บทที่ 121: ความหวาดกลัวของหมู่บ้านต้าไฮว่
เฉินฮั่นหลินแบกหลี่อันลงจากภูเขากลับมาอย่างคล่องแคล่วชำนาญ
“ข้าขอพูดไว้ตรงนี้เลยนะ คนหนุ่มอย่างพวกเจ้าไม่เคารพผู้อาวุโสและรักเด็กบ้างเลยหรือ พวกเจ้าเคารพข้าบ้างได้หรือไม่ ข้าน่ะแก่แล้วนะ พวกเจ้าแบกข้าไปแบกข้ามาทั้งวันแบบนี้ กระดูกแสนเปราะบางของข้าจะทนการรังแกของพวกเจ้าได้อย่างไร”
“ปล่อยให้ข้าลงเดินเองได้หรือไม่ ร่างกายของข้าจะแตกเป็นเสี่ยงๆแล้ว!”
เฉินฮั่นหลินไม่สนใจเสียงบ่นกระปอดกระแปดของหลี่อัน รีบแบกเขาเดินกลับไปอย่างรวดเร็วตามความต้องการของตนเอง
“หมอหลี่ ท่านอย่าขยับตัวไปมาจะได้หรือไม่ ท่านขยับขยุกขยิกแบบนี้ข้าแบกลำบาก ลิ่วอวี่ถูกคนใช้ไม้ตีที่เอว ตอนนี้บาดเจ็บจนขยับไม่ได้”
“ว่าอย่างไรนะ! ลิ่งอวี่บาดเจ็บหรือ!?”
หลี่อันตกใจสะบัดตัวอย่างแรงกระโดดลงจากบ่าของเฉินฮั่นหลิน จากนั้นใช้พลังภายในกระโดด หายลับไปจากสายตาของเฉินฮั่นหลินในพริบตา
เฉินฮั่นหลินมองดูคนที่หายไปตรงหน้าอย่างงุนงงครู่หนึ่ง ปากค่อยๆสถบคำหยาบออกมา
ไม่น่าเชื่อว่าตาแก่คนนี้จะรู้วรยุทธ์!
ก่อนหน้านี้ตอนพวกเขาอพยพหนีภัยพิบัติ ทุกครั้งที่เผชิญหน้ากับอันตราย ตาแก่บ้านี้มักจะซ่อนตัวอยู่ด้านหลังพวกเขาเพื่อขอให้พวกเขาคุ้มครอง พวกเขาคิดว่าตาแก่คนนี้ไม่มีความสามารถในการต่อสู้
แต่ตอนนี้เขารู้แล้วตาแก่คนนี้มีวรยุทธ์ และดูเหมือนว่าวิชาตัวเบานั้น อย่างน้อยก็ต้องฝึกมาตั้งแต่เด็กแน่ๆ
“เกิดอะไรขึ้น ไอ้สารเลวตัวไหนทำร้ายลิ่งอวี่ของข้า!” เสียงของหลี่อันมาถึงก่อนตัว
ตอนนั้นแม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆเพิ่งมาถึงหน้าบ้าน ครั้นได้ยินเสียงแล้วจึงมองไปรอบๆ แต่ก็ไม่พบใคร ขณะที่กำลังรู้สึกสงสัย หลี่อันก็กระโดดลงมาจากหลังคา
การกระทำครั้งนี้ทำให้แม่เฒ่าฉินเกือบจะโยนเล่อเหนียงในอ้อมแขนทิ้งด้วยความตกใจ
“หมอหลี่ เหตุใดท่านถึงกระโดดลงมากจากหลังคาเล่า”
“ข้าบินได้!”
หลี่อันตอบอย่างไม่ใส่ใจแล้วพุ่งเข้าไปในห้องของลิ่งอวี่
“หมอหลี่ ท่านช่วยดูลิ่งอวี่ทีเถอะ เขาเจ็บจนหน้าซีดเซียวไปหมดแล้ว”
หลี่อันเลิกเสื้อของฉินลิ่งอวี่ขึ้น เผยให้เห็นรอยแดงเป็นปื้นขนาดใหญ่บริเวณเอวด้านหลัง
ฉินลิ่งอวี่ผิวพรรณขาวผ่อง รอยบวมแดงที่เอวจึงดูน่ากลัวเป็นพิเศษเมื่อปรากฏบนผิวขาวซีด
“ลิ่งอวี่ อดทนหน่อยนะ ข้าต้องใช้มือคลำดูว่ากระดูกของเจ้าหักหรือไม่”
ฉินลิ่งอวี่พยักหน้าเบาๆ แต่อึดใจต่อมาเขาก็ร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดอย่างห้ามไม่อยู่
ฉินเยาเยารู้สึกเจ็บปวดใจเมื่อเห็นพี่ชายทุกข์ทรมาน ในฐานะแพทย์ นางเข้าใจดีว่ารอยบวมแดงที่เอวหมายถึงอะไร รอยบวมแดงขนาดใหญ่เช่นนี้ มีความเป็นไปได้สูงว่ากระดูกเอวของเขาอาจจะหัก ถ้าเป็นการหักที่รุนแรงอาจต้องผ่าตัด
แม้ชาติที่แล้วนางจะเป็นแพทย์มือหนึ่ง แต่ตอนนี้นางยังเด็กเกินไป แม้แต่ช้อนยังถือไม่มั่น ไม่ต้องพูดถึงจับมีดผ่าตัดเลย ตอนนี้ได้แต่ภาวนาให้เอวของพี่ใหญ่ไม่ไม่มีปัญหาร้ายแรง
“ดูเหมือนว่ากระดูกเอวจะร้าว ปัญหานี้ไม่ใหญ่มากแต่ก็ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ จำเป็นต้องให้เขาพักฟื้นให้ดี”
คำพูดของหลี่อันทำให้ฉินเยาเยาโล่งอก ดีแล้วที่อาการไม่ได้สาหัส ไม่เช่นนั้นนางก็ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว
เช่นเดียวกับแม่เฒ่าฉินและฉินเหล่าเอ้อร์ที่รู้สึกโล่งอกเช่นกัน มีเพียงฟ้าดินเท่านั้นที่รู้ว่าพวกเขาหวาดกลัวมากเพียงใด
หากเอวหักจริงๆแล้วอย่างนี้ ลิ่งอวี่จะใช้ชีวิตที่เหลือต่อจากนี้อย่างไร
โชคดีที่สวรรค์ยังคุ้มครองพวกเขาอยู่
บริเวณหน้าหมู่บ้านต้าไฮว่
การต่อสู้ระหว่างสองหมู่บ้านยังคงดำเนินต่อไป เพียงแต่ชาวบ้านจากหมู่บ้านตระกูลฉินกำลังขวางชาวบ้านต้าไฮว่ไม่ให้บุกเข้ามา
กลางฝูงชน สวี่ซิ่วอิงและสือไห่ถัง กำลังกดหญิงอ้วนคนหนึ่งลงกับพื้นและทุบตีอย่างไม่เกรงกลัว สวี่ซิ่วอิงคร่อมอยู่บนตัวหญิงอ้วนคนนั้น ใช้สองมือฟาดฟันใส่ร่างของนาง ไม่เหลือความอ่อนโยนดังเคย
“นางหญิงชั่วช้าสามานย์ ถ้าข้าไม่ตีเจ้าให้ตาย ก็อย่ามาเรียกข้าว่าสวี่ซิ่วอิง!”
สวี่ซิ่วอิงโกรธจนเสียสติไปแล้ว นางคิดแต่เพียงว่าหากไม้ท่อนใหญ่เท่าแขนนั้นฟาดลงบนร่างของเล่อเหนียง หงอวี่ หรือหัวของลิ่งอวี่จะเกิดอะไรขึ้น
หญิงอ้วนผู้นั้นก็ไม่ได้ยอมจำนน เพียงแต่ทุกครั้งที่นางขัดขืน ไม้ท่อนใหญ่เท่าแขนในมือของสือไห่ถังก็จะฟาดลงบนร่างของนาง แต่ถ้านางยอมอยู่นิ่งๆ ก็มีเพียงสวี่ซิ่วอิงคนเดียวที่จิกทึ้งร่างกายของนาง
“พวกเจ้าลงมือก่อน ข้าแค่ทำในสิ่งที่พวกเจ้าทำกับข้าเท่านั้น”
แม้หญิงอ้วนผู้นั้นจะไม่อาจขัดขืนได้ แต่ปากของนางก็ยังคงไม่ยอมอ่อนข้อ
“เลี้ยงลูกสาวไว้จะมีประโยชน์อะไร โตขึ้นมาก็เป็นเพียงของเล่นของผู้ชาย สู้ให้ข้าช่วยตีให้ตายเสียตั้งแต่ตอนนี้ยังดีกว่า”
สวี่ซิ่วอิงไม่อาจทนฟังคำพูดเช่นนี้ได้ เมื่อมือทั้งสองเหนื่อยล้าจากการทุบตี นางก็ถอดรองเท้าออกมาฟาดใส่หน้าของอีกฝ่ายไม่ยั้ง สือไห่ถังก็คอยใช้ไม้ตีนางอย่างเป็นระยะ ทั้งยังใช้เท้าเหยียบมือของนางอีกด้วย
ชาวบ้านหมู่บ้านต้าไฮว่ต่างโกรธแค้นอย่างเหลือแสนที่เห็นคนในหมู่บ้านของตนถูกรังแกเช่นนี้
ไม่เพียงแต่หมู่บ้านตระกูลฉินเท่านั้นที่ต้นตระกูลมาจากตระกูลฉิน แต่หมู่บ้านต้าไฮว่ของพวกเขาก็เช่นกัน เมื่อเห็นญาติพี่น้องถูกคนนอกรังแกเช่นนี้
พวกเขาอยากจะเข้าไปช่วยจริงๆ แต่พอพวกเขาขยับตัว ก็จะถูกชาวบ้านตระกูลฉินขวางเอาไว้ จึงได้แต่มองดูคนในหมู่บ้านตัวเองถูกกดลงกับพื้น และถูกรังแกโดยไม่สามารถทำอะไรได้
“รังแกกันเกินไปแล้ว พวกหน้าไม่อายรังแกผู้หญิง ถ้าเก่งจริงก็มาสู้กับพวกข้าสิ!”
ชายหนุ่มและผู้อาวุโสจากหมู่บ้านต้าไฮว่ตะโกนยั่วยุ
“พวกเจ้าปล่อยข้า ข้าจะไปฟ้องท่านนายอำเภอ!”
ชาวบ้านตระกูลฉินไม่ยอมให้ใครมายุ่งเรื่องนี้เด็ดขาด พวกเขาขวางคนที่คิดจะเข้าไปช่วยไว้ไม่ให้เข้าใกล้สวี่ซิ่วอิงแม้แต่ก้าวเดียว
ล้อเล่นหรืออย่างไร หญิงผู้นั้นตีถงเซิงของหมู่บ้านตระกูลฉิน เขาเป็นว่าที่ซิ่วไฉในอนาคต หากไม่ตีนางให้ตายก็ยังไม่สาแก่ใจ
“ถ้ามีความสามารถก็ไปสิ พวกข้าชาวบ้านตระกูลฉินไม่กลัวหรอก นางกล้าทำร้ายเด็กที่อายุยังไม่ถึงขวบ ต่อให้ถูกครอบครัวของพวกเขาตีตายก็สมควรแล้ว”
“ใช่ๆๆ ถูกต้อง แต่เดิมก็เป็นคนของหมู่บ้านต้าไฮว่ของพวกเจ้าที่ทำให้คนของหมู่บ้านข้าต้องตาย ตอนนี้ยังทำตัวโหดเหี้ยมถึงขนาดทำร้ายทารกอายุเพียงไม่กี่เดือน ต่อให้ฟ้องไปถึงท่านนายอำเภอ พวกข้าก็เป็นฝ่ายถูกอยู่วันยังค่ำ”
ชาวบ้านหมู่บ้านต้าไฮว่โกรธจนแทบจะกระอักเลือด แต่ถึงกระนั้นก็ทำอะไรไม่ได้ สิ่งที่ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลฉินกล่าวมาล้วนมีเหตุผล
เรื่องนี้พวกเขาเป็นฝ่ายผิด แต่จะให้มองดูญาติพี่น้องของพวกเขาถูกตีจนสิ้นลมต่อหน้าต่อตา พวกเขาก็ทำไม่ได้
“พี่ใหญ่ฉิน จะเป็นไปได้หรือไม่หากจะให้ทุกคนถอยคนละก้าว พวกเราล้วนดื่มน้ำจากแม่น้ำสายเดียวกัน เราเป็นครอบครัวเดียวกันไม่ใช่หรือ”
หลี่เจิ้งพลันได้สติกลับมา มองดูชาวบ้านที่กำลังคึกคะนอง เขาจึงต้องฝืนใจเดินหน้าไปเจรจากับฉินฟู่หลิน
ไม่เอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมาเสียยังจะดีกว่า พอพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ฉินฟู่หลินก็ตวัดตามองเขาอย่างเกรี้ยวกราด พร้อมทั้งชี้หน้าด่าเขาอย่างไม่ไว้หน้า
“พวกเจ้ามีหน้ามาพูดกับข้าว่าให้ถอยคนละก้าวได้อย่างไร ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเจ้าแอบกั้นต้นน้ำไว้ หลี่ต้าขุยก็คงไม่โกรธจนต้องมาเจรจากับพวกเจ้า เขาก็คงไม่ต้องตายเพราะเรื่องนี้”
“อีกทั้งพวกเจ้ายังทำร้ายลิ่งอวี่จนได้รับบาดเจ็บ เขาเป็นถึงถงเซิงของหมู่บ้านเรา พวกเจ้าทำร้ายเขา ถ้าทางการลงโทษพวกเจ้า พวกเจ้ารับผิดชอบไหวหรือ”
คำพูดของฉินฟู่หลินเหมือนระเบิดที่ปาลงท่ามกลางฝูงชนที่กำลังเดือดพล่าน
ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลฉินไม่ได้รู้สึกอะไรกับคำพูดนี้ แต่ชาวบ้านหมู่บ้านต้าไฮว่กลับรู้สึกร้อนรนขึ้นมา
พวกเขาลืมไปว่าหมู่บ้านตระกูลฉินมีถงเซิงถึงเก้าคน และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือถงเซิงที่เป็นความหวังของหมู่บ้านถูกคนในหมู่บ้านของพวกเขาทำร้าย
เมื่อตระหนักถึงจุดนี้ได้ คนทั้งหมู่บ้านต้าไฮว่ต่างก็มีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
บทที่ 122: เผชิญหน้ากันในศาล
“เรื่องนี้ไม่อาจโทษพวกข้าได้ พวกข้าไม่ได้ทำร้ายลูกของเจ้า ทั้งหมดเป็นฝีมือของแม่เฒ่าจาง”
“ใช่ๆๆ อีกอย่างคนที่ทะเลาะกับหลี่ต้าขุยของพวกเจ้าก็คือพวกเขา เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับข้าเลยสักนิด”
“ถูกต้อง ถ้าจะจับก็จับนางไปคนเดียว อย่าได้ลากพวกข้าเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย”
ชาวบ้านหมู่บ้านต้าไฮว่ต่างพากันปฏิเสธว่าตนเองไม่เกี่ยวข้อง เรื่องนี้ไม่อาจโทษพวกเขาว่าเห็นแก่ตัวได้ หากจะโทษก็ต้องโทษแม่เฒ่าจางที่เลือกคนทำร้ายได้เก่งเกินไป
เมื่อครู่ตอนที่เกิดเหตุชุลมุน พวกเขาลงมือกับพวกผู้หญิง ส่วนเด็กๆนั้นพวกเขาไม่ได้แตะต้องแม้แต่ปลายเส้นผม
ฉินฟู่หลินหัวเราะเยาะ “ตอนนี้เกิดเรื่องขึ้นมาแล้วก็อยากจะปัดความรับผิดชอบหรือ ตอนที่พวกเจ้ากั้นน้ำก็พากันเงียบกริบ พวกเจ้าเคยคิดถึงชาวบ้านสองหมู่บ้านทางปลายน้ำบ้างหรือไม่ แต่พอเกิดเรื่องขึ้นมาก็อยากจะปัดความรับผิดชอบ”
“ข้าจะบอกให้พวกเจ้ารู้ไว้ เรื่องนี้ไม่จบง่ายๆแน่”
เขาสั่งให้บุตรชายอย่างฉินต้าเหว่ยไปแจ้งทางการในอำเภอ เพื่อขอให้นายอำเภอช่วยตัดสินความให้พวกเขาด้วย
ฉินต้าเหว่ยตอบรับคำบิดาแล้วหันหลังวิ่งออกไป
เมื่อชาวบ้านหมู่บ้านต้าไฮว่ได้ยินว่าฉินฟู่หลินจะแจ้งทางการ ก็ตกใจรีบเอ่ยปากขอร้องกันวุ่นวาย
……
“สถานการณ์ของเจ้าตอนนี้ เกรงว่าจะทำให้การเรียนล่าช้าเสียแล้ว” หลี่อันกล่าวพลางปักเข็มลงที่เอวของเขาไปพลาง
“ผู้ใหญ่ทะเลาะกัน พวกเจ้าเข้าไปยุ่งอะไรด้วย!”
ฉินลิ่งอวี่นอนคว่ำบนเตียง ลูบจมูกด้วยท่าทางรู้สึกผิดอยู่บ้าง เขารู้ดีว่าเรื่องนี้ต้องทำให้การเรียนล่าช้า แต่เขาก็มีเหตุผลที่ต้องทำเช่นนั้น หวังว่าอาจารย์และอาจารย์ใหญ่จะไม่ตำหนิเขา
เขาก็ไม่ได้อยากบาดเจ็บจนต้องนอนบนเตียงถึงสองครั้งติดกันสักหน่อย
“เรียบร้อยแล้ว เข็มนี้ต้องปักวันละสองครั้งจึงจะฟื้นตัวได้เร็ว เจ้าอย่าเพิ่งขยับนะ ขยับทีเดียวก็เสียแรงเปล่า ถึงตอนนั้นเอวพังจริงๆ เจ้าก็ต้องนอนบนเตียงไปชั่วชีวิตแล้ว”
ฉินลิ่งอวี่ฝืนพยักหน้าตอบรับ ผ่านไปครู่หนึ่งก็ทนไม่ไหวผล็อยหลับไป
แม่เฒ่าฉินเห็นหลานชายหลับไปแล้ว เดิมทีตั้งใจจะอุ้มเล่อเหนียงออกไปเพื่อให้หลานชายได้พักผ่อน แต่เด็กน้อยก็ดื้อดึงอยากอยู่เป็นเพื่อนพี่ชาย
แม่เฒ่าฉินเห็นหลานสาวเป็นห่วงหลานชายก็ปฏิเสธไม่ลง ประจวบเหมาะกับถึงเวลานอนกลางวันของเล่อเหนียงแล้ว จึงถือโอกาสกล่อมเล่อเหนียงให้นอนกลางวันบนเตียงของฉินลิ่งอวี่
ฉินเยาเยาไม่ยอมออกไป หงอวี่ก็ดื้อดึงจะอยู่ด้วยเช่นกัน เขาถอดรองเท้าแล้วนอนลงข้างฉินลิ่งอวี่ อาจเพราะความกลัว หรืออาจเพราะร้องไห้จนเหนื่อย ทั้งฉินเยาเยาและหงอวี่ก็หลับไปอย่างรวดเร็ว
แม่เฒ่าฉินเห็นหลานสาวหลับสนิทแล้ว จึงค่อยๆย่องลงจากเตียงเตาอย่างแผ่วเบา นางตั้งใจจะไปดูข้างนอกสักหน่อย ลูกสะใภ้ทั้งสองออกไปนานแล้วยังไม่กลับมา นางรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง
พอก้าวออกจากประตูก็ถูกเจ้าหน้าที่ทางการสองคนขวางเอาไว้
“ขออภัย ที่นี่คือบ้านของฉินไห่โจวใช่หรือไม่”
แม่เฒ่าฉินชะงักไปครู่หนึ่ง มองเจ้าหน้าที่ทางการทั้งสองด้วยความสงสัยแล้วเอ่ยปาก
“พวกท่านคือ?”
เจ้าหน้าที่ทางการกล่าวว่า “พวกข้าคือเจ้าหน้าที่ของศาลาว่าการอำเภอชิงเหอ ได้รับคำสั่งจากท่านนายอำเภอให้มาตรวจดูอาการบาดเจ็บของฉินลิ่งอวี่”
เรื่องนี้ทำให้แม่เฒ่าฉินยิ่งสับสนมากขึ้น นายอำเภอรู้ได้อย่างไรว่าหลานชายคนโตของนางได้รับบาดเจ็บ
“ข้าคือแม่ของฉินไห่โจว ขอถามท่านทั้งสองว่ารู้เรื่องที่หลานชายของข้าได้รับบาดเจ็บได้อย่างไรเจ้าคะ”
เมื่อเจ้าหน้าที่ทั้งสองได้ยินแม่เฒ่าตรงหน้าแนะนำตัว พวกเขาก็รีบผสานมือคำนับและกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงความเคารพโดยไม่รู้ตัว
“ท่านผู้อาวุโส หัวหน้าหมู่บ้านฉินฟู่หลินจากหมู่บ้านตระกูลฉินหามศพของหลี่ต้าขุยมาร้องทุกข์ที่ศาลาว่าการ กล่าวหาว่าชาวบ้านจากหมู่บ้านต้าไฮว่ทำให้หลี่ต้าขุยเสียชีวิต และยังทำร้ายร่างกายฉินลิ่งอวี่ ท่านนายอำเภอจึงสั่งให้พวกข้ามาตรวจดูอาการบาดเจ็บของฉินลิ่งอวี่”
เมื่อแม่เฒ่าฉินได้ยินเช่นนั้นจึงวางใจและพาเจ้าหน้าที่ทั้งสองไปยังห้องของฉินลิ่งอวี่
เมื่อทั้งสองเข้ามาในห้องก็เห็นเด็กน้อยสองคนที่ดูเหมือนงดงามราวกับตุ๊กตาในภาพวาดปีใหม่ นอนอยู่ข้างๆ เด็กที่โตกว่าเล็กน้อย เด็กน้อยสองคนกอดแขนเด็กชายที่โตกว่าคนละข้าง นอนหลับตาพริ้มน้ำลายไหลยืด
แม่เฒ่าฉินไม่จำเป็นต้องอธิบาย เจ้าหน้าที่ทั้งสองก็สามารถมองเห็นได้ทันทีว่าใครคือเด็กที่ได้รับบาดเจ็บ เพราะการนอนคว่ำนั้นดูผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด
เจ้าหน้าที่ทั้งสองค่อยๆเดินเข้าไปใกล้ และเปิดผ้าห่มที่คลุมร่างของเขาออกเบาๆ
รอยแดงช้ำบนเอวนั้นทำให้เจ้าหน้าที่ทั้งสองสบตากัน ไม่จำเป็นต้องให้แม่เฒ่าฉินพูดมาก พวกเขาก็รู้แล้วว่าสิ่งที่ฉินฟู่หลินพูดนั้นเป็นความจริง
“ท่านผู้อาวุโส ข้าเข้าใจสถานการณ์คร่าวๆแล้ว พวกข้าจะกลับไปรายงานต่อท่านนายอำเภอเดี๋ยวนี้ ขอให้ท่านอยู่ที่นี่ก่อน!”
แม่เฒ่าฉินรีบหยิบผิงกั่วกับสาลี่มาสองสามลูก ทั้งยังหยิบเงินหยวนเป่าสองก้อนยัดใส่มือพวกเขา
เจ้าหน้าที่ทั้งสองแกล้งทำเป็นปฏิเสธครู่หนึ่งก่อนจะรับเอาไว้
…...…
อีกด้านหนึ่ง
นายอำเภอนวดขมับพลางมองฉินฟู่หลินกับหัวหน้าหมู่บ้านต้าไฮว่ที่ชื่อหยางโหย่วฟู่ ซึ่งกำลังโต้เถียงกันไม่หยุดด้วยสีหน้าจนปัญญา
นายอำเภอผู้นี้หรือไป๋เช่ออวิ๋นเป็นจอหงวนในการสอบขุนนางครั้งที่แล้ว
หลังจากเขาสอบได้ตำแหน่งจอหงวนก็ถูกส่งมาประจำการที่นี่ โชคดีที่อำเภอชิงเหอนี้สงบสุขกว่าอำเภออื่นมากนัก สิ่งที่ทำให้เขาปวดหัวที่สุดตั้งแต่มาที่นี่คือการเผชิญหน้ากับคำทักทายอย่างสนิทสนมจากลุงป้าน้าอาทั้งหลายพร้อมกับแนะนำลูกสาว หลานชาย หรือหลานสาวของพวกเขาไปด้วย
ตั้งแต่เขาเข้ารับตำแหน่งมาก็ไม่เคยได้ยินเสียงกลองร้องทุกข์ที่หน้าประตูศาลาว่าการเลยสักครั้ง เมื่อครู่ที่ได้ยินเสียงคนตีกลองร้องทุกข์ เขาถึงกับตื่นเต้นมาก
ในที่สุดก็มีคดีให้พิจารณาเสียที…
แต่เมื่อเห็นฉินฟู่หลินและคนอื่นๆ หามร่างไร้วิญญาณร่างหนึ่งเข้ามา หัวคิ้วของเขาก็กระตุกด้วยความไม่สบายใจ ไม่ได้มีคดีมานานแล้ว พอมีก็เป็นคดีใหญ่เสียอย่างนั้น
การหามศพมาร้องทุกข์ ไม่รู้ว่าจะได้ผลจริงหรือไม่
“ผู้ใดอยู่ในศาลนี้ รายงานชื่อและความอยุติธรรมที่ได้รับมาโดยเร็ว”
นายอำเภอไป๋เคาะโต๊ะพิจารณาคดีหนึ่งที พลางเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ใต้เท้าผู้ทรงความยุติธรรม ข้าน้อยฉินฟู่หลินเป็นหัวหน้าหมู่บ้านตระกูลฉิน ขอร้องท่านโปรดช่วยเหลือพวกเราด้วย”
ฉินฟู่หลินคุกเข่าลงกับพื้น ร่ำไห้พลางกล่าวประณามการกระทำของหมู่บ้านต้าไฮว่
“ท่านใต้เท้า ขอท่านช่วยตัดสินให้พวกเราด้วยเถิด พวกหมู่บ้านต้าไฮว่รังแกผู้อื่นเกินไปแล้ว”
จากนั้นฉินฟู่หลินก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้นายอำเภอไป๋ฟังอย่างละเอียด
นายอำเภอไป๋นั้นเดิมทีได้ยินว่าชาวบ้านหมู่บ้านต้าไฮว่เห็นแก่ตัว ไม่สนใจชีวิตของคนอื่นที่อาศัยอยู่ปลายน้ำ กักน้ำไว้ใช้เองทั้งหมดก็รู้สึกโกรธเคืองยิ่งนัก
ตอนนี้ไม่ว่าผู้ใดก็มองออกว่าภัยแล้งกำลังมาเยือน คนพวกนี้กลับเห็นแก่ตัวถึงเพียงนี้ เพราะหมู่บ้านของตนอยู่ต้นน้ำจึงกักน้ำไว้ใช้เสียเองด้วยความเห็นแก่ตัว
อีกทั้งยังได้ยินว่าชาวบ้านของพวกเขาทำร้ายถงเซิงของหมู่บ้านตระกูลฉินก็รู้สึกเจ็บปวดใจยิ่งนัก รีบส่งเจ้าหน้าที่สองคนไปตรวจสอบสถานการณ์ที่หมู่บ้านตระกูลฉินทันที
การที่ตระกูลยากจนส่งลูกเรียนหนังสือไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่สอบเป็นถงเซิงได้แล้ว ความหวังทั้งหมดของครอบครัวและหมู่บ้านล้วนอยู่บนบ่าของเขา
เขาเองก็มาจากตระกูลยากจน เข้าใจดีกว่าใครว่าครอบครัวชาวนาหนึ่งครอบครัวต้องเสียสละมากเพียงใดเพื่อส่งลูกเรียนหนังสือ บางคนถึงกับต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจของคนสองหรือสามรุ่นเลยทีเดียว
“ท่านใต้เท้า พวกข้าหมู่บ้านต้าไฮว่ถูกใส่ร้ายนะขอรับ หลี่ต้าขุยผู้นั้นไม่ระวังตกเหวไปเองต่างหาก เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพวกข้าเลยขอรับ”
หัวหน้าหมู่บ้านต้าไฮว่ หยางโหย่วฟู่รีบคุกเข่าลงกับพื้นร้องไห้คร่ำครวญว่าถูกใส่ร้าย
หัวหน้าหมู่บ้านทั้งสองต่างพูดกันคนละอย่าง ผู้คนที่มาชุมนุมกันอยู่นอกศาลาว่าการต่างวิพากษ์วิจารณ์กันเสียงดังอื้ออึง
บทที่ 123: ทำให้หงอวี่ตกตะลึง
“ใต้เท้า พวกเรากลับมาแล้วขอรับ”
ในขณะที่นายอำเภอไป๋กำลังปวดเศียรเวียนเกล้า เจ้าหน้าที่สองคนที่ถูกส่งไปสืบข่าวก็กลับมาแล้ว
“พวกเจ้ากลับมาแล้วหรือ เร็วเข้า ไปตีกลองเดินรอบนอกสักรอบ ข้าจะตัดสินคดีแล้ว อนุญาตให้พวกเขามาดูได้”
ด้านนอกมีผู้คนมาชุมนุมดูเรื่องสนุกกันเนืองแน่น นายอำเภอไป๋หยิบไม้ปลุกสติ*[1]ขึ้นมา แล้วเคาะลงบนโต๊ะอย่างแรง เสียงอันน่าเกรงขามดังขึ้นภายในศาลาว่าการ ทำให้ผู้คนต่างรู้สึกหวาดกลัว
“ทุกคนเงียบ!”
ไป๋เช่ออวิ๋นหันไปมองเจ้าหน้าที่สองคนที่ถูกส่งไปสืบข่าว “พวกเจ้าจงรายงานข่าวที่สืบมาอย่างละเอียด ห้ามบิดเบือนแม้แต่น้อย”
เจ้าหน้าที่ทั้งสองประสานมือโค้งคำนับแล้วเริ่มรายงานสถานการณ์ในหมู่บ้านตระกูลฉินให้ทุกคนฟัง
“ท่านใต้เท้า ข้าน้อยได้ไปตรวจสอบมาแล้ว ฉินลิ่งอวี่จากหมู่บ้านตระกูลฉินบาดเจ็บสาหัสนอนอยู่บนเตียงจริงๆ ส่วนที่ได้รับบาดเจ็บคือช่วงเอวด้านหลัง”
เมื่อคำพูดของเจ้าหน้าที่ทางการทั้งสองคนจบลง เสียงกระซิบกระซาบก็ดังขึ้นจากด้านนอกโรงศาล
“สวรรค์! หมู่บ้านต้าไฮว่ช่างกล้าหาญยิ่งนัก พวกเขาถึงกับกล้าลงมือกับถงเซิง”
“ใช่แล้ว ทำร้ายคนหนึ่งแล้วยังมีหน้ามาร้องทุกข์อีกหรือ”
หัวหน้าหมู่บ้านต้าไฮว่ได้ยินเสียงกระซิบกระซาบจากด้านหลังก็โมโหขึ้นมาทันที
“ไม่ใช่ว่าพวกข้าตั้งใจทำร้ายเขาเสียหน่อย เป็นเขาที่กระโจนเข้ามาให้โดนตีเองต่างหาก”
“หากลิ่งอวี่ไม่กระโจนเข้ามา ตอนนี้คนที่นอนอยู่บนเตียงก็คงเป็นลูกสาวและลูกชายของข้า” น้ำเสียงโกรธเกรี้ยวดังขึ้นมาจากนอกศาล ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ต่างแหวกทางให้นางอย่างพร้อมเพรียง
“เจ้าคือผู้ใด เกี่ยวข้องอะไรกับคดีนี้”
สวี่ซิ่วอิงและสือไห่ถังเดินเข้ามาในศาลพร้อมกัน แล้วคุกเข่าลงข้างหัวหน้าหมู่บ้านต้าไฮว่
“เรียนท่านนายอำเภอ ข้าน้อยคืออาสะใภ้สี่ของฉินลิ่งอวี่ สวี่ซิ่วอิงเจ้าค่ะ”
สวี่ซิ่วอิงอธิบายตัวตนของนางอย่างง่ายๆ
เดิมทีหัวหน้าหมู่บ้านห้ามไม่ให้พวกนางมาที่ศาล เพราะในความคิดของเขา การติดต่อกับทางการนั้นควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกบุรุษ ส่วนสตรีควรอยู่เบื้องหลังและรอคอยผลลัพธ์อย่างมีความสุข
“ท่านใต้เท้าผู้ทรงความยุติธรรม เป็นหญิงผู้นี้ที่ทำร้ายป้าของข้าจนเป็นเช่นนี้” ชายร่างท้วมผู้หนึ่งชี้ไปที่สวี่ซิ่วอิงพลางตะโกนออกมา
“ข้าไม่ได้ตีนางจนตายนั่นก็นับว่าปรานีแล้ว หากเจ้าพูดมากกว่านี้ ข้าจะตีนางให้ตายตกเสีย”
คำพูดนี้ของสวี่ซิ่วอิงเท่ากับยอมรับว่านางทำร้ายหญิงคนนั้นจากหมู่บ้านต้าไฮว่จริง
จากนั้นนางก็อธิบายต่อนายอำเภอถึงเหตุผลที่นางทำร้ายหญิงผู้นั้น
เมื่อสวี่ซิ่วอิงพูดจบ ทั้งด้านในและด้านนอกศาลต่างก็มีเสียงด่าทอดังขึ้นพร้อมกัน
“สวรรค์! หญิงผู้นี้ช่างโหดร้ายนัก ถึงขั้นลงมือกับเด็กอายุเพียงไม่กี่เดือน”
“นางยังมีหน้ามาร้องทุกข์อีกหรือ หากเป็นข้า ข้าจะใช้มีดเฉือนเนื้อของนางออกเป็นชิ้นๆ จึงจะสาสม”
“เฮ้อ ท่านป้า ข้าได้ยินว่าหลานสาวของท่านจะแต่งเข้าหมู่บ้านต้าไฮว่ คราวนี้ดูเหมือนต้องพิจารณาให้ดี เพราะคนในหมู่บ้านนี้ดูไม่ค่อยน่าคบหาเสียเท่าไหร่”
แม่เฒ่าที่กำลังรับชมความสนุกอยู่นั้น เมื่อได้ยินคำพูดนี้ก็นึกขึ้นได้ว่าหลานสาวของนางกำลังจะออกเรือนไปยังหมู่บ้านต้าไฮว่ คราวนี้นางไม่สนใจความสนุกสนานอีกต่อไป รีบวิ่งกลับบ้านอย่างรวดเร็ว
เมื่อได้ฟังคำพูดของสวี่ซิ่วอิงแล้ว นายอำเภอไป๋ก็ตัดสินใจอย่างแน่วแน่
เขาหยิบไม้ปลุกสติขึ้นมาเคาะหนึ่งครั้งแล้วกล่าวว่า “ข้าเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว บัดนี้ขอตัดสินดังนี้”
“ชาวบ้านหมู่บ้านต้าไฮว่ได้กักน้ำทางต้นน้ำโดยพลการ ไม่คำนึงถึงชีวิตของชาวบ้านสองหมู่บ้านทางปลายน้ำ ยังทำให้หลี่ต้าขุยจากหมู่บ้านตระกูลฉินเสียชีวิต ข้าตัดสินให้ชาวบ้านหมู่บ้านต้าไฮว่ชดใช้เงินห้าสิบตำลึงแก่ครอบครัวของหลี่ต้าขุยเพื่อเป็นค่าทำศพ”
“จางฉุยฮวาจากหมู่บ้านต้าไฮว่ทำร้ายร่างกายฉินลิ่งอวี่ผู้เป็นถงเซิง ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่จางฉุยฮวาก็ถูกญาติของอีกฝ่ายทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสเช่นกัน บัดนี้ข้าตัดสินให้ทั้งสองฝ่ายถือว่าเลิกแล้วต่อกัน!”
“รับทราบขอรับ!”
หัวหน้าหมู่บ้านต้าไฮว่และหมู่บ้านตระกูลฉินรู้สึกไม่พอใจ แต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งของนายอำเภอ จึงได้แต่รับคำสั่งและเอ่ยขอบคุณ
แม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียง เดินวนไปมาอยู่หน้าประตูหลายรอบ บัดนี้ท้องฟ้าใกล้จะมืดแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นลูกชายทั้งสองและลูกสะใภ้กลับมา
“ท่านป้า กินข้าวก่อนเถิดเจ้าค่ะ พวกพี่สะใภ้คงอยู่ระหว่างทางแล้ว มีหัวหน้าหมู่บ้านและพี่น้องในหมู่บ้านเราเดินทางมาด้วยกัน พวกเขาไม่เป็นอะไรแน่นอนเจ้าค่ะ”
ขณะที่กำลังพูดอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าดังมาจากทางเข้าหมู่บ้าน
ไม่นานนักพวกสวี่ซิ่วอิงก็กลับมา เมื่อแม่เฒ่าฉินได้ยินคำตัดสินของนายอำเภอ นางก็โกรธจนแทบระงับอารมณ์ไม่อยู่
อะไรกันเล่า
เลิกแล้วต่อกันงั้นหรือ
หลานชายคนโตของนางได้รับบาดเจ็บ หากรักษาไม่หาย ชีวิตทั้งชีวิตก็จบสิ้นแล้ว
เขาเป็นขุนนางประเภทไหนกัน
แม่เฒ่าฉินตำหนิอย่างโกรธเคือง โดยไม่ทันสังเกตเลยว่าหลี่อันที่กำลังกินข้าวอยู่ข้างๆนั้น การกินของเขาช้าลง แววตาดุดันขึ้นเรื่อยๆ
กลางดึกสงัด มีเงาร่างหนึ่งเคลื่อนตัวไปยังปากทางเข้าหมู่บ้านตระกูลฉิน
เช้าวันรุ่งขึ้น ชาวบ้านที่ไปตลาดในอำเภอก็นำเรื่องสนุกมากมาเล่าให้คนในหมู่บ้านฟังว่า ไม่รู้ว่านายอำเภอทำอะไรมาจึงเกิดอาการท้องเสียอย่างรุนแรง กลางดึกจึงลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำ และไม่ทันระวังจนตกลงไปในส้วม เขาแช่อยู่ในบ่อส้วมทั้งคืน ได้ยินมาจากเจ้าหน้าที่ทางการว่ากลิ่นเหม็นลอยคละคลุ้งไปทั่ว
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือพืชผลในทุ่งนา
หมู่บ้านต้าไฮว่ที่อยู่ต้นน้ำได้ย้ายก้อนหินที่ใช้กั้นน้ำออกไปแล้ว แม้จะเป็นเช่นนั้น แม่น้ำสายใหญ่นี้ก็ยังคงมีน้ำเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
เด็กเล็กในหมู่บ้านหลายคนทนแดดร้อนจัดไม่ไหว ลงไปในแม่น้ำเพื่อหาหอยและกุ้ง ไม่น่าแปลกใจเลยที่จะเป็นลมแดดกันไปสองคน
หมู่บ้านจึงวุ่นวายอีกครั้ง
ตอนนี้ฉินเยาเยากำลังนั่งขดตัวอยู่บนเตียงเตาในห้องของฉินลิ่งอวี่ สองมือถือผิงกั่วลูกใหญ่แทะอย่างมีความสุข
หงอวี่กำลังพัดคลายความร้อนให้นางอยู่ข้างๆ
ตอนนี้เล่อเหนียงร้อนจนสวมเพียงเสื้อตัวในตัวเดียวคู่กับกางเกงขาสั้นถึงเข่า
นางแทะผิงกั่วไปพลางคิดถึงเครื่องปรับอากาศในยุคปัจจุบันไปด้วย
แม้ว่าหงอวี่จะใช้มือทั้งสองข้างพัดให้นางไม่หยุด แต่นางก็ยังรู้สึกร้อนมากอยู่ดี
“อากาศวันนี้ช่างร้อนเหลือเกิน แม้แต่ลมที่พัดมาก็ยังเป็นลมร้อน”
“เฮ้อ น้ำในโอ่งก็เหลือน้อยเต็มทีแล้ว เราจะทำอย่างไรดีเล่า” น้ำเสียงเป็นกังวลของสือไห่ถังดังมาจากนอกประตู
เมื่อได้ยินดังนั้น เล่อเหนียงก็โยนผิงกั่วทิ้งทันที แล้วยื่นมือไปโอบรอบคอของหงอวี่
หงอวี่รีบโยนพัดทิ้งแล้วอุ้มนางออกไปทันที
ช่วงนี้ ความเข้าอกเข้าใจระหว่างพวกเขาถึงขีดสุดแล้ว
บางครั้งเพียงแค่สายตาหรือท่าทางของเล่อเหนียง หงอวี่ก็รู้ว่านางต้องการทำอะไร
เล่อเหนียงชี้ไปทางครัว บอกให้หงอวี่อุ้มนางไปที่นั่น
หงอวี่รู้สึกสงสัยว่าเหตุใดนางจึงอยากไปที่ห้องครัวจึงเอ่ยถามว่า
“เด็กดีของพี่ เจ้ากระหายน้ำหรือ ในห้องโถงก็มีน้ำนะ”
“แอ้”
เล่อเหนียงส่ายหน้า ชี้ไปที่ห้องครัว ยืนกรานให้หงอวี่พานางไป
หงอวี่ก็อยากรู้ว่าเหตุใดนางจึงต้องไปห้องครัวให้ได้ จึงยอมอุ้มนางไป
“หงอวี่ ตอนนี้อากาศร้อนจัด เหตุใดเจ้าจึงอุ้มเล่อเหนียงมาข้างนอกเล่า”
สือไห่ถังก่อไฟไปพลางโบกพัดไปพลาง
อุณหภูมิในครัวสูงกว่าข้างนอกมาก เพียงเข้ามาครู่เดียวหงอวี่ก็รู้สึกว่าร่างกายของเขาเปียกชุ่มไปหมด
เล่อเหนียงส่งเสียงให้หงอวี่อุ้มนางไปที่ถังน้ำ
หงอวี่ขมวดคิ้วแล้วอุ้มนางเดินไป
เจ้าต้องการอาบน้ำหรือ
แต่ชั่วพริบตาต่อมา เขาก็ต้องตะลึงยืนนิ่งอยู่กับที่
สิ่งที่เขาเห็นเมื่อครู่คืออะไร
เขาเห็นว่าเล่อเหนียงมีน้ำพุ่งออกมาจากนิ้วมือ
น้ำไหลลงสู่ถังน้ำไม่หยุด
[1] ไม้ปลุกสติ: ไม้ท่อนสี่เหลี่ยมที่ใช้เคาะกับโต๊ะ เพื่อให้ผู้คนในศาลเงียบเสียงลง
บทที่ 124: เกี่ยวข้องกันตลอดชีวิต
หงอวี่เพียงแค่เหม่อลอยไปชั่วครู่ ถังน้ำทั้งสองใบในห้องครัวก็ถูกเติมจนเต็ม เขาพยายามกลั้นเสียงกรีดร้องที่เกือบจะหลุดออกมาจากลำคอสุดกำลัง แล้วหันไปมองสือไห่ถังแวบหนึ่ง
ครั้นเห็นว่าสือไห่ถังไม่ได้สนใจพวกเขา จึงคว้าตัวเล่อเหนียงขึ้นมา แล้ววิ่งออกจากครัวด้วยความเร็วสูงสุดในชีวิต
“หา?”
เล่อเหนียงกำลังจะเติมน้ำใส่ถังอีกใบ ก็ถูกพี่เจ็ดแบกวิ่งหนีไป
นางตกใจจนน้ำที่ปลายนิ้วเกือบจะสาดกระเซ็นใส่ตัวเอง นางมองพี่เจ็ดอย่างงุนงง
“แฮ่กๆๆ”
หงอวี่อุ้มเล่อเหนียงวิ่งเข้าห้องตัวเองแล้วลงกลอนประตูทันที หลังจากวางเล่อเหนียงลงบนเตียงเตาแล้ว ก็ทิ้งตัวนั่งลงบนพื้นถอนหายใจเฮือกใหญ่
ภายนอกเขาดูเหมือนแค่วิ่งเร็วเกินไปจนเหนื่อยหอบ แต่ความจริงแล้วในสมองของเขากำลังมึนงง
เขาเห็นเล่อเหนียงใช้ปลายนิ้วเติมน้ำ
คนธรรมดาใช้ใช้ปลายนิ้วเติมน้ำได้ด้วยหรือ
เล่อเหนียงเป็นปีศาจหรือ
ไม่ใช่ เล่อเหนียงน่าจะเป็นเทพธิดาตัวน้อยจากสวรรค์มากกว่า เป็นเทพธิดาที่ลงมาเยือนโลกมนุษย์แน่นอน! หงอวี่พยายามสะกดจิตตัวเองอย่างหนัก หัวใจของเขาเพิ่งจะสงบลงได้ ก็เงยหน้าขึ้นมองเด็กน้อยตรงหน้า
เล่อเหนียงกำลังนั่งแทะนิ้วมืออยู่บนเตียงพลางมองเขาอยู่ ท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูนั้นทำให้หัวใจของของพองโต
หงอวี่สูดลมหายใจเข้าลึกๆสองครั้งแล้วลุกขึ้นจากพื้น ยืนมองเล่อเหนียงอยู่ข้างเตียง ริมฝีปากของเขาขยับขยุกขยิกดูเหมือนมีอะไรอยากจะพูด
“แอ้!” เล่อเหนียงเอียงศีรษะมองเขา
วันนี้เขาเป็นอะไรไป ผีสิงหรืออย่างไร
หลังจากลังเลอยู่ครู่ใหญ่ หงอวี่ก็ตัดสินใจรวบรวมความกล้าเอ่ยออกมา “เล่อเหนียง หากจะใช้อาคมเวทมนตร์อีกต้องระวังให้มากกว่านี้ มิเช่นนั้นหากถูกคนพบเข้า พวกเขาจะคิดว่าเจ้าเป็นปีศาจแล้วจับเจ้าไปเผาได้!”
เปรี้ยง!
เสียงฟ้าร้องดังกึกก้องกลางวันแสกๆ ทำให้เล่อเหนียงตกใจขวัญผวา ทันใดนั้นนางเพิ่งจะรู้ตัวว่าตนเองเพิ่งย้ายเอาน้ำจากพื้นที่มิติของตัวเองออกมาต่อหน้าหงอวี่ นางว่าแล้วว่าเหตุใดวันนี้เขาถึงทำตัวแปลก ที่แท้ก็เพราะถูกนางทำให้ตกใจนั่นเอง
ฉินเยาเยาหยิบขนมเค้กชิ้นเล็กออกมาจากพื้นที่มิติ แล้ววางลงตรงหน้าหงอวี่ด้วยท่าทางประจบประแจง
“แอ้ แอ้”
ท่านกินขนมของข้าแล้วก็ต้องรักษาความลับให้ข้าด้วย!
หงอวี่ถอนหายใจ ถอดรองเท้าปีนขึ้นไปบนเตียงเตา ยื่นแขนไปโอบเล่อเหนียงเข้ามา แล้วดีดหน้าผากนางเบาๆ
“ครั้งหน้าหากเจ้าจะใช้อาคมเวทอีก จำไว้ว่าให้ข้ามาช่วยบังหน้าให้เจ้า”
“แอ้ แอ้”
เล่อเหนียงพยักหน้าหงึกหงัก แม้ว่าคนในครอบครัวจะรู้ว่านางสามารถเสกสิ่งของมาทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้น แต่นอกจากท่านย่าแล้ว ก็ไม่มีใครเคยเห็นว่านางเสกของออกมาได้อย่างไร
ตอนนี้ดูเหมือนจะมีหงอวี่เพิ่มมาอีกคน
น่าเสียดายที่พื้นที่มิติเข้าไปได้เพียงจิตสำนึกเท่านั้น ไม่สามารถพาร่างกายเข้าไปด้วยได้ ฉะนั้นการพาคนอื่นเข้านั้นไม่ต้องพูดถึงเลย มิเช่นนั้นนางคงจะให้หงอวี่ช่วยจัดการกับเจ้าตัวน้อยที่น่าปวดหัวในพื้นที่มิติแล้ว
“เช่นนั้นแล้วก็มาเกี่ยวก้อยสัญญากันเถิด” หงอวี่ยื่นนิ้วก้อยออกมาตรงหน้าเล่อเหนียง
เล่อเหนียงหัวเราะคิกคัก ยื่นนิ้วสั้นป้อมออกมาคล้องกับนิ้วของเขา โดยไม่รู้เลยว่าการเกี่ยวนิ้วครั้งนี้จะเป็นการผูกพันกันไปชั่วชีวิต!
“เอ๊ะ! เหตุใดถึงมีน้ำเต็มถังเช่นนี้” สือไห่ถังกล่าว
สือไห่ถังเลือกผักเสร็จแล้ว กำลังเตรียมล้างข้าวเพื่อหุงหาอาหารก็พบว่าน้ำที่แห้งอยู่ก้นถัง บัดนี้กลับเต็มไปด้วยน้ำจนแทบล้น
หงอวี่และเล่อเหนียงต่างทำหน้าเจื่อนๆ พลางลูบจมูกของตนอยู่ในห้อง
ฉินเหล่าซานที่อยู่ในห้องวิ่งออกมาเห็นก็คลี่ยิ้มบาง เมื่อวานพวกเขาพบว่าบ่อน้ำในลานบ้านแห้งเหือด ระดมกำลังความคิดอย่างหนักว่าหากน้ำหมดแล้ว พวกเขาจะไปหาน้ำได้จากที่ใด
น้ำสองถังใหญ่เพียงพอให้พวกเขาใช้ได้สามถึงสี่วัน
มื้ออาหารวันนี้ เล่อเหนียงสังเกตเห็นว่าน้ำแกงที่ปกติมีทุกวันไม่เคยขาด กลับมีเพียงถ้วยเล็กๆ สำหรับนางคนเดียว ก็รู้ทันทีว่าบ่อน้ำในลานบ้านไม่มีน้ำแล้ว
ค่ำคืนอันมืดมิดนี้เกิดเสียงฟ้าร้องดังสนั่นหนึ่งครั้ง ปลุกชาวบ้านในหมู่บ้านตระกูลฉินให้ตื่นขึ้นจากความฝัน
พวกเราตื่นขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น ต่างพากันนำถังน้ำและอ่างไม้มาวางไว้หน้าประตู รอคอยน้ำฝนอันชุ่มฉ่ำที่สวรรค์จะโปรยปรายลงมา แต่เมื่อยามรุ่งสางมาถึง ดวงอาทิตย์ก็ยังส่องแสงเจิดจ้าอยู่บนฟ้า และดูเหมือนว่าจะร้อนยิ่งกว่าหลายวันก่อนเสียอีก
ชาวบ้านคนหนึ่งเสนอว่า “ท่านหัวหน้าหมู่บ้านขอรับ พวกเราควรไปหลบในป่าสักหน่อยดีหรือไม่ขอรับ”
ฉินฟู่หลินมองดูท้องฟ้าที่ร้อนขึ้นเรื่อยๆ ในใจก็เต็มไปด้วยความกังวล แม่น้ำใหญ่นอกหมู่บ้านแห้งขอดไปแล้ว บ่อน้ำในหมู่บ้านก็เหือดแห้งจนถึงก้นบ่อ แม้แต่น้ำที่ชาวบ้านกักตุนไว้ก็เหลือน้อยเต็มที
“อยู่ในป่าก็ไม่ได้สบายนักหรอก ตอนนี้พวกเราขาดแคลนน้ำ แน่นอนว่าสัตว์ป่าบนภูเขาก็คงหาแหล่งน้ำไม่ได้เช่นกัน เมื่อสัตว์ป่าขาดน้ำ มันก็จะดุร้ายขึ้นมา ถ้าพวกเราเข้าไปในป่าตอนนี้ไม่เท่ากับพาตัวเองไปเป็นอาหารพวกมันหรอกหรือ”
ชาวบ้านต่างถอนหายใจ “ตอนนี้พวกเราจะทำอย่างไรดีขอรับ บ้านข้าเหลือน้ำแค่ครึ่งถังเท่านั้น”
“บ้านข้าก็เหลือแค่ไม่ถึงครึ่งถังแล้ว!”
แม้แต่สตรีที่ขี้กลัวบางคนก็เริ่มเอามือปิดหน้าร้องไห้
เดิมทีหัวหน้าหมู่บ้านรู้สึกหงุดหงิดอยู่แล้ว เมื่อเห็นพวกสตรีเหล่านี้มาร้องไห้คร่ำครวญต่อหน้าก็โพล่งขึ้น “ร้องไห้อะไรกัน!? ถ้าอยากร้องไห้ก็กลับไปร้องที่บ้านเสีย”
ชายหนุ่มเห็นภรรยาของตนถูกหัวหน้าหมู่บ้านตำหนิ ก็ไม่กล้าปริปากเอ่ยคำใด ทำได้แค่ลากภรรยาของตนกลับบ้านไป
ผู้คนที่เหลือต่างก้มหน้าถอนหายใจ แล้วเดินกลับบ้านไปด้วยหัวใจอันห่อเหี่ยว
แม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียงยืนอยู่ที่ริมทุ่งนา มองดูพืชผลที่เหี่ยวเฉาลงด้วยความปวดร้าว
ปีนี้เป็นปีแรกที่พวกเขากลับมายังหมู่บ้านตระกูลฉิน ตั้งแต่เริ่มฤดูใบไม้ผลิ พวกเขาได้บุกเบิกที่ดินและหว่านเมล็ดพืชผล ใกล้จะถึงฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว แต่กลับต้องมาเห็นพืชผลเหี่ยวเฉาโดยไม่มีวิธีแก้ไขแม้แต่น้อย
เล่อเหนียงเห็นดวงตาแดงก่ำของท่านย่า หัวใจพลันรู้สึกไม่สบายยิ่ง นางจึงตัดสินใจจะเติมน้ำลงไปในบ่อ
ตกกลางคืนเล่อเหนียงที่ปกติจะนอนกับแม่เฒ่าฉินเสมอ คราวนี้กลับยืนกรานจะนอนกับหงอวี่ทำให้หงอวี่เกือบจะถูกฉินเหล่าซื่อผู้โมโหร้ายโยนออกไปทางหน้าต่าง
ในที่สุดก็ทนไม่ไหวต่อสายตาน่าสงสารของเล่อเหนียง จึงยอมอ่อนข้อแต่โดยดี
หงอวี่เข้าใจความหมายของเล่อเหนียงได้อย่างรวดเร็ว
จิตใจของเขาสับสนวุ่นวาย ทั้งยังรู้สึกเจ็บปวดใจเช่นกัน
เขารู้สึกเจ็บปวดใจที่เล่อเหนียงยังไม่ทันครบขวบปีก็ต้องมากังวลเรื่องครอบครัวถึงเพียงนี้
กลางดึก เล่อเหนียงเขย่าตัวหงอวี่แผ่วเบา
แต่เดิมหงอวี่ตั้งใจจะแกล้งตายเสียให้รู้แล้วรู้รอด เพราะไม่อยากให้เล่อเหนียงต้องกังวลใจเช่นนี้ แต่สุดท้ายก็ลุกขึ้นมาอุ้มเล่อเหนียงเดินไปที่บ่อน้ำ
เขาอุ้มเล่อเหนียงย่อตัวลงที่ขอบบ่อ มองดูเล่อเหนียงตัวน้อยยืนนิ่งอยู่ริมบ่อ เขาชะโงกหน้าดู ใต้แสงจันทร์มีสายน้ำเส้นหนึ่งไหลออกมาจากมือน้อยอวบอ้วนของเล่อเหนียงช้าๆ
ยามนี้ภายในก้นบ่อมีน้ำอยู่ไม่น้อยแล้ว
หงอวี่เห็นแล้วรู้สึกเจ็บปวดใจยิ่งนัก เขาทำได้เพียงปรับท่าให้เล่อเหนียงเอนกายลงบนตัวเขา เล่อเหนียงปรับท่าในอ้อมกอดของหงอวี่จนรู้สึกสบายขึ้นแล้วก็ปล่อยน้ำต่อไป
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด จนกระทั่งหงอวี่รู้สึกว่าไหล่ของตนหนักอึ้งจึงรีบหันไปมอง ก็เห็นเพียงเล่อเหนียงที่เอนพิงไหล่ของเขาและหลับไปแล้ว
หัวใจของเขาเจ็บปวดทรมานเหลือเกิน เขาลุกขึ้นคิดจะอุ้มเล่อเหนียงกลับไป แต่ไม่ทันคิดว่านั่งยองนานเกินไปจนขาชา เขาเซไปเซมาจนเกือบทำเล่อเหนียงหลุดมือ
บทที่ 125: สวรรค์ไหนเลยจะมีเวลามากมายมาดูแลความเป็นความตายของพวกเขา
“อ๊ะ! ทำไมบ่อน้ำถึงมีน้ำเพิ่มขึ้นล่ะ!”
กลางดึกคืนนั้น ฉินเฉิงอัน เฉินฮั่นหลิน และหลี่อันกลับมาจากข้างนอก บังเอิญเหลือบมองลงไปในบ่อก็ร้องตะโกนด้วยความตื่นเต้นดีใจ แม่เฒ่าฉินที่มักจะตื่นง่ายได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายก็พลิกตัวลุกขึ้นจากเตียงวิ่งไปทางบ่อน้ำ ก่อนจะยิ้มกว้างด้วยความดีใจ
น้ำในบ่อมีไม่มาก เพียงแค่ครึ่งหนึ่งของระดับปกติ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ครอบครัวตระกูลฉินตื่นเต้นยินดี
นางรีบปลุกฉินเหล่าเอ้อร์และคนอื่นๆขึ้นมา รีบตักน้ำเติมให้เต็มถังในครัว จากนั้นก็ไปเอาวัวมาลากน้ำไปยังทุ่งนา พวกเขาไม่มีเวลามาอืดอาดยืดยาด ผู้หญิงรับหน้าที่ตักน้ำ ผู้ชายรับหน้าที่หาบน้ำและนำไปรดที่นา
แม้พวกเขาจะไม่รู้ว่าทำไมบ่อที่แห้งขอดจึงมีน้ำเพิ่มขึ้นมา แต่ตอนนี้พวกเขาก็ไม่มีเวลามาคิดหาสาเหตุกับเรื่องนี้ ยามนี้ หากรินน้ำเพิ่มอีกสักกระบวยลงในพืชผล ก็จะเป็นการเพิ่มความหวังให้ชาวนาส่วนหนึ่ง
การรดน้ำเพิ่มอีกกระบวยจะช่วยให้พืชผลอยู่รอดได้อีกครึ่งเดือน ไม่แน่ว่าอีกไม่กี่วัน ฟ้าดินอาจเมตตาประทานฝนให้กับพวกเราก็เป็นได้
ฉินเฉิงอันและเฉินฮั่นหลินก็อยากช่วยเหลือ แต่ถูกแม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆ ไล่กลับห้องไปนอนพักผ่อน
ช่วงหลายวันนี้ฉินเฉิงอันและเฉินฮั่นหลินพาหลี่อันขึ้นไปบนภูเขา เพื่อเฝ้าดอกหญ้าเยว่เจี้ยนที่กำลังบาน
ฉินลิ่งอวี่ต้องการดอกหญ้าเยว่เจี้ยนจำนวนมากเพื่อให้รักษาแผลที่เอวของเขาให้ฟื้นฟูกลับสู่สภาพเดิม และเยว่เจี้ยนเฉาที่บานแล้วจะมีสรรพคุณดีที่สุด
ตอนนี้เรื่องสำคัญที่สุดของตระกูลฉินก็คืออาการบาดเจ็บของฉินลิ่งอวี่ ดังนั้นในช่วงหลายวันนี้ ตระกูลฉินจึงแบ่งงานกัน ฉินเหล่าเอ้อร์และพี่น้องคนอื่นๆ อยู่บ้านดูแลพืชผลในทุ่งนา
เฉินฮั่นหลิน ฉินเฉิงอัน และหลี่อันออกตามหาดอกหญ้าเยว่เจี้ยนที่บานแล้วทั่วทั้งภูเขาในยามค่ำคืน
พวกฉินเหล่าซื่อขนน้ำกันครั้งแล้วครั้งเล่า โดยไม่รู้สึกเหนื่อยล้าแม้แต่น้อย ในสายตาของพวกเขา สิ่งที่พวกเขากำลังแบกเป็นความหวังของปีหน้า แม้ว่าครอบครัวของพวกเขาจะกักตุนอาหารไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่อนาคตจะเป็นอย่างไรก็ยังเป็นไม่มีผู้ใดบอกได้
ตระกูลฉินยุ่งวุ่นวายจนถึงเช้ามืด จนกระทั่งไก่ตัวผู้ที่บ้านของหัวหน้าหมู่บ้านส่งเสียง พวกเขาถึงได้หยุดพัก วัวแก่และล่อที่บ้านต่างเหนื่อยล้าไม่ต่างกัน ตระกูลฉินทั้งเด็กและผู้ใหญ่ไม่มีใครได้อยู่ว่างเลย
ทุกคนกลับเข้าห้องและล้มตัวลงนอนทันที หลับไปจนถึงยามบ่ายจึงตื่น เล่อเหนียงก็เช่นกัน นางใช้เวลาทั้งคืนในการเติมน้ำ เด็กน้อยจึงรู้สึกเหนื่อยไม่น้อยไปกว่าใคร
ส่วนหงอวี่ตั้งแต่ตื่นมาก็เอาแต่เม้มปากเป็นเส้นตรง คนอื่นอาจจะไม่รู้ แต่เขารู้ดีว่าเมื่อคืนเด็กน้อยคนนี้เหนื่อยถึงขนาดไหน
เมื่อคืนแม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆลุกขึ้นมาขนน้ำ เสียงดังจนเขาตื่นจากความฝัน แต่เจ้าก้อนแป้งน้อยยังคงหลับพริ้มอย่างมีความสุข
ในเวลานั้นหัวหน้าหมู่บ้านเดินมาหาแม่เฒ่าฉิน เพื่อขอยืมรถม้าเข้าเมือง พอเห็นว่าบ่อน้ำในลานบ้านแม่เฒ่าฉินยังมีน้ำอยู่ เขาจึงไม่สนใจเรื่องเข้าอำเภออีกต่อไป รีบกลับบ้านไปหยิบถังน้ำสองใบมาตักน้ำ
ตระกูลฉินเห็นเช่นนั้นก็ไม่กล้าปฏิเสธ แม้น้ำจะมีค่าแต่ก็ไม่ใช่เงินทอง ทุกคนอยู่หมู่บ้านเดียวกันจะปล่อยให้ผู้อื่นกระหายได้อย่างไร
เรื่องนี้แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านต่างรู้ว่าบ่อน้ำของตระกูลฉินยังมีน้ำ จึงพากันหิ้วถังมาตักน้ำกันอย่างคึกคัก
แม่เฒ่าฉินและครอบครัวไม่รู้สึกอะไร เพราะพวกเราต่างอยู่หมู่บ้านเดียวกัน
แต่หงอวี่ยืนอยู่ใต้ชายคา เม้มปากมองดูพวกเขาตักน้ำคนละถังสองถัง หากสังเกตให้ดี จะเห็นได้ว่าดวงตาของหงอวี่ลุกโชนด้วยความโกรธ
ทางนี้แม่เฒ่าหวังตักสองถัง ทางโน้นพ่อเฒ่าหลี่ก็ตักอีกสองถัง ด้านหลังยังมีคนต่อแถวรอตักน้ำอยู่มากมาย แม้แต่ชาวบ้านจากหมู่บ้านต้าไฮว่และหมู่บ้านต้าหลิวก็ยังหน้าด้านมาตักน้ำถึงบ้านของพวกเขา
ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม น้ำในบ่อที่มีไม่มากอยู่แล้วก็เหือดแห้งไปอีกครั้ง พวกชาวบ้านเกาศีรษะอย่างเขินอาย พากันกล่าวขอบคุณแม่เฒ่าฉิน
เล่อเหนียงจึงนอนกลางวันทั้งวัน พอพ้นมื้อเย็นเด็กน้อยก็จะกลับมากระปรี้กระเปร่า และเช้าวันรุ่งขึ้น บ่อน้ำที่เหือดแห้งก็กลับมามีน้ำอีกครั้ง
ฉินเฉิงอันมักจะแวะไปดูที่บ่อน้ำทุกครั้งที่กลับมาในยามดึก เมื่อเห็นว่ามีน้ำก็จะปลุกฉินเหล่าซื่อให้ไปรดน้ำ
เดิมทีเด็กน้อยสองคนคิดว่าคงปิดบังเรื่องนี้ได้ แต่พวกเขาประเมินผู้เป็นย่าของตนเองมากเกินไป
คืนถัดไปหงอวี่อุ้มเล่อเหนียงออกจากห้องไปที่ลานบ้านเหมือนเคย เพียงแต่พวกเขาไม่ได้สังเกตเห็นเงาร่างหลายคนที่ตามมาข้างหลัง
หงอวี่ยังคงนั่งยองๆบนพื้นเหมือนเคย จัดท่าทางเล่อเหนียงให้สบายที่สุดในการทำภารกิจลับ
เงาร่างหลายคนที่อยู่ด้านหลังเห็นการกระทำของหงอวี่ และเล่อเหนียงต่างก็ไม่ส่งเสียงกรีดร้องทำให้พวกเขาตกใจ
หงอวี่และเล่อเหนียงนั่งยองๆนานเท่าไหร่ พวกเขาก็เฝ้าดูอยู่นานเท่านั้น จวบจนหงอวี่อุ้มเล่อเหนียงจากไป พวกเขาจึงค่อยเดินออกมา
แสงจันทร์ส่องกระจ่าง แต่ก็ยังมองเห็นได้ชัดเจนว่าคนเหล่านั้นเป็นใคร สวี่ซิ่วอิงเดินเข้าไปใกล้ขอบบ่อ พอชะโงกหน้าดูก็พบว่าบ่อที่เคยแห้งไปแล้วกลับมีน้ำอีกครั้ง
นางไม่อาจกลั้นความรู้สึกไว้ได้อีก จึงย่อตัวลงกับพื้นแล้วปิดหน้าร่ำไห้
แม่เฒ่าฉิน สือไห่ถัง และฉินเหล่าเอ้อร์พี่น้องที่ยืนอยู่ข้างๆ ต่างก็น้ำตาคลอ พวกเขาคิดถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นนับไม่ถ้วนว่าเหตุใดจู่ๆ บ่อนี้จึงมีน้ำขึ้นมา
พวกเขาคิดว่าแต่เดิมใต้ดินก็มีน้ำอยู่แล้ว เพียงแต่ตอนกลางคืนค่อยๆซึมขึ้นมา อีกทั้งยังคิดว่าเป็นเพราะสวรรค์เมตตาพวกเขา จึงแอบเติมน้ำลงในบ่อน้ำของพวกเขา
แต่สวรรค์ไหนเล่าจะมีเวลามาสนใจความเป็นความตายของครอบครัวพวกเขา แต่เป็นหลานสาวสุดที่รักของพวกเขาที่แลกมาด้วยอายุขัย
ไม่น่าแปลกใจเลยที่ช่วงนี้เล่อเหนียงกับหงอวี่มักจะนอนพักผ่อนในตอนกลางวัน พอถึงเวลาอาหารเย็นก็กลับมีพลังเยอะเกินขนาด
สาเหตุที่แท้จริงก็อยู่ตรงนี้นี่เอง!
พวกเขาเช็ดน้ำตาแล้วก็ตักน้ำต่อเพื่อนำไปรดน้ำในทุ่งนา
เล่อเหนียงเสี่ยงทำลายโชคชะตาของตัวเองเพื่อสร้างน้ำให้ครอบครัวของพวกเขา พวกเขาก็ไม่อาจทำให้ความตั้งใจของเล่อเหนียงต้องสูญเปล่า
ทุ่งนาแห่งนี้ไม่ว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ต้องทำให้มันฟื้นคืนชีพให้ได้
ชาวบ้านมาตักน้ำที่บ้านตระกูลฉินทุกวัน แต่พวกเขาตักน้ำแค่พอใช้ในชีวิตประจำวันเท่านั้น
สำหรับพืชผลนั้น พวกเขายอมแพ้ไปนานแล้ว แม้แต่ตอนที่มาตักน้ำที่บ้านพวกเขา ก็ยังเยาะเย้ยว่าพวกแม่เฒ่าฉินกำลังทำสิ่งที่เสียเวลาเปล่า
ทุกวันที่เล่อเหนียงออกมาเติมน้ำ แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆ จะต้องคอยเฝ้าดูแลนางอยู่ในที่ลับตาเงียบๆ
พอนางเติมน้ำเสร็จ แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆ ก็จะลงมือทันที ทุ่มเทแรงกายทั้งหมดเพื่อรดน้ำให้พืชผล
สือไห่ถังจะทำอาหารบำรุงพิเศษให้เล่อเหนียงและหงอวี่ทุกวัน เรื่องนี้ทำให้หลานชายคนอื่นๆอิจฉาไม่หยุด
วันเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า มองไปทางไหนก็เห็นแต่ทุ่งนาเหลืองกรอบ ท่ามกลางความแห้งแล้งนั้น มีพื้นที่สีเขียวโดดเด่น นั่นคือที่นาของแม่เฒ่าฉิน
ผู้คนในหมู่บ้านมองดูทุ่งนาสีเขียวขจีของตระกูลฉินแล้วต่างก็รู้สึกเสียใจไม่หาย หากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป แม้ว่าปีนี้พืชผลของตระกูลฉินจะเก็บเกี่ยวได้ไม่มาก แต่ก็คงไม่ถึงกับขาดทุนมากนัก
หากก่อนหน้านี้พวกเขามีความอดทนเหมือนตระกูลฉิน ก็คงไม่ต้องอดอยากในช่วงปีใหม่เช่นนี้ ทว่าจะมาเสียใจตอนนี้ก็สายเกินไปแล้ว
พวกเขาได้แต่พึ่งพาความหวังบนภูเขา พยายามหาผักป่าที่กินได้หรือสัตว์ป่าให้มากที่สุด มิเช่นนั้นพวกเขาคงไม่รอดผ่านฤดูหนาวนี้ไปได้
บทที่ 126: ความโลภไม่มีที่สิ้นสุด
ยามนี้อากาศร้อนระอุขึ้นทุกขณะ ใบไม้ใบหญ้าบนภูเขาแห้งแล้ง แม้แต่พืชผลที่ตระกูลฉินขยันรดน้ำทุกวันก็เริ่มเหี่ยวเฉา ใบเริ่มกลายเป็นสีน้ำตาล
คนในอำเภอที่มีญาติพี่น้องก็เริ่มเก็บข้าวของย้ายไปพึ่งพาญาติในอำเภอ ส่วนคนที่ไม่มีญาติพี่น้องก็ไปอาศัยในป่าลึก
แต่ชาวบ้านตระกูลฉินกลับไม่ได้อพยพหนีหาย แม้แต่ญาติวงศ์ตระกูลฉินที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านอื่น ต่างก็ทยอยเดินทางกลับมายังหมู่บ้าน
เหตุผลก็คือบ่อน้ำของครอบครัวแม่เฒ่าฉิน
ในสายตาของพวกเขา บ่อน้ำแห่งนี้ช่างประหลาด แม้จะเหือดแห้งไปแล้ว แต่รุ่งเช้าวันต่อก็จะมีน้ำผุดขึ้นมาอีกครั้ง แม้ว่าน้ำในบ่อจะไม่ได้มากมาย แต่ชาวบ้านตระกูลฉินก็ไม่ได้โลภมาก ต่างตกลงกันว่าแต่ละครัวเรือนจะตักน้ำเพียงวันละหนึ่งถัง ครอบครัวเล็กๆจะตักเพียงครึ่งถัง ให้เพียงพอต่อการใช้งานในแต่ละวัน
พวกเขาไม่เคยแม้แต่จะตั้งข้อสงสัย ว่าเหตุใดมีเพียงบ่อน้ำของครอบครัวแม่เฒ่าฉินเท่านั้นที่มีน้ำ
ครอบครัวแม่เฒ่าฉินล้วนแต่เป็นคนจิตใจดีงาม บ่อน้ำของพวกเขายังคงมีน้ำ บ่งบอกว่าเป็นพรอันประเสริฐที่สวรรค์ประทานให้ พวกเขาเพียงแค่ได้รับอานิสงส์จากครอบครัวแม่เฒ่าฉินเท่านั้น ทุกครั้งที่ไปตักน้ำจึงทำด้วยความเคารพยำเกรง และไม่เคยตักมากเกินไป
ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลฉินล้วนแล้วแต่คิดเช่นนี้ ทว่าผู้อื่นเล่าจะคิดเช่นเดียวกันหรือไม่
เดิมทีหมู่บ้านตระกูลฉินนั้นมีอยู่เพียงยี่สิบครัวเรือน การจะตักน้ำแต่ละครั้งล้วนต้องต่อแถวรอกัน แต่พอข่าวนี้แพร่กระจายไปราวกับไฟลามทุ่ง ชาวบ้านจากหมู่บ้านละแวกใกล้เคียงทั้งต้นน้ำและปลายน้ำต่างก็เดินทางมาพร้อมถังไม้ไผ่ในมือเพื่อมาตักน้ำเช่นกัน
แม่เฒ่าฉินและชาวบ้านต่างเกิดความรู้สึกและไม่อาจเอ่ยปากปฏิเสธได้ ยามที่ขาดแคลนน้ำเช่นนี้ น้ำเพียงหนึ่งอึกก็อาจช่วยชีวิตผู้คนได้มากมาย
ทว่าเมื่อผู้คนมากมายมารวมตัวกัน ย่อมจะต้องเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นบ้างเป็นธรรมดา
ชาวบ้านที่มาใหม่นั้นนอกจากจะต้องการน้ำไปให้คนในครอบครัวแล้ว พวกเขายังคิดจะนำน้ำไปให้สัตว์เลี้ยงที่บ้านอีกด้วย พวกเขาจึงต้องการตักน้ำให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
แน่นอนว่าชาวบ้านคนอื่นๆย่อมไม่เห็นด้วย น้ำมีอยู่เพียงน้อยนิด บางวันน้ำในบ่อยังมีปริมาณน้อยกว่าทุกวันเสียอีก
ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านต่างพยายามประหยัดน้ำ เพราะกลัวว่าหากตักน้ำมากเกินไป ชาวบ้านที่เหลืออยู่จะไม่มีน้ำให้ตัก
ชาวบ้านที่มาจากหมู่บ้านอื่นซึ่งถูกขัดขวางต่างก็โหวกเหวกด้วยความไม่พอใจ
“พวกเจ้ากำลังรังแกกันเช่นนี้หรือ เหตุใดพวกข้าแค่ตักน้ำเพิ่มอีกสองสามถังก็ไม่ได้ ในเมื่อคนของตระกูลฉินยังขนน้ำไปรดพืชผักในไร่ได้ตั้งหลายเกวียน เหตุใดพวกเจ้าจึงไม่ไปตำหนิพวกเขา หรือเป็นเพราะพวกข้าเป็นคนต่างถิ่น พวกเจ้าถึงคิดว่าจะรังแกกันได้ง่ายๆแบบนี้”
คำพูดเพียงประโยคเดียว ทำให้ทุกคนที่อยู่บริเวณนั้นต่างเงียบลง
ชาวบ้านบางคนต่างก็รู้สึกอิจฉาที่ตระกูลฉินสามารถขนน้ำไปรดพืชผักในไร่ได้ทุกวันอยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่มีใครกล้าเอ่ยปากตำหนิออกมา
แม่เฒ่าฉินนั่งอยู่บนเตียงพลางพัดให้เล่อเหนียงกับหงอวี่ สวี่ซิ่วอิงป้อนไข่ตุ๋นให้ทั้งสอง ส่วนลิ่งอวี่ถูกฉินเหล่าซื่ออุ้มมาไว้ที่ห้องของแม่เฒ่าฉินเพื่อให้นางดูแลเขาได้สะดวก
หลายวันมานี้ทั้งเล่อเหนียงและหงอวี่ผอมลงไปมาก
โดยเฉพาะเล่อเหนียง จากเดิมที่เคยมีใบหน้าอิ่มเอิบ บัดนี้กลับเรียวเล็กจนเห็นสันกราม
แม่เฒ่าฉินย่อมรู้สึกปวดใจอยู่แล้ว แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้มากนอกจากคอยปรุงอาหารบำรุงให้ทั้งสองอย่างเงียบๆ แต่ครั้นได้ยินเช่นนั้นก็โกรธขึ้นมาทันที
ทว่ายังไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยปาก หงอวี่ก็พุ่งตัวออกไปราวกับลูกกระสุนปืนใหญ่
เขาเห็นชาวบ้านต่างหมู่บ้านสองคน คนหนึ่งกำลังโต้เถียงกับหัวหน้าหมู่บ้าน ส่วนอีกคนแอบเดินไปที่ข้างบ่อน้ำ เขาจึงวิ่งเข้าไปแล้วเตะถังน้ำของคนผู้นั้นจนล้มคว่ำ
“พวกท่านมันโลภมาก พวกข้าให้น้ำพวกท่าน ยังจะมาพูดจาถึงบ้านข้าในทางที่ไม่ดีอีก!”
คนต่างหมู่บ้านเห็นถังน้ำถูกเตะล้มก็เดือดดาลขึ้นมา พอเห็นว่าเป็นหงอวี่กำลังด่าทอก็พ่นคำผรุสวาทออกมา
“เจ้าเด็กขอทานน้อย กล้าดีอย่างไรมาเตะถังน้ำของข้า เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะถลกหนังเจ้า”
เขารู้ว่าหงอวี่เป็นเด็กที่ฉินเหล่าซื่อเก็บมาเลี้ยง และมั่นใจว่าตระกูลฉินเลี้ยงเขาไว้เพื่อใช้งานเยี่ยงทาส จึงไม่ลังเลที่จะเอื้อมมือคว้าตัวหงอวี่มาเตรียมสั่งสอน
“ถ้าเจ้ากล้าแตะต้องหลานชายข้าก็ลองดู!”
“ถ้าเจ้ากล้าแตะต้องลูกชายข้าก็ลองดู!”
แม่เฒ่าฉินและสวี่ซิ่วอิงก็เดินออกมาและพูดขึ้นพร้อมกัน
สวี่ซิ่วอิงก้าวฉับๆสองก้าวแล้วดึงร่างของหงอวี่กลับมา นางมองสำรวจร่างกายของเขาอย่างละเอียด เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้รับบาดเจ็บจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก แล้วดึงเขาไปหลบด้านหลัง
“ท่านแม่ คนพวกนี้นิสัยเลวร้าย มาตักน้ำจากบ้านเรายังไม่พอ ยังจะพูดจาว่าร้ายพวกเราอีก”
หงอวี่เผยดวงตาโกรธเกรี้ยวจ้องชาวบ้านพวกนั้นเขม็ง รังเกียจจนอยากจะใช้ไม้กวาดไล่ฟาดคนพวกนี้ให้ออกจากบ้านไปให้หมด
ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าเขาอีกแล้วว่าช่วงนี้เล่อเหนียงลำบากเพียงใด ดวงหน้าเล็กที่เคยอวบอ้วน ตอนนี้เริ่มซูบผอม
แค่เห็นเขาก็รู้สึกเจ็บปวดใจ!
แม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียงเดินเข้ามา กวาดสายตามองพวกเขาอย่างเย็นชา
“บ่อน้ำนี้เป็นบ่อน้ำของครอบครัวข้า น้ำในบ่อก็ของครอบครัวข้า ข้าอยากให้พวกเจ้าก็ให้ ข้าจะสาดลงพื้นหรือเทลงห้องน้ำก็เป็นเรื่องของข้า”
“ครานี้เพราะเห็นแก่ที่เป็นคนบ้านใกล้เรือนเคียง จึงยอมให้พวกเจ้ามาตักน้ำไปใช้ แต่พวกเจ้ากลับไม่สำนึกบุญคุณ แล้วยังคิดจะทำร้ายหลานชายข้าอีก กล้าหาญยิ่งนัก!”
“ข้าบอกพวกเจ้าไว้ตรงนี้เลย บ่อน้ำนี้เป็นของครอบครัวข้า ข้ายอมให้พวกเจ้าตักก็เป็นบุญแล้ว หากข้าไม่ยอมให้พวกเจ้าตัก พวกเจ้าจะกระหายน้ำจนตายก็ไม่ใช่เรื่องของพวกข้า หากพวกเจ้าไม่ยอมก็จงไปแจ้งทางการเอาเอง!”
ปกติแม่เฒ่าฉินมีรอยยิ้มให้กับทุกคนในหมู่บ้านตระกูลฉิน ครานี้กลับแผ่รังสีอำมหิตออกมา จึงสร้างความประหลาดใจแก่ผู้คนอยู่ไม่น้อย
ไม่ช้าแม่เฒ่าหวังกับแม่เฒ่าจางก็รีบเอ่ยสนับสนุน
“ถูกแล้ว บ่อน้ำนี้เป็นของครอบครัวแม่เฒ่าฉิน พวกเขาจะใช้ทำสิ่งใดก็เป็นเรื่องของเขา มันเกี่ยวข้องอะไรกับพวกเจ้าด้วย”
“ใช่แล้ว แม่เฒ่าฉินยอมให้พวกเจ้าที่เป็นคนต่างหมู่บ้านมาตักน้ำ สำนึกบุญคุณสักนิดยังไม่มี ยังมาหาเรื่องกัน โดยเฉพาะพวกเจ้าที่เป็นคนจากหมู่บ้านต้าไฮว่ ลิ่งอวี่ยังนอนป่วยอยู่บนเตียง แม่เฒ่าฉินไม่ถือสาหาความ แล้วยอมให้พวกเจ้ามาตักน้ำ พวกเจ้ายังมาโวยวายอยู่ได้ หน้าหนาเสียจริงนะ”
ชาวบ้านต่างหมู่บ้านถูกต่อว่าจนหน้าแดงก่ำ พวกเขาอยากจะจากไป แต่ก็เสียดายน้ำจึงได้แต่ยืนรออยู่ท้ายแถว
น้ำในบ่อครั้งนี้มีไม่มาก แต่ละครัวเรือนจึงได้เพียงครึ่งถัง ชาวบ้านต่างหมู่บ้านที่อยู่ท้ายแถวได้เพียงครึ่งหนึ่งของครึ่งถังน้ำในบ่อก็แห้งขอด หากแต่พวกเขาไม่กล้าพูดอะไรออกมา ได้แต่สบถอยู่ในใจก่อนจะเดินกลับหมู่บ้านไป
ทันใดนั้นบนทางเดินเล็กๆบนภูเขาไม่ไกลออกไป มีควันดำพวยพุ่งขึ้นมาพร้อมกับเสียงฝีเท้าของหมูป่าหลายตัวที่วิ่งลงมาจากเขา
“รีบขวางพวกมันไว้ พวกมันกำลังจะมาทำลายพืชผล!”
พ่อเฒ่าจากเหล่าเล่อหลายเห็นครอบครัวแม่เฒ่าฉินเหน็ดเหนื่อยจากการรดน้ำพืชผลในทุกวัน จึงอาสารับหน้าที่ดูแลปกป้องพืชผลเอง
พวกเขาผลัดกันเฝ้ายามทั้งวันทั้งคืน ป้องกันไม่ให้สัตว์ร้ายบนเขามาทำลายผืนนาเขียวขจีที่ดูแลมาด้วยความยากลำบากนี้
ครั้นเหล่าผู้เฒ่าออกตรวจตราได้เพียงสองรอบก็พบเข้ากับฝูงหมูป่า พวกมันกำลังหมายตาผืนนาของตระกูลฉิน
เหล่าผู้เฒ่าเร่งขับไล่ฝูงหมูป่าร้ายให้ออกไปจากที่นา แต่ไม่รู้ว่าเพราะความหิวหรือตกใจ พวกมันกลับวิ่งพุ่งตรงเข้ามาในหมู่บ้าน
เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวดังระงม ชาวบ้านต่างวิ่งหลบหาที่กำบังเอาตัวรอด
รู้กันดีว่าหากถูกหมูป่าขวิดเข้าเพียงครั้งเดียว ชีวิตคงดับสูญ ผู้ใดเล่าจะกล้าต่อกรด้วย
ท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย ฉินเหล่าซื่อกระโดดข้ามกำแพงออกมาอย่างรวดเร็ว เขากำท่อนไม้ในมือแน่น แล้วฟาดเข้าที่หัวของหมูป่าจ่าฝูงอย่างจัง!
บทที่ 127: โชคดีที่พวกเรากักตุนเสบียงไว้ล่วงหน้า
หมูป่าตัวนั้นล้มลงกับพื้น ดิ้นทุรนทุรายสองสามครั้งก่อนจะแน่นิ่งไป
เฉินฮั่นหลินที่ช้ากว่าไปก้าวหนึ่งก็กระโดดข้ามกำแพงมาจากอีกฝั่งหนึ่งเช่นกัน มือถือมีดฟันฟืนกระโดดขึ้นไปบนหลังหมูป่าแล้วฟันไปที่คอมัน
แต่ทว่าคมมีดของเฉินฮั่นหลินพลาดเป้าไปนิดเดียว หมูป่าที่โดนแทงคอไม่ได้ตายในทันที มันวิ่งสะเปะสะปะพุ่งตรงไปทางกลุ่มชาวบ้าน
ฉินเหล่าซานที่อยู่ด้านนี้เห็นดังนั้นจึงเหวี่ยงท่อนไม้เข้าไปที่จมูกหมูอย่างแรง หมูป่าน้ำหนักกว่าสามร้อยชั่งนั้นถูกฟาดจนตัวลอย ร่างของมันตกลงกระแทกพื้นอย่างแรง ดิ้นไปมาสองสามครั้งก็แน่นิ่งไป
ตอนนี้เหลือหมูป่าตัวใหญ่หนึ่งตัวและหมูป่าตัวเล็กอีกสามตัว หัวหน้าหมู่บ้านเห็นดังนั้นจึงรีบตะโกนบอกชาวบ้านให้เอาอาวุธออกมาล้อมพวกมันเอาไว้
ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินสบตากันพุ่งเข้าไปกระหน่ำไม้ใส่พวกหมูป่า จากนั้นหมูป่าทั้งหลายก็แน่นิ่งไปในที่สุด เลือดของหมูป่ากระเด็นเปรอะเปื้อนไปทั่วร่างของพวกเขา ทำให้ทั้งสองดูน่ากลัวและดุร้ายอย่างบอกไม่ถูก
ชาวบ้านต่างหมู่บ้านที่หาเรื่องก่อนหน้านี้คิดว่าจะตักน้ำได้แค่ครึ่งถังก็ถึงกับโกรธ ทว่าตอนนี้พากันหดคอทำตัวราวกับนกกระทาไปเสียแล้ว
อย่าไปยุ่งกับคนตระกูลฉินเชียว อย่ายุ่งกับคนตระกูลฉินเด็ดขาด แม้แต่หมาของพวกเขาก็อย่าไปยุ่งด้วย หัวของพวกเขาไม่ได้แข็งเท่าหัวหมูนะ
ชาวบ้านตระกูลฉินต่างตกใจกลัวกันยิ่งนัก แต่ครั้นได้เห็นหมูป่าตัวอ้วนพีนอนแอ้งแม้งเต็มพื้น พวกเขาก็พากันดีใจจนเนื้อเต้น
“นี่มันหมูป่านี่! ในที่สุดพวกเราก็มีเนื้อหมูป่ากินกันแล้ว!”
“สวรรค์ ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โชคยังดีที่เหล่าซื่อกับฮั่นหลินอยู่บ้าน ไม่เช่นนั้น หากสัตว์ร้ายพวกนี้บุกเข้ามาในหมู่บ้าน ผลลัพธ์คงจะไม่อาจจินตนาการได้”
“กลัวสิ่งใดกัน มีเหล่าซื่อกับฮั่นหลินอยู่ อย่าว่าแต่หมูป่าเลย ต่อให้มีเสือมาสองตัว พวกเขาก็ไม่หวาดกลัว!”
เฉินฮั่นหลินกับฉินเหล่าซื่อได้แต่มองหน้ากันแล้วคิดในใจว่า ถูกต้อง พวกข้าไม่ได้หวาดกลัว หากเสือมาจริงๆ พวกข้าคงวิ่งเร็วกว่าพวกท่านเป็นแน่
หัวหน้าหมู่บ้านเดินเข้ามาตรวจดู พบว่าหมูป่าพวกนี้ตายแล้วจริงๆ
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนหันไปพูดกับแม่เฒ่าฉินว่า “พี่ชุนหลาน พวกท่านจะจัดการกับหมูป่าพวกนี้อย่างไรหรือ”
ชาวบ้านคนอื่นก็ต่างจ้องมองแม่เฒ่าฉินด้วยแววตาเป็นประกาย
นั่นเนื้อหมูป่าเลยนะ พวกเขาไม่ได้กินของดีๆแบบนี้มานานแล้ว
แม่เฒ่าฉินกวาดสายตามองรอบๆอย่างเงียบเชียบพลางคิดแผนการขึ้นในใจ
หมูป่าทั้งหกตัวนี้ หากพวกข้าเก็บไว้ในบ้านทั้งหมดโดยไม่แบ่งให้ชาวบ้านเลยก็คงไม่เหมาะนัก แต่หากจะแบ่งให้ชาวบ้านทั้งหมดก็อดเสียดายไม่ได้
“พวกข้าขอเก็บไว้สามตัว ตัวใหญ่สองตัว ตัวเล็กหนึ่งตัว ส่วนอีกสามตัวนั้นให้หัวหน้าหมู่บ้านเป็นผู้ตัดสินใจแบ่งให้ทุกบ้านเป็นน้ำใจเล็กๆน้อยๆก็แล้วกัน”
เดิมทีหัวหน้าหมู่บ้านคาดว่าตระกูลฉินคงจะเก็บหมูป่าตัวใหญ่ไว้สามตัว และแบ่งตัวเล็กสามตัวให้ชาวบ้าน เขาจึงตอบรับด้วยความยินดี
“ได้เลย ขอบคุณพี่ชุนหลานและครอบครัวแทนชาวบ้านทุกคนด้วย”
หมูป่าเหล่านี้ล้วนเป็นฝีมือการล่าของตระกูลฉิน ชาวบ้านคนอื่นๆก็ไม่โลภมาก เพียงได้แบ่งปันกันเล็กน้อยก็ถือเป็นน้ำใจอันประเสริฐแล้ว ทั้งหมดจึงพากันขอบคุณตระกูลฉิน
“ขอบคุณท่านป้าขอรับ”
“ขอบคุณท่านอาขอรับ!”
“ขอบคุณท่านย่าขอรับ!”
ชายหนุ่มหลายคนช่วยกันแบกหมูป่าไปยังลานกว้างเพื่อแบ่งเนื้อกัน
ส่วนเฉินฮั่นหลินกับฉินเหล่าซื่อนั่งรถม้าไปขายหมูป่าที่ในอำเภอด้วยกัน
ปัจจุบันในหมู่บ้านมีเพียงสามสิบถึงสี่สิบครัวเรือนเมื่อนับรวมคนที่กลับมาจากที่อื่นด้วย
หมูป่าหนึ่งตัวใหญ่และหมูป่าสองตัวเล็กรวมกันแล้วมีน้ำหนักถึงหกร้อยกว่าชั่ง
เมื่อหักส่วนหัว เท้า และเครื่องในออกแล้ว เนื้อหมูยังคงเหลืออีกสี่ร้อยกว่าชั่ง แต่ละครัวเรือนจะได้รับส่วนแบ่งหกชั่ง ที่เหลือทั้งหมดมอบให้ตระกูลฉิน
ส่วนกระดูกที่เลาะออกมาก็นำไปมอบให้ครอบครัวที่มีผู้อาวุโส เพื่อนำไปตุ๋นน้ำแกงบำรุงร่างกาย
ส่วนหัวและเท้า หัวหน้าหมู่บ้านตัดสินใจมอบให้ตระกูลฉินทั้งหมด
สือไห่ถังมีฝีมือการทำอาหาร นางนำส่วนหัวและเท้าที่หัวหน้าหมู่บ้านให้มา ไปลวกน้ำเพื่อกำจัดขน จากนั้นใส่เครื่องเทศแล้วนำไปตุ๋นในหม้อ
ครั้นตุ๋นได้ที่แล้วแต่ละครัวเรือนก็จะได้รับส่วนแบ่งคนละชาม ไม่ได้มากมายอะไร แค่พอให้ได้ลิ้มรสชาติ ส่วนเนื้อที่ได้รับส่วนแบ่งมานั้น ทุกบ้านต่างก็หวงแหน นำไปแขวนไว้บนขื่อบ้านและปล่อยให้แห้ง นับเป็นกับข้าวชั้นเลิศยามต้องเผชิญหน้ากับฤดูหนาวอันแสนโหดร้าย
หมูป่าที่ตั้งใจจะลงมาหาอาหารในหมู่บ้าน กลับกลายเป็นอาหารอันโอชะในปากของชาวบ้านไปเสียแล้ว
เรื่องราวความวุ่นวายจากหมูป่าในครั้งนี้ จะว่าใหญ่โตก็ไม่เชิง จะว่าเล็กน้อยก็ไม่ถูก มันถูกสะสางลงอย่างง่ายดายภายในหมู่บ้านตระกูลฉินโดยไม่มีใครล่วงรู้
ชาวบ้านทุกคนในหมู่บ้านต่างก็พึงพอใจยิ่งนัก
ไม่มีผู้ใดสนใจหรอกว่าพวกฉินเหล่าซื่อขายหมูป่าแล้วจะได้เงินมาเท่าใด และไม่มีใครคิดจะอิจฉาด้วย เพราะหมูป่าเหล่านั้นลงจากเขาเพื่อมาทำลายพืชผลของตระกูลฉิน
และยังเป็นตระกูลฉินที่ลงมือสังหารหมูป่าเหล่านี้ หากแม้ตระกูลฉินจะเก็บเนื้อหมูป่าไว้ทั้งหมด ก็ไม่มีผู้ใดสามารถเอ่ยคำใดได้
ยามเย็นวันนี้ ทุกครัวเรือนต่างได้ลิ้มรสเนื้อหมูป่า
แม้จะไม่ใช่เนื้อหมูที่พวกเขาได้ส่วนแบ่งมา และเป็นส่วนหัวและเท้าที่สือไห่ถังปรุงรส
แต่ด้วยฝีมือการปรุงอาหารชั้นเลิศของสือไห่ถัง ทำให้เนื้อหมูป่าไม่มีกลิ่นสาบและไม่เหนียว ค่ำคืนนี้พวกเขาจึงได้กินข้าวเพิ่มอีกสองชาม
ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินลากหมูป่าสามตัวเข้าเมือง มุ่งหน้าไปหาคนขายเนื้อหวง แม้ราคาหมูป่าจะไม่สูงเท่าหมูบ้าน แต่คนขายเนื้อหวงก็ยินดีรับซื้ออย่างยิ่ง
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังจ่ายเงินให้สิบสองตำลึง มากกว่าราคาปกติถึงสามตำลึง
นี่ไม่ใช่เพราะเหตุผลอื่นใดนอกจากความหายากของมัน
ตั้งแต่เช้าวันนี้ยังไม่มีฝนโปรยปรายเลยสักหยด คาดว่าปีนี้คงจะเกิดภัยแล้งอย่างหนัก เห็นทีพืชผลคงจะไม่มีผลผลิตให้เก็บเกี่ยว คนยังแทบจะกินกันยังไม่อิ่ม ไหนเลยจะมีกำลังเลี้ยงหมูได้
ร้านขายเนื้อในอำเภอหลายร้านไม่มีเนื้อขายมาหลายวันแล้ว
ร้านของเถ้าแก่ก็เช่นกัน สามวันก่อนก็มีพ่อบ้านตระกูลมั่งคั่งมาถามหาซื้อเนื้อ คราวนี้ตระกูลฉินนำหมูป่าสามตัวนี้มาให้ นับว่าช่วยชีวิตเขาไว้ได้ทันเวลาพอดี
เนื้อหมูป่าแม้จะอร่อยไม่เท่าเนื้อหมูบ้าน แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีเนื้อเลยสักชิ้น
ยิ่งเป็นตระกูลมั่งคั่งในอำเภอ หากวันใดไม่ได้กินเนื้อเข้าไปสักชิ้นคงจะกระสับกระส่ายไปทั้งวัน
หมูป่าสามตัวที่ตระกูลฉินนำมานั้น น้ำหนักรวมกันเกือบหกร้อยชั่ง แค่เอามาเคี่ยวเอาน้ำมันหมูอย่างเดียวก็ได้น้ำมันมาไม่น้อย
ครั้นเถ้าแก่หวงเพิ่งจะชำแหละเนื้อหมูเสร็จสิ้นและวางเรียงรายอยู่บนเขียงก็ถูกเหล่าพ่อบ้านที่ตามกลิ่นเนื้อหอมโชยมาแย่งกันซื้อจนหมดเกลี้ยงในพริบตา
เถ้าหวงทำกำไรไปไม่น้อย คิดในใจว่าครั้งหน้าถ้าฉินเหล่าซื่อกับเฉินฮั่นหลินนำสิ่งใดมาขายอีก เขาจะต้องให้ราคาสูงกว่านี้แน่นอน
ฝ่ายฉินเหล่าซื่อกับเฉินฮั่นหลินก็พอใจกับจำนวนเงินที่ได้ พวกเขาออกจากร้านขายเนื้อแล้วก็พากันไปเที่ยวเตร่ในเมือง
ตั้งแต่เกิดภัยแล้ง พวกเขาก็ไม่ได้ย่างกรายเข้ามาในอำเภอเลย พอได้มาวันนี้จึงรู้ว่าที่นี่ดูทรุดโทรมลงกว่าแต่ก่อนนัก
เบื้องหน้าร้านธัญพืชหย่งฮุยคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่ยืนต่อแถวยาวเหยียด ทุกคนล้วนถือถุงและมองไปยังประตูร้านด้วยแววตากังวล
บนแผ่นไม้ที่ติดประกาศร้านธัญพืชหย่งฮุย บอกราคาข้าวสารที่พุ่งสูงขึ้นกว่าเดิมถึงสามเท่า แต่ถึงกระนั้น ภายในร้านก็แทบจะไม่มีธัญพืชขายแล้ว
ส่วนอีกฟากฝั่งหนึ่งซึ่งมีผู้คนต่างพากันมาชุมนุม ก็ปรากฏแถวอันยาวเหยียดไม่ต่างกัน แต่ต่างตรงที่ร้านนั้นขายธัญพืช แต่ตรงนี้ต่างถือถังในน้ำไว้ในมือ
ทางทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศใต้ และทิศเหนือของเมืองล้วนมีบ่อน้ำอย่างละหนึ่งบ่อ ตอนขุดบ่อขุดลึกลงไปเยอะ แม้แต่ในช่วงหน้าแล้งแบบนี้ ก็ยังพอตักน้ำโคลนสีเหลืองขึ้นมาได้บ้าง
นายอำเภอจึงสั่งให้คนเฝ้าบ่อน้ำไว้ อนุญาตให้แต่ละครัวเรือนตักน้ำได้เพียงครึ่งถังเล็กๆต่อวัน จะพอหรือไม่พอก็ต้องทนเอา
ฉินเหล่าซื่อเหลือบมองเฉินฮั่นหลิน สองพี่น้องต่างเห็นความหวาดกลัวในแววตาของอีกฝ่าย
โชคยังดีที่พวกข้าตุนเสบียงไว้ก่อนหน้านี้...
บทที่ 128: เรื่องน่าสงสัย
สองพี่น้องเห็นอำเภอที่เคยรุ่งเรืองกลับต้องเผชิญกับความแห้งแล้งเช่นนี้ พวกเขาก็ไม่กล้าอยู่ต่อ อยากกลับไปดูแลผืนแผ่นดินสีเขียวที่บ้านใจจะขาด แต่ด้วยความเป็นห่วงเด็กสองคนที่กำลังศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่สำนักศึกษาเติงเคอ พวกเขาจึงตั้งใจแวะไปที่นั่นสักหน่อย
ลิ่งอวี่ยังคงพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน มีเพียงลิ่งหมิงและลิ่งเฟิงเท่านั้นที่อยู่ที่สำนักศึกษา ไม่นานนัก สองพี่น้องก็วิ่งมาหาพวกเขาที่ประตูหลัง ครั้นเห็นอาสี่และอาฮั่นหลินก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง
เด็กทั้งสองดูผอมลงเล็กน้อย แต่ริมฝีปากยังเต่งตึงดูไม่เหมือนคนขาดน้ำ
ฉินเหล่าซื่อเห็นแล้วพลอยโล่งใจ เขาดึงเด็กทั้งสองมาถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง ได้ความว่า ช่วงเวลาวัยเด็กของอาจารย์ใหญ่แห่งสำนักศึกษาเติงเคอเคยประสบภัยแล้งมาก่อน จึงได้ลงทุนขุดบ่อน้ำลึกสองบ่อตอนสร้างสำนักศึกษา
ช่วงนี้การใช้น้ำในสำนักศึกษาจึงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เด็กทั้งสองคนก็เป็นห่วงบ้านเช่นกัน และยิ่งเป็นห่วงพี่ใหญ่ที่ได้รับบาดเจ็บยิ่งนัก
“อาสี่ ท่านช่วยไปปรึกษาท่านย่าหน่อยเถิด พวกข้าอยากให้ครอบครัวเราย้ายเข้าไปอยู่ในอำเภอ ประจวบเหมาะกับเรือนหลังตรงข้ามสำนักศึกษาของเรากำลังประกาศขาย พวกข้าอยากให้ท่านย่าเช่าเรือนหลังนั้นไว้ พวกข้าจะได้เอาน้ำกลับไปให้ที่บ้านได้ทุกวัน แม้จะไม่มากมายนัก แต่อย่างน้อยก็คงไม่ถึงกับขาดน้ำ”
ฉินเหล่าซื่อได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกปลื้มใจยิ่งนัก ฝ่ามือหยาบกร้าบลูบศีรษะหลานชายทั้งสองด้วยความเอ็นดูพลางกระซิบเบาๆ ถึงเรื่องที่บ่อน้ำในบ้านยังมีน้ำเหลืออยู่
ดวงตากลมโตของเด็กน้อยทั้งสองแดงก่ำด้วยความตื่นเต้นระคนดีใจ “ดีจริง! ดีจริงๆ! หลายวันมานี้ พวกข้านอนฝันถึงบ้านทุกคืน พวกข้าเป็นห่วงกลัวว่าทุกคนจะไม่มีน้ำดื่ม โดยเฉพาะน้องสาวตัวน้อยของพวกข้า”
“ท่านย่ามักจะกล่าวว่าน้องสาวเป็นเด็กที่เกิดมาพร้อมบุญวาสนา นางเกิดมาเพื่อนำพาความโชคดีมาสู่ครอบครัวเรา บัดนี้ สิ่งที่ท่านย่ากล่าวไว้คงจะเป็นจริงแล้วกระมัง”
บ้านของพวกเขานั้นตั้งอยู่บนเนินที่ค่อนข้างต่ำกว่าบ้านหลังอื่นๆในหมู่บ้าน ทว่าบ่อน้ำของหมู่บ้านที่อยู่บนเนินที่สูงกว่ากลับแห้งขอดไร้น้ำ มีเพียงบ่อน้ำที่บ้านของพวกเขาเท่านั้นที่ยังคงมีน้ำเหลืออยู่ เหตุการณ์เช่นนี้ ล้วนเป็นเพราะสวรรค์เห็นใจที่เล่อเหนียงต้องเผชิญกับความยากลำบาก จึงได้โปรดเมตตาประทานน้ำฝนอันชุ่มฉ่ำให้แก่ครอบครัวของพวกเขา
ฉินเหล่าซื่อรู้สึกภาคภูมิใจยิ่งนักเมื่อได้ยินเช่นนั้น เพราะเล่อเหนียงคือบุตรสาวของเขาอย่างไรเล่า
จากนั้นฉินเหล่าซื่อจึงแบ่งเงินที่ได้จากการขายหมูป่าให้แก่หลานชายทั้งสอง คนละสองตำลึงเงิน
“พวกเจ้าจงเก็บเงินนี้ไว้ให้ดี เก็บไว้ใช้ในยามจำเป็น หากสำนักศึกษาเกิดเรื่องไม่ชอบมาพากล ก็รีบหาเช่ารถม้ากลับบ้านทันที อย่าช้าแม้แต่นิดเดียว”
“พวกข้าทราบแล้วขอรับอาสี่”
ฉินเหล่าซื่อกำชับหลานชายทั้งสองอีกครั้ง “ลิ่งหมิง เจ้าเป็นพี่ชาย ต้องดูแลน้องชายให้ดี เจ้ารู้จักนิสัยน้องชายเจ้าดี ลิ่งเฟิงมักจะใจร้อนวู่วาม เจ้าจงช่วยดูแลน้องชายด้วย”
ฉินลิ่งหมิงเหลือบมองผู้เป็นอาพลางหันไปมองฉินลิ่งเฟิงที่ยังคงงุนงงอยู่ จึงตอบเคล้ารอยยิ้ม
“ข้าทราบแล้วขอรับ อาสี่ ข้าจะดูแลเขาให้ดีเชียวล่ะขอรับ”
ฝ่ายฉินลิ่งเฟิงไม่พอใจร้องประท้วง “อาสี่ ท่านรังแกข้า เขาเกิดตอนกลางคืน ข้าเกิดตอนเช้าห่างกันไม่ถึงวันด้วยซ้ำ”
“หนึ่งชั่วยามก็ถือว่าเป็นพี่ พวกเจ้ารีบเข้าไปเถอะ ข้ากับอาฮั่นหลินของพวกเจ้าจะกลับแล้ว”
ฉินเหล่าซื่อมองส่งหลานชายทั้งสองกลับเข้าสำนักศึกษาแล้วจึงพาเฉินฮั่นหลินกลับ
“ท่านกำชับลิ่งหมิงเช่นนั้น ข้ากลัวว่าเฟิงเอ๋อร์จะคิดมากเอาได้นะ ในความคิดข้า ลิ่งเฟิงสุขุมกว่าลิ่งหมิงเสียอีก”
ฉินเหล่าซื่อคลี่ยิ้มไม่ตอบคำใดกับเฉินฮั่นหลิน หยิบแป้งทอดผักป่าในอกเสื้อขึ้นมากัดกิน
เฉินฮั่นหลินรู้สึกเสียหน้า ยกมือไม้ลูบจมูกตัวเอง ยกแส้ในมือขึ้นสะบัดลงบนวัวเพื่อบังคับเกวียนกลับบ้าน หากเขาเหลือบมองฉินเหล่าซื่อเล็กน้อย ก็คงเห็นแววตาเย็นชาของอีกฝ่าย
ไม่ต้องพูดถึงว่าเหตุใดแววตาฉินเหล่าซื่อถึงฉายแววเย็นชาเช่นนั้น เพราะบนอีกฟากของถนน ขอทานผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งผู้หนึ่งนั่งหมอบอยู่หน้าร้านซาลาเปามานานแล้ว
ขณะที่เถ้าแก่ร้านหันหลัง อีกฝ่ายก็รีบคว้าซาลาเปาขนาดใหญ่สองลูกแล้ววิ่งหนีไป
“ขโมย! จับนางไว้!”
เถ้าแก่ร้านตะโกนไล่หลัง พร้อมกับคว้าไม้คลึงแป้งวิ่งไล่ตามขอทานคนนั้นไป ขอทานนางนั้นเห็นคนวิ่งไล่ตามมาจึงยัดซาลาเปาเข้าปากอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ด้วยความทุลักทุเลไม่นานนางก็ถูกจับได้
“นางขอทานตัวเหม็น! กล้าดีอย่างไรมาขโมยของถึงร้านข้า!”
เจ้าของร้านฟาดไม้คลึงแป้งลงบนร่างนางอย่างไม่ยั้ง พร้อมกับด่าทอสาปแช่งไม่หยุด
ขอทานนางนั้นไม่สนใจแรงฟาดแม้แต่น้อย นางขดตัวกอดซาลาเปาไว้แน่น แล้วพยายามยัดเข้าปากอย่างเอาเป็นเอาตาย ทันใดนั้นประตูสำนักศึกษาเติงเคอก็เปิดออก เหล่าบัณฑิตต่างทยอยกันออกมาจับจ่ายซื้อของ
ขอทานนางนั้นจ้องมองไปยังกลุ่มบัณฑิตเหล่านั้นด้วยสายตาตกตะลึง นางถึงกับลืมแม้กระทั่งจะหายใจ ความเจ็บปวดจากไม้ที่ฟาดลงบนศีรษะของนาง ทำให้นางได้สติกลับมา
ไม่รู้ว่าเหตุใดยาจกผู้นั้นจึงมีเรี่ยวแรงขึ้นมาอย่างกะทันหัน พลิกกายลุกขึ้นคว้าเถ้าแก่แล้วผลักเขาจนล้มลงกับพื้น ก่อนจะเอามือกุมใบหน้าวิ่งหนีไป
……
“ท่านพ่อ อาฮั่นหลิน พวกท่านได้กลิ่นหรือไม่ ป้าสะใภ้สามทำพะโล้กลิ่นหอมกรุ่นอีกแล้ว”
ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินเพิ่งก้าวเข้ามาในบ้าน เสี่ยวลิ่วก็พุ่งเข้ามาหาฉินเหล่าซื่อราวกับกระสุนปืนใหญ่ เข้ามากอดขาออดอ้อน
เฉินฮั่นหลินสูดดมกลิ่นแรงๆ แล้วเดินตามกลิ่นเข้าไปในครัว ครั้นเห็นหม้อที่ยังมีไอร้อนลอยกรุ่นอยู่ก็ไม่ได้กลัวความร้อน คว้าขาหมูขึ้นมากัดหนึ่งที
“อู้ว อู้ว ร้อน ร้อน ร้อนไปหมด” เฉินฮั่นหลินกัดเข้าไปคำเดียวก็โดนความร้อนลวกปากจนสะดุ้งโหยง ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ยอมวางขาหมูในมือลง ยังคงกระโดดไปพลางกัดขาหมูไปพร้อมกับเอ่ยปากชมไม่หยุด
“พี่สะใภ้สาม ฝีมือของท่านเลิศล้ำยิ่งนัก ข้าเพิ่งเคยกินหมูพะโล้ที่ออกจากหม้อ รสชาติอร่อยอย่าบอกใครเชียว”
สือไห่ถังทั้งขำทั้งเอือมระอา รีบหยิบตะเกียบส่งให้เขา
“เจ้าค่อยๆกินเถิด เจ้าก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ทำตัวเช่นนี้เหมือนหลี่อันหมอเทวดาผู้นั้นไม่มีผิด”
“โอ๊ย! พี่สะใภ้สาม ท่านก็รู้อยู่เต็มอก ข้าชอบนักรสชาติหมูพะโล้เช่นนี้ หากได้จิบเหล้าชั้นยอดคู่กันไป คงจะเพิ่มรสชาติให้อาหารจานนี้อีกมาก”
เฉินฮั่นหลินกลืนเนื้อในปากลงท้องก่อนจะกัดคำโตอีกคำพลางเอ่ยว่า “ข้าตัดสินใจแล้ว! ในอนาคตหญิงที่จะมาเป็นฮูหยินของข้า ต้องมีฝีมือไม่เป็นรองพี่สะใภ้สามเป็นอันขาด! งดงามหรือไม่ข้าไม่ได้ใส่ใจ ขอเพียงแต่นางมีฝีมือเช่นนี้ก็เพียงพอแล้ว!”
“และ... และต้องมีฝีมือการเย็บปักถักร้อยอย่างพี่สะใภ้สี่ด้วย! นอกนั้นข้าไม่ขอเรียกร้องอะไรอีก”
“เช่นนั้นฮูหยินของเจ้าคงจะน่าสงสารนัก” สือไห่ถังเอ่ยอย่างเอือมระอา
เฉินฮั่นหลินครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ “นั่นสินะ หญิงที่มีฝีมือเช่นพี่สะใภ้ทั้งสองหาได้ยากนัก เช่นนั้นข้าไม่แต่งงานดีกว่า ใช้ชีวิตอย่างนี้ไปจนแก่เฒ่า หากท้องหิวก็ยังมีพี่สะใภ้สามทำอาหารเลิศรสให้กิน หากอาภรณ์ชำรุดก็ยังมีพี่สะใภ้สี่ซ่อมแซมให้”
สือไห่ถังได้แต่กุมขมับ สบตากับหลิวซิ่วเถาที่กำลังก่อไฟ ทั้งสองได้แต่นิ่งงัน
เด็กผู้นี้ชักจะทำตัวพิลึกขึ้นทุกวัน สวรรค์! โปรดนำเฉินฮั่นหลินผู้อ่อนโยน สุภาพเรียบร้อยกลับมาด้วยเถิด!
“เฉินฮั่นหลิน! เจ้าเด็กเหลือขอ! ไม่คิดจะแต่งภรรยาแล้วยังอยากจะให้ภรรยาข้าหุงข้าวให้เจ้ากินตลอดชีวิตอีกหรือ เจ้าได้จ่ายค่าข้าวหรือไม่!” ฉินเหล่าซานเดินเข้ามาพร้อมตะกร้าผักเอ่ยเหน็บแนมทันทีที่ได้ยิน
“พี่สาม ท่านพูดเรื่องอะไรน่ะ พวกเราไม่ใช่ครอบครัวเดียวกันหรือ”
“ไสหัวไปไกลๆเลย ใครเป็นญาติกับเจ้ากัน! ยังใฝ่ฝันอยากกินฝีมือภรรยาข้าอยู่หรือ ข้าบอกให้เอาบุญนะ! ต่อจากนี้ถ้าอยากกินของอร่อยก็ต้องจ่ายเงิน”
“ถ้าอย่างนั้น ข้าจะไปฟ้องท่านป้าว่าพี่สามรังแกข้า”
“เจ้าเด็กเหลือขอ เจ้า…”
ฉินเหล่าซื่อฟังเฉินฮั่นหลินทะเลาะกับพี่สามของตนก็ส่ายหน้าอย่างระอา ก่อนจะพาลูกชายเดินไปยังห้องของแม่เฒ่าฉิน
บทที่ 129: รีบหาเงิน
มื้อเย็นวันนี้หมูสามชั้นพะโล้สูตรสือไห่ถัง นางยังหั่นเนื้อส่วนเล็กๆมาสับแล้วทำเป็นผัดผักเค็มอีกหนึ่งจาน ส่วนหงอวี่และฉินเยาเยา สือไห่ถังทำน้ำแกงและไข่ตุ๋นเนื้อสับให้พวกเขา
ฝีมือการทำอาหารของสือไห่ถังแทบไม่ต้องพูดถึง เพียงแค่ผัดผักธรรมดาก็อร่อยจนคนในบ้านกินข้าวไปถึงสองชาม ยิ่งเป็นหมูพะโล้สูตรเด็ดของนางแล้ว ต่อให้แค่ราดน้ำพะโล้ลงบนข้าว ครอบครัวของแม่เฒ่าฉินถึงกับกินข้าวไปคนละสามชาม
“สะใภ้สาม เย็นนี้เจ้าช่วยทำน้ำพริกเนื้อแล้วทำแป้งหมักไว้หน่อยได้หรือไม่ พรุ่งนี้เช้าค่อยทำแป้งทอด จากนั้นพวกเราก็จะเข้าเมืองไปเยี่ยมหมิงเอ๋อร์กับเฟิงเอ๋อร์”
สือไห่ถังชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบตกลงด้วยความดีใจ
“ได้เจ้าค่ะท่านแม่ ท่านวางใจเถิด ข้าจะจัดการเอง” สือไห่ถังกล่าวอย่างยินดี
แม่เฒ่าฉินนั้นกังวลเรื่องของหลานชายทั้งสองมาโดยตลอด ยิ่งช่วงนี้เกิดภัยแล้ง กลางค่ำกลางคืนอันเงียบสงัด ความกังวลที่มีต่อหลานชายทั้งสองก็ยิ่งทวีคูณ
ไม่รู้ว่าอยู่ที่สำนักศึกษาพวกเขาอดอยากปากแห้งหรือมีกินมีใช้อิ่มหนำสำราญหรือไม่
ถึงแม้ฉินเหล่าซื่อจะบอกกับนางแล้วว่าที่สำนักศึกษาไม่ได้ขาดแคลนน้ำและอาหาร แต่หากไม่ได้เห็นหลานชายทั้งสองกับตา ต่อให้ลูกชายพูดจนปากเปียกปากแฉะ นางก็ไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด
ตอนนี้เป็นเวลาอันควรแก่การไปเยี่ยมเยียนหลานชายทั้งสอง ดูว่าพวกเขาใช้ชีวิตลำบากยากเข็ญเพียงใด และเพื่อสืบหาความจริงในเรื่องหนึ่งให้กระจ่าง
สือไห่ถังกล่าวกับมารดาว่า “ท่านแม่ ตอนทำอาหารข้าต้มน้ำร้อนเตรียมเอาไว้แล้ว เผื่อว่าน้ำเย็นลงแล้วจะได้อาบน้ำชำระกายให้เล่อเหนียงเสียหน่อย ช่วงนี้ไม่ได้อาบน้ำ เล่อเหนียงตัวเหม็นเหนียวเหนอะหนะไปหมดแล้ว”
คำพูดของสือไห่ถังเรียกเสียงหัวเราะจากคนในตระกูลฉินได้เป็นอย่างดี เล่อเหนียงได้ยินดังนั้นก็ไม่ยอมอยู่เฉย นางนั่งเบ้ปากมองหน้าสือไห่ถัง ส่งสายตาตัดพ้อประณามการกระทำของป้าสะใภ้ผู้นี้
สือไห่ถังได้แต่แอบยิ้มมุมปาก ทำราวกับว่าไม่เห็นสีหน้าของเล่อเหนียง
“พวกข้าก็อยากอาบ พวกข้าก็อยากอาบ!” ลิ่งผิงและลิ่งอันต่างก็ยกมือขึ้นส่งเสียงร้องขอบ้าง
“ตงตงก็อยากอาบ!” ฉินลิ่งตงเอ่ยเสียงแผ่วพลางชูมือขึ้นอย่างอายๆ ในอ้อมกอดของหลี่ซิ่วเถา
เขาก็อยากอาบน้ำเหมือนกัน เมื่อวานเขาทำอุจจาระราดกางเกง ท่านแม่ก็ไม่ได้อาบน้ำให้เขา เพียงแต่หยิบเศษผ้าผืนหนึ่งมาเช็ดก้นให้สะอาดแล้วก็สวมกางเกงให้ใหม่เท่านั้น แม้แต่ตอนนี้เขายังได้กลิ่นเหม็นโชยมาจากตัวเองเลย ช่วงนี้เขาเลยถูกเด็กๆในหมู่บ้านหัวเราะเยาะอยู่บ่อยครั้ง
“หยุดพูดจาไร้สาระได้แล้ว” แม่เฒ่าฉินตีมือเด็กๆคนละที “จะอาบน้ำก็ให้ปิดประตูอาบในบ้าน ตอนนี้บ้านขาดแคลนน้ำดื่ม พวกเจ้ายังจะมาแย่งน้ำเขาอาบอีก หากให้ใครเห็นเข้าคงถูกเขาเอาไปนินทาลับหลังได้”
“ข้าทราบแล้ว ท่านย่า!” หลานชายทั้งสองอย่างฉินลิ่งผิงและฉินลิ่งอันรีบรับคำในทันที
เล่อเหนียงกินโจ๊กไข่ไปได้เพียงครึ่งชามก็อิ่มท้อง เวลานี้จึงซุกตัวในอ้อมอกของท่านย่าและเริ่มง่วงนอนขึ้นมาอีกครั้ง ใต้ตาของหงอวี่นั้นมีรอยคล้ำเช่นกัน เขากินโจ๊กไข่ในชามราวกับเป็นเครื่องจักรที่ไร้ความรู้สึก
เมื่อเทียบกับการกินแล้ว เขาอยากนอนมากกว่า
แม่เฒ่าฉินและผู้ใหญ่คนอื่นๆ ต่างรู้สึกสงสารพวกเขายิ่งนัก
ทุกคืนเมื่อเล่อเหนียงออกไปเติมน้ำ พวกเขามักจะตามไปดูแลอยู่ห่างๆ เป็นเช่นนี้อยู่ทุกวัน แม้แต่ผู้ใหญ่เองก็แทบจะทนไม่ไหว แล้วเด็กทารกที่ยังไม่ครบขวบจะทนได้อย่างไร
“สวรรค์ โปรดเมตตาช่วยให้ฝนตกโดยเร็วด้วยเถิด หากเป็นเช่นนี้ต่อไป พวกข้าคงทนไม่ไหวแล้ว”
“หากท่านต้องการจะลงโทษ โปรดเปลี่ยนวิธีการลงโทษได้หรือไม่”
ฉินเหล่าซื่อไม่อยากให้มารดาของตนต้องเป็นกังวลจึงกล่าวว่า “ท่านแม่ อีกเพียงครึ่งเดือนพืชผลในนาก็สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว ช่วงครึ่งเดือนนี้พวกเราผลัดกันเฝ้ายามไม่ได้รู้สึกเหนื่อยแต่อย่างใด”
เฉินฮั่นหลินพูดขึ้นว่า “ท่านป้า อดทนอีกหน่อยเถิดขอรับ อีกเพียงครึ่งเดือนก็จะเก็บเกี่ยวได้แล้ว หากต้องละทิ้งพืชผลเหล่านี้ในตอนนี้ก็น่าเสียดายนัก”
แม่เฒ่าฉินถอนหายใจ ลูกชายหลานชายผอมแห้งผิวดำคล้ำขึ้นขนาดนี้จะเรียกว่าไม่เหนื่อยได้อย่างไร เพียงแต่หากให้นางล้มเลิกการเพาะปลูกในตอนนี้ นางก็รู้สึกเสียดายยิ่งนัก จึงได้แต่โอบกอดและจุมพิตหลานสาวด้วยความเอ็นดู
แม่เฒ่าฉินอาบน้ำให้เล่อเหนียงเสร็จก็สวมตู่โต้วให้และปล่อยให้เล่อเหนียงคลานเล่นบนเตียง ส่วนหงอวี่ก็ได้แต่นั่งมองเล่อเหนียงเล่นซุกซนด้วยแววตาเอ็นดู
ฉินเยาเยาได้ยินเสียงป้าสะใภ้สามและมารดากำลังผสมแป้งและทำน้ำพริกเนื้อสับอยู่ที่ห้องครัว จึงไม่นิ่งเฉย หยิบผักจำนวนมากออกมาจากมิติ
หงอวี่เห็นเล่อเหนียงเนรมิตผักออกมาเป็นครั้งแรกก็ถึงกับตะลึงงันไป ทว่านางไม่ได้สนใจหงอวี่ ยังคงหยิบผักออกมาจากมิติต่อไป ผักกาดขาว ผักกาดเขียว ผักกาดหอม ถั่วลันเตา แตงกวา รวมถึงฟักทองลูกกลมดิกสองลูก และฟักทองกลมป้อมอีกสองลูก
แม่เฒ่าฉินมองการกระทำของเล่อเหนียงพลางคาดเดา “หลานรักของย่า ผักมากมายเช่นนี้ เจ้าอยากนำไปขายในเมืองพรุ่งนี้ใช่หรือไม่”
“แอ้!”
ฉินเยาเยายิ้มรับพลางพยักหน้า นางเห็นด้วยกับความคิดนี้ ยามฝนตกต้องตามฤดูกาล ผักเหล่านี้ล้วนไร้ค่า ทว่าไม่ใช่ในยามนี้ ผักสดเช่นนี้ย่อมมีราคาแพงกว่าหลายเท่า พวกนางต้องรีบคว้าโอกาสทำกำไรเสียแล้ว
แม่เฒ่าฉินจึงรีบเรียกฉินเหล่าซื่อและคนอื่นๆ เข้ามาช่วยกันมัดผักสดใส่ตะกร้า
ขณะที่ฉินเหล่าซื่อกับคนอื่นๆ กำลังขนผักขึ้นรถ หลี่ซิ่วเถาก็ช่วยกันรดน้ำผักเพื่อรักษาความสด
ด้วยอากาศที่ร้อนระอุเช่นนี้ หากไม่รดน้ำเสียหน่อย ผักพวกนี้คงเหี่ยวเฉาในเวลาไม่นาน
ในที่สุดผักสดก็ถูกขนขึ้นแน่นเต็มคันรถม้า
แม่เฒ่าฉินกำชับฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินอีกครั้ง “หล่าซื่อ ฮั่นหลิน พวกเจ้ารีบเดินทางเข้าเมืองก่อนฟ้าจะสว่าง พอประตูเมืองเปิดปุ๊บก็รีบหาบ้านครอบครัวมั่งคั่งแล้วขายผักพวกนี้เสีย แต่ว่าให้ส่งที่ตระกูลเผ่ยก่อนหนึ่งตะกร้า”
“เมื่อขายหมดแล้วค่อยกลับมา ถึงเวลานั้นพวกเราจะเข้าเมืองพร้อมกันอีกที”
“ขอรับท่านแม่”
“ท่านป้าโปรดวางใจ พวกข้าจะทำตามอย่างเคร่งครัด”
ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธ อีกทั้งเฉินฮั่นหลินผู้นี้ยังเฉลียวฉลาด บิดามารดาของเขาเป็นพ่อค้า การค้าขายเก็งกำไรเช่นนี้จึงเหมาะสมแก่เขาที่สุด
สองศรีพี่น้องคู่นี้รู้ที่มาของผักเป็นอย่างดี พวกเขาจึงไม่เอ่ยสิ่งใดและรีบขึ้นรถม้าแล้วตรงเข้าเมืองทันที ไม่ต้องกล่าวถึงผู้อื่น แม้แต่ฉินเหล่าซื่อก็ยังตระหนักถึงโชคลาภของเล่อเหนียงเป็นอย่างดี
ฉินเยาเยาใกล้จะครบขวบปีแล้ว นับตั้งแต่พวกเขาอพยพหนีตายก็มีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นไม่หยุด บ้างก็มีกระต่ายฆ่าตัวตาย บ้างก็มีมันเทศผุดขึ้นมาบนพื้นดิน บัดนี้พวกเขาได้เห็นกับตาว่าแล้วว่าเล่อเหนียงเป็นคนเติมน้ำใส่ลงไปในบ่อน้ำ พวกเขาจึงไม่มีอะไรให้เคลือบแคลงใจอีกต่อไป
ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินรออยู่ที่หน้าประตูเมืองจนกระทั่งประตูเมืองเปิด พวกเขาจ่ายเงินค่าผ่านทางสิบอีแปะจากนั้นก็เข้าเมืองอย่างง่ายดาย
ฉินเหล่าซื่อจดจำคำสั่งของมารดาได้ขึ้นใจ เขาจึงเอาผักกาดสองตะกร้าไปส่งที่บ้านตระกูลเผ่ยก่อนเป็นอันดับแรง ครั้นพ่อบ้านเผ่ยเห็นผักกาดสองตะกร้าที่ตระกูลฉินนำมาให้ ดวงตาก็เป็นประกาย ยิ้มกว้างจนเห็นฟันครบทุกซี่
หลายวันมานี้นายท่านไม่กินผักเลย ทำให้ร่างกายเกิดอาการร้อนใน ประจวบเหมาะกับตระกูลฉินเอาผักมาให้ กลายเป็นช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้พวกเขาได้ทันท่วงที
“ขอบคุณพวกเจ้าด้วย พวกเจ้าช่วยข้าได้ทันเวลาพอดี หลายวันมานี้ฮูหยินไม่ได้ทานผักสด ปากของนางจึงเป็นแผลร้อนในเต็มไปหมด”
ฉินเหล่าซื่อเกาหัวนำตะกร้าผลไม้ใบเล็กที่อยู่บนรถม้าวางไว้หน้าประตู “พ่อบ้านเผ่ยรีบนำผลไม้พวกนี้ไปมอบให้ฮูหยินผู้เฒ่าเถอะ พวกข้าต้องรีบนำผักพวกนี้ไปขายก่อน”
พ่อบ้านเผ่ยสายตาว่องไวมองเห็นรถม้าที่มีผักเต็มคันรถจึงรีบรั้งฉินเหล่าซื่อไว้
“น้องฉิน ผักพวกนี้ที่บ้านเจ้ายังมีอีกหรือไม่”
ฉินเหล่าซื่อตอบว่า “ยังพอมีขอรับ แต่มารดาข้าจะขายหรือไม่นั้น ข้าก็ไม่อาจบอกได้ เพราะที่บ้านพวกเรามีคนเยอะ”
พ่อบ้านเผ่ยปรบมือชอบใจ “น้องชายทั้งสอง หากพวกเจ้าเชื่อใจข้า ข้าจะช่วยขายผักพวกนี้ให้เอง ราคาที่ข้าให้ดีกว่าที่พวกเจ้าขายเองแน่นอน พวกเจ้าว่าอย่างไร”
ฉินเหล่าซื่อกล่าวด้วยความดีใจ “ข้าจะไม่เชื่อใจพ่อบ้านเผ่ยได้อย่างไร หากท่านเต็มใจช่วยพวกข้า พวกข้าก็ยินดีอย่างยิ่ง”
พ่อบ้านเผ่ยผู้นี้รู้จักคนใหญ่คนโตมากกว่าพวกเขา เส้นสายก็กว้างขวางกว่าเป็นแน่แท้ หากให้เขาช่วย พวกเขาย่อมยินดียิ่งนัก
“เช่นนั้น พวกเจ้าจงขนผักลงมาเถิด อีกสักพักข้าจะติดต่อไปยังพ่อบ้านของแต่ละบ้าน หากพวกเขาได้เห็นผักที่สดสะอาดเช่นนี้ ดวงตาคงเบิกกว้างเท่าไข่ห่านเป็นแน่”
ฉินเหล่าซื่อกล่าว “เช่นนั้นพวกข้าขอตัวกลับก่อนขอรับ บ่ายนี้ข้าจะพาท่านแม่และคนในบ้านไปเยี่ยมหลานชายทั้งสอง”
“เช่นนั้นหากที่บ้านเจ้ายังมีผักก็นำมาด้วยเถิด ตอนนี้ของเช่นนี้เป็นที่ต้องการยิ่งนัก”
ฉินเหล่าซื่อรับคำก่อนจะขึ้นรถม้าและบังคับออกไป
เวลาเช่นนี้เหล่าพ่อบ้านของตระกูลมั่งคั่งต่างก็กำลังวุ่นวายกับการหาซื้อของสดใหม่ทั่วเมือง
ชาวบ้านทั่วไปต่างก็ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำและอาหาร แต่สำหรับพวกคนรวยที่คุ้นเคยกับอาหารรสเลิศแล้ว ชีวิตที่ขาดแคลนผักและผลไม้ แม้แต่น้ำก็ไม่สามารถใช้ได้อย่างสบาย ชีวิตเช่นนี้ทรมานยิ่งกว่าความตายเสียอีก
ครั้นพวกเขาทุกข์ทรมาน เหล่าพ่อบ้านและบริวารก็ร้อนใจ พวกเขาถูกตำหนิเป็นเรื่องปกติ บางคนถึงขั้นถูกเฆี่ยนตีลงโทษ กลายเป็นที่ระบายอารมณ์ของเจ้านาย
บทที่ 130: ล้อเล่นจนเกินงาม
ฉินเหล่าซื่อให้เฉินฮั่นหลินรอข่าวของพ่อบ้านเผ่ยอยู่ที่เดิม ส่วนตนเองก็บังคับรถม้ากลับบ้านโดยไม่หยุดพัก
ชาวบ้านตระกูลฉินกำลังตักน้ำเห็นฉินเหล่าซื่อกลับมาทั้งที่ยังเช้าตรู่ด้วยสภาพเหน็ดเหนื่อยต่างก็พากันแปลกใจ ทว่าฉินเหล่าซื่อไม่มีเวลาทักทายพวกเขาและรีบกลับเข้าบ้านทันที
ฉินเยาเยาเพิ่งกินข้าวเสร็จก็นอนคว่ำเล่นกับหงอวี่อยู่บนเตียงเตา พอได้ยินบิดาเล่าเรื่องที่น่าสนใจก็ตื่นเต้นดีใจจนตัวสั่น เรื่องสนุกแบบนี้นางจะพลาดได้อย่างไร
ฉินเยาเยาหยิบผักจากพื้นที่มิติออกมาหลายตะกร้า จากนั้นปล่อยกระต่ายออกมาหลายสิบตัว ชั่วพริบตา ห้องของท่านแม่เฒ่าฉินก็เต็มไปด้วยกระต่ายสีขาวสะอาดตา
ตอนนี้นางปวดหัวที่สุดก็เรื่องกระต่าย เพราะพวกมันขยายพันธุ์เก่งมาก
เดือนหนึ่งออกลูกทีหนึ่ง!
หนึ่งครอกมีลูกเป็นสิบ!
กระต่ายเหล่านั้นมองแล้วแสนน่ารักน่าเอ็นดู แต่กลับส่งกลิ่นเหม็นชั่วร้ายรัก แม้พื้นที่มิติจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ช่วยชำระล้างกลิ่นได้โดยอัตโนมัติ แต่พวกมันเป็นถึงฝูงกระต่าย กลิ่นเช่นนี้ยากจะบรรยายยิ่งนัก
นางขนย้ายตะกร้าบรรจุพุทราออกมาอีก พุทรานี้ล้วนเกิดจากเมล็ดที่นางคายทิ้งไว้ในพื้นที่มิติตอนกินพุทราเมื่อคราวก่อน
แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะแตกต่างจากพุทราที่ผ่านการตัดแต่งพันธุกรรมแบบในยุคปัจจุบัน รสชาติไม่ได้หอมหวานเท่า แต่สำหรับยุคสมัยนี้แล้วนับว่าเป็นสิ่งล้ำค่าหาได้ยากยิ่งนัก บัดนี้นางพลันนึกถึงข้อสงสัยขึ้นมาได้ ขณะอยู่ในยุคปัจจุบัน นางสามารถเข้าไปในพื้นที่มิติได้ทั้งตัว แล้วเหตุใดตอนนี้ถึงทำไม่ได้
เป็นเพราะพลังสนามแม่เหล็กหรือเป็นเพราะตัวนางกันแน่
ฉินเยาเยาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะสะบัดมือเล็กน้อย ปล่อยไก่ตัวผู้ตัวอ้วนท้วนออกมาอีกสิบกว่าตัว
ไก่ตัวผู้ไม่ได้เชื่องเท่าแม่ไก่
ฉินเยาเยาเพิ่งปล่อยไก่ตัวผู้ลงพื้นได้ไม่ทันไร ไก่ตัวที่ดูราวกับเป็นจ่าฝูงก็กระพือปีกบินขึ้นไปจิกหงอวี่ที่นั่งเหม่อลอยอยู่ข้างๆเข้าอย่างจัง บริเวณหว่างคิ้วถูกจิกจนเป็นแผลมีเลือดไหลซิบ
เหตุการณ์ไม่คาดฝันนี้ทำเอาฉินเหล่าซื่อกับแม่เฒ่าฉินตกใจแทบสิ้นสติ
หงอวี่รู้สึกเพียงหว่างคิ้วของเขาเจ็บปวด ก่อนที่เขาจะได้สติ ไก่ตัวนั้นก็กระพือปีกหมายจะจู่โจมเขาอีกครั้ง
“หงอวี่!”
แม่เฒ่าฉินพุ่งตัวเข้าปกป้องหงอวี่ กรงเล็บแหลมคมของไก่ตัวผู้จึงตะปบลงบนหลังของแม่เฒ่าฉินเต็มแรง ครานี้ฉินเหล่าซื่อจึงได้สติรีบพุ่งเข้าไปจับไก่ตัวต้นเหตุเอาไว้ จากนั้นมือทั้งสองข้างก็บิดคอเพียงพริบตามันก็สิ้นฤทธิ์ลง
ส่วนฉินเยาเยานั้นตกอยู่ในอาการตื่นตระหนก
นางไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าสัตว์ในมิติของนางจะดุร้ายถึงเพียงนี้ ถึงกับกล้าทำร้ายคนในครอบครัวของนาง
ช่างเป็นสัตว์อกตัญญูเสียจริง
“หงอวี่ เจ็บหรือไม่” แม่เฒ่าฉินดึงผ้าเช็ดหน้าผืนสะอาดข้างกายมาปิดแผลตรงคิ้วให้หงอวี่ ดวงตาทั้งสองข้างเอ่อล้นไปด้วยน้ำตาแห่งความสงสาร
“ท่านย่า ข้าไม่เป็นไร ไม่เจ็บเลยขอรับ” หงอวี่เห็นดวงตาของแม่เฒ่าฉินแดงก่ำจึงรีบเอ่ยปลอบ
เมื่อเห็นฉินเหล่าซื่อยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น แม่เฒ่าฉินจึงตะโกนเสียงดัง “เจ้ายังยืนบื้ออยู่ทำไม ทำไมไม่รีบไปตามหลี่อันอีก เจ้ากำลังรนหาที่ตายใช่หรือไม่”
ฉินเหล่าซื่อเพิ่งรู้สึกตัวจึงรีบวิ่งออกไปตามคน
“ฮือออ~”
ฉินเยาเยาได้สติกลับคืนมา เห็นผ้าเช็ดหน้าในมือแม่เฒ่าฉินเปื้อนเลือด แล้วมองดูใบหน้าซีดเซียวของพี่ชาย นางจึงร้องไห้โฮออกมา
“โอ๋ๆๆ เด็กดีของข้า อย่าร้องนะ อย่าร้องเลย”
แม่เฒ่าฉินลูบหลังเล่อเหนียงปลอบโยนเบาๆ คิดจะอุ้มหลานสาวขึ้นมา แต่อีกมือหนึ่งยังกดห้ามเลือดที่แผลของหลานชายอยู่ จึงทำได้เพียงปลอบหลานสาวด้วยความร้อนใจ
“เล่อเหนียงอย่าร้องไห้นะ ข้าไม่เป็นไร เจ็บนิดเดียวเอง”
หงอวี่เห็นเล่อเหนียงร้องไห้ก็รู้สึกเจ็บปวดหัวใจ อยากจะเดินเข้าไปกอดเล่อเหนียงไว้ แต่แม่เฒ่าฉินยังคงกดแผลเขาไว้ จึงทำได้เพียงร้อนใจ
ฉินเยาเยาเห็นความตั้งใจของพี่ชายจึงคลานเข้าไปกอดเอวเขา ใบหน้าเล็กๆร้องไห้จนแดงก่ำ
“ไม่ร้องนะ ไม่ร้อง ข้าไม่เป็นไรแล้ว ไก่นั่นทำร้ายข้าไม่ได้หรอก เดี๋ยวเราจะจับมันมาตุ๋นเป็นน้ำแกงให้เจ้าดื่มดีหรือไม่”
หงอวี่ลูบศีรษะเล่อเหนียงพลางเอ่ยปลอบโยน
“โอ๊ย เจ้าเด็กคนนี้ ทำเบาๆหน่อยได้หรือไม่”
ไม่นานนักฉินเหล่าซื่อผู้เป็นบิดาก็แบกหลี่อันกลับมา การกระทำเช่นนี้ทำให้สวี่ซิ่วอิงและสือไห่ถังผู้กำลังเตรียมของในครัวตกใจเป็นอย่างมาก ทั้งสองสบตากันอย่างรวดเร็ว ก่อนจะวางของในมือลง เช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนแล้วรีบออกไปทันที
“โธ่เอ๊ย หรือบ้านเรากำลังเจอเรื่องร้ายๆกันนะ ลิ่งอวี่ยังไม่ทันหายดีเลย ตอนนี้หงอวี่ดันมาเจ็บอีก” หลี่อันบ่นพึมพำไปพลางทำแผลให้หงอวี่
สวี่ซิ่วอิงและสือไห่ถังได้ยินเสียงบ่นของหลี่อันตั้งแต่เดินเข้ามาใกล้ๆ จึงรีบสาวเท้าเข้าไปในห้องของแม่เฒ่าฉิน
ทันทีที่เข้ามาก็พบว่าแทบไม่มีที่ให้ยืน กระต่ายหลายตัวกระโดดไปมาบนพื้น ส่วนไก่ตัวผู้นั้นแทบจะยึดพื้นที่บนขื่อและตู้ไว้หมด บนพื้นยังมีไก่ตัวผู้ที่ตายไปแล้วนอนอยู่หนึ่งตัว ดูก็รู้ว่ามันคงจากไปอย่างไม่สงบ
“นี่...นี่มันเรื่องอะไรกัน” สือไห่ถังเอ่ยถาม
ฝ่ายสวี่ซิ่วอิงไม่ได้ใส่ใจสิ่งใด นางเอาแต่จดจ่ออยู่กับลูกชาย
“ท่านแม่ เกิดเรื่องอะไรกันเจ้าคะ หงอวี่บาดเจ็บได้อย่างไร” สวี่ซิ่วอิงเอ่ยถามเสียงสั่น
ดวงตาขวาของหงอวี่ถูกเลือดอาบจนแทบมองไม่เห็น เลือดไหลอาบแก้มลงมาถึงคาง มองแล้วชวนให้หวาดกลัวยิ่งนัก
แม่เฒ่าฉินชี้ไปยังไก่ตัวผู้ตัวโตที่อยู่บนพื้นพลางเอ่ยเสียงเย็นชา “ถูกไก่จิกเข้าให้น่ะ”
สวี่ซิ่วอิงเห็นดวงตาแดงก่ำของหงอวี่ที่กำลังร้องไห้อยู่ในอ้อมกอด นางรู้ทันทีว่าไก่พวกนี้เล่อเหนียงเป็นคนเสกออกมาเพื่อช่วยเหลือครอบครัวเป็นแน่
เพียงแต่ไก่พวกนี้กลับทรยศ พอถูกปล่อยออกมาก็จิกคนเสียแล้ว ไก่เช่นนี้สมควรโดนฆ่าทำน้ำแกงเสียให้สิ้นเรื่อง
หลี่อันปรุงยาสมุนไพร พอกดลงบนบาดแผลก็เอ่ยว่า
“พวกเจ้าเตรียมใจไว้เถิด ดวงตาของหงอวี่เกรงว่าจะรักษาไว้ไม่ได้แล้ว”
คำพูดของหลี่อันทำเอาทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างตกใจจนตัวแข็ง
ร่างของสวี่ซิ่วอิงสั่นสะท้าน นางหันกลับไปดึงชายแขนเสื้อของหลี่อันพลางร้องไห้ว่า “หมอหลี่ ท่านต้องหาวิธีรักษาให้ได้นะ หงอวี่ของข้ายังเล็กนัก”
ส่วนฉินเยาเยาที่เพิ่งจะหยุดร้องไห้ได้ไม่นาน บัดนี้กลับถูกทำให้ตกใจจนร้องไห้ออกมาอีกครั้ง สองมือของนางกำชายเสื้อของหงอวี่ไว้แน่นพลางปล่อยโฮออกมา รู้สึกเสียใจอย่างยิ่ง
หรือว่านางไม่ควรปล่อยไก่ออกมา หรือว่าความจริงแล้วนางไม่ควรเลี้ยงไก่ตัวผู้พวกนี้ไว้ในพื้นที่มิติตั้งแต่แรก
ภายในพื้นที่มิติของนางมีพลังวิญญาณ แม้แต่ไก่ตัวผู้ธรรมดา เมื่อเข้าไปก็จะถูกหล่อเลี้ยงด้วยพลังวิญญาณจนแข็งแกร่งยิ่งกว่าไก่ทั่วไปเสียอีก นางกลับลืมเรื่องนี้ไปเสียได้
พี่ชายที่รักนางที่สุดกลับต้องมาบาดเจ็บเพราะไก่ตัวผู้ที่นางเป็นคนปล่อยออกมา หงอวี่เห็นดังนั้นก็รู้สึกใจหาย เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับน้ำตาให้ฉินเยาเยาพลางปลอบโยน
“น้องสาว เจ้าอย่าร้องไห้เลยนะ ข้าเจ็บปวดนักเวลาเจ้าหลั่งน้ำตา”
“เอาละ เอาละ พอแล้วอย่าร้องไห้ไปเลย ข้าเพียงหยอกล้อพวกเจ้าเท่านั้น บาดแผลเล็กเท่าขี้เล็บจะเป็นอะไรได้เล่า อีกสองวันก็หายแล้ว” หลี่อันเห็นว่าตนเองล้อเล่นจนเกินงาม จึงรีบเอ่ยปากอธิบาย
ทว่าทุกคนในครอบครัวฉินกลับส่งสายตาเย็นชาให้เขา
เล่อเหนียงได้รับการปลอบโยนจากทุกคนจนหยุดร้องไห้ได้ในที่สุด แต่นางก็ยังคงซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของแม่เฒ่าฉินพร้อมกับสะอื้นไห้เป็นระยะ
แม่เฒ่าฉินได้แต่ปล่อยเลยตามเลย
ฉินเหล่าซื่อ สวี่ซิ่วอิง และสือไห่ถังช่วยกันจับทั้งไก่และกระต่ายที่เล่อเหนียงปล่อยออกมาใส่กรงจนหมด
เมื่อเห็นว่ายังมีคนตักน้ำอยู่ที่ลานบ้าน ฉินเหล่าซื่อจึงได้แต่นำรถม้าไปหยุดรอที่ประตูหลัง
จบตอน
Comments
Post a Comment