lucky kid ep141-150

  บทที่ 141: ความแตกต่างเพียงนิดเดียว แต่ห่างกันราวฟ้ากับเหว

   

   หงอวี่จ้องมองเล่อเหนียงอย่างกังวลตั้งแต่นางตื่นขึ้นมา

   

   เขารู้ว่าเล่อเหนียงชอบเงิน บัดนี้ฝนกลับมาตกตามปากแล้ว ผักที่นางเสกมาคงขายได้ราคาไม่ดีเท่าเดิม เขากังวลว่านางจะเสียใจเมื่อไม่เงินรายได้จากส่วนนี้

   

   แต่สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือ เมื่อเล่อเหนียงมองดูท้องฟ้าที่ฝนหยุดตกและพื้นดินที่ชื้นแฉะ นางกลับรู้สึกโล่งใจไปหนึ่งเปราะ

   

   ผักในพื้นที่มิติของนางหมดแล้ว แม้แต่ผักที่เก็บไว้ในโกดังก็แทบจะหมดไม่มีเหลือนางกำลังกังวลว่าอีกสองวันจะเอาอะไรออกมาขายดี

   

   ดูเหมือนว่าฟ้าดินเข้าข้างนางไม่น้อย

   

   เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ฉินเหล่าซื่อบังคับรถม้าเข้าไปในเมืองเพื่อขายผัก รอบนี้เป็นรอบสุดท้ายแล้ว และก็เป็นอย่างที่ทุกคนคาดเอาไว้ เพื่อแค่ฝนตกวันเดียวผักก็ราคาลดลงแล้ว

   

   แต่ฉินเหล่าซื่อเองก็ไม่ได้โลภ หากขายผักหมดคันรถนี้ เขาจะไม่นำผักมาขายอีก เพราะพวกเขาก็ไม่อยากขายแล้วเช่นกัน

   

   เพราะสุดท้ายแล้ว ทุกสิ่งนี้ล้วนแลกมาด้วยบารมีของเล่อเหนียง

   

   ราคาผักครั้งนี้ถูกกำหนดไว้ต่ำกว่าครั้งก่อนมาก ตอนอยู่บ้านเขาได้ปรึกษากับมารดาว่าจะขายผักรอบนี้ราคาเท่าทุน ส่วนที่เหลือก็ถือเป็นการตอบแทนผู้มีพระคุณที่ดูแลพวกเขามาตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมา

   

   ไม่นานผักที่ฉินเหล่าซื่อนำมาก็ถูกขายหมด เมื่อพวกพ่อบ้านรู้ว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะมาขายผัก ต่างก็รู้สึกเสียดายและงุนงง

   

   ตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมา พวกเขาล้วนซื้อผักและผลไม้ของจากฉินเหล่าซื่อ และต้องยอมรับว่า ผลไม้และผักที่ฉินเหล่าซื่อนำมาขายนั้นคุณภาพดีกว่าทั่วไปหมด

   

   โดยเฉพาะผลไม้ที่หวานหอม กัดคำเดียวก็ให้รสชาติที่ไม่อาจลืมเลือน

   

   ตลอดหลายวันมานี้ ปากของเจ้านายแต่ละจวนถูกผลไม้และผักของฉินเหล่าซื่อทำให้เคยตัว พวกเขาไม่รู้ว่าหากต่อไปต้องซื้อผักและผลไม้จากที่อื่น เจ้านายรู้เข้าจะโกรธเกรี้ยวเพียงใด

   

   อย่างน้อยก็ต้องโดนตีสักยกแน่นอน

   

   ฉินเหล่าซื่อไม่มีเวลาสนใจความเสียดายของพวกเขา ก็จูงรถม้าแล้วเตรียมกลับทันที อย่างไรก็ตาม ระหว่างทางกลับพวกเขาแวะร้านเหอเว่ยไจ เพื่อซื้อขนมสองกล่อง

   

   หลังจากฝนตกหนัก ต้นกล้าในนาก็งอกงามสูงขึ้นราวกับพลุที่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า

   

   แน่นอน วัชพืชในทุ่งก็เติบโตขึ้นเช่นกัน

   

   เมื่อฉินเหล่าซื่อกลับถึงบ้าน ก็เห็นฉินเหล่าเอ้อร์และฉินเหล่าซานถือจอบตรงไปที่นา หากไม่กำจัดวัชพืชใน มันจะแย่งสารอาหารจากพืชผล ทำให้ผลผลิตลดน้อยลง

   

   ฉินเหล่าซื่อจอดรถม้า มอบเงินให้แม่เฒ่าฉิน กอดลูกสาว แล้วหยิบขนมที่อยู่ข้างๆ ส่งให้หงอวี่และคนอื่นๆ จากนั้นก็หยิบจอบออกไปทำงาน

   

   ก่อนมื้ออาหารเย็นวันนั้น แม่เฒ่าฉินได้เอ่ยเรื่องหนึ่งขึ้นา

   

   “ข้าครุ่นคิดเรื่องหนึ่งมาสองสามวันแล้ว หากแต่ก็ยังตัดสินใจไม่ได้ ฉะนั้นจึงนำเรื่องนี้มาเล่าให้พวกเจ้าฟัง พวกเราจะได้ช่วยหายกันหาทางออก”

   

   “ท่านแม่ ท่านเล่ามาเถิด”

   

   “พวกเจ้าดูสิ เกิดภัยแล้งคราวนี้ทำให้พืชผลของชาวบ้านเสียหาย มีเพียงพืชผลของบ้านเราอุดมสมบูรณ์ เช่นนี้จะไม่สะดุดตาเกินไปหรือ”

   

   “โดยเฉพาะอย่างยิ่งสองวันนี้ ต้นข้าวในนาเติบโตสูงขึ้นเรื่อยๆ ข้ากังวลว่าหากปล่อยไว้นาน อาจมีนึกอิจฉาก่อเรื่องขึ้นมาได้”

   

   ฉินเหล่าซื่อจ้องเฉินฮั่นหลินเขม็ง “ข้าอยากรู้นักว่าผู้ใดจะกล้า ท่านแม่วางใจได้ ข้าเดินตรวจทุ่งนาทุกวัน หากผู้ใดมีเจตนาร้ายคิดทำร้ายนาข้าวของพวกเรา ข้าจะใช้ค้อนตีพวกเขาให้สลบเหมือดเสียให้รู้แล้วรู้รอด”

   

   พวกลิ่งอวี่นั่งพยักหน้าเห็นด้วยอยู่ข้างๆ

   

   แม้แต่เล่อเหนียงก็ส่งเสียงอ้อแอ้ โบกมือน้อยๆ แสดงท่าทางว่าพวกเขาควรทำอย่างไร

   

   แม่เฒ่าฉินยิ้มขำพลางลูบหัวเล่อเหนียง

   

   “ปีนี้บ้านปลูกพืชผลจำนวนสามสิบหมู่นับว่าไม่น้อยเลยทีเดียวและเป็นปีแรกที่ยกเว้นภาษีที่ดิน ผลผลิตทั้งหมดเป็นของบ้านเรา สำหรับบ้านเราเก็บไว้สิบหมู่ก็พอใช้ชีวิต ส่วนที่เหลืออีกยี่สิบหมู่ต้องขายออกไป”

   

   “ช่วงนี้บ้านเราขายผักได้เงินไม่น้อยรวมกับข้าวที่เก็บไว้ก่อนหน้านี้อีกห้าพันกว่าจิน ก็พอกินไปจนถึงต้นปีหน้าแล้ว ข้าคิดว่าแทนที่จะขายมันออกไป ไม่สู้ปล่อยข่าวว่าตอนเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วง เราจะให้พวกเขายืมธัญพืชดีกว่า”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์กับฉินเหล่าซานสบตากัน ฉินเหล่าเอ้อร์ซี่งหัวไวกว่าหน่อยเข้าใจความหมายของมารดาเกือบจะในทันที

   

   “ท่านแม่หมายความว่าจะผูกมัดพวกเขาไว้ด้วยกันใช่ไหม ให้คนทั้งหมู่บ้านช่วยเราเฝ้าพืชผล”

   

   แม่เฒ่าฉินยิ้ม สมองของลูกชายคนนี้ดูเหมือนจะยังใช้งานได้อยู่

   

   “ถูกต้อง ตอนนี้ชาวบ้านทุกคนต่างเกิดความอิจฉาริษยา ครอบครัวของเรามีข้าวให้เก็บเกี่ยว แต่ถ้าเราให้พวกเขายืมธัญพืชเพื่อผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ ข้าวในทุ่งนาก็จะกลายเป็นของทั้งหมู่บ้าน เมื่อถึงเวลานั้นก็ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกทำลายด้วยความริษยาแล้ว”

   

   “ท่านแม่ ท่านปราดเปรื่องยิ่งนัก ท่านคิดเช่นนี้ได้อย่างไร”

   

   “ใช่แล้ว ใช่แล้ว วิธีนี้ดีมาก”

   

   สวี่ซิ่วอิงและสือไห่ถังก็เห็นด้วยเช่นกัน เพียงแต่เฉินฮั่นหลินกลับขมวดคิ้วเล็กน้อย

   

   “ท่านป้า การให้ชาวบ้านยืมธัญพืช ต้องเขียนสัญญาและประทับลายนิ้วมือด้วยใช่ไหมขอรับ”

   

   แม่เฒ่าฉินตอบอย่างยี่หระ “นั่นคือการทำสัญญากู้ยืม ไม่เช่นนั้นยามต้องติดบัญชีภายหลัง ต้องเกิดเรื่องวุ่นวายไม่จบสิ้น”

   

   “เอาละ เอาละ กินข้าวกันเถอะ!”

   

   แม่เฒ่าฉินเรียกให้พวกเขาลงมือกินข้าว

   

   ฉินเหล่าซื่อเป็นคนใจร้อน หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จก็ออกไปเชิญหัวหน้าหมู่บ้านมา

   

   เมื่อแม่เฒ่าฉินบอกแผนการให้หัวหน้าหมู่บ้าน เขาก็ตื่นเต้นจนตาแดงก่ำ

   

   “โอ้ พี่ชุนหลาน ข้าไม่รู้ว่าจะขอบคุณพวกท่านอย่างไรดี”

   

   “ฟู่หลิน เจ้านั่งลงก่อนเถิด อย่าเดินไปมาเช่นนั้นได้หรือไม่ ข้าแก่แล้ว เจ้าเดินไปเดินมาแบบนั้นข้าตาลายหมดแล้ว”

   

   ฉินฟู่หลินครุ่นคิดอยู่ในใจ รู้สึกว่าเรื่องนี้ใหญ่เกินกว่าที่ตนจะรับมือไหว จึงรีบวิ่งกลับไปประคองผู้อาวุโสสามทันที

   

   ระหว่างทางกลับ ทุกครั้งที่หัวหน้าหมู่บ้านพบปะชาวบ้านก็จะบอกพวกเขาอย่างดีใจว่าตระกูลฉินเตรียมจะให้ยืมธัญพืช เพื่อให้พวกเราผ่านพ้นฤดูหนาวไปได้

   

   ตอนนี้ชาวบ้านส่วนใหญ่ในหมู่บ้านตระกูลฉินต่างรู้เรื่องนี้แล้ว ตอนนีพวกเขาจึงมาเบียดเสียดกันอยู่หน้าประตูบ้านของแม่เฒ่าฉิน และเอ่ยปากถามอย่างใจร้อน

   

   “ท่านป้า พวกท่านจะให้พวกข้ายืมธัญพืชจริงหรือ”

   

   “แม่เฒ่าฉิน สิ่งที่ท่านหัวหน้าหมู่บ้านพูดเป็นความจริงหรือ”

   

   เหล่าสตรีต่างส่งเสียงจอแจอยู่หน้าประตูลานบ้านของแม่เฒ่าฉิน

   

   บรรยากาศตรงนั้นราวกับฝูงกบที่กำลังผสมพันธุ์ในฤดูใบไม้ผลิ ส่งเสียงร้องอึกทึกไปหมด

   

   แม่เฒ่าฉินปวดหัวเพราะความวุ่นวาย นางยกมือขึ้นโบกเบาๆ เพื่อให้สัญญาณให้พวกเขาเงียบ แล้วจึงเอ่ยเสียงดัง

   

   “พวกเราล้วนเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน ในหมู่บ้านก็มีเพียงครอบครัวของพวกข้าเท่านั้นที่มีผลผลิต ข้าจึงได้ปรึกษากับลูกๆ แล้วและตัดสินใจที่จะให้พวกเจ้ายืมธัญพืชไปใช้เพื่อให้ผ่านพ้นฤดูหนาว”

   

   “แน่นอนว่าหากมีสัตว์หรือผู้ใดมาทำลายพืชผลเหล่านี้ พวกข้าก็คงช่วยอะไรไม่ได้แล้ว”

   

   เมื่อได้ยินคำยืนยันจากตระกูลฉิน ชาวบ้านที่อยู่ในที่นั้นก็ตื่นเต้นดีใจกันยกใหญ่

   

   ขณะนั้นหัวหน้าหมู่บ้านพาผู้อาวุโสสามเดินเข้ามา สมาชิกตระกูลฉินที่ยืนล้อมอยู่รีบแหวกทางให้พวกเขาทันที

   

   เมื่อเห็นผู้คนมากมายอยู่หน้าประตูบ้านแม่เฒ่าฉิน เขาก็เคาะกล้องยาสูบแล้วตะโกนเสียงดัง

   

   “ทุกคนเงียบก่อนแล้วฟังข้าก่อน ตอนเกิดภัยแล้ง หมู่บ้านของเราก็รอดมาได้เพราะน้ำของตระกูลฉิน ตอนนี้ตระกูลฉินยังอาสาให้ยืมธัญพืชอีก การที่มีครอบครัวที่ดีเช่นนี้อยู่ในหมู่บ้านตระกูลฉินของเรา นับว่าหมู่บ้านของเราโชคดีมากแล้ว”

   

   “พวกเจ้าอย่าได้เพียงแต่ยืนนิ่งเฉย ตระกูลฉินบอกว่าจะให้ยืมธัญพืชเ พวกเขาก็จะไม่ผิดคำพูด พวกเจ้าว่างๆ ก็ไปดูแลทุ่งนาบ่อยๆ อย่าให้พวกไม่รู้จักประสามาทำลายได้”

   

   เมื่อคนอื่นๆ ด้ยินดังนั้น ต่างก็หยิบจอบวิ่งหน้าตั้งไปที่ทุ่งนา



 บทที่ 142: ดูถูกแม่เฒ่าฉินกันเกินไปแล้ว


   

   “ชุนหลานเอ๊ย เจ้าเก็บธัญพืชไว้สิบห้าไร่เถิด ครอบครัวเจ้ามีคนมาก อีกทั้งพ่อเฒ่าจ้าวและคนอื่นๆ ยังต้องกินอยู่กับเจ้า”

   

   “ธัญพืชสิบห้าหมู่ที่เหลือ พอจะแบ่งให้แต่ละครอบครัวได้ครอบครัวละประมาณครึ่งหมู่ รวมกับหัวไชเท้าและผักมากมายที่ปลูกเพิ่ม ไหนจะเห็ดกับผักป่าที่เก็บได้จากภูเขา แม้จะต้องใช้เงินอย่างประหยัดก็น่าจะพออยู่รอดจนถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า”

   

   หลังจากหายตื่นเต้น ผู้อาวุโสสามเห็นครอบครัวตระกูลฉินและสิบปากท้องของเหล่าหลายเล่อ ก็ไม่เห็นด้วยที่ตระกูลฉินจะให้ชาวบ้านยืมธัญพืชถึงยี่สิบหมู่

   

   แม่เฒ่าฉินลูบศีรษะของเล่อเหนียงพลางยิ้มกล่าวว่า “ผู้อาวุโสสามอย่ากังวลไปเลย การเก็บธัญพืชยี่สิบหมู่ไว้ให้ทุกคนยืมนั้น พวกข้าได้ปรึกษากันแล้ว อีกทั้งก่อนหน้านี้เกิดภัยแล้ง พวกข้าเตรียมการไว้บ้างแล้ว ดังนั้นธัญพืชสิบไร่ก็เพียงพอให้พวกข้ากินไปจนถึงฤดูใบไม้ผลิแล้ว”

   

   เมื่อเห็นแม่เฒ่าฉินกล่าวเช่นนี้ ผู้อาวุโสสามก็ไม่มีสิ่งใดจะกล่าว ได้แต่ลูบศีรษะเล่อเหนียงด้วยความรักใคร่

   

   เล่อเหนียงยิ้มเผยให้เห็นฟันสีขาวเต็มปากพลางหัวเราะคิกคักใส่เขา

   

   ถูกต้อง ตอนนี้เล่อเหนียงไม่ใช่เด็กน้อยไม่มีฟันอีกต่อไป แม้นางจะอายุเพียงสิบเดือนแต่ก็มีฟันขาวขึ้นเต็มปากแล้ว

   

   กัดทีเดียวเจ็บอย่าปากใครเชียวละ

   

   หงอวี่นี่แหละรู้ดีที่สุด !

   

   แขนของเขามักจะมีรอยฟันเป็นแถวปรากฏขึ้นเป็นระยะๆ

   

   เล่อเหนียงเจ้าก้อนแป้งตัวอ้วนแสดงท่าทีเย่อหยิ่งว่า ราวกับต้องการบอกว่าแขนของเจ้าได้เป็นที่ขัดฟันอย่างข้านั้นถือเป็นเกียรติของเจ้าแล้ว

   

   ดังนั้นผู้อาวุโสสามจึงให้ฉินเหล่าเอ้อร์ร่างหนังสือฉบับหนึ่ง แล้วให้หัวหน้าหมู่บ้านเรียกตัวแทนของแต่ละครอบครัวมา เมื่อทุกคนมาพร้อมกันแล้วผู้อาวุโสสามยกไม้เท้าพลางเอ่ยเสียงดังว่า

   

   “ข้าเชื่อว่าพวกเจ้าคงรู้แล้วว่า ปีนี้ตระกูลฉินจะให้ชาวบ้านยืมธัญพืช ตอนนี้ข้าจะตัดสินใจเรื่องหนึ่ง ให้ฉินเหล่าเอ้อร์ร่างหนังสือฉบับหนึ่ง บันทึกจำนวนข้าวที่แต่ละบ้านยืมไว้ทั้งหมด พอถึงฤดูเก็บเกี่ยวปีหน้า ก็ให้เพิ่มอีกหนึ่งส่วนให้ตระกูลฉินเป็นดอกเบี้ย”

   

   “ไม่ต้องให้ข้าบอก พวกเจ้าก็รู้ใช่หรือไม่ว่าข้าวปีนี้ต้องมีราคาแพงเท่าทองคำเป็นแน่ หาแต่แม่เฒ่าฉินไม่ขายนำมาแม้แต่เมล็ดเดียว แต่กลับเก็บไว้ทั้งหมดเพื่อช่วยชีวิตชาวบ้านของเรา ดังนั้นพวกเราไม่ควรเนรคุณ พวกเจ้าเห็นด้วยหรือไม่”

   

   “เห็นด้วยขอรับ”

   

   “ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน ผู้อาวุโสสาม พวกข้าเห็นด้วย” ชาวบ้านต่างพากันพยักหน้า

   

   ไม่มีใครโง่แม้แต่คนเดียว พวกเขาต่างคิดคำนวณในใจอย่างรวดเร็ว

   

   แค่ราคาข้าวปีนี้ก็พุ่งขึ้นสูงกว่าสามเท่า อย่าว่าแต่ปีหน้าจะให้ดอกเบี้ยตระกูลฉินหนึ่งส่วนเลย ถึงจะให้เป็นเท่าตัวพวกเขาก็เต็มใจ สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการมีชีวิตรอดถึงจะมีความหวังไม่ใช่หรือ

   

   “ถ้าเช่นนั้น งานในทีกินต่อจากนี้ ข้าจะรับผิดชอบเอง”

   

   “อย่างไรนะ เจ้าจะแย่งข้าทำหรือ ข้าก็จะทำด้วยเช่นกัน”

   

   “ข้าด้วย ข้าด้วย…”

   

   ชาวบ้านต่างตอบรับด้วยความตื่นเต้น

   

   “เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ พวกเจ้าอย่าโลภมากจนยืมมากเกินไป ขอเพียงให้มีพอกินไปจนถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้าก็พอ อย่าลืมว่าพ่อเฒ่าแม่เฒ่าทั้งสิบจากเหล่าหลายเล่อก็ต้องกินด้วย”

   

   “เข้าใจแล้วขอรับ หัวหน้าหมู่บ้าน”

   

   ผู้อาวุโสสามให้ฉินเหล่าเอ้อร์เขียนหนังสือหลายฉบับที่เหมือนกันทุกประการ โดยเขาเก็บไว้หนึ่งฉบับ ตระกูลฉินเก็บไว้หนึ่งฉบับ และอีกหนึ่งฉบับเก็บไว้ในกล่องเหนือประตูของศาลบรรพชน พร้อมกับสมุดบันทึกลำดับวงศ์ตระกูล

   

   เมื่อเขียนหนังสือเสร็จ ผู้อาวุโสสามและหัวหน้าหมู่บ้านในฐานะผู้ค้ำประกันรีบประทับลายนิ้วมือทันที

   

   ส่วนชาวบ้านที่เหลือ หลังจากปรึกษากับภรรยาและคำนวณปริมาณธัญพืชในบ้านแล้วก็ทยอยขึ้นมาลงชื่อและเขียนจำนวนธัญพืชที่ต้องการยืม

   

   หนังสือสัญญากู้ยืมสามฉบับแบ่งแย่งออกมาชัดเจน บันทึกจำนวนธัญพืชที่แต่ละครอบครัวต้องการยืมไว้อย่างละเอียด แม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียงยืนอยู่ใต้ชายคา มองดูชาวบ้านประทับลายนิ้วมือและเขียนจำนวนธัญพืชที่ต้องการยืมเงียบๆ

   

   เมื่อหงอวี่เห็นภาพตรงหน้าก็รู้สึกตื้นตันและชื่นชมอย่างยิ่ง

   

   ท่านย่าใช้เพียงคำว่า ‘ธัญพืช’ ก็สามารถรวมผู้คนเป็นหนึ่งเดียวกันได้

   

   เพราะหากการเก็บเกี่ยวเป็นไปอย่างราบรื่น พวกเขาจะได้รับธัญพืชที่ยืมมา หากผู้นั้นมีปัญญาเฉกเช่นผู้อาวุโสก็คงไม่ทำให้ตนเองตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้

   

   ช่วงหนึ่งเดือนนี้ ชาวบ้านในหมู่บ้านตระกูลฉินราวกับได้รับพลังใหม่ วิ่งไปที่ที่นาทั้งที่มีธุระและไม่มีธุระ พวกเขายังใช้ตาข่ายพิเศษไล่แมลงและนก กลัวว่าสิ่งมีชีวิตเล็กๆเหล่านี้จะทำลายพืชผลของพวกเขา

   

   สถานการณ์นั้นถึงขนาดที่แม้แต่นกที่บินผ่านก็ต้องถูกพวกเขาจบถอนขนสองเส้นก่อนจะได้บินจากไป

   

   ตอนนี้กลับกลายเป็นตระกูลฉินที่รู้สึกผ่อนคลาย แม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียงนั่งนับเงินอยู่บนเตียงเตา

   

   ก่อนหน้านี้ การขายผักในหนึ่งวันมากที่สุดได้ยี่สิบสองตำลึง อย่างน้อยที่สุดก็ได้สิบหกตำลึง พวกเราออกขายไปผักหนึ่งเดือนกับอีกสามวัน รวมทั้งหมดได้มากกว่าหกร้อยตำลึง

   

   แม่เฒ่าฉินมองดูกองเงินจำนวนมาก ดวงตาพลันแดงก่ำขึ้นมา ตอนที่เล่อเหนียงยังไม่เกิด ครอบครัวของพวกเขายากจนข้นแค้น ในบ้านเหลือเหรียญทองแดงเพียงสามเหรียญ ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีที่มีเงินมากกว่าหกร้อยตำลึงเก็บไว้ในหีบ

   

   ไม่นับตอนอพยพหนีภัยที่เล่อเหนียงขายโสมได้หนึ่งพันตำลึงนะ

   

   มีเงินแล้วอย่าว่าแต่จะส่งเด็กห้าคนเรียนหนังสือเลย แม้แต่ฉินเหล่าเอ้อร์จะสอบซิ่วไฉใหม่ พวกเขาก็ส่งเสียได้ ส่วนเล่อเหนียงดีใจจนกลิ้งเกลือกอยู่บนกองเงินอย่างสนุกสนาน

   

   แม้ว่านางจะมีเงินในพื้นที่มิติ แน่นอนว่ามีทองคำด้วย แต่นี่คือเงินที่นางลำบากลำบนปลูกผัก จับเป็ดไก่มาขายนะ

   

   การหาเงินได้ด้วยตนเองย่อมทำให้มีรู้ภาคภูมิใจและมีความสุขมากกว่าการได้มาโดยไม่ต้องลงแรง

   

   แม่เฒ่าฉินมองดูเล่อเหนียงที่กอดเงินกลิ้งเกลือกอยู่บนเตียง ก็ดีใจจนทนไม่ไหว อุ้มนางขึ้นมาฟัดแก้มอย่างแรง

   

   “โอ้โฮ! หลานรักของย่า เจ้ายังเด็กนักแต่ย่าก็ได้รับความสุขจากเจ้ามากมาย ต่อไปเจ้าอยากได้อะไร ย่าจะให้ทั้งหมดเลยดีหรือไม่”

   

   เล่อเหนียงรีบคว้าเงินสองก้อนแล้วหัวเราะคิกคัก

   

   แม่เฒ่าฉินเคาะศีรษะเล็กๆของนางแล้วพูดว่า “เจ้าเป็นเด็กที่รักเงินเสียจริงนะ”

   

   คนอื่นๆในตระกูลฉินก็ไม่ได้อยู่เฉย ลิ่งเหวินพาลิ่งผิง ลิ่งอัน และหงอวี่ออกไปวิ่งเล่นกับเด็กในหมู่บาน

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ยังคงสอนหนังสือที่สำนักศึกษาในหมู่บ้าน ผู้อาวุโสในหมู่บ้านต่างร่วมแรงร่วมใจปกป้องบ้านของพวกเขา เพราะพืชผลใกล้ถึงเวลาเก็บเกี่ยวแล้ว เด็กๆที่ไม่มีอะไรทำก็ถูกฉินเหล่าเอ้อร์เรียกมารวมกันเพื่อสอนให้รู้จักตัวอักษร

   

   สองสามีภรรยาฉินเหล่าซานก็เริ่มทำขนมขายอีกครั้ง แต่เนื่องจากภัยแล้งทำให้ไม่มีผลผลิต กิจการจึงไม่ค่อยดีนัก หลังจากหาบเร่อยู่ติดต่อกันหลายวันก็ต้องยอมแพ้ในที่สุด

   

   ฉินเหล่าซื่อกับเฉินฮั่นหลินทั้งสองคนอยู่เฉยไม่ได้ มักจะคิดหาทางออกไปข้างนอกตลอด แต่ก็ถูกหลี่อันลากคอขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพร

   

   สวี่ซิ่วอิงเองก็ไม่มีอะไรทำแล้ว ตอนนี้ทุกบ้านที่มีเงินเหลือต่างไปซื้อธัญพืชกันหมด ไม่มีใครมีเงินเหลือซื้อผ้าปักอีก ตอนนี้งานของนางจึงหยุดชะงัก

   

   เมื่อที่บ้านไม่มีอะไรทำ นางก็เริ่มนั่งไม่ติด จึงตัดสินใจหิ้วตะกร้าขึ้นไปเดินเล่นบนภูเขากับหลิวซิ่วเถา

   

   ถ้าไม่ไปก็ดีอยู่หรอก แต่พอไปเท่านั้นแหละ หลังฝนตกบนภูเขามีเห็ดงอกขึ้นมากมาย ยังมีผักป่าอีกหลายชนิดที่เพิ่งแทงยอดอ่อนเยอะแยะไปหมด

   

   เรื่องนี้ทำให้พวกนางดีใจจนตัวลอยเก็บผักจนเต็มตะกร้าแล้วกลับบ้าน จากนั้นก็หยิบตะกร้าสะพายหลังออกมา เพื่อไปเก็บผักบนเขาเพิ่ม


   เหล่าสตรีที่กำลังเดินเล่นในหมู่บ้านได้ยินว่าบนภูเขามีผักป่าและเห็ดให้เก็บ ต่างก็คว้าตะกร้าสะพายหลังพากันออกจากบ้าน

   

   เก็บได้มากขึ้นอีกหนึ่งกำมือก็จะช่วยให้พวกเขามีชีวิตรอดไปอีกวันหนึ่ง



 บทที่ 143: อาจทำให้ท่านต้องผิดหวัง


   

   พวกแม่เฒ่าฉินเพิ่งกินอาหารกลางวันเสร็จก็เห็นคนหนึ่งมาเทียบจอดอยู่หน้าประตูบ้าน

   

   แม่ทัพเผ่ยมาเยือนบ้านตระกูลฉิน! ช่างเป็นแขกผู้ทรงเกียรติจริงๆ

   

   ไม่นานฉินเหล่าซื่อก็รีบร้อนกลับมาจากที่นา ส่วนสวี่ซิ่วอิงกับสือไห่ถังก็เริ่มจัดเตรียมงานเลี้ยง

   

   ตอนแรกแม่เฒ่าฉินและคนอื่นยังรู้สึกเกร็งอยู่ เพราะผู้ที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาคือแม่ทัพเผ่ยผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชสำนักนี่นา แต่หลังจากพูดคุยกันสักพัก ท่าทีของพวกเขาก็ผ่อนคลายลงมา

   

   แม่ทัพเผ่ยผู้นี้ดูเคร่งขรึมเย็นชา แต่ความจริงแล้วเขากับเข้าถึงง่ายกว่าที่ติด ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ต่างชื่นชอบเขาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเหล่าเด็กชายอย่างลิ่งผิงและลิ่งอัน

   

   พวกเขาวิ่งวนเวียนอยู่รอบกายแม่ทัพเผ่ย คอยซักไซ้เรื่องราวการเป็นทหารและการรบ แม่ทัพเผ่ยก็มีความอดทนมาก เล่าเรื่องสนุกๆในกองทัพให้พวกเขาฟัง ไม่นาน เสียงหัวเราะก็ดังออกมาจากบ้านตระกูลฉิน

   

   เพียงแต่หงอวี่ยังคงซ่อนตัวอยู่ในห้องไม่ได้ออกมา แต่เดิมคิดว่าเขากำลังนอนหลับอยู่ในห้อง แต่พอถึงเวลาอาหาร กลับไม่มีคนเห็นเด็กชายผู้นี้แล้ว

   

   แม่เฒ่าฉินจึงอุ้มเล่อเหนียงไปที่ห้องโถง พอเข้าไปก็เห็นหงอวี่ขดตัวอยู่ในผ้าห่ม แม่เฒ่าฉินตกใจรีบเข้าไปเปิดผ้าห่มออก อากาศร้อนขนาดนี้ ประเดี๋ยวก็ได้เป็นลมกันหมดพอดี

   

   “เสี่ยวชี”

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นใบหน้าซีดเผือดของหนุ่มน้อยซุกตัวอยู่ในผ้าห่ม

   

   “เสี่ยวชี เจ้าเป็นอันใด ไหนบอกย่าเถิด”

   

   “ท่านย่า ข้า…”

   

   หงอวี่อยากจะบอกแม่เฒ่าฉิน แต่ก็ไม่รู้ว่าควรเริ่มจากตรงไหน

   

   แม่เฒ่าฉินมีประสบการณ์ชีวิตมากมาย จะไม่เข้าใจความลังเลและความกังวลในดวงตาของเด็กน้อยตรงหน้าได้อย่างไร จึงเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ “เสี่ยวชี เจ้าหน้าตาเหมือนบิดาหรือมารดาของเจ้ากันแน่”

   

   หงอวี่ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบว่า “ผู้คนต่างบอกว่าข้าหน้าตาเหมือนมารดา”

   

   แม่เฒ่าฉินพยักหน้าแล้วถามต่อ “งั้นเจ้าบอกข้าได้หรือไม่ว่ามารดาของเจ้าแซ่อะไร”

   

   พอได้ยินคำถามนี้ เด็กชายก็กำผ้าห่มแน่นไม่รู้ว่าควรพูดดีหรือไม่ หากแต่แม่เฒ่าฉินก็ไม่ได้เร่งรัด นางอุ้มเล่อเหนียงวางลงบนเตียงเตียงให้เล่นเป็นเพื่อนเขา

   

   ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ น้ำเสียงเบาหวิวก็ดังถึง แม้จะบางเบาแต่แม่เฒ่าฉินก็ได้ยินชัดเจน

   

   “แซ่เผ่ย”

   

   แม่เฒ่าฉินเข้าใจแล้ว ไม่แปลกใจเลยที่เขาจะไม่กล้าโผล่ออกไปข้างนอก

   

   “ท่านย่า ข้าควรทำอย่างไรดี ข้ากลัว!”

   

   หงอวี่กอดแขนแม่เฒ่าฉินแน่น ใบหน้าเต็มไปด้วยความกลัวและสับสน ฝ่ามือเหี่ยวย่นลูกแผนหลังเขาเบาๆ เพื่อปลอบประโลม แต่ในใจกลับครุ่นคิดว่าควรจะแก้ไขสถานการณ์นี้อย่างไรดี

   

   สังเกตจากความสนิทสนมของเหล่าฉินและฮั่นหลินมีต่อท่านแม่ทัพ เกรงว่าหลังจากนี้เขาต้องมาเยือนที่บ้านบ่อยแน่ๆ

   

    ครั้งนี้หงอวี่ไม่ออกไป แล้วครั้งต่อหน้าเล่า เขาคงไม่สามารถซ่อนอยู่อย่างนี้ไปได้ทั้งชีวิต อีกทั้งอำเภอชิงเหอก็เล็กนิดเดียว สักวันหนึ่งอย่างไรก็ต้องพบกัน

   

   ตอนนี้มีวิธีคือทำให้ท่านแม่ทัพเผ่ยเข้าใจว่าหงอวี่ไม่ใช่คนที่เขากำลังตามหา แล้วพวกเราจะปิดปานแดงหกจุดใต้เท้าของเขาอย่างไรดี

   

   หลังครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง นางก็วางเล่อเหนียงลงบนเตียงแล้วหันไปยังห้องของสวี่ซิ่วอิง บรรดาลูกสะใภ้ทั้งสาม มีเพียงสวี่ซิ่วอิงเท่านั้นที่รักสวยรักงาม ชอบทาแป้งหอมไว้ตามร่างกายอยู่เสมอ

   

   หลังจากหายออกไปไม่นาน แม่เฒ่าฉินก็กลับมาพร้อมกล่องเล็กใบหนึ่งก็กลับมา นางถอดรองเท้าและถุงเท้าของหงอวี่ออก แล้วทาแป้งบนฝ่าเท้าของหงอวี่ พยายามใช้แป้งปกปิดปานแดงเหล่านั้น

   

   แต่วิธีนี้ไม่ได้ผล แต่กลับทำให้ทั้งตัวของหงเกอมีกลิ่นหอมฟุ้งไปหมด

   

   ฉินเยาเยามองดูการกระทำของผู้เป็นย่า เมื่อชะโงกดูก็เห็นปานแดงหกจุดใต้เท้าของหงอวี่ นางจึงเข้าใจทันทีว่าพี่เจ็ดของนางอาจมีความเกี่ยวข้องกับแม่ทัพเผ่ยที่อยู่ข้างนอกนั่นแน่นอน เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่อาจให้เขารู้ได้

   

   อีกทั้งแม่ทัพเผ่ยก็ยังไม่เคยเห็นรูปพรรณสัณฐานของเขา รู้เพียงแต่ว่าใต้ฝ่าเท้าของเขามีปานแดงหกจุด ส่วนการกระทำของย่า นางรู้ว่าหากเปิดเผยตัวตนของหงอวี่ตอนนี้ จะเป็นการนำอันตรายมาสู่ตัวเขา จึงพยายามใช้แป้งหอมปกปิดสัญลักษณ์นี้

   

   แต่ดูเหมือนความพยายามของนางจะว่างเปล่า แป้งไม่สามารถปกปิดปานแดงได้แม้แต่น้อย กลับทำให้ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วห้อง ดังนั้นฉินเยาเยาจึงโบกมือ ทันใดนั้นก็มีขวดรองพื้นปรากฏขึ้น

   

   สิ่งนี้รองพื้นที่คุณสมบัติปกปิดขั้นเทพจากปัจจุบัน ใช้ปริมาณเท่าเม็ดถั่วก็สามารถปกปิดจุดด่างดำบนใบหน้าได้อย่างเรียบเนียน แน่นอนว่าสามารถใช้ที่เท้าได้เหมือนกัน เพียงแต่อาจจะฟุ่มเฟือยไปหน่อย

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นขวดเล็กๆปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน จะไม่เข้าใจความหมายของหลานสาวได้อย่างไร นางรีบเปิดขวดแล้วเทลงบนมือเล็กน้อย หลังจากผสมให้เข้ากันแล้วก็ทาลงบนฝ่าเท้าของหงอวี่

   

   ต้องยอมรับว่าของแต่ละสิ่งของเล่อเหนียงนั้นยอดเยี่ยมจริงๆ แค่ใช้เพียงเล็กน้อยก็สามารถปกปิดรอยแดงทั้งหมดบนเท้าของหงอวี่ได้ แม้แต่รอยแผลเล็กๆข้างเท้าก็ถูกปกปิดไปด้วย

   

   แม่เฒ่าฉินมองผลงานของตัวเองแล้วพยักหน้าอย่างพอใจ จากนั้นสวมถุงเท้าและรองเท้าให้หงอวี่ แล้วจูงมือเขาออกจาก ระหว่างเดินก็ไม่ลืมกำชับหงอวี่วว่า

   

   “เจ้าจงจำไว้ว่าแซ่ของเจ้าคือแซ่หง ชื่อหงซาน มารดาของเจ้าแซ่หลี่ ชื่อหลี่เหลียนเอ๋อร์ ครอบครัวของพวกเจ้าพลัดหลงกันตอนอพยพหนีภัยสงคราม จึงได้มาอาศัยอยู่ที่บ้านของพวกข้า”

   

   หงอวี่ฟังไปพยักหน้าไป รู้สึกซาบซึ้งจนน้ำตาแทบจะไหลออกมา

   

   เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าตระกูลฉินจะยังคงใจเย็นเช่นนี้ หลังจากรู้ตัวตนที่แท้จริงของเขา แต่ก็ยังสอนวิธีหลบหลีกอันตรายให้อีกด้วย

   

   เขาชอบครอบครัวนี้จริงๆ

   

   ภายในห้องโถงหลัก แม่ทัพเผ่ยกำลังดื่มชาอยู่ เมื่อเห็นหงอวี่เดินเข้ามา มือของเขาสั่นเทาเล็กน้อย ทำให้น้ำร้อนกระฉอกใส่มือเขา

   

   “เจ้า…เจ้า เขา…เขา”

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงเดินมาหาหงอวี่ด้วยสีหน้าตื่นเต้น มองใบหน้าของเขาพลางพึมพำ

   

   “เหมือน เหมือนมากจริงๆ!”

   

   ตรงกันข้ามกับความตื่นเต้นของเผ่ยเฉิงเฟิง สองสามีภรรยาฉินเหล่าซื่อกลับกำมือแน่นด้วยความประหม่า คนอื่นอาจจะไม่รู้ แต่พวกเขารู้ดีว่าหงเกอคือหลานชายแท้ๆของเขา

   

   ถูกต้อง มารดาของแผ่นดินคนก่อนเป็นมารดาแท้ๆของหงอวี่ นางคือคุณหนูใหญ่ตระกูลเผ่ย น้องสาวแท้ๆของแม่ทัพเผ่ยที่อยู่ตรงหน้านี้!

   

   “เจ้าชื่ออะไร บิดามารดาของเจ้าชื่ออะไร เป็นคนที่ไหน”

   

   หงอวี่หลบไปอยู่ข้างแม่เฒ่าฉินก่อนจะเอ่ยปาก “ข้าชื่อหงอวี่ บิดาของข้าชื่อหงซาน มารดาของข้าชื่อหลี่เหลียนเอ๋อร์ เป็นคนจินโจว ตอนหนีภัยข้าพลัดหลงจากพวกเขา ท่านพ่อกับท่านแม่ฉินจึงรับข้ามาเลี้ยงดู”

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงไม่ได้รับคำตอบที่เขาต้องการ ดวงตาฉายพลันฉายแววผิดหวัง หากแต่ก็ยังไม่ยอมแพ้

   

   “เสี่ยวหงอวี่ เจ้าจะยอมให้ลุงดูฝ่าเท้าของเจ้าสักหน่อยได้หรือไม่”

   

   คำพูดของเผ่ยเฉิงเฟิงทำให้สามีภรรยาฉินเหล่าซื่อตื่นตระหนกจนแทบทรุด

   

   ฉินเหล่าซื่อพยายามจะเอ่ยปากห้าม แต่ถูกแม่เฒ่าฉินใช้สายตาปรามให้เขาอยู่เฉยๆ

   

   แม่เฒ่าฉินแกล้งทำเป็นสงสัย “แม่ทัพเผ่ย เหตุใดจู่ๆจึงอยากดูฝ่าเท้าของหงอวี่ละเจ้าคะ เด็กคนนี้แม้จะเป็นเพียงเด็กน้อย แต่ก็อายุครบเจ็ดขวบแล้ว”

   

   ใบหน้าของเผ่ยเฉิงเฟิงฉายแววเจ็บปวด “เด็กคนนี้หน้าตาเหมือนน้องสาวของข้ามาก แต่น้องสาวของข้าโชคร้ายยิ่งนัก จากไปตั้งแต่คลอดลูก ลูกที่แลกมาด้วยชีวิตก็จากไป แต่เด็กคนนั้นมีปานแดงหกจุดที่ฝ่าเท้า ข้าเห็นหงอวี่หน้าตาเหมือนน้องสาวของข้ามาก จึงอยากขออนุญาตดูสักหน่อย”

   

   แม่เฒ่าฉินพูดอย่างเสียดาย “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง แต่ท่านอาจจะต้องผิดหวังแล้ว ฝ่าเท้าของหงเกอไม่มีปานแดงอย่างที่ท่านว่า”

   

   พูดจบนางก็ให้หงอวี่นั่งบนเก้าอี้แล้วถอดรองเท้าและถุงเท้าออก

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงยกเท้าของเด็กน้อยขึ้นมาดู ฝ่าเท้าทั้งสองข้างขาวเนียนดั่งหยกจริงดังที่นางว่า ไม่มีปานแดงอย่างที่เขาบยอก

   

   ขณะนั้นใบหน้าของเผ่ยเฉิงเฟิงปรากฏความผิดหวังและเจ็บปวด



บทที่ 144: แท้จริงแล้วตั้งใจหรือไม่ตั้งใจกันแน่


   

  ทุกคนคนในตระกูลฉินต่างรู้สึกว่าหงอวี่มีปานแดงหกจุดอยู่บริเวณฝ่าเท้า เมื่อพวกเขาเห็นว่าปานแดงหกจุดใต้เท้าของหงอวี่หายไปอย่างไร้ร่องรอย แม้ในใจจะรู้สึกสงสัย หากแต่ก็ยังปิดปากเงียบเอาไว้ บางทีมารดาของเขาคงได้วิธีกำจัดหรือปกปิดปานแดงใต้เท้าของหงอวี่มาจากที่ใดสักแห่ง

   

   “ท่านแม่ทัพ หากมีวาสนาย่อมได้พบกัน เมื่อถึงเวลาท่านจะต้องตามหาเด็กคนนั้นเจอแน่นอนเจ้าค่ะ”

   

   เมื่อเผ่ยเฉิงเฟิงได้ยินคำพูดของฉินเหล่าซื่อก็รู้ว่าตนเองหุนหันพลันแล่นเกินไป ทำให้เด็กที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ตกใจจึงใช้แขนเสื้อเช็ดหัวตา แล้วหยิบแผ่นหยกคุณภาพดีเยี่ยมออกมาจากอกวางลงบนมือของหงอวี่

   

   “ข้าต้องขอโทษเจ้าด้วย เสี่ยวหงอวี่ ลุงทำให้เจ้าตกใจแล้ว ลุงขอโทษเจ้าด้วยนะ”

   

   เมื่อหงอวี่เห็นท่าทางเช่นนี้ของเผ่ยเฉิงเฟิงในใจก็รู้สึกอึดอัด คนตรงหน้าไม่ใช่คนอื่นคนไกล หากแต่เป็นลุงแท้ๆของเขา ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ทางเปิดเผยตัวตนกับอีกฝ่ายได้ เขาจะพาตัวเองเข้าไปเสี่ยงไม่ได้

   

   ท่านอาเคยบอกไว้ว่าตราบใดที่นางปีศาจร้ายผู้นั้นยังคงอยู่ เขาจะต้องหลบซ่อนอยู่ในมุมมืดตลอดไป มิเช่นนั้นจะนำความหายนะมาสู่ผู้คนรอบข้าง

   

   ขณะนั้นอาหารก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว ฉินเหล่าซานจึงหยิบเหล้ามาสองไห

   

   เนื่องจากแม่ทัพเผ่ยเป็นแขกผู้มีเกียรติ และก่อนหน้านี้เคยช่วยเหลือชีวิตเล่อเหนียงไว้ มื้ออาหารวันนี้จึงพิเศษกว่าปกติเล็กน้อย

   

   มีไก่ตุ๋นหนึ่งตัว ลูกชิ้นทอดหนึ่งจาน และแน่นอนว่าจะขาดเนื้อกระต่ายไม่ได้ นอกจากนี้เล่อเหนียงยังนำปลาสองตัวออกมาจากพื้นที่มิติ

   

   สือไห่ถังฝีมือการทำอาหารไม่เป็นสองรองใคร ตัวหนึ่งทำเป็นปลานึ่ง อีกตัวขูดก้างออกแล้วปั้นเป็นลูกชิ้นทำน้ำแกงลูกชิ้นปลา นอกจากนี้ยังมีเนื้อผัดกับผักป่า

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงเห็นอาหารรสเลิศละลานตาก็น้ำลายสอ ทิ้งความกลัดกลุ้มก่อนหน้าไว้เบื้องหลัง ยกจอกเหล้าขึ้นดื่มชนกับฉินเหล่าซื่อและคนอื่นๆ

   

   แต่ละคนกินดื่มกันอย่างสนุกสนาน กระทั่งเวลาส่งเขากลับก็เป็นยามพลบค่ำแล้ว

   

   แม่เฒ่าฉินตักน้ำมาให้เล่อเหนียงอาบน้ำ แล้วเรียกสือไห่ถังให้ตักน้ำมาหลายถังวางไว้ในลาน ให้หงอวี่และคนอื่นๆ ถอดเสื้อผ้าเหลือแต่กางเกงในเพื่ออาบน้ำ

   

   พวกเด็กชายหลายคนเริ่มเล่นสาดน้ำกันในลานบ้านกันอย่างสนุกสนาน เพราะพวกเขาเป็นเด็กผู้ชาย พวกเขาทั้งหมดจึงชอบเล่นน้ำ แม้แต่เล่อเหนียงก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น นางก็แสดงออกวาชอบเล่นน้ำเหมือนกัน

   

   เด็กชายทั้งหลายเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน หงอวี่ลากถังน้ำมาว่างเข้างเล่อเหนียง แล้วโจมตีลิ่งผิง ลิ่งอัน และลิ่งเหวินที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ลิ่งผิงและลิ่งอันก็ไม่ยอมแพ้ จึงพยายามลากถังน้ำมาอยู่ฝั่งเดียวกับน้องสาว

   

   แต่เล่อเหนียงร้องเสียงดังสองครั้ง ราวกับบอกว่าไม่ต้องการอยู่ฝั่งเดียวกับพวกเขา นั่นทำให้ลิ่งผิงกับลิ่งอันโกรธจนทนไม่ไหว กวักน้ำสาดใส่หงอวี่อย่างแรง

   

   เฮอะ พวกเขาโกรธจนแทบบ้าน

   

   “น้องสาว พวกพี่เป็นพี่ชายแท้ๆของเจ้านะ!”

   

   เล่อเหนียงแลบลิ้นปลิ้นตาใส่พวกพี่ชาย ทำให้สวี่ซิ่วอิงที่อยู่ข้างๆ หัวเราะตามไปด้วย

   

   “เด็กคนนี้แปลกจริงๆ จะบอกว่าเขินก็ไม่ใช่ เพราะนางก็ยอมให้เสี่ยวชีอยู่ข้างๆ จะบอกว่าไม่เขินก็ไม่เชิง เพราะไม่ยอมให้พี่ชายอยู่ด้วย ไม่รู้ว่านิสัยเอาแต่ใจนี้มาจากใครกัน”

   

   “เรื่องนี้ไม่ยากตรงไหนเลย เด็กคนนี้แค่อยากเล่นสาดน้ำกับเสี่ยวอู่และเสี่ยวลิ่วเท่านั้น นางตัวคนเดียวก็ต้องหาพรรคพวกสิ”

   

   สวี่ซิ่วอิงคิดดูแล้วก็เห็นด้วย อาจจะเป็นนางที่คิดมากไปเอง

   

   ขณะนั้นเองฉินเหล่าซื่อก็เดินเข้ามา บนใบหน้ามีสีหน้าลังเลใจเล็กน้อย แม่เฒ่าฉินกำลังอาบน้ำให้หลานชาย ในขณะเดียวกันก็โดนพวกเขาสาดน้ำใส่ ไม่นานเสื้อผ่านก็เปียกปอนไปหมด

   

   นางคว้าผ้าขนหนูผืนหนึ่งมาห่อตัวเล่อเหนียงแล้วกลับไปที่ห้องพัก เพราะนอกจากฉินเยาเยาจะต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว นางก็ต้องเปลี่ยนด้วย มิเช่นนั้นหากเป็นหวัดขึ้นมาก็อาจจะแพร่เชื้อให้หลานสาวได้

   

   ขณะนั้นฉินเหล่าซื่อก็ประตูเดินเข้ามา “ท่านแม่ ข้ามีเรื่องอยากจะบอกให้ท่านทราบ”

   

   “เป็นอะไรหรือจะไปเป็นทหารกับแม่ทัพเผ่ยหรือ”

   

   แม่เฒ่าฉินพูดขึ้นลอยๆ ขณะที่กำลังแต่งตัวให้หลานสาว

   

   หากแต่เป็นฉินเหล่าซื่อกลับนิ่งงันไป

   

   การเคลื่อนไหวของแม่เฒ่าฉินหงุดชะงัก เงยหน้าขึ้นถามอย่างไม่อยากเชื่อ “เดี๋ยวก่อน เหล่าซื่อ เจ้ากำลังล้อเล่นกันอยู่ใช่ไหม

   

   เล่อเหนียงหยุดแทะนิ้วตนเอง

   

    ทันใดนั้นฉินเหล่าซื่อก็คุกเข่าลงกับพื้นอ้อนวอน “ท่านแม่ แม่ทัพเผ่ยบอกว่าอีกไม่กี่วันจะต้องกลับค่ายทหารแล้ว เขาอยากให้ข้าติดตามไปด้วย”

   

   “อีกอย่างฮั่นหลินก็จะไปด้วยเช่นกัน”

   

   ก่อนที่แม่เฒ่าฉินและสวี่ซิ่วอิงจะทันได้ตอบรับ หัวใจของเล่อเหนียงกลับกระตุกวูบ นางพยายามเปล่งเสียงออกมาหนึ่งคำ

   

   “มะ…มะ!”

   

   ทั้งห้องจบอยู่ในความเงียบครู่ แต่ทันใดนั้นน้ำเสียงตื่นเต้นก็ดังขึ้นทั่วทั้งห้อง

   

   “โอ้ว เล่อเหนียงของเราพูดได้แล้วหรือ”

   

   “หลานรักของย่า เจ้าพูดอีกทีได้หรือไม่ พูดให้ย่าให้ได้ยินหน่อยเถิด”

   

   แม่เฒ่าฉินอุ้มหลานสาวขึ้นมา แล้วหอมแก้มเจ้าก้อนแป้งอย่างแรง นางเคยกังวลว่าลูกหลานคนอื่นอายุเจ็ดแปดเดือนก็เริ่มพูดจาอ้อแอ้แล้ว แต่เล่อเหนียงกับไม่มีวี่แววว่าจะพูดเลย

   

   แม้แต่บางครั้งเวลาเล่นกับเจ้าตัวน้อย นางก็ทำเพียงส่งยิ้มให้ทุกคนอย่างทั่วถึง หากแต่ไม่ยอมเปล่งเสียเลยสักคำ ตอนนี้หลานสาวใกล้จะครบหนึ่งขวบแล้ว ในที่สุดก็เริ่มพูดได้ นับว่าเป็นเรื่องที่ดีเหลือเกิน

   

   ความกังวลที่อัดแน่นอยู่ในใจของนางพลันคลี่คลายลง

   

   “ลูกรักของแม่ เรียกแม่สิ เรียกแม่สิ!”

   

   สวี่ซิ่วอิงก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน แม้ว่านี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่นางได้เป็นแม่คน แต่จะเอาลูกสาวที่น่ารักนุ่มนิ่มไปเทียบกับลูกชายจอมซนพวกนั้นได้อย่างไร

   

   “ฮ่าๆๆ ลูกสาวของข้าพูดได้แล้ว ไหนเรียกพ่อให้ข้าฟังหน่อยสิ!”

   

   เล่อเหนียงแทบจะกลอกตาด้วยความหงุดหงิด พูดอะไรกัน เรียกอะไรกัน ตอนนี้มันใช่เวลามาพูดเรื่องนี้หรอกหรือ

   

   นางพยายามเปล่งเสียงออกไปว่า ‘ไม่’ การพูดครั้งแรกของนางต้องใช้แรงมากถึงจะเปล่งเสียงออกมาได้หนึ่งคำ นางไม่สามารถรู้สึกได้เลยว่าเสียงที่เขาพูดออกมามีน้ำเสียงแบบไหน

   

   นางได้แต่พ่นน้ำลายออกมาพร้อมกับพยายามคิดอย่างหนักว่าน้ำเสียงที่นางพูดเมื่อครู่หายไปไหน

   

   “มะ พรู้ด มะ”

   

   นางพยายามจะพูดให้ชัด แต่ความจริงแล้วกลับเป็นการพ่นน้ำลายออกมา

   

   พวกพี่ชายที่เล่นน้ำอยู่ข้างนอกวิ่งเปลือยก้นมานอนคว่ำอยู่หน้าประตู มองดูเล่อเหนียงพ่นน้ำลายออกมาจนขำไม่หยุด

   

   ฉินเหล่าซื่อขำกับท่าทางน่ารักน่าชังของลูกสาวตัวน้อย ราวกับเป็นชล้อเลียนลูกสาว “ไม่ใช่พรู้ด แต่เป็นท่านพ่อ!”

   

   “มะ! ไป!”

   

   ในที่สุดความพยายามของนางก็เป็นผล นางสามารถดึงเสียงเมื่อครู่กลับมาได้ เปล่งคำสองคำออกมาอย่างชัดเจน

   

   สองคำนี้ชัดเจนอย่างยิ่ง ทุกคนได้ยินอย่างชัดเจน

   

   แม่เฒ่าฉินรีบกอดหลานสาวไว้แน่น แล้วถามเสียงเบา

   

   “หลานรัก เจ้าไม่อยากให้พ่อของเจ้าไปใช่หรือไม่”

   

   เล่อเหนียงพยักหน้าแล้วเอ่ยออกมาอย่างชัดเจน “มะไป!”

   

   ในตอนนี้ฉินเหล่าซื่อและสวี่ซิ่วอิงไม่ขำอีกต่อไป เขาถามด้วยสีหน้าจริงจัง

   

   “ลูกรัก เจ้าคิดว่าการไปครั้งนี้ของพ่อเจ้าจะมีแต่อันตรายใช่หรือไม่”

   

   “อืมอืม”

   

   เล่อเหนียงพยักหน้าหนักๆ “มะไป!”

   

   สวี่ซิ่วอิงถามต่อ “ลูกรัก เจ้ารู้อะไรบางอย่างใช่หรือไม่ หากพ่อของเจ้าออกไปจะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นใช่หรือไม่”

   

   เล่อเหนียงพยักหน้าหนักๆอีกครั้ง

   

   หลังจากตระกูลฉินได้เห็นความสามารถน่าอัศจรรย์ของเล่อเหนียงแล้ว ก็เชื่อในตัวเล่อเหนียงอย่างไม่ลืมหูลืมตา โดยไม่ยอมเชื่อเหตุผลใดอีก

   

   แม่เฒ่าฉินตัดสินใจทันที “เหล่าซื่อ เจ้าไปบอกแม่ทัพเผ่ยว่า เจ้ามีมารดาที่ต้องดูแล มีบุตรที่ต้องเลี้ยงดู และมีภรรยาที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขที่รอการปกป้อง ดังนั้นเจ้าจะไม่ไปค่ายทหารแล้ว”




 บทที่ 145: ร่างกายหนักร้อยชั่ง แต่มีความดื้อรั้นเก้าสิบเก้าชั่ง


   

   หากฉินเหล่าซื่อกลับลังเลใจ ส่วนลึกของจิตใจชายทุกคนล้วนมีความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ยากจะรับใช้ประเทศ และเขาเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

   

   ยิ่งไปกว่านั้น เขายังมีพละกำลังมหาศาลมาตั้งแต่เกิด วรยุทธร้ายกาจ และที่สำคัญที่สุดคือเขายังเป็นถงเซิงที่มีความใฝ่ฝันอยากเป็นทหารตั้งแต่เด็ก

   

   การเป็นทหารเป็นความฝันของเขา เขายังอยากรู้จักพี่น้องและสหายสนิทสนมอีกสักสองสามคน เผื่อว่าในอนาคตเล่อเหนียงจะต้องการความช่วยเหลือใด สหายเหล่านี้จะยังพอช่วยเหลือเล่อเหนียงได้

   

   “เช่นนั้นข้าจะไปถามความเห็นแม่ทัพเผ่ยดูก่อน”

   

   สวี่ซิ่วอิงฟังแล้วรู้สึกหงุดหงิดใจ นางจึงเกาศีรษะแล้วพูดกับฉินเหล่าซื่อว่า

   

   “เหล่าซื่อ พรุ่งนี้พวกพี่สะใภ้สามจะเข้าเมืองแล้ว เจ้าให้พวกเขาฝากข้อความไปกับพวกเขาไม่ดีกว่าหรือ”

   

   ฉินเหล่าซื่อส่ายหน้าและยืนกรานว่า “ไม่ได้ แม้ว่าตัวข้าจะไม่ได้ติดตามไปก็ต้องไปบอกกล่าวด้วยตนเอง เล่าความเป็นมาให้แม่ทัพเผ่ยฟัง มิเช่นนั้นหากเขาเข้าใจผิดคิดว่าข้าเป็นทหารหนีทัพแล้วจับข้าไปลงโทษจะทำอย่างไร”

   

   แม่เฒ่าฉินกับสวี่ซิ่วอิงไม่กล้าพูดอะไรอีก เพราอีกฝ่ายเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ การปฏิเสธเขาก็ควรจะไปบอกกล่าวด้วยตนเอง มิเช่นนั้นจะทำให้ผู้อื่นรู้สึกว่าเรากำลังดูหมิ่นเขาอยู่

   

   เล่อเหนียงเอียงหน้าซบอยู่บนบ่าของท่านย่า พลางหลับตาคิดถึงเรื่องราวต่างๆ ชาติก่อน นางเกือบถูกศัตรูยิงกระจุยเพราะไม่เชื่อไม่เชื่อสัญชาตญาณของตนเอง แต่บัดนี้ได้เกิดใหม่อีกครั้ง สวรรค์มอบทุกอย่างติดตัวมาด้วย

   

   ลางสังหรณ์ครั้งนี้ของนางดีกว่าชาติก่อนมาก นางไม่สนใจหรอกว่าสิ่งจะถูกมากว่าเป็นเรื่องงมงาย หากแต่เกิดลางไม่ดีเพียงน้อยนิด ให้ตายนางก็ไม่ยอมให้บิดาของนางไปเด็ดขาด เป้าหมายสำคัญครั้งนี้ของนางคือ ปกป้องให้ครอบครัวแคล้วคลาดปลอดภัย ทำให้ครอบครัวมีความสุข ส่วนเรื่องอื่นๆนั้นนางไม่สนใจเลยสักนิด

   

   เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นฉินเหล่าซื่อพาเล่อเหนียงขึ้นรถม้ามุ่งหน้าเข้าเมือง พร้อมผักและผลไม้ที่นางเตรียมไว้ให้ ระหว่างทางเข้าเมือง เขาได้พบกับลูกค้าประจำที่เคยมาซื้อซื้อผักผลไม้มากมาย หากแต่เขาไม่มีเวลาให้ได้แวะทักทาย ทำเพียงแค่ทักทายสั้นๆ แล้วรีบมุ่งหน้าไปยังจวนตระกูลเผ่ย

   

   ตอนกลางวัน ภายในห้องครัวของตระกูลฉิน สวี่ซิ่วอิง สือไห่ถัง และหลิวซิ่วเถา ทั้งสามกำลังช่วยกันคิดต้นสูตรขนมใหม่ หลายวันมานี้ฉินเหล่าซานและคนอื่นๆ ไม่ได้ออกไปขายของ ส่วนสวี่ซิ่วอิงก็ไม่มีงานทำ พวกนางจึงมักรวมตัวกันคิดค้นอาหารจานใหม่

   

   ตอนนี้มีเพียงฉินเหล่าเอ้อร์ที่สอนหนังสือให้เด็กๆในหมู่บ้านเท่านั้นที่ยังมีงานทำ

   

   ฉินเหล่าซานพาลิ่งผิงและลิ่งอันไปยังบ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อที่อยู่ติดกัน ตอนนี้พวกเขากำลังนั่งยองๆอยู่ในลานบ้านเพื่อทำเก้าอี้

   

   แต่ก่อนที่นี่มีเพียงแม่เฒ่าจางอาศัยอยู่คนเดียว ข้าวของเครื่องใช้ยังมีเพียงพอสำหรับใช้ชีวิตอยู่คนเดียว เมื่อก่อนในฤดูหนาวพวกเขาล้วนนั่งกินข้าวบนเตียงเตา แต่บัดนี้อาการร้อนขึ้นแล้ว พวกเขาจึงย้ายมากินข้าวในลานบ้าน แต่กลับพับว่าพวกเขามีเก้าอี้ไม่เพียงพอ

   

   ลิ่งผิงและลิ่งอันสองเด็กซนไม่สะทกสะท้านกับอุณภูมิที่พุ่งขึ้นสูง วิ่งไปมาระหว่างลานหน้าบ้านและหลังบ้านอย่างบ้าคลั่ง ฉินเหล่าซานก็ไม่ได้สนใจพวกเขา ปล่อยให้พวกเขาวิ่งเล่นจนพอใจ

   

   แม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียงนั่งอยู่ใต้ชายคา กำลังพูดคุยเรื่องไร้สาระกับลิ่งอวี่ที่กำลังเด็ดผัก

   

   อาการบาดเจ็บของลิ่งอวี่หายดีเกือบหมดแล้ว แต่เพื่อความปลอดภัย คนในครอบครัวยังคงให้เขาพักผ่อนอีกระยะหนึ่ง

   

   สวี่ซิ่วอิงออกมาจากห้องครัว ในมือถือจานลูกชิ้นหมูทอดมาด้วย แต่เมื่อเจ้าก้อนแป้งเห็นของกินก็เขย่ากล่องป่องเป๋งในมือ พร้อมกับยื่นมือไปคว้าลูกชิ้นหมูทอดที่เพิ่งทอดเสร็จใหม่ๆ

   

   สวี่ซิ่วอิงเห็นท่าทางตะกละตะกลามของบุตรสาวแล้วก็อดขำไม่ได้ จึงเคาะหน้าผากนางเบาๆ แล้วใช้ตะเกียบจิ้มลูกชิ้นให้นางถือไว้กินเอง

   

   “ท่านแม่ ใกล้จะถึงเวลาอาหารกลางวันแล้ว เหตุใดเหล่าซื่อยังไม่กลับมาอีกเจ้าคะ”

   

   คำพูดของสวี่ซิ่วอิงเพิ่งจะจบลง ร่างของฉินเหล่าซื่อก็ปรากฏขึ้นที่ประตูลานบ้าน เมื่อเห็นทุกคนในครอบครัวกำลังรออยู่ หัวใจพลันรู้สึกผิดขึ้นมา

   

   สวี่ซิ่วอิงอยู่กับเขามาหลายปีจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าเขามีเรื่องในใจ นางทำหน้านิ่วคิ้วขมวดเดินเข้าไปในห้องโถงหลัก แม้แต่เล่อเหนียงเองก็รู้สึกร้อนใจ ยื่นมื่อไปให้ฉินเหล่าซื่ออุ้ม

   

   ฉินเหล่าซื่อรับบุตรสาวเข้ามาไว้ในอ้อมกอด แต่ไม่คาดคิดว่าจะถูกมืออ้วนป้อมตบหน้าเข้าให้ เขาจูบมือบุตรสาวอย่างเก้อเขิน แล้วยิ้มแหยๆขอโทษมารดา

   

   “ท่านแม่ ท่านให้ข้าไปเถิด แม่ทัพเผ่ยบอกว่าโอกาสครั้งนี้หาได้ยากนัก”

   

   แม่เฒ่าฉินโกรธจนพูดไม่ออก “โอกาสอันยากจะหาได้ในยามนี้คืออะไรกัน เจ้าคิดแต่จะไปเป็นทหาร แต่คิดถึงภรรยากับลูกๆเลยหรือ เจ้าไม่ต้องการลูกสาวและข้าแล้วใช่หรือไม่”

   

   ฉินเหล่าซื่อรีบอธิบาย “ท่านแม่วางใจเถิด สถานที่ที่พวกเราจะไปนั่นปลอดภัยยิ่งนัก จะไม่มีอันตรายใดๆแน่นอนขอรับ”

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นลูกชายที่น่าปวดหัวคนนี้แล้วรู้สึกราวกับหัวใจจะวาย นางอุ้มเล่อเหนียงเดินดุ่มๆเข้าไปในบ้านทันที

   

   สือไห่ถังและหลิวซิ่วเถามองหน้ากันแวบหนึ่ง ต่างรีบเก็บชามตะเกียบในมือ

   

   ฉินเหล่าซื่อนั่งลงบนม้านั่ง หงุดหงิดจนต้องเกาศีรษะตัวเอง หรือว่าข้าจะเห็นแก่ตัวเกินไปจริงๆ

   

   ……

   

   ภายในห้องข้าง แม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียงไว้พลางลูบหลังและปลอบโยน

   

   “หลานรักของย่า ข้ารู้ว่าเจ้ารู้สึกไม่ดี ย่าก็ไม่สบายใจเช่นกัน ตั้งแต่เด็กพ่อของเจ้านั้นไม่เคยอยู่นิ่ง คนอื่นๆ ต่างสอบเป็นถงเซิงเพราะอยากเป็นบัณฑิต แต่เขากลับไปสอบเป็นถงเซิงเพราะฝันอยากเป็นทหาร”

   

   เพื่อจะสอบเป็นถงเซิงทางการทหารให้ได้ เขาจึงตื่นตั้งแต่เช้ามืดฝึกฝนอยู่ในลานบ้านทุกวัน ต่อมาหลังจากท่านปู่ของเจ้าจากไป ลิ่งอวี่กับลิ่งหมิงก็ป่วยหนัก เขาจึงจำต้องอยู่บ้านเพื่อแบ่งเบาภาระของครอบครัว”

   

   “ข้ารู้ว่าความฝันของเขาคือการได้เป็นแม่ทัพใหญ่ แต่ครอบครัวเราประสบเคราะห์ซัดกรรมซ้อน ลิ่งอวี่กับลิ่งหมิงป่วยหนัก ลุงรองของเจ้ามีนิสัยอ่อนแอ เขาจึงต้องอยู่บ้านเพื่อปกป้องครอบครัวไม่ให้ถูกรังแก”

   

   “ต่อมาเขาได้แต่งงานกับมารดาของเจ้าและให้กำเนิดบุตรชายสองคน หลังจากนั้นความฝันอยากเป็นทหารของก็ค่อยมอดลง”

   

   ตอนนี้ได้พบกับเฉินฮั่นหลินก่อนและแม่ทัพเผ่ย ความหวังในใจของเขาพลันก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาอีกครั้ง

   

   ในฐานะมารดา นางเองก็รู้สึกเจ็บปวด แม้จะเจ็บที่ต้องลงไม้ลงมือกับลูก แต่ความเจ็บปวดของลูกก็เหมือนหนามที่ทิ่มแทงเข้าไปที่ใจของแม่ ครั้นเห็นเหล่าซื่อเป็นเช่นนี้ จะไม่ให้แม่รู้สึกเจ็บปวดได้อย่างไร

   

   เล่อเหนียงผู้เป็นย่าเล่าทุกอย่างออกมาเงียบๆ นางเองก็รู้สึกไม่สบายใจเช่นกัน เพราะนางรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีแปลก ๆ จึงได้ห้ามบิดาของนางไปตามหาความฝัน

   

   ตอนนี้นางก็รู้สึกเสียใจมาก หากรู้แต่แรกนางก็คงไม่ห้ามเขาเช่นนี้ นางได้แต่ถอนหายใจอย่างยอมจำนน และพาจิตสำนึกเข้าไปในพื้นที่มิติอีกครั้ง

   

   ชาติที่แล้วนางเป็นแพทย์ทหารและยังเป็นผู้บัญชาการสูงสุด ในพื้นที่มิติย่อมไม่ขาดสมุนไพรและอาวุธนานาชนิด ก่อนหน้านี้นางได้มอบดาบขนห่านแก่พวกเขาคนละหนึ่งเล่ม แต่ไม่รู้ว่าตอนนี้เลือกอาวุธชิ้นไหนดี

   

   เล่นเหนียงค้นหาในส่วนของเครื่องจักรกล แต่สุดท้ายก็ยอมแพ้

   

   ในพื้นที่มิติของนางมีแต่อาวุธชีวภาพหรือไม่ก็เป็นอาวุธปืน หากนำสิ่งเหล่านี้ออกมาในยุคสมัยนี้ ย่อมจะดึงดูดความสนใจของผู้อื่นแน่นอน อาจจะทำให้ทั้งครอบครัวหรือแม้แต่หมู่บ้านตระกูลฉินเดือดร้อนได้

   

   นางพลิกไปมาอยู่ครึ่งค่อนวัน ก็ยังไม่รู้ว่าควรเลือกอาวุธป้องกันตัวแบบไหนให้บิดาและอาฮั่นหลินดี ในที่สุดนางก็เดินออกจากห้องเครื่องจักรด้วยความลังเล

   

   เมื่อมาถึงสวนผักก็เห็นลูกแพะน้อยหลายตัวกำลังส่งเสียงร้อง นางรีบโยนกะหล่ำปลีขนาดใหญ่ไปให้พวกมันหลายหัว

   

   นางไปดูหญ้าเพลิงมรณะที่ยังคงเติบโตอย่างเขียวชอุ่ม แล้วก็ลังเลอีกครั้งว่าจะถอนมันออกดีหรือไม่ ถึงแม้มันจะหายากจริงๆ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเอาไปใช้ทำอะไร

   

   และแล้วนางก็เดินมาถึงซุ้มองุ่นอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว

   

   สิ่งของสีดำใต้ต้นองุ่นนั้นยังคงมองไม่เห็นชัดทั้งหมด แต่สิ่งที่แน่ใจได้คือมันเป็นของที่ใช้สำหรับการหลอมยาแน่นอน

   

   เพียงแต่นางมีปัญหาอยู่ข้อหนึ่ง เด็กน้อยอย่างข้าที่ยังไม่ครบหนึ่งขวบ จะหลอมยาได้อย่างไร!




 บทที่ 146: เตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์


   

   ในขณะที่เล่อเหนียงกำลังคิดว่าจะหาปืนพกขนาดเล็กสักสองกระบอกให้บิดาและอาฮั่นหลินไว้ป้องกันตัวดีหรือไม่ นางก็พบว่าตนเองมาถึงดินแดนรัตติกาลโดยไม่รู้ตัว

   

   เมื่อมองดูโสมและสมุนไพรล้ำค่านานาชนิดที่เติบโตงอกงาม นางก็เกิดความคิดแวบหนึ่งขึ้นมา ใช่แล้ว ข้าสามารถเตรียมยาปฐมพยาบาลให้พวกเขาได้

   

   สมัยโบราณแตกต่างจากยุคปัจจุบันที่มีเทคโนโลยีทันสมัย การออกรบสมัยก่อน หากได้รับบาดเจ็บแล้วไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที แม้เป็นแผลเล็กน้อยก็อาจติดเชื้อจนถึงแก่ชีวิตได้

   

   ในฐานะแพทย์ทหารระดับสูง นางได้ศึกษาแพทย์แผนจีนอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตยาจีนสำเร็จรูป ในห้องยาของนางมียาจีนสำเร็จรูปมากมาย

   

   นางจึงรีบไปที่ห้องยาทันที ที่นั่นมียาสำเร็จรูปหลากหลายชนิดเก็บรักษาไว้อย่างดี สิ่งของตรงหน้าทำให้นางยิ้มปริด้วยความยินดี

   

   นางใช้พลังจิตหยิบขวดยาป้องกันโรงซางหาน*[1]ออกมาสองสามขวด จากนั้นหยิบยาห้ามเลือดและยาต้านการอักเสบอีกสองสามขวด นอกจากนี้ยังหยิบยาอวิ๋นหนานไป๋*[2]อีกสามขวด

   

   แม่เฒ่าฉินมองดูขวดเล็กๆ ที่ปรากฏขึ้นบนหมอนไม่หยุดด้วยสีหน้าตกใจ แล้วหันไปมองหลานสาวแวบหนึ่ง เมื่อเห็นว่านางกำลังหลับสนิท จึงสรุปว่าไม่ใช่ฝีมือของหลานสาวตัวน้อย

   

   หญิงชราเงยหน้ามองรอบๆแล้วคิดในใจ หรือว่าสวรรค์รู้ว่าเหล่าซื่อต้องออกไปเผชิญอันตราย จึงประทานยาวิเศษมาให้เป็นพิเศษ

   

   ยิ่งคิดนางก็ยิ่งเชื่อว่าการคาดเดาของนางถูกต้อง ดังนั้นจึงคุกเข่าลงคำนับฟ้าดิน ทิศตะวันออก ตะวันตก เหนือ ใต้ อย่างละสามครั้ง เพื่อแสดงความเคารพต่อสวรรค์

   

   ส่วนเล่อเหนียงไม่รู้ถึงการกระทำอันน่าทึ่งผู้เป็นย่าแม้แต่น้อย เพราะนางยังคงยุ่งอยู่ในห้องยา หรือพูดอีกอย่างคือยังคงนั่งยองๆอยู่บนพื้น สายตาจดจ่ออยู่กับแผ่นกระดาษสีเหลืองซีด

   

   ตำรายาโบราณเล่มสีเหลืองซีด สิ่งที่บันทึกไว้บนนั้นไม่ใช่สิ่งอื่นใด แต่เป็นโรคระบาดที่ทำให้ผู้คนในยุคโบราณหวาดกลัว

   

   ฉินเยาเยาจำได้ว่าในห้องยาของนางไม่มีตำราเล่มนี้ เพราะยุคปัจจุบัน โรคระบาดในสมัยโบราณก็้เหมือนกับไข้หวัดธรรมดา มียารักษามากมาย ทั่วไปแล้วกินยาแพทย์แผนปัจจุบันสามวันก็หายสนิท บางทีอาจจะฉีดยาสักเข็มหรือให้น้ำเกลือสักขวดอาการก็จะดีขึ้น

   

   แต่ตอนนี้นางไม่มีเวลาไปสืบว่าตำรายานี้มาจากไหน เพราะนางต้องรีบจดจำเนื้อหาทั้งหมดด้านล่างให้ได้ แม้จะใช่ชีวิตมาสองชาติแล้ว แต่นางยังคงมีความสงสัยอย่างมากเกี่ยวกับที่มาและการก่อตัวของพื้นที่มิติ

   

   ทุกสามวันห้าวันจะมีสิ่งประหลาดปรากฏขึ้น แต่สำคัญกว่านั้นคือสิ่งเหล่านี้ยังหายไปได้อีกด้วย เรื่องอื่นน่ะช่างมันเถอะ แต่ตำรายารักษาโรคระบาดนี้สำคัญมาก

   

   แม้ว่าตอนนี้พวกนางจะตกแล้ว หากแต่หลายพื้นที่ยังคงแห้งแล้ง ตราบใดที่ยังแห้งแล้ง ก็จะไม่มีผลผลิตทางการเกษตร

   

   หากไม่มีอาหาร ผู้คนก็จะอดตายอย่างแน่นอน

   

   เมื่อมีคนตายจำนวนมาก ย่อมก่อให้เกิดโรคระบาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

   

   นางรู้สึกโชคดีมากที่ในช่วงที่พวกเราอพยพหนี ไม่ได้เกิดโรคระบาดหรือโรคติดต่อใดๆขึ้น

   

   แต่การที่ไม่เคยเจอมาก่อน ไม่ได้หมายความว่าต่อไปจะไม่มี ตำรายานี้นางจำเป็นต้องจดจำให้แม่นยำ หากเป็นไปได้ก็อยากคัดเก็บไว้สักชุดด้วยซ้ำ

   

   แม้ว่านางจะมีความรู้ด้านการแพทย์ แต่นางก็ไม่แน่ใจว่าวิชาแพทย์ของนางจะขัดแย้งกับตำรายาในยุคนี้หรือไม่

   

   เพราะฉะนั้นจัดการตั้งแต่ตอนนี้น่าจะปลอดภัยกว่า

   

   เมื่อนางแน่ใจว่าได้จดจำตำรายาทั้งหมดไว้ในใจแล้ว นางก็หันหลังออกจากห้องยา เมื่อครู่นางนึกขึ้นได้ว่าในพื้นที่มิติมีเกาทัณฑ์แขนเสื้อ*[3]อยู่สองสามชุด เกาทัณฑ์แขนเสื้อนี้สามารถมอบให้บิดาและอาฮั่นหลินได้

   

   อาวุธชนิดนี้มีอยู่แล้วในยุคนี้ ดังนั้นจึงไม่ใช่ของแปลกใหม่แต่อย่างใด อย่างมากก็แค่ประณีตกว่าเกาทัณฑ์แขนเสื้อในยุคนี้เล็กน้อยเท่านั้น

   

   แม่เฒ่าฉินกำลังคุกเข่าขอบคุณสวรรค์อยู่ ก็ได้ยินเสียงดังโครมหนึ่งที พอหันกลับไปมองต้นตอของเสีย ก็พบนว่าบนเตียงเตามีเกาทัณฑ์แขนเสื้อวางอยู่สามชุด และเล่อเหนียงก็ตื่นขึ้นมาแล้ว

   

   “อ๊ะ! แอ้!”

   

   เล่อเหนียงเปล่งเสียงร้องสองสามครั้ง เรียกท่านย่าที่กำลังเหม่อลอยให้กลับมามีสติ

   

   “หลานรักของย่า รีบขยับออกมาก่อนเถอะ เกาทัณฑ์แขนเสื้อนี้คมยิ่งนัก เกรงว่าจะทำอันตรายแก่เจ้าได้”

   

   เล่อเหนียงชี้ไปที่แขนเสื้อ แล้วเปล่งเสียงออกมาหนึ่งคำ

   

   “ตั้นป่อ!”

   

   แม่เฒ่าฉินตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจในภายหลัง

   

   “เจ้าหมายความว่าให้นำของท้ังหมดนี้ไปให้พ่อของเจ้าใช่หรือไม่”

   

   “อืม!”

   

   เล่อเหนียงพยักหน้า แล้วชี้นิ้วไปทางประตู

   

   คราวนี้แม่เฒ่าฉินรู้สึกซาบซึ้งจนร้องไห้ นางอุ้มเล่อเหนียงขึ้นมาแล้วจูบแก้มสองที

   

   “ฮือๆๆ พ่อของเจ้ายังไม่มีความคิดเท่าเด็กน้อยอย่างเจ้าเลย โชคดีที่ยังมีเจ้า ไม่เช่นนั้นย่าก็ไม่รู้จะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไร”

   

   การเป็นหัวหน้าครอบครัวไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะครอบครัวที่มีลูกชายหลายคน ท่ามกลางลูกสะใภ้หลายคน แม้ว่าพวกนางจะไม่ได้เป็นพวกชิงดีชิงเด่น แต่เมื่อเวลาผ่านไป ใครจะรู้ว่าพวกเขาจะเป็นอย่างไร

      

   อย่างน้อยด้วยฐานะทางการเงินที่พวกเขามีอยู่ในตอนนี้ ก็สมควรแล้วที่ลูกสะใภ้หลายจะก่อเรื่องวุ่นวาย

   

   ฉินเหล่าซื่อเดินวนอยู่หน้าประตูมานานแล้ว เขาเองก็รู้สึกเสียใจไม่น้อย แม่ทัพเผ่ยมีบุญคุณต่อเขา โดยเฉพาะเล่อเหนียง อีกฝ่ายช่วยเขาเข้าไปด้วยความจริงใจ เขาก็ไม่ควรปฏิเสธ

   

   หากแต่คำพูดมารดาก็ไม่ผิด บ้านเรามีทั้งเด็กและคนชรา ไหนจะยังมีภรรยาอีก

   

   หากตนเองเกิดเรื่องขึ้นจริงๆ ทั้งครอบครัวจะอยู่กันอย่างไร

   

   แต่การเข้าร่วมกองทัพเพื่อรับใช้ประเทศชาติเป็นความฝันตั้งแต่เด็กของข้า ข้าจะยอมละทิ้งมันไปจริงๆหรือ

   

   สวี่ซิ่วอิงออกมาจากห้องข้าง เห็นสภาพของสามีจึงจ้องเขาอย่างดุดัน นางถึงกับรู้สึกอยากจะสาดน้ำในมือใส่หัวของเขา เพื่อเตือนให้เขาได้สติขึ้นมา

   

   ฉินเหล่าซื่อรีบเอ่ยเอาอกเอาใจ เพราะรู้ว่าภรรยาผู้คนนี้ของตนจะต้องใจอ่อนแน่นอน

   

   …....…

   

   “ท่านแม่เจ้าคะ ข้าคือสวี่ซิ่วอิงเองเจ้าค่ะ เปิดประตูให้ข้าหน่อยได้หรือไม่”

   

   เมื่อได้ยินเสียงตอบรับ สองสามีภรรยาก็รีบผลักประตูเข้าไป สวี่ซิ่วอิงเห็นลูกสาวสวมกำลังคลานอยู่บนเตียงเตา เมื่อมองใกล้ๆ ก็เห็นว่าในมือของนางกำลังถือเกาทัณฑ์แขนเสื้อสีดำอยู่

   

   นางรีบขึ้นไปบนเตียง อุ้มลูกสาวขึ้นมาทันที เพราะเกรงว่านางจะหกล้ม

   

   ฉินเหล่าซื่อกลับจ้องมองเกาทัณฑ์แขนเสื้อในมือของเด็กน้อยอย่างไม่วางตา

   

   “นี่...นี่คือเกาทัณฑ์แขนเสื้อหรือ”

   

   แม่เฒ่าฉินแค่นเสียงไม่พอใจ ตอบกลับด้วยน้ำเสียงรำคาญ

   

   “เล่อเหนียงเตรียมไว้ให้พวกเจ้าพกไว้ป้องกันตัวระหว่างทาง”

   

   เพราะนางยังไม่พร้อมที่จะสูญเสียบิดาไป…

   

   ฉินเหล่าซื่อเข้าไปหยิบเกาทัณฑ์แขนเสื้อนูขึ้นมาเล่น ปลายธนูส่องแสงเป็นประกายแวววับ

   

   ฉินเหล่าซื่อใช้นิ้วแตะเบาๆที่ปลายธนู ทันใดนั้นก็มีเลือดซึมออกมาจากปลายนิ้ว

   

   “ยอดเยี่ยมเหลือเกิน”

   

   ฉินเหล่าซื่ออดไม่ได้ที่จะชมว่า “นี่เป็นเกาทัณฑ์แขนเสื้อที่คมกริบที่สุดเท่าที่ข้าเคยเห็นมา”

   

   แม่เฒ่าฉินอุ้มหลานสาวพลางผงกศีรษะอย่างภาคภูมิใจ

   

   “จะยังต้องพูดอีกหรือ ของสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เล่อเหนียงสร้างขึ้นมา ย่อมต้องเป็นของวิเศษในบรรดาของวิเศษทั้งหลาย”

   

   “ท่านแม่วางใจเถิด ครั้งนี้ข้าจะระวังตัว เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง”

   

   “ท่านแม่ อย่ากังวลไปเลย พวกข้าแค่ไปเดินเล่นรอบเดียวเท่านั้น ไม่ได้ไปเข้ากองทัพจริงๆ ไม่ได้ไปก่อความวุ่นวาย”

   

   ฉินเหล่าซื่อวางเกาทัณฑ์แขนเสื้อลง แล้วอุ้มลูกสาวฟัดแก้ม ใช้เคราที่เพิ่งยาวมาถูใบหน้าของนาง

   

   เล่อเหนียงโกรธจัด ใช้สองมือดึงผมของเขาอย่างแรง

   

   ฉินเหล่าซื่อเจ็บจนต้องขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน แต่ก็ไม่ได้ห้ามนาง ปล่อยให้นางดึงผมต่อไป

   

   แม่เฒ่าฉิน กับ สวี่ซิ่วอิง ต่างก็สนุกสนานจนไม่อาจห้ามใจได้ สวี่ซิ่วอิง แอบมองลูกธนูซ่อนแขนและขวดยาเหล่านั้นอย่างเงียบๆ ในใจของนางจึงรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย

   

   [1] ยาป้องกันโรงซางหาน: เป็นโรคระบาดที่เก่าแก่และเกิดขึ้นได้บ่อยที่สุดในยุคสมัยจีนโบราณ มีอาการเหมือนไข้หวัดและระบาดได้ง่าย ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในช่วงฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิ


   [2] ยาอวิ๋นหนานไป๋: เป็นยาช่วยหยุดเลือด ลดการอักเสบและบรรเทาอาการปวด


   [3] เกาทัณฑ์แขนเสื้อ: เป็นอาวุธลับโบราณชนิดหนึ่ง กระบอกยิงและตัวลูกศรขนาดเล็กพอที่จะมัดติดแขน ซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อได้ ใช้กลไกในการยิง




บทที่ 147: เป็นบิดาแล้วยังต้องให้ลูกสาวเป็นห่วง


   

   เหตุนี้เรื่องที่ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินจะไปค่ายทหารพร้อมแม่ทัพเผ่ยก็ได้ตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ทว่าก่อนออกเดินทาง พวกเขาจำเป็นต้องจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยเสียก่อน

   

   ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินถือว่าเสาหลักของครอบครัว อีกทั้งยังเป็นคนที่มีวรยุทธ์เก่งกาจ หากพวกเขาไม่อยู่บ้านพร้อมกันเยี่ยงนี้ จะไม่มีใครคอยคุ้มครองครอบครัว

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์มีพรสวรรค์ในการเรียนตั้งแต่กำเนิด จึงลักษณะของบัณฑิตโดยธรรมชาติ เขารูปร่างสูงใหญ่หากแต่ร่างกายอ่อนแอ กอปรกับนิสัยอันอ่อนโยน งานใช้ร่างกายออกแรงจึงไม่ใช่สิ่งที่เขาถนัด

   

   ฉินเหล่าซานเป็นคนฉลาด แต่ไมไ่ด้แข็งแกร่งและกล้าหาญเหมือนฉินเหล่าซื่อ อีกทั้งยังไม่รู้วรยุทธ แม้จะรับมือกับพวกขโมยเล็กขโมยน้อยเท่านั้น

   

   ที่นาของครอบครัวเราเป็นที่นาผืนเดียวในรัศมี30ลี้ แม้จะมีชาวบ้านในหมู่บ้านช่วยดูแล แต่ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าคนนอกหมู่บ้านจะไม่คิดอะไรกับนาผืนนี้

   

   อีกทั้งตอนนี้ใกล้ฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว หากคนนอกหมู่บ้านรวมตัวกันก่อความวุ่นวายขึ้นมา เกรงว่าแค่ชาวบ้านของเราน่าจะต้านทานไม่ไหว

   

   หมู่บ้านตระกูลฉินไม่เพียงแต่สมัครสามันคีแล้ว ยังมีลักษณะเด่นคือมีผู้สูงอายุและเด็กเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุ

   

   นอกจากผู้สูงอายุสิบคนที่อยู่ที่บ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อ ทุดครอบครัวล้วนมีผู้สูงอายุที่ต้องการการดูแลอย่างน้อยหนึ่งคน

   

   เมื่อหัวหน้าหมู่บ้านรู้ว่าพวกเขาจะออกเดินทางก็รีบหาพวกเขาในคืนนั้น

   

   เขารู้ถึงความกังวลในใจของฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินจึงบอกให้พวกเขาวางใจ ที่นาในหมู่บ้านพวกเขาจะช่วยกันดูแล และให้ความสำคัญยิ่งกว่าชีวิตของตนเอง!

   

   หากพวกเขาได้รับตำแหน่งในกองทัพ คนนอกหมู่บ้านก็จะไม่กล้ารังแกผู้คนในหมู่บ้านของพวกเขา

   

   สวี่ซิ่วอิงจัดเตรียมเสื้อผ้าให้ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินเงียบๆ เสื้อผ้าสำหรับผลัดเปลี่ยนสองชุด รองเท้าสองคู่ และยาอีกสามกระปุกขวดรวมถึงยาแก้หวัด

   

   ส่วนยาอวิ๋นหนานไป๋อันล้ำค่า ตามคำสั่งของ เล่อเหนียง เย็บติดไว้กับเสื้อผ้าชั้นในตามคำแนะนำของเล่อเหนียง ยาอื่นอาจไม่สามารถช่วยชีวิตได้ แต่อวิ๋นหนานไป๋สามารถช่วยชีวิตเขาทั้งสองได้แน่นอน

   

   ใต้เสื้อผ้านั้นยังวางใส่แป้งทอดและผักดองไว้หนึ่งกระปุก

   

   สือไห่ถังยังหั่นเนื้อหมูเค็มอีกหนึ่งชาม ผัดให้แห้งแล้วใส่ในกระบอกไม้ไผ่ สามารถเก็บไว้ได้สามถึงห้าวันโดยไม่เสีย การที่พวกเขาทั้งสองคนจะไปค่ายทหาร เล่อเหนียงก็ไม่ได้น้อยหน้า จัดหาข้าวของในพื้นที่มิติ

   

   นางได้หากระติกน้ำทหารแบบเก่า กระเป๋าผ้ากันน้ำและปิ่นโตแบบเก่าอีกใบหนึ่ง

   

   กระติกน้ำทหารแบบเก่านั้นดูเหมือนจะผ่านอะไรมามากมาย ฝาด้านบนหลุดลอกไปบ้าง แต่ก็ยังดีที่สายไม่ขาด ฉินเหล่าซื่อและคนอื่นๆ สามารถสะพายไว้กับตัวได้อย่างสะดวกสบาย

   

   ปิ่นโตแบบเก่าจะช่วยให้พวกเขาสามารถกินข้าวร้อนหรือน้ำร้อนได้เมื่ออยู่กลางแจ้ง แม้ว่าตอนนี้จะเป็นช่วงอากาศร้อนจัดก็ตาม

   

   เวลาออกเดินทางถูกกำหนดไว้ในช่วงเที่ยงคืน

   

   คืนนั้นฉินเหล่าซื่อสวมแขนแคบและกางเกงขาแคบเพื่อสะดวกในการเคลื่อนไหว สะพายกระติกน้ำและกระเป๋าผ้าขึ้นหลัง พร้อมกับสวมหมวกปีกกว้างใบใหญ่

   

   เมื่อถึงเวลาออกเดินทางฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินคุกเข่าลงกับพื้นโขกศีรษะบอกลาแม่เฒ่าฉิน ก่อนจะหันหลังจากไปในความมืดยามราตรี

   

   แม่เฒ่าฉินสั่งให้ฉินเหล่าซานถือตะเกียงตามไปส่งพวกเขา

   

   ไม่ไกลจากหมู่บ้าน เผ่ยเฉิงเฟิงกำลังรอพวกเขาอยู่บนหลังม้า

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงไม่ได้เข้าไปในหมู่บ้าน แต่เลือกที่จะรออยู่ด้านนอกหมู่บ้าน

   

   ฉินเหล่าซื่อส่งเสียงบอกข้า ข้าก็เข้าใจความหมายของฉินเหล่าซื่อทันที

   

   อันที่จริงช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ การที่ข้าจะพาชายฉกรรจ์ที่เก่งกาจที่สุดสองคนของหมู่บ้านตระกูลฉินไปด้วยช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย

   

   เขารู้สึกละอายใจต่อชาวตระกูลฉินยิ่งนัก

   

   หากมีทางเลือกข้าก็คงไม่กล้าขอฉินเหล่าซื่อให้ไปกับข้า เพียงแต่ว่าภารกิจครั้งยากเย็นเหลือเกิน อีกทั้งยังต้องรักษาเป็นความลับ เพราะมีคนมากมายหมายปองชีวิตท่านอ๋องเจ็ด

   

   ด้วยว่ามีคนมากมายที่ต้องการชีวิตของฝ่าบาทเจ็ด

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงไม่อาจไว้ใจได้แม้แต่กับผู้ใต้บังคับบัญชาที่ภักดีที่สุด เพราะสุดท้ายกลัวว่าคนที่ไว้ใจจะกลายเป็นไส้ศึกของฝ่ายตรงข้าม

   

   ฉะนั้นหลังจากไตร่ตรองอย่างดีแล้ว จึงตัดสินใจขอร้องฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินติดตามไปกับเขาด้วยเหตุผลสองประการ

   

   ประการที่หนึ่ง พวกเขาเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาไม่เป็นที่สะดุดตา และจะไม่ดึงดูดความสนใจของฝ่ายตรงข้าม

   

   ประการที่สอง คือความสามารถด้านวรยุทธ์ของพวกเขาทั้งสองนั้นเก่งกล้าจริงๆ แม้ว่าจะถูกศัตรูพบ อย่างน้อยพวกเขาทั้งสองก็ยังปกป้องตัวงและพาตัวเองหลบหนีได้โดยไม่ถูกเปิดเผยตัวตน

   

   และที่สำคัญที่สุดคือ แม้ว่าข้าจะไม่ได้สนิทสนมกับคนทั้งสองนี้มากนัก แต่เขาก็เชื่อใจพวกเขาอย่างไม่มีข้อแม้ เขารู้สึกว่าทั้งสองจะไม่ทำร้ายข้าอย่างแน่นอน

   

   สำหรับตระกูลฉินอาจโหดร้ายเกินไปแล้ว เพราะไม่ว่าอย่างไรก็เป็นการพาบุตรชายทั้งสองของพวกเขาไปเสี่ยงชีวิตเพื่อข้า...

   

   ฉินเหล่าซื่อกระโดดขึ้นพลางยื่นเกาทัณฑ์แขนเสื้อที่เหลืออีกหนึ่งชุดให้แก่แม่ทัพเผ่ย

   

   เล่อเหนียงตั้งใจนำเกาทัณฑ์แขนเสื้อออกมาสามชุด แน่นอนว่ามีหนึ่งชุดเตรียมไว้สำหรับแม่ทัพเผ่ย

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงรับมาแล้วพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ผูกมันไว้บนแขนของตน

   

   ฉินเหล่าซื่อหยิบยาอวิ๋นหนานไป๋ออกมาหนึ่งขวด บอกให้เขาเก็บไว้ในเสื้อผ้าชั้นใน แจ้งเขาว่ายานี้สามารถช่วยชีวิตได้ในยามคับขัน

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงไม่ได้คิดอะไรมาก รีบรับมาแล้วเก็บเข้าไปในเสื้อทันที

   

   เขารู้ว่าตระกูลฉินมีหมอเทวดาอยู่ผู้หนึ่ง และหมอเทวดาผู้นั้นก็เป็นคนคุ้นเคยกับเขาดี เขาจึงเชื่อมั่นในยาชนิดนี้อย่างสมบูรณ์ เพราะว่าหมอผู้นั้นเคยเป็นหมอที่เก่งกาจมากในวังมาก่อน

   

   เฉินฮั่นหลินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วส่งดาบขนห่านในมือให้แม่ทัพเผ่ย เขาไม่ได้ชำนาญในการใช้ดาบ แต่กลับถนัดใช้แส้และดาบอ่อนมากกว่า

   

   ตอนอพยพหนีภัยสงคราม ข้าได้นำดาบอ่อนและแส้ที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษติดตัวออกมาด้วย

   

   ดาบที่เล่อเหนียงมอบให้นั้นเป็นของวิเศษ ดาบดีเช่นนี้สมควรอยู่ในมือของยอดฝีมืออย่างแม่ทัพเผ่ย จึงจะสามารถแสดงความสามารถอันโดดเก่นออกมาได้

   

   เมื่อแม่ทัพเผ่ยชักดาบยาวออกมาพิจารณา ก็พลันตื่นเต้นจนไม่อาจเก็บสีหน้าเอาไว้ได้

   

   “พวกเจ้าได้ดาบเล่มนี้มาจากที่ใด เป็นดาบวิเศษจริงๆ”

   

   เฉินฮั่นหลินยิ้มเล็กน้อยแล้วมองไปทางฉินเหล่าซื่อ ราวกับจะโยนให้เขาเป็นคนตอบคำถามนี้

   

   ฉินเหล่าซื่อนึกถึงบุตรสาวที่น่ารักน่าเอ็นดู หากแต่เต็มไปด้วยความรักแล้วก็ถอนหายใจเบาๆอย่างเงียบๆ การที่บิดาเช่นเขาต้องให้บุตรสาวเป็นห่วงถึงเพียงนี้ ในใจก็รู้สึกไม่สบายใจยิ่งนัก

   

   ยามนี้เขาไม่อาจเปิดเผยที่มาที่แท้จริงของดาบเล่มนี้ได้ จึงได้แต่พูดอ้อมแอ้มว่า

   

   “สองดาบเล่มนี้เป็นมรดกตกทอดของตระกูลเรา ข้าได้ยินท่านพ่อเล่าว่าสมัยปู่ทวดของข้านั้น ท่านเป็นยอดฝีมือที่มีชื่อเสียงในยุทธภพ ขณะนั้นบังเอิญได้รับเหล็กชั้นดีมา จึงว่าจ้างช่างมาตีดาบสองเล่มนี้ขึ้น คราวนี้ที่ต้องเดินทางไกล ท่านแม่ไม่วางใจ จงนำมันออกมาให้พวกเราสองคนใช้ป้องกันตัว”

   

   เมื่อได้ยินว่าเป็นของตกทอดมาจากต้นตระกูล แม่ทัพเผ่ยก็ล้มเลิกความคิดที่จะใช้เงินก้อนโตซื้อมันไป

   

   เขาลูบคลำดาบอย่างรักใคร่ไม่อยากปล่อยมือ แล้วจึงคืนให้เฉินฮั่นหลินอย่างไม่เต็มใจนัก

   

   แต่เฉินฮั่นหลินกลับไม่ยอมรับโบกมือพลางกล่าวว่า “ท่านแม่ทัพ ข้าไม่ถนัดการใช้ดาบ ข้าถนัดแส้มากกว่า ดาบเล่มนี้อยู่ในมือข้าก็ไม่ต่างอะไรกับท่อนฟืน ท่านแม่ทัพเก่งกาจกว่าข้า ให้ท่านแม่ทัพพกไว้จะมีประโยชน์มากกว่า”

   

   ดวงตาของเผ่ยเฉิงเฟิงเป็นประกายวาบขึ้นมา เขาไม่เกรงใจอีกต่อไปรีบกอดดาบไว้แนบอก

   

   ชายชาตรีไม่มีใครไม่รักอาวุธ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่อย่างเผ่ยเฉิงเฟิง หากได้อาวุธที่เข้ามือสักเล่มในชีวิต ชีวิตนี้ก็ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบไปกว่านี้แล้ว

   

   ถึงแม้ว่าตอนนี้ดาบเล่มนี้จะได้แค่ยืมให้เขาใช้ชั่วคราวก็ตาม!



 บทที่ 148: ราบรื่นเกินไป อาจไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป


   

   ฉินเหล่าซื่อหันมองกลับไปทางหมู่บ้าน ตะเกียงไฟหน้าประตูยังคงส่องสว่าง เขารู้ว่ามารดากำลังรอฟันเสียงกีบเท้าม้า หากไม่ได้ยินเสียงนี้ นางคงไม่อาจนอนหลับสนิท

   

   “แม่ทัพเผ่ย พวกเราออกเดินทางกันเถอะ พวกข้าอยากรีบไปรีบกลับขอรับ!”

   

   คนสามคนและม้าสามตัวหายเข้าไปในความมืดมิดยามราตรี

   

   แม่เฒ่าฉินที่รออยู่ที่ประตูได้ยินเสียงกีบเท้าม้าค่อยๆห่างออกไปพลันยกเสื้อขึ้นเช็ดน้ำตา อุ้มเล่อเหนียงที่หลับไปแล้วกลับเข้าห้องนอน

   

   ครั้งนี้แม่ทัพเผ่ยเตรียมม้าเซ็กเธาว์ที่วิ่งได้พันลี้ต่อวันมาในครั้งนี้ เมื่อฟ้าเริ่มสางพวกเขาก็เดินทางมาได้สามร้อยลี้แล้ว

   

   พวกเขาเดินทางมาถึงอารามร้างแห่งหนึ่ง จึงถือโอกาสแวะพักผ่อน หลังจากกินแป้งทอดเล็กก่อนออกเดินทางต่อ หลังจากเดินทางติดต่อกันสามวัน ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงภูเขาผู่ลั่ว ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของพวกเขา

   

   ทั้งสามเดินทางมาสามวัน แต่ละคนจึงมีสีหน้าเหนื่อยล้า พวกเขาตัดสินใจหาโรงเตี๊ยมที่เชิงเขาเพื่อพักหนึ่งคืน แล้วพรุ่งเช้าค่อยเดินทางขึ้นเขา

   

   ก่อนออกเดินทางแม่ทัพเผ่ยได้บอกพวกเขาแล้วว่า การมาภูเขาผู่ลั่วครั้งนี้เพื่อตามหาหญ้าเพลิงมรณะที่หาได้ยากในรอบร้อยปี

   

   อาการของท่านอ๋องเจ็ดอยู่ในขั้นวิกฤติ หากไม่รีบตามหาหญ้าเพลิงมรณะมาทำยา ฝ่าบาทก็จะสูญเสียขุนนางคนสำคัญไป ไทเฮาก็จะไม่มีใครคอยขัดขวางเขาอีกแล้ว หากเป็นเช่นนั้น อำนาจของไทเฮาก็จะยิ่งทวีความรุนแรง ทั่วหล้าก็จะต้องจมดิ่งอยู่กับความทุกข์ระทม

   

   ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินตกลงกันว่านอกจากเพื่อส่วนรวมแล้ว ยังมีเหตุผลสำคัญอีกประการที่ แม่ทัพเผ่ยต้องออกเดินทางครั้งนี้

   

   นั่นคือหงอวี่

   

   สำหรับราชสำนักแล้ว ท่านอ๋องเจ็ดคือเทพสงครามแห่งแคว้นต้าหนิง เป็นที่รักใคร่ของประชาชน

   

   โดยส่วนตัวแล้วเขาคือลุงของหงอวี่ เป็นผู้เลี้ยงดูหงอวี่มาจนเติบโตมาจนถึงทุกวันนี้

   

   ตระกูลฉินของพวกเขาได้รับหงอวี่ไว้เข้าตระกูลแล้ว แม้จะไม่นับว่าสนิทสนมกับญาติของหงอวี่ก็ไม่อาจนิ่งดูดายได้

   

   “ท่านผู้มีเกียรติทั้งสาม จะแวะพักหรือจะค้างคืนขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์ต้อนรับแขกผู้มาใหม่ด้วยใบหน้าเปี่ยมไมตรี

   

   “จัดห้องพักส่วนตัวให้พวกเราสามห้อง!” แม่ทัพเผ่ยโยนเงินก้อนหนึ่งให้เสี่ยวเอ้อร์พลางสั่ง

   

   “แล้วก็เตรียมอาหารขึ้นชื่อสองสามอย่างของร้านเจ้าส่งมาที่ห้องด้วย”

   

   เสี่ยวเอ้อร์ยิ้มแย้มพาพวกเขาไปส่งที่ห้องแล้วขอตรวจไปเตรียมอาหาร

   

   ฉินเหล่าซื่อพวกเขาเดินทางติดต่อกันสามวัน หลังจากกินอาหารอย่างง่ายๆ แล้วก็ล้มตัวลงนอนทันที เพียงแต่พวกเขาไม่ทันสังเกตว่าตลอดทางที่ผ่านมานั้นดูเหมือนจะราบรื่นเกินไป ไม่รู้ตัวเลยว่ามีคนจับตาดูพวกเขาอยู่นานแล้ว เหมือนสัตว์ร้ายที่คอยจังหวะลงมือ

   

   เมื่อฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินที่มักจะคอยสร้างเรื่องขบขันให้พวกเขาไม่อยู่บ้าน บ้านหลังใหญ่ของตระกูลฉินจิตเงียบลงผิดปกติ

   

   แม่เฒ่าฉินพร่ำคิดถึงทั้งสองคนตลอดเวลา กินไม่ได้นอนไม่หลับ ทุกวันไม่มีอะไรทำก็อุ้มเล่อเหนียงมานั่งอยู่ใต้ชายคา มองออกไปนอกประตูอย่างเหม่อลอย หรือวันไหนอากาศเย็นสบายก็จะอุ้มเล่อเหนียง พลางเรียกหงอวี่กับหลานที่เหลือไปนั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ที่หน้าทางเข้าหมู่บ้าน พลางมองออกไปไกล

   

   อายุของหลานในบ้านเป็นวัยที่รู้จักสังเกตสีหน้าคนได้ดีที่สุด พวกเขาพยายามคิดหาวิธีต่างๆ มาทำให้ผู้เป็นย่าไม่ต้องทนอยู่กับความทุกข์

   

   แม้สวี่ซิ่วอิงจะคิดถึงผู้เป็นสามีจนแทบทนไม่ไหว แต่นางก็ไม่อาจแสดงออกมาได้ แม่สามีอีกอาการเซื่องซึมไปแล้วคนหนึ่ง หากนางยังแสดงออกมาอีก คงทำให้ในบ้านเต็มไปด้วยบรรยากาศอึดอัด

   

   วันนี้ลิ่งหมิงและลิ่งเฟิงที่เรียนหนังสือได้สองเดือนก็ได้หยุดพักผ่อน การกลับมาบ้านของพวกเขาทำให้บรรยากาศในบ้านเต็มไปด้วยความสุข

   

   สวี่ซิ่วอิงฝืนแสดงออกมาว่าดีใจ ส่วนสือไห่ถังจัดเตรียมอาหารไว้เต็มโต๊ะเพื่อเป็นรางวัลของพวกเขา

   

   แม่เฒ่าฉินดึงหลานชายทั้งสองมาไถ่ถามเรื่องราวในสำนักศึกษา เพราะกลัวว่าหลานทั้งสองจะถูกรังแกหรือพบเจอความยากลำบากเพราะอายุน้อยเกินไป

   

   ลิ่งหมิงและลิ่งเฟิงเล่าเรื่องสนุกที่พบเจอในสำนักศึกษาให้ผู้เป็นย่าฟัง

   

   ตอนแรกที่พวกเขาเข้าสำนักศึกษา พวกเขาถูกเด็กคนอื่นรังแกจริงๆ สาเหตุหลักเพราะพวกเขาอายุน้อยเกินไปแต่กลับสอบผ่านเป็นถงเซิงได้แล้ว ทำให้ผู้คนรู้สึกอิจฉา เพราะบัณฑิตที่อายุมากที่สุดในสำนักศึกษาก็อายุเกินสามสิบปีแล้ว

   

   แต่ระหว่างอยู่ที่สำนักศึกษาพวกเขาตั้งใจเรียนเป็นอย่างมาก เคารพอาจารย์ พยายามอย่างเต็มที่เพื่อนที่จะได้เข้ากับเด็กคนอื่นได้ เมื่อได้อยู่ร่วมกัน ไม่มีใครรังแกเขาอีกต่อไป บางครั้งกลายเป็นคนอื่นมาปรึกษาปัญหากับพวกเขา

   

   ด้วยความว่าพวกเขาอายุน้อยที่สุดในสำนักศึกษา จึงกลายเป็นที่เอ็นดูของใครหลายๆคน ยามมีอาหารอร่อยหรือเรื่องสนุกก็นึกถึงพวกเขาทั้งสองเป็นอันดับแรก

   

   ในชีวิตประจำวันอาจารย์ใหญ่และอาจารย์คนอื่นก็จะดูแลพวกเขาเป็นพิเศษ ชีวิตในสำนักศึกษาของพวกเขาจึงไม่ได้ลำบากแต่อย่างใด

   

   ปีนี้เกิดภัยแล้งครั้งใหญ่ ขณะที่บ้านอื่นขาดแคลนอาหาร ทางบ้านพวกเราไม่ได้เดือดร้อนเรื่องอาหาร ยังส่งของใช้ เงิน และผักมาให้พวกเขาอยู่เสมอ

   

   พวกเขานำผักที่ทางบ้านส่งมาให้ มอบให้อาจารย์และอาจารย์ครึ่งหนึ่งด้วยความกตัญญู อีกครึ่งหนึ่งขอให้จ้าวเจินทำอาหารเลี้ยงเพื่อนร่วมชั้นเรียน

   

   แม้ว่าช่วงภัยแล้งทางสำนักศึกจากไม่ขาดแคลนน้ำ แต่ก็ไม่ได้ฟุ่มเฟือยถึงขั้นใช้น้ำรดผัก ดังนั้นอาหารในสำนักศึกษาจึงเป็นผักแห้งเป็นหลัก

   

   การกระทำเช่นนี้ของพวกเขา ทำให้เพื่อนร่วมชั้นเรียนยิ่งสุภาพกับพวกเขามากขึ้น และทำให้ท่านอาจารย์ยิ่งเอ็นดูพวกเขามากขึ้นด้วย

   

   เพราะในสำนักศึกของพวกเขาไม่เคยมีบัณฑิตอายุน้อยขนาดนี้มาก่อน

   

   แม่เฒ่าฉินได้ยินก็รู้สึกดีใจและโล่งใจในที่สุด

   

   ดูเหมือนว่าการส่งของให้พวกเขาเป็นระยะระยะ เป็นความคิดที่ถูกต้องแล้ว อย่างน้อยหลานชายของนางก็ไม่ต้องถูกรังแกเวลาอยู่ในสำนักศึกษา

   

   ลิ่งหมิงอยากจะอุ้มน้องสาวตัวอวบ สุดท้ายแล้วเขาก็ต้องพบกับความผิดหวังอย่างน่าเศร้า เขาไม่สามารถอุ้มเล่อเหนียงได้แล้ว…

   

   เขาเลิกแขนเสื้อขึ้นแล้วบีบแขนของตัวเอง ตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะต้องกินข้าวให้มากๆ มิเช่นนั้นแม้แต่น้องสาวก็อุ้มไม่ไหวแล้ว

   

   ขณะที่ลิ่งเฟิงนั่งหัวเราะเยาเย้ยอยู่ข้างๆ ก็ยื่นมือไปอุ้มเล่อเหนียง ผลปรากฏว่าเขาก็อุ้มไม่ไหวเช่นกัน...

   

   ลิ่งอวี่คลี่ยิ้มน้อยๆ อย่าว่าแต่น้องชายสองคนเลย แม้แต่เขาเองก็อุ้มน้องสาวไม่ไหว เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของน้องสาว แต่เป็นเพราะพวกเขาไม่ได้กินข้าวให้ดีจึงไม่มีแรง

   

   เล่อเหนียงเบ้ปากนางก้มหน้าลงบีบท้องน้อยอวบๆของตัวเอง ตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะต้องลดน้ำหนักให้ได้

   

   เดี๋ยวก่อน อาหารเย็นจะกินน้อยลงสักสองคำ!

   

   “ต้นเดือนหน้า เป็นวันครบรอบหนึ่งขวบของน้องสาวใช่ไหมขอรับ”

   

   ลิ่งอวี่แหย่น้องสาวเล่นแล้วจู่ๆก็นึกขึ้นได้ว่า ดูเหมือนจะใกล้ถึงวันครบรอบหนึ่งขวบของน้องสาวแล้ว

   

   แม่เฒ่าฉินพยักหน้า “ใช่แล้ว ต้นเดือนก็จะเป็นวันครบรอบหนึ่งขวบของเล่อเหนียง ถึงเวลานั้นจะจัดงานเฉลิมฉลองสองสามโต๊ะ เชิญชาวบ้านมาร่วมสนุกกัน”

   

   แม่เฒ่าฉินนึกถึงบุตรชายที่ระหกระเหินอยู่ข้างนอกก็ถอนหายใจ ไม่รู้ว่าเหล่าซื่อกับฮั่นหลินจะกลับมาทันหรือไม่ นี่เป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดในชีวิตของเล่อเหนียงเลยนะ

   

   ลิ่งหมิงกับลิ่งเฟิงเห็นสีหน้าของผู้เป็นย่าก็รู้ว่านางกำลังกังวลเรื่องอาสี่กับอาฮั่นหลิน จึงรีบเปลี่ยนเรื่องทันที

   

   “ท่านย่า เมื่อครู่ตอนที่พวกข้าลาอาจารย์ใหญ่กลับบ้าน ได้ยินเขาพูดเรื่องหนึ่ง บอกว่าสำนักศึกษาจะเปิดชั้นเรียนสำหรับเด็กเล็ก คาดว่าจะเริ่มรับสมัครในอีกสองเดือนนี้ ท่านคิดว่าจะส่งลิ่งเหวิน ลิ่งผิง ลิ่งอัน และหงอวี่ไปเรียนหรือไม่”

   

   ลิ่งหมิงพูดถูกใจแม่เฒ่าฉินเข้าพอดี ช่วงนี้นางกำลังกังวลว่าจะส่งเด็กๆพวกนี้ไปเรียนที่ไหนดี

   

   “ชั้นเรียนสำหรับเด็กเล็กหรือ นอกจากหงอวี่แล้วก็เป็นถงเซิงกันหมดแล้ว หากไปเรียนชั้นเด็กเล็กจะไม่เหมาะหรือ”



บทที่ 149: อย่าเข้าโรงเตี๊ยมริมทาง


   

   “ท่านย่า ข้าว่าน่าจะไม่มีปัญหาอันใดนะขอรับ ชั้นเรียนเด็กเล็กรับเด็กอายุแปดถึงสิบสองปีที่เคยเรียนหนังสือที่บ้านมาบ้างแล้ว สำหรับสามคนนั้นไม่ต้องพูดถึง พวกเขาเป็นถงเซิงแล้ว ส่วนเสี่ยวชีข้าเห็นว่าเขาน่าจะอ่านออกเขียนแล้ว”

   

   ตอนนี้แม่เฒ่าฉินได้วางใจที่หนักอึ้งลง แล้วสอบถามลิ่งหมิงอย่างละเอียด

   

   “ชั้นเรียนเด็กเล็กรับเด็กทั้งหมดกี่คน ค่าเล่าเรียนเดือนละเท่าไหร่ เป็นบัณฑิตไปกลับหรือพักในสำนักศึกษาได้”

   

   ลิ่งหมิงรีบตอบคำถามของผู้เป็นย่า “ชั้นเรียนเด็กเล็กค่าเล่าเรียนแพงกว่าหน่อย เดือนละสองตำลึงเงิน สามารถไปกลับหรือพักในสำนักศึกษาได้”

   

   “แต่หลังจากครึ่งปีจะเริ่มมีการสอบ”

   

   “อาจารย์ใหญ่คำนึงถึงว่าเด็กเหล่านี้อายุยังน้อยเกินไปจึงจ้างคนรับใช้ที่ทำงานละเอียดรอบคอบสามคนมาช่วยเหลือในชีวิตประจำวันของพวกเขา”

   

   แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วแน่น ตอนนี้หลานชายสามคน ค่าเล่าเรียนคนละหนึ่งตำลึงต่อเดือน สามคนก็เป็นสามตำลึงต่อเดือน บวกกับค่าใช้จ่ายอื่นๆของแต่ละคนแล้ว เดือนหนึ่งต้องใช้เงินอย่างน้อยสองตำลึง

   

   สำหรับค่าเล่าเรียนของหลานสามคน ครอบครัวเรายังพอแบกรับไว้ แม้จะมีการสอบแต่ก็ไม่มีสิ่งใดต้องหวาดกลัว เพราะทั้งสามผ่านการสอบถงเซิงมาแล้ว

   

   ทว่าตอนนี้หากส่งหลานชายอีกสี่คนไปเข้าสำนักศึกษา ครอบครัวเราก็จะมีบัณฑิตเจ็ดคน นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายรายเดือนของแต่ละคนแล้ว ยังต้องให้เงินติดตัวพวกเขาอีกเล็กน้อย คิดดูแล้วหากครอบครัวของพวกเขามีรายได้ไม่ถึงยี่สิบตำลึงต่อเดือน พวกเขาทั้งครอบครัวก็จะไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้

   

   “ตอนนี้ยังเร็วเกินไป รอให้เหล่าซื่อและฮั่นหลินกลับมาก่อน แล้วค่อยปรึกษาเรื่องนี้กันอีกที เพราะการส่งเด็กเจ็ดคนเรียกพร้อมกัน นอกจากภาระทางการเงินแล้ว เด็กที่ยังเล็กเกินไปไม่ว่าจะไปกลับหรือพักในสำนักศึกษาก็ล้วนเป็นปัญหาใหญ่ทั้งสิ้น”

   

   ลิ่งหมิงพยักหน้าและไม่พูดอะไรอีก

   

   ตั้งแต่เด็กผู้อาวุโสข้างบ้านต่างบอกพวกเขา ทุกสิ่งล้วนต่ำต้อย มีเพียงการศึกษาเท่านั้นที่สูงส่ง แต่ในครอบครัวเรามีเพียงพี่ใหญ่เท่านั้นที่โปรดปรานการอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ และก็เป็นพี่ใหญ่ที่มีพรสวรรค์ด้านการเรียนจริงๆ ก่อนหน้านี้ผู้อาวุโสได้ทำนายไว้ว่าพี่ใหญ่จะต้องถูกจารึกชื่อบนแผ่นทองคำแน่นอน

   

   พวกเขาพี่น้องต่างมีความคิดและสิ่งที่อยากทำในอนาคต ตัวเขาเองก็เหมือนกับอาสี่ที่ใฝ่ฝันอยากเข้าค่ายทหารมาตั้งแต่เด็ก

   

   ส่วนลิ่งเฟิงคนโง่นั่นตั้งปณิธานมาตั้งแต่เด็กว่าจะหาเงินให้มากๆ แล้วจะเอาเงินมาทุ่มใส่เขาให้ตาย ส่วนลิ่งเหวินสนใจดอกไม้และพืชพรรณมาตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมุนไพรชนิดต่างๆ ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าความฝันของเขาคือการช่วยชีวิตผู้คน

   

   ส่วนเสี่ยวอู่และเสี่ยวลิ่วนั้น พวกเขายังเล็กเกินไปที่จะรู้ว่าตนเองมีความฝันอะไร พวกเขาทุกคนที่โตแล้วต่างพยายามไขว่คว้าความฝันของตนเอง แต่สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือการตั้งใจเรียนหนังสือ

   

   เล่อเหนียงนั่งอยู่บนพื้น มือถือไม้เล็กๆวาดเขียนบนพื้นไปมาพลางคิดบางคนเดียวในใจ แม้ว่าในช่วงเดือนที่ผ่านมา ครอบครัวของพวกเราจะหาเงินได้จากการขายผัก แต่ตอนนี้ถึงเวลาที่พี่ชายทั้งหลายต้องเข้าสำนักศึกษา เงินที่มีในบ้านจึงเริ่มร่อยหรอลง

   

   อีกทั้งครอบครัวเรายังมีสมาชิกจำนวนมาก รายจ่ายประจำวันก็สูงตาม โดยเฉพาะผู้อาวุโสคนสิบคนที่บ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อ ไม่รู้ว่าเพราะกระหายจนชินหรือไม่ พอมีน้ำให้ดื่มมากเกินไป หรือด้วยเหตุผลอื่นใด หลายวันมานี้จึงรู้สึกไม่สบายท้อง ต้องดื่มยากันทุกวัน

   

   ส่วนหลี่อันนั้นออกเดินทางไกลพร้อมกับฉินเฉิงอันตั้งแต่ครึ่งเดือนก่อน จนถึงต้อนนี้ก็ยังไม่กลับมา หลิวซิ่วเถาถึงขนาดเหม่อลอยต้องจ้องมองไปยังจุดหนึ่งทุกวัน

   

   สมองน้อยของเล่อเหนียงครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรได้บ้างให้ครอบครัวของเรามีรายได้เพิ่มขึ้น แต่หลังจากใช้สมองอย่างหนักก็คลานไปหนุนขาหงอวี่แล้วหลับไป

   

   หงอวี่แต่เดิมนั้นนั่งอยู่บนพื้น ทั้งเล่นกับเล่อเหนียงและถักตั๊กแตนให้นาง จู่ๆ ก็รู้สึกถึงน้ำหนักที่ถาโถมเข้าใส่ เมื่อก้มมองจึงพบว่าเล่อเหนียงหลับไปแล้วโดยใช้ขาของเขาเป็นหมอน

   

   “ท่านย่า”

   

   แม่เฒ่าฉินกำลังคุยกับลิ่งหมิงและคนอื่นๆอยู่ ได้ยินเสียงหงอวี่เรียกแผ่วเบา เมื่อหันไปมองก็พบว่าหลานสาวตัวน้อยนอนหลับน้ำลายไหลยืดอยู่บนขาของเขา

   

   แม่เฒ่าฉินส่ายหน้าอย่างขบขัน อุ้มหลานสาวที่สามารถหลับได้ทุกที่ทุกเวลาขึ้นมาวางบนเตียงเตา เล่อเหนียงขยับพลิกตัวหามุมสบายแล้วหลับตา

   

   ขณะเดียวกันอาหารถูกยกขึ้นโต๊ะ แม่เฒ่าฉินตบก้นหลานสาวเบาๆ แล้วหยิบเสื้อผ้าตัวเล็กมาคลุมท้องน้อยๆของนาง ก่อนจะเรียกหลานชายให้ออกไปกินข้าว

   

   เล่อเหนียงกำลังเดินสำรวจอยู่ในพื้นที่มิติ คิดหาวิธีว่าจะนำสิ่งใดออกไปแลกเงินดี

   

   เดือนที่แล้วขายผักไปแล้ว ส่วนที่ปลูกใหม่ยังเก็บไม่ได้ อีกทั้งตอนนี้ฝนตก ราคาผักตอนนี้จึงไม่ค่อยดีนัก แต่ผลไม้บนภูเขานั้นสามารถขายได้บ้างแล้ว เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะขายได้ราคาสูงหรือไม่

   

   ส่วนโสมในแปลงเพาะสมุนไพร หากนำออกมาตอนนี้เกรงว่าจะสะดุดตาเกินไป ยามที่ผู้คนขาดแคลนอาหาร ไม่มีใครจะยอมจ่ายเงินก้อนใหญ่เพื่อซื้อโสมสักรากหรอก

   

   แม้จะขายก็อาจขายได้ในราคาไม่สูง ในฐานะแพทย์ นางย่อมไม่อยากเห็นสมุนไพรที่ตนเองปลูกถูกขายทิ้งในราคาถูก ขณะที่เดินเล่นไปมาก็ได้กลิ่นหอมของบางอย่าง เป็นกลิ่นลูกชิ้นทอดที่นางโปรดปรานฝีมือป้าสะใภ้สามของนาง

   

   เวลานี้นางจึงปล่อยเรื่องหาเงินไปก่อน แล้วพาตัวเองออกจากพื้นที่มิติ โลกนี้มีเพียงอาหารเลิศรสเท่านั้นที่ไม่ควรทรยศ!

   

   ขณะที่บ้านตระกูลฉินกำลังมีความสุข ทางด้านฉินเหล่าซื่อที่อยู่บนภูเขาผู่ลั่วกำลังตกอยู่ในอันตราย

      

   กลางดึกมีกระบอกไม้ไผ่ยื่นเข้ามาทางหน้าต่างของพวกเขา ควันหนาทึบที่ถูกเป่าเข้ามาอย่างเชื่องช้า ฉินเหล่าซื่อรู้สึกตัวตั้งแต่กระบอกไม้ไผ่ยื่นเข้ามา พวกเขาจึงแกล้งทำเป็นหลับ แล้วกลั้นหายใจหนีไปซ่อนอยู่ปลายเตียง รอเวลาให้ศัตรูบุกเข้ามา

   

   ครู่หนึ่งผ่านไป ประตูห้องถูกผลักเปิดอย่างแรง ชายคนหนึ่งที่ปิดหน้าด้วยผ้าและถือมีดบุกเข้ามาเขาพุ่งตรงไปที่เตียงและตวัดดาบฟันผ้าห่มที่นูนขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง

   

   ส่วนฉินเหล่าซื่อที่ซ่อนตัวอยู่ก็ฉวยโอกาสนี้ยิงธนูจากแขนเสื้อตรงไปที่ชายคนนั้น

   

   ชายคนนั้นวรยุทธสูงกว่าที่ฉินเหล่าซื่อคาดไว้ อีกฝ่ายหลบหลีกการโจมตีครั้งนี้อของเขาได้อย่างรวดเร็ว

   

   เมื่อฉินเหล่าซื่อเห็นว่าตำแหน่งของตนถูกเปิดเผยแล้ว แต่ยังจัดการอีกฝ่ายไม่ได้ จึงไม่ซ่อนตัวอีกต่อไป คว้าดาบขนห่านและพุ่งเข้าไปต่อสู้กับเขาตัวต่อตัว

   

   “เดรัจฉานตัวไหนลอบโจมตีฉินไห่โจวคนนี้!” ฉินเหล่าซื่อต่อสู้พลางด่าทออย่างโกรธเกรี้ยว

   

   น่าเสียดายที่อีกฝ่ายไม่สนใจเขาแม้แต่น้อย การเคลื่อนไหวของเขายิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ขณะเดียวกันก็มีเสียงต่อสู้ดังมาจากห้องข้างๆ เมื่อฉินเหล่าซื่อได้ยินเสียง ใจที่เป็นกังวลก็สงบลงในที่สุด

   

   หากมีความเคลื่อนไหวใด ย่อมแสดงว่าพวกเขาได้รับรู้ถึงอันตรายแล้ว ในบรรดาสามคนนั้นวรยุทธ์ของเขาอ่อนที่สุด และผู้ที่เขาเผชิญหน้าด้วยนั้นมีวรยุทธเหนือกว่าเขามาก เขารู้สึกว่าตนไม่มีความมั่นใจที่จะเอาชนะอีกฝ่ายได้ สิ่งที่เขาต้องทำคือถ่วงเวลา รอให้ฮั่นหลินและแม่ทัพเผ่ยจัดการธุระของตนเสร็จแล้วมาช่วยเหลือเขา

   

   ชายผู้นั้นก็มองออกว่าวรยุทธของฉินเหล่าซื่อด้อยกว่าตนเอง จึงไม่เสียเวลาพูดพร่ำทำเพลง ยกดาบพุ่งเข้าใส่ทันที หวังจะสังหารฉินเหล่าซื่อในคราวเดียว

   

   ฉินเหล่าซื่อก็ไม่กล้าประมาท ยกดาบนกระเรียนขึ้นมารับมือ

   

   การต่อสู้ระหว่างยอดฝีมือ ใช้เพียงไม่กี่กระบวนท่าก็สามารถตัดสินผลแพ้ชนะได้แล้ว หากแต่ตอนนี้ผ่านไปหลายกระบวนท่าแล้ว ฉินเหล่าซื่อก็รู้สึกว่าตนเองเริ่มหมดแรงลง

   

   ส่วนความเคลื่อนไหวในห้องข้างเคียงทั้งสองยังคงดำเนินต่อไป แสดงว่าศัตรูของพวกเขาล้วนมีฝีมือไม่ธรรมดา

   

   ผ่านไปอีกหนึ่งกระบวนท่า ฉินเหล่าซื่อก็พลาดท่าถูกเตะเข้าที่หน้าอก กระเด็นออกไปทางหน้าต่าง ร่วงลงกระแทกพื้นด้านนอกโรงเตี๊ยมอย่างแรง




 บทที่ 150: การโต้กลับอย่างสุดกำลัง


   

   “พี่สี่!”

   

   “ฉินเหล่าซื่อ!”

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงและเฉินฮั่นหลินทั้งขณะต่อสู้ก็พยายามถอยออกมาจากในห้อง พวกเขาหันหลังกลับมาก็เห็นฉินเหล่าซื่อลอยออกไปจากหน้าต่าง แม้จะอยากจะเข้าไปช่วย แต่พวกมือสังหารรอบตัวก็ขยับล้อมเข้ามา

   

   ฉินเหล่าซื่อนอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้น ยังไม่ทันได้หายใจหายคอก็เห็นมือสังหารที่โจมตีเขาก็ยกดาบกระโจนเข้าหาเขา

   

   ดวงตาของฉินเหล่าซื่อฉายแววเย็นชา ไม่หลบหลีกแต่อย่างใด แต่กลับพุ่งเข้าไปเผชิญกับศัตรูด้วยความแน่วแน่

   

   แม่งเอ๊ย! เขาจะสู้จนถึงที่สุด!

   

   มือสังหารคนนั้นเห็นฉินเหล่าซื่อไม่สนใจชีวิต กระโจนพุ่งเข้าหาคมดาบโดยตรงก็ชะงักไปครู่หนึ่ง จังหวะนั้นฉินเหล่าซื่อจึงฉวยโอกาส แทงดาบในมือไปที่อกของอีกฝ่ายทันที ลูกธนูจากเกาทัณฑ์แขนเสื้อก็พุ่งใส่เขาพร้อมกัน

   

   มือสังหารนั้นเบี่ยงตัวหลบพ้นดาบขนห่านของฉินเหล่าซื่อได้ แต่กลับหลบไม่พ้นเกาทัณฑ์แขนเสื้อที่ยิงมาจากด้านหลัง

   

   ลูกธนูแหลมคมนั้นพุ่งเข้าปักอกของมือสังหารโดยตรง

   

   มือสังหารนั้นยังพยายามดิ้นรนจนเฮือกสุดท้าย แต่กลับพบว่าตนเองไม่สามารถขยับเขยื้อนได้

   

   ฉินเหล่าซื่อไม่พูดพร่ำทำเพลงตวัดดาบใส่อีกฝ่ายจนสิ้นลม ฮึ! โดนเกาทัณฑ์แขนเสื้อที่ลูกสาวข้าให้มาแล้วยังจะคิดขยับอีก

   

   ฝันไปเถอะ!

   

   เล่อเหนียงทายาชาไว้บนเกาทัณฑ์แขนเสื้อที่นางให้ไว้ อย่าว่าแต่ปักเข้าร่างกายเลย แค่พลาดโดนบาดจนเกิดแผลก็ทำให้ชาไปครึ่งวัน

   

   ก่อนหน้านี้ตอนฉินเหล่าซื่ออยู่บ้าน เขาพลาดทำลูกธนูบาดนิ้วโป้งเข้า ทำเอามือชาไปครึ่งวัน เกือบจะทำให้แม่เฒ่าฉินตกใจจนวิญญาณหลุดลอยไปแล้ว

   

   ฉินเหล่าซื่อไม่มีเวลามาบ่นอีกต่อไป จึงถือดาบวิ่งกลับเข้าไปในโรงเตี๊ยม

   

   ด้วยกำลังเสริมของฉินเหล่าซื่อ มือสังหารที่กำลังจู่โจมก็ถูกสังหารด้วยคมดาบอย่างรวดเร็ว

   

   ความจริงไม่ควรกล่าวว่าวรยุทธของพวกเขาไม่ดี เป็นเพราะฉินเหล่าซื่อคนนี้ยิงวรยุทธ์ได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว ช่วยเหลือพวกเขาได้มากเลยทีเดียว

   

   “โอ๊ย เกือบเอาชีวิตไม่รอดแล้ว”

   

   ฉินเหล่าซื่อกับเฉินฮั่นหลินทิ้งตัวนั่งหลังชนกันบนพื้น หอบหายใจเฮือกใหญ่ เหงื่อไหลไคลย้อยโทรมกลาย ทำให้เสื้อด้านหลังและผมเปียกชุ่มในพริบตา

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงตรวจสอบพวกนั้นอย่างละเอียด หนึ่งในนั้นมีคนที่เขาคุ้นหน้าอย่างยิ่งหนึ่งคน คนผู้นี้ก็คือเด็กรับใช้ที่พาพวกเขาเข้ามาที่นี่

   

   “ดูเหมือนว่าคนพวกนี้จะอยู่ที่นี่มานานแล้ว รอให้พวกเราเดินเข้ากับดักเอง”

   

   ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินค่อยๆได้สติกลับมา พวกเขาพลิกตัวเด็กรับใช้คนนั้นแล้วถามว่า

   

   “พวกนี้เป็นใครกันแน่ วรยุทธสูงส่งถึงป่านนี้ เกือบจะจัดการพวกเราทั้งสามคนได้ในคราวเดียว”

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงเอ่ยปากด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก “หยดเลือด เป็นองครักษ์ลับประจำกายของจักรพรรดิองค์ก่อน นอกจากตัวหัวหน้าหน่วนแล้ว คนอื่นๆล้วนเป็นใบ้ทั้งสิ้น หลังจากองค์จักรพรรดิสวรรคต หยดเลือดก็ตกไปอยู่ในมือของหญิงผู้นั้น”

   

   ฉินเหล่าซื่อพยักหน้า “น่าแปลกนัก วรยุทธสูงส่งถึงเพียงนี้ หากเป็นคนที่นางส่งมาก็สมเหตุสมผล”

   

   ฉินเหล่าซื่อนึกถึงปัญหาหนึ่งขึ้นมา “ท่านบอกว่าพวกเขาเป็นใบ้หรือ จะไปหาคนใบ้มากมายเช่นนี้ได้จากที่ใด”

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงโกรธเคือง

   

   “หากหาคนที่เป็นใบ้มาแต่กำเนิดไม่ได้ ก็จัดการให้เป็นใบ้เองเสียก็สิ้นเรื่อง สมาชิกของหยดเลือดล้วนถูกฝึกฝนมาตั้งแต่เด็ก สิ่งแรกที่พวกเขาต้องทำเมื่อเข้าร่วมหยดเลือดคือการถอนลิ้น”

   

   ฉินเหล่าซื่อได้ยินดังนั้นก็โกรธเคืองยิ่งนัก แต่ตอนนี้เขาต่ำต้อยดั่งมดปลวก เรื่องราวในราชสำนักเช่นนี้ ทำได้เพียงแค่ด่าทอด้วยความโกรธเท่านั้น

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงประสานมือคำนับ “ข้าทำให้พี่น้องทั้งสองลำบากแล้ว แต่ตอนนี้พวกเราต้องรีบขึ้นเขาโดยเร็วที่สุด นางไม่มีทางส่งคนมาเพียงกลุ่มเดียวแน่ เมื่อพวกเรากลับไป ข้าจะตอบแทนน้ำใจพวกท่านอย่างงาม”

   

   "แม่ทัพเผ่ย ไม่ต้องพูดจาเกรงใจ พวกข้าสองพี่น้องพูดคำไหนคำนั้น พวกเราต้องช่วยท่านหาหญ้าเพลิงมรณะให้ได้”

   

   เฉินฮั่นหลินก็กล่าวเสริม “พวกเราขึ้นเขากันเถอะขอรับ ยิ่งหาเจอเร็วก็ยิ่งได้กลับเร็ว อีกไม่นานเล่อเหนียงก็จะครบรอบหนึ่งขวบแล้ว”

   

   “หา”

   

   ฉินเหล่าซื่อร้องอุทานขึ้นมา เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าต้นเดือนหน้าเป็นวันครบรอบหนึ่งขวบของลูกสาว

   

   เมื่อคิดได้ดังนั้นก็ไม่รีรออีกต่อไป เก็บลูกธนูที่กระจัดกระจายอยู่ใส่กลับเข้าที่ ก่อนจะจุดไฟใหญ่เผาโรงเตี๊ยมจนมอดไหม้ ก่อนจะลากตัวเผ่ยเฉิงเฟิงกับเฉินฮั่นหลินวิ่งขึ้นเขาไป

   

   ไม่อาจโทษได้ว่าพวกเขาใจร้าย เพราะหากพวกเขาไม่ใจแข็งพอก็คงต้องไปดื่มน้ำชากับยมบาลเสียแล้ว

   

   วันครบรอบหนึ่งปีของลูกสาวเชียวนะ

   

   พวกเขาต้องรีบหาหญ้าเพลิงมรณะให้เจอโดยเร็วที่สุด หากเขากลับไปไม่ทัน มารดาและภรรยาของเขาคงไม่ปล่อยเขาไปง่ายๆแน่ อย่างน้อยหูของเขาก็อาจไม่รอด

   

   เมื่อฟ้าเริ่มสาง พวกเขาก็เดินทางมาถึงยอดเขาแล้ว อาศัยแสงรุ่งอรุณยามเช้ามองหาสิ่งที่ต้องการ

   

   สิ่งเดียวที่พวกเขารู้เกี่ยวกับหญ้าเพลิงมรณะคือมันมีสีแดงสดทั้งต้นราวกับเปลวไฟ

   

   ช่วงครึ่งเดือนต่อมาพวกเขาประทังชีวิตแป้งทอดหรือไม่ก็จับนกมาย่างกิน กระหายก็ดื่มน้ำจากลำธาร เหนื่อยก็หาต้นไม้สักต้นแล้วนอนพักผ่อน

   

   แน่นอนว่าต้องมีคนมาก่อกวนพวกเขาเป็นครั้งเป็นคราว

   

   ฝั่งของฉินเหล่าซื่อนั้นลำบากยากเย็นเพียงใด ทางด้านตระกูลฉินก็ไม่ได้ต่างกันนัก

   

   แม่เฒ่าฉินคุยกับเหล่าเอ้อร์และเหล่าซานเกี่ยวกับเรื่องของชั้นเรียนเด็กเล็กแล้ว และให้ฉินเหล่าเอ้อร์เข้าเมืองไปสืบหาข้อมูลที่แน่ชัด เนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญเกี่ยวกับการศึกษาของเหล่าหลานชาย ฉินเหล่าเอ้อร์จึงไม่กล้าประวิงเวลา

   

   เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เขาบังคับรถม้าบรรทุกผักสดสองตะกร้าและผลไม้หนึ่งตะกร้า พาลิ่งอวี่ออกเดินทางเข้าเมือง เมื่อมาถึงหน้าประตูสำนักศึกษา ชายชราเฝ้าประตูเห็นฉินลิ่งอวี่ก็อนุญาตให้พวกเขาเข้าไปทันที

   

   เมื่ออาจารย์ใหญ่เฉินเห็นฉินเหล่าเอ้อร์หาบผักสดสองตะกร้าเดินเข้ามา ด้านหลังตามมาด้วยลิ่งอวี่และชายชราเฝ้าประตูช่วยกันแบกตะกร้าผลไม้เข้ามาก็ยิ้มจนตาหยี

   

   ช่วงเวลานี้ผักสดถือเป็นของหายากยิ่งนัก

   

   “ลิ่งอวี่กลับมาก็ดีแล้ว ไม่จำเป็นต้องนำของมามากมายเช่นนี้หรอก” อาจารย์ใหญ่ปฏิเสธอย่างสุภาพ

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ทักทายท่านสองสามคำแล้วเข้าประเด็นหลักทันที

   

   “อาจารย์ใหญ่เฉิน ข้าได้ยินเด็กๆที่บ้านพูดว่าที่นี่จะเปิดชั้นเรียนสำหรับเด็กเล็ก เป็นความจริงหรือไม่ขอรับ”

   

   อาจารย์ใหญ่เฉินถอนหายใจเบาๆ “เป็นความจริง สถานการณ์บ้านเมืองในตอนนี้ ความแห้งแล้งเกิดขึ้นทั่วแผ่นดิน ประชาชนไม่มีแม้แต่พืชผลให้เก็บเกี่ยว สำนักศึกษาเล็กๆหลายแห่งในอำเภอชิงเหอก็ปิดตัวลงไปแล้ว ในนั้นก็มีผู้ที่มีความสามารถโดดเด่นอยู่ด้วย”

   

   “แต่ในยามนี้ ประชาชนแทบไม่มีอาหารจะกิน ไม่มีเงินมากพอจะส่งบุตรหลานเรียนหนังสือ หากปล่อยไว้นานวันเข้า พวกเขาคงต้องทำงานในไร่นาไปตลอดชีวิต ดังนั้นข้าจึงตัดสินใจรับช่วงต่อมา”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ฟังแล้วรู้สึกชื่นชมอย่างยิ่ง จึงประสานมือคำนับอีกครั้ง “ท่านอาจารย์มีน้ำใจอันยิ่งใหญ่ ไห่หลินรู้สึกชื่นชมยิ่งนัก!”

   

   อาจารย์ใหญ่เฉินโบกมือพลางกล่าวว่า “ข้าเคยเป็นราชครูมาก่อน ย่อมรักและเมตตาต่อศิษย์เหล่านี้เป็นพิเศษ”

   

   เมื่อฉินเหล่าเอ้อร์ได้ยินคำพูดของอาจารย์ใหญ่เฉิน สมองก็พลันนึกถึงครั้งก่อนที่มาที่สำนักศึกษาและพบกับเผ่ยเฉิงหลิงที่เข้ามาคว้ามือเขาและขอให้บุตรชายของเขาเข้าเรียน มุมปากของเขากระตุกเล็กน้อย

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์สอบถามเรื่องค่าเล่าเรียนของชั้นเด็กเล็ก

   

   เมื่ออาจารย์ใหญ่เฉินได้ยินคำถามนี้ ก็เข้าใจว่าตระกูลฉินต้องการส่งหลานที่เหลือมาเรียนหนังสือดังนั้นเขาจึงกล่าวเช่นเดิมว่า “คุณชายฉินไว้วางใจข้า ก็เลื่อนเวลาเข้าเรียนของเด็กๆออกไปอีกสักระยะเถิด”




จบตอน

Comments