lucky kid ep131-140

  บทที่ 131: ครอบครัวของเราไปขัดใจเทพเจ้าแห่งความโชคร้ายเข้าแล้วหรืออย่างไร

   

   ฉินเหล่าซื่อหลบหลีกชาวบ้านแล้วขนผลไม้ กระต่าย และไก่ขึ้นรถม้า แต่เดิมคิดว่าเมื่อหงอวี่บาดเจ็บ พวกเขาคงจะยกเลิกการเข้าเมืองเพื่อไปเยี่ยมเด็กชายทั้งสอง

   

   อย่างน้อยสวี่ซิ่วอิงกับสือไห่ถังก็คิดเช่นนั้น

   

   แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็คือ แม่เฒ่าฉินยืนกรานจะเข้าเมือง เดิมทีนางตั้งใจจะให้เล่อเหนียงกับหงอวี่อยู่บ้าน แต่ดูเหมือนเจ้าก้อนแป้งน้อยของพวกเขาจะไม่ยอม มือข้างหนึ่งดึงแขนเสื้อของผู้เป็นย่า อีกข้างหนึ่งจับเสื้อของหงอวี่

   

   นางจำเป็นต้องเข้าเมือง

   

   ของในพื้นที่มิติของนางมีมากเกินไป นางต้องหมั่นไปตรวจดูว่ามีสิ่งใดบ้างที่นางนำออกมาแล้วจะดูผิดปกติหรือแปลกใหม่เกินไป

   

   ดูจากสถานการณ์แล้ว ภัยแล้งครั้งนี้คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ นางต้องฉวยโอกาสในช่วงภัยแล้ง ตอนที่ทุกคนกำลังกักตุนของ นำสิ่งของในพื้นที่มิติออกมาขาย

   

   อย่างน้อยก็ต้องจัดการเรื่องกระต่ายให้เรียบร้อยก่อน

   

   ฉินเหล่าซื่อมองดูตะกร้าใส่กระต่ายหลายใบนั้นก็ขมวดคิ้วแน่น

   

   กระต่ายพวกนี้แม้จะตัวอ้วนท้วนสมบูรณ์ แต่หากคนที่ไม่รู้วิธีปรุงทำออกมา เนื้อกระต่ายก็จะมีกลิ่นสาบจนกินไม่ลง อีกทั้งกระต่ายหนึ่งตัว ราคาตลาดก็ต่ำกว่าสัตว์อื่นๆมาก

   

   ราคาต่ำถึงขนาดที่กระต่ายสองตัวยังแลกกับลูกไก่ตัวเดียวไม่ได้เลยทีเดียว

   

   เขาก็ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมลูกสาวของเขาถึงชอบนำกระต่ายออกมาแทน นางชอบกระต่ายขนาดนั้นเลยหรือ

   

   เล่อเหนียงแสดงออกว่า ข้าชอบกระต่ายมาก ชอบกินแบบหมาล่า

   

   “เหล่าซื่อ หากเข้าไปถึงในเมืองแล้ว หากมีผู้ใดถามว่าผักและไก่เหล่านี้มาจากที่ใด เจ้าก็บอกไปว่าผักพวกนี้ปลูกในฤดูใบไม้ผลิ ปลูกในที่ลึกหน่อยจึงสามารถรักษาความสดได้เช่นนี้”

   

   แม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียงขึ้นรถม้าพร้อมกับหงอวี่ ยังไม่ลืมที่จะกำชับฉินเหล่าซื่อผู้ซื่อบื้อ

   

   ฉินเหล่าซื่อพยักหน้าแสดงว่าเข้าใจแล้ว

   

   ความจริงแล้วเขารู้สึกว่ามารดาคิดมากเกินไป การซื้อครั้งนี้เป็นพ่อบ้านเผ่ยที่ออกหน้าช่วยเหลือ พ่อบ้านเผ่ยนั้นเป็นตระกูลใหญ่อันดับต้นๆในอำเภอชิงเหอ ใครเล่าจะกล้าซักไซ้ไล่เลียงพ่อบ้านเผ่ย อีกอย่างเวลาเช่นนี้มีผักสดๆให้กินก็ถมถืด ใครเล่าจะสนที่มาที่ไปของพวกมัน

   

   “เหล่าซื่อ จะเข้าเมืองอีกแล้วหรือ”

   

   เมื่อรถม้ามาถึงทางเข้าหมู่บ้าน บรรดาสตรีที่กำลังกะเทาะเมล็ดแตงอยู่ข้างทางก็รีบเข้ามาล้อมทันที พวกนางก็อยากเข้าเมืองเหมือนกันจึงมารออยู่ที่นี่แต่เช้า หวังจะให้ตระกูลฉินพาพวกนางไปด้วย

   

   แม่เฒ่าฉินมองตะกร้าในมือของพวกนางแวบหนึ่ง จะไม่รู้ความหมายของพวกนางได้อย่างไร แต่ในรถม้ามีผัก ผลไม้ ไก่ และกระต่าย สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่อาจให้พวกเขารู้ได้เด็ดขาด

   

   ขณะที่นางกำลังคิดหาวิธีเลี่ยงพวกนาง หงอวี่ที่อยู่ข้างๆ ก็ยื่นมือมาดึงแขนเสื้อของแม่เฒ่าฉิน

   

   แม่เฒ่าฉินมองเขาอย่างสงสัย ก่อนจะเห็นหงอวี่ใช้นิ้วชี้ไปที่เบ้าตาของตัวเองก็เข้าใจในทันที นางอุ้มหงอวี่ไว้ในอ้อมอก แล้วเปิดม่านหน้าต่างให้ทุกคนเห็นหงอวี่

   

   “หงอวี่ไม่รู้ทำอีท่าไหนกลิ้งตกลงมาจากเตียงเตาหน้ากระแทกพื้น จนตาปูดบวม หมอหลี่อันบอกให้พวกเราเข้าเมืองไปโรงหมอเพื่อหายามารักษา พวกเรารีบร้อนเข้าเมืองก็เพื่อหายามารักษาเด็กโชคร้ายคนนี้”

   

   สตรีเหล่านั้นเห็นเปลือกตาบวมเป่งของหงอวี่ รอบหัวพันด้วยผ้าขาวทั้งยังมีเลือดซึมออกมาจากหางคิ้วเล็กน้อย ต่างก็รู้สึกหวาดกลัว

   

   “ตายแล้ว หงอวี่ไม่เป็นไรใช่หรือไม่”

   

   “เหตุใดไม่ระวังเช่นนี้เล่า ดูสิ ตาบวมอย่างกับซาลาเปาที่นึ่งตอนเช้าเสียอีก”

   

   พวกสตรีแต่ละนางต่างพูดกันคนละคำสองคำ แต่พอฉินเหล่าซื่อเงื้อแส้ในมือ พวกนางจึงรีบถอยไปด้านข้างไม่ขวางทางพวกเขาอีก แต่เดิมพวกนางตั้งใจว่าถ้าตระกูลฉินไม่พาพวกนางไปด้วย ก็จะขัดขวางไม่ให้พวกเขาไป

   

   แต่ตอนนี้เห็นว่าหงอวี่ได้รับบาดเจ็บ ต้องรีบเข้าเมืองไปหายารักษา พวกนางก็ไม่กล้าขวางทางอีก เพราะถ้าถูกพวกนางทำให้ล่าช้า หงอวี่อาจจะตาบอดได้

   

   “พี่สี่ ท่านป้า ทางนี้! ทางนี้!”

   

   พอถึงประตูเมืองก็ได้ยินเสียงเรียกเร่งรีบและคุ้นเคย

   

   เฉินฮั่นหลินกับพ่อบ้านเผ่ยกำลังรอฉินเหล่าซื่อ โดยเฉพาะพ่อบ้านเผ่ยซึ่งกำลังรอที่จะเห็นรถบรรทุกผักคันนั้น

   

   “สวัสดีฮูหยินผู้เฒ่า”

   

   พ่อบ้านเผ่ยเข้าไปทักทายแม่เฒ่าฉินเป็นอันดับแรก แล้วจึงหยิกแก้มเล็กๆของเล่อเหนียงก่อนจะถามเสียงแผ่วเบา

   

   “น้องชายฉิน เจ้านำของอย่างอื่นมาด้วยหรือไม่”

   

   ฉินเหล่าซื่อพยักเพยิดไปทางรถม้า พ่อบ้านเผ่ยเข้าใจความหมายจึงเดินไปแอบแง้มม่านดูเล็กน้อย เพียงแค่แวบเดียว ดวงตาของเขาก็เปล่งประกาย

   

   “ไปๆๆ น้องชายฉิน ตรงนี้คนมากเกินไป พวกเราไปหาที่คุยกันดีกว่า”

   

   ฉินเหล่าซื่อพยักหน้ากำลังจะประคองมารดาขึ้นรถม้า แต่กลับมีชายหญิงคู่หนึ่งลงมาจากรถ

   

   “เหล่าซื่อ เจ้ากับฮั่นหลินเอาผักพวกนี้ไปขายเถอะ ข้าจะพาเล่อเหนียงเดินดูรอบๆ”

   

   “ขอรับท่านแม่ ข้าเข้าใจแล้ว”

   

   แม่เฒ่าฉินเดินไปยังที่ที่มีผู้คนอุ่นหนาฝาคั่ง

   

   สือไห่ถังกับฉินเหล่าซานย่อมต้องตามไปด้วย แต่เดิมพวกเขาไม่ได้ตั้งใจจะติดตามมาด้วย แต่คราวนี้แม่เฒ่าฉินกลับบอกว่าพวกเขาต้องเข้าเมืองให้ได้และไม่ให้ฉินไห่หลินตามมา พวกเขาเดาว่าแม่เฒ่าฉินต้องมีธุระบางอย่างที่ต้องทำ และมีความเป็นไปได้สูงว่าเกี่ยวข้องกับฉินไห่หลิน

   

   สวี่ซิ่วอิงไม่ได้ไปด้วย แต่อยู่บ้านดูแลลิ่งเหวิน ลิ่งผิง และลิ่งอัน

   

   “น้องชายฉิน ข้าจะบอกเจ้าว่าครั้งนี้เจ้าช่วยข้าได้มากจริงๆ”

   

   พ่อบ้านเผ่ยเดินไปพลางพูดว่า “พวกเจ้าก็รู้ว่าพวกข้ามีความสัมพันธ์กับฮ่องเต้องค์ปัจจุบันอยู่บ้าง ผลไม้ที่เจ้าส่งมา ฮูหยินได้ส่งบางส่วนเข้าวังและได้รับรางวัลตอบแทนมา แต่เดิมคิดว่าเรื่องจะจบลงแต่เพียงเท่านี้ แต่กลับกลายเป็นว่าคนในวังหลังต้องการให้พวกข้าไปหาไก่ตัวผู้อ้วนพีมาเพื่อให้นางต่ออายุ”

   

   “ช้าก่อน ต่ออายุหรือ” ฉินเหล่าซื่อจับประเด็นสำคัญได้อย่างรวดเร็ว “ไก่ตัวผู้พวกนี้ต่ออายุได้หรือ”

   

   พ่อบ้านเผ่ยถอนหายใจพลางกล่าวว่า “นี่มันเป็นเรื่องน่าขันที่สุดในใต้หล้า ไก่จะช่วยต่ออายุคนได้อย่างไร แต่ผู้มีอำนาจภายในวังหลังหลงเชื่อคำยุยงของนักพรตจนหลงงมงาย ตอนนี้นางต้องการให้ทุกบ้านทุกเรือนส่งไก่ตัวผู้ห้าตัวให้นาง หากหามาไม่ได้ ก็จะลงโทษนายท่านใหญ่และนายท่านรองของพวกข้าด้วยข้อหาทำงานไม่มีประสิทธิภาพ”

   

   ฉินเหล่าซื่อกับเฉินฮั่นหลินได้ยินคำพูดนี้แล้ว ต่างรู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลัง

   

   โชคดีที่พวกเขาไม่ได้คบหาสมาคมกับตระกูลผู้ดีมีเงิน ส่วนที่สนิทสนมหน่อยก็มีแต่จวนตระกูลเผ่ยเท่านั้น ไม่เช่นนั้นแม้จะมีหัวกี่หัวก็ไม่พอให้ฟันแน่

   

   “น้องชายทั้งสอง พวกเจ้าวางผักไว้ตรงนี้เถิด วันนี้ข้าจะรับซื้อผักของพวกเจ้าเอง หากพวกเจ้ายังมีผักเหลือขายก็นำมาได้ ข้าจะไปสอบถามตระกูลใหญ่ในเมืองอีกสักหน่อย”

   

   พ่อบ้านเผ่ยกล่าวจบก็หมุนตัวเข้าไปหยิบเงิน

   

   ไม่ใช่ว่าพ่อบ้านเผ่ยดูถูกคนจน รังเกียจคนยากจนแต่รักคนมั่งมี คิดว่าฉินเหล่าซื่อกับเฉินฮั่นหลินเป็นชาวนาเปื้อนโคลน จึงไม่ให้พวกเขาก้าวเข้าจวนตระกูลเผ่ย

   

   แต่เป็นเพราะพ่อบ้านเผ่ยพูดจนปากเปียกปากแฉะ เชิญพวกเขาเข้าไปนั่งพัก แต่ฉินเหล่าซื่อและคนอื่นๆก็ไม่ยอมเข้าไป

   

   เขารู้ว่าฉินเหล่าซื่อและคนอื่นๆไม่อยากมีปฏิสัมพันธ์กับตระกูลใหญ่อย่างพวกเขา จึงไม่ได้บังคับ อีกอย่างนายท่านก็ไม่อยู่ เขาเองก็ไม่รู้จะคุยอะไรกับพวกเขา

   

   …...…

   

   อีกด้านหนึ่ง

   

   แม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียงเดินวนรอบเมืองราวกับกำลังมองหาบางสิ่ง

   

   สือไห่ถังอุ้มหงอวี่พลางสบตากับสามีของตน พวกเขาไม่อาจคาดเดาความคิดของแม่เฒ่าฉินได้เลย

   

   ขณะนั้นเอง สายตาของแม่เฒ่าฉินก็จับจ้องไปที่ขอทานคนหนึ่งที่อยู่ไม่ไกล เขาสวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ผมเผ้ารุงรัง ใบหน้าสกปรกมอมแมม ขอทานคนนั้นนอนอยู่บนพื้น มือถือซาลาเปาที่สกปรกจนดูไม่ออกว่าเป็นอะไรยัดเข้าปาก

   

   แม่เฒ่าฉินหรี่ตามองขอทานคนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆก็หัวเราะเสียงเบาแล้วเดินตรงไปหาขอทานผู้นั้น

   

   ขอทานคนนั้นกำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย ทันใดนั้นก็มีเงาทาบผ่านลงมา นางเงยหน้าขึ้นมอง พอเห็นคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า ร่างกายก็สั่นเทาอย่างรุนแรง

   

   อีกทั้งฉินเหล่าซานและสือไห่ถังที่ตามมาด้านหลัง เมื่อเห็นใบหน้าของขอทานคนนั้นชัดเจน พวกเขาก็ตกตะลึงจนยืนนิ่งอยู่กับที่



 บทที่ 132: ข้าฆ่าคนแล้ว

   


   ฉินเยาเยาชะโงกหน้ามาดูว่าขอทานที่นอนอยู่บนพื้นนั้นเป็นใคร ครั้นเห็นใบหน้านั้น ความโกรธพลันพลุ่งพล่านขึ้นมาในใจ

   

   ขอทานที่นอนกินซาลาเปาอยู่บนพื้นตกตะลึงไปชั่วครู่ แล้วรีบลุกขึ้นผลักแม่เฒ่าฉินแล้ววิ่งหนีหัวซุกหัวซุน แต่นางจะวิ่งเร็วแค่ไหนก็ไม่อาจเร็วเท่าฉินเยาเยาที่มีเทคโนโลยีทันสมัย

   

   เสียงเข็มเงินบางเฉียบแทงเข้าเนื้อดังขึ้น แต่กลืนหายไปในเสียงอึกทึกรอบข้างอย่างรวดเร็ว

   

   เฝิงเสี่ยวฮวารู้สึกเจ็บที่เอวเพียงชั่วครู่ ไม่นานก็รู้สึกราวกับมีคนดึงเอาพลังทั้งหมดออกไป ร่างกายอ่อนยวบลงกับพื้น

   

   ถูกต้อง

   

   ขอทานผู้นี้ก็คือเฝิงเสี่ยวฮวา คนที่ตระกูลฉินเกลียดชังเข้ากระดูกดำ

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นหญิงที่ล้มลงบนพื้นขยับตัวไม่ได้ก็โกรธจนตัวสั่น เมื่อวานฉินเหล่าซื่อบอกนางว่าเขาเห็นเฝิงเสี่ยวฮวาที่หน้าประตูสำนักศึกษา คราแรกนางยังรู้สึกไม่เชื่อ เพราะเฝิงเสี่ยวฮวาถูกพวกเขาส่งตัวไปเหมืองหินด้วยมือตัวเอง วิธีการของเหมืองหินนั้นเป็นที่เลื่องลื่อกันไปทั่ว เมื่อเข้าไปแล้วย่อมไม่มีทางออกมาได้อีก

   

   ดูเหมือนว่าจะประเมินเฝิงเสี่ยวฮวาต่ำเกินไป

   

   แม่เฒ่าฉินสั่งว่า “เหล่าซาน เจ้าพาตัวผู้หญิงคนนี้ไป”

   

   ฉินเหล่าซานรับคำ ก้าวไปข้างหน้า จับคอเสื้อของนางแล้วลากออกไป

   

   “ช้าก่อน ท่านแม่เฒ่า พวกท่านจะพาขอทานไปโดยไม่ไถ่ถามอะไรเลยหรือ ถึงขอทานจะต่ำต้อย แต่ก็เป็นคนเหมือนกันนะ”

   

   ชายหนุ่มคนหนึ่งสวมเสื้อสีน้ำเงินเข้ม มือถือพัดกระดาษก้าวเข้ามาขวางฉินเหล่าซานไว้

   

   “คุณชายท่านนี้พูดจามีเหตุผล จริงๆแล้วเราไม่สามารถพาขอทานกลับบ้านโดยไม่มีเหตุผลได้ เพราะไม่มีผู้ใดรู้ว่าจะเกิดเรื่องร้ายๆตามมาอีกหรือไม่”

   

   ฉินเหล่าซานถูกชายหนุ่มที่ดูเหมือนลูกหลานตระกูลมั่งคั่งขวางทางไว้ ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ได้หวาดกลัวแต่อย่างใด เขาและภรรยามักจะเดินขายอาหารว่างไปตามถนนหนทาง และเคยเห็นคุณชายที่ดูมั่งคั่งแบบนี้มามาก

   

   คุณชายตัวจริงคงไม่สวมเสื้อคลุมผ้าไหมสีน้ำเงินเข้ม แต่เท้ากลับสวมรองเท้าผ้าป่าน และคงไม่สอดมือเข้ามายุ่งเรื่องชาวบ้านเช่นนี้

   

   คุณชายผู้นั้นพยักหน้ากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ถูกฉินเหล่าซานขัดจังหวะขึ้นมา

   

   “แล้วถ้าขอทานคนนี้เป็นคนในครอบครัวของพวกข้าล่ะคุณชาย”

   

   คุณชายผู้สูงศักดิ์ชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักว่า “อ้อ เช่นนั้นเองหรอกหรือ ถ้าเช่นนั้นข้าคงล่วงเกินแล้ว ขออภัยที่รบกวนพวกท่าน ขอให้พวกท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ”

   

   คุณชายผู้นั้นรีบก้มศีรษะโค้งคำนับขอโทษอย่างรวดเร็ว แล้วแหวกฝูงชนวิ่งหายไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้พวกฉินเหล่าซานยืนงุนงงอยู่ตรงนั้น

   

   “เฮ้อ สมองของคนผู้นั้นคงมีปัญหา วิ่งออกมาอย่างไร้เหตุผล แล้วก็วิ่งหนีไปอย่างไร้สาเหตุ เขาคงไม่ได้คิดจะเล่นตลกกับพวกเราหรอกนะ”

   

   ฉินเหล่าซานพึมพำด้วยสีหน้างุนงง

   

   “พอเถอะเหล่าซาน อย่ามัวพูดอยู่อีกเลย รีบพาตัวผู้หญิงคนนี้ไปเร็วเข้า”

   

   ….…

   

   “โอ๊ยแย่แล้ว ตกใจหมด เกือบความแตกซะแล้ว!”

   

   ชายชุดสีน้ำเงินวิ่งไปตลอดทางโดยไม่หยุดพัก จนมาถึงหน้าจวนหลังหนึ่งแล้วรีบเคาะประตู รออยู่สักพักประตูก็เปิดออก เขารีบแทรกตัวเข้าไปด้านใน พบกับชายผมขาวครึ่งศีรษะกำลังนั่งดื่มชาอยู่ในห้องโถง

   

   “เป็นอย่างไรบ้าง ถามอะไรได้หรือไม่”

   

   ชายหนุ่มผู้นั้นรีบถอดเสื้อคลุมออก เผยให้เห็นเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยรอยปะชุน พับวางไว้บนโต๊ะข้างๆอย่างนอบน้อมแล้วตอบว่า

   

   “นายท่าน ข้าน้อยขออภัยอย่างยิ่ง เป็นความผิดของข้าน้อยเองที่ไร้ความสามารถ ไม่อาจสืบหาข้อมูลได้ เพียงแต่ทราบว่าในครอบครัวนั้นมีสตรีผู้หนึ่งตกอับเป็นขอทาน แต่ข้าน้อยก็ไม่อาจสืบทราบได้ว่าเป็นผู้ใด”

   

   “อืม ข้าเข้าใจแล้ว”

   

   ชายหนุ่มผู้นั้นยื่นมือหยิบเงินที่วางอยู่บนโต๊ะ แล้วค้อมตัวกล่าวว่า

   

   “เช่นนั้น ข้าน้อยขอตัวก่อน หากนายท่านมีธุระใดอีก โปรดอย่าลืมเรียกใช้ข้าน้อยนะขอรับ”

   

   เมื่อชายหนุ่มผู้นั้นจากไป บุรุษที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ก็ก้มหน้าลง นิ้วหยาบกร้านลูบไล้แผ่นหยกเก่าๆชิ้นหนึ่งพลางพึมพำว่า

   

   “ยังไม่ถึงเวลา รอต่อไปอีกสักหน่อย…”

   

   …......

   

   อีกด้านหนึ่ง เฝิงเสี่ยวฮวาถูกฉินเหล่าซานลากตัวมายังตรอกเปลี่ยวแห่งหนึ่ง

   

   “บอกมาเถิดเฝิงเสี่ยวฮวา เจ้าหนีออกมาได้อย่างไร มาที่นี่ด้วยจุดประสงค์ใดกันแน่”

   

   อาจเป็นเพราะหลายวันที่ผ่านมาต้องใช้ชีวิตอย่างหวาดผวา หรืออาจเป็นเพราะสำนึกผิดอย่างแท้จริง เฝิงเสี่ยวฮวาพยายามลุกขึ้นสุดกำลังแล้วคุกเข่าลง กอดขาของหญิงชราพลางร่ำไห้อย่างปวดร้าว

   

   “ท่านแม่ ข้าขอร้องท่าน ช่วยข้าด้วย ข้าไม่รู้จะทำอย่างไรแล้วจริงๆ”

   

   เสียงร้องไห้อย่างน่าสงสารของเฝิงเสี่ยวฮวาดังก้องไปทั่วตรอกที่ไร้ผู้คน

   

   แม้เฝิงเสี่ยวฮวาจะร้องไห้น้ำมูกน้ำตาไหลพราก แต่เมื่อได้ยินเสียงนาง พวกเขาก็ยังคงเมินเฉยไม่สนใจ ไม่มีทีท่าว่าจะปลอบโยนแต่อย่างใด

   

   เมื่อเฝิงเสี่ยวฮวาเห็นว่าคนอื่นทำเพียงแค่มองมาด้วยสายตาเย็นชา ไม่สนใจไยดีตน เสียงร้องไห้ของนางก็ค่อยๆเบาลง

   

   แม่เฒ่าฉินส่งเล่อเหนียงให้ฉินเหล่าซานอุ้ม พลางพับแขนเสื้อขึ้นแล้วเอ่ยเสียงเย็น

   

   “ร้องไห้พอหรือยัง”

   

   เฝิงเสี่ยวฮวากำลังจะตอบ แต่ถูกแม่เฒ่าฉินตบเสียจนล้มคว่ำกับพื้น มุมปากมีเลือดซึมออกมาทันที เห็นได้ชัดว่าแม่เฒ่าฉินลงมือแรงเพียงใด

   

   “อ๊ะ! ท่านแม่! ข้า…”

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาร้องด้วยความเจ็บปวด พยายามหลบฝ่ามือของแม่เฒ่าฉิน แต่นางถูกยาสลบของเล่อเหนียงทำให้ร่างกายไร้เรี่ยวแรง ได้แต่นอนอยู่บนพื้น ปล่อยให้ฝ่ามือของหญิงชราฟาดลงบนใบหน้า

   

   ภาพของลิ่งอวี่ที่นอนจมกองเลือด

   

   เล่อเหนียงถูกอุ้มกลับมาในสภาพที่ตกใจกลัว

   

   ยังมีภาพสวี่ซิ่วอิงคลุ้มคลั่ง ฉากแล้วฉากเล่าหมุนวนอยู่ในห้วงความคิดของแม่เฒ่าฉิน ทำให้แม่เฒ่าฉินลงมือหนักขึ้นไปอีก

   

   ฟ้าดินเป็นพยาน มีคืนใดบ้างที่นางได้นอนอย่างสงบ คิดแต่จะจัดการอีกฝ่ายให้ตายไปข้าง

   

   “เจ้ายังไม่พร้อมจะพูดอีกหรือ”

   

   “ท่านแม่ ข้าขอร้องท่าน ท่านเห็นแก่เด็กสองคนเถิด ช่วยข้าด้วย ข้าไม่อาจมีชีวิตอยู่ต่อไปได้แล้ว”

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาเพียงแต่วิงวอนแม่เฒ่าฉินให้ช่วยชีวิตนาง แต่กลับปิดปากเงียบเกี่ยวกับเรื่องที่หนีออกมาจากเหมืองหินที่มีการรักษาความปลอดภัยแน่นหนาได้

   

   เห็นได้ชัดว่าแม่เฒ่าฉินไม่ใช่คนที่มีความอดทน ยิ่งไปกว่านั้นผู้ที่อยู่ตรงหน้านางยังเป็นคนที่นางควรจะเกลียดชังถึงกระดูก

   

   “เหล่าซาน พาหญิงคนนี้กลับไปที่เหมืองหินซะ”

   

   แม่เฒ่าฉินไม่พูดพร่ำทำเพลง สั่งฉินเหล่าซานให้ส่งเฝิงเสี่ยวฮวากลับไปเหมืองหิน

   

   เดิมทีเขาได้ยินจากฉินเหล่าซื่อว่าเห็นเฝิงเสี่ยวฮวาอยู่แถวสำนักศึกษา เกรงว่านางจะรบกวนการเรียนของเด็กทั้งสอง จึงเป็นที่มาของการเข้าเมืองในครั้งนี้

   

   “ท่านแม่ อย่าเลยนะเจ้าคะ ข้าขอร้องท่าน เห็นแก่เด็กทั้งสองคนนี้ อย่าส่งข้ากลับไปเหมืองหินเลย ชีวิตที่นั่นไม่ใช่ที่ที่มนุษย์ควรอยู่”

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาได้ยินว่าแม่เฒ่าฉินช่างกล่าววาจาโหดร้ายไร้น้ำใจเช่นนี้ ทั้งยังต้องการส่งนางกลับไปยังเหมืองหินอันมืดมิดนั้น ก็ตกใจจนแทบสิ้นสติ

   

   นางกอดขาของแม่เฒ่าฉินแน่นพลางอ้อนวอน “ท่านแม่ ข้ารู้ว่าข้าผิด ข้าขอโทษท่านได้หรือไม่ ข้าขอร้องท่าน อย่าส่งข้ากลับไปเหมืองหินเลย ท่านจะทำอย่างไรกับข้าก็ได้”

   

   แม่เฒ่าฉินยังคงใจแข็งดังหินผา ถึงขั้นสะบัดขาที่ถูกนางกอดด้วยสีหน้ารังเกียจ

   

   “เฝิงเสี่ยวฮวา ปล่อยมือเจ้าจากข้าเดี๋ยวนี้!”

   

   แต่เฝิงเสี่ยวฮวาก็ยังไม่ยอมปล่อย กอดขาของนางแน่นพลางอ้อนวอน น้ำมูกน้ำตาเปรอะเปื้อนขากางเกงของแม่เฒ่าฉินไปหมด

   

   แม่เฒ่าฉินตวาดเสียงเย็น “เฝิงเสี่ยวฮวา ข้าไม่สนใจหรอกนะว่าเจ้าใช้วิธีใดหนีออกมาจากเหมืองหิน แต่ตระกูลฉินของเราไม่ยอมให้เจ้าทำเช่นนี้ เจ้าคิดจะใช้เด็กสองคนนี้มาเรียกร้องจากพวกเรา ก็คงต้องบอกว่าเจ้าฝันไปแล้ว”

   

   ฉินเหล่าซานไม่สนใจมารยาทชายหญิง แบกเฝิงเสี่ยวฮวาขึ้นบ่าราวกับแบกหมู

   

   “ข้าฆ่าคนแล้ว!”



บทที่ 133: ส่งนางออกไปพันลี้


   

   คำพูดของเฝิงเสี่ยวฮวาทำให้ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นเงียบลง ทุกคนมองเฝิงเสี่ยวฮวาด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ

   

   นางฆ่าคนหรือ

   

   นางถึงกับฆ่าคนจริงๆ!

   

   ร่างของแม่เฒ่าฉินสั่นเทาพลางคิดถึงความเป็นไปได้มากมายว่าทำไมเฝิงเสี่ยวฮวาถึงหนีออกมาจากเหมืองหินได้

   

   “เจ้าฆ่าผู้ใดกัน” เสียงของแม่เฒ่าฉินเยือกเย็นอย่างน่ากลัว

   

   เฝิงเสี่ยวฮวารู้ว่าถ้าไม่เล่าเรื่องทั้งหมดออกมา นางก็จะถูกส่งกลับไปยังเหมืองหินอันโหดร้ายนั้นอีก นางจึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้แม่เฒ่าฉินฟังอย่างละเอียด

   

   แม่เฒ่าฉินได้ยินแล้วก็นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ขมวดคิ้วแน่นไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่

   

   ฉินเหล่าซานและสือไห่ถังก็มีสีหน้าตกใจเช่นกัน แม้พวกเขาจะคิดจนสมองแทบระเบิด ก็ไม่มีทางคิดออกว่าเฝิงเสี่ยวฮวาจะสังหารหยางเปียวได้

   

   อีกทั้งเฝิงเสี่ยวฮวายังไปพัวพันกับหยางเปียวเสียด้วย

   

   ภาพนั้น แค่คิดก็งดงามเหลือเกิน!

   

   แม่เฒ่าฉินเอ่ยเสียงเย็นชา “ดังนั้นเจ้าถึงได้มาวนเวียนอยู่หน้าสำนักศึกษา หวังจะข่มขู่ให้ลิ่งอวี่กับลิ่งเฟิงช่วยเจ้าใช่หรือไม่”

   

   “มะ…มะ…ไม่ใช่นะเจ้าคะ ข้าไม่ได้คิดเช่นนั้น ข้าเพียงแค่อยากเห็นหน้าพวกเขาอีกครั้ง พวกเขาเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของข้า” เฝิงเสี่ยวฮวาส่ายหัวแก้ตัวเป็นพัลวัน

   

   แม้ว่าเดิมทีนางจะคิดเช่นนั้นจริง แต่นางไม่อาจยอมรับได้ หากยอมรับ ตัวนางคงถูกส่งกลับไปเหมืองหินอย่างแน่นอน กว่านางจะหนีออกมาได้ช่างยากเย็นแสนเข็ญ นางจะไม่มีวันกลับไปที่นั่นอีก

   

   นางซุ่มอยู่ที่นี่มาสิบวันเต็มแล้ว แต่กลับไม่ได้พบหน้าลิ่งอวี่แม้แต่ครั้งเดียว แม้จะเห็นลิ่งเฟิง แต่ก็ไม่มีความกล้าเข้าไปหา

   

   ลิ่งเฟิงผู้นี้ต่างจากลิ่งอวี่ เจ้าเด็กคนนี้ใจแข็งดังหินกล้า จิตใจโหดเหี้ยม หากเขาเห็นหน้านางแม้แต่เสี้ยวเดียว คงจะรีบวิ่งแจ้นไปบอกตระกูลฉินทันที

   

   “บัดนี้เจ้ารู้แล้วหรือว่าเขาเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเจ้า แล้วตอนที่ลิ่งอวี่นอนจมกองเลือด เจ้าไปมุดหัวอยู่ที่ใด เจ้าเคยคิดบ้างหรือไม่ว่าเขาเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเจ้า!?”

   

   แม่เฒ่าฉินไม่มีวันหลงกลมารยาสาไถยของหญิงคนนี้เป็นอีกอันขาด อย่างไรเสียก็เคยอยู่ด้วยกันมาสิบกว่าปีแล้ว นิสัยสันดานของเฝิงเสี่ยวฮวาผู้นี้ แม่เฒ่าฉินจะไม่รู้ได้อย่างไร

   

   “ท่านแม่ ข้าขอโทษ ข้าผิดไปแล้วจริงๆ ข้าขอร้องท่าน ช่วยข้าด้วย!”

   

   “ท่านแม่ ข้าขอร้องท่าน เห็นแก่เด็กสองคนนั้นด้วยเถิด ช่วยข้าด้วย ช่วยให้ข้ามีทางรอดสักทาง ข้าสัญญาว่าจะหนีไปให้ไกล จะไม่ปรากฏตัวต่อหน้าพวกท่านอีกเลย!”

   

   ตอนนี้ฤทธิ์ยาสลบของฉินเยาเยาค่อยๆหมดฤทธิ์ลง เฝิงเสี่ยวฮวารู้สึกว่าร่างกายของตนเต็มไปด้วยพละกำลัง แต่นางก็ยังคงกอดขาของแม่เฒ่าฉินพลางอ้อนวอน

   

   แม่เฒ่าฉินมองดูเฝิงเสี่ยวฮวาที่เกาะขาของตนไว้ด้วยสีหน้ารังเกียจ นางสะบัดมือของอีกฝ่ายออก แล้วอุ้มฉินเยาเยาจากอ้อมกอดของฉินเหล่าซาน เดินเบี่ยงตัวไปอีกด้านหนึ่ง”

   

   “หลานรัก ย่าขอเงินสักก้อนได้หรือไม่”

   

   แม่เฒ่าฉินพูดเสียงเบาและลูบหลังหลานสาว

   

   “ฮึ!” ฉินเยาเยาเบือนหน้าหนี

   

   แม่เฒ่าฉินมีหรือจะไม่เข้าใจความหมายของหลานสาว นางก็อยากให้เฝิงเสี่ยวฮวาไปให้พ้นสายตาเช่นกัน

   

   “หลานรัก ย่ารู้ว่าเจ้าโกรธ ย่าเองก็โกรธนางผู้นี้เช่นกัน แต่ตอนนี้เราทำอะไรนางไม่ได้ มีหนทางเดียวเท่านั้นต้องส่งนางไปให้ไกลที่สุด”

   

   “เราไม่พูดถึงคนอื่นในบ้านหรอกนะ แต่พี่ใหญ่ของเจ้าเป็นคนเรียนหนังสือเก่ง ต่อไปภายหน้าจะต้องสอบได้ที่หนึ่งเป็นจอหงวนมีชื่อเสียงแน่นอน แต่พี่ใหญ่ของเจ้าไม่อาจมีมารดาเป็นฆาตกร เช่นนี้จะส่งผลต่ออนาคตของเขา”

   

   ฉินเยาเยาย่อมเข้าใจเหตุผลในเรื่องนี้ เพียงแต่นางยังไม่หายแค้นเท่านั้น นางแอบหยิบเงินก้อนหนึ่งจากพื้นที่มิติ วางไว้ในอ้อมอกของแม่เฒ่าฉิน

   

   นางคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนหยิบหมั่นโถวออกมาจากพื้นที่มิติอีกลูกหนึ่ง วางไว้ในอ้อมอกของผู้เป็นย่า

   

   แม่เฒ่าฉินลูบหมั่นโถว มองหลานสาวเงียบๆ

   

   แต่เล่อเหนียงกลับจ้องนางกลับอย่างไม่ละสายตา

   

   นางไม่ใช่คนที่จะกล้ำกลืนฝืนทนข่มความโกรธไว้ได้ จะให้นางปล่อยเฝิงเสี่ยวฮวาไปเฉยๆ นางทำไม่ได้ หมั่นโถวลูกนี้ใส่ยาหลอนประสาทชนิดพิเศษจากยุคปัจจุบัน หากได้รับสารชนิดนี้เข้าไปจะไม่ตายทันที แต่จะทำให้ใบหน้าของนางค่อยๆเปลี่ยนโฉม

   

   แน่นอน ความตายก็ไม่ไกลแล้ว

   

   “เฝิงเสี่ยวฮวา เจ้ากินหมั่นโถวลูกนี้รองท้องไปก่อน แล้วรับเงินสิบตำลึงนี้ไปเสีย ข้าจะให้เหล่าซานเช่ารถม้าส่งเจ้าออกนอกเมือง ไปให้ไกลเท่าไหร่ยิ่งดี ต่อไปอย่าได้ปรากฏตัวต่อหน้าพวกเราอีก”

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาเห็นแม่เฒ่าฉินหยิบเงินออกมา ดวงตาก็เป็นประกายวาววับ ไม่ทันได้ตรวจสอบว่าหมั่นโถวมีพิษหรือไม่ รีบคว้ามากัดกินเข้าไปสามคำรวด

   

   หลังจากกินเสร็จ นางก็เช็ดมือด้วยความระมัดระวังแล้วค่อยๆรับเงินมาจากมือของแม่เฒ่าฉิน

   

   เมื่อรับเงินมาแล้ว นางก็รีบนำเข้าปากกัดดูทันที

   

   เป็นเงินจริงๆด้วย!

   

   “ขอบคุณท่านแม่ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้ ไปให้ไกลๆ จะไม่มารบกวนชีวิตของพวกท่านอีก”

   

   ฤทธิ์ยาชาบนร่างของเฝิงเสี่ยวฮวาหมดฤทธิ์แล้ว นางลุกแล้ววิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว

   

   “เหล่าซาน ตามนางไป แล้วต้องเห็นกับตาว่านางถูกส่งออกนอกเมืองจริงๆ”

   

   “ขอรับท่านแม่” ฉินเหล่าซานรับคำแล้วตามเฝิงเสี่ยวฮวาไป

   

   ไม่ว่าเฝิงเสี่ยวฮวาจะพยายามสลัดฉินเหล่าซานอย่างไรก็ไม่สำเร็จ สุดท้ายจึงต้องยอมขึ้นรถม้าที่ฉินเหล่าซานเช่ามาอย่างว่าง่าย

   

   “เรื่องวันนี้ เจ้าต้องเก็บเป็นความลับให้หมด เข้าใจหรือไม่”

   

   สือไห่ถังรีบตอบว่า “ท่านแม่วางใจได้ ข้าจะรักษาความลับอย่างดี”

   

   ในที่สุดสือไห่ถังก็เข้าใจว่าเหตุใดเมื่อคืนตอนกินข้าว แม่เฒ่าฉินถึงได้มีท่าทีกดดันเช่นนั้น วันนี้ตอนกินอาหารเช้าก็ยิ่งแปรปรวนไปกว่าเดิม

   

   ต้นเหตุทั้งหมดก็คือเฝิงเสี่ยวฮวาจอมก่อเรื่องนั้นเอง

   

   ในที่สุดก็เข้าใจว่าทำไมทุกครั้งที่เข้าเมืองซึ่งปกติต้องพาฉินเหล่าเอ้อร์ไปด้วย แต่ครั้งนี้กลับไม่พาเขามา เพราะแม่สามีของนางไม่อยากลากฉินเหล่าเอ้อร์เข้ามาพัวพันเรื่องนี้ เพราะฉินเหล่าเอ้อร์ร่างกายแข็งแกร่งกำยำ หากให้เขารู้เรื่องนี้เข้า เฝิงเสี่ยวฮวา คงกลายเป็นคนตายทั้งเป็นที่นอนอยู่บนเตียงไปแล้ว

   

   …….....

   

   ฉินเหล่าซื่อขายของหมดแล้ว กำลังเดินวนไปทั่วเมืองเพื่อหามารดาและลูกสาวของเขา

   

   แม่เฒ่าฉินเพิ่งออกมาจากตรอกก็เจอกับเฉินฮั่นหลินและฉินเหล่าซื่อพอดี

   

   “ท่านแม่ ของที่นำมาขายวันนี้หมดแล้วขอรับ พ่อบ้านเผ่ยยังถามข้าว่าพรุ่งนี้จะมีอีกหรือไม่”

   

   “แอ้!” ฉินเยาเยาส่งเสียงร้องอ้อแอ้แล้วพยักหน้า ราวกับต้องการบอกว่านางยังมีของอีก

   

   ฉินเหล่าซื่อจึงวางใจ เพราะเขาบอกกับพ่อบ้านเผ่ยไปแล้วว่าพรุ่งนี้จะมีของแน่นอน ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหากลูกสาวและภรรยาของเขารู้เข้า จะเอาไม้กวาดมาตีเขาหรือไม่

   

   แม่เฒ่าฉินเดินทางไปยังสำนักศึกษาเติงเคอตามแผนเดิม

   

   แต่พวกเขาไม่อาจเข้าไปได้ เพราะเมื่อวานมีบัณฑิตออกไปซื้อของแล้วถูกผู้อพยพลอบทำร้าย อาจารย์เพิ่งติดประกาศห้ามออกนอกสำนักศึกษาตอนที่แม่เฒ่าฉินและคณะมาถึงพอดี

   

   พวกเขาอ่านประกาศบนกำแพงแล้วก็ไม่ได้รบกวนคนเฝ้าประตู เพียงแต่ขอให้คนเฝ้าประตูเข้าไปถามว่าจะอนุญาตให้เด็กสองคนพบกับพวกเขาผ่านประตูได้หรือไม่

   

   ไม่นานคนเฝ้าประตูก็ออกมา ไม่แปลกใจเลยที่ถูกปฏิเสธ แต่เขายังนำข่าวดีมาบอกแก่ตระกูลฉินอีกด้วย

   

   เนื่องจากสภาพอากาศเช่นนี้ อาจารย์ใหญ่จึงตัดสินใจจะเปลี่ยนแปลงวันหยุดใหม่ ทุกๆสิบวันเด็กๆจะได้กลับบ้านสองวัน ถึงตอนนั้นให้ครอบครัวมารับพวกเขาได้

   

   เมื่อได้ยินเช่นนั้น ครอบครัวฉินก็ดีใจ ฉินเหล่าซื่อยกตะกร้าผลไม้และผักสองตะกร้ามาวางไว้ที่หน้าประตูแล้วกล่าวว่า

   

   “ท่านลุง รบกวนท่านช่วยส่งผักและผลไม้เหล่านี้ให้เด็กทั้งสอง ให้พวกเขานำไปมอบให้อาจารย์และอาจารย์ใหญ่ด้วย”

   

   “และรบกวนท่านช่วยส่งเสื้อผ้าและแป้งทอดเหล่านี้ให้เด็กทั้งสองด้วย”

   

   คนเฝ้าประตูย่อมไม่ปฏิเสธ ยิ้มแย้มรับปากอย่างเต็มใจ



 บทที่ 134: เพื่ออิสรภาพ ข้าไม่ต้องการท่านพ่อแล้ว


   

   ค่ำคืนล่วงเลยผ่านไป แต่บ้านตระกูลฉินยังคงสว่างไสว

   

   เล่อเหนียงเพิ่งเอาผัก ผลไม้ ไก่ เป็ด และกระต่ายออกมาจากพื้นที่มิติ และกำลังรบเร้าให้หงอวี่อุ้มนางไปเติมน้ำที่บ่อน้ำ

   

   หลังจากเล่อเหนียงเติมน้ำเสร็จ ฉินเหล่าซื่อและคนอื่นๆก็เริ่มยุ่งวุ่นวายขึ้นอีกครั้ง

   

   ตอนนี้อากาศร้อนขึ้นเรื่อยๆ แต่ทุ่งนาไม่อาจขาดน้ำได้ แม้แต่ลิ่งผิงและลิ่งอันที่อายุแปดขวบก็วิ่งไปช่วยรดน้ำด้วย

   

   ดังนั้นคืนนี้จึงมีเพียงลิ่งอวี่ และลิ่งตงที่เพิ่งอายุครบสี่ขวบช่วยจัดการผัก โดยมีหงอวี่และเล่อเหนียงนอนหลับน้ำลายไหลยืดอยู่เป็นเพื่อน

   

   การเติมน้ำและขนผักทำให้เด็กที่อายุไม่ถึงหนึ่งขวบอย่างฉินเยาเยาเหนื่อยไม่น้อย พอหัวถึงหมอนก็ผล็อยหลับไปทันที หงอวี่ไม่ได้สบายกว่ากันนัก ทุกคืนต้องอุ้มเล่อเหนียงออกไปเติมน้ำ ทั้งยังต้องระวังตัวตลอดเวลาเพราะกลัวว่าจะโดนคนจับได้

   

   คืนนี้นอกจากผักแล้ว ยังมีผิงกั่วหนึ่งตะกร้าใหญ่และลูกท้ออีกสองตะกร้า

   

   ลิ่งตงกำลังช่วยฟั่นเชือกป่านไปพลางกลืนน้ำลายไปพลางอย่างเงียบๆ แม่เฒ่าฉินยิ้มขบขัน เลือกลูกท้อที่รูปร่างไม่ค่อยดีลูกหนึ่ง ใช้เสื้อเช็ดแล้วยื่นให้เขา

   

   “ของพวกนี้มีค่ามาก เอาไปขายในเมืองแลกเป็นเงินมาจะมีประโยชน์ต่อไปภายหน้า เจ้าลองชิมก่อน รอให้ฝนตกแล้วค่อยกินตามใจชอบ”

   

   ลิ่งตงโบกมือปฏิเสธรัวๆ “ท่านย่า ข้าไม่กินหรอกขอรับ เก็บไว้ขายแลกเงินเถอะขอรับ”

   

   พูดจบก็ตั้งหน้าตั้งตาฟั่นเชือกป่าน ไม่มองตะกร้าลูกท้อในตะกร้าอีกเลย แม่เฒ่าฉินยัดลูกท้อใส่มือเขา แล้วไล่ให้ไปนั่งกินบนเตียงเตา

   

   เห็นลิ่งตงกินอย่างตะกละตะกลาม แม่เฒ่าฉินอดถอนใจไม่ได้ ชีวิตนี้ช่างอาภัพนัก ภัยธรรมชาติและภัยจากมนุษย์เกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน

   

   ลูกท้อพวกนี้ ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงไม่มีผู้ใดเหลียวตามอง ลูกท้อพวกนี้มักจะโตเองตามต้นไม้ แทบไม่มีใครแตะต้อง นอกจากพรานป่าที่เข้าไปล่าสัตว์ ถ้าล่าไม่ได้อะไรก็จะแวะเก็บกลับมาสองสามลูกเพื่อปลอบเด็กน้อย

   

   แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นของมีค่าไปเสียแล้ว

   

   ลูกท้อที่ฉินเยาเยานำออกมาบางลูกมีรอยกระดำกระด่างอยู่บ้าง แต่แม่เฒ่าฉินก็ไม่ได้คิดจะคัดมันออก

   

   รอยดำเหล่านี้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แม้ว่าจะดูไม่สวยงาม แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อรสชาติแต่อย่างใด

   

   สองย่าหลานยุ่งวุ่นวายจนกระทั่งฟ้าสาง กระทั่งไก่ขันจึงเก็บกวาดทุกสิ่งทุกอย่างเสร็จสิ้นอย่างหวุดหวิด

   

   ทางด้านฉินเหล่าซื่อก็ทำงานของตนเองเสร็จแล้ว พวกเขาไม่มีเวลาแม้แต่จะดื่มน้ำสักอึก หลังจากนำรถม้ามาถึงก็เริ่มบรรทุกผักและออกเดินทางทันที

   

   พวกเขาจำเป็นต้องออกเดินทางก่อนที่ชาวบ้านจะตื่นมาตักน้ำ มิฉะนั้นหากถูกพบเข้า พวกเขาก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรว่าได้สิ่งของเหล่านี้มาจากไหน

   

   แต่เดิมพวกเขาวางแผนจะมุ่งหน้าไปยังจวนตระกูลเผ่ยทันทีที่เข้าเมือง เพื่อให้พ่อบ้านเผ่ยช่วยขายสินค้า

   

   แต่ไม่คาดคิดว่า ทันทีที่พวกเขาเข้าเมืองก็ถูกกลุ่มคนที่ดูเหมือนจะเป็นพ่อบ้านจากจวนต่างๆ ขวางทางไว้

   

   ฉินเหล่าซื่อตามเฉินฮั่นหลินมองกลุ่มคนที่ไม่อาจซ่อนความตื่นเต้นไว้ได้ด้วยสีหน้าระแวดระวัง ไม่รู้ว่าเหตุใดพวกเขาจึงขวางทางพวกตนไว้

   

   “พวกเจ้าคือน้องชายฉินและน้องชายเฉินใช่หรือไม่”

   

   ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินสบตากัน ไม่ได้ตอบรับแต่อย่างใด เพียงแต่มองพวกเขาด้วยความระวังมากขึ้น

   

   “น้องชายทั้งสอง อย่าเพิ่งเข้าใจผิดไป พวกข้าเป็นคนที่พ่อบ้านเผ่ยแนะนำมา”

   

   บุรุษร่างท้วมผู้หนึ่งสวมเสื้อคลุมยาวสีน้ำตาล ชะโงกหน้ามองเข้าไปในรถม้าพลางอธิบาย

   

   และผู้อื่นต่างก็พากันแย่งอธิบาย “ใช่แล้ว พี่น้องทั้งสอง อย่าเข้าใจผิดเลย ข้าเป็นคนของจวนตระกูลจางทางทิศตะวันออกของเมือง ข้าอยากซื้อผักสดๆจากพวกเจ้าสองคน”

   

   “ข้าก็มาจากทิศตะวันออกของเมืองเช่นกัน ข้าเป็นคนของจวนตระกูลหลี่”

   

   “ข้าเป็นคนของจวนตระกูลหลิวทางทิศตะวันตกของเมือง”

   

   พ่อบ้านคนอื่นๆ กลัวว่าพวกฉินเหล่าซื่อจะเข้าใจผิดแล้วไม่ยอมขายผักให้ จึงรีบเปิดเผยตัวตน

   

   ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินจึงวางใจ แล้วบังคับรถม้าไปยังลานโล่งแห่งหนึ่ง และเริ่มขนผักออกมา

   

   มีทั้งผักกาดขาวสดๆ แตงกวาชุ่มน้ำ มะเขือเทศสีแดงสด รวมถึงถั่วฝักยาวและมันเทศ

   

   ส่วนผลไม้มีทั้งผิงกั่วและลูกท้อ

   

   เมื่อเหล่าพ่อบ้านเห็นผักและผลไม้ที่ยังมีน้ำหยดติ๋งๆ ดวงตาของพวกเขาก็เบิกกว้าง แล้วพุ่งเข้าไปแย่งชิงกันทันที

   

   สิ่งเหล่านี้แต่ก่อนจะถูกส่งมาจากไร่นาของจวนทุกวัน

   

   เพียงแต่ตอนนี้เป็นช่วงภัยแล้ง แม้แต่น้ำจะกินดื่มยังแทบไม่ตกถึงท้อง เช่นนั้นแล้วไม่ต้องพูดถึงพืชผลเลย พวกเขาไม่ได้เห็นผักและผลไม้สดๆแบบนี้มานานแล้ว

   

   ตอนนี้ทุกจวนต้องพึ่งพาผักป่าหรือไม่ก็เห็ดหูหนูเป็นหลัก ทุกวันมีอาหารไม่กี่อย่างนี้ คุณหนูและคุณชายในจวนต่างก็งอแงไม่ยอมกินอาหาร

   

   นายท่านและฮูหยินต่างเป็นกังวลจนน้ำลายแทบฟูมปาก

   

   ทุกวันอาหารสามมื้อแทบไม่มีผักสักชาม แทบจะหาซื้อไม่ได้ด้วยซ้ำ แม่ครัวแทบจะขาดใจตาย คนทั้งจวนอารมณ์ไม่ดีเช่นนี้ คนที่จะโดนด่าคงหนีไม่พ้นทาสอย่างพวกเขา ตั้งแต่เกิดภัยแล้งไม่รู้ว่าถูกด่าและถูกตีไปกี่ครั้งแล้ว

   

   แต่หากวันนี้นำผลไม้และผักเหล่านี้กลับไป เจ้านายในจวนคงจะดีใจ อาจจะได้รางวัลอะไรมาบ้างก็ได้

   

   ตอนอยู่ที่บ้าน แม่เฒ่าฉินได้มัดผักทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ผักหนึ่งมัดหนักหนึ่งชั่ง ขายห้าสิบอีแปะ

   

   ส่วนแตงกวาและมะเขือนั้น ขายเป็นลูก ลูกละหกสิบอีแปะ

   

   ยังมีถั่วฝักยาวและมันเทศอีก ราคาหกสิบอีแปะต่อหนึ่งชั่งเช่นกัน

   

   ส่วนผิงกั่วกับลูกท้อนั้นราคาแพงกว่าเล็กน้อย หนึ่งลูกราคาถึงหนึ่งร้อยอีแปะเลยทีเดียว!

   

   พวกพ่อบ้านบางคนรู้สึกว่าการคิดราคาทีละกำทีละชิ้น หรือชั่งทีละครั้งนั้นยุ่งยากเกินไป จึงตัดสินใจคว้าผักเขียวขึ้นมาหลายกำมือ แล้วหยิบผิงกั่วกับลูกท้อใส่อ้อมแขนอีกสองสามลูก จากนั้นก็โยนเงินก้อนหนึ่งให้เขาไป

   

   เมื่อพ่อบ้านคนอื่นๆเห็นเช่นนั้นก็พากันลอกเลียนแบบ

   

   ไม่นาน สิ่งของที่ฉินเหล่าซื่อนำมาก็ถูกแย่งซื้อจนหมดเกลี้ยง

   

   ส่วนพวกที่มาช้า มาไม่ทันซื้อผักก็ได้แต่ทำหน้าเศร้าสร้อยอ้อนวอนฉินเหล่าซื่อว่าพรุ่งนี้ต้องเก็บผักไว้ให้พวกเขาบ้าง

   

   วันนี้พวกเขาคงถูกนายท่านเตะก้นเข้าให้แล้ว

   

   ฉินเหล่าซื่อรับปาก

   

   การขายครั้งนี้พวกเขาทำเงินได้ถึงยี่สิบตำลึงเงินเลยทีเดียว

   

   ฉินเหล่าซื่อกับเฉินฮั่นหลินเห็นเงินมากมายขนาดนี้ถึงกับอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ

   

   นี่มันไม่ใช่แค่ผักธรรมดาหรอกนะ แต่เป็นผักเทพเจ้าแห่งโชคลาภชัดๆ ต้องรู้ไว้ก่อนว่าตอนที่ยังไม่เกิดภัยแล้ง ของพวกนี้รวมกันได้แค่หนึ่งตำลึงก็หรูแล้ว

   

   ถ้าเป็นแบบนี้ เกษตรกรจะไปปลูกข้าวทำไมกัน ปลูกผักอย่างเดียวก็รวยเละแล้ว

   

   ที่บ้านชาวนาต่างก็มีแปลงผักกันทั้งนั้น ทุกปีพอถึงฤดูกาลก็กินไม่หมดปล่อยให้เน่าคาดิน แม้แต่จะแจกจ่ายให้ผู้อื่นก็ยังทำไม่ได้

   

   แต่ไม่เคยคิดว่า บัดนี้กลับกลายเป็นของล้ำค่าเสียแล้ว

   

   “ฮ่าๆๆ เป็นเรื่องน่ายินดียิ่งนัก พี่สี่ พวกเราไปซื้อเหล้าสักไหกลับไปดื่มฉลองกันเถิด” เฉินฮั่นหลินกล่าวด้วยรอยยิ้ม

   

   แม้ว่าเขาจะไม่เคยขัดสนตั้งแต่เด็ก แม้แต่ในยามที่ต้องอพยพหนีภัย บิดาก็ยังเตรียมตั๋วเงินให้เขาเป็นกะตั้ก กระทั่งตอนนี้เขาก็ยังไม่ขาดเงิน

   

   แต่เงินที่ผู้อื่นให้มาจะสุขใจเท่ากับเงินที่ตนหามาด้วยสองมือได้อย่างไร

   

   “ได้เลย เช่นนั้นไปซื้อเหล้า แล้วก็ซื้อเนื้อสักชิ้นด้วย กลับไปให้พี่สะใภ้สามทำหมูตุ๋นเป็นกับแกล้ม” ฉินเหล่าซื่อตอบรับ

   

   เขาเองก็ไม่ได้ดื่มสุรามานานแล้ว ตอนนี้พอเฉินฮั่นหลินพูดถึงก็รู้สึกเปรี้ยวปากขึ้นมาทันที

   

   ระหว่างทางกลับ เฉินฮั่นหลินก็รีบเร่งเดินทางไปซื้อของ ทั้งร้องเพลงที่ไม่รู้จักชื่อไปด้วย ชีวิตเช่นนี้ช่างสุขสบายเหลือเกิน ข้าอยากอยู่ที่นี่ไปชั่วชีวิตโดยไม่จากไปไหนอีกแล้ว

   

   ‘แต่ถ้าท่านพ่อของข้ามาตามหาข้าล่ะจะทำอย่างไร’

   

   เฉินฮั่นหลินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ตัดสินใจเลิกคิดเรื่องนี้ไป

   

   ‘เพื่อชีวิตที่สงบสุขของข้า ท่านพ่อ ท่านอย่าได้มาตามหาข้าเลยนะขอรับ!’



บทที่ 135: เช่นนั้นก็ให้นางแต่งงานกับข้า


   

   แม่เฒ่าฉินยืนชะเง้อคอออกไปนอกประตูตั้งแต่เช้า ด้วยความที่ไม่อยากให้หลานสาวตัวน้อยตากแดดอยู่หน้าประตู จึงวางนางไว้ใต้ชายคาบ้าน บางครั้งก็เข้าไปเล่นกับนางครู่หนึ่ง แล้ววิ่งออกมาดูหน้าบ้านอีกครั้ง

   

   เล่อเหนียงหัวเราะคิกคักเพราะถูกผู้เป็นย่าหยอกล้อ ถ้าบิดากับอาฮั่นหลินไม่กลับมาเร็วๆนี้ ย่าของนางคงจะเดินจนพื้นหน้าบ้านเกิดหลุมแน่

   

   หงอวี่นั่งถักตั๊กแตนอยู่ข้างๆ เห็นแม่เฒ่าฉินวิ่งไปวิ่งมาก็มีความสุขมาก

   

   “ท่านย่าขอรับ นั่งพักสักครู่เถอะ ท่านพ่อกับอาฮั่นหลินอาจอยู่ระหว่างเดินทางกลับแล้วก็ได้ขอรับ”

   

   แม่เฒ่าฉินได้ยินคำพูดของหงอวี่ก็รู้สึกว่าตนเองกระวนกระวายเกินไป จึงนั่งลงใต้ชายคาข้างเล่อเหนียง มือก็พัดคลายความร้อนให้หลานรัก แต่นั่งก้นยังไม่ทันอุ่น นางก็วิ่งไปมองที่หน้าประตูอีกครั้ง

   

   ส่วนลิ่งผิงกับลิ่งอันแอบอยู่หลังเสา มองดูผู้เป็นย่าวิ่งวนไปมา

   

   “พี่ห้า ท่านว่าท่านย่ากำลังทำอะไร”

   

   ลิ่งผิงแกล้งทำท่าขบคิดแล้วพูดว่า “ข้ารู้แล้ว ท่านย่าคงทนรอไม่ไหว อยากกินของอร่อยที่ท่านพ่อกับอาฮั่นหลินนำกลับมา ถึงได้วิ่งไปวิ่งมาเช่นนี้”

   

   “ท่านว่าท่านพ่อจะนำของอร่อยอะไรกลับมา”

   

   “แน่นอนว่าต้องไม่ใช่ขนมงาแน่ๆ!”

   

   “เหตุใดถึงไม่ใช่ขนมงาเล่า”

   

   “ก็เพราะข้าไม่ชอบกินน่ะสิ!”

   

   เล่อเหนียงหัวเราะคิกคักไม่หยุดเพราะขำกับบทสนทนาของสองศรีพี่น้อง

   

   พี่ชายสองคนนี้ของนางต้องเป็นจอมตะกละแน่นอน!

   

   เด็กชายทั้งสองเห็นน้องสาวแสนน่ารัก ก็ทำให้พวกเขานึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ปกติแล้วท่านย่าดูแลน้องสาวอย่างใกล้ชิด แทบไม่ให้คนในบ้านแตะต้องนาง แม้พวกเขาอยากจะอุ้มสักครั้งก็ยังทำไม่ได้

   

   ตอนนี้เห็นว่าท่านย่าไม่อยู่ จึงเห็นว่าเป็นโอกาสเหมาะ สองแฝดลิ่งผิงลิ่งอันจึงค่อยๆย่องเข้าไปใกล้น้องสาว แล้วยื่นมือน้อยๆไปบีบแก้มอวบอ้วนของนาง

   

   โอ้ ช่างนุ่มนิ่มยิ่งนัก สัมผัสนี้ช่างเหมือนกับขนมกุ้ยฮวาที่ท่านพ่อซื้อมาให้เลย!

   

   เล่อเหนียงพ่นฟองน้ำลายออกมา แล้วยื่นใบหน้าเล็กๆเข้าไปใกล้พวกเขา

   

   “น้องสาว พวกพี่พาเจ้าเดินเล่นดีหรือไม่”

   

   “แอ้!”

   

   ยังไม่ทันที่เล่อเหนียงจะได้ตอบสนอง พี่ชายทั้งสองก็คว้าแขนของนางคนละข้าง แล้วพานางลุกขึ้นมาเดินไปมาใต้ชายคาบ้าน

   

   เล่อเหนียงซึ่งเป็นเพียงเด็กน้อยจึงต้องจำยอม ถูกพี่ชายทั้งสองบังคับให้หัดเดิน

   

   เด็กน้อยอายุยังไม่ถึงหนึ่งขวบ ร่างกายอ่อนนุ่มไปทั้งตัว เรี่ยวแรงน้อยนิด โชคดีที่นางถูกจับไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง จึงยังพอรักษาสมดุลได้บ้าง

   

   สามพี่น้องเดินวนไปรอบๆอยู่สองรอบ ใบหน้าเต็มไปด้วยความสุข

   

   “ถูกต้องแล้ว น้องสาวข้าต้องเดินแบบนี้แหละ”

   

   “ควรจะก้าวเท้าขวาก่อน ไม่ควรก้าวเท้าซ้ายก่อน”

   

   หงอวี่ที่กำลังถักตั๊กแตนอยู่ข้างๆส่ายหัว พลันรู้สึกว่าพี่ชายทั้งสองช่างน่าสงสารเหลือเกิน เล่อเหนียงเป็นเทพธิดาตัวน้อยจากสวรรค์ที่ลงมาเยือนโลกมนุษย์ พวกท่านคิดว่านางจะต้องการให้พวกท่านสอนเดินหรืออย่างไร นางก็แค่ไม่อยากเดินเท่านั้นเอง

   

   ทันใดนั้นก็มีเสียงอุทานดังมาจากนอกประตู “ไอ๊หยา! ในที่สุดก็กลับมาแล้ว”

   

   ลิ่งผิงและลิ่งอันหันไปมองนอกประตูพร้อมกัน “ท่านพ่อกลับมาแล้ว!”

   

   ทั้งสองคนปล่อยมือแล้ววิ่งออกไปทางประตูทันที ทิ้งเล่อเหนียงยืนร่างกายโงนเงนสองสามทีก่อนจะล้มลงบนพื้นเสียงดัง โชคไม่ดีที่นางล้มลงตรงขอบขั้นบันได เมื่อเท้าทั้งสองกระแทกพื้น แรงเหวี่ยงจึงทำให้นางกลิ้งลงบันไดไป

   

   เหตุการณ์นี้ทำให้หงอวี่ตกใจจนตัวสั่น เขารีบพุ่งเข้าไปคว้าตัวเล่อเหนียงเอาไว้ แม้ว่าเขาจะพุ่งเข้าไปช่วยได้ทันเวลา ไม่ปล่อยให้เล่อเหนียงกลิ้งตกบันได แต่แผลบนหัวคิ้วของเขาที่ยังไม่ทันหายดีก็ปริแตก

   

   “แง~!”

   

   ฉินเยาเยาตั้งใจจะอดทนไว้ แต่หัวเข่าของนางเจ็บเหลือเกินจึงต้องร้องไห้โฮออกมา

   

   สวี่ซิ่วอิงที่กำลังยุ่งอยู่ในครัวได้ยินเสียงร้องไห้ รีบวิ่งออกมาจากครัวแล้วเข้าไปอุ้มลูกสาวขึ้นมาดู ก็พบว่ามุมปากของเล่อเหนียงมีรอยถลอก เลือดสีแดงสดไหลลงมา

   

   “โอ๋ๆๆ ลูกรักอย่าร้องไห้นะ แม่อยู่นี่แล้ว”

   

   เมื่อเห็นสภาพของลูกสาว ดวงตาของสวี่ซิ่วอิงก็เอ่อคลอไปด้วยน้ำตาเพราะความเจ็บปวดใจ เมื่อก้มลงมองอีกครั้ง ก็เห็นว่าแผลเป็นบนคิ้วของหงอวี่ที่นั่งอยู่มีเลือดซึมออกมา ครานี้หยาดน้ำตาที่เอ่อคลออยู่ในดวงตาพลันไหลรินลงมา

   

   ทางด้านสือไห่ถังก็ได้ยินเสียงความวุ่นวายจึงวิ่งออกมา พอเห็นภาพตรงหน้าก็ตกใจ

   

   “ข้าจะรีบไปเอายา” สือไห่ถังพูดจบก็วิ่งไปที่ห้องโถง

   

   นับตั้งแต่ที่ลิ่งอวี่ได้รับบาดเจ็บ หลี่อันก็ได้เตรียมยารักษาบาดแผลนานาชนิดไว้ในบ้าน วางไว้ตามมุมต่างๆ เผื่อผู้ใดในบ้านเกิดอุบัติเหตุจนเลือดตกยางออก จะได้หายาห้ามเลือดได้ทันทีท่วงที

   

   ไม่คิดว่าวันนี้จะได้ใช้ประโยชน์จริงๆเสียด้วย

   

   แม่เฒ่าฉินรีบวิ่งกลับมาอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นว่าหลานชายและหลานสาวบาดเจ็บ นางก็ยกมือตบหน้าตัวเองอย่างแรง เพราะนางมัวคิดแต่เรื่องเงินเรื่องทอง จนลืมไปว่าหลานทั้งสองยังอยู่ใต้ชายคาบ้าน

   

   หลานทั้งสองคนนี้ คนหนึ่งยังเดินไม่ได้ อีกคนเพิ่งได้รับบาดเจ็บ นางกล้าปล่อยให้พวกเขาอยู่กันตามลำพังได้อย่างไร

   

   “ท่านแม่อย่าทำแบบนี้เลย เล่อเหนียงกำลังหัดเดิน เกิดชนโน่นชนนี่ก็เป็นเรื่องปกติ ถ้าท่านทำแบบนี้จะทำให้เล่อเหนียงและหงอวี่รู้สึกไม่สบายใจนะเจ้าคะ”

   

   สวี่ซิ่วอิงอดทนต่อความเจ็บปวดในใจ แล้วทายาให้ลูกสาวและลูกชาย ยาผงที่หลี่อันเตรียมไว้ใช้ได้ผลดีมาก บาดแผลของเล่อเหนียงไม่ใหญ่นัก พอทายาแล้วเลือดจะหยุดไหลในไม่ช้า

   

   ส่วนบาดแผลของหงหวี่ค่อนข้างหนักกว่า สวี่ซิ่วอิงอดทนต่อความเจ็บปวดในใจ ใช้ผ้าเช็ดหน้ากดบาดแผลไว้สักพัก เลือดของหงอวี่จึงหยุดไหล

   

   เล่อเหนียงเห็นสีหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดของผู้เป็นย่าจึงยื่นมือออกไปราวกับต้องการบอกว่าอยากให้นางอุ้ม

   

   แม่เฒ่าฉินนั่งอยู่บนเตียงเตาพลางอุ้มเล่อเหนียงขึ้นมา มองริมฝีปากของหลานสาวด้วยความเป็นห่วง ไม่นานหงอวี่ก็เดินเข้ามาซุกตัวเข้าไปในอ้อมแขนของแม่เฒ่าฉิน ราวกับต้องการปลอบโยนนาง

   

   ทางนี้เล่อเหนียงหยุดร้องไห้แล้ว แต่ลิ่งผิงกับลิ่งอันกลับตกใจจนเสียสติ วิ่งหนีเตลิดออกไป

   

   เฉินฮั่นหลินกับฉินเหล่าซื่อจูงม้าเข้าไปเก็บในโรงม้าแล้วเดินเข้ามาในลานบ้าน จึงพบว่าเล่อเหนียงกับหงอวี่ได้รับบาดเจ็บ ทั้งสองเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น แล้วพุ่งเข้าไปในห้องโถงเพื่อดูอาการของเด็กทั้งสอง

   

   เล่อเหนียงกระวนกระวายอยากรู้ว่าได้เงินมาเท่าไหร่ จึงยื่นมือให้ฉินเหล่าซื่ออุ้ม มือน้อยๆก็ดึงผ้าพาดบ่าของเขาไม่หยุด

   

   “โอ้ เล่อเหนียงกลายเป็นเด็กชอบเงินไปแล้วหรือ เจ้ารู้ด้วยหรือว่าตอนนี้พ่อมีเงินแล้ว”

   

   “แอ้! แอ้!

   

   เล่อเหนียงอ้าปากส่งเสียงร้องอ้อแอ้ส่งผลให้เจ็บแผล จนใบหน้าน้อยๆของนางยับย่นไปหมด

   

   แม่เฒ่าฉินสงสารหลานสาวจึงรีบเร่งลูกชาย “พอเถอะ เจ้าอย่าทำตัวลึกลับไปหน่อยเลย มีเงินเท่าไหร่ก็รีบเอาออกมาสิ เล่อเหนียงคนนี้เป็นเด็กบ้าเงินจริงๆ มีเงินแล้วเด็กคนนี้ก็ไม่รู้สึกเจ็บแผลแล้ว”

   

   ฉินเหล่าซื่อปลดสายสะพายลง เสียงเหรียญทองแดงกระทบกันเกิดเสียงไพเราะ

   

   “มากมายถึงเพียงนี้เชียวหรือ!”

   

   ทุกคนต่างตกตะลึงจนอ้าปากค้าง

   

   เงินมากมายขนาดนี้ดูเหมือนจะมากถึงยี่สิบตำลึงแล้วกระมัง

   

   ผู้ที่ประหลาดใจยิ่งกว่าพวกเขาคือหงอวี่ เมื่อคืนที่ผ่านมาแม้ว่าเขาจะไม่ได้ช่วยทุกคนขนของ แต่ก็ได้เห็นผักพวกนี้แล้ว พลางคาดเดาในใจว่าผักพวกนี้ต้องขายได้อย่างน้อยสิบตำลึง แต่ไม่คิดว่าจะได้มากมายถึงเพียงนี้

   

   แม่เฒ่าฉินก็ยินดีเช่นกัน นางหยิบเหรียญทองแดงขึ้นมาวางบนมือหลานสาวหนึ่งเหรียญ

   

   เล่อเหนียงยิ้มกว้าง น้ำลายแทบหกออกมา

   

   “พวกเจ้าดูสิ ข้าบอกแล้วว่าเด็กคนนี้เป็นคนรักเงินเสียยิ่งกว่าอะไร เช่นนี้ต่อไปจะมีคนอยากแต่งงานกับเจ้าหรือไม่”

   

   ‘ก็ให้นางแต่งงานกับข้าสิขอรับ’



 บทที่ 136: สองพี่ชายที่แสนซุกซนและสร้างความไม่สบายใจให้ผู้อื่นอยู่เสมอ


   

   คำพูดนี้หงอวี่ได้แต่พึมพำในใจ เขาไม่กล้าพูดออกมาดังๆ

   

   สำหรับจอมโหดอย่างฉินเหล่าซื่อที่หวงลูกสาวคนนี้ หากเขาพูดความคิดนี้ออกมา ไม่แน่ว่าเขาอาจจะถูกโยนออกไปไกลสามลี้ภายในชั่วพริบตา

   

   หลังจากคนอื่นๆหัวเราะกันอยู่ครู่หนึ่ง พวกเขาก็ถามถึงสถานการณ์การเข้าเมืองไปขายผักของฉินเหล่าซื่อ

   

   เมื่อคนอื่นๆได้ยินก็ต่างพากันดีใจ แต่แม่เฒ่าฉินกลับมีสีหน้าเคร่งขรึม

   

   “เหล่าซื่อ ถ้าคราวหน้าจะเอาผักไปขายในเมือง ก็ควรผ่านมือพ่อบ้านเผ่ยก่อนดีกว่า”

   

   ฉินเหล่าซื่อเข้าใจความหมายของมารดา เขาพยักหน้ารับคำ


   “ระหว่างนั่งรถกลับมาข้าก็คิดเช่นนั้นขอรับ สถานการณ์ของครอบครัวเราตอนนี้ หากทำตัวเด่นเกินไปจะกลายเป็นที่ดึงดูดสายตา ถึงเวลานั้นพวกเราอาจให้ค่าตอบแทนพ่อบ้านเผ่ยบ้าง ไม่ได้หวังให้เขาช่วยงานเราเปล่าๆ”

   

   แม่เฒ่าฉินพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของลูกชาย แม้นางจะรู้ว่าคนที่คิดวิธีนี้ออกต้องเป็นฮั่นหลินแน่นอน นางรู้จักลูกชายของตัวเองดี สำหรับฉินเหล่าซื่อผู้ชายมุทะลุคนนี้ ตอนนี้คงอยากจะลากรถผักไปรอบหมู่บ้านเพื่ออวดคนอื่นว่าบ้านเขามีผักเสียด้วยซ้ำ

   

   “ท่านแม่ เงินพวกนี้ท่านเก็บไว้ให้ดีๆ ข้าจะไปดูที่นาสักหน่อย”

   

   ฉินเหล่าซื่อยื่นเงินให้แม่เฒ่าฉินแล้วหมุนตัวหยิบจอบเดินไปทางแปลงทางนาข้าว

   

   เฉินฮั่นหลินไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมาก เพราะเขาต้องตามไปด้วยอย่างแน่นอน ตอนนี้ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินสนิทกันมากจนสามารถใส่กางเกงตัวเดียวกันได้แล้ว หากไม่ใช่เพราะสวี่ซิ่วอิงเข้าอกเข้าใจพฤติกรรมของสองพี่น้องที่สนิทกันขนาดนี้หรือเป็นผู้หญิงคิดมาก ก็คงจะเกิดเรื่องวุ่นวายไปนานแล้ว

   

   ช่วงนี้ที่บ้านมีรายได้เข้ามามาก แม่เฒ่าฉินกลัวว่าเงินทองจะเป็นที่สะดุดตา หลังจากรับมาจึงนำไปเก็บในห้องทันที

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นว่าคนหนุ่มสาวในบ้านทำงานหนักจนร่างกายซูบผอมไปหมด จึงสั่งให้สือไห่ถังทำอาหารจานเนื้อหลายอย่างเพื่อตอบแทนพวกเขา

   

   อาหารกลางวันในวันนี้จึงอุดมสมบูรณ์เป็นพิเศษ เนื้อตุ๋นผักกาดดอง และต้มกระต่ายอ้วนที่นำออกมาจากพื้นที่ของฉินเยาเยา

   

   พวกเขาหุงข้าวหม้อใหญ่ และทำน้ำแกงไข่อีกชาม

   

   แต่พอถึงเวลาอาหารกลางวันก็ยังไม่เห็นลิ่งผิงและลิ่งอัน สวี่ซิ่วอิงจึงพาลิ่งตงไปส่งอาหารกลางวันที่บ้านข้างๆ แล้วถือโอกาสตามเจ้าลูกชายตัวแสบสองคนกลับมากินข้าว

   

   ปกติเจ้าเด็กแสบชอบวิ่งไปเล่นที่บ้านข้างๆ ถ้าไม่อยู่บ้านก็ต้องอยู่บ้านข้างๆ หรือไม่ก็อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน เล่นปาโคลนกับเด็กในหมู่บ้าน ไม่เหมือนกับคนที่เป็นถงเซิงสักนิด

   

   แต่ครั้งนี้น่าแปลกใจ พวกเขาทั้งสองไม่ได้อยู่บ้านข้างๆ ฉะนั้นก็ต้องอยู่ที่ทางเข้าหมู่บ้านแน่ๆ

   

   สวี่ซิ่วอิงบอกให้ลิ่งตงกลับบ้านไปกินข้าวก่อน ส่วนนางถือไม้หวายอาดๆไปที่ทางเข้าหมู่บ้าน

   

   เมื่อไปถึงใต้ต้นไม้ใหญ่ตรงทางเข้าหมู่บ้านก็ไม่พบใคร ทำเอาสวี่ซิ่วอิงเริ่มรู้สึกไม่ดี

   

   นางรีบไปถามชาวบ้านที่อาศัยอยู่หน้าหมู่บ้านว่าเห็นลูกชายสองคนของนางหรือไม่ แต่คำตอบที่ได้รับคือไม่

   

   สวี่ซิ่วอิงเริ่มตื่นตระหนก นางวิ่งไปทั่วหมู่บ้าน ตะโกนเรียกชื่อลูกชายทั้งสองพลางวิ่งกลับบ้านไปด้วย

   

   ตอนนี้แดดกำลังร้อนจัด ทุกบ้านกำลังกินอาหารกลางวันหรือไม่ก็พักผ่อนอยู่ในบ้าน พอได้ยินเสียงของสวี่ซิ่วอิง ต่างก็โผล่หน้าออกมาจากประตูบ้านและถามด้วยความห่วงใย

   

   “สะใภ้สี่ฉิน เกิดอะไรขึ้นกับเด็กแสบสองคนนั้นหรือ”

   

   “ท่านป้าหวัง ท่านเห็นลิ่งผิงกับลิ่งอันของข้าบ้างไหมเจ้าคะ”

   

   แม่เฒ่าหวังส่ายหน้าบอกว่าไม่เห็น แล้วพูดว่า “พวกเขาไม่ได้อยู่ที่เหล่าหลายเล่อหรือ”

   

   “ไม่อยู่เลยเจ้าค่ะ”

   

   สวี่ซิ่วอิงไม่กล้าชักช้า รีบสาวเท้ายาวๆกลับบ้านทันที

   

   ตอนนี้เป็นช่วงภัยแล้ง หลายครอบครัวถูกบีบคั้นจนแทบเอาตัวไม่รอด ก่อนหน้านี้นางเห็นคนต่างถิ่นหลายคนอยากมาตั้งรกรากในหมู่บ้านของพวกเรา แต่หัวหน้าหมู่บ้านปฏิเสธพวกเขาด้วยเหตุผลเรื่องความปลอดภัยของหมู่บ้าน

   

   ตอนนี้ลิ่งผิงกับลิ่งอันหายไป หรือว่าคนพวกนั้นต้องการแก้แค้นพวกเรา

   

   หากพวกเขาถูกจับไปเป็นอาหารจะทำอย่างไร

   

   สวี่ซิ่วอิงยิ่งคิดก็ยิ่งร้อนใจ จึงเร่งฝีเท้ามุ่งหน้ากลับบ้าน

   

   “สะใภ้สี่ ข้าได้ยินเจ้าเรียกหาเด็กแสบสองคนนั้น พวกเขาไม่ได้ตามเจ้ากลับมาหรือ”

   

   สวี่ซิ่วอิงเพิ่งก้าวเท้าเข้าประตูก็ชนกับแม่เฒ่าฉินที่กำลังเดินออกมาพอดี

   

   “ท่านแม่ พวกเขาหายตัวไปเจ้าค่ะ ข้าได้ตามหาในที่ที่พวกเขามักอยู่แล้ว แต่ก็ไม่พบ!”

   

   สวี่ซิ่วอิงน้ำตาไหลพราก นางคิดมากเกินไปจนตื่นตระหนกไปทั้งหมด

   

   พอทุกคนได้ยินว่าลิ่งผิงและลิ่งอันหายตัวไป อาการอยากอาหารของพวกเขาก็หมดลง พากันออกจากบ้านไปตามหาเด็กๆ

   

   พ่อเฒ่าและแม่เฒ่าจากเหล่าหลายเล่อ ได้ยินว่าเด็กทั้งสองหายไป จะนั่งเฉยได้อย่างไร พวกเขาไม่สนใจแม้แต่จะกินข้าวและรีบออกไปตามเด็กทั้งสอง

   

   แต่พวกเขาเพิ่งเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็เห็นหลี่อันจูงมือเด็กทั้งสองลงจากภูเขา

   

   สวี่ซิ่วอิงเห็นลูกชายตัวแสบทั้งสองก็โกรธจนอกแทบแตกตาย นางดึงพวกเขามาแล้วตีก้นคนละหนึ่งที

   

   “พวกเจ้าสองคน พวกเจ้าหายหัวไปอยู่ที่ไหนมา”

   

   สองเด็กน้อยที่เดิมทีก็ร้องไห้ขี้มูกโป่งอยู่แล้ว พอเห็นมารดาก็อยากจะวิ่งเข้าไปกอดด้วยความน้อยใจ แต่กลับโดนตีเข้าให้จนส่งเสียงร้องไห้จ้าละหวั่น

   

   หลี่อันตีหลังมือของเด็กสองคนด้วยสีหน้าไม่พอใจและพูดเสียงเย็นชา “พวกเจ้าสองคน ข้าบอกกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าช่วงนี้ห้ามเข้าไปในป่า พวกเขากล้าเข้าไปในป่ากันสองคนโดยไม่มีผู้ใหญ่ไปด้วย ถ้าข้าไม่บังเอิญอยู่บนเขาพอดี เด็กคนนี้คงกลายเป็นอาหารสัตว์ไปแล้ว”

   

   แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นก็ใจหายวาบ จึงรีบลากหลานชายทั้งสองเข้าบ้าน แล้วสั่งให้พวกเขาคุกเข่า

   

   “พวกเจ้าสองคนเป็นอะไร ข้าไม่เคยบอกพวกเจ้าหรือว่าให้เล่นแค่ในหมู่บ้าน ห้ามเข้าไปในป่า เหตุใดถึงไม่เชื่อฟัง”

   

   สองเด็กน้อยสะอื้นไห้ กวาดสายตามองไปรอบๆไม่พูดอะไร

   

   แต่ถึงพวกเขาจะไม่พูด ด้านข้างก็ยังมีเด็กคนหนึ่งที่เจ้าคิดเจ้าแค้น

   

   “พวกเขาเป็นคนทำเล่อเหนียงล้ม!”

   

   หงอวี่ฉวยโอกาสฟ้องทันที พวกเขาทำให้ภรรยาในอนาคตของเขาเป็นแบบนี้ ถึงจะเป็นพี่เขยก็ไม่อาจให้อภัยได้

   

   พอแม่เฒ่าฉินได้ยินเช่นนั้นก็จ้องหลานชายเขม็ง “ทำผิดแล้วชิ่งหนี กล้าหาญยิ่งนัก ถ้าเก่งนักก็อย่าร้องไห้สิ”

   

   ฉินลิ่งผิงและฉินลิ่งอันร้องไห้สะอึกสะอื้น

   

   “พวกข้าไม่ได้ตั้งใจจริงๆ!”

   

   “ไม่ได้ตั้งใจ เช่นนั้นแปลว่าน้องสาวเจ้าตั้งใจลุกขึ้นยืน แล้วก็ทำตัวเองตกบันไดจนปากแตก ยังไม่พอยังทำให้แผลของหงอวี่ปริอีก”

   

   “พวกเจ้าสองคนทำน้องสาวล้มก็แล้วไป แต่พวกเจ้ายังกล้าวิ่งหนี ทั้งยังเลือกที่หลบหนีได้ดีจริงๆ เจ้ารู้หรือไม่ว่าตอนนี้มีผู้คนจากต่างถิ่นหนีเข้ามามากมาย เมื่อปีที่แล้วตอนอพยพหนีตาย มีการกินคนเกิดขึ้น พวกเจ้าจำไม่ได้หรือ!”

   

   แม่เฒ่าฉินพูดอย่างไม่ปรานีเลย หลอกให้หลานชายสองคนหวาดกลัว

   

   เด็กชายสองคนมองไม่เห็นว่าน้องสาวบาดเจ็บแค่ไหน ได้แต่คิดว่าน้องสาวบาดเจ็บสาหัส จึงตกใจร้องไห้โฮออกมา

   

   “น้องสาว เราไม่ได้ตั้งใจ เห็นแก่ที่พวกเราทำผิด เจ้าจะยกโทษให้พวกเราได้หรือไม่!”

   

   “น้องสาว เจ้าวางใจเถิด ถ้าปากเจ้ากลายเป็นปากกระต่าย พวกเราจะเลี้ยงดูเจ้าไปชั่วชีวิต”

   

   ตอนนี้ทุกคนที่ได้ยินเสียงร้องไห้ของพวกเขา ต่างก็ปิดปากแน่นพยายามกลั้นหัวเราะสุดชีวิต

   

   เล่อเหนียงที่อยู่ในห้องได้ยินก็ยิ้มกว้าง นางไม่ใช่เด็กน้อยจริงๆเสียหน่อย จะไปถือสาพวกเขาได้อย่างไร

   

   ฉินเยาเยาส่งเสียงร้องอ้อแอ้ ยื่นมือไปหาผู้เป็นพ่อ



 บทที่ 137: เก็บเงินซื้อบ้าน


   

   ฉินเหล่าซื่อพาเล่อเหนียงออกมานอกห้อง แล้วเอ่ยกับลูกชายทั้งสอง “พอเถอะ พอเถอะ พวกเจ้าเลิกร้องไห้ได้แล้ว รีบมากอดน้องสาวเจ้าได้แล้ว ดูสิ น้องสาวพวกเจ้าน่ารักขนาดไหน พวกเจ้าทำนางล้ม แต่ยังต้องมาปลอบพวกเจ้าอีก”

   

   ลิ่งผิงและลิ่งอันรีบใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตา แล้วลุกขึ้นจากพื้นวิ่งเข้าไปหาน้องสาว

   

   พวกเขาสองคนกอดน้องสาวตัวอวบนุ่มนิ่ม ในใจพลันยิ่งรู้สึกไม่สบายใจยิ่งกว่าเดิม

   

   “ท่านย่า พวกท่านวางใจได้ ต่อไปข้าจะดูแลน้องสาวให้ดี ไม่ให้นางล้มอีกแน่นอน”

   

   “ใช่ๆๆ คราวหน้าพวกข้าจะไม่ทำน้องสาวตกพื้นอีกแล้ว”

   

   ฉินเยาเยาทนความเจ็บที่มุมปาก แล้วหอมแก้มพวกเขาคนละหนึ่งที่ ไม่นานจากนั้นเรื่องวุ่นวายพวกนี้ก็จบลง

   

   “พอแล้ว พอแล้ว กินข้าวกันเถอะ เวลากินข้าวแท้ๆ ต้องมาตามหาพวกเจ้าสองคน พวกข้าหิวจะตายอยู่แล้ว”

   

   แม่เฒ่าฉินรีบเอ่ยตัดบท อุ้มเล่อเหนียงแล้วจูงหงอวี่ไปทางโต๊ะกินข้าว บนโต๊ะมีไข่ตุ๋นสองชาม สำหรับเล่อเหนียงและหงอวี่ผู้บาดเจ็บสองคนนี้

   

   แน่นอนว่าลิ่งอวี่ก็มีอาหารสำหรับคนบาดเจ็บของตัวเอง อาหารสามมื้อในแต่ละวัน ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมีน้ำน้ำแกงกระดูกหนึ่งชาม จนตอนนี้พวกเขากินจนเอี่ยนแล้ว

   

   บนโต๊ะอาหาร หลี่อันกำลังฉีกขากระต่าย แทะไปพลางมองดูตระกูลฉินอย่างไปพลาง

   

   “น้องชุนหลาน ข้าว่านะ เจ้าไปหาวัดสักแห่งเพื่อสวดภาวนาสักหน่อยเถิด ดูสิ ครอบครัวของเจ้า ทั้งเด็กทั้งแก่บาดเจ็บกันอยู่เรื่อย ไม่ใช่ว่าพวกเจ้าไปทำให้เทพองค์ขุ่นเคืองเข้าหรอกนะ”

   

   แม่เฒ่าฉินได้ยินคำแนะนำของหลี่อันก็เริ่มขบคิดอย่างจริงจัง

   

   นางไม่ค่อยเชื่อเรื่องเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์สักเท่าไหร่นัก แต่ช่วงนี้ในบ้านก็เกิดเรื่องขึ้นบ่อยจริงๆ และยิ่งไปกว่านั้น เรื่องทั้งหมดก็เกิดขึ้นกับเล่อเหนียง ลิ่งอวี่ และหงอวี่สามคน จะไม่บอกว่าช่วงนี้พวกเขาโชคไม่ดีจริงๆหรือ

   

   “เรื่องนี้ต้องคิดกันอย่างจริงจังแล้ว รอให้ถึงฤดูเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงก่อน พอเสร็จแล้วข้าจะไปวัดไป๋อวิ๋น”

   

   อาหารกลางวันของตระกูลฉินวันนี้หอมกรุ่นและอุดมสมบูรณ์ เด็กๆในบ้านต่างก้มหน้าก้มตาก้มกินไม่เงยหน้าขึ้นมาเลย

   

   สือไห่ถังตักข้าวเพิ่มให้ฉินลิ่งเหวินพลางพึมพำ “พวกเจ้าจะกินจนพ่อแม่หมดตัวเลยหรืออย่างไร”

   

   แม่เฒ่าฉินกำลังป้อนไข่ตุ๋นให้เล่อเหนียงพลางครุ่นคิดอยู่ในใจ

   

   ลิ่งเหวินอายุเก้าขวบแล้ว แม้ว่าก่อนหน้านี้จะสอบผ่านได้เป็นถงเซิง แต่พวกนางก็รู้ว่าข้อสอบที่ชายแดนนั้นง่ายกว่าในเมืองหลวงมาก อีกทั้งพวกเขาเติบโตมาข้างๆสำนักศึกษาตั้งแต่เด็ก จึงซึมซับความรู้ทุกวัน และย่อมสอบผ่านเป็นถงเซิงได้เป็นธรรมดา

   

   แต่ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่อำเภอชิงเหอ แม้จะอยู่ไกลจากเมืองหลวง แต่ก็ยังอยู่ในเขตปกครองของเมืองหลวง พวกเขาซึ่งเป็นบัณฑิตน้อยจึงแทบจะเทียบไม่ติด

   

   หากปล่อยให้พวกเขาวิ่งเล่นในหมู่บ้านต่อไปเช่นนี้ เกรงว่าเมื่อเวลาผ่านไป ความรู้ที่ร่ำเรียนมาจะหายเข้าไปในกลีบเมฆ

   

   ฉินลิ่งเหวินและพวกเขาทั้งสามกินอย่างสนุกสนาน ไม่รู้เลยว่าวันเวลาแห่งความสุขสบายของพวกเขากำลังจะสิ้นสุดลง

   

   ตอนกลางคืนทั้งหมู่บ้านตระกูลฉินเข้าสู่ห้วงนิทรา เหล่าครอบครัวแม่เฒ่าฉินจึงเริ่มครึกครื้นขึ้นมาอีกครั้ง

   

   เล่อเหนียงก็ยังคงให้หงอวี่อุ้มนางไปที่ขอบบ่อเพื่อเติมน้ำเช่นเคย หลังจากเติมน้ำเสร็จและกลับมาที่ห้อง พวกเขาก็จะจัดเรียงของสำหรับขายไว้ แล้วหลับไปทันทีที่หัวถึงหมอน

   

   จากนั้นก็เป็นตาของพวกฉินเหล่าซื่อออกโรง

   

   พวกเขาจูงวัวเข้ามาและเริ่มตักน้ำ

   

   เมื่อพวกเขาทำงานเสร็จ ก็ได้ยินว่าเขาจัดเรียงผักและผิงกั่วเรียบร้อยแล้ว

   

   พวกเขาแทบไม่มีเวลาดื่มน้ำ รีบบังคับรถม้าและรีบเร่งไปเข้าเมือง

   

   เฉินฮั่นหลินกับฉินเหล่าซื่อสองพี่น้องผลัดกันขับรถม้า ผู้ที่ขับก็รีบอาศัยรถม้าเพื่อพักผ่อนหลับตา

   

   แม้ว่าพวกเขาจะไม่ปริปากว่าเหนื่อย แต่ร่างกายย่อมส่งสัญญาณความเหนื่อยล้าออกมา ทุกครั้งที่ตื่นนอน พวกเขามักจะรู้สึกวิงเวียนศีรษะ ราวกับว่าพักผ่อนไม่เพียงพอ

   

   แม้ว่าหลี่อันจะต้มยาน้ำให้พวกเขาเพื่อปรับสภาพร่างกาย แต่ก็เป็นเพียงการรักษาอาการปลายเหตุ ไม่ได้เป็นการแก้ที่ต้นเหตุ ทำให้สองพี่น้องมีเกิดนิสัยใหม่ขึ้น คือถ้าไม่มีอะไรทำก็จะรีบหาเวลานอนทันที

   

   เมื่อมาถึงประตูเมืองและรออยู่ประมาณหนึ่งชั่วยาม ก็ถึงเวลาเปิดประตูเมือง พวกเขายังคงจ่ายเงินสิบอีแปะเพื่อเข้าเมืองเช่นเคย

   

   ทันทีที่เข้าผ่านเข้าประตูเมืองมาแล้ว พวกเขาก็เห็นกลุ่มพ่อบ้านของตระกูลใหญ่กำลังเขย่งเท้าชะเง้อคอมองอยู่หน้าประตูเมือง พอเห็นพวกเขาก็ร้องเรียกด้วยความตื่นเต้นดีใจ

   

   “สองพี่น้องตระกูลฉินมาแล้ว!”

   

   กลุ่มพ่อบ้านรีบเข้ามาล้อมพวกเขาไว้ สายตาที่มองประกายแวววับ

   

   หากแต่ครั้งฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินไม่ได้หยุดรถม้า แต่บังคับตรงไปยังจวนตระกูลเผ่ย

   

   บรรดาพ่อบ้านต่างมองฉินเหล่าซื่อบังคับรถม้าผ่านหน้าพวกเขาไปด้วยสีหน้างุนงง

   

   ฉินเหล่าซื่อ ม่ได้ขับเร็วนัก บรรดาพ่อบ้านจึงเข้าใจความหมายของเขาในทันที

   

   พวกเขาต่างยกโขยกกันตามรถม้าไป

   

   เมื่อมาถึงประตูหลังจวนตระกูลเผ่ย ฉินเหล่าซื่อก็ขนผักลงมา เขามองกลุ่มพ่อบ้านที่วิ่งตามมาจนหอบแฮ่ก ก่อนจะยกมือประสานคำนับ

   

   “ขออภัยด้วย ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย เรื่องนี้มีเหตุผลจริงๆ ขอให้ทุกท่านทั้งหลายโปรดอภัยด้วย"

   

   พ่อบ้านร่างท้วมคนหนึ่งเอามือยันเข่าหายใจอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถามอย่างสงสัย “ข้าว่านะ น้องชายฉิน นี่มันเรื่องอะไรกัน ทำไมเห็นพวกข้าแล้วถึงวิ่งหนี กลัวว่าพวกข้าจะไม่จ่ายเงินให้หรืออย่างไร

   

   “ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ขออภัยจริงๆ พวกข้าไม่กล้าขายผักอย่างเปิดเผยแล้ว เมื่อวานพวกข้าได้รับความเมตตาจากท่านทั้งหลาย ทำให้ครอบครัวเรามีรายได้เล็กน้อย แต่ไม่คิดว่าจะเป็นที่จับตามองของผู้อื่น เมื่อคืนนี้มีคนมาขอยืมเงินจากมารดาของข้าหลายระลอก ยืมทีละหลายตำลึงเลย!”

   

   “กว่าพวกข้าจะลำบากลำบนกว่าเก็บผักสดได้เท่านี้ เอามาแลกเงินเพียงน้อยนิดเพื่อประทังชีวิตในครอบครัว จะทนไหวหรือเมื่อมีคนมาขอยืมเงิน”

   

   บรรดาพ่อบ้านได้ยินเหตุผลนี้ต่างเข้าใจดี พวกเขาเองก็เคยประสบปัญหาเช่นนี้มาก่อน

   

   “น้องชายฉิน ฟังพี่ชายสักคำ จงเก็บเงินไว้ให้ ยามนี้การให้ยืมเงินก็เหมือนขนมจีบที่โยนให้หมา มีแต่ไปไม่มีกลับ”

   

   “ใช่แล้ว พ่อบ้านหลิวพูดถูก ก่อนหน้านี้ญาติพี่น้องของข้าก็ใช้เหตุผลต่างๆมาขอยืมเงิน รวมแล้วข้าให้ยืมไปห้าสิบกว่าตำลึง จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้คืนแม้แต่อีแปะเดียว”

   

   อีกคนหนึ่งกล่าวว่า “ถูกต้อง ถูกต้อง อย่าได้ใช้เงินเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับญาติพี่น้องเป็นอันขาด มิเช่นนั้นสุดท้ายเจ้าจะพบว่าแม้แต่ญาติก็ไม่สามารถเป็นได้”

   

   ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินพร้อมใจกันยกมือคำนับ “ขอบคุณท่านผู้มีพระคุณทั้งหลายสำหรับคำแนะนำอันมีค่า พวกข้าจะจดจำไว้ในใจอย่างแน่นอน พวกข้าจะไม่พูดมากไปกว่านี้ ท่านผู้มีพระคุณทั้งหลายลองดูว่าวันนี้ต้องการผักอะไร ประเดี๋ยวข้าจะลดราคาให้สักหน่อย”

   

   “ลดราคาอันใดกัน ทำตามธรรมเนียมเดิมเถอะ พวกเราไม่ได้ขัดสนเงินจำนวนนี้ เพียงแต่พวกเจ้าทั้งสองจงจำไว้ให้ดีว่าต้องระวังให้ดี”

   

   บรรดาพ่อบ้านต่างซื้อผักสามกำ ถั่วฝักยาวสองชั่ง พ่อบ้านหลิวซื้อผิงกั่วครึ่งตะกร้า พ่อบ้านหวังซื้อสาลี่ครึ่งตะกร้า...

   

   ไม่นานสิ่งของที่ฉินเหล่าซื่อนำมาก็หมดเกลี้ยง

   

   เขาเปิดถุงเงินดูเงินวิ้งวันในใจพลันเบิกบานยิ่งนัก

   

   วันนี้หาเงินได้อีกสิบกว่าตำลึง

   

   ไม่รู้ว่าลูกสาวยังมีผักเหลืออยู่หรือไม่ ถ้ามีเพียงแค่นำออกมาขายอีกไม่กี่วันก็จะมีเงินพอซื้อบ้านหลังที่อยู่ตรงสำนักศึกษาได้แล้ว

   

   ปีหน้าลิ่งเหวินต้องไปเรียนที่สำนักศึกษา และลูกชายทั้งสามของเขาก็จะต้องตามไปในไม่ช้านี้เช่นกัน

   

   เมื่อถึงเวลานั้นการวิ่งไปวิ่งมาคงจะไม่สะดวกแล้ว หากซื้อบ้านหลังตรงข้ามสำนักศึกษาได้ ก็จะสะดวกสบายกว่ามาก

   

   “พี่น้องทั้งสอง วันนี้การค้าขายเป็นไปด้วยดีนักนะ!”



บทที่ 138: ฉินเหล่าซื่อถูกฟ้าผ่า


   

   ฉินเหล่าซื่อได้ยินเสียงจึงมองไป เห็นชายคนหนึ่งสวมเสื้อผ้าสีเขียว มีดาบเหน็บอยู่ที่เอวกำลังยืนยิ้มอยู่ที่ประตูหลัง

   

   “แม่ทัพเผ่ย ท่านกลับมาแล้วหรือขอรับ”

   

   ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินดีใจจนตื่นเต้น มองเขาด้วยสีหน้าประหลาดใจและยินดี

   

   “ข้ากลับมาเมื่อคืนตอนดึก พอออกมาก็เจอพวกเจ้าพอดี”

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงเองก็ดีใจเช่นกัน เขานำทัพไปออกรบ ในใจก็คิดว่าจะทำอย่างไรถึงจะชักชวนฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินมาเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของตนได้

   

   “ทั้งสองเข้ามานั่งดื่มชาด้านในสักหน่อยดีหรือไม่”

   

   ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินย่อมไม่ปฏิเสธ พวกเขาก็มีเรื่องอยากจะคุยกับแม่ทัพเผ่ยเช่นกัน

   

   พอนั่งลงแล้ว เผ่ยเฉิงเฟิงก็เอ่ยขึ้นก่อน “ผักนี้เป็นผักที่บ้านพวกเจ้าปลูกเองหรือ”

   

   “ใช่ขอรับ ตอนฤดูใบไม้ผลิพวกข้าปลูกไว้ในภูเขาลึก ปลูกช้าหน่อยและบังเอิญมีน้ำพุอยู่ข้างๆ จึงเก็บรักษาไว้ได้จนถึงตอนนี้”

   

   “แต่ตอนเพาะปลูกพวกเราไม่ได้ปลูกมากนัก ผักจึงเหลือไม่มาก”

   

   ฉินเหล่าซื่อตอบคำถามเผ่ยเฉิงเฟิง แต่ในใจกลับพึมพำว่าลูกสาวของข้าจะสามารถผลิตผักได้อีกมากแค่ไหนกันนะ

   

   “พวกท่านทั้งสองคงไม่ทราบ ช่วงนี้ท่านแม่ของข้าไม่ได้กินผักและผลไม้สด นางเครียดจนปากเป็นร้อนใน เป็นแผลพุพองไปหลายแห่ง โชคดีที่พวกเจ้าปลูกช้าและยอมเอามาแลกเงิน ซึ่งช่วยพวกเราแก้ไขเรื่องนี้ได้เยอะลย”

   

   “โอ๊ย พวกเราก็แค่ชาวนาขาเปื้อนโคลนก็หวังพึ่งพืชผลเหล่านี้หาเลี้ยงชีพเท่านั้น จะมีเหตุอันใดให้รู้สึกเสียดายเล่า แลกเป็นเงินเก็บไว้ในกระเป๋าจึงจะอุ่นใจที่สุด”

   

   ฉินเหล่าซื่อโบกมือพลางกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ

   

   อย่างไรเสียผักก็ไม่ใช่ของข้า แต่เป็นของลูกสาวข้า!

   

   “อ้อใช่ พวกข้ามาที่นี่หลายครั้งแล้ว ได้ยินท่านพ่อบ้านบอกว่าตอนนี้ข้างนอกเกิดเรื่องวุ่นวายอีกแล้ว”

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “ใช่แล้ว แต่เดิมข้ากับท่านอ๋องเจ็ดนำทัพขับไล่พวกป่าเถื่อนออกจากอำเภอจีโจวได้ แต่ไม่คาดคิดว่านายอำเภอคนใหม่ โจวหลิงจะทรยศเพราะเห็นแก่เงิน แอบเปิดประตูเมืองจีโจว ทำให้ท่านอ๋องเจ็ดถูกลอบสังหาร”

   

   สองพี่น้องได้ยินก็โกรธเกรี้ยว “ขุนนางโฉดผู้นี้สมควรตาย เพื่อเงินแล้วไม่คำนึงถึงประชาชน สมควรประหาร!”

   

   เฉินฮั่นหลินถามต่อ “ใต้เท้า แล้วอาการบาดเจ็บของท่านอ๋องเจ็ดตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง”

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงกล่าวด้วยใบหน้าเศร้าสร้อย “เกรงว่าจะไม่ดีนัก ท่านอ๋องเจ็ดทรงถูกยาพิษของชาวหนานหมานที่ชื่อว่า ‘หอมสิบลี้’ หมอหลวงบอกว่าหากต้องการถอนพิษให้หม จำเป็นต้องหาสมุนไพรในตำนานที่ชื่อว่า ‘หญ้าเพลิงมรณะ’ เท่านั้น!”

   

   “หญ้าเพลิงมรณะ”

   

   ฉินเหล่าซื่อพึมพำสามคำนี้ในปาก มันช่างคุ้นหู ราวกับเคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อน

   

   “ท่านแม่ทัพ พวกข้าขึ้นเขาทุกวัน หากรู้ว่าหญ้าเพลิงมรณะหน้าตาเป็นอย่างไร พวกข้าอาจจะช่วยท่านสอดส่องหามันได้

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงส่ายหน้า “ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน แม้แต่หมอหลวงก็ไม่รู้ว่าหน้าตามันเป็นอย่างไร เพียงแต่บังเอิญพบในตำราโบราณว่ามีสมุนไพรชนิดนี้ แต่ไม่มีใครเคยเห็นรูปร่างที่แท้จริงของมัน ไม่รู้ว่ามันกลมหรือแบน กลัวความเย็นหรือกลัวความร้อน”

   

   ฉินเหล่าซื่อพยายามขบคิดอย่างหนัก เขาแน่ใจว่าเคยได้ยินคำว่าหญ้าเพลิงมรณะมาก่อน แต่นึกไม่ออกว่าได้ยินจากที่ใด

   

   “เช่นนั้นการเดินทางครั้งนี้ของท่านแม่ทัพ ก็เพื่อหาหญ้าเพลิงมรณะใช่หรือไม่”

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงจิบชาหนึ่งคำ “ไม่ใช่ ครั้งนี้ข้าได้รับสั่งให้ตามหาองค์ชายใหญ่ที่หายไปของฝ่าบาท”

   

   “องค์ชายใหญ่”

   

   ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินต่างประหลาดใจ “เรื่องนี้มันอย่างไรกันแน่ เหตุใดจู่ๆก็มีองค์ชายใหญ่โผล่มาได้”

   

   เฉินฮั่นหลินเอ่ยปากด้วยสีหน้าสงสัย “ฝ่าบาทมีองค์ชายใหญ่หรือขอรับ”

   

   เมื่อพูดจบเฉินฮั่นหลินก็นึกได้ว่าตนเองกำลังพูดจาหมิ่นเบื้องสูง จึงรีบยกมือขึ้นตบปากตัวเองทันที

   

   “เรื่องนี้เป็นความลับภายในวังหลวง ความจริงแล้วข้าไม่ควรเอามาเล่ามาให้พวกเจ้าฟัง แต่ข้าถือว่าพวกเจ้าเป็นสหาย จึงอยากเล่าให้ฟัง”

   

   ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินยกมือคำนับพร้อมกัน “พวกข้ายินดีรับฟังอย่างละเอียดขอรับ”

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงจิบชาหนึ่งคำ พอเริ่มชุ่มคอแล้วจึงเริ่มเล่า

   

   “พวกเจ้าคงทราบดีว่าแม้ปัจจุบันราชสำนักจะมีฝ่าบาทเป็นผู้ปกครอง แต่ที่จริงแล้วไทเฮาทรงเป็นคนชักใยอยู่เบื้องหลัง”

   

   “เช่นนี้นี่เอง”

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงเล่าต่อ “เมื่อเจ็ดปีก่อน ฮองเฮาคลอดองค์ชายใหญ่ แต่ไม่คาดคิดว่าไทเฮาจะใช้วิธีแมวดาวสับเปลี่ยนองค์ชาย”

   

   “อะไรกัน! ถึงกับมีเรื่องน่ารังเกียจเช่นนี้ด้วยหรือ นางผู้นี้ช่างน่าตายยิ่งนัก”

   

   ยังไม่ทันที่เผ่ยเฉิงเฟิงจะพูดจบ ฉินเหล่าซื่อก็กระโดดขึ้นมาด่าเสียแล้ว

   

   ไป๋เฉิงเฟิงยกมือขึ้น กดลงเล็กน้อยเพื่อบอกให้เขาใจเย็นก่อนที่จะเอ่ยปากต่อ

   

   “ไทเฮามอบทารกแรกเกิดคนหนึ่งให้กับขันที สั่งให้เขาแอบนำออกไปจัดการนอกวังเงียบ ๆ แต่ขันทีผู้นี้กลับใจอ่อน แอบนำองค์ชายใหญ่ที่เพิ่งเกิดไปส่งที่จวนท่านอ๋องเจ็ด หลังจากนั้นท่านอ๋องเจ็ดก็คอยดูแลเลี้ยงดูเขาอย่างลับๆมาตลอด”

   

   “แล้วต่อมาเป็นอย่างไร แล้วตอนนี้องค์ชายใหญ่ไปอยู่ที่ใด ไม่ใช่ว่าสิ้นพระชนม์แล้วกระมัง”

   

   เฉินฮั่นหลินปิดหน้า ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าทำไมท่านถึงมักพูดว่าพี่สี่เป็นคนหุนหันพลันแล่น ชาตินี้ที่ได้แต่งงานก็นับว่าบรรพบุรุษคุ้มครองแล้ว

   

   แม่ทัพเผ่ยรู้สึกหมดคำพูดกับฉินเหล่าซื่อเช่นกัน คิดในใจว่าผู้นำอย่างฉินเหล่าซื่อนี่เป็นคนหุนหันพลันแล่นขนาดนี้เลยหรือ

   

   “โอ้ ท่านแม่ทัพ ท่านเล่าต่อสิขอรับ” ฉินเหล่าซื่อเห็นเผ่ยเฉิงเฟิงกับเฉินฮั่นหลินขมวดคิ้ว มองเขาด้วยสีหน้าหมดคำพูด จึงนึกขึ้นได้ถึงพฤติกรรมของตนเมื่อครู่ขึ้นมา

   

   แต่เขาเป็นคนหน้าหนา ย่อมเคยชินแล้ว คราวนี้จึงไม่รู้สึกเขินอาย เพียงแต่สนใจว่าองค์ชายใหญ่หายตัวไปอยู่ที่ใด

   

   เฝ่ยเฉิงเฟิงเล่าต่อว่า “เพื่อปิดบังหูตาผู้คน ท่านอ๋องเจ็ดให้ปล่อยองค์ชายใหญ่เติบโตอย่างอิสระ ปล่อยให้เขาปลอมตัวเป็นขอทาน ออกไปปะปนกับเหล่าขอทานน้อยตามท้องถนน”

   

   “คราวนี้ท่านอ๋องเจ็ดถูกวางยาพิษ รู้ดีว่าตนเองมีชีวิตอยู่ไม่นาน จึงเปิดเผยเรื่องราวทั้งหมดต่อฝ่าบาท ด้วยเหตุนี้ฝ่าบาทจึงมีรับสั่งให้ข้าออกไปตามหาองค์ชายใหญ่!”

   

   เมื่อไป๋เฉิงเฟิงพูดจบ ก็รีบยกถ้วยน้ำขึ้นดื่มอึกหนึ่ง แม้ว่าเขาจะเป็นแม่ทัพ แต่การถูกฉินเหล่าซื่อจ้องก็ทำให้รู้สึกไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่นัก

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงกล่าวจบ บรรยากาศรอบด้านเงียบกริบจนแม้เข็มตกก็ยังได้ยิน มีเพียงเสียงฝีเท้าของนางกำนัลที่คอยเติมน้ำชาเท่านั้น

   

   ครู่หนึ่งผ่านไป เฉินฮั่นหลินจึงถามต่อ “เช่นนั้นท่านอ๋องเจ็ดมีลักษณะพิเศษอะไรขององค์ชายใหญ่หรือไม่ เช่น ปานกำเนิดอะไรทำนองนั้น”

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงอธิบายด้วยสีหน้าจนปัญญา “เขาบอกมาก็จริง แต่ดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์อันใด ท่านอ๋องเจ็ดกล่าวว่าองค์ชายใหญ่มีไฝแดงหกเม็ดที่ฝ่าเท้า ท่านว่าข้าจะไปเคาะประตูทุกบ้านให้เด็กๆในวัยเดียวถอดรองเท้าให้ดูได้หรือ”

   

   ฮั่นหลินพยักหน้าเห็นด้วย “เป็นเช่นนั้นจริง องค์ชายใหญ่ยังคงต้องตามหา แต่พวกเขาเป็นเพียงสามัญชน สิ่งที่ทำได้ก็แค่คอยสังเกตเท่านั้น”

   

   ฉินเหล่าซื่อรู้สึกราวกับถูกฟ้าผ่า ผู้ที่มีไฝแดงหกเม็ดที่ฝ่าเท้า ดูเหมือนว่าเขาจะรู้ว่าอยู่ที่ไหน

   

   ไฝหกเม็ดนั้นเขาเคยเห็นมาก่อน และยังเคยเอามือไปแหย่เล่นด้วย

   

   “พี่สี่”

   

   เมื่อได้ยินเสียงของเฉินฮั่นหลิน ฉินเหล่าซื่อจึงได้สติกลับมา เขากระโดดขึ้นจากเก้าอี้

   

   “ไม่เคยเห็น ข้าไม่รู้ อย่าถามมาข้า!”



 บทที่ 139: ใครก็อย่าคิดจะแย่งลูกชายของข้าไป


   

   เมื่อเห็นเฉินฮั่นหลินกับเผ่ยเฉิงเฟิงมองเขาด้วยสีหน้าประหลาดใจ เขาก็ลูบจมูกอย่างเก้อเขินแล้วเอ่ยปากขึ้นว่า

   

   “เอ่อ...เรื่องลับในวังหลวงพวกนี้ พวกเราคนธรรมดารู้มากเกินไปก็ไม่ดี หากวันใดเกิดเรื่องร้ายขึ้นมาจะทำอย่างไร”

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงฉวยใช้โอกาสนี้ “เยี่ยงนั้นพวกเจ้าทั้งสองก็มาอยู่กับข้าเถิด เช่นนี้ก็ไม่ใช่คนธรรมดาแล้ว การรู้เรื่องพวกนี้ก็ถือว่าสมควรแล้ว”

   

   ฉินเหล่าซื่อกับเฉินฮั่นหลินสบตากัน เดิมทีในใจพวกเขาก็มีความคิดอยากเข้ารวมกองทัพ ทว่าตอนนี้สถานการณ์บ้านเมืองวุ่นวาย อีกทั้งครอบครัวพวกเรากำลังประสบภัยแล้ง ทำให้พวกเขายังไม่สามารถพูดออกไปได้

   

   “ขอบคุณท่านแม่ทัพที่เมตตา พวกข้าสองพี่น้องย่อมปรารถนาจะสร้างผลงานภายใต้การบังคับบัญชาของท่าน แต่ยามนี้ท่านก็เห็นแล้ว แต่ตอนนี้สถานการณ์ที่บ้านเรายากลำบาก พวกเราออกมาแบบนี้ก็อดเป็นห่วงไม่ได้”

   

   เมื่อเผ่ยเฉิงเฟิงได้ยินคำจากฉินเหล่าซื่อก็ตื่นเต้น หากแต่ยังพอทำความเข้าใจได้ ในเวลาเช่นนี้จริงๆ ตอนนี้ไม่ควรบังคับให้พวกเขาเข้าร่วมกองทัพ

   

   “ข้าเข้าใจคำพูดของพวกเจ้าแล้ว รอให้วิกฤตครั้งนี้ผ่านพ้นไป ข้าจะขอบคุณมากหากท่านทั้งสองเข้าร่วมกองทัพกับพวกเรา”

   

   ฉินเหล่าซื่อกับเฉินฮั่นหลินรีบลุกขึ้นคำนับ “ท่านแม่ทัพพูดเกินไปแล้วขอรับ เมื่อวิกฤตครั้งนี้ผ่านพ้น พวกเราสองพี่ต้องยินดีข้าร่วมกองทัพกับท่าน ช่วยท่านสร้างผลงานอันเป็นประจักษ์แน่นอน”

   

   หลังจากฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินพูดคุยกับเผ่ยเฉิงเฟิงอีกสองสามประโยค พวกเขาก็ขอตัวกลับ

   

   ระหว่างทางกลับบ้านเฉินฮั่นหลินดูเหม่อลอยตลอดเวลา ราวกับคิดบางอย่างตลอดเวลาและจู่ๆก็เอ่ยถามขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

   

   “พี่สี่ วันนี้ท่านเป็นอะไรไป เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่าท่านมีเรื่องกังวลใจนัก”

   

   ฉินเหล่าซื่อขยับปากเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ยให้เฉินฮั่นหลินรู้

   

   “ไม่มีอะไรหรอก ข้าแค่กำลังคิดว่าฝนจะตกเมื่อไหร่ ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปพวกเราคงทนไม่ไหวแล้ว”

   

   เฉินฮั่นหลินก็รู้สึกเช่นเดียวกัน เพราะเขาไม่ได้อาบน้ำมาครึ่งเดือนแล้ว พูดตามตรงตัวของเขาคันยุบยิบไปหมด ไม่รู้ว่าจะมีหมัดขึ้นหรือเปล่า

   

   เมื่อกลับถึงบ้านก็พอดีกับเวลาอาหารกลางวัน หลังจากมอบเงินให้กับแม่เฒ่าฉินแล้วเขาก็ยกอาหารกลางวันไปส่งให้เหล่าหลายเล่อ จากนั้นจึงนั่งลงที่โต๊ะอาหารและเริ่มกินข้าว

   

   อาหารกลางวันวันนี้อุดมสมบูรณ์เป็นพิเศษ เมื่อครอบครัวมีรายได้ แม่เฒ่าฉินก็ไม่ได้ใช้ตระหนี่อีกต่อไป

   

   วันนี้ยังคงมีเนื้อกระต่ายตุ๋นเช่นเดิม อย่าได้ถามเหตุผลว่าทำไมเชียว เล่อเหนียงปล่อยกระต่ายออกมามากจนพวกเขาเลี้ยงแทบไม่ไหว

   

   ซาลาเปาขาวอวบอ้วนหนึ่งเข่งใหญ่ และยังมีเนื้อผัดผักกาดดอง

   

   ฝั่งตระกูลฉินกำลังกินข้าวพูดคุยสัพเพเหระ ส่วนพ่อเฒ่าแม่เฒ่าเหล่าหลายเล่อเมื่อเห็นอาหารอุดมสมบูรณ์เช่นนี้ส่งมาทุกวัน ก็รู้สึกหวั่นใจไม่น้อย

   

   “ตระกูลฉินไม่คิดจะใช้ชีวิตอย่างประหยัดแล้วหรือ วันๆเอาแต่กินข้าวขาวเนื้อสัตว์ เตรียมตัวจะกินอาหารจนหมดแล้วดื่มลมกินแล้งกันทั้งครอบครัวหรืออย่างไร”

   

   พ่อเฒ่าที่นิสัยตรงไปตรงมาคนหนึ่งอยากจะไปถามให้รู้เรื่อง ตั้งใจจะไปถามครอบครัวแม่เฒ่าฉินให้รู้เรื่อง

   

   เขาติดต่อกับตระกูลฉินมากที่สุด ลิ่งผิงและลิ่งอันก็มักจะวิ่งมาเล่นแถวนี้บ่อยๆ หลังจากคำพูดของเด็กๆที่หลุดปากออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจแล้ว พอจะเดาได้ว่าตระกูลฉินต้องมีช่องทางทำเงินเป็นของตัวเองแน่ๆ ไม่เช่นนั้นคงไม่ ‘สุรุ่ยสุร่าย’ เช่นนี้

   

   พวกเราคนเฒ่าคนแก่ไม่จำเป็นต้องขุดคุ้ยให้ถึงรากถึงโคน แค่ดูแลร่างกายของตัวเองให้ดีๆ เพื่อที่จะสละชีวิตให้พวกเขาในยามที่ต้องการก็พอแล้ว ดังนั้นหลังจากกินข้าวเสร็จ พ่อเฒ่านี้ก็ออกไปตรวจตรารอบๆหมู่บ้าน

   

   แม่เฒ่าเฉินและคนอื่นๆ คนรวมตัวกันกระซิบกระซาบ ในมือพลางถือเข็มกับด้าย

   

   อีกไม่นานเล่อเหนียงก็จะครบหนึ่งขวบแล้ว พวกเขาไม่มีของมีค่าอื่นใด มีแค่ฝีมือเย็ปักถักร้อยที่ติดตัวมา จึงรวมตัวกันปรึกษาว่าจะทำชุดสวยๆให้เล่อเหนียงสักชุด

   

   ทางด้านฉินเหล่าซื่อ หลังจากกินข้าวเสร็จแล้วก็ไม่ได้ไปเดินดูที่ที่นาอย่างที่เคยทำ แต่กลับเดินวนไปวนมาในห้องไม่ยุ่ง สวี่ซิ่วอิงตั้งใจจะเข้าห้องไปงีบหลับสักหน่อย พอเข้าไปกลับเห็นฉินเหล่าซื่อเดินวนไปวนมาในห้อง

   

   “เหล่าซื่อ เจ้ากำลังทำอะไรอยู่ กินข้าวกลางวันมากไปจนอึดอัดหรือ”

   

   ฉินเหล่าซื่อมองภรรยาแวบหนึ่ง พลันรู้สึกว่าสามีภรรยาไม่ควรมีความลับต่อกัน จึงดึงสวี่ซิ่วอิงเข้ามาใกล้แล้วกระซิบข้างหูนาง ครั้นสวี่ซิ่วอิงรู้เรื่องแล้ว สีหน้านางก็ซีดเผือดราวกับเห็นผี นางกลืนน้ำลายแล้วหันหน้ามามองฉินเหล่าซื่ออย่างไม่อยากเชื่อ

   

   “เหล่า...เหล่าซื่อ เจ้า...อย่าได้หลอกข้าเชียวนะ เสี่ยวชีจะเป็นไปได้อย่างไร…”

   

   ฉินเหล่าซื่อรีบปิดปากสวี่ซิ่วอิงทันที “เจ้าอย่าเพิ่งเสียงดังไป!”

   

   สวี่ซิ่วอิงมองไปรอบๆ แล้วลดเสียงลงต่ำ “เหล่าซื่อ ท่านแม่ทัพเผยบอกว่า องค์ชายใหญ่มีปานแดงเจ็ดจุดที่ฝ่าเท้า เสี่ยวชีของเราก็มีปานแดงที่ฝ่าเท้าเหมือนกัน แต่ข้าดูแล้วเหมือนไม่ใช่หกเม็ดนะ หรือว่าข้าจะเข้าใจผิดไป”

   

   ฉินเหล่าซื่อเอ่ยเสียเบาหวิว “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน เรื่องนี้พวกเราเก็บไว้ในใจเถอะ ไม่ว่าเสี่ยวชีจะเป็นลูกบ้านไหน แต่เมื่อเรารับเขามาเลี้ยงแล้ว ชาตินี้เขาก็เป็นลูกหลานตระกูลฉินเท่านั้น”

   

   สวี่ซิ่วอิงพยายามสงบสติอารมณ์แล้วเห็นด้วย “ถูกต้อง เสี่ยวชีคือลูกของข้า ไม่ว่าใครหน้าไหนก็อย่าแย่งไป” นางคิดสักครู่แล้วเอ่ยต่อ “เจ้าว่าเรื่องนี้ เราควรบอกท่านแม่สักหน่อยหรือไม่ เผื่อเกิดอะไรขึ้นท่านแม่จะได้เตรียมใจไว้”

   

   ฉินเหล่าซื่อคิดแล้วก็เห็นด้วย ดังนั้นสองสามีภรรยาจึงพากันไปยังห้องแม่เฒ่าฉิน

   

   แม่เฒ่าฉินเพิ่งกล่อมเล่อเหนียงกับหงอวี่เข้านอน กำลังจะออกไปซักเสื้อผ้าที่เล่อเหนียงทำน้ำชาหกใส่เมื่อครู่ก็เห็นฉินเหล่าซื่อกับภรรยาย่องเข้ามาในห้องนาง

   

   “พวกเจ้าสองคนกำลังทำอะไรกันอยู่”

   

   แม่เฒ่าฉินเพิ่งจะอ้าปากพูดก็ถูกฉินเหล่าซื่อส่งสัญญาณให้หยุดพูด

   

   “ท่านแม่ข้ามีเรื่องอยากบอกกล่าวท่าน หากแต่ท่านต้องเตรียมใจไว้หน่อยนะขอรับ” ฉินเหล่าซื่อขยับไปใกล้แม่เฒ่าฉิน แล้วกระซิบเล่าเรื่องในวันนี้ให้นางฟัง

   

   แม่เฒ่าฉินเมื่อได้ยินก็เผยแสดงสีหน้าประหลาดใจ สายตาของทั้งสามคนต่างมองไปที่หงอวี่ที่นอนหลับอย่างสบายอารมณ์บนเตียงเตา

   

   หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง แม่เฒ่าฉินก็ขึ้นไปนั่งลงบนเตียงเตา ก่อนอื่นนางลูบอกของหงอวี่เบาๆ เพื่อให้แน่ใจว่าเขาหลับสนิท แล้วค่อยๆถอดถุงเท้าข้างขวาของเขาออก

   

   ปานแดงหกจุดบนฝ่าเท้าขาวสะอาดปรากฏแก่สายตาของพวกเขา แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆ เห็นแล้วก็อดสูดหายใจเข้าลึกๆไม่ได้

   

   ทั้งสามคนมองหงอวี่ด้วยสายตาที่สับสน

   

   แต่เดิมพวกเขาคิดว่าหงอวี่เป็นเพียงขอทานธรรมดาตามท้องถนน อย่างมากก็คงเป็นคนที่เคยมีฐานะดี แต่ต้องพลัดพรากจากครอบครัวเพราะต้องอพยพหนี จนสุดท้ายต้องการเป็นขอทานเร่ร่อน

   

   แต่ไม่คิดเลยว่าฐานะที่แท้จริงของเขาจะยิ่งใหญ่เพียงนี้ ความจริงแล้วเขาเป็นถึงองค์ชายใหญ่ของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน! และยังเป็นรัชทายาทองค์เดียวของแคว้นต้าหนิงอีกด้วย!

   

   ความจริงครั้งนี้ทำให้แม่เฒ่าฉินและสองสามีภรรยารู้สึกงุนงงไปชั่วขณะ หลังจากนนี้ไม่รู้ว่าพวกเขาจะเผชิญหน้ากับหงอวี่อย่างไรดี

   

   “พอเถอะ ข้าจะเก็บเรื่องนี้ไว้กับตัวจนวันตาย หงอวี่เข้ามาอยู่ในตระกูลฉินของเราแล้วก็ถือเป็นคนของตระกูลฉิน เขาเป็นหลานชายของข้า เป็นบุตรชายของพวกเจ้า และเป็นพี่เจ็ดของเล่อเหนียง เจ้าห้ามพูดถึงเรื่องนี้อีก หากมีคนถามพวกเจ้าก็บอกว่าไม่เคยเห็นเด็กแบบนี้มาก่อน”

   

   ฉินเหล่าซื่อและสวี่ซิ่วอิงรีบตอบรับทันที “ท่านแม่วางใจเถิด พวกข้าก็คิดเช่นนี้อยู่แล้ว หงอวี่คนนี้เป็นเด็กที่ลูกชายที่ข้าเก็บมา ไม่ว่าอย่างเขาก็คือลูกของข้า ไม่มีใครหน้าไหนมาแย่งไปได้!”

   

   แม่เฒ่าฉินได้ยินคำพูดของบุตรชายจึงวางใจ ก่อนจะไล่พวกเขาออกไปด้วยความรำคาญ “ไปๆๆ ใครจะทำอะไรก็ไปทำเถอะ อย่ามารบกวนการนอนของหลานชายข้า!”

   

   พูดจบนางก็หอบเสื้อผ้าเปียกๆสองชิ้นออกไป

   

   โดยไม่รู้เลยว่าหงอวี่ที่พวกคิดว่ากำลังหลับสนิทนั้น ขณะนี้ดวงตาของเขาแดงก่ำ



บทที่ 140: ความโลภไม่มีที่สิ้นสุด


   

   ตระกูลฉินยังคงยุ่งวุ่นวายทุกวัน พักผ่อนในตอนกลางวันและรดน้ำผักในตอนกลางคืน เพื่อนำไปขาย

   

   ทุกวันได้เงินวันละสิบตำลึง เงินไหลเข้าถุงเงินเล็กๆของตระกูลฉินราวกับสายน้ำ

   

   แม่เฒ่าฉิน ฉินเหล่าซื่อ และสวี่ซิ่วอิ่งเก็บเรื่องราวคืนนั้นไว้ในใจ ไม่ได้บอกกล่าวให้ใครฟัง และยังคงปฏิบัติต่อหงอวี่เหมือนเช่นทุกวัน

   

   ขณะเดียวกันจิตใจของผู้คนในตระกูลฉินกลับเริ่มขัดแย้งกันเอง ด้านหนึ่งพวกเขาหวังให้ฝนตกโตเร็ว เพื่อที่พวกเขาจะได้ไม่ต้องลำบากเช่นนี้ แต่อีกด้านหนึ่งก็เห็นแก่ตัวหวังว่าฝนอย่าเพิ่งตกเร็วนัก

   

   หากฝนตกผักของพวกเขาก็จะขายไม่ได้ราคาสูงอีกต่อไป

   

   เล่อเหนียงก็เหนื่อยล้าเช่นกัน นางทำแบบเดิมซ้ำๆทั้งวัน ทั้งรดน้ำ เก็บผัก เด็ดผลไม้ และยังต้องจับสัตว์จากพื้นที่มิติออกมาขาย แม้นางจะย้ายไก่ เป็ด ปลา และห่านออกมาทุกวัน แต่ความเร็วในการเคลื่อนย้ายก็ยังไม่เท่ากับความเร็วในการขยายพันธุ์ของสัตว์เหล่านี้

   

   พอเก็บไข่ไก่ในเล้าตรงนี้หมด อีกด้านหนึ่งบนเขาก็เต็มไปด้วยไข่ไก่กองพะเนินเทินทึก ด้านนี้ยังจับปลาใหญ่ไม่หมด แต่แม่ปลาก็เริ่มวางไข่ใหม่อีกแล้ว

   

   หงอวี่ก็เหนื่อยล้ามากเช่นกัน แม้ว่าเขาจะเพียงแค่อุ้มเล่อเหนียงออกไปเติมน้ำทุกคืน แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดร่างกายของเขาดูเหนื่อยล้าราวกับว่าทำงานหนักทั้งคืน

   

   กลับกันเล่อเหนียงดูเหมือนจะมีอาการดีขึ้นเล็กน้อย

   

   แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆ ต่างปรับเปลี่ยนอาหารบำรุงทุกวัน วันนี้เป็นไข่ตุ๋น พรุ่งนี้เป็นน้ำแกงไก่ตุ๋นเห็ดหอม

   

   พวกเขาทนอยู่เช่นนี้อีกครึ่งเดือน จนกระทั่งวันนี้ตอนใกล้ค่ำก็มีเมฆดำลอยอยู่เหนือท้องฟ้า ทุกคนต่างจับตามองก้อนเมฆบนท้องฟ้าด้วยสายตามีความหวัง ไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียงดัง เพราะกลัวว่าจะทำให้เมฆดำเหล่านั้นตกใจหนีไป

   

   แต่จนกระทั่งฟ้ามืดสนิทก็ยังไม่ได้ยินเสียงฟ้าร้อง ทุกคนต่างผิดหวังและแยกย้ายกันกลับบ้านไป สุดท้ายสวรรค์จะยังไม่ตอบรับคำอธิษฐานของพวกเขา

   

   สตรีบางคนก็เริ่มปิดหน้าร้องไห้ น้ำในบ้านพวกเขาเหลือไม่มากแล้ว แม้แต่บ่อน้ำของบ้านแม่เฒ่าฉินก็เหลือน้ำเพียงก้นบ่อ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ครอบครัวของพวกเขาจะต้องตายเพราะความกระหายอย่างแน่นอน

   

   กลางดึกคืนนั้น ท้องฟ้าสว่างวาบขึ้นสายฟ้าฟาดลงมาอย่างไม่มีสัญญาณเตือนล่วง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงฟ้าผ่าเลือนลั่น

   

   ฝนห่าใหญ่เทกระหน่ำลงมาจากท้องฟ้า กระทบหลังคาบ้าน ต้นไม้ และทุ่งนาที่แห้งแล้งมาแรมเดือน ทุกคนต่างตื่นเต้นลุกขึ้นจากที่นอน บางคนถึงกับวิ่งออกมาทั้งที่เปลือยท่อนบน ร้องเพลงเฉลิมฉลองกันอย่างสุดเหวี่ยงท่ามกลางสายฝน

   

   “พวกเรารอดแล้ว!”

   

   “ฮือ~ ในที่สุดพวกเราก็รอดแล้ว”

   

   เสียงร้องไห้ของใครสักคนกระตุ้นความเจ็บปวดและความปีติในใจของทุกคน ท่ามกลางความมืดมิดทุกคนวิ่งเท้าเปล่าออกมาด้านนอก ร้องตะโกนอย่างบ้าคลั่งท่ามกลางสายฝน

   

   “ฮ่าๆๆ ในที่สุดฝนก็ตกเสียที”

   

   “ดี! ดีเหลือเกิน! ในที่สุดฝนก็ตกแล้ว พวกเราไม่ต้องแห้งตายแล้ว!”

   

   แม้แต่บางคนยังคุกเข่าลงกับพื้นหันหน้ามองออกไปไกล พนมมือไว้กลางอกไม่รู้ว่าพวกเขากำลังพึมพำอะไร

   

   ตระกูลฉินทุกคนต่างวิ่งออกมาที่ลานหน้าบ้าน มือถือกะละมังและถังวางไว้ในลานเพื่อรองน้ำฝน

   

   พวกฉินเหล่าซื่อถือจอบไปที่ทุ่งนาอย่างเร่งรีบ หลายเดือนที่ผ่านมา ไหล่ของพวกเขาแทบจะหักเพราะหาบน้ำทุกวัน ก็เพื่อไม่ให้พืชผลในทุ่งนาไม่ตายเพราะความแห้งแล้งเท่านั้น

   

   ในที่สุดสวรรค์ก็ได้ยินสวดภาวนาอ้อนวอนของพวกเขา โปรยปรายน้ำฝนอันชุ่มฉ่ำลงมา

   

   ผืนดินที่ได้รับความชุ่มชื้นจากน้ำฝนอันชุ่มฉ่ำที่สวรรค์ประทานลงมา เด็กน้อยที่กระหายน้ำมานาน อ้าปากดื่มกินน้ำฝนอย่างเต็มที่

   

   “ฮือๆๆ ในที่สุดฝนก็ตกแล้ว”

   

   “ดีจังเลย พืชผลของพวกเรารอดแล้ว”

   

   “ในที่สุดข้าก็ไม่ต้องรู้สึกผิดอีกต่อไป”

   

   พ่อเฒ่าแม่เฒ่าในเหล่าหลายเล่อไม่อาจระงับความตื่นเต้นได้ ต่างคุกเข่าลงกับพื้นร้องไห้พลางโขกศีรษะขอบคุณฟ้าดิน

   

   ไม่มีใครรู้ว่าในช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้พวกเขาทรมานใจมากเพียงใด แต่เดิมพวกเขาคิดว่าตระกูลฉินมีคนมากจึงมอบที่นาให้พวกเขาดูแลตนเองก็จะได้ไม่ต้องทำงาน อีกทั้งยังทำให้ครอบครัวฉินได้มีผลผลิตมากมาย

   

   แต่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดภัยแล้งตั้งแต่ปีแรก หากปีนี้ไม่ได้ผลผลิตเลย เช่นนี้จะไม่ได้เป็นการเอาเปรียบตระกูลฉินหรอกหรือ

   

   พวกเขาจึงหวังให้ฝนตกหนักมากกว่าใคร เพื่อให้ปีนี้ได้ผลผลิตบ้าง แม้จะได้เพียงครึ่งเดียวก็ยังดี อย่างน้อยก็ไม่ต้องให้ตระกูลฉินเลี้ยงดูพวกเขาซึ่งเป็นคนแก่ใกล้ตายเปล่าๆ

   

   เวลานี้ฟ้าดินได้ประทานฝนให้พวกเขา พืชผลมีหนทางรอดชีวิต พวกเขาจึงดีใจยิ่งกว่าใคร

   

   เล่อเหนียงหลังจากเติมน้ำแล้วก็ขนของออกมาจากพื้นที่มิติมากมาย ตอนนี้นางเหนื่อยจนหลับสนิท แม้ฝนจะตกหนักเช่นนี้ นางก็แค่พลิกตัวเกาก้นแล้วหลับต่อไป

   

   มีเพียงแต่หงอวี่ที่รู้สึกตัวตื่น เมื่อเขาเห็นฝนตกกระหน่ำอยู่ข้างนอก ความคิดแรกในสมองของเขาก็คือ แย่แล้ว ฝนตกแล้วอย่างนี้ผักของเล่อเหนียงคงขายไม่ได้ราคาแล้ว ถึงตอนนั้นนางต้องร้องไห้ขี้มูกโป่งเป็นแน่

   

   ฝนห่าใหญ่ครั้งนี้ตกลงตลอดทั้งคืน ชาวบ้านที่ใจร้อนถึงขนาดรอให้ฟ้าสางไม่ไหว ต่างพากันถือจอบออกไปเตรียมที่นาของตนเองแล้ว

   

   พวกเขาพลิกดินให้พร้อม แล้วหว่านเมล็ดผักลงไป พืชผลที่เคยปลูกก่อนหน้านี้คงหมดหวังแล้ว จึงทำได้แต่เมล็ดพันธ์ุใหม่ลงไปทดแทน ขอเพียงแค่ผักของพวกเขาได้เก็บเกี่ยวก่อนเข้าฤดูหนาว ฤดูหนาวนี้พวกเขาก็ไม่ต้องอดตายแล้ว

   

   ทางด้านนี้หัวหน้าหมู่บ้านกำลังยุ่งวุ่นวายในที่นาของตน ส่วนทางด้านโน้นเด็กซนหลายคนก็ไม่ได้อยู่เฉยชวนกันไปที่แม่น้ำ ไม่นานก็วิ่งกลับมาอย่างบ้าคลั่ง ร้องตะโกนอย่างดีใจว่า

   

   “มีน้ำแล้ว มีน้ำแล้ว ในแม่น้ำมีน้ำแล้ว!”

   

   “ในแม่น้ำมีน้ำแล้ว พวกข้าเห็นปลาด้วย!”

   

   คนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านหัวเราะ “แน่นอนว่าต้องมีน้ำสิ น้ำนี้ไหลมาจากภูเขา ถึงจะมีปลาก็เป็นลูกปลาที่ถูกน้ำพัดมาจากภูเขา ตอนนี้ยังจับไม่ได้หรอก”

   

   บรรดาสตรีในหมู่บ้านต่างบิดหูลูกของตนพร่ำบ่นไม่หยุด

   

   “ฝนเพิ่งหยุดตก พวกเจ้าก็วิ่งลงแม่น้ำเสียแล้ว ระวังน้ำที่ไหลลงมาจากภูเขาพัดพวกเจ้าหายวับไปกับตาละ”

   

   “ข้าเข้าใจแล้ว ท่านแม่ปล่อยข้าเถอะ ข้าโตแล้ว ท่านอย่าบิดหูข้าเลย”

   

   เด็กหนุ่มที่โตกว่าคนอื่นหน้าแดงก่ำ บิดตัวพยายามหนีจากมือเหล็กที่จับหูเขา

   

   “เจ้าลูกกระต่าย ถึงเจ้าจะอายุแปดสิบปีก็ยังเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของข้า ข้าจะจับเจ้าไม่ได้หรืออย่างไร”

   

   เด็กหนุ่มออกแรงสุดดิ้นสุดตัวจนหลุดพ้นจากมือปีศาจของมารดา แล้ววิ่งออกไปโดยไม่หันกลับมามอง

   

   แม่เฒ่าฉินแบกเล่อเหนียงขึ้นหลัง พาหลานๆไปพลิกดินในทุ่งนา

   

   ตอนนี้ปลายเดือนมิถุนายนแล้ว ผักที่ปลูกไว้ก่อนหน้านี้เหี่ยวเฉาตายไปหมดแล้ว พวกเขาจึงปลูกได้แต่หัวไชเท้าที่ทนความร้อนและปลูกได้ทุกฤดูกาล

   

   หลังจากชาวบ้านวุ่นวายปลูกผักและหัวไชเท้า เมื่อเห็นพืชผลเขียวชอุ่มในที่นาของตระกูลฉินก็เริ่มรู้สึกอิจฉา ก่อนหน้านี้ตอนที่ฝนไม่ตก พวกเขาหวังว่าฝนจะตกเพื่อไม่ให้พวกเขาตายเพราะขาดน้ำ แต่ตอนนี้เมื่อเห็นพืชผลของตระกูลฉิน พวกเขาอยากจะลงมือถอนมันมาไว้ในที่นาของตัวเอง

   

   แต่ความคิดนี้ก็ได้แต่คิดในใจเท่านั้น ไม่ต้องพูดถึงบุญคุณที่แม่เฒ่าฉินนี้แบ่งปันน้ำให้พวกเขาทั้งหมู่บ้าน

   

   พวกเขาเพียงแค่มองดูบรรดาบุรุษตระกูลฉิน แต่ละคนล้วนมีร่างกายสูงใหญ่กำยำ กล้ามท้องแปดมัดอันแข็งแกร่ง...



จบตอน

Comments