lucky kid ep111-120

  บทที่ 111: ความแห้งแล้งมาเยือน

   

   ชีวิตประจำวันของตระกูลฉินเริ่มเข้าสู่สภาวะปกติ

   

   ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินเดินทางลงใต้ไปรับซื้อหนังสัตว์ ฉินเหล่าซานและสือไห่ถังเริ่มเปิดกิจการขนาดเล็กที่ชายแดน พวกเขายังคงหาบเร่ไปตามท้องถนนเพื่อขนมและของกินเล่นต่างๆ

   

   สือไห่ถังมีฝีมือดี นางสามารถปั้นขนมธรรมดาให้เป็นรูปสัตว์น้อยน่ารักได้ ทุกครั้งที่เปิดร้านมักจะดึงดูดเด็กๆได้เสมอ ดังนั้นทุกครั้งที่ออกไปพวกเขาจะขนข้าวของไปเต็มรถ และกลับมาด้วยความว่างเปล่าเสมอ แต่ละวันสามารถทำรายได้หลายร้อยอีแปะ

   

   บางครั้งขนมขายหมดเร็วก็ต้องรีบเตรียมของเพิ่มเพื่อขายรอบต่อไป ทำให้หนึ่งวันสามารถทำเงินได้ราวๆ หนึ่งถึงสองตำลึงเงิน

   

   สวี่ซิ่วอิงนำผ้าแพรที่ได้รับจากเถ้าแก่หลายมาปักดอกไม้ไว้สองสามดอก ทำเป็นผ้าเช็ดหน้าไว้ให้เล่อเหนียงเช็ดน้ำลาย ระหว่างเดินเล่นอยู่ในตลาดก็บังเอิญพบกับเถ้าแก่หลาย เมื่อเขาเห็นฝีมือการปักผ้าของนาง ก็มอบผ้าให้นางอีกสองสามผืน ขอให้นางปักลวดลายตามที่เขาต้องการ

   

   ตอนสวี่ซิ่วอิงส่งมอบงาน ด้วยฝีมือการปักของนาง เป็ดยวนยางคู่นั้นจึงมีชีวิตชีวาสมจริง จึงถูกคนมีฐานะในอำเถอแย่งกันซื้อจนหมดในพริบตา

   

   เนื่องจากมีความต้องการสูง ทำให้ผ้าเช็ดหน้าที่ปักลายเป็ดยวนยางมีราคาสูงถึงสามตำลึงเงิน

   

   เถ้าแก่หลายจึงปรึกษาเรื่องนี้กับสวี่ซิ่วอิงทันที ขอให้นางช่วยปักชุดแต่งงานให้ลูกค้าโดยเฉพาะ สวี่ซิ่วอิงเห็นว่าตอนนี้อยู่บ้านก็ไม่มีอะไรทำ จึงตอบตกลงอย่างไม่ลังเล

   

   เถ้าแก่หลายรับหน้าที่จัดหาผ้า สวี่ซิ่วอิงออกแรงฝีมือ ร้านปักหงเหยียนจึงก่อตั้งขึ้น ด้วยเหตุนี้คนในครอบครัวที่ว่างงานจึงเหลือเพียงแม่เฒ่าฉินคอยพาเจ้าพวกเด็กแสบในบ้านออกไปเดินเล่นในหมู่บ้านยามว่าง

   

   ฉินเยาเยาเห็นมารดาของตนลำบากเช่นนี้ จึงเริ่มหยุดดื่มนมแม่และหันมาหัดกินข้าวแทน ตอนนี้นางคลานสี่ขาได้อย่างรวดเร็วแล้ว ทั้งในบ้านและนอกบ้านล้วนเป็นอาณาจักรของนาง ทั้งยังยึดเก้าอี้ประคองตัวเองให้ยืนขึ้นได้อีกด้วย เพียงแต่ทรงตัวได้ไม่นานก็ล้มก้นจ้ำเบ้า หากแต่เจ้าก้อนยังไม่ยอม พยายามลุกอยู่หลายครั้ง ทำให้เสี่ยวชีที่คอยดูแลนางอยู่ข้างๆตลอดรู้สึกเจ็บปวดใจ

   

   อากาศร้อนขึ้นเรื่อยๆ พริบตาเดียวเวลาก็ล่วงเลยมาถึงเดือนห้า ทุกวันยามอู่เป็นช่วงเวลาที่ทรมานที่สุดสำหรับฉินเยาเยา เพราะอากาศที่นี่ค่อนข้างร้อน คนโบราณไม่ว่าจะอ่อนแอแค่ไหนก็ล้วนสวมเสื้อแขนยาว ส่วนผู้ชายส่วนใหญ่สวมเสื้อแขนสั้น

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นหลานสาวอารมณ์เสียทุกวันจึงต้องลงมือทำเอง นางตัดชุดของหลานสาวให้เป็นเสื้อแขนกุด ทำให้ตอนนี้ฉินเยาเยามีความสุขเพิ่มขึ้น นางอยากจะจูงมือท่านย่าออกไปเดินเล่นข้างนอกทุกวัน

   

   ตอนนี้ภารกิจหลักของแม่เฒ่าฉินคือเลี้ยงเด็กและทำอาหาร เวลานางเข้าครัว นางจะพาหลานสาวตัวน้อยไปฝากไว้ที่เหล่าหลายเล่อ ให้พวกผู้เฒ่าผู้แก่ทั้งหลายช่วยดูแล

   

   เหล่าหลายเล่อรักและเอ็นดูเล่อเหนียงมาก ทุกครั้งที่แม่เฒ่าฉินเอาหลานสาวไปฝากเลี้ยง พวกเขาจะอุ้มไว้ในอ้อมแขนไม่ยอมปล่อย แต่ถึงแม้จะไม่อยากปล่อย พวกเขาก็อุ้มได้ไม่นานเพราะเล่อเหนียงกินเก่ง ตอนนี้ตัวจึงอ้วนท้วนสมบูรณ์กว่าเด็กคนอื่นมาก

   

   และทุกครั้งพวกเขาก็มักหยอกเล่อเหนียงว่า เด็กอ้วนคนนี้อ้วนขึ้นอีกแล้ว

   

   เมื่อไม่มีคนอยู่ช่วยเป็นลูกมือ แม่เฒ่าฉินจะทำอาหารหม้อใหญ่ซึ่งค่อนข้างง่าย ไม่ว่าจะเป็นข้าวฟ่างหุง ผักสีเขียวใส่เนื้อนิดหน่อย แล้วใส่ผักป่าอื่นๆ ลงไปตุ๋นเป็นหม้อใหญ่ บางครั้งก็นึ่งซาลาเปาหม้อใหญ่ ผัดผักป่ากับไข่ เพียงเท่านี้ก็เป็นอาหารหนึ่งมื้อแล้ว

   

   แต่สำหรับหลานสาวตัวน้อย แม่เฒ่าฉินเอาใจใส่นางเป็นอย่างดี ทุกวันจะต้มโจ๊กหลากหลายชนิดไม่จำเจ

   

   วันนี้โจ๊กซี่โครงหมู

   

   พรุ่งนี้โจ๊กเส้นเนื้อ

   

   และสิ่งที่ขาดไม่ได้ทุกวันคือไข่ตุ๋น

   

   ……

   

   เมื่อย่างเข้าสู่เดือนหก ทุ่งนาของแต่ละบ้านล้วนเต็มไปด้วยสีเขียวจี บนภูเขาถูกแต่งแต้มด้วยสีเขียวสดใส ท่ามกลางสีเขียวยังมีสีแดงแซมขึ้นมาประปราย

   

   ช่วงนี้เหล่าสตรีแม่บ้านของแต่ละครอบครัวถ้าว่างเว้นจากงานก็จะหิ้วตะกร้าขึ้นเขาไปขุดผักป่านานาชนิดบนภูเขา ผักป่าเหล่านี้แค่ลวกน้ำร้อนแล้วโรยเกลือนิดหน่อย คลุกเคล้ากับน้ำมันสักหยดก็กลายเป็นอาหารเลิศรส

   

   หากเก็บมามากยังสามารถนำไปตากแห้ง เพื่อเก็บไว้ใช้ตุ๋นกับเต้าหู้หรือเนื้อในฤดูหนาว ให้รสชาติอร่อยที่สุด แต่นี่ยังไม่ใช่เป้าหมายหลักของพวกนาง เพราะพวกนางต่างรอคอยให้ฝนตกโปรยปราย

   

   เพราะหลังจากฝนตก บริเวณป่าบนภูเขาจะมีเห็ดนานาชนิดเติบโต เห็ดต่างหากที่เป็นของอร่อยที่แท้จริง

   

   แต่ตอนนี้ผู้อาวุโสในหมู่บ้านที่มีประสบการณ์ต่างขมวดคิ้วด้วยความกังวล รวมถึงหัวหน้าหมู่บ้านและพ่อเฒ่าจ้าว ทุกวันพวกเขาต้องไปเดินวนรอบทุ่งนาอยู่หลายรอบ

   

   ตอนนี้ก็เข้าสู่เดือนหกแล้ว เหตุใดฝนจึงยังไม่ตกเสียที ปีก่อนนี้ฝนเริ่มตกตั้งแต่เดือนห้าแล้ว ชาวบ้านหลายคนมารวมตัวสนทนากันใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าหมู่บ้านเรื่องฤดูฝนปีนี้

   

   “ไม่รู้ว่าเหตุใดปีนี้ฝนถึงยังไม่ตกเสียที ดูสิ ต้นกล้าในนาข้ากำลังจะตายแล้ว”

   

   แน่นอนว่ายังมีชาวบ้านที่มองโลกในแง่ดี เขาเอ่ยด้วยใบหน้ายิ้มแย้มปลอบใจผู้อื่นว่า

   

   “เจ้าจะรีบร้อนไปไย ไม่แน่ว่าพรุ่งนี้ฝนอาจจะตกก็ได้ ทุกปีฤดูฝนเคยมาตรงเวลาเสียที่ไหน เมื่อถึงเวลาเดี๋ยวมันก็ตกเองนั่นแหละ”

   

   คำพูดนี้ปลอบประโลมใจชาวบ้านที่กำลังวิตกกังวลได้ไม่น้อย แต่ผู้อาวุโสในหมู่บ้านก็ยังรู้สึกหวั่นใจอยู่ดี

   

   คนที่รู้สึกไม่สบายใจอีกคนคือแม่เฒ่าฉิน นางมองดูดวงอาทิตย์ที่ลอยเด่นเป็นสง่ากลางท้องฟ้า ความกังวลในใจก็ยิ่งทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ

   

   จนกระทั่งคืนนั้นนางนั่งไม่ติดและเริ่มรู้สึกทนไม่ไหวจึงอุ้มเล่อเหนียงแล้วเรียกเฉิงอันให้ไปบ้านหัวหน้าหมู่บ้านด้วยกัน

   

   “พี่ชุนหลาน ดึกดื่นปานนี้ ท่านมีเรื่องอะไรหรือ”

   

   เมื่อเห็นแม่เฒ่าฉินมาหาถึงบ้าน หัวหน้าหมู่บ้านต่างรู้สึกงุนงง

   

   “ฟู่หลิน ฝนไม่ตกนานขนาดนี้ เกรงว่าจะไม่เป็นผลดีเลย” แม่เฒ่าฉินเอ่ยเข้าประเด็นทันที

   

   ความจริงแล้วหากนางไม่มาพูดเขาก็มีลางสังหรณ์เช่นนี้อยู่แล้ว ตอนมื้อเย็นเขายังได้ปรึกษากับผู้อาวุโสสามอยู่เลย

   

   “ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน แต่ฝนก็ไม่ยอมตกมาเสียที พวกเราควรจะทำอย่างไรดี”

   

   “ข้าแนะนำให้เจ้าบอกให้ชาวบ้านกักตุนน้ำเถิด พยายามทำถังไม้ให้มากขึ้น เก็บน้ำให้ได้มากๆ ข้าเกรงว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น”

   

   ฉินเฉิงอันเอ่ยสำทับ “พูดถึงการกักตุนน้ำ ข้านึกขึ้นได้ว่าวันนี้ตอนไปถอนหญ้าในแปลงถั่ว ข้าเห็นระดับน้ำในแม่น้ำลดลงไปมาก”

   

   เมื่อหัวหน้าหมู่บ้านได้ยินเช่นนั้นก็เริ่มนั่งไม่ติดเก้าอี้ รีบคว้าฆ้องมาตีเรียกชาวบ้านทันที คืนนั้นชาวบ้านในหมู่บ้านตระกูลฉินทั้งหมดต่างออกมาช่วยกันตักน้ำเข้านา

   

   แม้จะมีชาวบ้านบางคนตำหนิว่าหัวหน้าหมู่บ้านทำตัวเป็นกระต่ายตื่นตูม ถึงแม้ปากจะพร่ำบ่นไม่หยุด แต่มือก็ไม่ได้ทำงานช้ากว่าใคร

   

   ชาวบ้านจากหมู่บ้านต้าหลิวที่อยู่ติดกันได้ยินเรื่องของหมู่บ้านตระกูลฉิน พวกเขาต่างพากันหัวเราะเยาะว่าหมู่บ้านตระกูลฉินกำลังกังวลเกินเหตุ ไม่แน่ว่าฝนอาจจะตกภายในวันสองวันนี้ก็ได้ แต่คนเหล่านี้กลับหาเรื่องให้ตัวเองทำงานหนัก

   

   ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลฉินไม่สนใจคำเยาะเย้ยของพวกเขา ยังคงตักน้ำรดนาทุกครั้งที่มีเวลาว่าง

   

   สำนักศึกษาในหมู่บ้านหยุดการเรียนการสอนชั่วคราว เด็กๆที่มาเรียนหนังสือต่างกลับบ้านเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระงานของครอบครัว ผู้อาวุโสที่อาศัยอยู่ในเหล่าหลายเล่อเห็นอากาศที่ร้อนขึ้นเรื่อยๆ ก็รู้สึกกังวลและร้อนรน

   

   หากเกิดภัยแล้งขึ้นอีกครั้ง หมายความว่าทุ่งนาของพวกเขารอบนี้จะไม่ได้ผลผลิตแม้แต่น้อย ด้วยเหตุนี้ภาระของตระกูลฉินอาจจะหนักขึ้นไปอีก

   

   พวกเขาต่างตัดสินใจได้พร้อมกัน!

   

   วันเวลาล่วงเลยผ่านไป

   

   ในที่สุดชาวบ้านหมู่บ้านต้าหลิวที่อยู่ปลายน้ำก็เริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล

   

   เพราะว่าอากาศวันนี้ร้อนมาก

   

   ร้อนจนน่าตกใจ!



บทที่ 112: เตรียมพร้อมรับมือภัยแล้งด้วยการกักตุนเสบียง


   

   เมื่อเห็นอากาศที่ร้อนขึ้นเรื่อยๆ ชาวบ้านหมู่บ้านต้าหลิวที่อยู่ปลายน้ำก็นั่งไม่ติด พวกเขาต่างเริ่มลงมือกันทันที สองไม้สองมือหิ้วถังน้ำวิ่งไปตักน้ำจากแม่น้ำมาใส่ที่นา

   

   พวกเด็กในหมู่บ้านก็ร้อนจนต้องถอดเสื้อลงไปจับปลาในน้ำตั้งแต่เช้าตรู่

   

   ยามสายของวันเดียวกัน แม่เฒ่าฉินนั่งอยู่บนเตียงเตา ใช้พัดใบตาลระบายความร้อนให้หลานสาวพลางมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความกังวล

   

   “หลานรักของย่า เจ้าว่าถ้าปีนี้เกิดภัยแล้งอีกพวกเราจะทำอย่างไรดี” แม่เฒ่าฉินพูดขณะพัดไปพลางถอนหายใจ

   

   “แอ้!” เล่อเหนียงดึงเสื้อตัวในด้วยความรู้สึกรำคาญเพราะอากาศร้อนจัด ช่วงนี้นางตัวอวบอ้วนขึ้นไม่น้อย ทำให้มองเห็นข้อบกพร่องของตนเองได้ง่าย ทั้งข้อพับแขน ข้อพับขา รวมถึงแผ่นหลังเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ แผ่นหลังของนางร้อนจนเกิดผื่นคัน ทำให้รู้สึกคันยุบยิบไปทั้งตัว

   

   แม่เฒ่าฉินจะไม่เห็นท่าทางทุกข์ทรมานของหลานสาวได้อย่างไร แต่นางก็ทำอะไรไม่ได้ นางให้เล่อเหนียงแช่ยาทุกคืนแล้ว แต่ก็ไม่เห็นผล เวลานี้ได้แต่โทษที่อากาศร้อนเกินไป

   

   “หลานรักของย่า เจ้าว่าพวกเราควรกักตุนอาหารหรือไม่ ย่ากลัวว่าปีนี้จะเกิดภัยแล้งอีก เมื่อถึงเวลานั้นครอบครัวเราทั้งยี่สิบกว่าชีวิตคงต้องอดตายแน่”

   

   “อืม!”

   

   ฉินเยาเยาตอบรับพลางหยิบโสมออกมาหนึ่งรากและผักผลไม้บางส่วนจากพื้นที่มิติ เอาไว้ให้แม่เฒ่าฉินนำไปแลกเงินซื้ออาหาร

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นผลไม้และโสมที่ปรากฏขึ้นอย่างฉับพลัน จึงยกหลานสาวขึ้นสูงแล้วหอมแก้มฟอดใหญ่ “เจ้าตัวน้อยของย่า เจ้าเก็บของพวกนี้กลับไปก่อนเถอะ ตอนนี้ย่ายังมีเงินอยู่

   

   “อ๊ะ!!”

   

   ฉินเยาเยาไม่ยอมเก็บกลับ ทั้งยังหยิบผิงกั่วลูกหนึ่งยื่นให้แม่เฒ่าฉิน หวังให้นางกินเข้าไป คนรักหลานสาวอย่างแม่แฒ่าฉินย่อมไม่ยอมทำอะไรขัดใจหลานสาว จำต้องอ้าปากแล้วกัดผิงกั่วกินไปหนึ่งคำ

   

   แต่เมื่อเห็นผักและผลไม้ที่วางอยู่ข้างๆนางก็กังวลใจ

   

   เหล่าซื่อและฮั่นหลินไม่อยู่บ้าน เหล่าซานออกไปเร่ขายของ จะให้หญิงชราแก่งั่กอย่างนางหอบของพวกนี้ไปขายที่ตลาดก็เกรงว่าจะลำบากเกินไป

   

   “ท่านย่าขอรับ ดูเหมือนท่านพ่อจะกลับมาแล้ว”

   

   เสียงโห่ร้องด้วยความยินดีของเสี่ยวชีที่อยู่นอกประตู ทำให้แม่เฒ่าฉินและฉินเยาเยาตาเป็นประกาย แบบนี้นับว่าเป็นการส่งหมอนมาให้ทันเวลาขณะที่กำลังง่วงนอนหรือเปล่านะ

   

   แม่เฒ่าฉินรีบอุ้มเล่อเหนียงเดินออกไปทันที พอได้เห็นหน้าคนมาใหม่ นางจึงรู้ว่าเหตุใดเสี่ยวชีจึงบอกว่าดูเหมือนท่านพ่อของเขาจะกลับมาแล้ว

   

   แม่เฒ่าฉินแทบจะจำไม่ได้ว่าคนที่ตากแดดจนหน้าตาดำคล้ำราวกับไม้ฟืนตรงหน้าคือบุตรชายของนาง

   

   “ท่านแม่ ข้ากลับมาแล้ว” ฉินเหล่าซื่อทักทายแม่เฒ่าฉินก่อน จากนั้นก็ยื่นมือออกไปหมายจะอุ้มลูกสาว

   

   “แอ้!!!”

   

   เล่อเหนียงผลักมือเขาปฏิเสธไม่ให้อุ้ม สวรรค์! นางแทบจะจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าคนตรงหน้านี้คือบิดาของนาง ใบหน้านั้นตากแดดจนดำยิ่งกว่าไม้ฟืนในห้องครัวเสียอีก

   

   เขายิ้มเผยฟันขาวให้นาง ทำให้ชั่วขณะหนึ่งนางรู้สึกว่าตนเองทะลุมิติมาอีกครั้ง

   

   “เล่อเหนียงคิดถึงพ่อหรือไม่ ให้พ่อกอดหน่อยเถิด”

   

   “แอ้!!!”

   

   เล่อเหนียงหันไปกอดคอของแม่เฒ่าฉินแล้วซุกหน้าลงที่ซอกคอของนาง ไม่ว่าฉินเหล่าซื่อจะปลอบอย่างไรก็ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมา

   

   ฮือ~ คนผิวดำตรงหน้านี้ไม่ใช่พ่อของข้า

   

   แม้ว่าปกติพ่อของนางจะร่างกายบึกบึน แต่หน้าตาของเขาหล่อเหลา ไม่อย่างนั้นคงไม่สามารถพาท่านแม่หนีตามกันมาได้ คนในครอบครัวเห็นฉินเหล่าซื่อก็ตกใจเช่นกัน พอตั้งสติได้ต่างก็เอามือปิดปากกลั้นหัวเราะ

   

   ลิ่งผิงและลิ่งอันก็เอียงคอมองชายผิวคล้ำตรงหน้า พวกเขาเดินวนรอบฉินเหล่าซื่ออยู่สามรอบ แต่ก็ไม่กล้ายืนยันว่าคนผู้นี้เป็นพ่อของพวกเขาหรือไม่

   

   ฉินเหล่าซื่อรู้สึกเจ็บปวดจึงถือถ้วยน้ำชาใบใหญ่ นั่งลงที่โต๊ะแล้วมองพวกเขาอย่างน้อยใจ

   

   จนกระทั่งมีเสียงของหัวหน้าหมู่บ้านดังขึ้นจากหน้าบ้าน

   

   “พี่ชุนหลาน เหล่าเอ้อร์ มีคนแปลกหน้าอยู่ตรงทางเข้าหมู่บ้าน เขาตัวดำมะเมื่อม ยิ้มทีเห็นฟันขาวจั๊วะ เขาบอกว่าเขาคือเฉินฮั่นหลิน ท่านไปดูหน่อยเถิดว่า…ใช่หรือไม่”

   

   เมื่อหัวหน้าหมู่บ้านก้าวเข้ามาให้ห้องหลัก ก็เห็นคนแปลกหน้านั่งอยู่บนโต๊ะกินข้าวตระกูลฉิน ดูแปลกประหลาดเหมือนคนที่อยู่หน้าทางเข้าหมู่บ้านไม่ผิดเพี้ยน

   

   “พี่...พี่ชุนหลาน นี่...นี่เป็นคนหรือว่า…”

   

   คำพูดของหัวหน้าหมู่บ้านทำให้คนตระกูลฉินหัวเราะลั่นอีกครั้ง สีหน้าเต็มไปด้วยความสนุกสนาน อ้าปากหัวเราะคิกคัก

   

   “ท่านน้า~”

   

   ฉินเหล่าซื่อเรียกหัวหน้าหมู่บ้านด้วยน้ำเสียงน้อยใจ

   

   ฉินฟู่หลินได้ยินเสียงคุ้นหูก็หรี่ตามองพิจารณาอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเอ่ยปากอย่างไม่แน่ใจ

   

   “ไห่โจวหรือ”

   

   เมื่อได้รับคำตอบยืนยัน ฉินฟู่หลินก็มองสำรวจเขาอีกครั้ง “ไม่ใช่หรอกกระมัง เจ้าแค่ออกไปรับซื้อหนังสัตว์ เหตุใดสีผิวถึงได้เปลี่ยนไปเช่นนี้”

   

   ฉินเหล่าซื่อถอนหายใจ “ที่นี่อากาศร้อน แต่ทางใต้อากาศยิ่งร้อนกว่า อีกทั้งไม่มีฝนตกมาหลายเดือน ข้าเกรงว่าปีนี้จะเกิดภัยแล้ง จึงปรึกษากับฮั่นหลินแล้วตัดสินใจกลับมา”

   

   คำพูดของฉินเหล่าซื่อทำให้ทุกคนในห้องหลักเงียบไปทันที

   

   หากเกิดภัยแล้งขึ้นกับที่นาหลายสิบหมู่ที่ปลูกไว้ พวกเขาควรจะทำอย่างไร เห็นทีคราวนี้คงต้องกักตุนเสบียงแล้วจริงๆ

   

   หลังมื้ออาหาร แม่เฒ่าฉินก็เรียกลูกชายทั้งหมดมาหารือเรื่องนี้ และพวกเขาก็ตัดสินใจที่จะกักตุนเสบียง

   

   ครอบครัวของพวกเขามีสมาชิกมาก อีกทั้งยังมีผู้อาวุโสอีกหลายคนที่ต้องดูแล ดูจากสภาพอากาศแล้ว จำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการเก็บเกี่ยวที่อาจไม่ได้ผลผลิต

   

   ต้นฤดูใบไม้ผลิ บรรดาผู้ชายในบ้านต่างออกไปทำงาน ทำให้ทุกเดือนในบ้านจะมีรายรับ แต่เงินจากการขายโสมก็ใช้ไปเกือบหมดแล้ว ตอนนี้เก็บสามสิบตำลึงไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน และเหลือใช้เพียงแปดสิบตำลึงเท่านั้น

   

   หากจะเริ่มกักตุนเสบียงตอนนี้ จำเป็นต้องกักตุนให้พอถึงปีหน้าในช่วงเวลาเดียวกัน

   

   ตระกูลฉินมีสมาชิกสิบกว่าคน บวกกับผู้อาวุโสสิบคนจากเหล่าหลายเล่อ แม้จะกินแค่วันละสองมื้อ แต่ละมื้อกินให้อิ่มเพียงเจ็ดส่วนก็ต้องใช้ธัญพืชอย่างน้อยห้าพันจินจึงจะพอ

   

   เงินแปดสิบตำลึงนี้ หลังจากซื้อแป้งละเอียดหนึ่งร้อยจินแล้ว ส่วนที่เหลือใช้ซื้อธัญพืชหยาบทั้งหมด

   

   ยิ่งไปกว่านั้น พวกเรายังมีเล่อเหนียงเป็นที่พึ่ง ปีนี้พวกเขาจึงไม่ค่อยตื่นตระหนกนัก

   

   ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินบังคับเทียมรถม้าและเกวียนวัวมุ่งหน้าไปซื้อธัญพืชที่ตัวอำเภอตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง

   

   บนรถม้ายังมีผลไม้และผักที่นำออกมาจากพื้นที่มิติของฉินเยาเยา รวมถึงกรงกระต่ายอีกหนึ่ง

   

   สำหรับการแสดงวรยุทธของฉินเยาเยา ดูเหมือนว่าตระกูลฉินจะเคยชินกับมันแล้ว

   

   แต่พวกเขากลับมองข้ามเสี่ยวชีไป

   

   เขานั่งอยู่ในรถม้า จ้องตากระต่ายในกรงตาไม่กะพริบ เขาคิดไม่ออกเลยว่ากระต่ายและผลไม้เหล่านี้มาจากไหน

   

   เมื่อคืนตอนที่เขาลุกขึ้นมาปัสสาวะ เขาก็เห็นผักและผลไม้เต็มไปหมด รวมทั้งกระต่ายตัวนี้ด้วย เดิมทีเขาคิดว่าตัวเองฝันไปจึงไม่ได้สนใจอะไร หลังจากปัสสาวะเสร็จก็กลับไปนอนต่อ

   

   ตอนเช้าเมื่อเขารู้ว่าฉินเหล่าซื่อจะเข้าตัวอำเภอ เขาและลิ่งผิงก็อยากตามไปด้วย แต่พอปีนขึ้นมาบนรถม้า เขาก็ตกใจจนเป็นลมเพราะกรงกระต่ายนั่น

   

   “พี่ห้า กระต่ายพวกนี้มาจากไหนหรือ” เขาหันไปถามลิ่งผิงที่กำลังกัดผิงกั่วอย่างเอร็ดอร่อย

   

   น่าเสียดายที่ไม่รู้ว่าลิ่งผิงไม่เข้าใจคำพูดของเขาหรือว่าไม่อยากบอกกันแน่ จึงหันหลังชี้ก้นมาทางเขา แล้วกัดผิงกั่วต่อไปโดยไม่สนใจ

   

   เสี่ยวชีรู้สึกเสียหน้าเล็กน้อยจึงลูบจมูกแล้วนั่งลงข้างๆ พลางหยิบผิงกั่วลูกหนึ่งมาโยนเล่น

   

   หากเสี่ยวอู่พิจารณาให้ละเอียดกว่านี้อีกนิด เขาก็จะสังเกตเห็นสายตาที่หมองลงของเสี่ยวชีได้อย่างชัดเจน

   

   พวกฉินเหล่าซื่อเพิ่งขนผลไม้ลงจากรถ ผิงกั่วสีแดงสดและผักกาดขาวสดใหม่ก็ดึงดูดสายตาของเหล่าสตรีและเถ้าแก่ที่มาจับจ่ายซื้อของในทันที

   

   เพียงชั่วครู่ ผักและผลไม้หลายตะกร้าก็ถูกคนแย่งซื้อจนหมดเกลี้ยง

   

   ถุงเงินของฉินเหล่าซื่อหนักอึ้ง ใบหน้าเบิกบานด้วยรอยยิ้ม เขาหันไปมองลูกชายทั้งสองที่กำลังนั่งยองๆ เล่นกับกระต่ายด้วยความใจกว้าง ก่อนจะยื่นเหรียญทองแดงให้พวกเขาคนละสิบเหรียญ เพื่อให้พวกเขาไปซื้อถังหูลู่



บทที่ 113: อดีตของเสี่ยวชี


   

   “พี่ชาย ที่นี่รับซื้อของป่าหรือไม่ขอรับ”

   

   ฉินเหล่าซื่อสั่งให้เฉินฮั่นหลินอยู่เฝ้ารถม้าและดูแลเด็กๆ ส่วนตัวเองอุ้มกรงกระต่ายเดินไปที่ภัตตาคารเทียนเหอเพื่อสอบถามว่ารับซื้อกระต่ายหรือไม่

   

   ลูกจ้างในร้านมองกระต่ายอ้วนพีที่กระโดดไปมาในกรง แล้วบอกให้ฉินเหล่าซื่อรอสักครู่ ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าไปข้างใน

   

   ช่วงเวลาเพียงครู่เดียว ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมคนหนึ่งก็เดินออกมา เขามองดูกระต่ายในกรงแล้วจับออกมาตัวหนึ่งเพื่อชั่งน้ำหนัก

   

   “กระต่ายป่าขายราคาเท่าใด”

   

   “ห้าสิบอีแปะต่อตัวขอรับ”

   

   ฉินเหล่าซื่อเคยล่าสัตว์บนภูเขาบ่อยครั้งตอนอยู่ชายแดน ย่อมรู้ราคาของป่าเป็นอย่างดี กระต่ายตัวหนึ่งปกติราคาแค่สามสิบอีแปะ แต่ที่นี่เป็นเมืองหลวง ขอขึ้นราคานิดหน่อยคงไม่เป็นไรหรอกกระมัง

   

   ชายวัยกลางคนพยักหน้า บ่งบอกให้รู้ว่าเขายอมรับราคานี้ได้

   

   เขานับจำนวนกระต่ายแล้วเรียกลูกน้องมาขนกระต่ายไปหลังร้าน จากนั้นพาฉินเหล่าซื่อไปที่โต๊ะคิดเงินเพื่อจ่ายค่าสินค้า

   

   กระต่ายสิบสองตัว รวมเป็นเงินทั้งหมดหกร้อยอีแปะ

   

   ฉินเหล่าซื่อได้รับเงินค่ากระต่ายเสร็จแล้วก็กลับไปหาเฉินฮั่นหลิน

   

   อีกด้านหนึ่งเสี่ยวชีเพิ่งซื้อถังหูลู่หนึ่งไม้ กำลังเดินไปพลางกินถังหูลู่อย่างเพลิดเพลิน ทันใดนั้นก็ถูกชายคนหนึ่งขวางทางไว้

   

   “นายน้อย!”

   

   เสี่ยวชีมองชายคนนั้น ใบหน้าที่เคยมีสีสันตอนนี้กลับขาวซีดไร้สีเลือด เขาโยนถังหูลู่ในมือใส่ชายคนนั้น แล้วก้มตัวลงมุดหนีเข้าไปในฝูงชน

   

   ชายคนนั้นมีสีหน้าเย็นชา เขาโบกมือไปรอบๆ เพียงชั่วพริบตาก็มีชายหลายคนไล่ตามเด็กน้อยไป

   

   เฉินฮั่นหลินแค่หันหลังไปไม่ถึงหนึ่งอึดใจ เสี่ยวชีก็หายไปจากสายตาเขาแล้ว ตอนนี้ชายหนุ่มตกอยู่ในอาการตื่นตระหนก จูงลิ่งผิงออกตามหาเด็กน้อยไปทั่ว

   

   จนกระทั่งมาพบกับฉินเหล่าซื่อ เขาก็ยังหาเสี่ยวชีไม่เจอ

   

   ฉินเหล่าซื่อได้ยินว่าเสี่ยวชีหายไปก็ตกใจ รีบวิ่งไปสอบถามคนแถวนั้นทันที

   

   พวกเขาตามหามาครึ่งค่อนวันแล้วก็ยังไม่พบแม้แต่เงาของหงอวี่ เวลานี้ท้องฟ้าใกล้จะมืดแล้ว อีกไม่นานประตูเมืองก็จะปิดลง พวกเขาจำต้องไปที่ร้านขายธัญพืชก่อน พวกเขาสั่งข้าวห้าพันชั่ง ยังกำชับลูกจ้างของร้านว่าต้องไปส่งก่อนฟ้าสว่าง และต้องใช้เส้นทางเล็กผ่านหมู่บ้านต้าหลิว ที่ต้องทำเช่นนี้ก็เพื่อหลีกเลี่ยงสายตาชาวบ้าน

   

   ไม่ใช่ว่าครอบครัวพวกเขาเห็นแก่ตัว คิดจะกินคนเดียวไม่ยอมแบ่งปัน แต่ตอนนี้ทุกบ้านมีเสบียงสะสม ล้วนกินได้จนถึงฤดูเก็บเกี่ยว พวกเขาไม่จำเป็นต้องสร้างความตื่นตระหนก

   

   อีกอย่างคือเรื่องสภาพอากาศคาดเดาไม่ได้ หากทุกคนกักตุนเสบียงแต่ฝนกลับตกจะทำอย่างไร เช่นนั้นคนที่ถูกชี้หน้าด่าก็คือพวกเขา

   

   ฉินเหล่าซื่อสั่งกำชับแล้วก็รีบเดินไปยังที่รถม้าจอดไว้กับเฉินฮั่นหลิน

   

   พวกเขาต้องออกจากอำเภอก่อนประตูเมืองปิด มิฉะนั้นหากติดค้างในเมืองหนึ่งคืน คนที่บ้านจะเป็นห่วงเอาได้ ทว่าตอนนี้ภายในหัวของฉินเหล่าซื่อสับสนวุ่นวาย เขาไม่รู้จะอธิบายเรื่องเสี่ยวชีให้มารดาฟังอย่างไร

   

   เฉินฮั่นหลินก็รู้สึกกังวลใจเช่นกัน

   

   ครอบครัวฉินแตกต่างจากครอบครัวอื่น หากพวกเขายอมรับใครเป็นคนในครอบครัว ความรู้สึกผูกพันย่อมทำให้พวกเขาเจ็บปวด

   

   ยิ่งไปกว่านั้นเสี่ยวชีมักทำตัวติดกับเล่อเหนียงเสมอ แม่เฒ่าฉินจึงรักใคร่เอ็นดูเสี่ยวชียิ่งกว่าหลานชายแท้ๆเสียอีก หากนางรู้ว่าเสี่ยวชีหายตัวไปเพราะเขา นางจะเสียใจมากเพียงใด

   

   แต่เมื่อฉินเหล่าซื่อพาฉินลิ่งผิงขึ้นรถม้า ก็พบว่าด้านในมีเด็กชายตัวเล็ก นั่งขดตัวอยู่มุมหนึ่งของรถ เด็กคนนั้นคือเสี่ยวชีที่พวกเขาตามหามาค่อนวัน

   

   เมื่อเห็นเสี่ยวชีที่หายตัวไปปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า ฉินเหล่าซื่อก็รู้สึกทั้งรักทั้งโกรธ อยากจะคว้าตัวเขามาตีก้นให้หลาบจำสักยก แต่เมื่อเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของเขา ฉินเหล่าซื่อก็ชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วรีบเอ่ยปากถาม

   

   “เสี่ยวชี เจ้าเป็นอะไรไป เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ”

   

   “ท่านพ่อ ข้า…” หงอวี่อยากจะบอกฉินเหล่าซื่อเหลือเกินว่าเขาเจอคนที่อยากเอาชีวิตเขา

   

   แต่พอคำพูดมาถึงปาก เขาก็ต้องกลืนมันกลับลงไป

   

   ไม่ เขาบอกไม่ได้ หากบอกไปจะกลายเป็นการทำให้พวกเขาต้องพัวพันกับการต่อสู้นองเลือด

   

   “โธ่ เจ้าพูดมาเร็วๆสิ เจ้าอยากจะทำให้ข้าร้อนรนจนอกแตกตายเลยใช่หรือไม่”

   

   ฉินเหล่าซื่อมีนิสัยดุดันเป็นปกติ จึงไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเสี่ยวชี แต่เฉินฮั่นหลินที่อยู่ด้านข้างสังเกตเห็นอย่างขัดเจน เขาเข้าไปดึงตัวฉินเหล่าซื่อให้ออกมาคุยกับเขาเป็นการส่วนตัว

   

   ฉินเหล่าซื่อคิดดูแล้วก็เห็นด้วย จึงบังคับรถม้ากลับบ้านทันที

   

   “ท่านแม่ พวกเราจะขึ้นเขาอีกรอบ อาหารเย็นรอพวกเรากลับมาค่อยทำนะเจ้าคะ”

   

   สวี่ซิ่วอิงและสือไห่ถังบอกกล่าวแม่เฒ่าฉิน แล้วมุ่งหน้าไปทางภูเขาอีกรอบ

   

   ตั้งแต่ฉินเหล่าซื่อและคนอื่นๆเข้าเมืองไป พวกนางก็หาบตะกร้าเข้าไปเก็บผักป่าบนภูเขา ในเมื่อพวกผู้ชายกำลังออกแรงทำงาน พวกนางก็ไม่อาจนิ่งดูดายได้

   

   ตอนนี้บนภูเขามีผักป่ามากมาย ไม่ว่าจะเป็นผักป่านานาชนิด กิ๊กแก้ และผักกูด อะไรก็ตามที่กินได้ พวกนางจะเก็บใส่ตะกร้าทั้งหมด

   

   ไม่ว่าจะการดองหรือตากแห้ง วิธีการถนอมอาหารเหล่านี้ทำให้เราสามารถอิ่มท้องในยามคับขันได้

   

   แต่ในสายตาของฉินเยาเยา สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการเสียแรงเปล่า เพราะไม่ว่าจะเป็นผักดองหรือตากแห้ง การกินล้วนต้องใช้น้ำ ทั้งยังต้องใช้น้ำปริมาณมากอีกด้วย

   

   หากเกิดภัยแล้งรุนแรง สิ่งที่ขาดแคลนที่สุดก็คือน้ำนั่นเอง แต่นางก็ไม่อาจทัดทานได้ ประการแรกนางยังพูดไม่ได้ ต่อให้นางจะพูดได้ พวกเขาคงไม่มีทางเชื่อ

   

   ในสายตาของพวกเขา อะไรก็ตามที่กินได้ล้วนถือเป็นเสบียง และไม่ยอมปล่อยให้สูญเปล่าแม้แต่น้อย

   

   ฉินเยาเยาจึงได้แต่งีบหลับและแวบเข้าไปในห้วงมิติ

   

   อันดับแรกนางเก็บเกี่ยวผักรอบหนึ่ง จากนั้นวิ่งไปที่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ เดินวนรอบหนึ่ง แล้วไปดูว่าบ่อน้ำด้านหน้ายังมีน้ำเหลืออยู่เท่าใด

   

   ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ในกองทัพ พวกเขาโยนเมล็ดพันธุ์จำนวนมากเข้าไปในห้วงมิติของนางเพื่อบุกเบิกพื้นที่ ตอนนี้มันดูเหมือนจะได้ใช้ประโยชน์แล้ว

   

   ทามกลางทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ บริเวณใดมีพื้นที่ว่างก็ปลูกพืชที่นั่น

   

   พื้นที่เล็กๆมีความเร็วในการเจริญเติบโตไม่เท่ากัน โดยทั่วไปใช้เวลาเพียงสิบวันก็สามารถเก็บเกี่ยวได้หนึ่งรอบ แต่สิ่งที่นางสนใจมากที่สุดคือบ่อน้ำสองบ่อนั้น

   

   บ่อน้ำสองบ่อเป็นบ่อที่นางสร้างขึ้นเอง พูดให้ถูกต้องคือทิ้งระเบิดจนเกิดเป็นหลุมขนาดใหญ่ ตอนนั้นเหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเพิ่งพัฒนาอาวุธชนิดใหม่ขึ้นมา พวกเขาหาสถานที่ทดลองไม่ได้ จึงเกิดความคิดที่จะใช้พื้นที่มิติเล็กๆของนาง…

   

   การทิ้งระเบิดสองลูกในพื้นที่มิติของนางได้ผลลัพธ์ไม่ดีเท่าที่ควร แต่ก่อให้เกิดเป็นบ่อน้ำสองบ่อ

   

   เฮ้อ ตอนนี้ลูกแพะของนางกำลังส่งเสียงร้องประท้วงอีกแล้ว ฉินเยาเยารีบโยนผักกาดขาวสองหัวเข้าไป ไม่นานมันก็หยุดร้อง

   

   ส่วนลูกกระต่ายตัวน้อยนั้นกำลังวิ่งวุ่นหาแม่อีกแล้ว

   

   น่าเสียดายที่แม่ของมันถูกเล่อเหนียงโยนออกไปข้างนอกไปแล้วตั้งแต่เช้า พวกมันไม่มีทางหาเจอแน่นอน

   

   ต่อจากนั้นนางก็รดน้ำให้สมุนไพรในแปลง ให้อาหารไก่ เป็ด และปลา พื้นที่มิติแห่งนี้คือความมั่นใจอันยิ่งใหญ่ที่สุดของนาง อีกทั้งยังเป็นหลักประกันในการดำรงชีวิตของครอบครัวนางด้วย

   

   ชาตินี้ไม่ขอร่ำรวยมหาศาล ขอเพียงให้ครอบครัวได้กินอิ่มนอนอุ่นก็พอแล้ว…

   

   แม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียงเดินวนไปมาหน้าประตูหลายรอบแล้ว ในที่สุดเมื่อฟ้ามืด รถม้าก็กลับมาถึงเสียที ทว่าบนรถม้าว่างเปล่า ขณะที่แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆกำลังรู้สึกสงสัย ฉินเหล่าซื่อก็เล่าเรื่องราวให้แม่เฒ่าฉินฟัง แต่เขาไม่ได้เล่าเรื่องที่เสี่ยวชีหายตัวไป

   

   เสี่ยวชีกลับมาอย่างปลอดภัยแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องพูดถึงเรื่องเหล่านี้อีก แม่เฒ่าฉินจะได้ไม่ต้องเป็นกังวล

   

   แต่ในระหว่างมื้ออาหาร แม่เฒ่าฉินก็ยังสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง เสี่ยวชีแทบไม่ได้ขยับตะเกียบเลย จึงเอ่ยถามเด็กน้อยออกไป

   

   เสี่ยวชีเพียงแค่ส่ายหน้าและอธิบายว่าเขากินขนมในเมืองมามากแล้ว ตอนนี้จึงยังไม่ค่อยหิว

   

   แม่เฒ่าฉินไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาคิดมากอีก นางรู้ดีว่าฉินเหล่าซื่อนั้นตามใจลูกหลานเป็นที่สุด

   

   ทว่าคืนในนั้น เสี่ยวชีกลับมีไข้ขึ้นสูง



 บทที่ 114: ฝันร้าย

   


   ลูกจ้างของร้านธัญพืชหย่งฮุยนั้นมีไหวพริบ เขามาส่งธัญพืชที่ตระกูลฉินสั่งไว้ที่หน้าประตูบ้านในช่วงกลางคืน

   

   “โอ้ น้องชาย เหตุใดเจ้าถึงมาส่งของตอนนี้เล่า ข้าบอกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือว่าให้ส่งตอนรุ่งสาง กลางค่ำกลางคืนแบบนี้ หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมาจะทำอย่างไร”

   

   แม่เฒ่าฉินรีบดึงเขาเข้ามานั่งด้านในพลางยัดผิงกั่วใส่มือเขา ขณะเดียวกันก็เรียกลูกชายหลายคนมาช่วยขนของเข้าไปเก็บ

   

   “ท่านป้าขอรับ นี่เป็นความตั้งใจของเถ้าแก่ของเรา เขารู้ว่าท่านต้องการหลบเลี่ยงสายตาผู้คนและอยากกักตุนเสบียงอย่างลับๆ”

   

   แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นก็รู้สึกใจหายวาบ นางมองอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก ทว่าลูกจ้างของร้านธัญพืชก็เป็นคนฉลาด เขาคาดเดาความกังวลของหญิงชราได้จึงเอ่ยว่า

   

   “ตอนที่พวกเราไปส่งธัญพืชก่อนหน้านี้ ได้ยินชาวบ้านหมู่บ้านต้าหลิวพูดว่า ในหมู่บ้านตระกูลฉินมีผู้ใจบุญสุนทานคนหนึ่งรับผิดชอบเรื่องความเป็นอยู่ของพ่อเฒ่าแม่เฒ่าที่อยู่เพียงลำพังในหมู่บ้าน ตอนแรกข้าก็สงสัยว่าเป็นคนผู้นั้นเป็นคนเช่นใดกันนะ จนกระทั่งคุณชายฉินมาซื้อธัญพืช ข้าถึงได้รู้ว่าเป็นครอบครัวของท่าน”

   

   แม่เฒ่าฉินหัวเราะแก้เก้อ “ฮ่าๆๆ พวกเราก็เป็นคนบ้านใกล้เรือนเคียง การช่วยเหลือซึ่งกันและกันเป็นสิ่งที่ควรทำอยู่แล้ว”

   

   “ครอบครัวของท่านมีน้ำใจดีงาม เถ้าแก่ของพวกเราชื่นชมท่านมาก จึงให้ข้านำแป้งข้าวโพดมาให้พวกท่านหนึ่งถุง เป็นของกำนัลจากเถ้าแก่ของพวกเรา เถ้าแก่บอกว่าหากครั้งหน้าพวกท่านมาซื้อธัญพืชอีกจะลดราคาให้สองส่วน ถือว่าเป็นการสร้างบุญกุศลให้ตัวเอง”

   

   “ขอบคุณเถ้าแก่ของพวกเจ้ามาก”

   

   ระหว่างที่ทั้งสองคนพูดคุยกันไปมา ธัญพืชบนรถก็ถูกขนลงมาหมดแล้ว เมื่อเห็นเช่นนั้น ลูกจ้างคนนั้นจึงลุกขึ้นกล่าวลา แม่เฒ่าฉินเห็นดังนั้นก็รีบหยิบผิงกั่วสีแดงสวยลูกใหญ่หลายลูกออกมายัดใส่มือเด็กหนุ่ม

   

   ลูกจ้างของร้านธัญพืชพยายามปฏิเสธ แต่สุดท้ายก็ต้องรับไว้อย่างจำยอม

   

   ครอบครัวฉินมองดูคลังเก็บของที่เต็มไปด้วยเสบียง บัดนี้ความหวาดกลัวในใจจึงค่อยจางลง ตราบใดที่มีเสบียงอยู่ในมือ พวกเขาก็ไม่เรื่องใดให้ต้องกังวลแล้ว

   

   ลิ่งผิงและลิ่งอันถึงกับวิ่งเข้าไปในคลังเก็บของ แล้ววิ่งวนรอบๆเสบียง

   

   “พวกเจ้าทั้งหมด ฟังนะ ปิดปากให้สนิท ห้ามบอกใครว่าที่บ้านเรามีเสบียงเด็ดขาด พวกเจ้าคงจำเรื่องที่เราเจอระหว่างอพยพได้ใช่หรือไม่”

   

   “พวกเราเข้าใจแล้วขอรับท่านย่า!”

   

   ลิ่งผิงและลิ่งอันยื่นมือปิดปากแน่นหนา เกรงว่าจะหลุดปากพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว ทั้งครอบครัวต่างตกอยู่ในห้วงแห่งความสุขที่มีข้าวกิน โดยไม่ทันสังเกตว่าขาดคนไปหนึ่งคน

   

   “แอ้!”

   

   ฉินเยาเยามองไปรอบๆ หันซ้ายแลขวา แต่ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของเสี่ยวชี ประหลาดยิ่งนัก ปกติท่านย่าอุ้มนางไปที่ใด เสี่ยวชีจะตามติดนางราวกับปลิงดูดเลือด นางเคยชินกับการมีเสี่ยวชีอยู่ข้างกายเสียแล้ว

   

   “แอ้ แอ้” ฉินเยาเยาอ้าปากส่งเสียงร้องอ้อแอ้

   

   “เล่อเหนียง เจ้าเป็นอะไรไปหรือ”

   

   เดิมทีแม่เฒ่าฉินไม่รู้ว่าหลานสาวต้องการจะสื่ออะไร แต่เมื่อเห็นหลานสาวมองไปรอบๆ ราวกับกำลังมองหาใครสักคน นางจึงกวาดตามองคนในครอบครัว แล้วก็พบว่าเสี่ยวชีไม่ได้อยู่ตรงนี้

   

   “หงอวี่หายไปไหน”

   

   สวี่ซิ่วอิงมองดูรอบๆ แล้วก็ไม่พบหงอวี่จริงๆ จึงเอ่ยปากว่า “หรือว่าจะหลับอยู่ในห้อง”

   

   เมื่อแม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วมุ่น ยังไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยปาก ฉินเยาเยาก็ส่งเสียงอ้อแอ้ ราวกับส่งสัญญาณบอกว่าอยากไปหาเสี่ยวชี

   

   แต่เดิมหงอวี่นอนรวมกับลิ่งผิงและลิ่งอัน แต่สองคนนั้นขาไม่อยู่สุข หลายครั้งที่หงอวี่ถูกพวกเขาถีบจนตกเตียง ทำให้ช่วงแรกของการย้ายเข้ามาอยู่บ้านตระกูลฉิน เด็กน้อยมักจะมีรอยคล้ำใต้ตา

   

   ภายหลัง มีอยู่คืนหนึ่งที่สวี่ซิ่วอิงลุกขึ้นมาเข้าส้วมกลางดึก และนึกอยากไปดูเด็กๆที่ห้อง นางจึงพบว่าหงอวี่นอนหลับอยู่บนพื้น

   

   แรกเริ่มคิดว่าลิ่งผิงกับลิ่งอันรังเกียจหงอวี่ คิดว่าสองแฝดไม่ยอมให้เขาขึ้นเตียงนอน ภายหลังจึงรู้ว่าหงอวี่ถูกพวกเขาถีบตกลงมา

   

   ดังนั้นวันรุ่งขึ้น สวี่ซิ่วอิงและสือไห่ถังจึงจัดห้องที่ใช้เก็บของภายในบ้านให้หงอวี่ นับตั้งแต่วันนั้นมา หงอวี่ก็ราวกับหลุดออกจากฝันร้าย ไม่ต้องถูกถีบตกเตียงอีกแล้ว

   

   “หงอวี่”

   

   แม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียงเปิดประตูห้องของเสี่ยวชี พวกเขาเดินเข้ามาในห้องแล้ว แต่หงอวี่ยังไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด แบบนี้ค่อนข้างผิดปกติ

   

   แม่เฒ่าฉินวางตะเกียงน้ำมันลงบนเตียงเตา มือหยาบกร้านค่อยๆผลักเสี่ยวชีเบาๆ เพียงแค่สัมผัสลงบนผิวหนังเด็กน้อย นางก็อุทานขึ้นว่า

   

   “ร้อน!”

   

   “เหล่าซื่อ รีบไปเรียกหมอหลี่อันมาเร็วเข้า หงอวี่มีไข้สูง”

   

   ฉินเหล่าซื่อที่เพิ่งก้าวเท้าเข้ามาในห้องได้ยินดังนั้นก็หันหลังกลับวิ่งออกไปทันที สือไห่ถังยังไม่ทันเข้ามาก็หันหลังเดินไปทางห้องครัว

   

   สวี่ซิ่วอิงก้าวเข้าไปลูบหน้าผากของหงอวี่ พอวางมือลงไป ดวงตาพลันแดงก่ำขึ้นมา นางเขย่าไหล่ของเสี่ยวชีเบาๆ

   

   “หงอวี่ ตื่นเร็วเข้า เจ้าอย่าทำให้ข้าตกใจสิ”

   

   ตอนแรกสวี่ซิ่วอิงเพียงแค่เขย่าเบาๆ แต่พอเริ่มร้อนใจขึ้นมาก็ออกแรงเขย่าแรงขึ้น

   

   แรงของสวี่ซิ่วอิงครั้งนี้ทำเอาแม่เฒ่าฉินตกใจจนตาเหลือก นางส่งฉินเยาเยาให้สะใภ้สี่อุ้ม แล้วไล่นางไปยืนอีกด้าน

   

   แม่เฒ่าฉินถอดเสื้อผ้าของเด็กน้อยออกทั้งหมด นำผ้าชุบน้ำจนเปียก ค่อยๆเช็ดคราบเหงื่อบนตัวเขาให้สะอาด

   

   ไม่นานเสี่ยวชีก็เพ้อขึ้นมา

   

   “อย่า... อย่าจับข้า... อย่า…”

   

   แม่เฒ่าฉินเอียงหูฟังคำพูดของเสี่ยวชีอย่างตั้งใจ

   

   เพียงแต่ยิ่งฟัง สีหน้าของนางก็ยิ่งเย็นชา

   

   “แอ้!”

   

   ฉินเยาเยายื่นมือออกไป นางดิ้นรนพยายามตะเกียกตะกายไปตรงเตียงเตา แต่สวี่ซิ่วอิงกอดลูกสาวแน่น ถึงนางจะพยายามดิ้นสุดแรงก็ไม่อาจขยับได้แม้แต่น้อย

   

   ส่วนอีกด้านหนึ่ง แม่เฒ่าฉินกำลังตั้งใจฟังเสียงละเมอของหงอวี่อย่างตั้งใจ แต่หลังจากนั่งฟังอยู่นานก็ยังจับประเด็นไม่ได้

   

   ฉินเยาเยาถอนหายใจพลางคิดในใจว่า มีหมอระดับมือพระกาฬอยู่ตรงหน้าพวกท่านแล้ว แต่พวกท่านกลับไม่ยอมใช้ให้เป็นประโยชน์ มัวแต่วุ่นวายอะไรกันอยู่!

   

   “แอ้!”

   

   ฉินเยาเยาส่งเสียงร้องสุดเสียง คราวนี้แม่เฒ่าฉินจึงได้ยินเสียงนางเสียที

   

   นางเงยหน้าขึ้นมองหลานสาวแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบอุ้มมาวางข้างกายเสี่ยวชี

   

   “หลานรักของย่า เจ้ารีบมาดูพี่เจ็ดของเจ้าหน่อย เขาเป็นอะไรไป เหตุใดถึงได้ฝันร้ายเช่นนี้”

   

   ฉินเยาเยาใช้มือลูบหน้าผากของหงอวี่ แล้วก็ตกใจกับความร้อนที่ส่งออกมาจากร่างกายอีกฝ่าย

   

   ตัวร้อนขนาดนี้ ไข้สูงกว่าสี่สิบองศาเป็นแน่แท้

   

   ฉินเยาเยาไม่กล้าชักช้าอีกต่อไป นางหยิบยาลดไข้แบบพิเศษออกมาจากพื้นที่มิติแล้ววางไว้ข้างหมอน

   

   แม่เฒ่าฉินเมื่อเห็นยาเม็ดสีขาวที่คุ้นเคยก็เข้าใจความหมายของหลานสาวทันที นางรีบละลายยาเม็ดกับน้ำ แล้วบีบปากของเสี่ยวชีเพื่อป้อนยาให้เขา

   

   ตอนนั้นเองฉินเหล่าซื่อก็แบกหมอหลี่อันวิ่งเข้ามาอย่างรีบร้อน

   

   “เจ้าเด็กโง่ เจ้าเบามือหน่อยได้หรือไม่ กระดูกเปราะบางของข้าจะทนรับแรงของเจ้าไหวได้อย่างไร”

   

   เท้าของหมอหลี่อันเพิ่งแตะพื้นก็ระบายความไม่พอใจใส่ฉินเหล่าซื่อทันที

   

   เขากำลังนอนหลับสบายก็ถูกเจ้าเด็กโง่คนนี้แบกขึ้นหลัง แม้แต่รองเท้าก็ยังไม่ได้สวมเลย

   

   “หมอหลี่ ท่านรีบดูเสี่ยวชีก่อนเถิด ข้ากลัวว่าเขาจะเป็นอะไรไป”

   

   แม่เฒ่าฉินลากหลี่อันมาที่เตียงเตา

   

   หลี่อันมองดูเสี่ยวชีที่นอนอยู่บนเตียงเตาด้วยใบหน้าแดงก่ำ และรีบตรวจชีพจรให้ทันที

   

   “เป็นอาการไข้สูงที่เกิดจากความตกใจอย่างรุนแรง เจ้าเด็กคนนี้เจอเรื่องน่ากลัวอะไรมาหรือ”

   

   แม่เฒ่าฉินได้ยินคำพูดนี้จึงหันไปมองฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลิน

   

   ฉินเหล่าซื่อเห็นว่าปิดบังเรื่องนี้ไม่ได้แล้ว จำต้องเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเมืองให้แม่เฒ่าฉินฟังทีละเรื่อง



บทที่ 115: ความคับข้องใจของเสี่ยวชี


   

   “เจ้าพวกลูกกระต่ายสองตัว เรื่องสำคัญขนาดนี้กลับปิดบังไม่บอกกล่าวกันสักคำ!”

   

   แม่เฒ่าฉินถอดรองเท้าแล้วปาใส่เฉินฮั่นหลินและฉินเหล่าซื่อ คราวนี้ฉินเหล่าซื่อไม่หลบ เฉินฮั่นหลินยิ่งไม่กล้าหลบใหญ่ ทำให้โดนรองเท้ากระแทกหัวเต็มๆ

   

   เดิมพวกเขาคิดว่าเสี่ยวชีกลับมาแล้วน่าจะไม่มีปัญหาใหญ่โต แต่ใครจะรู้ว่าเสี่ยวชีจะตกใจจนไข้ขึ้นสูงขนาดนี้ ความจริงพวกเขาเองก็น่าสงสารเช่นกัน เพราะพวกเขาก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเสี่ยวชีกันแน่

   

   “พอๆ อย่าตีกันเลย ดูเหมือนเสี่ยวชีจะมีอาการวิญญาณออกจากร่าง สภาพแบบนี้ใช้ยาไม่ได้ผล ต้องรีบเรียกวิญญาณเขากลับมาให้เร็วที่สุด”

   

   “จะเรียกวิญญาณอย่างไรล่ะ” ฉินเหล่าซื่อได้ยินคำพูดของหลี่อันก็งุนงงใหญ่ จะเรียกวิญญาณอย่างไร ในบ้านพวกเขามีใครเรียกเป็นหรือ

   

   ส่วนแม่เฒ่าฉินกลับหยิบเสื้อผ้าของเสี่ยวชีมาแล้วเดินออกไปข้างนอก ครั้นตามออกไปก็เห็นแม่เฒ่าฉินใช้อ่างไม้สำหรับซักผ้า ใส่ข้าวครึ่งอ่าง ปักธูปสามดอกไว้ข้างบน แล้ววางเสื้อผ้าของเสี่ยวชีไว้บนนั้นแล้วยกออกไป

   

   ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินรีบจุดคบไฟไล่ตามไป

   

   แม่เฒ่าฉินเดินไปที่ทางสามแพร่งหน้าหมู่บ้าน แล้วเริ่มเรียกชื่อเสี่ยวชี

   

   “หงอวี่เอ๋ย กลับมาหาย่าเถิด!”

   

   แม่เฒ่าฉินร้องเรียกสองครั้ง ก้าวเดินอีกสองก้าว แล้วก็หยุดลงครู่หนึ่ง แล้วเริ่มร้องเรียกอีกครั้ง เรียกไปเรื่อยๆ จากทางเข้าหมู่บ้านจนถึงหน้าประตูบ้าน จากนั้นก็ปักธูปสามดอกที่ยังไม่ดับสนิทลงในร่องหินหน้าประตู

   

   การกระทำของแม่เฒ่าฉินทำให้ชาวบ้านตื่นขึ้นมา พวกเขาต่างโผล่หัวออกมาอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

   

   หัวหน้าหมู่บ้านเป็นห่วงจึงรีบจุดไฟแล้วเดินออกมา เมื่อกำลังจะก้าวเข้าประตูลานก็เจอกับพ่อเฒ่าทั้งหกจากเหล่าหลายเล่อ

   

   “ทุกท่าน ประเดี๋ยวข้าจะไปดูสถานการณ์ของครอบครัวฉินเอง ยามดึกน้ำค้างลงจัด พวกท่านรีบกลับไปพักผ่อนเถิด”

   

   พ่อเฒ่าจ้าวโบกมือ “พวกข้าจะไปด้วย ถ้าไม่ได้เห็นกับตาก็คงไม่สบายใจ”

   

   หัวหน้าหมู่บ้านจำต้องพาพวกเขาไปด้วย เมื่อพวกเขาได้ยินว่าเสี่ยวชีวิญญาณออกจากร่าง ทุกคนต่างขมวดคิ้วแน่น

   

   พวกเขาถามฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินว่าเกิดอะไรขึ้นกับเสี่ยวชีกันแน่ เรื่องเช่นนี้จำเป็นต้องรักษาให้ตรงกับอาการจึงจะได้ผล

   

   วิญญาณหายไปที่ไหนก็ต้องเรียกกลับมาจากที่นั่น

   

   แต่ฉินเหล่าซื่อก็บอกพวกเขาไม่ได้ ก่อนหน้านี้พวกเขาก็เคยถามเสี่ยวชีแล้ว แต่เจ้าเด็กดื้อคนนี้ปิดปากแน่น ไม่ยอมพูดอะไรแม้แต่คำเดียว

   

   ฉินเยาเยานอนคว่ำอยู่ข้างเสี่ยวชี มือน้อยๆวางอยู่บนข้อมือของเขา ในสายตาของคนอื่น นางเพียงแค่จับมือเสี่ยวชีเล่นเท่านั้น แต่พวกเขาไม่รู้ว่าตอนนี้นางกำลังจับชีพจรให้เสี่ยวชีอย่างเปิดเผย

   

   เมื่อเห็นใบหน้าของเสี่ยวชีที่แดงขึ้นเรื่อยๆเพราะพิษไข้ และอุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ในใจของนางก็รู้สึกกังวล

   

   ในสถานการณ์เช่นนี้ จำเป็นต้องให้ยาต้านการอักเสบ เฮ้อ แม้แต้ช้อนนางยังถือได้ไม่มั่นคง แล้วจะให้ยาเสี่ยวชีได้อย่างไร

   

   อีกทั้งพ่อเฒ่าจ้าวและคนอื่นๆก็อยู่ที่นี่ด้วย นางไม่สามารถนำยาออกมาจากพื้นที่มิติเพื่อให้เสี่ยวชีได้ จึงต้องใช้วิธีเดิม โดยนำยาต้านการอักเสบและลดไข้ออกมาวางไว้ในมือของแม่เฒ่าฉิน

   

   แม่เฒ่าฉินตกใจเมื่อเห็นยาที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน แต่เมื่อเห็นว่าหัวหน้าหมู่บ้านและคนอื่นๆ ไม่ได้สนใจนาง นางจึงหยิบยาขึ้น

   

   “แอ้!”

   

   ฉินเยาเยาเห็นท่านย่าซ่อนยาไว้ในอกเสื้อ จึงร้องออกมาอย่างร้อนรน

   

   “แอ้ แอ้ แอ้”

   

   นางอยากจะบอกว่า ท่านยาของข้า เหตุใดท่านจึงเก็บยาไว้เช่นนั้นเล่า มันเป็นยาสำหรับเสี่ยวชีนะ

   

   “เล่อเหนียง หากให้ยาสีขาวนั้นอีกครั้ง จะเกิดผลข้างเคียงหรือไม่”

   

   “แอ้!”

   

   นางส่งเสียงร้องแล้วส่ายหน้าบอกว่าไม่เป็น

   

   แม่เฒ่าฉินจึงวางใจ นางฉวยโอกาสขณะป้อนน้ำ ส่งยาเม็ดเข้าไปในปากของเสี่ยวชี ไม่รู้ว่าเป็นเพราะแม่เฒ่าฉินเรียกวิญญาณได้ผล หรือว่ายาเม็ดของเล่อเหนียงออกฤทธิ์กันแน่ ไม่นานนัก เสี่ยวชีก็เริ่มมีเหงื่อออก

   

   แม่เฒ่าฉินรีบให้สือไห่ถังนำน้ำร้อนที่ต้มไว้มาเช็ดตัวให้เสี่ยวชี และคนแรกที่พบว่าเสี่ยวชีตื่นคือเล่อเหนียงที่อยู่ข้างๆเขาตลอด นางเห็นเสี่ยวชีตื่นแล้ว แต่เดิมก็คิดจะใช้มือลูบดูว่าเขายังมีไข้อยู่หรือไม่ แต่ด้วยความตื่นเต้นจึงลืมควบคุมแรงมือ ตบลงบนใบหน้าของเขาดังแปะ

   

   อวิ๋นชิงอวี่ฝันว่าถูกคนที่ท่านย่าส่งมาไล่ล่าตลอด พอเขาหลุดพ้นจากสถานการณ์ยากลำบากมาได้ พอลืมตาขึ้นก็โดนตบหนึ่งที เขายังไม่ทันตั้งตัวก็เห็นแม่เฒ่าฉิน ท่านแม่ และป้าสะใภ้ยืมห้อมล้อมเขาอยู่

   

   เมื่อเห็นความเป็นห่วงบนใบหน้าของพวกเขาและรอยคล้ำใต้ดวงตา ความคับข้องใจของเขาก็ระเบิดออกมาทันที เขาพุ่งเข้าไปในอ้อมกอดของแม่เฒ่าฉินอย่างรวดเร็ว กำเสื้อผ้าของนางไว้แน่นและร้องไห้โฮออกมา

   

   “ท่านย่า พวกเขาจะจับตัวข้าไป ฮึก ข้าไม่อยากไปกับพวกเขา ข้าเลยวิ่งหนี วิ่งไปเรื่อยๆ จนไปซ่อนตัวอยู่ตรงส้วมของบ้านคนอื่น ฮือ”

   

   แม่เฒ่าฉินได้ยินเช่นนั้นก็เข้าใจทันที เด็กน้อยผู้น่าสงสารคนนี้ถูกพวกลักพาตัวเด็กหมายหัวเอาไว้ โชคดีที่เด็กคนนี้ฉลาดจึงไม่ถูกจับตัวไป

   

   นางกอดเสี่ยวชีไว้ด้วยความสงสาร ฝ่ามือลูบหลังเขาเบาๆเพื่อปลอบโยน

   

   ตอนแรกนางเพียงปฏิบัติต่อเสี่ยวชีในฐานะผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเล่อเหนียง แต่ไร้ซึ่งความรัก ทว่าหลังจากได้อยู่ด้วยกันมาระยะหนึ่ง นางก็ปฏิบัติต่อเขาเสมือนหลานแท้ๆ ถึงขนาดรักเสี่ยวชีมากกว่าคนอื่นๆเสียอีก

   

   น่าสงสารที่สุดคือเขาต้องเผชิญกับเหตุการณ์เดียวกับเล่อเหนียง เรื่องแบบนั้นแม้แต่นางยังกลัว ไม่ต้องพูดถึงความหวาดกลัวของเด็กเจ็ดขวบเลย

   

   ฉินเหล่าซื่อมีสีหน้าโกรธเคือง รู้สึกว่าพวกลักพาตัวเด็กพวกนี้คงจ้องจะขโมยแต่เด็กในบ้านของพวกเขาเป็นแน่ ฉินเหล่าซื่อสาปแช่งในใจว่าอย่าให้เขาเจอเข้าเชียว ไม่เช่นนั้นเขาจะตีพวกมันให้ขาหักเสีย

   

   พ่อเฒ่าทั้งหกท่านที่มาเยี่ยมเยียนเห็นว่าเสี่ยวชีตื่นแล้วก็ไม่รั้งอยู่ต่ออีก บอกลาแม่เฒ่าฉินแล้วก็กลับไป

   

   เสี่ยวชีร้องไห้จนเหนื่อยแล้วก็ซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของแม่เฒ่าฉินและผล็อยหลับไป ส่วนเล่อเหนียงก็หลับไปนานแล้วจนน้ำลายไหลยืดเต็มไปหมด

   

   “พวกเจ้ากลับไปพักผ่อนกันเถอะ วันนี้ไม่ต้องรีบตื่นเช้าล่ะ”

   

   แม่เฒ่าฉินมองออกไปนอกหน้าต่างก็เห็นว่าท้องฟ้าเริ่มสว่างแล้ว แม้แต่ไก่ก็เริ่มส่งเสียงขัน เมื่อเห็นรอยคล้ำใต้ตาของทุกคนในครอบครัว แม่เฒ่าฉินก็รู้สึกสงสาร จึงรีบไล่พวกเขากลับไปพักผ่อน

   

   เรื่องราวของตระกูลฉินแพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านตั้งแต่เช้าตรู่ หญิงปากสว่างหลายคนนั่งอยู่ใต้ต้นฮวายที่ทางเข้าหมู่บ้าน วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างออกรส

   

   “ข้าว่านะ ดูท่าครอบครัวนั้นจะว่างเกินไป จึงมีเวลามาใส่ใจขอทานคนหนึ่งถึงเพียงนี้”

   

   มารดาของโก่วต้านเบ้ปากพูดอย่างดูแคลนว่า

   

   “แม่โก่วต้าน เจ้าไม่รู้หรอกหรือ หงอวี่คนนี้เป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเล่อเหนียงไว้ ก่อนหน้านี้ถ้าไม่ใช่เพราะเขา เล่อเหนียงก็อาจจะกลับมาไม่ได้แล้ว”

   

   “ถึงจะเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิต เขาก็ยังเป็นคนนอกอยู่วันยังค่ำ ตระกูลฉินยอมช่วยเหลือคนนอก แต่ไม่ยอมช่วยเหลือคนในหมู่บ้านของตัวเอง”

   

   หญิงคนอื่นๆที่ได้ยินก็ไม่ได้เห็นด้วยกับคำพูดของนาง แต่กลับรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที

   

   ใครบ้างจะไม่รู้ว่าหญิงปากเปราะคนนี้อยากยื่นมือเข้าไปในบ้านตระกูลฉิน หมายจะฉกฉวยผลประโยชน์ของฉินเหล่าเอ้อร์มาให้ตัวเอง

   

   นางเคยพาหญิงร่างท้วม ผิวดำ ขาเป๋มาจากบ้านเดิมแล้วตรงไปบ้านตระกูลฉิน ไม่แม้แต่จะทักคนในหมู่บ้าน

   

   เมื่อมาถึงแล้ว แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆก็ไม่อาจไล่พวกนางออกไปได้ จึงต้องเตรียมอาหารต้อนรับ ใครจะรู้ว่าเพราะมื้ออาหารนี้จึงเกือบจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น

   

   ภายหลัง แม่ของโก่วต้านถูกแม่เฒ่าฉินด่าสาดเสียเทเสีย นับตั้งแต่นั้นมานางก็ไม่หยุดว่าร้ายครอบครัวแม่เฒ่าฉินเลย



บทที่ 116: ภัยพิบัติมาเยือน ช่วยตัวเองเท่านั้น


   

   นับวันอากาศยิ่งร้อนขึ้นเรื่อยๆ หัวหน้าหมู่บ้านกระวนกระวายจนปากเป็นแผลพุพองไปหลายแห่งแล้ว เขาวิ่งไปกลับทุ่งนาหลายรอบ เห็นพืชผลเริ่มเหี่ยวแห้งก็ร้อนรน เคาะประตูบ้านทุกคนให้รีบไปรดน้ำผลผลิตของตัวเอง

   

   ใครขี้เกียจไม่อยากขยับตัว หรือพยายามซ่อนตัวเขาก็ไม่เกรงใจที่จะฟาดกล้องยาสูบลงไป

   

   “พวกเจ้าอย่าได้ขี้เกียจเชียวนะ ถ้าข้าจับได้ว่าใครขี้เกียจหรือแอบอู้ ข้าจะไล่พวกเจ้าออกจากหมู่บ้านตระกูลฉิน!”

   

   ชาวบ้านต่างทำหน้าเศร้า การตักน้ำรดน้ำพืชผลเป็นงานที่เหนื่อยที่สุด คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่เป็นทหารทุพพลภาพ หรือไม่ก็สูญเสียแรงงานในครอบครัวเพราะการบุกรุกของโจรภูเขา

   

   ตอนนี้ยังต้องมาทำงานหนักเพิ่มอีก ทุกคนต่างรู้สึกทุกข์ทรมานแสนสาหัส

   

   หัวหน้าหมู่บ้านย่อมรู้สถานการณ์ของหมู่บ้านดี ทว่าเขาก็ไม่มีทางเลือก ได้แต่ใจแข็งไล่ต้อนพวกเขาไปทำงาน

   

   ตระกูลฉินเริ่มรดน้ำตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว ตอนนี้พืชผลในนาของพวกเขาจึงดูดีกว่าคนอื่นเล็กน้อย พวกเขาไม่กล้าประมาท ตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อเทียมเกวียนไปตักน้ำมารดพืชผล

   

   พวกลิ่งอวี่ก็ได้หยุดเรียนเช่นกัน ตอนนี้เขากำลังนำลิ่งหมิง ลิ่งเฟิง และลิ่งเหวินไปช่วยรดน้ำในทุ่งนา พวกฉินเหล่าซื่อรีบไล่ต้อนล่อและบังคับรถม้า รับผิดชอบในส่วนการตักน้ำ ส่วนพวกลิ่งอวี่รับผิดชอบในการรดน้ำ

   

   สำหรับทุ่งนาที่อยู่ห่างไกลออกไป ฉินเหล่าซื่อและพวกใช้วัวเกวียนเทียมและล่อแบกน้ำส่วนทุ่งนาที่อยู่ใกล้บ้าน สือไห่ถังและสวี่ซิ่วอิงจะตักน้ำในบ่อที่บ้านมารดเอา

   

   ทุกคนในครอบครัวต่างยุ่งอยู่กับงาน แม่เฒ่าฉินก็ไม่อาจอยู่เฉยได้ นางจึงเรียกแม่เฒ่าเฉินและแม่เฒ่าหลี่มาช่วยดูหลานสาวและหงอวี่ที่ยังไม่หายป่วยดี ส่วนนางนำลิ่งผิงและลิ่งอันถือถังไม้ไปตักน้ำที่ริมแม่น้ำ

   

   เมื่อชาวบ้านจากหมู่บ้านอื่นเห็นท่าทางขยันขันแข็งของหมู่บ้านตระกูลฉิน พวกเขาก็เริ่มร้อนรนทนไม่ไหว ต่างพากันถือถังไม้ไปตักน้ำจากแม่น้ำมารดน้ำพืชผลของตนเองบ้าง

   

   แม่น้ำที่เดิมตื้นอยู่แล้วตอนนี้เผยให้เห็นก้นแม่น้ำชัดเจน ตอนนี้เด็กๆในหมู่บ้านต่างดีใจจนตัวลอย พวกเขาถอดเสื้อผ้าพากันกระโดดลงไปจับปลา

   

   “แอ้!”

   

   เล่อเหนียงที่ถูกแม่เฒ่าฉินทิ้งไว้อยู่บ้านไม่ก็ไม่ยอมอยู่เฉย นางคลานไปมาในห้องไม่หยุด ท่านย่าไม่อยู่ ที่นี่จึงกลายเป็นอาณาจักรของนางแต่เพียงผู้เดียว

   

   เสี่ยวชีนั่งอยู่บนเตียงเตามองเล่อเหนียงคลานไปมาในห้องด้วยสายตาเอ็นดู

   

   แม่เฒ่าเฉินและแม่เฒ่าหลี่นั่งอยู่บนพื้นบริเวณหน้าประตู กำลังสานตะกร้าไปพลางคุยกันไป บางครั้งก็หันกลับมาหยอกล้อเล่อเหนียง

   

   “แอ้ แอ้!”

   

   ฉินเยาเยาคลานไปมาจนเริ่มเบื่อ จึงคลานไปแนบตัวลงบนต้นขาของแม่เฒ่าเฉิน ยื่นมือออกไปหมายจะดึงมือหวายในมือของแม่เฒ่าเฉิน ทำเอาหญิงชราตกอกตกใจรีบยกมือหนี

   

   “เจ้าก้อนแป้งตัวน้อย อันนี้เล่นไม่ได้นะ มันจะบาดมือเจ้าเอาได้”

   

   “แอ้!”

   

   ฉินเยาเยายื่นมือจะคว้าไม้หวายอีกครั้ง แต่กลับถูกคนด้านหลังอุ้มจนตัวลอย

   

   “แอ้!”

   

   ฉินเยาเยาเงยหน้ามองพี่เจ็ดของนาง ทำเอานางงงงันไปชั่วขณะ พี่เจ็ดของนางอุ้มนางตัวลอยได้เลยหรือ

   

   ภายในบ้านไม่ต้องพูดถึงพี่ห้าหรือพี่หกของนางเลย แม้แต่พี่สามก็ต้องออกแรงทั้งตัวถึงจะอุ้มนางขึ้นมาได้ ใครใช้ให้พวกพี่ชายไม่ยอมกินข้าวให้ดีๆเล่า

   

   นางไม่ยอมรับเด็ดขาดว่าตัวเองอ้วนเกินไป

   

   “แอ้ แอ้” ฉินเยาเยาชี้ไปที่ประตูลานบ้าน ส่งสัญญาณว่าจะออกไปเล่น

   

   แท้จริงแล้วนางแค่พูดเล่นเท่านั้น เพราะนางรู้ว่าท่านย่าจะไม่อนุญาตให้ออกไปเล่นข้างนอกแน่นอน

   

   ชาวบ้านต่างกำลังยุ่งวุ่นวาย ไม่มีใครสนใจนางเลยสักคน!

   

   อีกอย่าง เมื่อวานพี่เจ็ดของนางเกือบถูกลักพาตัวไป ตอนนี้ทุกคนจึงยังมีอาการวิตกกังวล ท่านย่าไม่อนุญาตให้พวกเขาออกจากบ้าน นางจึงทำได้แค่คิดเล่นๆเท่านั้น

   

   แต่ไม่คิดว่าพี่เจ็ดของนางจะไม่พูดไม่จา อุ้มนางเดินออกไปนอกประตูทันที

   

   “เอ๊ะ หงอวี่ เจ้าออกไปไม่ได้นะ ย่าของเจ้ากำชับข้าไว้เป็นพิเศษ”

   

   แม่เฒ่าหลี่และแม่เฒ่าเฉินขวางพวกเขาไว้

   

   “ท่านย่าหลี่ ท่านย่าเฉิน ในห้องนี้ทั้งมืดทั้งอับชื้น ข้าจะอุ้มเล่อเหนียงออกไปเดินเล่นเสียหน่อยขอรับ”

   

   หญิงชราทั้งสองยังไม่ยอมอ่อนข้อให้ เขาจึงสาดกระสุนน้ำตาลใส่

   

   “ท่านย่า ข้าอยู่แต่ในบ้านเบื่อจะแย่แล้วขอรับ ท่านย่าทั้งสองช่วยพาข้าไปเดินเล่นในหมู่บ้านได้ไหมขอรับ”

   

   แต่เดิมผู้อาวุโสทั้งสองหัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็ไม่เห็นด้วย แต่เมื่อได้ยินเสี่ยวชีพูดเช่นนี้ พวกนางจำต้องวางงานในมือลงแล้วลุกขึ้นพาพวกเขาออกไปเดินเล่น

   

   เขาอุ้มเล่อเหนียงเดินไปตามทางจนมาถึงริมแม่น้ำ เพราะพวกเขาคิดว่าคนอื่นๆในครอบครัวต้องอยู่ที่นี่ ตลอดทางเสี่ยวชีก็ได้รับสายตาชื่นชมมากมาย เพราะเขาสามารถอุ้มเล่อเหนียงทารกตัวอ้วนจ้ำม่ำได้โดยไม่หอบและไม่แม้แต่จะบ่นมาจนถึงริมแม่น้ำได้

   

   ทันทีที่เล่อเหนียงมาถึงริมแม่น้ำ นางก็เห็นลิ่งผิงและลิ่งอันกำลังเล่นน้ำอย่างสนุกสนาน ทำให้นางตื่นเต้นขึ้นมา

   

   ในพื้นที่มิติของนางมีไข่ไก่และไข่เป็ดเก็บไว้นับร้อยฟอง ปลาในบ่อน้ำก็อ้วนขึ้นทุกวัน ถึงเวลาที่พวกมันจะทำประโยชน์ให้นางแล้ว

   

   แม่เฒ่าฉินก้มตัวไปรดน้ำต้นไม้ พอลุกขึ้นก็เห็นหงอวี่อุ้มเล่อเหนียงยืนอยู่ริมทุ่งนา กำลังมองตรงมาที่ตนเอง

   

   นางรีบดึงแขนเสื้อมาเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก แล้วเดินเข้าไปอุ้มเล่อเหนียง ขณะเดียวกันก็ยกมือแตะหน้าผากเสี่ยวชี ครั้นไม่ได้สัมผัสถึงความร้อนแล้ว จึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก

   

   “หงอวี่ เจ้ายังรู้สึกไม่สบายตรงไหนอีกหรือไม่”

   

   เสี่ยวชีส่ายหน้า ส่งสัญญาณให้ท่านย่ารู้ว่าไม่เป็นอะไรแล้ว ความจริงแล้วเขาไม่ได้เป็นอะไรมาก เพียงแต่เมื่อวานบังเอิญเจอคนที่ยายปีศาจร้ายส่งมา เขาไม่ทันได้ระวังตัว จึงตกใจขวัญหนีดีฝ่อ วันนี้พอตื่นขึ้นมาก็ดีขึ้นมากแล้ว

   

   แต่เมื่อเห็นแม่เฒ่าฉินเป็นห่วงตนเองเช่นนี้ รวมถึงฉินเหล่าซื่อและคนอื่นๆที่เป็นห่วงเป็นใยก็พลันรู้สึกอบอุ่นในใจ เขาไม่เคยคิดว่าจะได้รับความอบอุ่นจากครอบครัว แต่เขากลับได้รับสิ่งนี้ในหมู่บ้านเล็กๆ อย่างหมู่บ้านตระกูลฉิน

   

   เขาหวงแหนชีวิตตอนนี้เป็นที่สุด เพราะไม่รู้ว่าคนของยายปีศาจร้ายนั่นจะโผล่มาจับตัวเขากลับไปตอนไหน

   

   “เสี่ยวชี มาจับปลากันเร็ว!”

   

   เสี่ยวลิ่วยืนอยู่กลางแม่น้ำโบกมือเรียกเขาหย็อยๆ เสี่ยวชีมองพวกเขาเล่นน้ำอย่างสนุกสนานก็รู้สึกอิจฉาอยู่บ้าง จึงหันไปมองแม่เฒ่าฉิน

   

   “ท่านย่า ข้าขอไปเล่นกับพี่ห้าพี่หกได้หรือไม่ขอรับ”

   

   แม่เฒ่าฉินลูบศีรษะเล็กๆของเขา “หากเจ้ารู้สึกว่าร่างกายไม่มีอาการผิดปกติก็ไปเถิด แต่ต้องระวังความปลอดภัยด้วย”

   

   ดวงตาของเสี่ยวชีเปล่งประกาย ส่งเสียงตอบรับหนึ่งเสียงแล้วรีบวิ่งลงไปในแม่น้ำอย่างรวดเร็ว

   

   “แอ้! แอ้!”

   

   คราวนี้เล่อเหนียงไม่ยอมแล้ว นางดิ้นอยู่ในอ้อมกอดแม่เฒ่าฉินเพราะอยากลงไปบ้าง

   

   ข้าก็อยากไปเล่นเหมือนกันนะ!

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นหลานสาวเริ่มงอแง จึงตัดสินใจให้อิสระ บอกกล่าวแม่เฒ่าเฉินและแม่เฒ่าหลี่แล้วอุ้มเล่อเหนียงเดินลงไปที่ริมแม่น้ำช้าๆ

   

   ชาวบ้านที่กำลังตักน้ำเห็นนางต่างพากันทักทาย

   

   “ท่านน้า พวกข้าอิจฉาครอบครัวของพวกท่านเหลือเกิน มีวัวและล่อไว้แบกน้ำไม่ต้องลำบากตักน้ำเช่นนี้ ประหยัดแรงได้มากโข ไหนจะยังมีคนในครอบครัวเยอะอีก ยกน้ำสองสามครั้งก็เสร็จแล้ว ไม่เหมือนพวกข้าที่ต้องลำบากตรากตรำกว่าจะรดน้ำได้เสร็จ”

   

   แม่เฒ่าฉินโบกมือไปมาพลางทำหน้าเศร้า “พวกเจ้าอย่าเห็นว่าพวกข้ามีล่อและวัวแบกน้ำ บ้านของพวกข้ามีที่ดินถึงสามสิบหมู่ ที่ดินแห้งแล้งก็มีมากถึงห้าหมู่ แม้พวกข้าจะมีกันสิบกว่าคนก็ยังแบกน้ำไม่หมด”

   

   ชาวบ้านได้ยินดังนั้นก็รู้สึกสบายใจขึ้นหน่อย รีบเรียกภรรยาและลูกไปทำงานทันที

   

   แม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียงเดินไปหาพวกหลานชายที่กำลังจับปลา

   

   “โอ้ะ ปลาตัวใหญ่จริง”



 บทที่ 117: ขอเพียงที่บ้านมีข้าว ก็ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง


   

   ฉินเยาเยาอดกระตุกยิ้มมุมปากไม่ได้ นางละยอมแพ้พี่หกผู้แสนโง่เขลาคนนี้ยิ่งนัก เมื่อครู่นางพยายามอยู่นานกว่าจะจับปลาตัวหนึ่งได้จากพื้นที่มิติ แล้วเอามาปล่อยข้างเท้าของอีกฝ่าย หวังให้เขาจับไปปรุงอาหารให้คืนนี้ทั้งครอบครัวได้กินดีขึ้น

   

   แต่พี่หกผู้แสนโง่เขลากลับตะโกนออกมาดังลั่น

   

   คราวนี้ดีนัก ชาวบ้านที่กำลังลงไร่ไถนาต่างพากันทิ้งอุปกรณ์ กระโดดลงแม่น้ำไปจับปลากันหมด โชคดีที่ปลาตัวนั้นเติบโตในพื้นที่มิติของนางว่องไวปราดเปรียว ตอนนี้แม้เผชิญหน้ากับคนมากมายที่เข้ามารายล้อมก็ยังไม่ถูกใครจับได้

   

   ฉินเยาเยาฉวยโอกาสนี้สั่งแม่เฒ่าฉินให้ไปเก็บไข่เป็ดและไข่ห่านอย่างเงียบๆ

   

   กอต้นอ้อเต็มไปด้วยไข่เป็ดเปลือกเขียว ทางนั้นมีกองหินที่มีไข่ห่านขนาดเท่าซาลาเปามากมาย ไม่ว่าใครเห็นก็ต้องดีใจ แม้แต่แม่เฒ่าฉินที่หน้าตาเศร้าหมองก็ยังยิ้มออกมาด้วยความสุข

   

   แม่น้ำกลายเป็นสนามรบของผู้ใหญ่ไปแล้ว เหลือแต่ลิ่งอันที่ยืนอยู่ริมฝั่งมองผู้ใหญ่จับปลาด้วยสีหน้าเหงาหงอย เขาละเกลียดตัวเองจริงๆ ส่งเสียงร้องเอะอะโวยวายจนถูกแย่งของดีๆไปหมดแล้ว!

   

   คิดว่าคืนนี้จะได้กินน้ำแกงปลาหอมกรุ่นแล้วเสียอีก…

   

   ฉินเยาเยาจับปลาอีกตัวออกมาจากพื้นที่มิติ แล้วโยนไปที่เท้าของหงอวี่

   

   โชคดีที่หงอวี่ฉลาดกว่าลิ่งผิงมาก เขาเห็นปลาแล้วไม่ส่งเสียงสักแอะ รีบใช้มือทั้งสองข้างจับปลาหนักหลายชั่งขึ้นมาแล้วเดินขึ้นฝั่ง นำมันใส่ในถังน้ำของครอบครัว ทั้งยังเชิดหน้าขึ้นมองเล่อเหนียงอย่างภาคภูมิใจ บนใบหน้ามีตัวอักษรสามตัวแปะเอาไว้ตัวเบ้อเร่อ ‘ชมข้าสิ!’

   

   “แอ้!”

   

   เล่อเหนียงให้เกียรติด้วยการปรบมือทั้งสองข้าง แสดงท่าทางดีใจว่าพี่ชายของนางเก่งที่สุด เฮ้อ ไม่มีทางเลือก เด็กก็ต้องปลอบกันบ้างเป็นธรรมดา

   

   ลิ่งอันเห็นหงอวี่จับปลาตัวใหญ่ขึ้นมาอย่างง่ายดาย สีหน้าก็ไม่ดีขึ้น ริมฝีปากเบะออกเล็กน้อยจะร้องไห้อยู่รอมร่อ

   

   เล่อเหนียงรีบหยิบปลาอีกตัวออกมาจากพื้นที่มิติแล้วโยนไปที่ข้างเท้าของเขา นางจะปลอบโยนพี่หนึ่งคนหรือสองคนก็เหมือนกัน อย่างไรก็ต้องปลอบเท่านั้น

   

   ทั้งสองฝ่ายล้วนเป็นพี่ชาย นางต้องวางตัวเป็นกลางให้ได้ เพียงแต่นางประเมินสติปัญญาและความคิดของพี่หกสูงเกินไป

   

   “มีปลา!”

   

   ลิ่งอันเห็นปลาตัวใหญ่ข้างเท้าก็เริ่มตะโกนขึ้นมาอีกครั้ง

   

   ลิ่งผิงว่องไว คว้าปลาตัวใหญ่ตัวหนึ่งแล้ววิ่งขึ้นฝั่ง

   

   คนที่กำลังล้อมจับปลาตัวใหญ่อยู่ทางนั้นได้ยินเสียงแล้วหันมาเห็นลิ่งผิงจับปลาหนักหลายชั่งวิ่งขึ้นฝั่ง อีกทั้งยังเห็นปลาตัวใหญ่ว่ายอยู่ข้างเท้าเขา ต่างก็พากันกรูเข้ามา

   

   ลิ่งอันถูกผลักกระเด็นไปด้านข้างจนตาเหลือก ริมฝีปากเบะออกปล่อยเสียงร้องไห้โฮออกมา

   

   ฉินเยาเยายกมือทั้งสองปิดหน้า บ่งบอกว่าไม่อยากมองภาพตรงหน้าอีกแล้ว คราวนี้นางยอมแพ้พี่ชายผู้แสนโง่เขลาคนนี้แล้ว

   

   แม่เฒ่าฉินเองก็ปวดเศียรเวียนเกล้า สมองน้อยๆของเขาทำไมถึงไม่ฉลาดขึ้นเสียทีนะ

   

   “ลิ่งอัน หงอวี่ อาทิตย์ตกดินแล้ว กลับบ้านกันเถอะ!”

   

   แม่เฒ่าฉินนำไข่เป็ดใส่ลงในถังน้ำ แล้วเรียกหลานๆกลับบ้าน

   

   ลิ่งอันและหงอวี่ร่วมแรงกันหิ้วถังน้ำเดินกลับบ้าน ซึ่งบริเวณก้นถังน้ำมีไข่เป็ดไข่ห่านวางซุกเอาไว้เต็มถัง แต่เดิมคิดว่าชาวบ้านทั้งหมดลงไปจับปลาในแม่น้ำแล้ว คงไม่มีใครสังเกตเห็นพวกเขา

   

   แต่ไม่คาดคิดว่ายังมีคนเห็นปลาและไข่เป็ดในถังของพวกเขา ครั้งนี้ชาวบ้านตื่นเต้นกันใหญ่จนถึงขนาดไม่ทำงานในทุ่งนา พากันลงไปจับปลาและหาไข่เป็ด

   

   แต่นอกจากปลาสองตัวที่เล่อเหนียงปล่อยไปแล้ว พวกเขาค้นหาในกอต้นอ้อทั้งหมดก็ไม่พบไข่เป็ดแม้แต่ฟองเดียว กลับจับได้เพียงปลาไน

   

   คืนนั้นตระกูลฉินหุงข้าวสวย ต้มน้ำแกงปลาใส่เต้าหู้ และต้มไข่เป็ดกินเป็นมื้อเย็น

   

   เล่อเหนียงถือชามไข่ตุ๋นอยู่ในมือ ครั้นเห็นเนื้อปลาสีขาวนวลในชามตรงหน้า ดวงตาพลันหรี่ลงด้วยความยินดี

   

   พ่อเฒ่าแม่เฒ่าข้างบ้านก็ได้รับน้ำแกงปลาชามใหญ่ พวกเขานำสุราเก่าที่เก็บรักษามาหลายปีออกมาดื่มกัน

   

   เหล่าแม่เฒ่าเห็นพวกเขานำสุราออกมาจึงคว้าถั่วลิสงมากำหนึ่ง นำไปคั่วในกระทะให้แห้ง โรยเกลือเล็กน้อย แล้วนำไปให้พวกเขากินแกล้มสุรา

   

   เหล่าสหายเก่าแก่ดื่มสุราถ้วยแล้วถ้วยเล่า กินเนื้อปลาแล้วพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ครั้นดื่มไปได้สักพัก หัวหน้าหมู่บ้านก็มาถึงและถูกชวนให้ร่วมวงดื่มด้วย

   

   ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ชาวบ้านต่างยุ่งอยู่กับงาน คนเฒ่าคนแก่อย่างพวกเขาก็ไม่ได้อยู่เฉย ทั้งตัดหญ้า ตักน้ำ ดูแลเด็กๆและลาดตระเวนในหมู่บ้าน พวกเขาทำงานหนักไม่แพ้ใคร

   

   เวลาว่างครั้งนี้หาโอกาสได้ยากจึงดื่มสังสรรค์กันเต็มที่

   

   ช่วงนี้หัวหน้าหมู่บ้านก็ไม่ได้สบายเช่นกัน ทุกวันต้องตะโกนเสียงดังไล่หลังให้พวกเขาไปตักน้ำ อีกทั้งยังต้องคอยดูแลเด็กๆในหมู่บ้านเป็นระยะ นับตั้งแต่เมื่อวานที่เด็กน้อยบ้านตระกูลฉินเกือบถูกลักพาตัวไป หมู่บ้านตระกูลฉินก็เริ่มเข้มงวดมากขึ้น

   

   หากมีคนแปลกหน้าเข้ามาในหมู่บ้านก็ต้องสอบถามให้ดี ถ้าไม่รู้ที่มาที่ไป ห้ามเข้าหมู่บ้านเด็ดขาด

   

   ผู้อาวุโสหลายท่านในหมู่บ้านอาสารับหน้าที่ลาดตระเวน ทุกวันจะถือมีดพร้าออกตรวจตราหมู่บ้าน เมื่อเห็นเด็กเล่นซุกซนก็จะต้องตำหนิสองสามคำ

   

   ตอนนี้สุราเริ่มออกฤทธิ์ พ่อเฒ่าจ้าวและพวกยิ่งดื่มก็ยิ่งรู้สึกว่าสุราในปากขมขึ้นเรื่อยๆ จึงวางถ้วยสุราลงและถอนหายใจ

   

   “เกิดอะไรขึ้นหรือ เหตุใดถึงถอนหายใจเช่นนี้เล่า”

   

   หัวหน้าหมู่บ้านเห็นพวกเขาวางแก้วสุราลงพร้อมกันจึงเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย

   

   “หัวหน้าหมู่บ้าน หากเป็นไปได้ เราควรเอาที่ดินคืนหรือไม่”

   

   หลายวันมานี้พวกเขาได้เห็นสถานการณ์ของตระกูลฉินด้วยตาตนเอง และรู้สึกกังวลใจยิ่งนัก ฝนไม่ตกเสียที หากยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป ปีนี้คงจะไม่ได้ผลผลิตเลยแม้แต่ชั่งเดียว

   

   จะให้ตระกูลฉินเลี้ยงดูพวกเขาเปล่าๆหรือ

   

   “เหตุใดจึงพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมากะทันหันเล่า ก่อนหน้านี้ก็เขียนหนังสือรับรองตกลงกันดีแล้วไม่ใช่หรือ”

   

   พ่อเฒ่าจ้าวถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “หัวหน้าหมู่บ้านก็เห็นสถานการณ์แล้ว หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ปีนี้คงจะไม่ได้ผลผลิตเลยแม้แต่เมล็ดเดียว พวกข้าก็ไม่อาจปล่อยให้ตระกูลฉินเลี้ยงดูพวกข้าเฉยๆได้”

   

   พ่อเฒ่าอีกคนพูดแทรกขึ้นมาว่า “ใช่แล้ว ตระกูลฉินใจดี หากว่าไม่ได้ผลผลิตจริงๆ พวกเขาคงจะเอาเงินออกมาซื้อธัญพืช แบบนี้จะไม่เป็นการขาดทุนหรือ”

   

   พ่อเฒ่าหลี่เอ่ย “ตั้งแต่พวกเราร่วมมือกับตระกูลฉิน พวกเขากินแต่ข้าวขาวกับเนื้อสัตว์ทุกวัน แต่ละวันใช้เงินเหมือนเอาไปละลายแม่น้ำ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ต่อให้มีเงินมากมายเพียงใดก็คงไม่พอใช้”

   

   หัวหน้าหมู่บ้านเพิ่งเข้าใจว่าสาเหตุมาจากตรงนี้ เขากระดกสุราจนหมดแก้วแล้วเดินออกจากประตู ไม่นานก็ลากตัวแม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆมา

   

   แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆ ถูกหัวหน้าหมู่บ้านลากมา ตอนแรกยังรู้สึกงุนงง แต่พอได้ยินว่าพวกเขาจะเอาที่นาคืนให้ก็เข้าใจความตั้งใจของพวกเขาแล้ว

   

   พวกเขาคงกลัวว่าหากเกิดภัยแล้งแล้วจะลำบาก

   

   แม่เฒ่าฉินส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “พวกเราทำข้อตกลงกันไว้ดีแล้ว ที่นาของพวกท่าน ข้ามีหน้าที่ดูแล อาหารการกินที่อยู่อาศัยของพวกท่านก็เป็นความรับผิดชอบของครอบครัวข้า ดังนั้นไม่ว่าผลผลิตปีนี้จะดีหรือไม่ก็เป็นเรื่องของครอบครัวข้า ข้าไม่มีวันปล่อยให้พวกท่านอดยาก พวกท่านวางใจเถิด”

   

   พ่อเฒ่าจ้าวรีบร้อนขึ้นมาทันที “ไม่ได้ ไม่ได้ ถ้าปีนี้ไม่ได้ผลผลิตเลย พวกเจ้าก็ต้องเสียเงินไปซื้อธัญพืชมาเลี้ยงคนแก่แบบพวกเรา แบบนี้ครอบครัวพวกเจ้าจะเสียเปรียบเอาได้ ไม่ได้เด็ดขาด”

   

   “ไม่เสียเปรียบหรอก สุภาษิตกล่าวไว้ว่าบ้านมีคนแก่หนึ่งคนก็เหมือนมีสมบัติหนึ่งชิ้น ดูสิ ครอบครัวเรามีผู้อาวุโสสิบเอ็ดคนก็เท่ากับมีสมบัติสิบเอ็ดชิ้น เป็นสิ่งที่บ้านอื่นปรารถนาแต่ไม่อาจได้”

   

   ฉินเหล่าซื่อรีบปลอบใจว่า “พวกท่านวางใจได้เลย ตั้งแต่ข้ากลับมาจากทางใต้ ครอบครัวเราก็เตรียมการไว้แล้ว”

   

   พ่อเฒ่าจ้าวขมวดคิ้ว เขาเข้าใจความหมายในคำพูดของฉินเหล่าซื่อ แต่ในใจก็ไม่ยอมเชื่อ พวกเขาอาศัยอยู่ข้างบ้านตระกูลฉิน แต่ไม่เคยเห็นหรือได้ยินว่าตระกูลฉินมีการกักตุนเสบียงเลย

   

   แม่เฒ่าฉินรู้ว่าพวกเขาจะไม่เชื่อหากไม่ได้เห็นกับตา นางจึงพาพวกเขาไปที่คลังเก็บของในบ้าน เมื่อพ่อเฒ่าจ้าวและคนอื่นๆ เห็นธัญพืชมากมายละลานตา ดวงตาของพวกเขาพลันแดงก่ำขึ้นมาทันที



บทที่ 118: ทวงความยุติธรรม


   

   “พวกเจ้าเอาเงินไปซื้อเสบียงจริงหรือ” เสียงสั่นเครือของพ่อเฒ่าจ้าวถามขึ้น

   

   พ่อเฒ่าคนอื่นยังคงนิ่งเงียบ แต่หากสังเกตดีๆ จะเห็นว่าดวงตาของทุกคนแดงเรื่อ

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นดวงตาแดงระเรื่อของบรรดาคนเฒ่าคนแก่จึงรีบเอ่ยปลอบใจ

   

   “พี่ชายทั้งหลาย พวกเราล้วนเป็นครอบครัวเดียวกัน เงินทองเป็นเพียงของนอกกาย เงินน่ะไม่ตายก็หาใหม่ได้”

   

   คำว่า ‘ครอบครัวเดียวกัน’ ของแม่เฒ่าฉิน ทำให้บรรดาพ่อเฒ่าแม่เฒ่าใจอ่อนลง ต่างพากันยกแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดน้ำตา

   

   พวกเขามองหน้ากันไปมาและไม่ยืนกรานที่จะเอาที่ดินคืนอีกต่อไป ชีวิตที่เหลืออยู่นี้ขอมอบให้ตระกูลฉินเถิด

   

   ต่อจากนี้ไปพวกเขาจะใช้ชีวิตของตนปกป้องครอบครัวตระกูลฉิน

   

   เพราะสุดท้ายแล้วพวกเราก็เป็นครอบครัวเดียวกัน...

   

   หัวหน้าหมู่บ้านเห็นว่าพี่ชายทั้งหลายได้คลายทุกข์ในใจแล้ว จึงกล่าวลาและกลับไป

   

   เขาเป็นห่วงเรื่องเสบียงอาหารของแต่ละครัวเรือนในหมู่บ้าน จนทำให้นอนไม่หลับตลอดทั้งคืน

   

   ตั้งแต่เช้าตรู่ เขาไล่เคาะประตูบ้านทุกหลังเพื่อตรวจสอบ หากบ้านไหนมีเสบียงไม่มากนัก ก็เร่งให้พวกเขาออกไปซื้อ

   

   ส่วนคนที่เกียจคร้าน เขาจะใช้กล้องยาสูบไล่ฟาดให้พวกเขาไปตักน้ำรดพืชผล

   

   ยามคับขันเช่นนี้ พึ่งพาใครก็ไม่มีประโยชน์เท่าพึ่งพาตนเอง

   

   เมื่อถึงเวลาเที่ยงวัน คนที่ไปซื้อเสบียงในอำเภอก็กลับมา

   

   แต่กลับมามือเปล่า…

   

   ราคาข้าวในเมืองแพงขึ้นเป็นสองเท่าจากสองวันก่อน อีกทั้งชาวบ้านธรรมดายังซื้อธัญพืชไม่ได้

   

   เมื่อข่าวนี้แพร่ออกไป ทุกคนต่างตื่นตระหนก

   

   คนขึ้นเขาเริ่มมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ หากเห็นสิ่งใดเป็นสีเขียวหรือกินได้ก็เก็บกลับมาทั้งหมด

   

   พวกเขาใช้ผักป่าที่เก็บได้มาประทังความหิวชั่วคราว ประหยัดธัญพืชที่เหลือไว้เผื่อยามจำเป็น

   

   พืชผลในทุ่งนาเหี่ยวแห้งราวกับว่ากำลังจะตาย ครั้นมองไปไกลสุดลูกหูลูกตาก็เห็นเพียงสีเหลืองของพืชที่แห้งเหี่ยว

   

   แม้ว่าพวกเขาจะพยายามตักน้ำมารดพืชในนาอย่างสุดความสามารถ แต่ก็ไม่เป็นผล

   

   มีผู้อาวุโสคนหนึ่งตั้งแท่นบูชาในทุ่งนา แล้วคุกเข่าลงบนพื้น อธิษฐานขอให้สวรรค์โปรดประทานฝน

   

   แต่ท้องฟ้ายังคงปราศจากเมฆ ไม่มีทีท่าว่าจะมีฝนตกลงมาแม้แต่น้อย

   

   บ่อน้ำในบ้านที่อยู่บนที่สูงเริ่มแห้งเหือดลงทีละน้อย

   

   หนึ่งบ้าน สองบ้าน สามบ้าน และมากกว่านั้น ความตายเริ่มคืบคลานเข้ามาปกคลุมเหนือหมู่บ้านตระกูลฉิน

   

   วันนี้เสียงระฆังดังก้องในหมู่บ้านตระกูลฉินอย่างกะทันหัน เป็นสัญญาณจากหัวหน้าหมู่บ้าน บอกชาวบ้านทั้งหมดให้วางมือจากงานแล้วรีบกลับบ้านโดยเร็วที่สุด

   

   ชาวบ้านต่างงุนงง พากันวางมือจากงานแล้วรีบไปยังศาลบรรพชน

   

   แม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียงเดินไปยังศาลบรรพชน พวกเขาแทรกตัวเข้าไปในศาลบรรพชน ก็เห็นชายวัยกลางคนนอนอยู่บนพื้น บาดแผลที่หน้าผากยังมีเลือดไหลออกมา ทำให้ผู้คนตกใจขวัญผวา

   

   ข้างๆนั้นมีสตรีวัยกลางคนคุกเข่าอยู่ กำลังร่ำไห้อย่างโศกเศร้าพลางตบไปที่ร่างของชายผู้นั้น

   

   ส่วนหลี่อันและฉินเฉิงอันยืนอยู่ด้านข้าง มองชายผู้นั้นด้วยสีหน้าเสียดาย

   

   ฉินเฉิงอันอยู่ที่นี่ก็แล้วไปเถอะ แต่เหตุใดลิ่งเหวินจึงอยู่ที่นี่ด้วย

   

   หากแต่แม่เฒ่าฉินไม่ได้คิดอะไรมาก นางอุ้มเล่อเหนียงเดินเข้าไปด้านใน

   

   ฉินเฉิงอันเห็นแม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียงเข้ามา จึงรีบดึงผ้าขาวที่อยู่ข้างๆมาคลุมร่างชายผู้นั้น เพื่อไม่ให้เล่อเหนียงตกใจ

   

   “หมอหลี่ เกิดอะไรขึ้น”

   

   แม่เฒ่าฉินมองชายผู้นั้นปราดหนึ่ง นางรู้จักคนผู้นี้ เขาคือหัวหน้าครอบครัวตระกูลหลี่ ซึ่งมีอยู่ไม่กี่ครอบครัวในหมู่บ้านตระกูลฉิน

   

   ชายผู้นั้นชื่อหลี่ต้าขุย พวกเขาอพยพหนีสงครามเหวินหลิวมาเมื่อสามสิบปี ตั้งรกรากอยู่บริเวณท้ายหมู่บ้าน

   

   สามีภรรยาคู่นี้เป็นคนใจดี ปกติเมื่อทำงานบ้านเสร็จแล้วก็มักจะช่วยคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านที่เดินเหินไม่สะดวกทำงานเท่าที่จะทำได้ แม้พวกเขาจะไม่ใช่คนตระกูลฉิน แต่ก็เป็นที่เคารพนับถืออย่างมากในหมู่บ้านตระกูลฉิน

   

   หลี่อันส่ายหน้ากล่าวด้วยสีหน้าเสียดาย “บาดเจ็บหนักเกิน กว่าจะมาเจอก็ช้าเกินไปแล้ว”

   

   ในเวลานั้นชาวบ้านทยอยมาถึงกันครบแล้ว หัวหน้าหมู่บ้านสูบยาเส้น แล้วยืนขึ้นบนเก้าอี้พูดเสียงดังว่า

      

   “พวกสารเลวหมู่บ้านต้าไฮว่ที่อยู่ต้นน้ำ บังอาจมากั้นน้ำไว้ ตั้งใจจะให้พวกเราหมู่บ้านปลายน้ำขาดน้ำตาย”

   

   หัวหน้าหมู่บ้านชี้ไปยังชายที่นอนอยู่บนพื้น “หลี่ต้าขุยไปเจรจากับพวกเขา แต่กลับถูกผลักตกหน้าผา พวกเราต้องทวงความยุติธรรมคืนมาให้ได้!”

   

   คำพูดของหัวหน้าหมู่บ้านทำให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างกำหมัดแน่น อยากจะพุ่งเข้าไปสับพวกสารเลวนั้นเป็นพันชิ้น

   

   “หัวหน้าหมู่บ้าน เพียงแค่ท่านเอ่ยปาก พวกข้าจะไปจัดการพวกเขาเดี๋ยวนี้”

   

   “ใช่แล้ว ท่านลุงทั้งหลาย พวกท่านรออยู่ที่บ้านเถิด รอฟังข่าวดีจากพวกข้า พวกข้าจะไปจัดการพวกเขาเอง”

   

   ชายหนุ่มในหมู่บ้านต่างพากันส่งเสียงโหวกเหวก

   

   ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินไม่ได้พูดอะไร แต่ดวงตาที่เป็นประกายของพวกเขา เห็นได้ชัดว่าพวกเขาก็กระหายที่จะลงมือเช่นกัน

   

   หัวหน้าหมู่บ้านโบกมือให้พวกเขาสงบลงแล้วพูดว่า “แน่นอนว่าเราต้องไปทวงความยุติธรรมกับพวกเขา ต้าหนิว เอ้อร์จู้ ยกศพของหลี่ต้าขุยขึ้นมา ส่วนคนอื่นไปหยิบอาวุธ พวกเราจะไปเจรจากับพวกเขาเดี๋ยวนี้”

   

   เมื่อพูดจบ หัวหน้าหมู่บ้านก็ชักมีดออกมาจากเอว แล้วเดินนำหน้าไปด้วยความโกรธเกรี้ยว

   

   แม่เฒ่าฉินรีบดึงตัวฉินเหล่าซื่อ บอกให้เขากลับบ้านไปหยิบมีดแล้วค่อยตามคนอื่นไป

   

   เมื่อเห็นชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลฉินเพิ่งกลับมา และเห็นหัวหน้าหมู่บ้านถือมีดทำหน้าตาขึงขัง เขาก็รีบกลับบ้านไปหยิบมีดทำครัวมาติดตามไปด้วยโดยไม่พูดอะไร

   

   แม้ว่าตระกูลหลี่เพิ่งจะมาตั้งรกรากอยู่ที่หมู่บ้านตระกูลฉินเมื่อสามสิบปีก่อน และไม่ได้นับว่าเป็นพื้นที่ดั้งเดิม แต่เมื่อเหยียบเข้ามาในหมู่บ้านตระกูลฉินแล้ว ก็ถือว่าเป็นคนของหมู่บ้านตระกูลฉิน การรังแกพวกเขาก็เท่ากับรังแกคนทั้งหมู่บ้านตระกูลฉิน

   

   เรื่องราวครั้งนี้ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับหมู่บ้านตระกูลฉิน

   

   เมื่อเกิดเรื่องใหญ่เช่นนี้ในหมู่บ้าน ทางหมู่บ้านจะต้องเรียกร้องความยุติธรรมกลับคืนมาอย่างแน่นอน มิฉะนั้นเราจะตกเป็นขี้ปากของคนนอกได้

   

   อีกทั้งหญิงสาวจากหมู่บ้านอื่นที่คิดจะแต่งงานเข้าตระกูล พวกนางคงต้องคิดให้ดีและตรวจสอบให้ละเอียดเสียก่อน

   

   เพราะหากแต่งงานเข้ามาในตระกูลที่อ่อนแอเช่นนี้ ต่อไปหากเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับตัวเอง ก็จะไม่มีใครคอยหนุนหลังให้

   

   แม้ว่าตระกูลหลี่จะไม่ใช่คนตระกูลฉิน และดูเหมือนจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลฉินเลย แต่ในความเป็นจริงแล้วนี่คือเรื่องสำคัญที่สุดของชายหนุ่มในหมู่บ้านตระกูลฉิน

   

   ลิ่งอวี่ลากน้องชายหลายคนตามชาวบ้านกลุ่มใหญ่ไปด้วย พวกเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของตระกูลฉิน ย่อมเป็นความหวังของตระกูลฉิน ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็ไม่อาจนิ่งดูดายได้

   

   และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ พวกเขาล้วนเป็นถงเซิง เมื่อเห็นกฎหมายการสอบขุนนางของแคว้นต้าหนิง ถงเซิงก็ได้รับสิทธิพิเศษเช่นเดียวกับซิ่วไฉ สามารถพบขุนนางได้โดยไม่ต้องคุกเข่า

   

   แม้ว่าชาวบ้านตระกูลฉินจะไม่สามารถต่อกรได้ แต่การมีถงเซิงเหล่านี้อยู่ ผู้คนจากหมู่บ้านต้าไฮว่ต้องคิดให้ดีก่อนที่จะลงมือกับหมู่บ้านตระกูลฉิน

   

   สือไห่ถังและสวี่ซิ่วอิงถือมีดทำครัวตามหลังมานานแล้ว

   

   เมื่อผู้คนจากตระกูลฉินออกจากหมู่บ้านกันไปหมดแล้ว แม่เฒ่าฉินก็อุ้มหนิวเอ๋อร์และจูงหงอวี่่ตามไปด้วยเช่นกัน

   

   แม้นางจะช่วยอะไรไม่ได้มาก แต่ก็ยังสามารถตะโกนให้กำลังใจอยู่ข้างๆได้

   

   แม้หงอวี่จะร่างกายผอมแห้ง แต่ความฉลาดและความละเอียดรอบคอบของเขาทำให้ผู้คนวางใจ แม่เฒ่าฉินจึงกำชับเขาว่า พอไปถึงหมู่บ้านต้าไฮว่ให้อุ้มเล่อเหนียงรออยู่ห่างๆจากฝูงชน เพื่อป้องกันไม่ให้เล่อเหนียงบาดเจ็บ

   

   หงอวี่พยักหน้า แม้แต่ตอนนี้ก็อยากจะอุ้มเล่อเหนียงแล้ว แต่แม่เฒ่าฉินเคาะจมูกเล็กๆของเขาเบาๆ

   

   ชาวบ้านจากหมู่บ้านตระกูลฉินมาถึงประตูหมู่บ้านต้าไฮว่ ลูกหลานตระกูลฉินจากทุกสารทิศก็มารออยู่ก่อนแล้ว

   

   แม้ว่าหมู่บ้านตระกูลฉินจะเล็ก แต่มีลูกหลานมากมาย หลายคนย้ายไปอยู่ในเมืองแล้ว แต่เมื่อใดที่คนในหมู่บ้านเกิดเรื่อง เพียงแค่เรียกพวกเขาหนึ่งครั้ง แม้จะอยู่ไกลแสนไกลก็จะรีบกลับมาสนับสนุน

   

   ขณะที่สมาชิกในตระกูลฉินยังมาไม่ครบ หน้าทางเข้าหมู่บ้านต้าไฮว่ก็มีลูกหลานตระกูลฉินรวมตัวกันเกือบร้อยคนแล้ว



บทที่ 119: การพบปะระหว่างสองตระกูล เล่อเหนียงดูการแสดงสด

   


   บรรดาลูกหลานตระกูลฉินต่างยืนเรียงราวสีหน้าเคร่งขรึมอยู่ด้านหน้า ปกติแล้วเมื่อเกิดเรื่องใหญ่เช่นนี้ ผู้ชายมักจะเป็นผู้ตัดสินใจ ส่วนผู้หญิงเพียงยืนสนับสนุนอยู่ด้านข้าง บ้างก็กระจายตัวเป็นกลุ่มเล็กๆรอบนอก พูดคุยกับหญิงที่สนิทสนมกันเบาๆ

   

   หงอวี่อุ้มเล่อเหนียงนั่งอยู่บนก้อนหินก้อนใหญ่ด้านหลัง มองดูบรรดาหญิงสาวที่กำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนานด้วยความอิจฉา

   

   ‘ข้าไม่เคยคิดมาก่อนว่า แคว้นต้าหนิงในปัจจุบันจะยังมีตระกูลที่สมัครสมานสามัคคีกันเช่นนี้ หากตระกูลของข้าสามัคคีกันเช่นนี้ได้คงจะดีไม่น้อย แต่หากเป็นเช่นนั้นจริง แม่ทัพหยางคงไม่ต้องตาย และข้าอาจจะได้ซุกกายออดอ้อนอยู่ในอ้อมกอดของท่านพ่อท่านแม่…’

   

   หงอวี่จมอยู่ในโลกของตัวเอง ไม่ทันสังเกตว่าตอนนี้เล่อเหนียงกำลังกะพริบตามองเขาอยู่

   

   เขาเป็นอะไรไปนะ หรือว่าจะตกใจกับภาพที่เห็นนี้ เล่อเหนียงกัดนิ้วมือพลางเอียงคอมองเขา สายตาเต็มไปด้วยความฉงนสนเท่ห์

   

   จวบจนปัจจุบัน นางยังไม่รู้เลยว่าความลับของมารดาคืออะไร วันนี้ดันเกิดเรื่องอีกแล้ว

   

   อยากจะให้นางเปิดกล่องสุ่มกันหรืออย่างไร!

   

   “แอ้!”

   

   เล่อเหนียงรู้สึกไม่สบายใจ ทุกคนในบ้านดูเหมือนจะมีความลับกัน มีแค่นางที่ไม่มี! ตอนนี้แม้แต่เรื่องที่นางขับถ่ายเวลาไหนในแต่ละวัน ท่านย่าก็รู้หมดแล้ว

   

   ครั้นได้ยินเสียงร้องของเล่อเหนียง หงอวี่ก็ได้สติกลับมา เขาเห็นความสงสัยในดวงตาของเล่อเหนียงชัดเจน แต่ก็ทำเพียงยิ้มให้นางเล็กน้อย ตั้งใจจะไขข้อข้องใจให้นาง

   

   เอ๋!

   

   คราวนี้เล่อเหนียงรู้สึกประหลาดใจ ปกติแค่จะผายลมตอนไหนล้วนต้องบอกนาง แต่ความลับใหญ่โตขนาดนี้ เขากลับอมพะนำไว้ได้ ทำให้เล่อเหนียงมองเขาด้วยสีหน้าบึ้งตึง ราวกับกำลังบอกว่านางไม่พอใจ

   

   หงอวี่จุมพิตหน้าผากของนางเบาๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเอ็นดู “เด็กดีของพี่ เรื่องนี้เจ้ารู้ไปก็ไม่เป็นประโยชน์ต่อเจ้าหรอก ทว่าหากเจ้าอยากรู้จริงๆ ก็มีเงื่อนไขอยู่ข้อหนึ่ง”

   

   หา?

   

   เล่อเหนียงเอียงหัว ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงรู้สึกว่าพี่เจ็ดของนางผู้นี้ นับตั้งแต่เกือบถูกคนลักพาตัวไปก็แทบจะเปลี่ยนเป็นคนละคน เขามักจะใจลอยอยู่บ่อยครั้ง หรือไม่ก็ชอบคุยกับนางมาก แม้ว่าสิ่งที่พูดจะเป็นเรื่องไม่สลักสำคัญอันใด

   

   หงอวี่อุ้มเล่อเหนียงนั่งบนพื้นพลางบีบแก้มนางเบาๆ และพูดอย่างเอ็นดู “เด็กดีของพี่ เจ้ามาเป็นภรรยาของพี่ดีหรือไม่”

   

   เล่อเหนียงรู้สึกราวกับถูกฟ้าผ่า ร่างทั้งร่างแข็งทื่ออยู่กับที่ มองหงอวี่ด้วยสายตางุนงง เดี๋ยวนะ เขากำลังพูดเรื่องอะไรกัน ให้นางเป็นภรรยาของเขาหรือ!?

   

   เล่อเหนียงที่ได้สติกลับมา กลอกตาใส่เขาจนเหลือแค่ตาขาว ตอนนี้เขาเพิ่งอายุเท่าไหร่เอง เจ็ดขวบเท่านั้น! ตัวยังโตไม่เต็มที่ก็คิดจะแต่งงานแล้ว!

   

   หงอวี่มองเล่อเหนียงอย่างเอ็นดู ครั้นเห็นสีหน้าของนางแล้วก็หัวเราะเบาๆ “หากเจ้าไม่คัดค้าน พี่ก็จะถือว่าเจ้าตกลงแล้วนะ”

   

   อีกด้านหนึ่ง

   

   สมาชิกตระกูลฉินบางคนมองดูพี่น้องของฉินลิ่งอวี่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ได้ยินมาว่าพวกเขาสอบผ่านถงเซิงตั้งแต่อยู่ชายแดน อีกทั้งครอบครัวนี้มีถงเซิง ตอนนี้ฉินเหล่าเอ้อร์ยังเป็นอาจารย์ในหมู่บ้าน คอยถ่ายทอดความรู้ให้แก่เด็กๆในหมู่บ้านอีกด้วย

   

   “เจ้าคือลิ่งอวี่ใช่หรือไม่ หน้าตาหล่อเหลาใช้ได้เลยทีเดียว”

   

   ชายวัยกลางคนท่าทางมั่งคั่งคนหนึ่งเดินเข้ามาหา พลางทักทายพวกเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

   

   ฉินลิ่งอวี่ไม่รู้จักพวกเขา เพียงแค่พยักหน้าตามมารยาทก็ถือว่าตอบคำถามของเขาแล้ว

   

   “นี่น่ะหรือถงเซิง ก็ไม่ได้มีจมูกหรือตามากกว่าพวกเราเสียหน่อย ไม่เห็นมีอะไรน่าภูมิใจตรงไหน”

   

   ชายหนุ่มคนหนึ่งสวมเสื้อสีขาวถือพัดอยู่ในมือเอ่ยปากอย่างประชดประชัน

   

   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ลิ่วเหวินก็ไม่พอใจ พูดโต้กลับไปทันที

   

   “เป็นถงเซิงมันก็ไม่ได้มีอะไรน่าภูมิใจหรอก เพียงแต่ตอนที่พวกข้าสอบครั้งก่อนเผลอเขียนผิดไปสองข้อจึงสอบผ่านมาได้ ย่อมรู้จักตัวอักษรน้อยกว่าท่านเป็นธรรมดา”

   

   หากพวกเขาอยากจะประชดประชัน พวกเราย่อมยอมได้ แต่ถ้าคิดจะแตะต้องพี่ชายของเขาน่ะ ไม่มีทาง!

   

   “เจ้ากำลังภูมิใจอะไรอยู่”

   

   ลิ่งเหวินยักไหล่พลางพูดอย่างใสซื่อ “ข้าไม่ได้ภูมิใจอะไรหรอก ความจริงก็เป็นเช่นนี้แหละ นานแล้วที่ไม่ได้สัมผัสรถม้า เอาละ ท่านซื้อคันหนึ่งแล้วพาพวกข้าไปเที่ยวเล่นสักครั้งได้หรือไม่”

   

   ชายผู้นั้นได้ยินคำพูดของลิ่งเหวินก็ถึงกับพูดไม่ออก

   

   จะเอาแบบนี้ใช่หรือไม่!

   

   เขาเพียงแค่พูดประโยคสองประโยคเท่านั้น เหตุใดต้องโจมตีกันเช่นนี้

   

   ครอบครัวของพวกเจ้ามีรถม้าแล้ววิเศษวิโสหรืออย่างไร ทำราวกับว่าบ้านคนอื่นเขาไม่มีอย่างนั้นแหละ แม้ว่าบ้านเขาจะไม่มีจริงๆก็เถอะ

   

   ชาวบ้านในหมู่บ้านต้าไฮว่เห็นผู้คนมากมายรวมตัวกันที่หน้าทางเข้าหมู่บ้าน ก็รีบวิ่งกระเซอะกระเซิงไปตามหัวหน้าหมู่บ้าน

   

   หัวหน้าหมู่บ้านต้าไฮว่รู้ตัวว่าตนเองทำผิด จึงไม่กล้าออกมาเผชิญหน้ากับความผิด ชาวบ้านคนนั้นจึงไปตามหลี่เจิ้ง

   

   หลี่เจิ้งเห็นคนจากตระกูลฉินยกโขยงมาล้อมหน้าทางเข้าหมู่บ้าน ในใจก็รู้สึกหวาดหวั่น ใบหน้าที่ฝืนยิ้มออกมานั้นดูน่าเวทนายิ่งกว่าร้องไห้เสียอีก

   

   ยามนี้เขาเพียงเอ่ยทักทาย

   

   เดิมหลี่เจิ้งไม่รู้ว่าชาวบ้านต้าไฮว่ทำเรื่องอะไรที่ทำให้คนโกรธแค้นขนาดนี้ ถึงขนาดทำให้คนทั้งตระกูลฉินมาปิดล้อมทางเข้าหมู่บ้าน

   

   ภายหลังเมื่อได้ยินจากปากชาวบ้านว่าเกิดเรื่องฆาตกรรม ดวงตาของเขาพลันพร่ามัวจนเกือบจะเป็นลมล้มลงไป

   

   ตระกูลฉินนั้นขึ้นชื่อเรื่องความสามัคคี อีกทั้งยังมีถงเซิงถึงแปดคน เขาคิดไม่ออกเลยว่าคนในหมู่บ้านนี้จะต้องโง่เขลาขนาดไหนถึงได้กล้าไปทำให้พวกเขาขุ่นเคือง

   

   “พี่ใหญ่ฉิน พวกเรามาพูดคุยกันดีๆ ไม่จำเป็นต้องใช้กำลังกันหรอก ใช่หรือไม่?"

   

   หัวหน้าหมู่บ้านตระกูลฉินแค่นเสียงเย็นชา “ข้าไม่มีอะไรจะเจรจากับเจ้า พวกเจ้าเห็นแก่ตัวปิดกั้นทางน้ำ แล้วยังทำให้หลี่ต้าขุยจากหมู่บ้านของพวกข้าต้องตาย วันนี้ข้ามาที่นี่ก็เพื่อเรียกร้องความยุติธรรม”

   

   ชาวบ้านต้าไฮว่คนหนึ่งที่มีนิสัยเลือดร้อน กระโจนออกมาตะโกนใส่ด้วยความโกรธ

   

   “เหลวไหล! หลี่ต้าขุยของหมู่บ้านพวกเจ้าเกิดเรื่องแล้วมันเกี่ยวอะไรกับพวกข้า เขาตกเหวไปเองต่างหาก”

   

   “ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเจ้าแอบปิดกั้นทางน้ำ เขาก็คงไม่ต้องมีปากมีเสียงกับพวกเจ้าและก็คงไม่ตกเหว ทุกอย่างนี้ล้วนเป็นความผิดของพวกเจ้าทั้งสิ้น ถ้าวันนี้พวกเจ้าไม่มีคำอธิบายให้พวกข้า พวกข้าก็จะอยู่ที่นี่ไม่ไปไหนทั้งนั้น!”

   

   หากใช้ความดุร้ายข่มขู่กัน ฉินฟู่หลินก็หาได้กลัวไม่ ก่อนหน้านี้ตอนที่ในป่ามีโจรภูเขา เขายังกล้าถือดาบวิ่งไล่ฟันพวกโจรภูเขาอยู่เลย และคนในตระกูลฉินไม่ใช่แค่มีคนมาก แต่พวกเขายังสามัคคีกันมาก ถ้าวันนี้ไม่ได้คำอธิบาย พวกเขาก็จะปิดล้อมทางเข้าหมู่บ้านจนกว่าจะเอาชีวิตพวกเขาไปด้วยได้

   

   “ตอนนี้เกิดภัยแล้งทั่วทุกพื้นที่ หมู่บ้านของพวกเจ้าช่างเห็นแก่ตัว กักน้ำจากทางต้นน้ำ เจ้าตั้งใจจะให้สองหมู่บ้านปลายน้ำอดตายใช่หรือไม่”

   

   สตรีผู้หนึ่งจากหมู่บ้านตระกูลฉินพุ่งออกมาด่าด้วยความโกรธ

   

   ฝ่ายหมู่บ้านต้าไฮว่ก็มีสตรีผู้หนึ่งแทรกออกมาปะทะริมฝีปากเช่นกัน

   

   ทั้งสองฝ่ายทะเลาะกันอย่างรุนแรง

   

   หงอวี่อุ้มเล่อเหนียงยืนดูความสนุกอยู่ด้านหลัง ไม่สิ พูดให้ถูกต้องคือเล่อเหนียงยืนดูอยู่ด้านหลังอย่างสนุกสนาน ครั้นเห็นฝ่ายเราได้เปรียบก็จะส่งเสียงอ้อแอ้ปรบมือด้วยความตื่นเต้น

   

   หงอวี่มองดูเล่อเหนียงที่ตื่นเต้นเกินเหตุด้วยสีหน้าจนปัญญา เขาคิดไม่ออกจริงๆ ว่าการทะเลาะกันมีอะไรน่าดู

   

   “พอเถอะ อย่าทะเลาะกันอีกเลย”

   

   เห็นทั้งสองฝ่ายกำลังจะลงไม้ลงมือ หลี่เจิ้งจึงต้องตะโกนเสียงดัง หนวดเคราแปดเส้นแทบจะรวมกันเป็นเส้นเดียวด้วยความโกรธ

   

   ทันใดนั้น ไม่รู้ว่าใครขว้างหินก้อนหนึ่งออกมาโดนหัวของเขาเข้าอย่างจัง บรรยากาศที่เดือดพล่านอยู่แล้วก็พลันลุกโชนขึ้นในทันใด



 บทที่ 120: ฉินลิ่งอวี่บาดเจ็บอีกครั้ง


   

   ไม่รู้ว่าใครเริ่มก่อน จากนั้นทั้งสองหมู่บ้านก็เริ่มต่อสู้กันอย่างดุเดือด

   

  “อ๊าก!”

   

   เดิมทีเล่อเหนียงรอดูความสนุกอยู่ด้านหลัง แต่ดูไปดูมาแล้วก็ยังไม่จุใจ จึงงอแงอยากจะไปข้างหน้าให้ได้

   

   หงอวี่ถูกรบเร้าจนไม่มีทางเลือก จึงต้องอุ้มนางเดินไปหาแม่เฒ่าฉิน ตอนนี้พวกเขาเพิ่งเดินมาถึงกลางวง ก็ถูกคนที่กรูมาจากข้างหลังเบียดจนตกไปข้างทาง เหตุการณ์นี้ทำให้เด็กน้อยทั้งสองตกใจมาก

   

   แม้หงอวี่จะใจเย็นและมั่นคง แต่เขาก็เป็นเด็กอายุเจ็ดขวบ เขาไม่เคยเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน เกือบจะร้องไห้เสียแล้ว เขากอดเล่อเหนียงแน่น พยายามทรงตัวให้มั่นคงท่ามกลางความโกลาหล

   

   หากบอกว่าไม่กลัวก็คงจะเป็นเรื่องโกหก เขาเงยหน้ามองไปรอบๆ เห็นแต่ผู้คนที่กำลังวิ่งกรูไปข้างนอก แยกไม่ออกว่าเป็นคนจากหมู่บ้านตระกูลฉินหรือหมู่บ้านต้าไฮว่ ทุกคนต่างชุลมุนต่อสู้กันวุ่นวาย

   

   กลับกลายเป็นว่าเล่อเหนียงค่อนข้างสงบนิ่ง นางใช้ทั้งมือและเท้าเกาะแน่นอยู่บนตัวของหงอวี่ ดวงตาของนางกวาดมองไปมาในฝูงชนที่วุ่นวายเพื่อหาร่างของคนในครอบครัว ขณะนั้นก็เห็นบิดาผู้กล้าหาญกำลังไล่ตามคนสองคนเพื่อซัดพวกเขาอยู่เพียงลำพัง

   

   อีกด้านหนึ่ง มารดาผู้อ่อนโยนและใจดีและป้าสะใภ้กำลังคร่อมหญิงอ้วนคนหนึ่งและจิกทึ้งนางอยู่ ส่วนหลิวซิ่วเถากำลังใช้ไม้ฟาดหญิงร่างผอมบางคนหนึ่ง ดูเหมือนว่าครอบครัวของนางจะเป็นฝ่ายชนะอย่างแน่นอน

   

   ในตอนนั้น หญิงคนหนึ่งจากหมู่บ้านต้าไฮว่เห็นหงอวี่และเล่อเหนียงกอดกันตัวสั่นงันงกอยู่ในฝูงชน ก็จ้องมองมาด้วยดวงตาแข็งกร้าวดุร้าย คว้าไม้พุ่งเข้ามาหาพวกเขา

   

   หงอวี่เห็นไม้กำลังจะฟาดลงบนตัวก็รีบกอดเล่อเหนียงและกลิ้งตัวไปมา หลบหลีกไม้นั้นได้อย่างหวุดหวิด ลิ่งหมิงเดิมทีก็เข้าร่วมในการต่อสู้ แต่เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นเห็นหงอวี่กอดเล่อเหนียงกลิ้งอยู่บนพื้น ก็ตกใจจนใบหน้าขาวซีด

   

   “น้องเจ็ด!”

   

   “น้องสาว!”

   

   เมื่อเห็นไม้กำลังจะฟาดลงบนตัวพวกเขา ลิ่งอวี่ที่ได้ยินเสียงโหวกเหวกของน้องชายก็วิ่งมาอย่างบ้าคลั่ง และกระโจนเข้าไปคุ้มครองพวกเขาไว้ใต้ร่าง

   

   ตามมาด้วยเสียงท่อนไม้ขนาดใหญ่เท่าแขนฟาดลงบนร่างของลิ่งอวี่

   

  “อ๊าก!”

   

   “พี่ใหญ่!”

   

   “ลิ่งอวี่!”

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นเหตุการณ์ตรงหน้าแล้วก็ตกใจอกสั่นขวัญแขวน นางถีบหญิงที่ขวางทางอยู่หน้าตนเองออกไป แล้วคลานไปหาพวกเขาอย่างทุลักทุเล

   

   ผู้คนในหมู่บ้านตระกูลฉินเห็นภาพตรงหน้าแล้วก็แทบเสียสติ ต่างพากันถีบคนจากหมู่บ้านต้าไฮว่ออกไป แล้ววิ่งไปทางฉินลิ่งอวี่

   

   เขาคือถงเซิงของหมู่บ้านพวกเขา เป็นความหวังของคนทั้งหมู่บ้าน ส่วนหัวหน้าหมู่บ้านเข่าอ่อนแทบทรุดลงกับพื้น เกือบจะสิ้นใจอยู่ตรงนั้น

   

   ภาพเมื่อครู่คืออะไรกัน เขาเห็นคนจากหมู่บ้านต้าไฮว่กล้าลงมือทำร้ายเด็กที่จะเป็นขุนนางในอนาคต ทั้งยังลงมือกับสมบัติล้ำค่าของหมู่บ้านตระกูลฉินอีก...

   

   “พี่ใหญ่ ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่”

   

   หงอวี่คิดว่าท่อนไม้ขนาดเท่าแขนนั้นจะฟาดลงมาบนตัวเขา จึงเตรียมตัวเตรียมใจแล้วว่าจะต้องนอนเดี้ยงอยู่บนเตียง แต่สิ่งที่เขาไม่คาดคิดคือ ในช่วงเวลาสำคัญ ฉินลิ่งอวี่กลับพุ่งเข้ามาปกป้องพวกเขาไว้ใต้ร่าง

   

   ฉินเยาเยาตกใจจนร้องไห้ ทั้งหมดเป็นความผิดของนาง หากไม่ใช่เพราะนางดื้อดึงจะดูเรื่องสนุก พี่ชายของนางก็คงไม่ต้องบาดเจ็บเพื่อปกป้องพวกนาง

   

   “เด็กดี อย่าร้องไห้เลยนะ ข้าไม่เป็นไร” ฉินลิ่งอวี่พยายามจะลุกขึ้นเพื่อปลอบโยนน้องชายและน้องสาวที่กำลังหวาดผวา

   

   แต่เมื่อเขาขยับตัว ความเจ็บปวดรวดร้าวก็แล่นขึ้นมาที่เอว คราวนี้ไม่เพียงแค่เล่อเหนียง ที่เคยเป็นแพทย์ทหารระดับสูงในชาติก่อนเท่านั้น แม้แต่หงอวี่ที่ไม่มีความรู้อะไรเลยยังล่วงรู้ได้ว่าฉินลิ่งอวี่ได้รับบาดเจ็บ

   

   “แง~~!”

   

   คราวนี้ไม่เพียงแค่เล่อเหนียงที่ร้องไห้ แม้แต่หงอวี่ก็ร้องไห้ตามไปด้วย สุดท้ายเขาก็เป็นเพียงเด็กอายุเจ็ดขวบ ท่ามกลางความวุ่ยวายเช่นนี้ เขาต้องข่มความกลัวไว้เพื่อไม่ให้เล่อเหนียงตกใจ แต่ตอนนี้เมื่อเห็นพี่ชายได้รับบาดเจ็บเพื่อปกป้องพวกเขา เขาก็รู้สึกทั้งละอายใจและหวาดกลัวกว่าสิ่งใด

   

   “ลิ่งอวี่ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ไม่มีอะไรใช่หรือไม่ ไม่ได้บาดเจ็บตรงไหนใช่หรือไม่”

   

   แม่เฒ่าฉินตะเกียกตะกายคลานเข้าไปหาพวกเขา เมื่อเห็นหลานชายคนโตคุกเข่าอยู่บนพื้น สีหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ก็อยากจะพยุงเขาขึ้นมา แต่เมื่อเห็นสีหน้าทุกข์ทรมานของเขาแล้วก็ไม่กล้าขยับร่างของเขาโดยพลการ กลัวจะไปทำให้บาดแผลของเขากระทบกระเทือน

   

   “ท่านย่า ข้าไม่เป็นไร ช่วยอุ้มน้องเจ็ดกับเล่อเหนียงขึ้นมาก่อนเถิดขอรับ”

   

   ฉินลิ่งอวี่นึกอยากจะขยับตัว แต่เพียงแค่ขยับเล็กน้อยก็ทำให้เขาเจ็บปวดจนเหงื่อเย็นผุดซึมออกมา

   

   ตอนนั้นฉินเหล่าเอ้อร์และคนอื่นๆก็วิ่งเข้ามา เมื่อเห็นหงอวี่และเล่อเหนียงที่อยู่ใต้ร่างของลิ่งอวี่ร้องไห้สะอึกสะอื้น เขาก็ยื่นมือออกไปจะพยุงลิ่งอวี่ขึ้นมา แต่ขณะเดียวกันนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น

   

   “อย่าขยับเขา!”

   

   ชายร่างท้วมที่ทักทายฉินลิ่งอวี่ก่อนหน้านี้วิ่งเข้ามาห้ามฉินเหล่าเอ้อร์ด้วยน้ำเสียงเร่งรีบ เขาย่อตัวลงใช้มือลูบเบาๆบริเวณเอวของฉินลิ่งอวี่ พลางถามฉินลิ่งอวี่เพื่อยืนยันตำแหน่งที่ได้รับบาดเจ็บ

   

   สุดท้ายก็ยืนยันได้ว่าตำแหน่งอยู่ที่เอวด้านหลัง

   

   “ดูจากสภาพแล้ว เป็นไปได้มากว่ากระดูกภายในอาจจะแตก ห้ามเคลื่อนย้ายเขาเด็ดขาด มิฉะนั้นอาจจะทำให้เกิดการบาดเจ็บซ้ำซ้อนได้”

   

   “แล้วตอนนี้จะทำอย่างไร จะปล่อยให้เขานอนคว่ำอยู่ที่นี่ตลอดไปหรือ” ฉินเหล่าเอ้อร์จับตัวเขาไว้แน่นพลางเอ่ยปากอย่างร้อนรน

   

   “หาคนที่แข็งแรงมาช่วยอุ้มเขากลับไปในท่านี้ ก่อนที่หมอจะมาถึง พยายามรักษาท่านี้ไว้ อย่าได้ขยับตัวเป็นอันเด็ดขาด!”

   

   “ข้าจะทำเอง!”

   

   ฉินเหล่าซื่อถอนหายใจเฮือกใหญ่ มือหนึ่งโอบไหล่ของฉินลิ่งอวี่ อีกมือรองก้นของเขา สองมืออุ้มเขาขึ้นมาอย่างมั่นคงแล้ววิ่งกลับบ้านอย่างรวดเร็ว

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ก็วิ่งตามกลับไปด้วย

   

   “ฮือ~!”

   

   ทันทีที่เล่อเหนียงถูกท่านย่าอุ้มเข้าอ้อมกอดอันคุ้นเคย นางก็โผเข้าซุกซอกคอผู้เป็นย่าและร้องไห้เสียงดัง มือไม้ชี้ไปยังทิศทางของบ้าน

   

   หงอวี่ก็ถูกสวี่ซิ่วอิงอุ้มไว้ในอ้อมกอดพลางปลอบโยนเบาๆ

   

   “ท่านย่า ท่านแม่ ข้าขอโทษขอรับ ทั้งหมดเป็นความผิดของข้า ข้าไม่สามารถปกป้องเล่อเหนียงได้”

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นสีหน้าสำนึกผิดของหงอวี่แล้วรู้สึกสงสารจับใจ นางใช้สองมือดึงหงอวี่เข้ามากอดไว้แล้วปลอบโยน

   

   “ไม่หรอก เสี่ยวชีปกป้องน้องสาวได้ยอดเยี่ยมที่สุดแล้ว”

   

   “ท่านย่า…”

   

   หงอวี่ได้ยินคำพูดของท่านย่าจึงโผเข้ากอดนางและร่ำไห้ออกมา โชคดีเหลือเกินที่เขาได้พบกับตระกูลฉินในยามที่ชีวิตมืดมนที่สุด ทุกคนในครอบครัวทั้งอ่อนโยนและทะนุถนอมเขา ไม่แม้แต่จะตำหนิเลยแม้ว่าเขาจะทำผิด

   

   “พี่ชุนหลาน พาเด็กๆกลับไปเถอะ เรื่องที่เหลือข้าจะจัดการเอง!”

   

   หัวหน้าหมู่บ้านมองดูเด็กทั้งสองที่ร่ำไห้ซบอยู่ในอ้อมอกของแม่เฒ่าฉินอย่างน่าสงสาร

   

   แม่เฒ่าฉินพยักหน้า แล้วอุ้มเล่อเหนียงพร้อมกับจูงหงอวี่กลับไป ถึงตอนนี้นางไม่มีใจจะสนใจเรื่องอื่นใดอีกแล้ว ตอนนี้ในใจนางเต็มไปด้วยความห่วงใยหลานๆของนางเท่านั้น

   

   ฉินเหล่าซานไล่ตามแม่เฒ่าฉินมาติดๆ เขายื่นมือไปอุ้มหงอวี่ขึ้นมาแล้วพากันมุ่งหน้ากลับบ้าน

   

   ทว่าสวี่ซิ่วอิงกลับไม่ได้เดินกลับไป นางทำหน้าเย็นชาพลางกวาดตามองไปรอบๆฝูงชน ด้วยความผูกพันของพี่สะใภ้น้องสะใภ้ที่มีต่อกันมานานหลายปี ทำให้สือไห่ถังเข้าใจความคิดของสวี่ซิ่วอิงทะลุปรุโปร่ง นางบอกให้หลิวซิ่วเถาพาเด็กกลับบ้านไปก่อน ส่วนตัวนางจะอยู่ที่นี่เพื่อช่วยสวี่ซิ่วอิงตามหาต่อไป

   

   จากการบอกเล่าของผู้คนรอบข้าง พวกเขาพบหญิงคนหนึ่งที่หลบมุมอยู่ในฝูงชน นางคว้าไม้ที่อยู่บนพื้นขึ้นมาแล้ววิ่งเข้าไปหาอีกฝ่ายทันที



จบตอน

Comments