บทที่ 941: ข้าจะฆ่าเจ้าอีกรอบ
เมื่อถึงวันที่จะมีการประลองครั้งสุดท้าย กลุ่มแปดคนได้หยุดฝึกฝนทั้งหมด เนื่องจากปราณวิญญาณที่บรรจุอยู่ในผลอู๋โยวของทุกคนถูกใช้จนหมดแล้ว
อวี๋หงหลานและต้วนซิงเหอที่อยู่ในขอบเขตบูรณาการขั้นต้น ไม่มีความก้าวหน้าใหม่ในการฝึกฝน
ส่วนหนิงหมิงเฉิงที่เพิ่งจะเลื่อนขั้นจากขอบเขตหลอมสุญตาขั้นต้น ไปสู่ขั้นกลาง ก็ยังไปไม่ถึงจุดทะลวงขั้นถัดไป
ส่วนลู่ไป๋เวยที่อยู่ในขอบเขตแปรเทวะขั้นปลายมานาน นางได้มาถึงจุดที่จะทะลวงขอบเขต จากขอบเขตแปรเทวะไปสู่ขอบเขตหลอมสุญตา เหลือเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้น
แม้เยี่ยหลิงหลงเพิ่งจะเลื่อนขั้นมาถึงขอบเขตแปรเทวะขั้นปลายเพียงสิบกว่าวัน แต่ในระหว่างที่ดูดซับปราณวิญญาณนางก็ได้ใช้หญ้าหงเซียนผงาดไปหนึ่งต้น
ด้วยความเร็วในการฝึกฝนจึงได้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า รวมถึงปราณวิญญาณที่สะสมมามากมายเกินคาด ทำให้นางได้แตะขอบของขอบเขตหลอมสุญตาแล้ว
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ นางสามารถหาสถานที่ที่มีปราณวิญญาณเข้มข้น เพื่อทะลวงขอบเขตสู่ขอบเขตหลอมสุญตาได้แล้ว
แต่เนื่องจากภายในดินแดนลับบนต้นอู๋โยว ไม่สามารถเรียกสายฟ้าได้ ดังนั้นทั้งนางและลู่ไป๋เวยจึงไม่สามารถเลื่อนขอบเขตได้ จำเป็นต้องออกไปหาสถานที่ที่เหมาะสมเพื่อเลื่อนขั้นสู่ขอบเขตหลอมสุญตาอย่างสบายใจ
นอกจากพวกเขาแล้ว คนอื่นๆก็ประสบความสำเร็จในการเลื่อนขั้นเล็กๆกันทั้งหมด
หยางจิ่นโจวและกู้หลินเยวียน ในที่สุดพวกเขาก็ได้บรรลุถึงขอบเขตหลอมสุญตาขั้นปลาย ส่วนจี้จื่อจั๋วก็ไล่ตามฝีเท้าของหนิงหมิงเฉิงได้สำเร็จ การฝึกฝนของเขาบรรลุถึงขอบเขตหลอมสุญตาขั้นกลางแล้ว
น่าแปลกใจไม่น้อย ที่มีผู้คนมากมายถึงขั้นยอมสละชีวิตเพื่อแย่งชิงผลอู๋โยว และไม่น่าแปลกใจเลยที่ราคาของมันสูงลิ่วจนคนหลายคนทุ่มสุดตัว แต่ก็ยังมีผู้คนแย่งชิงกันไม่หยุด
ทรัพยากรบนต้นอู๋โยวนี้ช่างวิเศษจริงๆ!
หากรวมทั้งหมดแล้ว ผู้ที่มีพรสวรรค์ดีๆ จะต้องก้าวข้ามขั้นได้อย่างน้อยหนึ่งขั้นย่อยแน่นอน
ส่วนเยี่ยหลิงหลงผู้ที่มีปราณวิญญาณอันดับหนึ่ง และฟุ้งเฟ้อใช้หญ้าเซียนหงส์ผงาดถึงสองต้นเพื่อเร่งฝึกฝน นางไม่เพียงแต่ก้าวข้ามหนึ่งขั้นย่อย แต่ยังได้สัมผัสถึงธรณีประตูของขอบเขตถัดไปอีกด้วย
นับว่าคุ้มค่าอย่างยิ่ง
ขณะที่ทุกคนหยุดฝึกฝนเพื่อผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ พร้อมทั้งเติมเต็มโอสถ ยันต์และอุปกรณ์พื้นฐานต่าง ๆ คนแรกที่เคยไปประลองได้ถูกเรียกไปประลองอีกครั้ง
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก ศิษย์น้องหญิงเล็ก! ในขณะที่ข้ายังไม่ถูกจับตัวไป เจ้าช่วยข้าดูหน่อย ข้าเข้าใจทั้งหมดที่อยู่ด้านหน้าแล้ว แต่จุดสำคัญตรงนี้ข้ายังคิดไม่ออกเสียที"
"หากข้าใช้การลดความเร็วในตำแหน่งนี้ จะมีวิธีบีบให้เขาไปอยู่ในตำแหน่งนั้นได้หรือไม่?"
เยี่ยหลิงหลงมองดูแบบร่างของลู่ไป๋เวย รวมถึงสนามเสริมพลังขนาดเล็กที่นางวาดเอาไว้บนนั้น แล้วจึงวาดวงกลมลงไปอย่างจริงจัง
"การออกแบบแบบนี้ ยังไม่ดีที่สุด ศิษย์พี่ควรจะทำแบบนี้เจ..."
เยี่ยหลิงหลงยังพูดไม่ทันจบ ร่างของลู่ไป๋เวยก็พลันหายวับไปต่อหน้าต่อตา
ในวินาถัดมา เมื่อลู่ไป๋เวยพบว่าตนเองปรากฏอยู่บนเวทีประลองกลางเวหาอีกครั้ง นางยังคงงุนงงไม่หาย
‘ไม่จริงหรอกกระมัง? ประโยคสุดท้ายก็ไม่ยอมให้นางฟังจนจบหรือ?’
‘นี่มันสำคัญมากนะ! อาจถึงตายเลยก็ได้!’
‘แย่แล้ว แย่แล้ว!’
เมื่อเห็นสีหน้าและท่าทางของลู่ไป๋เวย ทุกคนก็เป็นห่วงนางขึ้นมาทันที
ทว่าลู่ไป๋เวยกลับสูดหายใจลึกแล้วลุกขึ้นยืน
นางเงยหน้าขึ้นมองคู่ต่อสู้ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามอีกครั้ง ไม่นานบนใบหน้าของนางก็ปรากฏรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจ
การเปลี่ยนแปลงนี้ เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แต่ก็ดูเป็นธรรมชาติดี ทำให้ฝ่ายตรงข้ามไม่ทันสังเกตุถึงสภาพที่นางตื่นตระหนกเมื่อครู่
แม้แต่อวี๋หงหลานยังอดที่จะเอ่ยชื่นชมไม่ได้
"ศิษย์น้องหญิงห้าเติบโตขึ้นแล้วจริงๆ"
"ศิษย์พี่หญิงห้าต้องชนะอย่างแน่นอน" เยี่ยหลิงหลงพยักหน้าพูด
บนลานประลองกลางเวหานั้น ลู่ไป๋เวยมองคู่ต่อสู้ของนาง ศิษย์สำนักหยวนอู่ที่มีขอบเขตหลอมสุญตาขั้นปลาย นับว่าสูงกว่านางหนึ่งขั้นใหญ่
เมื่อเห็นศิษย์สำนักหยวนอู่ฝ่ายตรงข้ามแค่นหัวเราะเย็นชา และกำลังจะพูด แต่ลู่ไป๋เวยกลับพูดแทรกขึ้นมาก่อน "โอ้โห! เหตุใดถึงได้จับคู่กับคู่ต่อสู้ที่มีการฝึกฝนสูงขนาดนี้ล่ะ? สูงกว่าข้าตั้งหนึ่งขั้นใหญ่เชียวนะ!"
"แต่ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าเคยเห็นเจ้าที่ไหนมาก่อน? ข้านึกออกแล้ว! เจ้าก็คือหนึ่งในพวกโง่เง่าที่อยู่ในกลุ่มของหลี่หมิงซาน ที่ถูกถล่มยับเมื่อไม่นานมานี้ใช่หรือไม่?!"
ใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มของศิษย์สำนักหยวนอู่หายวับไปในพริบตา กลายเป็นเครียด และเคร่งขรึมไปทั้งใบหน้า
"เจ้า! อยาก! ตาย!"
"ข้าไม่อยากตายหรอก ไม่เพียงแค่ไม่ตาย ข้ายังจะส่งเจ้าไปกลับไปจุดฟื้นคืนชีพด้วย ให้เจ้าได้ซาบซึ้งในบุญคุณข้าไปชั่วชีวิตเลย"
ลู่ไป๋เวยพูดจบด้วยรอยยิ้มที่ไม่จางหาย นางล้วงอาวุธออกมาจากแหวนเก็บของ มันคือปืนรุ่นบำเพ็ญเซียนที่บรรจุกระสุนใหม่จนเต็ม
ในขณะเดียวกันนั้น ศิษย์สำนักหยวนอู่ผู้นั้นก็ชักกระบี่ในมือออกมาด้วยความแค้นเคือง
ทั้งสองฝ่ายแผ่พลังออกมาเต็มที่ ความมุ่งมั่นในการต่อสู้ เรียกได้ว่าพุ่งสูงถึงขีดสุดในชั่วพริบตา
บนเขาอู๋โยว
"ข้าว่าแล้วเชียว ว่าทำไมช่วงก่อนหน้านี้ศิษย์ระดับหัวกะทิสิบกว่าคนของสำนักหยวนอู่ถึงได้สูญเสียปราณวิญญาณไปครึ่งหนึ่งในพริบตา ที่แท้ก็โดนสำนักชิงเสวียนถล่มยกคณะนี่เอง!"
พอรู้ว่าเจ้าสำนักหยวนอู่ไม่ชอบฟัง เจ้าสำนักจันทราพิฆาตจึงตั้งใจตะโกนเสียงดังขึ้น ให้ทุกชีวิตบนเขาอู๋โยวได้ยิน แม้แต่แมลงตัวเดียวก็ต้องได้ยิน หากใครไม่ได้ยิน เขาก็ไม่รังเกียจที่จะตะโกนซ้ำอีกรอบ
"ตายๆๆ แม้แต่หลี่หมิงซานก็ถูกทำลายไปด้วยสินะเนี่ย! ถ้าเขาต้องเจอกับศิษย์สำนักชิงเสวียนต่อจากนี้ คงไม่ถึงกับสู้ไม่ได้หรอกกระมัง?"
เจ้าสำนักหยวนอู่หัวเราะเยาะตอบกลับทันที
"แทนที่จะเป็นห่วงสำนักหยวนอู่ของข้า เจ้าน่าจะเป็นห่วงลูกหลานของเจ้าอย่างลู่ไป๋เวยมากกว่านะ! คราวก่อนที่นางชนะศิษย์สำนักจันทราพิฆาตได้ ก็เพราะอาศัยหน้าตาของเจ้าทั้งนั้นมิใช่หรือ? คราวนี้เจอศิษย์สำนักหยวนอู่ของข้าเข้าไป นางก็ได้แต่รอความตายเท่านั้นแหละ!"
เมื่อพูดจบแล้ว เขายิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกดีใจ
"เจ้าอุตส่าห์พยายามให้ศิษย์ตัวเองแพ้ให้กับลูกหลานตัวเอง ไม่นึกเลยว่าสุดท้ายจะกลายเป็นผลประโยชน์ของสำนักหยวนอู่เสียนี่ ถ้าอย่างนั้นข้าก็ขอขอบคุณความใจกว้างของเจ้าสำนักจันทราพิฆาตล่วงหน้าเลยแล้วกัน"
เมื่อพูดถึงเรื่องก่อนหน้านี้ ใบหน้าของท่านเจ้าสำนักจันทราพิฆาตก็บึ้งตึงขึ้นมาทันที
ก่อนหน้านี้ พวกเขากล้าพูดจาใส่ร้ายป้ายสี แล้วตอนนี้ยังกล้าพูดออกมาอีก!
‘หากไป๋เวยสามารถเอาชนะศิษย์สำนักหยวนอู่ขอบเขตหลอมสุญตาขั้นปลายคนนี้ได้ ดูซิว่า ตอนนั้นเขาจะยังหัวเราะออกหรือไม่!’
ถึงอย่างไรครั้งที่แล้วนางก็ชนะด้วยความสามารถของตัวเอง ครั้งนี้อาจจะทำได้อีกก็ได้
แต่เจ้าสำนักจันทราพิฆาตก็อดรู้สึกกังวลใจไม่ได้
ครั้งที่แล้วเป็นแค่ขอบเขตหลอมสุญตาขั้นกลางแต่ครั้งนี้เป็นขอบเขตหลอมสุญตาขั้นปลาย เรียกได้ว่าสูงกว่าลู่ไป๋เวยหนึ่งขั้นใหญ่ และที่สำคัญคืออีกฝ่ายยังแค้นเคือง คงไม่ปรานีนางแน่ๆ
ไป๋เวยจะชนะได้จริงหรือ?
วิชาหลักที่นางฝึกฝนก็ไม่ใช่สายการต่อสู้ด้วย!
เพราะไม่มั่นใจ เจ้าสำนักจันทราพิฆาตถึงกับไม่กล้าพูดจาแข็งกร้าว ได้แต่อดทนต่อสีหน้าของเจ้าสำนักหยวนอู่ พลางจ้องมองสถานการณ์บนลานประลองด้วยความตึงเครียด
ในตอนนี้ เสียงระฆังดังขึ้น การประลองเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว!
ในตอนแรก ศิษย์ของสำนักหยวนอู่ราวกับเห็นศัตรูที่ต้องล้างแค้นถึงตาย
เขาถือกระบี่ ปรี่กายพุ่งเข้าหาลู่ไป๋เวยด้วยความแค้นเคือง พวกเขาไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น
เมื่อเห็นท่าทีเปี่ยมด้วยความเกลียดชังและรุนแรงเช่นนี้ เจ้าสำนักหยวนอู่พยักหน้าพึงพอใจ นี่แหละที่ควรจะเป็น!
ฆ่าพวกมันให้หมด!
ส่วนเจ้าสำนักจันทราพิฆาตกำถ้วยชาในมือแน่นด้วยความกังวล จนรอยร้าวปรากฏบนผิวหยก อีกไม่นานคงแตกเป็นเสี่ยงๆ
คู่ต่อสู้ที่ไป๋เวยเคยเจอมาก่อนหน้านี้ ไม่มีใครที่จู่โจมดุดันขนาดนี้มาก่อน
นางจะรับมือได้หรือไม่?
อย่างไรก็ตาม ขณะที่ชายชราทั้งสองบนเขาอู๋โยวต่างรู้สึกตื่นเต้น ที่ต้นอู๋โยวในดินแดนลับ สมาชิกทั้งเจ็ดคนที่เหลือของหน่วยเล็ก ต่างเห็นสถานการณ์นี้แล้วอดขำไม่ได้
บทที่ 942: การบดขยี้อย่างราบคาบ
"สำนักหยวนอู่เป็นหนึ่งในเจ็ดสำนักที่รับเฉพาะคนโง่เข้ามาใช่หรือไม่?" หนิงหมิงเฉิงถามต้วนซิงเหอด้วยสีหน้าจริงจัง
ต้วนซิงเหอเห็นสถานการณ์เช่นนี้ เขาก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วก็ยกมือขึ้นเกาศีรษะ
"พูดตามตรงนะ ก่อนหน้านี้ข้าคิดว่าพวกเขาเป็นแค่พวกไร้ประโยชน์ธรรมกา แต่หลังจากครั้งนี้ ข้ารู้แล้วล่ะ ว่าพวกไร้ประโยชน์พวกนี้ พ่วงโรคสมองเสื่อมมาด้วย"
"ข้าบอกแล้ว ว่าโชคของศิษย์พี่หญิงห้าของข้านั้นไร้เทียมทาน แม้ว่าก่อนหน้านี้นางจะไม่ทันได้ฟังคำแนะนำที่ข้าจะให้จนจบ แต่เมื่อเจอคู่ต่อสู้แบบนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ของพวกนั้นเลย"
เยี่ยหลิงหลงยักไหล่พลางยิ้มสดใส
"อีกหนึ่งการต่อสู้ที่เป็นการบดขยี้อย่างราบคาบ ชอบดู! ข้าอยากดูอีก!!"
ในตอนนี้ บนเวทีประลองกลางเวหานั้น ลู่ไป๋เวยมองดูอีกฝ่ายที่พุ่งเข้ามาราวกับคนโง่เขลา พอเห็นเช่นนั้นนางถึงกับต้องชะงักไปชั่วขณะ
‘แค้นมาก และการที่จะเอาคืนนั้นเข้าใจได้’
‘แต่จะพกสมองมาด้วยไม่ได้หรือไร?’
ช่างเถอะ คงเป็นเพราะต้องการให้นางได้สังหารสองศพกระมัง?
ลู่ไป๋เวยไม่ทันได้วางสนามเสริมพลัง นางยกปืนในมือขึ้นเล็งไปยังคนโง่ที่พุ่งเข้ามาตรงหน้าแล้วยิงทันที
เสียงปืน "ปัง" ดังขึ้น
เมื่อเห็นลู่ไป๋เวยใช้อาวุธวิเศษ เขาก็หัวเราะเยาะพลางเหวี่ยงกระบี่ในมือขึ้นรับ
ในชั่วขณะนั้น กระสุนปืนปะทะเข้ากับกระบี่แล้วระเบิดออกด้วยเสียง
"โครม"
แรงระเบิดอันทรงพลังนั้น ได้ปะทุขึ้นตรงหน้าศิษย์สำนักหยวนอู่ แม้ว่ามันจะไม่ได้โดนร่างของเขาโดยตรง แต่แรงระเบิดนั้นรุนแรงเกินไป จนเขารับมือกับพลังมหาศาลเหล่านี้ไม่ไหว!
ร่างของเขาถูกพลังอันมหาศาลนี้ซัดกระเด็นออกไป เลือดลมในอกปั่นป่วน ความเจ็บปวดทำให้สติที่เหลืออยู่เริ่มเลือนรางเต็มที
หูอื้ออึงไปเลย
นั่นมันอาวุธวิเศษอะไรกัน น่ากลัวเหลือเกิน!
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า รอยยิ้มบนใบหน้าของเจ้าสำนักหยวนอู่หายวับไปทันที ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
‘เจ้าบ้านั่นเสียสติไปแล้วหรืออย่างไร? เขาไม่รู้หรือว่าอาวุธในมือของลู่ไป๋เวยนั้นร้ายกาจเพียงใด?’
‘กล้าพุ่งเข้าชนประสานกันเช่นนี้ ไม่หลบหลีกสักนิด หมายจะใช้กระบี่เพียงเล่มเดียวต้านรับได้หรือ?’
‘ในสมองของเจ้านี่มีอะไรอยู่กันแน่!’
เจ้าสำนักจันทราพิฆาตที่ยืนอยู่ไม่ไกลถึงกับตะลึงงัน กว่าจะได้สติก็ผ่านไปหลายอึดใจ จากนั้นจึงหัวเราะลั่น
"เจ้าสำนักหยวนอู่ ท่านขอบคุณเร็วเกินไปแล้ว ปราณวิญญาณมหาศาลเช่นนี้ ศิษย์ของท่านคงไม่ต้องการแล้วกระมัง"
‘ไอ้โง่!’
‘ช่างเป็นไอ้โง่ตัวใหญ่จริงๆ!’ บัดนี้ เจ้าสำนักหยวนอู่โกรธจนเกือบเสียสติ !
‘ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้เป็นศัตรูกันมาแล้วหรือ? เป็นศัตรูกันแล้ว ยังไม่รู้จักอาวุธของนางอีกไรหรือ?’
แม้ว่าเขาจะไม่เคยเห็นลู่ไป๋เวยประลองยุทธ์ และไม่รู้ถึงความร้ายกาจของอาวุธนี่ แต่จะไม่มีความระแวดระวังเลยหรือ?
‘นางสามารถยืนหยัดบนเวทีประลองได้จนถึงที่สุด จะไม่มีความสามารถอะไรเลยได้อย่างไร? นี่เจ้าเห็นนางเป็นเพียงผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะขั้นปลายธรรมดาหรือ?’
เจ้าสำนักหยวนอู่อยากจะพุ่งเข้าไปตบหน้าศิษย์ผู้นั้นสักหลายๆที ให้เขาได้สติและลุกขึ้นมา!
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความปรารถนาของเขาแรงกล้าเกินไปหรือไม่? ศิษย์สำนักหยวนอู่ผู้นั้นรีบลุกขึ้นมาจริงๆ
เขาพยุงตัวลุกขึ้น หยิบโอสถหลายเม็ดยัดเข้าปาก สูดหายใจเฮือกหนึ่ง ในที่สุดก็กลับมามีสภาพดีขึ้น
เขาตระหนักถึงความร้ายแรงของปัญหาแล้ว เขารู้แล้วว่าอาวุธวิเศษในมือของลู่ไป๋เวยนั้น ร้ายกาจเพียงใด?
วันนั้น ตอนที่สำนักหยวนอู่ล้อมโจมตีอวี๋หงหลานและลู่ไป๋เวย อวี๋หงหลานเห็นแบบนั้นก็ทนรับแรงกดดันไว้ แต่ลู่ไป๋เวยกลับวิ่งหนีไปทันที
หลังจากหาผู้ช่วยมาได้แล้ว นางก็วางใจปูพื้นสนามเสริมพลังอยู่ด้านหลัง เขาไม่เคยเห็นลู่ไป๋เวยใช้อาวุธวิเศษนี้มาก่อน จึงไม่มีการป้องกันใดๆในใจเลย
โชคดีที่ตอนนี้เขายังแก้ไขสถานการณ์ได้
เขาสูดหายใจลึก ขณะที่กำลังจะถือกระบี่โจมตีอีกครั้ง ลู่ไป๋เวยก็ใช้อาวุธวิเศษของนางก่อนหน้าเขาหนึ่งก้าว
ครั้งนี้ เมื่ออาวุธวิเศษของนางพุ่งเข้าใส่เขา เขาอาศัยความเร็วที่เหนือกว่า เท้าเบาดั่งสายลม รีบหลบการโจมตีจากอาวุธวิเศษของลู่ไป๋เวยอย่างรวดเร็ว
แต่ความแม่นยำของลู่ไป๋เวยนั้น เรียกได้ว่าสูงเกินธรรมดาจริงๆ แม้แต่เขาผู้มีรากวิญญาณลม
ทุกครั้งที่พยายามหลบสุดกำลัง ก็แทบจะหลบพ้นแค่เส้นยาแดงผ่าแปดเท่านั้น
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หากว่าเขาช้าไปแม้เพียงก้าวเดียว ก็จะถูกโจมตีทันที
หรือถ้าเขาไม่ใช่ผู้ครอบครองรากวิญญาณสายลม เขาก็คงถูกโจมตีโดยไม่มีทางรอดอย่างแน่นอน
ทักษาะการใช้ปืนของลู่ไป๋เวยทั้งเร็วและแม่นยำเป็นอย่างยิ่ง หลังจากที่เขาเสียเปรียบตั้งแต่ต้น จนตอนนี้ก็ต้องวิ่งหนีตาย คอยหลบการโจมตีจากอาวุธวิเศษของนาง ไม่มีโอกาสโต้กลับเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ในสายตาของผู้คนภายนอก เขาดูเหมือนลิงที่กระโดดไปมาไม่หยุด ดูแล้วช่างน่าขบขันเป็นอย่างยิ่ง
"เจ้าสำนักหยวน อู่ศิษย์ของท่านฝึกวิชาลิงได้เชี่ยวชาญจริงๆ กระโดดไปมาดูสมจริงยิ่งนัก"
เจ้าสำนักจันทราพิฆาตที่อารมณ์ดี เริ่มกล่าวประชดเจ้าสำนักหยวนอู่อย่างบ้าคลั่งอีกครั้ง
"มีอะไรให้ภูมิใจนักหนา? ตราบใดที่ศิษย์สำนักหยวนอู่ของข้ายังไม่ถูกโจมตี เพียงแค่จับจุดอ่อนได้ เขาก็จะสามารถโต้กลับได้ และเมื่อโต้กลับไป ลู่ไป๋เวยที่มีการฝึกฝนเพียงเท่านั้น นางจะรับมือไหวหรือ? รอดูต่อไปเถิด!"
แม้ปากจะบอกว่ารอ แต่ในใจของเจ้าสำนักหยวนอู่ก็กำลังร้อนรนจริงๆ
ลวดลายการต่อสู้ของลู่ไป๋เวยนั้นน่าสะพรึงกลัวมากๆ การโจมตีของนางต่อเนื่องไม่หยุด ไม่เพียงแค่หลบยาก แม้แต่การมองดู ก็รู้สึกราวกับว่าจะหายใจไม่ออกแล้ว!
เมื่อไหร่จะมีจุดอ่อนให้เห็นเสียที? นางควรจะแสดงมันออกมาบ้างสิ!
ในขณะที่เจ้าสำนักหยวนอู่กำลังร้อนใจอย่างที่สุด ลู่ไป๋เวยก็เผยจุดอ่อนออกมาจริงๆ และศิษย์สำนักหยวนอู่ ก็จับจุดนั้นได้พอดี
สถานการณ์กำลังจะพลิกกลับอย่างยิ่งใหญ่แล้ว!
ศิษย์ของสำนักหยวนอู่เปลี่ยนจากการป้องกันเป็นการโจมตี จนในที่สุดก็ได้ชักกระบี่ออกมาโจมตีลู่ไป๋เวยได้สำเร็จ
ในขณะที่คนส่วนใหญ่คิดว่าสัญญาณแห่งชัยชนะของสำนักหยวนอู่กำลังจะดังขึ้น ลู่ไป๋เวยกลับไม่ตื่นตระหนก นางค่อยๆวางสนามเสริมพลังของนางทันที
นางวางมันไว้ที่จุดหนึ่ง ก่อนที่ศิษย์สำนักหยวนอู่จะโจมตีมาถึง
ศิษย์สำนักหยวนอู่รู้ดีว่าลู่ไป๋เวยเป็นผู้ฝึกฝนสนามเสริมพลังเขา เคยลิ้มรสพิษของสนามเสริมพลังที่ลดคุณสมบัติของนางมาแล้ว ดังนั้นในตอนนี้เขาจึงเตรียมพร้อมไว้แล้ว!
เขารู้ว่านางจะวางสนามพลัง ที่ทำให้เขาเคลื่อนไหวช้าลง ดังนั้นตอนนี้เขาแค่ต้องเร่งความเร็วล่วงหน้า ใช้ความเร็วของตัวเองหักล้างกับความช้าของนาง เพียงเท่านี้ก็จะสามารถรักษาความเร็วและทิศทางการโจมตีเดิมไว้ได้
เขาคิดได้ชัดเจน และทำได้สวยงาม แต่ไม่เคยคิดเลยว่า สิ่งที่ลู่ไป๋เวยโยนไว้ใต้เท้าเขาจะไม่ใช่สนามพลังลดคุณสมบัติ แต่เป็นสนามพลังที่เพิ่มคุณสมบัติต่างหาก!
นั่นคือสนามเสริมความเร็ว! เขาถูกเพิ่มความเร็ว!
ความเร็วสูงที่เขาเพิ่งเร่งขึ้นมา ผนวกกับการเพิ่มความเร็วของลู่ไป๋เวย ทำให้เขาไม่ทันได้ปรับทิศทางการโจมตีและตำแหน่งร่างกาย พุ่งตัวออกไปจนแทบมองไม่เห็นทิศทาง!
ในช่วงเวลาคับขันนั้น เขาได้ยินเสียง "ปัง" ดังขึ้น ตามด้วยสายเลือดที่พุ่งกระจายออกมาจากหน้าอกของเขา
........
"เจ้า..."
มีเล่ห์เหลี่ยมมากเกินไปแล้ว!
ศิษย์สำนักหยวนอู่ไม่อาจเอ่ยคำพูดที่เหลือออกมาได้
แต่ลู่ไป๋เวยเข้าใจความหมายของเขาเป็นอย่างดี
"ข้าไม่ฉลาด แต่ข้าเชื่อฟัง ศิษย์น้องหญิงเล็กปฏิเสธความคิดของข้า ข้าไม่ได้ยินคำพูดต่อ ก็เลยต้องทำตรงกันข้าม เปลี่ยนจากช้าเป็นเร็ว ศิษย์น้องหญิงเล็กของข้าฉลาดใช่ไหมล่ะ?"
.........
ไม่รู้ว่าฉลาดหรือไม่ แต่มันทรมานมากจริงๆ
เขาถูกสังหารสองครั้งดังที่นางว่าจริงๆ!
"แต่เจ้าอย่าเสียใจไปเลยนะ เจ้าก็มีข้อดีอยู่ ความมั่นใจแบบไร้เหตุผลของเจ้านั้น หาใครเทียบได้ยาก เห็นผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะ ก็รีบชักกระบี่ฟันเลย เจ้าแทบจะไม่ใช้สมองคิดเลยก็ว่าได้"
..........
ยิ่งทรมานกว่าเดิมไปอีก!!
โชคดีที่เขาหายตัวไปจากลานประลองอย่างรวดเร็ว จบความทรมานอันไม่สิ้นสุดนี้จบลงเสียที
แต่ครั้งที่แล้ว เขาเพิ่งตายไป หลังฟื้นคืนชีพก็พยายามสะสมปราณวิญญาณอย่างยากลำบาก
ตอนนี้ก็สูญเสียไปอีกแล้ว!
เมื่อเห็นภาพเหตุการณ์นี้ เจ้าสำนักหยวนอู่แทบคลั่ง
"อ้าว! ที่ศิษย์ของสำนักจันทราพิฆาตพ่ายแพ้ต่อไป๋เวยก็เพราะข้าได้สั่งการไว้ก่อน แล้วที่ศิษย์ของสำนักหยวนอู่พ่ายแพ้ต่อไป๋เวย ก็เป็นเพราะท่านได้สั่งการไว้ก่อนเช่นกันหรือ?"
"ข้าขอขอบคุณแทนไป๋เวยของข้าด้วยนะ ท่านใจกว้างเช่นนี้ช่างมีเมตตาจริงๆ ยอมใช้ความพ่ายแพ้อันน่าอัปยศของตนเอง มาเติมเต็มการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของนาง"
ถล่มทลายอย่างราบคาบ สังหารศัตรูที่มีขอบเขตพลังสูงกว่าถึงสองคน
บทที่ 943: ศิษย์อัจฉริยะตายสิ้นแล้วหรือ?!
ทางฝั่งนี้ เจ้าสำนักจันทราพิฆาตเองก็ลืมตัว เย้ยหยันออกมาอย่างบ้าคลั่ง จำเป็นต้องเรียกคืนความอัปยศและความทุกข์ทรมานที่เคยได้รับทั้งหมด
แม้ว่าผู้ที่ถูกเยาะเย้ยจะมีเพียงเจ้าสำนักหยวนอู่เท่านั้น แต่เจ้าสำนักใหญ่ทั้งห้าก็ถูกพาดพิงไปด้วยไม่มากก็น้อย
เพราะในตอนนั้น พวกเขาแทบทั้งหมดเห็นด้วยกับคำพูดของเจ้าสำนักหยวนอู่ ที่เคยบอกว่าลู่ไป๋เวยชนะได้ เพราะศิษย์สำนักจันทราพิฆาตยอมแพ้ให้
แต่ตอนนี้ ลู่ไป๋เวยได้พิสูจน์ตัวเองอย่างแท้จริงแล้ว และนำชัยชนะของนางมาตบหน้าทุกคนอย่างดังสนั่น!
หลังจากผ่านไปหลายวัน เมื่อนางปรากฏตัวบนเวทีประลองอีกครั้ง ก็มีพัฒนาการขึ้นอีกมาก
ตอนนี้ จึงไม่มีใครกล้าพูดว่านางโชคดีอีกแล้ว เพราะคนที่ไม่ตาบอด ต่างก็รู้สึกได้ว่าบนเวทีประลองนั้น นางมีทักษะการยิงที่แม่นยำ กดดันผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมสุญตาขั้นปลายได้อย่างสมบูรณ์
เป็นการกดดันที่แทบจะทำให้หายใจไม่ออก
นางแม่นยำเหลือเกิน!
ไม่เพียงแค่แม่นยำ การควบคุมระยะห่างและตำแหน่งของนาง ยังอยู่ในระดับที่น่าหวาดกลัวอีกด้วย
อีกทั้งวิชาสนามเสริมพลังอันน่าทึ่งของนางนั้น ก็นำเข้ามาผสานกัน และควบคุมการเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้ได้อย่างดี ทำให้นางโจมตีได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่จะได้มาเพราะโชคช่วยเลย
แม้ว่าศิษย์ของสำนักหยวนอู่คนนั้นจะโง่ไปหน่อยก็เถอะ แต่นี่ก็ไม่ได้ทำให้คนอื่นมองข้ามความเก่งกาจของลู่ไป๋เวยไปได้
ความเก่งกาจของนาง ไม่เพียงแต่ทำให้ผู้คนตื่นตาตื่นใจ แต่ยังทำให้พวกเขาทั้งหลายจมดิ่งอยู่ในห้วงความคิดอันลึกล้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าศิษย์สำนักหทัยคราม
ที่แท้ ศิษย์ที่ไม่ใช่สายต่อสู้ ก็สามารถมีพลังต่อสู้ที่แข็งแกร่งได้เหมือนกัน!
ทางด้านโน้น มังกรดำยังคงคลั่งไม่เลิก เขาตะโกนก้องทั่วทั้งเขาอู๋โยว
"สำนักชิงเสวียนชนะสิบห้าครั้งติดต่อกันแล้วนะ!"
จริงๆแล้วไม่จำเป็นต้องให้เขาเตือนความจำหรอก เพราะไม่มีใครที่อยู่ในที่นี้ ไม่รู้ว่าสำนักชิงเสวียนชนะติดต่อกันมาสิบห้าครั้งแล้ว
สิบห้าครั้งติดต่อกันเชียวนะ!
อัจฉริยะมีอยู่ทั่วไป แต่ทั้งสำนักล้วนเป็นอัจฉริยะ ทุกคนไม่เคยพ่ายแพ้แม้แต่ครั้งเดียว
เรื่องนี้ช่างน่าหวาดกลัวเหลือเกิน!
ณ ดินแดนลับ บนต้นอู๋โยว
ลู่ไป๋เวยเพิ่งกลับมา นางก็ได้ยินเสียงปรบมือดังกึกก้องตามที่คาดไว้ แม้นางจะเกือบหลงระเริงไปกับคำชื่นชมมากมายเหล่านั้น แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะล้วงหยิบหินวิญญาณออกมาจากแหวนของตน
"มา! มา! มา! ทุกคนเหนื่อยกับการปรบมือแล้ว! ทุกคนจะได้รับส่วนแบ่ง! ข้ารับรองว่าจะไม่มีใครตกหล่นแน่นอน"
หลังจากแจกหินวิญญาณเสร็จ ลู่ไป๋เวยก็นั่งลงข้างเยี่ยหลิงหลงด้วยความรู้สึกเบิกบานใจ
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก ครั้งนี้ต้องขอบคุณเจ้ามากเลยนะ!"
พูดจบ นางก็แอบยัดถุงหินวิญญาณขนาดเล็กใส่มือเยี่ยหลิงหลงเพิ่มอีกหนึ่งถุง เยี่ยหลิงหลงรับเอาไว้อย่างรวดเร็ว แล้วถามกลับ
"ศิษย์พี่หญิงห้า ท่านชนะ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้ากันเล่า?"
"ก็เจ้าบอกข้าไม่ใช่หรือ ว่าการลดความเร็วใช้ไม่ได้ผล? ข้าถึงได้ทำตามคำแนะนำของเจ้า เปลี่ยนเป็นเร่งความเร็วแทน คาดการณ์การเคลื่อนไหวของเขาได้ล่วงหน้า ชนะแบบไม่เห็นฝุ่นเลย!"
เยี่ยหลิงหลงชะงักไปครู่หนึ่ง
แม้จะเป็นเช่นนั้น นางก็ไม่ได้คิดจะให้เร่งความเร็วเลย เพราะสิ่งที่นางต้องการจะบอกก่อนหน้านี้คือการเปลี่ยนไปอยู่ในตำแหน่งที่แยบยลกว่า
ถึงอย่างไร การเปลี่ยนจากลดความเร็วเป็นเร่งความเร็ว ก็ไม่ได้ให้ผลดีนัก
หากว่าคนผู้นั้นไม่ได้มั่นใจในตัวเองมากเกินไป และทำความเข้าใจก่อนตอบโต้
ทุกอย่างก็คงไม่จบลงแบบนี้
แต่ว่า... จะพูดยังไงดีล่ะ?
ศิษย์พี่หญิงห้าของนาง มีพลังไม่เพียงพอ แต่โชคดีที่ได้เจอคนโง่เช่นนี้
โชคของนาง ผู้ใดจะไปแย่งมาได้?
หากเปลี่ยนไปใช้ตำแหน่งที่แยบยลตามที่นางเสนอไว้ก่อนหน้านี้ เขาอาจจะไม่แพ้เร็วขนาดนี้ก็ได้ อาจเป็นเพราะสติปัญญาของเขา คิดได้ไม่ถึงขนาดนั้น
มองออกแล้ว ที่ท่านพี่คนนั้นมีการฝึกฝนถึงขั้นนี้ได้ น่าจะเป็นเพราะความพยายามของตัวเองจริงๆ ค่อยๆก้าวไปทีละก้าว ไม่ได้ใช้ทางลัดแน่นอน ไม่เกี่ยวกับความฉลาดเลยแม้แต่น้อย
แน่นอนว่าโชคก็เป็นส่วนหนึ่งของความสามารถ
ศิษย์พี่หญิงห้าของนางได้เปรียบอยู่มาก ยิ่งถ่วงเวลานานเท่าไหร่ โอกาสชนะก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น ดังนั้นนางจึงเก่งมาก เก่งแบบไร้ที่ติ!
การประลองของลู่ไป๋เวยจบลงแล้ว แต่ผู้คนบนเขาอู๋โยวยังไม่ทันหายจากการชิงดีชิงเด่น การประลองรอบต่อไปก็เริ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นว่าคู่ต่อสู้บนเวทีประลอง ไม่มีศิษย์สำนักชิงเสวียนเลยสักคน ทุกคนก็พากันถอนหายใจอย่างโล่ง.อก
เพราะในที่สุด ก็ได้ดูการประลองปกติสักที
ไม่ง่ายเลยจริงๆ เห็นแล้วช่างเหนื่อยใจเหลือเกิน
ศิษย์สำนักชิงเสวียนอาจมาช้า แต่จะไม่มีวันจากลาการประลองแน่นอน
หลังจากผ่านการประลองไปหลายคู่ ศิษย์สำนักชิงเสวียนก็กลับขึ้นเวทีประลองอีกครั้ง เมื่อเห็นหนิงหมิงเฉิงปรากฏตัวในชั่วขณะนั้น
เส้นประสาทที่เพิ่งผ่อนคลายของทุกคน ก็ตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้ง
ศิษย์สำนักชิงเสวียนผู้นี้ สำหรับพวกเขาแล้ว ไม่ใช่คนแปลกหน้าเลย
ในการประลองครั้งก่อน เขาผู้นี้คือคนที่เอาชนะอัจฉริยะระดับสุดยอดของสำนักอัคคีแดง ผู้มีโอกาสมากที่สุดที่จะได้เป็นศิษย์สืบทอดคนต่อไป
ในครั้งนี้ คู่ต่อสู้ที่เขาจับคู่ได้ เป็นศิษย์จากสำนักวายุเหิน มีการฝึกฝนอยู่ในขอบเขตบูรณาการขั้นต้น
เมื่อเห็นภาพนี้ เจ้าสำนักวายุเหินถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก อย่างน้อยก็ไม่ใช่ศิษย์สายตรง
ไม่สิ! หากเป็นศิษย์สายตรงของเขา จะไม่สามารถยุติสถิติชนะติดต่อกันของหนิงหมิงเฉิงได้หรือ?
แต่ว่า... หากเกิดอีกฝ่ายมีไพ่ตายอะไรซ่อนอยู่เล่า? แล้วถ้าเกิดเจ้านั่นจัดการศิษย์ที่รักของเขาได้จริงๆล่ะ? ชิ! นั่นมันอันตรายเกินไป!
ไม่ได้ ไม่ได้
ในขณะที่เจ้าสำนักวายุเหินกำลังกระวนกระวายใจอยู่นั้น การประลองก็เริ่มขึ้น
แม้ว่าก่อนการประลอง ทุกคนจะมีความหวังเพียงน้อยนิด
เพราะถึงแม้ศิษย์สำนักวายุเหินผู้นี้ จะมีการฝึกฝนถึงขอบเขตบูรณาการแล้ว แต่พลังโดยรวมของเขาก็สู้ว่าที่ศิษย์สืบทอดจาดสำนักอัคคีแดงไม่ได้
ดังนั้น เขาจึงมีความหวังเพียงเล็กน้อย และไม่ได้คาดหวังสิ่งใดมากนักbandol.lonn77774kzGgmail.com
แต่ไม่คิดว่าความหวังเล็กๆนี้จะพังทลายเร็วขนาดนี้
ตอนเริ่มต้น ยังต่อสู้กันอย่างสูสีอยู่ชั่วครู่
แต่เขาไม่สามารถต้านทานได้ถึงหนึ่งเค่อ สุดท้ายก็เริ่มตกอยู่ในสถานะเสียเปรียบ
เมื่อเสียเปรียบแล้ว ขวัญกำลังใจก็มลายหายไปทั้งหมด ถอยหนึ่งก้าวก็ถอยต่อไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็แพ้ให้กับหนิงหมิงเฉิงอย่างไม่น่าแปลกใจ
การแพ้ครั้งนี้ทำให้สำนักชิงเสวียนครองชัยชนะสิบหกครั้งติดต่อกัน
และหนิงหมิงเฉิงก็เหมือนกับลู่ไป๋เวย ที่สามารถคว้าชัยชนะทั้งหมดในดินแดนลับบนต้นอู๋โยวนี้
แม้จะเป็นสิ่งที่คาดการณ์ไว้แล้ว แต่จะบอกว่าไม่เจ็บปวดก็คงเป็นเรื่องโกหกแน่นอน
และในเจ็ดวันสุดท้ายของการแข่งขันนี้ ไม่ว่าคนข้างล่างจะพยายามหาอสูรวิญญาณเพื่อเก็บค่าปราณวิญญาณอย่างไร แปดคนที่อยู่ด้านบนนั้น ก็ยังคงทิ้งห่างอย่างมากและอันดับก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดใด
ปราณวิญญาณก็สู้ไม่ชนะ ประลองยุทธ์ก็ยังแพ้
ใครจะไม่สิ้นหวังเล่า?
สำนักชิงเสวียนนี่จะแพ้เมื่อไหร่กันนะ!
คงไม่ต้องส่งศิษย์สายตรงออกมาจัดการพวกเขาจริงๆหรอกนะ?!
ในขณะที่ทุกคนกำลังนับนิ้ว และคำนวณว่าสำนักตนเองยังมีศิษย์เหลืออยู่กี่คน ศิษย์ของสำนักชิงเสวียนก็ก้าวขึ้นเวทีประลองอีกครั้ง
เมื่อเห็นจ้าวหย่งฝาน ศิษย์ของตนปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าจี้จื่อจั๋ว
เจ้าสำนักหยวนอู่ที่ปกติมักจะโอ้อวดอย่างมั่นใจก่อนการต่อสู้ ก็ตกใจจนหัวใจแทบวาย
หากเขาจำไม่ผิด นี่คือหนึ่งในสองศิษย์ที่เหลืออยู่ของสำนักหยวนอู่
อีกคนที่เหลือก็คือศิษย์สายตรงหลี่หมิงซาน!
แม้ว่าสำนักหยวนอู่จะมีศิษย์ที่ชนะรวดทุกการประลอง แต่ล้วนเป็นศิษย์ระดับการฝึกฝนต่ำ ไม่มีศิษย์ระดับขอบเขตบูรณาการเลยสักคน!
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในระดับการฝึกฝนซึ่งเป็นอันดับสูงนี้ พวกเขาแพ้ยับเยินเกือบทั้งหมดแล้ว
เจ้าสำนักหยวนอู่คิดไม่ออกเลย ว่าทำไมหลังจากที่ตนรับตำแหน่งมา สำนักหยวนอู่ถึงได้แย่ลงทุกปี
และปีนี้ก็แย่จนไม่กล้าแม้จะปรายตามอง!
หรือว่าในอาณาเขตย่อยที่อยู่ภายใต้การปกครองของสำนักหยวนอู่ ศิษย์อัจฉริยะทั้งหลายตายสิ้นไปแล้วกระนั้นหรือ?!
เขาสูดหายใจลึก สีหน้าเคร่งเครียดอย่างหนักแม้การประลองยังไม่ทันเริ่ม
เพราะเขามีลางสังหรณ์ว่า จ้าวหย่งฝานจะไม่สามารถเอาชนะจี้จื่อจั๋วได้อย่างแน่นอน
แต่ไม่นาน ลางสังหรณ์ของเขาก็ไม่ใช่แค่ลางสังหรณ์อีกต่อไป
เพราะจ้าวหย่งฝานแพ้จี้จื่อจั๋วจริงๆ!
บทที่ 944: เหลือเพียงหนึ่งเดียว
แม้ว่าคนหนึ่งจะอยู่ในขอบเขตบูรณาการ และอีกคนมีเพียงขอบเขตหลอมสุญตาขั้นกลาง แต่จี้จื่อจั๋วนั้นสู้ได้อย่างยอดเยี่ยมจริงๆ
ผู้ฝึกตนธาตุน้ำที่ควรจะมีนิสัยอ่อนโยน กลับต่อสู้ได้ดุดันยิ่งกว่าผู้ฝึกตนธาตุไฟเสียอีก
ยามต่อสู้ เขาแสดงท่าทีมั่นอกมั่นใจและหยิ่งผยอง ราวกับว่าลานประลองเป็นเวทีของเขา ไม่เพียงแต่สามารถแสดงฝีมือได้อย่างเต็มที่ แต่ยังดูสบายๆอีกด้วย
แม้จะถูกโจมตีจนบาดเจ็บหลายครั้ง เพราะการฝึกฝนไม่เพียงพอ แต่เขากลับไม่สนใจ อีกฝ่ายเลย ความทนทานนี้แม้แต่ผีเห็น ก็ยังต้องถอยหลังไปหลายก้าว
ตรงกันข้ามกับศิษย์ของสำนักหยวนอู่ จ้าวหย่งฝานนั้นแม้จะทำให้คู่ต่อสู้บาดเจ็บได้หลายครั้ง แต่กลับไม่สามารถคว้าโอกาสกดดันอีกฝ่ายให้จนมุมได้ เขาพลาดโอกาสครั้งแล้วครั้งเล่า
ไม่รู้ว่าเขาจะร้อนใจหรือไม่? แต่ในฐานะเจ้าสำนัก คนที่ดูอยู่แทบจะบ้าตายอยู่แล้ว!
นี่มันต่อสู้บ้าอะไรกัน?
ทำไมเมื่ออีกฝ่ายถึงจับจุดอ่อนของเขาได้ และยังสามารถสร้างแรงกดดันได้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย แล้วทำไมศิษย์ของเขาจึงทำแบบนั้นไม่ได้?
ไม่นานนัก เจ้าสำนักหยวนอู่เปลี่ยนจากความผิดหวังเป็นความ ‘สิ้นหวัง’
สุดท้ายเขาก็ทรุดตัวลง นั่งบนเก้าอี้มองศิษย์ขอบเขตบูรณาการของตนถูกผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมสุญตารุมทำร้าย
แม้จะอยู่ในขอบเขตบูรณาการ แต่การใช้วิชาก็ยังไม่คล่องแคล่วว่องไวเท่าคู่ต่อสู้
แม้จะอยู่ในขอบเขตบูรณาการ แต่วิชากระบี่ก็ยังไม่เชี่ยวชาญเท่าศัตรู การออกท่าช้ากว่าคู่ต่อสู้หนึ่งก้าวด้วยซ้ำ
ที่ประวิงเวลาได้นานขนาดนี้ ก็เพราะระดับการฝึกฝนที่สูงต่างหาก
ในขณะที่เขาจ้องมองเวทีประลองด้วยความสิ้นหวัง จู่ๆเขาก็ได้ยินเจ้าสำนักจันทราพิฆาตที่อยู่ข้างๆ เอ่ยปากซ้ำเติม
เขาอยากจะแทรกแผ่นดินหนีให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย!!
แต่เขาไม่อาจจากไปได้ เพราะถึงอย่างไรก็ยังมีความหวังสุดท้ายอย่างหลี่หมิงซานอยู่ไม่ใช่หรือ?
ขอเพียงเขาชนะ การมาครั้งนี้ก็ไม่สูญเปล่า
ในฐานะความหวังของทั้งสำนัก เจ้าสำนักหยวนอู่เริ่มภาวนาให้หลี่หมิงซานได้เจอคู่ต่อสู้ที่อ่อนแอ จะได้จัดการได้ง่ายๆ
ข้อเรียกร้องนี้ ไม่ได้มากเกินไปหรอกกระมัง?
เพราะถึงอย่างไร หลี่หมิงซานก็มีค่าปราณวิญญาณต่ำที่สุดในบรรดาศิษย์ฝ่ายในทั้งหมด แม้แต่อันดับสามสิบยังไม่ติดด้วยซ้ำ ด้วยผลงานที่น่าอับอายขนาดนี้ คงไม่มีทางจับคู่กับศิษย์ฝ่ายในจากสำนักสวรรค์ลิขิต สำนักอัคคีแดง และสำนักแปรเมฆาได้หรอกกระมัง?
เป็นไปไม่ได้หรอกกระมัง?
เมื่อคิดเช่นนี้ เจ้าสำนักหยวนอู่ก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้าง
บนลานประลองเบื้องหน้านั้น การต่อสู้ที่ดำเนินมากว่าครึ่งชั่วยาม ในที่สุดก็จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของจ้าวหย่งฝาน
สำนักชิงเสวียนได้รับชัยชนะติดต่อกันถึงสิบเจ็ดครั้งเข้าไปแล้ว เรียกได้ว่าความรุ่งโรจน์ยังคงดำเนินต่อไป ไม่มีผู้ใดทำลายสถิตินี้ได้
ในทางกลับกัน สำนักหยวนอู่กลับน่าเวทนากว่ามาก เพราะพวกเขาเหลือเพียงหลี่หมิงซานคนเดียวเท่านั้น
จี้จื่อจั๋วเพิ่งจะได้รับชัยชนะอย่างงดงาม และผ่านไปเพียงการประลองเดียว ศิษย์คนต่อไปของสำนักชิงเสวียนก็ปรากฏตัวขึ้นแล้ว
หยางจิ่นโจว ที่ปกติเก็บตัวเงียบกว่าเพื่อนร่วมสำนักหลายคน ในที่สุดเขาก็ได้ขึ้นประลอง
เขาที่บรรลุถึงขอบเขตหลอมสุญตาขั้นปลาย ยามเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ขอบเขตบูรณาการ สีหน้าของเขากลับสงบนิ่ง สอดคล้องกับวิชาที่ฝึกฝนมาอย่างยิ่ง!
ส่วนคู่ต่อสู้ของเขาก็คือศิษย์จากสำนักสวรรค์ลิขิต และฝ่ายนั้นก็แสดงความกระหายในการโจมตีมากกว่า
แต่ไม่ว่าอีกฝ่ายจะแข็งแกร่งเพียงใด หยางจิ่นโจวก็สามารถรับมือกับการโจมตีได้อย่างไม่หวาดหวั่น
หลังจากประมือกันเกือบหนึ่งชั่วยาม หยางจิ่นโจวก็ฉวยโอกาส หาจังหวะช่องโหว่ของอีกฝ่าย เปิดฉากโจมตีอย่างรวดเร็วและฉับพลัน จบการประลองในคราวเดียว
เขาคว้าชัยชนะครั้งที่สิบแปดให้สำนักชิงเสวียน และจบการประลองครั้งสุดท้ายด้วยสถิติชนะรวด
ชัยชนะของเขา ทำให้เหล่าคนจากเจ็ดสำนักใหญ่รู้สึกกดดันเป็นอย่างมาก
บรรดาศิษย์สำนักชิงเสวียนเหล่านี้ ต่างก็ใช้วิชาที่แตกต่างกัน ราวกับว่าพวกเขาไม่ได้เรียนจากอาจารย์คนเดียวกัน
บางคนดุดันรุนแรง บางคนอ่อนโยนดั่งสายลม บางคนมีอาวุธวิเศษทรงพลัง บางคนทนทานเป็นอย่างยิ่ง
รูปแบบการต่อสู้ที่แตกต่างกันมากเกินไปนี้ ทำให้แม้จะผ่านการประลองมาถึงสิบแปดครั้ง ก็ยากที่จะหาจุดอ่อนและช่องโหว่ที่เหมือนกันของพวกเขาได้
และการมีอยู่ของสำนักเช่นนี้ แม้จะเล็กแค่ไหน ก็เป็นเรื่องที่ยากจะจัดการ
พวกเขามีลางสังหรณ์ว่า หากไม่ทำลายสำนักชิงเสวียนเสียตั้งแต่ตอนนี้ ในอนาคต สำนักเล็กๆนี้คงจะก่อความวุ่นวายในภพเซียนเบื้องบนอย่างแน่นอน!
การประลองยังคงดำเนินไปอย่างเข้มข้น
กลุ่มคนหนุ่มที่แต่เดิมถูกเยาะเย้ยว่าขโมยชื่อสำนักชิงเสวียนมา บัดนี้กลับกลายเป็นจุดสนใจของทุกคนในทันที
นอกจากจะเป็นหัวข้อถกเถียงในหมู่เจ็ดสำนักใหญ่แล้ว บรรดาผู้คนจากดินแดนต่างๆ และผู้ฝึกตนไร้สังกัดที่มาชมการประลองบนเขาอู๋โหย่ว ก็กำลังพูดคุยกันอย่างออกรสทีเดียว
ต่างจากเจ็ดสำนักใหญ่ ตรงที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องรักษาหน้า เพียงแค่ทำตามความรู้สึกชื่นชมในความแข็งแกร่งเท่านั้น
ตอนแรกพวกเขายังเกรงใจเจ็ดสำนักใหญ่ แม้จะส่งเสียงให้กำลังใจ ก็ยังควบคุมเสียงให้เบาลง
แต่ต่อมาเมื่อสำนักชิงเสวียนก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ ศักยภาพในการต่อสู้ก็ยิ่งทวีความรุนแรง พวกเขาจึงไม่อาจกดความตื่นเต้นในใจไว้ได้อีกต่อไป
เจ็ดสำนักใหญ่ผูกขาดความสำเร็จมานานหลายปีแล้ว ในที่สุดก็มีกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถโดดเด่น ออกมาทำลายการปิดกั้นของพวกเขาเสียที!
พวกเขาคือปาฏิหาริย์ที่มีลมหายใจ! จะไม่ให้ตื่นเต้นได้อย่างไร?
ในขณะที่ทุกคนกำลังตื่นเต้น รอคอยศิษย์สำนักชิงเสวียนคนต่อไปออกมาสร้างปาฏิหาริย์อีกครั้ง แต่ศิษย์สำนักชิงเสวียนกลับหายไปราวกับสาบสูญ
ไม่ปรากฏตัวในการประลองหลายรอบติดต่อกัน
จนกระทั่งถึงวันที่สามก่อนสิ้นสุดการประลอง ในรอบสุดท้าย
บนเวทีประลองปรากฏศิษย์สายตรงจากสองสำนัก
ทำให้ผู้ที่ชมการประลองมาทั้งวัน สะดุ้งโดยพร้อมเพรียง ความง่วงงุนหายวับไปในพริบตา
"ศิษย์สายตรงเส้าจ่างคุนแห่งสำนักวายุเหิน ปะทะกับศิษย์สายตรงซุนจินเหยาแห่งสำนักหทัยคราม!"
เมื่อคู่ต่อสู้ทั้งสองปรากฏตัว ไม่เพียงแต่ศิษย์จากดินแดนต่างๆบนเขาอู๋โหยวและผู้ฝึกตนไร้สังกัดเท่านั้น แม้แต่เจ็ดสำนักใหญ่ก็ยังตะลึงงัน
ตามประสบการณ์ที่ผ่านมา ศิษย์สายตรงของเจ็ดสำนักใหญ่ มักจะเริ่มประลองกันในวันรองสุดท้ายเท่านั้น
แต่ครั้งนี้ การประลองครั้งสุดท้ายในวันที่สาม กลับเป็นการประลองของศิษย์สายตรง! และเป็นการประลองระหว่างศิษย์สายตรงด้วยกันเสียด้วย!
นี่หมายความว่าอะไร? หมายความว่าจะมีศิษย์สายตรงอีกหลายคนที่ต้องไปประลองในช่วงท้ายๆ!
"ยังมีใครในสำนักชิงเสวียน ที่ยังไม่ได้ประลองรอบสุดท้ายอีกบ้าง?"
คำถามนี้ไม่รู้ว่าใครถาม และไม่มีใครตอบ
เพราะบนลานประลองเวหา ศิษย์สายตรงสองคนที่ควรจะเป็นคู่สุดท้ายกลับเริ่มประลองกันเสียแล้ว!
เจ้าสำนักวายุเหิน หันไปมองเจ้าสำนักหทัยคราม และก็บังเอิญว่าเจ้าสำนักหทัยครามก็หันมามองเขาเช่นกัน
สายตาของทั้งสอง สบกันโดยไม่ตั้งใจ
เจ้าสำนักหทัยครามเห็นความโล่ง.อกในดวงตาของเจ้าสำนักวายุเหิน
นางหัวเราะเยาะเบาๆ
‘อย่าเพิ่งมั่นใจไปหน่อยเลย ศิษย์สายตรงของสำนักหทัยคราม ฝึกฝนทั้งกระบี่และวิชาการแพทย์ น่ากลัวเสียยิ่งกว่าผู้ฝึกกระบี่ทั่วไปเสียอีก!’
ภายในพื้นที่ดินแดนลับของต้นอู๋โยว
เยี่ยหลิงหลงเห็นศิษย์ของตนปรากฏตัวบนเวทีประลอง ดวงตาของนางก็เผยแววรักและเอ็นดู
"อย่าทำให้อาจารย์ต้องขายหน้าล่ะ เสี่ยวเอ๋อร์"
ต้วนซิงเหอได้ยินคำพูดนั้น ก็สะท้านไปทั้งร่าง
"น้องหญิง นี่เจ้าพูดอะไรอยู่?"
"เส้าจ่างคุนเป็นศิษย์ของข้าเจ้าค่ะ"
‘อะไรกัน?’
เรื่องบ้าอะไร?
เขาอึ้งไปครู่ใหญ่ เพื่อยืนยันว่าตนเองไม่ได้ฟังผิด
"เส้าจ่างคุนเป็นศิษย์ที่เจ้าสำนักวายุเหินรับเป็นศิษย์โดยตรงนะ"
"แต่เจ้าสำนักวายุเหินรักเขาน้อยกว่าข้าเสียอีก! คราวที่แล้วคุนเอ๋อร์เกือบถูกทำร้ายจนตาย แต่เขากลับปกป้องผู้อาวุโสที่เป็นศิษย์น้องของเขา!"
เรื่องของสำนักวายุเหิน เขาเคยได้ยินมาบ้าง แต่ไม่ได้สนใจมากนัก ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องของสำนักอัคคีแดง
แต่ถึงจะเป็นเรื่องของสำนักอัคคีแดง เขาก็คงไม่สนใจอยู่ดี
เพราะเขาเป็นเหมือนคนที่แยกตัวออกมาจากทุกสิ่ง
"พี่ใหญ่ แม้ว่าข้าจะมั่นใจในศิษย์ของข้ามาก แต่ท่านช่วยวิเคราะห์ให้ข้าหน่อยได้หรือไม่ ว่าการต่อสู้ครั้งนี้ เขาจะรับมือได้หรือเปล่า?"
แม้ว่าต้วนซิงเหอจะไม่ใส่ใจเรื่องเล็กน้อย แต่เขากลับรู้จักสถานการณ์ของยอดฝีมือจากสำนักต่างๆเป็นอย่างดี เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
"ข้าว่าน่าจะรับมือยาก"
บทที่ 945: เจ้าเหน็บศิษย์น้องหญิงของข้าหรือ?
เยี่ยหลิงหลงเคยเห็นกับตา ว่าชิวจื้อเหลียงใช้ทุกวิถีทางใต้ต้นอู๋โยวเพื่อบีบให้เส้าจ่างคุนถึงแก่ความตาย! แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคงยืนหยัดด้วยพลังของตัวเอง พยายามต้านทานการทรมานและการโจมตีครั้งแล้วครั้งเล่าได้
จนกระทั่งนางมาถึง และปลดค่ายกลให้เขา ทำให้เขาพลิกสถานการณ์จนเกือบจะสังหารชิวจื้อเหลียงได้ ทั้งที่ชิวจื้อเหลียงก็เป็นถึงขอบเขตบูรณาการด้วยเหมือนกัน!
จากเหตุการณ์นี้ แสดงให้เห็นว่าเส้าจ่างคุนแข็งแกร่งมากจริงๆ
แต่ความแข็งแกร่งของเขา กลับถูกซุนจินเหยาศิษย์สายตรงสำนักหทัยครามทำลายลงได้อย่างง่ายดาย
ซุนจินเหยาเป็นผู้ฝึกตนธาตุไม้และน้ำ ไม่เพียงแต่ชำนาญวิชาธาตุไม้อย่างล้ำเลิศ วิชาธาตุน้ำก็ใช้ได้อย่างงดงามไม่แพ้กันเลย
ไม่ว่าคมกระบี่ของเส้าจ่างคุนจะคมกล้าเพียงใด นางก็สามารถใช้น้ำที่โอบอุ้มทุกสิ่ง และเอาอ่อนชนะแข็งได้ เปลี่ยนความดุดันของเขาให้กลายเป็นพลังน้ำ จากนั้นก็อาศัยพลังน้ำทำลายพลังกระบี่ของเขา
ทุกคมกระบี่ของเส้าจ่างคุน ล้วนทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง แต่เจ็ดในสิบกระบี่กลับเหมือนฟันลงบนปุยนุ่นอย่างไรอย่างนั้น ส่วนความเสียหายจากสามกระบี่ที่เหลือ ก็ถูกซุนจินเหยาใช้วิชารักษาชั้นสูงป้องกันไว้ได้หมด
เสน่ห์ของการประลองระหว่างผู้แข็งแกร่งยังคงอยู่ตรงนี้ ภาพการต่อสู้ระหว่างศิษย์สายตรงทั้งสองคนนั้น เหนือกว่าการประลองอื่นใด ทั้งการตัดสินกระบวนท่า และการควบคุมวิชาใดใด ล้วนเหนือชั้นกว่าผู้อื่นอย่างสิ้นเชิง
เยี่ยหลิงหลงรู้มาโดยตลอด ว่าบรรดาศิษย์สายตรงทั้งหลายแข็งแกร่ง แต่เมื่อได้เห็นกับตาก็อดที่จะชื่นชมจากใจไม่ได้จริงๆ
นางเท้าคางมองด้วยดวงตากลมโตไม่กะพริบ ดูอย่างตั้งใจจนถึงขั้นทำให้ต้วนซิงเหอที่อยู่ข้างๆ ต้องหัวเราะออกมา
ท่าทางของนาง ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะแหย่นาง เขาจึงเอียงหน้าเข้าไปใกล้แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงกวนประสาทว่า
"น้องหญิง ดูเหมือนว่าเจ้าจะใส่ใจศิษย์ตัวน้อยของเจ้าจริงๆนะ ดูเขาประลองอย่างตั้งอกตั้งใจ แล้วถ้าถึงคราวข้าประลองเล่า? เจ้าจะตั้งใจดูเช่นนี้หรือไม่?"
เยี่ยหลิงหลงได้ยินเช่นนั้น แต่นางกลับไม่หันไปมองเขาสักแวบ
"หากท่านพี่สู้ได้สวยงามกว่าพวกเขา ข้าก็จะตั้งใจดูยิ่งกว่านี้ พี่ใหญ่ ด้วยฝีมือของท่าน คงไม่ยากหรอกกระมัง? ข้าว่าท่านคงไม่ทำให้ข้าผิดหวังหรอก ใช่หรือไม่?"
......
ต้วนซิงเหอเงียบไปนาน ส่วนหนิงหมิงเฉิงที่อยู่ข้างๆ กลับกลั้นไม่อยู่จนหลุดขำออกมา
"เจ้ากล้าพูดจาประชดประชันศิษย์น้องหญิงเล็กอย่างนั้นรึ? มดตัวน้อยอย่างเจ้าจะมาสั่นคลอนต้นไม้ใหญ่ได้อย่างไร ช่างน่าขันจริงๆ เหตุใดไม่รู้จักประมาณตนเสียบ้าง ฮ่าๆๆ..."
คำพูดนั้นเพิ่งจะจบลง ต้วนซิงเหอก็ส่งหมัดใหญ่ใส่หนิงหมิงเฉิงทันที
หนิงหมิงเฉิงหยุดหัวเราะทันที
เขาเกือบลืมไปว่า ที่นี่คือดินแดนลับบนต้นอู๋โยว และด้วยพลังของต้วนซิงเหอ สามารถส่งเขาไปนั่งรอที่จุดฟื้นคืนชีพได้ทุกเมื่อ
แม้ว่าตอนนี้เขาจะไม่มีปราณวิญญาณให้อีกฝ่ายแล้ว แต่ก็เรียกได้ว่าแทบไม่มีอะไรให้สูญเสีย แต่การที่ต้องไปนั่งรอหกชั่วยามทั้งๆแบบนั้น เขาก็ไม่อยากทำจริงๆ
อีกอย่าง ใครยั่วก่อน คนนั้นก็ผิด เขาไม่ได้เสียปราณวิญญาณหรือชีวิต เขาเพรียงแค่รู้สึกว่าเหล่าศิษย์ร่วมสำนักคงไม่แก้แค้นแทนเขาอย่างแน่นอน พวกนั้นอาจจะส่งสายตาชื่นชมมาด้วยซ้ำ เพราะในที่สุดบรรยากาศก็ความสงบลงสักที
ในขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยกันอยู่นั้น สถานการณ์บนเวทีประลองก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก
เส้าจ่างคุนเป็นฝ่ายโจมตีอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ซุนจินเหยาคอยป้องกันและรักษาตัวเองได้อย่างไม่สิ้นไร้ไม้ตอก
เส้าจ่างคุนกำลังรอ รอจังหวะที่คู่ต่อสู้จะเผยช่องโหว่ออกมา
ซุนจินเหยาก็กำลังรอเช่นกัน รอโอกาสที่เหมาะสม
ทั้งสองคนจึงตกอยู่ในสภาวะชะงักงันเป็นเวลานาน แม้จะเป็นการชะงักงัน แต่การต่อสู้ของยอดฝีมือนั้น ทุกกระบวนท่าล้วนงดงาม ไม่ว่าจะเปลี่ยนรูปแบบการโจมตี หรือการเลือกวิธีป้องกัน
ทุกย่างก้าวล้วนน่าติดตามยิ่ง
เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม ทั้งสองคนยังคงโต้ตอบกันไปมา ยังคงอยู่ในสภาวะชะงักงันเช่นนั้น
แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพราะยามนี้สภาพจิตใจของพวกเขาเปลี่ยนไปแล้ว ในตอนนั้น เส้าจ่างคุนได้เปลี่ยนรูปแบบการโจมตีจากก่อนหน้าอย่างฉับพลัน เขาเริ่มสะสมพลังและรวบรวมกำลังอย่างต่อเนื่อง
เมื่อเขาฟันกระบี่ออกไป การโจมตีแต่ละครั้งก็ยิ่งดุดันขึ้นเรื่อยๆ พลังที่เกิดขึ้นก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกที เขากำลังเร่งพลังของตนเองอยู่!
ตามการวางรากฐานทีละก้าว ปราณกระบี่ของเขาได้ก่อร่างขึ้น ปราณกระบี่สีฟ้าอ่อนอันคมกริบ ได้วนเวียนล้ออยู่ที่ปลายกระบี่ สายลมพัดชายเสื้อคลุมของเขา รอบกายเขาราวกับมีกระบี่นับพันเล่มกำลังฟาดฟัน สร้างรอยบากเอาไว้ในอากาศมากมาย
ในจังหวะที่พลังกระบี่ของเขาสะสมถึงจุดสูงสุด มือที่เดิมถือกระบี่เพียงข้างเดียวก็เปลี่ยนเป็นจับกระบี่สองมือ นี่คือการทุ่มสุดกำลังเพื่อโจมตีครั้งสุดท้าย!
ในชั่วขณะนั้น ทุกคนต่างรู้สึกใจหายวาบขึ้นมาแล้ว เพราะเขาเป็นฝ่ายทำลายสถานการณ์ที่ชะงักงัน เขาเป็นคนแรกที่ลงมือโจมตีอย่างสุดกำลัง
หากไม่สำเร็จ คงไม่มีโอกาสต่อสู้อีกแล้วแน่นอน แต่ถ้าเขาทำสำเร็จ ซุนจินเหยาก็คงไม่สามารถรักษาความสมดุลแบบเดิมได้อีก
และเขาจะเป็นผู้ชนะในศึกครั้งนี้!
ดังนั้นการโจมตีครั้งนี้ จึงสำคัญเป็นอย่างยิ่ง!
ไม่เพียงแต่เจ้าสำนักวายุเหินและเจ้าสำนักหทัยครามบนเขาอู๋โยวที่รู้สึกตึงเครียด แม้แต่เยี่ยหลิงหลงในต้นอู๋โยวก็ยังรู้สึกกังวลอยู่บ้าง
ศิษย์โง่คนนี้ ค่อนข้างจะซื่อตรงไปหน่อย หากเขาสามารถเปลี่ยนวิธีการได้ อาจจะดีกว่านี้ แต่ในเมื่อเขาเลือกเช่นนี้แล้ว นางก็ได้แต่อวยพรอยู่ในใจอย่างเงียบๆ
หากว่าการโจมตีครั้งนี้แรงพอ ก็จะสามารถทะลวงกระแสน้ำทั้งหมดของซุนจินเหยาได้
ในตอนนี้ ต้วนซิงเหอที่อยู่ด้านข้างส่ายหน้า
"น้องหญิง เห็นทีศิษย์ของเจ้าคงระงับอารมณ์ไว้ไม่อยู่แล้วกระมัง การโจมตีครั้งนี้ของเขา ข้าไม่คิดว่าจะสำเร็จ"
เยี่ยหลิงหลงไม่ได้หันหลังกลับ และไม่ได้ตอบโต้อะไร นางรอดูผลลัพธ์เพียงอย่างเดียว
ในขณะนั้น เมื่อเผชิญหน้ากับการโจมตีอันทรงพลังของเส้าจ่างคุน ซุนจินเหยาไม่ได้รีบร้อนหรือตื่นตระหนก นางเพียงแต่ค่อยๆสะสมพลังน้ำ ภายใต้การเคลื่อนไหวของฝ่ามือ แถบน้ำขนาดใหญ่ที่สามารถบรรจุทุกสรรพสิ่ง ได้ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วตรงหน้านาง
แถบน้ำเหล่านั้นค่อยๆหมุนวน ไม่เพียงแต่รอบกายนาง แต่ยังหมุนวนเป็นวงกว้างไปถึงด้านหลังนาง และในขณะเดียวกัน ร่างของนางก็เปล่งประกายสีเขียวมรกตวับวาวขึ้นมา
วิชารักษาของธาตุไม้ ได้ถูกเปิดใช้งานแล้ว นางเตรียมพร้อมทุกอย่าง เพื่อรับมือกับการโจมตีครั้งนี้อย่างสุดกำลัง!
ในชั่วพริบตานั้น เส้าจ่างคุนใช้สองมือกำกระบี่ ฟาดฟันลงมาที่ซุนจินเหยา
เสียงดังสนั่น "โครม" ปราณกระบี่ฟันลงบนสายน้ำอย่างรุนแรง พร้อมส่งพลังออกมาอย่างต่อเนื่องและเต็มกำลัง
สายน้ำของซุนจินเหยาแตกกระจายในชั่วขณะนั้น!
แต่เพียงชั่วครู่ สายน้ำก็รวมตัวกันขึ้นใหม่ กระแสน้ำไหลบ่าออกมาไม่หยุด ค่อยๆพัดพาแรงกระบี่ของเส้าจ่างคุนให้อ่อนกำลังลง และสลายไปในที่สุด
แต่เนื่องจากแรงกระบี่ของเส้าจ่างคุนนั้นรุนแรงเกินไป แม้จะมีสายน้ำไหลไม่ขาดสาย นางก็ยังคงได้รับบาดเจ็บทุกครั้ง ที่ปราณกระบี่ฟันสายน้ำแตกกระจาย
ทุกครั้งที่สายน้ำแตกกระจาย คือทุกครั้งที่ได้รับบาดเจ็บ
เวลาผ่านไป ในการปะทะกันอย่างดุเดือดครั้งนี้ แม้ว่าซุนจินเหยาจะมีบาดแผลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ปราณกระบี่ของเส้าจ่างคุนกลับถูกกลืนกินไปทีละน้อย
พลังของเขาก็เริ่มอ่อนลงเรื่อยๆ สีหน้ายิ่งดูแย่.ลงทุกทีทุกที
เขากำลังจะพ่ายแพ้เสียแล้ว
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า เจ้าสำนักวายุเหินบีบนิ้วมือแน่น ถอนหายใจออกมาอย่าง.อดไม่ได้
ขณะที่รอยยิ้มเริ่มผุดขึ้นบนใบหน้าของเจ้าสำนักหทัยคราม
การโจมตีสุดกำลังนี้ ถูกสลายไปเกือบหมดแล้ว
สุดท้ายเส้าจ่างคุนก็ไม่สามารถเอาชนะซุนจินเหยาได้!!
ดังนั้น ตอนนี้จึงถึงคราวของซุนจินเหยาแล้ว!!
ทุกสิ่งเป็นอย่างที่คาด ไม่นานนัก มุมปากที่เปื้อนเลือดของซุนจินเหยาก็ยกขึ้นเล็กน้อย เผยรอยยิ้มบางเบาออกมา
นางเปลี่ยนการป้องกันที่ทำมาก่อนหน้า พลิกกระแสน้ำในมือ เปลี่ยนจากรับเป็นรุก
พลังจึงได้ปะท่ขึ้นอย่างรุนแรง!
สายน้ำในมือนาง พลันแปรเปลี่ยนเป็นมังกรน้ำที่ทรงพลังในชั่วพริบตา คำรามกึกก้องพุ่งเข้าใส่เส้าจ่างคุนที่ใช้พลังจนหมดสิ้นแล้วอย่างเต็มกำลัง!
บทที่ 946: จะปล่อยให้เขาเรียกข้าว่าอาจารย์เปล่าๆหรือ?
ทว่าในขณะนั้น เส้าจ่างคุนไม่ได้ตื่นตระหนกหรือหวาดกลัวแต่อย่างใด เขาไม่ได้หันหลังหรือหลบหนีไป แต่กลับมีรอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปากเท่านั้น
และพร้อมกับรอยยิ้มนั้น เขากระโดดพรวดขึ้น มือถือกระบี่ยาวพุ่งเข้าปะทะกับมังกรน้ำอันทรงพลังที่ซุนจินเยาโจมตีเข้ามา
ปราณกระบี่ห่อหุ้มรอบกระบี่ยาว เปลี่ยนจากท่าทีอ่อนแอเมื่อครู่ เป็นการโจมตีอย่างดุดันทันที!
และการโจมตีครั้งนี้ แข็งแกร่งยิ่งกว่า "การโจมตีสุดกำลัง" ก่อนหน้านี้เสียอีก!
เมื่อเห็นกระบี่ในมือเขาพุ่งทะยานพลังมหาศาล และเห็นพลังทั่วร่างของเขาแข็งแกร่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เขาใช้กระบี่ในมือฟันมังกรน้ำของซุนจินเยาแตกกระจาย แล้วพุ่งเข้าโจมตีใบหน้าของนาง เมื่อเห็นเช่นนั้น ทุกคนต่างตะลึงงันเป็นที่สุด!
เจ้าสำนักวายุเหินและเจ้าสำนักหทัยครามที่อยู่บนเขาอู๋โยว ต่างก็ลุกพรวดขึ้นพร้อมกันทันที!!
ทั้งสองท่านยังไม่ทันได้พูดอะไร กระบี่ของเส้าจ่างคุนก็แทงมาถึงหน้าซุนจินเหยาเสียแล้ว บัดนี้ แม้ว่านางถอนการโจมตี กลับมาป้องกันก็ไม่ทันเสียแล้ว!
กระบี่แทงเข้าหัวใจ เลือดสีแดงทะลักออกมาจากปากแผล กระเซ็นออกมาอาบทุกสิ่ง ท่ามกลางสีหน้าตกตะลึงของซุนจินเหยา เส้าจ่างคุนจบการต่อสู้ครั้งนี้ลงไปเสียแล้ง
เขาชนะแล้ว!
"เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ไปได้!"
เจ้าสำนักหทัยครามยังคงไม่อาจยอมรับความพ่ายแพ้ครั้งนี้ได้
ที่แท้การ "การโจมตีสุดกำลัง" ของเส้าจ่างคุนเมื่อครู่ นี้ล้วนเป็นการแสร้งทำหรอกหรือ!
ตั้งแต่แรก เขาก็ไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดหรือ?!
ไม่เพียงไม่ได้ใช้พลังเต็มที่ แต่ในตอนที่ซุนจินเหยาใช้พลังธาตุน้ำสลายปราณกระบี่ของเขา เขายังแอบถอนพลังกลับคืนอย่างแนบเนียน และแสร้งทำเป็นว่าโจมตีไม่สำเร็จ
จนสุดท้ายก็ดูเหมือนว่าเขากำลังจะหมดหนทาง!
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อล่อให้ซุนจินเหยาละทิ้งการป้องกันแบบที่นางถนัดที่สุดมาตลอด
เมื่อเปลี่ยนเป็นการโจมตี พลังโจมตีของซุนจินเกยาก็ไม่อาจเทียบชั้นกับเส้าจ่างคุนได้เลย
เส้าจ่างคุนสามารถต้านทานการโจมตีที่ไม่แข็งแกร่งของนางได้ และใช้การโจมตีอันทรงพลังของตนเองเอาชนะนางได้!
"เจ้าสำนักวายุเหิน ท่านสั่งสอนศิษย์ได้ดีจริงๆ!" เจ้าสำนักหทัยครามโกรธจนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
นางเองก็ไม่เคยคิดมาก่อนเลย ว่าศิษย์ของตนจะแพ้เพราะมีเล่ห์เหลี่ยมน้อยกว่าผู้อื่นเช่นนี้!!
แต่เส้าจ่างคุนผุ้นี้ นางรู้จักดี! เพราะเขาเป็นหนึ่งในศิษย์สายตรงไม่กี่คนที่ค่อนข้างซื่อตรงและเรียบง่าย อีกทั้งยังเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม
ดังนั้นนางจึงไม่เคยคิดเลย ว่าเส้าจ่างคุนจะใช้เล่ห์เหลี่ยมเช่นนี้ออกมาในลานประลอง!
เจ้าสำนักวายุเหินลดรอยยิ้มลง พยายามทำให้ตัวเองดูไม่น่าเกลียดมากนัก เขายกมือทั้งสองข้างขึ้น และทำท่าไร้เดียงสาพลางกล่าวว่า
"ท่านเจ้าสำนักหทัยครามเข้าใจผิดเสียแล้ว นี่ไม่ใช่สิ่งที่ข้าสอนเขาเลย"
เจ้าสำนักหทัยครามไม่เชื่อเลยแม้แต่น้อย นางหันหน้าหนีแล้วนั่งลงด้วยความโมโห
ในตอนนั้นเอง บนต้นอู๋โยว ต้วนซิงเหอเห็นเส้าจ่างคุนชนะด้วยวิธีการเช่นนี้ ก็ยังตั้งสติไม่อยู่ไปพักใหญ่!
การต่อสู้จริงต้องใช้สมอง แต่เส้าจ่างคุนก็ไม่ได้เป็นคนเช่นนี้นี่นา สิ่งที่ปราฏกออกมานี้ จึงเป็นสิ่งที่เขาไม่คาดคิดจริงๆ
"ศิษย์พี่ใหญ่ ศิษย์ของข้านับว่าใจเย็นพอสมควร เป็นอย่างไรบ้าง? จังหวะโจมตีของเขางดงามมากใช่หรือไม่?"
"เขาเรียนรู้สิ่งนี้มาจากเจ้าหรือ?"
"แหม… ท่านคิดว่าข้าจะยอมให้เขาเรียกข้าว่าอาจารย์เปล่าๆหรือ?"
.......
คบคนพาล พาลพาไปหาผิด เห็นทีคงเป็นเช่นนี้กระมัง!
เรื่องที่สามารถใช้สมองแก้ไขได้ ไม่ควรเสียเวลาทำร้ายร่างกายให้บาดเจ็บ
มันไม่คุ้มค่า!
รูปแบบการต่อสู้นี้ ดูแล้วก็เป็นเยี่ยหลิงหลงจริงๆนั่นแหละ!
การต่อสู้ครั้งนี้จบลงในวันที่สามก่อนถึงวันสุดท้าย
คืนนั้น ต้วนซิงเหอคิดอยู่ตลอดว่า บางทีตนเองควรขอคำแนะนำจากนางสักหน่อยดีหรือไม่?
ในที่สุด เช้าวันที่สองก่อนถึงวันตัดสิน ต้วนซิงเหอก็ดึงแขนเสื้อของเยี่ยหลิงหลง
"น้องหญิง เจ้ามีกลเม็ดพิเศษอะไรอีกหรือไม่?"
"พี่ใหญ่ กลเม็ดของข้ามีมากมายจนพูดสามวันสามคืนยังไม่หมด ถึงขั้นสามารถเขียนเป็นหนังสือในหอตำราได้เลยนะเจ้าคะ"
ต้วนซิงเหอดีใจขึ้นมาทันที
"ถ้าอย่างนั้น ก่อนที่การประลองจะเริ่ม เจ้าช่วยชี้แนะข้าสักหน่อยได้หรือไม่?"
"พี่ใหญ่ การชี้แนะนั้นมีได้เฉพาะระหว่างศิษย์กับอาจารย์เท่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่างท่านกับข้า..."
"ไม่ได้หรือ?"
"ต้องเปลี่ยนเจ้าค่ะ"
........
ต้วนซิงเหอชะงักไปทันที
บนใบหน้าของน้องหญิงมีอักษรคำว่าอาจารย์เขียนไว้อย่างชัดเจน
แม้เขาจะพยายามทำเป็นไม่มองเห็น ก็ยากเย็นยิ่งนัก
แต่คำว่าอาจารย์นี้...
เรียกไม่ออก มันเรียกไม่ออกจริงๆ!
เส้าจ่างคุนอายุมากกว่าเยี่ยหลิงหลงตั้งเยอะ อีกทั้งยังเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตบูรณาการ และมีอาจารย์ของตัวเอง
แล้วเขาเรียกนางแบบนั้นได้อย่างไรกัน?
"พูดออกมายากสินะ?"
พอเห็นความหวังแล้ว ต้วนซิงเหอก็ดวงตาเป็นประกายขึ้นมา เขาพยักหน้าเบาๆ
"นั่นแหละเจ้าค่ะ ไม่เช่นนั้นจะมีแค่เขาที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาจากข้าได้อย่างไร? อย่าทำให้ตัวเองลำบากไปเลย ข้าก็ไม่ได้ขาดแคลนศิษย์หรอกเจ้าค่ะ"
........
ตอนนี้ ในที่สุดต้วนซิงเหอก็มองเห็นใบหน้าที่แท้จริงของน้องหญิงที่เก็บมาคนนี้แล้ว
พอนึกย้อนกลับไปถึงตอนที่พบกันครั้งแรก ท่าทางอ่อนแอ เซื่องซึม น่ารังแกของนาง...
"น้องหญิง ข้าจู่ๆก็นึกขึ้นได้ ตอนที่พวกเราพบกันครั้งแรก อสูรวิญญาณระดับหนึ่งถึงสามหายไปพร้อมกัน หรือว่าเรื่องนี้..."
"ข้าเป็นคนทำเองแหละเจ้าค่ะ"
ที่แท้ ตั้งแต่ตอนที่พวกเขาพบกันครั้งแรก นางก็เป็นเศรษฐีตัวน้อยที่สะสมปราณวิญญาณไว้มากมายแล้วหรือนี่!
"เช่นนั้น..."
"ข้าติดตามท่านมาตลอดทาง ปราณวิญญาณที่ท่านได้มาทั้งหมด ล้วนเป็นเศษเดนที่ข้าเหลือทิ้งไว้ให้ต่างหาก"
......
ต้วนซิงเหอไม่รู้จะใช้คำใดมาบรรยายความรู้สึกของตนในตอนนี้เลย
ขณะที่เขากำลังควบคุมสีหน้าตัวเองไม่อยู่ ภาพตรงหน้าก็วูบไป น้องหญิงของเขาหายไป ปรากฏเป็นศิษย์สำนักแปรเมฆาแทน
พูดให้ถูกต้องคือ อีกฝ่ายเป็นศิษย์สายตรงของสำนักแปรเมฆา
จบกัน!!
เจอคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งเข้าให้แล้ว
ในเจ็ดสำนักใหญ่ สามอันดับแรกที่แข็งแกร่งที่สุดคือ สำนักสวรรค์ลิขิต สำนักอัคคีแดง และสำนักแปรเมฆา
ทว่าเขาที่ไม่ใช่ศิษย์สายตรง กลับต้องมาเผชิญหน้ากับศิษย์สายตรงของสำนักแปรเมฆา
ต้วนซิงเหอถอนหายใจอย่างหนักหน่วง
ครั้งหนึ่ง โอกาสเคยอยู่ตรงหน้าเขา แต่เขากลับไม่ได้ทะนุถนอมมันเอาไว้!!!
คิดดูตอนนี้ เพียงแค่เรียกคำว่าอาจารย์ออกมาคำเดียว มันจะเสียหายอะไรกันนักกันหนา?!
เขายังไม่รู้เท่าทันสถานการณ์เท่าเส้าจ่างคุนเลยด้วยซ้ำ!
เมื่อเห็นต้วนซิงเหอนั่งถอนหายใจอยู่ตรงนั้น ศิษย์สายตรงหรงซิวจู๋แห่งสำนักแปรเมฆาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
ก่อนจะยิ้มออกมาในที่สุด
"ศิษย์น้องต้วน ถอนหายใจด้วยเหตุใดกัน? ไม่มั่นใจในการต่อสู้ครั้งนี้หรือ?"
"ไม่ใช่เช่นนั้นหรอกขอรับ เพียงแต่ข้าไม่ได้ให้ความสำคัญกับบทเรียนในอดีตอย่างเพียงพอ ทั้งที่มีทางลัดอยู่ตรงหน้า แต่ข้ากลับไม่เลือกเดิน กลับเลือกเส้นทางที่ยากลำบาก ทำให้ตัวเองลำบากไปเอง เห้อ!! ข้าตาบอดหรืออย่างไร?"
ต้วนซิงเหอถอนหายใจพลางลุกขึ้นยืน
หรงซิวจู๋ไม่เข้าใจความหมายในคำพูดเหล่านั้นเลยสักนิด แต่ก็ไม่ได้ขัดอารมณ์ของอีกฝ่าย
ต้วนซิงเหอเห็นแล้วก็ไม่แปลกใจ คนของสำนักแปรเมฆาก็เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว เหมือนกับเจ้าสำนักช่างพูดของพวกเขาไม่มีผิด
เมื่อเห็นพวกเขาทั้งสองยืนอยู่บนเวทีประลองกลางเวหา ไม่เพียงแต่เจ้าสำนักอัคคีแดงที่ชะงักงัน แม้แต่เจ้าสำนักแปรเมฆาก็เงียบไปนาน
ทำไมถึงเป็นพวกเขาที่ต้องประลองกัน?
แล้วศิษย์สายตรงที่เหลืออีกหลายคน จะจับคู่กันอย่างไร?
"ข้าได้ยินมาว่าศิษย์ของท่านสำนักคนนี้ เจ้าแม้จะไม่ได้เป็นศิษย์สายตรง แต่เขาเป็นศิษย์คนสุดท้ายของอาจารย์อาของพวกเจ้า เห็นคงไม่ได้ด้อยไปกว่าศิษย์สายตรงเลยนะ" เจ้าสำนักแปรเมฆากล่าวพร้อมรอยยิ้ม
เจ้าสำนักอัคคีแดงมองตวัดสายตาไปที่ต้วนซิงเหอหนึ่งที แต่สีหน้าไม่แสดงอารมณ์ใดๆ
ตอนแรกเขาก็อยากรับศิษย์ผู้นี้เหมือนกัน แต่เพราะนิสัยเก็บตัว และไม่ชอบเข้าสังคม ชอบอยู่บำเพ็ญตนกับอาจารย์อาบนยอดเขาร้าง มากกว่าจะย้ายมาอยู่ใต้การดูแลของเขา
ทั้งดื้อรั้นและควบคุมยาก ไม่รับก็คงดีกว่า
ถือเสียว่าไม่มีวาสนาต่อกันไป!
เขาไม่คิดว่าครั้งนี้ จะเป็นการประลองระหว่างศิษย์ผู้นี้กับศิษย์สายตรงของสำนักแปรเมฆา
มองดูแล้ว แม้โอกาสชนะจะไม่มากนัก แต่ถ้าชนะก็จะได้กำไรงาม แพ้ก็ไม่ถือว่าเสียหน้าแต่อย่างใด
"เจ้าสำนักแปรเมฆาชมเกินไปแล้ว เขาก็แค่ศิษย์ธรรมดาผู้หนึ่งเท่านั้น รอดูการประลองเถิด"
บทที่ 947: การรักษาจิตใจที่ใสซื่อไว้ มันยากขนาดนั้นเลยหรือ?
ไม่นานก็ได้ยินเสียงระฆังก็ดังขึ้น การประลองจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว!
หรงซิวจู๋และต้วนซิงเหอนั้น ทั้งสองคนไม่ลังเลแม้แต่น้อยที่จะชักอาวุธของตนออกมาอย่าง.องอาจ
อีกฝ่ายมีบุคลิคล้อไปตามนามของเขา หรงซิวจู๋ถือกระบี่ยาวในมือ รูปร่างของเขาผอมบาง บุคลิกสง่างามดุจบัณฑิต ทำให้เขาดูเหมือนต้นไผ่ที่ยืนตระหง่านอย่างเย็นชาในโลกใบนี้
ส่วนต้วนซิงเหอ พอชักกระบี่ใหญ่ในมือออกมา แสงอาทิตย์ที่สะท้อนปลายกระบี่เผยให้เห็นความคมกริบที่น่าเกรงขาม บรรยากาศความกดดันรอบตัว เริ่มพุ่งสูงขึ้นในทันที
สองรูปแบบการต่อสู้ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่สิ่งที่เหมือนกันคือพละกำลังที่แข็งแกร่ง
ไม่นานทั้งสองก็ยกกระบี่เข้าปะทะกัน การต่อสู้ทุกอย่างจึงเริ่มขึ้น
ต้วนซิงเหอผู้เป็นฝึกตนธาตุไฟ ทุกท่วงท่าที่แสดงออกไปล้วนมีเปลวไฟอันทรงพลังติดอยู่บนใบกระบี่ ราวกับจะเผาผลาญทุกสิ่งให้มอดไหม้เสียเดี๋ยวนั้น
แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ หรงซิวจู๋ที่ดูสง่างามเรียบง่ายคนนี้ กลับเป็นผู้ฝึกตนธาตุทองที่มีพลังการต่อสู้แข็งแกร่งที่สุด
แสงสีทองวาววับ ลูบไล้ปลายกระบี่ ทุกท่วงท่าการเคลื่อนไหวล้วนแสดงถึงความคมกล้า ไร้ซึ่งความนุ่มนวล มีแต่ความเหิมเกริมและโอหัง แม้จะไม่เข้ากับบุคลิกของเขาเลย แต่เมื่อต่อสู้กับต้วนซิงเหอ นี่กลับทำให้ผู้ชมรู้สึกสะใจเป็นพิเศษ
การประลองระหว่างผู้แข็งแกร่ง สิ่งที่น่าดูคือการต่อสู้อย่างเต็มกำลังและดุเดือด สิ่งที่น่าชมคือความมั่นใจและความทะนงตนของคนหนุ่มที่ยืนอยู่บนยอดเขา
ในการต่อสู้ครั้งนี้ เยี่ยหลิงหลงยังคงตั้งใจดูอย่างจริงจังยิ่ง ท่าทางตอนที่พี่ใหญ่ลงมือจริงจังนั้น ดูสง่างามไม่น้อยเลยจริงๆ
จากที่เห็น ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้เสียเปรียบเลยแม้แต่น้อยเมื่อเทียบกับหรงซิวจู๋
อีกทั้งการควบคุมและตัดสินใจใช้ธาตุไฟของเขานั้น ก็แม่นยำมากทีเดียว ทุกท่วงท่าล้วนสร้างผลลัพธ์ได้ตามที่ต้องการ
ไม่เพียงแต่สร้างความประทับใจ แต่ยังทำให้ผู้คนเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าว่าต้วนซิงเหอจะเป็นคนแรกในกลุ่มพวกเราที่แพ้หรือไม่?"
หนิงหมิงเฉิงได้จบการต่อสู้รอบสุดท้ายของเขาไปแล้ว หลังจากนี้ เขาจึงไม่มีโอกาสแพ้อีก ดังนั้นตอนนี้จึงทำตัวยโสโอหังเป็นพิเศษ
"ศิษย์พี่หก ท่านดูพี่ใหญ่สิเจ้าคะ ทั้งความชำนาญในการใช้ไฟ และความแม่นยำในการโจมตี หากว่าท่านมีความสามารถแค่ครึ่งหนึ่งของเขา ก็คงไม่ต้องใช้เวลาในการต่อสู้กับอัจฉริยะจากสำนักอัคคีแดงนานขนาดนั้นหรอกเจ้าค่ะ
แทนที่จะกังวลว่าเขาจะแพ้หรือไม่ ท่านควรตั้งใจดูวิธีการต่อสู้ของเขาให้ดีมากกว่า ถ้าไม่เรียนรู้ตอนนี้ แล้วจะรอตอนไหนอีก?
วันใดที่ท่านสามารถใช้พลังของตัวเองเอาชนะเขาได้อย่างง่ายดาย ในการประลองใหญ่ ท่านก็ไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดโจมตีเขาอีกเจ้าค่ะ"
หนิงหมิงเฉิงเงียบปากไปทันที
เยี่ยหลิงหลงยังไม่พอใจกับความเงียบนั้น จึงกำชับเพิ่มอีกประโยค
"จงตั้งใจดูให้ดี เรียนรู้ให้หนัก เดี๋ยวข้าจะทดสอบท่านด้วย!"
"สอบไม่ผ่านแล้วจะเป็นไร?"
"สอบไม่ผ่านก็รอให้พี่ใหญ่กลับมา ข้าจะให้เขาจัดการประลองกับท่านสักตั้ง"
‘จะเป็นไปได้อย่างไร?! นี่มันการกดขี่ข่มเหงบ้าบออะไรกัน?’
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าจะใช้กำลังรังแกข้าได้อย่างไร? ไม่ยุติธรรมเลยนะ!"
"ไม่ยุติธรรมตรงไหนเจ้าคะ? ในเมื่อข้าสามารถทดสอบท่านได้ แสดงว่าข้าเรียนรู้มันมาก่อนแล้ว พวกเราต่างก็เป็นผู้ฝึกตนธาตุไฟ ข้ายังเรียนรู้ได้ แล้วท่านจะมีข้ออ้างอะไรที่เรียนรู้ไม่ได้?"
พอหนิงหมิงเฉิงได้ยินคำพูดนั้น หลังของเขาก็ตรงขึ้นทันที เขาเข้าใจแล้ว!!
หลังจากเข้าใจแล้ว คำพูดเพ้อเจ้อก็หายไป คนทั้งคนจึงดูสงบลงไปมาก
เมื่อเห็นเขาสงบลง เหล่าศิษย์ร่วมสำนักทั้งหลาย ต่างมองมาที่เยี่ยหลิงหลงด้วยสายตาชื่นชม เกือบจะเอ่ยปากชมว่า "ศิษย์น้องหญิงเล็กทำได้ดีมาก" ออกมาแล้ว
ต้วนซิงเหอและหรงซิวจู๋นั่น ต่อสู้กันอย่างดุเดือด ทั้งสองฝ่ายต่างไม่มีใครยอมใคร ประมือกันอย่างเดือดดาลเลยก็ว่าได้
แม้จะไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ แต่ก็ยังรู้สึกได้ถึงพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ซ่านอยู่ในสนามประลอง
การต่อสู้ครั้งนี้ ยาวนานกว่าการต่อสู้ระหว่างเส้าจ่างคุนกับซุนจินเหยามากนัก!
เพราะเพียงชั่วพริบตา ครึ่งชั่วยามก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่ไอพลังของทั้งสองยังคงเข้มข้นดังเดิม ไม่ลดลงแต่อย่างใด
อีกชั่วพริบตา หนึ่งชั่วยามผ่านไป
ทั้งสองยังคงโต้ตอบกันไปมาไม่หยุดมือ
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว หนึ่งชั่วยามครึ่งผ่านพ้นไป ร่างกายของทั้งสองเต็มไปด้วยบาดแผล บนลานประลองกลางเวหานั้น มีคราบเลือดกระจายเต็มพื้น
ไม่อาจแยกได้ว่ากองเลือดไหนเป็นของใคร?
ในที่สุด เมื่อครบสองชั่วยาม ต้วนซิงเหอก็ใช้ความได้เปรียบเพียงน้อยนิด จากการที่เขามีผิวหนาเนื้อหนักทนทานต่อการโจมตีมากกว่า เขารับการจู่โจมอันเป็นอันตรายถึงชีวิตของหรงซิวจู๋ได้สำเร็จ และโต้กลับจนได้รับชัยชนะ
หรงซิวจู๋ที่ร่างกายเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด ยืนไม่มั่นคง ร่างของเขาโงนเงนไปข้างหน้า
แต่ว่าในตอนนั้น เขาได้ใช้กระบี่ในมือปักลงพื้นอย่างรวดเร็ว พยุงร่างของตนเองไว้
เขาใช้มือข้างหนึ่งยันกระบี่ไว้ ส่วนมืออีกข้างกุมหน้าอกที่บาดเจ็บ คุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น
เขาหอบหายใจแรง พลางเงยหน้าขึ้น รอยเลือดที่มุมปากไหลย้อมคางจนแดง ดูแล้วน่าอนาถอยู่ไม่น้อย อาการบาดเจ็บจากการต่อสู้นี้ ทำให้ผู้คนที่ดูรู้สึกสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง
ส่วนฝั่งตรงข้าม ต้วนซิงเหอที่ถือกระบี่ใหญ่เซไปข้างหน้าหนึ่งก้าว เขาเองก็ยืนอย่างไม่มั่นคง ทั้งร่างล้มลงไปกับพื้นทันที
เสียง "ตึง" ดังขึ้น ต้วนซิงเหอล้มฟาดลงพื้น ใบหน้าจมลงในเมฆหมอก ไม่มีความงดงามเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย มีแต่ความห้าวหาญเท่านั้นที่เด่นชัด
เห็นเพียงหรงซิวจู๋ที่จ้องมอง มีท่าทางเก้อเขิน
เขาหัวเราะเบาๆ พลางพยุงกระบี่ของตน ค่อยๆหลับตาลง
เสียง "ตุ้บ" ดังขึ้น การประลองสิ้นสุดลงแล้ว!!
ขณะนั้นสายตาของทุกคนยังจับจ้องอยู่ที่หรงซิวจู๋ ไม่นานเขาก็หายตัวไป!!
ในตอนนี้ ต้วนซิงเหอที่นอนคว่ำแผ่อยู่บนพื้น ไม่สามารถเงยหน้าขึ้นได้
เขายกมือขึ้นโบกแรงๆสองครั้งเพื่อแสดงว่าตนเองคว้าชัยชนะได้แล้ว
ในขณะนั้น หลายคนรู้สึกว่าต้วนซิงเหอชนะแล้ว แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ชนะทั้งหมด
แม้แต่เจ้าสำนักอัคคีแดงก็ยังตะลึงอยู่หลายวินาทีก่อนจะตั้งสติได้
ชนะแล้วหรือ!
ต้วนซิงเหอที่ไม่ใช่ศิษย์สายตรง แต่เป็นศิษย์คนสุดท้ายของอาจารย์อา สุดท้ายกลับสามารถเอาชนะหรงซิวจู๋ ศิษย์สายตรงของเจ้าสำนักแปรเมฆาได้!
นั่นมันหรงซิวจู๋นะ! อัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่งในภพบน!
เขาเคยเป็นศิษย์ที่ติดอันดับสองในภพเซียนชั้นบน และอยู่ในกลุ่มอัจฉริยะที่อายุไม่เกินสามร้อยปี!
แม้ต้วนซิงเหอจะชนะอย่างหวุดหวิด แต่นั่นก็คือชัยชนะ!
"ชนะแล้ว!"
เจ้าสำนักอัคคีแดงลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้น ราวกับลืมความพ่ายแพ้ก่อนหน้านี้ไปหมดสิ้น
เจ้าสำนักแปรเมฆามองดูเจ้าสำนักอัคคีแดงที่กำลังปลาบปลื้ม อ้าปากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ยออกมา มีเพียงเสียงถอนหายใจเท่านั้นเอง
ในที่สุด การต่อสู้ทั้งหมดของสำนักแปรเมฆาก็สิ้นสุดลง!!
ช่างเถอะ พูดมากมานานแล้ว ตอนนี้พักสักหน่อยเห็นจะดีกว่า!!
ไม่ใช่ว่ายอมรับความพ่ายแพ้ไม่ได้ แต่ฝีมือสู้เขาไม่ได้ ปีหน้าค่อยสู้กันใหม่
อย่างไรเสีย นี่ก็ไม่ใช่จุดจบของใครทั้งนั้น
ภายในต้นอู๋โยว บนดินแดนลับ
ทันทีที่ต้วนซิงเหอกลับมา สิ่งแรกที่เขาทำคือวิ่งไปนั่งข้างๆเยี่ยหลิงหลงอย่างว่าง่าย
"น้องหญิง หากข้าเรียกเจ้าว่าท่านอาจารย์ เจ้าจะถ่ายทอดวิชาทั้งหมดให้ข้าหรือไม่?"
เขาเกือบแพ้แล้ว! จริงๆก็แค่นิดเดียวเท่านั้น!
หากไม่ใช่เพราะกระดาษยันต์ที่เพิ่มคุณสมบัติบนร่างของเขามีคุณภาพดีกว่าของหรงซิวจู๋
เขาอาจจะไม่มีทางคว้าโอกาสเล็กๆน้อยๆนี้ไว้ได้เลย!
และกระดาษยันต์บนร่างของเขานั้น เป็นของที่น้องหญิงมอบให้นั่นเอง แข็งแรงและยังใช้งานได้ดียิ่ง
วิเศษที่สุด!
หากก่อนเริ่มต่อสู้ เขาได้รับคำชี้แนะจากน้องหญิง บางทีในระหว่างการต่อสู้ อาจจะใช้กลวิธีบางอย่างเล่นงานหรงซิวจู๋คนหน้าซื่อใจคดนั่นได้
เขาคงไม่จำเป็นต้องทุ่มสุดตัวแบบนี้!
พอเห็นเขาตื่นเต้นเช่นนั้น เยี่ยหลิงหลงชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วย้อนถาม
"พี่ใหญ่ ตอนนั้นที่ท่านไม่ยอมไปเก็บอสูรวิญญาณตัวเล็กๆ แต่กลับเลือกที่จะสู้กับอสูรวิญญาณระดับสิบจนถึงที่สุด ด้วยจิตใจอันห้าวหาญและทะนงตน เรื่องในตอนนั้น ท่านยังจำได้หรือไม่ ??"
ต้วนซิงเหอชะงักไป
"จิตใจเช่นนั้น หาได้ยากยิ่งนัก ครั้งนี้ไม่สำเร็จก็ยังมีครั้งหน้า ครั้งหน้าไม่สำเร็จก็ลองอีกหลายครั้ง ใช้กำลังความสามารถที่แท้จริงของตนเอง บุกเบิกท้องฟ้าผืนใหม่ให้จงได้!"
ต้วนซิงเหอพยักหน้า
ใช่แล้ว นั่นแหละคือตัวตนของเขาในอดีต!
"น้องหญิง เจ้าพูดถูกแล้ว! ข้าไม่ควรลืมความตั้งใจแรกเริ่ม!"
เยี่ยหลิงหลงพยักหน้า
"ท่านอาจารย์ ว่าแต่ตอนนี้เราจะเริ่มเรียนได้หรือยัง?"
"ท่านเคยบอกว่าต้องใช้ความสามารถที่แท้จริงในการบุกเบิกหนทาง แต่สติปัญญาก็เป็นหนึ่งในความสามารถด้วยใช่หรือไม่? ยามเมื่อออกไปเผชิญโลกภายนอก เราจะใช้แต่กำลังอย่างเดียวได้อย่างไร?"
........
‘พี่ใหญ่ท่านจะเปลี่ยนบุคลิกเร็วขนาดนี้เชียวหรือ?’
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เมื่อทุกคนมารวมตัวกัน ก็คงจะเป็นแบบเดียวกันหมด
ไม่มีความแตกต่างระหว่างเจ้ากับข้าอีกแล้ว!
"การรักษาจิตใจที่ใสซื่อไว้ มันยากขนาดนั้นเลยหรือ?!"
บทที่ 948: เหตุใดเจ้าจึงดูร่าเริงเช่นนี้?
"เรื่องรับศิษย์แล้วต้องเรียกอาจารย์นั้น ไม่จำเป็นหรอกเจ้าค่ะ ข้าชินกับการเรียกท่านว่าพี่ใหญ่แล้ว เพียงแค่ท่านค่าเรียนพิเศษมา ข้าจะสอนเสริมให้ท่านเอง"
"ตกลง!"
ต้วนซิงเหอไม่พูดพร่ำทำเพลง หยิบถุงหินวิญญาณออกมาจากแหวนมิติ แล้วส่งให้เยี่ยหลิงหลงทันที
อย่างไรเสียก็เป็นของที่ให้น้องหญิง ไม่ขาดทุนอะไรเลย
เยี่ยหลิงหลงรับถุงหินวิญญาณมาแล้วเปิดถุงเอกภพดูข้างใน พลางนับไปด้วย
ต้วนซิงเหอมองดูเยี่ยหลิงหลงด้วยความคาดหวัง
"จ่ายค่าเรียนพิเศษแล้ว ต่อไป..."
ต้วนซิงเหอยังพูดไม่ทันจบ เยี่ยหลิงหลงก็หายวับไปต่อหน้าเขา
สีหน้าที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของเขาหายวับไป ทั้งร่างชะงักค้าง
หนิงหมิงเฉิงที่อยู่ข้างๆ เห็นเช่นนั้นก็เข้ามาประจบประแจงอย่างน่ารำคาญ ยิ้มอย่างยโสโอหัง
"พี่ต้วนเอ๋ยพี่ต้วน บทเรียนแรกที่ศิษย์น้องหญิงเล็กจะสอนเจ้าก็คือ เจ้าต้องรอบคอบในทุกเรื่อง ต้องแน่ใจว่าอีกฝ่ายสอนเจ้าได้แน่ๆแล้วค่อยจ่ายเงิน ไม่เช่นนั้นจะเสียทั้งคน เสียทั้งเงิน ฮ่ะๆๆ..."
"โครม!"
เยี่ยหลิงหลงไม่ได้ฟ้องใคร แต่หนิงหมิงเฉิงก็ได้รับการลงโทษครั้งใหญ่ ร่างถูกเหวี่ยงไปติดค้างอยู่บนกิ่งไม้ข้างๆ
"ศิษย์น้องหญิงเล็กขึ้นเวทีประลองแล้ว!"
ลู่ไป๋เวยตื่นเต้น ชี้ไปที่ภาพเงาด้านหน้าพลางร้องตะโกน แต่เสียงถัดมากลับกลายเป็นเสียงกรีดร้อง
"บ้าจริง! เหตุใดต้องจับคู่กับเขาด้วย! แบบนี้...แบบนี้จะสู้ได้อย่างไร?!"
ไม่เพียงแค่ลู่ไป๋เวยเท่านั้น แม้แต่คนอื่นๆที่เห็นคู่ต่อสู้ของศิษย์น้องหญิงเล็กก็ต้องตกตะลึง!
หากพวกเขาไม่รู้จักคนผู้นี้ และไม่รู้ว่าการฝึกฝนของเขาเป็นอย่างไร พวกเขาคงไม่มีทางเชื่อว่าศิษย์น้องหญิงเล็กที่อยู่ในระดับขอบเขตแปรเทวะจะถูกจับคู่กับผู้ฝึกตนระดับบูรณาการได้
"หลี่หมิงซานอย่างนั้นหรือ! เขาเป็นศิษย์ตรงของเจ้าสำนักหยวนอู่ ทั้งยังเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตบูรณาการอย่างแท้จริง! ศิษย์น้องหญิงเล็กเพิ่งอยู่แค่ระดับแปรเทวะเท่านั้น! การจับคู่แบบนี้ พวกบรรพบุรุษบ้าไปแล้วหรือไร?" อวี๋หงหลานพูดด้วยความตื่นเต้นจนควบคุมตัวเองไม่อยู่
นี่มันเกินไปแล้วไม่ใช่หรือ? ศิษย์น้องหญิงเล็กจะสู้อย่างไรไหว?
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังมีความแค้นถึงตายต่อกันด้วย หลี่หมิงซานจะต้องฉวยโอกาสทำทุกวิถีทางเพื่อทรมานศิษย์น้องหญิงเล็กแน่!
"จับตาดูให้ดี หากหลี่หมิงซานไม่ได้เอาชนะอย่างตรงไปตรงมา แต่จงใจทรมานศิษย์น้องหญิงเล็กของข้า พอข้าออกไป ข้าจะฆ่ามันให้ตายคามือเลย!" กู้หลินเยวียนขมวดคิ้ว ในดวงตาวาบไปด้วยจิตสังการ
"ข้าเพิ่งสังเกต เมื่อห้าหกวันก่อน ทุกคนได้ขึ้นเวทีประลองกันหมดแล้ว แต่ครั้งนั้นมีเพียงศิษย์น้องหญิงเล็กคนเดียวที่ถูกมองข้ามไป ไม่คิดเลยว่าจะจัดให้นางต้องเจอคู่ต่อสู้แบบนี้!" หยางจิ่นโจวขมวดคิ้วแน่น ตอนนี้เขาก็รู้สึกยอมรับไม่ได้เช่นกัน
ไม่เพียงแต่ศิษย์สำนักชิงเสวียนเท่านั้น แม้แต่ต้วนซิงเหอก็ยังรู้สึกว่าเรื่องนี้เกินไปแล้ว แต่เมื่อคิดดูให้ดีก็พอจะอธิบายได้
"มีความเป็นไปได้หรือไม่ว่า แม้ศิษย์น้องจะมีเพียงการฝึกฝนระดับขอบเขตแปรเทวะ แต่ค่าปราณวิญญาณของนางอยู่ในอันดับต้นๆ? ในขณะที่หลี่หมิงซานแม้จะเป็นศิษย์สายตรง แต่เมื่อครึ่งเดือนก่อนถูกสังหารไปหนึ่งครั้ง เลยทำให้ค่าปราณวิญญาณลดลงอย่างมาก จนสุดท้ายก็อาจไม่ติดอันดับสิบอีกต่อไปแล้ว? ที่จริงหากเรานำสองสิ่งนี้มารวมกัน..."
แม้ว่าสิ่งนี้ จะยากยอมรับ แต่ทว่าคำอธิบายของต้วนซิงเหอน่าจะเป็นสาเหตุที่แท้จริง ที่ทำให้จับคู่นางกับหลี่หมิงซาน
ค่าปราณวิญญาณของศิษย์น้องหญิงเล็ก สูงเกินไป!! จนทำให้นางถูกจัดให้อยู่ในระดับผู้เชี่ยวชาญ แต่การฝึกฝนต่ำ
สุดท้ายนางจึงถูกจับคู่กับคนที่มีการฝึกฝนสูง แต่ค่าปราณวิญญาณต่ำ
บรรยากาศที่เคยผ่อนคลายกลับตึงเครียดขึ้นมาทันที
เพราะช่องว่างของทั้งคู่นั้น ห่างกันถึงสองขอบเขตใหญ่ มันช่างห่างกันเกินไป!
"ศิษย์น้องหญิงเล็กแพ้ก็ไม่เป็นไร เพราะปราณวิญญาณของนางใช้หมดแล้ว ไม่มีอะไรเสียหายไม่ใช่หรือ?"
หนิงหมิงเฉิงพยายามปลอบใจทุกคน แต่ไม่ได้ผลเลย เพราะสีหน้าของทุกคนยิ่งดูแย่ลงไปอีก
ประเด็นสำคัญอยู่ที่แพ้หรือชนะหรือ? การแพ้ไม่ใช่เรื่องยากที่จะยอมรับ แต่สิ่งที่ยากจะยอมรับคือหลี่หมิงซานจะต้องไม่ปล่อยนางไปง่ายๆแน่นอน!!
หากว่าหลี่หมิงซานจะฉวยโอกาสในการประลองครั้งนี้ ลงมือเพื่อสังหารศิษย์น้องหญิงเล็กต่อหน้าผู้คน
แบบนั้นพวกเขาก็ไม่อาจรับประกันได้ว่า จะไม่มีเหตุการณ์รุนแรงอะไรเกิดขึ้นในภายหลัง
บนลานประลองกลางเวหา สีหน้าของหลี่หมิงซานเปลี่ยนจากความตกตะลึงเป็นความเหี้ยมโหดอย่างเห็นได้ชัด
นอกจากที่ต้นอู๋โยวแล้ว บนเขาอู๋โยวก็พากันตกตะลึงไม่แพ้กัน
หลี่หมิงซานได้จับคู่ประลองกับเยี่ยหลิงหลง!
แต่เมื่อมองไปที่กระดานจัดอันดับ แม้เยี่ยหลิงหลงจะมีการฝึกฝนต่ำ แต่ค่าปราณวิญญาณของนางกลับครองอันดับหนึ่งมาโดยตลอด!
ส่วนหลี่หมิงซานนั้น แม้จะมีการฝึกฝนสูง แต่ค่าปราณวิญญาณของเขากลับอยู่นอกอันดับสามสิบเสียด้วยซ้ำ!
และเมื่อพิจารณาโดยรวมแล้ว การจับคู่เช่นนี้ก็พอจะเข้าใจได้อยู่บ้าง
แต่ช่องว่างของการฝึกฝนนั้น เรียกได้ว่าห่างกันมากเกินไป ไม่มีทางที่จะชนะได้เลย!
นี่เรียกได้ว่า ฆ่าเอาสะใจล้วนๆ
แน่นอนว่าทุกอย่างเป็นดังที่คาด ในขณะที่ทุกคนยังคงตกตะลึง มุมปากของเจ้าสำนักหยวนอู่ก็แทบจะฉีกไปถึงรูหู
"ไม่คิดเลยไม่คิดเลย ว่าสุดท้ายสวรรค์จะประทานพรครั้งใหญ่ให้สำนักหยวนอู่ของข้า! ครั้งนี้สำนักหยวนอู่ของข้าแม้จะไม่ราบรื่นในทุกเรื่อง แต่ในที่สุดก็ได้ทวงคืนความอัปยศทั้งหมด สิ่งที่เกิดขึ้นในการประลองครั้งสุดท้ายนี้จะกู้คืนเกียรติของสำนักหยวนอู่!"
โชคดีที่ไม่ต้องเจอกับศิษย์ตรงของสำนักสวรรค์ลิขิตและสำนักอัคคีแดง และที่สำคัญคือไม่ต้องเจอกับพวกสติไม่ดีอย่างอวี๋หงหลาน
ไม่เช่นนั้นคงต้องพ่ายแพ้อย่างยับเยินอีกครั้งแน่นอน
ตอนนี้ดีจริงๆ เรียกได้ว่าโชคชะตาเข้าข้างเลยด้วยซ้ำ คู่ต่อสู้จรงหน้าก็แค่เยี่ยหลิงหลงที่อยู่ในขอบเขตแปรเทวะเท่านั้น!
‘คราวนี้ พวกเราจะได้แก้แค้นทุกอย่างที่เคยถูกกระทำมา!’
‘หมิงซาน เจ้าอย่าได้ออมมือเชียวนะ!’
แม้จะทนดูสีหน้าของเจ้าสำนักหยวนอู่ไม่ได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าพวกเขาโชคดีจริงๆ ก่อนจะจบการแข่งขัน ยังได้รับชัยชนะมาง่ายๆอีกหนึ่งครั้ง!
ในตอนนี้ เจ้าสำนักจันทราพิฆาตผู้ที่เก่งกาจในการโต้เถียงกับเขาที่สุด ทนดูท่าทางลำพองใจของเขาไม่ได้ จึงออกมาพูดอีกครั้งว่า
"ท่านเจ้าสำนักหยวนอู่ไม่จำเป็นต้องดีใจเร็วขนาดนี้หรอก พวกที่อยู่ในแปดอันดับแรกนั้น ได้เริ่มดูดซับปราณวิญญาณเพื่อฝึกฝนมาตั้งแต่หกวันก่อนแล้ว ถึงตอนนี้คงดูดซับไปเกือบหมดแล้ว ต่อให้ชนะก็คงได้ปราณวิญญาณไม่มากหรอก"
เจ้าสำนักหยวนอู่หัวเราะเยาะเบาๆ
"ชนะมาก ชนะน้อย ก็ถือว่าชนะอยู่ดี แค่ชนะก็พอแล้ว แล้วจะมีอะไรน่าดีใจไปกว่าการที่สถิติชนะติดต่อกันของสำนักชิงเสวียนต้องมาพังในมือพวกข้าอีกเล่า?"
เจ้าสำนักจันทราพิฆาตแค่นหัวเราะ
"ใช่! ขอบเขตบูรณาการเอาชนะขอบเขตแปรเทวะได้ สมควรฉลองกันทั่วหล้าจริงๆ"
"นั่นก็เป็นชัยชนะที่พวกข้าได้มาด้วยความสามารถ!"
"ถูก! ด้วยความสามารถของศิษย์สายตรงที่มีปราณวิญญาณอยู่อันดับสามสิบกว่า จึงได้โอกาสนี้มาอย่างไรเล่า!!!"
"เจ้าไม่ต้องมาพูดจาประชดประชันข้าหรอก! ต่อให้เจ้าพูดจนฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย รอบนี้พวกข้าก็ต้องชนะอยู่ดี!"
เจ้าสำนักหยวนอู่และเจ้าสำนักจันทราพิฆาตทะเลาะกันอย่างดุเดือด บนลานประลองกลางเวหา เยี่ยหลิงหลงเพิ่งนับหินวิญญาณเสร็จแล้วนางก็เงยหน้าขึ้นมา
พอเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นหลี่หมิงซานยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียมและโหดร้าย นางชะงักไปครู่หนึ่ง
"เหตุใดเจ้าจึงดูยินดีเช่นนี้ล่ะ?"
"ได้สังหารเจ้า ข้าจะไม่ยินดีได้อย่างไร?"
"ข้อแรก ปราณวิญญาณของข้าหมดแล้ว ถึงเจ้าจะฆ่าข้า ก็ไม่ได้อะไรหรอก"
เมื่อเยี่ยหลิงหลงเอ่ยวาจานี้ออกมา ทั่วทั้งเขาอู๋โยวก็เกิดความโกลาหลขึ้นมา นี่เท่ากับเป็นการยืนยันข้อสงสัยของพวกเขา ที่ว่าในช่วงสุดท้าย
พวกนางมัวแต่ฝึกฝนเพื่อครอบครองปราณวิญญาณทั้งหมด
ช่างไร้ยางอายจริงๆ! ช่างน่าโมโหยิ่งนัก!
"ประการที่สอง เจ้าอยู่ขอบเขตบุรณาการ ข้าอยู่ขอบเขตแปรเทวะ หากเจ้าฆ่าข้าได้ ก็ไม่ได้น่าภาคภูมิใจอะไรเลย!"
เมื่อคำพูดนี้จบลง เสียงถอนหายใจก็ดังขึ้นทั่วเขาอู๋โยว
ทุกคนต่างคิดว่าหลี่หมิงซานโชคดี ไม่มีใครคิดว่าเขาจะเก่งกาจอะไรเลย
"ประการที่สาม..."
เยี่ยหลิงหลงลุกขึ้นยืน เผยรอยยิ้มสดใสและเปี่ยมด้วยความมั่นใจ
"หากเจ้าแพ้ให้ข้า เจ้าคงไม่กล้าเชิดหน้าชูตาไปชั่วชีวิตเลยทีเดียว!"
เมื่อประโยคสุดท้ายถูกเอ่ยออกมา เสียงอุทานก็ดังขึ้นทั่วทั้งเขาอู๋โยว
นางกำลังพูดอะไร?!
แพ้ให้นางหรือ? นางคิดว่าหลี่หมิงซานจะมีโอกาสแพ้ให้นางงั้นหรือ!
นางมีความมั่นใจมาจากที่ใดกัน?
"นางจะมั่นใจขนาดนั้นได้อย่างไร!"
บทที่ 949: ข้าอ่อนแอจะตาย ไม่อันตรายหรอก!
ไม่เพียงแต่คนนอกเท่านั้นที่ได้ยินถ้อยคำนี้แล้วตกตะลึง แม้แต่หลี่หมิงซานเองก็ยังไม่อยากจะเชื่อ จนถึงขั้นอึ้งไปครู่หนึ่งเลยทีเดียว!!
"เจ้าพูดบ้าอะไรของเจ้า? เจ้าคิดว่าจะชนะข้าได้รึ?"
เยี่ยหลิงหลงหัวเราะเบาๆพลางลุกขึ้นยืน เก็บถุงหินวิญญาณในมือ แล้วหยิบหงเยี่ยนออกมา
"ข้าไม่ได้บอกว่าต้องชนะแน่ แค่พูดว่าถ้าเป็นไปได้ ท่านไม่ต้องเครียดขนาดนั้น ข้าอ่อนแอจะตายไป ไม่อันตรายหรอกน่า!"
ตอนที่นางพูดจาโอ้อวดเมื่อครู่ หลี่หมิงซานคิดแค่ว่านางน่าขันเป็นอย่างยิ่ง
แต่ทว่าตอนนี้นางกลับเปลี่ยนวิธีพูด กลายเป็นถ่อมตัวเช่นนี้ ทำให้หลี่หมิงซานรู้สึกหงุดหงิดในใจอย่างบอกไม่ถูกจริงๆ
"พอเสียที! ความอัปยศทั้งหมดที่เจ้าทำให้ข้า วันนี้ข้าจะตอบแทนคืนให้เจ้าทั้งหมดเลย!"
"โอ้!! เป้าหมายของข้าไม่ได้ยิ่งใหญ่เหมือนเจ้าหรอก ข้าแค่เพิ่งเรียนรู้อะไรใหม่ๆมาเท่านั้นเอง พอดีอยากจะลองดู"
ในตอนนั้น เสียงของระฆังดังขึ้น!
การประลองจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ!
หลี่หมิงซานยกกระบี่ในมือขึ้น โจมตีใส่เยี่ยหลิงหลงอย่างไม่ลังเล
หลังจากได้เห็นบทเรียนของศิษย์คนก่อนๆ แม้ว่าการโจมตีของเขาจะดุดัน แต่ก็ไม่ประมาท อีกทั้งทุกกระบวนท่าของเขาก็จู่โจมอย่างดุเดือด แต่ก็ระมัดระวังในทุกจังหวะด้วยเช่นกัน
เขาที่บรรลุถึงขอบเขตบูรณาการแล้ว มีพลังอันเฉียบคม ไม่นานปราณกระบี่ก็ปรากฏเป็นรูปร่างขึ้นอย่างองอาจ เพียงแค่มองด้วยตาก็เห็นถึงความแข็งแกร่งในปราณกระบี่ของเขา
เมื่อเห็นเขาพุ่งเข้ามา เยี่ยหลิงหลงกลับไม่ได้หมุนตัวหลบหนี แต่ยืนนิ่งอย่างไม่ตื่นตระหนก เพราะมือหนึ่งของนางร่ายวิชา ส่วนอีกมือหนึ่งเปลี่ยนหงเยี่ยนเป็นร่ม
ไม่นาน วิญญาณน้ำอย่างอสรพิษฟ้าตัวน้อยก็เปล่งประกายวาววับ และพุ่งออกมาตามความยาวของคมกระบี่อย่างรวดเร็ว
หลังจากที่มันหมุนวนรอบหนึ่ง หัวและหางของมันเชื่อมต่อกัน ก่อตัวเป็นวงแหวนวารีย์ขนาดมหึมาตรงหน้าเยี่ยหลิงหลงนั้นเอง
วงแหวนวารีย์มีหัวเป็นงู ขณะนี้มันกำลังอ้าปากรับปราณกระบี่อันทรงพลังที่หลี่หมิงซานโจมตีเข้ามา และกลืนกินทั้งหมดนั่นเข้าไปในปาก!
"ดูเร็ว! นางใช้วิชาธาตุน้ำ! นางเป็นผู้ฝึกตนธาตุน้ำหรือ? ไม่ถูกสิ! ก่อนหน้านี้นางใช้วิชาธาตุดินไม่ใช่หรือ? นางเป็นผู้ฝึกตนสายธาตุดินที่มีวิญญาณธาตุดินนี่นา!"
"ยังต้องคิดอีกหรือ? นางมีรากวิญญาณสองธาตุ ทั้งน้ำและดิน ฝึกฝนทั้งสองสายอย่างไรเล่า! ในภพเซียนชั้นบน การมีรากวิญญาณมากกว่าหนึ่งสายมีอะไรน่าตื่นเต้นนักหรือไร?"
"เจ้าโง่หรือไร? นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ! ประเด็นคือ! ดินข่มน้ำ รากวิญญาณสองสายของนางพิฆาตรกันเอง แต่รากวิญญาณที่ขัดแย้งกันสองอย่างนี้ นางกลับฝึกฝนได้ทั้งคู่หรือ!"
"เจ้าก็ไม่ฉลาดเหมือนกัน! ที่เจ้าพูดมาก็ยังไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นคือ น้ำของนางมีรูปร่าง! นางมีวิญญาณน้ำ! และดูจากรูปร่างแล้วน่าจะเป็นอสรพิษคำรามฟ้า!"
"นางเป็นอะไรกันแน่? นางมีรากวิญญาณสองธาตุ แถมยังมีวิญญาณธาตุเต่าดำและอสรพิษคำรามฟ้า นี่ไม่ใช่สิ่งธรรมดาเลยนะ!"
"พวกเจ้าทั้งหมดต่างพากันทึ่งในรากวิญญาณของนาง มีแต่ข้าคนเดียวหรือที่สนใจกระบี่ในมือนาง? กระบี่ที่มีสองรูปแบบนั้น ทั้งรุกและรับได้ นี่มันอาวุธวิเศษอะไรกัน! เหตุใดนางถึงมีของดีมากมายเช่นนี้?!"
ในขณะที่ผู้คนบนเขาอู๋โยวกำลังพูดคุยกันอย่างออกรส คำพูดทุกคำของพวกเขาล้วนเข้าหูเจ้าสำนักทั้งเจ็ดสำนักโดยไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว
จากตอนแรกที่พวกเขารู้สึกประหลาด จนกระทั่งมาถึงตอนนี้ ที่พวกเขาดูการต่อสู้อย่างเรียบเฉย
ทัศนคติที่เคยมีได้เปลี่ยนไปอีกครั้ง
ไม่เพียงแต่พวกผู้ฝึกตนไร้สังกัดและผู้คนจากดินแดนอื่นเท่านั้น แม้แต่พวกเจ้าสำนักเหล่านี้เมื่อเห็นของวิเศษก็ต้องตาค้างเช่นกัน!
ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่เคยเห็นของดีมาก่อน แต่มันเป็นไปไม่ได้ที่ของใช้ทั้งหมดของคนคนหนึ่ง จะเป็นของวิเศษทั้งหมด!
มันช่างน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!
"สำนักชิงเสวียนที่พวกเขาอ้างถึงนั้น แม้แต่ผู้อาวุโสที่เป็นเจ้าสำนักก็ยังไม่มีด้วยซ้ำ หรือว่าพวกเขาร่ำรวยอย่างนั้นหรือ?" เจ้าสำนักวายุเหินอดถามไม่ได้ว่า
"เหตุใดเยี่ยหลิงหลงถึงมีทรัพยากรดีๆมากมายเช่นนี้?"
"ไม่จำเป็นต้องมองแต่ของภายนอกหรอก" เจ้าสำนักแปนเมฆ่ากล่าวชมด้วยรอยยิ้ม
"ข้าคิดว่าสิ่งที่ล้ำค่ากว่านั้นคือพรสวรรค์ของนาง ลองดูวิชาของนางสิ เจ้าสำนักหทัยคราม เจ้ารู้สึกคุ้นเคยหรือไม่?"
พอเขาพูดจบ ไม่เพียงแต่บรรดาเจ้าสำนักเท่านั้น แม้แต่พวกผู้ฝึกตนไร้สังกัดก็สังเกตเห็นเช่นกัน!
เห็นได้ชัดว่าเมื่อกระบี่คมกริบของหลี่หมิงซานแทงมาถึงตรงหน้าเยี่ยหลิงหลง วงวารีย์ที่มีอสรพิษคำรามฟ้าอยู่ตรงหน้านาง กลับหมุนไปตามทิศทางการโจมตีของเขา คอยละลายพลังของเขาอย่างต่อเนื่อง แล้วดึงพลังของเขาเข้าไปในสายน้ำของตนอีกด้วย!
พวกเขาเพิ่งเห็นความอ่อนโยนเอาชนะความแข็งแกร่งไปเมื่อวานนี้เองมิใช่หรือ?
ทุกคนที่ได้ดูการต่อสู้ระหว่างซุนจินเหยาจากสำนักหทัยครามและสำนักวายุเหินเส้าจ่างคุนย่อมต้องรู้เรื่องนี้!
ในตอนนั้น มีคนอดไม่ได้ร้องอุทานออกมา
"นางเรียนรู้ แล้วเอามาใช้ทันทีเลยหรือนี่?! หากไม่รู้คงคิดว่านางมาจากสำนักหทัยครามด้วยซ้ำ!"
"แต่กระบวนท่านี้คงใช้ไม่ได้ผลหรอกกระมัง? ก่อนหน้านี้ ซุนจินเหยาและเส้าจ่างคุนต่างก็อยู่ในขอบเขตบูรณาการ
การฝึกฝนของซุนจินเหยาก็ไม่ได้เสียเปรียบศัตรู
แต่เยี่ยหลิงหลงเพิ่งอยู่ในขอบเขตแปรเทวะ นางจะเอาอะไรไปรับมือกับการโจมตีของหลี่หมิงซานได้เล่า?"
ทันทีที่คำถามนั้นเพิ่งหลุดออกจากปาก พวกเขาก็ได้เห็นคำตอบ!
การโจมตีของหลี่หมิงซานรุนแรงมากไปอีก เยี่ยหลิงหลงอาศัยการฝึกฝนของตนเองหมุนเวียนวิชาธาตุน้ำ แม้จะได้รับการเสริมพลังจากวิญญาณน้ำอย่างมาก แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะรับมือได้ทั้งหมด
ในตอนนี้ พลังในวงวารีย์ของเยี่ยหลิงหลงที่หมุนวนครบรอบ ยังคงมีพลังพุ่งออกมาจากด้านในอีกด้วย
มันพุ่งตรงเข้าใส่ใบหน้าของนาง
ในจังหวะนั้น มือเรียวที่ถือร่มของนางพลันสะบัดไปข้างหน้าเบาๆ ร่มสีแดงที่ทั้งสวยงามและเจิดจ้าของนางก็ลอยออกจากฝ่ามือไป
หงเยี่ยนกางกั้นอยู่ตรงหน้า คอยป้องกันพลังที่พุ่งเข้ามาปะทะทั้งหมด
นี่ไม่ใช่แค่ป้องกัน มันยังสะท้อนกลับด้วย!
กระบี่สองรูปแบบที่มีความสามารถในการสะท้อนกลับ นี่มันเป็นอาวุธวิเศษที่เก็บมาจากที่ไหนกันนะ!
ไม่เพียงแต่ผู้ที่ไม่เคยเห็นกระบี่เล่มนั้นมาก่อน แม้แต่คนที่เคยเห็นมันมาก่อน ก็ไม่เคยได้เห็นด้านนี้ของมัน
เยี่ยหลิงหลงที่อยู่ในขอบเขตแปรเทวะ อาศัยสิ่งเหล่านี้ จนสามารถรับมือการโจมตีและปราณกระบี่ทั้งหมดที่หลี่หมิงซานส่งมาได้สำเร็จ!
ทุกคนต่างตะลึงมองภาพตรงหน้า
ไม่เพียงแต่เพราะมันน่าตื่นตะลึงถึงขีดสุด แต่ยังเพราะมันงดงามถึงขีดสุดด้วย!
วงแหวนวารีย์ของอสรพิษคำรามฟ้า ร่มสีแดงที่หมุนวน ภายใต้การควบคุมอย่างสง่างามของเยี่ยหลิงหลง และการป้องกันที่อยู่เบื้องหน้านาง นางสามารถรับมือกับการโจมตีของหลี่หมิงซานด้วยวิธีที่งดงามที่สุด
ไม่เพียงแต่ผู้คนบนเขาอู๋โยวที่มองแล้วตะลึง แม้แต่ผู้คนในดินแดนลับต้นอู๋โยว รวมถึงสมาชิกคนอื่นๆในคณะของนางก็พากันตื่นตะลึงไปด้วย
"ข้าว่าแล้ว ว่าทำไมน้องสาวถึงได้จดจ่อดูขนาดนั้น! ที่แท้การดูของข้าก็แค่ดูธรรมดา แต่การดูของนางนั้น ดูจบก็เท่ากับเรียนจบ! แม้วิชาจะต่างกัน แต่วิธีการใช้นั้นเหมือนกัน!"
ต้วนซิงเหอรู้มาก่อนแล้วว่าเยี่ยหลิงหลงนั้นแข็งแกร่ง แต่ตอนนี้เขาถึงได้เห็นว่าพรสวรรค์ของนางนั้นแข็งแกร่งเพียงใด!
ส่วนศิษย์สำนักชิงเสวียนที่อยู่ข้างๆ แม้จะชินกับการที่ศิษย์น้องหญิงเล็กสามารถเรียนรู้และนำไปใช้ได้ทันที
แต่ทุกครั้งที่ได้เห็นก็ยังคงสงบจิตใจไม่ได้อยู่ดี
ช่างเหลือเชื่อเหลือเกิน!
"เมื่อครู่ศิษย์น้องหญิงเล็กไม่ได้กำลังต่อล้อต่อเถียงข้าจริงๆด้วย! ที่บอกว่าเรียนรู้ ก็คือเรียนจริงๆสินะเนี่ย!"
หนิงหมิงเฉิงบีบขมับตัวเอง โชคดีที่เมื่อครู่ตอนที่ศิษย์น้องหญิงเล็กบอกให้เขาตั้งใจเรียน เขาก็ได้เรียนรู้อะไรมาบ้าง
ไม่เช่นนั้นคงต้องอับอายต่อหน้าศิษย์น้องหญิงเล็กจนตายแน่!
หลี่หมิงซานเห็นเยี่ยหลิงหลงรับกระบวนท่าแรกของเขาได้ ก็แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา
แต่หลังจากความประหลาดใจ เขาก็ปรับสภาพจิตใจตัวเองได้อย่างรวดเร็ว ก็แค่เลียนแบบซุนจินเหยาเท่านั้น
มันจะมีอะไรยิ่งใหญ่นัก?
ถึงซุนจินเหยาจะต่อสู้ได้สวยงาม แต่สุดท้ายก็ยังแพ้อยู่ดี
น่าขันสิ้นดี!
รอดูเถอะ เขาจะให้นางได้เห็นเดี๋ยวนี้แหละว่า
เมื่อพละกำลังแท้จริงแตกต่างกันชัดเจน การใช้ลูกเล่นสวยงามก็ไร้ประโยชน์!
บทที่ 950: เหตุใดข้าต้องระวังคำพูดด้วย?
การฝึกฝนของเยี่ยหลิงหลงอยู่แค่ขอบเขตแปรเทวะ ดังนั้นหลี่หมิงซานจึงไม่รีบร้อนในตอนแรก
ก่อนหน้านี้ เส้าจ่างคุนจัดการกับซุนจินเหยาอย่างไร?
ก็แค่ต่อสู้กับนางครั้งแล้วครั้งเล่า และโจมตีทีละกระบวนท่าไม่ใช่หรือ?
แม้นางจะรับมือได้เจ็ดกระบวนท่าจากสิบกระบวนท่า แต่ก็ยังมีสามกระบวนท่าที่โจมตีไปถูกร่างนางอย่างจัง
ดังนั้นเขาจึงไม่รีบร้อนแต่อย่างใด เขาไม่จำเป็นต้องโจมตีให้ถูกสามครั้งจากสิบครั้ง
บางทีแค่กระบวนท่าเดียวก็อาจจะเอาชนะเยี่ยหลิงหลงได้แล้ว!
และด้วยความแตกต่างของการฝึกฝนที่ชัดเจนนี้ นางจะต้านทานได้อย่างไร?
ดังนั้นหลี่หมิงซานจึงโจมตีเยี่ยหลิงหลงทีละกระบวนท่าตามจังหวะของตน
กระบวนท่ากระบี่ของเขาเร็วขึ้นเรื่อยๆ พลังกระบี่ก็ดุดันขึ้นเรื่อยๆ มุมการโจมตีก็แยบยลมากขึ้นเรื่อยๆ
แม้ว่าคนผู้นี้จะมีนิสัยไม่ดี แต่ต้องยอมรับว่าในฐานะศิษย์สายตรง ความสามารถของเขาไม่ธรรมดาจริงๆ การโจมตีมีจังหวะตลอด ทุกกระบี่ที่ฟันออกมา ล้วนแม่นยำเป็นอย่างยิ่ง
หลี่หมิงซานค่อยๆเพิ่มกำลังขึ้น
สูงขึ้น และแรงขึ้นเรื่อยๆ
ไม่นานความถี่ในการโจมตีของเขาก็เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้คนรู้สึกกดดัน และหายใจไม่ออกมากขึ้นเรื่อยๆ
ส่วนอีกด้านหนึ่งนั้น เยี่ยหลิงหลงยังคงใช้พลังน้ำสลายการโจมตีของเขา
ใช้ความไม่เปลี่ยนแปลงรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนับหมื่น
แต่ไม่นาน พลังธาตุน้ำของนางก็ไม่สามารถสลายการโจมตีส่วนใหญ่ได้ และร่มของนาง หลังจากที่มันรับการโจมตีมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ค่อยๆต้านทานไม่ไหว
เมื่อเห็นว่านางถึงขีดจำกัดแล้ว หลี่หมิงซานก็ยกยิ้มอย่างโหดเหี้ยม ในการโจมตีครั้งต่อไป เขาใช้พลังวิญญาณเจ็ดส่วน
เขาสะสมพลังอยู่หลายลมหายใจ
รวบรวมพลังมหาศาล แล้วโจมตีใส่เยี่ยหลิงหลงคราวเดียว!
พลังนั้นพุ่งทะลวงเข้าใส่วงวารีย์ของเยี่ยหลิงหลง
หลังจากหมุนวนไปรอบหนึ่ง พลังถูกสลายไปเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น!
พลังที่เหลืออีกครึ่ง พุ่งเข้าชนเยี่ยหลิงหลงจนเห็นได้ชัดว่ากำลังจะกระแทกเข้าที่ร่มของนาง
ร่มของนางผ่านการปะทะมาหลายครั้งก่อนหน้านี้
มันถูกดันจนยิ่งเข้าใกล้ร่างของนางมากขึ้น หากถูกชนครั้งนี้ คงจะทำให้ทั้งคนทั้งร่ม ลอยกระเด็นไปด้วยกันแน่นอน!
หากนางถูกกระแทกจนลอย นางก็จะพ่ายแพ้!
ในช่วงเวลาที่ตึงเครียดนั้น เยี่ยหลิงหลงพลันโบกมือขาวนวลของนาง ผลักร่มออกไปทันที!
ในขณะที่ทุกคนกำลังงุนงงสงสัย พริบตาถัดมา กำแพงภูเขาที่แข็งแกร่งและหนาทึบก็ปรากฏขึ้นตรงหน้านาง
บนกำแพงภูเขานั้น เป็นเงาร่างอันมหึมาของเต่าดำ มันกำลังคำรามใส่พลังที่โจมตีเข้ามาอย่างรุนแรง
เสียงดังสนั่น
"โครม!" พลังของหลี่หมิงซานได้ทำลายกำแพงภูเขาตรงหน้าเยี่ยหลิงหลงจนแตกกระจายไปทันที!
แต่ในขณะเดียวกันนั้น พลังของเขาก็ถูกใช้จนหมดสิ้นในการทำลายกำแพงภูเขานี้!
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เยี่ยหลิงหลงใช้กำแพงภูเขาเพียงด่านเดียว ก็สามารถต้านการโจมตีครั้งนี้ของหลี่หมิงซานได้แล้ว!
เมื่อเห็นภาพนี้ ผู้คนทั้งหลายบนเขาอู๋โหยวก็อดไม่ได้ที่จะเปล่งเสียงอุทานด้วยความตื่นเต้น
"การป้องกันนี้ ช่างงดงามยิ่งนัก! ด้วยการใช้ความอ่อนโยนของน้ำผสานกับความแข็งแกร่งของดิน
รวมถึงการเพิ่มพลังมหาศาลจากวิญญาณธาตุน้ำและวิญญาณธาตุดิน เยี่ยหลิงหลงที่อยู่ในขอบเขตแปรเทวะสามารถต้านพลังของหลี่หมิงซานได้จริงๆ!"
"อ้าา... นี่เป็นการประลองที่สวยงามที่สุดเท่าที่ข้าเคยเห็นมา นางใช้วิชาได้งดงามเช่นนี้ได้อย่างไร? อสรพิษคำรามฟ้า เต่าดำ พวกมันช่างงดงามเหลือเกิน!"
"นี่หมายความว่า ทุกอย่างไม่ได้จับคู่อย่างไร้เหตุผล มันมีเหตุผลของมันเอง! เยี่ยหลิงหลงผู้นี้
นางมีฝีมือจริงๆ!"
"เป็นไปไม่ได้หรอกกระมัง? วันนี้ข้าจะได้เห็นปาฏิหาริย์ ที่ศิษย์สายตรงสำนักหยวนอู่พ่ายแพ้ต่อผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะหรือ? อ้า! จู่ๆก็ตื่นเต้นขึ้นมาเฉยเลย!!?"
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า เจ้าสำนักทั้งเจ็ดต่างมีสีหน้าแตกต่างกันไป แต่ละคนต่างมีความคิดของตนเอง
และผู้ที่แสดงความคิดชัดเจนที่สุดก็คือเจ้าสำนักสำนักหยวนอู่
เขารู้สึกร้อนใจ และไม่อยากเห็นเรื่องยืดเยื้อพรรค์นี้ เขาแค่ต้องการชัยชนะโดยเร็ว จบเร็วจบไว ไม่ต้องให้โอกาสนางถ่วงเวลา
ไม่ต้องเล่นอะไรวุ่นวายกับนาง!!
สตรีผู้นี้เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม เจ้าเล่ห์ถึงที่สุด!
"นางร้ายกาจยิ่งนัก อย่าไปยุ่งกับนางเลย ลงมือให้หนักเข้าไว้!"
"เจ้าสำนักหยวนอู่ ท่านเห็นว่าพรสวรรค์ของเยี่ยหลิงหลงเป็นเช่นไรบ้าง?"
เจ้าสำนักจันทราพิฆาตเห็นเจ้าสำนักหยวนอู่กระวนกระวายเช่นนั้น จึงอดไม่ได้ที่จะมายั่วประสาทเขาเล่น
"คำถามนี้ มีความหมายอันใดกันกันแน่? นางไม่ได้จะเข้าสำนักหยวนอู่ของข้า แล้วข้าจะสนใจพรสวรรค์ของนางไปทำไม?"
"อ้าว! พอท่านพูดเช่นนี้ ข้าก็นึกขึ้นได้ว่านางมาจากเคหาสน์เทียนหลิง ถ้าหากนางสอบเข้าเคหาสน์เทียนหลิงตามปกติ ที่ต่อไปที่นางต้องไปก็คือสำนักหยวนอู่ของพวกท่านนี่!"
สีหน้าของเจ้าสำนักหยวนอู่ดำทะมึนขึ้นมาทันที
"ตายแล้ว!! ดูปากข้าสิเนี่ย! พูดถึงแต่เรื่องที่ไม่ควรพูดอยู่เรื่อย ข้าลืมไปเสียสนิทว่าเคหาสน์เทียนหลิงเพิ่งเกิดเหตุการณ์ใหญ่เมื่อไม่นานมานี้ ทั้งประมุขเคหาสน์และผู้อาวุโสต่างก็ตายกันหมด แม้แต่คู่หมั้นของศิษย์พวกท่านก็ตายด้วย ช่างเป็นจุดจบที่น่าเศร้ายิ่งนัก"
"ท่านระวังคำพูดบ้างเถอะ! ระวังกรรมจะตามสนองเอานะ!"
"การประลองของสำนักจันทราพิฆาตจบสิ้นไปหมดแล้ว ใครแพ้ใครชนะก็ชัดเจนแล้ว ข้าจะต้องระวังคำพูดไปทำไม? ข้าแค่อยากดูความวุ่นวายของท่านเท่านั้นเอง"
ช่างน่าโมโหเหลือเกิน!
เขาโกรธจนแทบคลั่ง!
‘ไอ้แก่จากสำนักจันทราพิฆาตนี่ช่างน่ารังเกียจเหลือเกิน!’
เขาโกรธจนต้องหันหน้าหนี ไม่อยากเสียเวลาพูดจากับไอ้คนแก่คนนี้อีก
พอหันไปอีกทาง ก็เห็นหลี่หมิงซานที่อยู่บนเวทีประลองกลางเวหา เขากำลังมองหาจุดอ่อนของเยี่ยหลิงหลงอยู่ ทว่านี่ยิ่งทำให้เขาโมโหหนักกว่าเดิมเสียอีก!!
อีกฝ่ายแค่ขอบเขตแปรเทวะเท่านั้น เร็วๆเข้าสิ!
ไม่ใช่ว่าหลี่หมิงซานไม่รีบร้อน แต่เขารู้ดีว่าตนเองต้องไม่ใจร้อนเกินไป
เยี่ยหลิงหลงผู้นี้ เจ้าเล่ห์แค่ไหน เขารู้ดีกว่าใครๆ
หากว่าใจร้อน แล้วเผลอเปิดช่องโหว่ให้นาง
ผลลัพธ์ในตอนนั้นจะยิ่งร้ายแรงกว่าเดิมแน่นอน
ดังนั้น เขาจึงต้องการชัยชนะมากกว่าใครๆ
เขายืนกรานในความระมัดระวังของตน
หลี่หมิงซานโจมตีเยี่ยหลิงหลงอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ เขาไม่เชื่อหรอกว่านางจะสามารถรับมือได้ทั้งหมด เพียงแค่พลาดป้องกันสักกระบวนท่าเดียว นั่นก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของความพ่ายแพ้
ฝึกวิชาทั้งธาตุน้ำและธาตุดิน แล้วมันจะมีประโยชน์อย่างไร?
เมื่อได้รับบาดเจ็บ หลังจากนั้นนางจะยิ่งเหนื่อยล้ามากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อถึงเวลานั้น เขาก็จะใช้พลังที่แข็งแกร่งโค่นนางลงในหนึ่งกระบวนท่า แล้วค่อยๆสังหารนางอย่างช้าๆ!
เมื่อเห็นหลี่หมิงซานสงบนิ่งและเยือกเย็น รวมถึงการควบคุมจังหวะของตัวเองในการโจมตีอย่างรุนแรงและรวดเร็วอย่างต่อเนื่อง
หลายคนส่ายหัวพลางถอนหายใจอย่างอดไม่ได้
"หลี่หมิงซานมั่นคงเหลือเกิน ไม่มีท่าทีดูถูกผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะแม้แต่น้อย"
"ศิษย์สำนักหยวนอู่คนก่อนที่ใจร้อนรนพลาดท่าแพ้ให้ลู่ไป๋เวยแห่งขอบเขตแปรเทวะไปแล้ว! เขาไม่ใช่คนโง่ แน่นอนว่าจะไม่เชิดหน้าชูตาดูถูกคู่ต่อสู้เพียงเพราะอีกฝ่ายเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะ"
"นั่นสิถึงได้ทำให้คนรู้สึกสิ้นหวัง เขานิ่งมั่นคงขนาดนี้จะหาจุดอ่อนได้อย่างไร? แม้ว่าเยี่ยหลิงหลงจะยังรับมือการโจมตีของเขาได้จนถึงตอนนี้ แต่นางก็แค่ป้องกันตัวตลอดเลย ข้ายังไม่เห็นการโจมตีของนางสักครั้ง ข้าว่าป้องกันนานๆเข้าย่อมพลาดแน่นอน!"
"สุดท้ายแล้ว การฝึกฝนก็ต่างกันมากเกินไป หากช่องว่างแคบกว่านี้สักหน่อย ถึงเยี่ยหลิงหลงจะขึ้นไปถึงขอบเขตหลอมสุญตาก็ยังพอมีโอกาสอยู่บ้าง"
"และสถานการณ์ของนางก็ไม่เหมือนกับซุนจินเหยาด้วย ซุนจินเหยาฝึกฝนทั้งน้ำและไม้ หากได้รับบาดเจ็บก็สามารถรักษาได้ทันที แต่หากเยี่ยหลิงหลงได้รับบาดเจ็บแบบนั้นคงแย่แน่นอน!"
ในขณะที่ทุกคนกำลังถกเถียงกันอยู่นั้น จู่ๆสถานการณ์บนลานประลองที่ชะงักงันก็เกิดจุดเปลี่ยนขึ้น!
จบตอน
Comments
Post a Comment