บทที่ 981: เขาเป็นบ้าหรือไรกัน?
ในยามคับขัน กู้หลินเยวียนพยายามสูดหายใจลึก
เขาระดมพลังทั้งหมดในร่างกาย เขาไม่เชื่อว่าตนเองที่อยู่ในขอบเขตหลอมสุญตาขั้นปลาย จะหลุดพ้นจากกระดาษยันต์สองแผ่นของศิษย์น้องหญิงเล็กที่อยู่แค่ขอบเขตแปรเทวะไม่ได้!
อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาเพิ่งจะเริ่มระดมพลังวิญญาณ จู่ๆ รอบร่างกายก็ถูกห่อหุ้มด้วยแสงสีทองสายหนึ่ง
มันเหมือนเข็มที่ทิ่มแทงร่างกายของเขา ทำให้พลังที่กำลังจะระดมขึ้นมานั้น สลายไปอย่างง่ายดาย
เขาเงยหน้าขึ้นมองหลวงจีนระดับสูงจากวัดต้าฝานอินอย่างไม่เข้าใจและโกรธแค้น
ทว่าเขาเห็นเพียงท่านยังคงแย้มยิ้มบนใบหน้า เป็นรอยยิ้มที่อบอุ่นและเปี่ยมเมตตายิ่งนัก
"ครั้งที่แล้ว ข้าก็อยากพาท่านไป แต่วาสนายังมาไม่ถึง ครานั้นคงเป็นเพราะท่านไม่เต็มใจ ในเมื่อตอนนี้ท่านเต็มใจจะไปกับข้าแล้ว พวกเราก็ไปด้วยกันเถิด"
เมื่อเขาพูดจบ กำลังจะรวบตัวเขา พร้อมแสงสีทองกลับไป
ทว่าในตอนนั้น เจ้าสำนักอัคคีแดงก็ก้าวออกมา
"ขอประทานอภัยเถิดท่านผู้ทรงศีล!"
"ไม่ทราบว่าท่านเจ้าสำนักอัคคีแดงมีธุระใดอีกหรือ?"
"ท่านไม่สามารถพาเขาไปได้ เพราะว่าในตัวของเขา..."
เจ้าสำนักอัคคีแดงยังพูดไม่ทันจบ หลวงจีนผู้สูงศักดิ์แห่งวัดต้าฝานอินก็ตัดบทขึ้นมาทันที
"ท่านเจ้าสำนักอัคคีแดง สำนักของท่านเป็นหนึ่งในเจ็ดสำนักใหญ่ คำพูดของท่านย่อมมีน้ำหนักในทุกเวลา ดังนั้น คำพูดที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ ท่านควรคิดให้ดีก่อนที่จะเอ่ยออกมานะ"
เจ้าสำนักอัคคีแดงได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักไป
ในชั่วขณะนั้น ความหุนหันพลันแล่นทั้งหมดที่เคยมีถูกระงับลงทันตา
นี่เป็นการเตือนตัวเองว่า ในฐานะเจ้าสำนัก เขาผู้อยู่ในตำแหน่งสูงส่ง ไม่ควรที่จะกระทำการใดโดยไร้คุณธรรม
พลังงานผิดปกติที่อยู่ในตัวกู้หลินเยวียน แม้จะมีข้อสงสัย แต่ยังไม่มีหลักฐานใดมาพิสูจน์ได้ หากเขาพูดกล่าวหาไปมาอย่างไร้เหตุผล ก็จะดูเป็นการรังแกผู้น้อยเปล่าๆ
หากที่นี่มีเพียงแค่คนจากเจ็ดสำนักใหญ่แห่งจงหยวนก็คงไม่เป็นไร เพราะเจ็ดสำนักใหญ่มีอำนาจเบ็ดเสร็จที่นี่โดยสมบูรณ์ ถึงเขาจะทำผิดก็คงไม่มีใครทำอะไรเขาได้
แต่ถ้าวัดต้าฝานอินเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วยแล้ว และหากว่าเขากระทำการใดผิดพลาด เขาจะถูกกล่าวหาว่าใช้กำลังและป่าเถื่อน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของเจ็ดสำนักใหญ่ทั้งหมด
เจ้าสำนักอัคคีแดงไม่ชอบถูกบีบบังคับเช่นนี้ แต่คนตรงหน้าก็มีสิทธิ์ที่จะทำเช่นนั้นได้จริงๆ
เขาหันไปมองท่านเจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตและเจ้าสำนักแปรเมฆาที่อยู่ข้างๆ
"สรุปว่าวันนี้วัดต้าฝานอินจะพากู้หลินเยวียนไปด้วยใช่หรือไม่?" เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตถาม
"คำสั่งอาจารย์ของข้า ยากจะขัดยิ่งนัก ข้าคงต้องขออภัยที่ล่วงเกิน" หลวงจีนรูปนั้นค้อมคำนับแล้วกล่าวต่อ "แน่นอนว่า หากทุกท่านยืนกรานจะให้เขาอยู่ที่นี่ อาตมาก็ไม่อาจจะต่อสู้กับพวกท่านได้ เพียงแต่...เขาสำคัญถึงขนาดที่พวกท่านไม่อาจให้เกียรติวัดต้าฝานอินเชียวหรือ?"
เมื่อได้ยินคำถามนี้ ทุกคนต่างจมอยู่ในห้วงความคิด
พวกเขาไม่ยอมปล่อยตัวกู้หลินเยวียนไป เพราะรู้สึกถึงพลังงานผิดปกติบนลานประลองยุทธ์ สังเกตว่าเขาอาจมีปัญหาใหญ่แฝงอยู่และกลัวว่าจะเป็นภัยต่อความสงบสุขของพวกเขา ด้วยเหตุนี้พวกเจ้าสำนักทั้งหลายจึงกักตัวไว้สอบสวนโดยบังคับ
หากมองอีกมุมหนึ่ง ตอนนี้วัดต้าฝานอินอาสาเข้ามาจัดการเอง ถ้าปล่อยให้พวกหลวงจีนเหล่านี้พาตัวไปและให้พวกเขาจัดการเอง ยามนั้นกู้หลินเยวียนก็จะไม่สามารถทำลายความสงบสุขและระเบียบของพวกเขาได้อยู่ดี
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาไม่ต้องเสียแรงไปจัดการกับคนผู้นี้ เพราะตอนนี้มีเรื่องที่ยุ่งยากกว่า คือชายในชุดผ้าไหมสีดำผู้นี้ เขาไม่มีการฝึกฝนใดใดในร่างกายเลย แต่กลับสามารถดูดซับพลังจากต้นอู๋โยวได้
หากว่ามองแบบนี้ ทุกอย่างก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายแล้วมิใช่หรือ?
"แน่นอนว่าทุกท่านอาจไม่ให้เกียรติก็ได้ เพียงแต่ว่าบุรุษผู้นี้เป็นผู้มีวาสนากับวัดต้าฝานอินเป็นพิเศษก็เท่านั้น ต่อไปภายภาคหน้า เราจะต้องดูแลเขาเป็นพิเศษอย่างแน่นอน หากถึงเวลานั้น ขอความกรุณาจากทุกท่านด้วย"
หลวงจีนยังคงยิ้มแย้ม แต่คำพูดที่เอ่ยออกมานั้นกลับทำให้ผู้คนทั้งหลายต่างก็ต้องขมวดคิ้ว
หากวันนี้พวกเขาไม่ปล่อยตัวพวกเขาไป วัดต้าฝานอินก็จะไม่ยอมแพ้ง่ายๆอย่างแน่นอน? และหากภายภาคหน้าหากมีเรื่องอะไร พวกเขาก็จะมาอีกอย่างนั้นหรือ?
แม้ว่านี่จะฟังดูเหมือนการข่มขู่ แต่พวกเจ้าสำนักทั้งหลายก็หวั่นใจอยู่ไม่น้อย
ถึงแม้วัดต้าฝานอินจะไม่พลิกหน้ามาเป็นศัตรู แต่การที่จะมาเยี่ยมเยียนบ่อยๆ และแทรกแซงการจัดการกับกู้หลินเยวียน แค่คิดก็ปวดหัวแล้ว
เรื่องของต้นอู๋โยวสำคัญที่สุด พวกเขาไม่อาจสูญเสียต้นอู๋โยวที่ตั้งตระหง่านมานานนับหมื่นปีไปได้ ทว่าปัญหาที่อยู่ตรงหน้านี้ก็มากพออยู่แล้ว
หากว่าพวกเขาจะต้องมาแบกรับปัญหาเพิ่มอีก คงจะยิ่งปวดหัวไปกันใหญ่แน่นอน
"ต้าซือเอ่ยมาถึงขนาดนี้แล้ว"
เจ้าสำนักแปรเมฆาก้าวออกมา ในฐานะเจ้าสำนักที่รักและห่วงใยเหล่าอัจฉริยะหนุ่มสาวกลุ่มนี้มากที่สุด ท่านย่อมไม่อยากให้พวกเขาต้องเป็นอันตราย
หากวัดต้าฝานอินสามารถจัดการเรื่องนี้ได้อย่างเหมาะสม ก็คงจะดีกว่าปล่อยให้อยู่ในมือของพวกเขาทั้งเจ็ดแน่นอน ซึ่งอาจดูแลไม่ทั่วถึงเสียด้วยซ้ำ
"ข้าเห็นด้วยที่จะให้วัดต้าฝานอินพาเขาไป ไม่ทราบว่าเจ้าสำนักท่านอื่นมีความคิดเห็นอย่างไร? ขอให้ทุกท่านแสดงความคิดเห็นออกมาเถิด"
"ข้าไม่เห็นด้วย"
เจ้าสำนักสำนักอัคคีแดงเป็นคนแรกที่ออกมาคัดค้าน เรื่องเกิดขึ้นในอาณาเขตของเจ็ดสำนักใหญ่ เหตุใดจึงต้องมอบให้คนนอกจัดการด้วยเล่า?
เรื่องเพียงเท่านี้พวกเขายังจัดการไม่ได้ แล้วต่อไปจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด?
อีกอย่าง ใครจะรู้ว่าวัดต้าฝานอินมีเจตนาอันใดกันแน่?
"ข้าก็ไม่เห็นด้วย!"
เจ้าสำนักหยวนอู่แค้นชิงชังทุกคนในสำนักชิงเสวียนยิ่งนัก เขาไม่อยากปล่อยให้ใครรอดไปสักคน เขาหวังเพียงให้พวกมันตายอย่างทรมานเท่านั้น
หากว่าส่งตัวไปให้วัดต้าฝานอินแล้ว พวกเขาจะไม่ทำทารุณกู้หลินเยวียนแน่นอน
ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาอยากเห็นเลย!
"ข้าเห็นด้วย"
เจ้าสำนักจันทราพิฆาตเองก็ไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อเด็กพวกนี้ เขาเพียงต้องการรักษาความสงบสุขในภพบน และการส่งตัวไปให้วัดต้าฝานอินก็สามารถบรรลุจุดประสงค์ได้
เขาจึงไม่อยากให้เด็กพวกนี้ต้องลำบากแต่อย่างใด
"ข้าก็เห็นด้วย"
เจ้าสำนักหทัยครามเอ่ยปาก นางคิดว่าการให้สำนักเดียวจัดการเรื่องหนึ่ง ย่อมดีกว่าให้เจ็ดสำนักมารุมจัดการพร้อมกัน
นางเองก๋ไม่อยากมาถกเถียงกับคนพวกนี้ทุกวี่ทุกวัน ในเรื่องที่ไม่ได้เป็นภัยคุกคาม ยิ่งมีคนมากเรื่องมาก ยิ่งวุ่นวายจนปวดหัว
ดังนั้นตราบใดที่ไม่มีปัญหา ก็ไม่ต้องไปหาเรื่องให้วุ่นวาย
ตอนนี้ในบรรดาเจ้าสำนักทั้งเจ็ดคน มีห้าคนที่แสดงจุดยืนแล้ว สามคนเห็นด้วย สองคนคัดค้าน เหลืออีกสองคนเท่านั้น
"ข้าไม่เห็นด้วย"
เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตก็ลงคะแนนคัดค้านเช่นกัน
เขาไม่ชอบให้เรื่องราวต่างๆ ตกอยู่ในการควบคุมของผู้อื่น หากเรื่องใดที่ตนเองจัดการได้ เหตุใดจึงต้องมอบให้ผู้อื่นด้วยเล่า?
ยิ่งไปกว่านั้น แม้วัดต้าฝานอินจะแข็งแกร่ง แต่เขาก็ไม่ชอบวิธีการเช่นนี้เลย
สามคนเห็นด้วย สามคนคัดค้าน ตอนนี้สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่เจ้าสำนักวายุเหิน
เพราะความเห็นของเขาจะเป็นตัวชี้ขาดผลลัพธ์สุดท้าย
ในชั่วขณะนั้น เขาแอบชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่คิดว่าสิทธิ์ในการตัดสินใจจะมาอยู่ในมือของตนเองได้
ด้านหนึ่งคือเจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตและเจ้าสำนักอัคคีแดง ซึ่งทั้งสองที่มีอำนาจในมือไม่น้อย อีกด้านหนึ่งคือสำนักชิงเสวียนที่ทำให้สำนักวายุเหินของพวกเขาต้องขายหน้าในเมืองอู๋โยว
ทางเลือกนี้...
เขาหันไปมองผู้อาวุโสเจิ้งกวงเถิงของตน
เห็นเพียงเขาที่สูญเสียศิษย์ไป แค่นเสียงด้วยความโกรธ แล้วหันหน้าหนีไปเท่านั้น
"ข้า..." เจ้าสำนักวายุเหินมองไปทางเยี่ยหลิงหลงแวบหนึ่ง จากนั้นเขาก็ถอนหายใจ "ข้าเห็นด้วย ข้าเห็นด้วยว่าควรให้วัดต้าฝานอินพาคนไป"
ผลลัพธ์นี้ เรียกได้ว่าเกินความคาดหมายของทุกคนโดยสิ้นเชิง
พวกเขาจำได้ว่าสำนักวายุเหินนั้น ตั้งแต่แรกก็เริ่มถูกคนจากสำนักชิงเสวียนเปิดโปงเรื่องอัปยศ ที่ศิษย์ภายในทะเลาะวิวาทกันต่อหน้าธารกำนัล สิ่งนี้ทำให้สำนักวายุเหินต้องขายหน้า ด้วยเหตุนี้จึงไม่เป็นมิตรกับพวกเขามาตลอด
เจ้าสำนักหยวนอู่โกรธจนก้าวออกมาสองก้าวแล้วถามด้วยความไม่พอใจ "เจ้าคิดดีแล้วหรือ?! เรื่องที่เมืองอู๋โยว เจ้าลืมไปแล้วหรืออย่างไร?"
เจ้าถูกสำนักชิงเสวียนทำร้าย กลับช่วยพวกนั้นในช่วงเวลาสำคัญ? เขาเป็นบ้าหรือไรกัน?
ท่านเจ้าสำนักหยวนอู่ไม่เข้าใจ ทำไมในโลกนี้นอกจากตัวเขาแล้ว คนอื่นๆล้วนมีอาการประหลาดบ้าบอกันทั้งนั้น!
บทที่ 982: ศิษย์พี่หญิงใหญ่ ท่านช่วยข้าเอาชนะเขาได้หรือไม่?
"คำพูดของท่านผู้ทรงศีลถูกต้องยิ่งนัก ผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสูงควรระมัดระวังคำพูดและการกระทำ คำที่ข้าพูดออกไปนั้น ล้วนผ่านการไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนแล้ว แต่เจ้าต่างหากที่ควรสงบสติอารมณ์สักหน่อย อย่าทำตัวเสียมารยาทต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้เลย"
เจ้าสำนักหยวนอู่หัวเราะเยาะเบาๆ ก่อนจะหันหน้าหนีไป
‘เสียมารยาทกระนั้นหรือ? ศิษย์ชั้นยอดของข้าสูญเสียไปตั้งครึ่งหนึ่ง แล้วจะให้ข้าสนใจเรื่องมารยาทได้อย่างไร?’
คนพวกนี้ล้วนพูดจาไร้ยางอายยิ่งนัก! พวกมันทั้งหมดล้วนเป็นสัตว์ร้ายในคราบมนุษย์กันทั้งสิ้น!
สักวันหนึ่ง เขาจะทำให้พวกมันรู้ว่า เมื่อถูกมีดแทงเข้าที่ร่างกายแล้ว ความเจ็บปวดนั้นจะมีมากมายเพียงใด!
เมื่อเห็นดังนั้น รอยยิ้มของหลวงจีนรูปนั้นยิ่งเข้มข้นขึ้น เขาค้อมกายคำนับทุกคน
"ขอบคุณเหล่าเจ้าสำนักทุกท่านที่เห็นชอบ หากเป็นเช่นนี้ ข้าก็จะพากู้หลินเยวียนไป"
สายตาของเขาหันไปมองที่กู้หลินเยวียน เห็นเขายังคงดิ้นรนต่อสู้ ถึงขั้นคิดจะเปลี่ยนร่างเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง เพื่อต่อต้านโดยไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น
หลวงจีนรูปนั้นส่ายหน้าพลางถอนหายใจ จากนั้นก็ดึงมือกลับพร้อมกับแสงสีทองและร่างนั้น
หลังจากควบคุมคนไว้ข้างกายได้มั่นคงแล้ว เขาก็ค้อมคำนับให้ทุกคน
"อมิตาภพุทธ ข้าขอตัวก่อน"
หลังจากกล่าวลา เขาก็พากู้หลินเยวียนลอยออกไปจากเขาอู๋โยวที่ยับเยิน
บนลำแสงสีทอง ไม่ให้โอกาสเขาได้อาลัยอาวรณ์แต่อย่างใด
ขณะที่ทุกคนมองส่งพวกเขาจากไป เส้าจ่างคุนก้าวออกมาข้างหน้าอย่างเงียบๆ แล้วกล่าวเสียงเบา "ขอบคุณท่านอาจารย์"
"ในฐานะเจ้าสำนัก ข้าโกรธที่พวกคนสำนักชิงเสวียนทำตามใจตัวเอง ทำให้สำนักวายุเหินของข้าต้องเสียหน้า แต่ในฐานะอาจารย์ของเจ้า ข้าไม่ลืมหรอก ว่าหากไม่ใช่เพราะนางช่วยชีวิตเจ้าไว้ ป่านนี้ข้าคงไม่รู้ว่าเจ้าเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้าง?"
"ขอบคุณท่านอาจารย์ขอรับ"
"หากเจ้าจะขอบคุณอาจารย์จริงๆ ก็จงตั้งใจฝึกฝนเถิด เจ้าเห็นหรือไม่? เพียงชั่วพริบตา ภพบนก็มีผู้มีพรสวรรค์โดดเด่นออกมามากมายเพียงใด! เมื่อมีอัจฉริยะมากขึ้น คนที่ไม่เก่งพอก็จะกลายเป็นคนธรรมดาไป เจ้า..."
"ข้าจะไม่ยอมกลายเป็นคนธรรมดาอย่างแน่นอนขอรับ"
เจ้าสำนักวายุเหินพยักหน้า ไม่ได้เอ่ยอะไรต่อไปอีก
เมื่อเห็นกู้หลินเยวียนถูกพาตัวไป ศิษย์ที่เหลือของสำนักชิงเสวียนต่างรู้สึกสับสนในใจยิ่งขึ้นไปอีก
หากพูดว่าการจากไปของลู่ไป๋เวยก่อนหน้านี้ ทำให้ศิษย์สำนักชิงเสวียนรู้สึกเหมือนมีสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นในใจ
เช่นนั้นการจากไปของกู้หลินเยวียนในครั้งนี้ ก็ทำให้ความไม่สบายใจในใจพวกเขาพุ่งสูงถึงขีดสุด
แม้พวกเขาจะไม่สามารถทำอะไรเพื่อขัดขวางได้ แต่ก็กลัวว่าคนต่อไปอาจจะเป็นตัวเอง
"ยังมีใครจะรับตัวศิษย์พวกนี้ไปอีกหรือไม่? ถ้ามีก็รีบๆออกมาเสีย ถ้าไม่มีข้าจะลงมือซะ เราเสียเวลามามากพอแล้ว!"
เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตสะบัดแขนเสื้อด้วยความโมโห สายตาของเขาเหลือบมองไปที่อวี๋หงหลานเพียงชั่วครู่ แล้วผละไปทันที
ครั้งนี้ต้องไม่มีข้อผิดพลาดอีก คนพวกนี้เขาจำเป็นต้องควบคุมไว้ในมือให้ได้!
เมื่อพูดจบเขาก็ยกมือขึ้นทันที กำลังจะสั่งให้ลงมือ
"มี มี มี!"
ทว่าเสียงนี้กลับดังขึ้นเสียก่อน ทำให้บรรยากาศที่เคร่งเครียดและหม่นหมองเกิดความวุ่นวายขึ้นมาทันที
สำนักสวรรค์ลิขิตกระตุกมุมปาก เขาก็แค่พูดไปตามสถานการณ์เท่านั้นเอง
"ขออภัย ขออภัยทุกท่าน ข้ามาช้าไปหน่อย แต่ก็ไม่ได้ช้ามากนัก ตอนที่ท่านผู้ทรงศีลแห่งวัดต้าฝานอินต้องการตัวคน ข้าก็มาถึงพอดี
แต่ข้าคิดว่าควรมีลำดับก่อนหลัง ดังนั้นจึงรอให้ท่านพาคนไปก่อน แล้วค่อยเอ่ยปาก เช่นนี้คงไม่เกินไปกระมัง?"
ในตอนนี้ ทุกคนต่างมองไปยังทิศทางที่มาของเสียง
ไร้ซึ่งแสงทอง ไร้ซึ่งการขี่เมฆมา ไม่มีขบวนใหญ่โต แม้แต่ชายชราที่มา ก็เป็นเพียงผู้อยู่ในขอบเขตบูรณาการเท่านั้น
เสื้อคลุมนักพรตที่สวมใส่ ก็แลดูธรรมดาสามัญยิ่งนัก ดูไม่มีค่าอะไรเลย
แต่เจ้าสำนักทั้งเจ็ด กลับขมวดคิ้วอย่างพร้อมเพรียงกัน
ไม่มีใครเอ่ยปากดุด่าเขา แต่กลับระมัดระวังในการรับมือกับคนผู้นี้
"เขาเป็นผู้ใดกัน? ไม่เห็นว่าจะมีอะไรน่ากลัวเลย แต่เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่าเจ้าสำนักทั้งเจ็ดดูเกรงกลัวเขาเล่า? คนที่ทำให้พวกเขาต้องเกรงกลัวได้ ต้องเป็นคนระดับเดียวมิใช่หรือ? แต่ตาแก่คนนี้ก็แค่ขอบเขตบูรณาการเท่านั้นมิใช่หรือ?"
"ดูจากชุดนักพรตที่สวมใส่ คงเป็นคนของสำนักเสวียนเหมินกระมัง?"
"สำนักเสวียนเหมินที่ใดกัน?"
"สำนักเสวียนเหมินในตำนาน ที่สามารถมองเห็นอดีต รู้อนาคต คำนวณด้วยนิ้วมือ และมองเห็นความเป็นไปของใต้หล้าอย่างไรเล่า!"
"หา? มีสำนักเสวียนเหมินจริงๆด้วยเหรอ?"
"ใครจะไปรู้ได้เล่า?"
ในตอนนั้น เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตถามด้วยสีหน้าไม่พอใจว่า "เจ้าต้องการพาผู้ใดไป?"
เมื่อเอ่ยปากเช่นนั้น ทุกคนต่างตกตะลึง
เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตถึงกับไม่ถามสักคำว่าเขาเป็นใคร เขาเป็นบุคคลสำคัญกระนั้นหรือ? แต่คนอื่นๆ แทบไม่เคยพบเห็นเขามาก่อนเลยนะ!
เมื่อถามเช่นนั้น นักพรตจากสำนักเสวียนเหมินก็ยิ้มพลางชี้มือไป
หนิงหมิงเฉิงรีบพุ่งตัวไปซ่อนหลังจี้จื่อจั๋วและหยางจิ่นโจวอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งถอยห่างจากศิษย์น้องหญิงเล็ก
"จะมาเล่นซ่อนหากับอาจารย์ทำไมกัน? เมื่อเทียบกับเรื่องนี้แล้ว อาจารย์ยังชอบระบำกิ่งหลิวมากกว่า พวกเรากลับไปด้วยกัน..."
"ข้าไม่กลับไป! วันนี้ต่อให้ข้าต้องตายที่นี่ ข้าก็จะไม่มีทางกลับไปเต้น… เต้นบ้าอะไรกับท่าน! สรุปคือข้าจะอยู่ร่วมเป็นร่วมตายกับสำนักชิงเสวียนที่นี่!"
หลังจากหนิงหมิงเฉิงตะโกนจบก็รีบชี้นิ้วไปที่เยี่ยหลิงหลงทันที
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าแปะยันต์ใส่ศิษย์พี่มาแล้วสองครั้ง ข้าจะไม่มีทางปล่อยให้เจ้าทำสำเร็จอีกเป็นแน่! วันนี้ไม่ว่าจะพูดอย่างไรข้าก็จะไม่ไป!"
ในตอนนี้ ปรมาจารย์สำนักเสวียนเหมินเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม
"ศิษย์ที่ของข้าผู้นี้ มีการฝึกฝนไม่สูงนัก สมองก็ไม่ค่อยดี ตัวคนก็ไม่ค่อยมีสติสัมปชัญญะเท่าใด พวกเจ้าคงไม่อยากได้คนโง่เอาไว้หรอกกระมัง? ข้าจะพาเขาไป พวกเจ้าคงไม่ขัดขวางใช่หรือไม่?"
เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตหันไปย้อนถาม "เจ้าคิดเช่นนั้นหรือ?"
ปรมาจารย์สำนักเสวียนเหมินยกมือขึ้น เขาลองคำนวณดูเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มพลางกล่าวว่า
"ข้าคำนวณไว้แต่แรกแล้ว ว่าพวกเจ้าจะไม่ขัดขวางข้าอย่างแน่นอน เพราะแบบนั้นข้าถึงได้เดินทางมาไกลพันลี้อย่างไรเล่า ดังนั้น ข้าจะพาเศษเดนไร้ค่าผู้นี้ไปด้วย"
เมื่อกล่าวจบ ไม่มีเจ้าสำนักคนใดคัดค้าน ถือว่ายอมรับโดยปริยาย
ปรมาจารย์สำนักเสวียนเหมินโบกมือเรียกหนิงหมิงเฉิง
"เจ้าหนู มาทางนี้เร็ว"
"ไม่!"
สายตาของเขาหันไปทางเยี่ยหลิงหลงทันที "แม่นาง เจ้าช่วยข้าหน่อยได้หรือไม่? หากเจ้าช่วยข้า ข้าจะทำนายดวงชะตาให้เจ้าหนึ่งครั้ง"
เมื่อเยี่ยหลิงหลงได้ยินคำพูดนี้ ดวงตาของนางก็เปล่งประกายขึ้นทันที
"เจ้าจะทำอะไร! นี่เจ้าจะทำอะไร! ศิษย์น้องหญิงเล็ก!! นี่เจ้าคิดว่าศิษย์พี่หกมีค่าน้อยกว่าการดูดวงครั้งนี้หรือ? ข้าอยู่ข้างกายเจ้า อยากดูดวงกี่ครั้งก็ได้มิใช่หรือ?!" หนิงหมิงเฉิงตะโกนลั่น
"แค่ความสามารถน่าอับอายขายของท่าน ก่อนหน้านี้แค่แอบดูชะตาฟ้าเล็กน้อยก็กระอักเลือดแล้วมิใช่หรือ? ภายหลังยังทำนายผิดอีก จนเกือบทำให้ต้องมีคนตายแล้ว ใครจะอยากให้ท่านทำนายดวงชะตาอีกเล่า?"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ไม่เพียงแค่เยี่ยหลิงหลง แม้แต่คนอื่นที่รู้เรื่องราวของหนิงหมิงเฉิงต่างก็ตาค้างไปตามๆกัน
นี่มันยอดฝีมือชัดๆ!
เมื่อเทียบกันแล้ว ศิษย์พี่หกช่างด้อยฝีมือเหลือเกิน!
หนิงหมิงเฉิงรู้ตัวว่าครั้งนี้พูดอะไรก็ไม่มีใครฟัง เขาจึงหันไปข่มขู่เยี่ยหลิงหลงแทน
"ศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้าสู้ข้าไม่ได้หรอก! อย่าเข้ามานะ!"
เยี่ยหลิงหลงพยักหน้า
"ขอบคุณศิษย์พี่หกที่เตือน ข้าสู้ท่านไม่ได้จริงๆนั่นแหละ"
หนิงหมิงเฉิงรู้สึกใจหายวาบ เขารู้สึกว่าเรื่องไม่ดีกำลังจะเกิดขึ้น
และเป็นดังที่คาด เยี่ยหลิงหลงหันไปมองอวี๋หงหลาน
"ศิษย์พี่หญิงใหญ่ ท่านช่วยข้าจัดการเขาหน่อยได้หรือไม่? ข้าอยากได้คำทำนายนั้นเจ้าค่ะ"
สู้ไม่ได้ ก็เรียกศิษย์พี่หญิงใหญ่มาช่วย? ทำแบบนี้ก็ได้ด้วยหรือ?
เห็นเพียงอวี๋หงหลานพยักหน้าเบาๆ จากนั้นก็พุ่งฝ่ามือเข้าใส่หนิงหมิงเฉิงอย่างรวดเร็ว
"ศิษย์พี่หญิงใหญ่ อย่าเลย! นางเป็นศิษย์น้องหญิงเล็กของท่าน แล้วข้าไม่ใช่ศิษย์น้องหกของท่านหรือ?"
"อืม ไปแล้วก็อย่ากลับมาอีกเชียว!!"
หลังจากอวี๋หงหลานจับตัวหนิงหมิงเฉิงได้ เยี่ยหลิงหลงรีบพุ่งเข้าไปแปะยันต์สองแผ่นใส่ตัวเขา รอจนเขาสงบลงแล้วจึงโยนไปให้นักพรตแห่งสำนักเสวียนเหมิน
"ท่านนักพรตรับด้วย!!!"
บทที่ 983: มีแต่ความตายเท่านั้นที่จะนำมาซึ่งชีวิต
หนิงหมิงเฉิงถูกเยี่ยหลิงหลงโยนไปให้นักพรตจากสำนักเสวียนเหมินราวกับโยนกระสอบข้าว
นักพรตจากสำนักเสวียนเหมินรับตัวเขามา แล้วแบกขึ้นบ่าทันที แบกจากไปราวกับแบกกระสอบข้าวอย่างไรอย่างนั้น
ท่าทางหยาบคาย และน่าเกลียด ไม่เห็นแก่หน้าตนเองแม้แต่น้อย
หลังจากรับตัวหนิงหมิงเฉิงมาด้วยรอยยิ้มเต็มหน้า เขาก็แบกร่างนั้นเดินจากไปทันที แม้แต่ตอนโบกมือลา ก็ยังไม่หันกลับมามองเสียด้วยซ้ำ
"ท่านนักพรต ท่านยังติดค้างคำทำนายข้าอยู่หนึ่งครั้งนะเจ้าคะ" เยี่ยหลิงหลงตะโกนถามไปไกลๆ
"เจ้าเด็กน้อย อายุยังน้อยแต่มีเล่ห์เหลี่ยมมากมาย แถมยังจู้จี้จุกจิกอีกนะ"
นักพรตจากสำนักเสวียนเหมินหัวเราะพลางต่อว่าเยี่ยหลิงหลงสองประโยค แต่ก็ยังคงเดินหน้าต่อไปโดยไม่หันกลับมามอง
"ดวงอาทิตย์ตกที่หุบเขาประจิม ยามพลบค่ำมาเยือน มีเพียงความตายเท่านั้นที่จะนำมาซึ่งชีวิต"
หลังจากพูดจบ นักพรตจากสำนักเสวียนเหมินก็ไม่รีรอ รีบกระโดดขึ้น แล้วบินจากไปอย่างรวดเร็ว ในเวลาอันสั้นนี้ เขาก็หายลับไปไกลทันที
เมื่อเขาจากไป สายตาทั้งหมดของเจ็ดสำนักใหญ่ก็หันกลับมามองผู้ที่เหลืออยู่
บางทีอาจเพราะได้บทเรียนจากก่อนหน้านี้ เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตจึงไม่ถามอะไรอีก เพราะเขาเกรงว่าจะมีใครออกมาก่อกวนอีก ดังนั้นเขาจึงยกมือขึ้นและโบก.ลงอย่างรวดเร็ว
"จับตัวพวกมันไว้!"
"รอก่อน!"
เยี่ยหลิงหลงตะโกนเสียงดัง ศิษย์ทั้งหลายของเจ็ดสำนักที่เตรียมพร้อมจะพุ่งเข้าใส่ จึงได้หยุดชะงักไปทันที
การหยุดครั้งนี้ทำให้เจ้าสำนักทั้งเจ็ดต่างตะลึง
พวกเขาต่างมองไปที่ศิษย์สายตรงของตน ด้วยดวงตาเบิกกว้างกลมโต สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัยและไม่เข้าใจอย่างยิ่ง
‘นางเป็นเจ้าสำนัก หรือข้าเป็นเจ้าสำนักกันแน่? นางตะโกนให้หยุดแล้วพวกเจ้าก็หยุดจริงๆหรือ? นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกัน! พวกเจ้าตั้งใจทำแบบนี้หรืออย่างไร?’
"ท่านเจ้าสำนัก นาง..."
"นางอะไรกัน? เจ้าจะพูดอะไรอีก? ไป! เดี๋ยวนี้! จับตัวนางมาให้ข้า!"
เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตตวาดเสียงดังลั่น จี้ฮ่าวคงเป็นศิษย์สายตรงของเขา แต่ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ เขากลับเชื่องช้าเหลือเกิน ตอบสนองช้าไปครึ่งจังหวะ
ท่านเจ้าสำนักจึงคิดว่า ในสมองของเขามีอะไรอยู่กันแน่?
แม้จะไม่ใช่แค่เขาคนเดียว แต่การแสดงออกเช่นนี้ช่างน่าผิดหวังเหลือเกิน!
โชคดีที่หลังจากตวาดออกไป ศิษย์ทั้งหมดก็ไม่กล้าลังเลอีกต่อไป พวกเขารีบชักกระบี่ออกมา แล้วพุ่งเข้าไปที่เนินเขาเล็กๆตรงกลางซากปรักหักพังของต้นอู๋โยวที่ซึ่งมีผู้คนเหลืออยู่เพียงหกคนทันที
อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้ เยี่ยหลิงหลงกลับยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ
"ข้าจะแสดงมายากลให้พวกเจ้าดูเอง"
เมื่อเสียงพูดจบลง นางก็ใช้นิ้วมือวาดอักขระอันซับซ้อนขึ้นกลางอากาศอย่างรวดเร็ว จากนั้นอักขระก็เปล่งประกายวูบหนึ่ง
นางใช้พลังวิญญาณกระตุ้นมันจนสมบูรณ์ ทันใดนั้น เหตุการณ์ที่น่าตกตะลึงก็เกิดขึ้น!
ในชั่วขณะที่อักขระถูกกระตุ้น คนทั้งสามที่อยู่ข้างกายนางหายตัวไปในพริบตา!
การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ทำให้บรรดาศิษย์ที่กำลังจะพุ่งเข้ามา ต้องหยุดชะงักอีกครั้ง
พวกเขาต่างหันกลับไปขอคำสั่งจากเจ้าสำนักของตน
แม้จะไม่รู้ว่าทำไมพวกเขาถึงชอบหยุดกันนัก แต่เจ้าสำนักทั้งเจ็ดก็ไม่มีเวลามาคิดเรื่องนี้
เพราะคนที่หายตัวไปทั้งสามคนนั้น คือสมาชิกที่เหลือของสำนักชิงเสวียนนอกเหนือจากเยี่ยหลิงหลง!
สิ่งที่ทำให้เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตต้องสะท้านใจที่สุดก็คือ ในนั้นมีอวี๋หงหลานรวมอยู่ด้วย!
เขาเบนสายตาไปยังตัวการก่อเรื่องอย่างเยี่ยหลิงหลงในทันที แล้วกัดฟันถามว่า
"เจ้าทำอะไรลงไป? ส่งพวกเขาไปที่ใด?"
เยี่ยหลิงหลงยักไหล่พลางยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ
"ข้าเพียงแค่ทำมายากลเล็กน้อย ส่งพวกเขาไปที่... ท่านลองเดาดูสิเจ้าคะ"
ณ จุดสิ้นสุดของเทือกเขาที่ทอดยาว บนเขตแดนของเขาอู๋โยว นักพรตจากสำนักเสวียนเหมินที่แบกหนิงหมิงเฉิงบินมาตลอดทาง
จู่ๆเขาก็หยุดชะงักทนใด เขายื่นมือไปที่เอวของหนิงหมิงเฉิง หยิบสิ่งหนึ่งออกมาแล้วขว้างออกไปอย่างแรง
ทันใดนั้น นอกเขตแดนของเขาอู๋โยวก็ปรากฏเรือเหาะลำหนึ่งลอยอยู่กลางอากาศ
เมื่อหนิงหมิงเฉิงเห็นเรือเหาะลำนั้น ก็ถึงกับตะลึงงันทันที
นั่นคือ... เรือเหาะของศิษย์พี่หญิงใหญ่มิใช่หรือ?!
เขาจำได้ว่าเมื่อครู่ตอนที่ศิษย์พี่หญิงใหญ่สั่งให้ศิษย์น้องหญิงเล็กพาทุกคนหนีไป นางได้มอบเรือเหาะให้ศิษย์น้องหญิงเล็กไป
แล้วไอ้เรือเหาะนี้มาอยู่บนตัวเขาได้อย่างไร? อีกทั้งยังถูกเขาพามาจนถึงชายแดนของเขาอู๋โยวอีก?
เดี๋ยวก่อน! เขานึกขึ้นได้แล้ว!
ก่อนหน้านี้ตอนที่พวกเขาคุยกันถึงประสบการณ์ในอดีต ศิษย์น้องหญิงเล็กเคยเล่าว่า นางไปท้าประลองกับพวกศิษย์เฝ้าประตูที่สำนักแสงอสูรทุกสามวัน
เพื่อที่จะท้าประลองโดยไม่ถูกสังหาร นางจึงตั้งใจวางค่ายกลเคลื่อนย้ายบนเรือเหาะของศิษย์พี่ใหญ่ เพื่อรับประกันว่าตัวเองสามารถเคลื่อนย้ายกลับไปได้ทุกเมื่อ!
ดังนั้นเรือเหาะที่ศิษย์น้องหญิงเล็กยัดใส่ตัวเขา และถูกท่านอาจารย์พาออกมานี้
ก็คือเส้นทางรอดของพวกเขาอย่างนั้นหรือ?!
ดวงตาของหนิงหมิงเฉิงเป็นประกายวาบ ตื่นเต้นจนแทบระงับไว้ไม่อยู่
รอดแล้ว! รอดแล้ว!
ทุกคนในสำนักชิงเสวียนของพวกเขาจะต้องรอดกันหมด!
ไม่มีใครตาย ทุกคนปลอดภัยแล้ว!
แต่ความตื่นเต้นในใจของเขาเพิ่งจะเริ่มต้น จู่ๆท้องฟ้าก็มืดลง เงามืดค่อยๆปกคลุมเหนือภูเขา
พร้อมกันนั้นเสียงคำรามก็ดังกึกก้องมาจากท้องฟ้าเบื้องหน้าทันที!
เขาเงยหน้ามองออกไป ก็เห็นยอดเขาอู๋โยวที่พังทลายหลายลูกนั้น จู่ๆก็มีเมฆดำทะมึนปรากฏขึ้นทีละชั้นทีละชั้น ทั้งยังรวมตัวกันแน่นขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นก้อนใหญ่และทรงพลังมากขึ้นมากขึ้นด้วย
เมฆเหล่านั้นกดทับท้องฟ้าทั้งผืนให้มืดมิดและหม่นหมอง ในกลุ่มเมฆบนนนั้น มีฟ้าแลบและฟ้าร้องคำราม ราวกับว่าพวกมันกำลังสะสมพลังมหาศาล!
นั่นคือ…
วิกฤตอสนีบาต!
ดูจากขนาดแล้ว น่าจะเป็นวิกฤตอสนีบาตของการก้าวข้ามจากขอบเขตแปรเทวะไปสู่ขอบเขตหลอมสุญตา!
ในตอนนั้น หนิงหมิงเฉิงก็เข้าใจทุกอย่างแจ่มแจ้ง!
ในวินาทีสุดท้ายที่อาจารย์แบกเขาออกห่างจากเรือเหาะ มุ่งหน้าออกจากเทือกเขาอู๋โยว
เขาเหลียวมองไปไกลๆ เห็นว่าภายใต้เมฆหนาทึบนั้น ในสำนักชิงเสวียนเหลือเพียงศิษย์น้องหญิงเล็กเพียงผู้เดียว และนางยืนขวางอยู่เบื้องหน้าเยี่ยชิงเสวียน!
นางถือกระบี่เอาไว้ในมือ สีหน้าเด็ดเดี่ยว ยืนต้านเมฆพายุบนท้องฟ้า
ต่อกรกับเจ็ดสำนักใหญ่ที่ล้อมพวกเขาอยู่
นางหมายที่จะต่อสู้กับพวกเขาทั้งหมด!
ภาพนี้ก็คือภาพที่เขาเคยเห็นโดยบังเอิญ ตอนทำนายดวงชะตานั่นเอง
นี่คือฉากที่เขาต้องเสี่ยงบาดเจ็บเพื่อสืบค้น ฉากที่เขาคิดว่าแค่ไม่ให้นางได้พบกับเยี่ยชิงเสวียน ทุกอย่างก็จะเปลี่ยนแปลงไปได้!
แต่ไม่คิดเลยว่า ทุกอย่างไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ว่าอย่างไรมันก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่ดี!
ศิษย์น้องหญิงเล็ก ใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายย้ายศิษย์พี่ที่เหลือทั้งหมด
เว้นแต่ตัวนางเองที่ไม่ได้ย้ายไป!
หัวใจของเขาหล่นวูบไปในทันที แต่ตอนนี้เขากลับขยับไม่ได้ ได้แต่ปล่อยให้อาจารย์แบกตัวเขาบินไกลออกไปเรื่อยๆ ภาพทั้งหมด รวมถึงเรือเหาะที่เขาโยนออกไป ค่อยๆหายไปจากสายตาของเขาอย่างรวดเร็ว
ในตอนที่ความตกใจและความหวาดกลัวมหาศาล ความกังวลและความอ่อนแอ ความไม่เข้าใจและความเจ็บปวดถาโถมเข้ามาในใจ
อาจารย์ที่แบกเขาอยู่ก็เอ่ยปากขึ้นมาทันที
"จะไม่พูดได้อย่างไรว่านางเจ้าเล่ห์? นางวางแผนไว้หมดแล้ว"
"เหล่าผู้ฝึกตนขั้นต่างๆจากเจ็ดสำนักใหญ่ ล้วนไม่ใช่คนธรรมดาแต่อย่างใด การเคลื่อนย้ายระยะเพียงเท่านี้ พวกเขาสามารถรับรู้และไล่ตามมาได้ง่ายๆ ดังนั้นนางจึงต้องอยู่ที่นี่
ใช้วิกฤตอสนีบาตของตัวเองรบกวนคลื่นพลังในบริเวณนี้ เพื่อแย่งชิงเวลาเพียงชั่วครู่
ล้วนแล้วก็เพื่อให้คนอื่นๆขับเรือเหาะหนีไปให้ไกลที่สุด!"
"ข้าได้ทำทุกอย่างที่ทำได้แล้ว ที่เหลือก็ได้แต่ดูชะตากรรมของนางเท่านั้น"
เมื่อนักพรตจากสำนักเสวียนเหมินเอ่ยจบ สายตาของหนิงหมิงเฉิงก็พร่าเลือนไปหมด
‘ท้ายที่สุดแล้ว ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะข้าไร้ความสามารถเกินไป!’
‘หากข้าสามารถมองเห็นได้นานกว่านี้ คำนวณได้มากกว่านี้ บางทีข้าอาจเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งได้ แต่นี่กลับได้แต่มองเท่านั้น ไม่สามารถทำอะไรได้เลย!!’
บทที่ 984: พวกเจ้าเป็นเพียงแค่บันไดของข้า
เขาเห็นมันชัดเจน เห็นล่วงหน้ามาหลายวันแล้ว! แต่เหตุใดเขาถึงเปลี่ยนแปลงมันไม่ได้เลยเล่า?
เขาเป็นเพียงคนไร้ค่า เป็นคนไร้ประโยชน์ที่สุดในสำนักกระนั้นหรือ?!
"อะไรกัน? ร้องไห้แล้วหรือ?"
"ท่านอาจารย์"
หนิงหมิงเฉิงที่เพิ่งได้เสียงกลับคืนมา เอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
"ข้าไม่อยากเป็นคนไร้ค่าอีกต่อไปแล้วขอรับ"
นักพรตแห่งสำนักเสวียนเหมินไม่รู้จะพูดอะไรดี สุดท้ายเขาก็ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ พาร่างของหนิงหมิงเฉิงบินห่างออกไปเรื่อยๆ ไม่หันกลับมามองอีก
บนเรือเหาะ
"พี่ใหญ่ รีบขับเรือเหาะพาพวกเราออกไปเร็วเข้า!" เยี่ยหลิงหลงเร่งเร้า
อวี๋หงหลานพบว่าตนเองปรากฏตัวอยู่บนเรือเหาะอย่างกะทันหัน และเมื่อหันไปมอง ศิษย์น้องทั้งสองก็อยู่ที่นั่นด้วย นางรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่ง
นางรีบมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นว่าเรือเหาะกำลังลอยอยู่เหนือเขตแดนเขาอู๋โยว นางจึงรีบวิ่งเข้าไปในห้องควบคุม เพื่อจัดการเร่งเรือเหาะและเร่งความเร็วออกจากที่นั่น
"สมแล้วที่เป็นศิษย์น้องหญิงเล็ก เจ้ามีปัญญาหาทางออกได้ทุกเมื่อ ไม่นึกว่าการวางค่ายกลเคลื่อนย้ายที่เจ้าทำไว้บนเรือเหาะของข้า จะมีประโยชน์ถึงเพียงนี้! ข้าจะพาพวกเจ้าออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้!"
"ศิษย์พี่หญิงใหญ่ เร็วหน่อยเถิดเจ้าค่ะ ไม่เช่นนั้นถ้าขอบเขตมหายานไล่ตามมาทัน พวกเราจะหนีไม่รอดแล้ว" เยี่ยหลิงหลงเร่งอีกครั้ง
"วางใจเถิด ข้ารู้"
อวี๋หงหลานเร่งความเร็วของเรือเหาะ และตั้งใจบังคับเรือเหาะอย่างเต็มที่
ในเวลานั้น ร่างของเยี่ยหลิงหลงในห้องโดยสารค่อยๆจางหายไป
จี้จื่อจั๋วตกตะลึงจนตาเบิกกว้างเมื่อเห็นภาพตรงหน้า
เขากำลังจะส่งเสียงร้อง แต่ในวินาถัดมา หยางจิ่นโจวก็รีบปิดปากเขาเอาไว้แน่น
เขาหันกลับไปมองอย่างรวดเร็ว และเห็นดวงตาแดงๆ ที่มีน้ำตาคลอของหยางจิ่นโจว
จากนั้นสายตาของเขา ก็พาจี้จื่อจั๋วมองออกไปนอกห้องโดยสารของยานบิน พวกเขาเห็นซากปรักหักพังของเขาอู๋โยวที่อยู่ไม่ไกลนัก แต่ก็ไม่ใกล้จนเกินไป เมฆาสีดำทะมึนปกคลุมไปทั่วแผ่นฟ้า ฟ้าแลบฟ้าร้องดังสนั่นเลือนลั่น
ในขณะนั้น มือของหยางจิ่นโจวที่ปิดปากจี้จื่อจั๋วไว้ ก็เปียกชื้นด้วยน้ำตาอุ่นๆที่หยดลงมา
บนซากปรักหักพังของเขาอู๋โยว
เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตกำมือแน่น มองดูเยี่ยหลิงหลงที่ดึงดูดอสนีบาตมา
ตัวของเขาสั่นเทาด้วยความโกรธ
หลังจากที่อวี๋หงหลานและคนอื่นๆหายตัวไป เขาก็ใช้ประสาทสัมผัสตามหาทิศทางของพวกเขา แต่ใครจะรู้ว่าก่อนที่จะหาเจอ กลับถูกพลังของอสนีบาตนี้รบกวนเสียก่อน!
อสนีบาตเหล่านี้ คือทัณฑ์จากสวรรค์ มันทั้งสง่างามและน่าเกรงขาม
มันมาพร้อมกับพลังกดดันที่ไม่มีผู้ใดสามารถปล่อยปละได้ เป็นการเตือนผู้ฝึกตนทั้งหลายที่ท้าทายลิขิตและกฏเกณฑ์ของสวรรค์
แม้เขาจะอยู่ในขอบเขตมหายาน แต่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากพลังกดดันของอสนีบาต เขาก็ไม่สามารถค้นหาอวี๋หงหลานและคนอื่นๆได้อย่างรวดเร็ว
หากพลาดช่วงเวลาสำคัญนี้ไป พวกเขาอาจจะหนีไปได้!
เขาอยากจะไล่ตามด้วยตัวเอง แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะชายปริศนาที่ดูดซับพลังจากต้นอู๋โยวยังอยู่ที่นี่ หากเขาจากไปแล้วสถานการณ์ควบคุมไม่ได้ นั่นจะเป็นการสูญเสียที่ไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย
เมื่อเห็นอวี๋หงหลานหนีไปต่อหน้าต่อตา เขาทั้งโกรธทั้งแค้น
"ไล่ตามไปสิวะ! ไอ้พวกไร้ประโยชน์! จับคนคนเดียวยังจับไม่ได้ ถึงกับปล่อยให้นางก่อเรื่องวุ่นวายมากมายเช่นนี้! ไอ้โง่!!!"
"ไปตามหาศิษย์สำนักชิงเสวียนที่หนีไปทั้งหมดกลับมาให้ข้า หากหาพวกเขากลับมาไม่ได้ พวกเจ้าก็ไม่ต้องกลับมาที่สำนักข้าอีก!"
"ไอ้พวกไร้ประโยชน์! ไปไล่ตามเดี๋ยวนี้!"
แม้จะมีเพียงเจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตเท่านั้นที่กำลังคำราม แต่ศิษย์จากสำนักอื่นๆก็ได้รับสายตาตำหนิ จากเจ้าสำนักของตนเองอย่างเห็นได้ชัด
พวกเขาต่างก็ไม่กล้าชักช้า รีบกระจายตัวออกไปค้นหาอวี๋หงหลานและคนอื่นๆที่หลบหนีไปทันที
บรรดาเจ็ดสำนักใหญ่ พร้อมศิษย์เกือบเจ็ดร้อยคน
ใช้ซากปรักหักพังของเขาอู๋โยวเป็นจุดศูนย์กลาง บินออกไปทั่วทุกทิศทางเพื่อตามหาร่องรอยของอวี๋หงหลานและคนอื่นๆ
จำนวนคนมากมาย กระแสพลังอันยิ่งใหญ่แผ่ซ่าน แทรกซึมไปทุกอณูของท้องนภา
ดูท่าแล้วต่อให้ต้องขุดดินลึกสามจั้ง ก็จะต้องจับตัวพวกเขากลับมาให้ได้!
เมื่อเหล่าศิษย์จากไป ผู้ที่ยังคงล้อมรอบเยี่ยหลิงหลงและคนอื่นๆอยู่
เหลือเพียงเจ้าสำนักและผู้อาวุโสจากเจ็ดสำนักใหญ่เท่านั้น
แม้จำนวนคนจะไม่มาก แต่บรรดาคนเหล่านี้ ล้วนเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตมหายาน
น่าหวาดกลัวยิ่งกว่าเจ็ดร้อยคนที่เพิ่งจากไปเสียอีก
ในช่วงเวลาที่เยี่ยหลิงหลงส่งศิษย์พี่หญิงใหญ่และคนอื่นๆจากไป นางได้เร่งระดมพลังวิญญาณในต้านเถียนของตน
เวลาสั้นที่สุด ภายใต้สภาวะที่เลวร้ายที่สุด ล้วนแล้วก็เพื่อเริ่มทะลวงขอบเขตหลอมสุญตา และเรียกอสนีบาตลงมา
ทั้งหมดนี้ เรียกได้ว่าเสี่ยงอันตรายมาก แต่มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะสามารถรบกวนการตัดสินใจแ ละการไล่ล่าในช่วงแรกของพวกเขา
เพื่อให้เวลาแก่พี่ใหญ่และคนอื่นๆมากขึ้น
ส่วนนาง...
เยี่ยหลิงหลงเงยหน้ามองอสนีบาตที่อยู่เหนือศีรษะ การทะลวงขอบเขตหลอมสุญตามีเพียงสามอสนีที่ฟาดลงมาเท่านั้น ทุกคนต่างผ่านมันมาราวกับการกินข้าวดื่มน้ำ
นางคงไม่มีปัญหาอะไรมากมายหรอกกระมัง?
แต่สิ่งที่แตกต่างก็คือ ตรงหน้านาง มีผู้ฝึกตนขอบเขตมหายานสิบกว่าคนที่เตรียมจับกุมนาง ขณะนี้ พวกเขากำลังจ้องมองนางด้วยสายตาดุร้าย ดุจหมาป่าอย่างไรอย่างนั้น
ในยามนี้ ผู้ฝึกตนขอบเขตมหายานทั้งสิบ กำลังโกรธแค้นและจ้องมองนางด้วยสายตาดุดัน
ราวกับอยากจะลากนางออกมาจากอสนีบาตแล้วลงโทษนางอย่างหนัก
นางช่างมีความสามารถจริงๆ ที่สามารถหลอกล่อผู้คนมากมายต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้ได้
อีกทั้งนางยังสามารถส่งศิษย์ร่วมสำนักชิงเสวียนทั้งหกคนหนีไปได้ด้วย!
แม้จะโกรธเพียงใด แต่เพราะคำนึงถึงอสนีบาตเหนือศีรษะนาง ในตอนนี้จึงไม่มีใครกล้าลงมือ
การฆ่านางนั้นง่ายดายเป็นอย่างยิ่ง แต่เมื่อมีคนหลบหนีไปมากมายเช่นนี้ หากนางตายแบบนี้ ก็จะเป็นการปล่อยให้นางตายอย่างสบายเกินไป
พวกเขาต้องการจับนางให้ได้ทั้งเป็น เพื่อล่อคนอื่นออกมา!
มิเช่นนั้นหากนางตายเพียงผู้เดียว ส่วนที่เหลือซ่อนตัวอยู่ในที่มืด
วันหน้าหากพวกเขารวมตัวกันแก้แค้นให้นาง เกรงว่าจะก่อให้เกิดคลื่นลมครั้งใหญ่ในภพบนเป็นแน่!
แต่หากบุกเข้าไปในอสนีบาตเพื่อจับตัวนาง พวกเขาทั้งหมดจะต้องถูกลงโทษไปด้วย!
ต่อให้นางจะบาดเจ็บ ก็ควรให้นางเจ็บไปคนเดียวสิ!
เยี่ยหลิงหลงคิดว่าชะตาของตนไม่ธรรมดาจริงๆ
นางแค่ก้าวข้ามขอบเขตหลอมสุญตาเท่านั้น แต่กลับมีผู้ยิ่งใหญ่มากมายมาปกป้องนางมากมายเช่นนี้
นางคงเป็นคนพิเศษเพียงหนึ่งเดียวในภพบนนี้แล้วกระมัง
ขณะที่เยี่ยหลิงหลงกำลังรู้สึกตื้นตันใจ เยี่ยชิงเสวียนที่อยู่ข้างๆ กลับถอนหายใจเบาๆ
"เจ้าไม่ควรอยู่ที่นี่นะ"
"เหลือแค่พวกเราสองคนแล้ว ท่านยังจะแสดงอะไรอีก สถานการณ์ของท่าน ข้าจะไม่เข้าใจได้อย่างไร?"
"สถานการณ์ของข้า? ข้าเองยังไม่เข้าใจเลย เจ้าจะเข้าใจได้อย่างไร?"
เยี่ยหลิงหลงชะงักไป ในยามนั้น ทัณฑ์สวรรค์บนท้องฟ้ากำลังก่อตัว เตรียมจะปล่อยสายแรกลงมา
"เจ้าไม่เคยสังเกตหรือว่า ทุกครั้งที่เขาลงมือ คนที่ได้รับประโยชน์สุดท้ายล้วนเป็นข้าทั้งสิ้น?"
เยี่ยหลิงหลงรู้สึกใจเต้นแรงขึ้นมาทันที นางจะไม่เข้าใจได้อย่างไร?
ตั้งแต่ออกจากเขาไป๋อู้ เรือเหาะถูกปีศาจมายารบกวน จนพุ่งเข้าไปในบึงมังกรดำครั้งนั้น
ผลลัพธ์สุดท้ายคือ เยี่ยชิงเสวียนฟื้นคืนสติอย่างสมบูรณ์ และยังกลับคืนร่างมนุษย์
และครั้งนี้ เมื่อต้นอู๋โยวในดินแดนลับเกิดเหตุขึ้น ต้นอู๋โยวทั้งต้นถูกเยี่ยชิงเสวียนดูดซับไปทั้งหมด
นั่นเป็นต้นอู๋โยวที่หล่อเลี้ยงปราณวิญญาณให้ภพบนมานับหมื่นปี บัดนี้กลับตกเป็นของเขาเพียงผู้เดียวแล้ว!
"ในขณะที่เขาต้องการสังหารพวกเจ้า แต่กลับช่วยให้ข้าฟื้นฟูกลับมา ข้าเป็นใคร และเขาต้องการทำอะไร เจ้าไม่สงสัยบ้างเลยหรือ?"
เยี่ยหลิงหลงยิ้มขื่น จะไม่สงสัยได้อย่างไร?
แต่นางคิดจนสมองจะแตกก็คิดไม่ออก
"เจ้าไม่เคยคิดบ้างเลยหรือ ว่าทำไมข้าถึงต้องมาอยู่ข้างกายเจ้า? ทั้งๆที่ดูเหมือนข้าต่างหาก ที่เป็นผู้มีผลประโยชน์ร่วมกับเขา ส่วนพวกเจ้าล้วนเป็นเพียงแค่บันไดให้ข้าก้าวผ่านเท่านั้น"
เยี่ยหลิงหลงได้ยินคำพูดเช่นนั้น หัวใจของนางก็พลันเต้นรัวแรงขึ้นมาทันที
บทที่ 985: ข้าไม่เคยเป็นบันไดให้ใครทั้งนั้น!
เพียงชั่วครู่เดียว สีหน้าของเยี่ยหลิงหลงก็กลับมาเด็ดเดี่ยวและมั่นคงอีกครั้ง
"บางทีเขาอาจคิดเช่นนั้น แต่ท่านไม่ใช่ ตราบใดที่ท่านไม่ได้เป็นเช่นนั้น ข้าก็จะไม่มองว่าท่านเป็นเช่นเดียวกับเขา"
เยี่ยหลิงหลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่ดวงตาที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาคู่นั้น กลับเต็มไปด้วยความไว้วางใจและจริงใจ
ในขณะนั้นเอง สายตาของเยี่ยชิงเสวียนที่จ้องมองไปยังเยี่ยหลิงหลง ยิ่งลึกล้ำขึ้น ดวงตาที่ดูราวกับท้องฟ้ายามราตรีอันกว้างใหญ่นั้น เปล่งประกายสว่างยิ่งกว่าเดิมหลายเท่านัก
"แต่หากเมื่อครู่ เจ้าเดินทางไปกับพวกเขา บางทีเจ้าอาจมีโอกาสได้เห็นเขาปรากฏตัว และถึงแม้เขาจะไม่ปรากฏตัว เขาก็ต้องออกมือแน่นอน
ในตอนนั้น เจ้าจะได้พลิกสถานการณ์กับเขา เจ้าอยู่ในที่ลับ เขาอยู่ในที่แจ้ง เจ้าจะสามารถทำอะไรได้มากกว่านี้มิใช่หรือ?"
"ท่านกำลังหมายความว่า เพียงแค่ข้าปล่อยให้ท่านอยู่ที่นี่ ท่านก็จะทุ่มสุดกำลังเพื่อสกัดกั้นคนพวกนี้แทนพวกข้า หลังจากนั้น ท่านก็จะไม่มีเรี่ยวแรงหนีไป และตกอยู่ในเงื้อมมือของคนพวกนี้
หากว่าเขาหวังให้ท่านฟื้นฟูพลังจริง เขาย่อมใส่ใจความเป็นความตายของท่าน ดังนั้นเขาคงไม่นิ่งดูดายแน่ ใช่หรือไม่?"
เยี่ยชิงเสวียนไม่ได้ปฏิเสธ
"เจ้าไม่คิดหรือว่านี่เป็นโอกาสที่ดียิ่งนัก? ข้าเองก็อยากรู้ว่าเขาต้องการทำอะไรกันแน่"
"แล้วท่านล่ะ?"
"ข้าน่ะหรือ? ข้าเคยตายมาแล้ว แม้จะจำเรื่องราวในอดีตไม่ได้ แต่พลังเหล่านั้นก็ไม่สามารถทำให้ข้าตายสนิทได้ ยังให้โอกาสข้าได้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ผู้ฝึกตนที่บรรลุขอบเขตมหายานสิบกว่าคนตรงหน้านี้ คงทำอะไรข้าไม่ได้หรอก อย่างมากก็แค่ต้องเสียเวลาเริ่มต้นใหม่เท่านั้น ดังนั้น เรื่องนี้จึงไม่ใช่การเสี่ยงอันตรายอันใดเลย"
เยี่ยหลิงหลงมองดูเยี่ยชิงเสวียนอย่างตะลึงงัน
นางเพิ่งตระหนักได้ว่า แม้คนผู้นี้จะไม่ชอบก่อเรื่อง ไม่ชอบยุ่งเรื่องของผู้อื่น และไม่เคยเก็บสรรพสิ่งในใต้หล้ามาใส่ใจ
แต่แท้จริงแล้วในส่วนลึกของเขา เขาก็เป็นคนบ้าคนหนึ่งเหมือนกัน!!
หากมีเรื่องที่เขาใส่ใจจริงๆ และถ้าเขาปลดปล่อยตัวตนออกมาอย่างสมบูรณ์
ใต้หล้านี้ก็คงต้องเผชิญกับมหาภัยพิบัติอย่างแน่นอน!
หรืออาจเป็นไปได้ว่า มหาภัยพิบัตินั้น ได้เกิดขึ้นมาแล้วด้วยซ้ำ
"ดังนั้น ตอนนี้เจ้ายังเปลี่ยนใจได้ทันนะ ข้าสามารถคุ้มครองให้เจ้าหนีไปได้หนึ่งครั้ง"
เมื่อเยี่ยชิงเสวียนเพิ่งพูดจบ เสียงดังสนั่นก็ดังขึ้น
‘เปรี้ยง!!’ อสีบาตสายแรกพุ่งลงมาจากเมฆพายุ
อสีบาตพุ่งตรงลงมาที่ศีรษะของเยี่ยหลิงหลง ทำให้นางที่ยืนตัวตรงอยู่ล้มลงไปกับพื้นอย่างรุนแรงทันที
ไม่เพียงเท่านั้น เนินเขาเล็กๆที่ก่อตัวขึ้นจากซากปรักหักพังของเขาอู๋โยวนี้ ถูกฟ้าผ่าจนเป็นหลุมขนาดใหญ่ และนางก็ล้มลงไปในหลุมนั้น
ยิ่งไปกว่านั้น ในหลุมที่นางอยู่ ยังมีพลังอสีบาตหลงเหลืออยู่อีกด้วย
พลังของอสีบาตนี้ เรียกได้ว่ารุนแรงมาก ทำให้เหล่าผู้ฝึกตนขอบเขตมหายานที่มาชมการฝ่าทัณฑ์สวรรค์ของนางต้องตกตะลึงไปตามๆกัน
การฝ่าด่านทัณฑ์สวรรค์ครั้งแรก ในการก้าวจากขอบเขตแปรเทวะไปสู่ขอบเขตหลอมสุญตา ควรจะเป็นการฝ่าทัณฑ์สวรรค์ที่ง่ายที่สุด
พลังของมันไม่ควรจะรุนแรงขนาดนี้มิใช่หรือ?
แต่พลังอสีบาตที่นางต้องรับมือนั้น แข็งแกร่งกว่าอสีบาตทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด
สายแรก มีพลังเทียบเท่ากับสายที่สาม ในสถานการณ์ปกติเลยทีเดียว!
แม้ว่าความแข็งแกร่งของอสีบาตจะแตกต่างกันไปตามพรสวรรค์ของผู้ฝ่าทัณฑ์สวรรค์ แต่ความแตกต่างของนางนั้น มีมากเกินไปแล้ว!
สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ แม้แต่ศิษย์ที่มีพรสวรรค์เป็นเลิศ เมื่ออสีบาตฟาดลงมาก็หายไปทันที
ไม่เคยมีกรณีที่เหลือพลังฟ้าผ่าตกค้างอยู่เต็มพื้นเช่นนี้มาก่อน!
ปรากฏการณ์แปลกประหลาดเช่นนี้ ยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกอีกครั้งว่า เยี่ยหลิงหลงผู้อยู่ในขอบเขตแปรเทวะนี้ มีพรสวรรค์ที่น่าสะพรึงกลัวเพียงใด!
"ทัณฑ์สวรรค์ของนางรุนแรงยิ่งนัก อีกทั้งยังมีอสีบาตค้างอยู่เต็มพื้นเลยด้วย เป็นสิ่งที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนจริงๆ!"
"บางทีนี่อาจเป็นเพราะนางมีรากวิญญาณห้าธาตุก็ได้? ศิษย์ที่อยู่ในขอบเขตแปรเทวะแล้วมีรากวิญญาณห้าธาตุ ก็เป็นสิ่งที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนมิใช่หรือ?!"
"หญิงผู้นี้มีพรสวรรค์พิเศษ ต้องจัดการด้วยความระมัดระวัง มิเช่นนั้นวันหน้าเมื่อนางเติบโตขึ้นมา..."
"ดูเร็ว! ในมือของนางมีอะไรบางอย่างอยู่? นั่นคืออะไรน่ะ?"
ทุกคนมองไปยังทิศทางนั้น เห็นในมือของนางกำลังถือบางสิ่งอยู่ มันกลมเหมือนลูกแก้ว
ลูกแก้วเม็ดนั้น ในตอนนี้มีอสีบาตพันรอบอยู่ มันแผ่รัศมีออกมา
"นั่นเป็นอุปกรณ์วิเศษสำหรับป้องกันฟ้าผ่าหรือ?"
"น่าจะเป็นอย่างนั้นกระมัง? ไม่เช่นนั้นอสีบาตที่รุนแรงขนาดนี้ นางคงไม่สามารถรับมือได้ง่ายดายและยังลุกขึ้นยืนได้เช่นนี้หรอก"
"ใครๆก็รู้ว่าการฝ่าทัณฑ์สวรรค์นั้น มีผลดีต่อการหลอมร่างใหม่อย่างมาก ศิษย์อัจฉริยะทั้งหลายไม่เคยใช้อุปกรณ์วิเศษในการหลบอสีบาตเลย พวกเขาล้วนใช้กำลังของตนเองรับมือ มีเพียงคนที่ขี้ขลาดและกลัวตายเท่านั้น ที่จะเตรียมของพวกนี้มา เยี่ยหลิงหลงก็แค่เท่านี้เองรึ!"
ในตอนนั้นเอง เยี่ยหลิงหลงที่อยู่ในหลุมยังคงถือลูกแก้วไว้ในมือข้างหนึ่ง อีกมือหนึ่งค้ำร่างของตนเอง พยายามลุกขึ้นอย่างยากลำบาก
เมื่อนางกลับมายืนได้มั่นคง นางก็เช็ดเลือดที่มุมปาก สายตาหันไปทางเยี่ยชิงเสวียนแล้วสานต่อบทสนทนาที่ยังไม่จบ
"ข้าจะไม่เปลี่ยนใจ"
"เหตุใดกัน?"
"น้ำสามารถพัดเรือลอยได้ แต่ก็สามารถพลิกเรือจมได้เช่นกัน การจะเป็นบันไดรองเท้าหรือไม่ ไม่ใช่ท่านจะเป็นคนตัดสิน แต่ต้องเป็นข้าที่ตัดสินใจเอง! และข้า… ก็ไม่เคยเป็นบันไดรองเท้าให้ใครทั้งสิ้น!"
เมื่อเสียงของเยี่ยหลิงหลงเพิ่งขาดคำ เสียง "เปรี้ยง!!" ก็ดังขึ้นอีกครั้ง
อสีบาตสายที่สองพุ่งลงมาจากฟากฟ้า พุ่งตรงเข้าใส่ศีรษะของนางอย่างจัง
อสีบาตที่ลงมาครั้งที่สองนี้ใหญ่กว่าครั้งแรกถึงเท่าตัว!
หลุมที่นางยืนอยู่ก็ลึกลงไปมากกว่าเดิมเกินเท่าตัว!
ครั้งนี้ร่างของนางถูกฟ้าผ่าจนล้มคว่ำลงกับพื้นอีกครั้ง รอยไหม้บนร่างกายของนางมีมากกว่าครั้งก่อนหลายเท่านัก
สิ่งที่ทำให้เหล่าผู้ฝึกตนขอบเขตมหายานประหลาดใจก็คือ ครั้งนี้ไม่เพียงแต่ในหลุมที่นางล้มอยู่จะยังมีพลังฟ้าผ่าหลงเหลืออยู่ แต่บาดแผลบนร่างของนางก็มีอสีบาตพวยพุ่งออกมาด้วย!
ราวกับว่าอสีบาตที่ผ่าลงมา ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น แต่มันยังคงวิ่งวนเวียนอยู่ในร่างของนางไม่ยอมสลายไปไหน!
"เร็วเข้า! ดูลูกแก้วในมือนางสิ!"
ทุกคนมองไปยังทิศทางนั้น เห็นลูกแก้วในมือนาง มันใหญ่ขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว
แสงอสีบาตที่พวยพุ่งออกมาก็เจิดจ้ายิ่งกว่าเดิม
"เหตุใดมันถึงได้ใหญ่ขึ้น? หรือว่านางใช้ลูกแก้วดูดซับพลังของอสนีสวรรค์ เพื่อให้บรรลุผลในการหลบหลีกอสีบาตอย่างนั้นรึ?"
"หากต้องการหลบหลีกอสีบาตจริง นางควรวางลูกแก้วไว้เหนือศีรษะเพื่อดูดซับทัณฑ์สวรรค์ถึงจะถูก แล้วเหตุใดถึงปล่อยให้อสีบาตฟาดลงมาทะลุผ่านร่างก่อนจะไหลเข้าสู่ลูกแก้วเช่นนี้?"
"ดังนั้น นี่ไม่ใช่การหลบหลีกอสีบาต แต่นางกำลังใช้ร่างของตนเองเป็นสื่อกลาง นำพาอสีบาตเข้าสู่ลูกแก้วนั่นต่างหาก!"
"นางเสียสติไปแล้วหรืออย่างไร? กอดลูกแก้วที่ดูดซับพลังอสีบาตไว้ในมือ อสีบาตจะเข้าใจผิดคิดว่าร่างของนางสามารถรับพลังมหาศาลได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นอสีบาตแต่ละสายจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ! พลังจะแรงขึ้นทุกครั้งเสียด้วยซ้ำ!"
"ข้าเคยเห็นผู้คนทั้งหลายพยายามทุกวิถีทาง เพื่อลดความยากของการฝ่าด่านอสีบาต แต่นี่เป็นครั้งแรก ที่ข้าเห็นคนใช้วิธีบ้าคลั่งเช่นนี้ เพื่อเพิ่มความรุนแรงของอสีบาต! นางบ้าไปแล้วจริงๆ! นางไม่กลัวว่าอสีบาตจะฟาดนางตายหรืออย่างไร?"
ในหลุมลึก เยี่ยหลิงหลงสั่นศีรษะเบาๆ
ชิงหยาบนศีรษะและไข่มุกพฤกษาเทวาในร่างเริ่มรักษานางพร้อมกันสองทาง ช่วยฟื้นฟูร่างกายที่บาดเจ็บของนางอย่างรวดเร็ว
แม้จะเป็นเช่นนั้น ความรุนแรงของการฝ่าทัณฑ์สวรรค์คราวนี้ก็มีมากเกินไป นางยังคงได้รับบาดเจ็บสาหัสไปทั้งร่างอยู่ดี
นางกระอักเลือดออกมาคำใหญ่ ถ่มมันลงบนพื้น ใบหน้าทั้งหมดจมอยู่ในแอ่งเลือด ดูแล้วช่างน่าอเนจอนาถยิ่งนัก แต่นางก็ยังคงกอดลูกแก้วอสีบาตนั้นไว้ไม่ปล่อย พยายามลุกขึ้นจากพื้นอีกครั้ง
ยังไม่ทันยืนมั่นคง สายตาของนางก็มองไปยังเยี่ยชิงเสวียนที่อยู่ด้านข้าง
ท่ามกลางเลือดที่เปรอะเปื้อนทั่วใบหน้า นางยังคงยิ้มบางๆออกมา
บทที่ 986: เพราะเจ้ามันไร้ประโยชน์ที่สุดน่ะสิ!
"หากเขาสามารถคำนวณทุกอย่างได้อย่างไร้ที่ติและควบคุมทุกสิ่งได้จริง แล้วเหตุใดแผนการเปิดประตูภพวิญญาณ เพื่อทำลายภพเซียนถึงล้มเหลวล่ะ? ข้าทำให้เขาพ่ายแพ้ได้ครั้งหนึ่ง ก็ย่อมทำให้เขาพ่ายแพ้ได้อีกครั้ง!"
เยี่ยชิงเสวียนมองนางที่แม้จะมีเลือดท่วมร่าง แต่ก็ยังคงฝืนกอดลูกแก้วที่เต็มไปด้วยอสนีบาตไว้ไม่ยอมปล่อย ดวงตาของเขาสั่นไหวไปเล็กน้อย
ภาพของนางสะท้อนอยู่ในดวงตาและประทับอยู่ในใจของเขา
ในตอนนั้น เสียง "ตูม" ดังสนั่นอีกครั้ง
อสนีบาตลงมาเป็นครั้งที่สาม แสงของมันสว่างจ้ากว่าสายที่สองและมีขนาดใหญ่กว่าเท่าตัว!
ครานี้ หลุมที่อยู่ใต้ร่างของเยี่ยหลิงหลง ถูกผ่าลึกลงไปอีกสองเท่า ร่างของนางเกือบจะจมลงไปในหลุมทั้งหมดแล้วด้วยซ้ำ
ร่างของนางตอนนี้ ไหม้เกรียมดำไปทั้งตัว บาดแผลของนาง ไม่เพียงแต่มีอสนีบาตเท่านั้นที่แล่นผ่าน แต่ยังมีบางจุดที่เนื้อถูกเผาจนทะลุ
เผยให้เห็นกระดูกขาวที่เปื้อนเลือด ดูน่าสยดสยองเป็นที่สุด!
ในขณะนั้น ลมหายใจของทุกคนหยุดชะงักไปชั่วขณะ
ภาพที่ปรากฏต่อสายตาพวกเขาคือ เยี่ยหลิงหลงนอนคว่ำอยู่ในหลุมลึก ไม่ขยับเขยื้อนไปที่ใดทั้งสิ้น แม้แต่จังหวะการหายใจก็มองไม่เห็นเสียแล้ว!
อสนีบาตแต่ละครั้งมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า อสนีบาตดวงที่สามมีความรุนแรงเทียบเท่ากับอสนีบาตดวงแรกของผู้ที่อยู่ในขอบเขตหลอมสุญตา
นางที่บาดเจ็บสาหัสอยู่แล้ว ในขอบเขตแปรเทวะจะไปรับได้อย่างไร?
นางจะไม่ถูกฟ้าผ่าตายค่าที่หรอกหรือ?
แต่ไม่นานพวกเขาก็เห็นว่าบาดแผลไหม้ดำของนางกำลังฟื้นฟู นางยังมีชีวิตอยู่!!!
นางแข็งแกร่งเกินไปแล้วกระมัง? แม้จะเป็นเช่นนี้นางก็ยังฟื้นฟูได้กระนั้นหรือ?! นางยังทนได้! นางถึงกับจะลุกขึ้นยืนอีกหรือนี่?!
ในตอนนั้น พวกเขารู้สึกว่าการที่หลี่หมิงซานแพ้ให้เยี่ยหลิงหลงที่อยู่ในขอบเขตแปรเทวะ
เขาก็ไม่ได้ไร้ความสามารถเสียทีเดียว
คนถูกอสนีบาตโจมตีรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังลุกขึ้นมาได้ครั้งแล้วครั้งเล่า
คนที่มีพลังจิตใจและความสามารถในการรับความเสียหายที่น่าสะพรึงกลัวขนาดนี้ แม้แต่พวกเขาที่อยู่ในขอบเขตมหายานก็ยังรู้สึกกดดันอยู่บ้าง!
แม้ครั้งนี้จะใช้เวลานานกว่าครั้งก่อน ถึงขนาดต้องดึงหงเยี่ยนออกมาถึงจะประคองร่างกายไว้ได้อย่างยากลำบาก
แต่เยี่ยหลิงหลงก็ยังลุกขึ้นยืนได้
"พี่เยี่ย เรื่องเล็กเช่นนี้ข้าว่าท่านน่าจะตัดสินใจเองได้ แต่เรื่องใหญ่ข้าเท่านั้นที่จะตัดสินใจ ระหว่างท่านกับข้า คำพูดของท่านข้าไม่นับ คำพูดของข้าเท่านั้นที่นับ
ดังนั้น... ความคิดไม่เข้าท่าของท่านเมื่อครู่ ข้าไม่เห็นด้วยแน่! เรื่องนี้ ข้ามีการตัดสินใจของข้าเอง ท่าน... แค่เชื่อฟังก็พอ"
เมื่อเสียงของเยี่ยหลิงหลงเพิ่งจะจบลง เสียงอุทานของผู้ฝึกตนขอบเขตมหายานก็ดังมาจากด้านหน้า
"เกิดอะไรขึ้น? อสนีบาตลงมาแล้วสามครั้ง แต่เมฆดำยังไม่สลายตัว มันยังคงก่อตัวอยู่!"
"บ้าไปแล้วหรือ? สามครั้งยังไม่จบอีกหรือ? นี่มันแค่การฝ่าทัณฑ์สวรรค์จากขอบเขตแปรเทวะไปสู่ขอบเขตหลอมสุญตาเท่านั้นนะ!"
"เยี่ยหลิงหลงบ้าไปแล้วหรือไร? แม้แต่อสนีบาตก็บ้าตามนางไปด้วย! สถานการณ์เช่นนี้ ไม่เคยได้ยิน ได้เห็นมาก่อนเลยจริงๆ!"
เยี่ยหลิงหลงเงยหน้ามองเมฆดำเหนือศีรษะแวบหนึ่ง พอเห็นเช่นนั้นนางก็ยิ้มออกมา
"มันยังไม่ยอมแพ้ มันยังอยากจะสู้กับข้าอีกสินะ!!"
พูดยังไม่ทันขาดคำ เสียง "เปรี้ยง!" ที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าครั้งไหนๆก็ดังขึ้น
อสนีบาตครั้งที่สี่ได้ฟาดลงมาแล้ว!
ครั้งนี้ ทำให้เนินเขาเล็กๆ ที่เยี่ยหลิงหลงอยู่พังทลายลงมาทั้งหมด
บริเวณที่นางนอนราบอยู่นั้น ลึกกว่าพื้นราบรอบๆมากโข
ร่างของนางเกือบจะจมลงไปในดิน จนแทบมองไม่เห็น
มีเพียงลูกแก้วอสนีบาตขนาดมหึมาที่นางกอดไว้ยังคงเปล่งประกายวับวาว!
ในที่สุด เมฆพายุบนฟากฟ้าก็ค่อยๆสลายไป แรงกดดันจากอสนีบาตสวรรค์ก็ค่อยๆจางหายไปด้วย
ความมืดครึ้มเหนือศีรษะสลายไป ท้องฟ้าเบื้องบนกลับคืนสู่ความแจ่มใสไร้เมฆาดังเดิม
แต่ครั้งนี้ เยี่ยหลิงหลงไม่ได้ลุกขึ้นมาอีก
ทุกคนรอจนเมฆพายุสลายไปหมด และรออีกพักใหญ่ แต่ก็ไม่เห็นนางขยับตัวอีกเลย
เนื่องจากตำแหน่งที่นางอยู่นั้น เรียกได้ว่าลึกมาก ร่างของนางจมอยู่ในดิน
ลูกแก้วบนร่างก็บังศีรษะของนางเอาไว้ ทำให้ทุกคนมองไม่เห็นสภาพของนางในตอนนี้ รู้เพียงว่านางที่ปกติจะต้องฝืนลุกขึ้นมาทุกครั้ง คราวนี้กลับไม่สามารถลุกขึ้นมาได้อีกแล้ว
"นางถูกฟ้าผ่าตายคาที่จริงๆหรือ?"
"ถึงตายก็เป็นเพราะตัวนางเองไม่ใช่หรือ? ใครจะฝ่าทัณฑ์สวรรค์ได้น่ากลัวเช่นนี้? แค่การฝ่าด่านอสนีบาตจากขอบเขตแปรเทวะถึงขอบเขตหลอมสุญตา แต่นางกลับทำให้มีผลเทียบเท่าขอบเขตหลอมสุญตาถึงขอบเขตบูรณาการเลยด้วยซ้ำ!"
"จะว่าอย่างไรดี? ด้วยพรสวรรค์ของนาง หากฝ่าทัณฑ์สวรรค์ตามปกติ แม้จะเป็นการฝ่าด่านอสนีบาตจากขอบเขตหลอมสุญตาถึงขอบเขตบูรณาการก็คงไม่รุนแรงขนาดนี้
ข้าว่าระดับนี้เทียบเท่ากับจากขอบเขตบูรณาการถึงขอบเขตมหายานเลยทีเดียว"
"ช่างน่าเสียดายจริงๆ"
"มีอะไรให้น่าเสียดายกัน? นางรนหาที่ตายเอง เช่นนี้ก็สมควรตายแล้ว!" เจ้าสำนักหยวนอู่เอ่ยเสียงเย็นชา
"ในเมื่อทัณฑ์สวรรค์หายไปแล้ว ถึงเวลาที่พวกเราต้องจัดการธุระของพวกเราได้เสียที ปล่อยให้ล่าช้ามานานเกินไปแล้ว!" เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตเอ่ยพลางจ้องมองเยี่ยชิงเสวียนด้วยสายตาคมกริบ
"จงฟังคำสั่งข้า!" เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตยกมือขึ้น
"โจมตีพร้อมกัน ไม่ว่าจะบาดเจ็บหรือไม่? เพียงแค่จับเป็นก็พอ!"
เสียงของเขาเพิ่งจะขาดคำ ตัวเขาเองและเจ้าสำนักใหญ่ทั้งหกก็เคลื่อนไหวพร้อมกันทันที
เนื่องจากต้องหลบหลีกทัณฑ์สวรรค์ พวกเขาจึงถอยร่นออกมาระยะหนึ่ง ตอนนี้จึงเริ่มรุกคืบเข้าไปล้อมจับอีกครั้ง
ในช่วงเวลาสั้นๆที่พวกเขายังมาไม่ถึง
เยี่ยชิงเสวียนไม้แม้แต่จะมองพวกเขา สายตายังคงทอดต่ำมองไปที่เยี่ยหลิงหลง
"พวกเขาลงมือแล้ว หากเจ้ายังนอนอยู่เช่นนี้ ข้าคงต้องจำใจตัดสินใจเองแล้วนะ"
"มาแล้ว มาแล้ว!"
เสียงตอบของเยี่ยหลิงหลงดังมาจากหลุมลึกเบื้องล่าง ทำให้เหล่าผู้ฝึกตนขอบเขตมหายานที่บินมาต่างสะดุ้งตกใจกันเป็นแถบ
นางยังมีชีวิตอยู่หรือ? ในสภาพแบบนั้นยังมีชีวิตรอดได้อย่างไร?
แล้วเหตุใดนางถึงนอนนิ่ง เหมือนคนตายไม่ขยับเขยื้อนเช่นนั้นเล่า?
ยังคิดไม่ทันกระจ่าง ก็เห็นลูกแก้วอสนีบาตขนาดมหึมาพุ่งขึ้นมาจากด้านล่าง
พร้อมพลังอสรีพุ่งเข้าใส่เหล่าผู้ฝึกตนขอบเขตมหายานที่บุกเข้ามาโจมตีทันที
เมื่อลูกแก้วอสนีบาตพุ่งขึ้นมา เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตที่อยู่ใกล้ที่สุดหัวเราะเยาะ เขายกมือขึ้นหมายจะทำลายลูกแก้วอสนีบาตนั้นให้แหลกคามือ
แค่การทดสอบอสนีบาตขอบเขตแปรเทวะถึงขอบเขตหลอมสุญตาเท่านั้น
เท่านี้เรื่องเล็ก!
ทว่าพอเขาฟาดฟันลงไป ลูกแก้วอสนีบาตก็ระเบิดออกทันที
ปลดปล่อยพลังมหาศาลออกมาในชั่วพริบตา
"โครม!" เสียงดังสนั่นระเบิดกลางอากาศ ปล่อยแสงจ้าออกมา
ลูกแก้วอสนีบาตช่างทรงพลังยิ่งนัก!
พลังนี้ รุนแรงถึงขนาดทำให้เหล่าเจ้าสำนักขอบเขตมหายานทั้งหลาย ต่างก็ต้องถอยหลังไปหลายก้าว
นี่คือพลังที่ขอบเขตแปรเทวะเคยได้รับมาหรือ?
แต่นั่นยังไม่จบ หลังจากลูกแก้วอสนีบาตระเบิดออก ภายในกลับมีแสงไฟรุนแรงพุ่งออกมา ในชั่วพริบตาหลังการระเบิด
เปลวไฟได้แผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว กลืนกินท้องฟ้าเป็นทะเลเพลิงในทันที!
และหลังการระเบิดครั้งนี้ ก็เกิดการระเบิดติดต่อกันเป็นชุด
"โครม โครม โครม" เสียงดังสนั่นถึงสามครั้งติดต่อกัน!
นางได้เพิ่มวัสดุระเบิดชนิดอื่นเข้าไปในลูกแก้วเดิม
อสนีบาตเป็นเพียงชนวนเท่านั้น!
เหล่าเจ้าสำนักล้วนสูงศักดิ์ ไม่มีใครอยากบาดเจ็บ จึงไม่มีผู้ใดกล้าบุกฝ่าเขตระเบิดไปจับเยี่ยหลิงหลงและชายชุดดำ
ในช่วงเวลาสั้นๆที่ล่าช้านี้ เยี่ยหลิงหลงได้กระชากเยี่ยชิงเสวียน และลากมังกรดำไปด้วย
นางแปะยันต์เร่งความเร็วห้าแผ่น แล้วบินพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
เยี่ยหลิงหลงจุดระเบิดที่นางเตรียมไว้ล่วงหน้า
แม้เจ็ดสำนักจะล้อมพวกเขาไว้เป็นวงกลม แต่เปลวเพลิงกลับไม่ได้ลามไปถึงด้านหลังของพวกเขา
ดังนั้นเส้นทางด้านหลังจึงยังคงเหลืออยู่ และบนเส้นทางนั้นยังมีเจ้าสำนักที่ไม่ได้รับผลกระทบอยู่หนึ่งคน
"คิดจะหนีรึ? ฝันไปเถอะ! ข้าจะต้อง..."
เจ้าสำนักหยวนอู่ยังพูดไม่ทันจบ มังกรดำขนาดมหึมาและทรงพลัง ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขาอย่างฉับพลัน
เจ้าสำนักหยวนอู่ที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ พลันเบิกตากว้างด้วยความตกใจทันที
เขาเห็นมังกรดำพุ่งกรงเล็บอันแหลมคมเข้าโจมตีเขาอย่างดุดัน!
เขาแทบไม่มีเวลาหลบหลีก ก็ถูกกรงเล็บของมังกรดำและพลังอันทรงพลังของมันฟาดกระเด็นออกไปเสียแล้ว
ทุกอย่างเกิดขึ้นในชั่วพริบตา เจ้าสำนักหยวนอู่ยังไม่ทันได้สติ ก็ได้ยินเสียงดังมาจากหลังมังกร
"รู้หรือไม่ว่าเหตุใดข้าถึงเลือกจุดระเบิดในทิศทางที่ห่างจากเจ้าที่สุด?"
เยี่ยหลิงหลงหัวเราะอย่างยโส
"เพราะเจ้าไร้ประโยชน์ที่สุดน่ะสิ!"
บทที่ 987: นางยังคงรักษาสติไว้ได้
เมื่อได้ยินเสียงเยาะเย้ย เจ้าสำนักหยวนอู่ก็โกรธจนหัวใจแทบจะหยุดเต้นเสียตรงนั้น
เขารีบเงยหน้าขึ้นมองทันที เห็นว่าบนหลังมังกรดำมีคนนั่งอยู่สองคน ก็คือเยี่ยหลิงหลงและชายที่ดูดซับพลังของต้นอู๋โยวเข้าไปนั่นเอง
เขาถูกกรงเล็บของมังกรดำทำร้ายบาดเจ็บ ตอนนี้กำลังหอบหายใจ
เขายังไม่ทันได้ขัดขวาง ก็ต้องถอยร่นไป ได้แต่มองดูพวกเขาบินจากไปโดยที่ทำสิ่งใดไม่ได้
ในตอนนี้ การระเบิดด้านหลังสิ้นสุดลง เหล่าเจ้าสำนักผู้สูงศักดิ์ทั้งหลายก็ตามมาทันในที่สุด
เมื่อเห็นมังกรดำบินจากไปแล้ว พวกเขาต่างเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
"เกิดอะไรขึ้น? เหตุใดเจ้าสำนักหยวนอู่ถึงไม่หยุดพวกเขาไว้เล่า?"
เมื่อเผชิญกับคำถามเช่นนี้ เจ้าสำนักหยวนอู่ที่กำลังอัดอั้นตันใจอยู่แล้ว ก็ระเบิดอารมณ์ออกมาทันที
"พวกเจ้ามันกันหลายคนยังจับพวกเขาไม่ได้ แต่กลับหวังให้ข้าคนเดียวหยุดพวกเขาไว้อย่างนั้นหรือ? แค่สามคนเท่านั้น คนหนึ่งอยู่ในขอบเขตหลอมสุญตา อีกคนไม่มีการฝึกฝน มีแค่คนเดียวที่มีพลังมากกว่าคนอื่น พวกเจ้ามีผู้ฝึกตนขอบเขตมหายานมากมายขนาดนี้ ทำไมถึงปล่อยให้พวกเขาหนีไปได้!"
เจ้าสำนักแปรเมฆากล่าวว่า "เจ้าสำนักหยวนอู่อย่าได้โกรธเคืองไปเลย เรื่องนี้พวกเราล้วนมีความผิด ตอนนี้หากไล่ตามไป ก็ยังทันอยู่"
"ทุกคนจงฟังคำสั่งข้า ไล่ตามจับพวกมันไป ข้าไม่เชื่อหรอกว่าพวกมันจะหนีรอดไปได้!"
เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตพูดจบ ก็บินนำหน้าไล่ตามไปทันที ผู้คนเบื้องหลังต่างรู้ดีว่าที่ผ่านมา พวกเขาต่างก็ประมาท ดังนั้นจึงไม่มีใครบ่นว่าอะไร พากันไล่ตามไปข้างหน้า
เจ้าสำนักหทัยครามถามด้วยความสงสัย "มังกรดำตัวใหญ่ขนาดนี้ได้อย่างไร? มันเป็นมังกรจริงๆหรือ?"
เจ้าสำนักหยวนอู่ตอบว่า "มังกรดำตัวนี้ น่าจะเป็นเด็กหนุ่มชุดดำที่ชอบวิ่งวุ่นนั่นกระมัง เพราะเมื่อครู่ตอนที่พวกเขาบินผ่านข้างกายข้า ข้าเห็นบนหลังมังกรดำเหลือเพียงเยี่ยหลิงหลงกับชายที่ไร้การฝึกฝนเท่านั้น"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ คนอื่นๆ ต่างก็ประหลาดใจไปตามๆกัน มังกรดำที่แปลงร่างเป็นมนุษย์ได้ ทั้งยังพูดจาด่าทอได้ จะต้องเป็นสัตว์ภูตระดับใดกัน!
ภพบนมีสิ่งมีชีวิตเช่นนี้อยู่ แต่พวกเขากลับไม่เคยรู้มาก่อนเลย พวกมันซ่อนตัวลึกเกินไปแล้วกระมัง!
ดูท่าคนพวกนี้ไม่มีใครธรรมดาเลย พวกเขาล้วนมีความลับใหญ่หลวงปิดบังอยู่!
"ก่อนหน้านี้ ที่ปล่อยให้พวกมันหนีไปได้เพราะประมาท คราวนี้ต้องไล่ล่าพวกมันกลับมาให้จงได้ จะผิดพลาดมิได้เด็ดขาด!" เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ในสถานการณ์ที่มีประมุขจากทั้งเจ็ดสำนักอยู่พร้อมหน้า แต่กลับปล่อยให้พวกมันหนีไปได้ เรื่องนี้ไม่สามารถปล่อยผ่านไปได้เด็ดขาด!
ท่ามกลางท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ มังกรดำบินสุดชีวิตอยู่บนนภา แม้จะมีกระดาษยันต์เร่งความเร็วของเยี่ยหลิงหลงติดอยู่ แต่เมื่อถูกผู้แข็งแกร่งขอบเขตมหายานไล่ล่า การจะสลัดพวกเขาทิ้งจึงเป็นเรื่องยากยิ่งนัก
ในสถานการณ์เช่นนี้ พวกเขายิ่งไม่อาจลงจอดพื้นได้ เพราะทันทีที่ลงสู่พื้น พวกนั้นก็จะรับรู้ถึงตัวตน และจะตามมาจับกุมพวกเขาได้อย่างง่ายดาย
แม้จะหลุดพ้นจากวงล้อมมาได้ แต่พวกเขาก็ยังไม่พ้นอันตรายอยู่ดี
บนหลังมังกรดำ เยี่ยชิงเสวียนนั่งขัดสมาธิอยู่ ข้างกายเขา เยี่ยหลิงหลงนอนราบและหายใจหอบเบาๆ
แม้จะได้รับการเยียวยาจากทั้งชิงหยาและไข่มุกพฤกษาเทวา
แต่ทว่าอาการบาดเจ็บของนางในตอนนี้ก็ยังน่าเป็นห่วงอยู่มาก
ตอนที่นางอยู่ในขอบเขตแปรเทวะ เพื่อรวบรวมพลังให้เพียงพอ นางได้ดึงเอาพลังในร่างกายมาใช้จนถึงขีดสุด หากมีทัณฑ์สวรรค์อีกสักสาย หรืออสนีบาตเส้นสุดท้ายแรงกว่านี้อีกนิด นางคงไม่รอดชีวิตแน่นอน
ในฐานะผู้ฝึกตนที่มีพรสวรรค์ การผ่านทัณฑ์สวรรค์จากขอบเขตแปรเทวะไปสู่ขอบเขตหลอมสุญตาแล้วเกือบตายนั้น เห็นทีจะไม่มีคนอื่นแล้ว
เยี่ยหลิงหลงถอนหายใจ แม้ตอนนี้จะหนีรอดมาได้ แต่ถ้าไม่คิดหาวิธีอื่น พวกเขาก็จะถูกจับได้อยู่ดี พวกขอบเขตมหายานที่ไล่ล่าตามหลังมานั้น ดูท่าจะเอาจริงกันอยู่ไม่น้อย
สาเหตุที่ครั้งนี้สามารถทะลวงการล้อมได้ หนึ่งเพราะพวกนั้นต้องการจับเป็น เพื่อสืบความจริงเรื่องต้นอู๋โยวที่หายไป พร้อมกับต้องการควบคุมนางเพื่อล่อให้เพื่อนร่วมสำนักออกมา
มิฉะนั้นตอนที่นางอยู่ในขอบเขตแปรเทวะ พวกเขาคงลงมือสังหารนางไปแล้ว ไม่มีเหตุผลใดที่จะปล่อยให้นางทะลวงขั้นเช่นนี้เลย
สองคือ พวกขอบเขตมหายานเหล่านี้ล้วนเป็นเจ้าสำนักผู้สูงศักดิ์ ปกติก็จะปิดด่านฝึกฝนไม่มีทางออกมาเสี่ยงอันตรายเด็ดขาด
ดังนั้นในชั่วขณะที่ลูกแก้วอสนีบาตระเบิด พวกเขาจึงหลบหลีกโดยสัญชาตญาณ
แทนที่จะไม่สนใจการบาดเจ็บ แล้วพุ่งเข้ามาสกัดเสียตอนนั้น
จังหวะที่ถอยหลังโดยสัญชาตญาณนี้เอง ที่ให้โอกาสพวกเขาทะลวงวงล้อมออกมาได้
พูดง่ายๆก็คือความประมาทนั่นเอง
ภายใต้การล้อมของผู้ฝึกตนขอบเขตมหายานมากมายเช่นนี้ พวกเขาไม่เคยคิดว่าผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมสุญตาคนหนึ่งจะสามารถหลุดพ้นจากการควบคุมของพวกเขาได้
แต่ความมั่นใจของพวกเขาก็มีเหตุผลอยู่ไม่น้อย หากนางคิดหาวิธีไม่ได้ พวกเขาคงไล่ตามนางทันไปนานแล้ว
"เจ้าต้องการปราณวิญญาณหรือไม่?"
เสียงของเยี่ยชิงเสวียนดังมาจากด้านข้าง เยี่ยหลิงหลงหันหน้าไปมองเขา
"ปราณวิญญาณอันมหาศาลที่ท่านดูดซับมาจากต้นอู๋โยวยังไม่ได้ใช้ไปหรอกหรือ?"
"ยังเก็บไว้อยู่ แต่เดิมตั้งใจจะนำออกมาถ่วงเวลาพวกเจ้า แต่ตอนนี้ดูเหมือนไม่จำเป็นแล้ว"
"ไม่ได้ใช้เลยสักนิดรึ?"
"ไม่ได้ใช้เลย"
เยี่ยหลิงหลงเบิกตากว้างด้วยความตกใจทันที เช่นนี้แล้วตรงหน้านางก็คือคลังปราณวิญญาณอันมหาศาลมิใช่หรือ?
ไม่ได้ ไม่ได้ เมื่อเผชิญหน้ากับทรัพย์สมบัติมหาศาล นางต้องรักษาสติไว้ก่อน
"มีอย่างหนึ่งที่ข้าไม่เข้าใจ ต้นอู๋โยวนี้เป็นต้นไม้ที่ท่านปลูกมิใช่หรือ? เมื่อท่านสามารถปล่อยพวกข้าออกมาได้ เหตุใดจึงต้องดูดซับต้นอู๋โยวด้วยเล่า?"
"เพราะอาจารย์ของเจ้า ได้วางกลไกไว้ในต้นอู๋โยว หากข้าอยู่ในรัศมีของมัน เมื่อถึงเวลามันก็จะให้ข้าดูดซับมันเอง"
"เป็นเช่นนั้นได้ด้วยหรือ?"
"มันเป็นต้นไม้ที่ข้าปลูก ต้นอู๋โยวมีชีวิตอยู่มานานหลายปีแล้ว แม้จะยังไม่มีสติปัญญา แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งไร้ชีวิตแต่อย่างใด มันรู้จักเจ้านายของมัน ดังนั้นอาจารย์ของเจ้าเพียงแค่ชี้นำเล็กน้อย มันก็จะให้ความร่วมมืออย่างแน่นอน"
เยี่ยหลิงหลงอดที่จะรู้สึกทึ่งไม่ได้จริงๆ สุดยอดเหลือเกิน เห็นทีนางจะต้องไปปลูกต้นไม้สักต้นบ้างแล้ว เพื่อที่อีกหลายปีให้หลังมันจะได้ตอบแทนนางแบบนี้บ้าง
"หากข้าไม่ไปช่วยพวกเจ้า ต้นอู๋โยวจะดูดซับพลังของพวกเจ้าทั้งหมดจนหมดสิ้น แล้วค่อยมอบให้ข้า"
พอได้ยินเช่นนั้น เยี่ยหลิงหลงก็หันมาถามกลับด้วยน้ำเสียงประชดประชัน "ถ้าเช่นนั้น ข้าก็ทำให้ท่านสูญเสียอาหารบำรุงไปมากมายเลยสินะ?"
เยี่ยชิงเสวียนหัวเราะ เขาลูบศีรษะของเยี่ยหลิงหลงเบาๆ ราวกับกำลังลูบขนสัตว์ตัวน้อย
"ไม่หรอก"
"ถึงอย่างนั้นท่านก็ควรจะพูดจากใจจริงสิ"
"แน่นอนว่าข้าพูดจากใจจริง เพราะพลังของพวกเจ้า เมื่อเทียบกับต้นอู๋โยวทั้งต้นแล้ว มันไม่มีค่าอะไรเลย"
เยี่ยหลิงหลงเงยหน้าขึ้นทันที กำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว
แม้จะเป็นความจริง แต่นางก็ไม่อยากฟังอยู่ดี!
พอเห็นเยี่ยหลิงหลงกำลังจะระเบิดอารมณ์ เยี่ยชิงเสวียนจึงรีบถามนางว่า
"ปราณวิญญาณนี้ เจ้าต้องการหรือไม่? มันจะช่วยรักษาอาการบาดเจ็บและช่วยในการฝึกฝนอีกทั้งยังมีพลังมหาศาลไม่มีที่สิ้นสุดได้นะ"
เยี่ยหลิงหลงลังเล จากนั้นก็เหลือยตาไปมองเขาแวบหนึ่ง
"แล้วตัวท่านเองล่ะ ท่านจะไม่ใช้หรือ? อาจารย์ท่านคิดหนักมาก กว่าจะให้ต้นอู๋โยวสละตนเองเพื่อรับใช้เจ้านาย แสดงว่ามันต้องมีประโยชน์กับท่านอย่างแน่นอน"
"ใช่ มันมีประโยชน์อยู่แล้วล่ะ"
"เช่นนั้นท่านก็ใช้ก่อนเถอะ ใช้เสร็จแล้วเหลือให้ข้าสักนิดก็พอ"
เยี่ยชิงเสวียนหัวเราะเบาๆ
"ถ้าใช้หมดแล้ว ก็ไม่เหลือแล้วนะ"
เยี่ยหลิงหลงชะงักไป
"ต้นอู๋โยวใหญ่โตขนาดนั้น ท่านจะใช้หมดรึ!"
"อืม ต้นต้นอู๋โยวใหญ่ขนาดนั้น แต่ข้าสามารถดูดซึมมันได้ทั้งหมด"
เยี่ยหลิงหลงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
"แล้วหลังจากที่ท่านดูดซึมมันแล้ว จะสามารถฝึกฝนได้ถึงขั้นไหนกัน? ในหมู่พวกข้าสามคน ท่านจะกลายเป็นผู้ที่มีการฝึกฝนต่ำที่สุดอีกแล้วหรือ?"
"ไม่มีขั้นอะไรหรอก หลังจากดูดซึมเสร็จแล้ว ข้าก็ไม่มีการฝึกฝนเหมือนเดิมนั่นแหละ"
"ทำไมล่ะ?"
บทที่ 988: ผู้หญิงไร้ยางอาย!
"หากว่าเจ้าเอาน้ำหนึ่งถัง ไปรดทะเลทรายที่แห้งแล้งและแตกระแหง เจ้าหวังว่ามันจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้หรือไม่?"
เยี่ยหลิงหลงได้ยินด็เบิกตากว้าง ในอดีตเขามีระดับพลังแค่ไหนกันแน่ ?
ปราณวิญญาณทั้งต้นของต้นอู๋โยวเชียวนะ แต่สำหรับเขามันเป็นเพียงแค่น้ำหนึ่งถังเท่านั้นหรือ?
แต่พอคิดอีกที หากว่าวันหนึ่งนางสามารถปลูกต้นอู๋โยวได้อย่างง่ายดาย
ตอนนั้นนางเองก็คงไม่สนใจปราณวิญญาณของต้นอู๋โยวเช่นกันกระมัง?
"ดังนั้นน้ำหนึ่งถังนี้ อาจมีประโยชน์กับข้า แต่ไม่ถึงขั้นเปลี่ยนแปลงคุณภาพได้ แต่หากให้เจ้าเพียงหนึ่งหยด เจ้าก็จะกระโดดโลดเต้นได้นานทีเดียว"
‘อะไรนะ?’
‘กระโดดโลดเต้นได้นานอย่างนั้นหรือ?’
‘นี่เขากำลังดูถูกใครกันแน่?’
เมื่อเห็นเยี่ยหลิงหลงมีสีหน้าเปลี่ยนไปอีกครั้ง เยี่ยชิงเสวียนก็พยายามกลั้นยิ้มที่มุมปากเอาไว้ เขาไม่กล้าหัวเราะออกมา เกรงว่าหากแกล้งนางจนมากเกินไป นางอาจจะระเบิดอารมณ์ขึ้นมาจริงๆก็ได้
"ข้าหมายความว่า..."
เยี่ยหลิงหลงยกมือขึ้นห้าม ไม่ให้เขาพูดต่อ
"ท่านไม่ต้องพูด ข้าจะพูดเอง"
"ดี เจ้าว่ามาเถิด"
"ตอนนี้ข้ารู้สึกว่าการตัดสินใจก่อนหน้านี้ของข้าช่างชาญฉลาดเหลือเกิน และโชคดีที่ข้าไม่ได้ทิ้งท่านไว้ แล้วหนีไปคนเดียว มิเช่นนั้นก็คงเสียโอกาสได้ต้นอู๋โยวที่เดินได้ไปเปล่าๆแน่นอน"
เยี่ยหลิงหลงวางมือที่ยกค้างไว้ลงบนข้อมือของเยี่ยชิงเสวียนอย่างแรง จับแน่น พลางเผยรอยยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
"การที่ข้าจะเป็นบันไดให้ผู้ใดหรือไม่? เขาไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจแทน หากเขารู้ว่าปราณวิญญาณที่อุตส่าห์มอบให้ท่าน กลับตกมาอยู่ในมือข้าหมด เจ้าว่าเขาจะโกรธจนเสียสติหรือไม่?"
เยี่ยชิงเสวียนได้ยินเช่นนั้นก็ก็ยกยิ้มมุมปาก
"ปล่อยให้เขาบ้าไปเถอะ! ต่อจากนี้ เจ้าก็จะเป็นภาชนะ เอาไว้เก็บพลังของข้าก็พอ"
หลังจากพูดจบ เยี่ยหลิงหลงก็ยื่นมืออีกข้างออกไป ใช้มือทั้งสองข้างกุมมือของเยี่ยชิงเสวียนไว้แน่น
เยี่ยชิงเสวียนก้มหน้าลงมองมือน้อยๆที่เต็มไปด้วยบาดแผล มันกำลังกุมมือของเขาเอาไว้อย่างอบอุ่น ดวงตาของนางเป็นประกาย เขาจึงไม่ได้สะบัดมือหนีแต่อย่างใด
ในวินาถัดมา เขารู้สึกถึงแรงดูดที่ฝ่ามือ นางกำลังดูดปราณวิญญาณเข้าสู่ร่างกายของตัวเอง
เยี่ยชิงเสวียนไม่ได้ขัดขืน ปล่อยให้ปราณวิญญาณที่ยังไม่ถูกดูดซึม ถ่ายทอดผ่านฝ่ามือไปยังเยี่ยหลิงหลงทันที
ผ่านไปครู่หนึ่ง เยี่ยหลิงหลงก็หยุดดูดซับพลัง
"ไม่เอาแล้วหรือ? เพิ่งดูดซับไปแค่นิดเดียวเองนะ"
เยี่ยหลิงหลงเงยหน้าขึ้นมองหน้าเยี่ยชิงเสวียนแล้วยิ้มกว้างอย่างสดใส
"ท่านยังจำปริมาณเมื่อครู่ได้หรือไม่? โอ้! ภาชนะเก็บพลังอันเป็นที่รักของข้า จงแบ่งปราณวิญญาณในร่างกายของเจ้าออกเป็นพันส่วนเถิด ส่วนทั้งพันนั้นเจ้าก็มอบให้ข้า ส่วนที่เหลือข้าจะยกให้เจ้าเอง ไม้ต้องเกรงใจไป"
...…
เยี่ยชิงเสวียนได้ยินเช่นนั้นก็กระตุกมุมปาก
การเก็บปราณวิญญาณไว้โดยไม่ใช้ก็นับว่าเป็นความสามารถอย่างหนึ่งแล้ว แต่นี่ยังจะให้แบ่งออกเป็นพันส่วนอีกหรือ?
เขาไม่ใช่ภาชนะเก็บปราณวิญญาณจริงๆเสียหน่อย จะมีความสามารถแบบนั้นได้อย่างไร?
ฟังดูแล้วช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ แต่เมื่อหลุดออกมาจากปากนาง ทุกสิ่งกลับฟังดูสมเหตุสมผลไปเสียหมด
เรื่องนี้แม้จะดูน่าเหลือเชื่อ แต่ไม่ใช่ว่าเขาจะทำไม่ได้เสียทีเดียว
นั่นเพราะนางไม่ได้นับว่าเขาเป็นคนจริงๆ
เยี่ยชิงเสวียนดึงมือที่เยี่ยหลิงหลงกำลังจับอยู่ออก แล้วหมุนตัวหันหลังให้เยี่ยหลิงหลง
เยี่ยหลิงหลงเห็นท่าทางแบบนั้น รีบคลานไปด้านหน้าเยี่ยชิงเสวียน
"โกรธแล้วหรือ?"
"หุบปากไปเลย"
"โอ้ย..."
"อย่าเสียงดัง ข้าแบ่งไปสิบเก้าส่วนแล้ว ถ้ายังส่งเสียงดัง เจ้าจะไม่ได้แม้แต่ส่วนเดียว!"
เยี่ยหลิงหลงรีบเอามือปิดปากทันที แล้วคลานกลับไปนั่งที่เดิมอย่างเงียบๆ
หลังจากกลับมาแล้ว นางที่นอนคว่ำอยู่บนเกล็ดอันเย็นเฉียบของมังกรดำ อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
"เฮ้ย!! นี่พวกเจ้าจะหยุดหัวเราะได้หรือยัง!! ข้าอดทนกับพวกเจ้ามานานแล้วนะ!!"
"อะไรกัน?"
"เจ้ารีบบอกทิศทางให้ข้าเร็วเข้า! ด้านหลังยังมีพวกขอบเขตมหายานไล่ตามอยู่อีกนะ!
ยังไม่ทันพ้นอันตรายก็มัวแต่เกี้ยวกัน นี่เจ้าอยากตายจริงๆใช่ไหม? ข้าจะได้ส่งเจ้ากลับไปเดี๋ยวนี้เลย!" มังกรดำคำรามด้วยความโกรธ
"กลับไปก็ได้ พอกลับไปแล้วข้าจะมอบเจ้านายของเจ้าให้พวกเขาเอง เจ้าลองเดาดูสิว่าหลังจากพวกเขาได้ต้นอู๋โยวที่เดินได้แล้ว พวกเขาจะยังอยากฆ่าข้าอีกหรือไม่?"
"เจ้าพูดบ้าอะไรของเจ้า! เจ้านายของข้าดีกับเจ้าขนาดนี้ เจ้ากลับคิดจะใช้ประโยชน์จากท่านทุกวันอีกรึ?!"
"ภาชนะเก็บพลังวิเศษน่ะ ถ้าไม่เอามาใช้แล้วจะเอาไว้ทำอะไรเล่า?"
"เจ้านี่สรรหาวิธีทำให้ข้าโมโหได้ตลอดจริงๆ! รอดูเถอะ! ข้าจะโยนเจ้าทิ้งเดี๋ยวนี้เลย!"
พอมังกรดำพูดจบ เยี่ยหลิงหลงก็ลุกขึ้นทันที แล้วโผเข้าไปเกาะหลังของเยี่ยชิงเสวียนราวกับปลาหมึกยักษ์ที่เกาะกุมเขาไว้แน่น
"ตัวประกันอยู่ในมือข้าแล้ว เจ้ากล้าโยนข้าทิ้งหรือไม่เล่า?"
มังกรดำยอมแพ้ในทันที
เยี่ยหลิงหลงยิ้มอย่างพึงพอใจ
"อย่าเสียใจไปเลย ไม่ใช่แค่เจ้าหรอก วิธีนี้ต้องใช้ได้ผลกับท่านอาจารย์ของข้าด้วยแน่นอน รอดูได้เลยว่าต่อไปข้าจะใช้มันอย่างไร?"
พูดจบ เยี่ยหลิงหลงก็ขยำแก้มอันงดงามของเยี่ยชิงเสวียน
"เป็นอย่างไรบ้าง?"
"เจ้าทำให้ข้าแบ่งผิดไปแล้ว ข้าไม่อยากแบ่งใหม่ด้วย ต่อจากนี้เจ้าต้องรับผิดชอบผลที่ตามมาเองนะ"
เยี่ยหลิงหลงยอมสงบลงแล้ว
นางเลิกแกล้งเยี่ยชิงเสวียน แล้วคลานกลับไปเกาะบนหลังของมังกรดำ พร้อมกับแปะยันต์สปาให้ตัวเอง
ในเมื่อจิตใจไม่สบายแล้ว ก็ขอให้ร่างกายสบายสักหน่อยเถอะ
ในตอนนั้น เสียงคำรามด้วยความโกรธของมังกรดำดังขึ้นมาอีกครั้ง
"จะ! ไป! ที่! ไหน! กัน! แน่!!"
"ไปทางทิศตะวันตกกันเถอะ"
"ทิศตะวันตก? เหตุใดเล่าล่ะ?"
"ศิษย์พี่หกและอาจารย์ท่านนั้นไม่ได้บอกหรือ? ดวงอาทิตย์ตกที่หุบเขาประจิม ยามพลบค่ำมาเยือน มีเพียงความตายเท่านั้นที่จะนำมาซึ่งชีวิต"
เยี่ยหลิงหลงมองท้องฟ้าเบื้องบนที่แจ่มใส พลางฟังเสียงความเคลื่อนไหวของพวกขอบเขตมหายานที่อยู่เบื้องหลัง
"มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก มีสถานที่แห่งหนึ่งที่มืดมิดไร้แสงตะวันส่อง เมื่อเข้าไปแล้วก็จะเหมือนเราตายไปแล้ว มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะทำให้พวกเราพบเส้นทางแห่งความหวังที่จะมีชีวิตรอด"
มังกรดำชะงักไป
"ที่นั่นคือที่ใด?"
"ข้าเคยอ่านพบในตำรา ที่สุดปลายของทิศตะวันตก มีเหวลึกแห่งหนึ่ง เรียกว่าเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา มีตำนานเล่าขานว่าเป็นสถานที่ที่หากเข้าไปแล้วจะไม่มีวันได้ออกมาอีกเลย"
"แล้วเจ้ายังจะไปอีกรึ?"
"มีผู้คนมากมายไปที่นั่น ทุกคนที่หมดหนทาง ล้วนไปที่นั่นกันทั้งสิ้น เพราะเมื่อไปแล้วคนที่ไล่ล่าก็ไม่กล้าตามมา พวกเขาไม่อยากติดอยู่ที่นั่นตลอดกาล มังกรดำข้าว่าพวกเราหมดหนทางแล้วล่ะ"
มังกรดำแข็งทื่อไปทั้งร่าง
"เจ้ากำลังหลอกข้าใช่หรือไม่? ปกติเจ้าชอบหลอกคนที่สุดเลยนี่!"
"หากจับพวกเราไม่ได้ พวกเขาก็จะไม่ยอมเลิกรา พวกเราไม่มีโอกาสหลบซ่อนเลยจริงๆ นอกจากไปยังที่ที่พวกเขาไม่กล้าตามมา แล้วพวกเรายังจะมีทางเลือกใดอีก?"
"ที่นั่น ออกมาไม่ได้จริงๆหรือ? แล้วมันจะต่างอะไรกับความตายได้เล่า?"
"ก็ยังมีความแตกต่างอยู่นะ ถ้าตายก็ทำอะไรไม่ได้เลย แต่ถ้าไปที่นั่นข้าก็ยังสามารถกอดเจ้านายของเจ้า แล้วดูดปราณวิญญาณมาได้"
บรรยากาศหนักอึ้งหยุดลงกะทันหัน มังกรดำเข้าสู่สภาวะคลุ้มคลั่งอีกครั้ง
"เยี่ยหลิงหลง เจ้าหญิงหน้าด้านคนนี้! เจ้านี่มัน!!"
เสียงคำรามดังก้องไปทั่วฟ้า แม้แต่พวกขอบเขตมหายานที่อยู่ด้านหลังก็ยังได้ยิน ทุกคนต่างตกตะลึง
พวกที่อยู่ด้านหน้านั่นทะเลาะกันหรือ?
ด้านหน้า เยี่ยหลิงหลงพลิกตัวนอนลง แถมยังไขว่ห้างอีกด้วย
"เฮ้อ ศิษย์พี่ร่วมสำนักชายหญิงของข้า ก็เคยบอกว่าเจ้านายของเจ้าหน้าด้านเหมือนกัน ดูท่าพวกเราคงเป็นพวกเดียวกันสินะ"
"หุบปาก! ใครจะเป็น! พวก! เดียวกับเจ้า!"
มังกรดำคำรามด้วยความโกรธที่ไม่อาจกลั้นไว้ได้ แต่เยี่ยหลิงหลงกลับไม่สนใจแม้แต่น้อย
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความโกรธที่พลุ่งพล่านทำให้มังกรดำมีพลังมากขึ้นหรือไม่ เยี่ยหลิงหลงสังเกตเห็นว่าความเร็วของพวกเขาเพิ่มขึ้นอย่างน่าประหลาด
มังกรดำบินติดต่อกันทั้งวันทั้งคืนเป็นเวลาเจ็ดวัน ในที่สุดก็พาพวกเขามาถึงปลายด้านตะวันตกของภพบน
เบื้องหน้าคือเหวลึกสิบแปดชั้นที่ไร้แสงสว่าง
"จะเข้าไปจริงๆหรือ?"
บทที่ 989: สักวันหนึ่งเราจะได้พบกันอีกครั้ง!
เมื่อบินมาถึงขอบเหวลึก มังกรดำก็หยุดลง
บนเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา ไม่มีลมพายุโหมกระหน่ำ ไม่มีปราณชั่วร้ายรุนแรง ไม่มีเสียง ไม่มีแสง ราวกับว่าทุกสรรพสิ่งที่เข้าไปในนั้น จะถูกกลืนกินจนไม่เหลือซากใดๆทั้งสิ้น
ความมืดมิดที่เงียบงันเช่นนี้ ยิ่งทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัวจนไม่อาจระงับจิตใจที่ฟุ้งซ่านได้
มังกรดำไม่ได้รับคำตอบจากสองคนที่อยู่ด้านหลัง เขาจึงถามอีกครั้งว่า
"จะเข้าไปจริงๆหรือ? หากเข้าไปแล้ว จะไม่มีทางย้อนกลับแล้วนะ"
เยี่ยหลิงหลงมองดูเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาที่สามารถกลืนกินทุกสิ่ง มีแต่คนเข้าไม่มีคนออก
นางแย้มยิ้มขื่นๆ
นับตั้งแต่นางตัดสินใจเปลี่ยนแปลงโชคชะตา นางก็ไม่มีทางย้อนกลับให้หันหลังไปอีกแล้ว
ตามท้องเรื่องเดิม นางควรตายในมือของเยี่ยหรงเยว่ไปแล้ว แต่นางฝืนโชคชะตาและดิ้นรนมีชีวิตอยู่จนถึงวันนี้
และตลอดเส้นทางที่ผ่านมา นางก็เข้าใจทุกอย่างแล้ว
ศิษย์ทุกคนของสำนักชิงเสวียนล้วนมีชาติกำเนิดไม่ธรรมดา แต่ทุกคนก็มีจุดอ่อนและความลับที่ถูกผู้อื่นจับจ้องอยู่
ตราบใดที่พวกเขายังไม่แข็งแกร่งพอจะยืนอยู่บนจุดสูงสุดของภพบน พวกเขาก็ไม่อาจรวมตัวกันได้
และเพราะด้วยพรสวรรค์ของพวกเขานี้เอง เพียงแค่อยู่รวมกันก็จะเปล่งประกายแสงและความร้อน มันอาจจะเจิดจ้าจนเกินไป
สิ่งนี้อาจจะนำมาซึ่งความสงสัยของผู้อื่น นำมาซึ่งความอิจฉาริษยา นำมาซึ่งการกดขี่ข่มเหง
และในยามนั้น หากว่าท่านอาจารย์ที่อยู่เบื้องหลังพวกนาง เพียงแค่จุดไฟนิดหน่อย เพลิงแห่งความความสัยก็จะลุกลามไปถึงตัวพวกเขาทุกคนได้แล้ว
ดังนั้น...
แท้จริงแล้ว ทุกอย่างก็เป็นเพราะพละกำลังยังไม่เพียงพอ
ไม่แข็งแกร่งพอที่จะยืนหยัดอยู่ในโลกใบนี้ พวกเขาจึงต้องไม่เกรงกลัวโชคชะตา ไม่หวั่นเกรงผู้ใด
บัดนี้นางต้องการเวลาเท่านั้น
เส้นทางตรงหน้านี้ ยากกว่าเส้นทางใดๆที่เคยผ่านมา แต่มันจะช่วยให้นางมีเวลามากขึ้นอีกสักหน่อย
ขอเพียงมีเวลา นางจะทำให้โลกนี้ได้เห็นเยี่ยหลิงหลงที่แตกต่างออกไปอย่างแน่นอน!
ในขณะที่พวกเขาหยุดอยู่เบื้องหน้าหุบเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา พวกเขายินได้เพียงครู่เดียว บรรดาผู้ฝึกตนขอบเขตมหายานก็ไล่ตามมาทัน
"ที่แท้พวกเจ้าก็บินมาทางทิศตะวันตกตลอดเลยสินะ ล้วนแล้วก็เพื่อจะมาที่เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธานี่เอง!" เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตขมวดคิ้วพลางกล่าว "ที่นี่คือจุดหมายสุดท้ายของคนหมดหนทางที่หนีเอาชีวิตรอดเท่านั้น!"
"พวกเจ้าต้องคิดให้ดี! หากว่าเจ้ากระโดดลงไปแล้ว ย่อมไม่มีทางหวนคืนออกมาได้อีก!" เจ้าสำนักอัคคีแดงตะโกนว่า
"ข้าว่าพวกเจ้าอย่าได้หุนหันพลันแล่นไปเลย!"
"ใช่แล้ว! ก่อนหน้านี้พวกข้ามีโอกาสที่จะสังหารพวกเจ้าได้โดยตรง แต่พวกข้าไม่ได้ทำ เพราะทุกอย่างยังมีทางออก และพวกข้าเองก็ไม่ได้อยากให้พวกเจ้าตาย ! ขอเพียงพวกเจ้ายอมกลับไปกับพวกข้า ให้ความร่วมมือกับพวกข้า พวกข้าก็ไม่จำเป็นต้องทำถึงขั้นนี้!" เจ้าสำนักแปรเมฆาพยายามเกลี้ยกล่อม
"เด็กน้อย คนอื่นเจ้าอาจไม่เข้าใจเจ้า แต่ข้าไม่มีทางใจร้ายทำร้ายเจ้าอย่างเด็ดขาด!" เจ้าสำนักจันทราพิฆาต ก้าวออกมาตักเตือนเยี่ยหลิงหลงด้วยเช่นหัน
"เจ้าอายุน้อยกว่าไป๋เวยเสียอีก ข้าว่าอนาคตยังมีความเป็นไปได้อีกมากมาย อย่าทำลายตัวเองเช่นนี้เลย!"
ในตอนนั้นเอง เจ้าสำนักหทัยครามเองก็อดมิไหว ก้าวออกมา นางหันไปมองเจ้าสำนักสวรรค์ลิขิต
"เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตพวกเรา ไม่ได้ต้องการบีบให้พวกเขาต้องตายแต่อย่างใดเลย หากพวกเขายินดีกลับมา พวกเราจะให้คำมั่นกับเจ้าเอง ว่าเราจะไม่ประหารพวกเจ้าเพราะต้นอู๋โยว"
"หึ! พวกเขาถนัดเรื่องการตบตาเป็นที่สุด! ข้าไม่เชื่อหรอกว่าพวกเขาจะกล้ากระโดดลงไปจริงๆ เรื่องนี้ก็แค่การบีบให้พวกเราต้องให้คำสัญญากับพวกเขาเท่านั้น ตอนนี้พวกเขายังไม่ทันอ้าปากพูด พวกเจ้าก็จะปล่อยตัวปล่อยใจให้พวกเขาล่อลวงแล้ว นั่นมันเท่ากับไว้หน้าพวกเขาไม่ใช่หรือ?"
เจ้าสำนักหยวนอู่หัวเราะเยาะ พลางกล่าวว่า "ข้าว่า… เจ้าปล่อยให้พวกเขากระโดดลงไปเลยเถิด! ถ้าพวกเขาไม่กล้ากระโดด ก็ให้กลับมาอย่างว่าง่ายเสียเดี๋ยวนี้! พวกเขาทำเรื่องเลวร้ายไว้มากมาย ยังให้พวกเราต้องไล่ล่าตามมาหลายวัน มีสิทธิ์อะไรมาต่อรองกับพวกเรากัน?"
"เจ้าสำนักหยวนอู่! ท่านพอได้แล้ว!" เจ้าสำนักวายุเหินเห็นเช่นนั้นก็อดทนไม่ไหวก้าวออกมาชี้นิ้วใส่เขา
"ข้าเองก็เห็นด้วยกับข้อเสนอของเจ้าสำนักหทัยคราม คำมั่นสัญญานี้ข้ายินดีจะให้ ไม่ทราบว่าเจ้าสำนักท่านอื่นคิดเห็นเป็นเช่นไร หากมีผู้คัดค้าน พวกเราก็ลงคะแนนเสียงกันอีกครั้งดีหรือไม่?"
เจ้าสำนักสวรรค์ลิขิตขมวดคิ้ว เขาจ้องเยี่ยหลิงหลงและคนอื่นๆที่ยืนฟังเสียงโต้เถียงของเหล่าเจ้าสำนักที่อยู่รอบข้าง เขาไม่แสดงท่าทีใดๆ เขากำลังสังเกตและหยั่งเชิงความคิดของอีกฝ่ายอยู่
เห็นเพียงสองคนที่อยู่บนหลังมังกรดำ คนหนึ่งนั่งขัดสมาธิ ท่าทางเกียจคร้าน ราวกับว่าตรงหน้าไม่ใช่เหวลึกกินคน แต่เป็นเพียงร่องน้ำเล็กๆหน้าบ้าน
ไม่มีปฏิกิริยาความกลัวใดใดปรากฏอยู่ในดวงตาเลย
ส่วนอีกคนหนึ่ง บนใบหน้ามีรอยยิ้มจางๆตลอดเวลา ดูเหมือนนางจะมั่นใจมาก ว่าจะคาดเดาสิ่งที่อยู่ในใจของพวกเขาได้
ทุกอย่างอยู่ในกำมือของนาง แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด
ในเวลานั้น เหล่าเจ้าสำนักทั้งหลายก็ยังคงถกเถียงกันอยู่
เสียงที่ดังที่สุดและอารมณ์ที่รุนแรงที่สุดคือเจ้าสำนักหยวนอู่
"จะลงคะแนนอะไรกันอีก! ทุกครั้งก็เอาแต่ใช้การลงคะแนนมากดขี่ผู้อื่น! ข้าไม่เข้าใจจริงๆ นางทำความชั่วมามากมาย มีอะไรดีให้ต้องปกป้องด้วย? พวกเจ้าลืมตาให้กว้างดูให้ดี ตอนนี้นางถูกพวกเจ้าตามใจจนไม่เกรงกลัวอะไรแล้ว! นางกำลังข่มขู่พวกเรา นางไม่ได้คิดจะกระโดดจริงหรอก!"
เจ้าสำนักหยวนอู่หันขวับไปมองเยี่ยหลิงหลง
"กระโดดสิ! ถ้าเจ้ามีความสามารถและมีความกล้าจริง ก็กระโดดเลย!"
จากนั้นก็หันไปมองเจ้าสำนักอื่นๆ
"เห็นไหม? ข้าบอกให้นางกระโดด นางยังไม่ขยับตัวเลยด้วยซ้ำ คนแบบนี้จะกล้าจริงได้อย่างไร? นางเจ้าเล่ห์ต่างหาก ไม่ได้บ้าบิ่นจริงๆหรอก !"
ในตอนนั้นเอง เยี่ยหลิงหลงพลันหัวเราะเบาๆ
"พวกเจ้าบีบบังคับศิษย์ชิงเสวียนของข้าถึงเพียงนี้ หนี้ครานี้ ข้าจดจำไว้แล้ว รอข้ากลับมา ยามนั้นข้าจะทวงคืนจากพวกเจ้าทีละคน หวังว่าวันที่ข้ากลับมา พวกเจ้าจะยังจดจำการกระทำบนเขาอู๋โยวได้ก็แล้วกัน"
เมื่อกล่าวจบ เยี่ยหลิงหลงก็กระโดดลงจากหลังมังกรดำ ลงสู่เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาในทันที
"ลาก่อน! สักวันหนึ่ง! พวกเราคงจะได้พบกันอีก!"
เยี่ยหลิงหลงในชุดสีแดง ดุจดั่งดอกไม้อันงดงามที่ร่วงหล่นจากก้าน นางยิ้มพลางดิ่งลงสู่ห้วงเหวอันมืดมิดไร้ก้นบึ้ง
ภาพนั้นประทับอยู่ในดวงตาและจิตใจของทุกคน
สีแดงและดำปะทะกันจนแสบตา แต่ที่แสบตายิ่งกว่านั้นคือรอยยิ้มบนใบหน้าของนาง
เหล่าเจ้าสำนักที่กำลังทะเลาะวิวาทอยู่ ต่างหยุดชะงักกันไปในทันที
พวกเขาเบิกตากว้างมองด้วยความตะลึงทันที
รวมถึงเจ้าสำนักหยวนอู่ทุกคน พวกเขาคิดว่านางกำลังข่มขู่เขาอยู่ ไม่มีทางที่นางจะกระโดดจริงๆหรอก
จนกระทั่งนางกระโดดลงไปโดยไม่มีแม้แต่คำต่อรอง และไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ!
ร่างอันมุ่งมั่นและรอยยิ้มเด็ดเดี่ยวนั้น ยิ่งทำให้ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต้องตกตะลึงไปตามๆกัน!
ไม่เพียงแต่เหล่าเจ้าสำนักที่คาดไม่ถึง แม้แต่มังกรดำเองก็ไม่คิดว่านางจะกระโดดจริงๆ และยังกระทันหันเช่นนี้อีก ไม่มีแม้แต่คำบอกกล่าว หรือแม้แต่จะเรียกให้เขาไปด้วยกัน!
นี่มันเกินไปแล้ว !
แล้วตอนนี้เขาจะทำอย่างไรดี? จะกระโดดหรือไม่กระโดดดี?
นางก็ไม่ได้ลากเขาไปกระโดดด้วย แถมบนหลังยังมีเจ้านายอยู่ จะให้เขาพาเจ้านายกระโดดลงไปด้วยได้อย่างไรกันเล่า?
แค่นางกระโดดลงไปคนเดียว ก็ตื่นเต้นพอแล้วมิใช่หรือ? แต่ทิ้งให้เขาอยู่ข้างบนอย่างกระอักกระอ่วนแบบนี้ เขาจะต้องทำอย่างไรต่อเล่า?
ขณะที่มังกรดำกำลังจะเริ่มอาละวาดรอบใหม่ เยี่ยชิงเสวียนที่อยู่บนหลังก็หัวเราะเบาๆ
"หากเจ้าไม่รีบไปรับนาง รอให้นางตกลงไปบาดเจ็บเมื่อไหร่ นางต้องกลับมาด่าเจ้าอีกยกแน่"
"นางจะมาด่าข้าด้วยเหตุใดกัน? นางเป็นคนกระโดดเอง! อีกอย่างนางก็ไม่ใช่เจ้านายของข้าเสียหน่อย จะมีสิทธิ์อะไรมาด่า?"
"นางใช้ปาก ข้าใช้มือ"
พริบตาเดียว มังกรดำก็เร่งความเร็วถึงขีดสุด พาร่างเยี่ยชิงเสวียนพุ่งทะยานเข้าสู่เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาโดยไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
เร็วจนบรรดาเจ้าสำนักทั้งหลายยังตั้งตัวไม่ทัน ต่างยืนตะลึงมองเป็นตาเดียวกัน
ยามนี้เหนือเหวลึก ไร้สายลม ไร้แสงสว่าง ไร้ผู้คน
สะอาดสะอ้านราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งสิ้น!
บทที่ 990: เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา
ผ่านไปครู่ใหญ่ เหล่าเจ้าสำนักที่ติดตามมาถึงค่อยๆได้สติ
เจ้าสำนักจันทราพิฆาตเป็นคนแรกที่ก้าวออกมาชี้หน้าเจ้าสำนักหยวนอู่
"ไหนเจ้าบอกว่าพวกเขาจะไม่กระโดดอย่างไรเล่า?"
"ข้า..."
เจ้าสำนักหยวนอู่เองก็ไม่คาดคิด ว่าแม้เจ้าสำนักหลายคนจะผ่อนปรนท่าทีลงแล้ว นางก็ยังจะกระโดดลงไปอีก
นางอายุเท่าไรกัน? อนาคตจะไม่เอาอะไรแล้วจริงๆหรือ?
เจ้าสำนักวายุเหินเห็นเช่นนั้นก็กล่าวว่า "ตอนนี้เจ้าพูดอะไรก็ไร้ประโยชน์แล้ว คนกระโดดลงไปแล้ว ไม่มีทางกลับมาอีกอย่างแน่นอน! พวกเราไม่มีทางรั้งพวกเขาไว้ได้อีกแล้ว!"
เจ้าสำนักแปรเมฆาเห็นเช่นนั้นก็กล่าวด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวทันที
"ต้นอู๋โยวอยู่ในภพบนมานานกว่าหมื่นปีแล้ว ตลอดเวลาหมื่นปีนี้ มันมอบปราณวิญญาณให้ภพบนมากมายเพียงใด บ่มเพาะศิษย์ที่เป็นเลิศมามากมายเท่าใด! แม้แต่เจ้าและข้า ก็ได้รับพระคุณจากต้นอู๋โยว ความสำคัญของมันไม่มีผู้ใดไม่รู้ทั้งสิ้น แต่บัดนี้มันไม่มีทางตามกลับมาได้อีกแล้ว!"
เจ้าสำนักอัคคีแดงเห็นเช่นนั้นก็กล่าวด้วยความโกรธเกี้ยวว่า "พวกเราพยายามเกลี้ยกล่อมเจ้ามาตลอด แต่เจ้ากลับไม่ฟังสักคำ! เพียงเพราะความแค้นในใจเล็กๆน้อยๆ สุดท้ายเจ้าก็เอามันมาระบายใส่ทุกคน! นับจากนี้โลกจะไม่มีต้นอู๋โยวอีกแล้ว ผลลัพธ์แบบนี้เจ้าพอใจแล้วหรือยัง!!?"
"ไม่เพียงเท่านั้น เหล่าศิษย์ของสำนักสวรรค์ลิขิตต่างก็หนีไปจนหมดแล้ว บัดนี้ไม่เหลือใครแม้แต่คนเดียว"
เจ้าสำนักทั้งหลายต่างก็หัวเราะเยาะ "เจ้าคิดว่าเรื่องนี้ เจ้าจัดการได้ดีหรือไม่?"
เขาสะบัดแขนเสื้อแล้วหันกายบินจากไปจากเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาทันที
"ช่างน่าขันที่สุด"
เจ้าสำนักและเหล่าผู้อาวุโสทั้งหลาย ต่างก็ทยอยบินจากไป สุดท้ายเหลือเพียงเจ้าสำนักหยวนอู่ที่ยืนอยู่กับที่เท่านั้น เขามองเงาร่างที่จากไปของคนพวกนั้น กำหมัดแน่นด้วยความโกรธจนร่างกายสั่นไปทั้งตัว
ทุกคนโทษเขาหรือ?
เกิดเรื่องขึ้นมา ก็โทษเขาคนเดียวเลยหรือไร?
ครั้งนี้ที่ดินแดนลับต้นอู๋โยว ใครกันแน่ที่สูญเสียหนักที่สุด พวกเขาไม่รู้บ้างเลยหรือไร!
เหล่าศิษย์ชั้นยอดของเจ้าสำนักหยวนอู่ตายไปทั้งหมด สำนักหยวนอู่กำลังจะขาดช่วงแล้ว!
ผลลัพธ์ของเขาจะเป็นอย่างไร? ไม่เพียงแต่ไม่มีใครเข้าใจ แต่กลับยืนดูความหายนะด้วยความสะใจ และเยาะเย้ยถากถางเขา!
พวกเห็นแก่ตัว หน้าซื่อใจคด ช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก!
เจ้าสำนักหยวนอู่ยกมือขึ้น ปล่อยพลังวิญญาณอันรุนแรง กระแทกลงพื้นเบื้องหน้า ดวงตาของเขาจ้องมองทิศทางที่พวกนั้นจากไปด้วยแววตาขุ่นมัว
‘ดี! ดียิ่งนัก! พวกเจ้าทั้งหมด รับไม่ได้ที่สำนักหยวนอู่มีอยู่สินะ?’
‘รอดูกันไปได้เลย!’
ณ เหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา
เมื่อเยี่ยหลิงหลงกระโดดลงไปในความมืดมิด ตอนแรกความรู้สึกก็เหมือนกับตอนที่อยู่เหนือหุบเหว นางรู้สึกว่ารอบข้างไม่มีอะไรเลย
แต่ในไม่ช้า นางก็เหมือนเข้าสู่เขตกำแพงแห่งหนึ่ง และทันทีที่นางเข้าไป ปราณชั่วร้าย และรุนแรงก็พวยพุ่งขึ้นมาจากเบื้องล่าง พร้อมกันนั้น ความมืดก็โอบล้อมนางอย่างรวดเร็ว
ความเย็นเยือกแทรกซึมจากผิวหนังเข้าสู่ไขกระดูก ความรู้สึกกดดัน เข้าปกคลุมจิตใจในทันที
เสียงลมหวีดหวิวดังอยู่ข้างหู ในเสียงลมนั้น แฝงไปด้วยเสียงหัวเราะอันบ้าคลั่ง รอบด้านราวกับมีวิญญาณนับไม่ถ้วนล่องลอยอยู่
มีบางสิ่งเลื่อนผ่านปลายนิ้วของนางไป ทั้งเย็นเยียบและนุ่มนิ่ม ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก!
นางยังไม่ทันปรับตัวกับสภาพแวดล้อมเท่าใด พยายามจะบินขึ้นไป ลองดูว่าจะสามารถบินออกจากที่นี่ได้หรือไม่
อย่างไรก็ตาม เพียงแค่นางจะบินขึ้นไป ก็ได้ยินเสียงดังมหึมาดังมาจากเบื้องบนทันที
นางเงยหน้าขึ้นมอง จึงเห็นมังกรดำขนาดมหึมาที่มีพี่เยี่ยนั่งอยู่บนหลัง ทั้งสองกำลังพุ่งดิ่งลงมา เมื่อมันบินมาถึงข้างกายนาง หางมังกรก็แกว่ง พานางขึ้นไปบนหลังของมันทันที
"เจ้ามาได้เวลาพอดี! พวกเราบินขึ้นไปด้วยกันเถอะ!"
‘หืม!’
‘เดี๋ยวก่อนนะ แม่นางน้อย นี่เจ้าจะทำอะไรกันแน่?’
คนที่กระโดดลงมาก็เจ้า แล้วตอนนี้คนที่เปลี่ยนใจอยากบินขึ้นไป ก็ยังเป็นเจ้าอีกนึ!
มังกรดำรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก แต่ด้วยการถูกกดดันมาเป็นเวลานาน ทำให้เขาเชื่อฟังเสียงหวานนั้นโดยไม่รู้ตัว มันจึงหันหัวมังกรบินขึ้นไปจริงๆ
อย่างไรก็ตาม...
ตอนที่กระโดดลงมา ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น แต่การบินขึ้นไปใช้เวลาถึงหนึ่งเค่อ ไม่ว่าจะบินอย่างไร พวกเขาก็บินไปไม่ถึงด้านบน
แม้แต่ขอบเหวสัมผัสได้ตอนลงมา ก็ยังหาไม่พบเสียด้วยซ้ำ
มังกรดำถอนหายใจพลางเอ่ยว่า "น่าแปลกที่บอกว่าเมื่อมาแล้วก็ออกไปไม่ได้ บินอย่างไรก็หาขอบเขตกั้นไม่พบอีกแล้ว!"
เยี่ยหลิงหลงมองดูสถานที่ที่แม้จะมีแสงสว่างไม่มากนัก แต่ก็เห็นได้ชัดว่าแตกต่างจากด้านนอกมากโข
พวกเขาไม่เพียงแต่หาขอบของหุบเหวไม่พบ นางยังหาร่องรอยของค่ายกลและตราผนึกไม่พบด้วย อีกทั้งยังหาสาเหตุที่พวกเขาบินออกไปไม่ได้ไม่พบเช่นกัน
ราวกับว่ามันไร้ขอบเขตและไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ
"ข้าเตือนเจ้าแล้ว ว่าอย่ากระโดด อย่ากระโดด ตอนนี้เป็นอย่างไรเล่า? กระโดดลงมาแล้วกลับไปไม่ได้จริงๆ เจ้านี่ไม่ยอมฟังคำเตือนของข้าเลยนะ!"
มังกรดำอดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำ
"จะทำอย่างไรดี? พวกเราจะต้องติดอยู่ที่นี่ไปชั่วชีวิตจริงๆหรือ? สวรรค์! ข้าเพิ่งออกมาจากบึงมังกรดำเอง โลกกว้างใหญ่ขนาดนี้ ข้ายังไม่ทันได้เห็นอะไรเลย!"
"เลิกบ่นได้แล้ว ลงจอดกันเถิด"
เมื่อเทียบกับเสียงบ่นงึมงำด้วยความกังวลของมังกรดำ เยี่ยหลิงหลงกลับดูสงบนิ่งกว่ามันมากนัก
"เหตุใดเจ้าถึงดูไม่ร้อนใจเลยเล่า?"
"ร้อนใจไปมีประโยชน์อันใด?"
"แต่พวกเราไม่มีทางออกไปได้แล้วนะ!"
"เจ้าลองเดาดูสิ ว่าเหตุใดที่นี่ถึงได้ชื่อว่าเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา?"
"เหตใดหรือ?"
"เมื่อลงถึงพื้นเจ้าจะรู้เอง"
มังกรดำได้ยินเช่นนั้นก็บ่นพึมพำ แต่ร่างกายก็ยังเชื่อฟังอย่างซื่อตรง
ค่อยๆร่อนลงสู่พื้นดินในทันที
ไม่นานพวกเขาก็ลงถึงพื้น
บนพื้นดินเต็มไปด้วยปราณชั่วร้ายที่หนาแน่น ส่วนปราณวิญญาณนั้นเบาบางจนแทบไม่มี สายลมยังคงพัดผ่านข้างหู เสียงครวญครางในสายลม ฟังคล้ายเสียงร้องไห้ยิ่งนัก
แสงสว่างอันเย็นเยียบนั้น สาดส่องลงมาจากท้องฟ้า กระจายไปทั่วพื้นแผ่นดิน ทำให้ผืนดินรกร้างแห่งนี้ดูอ้างว้างและเย็นยะเยือกยิ่งขึ้นไปอีก
พวกเขาเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า เห็นดวงจันทร์เต็มดวงขนาดมหึมาลอยอยู่
แสงอันเย็นเยียบนั้นแผ่ออกมาจากมันนั่นเอง
แต่ตอนที่พวกเขาเพิ่งร่อนลงมานั้น กลับไม่ได้เห็นดวงจันทร์เต็มดวง ดวงนี้เลย
จนกระทั่งลงถึงพื้นถึงได้เห็นการมีอยู่ของมัน
ภายใต้แสงจันทร์ดวงนั้น พวกเขามองเห็นเมืองแห่งหนึ่งอยู่เบื้องหน้า
กำแพงเมือง ถูกก่อขึ้นด้วยหินชนิดพิเศษ ดูหนักและเย็นเยียบเป็นอย่างยิ่ง ราวกับว่าหินทุกก้อนแฝงไว้ด้วยพลังมหาศาล ทั้งยังเป็นวัสดุที่เยี่ยหลิงหลงไม่เคยพบเห็นที่ใดมาก่อนอีกด้วย
สิ่งที่นางไม่เคยเห็นอีกอย่าง ก็คือวัสดุที่ใช้ทำประตูเมือง
มันเป็นไม้โบราณชนิดหนึ่ง บนประตูไม้นี้ เต็มไปด้วยรอยด่างพร้อย ราวกับกำลังเล่าเรื่องราวการฆ่าฟันและความเป็นความตายที่มันได้เห็นมา ตลอดหลายปีที่ตั้งตระหง่านอยู่ที่นี่
แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่ทว่าลายไม้บนประตูก็ยังคงชัดเจน ชัดเจนจนสามารถมองเห็นอักขระที่แกะสลักอยู่มากมาย
มันดูโบราณและทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง
อักขระเหล่านี้เมื่อเยี่ยหลิงหลงมองผ่านตาในครั้งแรก นางกลับจำได้เพียงส่วนน้อย แต่ส่วนใหญ่นางไม่เคยเห็นมาก่อน
"เหวเก้าอเวจี สิบแปดชั้นพสุธา เมืองที่ตั้งอยู่บนผืนดินนั่น…"
ขณะนี้มังกรดำได้กลับร่างเป็นมนุษย์แล้ว เขาเงยหน้ามองป้ายที่อยู่เหนือประตูเมืองพลางเอ่ยถามด้วยความสงสัย
"หรือว่าจะมี อเวจีห้วงแรก? ห้วงที่สอง? สาม สี่ ห้า หก เจ็ด แปด เก้า เก้าห้วง!!"
พูดถึงตรงนี้ เขาก็หันขวับไปมองเยี่ยหลิงหลง
"ดังนั้น ชื่อเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธาไม่ได้แต่งขึ้นมาเองสินะ แต่ตั้งตามจำนวนหวงอเวจีทั้งหมดใช่หรือไม่?"
เยี่ยหลิงหลงไม่ได้ตอบเขา แต่ค่อยๆยิ้มออกมา แล้วก้าวเดินไปที่หน้าประตูเมืองที่ปิดอยู่
"นี่! ข้าถามเจ้าอยู่นะ! เจ้ายิ้มอะไร? อย่าทำตัวลึกลับไปหน่อยเลย! ที่นี่อันตรายมากนะ!"
"เจ้ารู้หรือไม่ว่า ทำไมที่นี่ถึงเรียกว่าเหวเก้าอเวจีสิบแปดชั้นพสุธา?"
"รู้สิ ก็เพราะที่นี่มีเก้าห้วงอเวจี กับอีกสิบแปดชั้นพสุธาจริงๆไม่ใช่หรือ?"
ในตอนนั้น เยี่ยหลิงหลงเห็นแผ่นทองสัมฤทธิ์ทรงกลมที่สลักอักขระซับซ้อนอยู่เต็มบนประตูเมืองที่ปิดสนิท
"เจ้าลองเดาดูสิ ทำไมคนภายนอกถึงรู้เรื่องนี้?"
จบตอน
Comments
Post a Comment