลังสัตว์ภูติได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ชี้ที่ตัวเองด้วยสีหน้าตกตะลึง
"นี่เขากำลังเยาะเย้ยข้าอยู่ใช่หรือไม่?"
"ฟังดูเหมือนอย่างนั้นนะเจ้าคะ"
"เหตุใดกัน?"
"คงเป็นเพราะว่านี่เป็นสัตว์ภูติของเขากระมัง?"
หนิงหมิงเฉิงเห็นเช่นนั้นก็กระโดดลงมาทันทีโดยไม่พูดอะไรสักคำ
ไม่นั่งก็ไม่นั่ง ใครจะอยากนั่งกันเล่า!
"ศิษย์พี่หกช่วยทำนายดวงให้ข้าหน่อยสิ"
"ข้าทำนายไม่ได้หรอก!"
"โกหกทั้งเพ! สัตว์อสูรวิญญาณระดับเจ็ดของท่าน ก็ได้มาจากการทำนายไม่ใช่หรือ? ไม่เช่นนั้นในตำแหน่งนั้น คนก็ไม่มี ไม่มีอะไรอยู่รอบข้างเลย แล้วท่านจะไปที่นั่นได้อย่างไร? ทั้งยังพบอสูรวิญญาณระดับเจ็ดที่ซ่อนอยู่ข้างในนั้นอีก"
หนิงหมิงเฉิงแสดงสีหน้าเก้อเขินเมื่อถูกจับได้
"การล่วงรู้ความลับสวรรค์มากเกินไป ย่อมต้องได้รับผลกรรม เปรียบเสมือนข้าทำนายตำแหน่งของอสูรวิญญาณระดับเจ็ดได้ แต่ข้าต้องเหนื่อยยากต่อสู้ตั้งครึ่งค่อนวัน กลับกลายเป็นว่าทำไปเพื่อเจ้า นี่แหละคือผลกรรมของข้า!"
"ไม่มีปัญหาใหญ่อะไรเลยนี่เจ้าคะ ท่านได้รับกรรมตอบแทน แต่ข้ากลับได้กำไร!"
"วางใจเถอะเจ้าค่ะ รอให้ศิษย์พี่รับเคราะห์กรรมจนหมด ข้าเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้พอแล้ว ค่อยกลับมาช่วยเหลือท่าน ถึงตอนนั้นท่านก็จะได้กำไรเหมือนกันนะเจ้าคะ"
"ศิษย์พี่หก หรือว่าท่านไม่เชื่อใจศิษย์น้องหญิงเล็กแล้วหรือ? ก็ได้เจ้าค่ะ! ท่านทำลายความเชื่อใจระหว่างศิษย์ร่วมสำนักแบบนี้ ข้าจะไปฟ้องศิษย์พี่ใหญเอง แล้วก็จะแยกไปฟ้องศิษย์พี่สาม เมื่อได้พบศิษย์พี่ใหญ่กับศิษย์พี่รอง ข้าก็จะ..."
"ข้าจะคำนวณให้! ข้าจะคำนวณให้ก็ได้!"
หนิงหมิงเฉิงโมโหจนอยากจะขยี้หัวตัวเอง
ศิษย์น้องหญิงเล็กชอบใช้กลอุบายร้องไห้โวยวายและฟ้องคนอื่นอยู่เสมอ แต่มันก็ได้ผลทุกครั้งไป
หนิงหมิงเฉิงมองไปรอบๆ แล้วเลือกที่โล่งๆนั่งลงทันที
ไม่รู้ว่าเหตุใด แม้เขาจะสวมชุดของสำนักชิงเสวียนอยู่ แต่พอเขานั่งลง เยี่ยหลิงหลงกลับรู้สึกว่าบรรยากาศรอบตัวเขาช่างเหมือนสำนักเสวียนเหมินเหลือเกิน
ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นปรมาจารย์ที่มีท่วงท่าสง่างามผิดธรรมชาติ
"พูดมาเถอะ จะให้ข้าทำนายอะไร? ข้าขอบอกก่อนนะ ว่าทำนายตำแหน่งของเพื่อนร่วมสำนักไม่ได้ เพราะพวกเจ้าเกี่ยวข้องกับข้ามากเกินไป ความห่วงใยทำให้สับสน อาจผิดพลาดได้ง่าย แบบนั้นคงไม่คุ้มค่า"
เยี่ยหลิงหลงกระโดดลงจากสัตว์ภูติแล้ววิ่งไปนั่งยองๆ ตรงหน้าหนิงหมิงเฉิงทันที
"ทำนายตำแหน่งของอสูรวิญญาณระดับสิบให้หน่อยสิเจ้าคะ"
หนิงหมิงเฉิงชะงักไปครู่
"ระดับสิบเชียวรึ? นั่นมันอสูรวิญญาณที่มีพลังเทียบเท่าขอบเขตมหายานเลยนะ เจ้าจะไปมอบตัวเป็นของว่างให้มันกินหรือไร?"
"ก็มีพี่ใหญ่อยู่ไม่ใช่หรือ?"
"เขาแค่อยู่ในขอบเขตบูรณาการ และมีเพียงคนเดียวเท่านั้น"
"ก็ยังมีข้าอยู่ไม่ใช่หรือ?"
"เจ้าแค่ขอบเขตแปรเทวะ แค่เข้าใกล้หน่อยก็จะถูกมันตบเป็นผงแล้ว!"
"ก็ยังมีท่านอยู่ไม่ใช่หรือ?"
"แต่ว่าข้า..."
"ข้ากับพี่ใหญ่เคยร่วมมือกันสังหารอสูรวิญญาณระดับสิบมาก่อน"
"แหมๆๆ ข้าก็แค่ล้อเจ้าเล่นเท่านั้นเองนังหนู! แค่อสูรวิญญาณระดับสิบเท่านั้นเอง พาข้าไปด้วย รับรองว่าสังหารได้สำเร็จแน่นอน"
"เช่นนั้นท่านก็ทำนายดูสิเจ้าคะ!!"
หนิงหมิงเฉิงหยิบอุปกรณ์ต่างๆ ออกมาจากแหวนมิติทีละชิ้น ทั้งธง พู่กัน ผังแปดทิศ ชุดคลุมของสำนักเสวียนเหมิน
มีมองมากมายจนตาลายไปหมด
ตอนที่กำลังจะเริ่ม เขาก็ลังเลขึ้นมา
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก แค่ทำนายเรื่องอสูรวิญญาณระดับเจ็ด ข้ายังต้องรับกรรมด้วยการส่งมันให้เจ้า ถ้าทำนายเรื่องสัตว์อสูรวิญญาณระดับสิบ ข้าไม่กล้าคิดถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาเลย ดังนั้นเจ้าต้องสัญญากับข้านะ ไม่ว่าข้าจะเป็นอย่างไร เจ้าจะไม่ทิ้งข้าไปไหนเด็ดขาด!"
"ต้องสัญญาด้วยหรือ? ข้าเคยทิ้งท่านตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?"
"รีบๆรับปากเดี๋ยวนี้นะ!"
"ข้าสัญญาเจ้าค่ะ!"
หลังจากหนิงหมิงเฉิงได้รับคำรับรองจากเยี่ยหลิงหลง เขาก็เริ่มจัดการข้าวของ สวมชุดคลุมของสำนักเสวียนเหมินปักธงทีละอันลงบนหลังของตัวเอง พร้อมทั้งจัดวางผังแปดทิศและพู่กันให้เรียบร้อย หลังจากจัดท่าทางครบถ้วนแล้ว เขาก็เริ่มต้นทันที…
ปากของเขาเริ่มพึมพำ มือก็เคลื่อนไหวหลากหลายท่าทาง แม้แต่เท้าก็ไม่อยู่นิ่ง เริ่มกระโดดขึ้นมา
ดูทั้งหมดแล้วคล้ายกับการเต้นรำของร่างทรง
เป็นภาพที่ทำให้ผู้คนต้องตะลึงยิ่งนัก
หากไม่ใช่เพราะผังแปดทิศตรงหน้าเขาเริ่มเปล่งแสงสว่าง และปรากฏจุดเล็กๆมากมายคล้ายดวงดาว นางคงสงสัยว่าเขาแค่อยากจะเต้นรำเอาสนุกแน่นอน!
เยี่ยหลิงหลงเคยเห็นคำบรรยายเกี่ยวกับสำนักเสวียนเหมินในตำรามาก่อน
แต่ไม่เคยได้ยินว่าการทำนายดวงชะตาต้องลุกขึ้นมาเต้นรำเช่นนี้
มีความเป็นไปได้หรือไม่ ว่าเขาถูกอาจารย์ของเขาหลอก ถ้าไม่เต้นรำส่วนเกินพวกนั้น จะสามารถทำเช่นนี้ได้หรือไม่?
ขณะที่เยี่ยหลิงหลงกำลังคิดเช่นนั้น จู่ๆก็สบตากับดวงตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงของต้วนซิงเหอ
เขากลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ และตอนนี้ก็กำลังมองดูหนิงหมิงเฉิงด้วยสีหน้าประหลาดใจ
ใบหน้าของเขาในยามนี้ แสดงออกถึงความไม่เข้าใจและความตกตะลึงอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้หนิงหมิงเฉิงเต้นรำอย่างสนุกสนานมากขึ้นเรื่อยๆ ดวงดาวบนแผ่นแปดทิศก็กะพริบไม่หยุด แสงสว่างดูเหมือนจะเจิดจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ
ในขณะที่แสงสว่างกำลังจะรวมตัวกันเป็นก้อน
จู่ๆก็มีเสียง "พรวด" ดังขึ้น หนิงหมิงเฉิงที่กำลังกระโดดโลดแล่นอย่างสนุกสนานก็พลันกระอักโลหิตออกมา
ร่างของเขาร่วงหล่นลงมาดั่งผีเสื้อที่กำลังโบยบิน ก่อนจะกลิ้งไปกับพื้น
จบตอน
Comments
Post a Comment