lucky kid ep101-110

  บทที่ 101: รับที่ดินเพิ่มอีกยี่สิบไร่

   

   “ท่านป้า...ข้า...ไม่...ไม่รู้ว่าจะเป็นเช่นนี้”

   

   เฉินฮั่นหลินเอ่ยตะกุกตะกัก สีหน้าเต็มไปด้วยความละอายใจ

   

   ฉินเยาเยาชะโงกหน้าไปดู ทันใดนั้นก็หัวเราะออกมา เห็นแม่เฒ่าฉินถือเมล็ดพันธุ์ที่ดำคล้ำอยู่ในมือ แถมยังส่งกินเหม็นเน่าคละคลุ้ง เห็นได้ชัดว่าเป็นของเน่าเสีย

   

   แม่เฒ่าฉินเพียงแค่ถอนหายใจ ไม่ได้ตำหนิเฉินฮั่นหลินแต่อย่างใด

   

   “ฮั่นหลิน ท่านไม่เคยทำงานพวกนี้ หากไม่รู้ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สำหรับชาวบ้านธรรมดาแล้ว เมล็ดพันธุ์เหล่านี้มีค่ายิ่งกว่าชีวิต ไม่มีทางที่จะนำมาขายราคาถูก เมล็ดพันธุ์ครึ่งกระสอบนี้อย่างน้อยก็ต้องมีราคาห้าตำาลึงเงิน”

   

   “ท่านป้า ข้าขอโทษด้วย ข้าไม่รู้จริงๆ ข้าจะกลับไปเอาเรื่องเขาเดี๋ยวนี้”

   

   เฉินฮั่นหลินพูดพลางจะออกไปเอาเรื่องกับคนผู้นั้น ทว่าถูกแม่เฒ่าเฉินรั้งไว้

   

   “ช่างเถอะ ฮั่นหลิน ท่านไปหาเขาตอนนี้ เกรงว่าเขาคงหนีไปไกลแล้ว เงินนั้นไม่ใช่จำนวนมากมาย ถือว่าเสียทีไปครั้งหนึ่ง แต่ได้บทเรียนไว้เรียนรู้ก็แล้วกัน”

   

   แม้แม่เฒ่าฉินจะไม่ได้ตำหนิเฉินฮั่นหลิน แต่เฉินฮั่นหลินยังคงรู้สึกไม่สบายใจ เขาไม่คิดเลยว่าคนผู้นั้นจะเจ้าเล่ห์ถึงเพียงนี้ ถึงกับเอาเมล็ดพันธุ์ดีมาปิดบังด้านบน ส่วนด้านล่างเป็นเมล็ดพันธุ์เสียทั้งหมด เขาสาบานว่าจะต้องตามหาคนผู้นั้นให้พบ แล้วบังคับให้คนผู้นั้นกินเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ทั้งหมด

   

   ช่วงบ่ายพี่น้องตระกูลฉินกลับมาจากทุ่งนา พวกเขาได้ยินว่าเฉินฮั่นหลินซื้อเมล็ดพันธุ์เสียมาก็อดขำไม่ได้ ถึงกระนั้นพวกเขาก็ไม่ได้ตำหนิเฉินฮั่นหลินแม้แต่คำเดียว เพราะเมื่อครึ่งปีก่อนเขายังเป็นคุณชายที่ไม่แตะต้องงานบ้านงานเรือน

   

   ประจวบเหมาะกับแม่เฒ่าหวังบ้านข้างๆมาเยี่ยม ดังนั้นภายในเวลาครึ่งวัน เรื่องที่เฉินฮั่นหลินถูกหลอกให้ซื้อเมล็ดพันธุ์เสียๆ ก็แพร่กระจายไปทั้งหมู่บ้าน

   

   เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องขำขันหลังอาหารของทุกบ้าน

   

   จริงๆไม่ควรตำหนิที่พวกเขานินทา ในฐานะชาวบ้านอย่าว่าแต่ซื้อเมล็ดพันธุ์เสียเลย แม้แต่เมล็ดพันธุ์ดีๆ พวกเขาก็แยกแยะคุณภาพได้ด้วยตาเปล่า การถูกหลอกด้วยเมล็ดพันธุ์เสียๆ นั้นเพิ่งเคยเกิดขึ้นครั้งแรกในหมู่บ้าน

   

   ด้วยเหตุนี้หัวหน้าหมู่บ้านจึงเดินบอกทุกบ้านเป็นพิเศษว่า เวลาไปซื้อของต้องระวังให้ดี และให้ยึดเรื่องของเฉินฮั่นหลินไว้เป็นบทเรียน

   

   เมื่อเฉินฮั่นหลินรู้ว่าตนเองกลายเป็นตัวตลกของหมู่บ้านตระกูลฉิน เขาก็โกรธจนแทบทนไม่ไหว ความคิดที่อยากจะจับคนชั่วนั่นให้ได้ยิ่งทวีคูณขึ้น

   

   สวี่ซิ่วอิงและสือไห่ถังกลับมาก็เริ่มยุ่งกับการเตรียมมื้ออาหารเย็น พวกเขาลวกผักป่าที่เก็บมาวันนี้ แล้วใส่น้ำมันลงไปคนให้เข้ากัน แค่นี้กลิ่นหอมก็ลอยโชยออกมา

   

   สือไห่ถังอดไม่ได้ที่จะใช้มือหยิบขึ้นมาชิมดู รสชาติสดอร่อยจนนางต้องหรี่ตาลง

   

   ส่วนอาหารของเล่อเหนียงตัวน้อยคือหมั่นโถวสีขาวอวบอ้วนและต้มไข่ตุ๋นหนึ่งชาม นอกจากนี้ยังมีกระต่ายป่าตุ๋นกับผักป่าแห้งอีกหนึ่งอย่าง

   

   ไม่นานอาหารทุกอย่างก็สุกพอกิน พอสือไห่ถังยกอาหารมาวางบนโต๊ะ หลี่อันที่ปกติจะปรากฏตัวเฉพาะเวลาอาหารเท่านั้นก็นั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหารอย่างตรงเวลา

   

   ข้างๆเขามีชายร่างท้วมรูปร่างสูงใหญ่นั่งอยู่ด้วย เมื่อมองดูใกล้ๆรอยแผลเป็นบนใบหน้านั้นดูคุ้นตาไม่หยอก ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคนผู้นี้คือฉินเฉิงอัน

   

   ดูเหมือนว่าการทดลองจะล้มเหลวอีกแล้ว

   

   “เฉิงอัน เจ้าเป็นอะไรไป เหตุใดถึงกลายเป็นแบบนี้”

   

   สือไห่ถังหรี่ตามองอยู่ครู่หนึ่งจนเห็นรอยแผลเป็นบนใบหน้า ถึงได้พอจะมองออกว่านี่คือน้องชายของสามี ฉินเฉิงอัน

   

   “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน กินยาเข้าไปแล้วก็เป็นแบบนี้”

   

   ฉินเฉิงอันพูดไม่ชัดเจน พูดได้แค่สองประโยคก็รู้สึกว่าปากเจ็บจนทนไม่ไหวแล้ว

   

   ดังนั้นเขาจึงใช้มือแสดงท่าทาง แต่น่าเสียดายที่สือไห่ถังไม่เข้าใจความหมายที่เขาพยายามสื่อ จึงได้แต่เดินเข้าไปในครัวเพื่อต้มโจ๊กให้เขาอีกชาม

   

   ดูจากสภาพของเขาแล้ว แม้แต่ปากก็ยังอ้าไม่ได้ เนื้อก็คงจะกินไม่ได้แน่

   

   เมื่อแม่เฒ่าฉินออกมาเห็นสภาพของฉินเฉิงอันก็ตกใจจนสะดุ้ง นางรีบจับมือเขาไว้แล้วถามด้วยความเป็นห่วง “เฉิงอันเอ๋ย ปากของเจ้าเจ็บหรือไม่ ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้”

   

   ฉินเฉิงอันส่ายหน้า เขารู้สึกเจ็บ แต่ไม่อยากพูด ทั้งยังไม่อยากให้แม่เฒ่าฉินเป็นกังวลจึงได้แต่แกล้งทำเป็นไม่เจ็บ ส่ายหน้าเพื่อให้แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆสบายใจ

   

   ส่วนหลี่อันต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด กลับไม่มีท่าทีรู้สึกผิดแม้แต่น้อย ทั้งยังนั่งรอกินอาหารอย่างสบายอารมณ์

   

   “หมอหลี่ วิธีของท่านได้ผลจริงหรือ ท่านทำให้เฉิงอันต้องทนทรมานแบบนี้มาหลายครั้งแล้วนะ”

   

   แม่เฒ่าฉินเข้าใจความหมายของฉินเฉิงอันดี จึงหันไปถามหลี่อันด้วยความขุ่นเคือง

   

   หลี่อันไม่ได้สนใจความโกรธของแม่เฒ่าฉิน เพียงแต่พูดน้ำเสียงราบเรียบ “ได้ผลแล้ว พวกท่านดูสิ รอยแผลเป็นบนใบหน้าจางลงไปมากแล้วไม่ใช่หรือ”

   

   แน่นอนว่าแม่เฒ่าฉินรู้ รอยแผลเป็นบนใบหน้าของฉินเฉิงอันจางลงไปมาก นางไม่ได้ตาบอดสักหน่อย เพียงแต่นางเป็นห่วงเท่านั้นเอง

   

   เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ฉินเหล่าเอ้อร์และฉินเหล่าซื่อบังคับรถม้าพาเฉินฮั่นหลินเข้าอำเภอ หนึ่งคือพวกเขาต้องการซื้อเมล็ดพันธุ์เพิ่ม สองคือพวกเขาอยากตามหาคนที่หลอกเฉินฮั่นหลิน ถ้ายังอยู่ก็จะได้คุยกันให้รู้เรื่อง

   

   หากไม่อยู่ก็คงได้แต่นิ่งเฉยยอมรับความเสียหายครั้งนี้

   

   ……

   

   แม่เฒ่าฉินเพิ่งให้นมหลานสาวจนอิ่ม ก็อุ้มนางเดินไปมาในห้องโถงพลางตบหลังช่วยให้นางเรอ

   

   วันนี้หัวหน้าหมู่บ้านพาเหล่าคนชราหลายคนมาเยือนตระกูลฉิน แม่เฒ่าฉินจึงรีบต้อนรับให้นั่ง แล้วสั่งให้เสี่ยวปาไปเรียกฉินเหล่าซานกลับมา

   

   พวกเขามากันหลายคนเช่นนี้ คงต้องมีเรื่องแน่นอน

   

   “พี่ชุนหลาน ข้าขอพูดตรงๆเลยนะ”

   

   หัวหน้าหมู่บ้านนั่งลงแล้วเอ่ยขึ้นทันที “พวกเราได้ปรึกษากันแล้ว อยากมอบที่ดินยี่สิบหมู่ในมือพวกเขาให้ท่านจัดการทั้งหมด ขอเพียงท่านให้อาหารพวกเขาหนึ่งชามก็พอ พวกข้าจึงอยากถามว่าท่านจะเต็มใจยอมรับไว้หรือไม่”

   

   คำพูดของหัวหน้าหมู่บ้านทำให้แม่เฒ่าฉินถึงกับตะลึงงันทันที

   

   และยังทำให้ฉินเหล่าซานที่เพิ่งเข้าประตูมาตะลึงเช่นกัน

   

   เมื่อได้สติ แม่เฒ่าฉินจึงถามอย่างสงสัย “เหตุใดจึงมีความคิดเช่นนี้เกิดขึ้นเล่า”

   

   พ่อเฒ่าหวังถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “ท่านแม่เฒ่า พวกเราล้วนเป็นคนแก่ใกล้จะลงโลง ขาแข้งไม่ดีทั้งยังมีโรคภัยรุมเร้า งานในทุ่งนานั้นพวกเราทำไม่ไหวหรอก มอบให้ครอบครัวท่านที่มีคนมากมายทำจะเหมาะสมที่สุด”

   

   พ่อเฒ่าจ้าวเอ่ยสำทับ “ใช่แล้ว ทุกปีในฤดูเก็บเกี่ยวต้องรบกวนชาวบ้านเสมอ มอบให้ท่านดูแล ส่วนพวกเราขอเพียงมีกินมีใช้ก็พอแล้ว”

   

   แม่เฒ่าฉินรีบปฏิเสธว่า “นี่มันที่ดินของพวกเจ้า พวกเจ้าจะขอเพียงมีกินมีใช้ได้อย่างไร”

   

   หัวหน้าหมู่บ้านสูบยาเส้นแล้วกล่าวว่า “ฟังจากคำพูดของพี่ชุนหลานแล้ว ท่านยินดีรับที่นายี่สิบหมู่นี้แล้วสินะ”

   

   แม่เฒ่าฉินตอบรับ “เรื่องพวกนี้ล้วนเป็นเรื่องเล็ก อย่าว่าแต่พวกเจ้าจะยกที่นาให้พวกเรา ต่อให้ไม่ให้ ครอบครัวของพวกเราก็จะไม่ปล่อยให้พวกเจ้าอดอยากแม้แต่คนเดียว”

   

   แม่เฒ่าฉินคิดสักครู่แล้วเอ่ยปากอีกว่า “ในเมื่อพวกเจ้ายินดีให้พวกเราทำนา เช่นนั้นพวกเราก็มาทำข้อตกลงกัน ปัจจัยสี่ของพวกเจ้า พวกเราจะรับผิดชอบทั้งหมด สิ้นปีจะให้เงินอีกร้อยอีแปะ พวกเจ้าคิดเห็นอย่างไร”

   

   “ไม่ต้อง ไม่ต้อง ท่านให้พวกเรามีกินอิ่มก็ดีแล้ว อย่างอื่นไม่จำเป็น พูดแล้วพวกเรายังต้องขอบคุณที่ท่านรับงานหนักนี้เลย”

   

   แม่เฒ่าฉินไม่สนใจที่พวกเขาคัดค้าน ตัดสินใจเด็ดขาดทันที

   

   “เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้…”



บทที่ 102: ลาหัวรั้น 


   

   หลังจากตกลงกันเรียบร้อยแล้ว แม่เฒ่าฉินจึงให้ฉินเหล่าซานร่างสัญญาขึ้นมา ในสัญญาระบุว่า ผู้อาวุโสทั้งสิบในเหล่าหลายเล่อต่างมีที่ดินคนละสองหมู่รวมเป็นยี่สิบหมู่ เวลานี้มอบให้อยู่ในการดูแลเพาะปลูกของตระกูลฉินทั้งหมด

   

   ตระกูลฉินต้องรับผิดชอบดูแลเสื้อผ้าอาหารที่อยู่อาศัยของผู้อาวุโสทั้งสิบ โดยในแต่ละฤดูกาลจะมอบเสื้อผ้าให้คนละสองชุด และเมื่อถึงปลายปีจะมอบเงินให้ผู้อาวุโสแต่ละคนอีกสองร้อยอีแปะ

   

   หลังจากร่างสัญญาเสร็จ ฉินเหล่าซานก็นำสัญญาไปให้หัวหน้าหมู่บ้านและคนอื่นๆดู แต่พวกเขากลับไม่ได้ดูแม้แต่เพียงนิด ก่อนจะประทับลายนิ้วมือลงไป

   

   แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆ ก็ประทับลายนิ้วมือลงไปเช่นกัน สัญญามีผลบังคับใช้นับแต่นี้

   

   สัญญานี้มีทั้งหมดสามฉบับ ตระกูลฉินเก็บไว้หนึ่งฉบับ หัวหน้าหมู่บ้านเก็บไว้หนึ่งฉบับ และอีกหนึ่งฉบับอยู่ที่พ่อเฒ่าหลี่แห่งเหล่าเล่อหลาย

   

   เมื่อผู้อาวุโสแห่งเหล่าเล่อหลายได้เห็นสัญญาในมือต่างก็รู้สึกโล่งใจ หากตระกูลฉินไม่ยอมรับเรื่องนี้ พวกเขาก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรแล้ว พวกเขาแก่ลงทุกวัน เจ็บป่วยออดๆแอดๆ เดินเหินก็ไม่สะดวก ไม่อาจทำงานในไร่นาได้อีกต่อไป

   

   หัวหน้าหมู่บ้านก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนหน้านี้เขารู้สึกกังวลยิ่งนัก แม้จะมีที่ดินเพียงยี่สิบหมู่ แต่การดูแลผู้อาวุโสทั้งสิบก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อย การรับที่ดินยี่สิบหมู่มาดูแลในครั้งนี้เท่ากับเป็นการรับภาระอันหนักอึ้ง แต่ตระกูลฉินก็ใจกว้างยอมรับไว้ ไม่แปลกใจเลยที่ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาจะรุ่งเรืองเช่นนี้

   

   หลังจากส่งผู้อาวุโสและหัวหน้าหมู่บ้านกลับไปแล้ว แม่เฒ่าฉินก็รีบบอกให้ฉินเหล่าซานเข้าอำเภอไปซื้อข้าวของ

   

   “ครานี้มีที่ดินเพิ่มมาอีกยี่สิบหมู่และผู้เฒ่าอีกสิบคนให้เลี้ยงดู สิ่งของมากมายก็ต้องซื้อเพิ่ม คันไถอย่างน้อยก็ต้องซื้อเพิ่มอีกสองคัน”

   

   แม่เฒ่าฉินครุ่นคิดสักครู่จึงเอ่ยต่อ “หรือพวกเราจะไปดูที่ตลาดสัตว์สักหน่อยหรือไม่ ว่ามีลาหรือวัวให้ซื้อกลับมาเลี้ยงบ้างไหม ขอแบบที่ลากเกวียนได้ก็ยิ่งดี เช่นนี้ต่อไปหากมีผู้ใดในบ้านต้องออกไปข้างนอกก็ไม่ต้องไปเบียดกันอยู่ในรถม้าเพียงคันเดียว”

   

   “ยิ่งไปกว่านั้น วัวหรือลา แม้จะไม่ได้มีกำลังมากเท่าม้า แต่ใช้ไถนาทำไร่ก็ถือว่ายอดเยี่ยมนัก”

   

   ฉินเหล่าซานตื่นเต้นจนตัวสั่น การเลี้ยงสัตว์ในบ้านถือเป็นเรื่องใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้น นับแต่พวกเขาย้ายมาที่หมู่บ้านตระกูลฉิน นี่เป็นครั้งแรกที่จะได้ซื้อสัตว์

   

   เมื่อความตื่นเต้นจางหาย ฉินเหล่าซานพลันเอ่ยปากถาม “ท่านแม่ คราวนี้ต้องซื้อทั้งสัตว์และข้าวของอื่น ๆ อีก เงินในบ้านจะเพียงพอหรือขอรับ”

   

   ท่านแม่เฒ่าฉินโบกมือปฏิเสธ นางหยิบก้อนเงินหยวนเป่าจากในตู้วางลงบนเตียง พลางกล่าวว่า

   “วางใจเถิด เงินที่ขายโสมคราวก่อนยังเหลืออีกหลายร้อยตำลึง เท่านี้ก็มากพอแล้ว”

   

   ฉินเหล่าซานคลายกังวลลง เขาเก็บเงินใส่ไว้ในอกเสื้อ หันหลังเตรียมตัวออกจากบ้าน

   

   ทว่าคราวนี้แม้เขาอยากจะไปก็ไม่อาจไปได้

   

   “เล่อเหนียง ไม่ใช่ว่าท่านลุงสามไม่อยากพาเจ้าไป แต่ย่าของเจ้าไม่อนุญาต จะให้แอบพาเจ้าไปด้วยก็ไม่ได้”

   

   แท้จริงแล้วในขณะที่ฉินเหล่าซานกำลังเก็บเงิน เล่อเหนียงผู้ว่องไวก็คว้าแขนเขาไว้ นางเงยหน้ามองฉินเหล่าซานด้วยแววตาออดอ้อน พร้อมกับส่งเสียงอ้อแอ้ในลำคอ แสดงออกว่านางอยากไปด้วยเช่นกัน

   

   ฉินเหล่าซานมองหลานสาวด้วยสายตาเอ็นดูยิ่งนัก แต่ท่านแม่ไม่เอ่ยปาก เขาก็ไม่บังอาจพาหลานสาวไปเช่นกัน

   

   ดังนั้นลุงหลานจึงพร้อมใจกันมองแม่เฒ่าฉินด้วยสายตาเว้าวอน

   

   ฉินเยาเยาไม่ได้ออกไปไหนนานแล้ว ตอนนี้อยากออกไปเที่ยวเล่นยิ่งนัก

   

   ส่วนฉินเหล่าซานนั้น อยากพาหลานสาวออกไปอวดโฉมให้คนอื่นอิจฉาเล่น

   

   ยิ่งไปกว่านั้น ความคิดนี้เขาก็ครุ่นคิดมานานแล้ว

   

   ฤดูหนาวปีนี้ผ่านไป หลานสาวของเขายิ่งน่ารักขึ้นไปอีก ดวงตากลมโต จมูกเล็กกระจิริด ใบหน้าอ้วนกลม น่ารักน่าเอ็นดูราวกับตุ๊กตาในภาพวาด

   

   ช่วงนี้น่ะหรือ หากไม่มีงานการใดในบ้าน ยามค่ำคืนเขามักจะคะยั้นคะยอภรรยาให้ช่วยกันทำลูกสาวแก้มยุ้ยสักคน

   

   ทว่าภรรยาของเขาร่างกายอ่อนแอลงมากตอนคลอดลิ่งเหวิน คาดว่าคงไม่อาจมีบุตรสาวได้อีกแล้ว

   

   แต่ถึงแม้เขาจะไม่มีลูกสาว ถึงกระนั้นก็ยังสามารถทำให้ผู้อื่นอิจฉาได้ เพราะเขามีหลานสาวที่งดงามน่ารักน่าเอ็นดูอย่างไรเล่า

   

   ในที่สุดท่านแม่ก็ใจอ่อนยอมตกลง บอกให้รอฉินเหล่าเอ้อร์และคนอื่นๆกลับมาก่อน พรุ่งนี้ค่อยไปก็ยังไม่สาย

   

   ทางด้านฉินเหล่าเอ้อร์ พวกเขานั้นซื้อเมล็ดข้าวและเมล็ดผักที่ต้องการใช้ในปีนี้กลับมาจนครบแล้ว บัดนี้จึงมีเวลาเที่ยวเดินเล่นไปทั่ว

   

   ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่คิดอยากจะกลับบ้าน แต่เป็นเพราะเฉินฮั่นหลินผู้นี้ดื้อดึงจะตามหาตัวคนโกงให้เจอ

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์และฉินเหล่าซื่อมองดูบุรุษผู้ฮึกเหิมเบื้องหน้าด้วยสายตาเอือมระอา พวกเขาเดินวนรอบตลาดครบสามรอบแล้ว

   

   พี่น้องทั้งสองสบตากัน ต่างก็เห็นความจนใจในดวงตาของกันและกัน

   

   แม้กระทั่ง ฉินเหล่าซื่อยังอ่านความหมายจากดวงตาของพี่รองได้อีกว่า เหตุใดเจ้าจึงไม่บอกข้าว่าเจ้าเด็กคนนี้ดื้อดึงขนาดนี้”

   

   ฉินเหล่าซื่อรู้สึกน้อยใจยิ่งนัก แท้จริงแล้วเขาก็ไม่รู้มาก่อนว่าเฉินฮั่นหลินจะดื้อดึงได้ถึงเพียงนี้ ก่อนที่พวกเขาจะมาถึงอำเภอจี้โจว พวกเขาก็เพิ่งพบหน้ากันเพียงครั้งเดียว

   

   ถึงแม้ว่าหลังจากนั้นเขาจะอยู่กับพวกเรามาตลอด แต่ก็ไม่เคยเห็นเขาแสดงความดื้อรั้นออกมา

   

   “ฮั่นหลิน ช่างเถิด ถือเสียว่าทำบุญก็แล้วกัน”

   

   ฉินเหล่าซื่อเห็นว่าตะวันใกล้จะลับขอบฟ้าแล้ว จึงรีบเร่งฝีเท้าไปหาเฉินฮั่นหลิน

   

   เฉินฮั่นหลินส่ายศีรษะปฏิเสธ “พี่สี่ พวกท่านกลับไปก่อนเถิด วันนี้ข้าต้องจับคนชั่วคนนี้ให้ได้”

   

   “ฮั่นหลิน เงินเพียงหนึ่งตำลึงเท่านั้น ครอบครัวเรายังคงหาได้ อีกอย่างคนในครอบครัวก็ไม่ได้ตำหนิเจ้า”

   

   “ไม่ได้ นี่ไม่ใช่เรื่องหาได้หรือหาไม่ได้ แต่มันเป็นเรื่องของหลักการ ข้าสามารถทำความดีได้ หากลำบากจริงให้เงินสิบตำลึงแปดตำลึงข้าก็ไม่ยึดติด แต่จะมาหลอกลวงข้าเช่นนี้ ข้ายอมไม่ได้ เขาหลอกลวงข้า ข้าย่อมรู้สึกไม่สบายใจ หากข้าไม่สบายใจ คนผู้นั้นก็อย่าหวังว่าจะสบายใจเช่นกัน”

   

   เฉินฮั่นหลินในตอนนี้ช่างดูคล้ายลูกชายที่อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ สั่งอย่างไรก็ไม่ฟัง ตีก็ไม่หลาบจำ ดื้อรั้นเสียจริง

   

   เฉินเหล่าซื่อยังคงคิดจะเอ่ยปาก ทว่ากลับมีเสียงสนทนาของชายสองคนดังเล็ดลอดเข้ามาในหู

   

   “พี่ใหญ่ ครั้งนี้พวกเรานับว่าโชคดีนักหนา เมล็ดพืชครึ่งกระสอบเช่นนี้ ขายเพียงหนึ่งตำลึงเท่านั้น หากพวกเรานำไปขายต่อที่อื่น คงได้ราคาเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว”

   

   แววตาของเฉินฮั่นหลินเป็นประกาย รีบสาวเท้าเข้าไปขวางหน้าชายสองคนนั้นในทันที

   

   “พี่ชายทั้งสอง ขออภัยที่ข้าเสียมารยาท ขอรบกวนถามสักคำ พวกท่านได้เมล็ดข้าวฟ่างครึ่งกระสอบนี้มาจากที่ใดหรือ”

   

   เดิมทีชายทั้งสองรู้สึกไม่พอใจที่อยู่ๆ ก็ถูกขวางทางกลางถนนเช่นนี้ แต่เมื่อเห็นท่าทางสุภาพอ่อนน้อม คำพูดที่ไพเราะเสนาะหู ความไม่พอใจนั้นก็พลันมลายหายไป

   

   “น้องชาย เจ้าก็อยากได้เมล็ดข้าวฟ่างเช่นกันหรือ แต่เจ้ามาช้าไปก้าวหนึ่งเสียแล้ว เมล็ดข้าวฟ่างทั้งหมด พวกข้าสองคนซื้อมาจนหมดแล้ว”

   

   เมื่อเฉินฮั่นหลินได้ยินดังนั้นก็พลางเหลือบมองไปยังกระสอบใบนั้น แววตาของเขามั่นใจยิ่งนักว่าสิ่งสิ่งที่ตนคิดนั้นถูกต้องแล้ว

   

   ชายทั้งสองที่อยู่ตรงหน้านี้ คงจะถูกคนผู้นั้นหลอกมาเช่นเดียวกัน

   

   “พี่ชายทั้งสอง ชายที่ขายเมล็ดข้าวฟ่างให้พวกท่าน ลักษณะของเขาคือมีไฝดำเม็ดใหญ่ขึ้นอยู่ที่คาง และบนไฝนั้นยังมีขนงอกออกมาอีกเส้นหนึ่ง ร่างกายผอมแห้ง แล้วยังมีตาชั้นเดียวใช่หรือไม่”

   

   เมื่อชายทั้งสองได้ยินดังนั้นก็หันมามองหน้ากันอย่างสงสัย พวกเขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดเฉินฮั่นหลินจึงรู้รายละเอียดของคนผู้นั้นได้

   

   แต่พวกเขาก็ไม่ได้คาดคั้นเอาความ เพียงแต่พยักหน้ายืนยันว่าสิ่งที่เฉินฮั่นหลินกล่าวมานั้นถูกต้องแล้ว

   

   เมื่อเฉินฮั่นหลินเห็นว่าทั้งสองพยักหน้ารับ เขาก็หัวเราะออกมา “ไอ้เด็กเหลือขอ ในที่สุดข้าก็หาเจ้าพบจนได้”



บทที่ 103: คุณชายผู้สง่างามสบถเป็นครั้งแรก

   


   ชายสองคนนั้นมองเฉินฮั่นหลินที่วิ่งจากไปด้วยความสับสน พวกเขาจับต้นชนปลายไม่ถูก หรือว่าเขารู้ว่ายังมีเมล็ดพันธุ์ข้าวฟ่างเหลืออยู่

   

   ขณะเดียวกันฉินเหล่าเอ้อร์ก็เดินเข้ามาหาพวกเขา ล้วงขนมสองชิ้นออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นให้พลางกล่าวว่า “พี่ชายทั้งสอง หากไม่รีบกลับบ้าน เหตุใดไม่ไปดูเรื่องสนุกกับข้าสักหน่อยเล่า บางทีอาจจะได้อะไรติดไม้ติดมือกลับมาด้วยนะ”

   

   ชายทั้งสองมองขนมในมือของฉินเหล่าเอ้อร์ จมูกสูดดมกลิ่นเนื้อที่โชยออกมาแล้วลอบกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว พวกเขารับขนมมาพลางยิ้มกว้างตอบ

   

   “มีเรื่องสนุก พวกเราย่อมอยากดูอยู่แล้ว”

   

   ทางด้านของเฉินฮั่นหลิน เมื่อนักต้มตุ๋นกำลังเก็บของเตรียมจะไป เขาก็รีบเดินเข้าไปขวางหน้าไว้

   

   “วันนี้ไม่มีเมล็ดพันธุ์แล้ว ต้องรอพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้”

   

   เฝิงเอ้อร์เอ่ยพลางก้มหน้าก้มตาเก็บของ หากแต่ยังรู้สึกได้ว่าคนตรงหน้ายังไม่จากไปไหน จึงเงยหน้าขึ้นมองอย่างสงสัย

   

   เพียงแค่แวบเดียวก็ทำเอาเขาตกใจล้มก้นจ้ำเบ้า

   

   ตรงหน้าเขาคือเฉินฮั่นหลินที่กำลังยืนกำหมัดกำแน่น ดวงตาเต็มไปด้วยโทสะที่แทบจะเผาไหม้ทุกอย่างให้เป็นจุณ

   

   แม้เฝิงเอ้อร์จะแฝงกายอยู่ในตลาดมานานหลายปี แต่เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาเกรี้ยวกราดของเฉินฮั่นหลิน เขาก็อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายแล้วพยายามรักษาท่าทีนิ่งสงบ

   

   “ท่านลูกค้า วันนี้ไม่มีเมล็ดพันธุ์แล้ว พรุ่งนี้ท่านโปรดมาให้เร็วกว่านี้”

   

   “เฮอะ! เมล็ดพันธุ์เรอะ”

   

   เฉินฮั่นหลินหัวเราะเยาะ ยื่นมือไปคว้าคอเสื้อของอีกฝ่ายแล้วกระชากเข้ามาใกล้

   

   “พ่อค้าเลวทราม กล้าดีอย่างไรมาขายเมล็ดพันธุ์เสียๆให้ข้า!”

   

   เมื่อได้ยินคำพูดของเฉินฮั่นหลิน หัวใจของเฝิงเอ้อร์ก็หล่นวูบ เขาเหลือบมองรอบๆ เห็นผู้คนมารวมตัวกันมากขึ้นเพราะได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย จึงได้แต่หลุบตาลงแล้วพูดเสียงสั่น

   

   “พี่ชายท่านนี้ ข้าไม่อาจคืนเงินให้ท่านได้จริงๆ ข้ายังมีแม่ชราอายุแปดสิบปีนอนป่วยอยู่บนเตียง ไหนจะลูกน้อยวัยสามขวบที่ป่วยหนัก พวกเขาต้องพึ่งเงินไม่กี่ร้อยอีแปะนี้เพื่อรักษาตัวและซื้อยา ข้าขอร้องท่าน ได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วยเถิด”

   

   เฝิงเอ้อร์รีบชิงพูดก่อน ให้ชาวบ้านเข้าใจว่าเฉินฮั่นหลินเป็นคนโหดร้าย พร้อมกับสร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเองดูน่าสงสารและกำลังถูกรังแก

   

   “ช่างน่าเวทนาจริงเชียว กลางวันแสกๆแบบนี้ ยังกล้าปล้นจี้กันอีก”

   

   “ดูสิ ร่างกายก็สมประกอบมีมือมีเท้า ไม่คิดเลยว่าจะจิตใจพิการ คนแบบนี้สมควรจับโยนลงหลุมขยะให้ตายไปซะ”

   

   “หน้าตาก็ดี แต่จิตใจชั่วช้า กล้าปล้นเงินที่เขาจะเอาไปรักษาชีวิตคนอื่น”

   

   ในชั่วพริบตา เสียงซุบซิบก็ดังขึ้นรอบๆ บางคนถึงกับคิดจะเข้ามาคุมตัวเฉินฮั่นหลิน แต่ถูกคนรั้งไว้เสียก่อน

   

   “บัดซบ! พูดจาเหลวไหลบ้าบออะไรของเจ้า เจ้าขายเมล็ดพันธุ์เสียๆให้ข้า แล้วยังกล้ามากล่าวหาข้าอีกหรือ”

   

   ครั้นได้ยินคำกล่าวหาอันไร้ยางอายของเฝิงเอ้อร์ และคำพูดของผู้คนรอบข้างที่ไม่รู้ความจริง เฉินฮั่นหลินที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูอย่างดีมาตลอดชีวิตถึงกับอดไม่ได้ที่จะสบถออกมาครั้งแรกในชีวิต

   

   เมื่อเห็นว่าสามารถชักจูงใจคนรอบข้างได้แล้ว เฝิงเอ้อร์ก็เริ่มมีความมั่นใจมากขึ้น เขาเชิดหน้าขึ้นพูดเสียงแข็ง

   

   “เจ้าว่าข้าขายเมล็ดพันธุ์เสียให้เจ้า เจ้าก็เอาหลักฐานมาให้ดูสิ เจ้ามีหลักฐานหรือไม่”

   

   “เจ้า…!”

   

   เฉินฮั่นหลินพูดอะไรไม่ออกชั่วขณะเพราะตอนนี้เขาไม่มีหลักฐานใดๆ เขาโกรธจนเทเมล็ดพันธุ์พวกนั้นให้เป็ดกินไปหมดแล้วเพื่อเลี้ยงเป็ด ตอนนี้เขารู้สึกเสียใจยิ่งนัก หากรู้แต่แรกว่าจะเป็นเช่นนี้ เขาก็คงไม่ทิ้งพวกมัน

   

   “ถ้าเจ้าไม่มีหลักฐาน หากหาหลักฐานไม่ได้ ข้าจะไปตีกลองร้องทุกข์ ฟ้องท่านนายอำเภอว่าเจ้าใส่ร้ายข้า”

   

   เฝิงเอ้อร์พูดอย่างภาคภูมิใจ เขาใช้ชีวิตเร่ร่อนอยู่ในตลาดมาตั้งแต่เด็กๆ แม้ว่าเขาจะไม่ได้เรียนรู้ทักษะอื่นใด แต่การสังเกตสีหน้าท่าทางนั้นเขาชำนาญยิ่งนัก เขาสังเกตเห็นความเสียใจที่พาดอยู่บนใบหน้าของเฉินฮั่นหลินได้อย่างชัดเจน

   

   เขาคิดอย่างสุขใจว่าจะไปฟ้องร้องต่อนายอำเภอ ขอให้ช่วยตัดสินคดีนี้ และบังคับให้เฉินฮั่นหลินชดใช้ค่าเสียหายชื่อเสียงแก่เขา หากไม่ได้เงินห้าสิบตำลึง เกรงว่าเรื่องนี้คงไม่จบง่ายๆ

   

   ทว่าดูเหมือนว่าเขาจะคาดหวังมากเกินไป เพราะความจริงกลับโหดร้ายยิ่งกว่า เมื่อมีเสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลังฝูงชน

   

   “ใครบอกว่าไม่มีหลักฐาน เขาไม่มี แต่ข้ามี”

   

   ผู้คนที่กำลังมุงดูอยู่ต่างขยับตัวหลบไปด้านข้างเพื่อเปิดทางให้ฉินเหล่าเอ้อร์และฉินเหล่าซื่อ

   

   ข้างกายพวกเขาทั้งสองมีชายวัยกลางคนสองคนแบกกระสอบเมล็ดพันธุ์มาด้วย

   

   เมื่อเห็นชายสองคนนั้น หัวใจของเฝิงเอ้อร์ก็เต้นระรัวด้วยความตกใจ พยายามหาทางหนี และเขาก็ทำเช่นนั้นจริงๆ ทว่าหลังจากวิ่งไปได้สองก้าวก็ถูกชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่กำยำคนหนึ่งขวางเอาไว้ “เถ้าแก่ ท่านจะวิ่งไปไหนเล่า คนที่ควรหนีคือพวกเราต่างหาก”

   

   “ขะ…ข้า อ๋อใช่แล้ว ข้าจะไปส้วม” เฝิงเอ้อร์พูดตะกุกตะกัก พลางยื่นมือผลักชายผู้นั้นแล้วออกตัววิ่งหนีไป

   

   แต่ครั้งนี้ก็ยังคงหนีไม่พ้น ฉินเหล่าซื่อคว้าคอเสื้อเขาแล้วโยนไปตรงหน้าเฉินฮั่นหลิน

   

   เฉินฮั่นหลินมองเขาอย่างดูแคลน แล้วยกกระสอบเมล็ดพันธุ์จากบ่าของสองพี่น้องวางลงบนพื้นพลางเรียกทุกคนมาดู

   

   “พี่ป้าน้าอาทั้งหลาย หากพวกท่านกล่าวว่าข้าไม่มีหลักฐาน ข้าก็จะนำหลักฐานมาแสดงให้พวกท่านดู”

   

   กล่าวจบเขาก็เปิดถุงกระสอบออก พลางเรียกผู้คนให้ล้อมรอบเข้ามา

   

   “ทุกท่านดูสิ ดูแล้วโปรดบอกข้าทีว่าสิ่งนี้คืออะไร”

   

   สตรีสองคนกล้าหาญยื่นหน้าเข้าไปดู “เมล็ดพันธุ์ข้าวฟ่างนี่นา ดูเหมือนว่าเมล็ดพันธุ์นี้จะดีทีเดียว”

   

   “อย่างนั้นหรือ”

   

   เฉินฮั่นหลินหัวเราะเยาะพลางกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้น ขอให้ทุกท่านดูให้ดี อย่าได้กะพริบตาเชียวล่ะ”

   

   ท่ามกลางสายตาของพวกเขา เฉินฮั่นหลินยื่นมือล้วงเข้าไปในกระสอบคว้าเมล็ดพันธุ์สีดำออกมาหนึ่งกำมือ

   

   ผู้คนรอบข้างเห็นแล้วก็พากันอุทานด้วยความตกใจ มีสตรีบางคนหยิบผักกาดขาวและไข่เน่าขว้างใส่ศีรษะของเขา

   

   ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใด อาหารล้วนมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมล็ดพันธุ์นั้นสำคัญยิ่งนัก หากไม่มีเมล็ดพันธุ์ที่ดี ต่อให้ดินอุดมสมบูรณ์เพียงใด ก็ไม่อาจเก็บเกี่ยวผลผลิตได้มากนัก

   

   อีกทั้งดูเมล็ดพันธุ์สีดำนั่นสิ อย่าว่าแต่ฝังลงดินแล้วจะงอกหรือไม่เลย หากจะให้หมากินก็คงยังไม่กิน ของแบบนี้กลับกล้าขายให้ผู้อื่นถึงหนึ่งตำลึงเงิน ไม่เพียงเท่านั้นยังถูกส่งคืนมาอีก ช่างน่าอับอายจริงๆ

   

   เฝิงเอ้อร์นั่งเหม่อลอยอยู่บนพื้น เขาไม่อยากเชื่อเลยว่าตนเองพลาดตรงไหนถึงได้ล้มเหลวรวดเร็วเช่นนี้

   

   แต่เขาไม่ทันคิดจบ ไข่เน่าก็ถูกขว้างมากระแทกหน้าผากของเขาอย่างแม่นยำ กลิ่นคาวไข่เน่าไหลผ่านจมูกลงมาที่คาง ทำให้เฝิงเอ้อร์ต้องก้มหน้าลงกับพื้นและอาเจียนออกมา

   

   ชายสองคนที่ก่อนหน้านี้ยังดีใจที่ซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวฟ่างดีมาได้ก็ตกใจไม่แพ้กัน

   

   แต่ใครจะรู้ว่าภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยามต่อมา กลับมีคนมาบอกว่าเมล็ดพันธุ์ข้าวฟ่างที่เขาซื้อมานั้นเป็นของเสีย

   

   อารมณ์ของเฉินฮั่นหลินจึงปะทุขึ้นอีกครั้ง เขาหยิบไม้พลองบนพื้นขึ้นมา หมายจะฟาดลงบนศีรษะอีกฝ่ายอย่างแรง แต่ถูกฉินเหล่าซื่อห้ามเอาไว้

   

   “ฮั่นหลิน เจ้าอย่าหุนหันพลันแล่น ที่นี่มีคนมากมายหูตาไว อย่าก่อเรื่องวุ่นวายให้ลำบากคนในครอบครัวเลย”

   

   เฉินฮั่นหลินจึงสงบสติอารมณ์ลงได้

   

   แม้เขาจะใจเย็นลงแล้ว แต่ชายสองคนที่ซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวฟ่างก่อนหน้านี้ไม่ได้สงบลง หยิบไม้พลองจากพื้นขึ้นมา แล้วฟาดใส่ร่างของอีกฝ่ายอย่างรุนแรง

   

   เฝิงเอ้อร์หลบไม่ทัน ถูกฟาดเข้าที่เอวอย่างจัง ภายในพริบตาก็ล้มลงกับพื้น ร่างกายเริ่มชักกระตุกไม่หยุด



บทที่ 104: เสี่ยวชีกับเล่อเหนียงเกิดวันเดียวกันเลยนะ 


   

   ชายสองคนนั้นเห็นเฝิงเอ้อร์ล้มลงกับพื้น น้ำลายฟูมปากและเกิดอาการชักก็ตกใจรีบโยนไม้พลองทิ้งแล้ววิ่งหนีไปทันที

   

   คราวนี้ ผู้คนที่มาดูเหตุการณ์ไม่ได้พยายามหยุดพวกเขาไว้ ชายวัยกลางคนทั้งสองจึงวิ่งหนีไปได้อย่างง่ายดาย

   

   ฉินเหล่าซื่อก็พาเฉินฮั่นหลินจากไปด้วยเช่นกัน

   

   หลังจากนั้น ผู้คนรอบข้างที่มามุงดูเรื่องสนุกก็ชี้ไปที่เฝิงเอ้อร์ซึ่งนอนหมดสภาพอยู่กับพื้นครู่หนึ่งแล้วก็แยกย้ายกันไป ไม่มีผู้ใดสนใจว่าเฝิงเอ้อร์จะเป็นตายร้ายดีอย่างไร

   

   ไม่ใช่ว่าพวกเขาเย็นชา แต่เพราะราชวงศ์ต้าหนิงให้ความสำคัญกับผลผลิตเป็นอย่างมาก จึงมีกฎที่ไม่ได้เป็นทางการว่า ห้ามผู้ใดยุ่งเกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์ธัญพืช หากถูกจับได้ไม่จำเป็นต้องแจ้งทางการ สามารถลงโทษด้วยการตีให้ตายได้ทันทีโดยไม่ต้องพิจารณาความผิด

   

   ระหว่างทางกลับ เมื่อเห็นสายตาสงสัยของฉินเหล่าเอ้อร์และฉินเหล่าซื่อ เฉินฮั่นหลินก็เล่าเรื่องที่ตนเองเคยพบเจอตอนเป็นเด็กให้ฟัง

   

   “เมื่อข้าอายุแปดขวบ ปีนั้นก็เกิดฝนแล้งเช่นกัน แต่ไม่รุนแรงเท่าตอนนี้ ครอบครัวหนึ่งที่เช่าที่นาของท่านพ่อถูกขโมยเมล็ดพันธุ์ที่เก็บไว้จากปีก่อน พวกเขาไม่มีทางเลือกจึงต้องซื้อเมล็ดพันธุ์จากคนอื่นในราคาสูง แต่กลับกลายเป็นว่าพวกเขาซื้อเมล็ดพันธุ์เสียมา”

   

   “เมล็ดพันธุ์นั้นแม้จะเจริญเติบโตเฉกเช่นปกติ แต่ต้นกล้าโตได้เพียงสองชุ่น*[1]ก็เหี่ยวเฉา พวกเขาไม่มีเงินพอที่จะซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่อีกแล้ว จึงเป็นครอบครัวเดียวที่ไม่สามารถจ่ายค่าเช่าได้ เมื่อท่านพ่อของข้ารู้เรื่องก็พาข้าไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ไม่คาดคิดว่ายังไม่ทันเหยียบเข้าไปในบ้าน กลับได้กลิ่นบางอย่างลอยโชยออกมา”

   

   เฉินฮั่นหลินกล่าวถึงตรงนี้ ดวงตาของเขาก็แดงเรื่อและน้ำเสียงเริ่มสั่นเครือ

   

   “ตอนนั้นท่านพ่อสั่งให้พ่อบ้านพาข้ากลับบ้าน ส่วนเขาเดินเข้าไปคนเดียว ข้ากลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันกับท่านพ่อ จึงสลัดมือของพ่อบ้านแล้ววิ่งตามเข้าไป แต่กลับได้เห็นภาพที่ข้าไม่มีวันลืมได้ตลอดชีวิต”

   

   เฉินฮั่นหลินพูดด้วยเสียงสั่นเครือและเหมือนจะพูดต่อไม่ได้

   

   “แล้วหลังจากนั้นเล่า พวกเขาเจอปัญหาอะไรหรือ” ฉินเหล่าซื่อถาม

   

   เฉินฮั่นหลินส่ายหน้า “ไม่ใช่ว่าเจอปัญหาอะไร แต่พวกเขาทั้งครอบครัวหกคนตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง”

   

   “ว่าอย่างไรนะ! ตายกันหมด พวกเขาถูกคนอื่นฆ่าหรือ”

   

   ฉินเหล่าซื่อและฉินเหล่าเอ้อร์มองเฉินฮั่นหลินอย่างไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน

   

   “พวกเขาไม่ได้ถูกฆาตกรรม แต่พวกเขาเต็มใจดื่มยาพิษ เป็นพิษจากงู!”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ขมวดคิ้วแน่น ในสมองพลันมีความคิดประหลาดผุดขึ้นมา

   

   “เพียงเพราะไม่สามารถจ่ายค่าเช่าที่นา พวกเขาจึงตัดสินใจฆ่าตัวตาย”

   

   เฉินฮั่นหลินพยักหน้า “ใช่แล้ว ภายหลังท่านพ่อสืบทราบว่าครอบครัวพวกเขาถูกขโมยเมล็ดพันธุ์ข้าว เมื่อต้องซื้อใหม่กลับได้เมล็ดพันธุ์ที่ดีกลับมา จนทำให้พวกเขาไม่มีรายได้ทั้งปีและต้องเผชิญกับชะตากรรมเช่นนี้”

   

   “ดังนั้นภายหลังท่านพ่อจึงออกกฎว่าผู้เช่าที่ดินของตระกูลเรา หากปีนี้เก็บเกี่ยวได้ไม่ดี สามารถเลื่อนการจ่ายค่าเช่าไปปีถัดไปได้ หากมีความลำบากใดก็สามารถมาหาเขาได้”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์และฉินเหล่าซื่อได้ยินดังนั้นก็ทอดถอนใจด้วยความสลดใจ เพียงเพราะจ่ายค่าเช่าไม่ไหวจึงเลือกที่จะจบชีวิตทั้งครอบครัว พวกเขาช่างรับมือกับปัญหาได้ไม่เก่งเอาเสียเลย แม้ตระกูลฉินของพวกเราจะลำบากยากเข็ญเพียงใดก็ไม่เคยคิดจะจบชีวิตตัวเอง แต่กลับร่วมแรงร่วมใจกันหาทางฝ่าฟันอุปสรรคที่เผชิญอยู่

   

   ทั้งสามคนเดินทางกลับหมู่บ้านตระกูลฉินโดยไม่พูดจากันอีก สองพี่น้องตระกูลฉินก็เริ่มเข้าใจการกระทำของเฉินฮั่นหลินมากขึ้น

   

   ทันทีที่ฉินเหล่าซื่อก้าวเข้าประตูบ้าน ขาทั้งสองข้างก็ถูกคว้าหมับและกอดไว้แน่น

   

   “ท่านพ่อ ขนมล่ะ ท่านซื้อขนมดอกกุ้ยมาให้ข้าหรือไม่”

   

   เสี่ยวลิ่วกอดขาบิดาพลางเงยหน้าถามด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง ฉินเหล่าซื่อเห็นท่าทางตะกละตะกลามของลูกชายจึงแกล้งแหย่เล่น

   

   “ไม่ได้ซื้อมา ท่านย่าของเจ้าไม่ให้เงินข้า!”

   

   “อ้าว~”

   

   เสี่ยวอู่และเสี่ยวลิ่วร้องโวยวายขึ้นมาทันที “ท่านพ่อ ท่านพูดแล้วไม่รักษาคำพูดได้อย่างไร ท่านพ่อกล้าหลอกเด็กอย่างพวกเราได้อย่างไร”

   

   ฉินเหล่าซื่อได้ยินคำพูดของลูกชายจึงหัวเราะลั่น “เฮ้อ เจ้าพวกเด็กแสบ พวกเจ้ากล้าตำหนิพ่อของเจ้าเช่นนี้หรือ”

   

   เสี่ยวอู่กับเสี่ยวลิ่วแลบลิ้นปลิ้นตาใส่บิดา แล้ววิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว

   

   ฉินเหล่าซื่อแค่นเสียงหัวเราะก่อนจะหยิบขนมดอกกุ้ยส่งให้เสี่ยวชีที่กำลังช่วยขนของเงียบๆอยู่ข้างๆ

   

   “หงอวี่ ขนมนี่ข้าให้เจ้า เอาไปกินในห้องเถอะ ไม่ต้องแบ่งให้เด็กแสบสองคนนั้นกินนะ!”

   

   เสี่ยวอู่กับเสี่ยวลิ่วที่ยังวิ่งไปได้ไม่ไกล เห็นดังนั้นก็ร้องโวยวายวิ่งกลับมา แล้ววิ่งล้อมเสี่ยวชีเป็นวงกลม

   

   เมื่อถึงเวลาอาหารเย็น ปกติสือไห่ถังจะเป็นคนทำอาหาร โดยมีหลิวซิ่วเถาและสวี่ซิ่วอิงคอยช่วยเหลือ เพราะฝีมือการทำอาหารของสือไห่ถังเป็นที่ยอมรับว่าอร่อยที่สุดในบ้าน

   

   แต่ครั้งนี้กลับเป็นหลิวซิ่วเถาที่ทำอาหาร ตอนแรกคนในตระกูลฉินก็รู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง คิดว่านางคงเห็นสือไห่ถังทำอาหารทุกวันจนรู้สึกเกรงใจจึงไม่สบายใจ จนกระทั่งแม่เฒ่าฉินนึกขึ้นได้ในภายหลัง

   

   “โอ้ วันนี้เป็นวันเกิดของเฉิงอันนี่นา”

   

   “โอ้ ซิ่วเถา เหตุใดเจ้าไม่บอกให้เร็วกว่านี้เล่า ถ้ารู้ก่อน ข้าน่าจะลงมือทำอาหารอร่อย ๆ สักสองสามอย่างเพื่อเฉลิมฉลองนะ”

   

   คนอื่น ๆ ยังไม่ทันตั้งตัว สือไห่ถังกลับเป็นคนแรกที่รู้สึกตัว นางรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง เพราะปกติแล้วนางเป็นคนทำอาหาร แต่คราวนี้อยู่ๆ หลิวซิ่วเถาก็มาขอทำอาหารเอง นางกลับไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้ง ทั้งๆที่ตอนที่หลิวซิ่วเถาขอทำอาหารนั้น นางน่าจะคิดให้ลึกซึ้งกว่านี้สักหน่อย

   

   “เฉิงอัน วันนี้เป็นวันเกิดของเจ้าหรือ เหตุใดเจ้าไม่บอกข้าแต่เนิ่นๆ ข้าจะได้ซื้อเหล้าซื้อเนื้อจากในอำเภอกลับมาฉลองสักหน่อย” ฉินเหล่าซื่อเอ่ยปาก

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์เอ่ยสำทับ “ใช่แล้ว เรื่องนี้เจ้าควรบอกพวกข้าแต่เนิ่นๆ”

   

   แม้พี่น้องตระกูลฉินจะอายุมากกว่าฉินเฉิงอันไม่น้อย แต่พวกเขาก็จำวันเกิดของเฉิงอันไม่ได้จริงๆ เพราะตอนที่เฉิงอันเกิด พวกเขาได้ติดตามบิดาไปหาญาติที่ชายแดนแล้ว

   

   “อ่า เรื่องแค่นี้ไม่ต้องพูดก็ได้ขอรับ ก็แค่วันเกิดเท่านั้นเอง”

   

   ฉินเฉิงอันรู้สึกเขินอายเล็กน้อยที่ถูกพูดถึง ความจริงแล้วเขาก็ลืมไปเหมือนกัน มีแต่ซิ่วเถาที่จำได้ เพราะซิ่วเถาถูกช่วยไว้ในวันเกิดของเขาพอดี

   

   และยังมีอีกเรื่องที่ยังไม่ได้พูด นั่นคือวันเกิดของลูกชายเขาโก่วต้านซึ่งตรงกับวันเกิดของเขาพอดี แต่เขาไม่ได้พูดออกไป ประจวบเหมาะกับแม่เฒ่าฉินที่ถามขึ้นมาในตอนนี้

   

   “แล้วของโก่วต้านคือวันไหนเล่า แล้วของเสี่ยวชีล่ะ”

   

   ในตระกูลฉินนอกจากเสี่ยวชีกับโก่วต้านที่นางยังไม่รู้วันเกิด นางล้วนจำวันเกิดของทุกคนได้ รวมถึงหลี่อันและเฉินฮั่นหลินด้วย เพราะวันเกิดของพวกเขาได้ผ่านไปแล้วระหว่างการหลบหนี

   

   หลี่อันยังหน้าด้านอยากให้สือไห่ถังย่างไก่ให้เขาหนึ่งตัวเพื่อฉลองวันเกิด แม้ว่าวันเกิดไม่ควรฉลองกันมั่วๆ แต่เขาก็ไม่สนใจ ถึงอย่างไรเขาก็เข้าสู่วัยชราแล้ว

   

   “วันที่เจ็ดเดือนเก้าขอรับ”

   

   เสี่ยวชีรีบบอกวันเกิดให้แม่เฒ่าฉินทราบ ซึ่งเป็นวันเกิดที่แท้จริงของเขา ไม่ได้มีการปิดบังแต่อย่างใด แต่เมื่อได้ยินวันเกิดที่เขาบอก ทุกคนในตระกูลฉินต่างมองเขาด้วยความประหลาดใจ รวมถึงฉินเยาเยาที่กำลังแทะขาไก่อยู่

   

   “วันเกิดของเสี่ยวชีตรงกับวันเกิดของเล่อเหนียงเลยนะ”

   

   แม่เฒ่าฉินพูดด้วยความประหลาดใจ

   

   เสี่ยวชีก็ไม่คิดว่าวันเกิดของเขาจะตรงกับเล่อเหนียง เขาคลี่ยิ้มกว้างราวกับคนโง่ รู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก



 บทที่ 105: พ่อลูกเกิดวันเดียวกัน


   

   ตระกูลฉินมองดูเสี่ยวชีที่ยิ้มกว้างราวกับคนโง่แล้วต่างก็อดขำไม่ได้ แต่หากพวกเขารู้ความคิดที่แท้จริงในใจของเขา พวกเขาคงหัวเราะไม่ออกเป็นแน่แท้

   

   แม่เฒ่าฉินถามถึงวันเกิดของโก่วต้านอีกครั้ง ฉินเฉิงอันและภรรยาอึกอักอยู่นานก่อนจะตอบออกมา

   

   “วะ...วันนี้ขอรับ”

   

   แม่เฒ่าฉินตบหลังเขาทันที

   

   “โอ๊ย เจ้าหลานชายตัวแสบ ข้าไม่ว่าหากเจ้าจะไม่ฉลองวันเกิดให้ตนเอง แต่วันเกิดของโก่วต้าน เจ้าก็ไม่คิดจะปริปากบอกพวกเราหน่อยหรือ”

   

   แม่เฒ่าฉินโกรธหลานชายคนนี้จริงๆ จึงยกฝ่ามือขึ้นฟาดหลังเขาเต็มแรง

   

   “ท่านป้าใจเย็นก่อน เด็กน้อยไม่จำเป็นต้องฉลองวันเกิดหรอกขอรับ”

   

   “เจ้าไม่ฉลองนั่นเป็นเรื่องของเจ้า แต่ข้าเป็นย่ามาที่นี่นานแล้วยังไม่ได้ให้อะไรโก่วต้านเลย สักอย่าง แล้วเจ้ากลับแอบปิดบังเรื่องวันเกิดของเขาไว้อีก!”

   

   เฉิงอันไม่พูดอะไรต่อ แม้ในใจจะคิดว่าเขาก็ไม่ได้ปิดบังอะไรสักหน่อย เพราะทั้งของกิน ของใช้ เสื้อผ้า เครื่องดื่ม ทุกอย่างที่โก่วต้านใช้ก็ได้รับมาจากนางทั้งนั้น เหตุใดจึงพูดเหมือนไม่ได้ให้อะไรสักอย่าง

   

   แม่เฒ่าฉินจ้องหลานชายด้วยสายตาดุดัน แล้วหันไปมองโก่วต้านที่นั่งกินข้าวอยู่ด้านข้างเงียบๆ พลางขมวดคิ้วอย่างใช้ความคิด

   

   “เฉิงอัน เหตุใดถึงตั้งชื่อลูกว่าโก่วต้านล่ะ”

   

   ฉินเฉิงอันสำลักเล็กน้อยก่อนตอบ “ก็คนเฒ่าคนแก่บอกว่าชื่อนี้ทำให้เลี้ยงง่ายไม่ใช่หรือขอรับ”

   

   พูดจบเขาก็มองแม่เฒ่าฉินด้วยความรู้สึกผิด เขาจะบอกแม่เฒ่าฉินได้อย่างไรว่าตอนที่ภรรยาของเขากำลังคลอดลูกชาย เขาเพิ่งเดินออกจากบ้านก็เห็นสุนัขตัวหนึ่งกำลังถ่ายหนัก ก็เลยตั้งชื่อลูกว่าโก่วต้าน (มูลสุนัข) ขืนเขาพูดออกไปเช่นนั้น รองเท้าของแม่เฒ่าคงได้ฟาดลงบนหัวเขาแน่ๆ

   

   “ชื่อนี้ไม่ไพเราะเอาเสียเลย เปลี่ยนชื่อใหม่เถอะ อีกอย่างในหมู่บ้านก็มีคนชื่อโก่วต้านอยู่แล้วไม่ใช่หรือ” แม่เฒ่าฉินตัดสินใจ

   

   “ถ้าเช่นนั้นก็ขอให้ท่านป้าช่วยตั้งชื่อให้ด้วยขอรับ”

   

   ในหมู่บ้านเดิมนั้นมีเด็กชื่อโก่วต้านมากกว่าหนึ่งคน แต่เด็กอีกคนหนึ่งที่ชื่อโก่วต้านได้เสียชีวิตไปแล้ว

   

   แม่เฒ่าฉินครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนเอ่ยว่า “ตั้งชื่อว่า ‘ลิ่งตง’ ดีหรือไม่”

   

   “ลิ่งตง ชื่อนี้ดีมากเลยขอรับ”

   

   ฉินเฉิงอันท่องจำสองคำนี้ไว้และตัดสินใจเรียกเขาว่าลิ่งตง ไม่ใช่ว่าเขากำลังประจบผู้เป็นป้า แต่เขารู้สึกจริงๆว่าชื่อนี้ดีมาก เหมาะสมกับลูกชายเขาที่สุด

   

   เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ทุกคนในตระกูลฉินก็ขึ้นรถม้าเดินทางเข้าตัวเมือง เมื่อวานพวกเขารู้แล้วว่าจุดประสงค์หลักของการเข้าเมืองวันนี้คือการซื้อปศุสัตว์ ซึ่งนับเป็นเรื่องใหญ่ของตระกูลฉิน พวกเขาจึงตัดสินใจยกโขยงกันไปทั้งครอบครัว

   

   รถม้านั่งไม่พอก็ไปยืมรถเกวียนจากหัวหน้าหมู่บ้าน และทั้งครอบครัวก็เดินทางเข้าตัวเมืองอย่างครึกครื้น

   

   มีเพียงฉินเฉิงอันที่ไม่ได้ไป ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากไป แต่เมื่อวานเขาได้รับการรักษาด้วยยาของหลี่อันเพราะเขาอ้วนขึ้นอีกแล้ว ที่บอกว่าอ้วนขึ้นไม่ใช่พูดไปเรื่อยเท่านั้น แต่เขาอ้วนขึ้นจริงๆ อ้วนจนถึงขั้นไม่มีเสื้อผ้าใส่ ต้องห่มผ้าห่มแล้วนั่งขดตัวอยู่บนเตียง มองภรรยาพาลูกชายออกไปข้างนอกอย่างร่าเริงด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์

   

   แน่นอนว่าคนที่ดีใจที่สุดกับการออกไปข้างนอกครั้งนี้คือเล่อเหนียง เด็กน้อยตื่นเต้นสุดๆ ตื่นนอนตั้งแต่เช้าตรู่ก็ส่งเสียงอ้อแอ้ไม่หยุด

   

   พอขึ้นรถม้านางยิ่งตื่นเต้นจนมือเท้าไม่อยู่นิ่ง เดี๋ยวก็เอามือเกาผนังรถม้า ประเดี๋ยวก็เอื้อมมือไปดึงผมเสี่ยวชี

   

   เสี่ยวชีถูกดึงผมจนหนังศีรษะแทบหลุดก็หาได้โกรธเคือง แต่กลับมองเด็กน้อยด้วยสายตารักใคร่เอ็นดู

   

   ฉินเยาเยาแอบเอาโสมใส่ไว้ในเสื้อของแม่เฒ่าฉินอย่างเงียบๆ ครั้นแม่เฒ่าฉินรู้สึกถึงน้ำหนักที่เพิ่มในอ้อมอกก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด เพราะรู้ว่าหลานสาวตัวน้อยกำลังแสดงวรยุทธให้นางดูอีกแล้ว

   

   แม่เฒ่าฉินแสร้งทำเป็นจัดเสื้อผ้า แอบมองดูว่าหลานสาวเอาอะไรออกมาให้นางอีก แต่พอเห็นชัดว่าของในอกเสื้อคือสิ่งใด นางก็แทบจะกรีดร้องออกมา

   

   สวรรค์! หลานสาวตัวน้อยของนางเอาโสมมาให้นางอีกแล้ว ดูจากลักษณะแล้วดีกว่ารากก่อนหน้านี้มากทีเดียว

   

   คนบังคับรถม้าครั้งนี้คือฉินเหล่าซื่อ ข้างๆกันมีหลี่อันนั่งอยู่ด้วย ส่วนในรถม้ามีแม่เฒ่าฉิน สวี่ซิ่วอิง สือไห่ถัง หลิวซิ่วเถาและเด็กๆอีกหลายคน ส่วนฉินเหล่าเอ้อร์และเฉินฮั่นหลินบังคับเกวียนวัวตามมาอย่างช้าๆอยู่ด้านหลัง

   

   คณะเดินทางของแม่เฒ่าฉินพูดคุยกันไปพลางหยอกล้อเล่อเหนียงไปพลาง เมื่อไม่มีเฝิงเสี่ยวฮวาตัวเจ้าปัญหาอยู่ด้วย การพูดคุยกันจึงเป็นไปอย่างสบายใจ พวกเขาพูดคุยทุกเรื่องที่อยากพูด และปรึกษากันในทุกเรื่องที่ต้องการ โดยไม่ต้องมีใครมาคอยขัดจังหวะ

   

   ……

   

   ในขณะเดียวกันเฝิงเสี่ยวฮวาที่ถูกแม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆ ลืมเลือนกำลังต้องทนทุกข์ทรมานอย่างหนัก นางลากร่างอันอ่อนล้าแบกตะกร้าหินที่หนักกว่าตัวนางอย่างยากลำบาก น้ำตาและหยาดเหงื่อไหลผสมปนเป ในใจเต็มไปด้วยความเสียใจ

   

   เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว นางถูกตระกูลฉินขายมาที่นี่ก็เกือบเดือนกว่าแล้ว นางคิดถึงชีวิตในตระกูลฉิน แม้นางจะขี้เกียจสันหลังยาว แต่แม่เฒ่าฉินก็แค่ด่าสองสามคำ ไม่เคยลงมือทำร้ายนางหรืองดอาหารนาง

   

   แต่ที่นี่เพียงแค่นางช้าไปก้าวเดียว แส้ก็จะฟาดลงบนร่างของนางทันที นางไม่เพียงต้องทำงานของตัวเองให้เสร็จ แต่ยังต้องทำงานของเฝิงหนิวและเฝิงต้าจวินด้วย

   

   แม้แต่งานของหยางเปียว นางก็ต้องทำ

   

   ส่วนเหตุผลนั้น...

   

   ความดีความชอบนี้ต้องยกให้หลี่อัน

   

   “แม่เฒ่า เจ้าเชื่องช้าขนาดนี้ไม่ได้กินข้าวหรือไร”

   

   เสียงตวาดดังมาจากด้านหลังจนเฝิงเสี่ยวฮวารู้สึกใจหายวาบรีบเร่งฝีเท้า ทว่าก็ยังช้าไปหนึ่งก้าว แส้ของผู้ดูแลได้ฟาดลงบนร่างของนาง เจ็บปวดจนเหงื่อเย็นไหลซึมออกมา

   

   ทว่าต่อให้ร่างกายเจ็บปวดเพียงใดก็ไม่อาจร้องออกมา เพราะหากนางส่งเสียงแม้แต่แอะเดียว สิ่งที่รอนางอยู่ก็คือการเฆี่ยนครั้งที่สอง ครั้งที่สาม หรืออาจจะมากกว่านั้น

   

   ในที่สุดก็ทำงานวันนี้เสร็จ พอนางกลับถึงที่พักก็ถูกขว้างชามใส่พร้อมกับเสียงด่าทอ

   

   “นังสารเลว รีบไปหาอาหารมาให้ข้าเร็วเข้า เจ้าจะปล่อยให้ข้าอดตายหรืออย่างไร”

   

   เฝิงเสี่ยวฮวามองหน้าของหยางเปียวที่เน่าเปื่อยไปครึ่งหนึ่งอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นหมุนตัวเดินจากไป หยาดน้ำตาหลั่งรินลงมาอีกครั้ง นางรีบยกแขนเสื้อขึ้นเช็ด หากแต่ยิ่งเช็ดน้ำตาก็ยิ่งไหลลงมา

   

   ตอนนี้นางเกลียดหยางเปียวเข้ากระดูกดำ และเกลียดเฝิงหนิวกับเฝิงต้าจวินเช่นกัน

   

   แต่เดิมก็เป็นพวกเขานั่นแหละที่ยุยงให้นางออกจากตระกูลฉิน ไม่เช่นนั้นแม้นางจะถูกคนในตระกูลฉินรังเกียจเดียดฉันท์ นางก็ยังมีบุตรชายสองคนเป็นที่พึ่ง ชีวิตก็คงไม่ต้อง

   มาตกต่ำถึงเพียงนี้

   

   และไอ้สารเลวหยางเปียวยังบังคับข่มขืนนางเพื่อลากนางไปตกนรกด้วยกัน แต่ตอนนี้นางรู้ดีว่าทุกอย่างสายเกินไปแล้ว นางไม่มีทางกลับไปตระกูลฉินได้อีก

   

   แม้นางจะยังมีบุตรชายสองคน แต่หยางเปียวทำให้ร่างกายนางแปดเปื้อน ตระกูลฉินก็ไม่มีทางยอมรับนางอีกแล้ว หลังจากที่นางวิงวอนร้องขอและคุกเข่าขอร้องผู้ดูแลอยู่ครึ่งชั่วยาม ในที่สุดเขาก็เมตตาให้ข้าวต้มที่มีเม็ดข้าวเพียงไม่กี่เม็ดแก่นางหนึ่งชาม

   

   นางรีบถือข้าวต้มที่ได้มาอย่างยากลำบากเดินกลับที่พัก ระหว่างทางกลับนางก็อดใจไม่ไหว แอบดื่มไปสองอึก

   

   ปัง!

   

   หยางเปียวมองดูเฝิงเสี่ยวฮวาที่ถือชามข้าวต้มที่มีเม็ดข้าวน้อยนิดจนใช้มือเดียวก็แทบจะนับได้หมด ความโกรธพลันพุ่งขึ้นมาจนตบนางล้มลงกับพื้น

   

   ชามข้าวต้มที่นางต้องคุกเข่าขอถึงครึ่งชั่วยามจึงได้มานั้น ยามนี้หกเรี่ยราดบนพื้นเต็มไปหมด

   

   หยางเปียวมองดูเฝิงเสี่ยวฮวาที่ถูกตบล้มลงบนพื้นแล้วยังไม่หายแค้น จึงคร่อมทับบนตัวนาง ใช้มือทั้งสองบีบคอนางอย่างแรง หมายจะบีบคอนางให้ตายตกไปเสีย

   

   เฝิงเสี่ยวฮวารู้สึกราวกับความตายกำลังคืบคลานเข้ามา นางพยายามดิ้นรนขัดขืนสุดชีวิต แต่ด้วยความที่เป็นสตรี นางไม่มีเรี่ยวแรงหรือวิธีใดที่จะหลุดพ้นจากการเกาะกุมของหยางเปียวได้

   

   ในยามคับขัน มือของนางสัมผัสถูกเศษชามที่แตกกระจาย จึงคว้าเศษกระเบื้องนั้นไว้ แล้วฟาดใส่หยางเปียวอย่างรุนแรง!



 บทที่ 106: กางร่มให้ผู้อื่น


   

   เฮือก…

   

   หยางเปียวใช้มือทั้งสองข้างกุมลำคอ มองเฝิงเสี่ยวฮวาด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ คิดไม่ถึงว่าเฝิงเสี่ยวฮวาจะใจกล้าบ้าบิ่นลงมือโหดเหี้ยมทำร้ายเขาเช่นนี้

   

   เขายื่นมือทั้งสองออกมา หมายจะบีบคอเฝิงเสี่ยวฮวาให้ตายตกไปเสีย ครั้นปล่อยมือออกจากลำคอ เลือดสีแดงสดก็พุ่งกระฉูดไปทุกทิศทาง

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาตกใจจนขวัญกระเจิง นางกรีดร้องผลักหยางเปียวที่คร่อมทับอยู่บนตัวออก แล้วตะเกียกตะกายไปขดตัวอยู่มุมห้อง ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว

   

   “นาง…นางสารเลว ช่วย...ช่วยข้าด้วย…”

   

   หยางเปียวนอนคว่ำอยู่บนพื้น ยื่นมือออกไปหวังให้เฝิงเสี่ยวฮวาช่วย แต่ตอนนี้เฝิงเสี่ยวฮวาตกใจจนเสียสติไปแล้ว แค่เห็นหยางเปียวยกมือขึ้นมาก็กลัวจนต้องคว้าเสื้อผ้าขาดๆมาคลุมหัวทันที

   

   สุดท้ายมือของหยางเปียวก็ค่อยๆร่วงลง ดวงตาสองข้างเบิกกว้าง

   

   จนกระทั่งเฝิงเสี่ยวฮวาไม่ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวแล้วจึงเปิดผ้าคลุมศีรษะออก ก็เห็นหยางเปียวจ้องนางเขม็ง นางตกใจสุดขีดแล้วกรีดร้องวิ่งออกไป


   ……

   

   เมื่อครอบครัวของแม่เฒ่าฉินเดินทางมาถึงตัวอำเภอก็ตรงไปยังตลาดค้าวัวม้าทางทิศตะวันออกเป็นอันดับแรก

   

   อำเภอชิงเหอมีตลาดค้าวัวม้าสองแห่ง ทางทิศตะวันออกตลาดใหญ่กว่า ส่วนใหญ่เป็นสัตว์ที่เลี้ยงไว้ขาย ส่วนทางทิศตะวันตกจะเล็กกว่า ส่วนใหญ่เป็นวัวหรือล่อที่ชาวบ้านเพาะพันธุ์เอง หรือเป็นที่ที่ครอบครัวขาดแคลนรายได้จูงสัตว์เลี้ยงของตนมาขาย

   

   ตอนที่แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆมาถึงจุดหมาย พวกนางตกลงกับฉินเหล่าเอ้อร์ที่อยู่ด้านหลังแล้วว่าแม่เฒ่าฉินจะไปดูที่ทิศตะวันออกก่อน ส่วนฉินเหล่าเอ้อร์และคนอื่นๆ ไปตลาดทางทิศตะวันตก

   

   จากนั้นจะไปพบกันที่สำนักศึกษาเติงเคอเพื่อพบฉินลิ่งอวี่

   

   แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆ เดินดูรอบตลาดค้าวัวม้าทางทิศตะวันออก พบว่าราคาสัตว์ที่นี่ค่อนข้างสูง วัวอายุห้าปีขึ้นไปตัวหนึ่งราคายี่สิบตำลึง ล่ออายุสี่ถึงห้าปีราคาตัวละสิบตำลึง ไม่ต้องพูดถึงวัวและล่อที่อายุน้อยกว่านั้นเลย

   

   แม้ราคานี้จะเกินงบประมาณที่แม่เฒ่าฉินตั้งไว้ แต่พวกเขาก็ยังพอรับได้ เพียงแต่พวกเขาไม่ต้องการเป็นคนโง่ที่ถูกหลอก จึงต้องลองสำรวจตลาดทางทิศตะวันตกแทน

   

   เมื่อพวกเขาเดินมาถึงตลาดทางทิศตะวันตก พลันเห็นฉินเหล่าเอ้อร์กำลังคุยกับชายชราคนหนึ่งอยู่ ท่าทางของเขาดูตื่นเต้นไม่น้อย ด้านข้างมีแม่วัวลูกวัวคู่หนึ่งยืนอยู่ด้วย

   

   “เหล่าเอ้อร์ เกิดอะไรขึ้น”

   

   เมื่อเห็นแม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆเดินเข้ามา ฉินเหล่าเอ้อร์จึงรีบเล่าให้แม่เฒ่าฉินฟังอย่างกระชับ

   

   “ท่านลุงท่านนี้บอกว่าคนในครอบครัวของเขาป่วยหนัก ต้องการเงินเพื่อนำไปรักษาชีวิต! เขาวิงวอนให้พวกเราซื้อวัวของเขา แต่ว่าเขาไม่ขายแยก แต่จะขายพร้อมลูกวัว!”

   

   แม่เฒ่าฉินมองแม่วัวคู่นั้นแล้วเดินเข้าไปถามชายชรา

   

   “พี่ชายท่านนี้ วัวสองคู่นี้ราคาเท่าใดหรือ”

   

   ชายคนนั้นเห็นทันทีว่าแม่เฒ่าฉินเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจ จึงค้อมตัวคำนับก่อนตอบ “ท่านผู้มีพระคุณ วัวสองตัวนี้ยี่สิบตำลึง!”

   

   แม่เฒ่าฉินรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย วัวสองตัวยี่สิบตำลึงถือว่าราคาไม่ได้สูงนัก นางส่งเล่อเหนียงให้สวี่ซิ่วอิงอุ้ม แล้วเดินไปรอบๆ แม่วัวก่อนยื่นมือไปแหวกปากมันเพื่อดูฟัน

   

   “วัวของท่านอายุมากแล้วนะ”

   

   ลุงคนนั้นได้ยินคำพูดนั้นก็รู้ได้ทันทีว่าแม่เฒ่าฉินผู้นี้เป็นคนมีความรู้ จึงไม่กล้าปิดบัง “สหายเก่าของข้าตัวนี้อายุสิบห้าปีแล้ว เป็นลูกวัวที่ข้าบังเอิญช่วยไว้จากบนเขาเมื่อสิบกว่าปีก่อน หลังจากรักษาอาการบาดเจ็บของมันจนหายดี มันก็อยู่กับครอบครัวข้ามาตลอด พูดตามตรง ข้าไม่ได้อยากขายมันเลย”

   

   ลุงคนนั้นนั่งยองอุ้มเด็กชายตัวน้อยออกมาจากตะกร้า ยังไม่ทันพูดอะไรน้ำตาก็ไหลออกมาเสียก่อน

   

   “ข้าซุนต้าโหย่ว อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านต้าหลิว เมื่อก่อนลูกชายของข้าเป็นทหาร ทุกเดือนจะส่งเงินกลับมาบ้านเดือนละหนึ่งถึงสองตำลึง แม้ครอบครัวจะไม่ร่ำรวย แต่ก็พอประทังชีวิตได้ แต่ปีที่แล้วมีข่าวลือว่าลูกชายของข้าเสียชีวิตในสนามรบ เมื่อภรรยาของข้าได้ยินข่าวนี้ก็ล้มป่วย ไม่นานก็จากโลกนี้ไป”

   

   “ส่วนลูกสะใภ้ของข้านำเงินบำนาญของลูกชายข้าหนีไปกับชายชู้ ทิ้งหลานชายที่อายุสามขวบไว้ให้ข้าเลี้ยงดู เดือนที่แล้วหลานชายจู่ๆ ก็มีไข้สูงหลับไม่ตื่น หมอบอกว่าต้องใช้โสมช่วยประคองชีวิต แต่ข้าจะหาเงินมากขนาดนั้นได้จากที่ใด จึงจำใจต้องขายเจ้าสหายเก่าคู่นี้เพื่อหาเงินค่ารักษาให้หลานชาย”

   

   ชายชราเล่าจบก็ยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดน้ำตา ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยยามฝืนยิ้มขื่นขม “ขออภัยด้วย เรื่องน่าอับอายในครอบครัวทำให้พวกท่านต้องขบขันแล้ว”

   

   คำพูดของผู้เฒ่าซุนทำให้แม่เฒ่าฉินและสือไห่ถังน้ำตาคลอ

   

   พวกเขาก็เคยเจอเรื่องแบบนี้มาก่อน แต่พวกเขาไม่มีของในบ้านให้ขายเหมือนผู้เฒ่าซุน พวกเขาต้องแลกด้วยชีวิตของพ่อเฒ่าฉินเพื่อช่วยหลานชายสองคนไว้

   

   “เงินยี่สิบตำลึงนี้ท่านรับไว้เถิด”

   

   แม่เฒ่าฉินไม่ต่อรองราคาอีก นางหยิบเงินยี่สิบตำลึงออกมาจากอกเสื้อยื่นให้เขา นางยังใส่ใจถึงขนาดแลกเงินสิบตำลึงเป็นเงินย่อย และให้เหรียญทองแดงเพิ่มอีกหนึ่งร้อยอีแปะ

   

   “ท่านผู้มีพระคุณ นี่…นี่มันมากเกินไป” ผู้เฒ่าซุนหยิบเหรียญทองแดงที่เกินมาคืนให้แม่เฒ่าฉิน

   

   แม่เฒ่าฉินโบกมือปฏิเสธ “พี่ชายเก็บไว้เถิด ถือว่าข้าอวยพรให้เด็กน้อย”

   

   “ขอบคุณ ขอบคุณขอรับ…”

   

   ผู้เฒ่าซุนกล่าวคำขอบคุณหลายครั้ง แล้วอุ้มหลานชายพร้อมถือเงินเดินจากไป เขาต้องรีบไปโรงหมอเพื่อซื้อยาให้หลานชาย อาการป่วยของหลานชายไม่อาจรอช้าได้อีกแล้ว

   

   แม่เฒ่าฉินมองร่างที่เดินโซซัดโซเซด้วยความสงสาร ก่อนจะรีบเดินตามไปสองก้าวแล้วเอ่ยกับผู้เฒ่าซุน “หากท่านหมดหนหางหรือรักษาไม่หาย ก็ให้มาหาข้าที่หมู่บ้านตระกูลฉิน”

   

   นางตั้งใจจะให้หลี่อันช่วยตรวจอาการเด็กคนนี้ แต่หลี่อันกลับหายตัวไปทันทีที่ถึงตัวอำเภอ

   

   “ขอบคุณ ขอบคุณขอรับ” ผู้เฒ่าซุนค้อมกายคำนับแม่เฒ่าฉินอย่างซาบซึ้ง ก่อนจะอุ้มหลานชายเลี้ยวหายไปที่มุมถนน

   

   “ท่านแม่ ท่าน…”

   

   ฉินเหล่าซื่อมองมารดาของตนอย่างงุนงง การซื้อขายเสร็จสิ้นแล้วไม่ควรมีความเกี่ยวข้องกันอีก นี่ไม่ใช่สิ่งที่ท่านแม่สอนข้าหรอกหรือ เพราะเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหายุ่งยากในภายหลัง

   

   แม่เฒ่าฉินถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า “พวกเราก็เคยผ่านความยากลำบากเช่นนี้มาก่อน เมื่อพบเจอคนยากคนจนก็ควรช่วยเหลือเท่าที่จะทำได้!” นางหันไปสั่งว่า “เหล่าเอ้อร์ ฮั่นหลิน พวกเจ้าจงต้อนวัวสองตัวและล่อหนึ่งตัวนี้กลับไปก่อน พวกเราจะหาลิ่งอวี่และลิ่งหมิงก่อน แล้วจะไปรวมตัวกับพวกเจ้าอีกที”

   

   “เหล่าซานเอาเกวียนไปที่ร้านขายธัญพืช ซื้อแป้งขาวกับธัญพืชอย่างดีมาสักร้อยชั่ง เมื่อพวกเราต้องดูแลเรื่องปากท้องและความเป็นอยู่ทั้งหมดของพวกคนชราในเหล่าหลายเล่อเราต้องแก้ที่ต้นตอของปัญหา อันดับแรกคือต้องให้พวกเขาได้กินดีอยู่ดีเสียก่อน เพราะการที่ต้องเห็นพวกเขากินรำข้าวทุกวันนั้น พวกเขาคงรู้สึกไม่ดีเป็นแน่”

   

   ขณะที่พวกเขาซื้อวัวสองตัวนั้น ก็ได้ซื้อล่อผอมโซตัวที่อยู่บ้านข้างๆมาด้วยในราคาห้าตำลึง บ้านของพวกเขาจึงได้สัตว์เลี้ยงเพิ่มมาถึงสามตัวในคราวเดียว!

   

   ฉินเยาเยายื่นมือออกมาอ้อนให้ท่านย่าอุ้ม เมื่อแม่เฒ่าฉินอุ้มนางขึ้นมา นางก็คลอเคลียจนใบหน้าของแม่เฒ่าฉินเปียกชุ่มไปด้วยน้ำลาย

   

   นางชอบมองท่านย่ามาก ตอนนี้นางรู้แล้วว่าทำไมท่านถึงเป็นเสาหลักของครอบครัว นั่นก็เพราะนางเคยผ่านความทุกข์มาก่อน และไม่อยากให้ผู้อื่นต้องมาเผชิญหน้ากับสิ่งที่นางเคยเจอ ดังนั้นนางจึงมักจะคอยกางร่มให้ผู้อื่นโดยไม่รู้ตัวเสมอ



 บทที่ 107: ใจสลาย 

   

   แม่เฒ่าฉินพาครอบครัวมาถึงหน้าสำนักศึกษาเติงเคอ ประจวบเหมาะกับด้านในกำลังมีการสอบเขียนเรียงความ พวกนางจึงไม่ได้เข้าไปรบกวน เพียงแต่เอาของที่นำมาด้วยให้กับชายชราที่เฝ้าประตู ขอให้เขาช่วยส่งของให้สามพี่น้องตระกูลฉิน

   

   “พวกเจ้าลองดูว่าในแต่ละห้องยังต้องการอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ หากต้องการสิ่งใดก็รีบไปซื้อซะ แล้วค่อยมารวมตัวกันที่นี่”

   

   แม่เฒ่าฉินกล่าวกับลูกสะใภ้สองคนและหลานสะใภ้หน้าร้านผ้า สวี่ซิ่วอิงและสือไห่ถังคิดดูแล้ว ในบ้านดูเหมือนไม่มีอะไรที่ต้องซื้อเพิ่ม จึงส่ายหน้าปฏิเสธ

   

   ส่วนหลิวซิ่วเถามีของที่ต้องซื้อ จึงบอกกล่าวแม่เฒ่าฉินแล้วเดินไปยังตลาด

   

   แม่เฒ่าฉินเกรงว่าเงินในมือนางจะไม่พอ เลยให้เงินหลานสะใภ้เพิ่มอีกหนึ่งตำลึง หลิวซิ่วเถาปฏิเสธอยู่หลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ จำต้องจำใจรับเงินหนึ่งตำลึงเอาไว้

   

   สือไห่ถังเป็นห่วงว่าหลิวซิ่วเถาเดินไม่สะดวก กลัวจะถูกเอารัดเอาเปรียบจึงติดตามนางไปตลาดด้วย

   

   เจ้าของร้านผ้าเห็นแม่เฒ่าฉินและลูกสะใภ้ก็ราวกับเห็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภ ใบหน้ายิ้มแย้มดุจดอกไม้บาน รีบเอ่ยต้อนรับ เพราะสมัยนี้ลูกค้าที่ซื้อผ้าครั้งละหลายพับนั้นหายากยิ่งนัก

   

   ในภัยพิบัติเช่นนี้ ชาวบ้านแห่งแคว้นต้าหนิงที่แม้แต่ข้าวยังไม่พอยาไส้ ไหนจะมีเงินมาซื้อผ้า ช่วงเวลาสองปีนี้กิจการร้านผ้าของเขาจึงซบเซายิ่งนัก

   

   “พี่หญิง วันนี้ท่านอยากจะมาดูผ้าแบบไหนหรือขอรับ”

   

   แม่เฒ่าฉินมองรอยยิ้มกว้างราวกับดอกไม้บานของเถ้าแก่หลายก็เกือบจะหลุดหัวเราะออกมา เดิมทีเถ้าแก่หลายก็รูปร่างอ้วนท้วมอยู่แล้ว ยิ่งยามเมื่อยิ้มเช่นนี้ก็ยิ่งเหมือนพระสังกัจจายน์เข้าไปใหญ่

   

   “เถ้าแก่หลาย รบกวนเจ้าหยิบผ้าดิบสิบพับ ผ้าฝ้ายห้าพับให้ข้าที”

   

   “อะ...อะไรนะขอรับ”

   

   เมื่อเถ้าแก่หลายได้ยินจำนวนที่แม่เฒ่าฉินบอกก็ถึงกับยืนนิ่ง ตัวแข็งค้างราวกับตนเองฟังผิดไป

   

   “พี่หญิง ท่านได้โปรดทวนจำนวนอีกครั้งได้หรือไม่ขอรับ ท่านแน่ใจหรือว่าต้องการมากขนาดนี้”

   

   แม่เฒ่าฉินมองปฏิกิริยาของเถ้าแก่หลายด้วยสีหน้าเรียบเฉยก็ไม่ได้แปลกใจแต่อย่างใด ช่วงเวลานี้ครอบครัวไหนเล่าจะซื้อผ้าทีละสิบกว่าพับเช่นนี้

   

   “เถ้าแก่หลาย เจ้าไม่ได้ฟังผิดหรอก ข้าต้องการผ้าจำนวนเท่านี้ รบกวนเจ้าคิดเงินให้ข้าด้วย” แม่เฒ่าฉินหยิบยี่สิบตำลึงออกมาวางไว้บนโต๊ะพลางกล่าว

   

   เมื่อเถ้าแก่หลายเห็นดังนั้นจึงรู้ว่าแม่เฒ่าฉินไม่ได้ล้อเล่น เขาตื่นเต้นจนต้องลงมือห่อผ้าให้แม่เฒ่าฉินด้วยตัวเอง แม้แต่ลูกจ้างข้างกายจะเข้ามาช่วยก็ไม่ยอมให้ทำ

   

   “ผ้าดิบสี่ร้อยอีแปะต่อหนึ่งพับ สิบพับก็สี่ตำลึง ผ้าฝ้ายราคาสูงกว่าเล็กน้อย เจ็ดร้อยอีแปะต่อหนึ่งพับ ห้าพับก็สามตำลึง ส่วนที่เหลือข้าลดราคาให้ท่าน”

   

   เถ้าแก่ร้านคำนวณราคาผ้าอย่างรวดเร็ว เพราะเกรงว่าแม่เฒ่าฉินจะเปลี่ยนใจ

   

   แม่เฒ่าฉินกล่าว “เถ้าแก่ เท่าไหร่ก็ว่ามาเถิด ไม่ต้องหักเศษให้พวกข้าหรอก”

   

   ปีนี้เป็นปีที่ทุกคนต่างต้องเผชิญความยากลำบาก เงินห้าร้อยอีแปะสามารถซื้อผ้าดิบได้หนึ่งพับ เถ้าแก่หลายลดราคาให้นางแบบนี้ ทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจ

   

   “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ขอเพียงท่านมาอุดหนุนร้านข้าบ่อยๆก็พอ"”

   

   เถ้าแก่หลายหยิบเงินที่แม่เฒ่าฉินวางไว้บนโต๊ะขึ้นมา ใช้กรรไกรตัดออกหนึ่งส่วน นำไปวางบนตาชั่ง หนักเจ็ดตำลึงพอดิบพอดี

   

   จากนั้นจึงนำแท่งเงินที่เหลือส่งคืนให้แม่เฒ่าฉินอย่างระมัดระวัง จากนั้นหยิบผ้าแพรผืนหนึ่งซึ่งถูกพับและรัดไว้อย่างดีออกมายื่นให้แม่เฒ่าฉินพลางกล่าวว่า “พี่หญิง ข้าขอมอบผ้าแพรผืนเล็กผืนนี้ให้หลานสาวตัวน้อยไปตัดชุดสักตัวเถิด”

   

   “โอ้ เถ้าแก่หลายเกรงใจกันเกินไปแล้ว ข้าจะรับของมีค่าได้อย่างไรกัน ครั้งก่อนท่านก็ให้ผ้าข้ามาผืนหนึ่งแล้ว ครานี้จะรับอีกผืนได้อย่างไร ข้าเกรงใจยิ่งนัก”

   

   แม่เฒ่าฉินรับผ้าแพรผืนนั้นมา เพียงแค่สัมผัสเนื้อผ้า นางก็รู้ได้ทันทีว่าผ้าแพรผืนนี้มีราคาแพงนัก อย่างน้อยตอนนี้ครอบครัวของนางยังไม่มีปัญญาซื้อเสื้อผ้าที่ตัดเย็บจากผ้าราคาแพงเช่นนี้ได้

   

   “พี่หญิง ข้าไม่ได้ให้ท่านหรอก ข้าให้หลานสาวตัวน้อยต่างหาก เด็กคนนี้หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูเช่นนี้ ย่อมต้องได้สวมใส่เสื้อผ้าดีๆบ้าง”

   

   “ของมีค่าเช่นนี้ ข้ารับเปล่าๆไม่ได้หรอก ข้าขอเพิ่มเงินให้ท่านเเดี๋ยวนี้”

   

   เถ้าแก่เห็นแม่เฒ่าฉินกำลังจะควักเงินเพิ่ม จึงรีบคว้ามือแม่เฒ่าฉินไว้แล้วกระซิบว่า

   

   “พี่หญิง ข้าบอกท่านตามตรง ผ้าพวกนี้ข้าไม่ได้ซื้อมาด้วยเงินหรอก เป็นผ้าที่พวกเศรษฐีใช้แล้วหรือไม่ก็เป็นผ้าที่ช่างปักทำเสียหาย คนร่ำรวยพวกนั้นย่อมต้องเลือกสรรเป็นธรรมดา ผ้าพวกนี้เพียงแค่มีตำหนิหรือปักลายผิดไปนิดเดียว พวกเขาก็ทิ้งอย่างไม่ไยดี ข้าโชคดีนักที่มีช่องทางรับผ้าพวกนี้มา แค่เอาผ้าที่พวกเขาไม่ต้องการไปซ่อมสักหน่อย แล้วเอาเหล้าไปแลกมาสองไหก็คุ้มค่าแล้ว”

   

   คราวนี้เป็นกลับกลายเป็นแม่เฒ่าฉินที่ประหลาดใจ นางหยิบผ้าผืนนั้นขึ้นมาดูอย่างพินิจพิเคราะห์

   

   “ผ้าผืนนี้เนื้อดียิ่งนัก ไม่มีตำหนิเสียหน่อย เหตุใดพวกเขาถึงไม่ต้องการเล่า”

   

   

   เถ้าแก่หลายตอบ “ใครจะรู้ความคิดของคนในตระกูลใหญ่พวกนั้น บางทีอาจเป็นเพราะสีสดเกินไปหรืออาจเป็นเพราะไม่สามารถตัดเป็นเสื้อผ้าได้ พวกเขาไม่ได้เก็บไว้ให้เหล่าบ่าวทาสในเรือน แต่กลับโยนทิ้งอย่างไม่สนใจไยดีแทน”

   

   แม่เฒ่าฉินคุยกับเถ้าแก่หลายอีกสองสามประโยค หลิวซิ่วเถาและสือไห่ถังก็กลับมา หลังจากแม่เฒ่าฉินบอกลาเถ้าแก่หลายแล้ว พวกนางก็ออกมาจากร้าน

   

   เดิมทีเถ้าแก่อยากเรียกลูกจ้างมาช่วยแม่เฒ่าฉินขนผ้ากลับไป ทว่าแม่เฒ่าฉินปฏิเสธ แม้ว่าผ้าเหล่านี้จะหนัก แต่ก็มีฉินเหล่าซื่อที่มีพละกำลังมหาศาลอยู่ จึงไม่ใช่เรื่องลำบากยากเย็นแต่อย่างใด

   

   พวกเขาเห็นเพียงฉินเหล่าซื่อมัดผ้าทั้งหมดเข้าด้วยกัน แล้วสะพายขึ้นหลังอย่างสบายๆ แล้วเดินจากไป

   

   เถ้าแก่หลายมองแผ่นหลังของฉินเหล่าซื่อด้วยความตะลึง ในใจรู้สึกทึ่งว่าครอบครัวของแม่เฒ่าฉินนั้นซ่อนความสามารถไว้มากมายจริงๆ

   

   ดูเหมือนว่าการที่เขามอบผ้าแพรให้แม่เฒ่าฉินเพื่อสร้างความสัมพันธ์เป็นความคิดที่ถูกต้อง ครอบครัวของแม่เฒ่าฉินนี้ดูเหมือนจะเป็นครอบครัวที่มีอนาคตไกล

   

   บริเวณหน้าทางเข้าหมู่บ้านตระกูลฉิน สตรีสายตาว่องไวคนหนึ่งเห็นฉินเหล่าเอ้อร์และเฉินฮั่นหลินต้อนวัวสองตัวและล่อหนึ่งตัวกลับมา เมื่อเห็นว่าบนเกวียนเบื้องหลังยังมีผ้าอีกสิบกว่าพับและธัญพืชอีกหลายถุงก็รู้สึกอิจฉาริษยา

   

   เหตุใดพวกเขาจึงซื้อหาสิ่งของได้มากมายเช่นนี้ ขณะที่บ้านของพวกเขานั้น หากไม่ใช่เทศกาลตรุษ ก็หาได้ยอมควักถุงเงินซื้อแม้แต่ชิ้นเดียว

   

   ตลอดเส้นทาง ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลฉินต่างก็ติดตามพวกเขามา พลางชี้ชวนวิพากษ์วิจารณ์วัวและล่อสองตัวนี้อย่างไม่ขาดปาก

   

   “ซื้อสัตว์ใช้งานถึงสามตัวในคราวเดียว เช่นนี้จะต้องใช้เงินมากมายเท่าใด”

   

   “จะใช้เงินเท่าใดก็ช่างเถิด ไม่ใช่เงินของพวกเจ้าเสียหน่อย ถึงฤดูไถหว่านก็คงขอยืมพวกเขาใช้ได้กระมัง”

   

   “เหล่าเอ้อร์ วัวสองตัวกับล่ออีกหนึ่งตัวนี้ใช้เงินไปเท่าใดหรือ” สตรีผู้สอดรู้สอดเห็นผู้หนึ่งก้าวเข้ามาเอ่ยถาม

   

   “เรื่องนี้ข้าไม่ทราบหรอก เป็นท่านแม่ที่จ่ายเงินซื้อ ข้าเพียงแต่รับหน้าที่ต้อนกลับมาเท่านั้น” ฉินเหล่าเอ้อร์โยนคำถามไปให้มารดาโดยพลัน

   

   หากเป็นผู้อื่นคงยินดีตอบ แต่สำหรับสตรีตรงหน้าผู้นี้ เขาพยายามหลีกเลี่ยงมาโดยตลอด

   

   นับแต่เดือนที่แล้ว นางคอยแต่จะหาหญิงสาวมาแนะนำให้เขานับครั้งไม่ถ้วน จนเขาต้องคอยหลบหน้านางทุกคราที่พบเห็น

   

   เมื่อหัวหน้าหมู่บ้านรู้ว่าครอบครัวของแม่เฒ่าฉินซื้อสัตว์ใช้แรงงานมาถึงสามตัวก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากวัวแก่ของเขานั้นชราภาพ ทำงานหนักต่อไปอีกไม่กี่ปีก็คงสิ้นเรี่ยวแรง เขาจึงครุ่นคิดมาโดยตลอดว่า เมื่อถึงฤดูไถหว่านในครั้งต่อไปจะทำเช่นไรดี แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้จะมีทางออกแล้ว

   

   เขาคิดเช่นนั้นแล้วจึงเข้าไปดูวัวอย่างละเอียด เดินวนรอบวัวสองสามรอบ ยิ่งเดินก็ยิ่งขมวดคิ้วเขาไม่สนใจอันตราย รีบรุดเข้าไปดึงหนังวัวนั้นขึ้นพลางตรวจดูฟัน

   

   ครั้นเห็นดังนั้น จิตใจก็พลันร่วงโรยลงในบัดดล



 บทที่ 108: สมาชิกใหม่ของครอบครัว


   

   “พี่ชุนหลาน วัวตัวนี้มันดูไม่ค่อยปกตินะ”

   

   หัวหน้าหมู่บ้านดึงแม่เฒ่าฉินไปด้านข้างแล้วกระซิบบอก เพียงแค่มองปราดเดียวเขาก็เห็นแล้วว่าวัวตัวนี้อายุไม่น้อยแล้ว เขากลัวว่าแม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆไม่รู้แล้วจะถูกเอาเปรียบ

   

   แม่เฒ่าฉินเข้าใจความหมายของหัวหน้าหมู่บ้าน จึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เขาฟังอย่างละเอียด และถือโอกาสเล่าเรื่องของผู้เฒ่าซุนให้เขาฟังด้วย

   

   ครั้นหัวหน้าหมู่บ้านทำความเข้าใจกับเรื่องทั้งหมดแล้ว หัวใจที่หนักอึ้งของเขาก็คล้ายกับได้รับการปลดปล่อย

   

   ฉินเหล่าซื่อมองดูสัตว์เลี้ยงทั้งสามตัวนี้ด้วยความดีใจ จัดการให้น้ำและอาหารพวกมันอย่างดี

   

   ลิ่งผิงและลิ่งอันก็อยากจะเข้าไปใกล้ๆ แต่ถูกเฉินฮั่นหลินจับตัวไว้

   

   “พวกมันเพิ่งกลับมาอาจยังไม่คุ้นเคยกับพวกเรานัก อย่าเพิ่งเข้าไปใกล้มันเลย ถ้าบังเอิญทำให้พวกมันโมโห มันอาจจะเตะเจ้าจนกระเด็นลอยไปไกล พวกเจ้าจะเจ็บตัวเอานะ”

   

   “รออีกสองสามวันให้หญ้างอกออกมาก่อน ค่อยตัดหญ้ามาให้อาหารมัน ปล่อยให้มันคุ้นเคยแล้วค่อยไปลูบมัน”

   

   ลิ่งผิงและลิ่งอันรีบพยักหน้า แล้วดึงเสี่ยวชีและลิ่งตงให้ออกห่างจากสัตว์พวกนั้น

   

   ลิ่งผิงและลิ่งอันหวาดกลัว แต่หาใช่กับลิ่งเหวินที่ไม่หวั่นเกรงสิ่งใด เขาเอื้อมมือไปลูบขนลูกวัวตัวน้อยทันที หากไม่ใช่เพราะฉินเหล่าซื่อมือเท้ารวดเร็ว เขาคงถูกแม่วัวเตะเข้าอย่างจังแล้ว

   

   เหตุการณ์นี้ทำเอาสือไห่ถังและฉินเหล่าซานที่อยู่ข้างๆ ตกใจจนแทบขาดใจ พวกเขาทำหน้าเครียดแล้วบิดหูเด็กชายลากกลับเข้าไปในบ้าน

   

   เจ้าเด็กแสบคนนี้ปกติไม่ค่อยแสดงออก แต่ครั้งนี้พอลงมือทำก็ทำให้หัวใจทุกคนตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม

   

   บรรดาผู้อาวุโสที่มีความสุขในบั้นปลายชีวิตเห็นก็ชอบใจ บางคนเคยทำงานในทุ่งนามาทั้งชีวิต บางคนก็เคยเป็นทหารมาก่อน เช่น พ่อเฒ่าจ้าวและพ่อเฒ่าหวัง พวกเขาต่างชื่นชอบสัตว์พวกนี้มาก

   

   พ่อเฒ่าจ้าวเอ่ยอย่างจริงจัง “เหล่าซื่อ เอาสัตว์สามตัวนี้มาเลี้ยงในลานบ้านพวกเราเถอะ ลานบ้านพวกเรากว้างขวาง อีกอย่างพวกเราก็ไม่มีอะไรทำ ว่างๆจะได้ช่วยดูแลมันได้”

   

   “ใช่แล้ว ต่อไปนี้ตัดหญ้า ให้อาหาร กวาดขี้จะเป็นหน้าที่ของพวกเรา งานในทุ่งนาพวกเราทำไม่ไหวแล้ว แต่งานเบาๆแบบนี้พวกเรายังทำได้ พวกเจ้าอย่ามาแย่งพวกเราทำนะ”

   

   ผู้อาวุโสคนอื่นๆแย่งกันพูดขึ้นมา

   

   ฉินเหล่าซื่อไม่อยากรบกวนบรรดาผู้อาวุโส เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เขาสามารถทำด้วยตนเองได้ แต่เขายังไม่ทันได้อ้าปากปฏิเสธก็ถูกแม่เฒ่าฉินพูดแทรกขึ้นมาก่อน

   

   “เช่นนั้นก็ดียิ่งนัก ถ้าอย่างนั้นต่อไปนี้ก็ฝากพวกท่านด้วย พวกเราจะได้พักผ่อนบ้าง”

   

   เมื่อวานพวกเขาก็รู้แล้วว่าคนชราทั้งสิบคนจากเหล่าหลายเล่อยกที่นาทั้งหมดให้ครอบครัวฉิน อีกทั้งครอบครัวของนางยังต้องรับผิดชอบเรื่องปัจจัยสี่และเรื่องเจ็บป่วยของเหล่าคนชราด้วย

   

   แม้ว่าในหมู่บ้านจะมีคนส่วนหนึ่งที่อิจฉาริษยาครอบครัวของแม่เฒ่าฉิน แต่คนส่วนใหญ่ก็เข้าใจจุดนี้ดี

   

   หมู่บ้านตระกูลฉินของพวกเขามีความสามัคคีกลมเกลียวกันมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปกครองด้วยความกตัญญู ดังนั้นชาวบ้านจึงปฏิบัติต่อผู้สูงอายุทั้งในครอบครัวของตนเองและในหมู่บ้านด้วยความเคารพ สำหรับคนชราที่ใช้ชีวิตเพียงลำพังเหล่านี้ การมีคนดูแลย่อมทำให้พวกเขามีความสุขเป็นธรรมดา

   

   แม่เฒ่าฉินสั่ง “เหล่าซื่อ ตอนนี้ยังไม่ถึงฤดูเพาะปลูกของฤดูใบไม้ผลิ เจ้าย้ายวัวกับล่อเหล่านี้ไปที่ลานหลังบ้านของเหล่าหลายเล่อ ให้พวกอาวุโสทั้งหลายช่วยดูแล”

   

   นับตั้งแต่ครอบครัวของพวกเขาเข้ามารับหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุทั้งสิบคน งานในครัวก็เพิ่มมากขึ้น

   

   ปกติการทำอาหารแต่ละมื้อใช้คนสองคนก็เพียงพอแล้ว โดยปกติสือไห่ถังจะเป็นแม่ครัว ส่วนสวี่ซิ่วอิงหรือหลิวซิ่วเถาจะเป็นผู้ช่วย

   

   แต่ตอนนี้พวกเขาต้องใช้คนถึงสามคน และบางครั้งก็ยังทำไม่ทัน

   

   คนชราส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องฟันหรือไม่ก็มีปัญหาเรื่องระบบย่อยอาหาร ไม่สามารถกินอาหารเหมือนกับพวกเขาได้

   

   แม่เฒ่าฉินจึงสั่งลูกสะใภ้ให้ปรุงอาหารที่ง่ายต่อการเคี้ยว และพยายามทำน้ำแกงให้พวกเขาดื่มกับข้าวทุกวัน

   

   เมื่อมีเนื้อก็ต้มน้ำแกงเนื้อ เมื่อไม่มีเนื้อก็ต้มน้ำแกงผัก

   

   “แม่เฒ่าฉินอวดร่ำอวดรวยเสียจริง เพิ่งมาถึงก็จัดงานเลี้ยงใหญ่ให้หลานสาว ตอนนี้ยังซื้อวัวกับล่ออีกสามตัว กลัวคนอื่นไม่รู้ว่าพวกเขารวยหรืออย่างไร”

   

   “ดูสิ พวกนางยังซื้อผ้ามาอีกเป็นกะตั้ก คิดจะเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ทุกวันหรืออย่างไร”


   คำพูดกระแนะกระแหนมาจากปากแม่ของเถี่ยต้านที่บ้านอยู่ทางทิศตะวันตกของหมู่บ้าน น่าเสียดายที่ไม่มีใครสนใจคำพูดของนาง เพราะชาวบ้านทุกคนรู้จักนิสัยของนางดี

   

   เมื่อเห็นว่าไม่มีใครสนใจ นางก็ไม่โกรธ แต่จูงเถี่ยต้านเดินตรงเข้าไปในบ้านตระกูลฉิน แล้วพูดคุยกับแม่เฒ่าฉินว่า

   

   “ท่านป้า ข้าเห็นว่าฉินเหล่าเอ้อร์ของท่านหย่ามานานแล้ว ไม่มีสตรีคอยดูแลความเป็นอยู่ น้องสาวของข้าก็เพิ่งสูญเสียสามีไปเมื่อไม่นานมานี้ ข้าจะพานางมาพบท่าน ให้นางอยู่สร้างสัมพันธ์กับเหล่าเอ้อร์ดีหรือไม่”

   

   คำพูดของแม่เถี่ยต้านทำให้บรรยากาศที่เคยคึกคักเงียบลงทันที สีหน้าของแม่เฒ่าฉินเย็นชาลงในทันใด แม้แต่ล่อและวัวที่กำลังดื่มน้ำอยู่ก็ยังเงยหน้าขึ้นมองนางด้วยซ้ำ

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ตอนนี้หน้าแดงก่ำ ไม่ใช่เพราะความเขินอาย แต่เพราะความโกรธต่างหาก

   

   ช่วงหลายวันมานี้แม่ของเถี่ยต้านคอยลากตัวเขาไปดูตัวตลอด แม้ว่าเขาจะเอ่ยปฏิเสธไปทุกครั้ง แต่นางก็ยังไม่ยอมแพ้ ครั้งนี้จึงมาพูดจาเหลวไหลโน้มน้าวมารดาของเขา

   

   “แม่เถี่ยต้าน เรื่องของเหล่าเอ้อร์ไม่จำเป็นต้องให้เจ้ามาห่วงหรอก หากเขามีวาสนา ย่อมได้เจอภรรยาที่สวรรค์ลิขิต แต่ถ้าไม่มีวาสนา จะต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวไปตลอดชีวิต ข้าก็ไม่ว่าอะไร”

   

   แม่เถี่ยต้านจะมองไม่ออกได้อย่างไรว่าแม่เฒ่าฉินกำลังไม่พอใจ แต่นางหน้าหนาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงทำเป็นไม่เห็นแล้วพูดต่อไป

   

   “ท่านป้า แบบนั้นไม่ได้นะ ชายหนุ่มจะขาดหญิงสาวคอยดูแลได้อย่างไร น้องสาวของข้านั้นเป็นคนดี ทั้งงามทั้งเก่ง งานบ้านงานเรือนไม่ขาดตกบกพร่อง นางเป็นคนกตัญญูมาก หากนางได้แต่งเข้าบ้านท่าน นางจะปฏิบัติต่อท่านเหมือนมารดาแท้ๆแน่นอน”

   

   “ไม่จำเป็นหรอก ข้าไม่เคยคาดหวังให้ลูกสะใภ้ปฏิบัติต่อข้าเหมือนมารดาแท้ๆ ขอเพียงพวกนางไม่รังเกียจข้าก็พอแล้ว"

   

   “ท่านแม่ เราไม่เคยรังเกียจท่านเลยนะเจ้าคะ”

   

   สวี่ซิ่วอิงรีบเอ่ยปาก

   

   “ท่านป้า ข้าก็ไม่รังเกียจท่านเช่นกัน”

   

   หลิวซิ่วเถาก็รีบพูดตามทันที

   

   นางจ้องมองแม่ของเถี่ยต้านด้วยสายตาไม่เป็นมิตร นางพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร กำลังบอกว่าพวกเราไม่ได้ปฏิบัติต่อแม่เฒ่าฉินเสมือนมารดาแท้ๆหรือ

   

   แน่นอนว่ามารดาของเถี่ยต้านเห็นสายตาไม่เป็นมิตรจากสวี่ซิ่วอิงและหลิวซิ่วเถา หากแต่ก็มองข้ามสิ่งนั้นไป ตอนนี้สิ่งสำคัญคือการโน้มน้าวแม่เฒ่าฉิน คนอื่นไม่สำคัญ

   

   “ท่านป้า ข้ารู้ว่าลูกสะใภ้ทุกคนของท่านล้วนดีเลิศทุกคน แต่น้องสาวของข้าเก่งกาจไม่แพ้กัน อีกอย่างนางก็นิสัยดีมาก อนาคตจะต้องเข้ากันกับซิ่วอิงและคนอื่นๆได้แน่นอน”

   

   ก่อนที่แม่เฒ่าฉินจะได้พูด สตรีอีกคนที่ยืนดูอยู่ก็เอ่ยขึ้น “ใช่คนที่เพิ่งฆ่าชายสองคนตายหรือไม่ ไม่นานมานี้ก็ทำให้ชายอีกคนตายไป”

   

   “แม่เถี่ยจู้ ข้ากำลังคุยกับท่านป้าฉิน เจ้าพูดแทรกได้อย่างไร เจ้ามีสิทธิ์พูดด้วยหรือ”

   

   แม่ของเถี่ยจู้โดนแม่ของเถี่ยต้านด่าก็โกรธขึ้นมาทันที

   

   “เจ้ายังกล้ามาโอ้อวดน้องสาวของเจ้าว่าหน้าตาดี เป็นคนดี ใครบ้างไม่รู้ว่าน้องสาวเจ้าหน้ามีแผลเป็น แถมยังพิการ สำคัญที่สุดคือนางทำให้ชายสามคนต้องตาย”

   

   “พิการแล้วอย่างไร หลิวซิ่วเถาก็เป็นคนขาไม่ดีเหมือนกัน”



 บทที่ 109: ตั้งปณิธานจะเลี้ยงครอบครัวให้อ้วนท้วน


   

   คำพูดไร้มารยาทของแม่เถี่ยต้านทำให้ใบหน้าของหลิวซิ่วเถาซีดเผือด แต่นางกลับไม่รู้สึกตัวและยังคงโต้เถียงกับแม่ของเถี่ยจู้ต่อไป

   

   “ร่างกายมีตำหนิเล็กน้อยจะเป็นไรไป การหาภรรยาต้องหาคนที่ขยันขันแข็ง ใครจะเหมือนเจ้าที่การงานไม่ทำ มือขาวเหมือนคุณหนูจากในเมืองอย่างนั้นแหละ”

   

   ฮึ อย่าคิดว่านางไม่รู้ว่าแม่ของเถี่ยจู้คนนี้ก็กำลังสนใจฉินเหล่าเอ้อร์เหมือนกัน อย่าคิดว่านางไม่รู้ว่าตอนปีใหม่ที่หลานสาวของนางมาหา จุดประสงค์ที่แท้จริงคืออะไร

   

   ตระกูลฉินตอนนี้เป็นเหมือนขนมหวานชิ้นโต นางจำเป็นต้องส่งน้องสาวของนางเข้าตระกูลฉิน เพื่อให้น้องสาวได้กินดีอยู่ดี นางก็จะได้พลอยมีอาหารดีๆกินบ้าง

   

   “แม่เถี่ยต้าน เจ้าอยากพร่ำเรื่องไร้สาระใดก็พร่ำไป ไม่ต้องมาพาดพิงถึงข้า”

   

   “พอได้แล้ว!”

   

   แม่เฒ่าฉินตวาดเสียงดังขัดจังหวะการโต้เถียงของพวกนาง

   

   “เรื่องของเหล่าเอ้อร์ ไม่จำเป็นต้องให้พวกเจ้ามาเป็นห่วง!”

   

   แม่ของเถี่ยต้านเพิ่งจะสังเกตสีหน้าของครอบครัวตระกูลฉินว่าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ

   

   “เอ่อ...ซิ่วเถาเอ๋ย ข้าไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เจ้ารู้สึกแย่หรอกนะ เจ้าอย่าได้ถือสาหาความข้าเลย”

   

   แม่ของเถี่ยต้านเป็นคนที่ยืดได้หดได้ นางนึกถึงคำพูดที่หลุดปากไปโดยไม่ตั้งใจจึงรีบขอโทษหลิวซิ่วเถาทันที

   

   หลิวซิ่วเถาไม่ได้สนใจอีกฝ่าย แต่ดวงตากลับแดงก่ำพลางลากลูกชายกลับห้องของตนเอง ฉินเฉิงอันรีบวิ่งตามไปทันที

   

   ฉินเยาเยาเห็นป้าสะใภ้ผู้ใจดีถูกหญิงปากมากพูดจาทำร้ายน้ำใจ ปากน้อยๆของนางก็ยู่เข้าหากัน แก้มทั้งสองข้างพองออกด้วยความโกรธ มองดูแล้วเหมือนปลาปักเป้าไม่หยอก

   

   ขณะเดียวกันนางก็มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นในหัว

   

   แม่เฒ่าฉินก้าวไปด้านหน้าสีหน้าเย็นชา พูดกับชาวบ้านที่มามุงดูเรื่องสนุกและแม่ของโก่วต้าน

   

   “ขอบคุณที่พวกเจ้าให้เกียรติเหล่าเอ้อร์ของข้าเช่นนี้ แต่เรื่องของเหล่าเอ้อร์ไม่จำเป็นต้องรบกวนพวกเจ้า และข้าก็อยากขอร้องทุกคนอีกสักเรื่อง โปรดอย่ามาวุ่นวายกับชีวิตของพวกเราเกินไป ครอบครัวของข้าแค่อยากใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ถ้ามีใครมาพูดไม่ดีเกี่ยวกับครอบครัวของข้าอีก เช่นนั้นก็อย่าหาว่าข้าไม่เตือน”

   

   นับตั้งแต่แม่เฒ่าฉินมาถึงหมู่บ้านตระกูลฉิน ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่นางแสดงออกว่าโกรธ

   

   หัวหน้าหมู่บ้านได้ยินคำพูดของแม่เฒ่าฉินก็หัวเราะเยาะพลางโบกกล้องยาสูบในมือ แล้วพูดกับชาวบ้านที่มารอดูเรื่องสนุก

   

   “ข้าไม่สนว่าพวกเจ้ามีแผนการอะไร ข้าขอให้พวกเจ้าเก็บความคิดเหล่านั้นเสีย ตระกูลฉินยังต้องดูแลผู้อาวุโสทั้งสิบคน แต่ละวันพวกเขาทำงานหนักมากแล้ว ข้าขอเตือนพวกเจ้า หากผู้ใดทำร้ายตระกูลฉิน ข้าจะลบชื่อเจ้าออกจากหนังสือลำดับวงศ์ตระกูลและถูกเนรเทศออกจากหมู่บ้าน!”

   

   ต้องยอมรับว่าคำพูดของแม่เฒ่าฉินทำให้ชาวบ้านตกใจกลัวได้ไม่น้อย พวกเขาพูดพึมพำสองสามคำก่อนจะแยกย้ายกันไป แม่ของเถี่ยต้านยังอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เมื่อเห็นสีหน้าของแม่เฒ่าฉินก็ไม่กล้าเอ่ยปากออกมา

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นชาวบ้านแยกย้ายกันไปหมดแล้ว จึงอุ้มหลานสาวไปยังห้องของหลิวซิ่วเถา

   

   เวลาผ่านไปสองเดือน หลังจากฉินเยาเยาฝึกคลานในท่ากบมานาน ตอนนี้นางสามารถคลานได้ทั่วทั้งพื้นแล้ว

   

   ใช่แล้ว นางเริ่มคลานได้แล้ว

   

   ด้วยความพยายามและการเยาะเย้ยของพี่ชายหลายคน ตอนนี้นางก็เริ่มเรียนรู้วิธีการคลานที่ถูกต้อง ตอนนี้เตียงทั้งหลังกลายเป็นอาณาจักรของนาง

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นผ้าห่มและหมอนที่เพิ่งจัดเรียบร้อยถูกหลานสาวดึงยุ่งเหยิงอีกครั้งก็ไม่ได้โกรธ ปากยังเอ่ยชมเปาะ

   

   สวี่ซิ่วอิงถือชามใส่โจ๊กไก่ฉีกที่ต้มเสร็จแล้วเดินเข้ามา เห็นใบหน้าแดงระเรื่อของลูกสาวพลันเอ่ยอย่างเอ็นดู

   

   “เด็กคนนี้พลังเหลือล้น มีแรงมากกว่าลิ่งผิงกับลิ่งอันยามนั้นเสียอีก” สวี่ซิ่วอิงกล่าวพลางยิ้ม

   

   ตอนนี้แม่เฒ่าฉินกลายเป็นคนหลงหลานสาวหัวปักหัวปำ เวลาเผชิญหน้ากับฉินเยาเยา นางจะมองด้วยสายตาเอ็นดูมากกว่าใคร ไม่ว่าฉินเยาเยาจะทำอะไรก็ดีไปหมด แม้แต่ตอนนางถ่ายหนักก็ยังรู้สึกว่าหอม

   

   “มีแรงก็ดีแล้ว เล่อเหนียงของบ้านเราต้องมีแรง ร่างกายแข็งแรง”

   

   สวี่ซิ่วอิงรู้สึกชินชากับการที่แม่สามีมองลูกสาวของนางด้วยความเอ็นดูเกินควรแล้ว นางได้แต่เคาะชามข้าวลูกสาวอย่างจนปัญญา

   

   เล่อเหนียงได้ยินเสียงก็รีบหันหัวกลับ คลานเข้าไปหามารดาทันที มือน้อย ๆ คว้าเสื้อผ้าของสวี่ซิ่วอิงราวกับต้องการตั้งหลักลุกขึ้นยืน แต่น่าเสียดายที่ขาของนางยังไม่มีแรงมากพอ พยายามอยู่นานก็ยังไม่สำเร็จ

   

   แม่เฒ่าฉินที่อยู่ข้างๆ เห็นแล้วก็ดีใจ รีบรับชามจากมือของสวี่ซิ่วอิงแล้วนั่งลงบนเตียง

   

   เล่อเหนียงคลานเข้าไป เมื่อเห็นว่ามีเพียงโจ๊กไก่ฉีกชามเดียวก็รู้สึกไม่พอใจ

   

   นางอยากกินเนื้อ

   

   เนื้อที่ใช้มือทั้งสองข้างจับแทะได้

   

   ตั้งแต่นางมีฟัน นางก็หลงใหลการแทะน่องไก่ โดยเฉพาะการใช้มือทั้งสองข้างจับน่องไก่แทะก็ยิ่งชอบ นางไม่ชอบโจ๊กและยังเกลียดมันมากด้วย

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นหลานสาวพองแก้มก็รู้ว่านางกำลังโกรธ จึงรีบปลอบว่า “หลานรักเอ๋ย พวกเราดื่มโจ๊กก่อนดีไหม รอถึงตอนเย็น ข้าจะให้แม่เจ้าฆ่าไก่ตัวหนึ่ง เอาน่องมาให้เจ้าแทะดีหรือไม่”

   

   เมื่อได้ยินคำสัญญาของย่า เล่อเหนียงจึงส่งเสียงอ้อแอ้อย่างดีใจ อ้าปากให้ย่าป้อนโจ๊ก

   

   การเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ผลิเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ

   

   ตระกูลฉินตื่นแต่เช้าตรู่ ไล่ต้อนวัวและล่อไปยังที่นา ลูกวัวตัวนั้นตอนนี้สูงเกือบเท่าวัววัยเจริญพันธุ์ตัวหนึ่งแล้วเพราะการเลี้ยงดูของฉินลิ่งเหวินและคนอื่นๆมาสองเดือนเต็ม และสามารถช่วยทำงานได้แล้ว

   

   ในบ้านตระกูลฉินนั้น นอกจากแม่เฒ่าฉินที่อยู่บ้านเลี้ยงหลานสาวและทำอาหารแล้ว คนอื่นๆทั้งหมดล้วนลงไปทำงานที่นา

   

   ลิ่งอวี่และเพื่อนๆที่สำนักศึกษาก็ได้หยุดเรียนเพราะฤดูเก็บเกี่ยวมาเยือน

   

   พ่อเฒ่าจ้าวและผู้สูงอายุต่างออกมาช่วยถอนหญ้าอย่างขยันขันแข็ง

   

   เมื่อลิ่งอวี่กลับมาเห็นสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ในบ้านก็ดีใจมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นลูกวัวตัวใหม่ เด็กๆแย่งกันจูงมันไม่หยุด ทั้งยังไม่ลืมตั้งชื่อให้มันด้วย

   

   แม่วัวชื่อต้าฮวา ลูกวัวชื่อฟาไจ้ ล่อชื่อชิงชิง!

   

   แม้ว่าแม่เฒ่าฉินและคนอื่นจะสงสัยว่าทำไมเด็กๆถึงตั้งชื่อแบบนี้ให้พวกมัน แต่ถึงกระนั้นก็ไม่มีผู้ใดเอ่ยห้าม และปล่อยให้เด็กๆทำตามใจชอบ

   

   ฉินเยาเยาเห็นคนในบ้านออกไปแต่เช้าและกลับมาค่ำ ตัวนางเองที่ช่วยอะไรไม่ได้จึงรู้สึกกระวนกระวายใจ ได้แต่แสดงวรยุทธเปลี่ยนของให้ท่านย่าดูทุกวัน

   

   วันนี้ไก่สองตัว พรุ่งนี้ห่านสามตัว บางทีอาจจะเป็นกระต่าย

   

   มะรืนนี้ก็เป็นหัวไช้เท้าและผักกาดขาวสดๆอีกกอง หรือแม้แต่ผักป่าที่มีสรรพคุณทางยาก็มี

   

   ช่วงนี้ไก่ เป็ด ปลา และกระต่ายในพื้นที่มิติของนางเริ่มล้นอีกแล้ว นางปวดหัวจนอยากจะเอาออกมาทิ้งทั้งหมดเลยทีเดียว

   

   ฤดูใบไม้ผลิมาถึงแล้ว สิ่งมีชีวิตทั้งหมดกำลังเริ่มผสมพันธุ์ ลูกหมูในพื้นที่มิติของนางก็วิ่งไปทั่วจริงๆ

   

   นางคิดจะปล่อยหมูสองตัวออกมาผสมพันธุ์ เพื่อปรับปรุงคุณภาพของหมูในยุคนี้ แต่เมื่อนางเห็นคนในครอบครัวออกไปแต่เช้าและกลับมาอีกทีตอนค่ำมืด เหนื่อยจนสายตัวแทบขาด นางก็ล้มเลิกความคิดนั้นไป

   

   เพราะหากจะเลี้ยงหมูสักตัวก็ต้องหาข้ออ้างมากมายเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย การสร้างคอกหมูล้วนเป็นงานหนัก นางไม่อยากให้ครอบครัวต้องเหนื่อยเพิ่ม

   

   อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้ก้อนสีดำใต้ซุ้มองุ่นของนางก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร ยังคงติดอยู่ที่เดิม ไม่เห็นสภาพที่แท้จริงของมัน

   

   ส่วนต้นหญ้าเพลิงมรณะสองต้นที่ได้มาใหม่นั้นกลับเติบโตอย่างงอกงาม เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง

   

   สองสามวันนี้ การแสดงวรยุทธของหลานสาวก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป นางก็รับไว้ทั้งหมด หลานสาวให้อะไรมานางก็ทำอย่างนั้น ไม่เสียดายเลยแม้แต่น้อย

   

   เพราะการไถนาและเก็บเกี่ยวเป็นช่วงที่เหนื่อยที่สุดในรอบปี หากไม่ได้กินดีๆสักมื้อ จะมีแรงทำงานได้อย่างไร

   

   ดังนั้น อาหารการกินของตระกูลฉินในช่วงนี้จึงอุดมสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ทุกวันมีทั้งปลาและเนื้อ พร้อมข้าวขาว

   

   คนในตระกูลฉินต่างก็กินอย่างมีความสุข แต่กลับทำให้ลุงป้าบ้านข้างๆตกใจกลัว พวกเขามองอาหารที่ส่งมาให้ แต่ไม่กล้าแตะต้องเป็นเวลานาน

   

   หากกินเช่นนี้ เมื่อผ่านพ้นฤดูเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิไปแล้ว พวกเขาจะยังมีเสบียงเหลือให้กินอีกหรือไม่



บทที่ 110: สร้างสำนักศึกษาในหมู่บ้าน


   

   ผู้เฒ่าในหมู่บ้านกลัวว่าตระกูลฉินจะมีอาหารการกินไม่เพียงพอ ทุกครั้งที่เห็นพวกเขานำอาหารอันโอชะมาส่งก็รู้สึกทรมานใจยิ่งนัก พวกเขามักจะกินเพียงแค่ครึ่งหนึ่งให้อิ่มท้อง แล้วเก็บอาหารที่เหลือไว้กินมื้อถัดไป

   

   ครั้งหนึ่งอาหารที่ฉินเหล่าซื่อนำมาวางไว้บนเตาถูกมดขึ้นยั้วเยี้ย พวกเขากินมันเข้าไปอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไร ทำให้ฉินเหล่าซื่อโกรธจนเทอาหารทั้งหมดบนเตาทิ้ง พวกเขาถึงได้เลิกนิสัยแบบนั้น

   

   หลังจากที่ผู้เฒ่าทั้งสิบคนกินอาหารเสร็จ หัวหน้าหมู่บ้านก็แวะมาเยี่ยมเยียนพวกเขาสักหน่อย ผลลัพธ์คือเห็นหมั่นโถวสีขาวเนียนก้อนอวบ ผักป่าผัดไข่ แค่เห็นก็รู้สึกว่าน้ำย่อยในกระเพาะกำลังทำงาน

   

   เขาอดใจไม่ไหวเดินเข้าไปหยิบหมั่นโถวมาหนึ่งลูก เขาแบ่งหมั่นโถวเป็นสองส่วน จากนั้นคีบไข่ใส่เข้าไป

   

   ช่วงฤดูเพาะปลูกเช่นนี้ นอกจากแม่เฒ่าฉินจะต้องดูแลเด็กๆ และทำอาหารที่บ้านแล้ว นางยังมีงานเพิ่มอีกหนึ่งอย่างหนึ่งคือหาแผ่นไม้มาแผ่นหนึ่ง แขวนรูปวาดเด็กน้อยมงคลไว้ และจุดธูปสักการะทุกวัน

   

    ช่วงนี้เล่อเหนียงนำของออกมาทุกวัน ทุกครั้งที่นางเห็นของเหล่านั้นก็รู้สึกหวาดกลัว กลัวว่าจะทำให้บุญวาสนาของเล่อเหนียงสั้นลง

   

   แม่เฒ่าฉินจึงคิดวิธีอันชาญฉลาด โดยใช้แผ่นไม้แขวนรูปเด็กน้อยมงคล แล้วจุดธูปสักการะ หวังว่าจะใช้วิธีนี้ชดเชยอายุขัยของเล่อเหนียง

   

   เล่อเหนียงแสดงท่าทีปลงตก ท่านย่าอยากจะทำอะไรก็แล้วแต่นางเถิด ขอเพียงท่านย่ามีความสุขก็พอ

   

   ขณะที่ทั้งครอบครัวกำลังวุ่นวายอยู่กับงานของแต่ละคน ฉินเยาเยาก็ไม่อาจอยู่เฉยได้

   

   นาผืนเล็กภายในพื้นที่มิติต้องปลูกธัญพืช สวนผักต้องปลูกผัก ทั้งยังต้องให้อาหารลูกสัตว์ที่วิ่งเพ่นพ่านไปทั่วภูเขา สิ่งสำคัญที่สุดของพื้นที่มิติคือแปลงสมุนไพรของนางที่มีการขยายพื้นที่กว้างออกไปอีก นางต้องปลูกโสมและเห็ดหลินจือ รวมถึงสมุนไพรชั้นดีบางอย่างลงไป

   

   หญ้าเพลิงมรณะยังคงเติบโตอย่างเขียวชอุ่ม แต่เล่อเหนียงก็ยังไม่รู้ว่ามันมีประโยชน์อะไรไม้ผลบนภูเขาเริ่มบานสะพรั่ง องุ่นก็เริ่มผลิดอกแล้วเช่นกัน แต่ก้อนสีดำน่าสงสัยใต้องุ่นนั้นยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง

   

   เหมืองทองคำบริเวณเทือกถูกเปิดออกอีกเล็กน้อย นางยังสามารถใช้มือขุดทองคำก้อนเล็กๆ ขนาดเท่าเล็บออกมาได้

   

   จำนวนงานทั้งหมดในพื้นที่ขนาดเล็กนี้รวมกันแล้วก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ช่างน่าสงสารทารกน้อยที่เพิ่งจะคลานได้เช่นนางจริงๆ ฉินเยาเยายุ่งหัวหมุนตลอดทั้งวัน หากมีเวลาว่างก็จะแอบงีบหลับสักตื่น ทำให้แม่เฒ่าฉินชมหลานสาวให้ทุกคนฟังว่าเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย ไม่เคยสร้างความวุ่นวายเลย

   

   หลังจากทำงานยุ่งแบบนี้มาเกือบครึ่งเดือน ในที่สุดภารกิจที่ตระกูลฉินได้รับมอบหมายก็เสร็จสมบรูณ์ เวลานี้พวกเขาสามารถพักผ่อนได้อย่างสบายใจแล้ว

   

   ตระกูลฉินมีที่ดินของตัวเองสิบหมู่รวมกับที่ดินยี่สิบหมู่ของผู้เฒ่าเหล่าหลายเล่อ รวมทั้งหมดสามสิบหมู่ พวกเขาทั้งหมดช่วยกันหว่านเมล็ดเรียบร้อย

   

   ปลูกข้าวยี่สิบหมู่ ปลูกถั่วแปดหมู่ ที่เหลืออีกสองหมู่ปลูกผักและถั่วชนิดต่างๆ พอถึงฤดูเก็บเกี่ยว พวกเขาก็จะมีอาหารพอให้สัตว์สามตัวกินได้ตลอดฤดูหนาว

   

   เป็นเรื่องยากที่พวกเขาจะมีเวลาว่างเช่นนี้ ทุกคนในตระกูลฉินต่างนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ กว่าจะตื่นมาอีกทีก็เป็นเวลาเที่ยงของวันรุ่นขึ้นแล้ว

   

   แม่เฒ่าฉินตักเนื้อหมูขึ้นมาจากบ่อน้ำหนึ่งชิ้น หยิบผักกาดขาวออกมาสองหัว ตั้งใจจะทำเกี๊ยวไส้หมูผักกาดขาว เมื่อลิ่งผิงและลิ่งอันได้ยินว่าผู้เป็นย่าจะทำเกี๊ยว ก็กระโดดลุกขึ้นจากเตียงทันที

   

   สือไห่ถังและสวี่ซิ่วอิงรีบเข้าไปช่วยสับไส้เนื้อ นวดแป้ง ส่วนหงอวี่เข้าไปขอแบ่งผักไปเลี้ยงวัวสักสองสามใบ หลังจากอยู่ด้วยกันมาระยะหนึ่ง หัวใจที่ปิดกั้นของหงอวี่ก็ค่อยๆเปิดกว้างขึ้น

   

   เขาไม่ได้เงียบขรึมพูดน้อยและคอยดูแลเล่อเหนียงคนเดียวอีกต่อไป เรียกได้ว่าตอนนี้เขาร่าเริงกว่าหลิ่งเหวินเสียอีก

   

   พวกฉินลิ่งอวี่กำลังเก็บสัมภาระเพราะพรุ่งนี้พวกเขาจะต้องเดินทางกลับสำนักศึกษาแล้ว

   

   ฉินเหล่าซานกำลังวางแผนในใจว่าจะรอให้งานบ้านเสร็จสิ้นในอีกไม่กี่วัน แล้วค่อยเริ่มทำกิจการเล็กๆกับภรรยา ตอนนี้เขากำลังหาไม้อยู่ที่ลานหลังบ้าน เสียงสับไม้ดังสนั่นหวั่นไหว

   

   ในขณะที่ครอบครัวฉินกำลังวุ่นวายอยู่นั้น หัวหน้าหมู่บ้านก็มาเยือนถึงบ้าน

   

   “เจ้ามาได้จังหวะพอดีเลย ประเดี๋ยวเกี๊ยวก็สุกแล้ว” แม่เฒ่าฉินเอ่ยพลางเชื้อเชิญให้หัวหน้าหมู่บ้านนั่งลง

   

   หัวหน้าหมู่บ้านนั่งลงพลางจิบชาหนึ่งคำ “พี่ชุนหลาน ข้ามาครั้งนี้เพื่อปรึกษาเรื่องหนึ่งกับเหล่าเอ้อร์ ไม่ทราบว่าเขาอยู่บ้านหรือไม่”

   

   “อยู่ๆๆ เขาอยู่ที่ลานหลังบ้านน่ะ” แม่เฒ่าฉินตอบพลางสั่งให้เสี่ยวชีไปเรียกฉินเหล่าเอ้อร์

   

   “ท่านอา ท่านมีธุระอะไรกับข้าหรือ”

   

   หัวหน้าหมู่บ้านนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วจึงเอ่ยว่า “เมื่อไม่กี่วันก่อนข้าได้ปรึกษากับผู้อาวุโสสาม พวกข้าเห็นว่ามีเพียงการศึกษาเท่านั้นที่จะพาชีวิตไปสู่อนาคตที่ดี ดังนั้นจึงอยากจะตั้งสำนักศึกขึ้นในหมู่บ้าน เพื่อให้เด็กๆในหมู่บ้านได้เรียนหนังสือ เมื่ออนาคตออกไปข้างนอกจะได้ไม่ถูกผู้คนเอารัดเอาเปรียบเพียงเพราะไม่รู้หนังสือ ติดแต่ว่าหมู่บ้านของเราไม่มีอาจารย์ ข้าจึงอยากจะปรึกษาเจ้าว่า เจ้าจะสามารถรับหน้าที่เป็นอาจารย์สอนเด็กๆได้หรือไม่”

   

   “ส่วนค่าตอบแทนนั้น ทางหมู่บ้านจะเป็นผู้จ่ายให้ เดือนละหนึ่งตำลึงเงิน พร้อมข้าวสารหนึ่งกระสอบ เจ้าคิดอย่างไรบ้าง”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ย่อมตอบตกลงด้วยความยินดีอย่างยิ่ง เดิมทีเขาก็คิดจะออกไปหางานทำอยู่แล้ว ครั้นมีงานใกล้บ้านและยังสามารถดูแลครอบครัวได้ เขาย่อมไม่ปฏิเสธแน่นอน

   

   แม่เฒ่าฉินดีใจ เห็นได้ชัดว่าตอนนี้ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวนางดีขึ้นเรื่อยๆ

   

   เวลานี้เกี๊ยวสุกได้ที่แล้ว หัวหน้าหมู่บ้านทนการรบเร้าของตระกูลฉินไม่ไหว สุดท้ายจึงถูกบังคับให้อยู่กินเกี๊ยวร้อนๆด้วยกันก่อนหนึ่งมื้อ

   

   …...…


   เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น

   

   พวกเด็กๆออกเดินทางกลับสำนักศึกษาแล้ว ขณะเดียวกัน ฉินเหล่าซานและภรรยาติดตามพวกเขาเข้าไปในอำเภอด้วย ทั้งสองอยากไปดูว่าตอนนี้ขนมชนิดไหนขายดีที่สุดในอำเภอ

   

   ส่วนสำนักศึกษาของหมู่บ้านตระกูลฉินก็เริ่มก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ

   

   สำนักศึกษาตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน ตั้งขึ้นในบริเวณบ้านตระกูลผาง

   

   แต่เดิมตระกูลผางก็เป็นตระกูลใหญ่ในหมู่บ้าน ทว่าเมื่อหลายปีก่อน ขณะเดินทางออกนอกหมู่บ้านได้เจอกับโจรภูเขา ทำให้ทั้งครอบครัวถูกปลิดชีพ ดังนั้นบ้านหลังนี้จึงไร้ผู้อยู่อาศัย และอยู่ภายใต้การดูแลของหมู่บ้าน

   

   เมื่อชาวบ้านได้ยินว่าจะมีการเปิดสำนักศึกษา โดยฉินเหล่าเอ้อร์จะเป็นอาจารย์ด้วยตัวเอง ก็ตื่นเต้นและช่วยเหลือพวกเขาด้วยความยินดี

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ผู้นี้เป็นใครกัน เขาเป็นถึงบัณฑิตถงเซิงเชียวนะ อีกทั้งยังเป็นคนที่ชาวบ้านรู้จัก การให้เขามาสอนความรู้ให้เด็กๆย่อมทำให้ทุกคนรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง

   

   ด้านหนึ่งตักน้ำมาเช็ดหน้าต่าง อีกด้านหนึ่งใช้ไม้ไผ่ปัดกวาดใยแมงมุมบนเพดาน

   

   คนหนุ่มคนสาว คนเฒ่าคนแก่ ต่างพากันถือขวานขึ้นเขาไปตัดไม้ เพื่อนำมาเสริมความแข็งแรงให้กับคานและวงกบประตู

   

   ผู้อาวุโสสามนำกลอนคู่มาติดไว้บริเวณประตู

   

   “ภารกิจอันยิ่งใหญ่มาจากความเหนื่อยยาก ขอให้ทุกท่านถือใต้หล้านี้เป็นหน้าที่ของตน


   การสร้างผลงานต้องอาศัยความพากเพียร ขอให้เจริญรอยตามปราชญ์โบราณ จงอย่าลืมความรู้ดีที่มีอยู่ในตัว”

   

   ในไม่ช้าสำนักศึกษาก็ได้รับการทำความสะอาดจนสะอาดเอี่ยมอ่อง ต่อไปคือการกำหนดรายชื่อเด็กที่จะเข้าเรียน

   

   เนื่องจากเพิ่งเริ่มเปิดสำนักศึกษา หลังจากปรึกษาหารือกันแล้ว ชาวบ้านจึงตัดสินใจรับเด็กเข้าเรียนเพียงยี่สิบคนก่อน

   

   เรื่องนี้ทำให้หมู่บ้านตระกูลฉินที่เคยสงบสุขเกือบจะเกิดเรื่องทะเลาะวิวาทขึ้น แม้ว่าตอนนี้ทุกครอบครัวจะลำบากยากจน แต่โอกาสดีๆเช่นนี้หาได้ยาก พวกเขาจึงยอมประหยัดเพื่อส่งลูกหลานไปเรียนหนังสือ

   

   เพราะพวกเขาได้รับความทุกข์ทรมานจากการไร้การศึกษามามากเกินไปแล้ว พวกเขาไม่อยากให้ประวัติซ้ำรอย เพียงแค่สามารถอ่านออกเขียนได้ แม้จะเพียงเล็กน้อย พวกเขาก็จะไม่เป็นผู้ไร้การศึกษาอีกต่อไป อนาคตเมื่อออกไปทำงานข้างนอก พวกเขาจะไม่ถูกเอาเปรียบอีกต่อไป

   

   สุดท้ายหัวหน้าหมู่บ้านก็ต้องออกมาไกล่เกลี่ย โดยให้เด็กที่มีอายุแปดปีขึ้นไปเข้าเรียนได้ ส่วนเด็กที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ก็ให้รอจนกว่าจะถึงอายุที่กำหนด

   

   เสียงประทัดดังสนั่นหวั่นไหว สำนักศึกษาของหมู่บ้านตระกูลฉินเปิดทำการเรียนการสอนอย่างเป็นทางการแล้ว



จบตอน

Comments