lucky girl ep81-90

 บทที่ 81: จัดการรังของนาง

   

   แม่เฒ่าฉินไม่สนใจคราบสกปรกบนร่างกาย ไม่สนใจความเหมาะสม อุ้มฉินเยาเยาไปยังห้องของเหล่าซื่อและภรรยา ทั้งยังสั่งให้สวี่ซิ่วอิงช่วยหาชุดเสื้อผ้ามาให้ด้วย

   

   สวี่ซิ่วอิงรับคำ รีบไปหยิบชุดสะอาดจากตู้เสื้อผ้ามาให้แม่เฒ่าฉิน คนอื่นๆ ต่างช่วยกันทำความสะอาดห้องให้แม่เฒ่าฉินโดยไม่ต้องสั่ง

   

   ฉินเหล่าซานมองดูห้องของแม่เฒ่าฉิน แล้วรู้สึกขบขันเล็กน้อย เพราะเรื่องของเสี่ยวอู่ พวกเขาได้ทำความสะอาดห้องของมารดาทั้งข้างในและข้างนอกไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่เพิ่งผ่านไปไม่ถึงหนึ่งวัน ก็ต้องทำความสะอาดใหม่อีกครั้ง

   

   ฉินเหล่าซื่อมองดูมารดาของตนอุ้มลูกสาวเดินออกไป นางกำหมัดแน่นแล้วพุ่งตามออกไปด้วย

   

   เขาต้องไปเอาเรื่องกับร่างทรงคนนั้นให้ได้ จะไม่ไว้ชีวิตร่างทรงชั่วช้าผู้นี้อย่างเด็ดขาด

   

   เฉินฮั่นหลินเกรงว่าเหล่าซื่อจะใจร้อนทำอะไรโง่ๆ จึงรีบวิ่งตามออกไปด้วย

   

   ฉินเหล่าซื่อวิ่งไปจนถึงปากทางเข้าหมู่บ้านก็ยังไม่เห็นเงาของร่างทรงชั่วช้านั่น เขาโกรธจัดจึงต่อยต้นไม้ใหญ่ที่ปากทางอย่างแรงเพื่อระบายอารมณ์

   

   ต้นไม้ใหญ่สั่นไหวตามแรงกระแทก มันไม่รู้ว่าตนเองยืนอยู่ตรงนี้แล้วไปทำอะไรให้ราชสีห์อย่างฉินเหล่าซื่อโกรธถึงเพียงนี้

   

   ส่วนอีกด้านหนึ่ง สือไห่ถังรีบต้มน้ำอย่างคล่องแคล่วแล้วยกไปไว้นอกห้องของเหล่าซื่อ

   

   แม่เฒ่าฉินสามารถเข้าออกห้องของลูกชายและลูกสะใภ้ได้อย่างอิสระ แต่นางไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เพราะนางเป็นเพียงน้องสะใภ้ ฉะนั้นจำต้องรักษามารยาทไว้

   

   แม่เฒ่าฉินถอดเสื้อผ้าชั้นนอกที่เปื้อนออกก่อน เพื่อไม่ให้กลิ่นรบกวนหลานสาว

   

   จากนั้นก็ถอดเสื้อผ้าของฉินเยาเยาออกทั้งหมด แล้ววางเด็กน้อยลงในอ่างน้ำที่สวี่ซิ่วอิงเตรียมไว้ เพื่อชำระร่างกายและขจัดกลิ่นปัสสาวะออกไป

   

   สวี่ซิ่วอิงหยิบดอกไม้แห้งที่ตากไว้ในฤดูใบไม้ร่วงมาโรยใส่ลงในอ่างน้ำ

   

   ที่จริงแล้วหลังจากฉินเยาเยาอาเจียนออกมาก็รู้สึกดีขึ้นมาก อย่างน้อยก็ไม่มีอาการคลื่นไส้อีกแล้ว

   

   นางเห็นสีหน้าร้อนใจของท่านย่าและท่านแม่ก็รู้สึกละอายใจอยู่บ้าง

   

   แม้ตอนนี้ร่างกายของนางจะเป็นเด็ก แต่จิตวิญญาณของนางก็เป็นผู้ใหญ่ อีกทั้งยังเป็นแพทย์ทหารที่เก่งกาจที่สุด

   

   ก่อนหน้านี้ตอนรบในป่า อาหารขาดแคลน เพื่อความอยู่รอดนางถึงขั้นกินเนื้อเน่าเสีย กลิ่นเหม็นแค่ไหนก็เคยได้กลิ่นมาแล้ว ไฉนตอนนี้กลับมาเป็นเด็กแล้วจู้จี้จุกจิกเสียอย่างนี้

   

   “เล่อเหนียงเป็นอะไรหรือ ยังรู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือไม่”

   

   แม่เฒ่าฉินถามนางพลางอาบน้ำให้หลานสาวด้วยดวงตาแดงก่ำ

   

   ฉินเยาเยามองดูท่านย่าที่กำลังอาบน้ำให้ แล้วมองไปยังมารดาที่กำลังเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ เพื่อให้พวกนางสบายใจ ก่อนจะยิ้มกว้างจนเห็นเหงือกสีชมพู

   

   ครั้นเห็นหลานสาวยิ้ม แม่เฒ่าฉินและสวี่ซิ่วอิงก็โล่งใจในที่สุด

   

   พวกนางรีบอาบน้ำให้ฉินเยาเยาอย่างคล่องแคล่ว โดยเฉพาะล้างหน้าให้สะอาดเกลี้ยงเกลา

   

   หลังจากแน่ใจว่าบนตัวนางไม่มีกลิ่นแล้ว ก็รีบห่อตัวนางไว้อย่างรวดเร็ว

   

   สวี่ซิ่วอิงอุ้มนางมานั่งบนเตียง เลิกเสื้อขึ้นแล้วป้อนนมให้ลูกสาว

   

   ฉินเยาเยาที่จริงแล้วไม่อยากกินอะไรเลย ความฝันอันน่าสะพรึงกลัวนั้นยังไม่จางหายไปจากใจ

   

   แต่เพื่อให้ท่านแม่และท่านย่าสบายใจ นางจำต้องกลืนความรู้สึกไม่สบายใจนี้ลงไป แล้วดูดนมอย่างเต็มที่

   

   ท่านแม่ราวกับอ่านใจนางออก จึงร้องเพลงกล่อมเบาๆ เป็นทำนองที่นางไม่เคยได้ยินมาก่อน

   

   เสียงเพลงแผ่วเบาดังอยู่ข้างหู ความรู้สึกไม่สบายใจของฉินเยาเยาค่อยๆจางหายไป นางกินไปกินมาก็เผลอหลับไปอีกครั้ง

   

   นางกลับเข้าสู่ความฝันอีกครั้ง ในฝันนางเรียกท่านย่า ท่านพ่อ และท่านแม่ พวกเขาก็วิ่งมาป้อนอาหารให้นาง แต่คราวนี้สิ่งที่พวกเขาถือมาล้วนเป็นของโปรดของนางในชาติก่อน

   

   ท่านย่าถือเนื้อย่าง ท่านพ่อถือผลไม้รวม ส่วนท่านแม่ถือชานมที่นางชอบดื่มที่สุด

   

   ยังมีพี่ชายและลุงที่เตรียมขนมหวานและของว่างนานาชนิดมาให้...

   

   ครั้งนี้ทำเอาฉินเยาเยาดีใจจนตัวลอย นางคลานเข้าไปหาพวกเขาอย่างกระตือรือร้น จับขากางเกงของท่านย่าไว้ แล้วยื่นมือไปคว้าเนื้อย่างยัดใส่ปาก

   

   แต่น่าเสียดายที่นางคว้าได้แค่อากาศ

   

   “หลานรักของย่า เจ้าเพิ่งตื่นทำไมถึงจะหลับอีกแล้วเล่า เกือบทำให้ย่าตกใจตายแล้ว”

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นหลานสาวตื่นขึ้นมาแล้ว จึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก

   

   เมื่อครู่นางเพียงแค่ออกไปเทน้ำเท่านั้น พอกลับมาก็ได้ยินสะใภ้สี่บอกว่าเล่อเหนียงหลับไปอีกแล้ว

   

   เรื่องนี้ทำให้นางตกใจมาก จึงทั้งเขย่าทั้งตีหลานสาวหลายที

   

   โชคดีที่หลานสาวไม่ได้เป็นเหมือนสองครั้งก่อน ที่เรียกอย่างไรก็ไม่ตื่น คราวนี้ตื่นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

   

   ฉินเยาเยามองท่านย่าของตนเองอย่างเบื่อหน่าย หันไปเห็นถุงอาหารของมารดายังไม่ได้เก็บ นางจึงส่งเสียงแล้วงับถุงอาหารกินอย่างตั้งใจ

   

   ตอนนี้นางไม่อยากสนใจท่านย่าแล้ว

   

   นางจะตัดขาดจากท่านย่าครึ่งชั่วยาม

   

   อีกนิดเดียวเท่านั้น นางก็จะได้กินเนื้อย่างหอมกรุ่น ชานมรสเลิศ และถังหูลู่แล้ว

   

   “สะใภ้สี่ เจ้าดูเล่อเหนียงก่อน ข้าต้องออกไปธุระ”

   

   ไม่รอให้สวี่ซิ่วอิงตอบรับ แม่เฒ่าฉินก็หมุนตัวเดินออกไปแล้ว

   

   นางยังหยิบไม้กระบองที่แขวนอยู่เหนือประตูติดมือมาด้วย ราวกับจะออกไปสู้รบกับใครสักคน

   

   และแม่เฒ่าฉินก็กำลังจะออกไปสู้รบจริงๆ

   

   นางต้องไปเอาเรื่องกับร่างทรงคนนั้น ร่างทรงบ้านั่นเกือบทำร้ายหลานรักของนาง ถ้านางไม่ตีให้มันฟันร่วง นางก็จะกลืนความแค้นนี้ไม่ลง

   

   พอก้าวออกจากประตูบ้าน ก็เจอกับ เฉินฮั่นหลินและฉินเหล่าซื่อพอดี นางจึงชวนทั้งสองคนไปด้วยกัน

   

   สิบลี้นอกหมู่บ้านตระกูลฉิน ใต้ศาลาพักร้อน มีชายชราผมขาวโพลนสวมเสื้อคลุมสีดำนั่งอยู่ในศาลา มองไปยังถนนด้วยสีหน้ากระวนกระวาย

   

   ไม่นานชายร่างกำยำคนหนึ่งก็เดินเข้ามา

   

   หากคนตระกูลฉินอยู่ที่นี่ พวกเขาคงจำได้ทันทีว่าชายคนนี้คือหยางเปียว บุตรชายของหยางผิง

   

   “เป็นอย่างไรบ้าง เรื่องเรียบร้อยดีหรือไม่” หยางเปียวถาม

   

   ร่างทรงส่ายหน้า “ไม่สำเร็จ พวกเขาระแวดระวังมาก ไม่ยอมให้เด็กหญิงดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ แถมยังบังคับให้ข้าดื่มเอง โชคดีที่ข้าฉลาด จึงขว้างชามใส่เด็กหญิงบนเตียงแล้วหนีออกมาได้”

   

   หยางเปียวขมวดคิ้ว “เจ้าทำร้ายเด็กหญิงคนนั้นหรือ”

   

   “ข้าคงทำนางสลบไป ตอนนั้นข้าจำเป็นต้องหาทางหนีให้รอด จึงคิดวิธีนี้ขึ้นมา"

   

   อย่างไรก็ตาม ข้าได้ยินเสียงร้องอย่างสิ้นหวังของยายแก่นั่นกับลูกชายของนาง คิดว่าเด็กหญิงคนนั้นคงจะมีชะตากรรมที่เลวร้ายเสียมากกว่า

   

   หยางเปียวได้ยินคำพูดของเขา แต่ไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่ขมวดคิ้วแน่น

   

   แผนการนี้เขาวางแผนมาเป็นเวลาครึ่งปีเต็ม

   

   นับตั้งแต่พวกผู้ลี้ภัยจากชายแดนบุกเข้ามาอยู่ในบ้านของเขา เขาก็วางแผนนี้ขึ้นมา เพื่อให้แผนนี้สำเร็จ เขาต้องคอยเฝ้าดูอยู่ครึ่งปีเต็ม จึงจะมีโอกาสลงมือ แต่ไม่คิดว่าจะพลาดไปเสียอย่างนั้น

   

   หยางเปียวล้วงถุงเงินเล็กๆ ออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นให้อีกฝ่าย กล่าวว่า “แม้ภารกิจจะล้มเหลว แต่เงินที่ควรให้เจ้า ไม่ขาดไปแม้แต่อีแปะเดียว”

   

   ร่างทรงคนนั้นรับเงินมาอย่างดีใจ ก่อนนำไปกัดเพื่อตรวจสอบว่าเป็นของจริง เมื่อแน่ใจแล้วก็ถามต่อว่า “พี่เปียว ต่อไปข้าต้องทำอะไรอีก”

   

   หยางเปียวกวาดตามองร่างทรงแล้วกล่าว “กลับไปรอก่อน เงินยี่สิบตำลึงนี้พอให้เจ้าใช้ได้ครึ่งปี ส่วนเรื่องอื่นๆ รอให้ถึงปีใหม่ค่อยว่ากันอีกที”

   

   ชีวิตของเด็กหญิงคนนั้น เขาตั้งใจเอาไว้แล้ว!

   

   ร่างทรงรับคำอย่างดีใจ รับเงินแล้วเดินกลับไปพลางร้องเพลงในลำคออย่างอารมณ์ดี

   

   โดยไม่รู้ว่าห่างออกไปยี่สิบลี้ รังของตนได้ถูกบุกทลายเสียแล้ว



บทที่ 82: ญาติห่างไม่เท่าเพื่อนบ้านใกล้


   

   แม่เฒ่าฉินและบุตรชายสองคนถือไม้กระบองด้วยความโกรธแค้น ยกโขยงกันไปที่บ้านหมอผี รออยู่นานก็ไม่เห็นแม้แต่เงา จึงได้แต่ระบายความโกรธใส่บ้านหลังเก่าผุๆพังๆนั้น

   

   พวกเขาทุบทำลายข้าวของทุกอย่างที่เห็นในบ้านหมอผีจนไม่เหลือชิ้นดี ชาวบ้านที่อยู่ข้างๆ คิดจะเข้ามาห้าม แม่เฒ่าก็ฉินล้วงเหรียญทองแดงออกมาจากอกเสื้อโยนให้พวกเขาไป

   

   พวกเขาจึงเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ แถมยังบอกแบบคลุมเครือว่าตรงไหนมีค่ามากที่สุด

   

   หวังต้าเหนียงรู้ว่าตนเองบอกทางด้วยความหวังดี แต่กลับทำให้เกิดเรื่องราวใหญ่โต ตอนนี้จึงรู้สึกละอายใจยิ่งนัก จึงจับแม่ไก่ตัวหนึ่งในบ้านหิ้วตะกร้าไข่ไก่ไปที่บ้านตระกูลฉิน

   

   แม่เฒ่าฉินจะไปโทษนางได้อย่างไร นางก็แค่หวังดีเท่านั้น จึงดึงตัวหวังต้าเหนียงมาปลอบใจสองสามคำ แล้วบอกให้นางเอาของกลับไป

   

   หวังต้าเหนียงยืนกรานจะมอบของให้ฉินเยาเยา แต่แม่เฒ่าฉินยัดคืนใส่มือนางอย่างแรง

   

   นางปฏิเสธไม่ได้ จำต้องหิ้วของกลับไป พลางลอบตัดสินใจบางอย่าง

   

   ช่วงปีใหม่เป็นช่วงที่คึกคักที่สุดในรอบปี ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ออกไปทำมาหากินภายนอก หรือผู้ที่ไปเรียนหนังสือที่สำนักศึกษา ต่างก็กลับมารวมตัวกันที่หมู่บ้านทั้งหมด

   

   เช้าตรู่ของวันที่ยี่สิบเก้า ฉินเหล่าเอ้อร์พาลิ่งอวี่ ลิ่งผิง และลิ่งอันไปมอบของขวัญปีใหม่ให้กับบ้านหัวหน้าหมู่บ้าน และบ้านเหล่าหลายเล่อของปู่ย่าบ้านข้างๆ

   

   ของขวัญปีใหม่ไม่ใช่สิ่งของมีค่าอะไร เป็นเพียงขนมม้าฮวาที่ทอดเองที่บ้าน เนื้อหมูแดดเดียวที่หมักเองชิ้นเล็กๆ และผลไม้สดไม่กี่ลูกที่ได้มาจากเล่อเหนียง สิ่งนี้ทำไว้ให้สองปู่ย่าที่อยู่กันเพียงลำพัง

   

   ชายชราดึงตัวฉินเหล่าเอ้อร์และฉินลิ่งอวี่ไว้คุยไม่หยุด ส่วนพวกท่านย่าก็อุ้มลิ่งผิงและลิ่งอันด้วยความเอ็นดูอย่างมาก

   

   หลังจากผู้สูงอายุที่อยู่กันเพียงลำพังย้ายมาอยู่ที่นี่ ฉินเหล่าเอ้อร์รู้สึกว่าควรตั้งชื่อบ้านหลังนี้ให้เป็นมงคลสักหน่อย จะได้ไม่ต้องเรียกว่าบ้านคนแก่อยู่คนเดียวไปเรื่อยๆ

   

   ดังนั้นหลังจากปรึกษากับหัวหน้าหมู่บ้านและลุงใหญ่แล้ว จึงตั้งชื่อบ้านที่ท่านปู่ทั้งหลายอาศัยอยู่ว่า ‘เหล่าหลายเล่อ’ (ความสุขในบั้นปลายชีวิต)

   

   สวี่ซิ่วอิง สือไห่ถัง และหลิวซิ่วเถาก็ถือเมล็ดแตงและเกาลัดไปเยี่ยมเยียนป้าหวังและคนอื่นๆในหมู่บ้าน

   

   สำหรับสวี่ซิ่วอิงและสือไห่ถัง ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่พวกนางฉลองปีใหม่ในหมู่บ้านตระกูลฉิน พวกนางจึงต้องไปมาหาสู่กับบรรดาสตรีในหมู่บ้านให้มากเพื่อทำความคุ้นเคย เพราะต่อไปถ้ามีอะไรที่ไม่เข้าใจในหมู่บ้าน ก็ต้องอาศัยพวกนางช่วยเหลือและชี้แนะ

   

   ส่วนหลิวซิ่วเถา แม้จะอาศัยอยู่ในหมู่บ้านมาหลายปีแล้ว แต่สาเหตุเพราะฉินเฉิงอัน ครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกที่นางได้ออกไปมาหาสู่กับบรรดาสตรีในหมู่บ้าน ปกติเจอหน้ากันก็แค่พยักหน้าทักทาย บางคนถึงขั้นไม่รู้จักกันเลยด้วยซ้ำ

   

   วันรุ่งขึ้นก็เป็นวันส่งท้ายปีเก่าแล้ว วันนี้คนในตระกูลฉินต่างตื่นแต่เช้าตรู่ แต่ละคนสวมใส่เสื้อผ้าและรองเท้าใหม่

   

   เพราะฉินเยาเยาคอยช่วยเหลืออยู่เบื้องหลัง ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินเดินทางลงใต้เพื่อค้าขายหนังสัตว์ รวมถึงมีหลี่อันเศรษฐีใหญ่คอยสนับสนุน ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวค่อนข้างมั่งคั่ง ทุกคนในบ้านล้วนได้เปลี่ยนเสื้อผ้าและรองเท้าใหม่ทั้งสิ้น ไม่ตกหล่นแม้แต่คนเดียว

   

   ส่วนฉินเยาเยาซึ่งเป็นสมบัติล้ำค่าของครอบครัว ได้เปลี่ยนใหม่ทั้งตัว ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

   

   นางสวมเสื้อคลุมและกางเกงที่ตัดเย็บจากผ้าไหมสีแดง บนศีรษะสวมหมวกรูปหัวเสือที่สวี่ซิ่วอิงเย็บเองกับมือ บนหมวกประดับกระดิ่งเล็กๆอีกหลายลูก สวมถุงเท้าปักลายกระต่ายน้อยสีขาว

   

   บริเวณหน้าอกใส่สร้อยเงินและจี้รูปกุญแจอายุยืนพร้อมจี้มุกสามเม็ดที่เฉินฮั่นหลินสั่งทำจากร้านเครื่องเงินเป็นพิเศษ ข้อมือขาวนุ่มทั้งสองข้างสวมกำไลเงินข้างละวง

   

   การแต่งกายเช่นนี้ทำให้นางดูขาวอวบน่ารักยิ่งขึ้น เมื่อยิ้มเผยให้เห็นฟันน้อยๆสองซี่ที่ยังขึ้นไม่เต็มที่ ดูคล้ายเด็กอ้วนในภาพวาดปีใหม่ น่ารักน่าเอ็นดูเป็นที่สุด

   

   ทุกคนในครอบครัวต่างหลงเสน่ห์การแต่งกายของฉินเยาเยา ต่างชื่นชอบนางอย่างมาก

   

   ฝ่ายฉินเหล่าซื่อวิ่งเข้ามาฟัดแก้มลูกสาวสองสามที ส่วนฉินเหล่าเอ้อร์ก็อยากเข้ามาฟัดแก้มหลานสาวเหมือนกัน หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง ใบหน้าขาวนวลของฉินเยาเยาก็เต็มไปด้วยคราบน้ำลาย

   

   แม่เฒ่าฉินบอกให้ฉินเหล่าซื่อ เฉินฮั่นหลิน และฉินลิ่งอวี่ทั้งสามคนอุ้มเล่อเหนียงบ่อยๆ

   

   เล่อเหนียงเป็นตัวนำโชค พวกเขาทั้งสามคนเดินทางออกข้างนอก ควรสัมผัสโชคของเล่อเหนียงให้มากๆ เพื่อให้มีโชคดีมากขึ้น

   

   ในช่วงวันปีใหม่นี้ไม่มีงานในไร่นา แต่ถึงแม้จะมีก็จะถูกวางไว้ข้างๆ

   

   สวี่ซิ่วอิง สือไห่ถัง และหลิวซิ่วเถายุ่งอยู่ในครัวตั้งแต่เช้าตรู่แทบไม่ได้หยุดพักหายใจ

   

   ด้านหนึ่งหม้อกำลังตุ๋นไก่กับเห็ด อีกด้านหนึ่งหม้อกำลังทอดเนื้อแดดเดียว ข้าง ๆ ยังมีอ่างแป้งที่กำลังหมักอยู่

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์พาลิ่งอวี่และเด็กๆในบ้านจัดโต๊ะอาหาร

   

   ฉินเหล่าซาน ฉินเหล่าซื่อ รวมทั้งเฉินฮั่นหลินและสือไห่ถังไปเชิญสองตายายจากจากบ้านข้างๆมา

   

   เหล่าหลายเล่อมีชายชราเจ็ดคนและหญิงชราสามคน พวกเขาแต่ละคนล้วนสูญเสียลูกหลาน ช่วงเวลานี้ย่อมรู้สึกเหงาและว้าเหว่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

   

   ตระกูลฉินได้ตกลงกันไว้แล้วว่าจะเชิญผู้เฒ่าจากบ้านข้างๆ มาร่วมฉลองปีใหม่ด้วยกัน

   

   หากแต่ผู้เฒ่าทั้งหลายไม่ได้ล่วงรู้เรื่องนี้ ตอนนี้พวกเขากำลังรวมตัวกันยุ่งวุ่นวายกับการก่อไฟทำอาหาร

   

   พวกเขาล้วนเป็นผู้สูงอายุ จึงไม่ได้ยึดติดกับธรรมเนียมปฏิบัติเรื่องการแยกชายหญิงอีกต่อไป ร่างกายพวกเขาลงหลุมไปแล้วครึ่งหนึ่ง การมีชีวิตอยู่แต่ละวันก็นับว่าเป็นกำไรแล้ว ฉะนั้นจึงไม่ได้สนใจกับธรรมเนียมปฏิบัติเหล่านั้นอีก ขอเพียงได้อยู่รวมกันอย่างอบอุ่นและมีอาหารกินอิ่มท้องก็พอใจแล้ว

   

   แต่เมื่อฉินเหล่าซานและคนอื่นๆ มาเชิญพวกเขาไปร่วมฉลองเทศกาลปีใหม่ พวกเขาต่างตาแดงก่ำน้ำตาคลอเบ้า

   

   “ไม่ได้หรอกไม่ได้ วันนี้วันส่งท้ายปีเก่า พวกเราคนแก่ๆโดดเดี่ยวจะไปรบกวนการรวมญาติของครอบครัวพวกเจ้าได้อย่างไร”

   

   “ใช่แล้ว ดูสิ พวกเราก็เตรียมอาหารไว้แล้ว ไม่ขาดแคลนอะไรหรอก”

   

   ชายชราหลายคนพากันปฏิเสธไม่หยุด

   

   ฉินเหล่าซานเดินเข้าไปประคองลุงจ้าวขึ้นมาทันที “ท่านลุง ท่านป้า บ้านพวกเราเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว เหล้า ชาก็ชงไว้แล้ว มื้อนี้ไปกินที่บ้านพวกเราก่อน ตกค่ำแล้วข้าจะมาส่งพวกท่านเอง ถึงเวลาพวกเท่าค่อยต้มเกี๊ยวกินกันดีหรือไม่ขอรับ”

   

   สือไห่ถังก็เดินเข้าไปประคองย่าหวังที่ขาแข้งเดินไม่ค่อยสะดวก

   

   ผู้อาวุโสทั้งสิบคนจากบ้านเหล่าหลายเล่อจึงถูก ‘เชิญ’ มาที่ลานบ้านตระกูลฉิน

   

   ภายในห้องโถงหลักของตระกูลฉิน โต๊ะกลมสองตัวถูกจัดวางเรียบร้อยแล้ว เตียงเตาก็อุ่นน่านอนเป็นที่สุด

   

   ลิ่งผิงและลิ่งอันวิ่งไปวิ่งมา ช่วยหยิบชามตะเกียบแล้วก็แอบดึงหนวดของปู่เฉิน

   

   แม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียงนั่งอยู่ในห้องโถงคุยกับพวกเขา

   

   เล่อเหนียงผิวขาวอวบอ้วน แต่งตัวสดใส ทำให้เหล่าผู้เฒ่าใจละลาย ต่างพากันแหย่นางไม่หยุด

   

   ส่วนฉินเยาเยาก็ให้เกียรติพวกเขา คลี่ยิ้มกว้างส่งให้ทุกคน

   

   ไม่นานอาหารก็ทยอยถูกยกขึ้นโต๊ะ

   

   ไก่ต้ม ขาหมูตุ๋น ปลาผัดพริก น้ำเนื้อแกะตังกุย ลูกชิ้นทอด...

   

   อาหารสิบเอ็ดอย่างกับน้ำแกงหนึ่งถ้วย พร้อมข้าวสวยขาวนวลหนึ่งชามใหญ่ ทำให้ทุกคนน้ำลายสอ

   

   แม้แต่หลี่อันที่ปกติหายหน้าหายตาตอนนี้ก็นั่งอยู่ที่โต๊ะ จ้องมองอาหารบนโต๊ะตาเป็นประกาย

   

   “พี่ชายพี่สาวทั้งหลาย อย่าเกรงใจเลย ญาติห่างไม่เท่าเพื่อนบ้านใกล้ชิด พวกเราฉลองปีใหม่กันอย่างครึกครื้นเถอะ”



บทที่ 83: สองพี่น้องที่คอยขัดแข้งขัดขากัน


   

   ก่อนที่พวกเขาจะรู้สึกซาบซึ้งใจ ทุกคนก็ถูกพยุงให้นั่งลงที่โต๊ะหลัก สือไห่ถังและหลิวซิ่วเถาตักน้ำแกงเนื้อแกะที่เคี่ยวมาหลายชั่วยามให้พวกเขาคนละชาม เมื่อน้ำแกงเนื้อแกะร้อนๆไหลลงท้อง ทั้งร่างกายก็อบอุ่นขึ้นมาทันที

   

   สือไห่ถังและหลิวซิ่วเถายังตักข้าวสวยให้พวกเขาคนละชามใหญ่ แล้วนำเนื้อตุ๋นนุ่มละมุนมาวางไว้ตรงหน้า

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ยกไหเหล้าขึ้นมา รินให้บรรดาผู้อาวุโสคนละถ้วยใหญ่

   

   แม้แต่ลิ่งอวี่ ลิ่งหมิง และลิ่งเฟิงที่ยังเด็กก็ยังได้รับคนละครึ่งถ้วย

   

   ถ้วยเหล้าถูกยกขึ้นกระทบกันเสียงดังกังวาน ขับไล่ความทุกข์ยากตลอดทั้งปีให้สลายไป

   

   ผู้ชายนั่งดื่มกินที่โต๊ะหนึ่ง ส่วนผู้หญิงนั่งกินไปคุยไปอีกโต๊ะหนึ่ง กลิ่นหอมของเหล้าและเนื้อลอยอวลไปทั่วทั้งห้อง

   

   ฉินเยาเยาก็ได้รับน่องไก่ชิ้นเล็กๆหนึ่งชิ้น ย่าของนางยังใจดีโรยเกลือให้นิดหน่อยอีกด้วย

   

   เมื่อน่องไก่มีรสเค็มก็ยิ่งอร่อยเป็นพิเศษ ฉินเยาเยาใช้มือน้อยๆ ทั้งสองข้างที่อวบอ้วนจับน่องไก่ไว้ แล้วใช้ฟันซี่เล็กๆที่ยังไม่ขึ้นเต็มที่แทะอย่างสนุกสนาน

   

   ลิ่งหมิงและลิ่งเฟิงดื่มสุราไปครึ่งถ้วยเล็กแล้วแต่ยังไม่หนำใจ จึงฉวยโอกาสตอนที่ผู้ใหญ่ไม่ทันสังเกต คว้าไหสุรามาเทใส่ถ้วยจนเต็มแล้วกระดกลงคอรวดเดียวจนหมด

   

   ไม่นานนักทั้งสองคนก็หน้าแดงก่ำ ลิ้นพันกัน พากันท่องตัวอักษรหนึ่งพันคำ ฝั่งลิ่งหมิงท่องผิดไปหนึ่งตัวก็ถูกลิ่งเฟิงแก้ไขทันที ทว่าชั่วอึดใจต่อมาลิ่งเฟิงก็ท่องผิดไม่ต่างกัน

   

   สองพี่น้องต่างเถียงกันไปเถียงกันมา ทำให้ทุกคนหัวเราะจนท้องแทบแข็ง

   

   เสียงหัวเราะและความสนุกสนานก็แผ่ปกคลุมไปทั่วบ้านตระกูลฉิน

   

   เล่อเหนียงมองดูพี่ชายทั้งสองเถียงกันไปเถียงกันมาพลางแทะน่องไก่ที่ตุ๋นจนนุ่มด้วยความเร็วสูง

   

   นางใช้ฟันน้อยๆสองซี่แทะน่องไก่ทั้งชิ้นเข้าไปในท้อง

   

   จากนั้นก็มองไปที่ลูกชิ้นทอดตรงหน้า เด็กน้อยเหลือบมองผู้เป็นย่า เห็นท่านย่ากำลังยิ้มแย้มมองดูพี่ชายพลางหยอกล้อไม่ได้สนใจนางเลย จึงยื่นมืออวบอ้วนออกไป กว่าแม่เฒ่าฉินจะสังเกตเห็น ฉินเยาเยาก็ยัดลูกชิ้นเข้าปากไปแล้วสองลูก

   

   แก้มทั้งสองข้างของนางบวมเป่งด้วยลูกชิ้นเนื้อ ดูเหมือนกระรอกตัวน้อย

   

   แม่เฒ่าฉินรีบยื่นมือออกไป หมายจะล้วงลูกชิ้นออกจากปากของนาง แต่ฉินเยาเยาไม่ยอม นางส่ายหน้าหลบมือของท่านย่า แถมยังใช้มือปิดปากแน่น

   

   นางยึดมั่นว่าสิ่งที่อยู่ในปากของนางจะไม่มีวันคายออกมาแม้จะต้องตายก็ตาม

   

   แม่เฒ่าฉินรู้สึกจนปัญญา จึงใช้มือข้างหนึ่งจับศีรษะของนางไว้ อีกมือบีบแก้มของนางให้อ้าปากออก เมื่อไม่มีปากคอยปกป้อง ลูกชิ้นทั้งสองลูกนั้นก็ยอมแพ้อย่างไร้กระดูก กระเด็นออกมาจากปากนางอย่างง่ายดาย

   

   ฉินเยาเยาได้แต่มองลูกชิ้นที่ทรยศต่อนางด้วยสายตาละห้อย

   

   ทุกคนต่างหัวเราะชอบใจกับท่าทางน่าสงสารของนาง

   

   “โอ้ เจ้าหนูคนนี้ดูก็รู้ว่าชอบกินเนื้อ ต่อไปนี้ก็ไม่ต้องกังวลว่านางจะผอมแล้วละ!”

   

   “การกินถือเป็นพร เด็กคนนี้บุญหนักศักดิ์ใหญ่นัก”

   

   ฉินเหล่าซื่อทนไม่ได้ที่จะเห็นลูกสาวถูกรังแก แต่ถึงกระนั้นก็ไม่กล้าเอ่ยปากขอกินอีก เพราะเกรงว่ากินของมันเกินไปแล้วจะปวดท้อง

   

   ดังนั้นเขาจึงอุ้มฉินเยาเยาขึ้นมา ใช้มือทั้งสองข้างจับแขนของนางยกขึ้นแล้ววางลงบนคอตนเอง

   

   ฉินเยาเยาไม่คาดคิดว่าบิดาของนางจะมีการกระทำเช่นนี้อย่างกะทันหัน นางตกใจจนร้องกรี๊ด รีบใช้มือจับผมของบิดาแน่น

   

   ฉินเหล่าซื่อถูกดึงผมจนเจ็บหากแต่ไม่ได้รู้สึกโกรธ เขาหมุนตัวเป็นวงกลมอยู่กับที่

   

   เหตุการณ์นี้ทำให้แม่เฒ่าฉินตกใจมาก รีบปรี่เข้าไปแย่งหลานสาวคืน ทั้งยังยกมือขึ้นจะตบเขาทีหนึ่ง แต่นึกขึ้นได้ว่าตอนนี้เป็นช่วงปีใหม่ไม่ควรกระทำการรุงแรง จึงได้แต่จ้องเขาอย่างดุดัน

   

   ทางฝั่งการแข่งขันระหว่างลิ่งหมิงและลิ่งเฟิงก็ใกล้จะจบลงแล้ว

   

   ลิ่งหมิงกล่าวท่อนสุดท้าย แต่ลิ่งเฟิงกลับบอกว่าไม่ใช่ พวกเขาโต้เถียงกันไปมาไม่จบไม่สิ้น สุดท้ายจึงต้องลากลิ่งอวี่ให้มาตัดสิน

   

   ลิ่งอวี่เองก็ดื่มจนมึนเมาให้คำตอบข้อที่สาม ทำให้ลิ่งหมิงและลิ่งเฟิงไม่พอใจ หันมาโต้เถียงกับพี่ใหญ่อย่างลิ่งอวี่แทน

   

   เหล่าน้องชายอย่างลิ่งเหวิน ลิ่งผิง ลิ่งอัน รวมถึงโกวต้านลูกชายของฉิงเฉิงอันต่างถือชามข้าวนั่งยองๆ มองดูพี่ชายทั้งสามคนโต้เถียงกัน ทั้งส่งเสียงให้กำลังใจเป็นครั้งเป็นคราว

   

   ลุงจ้าวและคนอื่นๆ กินข้าวขาวหอมกรุ่น หูได้ยินเสียงหัวเราะร่าเริงของเด็กๆ ดวงตาพลันแดงก่ำโดยไม่รู้ตัว

   

   ป้าหลี่ถึงกับแอบเช็ดน้ำตา

   

   กี่ปีมาแล้วนะ

   

   พวกเขาไม่ได้สนุกสนานเช่นนี้มานานเท่าไหร่แล้ว

   

   พวกเขาเคยคิดว่าจะต้องอยู่อย่างเดียวดายไปตลอดชีวิต ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตคงต้องนอนตายอยู่ในห้องโดยไม่มีใครรู้

   

   ทว่าการมาถึงของตระกูลฉินได้นำความหวังมาสู่พวกเขา

   

   ลิ่งผิงและลิ่งอันรวมถึงโกวต้านทั้งสามคนตะกละตะกลาม กินจนสะอึกก็ยังไม่ยอมหยุด จนแม่เฒ่าฉินต้องเก็บชามไล่ลงจากโต๊ะไป

   

   สือไห่ถังที่กินเสร็จแล้ว เห็นดังนั้นจึงรีบกลับเข้าไปในครัวคว้าพุทราจีนมากำหนึ่ง นำมาต้มให้เด็กซนทั้งสามคนนี้กินเพื่อช่วยย่อยอาหาร

   

   สือไห่ถังรอให้น้ำพุทราจีนเย็นลงแล้วจึงป้อนให้เด็กซนทั้งสามคนดื่ม จากนั้นก็นวดท้องให้พวกเขา หลังจากนั้นไม่นานงานเลี้ยงภายในห้องโถงก็จบลง

   

   สวี่ซิ่วอิงและหลิวซิ่วเถาจุดโคมไฟ เดินไปส่งหญิงชราทั้งหลายกลับบ้าน

   

   ส่วนชายชราที่เหลือดื่มกันไม่น้อย แต่ละคนหน้าแดงลิ้นพันกันพูดอะไรไม่รู้เรื่อง

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์และเหล่าพี่น้องพาพวกเขาไปส่งที่เหล่าหลายเล่อ ทั้งยังนำเกี๊ยวไส้หมูและผักกาดขาวสองถาดไปให้

   

   พอพวกเขาตื่นขึ้นมา ต้มน้ำให้เดือด ลวกเกี๊ยวให้สุกก็สามารถกินได้แล้ว

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ไม่วางใจจึงให้สวี่ซิ่วอิงไปดูอาการของเหล่าหญิงชรา ส่วนตัวเองไปดูที่เตาไฟ เมื่อเห็นว่าถ่านในนั้นเหลือน้อยแล้ว จึงเติมฟืนเข้าไปอีกสองท่อน

   

   ผู้อาวุโสสามไม่วางใจจึงตามคู่สามีภรรยาหัวหน้าหมู่บ้านไปดูอาการของคนแก่เหล่านั้น

   

   เมื่อเห็นป้าเฉินและคนอื่นๆ กำลังหลับสนิทอยู่ในผ้าห่ม ลุงจ้าวและคนอื่นๆ ก็นอนหลับสบายอุราบนเตียง ใบหน้าแดงระเรื่อเพราะฤทธิ์เหล้า

   

   เมื่อใช้มือสัมผัสเตียงเตาก็รู้สึกได้ถึงความอุ่น จึงรู้ว่านี่ต้องเป็นฝีมือของตระกูลฉินแน่นอน

   

   ดังนั้นเขาและภรรยาจึงกลับไปอย่างสบายใจ ตอนเล่าให้ลุงสามฟังก็กล่าวชมตระกูลฉินไม่หยุดปาก

   

   หลังจากทำความสะอาดถ้วยชามรามไหเรียบร้อยแล้ว สมาชิกตระกูลฉินก็มานั่งล้อมวงในห้องโถง กินเมล็ดแตงและถั่วลิสงไปพลางพูดคุยเรื่องสัพเพเหระไปพลาง

   

   ขณะเดียวกันแม่เฒ่าฉินก็อุ้มหีบใบหนึ่งออกมาจากห้อง ให้เงินห้าตำลึงลูกชายสามคนและเฉินฮั่นหลินกับฉินเฉิงอัน

   

   “แม้ว่าเรายังไม่ได้แยกบ้าน เงินพวกนี้ล้วนเป็นเงินส่วนกลาง แต่พวกเจ้าก็ไม่ควรไร้เงินติดตัว เงินห้าตำลึงนี้ พวกเจ้าเก็บเอาไว้ อยากซื้ออะไรก็ซื้อเอง แล้วข้าก็ตัดสินใจแล้วว่าถ้าบ้านเรามีรายได้ก้อนใหญ่ แต่ละครอบครัวจะได้รับคนละหนึ่งส่วนเป็นเงินส่วนตัว”

   

   ฉินเฉิงอันปฏิเสธไม่ยอมรับ แต่ถูกแม่เฒ่าฉินตอกหน้ากลับหนึ่งประโยค “เจ้าไม่สะดวกออกไปหางานตอนนี้ อีกทั้งยังไม่ยอมรับเงินนี้ เจ้าจะปล่อยให้ภรรยาและลูกอดตายหรือ”

   

   ฉินเฉิงอันถูกคำพูดของแม่เฒ่าฉินทำให้หน้าแดงก่ำ ตอนนี้เขาหวังมากกว่าเวลาไหนๆ ว่าลูกพี่ลูกน้องคนที่สี่และยารักษาที่เขานำมาให้จะรักษาใบหน้าของเขาได้

   

   ความแค้นในใจของเขาที่มีต่อหยางผิงก็เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า



 บทที่ 84: ปีใหม่


   

   วันแรกของเทศกาลขึ้นปีใหม่ ตระกูลฉินตื่นแต่เช้าเพื่อเตรียมไหว้บรรพบุรุษและเดินสายอวยพรปีใหม่

   

   ทันทีที่แม่เฒ่าฉินเปิดประตูห้อง เด็กๆซึ่งนำโดยฉินลิ่งอวี่ก็วิ่งกรูเข้ามาในห้อง พวกเขากล่าวคำอวยพรปีใหม่อย่างพร้อมเพรียงกัน

   

   ผู้อาวุโสยิ้มฟังพวกเขาพูดจนจบก็หยิบซองแดงที่เตรียมไว้แล้วจากใต้หมอนมาแจกให้หลานๆคนละซอง เมื่อเด็กๆได้รับซองแดงแล้วต่างก็พากันวิ่งออกไปด้วยความดีใจ

   

   ภายในห้องโถงพวกเขาเจอฉินเหล่าเอ้อร์ จึงกล่าวคำอวยพรเช่นเดียวกับที่กล่าวให้ท่านย่า ฉินเหล่าเอ้อร์ก็ยิ้มแย้มหยิบซองแดงที่เตรียมไว้จากอกเสื้อยื่นให้พวกเขา

   

   ต่อมาก็เป็นสือไห่ถัง สวี่ซิ่วอิง ฉินเฉิงอัน...

   

   เฉินฮั่นหลินกับหลี่อันไม่จำเป็นต้องใส่ซองให้เป็นพิธีรีตอง แต่แจกเงินก้อนเล็กให้เด็กน้อยคนละก้อนทันที

   

   ไม่นานเด็กๆในหมู่บ้านก็ทยอยมาอวยพรปีใหม่

   

   แม่เฒ่าฉินหยิบเหรียญทองแดงออกมาจากอกเสื้อ แล้วแจกให้เด็กๆคนละเหรียญ

   

   เมื่อได้รับเงินแล้ว พวกเด็กน้อยก็มุ่งหน้าไปยังบ้านต่อไป ฉินลิ่งหมิงและฉินหลิ่งเฟิงสองพี่น้องพาเหล่าน้องไปกับเด็กๆในหมู่บ้านเพื่อไปอวยพรปีใหม่

   

   วันขึ้นปีใหม่เป็นวันมงคล ผู้ใหญ่พบกันก็กล่าวคำอวยพรซึ่งกันและกัน

   

   ส่วนเด็กๆก็เดินไปตามถนนหนทางพบผู้ใหญ่ก็กล่าวคำอวยพร โดยทั่วไปผู้ใหญ่ก็จะให้เหรียญทองแดงหนึ่งถึงสองเหรียญ หรือไม่ก็ขนมกำมือหนึ่ง

   

   พอตกดึกเด็กๆก็จะแอบนับเงินในซองแดงและขนมใต้ผ้าห่มแล้วเอาไปซ่อนไว้ใต้หมอน วางแผนจะเอาไปซื้อถังหูลู่หรือไม่ก็ประทัด คิดไปคิดมาอย่างมีความสุขจนผล็อยหลับไปในที่สุด

   

   แต่โดยทั่วไปแล้ววันรุ่งขึ้นตื่นขึ้นมาซองแดงก็จะหายไปอย่างไร้ร่องรอย

   

   วันนี้ฉินเยาเยาเด็กตัวอ้วนจ้ำม่ำก็กลายเป็นเศรษฐีตัวน้อยไปแล้ว

   

   นอกจากห้าตำลึงที่ท่านย่าให้แล้ว หลี่อันและเฉินฮั่นหลินยังให้เด็กน้อยอีกคนละสิบตำลึง

   

   ไม่ต้องกล่าวถึงชาวบ้านในหมู่บ้านเลย เด็กคนอื่นก็ได้แค่ขนมหนึ่งกำมือหรือเหรียญทองแดงหนึ่งเหรียญ แต่พวกเขากลับให้ฉินเยาเยาสองสามเหรียญหรือบางคนอาจจะมากกว่านั้น

   

   เมื่อฟ้ามืดสนิท ฉินเยาเยาก็อ้าปากหาวหวอด แม่เฒ่าฉินเห็นก็รีบอุ้มนางเข้าห้องทันที

   

   แม่เฒ่าฉินมองถุงเล็กๆที่อวบอูมอยู่บนหน้าอกของหลานสาว แล้วแกล้งพูดเย้าแหย่ว่า “เล่อเหนียงจ๋า ให้ย่าช่วยเก็บไว้เป็นสินสอดให้เจ้าในอนาคตดีไหม”

   

   ฉินเยาเยาพลิกตัวกลับ กดถุงเล็กๆนั้นไว้แน่นใต้ร่างของนาง

   

   แม่เฒ่าฉินหัวเราะชอบใจ หยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดใบหน้าและมือให้นางโดยไม่ลืมห่มผ้าให้หลานสาว

   

   เมื่อเห็นหลานสาวหลับไปแล้ว แม่เฒ่าฉินจึงแอบเปิดผ้าห่มดูก็พบว่าถุงเล็กๆบนหน้าอกของหลานสาวหายไปแล้ว

   

   แม่เฒ่าฉินหัวเราะเบาๆ ก้มลงจูบที่หน้าผากของนาง แล้วย่องลงจากเตียงเบาๆ

   

   วันแรกของเทศกาลขึ้นปีใหม่ไหว้ญาติผู้ใหญ่ วันที่สองกลับบ้านเกิด วันที่สามและสี่เยี่ยมญาติ วันที่ห้าบูชาเทพเจ้า

   

   แม่เฒ่าฉินและครอบครัวล้วนเป็นผู้อพยพหนีภัยมาจากทางเหนือ จึงไม่มีบ้านเกิดให้กลับ พวกเขาจึงฉลองเทศกาลนี้อย่างครึกครื้นกับสองผู้เฒ่าจากเหล่าหลายเล่อ

   

   เทศกาลอันคึกคักผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับสายลม

   

   บรรยากาศในบ้านเรือนต่างๆ กลิ่นเนื้อเริ่มจางหาย เด็กๆต่างถูกทุบตีสั่งสอน

   

   แม่เฒ่าฉินรีบคว้าไม้เรียวมาตีฉินเหล่าซื่อลูกชายโง่เขลาของนางทันที

   

   วันนี้คือวันที่ครอบครัวจะนั่งล้อมวงพูดคุยกัน

   

   หลังผ่านปีใหม่ก็จะถึงวสันตวิษุวัตแล้ว ต้องเริ่มเตรียมตัวไถหว่านเตรียมพร้อมสำหรับฤดูใบไม้ผลิ

   

   ก่อนหน้านี้ฉินฟู่หลินได้พาผู้เช่านาหลายคนมาสอบถามแม่เฒ่าฉินว่าที่ดินที่เคยให้พวกเขาเช่าก่อนหน้านี้จะยังให้พวกเขาเช่าต่อหรือไม่ แต่ตอนนั้นนางยังไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจน

   

   อีกทั้งยังมีเรื่องต้องส่งลิ่งหมิงและลิ่งเฟิงไปเรียนหนังสือ

   

   “ก่อนหน้านี้ผู้เช่ามาถามว่า ปีนี้จะยังให้พวกเขาเช่าที่นาต่อหรือไม่ ตอนนี้ครอบครัวเรามีคนมากขึ้น ข้าก็ไม่กล้าตัดสินใจเอง พวกเจ้ามีความคิดเห็นอย่างไรกัน” แม่เฒ่าฉินกล่าว

   

   ฉินเหล่าซานคิดสักครู่ “ครอบครัวเราเก็บไว้สิบหมู่ ที่เหลือให้พวกเขาเช่าเถอะ ตอนนี้ครอบครัวเรามีเหล่าซื่อกับฮั่นหลินไปรับงานคุ้มกันภัย ผ่านปีใหม่ไปข้าก็เตรียมจะหางานทำในอำเภอ ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวเราก็ยังดีอยู่ แต่พวกผู้เช่าเหล่านั้นมีแต่ต้องพึ่งพาที่ดินเพื่อประทังชีวิตเท่านั้น ถ้าพวกเราไม่ให้พวกเขาเช่า พวกเขาอาจจะอดตายเอาได้”

   

   “ข้ากับไห่ถังได้ปรึกษากันแล้ว หลังผ่านปีใหม่พวกเราก็จะกลับไปทำอาชีพเดิม ถึงตอนนั้นบ้านพวกเราจะมีรายได้เข้ามาอีกทาง” ฉินเหล่าซานพูดแทรกขึ้นมา

   

   ตอนอยู่ที่ชายแดน พวกเขาก็ทำมาหากินด้วยการขายอาหารว่าง

   

   ฝีมือการทำอาหารของสือไห่ถังดี ทำขนมได้สวยงามน่ารับประทาน และเป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ

   

   ทุกคนในครอบครัวนั่งล้อมโต๊ะอาหาร พูดคุยถึงแผนการต่อไปอย่างตื่นเต้น มีเพียงฉินเฉิงอันที่นั่งอยู่ข้างๆด้วยสีหน้าอึดอัดใจ

   

   เขาไม่รู้ว่าตนเองสามารถทำอะไรได้

   

   เขาควรจะทำอะไรดี

   

   มองดูพวกพี่ชายที่กำลังถกเถียงกันถึงแผนการที่กำลังจะมาถึง ส่วนตัวเขาแทบจะไม่มีโอกาสได้พูดแทรกเลยด้วยซ้ำ

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ช่างสังเกต เขามองออกว่าฉินเฉิงอันกำลังคิดอะไรอยู่ จึงเดินเข้าไปตบไหล่ฉินเฉิงอันเพื่อปลอบใจ “เฉิงอัน พวกพี่ๆจะออกไปเที่ยวเตร่กันแล้ว เรื่องที่บ้านคงต้องฝากฝังเจ้าแล้วละ”

   

   ฉินเฉิงอันรู้สึกจมูกแสบร้อน น้ำตาแทบจะไหลออกมา

   

   เขาเข้าใจความหมายในคำพูดของฉินเหล่าเอ้อร์เป็นอย่างดี ใช่ว่าเขาไม่อยากออกไปผจญภัยบ้าง แต่ใบหน้าของเขา...

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ตบไหล่เขาอีกครั้ง เป็นการปลอบใจอย่างไร้สุ้มเสียง

   

   เขารู้ว่าฉินเฉิงอันคงรู้สึกไม่ดี แต่พวกเขาเองก็รู้สึกไม่ดีเช่นกัน

   

   โดยเฉพาะมารดาของพวกเขา หลายครั้งที่เขาบังเอิญเห็นมารดามองเงาหลังของเฉิงอันด้วยความเจ็บปวดใจ ดวงตาที่เต็มไปด้วยความเสียใจและรู้สึกผิดนั้นทำให้หัวใจของเขาเจ็บปวดรวดร้าวไปด้วย

   

   “งั้นก็ตกลงตามนี้ พวกเราจะเก็บที่ดินไว้แค่สิบหมู่ ที่เหลือจะปล่อยให้พวกเขาเช่า”

   

   “หลังปีใหม่ผ่านไป ใครควรไปเรียนก็ไปเรียน ใครควรออกไปทำงานก็ออกไปทำงาน พวกเราร่วมแรงร่วมใจกัน ชีวิตคงไม่แย่ไปกว่านี้หรอก”

   

   ฉินเยาเยามองดูท่านอาที่มีสีหน้าละอายใจ พลางคิดในใจว่าน้ำวิเศษในห้วงมิติของนางควรจะนำออกมาช่วยเหลือลุงได้แล้ว

   

   “ท่านแม่ ที่ดินสิบหมู่ของบ้านเราควรจะปลูกอะไรดีขอรับ” ฉินเหล่าเอ้อร์จิบน้ำชาแล้วถามขึ้นมา

   

   “ข้าเห็นชาวบ้านส่วนใหญ่ปลูกข้าว เช่นนั้นเราก็ควรจะปลูกบ้างใช่หรือไม่”

   

   สำหรับการจัดการที่ดินสิบหมู่นี้ แม่เฒ่าฉินได้วางแผนไว้แล้ว

   

   ห้าหมู่ปลูกข้าว หนึ่งหมู่ปลูกถั่วลิสง หนึ่งหมู่ปลูกมันเทศ ส่วนที่เหลืออีกสามหมู่แบ่งออกมาส่วนหนึ่งปลูกผัก แต่จะปลูกผักชนิดไหนค่อยคิดดูอีกที

   

   ทุกคนในตระกูลฉินไม่มีข้อคัดค้าน พืชผลเหล่านี้นอกจากข้าวที่ต้องเสียภาษีแล้ว อย่างอื่นไม่ต้องเสียภาษี อีกทั้งพวกเขายังเตรียมออกไปหางานทำข้างนอก ทำให้ครอบครัวมีรายได้เพิ่มขึ้น

   

   เมื่อรวมกับถั่วลิสงและมันเทศ หากซื้อธัญพืชและแป้งเพิ่มเติม ทั้งครอบครัวก็สามารถดำรงชีวิตได้โดยไม่อดอยาก

   

   เรื่องนี้จึงได้ข้อสรุปอย่างรวดเร็ว ฉินเยาเยานอนอยู่ในอ้อมกอดของท่านย่าพลางหาวหนึ่งที แล้วผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว

   

   สองวันนี้นางก็ไม่ได้อยู่เฉย เก็บเกี่ยวผัก ผลไม้ รวมถึงข้าวโพดและมันฝรั่งทั้งหมดในห้วงมิติเข้าโกดัง

   

   ส่วนไก่ เป็ด ปลา ห่าน และหมูก็ได้วางแผนจัดพื้นที่ใหม่ให้พวกมันด้วย

   

   นางได้เก็บเกี่ยวสมุนไพรในพื้นที่เพาะปลูกแล้วหนึ่งรอบ เหลือเพียงรอโอกาสที่จะนำของเหล่านี้ออกมา เพื่อแลกเป็นเงินทองสำหรับปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัว

   

   ทุกค่ำคืน นางต้องเข้าไปในพื้นที่มิติ แล้วใช้เท้าเตะสิ่งของสีดำมืดที่อยู่ใต้ซุ้มองุ่นเสมอ!



บทที่ 85: ฉินลิ่งอวี่นอนจมกองเลือด


   

   แม่เฒ่าฉินก้มมองหลานสาวที่กำลังหลับสนิท จึงตัดสินใจอุ้มนางเข้าไปในห้อง ขณะเดียวกันป้าหวังบ้านข้างๆ ก็แวะมาเยี่ยมเยือนพร้อมกับนำข้าวมาถุงหนึ่ง ครั้นเห็นตระกูลฉินมองตนเองด้วยสายตาเคลือบแคลง จึงรีบอธิบายด้วยท่าทางเก้อเขิน

   

   “ก่อนหน้านี้ข้าเกือบทำร้ายเล่อเหนียงเข้าให้แล้ว ข้ารู้สึกไม่สบายใจมาตลอด ในถุงคือข้าวร้อยครัวเรือน ข้าขอข้าวจากชาวบ้านคนละกำมือ แล้วก็ไปขอจากหมู่บ้านเดิมของข้าอีก รวบรวมจนครบร้อยครัวเรือนแล้วนำมาให้เล่อเหนียง เพื่อมาปลอบขวัญเด็กตัวน้อย”

   

   “โอ๊ย แม่เฒ่าหวัง เรื่องนั้นไม่ใช่ความผิดเจ้าเลย เหตุใดต้องลำบากถึงเพียงนี้ด้วยเล่า เจ้าทำแบบนี้ข้าจะตอบแทนอย่างไรดีล่ะ แม่เฒ่าฉินมองป้าหวังอย่างตื้นตันใจ ไม่รู้จะพูดอะไรดี”

   

   ข้าวร้อยครัวเรือนนี้ พูดง่ายแต่รวบรวมยาก…

   

   ข้าวร้อยครัวเรือนนี้ไม่ใช่ข้าวที่ซื้อมาด้วยเงิน แต่เป็นข้าวที่ร้อยครัวเรือนเต็มใจมอบให้เพื่ออธิษฐานขอพร นั่นหมายความว่าหลานสาวของนางจะได้รับการคุ้มครองจากเจ้าหน้าที่ของร้อยครัวเรือน

   

   ปกติแล้วน้อยคนนักที่จะสามารถรวบรวมข้าวร้อยครัวเรือนได้!

   

   “บุญคุณอันยิ่งใหญ่ของป้าหวัง พวกเราไม่รู้ว่าจะตอบแทนอย่างไรดี”

   

   “ป้าหวัง ข้าควรขอบคุณท่านอย่างไรดี”

   

   สวี่ซิ่วอิงรู้สึกซาบซึ้งใจ นางย่อมรู้ดีว่าข้าวร้อยครัวเรือนนั้นมีคุณค่ามากเพียงใด

   

   ตอนที่คลอดลิ่งผิงและลิ่งอัน เพราะเด็กสองคนนี้เป็นลูกแฝด เหล่าซื่อกับแม่เฒ่าฉินเคยไปขอข้าวร้อยครัวเรือนตามบ้านต่างๆ แต่สุดท้ายก็ได้มาเพียงสามสิบส่วนเท่านั้น

   

   “เจ้าพูดอะไรเช่นนั้นเล่า แต่เดิมเป็นข้าที่เกือบทำร้ายเล่อเหนียง อีกอย่างนี่ก็ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไร ใช้แค่ปากพูดเท่านั้นเอง”

   

   แม่เฒ่าฉินได้ยินคำพูดที่ดูเหมือนไม่ใส่ใจของนาง มุมปากก็กระตุกโดยไม่รู้ตัว จะพูดให้ดูว่าเรื่องมันง่ายดายขนาดนั้นเชียวหรือ คิดว่าข้าไม่เคยขอข้าวร้อยครัวเรือนหรืออย่างไร

   

   ตนเองถึงขั้นคุกเข่าขอร้องให้ผู้อื่นบริจาคข้าวร้อยครัวเรือนสักเล็กน้อยก็เคยทำมาแล้ว

   

   “ถ้าเช่นนั้นก็ขอขอบคุณแม่เฒ่าหวังแล้ว”

   

   แม่เฒ่าฉินกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจ และเชื้อเชิญแม่เฒ่าหวังให้อยู่รับประทานอาหารที่บ้านด้วยกันก่อน ทว่าแม่เฒ่าหวังรีบบอกว่าที่บ้านทำอาหารไว้แล้ว แล้วรีบกลับไปทันที

   

   เพราะช่วงปีใหม่ไม่ควรรบกวนบ้านผู้อื่น

   

   แม่เฒ่าฉินจึงรีบสั่งให้สือไห่ถังและสวี่ซิ่วอิงไปส่งแม่เฒ่าหวังกลับบ้าน โดยที่เจ้าตัวแสบลิ่งผิงและลิ่งอันตามไปด้วย

   

   ไม่นานนักก็มีเสียงตีฆ้องตีกลองดังมาจากข้างนอก ตามมาด้วยเสียงตะโกนของลิ่งผิงและลิ่งอัน

   

   “ท่านย่า ข้างนอกมีคนเชิดสิงโตขอรับ สนุกสนานสุดๆ พวกเราออกไปดูกันเถอะ!”

   

   แม่เฒ่าฉินนั่งลังเลอยู่บนเก้าอี้ ช่วงเวลานี้ที่มีการตีฆ้องตีกลอง ต้องเป็นการเต้นรำหยางเกอแน่นอน ปีหนึ่งมีแค่หนึ่งสองครั้งที่คึกคักแบบนี้ นางเองก็อยากออกไปดูเช่นกัน

   

   แต่หลานสาวตัวน้อยเพิ่งหลับไป นางจึงไม่กล้าทิ้งหลานสาวออกไปไหน

   

   สวี่ซิ่วอิงและสือไห่ถังจึงเสนอตัวแย่งกันดูแลเด็ก

   

   แต่แม่เฒ่าฉินยิ่งสงสารลูกสะใภ้ พวกนางยังอายุน้อย ทำงานในบ้านทั้งวัน ก้มหน้าก้มตาอยู่แต่ในครัว กว่าจะมีงานรื่นเริงสักครั้งนั้นไม่ง่าย คนที่สมควรไปดูเป็นพวกนางเสียมากกว่า

   

   ตอนนี้เอง ลิ่งอวี่ก็เดินออกมาเอ่ยเคล้ารอยยิ้ม

   

   “ท่านย่า พวกท่านไปเถิด ข้าจะอยู่บ้านดูแลน้องสาวเอง พอดีต้องทบทวนตำราด้วย ไม่เช่นนั้นอีกไม่กี่วันเปิดเรียน เกรงว่าจะตามอาจารย์ไม่ทัน”

   

   ลิ่งอวี่เป็นคนละเอียดรอบคอบเสมอ ดังนั้นครอบครัวฉินจึงวางใจพากันไปดูความครึกครื้นที่ทางเข้าหมู่บ้าน โดยไม่รู้เลยว่าต่อไปทุกครั้งที่พวกเขาเห็นคณะเต้นรำ จะรู้สึกเสียใจและหวาดกลัว

   

   บริเวณมุมหนึ่งของทางเข้าหมู่บ้าน ชายคนหนึ่งสวมชุดเชิดสิงโตหลวมๆสวมหน้ากาก แอบเข้าหมู่บ้านโดยอ้างว่าจะไปปลดทุกข์

   

   ภายในห้องโถงหลักของบ้านฉิน ภายในห้องของแม่เฒ่าฉิน ลิ่งอวี่นั่งอ่านหนังสือข้างๆน้องสาว ข้างกายมีดินสอถ่านวางอยู่ ลิ่งอวี่หยิบขึ้นมาจดบันทึกเป็นครั้งคราว

   

   ตอนนั้นเขาได้ยินเสียงเคลื่อนไหวนอกประตู และคิดว่าคนในบ้านกลับมาแล้วจึงสงสัยและเดินออกไปดู ทว่าพอเขาเพิ่งเปิดประตู ลมพลันพัดผ่านหน้าอกทำให้รู้สึกเจ็บแปลบ เขาก้มมองลงไปเห็นมีดสั้นเล่มหนึ่งปักอยู่ที่อกของตน

   

   เลือดสีแดงสดไหลทะลักหยดลงบนพื้นเป็นวงกว้าง ทันใดนั้นเขาก็ถูกเตะกระเด็นเข้าไปข้างใน แล้วล้มลงอย่างแรงในห้องของแม่เฒ่าฉิน

   

   เขาพยายามร้องเรียกให้คนช่วย แต่เพียงอ้าปากก็กระอักเลือดออกมา ถึงกระนั้นก็พยายามเบิกตากว้างมองให้ชัดว่าคนผู้นั้นเป็นใครกันแน่ แต่เห็นเพียงคนผู้หนึ่งสวมชุดเต้นสิงโต สวมหน้ากาก เดินอ้อมตัวเขาไปอุ้มฉินเยาเยาที่นอนอยู่บนเตียงเตาขึ้นมา แล้วหมุนตัวเดินออกจากบ้านไป

   

   “นะ...น้อง...ชะ...ช่วย…ช่วยด้วย!”

   

   ฉินลิ่งอวี่พยายามเปล่งเสียงร้องออกมาจากลำคอสุดกำลัง แต่น่าเสียดายที่เสียงของเขาเบาเกินไป นอกจากตัวเขาเองแล้วก็ไม่มีใครได้ยิน

   

   หยางเปียวอุ้มฉินเยาเยาที่หลับสนิทเดินไปทางท้ายหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว เขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านตระกูลฉินมาหลายปี ย่อมรู้ดีว่ามีทางเล็กทางไหนบ้างที่สามารถออกไปนอกหมู่บ้านได้

   

   เพื่อป้องกันไม่ให้ฉินเยาเยาตื่นขึ้นมาระหว่างทางและทำลายแผนการของเขา เขาจึงวางผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำหอมไว้ใต้จมูกของนาง หยางเปียวอุ้มฉินเยาเยาผ่านพุ่มไม้ไปยังรถม้าที่จอดรออยู่ก่อนแล้ว

   

   รถม้ารับหยางเปียวแล้วรีบออกวิ่งไปอย่างรวดเร็ว

   

   หยางเปียวขึ้นรถม้าแล้วโยนฉินเยาเยาลงอย่างหยาบคายโดยไม่สนใจอีก แต่เดิมแผนของเขาคือฆ่าคนตระกูลฉินทั้งหมดเพื่อแก้แค้นให้บิดามารดาของเขา

   

   แต่บังเอิญได้ยินมาว่าเศรษฐีอู๋แห่งอำเภอซางเหอแพ้พนันหลายครั้ง ตอนนี้กำลังซื้อเด็กหญิงที่มีโชคลาภในราคาสูงเพื่อใช้เลือดบริสุทธิ์ของพวกนางเสริมดวง

   

   ดังนั้นเขาจึงเปลี่ยนแผน เพราะทุกคนในหมู่บ้านตระกูลฉินต่างพูดกันว่าเด็กหญิงตัวอ้วนจ้ำม้ำคนนี้เกิดมาพร้อมโชคลาภ ฆ่าทิ้งไปก็น่าเสียดาย สู้เอานางไปแลกเงินมาใช้ดีกว่า

   

   ส่วนเรื่องแก้แค้นให้บิดามารดา เขาก็ฆ่าฉินลิ่งอวี่ไปคนหนึ่งแล้ว เท่านี้ก็คุ้มค่าแล้ว

   

   เขาคิดว่าการแต่งชุดเชิดสิงโตและสวมหน้ากากแอบเข้าหมู่บ้านนั้นแนบเนียนไร้ที่ติ แต่ไม่คาดคิดว่าจะถูกแม่เฒ่าเฉินที่กลับมาเอาของเห็นเข้าพอดี

   

   แม่เฒ่าเฉินกลับมาที่บ้านหลังเก่าเพื่อเอาตำรายาไปต้มยา พอหน้าหนาวมาอาการปวดเอวเก่าๆของนางก็กำเริบขึ้นอีก นางเพิ่งเอาตำรายาออกมาจากประตู ก็เห็นคนคนหนึ่งเดินทำตัวลับๆล่อๆ เดินผ่านหน้านางไปยังท้ายหมู่บ้าน

   

   แม่เฒ่าเฉินมองดูคนผู้นั้นอย่างสงสัย นางรู้สึกว่ารูปร่างของเขาคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน

   

   นางเดินเข้าไปใกล้อีกสองก้าวหมายจะดูให้ชัดว่าคนผู้นี้เป็นใคร แต่กลับถูกห่อผ้าในอ้อมแขนของเขาดึงดูดความสนใจไปแทน

   

   นางเห็นว่าห่อผ้านั้นทำจากผ้าไหม ในหมู่บ้านนี้มีเพียงครอบครัวของแม่เฒ่าฉินเท่านั้นที่มีกำลังทรัพย์พอจะใช้ผ้าไหมทำผ้าห่ม และมีเพียงเล่อเหนียงหลานสาวเพียงคนเดียวเท่านั้นที่มีโอกาสได้ใช้ผ้าราคาสูง

   

   หญิงชราวิ่งไล่ตามไปหมายจะขวางทางคนผู้นั้นไว้ แต่ด้วยความที่ขาแข้งของนางใช้งานไม่สะดวก นางจึงได้แต่มองดูเขาหายลับไปในพุ่มไม้อย่างช่วยไม่ได้

   

   ดังนั้นนางจึงรีบเดินถือไม้เท้าไปยังเหล่าหลายเล่อ หมายจะไปดูที่บ้านตระกูลฉินว่าคนผู้นั้นเป็นเล่อเหนียงหรือไม่

   

   ระหว่างทางนางพบกับพ่อเฒ่าจ้าวและพ่อเฒ่าหวังที่ออกมาเดินเล่น นางจึงรีบเรียกทั้งสองไว้ แล้วเล่าสิ่งที่เห็นให้เขาฟัง

   

   เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชายชราทั้งสองก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาทันที พ่อเฒ่าหวังเป็นคนขาแข้งยังแข็งแรงที่สุดในบรรดาคนชราทั้งสาม เขาจึงรีบวิ่งไปยังบ้านตระกูลฉินทันที

   

   เมื่อพ่อเฒ่าหวังวิ่งมาถึงบ้านตระกูลฉินก็เห็นฉินลิ่งอวี่นอนจมกองเลือด ขาแข้งเขาพลันอ่อนแรงทรุดลงกับพื้น



 บทที่ 86: พ่อเฒ่าหวังเต้นรำด้วยขนนก


   

   “ลิ่งอวี่!”

   

   พ่อเฒ่าหวังคลานเข้าไปใกล้ ยื่นมือออกไปจะอุ้มฉินลิ่งอวี่ขึ้นมา แต่เมื่อเห็นมีดที่ปักอยู่ที่หน้าอกของเขา ก็ตกใจจนไม่กล้าขยับ กลัวว่าจะทำให้แผลของฉินลิ่งอวี่แย่ลงไปอีก

   

   “ลิ่งอวี่ ลิ่งอวี่?”

   

   พ่อเฒ่าหวังค่อยๆเขย่าขาของอีกฝ่ายอย่างระมัดระวัง ไม่กล้าแตะต้องร่างกายส่วนบนของฉินลิ่งอวี่ ได้แต่เขย่าขาพยายามปลุกให้เขาตื่น

   

   เมื่อเห็นว่าฉินลิ่งอวี่ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ และยังมีเลือดไหลทะลักออกมาจากหน้าอก พ่อเฒ่าหวังก็ไม่สนใจอะไรอีกแล้ว วิ่งเข้าไปในบ้านเอาผ้าเช็ดน้ำลายของเล่อเหนียงออกมา แล้วคุกเข่าลงกับพื้นพลางกดแผลเอาไว้ พร้อมกับตะโกนเสียงดัง

   

   “ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!” พ่อเฒ่าหวังตะโกนสุดเสียง

   

   วันนี้มีคณะเชิดสิงโตมาแสดงบริเวณหน้าหมู่บ้าน ชาวบ้านแทบทั้งหมดจึงยกโขยงกันไปดูการแสดง แทบไม่มีใครอยู่ในบ้าน เขาตะโกนอยู่พักหนึ่งแต่ไม่เห็นมีใครสักคน หัวใจพลันเริ่มรู้สึกสิ้นหวังขึ้นมา ลิ่งอวี่จะต้องจบชีวิตลงตรงนี้จริงเหรอ

   

   ฉินลิ่งอวี่ในอ้อมกอดของเขาร่างกายเย็นเฉียบ แทบจะสัมผัสถึงลมหายใจเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ ไม่กล้าแม้แต่จะยื่นมือไปตรวจดูลมหายใจของฉินลิ่งอวี่ เพราะเกรงว่าผลลัพธ์จะทำให้หัวใจของเขาปวดร้าว

   

   แม่เฒ่าเฉินและแม่เฒ่าจ้าวก็วิ่งมาถึง

   

   เมื่อพวกเขาเห็นลิ่งอวี่นอนจมกองเลือดก็แทบจะเป็นลมหมดสติไป ถึงขั้นไม่สนใจเรื่องความแตกต่างระหว่างชายหญิง ต่างพยุงกันเดินเข้าไป

   

   “เกิดอะไรขึ้นกับลิ่งอวี่ ทำไมเลือดถึงมากมายขนาดนี้”

   

   “หมอล่ะ หมอหลี่อันไปไหนแล้ว”

   

   แม่เฒ่าเฉินเดินเข้าไปคุกเข่าลงถามพ่อเฒ่าหวัง นางยื่นมือที่สั่นเทาออกไปจับมือของลิ่งอวี่ สัมผัสเยือกเย็นดุจธารน้ำที่ส่งออกมาจากฝ่ามือเด็กน้อย ทำให้น้ำตาของนางพรั่งพรูออกมา

   

   เมื่อพ่อเฒ่าหวังเห็นพวกเขามาถึงก็ราวกับเห็นความหวัง เขาให้พ่อเฒ่าจ้าวมารับช่วงต่อจากตน ส่วนตัวเองก็วิ่งออกไปทั้งที่ร่างกายเปื้อนเลือด

   

   พ่อเฒ่าจ้าวรู้ว่าเขาวิ่งออกไปตามหาคนมาช่วยจึงไม่ได้อยู่เฉย

   

   เขาบอกให้แม่เฒ่าเฉินไปหาผ้าห่มมาคลุมร่างลิ่งอวี่ เพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิร่างกายลดลงเร็วเกินไป ทั้งยังบอกให้นางถอดรองเท้าของลิ่งอวี่ออกแล้วกดฝ่าเท้าเขาแรงๆ

   

   พ่อเฒ่าจ้าวเคยเป็นทหารสนับสนุนในกองทัพ ตอนอยู่ในกองทัพก็ช่วยหมอทหารรักษาทหารที่ได้รับบาดเจ็บ จึงพอมีความรู้อยู่บ้าง

   

   ใจกลางฝ่าเท้าสัมพันธ์กับหัวใจ การกดใจกลางฝ่าเท้ามีจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นหัวใจ เพื่อยืดโอกาสในการช่วยชีวิต

   

   ทางด้านหน้าหมู่บ้าน การเต้นรำหยางเกอดำเนินไปครึ่งทาง คณะเชิดสิงโตก็พบว่าสิงโตหายไปตัวหนึ่ง จึงวิ่งตามหากันให้วุ่น พ่อเฒ่าหวังที่ร่างกายเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดก็วิ่งเข้ามา

   

   พ่อเฒ่าหวังวิ่งเร็วเกินไปจนเบรกไม่อยู่ล้มลงกระแทกพื้นอย่างแรง ยังไม่ทันที่คนอื่นจะตั้งตัวได้ พ่อเฒ่าหวังก็ลุกขึ้นมาเดินได้สองก้าวก็ล้มลงอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่มีแรงลุกขึ้นมาแล้ว ได้แต่นอนหอบหายใจอยู่บนพื้น

   

   เขาวิ่งเร็วเกินไปตอนนี้จึงได้แต่โกยอากาศเข้าปอด ได้แต่ชี้ไปที่แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆ

   

   ฉินฟู่หลินที่อยู่ใกล้ที่สุดรีบไปพยุงเขาขึ้นมา พาขยับเข้าไปใกล้ถึงได้กลิ่นคาวเลือดลอยเข้าจมูก

   

   “ลุงหวัง เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมตัวท่านถึงมีกลิ่นคาวเลือดรุนแรงเช่นนี้”

   

   ฉินฟู่หลินขมวดคิ้วแน่น ในใจพลันเกิดลางสังหรณ์ไม่ดี พ่อเฒ่าหวังคนนี้เป็นโรคกลัวเลือด ปกติแค่ฆ่าไก่ก็ยังต้องให้แม่เฒ่าหวังลงมือ หรือไม่ก็เอาไปให้เพื่อนบ้านช่วยฆ่าให้ แล้วทำไมตอนนี้ตัวเขาถึงมีกลิ่นคาวเลือดรุนแรงขนาดนี้

   

   พ่อเฒ่าหวังสะบัดศีรษะพยายามตั้งสติ แล้วเดินโซเซไปหาแม่เฒ่าฉินอ้าปากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับพูดไม่ออก

   

   “ลุงหวังอย่าเพิ่งรีบร้อน มีอะไรก็ค่อยๆพูดเถอะ เกิดอะไรเกิดขึ้นกันแน่ ท่านวางใจได้ มีพวกเราอยู่ จะไม่ปล่อยให้ท่านถูกรังแกแน่นอน”

   

   ฉินเหล่าซื่อได้กลิ่นคาวเลือดจากตัวเขา คิดว่าเขาคงเจออะไรมาจึงเอ่ยปลอบเขาเบาๆ

   

   “ไม่...ไม่ใช่...เป็นอวี่…” พ่อเฒ่าหวังพยายามเปล่งเสียงออกมา แต่ตอนหนุ่มๆ เขาก็เคยได้รับบาดเจ็บที่คอมาก่อน คราวนี้โดนลมเย็นพัดนานเข้าไปอีก จึงเจ็บคอมาก เสียงที่เปล่งออกมานอกจากตัวเขาเองแล้วก็ไม่มีใครฟังออกสักคน

   

   เห็นว่าไม่มีใครเข้าใจสิ่งที่เขาพูดก็ยิ่งร้อนใจ เขาพยายามเกาคอตัวเองอย่างสุดกำลัง หวังจะให้ตัวเองเปล่งเสียงออกมาได้บ้าง

   

   ฉินฟู่หลินที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบเข้าไปจับตัวเขาไว้พลางพูดว่า “พ่อเฒ่าหวัง อย่าเพิ่งรีบร้อน ค่อยๆพูดเถอะ มีอะไรพวกเราจะช่วยกันแก้ไข!”

   

   พ่อเฒ่าหวังแทบจะร้องไห้ด้วยความโมโห เขาผลักฉินฟู่หลินที่น่ารำคาญคนนี้ออก แล้วใช้มือทำท่าทางให้แม่เฒ่าฉินดู พร้อมกับผลักฉินเหล่าซื่อให้เดินไปทางบ้าน

   

   แม่เฒ่าฉินไม่อาจเข้าใจความหมายของเขาได้ เห็นแค่ว่าบนร่างกายของเขามีแต่เลือด

   

   ส่วนฉินเหล่าซื่อก็งงไปหมด ไม่ใช่ว่าพ่อเฒ่าหวังคนนี้ไม่อยากให้ตนดูหรอกหรือ

   

   ตอนนี้พ่อเฒ่าหวังเห็นหัวสิงโตที่คณะเชิดสิงวางไว้ข้างๆ จึงวิ่งเข้าไปดึงขนบนหัวสิงโตออกมา แล้วหาไม้ท่อนหนึ่งมา เขาเริ่มด้วยการชูขนนกในมือขึ้น แล้วทำท่าเอาไม้แทงเข้าที่อกของตัวเอง จากนั้นก็ชี้ไปที่เลือดบนตัว

   

   เขาทำท่าทางเดิมซ้ำๆหลายครั้ง แต่ชาวบ้านก็ยังไม่อาจเข้าใจ มีเพียงฉินเหล่าเอ้อร์ที่ขมวดคิ้วมองดูท่าทางของพ่อเฒ่าหวัง จู่ๆ ความคิดอันน่าสะพรึงกลัวก็แวบเข้ามาในสมองของเขา

   

   ขนนก?

   

   ไม้?

   

   เลือด?

   

   ขนนก...ลิ่งอวี่

   

   “พ่อเฒ่าหวัง ท่าน...ท่านหมายความว่าเลือดบนตัวท่านคือ...คือเลือดของ...ลิ่งอวี่ของข้าหรือ” ฉินเหล่าเอ้อร์เอ่ยเสียงสั่นเครือ

   

   เมื่อได้ยินคำพูดของฉินเหล่าเอ้อร์ หัวใจของทุกคนพลันสั่นสะท้าน

   

   แม่เฒ่าฉินหน้าซีดทันที

   

   ทุกคนต่างจ้องมองพ่อเฒ่าหวัง พวกเขาล้วนรอคอยการปฏิเสธจากเขา แต่ยิ่งความหวังสูงเท่าไหร่ ความผิดหวังก็ยิ่งมากเท่านั้น พ่อเฒ่าหวังพยักหน้าช้าๆ ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความหวัง

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นท่าทางของพ่อเฒ่าหวังแล้วก็ทรุดลงกับพื้นทันที

   

   ฉินเหล่าซื่อตอบสนองได้เร็วที่สุด รีบวิ่งกลับบ้านทันที

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์พลันได้สติขึ้นมาก็รีบวิ่งตามหลังฉินเหล่าซื่อกลับไป

   

   เฉินฮั่นหลินลากฉินเฉิงอันไปหาหลี่อันที่ภูเขาด้านหลัง ไม่ใช่ว่าพวกเขาตามหาแบบไร้จุดหมาย แต่เพราะช่วงนี้หลี่อันชอบไปที่ภูเขาด้านหลังบ่อยๆ เพราะตอนนี้เขาหลงใหลในการย่างกระต่ายป่าบนหิมะ

   

   ฉินเหล่าซานก็อยากวิ่งกลับไปเช่นกัน แต่เขาก็ทิ้งมารดาของตนไม่ได้จึงได้แต่ช่วยสือไห่ถังประคองแม่เฒ่าฉินกลับบ้าน

   

   สวี่ซิ่วอิงทรุดลงกับพื้นตั้งแต่แรกแล้ว ขาแข้งอ่อนแรงเดินไม่ไหว

   

   หากว่า...หากว่าเป็นลิ่งอวี่จริงๆ แล้วลูกสาวของนางล่ะ

   

   หลิวซิ่วเถากลัวจนแทบทำอะไรไม่ถูก ขาของนางอ่อนแรง แต่เมื่อเห็นสภาพของพี่สะใภ้สี่เช่นนี้ นางก็พยายามรวบรวมสติแล้วพยุงร่างพี่สะใภ้กลับบ้านพร้อมกับภรรยาของหัวหน้าหมู่บ้าน

   

   ส่วนคนอื่นๆ บางส่วนออกตามหาฉินลิ่งหมิงที่วิ่งหนีไปทั่ว อีกส่วนช่วยกันตามหาหลี่อัน

   

   แม้พวกเขาจะไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉินลิ่งอวี่ที่อยู่บ้านหรือไม่ แต่กลิ่นคาวเลือดบนตัวของพ่อเฒ่าหวังนั้นไม่อาจหลอกใครได้ แน่นอนว่าต้องมีคนบาดเจ็บ

   

   คณะเชิดสิงโตเห็นว่าทุกคนจากไปหมดแล้วก็ถ่มน้ำลายลงพื้นแล้วบ่นว่าอัปมงคล ก่อนจะเก็บข้าวของแล้วจากไป

   

   ทางด้านฉินเหล่าซื่อยังไม่ทันเข้าประตูบ้านก็ได้กลิ่นคาวเลือดอย่างรุนแรงจึงรีบวิ่งเข้าไปข้างใน แต่ภาพตรงหน้ากลับทำให้เขาต้องจดจำไปตลอดชีวิต

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ที่อยู่ด้านหลังทรุดลงกับพื้นทันที



 บทที่ 87: ลิ่งอวี่ตกอยู่ในอันตราย


   

   “เหล่าเอ้อร์ เหล่าซื่อ พวกเจ้ายืนบื้ออะไรกันอยู่ รีบไปตามหมอมาเร็วเข้า!”

   

   พ่อเฒ่าจ้าวตะโกนด้วยความร้อนใจ เมื่อเห็นสองพี่น้องยืนนิ่งเป็นยักษ์ปักหลั่นอยู่หน้าประตู

   

   สองพี่น้องได้สติกลับมา คนหนึ่งหมุนตัววิ่งออกไปตามหาหมอหลี่อัน อีกคนเดินโซเซเข้าไปในห้อง

   

   “ลิ่งอวี่ ลิ่งอวี่ ลูกตื่นขึ้นมาเถอะ อย่าทำให้พ่อตกใจนะ!”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์คลานเข้าไปใกล้ ยื่นมือสั่นเทาออกไปจะแตะใบหน้าของฉินลิ่งอวี่ แต่สุดท้ายก็ไม่กล้า ได้แต่คุกเข่าอยู่ข้างๆ ร้องเรียกบุตรชายอย่างสิ้นหวังซ้ำไปซ้ำมา

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ที่แม้แต่ตอนหนีภัยแล้งยังไม่เคยหลั่งน้ำตา บัดนี้กลับร้องไห้ราวกับเด็กน้อย ตอนนั้นเองเฉินฮั่นหลินก็แบกหลี่อันที่ยังกำกระต่ายไว้ในมือวิ่งเข้ามา

   

   หลี่อันเท้าเพิ่งแตะพื้นก็เอ่ยปากเตรียมด่า แต่พอเห็นฉินลิ่งอวี่นอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนพื้น ก็รีบโยนกระต่ายในมือทิ้งแล้วเข้าไปตรวจดูอาการทันที

   

   เมื่อเขาค่อยๆเปิดผ้าห่มที่คลุมร่างของฉินลิ่งอวี่ออก กองเลือดบนหน้าอกนั้นไม่เพียงแต่ทำให้ตาของหลี่อันและฉินเหล่าเอ้อร์แสบร้อน แต่ยังทำให้แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆ ที่เพิ่งกลับถึงบ้านรู้สึกเจ็บปวดไปด้วย

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นมีดที่ปักอยู่บนหน้าอกของหลานชายคนโต ดวงตาสองข้างพลันพร่ามัว ร่างกายโงนเงนสองสามทีก่อนจะเป็นลมล้มพับไป

   

   สือไห่ถังที่อยู่ข้างๆ รีบเข้าไปประคองแม่สามีไว้

   

   “รีบไปต้มน้ำ เตรียมเหล้าและกรรไกรมา”

   

   หลี่อันอุ้มฉินลิ่งอวี่ไปวางบนเตียงพลางพูดกับฉินเหล่าเอ้อร์ เห็นฉินเหล่าเอ้อร์ไม่ขยับเขยื้อนจึงง้างขาเตะเขาไปหนึ่งที

   

   “เหล่าเอ้อร์ เจ้ายังยืนนิ่งอยู่ทำไม รีบไปสิ เจ้าอยากให้ลูกชายของเจ้าตายจริงๆหรือ”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ได้สติก็รีบวิ่งไปที่ครัวเพื่อต้มน้ำ

   

   เขาจับหินเหล็กไฟด้วยมือทั้งสองข้าง พยายามถูอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่สามารถจุดไฟติดได้ ด้วยความโมโห เขาจึงยกมือขึ้นตบหน้าตัวเองอย่างแรงสองที

   

   ส่วนทางนี้แม่เฒ่าฉินสงบสติอารมณ์ลงได้ก็รีบวิ่งเข้าไปในห้อง เพียงแค่มองภาพตรงหน้าก็ทำให้ร่างกายของนางสั่นไม่หยุด

   

   บนเปลนอนในห้องของนางไม่พบเห็นเล่อเหนียง

   

   “เล่อเหนียงเล่า เล่อเหนียงของข้า...เล่อเหนียง...ของข้า”

   

   ในที่สุดแม่เฒ่าฉินก็ทนไม่ไหวกับเรื่องที่เกิดขึ้น จึงสลบไปอีกครั้ง

   

   สวี่ซิ่วอิงวิ่งเข้ามาเห็นว่าในเปลว่างเปล่าก็เกือบจะเสียสติในทันที นางพยายามค้นหาทั่วทั้งห้อง แม้แต่ตู้เสื้อผ้าและลิ้นชักก็พลิกค้นจนทั่ว แต่ก็ไม่พบแม้แต่เงาของลูกสาว

   

   นางหันไปเห็นฉินเหล่าเอ้อร์กำลังดึงมีดออกจากอกของฉินลิ่งอวี่ ชั่วขณะที่มีดถูกดึงออก เลือดก็สาดกระเซ็นใส่หน้านาง

   

   ในหัวของนางพลันปรากฏภาพลูกน้อยถูกทารุณเช่นเดียวกัน เส้นประสาทในสมองที่กำลังตึงเครียดก็ขาดสะบั้นลงในที่สุด

   

   “ซิ่วอิง!”

   

   ฉินเหล่าซื่อโอบกอดภรรยาที่สลบไป แล้วมองดูมารดาที่สลบอยู่บนพื้น เขาเกือบจะทนไม่ไหวเช่นกัน

   

   เฉินฮั่นหลินกับฉินเหล่าซื่อเคยเผชิญเหตุการณ์คับขันมาด้วยกันหลายครั้ง เขาจึงมองออกทันทีว่าฉินเหล่าซื่อมีอาการผิดปกติ รีบเข้าไปปลอบประโลมใจ

   

   “พี่สี่ ท่านต้องอดทน หากท่านล้มลงอีก เราคงไม่มีทางตามหาเล่อเหนียงเจอแล้ว”

   

   ฉินเหล่าซื่อได้ยินดังนั้นจึงฝืนรวบรวมกำลัง อุ้มภรรยาไปยังห้องข้างๆ แล้วกลับมาอุ้มแม่เฒ่าฉินไปอีกห้องหนึ่ง

   

   หลิวซิ่วเถารู้ว่าตนเองช่วยอะไรไม่ได้มาก จึงอาสาอยู่ดูแลพวกนาง

   

   ฉินฟู่หลินได้รู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของพวกเขาแล้ว จึงพาภรรยาชาวบ้านหลายคนมาดูว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง

   

   “ไห่หลิน ลิ่งอวี่เป็นอย่างไรบ้าง แล้วแม่ของเจ้าล่ะ ยังสบายดีหรือไม่”

   

   ฉินเหล่าซานตาแดงก่ำ ส่ายหน้าพลางตอบสั้นๆว่า “หมอหลี่ยังคงรักษาลิ่งอวี่อยู่ข้างใน เล่อเหนียงหายตัวไป แม่และสะใภ้สี่ทนรับเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ไหวจึงสลบไป”

   

   ฉินฟู่หลินฟังจบก็รู้สึกปวดใจ ลิ่งอวี่เป็นคนที่มีโอกาสสอบจอหงวนได้มากที่สุดในหมู่บ้าน ส่วนเล่อเหนียงเด็กอ้วนน่ารักนั่น ไยถึงต้องประสบเคราะห์กรรมเช่นนี้ด้วย

   

   ขณะที่เขารู้สึกปวดใจก็โกรธแค้นไม่หาย ตลอดทางที่มา เขาคิดอย่างหนักแต่ก็คิดไม่ออกว่าใครกันที่ต้องการทำร้ายตระกูลฉินอย่างโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้

   

   แม่เฒ่าฉินและครอบครัวย้ายมาอยู่ที่นี่ก็มีน้ำใจกับชาวบ้านมาตลอดและไม่เคยมีปัญหากับใครมาก่อน

   

   หมอหลี่อันที่มาด้วยกัน แม้จะดูเหมือนคนไม่ค่อยเอาไหน แต่ถ้าใครในหมู่บ้านมีอาการปวดหัวหรือเป็นไข้ เขาก็จะทำการรักษาให้โดยไม่คิดเงิน

   

   ขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกผิดอย่างมาก เพราะเขาเป็นหัวหน้าหมู่บ้านตระกูลฉิน มีหน้าที่ปกป้องความปลอดภัยของชาวบ้าน

   

   แต่ตอนนี้ฉินลิ่งอวี่ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร เล่อเหนียงก็หายตัวไป แสดงว่าเขาในฐานะหัวหน้าหมู่บ้านนั้นดูแลชาวบ้านไม่ทั่วถึง

   

   พวกผู้หญิงที่เขาพามาด้วยก็เป็นคนใจดี พวกนางช่วยกันดูแลฉินลิ่งหมิงและพี่น้องคนอื่นๆ โดยไม่ต้องให้เอ่ยปากบอก

   

   เดิมที่พวกนางตั้งใจจะพาเด็กๆไปบ้านของพวกนาง ให้ไปเล่นกับลูกๆของพวกนางไปก่อน เพื่อไม่ให้พวกเขาตกใจ แต่เด็กทั้งหมดไม่มีใครยอมไป ตอนนี้เขาไม่ใช่เด็กสามขวบอีกต่อไป พวกเขารู้ว่าเกิดเรื่องขึ้นในบ้าน

   

   พวกเขารู้ว่าพี่ใหญ่ถูกแทง

   

   พวกเขารู้ว่าน้องสาวที่พวกเขารักและทะนุถนอมถูกลักพาตัวไป

   

   แต่ละคนนั่งอยู่บนบันไดน้ำตาไหลนองหน้า พวกเขาอยากจะร้องไห้โฮออกมา แต่ก็กลัวจะรบกวนหมอหลี่ที่กำลังรักษาอาการบาดเจ็บของพี่ใหญ่ จึงได้แต่กัดแขนเสื้อแน่น ไม่กล้าส่งเสียงออกมาแม้แต่น้อย

   

   เหล่าสตรีที่เห็นสภาพของพวกเขาก็รู้สึกสงสารจนน้ำตาไหลพราก

   

   อีกด้านหนึ่ง หลี่อันด่าทอพลางนำหญ้าไก่มาวางบนหน้าอกของฉินลิ่งอวี่

   

   หญ้าไก่มีสรรพคุณห้ามเลือด โชคดีที่เขามักจะขึ้นเขาเป็นประจำ เห็นหญ้าก็เด็ดติดมือมาตากไว้ที่หน้าต่าง มิเช่นนั้นในฤดูหนาวเช่นนี้ เขาคงไม่รู้จะทำอย่างไร

   

   “ฝีมือสารเลวคนไหน อย่าให้ข้าจับได้เชียว ถ้าจับได้ข้าจะต้องเชือดมันให้ได้”

   

   เขาพันแผลให้ฉินลิ่งอวี่เสร็จแล้วก็ยัดยาเม็ดหนึ่งเข้าปากอีกฝ่าย

   

   “หมอหลี่ ลิ่งอวี่เป็นอย่างไรบ้าง เขาไม่เป็นอะไรใช่ไหม”

   

   พอหลี่อันเปิดประตูออกมา ฉินเหล่าเอ้อร์ที่ยืนรออยู่หน้าประตูก็รีบคว้ามือเขามาถามด้วยความกังวล

   

   ฉินเหล่าซานและฉินฟู่หลินก็มองเขาด้วยสายตาเปี่ยมความหวัง แม้แต่เด็กๆที่นั่งอยู่บนบันไดก็เงยหน้าขึ้นมองเขาทุกคน

   

   หลี่อันยืดตัวบิดขี้เกียจแล้วกล่าวด้วยสีหน้าเหนื่อยล้าว่า “อาการบาดเจ็บค่อนข้างคงที่แล้ว แม้ว่ามีดจะแทงค่อนข้างลึก แต่โชคดีที่มันเฉียดหัวใจของเจ้าหนูน้อยไป ทำให้เขาไม่เสียชีวิตในทันที”

   

   เขาหยุดพักครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อ “คืนนี้เป็นช่วงสำคัญ หากไม่มีไข้ก็ไม่น่ามีปัญหาใหญ่ แต่ถ้ามีไข้ก็ยากจะคาดเดา พวกเจ้าต้องเตรียมใจไว้ด้วย”

   

   เมื่อฉินเหล่าเอ้อร์ได้ยินเช่นนั้นก็ทนไม่ไหว ใช้มือทั้งสองข้างปิดหน้าแล้วนั่งยองๆ ร้องไห้อย่างเจ็บปวดใจ

   

   หมอหลี่อันมีฝีมือทางการรักษาปราดเปรื่อง แต่ก่อนยังเคยรับใช้ไทเฮา แม้แต่เขายังกล่าวเช่นนี้ เช่นนั้นลิ่งอวี่คงมีโอกาสรอดน้อยเต็มที

   

   พวกเด็กน้อยที่นั่งอยู่บนบันไดก็ทนไม่ไหวเช่นกัน พากันร้องไห้โฮออกมา

   

   น้องสาวของพวกเขาหายไปแล้ว คราวนี้พี่ชายคนโตก็จะไปอีก

   

   ต่อไปใครจะคอยปกป้องพวกเขา?

   

   ในบรรดาพี่น้องทั้งหลาย เฉินฮั่นหลินเป็นคนที่ใจเย็นที่สุด ตอนเกิดเหตุเขาให้ฉินเฉิงอันเฝ้าอยู่ที่นี่ ส่วนตัวเขาไปสอบถามสถานการณ์จากแม่เฒ่าเฉินและแม่เฒ่าหวัง

   

   เมื่อเขารู้ว่ามีคนขโมยชุดสิงโตของคณะเชิดสิงโต แล้วแอบเข้ามาในหมู่บ้านเพื่อขโมยฉินเยาเยาไป เขาถึงกับโกรธจนต้องชกกำแพง

   

   ขณะที่โกรธแค้นก็รู้สึกโล่งใจที่เล่อเหนียงยังมีชีวิตอยู่ ไม่ได้ถูกลงมือสังหารในทันที

   

   เขาซักถามแม่เฒ่าเฉินอย่างละเอียดถึงลักษณะโดยรวมของคนที่อุ้มเล่อเหนียงไป

   

   เมื่อแม่เฒ่าเฉินเอ่ยว่าคนผู้นั้นดูคุ้นตามาก เงาด้านหลังก็คุ้นเคยยิ่งนัก ในใจของเขาก็ผุดความรู้สึกไม่ดีขึ้นมาบ่อยครั้ง



บทที่ 88: ใจกล้าห่อฟ้า


   

   “พี่สี่ พี่สี่!”

   

   เฉินฮั่นหลินวิ่งหอบหายใจกลับมาพูดด้วยความเหนื่อย

   

   “แม่เฒ่าเฉินเห็นคนสวมชุดเชิดสิงโตอุ้มเล่อเหนียงไป ข้าคิดว่าข้ารู้แล้ว…”

   

   ฉินเหล่าซื่อไม่รอให้เฉินฮั่นหลินพูดจบ รีบวิ่งออกไปหาเหล่าหลายเล่อข้างบ้านทันที

   

   หัวหน้าหมู่บ้านไม่รีรอก็ตามไปด้วย

   

   “ท่านป้า ท่านรู้ใช่ไหมว่าใครอุ้มเล่อเหนียงไป นางยังมีชีวิตอยู่ใช่หรือไม่”

   

   ฉินเหล่าซื่อจับมือแม่เฒ่าเฉินถามอย่างตื่นเต้น

   

   แม่เฒ่าเฉินเห็นฉินเหล่าซื่อตาแดงก่ำ หน้าตาโศกเศร้าก็รู้สึกสงสาร จึงรีบเล่าทุกอย่างที่นางเห็นให้ฉินเหล่าซื่อฟัง

   

   ฉินเหล่าซื่อและหัวหน้าหมู่บ้านได้ยินคำพูดของแม่เฒ่าเฉิน ต่างก็นึกทบทวนว่าช่วงนี้พวกเขาไปทำให้ใครไม่พอใจหรือไม่ หรือว่าหมู่บ้านของพวกเขาได้ทำให้ผู้ใดขุ่นเคืองใจกันแน่

   

   ชาวบ้านในหมู่บ้านตระกูลฉินล้วนมีจิตใจบริสุทธิ์และโอบอ้อมอารี แทบไม่เคยมีความขัดแย้งกับคนนอกหมู่บ้านเลย

   

   แต่เฒ่าเฉินใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านตระกูลฉินมาทั้งชีวิต นางบอกว่าคุ้นหน้าคุ้นตาคนผู้นี้ แสดงว่าต้องเป็นคนคุ้นเคยแน่นอน อย่างน้อยก็ต้องเป็นคนที่พวกเขาทุกคนรู้จักดี

   

   แต่พวกเขาคิดจนสมองแทบระเบิดก็นึกไม่ออกว่าทำให้ใครขุ่นเคืองใจบ้าง

   

   พ่อเฒ่าจ้าวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ทันใดนั้นภาพของคนผู้หนึ่งก็แวบเข้ามาในความคิด เขาเอ่ยปากอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก

   

   “จากที่พี่สะใภ้เฉินบรรยายรูปร่างลักษณะของคนผู้นั้น ข้าเดาว่าอาจเป็นหยางเปียว ลูกชายของหยางผิงและนางเฉียนหรือไม่ เพราะในหมู่บ้านของเรามีคนอ้วนไม่กี่คน และเขาก็เป็นคนเดียวที่มีความขัดแย้งกับครอบครัวเหล่าซื่อ”

   

   เมื่อได้ยินคำพูดของพ่อเฒ่าจ้าว ฉินเหล่าซื่อก็นึกขึ้นได้ทันทีว่าก่อนหน้านี้หมอหลี่เคยบอกว่าเคยเจอหยางเปียวที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน

   

   หยางเปียวไอ้คนโหดเหี้ยมอำมหิต ถ้าเล่อเหนียงตกอยู่ในเงื้อมมือของมันจริงๆ แล้วพวกเราจะทำอย่างไร

   

   ฉินเหล่าซื่อเพียงแค่นึกถึงว่าเล่อเหนียงจะถูกหยางเปียวทรมานอย่างทารุณ ก็รู้สึกเจ็บปวดจนแทบหายใจไม่ออก ความเสียใจนับร้อยนับพันก่อขึ้นในใจ

   

   ตอนนั้นไม่น่าปล่อยคนพรรค์นั้นไปเลย หากตอนนั้นเขาใจแข็งกว่านี้สักหน่อย ลิ่งอวี่และเล่อเหนียง ก็คงไม่ต้องประสบเคราะห์กรรมเช่นนี้

   

   ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเขาหยิ่งผยองเกินไป เรื่องทั้งหมดเป็นความผิดของเขา

   

   “เหล่าซื่อ เจ้าอย่าได้ครุ่นคิดเสียใจไปเลย สิ่งเร่งด่วนที่สุดในตอนนี้คือต้องหาเล่อเหนียงให้พบ หยางเปียวลงมือกับลิ่งอวี่แล้วพาตัวเล่อเหนียงไป แน่นอนว่าเขาคงขาดเงินและต้องการขายนางให้กับพวกคนชั่ว ส่วนที่ลงมือกับลิ่งอวี่ก็เพราะคิดว่าเด็กโตควบคุมยาก จึงตัดสินใจลงมือเสีย”

   

   ฉินฟู่หลินเห็นฉินเหล่าซื่อกำลังจะเจอทางตันจึงรีบเอ่ยปากถาม

   

   “แม่เฒ่าเฉิน ท่านรู้หรือไม่ว่าพุ่มไม้นั้นนำไปสู่ที่ใด”

   

   ฉินเหล่าซื่อพยายามกดความตื่นตระหนกในใจและถามอย่างใจเย็น

   

   “ข้ารู้ว่าอยู่ที่ใด ข้าจะพาเจ้าไปเอง” ฉินฟู่หลินพูดจบก็วิ่งนำออกไปก่อน

   

   หมู่บ้านตระกูลฉินมีทางเล็กๆสายหนึ่งที่สามารถไปถึงจุดบรรจบของสามหมู่บ้านได้ และจุดบรรจบของสามหมู่บ้านนั้นทางทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศตะวันตก และทิศเหนือล้วนนำเป็นเส้นทางสู่เมืองต่างๆ พวกเขาจำเป็นต้องยืนยันโดยเร็วว่าหยางเปียวพาเล่อเหนียงไปทางใด

   

   “พี่สี่ สถานการณ์ของพี่สะใภ้สี่ดูไม่ค่อยดี ท่านกลับไปดูหน่อยเถิด”

   

   พวกเขาเพิ่งก้าวเท้าขึ้นทางเดินเล็กๆ เฉินฮั่นหลินก็ไล่ตามมาทัน

   

   ตอนนี้ฉินเหล่าซื่อยืนลังเลอยู่กับที่ ด้านหนึ่งคือลูกสาว อีกด้านคือภรรยา เขาควรเลือกอย่างไรดี

   

   เฉินฮั่นหลินเดินเข้ามาหาฉินเหล่าซื่อ “พี่สี่ ท่านกลับไปดูพี่สะใภ้ก่อนเถิด ดูว่าสถานการณ์ทางนั้นเป็นอย่างไร ไหนจะยังมีลิ่งผิงและลิ่งอัน เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าเถอะ ข้าจะไปตรวจสอบว่าหยางเปียวเดินทางไปเส้นทางไหน”

   

   ฉินเหล่าซื่อพยักหน้าแล้วหมุนตัววิ่งกลับบ้านอย่างรวดเร็ว

   

   มีเฉินฮั่นหลินอยู่ เขาไม่ต้องกังวล

   

   ……

   

   “ซิ่วอิง เจ้าเป็นอะไรไป อย่าทำให้ข้าตกใจสิ”

   

   ฉินเหล่าซื่อเห็นภรรยาของตนนั่งเหม่ออยู่บนเตียง ไม่พูดจา แม้แต่ลูกตาก็ไม่ขยับก็ตกใจมาก จึงก้าวเข้าไปเขย่าไหล่นาง

   

   “เหล่าซื่อ เล่อเหนียงอยู่ไหน นางอยู่ไหน”

   

   ครั้นสวี่ซิ่วอิงได้สติก็เห็นฉินเหล่าซื่อมองนางด้วยสีหน้ากังวล จึงคว้าแขนเสื้อของสามีแล้วถามเสียงสะอื้น

   

   “ท่านช่วยอุ้มนางมาให้ข้าได้หรือไม่ นางหิวแล้ว ถึงเวลาดื่มนมแล้ว”

   

   ฉินเหล่าซื่อกอดนางแน่น พยายามปลอบประโลม “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร เรารู้แล้วว่าเล่อเหนียงอยู่ที่ไหน เจ้าอย่าเพิ่งตกใจไป”

   

   ทางด้านเฉินฮั่นหลินยืนยันแล้วว่าหยางเปียวเดินทางไปอำเภอชิงเหอ จึงรีบกลับมาแจ้งฉินเหล่าซื่อทันที

   

   ตอนนี้หน้าประตูบ้านสกุลฉินแน่นขนัดไปด้วยชาวบ้าน พวกเขารู้แล้วว่าฉินลิ่งอวี่ถูกแทงจนอาการสาหัส และเด็กน้อยเล่อเหนียงก็หายตัวไป

   

   “เหล่าซาน ลิ่งอวี่ไม่เป็นอะไรใช่ไหม”

   

   “เกิดอะไรขึ้นกันแน่ พวกเขาอยู่บ้านดีๆ ทำไมถึงมีคนลงมือร้ายกาจเช่นนี้ ช่างโหดร้ายเหลือเกิน”

   

   “น่ากลัวยิ่งนัก กลางวันแสกๆ อยู่ในบ้านยังถูกแทง”

   

   ชาวบ้านพูดกันคนละประโยค ทำให้ฉินเหล่าซานที่ยืนอยู่หน้าประตูหน้าซีดเผือด ขาแข้งอ่อนแรงไปหมด

   

   สือไห่ถังกอดเด็กๆนั่งอยู่ข้างๆ หยาดน้ำตาไม่เคยแห้งเหือด

   

   ฉินเหล่าซื่อรู้ที่อยู่ของเล่อเหนียงแล้ว จึงรีบขับรถม้ากลับไปหาเฉินฮั่นหลิน

   

   หัวหน้าหมู่บ้านเดินวนไปมาสองรอบ พอเห็นฉินเหล่าซื่อเปิดประตูออกมาจึงเข้าไปขวางเอาไว้แล้วสั่งชาวบ้านว่า

   

   “ทุกบ้านล้วนมีลูกเล็กเด็กแดง ทุกคนรู้ดีว่าลูกคือแก้วตาดวงใจ โดยเฉพาะเล่อเหนียงของตระกูลฉิน เด็กน้อยคนนั้นหากตกอยู่ในมือคนชั่ว ไม่ตายเพราะหิวก็คงตายเพราะหนาว”

   

   “อีกทั้งตอนนี้เราสันนิษฐานเบื้องต้นแล้วว่าเป็นฝีมือของหยางเปียว พวกเจ้าก็รู้ดีว่าหยางเปียวทำตัวอย่างไร พวกเจ้าที่เป็นชายฉกรรจ์แข็งแรงจงตามพวกเขาเข้าเมืองไป พอถึงในเมืองให้แยกย้ายกันค้นหา ต้องหาเล่อเหนียงให้พบให้ได้”

   

   “เข้าใจแล้วขอรับ”

   

   “ท่านวางใจได้ พวกข้าจะพาเล่อเหนียงกลับมาให้ได้แน่นอน”

   

   ชาวบ้านต่างพยักหน้ารับคำ

   

   ไม่เพียงแต่ตระกูลฉินเคยช่วยเหลือพวกเขามามาก แต่พวกเขายังสงสารเด็กน้อยเล่อเหนียง จึงต้องพยายามหาเด็กกลับมาให้ได้

   

   รถม้าแบกคนไม่ไหวแล้ว พวกเขาจึงต้อนวัวออกมา ผู้คนมากมายทยอยมุ่งหน้าสู่อำเภอชิงเหอ

   

   ฉินลิ่งหมิงนำหน้าเด็กอีกหลายคนวิ่งออกมา กอดขาฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลิน ร้องไห้โวยวายจะไปด้วย

   

   หัวหน้าหมู่บ้านโบกมือ ก้าวไปอุ้มฉินลิ่งผิงและฉินลิ่งอัน คนอื่นๆก็เข้าไปอุ้มฉินลิ่งหมิงและฉินลิ่งเฟิง

   

   หัวหน้าหมู่บ้านรีบสั่งการคนอื่นๆต่อ

   

   “พวกเจ้าที่เหลือก็อย่าได้อยู่เฉย จงค้นหาทุกซอกทุกมุมในหมู่บ้าน บางทีหลานชายของหยางเปียวอาจจะยังไม่ได้ออกจากหมู่บ้านก็ได้”

   

   “ส่วนพวกผู้หญิงทั้งหลาย หากช่วยอะไรไม่ได้ก็จงช่วยดูแลลูกๆของตระกูลฉิน ดูแลเด็กๆในบ้านให้ดี อย่าให้ที่นี่เกิดเรื่องวุ่นวาย ทางนั้นเสียเด็กไปสองคนแล้ว”

   

   “พวกข้าเข้าใจแล้ว”

   

   “หัวหน้าหมู่บ้านวางใจได้ ก่อนเหล่าซื่อจะกลับมา พวกข้าจะคอยเฝ้าตระกูลฉินไม่ห่างแม้แต่ก้าวเดียว”

   

   บรรดาสตรีต่างพากันรับคำ

   

   เด็กๆเหล่านี้เป็นนักเรียนในหมู่บ้าน อนาคตจะได้เป็นขุนนางผู้สูงศักดิ์ ตอนนี้ลิ่งอวี่เป็นตายอย่างไรก็ไม่รู้ พวกนางต้องดูแลเด็กๆที่เหลือให้ดี

   

   พ่อเฒ่าจ้าวและพ่อเฒ่าหลี่เคยบาดเจ็บจากการรับใช้ในกองทัพ อาวุธที่ได้รับแจกจากกองทัพยังอยู่ข้างกาย

   

   พวกเขาเคลื่อนไหวไม่สะดวก ช่วยอะไรไม่ได้มาก ได้แต่หยิบดาบใหญ่ที่เก็บไว้ใต้เตียงจนฝุ่นเกาะออกมา คนหนึ่งเฝ้าหน้าประตูตระกูลฉิน อีกคนเฝ้าประตูหลัง ท่าทางเหล่านั้นทำให้ชาวบ้านได้เห็นความกล้าหาญในอดีตของพวกเขา



บทที่ 89: ข้าไม่มอง ข้ากลัวเป็นตากุ้งยิง ข้ากลัวว่าต่อไปจะออกเรือนไม่ได้


   

   ในขณะนี้ ฉินเยาเยามีความรู้สึกอยากจะแหงนหน้าร้องไห้

   

   นางนอนหลับอยู่บนเตียงเตาอุ่นๆที่บ้าน ฟังเสียงท่านย่าร้องเพลงกล่อมอย่างสบายอารมณ์

   

   เมื่อตื่นขึ้นมา ยังมีมารดาของนางป้อนนมหอมหวาน

   

   นางยังรอให้อิ่มท้องแล้วจะได้ขี่คอบิดาไปเที่ยวเล่นรอบๆ

   

   ใครจะรู้ว่าขณะหลับๆตื่นๆ ก็ได้กลิ่นหอมแปลกๆ ทักษะที่ฝังลึกอยู่ในกระดูกจากการฝึกฝนอย่างหนักในชาติก่อนทำให้นางตื่นขึ้นมาทันที

   

   นางพยายามทำความเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด แต่แล้วก็แทบจะเสียสติ

   

   ทำไมนางถึงตกอยู่ในมือของหยางเปียวได้

   

   แถมยังถูกโยนลงบนพื้นรถม้าอีก

   

   นางสวมเพียงเสื้อบุนวมกับกางเกงบุนวมอยู่ ไม่ได้สวมเสื้อกั๊กและเสื้อคลุมกันลมเลย

   

   เท้าของนางไม่ได้สวมถุงเท้า บนศีรษะก็ไม่มีได้หมวกหัวเสือ ทำให้นางรู้สึกหนาวจนขนลุกชัน

   

   นางอยากจะร้องไห้แต่ก็ไม่กล้าร้อง ได้แต่กล้ำกลืนฝืนทน

   

   นางได้เห็นความโหดร้ายทารุณของหยางเปียวมาแล้ว

   

   นางกลัวว่าถ้านางร้องไห้จะทำให้หยางเปียวโกรธ แล้วโยนนางทิ้งลงบนพื้นหิมะ ซึ่งจะทำให้นางตายในทันที

   

   รถม้าวิ่งด้วยความเร็วสูง ร่างเล็กๆของฉินเยาเยากระเด็นกระดอนไปมา นางจำไม่ได้แล้วว่าชนกับแผ่นไม้แข็งๆกี่ครั้งแล้ว

   

   ไม่นานรถม้าก็หยุดลง มีสตรีผู้หนึ่งปีนขึ้นมาบนรถม้า

   

   ทันทีที่เห็นสตรีผู้นั้น ดวงตาของฉินเยาเยาก็เบิกกว้าง นางมองสตรีตรงหน้าด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ

   

   “พี่เปียว นางตัวดีนั่นอยู่ไหน”

   

   หยางเปียวชี้ไปที่ฉินเยาเยาบนพื้น

   

   นางผู้นั้นใช้มือข้างหนึ่งจับเท้าของฉินเยาเยา แล้วยกขึ้นมาพลิกดู มองดูครู่หนึ่งแล้วเบ้ปาก ก่อนจะโยนนางลงกลับที่เดิม

   

   “ข้าไม่เข้าใจเลยว่าทำไมยายแก่นั่นถึงได้รักและเอาใจยายหนูตายซากนี่นักหนา หลานชายไม่ดีกว่าหรือไร ทำไมต้องมารักใคร่ของไร้ค่านี่ด้วย”

   

   หยางเปียวได้ยินคำพูดของนางก็ไม่พอใจ เอ่ยเสียงเย็นว่า “แล้วอย่างไร เจ้ายังคิดถึงคนพวกนั้นอยู่หรือ หรือว่าเจ้ายังคิดถึงฉินไห่หลินอยู่”

   

   นางรีบคุกเข่าลงตรงหน้าเขาแล้วพูดเสียงอ่อนหวานว่า “พี่เปียว ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น ข้าแค่พูดไปตามปากเท่านั้น อีกอย่างชายไร้ประโยชน์คนนั้นจะไปเทียบกับพี่เปียวผู้แข็งแกร่งได้อย่างไร”

   

   หยางเปียวได้ยินคำพูดของนางก็รู้สึกพอใจยิ่ง เขาดึงตัวนางเข้ามาแล้วกดลงกับพื้น

   

   ไม่นานก็มีเสียงครางดังออกมาจากในรถม้า

   

   ส่วนฉินเยาเยาที่อยู่ตรงมุมหนึ่งก็อยู่ในสภาพตกตะลึง

   

   ใช่แล้ว นางผู้นั้นก็คือภรรยาของอารอง... ไม่สิ อดีตภรรยาของอารอง เฝิงเสี่ยวฮวานั่นเอง

   

   ต่อให้ตายนางก็ไม่มีวันคิดว่าเฝิงเสี่ยวฮวาจะสมรู้ร่วมคิดกับหยางเปียวได้

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาอายุมากกว่าหยางเปียวอย่างน้อยสิบปีไม่ใช่หรือ

   

   หรืออาจจะมากกว่าสิบปีด้วยซ้ำ!

   

   หยางเปียวผู้นี้ลงมือได้ลงคออย่างไรกัน

   

   ฉินเยาเยาฟังเสียงวสันต์อันมีชีวิตชีวาข้างหูอย่างสิ้นหวัง

   

   นางยังเด็กนัก ไม่กล้าที่จะมอง กลัวว่าจะเป็นตากุ้งยิง แล้วต่อไปจะออกเรือนไม่ได้

   

   สำคัญที่สุดคือตอนนี้นางไม่กล้าลืมตาขึ้นมอง นางไม่รู้ว่าหยางเปียวลักพาตัวนางมาด้วยจุดประสงค์ใด

   

   สิ่งที่ทำให้นางมั่นใจอย่างยิ่งก็คือ หยางเปียวไม่ได้ลักพาตัวนางมาเพื่อเรียกค่าไถ่จากครอบครัวนางอย่างแน่นอน

   

   ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ยังมีตระกูลเฝิงเข้ามาเกี่ยวข้องอีก

   

   หากตระกูลเฝิงอยู่ที่นี่ บิดาและพี่ชายของนางก็ต้องอยู่ด้วยแน่ หากตอนนี้นางส่งเสียงออกไป อาจถูกพวกเขากินเป็นๆก็ได้

   

   โชคดีที่ภาพวสันต์อันมีชีวิตชีวานี้ไม่ได้ดำเนินไปนาน

   

   เพียงชั่วเวลาสั้นๆเท่านั้นเอง

   

   ฉินเยาเยามองดูสองคนที่แต่งตัวไม่เรียบร้อย ทั้งป้อนผลไม้ให้กันและกัน ทั้งลูบคลำร่างกายของอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงใจ นางรู้สึกขยะแขยงในใจ

   

   ไม่นาน ทั้งสองก็ล้มลงกับพื้นอีกครั้ง แสดงละครฉากใหม่

   

   ผู้ชมเพียงคนเดียวอย่างฉินเยาเยารู้สึกว่า นางอยากตายเสียให้รู้แล้วรู้รอด!

   

   รถม้าหยุดลงอีกครั้ง เฝิงเสี่ยวฮวาอุ้มฉินเยาเยาอย่างหยาบคายเดินไปตามถนน ก่อนจะมาหยุดอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่งแล้วเคาะประตู

   

   ไม่นานประตูก็เปิดออก ทั้งสองมองซ้ายมองขวาแล้วรีบเข้าไปอย่างรวดเร็ว

   

   โดยไม่รู้ตัวว่าทุกอย่างตกอยู่ในสายตาของขอทานน้อยคนหนึ่ง

   

   “ทำไมเด็กคนนั้นถึงไม่มีปฏิกิริยาเลย ไม่ได้ตายไปแล้วหรอกหรือ

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาโยนเล่อเหนียงลงบนเตียง เห็นนางถูกโยนลงอย่างรุนแรงแต่ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ จึงถามหยางเปียวด้วยความกังวล

   

   แต่ไม่ใช่เพราะนางห่วงความเป็นความตายของเด็กคนนี้ เพียงแต่เศรษฐีอู๋ต้องการคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่เช่นนั้นจะส่งผลต่อโชคลาภของเขา

   

   “ไม่เป็นไร ข้าให้ยาสลบเด็กคนนี้ไปนิดหน่อย ไม่ถึงตายหรอก” หยางเปียวโบกมือพลางพูดอย่างไม่ใส่ใจ

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก หลังจากกลอกตาไปมาสองรอบ นางก็เข้าไปเกาะแขนหยางเปียวอีกครั้ง

   

   หยางเปียวเห็นนางโถมเข้ามาหา จึงด่าว่า ‘นางแพศยา’ แล้วกดนางลงกับพื้นอย่างรุนแรง

   

   อีกด้านหนึ่ง ฉินเหล่าซื่อและพรรคพวกเพิ่งเข้าประตูเมืองก็เจอกับพี่น้องตระกูลเผ่ยทั้งสองคนเข้าพอดี

   

   สองพี่น้องตระกูลเผ่ยแต่เดิมก็ตั้งใจจะไปหมู่บ้านตระกูลฉินอยู่แล้ว คนหนึ่งต้องการดึงตัวฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินมาเป็นพวก ส่วนอีกคนหนึ่งมีจุดประสงค์หลักคือต้องการล่อลวงเด็กน้อยในบ้านพวกเขา

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงแต่เดิมก็มาเพื่อชักจูงฉินเหล่าซื่ออยู่แล้ว พอเจอฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินที่ประตูเมือง เขาก็รีบเข้าไปจับมือทั้งสองคนพลางหัวเราะร่า

   

   “ไห่โจว ฮั่นหลิน ข้ากำลังจะไปหาเจ้าที่หมู่บ้านพอดี ไม่นึกว่าพอคิดถึงพวกเจ้า พวกเจ้าก็มาเสียแล้ว ช่างเป็นสวรรค์ลิขิตเสียจริง ถ้าเจ้าไม่เข้าร่วมกองทัพก็น่าเสียดายเหลือเกิน”

   

   ฉินเหล่าซื่อฝืนยิ้มขมขื่นออกมา เห็นว่าไม่อาจปิดบังสองพี่น้องตระกูลเผ่ยได้ จึงรีบเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในบ้านให้ฟังอย่างรวดเร็ว

   

   พูดจบ ฉินเหล่าซื่อก็ค้อมศีรษะคุกเข่าลง “ท่านแม่ทัพเผ่ย นักปราชญ์เผ่ย ข้าขอร้องท่านช่วยตามหาให้ด้วยเถิด”

   

   เฉินฮั่นหลินก็คุกเข่าตามลงไปด้วย

   

   สองพี่น้องตระกูลเผ่ยล้วนเป็นบุคคลสำคัญในราชสำนัก หากได้รับความช่วยเหลือจากพวกเขา โอกาสที่จะตามหาเล่อเหนียงพบก็จะเพิ่มขึ้นหลายเท่า

   

   สองพี่น้องตระกูลเผ่ยได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วแน่น

   

   ชาวบ้านที่มาด้วยกันก็ตกใจจนตาค้าง เห็นฉินเหล่าซื่อคุกเข่าลง พวกเขาก็คุกเข่าตาม สมองว่างเปล่าไปหมด

   

   พวกเขาไม่คิดว่าชายหนุ่มสองคนตรงหน้านี้จะเป็นถึงแม่ทัพใหญ่และนักปราชญ์

   

   “ไห่โจว ฮั่นหลิน พวกเจ้าอย่าเพิ่งร้อนใจ ข้าจะไปรวบรวมกำลังคนค้นหาทุกบ้านทุกเรือน”

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงรีบดึงฉินเหล่าซื่อให้ลุกขึ้นแล้วเดินไปยังตลาดค้าทาส

   

   หากหยางเปียวไม่ได้ฆ่าเล่อเหนียงทันที ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะขายนางให้ตลาดค้าทาสเพื่อแลกเงิน

   

   เผ่ยเฉิงหลิงก็สอบถามลักษณะของเล่อเหนียง แล้วพาคนไปยังตลาดค้าทาสทางทิศตะวันตก

   

   ฉินเหล่าซื่อและคนอื่นๆ ค้นหาทั่วตลาดค้าทาสในเมืองชิงเหอ แต่ก็ไม่พบร่องรอยของเล่อเหนียง

   

   พวกเขาสอบถามไปตามถนนอีกนานก็ยังไม่มีข่าวคราว

   

   เผ่ยเฉิงหลิงและคนอื่นๆ จึงไปสอบถามที่ประตูเมืองว่าวันนี้มีรถม้าเข้าเมืองหรือไม่

   

   ดูเหมือนพวกเขาจะพยายามอย่างไร้ประโยชน์ เมืองชิงเหอเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในบรรดาเมืองต่างๆแถบเมืองหลวง ทุกวันมีรถม้าเข้าออกเมืองนับไม่ถ้วน ทหารยามประตูเมืองไม่อาจสังเกตเห็นความแตกต่างระหว่างรถม้าวันนี้กับวันอื่นๆได้ และยิ่งไม่มีทางรู้ว่าในรถม้ามีเด็กที่ถูกลักพาตัวมา

   

   ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินค้นหาทั่วเมืองชิงเหอแต่ไม่พบร่องรอยใดๆ บางครั้งเมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็ก พวกเขาก็วิ่งไปตรวจสอบว่าเป็นเล่อเหนียงของพวกเขาหรือไม่

   

   ฉินเหล่าซื่อนั่งลงบนม้านั่งร้านบะหมี่ริมถนนอย่างสิ้นหวัง ดวงตาทั้งสองจ้องมองฝูงชนที่เดินผ่านไปมา

   

   ทุกครั้งที่เห็นเด็กถูกอุ้มอยู่ในอ้อมแขน เขาก็วิ่งเข้าไปตรวจสอบว่าเป็นเล่อเหนียงของเขาหรือไม่

   

   ขณะที่พวกเขามีสีหน้าสิ้นหวัง ขอทานน้อยคนหนึ่งก็เดินเข้ามา

   

   “ข้ารู้ว่าเด็กคนนั้นอยู่ที่ไหน!”



บทที่ 90: เด็กนำโชค


   

   ฉินเหล่าซื่อจำขอทานน้อยคนนั้นได้ อีกฝ่ายเป็นเด็กที่เขาเคยให้ผิงกั่วตรงหน้าจวนตระกูลเผ่ย เขารีบคว้ามือเด็กน้อยมาถามว่า “เจ้ารู้ว่าลูกสาวข้าอยู่ที่ใดใช่หรือไม่”

   

   ขอทานน้อยขมวดคิ้วเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าฉินเหล่าซื่อจับเขาจนเจ็บ

   

   แต่เขาไม่ได้ส่งเสียงร้อง กลับถามว่า “ลูกสาวท่านเป็นเด็กหญิงตัวขาวอวบอ้วน ผมน้อยใช่หรือไม่”

   

   “ใช่ๆๆ เล่อเหนียงมีผมไม่กี่เส้นบนหัว เจ้าเคยเห็นนางใช่หรือไม่”

   

   ขอทานน้อยพยักหน้าแล้วเดินนำไป พลางพูดว่า “ข้าเห็นชายร่างสูงใหญ่คนหนึ่งกับหญิงอ้วนคนหนึ่งอุ้มเด็กเข้าไปในบ้านท้ายซอย ตอนท่านอุ้มลูกสาวเดินเที่ยวในเมือง ข้าเคยเห็นนางแวบหนึ่งจากไกลๆ แต่ข้าไม่แน่ใจว่าเป็นลูกสาวท่านหรือไม่”

   

   “ต้องเป็นนางแน่ๆ ไม่มีใครอ้วนเท่าเล่อเหนียงอีกแล้ว” ฉินเหล่าซื่อพูดอย่างตื่นเต้น พอเห็นขอทานน้อยเดินช้าเกินไป จึงอุ้มเขาขึ้นมาให้ชี้ทาง

   

   ฉินเหล่าซื่ออุ้มเขาวิ่งไปตลอดทาง จนมาถึงหน้าลานบ้านที่เขาบอก

   

   ฉินเยาเยาได้ยินเสียงกิจกรรมยามวสันต์ครั้งที่สามของวันนี้ดังอยู่ข้างหู สมองกำลังคิดอย่างรวดเร็วว่าจะหลบหนีออกไปอย่างไรดี

   

   นางสามารถนำจิตสำนึกเข้าไปในพื้นที่เล็กๆได้ แต่ร่างกายไม่สามารถทำได้

   

   เมื่อนางตกอยู่ในมือของคนสองคนนี้ คงจะมีอันตรายมากกว่าโชคดีแน่นอน ท้ายที่สุดแล้วนางไม่เชื่อว่าคนสองคนนี้จะลักพาตัวนางมาเพราะนางน่ารักหรอก

   

   ฉินเยาเยามีคำถามหนึ่งอยู่ในใจมาตลอด สองคนนี้ขโมยนางออกมาจากบ้านได้อย่างไร?

   

   ก่อนหน้านี้หยางเปียวก็เคยลักพาตัวนางมาแล้ว เพียงแต่ระหว่างทางถูกบิดาของนางแย่งตัวกลับไป

   

   “เสี่ยวฮวา เปียวจื่อ เศรษฐีอู๋มาแล้ว พวกเจ้ารีบอุ้มเด็กหญิงตัวแสบนั่นออกมาเร็ว”

   

   เสียงของเฝิงหนิวดังมาจากนอกประตู เฝิงเสี่ยวฮวาตอบรับหนึ่งคำ ทั้งสองคนรีบจบการกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอย่างรวดเร็ว

   

   ฉินเยาเยาถูกหิ้วออกมา พอเห็นนักพรตสวมชุดเต๋าหลายคนและแท่นบูชาด้านข้างตรงหน้า สมองของนางก็ระเบิดดังสนั่น

   

   คนพวกนี้จะใช้นางบูชายัญ!

   

  “อ๊า!”

   

   ตอนนี้หากฉินเยาเยาแกล้งตายต่อไป อาจจะได้ตายจริงๆ นางจึงอ้าปากร้องไห้โวยวายสุดเสียง หวังว่าจะปลุกมโนธรรมของพวกเขาสักนิด และดึงดูดความสนใจของคนภายนอก

   

   “นายท่านอู๋ ท่านลองดูเด็กหญิงคนนี้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง” หยางเปียวพูดพลางโค้งคำนับนายท่านอู๋ด้วยสีหน้าประจบประแจง

   

   นายท่านอู๋พยักหน้า “เสียงร้องไห้ของนางดังพอใช้ได้ แต่นี่เป็นเด็กนำโชคจริงหรือ เจ้าอย่าได้นำเด็กธรรมดามาหลอกข้าเชียว”

   

   “ไม่มีทางเจ้าค่ะ พวกข้าจะกล้าหลอกลวงท่านได้อย่างไร นี่เป็นเด็กนำโชคจริงๆ!” เฝิงเสี่ยวฮวารีบก้าวออกมาพูด

   

   “เด็กหญิงคนนี้เกิดระหว่างทางหนีภัยแล้ง พอคลอดออกมาก็ถูกทหารม้าหนานหมานไล่ล่า แต่ท่านเดาซิว่าเกิดอะไรขึ้น เด็กหญิงคนนี้ร้องไห้สองครั้ง แล้วพื้นดินก็เกิดหลุมใหญ่ขึ้นมาทันที ฝังชาวหนานหมานทั้งหมดทั้งเป็น”

   

   “ยังมีอีกนะเจ้าคะ นับตั้งแต่เด็กหญิงคนนี้เกิดมา รอบๆตัวนางจะมีสิ่งของปรากฏขึ้นเป็นระยะ ไม่ว่าจะเป็นไก่ แพะ หรือแม้แต่โสม”

   

   “นายท่านอู๋ ท่านลองคิดดู ในช่วงแห้งแล้งเช่นนี้ ในทุ่งนาไม่มีอะไรให้กินเลย แม้แต่ใบไม้สีเขียวสักใบก็ไม่มี แต่รอบๆตัวเด็กหญิงคนนี้กลับมีมันเทศปรากฏขึ้นเป็นแปลงใหญ่ หรือไม่ก็มีกระต่ายป่าหรือไก่ป่าโผล่ขึ้นมาสองตัว ท่านว่าไม่ใช่เพราะเด็กหญิงคนนี้นำมาหรืออย่างไรเล่า”

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาเล่าเหตุการณ์แปลกประหลาดที่เกิดขึ้นตั้งแต่ฉินเยาเยาเกิดมาให้นายท่านอู๋ฟังอย่างละเอียด

   

   นายท่านอู๋ฟังแล้วพยักหน้าอย่างพอใจ ถึงขั้นยื่นมือไปดึงแก้มอวบๆของฉินเยาเยา

   

   เขาพอใจแล้ว แต่ฉินเยาเยากลับร้องไห้เสียงดังขึ้น

   

   “หูป้านเซียน รีบตั้งแท่นบูชาทำพิธีเดี๋ยวนี้” นายท่านอู๋หันไปสั่งการ

   

   ‘ข้าไม่อยากเปิดศาลพิธีกรรมอะไรทั้งนั้น ข้าไม่ต้องการกลายเป็นเครื่องสังเวยที่มีชีวิต’

   

   ฉินเยาเยาพยายามดิ้นรนสุดแรงเกิด แต่พละกำลังของนางจะไปสู้หยางเปียวที่ตัวโตและแข็งแรงได้อย่างไร

   

   หยางเปียวจับฉินเยาเยาไว้ในมือ ไม่ว่าฉินเยาเยาจะดิ้นรนอย่างไร เขาก็ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย

   

   เขาถึงขั้นไม่สนใจฉินเยาเยาเลยด้วยซ้ำ ในสายตาของเขา การกระทำของฉินเยาเยาเป็นเพียงการดิ้นรนก่อนตายเท่านั้น

   

   เห็นเพียงนักพรตอมเหล้าอึกหนึ่ง พ่นใส่ดาบไม้ แล้วอมอีกหนึ่งอึก พ่นใส่คบเพลิง เปลวไฟที่พ่นออกมาเกือบจะเผาผมที่เหลือน้อยนิดบนศีรษะของฉินเยาเยาให้ไหม้

   

   “เอายันต์ไม่กี่แผ่นนี้ยัดเข้าไปในปากของนาง ต้องไม่ให้นางส่งเสียงออกมาแม้แต่น้อย หากส่งเสียงออกมา จะส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของพิธีกรรม”

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาก้าวเข้าไปหยิบแผ่นยันต์เหล่านั้น ขยำเป็นก้อนแล้วยัดเข้าไปในปากของฉินเยาเยาอย่างหยาบคาย

   

   ตอนนี้ฉินเยาเยาแม้แต่จะร้องไห้ก็ทำไม่ได้แล้ว นางทำได้เพียงใช้ดวงตากลมโตของนางจ้องมองเฝิงเสี่ยวฮวาอย่างเอาเป็นเอาตาย

   

   นางคิดว่าระหว่างการหนีภัยแล้ง นางไม่เคยปฏิบัติต่อเฝิงเสี่ยวฮวาอย่างไม่ดีเลย แม้ท่านย่าจะบอกว่าไม่ให้อาหารอีกฝ่าย แต่ทุกครั้งก็เป็นคนที่ได้กินมากที่สุด

   

   แต่สุดท้ายก็ยังปฏิบัติต่อนางเช่นนี้

   

   “ถอดเสื้อผ้านางออก!” นั่นคือคำสั่งของนักพรต

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาไม่มีความเมตตาแม้แต่น้อย นางฉีกเสื้อผ้าของฉินเยาเยาออกอย่างรวดเร็ว

  

   “อื้อ”

   

   ฉินเยาเยาเห็นว่านายท่านอู๋ก็ถอดเสื้อผ้าออกด้วย จึงพยายามดิ้นสุดกำลัง

   

   พวกเขาไม่ได้จะทำพิธีบูชาหรอกหรือ ทำไมถึงต้องถอดเสื้อผ้าของนางด้วยเล่า แล้วทำไมชายน่ารังเกียจคนนั้นถึงต้องถอดเสื้อผ้าด้วย

   

   “พวกเจ้าสองคนเอาชามมารองไว้ เดี๋ยวพอเลือดไหลออกมาให้รีบสาดใส่ตัวนายท่านอู๋ให้เร็วที่สุด ข้าจะใช้เลือดวาดยันต์บนตัวนายท่านอู๋เพื่อเสริมดวงชะตาให้เขา!”

   

   “ขอรับอาจารย์” ลูกศิษย์นักพรตสองคนรับคำ แล้วเดินเข้าหาฉินเยาเยาพร้อมอุปกรณ์

   

   ฉินเยาเยา “???”

   

   สวรรค์ พวกสัตว์นรกเหล่านี้ พวกมันจะปล่อยเลือดข้าจนหมดตัว!

   

   ชั่วอึดใจต่อมานางก็ถูกหยางเปียวจับวางลงบนม้านั่งยาว ลูกศิษย์น้อยสองคน คนหนึ่งถือมีด อีกคนถือชาม เดินเข้ามาหานาง

   

   ในใจของนางรู้สึกสิ้นหวังอย่างสิ้นเชิง น้ำตาเอ่อคลอดวงตากลมโต

   

   ชีวิตของนางเพิ่งจะเริ่มต้น ก็ต้องจบลงแล้วหรือ

   

   นางเห็นภาพท่านย่า บิดามารดาของนางเจ็บปวดราวกับจะขาดใจ

   

   พี่ชายที่นางรักที่สุดก็ไม่มีรอยยิ้มบนใบหน้าอีกต่อไป

   

   ยังมีอารอง อาสาม อาสะใภ้สาม ท่านลุงฮั่นหลิน และปู่หลี่อัน...

   

   มีดเย็นเฉียบแนบข้อมือเล็กๆของนาง นางไม่ดิ้นรนอีกต่อไปแล้ว ทันใดนั้นเสียงดังสนั่นก็ดังขึ้น ประตูใหญ่ถูกเตะเปิดออก

   

   “เล่อเหนียง!”

   

   เสียงที่คุ้นเคยและอบอุ่นนั้น ทำให้น้ำตาของฉินเยาเยาไหลรินอีกครั้ง นางไม่กล้าแม้แต่จะลืมตา กลัวว่าสิ่งที่ได้ยินจะเป็นเพียงความฝัน

   

   จนกระทั่งมีคนอุ้มนางขึ้นมาแนบชิดกับอกอุ่น จมูกได้กลิ่นคุ้นเคยจึงกล้าลืมตาขึ้น แล้วร้องไห้โฮออกมา

   

   “เล่อเหนียง ไม่ต้องกลัวนะลูก พ่อมาแล้ว”

   

   ฉินเหล่าซื่อเปิดเสื้อออกแล้วอุ้มฉินเยาเยาไว้ในอ้อมอก ใช้ไออุ่นจากร่างกายให้ความอบอุ่นแก่ร่างของบุตรสาว

   

   “โอ๋ๆ ไม่ต้องกลัวนะลูก พ่อจะพาเจ้ากลับบ้าน”

   

   ฉินเหล่าซื่อกอดเล่อเหนียงแน่น พร้อมกับปลอบโยนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

   

   แต่ตอนนี้เล่อเหนียงไม่ได้ยินคำพูดของพ่อแล้ว นางพูดไม่ได้ ได้แต่ร้องไห้เสียงดังเพื่อระบายความกลัวในใจ

   

   เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ของเล่อเหนียง ฉินเหล่าซื่อทั้งสงสารและหวาดกลัวยิ่งนัก

   

   อีกนิดเดียว แค่อีกนิดเดียวเท่านั้น ลูกสาวของข้าก็จะถูกพวกสัตว์นรกเหล่านี้ฆ่าตายแล้ว

   

   เขากวาดตามองคนที่ถูกเฉินฮั่นหลินและพี่น้องตระกูลเผ่ยกดไว้กับพื้นด้วยดวงตาแดงก่ำ

   

   เมื่อได้เห็นร่างคุ้นตาเหล่านั้น สายตาของฉินเหล่าซื่อก็เย็นชาลงทันที




จบตอน

Comments