lucky kid ep1-10

 ‘ฉินเยาเยา’ แพทย์ทหารระดับท็อปในยุคปัจจุบัน ได้ทะลุมิติกลับมาเกิดใหม่เป็นเด็กทารก ณ แคว้นต้าหนิงในยุคสมัยแห่งสงคราม 

ครอบครัวใหม่ของเธอต้องเผชิญกับความยากลำบากในระหว่างการลี้ภัยสงคราม 

ในเมื่อเธอได้เกิดใหม่อีกครั้ง พร้อมทั้งได้พื้นที่มิติส่วนตัวในการสร้างเสบียง เธอจึงตั้งใจว่าจะคอยเตรียมเสบียง และนำพาครอบครัวฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการไปให้ได้


บทที่ 1: เกือบตายตั้งแต่เริ่มต้น

   

   ฉินเยาเยากำลังตื่นตระหนก

   

   ในฐานะแพทย์ทหารระดับท็อปของยุคปัจจุบัน ฉินเยาเยากลับทะลุมิติมาอยู่ในท้องของหญิงชาวนาในแคว้นต้าหนิง

   

   แล้วทำไมนางถึงตื่นตระหนกนักล่ะ

   

   ก็เพราะท่านแม่ของนางกำลังคลอดยากอย่างไรละ!

   

   ไม่สิ พูดให้ถูกคือมันเกินกว่าคำว่าคลอดยากไปแล้ว

   

   นางอุ้มท้องฉินเยาเยาได้เพียงเจ็ดเดือน แต่ในระหว่างถูกไล่ล่า นางดันวิ่งเร็วเกินไปจนสะดุดล้ม ดูเหมือนว่านางจะ…จะไม่มีลมหายใจแล้ว

   

   เรื่องนี้ทำเอาฉินเยาเยาอดไม่ได้ที่จะตำหนิท่านพ่อที่ยังไม่เคยเห็นหน้าคร่าตา

   

   ไม่รู้หรืออย่างไรว่านางท้องโย้ขนาดนี้แล้ว

   

   อุ้มนางวิ่งไม่ได้หรือไง ถึงปล่อยให้หญิงท้องแก่ต้องวิ่งหนีเอาตัวรอดคนเดียวแบบนี้!

   

   แต่ตอนนี้ ฉินเยาเยาก็ไม่มีเวลามาบ่นเรื่องท่านพ่อผู้ไร้ประโยชน์ไม่น่าเชื่อถือคนนั้นแล้ว

   

   สิ่งเดียวที่ฉินเยาเยาทำได้ตอนนี้คือใช้แรงทั้งหมดที่มี เพื่อช่วยเหลือตัวเองในพื้นที่แคบๆแห่งนี้

   

   ฉินเยาเยารู้ว่าสถานที่ที่นางอยู่ตอนนี้เรียกว่าแคว้นต้าหนิง เป็นพื้นที่ที่เกิดภัยแล้งติดต่อกันมาสามปีแล้ว ชาวหนานหมานฉวยโอกาสนี้บุกโจมตีแคว้นต้าหนิง พรมแดนก็ถูกยึดครอง พวกเขาที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนจึงได้แต่พาครอบครัวระหกระเหินไปยังเมืองหลวง หวังจะไปพึ่งพาญาติที่เมืองหลวง

   

   ระหว่างทาง สวี่ซิ่วอิงที่ท้องแก่ ต้องลากพี่ชายสองคนของนางหนีเอาชีวิตรอด มันเป็นการหนีตายอย่างแท้จริง เพราะมีทหารไล่ตามมาไม่หยุด ระดับความอันตรายนั้น แม้แต่ฉินเยาเยาที่อยู่ในท้องก็ยังรู้สึกได้

   

   ชาติก่อนฉินเยาเยาเป็นเด็กกำพร้า พูดให้ถูกคือเด็กเร่ร่อน

   

   นางจึงไม่เคยสัมผัสถึงความอบอุ่นของครอบครัว พอมีโอกาสครั้งนี้นางจึงอยากจะคว้าความอบอุ่นในชาตินี้ไว้

   

   ‘ท่านแม่ต้องเข้มแข็งไว้ ข้ายังไม่ได้เจอหน้าท่านเลย’

   

   ฉินเยาเยาตะโกนถึงแม่ที่ยังไม่เคยพบหน้า พร้อมกับแกว่งแขนและขาเล็กๆสุดกำลัง ในที่สุดด้วยความพยายามของนางก็ประสบผลสำเร็จ นางก็ได้ยินเสียง ‘โผละ’ ดังขึ้นข้างหู

   

   น้ำคร่ำแตกแล้ว!

   

   ในขณะเดียวกันนางก็ได้ยินเสียงตะโกนด้วยความยินดี “สะใภ้สี่ฟื้นแล้ว!”

   

   ได้ยินดังนั้น แม่เฒ่าฉินก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก “ฟื้นแล้วก็ดี!”

   

   แต่แล้วสีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปทันทีเมื่อเห็นช่วงล่างของสวี่ซิ่วอิง “ไม่ดีแล้ว! สะใภ้สี่น้ำคร่ำแตกแล้ว!”

   

   ความกังวลใจที่เพิ่งจะจางหายไปก็กลับมาอีกครั้ง

   

   เมื่อเห็นดังนั้น แม่เฒ่าฉินจึงไม่สนใจสิ่งอื่น รีบสั่งการทันที

   

   “สะใภ้รอง สะใภ้สาม มาช่วยกันตรงนี้ที! ส่วนคนอื่นๆหันหลังไป!”

   

   “สะใภ้สี่เพื่อตัวเจ้าเองและลูกของเจ้า เจ้าต้องเข้มแข็งไว้!”

   

   แม่เฒ่าฉินกดหน้าท้องของสวี่ซิ่วอิงค่อยๆช่วยให้นางเบ่งเด็กน้อยออกมา พร้อมกับให้กำลังใจนางไปด้วย ทันใดนั้นฉินเหล่าซานก็ตะโกนขึ้นว่า “ท่านแม่! ทหารตามมาแล้ว!”

   

   เสียงฝีเท้าม้าดังมาแต่ไกล ทำให้ทุกคนในตระกูลฉินตกใจกลัว

   

   “ท่านแม่ พวกเราหนีกันเถอะ!” เฝิงเสี่ยวฮวา สะใภ้รองรีบลุกขึ้นยืนตะโกนบอกแม่เฒ่าฉิน ร่างกายของนางขยับออกไปด้านนอกอย่างช้าๆ

   

   นางไม่สามารถทิ้งสะใภ้ที่กำลังจะคลอดลูกบนหลังม้าได้ แต่ก็ไม่สามารถปล่อยให้คนอื่นๆ ตกอยู่ในอันตราย นางจึงเอ่ยเสียงเข้มว่า

   

   “เหล่าซื่ออยู่ต่อ ที่เหลือไปเร็ว!”

   

   “จะไปก็ไปด้วยกัน!”

   

   “พวกเราจะอยู่กับท่าน”

   

   ทุกคนไม่เห็นด้วยที่จะทิ้งแม่เฒ่าฉินและสะใภ้สี่ ยกเว้นแต่สะใภ้รอง

   

   เมื่อเห็นว่าทุกคนยืนกรานจะไม่ไปไหน แม่เฒ่าฉินก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง พลางให้กำลังใจลูกสะใภ้ไปด้วย อีกมือก็ออกแรงกดที่ท้องของลูกสะใภ้มากขึ้น

   

   “สะใภ้สี่ อดทนหน่อย ออกแรงเบ่งให้สุดแรง เมื่อเสี่ยวชีเป่าออกมา พวกเราจะพาเจ้าเด็กน้อยหนีไปด้วยกัน!”

   

   คำพูดของแม่เฒ่าฉินอาจจะได้ผล สวี่ซิ่วอิงกัดฟันข่มความเจ็บปวดไว้ และออกแรงเบ่งอย่างเต็มที่

   

   เจ้าตัวน้อยในท้องของสวี่ซิ่วอิงก็ขยับตัว พยายามออกมาดูโลกภายนอก

   

   ฉินเยาเยาก็ได้ยินเสียงข้างนอกเช่นกัน ยามคับขันแบบนี้ คนตระกูลฉินต่างก็ร่วมใจกันอย่างไม่ทอดทิ้ง นางชอบครอบครัวนี้จริงๆ

   

   สองแม่ลูกช่วยกันออกแรง ฉินเยาเยาจึงคลอดออกมาได้อย่างปลอดภัย

   

   “เร็วๆ คลอดแล้ว คลอดแล้ว

   

   สวี่ซิ่วอิงไม่คิดว่าจะคลอดเร็วขนาดนี้ พลันรีบถอดเสื้อคลุมของตัวเองออกมาห่อตัวฉินเยาเยาเอาไว้โดยไม่ทันได้ดูว่าเป็นชายหรือหญิง

   

   แม่เฒ่าฉินจัดเสื้อผ้าของสวี่ซิ่วอิงให้เรียบร้อย แล้วเรียกผู้เฒ่าฉินให้มาแบกสวี่ซิ่วอิงไว้บนหลัง

   

   แม่เฒ่าฉินมองไปที่พวกทหารที่อยู่ไม่ไกล พลางตะโกนเสียงดังว่า “หนี!”


   สำหรับการจัดการของสวรรค์ ฉินเยาเยารู้สึกว่านางพอใจมาก

   

   เพียงแต่ตอนนี้นางรู้สึกไม่ค่อยสบายตัว เพิ่งออกมาจากท้องแม่ยังไม่ทันได้เห็นโลก ก็ถูกห่อด้วยเสื้อผ้าที่ทั้งสกปรกทั้งเหม็นจนนางอยากจะอาเจียน

   

   ที่สำคัญคือสายสะดือของนางยังติดอยู่กับรก ถูกห่อรวมกันไว้ทั้งอย่างนั้น ร่างกายเต็มไปด้วยคราบเลือดเหนียวเหนอะหนะ แถมยังถูกห่อด้วยเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยกลิ่นเหงื่ออีก

   

   กลิ่นเหม็นเปรี้ยวของเหงื่อไคลผสมกับกลิ่นคาวเลือด ทำเอาฉินเยาเยาแทบสิ้นสติอยู่ตรงนั้น

   

   ‘แล้วนี่...ป้าสะใภ้สาม ถ้าท่านเหลือบมองข้าสักหน่อยได้หรือไม่ รู้ตัวเสียหน่อยว่าท่านอุ้มข้ากลับหัวอยู่’

   

   โชคดีที่ระหว่างที่พวกเขากำลังวิ่งหนีอยู่นั้น เสื้อผ้าที่ห่อตัวฉินเยาเยาเอาไว้เกิดคลายตัวออก ทำให้ศีรษะน้อยๆของนางโผล่ออกมาได้ทันเวลา นางจึงรอดพ้นจากการสิ้นชีพเพราะขาดอากาศหายใจไปอย่างหวุดหวิด

   

   ‘ขอบคุณป้าสะใภ้สามจริงๆ ที่ไม่ได้ห่อตัวข้าไว้แน่นเกินไป ไม่เช่นนั้นข้าคงได้ตายเพราะขาดอากาศหายใจไปแล้ว’

   

   ฉินเยาเยารีบร้องเสียงดังลั่นทันที

   

   มันคือการเอาชีวิตรอดชัดๆ นอกจากจะช่วยเปิดทางเดินหายใจให้โล่งแล้ว นางยังหวังว่าเสียงร้องไห้ของนางจะช่วยเตือนสติป้าสะใภ้สามที่ไม่ทันระวังตัว ให้รู้ว่าท่านกำลัง...อุ้มนางกลับหัวอยู่

   

   การที่ต้องถูกห้อยหัวแบบนี้มันทรมานนะ!

   

   ทันทีที่ฉินเยาเยาร้องไห้ออกมา ก็มีเสียงคำรามดังกึกก้องข้างหู “รีบไปเร็ว!”

   

   ต่อด้วยเสียงคำรามของผู้ชายในตระกูลฉิน

   

   “วิ่งไปข้างหน้าให้สุดแรง อย่าหันหลังกลับไปมอง!”

   

   ฉินเยาเยาถูกกอดประคองเอาไว้ในอ้อมแขน ตัวนางถูกจับห้อยหัวลง เมื่อมองจากมุมนี้ นางเห็นว่ากองทัพทหารม้าของพวกหนานหมานอยู่ห่างออกไปไม่ถึงหนึ่งลี้*[1]แล้ว แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆในครอบครัวฉินต่างก็พยายามส่งเด็กๆ และผู้หญิงให้ไปข้างหลัง ส่วนพวกเขาก็ถือมีดสับฟืน ไม้คาน และข้าวของต่างๆเป็นอาวุธป้องกัน ยืนขวางเอาไว้เบื้องหน้า

   

   เหล่าบุรุษของตระกูลฉินต่างชูอาวุธในมือ ยืนเรียงแถวเป็นกำแพงเหล็กที่แข็งแกร่งดุจดั่งขุนเขา คุ้มครองครอบครัวของตนที่อยู่ด้านหลัง

   

   “ท่านย่า!”

   

   “ท่านพ่อ!”

   

   “ท่านพ่อขอรับ!”

   

   สมาชิกตระกูลฉินที่วิ่งหนีไปก่อนหน้า ต่างก็หยุดฝีเท้าลงทันที พวกเขาวิ่งกลับมาอย่างไม่คิดชีวิต

   

   ในใจของพวกเขามีเพียงความคิดเดียว นั่นคือการยอมตายไปด้วยกัน

   

   ฉินลิ่งอวี่หลานชายคนโตของตระกูลฉินเก็บท่อนไม้ใหญ่เท่าข้อมือได้จากข้างทาง แล้วถือมันไว้ด้านหน้า จ้องมองทหารม้าของพวกหนานหมานที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ด้วยความโกรธแค้น

   

   ส่วนสวี่ซิ่วอิงนั้น ร่างกายอ่อนแอเกินไป นางจึงหมดสติไปนานแล้ว

   

   ฉินเยาเยาโดนอุ้มและวิ่งอย่างรวดเร็ว ศีรษะเล็กๆของนางสั่นไปมาไม่หยุด จนกระทั่งรู้สึกเวียนศีรษะไปหมด

   

   เห็นภาพแบบนี้ แม้แต่ในใจของฉินเยาเยาเองก็ร้อนรุ่มไม่แพ้กัน ทว่าร่างกายของนางนั้นเพิ่งจะลืมตาดูโลก ยังขยับเขยื้อนร่างกายไม่ได้ แม้ใจอยากจะช่วยเหลือแต่ก็ทำได้เพียงมองดูแค่นั้น

   

   ‘หรือว่าชีวิตนี้ของข้าจะจบลงตั้งแต่เพิ่งเริ่มต้น’

   

   สรรค์ท่านเล่นตลกแบบนี้ไม่ได้นะ!

   

   ถ้าตอนนี้เกิดแผ่นดินไหว สั่นสะเทือนจนเกิดหลุมลึก ฝังกลบพวกมันไปให้หมดก็ดีสิ

   

   ฉินเยาเยาคิดในใจ

   

   ในขณะที่คนอื่นๆในตระกูลฉินกำลังคิดว่าคงไม่รอดแล้ว ทันใดนั้นพื้นดินก็เริ่มสั่นสะเทือน ก้อนหินขนาดยักษ์บนภูเขาทั้งสองข้างไหลลงมา ถนนหนทางก็แตกออกเป็นช่องขนาดใหญ่

   

   ทหารม้าที่กำลังกวัดแกว่งดาบเข้ามา ในตอนที่พวกเขาอยู่ห่างจากครอบครัวตระกูลฉินไม่ไกล พวกเขาก็ถูกช่องที่แตกออกอย่างกะทันหันบนพื้นดิน กลืนกินไปจนหมดสิ้น

   

   ก้อนกรวดและทรายบริเวณรอยแยกไหลลงมา ฝังกลบพวกทหารไว้ทั้งหมด เหล่าทหารม้าหลายร้อยนายไม่มีใครรอดชีวิตเลยแม้แต่คนเดียว!

   

   การเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันนี้ ทำให้ทุกคนตกตะลึง พวกเขายืนนิ่งอยู่กับที่ จนรู้สึกเริ่มหายใจลำบาก เพราะความตื่นตะลึง

   

   ‘อะไรกัน ขอแบบนี้ก็ให้จริงหรือ’

   

   ‘ถ้าอย่างนั้นข้าก็ขอให้ตัวข้างดงามราวกับดอกไม้ ให้ใครต่อใครหลงใหล พร้อมทั้งมากด้วยเงินทองใช้เท่าไรก็ไม่มีวันหมดด้วยเถิด!’

     

   

   [1] เป็นหน่วยวัดของจีนมีความยาวเท่ากับ500เมตร




 บทที่ 2: นางชอบครอบครัวนี้จริงๆ


   

   “ท่านแม่!”

   

   “ท่านทั้งสองไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่”

   

   สือไห่ถังสะใภ้สามกอดฉินเยาเยาไว้แนบอก ลากฉินลิ่งอันหรือเสี่ยวลิ่วตัวน้อย วิ่งหน้าตาตื่นมาหาฉินเหล่าซาน นางสำรวจร่างของเขาอย่างร้อนรน

   

   เมื่อครู่นี้เหตุการณ์นั้นน่ากลัวจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ทั้งพื้นดินสั่นสะเทือนอย่างกะทันหัน จนเกิดรอยแยกขนาดใหญ่ขึ้นบนพื้น

   

   พวกเขามองดูอยู่ไกลๆรอยแยกนั้นดูเหมือนกับว่ากำลังแตกออกใต้ฝ่าเท้า ราวกับว่าอีกไม่กี่อึดใจ พวกเขาก็จะถูกมันกลืนกิน

   

   แต่พวกเขากลับไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย ต่างจากทหารม้าหนานหมานที่ตกลงไปในเหวลึกทั้งหมด

   

   ฉินเหล่าซานได้สติกลับมา เขามองดูรอยแยกที่ลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง ลำคอของเขากระตุกอย่างยากลำบาก รู้สึกเย็นยะเยือกไปทั่วแผ่นหลัง

   

   “โชคดีจริงๆ เกือบไปแล้ว เกือบจะถูกแผ่นดินกินอยู่แล้ว”

   

   คนอื่นๆในตระกูลฉินมองดูหลุมยักษ์ที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม พวกเขารู้สึกเย็นยะเยือกไปทั่วแผ่นหลังเช่นกัน จนพากันถอยหลังออกไปโดยไม่รู้ตัว

   

   “ต้องเป็นเพราะเสี่ยวชีเป่าช่วยพวกเราไว้แน่ๆ!”

   

   “เสี่ยวชีเป่าอยู่ไหน ขอข้าอุ้มดาวนำโชคของข้าหน่อย!”

   

   แม่เฒ่าฉินเป็นหม้ายตั้งแต่อายุยังน้อย ต้องเลี้ยงดูลูกชายทั้งห้าคนด้วยตัวคนเดียว นางเป็นคนกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ไม่เคยกลัวผีสางเทวดา แม้จะเป็นชาวนาธรรมดา ธรรมดา แต่นางก็ไม่เคยเชื่อเรื่องลึกลับ นางเชื่อว่าทุกอย่างเกิดจากน้ำมือมนุษย์

   

   แต่หลังจากผ่านประสบการณ์เฉียดตายอย่างน่าอัศจรรย์ นางก็เชื่อมั่นว่าต้องเป็นเพราะเด็กน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลกอย่างเสี่ยวชีเป่าแน่ๆ

   

   สวรรค์คงสงสารที่เสี่ยวชีเป่าอาจต้องมาตายตั้งแต่เพิ่งเกิด จึงส่งเทพยดาลงมาช่วยชีวิตเสี่ยวชีเป่าเอาไว้ ทำให้ครอบครัวของนางปลอดภัย

   

   “โอ๊ย! สะใภ้สาม เจ้าอุ้มเสี่ยวชีเป่ากลับหัวแบบนี้ได้อย่างไร!”

   

   ตอนที่แม่เฒ่าฉินรับฉินเยาเยาจากอ้อมแขนของสะใภ้สาม นางก็เพิ่งสังเกตเห็นว่าฉินเยาเยาถูกอุ้มกลับหัวอยู่ตลอดเวลา จึงร้องออกมาด้วยความตกใจ

   

   เห็นหน้าฉินเยาเยาแดงก่ำเพราะเลือดคั่ง แม่เฒ่าฉินก็รู้สึกเจ็บปวดใจจนทนไม่ไหว หันไปตีแขนสะใภ้สามอย่างแรง พลางร้องว่า “คุณพระคุณเจ้า สร้างกรรมแท้ๆ!”

   

   สะใภ้สามถูกแม่เฒ่าฉินตีก็ไม่กล้าพูดสักคำ นางจ้องมองฉินเยาเยาด้วยความกังวลจนน้ำตาคลอเบ้า

   

   ถ้าฉินเยาเยาเป็นอะไรไปเพราะความประมาทของนาง นางจะไปตอบคำถามกับน้องๆอย่างไรไหว

   

   อาการไร้เรี่ยวแรงของฉินเยาเยา ทำให้แม่เฒ่าฉินเป็นกังวลอย่างมาก จนนางร้องตะโกนด้วยความร้อนใจ “เร็วเข้า! เหล่าซื่อรีบถอดเสื้อออก แล้วเอาเสี่ยวชีเป่าอกแนบไว้ เสี่ยวชีเป่าคงจะตกใจ แบบนี้จะช่วยเรียกขวัญนางกลับมาได้”

   

   ฉินเหล่าซื่อไม่สนใจอะไรทั้งนั้น รีบถอดเสื้อออก แล้วอุ้มฉินเยาเยาแนบอกทันที

   

   ตัวเด็กน้อยเพิ่งจะรู้สึกตัว ก็ถูกโอบกอดด้วยอ้อมแขนที่อบอุ่น จมูกพลันได้กลิ่นเฉพาะของผู้ชาย ได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นตุบๆ ทำให้นางรู้สึกปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก

   

   หลังถูกตบเบาๆ ชายคนนั้นปลอบนางด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน “เด็กดี พ่ออยู่นี่แล้ว เจ้าไม่ต้องกลัว พ่อจะปกป้องเจ้าเอง พวกเราจะไม่เป็นไร”

   

   พ่อ

   

   ดวงตาของฉินเยาเยาพร่ามัว กระทั่งน้ำตาไหลรินออกมา

   

   ตอนฉินเยาเยาอายุห้าขวบ พ่อแม่ของนางเสียชีวิตพร้อมกัน แม้ว่าฉินเยาเยาจะได้รับการอุปการะจากรัฐบาล ไม่ขาดแคลนเงินทอง อาหารและเสื้อผ้า แต่คำว่า ‘พ่อ’ ช่างห่างไกลจากนางเหลือเกิน

   

   ก่อนหน้านี้ ฉินเยาเยาได้แต่เฝ้ามองเพื่อนๆ เล่นกับพ่อแม่อยู่ข้างๆ จนนางมักจะจินตนาการว่า ถ้าได้เกิดในครอบครัวธรรมดา ธรรมดา ก็คงจะดี เวลากลับถึงบ้าน ก็คงไม่ต้องเผชิญกับความเย็นชา

   

   บางทีสวรรค์อาจจะสงสาร ปล่อยให้นางได้เกิดใหม่ ชดเชยสิ่งที่นางโหยหา

   

   ฉินไห่โจวลูกชายคนที่สี่ของตระกูลฉิน ก้มลงมองเด็กน้อยในอ้อมแขนที่ร้องไห้น้ำตาไหลพราก ก็รู้สึกเจ็บปวดใจ กำลังจะปลอบ แต่พอเห็นบางอย่างเข้า เขาก็ร้องออกมาด้วยความดีใจ “โอ้! เสี่ยวชีเป่าเป็นเด็กผู้หญิง ข้ามีลูกสาวแล้ว!”

   

   ทันใดนั้น แม่เฒ่าฉินก็รีบวิ่งเข้ามาดูด้วยความดีใจจนร้องเสียงหลงว่า “โอ้! นี่ไงแก้วตาดวงใจของข้า”

   

   แม่เฒ่าฉินอุ้มฉินเยาเยาขึ้นมา ก่อนจะสังเกตเห็นว่าสายสะดือของนางยังไม่ได้ตัด จึงรีบสั่งให้คนอื่นว่า “เหล่าซื่อ พาสะใภ้สี่ไปหาที่สะอาดสะอาด แล้วทำความสะอาดร่างกายให้หลานข้าที”

   

   “ส่วนพวกเจ้าที่เหลือ ไปหาหม้อกับผ้า และของใช้ที่พอจะหาได้แถวนี้มา แล้วก็เอาน้ำมาด้วย”

   

   ตั้งแต่หนีภัยสงครามมา พวกเขามักถูกไล่ล่าเสมอ ข้าวของที่นำติดตัวมาจากบ้านก็หายไปหมดแล้ว ไม่รู้ว่าตอนนี้จะไปอาศัยอยู่ที่ใด เหลือเพียงเสื้อผ้าที่สวมติดกายอยู่เท่านั้น

   

   แต่เมื่อมีหลานสาวอยู่ในอ้อมแขน พวกเขาก็ไม่หวั่นเกรงต่อความยากลำบากใดๆ

   

   “ขอรับ”

   

   ทุกคนรับคำเป็นเสียงเดียวกัน ก่อนจะแยกย้ายกันออกไปหาของตามที่ได้รับมอบหมาย ส่วนเรื่องกองทัพทหารม้าที่ถูกฝังทั้งเป็นนั้น พวกเขาไม่ได้สนใจไยดีอีกต่อไป

   

   เพราะไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าหลานสาวคนเดียวของตระกูล!

   

   ในยามเภทภัยเช่นนี้ ตามข้างทางเต็มไปด้วยซากศพ ดังนั้นการหาของใช้ตามข้างทางจึงไม่ใช่เรื่องแปลก พวกเขาต้องอาศัยเก็บของและพืชผักข้างทางประทังชีวิตเช่นนี้มาเป็นเวลาครึ่งเดือนแล้ว

   

   ไม่นานนัก สะใภ้สามก็ตักน้ำเต็มหม้อดินเผากลับมา ฉินไห่หลินลูกชายคนรองกับฉินไห่ชิวลูกชายคนที่สามก็แบกฟืนกับเสื้อผ้ามากองใหญ่

   

   ส่วนฉินลิ่งอันยังหาข้าวสารได้อีกถุงหนึ่ง

   

   สะใภ้สามเห็นดังนั้นจึงรีบตั้งเตาก่อไฟ ส่วนพี่น้องบ้านตระกูลฉินกับหลานชายที่โตหน่อยก็ช่วยกันเอาเสื้อผ้าที่หามาได้ ไปกางเป็นกระโจมพักง่ายๆบนก้อนหินใหญ่ ให้สวี่ซิ่วอิงกับเจ้าตัวน้อยได้พัก

   

   แม่เฒ่าฉินเชี่ยวชาญยิ่งนัก จัดแจงเช็ดตัวทำความสะอาด ตัดและผูกสายสะดือให้เรียบร้อย แล้วจึงหาผ้าสะอาดอีกผืนมาห่อตัวฉินเยาเยาเอาไว้

   

   “แอ้”

   

   เจ้าตัวน้อยถูกเช็ดตัวจนสะอาด พอรู้สึกสบายตัวก็ส่งเสียงอ้อแอ้ ยิ้มหวานให้แม่เฒ่าฉิน

   

   “โอ๋ๆ หลานย่า” แม่เฒ่าฉินเห็นหลานสาวยิ้มให้ก็ปลื้มใจ อุ้มไปอุ้มมาจนยิ้มแก้มแทบปริ

   

   “ท่านย่าขอข้าดูนางหน่อย” ฉินลิ่งอันวิ่งมาเกาะขาแม่เฒ่าฉินอย่างออดอ้อน

   

   ส่วนคนอื่นๆ แม้จะไม่เอ่ยปาก แต่สายตาก็จับจ้องไปที่เจ้าตัวน้อยในอ้อมกอดแม่เฒ่าฉินไม่วางตา

   

   เริ่มตั้งแต่รุ่นท่านทวดของบ้านตระกูลฉิน ก็เหมือนตกลงไปในไหปลาร้า เพราะทวดมีบุตรชายห้าคน พอถึงรุ่นปู่ก็มีบุตรชายอีกห้าคนเช่นกัน

   

   ตระกูลฉินมีบุตรชายด้วยกันห้าคน แต่บุตรชายคนโตของตระกูลได้หายสาบสูญไป

   

   บุตรชายคนที่สองฉินไห่หลิน มีลูกชายสองคน คือหลานชายคนโต ฉินลิ่งอวี่และหลานชายคนที่สาม ฉินลิ่งเฟิง

   

   บุตรชายคนที่สามฉินไห่ชิว มีลูกชายสองคน คือหลานชายคนที่สอง ฉินลิ่งหมิงและหลานชายคนที่สี่ ฉินลิ่งเหวิน

   

   บุตรชายคนที่สี่ฉินไห่โจว มีลูกชายสองคน คือหลานชายคนที่ห้า ฉินลิ่งผิง และหลานชายคนที่หก ฉินลิ่งอัน

   

   โดยหลานชายคนที่ห้ากับคนที่หกเป็นฝาแฝดกัน

   

   ส่วนบุตรชายคนที่ห้ายังไม่ได้แต่งงาน

   

   ครั้งนี้ที่สวี่ซิ่วอิงตั้งครรภ์ ทุกคนในครอบครัวต่างก็หวังว่าลูกในท้องของนางจะเป็นเด็กผู้หญิง และในที่สุดความปรารถนาก็เป็นจริง พวกเขามีเด็กผู้หญิงตัวน้อยที่น่ารัก นับจากนี้ไปครอบครัวของพวกเขาก็จะมีเด็กผู้หญิงตัวน้อยๆ ที่หอมนุ่มนิ่มแล้ว ไม่ต้องกลัวคนอื่นหัวเราะเยาะว่าครอบครัวของพวกเขาเป็นบ้านที่เต็มไปด้วยบุรุษอีกต่อไป

   

   แม่เฒ่าฉินอุ้มฉินเยาเยาด้วยท่าทางระมัดระวัง ย่อตัวลงครึ่งหนึ่งเพื่อให้หลานชายคนที่หกและคนอื่นๆได้ดู

   

   “สวรรค์! ทำไมนางตัวเล็กเหมือนลูกแมวเลยล่ะ”

   

   ฉินลิ่งอวี่และพี่น้องทั้งหกคนพูดคุยกันขณะดูน้องสาวของพวกเขา

   

   “เหตุใดเจ้าต้องทำหน้ายู่ยี่เหมือนคนแก่ น่าชังเสียจริงๆ!”

   

   คำพูดของฉินลิ่งเฟิงกับฉินลิ่งเหวินเพิ่งจะจบลง ก็โดนฉินไห่หลินเคาะศีรษะดัง ‘ป๊อก’ ทำเอาพวกเขาหัวร้อง “โอ๊ย!” ออกมาด้วยความเจ็บปวด




 บทที่ 3: พี่ใหญ่ ท่านคงลำบากมาก!


   

   “ท่านพ่อ ท่านตีข้าทำไม”

   

   “เจ้ายังมีหน้ามาพูดว่านางขี้เหร่อีกหรือ ตอนเด็กเจ้าทั้งดำทั้งผอมเหมือนลิงไม่มีผิด ทั้งยังขี้เหร่กว่านางอีก”

   

   “เป็นไปไม่ได้ ท่านแม่บอกว่าตอนเด็กข้าน่ารักที่สุด ท่านตาหลี่ข้างบ้านเห็นข้าทีไรก็แย่งกันกอดทุกที!”

   

   “อ้อ ท่านตาหลี่นั่นแค่ประหลาดใจว่าทำไมมีคนหน้าเหมือนลูกลิงก็เท่านั้น”

   

   “ท่านพ่อ!”

   

   คำพูดของฉินไห่หลินทำให้เขาโกรธจนตะโกนลั่น ปรี่เข้าไปจี้เอวฉินไห่หลินอย่างแรง

   

   สองพ่อลูกเล่นกันอย่างสนุกสนาน

   

   หลังจากนั้น ฉินลิ่งผิงและฉินลิ่งอันก็เข้าร่วมวงเล่นสนุกด้วย

   

   เสียงหัวเราะช่วยบรรเทาความทุกข์ระทมจากการหนีภัยไปได้ชั่วขณะ


   ฉินเยาเยาได้ยินเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขอยู่ข้างหู ทำให้รู้สึกตื้นตันใจและมีอารมณ์ขันไปพร้อมๆกัน

   

   เด็กที่พึ่งเกิดใหม่ก็ดูเหี่ยวย่นอยู่แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงฉินเยาเยาที่คลอดก่อนกำหนด ลุงรองคนนี้ก็ชมนางเกินไปแล้ว

   

   นางชอบลุงรองที่สุด!

   

   “ท่านแม่ ข้าเอาน้ำข้าวต้มมาให้เสี่ยวชีเป่ารองท้องก่อน ไม่รู้ว่าซิ่วอิงจะตื่นยามไหน”

   

   คนในครอบครัวที่รุมล้อมอยู่ พอเห็นน้ำข้าวต้มในมือของนางสือก็จ้องมองตาเป็นมัน น้ำลายไหลโดยไม่รู้ตัว

   

   ช่วงนี้อาหารการกินก็ขาดแคลน พวกเขาได้กินรากไม้ใบหญ้าประทังชีวิตไปวันๆ นานๆทีโชคดีถึงจะได้กินเศษข้าวของคนอื่น พวกเขาลืมรสชาติของข้าวต้มไปนานแล้ว

   

   แต่ทุกคนก็ได้แต่ยืนมอง ไม่มีใครเอ่ยปากร้องขอ เพราะรู้ว่าน้ำข้าวต้มชามนี้เป็นของเสี่ยวชีเป่า

   

   แม่เฒ่าฉินคว้าชามน้ำข้าวต้มไว้ มองไปที่หลานๆ ที่กำลังกลืนน้ำลายอย่างหิวโหย แล้วก้มมองดูฉินเยาเยาที่กำลังพ่นฟองน้ำลายเล่น พลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ นางดีใจที่ได้หลานสาว แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้

   

   เจ้านี่เกิดผิดเวลาเสียจริง!

   

   ระหว่างทางที่อพยพหนีภัย พวกเขาถูกตามล่าหลายครั้ง เสบียงที่เตรียมมาจากบ้านก็ไม่รู้ว่าหายไปไหนหมดแล้ว พวกผู้ใหญ่ยังพอจะกินรากไม้ใบหญ้าประทังชีวิตไปได้ แต่เสี่ยวชีเป่าทำแบบนั้นไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น สวี่ซิ่วอิงก็ยังไม่รู้ว่าจะฟื้นขึ้นมายามไหน

   

   ถึงซิ่วอิงจะฟื้นขึ้นมา แต่ถ้าไม่มีของบำรุงร่างกายให้นาง นางก็ไม่มีน้ำนมให้เสี่ยวชีเป่ากินหรอก

   

   ฉินลิ่งอวี่คิดว่าที่ผู้เป็นย่าถอนหายใจ เพราะข้าวสารเป็นพวกเขาหามาได้ กลับต้องเอาไปให้แก่น้องสาว ทำให้นางรู้สึกผิด จึงพูดปลอบว่า “ท่านย่า ท่านไม่ต้องกังวลเรื่องพวกข้าหรอก พวกข้าไปหาผักป่ามากินกันได้ รีบเอาน้ำข้าวต้มไปให้นางเถอะขอรับ อย่าให้นางต้องหิวเลย”

   

   ทารกกระเพาะอาหารเล็ก ฉินเยาเยากินไปได้เพียงไม่กี่คำก็อิ่มจนเผลอหลับไป ก่อนจะหลับ นางเหลือบมองคนในครอบครัวฉินที่มีสีหน้าซีดเซียว และผอมโซทุกคน นางคิดในใจว่า ถ้าหากพื้นที่มิติของข้าตามมาด้วยก็คงจะดี

   

   ทันทีที่หลับตา นางก็รู้สึกราวกับว่าตัวเองอยู่ในสถานที่อบอุ่น พอนางค่อยๆลืมตาขึ้น ภาพตรงหน้าก็ทำให้นางต้องตกตะลึง

   

   ที่นี่มัน...

   

   สถานที่ที่คุ้นเคยแบบนี้...

   

   มิติ!

   

   มิติของนางตามมาด้วย!

   

   ฉินเยาเยาตื่นเต้นมากจนลอยละล่องอยู่ในมิติ เอ่อ... นางลอยขึ้นมาจริงๆ ด้วยการควบคุมร่างกายของตัวเองด้วยจิตใจ นางจึงสามารถล่องลอยไปมาได้

   

   ก็ช่วยไม่ได้ ตอนนี้นางเป็นแค่เด็กทารกที่ยังพลิกตัวไม่ได้ วิธีเดียวที่พอจะขยับเขยื้อนได้ก็คือการลอยไปลอยมา

   

   ห้องนอน ห้องครัว โกดัง ไม่เพียงแต่ยังอยู่ครบ แต่ข้าวของข้างในก็ยังอยู่ครบถ้วน

   

   สิ่งที่ทำให้นางดีใจที่สุดก็คือ ต้นไม้ที่ปลูกในป่าไม่เพียงแต่ออกผลเต็มต้นแล้ว ไก่ เป็ด ห่าน วัว แพะ ที่เลี้ยงไว้ใต้ต้นไม้ก็เข้าสู่ช่วงผลผลิตสูงแล้ว ลูกไก่ ลูกเป็ด ลูกห่าน ลูกหมู ลูกแพะ วิ่งเล่นเต็มพื้นไปหมด

   

   มีสิ่งเหล่านี้แล้ว นางจึงไม่ต้องกังวลว่าจะอดตาย

   

   แม้แต่คนทั้งตระกูลฉินก็จะไม่อดตายอีกต่อไป เพียงแต่ว่านางจะเอาของพวกนี้ออกมาได้อย่างไรนั้น นางยังต้องคิดให้ดีเสียก่อน

   

   พื้นที่เล็ก ๆ นี้มีมาตั้งแต่ชาติที่แล้วของนางแล้ว ส่วนหลักการมีอยู่ของมัน นางก็บอกไม่ได้เหมือนกัน ตั้งแต่จำความได้ มันก็มีอยู่แล้ว

   

   ตอนแรก นางแค่ถือว่ามันเป็นคลังสมบัติลับ เอาไว้ใส่ของกระจุกกระจิกของผู้หญิง ต่อมาได้เข้าร่วมกองกำลังรบ นางจะซื้ออาหารจำนวนมากมาใส่ไว้ในนี้ทุกครั้งที่มีโอกาส เมื่อใดที่อาหารขาดแคลน นางก็จะนำออกมาให้เพื่อนทหารได้บำรุงร่างกาย

   

   หลังจากนั้นความลับของนางก็ถูกผู้นำค้นพบ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พวกเขาก็เหมือนคนบ้าคลั่ง เห็นอะไรเป็นไม่ได้ ก็จะโยนเข้าไปในพื้นที่ของนาง ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์ ทองแดง เหล็ก หรือข้าวสาร เกลือ น้ำมัน คนอื่นเขาเตรียมอาวุธเสบียงก่อนออกรบ แต่พวกเขามีเธอเพียงคนเดียวก็เพียงพอแล้ว ต้องการอะไรก็โยนเข้าไปในพื้นที่ของนาง สะดวกสบาย ทั้งยังสามารถทำให้ศัตรูตายใจได้อีกด้วย

   

   นางยังแอบขโมยรูปปั้นสัตว์และเครื่องทองแดงที่วางอยู่ในตู้โชว์ในพิพิธภัณฑ์ของประเทศอินทรีมาอีกด้วย… โดยอยู่ภายใต้การคุ้มครองของท่านผู้นำ...

   

   ในขณะที่ฉินเยาเยากำลังมีความสุขกับการล่องลอยไปมาในพื้นที่ ทันใดนั้นก็มีเสียงอึกทึกครึกโครมดังขึ้นข้างหู

   

   “ท่านแม่ ไห่หลิน ต้าเป่า ซานเป่า พวกเจ้าอยู่ไหน ข้าหาพวกเจ้าเจอจนได้!”

   

   “พวกเจ้าปลอดภัย นี่มันดีจริงๆ”

   

   เสียงร้องไห้โหยหวนปลุกให้ฉินเยาเยาตื่นขึ้น นางกะพริบตาปริบๆ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

   

   แม่เฒ่าฉินมองไปที่สะใภ้รองที่นั่งอยู่บนพื้น ดวงตาสอดส่ายไปมารอบตัว ก่อนจะเอ่ยปากอย่างเย็นชาว่า “เจ้าไม่ใช่คนที่วิ่งหนีไปก่อนหรือ กลับมาทำอันใดอีก”

   

   ย้อนกลับไปตอนที่พวกทหารม้ามาถึง คนที่วิ่งเร็วที่สุดเห็นจะเป็นนาง ในสถานการณ์ที่วุ่นวายเช่นนั้น การรักษาชีวิตเอาไว้ย่อมสำคัญที่สุด แต่นางไม่ควรเอาชีวิตรอดด้วยการโยนเด็กน้อยวัยเจ็ดขวบอย่างเสี่ยวลิ่วลงไปในหุบเขา โดยไม่สนใจเลยว่าการกระทำเช่นนั้นจะทำให้เสี่ยวลิ่วได้รับอันตรายหรือไม่

   แม่เฒ่าฉินจ้องมองนางด้วยความเกลียดชัง

   

   อยากจะพุ่งเข้าไปตบหน้านางสักสองสามครั้ง

   

   เสี่ยวลิ่วอายุยังน้อย นางทำลงได้อย่างไร

   

   ส่วนฉินไห่ชิวและเหล่าเด็กชายตระกูลฉินต่างก็ขุดดินเล่นนับมด ไม่แม้แต่จะชายตามองสะใภ้รองผู้นี้

   

   เฝิงเสี่ยวฮวานั่งลงบนพื้น เอามือปิดหน้าตัวเอง มองสีหน้าที่หลากหลายของคนตระกูลฉิน ดวงตาเหลือบมองน้ำข้าวต้มที่ฉินเยาเยาทานเหลืออยู่ในชามที่วางอยู่บนก้อนหินไม่ไกล ก่อนจะกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก นางตบต้นขาตัวเองเสียงดัง แล้วเริ่มร้องไห้ฟูมฟาย

   

   “ข้านึกแล้วเชียวว่าพวกเจ้าจงใจทิ้งข้าไว้คนเดียว แล้วแอบหนีไปกินน้ำข้าวต้มกัน!”

   

   “โอ้สวรรค์! ได้โปรดรับข้าไปเถิด ข้าไม่อยากอยู่แล้ว สามีกับลูกในไส้ยังทิ้งข้าได้ ข้าจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร…”

   

   สะใภ้รองนอนดิ้นพล่านอยู่บนพื้น ดวงตากลับจ้องเขม็งไปที่น้ำข้าวต้มครึ่งถ้วยที่ฉินเยาเยากินเหลืออยู่

   

   “ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือ งั้นข้าก็ไม่ขัดจะช่วยส่งเจ้าเอง” แม่เฒ่าฉินมองสะใภ้รองอย่างเย็นชา

   

   “เหล่าเอ้อร์ เหล่าซาน ไปขุดหลุมฝังนางซะ!”

   

   พอได้ยินดังนั้น นางเฝิงก็เงียบเสียงลงในทันที นางรู้ดีว่า หากแม่เฒ่าฉินเอ่ยปากว่าจะฝัง นางก็ไม่รอดแน่

   

   “นางเฝิง ไม่ใช่ว่าเจ้าไปแล้วหรือ เหตุใดจึงกลับมาอีก”

   

   แม่เฒ่าฉินถึงกับเอ่ยเรียกว่า ‘นางเฝิง’ ออกมา แสดงให้เห็นว่าโกรธมากเพียงใด

   

   สะใภ้รองเบะปากอย่างไม่สะทกสะท้าน “ก็พวกทหารม้าบุกมาถึงที่แล้ว ผู้ใดเล่าจะโง่ไม่หนีตายกันล่ะ!”

   

   “แม้จะบอกว่าข้าหนีไปแล้ว พวกท่านก็ควรจะตามหาข้าบ้างสิ นี่กระไร ไม่ตามหา ทั้งยังแอบกินน้ำข้าวต้มกันอีก พวกท่านอยากจะกินส่วนของข้า!”

   

   แม่เฒ่าฉินฉินโกรธจัด เอ่ยเสียงเย็นว่า “เจ้าจะหนีไปข้าไม่ว่า แต่เจ้าไม่ควรผลักเสี่ยวลิ่วตกเขา เจ้ารู้หรือไม่ว่าเสี่ยวลิ่วอาจจะเอาชีวิตไม่รอด!”

   

   “และอีกอย่าง น้ำข้าวต้มนั่นใครกันที่ได้กิน ข้าวสารหยาบๆ พอดีกำมือ ลิ่งอวี่ทนเหม็นเน่าควานหาจากศพเพื่อมาเป็นเสบียงให้เสี่ยวชีเป่า!”

   

   แหวะ~

   

   ฉินเยาเยาเกือบจะอาเจียนออกมา

   

   ศพ

   

   เหม็นเน่า

   

   พี่ใหญ่ ท่านคงลำบากมาก!




 บทที่ 4: แย่งอาหารกับลูกของนางหรือ


   

   “ข้าไม่ได้ตั้งใจเสียหน่อย ยิ่งไปกว่านั้น ลูกชายข้าเป็นผู้พบเจอ ก็น่าจะให้ข้าได้กินสิ...”

   

   เสียงของสะใภ้รองค่อยๆเบาลง

   

   ความจริงแล้ว นางตั้งใจต่างหาก ใครใช้ให้แม่เฒ่าฉินลำเอียงกันล่ะ เมื่อวานก่อนเก็บไข่นกได้ตั้งสองฟอง กลับให้แต่สวี่ซิ่วอิงกับเสี่ยวลิ่วกินหมด ไม่แบ่งให้นางเลยแม้แต่ฟองเดียว!

   

   แม่เฒ่าฉินมองลูกชายคนรองซึ่งนั่งหน้าจ๋อยอยู่ข้างๆ พร้อมกับหลานชายทั้งสองคน แล้วถอนหายใจอย่างจนใจ

   

   “เจ้ามีทางเลือกสองทาง ทางแรกคือ ขอโทษเสี่ยวลิ่ว เรื่องนี้ก็จะได้จบๆกันไป ทางที่สองคือต่างคนต่างอยู่ เจ้าเลือกเอา!”

   

   ทันใดนั้น ฉินเยาเยาก็ชื่นชมแม่เฒ่าฉินในใจ นางคนนี้น่าโมโหก็จริง แต่เพื่อบุตรชายและหลานชาย แม่เฒ่าฉินก็ยังอุตส่าห์ให้โอกาสนาง

   

   สะใภ้รองรู้สึกอับอายขายหน้าต่อสายตาพิฆาตของฉินไห่หลิน จึงพูดขอโทษฉินเสี่ยวลิ่วอย่างตะกุกตะกัก

   

   ฉินเสี่ยวลิ่วรีบหลบไปอยู่ข้างหลังแม่เฒ่าฉินทันที แสดงให้เห็นชัดเจนว่า เขาไม่ยอมรับคำขอโทษ

   

   เด็กตัวแค่นี้ก็โกรธเป็นนะ!

   

   “ท่านแม่ สะใภ้สาม ซิ่วอิงฟื้นแล้ว”

   

   ฉินไห่โจวร้องบอกด้วยความดีใจ

   

   ได้ยินดังนั้น แม่เฒ่าฉินก็อุ้มฉินเยาเยา รีบวิ่งเข้าไปในห้องทันที

   

   สะใภ้สามอย่างนางสือกับเสี่ยวอู่และเสี่ยวลิ่วก็รีบตามเข้าไปติดๆ ฉินไห่หลินกับฉินไห่ชิว รวมถึงฉินลิ่งอวี่ไม่สะดวกจะเข้าไป เลยได้แต่ยืนเงี่ยหูฟังเสียงความเคลื่อนไหวอยู่ด้านนอก เมินเฉยสะใภ้รองที่อยู่ข้างหลังโดยสิ้นเชิง

   

   “สะใภ้สี่ รู้สึกยังไงบ้าง”

   

   สวี่ซิ่วอิงส่งยิ้มอ่อนแรงให้แม่เฒ่าฉิน “ท่านแม่ ข้าไม่เป็นไรแล้วเจ้าค่ะ”

   

   “ท่านแม่ ท่านแม่ พวกเรามีน้องสาวแล้ว” เสี่ยวอู่ฉินลิ่งผิงร้องบอกด้วยความดีใจ

   

   “จริงหรือ ขออุ้มหน่อยสิ” สวี่ซิ่วอิงมองเด็กน้อยในอ้อมแขนแม่เฒ่าฉินด้วยแววตาตื่นเต้น

   

   แม่เฒ่าฉินค่อยๆย่อตัวลงอย่างระมัดระวัง ยื่นฉินเยาเยาให้นาง “เจ้าเพิ่งฟื้น ร่างกายยังอ่อนแอ รอให้แข็งแรงก่อน ค่อยอุ้มเจ้าตัวเล็กก็ได้”

   

   ฉินเยาเยารู้สึกได้ว่ามีมือหยาบกร้านลูบไล้ตัวเองเบาๆ นั่นคือมือที่อ่อนโยนของแม่

   

   นั่นคือมือที่ในชีวิตก่อนนางเฝ้าใฝ่ฝันมาตลอด เพียงชั่วขณะหนึ่ง ฉินเยาเยาอยากจะร้องไห้ และนางก็ทำเช่นนั้นจริงๆ

   

   ใครจะไปห้ามได้เล่า ในเมื่อตอนนี้นางเป็นแค่เด็กทารก อยากร้องไห้ก็ร้องไห้ไปสิ!

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นน้ำตาเม็ดกลมๆของฉินเยาเยาไหลรินลงมา ก็รู้สึกสงสารจับใจ รีบอุ้มขึ้นมาปลอบโยนไม่หยุด “โอ๋ๆๆ แก้วตาดวงน้อยๆของย่า เจ้าเป็นอะไรไป”

   

   “ท่านแม่ เสี่ยวชีเป่าถ่ายหนักหรือเปล่าเจ้าคะ” สะใภ้สามเอ่ยปากถามขึ้น

   

   “ดูข้าสิ รีบร้อนจนลืมคิดไปเลย”

   แม่เฒ่าฉินรีบคลายผ้าอ้อมออก พบว่าข้างในแห้งสะอาดดี จึงเอ่ยขึ้นอีกครั้งว่า “อย่างนั้นก็คงหิวแน่ๆ”

   

   เมื่อสะใภ้สามได้ยินดังนั้น จึงรีบเดินออกไปเตรียมอุ่นน้ำข้าวต้มที่เหลือให้ทารกน้อยกิน

   

   แต่พอนางกลับออกมาดู ก็โมโหจนตัวสั่น “พี่สะใภ้รอง นี่มันอาหารของเสี่ยวชีเป่านะเจ้าคะ ทำไมท่านถึงกินได้ลงคอ!”

   

   “สะใภ้สี่ก็ยังป่วยอยู่ นี่เป็นอาหารมื้อเดียวของเสี่ยวชีเป่า ท่านทำลงได้ยังไง!”

   

   สะใภ้สามเห็นรอยข้าวต้มเปื้อนอยู่ที่มุมปากของสะใภ้รอง เห็นโถดินเผาที่ว่างเปล่าก็เข้าใจได้ทันที นางโกรธจนตาแดงก่ำ อยากจะควักท้องนาง แล้วควักน้ำข้าวต้มนั่นออกมา!

   

   “สะใภ้สาม เจ้าจะตะโกนทำไม หากข้าเป็นอะไรไป เจ้าต้องรับผิดชอบ!” สะใภ้รองแคะหูด้วยนิ้วก้อย พูดอย่างไม่ใส่ใจ

   

   “เจ้าเด็กนั่นอิ่มแล้วไม่ใช่หรือไง แล้วข้าวนี้ลูกชายข้าก็เป็นผู้หาเจอ มันควรจะเป็นของข้าสิ ให้นางกินคำหนึ่งก็ดีแค่ไหนแล้ว”

   

   “เจ้ามันไร้ยางอาย!”

   

   “สือไห่ถัง เจ้าว่าใครไร้ยางอาย ข้าวนี้ลูกชายข้าหามาได้ ข้าจะกิน”ทั้งสองเถียงกันไปมาเสียงแข็ง ส่วนสะใภ้รองไม่รู้สึกผิดเลยสักนิดที่กินอาหารของเสี่ยวชีเป่า

   

   แต่พอเห็นแม่เฒ่าฉินเดินออกมาก็เงียบเสียงทันที แสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง

   

   แม่เฒ่าฉินอุ้มฉินเยาเยาเดินเข้ามา เห็นโถดินเผาว่างเปล่าก็เจ็บใจ จ้องสะใภ้รองเขม็ง “จะให้ข้าสอนเจ้าอย่างไรดี ในฐานะที่เจ้าเป็นป้า แทนที่จะดูแลหลาน กลับผลักเสี่ยวลิ่วจนตกเขา แล้วยังมาแย่งข้าวหลานอีก เจ้าไม่รู้สึกละอายใจบ้างหรือไร”

   

   “ท่านแม่ แล้วทีนี้จะทำอย่างไรดีเจ้าคะ” สะใภ้สามมองโถข้าว ถามแม่เฒ่าฉิน

   

   ฃโถใบนี้มันสะอาดเอี่ยมเช็ดล้างยังไงข้าวก็ไม่งอกออกมาแล้ว ชีเป่าจะทำอย่างไร

   

   ฉินเยาเยากลอกดวงตากลมโตไปมาสองรอบ ก่อนจะแผดเสียงร้องไห้จ้าออกมา

   

   “โอ๋ๆๆ เจ้าก้อนแป้งของย่า เจ้าเป็นอะไรไปหรือ”

   

   แม่เฒ่าฉินอุ้มหลานสาวตัวน้อยเดินปลอบไปทั่ว “ไม่ร้อง ไม่ร้องนะ ร้องไห้แบบนี้ข้าใจสลายหมดแล้ว”

   

   เสี่ยวอู่มองน้องสาวที่ร้องไห้จ้าด้วยความสงสาร ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างใสซื่อ “ท่านย่า น้องสาวหิวหรือ”

   

   คำพูดไร้เดียงสาของเด็กน้อย ทำให้ทุกคนในที่นั้นเงียบกริบ

   

   ฉินไห่หลินโกรธเดือดดาล เดินเข้าไปตบหน้าสะใภ้รองอย่างแรง


   “นางแพศยา หน้าไม่อาย แม้แต่ของกินของเด็กยังขโมยกินอีก”

   

   ลิ่งอวี่และลิ่งเฟิงต่างหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายกับการกระทำของผู้เป็นแม่

   

   ฉินเยาเยาเห็นดังนั้นจึงยิ่งแสร้งร้องไห้หนักขึ้น

   

   “ลิ่งอวี่ ลิ่งเฟิงไปเดินเล่นกับข้าเถอะ”

   

   “พวกเจ้าก็อย่ามัวอู้งานกันอยู่เลย เหล่าเอ้อร์ เหล่าซานหาที่หลบลมใหม่แล้วไปกางกระโจมซะ คืนนี้ต้องค้างแรมที่นี่ เหล่าซานกับสะใภ้สามพาลูกๆไปดูหน่อยว่ามีอะไร…กินได้บ้าง”

   

   พูดจบ แม่เฒ่าฉินก็อุ้มฉินเยาเยาและพาหลานชายทั้งสองไปเดินเล่นแถวนั้น


   ฉินเยาเยารู้ว่าทำไมแม่เฒ่าฉินถึงพาพี่ชายสองคนออกมาด้วย ลึกๆแล้วเด็กน้อยก็รู้สึกชื่นชมแม่เฒ่าฉินในใจ

   

   ถึงแม้ว่าสะใภ้รองจะนิสัยไม่ดีสักเท่าไร แต่โชคดีที่เด็กชายทั้งสองเป็นคนดี ไม่ได้เลือดเนื้อเชื้อไขไปทางมารดาของตน

   

   เดินไปไม่ไกล แม่เฒ่าฉินก็เห็นอะไรบางอย่างกระพือปีกอยู่ในกองฟาง พอมองชัดๆ ก็ตกใจจนพูดตะกุกตะกัก

   

   “กะ…ไก่…นั่นไก่นี่!”

   

   ลิ่งอวี่มองตามแม่เฒ่าฉินไปทันที แล้วก็พุ่งตัวเข้าไป

   

   ลิ่งเฟิงตอบสนองช้าไปหน่อย เห็นเพียงลิ่งอวี่จับไก่ได้อย่างรวดเร็ว แล้วก็บิดคอไก่จนหักคามือ

   

   เมื่อลองยกขึ้นมากะน้ำหนักดู ก็ยิ้มแก้มปริทันที

   

   ไก่ตัวนี้น้ำหนักเกือบๆแปดชั่งเชียว!

   

   ฉินเยาเยาเบิกตากว้างมองภาพตรงหน้า ร่างกายเล็กๆสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว

   

   ไม่นึกเลยว่าพี่ใหญ่ที่ดูสุภาพเรียบร้อยจะโหดร้ายได้ขนาดนี้ ความหิวโหยทำให้คนเราเปลี่ยนไปเป็นคนละคนได้จริงๆ!

   

   แม่เฒ่าฉินรู้สึกถึงแรงสั่นสะท้าน คิดว่าหลานสาวคงหิวมาก จึงลูบหลังปลอบเบาๆ

   

   “โอ๋ๆ เด็กดี ย่ารู้ว่าเจ้าหิว พี่ชายของเจ้าจับไก่ตัวใหญ่มากๆได้ตัวหนึ่ง กลับไปย่าจะต้มไก่ให้แม่เจ้ากิน พอกินต้มไก่แล้วแม่เจ้าก็จะมีน้ำนม เจ้าก็จะได้กินนมแม่ ไม่ต้องท้องร้องอีกแล้วละ”

   

   “อือ…อ่า” ฉินเยาเยาอ้าปากพ่นน้ำลายเป็นฟองใสๆออกมา

   

   ไม่นานนัก ฉินลิ่งเฟิงที่อยู่ข้างกองฟางก็ตะโกนขึ้นมาว่า “ท่านย่า! มีไข่! ข้าเก็บไข่ไก่ได้แล้ว!”

   

   เขาวิ่งเอาไข่ไก่ที่อยู่ในกระโปรงมาหาแม่เฒ่าฉิน “ท่านย่า ดูสิ ไข่ไก่!”

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นเงาตะคุ่มที่อยู่ไกลๆ ทยอยเดินเข้ามา จึงตีไปที่หัวหลานชายหนึ่งทีอย่างแรงและดุเสียงเบาๆว่า “เด็กโง่! หุบปาก!”

   

   ปีนี้เกิดทุพภิกข แม้แต่ข้าวต้มสักชามยังหายาก ไข่ไก่เป็นอาหารฟุ่มเฟือยที่ไม่มีทางหาได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการขายลูกแลกข้าวที่เกิดขึ้นไม่น้อย

   

   เด็กโง่นี่กำลังจะทำให้คนอื่นมาแย่ง

   

   “ท่านแม่!”

   

   “ลูก!”

   

   ไม่ไกลนัก ครอบครัวของฉินลิ่งอันก็ได้ยินเสียงร้องของเขา พวกเขาวิ่งกรูกันเข้ามา

   

   เมื่อเห็นไก่และไข่ไก่ในมือของสองพี่น้อง แววตาของทุกคนก็เต็มไปด้วยความยินดี แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็เห็นผู้คนค่อยๆล้อมเข้ามา

   

   ฉินไห่หลินรีบดึงลูกชายทั้งสองไว้ข้างหลัง

   

   ฉินไห่ชิวและฉินไห่โจวปกป้องแม่เฒ่าฉินกับฉินเยาเยาไว้ข้างหลัง

   

   ส่วนสะใภ้รองนั้น รีบคว้า...ไก่ในมือของฉินลิ่งอวี่ไป




 บทที่ 5: นางไม่ได้หิวจนตาลาย


   

   เมื่อเห็นสายตาละโมบของพวกนั้น ฉินไห่โจวก็ก้มลงหยิบท่อนไม้ขนาดเท่าต้นขาเด็กจากพื้นขึ้นมาหักออกเป็นสองท่อน จ้องมองพวกนั้นด้วยสายตาเหี้ยมเกรียม

   

   เมื่อพวกนั้นเห็นพี่น้องตระกูลฉินที่ทั้งสูงทั้งใหญ่ พวกนั้นก็ชั่งใจอยู่นาน ก่อนจะถอยกลับไปอย่างไม่เต็มใจ

   

   แต่ก็ยังคงวนเวียนอยู่แถวนั้น คอยจ้องมองพวกเขาด้วยสายตาเป็นประกาย

   

   เมื่อเห็นดังนั้น ทุกคนในตระกูลฉินก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนจะกลับไปทำอาหารอย่างมีความสุข

   

   ในใจของฉินเยาเยาเองก็รู้สึกหวาดกลัวอยู่ไม่น้อย นางเอาแต่คิดจะหาอาหารให้ครอบครัวในวันนี้ จนลืมคิดไปว่าสิ่งที่นางหยิบออกมานั้นมันน่าดึงดูดสายตาเพียงใด

   

   ครั้งหน้าต้องหลีกเลี่ยงฝูงชน หรือไม่ก็ต้องหาคนมาคอยคุ้มกัน แต่จะหาใครดีล่ะ

   

   ท่านย่าหรือ

   

   หรือว่าท่านแม่ดี

   

   หรือจะเป็นท่านพ่อที่ดูไม่น่าไว้ใจ

   

   ฉินเยาเยายิ่งคิดหัวน้อยๆก็ยิ่งหนัก จนเผลอหลับไปเสียอย่างนั้น

   

   ก็เด็กน่ะสิ จะให้ทำอย่างไรได้!

   

   “สะใภ้สาม ไปตีไข่ทำน้ำแกงไข่น้ำ แล้วก็เอาไก่ไปตุ๋นให้สะใภ้สี่บำรุงร่างกาย” แม่เฒ่าฉินออกคำสั่งเสร็จก็อุ้มฉินเยาเยาไปนั่งข้างๆ พลางครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

   

   “ท่านแม่ ไก่กับไข่นี่…” ปกติแล้วฉินไห่หลินเป็นคนช่างสังเกต พอหายดีใจได้ครู่หนึ่ง เขาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ

   

   แถวนี้พวกเขาเพิ่งค้นหาอย่างละเอียดไปหยกๆ อย่าว่าแต่ไก่เลย ขุดลงไปสามฉื่อก็ไม่เจอแม้แต่หนอนสักตัว แล้วไก่กับไข่ทั้งตะกร้านี่โผล่มาจากไหนกัน

   

   เสียงของแม่เฒ่าฉินฟังดูเลื่อนลอย “ถ้าเป็นเสบียงที่เสี่ยวชีเป่าพกติดตัวมาล่ะ”

   

   ฉินไห่หลินได้ยินดังนั้นก็มองฉินเยาเยาที่นอนน้ำลายไหลด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะเอ่ยปากอย่างไม่แน่ใจ “แบบนั้นมันจะเป็นไปได้หรือขอรับ”

   

   ยิ่งพูดยิ่งไม่มีความมั่นใจ ถ้าไม่ใช่หลานสาวตัวน้อยเอามา แล้วไก่กับไข่ที่โผล่มาแบบกะทันหันนี่จะอธิบายยังไงดี

   

   “ถ้าบอกว่าเป็นเสี่ยวชีเป่านำมา คงเป็นเรื่องเหลวไหลไปหน่อย”

   

   “หรือว่าเสี่ยวชีเป่ามีอาคมเวทงั้นรึ”

   

   ไม่ใช่แค่ฉินไห่หลินกับแม่เฒ่าฉินเท่านั้นที่คิดแบบนี้ คนอื่นๆก็อดสงสัยไม่ได้ เพียงแต่ไม่มีใครเอ่ยปากออกมา

   

   แม่เฒ่าฉินเคาะกล่องยาเส้นในมือ เงยหน้ามองท้องฟ้าที่ไร้เมฆ เอ่ยน้ำเสียงแผ่วเบา “ต้องเป็นสวรรค์เห็นใจตระกูลฉินของเราที่ลำบากมาสามชั่วอายุคน ถึงได้ส่งเด็กหญิงมาเกิดในตระกูลฉิน”

   

   ฉินไห่หลินพยักหน้า ใช้มือปาดน้ำลายมุมปากของฉินเยาเยา มองด้วยแววตาเคารพและซาบซึ้งใจ

   

   “ท่านย่าขอรับ หอมจังขอรับ!” ฉินลิ่งเหวินและฉินลิ่งผิง ต่างก็น้ำลายไหลยืด พวกเขาเดินเข้ามานั่งใกล้ๆแม่เฒ่าฉิน ดวงตากลับจ้องเขม็งที่หม้อดินที่กำลังตุ๋นอะไรบางอย่าง


   “หอมก็กินเยอะๆนะ กินอิ่มนอนหลับแล้วฟ้าก็สว่างเอง” แม่เฒ่าฉินมองหลานชายทั้งสองด้วยแววตาเอ็นดู เอ่ยด้วยถ้อยคำแฝงความหมาย

   

   ฉินลิ่งเหวินและฉินลิ่งผิงพยักหน้า พวกเขาไม่เข้าใจคำพูดของท่านย่า แต่พวกเขารู้ว่าคืนนี้พวกเขาจะไม่ต้องท้องกิ่วเข้านอนอีกต่อไป

   

   ส่วนสะใภ้สามและฉินลิ่งอวี่ ต่างเข้าใจความหมายของแม่เฒ่าฉินเป็นอย่างดี พวกเขามองไปที่ฉินเยาเยาที่กำลังหลับใหลด้วยแววตาเปี่ยมไปด้วยคำขอบคุณ

   

   “พี่สะใภ้รอง ท่านเป็นผีอดตายมาเกิดใหม่หรือไง” เสียงดุด่าของสะใภ้สามราวกับเสียงตบหน้าดังแว่วมาแต่ไกล

   

   แม่เฒ่าฉินมองตามเสียงไป เห็นสะใภ้สามถือไม้เดินวนไปมาอยู่ตรงนั้น อยากจะฟาดสะใภ้รองเต็มที

   

   แม่เฒ่าฉินอุ้มฉินเยาเยาเดินเข้าไป

   

   “ท่านแม่ พี่สะใภ้รองทำเกินไปแล้ว” สะใภ้สามตาแดงก่ำฟ้องแม่เฒ่าฉิน

   

   “เกิดอะไรขึ้นอีก ทำไมวันๆ ถึงได้มีเรื่องทะเลาะกันไม่หยุดหย่อน หนีตายกันอยู่ยังไม่รู้จักอยู่กันอย่างสงบสุขอีก”


   ตอนที่สะใภ้สามเผลอ สะใภ้รองก็ฉวยโอกาสคว้าไก่ที่ยังไม่ทันสุกขึ้นมากัดกิน ท่าทางตะกละตะกลามจนไปโดนหม้อต้มไก่ล้มคว่ำ ไก่ทั้งหม้อจึงหกหมด

   

   พอฉินไห่หลินเห็นดังนั้นก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ปรี่เข้าไปตบหน้าภรรยาทันที ครั้นเอื้อมมือจะไปแย่งไก่คืน ไม่คิดว่านางจะโกรธจนหน้ามืด เอาไก่ที่ยังไม่สุกไปโยนทิ้ง โดนคนที่จ้องอยู่ข้างๆ ฉกไปกินต่อหน้าต่อตา อาหารที่อุตส่าห์ได้มายากเย็นต้องตกเป็นของคนอื่นไปในพริบตา

   

   ฉินเยาเยา “???”

   

   ไก่...ยังไม่สุกงั้นหรือ

   

   โยนทิ้งไปแล้ว…

   

   ไก่ที่นางตั้งใจจะเอาไปให้ท่านแม่บำรุงร่างกายหายไปแล้วอย่างนั้นหรือ

   

   เสบียงของนางหายไปแล้ว

   

   ลืมตาตื่นขึ้นมา นางก็กุมขมับกับการกระทำสุดประหลาดของป้าสะใภ้รองคนนี้

   

   ป้าสะใภ้รองนี่ทำเอาความคิดของนางเปลี่ยนไปเลย

   

   เกิดมาสองภพสองชาติ นางไม่เคยเจอคนแปลกประหลาดแบบนี้มาก่อน

   

   ไม่รู้ว่าลุงรองที่อ่อนโยนไปรักกับหญิงที่เป็นคนแบบนั้นได้อย่างไร

   

   หรือว่าเป็นเพราะความรัก

   

   พอได้ยินแบบนั้น สีหน้าของแม่เฒ่าฉินก็ไม่สามารถใช้คำว่าดูไม่ได้อีกต่อไป นางอยากจะบีบคอสะใภ้รองให้ตายคามือเสียเดี๋ยวนั้น

   

   “นี่ไม่ใช่แค่ข้าวปลาอาหารของทุกคนในวันนี้ แต่ยังเป็นข้าวที่จะประทังชีวิตของสะใภ้สี่และเสี่ยวชีเป่าอีกด้วย”

   

   “เหล่าเอ้อร์ ไปจัดการเมียเจ้าซะ!” แม่เฒ่าฉินมองลูกชายสีหน้าเย็นชา

   

   ฉินไห่หลินพยักหน้า แล้วดึงสะใภ้รองไปด้านข้าง

   

   สีหน้าของฉินไห่ชิวและฉินไห่โจวก็ไม่สู้ดีนัก โดยเฉพาะฉินไห่โจว เขาหวังที่จะให้ไก่ตุ๋นชามนี้บำรุงร่างกายภรรยาของเขา

   

   ลูกสาวของเขาก็หิวจนร้องไห้แล้ว

   

   ข้าไม่ได้ทำอะไรเลยนะ

   

   ฉินไห่โจวเตะก้อนหินข้างๆอย่างแรง ก่อนจะเดินเข้าไปในเพิงเพื่อปลอบภรรยาด้วยความโกรธ

   

   เด็กๆหลายคนที่เห็นอาหารที่เพิ่งจะได้มาก็หายไป น้ำตาพลันไหลพรากร้องไห้โฮออกมา

   

   ผู้ใหญ่ต่างก็รีบอุ้มปลอบเด็กๆทีละคน

   

   “อุแง้ อุแง้~” ฉินเยาเยาแกว่งแขนไปทางฉินเหล่าซืออย่างแรง

   

   “โอ๋ๆๆ เจ้าตัวน้อย เป็นอะไรหรือ เจ้าก้อนแป้งของย่าก็รู้สึกว่าป้าสะใภ้รองทำเกินไปแล้วใช่หรือไม่” แม่เฒ่าฉินรีบปลอบฉินเยาเยา

   

   เห็นเจ้าเด็กน้อยยังคงส่งเสียงอ้อแอ้อยู่ในอ้อมกอด นางคิดแผนการบ้าๆขึ้นมาได้

   

   “เสี่ยวชีเป่า ไก่และไข่พวกนั้นเป็นฝีมือของเจ้าใช่หรือไม่”

   

   แม่เฒ่าฉินเดินถอยหลังไปสองก้าว ก้มลงไปถามใกล้ๆหูของหลานสาวด้วยน้ำเสียงเบาๆ

   

   “อ่า!”

   

   แม่เฒ่าฉินถามต่อ “แล้วเจ้าต้องแลกมาด้วยอะไรบ้างล่ะ”

   

   “อือ…” ฉินเยาเยาส่ายหัวเล็กน้อยแล้วยิ้มให้คุณย่าฉิน

   

   “เจ้าอยากให้ข้าหาที่ซ่อนให้ใช่หรือไม่”

   

   “อ่า!”

   

   “อุแง อุแง!”

   

   ฉินเยาเยาส่งเสียงอ้อแอ้ไปทางเพิง

   

   แม่เฒ่าฉินเข้าใจทันที “พาพ่อเจ้าไปด้วยหรือ”

   

   “อื้อ อื้อ”

   

   แม่เฒ่าฉินเลยหาข้ออ้างว่าจะไปปลดทุกข์เบา แล้วก็เรียกฉินไห่โจวที่กำลังก้มหน้าก้มตาคุยกับลุงสามให้ไปเป็นเพื่อน หลังจากนั้นแม่เฒ่าฉินก็หันมายิ้มให้ฉินเยาเยาอย่างรู้กัน

   

   พวกเราสองคนย่าหลานแม้จะคุยกันไม่รู้เรื่อง แต่ก็ยังตกลงเป็นพันธมิตรกันได้


   ฉินเยาเยารู้ดีว่าการเปิดเผยเรื่องมิติลับแบบนี้อาจนำอันตรายมาสู่ตัวเอง ทั้งยังอาจถูกมองเป็นปีศาจแล้วโดนจับเผาทั้งเป็นอีกต่างหาก

   

   แต่ฉินเยาเยายอมเสี่ยง!

   

   เพราะจากที่แอบสังเกตมาทั้งวัน ฉินเยาเยารู้สึกว่าทุกคนในครอบครัวนี้เป็นคนดีและเอ็นดูนางมาก ยกเว้นก็แต่ป้าสะใภ้รองที่ชอบแย่งข้าวนางกิน

   

   ถึงแม้ว่าตอนนี้ท่านพ่อจะเอาแต่เฝ้าดูแลท่านแม่ แต่ฉินเยาเยาก็ไม่น้อยใจหรอกนะ!

   

   นางเดิมพันถูกแล้ว

   

   ทันทีที่รู้ว่านางมีความสามารถ แม่เฒ่าฉินก็กังวลเรื่องร่างกายของนางก่อนเป็นอันดับแรก นางก็รู้ว่าตัวเองเดิมพันถูกแล้ว

   

   ในใจของฉินไห่โจวกำลังร้อนรุ่ม แม่เฒ่าฉินให้เขาทำอะไรเขาก็ทำโดยไม่ทันสังเกตว่า นางบอกว่าจะไปไม่ไกลแต่กลับเดินไกลออกไปเรื่อยๆ

   

   ทันใดนั้นฉินเยาเยาก็ส่งเสียงอ้อแอ้สองครั้ง

   

   แม่เฒ่าฉินตาลายไปชั่วขณะ พอเห็นภาพสีขาวจางๆ กลางหุบเขาอย่างชัดเจน ถึงแม้จะเตรียมใจไว้แล้วก็ยังตกใจจนพูดไม่ออก

   

   “แกะ... เหล่าซื่อ... แกะ!”




 บทที่ 6: กลอกตาได้งดงามยิ่งนัก


   

   “โอ๊ย!” ฉินไห่โจวร้องลั่นก่อนจะพุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็ว เกือบจะทำให้แม่เฒ่าฉินล้มไปด้วย

   

   แม่เฒ่าฉินทั้งขำทั้งโมโห จึงดุเขาไปสองสามคำ

   

   แต่ฉินไห่โจวไม่ถือสา รีบวิ่งไปจัดการมัดขาแพะทั้งสี่ข้าง แบกขึ้นบ่าวิ่งกลับมาด้วยรอยยิ้มกว้าง น้ำนมแพะสีขาวสะอาดเปรอะเปื้อนไหล่เขาไปครึ่งข้าง

   

   ยังไม่ทันที่แม่เฒ่าฉินจะหายใจหายคอได้ถนัด ไม่ไกลจากที่นางยืนอยู่ก็ปรากฏแม่ไก่กำลังกกไข่ออกมาอีกหลายตัว ไก่แต่ละตัวมีไข่อยู่ใต้ท้องไม่ต่ำกว่าสิบฟอง

   

   แม่เฒ่าฉินตื่นเต้นจนตัวสั่น นางอุ้มฉินเยาเยาขึ้นมาจูบอย่างแรง พูดติดอ่าง “ละ…หลานรักของย่า นี่มันมากเกินไปแล้ว รีบเก็บเข้าไปเถอะ อย่าให้ใครเห็นเข้าล่ะ”

   

   ฉินเยาเยาโบกมือเพียงครั้งเดียว แม่ไก่ทั้งหมดก็หายวับไป

   

   นางคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะโบกมืออีกครั้ง แม่ไก่ตัวอ้วนพีก็ปรากฏขึ้นที่ข้างเท้าแม่เฒ่าฉิน

   

   ยังไม่ทันที่แม่เฒ่าฉินจะเอ่ยปาก ฉินไห่โจวที่เพิ่งกลับมาจากการจับแพะก็เห็นแม่ไก่ตัวเป็นๆ ดิ้นพล่านอยู่ข้างเท้าท่านแม่ของเขา เขาโยนแพะที่แบกอยู่บนบ่าลงกับพื้นทันที ก่อนจะพุ่งเข้าไปจับแม่ไก่ตัวนั้น บิดคออย่างรวดเร็ว

   

   ฉินเยาเยาตัวสั่นอีกครั้ง รู้สึกว่าการบิดคอไก่ด้วยมือเปล่านี้เป็นประเพณีของตระกูลฉินอย่างนั้นหรือ

   

   ส่วนแม่ไก่ในมือเขานั้นน่าสงสารยิ่งกว่า มันกำลังกกไข่อยู่ดีๆ ก็ถูกย้ายที่ไปมาอย่างรวดเร็ว แล้วก็กลับมาที่เดิม สักพักก็ถูกย้ายไปอีกครั้ง ยังไม่ทันจะตั้งตัวคอของมันก็ถูกบิดจนหัก... ช่างเป็นไก่ที่น่าสงสารจริงๆ

   

   แม่เฒ่าฉินตีที่แขนของฉินไห่โจวอย่างหัวเสีย “เจ้าทำให้เสี่ยวชีเป่าของข้าตกใจแล้ว”

   

   ฉินไห่โจวเดินเข้ามาใกล้ฉินเยาเยาอย่างอารมณ์ดี แล้วหอมแก้มฟอดใหญ่ “ทำให้ลูกสาวสุดที่รักของพ่อตกใจแล้ว งั้นพ่อจะจำไว้ รอเจ้าโตแล้วค่อยมาเอาคืนพ่อดีหรือไม่!”

   

   หนวดเคราของฉินไห่โจวทิ่มแก้มจนฉินเยาเยาต้องกลอกตาใส่ แต่พยายามกลอกตามองกลับมาข้างหน้าแรงไปหน่อย เกือบจะกลับมาไม่ได้

   

   ฉินไห่โจวเห็นอย่างนั้นก็หัวเราะชอบใจ ชี้มาที่ดวงตาของฉินเยาเยาพลางพูดอย่างตื่นเต้นว่า “ท่านแม่… ดูสิ ลูกสาวขอข้ากลอกตาใส่ข้าด้วยละ กลอกตาได้น่ารักจริงๆ!”

   

   ฉินเยาเยา “...”

   

   แม่เฒ่าฉิน “...”

   

   “พอแล้ว อย่าเพิ่งเล่นกันเลย ข้าเห็นว่าไม่ไกลจากตรงนี้มีถ้ำอยู่ เอาแพะกับไก่ไปซ่อนในถ้ำกัน ของพวกนี้ห้ามให้คนอื่นเห็น ไม่เช่นนั้นจะเกิดเรื่องไม่ดี!”

   

   สีหน้าของฉินไห่โจวเปลี่ยนเป็นจริงจัง พยักหน้ารับแล้วรีบแบกแพะกับไก่ไว้บนบ่า วิ่งตรงไปที่ถ้ำอย่างรวดเร็ว

   

   หลังจากที่เอาแพะกับไก่ไปไว้ในถ้ำเรียบร้อยแล้ว ฉินไห่โจวก็ขนหินก้อนเรียบๆมาให้แม่เฒ่าฉินได้นั่งพัก จากนั้นก็หาหินก้อนใหญ่มาปิดปากถ้ำ แล้วรีบวิ่งกลับไปตามคนอื่นๆ

   

   แม่เฒ่าฉินมองลูกแพะที่ร้องระงม ดวงตาที่มุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวของหญิงชราในตอนนี้กลับแดงก่ำ นางจูบที่หน้าผากของฉินเยาเยาพลางยิ้มทั้งน้ำตา “บรรพบุรุษตระกูลฉินของพวกเรา ชาติที่แล้วคงทำบุญมาเยอะ สวรรค์ถึงได้ประทานสมบัติล้ำค่าเช่นนี้มาให้”

   

   ฉินเยาเยาเห็นแม่เฒ่าฉินผู้แข็งแกร่งร้องไห้น้ำตาไหลพราก จึงยกแขนน้อยๆขึ้นหวังจะช่วยเช็ดน้ำตา แต่กลับไม่คิดว่าจะออกแรงมากไปหน่อย “เพียะ!” ตบจนแม่เฒ่าฉินหน้าหัน

   

   ฉินเยาเยา “...”

   

   นางไม่ได้ตั้งใจจริงๆนะ

   

   แม่เฒ่าฉินมองฉินเยาเยา ทารกน้อยที่เพิ่งเกิดได้แค่วันเดียว บนใบหน้าน้อยๆ กลับมีสีหน้าลำบากใจ จนทำให้หลุดขำออกมา “เจ้าตัวแสบ”

   

   แม่เฒ่าฉินยิ้มทั้งน้ำตา เช็ดน้ำตาที่หางตา ใช้นิ้วจิ้มไปที่หน้าผากเล็กๆของฉินเยาเยา “เจ้าเด็กดื้อ”

   

   ฉินเยาเยาเห็นแม่เฒ่าฉินรู้สึกดีขึ้นแล้ว นางก็ดีใจพ่นฟองน้ำลายฟู่ๆออกมา

   

   หลังจากนั้น แม่เฒ่าฉินก็ถูกข้าวขาวๆกองใหญ่หล่นทับ ทำเอาเกือบสิ้นใจคาที่!

   

   “โอ๊ย ตายๆๆ”

   

   แม่เฒ่าฉินตกใจจนทรุดตัวลงกับพื้น เกือบจะทำฉินเยาเยาร่วงลงไปด้วย นางมองข้าวสารสีขาวโพลนตรงหน้า น้ำหนักรวมกันไม่ต่ำกว่าสองร้อยถึงสามร้อยจิน*[1]ด้วยใบหน้าซีดเผือด

   

   เมื่อเห็นแม่เฒ่าฉินตกใจจนสติเลื่อนลอย ฉินเยาเยาก็เพิ่งรู้สึกตัว ไม่ต้องพูดถึงว่าตอนนี้อยู่ในยุคข้าวยากหมากแพง แม้ในยามบ้านเมืองรุ่งเรือง ครอบครัวที่ร่ำรวยก็ใช่ว่าจะมีข้าวสารขนาดนี้

   

   ข้าวสารเนื้อดีขนาดนี้ ในยุคโบราณน่าจะเป็นข้าวที่ใช้ส่งส่วย

   

   ในใจของฉินเยาเยาเริ่มหวั่นไหว ตอนแรกแค่อยากให้แม่เฒ่าฉินยิ้มได้บ้าง ไม่คิดว่าจะลืมนึกถึงความเป็นจริง เกือบไปทำให้นางตกใจจนเป็นลม

   

   เมื่อกลายเป็นเด็กทารกไปแล้ว ร่างกายหดเล็กลง สมองก็ดูจะหดตามไปด้วย

   

   ทันใดนั้น ก้นของฉินเยาเยาก็ถูกตีเบาๆ เสียงของแม่เฒ่าฉินดังขึ้นด้วยความไม่พอใจ

   

   “เจ้าเด็กน้อยนี่ เจ้าจะทำให้ข้าตกใจตายเลยหรือ รีบเก็บไปเลยนะ!”

   

   ฉินเยาเยาสะบัดมือเก็บของทุกอย่างกลับเข้าไป จากนั้นก็ยิ้มกว้างให้แม่เฒ่าฉิน


   แม่เฒ่าฉินมองเด็กน้อยที่อยู่ในอ้อมแขนที่กำลังยิ้มให้ หัวใจแทบละลาย นางกอดฉินเยาเยาไว้แนบอก เรียกเด็กน้อยว่า ‘หลานรัก’ ซ้ำไปซ้ำมา

   

   ได้ยินเสียงดังมาจากข้างนอก แม่เฒ่าฉินเหมือนนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงพูดกับฉินเยาเยาด้วยน้ำเสียงเบาว่า “เสี่ยวชีเป่า ครั้งหน้าตอนที่เจ้าจะเสกของออกมา เจ้าช่วยบอกย่าหน่อยได้หรือไม่”

   

   ฉินเยาเยาตอบรับ “อ้อแอ้” ในเวลาเดียวกัน ฉินไห่โจวที่อยู่นอกถ้ำก็กำลังยกหินที่กั้นปากถ้ำออกไป

   

   ฉินลิ่งผิงเป็นคนแรกที่วิ่งเข้ามา และเมื่อเขาเห็นสิ่งมีชีวิตสีขาวตัวนั้นในถ้ำ เขาก็รีบวิ่งเข้าไปหาทันที

   

   ตามมาติดๆคือฉินลิ่งหมิงและฉินลิ่งเฟิง พวกเขาวิ่งเข้าไปหาแพะนมตัวนั้นด้วยความตื่นเต้น อยากจะลูบมันแต่ก็ไม่กล้า จึงทำได้แค่จ้องมองมัน

   

   “โอ้ สวรรค์! เหล่าซื่อ เจ้าเจอแพะนมตัวนี้ได้อย่างไรกัน แบบนี้พวกเรามีโชคแล้วละ!”

   

   “เป็นแพะนมด้วย ดียิ่งนัก คราวนี้น้องข้าไม่ต้องหิวท้องแล้ว”

   

   ฉินไห่หลิน ฉินไห่ชิวและสะใภ้สาม ต่างก็เบิกตากว้างด้วยความดีใจ พวกเขามองหน้ากันแล้วยิ้มให้กัน จากนั้นก็แยกย้ายกันไปทำงานของตัวเอง

   

   สะใภ้สามรีบหยิบเสื้อผ้าเก่าๆ มาปูบนก้อนหินก้อนใหญ่เป็นที่นอนแบบง่ายๆ

   

   ฉินไห่หลินใช้ก้อนหินมาก่อเป็นเตาแบบง่ายๆ

   

   ส่วนฉินไห่ชิว ลิ่งอวี่และลิ่งหมิงก็ช่วยกันออกไปเก็บฟืนแห้งๆกลับมา

   

   ส่วนฝั่งสะใภ้รอง พอเข้ามาในถ้ำก็จ้องมองแพะนมตาเป็นประกาย

   

   หลังจากที่ฉินไห่โจววางสวี่ซิ่วอิงบนก้อนหินที่ปูผ้าไว้แล้ว เขาก็เดินไปที่ปากถ้ำ ก่อนจะยกก้อนหินมาปิดไว้ เขาไม่ตอบคำถามของสะใภ้รอง และก็ไม่อยากตอบด้วย

   

   ถ้าไม่ใช่เพราะ ‘โชคดี’ คืนนี้พวกเขาคงต้องหิวโหย คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่าง แต่ลูกสาวของเขาจะหิวไม่ได้

   

   ฉินไห่โจวหยิบไก่ที่หักคอแล้วออกมาจากมุมหนึ่ง ส่งให้สะใภ้สาม

   

   “พี่สะใภ้สาม ช่วยข้าทำไก่ตุ๋นให้ซิ่วอิงบำรุงร่างกายหน่อย”

   

   “ข้าจะไม่ละสายตาจากนางแม้แต่น้อย”

   

   สะใภ้สามรับคำแล้วรับไก่มา นางเหลือบมองสะใภ้รองที่นั่งยองๆอยู่ข้างแพะนม ก่อนจะลากไก่ไปจัดการที่มุมหนึ่ง

   

   “ได้กินไก่แล้ว!”

   

   “ท่านพ่อเก่งที่สุดเลย!”

   

   พอเด็กๆเห็นไก่ที่ฉินไห่โจวถือมาก็ดีใจ กระโดดโลดเต้นกันยกใหญ่

   

   “ท่านแม่ ของพวกนี้ท่านเอามาจากไหนหรือ” สะใภ้รองที่ใบหน้ายังมีรอยฝ่ามือสองรอยเดินเข้ามาหาแม่เฒ่าฉิน

   

   แม่เฒ่าฉินตอบกลับอย่างไม่สบอารมณ์ “คงเพราะสวรรค์สงสารเสี่ยวชีเป่าของพวกเรา ไม่อยากเห็นนางต้องอดอยาก เลยส่งเสบียงมาให้!”

   

   พูดจบก็หันหลังไปเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ฉินเยาเยาที่กำลังน้ำลายไหล

   

   ฉินเยาเยาที่กำลังเล่นน้ำลายอยู่ดีๆก็รู้สึกเย็นๆที่ก้นน้อยๆของตัวเอง…

   

   

   [1] หน่วยวัดน้ำหนักของจีน ซึ่ง1จินเท่ากับ500กรัม




 บทที่ 7: แยกครอบครัว 


   

   ไม่นานนัก สือไห่ถังก็ทำอาหารเย็นเสร็จ โต๊ะอาหารเย็นของครอบครัวตระกูลฉินวันนี้เรียบง่าย ทุกคนได้ไข่ต้มคนละฟอง น้ำแกงไก่คนละถ้วย ส่วนชามของเด็กๆจะมีเนื้อไก่เพิ่มมาอีกหลายชิ้น

   

   นับตั้งแต่ครอบครัวฉินอพยพหนีภัยมา มื้อนี้เป็นมื้อที่อิ่มหนำสำราญที่สุด ทุกคนในครอบครัวต่างก้มหน้าซดน้ำแกงไก่ที่หามาได้อย่างยากลำบากอย่างเอร็ดอร่อย

   

   แม้แต่ฉินเยาเยายังดื่มนมแพะที่สือไห่ถังเตรียมไว้ให้ด้วยความเอร็ดอร่อย

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาชะเง้อมองฉินเหล่าซื่อป้อนน้ำแกงไก่ให้กับสวี่ซิ่วอิงทีละคำๆ ดวงตาของนางแดงก่ำด้วยความอิจฉาริษยา นางจึงเอ่ยอย่างเสียดสีว่า

   

   “บางคนนี่ช่างโชคดีจริงๆ อาศัยว่าตัวเองคลอดลูกสาวออกมา ก็เลยถือโอกาสยึดเอาของดีๆเข้าตัวเองหมด”

   

   แม่เฒ่าฉินแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดของนาง ยังคงตั้งใจป้อนอาหารให้ฉินเยาเยาต่อไป

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์จ้องเขม็งไปที่นางอย่างดุร้าย ก่อนจะหันหลังให้อย่างไม่สนใจใยดี

   

   ส่วนฉินเยาเยาได้แต่ส่งเสียงอ้อแอ้ น่าเสียดายที่ไม่มีใครเข้าใจภาษาเด็กทารกของเธอได้

   

   เฝิงเสี่ยวฮวายิ่งได้ใจ พูดเสียงดังขึ้นกว่าเดิม “ก็มันจริงนี่ ยังไม่ทันได้แยกบ้าน แยกครอบครัวกันเลย ของทุกอย่างก็ควรจะต้องแบ่งเท่าๆกันสิ ไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่หน้าหนา กินอยู่คนเดียวแบบนี้”

   

   “แล้วเจ้าต้องการอะไร” แม่เฒ่าฉินเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเย็นชา

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาเหลือบมองแพะนมสองสามรอบ “ข้าในฐานะพี่สะใภ้ ก็คงไม่แย่งของกินกับน้องสะใภ้หรอก แต่ว่าอย่างน้อยก็ควรจะฆ่าแพะแล้วเอาไปตุ๋นเนื้อ จะได้กินกันให้อิ่มท้อง มีแรงเดินไปถึงเมืองหลวง”

   

   เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนไปทันที


   ยังไม่ทันที่แม่เฒ่าฉินจะเอ่ยปาก สือไห่ถังก็วางชามกระเบื้องที่บิ่นลงบนพื้นอย่างแรง นางพับแขนเสื้อขึ้นแล้วก็เริ่มด่าทอ

   

   “เฝิงเสี่ยวฮวา ท่านยังมีหน้ามาพูดอีกหรือ ไม่คิดถึงเรื่องที่ตัวเองเคยทำบ้างหรืออย่างไร ถ้าไม่ใช่เพราะท่าน ไก่ตัวก่อนหน้านี้ก็คงไม่ถูกคนอื่นเอาไปหรอก ท่านยังมีหน้ามาพูดแบบนี้อีกหรือ บอกตามตรง ข้าว่าควรจะปล่อยให้ท่านอดตายไปซะ!”

   

   สือไห่ถังทนมานานแล้ว ตั้งแต่แรกที่พวกนางเข้าบ้านมาพร้อมกัน เพียงเพราะว่าเฝิงเสี่ยวฮวาตั้งครรภ์ก่อน นางจึงทำตัวเป็นคนสำคัญของบ้านตลอดเวลา มีเรื่องอะไรก็เรียกใช้สือไห่ถัง คอยแต่จะสั่ง ทำให้สือไห่ถังต้องคอยรับใช้ ต่อมาสือไห่ถังก็ตั้งครรภ์ แต่กลับแท้งลูก เฝิงเสี่ยวฮวาก็พูดจาเหน็บแนมนางทั้งต่อหน้าและลับหลัง จนกระทั่งนางให้กำเนิดลิ่งหมิง เฝิงเสี่ยวฮวาถึงได้หยุด

   

   โดยนิสัยแล้ว นางเป็นคนไม่ยอมใคร แต่เพื่อไม่ให้สามีและแม่สามีลำบากใจจึงอดทนมาตลอด ไม่คิดเลยว่าเฝิงเสี่ยวฮวาได้คืบจะเอาศอก โดยเฉพาะวันนี้ยังผลักเสี่ยวลิ่วตกเขา ดีที่นางเดินตามหลังมาทัน รีบพุ่งตัวเข้าไปคว้าตัวเสี่ยวลิ่วเอาไว้ ไม่งั้นเสี่ยวลิ่วคงไม่รอดแน่ๆ

   

   แล้วยังมาแย่งอาหารของเสี่ยวชีเป่าอีก ตอนนี้ยังคิดจะเอาแพะนมตัวนั้นอีก นี่มันไม่ใช่จะเอาชีวิตเสี่ยวชีเป่าไปเลยหรือไร

   

   “สือไห่ถัง เจ้าจะตะโกนทำไม อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้ากำลังคิดอะไร เจ้าจงใจเอาใจท่านแม่ พอถึงเวลาแบ่งสมบัติ เจ้าก็จะได้ส่วนแบ่งมากที่สุด ข้าจะบอกให้เลยนะว่าไม่มีทางซะหรอก เพราะข้าคือลูกสะใภ้คนแรก!”

   

   “สะใภ้สาม!”

   

   สือไห่ถังโกรธมาก นางเงื้อมือขึ้นหมายจะตบเฝิงเสี่ยวฮวาหนึ่งฉาด แต่แม่เฒ่าฉินร้องห้ามไว้เสียก่อน

   

   แม่เฒ่าฉินอุ้มฉินเยาเยาไว้ในอ้อมแขน ค่อยๆตบหลังเบาๆให้นางเรอออกมา พอหลานสาวเรอเสร็จ ก็วางนางลงในอ้อมแขนของสวี่ซิ่วอิง จากนั้นก็ลุกขึ้นเดินตรงไปหาเฝิงเสี่ยวฮวา ยกมือขึ้นตบหน้าเฝิงเสี่ยวฮวาอย่างแรง

   

   ท่านย่าเก่งที่สุด! ฉินเยาเยาชูนิ้วโป้งให้แม่เฒ่าฉินทันที

   

   ป้าสะใภ้รองคนนี้ช่างน่ารังเกียจจริงๆ กล้าดียังไง คิดจะแย่งอาหารของนางไป

   

   แม่เฒ่าฉินมองเฝิงเสี่ยวฮวาด้วยสีหน้าเย็นชา “ข้าห้ามสะใภ้สาม ไม่ใช่ว่าเจ้าไม่สมควรโดน แต่ไม่ควรให้นางเป็นคนลงมือ เพราะข้ากลัวฟ้าดินจะลงโทษนาง นางเป็นสะใภ้ที่ดี ข้าไม่อยากให้นางโดนฟ้าผ่า แต่คนอย่างเจ้า ต่อให้ตายไปก็ไม่น่าเสียดาย”

   

   แม่เฒ่าฉินกวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วเอ่ยต่อ “ข้าจะพูดอีกครั้ง แพะตัวนี้เป็นอาหารของเสี่ยวชีเป่า ห้ามใครแตะต้องเด็ดขาด! ถ้าใครไม่พอใจก็ลุกขึ้นยืนพูดออกมา”

   

   “ทราบแล้วขอรับ/เจ้าค่ะ”

   

   “ท่านย่า พวกเรารู้แล้ว”

   

   คนอื่นๆพยักหน้ารับ

   

   “เหล่าเอ้อร์ ฟังจากคำพูดของเฝิงเสี่ยวฮวาแล้ว เจ้าคิดแบบเดียวกันหรือไม่”

   

   “ท่านแม่ ข้าไม่เคยคิดจะแยกบ้านออกไป อย่าไปฟังหญิงโง่เขลาคนนี้พูดเหลวไหลเลยขอรับ”

   

   “ท่านแม่ ท่านก็รู้ว่านางพูดจาอะไรไม่ค่อยคิด ท่านไม่ต้องใส่ใจนัก”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์รีบคุกเข่าลงแสดงจุดยืน ในขณะเดียวกันก็ช่วยเฝิงเสี่ยวฮวาแก้ต่าง อย่างไรเสียนางก็เป็นภรรยาของเขา ถึงแม้จะไม่นับถึงเรื่องความรักใคร่ฉันท์สามีภรรยา พวกเขายังต้องดูแลลูกชายทั้งสอง

   

   “ท่านย่าขอรับ ท่านแม่ข้าคงหิวจนขาดสติถึงได้พูดแบบนั้นออกมา ท่านย่าอย่าถือสาท่านแม่เลยขอรับ!”

   

   หลานชายคนโตอย่างฉินลิ่งอวี่และเสี่ยวสืออย่างฉินลิ่งเฟิงก็รีบคุกเข่าลงข้างฉินเหล่าเอ้อร์ เพื่อขอร้องแทนท่านแม่ของตน

   

   เฝิงเสี่ยวฮวายืนเอามือกุมใบหน้าอยู่ตรงนั้น นางรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุนไปชั่วขณะ นางแค่เสนอให้ฆ่าแพะมากินด้วยกันไม่ใช่หรือ

   

   นางก็หวังดีกับทุกคนไม่ใช่หรือ ทำไมเรื่องราวถึงบานปลายกลายเป็นเรื่องจะแยกบ้านกันไปได้

   

   ไม่! นางจะแยกบ้านไม่ได้ พี่น้องตระกูลฉินนี้ ฉินเหล่าซานฉลาดและมีความสามารถ ส่วนฉินเหล่าซื่อก็เก่งกล้า แต่สามีของนางก็ได้แต่ทำงานหนัก ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร ถ้าแยกบ้านกันจริงๆ นางคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะตายอย่างไร

   

   ขาของเฝิงเสี่ยวฮวาอ่อนยวบลงไปกองกับพื้น นางมองไปที่แม่เฒ่าฉินด้วยใบหน้าซีดเผือด

   

   แม่เฒ่าฉินอุ้มฉินเยาเยาเอาไว้ในอ้อมกอด หลุบตามองเฝิงเสี่ยวฮวาอย่างเย็นชา “เฝิงเสี่ยวฮวา วันนี้ที่ข้าไม่เอาเรื่องเจ้าก็เพราะเห็นแก่ลูกชายและหลานทั้งสอง คำพูดเมื่อครู่นี้ข้าจะถือว่าไม่ได้ยิน ถ้าเจ้ายังอยากจะอยู่ที่นี่ต่อ ก็คุกเข่าขอโทษซะ”

   

   “แน่นอน ถ้าเจ้าอยากไป พวกเราตระกูลฉินก็ไม่มีใครห้ามเจ้า!”

   

   เฝิงเสี่ยวฮวามองคนอื่นๆในตระกูลฉิน เห็นทุกคนก้มหน้าซดน้ำแกงไก่ ไม่มีใครคิดจะพูดแทนนางแม้แต่น้อย นางก็ลุกขึ้นยืนเตะฉินเหล่าเอ้อร์อย่างแรงด้วยความโกรธ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งข้างๆฉินเหล่าเอ้อร์ที่ทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราว แต่ก็ยังไม่วายแย่งไข่ในชามของฉินลิ่งอวี่ยัดเข้าปากจนสำลักตาเหลือก

   

   “คุกเข่า!”

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาจ้องมองสวี่ซิ่วอิงอย่างเคียดแค้น ก่อนจะยอมคุกเข่าลงอย่างไม่เต็มใจ

   

   สวี่ซิ่วอิงทำหน้างุนงง มันเกี่ยวอะไรกับนางด้วย?

   

   ฉินเยาเยากินอิ่มนอนหลับ ดูเรื่องสนุกจนหนำใจแล้วก็หาวหวอดใหญ่ ก่อนจะหลับปุ๋ยไปอย่างสบายอารมณ์

   

   แม่เฒ่าฉินอุ้มหลานสาวตัวน้อยที่น้ำลายไหลยืดเพราะความง่วง ไปวางไว้บนตักสวี่ซิ่วอิง บอกให้นางพักผ่อนให้เต็มที่ จากนั้นก็ลากหลานชายที่กำลังอ่านหนังสือกับฉินเหล่าเอ้อร์และฉินเหล่าซาน มาร่วมกันตั้งชื่อให้กับแก้วตาดวงใจของนาง

   

   “นี่เป็นเด็กผู้หญิงคนแรกในรอบสามรุ่นของตระกูลฉิน พวกเจ้าต้องตั้งชื่อดีๆให้หลานสาวตัวน้อยของข้า”

   

   ส่วนชื่อเล่น นางคิดไว้แล้วว่าจะให้ชื่อ ‘เล่อเหนียง’

   

   เด็กน้อยคนนี้เกิดระหว่างทางที่พวกเขากำลังอพยพ ทั้งยังคลอดก่อนกำหนด การที่ตั้งชื่อ ‘เล่อเหนียง’ ก็หวังว่านางจะสุขสบาย ปลอดภัย และหวังว่าจะเดินทางไปถึงเมืองหลวงอย่างปลอดภัยเช่นกัน

   

   “ชื่อนี้ดีมาก ฟังไพเราะและจำง่ายด้วย”

   

   ชื่อนี้ได้รับความเห็นชอบจากทุกคนในตระกูลฉิน

   

   แต่ชื่อจริงเป็นปัญหากว่า ฉินลิ่งอวี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเสนอว่า “ท่านย่า ตระกูลของเราเพิ่งจะมีหลานสาวในรอบสามรุ่น งั้นเรียกว่า ‘เยาเยา’ เป็นไงขอรับ”

   

   “ต้นท้อผลิบาน งดงามยิ่ง เยาเยา สื่อถึงความเฉลียวฉลาด ปราดเปรื่อง มีความสุขและสมบูรณ์”

   

   “เยาเยา ฉินเยาเยา”

   

   แม่เฒ่าฉินลองเอ่ยชื่อดู รู้สึกว่าชื่อนี้ฟังไพเราะและมีความหมายดี

   

   คนอื่นอาจไม่รู้ แต่นางรู้ดีว่าเด็กน้อยคนนี้เป็นเด็กที่มีบุญวาสนา นางเกิดมาไม่ถึงวัน ก็หาข้าวของมาให้ครอบครัวมากมายขนาดนี้

   

   “งั้นก็เรียกว่า ‘เยาเยา’ นี่แหละ!”

   

   แม่เฒ่าฉินตัดสินใจอย่างเด็ดขาด!

   

   ฉินเยาเยาถูกสวี่ซิ่วอิงกอดเอาไว้ในอ้อมแขน เด็กน้อยได้กลิ่นหอมเฉพาะตัวของแม่ จึงหลับใหลไป

   

   ในห้วงนิทรา นางคล้ายได้ยินเสียงคนในครอบครัวเรียกว่า ‘เยาเยา’ เสียงนั้นช่างคล้ายคลึงกับเสียงเรียกแผ่วเบาของพ่อแม่ในความทรงจำอันแสนลึกซึ้งจากชาติที่แล้วของนาง




 บทที่ 8: อุ้มแพะไปมีแต่จะถูกเพ่งเล็ง


   

   คืนนั้นผ่านพ้นไปอย่างเงียบสงบ พอรุ่งเช้าตระกูลฉินก็เก็บข้าวของอย่างคล่องแคล่วและออกเดินทาง

   

   อันที่จริงก็ไม่มีอะไรให้เก็บมากนัก เพราะทุกอย่างล้วนเป็นของที่เพิ่งหาได้ นับว่าโชคยังดีที่ไม่มีโรคระบาดเกิดขึ้น

   

   ก่อนออกเดินทาง แม่เฒ่าฉินยืนกรานอย่างหนักแน่นว่าจะไปตามภูเขา ตอนแรกลูกหลานคนอื่นๆยังไม่เข้าใจ แต่เมื่อเห็นแพะนมตัวอ้วนพี ทุกคนก็พากันเงียบ

   

   อุ้มแพะไปมีแต่จะถูกเพ่งเล็ง!

   

   ฉินเยาเยาอดชื่นชมในความเฉลียวฉลาดของท่านย่าไม่ได้จริงๆ

   

   ในเดือนมิถุนายนอันร้อนระอุ ตระกูลฉินเดินไปทีละก้าว หนึ่งลี้ สิบลี้ ห้าสิบลี้ พวกเขาทั้งหมดเผชิญหน้ากับความร้อนระอุและความยากลำบาก มุ่งหน้าสู่เมืองหลวงที่เต็มไปด้วยความหวังอย่างช้าๆ

   

   แม่เฒ่าฉินมองดูใบหน้าเล็กๆ แดงก่ำของหลานสาวด้วยความสงสาร จึงเอ่ยปากบอกทุกคนว่า

   

   “หาที่ร่มๆพักกันก่อนเถอะ ต้มนมแพะให้เล่อเหนียงกินสักหน่อย”

   

   ก่อนที่ทุกคนจะทันได้ตอบรับ ลิ่งหมิงหลานชายคนรองที่เดินนำหน้าก็ยกมือขึ้นทำท่าทางให้ทุกคนเงียบ จากนั้นก็ตั้งใจฟังเสียงรอบข้าง

   

   ใบหน้าของคนอื่นๆ เต็มไปด้วยความตึงเครียด ทันใดนั้น ฉินเหล่าซานก็รีบเอามือปิดปากแพะเอาไว้

   

   แม้แต่ฉินเยาเยายังเบิกตากว้างมองพี่ชายรองของนางดวงตากลมโตอย่างสงสัย

   

   ฉินลิ่งหมิงมีพรสวรรค์ในการได้ยิน เขามีหูที่ยอดเยี่ยม สามารถได้ยินเสียงที่คนทั่วไปไม่ได้ยิน เสียงที่อยู่ไกลหลายลี้ก็ไม่ใช่ปัญหา นับตั้งแต่ที่พวกเขาต้องหนีภัยออกมา ต้องขอบคุณหูของเขา พวกเขาถึงรอดพ้นจากการถูกพวกหนานหมานและซยงหนูที่โหดร้ายทำร้าย

   

   ฉินลิ่งหมิงตั้งใจฟังอยู่ครู่หนึ่ง ใบหน้าเล็กๆที่ยังเยาว์วัยก็มีรอยยิ้มแห่งความดีใจ เขาตะโกนออกมาอย่างตื่นเต้นว่า “เสียงน้ำ ข้างหน้าอีกไม่ไกลมีน้ำ เสียงน้ำ!”

   

   เมื่อได้ยินว่ามีน้ำ ความเหนื่อยล้าของทุกคนก็หายไปในพริบตา พวกเขาวิ่งออกไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

   

   ฉินเยาเยาก็ตื่นเต้นจนเตะขาไปมา นางกำลังกังวลว่าจะหาโอกาสเอาของออกไปไม่ได้ นี่ไม่ใช่โอกาสที่มาถึงแล้วหรือ

   

   “เหล่าซื่อ เหล่าซื่อ เจ้าดูสิ เด็กคนนี้ก็ฉลาดเหมือนกันนะ” สวี่ซิ่วอิงอุ้มฉินเยาเยามองเท้าเล็กๆของนางที่เตะไปมาอย่างตื่นเต้น นางดึงแขนเสื้อของฉินเหล่าซื่อแล้วพูด

   

   “นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว ดูสิว่านางเป็นลูกสาวของใคร!”

   

   สวี่ซิ่วอิงกลอกตามองบน ดูท่าทางที่ภูมิใจของเขานั่นสิ

   

   ฉินเหล่าซื่อไม่โกรธ เขายื่นมือออกไปรับฉินเยาเยา จูบใบหน้าเล็กๆของนางอย่างแรง จากนั้นเท้าเล็กๆของฉินเยาเยาก็เตะเข้าที่ใบหน้าของเขา

   

   ไม่นานนักแม่น้ำสายเล็กๆก็ปรากฏแก่สายตาพวกเขา จะเรียกว่าแม่น้ำก็ไม่เชิง ดูเหมือนธารน้ำเล็กๆเสียมากกว่า ธารน้ำขนาดไม่กว้างมาก น้ำตื้นมาก แต่สำหรับทุกคนในครอบครัวฉินที่กระหายน้ำมาทั้งวัน น้ำเพียงน้อยนิดนี้ก็เหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจ

   

   เด็กๆพุ่งตัวไปที่ลำธารอย่างรวดเร็ว เอาจุ่มหัวลงไปในน้ำ แล้วดื่มน้ำอย่างกระหาย

   

   จากนั้นก็ถอดเสื้อผ้าแล้วกระโดดลงไปเล่นน้ำอย่างสนุกสนาน

   

   ฉินเหล่าซื่อสงสารภรรยาจึงพยุงนางและท่านแม่นั่งลง จากนั้นจึงหยิบหม้อดินไปตักน้ำที่ริมลำธาร

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์และฉินลิ่งอวี่ช่วยกันขุดหลุมน้ำเล็กๆ ในบริเวณที่ไกลออกไปเล็กน้อย และจูงแพะนมไปที่นั่น

   

   ฉินเหล่าซานและภรรยาช่วยกันสร้างเตาอย่างง่ายๆ เพื่อต้มนมแพะให้ฉินเยาเยา

   

   ส่วนเฝิงเสี่ยวฮวาก็ยังคงนอนแผ่อยู่บนพื้น รอให้ลูกชายตักน้ำมาให้ดื่มเช่นเคย

   

   ฉินเยาเยานอนซุกอยู่ในอ้อมแขนของสวี่ซิ่วอิง ดวงตากลมโตของนางมองไปรอบๆ

   

   สือไห่ถังที่กำลังต้มนมแพะอยู่เหลือบไปเห็นต้นหญ้าสีเหลืองอมเขียวอยู่ข้างหน้า นางจึงยกมือขึ้นขยี้ตาอย่างแรง เมื่อเห็นชัดเจนว่าหญ้านั้นคืออะไร นางจึงรีบไปที่นั่นอย่างรวดเร็ว นางถอนต้นหญ้านั้นขึ้นมาต้นหนึ่ง และเมื่อเห็นหัวมันเทศขนาดเท่ากำปั้นสองหัว ดวงตาของนางก็แดงก่ำขึ้นมาทันที

   

   “มันเทศ ท่านแม่ เหล่าซาน มันเทศ!” นางตะโกนอย่างตื่นเต้นพร้อมกับชูมันเทศสองหัวในมือ

   

   ทุกคนต่างก็กรูกันเข้ามาใช้มือขุดดินควานหามันเทศ

   

   ขุดแล้วก็ขุดอีก มันเทศที่ขุดขึ้นมาก็ทำให้พวกเขาตาลุกวาว

   

   ส่วนเสี่ยวอู่กับเสี่ยวลิ่ว ด้วยตัวที่เล็กและขยับตัวช้า กว่าจะก้าวขึ้นมาบนฝั่งได้ทัน ก็ถูกปลาไหลอ้วนสองตัวตวัดน้ำใส่จนตกลงไปในน้ำ

   

   “ปลาตัวใหญ่!”

   

   ทุกคนในตระกูลฉินต่างก็โยนมันเทศในมือทิ้งแล้วกระโดดลงไปในน้ำเพื่อจับปลาทันที

   

   ฝั่งนี้เพิ่งจะจับปลาได้ ฝั่งป่าก็มีกระต่ายหลายตัววิ่งออกมา...

   

   ในขณะนั้นเอง สีหน้าของทุกคนในตระกูลฉินต่างก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้นดีใจ

   

   มีเพียงฉินเยาเยาเท่านั้นที่เหนื่อยจนหลับไป นางเพิ่งจะย้ายต้นมันเทศออกไป ก็ต้องรีบมาจับปลาสองตัว และยังต้องตามจับกระต่ายอีกสองตัว...

   

   นางเป็นเพียงทารกน้อยที่เพิ่งเกิดได้สองวัน แต่กลับต้องครุ่นคิดถึงเรื่องปากท้องของทุกคนในครอบครัว

   

   แต่นางไม่มีทางเลือก นางต้องทำให้ทุกคนในครอบครัวเชื่อมั่นว่า นางเกิดมาพร้อมกับโชคลาภ นางต้องฝังเรื่องนี้ลงไปในใจของคนบ้านตระกูลฉิน มิฉะนั้น หากนางต้องการจะทำอะไรในอนาคต นางจะต้องหาข้ออ้างมากมายมาปิดบัง

   

   แม่เฒ่าฉินลูบหลังหลานสาวตัวน้อยที่กำลังหลับใหลอย่างอ่อนโยน ดวงตาเต็มไปด้วยความสงสาร เด็กน้อยเช่นนี้ยังเล็กนัก แต่ต้องมาคอยกังวลเรื่องอาหารการกินของทุกคนในครอบครัว พวกเขาตระกูลฉินช่างมีบุญวาสนาอะไรเช่นนี้

   

   แม่เฒ่าฉินปาดน้ำตา นมแพะที่ต้มเสร็จแล้วป้อนให้ฉินเยาเยาอย่างระมัดระวัง หลังจากดื่มจนหนำใจแล้ว นางก็หาวหวอดหนึ่งครั้ง ก่อนจะหลับตาลงอย่างสบายใจ

   

   “ท่านย่าดูสิ ปลาตัวใหญ่!” ฉินลิ่งอันวิ่งเข้ามาอย่างตื่นเต้นพร้อมกับปลาตัวใหญ่ในอ้อมแขน

   

   ตามมาด้วยฉินเหล่าซื่อที่ถือกระต่ายสองตัวอยู่ด้านหลัง และฉินเหล่าเอ้อร์ที่สะพายตะกร้ามันเทศเต็มตะกร้า

   

   ทุกคนล้วนถือของเต็มไม้เต็มมือ

   

   “สะใภ้สาม เจ้าจัดการทำความสะอาดสิ่งเหล่านี้แล้วก่อไฟเตรียมอาหารเถอะ เดินทางมาทั้งวัน คงหิวกันแล้ว”

   

   “จำไว้ว่าให้นำเครื่องในไปทิ้งไกลๆ อย่าให้หมีได้กลิ่น”

   

   แม่เฒ่าฉินออกคำสั่งสือไห่ถัง โดยไม่สนใจเฝิงเสี่ยวฮวาเลยแม้แต่น้อย

   

   “ยังไงนางก็ไม่ขยับอยู่แล้ว”

   

   “พี่สะใภ้สาม ข้าช่วยนะ” เสี่ยวอิงเดินเข้าไปข้างหน้าแล้วยื่นมือออกไปจะหยิบกระต่ายตัวหนึ่ง แต่ถูกไห่ถังคว้าไปพร้อมกับเอ่ยว่า “ไปๆๆ เจ้าไปนั่งเถอะ ร่างกายหายดีแล้วหรือไรถึงได้เดินพล่าน เจ้าไม่ห่วงชีวิตตนเองแล้วหรือ เล่อเหนียงยังต้องการแม่นะ”

   

   เสี่ยวอิงรู้สึกอบอุ่นหัวใจ นอกจากหน้าท้องที่ปวดหน่วงแล้ว นางก็ไม่ได้รู้สึกอะไรมากมาย การปล่อยให้นางนั่งเฉยๆไม่ทำอะไรเลย นางรู้สึกเกรงใจจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เฝิงเสี่ยวฮวาสร้างเรื่อง นางยิ่งรู้สึกเกรงใจมากขึ้นไปอีก

   

   ไห่ถังเห็นเสี่ยวอิงยังยืนอยู่ตรงนี้ จึงเรียกฉินเหล่าซื่อให้มาอุ้มภรรยาของเขาไป

   

   คราวนี้เฝิงเสี่ยวฮวาค่อนข้างกระตือรือร้นที่จะช่วยเหลือ แต่ดูเหมือนนางจะยุ่งมาก แต่ความจริงแล้วนางก็แค่จ้องหม้อน้ำลายไหลเท่านั้น

   

   “ท่านแม่ ทำไมข้าถึงรู้สึกว่ากระต่ายตั้งใจพุ่งชนเท้าข้า มันค่อนข้างแปลกนะ”

   

   “แล้วลำธารแค่นี้ ทำไมถึงมีปลาตัวใหญ่ขนาดนี้ได้” ฉินเหล่าซื่อผายมือไปที่ลำธารแล้วพูด

   

   แม่เฒ่าฉินจ้องลูกชายโง่เขลาคนนี้แล้วกล่าวว่า “มีเรื่องอันใดให้น่าตกใจ เล่อเหนียงของเรานำโชคมาให้ สวรรค์ไม่อยากให้เล่อเหนียงต้องลำบากและหิวโหย จึงส่งเสบียงมาให้ เราแค่พลอยโชคดีไปด้วยเท่านั้น”

   

   ฉินเหล่าซื่อเกาหัวแล้วอ้าปากค้าง ดูเหมือนจะเป็นแบบนั้นจริงๆ สิ่งของหายากที่ปรากฏขึ้นอย่างลึกลับนี้ รวมถึงหลุมขนาดใหญ่ที่ฝังทหารซยงหนูทั้งเป็น ล้วนเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าลูกสาวของเขาเป็นคนที่มีบุญวาสนาจริงๆ

   

   “ลูกสาวข้าจะต้องเป็นนางฟ้าตัวน้อยๆ ลงมาเกิดแน่ๆเลย” ฉินเหล่าซื่อพึมพำกับตัวเองพลางเดินไปอุ้มเสี่ยวอู่กับเสี่ยวลิ่วที่กำลังเล่นน้ำอยู่ขึ้นมา ก่อนจะแกว่งไปมา แขวนไว้บนกิ่งไม้ให้ไกวไปตามสายลม

   

   ทำเอาแม่เฒ่าฉินโกรธจนถอดรองเท้าออกมาขว้างใส่


   ชั่วขณะหนึ่ง หุบเขาแห่งนี้ก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม ขจัดความมืดหม่นที่ปกคลุมมาหลายวันให้หายไป




 บทที่ 9: ท่านพ่อก็น่ารักดีนะ


   

   ตอนที่ฉินเยาเยาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ท้องฟ้าก็มืดสนิท พี่ชายทั้งหลายนั่งน้ำลายไหลอยู่รอบกองไฟ มองดูลุงสามกำลังย่างมันเทศ

   

   ลุงรองนั่งถือกิ่งไม้แห้งเป็นพู่กัน สอนความรู้ที่เขาเคยร่ำเรียนมาให้พี่ใหญ่

   

   ป้าสะใภ้รองนอนกรนครอกๆ อยู่ด้านข้าง

   

   ส่วนนางนั้น พี่ใหญ่ฉินลิ่งอวี่เป็นคนอุ้มนางไว้

   

   ฉินเยาเยาหันซ้ายหันขวา มองไปรอบๆ แต่ก็ไม่เห็นพ่อกับแม่

   

   เอ๊ะ พ่อกับแม่ของนางหายไปไหน

   

   ย่าของนางหายไปไหน

   

   “อ๊ะ เล่อเหนียงตื่นแล้วหรือ”

   

   ฉินลิ่งอวี่ก้มลงมอง เห็นฉินเยาเยาเบิกตากลมโตมองหาอะไรบางอย่าง เขาจึงอุ้มนางขึ้นแล้วตบหลังเบาๆ

   

   เด็กๆในครอบครัวตระกูลฉินพากันมามุงดู พลางเอื้อมมือมาสัมผัสฉินเยาเยาอย่างแผ่วเบา พร้อมกับพูดเจื้อยแจ้วว่า “ท่านย่าลำเอียง ทำไมพี่ใหญ่ถึงอุ้มน้องได้คนเดียวล่ะ ข้าก็อุ้มได้”

   

   “ข้า ข้าก็อุ้มได้” ฉินลิ่งอันยกแขนเล็กๆ ขึ้นประท้วงอย่างไม่ยอมแพ้

   

   น่าโมโหชะมัด นั่นน้องสาวของเขาแท้ๆ ทำไมพี่ใหญ่ถึงได้อุ้มก่อน

   

   ใบหน้าขาวเนียนของฉินเยาเยาถูกพี่ชายลูบคลำจนขึ้นสีสันสดใส นางส่งเสียงอ้อแอ้สองสามครั้งเป็นการประท้วง

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์คิดว่านางหิว จึงรีบผลักเฝิงเสี่ยวฮวา หวังว่าให้นางลุกขึ้นมาป้อนนมฉินเยาเยา

   

   ความจริงฉินเยาเยาก็หิวแล้วเช่นกัน

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาบ่นพึมพำสองสามคำ แล้วพลิกตัวนอนต่อโดยไม่คิดจะช่วยเหลือแต่อย่างใด

   

   สิ่งนี้ทำให้ฉินเหล่าเอ้อร์กัดฟันด้วยความโกรธ หญิงเกียจคร้านผู้นี้ ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นแก่ลูกสองคน เขาคงหย่ากับนางไปนานแล้ว

   

   ฉินเหล่าซานถือนมอุ่นๆ มองสบตากับเหล่าเอ้อร์ แววตาสองพี่น้องต่างเต็มไปด้วยความจนปัญญา

   

   พวกเขาสองคนเป็นชายมือหยาบ เท้าหนัก ให้แบกหามอะไรก็ย่อมได้ แต่ให้ป้อนนมเด็กอ่อน พวกเขากลัวว่าจะเผลอทำให้เด็กเจ็บเอา

   

   ส่วนเจ้าเด็กพวกนั้น คนโตสุดก็แค่สิบเอ็ดขวบ คนเล็กสุดเพิ่งเจ็ดขวบ

   

   สุดท้ายสองพี่น้องก็ตัดสินใจให้ฉินลิ่งอวี่ลองดู

   

   ตอนที่ฉินลิ่งอวี่ป้อนนมเข้าจมูกเยาเยาเป็นครั้งที่สาม ในที่สุดแม่เฒ่าฉินก็กลับมาพอดี ตามมาด้วยสือไห่ถังและฉินเหล่าซื่อที่แบกสวี่ซิ่วอิงอยู่บนหลัง สีหน้าทั้งสามคนเคร่งเครียด โดยเฉพาะป้าสะใภ้สามที่ยังมีคราบน้ำตา

   

   “ท่านแม่! สะใภ้สี่เป็นอันใดไป”

   

   “ท่านย่า! ท่านแม่ข้าเป็นอะไรหรือ”

   

   สมาชิกในครอบครัวฉินกรูเข้ามารุมล้อม ส่งเสียงถามกันจ้าละหวั่น

   

   แม่เฒ่าฉินโบกมือ แล้วกล่าวว่า “ไม่เป็นไรมาก นางแค่พักผ่อนไม่เพียงพอ จึงเป็นลมไปเท่านั้น”

   

   ทุกคนถอนหายใจโล่งเมื่อได้ยินแบบนั้น

   

   เมื่อครู่ได้ยินเสียงฉินเหล่าซื่อตะโกนโหวกเหวก พวกเขาใจหายใจคว่ำกันหมด

   

   มีเพียงฉินเยาเยาที่ไม่เชื่อ ดวงตาจ้องไปที่สวี่ซิ่วอิง

   

   ถ้าไม่เป็นอะไรจริงๆ ท่านพ่อของนางคงไม่มีสีหน้าแบบนี้ ท่านแม่ของนางเป็นอะไรกันแน่

   

   “แอ้ แอ้~” ฉินเยาเยาโบกมือเล็กๆ ไปทางท่านย่า

   

   สัญชาตญาณของหมอบอกนางว่า ตอนนี้แม่ของนางกำลังแย่มาก!

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นหลานสาวตัวน้อยอยากให้อุ้ม จึงสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามปรับอารมณ์แล้วอุ้มนางขึ้นมา

   

   เมื่อเห็นใบหน้าขาวๆ เลอะเทอะไปด้วยคราบขาวๆเหลืองๆ และฟองนมที่พ่นออกมาจากจมูกเล็กๆ ทำเอานางอดที่จะขำทั้งน้ำตาไม่ได้ รีบเอาผ้าเล็กๆ ชุบน้ำเช็ดใบหน้าให้หลานสาวอย่างเบามือ

   

   ไม่นาน นางก็กลับมาเป็นหนูน้อยหน้าขาวสะอาดเหมือนเดิม

   

   แม่เฒ่าฉินรับชามจากมือของฉินลิ่งอวี่มาป้อนฉินเยาเยา ทว่าฉินเยาเยาเบือนหน้าหนี แล้วหันไปทางสวี่ซิ่วอิงพลางส่งเสียงอ้อแอ้


   “เล่อเอ๋อร์คนดี แม่ของเจ้าไม่เป็นอันใด ไม่ต้องห่วงนะ เรามากินนมกันก่อนดีกว่า”

   

   แต่ฉินเยาเยายังคงหันหน้าหนี ไม่ยอมดื่มนมและยิ่งร้องไห้งอแงหนักกว่าเดิม

   

   ในใจฉินเยาเยาเป็นกังวลร้อนรน นางอยากรู้เหลือเกินว่าท่านแม่เป็นอย่างไรบ้าง จะได้รักษาได้ตรงจุด

   

   สตรีหลังคลอดยังอยู่ในช่วงอันตรายอย่างยิ่งถึงเจ็ดวัน แต่นี่เพิ่งจะผ่านไปแค่สองวัน แต่ท่านย่ายังมายุ่งอยู่กับการป้อนนม ช่างน่าโมโหจริงๆ

   

   “เล่อเอ๋อร์ แม่เจ้าไม่เป็นอันใดหรอก เรากินให้อิ่มท้องก่อนดีหรือไม่”

   

   “แอ้”

   

   ฉินเยาเยาโมโหจนปัดช้อนทิ้ง แล้วร้องเสียงดังลั่นด้วยความไม่พอใจ

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นท่าทางกระวนกระวายของหลานสาว นางพลันคิดอะไรบางอย่างออก แม่เฒ่าฉินจึงอ้างว่าจะพาฉินเยาเยาไปเปลี่ยนผ้าอ้อม นางเดินเลี่ยงออกมาไกลเล็กน้อย แล้วถามฉินเยาเยาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า

   

   “เล่อเอ๋อร์ เจ้ารู้ใช่ไหมว่าแม่เจ้าเกิดเรื่องอันใดขึ้น”

   

   ฉินเยาเยาไม่พูดพร่ำทำเพลง นางยื่นมือออกไป ยาสองเม็ดก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าแม่เฒ่าฉิน ยังไม่ทันที่แม่เฒ่าฉินจะตั้งตัว นางก็เก็บยานั้นกลับมา แล้วค่อยๆยื่นออกไปใหม่

   

   นางคิดว่าวิธีง่ายๆ และตรงไปตรงมาแบบนี้ ท่านย่าน่าจะเข้าใจความหมายของนางบ้างละ

   

   อันที่จริง แม่เฒ่าฉินไม่เข้าใจความหมายของนางเลย เพราะนางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่ฉินเยาเยาถืออยู่คืออะไร

   

   หลังจากทำแบบนี้ซ้ำหลายครั้ง เมื่อเห็นว่าท่านย่ายังไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง ฉินเยาเยาก็รู้สึกหงุดหงิดจนฉี่ราดผ้าอ้อม

   

   แม่เฒ่าฉินถอนหายใจและรีบวิ่งไปที่เพิงเพื่อเปลี่ยนผ้าอ้อมให้นางพร้อมกับหยอกล้อว่า “ที่แท้เล่อเอ๋อร์ของเราก็อยากจะฉี่ ย่าผิดเองที่ไม่เข้าใจเจ้า”

   

   ฉินเยาเยารู้สึกสิ้นหวัง

   

   นางเอาเม็ดยาออกมาแล้วเก็บเข้าไปใหม่ เพราะต้องการให้ท่านบอกว่าท่านแม่เป็นอันใด จะให้นางกินยามั่วซั่วก็ไม่ได้ใช่ไหมเล่า

   

   ขณะที่ฉินเยาเยากำลังรู้สึกหดหู่ใจ แม่เฒ่าฉินก็นึกขึ้นได้ถึงสิ่งที่หลานสาวหมายถึง นางจึงพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม “ย่ารู้ว่าเจ้าเป็นห่วงแม่ของเจ้า แต่แม่ของเจ้าไม่เป็นอันใดหรอก ตอนที่แม่ของเจ้ากำลังปลดทุกข์ก็แค่หน้ามืดไปเท่านั้น แล้วก็มีลิ่มเลือดหลุดออกมา ไม่เป็นอันใดหรอก”

   

   “แอ้” ฉินเยาเยาไม่ค่อยเชื่อ ถ้าท่านแม่ไม่เป็นไรจริงๆ ทำไมท่านพ่อถึงทำหน้าราวกับจะเสียลูกสะใภ้ไป

   

   คราวนี้แม่เฒ่าฉินเข้าใจความหมายของหลานสาวแล้ว นางจึงใช้นิ้วจิ้มไปที่หน้าผากเล็กๆของฉินเยาเยา แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงตำหนิเล็กน้อย “พ่อของเจ้าน่ะโง่นัก เห็นซิ่วอิงมีอะไรบางอย่างหลุดออกมา ก็ตกใจร้องโวยวายไปทั่ว ทำให้ย่ากลัวแทบตาย แม้แต่ป้าสะใภ้สามของเจ้าก็ยังกลัวจนร้องไห้”

   

   ฉินเยาเยา “...”

   

   เอาเถิด ท่านพ่อของนางนี่ช่าง… น่ารักจริงๆ

   

   เพื่อความปลอดภัยของท่านแม่ นางจึงโบกมือและห่อสมุนไพรบำรุงเลือดก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าของแม่เฒ่าฉิน

   

   แม่เฒ่าฉินรีบคว้าสิ่งของนั้นไว้แล้วถามเบาๆว่า “ให้แม่เจ้าหรือ”

   

   “แอ้!”

   

   แม่เฒ่าฉินเข้าใจพยักหน้า นางหันไปหยิบชามมาชงสมุนไพรแล้วเรียกสะใภ้สามมาเอาสมุนไพรไปให้สวี่ซิ่วอิง

   

   ฉากนี้บังเอิญไปเข้าตาเฝิงเสี่ยวฮวาที่เพิ่งตื่นขึ้นมาพอดี นางรีบลุกขึ้นนั่งทันที พูดเหน็บแนม “มีลูกสาวนี่ดีจริงๆ เหมือนมีไข่ทองคำ ได้กินของดีๆตลอด ไม่เหมือนพวกเราได้แต่มองตาปริบๆ”

   

   แม่เฒ่าฉินกำลังจะอ้าปากพูด ก็รู้สึกว่ามีบางอย่างถูกยัดใส่มือ นางจึงก้มลงมอง เป็นสิ่งของที่ห่อด้วยกระดาษ พอเงยหน้าขึ้นมองหลานสาวตัวน้อยที่ยิ้มแฉ่ง ก็เข้าใจในทันที

   

   เจ้าเด็กซนคนนี้จะแก้เผ็ดให้แม่แล้วสิ

   

   “ของเจ้าข้าไม่ลืมหรอก”

   

   แม่เฒ่าฉินเอ่ยบอกเฝิงเสี่ยวฮวาอย่างหัวเสีย ก่อนจะคว้าชามไปเทสิ่งที่ฉินเยาเยาให้ลงไป ผสมน้ำแล้ววางไว้บนก้อนหิน “นี่ของเจ้า หากดื่มไม่หมด ข้าจะกรอกหูเจ้าเอง!”

   

   เฝิงเสี่ยวฮวามองแม่เฒ่าฉินอย่างลังเล “ท่านแม่ คงไม่ใช่ยาพิษหรอกกระมัง”

   

   แม่เฒ่าฉินกล่าวเยาะเย้ย “ยาพิษร้ายแรง รีบกินซะ จะได้ตายแล้วไปเกิดใหม่เร็วๆ!”

   

   เมื่อเฝิงเสี่ยวฮวาได้ยินดังนั้น นางก็ยกขึ้นกระดกรวดเดียว

   

   ปกติแม่สามีชอบขู่นาง ถ้าบอกว่าอร่อย นางไม่มีทางกล้ากินแน่ๆ

   

   ไม่ทันไร เฝิงเสี่ยวฮวาก็พ่นออกมาทันที จากนั้นก็วิ่งไปที่ลำธาร เอาน้ำบ้วนปากไม่หยุด

   

   ครู่ใหญ่ นางจึงเงยหน้าขึ้นมองแม่เฒ่าฉินอย่างตัดพ้อ ใบหน้าบูดบึ้ง

   

   “เฝิงเสี่ยวฮวา เจ้าอร่อยหรือไม่”




 บทที่ 10: กลิ่นอันแสนคุ้นเคยชวนขยะแขยง


   

   “ไสหัวไปให้หมด ถ้ายังเข้ามาอีก ข้าจะหักแขนหักขาพวกเจ้าเสีย!”

   

   ฉินเหล่าซื่อโยนชายผอมแห้งคนหนึ่งลงบนพื้นอย่างแรง เสียงห้าวตะโกนด่าทอพวกนั้นด้วยความโมโห

   

   นี่เป็นกลุ่มที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ในวันนี้ ที่มีคนพยายามเข้ามาปล้นอาหาร

   

   เมื่อวานพวกเขาลงจากเขา แล้วเดินทางบนถนนใหญ่

   

   ยิ่งเดินไปข้างหน้า ผู้คนก็ยิ่งมากขึ้น สัตว์ป่าก็มากขึ้นเช่นกัน

   

   ล้วนแล้วแต่เป็นผู้อพยพเช่นเดียวกับพวกเขา มีศพนอนตายเกลื่อนกลาดข้างทาง บนท้องฟ้ามีแต่ฝูงแร้งบินวนเวียน

   

   สวี่ซิ่วอิงอุ้มฉินเยาเยาเอาไว้ในอ้อมแขน นางมองไปที่กลุ่มคนผอมแห้งที่ล้อมรอบอยู่ไม่ไกล ดวงตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความเย็นชา

   

   ตั้งแต่เมื่อวาน พวกนี้ก็คอยตามพวกเขาตลอด คอยหาโอกาสจะมาขโมยอาหาร

   

   แม้แต่แพะของเยาเยาก็ยังโดนพวกมันกัดเนื้อไปคำหนึ่ง ตอนนี้ยังร้องโอดครวญไม่หยุด

   

   ระหว่างทางที่เดินลัดเลาะไปตามทางบนภูเขา นางคอยดูแลพวกเราทั้งครอบครัวอย่างดี ไม่เพียงแต่แอบปรุงยาบำรุงร่างกายให้แม่ของนางจนแข็งแรงขึ้นแล้ว ยังขุนทุกคนในครอบครัวจนแข็งแรงสมบูรณ์กันถ้วนหน้า

   

   เมื่อเทียบกับคนอื่นๆที่ดูผอมแห้งแรงน้อย ครอบครัวของนางดูราวกับว่าจะออกไปเที่ยวเล่นกันอย่างมีความสุข

   

   โชคดีที่นางคอยดูแลพวกเขา ทุกคนจึงมีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่เช่นนั้น หากต้องเผชิญหน้ากับคนหิวโหยที่มองพวกเราด้วยสายตาหิวกระหาย พวกเราก็คงไม่มีแม้แต่แรงจะต่อสู้

   

   และนางก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า นางคือคนที่มีบุญวาสนา จนคนในครอบครัวซึมซับเข้าไปถึงก้นบึ้งของหัวใจ ว่านางคือผู้ที่นำโชคดีมาให้ ทำให้ตอนนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พวกเขาก็จะเข้ามาแตะตัวนาง

   

   ส่วนเฝิงเสี่ยวฮวา หลังจากที่โดนนางและแม่เฒ่าฉินสั่งสอนไปครั้งนั้น นางก็ทำตัวสงบเสงี่ยม ไม่กล้าสร้างเรื่อง แน่นอนว่าบางคราวที่แม่เฒ่าฉินเผลอ นางก็ยังฉวยโอกาสแอบมาแกล้งนางอยู่บ้าง

   

   แต่ฉินเยาเยาไม่ถือสาหรอก แค่แอบจดบัญชีไว้ในใจ รอให้นางโตกว่านี้ ค่อยมาคิดบัญชีทีหลังก็ยังไม่สาย

   

   “เหล่าซาน เหล่าซื่อ หาที่พักกันก่อนเถิด เดินทางมาครึ่งค่อนวันแล้ว หยุดพักกินมันเทศรองท้องกันหน่อย”

   

   “ขอรับ” ฉินเหล่าซื่อขานรับ ก่อนจะมองหาต้นไม้ใหญ่ที่ร่มรื่น จากนั้นก็ดึงหญ้าแห้งมาปูพื้น พยุงให้สวี่ซิ่วอิงนั่งลง

   

   ฉินเหล่าซานกับภรรยาก็รีบช่วยกันก่อเตาแบบง่ายๆ วางหม้อดินเผาลงไป ใบหนึ่งใส่มันเทศ อีกใบหนึ่งใช้ต้มนมแพะ

   

   ตอนนี้สวี่ซิ่วอิงมีน้ำนมมากพอสำหรับเลี้ยงดูเยาเยาแล้ว ไม่จำเป็นต้องกินนมแพะอีกต่อไป เพื่อไม่ให้เป็นการสิ้นเปลือง แม่เฒ่าจึงให้สวี่ซิ่วอิงเป็นคนกินนมแพะแทน ให้กลายเป็นน้ำนมให้ฉินเยาเยากินอีกที

   

   ฉินเยาเยามองอาหารจืดชืดตรงหน้า แล้วคิดในใจว่าจะทำอย่างไรถึงจะสามารถปรับปรุงอาหารของครอบครัวให้ดีขึ้นได้อย่างแนบเนียน แต่พอหันไปเห็นสายตาของผู้อพยพ รอบๆ ที่จ้องมองพวกเราอย่างหิวกระหาย ฉินเยาเยาก็ไม่กล้าทำอะไร ได้แต่หันหน้าหนี

   

   การกระทำของนางทำให้ซิ่วอิงคิดว่าลูกน้อยกำลังจะปล่อยของเสียออกมา นางจึงรีบเปิดผ้าอ้อมดู

   

   แต่ฉินเยาเยาไม่สนใจ นางฉี่ออกมา นี่ไม่ใช่ครั้งแรกสักหน่อย

   

   เมื่อท้องว่าง ความหิวก็เข้ามาเยือน ฉินเยาเยาจึงเอาศีรษะเล็กๆของนางถูไถไปกับอกของแม่

   

   ซิ่วอิงหันหลังแล้วให้ฉินเยาเยาดูดกินนมอย่างเอร็ดอร่อย

   

   ครั้งแรกที่เยาเยาต้องกินนมจากแม่ ก่อนหน้านี้นางต่อต้านเล็กน้อย แต่ตอนนี้นางชินแล้ว ทั้งยังติดใจรสชาตินมของแม่อีกด้วย บอกเลยว่ารสชาติน้ำนมของแม่นั้น หอมหวานกว่านมแพะเสียอีก!

   

   ไม่นาน นางก็คายปากออก แล้วเรอออกมาเสียงดัง ก่อนจะหลับสนิทไป

   

   ในความฝัน ฉินเยาเยากลับมาที่พื้นที่มิติอีกครั้ง นางเห็นข้าวสารกองโต ผักผลไม้เต็มสวน และกำลังครุ่นคิดว่าจะเอาสิ่งเหล่านี้ออกไปอย่างไรดี อย่างอื่นก็พอว่า แต่ไก่ เป็ด กระต่ายให้ผลิตได้เยอะมาก ไข่ไก่วันละฟอง ออกลูกเดือนละครอก เดิมทีสัตว์พวกนี้ถูกเลี้ยงไว้เป็นเสบียงของกองทัพ จำนวนจึงมากมายมหาศาล

   

   กระต่ายพวกนั้น ตอนแรกปล่อยเข้าไปร้อยกว่าตัว เพื่อที่บางครั้งคราวพวกทหารจะได้เปลี่ยนรสชาติอาหารบ้าง ผลปรากฏว่าตอนนี้ ออกลูกทีเป็นครอก ครอกละสิบกว่าตัว พูดได้เต็มปากเลยว่า ตอนนี้พื้นที่มิติของเยาเยา แค่เดินเหยียบลงไปก็สามารถเหยียบกระต่ายตายได้ทีละสองตัวแล้ว โชคดีจริงๆที่ในพื้นที่มิติมีระบบทำความสะอาดอัตโนมัติ ไม่งั้นนางคงเป็นบ้าไปแล้ว!

   

   จากนั้นฉินเยาเยาก็ลอยไปที่สวนผัก โบกมือเล็กๆครั้งเดียวก็เก็บผักที่โตเต็มที่เข้าไปไว้ในห้องเก็บของ จากนั้นก็หว่านเมล็ดพันธุ์ผักลงไป

   

   ฉินเยาเยาลอยไปดูโซนเลี้ยงวัวและแพะ แพะน้อยที่สูญเสียแม่ไปร้องด้วยความหิวโหย นางจึงโยนกะหล่ำปลีหัวใหญ่เข้าไปให้สองหัว ลูกแพะก็หยุดร้องทันที

   

   จากนั้นก็ลอยไปที่โซนปลูกสมุนไพร...

   

   ในฐานะที่เป็นหมอ พื้นที่มิติของฉินเยาเยาไม่เพียงแต่มีอุปกรณ์ห้องผ่าตัดที่ครบครัน ยาแผนปัจจุบันจำนวนมาก สิ่งที่ขาดไม่ได้ที่สุดก็คือสมุนไพรจีนนานาชนิด

   

   พื้นดินสีดำล้อมรั้วแยกต่างหาก เอาไว้สำหรับปลูกสมุนไพรล้ำค่าโดยเฉพาะ เช่น โสม เห็ดหลินจือ สมุนไพรล้ำค่าเหล่านี้ หากปลูกในนี้หนึ่งปี เทียบเท่ากับการเจริญเติบโตภายนอกเจ็ดสิบปี

   

   อันที่จริงตอนที่พวกเขากำลังเดินทางบนภูเขา นางก็คิดว่าจะโยนโสมออกไปให้พวกเขาสักสองรากดีไหม เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน สมัยนี้สมุนไพรมีค่ากว่าเงินมาก แต่พอนึกถึงเฝิงเสี่ยวฮวาจอมป่วนอย่างนางแล้ว นางจึงล้มเลิกความคิดนั้นไป

   

   ทันใดนั้น ฉินเยาเยาก็เห็นว่าที่ซุ้มองุ่นมีบางอย่างสีดำทะมึนโผล่ออกมาจากอะไรบางอย่าง ไม่รู้ว่าเป็นอะไร นางอยากรู้อยากเห็นจึงลอยไปหยุดอยู่บนชิงช้าพลางจ้องมองสิ่งนั้นที่ไม่รู้ที่มา

   

   หญ้าและต้นไม้ทุกต้นในที่แห่งนี้ ล้วนเป็นสิ่งที่นางจัดการด้วยตัวเองทั้งนั้น โดยเฉพาะชิงช้าอันนี้ เป็นสิ่งที่พ่อของนางสร้างขึ้นก่อนที่เขาจะจากไป นางเป็นคนเอามาไว้ที่นี่เอง ทุกครั้งที่คิดถึงพ่อกับแม่ นางจะมานั่งที่ชิงช้าตัวนี้ คิดถึงเรื่องราวระหว่างนางกับพ่อแม่ ดังนั้น นางจึงมั่นใจมากว่าไม่เคยเห็นสิ่งนี้มาก่อน

   

   ฉินเยาเยาลอยลงไป ใช้ขาเล็กๆเตะสิ่งนั้นเบาๆ รู้สึกเหมือนเป็นเหล็ก บ้างก็เหมือนทองแดง แค่มองจากส่วนที่โผล่ออกมาก็บอกไม่ได้ว่าเป็นอะไร รู้แค่ว่าทำมาจากโลหะ

   

   และติดอยู่ใต้ดินลึกแบบนั้น ด้วยความสามารถของนางในตอนนี้ นางไม่สามารถแงะมันออกมาดูได้ว่ามันคืออะไรกันแน่

   

   ระหว่างที่นางกำลังครุ่นคิดถึงสิ่งนี้ จมูกเล็กๆของนางก็ได้กลิ่นที่คุ้นเคยและน่าขยะแขยง นางจึงออกมาจากพื้นที่มิติทันที

   

   เมื่อฉินเยาเยาลืมตาขึ้น นางยังคงอยู่ในอ้อมกอดของสวี่ซิ่วอิง เพียงแต่ตอนนี้นางรู้สึกร้อนอบอ้าวเล็กน้อย และรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่ามือของสวี่ซิ่วอิงกำลังสั่นเบาๆ

   

   ตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว

   

   ไม่ไกลออกไป มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งนั่งแยกเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยหลายกลุ่ม เตาที่ก่อขึ้นชั่วคราวด้านข้างมีหม้อดินเผาตั้งอยู่ กำลังปล่อยควันร้อนออกมา

   

   สีหน้าของผู้คนที่นั่งอยู่บนพื้นนั้นแตกต่างกันไป บ้างก็ดีใจที่จะได้อิ่มท้อง บ้างก็ทำหน้าเรียบเฉยเหมือนเคยชิน บ้างก็เศร้าโศกเหมือนสูญเสียสิ่งล้ำค่าไป

   

   ส่วนเด็กๆที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็สูญเสียความร่าเริงตามประสาเด็ก พวกเขาก้มหน้าลง หากมองดีๆ จะเห็นรอยน้ำตาบนใบหน้า

   

   ส่วนทางด้านนี้ ท่านพ่อของนางกำลังกอดพี่ชายทั้งสองของนาง ฉินเหล่าเอ้อร์และฉินเหล่าซานหันหลังให้คนกลุ่มนั้น พวกเขาห้อมล้อมภรรยาและลูกๆไว้ข้างใน

   

   กลุ่มคนเหล่านั้นทุกคนกำลังกินสิ่งที่อยู่ในมืออย่างเงียบๆ ราวกับว่ามันเป็นอาหารรสเลิศ


   แม้แต่เฝิงเสี่ยวฮวาที่มักจะโวยวาย ตอนนี้ก็กำลังก้มหน้ากินอาหารพลางจับชายเสื้อของสามีไว้แน่น

   

   ฉินเยาเยาสังเกตเห็นใบหน้าของผู้ใหญ่ทุกคนแฝงไปด้วยความโกรธ ความเจ็บปวด และความจนใจ ในขณะที่พี่ชายทุกคนบนใบหน้าฉายแววตื่นตระหนกหวาดกลัว

   

   เมื่อฉินเยาเยาเห็นสีหน้าของพวกเขา ประกอบกับกลิ่นแปลกประหลาดแต่คุ้นเคยที่ลอยอบอวลอยู่ในอากาศ ทำให้ความคิดที่ไม่น่าเชื่อผุดขึ้นมาในใจของนาง

   

   คงไม่ใช่ว่า...




จบตอน

Comments