ค่ำคืนอันเงียบสงัดคืนหนึ่ง ‘เสี่ยวซิงซิง’ เด็กหญิงกำพร้าวัย3ขวบ ได้รับภารกิจจากเทียนเต้าเทวดาที่มาเข้าฝันบอกว่าเธอต้องทำภารกิจหยุดยั้งหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้น ทั้งเขายังบอกว่าตนเองเป็นเด็กมีพรสวรรค์ ฉะน้้นภารกิจนี้ต้องสำเร็จแน่นอน! แล้วภารกิจกอบกู้โลกก็ตกเป็นหน้าที่ของซิงซิงวัย3ขวบคนนี้
แต่สิ่งที่ไม่รู้คือความชั่วร้ายนั้นดันก่อขึ้นโดยฝีมือของบิดาและเหล่าบรรดาพี่ๆของเธอน่ะสิ! เด็กหญิงตัวน้อยไม่รู้เลยครอบครัวของมีตัวความชั่วร้ายอะไรแฝงไว้อยู่ และไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรถึงจะทำภารกิจนี้สำเร็จ
แต่เสี่ยวซิงซิงคนนี้จะใช้ความน่ารักและอ่อนโยนของตนหยุดความชั่วร้ายเหล่านั้น ซิงซิงจะปกป้องทุกคนเอง!
บทที่ 1: ทั้งครอบครัวล้วนเป็นตัวร้ายเสียสติ
“พี่ชายคนโตของเธอเป็นนายทุนยักษ์ใหญ่ผู้โหดเหี้ยม หลังจากเข้าควบคุมเส้นทางทางเศรษฐกิจทั้งหมดแล้วเขาก็ทำลายมันทิ้งจนสิ้น”
“พี่ชายคนรองของเธอเป็นนักวิทยาศาสตร์พิการสติเฟื่อง เขาสร้างไวรัสขึ้นมาปล่อยขายจนทำลายล้างมนุษยชาติไปเกือบครึ่งโลก”
“พี่ชายคนที่สามของเธอเป็นอดีตสายลับสุดชั่วร้าย เขาสร้างองค์กรอาชญากรที่น่ากลัวที่สุดขึ้นมาด้วยตัวเอง”
“พี่สาวคนที่สี่ของเธอเป็นดอกบัวทมิฬแสนร้ายกาจและพราวเสน่ห์แห่งวงการบันเทิง ที่สร้างความวุ่นวายให้ทั้งวงการเพื่อมองดูทุกคนทำลายกันเองอย่างไม่เลือกวิธีการ”
“พี่ชายคนที่ห้าของเธอเป็นศัลยแพทย์ผู้งดงามแต่จิตไม่ปกติ ภายใต้หนังแกะที่คลุมไว้เขาเป็นผู้ที่มือเปื้อนเลือด ซึ่งคลั่งไคล้การฆ่าคน”
“พี่ชายคนที่หกของเธอเป็นอันธพาลอัจฉริยะบ้าเลือดในโรงเรียน เขาเคยสร้างคืนนองเลือดที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เคยอยู่”
“ส่วนพ่อของเธอคือทานอสที่ไม่มีความรักความผูกพันกับเหล่าลูกบุญธรรมของตัวเองแม้แต่น้อย คิดแต่เพียงว่าอยากทำลายล้างโลก”
“ตอนนี้ในช่วงที่เรื่องทั้งหมดยังไม่เกิดขึ้น เธอต้องไปขัดขวางพวกเขาไว้”
ซิงซิงน้อยเบิกตากว้าง มองไปทางชายชราหนวดขาวที่ลอยอยู่ตรงหน้าอย่างสงสัย
ในหัวของซิงซิงไม่สามารถเข้าใจข้อมูลจำนวนมากขนาดนี้ได้ ถึงขั้นมีคำศัพท์จำนวนมากที่ไม่รู้ว่าหมายความว่าอะไร
“คุณปู่ อะไรคือนายทุนคะ จะไม่เหยียบฟาฟาน้อยใช่ไหมคะ?”
“อันนี้ซิงซิงรู้ค่ะ คุณป้าผู้อำนวยการเคยสอน”
เด็กน้อยที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมถามจบก็ไม่สามารถเข้าใจคำถามได้ ทั้งยังยกมือเล็กๆที่มีน้ำมีนวลขึ้นมาชี้ไปทางเครายาวของคุณปู่
“คุณปู่ ซิงซิงจะถักเปียเล็กๆให้เองค่ะ!”
เธอเพิ่งเรียนรู้ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าว่าถักเปียให้น้องสาวตัวน้อยอย่างไร ซิงซิงน้อยก็ตื่นเต้นดีใจมากพอเห็นหนวดยาวๆ
เทียนเต้ามองซิงซิงที่ดวงตาเต็มไปด้วยความทึ่มทื่อก็สูดหายใจเข้าลึกๆครั้งหนึ่ง
“ซิงซิงเธอตั้งใจฟังให้ดี เรื่องนี้สำคัญมากจริงๆ…”
ตอนที่เขาพูด หนวดบนคางของเขาก็ขยับไปมา
เจ้าก้อนแป้งที่ราวกับแมวตัวน้อยมุ่งความสนใจทั้งหมดไปที่หนวดบนหน้าของเขา
ปากเล็กๆขบเม้ม ดวงตาเต็มไปด้วยความสนใจ ใบหน้าจ้ำม่ำขาวนุ่มมีเลือดฝาด รูม่านตาสีดำขลับราวกับเปล่งประกายอยู่
เทียนเต้าใจอ่อนยวบทันที “ได้ เอาสิ”
หลังจากนั้นไม่นานเทียนเต้าก็คิ้วกระตุกเมื่อเห็นหนวดขาวของตัวเองกลายเป็นเกลียว โดยที่มีหนังยางพันไว้หลากหลายสีสัน และที่ปลายยังมีดอกไม้เล็กๆติดอยู่ด้วย
ซิงซิงตาหยีหลังจากเอาแผ่นดอกไม้เล็กๆชิ้นสุดท้ายมาติดอย่างมีความสุข
“คุณปู่สวยมากเลยค่ะ! ซิงซิงชอบคุณปู่!”
“โธ่ถัง ซิงซิงน้อยของฉัน!” เทียนเต้าถูกความสุขจู่โจมจนมึนงง ในใจอ่อนยวบราวกับมาร์ชเมลโลว์
“ซิงซิง ฉันยังมีเรื่องมากมายที่ต้องไปจัดการ เส้นทางต่อไปนี้เธอต้องเดินไปคนเดียวแล้ว”
“เธอสามารถใช้พรสวรรค์ของเธอหาพ่อและพวกพี่ของเธอได้”
“จำไว้ว่าหลังจากช่วยชีวิตพวกเขาแล้วต้องหยุดพวกเขาไว้ เข้าใจไหม?”
เทียนเต้าลูบหัวของซิงซิงด้วยความสงสาร
หน้าที่นี้ทั้งหนักหนาและอันตรายมาก
แม้แต่เขาก็ยังไม่เต็มใจจะไปเผชิญหน้ากับปีศาจพวกนั้นเลย
“เป็นคุณพ่อจริงเหรอคะ? ซิงซิงมีพ่อด้วยเหรอคะ! แล้วยังมีพี่ด้วย!?” เจ้าก้อนแป้งเบิกตากว้าง
“แต่ทำไมพวกเขาถึงไม่มาหาซิงซิงล่ะคะ?” ซิงซิงน้อยรู้สึกเศร้า
แต่ไม่นานเธอก็แย้มยิ้มออกมา
“แน่นอนว่าต้องเป็นเพราะพ่อกับพวกพี่ๆยุ่งมากและเหนื่อยมากแน่ๆ เหมือนคุณป้าผู้อำนวยการที่มีเรื่องมากมายต้องทำทุกวัน ดังนั้นเลยไม่มารับซิงซิงกลับบ้าน!”
“รอให้ซิงซิงหาพ่อกับพี่ๆ เจอก่อนจะไปทุบหลังพวกเขาแน่นอน”
พูดจบก็ยกกำปั้นที่มีน้ำมีนวลโบกไปมา
เทียนเต้ารู้สึกว่าหัวใจตัวเองแทบจะละลายแล้ว ทั้งยังรู้สึกปวดใจด้วย
“เรื่องนั้นน่ะซิงซิง บางทีพ่อกับพวกพี่ๆของเธออาจจะไม่ได้เป็นเหมือนที่เธอคิด…”
พวกเขาล้วนเป็นปีศาจร้ายที่ไร้มนุษยธรรมและโหดเหี้ยมอำมหิต!
น่าเสียดายที่ลองมาทุกวิธีแล้วแต่ก็ล้วนไม่มีหนทางที่จะขัดขวางพวกเขาในการทำลายล้างโลก
ซิงซิงคือความหวังสุดท้าย
ซิงซิงน้อยอายุสามขวบครึ่งทั้งอ่อนโยนและบริสุทธิ์ เหมาะสมแล้วที่ซิงซิงจะสามารถทำลายภัยพิบัติทั้งหมดได้
เทียนเต้าลูบหัวเธอพลางพูดอย่างอ่อนโยน
“แต่ไม่เป็นไร ไม่ว่าภารกิจนี้จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ เธอก็จะได้กลับบ้านเร็วๆนี้แน่”
ซิงซิงไม่ใช่คนของที่นี่ ดังนั้นเธอจึงไม่สามารถอยู่บนโลกนี้นานจนเกินไปได้
ตรงหน้าซิงซิงมีแสงอบอุ่นสีทองปรากฏขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกง่วง
เธออยากลืมตามองเพื่อให้เห็นว่าคุณปู่ยังอยู่ใกล้ๆ แต่หลังจากได้กลิ่นหอมหวานก็ผล็อยหลับไป
……
ซิงซิงขยี้ตาลุกขึ้นมาจากเตียง
ข้างนอกเต็มไปด้วยดวงดาว ดูเหมือนเธอจะมีความฝันที่น่าอัศจรรย์
แต่ทันใดนั้นในสมองของเธอก็มีหลายสิ่งปรากฏขึ้นมาราวกับมันเป็นของเธอมาตั้งแต่ต้น
ตัวอย่างเช่น…
เธอมองไปนอกหน้าต่าง เสียงของเด็กน้อยที่สะลึมสะลือตื่นขึ้นมาพึมพำกับตัวเอง…
“เจ็ดดาวสังหารจะกลายเป็นดาวฉิงหยางและถัวหลัวที่สร้างภัยพิบัติ…หืม?”
ซิงซิงน้อยปิดปากตัวเองอย่างสงสัย
นี่คือสิ่งที่เธอพูดออกมาเหรอ?
แต่ตอนที่ในหัวเล็กๆของเธอยังไม่ทันคิดได้อย่างชัดเจนว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น เธอก็ลุกขึ้นมาด้วยความตื่นตระหนก
เป็นพี่หก! เธอจะต้องไปหาพี่หก!
ซิงซิงขยับไปที่ขอบเตียง ขาสั้นๆทั้งสองข้างขยับก่อนจะกระโดดลงไปจากเตียงอย่างระมัดระวัง
ยังดีที่ไม่ได้เสียงดังจนพวกเพื่อนๆตัวน้อยตื่นขึ้นมา
ข้างนอกค่อนข้างมืด ซิงซิงน้อยจึงรู้สึกกลัวอยู่บ้าง
แต่เมื่อนึกถึงพี่ชายเธอก็ไม่กลัวแล้ว!
เธอมีพี่ชายเหมือนกัน! คุณปู่ในฝันต้องไม่โกหกเธอแน่!
ในหัวเล็กๆของเจ้าก้อนแป้งน้อยคิดอย่างเรียบง่าย เธอต้องการปกป้องคุณพ่อ และพวกพี่ชายพี่สาว
เท้าเล็กๆเจ้าเนื้อลากไปตามข้างเตียง ยัดเข้าไปในรองเท้า ก่อนจะนำผ้าคลุมไหล่มาคลุมตัวและไปเปิดประตูห้อง
ไม่รู้ทำไมเธอถึงรู้ว่าตัวเองต้องเดินไปทางไหน
ในคืนที่มืดมิดคุณป้าผู้อำนวยการที่เธอกลัวที่สุดหลับไปแล้ว เมื่อลมเย็นยะเยือกหอบหนึ่งพัดเข้ามา เจ้าก้อนแป้งนุ่มนิ่มก็รู้สึกกลัว
แต่พี่หกตกอยู่ในอันตราย พี่ชายต้องรู้สึกกลัวมากกว่าแน่!
คิดแบบนี้แล้วซิงซิงก็กำหมัดเล็กๆ และเริ่มวิ่งเตาะแตะออกไป
……
ในตรอกลึก เด็กหนุ่มที่อยู่ในเงาสลัวเงยหน้าขึ้น
เมื่อเผชิญหน้ากับคนที่ถือไม้เอาไว้ด้วยท่าทางดุดัน เขาก็ยกมือขึ้นเล็กน้อย ปลายนิ้วเรียวดึงซิปของชุดนักเรียนให้คลายออก
เมื่อลมพัดเข้ามาปะทะเข้ากับเสื้อยืดสีขาวภายใต้เสื้อคลุม ก็เห็นโครงเส้นกล้ามเนื้อหน้าท้องเรียงตัวสวย
รอยสักบนแขนของเด็กหนุ่มดูเหมือนงูพิษที่พันอยู่ ซึ่งดูไม่เข้ากับใบหน้างดงามมีเสน่ห์เท่าไรนัก
เสียงแหบเล็กน้อยพูดอย่างไม่ใส่ใจ
“นานมากแล้วที่ไม่ได้ถูกต้อน…พวกนายใครจะเข้ามาก่อน?”
“ไอ้เด็กนี่มันบ้าไปแล้วมั้ง!”
“ฮ่าฮ่า ไอ้เด็กเหลือขอรู้จักแสดงซะด้วย แต่อีกเดี๋ยวก็จะรู้จักคุกเข่าขอชีวิตเอง”
“พวกเราลุย!”
พวกผู้ชายที่โตแล้วโบกไม้พุ่งเข้าไปหาเด็กหนุ่มที่อยู่ในมุมมืด
พวกเขารับเงินมาเพื่อแลกกับการทำงานให้ วันนี้อย่างน้อยก็ต้องหักแขนหรือขาสักข้างของเจ้าเด็กนี่ให้ได้
เด็กหนุ่มเลียริมฝีปากและแตะที่มีดพับผีเสื้อ
นี่เป็นมีดใหม่ที่เพิ่งได้มา เขายังไม่ทันลับให้คมจึงกำลังอยากลองอยู่พอดี
ชายคนแรกฟาดท่อนเหล็กยาวลงมา พลางหัวเราะออกมาเบาๆด้วยเสียงแหบๆ
เด็กหนุ่มพลันยกแขนขึ้นมา ทันใดนั้นประกายแสงก็ส่องผ่านความมืดมิดออกไป!
ตอนที่ปลายมีดคมกำลังจะแทงเข้าไปที่เส้นเลือดใหญ่ของชายคนนั้น เด็กหนุ่มก็เหลือบไปเห็นร่างเล็กๆจากหางตา
ไม่รู้ว่าทำไมหัวใจของเขาจึงเต้นระรัวอย่างรุนแรง
[1] นายทุนยักษ์ใหญ่ภาษาจีนคือ ต้าไฉฟา ‘ต้า’ แปลว่า ‘ใหญ่’ ‘เสี่ยว’ แปลว่า ‘เล็ก’
บทที่ 2: พี่ชายอย่าฆ่าคน
“พี่ชาย ซิงซิงมาปกป้องพี่แล้ว!”
เสียงสะอื้นของเด็กตัวน้อยดังขึ้นมา
ราวกับความมืดมิดขุ่นมัวถูกทำลายด้วยความอ่อนโยนของแสงแห่งดวงดาว และความอ่อนนุ่มก็ตกลงมาที่ปลายหัวใจ
ดังนั้นกลุ่มคนจึงอดหันไปมองตามเสียงไม่ได้
เจ้าก้อนแป้งน้อยตัวกลมเหมือนแมวตัวหนึ่ง แม้แต่เสียงก็ยังเหมือน
ท้องฟ้ามืดแล้วจึงเห็นใบหน้าไม่ชัดเจน สิ่งเดียวที่เห็นคือดวงตาทั้งสองข้างที่กลมโตเป็นประกาย ราวกับอัญมณีบริสุทธิ์ที่สุดในโลก
ทำไมกลางดึกแบบนี้เจ้าก้อนแป้งตัวน้อยจึงมาปรากฏตัวที่นี่ได้?
หรือหลงทางมา?
เซี่ยจื่ออวี้กำลังตกตะลึง ทว่าชายด้านข้างก็เรียกสติกลับมาได้แล้ว และยกไม้ขึ้นมาฟาดไปที่หัวของเขา!
ดวงตาของเขามืดครึ้มทันที
เขาหาช่องว่างแล้วก้มตัวลงเล็กน้อย จึงผ่านมาได้ราวกับปลาตัวหนึ่ง
หลังจากนั้นก็ตรงไปทางก้อนแป้งน้อย!
ซิงซิงเห็นเซี่ยจื่ออวี้พุ่งเข้ามา โดยที่ข้างหลังยังมีชายหลายคนท่าทางดุร้ายตามมาด้วยก็ทนต่อไปไม่ไหว!
ความกล้าที่รวบรวมมาอย่างยากลำบากสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอยราวกับลูกบอลถูกปล่อยลม เธออ้าปากน้ำตาร่วงเผาะลงมา…
“แง…ฮือฮือ หืม?”
เสียงร้องไห้อันนุ่มนิ่มถูกกดลงไปในอ้อมกอดร้อนผ่าว
ตรงหน้าซิงซิงน้อยมืดลงในขณะที่ข้างหลังรู้สึกอ่อนนุ่ม
ตอนนี้เด็กน้อยกำลังถูกเด็กหนุ่มสูงหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตรกอดไว้ในอ้อมกอด
ที่หางตายังมีน้ำตารื้นอยู่ ซิงซิงรู้สึกกลัวเล็กน้อย แต่ก็ยื่นมือออกไปคว้าสิ่งที่อยู่ใกล้มือที่สุด…
ซึ่งก็คือหูของเซี่ยจื่ออวี้
ราวกับถูกอุ้งเท้าแมวตัวน้อยอันนุ่มนิ่มจับ เซี่ยจื่ออวี้พลันตัวสั่น ลำคอส่งเสียงหัวเราะแหบพร่าออกมา
“เป็นครั้งแรกเลยแฮะที่ได้ยินว่ามีคนจะปกป้องฉัน ยัยแมวน้อยหลงทางมาจากไหนล่ะเนี่ย?”
ในที่สุดซิงซิงน้อยก็เห็นพี่หกได้อย่างชัดเจน
ภายใต้แสงจันทร์ คิ้วของเซี่ยจื่ออวี้ละเอียดอ่อนดูดุดัน หางตาชี้ขึ้นเล็กน้อยทำให้นึกถึงดอกท้ออ่อนๆ
แต่สันกรามคมของเขากลับให้ความรู้สึกโหดเหี้ยมอย่างอธิบายไม่ถูก
ซิงซิงพูดไม่ออกว่ารู้สึกยังไง เด็กน้อยตกตะลึงไปครู่หนึ่ง…
พี่ชายดูดีกว่าดาราที่เห็นในโทรทัศน์มากเลย!
สมกับเป็นพี่ชายของเธอจริงๆ!
แต่ซิงซิงน้อยที่ใบหน้าแดงก่ำยังไม่ทันเรียกพี่ชาย ก็เห็นว่าข้างหลังของเซี่ยจื่ออวี้มีพวกชายที่ถือไม้ไล่ตามมาอย่างดุร้าย!
พวกเดนตายพวกนี้ไม่สนใจว่าที่นี่จะมีเด็กน้อยอยู่ด้วยเลย
สายตาเห็นว่าหลังคอของเซี่ยจื่ออวี้กำลังจะถูกไม้ฟาด ซิงซิงพลันเบิกตากว้างร้องอย่างตกใจ…
“พี่ชาย!”
เซี่ยจื่ออวี้ที่กอดเธอไว้กลับหัวเราะเสียงเบาแล้วก้าวไปด้านข้าง เสียงแหบน่าฟังดังขึ้นข้างหู
“หลับตาแล้วนับเลขถึงสามสิบ”
ซิงซิงเป็นเด็กดีมาโดยตลอด เมื่อเธอได้ยินก็รีบหลับตา
ในดวงตาที่มีน้ำตาคลออยู่ตอนนี้ปิดลง น้ำตาทั้งสองสายจึงถูกบีบลงมาบนใบหน้าจ้ำม่ำดูน่าสงสาร
“ฮือ…หนึ่ง!”
ซิงซิงที่กำลังกลัวตัวสั่นเทาเอ่ยเสียงสั่นเครือ เสียงของเด็กน้อยมีพลังอยู่บ้าง ทำให้คนที่ได้ยินใจอ่อนยวบ
“สอง!”
ซิงซิงหลับตาแน่นจนใบหน้ายับย่น เอ่ยนับเลขไปทั้งยังสะอึกสะอื้น
“ไอ้เด็กเวรนี่เป็นอะไร…”
“เวรเอ๊ย มันมีมีด!”
เสียงตะโกนของชายคนหนึ่งดังมาเข้าหู เสียงของซิงซิงน้อยก็ยิ่งสั่นไหว
เธอไม่เคยพบเจอเรื่องที่น่ากลัวขนาดนี้มาก่อน อีกทั้งลมกลางคืนยังหนาวและที่นี่ยังมืดด้วย
“สาม!”
แต่เธอก็ยังรวบรวมความกล้านับเลขต่ออย่างแน่วแน่
เพราะแขนที่กอดเธอไว้แน่นทำให้เธอพิงกับหน้าอกราวกับเป็นกำแพง ซึ่งมันดูเหมือนจะช่วยกีดกันสิ่งน่ากลัวพวกนั้นออกไปหมด
ขอแค่นับจบพี่ชายก็จะชนะใช่ไหม?
ซิงซิงพยายามอดทนไม่สะอื้น และนับเลขเร็วกว่าเดิม
เธอรู้สึกเหมือนตัวเองนั่งอยู่บนรถที่โคลงเคลงอยู่ตลอด
บางครั้งก็มีเสียงก่นด่าและเสียงร้องโหยหวนดังขึ้น มีเพียงพี่ชายของเธอที่ไม่ส่งเสียงเลย
“ยี่สิบเก้า…สามสิบ!”
เมื่อเสียงของเด็กน้อยที่กำลังสะอื้นจบลงก็ราวกับสามารถเอาชนะฝันร้าย เธอตื่นเต้นดีใจจนอยากฉลองขึ้นมา
เซี่ยจื่ออวี้ที่กำลังจะแทงลงไปยังบางแห่งถึงกับสั่นสะท้าน!
ดวงตาทั้งสองข้างที่ดุร้ายกระจ่างชัดขึ้นเพราะเสียงอันอ่อนโยนนี้
มีดในมือของเขาหยุดห่างจากคอของชายคนหนึ่งสามเซนติเมตร
หลังจากได้ยินคำว่า ‘สามสิบ’ ก็เกิดความเงียบขึ้นสองวินาที หลังจากนั้น…
“แง…”
ซิงซิงน้อยที่ลืมตาขึ้นมาพลันเห็นเลือดอยู่บนพื้น!
ทั้งยังมีเหล่าชายฉกรรจ์ที่ถูกผลักไปกองรวมกันโดยไม่สามารถมองเห็นใบหน้าได้อย่างชัดเจน!
หลังจากนั้นพี่ชายของเธอก็กำลังจะแทงมีดใส่เขา!
ภาพที่น่ากลัวเป็นอย่างมากนี้ทำให้จิตใจของเจ้าก้อนแป้งน้อยในวัยสามขวบครึ่งว่างเปล่า
เซี่ยจื่ออวี้ขมวดคิ้ว
เขาเกลียดเด็กโดยเฉพาะเด็กที่ร้องไห้
ดังนั้นเขาจึงไม่แทงลงไป
และเช็ดมือเปื้อนเลือดบนตัวของชายที่อยู่บนพื้น ก่อนจะหันกลับมาและยืนขึ้น
“อย่าร้อง” เสียงของเขาฟังดูอดกลั้นอยู่บ้าง “ทั้งหมดเป็นแค่ซอสมะเขือเทศ”
เด็กโดนหลอกได้ง่าย หลังจากเขาพูดจบมือเล็กๆก็ปิดปากและไม่ร้องอีก
เงียบแล้ว
เซี่ยจื่ออวี้กอดเจ้าก้อนแป้งน้อย เดินออกไปจากตรอกทีละก้าว
ดวงดาวบนฟ้าดูระยิบระยับ วิถีโคจรเคลื่อนตัวไปเล็กน้อย
เดิมทีนี่เป็นการฆ่าคนครั้งแรกของเขา
หลังจากนั้นก็จะยิ่งโหดร้ายและค่อยๆถูกชะตากรรมผลักเข้าสู่หุบเหวแห่งการเข่นฆ่า
แต่เป็นเพราะซิงซิง มีดนี้ของเขาจึงไม่ได้แทงลงไป
……
ซิงซิงน้อยที่หลอกง่ายเชื่อคำพูดของพี่ชายทันที
มือเล็กตบที่หน้าอก เธอถามอย่างจริงจัง
“พี่ชายชนะไหมคะ?”
ตอนนี้เซี่ยจื่ออวี้เดินมาอยู่ใต้แสงไฟหน้าถนนใหญ่พอดี จึงก้มลงมองดูเจ้าก้อนแป้งในอ้อมกอด
กลายเป็นแมวน้อยไปแล้วจริงๆ ใบหน้าล้วนเต็มไปด้วยคราบน้ำตา ขนตาอ่อนนุ่มเปียกชื้น และม่านตาสีดำทำให้ดูอ่อนโยน
“ชนะ” เซี่ยจื่ออวี้พูดเสียงต่ำ
แววตาของเขามืดสลัวในความมืด มองเธอด้วยสายตาที่ไม่เหมือนมองคน
ซิงซิงน้อยกลับไม่ได้ถูกความรู้สึกแปลกๆนี้ทำให้ตกใจกลัว เธอยิ้มขึ้นมาอย่างมีความสุข
“งั้นก็ดีแล้วค่ะ!”
เซี่ยจื่ออวี้ดุนฟันกราม
แปลกจริงๆ มีเด็กที่ไม่ถูกเขาทำให้ตกใจกลัวจนร้องได้ทั้งยังยิ้มให้เขาด้วยเหรอ?
“บ้านเธออยู่ไหน?”
เขาที่ไม่เคยทำเรื่องดีอะไรตอนนี้กำลังจะไปส่งเด็กหลงทางกลับบ้าน
ถ้าพวกน้องเล็กมาเห็นเข้า เขาที่เป็นพี่ใหญ่จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
ซิงซิงตอบอย่างว่าง่าย “หนูชื่อซิงซิงอยู่บนหลานเทียน…”
ทันใดนั้นเธอก็คิดอะไรขึ้นได้จึงรีบปิดปาก!
ไม่สิ เธอมาหาพี่ชายนี่ ถ้าถูกส่งกลับไปที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าหลานเทียน แล้วจะปกป้องพี่ชายพี่สาวและคุณพ่อได้ยังไง!
ยิ่งไปกว่านั้นเธอก็ไม่ชอบที่นั่นด้วย…
“ซิงซิง ซิงซิงไม่มีบ้าน!”
นี่ไม่ถือว่าโกหก ก่อนหน้านี้เธอก็เป็นเด็กกำพร้าอยู่แล้ว
พูดประโยคหลังจบอย่างมั่นใจ เธอก็โน้มตัวไปข้างหน้ากอดคอของเซี่ยจื่ออวี้ไว้
ใบหน้าจ้ำม่ำของเด็กกดลงบนคอของเด็กหนุ่มจนรู้สึกนุ่มนิ่มและอบอุ่น
“บ้านของพี่ชายก็คือบ้านของซิงซิง!”
เซี่ยจื่ออวี้ไม่เคยชินกับการสัมผัสที่ใกล้ชิดขนาดนี้ จึงขมวดคิ้วและเอนตัวไปข้างหลัง
ซิงซิงตกใจ
เด็กน้อยมีความรู้สึกไว ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าพี่ชายไม่ชอบ
เธอปล่อยมือที่โอบคอของพี่ชาย มือเล็ก ๆ วางไว้ที่อกประสานนิ้วอย่างน้อยใจ
เธอชอบพี่ชาย แต่ทำไมพี่ชายไม่ชอบเธอจนถอยห่างล่ะ
น้ำตาไหลออกมาช้า ๆ แต่ไม่กล้าร้องไห้ จึงทำได้แค่เม้มปากและอดกลั้นเอาไว้
เซี่ยจื่ออวี้ตกใจ นิ้วที่ถือมีดลูบอยู่สองครั้งก่อนจะยื่นออกไปอย่างงุ่มง่าม และจิ้มที่แก้มจ้ำม่ำของซิงซิงน้อย
“อย่าร้อง บ้านเธออยู่ที่ไหน ไม่งั้นฉันจะพาเธอไปทิ้งนะ”
เซี่ยจื่ออวี้สาบานได้ว่าตัวเองกำลังเกลี้ยกล่อมเด็กจริง ๆ แต่เด็กน้อยกลับใกล้จะร้องไห้อยู่รอมร่อ
ไม่อยากพูดมากเลยให้ตายสิ
เจ้าก้อนแป้งน้อยย่นจมูก ที่ปลายจมูกแดงเรื่อและขยับไม่หยุด
“บ้าน ของ พี่ชาย ก็คือ บ้าน ของซิงซิง ฮือฮือ…”
เซี่ยจื่ออวี้ “…”
นี่ถูกแมวน้อยตัวนี้แกล้งชนแล้วมาเรียกร้องค่าเสียหายใช่ไหม?
เพราะสนใจเลยหยิบมาลูบนิดหน่อย แต่กลับสะบัดทิ้งไม่ได้แล้วเหรอ?
เขาถอนหายใจหนักหน่วงออกมา อุ้มเจ้าก้อนแป้งน้อยไปยังสถานที่ที่เขาอาศัยอยู่
พรุ่งนี้เช้าค่อยพาเด็กคนนี้ไปส่งแล้วกัน
บทที่ 3 ลูกสาวของพี่อวี้ อันธพาลประจำโรงเรียน
ยังไม่ทันเดินไปถึงที่พัก เขาก็รู้สึกได้ถึงน้ำหนักบนไหล่
เด็กน้อยหลับไปแล้ว
นอนฟุบอย่างนุ่มนวลบนไหล่ของเขาราวกับซาลาเปาร้อนลูกหนึ่ง
นุ่มนิ่ม อ่อนโยน ไร้ความระแวดระวังเหมือนสัตว์ตัวน้อย
จิ๊ น่ารำคาญจริง ๆ
แมวน้อยที่ยังไม่สามารถแยกแยะดีชั่วได้ กล้าดียังไงมาแกล้งชนเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายกับเขาที่ดูแล้วไม่ใช่คนดี?
นิ้วเรียวยาวยังเปื้อนเลือด เซี่ยจื่ออวี้ยกมือขึ้นเล็กน้อยด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก คิดจะคว้าหลังคอเสื้อของเด็กน้อยเพื่อทำให้เธอตื่น
แต่ตอนที่นิ้วมือเพิ่งแตกที่เสื้อ เจ้าก้อนแป้งน้อยก็ขยับตัวขยุกขยิก
ใบหน้าจ้ำม่ำมีเส้นโค้งน่ารักกดทับอยู่บนไหล่ของเขา
ปากยังถูกกดจนบุ้ยขึ้นมา เอ่ยเสียงพึมพำแผ่วเบาที่ไม่เข้าใจความหมาย ราวกับลูกสัตว์ที่รู้สึกถึงความปลอดภัยอย่างถึงที่สุด
นิ้วของเซี่ยจื่ออวี้ชะงักไป อดไม่ได้ที่จะก้มหัวลงไปใกล้
และได้ยินเสียงเธอเรียกหา “พี่ชาย”
โดยที่การออกเสียงยังไม่ชัดเจนนัก
“ใครเป็นพี่ชายเธอ” เขาเอ่ยเสียงเบา
แน่นอนว่าเด็กน้อยไม่ตอบเขา แต่มุมปากกลับยกขึ้นราวกับฝันดีอะไรอยู่
เด็กหนุ่มเจ้าปัญหาที่ทั้งร่างเต็มไปด้วยบรรยากาศดุดันสุดท้ายก็ปล่อยมือลง
มือที่อุ้มเจ้าก้อนแป้งน้อยกระชับแน่น สีหน้าของเขาดูสงสัยอยู่บ้าง แต่การกระทำกลับยิ่งอ่อนโยน
ตัวเล็กเกินไป นุ่มนิ่มเกินไปจนรู้สึกว่าแค่บีบเบา ๆ ก็คงตายแล้ว
เซี่ยจื่ออวี้เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
เขามีบาดแผลที่เอวซึ่งเด็กน้อยไม่รู้ และเขาก็ไม่ได้บอก
แต่เลือดกลับไหลอยู่ตลอดจึงจำเป็นต้องรีบกลับไปจัดการเสียหน่อย
เขาอุ้มเด็กน้อยเดินไปที่มุมหนึ่ง เมื่อมาหยุดตรงหน้าบ้านของเขา เซี่ยจื่ออวี้กลับหยุดฝีเท้า
ทันใดนั้นท่าทีของเขาก็เปลี่ยนไป ซึ่งมันไม่น่าดูเป็นอย่างมาก
เจ้าก้อนแป้งในมือกลายเป็นเผือกร้อนทันทีจนเขาแทบอยากจะโยนเด็กคนนี้ทิ้ง!
“แม่เจ้า! พี่อวี้กลับมาแล้ว!”
“พี่อวี้ ได้ยินว่ามีคนมารุมตีพี่…พี่อุ้มอะไรมาน่ะ?”
“พี่บาดเจ็บนี่ รีบจัดการดีกว่าไหมครับ เฮ้ย?”
ปลายเสียงของทุกคนล้วนเปลี่ยนไปเป็นตกใจ
พวกเขามองไม่ผิดใช่ไหม! นั่นมันเด็ก!
พี่อวี้ผู้โหดเหี้ยมของพวกเขาที่ทั้งตัวเต็มไปด้วยเลือด กำลังอุ้มเด็กอยู่งั้นเหรอ?
สีหน้าของหลี่หยวน ผู้ที่เดินนำมาดูน่าเกลียดเป็นอย่างมาก เขารีบสาวเท้ายาว ๆ เข้ามาหา
“พี่อวี้ ผมรู้ว่าพี่ไร้ความปรานี แต่คิดไม่ถึงว่าแม้แต่กับเด็กก็ยัง…”
หลี่หยวนมองใบหน้าผุดผ่องของเด็กน้อยที่ดูมีชีวิตชีวา อีกทั้งมุมปากยังยกขึ้นในขณะที่หลับสนิท
หลี่หยวนถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่สีหน้ากับยิ่งช็อก
พี่อวี้เสียสติไปแล้วหรือ? อุ้มเด็กมาเนี่ยนะ?
สีหน้าของเซี่ยจื่ออวี้ที่มองลูกน้องของตัวเองมืดครึ้ม เห็นอีกฝ่ายมีสีหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปไม่จบไม่สิ้น
เขาราวกับสามารถได้ยินเสียงซีพียูของหลี่หยวนกำลังหมุนประมวลบางอย่างด้วยความบ้าคลั่งจนเกิดประกายไฟ
สุดท้ายก็หมุนเสร็จสิ้น
ทันทีที่หลี่หยวนตระหนักได้ก็มีสีหน้าเลื่อมใส
“สมแล้วที่เป็นพี่อวี้ ลูกสาวโตขนาดนี้แล้ว!”
เซี่ยจื่ออวี้ “…”
เซี่ยจื่ออวี้ “ไสหัวไป”
เจ้าก้อนแป้งน้อยในอ้อมกอดถูกเสียงดังทำให้ตื่นขึ้นมา ดวงตาลืมขึ้นอย่างสะลึมสะลือ
ซิงซิงน้อยไม่เข้าใจว่าทำไมพอตัวเองลืมตาขึ้น ข้างตัวถึงมีพี่ชายมากมายถึงเพียงนี้
แต่ละคนล้วนดูดุดัน
เจ้าก้อนแป้งขนตาสั่นระริก ซิงซิงเช็ดน้ำลายที่มุมปาก มือเล็กจับที่คอเสื้อของเซี่ยจื่ออวี้อย่างระมัดระวัง พลางใช้เสียงกระซิบถามข้างหูเซี่ยจื่ออวี้
“พี่ชาย พวกเขาเป็นใครเหรอคะ?”
ใบหน้าด้านข้างของเซี่ยจื่ออวี้ถูกเด็กน้อยทำให้คันยุบยิบ จนอดไม่ได้ที่จะมีความคิดร้าย ๆ ขึ้นมา
“คนพวกนี้ล้วนเป็นพวกที่จับเด็กไปขาย ฉันกำลังจะเอาเธอไปขายแล้ว”
เขาขู่เด็กเสียงเบาโดยที่ตัวเองล้วนไม่ทันสังเกตว่าท่าทางของจนอ่อนโยนมากจริง ๆ
จนทำให้การแสดงออกบนใบหน้าของลูกน้องทั้งสามคนรวมถึงหลี่หยวนบิดเบี้ยว
ราวกับเห็นวิญญาณร้ายที่ลับหลังกลับเป็นทาสแมว
แน่นอนว่าย่อมเป็นธรรมดาที่ซิงซิงน้อยจะไม่ถูกเซี่ยจื่ออวี้ทำให้ตกใจกลัว
“ซิงซิงไม่ใช่เด็กแล้ว ซิงซิงอายุสามขวบครึ่งแล้ว!”
ดวงตาของเธอโค้งงอ พลางยื่นนิ้วสั้น ๆ ออกมาสามนิ้ว นับทีละนิ้วจากด้านซ้าย
“ดังนั้นพี่ชายหลอกหนูไม่ได้หรอก”
เธอนับเสร็จก็คิดอะไรได้ ใบหน้าเล็กยับย่นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
“พี่ชายอุ้มหนูมานานขนาดนี้แล้วไม่เหนื่อยเหรอคะ? ซิงซิงเดินเองได้นะ!”
เห็นได้ชัดว่ายังมีอาการง่วงนอนอยู่ แต่เด็กน้อยกลับเงยหน้าพิจารณาพี่ชายที่เพิ่งรู้จักอย่างละเอียด
ดวงตาของเธอใสกระจ่างและอ่อนโยนราวกับเป็นดวงดาวบนท้องฟ้าจริง ๆ
“เธอชื่อซิงซิงเหรอ?” เซี่ยจื่ออวี้ถาม
ซิงซิงพยักหน้าอย่างมีความสุข “ใช่ค่ะ!”
การเคลื่อนไหวของเด็กน้อยกระทบบาดแผลข้างเอวของเขา จนเซี่ยจื่ออวี้ลูกกระเดือกขยับเล็กน้อยแต่ไม่ได้แสดงท่าทีออกมา
เขาพยายามไม่สนใจลูกน้องทั้งสามคนด้านข้างที่มองมาด้วยสายตาแปลกประหลาด ก่อนจะก้าวยาว ๆ เข้าไปในบ้าน
จากนั้นก็ใช้ผ้าห่มบนโซฟาห่อตัวซิงซิงไว้จนเธอกลายเป็นซูชิม้วน
“เธอเป็นเด็กดีแล้วเข้านอนซะ พรุ่งนี้ฉันจะไปส่งเธอกลับบ้าน” เซี่ยจื่ออวี้วางซิงซิงที่อยู่บนมือของเขาลงบนโซฟาอย่างนุ่มนวล
ซิงซิงรู้สึกง่วง แต่เมื่อได้ยินคำพูดนี้ก็ร้อนรนขึ้นมา
“พี่ชาย บ้านของพี่ชายก็คือบ้านของซิงซิงค่ะ!”
เซี่ยจื่ออวี้ไม่ได้พูดอะไร เมื่อพิศมองเจ้าตัวน้อยที่อยู่ใต้แสงไฟกลับพบว่าเธอดูสวยมาก
เด็กที่เป็นเน็ตไอดอลพวกนั้นยังไม่ได้หนึ่งในหมื่นส่วนของซิงซิงเลย
ที่สำคัญที่สุดคือเขามีความรู้สึกคุ้นเคยอย่างอธิบายไม่ถูก
แต่คุ้นเคยจากที่ไหนเขาก็บอกไม่ได้ ไม่นานความรู้สึกนั้นก็หายไป เพราะเขาเสียเลือดมากเกินไปจนรู้สึกเวียนหัว
“เธอรีบนอนซะ” เสียงของเขาอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ซิงซิงน้อยที่เมื่อรู้สึกความอบอุ่นของผ้าห่มก็เริ่มง่วงนอนและกำลังเคลิ้ม ทั้งยังได้ยินเสียงของพี่ชายอีก
ไม่นานเด็กน้อยก็ถูไถกับผ้าห่มก่อนจะผล็อยหลับไป
……
แชะ!
หลี่หยวนที่ตกใจจนพูดไม่ออก รู้สึกชาหนึบจนต้องจุดบุหรี่
เป็นครั้งแรกที่เห็นพี่อวี้เป็นแบบนี้ เขารู้สึกว่าตัวเองต้องสงบจิตสงบใจเสียหน่อย
แต่วินาทีต่อมาปลายนิ้วเรียวยาวเปื้อนเลือดแห้งกรังก็ยื่นมาดับบุหรี่ที่หลี่หยวนคาบไว้
เซี่ยจื่ออวี้หันไปหาหลี่หยวนแล้วเอ่ยอย่างเย็นชา “ที่นี่มีเด็ก”
หลี่หยวนตะลึงจนตาค้าง “ครับ ครับ ขอโทษครับพี่อวี้”
เขายังเรียกสติกลับมาจากข่าวที่ว่า ‘พี่ใหญ่ของพวกเขามีลูกสาวแล้ว’ ไม่ได้ จึงจ้องมองไปทางก้อนแป้งน้อยที่หลับไปแล้วตรง ๆ
ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่เคยเห็นเด็ก แต่เพิ่งเคยเห็นเด็กที่หน้าตาสะสวยแบบนี้ครั้งแรก
ขนตายาวเหมือนตุ๊กตา ใบหน้าเล็กมีน้ำมีนวลทำให้คนห้ามใจไม่ให้หยิกไม่ไหว
เซี่ยจื่ออวี้ใช้สายตาราวกับมองขยะมองไปทางพวกลูกน้องของเขา ส่งเสียงเย็นชาอย่างไม่ชัดเจนออกมาเสียงหนึ่งและถอดเสื้อผ้าออก
บนร่างล่ำสันสมบูรณ์แบบของเด็กหนุ่ม บาดแผลที่เอวยังคงมีเลือดไหลอยู่
ในที่สุดกลิ่นคาวเลือดก็ทำให้พวกลูกน้องทั้งสามคนตั้งสติได้ รีบส่งกล่องยาและเทน้ำลงไปอย่างเอาใจใส่
หลี่หยวน “พี่อวี้ พวกเราได้รับข่าวช้า ไอ้เจ้าพวกนั้น…”
“ฉันรู้” เซี่ยจื่ออวี้ออกแรงเช็ดบาดแผลจนทำให้ริมฝีปากซีดเพราะความเจ็บปวด “เพราะอย่างนั้นฉันถึงเอามีดติดตัวไปด้วย”
“บาดแผลนี้ฉันต้องเอาคืนแน่”
เขาไม่ได้บอกว่าเมื่อครู่ตัวเองถูกฟาดหัวจนเกือบพลั้งมือฆ่าคน
ตอนนี้มานึกดูแล้วแม้จะไม่ได้หวาดกลัว แต่เขากลับยังรู้สึกโล่งอก
ไม่รู้ว่าเพราะตัวเองหรือเพราะเจ้าก้อนแป้งน้อยกันแน่
หลี่หยวนสังเกตท่าทีของเซี่ยจื่ออวี้ เห็นว่าเขาไม่อยากพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้มากนัก
เขากระแอมออกมาครั้งหนึ่งก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“พี่อวี้ ลูกสาวพี่ แม่ของเธอคือ…”
เซี่ยจื่ออวี้คิ้วกระตุก ยื่นมือไปบีบคอหลี่หยวน
“ไม่ใช่ลูกสาวฉัน” เซี่ยจื่ออวี้มีสีหน้าเย็นชา แต่จากนั้นหว่างคิ้วที่ขมวดอย่างไม่สบอารมณ์ก็คลายลงเล็กน้อย ความรู้สึกเหนื่อยล้ายิ่งแพร่กระจายไปทั่ว
“เก็บได้บนถนน พรุ่งนี้จะพาไปส่งที่สถานีตำรวจ”
พูดจบเขาก็เดินไปทางโซฟา ปล่อยให้ความเหนื่อยล้าถาโถมใส่ตัวเอง “ออกไปได้แล้ว”
หลี่หยวนลูบคอตัวเองด้วยสายตาแปลก ๆ
เซี่ยจื่ออวี้จะไปส่งเพื่อนตัวน้อยที่หลงทางกลับบ้าน เป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผลพอ ๆ กับการให้หลี่หยวนสวมกระโปรง
แต่พี่อวี้ออกปากแล้วพวกเขาก็ไม่กล้าถามให้มากความ
พวกลูกน้องเดินออกไป ในห้องรับแขกจึงเงียบลงทันที
แต่บรรยากาศดูมีชีวิตชีวาอยู่บ้างเพราะเจ้าตัวเล็กนี่
เซี่ยจื่ออวี้ขมวดคิ้วมองไปทางเจ้าก้อนแป้งน้อยที่ยึดโซฟาไป เห็นเธอนอนหลับสนิทเขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกง่วงขึ้นมา
ในขณะที่ความคิดของเขาค่อย ๆ เฉื่อยชาลง ภายนอกก็มีเสียงหวีดสั้นดังขึ้นมาเสียงหนึ่งอย่างกะทันหัน
เซี่ยจื่ออวี้แทบจะกระโดดลงมาจากโซฟาในทันที
ดวงตาแดงก่ำทั้งสองข้างของเขาวาวโรจน์อย่างดุร้ายขึ้นมาในความมืด
เขารีบพุ่งเข้าไปหาซิงซิง อุ้มเธอขึ้นมาและสาวเท้ายาวไปที่ตู้เสื้อผ้า ก่อนจะยัดเจ้าก้อนแป้งน้อยเข้าไป
ซิงซิงน้อยถูกการเคลื่อนไหวนี้ทำให้ตื่น มือเล็กที่มีน้ำมีนวลขยี้ตาก่อนจะพูดอย่างสะลึมสะลือ
“พี่ชาย”
“หุบปาก” เสียงของเซี่ยจื่ออวี้เย็นชาเป็นอย่างมาก “หลังจากนี้อย่าส่งเสียงออกมาเชียว”
บทที่ 4 ‘สัตว์ประหลาดตัวใหญ่’ ที่เต็มไปด้วยแรงกดดัน
ประตูตู้เสื้อผ้าปิดลงเหลือเพียงรอยแยกเล็กน้อยเท่านั้น
ตอนนี้ซิงซิงตื่นเต็มตาแล้ว
เธอเบิกตากว้าง พลางใช้มือทั้งสองข้างออกแรงปิดปากไว้ แต่ปิดแน่นเกินไปจนเนื้อบนใบหน้าโผล่ออกมาระหว่างช่องว่างของนิ้ว…
ซิงซิงเชื่อใจพี่หกของตัวเองมากที่สุด เป็นธรรมดาที่จะเชื่อฟัง
เสียงรองเท้าหนังก้าวลงไปบนพื้นดังขึ้นมาข้างหน้า ประตูห้องถูกเปิดออกก่อนจะมีคนเข้ามา
ซิงซิงน้อยหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด
ก่อนหน้านี้คุณป้าผู้อำนวยการบอกว่า เด็กที่ไม่ยอมนอนตอนกลางคืนจะมีสัตว์ประหลาดตัวใหญ่มาพาตัวเพื่อนตัวน้อยไป!
วันนี้เธอหนีออกมาไม่ยอมนอนดี ๆ หรือว่าสัตว์ประหลาดตัวนี้จะมาจับเธอ? เพราะอย่างนั้นพี่ชายจึงต้องไปต่อสู้กับสัตว์ประหลาดตัวใหญ่เหรอ?
ซิงซิงน้อยร้องไห้อีกครั้ง
น้ำตาค่อย ๆ ไหลออกมา เธอใช้แขนออกแรงเช็ด สูดจมูกอย่างระมัดระวังและมองไปข้างนอก
แต่น่าเสียดาย จากมุมที่เธออยู่ไม่สามารถมองเห็นลักษณะของ ‘สัตว์ประหลาดตัวใหญ่’ ตัวนั้นได้
เห็นเพียงพี่หกยืนอย่างนอบน้อมอยู่ที่เดิมโดยก้มศีรษะลงเล็กน้อย
“มาแล้วเหรอครับ”
หลังจากนั้นความเงียบก็เข้ากดดันทั่วบริเวณ
ตอนที่สติแตกกระเจิงถึงขีดสุด ‘สัตว์ประหลาดตัวใหญ่’ ก็พูดขึ้นมา
“วันนี้นายเกือบฆ่าคนเหรอ?”
เสียงทุ้มต่ำชัดเจนแฝงความแปลกใจราวกับศาสตราจารย์ผู้มีจริยธรรม หรือบาทหลวงที่อยู่ในโบสถ์
มือของเซี่ยจื่ออวี้กำแน่น เขาหลุบตาลงพูดเสียงเบา
“ใช่ครับ ขอโทษครับ”
เพียะ!
เสียงตบดังกังวานขึ้นมาอย่างรุนแรง!
ซิงซิงตกใจกลัวจนตัวสั่น น้ำตาที่กลั้นไว้มาโดยตลอดไหลริน
เธอสะอื้นเบา ๆ อย่างควบคุมไม่ได้ แต่ไม่นานก็อดกลั้นไว้อีกครั้ง เด็กน้อยเห็นใบหน้าของพี่หกหันไปด้านข้างอย่างแรงและส่งเสียงครวญครางออกมา
แต่ไม่นานก็กลับมายืนตรงอีกครั้งและพูดด้วยเสียงแหบแห้งยิ่งกว่าเดิม
“ขอโทษครับ”
เสียงทุ้มลึกของ ‘สัตว์ประหลาดตัวใหญ่’ ที่ไร้ซึ่งอารมณ์กล่าวว่า “ขยะไร้ค่า”
ไม่รู้ว่าด่าที่เซี่ยจื่ออวี้ฆ่าคนไม่สำเร็จจึงเป็นขยะไร้ค่า หรือเป็นเพราะควบคุมเจตนาสังหารไม่ได้จึงเป็นขยะไร้ค่า
ด่าจบเสียงฝีเท้าก็ไกลออกไป
‘สัตว์ประหลาดตัวใหญ่’ ไปแล้ว!
เซี่ยจื่ออวี้ยืนอยู่ที่เดิมพูดเสียงแหบแห้ง
“เดินทางปลอดภัยครับ…คุณพ่อ”
ประตูปิดลง ห้องรับแขกกลับสู่ความเงียบงันอีกครั้ง
เซี่ยจื่ออวี้ยืนหลับตาอยู่ที่เดิม
จนกระทั่งเสียงสะอื้นไห้ดังขึ้นมาอย่างแผ่วเบาจากในตู้เสื้อผ้า เขาจึงเพิ่งนึกได้ว่าในตู้เสื้อผ้ามีแมวน้อยซ่อนตัวอยู่
เซี่ยจื่ออวี้เปิดประตูตู้เสื้อผ้า เจ้าก้อนแป้งน้อยร้องไห้จนดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ
การร้องไห้ครั้งนี้หนักหน่วงจนใบหน้าขึ้นสีแดงเหมือนกระต่ายน้อยน่าสงสารตัวหนึ่ง
แต่กลับไม่ส่งเสียงดังออกมา เด็กน้อยมีท่าทีพยายามอดกลั้นพลางมองดูอย่างว่าง่าย
เซี่ยจื่ออวี้หัวเราะเสียงเบาออกมาทันที “กระต่ายน้อยสกปรก”
เห็นได้ชัดว่าเขารู้สึกกดดันเป็นอย่างมาก แต่เมื่อเห็นเจ้าก้อนแป้งน้อยทั้งตัวจึงรู้สึกผ่อนคลายขึ้น
แต่ไหนแต่ไรเขาไม่รู้เลยว่าที่แท้เด็กน้อยก็มีความสามารถอันมหัศจรรย์เช่นนี้ด้วย
ซิงซิงน้อยเบะปาก ยกมือขึ้นไปหาเขาอย่างน่าสงสาร
เซี่ยจื่ออวี้คิดว่าเด็กน้อยจะกอดเขาจึงยื่นมือออกไปอย่างคล่องแคล่ว แต่กลับรู้สึกร้อนที่แก้มขึ้นมา
ซิงซิงไม่ได้กอดคอเขา เธอลูบแก้มที่เพิ่งถูกตีอย่างแผ่วเบา
“พี่ชาย ความเจ็บปวดจงหายไป…”
ซิงซิงร้องไห้สะอึกสะอื้นไปพลาง บุ้ยปากพ่นลมหายใจไปพลาง
เซี่ยจื่ออวี้ตกตะลึง
ในดวงตาของซิงซิงที่มีน้ำตาเอ่อคลอ เขาเห็นเงาของตัวเอง
ทันใดนั้นเขาก็ตระหนักได้ว่าเด็กน้อยไม่ได้ตกใจกลัวจนร้องไห้เพราะในตู้เสื้อผ้ามันมืด แต่เป็นเพราะเขาถูกตีเธอจึงร้องไห้
มือเล็กนั้นนุ่มนิ่มราวกับอุ้งเท้าแมวที่ไม่สามารถยื่นกรงเล็บออกมาได้
สัมผัสที่อ่อนนุ่มมาพร้อมกับลมหายใจกลิ่นนม ทำให้ความรู้สึกอ่อนไหวแทรกเข้ามาในหัวใจของเซี่ยจื่ออวี้โดยตรง
เขาอุ้มซิงซิงขึ้นมา “ไม่เจ็บแล้ว”
แก้มที่สัมผัสกับหัวปุกปุยของซิงซิงอย่างแผ่วเบาทำให้เขาคิดขึ้นมาทันทีว่า หากมีน้องสาวแบบนี้จริงก็คงดี
บางทีห้องนี้อาจไม่ดูเย็นยะเยือกถึงขนาดนั้นแล้ว
ในทางวัตถุ แต่ไหนแต่ไรพ่อของพวกเขาก็ไม่ได้ปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม คฤหาสน์ใจกลางเมืองมูลค่านับสิบล้านก็มีชื่อของเขาอยู่
ยกเว้นก็แต่เรื่องที่ตบหน้าและเรียกว่า ‘ขยะไร้ค่า’ เท่านั้น
เซี่ยจื่ออวี้มองไปนอกหน้าต่างก็เห็นว่าฟ้าสว่างแล้ว
เด็กน้อยยังจ้องมองเขา และลูบนิ้วที่แก้มของเขาอย่างระมัดระวัง
“พี่ชายไม่เจ็บจริงเหรอคะ…สัตว์ประหลาดตัวใหญ่เมื่อกี้จะมาอีกไหมคะ?”
เมื่อครู่ซิงซิงตกใจกลัวมาก ในใจเต็มไปด้วยความคิดที่ว่าพี่ชายถูกตี จึงไม่ทันสังเกตคำสุดท้ายของเซี่ยจื่ออวี้ที่พูดว่า ‘พ่อ’
ยังดีที่เธอไม่ทันสังเกตคำว่า ‘พ่อ’
ไม่อย่างนั้นหากภาพที่พบพ่อครั้งแรกเป็นแบบนี้ ต่อให้เด็กน้อยจะมีความกล้าหาญก็ยังต้องถอยหนี
เซี่ยจื่ออวี้อุ้มซิงซิงออกไปนอกห้อง “ไม่เจ็บแล้ว เธอจะไม่ได้เห็นสัตว์ประหลาดตัวใหญ่อีก”
เขามั่นใจในความโหดเหี้ยมของตัวเอง แต่เขารู้ว่าคนที่โหดเหี้ยมที่สุดในโลกก็คือพ่อ
หากพ่อเห็นเด็กหลงทางคงจะโยนเธอออกไปตรง ๆ แน่
ดังนั้นเขาจึงพาเธอไปซ่อน…ยังดีที่ซิงซิงน้อยเชื่อฟังเป็นอย่างมาก
สุดท้ายซิงซิงก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก “ไม่มาก็ดีแล้วค่ะ…รอให้ซิงซิงโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ซิงซิงจะช่วยพี่ชายสู้กลับเอง!”
เซี่ยจื่ออวี้เดินไปถึงส่วนที่แสงอาทิตย์สาดส่องถึงและพูดว่า “ได้”
เด็กหนุ่มไม่ได้สวมเสื้อคลุมทำให้รอยสักที่แขนโผล่ออกมา
เขามีรูปร่างสูงเพรียว ใบหน้าละเอียดอ่อนเย็นชากำลังอุ้มเจ้าก้อนแป้งน้อยผิวขาวนวล
ผู้คนที่เดินผ่านไปมักจะเหลียวกลับมามอง
ตำรวจที่ตรวจตราพื้นที่อยู่ข้างทางก็สังเกตเห็นการรวมตัวที่แปลกประหลาดนี้ได้อย่างรวดเร็ว จึงรีบสาวเท้าตรงเข้ามา
สีหน้าของเซี่ยจื่ออวี้ยังเย็นชาด้วยนิสัยที่มักตั้งกำแพงทางอารมณ์
เขาบุ้ยคางให้ตำรวจ “เด็กหลงทาง พาไปสิ”
ตำรวจคาดไม่ถึงว่าเด็กอันธพาลที่เคยเห็นเข้ามาในสถานีตำรวจหลายครั้งจนชินตาจะมาส่งเด็กหายกลับบ้าน
เขาเดินมาและจ้องมองเซี่ยจื่ออวี้อย่างระแวงสงสัย
ถึงขั้นครุ่นคิดว่าเด็กอันธพาลคนนี้จะลักพาตัวเด็กไปขายใช่หรือไม่ แต่ถูกพวกเขาเจอตัวเข้าก่อนจึงพูดแบบนี้
ซิงซิงน้อยเองก็ตกตะลึงเช่นกัน
เดิมทีคิดว่าพี่ชายพาเธอออกมาเดินเล่น สรุปแล้วต้องการพาเธอมาส่งเหรอ?
เธอคิดว่าตัวเองตกลงกับพี่ชายเรียบร้อยแล้วเสียอีก!
“พี่ชาย!” เด็กน้อยร้องด้วยเสียงนุ่มนิ่มพลางกอดคอของเซี่ยจื่ออวี้ไว้แน่น
“ซิงซิงไม่ไป! บ้านของพี่ชายก็คือบ้านของซิงซิง!”
เซี่ยจื่ออวี้ยกมือขึ้นมาดึงมือของซิงซิงออกอย่างโหดร้าย
นั่นใช่บ้านที่ไหน นั่นมันแค่ห้องเท่านั้น
“เด็กน้อย พวกเราเพิ่งรู้จักกันเมื่อคืนเอง”
เขาไม่กล้าสบสายตากับซิงซิงน้อย หลังจากดึงมือของเด็กน้อยออกก็ยัดเธอไว้ในอ้อมแขนของตำรวจ
หลังจากนั้นก็หันหลังก้าวเท้ายาว ๆ เดินจากไป
“เฮ้ ๆ นายรอเดี๋ยว มาลงบันทึกประจำวันก่อนสิ…”
ตำรวจเรียกไล่หลังเขา แต่เซี่ยจื่ออวี้ไม่ได้หันกลับไปเลย
ดีมากทีเดียวที่อย่างน้อยก็ได้รู้สึกถึงความสุขจากการมีน้องสาวแค่เพียงชั่วครู่
ถ้ามากไปกว่านั้น เขาไม่อยากคาดหวังมากเกินไป
เซี่ยจื่ออวี้พยายามไม่ฟังเสียงร้องไห้ข้างหลัง
ขณะที่เพิ่งคิดว่าจะเดินต่อไป ต้นขากลับถูกชนเสียก่อน จากนั้นก็ถูกกอดเอาไว้แน่น
ซิงซิงดิ้นหลุดออกมาจากอ้อมแขนของคุณลุงตำรวจ ใช้ฝีเท้าที่เร็วที่สุดของตัวเองวิ่งเตาะแตะไล่ตามเซี่ยจื่ออวี้มา
“ฮือ ๆ ซิงซิงไม่อยากกลับไปที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า… ซิงซิงอยาก… อยากอยู่กับพี่ชาย! ฮือ ๆ…”
ตอนเห็นเลือดบนพื้นซิงซิงก็ยังไม่ร้องไห้งอแงเสียงดัง แต่ตอนนี้กลับร้องไห้เหมือนแมวน้อยที่หมดอาลัยตายอยาก กอดต้นขาเซี่ยจื่ออวี้เอาไว้ไม่ปล่อย
เซี่ยจื่ออวี้ถูกเสียงร้องไห้นี้ทำให้เจ็บปวดในใจ เขายืนขึ้นทันที
“สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเหรอ?”
สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเหมือนที่เขาเคยอยู่น่ะเหรอ?!
บทที่ 5 สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเถื่อน
ราวกับมีสายน้ำเย็นเยือกสาดซัดเข้ามา ปลายนิ้วของเซี่ยจื่ออวี้รู้สึกเย็นเฉียบ
“เธอเป็นเด็กกำพร้าอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเหรอ?” เขาสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วโน้มตัวลง ใช้มือทั้งสองข้างกอดซิงซิง
เด็กน้อยร้องไห้อย่างหนักจนหายใจไม่ทัน สะอึกสะอื้นไม่พูดอะไรออกมา
ใบหน้าเล็กแดงก่ำ ร่างกายเล็ก ๆ สั่นเทา นิ้วกำชายเสื้อของเซี่ยจื่ออวี้ไว้แน่นจนปลายนิ้วเปลี่ยนเป็นสีขาว
“ขอโทษ” เซี่ยจื่ออวี้อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วอย่างปวดใจ เขายกมือขึ้นมาเช็ดน้ำตาให้เธอ “ขอโทษ อย่าร้องนะ ไม่ใช่ว่าฉันไม่ต้องการเธอ”
เขาแค่คิดไม่ถึงว่าเจ้าก้อนแป้งน้อยที่สวยเหมือนหยกแกะสลักจะเป็นเด็กกำพร้า
เขาเองก็โตมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเหมือนกัน
ทั้งถูกทารุณกรรม เอาไปค้าขายเหมือนสินค้า ต้องคอยวิ่งหนี ถูกทุบตีจนเลือดตกยางออกอยู่บ่อยครั้ง…
จนกระทั่งได้พบกับพ่อ
“สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าหลานเทียนเหรอ?” มือทั้งสองข้างของเขากอดเจ้าก้อนแป้งน้อยไว้ ลูบหัวเธอพลางถามเสียงเบา
ซิงซิงน้อยที่ได้ยินว่าพี่ชายไม่ได้จะทิ้งตัวเองน้ำตาก็หยุดไหล
แต่เพราะเมื่อครู่ร้องไห้หนักเกินไปจึงยังสะอื้นอยู่
“ใช่ ใช่ค่ะ…”
เซี่ยจื่ออวี้กระชับมือ
นี่เป็นสถานที่ที่เขาฝันอยากจะทำลายให้สิ้นซาก
ตอนนี้เขายังไม่มีความสามารถที่จะทำได้
แต่เขาก็ไม่เคยคิดจะยืมพลังของพ่อหรือพวกพี่ชาย
ครอบครัวของพวกเขาแต่ไหนแต่ไรก็ไม่ได้นับว่าเป็นครอบครัวอะไร
ซิงซิงดูเหมือนจะอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าได้เป็นอย่างดี แต่เขารู้ว่าสภาพของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้เป็นอย่างไร
ซิงซิงน่ารักขนาดนี้ ถูกเลี้ยงดูมาให้เชื่อฟังผู้อื่นเหมือนเป็นนางฟ้าตัวน้อย
อยู่ที่นั่นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษแน่นอน
เกรงว่าคงทำไปเพื่อเตรียมตัวไว้รอใครสักคน
มือของเซี่ยจื่ออวี้ตบที่หลังของซิงซิงเบา ๆ ช่วยให้เธอใจเย็นลง เขาหลุบตาโดยไม่ได้พูดอะไรอีก
ตำรวจก็รีบตามมาเช่นกัน “เด็กน้อยคนนี้แข็งแรงมากทีเดียว ดีเลย นายอุ้มเธอกลับไปส่งที่สถานีตำรวจเถอะ ฉันจะไปขับรถมา”
“ไม่ต้องแล้ว” เซี่ยจื่ออวี้อุ้มซิงซิงขึ้นมา เงยหน้าหันไปมอง “เธอเป็นเด็กจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าหลานเทียน ฉันจะส่งเธอกลับไปเอง”
ซิงซิงได้ยินคำพูดนี้ดวงตาก็เบิกกว้าง มือเล็กกำคอเสื้อของเซี่ยจื่ออวี้ไว้แน่น เบะปากกำลังจะร้องไห้อีกครั้ง
ขณะเดียวกันเซี่ยจื่ออวี้เข้าใกล้หูของซิงซิงแล้วกระซิบเสียงเบา
“ซิงซิงเด็กดี อย่าร้องนะ ฉันจะพาเธอกลับบ้าน”
ตำรวจขมวดคิ้ว “เจ้าหนุ่ม…”
พูดยังไม่ทันจบเซี่ยจื่ออวี้ก็เรียกรถคันหนึ่งมา และอุ้มเจ้าก้อนแป้งน้อยที่กำลังสะอื้นไห้เข้าไปนั่ง
“สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าหลานเทียน” เซี่ยจื่ออวี้บอกคนขับ
คนขับเหยียบคันเร่งออกรถ ในขณะที่ซิงซิงน้อยยังคงสะอึกสะอื้นเสียงเบา
“พี่ชาย…ไม่ต้องการซิงซิงแล้ว…”
แม้เธอจะยังเด็กแต่ก็ไม่ได้โง่
แม้ว่าเธอจะชอบพี่ชาย แต่ดูเหมือนพี่ชายจะไม่ชอบตัวเองเลย ทั้งยังคิดจะส่งเธอกลับไปด้วย
มือเล็กที่กำแน่นอย่างเสียใจค่อย ๆ คลายออก
เด็กน้อยก้มหน้า น้ำตาไหลแหมะลงมา
“ซิงซิงเป็นเด็กไม่ดีใช่ไหมคะ…เพราะแบบนั้นพ่อกับแม่เลยไม่ต้องการซิงซิง พี่ชายก็ไม่ต้องการเหมือนกัน…”
แม้ว่าคุณป้าผู้อำนวยการจะดีกับเธอมาก แต่เด็กน้อยไม่ชอบที่นั่น
เด็กคนอื่นที่นั่นตัวผอมเล็ก อีกทั้งสายตาที่มองเธอก็ทำให้อึดอัดเป็นพิเศษ
พวกคุณป้าก็ไม่อนุญาตให้เธอพูดคุยกับเด็กคนอื่น
บางครั้งเธอก็รู้สึกกลัวอยู่บ้าง
ไม่ง่ายกว่าจะหาพี่ชายเจอ เธออยากให้พี่ชายพาตัวเองกลับบ้านจริง ๆ…
“ไม่ใช่” เซี่ยจื่ออวี้ขมวดคิ้ว หัวใจปวดหนึบด้วยความเจ็บปวด
“ไม่ใช่เลย ซิงซิงเป็นเด็กที่น่ารักที่สุดในโลก พี่ชายชอบมาก ๆ เลยนะ”
เขาช่วยซิงซิงเช็ดน้ำตา มองเข้าไปในดวงตาทั้งสองข้างที่ชุ่มชื้นราวกับท้องฟ้า
“ฉันจะส่งเธอกลับไปเพราะพวกเขาต้องตามหาเธอแน่ ตอนนี้ฉันยังไม่มีพลังพอจะต่อกรกับพวกเขา ฉันยังเป็นนักเรียนอยู่ ยังไม่มีคุณสมบัติจะพาเธอกลับบ้าน”
“แต่เชื่อฉันนะซิงซิง ฉันจะไปรับเธอออกมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าให้เร็วที่สุดแน่นอน”
เสียงของเด็กหนุ่มแหบและอ่อนโยน ทำให้ซิงซิงเงียบลง
หัวเล็ก ๆ ยังไม่ค่อยเข้าใจคำพูดของเซี่ยจื่ออวี้ แต่เธอเข้าใจสองประโยคสุดท้าย
“พี่ชายจะมารับซิงซิงไปเหรอคะ?”
“ใช่ ภายในสามวัน” เซี่ยจื่ออวี้พยักหน้า
เขาไม่ใช่คนดีอะไรแน่นอน แต่เขาเป็นคนพูดจริงทำจริง
แววตาของซิงซิงพลันสว่างไสวขึ้น ออกแรงพยักหน้า “ได้ค่ะ! เกี่ยวก้อยสัญญา!”
เด็กน้อยยื่นนิ้วก้อยส่งไปตรงหน้าของเซี่ยจื่ออวี้
เซี่ยจื่ออวี้หรี่ตามองเธอพลางเม้มปาก ก่อนปลายนิ้วยาวจะเกี่ยวก้อยด้วย
……
หน้าประตูสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าหลานเทียน
เซี่ยจื่ออวี้เพิ่งอุ้มซิงซิงลงจากรถ ก็มีคนมากมายวิ่งมาทางประตูแล้ว
“ซิงซิงของฉัน! เธอไปไหนมา!”
ผู้อำนวยการหลี่ที่นำหน้ามารีบมองดูอย่างร้อนใจเป็นพิเศษ
หญิงวัยกลางคนคนนี้มีใบหน้าดูเมตตา แต่ทันทีที่เซี่ยจื่ออวี้เห็นเธอก็กำมือแน่น
อยากจะเชือดคอผู้หญิงคนนี้ซะจริง และมองดูเธอล้มลงไปบนพื้นโดยที่นอนตายตาไม่หลับ
แต่เขาก็หลุบตาลงอย่างรวดเร็วก่อนจะส่งซิงซิงกลับไป
พวกเขาจะไม่ทำร้ายซิงซิงไปชั่วคราว และเขาจะมาพาซิงซิงออกไปให้เร็วที่สุดแน่นอน…
ผู้อำนวยการหลี่คิดจะอุ้มซิงซิง แต่เด็กน้อยกลับกอดคอเซี่ยจื่ออวี้ไว้แน่น
ปากเล็กเม้มแน่น ไม่ได้ร้องไห้แต่ก็ไม่ยอมปล่อยมือ
ผู้อำนวยการหลี่ยิ้มอย่างยินดี “ขอบคุณพ่อหนุ่มมากนะ ซิงซิงของพวกเราถูกตามใจเกินไปเลยวิ่งวุ่นไปทั่วน่ะจ้ะ”
“เอาละซิงซิงบอกลาพี่ชายสิ พวกเราต้องกลับบ้านแล้วนะ”
จนถึงตอนนี้ซิงซิงน้อยก็ยังไม่ยอมปล่อยมือ
เป็นครั้งแรกที่ผู้อำนวยการหลี่เห็นซิงซิงไม่เชื่อฟัง สีหน้าจึงมืดครึ้มลงเล็กน้อย
เซี่ยจื่ออวี้เห็นการเปลี่ยนท่าทีของผู้อำนวยการหลี่ก็จับมือซิงซิงอย่างอ่อนโยน
เขาดึงมือเด็กน้อยออกจากคอของตัวเอง หลังจากนั้นก็พูดเสียงเบาข้างหูเธอประโยคหนึ่ง
ผลคือซิงซิงยอมเชื่อฟังแล้ว
เธอถูกผู้อำนวยการหลี่อุ้มไว้ในอ้อมแขน ก่อนที่ผู้อำนวยการหลี่จะอุ้มเธอเดินกลับไป
ซิงซิงออกแรงหันหัวไปมองเซี่ยจื่ออวี้ที่ยืนอยู่หน้าประตู
พี่ชายจะไม่โกหกเธอแน่นอน ก่อนหน้านี้พี่ชายบอกว่าถ้านับเลขถึงสามสิบแล้วจะชนะเขาก็ชนะจริง ๆ มาตอนนี้พี่ชายบอกว่าทุกวันให้นับเลขถึงหนึ่งร้อย ถ้านับถึงสามร้อยพี่ชายจะมารับซิงซิง
ซิงซิงจะนับเลขอย่างเชื่อฟังแน่นอน
ในกลุ่มคน ซิงซิงถูกอุ้มกลับไปที่ห้องพิเศษของตัวเอง
ประตูห้องปิดลง ซิงซิงกำลังเตรียมจะพูดขอโทษคุณป้าผู้อำนวยการ
แต่ทันใดนั้นจู่ ๆ ร่างกายก็เข้าสู่สภาวะไร้แรงโน้มถ่วง!
เธอถูกโยนลงไปบนเตียงอย่างแรง!
แม้ว่าเตียงจะนุ่มมาก แต่ซิงซิงน้อยก็ยังตกใจกลัวมากอยู่ดี!
แต่ไหนแต่ไรเธอไม่เคยเห็นคุณป้าผู้อำนวยการเป็นแบบนี้มาก่อน
แขนขาทั้งสี่ของเธอปัดป่ายคิดจะลุกขึ้นจากเตียง แต่กลับถูกมือใหญ่ของผู้อำนวยการกดหน้าอกไว้
ผู้อำนวยการหลี่ที่แต่ไหนแต่ไรมักจะยิ้มแย้มเสมอมีสีหน้าไร้ความรู้สึก ก้มหน้ามองลงมาที่เด็กน้อย
“ซิงซิงโตแล้วสินะถึงได้ดื้อและมีความคิดแบบนี้”
“ดังนั้นอีกไม่นานก็คงต้องส่งเธอไปหาผู้อุปถัมภ์ได้แล้วแหละ”
ด้านหลังผู้อำนวยการหลี่มีแสงสว่าง ใบหน้าอ่อนโยนของผู้อำนวยการหลี่เปลี่ยนไปเป็นเย็นชาดุร้าย
ทันใดนั้นก็ราวกับมีภาพของสัตว์ประหลาดที่จับเด็กกินในนิยายซ้อนทับกับภาพของเธอ
“ฮือแง แง…” ซิงซิงตกใจกลัวจนใบหน้าเล็กขาวซีด อดไม่ได้ที่จะร้องไห้ออกมาอย่างหนัก
แต่เพียงแค่วินาทีต่อมาก็ถูกผู้อำนวยการหลี่ปิดปากไว้
“หุบปาก!” เสียงของผู้อำนวยการหลี่เย็นชา “เป็นเด็กดีหน่อย”
เดิมทีซิงซิงก็ร้องไห้จนหายใจไม่ทันอยู่แล้ว มาตอนนี้ถูกปิดปากไว้แน่น มือเล็กจึงพยายามดิ้นรนต้องการดึงมือใหญ่ที่ปิดปากไว้ออก
แต่มดตัวน้อยจะสู้ช้างตัวใหญ่ได้อย่างไร
เด็กน้อยตกใจจนตัวกระตุกแขนขาทั้งสี่ค่อย ๆ อ่อนแรงลง รูม่านตาสีดำขลับเริ่มเลื่อนลอย ผู้อำนวยการหลี่จึงเพิ่งปล่อยมือ
ซิงซิงหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ทั้งยังไอออกมาไม่หยุด ใบหน้าเล็กซีดเผือดจนเปลี่ยนไปเป็นสีแดง ร่างเล็กขดจนกลายเป็นก้อน
“ขอ ขอโทษค่ะ…คุณป้า ผู้อำนวยการ…”
สัญชาตญาณในการเอาตัวรอดของเด็กน้อยทำให้เธอเริ่มขอโทษโดยไม่รู้ตัว
ผู้อำนวยการหลี่ก้มมองลงมาพลางพยักหน้าอย่างพอใจ
“ซิงซิงของฉันเป็นเด็กดีว่าง่าย”
พูดจบเธอก็ก้าวเท้าเดินออกไป
……
ที่นอกสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เซี่ยจื่ออวี้กดต่อสายโทรศัพท์
“พี่ช่วยผมทีครับ”
บทที่ 6 พี่หกผู้โหดร้ายและกระหายเลือด
“ไม่น่าเชื่อว่าแกจะมาขอความช่วยเหลือจากฉัน”
เสียงปลายสายของโทรศัพท์มีความเยือกเย็นลึก ๆ ซ่อนอยู่ และยังมีการหยอกล้อปนความรำคาญที่เย็นชาอีกด้วย
เซี่ยจื่ออวี้หายใจเข้าลึก ๆ แสดงท่าทางอ่อนน้อม
เขาอธิบายเหตุและผลสั้น ๆ อีกครั้งว่า
“เด็กคนนั้นอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าหลานเทียน ที่ที่พี่รู้นั่นแหละ ผมไม่มีความสามารถที่จะพาเธอออกมา แต่พี่ทำได้”
ไม่มีเสียงจากปลายสายโทรศัพท์
เซี่ยจื่ออวี้เงียบไปสักครู่แล้วเรียก “พี่”
….
ณ สำนักงานใหญ่อินซื่อกรุ๊ป
ชายหนุ่มผิวขาวหุ่นดียืนอยู่ด้านข้างหน้าต่าง มือหนึ่งคีบบุหรี่ อีกมือหนึ่งถือโทรศัพท์
เขาจุดบุหรี่ด้วยปลายนิ้วอย่างไม่ใส่ใจพลางยิ้มที่มุมปาก
“วันนี้เรียกพี่ถึงสองครั้ง มากว่าสิบปีมานี้ที่แกเคยเรียกซะอีก”
ชุดสูทที่เรียบตรงยาวทำให้ขาของเขาดูเรียว โครงร่างรอบเอวของเสื้อโค้ตมีลายเส้นที่สมบูรณ์แบบ เนคไทถูกดึงออก ที่หน้าอกปลดกระดุมไว้สองเม็ด
เขาคือประธานกรรมการบริหารอินซื่อกรุ๊ป อินเสิน
ดำเนินการรวดเร็วเด็ดขาด หวงแหนทรัพย์สมบัติ กลอุบายโหดเหี้ยม
แต่ถึงเขาจะมีตำแหน่งสูงส่ง อำนาจยิ่งใหญ่ หน้าตาเคร่งขรึมและโหดร้ายไปหน่อย แต่ก็ยังมีคนนับหน้าถือตาเขาอีกเยอะ
อายุ 28 ปี เป็นอายุของผู้ชายที่ประสบความสำเร็จที่น่าดึงดูดที่สุด
ทุกคนทราบกันดีว่า ประธานอินอยู่ตัวคนเดียว
ไม่มีครอบครัว หมายความว่าจะไม่มีการแบ่งทรัพย์สมบัติเช่นเดียวกัน
หากว่าสามารถปีนป่ายขึ้นไปที่ตำแหน่งนี้ได้ นั่นจะต้องได้กลายเป็นภรรยาที่ร่ำรวยและมีเกียรติที่สุด
แน่นอนว่ายังมีเรื่องที่คนอื่นไม่รู้ นั่นคือประธานอินไม่ได้โดดเดี่ยวอย่างที่คิด
เขามีน้องชายน้องสาว แล้วก็พ่อ
เขายิ้มอ่อนให้กับน้องชายในโทรศัพท์ “แกทำให้ฉันประหลาดใจ คนที่โหดเหี้ยมเลือดเย็นอย่างแก ฉันคิดไม่ถึงว่าอยากจะช่วยเหลือเด็ก”
เซี่ยจื่ออวี้กัดฟัน
ก่อนหน้านี้ เซี่ยจื่ออวี้เรียกเขาว่าพี่ก็แค่ตอนที่อินเสินไปรับตัวเองออกมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า
หลังจากนั้นเซี่ยจื่ออวี้ถึงรู้ว่า ผู้ชายเลือดเย็นคนนี้ไม่ได้มีความรู้สึกเป็นพี่เป็นน้องกับเขาเลย ทั้งหมดก็แค่ทำตามความต้องการของพ่อเท่านั้นเอง
เซี่ยจื่ออวี้ก็เป็นแบบนี้แหละ
ชายหนุ่มเกลียดการที่อินเสินเมินเฉยทุกอย่าง เจอกันนับครั้ง แต่ทุกครั้งก็ทำให้เขารู้สึกโมโห
เหมือนกับหมาป่าน้อยที่ดิ้นรนจะเติบโต และโมโหในตอนที่เผชิญหน้ากับราชาหมาป่า
แต่ตอนนี้เขายังไม่โตพอ การขอความช่วยเหลือจากพี่ชายที่มีอำนาจคือทางเลือกเดียวของเขา
เซี่ยจื่ออวี้ “พี่ พี่ไปรับเธอมา แล้วผมจะทำตามที่พี่บอกทุกอย่าง”
“ไปเรียนต่อต่างประเทศ หลังจากนั้นกลับมาช่วยงานพี่ที่อินซื่อกรุ๊ป สามปี”
อินเสินเลิกคิ้วทันทีหลังได้ยินประโยคนั้น
เขาไม่เคยชอบน้องชายคนนี้ เพราะเซี่ยจื่ออวี้ทำให้เขาคิดถึงตัวเองเมื่อสมัยก่อน
เต็มไปด้วยความโมโหร้าย อวดดีเย็นชา หัวแข็งไม่เชื่อฟัง
แต่แน่นอน อินเสินรู้ว่าเซี่ยจื่ออวี้เป็นคนมีความสามารถที่จะปลุกปั้นได้
เขาอยากหาผู้ช่วยมาโดยตลอด สังเกตดูแล้วเซี่ยจื่ออวี้เหมาะสมที่สุด
แต่เซี่ยจื่ออวี้แต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่ใช่คนว่านอนสอนง่ายที่จะยอมให้ใครมาบงการ
ทำให้นึกไม่ถึงว่าโอกาสที่เขารอคอยจะลอยมาหาถึงที่เลย
“ตกลง” เสียงของอินเสินเย็นชา “ฉันจะไปในวันสองวันนี้แหละ แกเตรียมตัวไว้เลย”
เซี่ยจื่ออวี้เหมือนอยากจะพูดอะไร แต่อินเสินก็วางสายไปแล้ว
ขณะเดียวกัน อินเสินรู้สึกแปลก ๆ
จัดการเซี่ยจื่ออวี้ยังยากกว่าการฆ่าเขาอีก แล้วตอนนี้ก็คาดไม่ถึงเลยว่าเขาจะยอมประนีประนอมเพื่อเด็กที่เพิ่งเจอกันไม่นาน
ตอนแรกเขาอยากจะส่งคนไปจัดการแทน แต่ตอนนี้ เขาอยากจะไปดูด้วยตัวเองแล้ว
….
ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าหลานเทียน
ในห้องที่มืดสลัว มีก้อนกลม ๆ นูนขึ้นมาตรงกลางผ้าห่มบนเตียง
ซิงซิงที่ถูกทำให้หวาดกลัว กำลังนอนขดตัวหลับอยู่
ทั้งเหนื่อยง่วงและหิวโหย เกือบจะไม่ได้นอนทั้งคืน เพราะขาดออกซิเจนและร้องไห้จนแทบชัก
เด็กน้อยเหมือนคนมีสติแค่ครึ่งเดียว
พอหลับก็หลับถึงเที่ยงคืน
หลับลึกมาก แต่ไม่สงบ
ซิงซิงน้อยฝัน
ในฝัน พี่หกฆ่าคนจริง ๆ
แต่ว่าไม่ได้โดนจับ และไม่ได้โดนลงโทษตามที่ควร
มีคนออกหน้าจัดการให้ทั้งหมด และไม่มีใครสนใจเขา
แล้วเรื่องที่น่ากลัวที่สุดก็มาถึง หลังจากที่มีครั้งแรก ครั้งต่อไปก็กลายเป็นเรื่องธรรมดา
เขาค่อย ๆ ตกหลุมรักรสชาติของการควบคุมและการฆ่านี้
ท่ามกลางสีเลือดที่วุ่นวายและเสียงอื้ออึงที่ดุเดือด ในตอนท้ายของความฝัน พี่หกของเธอยืนอยู่บนกองเลือดและศพที่นอนอยู่เต็มพื้น
ใบหน้าโหดเหี้ยมดุร้ายของพี่หกเต็มไปด้วยเลือด ใบหน้าบิดเบี้ยว ฆ่าทะลวงอย่างโหดร้ายพร้อมหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
“เฮือก!”
ซิงซิงลืมตาทันที ร่างเล็ก ๆ สั่นเทาอยู่ในผ้าห่ม
ผ้าห่มหนามาก แต่เธอก็รู้สึกหนาวมากเช่นกัน
นั่นคือพี่หกเหรอ นั่นต้องไม่ใช่พี่หกของเธอแน่นอน!
พี่หกจะต้องกอดเธอ อยู่ด้วยกันกับเธอ ลูบผมเธอ…
ซิงซิงอยากร้องไห้อีกแล้ว ยิ่งพอคิดถึงรูปร่างหน้าตาของป้าผู้อำนวยการ เธอก็อดไม่ได้ที่จะร้องไห้
แต่ว่าก็ต้องอดทนไว้ กลั้นน้ำตาเอาไว้
พี่หกบอกว่าจะมาพาเธอกลับบ้าน ยังไงก็ต้องมา
ซิงซิงนอนไม่หลับอีกแล้ว
เธอม้วนตัวออกมาจากผ้าห่ม ลูบท้องแบน ๆ ของตัวเอง
ไม่ได้กินข้าวมาหนึ่งวัน ซิงซิงหิวจนรู้สึกเวียนหัว
บนตู้ด้านข้างเตียงมีคุกกี้วางอยู่ เด็กน้อยจึงเอื้อมไปหยิบมาแล้วยัดเข้าปาก
สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าหลานเทียนปฏิบัติกับเธออย่างไม่ยุติธรรมมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว โดยเฉพาะในเรื่องของอาหาร
นี่คือขนมที่ซิงซิงชอบมากที่สุด แต่หลังจากที่เธอกินไปสองคำ รูปร่างหน้าตาของป้าผู้อำนวยการที่ดุร้ายเย็นชาก็จะปรากฏขึ้นมาตรงหน้า
เธอไม่อยากกินแล้ว จึงเช็ดมือเล็ก ๆ อย่างระมัดระวัง และกระโดดลงจากเตียง
ชั่วพริบตาที่มองเห็นดวงดาวนอกหน้าต่าง ซิงซิงรู้สึกถึงความปลอดภัยในทันที
เธอชอบดวงดาวมาโดยตลอด ดาวบนท้องฟ้าก็เหมือนดวงตาอ่อนโยนหลายดวงที่กำลังปกป้องเธออยู่
ในดวงตากลม ๆ ของเด็กน้อย ก็เหมือนท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยดวงดาว
แต่ในไม่ช้า ดวงตาของซิงซิงก็ปรากฏความสงสัยออกมา
“เอ๊ะ…ดวงดาวที่เห็นเมื่อวานนี้เปลี่ยนไป…”
ดวงดาวบนท้องฟ้าบอกเธอ พี่หกจะมีอันตราย แต่ว่าตอนนี้พี่หกก็ปลอดภัยอยู่นี่
ไม่สิ ปลอดภัยแค่ชั่วคราว
หลังจากนี้อาจจะมีอันตรายมากมาย แต่จุดเปลี่ยนที่น่ากลัวที่สุดก็เปลี่ยนไปแล้ว
ซิงซิงเบิกตากว้าง มองดวงดาวที่บอกข่าวเธออย่างตั้งใจ
นอกจากพี่หกแล้ว เธอยังมองเห็นป้าผู้อำนวยการอีกด้วย
ดวงดาวของป้าผู้อำนวยการดูชั่วร้ายมาก!
ซิงซิงถอยหลังก้าวหนึ่งด้วยความหวาดกลัว
ป้าผู้อำนวยการ ดูเหมือนจะถูกรายล้อมไปด้วยความอาฆาตมากมาย!
ซิงซิงส่ายหัว และไม่กล้าดูอีก
เธอจะรอพี่หกมารับเธอ!
พี่หกจะต้องมา จะต้องมาแน่นอน!
ซิงซิงจับหน้าตัวเองที่หนาวเย็นจากลมยามค่ำคืน แล้วถอยกลับไปใต้ผ้าห่มอีกครั้ง
….
ออฟฟิศของผู้อำนวยการสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ายังเปิดไฟอยู่
ป้าหลี่ผู้ที่อ่อนโยนรักใคร่ต่อหน้าคนนอกเสมอกำลังถือโทรศัพท์ของเธอด้วยท่าทีประจบประแจง
“ใช่ค่ะ คุณมารับได้เลย”
“สบายใจได้ เด็กคนนี้เชื่อฟังมาก สวยมากเหมือนกับตุ๊กตาเลย”
“ใช่ค่ะ เด็กคนนี้ไม่เข้าใจอะไรเลย และไม่เคยต่อต้านอะไรด้วย”
“เงินก้อนสุดท้าย…พรุ่งนี้คงจะจ่ายใช่ไหม ได้แน่นอนค่ะ”
“ถ้างั้นเจอกันพรุ่งนี้นะคะ ฝันดีค่ะ”
บทที่ 7 ลูกค้าที่น่าขยะแขยง
หลังจากที่มองดูดาวบนท้องฟ้า ในที่สุดซิงซิงน้อยก็นอนหลับแล้ว
และไม่ได้นอนฝันร้ายด้วย
เพียงแต่ ตอนที่ตื่นขึ้นมา เธอรู้สึกว่าในหัวเหมือนกับมีอะไรมากมายเพิ่มเข้ามา
เด็กที่เพิ่งตื่นขยี้ตาอย่างเลอะเลือน มองไปยังนอกหน้าต่างด้วยความงงงวย
ในตอนที่เห็นใบไม้ร่วงหล่นลงมา ในหัวของเธอก็ปรากฏเส้นแนวนอนสั้น ๆ ยาว ๆ ขึ้นมาอย่างกะทันหัน
จากนั้นเด็กน้อยก็มองเห็นหลายสิ่งหลายอย่างจากเส้นพวกนั้นอย่างลึกลับ
[นี่คือยันต์แปดทิศ]
นี่คือเสียงของคุณปู่หนวดเคราสีขาวในฝันคนนั้นนี่!
ซิงซิงเบิกตากว้าง เธอตะโกนไปในอากาศอย่างระมัดระวังด้วยเสียงเล็ก ๆ ของตัวเอง
“คุณปู่ คุณบอกว่านั่นคือช้างจมูกยาวเหรอคะ?”
[ปู่อยู่นี่ และนั่นไม่ใช่ช้าง มันคือยันต์แปดทิศต่างหาก ซิงซิง ปู่ก็แค่อยากมาดูหนูสักหน่อย เดี๋ยวก็จะไปแล้ว]
[ดูเหมือนว่าพรสวรรค์ของหนูจะฟื้นตัวได้เร็ว เท่านี้ปู่ก็สบายใจแล้ว ไม่ต้องรู้สึกกลัวนะ ค่อย ๆ ยอมรับมันก็ได้แล้ว]
[ซิงซิงทำได้ดีมาก]
ในใจของเทียนเต้าเกิดความรู้สึกสะเทือนใจ
เดิมทีเขาคิดว่ามีความเป็นไปได้มากว่าจะออกศึกไม่ชนะ แต่คิดไม่ถึงเลยว่าพายุเฮอริเคนที่พัดออกมาจากปีกผีเสื้อ เด็กน้อยจะหลบไปได้อย่างดี
แม้ว่าซิงซิงจะไม่ค่อยเข้าใจความหมายของเทียนเต้า แต่ก็รู้ว่าตัวเองถูกชม
เด็กน้อยยืดเอวอย่างภาคภูมิใจ ท้องน้อยนูนออกไปด้านหน้า และยิ้มหวานไปในอากาศ
“ขอบคุณค่ะคุณปู่~”
รอลูบหัว QvQ~
แต่ยังไม่ทันได้ถูกลูบหัว รอยยิ้มของเธอก็ค่อย ๆ หายไป ดวงตารูปจันทร์เสี้ยวค่อย ๆ เบิกกว้าง เผยให้เห็นความตกใจกลัว
หนึ่งคือคุณปู่หายไปแล้ว เหมือนกับว่าไม่เคยมีมาก่อน
สองคือ…เธอเห็นเรื่องที่น่ากลัวมากในช้างตัวนี้!
วันนี้เธอจะถูกคนเลวจับตัวไป!
ทันทีที่รู้ตัว ประตูก็เปิดออก!
ซิงซิงสะดุ้งตกใจ กระโดดไปหลบอยู่หลังผ้าม่านในทันที
“ฮือ ๆ…คนชั่วมองไม่เห็นฉัน มองไม่เห็นฉัน…”
เธอหลับตาแน่นโดยไม่รู้เลยว่าเท้าของตัวเองโผล่ออกมาด้านนอกผ้าม่าน
นิ้วเท้างองุ้มด้วยความเครียด เหมือนกับขนมปังกลม ๆ ก้อนหนึ่ง
“ซิงซิง เล่นซ่อนหาอยู่เหรอ? หิวแล้วใช่ไหม? มากินข้าวเช้าเร็ว~”
เป็นเสียงที่อ่อนโยนของผู้อำนวยการหลี่
เธอตอบสนองด้วยอาการตัวสั่นเทา
เป็นป้าคนเมื่อวานนี้ที่มาที่นี่…
มือเล็ก ๆ ดึงผ้าม่านด้วยความเครียด โผล่ออกมาอย่างระมัดระวังเหมือนกับแมวน้อย และสบตากับผู้อำนวยการหลี่
อีกฝ่ายมองเธอด้วยความรักและอ่อนโยนเหมือนตามปกติ
ซิงซิงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เป็นผู้อำนวยการหลี่หรอกเหรอ คุณป้าที่อ่อนโยนคนเดิมกลับมาแล้ว!
เมื่อคืนจะต้องเป็นฝันร้ายของซิงซิงแน่นอน~
เป็นเรื่องง่ายสำหรับเด็กที่จะแยกไม่ออกระหว่างความฝันและความจริง โดยเฉพาะซิงซิงที่ผ่านอะไรมามากมายเมื่อวานนี้จนสมองแทบใช้การไม่ได้แล้ว
เธอวิ่งออกมาจากด้านหลังของผ้าม่านด้วยความแปลกใจ และโผเข้าไปในอ้อมกอดของผู้อำนวยการหลี่
“ป้าคะ! ซิงซิงกลัว!”
ซิงซิงกลัวมาก วันนี้จะมีคนชั่วมาจับเธอไป คุณป้าจะต้องปกป้องเธอใช่ไหม!
หลี่ฟางกอดซิงซิง ใบหน้ามีรอยยิ้ม และมองดูเด็กน้อยอย่างพิจารณา
เด็กคนนี้ดูแล้วอ่อนแอนิดหน่อย ใบหน้าแดง และยังมีรอยแดงบาง ๆ จากที่ตนหยิกไปเมื่อวานด้วย
หลี่ฟางขมวดคิ้วเล็กน้อย จากนั้นก็ยิ้มอีกครั้ง
“ซิงซิงไม่ต้องกลัว ซิงซิงฟังป้านะ เดี๋ยวป้าจะพาหนูไปกินเค้กสตรอว์เบอร์รีที่หนูชอบมากที่สุด ดีไหม?”
“ว้าว!” เด็กน้อยอ้าปาก ดวงตาเป็นประกาย
เด็กน้อยลืมไปชั่วขณะหนึ่งเรื่องที่จะถูกคนเลวจับตัวไป
ซิงซิงถูกอุ้มไปที่ห้องของผู้อำนวยการหลี่
เธอนั่งอยู่บนเก้าอี้ของโต๊ะเครื่องแป้ง นั่งแกว่งขาเล็ก ๆ พร้อมกินเค้กสตรอว์เบอร์รีไปด้วย
เค้กชิ้นเล็กดูใหญ่เป็นพิเศษเมื่ออยู่บนมือของเด็กน้อย
เธอต้องถือมันด้วยมือทั้งสองข้าง
ซิงซิงพอใจกับการกินมาก แต่ว่ารู้สึกเจ็บหนังศรีษะจากการถูกดึงนิดหน่อย…
ป้าหลี่กำลังถักผมเปียให้กับเธอ
ใช้เชือกไหมพรมสีชมพูที่น่ารักมากถักเป็นเกลียว และติดดอกไม้เล็ก ๆ น่ารักอีกด้วย
รอจนเธอกินเสร็จ หลี่ฟางก็เช็ดหน้าให้เธออย่างพิถีพิถันอีกครั้ง หลังจากนั้นก็นำชุดใหม่ออกมาให้ซิงซิงสวมใส่ ซึ่งมันเป็นชุดสีชมพู ด้านบนกระโปรงประดับไปด้วยโบมากมาย
“ว้าว!”
ซิงซิงจับหน้าด้วยความตื่นเต้น
นี่มันเหมือนชุดที่เจ้าหญิงในนิทานสวมใส่เลย สวยมาก!
“ชอบไหม?” หลี่ฟางมองซิงซิงด้วยรอยยิ้ม
ช่างเป็นตุ๊กตาน้อยที่สวยจริง ๆ เธอดูแลสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามายี่สิบกว่าปี นี่เป็นครั้งแรกที่เจอกับของดีแบบนี้
ซิงซิงไม่กล้าแม้แต่จะยื่นมือไปจับ ก้มหน้าลูบโบตรงเอวอย่างระมัดระวัง และพยักหน้าแรง ๆ
“อื้ม!”
หลี่ฟางพยักหน้าอย่างพอใจ “วันนี้ซิงซิงมีความสุขมาก ยิ้มเข้าไว้นะ และต้องสุภาพเมื่อเจอกับคุณลุงคุณป้าด้วย”
ซิงซิงเขย่งปลายเท้าหมุนไปรอบ ๆ ด้วยความดีใจเป็นอย่างยิ่ง
มีความสุขมากเลย! ผู้อำนวยการหลี่ดีจริง ๆ!
ณ เวลานี้ โทรศัพท์ของหลี่ฟางก็ดังขึ้น
ตอนที่เธอมองเห็นหมายเลขโทรศัพท์ ดวงตาก็เป็นประกายครู่หนึ่ง
เธอเก็บโทรศัพท์และมองไปยังซิงซิงที่ยืนเขย่งเท้าอยู่หน้ากระจกด้วยความดีใจ พร้อมพูดกับเด็กน้อยอย่างอ่อนโยน
“ไปเถอะซิงซิง ไปพบแขกเป็นเพื่อนป้าหน่อย ดีไหมจ๊ะ?”
ซิงซิงกระโดดโลดเต้นไปยังข้างกายของหลี่ฟาง จับมือของอีกฝ่ายและพยักหน้า “ดีค่ะ!”
…
หลี่ฟางพาซิงซิงมาที่ห้องรับแขกของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า
ทันทีที่เปิดประตู สามคนที่นั่งอยู่ด้านในก็ยืนขึ้น
เป็นคู่สามีภรรยาคู่หนึ่งที่ดูเหมือนว่าอายุจะแตกต่างกันค่อนข้างมาก และยังมีเด็กผู้ชายที่อายุมากกว่าซิงซิงประมาณสองปีอีกคนหนึ่ง
“สวัสดีจ้ะป้าหลี่ นี่คือซิงซิงเหรอ? น่ารักจริง ๆ” ผู้หญิงดูจะอายุน้อยกว่าผู้ชายมาก เหมือนกับยังไม่บรรลุนิติภาวะเลย
ดูเหมือนว่าเธอจะรู้จักหลี่ฟาง หญิงสาวเดินเข้ามาเป็นคนแรก ยิ้มและลูบหัวของซิงซิง
ซิงซิงไม่ใช่เด็กที่กลัวคนแปลกหน้า
แต่ว่าตอนที่ผู้หญิงคนนั้นยื่นมือมา เธอกลับหดคอโดยสัญชาตญาณ และรู้สึกชาไปทั้งด้านหลัง
เหมือนกำลังเจอกับตัวหนอนที่เธอกลัวที่สุด
แต่หลี่ฟางไม่อนุญาตให้เธอถอยหลัง
หลี่ฟางดันหลังของซิงซิง เด็กน้อยจึงสะดุดไปด้านหน้าสองก้าว
ทันใดนั้นก็มีมือคู่หนึ่งยื่นออกมาดึงเธอไปไว้ในอ้อมกอดแทน
เธอเงยหน้ามอง เขาคือผู้ชายที่นั่งอยู่เมื่อกี้นี้
ชายคนนี้สวมแว่นตา ร่องรอยบนใบหน้าบ่งบอกว่าเขาไม่ใช่คนที่อายุน้อย แม้ว่าตาของเขากำลังยิ้ม แต่ก็ดูเหมือนไม่ใช่เลย
“สวยจริง ๆ ด้วย สวยกว่าเด็กน้อยที่อยู่ในโทรทัศน์พวกนั้นเสียอีก”
ซิงซิงพยายามดิ้น แต่ก็ดิ้นไม่หลุด
มือของชายคนนั้นยิ่งกอดแน่นเข้าไปอีก
มือของเขากระชับอยู่ที่ด้านหลังของเด็กน้อย มือเย็นมาก ทำให้ซิงซิงรู้สึกหนาวไปทั้งตัว
ท้องของเธอปั่นป่วน เค้กสตรอวเบอร์รีที่กินไปเมื่อเช้าเหมือนจะกลายเป็นหนอนที่ติดอยู่ในลำคอของเธอพร้อมกับดิ้นทีละเล็กน้อย
“อ้วกกก——”
ซิงซิงอ้วกออกมา มันเลอะไปทั้งตัวของผู้ชายคนนั้น
คู่สามีภรรยาตกตะลึง ส่วนหลี่ฟางก็หน้าเปลี่ยนสีในทันที!
เธอก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แล้วดึงเสื้อด้านหลังของซิงซิงเพื่อหิ้วตัวเด็กน้อยออกมา
จากนั้นจึงกล่าวขอโทษชายหนุ่มที่กำลังขมวดคิ้วอยู่ด้วยความรู้สึกผิด
“ขอโทษจริง ๆ นะคะ เมื่อคืนเด็กคนนี้นอนถีบผ้าห่ม เลยเป็นหวัดขึ้นมาน่ะค่ะ เดี๋ยวฉันจะให้คนเอาเสื้อผ้าสะอาดมาให้คุณนะคะ ต้องขอโทษด้วยค่ะ ฉันขอพาเด็กไปทำความสะอาดสักครู่นะคะ”
ซิงซิงรู้สึกไม่สบายตัวเป็นอย่างมาก หายใจไม่ออกเพราะถูกดึง ท้องไส้ไม่ดี และอ้วกจนน้ำตาไหลออกมา
ดูแล้วน่าเวทนาอย่างยิ่ง
เธอไม่สบายใจเลย และสิ่งที่ทำให้เด็กน้อยไม่สบายใจยิ่งขึ้นไปอีกก็คือตอนที่ผู้ชายคนนั้นกำลังพูด สายตาของเขามองเธออยู่ตลอดเวลา
สายตาแบบนั้น…ทำให้เธอกลัว
“ไม่เป็นไรหรอก” ชายคนนั้นพูด “เด็กละนะ เข้าใจได้”
หลี่ฟางได้ฟังแบบนั้นก็ยิ้มขึ้นมา
สำเร็จแล้ว ลูกค้าพอใจมาก
บทที่ 8 แมวจรจัดวิ่งมาจากไหน
ซิงซิงถูกหลี่ฟางลากไปที่ห้องน้ำ
เด็กน้อยตกใจกับการกระทำอันรุนแรงนี้ เธอไออย่างหนัก สองมือโบกไปมาพยายามคว้าอะไรบางอย่าง
น้ำตาหยดลงมาแหมะ ๆ น้ำเสียงแหบแห้งฟังไม่ชัด
“ป้า ป้าคะ…ฮือ ๆ ป้าคะ…”
คำพูดของเธอถูกปิดด้วยผ้าขนหนู
หลี่ฟางเช็ดหน้าของเธออย่างรุนแรง
ยังดีที่เธออ้วกใส่ผู้ชายคนนั้น ไม่ได้ทำให้ร่างกายของตัวเองสกปรก
ไม่อย่างนั้นต้องเปลี่ยนกระโปรงใหม่อีกแน่
เช็ดหน้าเสร็จ หน้าของซิงซิงก็แดงยิ่งกว่าเดิม
เดิมทีผิวของเด็กก็บอบบางอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งมองเห็นเลือดฝาดใต้แก้มของใบหน้าขาวซีดได้อย่างชัดเจน
ซิงซิงร้องไห้ไม่หยุด ไม่รู้ว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้
เหมือนกับภายในหนึ่งคืนทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
ลุงกับป้าเมื่อสักครู่นี้ ทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจมาก…
หลี่ฟางมองซิงซิงด้วยสายตาเย็นชา และพูดด้วยความหงุดหงิด “ร้องเสร็จรึยัง? หุบปากได้แล้ว”
พูดเสร็จก็พาเธอกลับไปยังห้องรับแขกอีกครั้ง
เธอตกใจมาก นั่งลงอย่างแรง และส่ายหัวตะโกนร้องไห้อย่างบ้าคลั่ง
“ป้าคะ! หนูไม่ไป ซิงซิงไม่ไป…ฮือ ๆ ซิงซิงจะไม่ดื้อ…”
“แกจะไม่ไปงั้นเหรอ?” หลี่ฟางยิ้มเยาะ
เธอบีบบังคับและอุ้มซิงซิงขึ้นมา
ในตอนที่ซิงซิงยังไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ เธอก็หยิกไปที่ขาของเด็กน้อยอย่างแรง
“ถ้าร้องอีกฉันจะตีแก!”
ซิงซิงร้องด้วยความเจ็บปวด ร้องไห้จนตัวสั่น แต่หลังจากได้ยินในสิ่งที่หลี่ฟางพูด เธอก็กัดริมฝีปากของตัวเอง
เจ็บจัง…แต่เธอไม่อยากถูกตี
ร่างกายของเธอกระตุก ซิงซิงรู้สึกหวาดกลัวมาก
หลี่ฟางพูดน้ำเสียงเย็นชาอย่างไม่พอใจ เช็ดน้ำตาของซิงซิงพร้อมกับมองตาเด็กน้อย
“ซิงซิง แกจะถูกรับไปเลี้ยงแล้ว ไม่ดีใจเหรอ?”
“ครอบครัวนี้รวยมาก รวยมาก ๆ ทรัพย์สมบัติที่มีก็เป็นรองแค่อินซื่อ”
“แต่ว่าคนมีเงินก็มักจะน่าละอายแบบนี้แหละ”
“ประธานโจวน่ะเขาชอบเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่เขาเลี้ยงมากับมือ”
“เห็นภรรยาของเขาไหม? หล่อนก็มาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าของฉันนี่แหละ แล้วยังมีลูกชายให้เขาอีกคนด้วย”
“ตอนนี้ประธานโจวรู้สึกว่าหล่อนอายุมากแล้ว ดังนั้นจึงอยากรับเลี้ยงหญิงสาวสักคน”
“ถือโอกาสไปเป็นเพื่อนของลูกชายเขาด้วยเลยไง”
“ไม่ดีเหรอ ซิงซิง แกจะได้ไปเป็นลูกสาวของประธานโจว นี่เป็นเรื่องที่ใคร ๆ ก็ฝันถึงทั้งนั้น”
เธอลูบคลำใบหน้าของซิงซิง
“แกทั้งสวยทั้งน่ารักขนาดนี้ จริง ๆ ฉันก็ทำใจไม่ลงหรอกนะ”
“แต่ว่าช่วงนี้ฉันต้องการเงิน อีกอย่างประธานโจวก็ให้เยอะมากด้วย”
“ซิงซิง เชื่อฟังหน่อยนะ”
ซิงซิงตัวสั่นเทา
เด็กน้อยรู้สึกปวดไปทั้งตัว สมองเลอะเลือน ไม่ค่อยเข้าใจว่าหลี่ฟางกำลังพูดอะไร
แต่ว่าเธอเข้าใจอยู่เรื่องหนึ่ง…ครอบครัวเมื่อกี้นี้จะรับเธอไปเลี้ยง
เธอยังต้องรอพี่หกมารับนะ เธอไปไม่ได้!
แต่ว่าเธอยังไม่ทันได้ร้องไห้ดิ้นรน เสียงของผู้ชายคนนั้นก็ดังขึ้นจากด้านนอก
“ผู้อำนวยการหลี่ ยังไม่เสร็จอีกเหรอ?”
ผู้อำนวยการหลี่ยิ้มกริ่ม กอดซิงซิงน้อยแล้วเดินออกไป “เสร็จแล้วค่ะ เสร็จแล้วค่ะ ประธานโจวอย่ารีบร้อนสิคะ เด็กคนนี้กลัวคนแปลกหน้านิดหน่อยน่ะค่ะ”
โจวเต๋อหัวเราะเสียงดัง พลางยื่นมือไปทางผู้อำนวยการหลี่
“โอเค ส่งเด็กมาให้ผมเถอะ กลัวคนแปลกหน้าก็ไม่เป็นไร รีบกลับบ้านไปพักสักสองวันก็ดีขึ้นแล้ว”
เขาส่งสัญญาณให้หลี่ฟางส่งซิงซิงมาที่อ้อมกอดของตน
หลี่ฟางพยักหน้า พลางทำสัญญาณมือนับเงิน
โจวเต๋อพยักหน้า จากนั้นหลี่ฟางจึงยิ้มขึ้นมา
“ประธานโจวพูดถูกแล้ว ถ้างั้นรีบพาเด็กกลับไปเถอะค่ะ”
พูดเสร็จก็เอาซิงซิงยัดเข้าไปในอ้อมกอดของผู้ชายคนนั้น
ร่างเล็กของซิงซิงแข็งทื่อด้วยความตกใจ ทันใดนั้นเธอก็ระเบิดพลังออกมา!
เด็กน้อยกัดริมฝีปากของตัวเองแล้วดิ้นเต็มกำลัง กลั้นจนใบหน้าแดง แล้วบิดเอวเต็มแรง!
หลี่ฟางคิดว่าทำให้ซิงซิงกลัวตัวเองแล้วแท้ ๆ แต่คิดไม่ถึงว่าเด็กคนนี้ยังกล้าที่จะไม่เชื่อฟังอีก
เมื่อไม่ทันได้ระวังก็ทำให้ซิงซิงตกลงไปอยู่บนพื้น
ทันทีที่เธอตกลงไปบนพื้น เธอก็ไม่ได้สนใจเลยแม้แต่นิดว่าเท้าของตัวเองจะเจ็บแค่ไหน
ไม่แม้กระทั่งร้องไห้ เพียงแค่ต้องการรีบลุกขึ้นจากพื้นแล้ววิ่งออกไปข้างนอกเท่านั้น!
“นี่! ซิงซิง!”
สีหน้าหลี่ฟางเปลี่ยนเป็นเย็นชา เร่งเท้าไล่ตามไปอย่างรวดเร็ว
แต่ว่าเธอใส่รองเท้าส้นสูง ส่วนเด็กก็วิ่งเข้าไปในพงหญ้าแล้ว มุดเข้าไปในพุ่มไม้ ทำให้เธอจับไม่ได้
“พวกแกมัวทำอะไรอยู่ รีบไปจับมันมาให้ฉัน!”
หลี่ฟางกระทืบเท้าด้วยความโกรธ และบีบฝ่ามือแน่น
ไม่คิดว่าเด็กคนนี้จะดื้อแบบนี้ คิดไม่ถึงเลยจริง ๆ
รอจับได้ก่อนเถอะ จะต้องอบรมสั่งสอนสักรอบแล้ว
หรือไม่ก็ใช้วิธีที่เธอคุ้นเคยที่ใช้ก่อนหน้านี้เลยละกัน!
พนักงานคนอื่น ๆ ของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ารีบวิ่งมาสกัดกั้นโดยทันที
แต่คาดไม่ถึงว่าซิงซิงจะมุดไปตามพุ่มไม้จนถึงริมรั้ว
ถ้ำของน้องหมาริมรั้วก็มีเพื่อนคนอื่นที่บอกเธอมา
กระโปรงที่ใส่ถูกขีดข่วนจนเสียหมดแล้ว ส่วนผิวที่เปิดโล่งก็เจ็บมาก
แต่ว่าซิงซิงก็ไม่กล้าหยุด
เมื่อกี้นี้เธอเห็นยันต์แปดทิศที่น่ากลัวบนร่างกายของผู้ชายคนนั้นด้วย…
เคยทำเรื่องที่เลวร้ายมามาก ๆ เลวกว่าพวกคนเลวในการ์ตูนรวมกันเสียอีก
เธอไม่ต้องการถูกคนเลวจับตัวไป เธออยากหาพี่หก
พี่หก…
ซิงซิงมุดถ้ำหมาด้วยความลำบาก เช็ดตาของตัวเองไม่ให้น้ำตามาบดบังทางด้านหน้า
ก้อนหินแหลมคมบาดไปยังขานิ่ม ๆ ของเด็กน้อย บนแก้มก็เต็มไปด้วยคราบเลือด
ผมยุ่งเหยิงถูกพันด้วยเชือกสีชมพู
พี่หก พี่อยู่ที่ไหน…
ซิงซิงจะถูกคนชั่วจับตัวไปแล้ว ซิงซิงเจ็บมาก…
ด้านหลังมีเสียงด่าตามมา แต่ในที่สุดเธอก็มุดออกมาได้
ด้านหน้าเป็นถนนใหญ่ที่มีรถวิ่งไปมา แต่เธอไม่ได้คิดอะไรเลย
หากไม่รีบวิ่งก็จะถูกจับตัว
และตอนนี้เธอใกล้จะหมดแรงแล้ว
แต่ตราบใดที่ยังไม่โดนจับตัวไปก็จะยังคงรอพี่หกได้…
ซิงซิงล้มลุกคลุกคลานทั้งแขนและขา วิ่งไปยังถนนฝั่งตรงข้ามอย่างบ้าคลั่ง!
“ซิงซิง!”
“ซิงซิง!”
ด้านหลังมีเสียงตะโกนตามมา จากนั้นก็ตามด้วยเสียงเบรกรถดังเอี๊ยด——
เธอล้มลงกับพื้น
ทะเบียนรถด้านหน้าห่างจากหน้าผากของเธอไม่เกินสามเซนติเมตร
ล้มแล้ว ไม่ได้…ต้องลุกขึ้น จะต้องหนีคนเลวให้ได้…
แต่ว่ามันเจ็บมาก…
เข่าของเธอแตก เลือดไหลเยอะมาก และยังบวมอีก
ดูเหมือนว่าจะลุกไม่ไหวแล้ว
ร่างเล็ก ๆ เจ็บจนสั่นไปทั้งตัว ทางด้านหลังก็มีเสียงฝีเท้าที่เดินใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
แต่ก่อนที่จะถูกหลี่ฟางจับไป เธอก็ได้ยินเสียงผู้ชายดังขึ้น
“นี่มันแมวจรจัดวิ่งมาจากไหนกัน”
ซิงซิงเงยหน้าขึ้น บนใบหน้าอ่อนโยนมีแต่ความสกปรกปะปนกับคราบเลือด มองไม่เห็นโครงหน้าเค้าเดิมเลยสักนิด
ดวงตากลม ๆ เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ผู้ชายที่ลงมาจากรถมองเธอด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก
ไม่ได้ประคองเธอขึ้นมา แถมยังเดินถอยหลังไปอีกก้าว
หลี่ฟางพาคนมาสองสามคน จนมาถึงด้านหลังของซิงซิง
“ประธานอินเองเหรอคะ ฮ่า ๆ ทำไมคุณถึงอยู่ที่นี่ล่ะคะ ขอโทษนะคะ พอดีเด็กในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าวิ่งหนีออกมา ยังดีที่รถของคุณเบรกทัน พวกเราตกใจแทบแย่…”
หลี่ฟางพูดไป พร้อมกับเดินไปกอดซิงซิงขึ้นมา
แต่เธอกลับโผไปด้านหน้า จับกางเกงของชายหนุ่มไว้ด้วยมือสกปรก ๆ ของเธอ
บทที่ 9 เด็กคนนี้ผมเอาไปนะ
อินเสินคิดไม่ถึงว่าตัวเองจะเจอกับแมวป่าน้อยที่แกล้งโดนรถชนเพื่อที่จะเอาเงินเขา
เขามองลงมาด้วยใบหน้าที่ไร้ความรู้สึก มองเด็กน้อยตัวกลมที่นอนอยู่บนพื้นพร้อมเคลื่อนตัวมาหาเขาอย่างน่าสงสาร
มือเล็ก ๆ ที่สกปรกจับกางเกงสูทของเขาไว้แน่น
กางเกงที่รีดอย่างประณีตจนเรียบเปื้อนไปด้วยดินและเลือด
เขาขมวดคิ้วพลางถอยหลังไปหนึ่งก้าว…
แต่คิดไม่ถึงเลยว่าแรงของเด็กนี่จะเยอะมากกว่าที่เขาคิดเสียอีก
นิ้วมือเล็ก ๆ ขาวซีด ราวกับกำลังจับฟางช่วยชีวิตเส้นสุดท้าย
เขาไม่ได้ดึงมือของเด็กน้อยออกจากกางเกงของตัวเอง
แต่หลี่ฟางคนนี้มายืนด้านหน้าของเขาแล้ว ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มประจบประแจง
อินเสินรู้จักหลี่ฟางดี เธอเป็นผู้หญิงที่โหดร้ายและฉลาดหลักแหลม
แล้วเขาก็รู้ด้วยว่าสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า
แต่ว่านี่ก็ไม่ได้มีการขัดผลประโยชน์ใด ๆ กับเขา แน่นอนว่าเขาก็จะไม่เอาตัวเองเข้าไปสนใจกับเรื่องนี้นัก
“ผมมารับเด็ก”
อินเสินพูดอย่างตรงไปตรงมา น้ำเสียงไม่ได้มีอารมณ์ขึ้นลงใด ๆ เสียงต่ำน่าฟัง แต่มีพลังกดดันซ่อนอยู่
หลี่ฟางตกตะลึง จากนั้นก็ยิ้มอย่างเจิดจ้า
“ประธานอินกำลังมองหาเด็กที่จะรับไปเลี้ยงจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าของพวกเราเหรอคะ? ได้แน่นอนค่ะ”
“ประธานอินต้องการแบบไหนคะ? บอกฉันมาได้เลยค่ะ”
เธอพูดไปด้วยโค้งตัวไปด้วย และอยากจะดึงซิงซิงที่อยู่บนพื้นขึ้นมา
ซิงซิงปวดจนแทบจะเป็นลมสลบอยู่แล้ว
เธอไม่อยากกลับไป…
เธอต้องการพี่หก…
และที่สำคัญที่สุด เธอรู้สึกว่ามีกลิ่นอายที่ชอบอยู่บนร่างกายของผู้ชายคนนี้
เหมือนกับพี่หกมาก
“พี่ พี่คะ…” เด็กน้อยอ่อนแอ เอ่ยเบามากเสียจนเกือบจะไม่ได้ยินเสียงแล้ว
อ่อนแอมาก ๆ เหมือนกับลูกแมวแรกเกิดที่ร้องขอความช่วยเหลืออย่างไร้เรี่ยวแรง
ตอนนี้หลี่ฟางเริ่มใช้แรงงัดมือของซิงซิง
“เดี๋ยว” จู่ ๆ อินเสินก็พูดออกมา
หลี่ฟางชะงัก “มีอะไรเหรอคะประธานอิน?”
อินเสินไม่ได้พูด แต่มองไปยังเด็กน้อยที่อยู่บนพื้น
จากนั้นเขาก็ยอบตัวลง
นิ้วเรียวยาวจับข้อมือของซิงซิงเบา ๆ
ซิงซิงพยายามใช้แรงที่มีอยู่น้อยนิดเงยหน้า สบตากับสายตาเย็นชาคู่นั้น
สายตาของอินเสินมีความสนใจเล็กน้อย
“เจ็บหนักขนาดนี้ก็ไม่ร้องไห้เหรอ?”
สายตาของเด็กน้อยเต็มไปด้วยพลังและความขุ่นมัว ณ เวลาที่สบตากัน อินเสินมองเห็นอะไรบางอย่างในดวงตาคู่นั้น…
ความพึ่งพางั้นเหรอ?
เหมือนกับสัตว์ตัวเล็กตัวหนึ่ง และยังเป็นสัตว์ที่ใกล้จะตายด้วย
แต่ว่าเด็กคนนี้เข้าใจอะไรผิดไปรึเปล่า?
เขาไม่เพียงแต่ไม่ใช่พระเยซู แถมยังน่ารังเกียจยิ่งกว่าหลี่ฟางซะอีก
ซิงซิงสูดหายใจเข้า และไม่สนใจว่าร่างกายจะเจ็บแค่ไหน เพียงแต่อยากอยู่ใกล้กับพี่ชายคนนี้
เธอค่อย ๆ ขยับไปทางอินเสิน เอาหลังมือของเขามาถูกับหน้าตัวเองตามสัญชาตญาณ
“พี่คะ…”
น้ำเสียงนุ่มนวลทำให้หัวใจสั่นไหว เสียงและตัวที่กำลังสั่นนั้น ช่างเปราะบางและน่าสงสารยิ่งกว่าแมวน้อยเสียอีก
นิ้วมืออินเสินเกร็งเล็กน้อย หลังมือมีความรู้สึกร้อน ๆ นุ่ม ๆ โดยไม่รู้ตัว
ส่วนหลี่ฟางนั้นเกิดความสับสนอยู่ด้านข้าง
ว่ากันว่าประธานอินเป็นคนไม่แน่นอน นาทีก่อนกำลังยิ้ม นาทีต่อไปอาจจะทำให้คุณสูญเสียทุกอย่างได้
เธอไม่รู้เลยว่าประธานอินกำลังโกรธรึเปล่า
ถ้าหากว่าโกรธจริง ๆ แล้วอยากได้ซิงซิงไประบายความโกรธจะทำยังไงล่ะ?
หากซิงซิงบาดเจ็บ ก็อาจจะไม่มีราคาเหมือนอย่างตอนนี้แล้ว
ในขณะเดียวกัน ครอบครัวโจวเต๋อก็ตามออกมา
ตอนแรกโจวเต๋อไม่ทันได้สังเกตอินเสินที่นั่งยองอยู่ เขาตะโกนไปทางหลี่ฟาง
“จับเด็กได้แล้วทำไมไม่เอามา พวกเราจะกลับบ้านแล้ว”
หลี่ฟางยิ้มอย่างลำบากใจ มองไปยังอินเสิน
“ประธานอิน เด็กคนนี้เป็นคนที่ประธานโจวรับเลี้ยง ถ้างั้น…”
“เหรอ?” อินเสินพยักหน้า เตรียมตัวจะลุกขึ้น
เขามาที่นี่เพื่อมาหาเด็กที่เซี่ยจื่ออวี้สนใจ ไม่ได้มาเพื่อทำการกุศลช่วยเหลือลูกแมว
แน่นอนว่าเขารู้ว่าโจวเต๋อคนนี้เป็นคนที่น่ารังเกียจ แต่ว่าเขากับโจวเต๋อคนนี้ทำธุรกิจร่วมกันอยู่
แต่ไหนแต่ไรมาเขาไม่เคยเอาเรื่องที่ไม่สำคัญมาทำลายผลประโยชน์ของตัวเอง
หลี่ฟางมองเห็นท่าทางของประธานอินก็โล่งอก และพูดเสียงดัง “ซิงซิง รีบขอโทษประธานอินเดี๋ยวนี้!”
แต่หลังจากที่อินเสินได้ยินก็ขมวดคิ้วทันที “ซิงซิง?”
นั่นมันสาวน้อยที่เซี่ยจื่ออวี้กำลังหาไม่ใช่เหรอ?
ซิงซิงพยายามเงยหน้า ใช้กำลังสุดท้ายมองไปยังอินเสิน
พี่ชายเรียกเธอ…พี่ชายชอบเธอใช่ไหม?
นี่ก็คือพี่ชาย…เธอจะอยู่กับพี่ชาย
กลับบ้าน เธอจะต้องกลับบ้าน!
“พี่คะ…อย่าทิ้งซิงซิงนะ…พาซิงซิงกลับบ้าน…”
เด็กน้อยถึงขีดจำกัดแล้ว หลังจากพูดจบประโยคก็ล้มไปด้านหน้าในทันที!
หลี่ฟางรีบยื่นมือออกไป เตรียมพร้อมจับเสื้อด้านหลังของซิงซิงให้กลับมา
แต่คิดไม่ถึง ปฏิกิริยาของอินเสินไวกว่าเธอเสียอีก!
อินเสินลดสายตาต่ำลง มือทั้งสองข้างพยุงซิงซิงและดึงเธอขึ้นมาแทน
สกปรกมาก
เจ้าตัวเล็กนี่ยุ่งยากจริง ๆ
หัวคิ้วของเขาขมวดแน่นยิ่งกว่าเดิม แต่ก็ไม่ได้ปล่อยมือ
ซิงซิงฟุบอยู่บนไหล่ของอินเสินด้วยความเลอะเลือน ได้กลิ่นหอมเยือกเย็นบาง ๆ บนตัวเขา
ความรู้สึกปลอดภัยที่อธิบายไม่ถูกพรั่งพรูออกมา
ในที่สุดเชือกที่มัดแน่นอยู่บนผมของเด็กน้อยก็ขาดออก
ศีรษะของเธอว่างเปล่าแล้ว จากนั้นก็หลับไปด้วยความโล่งใจ
สีหน้าของอินเสินไม่ชัดเจน ยิ่งท่าทางยามกอดเด็กน้อยที่สกปรกนั้นยิ่งทำให้คนรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก
มูลค่าบนตัวของเขามีมากอย่างน้อยหกหลัก แต่เขากลับอุ้มเด็กที่มีแต่เศษดินและใบหญ้า
เห็นได้ชัดว่าหลี่ฟางทำตัวไม่ถูกและมีสีหน้าลำบากใจ
ขณะเดียวกัน ครอบครัวโจวเต๋อก็เดินมา
ในที่สุดโจวเต๋อก็มองเห็นชัดแล้วว่าผู้ชายหล่อสูงคนนี้คือใคร
“อ้าว! นี่ไม่ใช่ประธานอินหรอกเหรอ!” โจวเต๋อยิ้มทันที
ดวงตาเล็ก ๆ เปิดเผยถึงความฉลาดเฉียบแหลม
“ประธานอิน คุณก็ชอบเด็กสาวเหมือนกันเหรอ…ฮ่า ๆ”
เขาดูเหมือนจะเข้าใจทุกอย่างแจ่มแจ้ง
“หากรู้ว่าประธานอินชอบละก็ ผมจะต้องช่วยหาให้ประธานอินแน่นอน”
เขาพูดพลางเดินไปยังอินเสินที่อุ้มเด็กน้อยด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
สีหน้าของอินเสินไม่เปลี่ยนแปลง แต่มือที่กอดเด็กน้อยไว้กระชับแน่นมากขึ้น
เจ้าเด็กนี่นอนหลับใหล แต่มือยังคงดึงเสื้อของเขาไว้ ดูเหมือนว่าจะรู้สึกไม่ปลอดภัยมาก ๆ
เชื่อใจมากขนาดนั้นเชียว?
ตลาดมีขึ้นมีลง เช่นเดียวกับความเชื่อใจที่หายากที่สุด
อินเสินยิ้มจาง ๆ แล้วหันไปพูดกับโจวเต๋อ “ไม่ต้องหรอกครับ ก็แค่มีคนฝากฝังให้ผมมารับเด็กน่ะ”
พูดเสร็จเขาก็พยักหน้าให้กับหลี่ฟางและโจวเต๋อ
“ผมจะพาซิงซิงไป ในเมื่อเธอเป็นเด็กที่ประธานโจวจะรับเลี้ยง หลังจากนี้ความเสียหายของประธานโจวให้แจ้งกับทางผู้ช่วยของผมได้เลย ผมจะชดใช้ให้เป็นเท่าตัว”
พูดเสร็จก็ไม่รอว่าใครจะมีปฏิกิริยาอย่างไร เขาก็เดินขึ้นรถไปแล้ว
รถไมบัคที่สั่งทำพิเศษเหยียบคันเร่งออกไป ทำให้คนด้านข้างกินฝุ่นกันเป็นแถว
หลี่ฟางยิ้มเยาะ “เอ่อ…ประธานโจวคะ ทางฉันก็ไม่รู้จะทำยังไงดี…”
โจวเต๋อจ้องมองรถคันนั้น สีหน้าอึมครึม จากนั้นก็แสยะยิ้ม “เด็กคนนั้นฉันจองแล้ว”
หลายปีมานี้ เขาเพิ่งจะเจอคนที่เหมาะกับรสนิยมของเขาเป็นครั้งแรก
สำหรับนักธุรกิจผลประโยชน์ต้องมาก่อน เขาไม่เชื่อหรอก คนอย่างอินเสิน ถ้ามีผลประโยชน์ใหญ่โตมากองอยู่ตรงหน้า อีกฝ่ายจะไม่ยอมปล่อยมือแน่
เขากับอินเสินร่วมงานกันมานาน เขารู้ว่าคนเลือดเย็นอย่างอินเสินมีแต่เรื่องผลประโยชน์ในสายตา
ดังนั้นอินเสินไม่มีทางฉีกหน้าเขาเพื่อเด็กกำพร้าคนนี้แน่!
บทที่ 10 ห้องสีชมพูของพี่อวี้ อันธพาลประจำโรงเรียน
เซี่ยจื่ออวี้นึกไม่ถึงว่าจะเจอซิงซิงอีกครั้งในสภาพนี้ บนหน้าและแขนของเด็กน้อย ส่วนไหนที่เป็นผิวเปิดโล่งล้วนแต่มีรอยเลือดทั้งสีอ่อนและเข้ม หัวเข่าก็บวมเป่งเป็นก้อนปูดโปน รอยฟกช้ำสีม่วงดูน่ากลัวมากบนผิวขาวนวล
แม้แต่ตอนหลับก็ดูยังรู้สึกกระสับกระส่าย ขนตาเรียวยาวสั่นระริก คิ้วเล็ก ๆ ขมวดมุ่นตลอดเวลา ปากเล็ก ๆ พึมพำไม่ได้ศัพท์ การหายใจถี่กระชั้นราวกับกำลังเผชิญกับฝันร้าย
เซี่ยจื่ออวี้กำมือแน่น ยืนข้างเตียงผู้ป่วย พลางพูดเสียงเย็นเยือก
“ทำไมถึงเป็นแบบนี้”
อินเสินจุดบุหรี่ท่าทางไม่แยแส
“ที่นั่นคือสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า สำหรับที่นั่น จะเกิดอะไรขึ้นมันก็ไม่แปลกหรอก”
“เซี่ยจื่ออวี้ ตอนแรกที่ฉันพาแกออกมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า แกน่าเวทนายิ่งกว่านี้อีก”
เซี่ยจื่ออวี้จุกในลำคอ “นี่มันไม่เหมือนกัน!”
ตอนนั้นเขาก็ไม่มีใครชอบเหมือนตอนนี้ แต่ว่าซิงซิงไม่ใช่ ซิงซิงใสสะอาดและอ่อนโยนแบบนั้น ทำไมถึงมีคนใจร้ายกับเธอแบบนี้!
อินเสินพ่นควันบุหรี่ออกมา สายตามองไปยังเซี่ยจื่ออวี้และเจ้าตัวกลมที่อยู่บนเตียง พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“คิดไม่ถึงว่าเด็กคนนี้อาบน้ำอาบท่าแล้วจะสวยขนาดนี้ มิน่าล่ะ บ้านโจวถึงจะรับไปเลี้ยง”
“บ้านโจวเหรอ” เซี่ยจื่ออวี้ขมวดคิ้ว
เขายืนขึ้นและเดินไปทางอินเสิน สายตาอินเสินฉายแววแปลกใจเมื่อเขาเดินมาดับบุหรี่
“มีเด็กอยู่ อย่าสูบบุหรี่” เซี่ยจื่ออวี้พูดเสริม
อินเสินอยากหัวเราะ “เซี่ยจื่ออวี้ แกคิดว่าตัวเองเป็นพี่ชายของเธอจริง ๆ เหรอ”
“ฉันจะหยุดแค่ตรงนี้ จะไม่ช่วยแกต่อ รวมถึงเด็กคนนี้ด้วย”
“สำหรับฉันแล้ว เธอก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งในข้อตกลงของฉันกับแก”
“แกเตรียมตัวไว้ด้วยล่ะ หลังจากนี้สามเดือน ฉันจะจัดการเรื่องโรงเรียนให้แก”
“ถึงเวลาก็ตั้งใจเรียนซะ อย่าทำให้ฉันผิดหวัง”
อินเสินพูดจบก็เดินออกจากห้องผู้ป่วยไป
แต่ก่อนที่จะเดินออกจากห้องผู้ป่วย เขาหันกลับไปมองเจ้าก้อนกลมที่อยู่บนเตียง
เจ้าก้อนกลมตัวน้อย ๆ นอนขดอยู่ใต้ผ้าห่มสีขาว ใบหน้าขาวละเอียด อ่อนนุ่มและเปราะบาง
เด็กน้อยขยับปากขมุบขมิบ เหมือนกับว่าเรียก—พี่ชาย
ทันใดนั้นอินเสินก็เข้าใจแล้วว่าทำไมเซี่ยจื่ออวี้ถึงปฏิบัติกับเด็กคนนี้เป็นพิเศษ แต่… นี่มันเกี่ยวอะไรกับเขาล่ะ
หลังจากอินเสินจากไป ในห้องผู้ป่วยเดี่ยว VIP ขนาดใหญ่ก็มีเสียงกระซิบพึมพำดังขึ้นมา เซี่ยจื่ออวี้รีบไปนั่งลงด้านข้างซิงซิงในทันที ยื่นมือออกไปแตะที่หน้าผากของเธอแผ่วเบา ขนตาของเด็กน้อยสั่นระริกก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา
รูม่านตาดำสนิทยังคงพร่ามัวเล็กน้อย เป็นเพราะแสงสว่างที่ส่องเข้ามาอย่างกะทันหัน
เหมือนกับกระจกสีดำใส เพียงแค่มองก็เห็นสายตาที่แสดงอารมณ์ความรู้สึกออกมา ร่องรอยความหวาดกลัวยังคงหลงเหลืออยู่ในสายตาทั้งสองข้าง
หัวใจของเซี่ยจื่ออวี้เจ็บปวด
เขาไม่รู้ว่าความรู้สึกแบบนี้เรียกว่าความเจ็บปวด รู้แต่ว่าอยากจะมอบของที่ดีที่สุดให้เจ้าตัวน้อย อยากจะฉีกคนที่รังแกเธอให้หมดไป
“ซิงซิง…”
เขาพูดเสียงแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าจะทำให้เด็กที่เพิ่งตื่นตกใจ
ซิงซิงกะพริบตาปริบ ๆ
นี่คือที่ไหน?
ผ้าห่มสีขาวนุ่มนิ่มเหมือนกับนอนอยู่บนก้อนเมฆ ด้านหน้าคือพี่หกของเธอ พี่หกที่เธออยากกลับไปด้วยใช่ไหม นี่เธอกำลังฝันอยู่เหรอ
สมองเล็ก ๆ พยายามคิดย้อนกลับไป เธอจำได้แค่ว่าตัวเองวิ่งออกมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า หลังจากนั้นก็วิ่งไปบนถนนใหญ่แล้วได้เจอรถสีดำคันหนึ่ง และยังมีคนที่ใส่ชุดสีดำทั้งตัว…
คนคนนั้นใจร้ายมาก แต่ว่าเธอก็อดไม่ได้ที่จะขยับเข้าไปใกล้ ก่อนจะรู้สึกเหมือนถูกอุ้มไป แล้วก็ไม่รับรู้อะไรอีก…
ซิงซิงอ้าปากเอ่ยเรียกอย่างระมัดระวัง
“พี่… พี่ชายใช่ไหมคะ”
พอพูดออกมาถึงพบว่าลำคอตัวเองปวดร้าว เสียงแหบเหมือนเป็ดอีกต่างหาก…
เซี่ยจื่ออวี้หายใจเข้าลึก ๆ ลูบหัวของซิงซิงอย่างเบามือที่สุด
“พี่ชายอยู่นี่แล้ว”
ซิงซิงจ้องมองอย่างตกใจ
เธอไม่ได้กำลังฝัน!
เป็นพี่หกจริง ๆ!
วินาทีต่อมาเธอถึงรู้สึกแสบจมูก หยาดน้ำตาล้นเอ่อเต็มดวงตา ไหลลงมาอย่างควบคุมไม่ได้
“ฮือ ๆ ๆ พี่ชาย พี่ชาย…” ┭┮﹏┭┮
ซิงซิงเบะปาก ร้องเรียกหาพี่หกพลางยื่นมือออกไปอ้อนขออ้อมกอด ราวกับเอาความหวาดกลัว ความน้อยใจ และความเจ็บปวดทั้งหมดไปสะสมอยู่ในน้ำตา
“พี่ชาย พี่คะ กอดหนูหน่อย…”
ถูกป้าผู้อำนวยการรังแกไม่ร้องไห้ ถูกกิ่งไม้ข่วนจนหนังถลอกปอกเปิกก็ไม่ร้องไห้ ล้มหน้าคว่ำกับพื้นก็ไม่ร้องไห้ แต่ว่าตอนนี้ น้ำตากลับไหลอาบไม่มีท่าทีจะหยุด
เซี่ยจื่ออวี้ขมวดคิ้วครู่หนึ่ง เหมือนกับหัวใจถูกเถาวัลย์รัดไว้จนเขารู้สึกเจ็บนิดหน่อย
เขาโน้มตัวไปโอบซิงซิง
ร่างกายของเด็กน้อยสั่นเทา
เขาใช้ฝ่ามือตบหลังซิงซิงเบา ๆ พูดเสียงคลุมเครือ
“พี่ขอโทษ… ตอนแรกพี่ไม่น่าส่งเธอกลับไปก่อนเลย”
“พี่ขอโทษ ซิงซิง อย่าร้องไห้เลยนะ”
“พี่จะปกป้องเธอเอง”
“พี่จะฆ่าพวกมัน”
เมื่อพูดถึงประโยคสุดท้าย เด็กหนุ่มก็กัดฟันแน่น เขาไม่มีอะไรให้เสียอีกแล้ว ชีวิตก็ไม่ต้องการอยู่แล้ว แต่ซิงซิงเมื่อได้ยินประโยคนี้เธอก็ดิ้นขลุกขลักพยายามเงยหน้าจากอ้อมกอดของเซี่ยจื่ออวี้
“พี่คะ ไม่นะ ไม่เอา!”
เด็กน้อยร้องไห้จ้า แต่ก็พยายามพูดทุกอย่างออกมา
ซิงซิงคิดถึงความฝันนั้น เธอเอียงคอมองพี่หกผ่านม่านน้ำตาที่ขมุกขมัว ก่อนจะมองเห็นหน้าตาอันดุร้ายของเขา แต่ก็ยังน้อยกว่าที่เจอกันครั้งแรก
ดวงดาวที่เป็นตัวแทนของพี่หกหลุดออกจากวงโคจรที่อันตรายที่สุดแล้ว แต่ว่าก็ยังไกลไม่พอ…
ซิงซิงยังต้องพยายามอีก!
เธอออกแรงเช็ดน้ำตาตัวเอง ดวงตาแดงก่ำจากการร้องไห้เหมือนกับกระต่ายน้อยที่เต็มไปด้วยความกังวล
“ซิงซิงจะไม่ร้องไห้ แต่พี่อย่าฆ่าคนนะ”
เซี่ยจื่ออวี้เม้มริมฝีปากแน่น สักพักจึงพยักหน้า “โอเค”
เอาเป็นว่า รับปากเด็กน้อยไปก่อนแล้วค่อยว่ากัน
……
ก่อนจะรับซิงซิงกลับบ้าน เซี่ยจื่ออวี้โทรหาลูกน้องของตัวเอง
“หลี่หยวน แกรู้ไหมว่าห้องของเด็กผู้หญิงต้องซื้ออะไรบ้าง พวกตุ๊กตาหมี ตุ๊กตาบาร์บี้นี่ไปซื้อที่ไหนกัน?”
หลี่หยวนถือโทรศัพท์ และคิดว่าตัวเองหูฝาดไป
“พี่อวี้ พี่แน่ใจใช่ไหมว่าไม่ได้จะถามผมว่ามีดซื้อที่ไหนน่ะ?”
“อย่ามาพูดไร้สาระกับฉัน” เซี่ยจื่ออวี้เปิดเผยนิสัยเดิมออกมายามไม่ได้อยู่ต่อหน้าเด็กน้อย
“ช่างเหอะ แกนี่มันไม่ได้เรื่องจริง ๆ ไปหาข้อมูลบนเน็ตมาหน่อยว่าห้องของเด็กผู้หญิงจะต้องตกแต่งยังไง”
“เอาของมาส่งที่บ้านฉันภายในสองชั่วโมงด้วย”
หลี่หยวน “ไม่ใช่สิ ลูกพี่ นี่พี่ถูกใครทุบหัวมาเนี่ย!”
……
ก่อนจะออกมาโทรศัพท์ข้างนอก เซี่ยจื่ออวี้เปิดโทรทัศน์ทิ้งไว้ให้ซิงซิงดู
สองมือของซิงซิงถือแอปเปิลที่เซี่ยจื่ออวี้ปอกให้ พลางใช้ฟันหน้ากัดแทะทีละนิด เธอกัดแอปเปิลคำเล็กหลายคำ
หลังจากดูการ์ตูนจบตอนแล้วก็ถูกคั่นด้วยโฆษณาเครื่องสำอาง เดิมทีตอนดูการ์ตูนเด็กน้อยไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไหร่ แต่พอเห็นคนสวยในโฆษณาก็เบิกตากว้าง!
โห พี่สาวสวยมาก!
นี่คือพี่สาวของเธอ พี่สาวของซิงซิง!
แต่ว่า…
แม้ว่าในโฆษณาพี่สาวจะยิ้มหวานแค่ไหน แต่ซิงซิงกลับรู้สึกว่าเธอไม่มีความสุข ซิงซิงดูโฆษณานั่นอยู่ครู่หนึ่ง ได้ยินคำที่พี่สาวพูดออกมาในโฆษณา ชั่วพริบตาก็ปรากฏยันต์แปดทิศขึ้นในหัว
เธอมองแอบเปิลในมืออย่างเหม่อเลย สมองเหมือนกับจะเข้าใจความหมายของยันต์แปดทิศนี้แล้ว
พี่สาวจะโดนคนเลวรังแก!
จบตอน
Comments
Post a Comment