บทที่ 951: ใช้ได้สามธาตุเชียวหรือ?
บนลานประลองการต่อสู้ หลี่หมิงซานได้สะสมพลัง และต่อสู้มาแล้วเก้ากระบวนท่า
จนถึงกระบวนท่าที่สิบ พลังของเขาถึงได้พุ่งทะยานสูงขึ้นไปอีกระดับ เมื่อเขาปล่อยปราณกระบี่ออกไป มันได้บรรจุพลังของเขาเอาไว้ถึงเก้าส่วนเลยทีเดียว!
ปราณกระบี่อันทรงพลังนี้ทะลุผ่านวงแหวนวารีย์ของเยี่ยหลิงหลง ทำลายวงแหวนนั้นแตกไปส่วนหนึ่ง พลังที่เหลือพุ่งชนกำแพงของเยี่ยหลิงหลงทำให้กำแพงแตกละเอียดในพริบตาทันที!
ตามมาด้วยพลังที่ยังไม่สลายหมด พลังเหล่านั้นพุ่งชนเยี่ยหลิงหลงอย่างรุนแรง จนร่างของนางลอยกระเด็นไปไกลทันที!
ในที่สุด หลังจากป้องกันมาเก้ากระบวนท่า เยี่ยหลิงหลงก็ถูกหลี่หมิงซานโจมตีจนได้ในกระบวนท่าที่สิบนั้นเอง!
เยี่ยหลิงหลงถอยไป หลังจากที่ถูกโจมตี นางรีบใช้หงเยี่ยนในมือกดลงบนพื้นเพื่อชะลอความเร็ว ในจังหวะที่หยุดนิ่ง ช่องอกของนางปั่นป่วนด้วยลมปราณ มีเลือดสีแดงสดหยดออกมาจากมุมปาก
ทุกคนที่เห็นภาพนั้นต่างส่งเสียงฮือฮา!
ป้องกันนานเกินไป ย่อมเกิดความผิดพลาดจริงๆ!
แม้แต่ซุนจินเหยาก็ยังรับมือไม่อยู่ สามกระบวนท่าจากการป้องกันสิบครั้งยังได้รับบาดเจ็บไปบ้าง
แม้การป้องกันของเยี่ยหลิงหลงจะผสมผสานธาตุน้ำและดินได้ครอบคลุมกว่า แต่การฝึกตนต่ำกว่าย่อมสู้ไม่ได้แน่นอน!
ครั้งนี้นางโดนโจมตีเข้าแล้ว นางคงจะบาดเจ็บสาหัสเป็นแน่!
ขณะที่ผู้คนภายนอกกำลังเป็นห่วงนางอยู่นั้น
หลี่หมิงซานก็แค่นหัวเราะเย็นชา
เป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด ด้วยร่างกายเล็กๆของนาง เพียงแค่ค่อยๆเพิ่มความแรงในการโจมตี นางย่อมต้านทานไม่ไหวแน่นอน!!
เขาไม่ได้ใช้พลังวิญญาณเก้าส่วนในทันที ทั้งหมดนี้ก็เพื่อความรอบคอบและประหยัดพลังของเขาให้มากที่สุด
เขาใช้เก้ากระบวนท่าในการสะสมพลัง และเมื่อปล่อยพลังทั้งเก้าส่วนออกมา การสูญเสียพลังก็จะน้อยลงมากทีเดียว
หากนางยังทนได้ หลังจากเก้ากระบวนท่า
เขาก็จะสามารถสร้างความเสียหายให้นางได้อีกครั้งแน่นนอ!
แต่น่ากลัวว่า นางคงจะทนไม่ไหวแล้วแน่นอน!!
ความคิดนี้ของหลี่หมิงซานเพิ่งผุดขึ้นมา ยังไม่ทันได้แสดงคำพูดและรอยยิ้มโหดร้ายออกมา ก็เห็นศีรษะของเยี่ยหลิงหลงเปลี่ยนเป็นสีเขียว
เกิดอะไรขึ้น? ทำไมนางถึงมีสีเขียวขึ้นมาได้?
หรือว่า...
หลี่หมิงซานตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ!
นี่มันวิชาธาตุไม้ในการรักษามิใช่หรือ?!
นางรู้วิชารักษาด้วยหรือ?!
นางไม่ได้ฝึกธาตุน้ำและธาตุดินหรอกหรือ?
แล้วเหตุใดนางถึงมีรากวิญญาณธาตุไม้อีกหนึ่งอย่างด้วย?!
แล้วสิ่งเล็กๆบนศีรษะของนางคืออะไร? วิญญาณไม้หรือ?
"นี่มันผิดปกติเกินไปหรือไม่? วิญญาณธาตุที่มีค่าขนาดนั้น มันกลายเป็นของธรรมดาไปเสียแล้วหรือ?"
นางมีรากวิญญาณสามธาตุก็แล้วไป แต่ทำไมถึงมีวิญญาณธาตุถึงสามดวงด้วย? นี่มันเกินไปแล้ว!
หลี่หมิงซานนั้น จากที่เคยสงบนิ่งก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นกระวนกระวายขึ้นมา
ใครจะไม่โกรธล่ะ? ข้าเป็นศิษย์สายตรงของสำนักหยวนอู่
ยังไม่มีของดีมากเท่านางเลย!
ตอนนี้ไม่เพียงแค่หลี่หมิงซานเท่านั้นที่โกรธ แม้แต่คนนอกเวทีประลองก็ยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำ
"ข้าดูไม่ผิดใช่หรือไม่? นางเพิ่งใช้วิชาธาตุไม้ในการรักษา? นางยังเป็นผู้ฝึกตนธาตุไม้ด้วยหรือนี่?! แล้วที่บอกว่าฝึกสองธาตุล่ะ? เหตุใดพริบตาเดียวกลายเป็นฝึกสามธาตุไปแล้ว?!"
"แล้วของล้ำค่าที่อยู่เหนือศีรษะนางคืออะไร? ตอนใช้พลัง ร่างกายของมันดูโปร่งใสมาก ดูไม่เหมือนสัตว์ภูตเลยนี่ หรือว่าจะเป็นวิญญาณธาตุไม้อีกดวง?"
"ไม่รู้สิ ดูเล็กและอ่อนยิ่งนัก! แต่พลังธาตุไม้ของมันแข็งแกร่งมากจริงๆ แค่รักษาครั้งเดียว สภาพของเยี่ยหลิงหลงก็ฟื้นฟูไปแปดเก้าส่วนแล้ว!"
"ถ้าข้าเป็นหลี่หมิงซาน ป่านนี้ข้าคงโกรธจนเสียสติไปแล้ว วิชาธาตุน้ำลดทอนพลัง วิชาธาตุดินต้านพลังที่เหลือ ส่วนที่ต้านไม่ไหวได้รับบาดเจ็บ ก็มีวิชาธาตุไม้มารักษาอีก แบบนี้ฆ่าอย่างไรก็ฆ่าไม่ตายเลยนะ! แล้วจะรับมืออย่างไรต่อเล่า??"
"น่ากลัวจริงๆ แม้นางจะไม่โจมตี แต่วิธีป้องกันของนางมากมายจนผิดปกติเหลือเกิน! โชคดีที่เป็นหลี่หมิงซาน หากเปลี่ยนเป็นข้าที่ต้องต่อสู้กับนาง ข้าคงทนไม่ไหวจนต้องร้องไห้ไปแล้ว แบบนี้ไม่ต้องสู้ข้ามวันข้ามคืนเลยรึ?!"
ไม่เพียงแค่ผู้ฝึกตนไร้สังกัดที่เป็นผู้ชมเท่านั้น แม้แต่ผู้คนจากเจ็ดสำนักใหญ่ก็ยังตกตะลึงกับเยี่ยหลิงหลง
"นางเป็นผู้ฝึกตนที่มีรากวิญญาณสามธาตุ?! พลังต่อสู้แข็งแกร่งถึงเพียงนี้เชียวหรือนี่?"
ไม่จำเป็นต้องรอให้เจ้าสำนักจันทราพิฆาตเอ่ยปากชม เจ้าสำนักแปรเมฆาก็อดไม่ไหวเสียแล้ว
"ทุกคนต่างรู้กันดีว่า ยิ่งมีรากวิญญาณมาก ความเร็วในการฝึกฝนก็จะยิ่งช้า แต่พลังต่อสู้ที่ได้มา เรียกได้ว่าน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก ด้วยรากวิญญาณทั้งสามนี้ การจะเอาชนะเยี่ยหลิงหลงดูท่าจะลำบากเสียแล้ว"
ในตอนนี้เจ้าสำนักหทัยครามก็เอ่ยปากขึ้นพลางยิ้มอย่างเปี่ยมสุข
ธาตุน้ำ ดิน และไม้ ล้วนเป็นธาตุที่พบได้ทั่วไปในหมู่ศิษย์สำนักหทัยคราม และเมื่อได้เห็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้านี้ นางก็รู้สึกชอบขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก!
"ที่สำคัญคือ เยี่ยหลิงหลงยังฝึกฝนธาตุน้ำ ดิน และไม้ การรวมสามธาตุเข้าด้วยกันนี้ ยิ่งทำให้การป้องกันแข็งแกร่งถึงขีดสุด
แม้จะไม่มีการโจมตีมากนัก แต่หากบั่นทอนคู่ต่อสู้จนตายได้ล่ะ?"
หากซุนจินเหยาของนางมีธาตุดินเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งธาตุเหมือนเยี่ยหลิงหลง การประลองครั้งนั้นนางคงไม่มีทางแพ้แน่นอน!
ดูเหมือนว่าตอนนี้ สำนักหยวนอู่จะรับมือยากขึ้นเสียแล้ว คงถึงเวลาทดสอบความสามารถของหลี่หมิงซานแล้วกระมัง
แม้เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตและเจ้าสำนักอัคคีแดงจะไม่พูดอะไร แต่คิ้วของทั้งสองก็ขมวดแน่นโดยไม่รู้ตัว
ผู้ที่มาจากภพล่างส่วนใหญ่ จะมีแค่รากวิญญาณเดี่ยวที่ฝึกฝนได้รวดเร็ว
บางครั้งก็มีผู้ที่มีรากวิญญาณคู่แต่ก็มักจะมีรากฐานไม่มั่นคงอย่างรุนแรง
แต่ผู้ที่มีสามรากวิญญาณนั้น แทบจะไม่เคยพบเห็นมาก่อนเลย
สามรากวิญญาณของเยี่ยหลิงหลงนี้ มีความเป็นไปได้สูงว่ามันติดตัวนางมาจากภพล่าง
เพราะไม่มีใครจะพยายามกระตุ้นรากวิญญาณอื่นๆทันทีที่มาถึงภพบน เพราะมันไม่มีประโยชน์ต่อการฝึกฝน
คนผู้นี้มีสามรากวิญญาณ แต่ยังสามารถฝึกฝนมาได้จนถึงขั้นนี้ ไม่อาจดูแคลนได้เลยจริงๆ
สำนักชิงเสวียนนี้ ผลิตพวกประหลาดออกมาได้อย่างไร แถมยังดุร้ายน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก!
ในขณะที่พวกเขาพูดคุยกันจ้อกแจ้กอยู่ในใจของเจ้าสำนักหยวนอู่ยิ่งทรมานมากขึ้นไปอีก
การป้องกันทั้งธาตุน้ำและธาตุดินก็แล้วไป แต่ยังมีการรักษาด้วยธาตุไม้อีกหรือ
นี่จะลากยาวไปถึงพรุ่งนี้หรืออย่างไร?
ฆ่าคนก็แค่ตัดหัวมิใช่หรือ? รีบจัดการเถอะ! อย่าทรมานคนด้วยการยืดเยื้อแบบนี้เลย!
แบบนี้มันช่างทรมานเหลือเกิน
ผู้คนบนเขาอู๋โยวต่างตกตะลึง
และพวกที่อยู่บนต้นอู๋โยวก็ตกตะลึงเช่นกัน
"เมื่อครู่ที่เห็นน้องหญิงใช้พลังธาตุน้ำและธาตุดินพร้อมกัน ข้าก็รู้สึกแปลกๆ เพราะก่อนหน้านี้ที่ข้าเห็นคือ นางใช้พลังน้ำและไม้! ดังนั้นแปลว่าตอนนี้นางใช้พลังได้ทั้งสามอย่าง ทั้งน้ำ ดิน และไม้งั้นรึ?!"
เสียงร้องอุทานของต้วนซิงเหอดังมาก ทำให้ทุกคนที่อยู่รอบข้างหันมามองทันที
แต่เมื่อทุกคนเห็นท่าทางตื่นเต้นของเขา ทุกคนจึงอึกอักอยู่พักใหญ่ สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่ตอบ ปล่อยให้เขาคลั่งต่อไปแบบนั้น
"ตั้งแต่แรก ที่ทำตัวน่าสงสารบอกว่าเพิ่งออกมาจากจุดฟื้นคืนชีพ และยังไม่มีปราณวิญญาณติดตัวแม้แต่น้อย ที่แท้นางก็เป็นอัจฉริยะที่มีพลังเหนือกว่าใครหรือนี่?"
ต้วนซิงเหอเดินวนไปวนมาหลายรอบ นึกย้อนกลับไปก็มีร่องรอยให้เห็นอยู่บ้าง
หากนางอ่อนแอและไร้ประโยชน์จริง นางจะกล้าไปสู้กับสัตว์อสูรวิญญาณระดับสิบได้อย่างไร? นางถึงขั้นกล้าเข้าไปจัดการกับศิษย์สำนักขอบเขตบูรณาการด้วยซ้ำ
คนที่อ่อนแอจริงๆ จะไม่มีความกล้าเช่นนั้นแน่นอน!
นี่ไม่ใช่แค่การมองผิด แต่มันคือตาบอดต่างหาก!
ในขณะที่ทุกคนกำลังตื่นเต้นสุดขีดนั้น หลี่หมิงซานที่อยู่บนเวทีประลองก็เริ่มการโจมตีรอบใหม่แล้ว
ถึงจะยังไม่เห็นจุดที่จะพลิกสถานการณ์ แต่ก็ไม่อาจหยุดการโจมตีได้
แม้จะเจ็บปวดแค่ไหน ก็ต้องพยายามค้นหาจุดอ่อนครั้งแล้วครั้งเล่า!
สิ่งเดียวที่ปลอบใจตัวเองได้ก็คือ
การรุกและการควบคุมสถานการณ์ยังคงอยู่ในมือของเขา
ว่าแต่ก้าวต่อไป เขาจะทำอย่างไรต่อเล่า?
บทที่ 952: หลี่หมิงซานกำลังประลองปัญญากับศิษย์น้องหญิงเล็ก?
ดังนั้น หลี่หมิงซานจึงเริ่มโจมตีไปพร้อมกับครุ่นคิดว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปดี
เขายังคงใช้จังหวะเดิมๆ และทุกครั้งจะใช้เก้ากระบวนท่าแรกเพื่อสะสมพลัง และในท่าที่สิบจะใช้พลังเก้าส่วนในการโจมตี
ทุกครั้งที่ใช้พลังเก้าส่วนโจมตี เขาจะเปลี่ยนมุมโจมตีที่แยบยลขึ้นเรื่อยๆ เพื่อหวังจะทำลายการป้องกันของเยี่ยหลิงหลงและเอาชนะนางจงได้
แต่ทุกครั้งนั้น เยี่ยหลิงหลงสามารถรับมือกับการโจมตีของเขาได้อย่างดีเยี่ยม ไม่เปิดช่องว่างให้เขาเลยแม้แต่น้อย
นางเปรียบเสมือนถังเหล็กที่ถูกห้อมล้อมจากทุกทิศทาง ทั้งกระบี่และทวนไม่อาจแทงทะลุได้ สายวารีย์และเพลิงอัคคีไม่อาจทะลวงผ่านไป การป้องกันแข็งแกร่งจนน่าขนลุกเลยก็ว่าได้
นั่นยังไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะสิ่งสำคัญคือ หลี่หมิงซานพบว่า ตอนแรกเขาใช้สิบท่าก็สามารถโจมตีโดนเยี่ยหลิงหลงได้หนึ่งท่า แต่ต่อมาเขาพบว่าแม้แต่ท่าที่สิบ เขาก็ไม่แน่เสียแล้วว่าจะโจมตีโดนนางได้จริงๆ
การโจมตีด้วยพลังเก้าส่วนในท่าที่สิบถึงสองครั้ง
เขาอาจจะโจมตีโดนแค่ครั้งเดียว และโอกาสในการโจมตีโดนยังค่อยๆลดลงตามเวลาที่ผ่านไปอีกด้วย
นี่มันหมายความว่าอะไร? หมายความว่านางกำลังปรับปรุงกลยุทธ์การรับมือในระหว่างการต่อสู้
และการปรับเปลี่ยนทั้งหมดล้วนประสบความสำเร็จ!
ที่สำคัญคือนางยังคงพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ!
นึกถึงครั้งแรกที่ได้พบนางใต้ต้นอู๋โยว และพอมานึกถึงตอนนี้ที่ต่อสู้กับนางบนเวทีประลองใต้ต้นอู๋โยวนี้ แม้ว่าระยะเวลาจะไม่นานนัก แต่การพัฒนาของนางช่างน่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน!
หลี่หมิงซานที่พยายามรักษาความนิ่งมาตลอด ในที่สุดก็เริ่มกระวนกระวายใจจนทนไม่ไหว
เขาไม่อยากนิ่งอีกต่อไปแล้ว เพราะเขาอยู่ในขอบเขตบูรณาการ ส่วนฝ่ายตรงข้ามเป็นเพียงขอบเขตแปรเทวะ หากว่าเขาใช้พลังเต็มกำลังโจมตีนาง
มิแน่ว่านางอาจจะต้านไม่อยู่ก็ได้ !!
แล้วเหตุใดเขาจึงต้องถ่วงเวลาให้โอกาสนางด้วยเล่า?
โจมตีนางสิ ใช้พลังทั้งหมดทำลายการป้องกันของนาง แล้วโจมตีให้นางล้มลงไปเลย!
ทว่าในขณะที่เสียงหนึ่งกำลังคำรามกึกก้องอยู่ในใจ อีกเสียงหนึ่งของหลี่หมิงซานก็ทำให้เขาสงบลงอย่างน่าประหลาด
และเมื่อเทียบกับความร้อนใจเล็กน้อยนั้น เขามองเห็นว่าการแพ้การประลอง จะต้องเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้อย่างเด็ดขาด
การประลองก็ไม่มีการจำกัดเวลา ไม่ต้องลนลาน และห้ามรีบร้อน!
ถ้าบังเอิญโจมตีไม่สำเร็จขึ้นมาล่ะ? หากว่าใช้พลังเต็มกำลังไปหมดแล้ว และถ้าหากเยี่ยหลิงหลงใช้กลอุบายอะไรสักอย่างต้านไว้ได้ จากนั้นนางย้อนกลับมาโจมตีเขาล่ะ?
โจมตีเขา... ก็โจมตีสิ! แล้วมันเกี่ยวอะไรด้วย?
นางเป็นเพียงผู้บำเพ็ญขอบเขตแปรเทวะ ถึงแม้จะทุ่มสุดกำลังโจมตีเขา เขาที่อยู่ขอบเขตบูรณาการ
ซึ่งเขาก็ไม่น่าจะตายในการโจมตีครั้งเดียวกระมัง?
อีกอย่าง ในการต่อสู้ครั้งก่อนเส้าจ่างคุนก็จงใจเปิดช่องโหว่ เพื่อล่อให้ซุนจินเหยาละทิ้งการป้องกันแล้วหันมาโจมตีเขามิใช่หรือ?
หากทั้งสองคนต่างโจมตี ไม่มีใครป้องกันเยี่ยหลิงหลงที่อยู่ขอบเขตแปรเทวะ นางจะเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้อย่างไร?
ที่นางต้านทานมาได้จนถึงตอนนี้ ก็เพราะอาศัยรากวิญญาณสามธาตุ น้ำ ดิน และไม้ ซึ่งทั้งสามล้วนมีพลังป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดมิใช่หรือ?!
ผู้บำเพ็ญเช่นนี้ จะมีพลังโจมตีอะไรได้?
หลี่หมิงซานยิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้น ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าทุกอย่างกระจ่างแจ้งแล้ว
เมื่อเยี่ยหลิงหลงสามารถเลียนแบบซุนจินเหยาได้ แสดงว่านางต้องได้สังเกตการต่อสู้ครั้งนั้นอย่างละเอียดแน่นอน
และในการต่อสู้ครั้งนั้น เส้าจ่างคุนได้แกล้งทำเป็นจะโจมตีสุดกำลัง แต่ที่จริงแล้วเก็บแรงไว้เพื่อโจมตีครั้งที่สองต่างหาก
ถ้าเช่นนั้นเขาก็สามารถ...
ถูกต้องแล้ว!
มุมปากของหลี่หมิงซานยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว เขาได้พบจุดที่จะพลิกสถานการณ์ตรงหน้าแล้ว!
ภายใต้ความตื่นเต้นมากมายในใจนั้น กระบวนท่ากระบี่ของหลี่หมิงซานก็ดูมีชีวิตชีวามากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่านัก
ครั้งนี้ เขาเริ่มสะสมพลังด้วยกระบวนท่ากระบี่ใหม่
หนึ่งกระบวนท่า สองกระบวนท่า สามกระบวนท่า... จนถึงกระบวนท่าที่สิบ และเขาก็ยังคงสะสมพลังอยู่!
ไม่นาน กระบวนท่าที่สิบสาม กระบวนท่าที่สิบสี่ จนถึงกระบวนท่าที่สิบห้า
พลังกระบี่และพลังวิญญาณของเขาได้ถูกสะสมจนถึงจุดสูงสุดแล้ว!
เขาไม่ได้รีบโจมตีด้วยกระบวนท่าที่สิบห้าแต่อย่างใด แต่ใช้เวลาเกือบสิบวินาทีในการสะสมพลังอันยิ่งใหญ่ สำหรับการออกมือโจมตีในกระบวนท่าที่สิบห้า!
"ดูสิ! หลี่หมิงซานกำลังจะใช้พลังเต็มที่โจมตีแล้วหรือ? เขาไม่อยากอดทนอีกต่อไปแล้วหรือ? ในที่สุดเขาก็จะแสดงพลังทั้งหมดของตัวเองออกมาแล้วสินะ?!"
เสียงวิพากษ์วิจารณ์บนเขาอู๋โยวดังขึ้น สลับกันไปมา เมื่อเห็นหลี่หมิงซานกำลังสะสมพลังในตอนนี้ ทุกคนต่างรู้สึกตื่นเต้นไม่หยุด
"นั่นยังไม่แน่นอนมิใช่หรือ? พวกเจ้าเคยดูการต่อสู้ระหว่างเส้าจ่างคุนกับซุนจินเหยามาก่อนแล้ว? เส้าจ่างคุนก็ใช้วิธีนี้หลอกซุนจินเยาเช่นกัน! บางทีครั้งนี้อาจเป็นการโจมตีหลอกๆ โดยเก็บพลังที่แท้จริงทั้งหมดไว้ภายหลังก็ได้!"
"ข้าก็คิดว่าเขาคงไม่ใช้พลังทั้งหมดในการโจมตีครั้งนี้หรอก เพราะดูจากความรอบคอบของเขาก่อนหน้านี้ เขาต้องลองหยั่งเชิงก่อนแน่นอน"
"ใช่แล้ว! ถ้าเยี่ยหลิงหลงหลงกลขึ้นมา เขาก็สามารถโจมตีต่อได้ แต่ถ้าเยี่ยหลิงหลงไม่หลงกล เขาก็ยังมีทางเลือกอื่นอีก ไม่จำเป็นต้องใช้การโจมตีครั้งสุดท้าย ยังสามารถพิจารณาวิธีโจมตีแบบอื่นได้อีกด้วย"
ในขณะที่ทุกคนกำลังถกเถียงกันว่าหลี่หมิงซานจะใช้พลังเต็มที่หรือไม่นั้น? บนลานประลอง หลี่หมิงซานยิ้มที่มุมปาก เต็มไปด้วยความมั่นใจ แล้วปล่อยการโจมตีอันทรงพลังที่สะสมมานานใส่เยี่ยหลิงหลงโดยพลัน!
ปราณกระบี่อันทรงพลัง รวมตัวกันมาจากทุกทิศทาง ในขณะนั้นราวกับม้าหมื่นตัว ที่ควบทะยานและคลื่นยักษ์ที่ถาโถมฝ่าผืนสมุทร
พลังที่สามารถถล่มภูเขาโหมทะเล ส่งเสียงคำรามกึกก้องพุ่งเข้าโจมตีเยี่ยหลิงหลงทันที!
เมื่อเห็นเช่นนั้น บนต้นอู๋โยว ต้วนซิงเหอลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้นทันที
"เดี๋ยวก่อนนะ! หลี่หมิงซานไม่ได้เก็บกำลังไว้เลย นี่คือการโจมตีด้วยพลังเต็มที่ของเขาแน่! เขารู้ชัดว่าน้องหญิงได้ดูการต่อสู้ระหว่างเส้าจ่างคุนกับซุนจินเหยา เขาจึงตั้งใจเลียนแบบเส้าจ่างคุนในตอนแรก แต่ที่จริงแล้วไม่ได้เลียนแบบเลยสักนิด!"
“เขาต้องการจะโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว ในสถานการณ์ที่ศิษย์น้องยังไม่ได้เตรียมพร้อม เพื่อจู่โจมให้รุนแรงที่สุด และเพื่อจบการประลองครั้งนี้ให้สิ้นสุดโดยเร็ว! เขาช่างเจ้าเล่ห์เหลือเกิน!"
หลังจากที่ต้วนซิงเหอตะโกนจบ ก็พบว่าศิษย์สำนักชิงเสวียนรอบข้างเขาต่างนั่งนิ่งสงบ ไม่ตื่นเต้น ไม่กังวล ไม่ประหลาดใจ กลับมีสีหน้ายิ้มๆมองมาที่เขา
"พวกเจ้าไม่กังวล… เลยหรือ?"
ต้วนซิงเหอพูดยังไม่ทันจบ ก็ถูกหนิงหมิงเฉิงที่อยู่ข้างๆ ดึงตัวให้นั่งลง
"พี่ชาย ข้าว่าเจ้าตื่นได้แล้ว หลี่หมิงซานกำลังประลองด้านสติปัญญากับศิษย์น้องหญิงเล็กของพวกเราต่างหาก!"
"หา? เกิดอะไรขึ้นนะ?"
"เจ้าไม่คิดหรือว่า หากเขาประลองด้วยกำลัง โอกาสชนะอาจจะมากกว่า?"
ต้วนซิงเหอชะงัก จากนั้นก็เข้าใจในทันที!
เขาเงยหน้าขึ้นมองไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว เห็นหลี่หมิงซานโจมตีสุดกำลังพุ่งเข้าหาเยี่ยหลิงหลง
เห็นเยี่ยหลิงหลงไม่รีบร้อน ไม่ตื่นตระหนก กลับยิ้มบางๆ
และชั่วพริบตาถัดมา เสียง "ตูม" ก็ดังสนั่นไปทั่วทุกบริเวณ พลังมหาศาลของเขาราวกับสัตว์ร้ายคลั่งพุ่งชนวงแหวนวารีย์ของเยี่ยหลิงหลง
แต่ในตอนนั้นเอง ภาพที่น่าตกตะลึงก็ปรากฏขึ้น!
วงแหวนวารีย์ของเยี่ยหลิงหลงหนึ่งวงกลายเป็นเก้าวง !
กำแพงภูเขาหนึ่งด้านกลายเป็นเก้าด้าน!!!
หลังจากหลี่หมิงซานทำลายวงแหวนวารีย์วงแรกแล้ว ก็พุ่งทะลุกำแพงภูเขาด้านแรกอย่างรวดเร็ว
จากนั้นก็พุ่งทะลุวงแหวนวารีย์และกำแพงภูเขาวงที่สอง วงที่สาม วงที่สี่... ราวกับทะลวงไม้ไผ่
วงแหวนวารีย์และกำแพงภูเขาแต่ละอัน อาจไม่แข็งแกร่งเท่าตอนที่มีเพียงวงเดียว
แต่เมื่อแยกเป็นเก้าวง การทำลายทีละวงไม่เพียงทำให้เสียเวลามากขึ้น ยังช่วยลดทอนพลังโจมตีได้มากขึ้นอีกด้วย!
แม้จะเป็นเช่นนั้น การโจมตีเต็มกำลังของผู้แข็งแกร่งจากขอบเขตบูรณาการ ก็ยังน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
เพราะพลังเหล่านั้นได้ทะลวงผ่านไปถึงอันที่แปด อันที่เก้า และยังคงมีพลังเหลืออยู่!
เมื่อเห็นว่าพลังนั้นกำลังจะพุ่งเข้าชนเยี่ยหลิงหลง
หงเยี่ยนที่อยู่ข้างกายนางก็รีบแปรสภาพเป็นร่มและลอยขึ้นไปป้องกันเบื้องหน้านางอย่างรวดเร็ว!
ผู้คนที่เห็นภาพนี้ ต่างก็ตกตะลึงไม่หาย!!!
บทที่ 953: ข้าให้โอกาสท่านแล้ว
นางใช้สองมือควบคุมพลังอยู่แล้ว แต่กลับยังสามารถแบ่งพลังมาควบคุมกระบี่ได้อีก? นี่มันช่างน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว พลังแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ยังจะมาอยู่แค่ขอบเขตแปรเทวะอีกหรือ? ช่างน่าเสียดายเหลือเกิน!
แม้แต่เยี่ยหลิงหลงเองก็ยังตกตะลึง
เพราะในแผนของนางไม่มีการป้องกันเช่นนี้ เพราะนางคาดการณ์ไว้แล้วว่าหลี่หมิงซานจะใช้พลังทั้งหมดในการโจมตีครั้งนี้ ดังนั้นนางจึงทุ่มเทพลังทั้งหมดในการต้านทาน
นางไม่มีพลังเหลือพอที่จะควบคุมหงเยี่ยนแล้ว!
อย่างไรก็ตาม ความตกตะลึงนี้คงอยู่ได้ไม่นาน เพราะไม่นานก็มีเสียง "ตูม" ดังสนั่น
พลังมหาศาลเหล่านั้นได้ปะทะเข้ากับร่ม!
ในตอนนี้ พลังที่เหลือที่หลี่หมิงซานโจมตีมา ยังคงรุนแรงมากทีเดียว หงเยี่ยนก็ไม่สามารถต้านทานได้ทั้งหมด เยี่ยหลิงหลงถูกกระแทกกระเด็นออกไปพร้อมกับร่มทันที!
เมื่อเยี่ยหลิงหลงร่วงลงบนเวทีประลอง นางรู้สึกราวกับอวัยวะภายในของนางแตกสลายไปหมด
และนางรู้สึกหวานในลำคอ ก่อนจะกระอักเลือดออกมา
สมแล้วที่เป็นขอบเขตบูรณาการ เมื่อเทียบกันแล้ว นางที่อยู่ขอบเขตแปรเทวะยังอ่อนแอเกินไปจริงๆ
แต่เพราะหงเยี่ยนที่มาขวางเอาไว้ สภาพของนางในตอนนี้จึงดีกว่าที่คาดการณ์ไว้มากนัก
นางล้วงเอาโอสถออกมาจากแหวนมิติ แล้วยัดเข้าปาก เมื่อโอสถผ่านลำคอลงไป ร่างกายของนางก็รู้สึกสบายขึ้นมากทีเดียว
ในขณะเดียวกันนั้น ชิงหยาที่อยู่เหนือศีรษะก็กำลังรักษานางอย่างต่อเนื่อง แม้จะเจ็บปวดมาก แต่ก็พอที่จะทนได้
ไม่ว่าจะนอนหรือยืนก็ต้องอดทนเท่ากัน เช่นนั้นก็ให้นางได้นอนพักสักครู่เถิด รอจนกว่าหลี่หมิงซานจะมาค่อยว่ากัน
เมื่อเห็นเยี่ยหลิงหลงถูกโจมตีจนกระเด็นลงพื้น ตอนนี้ทุกคนต่างรู้แล้วว่า หลี่หมิงซานไม่ได้เก็บกำลังเอาไว้เลยตั้งแต่แรก! เขากำลังเล่นกลอุบายอยู่ต่างหาก!
และดูเหมือนว่า เขาจะชนะการเล่นเกมนี้เจ้าจังๆ! เยี่ยหลิงหลงล้มลงกับพื้น จนไม่อาจลุกขึ้นได้อีกแล้ว!
ในตอนนี้ หลี่หมิงซานหัวเราะเยาะเบาๆ เขายกกระบี่ในมือขึ้นชี้ไปที่เยี่ยหลิงหลง
แม้ว่าการโจมตีเมื่อครู่จะทำให้เขาใช้พลังไปจนเกือบหมดตัว แต่เยี่ยหลิงหลงก็ล้มลงแล้ว พลังที่เหลืออยู่นี้ก็เพียงพอที่จะสังหารเยี่ยหลิงหลงได้
เขาทำสำเร็จแล้ว! การพนันครั้งนี้
เขาชนะแล้ว!
ขณะที่หลี่หมิงซานค่อยๆก้าวเข้าไปหาเยี่ยหลิงหลง และเตรียมจะลงมือสังหารอย่างทารุณ
มังกรดำที่อยู่บนเขาอู๋โยวก็ตื่นเต้นจนเกือบจะบีบนิ้วตัวเองจนหัก
"ไม่จริงหรอกกระมัง? เหตุใดเขาไม่จบการต่อสู้ด้วยการสังหารเยี่ยหลิงหลงทันทีเล่า นี่เขาต้องการทำอะไร? เขาจะทรมานนางหรือ!"
"จะทำอย่างไรดี? มีวิธีหยุดเขาหรือไม่? การประลองมีมามากมาย ทุกคนต่างก็หยุดมือเมื่อชนะแล้ว ไม่เห็นใครจงใจไว้ชีวิตคู่ต่อสู้เพื่อทรมานอย่างทารุณเลย!"
"ไอ้หมาตัวนี้! ถ้าเขากล้าทำเช่นนั้นจริงๆรอให้ออกมา ข้าจะบิดหัวมันให้ขาดเลย!"
มังกรดำยิ่งพูดก็ยิ่งโกรธ น้ำเสียงยิ่งแฝงความแค้นเคืองมากขึ้นเรื่อยๆ
ในตอนนี้ แม้แต่เจ้าสำนักทั้งเจ็ดสำนัก ก็ยังสังเกตเห็นเจตนาของหลี่หมิงซาน
"เจ้าสำนักหยวนอู่ การกระทำเช่นนี้เห็นทีจะไม่เหมาะสมเท่าไหร่กระมัง?"
เจ้าสำนักจันทราพิฆาตเป็นคนแรกที่เอ่ยปากขึ้นมา
ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ เขาล้วนชื่นชมเยี่ยหลิงหลงเด็กคนนี้ และยิ่งไปกว่านั้น นางยังสนิทสนมกับไป๋เวยมากอีกด้วย หากว่าไม่มีนาง ไป๋เวยก็คงไม่เปลี่ยนแปลงได้มากถึงเพียงนี้แน่นอน
"เรื่องในสนามประลอง ล้วนเป็นเรื่องของพวกเขา มันเกี่ยวอะไรกับข้า? อีกอย่าง ต้นอู๋โยวนี้ ก็ไม่ได้มีกฎข้อไหนที่จะมากำหนด ว่าผู้ชนะต้องสังหารผู้แพ้อย่างไรเสียหน่อย"
"เจ้า!"
"เจ้าสำนักหยวนอู่ ควรละเว้นในสิ่งที่ควรละเว้น การทำอะไรรุนแรงเกินไป มักจะตัดหนทางของตัวเองในภายภาคหน้านะ" เจ้าสำนักหทัยครามก็ออกมาพูดเพื่อเยี่ยหลิงหลงเช่นกัน
เมื่อได้ยินว่าเป็นเจ้าสำนักหทัยครามที่เอ่ยปาก เจ้าสำนักหยวนอู่ไม่เคยเห็นพวกสตรีอ่อนแอเยี่ยงนี้อยู่ในสายตาเลย เขาเพียงแค่หัวเราะเยาะออกมาเสียงหนึ่ง แม้แต่จะตอบก็ยังขี้เกียจด้วยซ้ำไป
"ถึงแม้เจ้าสำนักหยวนอู่จะเกลียดชังเยี่ยหลิงหลง ก็ควรคิดดูว่า หากหลี่หมิงซานทำเรื่องเช่นนั้นต่อหน้าผู้คนมากมาย ชื่อเสียงและอนาคตของเขาก็คงไม่งดงามเท่าใด หรือว่าท่านไม่คิดเช่นนั้น?" เจ้าสำนักแปรเมฆาถาม
แม้แต่เจ้าสำนักวายุเหินที่ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยเห็นเยี่ยหลิงหลงอยู่ในสายตา ก็ยังพูดต่อมาอีกประโยค
"พวกเราเป็นสำนักที่มีชื่อเสียงและเที่ยงธรรมนะ"
แม้เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตและเจ้าสำนักอัคคีแดงจะไม่ได้พูดอะไร แต่สีหน้าของพวกเขาก็บ่งบอกถึงทัศนคติในใจอย่างชัดเจน หากทำลับหลังผู้คน ก็ไม่มีใครจัดการอะไรได้ แต่การกระทำเช่นนี้ต่อหน้าผู้คนมากมาย ช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก
ในตอนนี้ เจ้าสำนักหยวนอู่นั้น แม้จะรู้สึกภาคภูมิใจ แต่ก็ทนต่อแรงกดดันมหาศาลนี้ไม่ไหวแล้ว
"ไม่ใช่อย่างนั้นเสียหน่อย พวกเจ้าบอกข้าไปก็ไม่มีประโยชน์! ต่อให้ข้าตะโกนเรียกตอนนี้ เขาก็ไม่ได้ยินอยู่ดีมิใช่รึ!"
เขาไม่ได้ยินจริงๆ ดังนั้นนอกจากสายตาดูแคลนที่ทุกคนส่งมาให้ ก็ไม่มีใครพูดอะไรกับเขาอีก
หลังจากไม่มีใครพูดอะไร เขากลับรู้สึกว่าตนเองมีแรงกดดันมากขึ้นและรู้สึกอยุติธรรมยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
ก่อนหน้านี้ เยี่ยหลิงหลงและพวกของนาง ทำให้สำนักหยวนอู่ต้องเจ็บใจมากแค่ไหน?
ตอนนี้แค่เรียกดอกเบี้ยคืนมาบ้างเท่านั้นเอง ทำไมถึงทำไม่ได้เล่า?
ถึงนางจะไม่ได้ตายจริง แต่ก่อนตายก็ต้องทรมานและดูน่าเกลียดน่ากลัวสักหน่อยเท่านั้นเอง!
พวกคนแก่เหล่านี้ ต่างก็อ้างว่าตนเป็นสำนักดัง แต่เบื้องหลังกลับทำเรื่องสกปรกยิ่งกว่าใคร
แล้วพวกเจ้ามีสิทธิ์อะไรมานินทาสำนักหยวนอู่!
ในขณะที่ทุกคนกำลังวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่นั้น มังกรดำก็บ่นพึมพำไม่หยุด เยี่ยชิงเสวียนจึงขมวดคิ้วแล้วเตะมังกรดำไปหนึ่งที
มังกรดำหันกลับมามองด้วยสีหน้าไร้เดียงสา แต่เยี่ยชิงเสวียนกลับมองด้วยความรำคาญแล้วพูดสั้นๆสองคำ
"หุบปาก"
"แต่ว่า เขาต่างหาก..."
"ข้าบอกให้เจ้าหุบปากก็หุบปากสิ ข้าจะบ้าตายเพราะความเสียงดังของเจ้าแล้ว!!"
เสวียนอิ่งที่อยู่ข้างๆ ได้ยินเขาด่าอยู่อย่างนั้น ก็ทนไม่ไหวเช่นกัน!
"อย่าส่งเสียงดังไปหน่อยเลย เจ้าก็แค่เคยโดนเยี่ยหลิงหลงซ้อมเท่านั้น แต่ไม่เคยเห็นนางต่อสู้จริงๆเสียหน่อย?"
หืม?
พูดแค่ครึ่งหลังไม่ได้หรือ? ทำไมต้องพูดครึ่งแรกด้วย?
เจ้าเหล็กไร้ค่าชั่วช้านี่!
"ตราบใดที่นางยังไม่ตาย ก็เท่ากับว่ายังไม่แพ้ ร้องโวยวายไปทำไม สิบในแปดส่วน นางคงแค่นอนพักอยู่ตรงนั้นกระมัง"
เสวียนอิ่งเห็นภาพแบบนี้มามากเกินไปแล้วจริงๆ
การฝึกฝนของนางต่ำกว่าผู้อื่นเสมอ ดังนั้นยามต่อสู้นางจึงเจ้าเล่ห์ที่สุด วิธีที่จะเอาชนะคนที่แข็งแกร่งกว่าด้วยความอ่อนแอ เอาชนะคนมากด้วยคนน้อย
นางถนัดเหลือเกิน!!
แต่ก่อนนี้ นางเคยทำเรื่องแบบนี้มาแล้ว เมื่อสู้ไม่ไหวก็บังคับให้ตัวเองแบกนางวิ่งวนรอบๆโดยพาคู่ต่อสู้ไปด้วย เพื่อให้นางได้พักบ้าง
การนอนพักเป็นเพียงพื้นฐานของพื้นฐาน ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกไปหรอก
หลังจากที่เสวียนอิ่งพูดจบ มังกรดำก็หุบปากสนิท ไม่ใช่เพราะเชื่อในคำพูดของเขา แต่เป็นเพราะหลี่หมิงซานถือกระบี่เดินมาหยุดตรงหน้าเยี่ยหลิงหลงแล้ว
ทุกคนเห็นเขายกกระบี่ในมือขึ้น บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มโหดเหี้ยม จากนั้นก็เบี่ยงกระบี่ในมือแทงลงไปที่ต้นขาของเยี่ยหลิงหลง!
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่กระบี่จะแทงเข้าไปที่ต้นขาของเยี่ยหลิงหลง เขาก็ถูกร่มของเยี่ยหลิงหลงปัดป้องไว้เสียก่อน
เสียง "ติ๊ง" ดังขึ้น หลี่หมิงซานถูกกระแทกถอยหลังไปหนึ่งก้าว เยี่ยหลิงหลงฉวยโอกาสนี้พลิกตัวลุกขึ้นยืน มองดูหลี่หมิงซานด้วยสีหน้าขบขัน
"หลี่หมิงซาน เจ้าเป็นอะไรไป? การประลองยังไม่ทันจบ ดวงตาของเจ้าก็มืดบอดเสียแล้วหรือ? มีจุดสำคัญตรงหน้าอก เจ้าดันไม่แทง แต่กลับอยากแทงขาข้าก่อนเนี่ยนะ?"
เมื่อเห็นเยี่ยหลิงหลงสามารถลุกขึ้นยืนได้อย่างคล่องแคล่ว และดูเหมือนจะไม่ได้บาดเจ็บสาหัสจนเสียความสามารถในการต่อสู้
หลี่หมิงซานก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจทันที!!
"เจ้า..."
"ข้าให้โอกาสเจ้าแล้ว แต่มันกลับไร้ประโยชน์ เมื่อครู่ตอนที่ข้านอนอยู่ เจ้าไม่ฉวยโอกาสนั้น บัดนี้ข้าลุกขึ้นยืนแล้ว ข้าจะไม่สุภาพกับเจ้าอีกต่อไป!"
"เจ้าว่าอะไรนะ!"
"ข้าบอกว่าเจ้าครอบครองลานประลองนี้มานานเกินไปแล้ว ถึงเวลาที่ต้องหลีกทางให้ผู้อื่นบ้างแล้ว!!"
บทที่ 954: นางปฏิเสธที่จะทำเช่นนั้น
เยี่ยหลิงหลงเร่งยกหงเยี่ยนขึ้นมาแล้วเปลี่ยนเป็นรูปแบบกระบี่
แสงจากลานประลองบนนภาสะท้อนกับปลายกระบี่หงเยี่ยน หมอกแสงสีเลือดแผ่ซ่านออกมา ประกาศความแข็งแกร่งอย่างโอหังทันที
เมื่อเปลี่ยนเป็นรูปแบบกระบี่ พลังก็พลันพุ่งทะยานขึ้นในทันที!
และเมื่อเห็นภาพนั้น เสียงอุทานก็ดังขึ้นทั่วทั้งลานทันที!
"นางไม่แพ้การโจมตีเต็มกำลังของหลี่หมิงซาน! นางต้านทานได้! ลุกขึ้นยืนได้! ตอนนี้นางกำลังจะโต้กลับอย่างนั้นหรือ?!"
"ก่อนหน้านี้นางแค่ป้องกันอย่างเดียว รอจนกระทั่งหลี่หมิงซานโจมตีสุดกำลัง จนพลังวิญญาณหมดและยังไม่ฟื้นตัว นางถึงได้เริ่มโต้กลับ!"
"อย่าตื่นเต้นไป ตอนที่เส้าจ่างคุนต่อสู้กับซุนจินเหยา จุดพลิกก็คือการล่อให้ซุนจินเหยาละทิ้งการป้องกันแล้วเปลี่ยนเป็นโจมตี พอเข้าสู่การต่อสู้ ผู้ฝึกวิชาสายป้องกันพวกนี้ ก็สู้ไม่ได้หรอก!"
"ใช่! เยี่ยหลิงหลงคิดจะโต้กลับทั้งที่ไม่รู้จักประมาณตน ก็แค่จะเดินตามรอยเดิมของซุนจินเหยาเท่านั้นแหละ!"
ไม่เพียงแต่คนอื่นจะคิดเช่นนั้น เพราะแม้แต่หลี่หมิงซานก็คิดเช่นเดียวกัน
เขาเคยคิดว่าถึงแม้การโจมตีครั้งนั้นจะไม่สำเร็จ แม้ว่าพลังวิญญาณของเขาจะหมดสิ้นไป แต่ว่าการโจมตีเพียงเล็กน้อยของเยี่ยหลิงหลงเขาก็สามารถรับมือได้สบายๆ
และการที่นางเปลี่ยนจากการป้องกัน เป็นการโจมตีก็อาจไม่ใช่เรื่องเลวร้าย
นี่แหละคือโอกาสของเขา!
หากนางยังคงป้องกันต่อไป ล้วนแล้วก็จะเป็นผลเสียต่อตัวเขาเอง เพราะการป้องกันของนางนั้นแข็งแกร่งเกินไป แม้แต่การโจมตีสุดกำลังของเขาก็ยังรับมือได้สบายๆ
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลี่หมิงซานก็รีบล้วงโอสถเสริมวิญญาณออกมาจากแหวนมิติ เร่งกลืนมันเข้าปาก จากนั้นสูดหายใจลึก แล้วเริ่มโจมตีก่อนที่เยี่ยหลิงหลงจะทันได้ขยับ !
กระบี่ยาวฟันเข้าใส่ เยี่ยหลิงหลงไม่ได้ป้องกันอีกต่อไป แต่กลับโต้กลับมาทันที !
เมื่อเห็นว่านางไม่ใช้การป้องกันที่น่าอึดอัดนั้นอีกแล้ว หลี่หมิงซานก็แสดงรอยยิ้มตื่นเต้นออกมาทันที
จากนั้นเขาก็ใช้พลังที่เหลืออยู่ เร่งการโจมตีให้หนักขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยหวังว่าตนเองจะเอาชนะเยี่ยหลิงหลงให้ได้อย่างรวดเร็ว ก่อนที่พลังวิญญาณของเขาจะหมดสิ้นไป!
แต่รอยยิ้มของเขาไม่ได้คงอยู่นานนัก เพราะในตอนที่เขาเพิ่มการโจมตี เขาพบว่าเยี่ยหลิงหลงก็เริ่มเพิ่มการโจมตีเช่นกัน!
กระบวนท่ากระบี่ของนาง ล้วนแต่เป็นท่าที่เชี่ยวชาญ การแทงกระบี่ทั้งรวดเร็วและรุนแรงเป็นอย่างยิ่ง ในตอนที่ประมือกระบี่กับเขา นางไม่เพียงแต่ไม่เสียเปรียบ แต่กลับมีท่วงท่าที่เพิ่มระดับความรุนแรงสูงขึ้นทีละกระบวนท่า!
หลี่หมิงซานต้องการใช้พลังที่รุนแรงกว่า เพื่อหยุดท่วงท่าที่สูงขึ้นของนาง และหวังที่จะทำลายจังหวะอันสมบูรณ์แบบของนาง แต่พลังวิญญาณของเขากำลังจะหมด เขาไม่สามารถโจมตีอย่างดุดันเหมือนก่อนหน้านี้ได้อีกแล้ว
เขากัดฟันแน่น จำต้องใช้ปราณวิญญาณมากขึ้น เพื่อใช้วิชาธาตุทองของเขา
"กายาทองคำ ผงาด!"
เมื่อเสียงพูดจบลง แสงสีทองจ้าก็ห่อหุ้มร่างของเขาอย่างรวดเร็ว หลี่หมิงซานกลายเป็นมนุษย์ทองคำไปในชั่วพริบตา ทั้งคนและกระบี่รวมเป็นหนึ่งเดียวทันที
และเมื่อกลายเป็นมนุษย์ทองคำเรียบร้อยแล้ว พลังโจมตีของเขาก็ยิ่งทวีความดุดัน การป้องกันก็แข็งแกร่งขึ้น ราวกับกระบี่คมกริบที่ต้องการจะทำลายการโจมตีของเยี่ยหลิงหลง เพื่อเอาชนะนางให้ได้อย่างราบคาบ!
อย่างไรก็ตาม เมื่อกระบี่ทองของเขาโจมตีเข้ามา เยี่ยหลิงหลงก็บิดข้อมือที่ถือกระบี่ มืออีกข้างยกขึ้นร่ายวิชา
ในวินาถัดมา บนกระบี่ของนางที่มีหมอกแสงสีเลือดล้อมรอบ ไม่นานมันก็ปรากฏเพลงไฟหงส์เพลิงที่ทรงพลังขึ้นอย่างฉับพลัน!
เพลงไฟหงส์เพลิงส่งเสียงหวีดร้องกลางอากาศ พุ่งเข้าใส่หลี่หมิงซานที่ดำลังเปล่งประกายสีทองสง่า!
ในขณะที่กระบี่ทองและกระบี่ไฟปะทะกัน การผงาดของธาตุที่เหนือกว่าทำให้กระบี่ของหลี่หมิงซานสั่นสะเทือนส่งเสียงดังกึกก้อง
เขามองเปลวไฟอันสดใส ดวงตาเบิกกว้างด้วยความไม่อยากเชื่อทันที
"ไฟ? เหตุใดเจ้าถึงใช้ไฟได้?"
"ก็เพราะข้าเป็นผู้ฝึกตนธาตุไฟด้วยน่ะสิ"
หลังจากเยี่ยหลิงหลงพูดจบ พลังวิญญาณก็ปะทุออกมาจากร่างของนาง!
ในชั่วพริบตา ไม่เพียงแค่กระบี่ของนางที่มีเพลงไฟ แม้แต่พื้นก็ถูกปกคลุมด้วยไฟ บนท้องฟ้าก็มีไฟคลุมอยู่ เปลวไฟมากมายกวาดไปทั่วลานประลอง รวดเร็ว และครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ ล้อมหลี่หมิงซานร่างทองเล็กๆนั่นเอาไว้ทันที!
เมื่อเห็นภาพนี้ บนเขาอู๋โยว ก็ไม่มีใครสามารถสงบนิ่งได้อีกต่อไป!
นางเป็นผู้ฝึกตนธาตุไฟ! นั่นหมายความว่าอะไร? นางมีรากวิญญาณสี่ธาตุเชียวหรือ!
รากวิญญาณสามธาตุก็ว่าหายากมากแล้ว แต่นางกลับมีถึงรากวิญญาณสี่ธาตุ!
"เป็นไปไม่ได้กระมัง? นางไม่ใช่สายป้องกันหรอกหรือ? นางกลับเป็นผู้ฝึกตนธาตุไฟด้วยรึ! หรือว่านางจะสามารถโจมตีได้ด้วย?!"
"สวรรค์! นี่ข้าตาฝาดไปหรืออย่างไร? หรือว่าทุกคนตาฝาดกันหมด? นางมีรากวิญญาณสี่ธาตุจริงๆหรือ? นางเป็นตัวประหลาดประเภทไหนกันแน่!"
"ผู้ฝึกตนของเขตแปรเทวะที่มีรากวิญญาณสี่ธาตุต่อสู้กับผู้ฝึกตนขอบเขตบูรณาการ โถ! ข้าไม่รู้จริงๆว่าใครกำลังได้เปรียบกันแน่!"
ในขณะที่ทั้งคนในและคนนอกต่างร้องอุทานด้วยความตกใจ หลี่หมิงซานกลับทรมานอย่างยิ่งท่ามกลางทะเลเพลิง
ทอง ได้ถูกไฟครอบงำ เมื่อถูกไฟเผาไหม้ เขารู้สึกทรมานไปทั้งร่าง แม้แต่การหายใจก็ยังติดขัดเป็นอย่างยิ่ง
แม้ว่าธาตุจะมีการหักล้างกันบ้าง แต่หากมีพลังมากพอ แม้จะถูกหักล้างก็สามารถกดดันกลับได้!
ไฟแห่งขอบเขตแปรเทวะจะแผดเผาเขาผู้อยู่ในขอบเขตบูรณาการได้อย่างไร!
เขาคิดเช่นนั้น พลางรีบระดมพลังวิญญาณเพื่อต่อต้าน แต่ในตอนนี้เขารู้สึกว่าในตันเถียนของค่อยๆว่างเปล่า การฟื้นฟูช้ากว่การใช้งานมาก!
ไม่ได้! ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปเขาไม่รอดแน่!
ได้แต่ลองอีกครั้ง ใช้พลังที่เหลือทั้งหมดโจมตีครั้งสุดท้าย
อย่างไรนางก็บาดเจ็บ อย่างไรนางก็สูญเสียพลังไปไม่น้อย หากเลือกที่จะสู้จนตาย เขาก็ไม่น่าจะพ่ายแพ้
ความคิดนี้เพิ่งผุดขึ้นมา หลี่หมิงซานก็ลงมือทันที เขาสูดหายใจลึกดึงปราณวิญญาณทั้งหมดในร่าง มารวมไว้ที่กระบี่ในมือ
ในชั่วขณะนั้น กระบี่สีทองได้เปล่งแสงเจิดจ้าท่ามกลางทะเลเพลิง พลังของเขาเริ่มปะทุขึ้นในทันที
หลี่หมิงซานกัดฟันทุ่มเทพลังทั้งหมด โดยโจมตีครั้งสุดท้ายใส่เยี่ยหลิงหลงอย่างบ้าคลั่ง!
เมื่อเห็นหลี่หมิงซานทุ่มสุดชีวิตในการต่อสู้ครั้งนี้ เยี่ยหลิงหลงสามารถเรียกเปลวเพลิงทั้งหมดกลับมา และเปลี่ยนเป็นการป้องกันด้วยน้ำเพื่อหลบหลีกการโจมตีครั้งนี้ได้
แล้วเขาก็จะจบสิ้นอย่างสมบูรณ์
แต่นางกลับไม่ทำเช่นนั้น
นางชอบการปะทะกันอย่างดุเดือดมากกว่า
อย่างไรเสีย หลี่หมิงซานในตอนนี้ก็ไม่ใช่หลี่หมิงซานที่ใช้พลังเต็มสิบส่วนเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว
จะใช้วิธีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด กดข่มให้เขาพ่ายแพ้อย่างราบคาบ!
เยี่ยหลิงหลงยกมุมปากขึ้น เผยรอยยิ้มเต็มไปด้วยความมั่นใจ
นางรวบรวมเปลวเพลิงที่แผ่กระจายทั่วฟ้า ให้มารวมกันที่กระบี่ในพริบตา จากนั้นในวินาถัดมา นางก็ถือกระบี่ด้วยสองมือ กระโจนขึ้นไป แล้วฟาดฟันลงมาปะทะกับกระบี่ของหลี่หมิงซานอย่างรุนแรง!
เสียง "เพล้ง" ดังขึ้นเมื่อกระบี่ทั้งสองปะทะกัน
ด้านล่างนั้น หลี่หมิงซานกำลังใช้พลังทั้งหมดต่อสู้กับเยี่ยหลิงหลงในขณะที่เยี่ยหลิงหลงที่อยู่เหนือขึ้นไป ก็ทุ่มพลังธาตุไฟทั้งหมดลงสู่กระบี่!
พลังความร้อนแผ่พวยพุ่งออกมา เผาไหม้ธาตุทองของหลี่หมิงซานไม่หยุด
เขาแบกรับแรงกดดันมหาศาล กัดฟันแน่น เหงื่อท่วมกาย
หน้าอกแน่นหนักจนหายใจไม่ออก
‘ต้านไว้ ต้องต้านไว้!’
‘แค่ทนรับการโจมตีครั้งนี้ได้ ข้าก็จะชนะแล้ว!’
แต่ทว่า ขณะที่เขากำลังกัดฟันต้านทานอย่างสุดความสามารถ มุมปากของเยี่ยหลิงหลงกลับยกยิ้มกว้างขึ้น
วินาทีถัดมา พลังอันทรงพลังอีกระลอกก็ปะทุออกจากร่างของนาง!
พลังนั้นเป็นสายฟ้าสีม่วงขนาดใหญ่ พันเกี่ยวกับเปลวไฟ พุ่งกระหน่ำลงมาที่หลี่หมิงซานอย่างรุนแรง!
หลี่หมิงซานนั้น เมื่อเห็นสายฟ้าสีม่วงที่พันเกี่ยวกับเปลวเพลิง ทั้งร่างของเขาก็จมดิ่งสู่ความสิ้นหวังทันที!
นี่มัน...วิชาอสนี!
สายฟ้าและไฟต่างก็เป็นธาตุโจมตีที่รุนแรง เมื่อพลังทั้งสองมารวมกัน พลังที่ได้ไม่ใช่แค่เพิ่มขึ้นสองเท่า แต่มันเพิ่มขึ้นอย่างบ้าคลั่งเลยด้วยซ้ำ!
บทที่ 955: เจ้ากำลังกล่าวเป็นนัยถึงใครอยู่?
หลี่หมิงซานที่อยู่ในสภาพหมดเรี่ยวแรงอยู่แล้ว เมื่อต้องเผชิญกับพลังอสนีและเพลิงที่หลั่งไหลลงมา เขาทนไม่ไหวแม้แต่วินาทีเดียว!
"อ๊าก!"
เสียงร้องโหยหวนสะเทือนฟ้าดิน หลี่หมิงซานถูกพลังอสนีและเพลิงที่ถักทอเข้าด้วยกัน ถล่มร่างจนพังพินาศไปทันตา!
ร่างที่ห่อหุ้มด้วยทอง ถูกอสนีและเปลวเพลิงสีแดงฉานกลืนกินจนมิด ไม่อาจมองเห็นตัวคนอีกต่อไป เห็นเพียงกองเพลิงและอสนีที่ลุกไหม้ส่องสว่างจ้าจนเวทีประลองกลางเวหาสว่างวาบ
ในเวลาเดียวกันนั้น กองเปลวเพลิงและอสนีก็รวมกันอยู่ที่กระบี่ของเยี่ยหลิงหลง สุดท้ายหลี่หมิงซานก็ถูกซัดกระเด็นออกไปอย่างรุนแรง กระแทกเข้ากับกำแพงพลังของเวทีประลองกลางเวหาจนเกิดเสียงดังสนั่น ก่อนจะร่วงลงมา
หลังจากเปลวเพลิงลุกโชติช่วงอยู่อีกหลายวินาที ไม่นานมันก็ส่งหลี่หมิงซานก็หายไปจากเวทีประลอง เหลือเพียงเยี่ยหลิงหลงเท่านั้นที่ยืนอยู่ที่นั่น
นางเช็ดเลือดที่มุมปาก ซ่อนอาการบาดเจ็บสาหัสและความเจ็บปวดทั้งหมดไว้ ก่อนจะยิ้มอย่างมั่นใจและผ่อนคลาย ใบหน้าของนางงดงามยิ่งกว่าแสงอาทิตย์บนเวทีประลองกลางเวหานั้นเสียอีก
ในช่วงเวลาสั้นๆนั้น ทำให้ผู้คนมากมายต้องตะลึงงันไปตามๆกัน
"ติ๊ง!" เสียงระฆังดังขึ้น ประกาศการจบลงของการประลองครั้งนี้
เยี่ยหลิงหลงชนะแล้ว!
ในชั่วขณะนั้น ผู้ชมทั้งหมดต่างตะลึงงันไปพร้อมกันก่อนจะได้สติกลับมา
ชนะแล้ว! ผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะต่อสู้กับขอบเขตบูรณาการ
เยี่ยหลิงหลง นางถึงกับเอาชนะได้!
แม้ว่าหลี่หมิงซานจะเป็นศิษย์สายตรงที่อ่อนด้อยที่สุดในเจ็ดสำนัก แต่ก็ยังเป็นศิษย์สายตรงอยู่ดี!
การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะชนะ แต่เยี่ยหลิงหลงก็สามารถเอาชนะได้จริงๆ!
ทุกคนที่อยู่ในที่นี้ ล้วนเป็นประจักษ์พยาน ได้เห็นปาฏิหาริย์แห่งการก้าวข้ามขั้น ได้เห็นการกำเนิดของอัจฉริยะ ได้เห็นการประลองที่สร้างความสะเทือนใจให้แก่ผู้คน!
"เยี่ยหลิงหลงชนะแล้ว การต่อสู้ระหว่างขอบเขตแปรเทวะกับขอบเขตบูรณาการ นางเอาชนะได้จริงๆด้วย!"
"นางเป็นเพียงขอบเขตแปรเทวะ แต่นางมีรากวิญญาณถึงห้าธาตุเชียวนะ! ห้าธาตุ! บ้าไปแล้ว! มีคนที่อยู่ขอบเขตแปรเทวะแต่มีรากวิญญาณถึงห้าธาตุ! น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ก็สมควรแล้ว! นางเป็นปีศาจหรือตัวอะไรกัน! ท่าโจมตีที่ผสานอสนีกับเพลิงนั่น ช่างงดงามจริงๆ!"
"ใช่แล้ว! ที่จริงนางก็ไม่ได้มีแค่รากวิญญาณที่มากและหลากหลาย นางฝึกฝนทุกรากวิญญาณอย่างจริงจัง นางสามารถใช้วิชาทุกธาตุได้อย่างคล่องแคล่ว! นางไม่เพียงทำได้ทุกอย่าง แต่ยังเชี่ยวชาญทุกด้านอีกด้วย!"
"ใครกันที่บอกว่านางจะเดินตามรอยซุนจินเหยา? ใครกันที่บอกว่านางทำได้แค่ป้องกัน แต่โจมตีไม่เป็น? ชัดเจนแล้วมิใช่หรือว่าเป็นนักกระบี่ที่มีพลังโจมตีสูงมาก! ฝึกทั้งอสนีและเพลิง ผสานพลังทั้งสองเข้าด้วยกัน นางมีพลังโจมตีที่น่าสะพรึงกลัวจริงๆ!"
"ดังนั้น คนที่เคยเยาะเย้ยว่านางได้ค่าปราณวิญญาณมากมายเพราะโชคและกลอุบาย ตอนนี้เห็นกันหมดแล้วใช่หรือไม่? การที่นางขึ้นอันดับหนึ่ง สามารถจับคู่กับคู่ต่อสู้ขอบเขตบูรณาการได้ ล้วนเป็นความสามารถที่นางได้มาด้วยฝีมือของตัวเองทั้งนั้น!"
"พูดแบบนี้แล้ว ศิษย์สายตรงอย่างหลี่หมิงซานที่ยังเข้าไม่ถึงอันดับสามสิบไร้ประโยชน์ไปเลย!"
"นางเก่งมากจริงๆ! ต่อไปไม่ว่านางจะไปที่ไหน นางก็จะได้รับความสำคัญสูงสุดแน่นอน! เพราะพรสวรรค์ของนาง ดูแล้วช่างน่าสะพรึงกลัวจริงๆ! อนาคตอาจจะกลายเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดในภพเซียนก็เป็นได้!"
"ถ้าข้าเป็นเจ้าสำนักใหญ่ทั้งเจ็ด อ๊ะไม่สิ! ทั้งหก! ตอนนี้ข้าคงกำลังคิดหาวิธีแย่งตัวนางมาแล้วกระมัง!!"
"ทำไมขาดไปหนึ่งเล่า? เจ้ากำลังพูดเป็นนัยถึงใครอยู่?"
ในขณะที่ทุกคนกำลังถกเถียงกันอย่างเดือดดาล ราวกับน้ำเดือดในหม้อ
เหล่าเจ้าสำนักทั้งเจ็ดสำนักต่างก็ครุ่นคิดอย่างมีนัยสำคัญ
แน่นอนว่าในบรรดาพวกเขา เจ้าสำนักหยวนอู่ดูจะมีสีหน้าทุกข์ทรมานที่สุด เพราะลูกศิษย์คนสุดท้ายที่เหลืออยู่ก็พ่ายแพ้ไปอย่างราบคาบ
ไม่เพียงแต่พ่ายแพ้เท่านั้น แต่ยังกลายเป็นฉากหลังให้เยี่ยหลิงหลงสร้างชื่อเสียงในการต่อสู้ครั้งนี้อีกด้วย
ความสุขเป็นของคนอื่น ความอับอายกลับตกอยู่กับสำนักของตน
เจ้าสำนักหยวนอู่คิดไม่ตก จริงๆแล้วเขาเองก็คิดไม่ออกเลยว่าทำไมครั้งนี้พวกเขาถึงได้พ่ายแพ้อย่างย่อยยับเช่นนี้ ปัญหามันเกิดขึ้นตรงจุดไหนกันแน่?
"พรสวรรค์ของเยี่ยหลิงหลงผู้นี้ ช่างน่าตื่นตาตื่นใจจริงๆ ภพบนไม่ได้มีอัจฉริยะเช่นนี้มาหลายปีแล้วสินะ" เจ้าสำนักแปรเมฆากล่าวชมเชยอย่างตรงไปตรงมา
"แต่นางเพิ่งอยู่ในขอบเขตแปรเทวะ ก็รีบร้อนฝึกรากวิญญาณมากมายเช่นนี้ แม้พลังต่อสู้จะน่าสะพรึงกลัวเพียงใด แต่อนาคตการฝึกฝนจะยิ่งยากลำบากและช้าลงอีกแน่นอน" เจ้าสำนักอัคคีแดงกล่าวด้วยความกังวล
"เจ้าสำนักอัคคีแดงไม่ต้องกังวลใจมากนักหรอก เพียงแค่นางไม่เข้าสำนักของท่าน ท่านก็ไม่ต้องปวดหัวแล้ว" เจ้าสำนักจันทราพิฆาตกล่าวพลางหัวเราะ
"ความกังวลนี้ เดี๋ยวข้าจะรับไว้เอง"
เมื่อเจ้าสำนักจันทราพิฆาตกล่าวจบ เจ้าสำนักอัคคีแดงก็หยุดหัวเราะ
"ตอนนี้พูดจาดีนัก ไม่กลัวว่าถึงเวลาจะหน้าแตกหรือไร!" เจ้าสำนักวายุเหินแค่นหัวเราะ
"หากนางต้องการเข้าสำนักจันทราพิฆาตของท่านจริง อาศัยความสัมพันธ์กับลูกหลานของท่านเล็กน้อย ก็คงเข้าได้ไปนานแล้ว นี่นางแสดงเจตจำนงชัดเจนแล้วมิใช่หรือ?"
เมื่อเจ้าสำนักวายุเหินกล่าวจบ เจ้าสำนักจันทราพิฆาตก็หยุดหัวเราะ
"ก็จริง… ท่านเจ้าสำนักวายุเหินพูดไม่ผิด แต่นางก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเส้าจ่างคุนของสำนักท่าน แต่กลับไม่ขอให้เขาแนะนำให้ แหม… บางทีอาจจะสนใจสำนักแปรเมฆาของพวกข้ามากกว่าก็เป็นได้"
เมื่อเจ้าสำนักแปรเมฆากล่าวจบ เจ้าสำนักวายุเหินก็หยุดหัวเราะ
"พูดจาเหลวไหลกันอยู่ได้ คนยังไม่ทันออกมาก็แย่งชิงกันแล้ว ไม่รักษาหน้าตากันเลย" เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตตวาด
"ศิษย์ที่มีรากวิญญาณห้าธาตุ สำนักพวกเจ้าเคยมีหรือไม่? รู้จักวิธีบ่มเพาะหรือไม่? ถ้าไม่รู้ก็อย่ายุ่งให้มาก เรื่องนี้มีเพียงสำนักสวรรค์ลิขิตกำหนดเท่านั้นที่มีประสบการณ์"
เมื่อเจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตกำหนดกล่าวจบ เจ้าสำนักแปรเมฆาก็หยุดหัวเราะไปทันที
แต่ไม่ว่าเจ้าสำนักใดจะพูด เจ้าสำนักหยวนอู่ก็ไม่เคยยิ้มออกมาเลย
ในเวลานี้ จากมุมที่ห่างไกลที่สุดบนเขาอู๋โยว เสียงที่ดังที่สุดและน่ารำคาญที่สุดก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง
"สำนักชิงเสวียนชนะแล้ว! ชนะแล้ว! ชนะติดต่อกันสิบกว่าครั้งแล้วใช่ไหมเนี่ย? ไม่ไหวแล้ว! ข้าตื่นเต้นเกินไป! จำไม่ได้แล้วนะเนี่ย เร็วๆ เร็วเข้า ก่อนที่ข้าจะถูกสั่งให้หุบปาก รีบตอบข้ามาเร็ว! เจ้าเศษเหล็กโบราณ!"
มังกรดำตะโกนพลางเคาะเสวียนอิ่งอย่างแรง
‘ไม่สิ! ทำไมไอ้โง่นี่ถึงคิดว่าตัวเองทำแบบนี้แล้วข้าจะตอบคำถามมันดีๆล่ะ?’
‘เป็นบ้าหรือไง? มันเป็นบ้าแน่ๆ!’
เสวียนอิ่งโกรธจนแทบจะเป็นบ้าตายอยู่ตรงนั้น มันพยายามสุดแรงที่จะหลุดจากมือของมังกรดำแล้วหมุนตัวฟาดใส่หน้าของเขา แต่น่าเสียดายที่ถูกมังกรดำจับไว้ได้อีกครั้ง แล้วเขย่ามันอย่างบ้าคลั่ง
"บอกข้ามาเร็วเข้า!!!"
"สิบเก้า! สิบเก้า!"
เสวียนอิ่งเพิ่งตอบจบ มังกรดำก็โยนมันทิ้งทันที แล้วตะโกนไปทางสำนักทั้งเจ็ดด้วยเสียงดัง
"ชนะสิบเก้าครั้งติดเลยรึ! สำนักชิงเสวียนออกโรง ไม่มีใครต้านได้จริงๆ!"
ในขณะที่เสียงตะโกนโอ้อวดของมังกรดำดังก้อง ทุกคนค่อยๆตื่นจากความประหลาดใจที่มีต่อเยี่ยหลิงหลง
ชนะสิบเก้าครั้งติด หลังจากเยี่ยหลิงหลงชนะ สำนักชิงเสวียนก็ชนะติดต่อกันถึงสิบเก้าครั้งแล้ว!
นี่ไม่ใช่แค่เยี่ยหลิงหลงแข็งแกร่งเท่านั้น แต่ทั้งสำนักชิงเสวียนก็แข็งแกร่งด้วยกันทั้งหมด!
ผู้คนที่เกิดในยุคนี้ ไม่เคยเห็นสภาพของสำนักชิงเสวียนในอดีต แต่เมื่อสำนักชิงเสวียนปรากฏตัวในตอนนี้ พวกเขาก็สามารถจินตนาการถึงสภาพของสำนักอันดับหนึ่งในอดีตได้ทันที
เพราะเมื่อหนึ่งเดือน ก่อนตอนที่เข้าไปในดินแดนลับยังมีคนถกเถียงกันว่าทำไมสำนักเล็กๆของพวกเขาถึงมีผลอู๋โยวคนละหนึ่งลูก แต่ตอนนี้ไม่มีใครสงสัยอีกแล้ว!
ดังนั้น ที่ปีนี้ผลอู๋โยวขาดตลาดขนาดนี้ ก็เพราะพวกเขาเจ็ดคนครอบครองไปถึงเจ็ดที่สินะเนี่ย!
ในเขตดินแดนลับบนต้นอู๋โยว ทันทีที่เยี่ยหลิงหลงกลับมา นางก็ได้ยินเสียงปรบมือดังกึกก้องยิ่งกว่าเสียงฟ้าร้องเสียอีก
นางกวาดตามองรอบๆอย่างพึงพอใจ แล้วพบว่าพี่ชายที่นางเก็บได้ระหว่างทาง กำลังยืนเหม่ออยู่!
บทที่ 956: สำนักชิงเสวียนมีแต่คนบ้าทั้งสำนัก!
นางเอ่ยขึ้นว่า "พี่ใหญ่ยืนเหม่ออะไรอยู่ ถ้าไม่รู้จะทำอย่างไรก็ปรบมือสิเจ้าคะ แค่นั้นก็ยังทำไม่เป็นหรือ?"
ต้วนซิงเหอยังคงจมอยู่กับความตกตะลึงในพรสวรรค์ด้านรากวิญญาณของน้องหญิง เขาจึงได้สติกลับมา รีบปรบมืออย่างบ้าคลั่ง กระตือรือร้นราวกับคนโง่
ความเย็นชาก่อนหน้านี้หายไปหมดสิ้น บุคลิกที่สร้างมาพังครืนลงทั้งหมด
เยี่ยหลิงหลงยิ่งพอใจมากขึ้นไปอีก
"พวกข้ากังวลเกินไปจริงๆ" อวี๋หงหลานกล่าวพลางยิ้ม "ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าคือความภาคภูมิใจของพวกข้าทุกคนจริงๆ"
"ใช่ๆๆ! ศิษย์น้องหญิงเล็กคือความภาคภูมิใจของพวกข้าทุกคน!"
ลู่ไป๋เวยตื่นเต้น นางเดินเข้ามากอดเยี่ยหลิงหลงจากนั้นก็ยัดถุงหินวิญญาณขนาดใหญ่ให้นาง
"ในเมื่อเป็นความภาคภูมิใจ ข้าให้รางวัลสักหน่อยคงไม่เกินไปกระมัง?"
......
ในเรื่องการลำเอียงเข้าข้างศิษย์น้องหญิงเล็กนั้น ศิษย์น้องหญิงห้ามักจะหาเหตุผลอันชอบธรรมมาอ้างเสมอนั่นแหละ!!
คนที่ชนะมีตั้งมากมาย แต่กลับมีแค่ศิษย์น้องหญิงเล็กคนเดียวที่ได้รางวัลใหญ่ นี่มันไม่เกินไปหน่อยหรือ? แล้วนางไม่รู้สึกอะไรบ้างหรือไร?
แต่จะเป็นไรไปเล่า?
พวกเขาได้แต่หัวเราะแล้วปล่อยผ่านไปเท่านั้นเอง
เยี่ยหลิงหลงอารมณ์ดี มือของนางกุมหินวิญญาณเดินกลับไปที่นั่งของตน
เพิ่งจะนั่งลง ต้วนซิงเหอก็รีบเข้ามาใกล้ พร้อมกับแสดงสีหน้าเจ็บปวดรวดร้าว
"น้องหญิงเล็ก เหตุใดเจ้าถึงได้ซ่อนความสามารถไว้ลึกนักเล่า! เจ้าหลอกข้าจนเจ็บสาหัสยิ่งนัก!"
"พี่ใหญ่ ลองคิดเสียใหม่นะเจ้าคะ หากตอนนั้นข้าไม่หลอกท่าน ท่านจะสามารถร่วมสนุก ออกล่าอสูรกับพวกข้าได้หลายวันเช่นนี้หรือ?"
ต้วนซิงเหอชะงักไปครู่หนึ่ง "ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ"
"ดังนั้น ท่านว่าข้าควรหลอกท่านหรือไม่?"
"ควร!"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ จี้จื่อจั๋วและหนิงหมิงเฉิงที่อยู่ข้างๆ พร้อมใจกันหันหน้ามามองทันที
‘ไม่จริงกระมัง? การวางตัวพังไปก็แล้วไป แต่อย่าให้สมองพังไปด้วยสิ? พี่ชาย! ท่านตื่นเถอะ!’
"พี่ใหญ่ การประลองมาถึงขั้นนี้แล้ว ยังเหลือใครอีกหรือไม่?"
ต้วนซิงเหอนับอย่างจริงจัง จากนั้นก็แสดงสีหน้าตกตะลึง
"สำนักชิงเสวียนของพวกเจ้า... คงจะบ้ากันทั้งสำนักแล้วกระมัง!"
เยี่ยหลิงหลงยังไม่ทันเข้าใจความหมายของคำว่าบ้าทั้งสำนัก นางก็เห็นศิษย์พี่สามหายตัวไปจากหางตา
จากนั้นนางรีบหันไปมองที่ลานประลอง เห็นศิษย์พี่สามของนางปรากฏตัวอยู่บนนั้น
ศิษย์พี่สามผู้สง่างามเสมอมา เพียงแค่นั่งอยู่ตรงนั้นอย่างไม่ตั้งใจ กิริยาท่าทางของเขาก็ทำให้คู่ต่อสู้ไร้ซึ่งความโดดเด่นไปทันที แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นศิษย์สืบทอดของสำนักอัคคีแดงก็ตาม
เดี๋ยวก่อน ศิษย์สืบทอดของสำนักอัคคีแดง?!
ดังนั้น...
เยี่ยหลิงหลงพลันเข้าใจความหมายในคำพูดของต้วนซิงเหอ
"หลังจากการต่อสู้ครั้งนี้จบลง เหลือแค่รอบสุดท้ายใช่หรือไม่?"
"ใช่แล้ว"
"ศิษย์พี่สามต้องประลองกับศิษย์สืบทอดของสำนักอัคคีแดง ส่วนศิษย์พี่ใหญ่ต้องประลองกับศิษย์สืบทอดของสำนักสวรรค์ลิขิตหรือเจ้าคะ?"
ในบรรดาศิษย์สืบทอดที่แข็งแกร่งที่สุดสามคน สำนักชิงเสวียนของพวกเขาต้องเผชิญหน้าถึงสองคนเลยหรือนี่!
"ใช่แล้ว! ไม่อย่างนั้นจะบอกว่าพวกเจ้าบ้าทั้งสำนักได้อย่างไร? สำนักที่มีคนแค่เจ็ดคน แต่สามคนต้องไปประลองกับศิษย์สืบทอด! ถ้าชนะหมดทุกคน พวกเจ้าคงได้ขึ้นสวรรค์แน่นอน!"
"เหตุใดพวกข้าถึงต้องเจอคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งขนาดนี้ด้วยเล่า?"
ไม่รู้ตัวเลยหรือ?
ลืมไปแล้วหรือไร ว่าช่วงก่อนหน้านี้ไปล่าอสูรกันอย่างไร?
ขณะที่ต้วนซิงเหอกำลังตกตะลึง เยี่ยหลิงหลงก็ถอนหายใจออกมาอีกครั้ง
"เฮ้อ… น่าเสียดายจริงๆ ทั้งหมดเป็นเพราะดินแดนลับไม่รู้จักกาลเทศะ ทำให้เจ็ดสำนักของพวกท่านต้องเสียหน้า"
‘นี่นางกำลังพูดอะไรวะเนี่ย!!!’
นั่นมันศิษย์สืบทอดของสำนักอัคคีแดงและสำนักสวรรค์ลิขิตเลยนะ!
อย่าว่าแต่กู้หลินเยวียนที่อยู่แค่ขอบเขตหลอมสุญตาขั้นปลายจะสู้ยากเลย แม้แต่อวี๋หงหลานที่อยู่ในขอบเขตบูรณา คู่ต่อสู้ของนางก็เป็นถึงศิษย์สืบทอดของสำนักสวรรค์ลิขิต ที่ครองความเป็นหนึ่งมานานแสนนานเชียวนะ!
"น้องหญิง เจ้าคิดว่าศิษย์พี่หญิงใหญ่และพี่สามของเจ้าจะชนะหรือ?"
"พี่ใหญ่ ท่านเคยเห็นผู้ใดในสำนักชิงเสวียนของพวกเราแพ้การประลองบ้างหรือ?"
พูดได้มีเหตุผลมากทีเดียว
ต้วนเตี้ยซิงเหอถึงกับโต้แย้งไม่ออก
ในตอนนั้น เมื่อทุกคนบนเขาอู๋โยวเห็นศิษย์สำนักชิงเสวียนอย่างกู้หลินเยวียนและศิษย์สืบทอดของสำนักอัคคีแดงอย่าง เซียวเจิ้งหยางปรากฏตัวพร้อมกัน ทุกคนต่างแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาทันที!!
ปีก่อนเซียวเจิ้งหยางได้จับคู่กับจี้ฮ่าวคง ศิษย์สืบทอดโดยตรงของสำนักสวรรค์ลิขิต แต่ปีนี้กลับจับคู่กับคนที่มีการฝึกฝนแค่ขอบเขตหลอมสุญตาขั้นปลายเท่านั้น!
ไม่มีใครสงสัยในพลังของเซียวเจิ้งหยาง ดังนั้นการที่สามารถจับคู่กับเขาได้ กู้หลินเยวียนจากสำนักชิงเสวียนผู้นี้ จะต้องเป็นบุคคลที่มีพลังน่าสะพรึงกลัวเหมือนกันใช่หรือไม่?
หลังจากที่สำนักชิงเสวียนชนะติดต่อกันสิบเก้าครั้ง แม้ว่าศิษย์สำนักชิงเสวียนจะมีการฝึกฝนด้อยกว่าคู่ต่อสู้ ก็ไม่มีใครกล้าดูแคลวนพวกเขาอีกต่อไป
แต่นั่นคือเซียวเจิ้งหยางเชียวนะ!
เขาคือคนที่แข็งแกร่งเป็นอันดับสอง รองจากจี้ฮ่าวคง เป็นอัจฉริยะในกลุ่มผู้ที่อายุไม่เกินสามร้อยปี!
และเขาก็ออกมาแล้ว คู่ต่อสู้ของจี้เฮ่าคงก็คงจะเป็นอวี๋หงหลานจากสำนักชิงเสวียนสินะ?
ปีนี้จะวุ่นวายไปถึงไหนกันเนี่ย?!
ยากขนาดนี้แล้ว สำนักชิงเสวียนจะยังชนะต่อเนื่องอีกหรือ? เซียวเจิ้งหยางจะแพ้ให้กู้หลินเยวียนหรือ? เป็นไปไม่ได้หรอกกระมัง?
"รอบที่แล้ว กู้หลินเยวียนต่อสู้กับผู้ใดนะ?" เจ้าสำนักอัคคีแดงรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
"คู่ต่อสู้คนก่อน เป็นศิษย์ขอบเขตบูรณาการจากสำนักแปรเมฆา แม้จะอยู่ในขอบเขตบูรณาการ แต่ศิษย์ผู้นั้นพลังไม่ได้แข็งแกร่งนัก อีกอย่าง... กู้หลินเยวียนก็ไม่ได้ใช้พลังเต็มที่" เจ้าสำนักจันทราพิฆาตกล่าว
"ดังนั้น จึงดูไม่ออกว่าเขามีพลังแค่ไหนสินะ?" เจ้าสำนักอัคคีแดงกล่าวพลางครุ่นคิด
"ข้าคิดว่าการต่อสู้สองรอบก่อนของเขา น่าจะเอามาอ้างอิงได้มากกว่า" เจ้าสำนักแปรเมฆายิ้มพลางกล่าว
"ข้าจำได้ว่ารอบนั้นเขาต่อสู้กับศิษย์ขอบเขตบูรณาการจากสำนักสวรรค์ลิขิต และชนะ แต่... ตอนนั้นกู้หลินเยวียนอยู่แค่ขอบเขตหลอมสุญตาขั้นกลาง เพียงแค่พริบตาเดียวตอนนี้เขาก็ขึ้นถึงขอบเขตหลอมสุญตาขั้นปลายแล้วหรือนี่ รวดเร็วจริงๆ"
ในเมื่อศิษย์ในสังกัดของสำนักแปรเมฆาแพ้ไปแล้ว ตอนนี้เจ้าสำนักก็แค่มีท่าทีสนใจ และคอยดูเหตุการณ์เท่านั้น
ดังนั้นเขาจึงตอบในแบบที่จะทำให้อีกฝ่ายหงุดหงิดที่สุด
และเป็นไปตามคาด เมื่อได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าของเจ้าสำนักอัคคีแดงก็บูดบึ้งลงทันที
"เจ้าสำนักอัคคีแดง ท่านก็ไม่จำเป็นต้องกังวลมากนัก พลังของเซียวเจิ้งหยางผู้นี้ ทุกคนต่างก็เห็นกันอยู่ แค่ขอบเขตหลอมสุญตาขั้นปลายเท่านั้นเอง เขาจะจัดการไม่ได้เชียวหรือ?"
"เจ้าตั้งใจพูดแบบนี้ใช่หรือไม่?" เจ้าสำนักอัคคีแดงย้อนถาม
"ใช่แล้ว" เจ้าสำนักแปรเมฆาตอบพร้อมรอยยิ้ม
......
อยากด่า อยากลุกขึ้นมาด่าให้สาแก่ใจเหลือเกิน!
แต่ด่าไปก็ไร้ประโยชน์ ไอ้แก่บ้านี่คงจะยิ้มต่อไปเรื่อยๆ ยิ้มราวกับว่าตนเองนั้นเป็นผู้ที่เข้าใจทุกสิ่ง ไอ้แก่หรือคนจากสำนักแปรเมฆาล้วนเป็นแบบนี้ทั้งนั้น!
เจ้าสำนักอัคคีแดงไม่สนใจเขา หันไปมองยังลานประลองแทน
บนลานประลอง เซียวเจิ้งหยางพบว่าตนเองได้จับคู่กับกู้หลินเยวียน เมื่อเห็นเช่นนั้น สีหน้าเขาแสดงความประหลาดใจเล็กน้อย
"ข้าเคยดูการต่อสู้ของเจ้า ในการต่อสู้ครั้งก่อนกับขอบเขตบูรณาการเจ้าไม่ได้ใช้พลังเต็มที่เลยใช่หรือไม่?"
"อืม! ในการต่อสู้ครั้งนี้ เจ้าก็จะยังไม่ได้เห็นอยู่ดีนั่นแหละ!"
เซียวเจิ้งหยางได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
ไม่เพียงแต่เขาเท่านั้นที่ตกตะลึงกับความหยิ่งผยองของกู้หลินเยวียนแม้แต่ผู้ชมบนเขาอู๋โยวก็พลอยตกตะลึงไปด้วย!
"เขากำลังพูดอะไรของเขา? นั่นมันเซียวเจิ้งหยางนะ เขาจะไม่รู้จักหรือไร?"
"ว้าว! ใช้น้ำเสียงไม่ใส่ใจที่สุด พูดคำโอหังที่สุด เขาช่างหล่อเหลือเกิน! เหตุใดเขาถึงหล่อได้ขนาดนี้นะ!"
"แปลกหรือไร? ศิษย์สำนักชิงเสวียนคนไหนบ้างที่ไม่หล่อไม่งาม?"
"ในที่สุดก็มีคนค้นพบจุดสำคัญนี้เสียที! ทุกคนต่างตะลึงกับพรสวรรค์และพลังการต่อสู้อันน่าพรั่นพรึงของพวกเขา มีเพียงข้าเท่านั้น! มีเพียงข้าเท่านั้น! ที่ชื่นชมความงามของพวกเขาตั้งแต่ต้นจนจบ! ข้าถึงกับสงสัยว่าสำนักของพวกเขาใช้ความงามเป็นเกณฑ์ในการคัดเลือกคนหรือไม่!"
"ไม่ต้องสงสัยหรอก! ข้าจะยืนยันแทนเจ้าสำนักของพวกเขาเอง อัจฉริยะมีมากมายเพียงนั้น เหตุใดจึงมีเพียงพวกเขาไม่กี่คนที่ได้เข้าสำนักชิงเสวียน? นั่นก็เพราะพวกเขาหน้าตาดีน่ะสิ!"
"เห้อ... ข้าเริ่มสงสัยแล้วว่าเจ้าสำนักของพวกเขาเป็นผู้ใดกัน เหตุใดถึงรวบรวมอัจฉริยะผู้มีรูปโฉมงดงามเหนือโลกได้มากมายเช่นนี้นะ?"
บทที่ 957: การปะทะกันระหว่างน้ำแข็งและไฟ
ในขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น เสียงระฆังก็ดังขึ้นจากด้านบน การประลองได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว
เซียวเจิ้งหยางไม่ได้ประมาทกู้หลินเยวียนเลยสักนิด แม้ว่าเขาจะอยู่ในขอบเขตหลอมสุญตาขั้นปลาย แต่ผลการต่อสู้ในรอบที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่า หากได้จับคู่กันแล้ว พลังย่อมต้องใกล้เคียงกัน
โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ ในเจ็ดสำนักยังไม่มีใครเอาชนะศิษย์จากสำนักชิงเสวียนได้เลย แม่ว่าการฝึกฝนของพวกเขาจะต่ำกว่าก็ตาม
ศิษย์สำนักชิงเสวียนนั้น โดดเด่นที่สุดในดินแดนลับต้นอู๋โยวรอบนี้ พวกเขาต่างก็สร้างปาฏิหาริย์อย่างสุดความสามารถ
ดังนั้น เมื่อการประลองเริ่มขึ้น เซียวเจิ้งหยางจึงชักอาวุธของตนออกมา
ทวนยาวที่ทั้งคมกริบและหนักอึ้ง และเมื่อทวนถูกชักออกมาในขณะนั้น เปลวเพลิงก็โอบล้อมทันที ปะทุอำนาจออกมาอย่างร้อนแรง!
เมื่อเห็นทวนของเซียวเจิ้งหยาง เยี่ยหลิงหลงจึงสะกิดต้วนซิงเหอที่อยู่ข้างๆ
"พี่ใหญ่ พวกสำนักอัคคีแดงของพวกท่านไม่ชอบใช้กระบี่กันหรือเจ้าคะ?"
"ใช่! กระบี่บางเกินไป พวกศิษย์สำนักอัคคีแดงของพวกข้าชอบอาวุธหนักๆ ดาบใหญ่ ทวนยาว ขวานคู่ อะไรที่รุนแรงก็เลือกอันนั้น"
"เช่นนั้นศิษย์ส่วนใหญ่ในสำนักอัคคีแดงของพวกท่านก็เป็นผู้ฝึกตนรากวิญญาณอัคคีใช่หรือไม่?"
"ใช่สิ! ไม่เช่นนั้นจะเรียกว่าสำนักอัคคีแดงได้อย่างไร? เหมือนกับสำนักหทัยครามที่รับศิษย์ส่วนใหญ่เป็นรากวิญญาณไม้ สำนักส่วนใหญ่ล้วนมีความโน้มเอียงในเรื่องรากวิญญาณทั้งนั้นแหละ"
เยี่ยหลิงหลงพยักหน้า แล้วมองการประลองต่อ แต่เมื่อเริ่มมีหัวข้อสนทนา ต้วนซิงเหอก็อดไม่ได้ที่จะพูดต่ออีกสองสามประโยค
"น้องหญิง เจ้าคิดว่าศิษย์พี่สามของเจ้ายังชนะได้หรือไม่?"
"ชนะได้สิเจ้าคะ"
"แต่นั่นคือเซียวเจิ้งหยางศิษย์ผู้สืบทอดของสำนักอัคคีแดงนะ!"
"ต่อให้เป็นต้วนซิงเหอก็ไม่มีทางหรอกเจ้าค่ะ ศิษย์พี่สามของข้าต้องชนะแน่นอน!"
‘ไม่สิ! เจ้าชมพี่ใหญ่ของเจ้าก็ชมไป แต่ทำไมต้องเหยียบย่ำข้าด้วย’
ต้วนซิงเหอไม่ยอมรับ
"แต่ว่าศิษย์พี่สามของเจ้าอยู่แค่ขอบเขตหลอมสุญตาขั้นปลายเท่านั้นนะ"
"พี่ใหญ่เข้าใจผิดแล้วเจ้าค่ะ ความจริงพลังของเขาอยู่ในขอบเขตบูรณาการมานานแล้ว"
ต้วนซิงเหอเผยอปากจะพูด แต่คิดอยู่ครู่หนึ่งก็ตัดสินใจไม่พูดอะไรกับนางอีก
เพราะพวกสำนักชิงเสวียนนี่ช่างน่าหมันไส้เหลือเกิน พวกเขาช่างมั่นใจในตัวเอง ไม่เพียงแต่เชื่อมั่นในตัวเอง ยังเชื่อมั่นในเพื่อนร่วมสำนักอีก มั่นใจจนเกินเหตุ สักวันต้องล้มหัวคะมำแน่นอน!
แม้ว่าต้วนซิงเหอจะไม่ค่อยสนิทกับเซียวเจิ้งหยางนัก แต่ด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจในสำนักเพียงน้อยนิด ก็ทำให้เขาแอบหวังให้เซียวเจิ้งหยางเป็นผู้ชนะอยู่เหมือนกัน
ดังนั้นเขาจึงรู้สึกไม่มั่นใจว่าสำนักชิงเสวียนจะชนะ
ในตอนนั้น ความเคลื่อนไหวบนเวทีประลองได้ดึงความสนใจของเขากลับไปอีกครั้ง
เห็นเพียงเซียวเจิ้งหยางสะบัดทวนยาว เปลวเพลิงสองสายปรากฏขึ้นจากพื้นข้างกายเขา เปลวเพลิงพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ปกคลุมพื้นที่ทั้งหมดอย่างรวดเร็ว
หลังจากปกคลุมพื้นที่โดยรอบแล้ว เปลวเพลิงก็ยังไม่มีทีท่าจะสงบลง
มันเริ่มลามขึ้นด้านบน ราวกับจะกลืนกินเวทีประลองทั้งหมดเอาไว้ในคราวเดียว
พลังอันน่าตื่นตะลึงนี้ ทำให้ทุกคนตาสว่างขึ้นทันใด และเห็นถึงท่าทีที่ไม่ประมาทของเซียวเจิ้งหยาง รวมถึงความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะของเขาด้วย
เปลวเพลิงลุกไหม้อย่างรุนแรง อุณหภูมิที่ร้อนระอุนี้ ได้แผ่กระจายบนเวทีประลองในทันที ก่อตัวเป็นพลังมหาศาลที่กดดันกู้หลินเยวียนอย่างต่อเนื่อง เปลวเพลิงสีแดงสดเต้นระบำอยู่ตรงหน้าเขา มันเต็มไปด้วยความโอหัง พยายามจะแตะต้องใบหน้าอันงดงามเหนือใครของเขา
ในตอนนั้น กู้หลินเยวียนก็เริ่มขยับตัว
กระบี่ที่ดูธรรมดาปรากฏขึ้นในฝ่ามือของเขา แต่หากมองนานๆ จะรู้ว่ากระบี่เล่มนั้นกลับเหมือนห้วงเหวลึก ที่ทำให้ผู้คนจมดิ่งลงไปโดยไม่รู้ตัว!
เมื่อคนที่กำลังรอพลิกตัวไปอย่างฉับพลัน พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะตกใจจนเหงื่อเย็นผุดซิบออกมา
ในตอนนั้น เขาก็เคลื่อนไหว พร้อมกับการฟาดกระบี่ยาวหนึ่งครั้ง
น้ำแข็งและหิมะมากมายพลันตกลงมาจากลานประลอง ไม่เพียงเท่านั้น พื้นที่โดยรอบที่เคยถูกเปลวเพลิงแผดเผา ยังเริ่มจับตัวเป็นน้ำแข็งหนาทึบ
แม้จะไม่สามารถเข้าประชิดได้ แต่ความเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากน้ำแข็งก็ทำให้ทุกคนรู้สึกได้
"กู้หลินเยวียนมีรากวิญญาณน้ำแข็งด้วยหรือ!"
"หากไม่มีไฟของเซียวเจิ้งหยาง เขาคงใช้กระบี่เดียวแช่แข็งพื้นที่ได้นับพันลี้ไปแล้ว!"
"การปะทะกันระหว่างน้ำแข็งกับไฟ ภาพนี้ช่างงดงามเหลือเกิน! สมกับเป็นการต่อสู้รอบสุดท้ายของวันสุดท้าย ไม่มีการต่อสู้ใดที่ไม่น่าตื่นตาตื่นใจเลย!"
บนลานประลองนั้น ทั้งสองคนยังคงไม่เคลื่อนไหว แต่น้ำแข็งและไฟของพวกเขาได้เข้าปะทะกันเสียแล้ว
เปลวเพลิงละลายน้ำแข็ง และน้ำแข็งที่เยือกแข็งดับเปลวเพลิง!
ในขณะที่ทั้งสองยังคงทำลายล้างกันและกันอย่างบ้าคลั่ง ทั้งยังฉวยโอกาสทุกอย่างเพื่อเพิ่มพลังของตน
เซียวเจิ้งหยางก็เคลื่อนไหวพร้อมกับทวนยาวในมือของเขา
กู้หลินเยวียนยกกระบี่ในมือขึ้นรับมืออย่างใจเย็นและมั่นคง
ทั้งสองคนจึงต่อสู้กันอย่างรวดเร็ว บนสนามประลองที่เต็มไปด้วยน้ำแข็งและเปลวเพลิง
บนลานประลองนั้น เสียงทวนและกระบี่ที่ปะทะกันดังราวกับจังหวะที่ไม่ดังต่อเนื่องไร้สิ้นสุด กระทบกระเทือนหัวใจของผู้ชมทุกคนเป็นอย่างยิ่ง
พวกเขาต่อสู้กันอย่างดุเดือด ไม่มีการหยั่งเชิงหรือวางแผน ใช้แต่กำลังความสามารถที่แท้จริงประมือกันอย่างไม่หยุดยั้ง
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างสูสี เร้าใจ ทำให้ผู้ชมไม่กล้ากะพริบตา หัวใจเต้นระรัวไปตามๆกัน
หนึ่งกระบวนท่า สองกระบวนท่า สามกระบวนท่า...
จนถึงร้อยกว่ากระบวนท่า ทั้งสองคนก็ยังไม่มีใครแพ้ชนะ
แม้จะเป็นเช่นนั้น ก็ไม่มีใครรู้สึกว่าการต่อสู้ครั้งนี้ยืดเยื้อ พวกเขากลับรู้สึกว่าทุกวินาทีช่างน่าตื่นเต้น ไม่กล้าปล่อยใจให้ผ่อนคลายแม้แต่น้อย
ทันใดนั้น เซียวเจิ้งหยางก็เปลี่ยนท่วงท่าการใช้ทวนไปทันที เรียกเปลวเพลิงที่กำลังปะทะกับน้ำแข็งบนลานประลองกลับคืนไป
เปลวเพลิงทั้งหมดรวมตัวกันที่ปลายทวนของเขา ก่อตัวเป็นวงแหวนเพลิงอันทรงพลัง ล้อมรอบทวนยาวของเขา จากนั้นก็ซึมเข้าไปในทวนอย่างรวดเร็ว
เมื่อเปลวเพลิงทั้งหมดซึมหายไปในชั่วพริบตา เซียวเจิ้งหยางก็เปิดฉากโจมตีอย่างดุเดือดใส่กู้หลินเยวียนทันที!
เขาแทงทวนออกไปตรงๆ พุ่งตรงเข้าใส่ใบหน้าของกู้หลินเยวียนด้วยท่วงท่าดุจลูกธนู กู้หลินเยวียนยกกระบี่ขึ้นป้องกัน แต่ก็ไม่อาจต้านทานพลังและแรงกดดันจากทวนของอีกฝ่ายได้
กระบี่ยาวถูกปัดออก ทวนพุ่งตรงเข้าแทงทะลุหน้าอกของกู้หลินเยวียนทันที!
โลหิตสีแดงฉานกระเซ็นออกมาจากบาดแผล กู้หลินเยวียนถูกโจมตีจนได้รับบาดเจ็บเสียแล้ว!
ทุกคนที่เห็นภาพนั้นต่างร้องอุทานด้วยความตกใจ การแพ้ชนะจะได้ข้อสรุปแล้วกระนั้นหรือ?!
แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด หัวใจของพวกเขาจึงยังคงเต้นระทึก ราวกับรู้สึกได้ว่าจะต้องมีอะไรเกิดขึ้นอีก!
และแล้วจุดพลิกผันก็มาถึงในพริบตาถัดมา!
กู้หลินเยวียนใช้มือข้างที่ไม่ได้ถือกระบี่ คว้าจับด้ามทวนที่ปักเข้ามาในอกของเขา
ร่างที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดของเขาเงยหน้าขึ้น เลือดที่ไหลจากมุมปากย้อยลงมาถึงคางขาวนั้น แดงฉานจนแสบตา แต่สิ่งที่แสบตายิ่งกว่าคือประกายความมั่นใจในดวงตาอันสดใสของเขา
จากมือข้างที่จับทวนของเขา น้ำแข็งเริ่มก่อตัวและแผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว ไล่ไปตามด้ามทวนอย่างบ้าคลั่ง
ขณะที่น้ำแข็งแผ่ขยาย มันได้แข็งตัวจนกลายเป็นน้ำแข็งทั้งทวน ไม่เพียงแค่แข็งตัวเท่านั้น แต่ยังมีใบมีดน้ำแข็งแหลมคมงอกออกมา
มันคืบคลานและพุ่งตรงไปที่เซียวเจิ้งหยางทันที
เซียวเจิ้งหยางพยายามดึงทวนของตนออก ทว่าตั้งแต่ปลายทวนไปจนถึงด้ามของมันได้ถูกน้ำแข็งเคลือบไว้แล้ว ทำให้เขาไม่สามารถดึงออกมาได้ทันที
ในภาวะคับขันนั้น เขารีบถอยหลังสองก้าวและรวบรวมเปลวเพลิงเพื่อต้านทานน้ำแข็งที่พุ่งเข้ามา แต่ในตอนนั้นเอง ใบมีดน้ำแข็งจำนวนมากก็พุ่งเข้าใส่เขาจากทุกทิศทาง!
เพราะในตอนนี้ หลังจากที่เปลวเพลิงของเขาถูกถอนออกไป น้ำแข็งที่ยึดครองลานประลองทั้งหมดก็เคลื่อนไหวในทันที!
พวกมันพุ่งเข้าหาเขาจากทุกทิศทางในลักษณะการโอบล้อม
มุ่งหมายจะทิ่มแทงเข้าไปในร่างของเขาทั้งหมด
บทที่ 958: คนพวกนี้ ต้องพาไปให้หมด!
เขารีบรวบรวมเปลวเพลิงล้อมรอบร่างกายของตนเองอย่างรวดเร็ว เพื่อต้านทานการโจมตีของใบมีดน้ำแข็งเหล่านั้น
อย่างไรก็ตาม เปลวเพลิงทั้งหลายต่างก็ถูกรวบรวมขึ้นอย่างรีบร้อนเกินไป บางส่วนไม่สามารถต้านทานได้ทัน ร่างกายของเขาจึงถูกใบมีดน้ำแข็งหลายอัน แทงทะลุเข้าไป และทุกบาดแผลที่ถูกแทง น้ำแข็งก็เริ่มแผ่ขยายทั้งเข้าด้านใน และด้านนอกอย่างรุนแรง!
เขาไม่มีเวลาคิดอะไรมากอีกแล้ว รีบรวบรวมเปลวเพลิงเพื่อละลายพวกมันทันที
ดังนั้น การปะทะกันระหว่างน้ำแข็งและเพลิงที่เคยเกิดขึ้นบนเวทีประลอง จึงเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
เพียงแต่ครั้งนี้ สถานที่ปะทะไม่ใช่เวทีประลองอีกต่อไป แต่เป็นร่างกายของเซียวเจิ้งหยาง!
ร่างกายของเขาได้แปรเปลี่ยนเป็นสนามรบ ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ ก็ต้องบาดเจ็บย่อยยับอย่างแน่นอน!
การพลิกผันครั้งนี้ ทำให้ทุกคนตกตะลึงเป็นที่สุด แต่เสียงอุทานยังไม่ทันขาด คำวิพากษ์วิจารณ์ยังไม่ทันได้เริ่ม สถานการณ์ก็เปลี่ยนไปอีก!
เพราะหลังจากที่เซียวเจิ้งหยางใช้เพลิงต้านทานการรุกรานของน้ำแข็งได้ชั่วครู่ เขาก็รีบตัดสินใจทำอย่างอื่นทันที
เขารู้ตัวดีว่าร่างกายของตนเองไม่อาจกลายเป็นสนามรบให้ทั้งสองฝ่ายปะทะกันได้
ดังนั้นเขาจึงล้มเลิกความคิดที่จะใช้เปลวเพลิงละลายน้ำแข็งที่โจมตีเข้ามา มือทั้งสองที่ถูกห่อหุ้มด้วยเปลวไฟ พลันพุ่งเข้าไปคว้าทวนที่ปักอยู่ในร่างของกู้หลินเยวียนทันที
ในชั่วขณะนั้น เขาระดมพลังทั้งหมดในร่างกาย รวมไว้ที่ฝ่ามือทั้งสองอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ส่งพลังทั้งหมดเข้าไปในทวนของตนอีกครั้ง!
น้ำแข็งบนทวนเริ่มละลายอย่างรวดเร็ว เปลวไฟพุ่งทะยานไปตามความยาวของทวน ทุกอย่างพุ่งเข้าสู่ร่างของกู้หลินเยวียนทันที
กู้หลินเยวียนยังคงควบคุมใบมีดน้ำแข็งอยู่ เขาไม่ทันได้ถอนกำลังกลับมาป้องกัน จึงได้แต่มองดูพลังทั้งหมดของเซียวเจิ้งหยาง พุ่งเข้าใส่ร่างของตนอย่างบ้าคลั่ง!
และหลังจากที่เซียวเจิ้งหยางล้มเลิกการป้องกันใบมีดน้ำแข็งเหล่านั้น บรรดาใบมีดน้ำแข็งก็พุ่งทะลวงเข้าสู่ร่างกายของเขาโดยไร้สิ่งขัดขวาง!
ทั้งสองคนเลือกที่จะโจมตีโดยไม่ป้องกัน และต่างก็ประสบความสำเร็จในการทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บสาหัส!
เมื่อเห็นภาพนั้น ผู้ชมทั้งหมดต่างกลั้นหายใจด้วยความตื่นตะลึงทันที!
ชัยชนะและความพ่ายแพ้ ได้อยู่ในช่วงเวลาสำคัญนี้แล้ว หากว่าผู้ใดสามารถยืนหยัดด้วยความแข็งแกร่งที่แท้จริงได้ ผู้นั้นก็จะได้รับชัยชนะในที่สุด!
ในขณะนั้น ผู้ที่กังวลใจที่สุด กลับไม่ใช่เจ้าสำนักอัคคีแดงและไม่ใช่ผู้ใดบนเขาอู๋โยว แต่กลับกลายเป็นศิษย์ทั้งหมดของสำนักชิงเสวียนที่อยู่บนต้นอู๋โยว!
หากเทียบพลังต่อสู้แล้ว กู้หลินเยวียนมีความสามารถที่จะต่อกรได้ แต่หากเทียบพลังภายในล้วนๆ การฝึกฝนของเขายังด้อยกว่าเซียวเจิ้งหยางมากนัก!
แม้จะต่างกันเพียงขั้นเดียว แต่ระหว่างขอบเขตหลอมสุญตากับขอบเขตบูรณาการนั้นก็เป็นความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่แฝงอยู่!
สิ่งที่พวกเขากังวลที่ใจเป็นสุด ไม่ใช่ว่ากู้หลินเยวียนจะพ่ายแพ้ แต่กลัวว่าเขาจะใช้พลังที่ซ่อนเร้นอยู่ในส่วนลึกที่สุดออกมา เพื่อเอาชนะอีกฝ่าย!
ในขณะที่พวกเขากำลังกังวลใจอย่างที่สุด เยี่ยหลิงหลงเห็นศิษย์พี่สามของนางก้มหน้าลง และหลบตาไป พยายามไม่สบตากับเซียวเจิ้งหยางอีก
ในชั่วขณะนั้น หัวใจของนางบีบรัด ทั้งร่างรู้สึกตึงเครียดและหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
"ไม่ได้! เรื่องนี้จะให้เกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด!"
"แพ้ก็แพ้ไป ศิษย์พี่สามห้ามทำแบบนี้นะ!"
ไม่นานนัก กู้หลินเยวียนที่ก้มหน้าอยู่นั้น มือที่กำทวนไว้ก็บิดแรงๆ แล้วกระชากมันออกจากร่างของตัวเองอย่างรวดเร็ว!
จากนั้นร่างของเขาก็ถูกเหวี่ยงออกไปอย่างควบคุมไม่ได้ ร่วงลงกระแทกกับลานประลองอย่างแรงทันที!!
ตอนที่เขาล้มลงนั้น ใบหน้าของเขาหงายขึ้นฟ้า เปลวเพลิงบนหน้าอกยังคงลุกไหม้อย่างบ้าคลั่ง แสงไฟสะท้อนบนใบหน้าที่เปื้อนเลือด ทำให้ใบหน้าและท่าทางอันหล่อเหล่าของเขาเหมือนจะแตกสลายไป ชวนให้ผู้คนไม่อาจละสายตาไปจากภาพตรงหน้าเลย
ในขณะที่ทุกคนกำลังชื่นชมความงามที่เต็มไปด้วยอาการบาดเจ็บของกู้หลินเยวียน มีเพียงศิษย์สำนักชิงเสวียนเท่านั้นที่จับจ้องดวงตาของเขา
เมื่อเห็นว่าดวงตาของเขายังเป็นปกติ ใบหน้าไม่มีร่องรอยการกลายเป็นมาร พวกเขาจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก ปล่อยความกังวลที่ค้างคาอยู่ในใจลง
ในที่สุดเขาก็สามารถกดข่มมารในร่างได้สินะ
ไม่นานนัก เขาก็พลิกตัว ใช้กระบี่ในมือค้ำยันร่างกายขึ้นมา
ในขณะที่เขาพยายามประคองร่างกายลุกขึ้นอย่างช้าๆและโซเซ
เสียง "ปัง" ก็ดังขึ้น ตรงหน้าเขา เซียวเจิ้งหยางที่กำลังถือทวนเพลิงยาวด้วยสองมือล้มลงไปทันที
เมื่อเขาล้มลง ทั่วร่างของเขาได้ถูกใบมีดน้ำแข็งแทงทะลุจนไม่เหลือที่ว่าง บาดแผลมากมายราวกับถุกถลกหนังแล้วเคลือบด้วยน้ำแข็งอีกชั้น
เกือบจะในเวลาเดียวกันนั้น เซียวเจิ้งหยางหลับตาลง ขณะที่กู้หลินเยวียนยืนตัวตรงขึ้น
ชนะแล้ว!
ในการต่อสู้ระหว่างน้ำแข็งกับไฟครั้งนี้
สุดท้ายน้ำแข็งก็เป็นผู้ชนะสินะ!
ในขณะนั้น ผู้คนที่กลั้นหายใจมานาน ต่างก็เปล่งเสียงโห่ร้องด้วยความตื่นเต้น ยามนี้เรียกได้ว่าเขาอู๋โยวเดือดพล่านไปทั่ว แม้แต่ในที่พักของเจ้าสักนักเจ็ดสำนักใหญ่ก็มีผู้คนวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างออกรส
เจ้าสำนักอัคคีแดงดูเหมือนจะมีสีหน้าแย่ที่สุด พวกเขาแพ้แล้ว ศิษย์ที่จะมาสืบทอดสำนัก พ่ายแพ้ให้กับศิษย์ที่ยังไม่ถึงขอบเขตบูรณาการของสำนักชิงเสวียน!
เขาทรุดตัวลงนั่ง สีหน้าดูย่ำแย่อย่างที่สุด เตรียมพร้อมรับคำเยาะเย้ยและการตำหนิจากทุกคน
ในตอนนั้นเอง เจ้าสำนักแปรเมฆาก็เอ่ยปากขึ้น แต่สีหน้าของเขากลับดูเคร่งขรึมเป็นอย่างยิ่ง
"เจ้าสำนักอัคคีแดง เมื่อครู่ท่านไม่ได้เห็นหรือ?"
เจ้าสำนักอัคคีแดงชะงักไป เขายังไม่ทันได้ตอบสนอง เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตที่อยู่ข้างๆ ก็เอ่ยเสียงทุ้มว่า
"ข้าเห็น!"
ตอนนี้เจ้าสำนักอัคคีแดงก็เริ่มรู้สึกตัวขึ้นมา
"ตอนที่เขาก้มหน้าลง ข้ารู้สึกแปลกจริงๆ รู้สึกว่าในร่างของเขากำลังกดข่มบางสิ่งอยู่ แปลกยิ่งนัก! พวกท่านเห็นเหมือนข้าหรือไม่?"
บทสนทนานี้ มีเพียงเจ้าสำนักสวรรค์ลิขิต เจ้าสำนักอัคคีแดงและเจ้าสำนักแปรเมฆาเท่านั้นที่ได้ยิน พวกเขาได้กั้นเสียงไม่ให้คนอื่นได้ยิน
"ข้าเองก็มองไม่ชัดเช่นกัน แต่ความแปลกประหลาดในชั่วขณะนั้น แม้จะจางหายไปอย่างรวดเร็ว แต่จากประสบการณ์หลายปีของข้า มันไม่ใช่อุบัติเหตุ และไม่ใช่ภาพลวงตาแน่นอน" เจ้าสำนักแปรเมฆากล่าว
"ตั้งแต่ตอนที่เขาต่อสู้กับศิษย์สำนักสวรรค์ลิขิตของข้า ข้าก็รู้สึกว่าลมปราณของเขาผิดปกติแล้ว" เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตเอ่ยด้วยรอยยิ้มเย็นชา
"เห็นทีตอนนี้ ทุกอย่างจะได้รับการพิสูจน์แล้ว
"ดังนั้น ท่านเจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตคิดว่านั่นคือ..."
"ยังไม่แน่ชัด แต่มันผิดปกติมากเกินไป และไม่อาจตัดความเป็นไปได้ออกไป... ดังนั้นพวกเราต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้!"
เมื่อเจ้าสำนักแปรเมฆาพูดจบ เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตก็พยักหน้าตามไป
เมื่อเห็นดังนั้น เจ้าสำนักอัคคีแดงก็รีบทำหน้าเคร่งขรึมลงทันที
"ถ้าเช่นนั้น หลังจากดินแดนลับต้นอู๋โยวจบลง พวกเราต้องนำตัวคนพวกนี้ไปทั้งหมด!"
"ข้าไม่เห็นด้วย" เจ้าสำนักแปรเมฆากล่าว
"เพราะอย่างน้อยข้าก็ไม่เห็นความผิดปกติใดๆจากคนอื่น พวกเราไม่อาจกวาดต้อนเอาทุกคนไปได้หรอก"
"แม้ว่าคนอื่นจะไม่มี แต่พวกนี้จะมีสักคนที่ปกติ? ถึงแม้พวกเขาจะไม่ใช่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะไม่รู้!" เจ้าสำนักอัคคีแดงเอ่ยเสียงเย็นชา
"ถึงจะไม่ปกติ แต่นั่นก็แสดงว่าพวกเขามีพรสวรรค์เหนือคนทั่วไป พวกเขาทุกคนล้วนเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่ง พวกเราควรถนอมคนมีความสามารถเช่นนี้เอาไว้ ไม่ใช่ทำลาย เพราะแบบนี้มันไม่ยุติธรรมต่อพวกเขา!" เจ้าสำนักแปรเมฆาคัดค้านอย่างสุดกำลัง
"หากเจ้าจับมาเพียงคนเดียว คนอื่นจะยอมหรือ? ดังนั้นคนพวกนี้ ถึงอย่างไรก็จำเป็นต้องควบคุมไว้! เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตท่านเห็นด้วยกับวิธีของข้าใช่หรือไม่?" เจ้าสำนักอัคคีแดงกล่าวอย่างหนักแน่น
เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตเคาะนิ้วเบาๆบนโต๊ะสองครั้ง แล้วนิ่งเงียบไป
ในเวลานั้น คู่สุดท้ายของการประลองก็ปรากฏตัวบนลานประลอง
อวี๋หงหลานจากสำนักชิงเสวียน เผชิญหน้ากับจี้ฮ่าวคงจากสำนักสวรรค์ลิขิต
การประลองคู่สุดท้าย การต่อสู้ระหว่างผู้แข็งแกร่งที่สุด!
เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตเงยหน้าขึ้น สายตาจับจ้องไปทางลานประลอง
"โปรดใจเย็นไว้ก่อน พวกเราดูการประลองนี้จนจบเสียก่อนเถิด จากนั้นค่อยตัดสินใจก็ยังมิสาย!"
บทที่ 959: พวกเจ้าหมายถึง… พี่เยี่ยหรือ?
เมื่อครู่ที่ผ่านมา
ภายในพื้นที่ลับบนต้นอู๋โยว เมื่อกู้หลินเยวียนกลับมา บรรดาศิษย์ทั้งหลายของสำนักชิงเสวียนก็พากันรุมล้อมเขาไว้ตรงกลาง จากนั้นก็มีเสียงปรบมือโดดเดี่ยวของต้วนซิงเหอดังขึ้น
ทุกคนหันกลับไปมองด้วยความสงสัย ต้วนซิงเหอเงยหน้าขึ้น
สีหน้าของเขาดูตกตะลึงยิ่งกว่าคนอื่นเสียอีก
‘อะไรกัน?! ปกติเวลาใครกลับมา พวกเราก็จะนั่งอยู่กับที่และปรบมือไม่ใช่หรือ?!!’
‘ทำไมคราวนี้ถึงได้พากันรุมล้อมไปเสียอย่างนั้น? ทิ้งให้ข้าอยู่ที่เดิมคนเดียวเหมือนคนโง่เนี่ยนะ!!’
ศิษย์สำนักชิงเสวียนหันกลับไปโดยไม่สนใจเขา
ต้วนซิงเหอรีบลุกขึ้นเดินตามไปร่วมวงด้วย
เขาเพิ่งเดินไปได้สองก้าวเท่านั้น หนิงหมิงเฉิงเห็นก็หันกลับมา คว้าคอเขาไว้แล้วลากตัวเขาไปอีกทางทันที
"ต้วนซิงเหอ พวกเขาอาจไม่พาเจ้าไปเล่นด้วย แต่ข้าจะพาเจ้าไปเล่นด้วยเอง!"
......
ครั้งนี้แม้แต่ต้วนซิงเหอที่โง่งม ก็ยังรู้ว่าเรื่องที่พวกสำนักชิงเสวียนกำลังจะประชุมกันเป็นการภายใน
‘ทำไมจู่ๆถึงต้องมีการประชุมภายใน หรือว่าพวกเขาจับได้ว่าการประลองรอบที่แล้วข้าไม่สนับสนุนพรรคพวกเดียวกันอย่างกู้หลินเยวี่ยน?
ไม่ถูกสิ ข้าเป็นคนของสำนักอัคคีแดงอยู่แล้ว จะนับว่าเป็นการไม่สนุบสนุนพวกเดียวกันได้อย่างไร?’
"เจ้าอยากรู้อะไร ข้าจะบอกให้"
"งั้นเจ้าบอกข้าสิว่าพวกเขาจะพูดเรื่องอะไรกัน?"
"ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะข้าเองก็ยังไม่ได้ฟัง!"
ต้วนซิงเหอเห็นเช่นนั้นก็ไม่พูดอะไรอีก เอาเถอะ! ไม่เล่นด้วยก็ไม่เล่นด้วยสิ!
อีกด้านหนึ่ง กลุ่มคนที่ล้อมรอบกู้หลินเยวียนอยู่ ค่อยๆพินิจพิเคราะห์เขาอย่างละเอียด เมื่อแน่ใจว่าไม่มีปัญหาอะไรจึงวางใจลง
"ข้าไม่เป็นไรหรอก"
"ศิษย์พี่สาม ท่าทีของท่านเมื่อครู่น่ากลัวมาก ข้าเกือบกลัวว่าท่านจะควบคุมตัวเองไม่ได้แล้ว ต่อไปอย่าได้บุ่มบ่ามเช่นนี้อีกนะเจ้าคะ" เยี่ยหลิงหลงกล่าว
กู้หลินเยวียนได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าอย่างหนักแน่น
"ข้าจะไม่รู้จักประมาณตนได้อย่างไร? ต่อให้ไม่ใช่เพื่อตัวข้าเอง แต่เพื่อพวกเจ้า ข้าไม่มีทางปล่อยให้ปราณมารในร่างเปิดเผยออกมาได้แน่นอน"
ลู่ไป๋เวยเห็นเช่นนั้นก็เอ่ยเสียงเบา
"แต่พวกข้าเห็นชัดๆว่าเมื่อครู่นี้ท่าน..."
"ใช่! ตอนนั้นปราณมารในร่างข้าเกือบจะปะทุออกมาแล้ว" กู้หลินเยวียนขมวดคิ้วพลางกล่าว "แต่นั่นไม่ใช่ความตั้งใจของข้า ข้าถูกบางสิ่งส่งพลกระทบต่อจิตใจ โชคดีที่ข้ายับยั้งตัวเองไว้ได้ มิเช่นนั้น... ผลที่ตามมาคงไม่อาจคาดเดาได้เป็นอน่"
จี้จื่อจั๋วถาม "เป็นเพราะเซียวเจิ้งหยางหรือ?"
กู้หลินเยวียนส่ายหน้า
"ไม่เกี่ยวกับเขาหรอก"
หยางจิ่นโจวเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกงุนงงเช่นกัน "แล้วเพราะอะไรเล่า?"
"ข้าเองก็อธิบายไม่ถูก ความรู้สึกนั้นแปลกมาก ราวกับว่า..." กู้หลินเยวียนขมวดคิ้วไม่รู้จะบรรยายอย่างไร "ข้ามีลางสังหรณ์ไม่ดี ว่าข้าอาจจะ ข้า..."
เยี่ยหลิงหลงตัดบทคำพูดของกู้หลินเยวียน
"ศิษย์พี่เจ็ด ท่านไปเปลี่ยนกับศิษย์พี่หกมาเถิด"
แม้จี้จื่อจั๋วจะทำหน้าไม่เต็มใจ แต่เพื่อส่วนรวมก็ยังหมุนตัวไปเปลี่ยนเวรกับหนิงหมิงเฉิง
"ศิษย์พี่หก ข้าจะมาอยู่เป็นเพื่อนท่านพี่ต้วน"
หนิงหมิงเฉิงพยักหน้าแล้วลุกขึ้นจากไป จี้จื่อจั๋วส่งขวดสุราให้ต้วนซิงเหอ
"ท่านพี่ต้วน ข้าจะขอเลี้ยงสุราท่านแล้วกัน"
ต้วนซิงเหอรับสุราจากมือของจี้จื่อจั๋วมา ทั้งจนใจและขบขันเป็นอย่างยิ่ง
"จริงๆแล้วพวกเจ้าไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ เรื่องที่คนนอกไม่ควรได้ยิน ข้าย่อมไม่แอบฟัง ดังนั้น..."
ต้วนซิงเหอยังพูดไม่ทันจบ จี้จื่อจั๋วก็ดึงสุราในมือของต้วนซิงเหอกลับไป
"ท่านพี่ต้วน ท่านเป็นคนตรงและมีคุณธรรมจริงๆ ข้าชื่นชมท่านจากใจ เช่นนั้น ข้าขอตัวก่อนนะขอรับ!"
......
ต้วนซิงเหอจึงรู้สึกได้ว่าไม่ควรไว้หน้าพวกเขาเลย
อีกด้านหนึ่ง หนิงหมิงเฉิงกลับเข้าร่วมกลุ่ม จี้จื่อจั๋วก็แอบย่องตามไปด้วยเช่นกัน
"เป็นอย่างไรบ้างศิษย์พี่สาม?"
"ตอนที่ศิษย์พี่ทำนายดวงชะตา ท่านเห็นอะไร?" เยี่ยหลิงหลงถาม
"คราวนี้ห้ามพูดเหลวไหลนะเจ้าคะ!"
เมื่อเห็นทุกคนจ้องมองตนเองด้วยสีหน้าเคร่งเครียด หนิงหมิงเฉิงก็รู้สึกร้อนรนขึ้นมาทันที
"ข้าไม่ได้พูดเหลวไหลนะ! ข้า… คือว่าสิ่งที่ข้าเห็นไม่สามารถบรรยายออกมาตรงๆได้ แต่สิ่งที่ข้าพูดได้ ข้าก็พูดไปแล้ว นี่พวกเจ้าเจ้าไม่เชื่อข้าหรือ!"
คนอื่นๆ ต่างก็พากันมองเขาด้วยสีหน้าประหลาดใจอย่างยิ่ง
คำพูดบ้าๆบอๆของเจ้า จะให้เชื่อได้อย่างไร?
"แต่ตอนนี้พวกเรากำลังพูดถึงศิษย์พี่สามอยู่ไม่ใช่หรือ? เหตุใดถึงมาถามเรื่องของศิษย์น้องหญิงเล็กล่ะ?"
เยี่ยหลิงหลงย้อนถาม "หมายความว่า สิ่งที่ท่านเห็น มีเกี่ยวข้องกับข้าเพียงคนเดียวหรือ?"
หนิงหมิงเฉิงตอบ "จะว่าเช่นนั้นก็ได้"
"หมายความว่า เรื่องของศิษย์พี่สามอาจจะไม่ได้ส่งผลกระทบอะไร นอกจากพวกเราก็คงไม่มีใครรู้ ดังนั้นทุกคนจึงไม่ต้องกังวลมากนัก"
เยี่ยหลิงหลงพูดจบ แต่ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นกลับไม่มีใครมีสีหน้าดีขึ้นเลย
อวี๋หงหลานถาม "แม้ว่าศิษย์พี่สามจะไม่เป็นไร แล้วศิษย์น้องหญิงเล็กเล่า? นางจะต้องเจอเรื่องอะไรกันแน่? ตอนนี้นางก็ยังปกติดีอยู่มิใช่หรือ? จะมีเรื่องอะไรมาเกี่ยวข้องกับนางได้เล่า?"
หนิงหมิงเฉิงรีบตอบว่า "ข้าก็เห็นเพียงภาพเดียวเท่านั้น ข้าก็ไม่อาจรู้สาเหตุและผลลัพธ์ได้ ข้าก็ยังคงยืนยันคำเดิม ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ขอเพียงเจ้าสละสัตว์ภูตตัวนั้นทิ้งไป ก็น่าจะคลี่คลายเคราะห์กรรมครั้งนี้ได้เป็นแน่"
มาถึงตอนนี้แล้ว หนิงหมิงเฉิงก็ยังคงพูดแต่เรื่องเดิม ดูท่าสัตว์ภูตของนางคงมีปัญหาอะไรบางอย่างจริงๆ
ทุกคนจึงมองไปที่ศีรษะของเยี่ยหลิงหลง
เยี่ยหลิงหลงหยิบชิงหยาที่อยู่บนหัวลงมาวางไว้บนฝ่ามือ
"หรือว่ามันจะเป็นเมล็ดของต้นปีศาจที่งอกขึ้นมาหรือ?"
เมื่อเยี่ยหลิงหลงพูดจบ ใบของชิงหยาก็สั่นเทาเล็กน้อย ต้นกล้าเล็กๆทั้งต้นเหี่ยวลง ดูแล้งช่างน่าสงสารยิ่งนัก
"ไม่ใช่! เจ้าจะทำอะไร? อย่าโยนความผิดให้ชิงหยาสิ!" หนิงหมิงเฉิงกล่าว
"ก็ท่านเป็นคนพูดเองไม่ใช่หรือ?" เยี่ยหลิงหลงย้อนถาม
"ข้าไม่ได้บอกว่าเป็นชิงหยานะ! ข้าหมายถึงสัตว์ภูตที่ดุดีที่สุดของเจ้าต่างหาก!"
"สัตว์ภูตที่ดูดีที่สุดของข้าก็คือชิงหยานั่นแหละ! หรือจะให้เป็นหัวไชเท้าอ้วน? ใครจะเห็นด้วยล่ะ?"
หลังจากเยี่ยหลิงหลงพูดจบ นางพลันพบว่าความตกตะลึงและประหลาดใจที่ทุกคนมีต่อหนิงหมิงเฉิงนั้น ได้เปลี่ยนมาอยู่ที่ตัวนางแทน
ราวกับว่าก่อนหน้านี้ ไม่ว่าหนิงหมิงเฉิงจะพูดอะไร ล้วนเหลวไหลทั้งสิ้น แต่หลังจากประโยคนี้
คนที่เหลวไหลกลับกลายเป็นนางแทน
เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
เยี่ยหลิงหลงเอ่ยด้วยสีหน้าตกตะลึงว่า
"พวกท่านมองข้าเช่นนี้ทำไม? ถ้าไม่ใช่หัวไชเท้าอ้วนงั้นเป็นเจาไฉหรือ? แม้ว่ารูปร่างหน้าตาของมันจะตรงกับรสนิยมของข้าอยู่บ้าง แต่ว่า... คงไม่อยู่ในขอบเขตที่พวกท่านจะยอมรับหรอกกระมัง?"
"ศิษย์น้องหญิงเล็กเจ้า แกล้งทำงุนงงไปไย?" คราวนี้จี้จื่อจั๋วเป็นฝ่ายเอ่ยปากบ้าง
"สัตว์ภูตของเจ้าหน้าตาดีถึงขั้นหาหินวิญญาณให้เจ้าได้ เจ้าพูดมาตั้งนาน ทว่าไม่เอ่ยถึงเขาสักคำเลยงั้นหรือ?"
หน้าตาดี? หาเงิน? เยี่ยชิงเสวียน?!
"พวกเจ้าหมายถึง... พี่เยี่ยหรือ?"
เมื่อเยี่ยหลิงหลงถามเช่นนี้ คนที่เหลือทั้งหกคนต่างเปล่งเสียงพร้อมกัน
"แล้วจะเป็นใครอีกเล่า?"
เยี่ยหลิงหลงตกตะลึงจนพูดไม่ออก
"เขา… เป็นคนที่มีชีวิต ตัวใหญ่ขนาดนั้น จะเป็นสัตว์ภูตได้อย่างไร?"
"มังกรดำก็เป็นคนที่มีชีวิตตัวใหญ่เหมือนกันไม่ใช่หรือ? วันๆพูดแต่ว่าตัวเองเป็นสัตว์ภูต... แต่เดี๋ยวก่อนนะ!" จี้จื่อจั๋วพูดไปครึ่งทาง ก็ชะงักค้าง น้ำเสียงสูงขึ้นทันที
"พี่เยี่ยของเจ้าไม่ใช่สัตว์ภูตหรอกหรือ?!"
"เขาเป็นคนที่มีชีวิตงั้นหรือ?" ตอนนี้เสียงของกู้หลินเยวียนยังดังกว่าจี้จื่อจั๋วเสียอีก
"ทั้งยังเป็นผู้ชายด้วย?!" อวี๋หงหลานแทบจะตะโกนออกมา!
ฟ้าดินเป็นพยานได้ ช่วงนี้พวกเขาสองคนอยู่ด้วยกันอย่างสนิทสนม
ถ้าไม่ใช่เพราะคิดว่าเขาเป็นสัตว์ภูต ทุกคนจะยอมให้เรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร?
แต่ผลสุดท้าย...
กลับไม่ใช่สัตว์ภูต?
"เป็นชายชาตรีงั้นรึ?!"
บทที่ 960: อย่ากลัวไปเลย ข้าจะฆ่ามัน!
เยี่ยหลิงหลงไม่เคยคิดมาก่อนเลย ว่าจะมีวันที่ถูกเพื่อนร่วมสำนักล้อมโจมตี อีกทั้งสายตาของทุกคนล้วนเต็มไปด้วยความโกรธแค้น
ทางด้านต้วนซิงเหอ เขากำลังครุ่นคิดว่า ต่อไปเวลาจัดการกับคนพวกนี้ ต้องไม่ทำตัวเป็นสุภาพบุรุษมากเกินไป และไม่ควรใจกว้างมากนัก เพราะพวกเขาไม่เคยชื่นชมในความมีน้ำใจของข้าเลยสักครั้ง นอกจากนั้น พวกเขาจะคอยหาโอกาสได้ใจและเหยียบย่ำเราทุกครั้งที่มีโอกาส
ในตอนนั้น จู่ๆเขาก็ได้ยินเสียงดังมาจากทางนั้น เมื่อหันไปมองก็เห็นน้องหญิงของตนถูกทุกคนล้อมเอาไว้
‘เดี๋ยวก่อน เมื่อครู่ไม่ใช่ล้อมกู้หลินเยวียนอยู่หรอกหรือ? เหตุใดถึงได้เปลี่ยนเป้าหมายล่ะ?’
‘ไม่นะ! พวกเขาคงไม่ทำร้ายน้องหญิงของข้าหรอกนะ? สถานการณ์แบบนี้ควรเข้าไปช่วยหรือไม่?’
‘บางที นี่อาจจะเป็นโอกาสที่ดีที่สุดในการพาน้องหญิงหนีไป?’
ถ้าพวกเขาลงมือ ต้วนซิงเหอย่อมรีบพาน้องหญิงของเขาหนีไปให้ไกลแน่นอน!
คิดได้ดังนั้น ต้วนซิงเหอก็รู้สึกตื่นเต้นเต็มหัวใจ
"สู้! สู้กันให้เต็มที่! อย่าขี้ขลาด อย่าอดทน อย่าหยุดพัก!"
"แต่ข้า... แต่ข้าก็ไม่เคยบอกว่าเขาเป็นสัตว์ภูตนี่"
"เจ้าเป็นคนพูดเองว่าแต่เดิม เขาคืออสรพิษดำที่อยู่ในสร้อยคอของเจ้า!"
"ข้าก็เคยคิดเช่นนั้นเหมือนกัน แต่ภายหลังถึงได้รู้ว่าเขาเพียงแค่อาศัยร่างของอสรพิษดำเท่านั้น แต่ตัวตนที่แท้จริงของเขาไม่ใช่งู"
นางยังพูดไม่จบเลยนะ!
"เพราะดังนั้น พวกท่านก็เลยคิดมาตลอดว่าเขาเป็นสัตว์ภูตของข้าหรือ?"
"เยี่ย! หลิง! หลง!"
เยี่ยหลิงหลงตกใจกับเสียงตวาดของศิษย์พี่หญิงใหญ่ จนถอยหลังไปสองก้าวทันที
ทันทีที่นางถอยหลัง ก็มีคนใจดีคนหนึ่งผลักนางกลับไปยังตำแหน่งเดิม ทำให้นางต้องเผชิญหน้ากับความโกรธของอวี๋หงหลานทันที
"ศิษย์พี่หญิงใหญ่… อย่าทำแบบนี้เลยเจ้าค่ะ ข้ากลัว..."
อวี๋หงหลานตบบ่าเยี่ยหลิงหลงเบาๆ พลางลดระดับเสียงลง
"ไม่ต้องกลัว ออกไปข้าจะฆ่าเขาเอง"
"ข้าก็จะช่วยด้วย" กู้หลินเยวียนกล่าว
"รวมถึงข้าด้วย" หยางจิ่นโจวกล่าว
"ข้าก็ด้วย!" จี้จื่อจั๋วกล่าว
เยี่ยหลิงหลงอ้าปากจะพูด แต่ยังคิดไม่ออกว่าจะพูดอย่างไร ขณะนั้น หนิงหมิงเฉิงที่อยู่ข้างๆ ก็ตบมือพลางร้องขึ้นมาก่อน
"ข้าก็ว่าแล้วเชียว! ว่าทำไม๊ทำไมตอนนั้นพวกเจ้าถึงได้นิ่งเฉยเมื่อได้ยินว่าศิษย์น้องหญิงเล็กถูกเอาเปรียบ!! โถ่! ที่แท้ก็เพราะพวกเจ้าเข้าใจผิดกันนี่เอง! ข้าก็บอกพวกเจ้าแล้วไง! แต่ตอนนั้นพวกเจ้าไม่มีใครเชื่อข้าเลยสักคน!"
หนิงหมิงเฉิงในที่สุดก็ได้ล้างความอัปยศ เขารีบรายงานความถูกต้องอย่างบ้าคลั่งในทันที
"วันนั้น ศิษย์น้องหญิงเล็กยังบอกข้าอีกด้วยว่า พวกเขาได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว! ตอนที่ข้าได้ยิน ข้าโมโหแทบตาย! แต่พวกเจ้าไม่มีใครเข้าใจข้าเลยสักคน!"
เมื่อได้ยินคำว่า "หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว" ศิษย์สำนักชิงเสวียนทั้งหมดที่อยู่ในที่นั้นต่างก็มีสีหน้าเลวร้ายลงไปอีก!
การโอบไหล่ จับมือ เท่านี้ก็แย่พออยู่แล้ว แล้วหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวหมายความว่าอย่างไร?
ศิษย์น้องหญิงเล็กยังเด็กอยู่เลยนะ!
ในขณะที่ทุกคนกำลังจะโกรธ เยี่ยหลิงหลงก็รีบถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อแก้ต่างให้ตัวเอง
"ที่ข้าพูดถึงการหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวนั้น หมายถึงข้ากับชิงหยา! ศิษย์พี่หกเจ้าอย่าฟ้องร้องมั่วๆเช่นนั้นสิเจ้าคะ!"
ตอนนี้ สายตาโกรธเกรี้ยวทั้งหมดหันไปที่หนิงหมิงเฉิงทันที
"มีอะไรหรือ? ในเมื่อเป็นความเข้าใจผิด ก็เป็นเรื่องดีสิ! อย่างน้อยศิษย์น้องหญิงเล็กก็ไม่ได้เสียหายมากนี่!"
"นางอาจจะไม่ได้เสียหายมาก! แต่ความเสียหายเล็กๆน้อยๆที่นางได้รับนั้นมีน้อยเสียที่ไหน! เท่าที่ข้าเห็นมา ก็มีมากมายนับไม่ถ้วนมิใช่หรือ?!" อวี๋หงหลานกล่าวด้วยความโกรธ
"ชิ! หน้าตาดีซะเปล่า ไร้ยางอายเสียจริง!"
"คนผู้นี้ ติดตามศิษย์น้องหญิงเล็กไปด้วยตลอด ข้าว่าเขาต้องไม่มีเจตนาดีแน่" กู้หลินเยวียนขมวดคิ้วแน่น
"ไม่ว่าอย่างไรก็ปล่อยเขาไปไม่ได้!"
"แน่นอนว่าต้องไม่มีเจตนาดีอยู่แล้ว ศิษย์น้องหญิงเล็กของข้า ทั้งรวย ทั้งสวย ใครบ้างจะไม่หลงใหล?" ลู่ไป๋เวยกล่าว
"ถ้าจะตีกัน ก็นับข้าเป็นหนึ่งในนั้นด้วย สนามเสริมพลังหรือปืน ไม่ว่าพวกท่านจะว่าอย่างไร ข้าก็พร้อมร่วมมือด้วย!!!"
เยี่ยหลิงหลงฟังพวกเขาพูดทีละคน จนในใจของนางรู้สึกมึนงงไปหมด
"ไม่ใช่อย่างนั้น ระหว่างพวกข้า..."
"ระหว่างพวกเจ้าเป็นอย่างไร?"
"ไม่มีอะไรเลยเจ้าค่ะ"
ทุกคนเพิ่งจะรู้สึกผ่อนคลายลงไม่ทันไร จู่ๆความดันก็พุ่งสูงขึ้นมาอีกครั้ง!
"ไม่มีอะไรเลยงั้นรึ? เขาไม่เคยบอกว่าชอบเจ้าสักคำเลยหรือ?"
เยี่ยหลิงหลงชะงัก ทำไมถึงได้พูดเรื่องนั้นขึ้นมาเนี่ย!!?
"ไม่เคยหรอกเจ้าค่ะ!"
"ไม่เคยบอกว่าชอบ แต่กลับเดินตามเจ้า ทั้งยังจับมือเจ้า มาพิงไหล่เจ้า แถมยังจับโน่นจับนี่เจ้าอีกเนี่ยนะ?!"
"เรื่องพวกนี้มันเกี่ยวข้องกันหรือเจ้าคะ?"
"เขาบอกเจ้าว่าเรื่องพวกนี้ไม่เกี่ยวข้องกันเลยหรือ?"
"เขาไม่มีเหตุผลที่จะพูดเรื่องนี้กับข้าก็เท่านั้น ข้าว่ามันออกจะกระทันหันไปหน่อยนะเจ้าคะ!"
พอได้ฟังแบบนั้น ทุกคนก็ยิ่งโมโหมากขึ้นไปอีก
เยี่ยหลิงหลงดูเหมือนจะรู้แล้ว ว่าทำไมทุกคนถึงโกรธ แต่ปัญหาเหล่านี้ดูเหมือนจะไม่เคยเกิดขึ้นระหว่างนางกับพี่เยี่ยเลย
เพราะนางเพิ่งมาที่นี่ได้ไม่นาน พวกเขาก็ได้อยู่ด้วยกันแล้ว
ในตอนนั้นเขายังเป็นงูอสรพิษ ดำเลื้อยพันอยู่รอบข้อมือของนางอยู่
พวกเขาอยู่ด้วยกันตลอดเวลา เดินทางบนเส้นทางบำเพ็ญเซียนมาด้วยกัน
ยามยากลำบาก ก็คอยคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีของดีก็แบ่งปันกัน
นางคุ้นชินกับการที่เขาอยู่ข้างกายมานาน แต่ไม่เคยคิดใคร่ครวญถึงปัญหาเหล่านั้นอย่างละเอียดเลยสักครั้ง
แต่ตอนนี้นางเริ่มตระหนักว่า ทุกอย่างไม่สามารถเป็นเหมือนเดิมได้อีกแล้ว
นับตั้งแต่เขากลายร่างเป็นมนุษย์
ในตอนนี้ อวี๋หงหลานมองเห็นความสับสนของศิษย์น้องหญิงเล็ก นางจึงก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แล้วจับมือของเยี่ยหลิงหลง จากนั้นก็พูดกับนางอย่างจริงจังว่า
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก ศิษย์หญิงพี่ใหญ่เคยผ่านเรื่องแบบนี้มาก่อน เจ้าฟังข้าก่อนเถิด ที่จริง..."
อย่างไรก็ตามอวี๋หงหลานยังพูดไม่ทันจบ วินาทีถัดมา นางก็หายตัวไปจากที่เดิมทันที
การหายตัวไปอย่างกะทันหันนี้ ทำให้ทุกคนตะลึงไปชั่วขณะ
ราวกับว่าบรรยากาศที่กำลังเข้มข้น ถูกตัดขาดลงในทันที
ในขณะที่ทุกคนกำลังงุนงง และสับสนเยี่ย หลิงหลงฉวยโอกาสเอ่ยขึ้น
"หรือว่าจะถึงคราวของศิษย์พี่หญิงใหญ่ประลองแล้ว พวกเราดูการประลองให้จบก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง ข้าว่าศิษย์พี่หญิงใหญ่สำคัญกว่านะเจ้าคะ"
ช่างเถอะ ตอนนี้พูดไปก็ไร้ประโยชน์ คนผู้นั้นยังอยู่ข้างนอก ต้องออกไปจัดการเขาก่อน!
ทุกคนจึงพยักหน้าเห็นด้วย แล้วแยกย้ายกลับไปนั่งที่เดิม
ในตอนนั้น จู่ๆหนิงหมิงเฉิงก็เอ่ยปากขึ้นมา
"ในเมื่อทุกคนตกลงกันแล้วว่าจะออกไปสังหารเขา ข้าก็วางใจได้เสียที! ขอเพียงไม่มีเขาอยู่ ภาพที่ข้าเห็นก็จะไม่มีวันเกิดขึ้น!"
คำพูดนี้ ได้รับการยอมรับจากทุกคนเป็นเอกฉันท์แล้ว ทุกคนพยักหน้าตอบรับแล้วทยอยกันนั่งลง
ในตอนนั้น ต้วนซิงเหอที่อยู่ไม่ไกลเห็นภาพนี้ถึงกับตะลึงงันไปทันที
ไม่จริงกระมัง? เมื่อครู่ยังโกรธแค้นอยู่เลย แต่ไม่ทันไรก็ไม่ลงมือแล้วหรือ?
ทุกอย่างจบลงแค่นี้เนี่ยนะ?
แล้วทุกคนยังสามารถนั่งดูการประลองด้วยกันอย่างสงบได้? ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกรึ?
สำนักชิงเสวียนนี่ วิเศษขนาดนั้นเลยหรือ?
ต้วนซิงเหอเดินกลับไปท่ามกลางพวกเขาด้วยความไม่สบอารมณ์ เขาตั้งใจจะนั่งข้างน้องสาวเพื่อถามเรื่องราว
แต่พอเขาจะเดินเข้าไป จี้จื่อจั๋วและลู่ไป๋เวยที่อยู่ข้างๆ ก็รีบขยับที่นั่งไปทันที ปิดช่องว่างสุดท้ายข้างศิษย์น้องหญิงเล็กจนสนิท
เขายังไม่ทันได้พูดอะไร กู้หลินเยวียนก็หันมามองเขาด้วยสายตาตักเตือน!
‘เดี๋ยวนะ เขาเป็นอะไรไป หรือว่าข้าทำอะไรผิดหรือ?!’
ต้วนซิงเหอรู้สึกว่าตัวเองช่างน่าสงสารเหลือเกิน!
"พี่ต้วน ข้างข้ามีที่ว่าง นั่งตรงนี้เถอะ"
หนิงหมิงเฉิงชี้ไปยังตำแหน่งที่อยู่ริมขอบ ต้วนซิงเหอถอนหายใจแล้วนั่งลงอย่างจำใจ
เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ความเคลื่อนไหวบนลานประลองดึงดูดความสนใจของเขาไปเสียก่อน
เขาเงยหน้าขึ้นมอง เห็นคนที่น่าสงสารยิ่งกว่าตัวเขาเสียอีก
อวี๋หงหลานดูเหมือนจะขึ้นลานประลองด้วยความโกรธที่อัดอั้นอยู่เต็มอก
นางเริ่มต้นการต่อสู้ด้วยความรุนแรงและคลุ้มคลั่งอย่างยิ่ง ราวกับเจอศัตรูที่ไม่อาจอยู่ร่วมฟ้าเดียวกันได้
ต้วนซิงเหอเห็นเช่นนั้นก็พลันหัวเราะออกมา ปรับท่านั่งเล็กน้อย แล้วนั่งชมจี้ฮ่าวคงที่กำลังโดนทุบตีด้วยสีหน้างุนงงอย่างเต็มที่!
จบตอน
Comments
Post a Comment