lucky kid ep11-20

  บทที่ 11: กินลูกตนเอง

   

   กินลูกตนเอง!

   

   ฉินเยาเยาซ่อนตัวอยู่ในอ้อมกอดของมารดา ทอดมองดูคนกลุ่มนั้น หัวใจพลันเย็นเยียบ

   

   แม้หลายวันมานี้ นางได้เห็นความโหดร้ายของยุคแห่งสงคราม และพยายามอย่างหนักเพื่อให้ทุกคนในครอบครัวตระกูลฉินได้อิ่มท้อง

   

   แต่ในตอนนี้ นางเพิ่งเข้าใจความหมายที่แท้จริงของยุคแห่งสงคราม

   

   กินลูกตนเองเพื่อประทังชีวิต ช่างโหดร้ายเหลือเกิน

   

   ภัยความอดอยากเช่นนี้ แม้แต่มนุษย์ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นมนุษย์ได้อีกต่อไป

   

   นางขยับเข้าใกล้มารดาโดยไม่รู้ตัว เสียงหัวใจของผู้เป็นแม่นั้นทำให้นางรู้สึกสงบอย่างมาก

   

   นางรู้สึกโชคดีจริงๆ ที่ได้เกิดในครอบครัวที่อบอุ่นและรักใคร่ แม้ว่าป้าสะใภ้รองจะน่ารำคาญไปบ้าง

   

   สวี่ซิ่วอิงรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของฉินเยาเยา จึงก้มลงมองเห็นสีหน้าของลูกสาวไม่สู้ดีนัก รีบตบบ่าปลอบโยนเบาๆ

   

   แม่เฒ่าฉินได้ยินเสียงจึงเหลือบมองไปที่หลานสาว คิดว่าหลานสาวคงจะตกใจ จึงเอ่ยสั่ง “พวกเจ้าทั้งสาม เก็บข้าวของ พวกเรารีบไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้”

   

   ทุกคนในครอบครัวตระกูลฉินได้ยินดังนั้น จึงรีบเก็บข้าวของอย่างคล่องแคล่ว

   

   ทันใดนั้น ฉินเหล่าซานก็ร้องขึ้นว่า “แล้วลิ่งเวินกับลิ่งผิงเล่า”

   

   “เมื่อครู่ยังนั่งอยู่ข้างหลังข้าอยู่เลย”

   

   ฉินลิ่งอวี่รีบออกตามหา แต่บริเวณใกล้เคียงกลับไม่มีวี่แววของเด็กน้อยทั้งสอง

   

   ทุกคนในครอบครัวต่างร้อนใจ พากันออกตามหา

   

   ฉินเยาเยายื่นนิ้วน้อยๆ ชี้ไปไกลๆ พลางส่งเสียงอ้อแอ้

   

   ทุกคนในตระกูลฉินมองตามไปยังทิศที่นางชี้ พลันคิดอะไรออก สีหน้าจึงเปลี่ยนไปในทันที

   

   ฉินเหล่าซื่อรีบคว้าขวานเล่มโตที่พบเจอบนภูเขา วิ่งไล่ตามกลุ่มคนเหล่านั้นไปอย่างรวดเร็ว

   

   ส่วนฉินเหล่าเอ้อร์กับฉินเหล่าซานก็ชักดาบตามไปติดๆ

   

   ฉินลิ่งอวี่ ฉินลิ่งเฟิงและฉินลิ่งหมิงต่างก็คว้าไม้ไล่ตามไปติดๆ

   

   “สะใภ้รอง สะใภ้สาม รีบมาดูแลเล่อเหนียงกับข้าวของให้ดี!”

   

   แม่เฒ่าฉินออกคำสั่งกับเฝิงเสี่ยวฮวาและสือไห่ถัง

   

   จากนั้นนางก็รีบตามไป

   

   “พี่น้องทั้งหลาย ข้าขอรบกวนถามสักหน่อย พวกท่านเห็นลูกหลานของข้าที่ซุกซนชอบเที่ยวเล่นบ้างหรือไม่”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์เข้าไปขวางด้านหน้าพวกเขาไว้ แล้วเอ่ยถามด้วยท่าทีสุภาพ

   

   “ไม่เห็น รีบไสหัวไป อย่ามาขวางทางพวกข้า!”

   

   ชายร่างใหญ่ผู้มีรอยแผลเป็นบนใบหน้ากล่าวเสียงดังอย่างดุร้าย แต่แววตาที่ลอกแลกไปมาของเขากลับเปิดเผยพิรุธบางอย่างออกมา

   

   “พี่น้องทั้งหลาย พวกเราก็เป็นผู้อพยพจากทางเหนือ เดินทางมาถึงที่นี่ด้วยความยากลำบาก ทุกคนต่างก็ลำบากพอกันทั้งนั้น หากลูกหลานของข้าซุกซนจนวิ่งมาถึงที่นี่ รบกวนพวกท่านช่วยพาเขากลับมาด้วย พวกเราก็จะได้แยกย้ายกันไป ต่างฝ่ายต่างอยู่ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มิเช่นนั้น ต่อให้พวกข้าต้องแลกด้วยชีวิตก็จะเอาชีวิตพวกท่านไว้ให้ได้!”

   

   ฉินเหล่าซานและคนอื่นๆ ยกมีดเล่มยาวที่สะท้อนแสงขึ้น ขณะที่ฉินลิ่งอวี่กับพี่น้องที่วิ่งตามหลังมาก็ยกไม้สูงเช่นกัน

   

   “ข้าบอกว่าไม่เห็นก็คือไม่เห็น พวกเจ้ามิใช่จะหาเรื่องกระมัง!”

   

   พูดจบ ดวงตาของคนร่างใหญ่ประดับรอยแผลเป็นที่ใบหน้าก็เบิกกว้างขึ้น มือที่ถือมีดก็ฟาดฟันเข้าหาฉินเหล่าซื่อ

   

   “พี่น้องทั้งหลาย มีคนมาหาเรื่องพวกเรา จัดการมัน!”

   

   เมื่อเห็นดังนั้น บรรดาผู้ติดตามของคนร่างใหญ่ก็กรูกันเข้าไปหาฉินเหล่าเอ้อร์และฉินเหล่าซาน

   

   ดวงตาของฉินเหล่าซื่อเยือกเย็นลง พลันยกขวานขึ้นรับคมมีดของคนร่างใหญ่ จากนั้นก็ยกเท้าถีบอีกฝ่ายกระเด็นไปด้านข้างอย่างแรง

   

   แล้วจึงหันหลังกลับ ใช้สันขวานฟาดฟันใส่กลุ่มคนที่เหลือ

   

   ฉินลิ่งอวี่อาศัยจังหวะนี้ย่องไปด้านหลังพวกมัน แล้วเปิดกระสอบที่บรรจุสิ่งของจนตุงออก

   

   พอเห็นสิ่งที่อยู่ในกระสอบ เขาก็ตาแดงก่ำ ก่อนจะตะโกนออกมา “ลิ่งเหวิน ลิ่งผิง!”

   

   ภายในกระสอบบรรจุร่างของฉินลิ่งเหวินกับฉินลิ่งผิงที่หมดสติอยู่

   

   ฉินเหล่าซื่อเห็นลูกและหลานนอนหมดสติ ดวงตาก็แดงก่ำ ร้องคำรามออกมาด้วยความโกรธแค้น ก่อนจะยกขวานในมือขึ้นฟาดฟันอย่างรุนแรง

   

   เลือดสาดกระเซ็น เพียงชั่วพริบตาเดียว ชายผู้หนึ่งก็ศีรษะหลุดกระเด็นออกจากบ่า

   

   คมขวานฟาดฟันอีกครา ชายอีกผู้หนึ่งก็ถูกผ่าเป็นสองท่อน

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์และฉินเหล่าซานต่างก็ถือมีดเข้าฟาดฟันกลุ่มคนเหล่านั้นเช่นกัน

   

   แม้พวกเขาจะมีจำนวนน้อยกว่า แต่ทุกคนล้วนถืออาวุธอยู่ในมือ อีกทั้งตลอดเส้นทางที่ผ่านมาล้วนได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากฉินเยาเยา ทุกคนจึงมีร่างกายกำยำแข็งแรง บวกกับความแค้นที่สุมอกราวกับถูกปีศาจเข้าสิง ทุกครั้งที่ลงมือล้วนแม่นยำและโหดเหี้ยม

   

   แม้แต่ฉินเหล่าเอ้อร์ที่ไร้ซึ่งวรยุทธ์ก็ยังสังหารคนไปได้ถึงสองคน

   

   ส่วนคนร่างใหญ่ที่มีรอยแผลเป็นบนใบหน้านั้นได้ตกอยู่ในภวังค์หวาดผวา นั่งตัวแข็งทื่ออยู่บนพื้นร้องคร่ำครวญไม่หยุดปากว่า “ยังไม่ตาย พวกเขายังไม่ตาย!”

   

   พวกเขาก็แค่ผ่านทางมาเห็นคนอื่นมีเนื้อกิน เกิดความโลภขึ้นมา ประกอบกับทำใจฆ่าลูกตนเองไม่ลง จึงได้ลงมือจับเด็กสองคนนี้มาเพื่อสนองความหิว

   

   ใครจะไปคาดคิดว่าครอบครัวที่ดูใจดีเช่นนี้ กลับโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้!

   

   บอกจะฆ่าก็ฆ่าจริงๆ!

   

   ในที่สุด ฉินเหล่าซื่อที่คลั่งแค้นก็ได้สติกลับคืนมาในขณะที่ปลายขวานจ่ออยู่ที่คอของชายที่หน้ามีแผลเป็น เขาเตะไอ้หน้าแผลเป็นล้มลงกับพื้น ก่อนจะปักขวานลงข้างๆศีรษะของมัน จากนั้นก็วิ่งเข้าไปอุ้มฉินลิ่งผิงขึ้นมาพลางเอานิ้วมือแตะที่ปลายจมูก

   

   ครู่ใหญ่ ฉินเหล่าซื่อก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก แล้วพยักหน้าให้แก่พี่น้อง

   

   ฉินเหล่าซื่ออุ้มหลานและลูกขึ้นมาอย่างหยาบๆ และพากลับไปที่พัก

   

   ฉินเหล่าซานดึงขวานของฉินเหล่าซื่อขึ้นมา จากนั้นก็เตะไอ้หน้าแผลเป็นอย่างแรง “ไสหัวไป!”

   

   ฉินเหล่าซานกวาดตามองไปยังพวกที่นอนร้องโอดครวญอยู่บนพื้นแล้วถ่มน้ำลายลงพื้น ก่อนจะพาคนอื่นๆเดินกลับไปที่พัก

   

   พวกมันกล้าคิดร้ายกับเด็กๆ พวกมันสมควรตาย!

   

   “เด็กๆเป็นอย่างไรบ้าง”

   

   แม่เฒ่าฉินเดินเข้ามาหา พลางมองดูหลานทั้งสองที่หมดสติไปด้วยความปวดใจ น้ำตาไหลริน มือของนางลูบไล้ไปมา คิดจะอุ้ม แต่ก็ไม่รู้จะอุ้มใครก่อนดี

   

   “ท่านแม่ ข้าตรวจดูแล้ว ที่หลังคอของพวกเขาเป็นรอยแดง คาดว่าน่าจะถูกตีจนสลบไป”

   

   “ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว เร็วเข้า รีบกันเถอะ” แม่เฒ่าฉินรีบเร่ง

   

   ทุกคนเพิ่งสังเกตเห็นว่า ผู้ชายในครอบครัวทุกคนอยู่ที่นี่ยกเว้นฉินลิ่งอัน จึงรีบวิ่งกลับที่พัก

   

   การที่ปล่อยให้พวกสตรีและเด็กๆอยู่กันเพียงลำพังนั้น นับว่าอันตรายยิ่งนัก

   

   ฉินเหล่าซื่อจึงส่งเด็กทั้งสองให้ฉินเหล่าเอ้อร์และฉินเหล่าซานอุ้ม จากนั้นจึงเร่งฝีเท้ากลับไปอย่างรวดเร็ว

   

   ทว่าสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น!

   

   ในเวลานี้ สัมภาระของครอบครัวฉิน กระสอบบรรจุข้าวสารว่างเปล่า เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มกระจัดกระจายเกลื่อนกลาด หม้อดินเผาสองใบแตกเป็นเสี่ยงๆ

   

   สวี่ซิ่วอิงกำลังกอดฉินเยาเยาไว้แนบอก ขณะที่มืออีกข้างก็จูงฉินลิ่งอันไว้ ดวงตาทั้งสองข้างของนางดูเลื่อนลอย

   

   สือไห่ถังยืนอยู่ตรงหน้านางพร้อมกับไม้ในมือ ส่วนเฝิงเสี่ยวฮวานั้น หลบซ่อนอยู่ใต้ร่มต้นไม้ใหญ่ไม่ไกลนัก

   

   “เหล่าซื่อ เหล่าเอ้อร์ เหล่าซาน พบลิ่งเหวินกับลิ่งผิงหรือไม่”

   

   ปกติสือไห่ถังเป็นสตรีที่มีนิสัยห้าวหาญ แต่ในยามนี้ เมื่อได้พบหน้าบุรุษในบ้าน ก็ยังอดกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

   

   แม้แต่ฉินเยาเยาที่อยู่ในห่อผ้า ยังชะเง้อคอมองออกไปด้านนอกพลางส่งเสียงอ้อแอ้ในลำคอ ‘พี่ที่น่ารักเช่นนี้ จะเกิดเรื่องร้ายแรงไม่ได้’

   

   ฉินเหล่าซื่อรีบตอบ “พี่สะใภ้สาม พวกเราเจอเด็กๆแล้ว พวกเขาปลอดภัยดี กำลังตามมา”

   

   “พบเจอก็ดีแล้ว พวกเราถูกพวกมันปล้นเสบียงไป พวกเจ้าเพิ่งจากไป พวกมันก็กรูกันเข้ามา พวกมันมีจำนวนมาก ข้าป้องกันไว้ไม่ไหว ซิ่วอิงตกใจกลัวมาก”

   

   สวี่ซิ่วอิงเพิ่งได้สติกลับคืนมา พลันโผเข้าไปในอ้อมกอดของฉินเหล่าซื่อ แล้วร้องไห้ออกมา “เหล่าซื่อ เจ้าหายไปไหนมา เจ้ารู้หรือไม่ว่า เกือบไปแล้ว เกือบจะถูกพวกมันฉวยเอาตัวเล่อเหนียงไปแล้ว...”

   

   “พวกมันจะจับเล่อเหนียงไปกิน ฮือๆๆ”

   

   ฉินเหล่าซื่อได้ยินดังนั้นก็โกรธจนตัวสั่น หากไม่ติดว่าต้องรีบกลับไป เขาแทบอยากจะเข้าไปสับพวกมันเป็นชิ้นๆเสียเดี๋ยวนี้

   

   ทว่าสิ่งสำคัญอันดับแรกคือต้องปลอบขวัญภรรยาของตนก่อน เขาจึงโอบกอดสวี่ซิ่วอิงไว้ในอ้อมแขน แล้วปลอบเบาๆว่า “ไม่เป็นไรแล้ว ภรรยาข้า ข้ากลับมาแล้ว พวกมันจะไม่มีวันกล้ามาที่นี่อีก”

   

   ฉินเยาเยาอยู่ตรงกลางระหว่างบิดาและมารดา ใบหน้าเล็กๆ แดงก่ำด้วยความเขินอาย



บทที่ 12: ชมเล่อเหนียงเล่นกล


   

   เฝิงเสี่ยวฮวากระโดดออกมาพลางกล่าวว่า “พวกนั้นช่างไร้ยางอายยิ่งนัก พวกมันกล้าแม้แต่จะปล้นเสบียงของพวกเรา”

   

   “น่าเจ็บแค้นที่สุดคือแม้แต่แพะพวกมันก็ยังเอาไปด้วย แพะตัวนั้นข้ายังไม่ได้กินแม้แต่คำเดียวเลย เสียแรงเลี้ยงพวกมันแท้ๆ”

   

   ฉินเหล่าซื่อจ้องมองเฝิงเสี่ยวฮวาอย่างเย็นชา ไม่อยากจะต่อปากต่อคำกับนาง

   

   พี่สะใภ้สามยังรู้จักปกป้องสัมภาระและคน แต่พี่สะใภ้รองผู้นี้ พอมีของดีก็กระตือรือร้นยิ่งกว่าใคร ทว่าพอมีเรื่องก็วิ่งเร็วกว่ากระต่ายเสียอีก

   

   ตอนแรกหากไม่ใช่ว่าเหล่าเอ้อร์เผลอไปชั่วขณะ หญิงเห็นแก่ตัวเช่นนี้จะได้แต่งเข้าบ้านเป็นภรรยาของพี่ชายรองของเขาได้อย่างไร

   

   จนกระทั่งแม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆ กลับมาได้ยินว่าเสบียงถูกปล้น สีหน้าจึงไม่สู้ดีนัก

   

   เฝิงเสี่ยวฮวากระโดดไปมาพลางพูดจาถากถางว่า แม่เฒ่าฉินไม่ควรเก็บแพะตัวนั้นไว้ น่าจะฆ่ากินเนื้อเสียตั้งนานแล้ว

   

   แม่เฒ่าฉินยกกล้องยาสูบฟาดไปที่นางทันที

   

   “หุบปากเสีย หากเจ้ากล้าพูดอีกคำ ข้าจะโยนเจ้าไปให้หมาป่ากินบนเขานั่นแหละ อย่างไรสมัยนี้บ้านไหนๆ ก็ไม่ขาดสะใภ้หรอก”

   

   “ข้าวปลาอาหารมิใช่ข้าทำหายเสียหน่อย พวกท่านมีกำลัง มีอาวุธก็ไปเอาคืนจากพวกมันสิ มาลงที่ข้าทำไม”

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาบ่นพึมพำพลางใช้มือป้องศีรษะ นางถูกฉินเหล่าเอ้อร์จ้องมองอย่างดุร้าย ก่อนจะถูกดึงตัวไปด้านข้าง

   

   แม่เฒ่าฉินรับเด็กทารกมาไว้ในอ้อมแขน เมื่อเห็นฉินเยาเยาแม้ใบหน้าจะมีรอยแดงเล็กน้อย แต่ดวงตากลับเปล่งประกายสดใส ไม่ได้ดูหวาดกลัวอย่างที่คิด นางจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก

   

   “เล่อเหนียงของย่า ไม่ได้ตกใจกลัวใช่หรือไม่”

   

   “ไม่ต้องกลัวนะ ย่ากลับมาแล้ว ย่าจะปกป้องเล่อเหนียงเอง!”

   

   ฉินเยาเยายิ้มกว้าง พ่นน้ำลายเป็นฟองตอบกลับ พลางยื่นมือเล็กๆออกมาหวังจะสัมผัสใบหน้าของนาง แต่ด้วยความที่ยังเด็กนัก จึงพลั้งมือตบเข้าที่ใบหน้าของนางเต็มแรง

   

  เพียะ!

   

   แม่เฒ่าฉินหัวเราะเสียงดังอย่างเอ็นดู “ช่างเถิด ตบก็ตบไปเถิด ขอเพียงทุกคนในครอบครัวปลอดภัยก็เพียงพอแล้ว เรื่องอื่นมิใช่เรื่องสำคัญ ครั้งก่อนก็พวกเรามิใช่หรือที่กินผลไม้ กินพืชผัก จนเดินมาถึงที่นี่ได้”

   

   “ยิ่งไปกว่านั้น มีเล่อเหนียงที่เป็นดั่งดวงดาวแห่งโชคลาภอยู่ที่นี่ พวกเรายังจะกลัวอดตายอีกหรือ”

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาเม้มปากเล็กน้อย นางต้องการจะเอ่ยสิ่งใดบางอย่างออกมา แต่ถูกฉินเหล่าเอ้อร์จ้องมองอย่างดุดัน นางจึงได้แต่เงียบ

   

   “เก็บข้าวของเถิด พวกเราต้องรีบเดินทางกันในคืนนี้ ที่นี่อยู่ไม่ได้แล้ว”

   

   เฝิงเสี่ยวฮวากลอกตาอย่างเหยียดหยัน ทารกตัวเล็กๆคนเดียว พวกเจ้ายังนับถือราวกับเป็นเทพเสียอย่างนั้นละ

   

   เด็กน้อยฉินเยาเยาซุกอยู่ในอ้อมกอดของท่านย่า นั่งอยู่บนแคร่หามชั่วคราวที่เหล่าซานและเหล่าซื่อช่วยกันทำขึ้น และครอบครัวตระกูลฉินก็ถือคบเพลิงออกเดินทางอีกครั้ง

   

   คิ้วเล็กๆของเยาเยาขมวดเข้าหากัน พยายามครุ่นคิดอย่างหนักว่าจะช่วยเหลือครอบครัวได้อย่างไร


   เมื่อวานตอนที่ท่านย่าลงจากภูเขามาเกิดพลาดท่าล้มลง บาดเจ็บที่เท้า เมื่อครู่นี้เพราะเรื่องของพี่ชายทั้งสองท่านย่าจึงรีบร้อนเดินตามไป ตอนนี้เท้าของท่านย่าน่าจะเจ็บหนักขึ้นเป็นแน่

   

   น่าเสียดายที่สมองเล็กๆของนางยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ ไม่นานนักก็ผล็อยหลับไป

   

   เมื่อฉินเยาเยาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ท้องฟ้าก็สว่างแล้ว

   

   นางนอนอยู่ในอ้อมแขนของมารดา ใบหน้าดูไม่ค่อยสู้ดีนัก

   

   นางอยากปัสสาวะ!

   

   ถึงแม้ว่าตอนนี้ร่างกายของนางจะเป็นเพียงทารกน้อยที่ยังไม่ครบเดือน แต่จิตวิญญาณของนางคือผู้ใหญ่ การให้นางทำเปียกราดในผ้าอ้อมนั้น นางทำไม่ได้จริงๆ

   

   ฉินเยาเยาอยากจะปลุกท่านแม่ แต่เมื่อมองดูมารดาผู้ให้กำเนิดที่อยู่ในอ้อมกอดของท่านพ่อ นอนหลับอย่างสบาย มีรอยคล้ำใต้ตาปรากฏชัดเจน นางจึงอดสงสารไม่ได้

   

   ตอนที่นางใกล้จะกลั้นไว้ไม่อยู่ แม่เฒ่าฉินผู้เฝ้ายามอยู่ก็สังเกตเห็นว่าเยาเยาตื่นแล้ว

   

   นางเดินเข้ามาอุ้มฉินเยาเยาไปด้านข้าง แก้ผ้าห่อตัวออก แล้วให้ฉินเยาเยาฉี่

   

   เมื่อปลดปล่อยแล้ว ดวงตากลมโตของฉินเยาเยาก็เริ่มมองไปมา

   

   แม่เฒ่าฉินมองดูดวงตากลมโตที่มองไปมาของหลานสาวตัวน้อย นางหัวเราะเบาๆ เอื้อมมือไปแตะที่ศีรษะเล็กๆของเยาเยา

   

   “เจ้าเด็กน้อยเจ้าเล่ห์คนนี้ คิดแผนอะไรอีกแล้ว”

   

   ฉินเยาเยาอ้าปากเล็กๆพ่นฟองน้ำลายออกมา มือเล็กๆแกว่งไปมาไม่หยุด “อื้อ อื้อ อื้อ”

   

   “ดีๆๆ ไปกันเถิด” แม่เฒ่าฉินพูดด้วยความเอ็นดู

   

   นางอุ้มฉินเยาเยาเดินออกไป นางรู้ว่าเจ้าเด็กน้อยนำโชคคนนี้ของนางกำลังจะเล่นกลอีกแล้ว

   

   หลังจากเดินออกไปได้ไกล แม่เฒ่าฉินก้มมองดูหลานสาวตัวน้อย กำลังจะพูดคุยด้วย แต่เกือบจะถูกไข่ไก่และไก่ที่กระพือปีกอยู่บนพื้นทำให้ตกใจจนสิ้นสติ

   

   นางกวาดสายตามองไปรอบๆอย่างตื่นตระหนก เมื่อพบว่าไม่มีผู้ใดอยู่บริเวณนั้น นางจึงคลายใจลง แล้วจึงเอ็ดใส่ฉินเยาเยาอย่างหมั่นเขี้ยว

   

   “เจ้าเด็กคนนี้ เกือบทำให้ย่าตกใจตายแล้วรู้ตัวบ้างหรือไม่”

   

   ฉินเยาเยารู้สึกผิดเล็กน้อย นางเอาแต่ห่วงว่าคนในบ้านจะได้กินอาหารเช้าหรือยัง จึงรีบย้ายของออกไปเพื่อให้พวกเขากินจนอิ่มท้อง

   

   แต่กลับลืมไปว่าต้องทักทายท่านย่าก่อน

   

   ดูสิ ท่านย่าถึงกับตกใจขนาดนี้

   

   ฉินเยาเยารีบยิ้มกว้างให้ท่านย่าอย่างน่ารัก

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นแล้วถึงกับใจละลาย รีบอุ้มหลานสาวขึ้นมากอดแนบอกแน่นไม่สนใจว่าหลานจะรังเกียจหรือไม่ แล้วหอมแก้มนุ่มๆของหลานไปสองฟอดใหญ่

   

   ดวงตาของแม่เฒ่าฉินแดงก่ำ สวรรค์ช่างเมตตาตระกูลฉินของพวกเรา ที่ส่งเทพธิดาน้อยผู้น่ารักและแสนรู้เช่นเจ้าตัวน้อยมาเกิดในตระกูลของนาง

   

   จากนั้น นางจึงรวบชายเสื้อของตนทำเป็นถุง ใส่ไข่ไก่ทั้งหมดลงไป แล้วอุ้มเยาเยาไว้แนบอกและถือไก่ไว้ในมือ ฮัมเพลงเบาๆเดินกลับที่พัก

   

   เมื่อกลับมาถึง ทุกคนในครอบครัวก็ตื่นกันแล้ว

   

   พวกเขาเห็นไก่ตัวอ้วนที่อยู่ในมือแม่เฒ่าฉิน ต่างก็แสดงความยินดีออกมาอย่างปิดไม่มิด

   

   “ท่านแม่ เจ้าไก่ตัวนี้ท่านจับมาจากที่ใดกันเจ้าคะ ตัวใหญ่น่าดู”

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาเอ่ยถามพลางมองไก่ในมือท่านแม่อย่างตะกละตะกลาม

   

   แม่เฒ่าฉินตอบกลับอย่างไม่สบอารมณ์นัก “เก็บได้แถวข้างทางนั่นละ เห็นอยู่เป็นฝูงเชียว”

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาได้ยินดังนั้นก็คิดอะไรบางอย่าง ก่อนจะเอ่ยว่า “ไก่ตัวเดียวคงไม่พอพวกเรากินหรอก ข้าออกไปจับมาอีกสองสามตัวดีกว่า”

   

   ว่าจบนางก็วิ่งออกไป

   

   ส่วนคนอื่นๆ ได้แต่มองตามหลังเฝิงเสี่ยวฮวาเหมือนกับมองคนโง่

   

   “สะใภ้สาม เจ้ารับไก่ไปทำความสะอาดเถิด จะได้กินกันให้อิ่มท้องแล้วเดินทางกันต่อ”

   

   สือไห่ถังรับคำ แล้วรับไก่กับไข่ไก่ไปจัดการ

   

   ส่วนเหล่าซื่อกับเหล่าซานก็ช่วยกันก่อเตาอย่างง่ายๆขึ้นมา

   

   ฉินลิ่งอวี่นั่งอยู่ใต้ร่มไม้ คอยดูแลฉินลิ่งเหวินและฉินลิ่งอันที่ยังไม่ฟื้น


   เด็กๆพากันนั่งยองมองดูไก่ที่ยังกระพือปีกด้วยความสนใจ ดวงตากลมโตฉายแววฉงนสงสัย

   

   “ท่านย่า ไก่ตัวนี้อ้วนจัง ท่านย่าจับมันได้อย่างไรขอรับ”

   

   “ก็จับมันมาแบบนี้นี่ละ” แม่เฒ่าฉินตอบอย่างคลุมเครือ

   

   “ลิ่งเหวินกับลิ่งอันยังไม่ฟื้นอีกหรือ” แม่เฒ่าฉินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล ขณะมองดูหลานทั้งสองที่ยังคงไม่ได้สติ

   

   ฉินเยาเยาเอื้อมมือป้อมๆออกไปคว้าหาพี่ชายพลางส่งเสียงอ้อแอ้ในลำคอ

   

   นางอยากไปดูพี่ชายทั้งสอง

   

   สวี่ซิ่วอิงคิดว่าลูกสาวหิว จึงรีบเข้าไปรับนางมาจากอ้อมแขนของแม่เฒ่าฉิน ก่อนจะหันหลังแล้วป้อนนมใส่ปากของนาง

   

   ฉินเยาเยารู้สึกเหมือนมีบางอย่างนุ่มๆ ถูกยัดเข้ามาในปากโดยไม่ทันตั้งตัว นางจึงเริ่มดูดตามสัญชาตญาณ

   

   นางได้แต่ถอนหายใจอย่างเงียบงัน พลางคิดในใจว่าช่างเถอะ ขอเพียงได้อิ่มท้องก่อนแล้วค่อยว่ากัน

   

   เมื่ออิ่มหนำสำราญแล้ว ฉินเยาเยาก็เอนศีรษะเล็กๆของนางลง แล้วหลับใหลไป

   

   ท่ามกลางห้วงนิทรา ฉินเยาเยารู้สึกราวกับว่ามีสิ่งบางอย่างที่นางหลงลืมไป



 บทที่ 13: นักกินตัวยง


   

   ยามตะวันทอแสง พวกเขาก็ได้กลิ่นหอมของอาหารที่ปรุงสุกพร้อมทานแล้ว

   

   ด้วยไร้ซึ่งข้าวสารและหม้อดินเผา จึงทำได้เพียงนำใบไม้แปลกตานั้นมาห่อหุ้มไก่และไข่ไก่ไว้ แล้วโยนลงเผาไฟจนสุก ประกอบกับกลิ่นหอมละมุนของใบไม้เข้ากับกลิ่นเนื้อไก่แสนเย้ายวน ก่อเกิดเป็นกลิ่นเฉพาะตัวที่ลอยอบอวลอยู่ในอากาศ

   

   แม้แต่ฉินเยาเยายังตื่นขึ้นเพราะได้กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์นี้

   

   ทุกคนในครอบครัวได้รับไข่คนละฟองและเนื้อไก่ พวกเรากินอย่างเอร็ดอร่อยและอิ่มหนำสำราญ

   

   สือไห่ถังยื่นไข่ในมือให้ฉินเหล่าซาน จากนั้นก็หยิบปีกไก่ที่แทบไม่มีเนื้อติดอยู่แล้วขึ้นมากัดกิน

   

   ในยามที่บ้านเมืองวุ่นวายเช่นนี้ หากพวกเราอยากมีชีวิตรอดก็ต้องพึ่งพาพวกผู้ชาย

   

   แม้ตัวเองจะกินน้อยลงไปบ้างก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยขอให้สามีได้กินให้อิ่มท้องก็เพียงพอแล้ว

   

   ฉินเหล่าซานเหลือบมองสือไห่ถังด้วยแววตาสำนึกผิด แต่สุดท้ายก็ยอมรับไข่แล้วกินเข้าไป

   

   ส่วนแม่เฒ่าฉินก็ยื่นไข่ในมือให้ฉินเหล่าซื่ออีก แต่ฉินเหล่าซื่อก็ผลักมันกลับคืนไป

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาราวกับไม่เห็นการกระทำของพวกเขา กลืนไก่และไข่ในมือลงท้องอย่างรวดเร็ว นางคว้าแม้กระทั่งไข่ที่ฉินลิ่งอวี่ลูกชายคนโตกินไปครึ่งหนึ่ง

   

   “โอ้โห! ป้าสะใภ้สาม ไก่นี้อร่อยจริงๆ”

   

   เสี่ยวลิ่วพูดขณะกำลังกัดเนื้อบนน่องไก่


   เขาหันไปเห็นฉินเยาเยากลืนน้ำลายมองพวกเขากิน

   

   “น้องสาว ให้เจ้า!” เขากลืนน้ำลายส่งน่องไก่ไปที่ปากของฉินเยาเยา

   

   “น้องสาวยังเด็ก ยังกินเนื้อไม่ได้ เจ้ากินเถิด”

   

   แม่เฒ่าฉินลูบหัวหลานตัวน้อยที่รู้ความ พลางพูดด้วยรอยยิ้ม

   

   “น่าสงสารน้องสาวจริงๆ เนื้ออร่อยขนาดนี้ก็กินไม่ได้”

   

   “แต่ไม่ต้องห่วง พี่ชายโตขึ้นจะหาเงินเยอะๆ แล้วเอาน่องไก่มาสร้างบ้านหลังใหญ่ให้เจ้า นอนกินอยู่ในนั้นเลย”

   

   เสี่ยวลิ่วพูดอย่างเศร้าใจขณะมองน้องสาว

   

   “ข้าก็จะหาเงินให้ได้มากๆ เพื่อซื้อเนื้อให้น้องสาวกิน” เสี่ยวเอ้อร์รีบยกมือประกาศอย่างแข็งขัน

   

   “ข้าด้วย ข้าไม่เพียงแต่จะซื้อเนื้อให้น้องสาวกินมากๆเท่านั้น ข้าจะซื้อเสื้อผ้าที่งดงามและเครื่องประดับให้กับน้องสาว แต่งตัวให้น้องสาวสวยกว่านางฟ้าบนสวรรค์”

   

   เสี่ยวซานเอ่ยขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้พลางยกมือขึ้นเช่นกัน

   

   “และข้า…”

   

   “พอแล้ว พอแล้ว พวกเจ้าทุกคนล้วนเป็นพี่ที่ดีของน้องสาว เป็นหลานที่น่ารักของย่า”

   

   ยามที่ผู้คนแก่ชราลง สิ่งที่ปรารถนามีเพียงความสงบสุขของลูกหลานและความปรองดองในครอบครัว เมื่อมองดูหลานๆที่น่ารักทั้งหลาย แม่เฒ่าฉินรู้สึกปลาบปลื้มยินดีจนริ้วรอยบนใบหน้าดูจางลงไปมาก

   

   ฉินเยาเยามองเหล่าพี่ชายที่กำลังเล่นกันอย่างซุกซนอยู่เคียงข้างท่านย่า ความอบอุ่นหลั่งไหลเข้าสู่หัวใจของนาง

   

   ในชาติก่อน ฉินเยาเยาใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวมาโดยตลอด

   

   พ่อของนางเป็นทหารที่ประจำการอยู่บริเวณชายแดน ส่วนแม่เป็นแพทย์ทหาร ทั้งสองท่านเสียชีวิตในระหว่างปฏิบัติหน้า หลังจากนั้น นางจึงถูกเลี้ยงดูโดยรัฐบาล

   

   ด้วยอิทธิพลจากรัฐบาลและเพื่อนร่วมรบของพ่อและแม่ ทำให้นางเดินตามเส้นทางเดียวกับพวกท่าน กลายเป็นแพทย์ทหารที่มีความสามารถ

   

   ในการรบป้องกันชายแดนครั้งหนึ่ง นางสละชีวิตเพื่อช่วยเหลือเพื่อนทหารที่ได้รับบาดเจ็บ นางฝ่าเข้าไปในแดนศัตรูเพื่อพาตัวพวกเขากลับมา แต่กลับถูกกระสุนพุ่งเจาะหน้าอกจนสิ้นใจ

   

   แม้ในชาติก่อนนางจะไม่ขาดสิ่งใด แต่กลับไม่เคยได้สัมผัสถึงไออุ่นของครอบครัว

   

   ในชีวิตนี้ นางได้สัมผัสถึงมันแล้ว และตัดสินใจว่าจะต้องปกป้องไออุ่นนี้ไว้ให้จงได้

   

   “ท่านแม่ อีกไม่นานคงถึงอำเภอจี้โจวแล้วกระมังขอรับ” ฉินเหล่าซื่อเอ่ยปากถามขึ้นมาอย่างกะทันหัน

   

   แม่เฒ่าฉินตอบรับว่า “ใช่แล้ว พอข้ามภูเขาลูกนี้ไปก็จะเข้าเขตอำเภอจี้โจวแล้วละ”

   

   ฉินเหล่าซื่อและฉินเหล่าซานสบตากัน จากนั้นเอ่ยปากขึ้นด้วยท่าทีกระวนกระวาย “ท่านแม่ พวกเราขอหยุดพักที่นี่สักครึ่งวันได้หรือไม่ขอรับ ข้ากับพี่สามอยากไปดูแถวนี้เผื่อจะมีสมุนไพรบ้าง จะได้เก็บมาขาย”

   

   “ว่าอย่างไรนะ พวกเจ้าสองคน อยากทิ้งพวกข้าไว้ที่นี่รอความตาย แล้วหนีเอาตัวรอดไปสองงั้นหรือ”

   

   แม่เฒ่าฉินยังไม่ทันได้เอ่ยปาก เฝิงเสี่ยวฮวาก็โวยวายเสียงดังราวกับไก่ร้อง

   

   นางเท้าเอวจ้องเขม็งไปที่ฉินเหล่าซานและฉินเหล่าซื่อ ปากก็พร่ำด่าไม่หยุด

   

   แม่เฒ่าฉินเพียงปรายตามอง นางก็รีบหุบปากนั่งยองๆอยู่บนพื้นเหมือนไก่

   

   “พวกเจ้าอยากจะเก็บสมุนไพรไปขายหรือ”

   

   “ท่านแม่ ข้าเห็นว่าลิ่งเหวินกับลิ่งผิงดูเหมือนจะไม่ได้เป็นอันใดมาก แต่ผ่านมาเนิ่นนานแล้วก็ยังไม่ฟื้น ข้ารู้สึกไม่สบายใจยิ่งนัก” ฉินเหล่าซื่อตอบ

   

   ฉินเหล่าซานก็เอ่ยเสริมว่า “ท่านแม่ ข้าสังเกตเห็นว่า ดูเหมือนจะยังไม่มีผู้ใดเคยเหยียบย่างเข้ามาในที่แห่งนี้ สมุนไพรยังคงมีอยู่อีกมากมายนัก พร้อมกับเมื่อวานนี้ พวกเราต้องหลบหนีผู้คนเหล่านั้น จึงต้องเดินอ้อมเขามาในเส้นทางลัดนี้ พวกเราจึง...”

   

   “ในเมื่อจะหาก็หาด้วยกันทั้งหมด หาได้เท่าใดก็เท่านั้น เกิดภัยสงครามเช่นนี้ สิ่งที่ขาดแคลนมากที่สุดก็คือยาสมุนไพร”

   

   แม่เฒ่าฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น คนอื่นๆ ได้ยินดังนั้นก็รีบกินอาหาร แล้วเริ่มออกตามหาสมุนไพรกัน

   

   “โอ๊ย! ข้าเอวเคล็ด ขอพักสักครู่เถิด”

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาเอามือกุมเอวพิงอยู่กับต้นไม้ ส่งเสียงเจ็บปวดออกมาเบาๆ

   

   แม่เฒ่าฉินเหลือบมองเฝิงเสี่ยวฮวาอย่างเย็นชา ก่อนจะออกคำสั่งกับคนอื่นๆว่า “เก็บข้าวของแล้วออกเดินทางหาสมุนไพรไปพลาง หากผู้ใดเดินไม่ไหว ก็ให้อยู่รอเป็นอาหารหมาป่าที่นี่”

   

   คนอื่นๆได้ยินดังนั้น ต่างพากันเงียบเสียงลง แต่ทุกคนล้วนรู้ดีว่า คำพูดนั้นหมายถึงใคร

   

   ยามพ่อเฒ่าฉินมีชีวิตอยู่เคยเป็นหมอเร่ร่อน พี่น้องตระกูลฉิน นอกจากฉินไห่เฉิงแล้ว ทุกคนล้วนเติบโตขึ้นมากับวิธีการรักษาโรค รู้จักโรคภัยไข้เจ็บเล็กๆน้อยๆบ้าง

   

   พวกเขาต่างรู้จักสมุนไพรทั่วไปเป็นอย่างดี

   

   ขณะนั้นเอง เสี่ยวลิ่วที่กำลังช่วยหาสมุนไพรอย่างแข็งขัน เกิดสะดุดล้มลง สมุนไพรในมือกระจัดกระจายเต็มพื้น

   

   “ท่านย่า ท่านพ่อ ที่นี่มีหัวไชเท้าหัวโตด้วย!”

   

   เสี่ยวลิ่วมองสิ่งที่ทำให้ตนสะดุดล้ม พลางร้องด้วยความดีใจ

   

   หัวไชเท้าหัวนี้ดูท่าจะอร่อยมากทีเดียว

   

   เขาไม่ได้กินหัวไชเท้ามานานแล้ว จำไม่ได้แล้วว่ารสชาติเป็นอย่างไร ไม่รู้ว่าหัวไชเท้าหัวนี้จะหวานหรือไม่

   

   เมื่อได้ยินคำพูดของเสี่ยวลิ่ว ฉินเยาเยาเผยยิ้มกว้าง

   

   พี่ชายของนางผู้นี้ แม้ดูไม่ค่อยเฉลียวฉลาดนัก แต่เรื่องกินนั้นไว้ใจได้เลย

   

   ขนาดยังไม่รู้ว่าหัวไชเท้าคืออะไร เขายังรู้ว่ามันน่าอร่อยเลย

   

   ยิ่งไปกว่านั้น นี่ไม่ใช่หัวไชเท้า

   

   แต่มันคือโสมร้อยปีที่นางเคลื่อนย้ายออกมาจากพื้นที่มิติ

   

   เป็นสิ่งที่นางตั้งใจจะมอบให้ครอบครัว นำไปแลกเปลี่ยนเป็นค่าใช้จ่าย

   

   คำพูดของท่านพ่อทำให้นางคิดได้ นางไม่สามารถแก้ปัญหาความเป็นอยู่ของครอบครัวได้เพียงชั่วคราว ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป นางต้องวางแผนหารายได้ระยะยาวให้กับครอบครัว

   

   นางจึงต้องหาวิธีทำให้ครอบครัวมีรายได้

   

   ไม่ว่าสถานที่ใด เงินล้วนเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน

   

   มีเงินติดตัว ย่อมไม่ต้องเผชิญกับความลำบากเช่นนี้

   

   ภายในพื้นที่มิติของนางมีสิ่งของมากมายที่สามารถนำออกมาขายได้ ยกเว้นแต่อุปกรณ์ไฮเทคสมัยใหม่


   ไม่ว่าจะเป็นในยุคปัจจุบันหรือยุคโบราณที่ล้าหลัง อุปกรณ์ไฮเทคเหล่านั้นล้วนเป็นสิ่งต้องห้าม หากนำออกมาในตอนนี้ นางคงต้องพบจุดจบอย่างแน่นอน

   

   ตายแบบไม่เหลือแม้แต่ซาก!

   

   ธัญพืช ผัก ผลไม้ สัตว์ ล้วนสามารถขายได้ แต่หากต้องการแลกเปลี่ยนเป็นเงินที่เพียงพอ จำนวนที่ต้องการนั้นมีมากเกินไป ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้นางก็ยังไม่รู้ว่าในสมัยนี้ผลิตสิ่งใดบ้าง นางจึงไม่กล้าหยิบออกมาอย่างไร้จุดหมาย

   

   แน่นอนว่าภายในพื้นที่มิติของนางก็มีเงินอยู่บ้าง เพียงแต่เป็นเงินแท่งที่นางทำขึ้นมาเอง

   

   แบบที่หนักร้อยกว่ากรัม

   

   แบบที่หยิบออกมาย่อมสามารถทำให้ผู้คนตกใจตายได้

   

   ดังนั้น นางจึงเบนเป้าหมายไปที่สมุนไพร ไม่ว่าจะอยู่ในยุคสมัยใด สมุนไพรล้วนมีราคาสูงกว่าผัก

   

   ยิ่งสมุนไพรที่มีอายุมาก ยิ่งเป็นที่ต้องการของผู้คน

   

   เวลาในพื้นที่มิติของนางและโลกภายนอกไม่ได้ดำเนินไปพร้อมกัน เวลาในแต่ละโซนก็ไม่เหมือนกัน

   

   เวลาในโซนผักเร็วกว่าโลกภายนอกสิบเท่า

   

   ส่วนโซนสัตว์เร็วกว่ายี่สิบเท่า

   

   ส่วนโซนผลไม้ให้ผลผลิตเร็วขึ้นสามสิบเท่า

   

   หากรดน้ำด้วยน้ำวิเศษในมิติ พืชผลจะเติบโตเร็วยิ่งขึ้นไปอีก

   

   ส่วนเขตสมุนไพร นางยังไม่ได้นับอย่างละเอียด แต่ไม่ต่ำกว่าร้อยเท่าเป็นแน่

   

   โดยเฉพาะบริเวณดินสีดำ หากปลูกพืชชนิดใดไว้ เพียงครึ่งปี ก็เทียบเท่ากับปลูกไว้ข้างนอกร้อยปีแล้ว

   

   “นี่…นี่คือโสมหรือไม่”



บทที่ 14: เฝิงเสี่ยวฮวาคลุ้มคลั่ง


   

   เดิมทีฉินลิ่งอวี่ต้องการเข้าไปพยุงเสี่ยวลิ่วให้ลุกขึ้น แต่สายตาเหลือบไปเห็นผลสีแดงสดเล็กๆหลายผลเข้า จึงร้องออกมาด้วยความดีใจ

   

   เมื่อคนอื่นๆในตระกูลฉินได้ยินเสียง จึงรีบวางสิ่งของในมือ แล้วเดินมามุงดู

   

   “โอ้สวรรค์ เป็นโสมจริงๆด้วย”

   

   “เร็วเข้า อุ้มเสี่ยวลิ่วออกมาไกลๆหน่อย เหล่าเอ้อร์ขุดเลย!”

   

   แม่เฒ่าฉินเอ่ยขึ้นด้วยความตื่นเต้น

   

   คนอื่นๆก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน

   

   นี่มันโสมนะ ต่อให้คุณภาพไม่ดี ก็ขายได้เงินเยอะแน่ๆ พอมีเงินแล้ว การเดินทางไปเมืองหลวงของพวกเขาก็จะราบรื่นขึ้นมาก

   

   เฝิงเสี่ยวฮวานั่งยองๆอยู่ด้านข้าง จ้องมองโสมที่ฉินเหล่าเอ้อร์กำลังค่อยๆขุดขึ้นมาด้วยแววตาเป็นประกาย คิดคำนวณในใจอย่างรวดเร็ว

   

   นี่เป็นโสมที่ลูกชายของนางเจอนะ นางต้องได้ส่วนแบ่งมากที่สุด!

   

   “ค่อยๆขุด อย่าให้รากขาดเชียวนะ รากขาดไปแม้แต่นิดเดียว ราคาต่างกันลิบลับเลยเชียว”

   

   แม่เฒ่าฉินจ้องมองมือของฉินเหล่าเอ้อร์อย่างใจจดใจจ่อ ด้วยเกรงว่าเขาจะขุดพลาด

   

   ส่วนทางฉินเหล่าเอ้อร์เองก็ประหม่าจนมือไม้สั่น

   

   ถ้าไม่ใช่เพราะในที่นี้มีเพียงเขากับพ่อเฒ่าฉินเท่านั้นที่เคยขุดโสมมาก่อน รู้วิธีการขุดเป็นอย่างดี เขาคงโยนเสียมทิ้งแล้วไม่ทำต่อแล้ว

   

   สายตาเป็นสิบคู่จ้องมองมาที่เขา ทำให้เขารู้สึกกดดันยิ่งนัก

   

   เวลาผ่านไป

   

   ในที่สุดโสมทั้งต้นก็ถูกขุดขึ้นมาได้สำเร็จ

   

   แม่เฒ่าฉินจ้องมองโสมต้นนั้น มือของนางสั่นเทิ้มด้วยความตื่นเต้น

   

   เมื่อพิจารณาจากลักษณะของโสมแล้ว อายุอย่างต่ำคงไม่น้อยกว่าห้าสิบปีแน่

   

   ฉินเยาเยาได้แต่คิดในใจว่า ท่านย่า มองให้ดีกว่านั้นอีกหน่อยสิ


   “ท่านแม่ ท่านดูสิขอรับ โสมต้นนี้ อายุอย่างน้อยก็ราวๆห้าสิบหกสิบปี อย่างน้อยๆ ก็ขายได้ร้อยตำลึงขอรับ” ฉินเหล่าเอ้อร์กล่าวด้วยความตื่นเต้น

   

   “ไม่ใช่แค่นั้นหรอก” สวี่ซิ่วอิงเอ่ยขึ้น “ดูจากรากแล้ว อายุอย่างน้อย ๆ ก็ร้อยปีเห็นจะได้”

   

   “ถ้าเอาไปขาย ราคาไม่ต่ำกว่าห้าร้อยตำลึงเป็นแน่”

   

   คำพูดของสวี่ซิ่วอิง ทำให้ฉินเหล่าเอ้อร์ผู้ซึ่งตื่นเต้นอยู่แล้ว ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นไปอีก

   

   ห้าร้อยตำลึงเชียวนะ!

   

   ก่อนหน้านี้ ครอบครัวของพวกเขามีค่าใช้จ่ายต่อปีเพียงสิบกว่าตำลึงเท่านั้น

   

   ส่วนเฝิงเสี่ยวฮวานั้นตื่นเต้นจนตัวสั่น ห้าร้อยตำลึง! พอมีเงินห้าร้อยตำลึงนี้แล้ว ชีวิตของนางก็จะสุขสบาย

   

   นางจะได้เอาเงินไปตอบแทนแม่เฒ่าฉินสักร้อยตำลึง ยังไงซะนางก็เป็นสะใภ้ที่กตัญญูรู้คุณ

   

   ส่วนที่เหลืออีกสี่ร้อยตำลึง นางจะให้ครอบครัวของนางสองร้อยตำลึง เพราะน้องชายของนางยังไม่ได้แต่งงาน

   

   และเงินที่เหลืออีกสองร้อยตำลึง นางจะเก็บห้าสิบตำลึงไว้ใช้จ่ายในบ้าน ส่วนอีกร้อยห้าสิบตำลึง นางจะเอาไว้ซื้อเครื่องประดับสวยๆให้ตนเอง

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาวาดฝันอย่างมีความสุข นางจินตนาการไปถึงตอนที่นางสวมเครื่องประดับที่งดงามออกไปข้างนอก แล้วสตรีอื่นๆพากันอิจฉาริษยา

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาที่กำลังละเมอเพ้อพกอยู่ในภวังค์ เห็นเหล่าเอ้อร์ยื่นโสมให้แม่เฒ่าฉิน นางคิดว่าแม่เฒ่าฉินจะฮุบโสมไว้คนเดียว จึงขาดสติ พุ่งเข้าไปแย่งโสมทันที

   

   แม่เฒ่าฉินถูกเฝิงเสี่ยวฮวาชนจนโสมในมือหลุดลอยไป

   

   สวี่ซิ่วอิงที่อุ้มฉินเยาเยายืนอยู่ข้างๆ เห็นเฝิงเสี่ยวฮวาพุ่งเข้ามา ก็ยื่นมือออกไปคว้าอย่างไม่ทันคิด แต่กลับถูกชนล้มลงไปด้วยกัน

   

   หน้าผากของฉินเยาเยาไปกระแทกเข้ากับก้อนหินเล็กๆพอดี ทำให้บริเวณนั้นแดงขึ้นมาทันที

   

   “ท่านแม่!”

   

   “ท่านย่า!”

   

   “เล่อเหนียง!”

   

   “น้องสาว!”

   

   ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ ทุกคนในครอบครัวตกใจจนหัวใจแทบวาย รีบวิ่งเข้าไปพยุงพวกเขาลุกขึ้นด้วยความตื่นตระหนก

   

   ส่วนเฝิงเสี่ยวฮวาเมื่อได้สติว่าตนเองทำอะไรลงไป นางจึงรีบหลบไปด้านข้าง ไม่กล้าส่งเสียงแม้แต่น้อย

   

   “ท่านแม่ ท่านไม่ได้บาดเจ็บตรงไหนใช่หรือไม่”

   

   “สวี่ซิ่วอิง เจ้าเจ็บตรงไหนหรือไม่”

   

   แม่เฒ่าฉินไม่ได้สนใจอาการบาดเจ็บของตนเอง แต่กลับหันไปดูอาการของสะใภ้สี่และหลานสาวตัวน้อยด้วยความเป็นห่วง

   

   เมื่อนางเห็นรอยบวมแดงที่หน้าผากของฉินเยาเยา ดวงตาก็แดงก่ำขึ้นมาทันที

   

   สวี่ซิ่วอิงก็รู้สึกเจ็บปวดจนน้ำตาไหลริน

   

   ส่วนฉินเหล่าซื่อ ใบหน้าของเขามืดครึ้ม ดวงตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว

   

   “เล่อเหนียง ไม่เจ็บ ไม่เจ็บนะ ย่าเป่าให้แล้วนะ” แม่เฒ่าฉินเป่าหน้าผากของเยาเยาด้วยความสงสาร

   

   “เล่อเหนียง”

   

   “เล่อเหนียง”

   

   แม่เฒ่าฉินเรียกอยู่หลายครั้ง แต่ฉินเยาเยายังคงไม่ตอบสนอง ทำเอานางใจหาย

   

   “เล่อเหนียง เจ็บหรือไม่ เจ้าขานรับย่าสักคำได้หรือไม่”

   

   “ทำอย่างไรดี เล่อเหนียงไม่ตอบเลย”

   

   แม่เฒ่าฉินผู้เข้มแข็งมาโดยตลอด บัดนี้น้ำตาไหลรินออกมา มองไปที่เหล่าลูกหลานด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง

   

   สวี่ซิ่วอิงรีบอุ้มฉินเยาเยาไว้ในอ้อมแขน ตบแก้มเล็กๆของลูกน้อยเบาๆ ร้องไห้เรียก “ลูกแม่ ขานรับแม่หน่อยเถิด อย่าทำให้แม่ตกใจเช่นนี้”

   

   “ลูกเอ๋ย ตื่นเถิด พ่อจะพาเจ้าไปจับกระต่ายน้อยดีหรือไม่”

   

   ฉินเหล่าซื่อบุรุษร่างใหญ่โตสูงถึงร้อยแปดสิบ แต่กลับร้องไห้เหมือนเด็กน้อย

   

   เสี่ยวลิ่วร้องไห้พลางลูบใบหน้าเล็กๆของฉินเยาเยา ปากก็เรียกหา “น้องสาว” ซ้ำไปซ้ำมา

   

   คนอื่นๆในครอบครัวก็น้ำตาพลั่งพรู ต่างจ้องมองฉินเยาเยา หลานสาวคนเดียวของตระกูล พวกเขาคิดว่านางจากไปแล้ว

   

   ทุกคนล้วนจมอยู่ในความเศร้าโศก จนไม่ทันได้คิดจัดการกับเฝิงเสี่ยวฮวา ต้นเหตุแห่งเรื่องร้ายนี้

   

   แท้จริงแล้ว ฉินเยาเยาเพียงแค่ศีรษะกระแทกอย่างแรง วิญญาณจึงออกไปร่อนเร่ภายนอกชั่วครู่

   

   เพราะร่างกายของเด็กน้อยนั้นช่างบอบบางนัก

   

   เมื่อนางรู้สึกตัวอีกครั้งก็พบว่าท่านพ่อ ท่านแม่ และท่านย่าต่างตื่นตระหนกตกใจ ยิ่งท่านพ่อของนางร้องไห้ราวกับเด็กน้อย นางจึงรีบเปล่งเสียงร้องสองครั้ง เป็นสัญญาณว่านางยังมีชีวิตอยู่

   

   ทันทีที่ได้ยินเสียงของเยาเยา ทุกคนในตระกูลฉินก็โห่ร้องด้วยความยินดี พวกเขาไม่เคยได้ยินเสียงร้องไห้ของฉินเยาเยาไพเราะเช่นนี้มาก่อน ราวกับเสียงทิพย์จากสรวงสวรรค์

   

   แม่เฒ่าฉินรีบตรงเข้ามากอดเยาเยาไว้แน่น ร้องเรียก “แก้วตาดวงใจของย่า”

   

   ฉินเยาเยาถูกกอดรัดจนหายใจไม่ออก นางจึงดิ้นไปมาด้วยความอึดอัด

   

   แม่เฒ่าฉินคิดว่านางหิว จึงรีบส่งนางให้สวี่ซิ่วอิง

   

   สวี่ซิ่วอิงหันหลัง ยัดนมใส่เข้าไปในปากของเยาเยา

   

   ฉินเยาเยาอยากจะบอกว่านางไม่ได้หิว แต่พอเห็นแววตาของมารดาที่เต็มไปด้วยน้ำตา ก็ยอมดูดนมแต่โดยดี

   

   เอาเถอะ ดื่มสักหน่อยก็แล้วกัน หากนางไม่ดื่ม ท่านแม่คงไม่สบายใจเป็นแน่

   

   และก็เป็นดังคาด เมื่อนางเริ่มดูดนม ความกังวลในดวงตาของสวี่ซิ่วอิงก็ค่อยๆจางหายไป สามารถดื่มนมได้ แสดงว่าลูกสาวปลอดภัยดี

   

   เมื่อเห็นหลานสาวปลอดภัยดีแล้ว แม่เฒ่าฉินก็นึกถึงเฝิงเสี่ยวฮวา ตัวต้นเหตุแห่งเรื่องราวทั้งหมด นางก้าวผ่านคนอื่นๆไปยืนอยู่ตรงหน้าเฝิงเสี่ยวฮวาด้วยสีหน้าเย็นชา

   

   “ท่านแม่ ข้า...”

   

   ไม่รอให้เฝิงเสี่ยวฮวาพูดจบ แม่เฒ่าฉินก็ตบหน้านางอย่างแรง

   

   แม้แม่เฒ่าฉินจะอายุมากแล้ว แต่กำลังวังชายังดีอยู่ แม้จะเทียบกับตอนที่ยังสาวไม่ได้ แต่เพราะนางทำงานหนักมาตลอดชีวิต กำลังของนางจึงไม่สามารถดูแคลนได้

   

   ตบเพียงครั้งเดียว เฝิงเสี่ยวฮวาก็เซไปหลายตลบ ก่อนจะล้มลงไปกองกับพื้น

   

   เฝิงเสี่ยวฮวากุมใบหน้ากรีดร้อง “ยายแก่ กล้าตบหน้าข้างั้นหรือ?!”

   

   ยังไม่ทันที่แม่เฒ่าฉินจะได้ทำอะไร ฉินเหล่าเอ้อร์ก็พุ่งเข้ามา เขากระชากเฝิงเสี่ยวฮวาขึ้นมา แล้วตบหน้านางไปสองฉาดและถามด้วยน้ำเสียงดุดันว่า

   

   “เจ้าเรียกผู้ใดว่ายายแก่!”

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาถูกสามีของตนตบหน้าไปสองฉาดก็โกรธจนแทบคลั่ง นางร้องตะโกนเสียงดังว่า “แยกบ้าน ข้าต้องการแยกบ้าน!”

   

   เมื่อเห็นว่าฉินเหล่าเอ้อร์ทำท่าจะตบนางอีก แม่เฒ่าฉินก็ห้ามไว้ แล้วถามอย่างใจเย็น “เจ้าอยากแยกบ้านงั้นหรือ”

   

   “ใช่ ข้าต้องการแยกบ้าน!” เฝิงเสี่ยวฮวาคิดถึงโสมที่ขายได้ห้าร้อยตำลึงก็รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาทันที

   

   มีเงินห้าร้อยตำลึงแล้ว นางจะต้องมาทนอยู่กับยายแก่ผู้นี้อีกทำไม

   

   “ดี หากเจ้าอยากแยกก็แยก”

   

   “ท่านแม่!”

   

   “ท่านย่า!”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์กับฉินลิ่งอวี่รีบเอ่ยปาก ทว่าแม่เฒ่าเพียงยกมือขึ้นห้าม

   

   “ท่านแม่...”

   

   “ท่านย่า...”

   

   หลายปีที่ผ่านมา เฝิงเสี่ยวฮวาคิดจะเล่นเล่ห์เพทุบายอันใด แม่เฒ่าฉินมองออกทั้งหมด

   

   “เฝิงเสี่ยวฮวา นี่เป็นคำขอแยกบ้านหนที่สองแล้ว นับตั้งแต่พวกเรารอนแรมมา วันนี้ข้าจะให้เจ้าเป็นคนตัดสินใจ เจ้าลองว่ามาสิ จะแบ่งกันอย่างไร”

   

   “โสมเป็นของข้า!”



บทที่ 15: หมดสนุก


   

   คำพูดของเฝิงเสี่ยวฮวา ทำให้ทุกอย่างเงียบกริบ ทุกคนจ้องมองนางด้วยสายตาเย็นชา

   

   แม้แต่ฉินเยาเยาที่กำลังเล่นกระสอบข้าวอย่างสนุกสนานก็หยุดลง หันกลับมามองนาง

   

   มีคนจะแย่งเอาโสมของนางไปงั้นหรือ

   

   แม่เฒ่าฉินหัวเราะออกมาด้วยความโกรธ “หน้าไม่อาย!”

   

   “โสมต้นนี้ ลูกชายชายข้าเป็นผู้เห็นก่อน และสามีข้าเป็นผู้ขุดขึ้นมา มันย่อมเป็นของข้า”

   

   “แต่ข้าไม่ใช่คนใจแคบ ข้ายินดีแบ่งให้พวกเจ้าหนึ่งร้อยตำลึง”

   

   “เพราะอย่างไร เราก็เป็นญาติกัน”

   

   ยิ่งเฝิงเสี่ยวฮวาพูด นางก็ยิ่งภูมิใจ ใบหน้าเชิดขึ้นเล็กน้อย มองพวกเขาอย่างกับกำลังให้ทาน

   

   “ข้าจะตีนังหญิงหน้าด้านนี่!”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์พุ่งเข้าไปหมายจะยกเท้าถีบ แต่ถูกแม่เฒ่าฉินคว้าตัวไว้เสียก่อน ฉินเหล่าซานกับฉินเหล่าซื่อเห็นดังนั้นจึงรีบเข้ามาดึงฉินเหล่าเอ้อร์ที่กำลังเดือดดาลออกไป

   

   “พวกเจ้าสองคนปล่อยข้า ข้าจะตีหญิงไร้ยางอายผู้นี้ให้ตาย!”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์โกรธหญิงผู้นี้จนแทบคลั่ง คนตาดีเขาดูออกว่าที่นี่ไม่มีทางมีโสมแน่ๆ ต้องเป็นฝีมือของหลานสาวแน่ แต่หญิงผู้นี้ตาบอดสนิท

   

   “พี่รอง ใจเย็นๆ ปล่อยให้ท่านแม่จัดการเถิด”

   

   “ตีสิ! เจ้าตีข้าเลย ตีข้าตายแล้วเจ้าไปหาใหม่ก็สิ้นเรื่อง”

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาทรุดตัวลงไปนั่งกับพื้น กรีดร้องโวยวายเสียงดัง

   

   “หรือว่าเป็นแม่ม่ายหวังบ้านตรงข้าม เจ้าหมายตานางไว้นานแล้วใช่หรือไม่”

   

   “ข้ารู้ เจ้าแต่งข้าเข้ามาเป็นสะใภ้ตระกูลฉินก็เพื่อให้ข้าให้กำเนิดบุตรชายให้ พอตอนนี้ข้าไม่มีประโยชน์แล้ว พวกท่านก็จะกำจัดข้าทิ้ง”

   

   คำพูดของเฝิงเสี่ยวฮวายิ่งฟังยิ่งไร้สาระ พูดจบประโยคสีหน้าของแม่เฒ่าฉินกับฉินเหล่าเอ้อร์ก็ยิ่งดำคล้ำขึ้น

   

   ฉินลิ่งอวี่ยืนอยู่ข้างๆ แบกฉินลิ่งเหวินไว้บนหลัง ใบหน้าแดงก่ำ

   

   เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดมารดาของเขา แม้จะเผชิญกับความยากลำบากมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็ยังคงเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเช่นนี้

   

   เมื่อได้ยินนางเอ่ยถึงหลานชายทั้งสอง แม่เฒ่าฉินก็ไม่คิดเกรงใจอีกต่อไป

   

   “เฝิงเสี่ยวฮวา ดูเหมือนเจ้าเข้ามาอยู่ในตระกูลฉินของข้านานเกินไป จนลืมไปแล้วกระมังว่าตอนนั้นเจ้าเข้ามาได้อย่างไร”

   

   ฉินเยาเยาที่กำลังเล่นน้ำลาย พอได้ยินคำพูดของท่านย่าดวงตาก็เป็นประกาย

   

   มีเรื่องสนุกให้ดูแล้ว!

   

   แม้แต่สวี่ซิ่วอิงกับสือไห่ถังก็ยังมีท่าทางสนใจ

   

   โดยเฉพาะสือไห่ถัง นางและเฝิงเสี่ยวฮวาเข้าตระกูลฉินมาพร้อมกัน เพียงเพราะเฝิงเสี่ยวฮวาให้กำเนิดหลานชายคนโต สือไห่ถังจึงถูกปฏิบัติเยี่ยงทาสรับใช้มาโดยตลอด

   

   หลายปีมานี้ นางเก็บความคับแค้นใจไว้มากมาย

   

   ส่วนเฝิงเสี่ยวฮวานั้นหน้าซีดเผือด ทรุดตัวลงคุกเข่าทันที วิงวอนขอความเมตตา “ท่านแม่ ข้าผิดไปแล้ว โสมนี้ข้าไม่ต้องการแล้ว ขอท่านอย่าได้เอ่ยถึงเรื่องนี้อีกเลย”

   

   ที่นางได้แต่งเข้ามาอยู่ในตระกูลฉินได้ วิธีการของนางก็นับว่าไม่ซื่อสัตย์ เรียกว่าต่ำช้าก็ว่าได้

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาไม่อยากให้ลูกชายรู้ และยิ่งไม่อยากให้สือไห่ถังกับสวี่ซิ่วอิงรู้ ไม่งั้นนางต้องถูกหัวเราะเยาะจนตายเป็นแน่

   

   “ท่านแม่ ขอท่านโปรดเห็นแก่ลิ่งอวี่และลิ่งเฟิงเถิด อย่าได้เอ่ยเลย”

   

   แม่เฒ่าฉินมองดูหลานชายคนโตที่ยังคงงุนงงสงสัย ในที่สุดก็อดใจอ่อนไม่ได้

   

   “เฝิงเสี่ยวฮวา ก่อนหน้านี้ข้าเคยบอกแล้ว หากเจ้าอยากไปก็ไปเลย ข้าไม่ห้าม ถือซะว่าเจ้าไปอดตายกลางทางก็แล้วกัน”

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาเห็นว่าหมดหวังเรื่องโสมแล้ว ก็ยืดอกพูดอย่างไม่ยอมแพ้ “ข้าไม่ไป ยกเว้นแต่เหล่าเอ้อร์จะเขียนหนังสือหย่าให้ข้า ไม่งั้นข้าไม่ไปไหนทั้งนั้น”

   

   แม่เฒ่าฉินเย้ยหยันเบาๆ ในใจคิดว่า ตอนนี้เฝิงเสี่ยวฮวานี่ฉลาดขึ้นนะ ที่รกร้างว่างเปล่าแบบนี้ เหล่าเอ้อร์จะไปหาหมึกกับพู่กันมาจากที่ใด

   

   แต่นางก็ไม่ได้เกรงกลัว หากเฝิงเสี่ยวฮวาคิดจะฝังตนทั้งเป็น

   

   หลังจากกวาดตามองนางผู้นั้นแวบหนึ่ง แม่เฒ่าฉินก็เก็บโสมไว้กับตัว แล้วบอกคนอื่นๆให้เดินทางต่อ

   

   ส่วนเฝิงเสี่ยวฮวา เห็นว่าไม่มีผู้ใดสนใจจึงทำทีเป็นหน้าด้าน ไล่ตามมาเบื้องหลัง

   

   ฉินเยาเยาพลันรู้สึกผิดหวัง เป็นเรื่องราวที่นางได้ยินเป็นครั้งแรกหลังจากที่นางได้เกิดใหม่ เรื่องราวกลับไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดจบ ทำให้นางรู้สึกคันยุบยิบอยู่ในใจ

   

   พอหันกลับไปก็เห็นพี่ใหญ่มีสีหน้าว่างเปล่า เดินอย่างหมดอาลัยตายอยาก

   

   ฉินเยาเยาเห็นพี่ชายเป็นเช่นนี้ ก็รู้สึกปวดใจจนทนไม่ไหว

   

   “อื้อ อ้า อื้อ” นางพยายามยื่นมือเล็กๆ ออกไปหาฉินลิ่งอวี่

   

   “เล่อเหนียง เจ้าอยากให้พี่ชายอุ้มหรือ”

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นท่าทางของหลานชายคนโต ในใจก็รู้สึกสงสารจับใจ หลานชายคนโตของนางเป็นเด็กดี แต่กลับมีมารดาเช่นนี้

   

   “ลิ่งอวี่ อุ้มน้องสาวเถิด”

   

   ฉินลิ่งอวี่รับฉินเยาเยามาอุ้ม มองดูรอยบวมบนหน้าผาก แล้วจูบเบาๆ ดวงตาฉายแววเจ็บปวดและรู้สึกผิด

   

   ฉินเยาเยาทนเห็นคนอื่นเป็นแบบนี้ไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับเขาแม้แต่น้อย

   

   ยิ่งไปกว่านั้น ดูจากตอนเด็กๆแล้ว โตขึ้นพี่ชายของนางต้องเป็นหนุ่มรูปงามที่สาวๆหมายปองเป็นแน่

   

   นางเอื้อมมือป้อมๆไปสัมผัสใบหน้าอ่อนเยาว์ของเขา พร้อมกับยัดลูกอมนมกระต่ายสีขาวเข้าไปในปากของเขา

   

   “อือ!”

   

   ฉินลิ่งอวี่ที่กำลังจมอยู่กับความรู้สึกผิด อยู่ๆก็ถูกยัดอะไรบางอย่างเข้ามาในปาก


   รสหวานละลายกระจายไปทั่วปาก เขาประหลาดใจ ก้มลงมองน้องสาว

   

   เห็นเพียงน้องสาวกระพริบตาให้ ฉินลิ่งอวี่จึงยิ้มออกมา

   

   เขาก้มลงจูบที่หน้าผากเล็กๆของนางอย่างเอ็นดู

   

   รสชาตินั้นหอมหวาน มีกลิ่นหอมของนม

   

   เป็นรสชาติที่เขาไม่เคยได้ลิ้มลองมาก่อน ช่างมหัศจรรย์ ความกังวลทั้งหมดก็มลายหายไปกับกลิ่นหอมของนม

   

   ก่อนที่จะหนีภัย ชีวิตของตระกูลฉินก็ถือว่าไม่เลวนัก

   

   ปู่เป็นหมอ ท่านพ่อเป็นเสมียนบัญชี อาสามขายขนม อาสี่เป็นทหารคุ้มกัน

   

   ทุกครั้งที่พวกเขากลับมาจากข้างนอก มักจะซื้อขนมมาฝากพวกเด็กๆเสมอ

   

   หรือไม่ก็อาห้า หลังจากที่ลงเขาไปขายของที่ตลาด ก็จะซื้อขนมหรือของหวานกลับมาให้พวกเขากิน

   

   เขามองดูเด็กหญิงตัวน้อยในอ้อมแขน กะพริบตาปริบๆ ส่งสายตาเป็นนัยให้เขาเก็บเป็นความลับ ฉินลิ่งอวี่ก็อดหัวเราะไม่ได้

   

   พยักหน้าเบาๆ แล้วก็ปิดปากสนิท กลัวว่ากลิ่นนมจะลอยออกไป

   

   ส่วนลูกอมนมที่จู่ๆก็โผล่ขึ้นมา ฉินลิ่งอวี่ไม่ได้สนใจไต่ถามอะไร เขามั่นใจมานานแล้วว่าเจ้าตัวน้อยคือเทพธิดาตัวน้อยๆจากสรวงสวรรค์ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับนางก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

   

   ไม่ใช่แค่เขาที่คิดเช่นนี้ คนอื่นๆในครอบครัวก็คิดเช่นกัน

   

   ยกเว้นเฝิงเสี่ยวฮวาที่สมองไม่ค่อยดี

   

   แม่เฒ่าฉินมองเห็นการกระทำเล็กๆน้อยๆของพวกเขาอยู่ในสายตา นางรู้ว่าหลานชายคนโตถูกหลานสาวคนเล็กเอาใจไปแล้ว ก็รู้สึกโล่งใจ

   

   หลานชายคนโตอายุสิบเอ็ดขวบ เป็นวัยที่อ่อนไหว นางกลัวว่าเขาจะคิดมาก

   

   โชคดีนักที่มีเล่อเหนียงหนูน้อยนำโชคตัวน้อยอยู่เคียงข้าง

   

   เดินทางมาสองวัน ในที่สุดก็พ้นจากเส้นทางบนเขาที่ขรุขระเข้าสู่เส้นทางหลวงมุ่งสู่อำเภอจี้โจว

   

   ระหว่างทางพบผู้อพยพจำนวนมากขึ้นกว่าเดิม

   

   เดิมทีคิดว่าการเดินทางบนเขาจะรวดเร็วกว่า แต่ไม่คิดว่าบนเส้นทางสู่อำเภอจี้โจวจะมีผู้อพยพมากมายเช่นนี้

   

   เสื้อผ้าขาดวิ่น ริมฝีปากแห้งแตก ดวงตาเลื่อนลอย เห็นได้ชัดว่าหิวกระหาย ใกล้จะทนไม่ไหวแล้ว

   

   ฉินเยาเยาเห็นผู้อพยพเป็นกลุ่มๆ ก็นึกถึงผู้อพยพที่พบเจอก่อนหน้านี้ที่เกือบจะกินนาง นางยังรู้สึกหวาดกลัวไม่หาย

   

   ไม่ใช่แค่นางเท่านั้น สวี่ซิ่วอิงเห็นคนเหล่านั้นก็ตัวสั่นเทา นางไม่อาจลืมเรื่องที่ลูกสาวของนางเกือบจะถูกแย่งชิงไปได้

   

   “เร่งฝีเท้า รีบไปถึงอำเภอจี้โจวให้เร็วที่สุด”

   

   แม่เฒ่าฉินทอดมองเหล่าผู้อพยพพลางเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

   

   “ท่านแม่ เดินทางมาเนิ่นนานแล้ว พวกเราหาที่พักผ่อนสักหน่อย ต้มอะไรกินกันเถิด”

   

   บนถนนหลวง พอได้ยินว่ามีอาหารกิน เหล่าผู้อพยพต่างพากันแตกตื่น

   

   พวกเขารุมล้อมครอบครัวฉินอ้อนวอนขออาหาร ปากก็ร้องขอไม่หยุด แต่แววตาเต็มไปด้วยความโลภ

   

   บ่งบอกชัดเจนว่า หากพวกเขาไม่ได้ก็จะทำการแย่งชิง!



 บทที่ 16: ตกอยู่ในอันตราย


   

    คำพูดของเฝิงเสี่ยวฮวาทำให้ทั้งครอบครัวฉินตกอยู่ในอันตราย

   

   อย่างที่รู้กันดีว่าภัยแล้งกินเวลานานสามปี ผืนดินแตกระแหง ข้าวในนาแทบจะไม่ได้ผลผลิต

   

   พืชพันธุ์สีเขียวบนภูเขาก็ถูกกินจนหมดสิ้น

   

   ท่ามกลางผู้อพยพ มีผู้คนจำนวนมากที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากการขาดแคลนอาหารและน้ำมาหลายวันแล้ว

   

   บางคนล้มลงขณะเดินทาง และไม่สามารถลุกขึ้นมาได้อีกเลย

   

   สาเหตุที่พวกเขาทราบเส้นทางลัดสู่อำเภอจี้โจว ก็เนื่องจากตอนพ่อเฒ่าฉินยังมีชีวิตอยู่ เขามักเดินทางไปยังเมืองหลวงเป็นประจำ จึงได้บุกเบิกเส้นทางลัดนี้ขึ้นมา

   

   คำพูดของเฝิงเสี่ยวฮวาเปรียบเสมือนความหวังที่ถูกจุดขึ้นในใจของเหล่าผู้อพยพ

   

   อาหาร!

   

   เพียงมีอาหารประทังชีวิต ผู้คนเหล่านี้ก็สามารถเดินไปถึงเมืองหลวงได้

   

   เพียงไปถึงเมืองหลวง ก็จะมีชีวิตรอด

   

   สายตาที่มองครอบครัวตระกูลฉินจึงดุร้ายยิ่งขึ้น

   

   เพื่อความอยู่รอด พวกเขาไม่สนว่าจะต้องฆ่าคนกี่คน

   

   “พวกเจ้าคิดจะทำอะไร! ถอยไปให้หมด มิเช่นนั้นอย่าหาว่าข้าหยาบคาย!”

   

   ในฐานะบุรุษที่มีกำลังแข็งแกร่งที่สุดในครอบครัว ฉินเหล่าซื่อตะโกนออกมาพร้อมกับชูขวาน

   

   “หากเข้ามาอีก อย่าหาว่ามีดของข้าไม่ปราณี!” ฉินเหล่าซานก็ชูมีดยืนเคียงข้างน้องชาย เอ่ยปากอย่างเกรี้ยวกราดเช่นกัน

   

   บนมีดของฉินเหล่าซาน ยังมีคราบเลือดติดอยู่

   

   เป็นมีดที่ฉินเหล่าซื่อเพิ่งใช้ฆ่าคน เลือดบนนั้นยังไม่ทันได้เช็ด

   

   พวกเขาไม่สนใจหรอก ถ้าจะต้องให้มีดเล่มนี้เปื้อนเลือดอีกครั้ง

   

   ฉินลิ่งอวี่และน้องๆอีกสี่คนยืนอยู่ข้างกายผู้เป็นอาย ถึงแม้พวกเขาจะตัวเล็ก แต่มีดสั้นในมือของพวกเขากลับเปล่งประกายวาววับน่ากลัว!

   

   ยิ่งไปกว่านั้น บรรดาสตรีในตระกูลฉินก็ไม่ใช่ผู้ใดจะรังแกได้ง่ายๆ แม่เฒ่าฉินปกป้องฉินเยาเยาและสวี่ซิ่วอิงไว้เบื้องหลัง

   

   สือไห่ถังวางถุงมันเทศไว้ด้านหลัง นางกับแม่เฒ่าฉินต่างถือมีดสั้นไว้ จ้องมองคนเหล่านั้นอย่างดุร้าย

   

   เสบียงอาหารเปรียบเสมือนชีวิตของพวกนาง หากผู้ใดบังอาจมาแย่งชิง พวกนางย่อมต้องต่อสู้จนสิ้นลมหายใจ

   

   เดิมทีแม่เฒ่าฉินคิดว่าอีกไม่ไกลก็จะถึงอำเภอจี้โจวแล้ว ยอมมอบมันเทศครึ่งถุงให้พวกเขาไปเสีย ดีกว่าให้หลานๆของตนได้รับบาดเจ็บ

   

   แต่พอเห็นแววตาละโมบของคนเหล่านั้น สายตาที่พวกเขามองมายังหลานสาวตัวน้อย ทำให้นางล้มเลิกความคิดนั้น

   

   เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อหลายวันก่อน ทำให้นางรู้ว่าทำแบบนั้นไม่ได้!

   

   คนพวกนี้สิ้นสติไปแล้ว ในสายตาพวกเขา ครอบครัวของนางคงไม่ต่างอะไรกับอาหารประทังชีวิต

   

   ต่อให้มอบเสบียงอาหารให้ไป พวกเขาก็ไม่มีทางปล่อยครอบครัวของนางไปอย่างแน่นอน

   

   แม่เฒ่าฉินจึงเตรียมตัวต่อสู้สุดชีวิตอีกครั้ง

   

   สวี่ซิ่วอิงที่อยู่ด้านหลัง มือหนึ่งอุ้มฉินเยาเยา อีกมือหนึ่งก็ถือท่อนไม้

   

   แววตาของนางเต็มไปด้วยความเกลียดชัง

   

   คนพวกนี้อยากจะแย่งลูกสาวของนางอีกแล้ว

   

   ส่วนเฝิงเสี่ยวฮวา ตัวต้นเหตุของเรื่องราวนี้ ได้หายตัวไปแล้ว

   

   ฉินเยาเยาก็ร้อนใจเช่นกัน แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาตำหนิเฝิงเสี่ยวฮวา

   

   ฝ่ายตรงข้ามมีจำนวนมากกว่า ประมาณหนึ่งร้อยกว่าคน

   

   ส่วนครอบครัวของนาง มีแต่คนแก่ เด็ก ผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่มีแค่สามคน บวกกับฉินลิ่งอวี่ที่อายุสิบเอ็ดขวบ

   

   ไม่ว่าจะเป็นจำนวนคนหรือกำลังโดยรวม พวกเราก็เสียเปรียบ อีกทั้งคนพวกนั้นขาดสติไปแล้ว ไม่ต่างอะไรกับสัตว์ร้าย

   

   เห็นได้ชัดว่านี่เป็นการพนัน หากชนะ พวกเราก็จะรอดชีวิต แต่ถ้าแพ้ พวกเราก็จะกลายเป็นอาหารในท้องของพวกเขา

   

   แท้จริงแล้ว การจะจัดการกับคนเหล่านี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีหนทาง ในมิติของฉินเยาเยานั้น มีระเบิดก๊าซพิษ ยาพิษสูตรใหม่ รวมไปถึงปืนกลอยู่มากมาย

   

   หากนำออกมาใช้ ก็คงเป็นเรื่องง่ายดายยิ่งนัก

   

   ทว่าตอนนี้ นางทำแบบนั้นไม่ได้

   

   อันตรายเกินไป หากควบคุมไม่ดี คนในครอบครัวอาจได้รับอันตรายไปด้วย

   

   พวกคนเสียสติไม่ได้ให้เวลาฉินเยาเยาได้ครุ่นคิดนาน ผู้คนเหล่านั้นกรูกันเข้ามาทันที

   

   ดูจากท่าทางแล้ว คนเหล่านี้คงหวังจะฉีกกระชากคนตระกูลฉินให้เป็นชิ้นๆเป็นแน่

   

   ฉินเหล่าซื่อถือมีดวิ่งเข้าใส่เป็นคนแรก เขาพุ่งเข้าใส่อย่างไม่เกรงกลัว เพียงแค่สะบัดข้อมือก็ปลิดชีพคนเบื้องหน้าได้ในพริบตา

   

   ฉับ!

   

   เพียงชั่วพริบตา ศีรษะของคนผู้นั้นก็หลุดออกจากบ่า

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์กับฉินเหล่าซานก็ตามมาติดๆ พวกเขาจัดการศัตรูอย่างโหดเหี้ยม ไม่มีลังเลแม้แต่น้อย

   

   พวกเขาเคยฆ่าคนมาก่อน ครานี้ได้กลิ่นคาวเลือดก็ยิ่งคลุ้มคลั่ง ลงมืออย่างโหดเหี้ยมยิ่งขึ้น

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์และฉินเหล่าซานตามติดมาติดๆ จัดการศัตรูคนแล้วคนเล่าอย่างไม่ปรานี พวกเขาเคยฆ่าคนมาก่อนแล้ว คราวนี้เมื่อได้กลิ่นคาวเลือด ทั้งร่างก็เดือดพล่านขึ้นมา

   

   “ไสหัวไปให้หมด!”

   

   เสียงเย็นเยียบของฉินเหล่าซื่อแฝงไปด้วยความกระหายเลือด ราวกับปีศาจที่คลานขึ้นมาจากนรก

   

   ท่าทางของเขาน่าเกรงขาม เพียงแค่มองก็ทำให้ขาแข้งอ่อนปวกเปียก

   

   ความกล้าที่เกิดจากความบ้าคลั่งเมื่อครู่หายวับไปในพริบตา

   

   พวกเขาต่างถอยหลัง พากันวิ่งหนีกันอุตลุด เหลือไว้เพียงศพไร้ศีรษะสามร่างที่ไม่มีใครสนใจ

   

   “ภรรยา ท่านแม่ พวกท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่”

   

   ฉินเหล่าซื่อหันไปมองภรรยาของตน เกรงว่าจะทำให้พวกนางตกใจ

   

   ว้าว ท่านพ่อเก่งจังเลย

   

   ฉินเยาเยาที่ได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด มองท่านพ่อของนางด้วยดวงตาเป็นประกาย

   

   ฉินเยาเยารู้ว่าพ่อของนางดุร้ายกว่าคนทั่วไป แต่ไม่เคยรู้ว่าจะดุร้ายถึงเพียงนี้ เพียงดาบเดียวก็พรากชีวิตคนไปได้ ไม่เหมือนชาวนาธรรมดาเลยแม้แต่น้อย

   

   “แอ้”

   

   ฉินเยาเยาพยายามเอื้อมมือน้อยๆไปทางพ่อ นางอยากจะหอมแก้มบิดาผู้กล้าหาญของนางเหลือเกิน

   

   นางชอบพ่อคนนี้!

   

   “โอ้ ลูกสาวที่รักของพ่อ เจ้าตกใจหรือไม่”

   

   ฉินเหล่าซื่อเหน็บมีดพร้าไว้ด้านหลัง เขาเช็ดมือกับเสื้อผ้าอย่างสองสามที ก่อนจะยื่นมือรับลูกสาว แล้วหอมแก้มขาวนุ่มของนาง

   

   ฉินเยาเยาถูกเคราของฉินเหล่าซื่อทำให้จั๊กจี้จนหัวเราะคิกคัก

   

   “พอแล้ว พอแล้ว พอแล้ว อย่าเสียเวลาอยู่ที่นี่เลย รีบเร่งเดินทางเข้าเมืองให้เร็วที่สุด”

   

   แม่เฒ่าฉินมองท้องฟ้าที่เปลี่ยนสี แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

   

   “ข้ารู้สึกมีลางสังหรณ์ไม่ดีอยู่ในใจ”

   

   แต่ละคนรับคำแล้วแบกข้าวของเดินออกไป

   

   ฉินลิ่งอวี่มองแม่เฒ่าฉินท่าทางอึกอัก ริมฝีปากขยับเล็กน้อยราวกับอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เขาก็ไม่กล้าเอ่ยปาก

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นท่าทางของเขาเช่นนั้นก็เข้าใจดี ถ้าไม่มีใครพูดออกมา นางก็จะไม่เอ่ยปาก

   

   สุดท้ายฉินลิ่งอวี่ก็ตัดสินใจเอ่ยขึ้น

   

   “ท่านย่า ท่านแม่ของข้า…”

   

   “ลิ่งอวี่ เจ้าก็เห็นแล้วว่าสถานการณ์ตอนนี้ร้ายแรงเพียงใด ข้าไม่กล้ารับรองว่าหากพวกเราอยู่ที่นี่ต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นพวกเราต้องรีบเข้าไปขอความคุ้มครองที่อำเภอจี้โจวโดยเร็วที่สุด” แม่เฒ่าฉินพูดตัดบท

   

   “ส่วนแม่ของเจ้า นางอาจจะรออยู่ที่อำเภอจี้โจวแล้วก็ได้ เพราะนางออกเดินทางก่อนพวกเราไม่ใช่หรือ”

   

   ฉินลิ่งอวี่ได้ยินคำพูดของท่านย่าแล้วก็ตอบรับหนึ่งเสียง เขาไม่พูดอะไรอีก แต่ในใจรู้สึกอึดอัดและกังวล

   

   ไม่ว่าจะอย่างไร นางก็เป็นแม่แท้ๆของเขา ท่านย่าพูดเช่นนี้ชัดเจน เขาก็ต้องยอมรับ แม้แต่พ่อของเขาก็ไม่ถามถึงมารดาสักคำ

   

   ระหว่างทาง ผู้อพยพยิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ ลางสังหรณ์ในใจของแม่เฒ่าฉินยิ่งรุนแรงขึ้น

   

   “เหล่าซื่อ เอามันเทศที่เหลืออีกครึ่งกระสอบไปแลกรถสักคัน”

   

   คำพูดของแม่เฒ่าฉินทำให้คนอื่นๆต่างตะลึง มองแม่เฒ่าฉินอย่างไม่อยากเชื่อ

   

   เสบียงอาหารคือความหวังในการมีชีวิตรอดของพวกเขา เหตุใดจึงใช้เสบียงที่เหลือน้อยนิดไปแลกรถที่แทบไม่มีประโยชน์เลย

   

   “ท่านแม่ หากท่านเหนื่อย ข้าสามารถแบกท่านได้ ไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลืองเสบียงเลย”

   

   ฉินเหล่าซื่อเอ่ยปากพร้อมทั้งสีหน้าไม่เห็นด้วย

   

   เขามีแรงมากพอที่จะแบกผู้เป็นแม่ได้สบายๆ ดังนั้นไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลืองเสบียงเลย

   

   แม่เฒ่าฉินเอ่ยเสียงดุดัน “ทำตามที่ข้าบอก รีบไปเถอะอย่าพูดมาก เราจำเป็นต้องไปถึงอำเภอจี้โจวก่อนฟ้ามืด”

   

   ฉินเหล่าซื่อไม่มีทางเลือก จำต้องทำตามคำสั่งของแม่เฒ่าฉินไปสอบถามผู้คนที่มีรถเข็นริมทาง

   

   ไม่นานนัก

   

   ฉินเหล่าซื่อกลับมาพร้อมรถเข็นที่แทบจะพังอยู่แล้ว เขาแลกมาด้วยเสบียงครึ่งถุง

   

   แม่เฒ่าฉินไม่พูดพร่ำทำเพลง สั่งให้สวี่ซิ่วอิงอุ้มฉินเยาเยาขึ้นรถเข็นไปพร้อมกับเด็กคนอื่นๆ

   

   ฉินเหล่าซื่อลากรถอยู่ด้านหน้า พวกเขาช่วยกันผลักด้านหลัง เร่งฝีเท้าอย่างเร็วที่สุดมุ่งหน้าสู่อำเภอจี้โจว

   

   แม่เฒ่าฉินรู้ว่าพวกเขาล้วนมีความขุ่นเคืองในใจ แต่นางจำเป็นต้องทำเช่นนี้

   

   ภายใต้คำสั่งอันเด็ดขาดของแม่เฒ่าฉิน ฉินเหล่าซื่อและพี่น้องผลัดกันลากรถโดยไม่ได้หยุดพักแม้แต่น้อย

   

   ในที่สุด พวกเขาก็ทิ้งห่างผู้อพยพคนอื่นที่เดินทางมาด้วยกันไว้ข้างหลัง

   

   ไม่นานป้ายอำเภอจี้โจวก็ปรากฏแก่สายตาของเขา

   


 บทที่ 17: ความสิ้นหวัง


   

   “ถึงแล้ว พวกเราถึงแล้ว”

   

   สมาชิกตระกูลฉินต่างตื่นเต้นดีใจ แม่เฒ่าฉินถึงกับปาดน้ำตา

   

   ตลอดการเดินทางอันยากลำบาก พวกเขาต้องเผชิญกับความเป็นความตายนับครั้งไม่ถ้วน หลายต่อหลายครั้งต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงกับกองทหารหนานหมานและผู้อพยพที่ดุร้าย

   

   บัดนี้ พวกเขารอดปลอดภัยแล้ว ในที่สุดก็สามารถนอนหลับสนิทได้โดยไม่ต้องหวาดกลัวอีกต่อไป

   

   “ไม่รู้ว่าตอนนี้เหล่าอู่อยู่ที่ใด จะปลอดภัยดีหรือไม่”

   

   แม่เฒ่าฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

   

   ลูกทุกคนล้วนสำคัญ แม้ตลอดการเดินทางนางจะไม่เอ่ยปาก แต่ในใจกลับเป็นห่วงลูกชายคนที่ห้าผู้เป็นบุตรชายที่หายสาบสูญ

   

   “ท่านแม่ เหล่าอู่เป็นคนเฉลียวฉลาด ท่านอย่าได้เป็นกังวลไปเลย ข้าเชื่อว่าเขาต้องปลอดภัย”

   

   เมื่อเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวลของผู้เป็นแม่ ฉินเหล่าเอ้อร์จึงกล่าวปลอบใจ

   

   ที่จริงในใจเขาก็ไร้ซึ่งความมั่นใจ

   

   ตอนนั้น เพื่อถ่วงเวลาให้พวกเขาหนี เหล่าอู่ต้องล่อทหารหนานหมานไปคนเดียว

   

   ทหารหนานหมานโหดร้ายป่าเถื่อนยิ่งนัก เหล่าอู่ตกไปอยู่ในเงื้อมมือพวกมัน ไม่รู้ว่าจะรอดหรือไม่

   

   ฉินเยาเยาฟังคำของท่านย่ากับลุงรอง ในใจก็เกิดความฉงน

   

   นางยังมีอาห้าอีกหรือ

   

   เหตุใดตลอดทางนางไม่เคยได้ยินพวกเขาพูดถึงแม้แต่คำเดียว

   

   “ใช่ เจ้าพูดถูก เหล่าอู่เจ้านั่นฉลาดเป็นกรดมาตั้งแต่เด็ก เขาต้องปลอดภัยแน่นอน”

   

   แม่เฒ่าฉินรู้ดีว่ากังวลไปก็ไม่มีประโยชน์ จึงเก็บงำความรู้สึก นำหลานสาวมุ่งหน้าไปยังประตูเมือง

   

   ฉินเยาเยามองกำแพงเมืองหลายจั้งที่ก่อด้วยอิฐสีเขียว ประตูเมืองสีแดงชาด เหล่าทหารสวมชุดเกราะถือหอกยาว ยืนตรวจตราเป็นแถวหน้าประตูเมือง ในใจนางก็อดกังวลไม่ได้

   

   ที่นี่คืออำเภอจี้โจวที่ติดกับชายแดน เป็นทั้งประตูของแคว้นต้าหนิง และยังเป็นปราการสำคัญที่ขวางกั้นพวกชนเผ่าหนานหมานไม่ให้เข้าสู่ดินแดนตอนกลาง

   

   ที่นี่แข็งแกร่งกว่าเมืองทั่วๆไป คงไม่โดนตีแตกง่ายๆ

   

   ตราบใดที่เข้าเมืองได้ พวกเขาก็จะปลอดภัยชั่วคราว

   

   แต่ใจของนางยังคงกังวลไม่หาย

   

   ตอนนี้นางย่อมเข้าใจความกังวลของท่านย่า นางบอกว่าชายแดนถูกตีแตกมาได้สักพักแล้ว อำเภอจี้โจวในฐานะประตูสำคัญสู่ดินแดนตอนกลาง เป็นไปได้มากว่าจะปิดประตูเมือง

   

   ฉินเยาเยาอดกังวลไม่ได้ พวกเราจะเข้าเมืองได้อย่างราบรื่นหรือไม่

   

   ใกล้จะถึงประตูเมืองแล้ว ทว่าภายในกลับเกิดความวุ่นวายขึ้น มีเสียงตะโกนดังลั่น “ปิดประตูเมือง!”

   

   ทหารที่เฝ้าประตูเมืองต่างก็วิ่งเข้าไปในเมือง ทันใดนั้นประตูเมืองสีแดงชาดก็ค่อยๆปิดลงต่อหน้าต่อตา

   

   “เร็วเข้า พวกเขากำลังจะปิดประตูเมือง อย่าให้พวกเขาปิดประตูได้” แม่เฒ่าฉินเห็นดังนั้นจึงร้องตะโกนออกมาอย่างร้อนใจ

   

   ฉินเหล่าซื่อพุ่งตัวออกไปทันที วิ่งอย่างรวดเร็วไปยังประตูเมือง

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์และฉินเหล่าซานทิ้งรถเข็นก่อนจะวิ่งตามไปที่ประตูเมือง

   

   ฉินเยาเยายืนมองประตูเมืองที่กำลังจะปิดลงด้วยหัวใจที่เย็นเฉียบ

   

   เรื่องที่น่ากังวลที่สุดก็เกิดขึ้นจนได้ หากเข้าเมืองไม่ได้ สิ่งที่รอคอยพวกเขาก็มีเพียงความตายเท่านั้น

   

   ในเวลานี้ คนอื่นๆในตระกูลฉินก็เข้าใจความตั้งใจของแม่เฒ่าฉินแล้ว

   

   แต่มันก็สายเกินไปเสียแล้ว

   

   พวกเขาทำได้เพียงฝากความหวังไว้กับฉินเหล่าซื่อ

   

   “พวกท่านรอสักครู่ พวกเรายังไม่ได้เข้าไป”

   

   ในขณะที่ประตูเมืองกำลังจะปิดลง ฉินเหล่าซื่อยื่นมือเข้าไปขัดประตูที่กำลังจะปิดเอาไว้

   

   “ป้องกันพวกเจ้านั่นละ พวกผู้อพยพจากทางเหนือ รีบเอามือออกไป!”

   

   ทหารในชุดเกราะเอ่ยอย่างเกรี้ยวกราด

   

   “นายท่าน ขอความเมตตา ปล่อยให้พวกข้าเข้าเมืองเถอะขอรับ”

   

   “พวกข้าทั้งครอบครัว เดินทางรอนแรมมาถึงที่นี่ ลำบากลำบนยิ่งนัก ขอท่านเมตตา ให้พวกข้ามีชีวิตรอดด้วยเถิด”

   

   ฉินเหล่าซื่อพยายามอดกลั้นความเจ็บปวดที่มือพลางอ้อนวอนขอร้อง

   

   “ไม่อยากมีมือแล้วหรือไง”

   

   ทหารนายนั้นออกแรงผลักประตู มือของฉินเหล่าซื่อถูกบีบจนแดงช้ำ

   

   “โอ๊ย!”


   ความเจ็บปวดแล่นตรงจากปลายนิ้วถึงหัวใจ ใบหน้าของฉินเหล่าซื่อซีดเผือด แต่เขาก็ไม่ยอมหดมือกลับ

   

   หากเขาหดมือกลับ ครอบครัวของเขาก็จะไม่มีทางรอด

   

   ฉินเหล่าซื่อไม่ยอมหดมือกลับ ประตูเมืองจึงยังปิดไม่ได้

   

   ชั่วขณะหนึ่ง ทั้งสองฝ่ายต่างไม่ยอมอ่อนข้อให้แก่กัน

   

   “ช่างเถิด ปล่อยพวกมันเข้าไป”

   

   ทหารคนนั้นเปิดประตูออกเล็กน้อย

   

   ฉินเหล่าซื่อแสดงท่าทางดีใจ รีบหันหลังกลับไปเรียกคนอื่นๆในครอบครัว

   

   “เหล่าซื่อ!”

   

   “อาสี่!”

   

   ฉินเหล่าซื่อยังไม่ทันได้ตอบรับ ทหารก็ยกเท้าขึ้นถีบเข้าที่ตัวเขาอย่างแรง จนล้มลงไปกองกับพื้นอย่างน่าอนาถ

   

   ประตูเมืองถูกปิดลงอย่างรวดเร็ว

   

   ชั่วพริบตานั้น ทุกคนในตระกูลฉินต่างก็สิ้นหวัง

   

   สวี่ซิ่วอิงกับสือไห่ถังโผเข้ากอดกันร่ำไห้ด้วยความเสียใจ

   

   พวกเขาผ่านชีวิตและความตายมาหลายครั้ง อีกนิดเดียวเท่านั้น พวกเขาก็จะมีชีวิตรอดแล้ว

   

   ฝ่ายฉินเหล่าซื่อโกรธจนตาแดงก่ำ เขาลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ก่อนจะทุบกำปั้นลงบนประตูเมืองอย่างแรง ในใจเต็มไปด้วยความเกลียดชังพวกทหารขี้ขลาดพวกนั้น

   

   เขาสาบานกับตนเองว่า หากมีโอกาส เขาจะไม่มีวันปล่อยพวกมันไปแน่

   

   รวมถึงเฝิงเสี่ยวฮวาด้วย

   

   หากไม่ใช่เพราะนาง พวกเขาก็คงเข้าเมืองไปแล้ว

   

   “อ๊ากกก”

   

   เขาตะโกนอย่างสิ้นหวัง เข่าทรุดลงกับพื้น

   

   ลูกสาวตัวน้อยของเขายังเล็กนัก ยังไม่ทันได้เห็นโลกกว้างเลย

   

   เขายังไม่ได้พานางไปจับกระต่ายเลย

   

   “เหล่าซื่อ เจ้าเป็นอันใดหรือไม่”

   

   แม่เฒ่าฉินประคองลูกชายขึ้นพลางลูบมือซ้ายที่แดงช้ำของเขาด้วยความสงสาร

   

   “ท่านแม่ ข้าขอโทษ เป็นความผิดของข้าเองที่ไม่อาจพาท่านแม่เข้าไปหาที่พึ่งพิงในเมืองได้”

   

   ฉินเหล่าซื่อคุกเข่าลงต่อหน้าแม่เฒ่าฉินด้วยความรู้สึกผิด

   

   “ลูกโง่ นี่ไม่ใช่ความผิดของเจ้า”

   

   แม่เฒ่าฉินประคองเขาขึ้นด้วยความสงสารจับใจ

   

   ในบรรดาลูกชายทั้งห้า เหล่าซื่อเป็นลูกชายที่นางเอ็นดูและรู้สึกผิดต่อเขามากที่สุด

   

   ยามที่พ่อเฒ่าฉินจากไป ครอบครัวของพวกเขาก็ลำบากแสนสาหัส หลานชายคนโตลิ่งอวี่และหลายคนที่สี่ลิ่งเหวิน ต่างก็ป่วยด้วยโรคฝีดาษ เงินทองทั้งหมดในบ้านถูกนำไปรักษาโรคให้หลานทั้งสอง

   

   ในฤดูหนาวอันหนาวเหน็บ ครอบครัวของพวกเขายากจนข้นแค้น ถึงขนาดที่ว่าไม่มีแม้กระทั่งโจ๊กผักสักชามให้กิน

   

   เหล่าซื่อผู้เป็นลูกชายคนที่สี่ ทุ่มเททุกวัน ฝ่าหิมะที่โปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย เข้าไปในภูเขาเพื่อขุดโพรงกระต่าย ตีสุนัขจิ้งจอก นำไปแลกเปลี่ยนเป็นอาหารและค่ารักษาให้กับบุตรหลานที่ตลาด

   

   บาดแผลลึกยังคงปรากฏอยู่บนหลังของเขาจนถึงทุกวันนี้

   

   นางไม่มีวันลืม...

   

   วันนั้น...

   

   เขาแบกหมูป่าหนักกว่าสี่ร้อยชั่งกลับมา แต่บาดแผลลึกจนเห็นกระดูกที่หลังของเขาก็เกือบคร่าชีวิตเขาไป

   

   ผู้อื่นวิ่งตามมา มองประตูเมืองสีแดงชาดด้วยความเศร้าโศก

   

   “ท่านแม่ พวกเราควรทำเช่นไรดี”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ถาม

   

   แม่เฒ่าฉินเหลือบมองประตูเมืองที่ปิดตาย กัดฟันพูดว่า “กลับไปหาที่หลบภัยก่อน”

   

   “ท่านแม่ พวกเราจะกลับไปที่ใดได้ ตอนนี้ข้างหลังก็มีทหารไล่ตามมา”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ถามอย่างสิ้นหวัง

   

   “กลับไปทางลัดที่เราผ่านมาเถิด” เหล่าซื่อครุ่นคิด “ที่นั่นไม่ค่อยมีคนรู้จัก พวกเราน่าจะปลอดภัย ไปตั้งหลักกันก่อน ตราบใดที่เราระมัดระวัง พวกหนานหมานก็ไม่อาจหาพวกเราพบ”

   

   “ใช่ ไม่ค่อยมีคนรู้จักที่นั่น”

   

   “ใช่แล้ว อีกไม่นานราชสำนักคงจะส่งทหารมาปราบปรามพวกหนานหมาน ยึดชายแดนคืน ถึงตอนนั้น พวกเราอาจจะไม่ต้องไปเมืองหลวงแล้วก็ได้”

   

   ทุกคนในตระกูลฉินต่างเห็นด้วย

   

   อำเภอจี้โจว พวกเขาเข้าไปไม่ได้แล้ว

   

   แต่จะให้รอความตายอยู่ที่นี่ก็ไม่ได้

   

   ทุกคนในตระกูลฉินจึงเริ่มออกเดินทางด้วยความเร็วกว่าขามาหลายเท่า


   พูดง่ายๆก็คือ พวกเขากำลังร้อนรนอย่างมาก

   

   ต้องหาที่ซ่อนโดยเร็วที่สุด

   

   เรื่องเมื่อครู่นี้ ฉินเยาเยาก็ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกมา

   

   ตอนนี้นางทำได้เพียงตามทุกคนไป

   

   เด็กทารกอย่างนาง จะมีชีวิตรอดหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับสวรรค์แล้ว

   

   “พี่สี่ฉิน”



บทที่ 18: ผู้มีพระคุณช่วยชีวิต


   

   “พี่สี่!”

   

   ทันใดนั้นก็มีเสียงดังขึ้นจากในเมือง

   

   ประตูเมืองสีแดงชาดค่อยๆเปิดออก ชายหนุ่มชุดในชุดคลุมสีน้ำเงินวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว

   

   “พี่สี่ เป็นท่านจริงๆด้วย ข้าเพิ่งเห็นแวบหนึ่งบนกำแพงเมือง นึกว่าตาฝาดไปเสียอีก”

   

   ชายผู้นั้นเอ่ยพลางหอบหายใจ

   

   ฉินเหล่าซื่อจ้องมองเขาครู่หนึ่ง ก่อนจะร้องอย่างดีใจ

   

   “เจ้าคือฮั่นหลินหรือ”

   

   “ใช่ๆๆ พี่สี่ยังจำข้าได้”

   

   “ท่านแม่ พี่รอง พี่สาม นี่คือฮั่นหลินที่ข้าเคยเล่าให้ฟัง”

   

   “ฮั่นหลิน นี่คือท่านแม่ของข้า และนี่คือพี่รองและพี่สาม”

   

   “ส่วนนี่คือภรรยาของข้า”

   

   ฉินเหล่าซื่อแนะนำทุกคนให้รู้จักกัน

   

   “ขอคารวะท่านป้าขอรับ”

   

   “ขอคารวะพี่สะใภ้”

   

   “ขอคารวะพี่รองและพี่สามขอรับ”

   

   เฉินฮั่นหลินทักทายทุกคนครบแล้ว จึงเอ่ยปากถามด้วยความสงสัย “พี่สี่ เหตุใดพวกท่านมาถึงอำเภอจี้โจวแล้ว แต่กลับไม่ยอมเข้าเมือง ท่านกำลังจะไปที่ใดกันหรือ”

   

   ฉินเหล่าซื่อพยายามสะกดกลั้นความโกรธ ก่อนเอ่ยตอบ “พวกเราเข้าอำเภอจี้โจวไม่ได้แล้ว ตอนนี้พวกเราจึงคิดจะหาที่ซ่อนตัวก่อน แล้วค่อยคิดหาหนทางกันต่อไป”

   

   “เช่นนั้นเชิญพวกท่านไปกับข้าเถิด ข้าจะพาพวกท่านเข้าเมืองเอง!”

   

   เฉินฮั่นหลินกล่าวพลางเอื้อมมือไปโอบไหล่ของฉินเหล่าซื่อ ก่อนจะพาเดินนำหน้าไป

   

   “เฉินฮั่นหลิน ท่านแน่ใจหรือว่ามีวิธีให้พวกข้าเข้าเมืองได้”

   

   ฉินเหล่าซื่อเอ่ยถามอย่างไม่มั่นใจ เขาจำได้ว่าครอบครัวของเฉินฮั่นหลินเป็นเพียงพ่อค้าธรรมดา ไม่ใช่ผู้มีอำนาจแต่อย่างใด

   

   “นายอำเภอแห่งอำเภอจี้โจวผู้นี้เป็นพี่เขยข้าเอง ลูกพี่ลูกนองข้าแต่งงานกับเขาเป็นอนุภรรยาเมื่อสองปีก่อน”

   

   ฉินเหล่าซื่อพยักหน้าอย่างเข้าใจ

   

   เฉินฮั่นหลินกล่าวอย่างหวาดหวั่น “โชคดีที่วันนี้ท่านปู่ของข้าให้ข้าเอาของมาให้พี่เขย ข้าว่างไม่มีอะไรทำก็เลยปีนกำแพงเล่นสักหน่อย ไม่เช่นนั้นคงคลาดกับพี่สี่แล้ว”

   

   ด้วยความช่วยเหลือของเฉินฮั่นหลิน ครอบครัวฉินจึงเข้าประตูอำเภอจี้โจวได้สำเร็จ

   

   ทันทีที่เข้ามา ฉินเยาเยาก็มองไปรอบๆ สังเกตภายในอำเภอจี้โจว

   

   ดูเหมือนว่าข่าวการพ่ายแพ้ที่ชายแดนจะแพร่มาถึงอำเภอจี้โจวแล้ว

   

   ภายในเมืองเริ่มเกิดความตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด ผู้คนจำนวนไม่น้อยเริ่มขนย้ายข้าวของออกจากเมือง

   

   ผู้คนบนท้องถนนต่างเหนื่อยล้าจากการเดินทาง หรือไม่ก็มีสีหน้าหวาดกลัว

   

   แม้ภายในเมืองจะมีร้านค้าเปิดทำการอยู่บ้าง แต่ราคาสินค้ากลับสูงจนน่าตกใจ

   

   ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งของส่วนใหญ่ล้วนเป็นเสบียงอาหารแห้ง หาผัก ผลไม้ ไข่ หรือแม้แต่ปลาและเนื้อสัตว์ได้น้อยมาก

   

   นานๆครั้งจะพบเห็นพ่อค้าแม่ค้าวางขายผักใบเขียว ทว่าราคาสูงถึงสองตำลึงต่อกำเล็กๆเท่านั้น

   

   ไม่ต้องพูดถึงเนื้อไก่ เนื้อเป็ด หรือสิ่งอื่นใดทำนองนั้น

   

   เด็กๆของตระกูลฉินตั้งแต่เข้าเมืองมาก็ตาค้างด้วยความตื่นตาตื่นใจ

   

   พวกเขามองร้านรวงต่างๆ ด้วยความสนใจจนลายตา

   

   “ท่านย่า ที่นี่คึกคักยิ่งนัก คึกคักกว่าที่บ้านของพวกเรามาก” เสี่ยวลิ่วเอ่ยขึ้นด้วยความตื่นเต้น

   

   เฉินฮั่นหลินได้ยินดังนั้นก็ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ ก่อนเอ่ยขึ้นว่า “บัดนี้ชายแดนถูกตีแตก ไม่มีผู้ใดกล้ายืนยันได้ว่าสงครามจะลุกลามมาถึงที่นี่หรือไม่ ชาวอำเภอจี้โจวส่วนใหญ่จึงคิดจะอพยพย้ายถิ่นฐาน”

   

   “แม้แต่ท่านปู่ของข้าก็คิดจะอพยพเช่นกัน”

   

   เขาหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วจึงเอ่ยต่อ “อันที่จริงแล้วพี่เขยของข้าจำเป็นต้องปิดประตูเมืองก็เพราะจำเป็น ทางราชสำนักได้ส่งหนังสือราชการมาเมื่อสามวันก่อน ขอให้พี่เขยปิดประตูเมืองอำเภอจี้โจว เพื่อป้องกันไม่ให้พวกหนานหมานปลอมตัวลอบเข้ามา”

   

   “พี่เขยเห็นคนอพยพหนีภัยจากทางเหนือ จึงเกิดความสงสาร จึงฝืนแรงกดดัน ไม่ยอมปิดประตูเมือง จนกระทั่งเช้านี้ขณะออกตรวจเมือง ถูกคนร้ายลอบทำร้าย จึงจำใจต้องปิดประตูเมือง”

   

   ทุกคนในตระกูลฉินฟังแล้วไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ

   

   จะกล่าวว่าไม่โกรธเคืองก็คงไม่ใช่

   

   “อ้อ จริงสิ พี่สี่ พวกท่านจะไปพึ่งพาญาติหรือ”

   

   “หรือว่าจะตั้งรกรากที่อำเภอจี้โจว”

   

   เฉินฮั่นหลินเอ่ยถาม

   

   “แล้วเจ้าล่ะ”

   

   ฉินเหล่าซื่อไม่ได้ตอบคำถาม แต่กลับถามกลับ

   

   “ข้าหรือ” เฉินฮั่นหลินมีสีหน้าฉงน “แล้วแต่ท่านปู่ขอรับ ตระกูลเฉินของเรามีอาชีพค้าขายอยู่ที่อำเภอจี้โจวมารุ่นต่อรุ่น หากออกจากอำเภอจี้โจว ก็ไม่รู้จะไปที่ใด”

   

   ฉินเหล่าซื่อพยักหน้าอย่างเข้าใจ แล้วตบไหล่เขาเบาๆ

   

   หากไม่ใช่ว่าจนหนทางจริงๆ ใครเล่าจะอยากจากบ้านเกิดเมืองนอนไป

   

   “อืออือ”

   

   ฉินเยาเยาโบกมือเล็กๆไปมา เป็นการย้ำเตือนบิดาว่าอย่าลืมเรื่องสำคัญ

   

   “เฉินฮั่นหลิน ท่านทราบหรือไม่ว่าในเมืองนี้โรงหมอแห่งใดรับซื้อสมุนไพรบ้าง”

   

   ฉินเหล่าซื่อไม่ได้ลืมจุดประสงค์

   

   “พี่สี่ ท่านมีสมุนไพรจะขายหรือ”

   

   ฉินเหล่าซื่อเหลือบมองมารดา แต่ไม่ได้เอ่ยวาจาใดๆออกมา

   

   แม่เฒ่าฉินรู้ว่าฉินเหล่าซื่อหมายความว่าอย่างไร นางจึงเป็นคนพูด

   

   “พวกเราหนีภัยมาตลอดทาง สิ่งของที่ติดตัวมาล้วนสูญหายระหว่างทาง หลานทั้งสองก็สลบไม่ได้สติ จำต้องขายสมุนไพรที่สามีทิ้งไว้ให้ เพื่อนำเงินมารักษาหลานทั้งสอง”

   

   “คุณชายเฉิน พอจะบอกได้หรือไม่ว่าในอำเภอจี้โจว มีโรงหมอใดบ้างที่ราคาเป็นธรรม”

   

   ฉินเยาเยาฟังท่านย่าแสร้งทำท่าทางน่าสงสารอย่างองอาจ ก็อดชื่นชมท่านย่าในใจไม่ได้ ท่านย่าช่างพูดจาได้น่าสงสารและดูเป็นมืออาชีพยิ่งนัก

   

   เฉินฮั่นหลินมองดูแม่เฒ่าฉินพลางกล่าวว่า

   

   “เลี้ยวไปข้างหน้าไม่ไกลจะเห็นโรงหมอชื่อว่า ‘โรงหมอจี้เซิง’ หมอที่นั่นเคยเป็นถึงหมอหลวง เมื่อหลายปีก่อนลาออกจากราชสำนัก มาเปิดโรงหมออยู่ที่นี่ ราคาค่อนข้างเป็นธรรม เพียงแต่หมอเจ้าของร้านค่อนข้างแปลกสักหน่อย”

   

   “บังเอิญว่าข้าจะไปซื้อยาให้ท่านปู่พอดี พี่สี่ ท่านป้า เราไปด้วยกันเถิด”

   

   ฉินเหล่าซื่อยกมือคารวะ “เช่นนั้นก็รบกวนน้องฮั่นหลินนำทางด้วย”

   

   เฉินฮั่นหลินรีบพยุงฉินเหล่าซื่อ “พี่สี่ ท่านไม่ต้องเกรงใจข้าหรอก หากมิใช่เพราะท่านในวันนั้น ข้าคงตกตายในมือโจรไปแล้ว”

   

   เฉินฮั่นหลินปีนี้เพิ่งอายุยี่สิบเอ็ดปี เป็นบุตรชายคนเดียวของตระกูลเฉินแห่งอำเภอจี้โจว

   

   ห้าปีก่อน ระหว่างที่เขาออกไปเที่ยวเล่นกับมิตรสหาย เกิดพลัดหลงจนตกไปอยู่ในเงื้อมมือของกลุ่มโจรป่า โชคดีที่ฉินเหล่าซื่อผ่านมาพบเห็นเข้า จึงช่วยเหลือเอาไว้ได้

   

   หลังจากนั้น ฉินเหล่าซื่อยังคุ้มกันเฉินฮั่นหลินไปส่งถึงจวนตระกูลเฉินที่อำเภอจี้โจว จึงได้ล่วงรู้ว่าเขาคือบุตรชายคนเดียวของตระกูลเฉิน

   

   “เชิญท่านพี่สี่เข้าไปข้างในก่อนเถิดขอรับ”

   

   ฉินเหล่าซื่อและครอบครัวจ้องมองไปยังเรือนหลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ก่อนจะหันไปมองเฉินฮั่นหลินด้วยแววตาฉงน “ฮั่นหลิน ที่นี่...”

   

   เฉินฮั่นหลินกล่าวอธิบาย “พี่สี่ ท่านป้า แม้จะรีบร้อนเพียงใด พวกท่านก็ควรพักผ่อนเอาแรงที่นี่ก่อนสักคืน โรงหมอจี้เซิงอยู่ฝั่งตรงข้าม พวกท่านพักอยู่ที่นี่สะดวกกว่าขอรับ”

   

   “โอ๊ะ นี่มันไม่ควรกระมัง”

   

   “ท่านอุตส่าห์พาพวกเรามาส่งถึงที่นี่ ข้ารู้สึกขอบคุณยิ่งนัก ไฉนเลยจะรบกวนให้ท่านหาที่พักให้พวกเราอีกเล่า”

   

   แม่เฒ่าฉินกล่าวอย่างตื่นตระหนก ปฏิเสธที่จะเข้าไปข้างใน

   

   เมื่อนางไม่ยอมเข้าไป พวกที่เหลือจึงไม่มีใครกล้าก้าวเท้าเข้าไปเช่นกัน

   

   เมื่อเฉินฮั่นหลินเห็นดังนั้น จึงก้าวเข้าไปประคองแม่เฒ่าฉินเข้าไป “ท่านป้า พี่สี่ช่วยชีวิตข้าเอาไว้ ข้าไม่รู้จะทดแทนบุญคุณนี้ได้อย่างไร หากท่านป้ายังคงปฏิเสธ ข้าคงต้องเอาชีวิตตอบแทนแล้ว”

   

   “ข้ารักชีวิตตนยิ่งนัก ไม่อาจทิ้งขว้างได้หรอกนะ”

   

   “แต่ว่าเรื่องนี้...”

   

   แม่เฒ่าฉินยังคงคิดจะเอ่ยสิ่งใดอีก แต่เฉินฮั่นหลินขัดขึ้นเสียก่อน “ท่านป้าอย่าได้ปฏิเสธเลย แม้ไม่ใช่เพื่อตนเอง ก็ขอให้นึกถึงเหล่าบุตรหลานเถิด”

   

   แม่เฒ่าฉินมองดูบุตรหลานที่อ่อนล้าอยู่ตรงหน้า ในที่สุดก็พยักหน้า ตัดสินใจรับไว้ แอบจดจำบุญคุณครั้งนี้ของเฉินฮั่นหลินเอาไว้ในใจ

   

   “ท่านป้า พี่สี่ เชิญพวกท่านพักผ่อนสักครู่ ข้าขอตัวกลับไปจัดการธุระก่อน แล้วจะมารับไปยังโรงหมอจี้เซิง”

   

   “รอข้ากลับมาก่อนค่อยไปนะ”

   

   หลังจากกล่าวจบ เฉินฮั่นหลินก็หมุนตัวเดินออกไปอย่างรวดเร็ว

   

   ฉินเหล่าซื่อคิดจะเอ่ยบางอย่าง ทว่าร่างของเฉินฮั่นหลินก็หายลับออกไปจากประตูเสียแล้ว



 บทที่ 19: หมอหรือขอทาน


   

   แม่เฒ่าฉินอุ้มฉินเยาเยาไว้พลางกวาดสายตามองไปรอบๆบริเวณบ้าน บ้านหลังนี้ไม่ใหญ่โตนัก เป็นแบบสถาปัตยกรรมทางเหนือทั่วไป

   

   ด้านหน้ามีห้องหลักสองห้อง ตรงกลางเป็นห้องรับแขก สองข้างเป็นห้องนอน และยังมีห้องเก็บของอีกหนึ่งห้อง

   

   เรือนด้านตะวันออกและตะวันตกสองห้อง ตรงกลางลานปลูกต้นท้อ และใต้ต้นท้อมีบ่อน้ำหนึ่งบ่อ

   

   รูปแบบเรียบง่าย แต่สำหรับครอบครัวของพวกเราก็ถือว่ากว้างขวางมากแล้ว

   

   “โอ้! ที่นี่มีบ่อน้ำด้วย ไม่รู้ว่าจะมีน้ำหรือไม่”

   

   สือไห่ถังเห็นบ่อน้ำในลานบ้านก็ตาเป็นประกาย วิ่งเข้าไปดูแล้วร้องด้วยความดีใจ

   

   “มีน้ำ มีน้ำ!”

   

   ทุกคนในครอบครัวรีบวิ่งเข้าไปดู

   

   ปรากฏว่าเป็นจริงดังที่สือไห่ถังกล่าว มีน้ำจริงๆด้วย

   

   แม้ระดับน้ำในบ่อน้ำนี้จะต่ำกว่าบ่อน้ำทั่วไปอยู่มาก แต่ในยามที่เกิดภัยแล้งเช่นนี้ เพียงแค่มีน้ำในบ่อก็สามารถประทังชีวิตได้อย่างแน่นอน

   

   แม่เฒ่าฉินทอดมองน้ำในบ่อที่ใสจนเห็นก้นบ่อ บังเกิดความรู้สึกหลากหลายขึ้นในใจ นางจึงเรียกฉินเหล่าซื่อเข้ามาใกล้ แล้วซักถามเรื่องราวของเฉินฮั่นหลิน

   

   ย้อนกลับไปเมื่อห้าปีก่อน ฉินเหล่าซื่อได้ติดตามคนกลุ่มหนึ่งไปคุ้มกันสินค้า ระหว่างทางได้ช่วยเหลือคุณชายไว้หลายท่าน และได้รับเงินตอบแทนเป็นสินน้ำใจ

   

   ตามหลักแล้ว การที่ฉินเหล่าซื่อได้ช่วยชีวิตผู้อื่นไว้และรับเอาเงินตอบแทนมา ก็หมายความว่าทั้งสองฝ่ายจะไม่มีเรื่องพัวพันกันอีก

   

   แต่ในวันนี้ เฉินฮั่นหลินไม่เพียงแต่พาพวกเขาทั้งหมดเข้าเมืองเท่านั้น แต่ยังหาที่พักพิงให้พวกเขาอีกด้วย นับว่าเป็นบุญคุณที่ลืมไม่ลง

   

   “เหล่าซื่อ เจ้าต้องจดจำบุญคุณของคุณชายเฉินไว้ให้ดี ครั้งหน้าจะต้องตอบแทนบุญคุณนี้ให้ได้”

   

   “ข้าทราบแล้ว ข้าจะจดจำไว้”

   

   “พี่สี่ฉิน ท่านป้า”

   

   ทันใดนั้นก็มีเสียงดังขึ้น เฉินฮั่นหลินกำลังแบกถุงใบหนึ่งเดินเข้ามา ด้านหลังมีคนรับใช้สองคนช่วยกันหามตะกร้าใบใหญ่ตามมา

   

   ด้านข้างตะกร้ามีไก่สองตัวผูกติดไว้

   

   “ฮั่นหลิน นี่เจ้าทำอะไรน่ะ”

   

   เฉินฮั่นหลินวางของลงพลางกล่าวว่า “พี่สี่ฉิน ท่านป้า ข้าเอาน้ำมันหมู ข้าวสาร และผักตากแห้งมาให้ขอรับ”

   

   “ข้างนอกไม่มีผักสดแล้ว พวกท่านกินนี่ไปก่อนเถิดขอรับ”

   

   แม่เฒ่าฉินและฉินเหล่าซื่อโบกมือปฏิเสธ “ไม่ได้ ไม่ได้ รับไว้ไม่ได้ ข้าวสารหนึ่งจินราคาตั้งหนึ่งตำลึง แพงเกินไปแล้ว คุณชายเฉินเอาของเหล่านี้กลับไปเถิด”

   

   “ท่านป้า สิ่งนี้เมื่อเทียบกับบุญคุณที่พี่สี่ฉินช่วยชีวิตข้าไว้ นับว่าเล็กน้อยยิ่งนัก”

   

   “ฮั่นหลิน ครั้งนั้นข้าช่วยชีวิตเจ้าไว้ เจ้าก็มอบค่าตอบแทนให้ข้าแล้ว เรื่องนี้ต่างฝ่ายต่างไม่ติดค้างกันแล้ว”

   

   ใบหน้าของเฉินฮั่นหลินฉายแววเศร้าสร้อย “พี่สี่ฉิน นี่ท่านรังเกียจไม่อยากคบหาเป็นสหายกับข้าแล้วหรือ”

   

   “ไม่ใช่ ไม่ใช่ ข้ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้คบหาเป็นสหายกับเจ้า เพียงแต่ของสิ่งนี้มีราคาแพงเกินไป ครอบครัวข้ารับไว้ไม่ได้จริงๆ”

   

   เฉินฮั่นหลินเห็นว่าทั้งสองยืนกรานไม่ยอมรับ ดวงตากระพริบไหวสองครั้งแล้วจึงเอ่ยว่า “ท่านป้ากับพี่สี่ฉินอย่าได้เข้าใจผิด ของสิ่งนี้ข้าไม่ได้มอบให้พวกท่าน”

   

   แม่เฒ่าฉินและฉินเหล่าซื่อกำลังจะใจชื้นขึ้น ก็ได้ยินเฉินฮั่นหลินเอ่ยต่อ

   

   “ข้าเพียงแต่มอบให้หลานชายและหลานสาวตัวน้อยๆเท่านั้น”

   

   “คุณชายเฉิน นี่ไม่ควร...”

   

   “เอาละ ท่านป้าไม่ต้องปฏิเสธข้าแล้ว หากไม่นึกถึงตนเอง ก็ขอให้นึกถึงเด็กๆ ดูเด็กๆพวกนี้สิ อดอาหารจนซูบผอมไปหมดแล้ว”

   

   ฉินเยาเยา...

   

   เด็กๆที่ซูบผอม...

   

   พวกเขาไม่ได้ซูบผอมเลยสักนิด…

   

   ตลอดทางฉินเยาเยาเลี้ยงดูพวกเขาอย่างดี ทุกคนอ้วนกว่าตอนที่ยังไม่ได้หนีภัยเสียอีก

   

   พวกเขาอาจจะไม่ได้อ้วน แต่ไม่ได้ซูบผอมอย่างแน่นอน

   

   ดูเหมือนเฉินฮั่นหลินเองก็สังเกตเห็นเช่นกัน เขาจึงกระแอมเบาๆ และลูบจมูกอย่างเขินอายเล็กน้อย

   

   ครอบครัวตระกูลฉินนี้ นอกจากเสื้อผ้าที่ดูเก่าไปบ้างแล้ว ส่วนอื่นๆล้วนไม่ได้ดูเหมือนผู้อพยพแม้แต่น้อย

   

   โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเด็กน้อย เด็กเหล่านี้ช่างอ้วนท้วนสมบูรณ์กันเสียจริง

   

   “ถ้าเช่นนั้น พวกเราก็ขอขอบคุณคุณชายเฉินเป็นอย่างยิ่ง”

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นเฉินฮั่นหลินพูดเช่นนั้นก็ปฏิเสธไม่ลง จึงจำใจรับไว้พลางคิดในใจว่าจะต้องตอบแทนบุญคุณนี้ในภายภาคหน้า

   

   “เด็กน้อยพวกนี้ เหตุใดจึงไม่รีบขอบคุณคุณชายเฉินอีกเล่า”

   

   “ขอบพระคุณท่านอาเฉินขอรับ”

   

   “ยินดีมาก”

   

   เฉินฮั่นหลินตอบรับอย่างยินดี แล้วหันไปพูดกับฉินเหล่าซื่อว่า

   

   “พี่สี่ฉิน ท่านป้า พวกเรารีบไปที่โรงหมอจี้เซิงกันเถิด ให้พี่สะใภ้กับคนอื่นๆ ทำอาหารเตรียมไว้ก่อน พวกเรากลับมาก็จะได้กินกันเลย”

   

   “ข้าอยากจะดื่มสุรากับพี่สี่ฉินสักหน่อย”

   

   แม่เฒ่าฉินรู้ว่าตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องรีบพาหลานทั้งสองที่หมดสติไปหาหมอ จึงเอ่ยสั่ง

   

   “เหล่าซานกับสะใภ้สาม ไปทำความสะอาดบ้าน”

   

   “สะใภ้สี่ ดูแลเด็กๆไว้”

   

   “เหล่าเอ้อร์ ลิ่งอวี่ พวกเจ้าอุ้มลิ่งเหวินกับลิ่งผิงไปกับข้า”

   

   “ขอรับท่านแม่”

   

   ทุกคนในครอบครัวขานรับ แล้วแยกย้ายกันไปทำหน้าที่

   

   แม่เฒ่าฉินอุ้มฉินเยาเยาไว้ ส่วนเหล่าเอ้อร์อุ้มลิ่งเหวิน ลิ่งอวี่อุ้มลิ่งผิง พวกเขามุ่งหน้าไปยังโรงหมอจี้เซิงที่อยู่ฝั่งตรงข้าม

   

   ภาพความสามัคคีและความรักใคร่กลมเกลียวเช่นนี้ ทำให้เฉินฮั่นหลินรู้สึกอิจฉาเล็กน้อย

   

   แม้บิดาของเขาจะมีเขาเป็นบุตรชายเพียงคนเดียว แต่ท่านปู่ของเขามีบุตรชายถึงห้าคน เขามีลูกพี่ลูกน้องนับสิบคน

   

   แม้แต่ลูกพี่ลูกน้องต่างก็แก่งแย่งชิงดีกัน คอยขัดขากัน แล้วพี่น้องแท้ๆ จะไม่ทำแบบนั้นเชียวหรือ

   

   “ท่านป้า ครอบครัวของท่านช่างดีนัก ดูรักใคร่กลมเกลียวกันดีจริงๆ” เฉินฮั่นหลินเอ่ยด้วยความชื่นชม

   

   แม่เฒ่าฉินหัวเราะเบาๆ “ครอบครัวยากจนข้นแค้นอย่างพวกเรา ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมอะไรกันนักหรอก มีแรงก็ต้องช่วยกันทำมาหากิน ไม่อย่างนั้นก็คงได้อดตายกันหมด”

   

   เฉินฮั่นหลินพยักหน้าเห็นด้วย

   

   “พวกท่านต้องการตรวจโรคหรือว่าซื้อยาขอรับ”

   

   แม้พวกเขาจะแต่งกายซอมซ่อ ใบหน้ามอมแมม ทว่าชายต้อนรับในโรงหมอจี้เซิงก็ไม่ได้ดูแคลนแม้แต่น้อย เมื่อเห็นพวกเขาเข้ามาในร้านก็รีบเข้ามาต้อนรับด้วยท่าทีกระตือรือร้น

   

   “เสี่ยวหลิน หมอหลี่อยู่หรือไม่”

   

   ชายที่ถูกเรียกว่า ‘เสี่ยวหลิน’ หันไปเห็นเฉินฮั่นหลินที่อยู่ด้านหลัง พลันรีบเข้ามาคำนับ

   

   “คุณชายเฉินนี่เอง”

   

   “คุณชายเฉิน หมอหลี่อยู่ที่ชั้นสองขอรับ”

   

   เฉินฮั่นหลินตอบรับแล้วพาแม่เฒ่าฉินกับคนอื่นๆขึ้นไปชั้นสอง

   

   ก๊อก! ก๊อก!

   

   “เข้ามา”

   

   เสียงทุ้มต่ำที่ดูไม่แก่เกินไปดังขึ้น

   

   เฉินฮั่นหลินผลักประตูเข้าไป

   “หมอหลี่ รบกวนแล้วขอรับ” เขากล่าวพลางโค้งคำนับชายชราที่นอนอยู่บนเก้าอี้โยก

   

   ทุกคนในครอบครัวฉินมองชายชราผู้นั้นนอนเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้โดยไม่คำนึงถึงภาพลักษณ์ มุมปากกระตุกพร้อมกัน

   

   นี่คือหมอหรือ

   

   หลี่อันลืมตาขึ้นอย่างเฉื่อยชา กวาดตามองพวกเขาแวบหนึ่ง “ใครป่วยหรือ ทำไมมากันมากมายเช่นนี้”

   

   เฉินฮั่นหลินรับฉินลิ่งเหวินจากอ้อมแขนของฉินเหล่าเอ้อร์ แล้วกล่าวว่า “หมอหลี่ หลานชายของข้าหมดสติไปหลายวันแล้ว รบกวนท่านช่วยดูอาการให้หน่อยเถิด”

   

   หลี่อันยืดเส้นยืดสายแล้วลุกขึ้น แล้วจับชีพจรของฉินลิ่งเหวิน จากนั้นก็เบิกตาของฉินลิ่งเหวินขึ้น

   

   คนในครอบครัวฉินเห็นการกระทำที่หยาบกระด้างของเขา ต่างก็ใจหายใจคว่ำ

   

   ด้วยเพราะหมอผู้นี้ดูไม่น่าไว้วางใจเอาเสียเลย

   

   สวมเสื้อผ้าสีสันฉูดฉาด ผมเผ้ารกรุงรัง ใช้ผ้าผูกผมสีประหลาดผูกมัดไว้หลวมๆ บนศีรษะ

   

   หนวดเคราบนใบหน้าดูราวกับถูกเด็กซุกซนโกนเล่น สั้นบ้างยาวบ้าง

   

   ที่เอวยังเหน็บไหเหล้าไว้ หากไม่รู้ว่าเขาเป็นหมอ ก็คงคิดว่าเป็นขอทานเร่ร่อนเป็นแน่

   

   ผ่านไปครู่ใหญ่…

   

   หลี่อันยกมือขึ้นลูบเคราที่ยาวบ้างสั้นบ้างอย่างประหลาดใจ แล้วเอ่ยขึ้น

   

   “สิบวันหอม”



 บทที่ 20: หนึ่งพันตำลึง


   

   “สิบวันหอม”

   

   เมื่อได้ยินหลี่อันเอ่ยเช่นนั้น คนในครอบครัวฉินต่างพากันใจหาย

   

   สิบวันหอม เพียงได้ยินชื่อก็รู้สึกถึงอันตรายแล้ว

   

   “ท่านหมอ หลานทั้งสองของข้าไม่เป็นอันใดมากใช่หรือไม่” แม่เฒ่าฉินเอ่ยถามด้วยความกังวล

   

   หลี่อันเบิกตากว้าง “จะไม่เป็นอันใดมากได้อย่างไร พวกเขาทั้งสองโดนสิบวันหอมเข้าไปแล้ว”

   

   “เช่นนั้น...”

   

   บัดนี้แม่เฒ่าฉินรู้สึกหวาดหวั่น สิบวันหอมสิ่งนี้คือสิ่งใดกัน นางไม่เคยได้ยินมาก่อน

   

   ไม่ใช่เพียงแม่เฒ่าฉินเท่านั้น บรรดาคนอื่นๆ ต่างหวาดกลัวไปด้วย พวกเขาไม่เคยได้ยินชื่อสิ่งนี้เช่นกัน

   

   แม้แต่ตำราแพทย์ที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ก็ไม่มีบันทึกไว้

   

   ทุกคนในครอบครัวฉินต่างก็จมอยู่กับความกังวลและหวาดกลัว

   

   มีเพียงฉินเยาเยาที่จ้องมองหลี่อันด้วยสายตาที่แฝงความหมาย

   

   ตอนแรกที่นางได้ยินว่าพี่ทั้งสองคนถูกวางยาก็ตกใจ แต่เมื่อเห็นมุมปากของหมอเฒ่าผู้นี้กระตุกยิ้มเล็กๆ นางก็โกรธขึ้นมาทันที

   

   ที่แท้ตาแก่ผู้นี้ กล้าเล่นตลกกับพวกเขา!

   

   “อ๊ะ!”

   

   ฉินเยาเยาส่งเสียงอย่างขุ่นเคือง

   

   ตาแก่ผู้นี้กล้าเล่นตลกกับท่านย่าของนาง แล้วยังมีท่านพ่ออีก ดูสินางจะด่าตาแก่ผู้นี้ให้ตายไปเลย!

   

   “อ๊ะๆๆ อี๊!”

   

   ฉินเยาเยารู้สึกว่าการด่ายังไม่สาแก่ใจ นางจึงพ่นน้ำลายออกมาจากปากเล็กๆ

   

   “โอ๋ๆๆ เด็กดีของย่า เป็นอันใดไปหรือ”

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นหลานสาวเป็นแบบนี้ครั้งแรก จึงรู้สึกงุนงงไปชั่วขณะ

   

   ตั้งแต่หลานสาวคนนี้เกิดมาก็เป็นเด็กดี ไม่งอแง แม้แต่ตอนกลางคืนก็ไม่ร้องขอกินนม เชื่อฟังจนไม่เหมือนเด็กอายุไม่ถึงเดือน

   

   แต่วันนี้เป็นอันใดไป

   

   นางไม่เข้าใจการกระทำของหลานสาวเอาเสียเลย

   

   ทำไมนางถึงรู้สึกว่าหลานสาวกำลังด่าคนอยู่

   

   หลี่อันที่อยู่ด้านข้างมองออก เขาหัวเราะเสียงดังอย่างชอบใจ

   

   “ฮ่าๆ ท่านแม่เฒ่า เด็กคนนี้รู้จักปกป้องคนในครอบครัวเสียด้วย”

   

   “หืม” แม่เฒ่าฉินยิ่งงุนงงมากขึ้นไปอีก

   

   “หมอหลี่ หลานชายของข้าเป็นอันใดกันแน่ ท่านพูดมาเถิด ข้ารับได้”

   

   หลี่อันยิ้มพลางลูบเครา “ท่านแม่เฒ่าโปรดวางใจเถิด พวกเขาแค่โดนยาสลบเท่านั้น นอนหลับอีกหลายวันก็หายดี”

   

   “อะไรนะ! ยังต้องนอนอีกหลายวันหรือ พวกเขานอนไปสามวันแล้วนะเจ้าคะ นอนต่ออีกจะไม่เป็นอันใดจริงๆหรือเจ้าคะ” แม่เฒ่าฉินเอ่ยถามด้วยความกังวล “ท่านหมอพอจะมียาที่ช่วยให้พวกเขาฟื้นเร็วขึ้นบ้างหรือไม่เจ้าคะ”

   

   “ยาสลบชนิดนี้ไม่มีทางแก้ ต้องรอให้ฤทธิ์ยาหมดไปเอง”

   

   “ท่านรู้ได้อย่างไรว่ายาสลบนี้ไม่มีทางแก้” ฉินเหล่าซื่อเอ่ยถามอย่างสงสัย

   

   หลี่อันเอามือลูบจมูกอย่างรู้สึกผิด ไม่ยอมตอบคำถามนี้

   

   จะให้เขาตอบได้อย่างไรเล่า ก็ในเมื่อยาสลบนี้ เขาเป็นคนคิดค้นขึ้นมาเอง ตอนที่ต้องการหนีออกจากวังหลวงที่แสนโหดร้ายนั่น

   

   แต่หลังจากนั้น เขาก็ได้ใช้เวลาศึกษาอยู่สองปีกว่า แต่ก็ไม่สามารถคิดค้นยาแก้พิษได้สักที

   

   “เอาล่ะ กลับไปดูแลให้ดีๆก็แล้วกัน สักสามวันพวกเขาก็จะฟื้นแล้ว”

   

   หลี่อันโบกมือไล่แขกด้วยท่าทางเบื่อหน่าย

   

   แต่ฉินเยาเยากลับมองเห็นความรู้สึกผิดบนใบหน้าของเขา

   

   เมื่อหลี่อันมีท่าทีเช่นนั้น เฉินฮั่นหลินจึงรีบลุกขึ้น ยกมือคำนับ “หมอหลี่ พี่สี่ของข้ายังมีสมุนไพรที่อยากให้ท่านช่วยดูให้หน่อยขอรับ”

   

   เฉินฮั่นหลินไม่ชอบนิสัยหยิ่งยโสของหลี่อัน แต่หลี่อันผู้นี้มีฝีมือสูงส่ง ประกอบกับภูมิหลังที่ไม่ธรรมดา และเป็นสหายเก่ากับท่านปู่ของเขา เขาจึงต้องให้ความเคารพ

   

   “โอ้ สมุนไพรหรือ”

   

   ทันใดนั้น หลี่อันก็ดูสนใจขึ้นมาทันที

   

   “เกิดภัยแล้งเช่นนี้ ยังมีคนขายสมุนไพรอีกหรือ ตอนนี้ใครก็ตามที่ขึ้นเขาไปหาสมุนไพรได้ ต่างก็เก็บไว้รักษาตนเอง ยาหลายชนิดในโรงหมอจี้เซิงถังก็ขาดตลาด”

   

   “พวกท่านมีสมุนไพรอะไรจะขายงั้นหรือ”

   

   เขากวาดตามองทุกคนในครอบครัวฉิน ทว่าไม่เห็นห่อหรือกระสอบ จึงรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย

   

   ดูท่าครอบครัวนี้คงเหมือนกับคนก่อนๆ ที่ต้องการหนีค่ารักษา จึงแสร้งบอกว่ามีสมุนไพรจะขาย บอกว่าจะนำมาให้ในวันพรุ่งนี้ แต่จริงๆแล้วไม่มีอะไรเลย

   

   แท้จริงแล้ว วันพรุ่งนี้ที่พวกเขากล่าวถึงนั้นไม่มีวันมาถึง

   

   หรือพวกเขาก็มาหลอกลวงเช่นกัน

   

   เมื่อคิดเช่นนี้ สีหน้าของหลี่อันจึงเผยความเย็นชาออกมาเล็กน้อย

   

   “หมอหลี่ ข้าเอาโสมมาจากบ้าน ขอรบกวนท่านช่วยดูให้หน่อย ราคาไม่ต้องสูงมาก ขอแค่ราคาที่เหมาะสมก็พอ”

   

   แม่เฒ่าฉินนั่งลงบนเก้าอี้ไม้สีแดงขนาดใหญ่พลางอุ้มฉินเยาเยาไว้ในอ้อมแขนและกล่าวขึ้น

   

   นางรู้สึกไม่ค่อยสบายตัว สองขายกขึ้นไขว้ห้างโดยไม่รู้ตัว

   

   ฉินเยาเยาที่อยู่ในอ้อมแขนได้ยินท่านย่าเอ่ยเช่นนั้นก็หัวเราะเสียงใส

   

   ท่านย่าของนางช่างน่ารักยิ่งนัก บอกว่าราคาไม่ต้องสูง ขอแค่ราคาที่เหมาะสมก็พอ

   

   ท่านย่าแค่ไม่กล้าพูดตรงๆว่า ยิ่งแพงยิ่งดี

   

   หลี่อันเห็นโสมที่แม่เฒ่าฉินหยิบออกมา ดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที

   

   เขารับโสมมาถือไว้ในมืออย่างระมัดระวัง พินิจพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยด้วยความตื่นเต้น

   

   “นี่มัน...โสมนี้มีอายุร้อยกว่าปี! หาได้ยากยิ่งนัก ท่านแม่เฒ่าจะขายจริงหรือ?!”

   

   เฉินฮั่นหลินเห็นโสมก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน เขาจ้องมองฉินเหล่าซื่ออย่างมีความหมาย “พี่สี่ ท่านนี่นะ มีโสมร้อยปีก็ไม่ยอมบอก ข้าจะได้ซื้อไว้เอง”

   

   “เจ้าเด็กบ้านี่ อยากแย่งข้างั้นหรือ ไม่มีทาง!”

   

   หลี่อันกอดโสมไว้ในอ้อมแขน จ้องเขม็งพร้อมกับลูบเคราไปด้วย

   

   “ท่านแม่เฒ่า โสมนี้ ร้านยาจี้เซิงถัง ให้ราคาแปดร้อยตำลึง ท่านเห็นเป็นอย่างไร”

   

   ราคาที่เขาเสนอนั้นนับว่าไม่น้อย แม้จะเป็นโสมร้อยปี แต่ร้านขายยาก็ต้องแสวงหากำไร

   

   ดังนั้นราคาที่รับซื้อจึงต้องต่ำกว่าราคาขาย

   

   โดยปกติแล้ว โสมร้อยปีเช่นนี้มีราคาประมาณห้าร้อยตำลึง แต่ตอนนี้อยู่ในช่วงภัยแล้ง แม้แต่สมุนไพรธรรมดายังหายาก โสมนี้จึงมีราคาเช่นนี้

   

   เฉินฮั่นหลินพยักหน้าให้กับแม่เฒ่าฉิน ราคาเช่นนี้ขายได้

   

   “อ้ะ แงง~”

   

   ขณะที่แม่เฒ่าฉินกำลังจะพยักหน้าตกลง ฉินเยาเยาที่อยู่ในอ้อมแขนกลับร้องไห้ออกมา

   

   แม่เฒ่าฉินจึงรีบปลอบ “โอ๋ๆๆ หลานรักของย่า เป็นอะไรไปหรือ”

   

   ไม่ว่าแม่เฒ่าฉินจะปลอบอย่างไรก็ไร้ผล เมื่อเห็นหลานสาวยังคงร้องไห้อยู่ แม่เฒ่าฉินก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

   

   “พวกท่านนั่งรอสักครู่ ข้าขอตัวพาหลานออกไปเดินเล่นข้างนอกสักหน่อย เห็นทีหนูน้อยคงจะเบื่อที่ต้องอยู่แต่ภายในห้องนี้แล้ว”

   

   กล่าวจบก็อุ้มฉินเยาเยาออกไปข้างนอก

   

   “เด็กดี เจ้าคิดว่าราคาที่ขายไปมันต่ำเกินไปงั้นหรือ”

   

   ฉินเยาเยาส่งเสียงอ้อแอ้ตอบกลับ

   

   แน่นอนว่ามันต่ำเกินไป โสมในมิติของนางราคาต้องราคามากกว่านี้

   

   “เช่นนั้น เจ้าคิดว่าควรจะขายราคาเท่าใด”

   

   “แอ้!”

   

   ฉินเยาเยายกอุ้งมือป้อมๆของตนขึ้นสองข้าง

   

   แม่เฒ่าฉินมองดูมือของหลานสาวที่ชูขึ้นมาในทันทีก็เข้าใจความหมาย

   

   หลานสาวของนางหมายถึงให้ตั้งราคาขายที่หนึ่งพันตำลึง!

   

   ทว่าในใจของแม่เฒ่าฉินก็ลังเล ผู้นี้เป็นหลานสาวของนาง นางย่อมรู้มูลค่าของโสมนี้ แต่มูลค่าแปดร้อยตำลึงก็ไม่น้อยเลย

   

   นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งพลางกล่าวว่า “ฟังหลานสาวดีกว่า ขึ้นราคาไปเลย ถ้าไม่รับก็ค่อยไปขายร้านอื่น!”

   

   เมื่อตัดสินใจได้แล้ว นางจึงอุ้มฉินเยาเยากลับไปยังชั้นสองและเอ่ยอย่างตรงไปตรงมาว่า “โบราณว่าไว้ โสมเจ็ดตำลึงเป็นโสม โสมแปดตำลึงเป็นสมบัติ*[1] โสมนี้มีน้ำหนักเกินแปดตำลึงแล้ว แปดร้อยตำลึงคงขายยากหน่อย”

   

   หลี่อันมองนางด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย ผู้ที่รู้ว่าโสมเจ็ดตำลึงเป็นโสม โสมแปดตำลึงเป็นสมบัตินั้น แสดงว่าแม่เฒ่าผู้นี้เป็นผู้ที่รู้จักของมีค่าดี เขาจึงเอ่ยถามว่า “เช่นนั้นแล้ว ท่านแม่เฒ่าต้องการขายเท่าใดหรือ?”

   

   “หนึ่งพันตำลึง!”


   

   [1] โสมเจ็ดตำลึงเป็นโสม โสมแปดตำลึงเป็นสมบัติ (人参七两为参,八两为宝) ใช้เปรียบเปรยถึงคุณค่าของโสมที่เพิ่มขึ้นตามน้ำหนัก ยิ่งโสมมีน้ำหนักมาก ก็ยิ่งมีคุณค่ามากขึ้น เปรียบเสมือนกับสมบัติ



จบตอน

Comments