บทที่ 971: ศิษย์น้องหญิงเล็กของพวกเจ้าปกติจริงหรือ?
พวกเขาเพิ่งวิ่งออกมา ก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังวิ่งมาทางนี้ด้วยเช่นกัน เห็นชุดประจำสำนักที่เหมือนกัน ก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นศิษย์จากสำนักแปรเมฆา!
ดูเหมือนหรงซิวจู๋กับนางจะคิดเหมือนกัน ทั้งสองต่างก็คิดว่าจุดฟื้นคืนชีพและเขตปลอดศึกเป็นพื้นที่ปลอดภัย
"สำนักแปรเมฆา!"
"ไม่ใช่แค่นั้น! เร็ว! ดูทางนั้น!! สำนักอัคคีแดงก็มาด้วย!!!"
พอได้ยินชื่อสำนักอัคคีแดง ต้วนซิงเหอไม่รอให้ใครเร่ง เขารีบคว้าโทรโข่งขึ้นมาตะโกนไปทางนั้นทันที
"จุดฟื้นคืนชีพแตกแล้ว ไม่มีผู้ใดรอดชีวิตทั้งสิ้น! อันตรายกำลังมาถึง รีบหันหลังวิ่งไปทางเขตแดนที่อยู่ชายขอบเร็วเข้า!"
"เซียวเจิ้งหยาง รีบพาศิษย์สำนักอัคคีแดงมารวมตัวกับพวกข้าเร็ว! พวกข้ามีวิธีรับมือกับหนวดพวกนี้!"
เมื่อได้ยินเสียงตะโกนของต้วนซิงเหอ เซียวเจิ้งหยางก็รีบพาศิษย์ของสำนักอัคคีแดง วิ่งมาทางสำนักชิงเสวียนทันที คนที่มาถึงก่อนเขาคือหรงซิวจู๋แห่งสำนักแปรเมฆา
"พวกเจ้ามีวิธีจริงๆหรือ?" หรงซิวจู๋ถาม
"นี่เป็นเพียงวิธีชั่วคราวเท่านั้นเอง แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ หากแยกกันก็เท่ากับความตายมิใช่หรือ? มีเพียงการรวมกันเท่านั้น จึงจะมีโอกาสฝ่าวงล้อมไปได้!"
เยี่ยหลิงหลงตอบ
"แม้ว่าข้าจะไม่รู้จักพวกเจ้า แต่ต้วนซิงเหอจะเลวร้ายเพียงใดก็คงไม่ทำร้ายคนร่วมสำนักหรอก เดี๋ยวข้าจะไปกับพวกเจ้าเอง" เซียวเจิ้งหยางกล่าว
"นับข้าเข้าไปด้วย!" หรงซิวจู๋ร้องบอก
"ตามให้ทันเถิด!"
เยี่ยหลิงหลงพูดจบ ก็ล้วงเอาอสูรออกมาโยนไปทางหนวดที่อยู่เบื้องหน้า
เมื่อโยนไปแล้ว หนวดเบื้องหน้าก็เริ่มดูดซับอสูรอย่างบ้าคลั่ง หลังจากดูดซับเสร็จ หนวดชิ้นนั้นก็เข้าสู่ช่วงหลับไหลทันที
เยี่ยหลิงหลงนำกลุ่มที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ วิ่งอย่างรวดเร็วมุ่งหน้าไปยังพื้นที่ชายขอบ
ระหว่างทางเดินกลับ นางพบว่าหนวดที่เคยให้อาหารก่อนหน้านี้ล้วนตื่นขึ้นมาแล้ว เป็นไปตามคาด ช่วงการหลับของพวกมันสั้นมาก
สั้นจนเดินผ่านครั้งหนึ่งก็ต้องให้อาหารหนึ่งครั้ง
แม้ว่านางจะมีอสูรสำรองไว้ไม่น้อย แต่นางก็ไม่อาจทนต่อการสิ้นเปลืองเช่นนี้ไปเรื่อยๆได้
ในเวลานี้ ศิษย์สำนักชิงเสวียนเริ่มสอบถามคนอื่น ว่ามีอสูรติดตัวมาบ้างหรือไม่?
ผลปรากฏว่าเก็บรวบรวมอยู่นาน จากคนกว่าสองร้อยคน ก็รวบรวมได้เพียงสิบกว่าตัวเท่านั้น จำนวนนี้ยังน้อยกว่าที่เยี่ยหลิงหลงคนเดียวสำรองไว้เสียอีก
"ข้าไม่มีแล้วจริงๆ ! ใครจะพกพาอสูรติดตัวมากมายขนาดนั้นกันเล่า? แหวนมิติของข้ามีข้อจำกัดในการเก็บสิ่งมีชีวิต พวกที่ตายแล้วเก็บง่าย แต่การเลี้ยงสิ่งมีชีวิตไว้ข้างในนั้น อาจจะยากเกินไปนะ!" เซียวเจิ้งหยางขมวดคิ้วกล่าว
"ก็จริง! ศิษย์น้องหญิงเล็กเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากจริงๆ !"
"พวกเจ้าถ่อมตัวเกินไปแล้ว นางไม่ใช่แค่อัจฉริยะที่หายาก ทั่วทั้งภพบนนี้มีเยี่ยหลิงหลงเพียงคนเดียวเท่านั้น" เซียวเจิ้งหยางกล่าว
"ศิษย์น้องหญิงเล็กของเจ้าไม่ปกติหรือไร?" หรงซิวจู๋ถอนหายใจพลางกล่าว
"การเลี้ยงสิ่งมีชีวิตต้องใช้พื้นที่ การเปิดมิติพื้นที่ไม่ใช่เรื่องยาก แต่การสร้างพื้นที่ที่สามารถพกพาไปไหนมาไหนได้นั้น มันเป็นเรื่องเพ้อฝันชัดๆ! ทั้งยาก ทั้งต้นทุนสูง ค่าใช้จ่ายมากเกินไป คนปกติที่ไหนจะทำเรื่องแบบนี้กัน !"
"เดี๋ยวก่อน เจ้ากำลังเหน็บแนมว่าศิษย์น้องหญิงเล็กไม่ปกติใช่หรือไม่?"
"ไม่เกี่ยวกับการเหน็บแนม ลองถามใจตัวเองดู ศิษย์น้องหญิงเล็กของพวกเจ้าปกติจริงๆหรือ?" หรงซิวจู๋ย้อนถาม
......
ไม่รู้จะตอบอย่างไร แต่คำว่า 'ปกติ' นั้น ดูเหมือนว่าจะพูดออกมาไม่ได้จริงๆ
ไม่นานนัก ระหว่างทางที่พวกเขากำลังหลบหนี สำนักสวรรค์ลิขิตก็เข้าร่วมด้วย พอเข้ามาก็ถูกค้นอสูรที่มีชีวิต
สุดท้ายค้นได้แค่ห้าตัวเท่านั้น
"คนปกติชักจะมากเกินไปแล้ว" หรงซิวจู๋กล่าวอย่างปวดร้าวใจ "ไม่มีคนไม่ปกติบ้างหรือไร?"
"สมองเจ้าพังไปแล้วหรือ?" จี้ฮ่าวคงกระตุกมุมปาก
หลังจากสำนักสวรรค์ลิขิตเข้าร่วมแล้ว เยี่ยหลิงหลงก็อ้อมเส้นทางไปรับสำนักวายุเหินสำนักจันทราพิฆาตและสำนักหทัยคราม
ระหว่างทางยังเก็บศิษย์สำนักหยวนอู่ที่รอดชีวิตมาได้อีกไม่กี่คน
รวมถึงศิษย์จากดินแดนต่างๆ ที่ยังเอาชีวิตรอดมาได้อย่างยากลำบาก
คนนับร้อยพากันวิ่งอย่างบ้าคลั่งมุ่งหน้าไปยังขอบของต้นอู๋โยวทันที
บางทีอาจเป็นเพราะเลือกทิศทางได้ดี หรืออาจเป็นเพราะกลัวตายจึงวิ่งเร็ว เมื่อเข้าใกล้ขอบ พวกเขาก็เข้าสู่พื้นที่ที่ยังไม่มีหนวดปรากฏได้ในที่สุด
แต่พวกเขาไม่กล้าหยุด เพราะตลอดทางที่วิ่งมา พวกเขาเห็นหนวดกำลังแผ่ขยายไปยังส่วนที่เป็นขอบๆของดินแดนลับ
เพียงแต่ยิ่งห่างจากจุดศูนย์กลางมากเท่าไร ความหนาแน่นของหนวดก็ลดลงมาก ความเร็วในการปรากฏตัวก็ช้าลงไม่น้อย
พวกเขาจึงถือว่าปลอดภัยชั่วคราวแล้ว
บริเวณขอบที่พวกเขาอยู่ตอนนี้ มีภูเขาซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ เทือกเขาทอดยาว นับเป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การซ่อนตัวอย่างยิ่ง
"ต่อจากนี้จะทำอย่างไรดี การนั่งรอความตายย่อมไม่ใช่ทางออก หนวดพวกนั้นต้องแผ่มาถึงที่นี่ในไม่ช้าแน่นอน"
คนที่ถามคำถามนี้คือเซียวเจิ้งหยาง และขณะที่เขาถาม สายตาก็จับจ้องไปที่เยี่ยหลิงหลง
คนอื่นๆเห็นดังนั้นก็พากันอึ้งไปชั่วขณะ
เซียวเจิ้งหยางเป็นศิษย์สายตรงของสำนักอัคคีแดง ยามคับขันเช่นนี้ เหตุใดเขาจึงไปขอความเห็นจากผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะขั้นต่ำเช่นนั้นเล่า?
แม้ว่าเยี่ยหลิงหลงจะแสดงความสามารถไม่ธรรมดาบนลานประลองก็จริง แต่ไม่ว่าอย่างไร ก็ไม่ควรถึงขั้นต้องถามความเห็นนางสิ
สำนักชิงเสวียนของพวกเขาก็มีพี่ใหญ่อยู่มิใช่หรือ?
ขณะที่ทุกคนกำลังสงสัยงุนงง หรงซิวจู๋ก็เอ่ยขึ้นว่า "มองอะไรกัน? ข้าถามนางนั่นแหละเยี่ยหลิงหลง หรือว่าพวกเจ้าอย่าบอกนะ ว่าพอมาถึงที่ปลอดภัยก็ลืมไปแล้วว่าใครเป็นคนนำทางพวกเจ้าหนีรอดมา?"
จี้ฮ่าวคงขมวดคิ้วแน่น ตามหลักการแล้วเรื่องสำคัญเช่นนี้ควรให้ศิษย์สายตรงทั้งหกคนร่วมกันปรึกษาหาข้อสรุป
"ข้าฟังคำอาจารย์ของข้า" เส้าจ่างคุนยืนเข้าข้างเยี่ยหลิงหลงโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
"ข้าไม่มีความเห็นขัดแย้ง" สำนักจันทราพิฆาตมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสำนักชิงเสวียนมาโดยตลอด ดังนั้นฉู่เชียนฟานจึงไม่คัดค้านเรื่องที่เห็นตรงหน้า
ตอนนี้ เหลือเพียงซุนจินเหยาจากสำนักหทัยครามและจี้ฮ่าวคงจากสำนักสวรรค์ลิขิตเท่านั้น
"ในเมื่อทุกคนเชื่อใจนาง ข้าก็เชื่อด้วย พวกเราจากสำนักหทัยครามจะไม่สร้างความวุ่นวายในยามนี้แน่นอน"
ดังที่ซุนจินเหยาได้กล่าวไว้ ศิษย์ของสำนักหทัยครามไม่ได้สร้างความวุ่นวายใดๆ ไม่เพียงแต่ไม่สร้างปัญหา พวกเขายังช่วยรักษาอาการบาดเจ็บของผู้อื่น ทันทีที่มีโอกาส ด้วย
เขาเขามีจิตใจของแพทย์ และคำนึงถึงภาพรวมเป็นสำคัญจริงๆ!
"เจ้าจงบอกมาเถิดว่าต่อจากนี้พวกเราควรทำเช่นไร?" จี้ฮ่าวคงถาม
เยี่ยหลิงหลงกล่าวว่า "เหตุที่ข้ารวบรวมทุกคนไว้ด้วยกัน เพราะการอยู่รวมกันจะมีโอกาสรอดชีวิตมากกว่าต่างหาก"
ในยามนี้ เยี่ยหลิงหลงไม่มีเวลามานั่งรักษามารยาทอีกต่อไป เมื่อเผชิญหน้ากับความเป็นความตาย จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกคน
"ไม่ว่าหนวดจะแข็งแกร่งเพียงใด ก็ไม่ใช่ว่าจะไร้พ่าย เมื่อพวกเรามีจำนวนมากและแข็งแกร่ง ย่อมมีโอกาสต่อกรกับมันได้แน่นอน"
"ข้าจะสร้างค่ายกลขึ้นที่นี่ เพื่อปกป้องทุกคน แต่การสร้างค่ายกลต้องใช้เวลาและวัสดุจำนวนมาก"
"ดังนั้นสิ่งที่พวกเจ้าต้องทำคือถ่วงเวลา และจัดหาวัสดุให้ข้า"
และหลังจากที่เยี่ยหลิงหลงพูดจบ พวกเขาต่างก็ลังเลไปชั่วขณะ
การถ่วงเวลาให้นาง หมายถึงพวกเขาต้องออกไปต้านทานหนวดที่กำลังจะปรากฏตัวอย่างนั้นหรือ?
การจัดหาวัสดุให้นาง หมายถึงพวกเขาต้องส่งมอบทรัพยากรทั้งหมดให้อยู่ในมือของนาง
ทั้งเงินและชีวิต พวกเขาต้องทุ่มให้ทั้งหมด
แต่ถ้าสุดท้ายแล้ว เยี่ยหลิงหลงเพียงแค่ใช้พวกเขาเป็นแพะรับบาปเท่านั้นเอง
เยี่ยหลิงหลงขมวดคิ้วพลางกล่าวว่า "ข้ารู้ถึงความกังวลของพวกเจ้า พวกเจ้าอาจไม่รู้แม้กระทั่งชื่อของข้า แต่ต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญเช่นนี้ ข้ารู้ว่ามันคงยากลำบากจริงๆ แต่ว่า..."
เส้าจ่างคุนได้ยินเช่นนั้นก็ก้าวออกมาอย่างมั่นคงพลางกล่าว "ไม่ยากลำบากหรอก ข้าเห็นด้วยกันเจ้าทั้งหมด"
ฉู่เชียนฟานก็ก้าวออกมาเช่นกัน เขากล่าวว่า "สำนักจันทราพิฆาตเชื่อใจสำนักชิงเสวียน"
"พวกข้าไม่มีทางรอดแล้ว ถึงแม้พวกท่านจะหลอกลวงจริง หากพวกข้าตกลง ก็ตาย ไม่ตกลง ก็แค่ตายช้าลง ถึงอย่างไรมันก็ไม่ต่างกันมากนัก"
ซุนจินเหยาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว "สำนักชิงเสวียนมีบุญคุณต่อศิษย์สำนักหทัยครามพวกข้าขอเลือกที่จะเชื่อใจเจ้า"
จากหกสำนักใหญ่ สามสำนักได้ตอบตกลงแล้ว ตอนนี้เหลือเพียงสามสำนักที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้น
บทที่ 972: ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องมีชีวิตอยู่กันเลยดีหรือไม่?
หลังจากที่จี้ฮ่าวคง หรงซิวจู๋ และเซียวเจิ้งหยาง สบตากันหลายครั้ง เซียวเจิ้งหยางก็ก้าวออกมา
"แค่เห็นศิษย์น้องที่โง่เง่าของข้า คบหากับพวกเขามานานขนาดนั้น แต่เขายังไม่ถูกฆ่าเพื่อเก็บเกี่ยวปราณวิญญาณ ข้าเองก็ขอเสี่ยงดูสักตั้ง"
ตอนนี้สถานการณ์กลายเป็นสี่ต่อสองไปทันทัน
"เรื่องความเป็นความตายล้วนอยู่ที่โชคชะตา ยศถาบรรดาศักดิ์ก็อยู่ที่ฟ้าลิขิต อย่างไรเสีย ถ้าข้าสำนักแปรเมฆาหนีไปคนเดียว ก็คงอยู่ได้ไม่นาน นอกเสียจาก..."
หรงซิวจู๋มองไปทางจี้ฮ่าวคง จากนั้นก็ยิ้มอย่างมีเลศนัย
"นอกเสียจากว่าศิษย์พี่จี้จะรับปากว่าจะคุ้มครองข้า ข้าก็จะยอมหนีตามศิษย์พี่จี้ไป"
จี้ฮ่าวคงกระตุกมุมปากทันที เขาขมวดคิ้วแล้วขยับถอยห่างออกไปอย่างรังเกียจ
"ใครจะอยากหนีไปกับเจ้ากัน เป็นบ้าหรืออย่างไร?"
"เจ้าก็จะไม่ไปเช่นกันสินะ?"
"ข้าเคยบอกสักคำหรือว่าจะไป?"
จี้ฮ่าวคงจ้องหน้าหรงซิวจู๋อย่างดุดัน ก่อนจะเปลี่ยนไปยืนอีกที่หนึ่ง
"ยามวิกฤตเช่นนี้ พวกเราควรร่วมแรงร่วมใจกันเพื่อเอาชีวิตรอด สำนักสวรรค์ลิขิตไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไรในเวลาเช่นนี้ และในเมื่อทุกคนเชื่อใจเจ้า ก็ทำตามที่เจ้าว่าเถิด"
เมื่อจี้ฮ่าวคงตกลง ทุกคนได้ยินเช่นนั้น พวกเขาต่างก็ถอนหายใจด้วยความโล่ง.อกทันที
จนถึงตอนนี้ ก็ยังไม่มีใครคัดค้าน ไม่มีความขัดแย้งภายใน ทั้งยังไม่มีการทะเลาะวิวาทเกิดขึ้นด้วย ทุกอย่างกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ดี
หวังว่าผลลัพธ์จะออกมาดีเช่นกัน
"ถ้าเช่นนั้น ก็ฟังข้าจัดการเถิด"
เยี่ยหลิงหลงไม่ได้ชักช้า นางรีบหยิบกระดาษ และพู่กันของตนเองออกมา แล้วอธิบายแผนการของตนให้ทุกคนฟังอย่างรวดเร็ว
ในขณะที่หนวดยังไม่ได้แผ่ขยายมาถึงที่นี่ ตอนนี้นางต้องสร้างค่ายกลสิบแห่งขึ้นที่นี่ก่อน
ค่ายกลถูกสร้างเป็นรูปทรงกลม ปกคลุมทั้งด้านบนและด้านล่างอย่างสมบูรณ์ เพราะพื้นดินด้านล่างสามารถทะลวงลงไปได้
จากนั้นนางก็รีบกำหนดตำแหน่งทั้งสิบจุดสำหรับวางค่ายกล แล้วรีบทำรายการวัสดุที่จำเป็นต้องใช้มากมาย
หลังจากทำรายการเสร็จ นางยังจัดพื้นที่พักผ่อนให้ทุกคน เพื่อที่พวกเขาจะได้ต่อต้านหนวดได้ทันที เมื่อมันปรากฏตัวขึ้น
และหลังจากที่นางเริ่มจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เยี่ยหลิงหลงก็ขอความช่วยเหลือจากนักวาดยันต์สำนักต่างๆ
ในหกสำนักใหญ่ แต่ละสำนักล้วนมีนักวาดยันต์ แต่ที่มีมากที่สุดคือสำนักหทัยคราม
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น ทุกคนก็รีบไปปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายโดยทันที
เยี่ยหลิงหลงนำผู้คนไปวางค่ายกลตามจุดที่นางกำหนดไว้
ด้วยกำลังคนมากมาย เยี่ยหลิงหลงจึงวางค่ายกลแรกได้อย่างรวดเร็ว แต่เพราะเวลากระชั้นชิดเหลือเกินนางจึงต้องเร่งร้อนรีบลงมือต่อทันที
ขณะที่นางกำลังจะเริ่มวางค่ายกลที่สอง นางได้ยินเสียงหินภูเขาแตกสลายดังมาจากด้านนอกนั้น!
หนวดพวกนั้นได้แผ่ขยายมาถึงแล้ว!
ในชั่วขณะนั้น พื้นดินสั่นสะเทือนราวกับร่ำไห้ครวญคราง ภูเขาส่งเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด
ใบหน้าของทุกคนรอบกายนางซีดขาวด้วยความหวาดกลัว
"อย่าตื่นตระหนก จงตั้งสมาธิให้ดี เราต้องเดินตามจังหวะต่อไป พวกเขาเชื่อมั่นในพวกเรา พวกเราก็ต้องเชื่อมั่นในพวกเขาด้วย"
น้ำเสียงอันสงบนิ่งของเยี่ยหลิงหลงนี้ ทำให้พวกนัดวาดยันต์ที่ไม่เคยเผชิญเหตุการณ์ใหญ่โตเช่นนี้มาก่อน รู้สึกสบายใจขึ้นบ้าง
เมื่อเห็นนางเริ่มสร้างค่ายกลที่สองแล้ว คนอื่นๆก็ไม่มีเวลามาหวาดกลัวอีก พวกเขาต่างก็รีบรวบรวมสติแล้วทุ่มเทสมาธิทั้งหมดให้กับการวางค่ายกลใหม่ทันที
ระหว่างการวางค่ายกลนั้น เสียงระเบิด เสียงต่อสู้ และเสียงครวญครางจากภายนอกไม่ได้หยุดลงแม้แต่ชั่วขณะเดียว
แม้แต่เยี่ยหลิงหลงที่มีสมาธิมั่นคงที่สุด ก็ยังยากที่จะไม่หวั่นไหว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงนักวาดยันต์คนอื่นๆ
ทุกคนต่างวางค่ายกลภายใต้สภาพแวดล้อมที่ตึงเครียดและกดดันสูง แต่โชคดีที่ไม่มีใครถ่วงความเร็ว
เมื่อการต่อสู้ระลอกแรกเพิ่งจบลง พวกเขาก็วางค่ายกลจุดที่สองเสร็จแล้ว
หลังจากวางค่ายกลจุดที่สองเสร็จ พวกเขาก็รีบเริ่มวางจุดที่สามทันทีโดยไม่ได้หยุดพัก
ขณะที่กำลังวางจุดที่สามได้ครึ่งทาง จู่ๆก็มีความเคลื่อนไหวดังมาจากอีกทิศทางหนึ่ง หนวดใหม่ได้ปรากฏขึ้นอีกแล้ว!
พวกเขาไม่รู้สถานการณ์การบาดเจ็บและเสียชีวิตที่ด้านหน้า รู้เพียงว่าระหว่างที่พวกเขาต่อสู้อยู่นั้น มีผู้บาดเจ็บถูกส่งเข้ามารักษาในค่ายกลที่พวกเขาวางไว้อย่างต่อเนื่อง
เห็นได้ชัดว่าสถานการณ์การการต่อสู้รุนแรงมาก คนบาดเจ็บไม่น้อย ส่วนคนตาย...
ก็คงไม่น้อยเช่นกัน
แต่พวกเขายังคงต้านทานอยู่ที่แนวหน้า ได้ยินเพียงเสียงต่อสู้อันดุเดือด แต่ไม่ได้ยินว่ามีใครทรยศหนีไปแต่อย่างใด
ผู้คนที่กำลังวางค่ายกลด้านหลัง ไม่มีใครกล้าประมาท หากพวกเขาทำได้เร็วพอ
จำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตก็จะน้อยลงตามไปด้วยเหมือนกัน
เมื่อพวกเขาวางค่ายกลจุดที่สามสำเร็จ หนวดที่สองยังจัดการไม่เสร็จ อาจเรียกได้ว่าความเร็วช้ากว่าหนวดแรกมากนัก
จากสถานการณ์นี้ จะเห็นได้ว่า พวกเขาไม่มีเวลาให้ฝืนทนอีกต่อไปแล้ว
หากมีผู้เสียสละมากเกินไป การวางค่ายกลก็จะไร้ความหมาย
ดังนั้นเมื่อวางค่ายกลจุดที่สามเสร็จ พวกเขาจึงรีบเริ่มจุดที่สี่ทันที
และเมื่อพลังวิญญาณของพวกเขาไม่พอ พวกเขาก็กลืนโอสถเข้าไป ร่างกายไม่สบายก็กลืนโอสถเข้าไปอีก
สรุปคือไม่มีใครกล้าหยุดพักแม้แต่พริบตาเดียว
จนกระทั่งค่ายกลจุดที่สี่ใกล้เสร็จ หนวดที่สองก็ถูกทำลายในที่สุด แนวหน้าจึงสงบลงชั่วขณะ
แนวหน้าได้หยุดพักหายใจ แต่ด้านหลังผู้คนที่กำลังวางค่ายกลยังคงเร่งมือทำงานแข่งกับเวลา
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสวรรค์เมตตาหรืออย่างไร หลังจากหนวดที่สองถูกทำลายไปแล้ว หนวดที่สามก็ไม่ปรากฏขึ้นมาอีกเลย
เวลาผ่านไปนานพอที่พวกเขาสามารถวางกำแพงป้องกันจุดที่สี่ได้สำเร็จ และไม่นานค่ายกลจุดที่ห้าก็ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว
ในตอนนั้นเอง เสียงนกดังขึ้น มันช่างแผ่นเบาแต่ฟังดูแล้วช่างคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด เสียงนั้นได้เข้ามาในโสตประสาทของเยี่ยหลิงหลง
นางเงยหน้าขึ้นทันที เห็นเพียงขนหางสีฟ้า ที่หายวับไปอย่างรวดเร็วบนท้องฟ้าเหนือป่าที่อยู่ห่างออกไป
ในขณะนั้น มือที่กำลังวางกำแพงป้องกันของนางสั่นเทาอย่างรุนแรง ความรู้สึกสิ้นหวังที่ยากจะบรรยาย แผ่ซ่านไปทั่วหัวใจของนางทันที
คนผู้นั้นกำลังมอง! จนถึงตอนนี้ คนผู้นั้นก็ยังคงจับตาดูพวกเขาอยู่!
คนผู้นั้นถึงขั้นพร้อมที่จะลงมือ แทรกแซง และโจมตีอย่างรุนแรงได้ทุกเมื่อ!
ตราบใดที่พวกนางยังไม่ตาย ก็จะถูกทรมานจนถึงที่สุด!
พวกเขาแข็งแกร่ง ต่อสู้ดิ้นรน และพวกเขาก็ไม่มีทางหลุดพ้นจากการควบคุมของคนผู้นั้นได้!
ในเมื่อไม่ให้พวกเขามีชีวิตอยู่ งั้นก็ไม่ต้องมีชีวิตอยู่กันทั้งหมดเลยดีหรือไม่?
หรือไม่ก็ระเบิดที่นี่ทิ้งไปเลย
ตายไปพร้อมกับทุกสิ่ง จากโลกนี้ไปอย่างยิ่งใหญ่!
"ศิษย์น้องหญิงเยี่ย?"
"ศิษย์น้องหญิงเยี่ย!"
คนข้างๆ สังเกตเห็นว่านางกำลังเหม่อลอย จึงเรียกนางหลายครั้ง จนนางได้สติกลับมา
"เจ้ากำลังมองอะไรอยู่?"
เยี่ยหลิงหลงอ้าปากค้าง ยังคิดไม่ออกว่าจะตอบอย่างไร จู่ๆนางก็เห็นลู่ไป๋เวยอุ้มผลไม้และน้ำค้างหยกมากมายวิ่งเข้ามา
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก รีบมากินผลไม้เถอะ! พวกเจ้าทำงานยุ่งมาตลอดไม่ได้หยุดพักเลย อย่าใช้พลังจนหมดตัวเชียว แบบนั้นจะทำให้ร่างกายบาดเจ็บนะ!"
"ศิษย์พี่หญิงห้า มือของท่าน..."
"เจ้าวางใจเถิด แค่บาดแผลเล็กน้อย ข้ายังไม่ได้เริ่มฝึกวิชา ไม่มีพลังต่อสู้ ก็แค่อยู่ด้านหลังทำสนามเสริมพลังให้พวกเขา จึงไม่มีอันตรายอะไร"
ลู่ไป๋เวยยัดผลไม้เข้าปากเยี่ยหลิงหลง
"มือเจ้าคงเหนื่อยมากแล้ว มาให้ข้าป้อนให้ เจ้าวางใจได้ หลังจากออกไปแล้ว ข้าจะไม่ขี้เกียจอีกแน่นอน ถึงตอนนั้นข้าจะตั้งใจฝึกฝนแน่นอน จะไม่เป็นตัวถ่วงของพวกเจ้าอีกแล้ว"
เยี่ยหลิงหลงเคี้ยวผลไม้ในปากจนละเอียด น้ำหวานใสๆไหลเข้าปาก ปราณวิญญาณเข้มข้นเติมเต็มร่างกายที่แห้งผาก นางรู้สึกสบายมากจริงๆ
"ใครบอกว่าท่านเป็นตัวถ่วงกัน? ไม่มีเรื่องแบบนั้นหรอก! การที่ท่านเรียนวิชาใหม่ นั่นเรียกว่าเสริมพลังให้แข็งแกร่งขึ้นต่างหาก"
เยี่ยหลิงหลงหัวเราะเบาๆ
"วางใจเถิด จนถึงตอนนั้น ข้าจะพาพวกเจ้าออกไปจากที่นี่ให้ได้"
เยี่ยหลิงหลงเอ่ยจบก็เหลือบมองไปยังทิศทางที่วิหควิญญาณสีฟ้าหายตัวไป
ความวุ่นวายในใจที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความสงบนิ่งอย่างที่สุด
นางไม่มีทางยอมตายไปพร้อมกับศัตรูเด็ดขาด
คนที่สมควรตายไม่ใช่นาง แล้วเหตุใดนางต้องตายด้วยเล่า?
ไม่เพียงแค่นางที่ไม่ควรตาย แต่พี่ร่วมสำนักทั้งชายและหญิงของนางก็ไม่ควรตายเช่นกัน!
ทุกคนต่างก็ทนทุกข์ทรมานมานานแสนนาน ต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรคมากมาย ล้วนแล้วก็เพราะไม่อยากก้มหัวให้ใครนั่นเอง!
คนที่ควรก้มหัว คือพวกที่ทำผิดต่อพวกนางต่างหาก!
บทที่ 973: กลยุทธ์สำเร็จแล้ว! ความหวังปรากฏขึ้นแล้ว!
"ค่ายกลจุดที่ห้านี้ใกล้จะเสร็จแล้ว ศิษย์พี่หญิงห้า ท่านไปบอกพวกเขาอย่าให้กระจัดกระจายอยู่ข้างนอก ให้ทุกคนรีบเข้าไปรออยู่ในค่ายกลเถิดเจ้าค่ะ หากมีความเคลื่อนไหวใดๆก็ให้รีบเข้าไปทันที อย่าได้ลังเลเด็ดขาด!"
ลู่ไป๋เวยที่กำลังแทะผลไม้อยู่ชะงักไปครู่หนึ่ง
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก นี่เพิ่งทำได้แค่ห้าจุดเองนะ แผนของเจ้า คือจะทำสิบจุดมิใช่หรือ?"
"ไม่มีเวลาแล้ว จงฟังข้า แล้วรีบไปเถอะเจ้าค่ะ"
พอลู่ไป๋เวยได้ยินเช่นนั้นก็รีบวิ่งไปแจ้งผู้คนที่กำลังพักผ่อนอยู่ทันที
แม้ทุกคนจะไม่เข้าใจ ว่าเหตุใดตอนนี้ ทั้งที่ทุกอย่างล้วนสงบราบคาบ แต่กลับต้องรีบร้อนเช่นนี้ แต่ด้วยการนำของสำนักชิงเสวียน ผู้ที่ยังคงสงสัยก็ละทิ้งความสงสัยไปอย่างรวดเร็ว ทุกคนว่าง่าย รีบวิ่งเข้าไปในค่ายกลที่วางไว้แล้วทันที
เมื่อเยี่ยหลิงหลงจัดวางค่ายกลที่ห้าเสร็จสิ้น คนอื่นๆก็ได้แบ่งจำนวนคนเข้าไปในแต่ละค่ายกลอย่างเท่าๆกันแล้ว เหลือเพียงแค่พวกเขาที่ยังไม่ได้เข้าไปในค่ายกลที่ห้านี้
แต่เดิมออกแบบไว้สิบจุด ในสถานการณ์ที่มีคนไม่ถึงพันคน พวกเขาจะได้ประมาณด่านละไม่ถึงร้อยคน
ซึ่งก็ถือว่าไม่แออัดเท่าใดนัก
ตอนนี้ เวลากระชั้นชิด ทำได้เพียงบีบอัดคนเกือบสองร้อยคนเข้าไปในค่ายกลแต่ละอัน แม้ว่ามันจะแออัดไปบ้าง แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว
ทันทีที่ค่ายกลที่ห้าถูกสร้างเสร็จ และทุกคนเข้าไปอย่างเป็นระเบียบแล้ว จู่ๆพื้นดินเบื้องหน้าก็ส่งเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ภูเขาแยกออกอย่างรวดเร็ว หนวดยักษ์ขนาดมหึมาพุ่งทะลุพื้นดินขึ้นมาทันที!
มันยังไม่ทันโผล่ขึ้นมาหมด เสียงกึกก้องก็ดังขึ้นจากด้านข้าง เห็นหนวดอีกเส้นหนึ่งปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว และทำลายภูเขาต้นไม้ทั้งหมดจนย่อยยับ
ในตอนนั้น หนึ่งในค่ายกลดันอยู่เหนือหนวดพอดี เมื่อมันพุ่งขึ้นมา ค่ายกลก็ถูกเหวี่ยงขึ้นไปอย่างรุนแรง
ผู้คนในค่ายกลนั้น ต่างก็ถูกเหวี่ยงไปพร้อมกัน แต่โชคดีที่ค่ายกลแข็งแรงมาก การเหวี่ยงครั้งนี้จึงไม่ทำให้มีผู้บาดเจ็บ
ด้วยความพยายามของทุกคน พวกเขาต่างก็สามารถควบคุมค่ายกลได้ หลังจากถูกเหวี่ยงออกไป พวกเขาก็รีบทำให้มันทรงตัวได้ จึงไม่ได้ตกลงกระแทกพื้นโดยตรง
แต่ค่อยๆร่อนลงบนเนินเขาแทน
เมื่อเห็นภาพนั้น ผู้คนในค่ายกลอีกสี่แห่ง ต่างถอนหายใจด้วยความโล่ง.อกทันที
เวลาและความพยายามมากมายที่ทุ่มเทไปกับการสร้างค่ายกลนั้น ในที่สุดก็ไม่สูญเปล่า!
แต่พวกเขายังไม่ทันได้โล่งใจกันหมด เสียงกึกก้องจากเบื้องล่างก็ดังขึ้นอีกครั้ง
หนวดเส้นที่สามก็ปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว!
แต่นี่ยังไม่จบ เพราะเสียงคำรามยังคงดังต่อเนื่อง ไม่นานหนวดเส้นที่สี่และห้าก็ปรากฏขึ้นตามมา
หนวดทั้งห้าเส้นนี้อาละวาดอยู่เหนือพื้นที่ของพวกเขา มันคลั่ง กระหน่ำฟาดพื้น ทำลายผืนปฐพีในบริเวณนี้ ทุบทำลายภูเขา ไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น
เราวกับว่ามันจะทำลายทุกอย่างให้หมดไป
"เกิดอะไรขึ้น ? ที่นี่ไม่ใช่จุดศูนย์กลางการฟื้นคืนชีพ แต่เหตุใดจึงมีหนวดอสูรออกมาหนาแน่นขนาดนี้? ทั้งยังปรากฏขึ้นพร้อมกันอีก!"
"ใช่! มันผิดปกติเกินไปแล้ว! นอกจากพื้นที่ของพวกเรา ดูเหมือนว่าจะไม่มีเหตุการณ์แบบนี้ปรากฏขึ้นที่อื่นเลย ข้ารู้สึกว่าพวกมันเหมือนจงใจมาโจมตีพวกเราโดยเฉพาะ!"
"โชคดีที่พวกเราเข้ามาในค่ายกลก่อน ถ้าตอนนี้ยังพักผ่อนอยู่ข้างนอก ไม่รู้ว่าจะมีคนรอดชีวิตอยู่สักกี่คน!"
ค่ายกลช่วยปิดกั้นกลิ่นอายของคนเป็น พวกหนวดอสูรจึงไม่สามารถค้นพบผู้คนในค่ายกลได้ ตอนแรกๆพวกมันเพียงฟาดไปมาอย่างไร้จุดหมาย จนกระทั่งหนวดเส้นหนึ่งค้นพบว่ามีบางสิ่งที่มันฟาดไม่แตก
ดังนั้น หนวดยักษ์เส้นนั้นจึงยกตัวสูงขึ้น แล้วฟาดลงมาที่ค่ายกลที่มันค้นพบอย่างรุนแรงอีกครั้ง
ภาพเหตุการณ์นี้ ยิ่งทำให้ทุกคนตกใจกลัวไปใหญ่
ก่อนหน้านี้ พวกมันแค่ทำลายภูเขาและพื้นดิน และถึงแม้ว่าค่ายกลจะถูกปัดกระเด็นไปตลอด แต่ก็แค่กระเด็นไปเท่านั้น แต่ตอนนี้หนวดของมันกำลังทุ่มแรงทั้งหมด พยายามโจมตีลงมาจากด้านบน!
หากว่าค่ายกลนี้รับไม่อยู่ แตกร้าวขึ้นมา พวกเขาทั้งหมดก็จะต้องตายที่นี่อย่างแน่นอน!
ในตอนนี้ ศิษย์น้องที่อยู่ในค่ายกลรีบจัดการให้ทุกคนร่วมกันหมุนเวียนพลังวิญญาณเข้าสู่ค่ายกล ใช้พลังของทุกคนร่วมกันปกป้องค่ายกลนี้เอาไว้!
ไม่นานก็มีเสียงดัง "โครม" ดังสนั่น
หนวดเส้นนั้นได้ฟาดลงบนค่ายกลอย่างจัง!
ในขณะนั้น ผู้คนในค่ายกลอีกสี่ด้านที่เห็นภาพนี้ ต่างก็กลั้นหายใจ หัวใจของพวกเขาเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น!
พวกเขาเห็นเพียงใต้หนวดนั้น ค่ายกลเปล่งแสงสีทอง อักขระที่ซับซ้อนสว่างจ้า
พร้อมกับพลังของทุกคนที่เสริมเข้ามา มันยิ่งปรากฏชัดเจนเป็นพิเศษ
"ต้านไว้ได้แล้ว!"
"ค่ายกลป้องกันต้านทานได้แล้ว! พวกเขาต้านทานได้แล้ว!"
ผู้คนในค่ายกลป้องกันนั้นยังคงทุ่มเทสุดกำลังไม่กล้าผ่อนคลายแม่แต่น้อย ส่วนคนในค่ายกลป้องกันอีกสี่ด้าน เริ่มโห่ร้องด้วยความยินดี
ท่ามกลางเสียงกึกก้องของพื้นดินที่แตกละเอียด เสียงพืชพรรณที่แหลกสลาย
เสียงก้อนหินที่ร่วงหล่น เสียงโห่ร้องจากทั้งสี่ทิศนั้น ช่างแตกต่าง และทำให้รู้สึกอุ่นใจเป็นพิเศษยิ่งนัก
ดูเหมือนว่าพวกเขาจะต้านเอาไว้ได้แล้ว!
กลยุทธ์ที่ถูกคิดขึ้นมาอย่างฉับพลันนั้น ประสบความสำเร็จ ความหวังปรากฏขึ้นแล้ว
ต่อจากนี้ก็จะมีเวลาและโอกาสมากขึ้น ในการคิดหาวิธีฝ่าวงล้อมออกไป!
หลังจากต้านทานการโจมตีครั้งนี้ได้ จี้ฮ่าวคงที่อยู่ในค่ายกลป้องกันรีบออกคำสั่งให้ทุกคนในค่ายกล ร่วมแรงร่วมใจยกค่ายกลขึ้น เพื่อย้ายไปยังจุดที่ตั้งใหม่เสียเดี๋ยวนั้น
แม้ว่าค่ายกลป้องกันจะรับการโจมตีได้ แต่ก็ไม่อาจถูกโจมตีไปเรื่อยๆได้
ดังนั้นขณะที่พวกเขาลอยขึ้น ค่ายกลป้องกันอีกสี่ด้านก็รีบปฏิบัติตามคำสั่งของผู้นำแต่ละด้านในทันที ทุกคนร่วมแรงร่วมใจ พาค่ายกลลอยหนีการโจมตีของหนวดเหล่านั้นไปทันที
ช่างเป็นภาพที่น่ากลัวเหลือเกิน เกือบจะตายกันหมดแล้ว
หลายครั้งที่พวกเขาตาพร่า ราวกับเห็นยมทูตโบกตะขอไปมาอย่างบ้าคลั่งอยู่นอกค่ายกลป้องกัน
แต่โชคดีที่ทุกคนยังมีชีวิตอยู่จนบัดนี้
หลังจากต้านทานการโจมตีได้สำเร็จ ค่ายกลทั้งห้าก็ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือพื้นที่แห่งนี้พร้อมกัน
เมื่อมองลงมาจากความสูง พวกเขาถึงได้พบว่าทุกอย่างยังคงเป็นปกติ ยกเว้นตำแหน่งที่พวกเขาอยู่เท่านั้น!
และหลังจากที่พวกเขาบินขึ้นสูง ทุกคนก็หลุดพ้นจากความโกลาหล ได้รับความสงบชั่วคราว สามารถหายใจหายคอกันได้สักพัก
หลังจากผ่านเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้นเช่นนั้นไป เส้นประสาทของทุกคนเหมือนจะขาดสะบั้น และเมื่อได้กลับมาผ่อนคลายลงในตอนนี้ ทุกคนก็ค่อยๆหลุดพ้นจากสภาวะจิตใจที่ตื่นเต้นและหวาดกลัว
"ถ้าเรื่องเกิดนในทุกที่ก็ว่าไปอย่าง แต่เหตุใดพวกเราถึงถูกเล็งด้วย?" จี้ฮ่าวคงคิดไม่เข้าใจเรื่องนี้เลยจริงๆ
"สิ่งที่ข้าสงสัยคือ เหตุใดน้องหญิงเยี่ยถึงรู้ล่วงหน้าว่าจะมีอันตราย นางให้พวกเราหลบเข้าไปในค่ายกลก่อน?" หรงซิวจู๋ถาม
"เพราะตอนที่ข้าสร้างค่ายกล ข้ารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ เป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก" เยี่ยหลิงหลงตอบ
"น่าแปลกยิ่งนัก ที่ตอนนั้นน้องหญิงเหม่อลอย ที่แท้นางก็ค้นพบต้นตอของปัญหาแล้ว!" นักวาดยันต์ผู้หนึ่งรีบเสริมขึ้นมาแทนนางทันที
"ช่างเป็นสัมผัสที่เฉียบคมยิ่งนัก น้องหญิง เจ้าช่างเป็นอัจฉริยะเสียจริง!" ซุนจินเหยาเอ่ยชม
"ใช่แล้ว โชคดีที่นางเฉลียวฉลาด ดังนั้นตลอดทางที่ผ่านมา สิ่งที่นางพูดจึงไม่มีผิดพลาดเลยแม้แต่น้อย"
เซียวเจิ้งหยางหันศีรษะไปมองต้วนซิงเหอ นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกอิจฉาศิษย์น้องที่ไม่ชอบเข้าสังคมผู้นี้!!
บทที่ 974: ผู้คนกำลังค่อยๆลืมมันไป
ดูจากรูปแบบการกระทำของสำนักชิงเสวียนก็รู้ได้ว่า พวกเขาไม่เพียงแต่มีความคิดที่กล้าหาญ แต่ยังมีพลังที่แข็งแกร่ง สิ่งที่กล้าคิด ก็กล้าทำและทำได้ทุกอย่างเสียด้วย!
การที่พวกเขาได้ร่วมฝึกฝนกับคนเช่นนี้ เป็นประสบการณ์อันน่าอัศจรรย์ที่คาดไม่ถึง
เพียงแค่คิด ก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาแล้ว
เพราะตอนนี้ พวกเขาทั้งห้าคนล้วนลอยอยู่กลางอากาศ ในเขตของค่ายกล
ทุกคนต่างก็พูดคุยกันอยู่ ส่วนด้านล่างเต็มไปด้วยหนวดที่บ้าคลั่งวุ่นวาย ภาพเช่นนี้ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยกล้าแม้แต่จะคิด
"แล้วต่อจากนี้ พวกเราจะทำอย่างไรต่อ?"
จี้ฮ่าวคงที่มักลังเลจนถึงนาทีสุดท้ายเสมอ ครั้งนี้ก็ยอมจำนนต่อแนวคิดของเยี่ยหลิงหลงแล้ว เขาไม่ลังเลอีกต่อไป เลือกที่จะถามออกมาตรงๆ
และหลังจากที่ถามจบ เขาถึงกับไม่เข้าใจว่าไอ้ตัวไร้ประโยชน์อย่างหลี่หมิงซาน มีคุณสมบัติอะไร ถึงได้มาหาเรื่องคนอื่นทุกวันเช่นนี้
ดูท่าทางแล้ว สำนักชิงเสวียนคงจะใจดีอยู่บ้าง ไม่เช่นนั้นด้วยวิธีการที่แปลกประหลาดและพลังที่น่าตะลึงของพวกเขา หลี่หมิงซานคงตายไปหลายรอบแล้วเป็นแน่
เยี่ยหลิงหลงเห็นเช่นนั้นก็กล่าวว่า "พวกเราถูกคนเล็งเอาไว้จริงๆนั่นแหละเจ้าค่ะ ข้าคิดว่า ไม่ว่าพวกเราจะลงไปที่ไหน ผลลัพธ์ก็คงเหมือนกันทั้งนั้น ทางออกเดียวของพวกเราไม่ได้อยู่ข้างล่าง แต่อยู่ข้างบน"
เมื่อคำพูดนั้นดังขึ้น ทุกคนต่างก็เงยหน้ามองท้องฟ้าทันที
"ตอนนี้พวกเราอยู่ในดินแดนลับของต้นอู๋โยว ทว่าดินแดนลับนี้ถูกเปลี่ยนแปลงไปแล้ว มันไม่มีทางปล่อยพวกเราออกไปเองเป็นแน่ หากพวกเราต้องการออกไป ก็ต้องระเบิดดินแดนลับนี้เสีย และการระเบิดด้านล่างก็เป็นไปไม่ได้ ดังนั้นพวกเราจะระเบิดด้านบนแทนเจ้าค่ะ"
ต่างจากบรรยากาศปกติที่มักจะมีการถกเถียงกันไม่หยุด แต่เมื่อเยี่ยหลิงหลงพูด คราวนี้ทุกคนกลับเงียบสงบ
หลังจากได้ยินความคิดที่หมายจะท้าทายฟ้าของนาง คนอื่นๆต่างครุ่นคิดไม่หยุด จนไม่มีโอกาสได้เอ่ยปากพูดคุยอะไร
นางคิดเยี่ยงนี้ได้อย่างไร?!
คนทั่วไปคงจะมองหาจุดปลอดภัยใหม่เพื่อลงจอด แต่ใครจะคิดถึงวิธีหนีเช่นนี้ได้?!
"ตอนนี้ฟังคำสั่งข้า..."
เยี่ยหลิงหลงพูดยังไม่ทันจบ จู่ๆก็มีเสียง "ปัง" ดังขึ้น ค่ายกลป้องกันที่อยู่รอบตัวนางถูกตบเข้าจังๆ
ค่ายกลสั่นไหวอย่างรุนแรง เกือบจะทรงตัวไม่อยู่และร่วงลงสู่พื้น โชคดีที่หลังจากร่วงลงไปได้เพียงเล็กน้อย ทุกคนก็ช่วยกันค้ำยันมันขึ้นมาใหม่ได้ทันท่วงที
ในตอนนี้ ทุกคนมองลงไปด้านล่าง เห็นหนวดที่อยู่ด้านล่างยืดยาวขึ้น!
ตอนนี้มีหนวดหนึ่งเส้น ยาวพอที่จะแตะถึงพวกเขาแล้ว!
แต่ในตอนนี้ มันเพียงแค่แตะถูกนิดหน่อยเท่านั้น ยังไม่ยาวพอที่จะเป็นหนวดขนาดใหญ่ ที่สามารถฟาดค่ายกลให้ร่วงลงมาได้
"เร็วเข้า! อย่าลังเล เราต้องบินขึ้นไปต่อ ห้ามหยุดเด็ดขาด!"
หลังจากที่ค่ายกลของเยี่ยหลิงหลงและคนอื่นๆ เริ่มบินได้อย่างมั่นคงแล้ว ทุกคนก็ใช้กำลังบินขึ้นไปพร้อมกัน บินไม่หยุด บินอย่างบ้าคลั่ง
พวกเขาไม่กล้าหยุดแม้แต่วินาทีเดียว
หากว่ามีตอนไหนที่พลังวิญญาณไม่พอ ก็กินโอสถวิญญาณเพิ่ม ไม่มีใครได้พักทั้งสิ้น
และในที่สุด พวกเขาก็พาค่ายกลทั้งห้า บินขึ้นมาถึงจุดสูงสุดของดินแดนลับได้เสียที!
ในขณะที่เมฆหมอกห่อหุ้มจนแทบมองไม่เห็นด้านนอก ทุกคนต่างรู้สึกงุนงงอยู่ในใจไม่มากก็น้อย
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขามาดินแดนลับต้นอู๋โยว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นว่าส่วนบนสุดเป็นอย่างไร
และยังได้เป็นพยานร่วมกันทั้งหมดทุกคน ต้องบอกว่าประสบการณ์แบบนี้ช่างยอดเยี่ยมจริงๆ
ในขณะที่ทุกคนกำลังรู้สึกทึ่งอยู่นั้น เยี่ยหลิงหลงก็เขียนรายการบางสิ่งยาวห้าแผ่นเสร็จแล้ว
นางบินออกมาจากค่ายกลของตัวเอง แล้วแจกจ่ายสิ่งที่ตนเองเขียนให้กับค่ายกลอีกสี่ที่
"รบกวนทุกคนช่วยบริจาควัตถุดิบตามรายการด้วย ข้าต้องการสิ่งเหล่านี้เจ้าค่ะ"
การระเบิดทะลุต้นอู๋โยวดินแดนลับไม่ใช่เรื่องง่าย แม้นางจะสะสมของที่มีพลังระเบิดสูงไว้ไม่น้อย แต่วัตถุดิบของนางคนเดียวย่อมไม่เพียงพออย่างแน่นอน
แต่วัตถุดิบจากเหล่าผู้บำเพ็ญชั้นสูงเกือบพันคนน่าจะเพียงพอ
ครั้งนี้ไม่จำเป็นต้องให้เยี่ยหลิงหลงคอยเตือนแต่อย่างใด เมื่อแต่ละคนได้รับรายการมาแล้ว ก็เริ่มจัดการรวบรวมวัตถุดิบที่ตนเองมีทันที
เมื่อเห็นพวกเขามีความกระตือรือร้นเช่นนี้ เยี่ยหลิงหลงจึงหันไปศึกษากำแพงของดินแดนลับต้นอู๋โยว นางต้องหาจุดอ่อนที่เหมาะสมเพื่อเตรียมการล่วงหน้า
เยี่ยหลิงหลงลูบคลำอยู่บนนั้นสักครู่ จนพบตำแหน่งที่เหมาะสม หลังจากศึกษาอยู่พักหนึ่ง นางก็ทำเครื่องหมายไว้ที่ตำแหน่งนั้นทันที
หลังจากที่นางทำเสร็จ นางก็รู้สึกคุ้นเคยขึ้นมาอย่างน่าประหลาด จากนั้นความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัว
นางหันกลับไปถามที่ค่ายกลทั้งห้า
"มีคนพูดกันว่า ดินแดนลับต้นอู๋โยวนี้สร้างโดยบรรพชน พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าเป็นผู้อาวุโสท่านใด หรือกลุ่มใดกันแน่ที่เป็นผู้สร้างขึ้น?"
คำถามนี้ทำให้ทุกคนที่กำลังรวบรวมสิ่งของอยู่ ต่างก็ชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นสีหน้าของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความสับสน เห็นได้ชัดว่าคนส่วนใหญ่ไม่รู้เรื่องนี้เลยสักนิด
มีเพียงจี้ฮ่าวคงและหรงซิวจู๋เท่านั้น สองคนมีสีหน้าแตกต่างจากคนอื่นเล็กน้อย
"เรื่องนี้ข้าเคยได้ยินท่านอาจารย์พูดถึง ต้นอู๋โยวในดินแดนลับนั้นสร้างขึ้นโดยสำนักชิงเสวียน แต่สำนักชิงเสวียนได้สูญหายไปนานแล้ว ตอนนี้คงไม่มีใครรู้วิธีการสร้างมันแล้วล่ะ" หรงซิวจู๋ตอบคำถามของนาง
"เหตุใดจู่ๆถึงถามเรื่องนี้ขึ้นมาเล่า? สำนักชิงเสวียน..." จี้ฮ่าวคงพูดได้ครึ่งๆกลางๆก็หยุดชะงักไป
"พวกเจ้าอ้างว่าเป็นศิษย์สำนักชิงเสวียน หรือว่า..."
แต่เดิมไม่มีใครสนใจคำถามนี้ เพราะยุคนี้มีคนอ้างตัวว่าเป็นศิษย์สำนักชิงเสวียนมากมายถมเถ
แต่ตอนนี้พวกเขาได้เห็นกับตาแล้ว ว่าคนที่อ้างตัวว่าเป็นศิษย์สำนักชิงเสวียนเหล่านี้ แต่ละคนล้วนมีพรสวรรค์ที่ผิดปกติเป็นอย่างยิ่ง นี่ยิ่งทำให้ผู้คนอดสงสัยไม่ได้
เห็นเยี่ยหลิงหลงหัวเราะเบาๆ
"เจ้าคิดว่าใช่ก็คือใช่ เจ้าคิดว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่นั่นแหละ"
เยี่ยหลิงหลงตอบคำถามนี้ ทว่ากลับเหมือนไม่ได้ตอบ แต่คนฉลาดย่อมไม่ซักไซ้ไล่เลียงในเวลาเช่นนี้ เพราะเมื่อผู้อื่นไม่เต็มใจจะบอก การถามให้ลึกก็ไร้ความหมาย
และในยามที่ภัยพิบัติใกล้เข้ามาเช่นนี้ ตอนนี้ก็ไม่ใช่เวลาที่จะมาสืบค้นเรื่องนี้
เยี่ยหลิงหลงตอบเสร็จแล้ว สายตาก็กลับมาจดจ่อที่เครื่องหมายที่นางทำไว้ แววตาของนางดูหม่นลงเล็กน้อย
ไม่แปลกเลยที่นางรู้สึกคุ้นเคยอยู่บ้าง และไม่แปลกที่อาจารย์ของนางสามารถพลิกแพลงสิ่งต่างๆในที่นี้ได้ เพราะแท้จริงแล้วมันเป็นผลงานของสำนักชิงเสวียนนี่เอง
ดูเหมือนว่า แม้สำนักชิงเสวียนจะหายสาบสูญไปหมื่นปีแล้ว แต่สิ่งที่พวกเขาทิ้งไว้ก็ยังคงส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อภพเซียนเบื้องบน และคนรุ่นหลังก็ค่อยๆลืมไปแล้ว ว่าทรัพยากรที่พวกเขาใช้กันจนชินนั้น ล้วนเป็นของสำนักชิงเสวียนทั้งสิ้น
ไม่รู้ว่าสำนักชิงเสวียนหายสาบสูญไปเพราะเหตุใด และไม่รู้ว่าทำไมอาจารย์ถึงได้คลุ้มคลั่งเช่นนี้
แต่ชัดเจนว่าผู้คนกำลังค่อยๆลืมมันไปจนสิ้นแล้ว
มิเช่นนั้น คำถามของนางที่มีคนได้ยินเกือบพันคน ทำไมถึงมีเพียงสองคนเท่านั้นที่รู้คำตอบเล่า?
บางทีอีกไม่กี่ปีต่อจากนี้ พวกเขาอาจไม่บอกเล่าเรื่องราวนี้ ให้คนรุ่นต่อไปฟังอีกแล้วก็ได้
เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจเบาๆ ดึงความคิดฟุ้งซ่านของตนเองกลับมา นางเริ่มเตรียมตัวศึกษาดินแดนลับที่สำนักชิงเสวียนสร้างขึ้น นอกจากการระเบิดที่แล้ว ยังมีวิธีอื่นที่จะบุกทะลวงเข้าไปได้หรือไม่?
ทว่าในตอนนั้นเอง นางได้ยินเสียงเคลื่อนไหวดังมาจากด้านหลัง
นางหันกลับไปอย่างรวดเร็ว เห็นบางสิ่งกำลังแหวกเมฆหมอกพุ่งทะยานมาอย่างรวดเร็ว!
ปฏิกิริยาแรกของนางคือวิ่งหนีไปทางค่ายกลเสีย ทว่ามันเร็วเกินไป พลังของสิ่งนั้น มันแข็งแกร่งเกินไป นางหนีไม่ทันเสียแล้ว!
หนวดที่อยู่บนพื้นดินงอกขึ้นมา!
และเพื่อให้ยืดยาวได้รวดเร็ว มันถึงกับเปลี่ยนเป็นเส้นบางเล็ก พุ่งเข้าพันรอบขาของเยี่ยหลิงหลงเอาไว้ในทันที รัดแน่นรอบตัวนาง!
ขาที่ถูกพันของนางกลายเป็นสีแดงฉานในพริบตา นางยังไม่ทันได้ตอบสนอง หนวดอีกเส้นก็ฟาดลงบนแผ่นหลัง พันรัดแขนของนางเอาไว้ในทันที!
เมื่อเห็นภาพนี้ ผู้คนในค่ายกลต่างตกตะลึง ส่วนคนของสำนักชิงเสวียนก็ร้อนใจจนเกือบบ้า!
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก!"
บทที่ 975: พังแล้ว! พังยับเยิน!
เพียงแค่เสียงตะโกนดังขึ้น พวกเขาก็เห็นเยี่ยหลิงหลงถูกหนวดดึงลงไปอย่างรุนแรง บัดนี้ร่างของนางหายวับไปต่อหน้าต่อตา
เพื่อนร่วมสำนักชิงเสวียนไม่รอแม้แต่วินาทีเดียว พวกเขารีบบินออกจากแนวของค่ายกล เพื่อไปช่วยนางทันที
แต่นางอยู่ห่างจากพวกเขาพอสมควร พอพวกเขาบินออกไป เยี่ยหลิงหลงก็หายตัวไปเสียแล้ว
ศิษย์สายตรงจากทั้งหกสำนักที่อยู่ในค่ายกลป้องกัน ต่างก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะทยอยบินออกมาจากแนวของค่ายกลป้องกัน
หากแม้แต่กลุ่มของพวกเขาที่มีพลังต่อสู้แข็งแกร่งที่สุดยังช่วยเยี่ยหลิงหลงไม่ได้
เช่นนั้น...
ความคิดนี้เพิ่งผุดขึ้น มาก็ถูกพวกเขาสลัดทิ้งไป ต้องไม่ให้นางตาย นางห้ามตายเด็ดขาด!
ใต้หมู่เมฆาที่เลื่อนลอย ความเร็วในการร่วงหล่นของเยี่ยหลิงหลงเหมือนจะช้าลงเล็กน้อย
หนวดเหล่านี้ เพื่อที่จะยืดยาวออกไปไม่หยุด พวกมันยอมสละความกว้างและพละกำลัง พลังทำลายล้างจึงไม่อาจเทียบได้กับตอนที่อยู่บนพื้นดินเลย
แม้ว่านางจะถูกรัดจนเลือดไหลไม่หยุด แผลที่เกิดขึ้นแสนเจ็บปวด แต่เมื่อเทียบกับการถูกหนวดพวกนี้ฟาดเพียงครั้งเดียวก็ตายคาพื้น มันคนละเรื่องกันเลย นางยังพอจะทนได้
ดังนั้นนางจึงรีบชักหงเยี่ยนออกมา ระดมพลังวิญญาณทั่วร่างฟันลงบนหนวดอย่างรุนแรง
หากว่าพลังของนางไม่พอ นางก็เสริมด้วยสายฟ้าเพลิง
นางถึงขั้นคิดไว้แล้วว่าหากทำไม่สำเร็จ ก็จะใช้ระเบิดที่เตรียมไว้เสียเลย
แต่สิ่งที่นางไม่คาดคิดคือ เพียงฟันลงไปครั้งเดียว ก็สามารถตัดหนวดที่รัดเอวของนางจนขาดได้!
หนวดพวกนี้ เปราะบางราวกับเถาวัลย์แห้งเหี่ยว ทนต่อการกระทำใดๆไม่ได้เลย
ขณะที่นางกำลังสงสัย นางก็พบว่าหนวดที่รัดขาของนางไว้ กลับกลายเป็นเถาวัลย์เหี่ยวเฉา และเหลืองซีดไปเสียแล้ว ถูกดูดพลังชีวิตอันแข็งแกร่งไปจนหมด เปราะบางราวกระดาษบาง
แม้แต่แรงที่จะดึงรั้งนางก็ยังไม่มี
ดังนั้นนางจึงฟันมันไปอีกครั้ง ตัดหนวดที่พันขาได้อย่างง่ายดาย
ตอนนี้นางร่วงลงมาต่ำกว่าชั้นเมฆแล้ว ไม่มีหนวดใหม่งอกขึ้นมารบกวนอีก ดูเหมือนทุกอย่างจะสงบลงแล้วกระมัง
นางมองลงไปด้วยความสงสัย เห็นพื้นดินที่เคยเต็มไปด้วยชีวิตชีวากลับกลายเป็นสีเหลืองซีด จนอาจเรียกได้ว่าแห้งเหี่ยว และหนวดที่เคยแผ่การเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วนั้น ราวกับถูกดูดเอาชีวิตออกไป
มันเหี่ยวเฉาลงอย่างรวดเร็ว
ในตอนนั้น แสงอาทิตย์สาดส่องผ่านเมฆา ลงมาจากขอบฟ้า เยี่ยหลิงหลงเงยหน้ามอง ก็เห็นว่าบริเวณยอดต้นอู๋โยวที่เคยถูกเมฆหมอกปกคลุมไว้นั้น มีบางส่วนที่เมฆหมอกสลายไปแล้ว
บนยอดของต้น ที่ไร้เมฆาปกคลุมนั้น นางเห็นเงาร่างขนาดมหึมาที่ดูเลือนราง
ดูจากท่าทาง และมุมที่ยืน
ราวกับว่าเขายืนอยู่นอกดินแดนลับต้นอู๋โยว และดินแดนลับนี้ ล้วนอยู่ในกำมือของเขา
แม้จะมองไม่เห็นใบหน้า แต่ร่างนั้นดูแล้วช่างคุ้นตานางเหลือเกิน นางจึงจำได้ในทันทีว่าเป็นเขา!
และมีเพียงเขาเท่านั้นที่เป็นไปได้!!
ขณะที่เยี่ยหลิงหลงเงยหน้ามองเขา เขาก็ก้มหน้าลงมา แม้จะมองไม่เห็นใบหน้า แต่เยี่ยหลิงหลงรู้ว่า เขาก็กำลังมองนางเช่นกัน
ในช่วงเวลาสั้นๆที่สายตาประสานกัน คนด้านบนก็บินลงมาเสียแล้ว
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก!"
เมื่อได้ยินเสียงเรียกที่เต็มไปด้วยความร้อนใจ เยี่ยหลิงหลงหันสายตาไปมอง เห็นเพื่อนร่วมสำนักชิงเสวียนบินลงมาจากด้านบน
"ข้าอยู่ตรงนี้! อย่าได้กังวลไป ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ!"
เมื่อพวกเขาเห็นเยี่ยหลิงหลง ดูเหมือนจะหลุดพ้นจากพันธนาการของหนวดยักษ์ และไม่ได้ร่วงลงไปอีก ทุกคนต่างถอนหายใจด้วยความโล่ง.อกพร้อมกัน
แต่ยังไม่ทันจะถอนหายใจเสร็จ ทั้งดินแดนลับก็เริ่มสั่นสะเทือนขึ้นมาอีกครั้งแล้ว!
การสั่นสะเทือนครั้งนี้ มันไม่เหมือนกับตอนที่หนวดยักษ์โผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน แต่เป็นการสั่นสะเทือนของพื้นที่ทั้งหมด จากบนลงล่าง สั่นสะเทือนไปทุกทิศทางเลยก็ว่าได้
"ท่าไม่ดีแล้ว! ดินแดนลับกำลังจะพังทลายลง!" อวี๋หงหลานตะโกนลั่น "เร็วเข้า รีบกลับเข้าไปในค่ายกล!"
หลังจากตะโกนจบ นางก็คว้าตัวเยี่ยหลิงหลง แล้วพุ่งขึ้นไปด้านบนอย่างรวดเร็วทันที มุ่งหน้ากลับไปยังเขตของค่ายกลที่ลอยอยู่เหนือศีรษะของพวกเขา
ณ เขาอู๋โยว
หลังจากที่มังกรดำและเสวียนอิ่งต่อสู้กันนับร้อยยก ในที่สุดทั้งมังกรและดาบก็เลิกทำตัวโง่เขลา และปล่อยให้เขาจากไป
พวกเขายืนอยู่ริมหน้าผา มองดูทะเลเมฆาเบื้องล่างที่เปลี่ยนแปลงไปมา แต่ยามนี้พวกเขาไม่อาจเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น ในใจจึงรู้สึกหนักอึ้งขึ้นมา
"พวกเราไม่จำเป็นต้องลงไปตามหาเขาจริงๆหรือ?"
"เจ้าก็ลงไปมาแล้วไม่ใช่หรือ? หาเจอหรือไม่เล่า?"
"ไม่เจอ"
"แล้วยังจะพูดอะไรอีก ถ้าไม่พอใจก็ลงไปอีกครั้งสิ?"
มังกรดำอ้าปาก ทำท่าเหมือนว่าจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ถอนหายใจแล้วปล่อยผ่านไป
เขาลงไปได้ ก็คงไม่ถึงตายหรอกกระมัง
ในตอนนี้ เจ้าสำนักทั้งเจ็ดได้เตรียมพร้อมแล้ว เพียงแค่รอให้พวกเขาออกมาจากดินแดนลับ ก็จะจับกุมพวกเขาทั้งหมดในทันที
ไม่ว่าพวกเขาจะมีความผิด หรือบริสุทธิ์
เขาก็ยอมจับผิดพันคน ดีกว่าปล่อยผู้ผิดไปแม้แต่คนเดียว
มิเช่นนั้น ภายภาคหน้าคนพวกนี้จะนำภัยพิบัติมาสู่ภพบนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ทันใดนั้น เสียง "ตึง ตึง" ก็ดังออกมาจากภูเขาอู๋โยว
"เกิดอะไรขึ้น? นั่นมันเสียงอะไร?"
"ดูเหมือนจะเป็นเสียงจากในเขาอู๋โยว หรือว่าดินแดนลับกำลังจะถล่มหรือ?"
"เป็นไปไม่ได้?!"
เสียงนั้นดังขึ้นเรื่อยๆ ความเคลื่อนไหวก็มากขึ้นตามไปด้วย ภูเขาใต้เท้าพวกเขากำลังแยกออกจากกันจริงๆ!
รอยแยกเหล่านั้นเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ก้อนหินมากมายกลิ้งตกลงมา เขาอู๋โยวที่ทอดยาวล้อมรอบยอดต้นอู๋โยว เริ่มพังทลายอย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น!
ทุกคนรีบลอยตัวขึ้นสูงในทันที เพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บจากหินที่กำลังถล่มลงมา
ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็ว เกินกว่าจะคิดสิ่งใดได้ทัน ทุกการตอบสนองล้วนมาจากสัญชาตญาณการเอาตัวรอด และเมื่อพวกเขาได้สติและมองลงไปด้านล่าง พวกเขาจึงพบว่าเขาอู๋โยวพังทลายจริงๆ!
และการพังทลายที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดอย่างไร้ทิศทาง ทุกส่วนของภูเขาต่างถล่มเข้าไปตรงกลาง
ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ต้นอู๋โยวเคยตั้งอยู่
ราวกับว่าต้นอู๋โยวที่เคยอยู่ติดกัน และค้ำจุนพวกมันไว้ ได้หายไปอย่างกะทันหันเสียแล้ว
เมื่อสูญเสียที่พึ่ง ภูเขาจึงพังถล่มลงสู่ช่องว่างตรงกลางในทันที!
"เกิดอะไรขึ้น? เหตุใดเขาอู๋โยวถึงพังทลายลงมา?" มังกรดำร้องตะโกนด้วยความตกใจ
ขณะที่เขาลอยขึ้นไปในอากาศ เขาก็ไม่ลืมที่จะดึงธงรบของสำนักชิงเสวียนติดมือขึ้นมาด้วย และเมื่อมองดูภูเขาที่พังยับเยิน จนแทบจำไม่ได้เบื้องล่างนั้น
เขาก็ถึงกับตะลึงงันไปในทันที
"เขาอู๋โยวพังแล้ว แล้วต้นอู๋โยวล่ะ? ไม่สิ! แล้วเขาอยู่ที่ไหน?! จะไม่ถูกฝังอยู่ข้างในนั่นหรอกหรือ?"
ในขณะที่ทุกคนต่างสับสนและตื่นตระหนกอย่างมาก เมฆหมอกที่เคยปกคลุมยอดต้นอู๋โยวก็ค่อยๆจางหายไปในที่สุด
เมื่อเมฆาทั้งหลายสลายตัว พวกเขาก็มองเห็นสถานการณ์เบื้องล่างได้ชัดเจน
ภาพที่เห็นตรงหน้านี้ ทำเอาทุกคนที่อยู่ในที่นั้นถึงกับตะลึงงันไปทันที!
ภายในต้นอู๋โยว หลังจากที่เยี่ยหลิงหลงและคนอื่นๆกลับเข้าไปในค่ายกลแล้ว พวกเขาก็รีบระดมผู้คนทั้งหมด มาร่วมกันหมุนเวียนพลังวิญญาณ เพื่อรักษาความแข็งแกร่งของค่ายกลเอาไว้
ดินแดนลับกำลังพังทลาย พวกเขาไม่รู้ว่าค่ายกลนี้ จะต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นไร ตอนนี้สิ่งเดียวที่ทำได้ คือปกป้องค่ายกลเล็กๆที่พวกเขาอยู่เอาไว้
ในขณะที่ทุกคนกำลังทุ่มเทพลังใส่ค่ายกล ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อมา ได้สร้างความตะลึงให้กับทุกคนทันที!
มีมือขนาดมหึมาโผล่ลงมาจากฟากฟ้า นิ้วมือขาวเรียวยาว ค่อยๆปัดเบาๆไม่กี่ครั้ง
ก็สามารถปัดเอาค่ายกลทั้งห้าของพวกเขาออกไปได้
ค่ายกลของพวกเขาไม่ได้ถูกทำลาย แต่ถูกปัดออกไปจากดินแดนลับของต้นอู๋โยว!
เมื่อออกมาจากดินแดนลับของต้นอู๋โยว เมฆหมอกทั้งหมดสลายไป สายตาของพวกเขาจึงได้กลับมาชัดเจนอีกครั้ง
ทำให้พวกเขาเห็นใบหน้าของผู้ที่ปัดพวกเขาออกมาจากดินแดนลับนี้ได้อย่างชัดเจน!
"ที่แท้ก็เป็นเขานี่เอง!"
บทที่ 976: ความสัมพันธ์อะไรกัน ทำไมถึงจับมือกันบ่อยนัก?
"ข้าจำได้ว่า ตอนที่อยู่ในดินแดนลับของต้นอู๋โยว เขาเป็นคนที่นอนอยู่ในดอกปราณวิญญาณของต้นอู๋โยว!!"
"ใช่ๆ! ภาพตอนที่เขาเดินออกมาในวินาทีนั้น ข้ายังจำได้จนถึงตอนนี้เลย ภาพนั้นช่างพิเศษเหลือเกิน! ตอนนั้นข้าถึงกับคิดว่าเขาไม่ใช่คนจากโลกของพวกเราด้วยซ้ำ!"
"เดี๋ยวก่อนนะ!! ข้าจำได้ว่าเขาเป็นคนของสำนักชิงเสวียนมิใช่หรือ?! ตอนนั้นน้องหญิงเยว่ยังรับรองตัวตนของเขาเองด้วยนะ!"
ขณะที่ทุกคนหันไปมองทางสำนักชิงเสวียน
ทุกคนในสำนักชิงเสวียนต่างก็งุนงงไปพร้อมๆกัน
พวกเขาไม่เข้าใจ ใช้สมองจนแทบไหม้ ยังไม่เข้าใจอยู่ดี
บุรุษชุดดำผู้นั้นไม่ใช่สัตว์ภูต เขาไม่มีพลังวิญญาณ แต่สิ่งที่เขาทำดูเหมือนจะทำลายฟ้าทะลวงผืนดินเลยนะ!
มีเพียงเยี่ยหลิงหลงคนเดียวเท่านั้น ที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ต้นอู๋โยวต้นนี้ เป็นต้นที่เขาปลูกขึ้นมา
เขามีสิทธิ์ที่จะเรียกคืนต้นอู๋โยวที่เขาปลูกไว้เมื่อหลายปีก่อน
ไม่แน่ว่าเขาเองก็คงจะรู้สึกถึงอันตราย และเพราะแบบนี้ เขาจึงจำเป็นต้องลงมือช่วยทุกคน
เพียงแต่...
หากเป็นเช่นนั้น เขาก็จะถูกเปิดเผยตัวตนมิใช่หรือ?
หัวใจของเยี่ยหลิงหลงเต้นแรงขึ้นมาทันที นางคิดว่าตนเองเดาออกแล้ว ว่าภาพที่ศิษย์พี่หกเห็นนั้นคืออะไรกันแน่!
ท่ามกลางความตื่นตระหนก และน่าประหลาดใจอันยิ่งใหญ่นี้
ค่ายกลทั้งห้าถูกปัดออกจากดินแดนลับต้นอู๋โยวอย่างรวดเร็ว
ส่วนเยี่ยชิงเสวียนที่แต่เดิมมีขนาดใหญ่มหึมาสำหรับพวกเขา ก็ค่อยๆกลับมามีรูปร่างปกติเท่ากับพวกเขาอีกครั้งหนึ่ง!
นอกจากเยี่ยชิงเสวียนแล้ว พวกเขายังเห็นผู้คนทั้งหมดที่ลอยอยู่กลางอากาศ กำลังค่อยๆลอยออกมา
ขณะนั้นเขาอู๋โยวก็เริ่มที่จะพังทลายจนย่อยยับ!
ทุกคนต่างเห็นภาพนั้น บนท้องฟ้าเหนือเขาอู๋โยว ทุกสิ่งอย่างได้พังทลายลงแล้ว
บริเวณที่เคยมีต้นอู๋โยว เหลือเพียงเศษหินที่แตกกระจาย เขาอู๋โยวที่เคยสูงตระหง่านทอดยาว บัดนี้พังทลายทั้งหมด และถูกกลบลงไปในพื้นที่ใต้ดินที่ต้นอู๋โยวเคยอยู่
ปัจจุบันเหลือเพียงเนินเขาเตี้ยๆ ที่ก่อตัวขึ้นจากการทับถมกันเท่านั้น
บนเนินเขาเล็กๆนั้น มีชายผู้หนึ่งยืนอยู่ เขาสวมอาภรณ์สีดำยาว เส้นผมสีดำสนิทพลิ้วไหวตามสายลม งดงามเหนือผู้ใด ดุจดั่งเทพเซียนที่หลีกเร้นกายจากโลกมนุษย์
ในฝ่ามือของเขา มีต้นไม้ที่เหี่ยวเฉาอยู่ต้นหนึ่ง ใบไม้ร่วงหล่นไม่หยุด
นิ้วมือของเขาเคลื่อนไหวเบาๆ สิ่งที่มีลักษณะเป็นครึ่งวงกลมห้าอัน ใสราวกับฟองสบู่ลอยออกมาจากยอดไม้ทันใด
พวกมันยิ่งลอย ก็ยิ่งใหญ่ขึ้น ยิ่งลอย รูปร่างก็ยิ่งชัดเจน
ไม่นานพวกเขาก็เห็นได้ว่าในค่ายกลทั้งห้านี้ เต็มไปด้วยผู้คน!
และคนเหล่านี้ ก็คือศิษย์ทั้งหลายที่เคยเข้าไปในดินแดนลับบนต้นอู๋โยวนั่นเอง!
พวกเขาถูกกักขังอยู่ในนั้น และต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดก็คือชายที่ยืนอยู่บนเนินเขาเล็กๆผู้นี้!
ต้นไม้ที่เหี่ยวเฉาในมือของเขา จะต้องเป็นต้นอู๋โยวอย่างแน่นอน !
และเมื่อพวกเขาตั้งสติได้ และเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด ในใจของทุกคนราวกับเกิดคลื่นลมพายุที่มิอาจต้านทานได้
ทั้งตื่นตระหนก สะเทือนใจ และพลุ่งพล่านด้วยความหวาดกลัว!
ก่อนหน้านี้ ตอนที่พวกเขาจะจับศิษย์สำนักชิงเสวียนนั้น ในใจระวังแค่มังกรดำเพียงคนเดียว แม้ว่าคนผู้นี้จะกระโดดลงไปที่ต้นอู๋โยวในดินแดนลับ ทุกคนก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรเลยด้วยซ้ำ
แต่ดูตอนนี้สิ คนผู้นี้น่ากลัวยิ่งกว่ามังกรดำ ยิ่งกว่าศิษย์สำนักชิงเสวียนทั้งหมดเสียอีก!
เขาใช้วิธีอะไรก็ไม่รู้ ถึงกับดูดกลืนต้นอู๋โยวทั้งต้น จนมันเกี่ยวแห้งไปเช่นนี้?!
นั่นมันต้นอู๋โยวนะ! มีอายุนับหมื่นปีเชียวนะ!!
และมันก็สามารถผลิตปราณวิญญาณเข้มข้นได้อย่างไม่มีวันหมด สร้างดินแดนลับไว้ให้ศิษย์ภพบนใช้ฝึกฝน!
แต่ไม่ทันไรมันก็ถูกเขาคนเดียวดูดกลืนไปจนหมด!
ไม่เพียงเท่านั้น เขายังกักขังพวกศิษย์ไว้ในค่ายกล เขาเป็นผู้ใดกันแน่?
เหตุใดในโลกนี้ถึงมีคนที่น่ากลัวขนาดนี้ได้?
เขาต้องการทำลายภพบนนี้ใช่หรือไม่?
ในตอนนั้นเอง ผู้คนที่ซ่อนตัวอยู่ในค่ายกล ก็รู้ตัวแล้วว่าพวกเขารอดชีวิต จนในที่สุดพวกเขาก็หนีออกจากต้นอู๋โยวได้สำเร็จ และบินออกมาข้างนอกได้อย่างปลอดภัย!
แม้จะไม่รู้ว่าทำไมเขาอู๋โยวถึงพังทลาย และทำไมต้นอู๋โยวถึงอยู่ในมือของคนผู้นี้ได้ แต่ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา พวกเขาเห็นเรื่องที่ไม่เข้าใจมามากมายเกินไปแล้ว
ดังนั้น พวกเขาจึงค่อยๆชินกับจังหวะเช่นนี้ และไม่คิดอะไรมากอีกต่อไป
พวกเขารีบบินออกมาจากค่ายกลในทันที แล้วบินกลับไปยังสำนักของตนเอง
"พวกเจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่?"
"พวกข้าเกือบตายกันหมดแล้ว! ดินแดนลับในต้นอู๋โยวเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็ไม่รู้ อันตรายเหลือเกิน!"
ในขณะที่คนอื่นๆบินกลับสำนักของตน เยี่ยหลิงหลงก็รีบบินไปอยู่ข้างกายเยี่ยชิงเสวียนทันที พร้อมกันนั้น มังกรดำก็บินลงมาด้วย และร่อนกายลงมาอยู่ข้างๆเยี่ยชิงเสวียน
มังกรดำเอ่ยอย่างทอดถอนใจว่า "เจ้านี่นะ ไม่ตื่นก็แล้วไป พอตื่นขึ้นมาก็ทำเรื่องใหญ่เลยหรือ!"
"เจ้าตาบอดหรือไรกัน ไม่ใช่ว่าเขาจะตื่นเฉพาะตอนมีเรื่องใหญ่เท่านั้น ตอนที่เยี่ยหลิงหลงปรากฏตัว เขาก็ตื่นมาไม่ใช่หรือ?" เสวียนอิ่งกล่าว
มังกรและกระบี่โต้เถียงกันอยู่ ไม่มีใครสนใจพวกเขาเลยแม้แต่น้อย
หลังจากเยี่ยหลิงหลงลงมาอยู่ข้างกายเยี่ยชิงเสวียน สิ่งแรกที่นางทำคือคว้ามือข้างที่ดูดซับต้นอู๋โยวของเขา
นางแยกนิ้วมือของเขาออก เห็นรอยไหม้บนฝ่ามือเขาปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน
นิ้วมือของเขาเย็นเฉียบ เย็นราวกับไร้อุณหภูมิ แต่ฝ่ามือของเขากลับร้อนจัด ร้อนราวกับจะลุกเป็นไฟได้ทุกเมื่อ
"ตอนนี้ท่านรู้สึกอย่างไรบ้าง? มีอะไรผิดปกติหรือไม่?"
"ไม่มีอะไรผิดปกติทั้งนั้น"
เยี่ยชิงเสวียนตอบอย่างไม่ใส่ใจ แต่เยี่ยหลิงหลงเห็นสีหน้าซีดขาวของเขาได้อย่างชัดเจน
หลังจากตอบเสร็จ เขาก็เปลี่ยนมาใช้มืออีกข้างที่ไม่เป็นอะไร จับมือนางเอาไว้อย่างแนบแน่น
เยี่ยหลิงหลงดึงมือที่ถูกลวกกลับมาด้วยความโมโห
"เป็นขนาดนี้แล้ว ท่านยังจะบอกว่าไม่เป็นไรอีกหรือ? นั่นมันต้นอู๋โยวทั้งต้นเชียวนะ! มันหล่อเลี้ยงปราณวิญญาณมากมาย ให้ผู้คนมากมายฝึกฝนมาหลายปี ท่านดูดซับมันไปทั้งหมดในคราวเดียว แล้วยังจะบอกว่าไม่เป็นไรอีกรึ?"
"ยังมีสติ ยังยืนได้ จะถือว่าเป็นอะไรได้อย่างไร?"
เยี่ยหลิงหลงชะงัก
‘สำหรับเขาแล้ว อะไรถึงจะนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง?’
‘ทั้งๆที่ตอนนี้ สภาพของเขาย่ำแย่มากๆเลยด้วยซ้ำ!’
ขณะที่เยี่ยหลิงหลงกำลังจะโต้แย้ง เยี่ยชิงเสวียนก็พูดขึ้นอีกว่า
"อย่าเสียแรงมาห่วงข้าเลย เจ้ายังมีศึกหนักรออยู่"
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก!"
ในตอนนี้ เหล่าศิษย์สำนักชิงเสวียนที่ออกมาจากค่ายกล ได้บินมาถึงทันที
พอเห็นทั้งสองพบหน้ากัน ก็พบว่าพวกเขาจับมือกันอีกแล้ว
อวี๋หงหลานเห็นแบบนั้นก็โมโหขึ้นมาทันที
"ทำอะไรกันน่ะ ทำอะไรกัน!!?"
"แค่พูดคุยก็พูดไป!! จะต้องจับมือกันด้วยหรือ!!!?"
"มีความสัมพันธ์อะไรกัน? ทำไมถึงได้จับมือกันบ่อยนัก?"
อวี๋หงหลานบินลงมาแล้ว สิ่งแรกที่ทำคือดึงมือของเยี่ยหลิงหลงกลับมา
แล้วลากนางถอยไปด้านข้างหนึ่งก้าว
เยี่ยหลิงหลงยังไม่ทันได้พูดอะไร ก็เห็นกู้หลินเยวียนลงมาเช่นกัน เขาเดินไปยืนขวางหน้าเยี่ยชิงเสวียนเลย แทรกตัวเข้าไปยืนระหว่างพวกเขา
บังคับแยกทั้งสองคนออกจากกันทันที
"มีอะไรค่อยว่ากันทีหลัง ตอนนี้สถานการณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่"
อวี๋หงหลานรีบพูดจบ เหล่าศิษย์สำนักชิงเสวียนคนอื่นๆเข้าใจทันทีและเตรียมจะฉวยโอกาสหนีไปด้วยกัน แต่ในตอนนั้นเอง เสียงตวาดด้วยความโกรธก็ดังมาจากด้านหน้า
"ไอ้พวกสารเลว!! พวกเจ้ากล้าดีอย่างไรมาทำลายเขาอู๋โยวและยึดครองต้นอู๋โยวของข้า วันนี้พวกเจ้าต้องให้คำอธิบาย ห้ามผู้ใดหนีไปทั้งสิ้น!"
เสียงที่แผ่กระจายด้วยพลังวิญญาณนี้ เป็นของเจ้าสำนักสวรรค์ลิขิต
ผู้คนจากสำนักชิงเสวียนต่างเงยหน้าขึ้นมอง เห็นว่าคนจากเจ็ดสำนักใหญ่ได้ล้อมรอบพวกเขาเป็นวงกลมอย่างแน่นหนา!
สีหน้าของพวกเขาเคร่งขรึม เตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ ไม่ยอมให้ผู้ใดหลบหนีไปได้ทั้งนั้น!
บทที่ 977: โดนหลอกกันหมดแล้ว!
เมื่อได้ยินคำกล่าวหาและการตำหนิเช่นนั้น เยี่ยหลิงหลงก็รีบก้าวออกมาข้างหน้า ยืนอยู่เบื้องหน้าทุกคนในทันที
"หากทุกท่านต้องการคำอธิบาย ข้าก็จะให้คำอธิบายเอง พวกท่านเห็นแต่ว่าต้นอู๋โยวหายไป แต่กลับไม่เห็นว่าในดินแดนลับของต้นอู๋โยวนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กระนั้นรึ? พวกท่านไม่รู้เลยหรือ? ว่ามันน่าสะพรึงกลัวเพียงใด!"
"ข้าเชื่อว่าท่านเจ้าสำนักหลาย คงสังเกตเห็นแล้วว่าศิษย์ที่กลับมานั้น มีจำนวนลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ในดินแดนลับของต้นอู๋โยวนั้น การถูกสังหารจะไม่ทำให้ตายจริง เพียงแค่ส่งคนไปยังจุดฟื้นคืนชีพเท่านั้น"
"แต่ครั้งนี้มันเกิดปัญหาใหญ่ขึ้น หลังจากการประลองจบลง อสูรวิญญาณระดับสิบสองไม่ปรากฏตัว แต่กลับมีหนวดสังหารที่ทำลายล้างทุกสิ่งปรากฏขึ้นมาแทน แล้วไอ้หนวดเหล่านี้ ก็ได้สังหารสหายเต๋าผู้บริสุทธิ์มากมายด้วย ทำให้พวกเขาต้องสิ้นชีวิตและไม่อาจกลับมาที่นี่ได้"
"เรื่องนี้ สหายเต๋าทุกคนที่รอดชีวิตกลับมา ล้วนเป็นพยานได้ ข้าไม่ได้โกหกแม้แต่คำเดียว!"
หลังจากเยี่ยหลิงหลงพูดจบ เจ้าสำนักและผู้อาวุโสทั้งหลายต่างหันไปมองศิษย์ของตน
พวกเขาต่างก็ได้รับการยืนยันด้วยการพยักหน้าจากศิษย์ของตนเอง
แต่สีหน้าอันเคร่งเครียดของพวกเขา ก็ไม่ได้ผ่อนคลายลงแม้แต่น้อย เห็นได้ชัดว่าคำอธิบายเช่นนี้ ยังไม่อาจทำให้พวกเขาพอใจได้
"ทุกคนที่รอดชีวิตกลับมา คงได้เห็นแล้วว่าตอนที่พวกเราติดอยู่ในดินแดนลับของต้นอู๋โยว ใครกันแน่ที่ช่วยพวกเราไว้!"
"ก็คือคนที่อยู่ด้านหลังข้านี่แหละ! หากว่าไม่ใช่เพราะเขา พวกข้าคงตายอยู่ในดินแดนลับต้นอู๋โยวไปแล้ว เขาเป็นคนที่ช่วยพวกข้าออกมาจากต้นอู๋โยว!"
"หากเขาต้องการทำลายเขาอู๋โยว และครอบครองต้นอู๋โยวไว้จริงๆ เหตุใดจึงต้องเสียเวลาปล่อยพวกข้าทั้งหมดออกมาด้วยเล่า?"
"สิ่งที่เขาทำทั้งหมดนั้น ก็เพื่อช่วยชีวิตผู้คนเท่านั้น! ต้นอู๋โยวนั้นสำคัญก็จริง แต่อัจฉริยะรุ่นใหม่เกือบพันคนจากภพบน ไม่สำคัญอย่างนั้นหรือ?"
"หากว่าจะรักษาต้นอู๋โยวเอาไว้ แล้วปล่อยให้พวกข้าต้องตายกันหมด ภพเซียนจะได้รับความเสียหายเพียงใด ข้าว่าเหล่าเจ้าสำนักคงเข้าใจดีกว่าข้าเป็นแน่"
"หากพวกท่านไม่เชื่อ ก็ถามศิษย์ของพวกท่านได้ คำพูดของข้านี้ ไม่มีความเท็จเจืออยู่แม้แต่คำเดียว!"
หลังจากเยี่ยหลิงหลงพูดจบ เหล่าเจ้าสำนัก และผู้อาวุโสต่างยังคงแสดงสีหน้าลังเลอยู่เช่นเดิม
"เรื่องนี้ข้าขอเป็นพยานเอง คำพูดของน้องหญิงล้วนเป็นความจริง ดินแดนลับเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ตอนนั้นพวกข้าเองก็เกือบเอาชีวิตไม่รอด เป็นน้องหญิงที่นำทุกคน ใช้ทุกวิถีทางเพื่อเอาชีวิตรอด
และหลังจากนั้น คุณชายท่านนั้นจึงยื่นมือช่วย พาพวกข้าออกจากดินแดนลับ พวกข้าถึงได้รอดชีวิตกลับมา" จี้ฮ่าวคง ผู้ที่ลังเลมากที่สุดในดินแดนลับ กลับกลายเป็นคนแรกที่ออกมาพูดแทนสำนักชิงเสวียน
หลังจากที่เขาออกมา หรงซิวจู๋ก็ก้าวออกมาเช่นกัน
"ท่านพี่จี้พูดถูกต้องแล้วขอรับ พวกเราทุกคนล้วนติดค้างชีวิตน้องหญิงและคุณชายท่านนั้น แม้ต้นอู๋โยวจะล้ำค่ามากเพียงใด แต่ภายในก็พังทลายไปแล้ว การรักษาชีวิตทุกคนไว้ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ข้าเชื่อว่าเหล่าเจ้าสำนักทั้งหลายคงไม่อยากให้ศิษย์ของตนต้องตายอยู่ในนั้นหรอกกระมัง?"
"สิ่งที่ข้าอยากพูด พวกเขาก็พูดไปหมดแล้ว ข้าติดบุญคุณช่วยชีวิตของท่านทั้งสอง ข้าจะจดจำไว้แน่นอน" เซียวเจิ้งหยางเองก็ก้าวออกมา ประสานมือคำนับอย่างนอบน้อม
ต่อมา ซุนจินเหยา เส้าจ่างคุนและฉู่เชียนฟาน ต่างก็ก้าวออกมาให้การเป็นพยานให้เยี่ยหลิงหลงด้วยกันทั้งสิ้น
ในตอนนี้ เจ้าสำนักหยวนอู่กำหมัดแน่น สีหน้าของเขาดุดัน ปากก็เอ่ยขึ้นว่า
"พวกเจ้าออกมากันหมด แล้วศิษย์สำนักหยวนอู่ของข้าเล่า? เยี่ยหลิงหลงช่วยพวกเจ้าทุกคน แล้วเหตุใดนางจึงไม่ช่วยศิษย์สำนักหยวนอู่ของข้า? พูดให้นางดูดีมีเมตตา แท้จริงก็แค่คนคับแคบ คอยหาโอกาสแก้แค้นมิใช่รึไร?"
เห็นได้ชัดว่าความสูญเสียอันใหญ่หลวงของสำนักหยวนอู่ ทำให้เขาเกือบจะควบคุมสติของตนเองไม่อยู่ ความเกลียดชังในใจของเขา เริ่มพลุ่งพล่าน แม้แต่คำพูดที่เอ่ยออกมาก็ต้องกัดฟันพูด
"อย่าโง่ไปหน่อยเลย! นางแค่หลอกใช้พวกเจ้าทั้งหมดเท่านั้นแหละ! ยังจะมาเรียกน้องหญิงๆอีก โดนหลอกแล้วยังจะไปปกป้องนางอีก พวกเจ้าโง่หรือไร?!"
เยี่ยหลิงหลงได้ยินเช่นนั้นก็ตวาดกลับไป "ข้าไม่ใช่ผู้กอบกู้โลก ข้ามีความสามารถที่จำกัด ข้าช่วยทุกคนไม่ได้ ข้าไม่สามารถช่วยศิษย์ทั้งหมดของสำนักหยวนอู่ได้ แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ท่านจะมาใส่ร้ายป้ายสีข้า!"
เจ้าสำนักหยวนอู่ได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะลั่น
"ข้าใส่ร้าย ข้าป้ายสีกระนั้นรึ? เช่นนั้นข้าขอถามเจ้าหน่อย เหตุใดต้นอู๋โยวที่ปกติอยู่ดีๆถึงได้เกิดปัญหาขึ้นมา? ใครเป็นคนทำ? เป็นสำนักใหญ่ทั้งเจ็ดหรือ? หรือว่าเป็นสำนักชิงเสวียนของพวกเจ้า ที่จู่ๆก็โผล่มาพร้อมแผนการชั่วร้าย?"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ทุกคนต่างพากันเงียบไปชั่วขณะ
"เลิกแสดงละครได้แล้ว! พวกเจ้านั่นแหละที่ทำอะไรบางอย่างกับต้นอู๋โยว สุดท้ายพวกเจ้าก็ทำให้มันเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จนเกือบทำให้ทุกคนตายอยู่ข้างใน! แล้วพวกเจ้าก็แกล้งทำเป็นออกมาช่วย หลอกให้คนอื่นซาบซึ้งใจ พวกเขาจะได้ออกมาแก้ต่างให้พวกเจ้า!"
"ไม่ต้องมาพูดถึงเรื่องอื่นหรอก ข้าขอถามทุกคนที่อยู่ที่นี่หน่อยเถิด ทุกสำนักเลยก็ได้ ใครมีความสามารถพอที่จะทำอะไรกับต้นอู๋โยวได้บ้าง? แม้แต่เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตที่แข็งแกร่งที่สุด ท่านก็มิอาจทำให้ต้นอู๋โยวเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ได้มิใช่หรือ?"
เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วแน่น
"ไม่ได้"
"ใช่แล้ว ท่านทำไม่ได้ พวกข้าก็ทำไม่ได้ มีเพียงเขาเท่านั้นที่ทำได้! ตอนที่เขาอยู่ใต้ต้นอู๋โยว เขาเคยนอนอยู่ท่ามกลางดอกปราณวิญญาณที่ไม่มีใครหาเจอ อีกทั้งเขายังสามารถเก็บต้นอู๋โยวเข้ามาในมือได้อย่างง่ายดายอีก!"
"ถ้าเช่นนั้น เขาจะเปลี่ยนต้นอู๋โยว จากสถานที่ฝึกฝนอันศักดิ์สิทธิ์ให้กลายเป็นนรกบนดินไม่ได้หรืออย่างไร? เขาทำได้ และมีเพียงเขาเท่านั้นที่ทำได้! พวกเจ้ายังไม่รู้สึกตัวอีกหรือ?!"
เจ้าสำนักหยวนอู่กล่าวถูกต้องแล้ว ที่นี่นอกจากเขา ไม่มีใครสามารถขยับต้นอู๋โยวได้เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตกล่าวว่า
"คนที่ช่วยคือเขา คนที่ทำร้ายก็ต้องเป็นเขาแน่นอน"
มังกรดำได้ยินเช่นนั้นก็โกรธจนด่าทอออกมาทันที "พูดบ้าบออะไรของเจ้า! เขาทำได้ ก็แปลว่าเขาต้องเป็นคนชั่วอย่างนั้นรึ? แล้วเจ้าทำไม่ได้ เจ้าก็เลยเป็นคนดีตลอดชีวิตสินะ? คนที่เก่งกว่าเจ้าล้วนทำชั่ว งั้นจะฆ่าให้หมดเลยไหม? เจ้าฆ่าได้หรือ? ไอ้พวกไร้ประโยชน์!"
"หุบปาก! เจ้าพูดจาไร้สาระมาเดือนหนึ่งแล้ว พวกข้าไม่อยากลดตัวไปเถียงกับเจ้า พวกข้าอดทนมาครั้งแล้วครั้งเล่า บัดนี้เมื่อเผชิญหน้ากับเรื่องถูกผิด เจ้ายังจะใช้วิธีนี้มาหลอกลวงพวกข้าอีก พวกข้าจะไม่อดทนอีกต่อไปแล้ว!" เจ้าสำนักอัคคีแดงกล่าวด้วยความโกรธ
"เจ้าจะต้องได้รับผลจากความหยิ่งผยองในไม่ช้า!"
มังกรดำยังอยากจะด่าต่อ แต่ถูกเยี่ยหลิงหลงดึงตัวกลับไป
"ข้าอยากถามพวกท่านสักหน่อย เขามีความจำเป็นอะไรที่ต้องแสดงละครเรื่องนี้? ถ้าทุกคนตายอยู่ข้างใน จะไม่ดีกว่าหรือ? ตอนนี้ปล่อยศิษย์ของพวกท่านออกมา สุดท้ายพวกท่านก็ต้องหันมาจัดการกับเขาอีกอยู่ดี!"
เจ้าสำนักหยวนอู่หัวเราะเยาะ "ก็เพราะคนของพวกเจ้าก็อยู่ข้างในนั่นแหละ! เขาไม่ได้ช่วยคนอื่นหรอก แค่ต้องการปล่อยพวกเจ้าออกมาเท่านั้น!"
"ข้าสร้างค่ายกลไว้ห้าค่าย ทุกคนในสำนักชิงเสวียนของพวกข้าอยู่ในค่ายเดียวกัน เขาจะปล่อยเฉพาะพวกเราก็ได้ ไม่จำเป็นต้องปล่อยทั้งห้าค่าย! อีกอย่าง ถ้าจะทำร้ายทุกคนจริงๆ ตอนแรกทำไมข้าต้องนำทุกคนไปหลบภัย แล้วยังเหนื่อยยากสร้างค่ายกลให้ทุกคนอีก?"
"แน่นอน ก็เพื่อให้ทุกคนมองพวกเจ้าเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตพวกเขาไว้อย่างไรเล่า! ทุกคนต่างซาบซึ้งในบุญคุณของพวกเจ้า ไม่มีใครคิดว่าพวกเจ้าคือผู้อยู่เบื้องหลังแล้วใครเล่าจะมาสืบสวนเรื่องที่พวกเจ้าทำลายเขาอู๋โยว และผูกขาดต้นอู๋โยวเช่นนี้?"
บทที่ 978: ท่านโกหกพวกเราทุกคนหรือ?
เจ้าสำนักหยวนอู่หัวเราะเยาะ ก่อนจะกล่าวว่า "เพราะพวกเจ้าทุกคนมีการฝึกฝนต่ำเกินไป ไม่มั่นใจว่าจะหนีพ้นการล้อมโจมตีของผู้ฝึกตนขอบเขตมหายานสิบคน พวกเจ้าถึงได้แสดงละครหลอกลวงพวกเราเช่นนี้!"
"หากพวกเจ้ามีความสามารถที่จะหนีรอดได้จริง พวกเจ้าคงหนีไปนานแล้ว จะมาเสียเวลาพูดจากับพวกข้าด้วยเหตุใด? สาเหตุที่แท้จริงก็คือ พวกเจ้าหนีไปไม่ได้อย่างไรเล่า!"
เมื่อเจ้าสำนักหยวนอู่พูดจบ เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตก็ตวาดขึ้นทันที
"พอได้แล้ว! เขาอู๋โยวและต้นอู๋โยวเป็นทรัพยากรฝึกฝนอันล้ำค่าของภพบน บัดนี้ทุกอย่างได้ถูกทำลายในมือพวกเจ้า พวกเจ้าต้องให้คำอธิบายมา! มิเช่นนั้น! วันนี้จะไม่มีใครได้ไปจากที่นี่ทั้งสิ้น!"
"นอกจากเรื่องนี้แล้ว ศิษย์สำนักชิงเสวียนของพวกเจ้า ล้วนมีความลับซ่อนอยู่มิใช่หรือ? พวกเจ้าเป็นผู้ใด? มาจากที่ใด? และจะทำอะไรกับภพบนกันแน่?!"
เจ้าสำนักอัคคีแดงกล่าว
"หากว่าพวกเราไม่ได้ความกระจ่างในเรื่องเหล่านี้ พวกข้าไม่มีทางปล่อยให้พวกเจ้าจากไปอย่างแน่นอน! มิเช่นนั้นหากภพบนถูกทำลายในมือพวกเจ้า พวกข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด?"
เยี่ยหลิงหลงได้ยินเช่นนั้นก็กำมือแน่นในแขนเสื้อ ใบหน้างดงามของนาง คิ้วเรียวถูกขมวดเข้าหากัน
"เช่นนั้นก็หมายความว่า วันนี้พวกท่านจะไม่ปล่อยพวกข้าไปไม่ว่าอย่างไรสินะ ข้าเข้าใจถูกหรือไม่!?"
"ไม่ได้" เจ้าสำนักแปรเมฆากล่าว "ไม่ว่าพวกเจ้าจะบริสุทธิ์จริง หรือพวกเจ้ามีเหตุผลที่ซ่อนเร้นไว้ ภายหลังเมื่อพวกข้าสืบสวนกระจ่างแล้ว พวกข้าจะคืนความบริสุทธิ์ให้พวกเจ้าเอง แต่วันนี้ เพื่อรักษาความสงบของภพบน พวกเจ้าต้องอยู่ที่นี่เสียก่อน"
เจ้าสำนักแปรเมฆาถอนหายใจ
"ข้าเองก็ไม่อยากคิดร้ายกับพวกเจ้า แต่ทุกปัจจัยที่เป็นภัยต่อภพบนข้าต้องระมัดระวังไว้ก่อน ข้าขอรับรองกับพวกเจ้าว่า หากพวกเจ้าบริสุทธิ์จริง ข้าจะให้ความเป็นธรรมแก่พวกเจ้าอย่างแน่นอน"
เจ้าสำนักวายุเหินกล่าวว่า "ใช่แล้ว พวกเจ้าอย่าได้ต่อต้านโดยไร้ประโยชน์เลย มันทำร้ายทั้งตัวเอง และผู้อื่น ไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย หากพวกเจ้าบริสุทธิ์จริง เจ้าก็กลับไปกับพวกข้า ไม่มีสิ่งใดให้ต้องกังวลทั้งสิ้น ใช่หรือไม่?"
เจ้าสำนักหทัยครามกล่าวว่า "เรื่องนี้ ข้าเห็นด้วยกับคำพูดของท่านเจ้าสำนักคนอื่น ภพเซียนเบื้องบนนี้ สงบสุขมาหลายปีแล้ว ข้าเองก็ไม่อยากให้มันถูกทำลายไป จุดประสงค์ของพวกข้า ล้วนเพื่อความสงบสุขของภพเซียนทั้งสิ้น ไม่ใช่เพื่อกลั่นแกล้งพวกเจ้า หากว่าพวกเจ้าบริสุทธิ์จริง พวกข้าจะจัดการเรื่องนี้อย่างเหมาะสมเอง"
เจ้าสำนักจันทราพิฆาตพูดเกลี้ยกล่อมอย่างอ่อนโยนว่า
"เด็กๆ การที่เขาอู๋โยวและต้นอู๋โยวพังทลายลงมานี้ เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งต่อภพบน ไม่แปลกที่พวกข้าจะกังวลเช่นนี้ บัดนี้ขอให้พวกเจ้าลองคิดในมุมมองของพวกข้าบ้างเถิด อย่าทำให้พวกข้าลำบากใจเลย ไป่เวยก็ยังอยู่ท่ามกลางพวกเจ้า ข้าไม่อยากให้นางได้รับบาดเจ็บไปด้วย!"
"แล้วถ้าพวกข้าไม่ยอมล่ะ?"
อวี๋หงหลานก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว นางยืนขวางอยู่เบื้องหน้าทุกคน แล้วชักกระบี่ยาวของนางออกมาจากแหวนมิติ
การกระทำนี้ ยิ่งส่งให้บรรยากาศที่เริ่มผ่อนคลายลงเล็กน้อย กลับตึงเครียดขึ้นมาในทันที
ราวกับว่าพวกเขาพร้อมจะประมือกันทุกเมื่อ
"พวกเจ้าย่อมไม่มีทางยอมรับอยู่แล้ว! ทำความชั่วแล้วยังกลัวความผิด พวกเจ้านี่มันไร้ยางอายสิ้นดี!" เจ้าสำนักหยวนอู่ตวาดเสียงดัง
"ดี!! ข้าเองก็ไม่ได้หวังว่าพวกเจ้าจะยอมรับอยู่แล้ว วันนี้การต่อสู้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้! พอดีเสียจริง!! ข้าเองก็อยากแก้แค้นให้ศิษย์ของข้าเหมือนกัน!"
เมื่อพูดจบ เขาก็ไม่สนใจผู้อื่น ชักกระบี่ยาวออกมาจากแหวนมิติของตนทันที
ในฐานะที่เป็นผู้ฝึกตนขอบเขตมหายาน เมื่อกระบี่ยาวของเขาถูกชักออกมา กระแสพลังก็พุ่งสูงขึ้นทันที ทำให้บรรยากาศโดยรอบนั้นตึงเครียดยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า!
"เจ้าสำนักหยวนอู่พูดถูก หากพวกเจ้าไม่ยอมรับ พวกข้าก็จะลงมือทันที" เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตเองก็แสดงจุดยืนออกมาเช่นกัน
แม้ว่าท่านเจ้าสำนักคนอื่นๆจะไม่ได้พูดอะไร แต่ก็เห็นได้ชัดว่าพวกเขาล้วนมีความคิดที่ไปในทางเดียวกัน
อวี๋หงหลานหันไปมองพวกเขาแวบหนึ่ง
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก ข้าจำได้ว่าเจ้ามีปีศาจมายาอยู่ตนหนึ่ง"
"ศิษย์พี่หญิงใหญ่!"
"ข้าจะมอบเรือเหาะให้เจ้า เจ้าต้องพาพวกเขาหนีไป ข้าจะถ่วงเวลาให้พวกเจ้า เจ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวังใช่หรือไม่?"
"ไม่ได้นะเจ้าคะ!"
"ตอนนี้พวกเรายังมีทางเลือกอื่นอีกหรือ? หากพวกเจ้าหนีไป ก็ยังมีโอกาสแก้แค้นให้ข้าได้ในภายหลัง แต่ถ้าพวกเจ้าไม่ไป พวกเราก็จะตายกันที่นี่ แล้วใครจะมาเก็บศพพวกเรา? การที่พวกเราต้องมาตายแบบนี้ พวกเจ้ายอมหรือ?"
"ไม่ยอมเด็ดขาด!! แต่พวกเราก็จะไม่ทิ้งท่านไปด้วยเช่นกัน!" เยี่ยหลิงหลงกล่าว "หากต้องตายจริงๆ ข้าขอตายพร้อมท่านดีกว่า!"
"ยามเกิดเรื่อง เจ้าเป็นคนที่ใจเย็นที่สุดในพวกเรา แต่ตอนนี้เจ้าก็คลุ้มคลั่งไปด้วยหรือ? เจ้าจะตายก็ได้ แต่เจ้าไม่มีสิทธิ์ลากศิษย์ร่วมสำนักคนอื่นไปตายด้วย!" อวี๋หงหลานตวาดออกมา
"ข้า..."
"พวกเจ้าเคยคิดบ้างหรือไม่? ว่าต้นเหตุของทุกสิ่งที่เกิดขึ้น แท้จริงแล้วอยู่ที่ข้าทั้งนั้น?"
เยี่ยชิงเสวียนเอ่ยปากขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้ศิษย์สำนักชิงเสวียนทั้งหมดต่างตะลึงงันไปทันที
ไม่เพียงแค่เพราะเนื้อหาที่เขาพูด แต่ยังเป็นเพราะน้ำเสียงของเขาด้วย
ก่อนหน้านี้ ตอนที่อวี๋หงหลานและเยี่ยหลิงหลงพูดคุยกัน พวกนางใช้เสียงที่แผ่วเบาพูดคุยกัน คนที่อยู่ภายนอกย่อมไม่ได้ยิน แต่เมื่อเยี่ยชิงเสวียนพูดประโยคนี้ออกมา
เขาใช้น้ำเสียงปกติ แม้จะไม่ดังนัก แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ มีใครบ้างที่จะไม่ได้ยิน?
"พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร? รู้หรือไม่ว่าเหตุใดข้าถึงสามารถดูดซับต้นอู๋โยวได้? รู้หรือไม่ว่าทำไมข้าถึงไม่ปล่อยให้พวกเจ้าตาย?”
“และในเมื่อข้ามีความสามารถนี้ แต่ข้ากลับเลือกที่จะดูดซับต้นอู๋โยวไปเอง จนสุดท้ายก็ทำให้พวกเจ้าต้องติดอยู่ในสถานการณ์คับขันเช่นนี้? คำตอบเหล่านั้น พวกเจ้ารู้หรือไม่?"
คำถามต่อเนื่องของเยี่ยชิงเสวียนนี้ ยิ่งทำให้ทุกคนจากสำนักชิงเสวียนงุนงงไปหมด
‘ใช่แล้ว! คำตอบของทุกสิ่ง!?’
คำถามกะทันหันของเขาทำให้คนที่ล้อมพวกเขาอยู่ก็ตะลึงไปด้วย
เกิดอะไรขึ้น? พวกเขาไม่ได้เป็นพวกเดียวกันหรอกหรือ?
อวี๋หงหลานถามออกมาด้วยความสงสัย "เหตุใดหรือ?"
"เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้หรอกว่าเป็นเพราะเหตุใด
พวกเจ้าที่มีการฝึกฝนต่ำต้อย ทั้งสับสนและไม่รู้จักประมาณตน กลับมายืนขวางหน้าข้า
และเพื่อข้าถึงกับยอมต่อกรกับทุกคนเชียวหรือ? ช่างเป็นเรื่องที่โง่เขลาสิ้นดี"
คำพูดนี้ ไม่เพียงทำให้ศิษย์สำนักชิงเสวียนต้องตะลึง แม้แต่คนนอกก็พลอยสงสัยไปด้วย
"พวกเจ้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ในเมื่อข้ามีความสามารถดูดซับต้นอู๋โยวได้ ข้าก็ย่อมมีความสามารถที่จะ..."
เยี่ยชิงเสวียนเหลือบตามองไปยังผู้คนที่ล้อมพวกเขาอยู่ แสดงสีหน้ากึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม
"ทำลายล้างทุกคนที่อยู่ ณ ที่นี้"
เขาเอ่ยวาจานี้อย่างไม่ใส่ใจ ราวกับว่าเขาเพิ่งดูดซับต้นอู๋โยวทั้งต้นได้อย่างง่ายดายอย่างไรอย่างนั้น
ไร้ซึ่งจิตสังหารที่แผ่ซ่าน ไร้ซึ่งความดุร้าย ไร้ซึ่งความกระหายเลือดและความคลั่ง
ราวกับเป็นเพียงการปัดฝุ่นบนแขนเสื้อเท่านั้น
ช่างเรียบง่ายและธรรมดา ทำให้ผู้ที่ได้ยินต้องสะดุ้งและเหงื่อเย็นผุดซึมออกมาจากกรอบหน้าโดยพร้อมกัน
คำพูดของเขาสร้างความกดดันอย่างน่ากลัว ทำให้ผู้ที่เคยมั่นใจว่าจะต้องชนะอดใจหายวูบไม่ได้
ดังนั้น การกระทำและคำพูดของผู้คนจากสำนักชิงเสวียนก่อนหน้านี้ จึงไม่ได้เป็นตัวแทนของเขา?
แม้แต่พวกเขาเอง ก็ไม่รู้สถานการณ์ที่แท้จริงของคนผู้นี้?
หลังจากที่เขาพูดจบ ทุกคนตกอยู่ในความเงียบเป็นเวลานาน แม้แต่เจ้าสำนักหยวนอู่ที่เพิ่งแสดงความเกลียดชังออกมาเมื่อครู่นี้ ก็ยังไม่สามารถโต้แย้งได้ในทันที
จนกระทั่งเสียงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ยากจะปิดบังได้ดังขึ้น มันทำลายความเงียบที่กดดันนี้ลง
"ท่านปิดบังตัวตนมาตลอด แฝงตัวอยู่ท่ามกลางพวกข้า หรือว่าท่านหลอกลวงพวกข้าทุกคนมาโดยตลอดเลยหรือ?"
เยี่ยหลิงหลงมองดูเยี่ยชิงเสวียนด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
แต่ดวงตาของเยี่ยชิงเสวียนยังคงสงบนิ่ง ไม่มีอะไรในดวงตาเหมือนเช่นเคย
แล้วเขาก็ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยและโหดร้ายเป็นที่สุด
"ใช่แล้ว"
บทที่ 979: นางทรยศทุกคนเพื่อเอาชีวิตรอด
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ผู้คนที่อยู่รอบนอกต่างก็ไม่ทันได้ตั้งตัว จี้จื่อจั๋วเป็นคนแรกที่ทนไม่ไหว เขาเร่งฝีเท้าก้าวขึ้นมาข้างหน้า ยกมือขึ้นจะตบหน้าเยี่ยชิงเสวียนไปคราหนึ่ง
"ไอ้ตัวดี! แสร้งทำเป็นคนดี หลอกลวงศิษย์น้องหญิงเล็กของข้า ข้าจะฆ่าเจ้าให้ตายเสีย!"
มังกรดำที่ยืนอยู่ข้างเยี่ยชิงเสวียน รีบตอบสนองออกมาอย่างรวดเร็ว เขาก้าวมาขวางหน้าเยี่ยชิงเสวียนไว้ พร้อมกับตวัดฝ่ามือใส่จี้จื่อจั๋วทันที
แม้ว่าจะไม่ได้ใช้แรงมากนัก แต่ก็ทำให้อีกฝ่ายเซถลาไป สีหน้าของเขาดูไม่ดีเอาเสียเลย
"จะทำอะไร! เจ้าจะทำอะไร! เขาไม่เคยบอกว่าตัวเองเป็นใครเสียหน่อย ทุกอย่างพวกเจ้าคิดเอาเองทั้งนั้น อีกทั้งพวกเจ้าเองที่อยากพาเขาไป! ตอนนี้รู้ว่าเขาไม่ปกติก็เริ่มโยนความผิด หมายจะสังหารเขาแล้วหรือไร?"
มังกรดำยกมือขึ้นอย่างโกรธเกรี้ยว
"ข้าจะบอกพวกเจ้าเอาไว้เลย วันนี้ใครกล้าแตะต้องเขา ถึงข้าต้องสละชีวิต ก็จะทำให้พวกเจ้าตายตกตามกันไป!"
"น่าขบขันยิ่งนัก! หากจริงใจ ทำไมไม่พูดให้ชัดแต่แรก? การปิดบังซ่อนเร้นเช่นนี้ เขาย่อมไม่ใช่คนดีแน่!"
หนิงหมิงเฉิงเองก็โมโหเช่นกัน พวกเขาผิดก่อนแท้ๆ ยังกล้ามาลงมืออีก ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี!
หลอกลวงความรู้สึกของศิษย์น้องหญิงเล็ก เอาเปรียบศิษย์น้องหญิงเล็ก
สุดท้ายยังพูดออกมาหน้าด้านๆเหมือนไม่มีอะไร นี่ยังจะเรียกว่าเป็นคนอยู่อีกหรือ?
ตอนนี้ลู่ไป๋เวยเองก็ทนไม่ไหวแล้ว นางสูดหายใจลึก ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว กำลังจะเดินหน้าไปด่า แต่ถูกเยี่ยหลิงหลงดึงกลับมา
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก ข้ายังไม่ทันได้ด่าเลยนะ!"
เยี่ยหลิงหลงสูดหายใจลึก พยายามรักษาความสงบ
"ด่าไปจะมีประโยชน์อะไร? เรื่องเร่งด่วนตอนนี้ ควรจะเป็นการแก้ไขปัญหาที่อยู่ตรงหน้า"
"แต่ว่า..."
"แต่อะไรกัน? นี่มันก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ? เขาแกล้งทำเป็นคนธรรมดา ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางพวกเรามานานขนาดนี้ เขาไม่เคยบอกพวกเราเลยว่าเขามีพลังที่แข็งแกร่งขนาดนี้ สรุปว่าที่เขามาเกาะติดเรา เขามีจุดประสงค์อะไรกันแน่?"
หลังจากเยี่ยหลิงหลงพูดจบ คนอื่นๆต่างจมอยู่ในความคิด มีเพียงลู่ไป๋เวยที่ไม่ต้องคิดนางรีบก็พยักหน้าทันที แล้วพูดออกมาประโยคหนึ่ง
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าพูดถูกแล้ว!"
"ศิษย์พี่หญิงห้า ช่างมีสติสัมปชัญญะเป็นเลิศจริงๆ ดังนั้น อย่าได้มายุ่งเกี่ยวกับเรื่องยุ่งยากนี้เลย ท่านจงกลับสำนักจันทราพิฆาตไปเสียเถิด"
เมื่อลู่ไป๋เวยได้ยินศิษย์น้องหญิงเล็กชมนาง นางก็จะพยักหน้าเห็นด้วยโดยไม่รู้ตัว
แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยปากพูด ก็พลันรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก นี่เจ้ากำลังจะ..."
ลู่ไป๋เวยพูดได้เพียงครึ่งประโยค จู่ๆก็พบว่าตนเองพูดไม่ออกไปเสียแล้ว นางถูกแปะยันต์ห้ามพูดเอาไว้!
ในขณะที่นางกำลังตกตะลึงอยู่นั้น นางก็พบว่าร่างกายของตนแข็งทื่อไปหมด นางมิอาจขยับเขยื้อนได้เลย
นอกจากนัยต์ห้ามพูด นางยังถูกแปะยันต์ตรึงกายอีก!
ศิษย์น้องหญิงเล็กที่นางไว้ใจที่สุด กลับใช้กระดาษยันต์ลอบทำร้ายนาง
เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้? นางต้องการทำอะไรกันแน่?
นางอยากจะแจ้งเตือนศิษย์ร่วมสำนักคนอื่น แต่ตอนนี้นางทำอะไรไม่ได้เลย
ได้แต่มองดูตนเองถูกศิษย์น้องหญิงเล็กใช้วิชา พานางลอยขึ้นไป พาตรงไปยังทิศทางของสำนักจันทราพิฆาตในทันที!
"ท่านเจ้าสำนักจันทราพิฆาต ความบริสุทธิ์ของลู่ไป๋เวยนั้น ท่านย่อมรู้ดีกว่าข้า ตอนขึ้นไปภพบน ก็พวกท่านเป็นคนรับนางไป การที่ภายหลังนางมาร่วมเดินทางกับพวกข้า ล้วนแล้วก็เพราะเรามีอุดมการณ์เดียวกันเท่านั้น เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับนาง ท่านพานางกลับไปอบรมสั่งสอนให้ดีเถิด"
เรื่องราวครั้งนี้ ได้ก่อความวุ่นวายใหญ่โต ลู่ไป๋เวยเองก็ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก พวกเขาต่างก็รู้ว่านางบริสุทธิ์ แต่ก็ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ เจ้าสำนักจันทราพิฆาต และผู้อาวุโสอวี๋ฉงม่าน ทั้งสองคนร้อนใจเป็นอย่างยิ่ง
ตอนนี้มีโอกาสดีๆมาอยู่ตรงหน้า ลู่ไป๋เวยถูกส่งกลับมาตามลำพัง พวกเขาจะมีเหตุผลอันใดไม่รับนางกลับมาเล่า?!
ดังนั้น เจ้าสำนักจันทราพิฆาตจึงไม่พูดอะไรมาก รีบก้าวไปรับตัวลู่ไป๋เวยที่ถูกส่งกลับมาในทันที
สิ่งแรกที่ทำหลังจากรับตัวมา คือส่งให้นางอยู่ในการดูแลของอวี๋ฉงม่าน ให้นางคอยจับตาดูอย่างใกล้ชิด
ไม่ให้ลู่ไป๋เวยก่อเรื่องวุ่นวายใดๆอีก
"เจ้าสำนักจันทราพิฆาต ท่านทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร? ท่านจะปกป้องคนพวกนี้หรือ?"
เจ้าสำนักหยวนอู่เห็นดังนั้น จึงรีบออกมากล่าวหาอย่างร้อนใจในทันที
สำนักจันทราพิฆาตอีกแล้ว!! ในสายตาของพวกเขาสำนักจันทราพิฆาตน่าชังเป็นที่สุด!!!
ตั้งแต่ในดินแดนลับต้นอู๋โยวจนถึงตอนนี้ พวกเขาไม่หยุดทำให้บรรดาสำนักทั้งหลายต้องขายหน้า ตอนนี้ในที่สุดก็มีโอกาสทำลายทายาทโดยตรงของพวกเขา จะปล่อยให้โอกาสทองวิ่งหนีไปจากอ้อมอกได้อย่างไร?
"เจ้าสำนักหยวนอู่ ท่านดูให้ชัดเจนก่อน! ข้าพาแค่ศิษย์น้องกลับมาเท่านั้น พวกที่เหลือยังอยู่ที่นั่น ข้าไม่ได้ช่วยปกป้องพวกเขาเลยสักนิด!"
"แต่ลู่ไป๋เวยก็เป็นหนึ่งในพวกนั้น!"
"เช่นนั้นเจ้าบอกข้ามาสิ นางทำลายเขาอู๋โยวหรือแย่งชิงต้นอู๋โยวหรือ? หรือว่านางมีพิรุธอะไรกัน?"
"ถึงตอนนี้จะยังมองไม่ออก แต่พวกนางเป็นพวกเดียวกัน ถึงอย่างไรนางก็ต้องมีปัญหาแน่!"
เจ้าสำนักจันทราพิฆาตหัวเราะเยาะ ก่อนที่จะเอ่ยปากพูดว่า
"น่าขันเสียจริง ตอนอยู่ใต้ต้นอู๋โยวศิษย์ สายตรงเส้าจ่างคุนจากสำนักวายุเหินและตอนอยู่บนต้นอู๋โยว ต้วนซิงเหอศิษย์สำนักอัคคีแดงก็อยู่กับพวกเขาด้วย เช่นนั้นศิษย์สองคนนี้ก็ต้องเป็นพวกเดียวกับพวกนั้น สมควรถูกจับกุมทั้งหมดสิ?"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เจ้าสำนักวายุเหินก็รีบร้อนพูดขึ้นทันที
"การร่วมเดินทางด้วยกันในดินแดนลับเป็นเรื่องปกติที่สุด ต่อให้ต่างสำนักก็ยังร่วมมือกันได้มิใช่หรือ? แล้วจะนับว่าเป็นพวกเดียวกันได้อย่างไร เส้าจ่างคุนเป็นศิษย์จากสำนักวายุเหินของข้า เขาไม่เกี่ยวข้องด้วยอย่างแน่นอน!"
หลังจากที่เขาพูดจบ เจ้าสำนักอัคคีแดงก็เอ่ยขึ้นบ้าง
"ต้วนซิงเหอ ศิษย์สำนักอัคคีแดงของข้าก็ไม่เกี่ยวข้องเช่นกัน"
เจ้าสำนักจันทราพิฆาตหัวเราะออกมา
"เมื่อเป็นเช่นนั้น ลู่ไป๋เวยแห่งสำนักจันทราพิฆาตก็ไม่นับรวมด้วยเช่นกัน!"
"เจ้า..." เจ้าสำนักหยวนอู่โกรธจนควันออกหู เส้นเลือดปูดโปนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
แต่เมื่อเขามองไปรอบๆ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตหรือเจ้าสำนักแปรเมฆาก็ไม่มีท่าทีจะเอาลู่ไป๋เวยกลับมาเลย
คงเป็นเพราะในใจพวกเขา ลู่ไป๋เวยเป็นคนไม่สำคัญ พวกเขาจึงไม่อยากทำลายความสัมพันธ์จนดูไม่งาม
จึงยอมให้เกียรติเจ้าสำนักจันทราพิฆาตเช่นนี้
และเมื่อสำนักวายุเหินกับสำนักอัคคีแดงได้แสดงจุดยืนไปแล้ว จึงไม่มีใครเห็นด้วยกับเขาอีก
เขาคนเดียวก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ใดใดได้
เรื่องนี้ต้องอดทนไว้ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่อยากอดทน ก็ต้องอดทนให้จงได้
เจ้าสำนักหยวนอู่กัดฟัน และพูดด้วยความไม่พอใจ
"ถ้าเช่นนั้นเจ้าสำนักจันทราพิฆาตก็ต้องดูแลคนให้ดีๆ อย่าให้พลั้งเผลอไปคบหากับพวกไม่ดีเหล่านั้น หากติดนิสัยเลวๆเข้าไปแล้ว ข้าเองก็ช่วยไม่ได้หรอกนะ!"
เจ้าสำนักหยวนอู่เปลี่ยนน้ำเสียง แล้วพูดกับลู่ไป๋เวยอย่างประชดประชัน "อีกอย่าง อย่าให้นางอ้างว่าเป็นศิษย์สำนักชิงเสวียนอีก นางทรยศทุกคนเพื่อเอาชีวิตรอด นางไม่มีสิทธิ์เป็นคนจากสำนักนั้นแล้ว"
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ลู่ไป๋เวยร้อนใจเป็นอย่างยิ่ง อยากจะอ้าปากโต้แย้ง นางอยากจะตะโกน อยากจะขยับ แต่นางไม่สามารถส่งเสียงหรือขยับตัวได้เลยแม้แต่น้อย
นางได้แต่มองเพื่อนร่วมสำนัก ถูกทุกคนล้อมไว้ตรงกลาง และพวกเขาก็กำลังตกอยู่ในอันตราย ในขณะที่ตัวนางเองกลับยืนอยู่ห่างๆอย่างปลอดภัย
ด้วยสถานะทายาทเจ้าสำนักจันทราพิฆาต นางได้แต่มองพวกเขาถูกโจมตีพร้อมกันและต้องดิ้นรนต่อสู้จนตัวตาย
นางจะอ้าปากพูดสักคำว่านางเป็นศิษย์สำนักชิงเสวียน นางไม่เคยคิดและจะไม่มีวันทรยศเพื่อนร่วมสำนัก นางก็ยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ!
"ขอบคุณที่เจ้าสำนักหยวนอู่เตือน แต่ลู่ไป๋เวยของข้านั้น แต่เดิมก็ไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับพวกเขาอยู่แล้ว จะเรียกว่าทรยศได้อย่างไร ? แน่นอนว่า ลู่ไป๋เวยแห่งสำนักจันทราพิฆาตมีเพียงสถานะนี้เท่านั้น ที่เหลือไม่เกี่ยวข้องกับนาง"
เจ้าสำนักจันทราพิฆาตพูดอย่างเด็ดขาด ตัดขาดทุกความเกี่ยวข้อง
ทุกถ้อยคำตกกระทบหัวใจของลู่ไป๋เวยราวกับคมมีดกรีดผ่าน มันช่างทรมานยิ่งนัก
"ไม่ใช่! ไม่ใช่อย่างนั้นนะ!"
บทที่ 980: มารับผู้มีวาสนาหนึ่งคน
นางคือลู่ไป๋เวยแห่งสำนักชิงเสวียน ที่นั่นมีศิษย์น้องหญิงเล็กของนาง มีศิษย์พี่ใหญ่ของนาง และยังมีเพื่อนร่วมสำนักคนอื่นๆอีกมากมาย
นางไม่ได้ไม่ยอมรับพวกเขาแต่อย่างใด และนางก็ไม่ได้ทรยศพวกเขา นางยินดีที่จะเป็นตายร่วมกัน นางไม่เคยคิดจะมีชีวิตรอดเพียงลำพังเช่นนี้เลย
ทวายามนี้ลู่ไป๋เวยพูดไม่ออก แม้แต่จะมองพวกเขาให้ชัดก็แทบไม่ได้ เพราะน้ำตาที่เอ่อล้นขอบตา ทำให้การมองเห็นพร่าเลือน ทั้งปลายจมูกและหัวใจต่างรู้สึกเจ็บปวดไม่ต่างกันเลย
นางรู้สึกเศร้าใจเสียเหลือเกิน เศร้าจนบรรยายออกมาเป็นคำพูดไม่ถูก
ในตอนนั้น อวี๋ฉงม่านได้ก้าวออกมาหนึ่งก้าว นางตัดสินใจที่จะยืนบังตรงหน้าลู่ไป๋เวย
บดบังนางจากสายตาของทุกคนอย่างสิ้นเชิง
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ผู้คนจากสำนักชิงเสวียนยังไม่ทันได้ตั้งตัว ลู่ไป๋เวยก็ถูกเยี่ยหลิงหลงพาจากไปเสียแล้ว
แม้จะเป็นเรื่องดี แต่ความรู้สึกนี้ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก อีกทั้งยังทำให้ผู้คนรู้สึกหวั่นใจเป็นอย่างมาก
ลู่ไป๋เวยจากไปแล้ว แล้วพวกเขาที่เหลืออยู่เล่า จะได้อยู่ด้วยกันหรือไม่?
เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมา พวกเขาก็เห็นเยี่ยหลิงหลงเอ่ยปากขึ้นอีกครั้ง
"พวกเจ้าก็ได้ยินแล้วใช่หรือไม่ เขายอมรับด้วยปากตัวเองแล้วว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพวกเรา เขาแค่หลอกลวงพวกเรา และแทรกตัวเข้ามาอยู่ท่ามกลางพวกเราเท่านั้น!
เขาไม่มีการฝึกฝน แต่กลับแข็งแกร่งจนสามารถดูดซับต้นอู๋โยวทั้งต้นได้
พวกเราเองก็มองไม่เห็นการฝึกฝนของมังกรดำ แต่พละกำลังของเขาก็มากพอที่จะต่อสู้กับผู้ฝึกตนขอบเขตมหายานได้ พวกเขาต่างหากที่พิเศษเป็นที่สุด
ส่วนพวกเราก็แค่คนธรรมดากลุ่มหนึ่ง การฝึกฝนไม่สูง พละกำลังก็ไม่แข็งแกร่ง ความผิดของพวกเขา จะให้พวกเรามารับผิดชอบได้อย่างไร?"
"เยี่ยหลิงหลง! นี่เจ้ากำลังพูดอะไรอยู่!"
มังกรดำได้ยินคำพูดเหล่านี้ ก็โกรธจนเสียสติ
"ก่อนเกิดเรื่อง เจ้าก็อยู่ติดกับเขาทุกวัน พอเกิดเรื่องขึ้นมา เจ้าก็ตัดขาดความสัมพันธ์ทิ้งเขาไปเช่นนี้เลยหรือ! เจ้าช่างเป็นหญิงเห็นแก่ตัวและไร้ยางอายเสียจริง!"
"ข้าเห็นแก่ตัวหรือ? คนที่ดูดซับต้นอู๋โยวไม่ใช่พวกเรา แล้วเหตุใดเจ้าจึงต้องให้พวกเรามารับผลที่ตามมาด้วยเล่า? ชีวิตของศิษย์สำนักชิงเสวียนไม่ใช่ชีวิตหรืออย่างไร?"
"เจ้า..."
มังกรดำยังอยากจะด่าอยู่ แต่เมื่อเยี่ยชิงเสวียนยกมือวางบนบ่าของเขา เขาก็ไม่สามารถเอ่ยคำใดออกมาได้อีก
"ข้าไม่จำเป็นต้องให้พวกเจ้ามารับผลของการกระทำใดใดแทนข้าทั้งนั้น"
เยี่ยชิงเสวียนหัวเราะเบาๆ ยังคงรักษาท่าทีสงบนิ่งเช่นเดิม
"พวกเจ้ามีการฝึกฝนแค่นี้ จะมีประโยชน์อันใดต่อข้าได้เล่า?"
"ใช่ พวกเจ้ามันไร้ประโยชน์"
เยี่ยหลิงหลงหันกลับไปมองอวี๋หงหลาน
"ศิษย์พี่หญิงใหญ่ พวกเราไปกันเถอะเจ้าค่ะ"
อวี๋หงหลานพยักหน้า กำลังจะลอยตัวขึ้นจากไป ทว่าในตอนนั้น เสียงตวาดด้วยความโกรธของเจ้าสำนักหยวนอู่ก็ดังมาจากด้านหน้าทันที
"ห้ามไปไหนเด็ดขาด! อย่าคิดว่าพูดแก้ตัวไม่กี่คำ แล้วจะสามารถจากไปได้ง่ายๆนะ! นอกจากลู่ไป๋เวยแล้ว พวกเจ้าต้องอยู่ที่นี่กันทั้งหมด! พวกข้าต้องสืบให้รู้ความลับที่อยู่ในตัวพวกเจ้าให้ได้!"
ในตอนนั้น เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตได้ก้าวออกมาหนึ่งก้าว พูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึมและเด็ดเดี่ยวว่า "เจ้าสำนักหยวนอู่พูดถูกแล้ว พวกเจ้าห้ามไปที่ใดทั้งสิ้น"
"เหตุใดจึงไปมิได้?"
เยี่ยหลิงหลงถามกลับ พลางส่งสัญญาณลับให้อวี๋หงหลานเตรียมเรือเหาะ
"พวกเจ้าคิดจริงๆหรือ ว่านอกจากเรื่องดูดซับพลังของต้นอู๋โยวแล้ว จะไม่มีเรื่องอื่นอีก?" เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ทุกคนต่างรู้สึกใจหายวาบ
สิ่งที่พวกเขากังวลมาตลอด ในที่สุดก็เกิดขึ้นจริงๆเสียแล้ว
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะปราณมารของศิษย์พี่สาม หรือว่าเป็นเพราะพี่เขย หรือว่าทั้งสองอย่างถูกมองทะลุปรุโปร่งไปหมดแล้ว
ดังนั้น แม้ว่าจะไม่มีเรื่องที่พี่เยี่ยดูดซับต้นอู๋โยวไป พวกนั้นก็ไม่มีทางปล่อยให้พวกเขาจากไปได้ง่ายๆอยู่แล้ว!
แต่เดิมพวกเขาวางแผนจะอยู่ในดินแดนลับเพื่อวางแผนระยะยาว แต่ดินแดนลับถูกอาจารย์จัดการเสียแล้ว พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นใดเลย!
ดูเหมือนว่านางจะเข้าใจแล้ว ว่าอาจารย์ได้วางกลอุบายใหญ่ไว้ในต้นอู๋โยว เพื่อกักขังพวกเขาไว้ และยังต้องการเปิดเผยความลับของพวกเขาอีกด้วย
เพราะพวกเขาเคยทำลายดินแดนลับของเกาะศักดิ์สิทธิ์มาก่อน ดังนั้นเขาจึงเตรียมแผนสำรองไว้
เขาต้องการให้คนพวกนี้ไม่มีทางถอย
"พวกเจ้าคิดจริงๆหรือว่าเรื่องพวกนั้นของพวกเจ้าจะสามารถปิดบังสายตาของพวกข้าได้?" เจ้าสำนักอัคคีแดงหัวเราะเยาะ
"พวกเจ้ายังอ่อนหัดเกินไป ความลับถูกเปิดเผยไปหมดแล้ว แต่พวกเจ้ากลับไม่รู้ตัวเลยสักนิด!"
เมื่อคำพูดจบลง เขาถึงกับยกมือขึ้นรวบรวมพลังวิญญาณโดยไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า ไม่นานก็ขว้างใส่กู้หลินเยวียน!
นั่นคือพลังวิญญาณของผู้ฝึกตนขอบเขตมหายาน แต่กู้หลินเยวียนในตอนนี้อยู่ในขอบเขตหลอมสุญตาขั้นปลายเท่านั้น!
เว้นแต่เขาจะเผยร่างมารของเขาออกมา ไม่เช่นนั้นเขาก็รับมือไม่ไหวแน่!
ในช่วงเวลาคับขันนั้น จู่ๆก็มีแสงสีทองสว่างวาบขึ้นจากที่ไกลๆ พร้อมกับพลังสีทองที่พุ่งทะยานมาอย่างรวดเร็ว ปะทะกับการโจมตีของเจ้าสำนักอัคคีแดงโดยตรงทันที
"โครม!" เสียงดังสนั่น พลังทั้งสองปะทะกันกลางอากาศจนสลายไป ส่วนกู้หลินเยวียนที่เป็นเป้าหมายกลับยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อนไปที่ใด
"ผู้ใดกัน?!" เจ้าสำนักอัคคีแดงตวาดด้วยความโกรธ
"ขออภัยที่รบกวนทุกท่าน อาตมามีธุระสำคัญ ขอความเมตตาจากทุกท่านด้วย"
เสียงที่ทั้งใสกังวานและเปี่ยมด้วยความเมตตาดังขึ้นมา ทุกคนรีบหันไปมอง เห็นหลวงจีนรูปหนึ่งถือคทาบินมาจากที่ที่มีแสงสีทองส่องสว่าง แล้วลงจอดบนซากปรักหักพังของเขาอู๋โยวอย่างรวดเร็ว
"พลังวิญญาณแห่งขอบเขตมหายานนี้ ร้ายกาจยิ่งนัก! เขาเป็นใครกัน?"
"ดูจากพละกำลังและการแต่งกายแล้ว เขาคงเป็นคนของวัดต้าฝานอินกระมัง?"
"ข้าได้ยินมาว่าวัดต้าฝานอิน ตั้งอยู่บนภูเขาเซียนนอกเขตจงหยวนมิใช่หรือ? ไม่ยุ่งเกี่ยวกับโลกมนุษย์และกิจการทางโลกแล้ว บางครั้งจะมีหลวงจีนบางรูปออกเดินทางไปทั่วเพื่อแสวงหาโชคลาภบ้ง แต่แทบจะไม่มีใครได้พบเห็นเยล!"
ในขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยกันอย่างออกความเห็น เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตก็เอ่ยปากขึ้น
"ไม่ทราบว่าท่านมาที่นี่ด้วยธุระใดหรือ?"
"เราได้รับคำสั่งจากท่านอาจารย์ให้มากล่าวทักทายเหล่าเจ้าสำนักทั้งหลาย การมาครั้งนี้เป็นการปฏิบัติตามคำสั่งของท่านอาจารย์ขอรับ ล้วนแล้วก็เพื่อมารับผู้ที่มีวาสนาต่อกันเท่านั้น"
เมื่อเขาพูดจบ สายตาของทุกคนในสำนักชิงเสวียนก็จ้องมองไปที่กู้หลินเยวียนทันที
เขาเคยพบกับหลวงจีนจากวัดต้าฝานอินมาก่อน หากพูดถึงผู้ที่มีวาสนา ที่นี่นอกจากเขาแล้วคงไม่มีใครอีก
แต่เดิมหลวงจีนจากวัดต้าฝานอิน เคยช่วยกู้หลินเยวียนจัดการวิญญาณของเยว่หานปิงและเคยบอกว่าหากมีวาสนา คงจะได้พบกันอีก แท้จริงแล้วคงเป็นเพราะมองเห็นปราณมารในตัวเขาเป็นแน่
แต่ตอนนั้น ทางวัดไม่ได้ลงมือกับเขาโดยตรง คงเป็นเพราะเคารพในความตั้งใจของเขา จึงไม่ทำร้ายเขาโดยง่าย
ตอนนี้หลวงจีนผู้ทรงศีลจากวัดต้าฝานอินปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งเช่นนี้ เห็นทีคงเป็นเพราะวาสนาที่พวกเขาพูด ได้มาถึงแล้วกระมัง ดังนั้นตอนนี้เขาจึงต้องการพากู้หลินเยวียนไป
มิเช่นนั้นหากเขาแปรสภาพเป็นมารเสียที่นี่ และเริ่มการต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตาย
เมื่อถึงตอนนั้นที่นี่ย่อมมีผู้บริสุทธิ์บาดเจ็บแน่นอน สถานการณ์นั้นคงจัดการได้ยากจริงๆ
แม้วาสนาที่พวกเขาพูดถึงจะดูลึกลับ แต่หลายครั้งก็เป็นจริงขึ้นมาได้เหมือนกัน
"คุณชาย ท่านยินดีจะกลับไปกับเราหรือไม่?"
สายตาอ่อนโยนของพระผู้ทรงศีลท่านนั้นทอดมองมาที่กู้หลินเยวียนแสดงความปรารถนาดีทั้งหมดของตน
"ข้าไม่..." กู้หลินเยวียนพูดยังไม่ทันจบก็เงียบเสียงไป
"ท่านผู้สูงส่ง… ศิษย์พี่สามของข้าบอกว่าเขาเองก็ไม่ทราบว่าตนเองมีบุญวาสนาอันใดกับวัดต้าฝานอิน แต่ในเมื่อเป็นพรหมลิขิตจากสวรรค์ เขาย่อมไม่อาจทำให้ผิดหวังได้ เขายินดีไปกับพวกท่านเจ้าค่ะ"
เมื่อเยี่ยหลิงหลงพูดจบ กู้หลินเยวียนที่ขยับตัวไม่ได้ก็เบิกตาโพลงจนแทบจะถลนออกมา!
‘เขาไม่ได้! เขาไม่ใช่! เขาไม่ได้หมายความเช่นนั้นเสียหน่อย!’
‘ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าเสียสติไปแล้วหรืออย่างไร?’
ศิษย์น้องหญิงห้า การฝึกฝนต่ำไม่มีพลังต่อสู้ การที่นางจะไปก็ไป อย่างน้อยก็ปลอดภัยดี
แต่เขาไม่เหมือนกัน เขาเป็นคนที่มีพลังความสามารถเก่งกาจ ย่อมเพียงพอที่จะสู้กับพวกขอบเขตมหายานเหล่านั้นได้แน่!
แล้วเขาจะไปได้อย่างไร? หากเขาไปแล้วพวกเขาจะทำอย่างไร? เขาไปไม่ได้เด็ดขาด!
แต่เขาพูดไม่ออก ขยับตัวก็ไม่ได้ เขาไม่คิดว่าจะถูกศิษย์น้องหญิงเล็กลอบทำร้ายในเวลาเช่นนี้!
‘เสียสติไปแล้วหรือ? ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้! รีบปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!’
จบตอน
Comments
Post a Comment