เมื่อสุดยอดนักฆ่าทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบในนิยาย และการเลี้ยงลูกแบบ "ปล่อยจอย" กลับทำให้เธอประสบความสำเร็จอย่างไม่เต็มใจ เอาเวลานอนฉันคืนมา…
"เซิ่งซี" สุดยอดนักฆ่าจากโลกอนาคตปี 30333 ทะลุมิติมาอยู่ในร่างของทายาทตัวปลอมในนิยายแนววงการบันเทิง ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นตัวร้ายที่ต้องพบกับจุดจบอันน่าเศร้า เพราะถูกกล่าวหาว่าทารุณกรรมลูกและใช้ลูกเป็นเครื่องมือสร้างชื่อเสียง ในขณะที่ทายาทตัวจริงเป็นแม่และต้นแบบที่สมบูรณ์แบบ
แต่แทนที่จะต่อสู้กับโชคชะตา เซิ่งซี.กลับเลือกที่จะใช้ชีวิตแบบ "ปล่อยจอย" ขอเป็นเศรษฐีนีว่างงานที่สุขสบายไปวันๆ แต่เรื่องราวกลับไม่เป็นไปตามคาด การเลี้ยงลูกแบบไม่เหมือนใครของเธอ ทำให้เธอกลายเป็นที่ชื่นชอบของประชาชน สามีไฮโซก็เริ่มหันมาสนใจ ส่วนลูกชายก็ติดเธอแจ และเธอยังได้รับการยกย่องจากผู้เชี่ยวชาญให้เป็นต้นแบบการเลี้ยงลูกยุคใหม่…
สุดท้าย เซิ่งซีที่แค่อยากใช้ชีวิตขี้เกียจ.ขี้เกียจ กลับต้องกุมขมับกับชื่อเสียงและความสำเร็จที่เธอไม่เคยต้องการ
บทที่ 1: ลูก กลับมาก่อน
[เซิ่งซีแอบแต่งงานลับๆ แล้วท้องจนมีลูกจริงเหรอ แล้วจะรู้ได้ยังไงว่า ลูกของเธอไม่ใช่ลูกนอกสมรส?]
[ครั้งนี้ เธอก็ได้เข้าร่วมรายการอีกแล้วเหรอ? แล้วทำไมทางรายการถึงได้เชิญเซิ่งซีมาร่วมด้วย?]
[เทียบกับแขกรับเชิญคนอื่นแล้ว เซิ่งซีทำตัวน่ารังเกียจ แค่ได้ยินชื่อก็ทำเอาคนเขาแทบอ้วก!]
…..
'คุณแม่ผู้เปล่งประกาย' เป็นรายการวาไรตีที่ให้คู่แม่ลูกมาทำกิจกรรมร่วมกัน ทางรายการได้เชิญแขกรับเชิญมาทั้งหมด5คู่ เพื่อเข้าร่วมทำกิจกรรม และให้ทีมถ่ายทำติดตามถ่ายทำตลอดเวลา
เพื่อเพิ่มกระแสความนิยมของรายการ เนื้อหาที่ถ่ายทำทั้งหมดจะถูกถ่ายทอดสดผ่านทางอินเทอร์เน็ตด้วย
บรรดาแขกรับเชิญที่เข้าร่วมรายการประกอบด้วย
นักแสดงสาวชื่อดังโจวเจียอี๋และลูกสาวเสวียฮวน
นางแบบชื่อดังซ่งหยวนเยว่และลูกชายซูเส้าเหิง
นักแสดงตลกอวี่เซียวจู๋และลูกชายเจิ้งเล่อเล่อ
นักแสดงสาวหน้าใหม่เซิ่งหว่านชิงและลูกแฝดชายหญิงของเธอ หลี่อวิ้นฉี และหลี่อวิ้นซิน
รวมถึงนักแสดงเซิ่งซี และลูกชายของเธอ เจียงซือเหยียนที่เพิ่งเปิดเผยตัวตน
เมื่อทางรายการประกาศรายชื่อออกมา ก็ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือดจากชาวเน็ตทันที แขกรับเชิญสี่คู่แรกทำให้ผู้ชมรู้สึกตื่นเต้นและตั้งตารอ มีเพียงคู่สุดท้ายอย่าง เซิ่งซี ที่ทำให้ทุกคนอดไม่ได้ที่จะมีเครื่องหมายคำถามตัวใหญ่ๆ ติดสอยห้อยตามมาด้วย
[เซิ่งซีแต่งงานตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?]
[เด็กคนนี้คงไม่ใช่เด็กที่เธอจ้างมาหรอกนะ เธอเข้าวงการมาตั้งนาน เพิ่งเคยได้ยินว่าเซิ่งซีมีลูกเป็นครั้งแรกเลย คลอดตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ใช่ลูกแท้ๆหรือเปล่า?]
[อย่ามาล้อเล่นหน่อยเลยน่า บางทีอาจจะเป็นลูกไม่มีพ่อ ไม่แน่นะ เธออาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครเป็นพ่อ!]
[เซิ่งซีทำทุกวิถีทางเพื่อสร้างกระแสจริงๆ แม้แต่เรื่องแบบนี้ก็ยังเอามาสร้างกระแส เธอมีเสี่ยเลี้ยงกี่คนกันแน่...
ทำไมรายการถึงเชิญคนแบบนี้มาด้วยก็ไม่รู้ ฉันจะไม่ไปดูช่องถ่ายทอดสดของเซิ่งซีเด็ดขาด กลัวจะแสบตาตาย!]
..…
หลังจากประกาศรายชื่อออกมา เซิ่งซีก็ถูกด่าจนติดเทรนด์ในแอปพลิเคชันเว่ยป๋อทันที แอ็กเคานต์ของเธอถูกโจมตีทุกทิศทาง ในส่วนความคิดเห็นเต็มไปด้วยคำด่าทอหยาบคาย ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทุกคนมีความรู้สึกดีๆต่อเซิ่งซีขนาดไหน
วันนี้เป็นวันแรกของการถ่ายทอดสดสดรายการ "คุณแม่ผู้เปล่งประกาย" ทันทีที่กองถ่ายเปิดช่องถ่ายทอดสดของเซิ่งซี แอนตีแฟนก็พากันแห่ทะลักเข้ามาเช็กอินและเปิดโหมดโจมตีด่าทอในช่องถ่ายทอดสดของเธอทันที
อย่างไรก็ตาม ณ ขณะนี้…
ตัวเอกกำลังนั่งอยู่ในห้องด้วยสีหน้างุนงง มองดูกระเป๋าเดินทางที่วางกระจัดกระจายอยู่บนพื้น รวมถึงสายตาทุกคู่ของทีมงานกองถ่ายที่จ้องมองมาที่เธอพร้อมกันเป็นตาเดียว แต่เจ้าตัวกลับไม่รู้ตัว เธอจมอยู่ในห้วงความคิดอันลึกล้ำ
นี่เธอข้ามมิติมา?
เมื่อสิบนาทีที่แล้ว เธอยังกำลังปฏิบัติภารกิจลอบสังหาร ในฐานะมือสังหารอันดับหนึ่งแห่งปี 30333 เธอใช้ปืนสไนเปอร์สังหารประมุขของประเทศ R อย่างง่ายดาย ภารกิจเสร็จสิ้น แต่ไม่คิดว่าตอนที่เธอกำลังจะกลับออกมา เธอดันเจอผู้ก่อการร้ายกำลังจุดระเบิดพอดี และผลก็คือ…
ตู้ม!
แรงระเบิดส่งร่างของเธอกระเด็นพุ่งออกไป ศีรษะกระแทกกับกำแพงอย่างแรง เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เธอก็พบว่าตัวเองมานั่งอยู่ในห้องนี้ และในหัวของเธอ ก็มีความทรงจำที่ไม่ใช่ของเธอปรากฏขึ้นมาเต็มไปหมด
ตามที่เธอเข้าใจ โลกใบนี้คือ โลกในนิยายเรื่องหนึ่งชื่อ "ทายาทหญิงตัวจริง พลิกชีวิตในวงการบันเทิง" โดยมี เซิ่งหว่านชิง เป็นนางเอก
เซิ่งหว่านชิงตื่นขึ้นมาพร้อมความทรงจำในอนาคต และใช้ข้อมูลเหล่านั้นเข้าสู่วงการบันเทิง เธอเข้าร่วมแสดงละครนอกกระแสที่ไม่มีใครคาดหวัง แต่กลับประสบความสำเร็จ อย่างล้นหลามในอนาคต จนกลายเป็นนักแสดงระดับแถวหน้าที่ใครๆก็รู้จัก
ส่วนเธอ ดันมาเข้าร่างทายาทหญิงตัวปลอม กลายเป็นตัวละครขั้วตรงข้ามกับเซิ่งหว่านชิง ยิ่งเซิ่งหว่านชิงประสบความสำเร็จมากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งล้มเหลวมากเท่านั้น
เมื่อทายาทหญิงตัวจริงกลับมา เธอก็ถูกไล่ออกจากตระกูลเซิ่ง ด้วยความแค้น เธอจึงพยายามขัดขวางเซิ่งหว่านชิงทุกทาง แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือ เซิ่งหว่านชิงกลับดังเป็นพลุแตกจนผู้คนทั้งประเทศต่างรู้จักเธอ ส่วนเธอกลับถูกผู้คนจากทั่วประเทศต่อต้านอย่างหนัก
รายการวาไรตีที่กำลังจะถ่ายทำนี้ จะเป็นรายการสุดท้าย ก่อนที่เซิ่งซีจะออกจากวงการ ในรายการนี้ เซิ่งหว่านชิงจะกลายเป็นแบบอย่างที่คุณแม่ยังสาวต่างชื่นชม ด้วยความอ่อนโยนใจ เย็นและความเอาใจใส่ ลูกแฝดชายหญิงของเธอ ก็จะกลายเป็นดาราเด็ก ที่ได้รับความนิยมเพราะหน้าตาที่น่ารักและความว่านอนสอนง่าย
ส่วนเธอก็จะถูกด่าทอจากทั่วโลกออนไลน์ว่าทารุณเด็กและใช้ลูกเป็นเครื่องมือสร้างกระแส แม้แต่แฟนคลับฝั่งตรงข้ามก็ยังรุมด่าเป็นการส่วนตัว จนเธอต้องออกจากวงการบันเทิง และไม่มีที่ยืนอีกต่อไป
ในขณะที่ เซิ่งหว่านชิงประสบความสำเร็จในอาชีพและมีชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ แต่เธอกลับต้องพบกับหายนะทั้งชื่อเสียงที่ป่นปี้ไม่เหลือ ครอบครัวแตกแยกไปคนละทิศคนละทาง ความแค้นที่ไม่มีทางระบายทำให้เธอจมปลักจนเสียสติ เที่ยวเร่ร่อน เก็บขยะไปทั่วท้องถนน…
"นี่มัน..."
หลังจากที่เข้าใจเนื้อเรื่องทั้งหมดแล้ว เซิ่งซีไม่มีความคิดที่จะแข่งขันอีกต่อไป
บทของนางเอกถูกกำหนดไว้ชัดเจนแล้ว ตัวเธอที่เป็นแค่ตัวเปรียบเทียบ ต่อให้ทุ่มเทสุดชีวิตก็ไม่มีทางสู้กับหญิงสาวผู้ได้รับพรจากสวรรค์ได้ มีแต่จะถูกตบหน้าเท่านั้น
เมื่อนึกถึงชาติที่แล้ว ทั้งที่เธอเกือบติดอันดับท็อปสิบของนักฆ่าระดับโลกแล้ว แต่กลับพลาดท่าถูกคนร้ายที่โผล่มาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยวางระเบิดจนตายซะได้…
เหนื่อยจัง อยากนอนกลิ้งไปกลิ้งมาเฉยๆแล้ว!
เมื่อนึกถึงสภาพความเป็นอยู่ของร่างเดิมในความทรงจำแล้ว เธอได้แต่งงานกับเศรษฐี สามีเดินทางไปทำงานต่างเมืองตลอด ลูกก็มีพี่เลี้ยงคอยดูแล เธอไม่จำเป็นต้องยุ่งอะไรเลย อาหารสามมื้อต่อวันก็มีคนจัดหารให้ แถมยังมีเงินชอปปิงได้ไม่อั้นอีกด้วย
ใช้ชีวิตแค่กิน ดื่ม เที่ยว เล่นมันไม่ดีตรงไหนกัน?
ทำไมต้องไปต่อสู้เอาเป็นเอาตายกับนางเอกด้วย!
เมื่อนึกถึงจุดจบอันน่าเศร้าของเจ้าของร่างเดิม เซิ่งซีก็ยิ่งมุ่งมั่นที่จะนอนเฉยๆไม่ทำอะไร ยิ่งไปกว่านั้นตามข้อมูลในเนื้อเรื่อง แค่เธอไม่ทารุณเด็ก แสดงความเมตตาสักหน่อย ก็จะไม่ถูกหย่าร้าง ไม่เพียงแต่จะมีคนคอยรับใช้ทุกอย่าง ต่อให้เธอไม่พยายามพัฒนาตัวเอง ก็ไม่มีใครมาไล่ล่าฆ่าเธอ!
นี่มันยอดเยี่ยมเกินไปแล้ว!
ต้องรู้ก่อนว่าในชาติที่แล้ว แม้เธอจะได้รับเงินรางวัลมากมาย แต่ศัตรูที่สร้างไว้ กลับมีมากกว่าเงินรางวัลเสียอีก
หากพลาดพลั้งแม้เพียงนิด ก็อาจกลายเป็นวิญญาณใต้คมดาบของคนอื่น ทำให้เธอต้องใช้เวลาส่วนใหญ่หาเงินและหนีเอาชีวิตรอด เงินที่หามาได้ เธอฝากธนาคารจนตัวเลขวางเรียงต่อกันเกือบถึงดาวอังคารแล้ว แต่กลับไม่มีโอกาสได้ใช้จ่ายเลยสักหยวน!
ด้วยความคิดเช่นนั้น เซิ่งซีเงยหน้าขึ้น ยิ้มสดใสให้กับกล้อง แกล้งทำเป็นดีใจพูดว่า "เหยียนเหยียนชอบออกไปข้างนอกกับฉันที่สุดเลยค่ะ เขาตั้งตารอที่จะได้เข้าร่วมรายการวาไรตีนี้มานานแล้ว เมื่อคืนก็ตื่นเต้นจนนอนไม่หลับเลย"
แต่ในวินาถัดมา
ก่อนที่เธอจะพูดจบ คุณป้าหลิว พี่เลี้ยงลูกชายเธอก็วิ่งเซถลาเข้ามาในกล้องอย่างกะทันหัน พูดด้วยความตื่นตระหนกว่า "คุณผู้หญิงคะ คุณชายน้อยหนีออกจากบ้านไปแล้วค่ะ!"
บทที่ 2: นี่มันแม่เลี้ยงใช่ไหม?
[หนีออกจากบ้าน?]
[ยังบอกว่า เมื่อคืนตื่นเต้นอยู่เลย แล้วทำไมเช้านี้ถึงหนีออกจากบ้านล่ะ? คนโกหก!]
[น่าขายหน้าจริงๆ ถ้าฉันมีแม่แบบคุณ ฉันคงหนีออกจากบ้านตั้งแต่กลางดึกแล้ว ใครจะอยากให้ทั้งโลกรู้ว่าตัวเองเป็นลูกนอกสมรสกัน?]
[เซิ่งซีนี่ทั้งโง่ทั้งชอบเกาะกระแส ไม่แน่อาจจะจงใจให้เด็กหนีออกจากบ้าน เพื่อดึงยอดวิวก็ได้!]
..…
เหล่าชาวเน็ตต่างพากันคอมเมนต์ถล่มหน้าจอไม่หยุด ทุกข้อความล้วนเป็นคำด่าทอ ใครๆก็รู้ว่า เซิ่งซีทำอะไรไม่ได้เรื่องสักอย่าง ทั้งไร้ฝีมือแถมยังชอบอาศัยเกาะชื่อเสียงคนอื่น เรื่องไร้สาระแค่ไหนก็เอามาป่าวประกาศให้เป็นกระแส ทำให้ทุกคนอดรู้สึกสงสารเด็กน้อยเจียงซือเหยียน ที่อายุเพียงแค่ห้าขวบไม่ได้
[เด็กน้อยจะไปรู้เรื่องอะไร?]
[ยังเล็กแค่นี้ แต่ถูกพ่อแม่เอามาใช้เป็นเครื่องมือหาเงินแล้ว น่าสงสารจริงๆ]
[ฉันไม่รู้สึกเลยว่า เซิ่งซีรักลูก ถ้าเป็นฉันนะ จะซ่อนลูกไว้ ไม่ให้ต้องเจอกับการโจมตีจากสังคม เจียงซือเหยียน อายุแค่ห้าขวบ แต่ต้องมาแบกรับเรื่องแย่ๆพวกนี้ หลับตาดูก็รู้ว่าอนาคตของเขาจะมืดมนขนาดไหน]
[คงเพราะเจียงซือเหยียน ไม่อยากถูกคนอื่นล้อเลียน ถึงได้แอบหนีออกจากบ้าน ป่านนี้คงเสียใจมากแน่ๆ...]
ในโลกออนไลน์เต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจต่อเด็กน้อยเจียงซือเหยียน แม้ว่าจะยังไม่เห็นตัวตนของเด็กน้อยเลยก็ตาม แต่ชาวเน็ตก็พากันจินตนาการไปต่างๆนานา จนถึงขั้นอดไม่ได้ ที่จะมองว่าเจียงซือเหยียน เป็นเหมือนตัวละครที่มีชะตาชีวิตน่าสงสาร
"คุณป้าหลิว ปกติเหยียนเหยียนชอบไปเล่นที่ไหนมากที่สุดคะ?"
เซิ่งซีประคองแขนคุณป้าหลิวไว้ พลางถามด้วยความกังวล เธอพยายามนึกถึงเนื้อเรื่องในหนังสือ ในนั้นไม่ได้บรรยายถึงสถานที่แบบเฉพาะเจาะจง
แต่มีการกล่าวถึงว่า ตำรวจพบเด็กที่ริมทะเลสาบ เธอจึงอดไม่ได้ที่จะพูดออกมา "ทะเลสาบ! แถวนี้มีทะเลสาบที่ไหนบ้างคะ? เหยียนเหยียนชอบไปที่นั่นเวลาอารมณ์ไม่ดี!"
"ทะเลสาบเหรอคะ?"
คุณป้าหลิวชะงักไปครู่หนึ่ง ราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงรีบตอบว่า "มีทะเลสาบที่สร้างขึ้นใหม่แถวโซนE ค่ะ"
"ฉันจะไปดูแถวนั้นเอง ป้าหลิวช่วยไปตรวจสอบกล้องวงจรปิดในหมู่บ้านทีนะคะ ว่าเหยียนเหยียนเดินไปทางไหน"
เซิ่งซีพูดอย่างร้อนรน แม้ว่าในเนื้อเรื่องเดิม เจียงซือเหยียนจะถูกพบตัวอย่างปลอดภัย แต่ตอนนี้เธอเข้ามาอยู่ในเรื่องแล้ว เส้นทางของเรื่องอาจเปลี่ยนแปลงไปก็ได้!
เจียงซือเหยียนตอนนี้ เป็นแค่เด็กอายุห้าขวบ นิสัยค่อนข้างเก็บตัว เธอจึงอดเป็นห่วงไม่ได้ เพราะมันเกี่ยบกับว่า เธอจะได้ใช้ชีวิตสุขสบาย โดยไม่ต้องดิ้นรนอีกต่อไปหรือไม่
คิดแบบนั้นแล้ว เธอก็อดไม่ได้ที่จะเร่งฝีเท้าไปทางโซนE เมื่อใกล้จะถึงทะเลสาบเทียม เธอได้ยินเสียงเด็กร้องไห้แว่วมาแต่ไกล เสียงร้องไห้นั้นไม่ได้ดังนัก แต่ฟังแล้วช่างน่าสงสารจับใจ
เหล่าชาวเน็ตที่อยู่หน้าจอต่างกลั้นหายใจ หัวใจพวกเขากระตุกวูบเมื่อได้ยินเสียงร้องนั้น แล้วกลับเต้นแรงขึ้นมาทันที
ทันใดนั้น
มุมกล้องปรากฏเงาร่างเล็กๆร่างหนึ่ง เด็กน้อยหดตัวอยู่บนม้านั่งยาว กำลังกอดเข่าร้องไห้สะอึกสะอื้น ดูเหมือนได้รับการกระทบกระเทือนทางจิตใจมาอย่างหนัก…
"เจียงซือเหยียน?"
"ทำไมถึงวิ่งออกมาคนเดียวล่ะลูก?"
เมื่อเซิ่งซีเห็นเด็กน้อยแอบมาร้องไห้บนม้านั่ง เธอก็ถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก ในใจคิดว่าชีวิตที่ตั้งใจจะปล่อยตัวไปวันๆ ในที่สุดก็มีจุดหมาย
เธอรีบเดินเข้าไปหาเด็กน้อยด้วยความเป็นห่วง แล้วถามว่า "ลูกรู้ไหมว่า แม่เป็นห่วงลูกแค่ไหน มีอะไรลูกก็บอกแม่ได้นะ ถ้าลูกวิ่งออกมาคนเดียว แล้วเจอคนไม่ดีจะทำยังไง?"
"แม่?"
เด็กชายตัวน้อยร้องไห้สะอึกสะอื้นจนหายใจไม่ทัน
เมื่อได้ยินเสียงคุ้นเคยจึงเงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าอ่อนเยาว์งดงาม ใบหน้ากลมมีลักยิ้มน่ารักประดับอยู่ทั้งสองข้าง ดวงตากลมโตเป็นประกาย เอ่อล้นไปด้วยน้ำตา ริมฝีปากแดงและฟันขาวสะอาด ดูราวกับตุ๊กตาเซรามิกราคาแพงที่ตั้งโชว์อยู่ในตู้กระจก
เขายังสวมชุดนอนลายการ์ตูน มีรูปไดโนเสาร์อยู่ที่หน้าอก เสื้อแขนสั้นกับกางเกงขาสั้นเผยให้เห็นแขนขาขาวอวบๆ ดูนุ่มนิ่มน่าบีบ น่าเอ็นดู
เพราะล้มไป ตอนนี้เด็กน้อยจึงดูทุลักทุเลมาก ทั้งตัวเลอะเทอะไปหมด รองเท้าก็หายไปข้างหนึ่งไม่รู้ว่าหล่นอยู่ที่ไหน
"แม่ครับ ผมขอโทษครับ ผมไม่ได้ตั้งใจทำให้แม่เป็นห่วง แม่อย่าไม่รักเหยียนเหยียนเลยนะครับ..."
เมื่อรู้ตัวว่าทำผิด เจียงซือเหยียนก็รู้สึกกังวลขึ้นมาทันที ดวงตาของเขาฉายแววลุกลี้ลุกลน รีบอธิบาย เพราะกลัวว่าแม่จะยิ่งเกลียดเขามากขึ้น
หลังกล้องถ่ายทอดสด
เหล่าชาวเน็ตที่เห็นภาพนี้ต่างรู้สึกปวดใจ ราวกับเห็นสุนัขจรจัดไร้บ้านข้างถนน โดยเฉพาะดวงตาของเจียงซือเหยียนที่น่าสงสารและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ช่างทำให้ใจสลายจนถึงที่สุด
[เธอต้องเป็นแม่เลี้ยงแน่ๆ]
[โหดร้ายเกินไปแล้ว! ถ้าจะเล่นบทก็เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไม่ได้หรือไง? ทำไมต้องให้เด็กแต่งตัวแบบนี้ แล้วมานั่งในสวนสาธารณะด้วย ไม่กลัวเจอคนไม่ดีหรือไง?]
[มีแค่ฉันคนเดียวหรือเปล่าที่รู้สึกว่าเธอกำลังทารุณเด็ก? ดูไม่เหมือนเป็นบทละครเลย ดวงตาของเด็กไม่มีทางโกหกนะ เขาดูเหมือนจะกลัวเซิ่งซีจริงๆ ท่าทางไม่มีความรู้สึกปลอดภัยเลย]
..…
ขณะนี้
เซิ่งซีที่ไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์เลยสักนิด
เธอแค่ปวดหัวไปหมด ความสัมพันธ์ระหว่างร่างเดิมกับเด็กคนนี้น่าจะไม่ค่อยดีนัก จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นคนแปลกหน้าต่อกันยังได้ คงเพราะเป็นความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนระหว่างเธอกับสามีเศรษฐีไฮโซนั่น
ร่างเดิมไม่เคยคาดหวัง กับการมาถึงของเด็กคนนี้ หลังจากคลอดออกมาก็ยกให้พี่เลี้ยงดูแลทันที ส่วนตัวเองก็วิ่งเข้าสู่วงการบันเทิง ไปต่อสู้เอาเป็นเอาตายกับทายาทตัวจริง
เมื่อเห็นเจ้าตัวกลมๆ ที่ดูสกปรกมอมแมม มองเธอด้วยท่าทางขลาดกลัว เซิ่งซีอดถอนหายใจไม่ได้ ไม่รู้ทำไม อยู่ๆ เธอนึกถึงตัวเองในอดีต นึกถึงตัวเองที่เคยโหยหาญาติพี่น้อง แต่กลับต้องอ้างว้างเดียวดาย
"เหยียนเหยียน ทำไมแม่จะไม่รักลูกล่ะ ลูกเป็นลูกของแม่นะ แม่ห่วงใยลูกที่สุดเลยรู้ไหม"
เซิ่งซีสูดหายใจลึก ลูบผมสั้นนุ่มฟูของเด็กน้อย พลางปลอบโยนเสียงเบาว่า "แม่แค่เป็นห่วงลูกมากเท่านั้นเอง คราวหน้าอย่าทำแบบนี้อีกนะ ถ้าลูกเจอปัญหาอะไร ให้บอกแม่นะ เดี๋ยวแม่ช่วยแก้ไขให้เอง ห้ามหนีออกจากบ้านอีกเด็ดขาด เข้าใจไหมคะ?"
"จริงเหรอครับ?"
เจียงซือเหยียนไม่เคยเห็นแม่อ่อนโยนกับตัวเองแบบนี้มาก่อน ดวงตากลมโตกะพริบปริบๆ แสดงสีหน้าประหลาดใจ ในใจเขาคิดว่า ที่แม่ไม่สนใจเขา ก็เพราะเขายังเชื่อฟังไม่มากพอ
แท้จริงแล้ว ในใจเขาก็อยากจะอยู่ใกล้ชิดผู้เป็นแม่ เขาอยากให้แม่กอด หอม และอุ้มเขาเล่นเหมือนเด็กคนอื่นๆ
ตอนนี้เมื่อเห็นแม่พยักหน้า และดูไม่เหมือนกำลังโกหก เขาแอบลังเล เม้มปากน้อยๆคิดชั่วครู่ ในที่สุดก็ทนไม่ไหว ระบายความในใจกับแม่ เขาร้องไห้โฮพลางวิ่งเข้าไปในอ้อมกอดอันอบอุ่น
"แม่ครับ เหยียนเหยียนเสียเพื่อนที่ดีที่สุดไปแล้ว..."
เมื่อเซิ่งซีเห็นเด็กน้อยที่เนื้อตัวมอมแมมวิ่งเข้ามาหา เธอก็แสดงสีหน้ารังเกียจออกมาทันที ยื่นมือไปแงะตัวเด็กน้อยออกมา พร้อมกับถอยหลังไปเล็กน้อย แล้วพูดขึ้นว่า "ยังไม่ได้อาบน้ำเลย อย่าเข้ามาใกล้แม่นะ"
"แม่จ๋า แม่รังเกียจเหยียนเหยียน เหยียนเหยียนเพิ่งสูญเสียเพื่อนที่รักสุดไป แม่ยังจะรังเกียจเหยียนเหยียนอยู่อีกเหรอครับ?"
"แง!!"
เจ้าตัวกลมร้องไห้หนักกว่าเดิม พร้อมแสดงสีหน้าเจ็บปวด
บทที่ 3: คุณลุงครับ ช่วยตัดฉากนี้ออกที
เซิ่งซีอึ้งไปชั่วขณะ เธอนั่งลงข้างๆเด็กน้อย หยิบทิชชูออกมาเช็ดน้ำตาให้เขา พลางปลอบใจว่า "เหยียนเหยียน ถึงจะเสียเพื่อนไปคนหนึ่ง แต่ลูกก็ยังมีเพื่อนอีกเยอะแยะนะ ป้าหลิวก็เป็นเพื่อนของลูก ลุงโจวคนดูแลบ้านก็เป็นเพื่อนของลูก แล้วก็ยังมีอุลตร้าแมนหัวโล้นนั่น..."
อารมณ์ของเด็กน้อยมาเร็วไปเร็ว
แม้จะไม่รู้สถานการณ์ที่แน่ชัด แต่เซิ่งซีคาดเดาว่า เหยียนเหยียนคงทะเลาะกับเพื่อนที่โรงเรียนอนุบาล เธอจึงไม่คิดมาก เพียงแค่ปลอบใจว่า "ชีวิตคนเรามีได้ก็ต้องมีเสียนะลูก แม่ก็เป็นเพื่อนของลูกได้เหมือนกัน ลูกควรจะใช้พลังงานไปกับเรื่องที่มีความสุขสิ"
"จริงเหรอ? แม่จะเป็นเพื่อนกับเหยียนเหยียนด้วยเหรอครับ?"
เจียงซือเหยียนเงยหน้าขึ้นมาอย่างลังเล ดวงตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดเริ่มเปลี่ยนเป็นเปล่งประกายวิบวับ
"จริงๆนะ"
เซิ่งซีพยักหน้า เมื่อเห็นว่าเด็กน้อยกำลังจะอารมณ์ดีขึ้น เธอจึงพูดต่อด้วยความมุ่งมั่น "ถ้าลูกอยากได้ ต่อไปจะมีเพื่อนใหม่อีกเยอะแยะเลย!"
"ถ้าแม่เป็นเพื่อนเหยียนเหยียน แม่จะกอด หอม แล้วก็อุ้มเหยียนเหยียนขึ้นสูงๆไหมครับ?"
หนูน้อยแสดงสีหน้าจริงจัง เสียงเล็กๆนั้นฟังดูน่ารักน่าเอ็นดู หลังจากได้รับคำตอบยืนยันจากเซิ่งซี จู่ๆก็เปลี่ยนจากร้องไห้จ้าเป็นยิ้มแฉ่ง เด็กน้อยก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้ดีใจขึ้นมา
ความเป็นจริง เพื่อนที่เขาบอกว่าสูญเสียไป นั่นคือเป็ดที่เลี้ยงไว้ แต่แลกมาด้วยการได้อยู่กับแม่ การแลกเปลี่ยนครั้งนี้ดูจะยุติธรรมดีเหมือนกัน แม่บอกว่าชีวิตมีได้ย่อมมีเสีย เขาไม่ควรโลภมากเกินไป
มีเป็ดก็ต้องเสียแม่ไป มีแม่ก็ต้องเสียเป็ดไป ยุติธรรมดี…
"เหยียนเหยียน แม่จะพาไปกินของอร่อยนะ มื้อเที่ยงเราจะกิน..."
เซิ่งซีพยายามคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอพยายามเค้นความทรงจำว่าเด็กคนนี้ชอบกินอะไร แล้วก็นึกขึ้นได้ลางๆ ว่าเมื่อไม่กี่วันก่อน เด็กคนนี้เคยพูดถึงเรื่องเป็ดกับร่างเดิม เธอจึงเสนออย่างกระตือรือร้นว่า "ไปกินเป็ดย่างกันไหม?"
"เป็ดย่างเหรอครับ?"
เจียงซือเหยียนชะงักไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้างทันที เขาพึมพำคำสองคำ จู่ๆก็ร้องไห้ออกมาพร้อมกับพูดอย่างไม่เป็นศัพท์ว่า "เป็ดน้อย เป็ดน้อยถูกเอาไปทำอาหารแล้ว... เป็ดน้อยของฉัน..."
เซิ่งซีแสดงสีหน้างุนงง มีแต่คำถามเต็มไปหมด
ในตอนนั้น คุณป้าหลิวแม่บ้านก็รีบวิ่งเข้ามา อดไม่ได้ที่จะกระซิบเตือนอย่างเก้อเขินว่า "คุณผู้หญิงคะ เพื่อนที่ดีที่สุดของคุณชายน้อยคือ เป็ดพันธุ์คอลดักตัวนั้น มันหายไปเมื่อวันก่อน..."
อีกด้านหนึ่ง
ผู้ชมในช่องถ่ายทอดสด เห็นเหตุการณ์พลิกผันแบบนี้ก็หัวเราะลั่น อารมณ์ที่หดหู่เมื่อครู่กลับพลิกผัน จากที่เมื่อกี้ด่าเซิ่งซีว่าทารุณเด็ก ตอนนี้กลับรู้สึกว่าปฏิสัมพันธ์ของแม่ลูกคู่นี้น่าสนใจมาก
[ฮ่าๆๆ นี่มันแม่แท้ๆเลยนี่นา เซิ่งซีตั้งใจทำแบบนี้หรือเปล่า ฉันฮาจนจะตายแล้ว เหยียนเหยียนร้องไห้น่าสงสารจัง! ฮ่าๆ]
[คนที่บอกว่าเช่าเด็กมา หน้าแตกหรือยัง? ใครจะเขียนบทแบบนี้ล่ะ!]
[งั้น เหยียนเหยียนหนีออกจากบ้านเพราะเป็ดหายไป ไม่ใช่เพราะหนีการถ่ายรายการใช่ไหม?]
[ฮ่าๆๆ ไม่ไหวแล้ว ขำจะตายแล้ว ยิ่งเหยียนเหยียนร้องไห้น่าสงสารเท่าไหร่ ยิ่งอยากหัวเราะ เหยียนเหยียนร้องดังๆหน่อย ให้ป้าได้ยินชัดๆอีกที...]
ระหว่างทางกลับบ้าน
เจียงซือเหยียนยังคงสะอื้นไม่หยุด เพราะร้องไห้อย่างหนัก ท่าทางน้อยใจนั้นดูน่าสงสารจับใจ แต่ก็ชวนน่าขำไปพร้อมกัน เพราะยังงอนเซิ่งซีอยู่ ไม่ว่าเซิ่งซีจะพูดปลอบอย่างไร หรือเสนอข้อเสนอที่น่าดึงดูดใจแค่ไหน เขาก็กอดอก หันหน้าหนีไปอีกทาง ไม่ยอมสนใจเซิ่งซี
ถึงแม้ในใจเขาจะรักแม่มาก แต่แม่ก็ช่างใจร้ายกับเขาเหลือเกิน ไม่ได้จริงใจที่จะเป็นเพื่อนกับเขาเลย ทั้งๆที่รู้ว่าเขาทำเป็ดที่มีค่าที่สุดหาย ยังจงใจโรยเกลือบนแผลของเขาอีก!
"เหยียนเหยียน แม่ผิดไปแล้ว แม่ต้องทำยังไงถึงจะให้ลูกยกโทษให้แม่ หืม?" เซิ่งซีกลั้นยิ้มเอาไว้ พลางถามอย่างระมัดระวัง
"ไม่... ฮึก... ไม่ยกโทษให้หรอก... ฮึก ฮึก..."
ยิ่งเจียงซือเหยียนพยายามพูดมากเท่าไหร่ เขาก็สะอื้นติดๆกันหลายที เมื่อสังเกตเห็นว่ากล้องกำลังถ่ายเขาอยู่ และมีลุงป้าในกองถ่ายหลายคนกำลังมองเขา เขาก็อดที่จะหน้าแดงไม่ได้
ใบหน้ากลมเล็กๆนั่นที่แดงระเรื่อ ดูน่ารักเป็นพิเศษ
เขาแกล้งทำหน้าโกรธจนปากจู๋ แต่ในใจกลับอดคิดไม่ได้ว่า ทำไมแม่ยังไม่หอมแก้ม กอดเขา แล้วอุ้มขึ้นสูงๆสักที เมื่อกี้ยังบอกว่าถ้าเป็นเพื่อนกันแล้วจะทำแบบนั้น! แม่ใจร้ายหลอกเขาอีกแล้ว!!!
แต่วันนี้แม่ดูเหมือนจะต่างจากปกติ ไม่เพียงแต่ไม่รังเกียจ แต่ยังคอยปลอบเขาอย่างใจเย็นอีกด้วย เป็นเพราะกำลังถ่ายรายการอยู่หรือเปล่านะ?
ถ้าเป็นแบบนี้ตลอดไปก็คงจะดี…
พวกเขาเดินทางมาถึงคฤหาสน์
เมื่อใกล้ถึงประตูคฤหาสน์ จู่ๆก็เห็นคุณลุงโจว ผู้ดูแลบ้านอุ้มเป็ดพันธุ์คอลดักสีขาวตัวหนึ่ง ขนฟูฟ่อง คอมีปลอกคอสีแดง เหยียนเหยียนเห็นมันก็วิ่งเข้าไปหาด้วยรอยยิ้มทันที
"คุณชายน้อยดูสิครับ นี่ตัวอะไรเอ่ย"
คุณลุงโจวส่งเป็ดให้เหยียนเหยียนอุ้ม พลางยิ้มพูดว่า "ตอนที่ไปดูกล้องวงจรปิด บังเอิญเห็นเป็ดตัวนี้ที่ป้อมยาม วันที่เป็ดหายไป ยามเป็นคนคอยดูแลมันไว้ พอผมรู้ก็รีบเอามาให้คุณชายน้อยทันทีเลยครับ"
"เป็ดน้อย!"
ดวงตาของเจียงซือเหยียนสว่างวาบขึ้นทันที รีบรับเจ้าเป็ดมากอดแนบอก ทั้งหอมทั้งถูใบหน้าเข้าหาขนนุ่มฟู ใบหน้ากลมๆเปี่ยมด้วยความดีใจที่ได้ของรักคืนมา เขายกมือป้อมๆขึ้นสาบาน เลียนแบบท่าทางในทีวี พูดกับเป็ดว่า "ฉันจะไม่ทำให้นายหายไปอีกแล้ว เพื่อนรัก"
ไม่รู้ว่านึกอะไรขึ้นมา
เขาอดไม่ได้ที่จะแอบมองเซิ่งซีที่ยืนอยู่ข้างๆ ในเมื่อเจอเป็ดแล้ว เขาก็จะยอมให้อภัยแม่ก็แล้วกัน อย่างน้อยแม่ก็อุตส่าห์ปลอบเขาด้วยความอดทน งั้น... เขาควรจะแสดงน้ำใจอะไรสักหน่อยสินะ
เขาจึงยื่นมือป้อมๆ ที่เปื้อนเล็กน้อยไปดึงชายเสื้อของเซิ่งซี พูดเสียงเล็กออดอ้อนว่า "แม่ครับ ถ้าตอนเที่ยงอยากกินเป็ดย่าง เหยียนเหยียนจะกินเป็นเพื่อนนะ แต่ต้องไม่ใช่เป็ดของเหยียนเหยียนนะ ต้องเป็นเป็ดตัวอื่น"
"ไม่ดีกว่า ไม่ๆ เป็ดน่ารักขนาดนั้น เราไม่กินดีกว่า"
เมื่อเห็นว่าลูกน้อยยอมให้อภัยตนเองแล้ว เซิ่งซีรีบพูดด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอดเต็มเปี่ยม "เราสามารถกินหมู กินวัว กินแกะได้นะ ทำไมต้องไปกินเป็ดย่างที่สีเหลืองทองอร่าม หนังมันวาว กรอบนอกนุ่มในด้วยล่ะ เนอะ"
"ใช่ครับ"
เหยียนเหยียนพยักหน้า อดไม่ได้ที่จะเลียริมฝีปากน้อยๆ จะทำยังไงดี พอได้ฟังคำบรรยายของแม่ เขาก็เริ่มอยากกินเป็ดย่างขึ้นมาทันที แต่เป็ดน่ารักขนาดนั้น เขาจะกินเป็ดได้ยังไงกัน
เด็กน้อยพยายามกลั้นความคิดนั้นไว้สุดฤทธิ์ แต่หลังจากอดทนอยู่สักพัก เขาก็เงยหน้ามองแม่ที่กำลังใช้ผ้าเปียกเช็ดหน้าให้เขา ลังเลอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะพูดว่า "แม่ครับ ตอนเที่ยง แม่เอาเป็ดย่างขึ้นโต๊ะ โดยไม่บอกผมว่านี่คือเป็ดได้ไหมครับ"
สุดท้าย เขาเสริมว่า "เหยียนเหยียนหิวแล้ว อยากโตแล้ว แต่เหยียนเหยียนไม่อยากทำร้ายเป็ดน้อยครับ"
"แล้วลูกจะให้แม่เป็นคนทำร้ายเป็ดแทนเหรอ?"
เซิ่งซีชะงัก มองเด็กน้อยที่พูดอย่างจริงจังตรงหน้า อดไม่ได้ที่จะจิ้มแก้มป่องๆของเขา แล้วพูดอย่างระอา "หนูน้อย ใครสอนให้ลูกทำแบบนี้เนี่ย?"
"ก็ในหนังสือไงครับ เขาเรียกว่าการหลอกล่อศัตรูครับ"
เจียงซือเหยียนตอบราวกับเป็นเรื่องฟ้าดินทั่วไป พร้อมตบหน้าอกตัวเองอย่างภาคภูมิ "แบบนี้นอกจากแม่แล้ว ก็จะไม่มีใครรู้ว่าเหยียนเหยียนกินเป็ดน้อย"
ไม่รู้ว่าคิดอะไรขึ้นมาได้ จู่ๆเขาก็เงยหน้าขึ้นและสังเกตเห็นกล้องถ่ายวิดีโอที่อยู่ไม่ไกล เขาขมวดคิ้วอย่างอดไม่ได้ แล้วรีบวิ่งเข้าไปหา พร้อมกับโบกมือด้วยท่าทางสุภาพ "คุณลุงครับ ช่วยตัดฉากนี้ออกที อย่าเอาไปออกอากาศนะครับ"
บทที่ 4: กระแสร้อนระเบิดแล้ว!!!
หน้ากล้อง
เหยียนเหยียนเอาใบหน้ากลมป้อมมุดเข้ามาใกล้กล้องอย่างกะทันหัน ภาพถูกขยายใหญ่ขึ้นหลายเท่า ภายใต้การถ่ายภาพความละเอียดสูงในระยะประชิดเผยใบหน้ากลมเล็ก แก้มขาวนุ่มนั้นเรียบเนียนจนแทบมองไม่เห็นรูขุมขน ดวงตากลมโตสีดำสนิทจ้องมองกล้องอย่างสงสัยใคร่รู้
สุดท้ายเมื่อดูไม่ออกว่าเป็นอะไร จึงวิ่งกลับไปหาแม่ พูดด้วยท่าทางน่ารักว่า "แม่ครับ แม่ต้องรักษาความลับของเหยียนเหยียนด้วยนะ"
"ค่ะ แม่จะรักษาความลับให้ลูกเอง"
เซิ่งซีพยักหน้า พยายามกลั้นยิ้มแล้วส่งเขาให้พี่เลี้ยง ให้พี่เลี้ยงพาไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ชั้นบน เธอเริ่มรู้สึกว่าเจ้าตัวกลมนี่น่ารักขึ้นมาหน่อยแล้ว ทีมงานที่กำลังถ่ายทำอยู่ ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
ไม่อยากบอกความจริงกับเหยียนเหยียนว่า กำลังถ่ายทอดสดอยู่ ไม่ใช่แค่คุณแม่หรอก แต่เหล่าชาวเน็ตที่ดูการถ่ายทอดสดอยู่ก็รู้ความลับเล็กๆของเขาไปด้วยแล้ว
[ฮ่าๆๆ เหยียนเหยียนน่ารักจัง ใช้สำนวนหลอกลวงแบบนี้ได้ด้วยเหรอ?]
[เด็กตัวเล็กๆแค่นี้ก็รู้จักจิตวิทยาหลอกแม่แล้ว อนาคตไกลแน่!]
[ถ้าฉันไม่รู้ก็แปลว่าฉันไม่ได้กิน ฮ่าๆๆ ใครไปสอนเขามาเนี่ย?]
[รู้สึกว่าเซิ่งซีกับลูกสนิทกันดีนะ ไม่เหมือนที่แอนตีแฟนด่าเลย! ขอโทษนะ แต่แม่ลูกคู่นี้ฉันชอบมากๆ]
[เป็ดน้อย: นึกว่าคุณจะใส่ใจฉันมากกว่านี้ ที่ไหนได้ ตัวตลกกลายเป็นตัวฉันเองซะงั้น]
ในช่องถ่ายทอดสด
ผู้ชมออนไลน์หัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ เหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้น ทำให้จำนวนผู้ชมในช่องถ่ายทอดสดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนต่างสงสัยว่า ทำไมในขณะที่แขกรับเชิญคนอื่นๆ กำลังวุ่นวายปลุกลูกให้ตื่น กินอาหารเช้า และรีบเร่งไปสนามบิน แต่ลูกของเซิ่งซีกลับร้องไห้โยเยอยู่ที่บ้านไม่ยอมออกไปไหน หรือว่าเซิ่งซีจะเสียสติ และเริ่มทารุณกรรมเด็กในระหว่างการถ่ายทอดสดเพื่อความดัง?
แต่เมื่อได้เห็นท่าทางแม่ลูกพูดคุย โต้เถียงกันไปมาอย่างสนิทสนม สายตาของผู้ชมก็ถูกดึงดูดในทันที น่าสนใจที่สุด! ดูเหมือนว่าเซิ่งซีจะไม่ได้แย่เหมือนข่าวลือบนอินเทอร์เน็ตเลย
"คุณเซิ่งครับ เวลาเหลือน้อยแล้ว ถ้าเราไม่รีบไปสนามบินตอนนี้ จะตกเครื่องเอาได้นะครับ" ทีมงานก้มดูเวลา แล้วอดเตือนไม่ได้
"นัดรวมตัวกี่โมงคะ?"
เซิ่งซีชะงักไปครู่หนึ่ง มองเด็กน้อยที่ตัวมอมแมมแล้วเงยหน้าถามทีมงานถ่ายทำ
"สิบสองนาฬิกาครับ"
ทีมงานแสดงสีหน้าลำบากใจ การจัดกระเป๋าก็เสียเวลาไปพอสมควรแล้ว เมื่อกี้ยังต้องเสียเวลาไปตามหาเด็กอีกครึ่งวัน ดูเหมือนว่าเครื่องบินจะออกภายในหนึ่งชั่วโมงนี้แล้ว พวกเขาจำเป็นต้องออกเดินทางไปสนามบินตอนนี้
"งั้นไม่ต้องรีบแล้ว เหยียนเหยียนยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลย ต้องอาบน้ำก่อนถึงจะออกไปได้"
เซิ่งซีคำนวณเวลาในหัวครู่หนึ่ง แล้วสั่งลุงโจวอย่างเป็นธรรมชาติว่า "ช่วยเตรียมเครื่องบินส่วนตัวให้ฉันหน่อย รอเหยียนเหยียนเตรียมตัวเสร็จ เราค่อยออกเดินทาง"
"ได้ครับคุณผู้หญิง"
ลุงโจวพยักหน้ารับ แล้วรีบไปจัดการทันที
เมื่อได้ยินเรื่องเครื่องบินส่วนตัว ทีมงานในทีมถ่ายทำต่างมองหน้ากันไปมาด้วยความงุนงง เกิดอะไรขึ้น ก่อนมาไม่ได้บอกหรอกหรือว่า เซิ่งซีไม่ได้เป็นภรรยาตระกูลเศรษฐีอะไรเลย
[เซิ่งซีเป็นแค่เมียน้อยที่ถูกเลี้ยงดูไม่ใช่เหรอ? แล้วเครื่องบินมาจากไหน? อวดรวยเกินไปแล้ว!]
[ไม่ได้เป็นภรรยาตระกูลร่ำรวยสักหน่อย แต่ทำเป็นคนรวยไปได้!]
[ฉันเพิ่งสังเกตเห็นว่าบ้านพักที่ เซิ่งซีอาศัยอยู่นั้นใหญ่มาก การตกแต่งก็หรูหรา พวกคุณเห็นภาพวาดที่แขวนอยู่บนผนังไหม? นั่นมันงานต้นฉบับของปิกัสโซเลยนะ...]
[ใครกันนะที่เป็นเสี่ยเลี้ยงเซิ่งซี? ที่ถึงกับยอมควักเงินซื้อบ้านหรูหราขนาดนี้ให้เธอ?]
..…
ชาวเน็ตอดไม่ได้ที่จะวิพากษ์วิจารณ์กัน
แอนตีแฟนหลายคน ทนดูพฤติกรรมของเซิ่งซีไม่ได้ จึงใช้บัญชีสำรองเริ่มโจมตีอย่างหนัก ไม่นานชื่อของ เซิ่งซี ก็ปรากฏในหัวข้อฮอตเสิร์ชของเว่ยป๋อ และด้วยกระแสที่ร้อนแรงและเป็นที่พูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ จึงถูกดันขึ้นไปอยู่ในสามอันดับแรก
#เซิ่งซียืมเงินแต่งตัวรวย
#ใครกันแน่คือผู้อุปถัมภ์เบื้องหลังของเซิ่งซี
#ภาพวาดต้นฉบับปิกัสโซของเมียน้อยและลูกนอกสมรส
ในหัวข้อสนทนานี้ เต็มไปด้วยคำด่าทอเซิ่งซี มีเพียงแฟนคลับตัวจริงส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังสนับสนุนเธอ ชาวเน็ตที่ไม่รู้ความจริงหลายคนอดใจไม่ไหวคลิกเข้าไปดูช่องถ่ายทอดสดของกองถ่าย
แต่กลับพบภาพที่ทำให้พวกเขางงงวย
ในช่องถ่ายทอดสดมีแต่ภาพคุณแม่ยังสาวกำลังดูแลลูก ซึ่งเป็นเพียงชีวิตประจำวันปกติของแม่ลูกอ่อนเท่านั้น พวกเขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคนอื่นถึงด่าทอกันขนาดนี้
จากนั้นมีบล็อกเกอร์ "ใจดี" โพสต์คลิปย้อนหลังออกมา พยายามเน้นย้ำเนื้อหาที่ เซิ่งซีทารุณเด็กและแกล้งทำเป็นรวย
แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม
ชาวเน็ตไม่ได้รู้สึกโกรธแค้น แต่กลับประทับใจในวิธีที่เซิ่งซีดูแลลูก และอดขำไม่ได้กับภาพที่เจียงซือเหยียนร้องไห้จ้า
เมื่อกระแสร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่แฟนคลับในช่องถ่ายทอดสดของแขกรับเชิญกลุ่มอื่นๆ ก็อดใจไม่ไหว แวะเข้ามาดูช่องถ่ายทอดสดของเซิ่งซีด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"ผู้กำกับครับ ยอดผู้ชมในช่องถ่ายทอดสดของเซิ่งซีทะลุห้าล้านคนแล้วครับ!"
ทีมงานรายการ
ผู้กำกับโจวเสวียนเฟยกำลังปรึกษากับทีม วางแผนเกี่ยวกับกิจกรรมที่จะจัดขึ้นต่อไป ผู้ช่วยเสี่ยวจางถือโทรศัพท์วิ่งเข้ามาจากด้านนอก พูดด้วยสีหน้าแตกตื่น
"อะไรนะ นายแน่ใจเหรอ?"
โจวเสวียนเฟยชะงักไปครู่หนึ่ง แทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง ต้องรู้ก่อนว่า เซิ่งซีเป็นแขกรับเชิญที่เขาหมดหวังที่สุดในบรรดาทุกคู่ ที่เขาเชิญเซิ่งซีมาร่วมรายการ ก็เพราะเธอมีข่าวฉาวมากมาย หวังแค่จะสร้างกระแสให้รายการเท่านั้น ไม่อย่างนั้นรายชื่อที่ทีมงานตัดสินใจเลือก ก็มีแค่สี่คู่แม่ลูกเท่านั้น
"จริงด้วยค่ะ ผู้กำกับดูนี่เร็ว!"
ผู้ช่วยยื่นข้อมูลสถิติให้โจวเสวียนเฟยดู จากนั้นก็เปลี่ยนไปดูหน้าเว่ยป๋อ แล้ว.อดบ่นไม่ได้ว่า "เซิ่งซีคนนี้เก่งเรื่องปั่นกระแสจริงๆ เริ่มจากใช้ลูกมาสร้างกระแส แล้วก็บอกว่ามีเครื่องบินส่วนตัว ใครๆก็รู้ว่าเงินพวกนั้นได้มายังไง"
"ตอนนี้ทุกคนกำลังขุดคุ้ยกันใหญ่เลยครับ อยากรู้ว่าพี่เลี้ยงของเซิ่งซีเป็นลูกจ้างชั่วคราวหรือเปล่า แล้วก็เรื่องเครื่องบิน คนกำลังหาว่าเธอไปเช่าเครื่องบินส่วนตัวของใครมา..."
"นี่มัน..."
โจวเสวียนเฟยมองข้อมูลในอินเทอร์เน็ตพวกนั้น ยิ่งดูก็ยิ่งตื่นเต้น เขามองดูสถิติการถ่ายทอดสดที่อัปเดตแบบเรียลไทม์ ยกเว้นนักแสดงนำหญิงโจวเจียอี๋ เซิ่งซีครองเรตติ้งของรายการไปเกือบสองในสาม ทั้งที่เดิมที รายการเรียลลิตีครอบครัวของพวกเขา ตั้งใจจะเจาะกลุ่มแม่ลูกอ่อน
ผลที่ได้ในตอนนี้ เพราะเซิ่งซีดึงดูดกระแสด้านลบมากเกินไป ทำให้ผู้ชมที่ไม่รู้ความจริง ต่างพากันเข้ามาในช่องถ่ายทอดสด ทั้งชาย หญิง ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ คนทุกช่วงวัยแทบจะรวมอยู่ที่นี่ทั้งหมด และกระแสก็ยังคงเดือดระอุขึ้นเรื่อยๆ…
ตอนแรกทีมงานรายการไม่ได้เน้นประชาสัมพันธ์ไปที่ตัวเซิ่งซีเลย แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่าเซิ่งซีเรียกกระแสรายการได้มากที่สุด ผลลัพธ์นี้ทำให้ทุกคนรู้สึกประหลาดใจกันไปตามๆกัน
โจวเสวียนเฟยตะโกนสั่งว่า "กดกระแสลง กดให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้!"
หลังจากที่โจวเสวียนเฟยตื่นตกใจ เขาค่อยๆสงบสติอารมณ์ลง กระแสของเซิ่งซีพุ่งสูงมาก อีกทั้งยังมีเรื่องเซิ่งซีทารุณเด็ก แต่สุดท้ายกลับพลิกผันอย่าน่าเหลือเชื่อ หรือการแกล้งทำเป็นรวย ทุกจุดล้วนเต็มไปด้วยประเด็นที่น่าพูดถึง
โดยเฉพาะตัวเซิ่งซีเอง การแสดงที่แย่จนแสบตา การได้งานด้วยเส้นสาย พาลูกนอกสมรสอวดไปทั่ว ตั้งแต่เดบิวต์มาก็ไม่เคยสงบเลยสักครั้ง…
เมื่อนึกถึงดาราเบอร์ต้นๆ ที่เคยมีชื่อเสียงโด่งดังเมื่อไม่นานมานี้ แต่สุดท้ายกลับตกอับ เป็นข่าวอาชญากรรม โจวเสวียนเฟยอดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเย็นเข้าลึก จู่ๆก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา อย่างที่สุภาษิตว่าคนกลัวดัง หมูกลัวอ้วน เซิ่งซีนั้นดังเกินไปแล้ว เธอเป็นทั้งเป็นมือที่สาม ซื้อภาพวาด แถมยังเช่าเครื่องบินส่วนตัวเพื่ออวดรวยอีก
พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเหล่านี้ ถูกทีมงานรายการนำมาประโคมข่าวอย่างหนัก เขากลัวจริงๆว่าจะถูกร้องเรียน ยังไม่ทันที่รายการจะได้ออกอากาศทางทีวี ก็อาจจะถูกสั่งให้ถอดออกจากผังรายการแล้ว
"ทำไมล่ะครับ?"
ผู้ช่วยงงไปทั้งคน รายการดังเปรี้ยงแบบนี้มันน่าจะเป็นเรื่องดีสิ ทำไมผู้กำกับถึงหลีกเลี่ยงราวกับงูพิษ? แต่ในฐานะลูกจ้าง เขาก็ได้แต่ทำตามที่ถูกสั่ง
แต่ว่า... แต่ว่า... ไม่นานเขาก็วิ่งกลับมาทั้งที่เหงื่อท่วมหัว พูดอย่างไม่อยากจะเชื่อว่า "ผู้กำกับครับ กระแสมันแรงมากเลย คนวิจารณ์เยอะมาก กดไม่ไหวแล้วครับ จะทำยังไงดี?"
"กดไม่ไหวเหรอ?"
โจวเสวียนเฟยขมวดคิ้ว เขาเดินไปมาในสวนด้วยความกังวลใจ เนื่องจากความต้องการในการถ่ายทำ ทีมงานรายการจึงมาถึงรีสอร์ตก่อนกำหนด
เขามองทิวทัศน์ในระยะไกลสุดลูกหูลูกตา ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเบนสายตาไปที่ข้อมูลสถิติที่อัปเดตแบบเรียลไทม์ที่หลังเวที แล้วตัดสินใจพูดว่า "ไม่ต้องลบแล้ว ตัดต่อวิดีโอของเซิ่งซีให้มากขึ้น แล้วให้บัญชีการตลาดต่างๆเผยแพร่ออกไป ต่อจากนี้เราจะเน้นการประชาสัมพันธ์ไปที่เซิ่งซีแทน"
ทุกอย่างยังเป็นเพียงความกังวลของเขา แผนในตอนนี้ เขาทำได้แค่ค่อยๆเดินไปทีละก้าว ต้องรีบทำเงินให้ได้มากที่สุดก่อนที่จะถูกแบน!!!
[1] คนกลัวดัง หมูกลัวอ้วน หมายถึง โด่งดังมากเกินไป อาจนำภัยมาสู่ตัว
บทที่ 5: หรือว่าเธอแต่งงานใหม่เป็นครั้งที่สอง?
ที่สนามบิน
เซิ่งหว่านชิงรู้สึกเหม่อลอยไปบ้าง แม้ว่าความฝันนั้นจะผ่านไปนานแล้ว แต่เธอก็ยังอดกังวลไม่ได้ กลัวว่าตัวปลอมคนนั้นจะมาแย่งชิงโชคชะตาของเธอไปอีกครั้ง
แม้ว่าเธอจะรู้ล่วงหน้าแล้วว่า ตัวเธอเองจะเป็นผู้ชนะในท้ายที่สุด แต่ถ้าระหว่างทางเกิดมีอะไรผิดพลาดขึ้นมาล่ะ? ถึงอย่างนั้น ทุกสิ่งที่เธอรู้ว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ก็มาจากความฝันเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงนี้เธอมักจะรู้สึกไม่สบายใจอยู่เรื่อย โดยไม่มีสาเหตุ แต่บอกไม่ถูกว่าทำไม…
"แม่ครับ ตอนนั่งเครื่องบินคอแม่ไม่เจ็บเหรอ?"
เสียงเล็กๆอ่อนหวานดังขึ้นอย่างกะทันหัน ตามด้วยหมอนรองคอรูปการ์ตูนน่ารัก ทรงตัวยูที่ยื่นมาตรงหน้า เซิ่งหว่านชิงก้มมอง เห็นลูกชายหลี่อวิ้นฉีทำหน้าจริงจัง เด็กน้อยพูดอย่างขึงขัง "ตอนนี้ฉีฉีเป็นลูกผู้ชายแล้ว ฉีฉีต้องปกป้องแม่กับน้องสาว อันนี้ฉีฉีให้แม่ใช้นะครับ"
"แม่คะ ให้ซินซินแบ่งลูกอมให้แม่ไหมคะ แบบนี้แม่จะได้ไม่เบื่อตอนอยู่บนเครื่องบิน"
หลี่อวิ้นซินเห็นพี่ชายทำตัวรู้ความ ก็ไม่ยอมน้อยหน้า รีบล้วงลูกอมรสผลไม้ออกมาจากกระเป๋ากำหนึ่ง ยื่นให้เซิ่งหว่านชิง ทำท่ากระตือรือร้น พูดอย่างน่ารักน่าชัง "แบบนี้ซินซินก็ปกป้องแม่ได้แล้วเหมือนกันค่ะ"
"ดีจ้ะ พวกหนูโตเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว เดี๋ยวตอนขึ้นเครื่องบิน แม่จะให้พวกหนูปกป้องนะ"
เซิ่งหว่านชิงเห็นลูกทั้งสองรู้ความและว่านอนสอนง่าย ทั้งยังหน้าตาน่ารักราวกับตุ๊กตาแกะสลัก ความรู้สึกกังวลและไม่สบายใจจางหายไปเกือบหมด ความรู้สึกอิ่มเอมใจเข้ามาแทน
ความฝันนั้นคงไม่หลอกเธอหรอกมั้ง... ในเมื่อความฝันบอกว่าเธอจะให้กำเนิดลูกแฝดชายหญิง และเธอก็คลอดลูกแฝดชายหญิงออกมาจริงๆ
ทุกอย่างกำลังดำเนินไปตามเส้นทางในความฝันนั้น…
เธอคือสตรีผู้ถูกเลือกโดยสวรรค์
เธอต่างหากที่เป็นตัวเอกของโลกใบนี้ ส่วนตัวปลอมนั่น ถูกกำหนดให้เป็นได้แค่ตัวประกอบของเธอเท่านั้นแหละ
คิดได้เช่นนี้ ความกังวลในใจก็สลายหายไปในพริบตา เซิ่งหว่านชิงรีบโยนเรื่องนี้ทิ้งไปจากความคิด แล้วเริ่มหันไปให้ความสนใจกับลูกๆแทน
บนเครื่องบินส่วนตัว
พ่อครัวระดับท็อปทยอยนำอาหารออกมาจัดวางบนโต๊ะที่ปูด้วยผ้าสีขาวไว้เรียบร้อยแล้ว การตกแต่งภายในดูเรียบหรูอลังการ พื้นปูพรมสีแดงขนฟูนุ่มเต็มไปหมด ที่มุมห้องมีตู้แช่ไวน์ มองผ่านกระจกตู้เข้าไป ก็จะเห็นไวน์แดงราคาแพงเรียงรายเป็นแถว
ห้องอาหารทั้งหมดตกแต่งในสไตล์มินิมอลแบบอิตาลี เรียบง่าย แต่แฝงไว้ด้วยความประณีตในทุกรายละเอียด พื้นที่ภายในเครื่องบินกว้างขวางมาก ที่นี่ไม่เพียงมีห้องอาหารเท่านั้น ยังมีห้องนั่งเล่นและห้องพักผ่อนแยกไปอีก ยกเว้นวิวนอกหน้าต่างที่เป็นก้อนเมฆสูงลิบ ทั้งหมดนี้เหมือนอยู่บ้านไม่มีผิด
ไม่เพียงแต่ทีมงานกองถ่ายเท่านั้น แม้แต่ชาวเน็ตก็ตะลึง
[โอ้ นี่มันชีวิตของคนรวยเหรอ เห็นครั้งแรกในชีวิตเลย!]
[เซิ่งซีทุ่มเทกับรายการนี้จริงๆ เช่าเครื่องบินแบบนี้ คงต้องควักเงินไปไม่น้อยเลยสินะ?!]
[ทำตัวเป็นภรรยาเศรษฐีไปได้ ใครๆก็รู้ว่าเธอเป็นเมียน้อย? ทำเป็นของจริงไปได้ ฉันรู้สึกอายแทนเธอจริงๆ]
...…
เซิ่งซีที่ไม่รู้ถึงความคิดเห็นของชาวเน็ต เธอนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร มองดูพ่อครัวทยอยยกอาหารจานเลิศรสมาเสิร์ฟทีละจาน เธอลอบกลืนน้ำลายอย่างอดไม่ได้ ด้วยความรู้สึกตื่นเต้นอย่างที่สุด
นอกจากเป็ดย่างที่เหยียนเหยียนอยากกินแล้ว พ่อครัวยังทำอาหารจานเด็ดพิเศษเพิ่มอีกหลายอย่าง มีทั้งหมูผัดหน่อไม้แห้ง หมูผัดสับปะรดเปรี้ยวหวาน หม้อไฟผักรวมวุ้นเส้นกุ้ง อาหารหลักมีแผ่นแป้งห่อใบบัว ขนมจีบกุ้ง ซาลาเปาหมูแดง ซาลาเปาวอลนัท และของหวานมีพุดดิงคาราเมล เต้าหู้นมอัลมอนด์
'ที่แท้การใช้ชีวิตเป็นคุณนายมันก็ดีแบบนี้นี่เอง'
เซิ่งซีอดรู้สึกทึ่งในใจไม่ได้ และเตรียมพร้อมที่จะจัดการอาหารตรงหน้าแล้ว
แม้ก่อนหน้านี้ เธอจะเคยเห็นการใช้ชีวิตหรูหราแบบนี้มาก่อน แต่เธอไม่เคยได้สัมผัสด้วยตัวเองจริงๆจังๆ การเป็นมือสังหารสิ่งสำคัญที่สุดคือการตอบสนอง เพื่อรักษาความว่องไวในการเคลื่อนไหว เธอจำเป็นต้องควบคุมอาหารและเพิ่มการฝึกฝนเข้มข้นทุกวัน เพื่อไม่ให้ร่างกายที่หนักเกินไปกลายเป็นภาระในช่วงเวลาสำคัญ
"แม่ครับ กินข้าวได้หรือยัง?"
เจียงซือเหยียนลองถามออกไปอย่างระมัดระวัง สายตามองไปที่เซิ่งซีด้วยท่าทางขอความเห็น ตอนนี้เขาเปลี่ยนเสื้อผ้า ดูสะอาดสะอ้านแล้ว มือทั้งสองวางอยู่ใต้โต๊ะ ร่างน้อยๆดูเกร็งอยู่
"หิวแล้วก็รีบกินเถอะ แม่สั่งให้ลุงพ่อครัว จัดอาหารที่หนูชอบไว้ตรงหน้านี้แล้ว"
เซิ่งซีคิดว่าเด็กน้อยหิวแล้ว เธอจึงหยิบตะเกียบคีบเป็ดย่างชิ้นหนึ่ง ใส่จานของเจียงซือเหยียน แล้วคีบเนื้อเป็ดอีกชิ้นให้ตัวเอง ขณะกำลังจะเริ่มกินอย่างเอร็ดอร่อย จู่ๆก็ได้ยินเจียงซือเหยียนตอบอย่างเชื่อฟัง "งั้นผมจะเอาพ่อออกมา ให้พ่อนั่งกินข้าวกับพวกเราด้วยนะครับ"
พ่อ?
เซิ่งซีชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเห็นโมเดลรถแข่งคันเล็ก ที่เจียงซือเหยียนหยิบออกมาจากใต้โต๊ะ แล้วค่อยๆวางไว้บนที่นั่งว่างข้างตัวอย่างระมัดระวัง
"นี่คือพ่อของลูกเหรอ?"
เด็กน้อยไม่เพียงแค่จัดโมเดลรถแข่งให้เป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ยังให้ลุงโจวนำชามและตะเกียบมาวางไว้ข้างๆ โมเดลรถแข่งคันเล็กด้วย เซิ่งจึงอดไม่ได้ที่จะถามออกไป
"ใช่ครับ"
เจียงซือเหยียนพยักหน้า ก่อนจะแย้มยิ้มอย่างไร้เดียงสา เด็กน้อยพูดอย่างพึงพอใจว่า "แต่ก่อนพ่อก็กินข้าวกับผมแบบนี้ตลอด ตอนนี้มีแม่อยู่ด้วย แบบนี้ก็เหมือนครอบครัวเราสามคน ได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันแล้วครับ!"
เซิ่งซีขมวดคิ้วเล็กน้อย อดไม่ได้ที่จะสงสัยตัวเอง บางทีเธออาจจะพลาดบางฉากไป หรือว่าพ่อของเด็กคนนี้ จะขึ้นสวรรค์ไปเพราะรถยนต์?
สามีไฮโซของเธอในตอนนี้ เป็นสามีคนที่สองที่ร่างเดิมแต่งงานใหม่หรือเปล่านะ?
"คุณผู้หญิงครับ โมเดลรถแข่งคันเล็กนี้เป็นของขวัญวันเกิดที่คุณผู้ชายมอบให้คุณชายน้อย เพราะคุณผู้ชายไม่ค่อยกลับบ้าน ทุกครั้งที่คุณชายน้อยคิดถึงคุณผู้ชาย ก็จะหยิบมันออกมาดู"
ลุงโจวลังเลเล็กน้อย ก่อนจะกระซิบอธิบายข้างหู
ความจริงที่เขาไม่ได้พูดก็คือ เมื่อก่อนตอนที่คุณผู้หญิงไม่อยู่บ้าน คุณหนูไม่เพียงแค่ใช้โมเดลรถแข่งคันเล็กแทนตัวคุณผู้ชายเท่านั้น แต่ยังเลือกหัวไชเท้าขาวจากในครัวมาแทนตัวคุณผู้หญิงด้วย…
"เหยียนเหยียน แม่ยืมโมเดลรถแข่งของลูกหน่อยได้ไหมคะ?"
เซิ่งซีถอนหายใจด้วยความโล่งอก หลังจากที่เข้าใจว่าเหยียนเหยียนแค่คิดถึงพ่อมากเกินไป เธอก็อดไม่ได้ที่จะมองสำรวจโมเดลรถแข่งคันจิ๋วนั้นด้วยความสงสัย โมเดลรถแข่งคันนั้นมีดีไซน์ที่ดูเท่มาก ตัวรถพ่นด้วยสีดำเงางาม มีการตกแต่งด้วยสีทองระยิบระยับที่พวงมาลัย ทำให้ดูโดดเด่นเป็นพิเศษ
สิ่งนี้ทำให้เธอเกิดความสนใจขึ้นมา
"ได้ครับ!"
เจียงซือเหยียนพยักหน้า ถ้าเป็นคนอื่นเขาคงไม่มีทางให้ยืมของรักของหวงแน่นอน แต่แม่นั้นต่างออกไป แม่เป็นคนสำคัญรองจากพ่อของเขา!
เขายื่นมือป้อมๆ หยิบโมเดลรถแข่งขึ้นมาเช็ดฝุ่นที่เกาะอยู่บนตัวรถออกก่อน แล้วจึงส่งให้ผู้เป็นแม่ พูดเสียงใสว่า "นี่ครับ เหยียนเหยียนให้ยืมคุณพ่อที่รักที่สุด แต่ต้องระวังหน่อยนะครับ"
"ไม่ต้องห่วง แม่แค่ดูเฉยๆ ไม่ทำพังหรอก..."
เซิ่งซีรับมาดู พบว่าโมเดลรถคันนี้ไม่เพียงแต่ภายนอกสวยงาม แต่ชิ้นส่วนภายในก็สามารถขยับได้ด้วย ประตูรถเปิดได้ พวงมาลัย คันเร่ง เบรก มีครบทุกอย่าง ฝากระโปรงหน้าและท้ายรถก็เปิดได้ แม้แต่เครื่องยนต์ก็จำลองมาเสมือนรถจริงในอัตราส่วน 1:1 ติดตั้งไว้ข้างใน
เด็กสมัยนี้ไฮเทคขนาดนี้เลยเหรอ?
แค่ลองเล่นดูเล่นๆ เซิ่งซีก็อดที่จะรู้สึกทึ่งไม่ได้ โรงงานผลิตสมัยนี้แข่งขันกันสุดๆ แค่ของเล่นชิ้นเล็กชิ้นเดียวต้องเสียค่าแรงงานไปเท่าไหร่กันนะ?
เธอตอบเหยียนเหยียนไปพลางถอดชิ้นส่วนไปพลางอย่างไม่ใส่ใจ คำว่า "พัง" ยังพูดไม่ทันขาดคำ วินาทีถัดมาก็ได้ยินเสียง "แกร๊ก" ตามด้วยพวงมาลัยสีดำทองดีไซน์สุดเท่ หลุดออกมาจากที่นั่งคนขับ
"แม่ รถของเหยียนเหยียน..."
เจียงซือเหยียนเห็นพวงมาลัยหลุดออกมา ก็ตาเบิกโพลงด้วยความตกใจในทันที ดวงตาสีดำสนิทเต็มไปด้วยความตกใจ จากนั้นก็เม้มปากทำหน้าน้อยใจ กลั้นความเสียใจไว้เต็มอกพูดว่า "แม่จ๋า แม่ทำโมเดลรถแข่งที่พ่อซื้อให้เหยียนเหยียนพังแล้ว..."
"เหยียนเหยียน มันไม่ได้พังหรอกจ้ะ พวงมาลัยอันนี้ถอดประกอบได้ เดี๋ยวแม่ใส่กลับให้นะ อย่าร้องนะคนดี"
เซิ่งซีชะงักไปครู่หนึ่ง รีบยิ้มขอโทษขอโพยต่อเจ้าลูกชาย แล้วแกล้งทำเป็นรู้เรื่องดี เธอเอาพวงมาลัยเล็กๆมาเขย่าในมือ จากนั้นก็แอบขอกาวจากลุงโจวคนดูแลบ้าน แล้วแกล้งทำเป็นจริงจั งอธิบายกับเจียงซือเหยียนขณะติดกาว
"เหยียนเหยียน นี่ไม่ใช่กาวนะ นี่คือน้ำยาซ่อมแซมจ้ะ พ่อไม่ได้บอกลูกเหรอว่า ซื้อรถแบบนี้จะแถมน้ำยาซ่อมแซมมาด้วย"
"รถประกอบแบบนี้ จะต้องมีตัวทำละลายด้วยนะ เพื่อที่ว่าเวลาถอดชิ้นส่วนออกแล้ว จะสามารถกลับไปเป็นรูปร่างเดิมได้..."
"แม่โกหกเหยียนเหยียนหรือเปล่า?"
เหยียนเหยียนแสดงสีหน้าครึ่งเชื่อครึ่งไม่เชื่อ มองเซิ่งซีด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและไม่ไว้ใจ
บทที่ 6: พ่อของลูกแค่เปลี่ยนท่านั่ง
"ไม่มีหรอกจ้ะ แม่จะโกหกลูกได้ยังไง ลูกดูสิ โมเดลรถแข่งคันนี้เป็นของที่ซับซ้อนมาก เด็ก ๆ ไม่เข้าใจโครงสร้างภายในใช่ไหมล่ะ? เพราะฉะนั้นโรงงานถึงได้แถม น้ำยาฟื้นฟูมาให้ มันเป็นน้ำยาวิเศษ ที่ช่วยให้ของเล่นของเด็กๆกลับคืนสภาพเดิมได้ไงจ๊ะ"
เซิ่งซี พูดแถอย่างจริงจัง หลังจากที่ใช้ความพยายามอย่างมาก ในการติดพวงมาลัยกลับเข้าที่ เธอถึงได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เมื่อเห็นเด็กน้อยข้างๆ จ้องมองอย่างคาดหวัง เธอก็อดไม่ได้ที่จะหยิบโมเดลรถแข่งคันเล็กขึ้นมาอีกครั้ง แล้วอวดอย่างภาคภูมิใจ
"เหยียนเหยียน ดูสิ นี่ไงล่ะ มันกลับมาสมบูรณ์แบบแล้ว..."
แต่เธอยังพูดไม่ทันจบ ตอนที่กำลังจะส่งคืนให้เหยียนเหยียน มือดันพลาดลื่นไปนิดหน่อย
เพล้ง!
เสียงแตกกระจายดังกังวาน โมเดลรถแข่งคันเล็กตกลงพื้นแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย…
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันทำให้ เซิ่งซีถึงกับชะงักงัน ความรู้สึกผิดเอ่อล้นในใจ ก่อนจะยิ้มแหย พลางพูดอย่างไม่เต็มเสียงว่า "ขอโทษนะลูก แม่จับไว้ไม่อยู่"
"แม่... นี่แม่..."
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า เหยียนเหยียนถึงกับช็อก เขาสบตากับเซิ่งซีสลับกับมองชิ้นส่วนโมเดลที่แตกกระจายอยู่บนพื้น
แล้วร้องไห้ "โฮ!" ออกมาพร้อมน้ำตาเม็ดโต อาจเพราะโมโหจัด ถึงได้พูดจาอู้อี้ "แม่ทำของขวัญที่พ่อให้ผมแตก พ่อจะไม่ได้อยู่กับผมอีกแล้ว... ผมอยากเจอพ่อ...ฮือออ"
"เหยียนเหยียนอย่าร้องไห้นะ แม่จะหาทางแก้ไขให้"
เมื่อเห็นเด็กน้อยร้องไห้อีกครั้ง เซิ่งซีรู้สึกปวดหัว ลนลานไปหมด ตลอดชีวิตที่ผ่านมาเธอเป็นมือสังหาร เพื่อรวบรวมข้อมูล เธอจึงแฝงตัวอยู่ข้างกายผู้มีอิทธิพลมานับครั้งไม่ถ้วน หลายปีมานี้เธอทำงานมาแล้วทุกสายอาชีพ แต่มีสิ่งหนึ่งที่เธอไม่เคยทำมาก่อน…
ก็คือปลอบเด็ก
เธอรู้สึกลนลาน หันซ้าย หันขวาขอความช่วยเหลือ มองดูเศษชิ้นส่วนที่แตกกระจายอยู่บนพื้น จู่ๆ ก็นึกอะไรขึ้นมาได้ เธอขอถุงพลาสติกจากลุงโจว แล้วเก็บเศษชิ้นส่วนทั้งหมดใส่ลงไปในถุง พลางรับปากอย่างหนักแน่นว่า
"พ่อของเหยียนเหยียนไม่ได้ทิ้งลูกไปไหน เขายังอยู่เป็นเพื่อนลูกได้นะ"
"จริงเหรอครับ?"
เมื่อได้ยินคำพูดของเธอ เหยียนเหยียนก็หยุดสะอื้น เด็กน้อยเบิกตากว้างมองด้วยความสงสัยไปที่เซิ่งซี ผู้เป็นต้นเหตุ จากนั้นก็เห็นเซิ่งซี มัดปากถุงพลาสติก แล้วยื่นกลับมาตรงหน้าเขา พร้อมปลอบอย่างตั้งใจ
"พ่อของลูกอยู่ในนี้หมดแล้ว คราวหน้าเอาถุงนี้วางไว้ข้างโต๊ะอาหาร พ่อก็จะนั่งกินข้าวกับลูกได้เหมือนเดิม แค่เปลี่ยนท่านั่งเท่านั้นเอง"
"แม่..."
เหยียนเหยียนที่เดิมยังมีความหวังอยู่บ้าง พอได้ยินเธอพูดแบบนั้น ก็ร้องไห้อย่างสิ้นหวังมากขึ้น เขาแหกปากร้องไห้พลางต่อว่า "แม่เป็นแม่ที่ไม่ดี แม่ขี้โกหก แม่รังแกเหยียนเหยียน..."
"ขอโทษนะเหยียนเหยียน แม่ไม่ได้ตั้งใจ"
เซิ่งซีเกาหัวอย่างเก้อเขิน เมื่อเผชิญหน้ากับกล้องถ่ายทอดสดของรายการ เธอรู้สึกเขินอายเล็กน้อย จึงต้องหาทางออกให้ตัวเอง พูดปลอบอีกครั้ง "แม่เก็บทุกอย่างให้ลูกแล้วนะ อย่างน้อยพ่อของลูกก็ไม่ได้หายไป..."
ในเวลาเดียวกัน
ชาวเน็ตที่กำลังรับชมการถ่ายทอดสดอยู่ ต่างหัวเราะพรืดออกมา เมื่อเห็นเซิ่งซียิ่งพยายามปลอบเด็กน้อยก็ยิ่งร้องไห้หนักขึ้น
พวกเขารู้สึกว่ามันช่างน่าขันเหลือเกิน คอมเมนต์เริ่มไหลเข้ามาเต็มหน้าจอ
[ฮ่าๆๆ อย่างน้อยก็ไม่มีส่วนไหนขาดหายไป เซิ่งซีผู้เชี่ยวชาญด้านการปลอบใจ]
[ขำจนแทบหยุดไม่ได้ สงสารเหยียนเหยียนจริงๆ แต่ทำไมมันถึงตลกขนาดนี้นะ ฮ่าๆๆ เหยียนเหยียน ร้องไห้ดังขึ้นอีก!]
[จิตใจอันบอบบางของเหยียนเหยียนได้รับบาดเจ็บ แถมยังโดนแม่แท้ๆซ้ำเติมอีก เซิ่งซี เธอนี่มันเพชฌฆาตใจโฉด]
[น้ำยาสลายอะไรกัน ก็แค่กาวตราช้างนั่นแหละ นี่เธอกำลังพูดเรื่องเหลวไหลด้วยท่าทางและหน้าตาจริงจังมากเลยนะ!]
ในช่องถ่ายทอดสด มีคนส่วนหนึ่งถูกใจปฏิสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกคู่นี้จนกลายเป็นแฟนคลับ แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีแอนตีแฟนที่ค่อยจับผิดรายละเอียดและอดไม่ได้ที่จะตั้งข้อสงสัย
[ของขวัญจากพ่อมีค่ากับเหยียนเหยียนขนาดนั้น เห็นได้ชัดว่าเป็นลูกนอกสมรสแน่ๆ!]
[เลิกพยายามแก้ตัวให้เมียน้อยได้แล้ว ถ้าไม่ใช่เมียน้อย ทำไมลูกถึงไม่เคยได้เจอหน้าพ่อเลย? ผู้ชายคนนั้นคงมีครอบครัวอยู่แล้วแน่ๆ ต้องรอตอนที่เมียหลวงเผลอ ถึงจะแอบมาเยี่ยมลูกนอกสมรสได้?]
[น่าขยะแขยงจริง ๆ ผู้หญิงต่ำช้าที่ทำลายครอบครัวคนอื่น! พวกที่ชื่นชมเซิ่งซี นี่กำลังเชียร์เมียน้อยกันอยู่หรือไง? ขอให้เมียน้อยมาแย่งสามีพวกคุณบ้าง จะได้รู้ว่ายังจะยิ้มออกมั้ย!]
[ตั้งใจทำร้ายจิตใจเด็กชัดๆ รู้อยู่แล้วว่าของขวัญจากพ่อมีค่าสำหรับเหยียนเหยียนขนาดไหน ยังจงใจทำให้เสียหาย น่าคลื่นไส้จริงๆ]
......
"เหยียนเหยียน เราโทรหาพ่อกันไหม ให้พ่อรีบกลับมาหาเหยียนเหยียนเร็วๆดีไหมคะ?"
เซิ่งซีถูกทรมานด้วยเสียงร้องไห้จนหมดปัญญา เธอเพิ่งว่าวิธีปลอบลูกของตัวเองไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดเธอก็นึกข้อเสนอดีๆขึ้นมาได้
"พ่อยุ่งกับงานตลอดเลย จะมีเวลากลับมาหาเหยียนเหยียนเหรอครับ?"
เจียงซือเหยียนช้อนตาขึ้นมองด้วยท่าทางน้อยใจ เผยให้เห็นใบหน้าเล็กๆที่คราบน้ำตาเลอะเต็มหน้า ดวงตากลมโตเป็นประกายราวกับเพิ่งผ่านการชะล้างด้วยน้ำใส แพขนตาหนามีหยดน้ำตาใสเกาะอยู่สองหยด เขาสะอื้นไห้เบาๆ ริมฝีปากแดงสดและฟันขาวซี่เล็กของเด็กน้อยเริ่มแห้งผาก
"ได้สิ ถ้างั้นเราโทรหาพ่อกันเดี๋ยวนี้เลยดีไหม?"
เมื่อนึกความคิดดี ๆ นี้ขึ้นมาได้ เซิ่งซีจึงรีบให้ลุงโจวหยิบโทรศัพท์มือถือของเธอออกมา เนื่องจากบนเครื่องบินมีไวไฟ แม้เซิ่งซีจะไม่สามารถโทรออกปกติได้ แต่ก็สามารถโทรผ่านอินเทอร์เน็ต หาสามีของร่างเดิมอย่าง เจียงจื่อเย่ได้
แต่ว่า…
เธอโทรติดต่อไปสองครั้งติดกัน แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้รับสาย เมื่อเห็นสายตาน่าสงสารของเด็กน้อยเจียงซือเหยียน เธอจึงได้แต่ยิ้มแล้วแกล้งทำเป็นไม่ใส่ใจพลางอธิบายว่า
"แม่ลืมไปว่า ตอนนี้พ่อกำลังประชุมอยู่ คงไม่ได้ดูโทรศัพท์ เราค่อยโทรหาเขาทีหลังดีไหม? นอกจากจะให้เขากลับมาอยู่กับเหยียนเหยียนแล้ว แม่จะบอกให้เขาซื้อโมเดลรถแข่งคันเล็กๆให้เหยียนเหยียนด้วยนะ"
"เหยียนเหยียนเชื่อใจแม่ครับ"
เด็กน้อยวัยห้าขวบ ยังไม่สามารถแยกออกได้ว่า คำพูดของผู้ใหญ่นั้น เป็นความจริงหรือคำโกหก
แม้ว่าเหยียนเหยียนจะรู้สึกว่าแม่จะดูไม่น่าไว้ใจ แต่หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ตัดสินใจเชื่อในสิ่งที่แม่พูด เพราะนอกจากพ่อแล้ว แม่ก็เป็นอีกคนที่เขาอยากใกล้ชิดที่สุดในโลก อีกอย่างแม่ก็ไม่ได้ตั้งใจทำโมเดลรถแข่งของเขาพังสักหน่อย
ใช่ไหม…
อีกอย่างหนึ่ง…
เขาที่เป็นลูกยังคิดถึงพ่อขนาดนี้ แม่ที่แทบจะไม่ได้เจอพ่อบ่อยๆ คงจะคิดถึงพ่อมากกว่าเขาอีก
คิดได้แบบนั้น เจียงซือเหยียนก็รู้สึกว่าที่ร้องไห้จ้าและอาละวาดเมื่อกี้ ช่างไม่เหมาะสมเอาเสียเลย เขาจึงยื่นมือป้อมๆออกไปจับนิ้วมือของเซิ่งซี แล้วพาเธอเดินไปที่โต๊ะอาหารอีกครั้ง
ท่าทางการปลอบใจของเขาเหมือนผู้ใหญ่ตัวน้อยไม่มีผิด
"แม่ครับ กินข้าวเถอะ อย่าปล่อยให้ท้องหิวจนไม่สบายนะ เหยียนเหยียนก็หิวแล้ว เรามากินข้าวด้วยกันนะ พ่อจะได้ทำงานอย่างสบายใจแล้วรีบกลับมาหาพวกเรา"
[โอ้ เหยียนเหยียนฉลาดจัง ตัวเล็กแค่นี้ก็รู้ความแล้ว]
[โทรไม่ติดเลย ไม่ใช่ว่าเป็นเมียน้อยจริงๆหรอกนะ ขนาดสามีฉันยังรับโทรศัพท์ฉันตลอด24 ชั่วโมงเชียวนะ!]
[พวกคุณรู้มั้ยว่าโมเดลของเหยียนเหยียน ราคาเท่าไหร่? ฉันก็ว่าเคยเห็นโมเดลนั้นที่ไหนมาก่อน เลยลองไปค้นดู ที่แท้มันเป็นโมเดลรถแลมโบกินีย่อส่วน
ขนาด 1:1 แค่คันเล็กแค่นั้น แต่ราคาแปดแสนหยวน ชิ้นส่วนกลไกภายในทั้งหมดจำลองมาจากรถจริง และชิ้นส่วนทั้งหมดเป็นของแท้จากโรงงานผลิตรถแลมโบกินี แถมยังเป็นรุ่นลิมิเต็ด ทั่วโลกมีแค่สิบคันเท่านั้น!!!]
[แปดแสนหยวนแตกเละง่ายแบบนี้เลยเหรอ? พูดกันตรงๆเลยนะว่า เธอต้องทุ่มทุนขนาดไหน ถึงมาร่วมรายการนี้ได้? คงไม่ใช่ของเช่าหรอก น่าจะเป็นเพราะเศรษฐีที่อุปการะเธอรวยมากกว่า!]
[พูดตามตรง ฉันก็อยากรู้จริงๆ ว่าเศรษฐีที่อยู่เบื้องหลังเธอคือใครกันแน่]
บทที่ 7: เธอกลับกำลังเสวยสุขกับอาหารเลิศรส
อีกด้านหนึ่ง
เซิ่งซีไม่รู้เลยถึงความเห็นอกเห็นใจ และความสงสารของเหยียนเหยียนที่มีต่อเธอ หลังจากที่เห็นเด็กน้อยหยุดร้องไห้แล้ว เธอก็นั่งลงที่โต๊ะอาหารและหยิบตะเกียบขึ้นมากินอย่างเอร็ดอร่อย
สำหรับเธอแล้ว การไม่ต้องควบคุมน้ำหนัก สามารถกินอะไรก็ได้ตามใจต้องการ ไม่ต้องฝึกฝนอย่างหนัก เพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อหลังจากกินเสร็จ มันเป็นความสุขที่สุดยอดและคงไม่มีอะไรจะสุขไปกว่านี้อีกแล้ว
เธอเริ่มด้วยแผ่นแป้งใบบัว ม้วนกับเป็ดย่าง วางต้นหอมและแตงกวาข้างหนังเป็ด แล้วราดด้วยซอสถั่วเหลืองหวานเข้มข้น จากนั้นก็ยัดทั้งหมดเข้าไปในหนึ่งคำ
แล้วตามด้วยหมูผัดสับปะรด เกี๊ยวกุ้ง จากนั้นก็กัดซาลาเปาไส้วอลนัทที่หอมกรุ่น แต่เอ๊ะ รสชาติของหม้อไฟผักรวมวุ้นเส้นกุ้งก็ไม่เลวเลยนี่นา
ซู้ด
น้ำซุปโครงเป็ดโรยเกลือเล็กน้อย ใส่ต้นหอมและผักชี หอมอร่อยจนน้ำลายสอ…
เซิ่งซีซดน้ำซุปเป็ดทีละนิดๆ สุดท้ายสายตาก็เหลือบไปมองของหวานบนโต๊ะอาหาร
ฉันจะกินคาราเมลพุดดิงดีนะ หรือจะกินเต้าหู้นมอัลมอนด์ดี ข้างๆยังมีสตรอว์เบอร์รีดังโงะอีกหนึ่งชิ้น โอ๊ยๆ เลือกไม่ถูก งั้นกินให้หมดเลยดีกว่า!!!
[โอ้ ดูแล้วหิวตามเลย!]
[ดาราเขาไม่ต้องควบคุมรูปร่างหรือไง ทำไมเซิ่งซีถึงกินได้โดยไม่สนใจอะไรเลย!!]
[ขอถามหน่อย น้ำซุปโครงเป็ดรสชาติเป็นยังไง ฉันก็อยากลองชิมดูบ้าง ดูน่ากินจัง!]
[ช่วยด้วย นี่มันรายการวาไรตีครอบครัวไม่ใช่เหรอ ทำไมฉันรู้สึกเหมือนกำลังดูรายการกินอยู่ล่ะ ข้าวกล่องบริษัทที่ฉันกำลังกินอยู่ ดูไม่น่ากินไปเลย]
เหล่าชาวเน็ตอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายตาม เมื่อได้เห็นอาหารที่ชวนน้ำลายสอมากมายหลายจาน ซึ่งเกือบทั้งหมดล้วนหายเข้าไปในท้องของเซิ่งซีแล้ว พวกเขาหิวจนแทบจะน้ำลายไหลออกมา ไม่รู้ว่าพ่อครัวบ้านเซิ่งซีไปจ้างมาจากที่ไหน อาหารทุกจานดูเทียบเท่ากับโรงแรมห้าดาว แม้แต่พนักงานที่กำลังถ่ายทำ ก็ยังรู้สึกหิวตามขึ้นมา
หลังจากกินข้าวเสร็จ
เซิ่งซีรู้สึกอิ่มจนจุก เธอลุกขึ้นขยับตัวบนเครื่องบินเล็กน้อย แล้วเดินไปที่ห้องนั่งเล่นเปิดโทรทัศน์ เลือกการ์ตูนดิสนีย์เรื่องหนึ่ง แล้วขดตัวอยู่บนโซฟาดูด้วยความสนุกสนาน
ไม่ใช่ว่าเธอตั้งใจจะเอาใจเด็กน้อย แต่เพราะเธอรู้สึกว่าการ์ตูนมีเนื้อเรื่องเข้าใจง่ายและตลก ดูแล้วรู้สึกผ่อนคลาย
เจียงซือเหยียนเห็นแม่ดูการ์ตูน ก็กระโดดลงจากเก้าอี้ วิ่งกระโดดโลดเต้นเข้ามาหา แล้วนั่งลงข้าง ๆ เซิ่งซี อย่างว่าง่าย ไม่นานก็จดจ่อกับจอโทรทัศน์ทั้งแม่ทั้งลูก
"คุณผู้หญิงคะ มีอะไรจะสั่งเพิ่มอีกไหมคะ?"
แม่บ้านรู้ใจหยิบเมล็ดแตงโมและถั่วมาให้ จากนั้นก็ตามคำสั่งของเซิ่งซี โดยไปหยิบโคลาเย็นๆ จากตู้แช่มาวางไว้ข้างมือเธอ ส่วนเจียงซือเหยียนได้น้ำผักผลไม้คั้นสดหนึ่งแก้ว
แม่ลูกคู่นี้นั่งดูทีวีอย่างสบายอารมณ์ หัวเราะเสียงดังเป็นพักๆ ภาพที่ดูสนุกสนานและผ่อนคลายนี้ ตรงข้ามกับสภาพอันน่าสงสารของแขกรับเชิญคนอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด
"แม่คะ เมื่อไหร่จะได้กินข้าวสักที หนูหิวมากเลย!"
..…
เครื่องบินลงจอด
นักแสดงสาวชื่อดัง โจวเจียอี๋ เดินออกมาพร้อมกับลูกสาว เสวียฮวน แม้ว่าเที่ยวบินจะใช้เวลาแค่สามชั่วโมง แต่พวกเธอต้องออกเดินทางล่วงหน้ากว่าสองชั่วโมง เพื่อมาถึงสนามบิน ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงพอดี ซึ่งได้เวลาอาหารกลางวันแล้ว
กองถ่ายได้ส่งรถมารับทั้งสองคนไปยังรีสอร์ต แต่ทางกองถ่ายกลับทำตัวไร้น้ำใจ พอไปถึงรีสอร์ตแล้ว ไม่เพียงแต่ไม่ได้เตรียมอาหารกลางวันไว้ให้ แต่ยังออกคำสั่งแรก ด้วยการยึดโทรศัพท์มือถือและเงินของพวกเธอ ให้พวกเธอต้องพึ่งพากันเองในการหาอาหารกลางวัน
เสวียฮวนที่เคยได้รับการตามใจราวกับเจ้าหญิงน้อย จึงเริ่มงอแงและร้องไห้จ้า พร้อมกับขอถอนตัว "หนูอยากกลับบ้าน หนูไม่อยากถ่ายรายการแล้ว แม่คะ หนูหิวข้าว..."
"ฮวนฮวน อดทนอีกนิดนะคะ ได้ไหมลูก?"
โจวเจียอี๋ถือกระดาษในมือ เงยหน้ามองคอกหมูที่ส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์ตรงหน้า เธอขมวดคิ้วด้วยความปวดหัว การแบ่งงานถูกกำหนดด้วยการจับฉลาก ไม่รู้ว่าผู้กำกับบ้าคนไหนคิดวิธีนี้ขึ้นมา และเธอก็จับฉลากได้งานเลี้ยงหมู
เธอต้องให้อาหารหมูในคอกทั้งหมดสิบกว่าตัวจนอิ่มก่อน ถึงจะได้รับวัตถุดิบจากเจ้าของฟาร์ม มาทำอาหารกลางวัน
แต่เธอเติบโตมาในเมืองตั้งแต่เด็ก อย่าว่าแต่เลี้ยงหมูเลย แม้แต่ไก่ตัวเป็นๆก็แทบไม่เคยเห็น เธอรู้สึกลำบากใจ โดยเฉพาะเมื่อเห็นหมูสิบกว่าตัวที่มีขนาดใหญ่กว่าเธอหลายเท่า เธออดรู้สึกกลัวขึ้นมาไม่ได้
"แม่คะ หนูอยากออกไปจากที่นี่ หนูอยากกลับบ้าน หนูอยากกลับบ้าน..."
ตอนนี้เสวียฮวน กำลังอาละวาดหนัก เธอยิ่งร้องไห้ยิ่งรุนแรงขึ้น สุดท้ายก็นั่งลงกับพื้นงอแงไม่ยอมเดิน โจวเจียอี๋รู้สึกหงุดหงิดกับเสียงร้องไห้นั้น แต่ก็ทิ้งเด็กไปไม่ได้ จึงต้องย่อตัวลงมาปลอบ
อากาศร้อนสามสิบองศา พระอาทิตย์แผดเผาลอยอยู่กลางฟ้า เสื้อยืดของโจวเจียอี๋เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อในเวลาไม่นาน เธอรู้สึกหงุดหงิดกับความร้อน ท้องก็หิวโหย แถมยังต้องรักษามารยาทต่อหน้ากล้องอีก คราวนี้เธอรู้สึกเสียใจที่มาร่วมรายการบ้านี่!
ถ้ารู้แบบนี้ ตอนอยู่บนเครื่องบิน เธอน่าจะสั่งอาหารบนเครื่องกินให้อิ่มก่อนลงเครื่องจะดีกว่า…
......
อีกสามทีมก็เจอสถานการณ์เดียวกัน
"ผมอยากกินแฮมเบอร์เกอร์!"
"ผมอยากกินไก่ทอด ผมไม่อยากทำงาน!!"
ซ่งหยวนเยว่ นางแบบชื่อดัง จับได้ภารกิจปอกข้าวโพดแห้ง งานนี้ต้องใช้แรงอยู่แล้ว อีกทั้งอากาศก็ร้อนมาก ทั้งยังไม่ได้กินข้าวกลางวัน เธอต้องใช้แรงอย่างมาก กว่าจะปอกข้าวโพดเสร็จหนึ่งฝัก นิ้วมือแสบร้อนไปหมด เมื่อเห็นตะกร้าข้าวโพดแห้งที่กองอยู่ข้างๆ เธอก็อดที่จะถอนหายใจออกมาไม่ได้
ในตอนนั้นเอง ซูเส้าเหิง ลูกชายของเธอเดินเข้ามาด้วยท่าทางหงุดหงิด เตะกระด้งที่ใส่เมล็ดข้าวโพดจนคว่ำ แล้วตะโกนใส่เธอด้วยดวงตาแดงก่ำ
"เสี่ยวเหิง ทำแบบนี้ไม่ได้นะ! นี่เป็นการกระทำที่ไม่มีมารยาท! แม่ไม่เคยสอนให้ทำแบบนี้นะ!"
ต่อหน้ากล้องถ่ายทอดสด ซ่งหยวนเยว่รู้สึกอับอายอย่างถึงที่สุด จึงทำหน้าเคร่งขรึมดุด่าทันที แต่ซูเส้าเหิงกลับไม่สนใจเธอ เขากระทืบเท้าเล็กๆอย่างโกรธเคือง แล้วเดินออกจากลานบ้านไป
"เสี่ยวเหิง อย่าวิ่งไปไหนนะ!"
ซ่งหยวนเยว่ต้องลุกขึ้นตามออกไป เดินไปพลางแสดงสีหน้าขอโทษไปพลาง พร้อมอธิบายกับกล้องถ่ายทอดสดว่า "ขอโทษด้วยนะคะ ลูกชายฉันถูกฉันตามใจจนเสียนิสัยไปหน่อย อารมณ์เขาไม่ค่อยดีน่ะ..."
.......
"ทั้งหมดนี้เป็นความผิดแม่ ที่ไม่ให้ผมกินอาหารบนเครื่องบิน!"
"ทีนี้เป็นไง พวกเราต้องโม่ถั่วก่อนถึงจะได้กินข้าว กว่าจะได้กินข้าว ท้องของเล่อเล่อก็คงจะแฟบไปหมดแล้ว..."
นักแสดงตลกอวี่เซียวจู๋และเด็กน่ารักวัย7ขวบ เจิ้งเล่อเล่อ ทั้งสองคนกำลังเหงื่อท่วมใบหน้า ขณะช่วยกันผลักโม่หิน เจิ้งเล่อเล่อผลักไปพลางแสดงสีหน้าเบื่อหน่ายออกมา
"เจ้าเด็กแสบ พูดให้น้อย แล้วเอาแรงมาลงตรงนี้นี่!"
อวี่เซียวจู๋ครวญครางอย่างอ่อนแรง พยายามผลักโม่หินอย่างยากลำบาก เห็นได้ชัดว่าเธอเหนื่อยจนไม่อยากพูดอะไรแล้ว ท้องของเธอว่างเปล่า เมื่อมองดูประสิทธิภาพของเครื่องโม่หินกับร่างกายที่แทบทนไม่ไหวของตัวเอง
เธอรู้สึกอยากจะร้องไห้แต่น้ำตามันไม่ออก อดไม่ได้ที่จะแอบด่าผู้กำกับสารเลวนั่นในใจ
บทที่ 8: แม่จะนอนกลางวัน
"แม่ครับ โชคดีที่เรากินอาหารบนเครื่องบินมาแล้ว ไม่งั้นคงหิวตายแน่ๆ"
เซิ่งหว่านชิงจับได้สลากให้ช่วยชาวบ้านเลี้ยงวัว ตอนนี้เธอพาลูกทั้งสองยืนอยู่กลางทุ่งนาที่กว้างสุดลูกหูลูกตา เธอรู้สึกงงงวยเล็กน้อย ในความฝันบอกว่าเธอจะได้เลี้ยงวัว ไม่คิดว่าจะจับสลากได้เลี้ยงวัวจริงๆ
"แม่ครับ แม่กำลังมองอะไรอยู่เหรอ?"
หลี่อวิ้นฉีเห็นแม่กำลังเหม่อลอย เขาลองมองตามสายตาแม่ไป เมื่อไม่เห็นอะไร จึงอดไม่ได้ที่จะดึงแขนเสื้อเรียกความสนใจจากเธอพลางถามอย่างสงสัย
"ไม่มีอะไรจ้ะ แม่แค่คิดว่าพวกเรานี่โชคดีจริงๆ"
เซิ่งหว่านชิงได้สติกลับมา ก้มหน้าลงยิ้มให้กับเด็กทั้งสอง เนื่องจากเตรียมตัวมาล่วงหน้า เธอไม่เพียงแต่ทาครีมกันแดดมาก่อน แต่ยังพกหมวกและแว่นกันแดดมาด้วย เพื่อให้ได้ภาพที่ดูดี เธอยังตั้งใจใส่ชุดแฟมิลีลุคกับลูกๆที่ซื้อเตรียมมาล่วงหน้า
เสื้อยืดสีขาวจับคู่กับเอี๊ยมกางเกงยีนส์ สวมหมวกบักเก็ตลายการ์ตูน ตอนนี้แม่ลูกทั้งสามปรากฏตัวหน้ากล้องอย่างพร้อมเพรียง ดูทั้งเท่และสวยมาก
"แต่ว่าซินซินร้อนจัง แม่คะ พวกเรารีบให้อาหารวัวให้เสร็จเร็วๆ แล้วรีบกลับได้ไหมคะ?"
หลี่อวิ้นซินจ้องมองวัวนมที่อยู่ไม่ไกลด้วยความสงสัย มือน้อยๆที่ขาวนุ่มยกขึ้นมาปาดเหงื่อที่หน้าผาก ถามด้วยน้ำเสียงเสียงใสแจ๋ว
"เดี๋ยวก็เสร็จแล้วจ้ะ รอให้วัวน้อยกินอิ่มก่อน แล้วเราค่อยกลับกันนะคะ"
เซิ่งหว่านชิงแย้มยิ้มอย่างอ่อนโยน ก้มตัวลงมาช่วยจัดหมวกกันแดดที่เอียงกระเท่เร่ของหลี่อวิ้นซิน แล้วสอนอย่างใจเย็น
"หนูกินอิ่มแล้ว แต่วัวน้อยยังไม่ได้กินข้าวเลยนะ หนูคงไม่อยากเห็นวัวน้อยปวดท้องเพราะหิวใช่ไหมคะ? ยิ่งไปกว่านั้น นี่เป็นภารกิจที่ทางรายการมอบหมายให้
"ซินซินก็อดทนหน่อยแล้วกันนะลูก"
หลี่อวิ้นซินแสดงสีหน้าลำบากใจ เธอเงยหน้ามองวัวนมที่กำลังส่งเสียงมอๆ อย่างลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็พยักหน้า
"งั้นพวกเราไปพักผ่อนตรงโน้นกันก่อนดีกว่า วัวน้อยคงไม่อิ่มเร็วๆนี้หรอก"
เซิ่งหว่านชิงชี้ไปที่ร่มไม้ไม่ไกล เธอไม่ได้ถือว่าภารกิจครั้งนี้ เป็นเรื่องใหญ่โตแต่อย่างใด ตรงกันข้าม เธอยังตั้งใจทำสีหน้าสบายๆ ดูมีความสุข แล้วพาเด็กน้อยไปนอนเอกเขนกใต้ต้นไม้ พักผ่อนรับลมเย็น
หลังจากภารกิจวันนี้เสร็จสิ้น เธอจะไม่เพียงแต่จะกลายเป็นแขกรับเชิญที่ได้รับความนิยมสูงสุดในช่องถ่ายทอดสดเท่านั้น แต่ยังจะได้รับแฟนคลับมากมาย เพราะลูกสาวที่น่ารักและลูกชายที่รู้ความ แถมภารกิจนี้ยังใช้แรงน้อยที่สุดอีกด้วย
ทุกอย่างนี้ล้วนถูกกล่าวถึงในความฝัน…
ในขณะที่เธอกำลังสอนลูกๆอย่างใจเย็นและพยายามทำภารกิจให้สำเร็จ เซิ่งซีก็จะเป็นแค่ตัวประกอบของเธอ ที่กำลังด่าและตีลูกอยู่ในช่องถ่ายทอดสด เธอจำได้ว่าบัตรที่เซิ่งซีจับได้คืออะไรนะ? ช่วยเจ้าของฟาร์มสเตย์จับปลาและชำแหละปลาใช่ไหม?
แม้ว่าปลาทั้งหมดจะถูกจับไว้ล่วงหน้าและเลี้ยงไว้ในถังน้ำหลังบ้านแล้ว แต่ลูกของเซิ่งซีก็พลาดพลั้งจมน้ำตกลงไปในถัง สร้างความวุ่นวายใหญ่โต ทำให้เซิ่งซีอดไม่ได้ที่จะระเบิดอารมณ์ออกมา
คิดดูแล้วก็จริง ตอนเช้าเด็กนั่นหนีออกจากบ้าน ตอนบ่ายก็ปีนเข้าไปในถังน้ำ ใครจะทนได้ล่ะ? โดยเฉพาะในขณะที่กำลังถ่ายรายการ เจอลูกที่ไม่รู้ความแบบนี้ก็ไม่แปลกที่จะหงุดหงิด
เซิ่งซีนี่ช่างโชคร้ายเสียจริง หรือว่าเพราะสิบแปดปีก่อนได้ชีวิตที่ไม่ใช่ของตัวเองมาโดยตลอด เลยใช้โชคดีไปจนหมดแล้ว?
"อวิ้นฉี อวิ้นซิน พวกเรามานอนพักกันสักหน่อยดีกว่าลูก"
เซิ่งหว่านชิงอดไม่ได้ที่จะยิ้มมุมปาก เธอยื่นมือดึงเด็กทั้งสองเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน หาท่าที่สบายที่สุดแล้วพิงต้นไม้ หลับตาลง สัมผัสสายลมอ่อนๆที่พัดผ่านใบหน้า รู้สึกสบายและผ่อนคลายเป็นที่สุด
ในขณะเดียวกัน
ช่องถ่ายทอดสดถูกคอมเมนต์ชื่นชมเต็มหน้าจอไม่หยุด ชาวเน็ตหลายคนที่เห็นภาพบรรยากาศอันแสนอบอุ่นนี้ อดไม่ได้ที่จะพากันแสดงความคิดเห็นในทางบวก
[ดูสบายจังเลย เหมือนได้กลิ่นอายชนบทผ่านหน้าจอมาเลย อวิ้นฉีกับอวิ้นซินน่ารักจัง!]
[ชิงชิงมีความรับผิดชอบมากเลยนะ ตอนที่อวิ้นซินบอกว่าร้อนอยากกลับบ้าน ชิงชิงก็ยังคงกระตุ้นให้อวิ้นซินต้องทำภารกิจให้เสร็จถึงจะเป็นเด็กดี แบบนี้ถือเป็นการปลูกฝังความรับผิดชอบให้เด็กโดยอ้อมสินะ!]
[ฉันก็ชอบวิธีการสอนของชิงชิงนะ ไม่เหมือนเซิ่งซีที่อยู่ช่องข้างๆเลย นั่นอะไรไม่รู้ ปล่อยปละละเลยไปหมด แบบนี้มันจะส่งผลต่อค่านิยมของเด็กนะ ในที่สุดฉันก็เข้าใจแล้วว่าคนที่ไม่มีความรับผิดชอบมันเติบโตมายังไง]
[เซิ่งซีคงไม่ได้คิดว่าการทำแบบนี้มันสนุกหรอกนะ? ภารกิจยังไม่เสร็จก็นอนไปแล้ว น่าเบื่อจริงๆ]
[ทางรายการก็บอกแล้วไง? ถ้าทำภารกิจไม่เสร็จก็จะไม่ได้กินข้าวเย็น ฉันเริ่มอยากเห็นหน้าเธอ ตอนที่ไม่ได้กินข้าวแล้วต้องมานั่งเสียใจแล้วล่ะ]
สิบนาทีก่อนหน้านี้
เซิ่งซีลงจากเครื่องบิน เนื่องจากเธอเป็นแขกกลุ่มสุดท้ายที่มาถึงรีสอร์ต จึงไม่มีบัตรจับฉลากให้เลือกแล้ว ทีมงานรายการจึงยิ้มและยื่นการ์ดภารกิจส่งให้เธอโดยตรง
"ให้ฉันไปแล่ปลาเหรอ?"
เซิ่งซีรับบัตรมา เมื่อเห็นตัวอักษรบนนั้นชัดเจน เธอก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
"ใช่ครับคุณเซิ่ง ทางรายการจะขอเก็บโทรศัพท์มือถือและกระเป๋าสตางค์ของคุณไว้ชั่วคราว คุณจะต้องใช้แรงงาน เพื่อแลกวัตถุดิบอาหารสำหรับมื้อเที่ยงและมื้อเย็นครับ"
"พวกเรากินข้าวเที่ยงกันมาแล้ว ตอนนี้ช่วยพาพวกเราไปที่พักก่อนได้ไหมคะ?"
เซิ่งซีชี้ไปที่กระเป๋าเดินทางบนพื้น เงยหน้ามองทีมงานพลางถามอย่างสุภาพ การชำแหละปลาไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเธอ แต่เธอเพิ่งทานอาหารกลางวันบนเครื่องบินมา และดูการ์ตูนเพื่อย่อยอาหารไปสักพัก ตอนนี้เธอแค่อยากนอนพักเอาแรงสักครู่
ส่วนเรื่องภารกิจอะไรนั่น ค่อยว่ากันตอนตื่นก็ได้ ถึงยังไงต่อให้เธอจะพยายามแค่ไหน ก็ไม่มีทางเอาชนะนางเอกได้ สู้ข้ามขั้นตอน แล้วนอนสบายๆดีกว่า
"ทางนี้ครับ"
แต่เดิมทางทีมงานคาดหวังว่า จะได้เห็นสีหน้าต่อต้านบนใบหน้าของเซิ่งซี แต่กลับเห็นเธอทำหน้าเรียบเฉย ทำให้รู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง ถึงขั้นสงสัยว่าเซิ่งซีกำลังแกล้งทำเป็นใจเย็นอยู่หรือเปล่า
ในเมื่อภารกิจชำแหละปลาเป็นฉากไฮไลต์ ผู้เข้าแข่งขันหญิงทุกคนต้องกลัวกันหมดไม่ใช่หรือ?
ทางรายการจงใจจัดเตรียมบ้านเก่าๆหลังหนึ่งให้เป็นที่พักของแขกรับเชิญ ที่นี่ไม่เพียงไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย แม้แต่เตียงก็ยังเป็นแคร่ที่ก่อด้วยปูนซีเมนต์ ทำให้ใครที่เห็นก็อดขมวดคิ้วไม่ได้
"เหยียนเหยียน เรามานอนพักกันก่อนนะลูก"
เมื่อเจอสภาพที่พักที่แย่ขนาดนี้ เซิ่งซีกลับไม่ได้ใส่ใจแต่อย่างใด หลังจากตรวจสอบว่าผ้าห่มเป็นของใหม่ เธอก็จัดเตียงให้เรียบร้อย ดึงเจียงซือเหยียนมานอนด้วยกัน แล้วหลับตาลงทันที ต้องรู้ก่อนว่า ตอนที่เธอออกภารกิจในอดีต เพื่อเฝ้าดูและออกล่าเป้าหมาย เธอเคยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แย่กว่านี้มาแล้ว
"แม่จะนอนกลางวันกับเหยียนเหยียนด้วยเหรอครับ?"
เหยียนเหยียนรู้สึกประหลาดใจมาก ดวงตากลมโตเป็นประกายระยิบระยับ จนกระทั่งแม่ดึงเขาเข้าไปกอดราวกับตุ๊กตาตัวนุ่ม เขาก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มมุมปาก แสดงสีหน้าพึงพอใจ แล้วหลับตาลงอย่างว่าง่าย แค่ได้อยู่กับแม่ เขาก็ไม่สนอะไรแล้ว
แม้ว่าพี่ๆทีมงานรายการจะบอกว่าต้องทำภารกิจให้สำเร็จ แต่จะมีอะไรสำคัญไปกว่าการได้นอนอยู่ในอ้อมกอดของแม่? เด็กน้อยมักจะนอนเยอะอยู่แล้ว อีกทั้งช่วงเช้าก็ยังหนีออกจากบ้าน ทั้งร้องไห้โวยวายวุ่นวายไปหมด เจียงซือเหยียนรู้สึกง่วงนอนอย่างรวดเร็ว แล้วหลับตาลง
ไม่นานนัก
เสียงลมหายใจแผ่วเบา สม่ำเสมอของแม่ลูกดังขึ้นในห้อง…
ทีมงานที่กำลังถือกล้องและเตรียมจะนำทางถึงกับมีสีหน้างุนงง
บทที่ 9: เถ้าแก่ เหยียนเหยียนมาช่วยแล้ว
ในช่วงเวลานั้น
เหล่าผู้ชมในช่องถ่ายทอดสดต่างตกตะลึง แอนตีแฟนทั้งหลายก็อดไม่ได้ที่จะเริ่มโจมตีอีกครั้ง
[เธอกำลังทำอะไรอยู่? อย่าบอกนะว่า เธอคิดว่าตัวเองทำแบบนี้แล้วดูดี?]
[ทำไมคนอย่างเซิ่งซี ถึงได้มาร่วมรายการอีก ปล่อยงานทิ้งไว้ไม่ยอมทำ แล้วนี่อะไรกัน จะให้เราดูเธอนอนเนี่ยนะ ไม่มีมารยาทเลยสักนิด นอกจากอวดรวย เป็นมือที่สาม แล้วก็เอาลูกนอกสมรสมาวิ่งโร่อวด เธอเคยพยายามทำอะไรที่มีประโยชน์บ้างมั้ย?]
[ทำอะไรของเธอเนี่ย แบบนี้ไม่ได้เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กๆเลย!]
[เธอตั้งใจสร้างภาพลักษณ์แย่ๆ เพื่อทำให้ตัวเองดูเด่น แตกต่างจากคนอื่นหรือไง แบบนี้มีแต่จะทำให้คนรู้สึกต่อต้านนะ?]
เมื่อจำนวนผู้ชมในช่องถ่ายทอดสดเพิ่มมากขึ้น แฟนคลับอีกกลุ่มและคนทั่วไปที่เข้าดูมาตั้งแต่เช้า ประทับใจในวิธีที่เซิ่งซีปฏิบัติต่อเด็กๆก็อดไม่ได้ที่จะช่วยโต้กลับ
[เธอบอกแล้วไงว่ากินข้าวเที่ยงแล้ว จะงีบพักผ่อนสักหน่อยมันผิดตรงไหน? อย่าลืมสิว่าที่แขกรับเชิญคนอื่นพยายามขนาดนั้นก็เพราะพวกเขายังหิวอยู่!]
[ทำไมมีพวกชอบเถียงเยอะจัง! ชีวิตประจำวันของเซิ่งซีมันดีจะตายไปนะ ในขณะที่คนอื่นต้องตากแดด ตากลม เหงื่อท่วมตัว ทำงานหนัก แต่เธอได้นั่งแอร์เย็นๆ กินอาหารหรูหราน่าอร่อย แล้วนอนพักผ่อน ถ้าไม่เปรียบเทียบก็คงไม่เป็นการทำร้ายจิตใจไม่ใช่เหรอ?
แถมกองถ่ายยังมีกฎห้ามกินข้าวบนเครื่องบินด้วย แต่เซิ่งหว่านชิงก็ยังกินอาหารบนเครื่องเหมือนกันไม่ใช่หรือไง?]
[ดูนางแบบห้องข้างๆสิ ปอกข้าวโพดจนนิ้วบวมไปหมด แต่พอมาดูเซิ่งซี โอ้ เธอสบายสุดๆเลย]
[ฉันว่าเซิ่งซีดูมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กนะ ทำไมพวกคุณถึงบอกว่า เด็กคนนี้ถูกจ้างมาล่ะ?]
[อ๊าา ทำไมฉันรู้สึกว่าเซิ่งซีสวยขึ้นนะ?]
หลังจากที่ชาวเน็ตคนหนึ่งเตือน ทุกคนต่างจับจ้องไปที่ใบหน้าขณะหลับของเซิ่งซี เธอเป็นคนสวยมาแต่กำเนิด ด้วยดวงตาและทรงคิ้วที่งดงามเกินบรรยาย รูปร่างเข้ากับสัดส่วนทองคำ ความงามของเธอมีพลังทำลายล้างสูง ทำให้คนนึกถึงคำว่า "หญิงงาม" โดยไม่รู้ตัว
แต่เพราะเธอมักมีข่าวฉาวติดตัวมาตลอด ทุกคนจึงไม่ค่อยมีความประทับใจที่ดีต่อเธอนัก และไม่ได้สนใจความงามของเธอมากเท่าไหร่
ในตอนนี้ หญิงสาวที่กำลังนอนหลับ ผมยาวกระจาย บางส่วนปกลงมาบดบังความคมดุ เพิ่มความอ่อนหวาน น่าหลงใหลให้เธอมากขึ้น แสงแดดยามบ่ายที่ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา ห่อหุ้มร่างของเธอด้วยแสงสีทองจางๆ ยิ่งขับให้เธอดูอ่อนโยนและสงบนิ่งกว่าที่เคย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอ้อมกอดของเธอ มีเด็กน้อยผิวขาวนุ่มนิ่ม หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู ทำให้คนอดนึกถึงเทวดาน้อยที่กำลังหลับใหลไม่ได้ แม้แต่ชาวเน็ตที่อยู่หน้าจอ ยังกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว กลัวว่าจะทำลายภาพอันงดงามนี้
[โอ้แม่เจ้า! ถ่ายภาพหน้าจอเก็บไว้แล้ว! สวยมากเลย!!!]
[ในฐานะคนที่ชอบคนหน้าตาดีนะ ฉันตัดสินใจเปลี่ยนจากเกลียด เป็นแฟนคลับเธอไปซะแล้ว...]
[อาาา เซิ่งซีงดงามขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ปกติเธอดูเย็นชา แต่ตอนเธอนอนหลับ มันกลับสร้างความแตกต่างที่ชัดเจนมาก ฉันหลงรักเธอแล้ว]
[ทำไมนะ ทั้งๆที่ก็เป็นการนอนหลับเหมือนกัน แต่เมื่อเทียบกันแล้วฝั่งของแม่ลูกแฝดกับดูด้อยกว่าซะงั้น...]
......
"คุณลุงครับ ถ้าไม่ทำภารกิจให้เสร็จ ตอนเย็นแม่จะได้กินข้าวไหมครับ?"
เนื่องจากเด็กน้อยมีตาราง การนอนสม่ำเสมอ เจียงซือเหยียนจึงนอนกลางวันประมาณ40นาทีทุกวัน แต่เพราะวันนี้เขาได้นอนอยู่ในอ้อมกอดของแม่ครั้งแรก จึงเผลอหลับเกินไปอีก20นาที
แม้จะเป็นเช่นนั้น เมื่อเขาตื่นขึ้นมา เซิ่งซีก็ยังไม่ตื่นแต่อย่างใด ถึงแม้อ้อมกอดของแม่จะอบอุ่นและสบายมาก แต่เมื่อนึกถึงภารกิจที่พี่ๆลุงๆทีมงานรายการพูดถึง ตอนลงจากเครื่องบิน เขาลังเลเล็กน้อย สุดท้ายก็ค่อยๆคลานลงจากเตียงอย่างระมัดระวัง แล้วเดินด้วยขาสั้นป้อมออกจากห้องไป
เมื่อเห็นทีมงาน เด็กน้อยเดินเข้าไปถามด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานน่ารัก
"ใช่ครับ ถ้าคุณแม่ของเหยียนเหยียนยังไม่รีบไปทำภารกิจ ตอนเย็น ทั้งเหยียนเหยียนและคุณแม่ก็จะไม่มีอาหารเย็นกินนะ รีบไปปลุกคุณแม่เร็วๆเลยครับผม~"
ทีมงานมองดูเจียงซือเหยียนด้วยความสนใจ แกล้งพูดหยอกล้อ
"ไม่เอาครับ แม่ดูแลเหยียนเหยียนเหนื่อยมากแล้ว เหยียนเหยียนไม่อยากรบกวนแม่"
เจียงซือเหยียนหันไปมองบ้านพัก แล้วแสดงสีหน้าพึงพอใจ จากนั้นก็รีบเงยหน้ามองทีมงานพร้อมพูดอย่างจริงจัง "คุณลุงครับ พาเหยียนเหยียนไปที่จุดทำภารกิจได้ไหมครับ เหยียนเหยียนอยากช่วยทำภารกิจ แม่ตื่นก็จะได้กินมื้อเย็นได้เลย"
"เหยียนเหยียนจะทำภารกิจเองเหรอ?"
ทีมงานตกใจ เพราะรู้ว่าภารกิจที่เซิ่งซีจับได้คือ การชำแหละปลา พอมองเด็กน้อยตรงหน้าที่สูงแค่เข่าเขา คงจับปลาไม่อยู่ด้วยซ้ำ!
"ใช่ครับ ลุงไม่เชื่อใจเหยียนเหยียนเหรอครับ?"
เด็กน้อยที่ไม่รู้เลยว่า ตัวเองกำลังจะเผชิญกับอะไร แสดงสีหน้าไร้เดียงสา ดวงตากลมโตสีดำสนิทฉายแววใสซื่อ อย่างน่าเอ็นดู
"งานของคุณแม่คือ ฆ่าปลาเลยนะ เหยียนเหยียนแน่ใจเหรอว่าทำได้?"
ทีมงานเตือนด้วยความหวังดี หวังว่าเด็กน้อยจะถอยหลังกลับเมื่อรู้ว่ามันยากและน่ากลัว แต่ไม่คิดว่าเด็กน้อยเพียงแค่อึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า แล้วพูดเสียงใสอย่างหนักแน่น "เหยียนเหยียนทำได้ครับ เหยียนเหยียนเคยเห็นป้าหลิวฆ่าปลาที่บ้าน เหยียนเหยียนอยากลองดู ถึงปลาจะน่ารัก แต่เหยียนเหยียนไม่อยากให้แม่หิว"
"ได้ ถ้างั้นฉันจะพาเหยียนเหยียนไปนะ"
เมื่อเห็นเด็กน้อยมีท่าทางดื้อรั้น ทีมงานก็จำใจยอมในที่สุด เพื่อให้ภาพรายการถ่ายทอดสดออกมาดี ทีมงานจึงชี้ทางให้เจียงซือเหยียนเดินนำหน้าไป ส่วนตัวเองก็แบกกล้องเดินตามถ่ายอยู่ด้านหลัง
และแล้ว…
บนหน้าจอถ่ายทอดสด ชาวเน็ตก็ได้เห็นเด็กน้อยตัวขาวกลมนุ่มนิ่ม น่ารักน่าชัง กำลังเดินกระโดดโลดเต้นอยู่ข้างหน้า มีหันกลับมามองบ้างเป็นครั้งคราวเพื่อดูว่าลุงช่างภาพตามมาทันหรือเปล่า ยิ่งไปกว่านั้น เด็กน้อยคนนี้มีรูปร่างหน้าตาประณีตงดงามน่าดูชม
เขาสวมเสื้อยืดการ์ตูนลายเป็ดน้อย ด้านล่างเป็นกางเกงคาร์โกขาสั้นสีครีมอ่อน เผยให้เห็นขาขาวนุ่มทั้งสองข้าง เดินดุ๊กดิ๊กไปมาดูน่าเอ็นดู
"คุณลุงครับ ที่นี่ใช่บ้านไร่เพลิงควัน ไหมครับ?"
เมื่อเดินมาถึงหน้าร้านอาหารชนบทที่มีชื่อว่า "บ้านไร่เพลิงควัน" เด็กน้อยหันกลับไปมองและถามลุงๆจากทีมรายการ หลังจากได้รับการพยักหน้ายืนยันแล้ว เขาก็ยกขาสั้นๆก้าวเข้าไปในลานบ้าน แล้วตะโกนเสียงเด็กใสว่า
"เถ้าแก่ เหยียนเหยียนมาฆ่าช่วยปลาครับ!"
เนื่องจากอายุยังน้อย เวลาที่เจียงซือเหยียนพูด จึงยังออกเสียงไม่ชัดเจน ไม่เพียงเจ้าของร้านเท่านั้น แม้แต่แฟนๆในช่องถ่ายทอดสดที่คอยติดตามเจียงซือเหยียนอยู่ก็หัวเราะกันใหญ่
[ฮ่าๆๆ ใครกันนะที่สอนให้เขาพูดแบบนี้?]
[พี่เจ้าของร้าน said มาช่วยใครฆ่าอะไรนะ!]
[น้องเหยียนเหยียนน่ารักจังเลย อยากจะลักพาตัวเด็กน้อยตัวนุ่มนิ่มคนนี้ไปจัง...]
[พูดตามตรงนะ คนอย่างเซิ่งซีที่น่ารำคาญขนาดนั้น เขาให้กำเนิดเด็กน้อยที่น่ารักขนาดนี้ได้ยังไงกัน ทั้งรู้ความ ว่านอนสอนง่าย แถมยังมีน้ำใจอีกด้วย]
......
"หนูตัวเล็กแค่นี้ จะช่วยลุงชำแหละปลาได้เหรอ?"
เจ้าของร้าน เป็นชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบปี เมื่อเห็นร่างเล็กจิ๋วยืนอยู่ตรงหน้า เขาก็แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาทันที จากนั้นเขาก็เงยหน้ามองทีมงานเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง ก่อนจะจำใจพาเจียงซือเหยียน เข้าไปดูตู้ปลาในสวนหลังบ้าน ข้างในมีปลาทองเป็นๆสิบกว่าตัวกำลังแหวกว่ายน้ำอย่างสนุกสนาน
"นี่คือปลาที่ลูกค้าต้องการ ลุงอยากให้หนูช่วยทำความสะอาดหน่อย"
เจ้าของร้านแนะนำด้วยรอยยิ้ม มองเด็กน้อยที่ทำสีหน้าจริงจังตรงหน้า เขาไม่ได้คาดหวังว่าเด็กคนนี้จะช่วยฆ่าปลาได้จริงๆหรอก แค่อยากแกล้งเด็กน้อยเล่นเท่านั้น
ใครใช้ให้น่าเอ็นดูขนาดนี้กัน
"ครับผม ได้เลยคุณลุงเถ้าแก่ เหยียนเหยียนสัญญาว่าจะทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ"
เจียงซือเหยียนรับปากอย่างหนักแน่น แต่เพราะไม่มีประสบการณ์ในการจับปลา พอเขาช้อนปลาขึ้นมาตัวหนึ่งและกำลังจะเอื้อมมือไปจับ กลับสัมผัสได้ถึงเมือกลื่นๆ เพียงเสี้ยววิปลาก็ดิ้นหลุดจากมือไปทันที
แต่เจียงซือเหยียนนก็ไม่ย่อท้อสักนิด เขาพยายามช้อนปลาขึ้นมาใหม่ ทำแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง ในที่สุดมือเล็กป้อมของเขาก็จับปลาได้สำเร็จหนึ่งตัว
"คุณลุง เถ้าแก่ ดูเร็ว เหยียนเหยียนจับปลาได้แล้ว..."
เจียงซือเหยียนเต้นไปมาด้วยความดีใจ กำลังจะยกขึ้นมาอวดทุกคนหน้ากล้อง แต่จู่ๆ ปลาตัวนั้นก็ดิ้นรนอย่างรุนแรง หางปลาตีใส่แก้มของเจียงซือเหยียน "แปะ!" แล้วก็ลื่นหลุดมือกลับลงไปในตู้ปลาดังเดิม…
"อ้าว..."
[ฮ่าๆๆ ฉันขำจนเกือบตาย เหยียนเหยียนดูจะน้อยใจนะนั่น ฮ่าๆ]
[กล้าดียังไง! ไอ้ปลาบ้า มาตีหน้าเหยียนเหยียนของพวกเราได้ยังไง ใครก็ได้จับปลาตัวนี้ไปต้มซอสเดี๋ยวนี้!]
[อะไรกันเนี่ยเนี่ย คนเป็นแม่นอนอยู่ที่บ้าน ปล่อยให้เด็กมาจับปลา ถ้าเด็กพลาดตกลงไปในตู้ปลาจะทำยังไง?]
[เซิ่งซีเป็นแม่แบบไหนกัน ฉันเป็นผู้ใหญ่แท้ๆยังไม่กล้าฆ่าปลาเลย แต่เธอกลับให้เด็กมาทำเรื่องนองเลือดแบบนี้? นี่มันแม่แท้ๆจริงเหรอ?]
[คนด้านบนตาบอดหรือไง เหยียนเหยียนอยากมาเองต่างหาก เซิ่งซีไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำ...]
บทที่ 10: แม่เชื่อใจเหยียนเหยียนเหรอ?
"หนูน้อย ช่วยไปส่งอาหารให้ลูกค้าหน่อยนะ"
เจ้าของร้านมองดูอยู่ข้างๆสักพัก ก่อนจะเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มขำ ยื่นผ้าเช็ดตัวแห้งให้เจียงซือเหยียนเช็ดหน้า แล้วชี้ไปที่ห้องอาหารด้านหน้า พูดว่า "ตอนนี้มีลูกค้ามาทานข้าวเยอะมาก ลุงๆป้าๆในร้านยุ่งกันหมด หนูช่วยไปส่งอาหารได้ไหม?"
พูดพลางพาเจียงซือเหยียนเดินไปที่หน้าร้าน ชี้ไปที่โรงแรมหรูไม่ไกลนัก แล้วพูดว่า "โรงแรมนั้น มีลูกค้าสั่งอาหารเยอะมาก หนูแค่เอากล่องอาหารไปส่งตามเลขห้องที่เขียนไว้ก็พอ ถ้าส่งครบสิบที่ ลุงจะให้วัตถุดิบสำหรับทำอาหารเย็นของหนูและแม่หนู เป็นไงดีไหม?"
"ได้เลยครับ ไม่มีปัญหา คราวนี้เหยียนเหยียนรับรองว่าจะทำภารกิจให้สำเร็จ!"
เหยียนเหยียนพยักหน้า ตบหน้าอกตัวเอง พร้อมรับประกันด้วยความมั่นใจอีกครั้ง ในช่องถ่ายทอดสดจึงเห็นเด็กน้อยวัย5ขวบ สวมเสื้อกั๊กสีเหลืองอ่อนที่มีโลโก้ "บ้านไร่เพลิงควัน" เดินย่ำเท้าเล็กๆไปตามถนนเพื่อส่งอาหาร
ไม่เพียงแต่ผู้ชมในช่องถ่ายทอดสดเท่านั้นที่รู้สึกว่าน่ารัก แม้แต่ลูกค้าที่มาทานอาหารที่ร้าน ก็รู้สึกว่าน่ารักมากเช่นกัน ต่างพากันหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาแอบถ่ายรูปเด็กน้อยน่ารักน่าเอ็นดูคนนี้ เมื่อสังเกตเห็นกล้องของทีมงานรายการ พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะค้นหาบนอินเทอร์เน็ตและแอบติดตามช่องถ่ายทอดสด
"บ้านไร่เพลิงควัน" ถือเป็นร้านอาหารที่มีชื่อเสียงพอสมควรในรีสอร์ตนี้ ลูกค้าหลายคนวางแผนการท่องเที่ยวไว้ล่วงหน้า พอมาถึงโรงแรม สิ่งแรกที่ทำคือ มาที่ร้านบ้านไร่เพลิงควัน เพื่อสั่งของขึ้นชื่ออย่าง ไก่หม้อดิน
เมื่อลูกค้าที่พักในโรงแรมเปิดประตู พบว่าคนส่งอาหารเป็นเด็กน้อยตัวกลม พวกเขานึกว่าเป็นบริการใหม่ ที่เจ้าของร้านคิดขึ้น ลูกค้าเหล่านั้น ไม่เพียงแต่ให้ขนมนมเนยเจียงซือเหยียน บางคนยังควักเงินให้ทิปด้วย และยังมีพี่สาวคนสวยที่ติดตามช่องถ่ายทอดสดอยู่ ดึงตัวเหยียนเหยียนเข้าไปจุ๊บแก้มดัง จุ๊บ!
มีเพียงป้าคนหนึ่งที่สั่งอาหารแปลกๆแง้มประตู เรียกให้เจียงซือเหยียนเข้าไปส่งอาหารข้างใน และยังใจดีเอาสร้อยคอผู้หญิงมาคล้องคอให้เจียงซือเหยียน แต่เจียงซือเหยียนไม่ได้ใส่ใจอะไร ยังคงใช้ขาสั้นๆเดินต่อ เพื่อส่งอาหารบ้านพักถัดไป
[ข้อกำหนดของรายการคืออะไรนะ? ต้องทำงานเพื่อแลกวัตถุดิบมาทำอาหารเองใช่ไหม? แต่ทิปที่เหยียนเหยียนได้มา นี่พาแม่ไปกินที่ร้านอาหารได้เลยนะ!]
[ว้าว เหยียนเหยียนน่ารักจัง ลุงๆป้าๆ ต่างก็เอ็นดูกันหมด...]
[ฮือๆ ถ้ารู้แบบนี้ฉันก็ไปเที่ยวด้วยแล้ว ฉันก็อยากจะจุ๊บแก้มเหยียนเหยียนสักครั้งบ้างจัง...]
.......
บ่ายสามโมง
เซิ่งซีค่อยๆลืมตาขึ้น โดยไม่รู้ตัวเลยว่าในขณะที่เธอนอนแผ่หลาอยู่นั้น จำนวนผู้ชมในช่องถ่ายทอดสดได้ทำลายสถิติใหม่อีกครั้ง เธออ้าปากหาวหนึ่งที และลุกขึ้นนั่งงงงวย อยู่ครู่หนึ่ง ถึงได้สังเกตว่าเด็กน้อยที่เคยนอนเป็นหมอนข้างนุ่มนิ่มหายไปแล้ว!
"เสี่ยวเหยียน บอกว่าไม่อยากให้คุณหิว เลยอาสาไปทำภารกิจแทนคุณครับ" พนักงานเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี
"ไปแล่ปลาแทนฉันเหรอ?"
เซิ่งซีชะงักไปครู่หนึ่ง นึกถึงภารกิจสุดโหดที่กองถ่ายสั่งมา รีบรุดออกไปตามหาเด็กน้อยอย่างรีบร้อน ถ้าผู้ชมทั่วประเทศรู้ว่าเธอปล่อยให้เด็กห้าขวบไปแล่ปลา คงโดนด่ายับเป็นแน่
เธอไม่สนใจหรอกว่าคนดูจะมองยังไง แต่กลัวว่าสามีจอมปลอมคนนั้น จะคิดว่าเธอทารุณเด็ก ถ้าเป็นอย่างนั้นชีวิตสบายๆ ที่ไม่ต้องดิ้นรนของเธอคงจบเห่แน่
"เอาของที่แกขโมยไปคืนมาเดี๋ยวนี้!"
"สร้อยของฉันวางอยู่บนโต๊ะ แต่พอแกมาปุ๊บมันก็หายไปปั๊บ แม่แกไม่สั่งสอนหรือไง ว่าขโมยของคนอื่น ต้องติดคุก?!"
"ฉันเห็นว่าแกน่ารัก ถึงได้ให้อยู่ในห้องนานหน่อย ไม่นึกว่าเด็กอายุแค่นี้จะหัดเป็นขโมย!"
.......
เซิ่งซียังไม่ทันเดินไปถึงประตูห้องอาหาร ก็ได้ยินเสียงก่นด่าของผู้หญิงดังทะลุออกมาจากฝูงชน เธอเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น เห็นคนมุงอยู่ที่หน้าห้องอาหารเป็นกลุ่มทีมงานที่ตามเจียงซือเหยียนวัยห้าขวบ กำลังถูกล้อมอยู่กลางวง ตอนนี้เด็กน้อยใบหน้าซีดเผือด ท่าทางลนลานไม่รู้จะทำอย่างไร
เขากลั้นน้ำตาไว้ พลางอธิบายด้วยท่าทางน่าสงสาร "คุณป้าครับ เหยียนเหยียนไม่ได้ขโมยของของคุณป้านะครับ"
"แกยังกล้ามาแก้ตัวอีกเหรอ? ในห้องฉันมีแต่แกที่เข้าไป นอกจากแกแล้ว ใครจะขโมยสร้อยคอของฉันไปได้? ไอ้เด็กพ่อแม่ไม่สั่งสอน วันนี้ฉันจะสั่งสอนแกแทนพ่อแม่แกซะ!"
นั่นไง ว่าแล้ว
หญิงคนนั้นยกมือขึ้น หมายจะตบลงบนใบหน้าของเจียงซือเหยียน แต่ก่อนที่ปลายนิ้วของเธอจะแตะถูกใบหน้าของเจียงซือเหยียน เซิ่งซีก็พุ่งเข้ามาขวางอย่างรวดเร็ว คว้าข้อมือของหญิงคนนั้นไว้ได้ทัน แล้วพูดเสียงเย็น "คุณป้าคะ ถึงลูกของฉันจะหยิบของของคุณไปจริง คุณก็ไม่มีสิทธิ์ไปทำร้ายร่างกายเขา"
"แกเรียกฉันว่าอะไรนะ?"
หญิงสาวดูจะโกรธมากขึ้น เธอพยายามดิ้นรน บิดข้อมือออกสองสามครั้ง แต่กลับพบว่าแรงจับของอีกฝ่าย แข็งแรงอย่างน่าตกใจ เธอรู้สึกปวดที่ข้อมือขึ้นมา เมื่อพยายามดิ้นเท่าไหร่ก็ไม่หยุด ยิ่งทำให้เธอโมโห
เธอเงยหน้าสบตาเซิ่งซีหมายจะด่า แต่กลับเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยอย่างยิ่ง ทำให้เธอชะงักไปชั่วขณะ "เซิ่งซี ทำไมถึงเป็นคุณล่ะ?"
"ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ คุณหนูซุน"
เซิ่งซีสบัดปล่อยมือ เหลือบมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างเรียบเฉย เดิมทีตั้งใจจะเป็นแค่ตัวประกอบที่ไม่มีตัวตน แต่ไม่คิดว่าเธอจะถูกบังคับให้เดินตามเนื้อเรื่องอยู่ดี ส่วนคนตรงหน้านี้ก็คือ เพื่อนสนิทจอมปลอม ที่มีปัญหากับร่างเดิมตั้งแต่ก่อนถูกไล่ออกจากตระกูล เธอคือซุนรั่วอวี่ ทายาทสาวของกลุ่มบริษัทซุน
"ไม่แปลกใจเลย ที่เด็กคนนี้จะขโมยของ ทำไม? ไอ้แก่ที่อุปการะเธออยู่ไม่ให้เงินแล้วเหรอ ถึงได้มาสอนเด็กให้เป็นหัวขโมยแบบนี้?" ซุนรั่วอวี่หัวเราะเยาะ กอดอกพลางเอ่ยประชดประชัน
"แม่ครับ เหยียนเหยียนไม่ได้ขโมยของ! ป้าคนนี้เป็นคนให้ผมเองนะครับ!"
เมื่อเห็นแม่มาถึง เจียงซือเหยียนรู้สึกแสบปลายจมูกจนแดง น้ำตาไหลออกมาเป็นสาย อย่างห้ามไม่อยู่ เขารีบอธิบายด้วยเสียงสะอื้นอย่างร้อนรน
"ยังจะมาแก้ตัวอีก! ทำไมฉันจะต้องเอาของมีค่าขนาดนั้นให้เด็กที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกด้วย?"
ซุนรั่วอวี่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา เชิ่ดหน้ามองเซิ่งซี พูดประชดประชันด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง "เซิ่งซี เธอนี่สอนเด็กเก่งจริง ๆ สอนให้เด็กขโมยแต่ของมีค่า สร้อยคอเส้นนั้น ฉันประมูลมาจากงานประมูล ราคาสามล้าน ถ้าไม่คืนมา ฉันจะแจ้งตำรวจ"
"หนูน้อย อยากติดคุกพร้อมแม่แกรึไง?" เธอพูดจบก็เบนสายตาเย็นชามองมาที่เจียงซือเหยียน พลางถามด้วยน้ำเสียงกดดัน
"เหยียนเหยียนไม่ได้ขโมยของ..."
เจียงซือเหยียนถอยหลังไปก้าวหนึ่งอย่างไม่รู้ตัว ท่าทางดูหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด
"เหยียนเหยียน บอกแม่หน่อยครับว่าเกิดอะไรขึ้น?"
ต่อหน้าผู้คนมากมาย เซิ่งซีไม่ได้สนใจคำขู่ของซุนรั่วอวี่ แต่กลับย่อตัวลงตรงหน้าเจียงซือเหยียน ใช้ปลายนิ้วเกลียเช็ดน้ำตาให้เขา แล้วถามอย่างจริงจัง
"แม่ครับ เหยียนเหยียนไม่ได้ขโมยของจริงๆนะ ป้าคนนั้นเป็นคนใส่สร้อยคอให้เหยียนเหยียนเอง เหยียนเหยียนคิดว่ามันมีค่าเกินไป ก็เลยเอาไปฝากไว้ที่เคาน์เตอร์โรงแรม ฝากพี่พนักงาน ช่วยคืนให้ป้าคนนั้น..."
เหยียนเหยียนพยายามอธิบายอย่างสุดความสามารถ มองแม่ด้วยสายตาวิตกกังวล กลัวว่าแม่จะไม่เชื่อเขา และคิดเหมือนคนอื่นๆว่าเขาเป็นขโมย ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกน้อยใจกว่าเดิม ดวงตากลมโตแดงก่ำด้วยน้ำตาอีกครั้ง
"แม่เชื่อใจลูกนะ"
ขณะที่น้ำตาของเหยียนเหยียนกำลังจะไหลทะลักออกมาอีกครา เซิ่งซีจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเขา แล้วพูดอย่างจริงจังว่า "แม่เชื่อว่าเหยียนเหยียนไม่ใช่เด็กที่ไม่มีมารยาท"
"แม่...แม่เชื่อใจเหยียนเหยียนเหรอ?"
เจียงซือเหยียนชะงักไปครู่หนึ่ง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ เขาเงยมองไปรอบๆ เห็นสีหน้าแปลกๆของคุณลุง คุณป้าทั้งหลาย แล้วก็มองดวงตาที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่นของแม่ ในทันใดนั้นเขารู้สึกว่าหัวใจถูกเติมเต็มไปด้วยพลัง เขากลืนน้ำลายอย่างลำบากครู่หนึ่ง แล้วลังเลที่จะพูดว่า "แต่...แต่ว่าพวกเขา..."
"ลูกเป็นลูกของแม่ คนที่แม่เชื่อใจที่สุดก็คือลูกนะ"
เซิ่งซีย้ำอีกครั้ง เธอจำได้ว่าในเนื้อเรื่องเดิม เจียงซือเหยียนสร้างความวุ่นวายจนตกน้ำ แล้วก็ขโมยสร้อยคอของคนอื่น หลายครั้งหลายหนจนทำให้เจ้าของร่างเดิมรำคาญ ไม่เพียงแต่ด่าทอลูกชายในช่องถ่ายทอดสด แต่ยังบังคับให้เจียงซือเหยียนคืนสร้อยที่ขโมยมาต่อหน้าคนอื่น ซึ่งเป็นการทำร้ายจิตใจของเด็กอย่างรุนแรง
นับจากนั้น เจียงซือเหยียนก็กลายเป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัว เป็นภาวะออทิซึมอย่างรุนแรง มักจะขังตัวเองอยู่ในห้องไม่ยอมพบใครอีกด้วย…
"แต่...แต่ว่า..."
เมื่อเผชิญกับสายตาที่มองมาอย่างสงสัยรอบด้าน เจียงซือเหยียนยังคงรู้สึกขลาดกลัวอยู่บ้าง รู้สึกว่าแม้แต่การหายใจในตอนนี้ก็เป็นความผิด แต่เขาไม่รู้สึกกลัวอีกต่อไปแล้ว เมื่อได้รับความไว้วางใจจากผู้เป็นแม่เต็มเปี่ยม ส่งผลเขารู้สึกอบอุ่นในใจ ราวกับมีความกล้าที่จะเอาชนะความยากลำบากทั้งหมด
"คือ...คือว่าอาจารย์เซิ่ง ผมเพิ่งโทรไปถามที่ประชาสัมพันธ์ ทางนั้นบอกว่าไม่ได้รับสร้อยครับ" พนักงานถือโทรศัพท์ไว้ พูดออกมาอย่างกล้าๆกลัวๆ
"เซิ่งซี เธอยังจะแสดงละครความรักแม่ลูกอีกหรือไง?"
ซุนรั่วอวี่อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะ เธอเปิดวิดีโอย้อนหลังการถ่ายทอดสด แล้วชูหน้าจอโทรศัพท์ให้ทุกคนดู พูดเสียงเย็นชาว่า
"ในการถ่ายทอดสดได้บันทึกไว้หมดแล้ว หลังจากลูกชายเธอออกมาจากห้องฉัน ในมือมีสร้อยคอเพิ่มมาหนึ่งเส้น หลักฐานชัดเจน เธอจะแก้ตัวอะไรได้อีก ฉันว่าสร้อยคอต้องอยู่ในกระเป๋าลูกชายเธอแน่ๆ"
จบตอน
Comments
Post a Comment