lucky kid ep151-160

  บทที่ 151: น่องไก่หอมๆของข้ามันตกลงไปแล้ว!


   ฉินเหล่าเอ้อร์รู้สึกฉงนสงสัย อาจารย์ใหญ่เฉินเคยพูดแบบนี้มาก่อนหน้านี้แล้วครั้งหนึ่ง และก่อนหน้านี้เขาก็ส่งแค่ลิ่งอวี่เรียนก่อน จากนั้นตามด้วยลิ่งหมิงและลิ่งเฟิง ครั้งนั้นเขาไม่ได้พูดอะไร เหตุใดคราวนี้ถึงต้องขัดขวาง 


   หรือว่ากลัวว่าครอบครัวเราไม่มีปัญญาจ่ายค่าเล่าเรียน


   “อาจารย์ใหญ่เฉิน ท่านวางใจได้ แม้ว่าการส่งเด็กเจ็ดคนเรียนหนังสือพร้อมกันจะยากลำบากอยู่บ้าง แต่ครอบครัวของเรามีคนมาก หากร่วมแรงร่วมใจกัน ต้องสามารถส่งเสียพวกเขาเรียกจนสำเร็จได้แน่”


   อาจารย์ใหญ่เฉินได้ยินคำพูดนี้ก็รู้ทันทีว่าเขาเข้าใจผิดจึงรีบอธิบาย


   “คุณชายฉินเข้าใจความหมายของข้าผิดแล้ว หลานชายของท่านคืออัจฉริยะ ฉลาดปราดเปรื่องยิ่งนัก อีกทั้งยังสอบผ่านการเป็นถงเซิงมาแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็จะสร้างชื่อเสียงให้วงศ์ตระกูลได้ นับเป็นเรื่องได้ยินดี ท่านส่งพวกเขามาเรียนที่นี่ แม้ไม่จ่ายค่าเล่าเรียนข้าก็ยินดี”


   “แต่เพราะเหตุนี้เอง ข้าถึงได้แนะนำให้คุณชายฉินพิจารณาเรื่องเรียนของหลานชายไปก่อน เพราะข้อสอบที่ออกมาจากเบื้องบนยิ่งลึกซึ้งขึ้นทุกวัน จะสอบผ่านได้ตำแหน่งถงเซิงไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ต้องพูดถึงการสอบซิ่วไฉเลย”


   “เด็กชายตระกูลฉินสามคนที่ท่านส่งมาเรียนที่สำนักศึกษาของข้า ไม่ว่าจะเป็นการบ้านหรือการเรียนในชั้นเรียน ล้วนแสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์อันปราดเปรื่อง เรียกได้ว่านำหน้าคนอื่นในชั้นเรียนไปไกล โดยเฉพาะลิ่งอวี่ เขาสามารถตอบคำถามของอาจารย์ได้ครบถ้วนทั้งยังสามารถยกตัวอย่างได้ ปีหน้าก็จะมีการสอบซิ่วไฉแล้ว ถึงเวลาลิ่งอวี่จะเข้าร่วมการสอบได้ หากตอนนี้ท่านส่งถงเซิงพร้อมกันหลายคน เกรงว่าจะดึงดูดความสนใจมากเกินไป อาจมีบางคนเกิดความคิดไม่ดียากที่จะป้องกัน มิสู้รอให้หน้าแล้งผ่านไปก่อนแล้วค่อยส่งพวกเขามาดีหรือไม่”


   ฉินเหล่าเอ้อร์ได้ยินคำพูดของอาจารย์ใหญ่เฉินก็เงียบไป เขาเข้าใจเหตุผลของอาจารย์ใหญ่เฉินแล้ว


   หลังจากนั่งอยู่จิบน้ำชากับอาจารย์ใหญ่เฉินสักครู่ เขาก็ลุกขึ้นขอตัวลา


   ข้าได้เลือกผลไม้และผักหนึ่งตะกร้าจากรถม้า แล้วแจกจ่ายให้แก่อาจารย์ในสำนักศึกษา จากนั้นก็กลับไปพร้อมกับลิ่งอวี่


   ฉินเหล่าเอ้อร์กลับถึงบ้านก็ถ่ายทอดคำพูดของอาจารย์ใหญ่เฉินให้แม่เฒ่าฉินฟัง


   แม่เฒ่าฉินก็รู้สึกว่าตนเองใจร้อนเกินไป จึงตัดสินใจให้หลานๆอยู่บ้านเรียนหนังสือกับเหล่าเอ้อร์ เพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขาจะมีพื้นฐานแน่นก่อนเข้าสำนักศึกษา


   พวกลิ่งเหวินไม่เคยคิดว่า หลังจากลุงรองเข้าเมืองครั้งหนึ่ง ไม่เพียงแต่ไม่ได้นำขนมดอกหอมหมื่นลี้มาให้พวกเขา แต่ยังเหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคน


   ทั้งวันเอาแต่ถือไม้บรรทัดบังคับให้พวกเขาเรียนหนังสือ จนพวกเขาทรมานร้องครวญคราง อ้อนวอนขอให้ลุงรองปล่อยพวกเขาไป


   แต่ครั้งนี้ฉินเหล่าเอ้อร์เข้มงวดขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทุกอย่างต้องตรงต่อเวลา ตื่นนอนยามเช้าตรู่ เข้านอนมืดค่ำ


   หากวันใดท่องบทเรียนที่มอบหมายให้ไม่ได้ก็จะถูกลงโทษด้วยการตีฝ่ามือ แม้แต่นั่งไม่ตรงก็ไม่อาจยกเว้น


   เวลาเที่ยงของทุกวัน เด็กคนอื่นที่นี่สามารถออกไปเที่ยวเล่นได้ หากแต่พวกเขาทำไม่ได้ ไม่ว่าเด็กคนอื่นในหมู่บ้านจะชวนพวกเขาไปจับปลาหรือเก็บเห็ด ก็ไม่อาจดึงความสนใจพวกเขาได้


   หรืออาจกล่าวได้ว่าพวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว


   ตราบใดที่งานที่ลุงรองมอบหมายยังไม่เสร็จ เขาก็จะถูกลงโทษ นานวันเข้าพวกเขายิ่งสงสัยว่าตนเองไปทำอันใดให้ลุงรองขุ่นเคืองหรือเปล่า


   เหล่าเด็กน้อยเห็นว่าการอ้อนลุงรองสองไม่ได้ผล จึงเบนเข็มทิศไปยังผู้เป็นญาติ


   เมื่อมีเวลาว่าง พวกเขาจะจ้องมองแม่เฒ่าฉินตาปริบๆ แม้ริมฝีปากจะพูดอะไร แต่ก็เอาแต่วิ่งวนเวียนอยู่รอบตัวหญิงชรา หวังให้ผู้เป็นย่าช่วยขอร้องแทนพวกเขา


   แม่เฒ่าฉินผู้นี้ไม่สนใจเรื่องพวกนี้ ทุกวันนางจะทำอาหารหลักสามมื้อ และอีกมื้อพิเศษให้หลานสาว


   เมื่อมีเวลาว่างก็อุ้มเล่อเหนียงไปเดินเล่นที่ทางเข้าหมู่บ้าน บางวันก็นั่ง


   รับลมใต้ต้นไม้ใหญ่พูดคุยกับบรรดาสตรีในหมู่บ้าน แต่สายตากลับทอดมองออกไปไกลตลอดเวลา


   เพียงแต่เสียงกีบเท้าม้าที่คาดหวังก็ไม่ดังขึ้นเสียที


   เย็นวันหนึ่ง แม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียงที่เพิ่งกินข้าวเสร็จ มาเดินย่อยอาหารที่ปากหมู่บ้าน จู่ๆ ก็มีเสียงกีบเท้าม้าดังมาแต่ไกล


   แม่เฒ่าฉินพลันตื่นเต้นขึ้นมาทันที นางรีบลุกขึ้นยืนแล้วมองออกไปที่ทางเข้าหมู่บ้าน


   ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินกลับมาแล้ว


   สองพี่น้องเห็นมารดาผู้ชรารออยู่ที่ทางเข้าหมู่บ้าน จึงรีบลงจากหลังม้าคุกเข่าลงพร้อมกันต่อหน้านาง


   “ท่านแม่ ลูกชายไม่กตัญญู บัดนี้ข้ากลับมาแล้ว”


   “ท่านป้า หลานก็กลับมาแล้วขอรับ!”


   แม่เฒ่าฉินเห็นใบหน้าเหนื่อยล้าของบุตรชายและหลานชายตรงหน้า จึงรีบพยุงพวกเขาให้ลุกขึ้น


   “ดีแล้ว ดีแล้ว ดีจริงๆเลย” 


   เมื่อเห็นท่าทางอิดโรยของทั้งสอง ก็ยืนยันสิ่งที่นางคาดเดาไว้ในใจ แม่ทัพเผ่ยคงไม่ได้พาพวกเขาไปเพียงแค่ดูงานในค่ายทหารเท่านั้นแน่


   “ท่านป้า ข้าได้พาพี่ฉินและฮั่นหลินกลับมาส่งถึงมือท่านอย่างปลอดภัยแล้ว ข้ายังมีธุระ จึงขอตัวไปก่อน วันหน้าข้าจะจัดงานเลี้ยงที่จวน ขอเชิญท่านป้าด้วยนะขอรับ!”


   ไม่ทันที่แม่เฒ่าฉินจะเอ่ยปากตอบ เผ่ยเฉิงเฟิงก็กระโดดขึ้นแล้วควบม้าออกไปอย่างรวดเร็ว


   บ้านหลังใหญ่ตระกูลฉินกลับคึกคักอีกครั้งเพราะฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินกลับมา


   สวี่ซิ่วอิงเช็ดน้ำตาแล้ว ก่อนจะเข้าครัวไปช่วยงานสือไห่ถัง แม้ว่าพวกเขาเพิ่งกินข้าวกันไปแล้ว อาหารในบ้านจึงเหลือไม่มากพอ ต้องทำอาหารใหม่ให้พวกเขาอีกมื้อ


   เวลานี้ฟ้ามืดแล้ว สวี่ซิ่วอิงกับสือไห่ถังจึงไม่ได้ทำอาหารมากนัก


   พวกนางหุงข้าวหม้อหนึ่ง ตุ๋นไก่อย่างง่ายๆจานหนึ่ง ผัดผักอีกหนึ่งจานอาหารทั้งหมดก็เสร็จเรียบร้อย


   ฉินเหล่าซื่อกับเฉินฮั่นหลินใช้ชีวิตบนเขามาครึ่งเดือนนี้ ชีวิตพวกเขาเหมือนครึ่งคนครึ่งผีก็ไม่ปาน


   มีอาหารแห้งก็กินอาหารแห้ง ไม่มีก็ล่านกล่ากระต่ายมากิน หลายครั้งที่จุดไฟไม่ติดเพราะฝนตก พวกเขาต้องกล้ำกลืนฝืนทนกินเนื้อไก่ป่าดิบๆ กินประทังชีวิต


   พอเห็นข้าวสวยร้อนๆส่งกลิ่นหอมกรุ่น พวกเขาจึงไม่สนใจอะไรอีก ต่างคนต่างถือถ้วยข้าวใบใหญ่ก้มหน้าก้มตาพุ้ยข้าวเข้าปาก 


   เล่อเหนียงเห็นบิดากินอย่างเอร็ดอร่อย ก็ทำให้นางรู้สึกหิวขึ้นมาอีก


   นางค่อยๆยื่นมือไปหยิบน่องไก่หนึ่งชิ้นแล้วยัดเข้าปาก แม่เฒ่าฉินอยากจะห้ามแต่ไม่ทัน ได้แต่มองดูเล่อเหนียงยัดน่องไก่เข้าปากทั้งอย่างนั้น


   นางได้แต่ยิ้มแล้วเคาะศีรษะหลานสาวเบาๆ พลางว่ากล่าวอย่างขบขัน


   “เจ้าเด็กน้อยจอมตะกละ กลางคืนปวดท้องขึ้นมาถ้าจะไม่ช่วยนวดท้องให้เจ้านะ”


   “คิกคัก”


   เล่อเหนียงทำหน้าตลกใส่ผู้เป็นย่า แล้วหันกลับไปแทะน่องไก่ของตนเองต่อ


   ฉินเหล่าซื่อกับเฉินฮั่นหลินสองคน กินอย่างมูมมามราวกับพายุลง จนกระทั่งบนโต๊ะอาหารไม่เหลือแม้แต่น้ำแกง เรื่องนี้ทำให้คนในตระกูลฉินตกตะลึงไปตามๆกัน นั่นมันอาหารสำหรับห้าคนเชียวนะ


   สือไห่ถังถึงกับถามว่าพวกเขาอิ่มหรือยัง ต้องการให้นางเตรียมอาหารเพิ่มอีกหรือไม่


   ฉินเหล่าซื่อเรอออกมาแล้วโบกมือ “ข้าอิ่มแล้ว ถ้าข้ากินอีกข้าได้ท้องแตกตายเป็นแน่”


   เฉินฮั่นหลินก็พูดเสริมขึ้นมาว่า “ฮ่าๆๆ มื้อนี้อิ่มแล้ว พรุ่งนี้ก็หิวอีก พรุ่งนี้ค่อยกินใหม่!”


   สือไห่ถังกลอกตาใส่เขาทันที แล้วรีบเก็บชามตะเกียบเข้าครัวอย่างคล่องแคล่ว


   แม่เฒ่าฉินจึงได้โอกาสถามว่าพวกเจ้าไปที่ใดมากันแน่


   ฉินเหล่าซื่ออ้ำอึ้งบอกว่าท่านแม่ทัพเพียงพาพวกเขาไปเดินดูรอบๆค่ายทหารเท่านั้น


   แต่แม่เฒ่าฉินฉลาดเพียงใด ก่อนพวกเขาออกเดินทาง นางก็เดาได้แล้วว่าการออกไปครั้งนี้ไม่ธรรมดา


   สุดท้ายฉินเหล่าซื่อทนสายตาคาดคั้นจากมารดาไม่ไหว จึงต้องเล่าเรื่องทั้งหมดออกมา


   “พวกข้ากับแม่ทัพเผ่ยไปภูเขาผูลั่วเพื่อตามหาหญ้าเพลิงมรณะ”


   เมื่อเล่อเหนียงได้ยินคำว่าหญ้าเพลิงมรณะ ก็ทำไก่ในมือหล่นลงพื้นดังตุ้บ!



 บทที่ 152: กระต่ายน่ารักขนาดนี้ ย่างกินไม่ดีกว่าหรือ



   “โอ้โฮ ดูเด็กคนนี้สิ ข้าว่าแล้วว่านางต้องกินไม่หมดแน่ เพิ่งกินข้าวเสร็จก็จะกินน่องไก่อีก”


   แม่เฒ่าฉินพยายามเก็บน่องไก่ให้หลานแล้ว พลางแกล้งบ่นอย่างไม่ใส่ใจ เล่อเหนียงแลบลิ้นปลิ้นตาแล้วหันไปมองบิดาของนางตาไม่กะพริบ


   ท่านพ่อเพิ่งพูดอะไรนะ


   หญ้าเพลิงมรณะ


   ตั้งแต่หญ้าเพลิงมรณะปรากฏขึ้นจนถึงตอนนี้ ก็ยังไม่เข้าใจว่าหญ้าเพลิงมรณะมีสรรพคุณอะไรกันแน่


   ท่านพ่อกับท่านถึงกับต้องถ่อไปถึงภูเขาผู่ลั่วเพื่อตามหญ้าเพลิงมรณะ โดยเฉพาะ ไม่รู้ว่าพวกเขาหาเจอหรือไม่


   หากหาไม่เจอ นางก็จะถอนมาให้เขาสักกำหนึ่ง


   แม่เฒ่าฉินขมวดคิ้วถามว่า “หญ้าเพลิงมรณะคือสิ่งใดกัน ข้าไม่เคยได้ยินชื่อสมุนไพรชนิดนี้มาก่อนเลย”


   ฉินเหล่าซื่อส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “เรื่องนี้ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่ามันมีสีแดงทั้งต้น ส่วนจะมีลักษณะอย่างไร ข้าก็ไม่รู้ขอรับ”


   “แล้วพวกเจ้าหาเจอหรือไม่”


   ฉินเหล่าซื่อตอบว่า “เรื่องนี้ยังไม่อาจตอบได้แน่ชัด พวกข้านำพืชสีแดงทั้งหมดบนเขากลับมาด้วย ต้องรอให้หมอหลวงยืนยันก่อน”


   แม่เฒ่าฉินพยักหน้าพลางกล่าว “เฉินฮั่นหลิน พวกเจ้าเดินทางมาเหน็ดเหนื่อย รีบไปอาบน้ำพักผ่อนเถิด ช่วงนี้มีคนมาทำลับๆล่อๆ ชอบมาสุ่มอยู่แถวที่นา พักผ่อนให้ดีแล้วพรุ่งนี้พวกเจ้าก็สลับเวรกัน”


   พูดจบนางก็ลุกขึ้นอุ้มเล่อเหนียงกลับเข้าห้อง


   ทางด้านสือไห่ถังและคนอื่นๆ เก็บกวาดถ้วยชามอย่างคล่องแคล่ว แล้วไล่เด็กๆกลับไปพักผ่อน


   “ฮิ ฮิ ฮิ ภรรยาจ๋า ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน”


   สวี่ซิ่วอิงเพิ่งอาบน้ำเสร็จ กำลังใช้ผ้าเช็ดผมอยู่ที่โต๊ะเครื่องแป้ง ก็สัมผัสได้ถึงไอร้อนผ่าวทาบทามอยู่ด้านหลัง


   สวี่ซิ่วอิงหน้าแดงพลางเอียงหน้าอย่างเอียงอาย “ประตูยังไม่ได้ปิดเลย เจ้าติดจะทำอะไร”


   ฉินเหล่าซื่อรีบวิ่งไปปิดประตู ถูมือไปมาพลางหัวเราะคิกคัก ก่อนจะกระโจนใส่ภรรยาจนล้มลงบนเตียง


   “เหล่าซื่อ เจ้ารีบร้อนไปไย รอให้ข้าเช็ดผมให้แห้งก่อนไม่ได้หรือ มิเช่นนั้นข้าจะไม่สบายเอาได้” สวี่ซิ่วอิงผลักอกเขาเบาๆ


   ฉินเหล่าซื่อไม่สนใจก้มดูดดึงริมฝีปากนุ่มนิ่มที่พร่ำบ่นไม่หยุด ไม่ต้องพูดถึงว่าฉินเหล่าซื่อจะมีความสุนปานใด


   ส่วนเล่อเหนียงในห้องหลักแม้จะหลับตา หากแต่ก็ยังไม่ได้หลับสนิท เพราะจิตใจของนางล่องลอยเข้าไปในพื้นมิติตั้งแต่แรกแล้ว


   นางนั่งอยู่บนชิงช้ามองดูสีแดงเพลิงจากระยะไหล ความรู้สึกในใจปะปนกันไปหมด


   นางไม่เคยรู้ว่าหญ้าเพลิงมรณะนี้มีสรรพคุณอะไร แต่คราวนี้ท่านพ่อและอาฮั่นหลินถึงกับเดินทางไกลเพื่อตามหามันโดยเฉพาะ แสดงว่าหญ้าเพลิงมรณะนี้ล้ำค่ามาก 


   จากคำบอกเล่าของท่านพ่อและอาฮั่นหลิน ท่านอ๋องเจ็ดได้รับพิษ ต้องใช้หญ้าเพลิงมรณะในการทำหญ้าถอนพิษ ท่านแม่ทัพจึงยอมเดินทางไกลพันลี้เพื่อหาสมุนไพรชนิดนี้ให้เขา สรรพคุณของมันจะต้องสูงส่งแน่นอน


   ส่วนจะเป็นพิษอะไร ตอนนี้นางยังไม่รู้แน่ชัด เพียงแต่นางรู้สึกว่าทุกสิ่งนี้ล้วนเป็นลิขิตสวรรค์


   ตั้งแต่หญ้าเพลิงมรณะปรากฏในพื้นที่มิติ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เคยได้ยินว่ามีผู้ใดต้องการหญ้าเพลิงมรณะเลย


   และตอนนี้หญ้าเพลิงมรณะก็เติบโตเต็มที่แล้ว ท่านอ๋องเจ็ดถูกวางยาพิษและจำเป็นต้องใช้หญ้าเพลิงมรณะ 


   บังเอิญเกินไปหน่อยกระมั่ง


   นางขบคิดอยู่นานก็ยังไม่เข้าใจจึงตัดสินใจเลิกคิด อย่างไรเสียท่านพ่อของนางก็น่าจะหาหญ้าเพลิงมรณะกลับมาได้แล้ว


   หญ้าเพลิงมรณะในพื้นที่มิติของนาง คงไม่มีประโยชน์แล้ว คิดได้ดังนี้นางก็กลับมาวุ่นกลับพื้นที่มิติของตัวเอง 


   เธอค่อยๆร่อนลงพื้นดินช้าๆ เกาะซุ้มองุ่นเดินไปยังแปลงสมุนไพร 


   ช่วงเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นตอนกลางวันที่ใช้ร่างกาย หรือตอนกลางคืนที่ใช้จิตสำนึกในพื้นที่มิติ นางก็พยายามฝึกเดินอย่างขยันขันแข็ง


   ตอนนี้นางก็สามารถเดินได้หลายก้าวแล้ว เพียงแต่นางฝึกย่างก้าวในพื้นที่มิติได้อย่างราบรื่น แต่ข้างนอกกลับทำไม่ได้


   ขณะที่กำลังฝึกอยู่นั้น ด้านหนึ่งมีกระต่ายน้อยวิ่งมาสะดุดขานาง อีกด้านหนึ่งมีห่านตัวใหญ่เห็นนางน่ารักจึงยื่นปากมาจิกก้นนางทีหนึ่ง


   ครั้งนี้ทำให้เล่อเหนียงโกรธจนเสียสติ นางไม่สนใจฝึกเดินอีกแล้วออกจากพื้นที่มิติพร้อมกับพากระต่ายกับห่านท่ี่ก่อกวนเธอออกมาด้วย


   ช่วงนี้หงอวี่นอนกับแม่เฒ่าฉินและเล่อเหนียงมาตลอด เพราะสะดวกในการพาเล่อเหนียงไปเติมน้ำใส่บ่อตอนกลางคืน แต่ตอนนี้ฝนกลับมาตกอล้ว นางไม่ต้องลำบอกออกไปเติมน้ำอีกแล้ว 


   เพราะฉะนั้นตามหลักแล้วควรกลับไปนอนห้องของตัวเอง แต่ในเมื่อท่านย่ายังไม่เอ่ยปากไล่เขา เขาจึงแกล้งทำเป็นไม่รู้และยังคงนอนอยู่ข้างเล่อเหนียงต่อไป


   แต่ตอนที่กำลังนอนหลับสบายอยู่บนเตียงก็มีกระต่ายตัวหนึ่งตกลงมาบนหน้าของเขา


   หงอวี่ลืมตาขึ้นด้วยความอย่างงัวเงีย พอลืมตาก็เห็นใบหูสีขาวคู่ใหญ่ เขาคว้ากระต่ายแล้วโยนไปด้านข้างพลางพึมพำ


   “ไม่อยากกินกระต่าย กระต่ายไม่อร่อย เบื่อแล้ว”


   พูดจบก็พลิกตัวแล้วหลับต่อไป


   เล่อเหนียงรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ นางลูบแก้มเล็กๆของหงอวี่แล้วหามุมสบายๆหลับไป


   วันรุ่งขึ้นแต่เช้าตรู่ 


   แม่เฒ่าฉินเพิ่งลืมตาขึ้นมา สมองยังมึนงงอยู่ก็เห็นหัวห่านตัวใหญ่ยื่นหน้าเข้ามา ด้วยความที่ยังตื่นไม่เต็มจึงขึ้นว่ามีสัตว์ประหลาดบุกบ้าน จึงตกใจสะดุ้งตัวโหยง


   เมื่อนางได้สติกลับคืนมา ก็เห็นกระต่ายเดินยั๊วเยี๊ยเต็มพื้นพร้อมกับห่านตัวใหญ่สองตัว


   นางกระตุกมุมปากเล็ก หันไปด้านข้างก็เห็นหลานสองคนยังหลับสนิท โดยเฉพาะเล่อเหนียงที่หลับจนน้ำลายไหลยืด


   นางยกมือขึ้นอยากจะสั่งสอนเล่อเหนียงสักหน่อย แต่ท้ายที่สุดนางก็ทำไม่ จึงเดินออกไปเรียกเหล่าซานและสะใภ้สี่มาช่วย


   “สวรรค์! ทำไมถึงมีกระต่ายมากมายเช่นนี้”


   สือไห่ถังเพิ่งเข้ามาในห้องก็ร้องอุทานเกินจริง


   “บ้านของพวกเรากลายเป็นรังกระต่ายไปแล้วหรือ กระต่ายก่อนหน้านี้พวกเรายังกินไม่หมดเลย ตอนนี้ยังมีเพิ่มขึ้นมาอีก”


   สวี่ซิ่วอิงเดินเข้าไปลูบหน้าผากและฝ่ามือของเล่อเหนียง เมื่อพบว่าไม่มีไข้จึงวางใจลง


   “ท่านแม่ ทำไมถึงมีกระต่ายมากมายเช่นนี้ล่ะเจ้าคะ”


   แม่เฒ่าฉินตอบอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “ก็เพราะลูกสาวสุดที่รักของเจ้าอย่างไรละ จะแสดงกลยุทธ์ไม่บอกกล่าวกันสักคำ พอตื่นมาก็เจอห่านมายื่นจ้องหน้า เกือบจะทำให้ข้ายายแก่อย่างข้าตกใจตายแล้ว”


   สวี่ซิ่วอิงลูบจมูกแล้วเดินไปเอากรงไม้ไผ่จากข้างนอก แล้วเริ่มจับกระต่าย คราวนี้เล่อเหนียงปล่อยกระต่ายออกมาให้พวกเขาอีกยี่สิบตัว


   กระต่ายยัดเต็มสองกรง!


   ยังมีห่านนิสัยดุร้ายสองตัวอีก 


   สือไห่ถังเห็นกระต่ายสองกรงนั้นแล้วรู้สึกเหนื่อยใจ ในครัวยังมีกระต่ายอีกเยอะเลย 


   ความจริงสงสัยบางอย่าง ทำไมเล่อเหนียงถึงชอบเนรมิตกระต่ายให้อยู่เรื่อเลย หรือว่านางชอบกระต่ายมากกันนะ


   นางยอมรับว่าตอนนี้ครอบครัวเราเริ่มหลงละเริง จากคนที่เคยคิดว่าได้กินโจ๊กสักชามก็เพียงพอแล้ว มาถึงตอนนี้กลับรังเกียจว่ากระต่ายไม่อร่อย


   ฉินเหล่าซานมองกระต่ายแวบหนึ่งแล้วถอนหายใจ


   กระต่ายพวกนี้มีมากเกินไป ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะจัดการ พวกเขาไม่สามารถกินเนื้อกระต่ายทุกวันได้


   ช่วงนี้เด็กๆชอบกินผักแม้แต่เวลากินเนื้อก็เลือกกินเนื้อชนิดอื่น ส่วนเนื้อกระต่ายนั้นไม่ยอมแตะเลยแม้แต่น้อย


   เล่อเหนียงได้แต่ค่อนแคระในใจ กระต่ายน่ารักขนาดนี้ จะทำใจไม่กินมันได้อย่างไร



 บทที่ 153: ธัญพืชหายไปต่อหน้าต่อตา



   ฉินเหล่าซื่อกินข้าวเช้าเสร็จก็คว้ามีดออกไปสลับเวรยามกับพ่อเฒ่าจ้าวและคนอื่นๆ อีกเพียงครึ่งเดือน ก็จะถึงฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว


   เมื่อไม่กี่วันก่อน ตอนที่ชาวบ้านในหมู่ออกลาดตระเวนในตอนเช้า พวกเขาพบว่าทุ่งนาทางทิศตะวันออกสุดข้าวฟ่างหายไปส่วนหนึ่ง 


   ดูเหมือนว่าตอนนี้พืชผลของพวกเขาจะถูกโจรหมายตาไว้ และพวกมันก็เริ่มลงมือแล้ว จึงชาวบ้านผลัดกันเฝ้ายามทั้งกลางวันหรือกลางคืร พาสุนัขตัวใหญ่สีเหลืองของหมู่บ้านออกตรวจตราทุกครึ่งชั่วยาม


   คืนหนึ่งหลังจากผ่านยามจื่อไปไม่นาน ขณะที่พ่อเฒ่าจ้าวและคนอื่นๆ กำลังออกลาดตรวจตาตามปกติ พวกเขาพบว่ามีคนแอบมาขโมยข้าวฟ่างของพวกเขา


   เรื่องนี้ทำให้ชาวบ้านโกรธมาก และพากันกรูเข้าไปหมายจับโจร แต่คนผู้นั้นก็หูตาไว เมื่อเห็นมีคนเข้ามาใกล้ก็หนีไปอย่างรวดเร็วหายไปในพริบตา


   “ท่านลุง พวกข้ามาสลับเวรกับท่านแล้ว!”


   ฉินเหล่าซื่อส่งเสียงทักทายท่านพ่อเฒ่าจ้าวและคนอื่น เมื่อเดินเข้าไปใกล้ ฉินเหล่าซื่อก็ส่งซาลาเปาและโจ๊กในมือให้พ่อเฒ่าจ้าวและคนอื่นๆ


   จากนั้นหยิบถุงกระดูกหมูที่พวกเขาแทะจนเหลือแต่กระดูกให้ต้าหวงกิน


   “โอ้โฮ สัตว์ตัวนี้ช่างโชคดีจริงๆ


   พ่อเฒ่าจ้าวพูดเล่นขณะกินซาลาเปาไปด้วย ต้าหวงกระดิกหางอย่างภาคภูมิใจ แล้วหันก้นไปทางท่านพ่อเฒ่าจ้าวและคนอื่นๆขณะกินอาหาร


   “เหล่าซื่อ ฮั่นหลิน ไม่ใช่ว่าไปค่ายทหารกับแม่ทัพเผ่ยหรอกหรือ เหตุใดถึงกลับมาเร็วนักเล่า”


   ท่านพ่อเฒ่าจ้าวถามขณะกินซาลาเปา


   ฉินเหล่าซื่อกล่าวเคล้ารอยยิ้ม “ข้าไปค่ายทหารกับแม่ทัพเผ่ยจริง แต่ไม่ได้เข้าร่วมในกองทัพ แม่ทัพเผ่ยและคนอื่นๆ พอดีมีการฝึกซ้อมพอดี แม่ทัพเผ่ยอยากจะสอนพวกข้าสักหน่อย จึงให้พวกข้าสองคนพี่น้องติดตามไปด้วย”


   พ่อเฒ่าจ้าวพยักหน้า “เป็นเช่นนั้นหรอกหรือ ข้าคิดว่าพวกเจ้าทั้งสองจะตามแม่ทัพเผ่ยไปรบเสียอีก”


   ฉินเหล่าซื่อหัวเราะสองที “ตอนเป็นหนุ่มก็เคยคิดเช่นนั้น แต่ตอนนี้มีภรรยาและลูกสาว มีมารดาให้เลี้ยงดู อีกทั้งยังต้องดูแลพวกเจ้าเด็กๆทั้งเหล่า ข้ารู้สึกกดดันมากเหลือเกิน การตามแม่ทัพเผ่ยไปรบนั้น คิดเล่นๆก็พอแล้ว!”


   พวกพ่อเฒ่าจ้าวได้ยินคำพูดกวนๆของฉินเหล่าซื่อ ต่างก็หัวเราะกันใหญ่


   “พวกท่านลาดตระเวนมาทั้งคืนแล้ว กินซาลาเปาเสร็จก็กลับไปพักผ่อนเถิด พวกข้าสองพี่น้องกลับมาแล้ว ข้าสองคนรับหน้าที่ต่อเอง ขอให้พวกท่านมีความสุขกับชีวิตปั้นปลายนะขอรับ”


   ฉินเหล่าซื่อพูดจบก็ก้าวเท้าลงไปในทุ่งนา


   เขาอยากดูว่าใครกันที่กล้าบ้าบิ่นถึงขนาดกล้ามาตัดรวงข้าวของพวกเรา


   แต่พอได้เห็นก็ตกใจไม่น้อย


   เหตุใดข้าวทางทิศตะวันออกหายไปหมดเลย


   เขารีบตะโกนเรียกพวกชาวบ้านลงมาดูพอพวกพ่อเฒ่าจ้าวมาเห็นก็พากันงงงวย


   “นี่...นี่...หายไปตั้งแต่เมื่อใดกัน”


   พ่อเฒ่าจ้าวทั้งโกรธทั้งอับอาย ใบหน้าแดงก่ำ พูดจาตะกุกตะกัก


   สองคืนที่ผ่านมา พวกเขาเดินวนไปมารอบทุ่งนาสามสิบหมู่ หากแต่ไม่พบสิ่งผิดปกติเลย!


   แต่ตอนนี้ข้าวไปเป็นบริเวณกว้าง คาดว่าน่าจะมากกว่าครึ่งหมู่


   ข่าวที่รวงข้าวออกถูกขโมยไปแพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นคนที่ว่างงาน คนที่กำลังทำงาน หรือแม้แต่คนที่นอนหลับอยู่ ก็พากันวิ่งมาดู


   เมื่อพวกเขาเห็นข้าวหายไปจำนวนหนึ่ง ทุกคนต่างโกรธจนตาแดง


   “ใครกันนะที่ทำเรื่องชั่วช้าแบบนี้ พวกนั้นอยากให้คนทั้งหมู่บ้านเราอดตายงั้นหรือ!”


   หัวหน้าหมู่บ้านมองดูต้นข้าวที่เหลือแต่ลำต้นเปล่าๆ โกรธจนด่าออกมา


   แม่เฒ่าฉินได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย ก็รีบอุ้มเล่อเหนียงมาที่ทุ่งนา


   เมื่อนางเห็นข้าวหายไปเป็นบริเวณกว้าง นางก็โกรธจนตาแดงก่ำ


   เมื่อนางสงบสติอารมณ์ได้ ก็นึกถึงปัญหาหนึ่งขึ้นมา


   ชาวบ้านคอยตรวจตราตลอดสิบสองชั่วยามไม่หยุดพัก แล้วข้าวเหล่านี้หายไปได้อย่างไรกัน


   ไม่เพียงแต่แม่เฒ่าฉินเท่านั้นที่สงสัย ลาวบ้านคนอื่นก็คิดเช่นกัน


   เพียงแต่พวกเขาต่างคิดอย่างไรก็ไม่อาจหาคำตอบได้ หากจะบอกว่ามีขโมยภายในหมู่บ้าน ก็เป็นไปไม่ได้


   ตระกูลฉินเอ่ยปากว่าที่จะให้ยืมธัญพืชแล้ว ฤดูนี้พวกเขารอดตายแล้ว ไม่มีเหตุผลที่จะเสี่ยงไปขโมยธัญพืช


   อีกทั้งการลาดตระเวนก็ใช้วิธีจับสลาก ถึงพวกเขาอยากจะขโมย ก็ไม่มีเวลาลงมือ


   และชาวบ้านก็คงไม่โง่พอที่จะทำอะไรสุ่มเสี่ยงอย่างการขโมยพืชผลของชาวบ้าน เพราะหากถูกจับได้ ตระกูลฉินอาจจะไม่ให้ยืมธัญพืชแก่พวกเขาอีก


   หัวหน้าหมู่บ้านคิดไปคิดมาก็ยังหาสาเหตุไม่ได้ จึงตัดสินใจไปแจ้งทางการ แต่กลับถูกแม่เฒ่าฉินห้ามไว้


   “ฟู่หลิน อย่าแจ้งทางการเลย หากเรื่องนี้ถูกแพร่งพรายอกไป ธัญพืชทั้งหมดในหมู่บ้านของพวกเราก็จะหมดสิ้น”


   ฉินฟู่หลินแต่เดิมถูกความโกรธเข้าครอบง่ำ แต่ครั้งถูกแม่เฒ่าฉินเตือนสติไว้ เมื่อสงบสติอารมณ์ได้จึงพบว่าการกระทำของตนเมื่อครู่นี้โง่เขลาเพียงใด เกือบจะทำให้ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากเสียแล้ว


   ที่นาผืนนี้ถือเป็นที่นาผืนเดียวในรัศมีห้าสิบลี้ หากนำเรื่องนี้ไปปรายงานต่อทางการ ทุ่งนาผืนนี้อาจถูกยึดเอาได้เข้าสักวัน


   “หัวหน้าหมู่บ้าน ท่านให้พวกเขากลับไปก่อนเถิด อากาศร้อนจัดเช่นนี้ระวังอย่าให้เป็นลมแดด ข้าจะพาเฉินฮั่นหลินเดินตามรอยเท้าไป ดูว่าพอจะมีอะไรเป็นประโยชน์บ้างหรือไม่”


   หัวหน้าหมู่บ้านคิดแล้วก็เห็นด้วย จึงบอกให้ชาวบ้านกลับไปหลบร้อน เว้นแต่คนที่เขาเรียกให้อยู่ก่อน จากนั้นสวมหมวกฟาง เดินวนรอบทุ่งนาโดยไม่หยุดพัก


   ทางนี้ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินทพบรอยเท้าหายไปที่ทางสามแพร่ง พวกเขาจึงต้องกลับไปอย่างผิดหวัง


   “ท่านแม่ ว่ารวงข้าวเหล่านี้ถูกขโมยไปได้อย่างไรขอรับ”


   ฉินเหล่าซื่อเพิ่งกลับถึงบ้าน ตักน้ำจากโอ่งหนึ่งกระบวยแล้วดื่มอึกใหญ่


   เมื่อเขาดื่มเสร็จ เฉินฮั่นหลินก็ดื่มต่อ


   แม่เฒ่าฉินส่ายหน้า “ข้าก็คิดไม่ออกว่าเรื่องนี้มีเงื่อนงำอะไร ตามหลักแล้วต้าหวงควรจะเห่าเมื่อเจอคนแปลกหน้าสิ!”


   “และในหมู่บ้านไม่ได้มีเพียงสุนัขตัวเดียวเท่านั้น เกือบทุกคนที่ออกไปลาดตระเวนต่างก็พาสุนัขไปด้วย มันไม่มีเหตุผลเลย ที่รวงข้าวจะถูกขโมยไปต่อหน้าต่อตาพวกเขา


   เล่อเหนียงฟังพวกเขาถกเถียงกันอยู่สักพัก แล้วก็สันนิษฐานขค่ในใจ


   สิ่งที่ทำให้สุนัขไม่เห่าและคนมองไม่เห็นจากด้านข้าง มีเพียงสองความเป็นไปได้เท่านั้น


   หนึ่งคือฝีมือของผี แต่ถึงเป็นผีสุนัขก็ยังเห่าได้


   ดังนั้นจึงเหลือเพียงความเป็นไปได้อีกอย่างเดียว นั่นคือการใช้ยา!


   ต้องมีผู้ใดสักคนใช้ยาพิเศษบางอย่างวั่นกับสุนับ เมื่อสุนัขผ่านไปแล้วพบเจอหรือไม่ก็สุนัขพบเจอแล้วรู้สึกถึงภัยคุกคาม จึงไม่กล้าเห่า แม้แต่ตอนที่ผ่านไปก็ไม่กล้าหยุดอยู่ แต่กลับลากคนลาดตระเวนวิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว


   ส่วนเรื่องที่ชาวบ้านเดินผ่านไปแล้วมองไม่เห็น ก็ชัดเจนว่าต้องเป็นคนตัวเล็ก หรือไม่ก็เป็นเด็กเล็ก


   และเวลาที่ก่อเหตุน่าจะเป็นตอนกลางคืน พวกเขาหมอบอยู่ในทุ่งนากลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับต้นข้าว จึงไม่ถูกพบเห็นเป็นธรรมดา


   คิดมาถึงตรงนี้เล่อเหนียง ก็เอ่ยคำหนึ่งคำออกมาอย่างมั่นคง


    “ตั้นยะ!”



 บทที่ 154: เข้าเมืองเพื่อค้นหาความจริง


   

   แม่เฒ่าฉินและฉินเหล่าซื่อตกตะลึง สายตาของพวกเขาจ้องมองไปที่เล่อเหนียงพร้อมกัน

   

   “หลานรัก เจ้ากำลังพูดอะไรอยู่น่ะ”

   

   เล่อเหนียงรวบรวมแรงทั้งหมดที่มีตะโกนออกมาอย่างชัดเจน

   

   “ตั้นยะ!”

   

   คราวนี้แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆเหมือนกัน พวกเขาสบตากัน ต่างเห็นความประหลาดใจในดวงตาของอีกฝ่าย

   

   “ข้าจำได้ว่าตอนที่เดินทางลงใต้ ได้ยินพวกนายพรานพูดถึงยาชนิดหนึ่งที่สามารถปิดบังกลิ่นของตัวเองได้

   

   เมื่อเฉินฮั่นหลินได้ยินเสียงเล่อเหนียง จู่ๆ ก็นึกถึงเรื่องที่นายพรานเก่าคนหนึ่งเอ่ยถึงยาชนิดหนึ่ง ตอนที่ไปรับซื้อหนังสัตว์ทางใต้

   

   “ว่ากันว่าพวกนายพรานแก่ ซื้อยาพิเศษเหล่านี้มาจากพ่อค้ายา ทาบนร่างกายแล้วสามารถปิดบังกลิ่นของตัวเองได้ เวลาล่าสัตว์บนภูเขาจะไม่ทำให้เหยื่อตื่นตระหนก บางทีคนพวกนี้อาจจะใช้ยาปิดบังกลิ่นของตัวเอง นั่นเป็นเหตุผลที่สุนัขในหมู่บ้านถึงไม่รู้ตัวหรือเปล่า“

   

   แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆคิดสักครู่ ตอนนี้สิ่งเดียวที่อธิบายได้ก็คือคำพูดเฉินฮั่นหลิน

   

   ต้องรู้ว่าจมูกของสุนัขนั้นไวที่สุด หากไม่ได้ใช้ยาพิเศษมาปิดบังกลิ่น ต้องถูกสุนัขพบเจอแน่

   

   ผู้อาวุโสถอนหายใจ “น่าเสียดายที่หมอหลี่ออกไปข้างนอก ไม่ได้กลับมาเป็นเวลาครึ่งเดือนแล้ว ถ้าเขาอยู่ที่นี่ก็คงดี จะรู้ได้ในไม่กี่นาทีว่ายาเหล่านี้คือยาอะไร พวกเราก็ไม่รู้เรื่องสมุนไพรด้วย ทั้งยังไม่เข้าใจวิธีการทำยาเหล่านี้อย่างละเอียดด้วย”

   

   “แล้วจะทำอย่างไรเล่า จะต้องยอมเสียเปล่าโดยไม่พูดอะไรหรือ นั่นเป็นข้าวทั้งหมดเลยนะ ถ้านำมาสีเป็นข้าวสารก็จะได้ถึงหนึ่งถึงสองร้อยชั่งเลย พอให้ครอบครัวหนึ่งกินได้ตั้งครึ่งปี”

   

   ฉินเหล่าซื่อพูดอย่างร้อนใจ พลางเดินวนไปมาอยู่กับที่

   

   จนถึงตอนนี้เขาก็ยังคิดไม่ออกว่าทำไมหมอหลี่ถึงได้พาฉินเฉิงอันออกไปข้างนอก จนถึงตอนนี้ก็ผ่านมาเกือบครึ่งเดือนแล้วยังไม่กลับมา ทั้งยังไม่มีจดหมายส่งกลับมาสักฉบับ

   

   ไม่เพียงแต่เขา คนอื่นๆในตระกูลฉินก็งุนงงไม่แพ้กัน ตอนแรกหลี่อันบอกแค่ว่าจะพาฉินเฉิงอันออกไปหาสมุนไพรชนิดหนึ่ง สมุนไพรนั้นสามารถรักษาแผลไฟไหม้บนใบหน้าของเขาได้ ปกติแค่สามถึงห้าวันก็จะกลับมาแล้ว แต่ตอนนี้ผ่านมาเกือบครึ่งเดือนแล้ว

   

   พวกเขาเห็นหลิวซิ่วเถามีท่าทางเหม่อลอยทุกวันก็รู้สึกกังวลใจ แต่พวกเขาก็ไม่รู้ว่าหมอหลี่กับเฉิงอันไปที่ไหน และทำได้แต่กังวลใจเท่านั้น

   

   “ท่านแม่ ตอนที่พวกเรากลับมาก่อนหน้านี้ ที่ท่านให้พวกเราเข้าไปในอำเภอเพื่อเชิญคนผู้นั้นมาเป็นพยานให้ เขาเป็นหมอใช่หรือไม่ ข้าจำได้ว่าท่านเรียกเขาว่าศิษย์น้อง เขาเป็นหมอหรือไม่”

   

   คำพูดของฉินเหล่าซานทำให้แม่เฒ่าฉินนึกขึ้นได้ว่านางยังมีศิษย์น้องอีกคน

   

   “ใช่แล้ว เขาคืออาจารย์อาของพวกเจ้า หวังโซ่วเซิงเป็นศิษย์คนสุดท้ายของปู่ของพวกเจ้า ตอนที่ครอบครัวของพวกเราย้ายมาถึงที่นี่ เขาช่วยเหลือครอบครัวของพวกเราไว้มาก พวกเรายังไม่ได้ไปขอบคุณเขาอย่างเหมาะสมเลย”

   

   “งั้นก็พอดีเลย พรุ่งนี้พวกเราเข้าอำเภอกันสักหน่อย พวกข้าเป็นรุ่นหลัง ยังไม่ได้คำนับกับอาจารย์อย่างเหมาะสม ถือโอกาสนี้ดื่มสักถ้วย แล้วก็ถามเขาเกี่ยวกับยานี้ว่าเป็นยาอะไรกันแน่”

   

   วันรุ่งขึ้น หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ แม่เฒ่าฉินก็เรียกฉินเหล่าซื่อกับฉินเหล่าซานให้ไปขนของในห้องของตน

   

   เล่อเหนียงรู้ว่าวันนี้ต้องไปเยี่ยมผู้อาวุโสที่เคยพบกันเพียงครั้งเดียว จึงรีบนำของมากมายออกมาจากพื้นที่มิติ

   

   สองตะกร้าเต็มไปด้วยกระต่าย หนึ่งตะกร้าใส่ผิงกั่วและสาลี่ อีกตะกร้าใส่ผักที่เพิ่งเก็บจากไร่ ยังมีไก่ เป็ด และห่านอีกหลายตัว

   

   นางยังคิดจะนำของออกมาอีกมากมาย แต่ถูกท่านย่าห้ามเอาไว้ เมื่อได้โอกาสที่รอคอยมานาน แต่กลับถูกท่านย่าขัดใจจึงรู้สึกไม่พอใจนิดหน่อย

   

   ขณะที่ท่านพ่อและลุงสามกำลังขนของอยู่นั้น นางก็แอบนำเป็ดอีกสองตัวออกมาเงียบๆ

   

   ฉินเหล่าซื่อเห็นทุกการกระทำของฉินเล่อเหนียง แต่ไม่มีใครเปิดโปงเรื่องนี้

   

   ด้านสวี่ซิ่วอิงและสือไห่ถัง ลากตัวหลิวซิ่วเถาที่แอบตัวอยู่ในห้องเหมือนนกกระทาออกมา

   

   ช่วงเวลาที่ผ่านมา หลิวซิ่วเถาอารมณ์ไม่ดี นางเอาแต่ซึมเศร้าทั้งวัน และสาเหตุที่แท้จริงก็คือกังวลเกี่ยวกับฉินเฉิงอัน

   

   แม้แต่ตอนที่พวกเขาเข้าเมือง หลิวซิ่วเถาก็ยังอยากจะซ่อนอยู่ในห้อง แต่สือไห่ถังและสวี่ซิ่วอิงจะยอมให้เป็นไปตามความต้องการของนางได้อย่างไร

   

   พวกเขาบุกเข้าไปในห้องของนาง บังคับให้นางเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดสวย เกล้าผมปักปิ่นให้นาง ก่อนจะลากนางออกมาผลักนางขึ้นไปในรถม้า

   

   หลิวซิ่วเถาสัมผัสได้ถึงความหวังดีของพี่สะใภ้ทั้งสอง แต่นางยังคงมีลางสังหรณ์ไม่ดีอยู่ในใจ

   

   นางรู้สึกว่าต้องเกิดเรื่องกับเฉิงอันแน่ มิเช่นนั้นคงไม่หายไปนานถึงเพียงนี้

   

   อีกทั้งช่วงนี้ลิ่งตงก็ร้องหาพ่อไม่หยุด ความกังวลในใจของนางจึงยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น

   

   เมื่อทั้งครอบครัวแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว บังคับรถม้าสองคันออกเดินทางเข้าเมือง

   

   ครั้งนี้พวกเขาออกเดินทางกันเกือบทั้งครอบครัว

   

   ก่อนออกเดินทาง แม่เฒ่าฉินตั้งใจจะไปหาหัวหน้าหมู่บ้าน บอกเขาว่าวันนี้จะเข้าเมืองไปเยี่ยมศิษย์น้อง ขอให้เขาบอกชาวบ้านให้ช่วยดูสถานการณ์ในทุ่งนาด้วย

   

   ส่วนเฉินฮั่นหลินเฝ้าอยู่บ้าน แต่เดิมฉินเหล่าซื่อก็อยากจะอยู่ด้วย แต่ถูกหัวหน้าหมู่บ้านไล่เตะขึ้นรถม้าไป

   

   แม้ที่นาจะสำคัญ แต่แม่เฒ่าฉินจะเข้าเมืองกันทั้งครอบครัว แม้ว่าระยะทางจะไม่ไกลนัก แต่ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าระหว่างทางจะไม่เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น เพราะตอนนี้ทุกที่แห้งแล้งขาดแคลนอาหาร ไม่แน่อาจมีโจรปล้นพวกเขาระหว่างทางก็ได้

   

   พวกเขายังเดินเข้าไปไม่ใกล้ ก็ได้ยินเสียงอึกทึกดังมาจากลานบ้าน รวมถึงเสียงร้องไห้โหยหวนของเด็ก

   

   เมื่อเข้าสู่ตำอำเภแ ฉินเหล่าซื่อตั้งใจจะจอดรถม้าตรงหน้าประตูบ้านของอาจารย์อา ก่อนหน้านี้พวกเขาเคยมาเชิญอาจารย์อาไปที่หมู่บ้านจำได้หน้าบ้านของพวกเขากว้างขวางพอที่จะจอดรถม้าได้หนึ่งคัน

   

   แต่วันนี้ดูเหมือนโชคของพวกเขาจะไม่ค่อยดีนัก เพราะเป็นวันตลาดนัด ปากทางเข้าถนนเต็มไปด้วยแผงลอยมากมาย อย่าว่าแต่รถม้าเลย แม้แต่การเดินเข้าไปก็แทบจะต้องเบียดเขาไป

   

   “เหล่าซื่อ หาที่จอดรถม้าให้ดี เหล่าซาน สะใภ้สี่ และซิ่วเถา จูงมือเด็กๆให้ดี พวกเราจะเดินเข้าไป”

   

   เมื่อพูดจบ แม่เฒ่าฉินก็อุ้ม เล่อเหนียงลงจากรถม้าก่อน

   

   เล่อเหนียงเพิ่งมาเที่ยวตลาดนัดเป็นครั้งแรก นางจึงมองทุกอย่างด้วยความตื่นเต้น

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นเล่อเหนียงเบิกตาโต แทบไม่กะพริบตา จ้องมองขนมและของกินเล่นนานาชนิดสองข้างทาง และน้ำลายไหลย้อยลงมา ก็รู้สึกสนุกไม่น้อย จึงตั้งใจเดินช้าๆให้หลานสาวได้ชมอย่างเต็มตา

   

   ลิ่งผิง ลิ่งอัน และหงอวี่ พยายามสะบัดมือให้หลุดจากผู้ใหญ่เพื่อวิ่งไปข้างหน้าหลายครั้ง

   

   แต่ผู้ใหญ่ในครอบครัวรู้จักนิสัยของพวกเขาดี ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามดิ้นรนแค่ไหนก็ยังจับมือพวกเขาไว้แน่น

   

   หากแม่เฒ่าฉินไม่จะสั่งก่อนลงจากรถว่าต้องจับมือเด็กๆให้ดี พวกเขาก็ไม่กล้าปล่อยให้เด็กพวกนี้วิ่งพล่านในตลาดนัด

   

   ที่นี่มีคนมากเกินไป หากไม่ระวังถูกใครเอาถุงคลุมหัวลักพาตัวไปจะทำอย่างไรเล่า

   

   ในไม่ช้า พวกเขาก็เดินมาถึงหน้าประตูที่มีรูปสิงโตขาดหูอยู่

   

   ทว่ายังไม่ทันที่พวกเขาจะเคาะประตู เสียงร้องไห้อันน่าสะเทือนใจของเด็กก็ดังมาจากด้านใน

   

   สายตาฉินเหล่าซานเย็นชาขึ้นมาทันที เขาขวางครอบครัวไว้ด้านหลัง ยกเท้าขึ้นถีบประตูให้เปิดออกอย่างแรง



บทที่ 155: สือไห่ถังเปิดฉากเต็มกำลัง


   

   เห็นหญิงนางหนึ่งถือท่อนไม้ขนาดเท่าแขนทารกกำลังตีเด็กคนหนึ่งท่าทางน่าสงสารที่คุกเข่าอยู่บนพื้นอย่างรุนแรง

   

   เมื่อเห็นพวกฉินเหล่าซานถีบประตูเข้ามา ก็คิดว่าเป็นพวกเขากำลังจะเข้ามายุ่งเรื่องของตัวเอง

   

   “พวกคางคกโผล่มาจากซอกไหนกัน กล้าดียังไงมาทำลายประตูบ้านข้า!”

   

   ฉินเหล่าซานขมวดคิ้วถอยหลังก้าวหนึ่ง ก่อนจะหันไปมองเพื่อยืนยันอีกรอบ พวกเขาก็ไม่ได้มาผิดบ้าน สิงโตหินหน้าประตูก็หูขาดไปข้างหนึ่งจริงๆ

   

   เขาเหลือบไปมองมารดาของตน เมื่อได้รับการยืนยันจากมารดา เขาจึงบอกให้แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆรออยู่หน้าประตู ส่วนตัวเองก้าวเดินเข้าไปด้วยใน

   

   “ขออภัย ที่นี่คือบ้านของหวังโซ่วเซิงใช่หรือไม่”

   

   ฉินเหล่าซานประสานคำนับ เขามักจะใช้มารยาทก่อนเสมอ

   

   สตรีผู้นั้นเมื่อได้ยินว่าพวกเขามาหาหวังโซ่วเซิงก็ยิ่งโมโหหนัก ทั้งร่างราวกับถังดินปืนที่พร้อมจะระเบิด และแล้วก็ระเบิดอารมณ์ใส่ฉินเหล่าซานทันที

   

   “เจ้าตาบอดหรืออย่างไร ไม่เห็นหรือว่าที่นี่ไม่มีหวังโซ่วเซิงที่เจ้าตามหา!”

   

   “หรือว่าเจ้าเป็นชู้รักของเขาหรือว่าเป็นชายชู้ล่ะ ทนความเหงาไม่ไหวแล้วเลยถ่อมาหาเขาถึงที่”

   

   ฉินเหล่าซานถูกพ่นน้ำลายใส่หน้า ได้แต่ยืนงงอยู่กับที่คิดไม่ออกว่าเกิดอันใดขึ้น เขาเพียงแค่ทักทายเท่านั้น เหตุใดหญิงเสียสติตรงหน้านี้ถึงด่าเขา

   

   สมองนางมีปัญหางั้นหรือ!

   

   เมื่อได้ยินว่าสามีของตนถูกรังแก สือไห่ถังที่อยู่ด้านหลังก็ทนไม่ไหว หลังจากส่งลิ่งเหวินให้กับแม่เฒ่าฉินแล้ว นางก็พับแขนเสื้อพุ่งตัวเข้าไปในบ้านทันที

   

   “นางผู้หญิงคนนี้มองซ้ายก็เหมือนคนโง่ มองขวาก็เหมือนคนเซ่อ มองบนก็เหมือนหัวหมู มองล่างก็เหมือนหัวลา เป็นคนครึ่งๆกลางๆครึ่งบนเป็นน้ำ ครึ่งล่างเป็นอุจจาระ เจ้าไม่อายหรือที่ออกมาทั้งอย่างนี้”


   หากพูดถึงเรื่องอารมณ์ร้อน สือไห่ถังไม่เป็นสองรองผู้ใดอยู่แล้ว ปกติเมื่ออยู่ที่บ้าน นางมักจะมีใบหน้ายิ้มแย้มให้กับทุกคน แต่นางเป็นคนที่รักครอบครัวสุดหัวใจ

   

   หากเป็นเรื่องของคนในครอบครัวของนาง นางจะไม่มีวันยอมให้ใครมารังแกครอบครัวนางเด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่กล้าด่าสามีสุดที่รักของนาง!

   

   ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตายกันไปข้าง

   

   “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้ากับอุจจาระสุนัขหนึ่งจานต่างกันอย่างไร ต่างกันตรงที่เจ้าไม่มีจาน!”

   

   “หัดตักน้ำใส่กระโหลดชะโงกดูเหงาตนเองหน่อยเถุิด คิดว่าตัวเองเป็นนางฟ้านางสวรรค์หรืออย่างไร ความจริงเจ้าก็แค่ดอกไม้เหี่ยวเฉาในฤดูใบไม้ร่วงเท่านั้น”

   

   “เจ้า...เจ้า…” หลี่ผิงชี้นิ้วใส่พวกเขา ตัวสั่นระริกด้วยความโกรธ

   

   ปกติแล้วชาวบ้านคนไหนปะทะฝีปากกับนาง แค่นางเอ่ยสองสามประตูก็ถูกขยี้จนแบนติดดินแล้ว

   

   แม้แต่ไอ้แก่หวังโซ่วเซิงก็ยังไม่กล้ายั่วโมโหนาง

   

   แล้วคนพวกนี้โผล่หัวมาจากไหนกัน ไม่เพียงแต่ถีบประตูบ้านข้าบ้าน ทั้งยังกล้าด่านางอีก!

   

   สือไห่ถังหอบหายใจหนัก นานมากแล้วที่นางไม่ได้ระบายอารมณ์อย่างสะใจเช่นนี้

   

   “สวรรค์ทรงเมตตา ในที่สุดก็มีคนจัดการหญิงคนนี้แล้ว”

   

   “หญิงคนนี้คิดว่าตัวเองทำอะไรก็ได้ คิดว่าตัวเองเป็นรองแค่สวรรค์”

   

   แม่เฒ่าฉินได้ยินเสียงกระซิบกระซาบของหญิงชาวบ้านสองคนด้านข้าง นางจึงให้หลิวซิ่วเถาส่งผิงกั่วให้พวกนางสองลูก แล้วถามด้วยความอยากรู้ว่า

   

   “พี่สาวทั้งสอง ฟังจากคำพูดของท่านแล้ว ดูเหมือนหญิงคนนั้นจะสร้างความขุ่นเคืองให้ผู้คนมาเลยสินะ”

   

   หญิงสาวทั้งสองล้วนเพียงชาวนา ไหนเลยจะเคยพบเห็นผิงกั่วลูกโตที่มีรูปลักษณ์งดงามเช่นนี้ พวกนางรีบนำผิงกั่วใส่ตะกร้าสะพายหลังแล้วกล่าวด้วยสีหน้าเคารพนบนอบว่า

   

   “ท่านผู้สูงศักดิ์ ท่านคงไม่ทราบ หญิงสาวที่อยู่ข้างในมีนามว่าหลี่ผิง ปากคอเราะรายยิ่งนัก ลุงของนางเป็นนายพรานประจำศาลาว่าการ นางได้รับอิทธิพลจากเขามามาก อีกทั้งยังมีนิสัยเผด็จการ ทุกวันยังไม่ทันที่ฟ้าจะสว่างก็ปริปากด่อทอตั้งแต่เช้าตรู่ มิเพียงแต่ทุบตีเด็กๆเป็นประจำ แม้แต่ขังพ่อเฒ่าหวังไว้แล้วให้อาหารก็เป็นเรื่องปกติ!”

   

   “พ่อเฒ่าหวังที่พวกท่านกล่าวถึงคือหวังโซ่วเซิงใช่หรือไม่” แม่เฒ่าฉินถามอีก

   

   หญิงสาวทั้งสองพยักหน้า “เจ้าค่ะ พ่อเฒ่าหวังมีจิตใจเมตตา แต่ก่อนมักช่วยเหลือเพื่อนบ้านในรักษาโรค เก็บค่าสมุนไพรเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่นับแต่หลี่ผิงเข้ามาในบ้าน พ่อเฒ่าหวังแทบไม่ได้ออกจากบ้านเลย”

   

   หญิงสาวอีกนางเอ่ยต่อ “ใช่แล้ว บางวันมักเห็นหลานสาวคนเล็กของพ่อเฒ่าหวังคุกเข่าอยู่บนหน้าประตู”

   

   เมื่อแม่เฒ่าฉินได้ยินถึงตรงนี้ ความโทสะก็ลุกโชนขึ้น ช่วงเวลาวัยเยาว์ ศิษย์น้องล็กชอบติดตามพวกนางสองพี่น้องไปซื้อขนมดอกหอมหมื่นลี้ในเมืองมากที่สุด

   

   หรือหากว่าบางครั้งทำผิด มักจะชอบมาซ่อนอยู่หลังพวกนาง มองอาจารย์ด้วยสายตาน่าสงสาร

   

   ความทรงจำของเกี่ยวกับศิษย์น้อยหยุดที่เด็กตัวอ้วนกลมที่ของเบิกตากว้าง แล้วเบะปากขอขนมดอกหอมหมื่นลี้จากนาง

   

   ขณะเดียวกัน ในใจพลันเกิดความสงสัยว่า เหตุใดเมื่อก่อนตอนที่พวกเขาไปเชิญเขามาช่วยเป็นพยาน จึงเชิญเขามาได้ง่ายดาย ไม่เจอเหตุการณ์ดังหญิงสาวสองคนนี้เล่าเลย

   

   บางทีอาจเป็นเพราะเข้าใจความสงสัยในดวงตาของแม่เฒ่าฉิน หญิงสาวคนหนึ่งจึงกล่าวต่อไปว่า

   

   พ่อเฒ่าหวังก็เคยมีช่วงเวลาที่ดีเหมือนกัน วัยหนุ่มเขารับศิษย์คนหนึ่งไว้ ศิษย์ผู้นั้นกตัญญูอย่างยิ่ง แม้จะอยู่ไกลถึงมณฑลจิ้ง แต่ทุกปีก็จะมาเยี่ยมอาจารย์ของตนตลอด ช่วงเวลานี้เองที่นางหลี่ผิงจะปล่อยเขาแต่งตัวดูดีออกมา เพื่อไม่ให้ศิษย์ผู้นั้นสังเกตเห็นความผิดปกติ เพราะทุกครั้งที่ศิษย์มาเยี่ยม ก็จะทิ้งเงินก้อนใหญ่ไว้เพื่อแสดงความกตัญญูต่ออาจารย์

   

   แม่เฒ่าฉินพยักหน้าและกล่าวว่า “ขอบคุณทั้งสองมาก หญิงชราคนนี้คงไม่รบกวนทั้งสองอีกต่อไป”

   

   แม่เฒ่าฉินยืนฟังอยู่นอกประตูเป็นเวลานาน ทำให้ได้ยินเรื่องราวบางอย่างจากปากของหญิงสาวชาวบ้านทั้งสอง เมื่อพวกนางหยุดพูดจึงอุ้มเล่อเหนียงเดินเข้าไปข้างใน

   

   “พวกเจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงมาถีบประตูบ้านของข้า ออกไปเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นข้าจะแจ้งทางการ”

   

   หลี่ผิงจ้องพวกเขาอย่างดุร้าย

   

   อย่างไรเสียคนพวกนี้ก็ทะเลาะไม่ชนะพวกนาง แต่พวกเขากล้าบุกรุกเข้ามาถึงในบ่าน ก็อย่าโทษที่นางแจ้งเรื่องนี้กับทางการแล้วกัน

   

   แม่เฒ่าฉินผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย นางไม่สนใจสายตากินเลือดกินเนื้อแบบเด็กๆของหลี่ผิง และถามออกไปตรงๆ

   

   “หวังโซ่วเซิงอยู่ไหน เรียกเขาออกมาเดี๋ยวนี้!”

   

   หลี่ผิงมองพวกเขาอย่างหวาดระแวง “พวกเจ้าตามหาเขาทำไม ที่นี่ไม่มีคนชื่อนี้”

   

   “ข้าเป็นศิษย์พี่ร่วมสำนักของเขา ให้เขาออกมาคำนับข้าเดี๋ยวนี้!”

   

   แม่เฒ่าฉินแผ่รัศมีความน่าเกรงขามน่ากดดัน กดดันจนหลี่ผิงแทบทนไม่ไหวคุกเข่าให้นาง

   

   “เขา...เขาออกไปแล้ว ข้าไม่รู้ว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ใด”

   

   สำหรับคำพูดของนาง เมื่อได้ยินเรื่องของเขาก็ไม่เชื่อแม้แต่คำเดียว

   

   หากเมื่อครู่ไม่ได้ยินเรื่องราวบางอย่างจากปากของชาวบ้านสองคนที่หน้าประตู ก็คงเชื่อคำพูดของผู้หญิงคนนี้ไปแล้ว

   

   “เหล่าซาน สวี่ซิ่วอิง ไปดูในห้องด้านในสิ!”

   

   ฉินเหล่าซานและสวี่ซิ่วอิงรับคำแล้วหันหลังวิ่งเข้าไปในห้องด้านใน

   

   “พวกเจ้าจะทำอะไร พวกเจ้าทำแบบนี้ถือเป็นการบุกรุกบ้านผู้อื่น ข้าจะไปแจ้งทางการให้มาจับพวกเจ้าทั้งหมด!”

   

   หลิวชิวเถาพลันฉลาดขึ้นมาตอนนี้ นางเดินกะโผลกกะเผลกไปปิดประตูใหญ่

   

   แม่เฒ่าฉินล้วงก้อนเงินออกมาจากอกเสื้อแล้วโยนลงพื้น “เจ้าวางใจได้ ศิษย์น้องร่วมสำนักของข้ายังติดหนี้การคำนับข้าอยู่ ข้ามาครั้งนี้ก็เพื่อให้เขาคำนับข้าเท่านั้น หากทำของในบ้านเจ้าเสียหาย เงินก้อนนี้ก็เป็นค่าชดเชยแล้ว!”

   

   “ศิษย์พี่ใหญ่!”



 บทที่ 156: เรียกร้องความยุติธรรม


   

   ฉินเหล่าซานและสวี่ซิ่วอิงเดินตามหาตั้งแต่ลานหน้าบ้านไปจนถึงหลังบ้าน แต่ก็ไม่พบแม้แต่เงาของหวังโซว่เซิง

   

   ขณะที่พวกเขากำลังจะถอดใจ ฉินเหล่าซานบังเอิญเหลือบไปเห็นห้องครัวและสังเกตเห็นบริเวณบริเวณกองฟืนที่เตาไฟมีส่วนนูนขึ้นมา เขาจึงเดินไปเขี่ยกองฟืนออก แล้วเปิดแผ่นไม้ที่ปิดอยู่

   

   ข้างล่างเป็นห้องใต้ดินห้องหนึ่ง แต่ดูเหมือนว่าจะถูกทิ้งร้างไปแล้ว

   

   “อาจารย์อา”

   

   ฉินเหล่าซานลองเรียกดูแต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับจากด้านล่าง ขณะที่พวกเขากำลังจะจากไป สวี่ซิ่วอิงก็ห้ามเขาไว้

   

   “ชู่! พี่สาม ท่านลองฟังสิ!”

   

   ฉินเหล่าซานยื่นหน้าไปตรงปากหลุม และแล้วก็ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากด้านใน

   

   ฉินเหล่าซานไม่กล้ารอช้ากระโดดลงไปทันที ภาพที่ปรากฏต่อหน้าทำให้เขาแทบเสียสติ บริเวณมุมมืดของห้องใต้ดินที่ทั้งอับและแฉะ มีชายชราร่างกายซูบผอมนอนขดตัวอยู่

      

   บนพื้นด้านยังมีสิ่งขับถ่ายต่างๆ เจิ่งนองอยู่

   

   แม่เฒ่าฉินและพวกเขาหาตัวหวังโซ่วเซิงอยู่ครึ่งค่อนวันแต่ก็ไม่พบแม้แต่เงา สุดท้ายแล้ว…

   

   “อาจารย์อา” ฉินเหล่าซานรีบเดินเข้าไปประคองเขาขึ้นมา

   

   หวังโซ่วเซิงอาศัยแสงสว่างริบหรี่ที่ลอดมาจากปากห้องใต้ดิน พ่อจะจำได้ว่าคนตรงหน้าคือฉินเหล่าซาน

   

   “อาจารย์อา ไปกันเถอะ!”

   

   ฉินเหล่าซานแบกหวังโซ่วเซิงขึ้นหลังแล้วปีนขึ้นไปด้านบน สวี่ซิ่วอิงหาเชือกเส้นหนึ่งแล้วโยนลงไป

   

   แม่เฒ่าฉินที่นั่งอยู่ในลานบ้าน ได้ยินเสียงแผ่วเบาดังมาจากด้านหลัง พอหันกลับไปมองก็โมโหจนแทบบ้า

   

   คนที่อยู่บนหลังของฉินเหล่าซาน ผอมแห้งเหมือนไม้เสียบผี ลมหายใจรวยรินราวกับใกล้สิ้นลม เขาคือศิษย์น้องร่วมสำนักของนางจริงๆหรือ

   

   “สภาพของอาจารย์อาดูไม่ค่อยดีนัก จำเป็นต้องส่งไปรักษาที่โรงหมอเท่านั้น”

   

   “เร็วเข้า เหล่าซาน รีบแบกอาจารย์ของเจ้าไป พ้นจากปากตรอกไปก็จะมีโรงหมออยู่!”

   

   ฉินเหล่าซานไม่กล้าชักช้าแบกหวังโซ่วเซิงพุ่งออกไปนอกบ้านทันที

   

   “ทางนี้!” นอกประตูมีหญิงสาวใจดีคนหนึ่งช่วยนำทางฉินเหล่าซาน

   

   โชคดีเหลือเกิน ในที่สุดหมอหวังก็รอดแล้ว!

   

   หลี่ผิงเพิ่งรู้สึกตัวและตระหนักได้ว่าพวกเขาพาหวังโซ่วเซิงหนีไปแล้ว จึงรีบวิ่งไปแย่งตัวหวังโซ่วเซิงกลับมา

   

   แม่เฒ่าฉินเหวี่ยงแขนตบหน้าหลี่ผิงจนล้มลงกับพื้น

   

   ทันใดนั้นก็มีเสียงให้กำลังใจดังมาจากนอกประตู!

   

   หลี่ผิงนั่งอยู่บนพื้นเอามือกุมหน้า ไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามีคนกล้าตบนางจริงๆ

   

   “ยายแก่บ้า เจ้ากล้าตบข้าเชียวหรือ!”

   

   หลี่ผิงลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางดุดัน แล้วพุ่งเข้าหาแม่เฒ่าฉิน

   

   ลุงของนางเป็นถึงนายพรานประจำศาลาว่าการ บิดาของนางเป็นตระกูลใหญ่ที่มีชื่อเสียงในอำเภอชิงเหอ ตั้งแต่เกิดมานางไม่เคยถูกใครรังกแกแม้แต่ปลายนิ้ว หญิงชั่วช้าคนนี้ กล้าดีอย่างไรมาตบนาง!

   

   น่าเสียดายที่นางประเมินแม่เฒ่าฉินต่ำเกินไป!

   

   แม่เฒ่าฉินเป็นคนที่พาครอบครัวหนีตายมาจากชายแดนจนถึงที่นี่ นอกจากบุตรชายคนเล็กที่หายไประหว่างทางแล้ว ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเลย นางเป็นคนเด็ดเดี่ยว สำหรับผู้หญิงอย่างหลี่ผิงแล้วไม่ถือว่าอยู่ในสายตานางด้วยซ้ำ

   

   เห็นนางพุ่งเข้ามา แม่เฒ่าฉินไม่แม้แต่จะไม่หลบ แต่ยังยกเท้าเตะนางจนล้มลงไปกับพื้นอีกครั้ง

   

   สือไห่ถังเคลื่อนไหวเร็วราวปานสายฟ้าฟาด กระโดดคร่อมทับตัวนางไว้แล้วยกมือฟาดใบหน้านางซ้ำแล้วซ้ำเล่า

   

   แม่เจ้า! หญิงคนนี้กล้าด่าสามีของนาง คอยดูเถอะข้าจะตบนางให้ปากฉีกไปข้าง!

   

   เด็กหลายคนวิ่งเข้ามาร่วมด้วย ต่างเตะถีบนางคนละทีสองที ชั่วขณะนั้น เสียงร้องโหยหวนดังก้องลานบ้าน

   

   ผู้คนที่มามุงดูนอกประตูมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่มีใครเข้าไปช่วยนางเลย ทั้งยังกลับปรบมือให้กำลังใจอีกต่างหาก!

   

   ทางนี้ฉินเหล่าซานแบกหวังโซ่วเซิง วิ่งไปยังโรงหมอจิ้งอันที่อยู่ใกล้ที่สุด

   

   เมื่อพวกเขาเพิ่งเดินเข้าใกล้ เด็กฝึกงานที่ประตูก็สังเกตเห็นหวังโซ่วเซิงบนหลังชายคนหนึ่งอย่างรวดเร็ว จึงรีบนำพวกเขาเข้าไปข้างใน

   

   หมอประจำโรงหมอจิ้งอันชื่อจางเฟยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับหวังโซ่วเซิงมาโดยตลอด เพียงแต่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาไม่ค่อยได้เห็นหวังโซ่วเซิง ออกมา

   

   ไม่คิดการพบกันอีกครั้งจะอยู่ในสถานการณ์นี้

   

   เขารีบจับชีพจรหวังโซ่วเซิงและตรวจร่างกาย แต่ยิ่งตรวจก็ยิ่งขมวดคิ้วแน่น

   

   เขารีบหันไปถามฉินเหล่าซาน “เกิดอะไรขึ้น เหตุใดถึงเป็นแบบนี้ ถ้ามาช้าอีกนิดเกรงว่าเขาจะไม่รอด”

   

   เพื่อนบ้านก็ไม่รู้ว่าเขาถูกทรมานอย่างไรบ้าง จึงเล่าสิ่งที่ได้เห็นและได้ยินเมื่อครู่ให้หมอฟังทั้งหมด

   

   จางเฟยฟังแล้วก็ไม่พอใจยิ่งนัก ในใจยังรู้สึกเสียใจและโทษตัวเอง

   

   หากสิ่งที่เขาคาดการณ์ไว้ไม่ผิดเลยสักนิด ทั้งหมดนี้น่าจะเป็นผลมาจากเหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อน

   

   เขารีบสั่งให้ลูกมือไปหยิบยาและต้มยา

   

   ฉินเหล่าซานเห็นว่าหมอจางสนิทสนมกับอาจารย์อา จึงล้วงเงินก้อนหนึ่งออกมาจากอกเสื้อวางลงบนโต๊ะ ขอร้องให้เขาช่วยดูแลอาจารย์อาแทนตนหน่อย เพราะว่าเขาต้องรีบกลับไปหามารดา อีกทั้งเด็กๆยังอยู่ในลานบ้านนั้น

   

   ระหว่างทางบังเอิญเจอกับฉินเหล่าซื่อที่แบกตะกร้าอยู่ เขารีบดึงฉินเหล่าซื่อวิ่งไปยังบ้านตระกูลหวัง ขณะวิ่งก็เล่าเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นให้น้องชายฟังอย่างรวดเร็ว

   

   พี่น้องทั้งสองกลัวว่ามารดาจะเสียเปรียบ จึงรีบเร่งฝีเท้าวิ่งเร็วขึ้น แต่เมื่อเข้าไปในลานบ้าน กลับต้องตกตะลึงกับภาพที่เห็นตรงหน้า

   

   หมูที่นอนอยู่บนพื้นนั่นเป็นใครกัน

   

   “พวกท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่” ฉินเหล่าซื่อรีบเข้าไปดูมารดา เมื่อพบว่าพวกเขาไม่ได้บาดเจ็บจึงโล่งใจ

   

   “เจ้ากำลังทำอะไร กลางวันแสกๆ กล้าทุบตีผู้หญิงเช่นนี้เชียวหรือ”

   

   ขณะเดียวกันนั้นเจ้าหน้าที่ทางการหลายคนก็วิ่งเข้ามา โดยมีเจ้าหน้าที่อาวุโสนำหน้า เมื่อเขาเห็นหลี่นอนหมดสภาพไม่รู้เป็นตายหลายดีอย่างไรก็ตาลีตาเหลือก

   

   เขาชักดาบออกมากำลังจะฟันไปที่แม่เฒ่าฉิน แต่ฉินเหล่าซื่อและฉินเหล่าซานก็รีบเข้าไปยืนขวางหน้าไว้อย่างรวดเร็ว

   

   เจ้าหน้าที่ทางการสองคนที่อยู่ข้างๆ รีบเข้าไปดึงตัวเจ้าหน้าที่อาวุโสไว้พลางพูดเสียงเบาเพื่อปลอบประโลม

   

   “พี่หลี่ ท่านอย่างเพิ่งใจร้อน ไม่ว่าเกิดเรื่องอันใดก็ให้จับพวกเขาไป ศาลาว่าการก่อนแล้วค่อยว่ากัน!”

   

   เจ้าหน้าทางการสองคนคนที่กำลังปลอบเขาอยู่นั้น ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นเจ้าหน้าที่ที่เคยไปเก็บภาษีข้าวที่หมู่บ้านตระกูลฉินมาก่อน

   

   คนอื่นอาจไม่รู้ แต่พวกเขารู้ดีว่าตระกูลฉินนี้มีถงเซิงถึงเก้าคน และคนที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาก็เป็นถงเซิงเช่นกัน เป็นบุคคลที่พวกเขาไม่กล้าล่วงเกิน

   

   เพียงแต่พวกเขาทั้งสองไม่ได้ส่งเสียงใดๆ เพียงแค่บอกให้เจ้าหน้าที่อาวุโสใจเย็นเข้าไว้

   

   “พวกเจ้ากล้าทำร้ายสตรีผู้บริสุทธิ์กลางวันแสกๆเช่นนี้ ข้าจะจับตัวเข้าไปขังไว้ที่ศาลาว่าการ รอรับการตัดสินจากท่านนายอำเภอ”

   

   “ข้าอยากรู้นักว่าใครจะกล้า!” ฉินเหล่าซื่อขวางหน้าครอบครัวตระกูลฉินอย่างดุดัน

   

   “ผู้ใดขัดขืน ให้สังหารทันที!”

   

   เมื่อเจ้าหน้าที่อาวุโสเอ่ยจบ นอกจากผู้คุมสองคนที่ไปเก็บเสบียงที่หมู่บ้านตระกูลฉิน ผู้คุมที่เหลือทั้งหมดก็ชักดาบอันแวววาวออกมา

   

   สายตาฉินเหล่าซื่อเย็นชาคิดจะพุ่งเข้าไป แต่ถูกแม่เฒ่าฉินคว้าตัวไว้

   

   “จะไปก็ไป ข้ากำลังอยากร้องขอความเป็นธรรมเจ้าท่านนายอำเภออยู่ดี”

   

   แม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียงเดินนำหน้าออกไป ส่วนคนอื่นๆ ตามหลังมาอย่างนิ่งสงบ

   

   ส่วนดาบอันแวววาวเหล่านั้น พวกเขาไม่แม้แต่จะมองด้วยซ้ำ

   

   แม้แต่ฉินเหล่าซานยังมีเวลาวิจารณ์ “ดาบพวกนี้แย่งยิ่งนัก ไม่คมเหมือนดาบที่เล่อเหนียงให้พวกเราเลย”

   

   ผู้คนในตระกูลฉินถูกเจ้าหน้าที่ทางการควบคุมตัว พาเดินประจานไปตามท้องถนนมุ่งหน้าสู่ศาลาว่าการ ไม่นานก็ก่อให้เกิดความโกลาหลวุ่นวาย

   

   ท่ามกลางฝูงชนมีผู้อาวุโสผมขาวแซมดำผู้หนึ่งเห็นแม่เฒ่าฉิน ดวงตาของนนางหดเล็กลงชั่วขณะ!



บทที่ 157: เป็นเรื่องบังเอิญจริงหรือ


   

   “น่าเกรงขาม!”

   

   “ผู้ใดอยู่ด้านล่างศาล ใดรับความอยุติธรรมอันใดหรือ”

   

   นายอำเภอเคาะไม้ปลุกสติ เจ้าหน้าที่ทางการอาวุโสทันทีคุกเข่าลงตรงหน้า พลางร้องไห้คร่ำครวญด้วยความเจ็บปวด

   

   “ใต้เท้า ท่านต้องตัดสินเรื่องนี้ให้ข้าน้อยนะขอรับ อันธพาลเหล่านี้ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี บุกเข้าบ้านหลานสาวข้าน้อย และทำร้ายร่างกายนางอย่างโหดร้ายทารุณ”

   

   “น่าสงสารที่เหล่าหลี่อย่างข้าทำงานอย่างขยันขันแข็งเพื่ออำเภอชิงเหอมาครึ่งชีวิต สุดท้ายหลานสาวคนเดียวกลับถูกคนทำร้ายจนเป็นเช่นนี้ ท่านต้องเรียกร้องความยุติธรรมให้ข้า!”

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นมองหลี่โหย่วไฉที่กำลังร้องไห้คร่ำครวญและข่มขู่เขาตนเองด้วยสายตาเย็นชา

   

   เขาไม่ใช่นายอำเภอที่ฉ้อฉลเหมือนนายอำเภอคนก่อน เขาตั้งใจจะปกครองอำเภอชิงเหอแห่งนี้ให้ดี ตั้งแต่ถูกย้ายมาประจำการที่นี่ เขาก็ถูกขัดขวางตลอด พวกลูกน้องที่นายอำเภอคนก่อนเลี้ยงดูมาคอยแสดงท่าทีดูถูกเขา ไม่เคยเห็นหัวเขาที่เคยเป็นนายอำเภอเลย

   

   สำหรับพวกที่กดขี่ข่มเหงชาวบ้านทุกวัน เขารับรู้เรื่องนี้ทุกอย่าง เพียงแต่ยังจับไม่ได้คาหนังคาเขา

   

   “เจ้าหน้าที่หลี่ เจ้าไปยืนรอด้านข้างก่อน ข้าจะสอบถามให้กระจ่างว่าเกิดอะไรขึ้น หากเจ้าถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรมจริง ข้าจะเรียกร้องความยุติธรรมให้เจ้าเอง!”

   

   หลี่โหย่วไฉจ้องเขาอย่างดุดันแล้วถอยไปด้านข้างอย่างไม่พอใจ

   

   “นำตัวจำเลยเข้ามา!”

   

   น้ำเสียงอันทรงพลังน่าเกรงขามดังขึ้น แม่เฒ่าฉินและพวกเดินก็เดินเข้ามาอย่างไม่หวั่นเกรง

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นหรี่ตามองสวี่ซิ่วอิงและสือไห่ถัง พลันรู้สึกว่าหญิงสองคนนี้คุ้นหน้าอย่างบอกไม่ถูก ไม่รู้ว่าเคยพบหญิงสาวสองคนนี้ที่ไหนมาก่อนหรือไม่

   

   “ข้าน้อย ฉินชุนหลานขอคารวะใต้เท้าผู้ทรงความยุติธรรม!” แม่เฒ่าฉินและคนอื่นคุกเข่าลงพร้อมกัน

   

   “อืม” ไป๋เช่ออวิ๋นพยักหน้าตอบรับ กำลังจะเอ่ยปากสอบถามเรื่องราว แต่เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นหงอวี่ที่คุกเข่าอยู่ข้างแม่เฒ่าฉินก็ตกใจจนนั่งไม่ติดเก้าอี้ ล้มก้นจ้ำเบ้าลงบนพื้น

   

   “ใต้เท้า!”

   

   เจ้าหน้าที่ที่อยู่ด้านข้างรีบประคองเขาขึ้น

   

   “เจ้า...เจ้า…ชื่อ…ชื่ออะไร”

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นสงบสติอารมณ์ลงแล้วถามตะกุกตะกัก

   

   สมาชิกตระกูลฉินที่อยู่ด้านล่างต่างมองหน้ากัน ก่อนจะหันไปมองไป๋เช่ออวิ๋นด้วยความงุนงง

   

   เขากำลังพูดกับใครกันแน่

   

   แต่คนตระกูลฉินไม่รู้ว่าหงอวี่กลับรู้ดีว่าไป๋เช่ออวิ๋นกำลังถามใครสุดท้ายแล้ว ไป๋เช่ออวิ๋นกับเขาก็นับว่าเป็นคนคุ้นเคยกัน

   

   เพียงแต่ว่าพวกเขามีจุดยืนที่แตกต่างกันเท่านั้นเอง

   

   “ท่านย่า” หงอวี่งแขนเสื้อของแม่เฒ่าฉิน แล้วเรียกท่านย่าเสียงแผ่วเบา

   

   แม่เฒ่าฉินกลับสัมผัสได้ถึงความหวาดกลัวนั้นได้อย่างชัดเจน

   

   นางเข้าใจเกือบจะในทันทีว่านายอำเภอผู้นี้คุ้นเคยกับหงอวี่ และเป็นไปได้ว่าทั้งสองมีจุดยืนที่แตกต่างกัน

   

   แม่เฒ่าฉินลูบมือเขาเบาๆ เพื่อปลอบประโลม ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองนายอำเภอพลางกล่าว “ข้าไม่ทราบว่าท่านนายอำเภอกำลังถามถึงผู้ใด ในบ้านของข้าน้อยมีเด็กอยู่มาก พวกเขาแต่ละคนล้วนขี้ขลาด หากท่านมีข้อสงสัยใด โปรดถามข้าได้เลยโดยตรง อย่าได้ทำให้เด็กๆตกใจเลย”

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นรู้สึกว่าตนเองกำลังเสียงมารยาท เขากระแอมเบาๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่เป็นธรรมชาตินัก “แม่เฒ่าฉิน เด็กที่อยู่ข้างเจ้าคนที่สวมเสื้อสีฟ้าเข้มนั่น เป็นอะไรกับเจ้า”

   

   แม่เฒ่าฉินเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เป็นหลานชายตัวน้อยของข้า ลูกชายคนเล็กของลูกชายคนที่สี่ของข้า!”

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นจ้องมองแม่เฒ่าฉินและหงอวี่ที่อยู่ข้างกายอย่างเขม็ง เด็กน้อยตรงหน้านี้ดูเหมือนกับเจ้าตัวเล็กที่เขารู้จักราวกับแกะ

   

   ในโลกนี้จะมีคนที่หน้าตาเหมือนกันขนาดนี้จริงหรือ

   

   เขาหันไปสอบถามคนอื่นๆในตระกูลฉินและได้รับคำตอบเหมือนกันหมด ในใจอดรู้สึกผิดหวังไม่ได้ เวลานี้จึงกดความสงสัยในใจลง แล้วเริ่มพิจารณาเรื่องสำคัญของวันนี้

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นเคาะไปปลุกสติแล้วเอ่ยปาก “แม่เฒ่าฉิน หลี่โหย่วไช่บอกว่าท่านพาครอบครัวไปทุบตีหลานสาวของเขาโดยไม่มีเหตุผล เรื่องนี้เป็นความจริงหรือไม่”

   

   “เป็นความจริงเจ้าค่ะ!”

   

   แม่เฒ่าฉินยืดหลังตรงแล้วตอบ “มีการลงมือทำร้ายร่างกายจริง แต่ไม่มีเหตุผลนั้นเป็นเรื่องเท็จ อีกอย่างข้าก็ต้องการเรียกร้องความยุติธรรมเช่นกัน”

   

   “เจ้าต้องการร้องเรียนหรือ” ไป๋เช่ออวิ๋นรู้สึกสนใจขึ้นมา

   

   “ถูกต้องแล้ว ข้าจะฟ้องร้อง!” หญิงชราตะโกน

   

   “ข้าจะฟ้องร้องหลี่ผิงกับหลี่เฟยที่ร่วมมือกันทารุณกรรมศิษย์น้องของข้าหวังโซ่วเซิง จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด!”

   

   “ท่านผู้อาวุโส ข้อน้อยถูกใส่ร้ายขอรับ พวกเขาทั้งหมดนี้กำลังกล่าวหาข้าน้อยอย่างไม่เป็นธรรม น่าสงสารหลานสาวผู้บอบบางของข้าข้อน้อยเหลือเกิน!”

   

   ก่อนที่ไป๋เช่ออวิ๋นจะทันได้ตอบ หลี่โหย่วไฉ่ที่อยู่ข้างๆ ก็รีบคุกเข่าลงกับพื้นและร้องไห้คร่ำครวญขึ้นมาก่อน เขาร้องไห้น้ำมูกน้ำตาไหลพราก ดูแล้วช่างน่าสงสารยิ่งนัก

   

   แต่ผู้คนที่มามุงดูเหตุการณ์อยู่นอกศาลกลับมองเขาด้วยสายตาดูแคลน

   

   พวกเขาล้วนเป็นพื้นที่อำเภอชิงเหอ นิสัยใจคอของคนพวกนี้เป็นอย่างไรพวกเขาย่อมรู้จักนิสัยคนพวกนี้ดี

   

   “เจ้าหน้าที่หลี่ เจ้าจงถอยออกไปและรอคอยอย่างสงบ ข้าเพิ่งบอกไปว่าหากเจ้าถูกใส่ร้ายจริง ข้าจะเรียกร้องความยุติธรรมให้เจ้าเอง!”

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นกวาดตามองเขาอย่างไม่พอใจ พลางคิดในใจว่า หวังว่าเรื่องวันนี้จะไม่ใช่ความผิดของเจ้า มิเช่นนั้นข้าจะต้องถอดหมวกขุนนางบนหัวของเจ้าออกแล้ว

   

   “แม่เฒ่าฉิน พวกเจ้ามาที่นี่เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้หวังโซ่วเซิง พวกเจ้าได้ยินหรือเห็นอะไรมาถึงได้มาเรียกร้องความยุติธรรมให้เขา”

   

   “แม่เฒ่าฉิน เมื่อครู่ท่านบอกว่าศิษย์น้องร่วมสำนักของเจ้าถูกหลี่โหยวไฉและพวกทารุณจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด เจ้าเห็นกับตาตัวเองหรือ”

   

   แม่เฒ่าฉินตอบว่า “ข้าน้อยเห็นกับตาตัวเอง!”

   

   “ครอบครัวของพวกข้าเพิ่งกลับมาบ้านเกิดเมื่อปีที่ ยังไม่ได้มาเยี่ยมศิษย์น้องรวมสำนัก วันนี้พอดีที่บ้านว่างก็เลยพาทั้งครอบครัวมาเยี่ยมศิษย์น้องที่ไม่ได้พบกันมานาน แต่ไม่คิดว่ายังไม่ทันเข้าประตูก็ได้ยินเสียงร้องไห้โหยหวนของเด็กคนหนึ่ง หญิงชราอย่างข้ากลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น จึงให้ลูกชายพังประตูเข้าไป ใครจะคิดว่าพอเข้าไปกลับไม่เห็นศิษย์น้อง แต่กลับถูกสตรีที่ไม่เคยรู้จักชี้หน้าด่าทอ”

   

   “แม้หญิงชราอย่างข้าจะไม่ได้กลับบ้านเกิดมาหลายปี แต่ก็ยังคงกับศิษย์น้องผู้นี้ทางจดหมายมาตลอด ในจดหมายน้องชายไม่เคยพูดถึงหลี่ผิงเลย ข้าน้อยจึงรู้สึกไม่สบายใจ จึงให้ลูกชายบุกเข้าไปในเรือนหลังเพื่อตามหา ผลปรากฏว่าพบศิษย์น้องร่วมสำนักนอนหมดสติอยู่ในห้องใต้ดินที่ถูกทิ้งร้าง”

   

   “ตอนนี้ศิษย์น้องร่วมสำนักของข้าน้อยกำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงหมอจิ้งอัน หากท่านไม่เชื่อก็ส่งคนไปตรวจสอบได้!”

   

   “เจ้าพูดเหลวไหล ถ้าหวังโซ่วเซิงถูกพวกข้าขังอยู่ในห้องใต้ดิน แล้วเขาจะเขียนจดหมายติดต่อกับเจ้าได้อย่างไร”

   

   พอหลี่โหยวไฉได้ยินคำพูดของแม่เฒ่าฉินก็รีบออกมายืนข้างหน้า ภูมิใจที่จับได้ว่าแม่เฒ่าฉินโกหก

   

   “ใต้เท้า สิ่งที่หญิงชราผู้นี้พูดเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ หวังโซ่วเซิงไม่มีทางที่จะ…”

   

   หลี่โหยวไฉพูดได้ครึ่งๆกลางๆ ก็รีบเอามือปิดปาก มองหน้าไป๋เช่ออวิ๋นด้วยสีหน้าตกใจกลัว

   

   เมื่อเห็นไป๋เช่ออวิ๋นจ้องมองเขาอย่างมีนัย ก็รีบคุกเข่าลงกับพื้นและอธิบาย

   

   “ใต้…ใต้เท้า เรื่องไม่ได้เป็นอย่างที่ท่านคิดขอรับ หวังโซ่วเซิงไม่สบายมาหลายปีแล้ว ไม่สามารถออกไปข้างนอกได้”

   

   “เป็นเช่นนั้นจริงๆขอรับ ใต้เท้าโปรดเชื่อข้าน้อยเถิด เรื่องราวเป็นเช่นนี้จริงๆ ข้าน้อยไม่ได้ทรมานเขา เขาเป็นหนี้บุญคุณข้าน้อย ทุกอย่างล้วนเป็นกรรมของเขา!”

   

   หลี่โหยวไฉยิ่งอธิบายก็ยิ่งสับสน จนสุดท้ายตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่ากำลังพูดอะไรอยู่

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นเคาะไม่ทุบสติเสียงดังลั่น เขาตกใจจนทรุดลงกับพื้นทันที

   

   เขาแย่แล้ว!



บทที่ 158: เรื่องราวกลับตาลปัตร


   

   “เร็วเข้า ไปตรวจดูสถานการณ์แถวบ้านของหวังโซ่วเซิงหน่อย!” ไป๋เช่ออวิ๋นหันไปสั่งการ

   

   เจ้าหน้าที่สองคนรับคำสั่งแล้วถอยออกไป

   

   “ข้ารู้เรื่องของครอบครัวเขา!”

   

   หน้าศาลาว่าการ หญิงผู้หนึ่งยกมือขึ้นพลางร้องบอกเสียงดัง

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นมองสตรีผู้นั้นปราดหนึ่ง แล้วสั่งให้เจ้าหน้าที่ข้างๆ อนุญาตให้นางเข้ามา

   

   หญิงผู้นั้นเข้ามาแล้วคุกเข่าลง ก่อนจะก้มศีรษะคำนับอย่างนอบน้อมเพื่อแสดงความเคารพ

   

   “ผู้ใดอยู่ด้านล่างศาล เจ้าบอกว่ารู้เรื่องราวของครอบครัวเขาหรือ!”

   

   หญิงสาวผู้นั้นเอ่ยปาก “ข้าน้อยนามจางหลัวซื่อ อาศัยอยู่ข้างหวังโซ่วเซิง”

   

   “เช่นนั้นเจ้าก็เล่าเรื่องที่เจ้ารู้ให้ข้าทราบเถอะ”

   

   สตรีผู้นั้นก้มศีรษะคำนับอีกครั้ง แล้วเรื่องราวต่างๆอย่างละเอียด

   

   “ใต้เท้า หมอหวังเคยช่วยรักษาพวกข้าน้อยโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เขาเป็นคนดี แต่หลี่โหย่วไฉและหลี่ผิงช่างไร้ยางอายนัก พวกเขากักขังหมอหวังไว้ในบ้านและทารุณกรรมเขา ไม่ให้กินไม่ให้ดื่ม วันที่หมอหวังได้รับการปฏิบัติอย่างดีมีเพียงไม่กี่วันเท่านั้น นั้นคือตอนที่ศิษย์ของเขามาเยี่ยม เป็นเพราะศิษย์ของเขาจะมอบเงินไว้ให้”

   

   “พวกข้าน้อยที่เป็นหนี้บุญคุณเขาเคยพยายามช่วยหมอหวังแล้ว แต่หลี่ผิงนางอสรพิษนั่นกลับใช้หลานเพียงคนเดียวของหมอหวังมาข่มขู่เขา หมอหวังกลับต้องจำใจทนทุกข์ทรมานต่อไป!”

   

   เมื่อได้ยินคำพูดของหญิงผู้นั้น ไป๋เช่ออวิ๋นพลันเกิดความรู้สึกสงนสนเท่ห์

   

   หวังโซ่วเซิงผู้นี้เป็นคนใจบุญสุนทาน มักช่วยเหลือคนยากจนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เขาเป็นคนแบบนี้มาตลอด ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ควรได้รับความเคารพนับถือ เหตุใดเขาจึงถูกจับขังไว้ในห้องใต้ดินและถูกหลี่ผิงทรมานเล่า

   

   อีกทั้งหลี่ผิงกับเขามีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันอย่างไร

   

   “แม่เฒ่าฉิน ท่านรู้เรื่องของศิษย์น้องร่วมสำนักของเจ้ามากแค่ไหน”

   

   แม่เฒ่าฉินส่ายหน้า “ข้าน้อยจากไปหาญาติที่ชายแดนเมื่อยี่สิบปีก่อน และตั้งรกรากอยู่ที่นั่น ช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา นอกจากสิบปีแรกที่ยังติดต่อกับศิษย์น้องร่วมสำนักอยู่บ้าง หลังจากนั้นเขาก็เริ่มขาดการติดต่อ ข้าน้อยไม่รู้ว่าหลี่ผิงเป็นใคร”

   

   ข่าวที่หลี่ผิงถูกบุกเข้าบ้านและทำร้ายร่างกายกลางวันแสกๆ ข่าวแพร่สะพัดไปทั่วทุกซอกทุกมุมของอำเภอชิงเหอราวกับสายลม ไม่ว่าจะมีธุระหรือไม่ก็พากันวิ่งไปที่ที่ศาลาว่าการกันหมด!

   

   บางคนถึงกับหยิบผักเน่าๆติดมือไปด้วย เห็นได้ชัดว่าหลี่ผิงไม่ใช่คนที่มีน้ำใจต่อผู้อื่นในยามปกติ!

   

   “พอแล้ว พอแล้ว พวกเจ้าลุกขึ้นมาพูดคุยกันเถอะ ข้าไม่อยากเห็นคนมากมายคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเช่นนี้ อายุขัยของข้าไม่พอให้พวกท่านคำนับแล้ว”

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นโบกมือให้แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆ ลุกขึ้นมาพูดคุย

   

   แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆ มองหน้ากันด้วยความสงสัย ตอนนี้จะให้พวกเขาลุกขึ้นมาพูดคุยแล้วหรือ ขุนนางสมัยนี้พูดจาง่ายดายเช่นนี้เลยหรือว่าคนที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาเป็นตัวปลอม

   

   แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆ พึมพำจนเกิดเสียงจอแจ แต่สุดท้ายก็ยอมลุกขึ้นยืนอย่างว่าง่าย

   

   พวกเขาไม่อยากทำให้ตัวเองลำบาก การคุกเข่าอยู่บนพื้นก็ไม่สบายเท่าไหร่ ไป๋เช่ออวิ๋นที่นั่งอยู่บนบัลลังก แอบเช็ดเหงื่อในใจ

   

   เขาหาเหตุผลที่ชอบธรรมให้พวกเขาลุกขึ้นยืนได้เสียที

   

   ไม่ว่าคนข้างล่างนั้นจะเป็นคนที่เขารู้จักหรือไม่ก็ตาม แต่เพียงแค่เห็นใบหน้านี้ก็ไม่กล้าเสี่ยงแล้ว หากเป็นเขาจริง ความผิดของเขาเรียกได้ว่าใหญ่หลวงนัก

   

   ไม่นาน เจ้าหน้าที่สองคนที่ออกไปสืบเรื่องก็กลับมา

   

   “ใต้เท้า พวกข้าน้อยเพิ่งไปดูที่โรงหมอจิ้งอันมา ได้ทราบเรื่องราวทั้งหมดจากปากของหมอจางแล้ว หมอจางแห่งโรงหมอจิ้งอันได้ติดตามมาด้วย ท่านจะให้เรียกตัวเขาเข้ามาหรือไม่”

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นกล่าวเสียงเข้ม “ตามเขามา!”

   

   “ข้าน้อยจางเฟย เป็นหมอแห่งโรงหมอจิ้งอัน ขอคารวะท่านนายอำเภอ!”

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นตบโต๊ะแล้วกล่าวเสียงเข้ม “จางเฟย แม่เฒ่าฉินกล่าวว่าหลี่โหย่วไฉทารุณศิษย์น้องร่วมสำนักของนาง แต่หลี่โหย่วไฉกลับบอกว่าเป็นการหยอกล้อกันเท่านั้น ท่านรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นหรือไม่ หากรู้ก็จงเล่ามาให้ข้าฟัง”

   

   จางเฟยค้อมศีรษะครั้งหนึ่ง แล้วเล่าเรื่องราวอย่างละเอียด

   

   “เรื่องราวย้อนกลับไปเมื่อห้าปีก่อน สามีของหลี่ผิงป่วยเป็นวัณโรค หมอทุกคนในเมืองปิดประตูไม่ยอมรักษาให้เขา มีเพียงโซ่วเซิงที่ไปรักษาให้”

   

   “ตอนนั้นข้าน้อยเคยเตือนเขาว่าแล้ววัณโรคเป็นโรคที่รักษาไม่หาย ต่อให้มีวิชาสูงส่งเพียงใดหรือกินยาแพงแค่ไหนก็ทำได้เพียงยืด อย่าไปยุ่งกับคนชั่วอย่างหลี่โหย่วไฉเลย”

   

   หวังโซ่วเซิงเขาไม่ฟังคำทัดทาน ยืนกรานจะไปให้ได้ ทั้งยังบอกข้าว่าหมอต้องมีใจเมตตาจะนิ่งดูดายได้อย่างไร อีกทั้งอาจารย์ของเขาเคยรักษาผู้ป่วยวัณโรคหายมาก่อน เขามีตำรายาของอาจารย์ที่ใช้รักษาผู้ป่วยโรคปอด เขาคิดว่าน่าจะทำได้ดีที่สุด

   

   ตอนแรกอาการดีขึ้นจริง หากแต่ไม่ถึงสองเดือน สามีของหลี่ผิงก็เสียชีวิต ยังไม่ทันที่หวังโซ่วเซิงจะปรุงยาเสร็จ เขาก็สิ้นใจเสียแล้ว

   

   หลี่ผิงและหลี่โหย่วไฉโยนความผิดทุกอย่างให้หวังโซ่วเซิง แต่เดิมหลี่ผิงต้องการให้หวังโซ่วเซิงตายตามสามีนางไป แต่หลี่โหย่วไฉห้ามเอาไว้

   

   เขาบังคับให้หวังโซ่วเซิงแต่งงานกับหลี่ผิง หวังโซ่วเซิงจะปฏิเสธได้อย่างไร

   

   อย่าว่าแต่อายุห่างกันเป็นรอบเลย ถึงอายุใกล้เคียงกัน เขาก็ไม่มีทางแต่งงานกับหญิงเช่นนี้ แต่หลี่โหย่วไฉกลับใช้หลานชายคนเดียวอย่างเอ้อร์ตั่นมาข่มขู่เขา

   

   หวังโซ่วเซิงจำใจต้องแต่งงานกับหลี่ผิง

   

   เรื่องราวหลังจากนั้นเขาก็ไม่รู้แล้ว นับแต่หวังโซ่วเซิงแต่งงานกับหลี่ผิง เขาก็แทบไม่ออกจากบ้าน ทุกคนต่างพูดว่าเขาได้ภรรยาสาวสวย จึงขลุกอยู่แต่ในบ้านเสพความสำราญทุกวัน แต่เขารู้ดีว่าหมอหวังแต่งงานกับหลี่ผิงเพราะความจำเป็น จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะไม่ออกจากบ้านทุกวัน

   

   “ใต้เท้า ข้าน้อยรู้เพียงเท่านี้ขอรับ!”

   

   นอกศาลาว่าการ ผู้คนที่มามุงดูได้ยินคำพูดของจางเฟยก็ตื่นเต้นจนเกิดความวุ่นวายขึ้น

   

   ผู้คนเหล่านี้ล้วนเคยได้รับความเมตตาจากหมอหวังมาไม่มากก็น้อย บางคนถึงกับเป็นหนี้บุญคุณหมอหวัง เมื่อได้ยินว่าหมอหวังถูกรังแกเช่นนี้ พวกเขาก็รู้สึกโกรธแค้นยิ่งนัก

   

   หากไม่ใช่เพราะเจ้าหน้าที่ถือไม้กั้นพวกเขาไว้ พวกเขาคงกรูกันขึ้นไปฉีกร่างหลี่โหย่วไฉเป็นชิ้นๆแล้ว

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นมองหลี่โหย่วไฉด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “หมอจาง สิ่งที่ท่านพูดมาเป็นความจริงหรือไม่”

   

   “นั่นเป็นสิ่งที่เขาติดค้างครอบครัวพวกเราเอาไว้!”

   

   หลี่โหย่วไฉเห็นว่าเรื่องถูกเปิดเผยแล้วจึงไม่ปิดบังอีกต่อไป แล้วมันจะเป็นไรไปถ้าเขาทำเช่นนั้น เขาไม่เชื่อหรอกว่าไอ้ขี้ขลาดที่ไร้ซึ่งอำนาจนี้จะทำอะไรเขาได้

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นเห็นเขายอมรับผิดก็หัวเราะเยาะ แล้วสั่งการทันที “ใครก็ได้ จับตัวหลี่โหย่วไฉเข้าคุกซะ!”

   

   แววตาของหลี่โหย่วไฉเย็นชาลง เขาชักดาบที่เอวออกมาแล้วพุ่งเข้าหาไป๋เช่ออวิ๋น

   

   อย่างไรเสียเขาก็มีชีวิตอยู่ไม่ได้แล้ว การลากเอานายอำเภอขี้ขลาดผู้นี้ไปด้วยก็ไม่ถือว่าขาดทุน

   

   แต่เขากลับไม่รู้เรื่องว่าความคิดของเขากำลังจะกลายเป็นฝันร้าย

   

   นายอำเภอขี้ขลาดในสายตาของเขา ใช้เพียงสองหนีบดาบที่พุ่งเข้ามาอย่างง่ายดายได้ ไม่ว่าหลี่โหย่วไฉจะออกแรงเท่าไหร่ก็ไม่อาจขยับได้แม้แต่น้อย

   

   ผู้คนด้านล่างในที่สุดก็ตื่นตัว ฉินเหล่าซื่อก้าวขึ้นมาเตะหลี่โหย่วไฉจนล้มลงกับพื้น แล้วพุ่งเข้าไปจับมือทั้งสองของเขาบิดไปด้านหลัง

   

   หลี่โหย่วไฉร้องครวญครางอย่างทรมาน ทรุดลงกับพื้น มือทั้งสองอ่อนระทวยห้อยลงมา



 บทที่ 159: กลับไปหมู่บ้านตระกูลฉินกับข้าเถอะ


   

   เล่อเหนียงมองบิดาของตนแสดงด้านที่โหดร้ายอีกครั้ง ร่างเล็กๆของนางสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บอีกครา

   

   นานเท่าไหร่แล้ว

   

   นานเท่าไหร่แล้วที่นางไม่ได้เห็นด้านที่โหดร้ายเช่นนี้ของบิดา ครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นคือตอนที่พวกเราอพยพหนีตายหรือเปล่า

   

   เมื่อความจริงทั้งหมดถูกเปิดเผยแล้ว แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆ จึงถูกปล่อยตัวในทันที ส่วนหลี่โหย่วไฉถูกตัดสินประหารชีวิตในฤดูใบไม้ร่วงเนื่องจากพยายามลอบสังหารนายอำเภอ

   

   แต่ตอนนี้ก็เป็นฤดูใบไม้ร่วง ดังนั้นเขาจึงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่วัน มีคนบอกว่าตอนที่เขาถูกประหาร ผู้คนทั้งอำเภอชิงเหอต่างแห่กันไปดู

   

   แม้แต่ชาวบ้านบางคนที่เคยถูกเขารังแกก็ถือซาลาเปาลูกใหญ่วิ่งเข้าไป จุ่มซาลาเปาในเลือดจากศีรษะของเขาแล้วยัดเข้าปาก ปากตะโกนดังลั่น

   

   “ลูกเอ๋ย ในที่สุดสัตว์เดรัจฉานก็ถูกลงโทษแล้ว เจ้าสามารถตายหลับตาได้อย่างสงบได้!”

   

   หลี่โหย่วไฉตายไปแล้ว แต่ความแค้นของพวกเขายังไมหายไป ถึงขนาดบุกไปที่บ้านของหลี่ผิงและทุบตีนางจนตายคาที่ ผ่านไปหลายวันจนศพเน่าเหม็นแล้วถึงได้มีคนไปพบ

   

   เราจะไม่กล่าวถึงเรื่องนี้กันตอนนี้ ตอนนี้แม่เฒ่าฉินและพวกเขากำลังอยู่ที่โรงหมอจิ้งอัน

   

   “ศิษย์น้อง เจ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง รู้สึกไม่สบายตรงไหนบ้างหรือไม่”

   

   แม่เฒ่าฉินนั่งอยู่ข้างเตียง มองชายวัยกลางคนที่นอนอ่อนแรงอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าเป็นห่วง

   

   “ขอบคุณศิษย์พี่ ข้ารู้สึกดีขึ้นมากแล้ว” หวังโซ่วเซิงมองแม่เฒ่าฉินและคนอื่นด้วยดวงตาแดงก่ำ

   

   แต่เดิมคิดว่าเขาจะต้องสิ้นชีวิตในห้องใต้ดินที่มืดมิดนั้นเสียแล้ว แต่ไม่คาดคิดว่าแม่เฒ่าฉินจะนำแสงสว่างดวงที่สองมาสู่ชีวิตของเขา

   

   แสงสว่างดวงแรกคือตอนที่เขายังเด็ก เขาเร่ร่อนมาที่อำเภอชิงเหอเพียงลำพัง ขณะที่กำลังแย่งอาหารกับสุนัขข้างกองขยะก็ถูกพี่สาวที่เข้าเมืองมาซื้อของพบและพากลับไปด้วย ได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของอาจารย์ เติบโตขึ้นมาภายใต้การดูแลของอาจารย์ อาจารย์หญิง และพี่สาวทั้งสอง

   

   “ศิษย์พี่ พวกท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าถูกขังอยู่ในห้องใต้ดิน” หวังโซ่วเซิงถามด้วยเสียงแหบแห้ง

   

   แม่เฒ่าฉินถอนหายใจ ยื่นมือไปจัดผมของเขาพลางกล่าว “พูดแล้วก็บังเอิญเหลือ ตั้งแต่พวกเรากลับมาบ้านเกิด พวกเราส่งเทียบเชิญให้เจ้าสองครั้งก็ไม่เห็นเจ้าตอบกลับ เดิมคิดว่าเป็นเพราะเจ้ายุ่งมาก วันนี้ที่บ้านว่างไม่มีอะไรทำ จึงคิดจะพาเด็กๆมารู้จักพี่ชายและอาจารย์อา เพราะต่อไปจะต้องปักหลักอยู่ที่อำเภอชิงเหอ จะไม่รู้จักไม่ให้รู้จักอาจารย์ได้อย่างไร”

   

   แม่เฒ่าฉินหยุดชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “พวกเราเมื่อเข้าประตูไปก็ไม่เห็นวี่แววของเจ้า ข้ายังเจอนางหลี่ผิงหญิงชั่วช้ายผู้นั้นด่าทอพวกเราไม่เหลือชิ้นดี แต่นางกลับถูกลูกสะใภ้คนที่สามของข้าจัดการไปแล้ว”

   

   แม่เฒ่าฉินชี้ไปที่ฉินเหล่าซานแล้วกล่าวว่า “เหล่าซานและซิ่วอิงที่พบเจ้าในห้องใต้ดินในครัว โชคดีที่พวกเขาสองคนช่างสังเกต ไม่เช่นนั้นเราสองคนก็คงไม่ได้พบกันอีกแล้วในชาตินี้”

   

   “ท่านแม่ เด็กคนนี้จะทำอย่างไร”

   

   ฉินเหล่าซื่ออุ้มเด็กน้อยคนหนึ่งเดินเข้ามา

   

   “ท่านปู่!”

   

   เด็กคนนั้นเมื่อเข้าประตูมาเห็นหวังโซ่วเซิงนอนอยู่บนเตียงก็ยื่นมือร้องไห้ร้องเรียกให้อุ้ม

   

   หวังโซ่วเซิงน้ำตาไหลพราก เขายื่นมือจับมือหลานชายตัวน้อย ปากก็ปลอบโยนว่า “เอ้อร์ต้านเด็กดี อย่าร้องไห้เลย ปู่ไม่เป็นอะไรมากแล้ว”

   

   “ฮือ~ ท่านปู่”

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นสองปู่หลานร้องไห้กอดกันกลม ดวงตาก็เอ่อคลอไปด้วย


   พวกเขานึกถึงอันตรายที่เผชิญตอนหนีภัยขึ้นมา หลานชายสองคนถูกพิษอีเสี้ยนเทียน เกือบจะต้องเอาชีวิตไปให้ผู้ประทังท้องให้อิ่ม

   

   ตอนถึงประตูเมืองอำเภอจี้โจวเกือบถูกขังไว้นอกประตูเมือง

   

   อีกทั้งตอนที่ถูกบีบคั้นที่อำเภอจี้โจว หากไม่ใช่เพราะความช่วยเหลือจากนายท่านเฉิน พวกเขาคงสิ้นชีวิตใต้คมดาบของชนเผ่าซยงหนูไปนานแล้ว

   

   พวกเขาผ่านความยากลำบากนานัปการและเฉียดตายมาหลายครั้ง กว่าจะได้มาซึ่งความสงบสุขเช่นทุกวันนี้

   

   “โซ่วเซิง ไปหมู่บ้านตระกูลฉินเถิด!” แม่เฒ่าฉินกล่าวพลางใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตา

   

   หวังโซ่วเซิงพยักหน้า “ทั้งหมดขึ้นอยู่กับความเมตตาของศิษย์พี่แล้ว!”

   

   ดูเหมือนตอนนี้นอกจากไปหมู่บ้านตระกูลฉินแล้ว เขาก็ไม่มีที่อื่นให้ไปอีกแล้ว ร่างกายที่อ่อนแอของเขา ไม่รู้ว่าจะอยู่ได้ถึงเมื่อไหร่ หาย้ายไปอยู่หมู่บ้านตระกูลฉิน ให้เอ้อร์ต้านได้เล่นกับหลานๆของศิษย์พี่ เมื่อถึงวันที่เขาจากไป เอ้อร์ต้านก็จะไม่ไร้ที่พึ่งพิง

   

   ฉินเหล่าซื่อนึกขึ้นได้ว่าตอนที่พวกเขาออกมา รถม้าบรรทุกของเต็มคันรถ

   

   “ท่านแม่ พวกท่านรออยู่ที่นี่สักครู่ ข้าจะขนของบนรถม้าไปให้แม่ทัพเผ่ยที่จวนตระกูลเผ่ย!”

   

   แม่เฒ่าฉินตอบรับเสียงหนึ่ง “ไปเถิด ระวังตัวด้วยละ”

   

   ทางด้านนี้เผ่ยฟู่ เมื่อเห็นฉินเหล่าซื่อบังตคับรถม้ามาใบหน้าก็คลี่ยิ้มกว้างราวกับดอกไม้บาน

   

   โอ้โฮ พี่น้องตระกูลฉินนำของดีมาให้พวกเขาอีกแล้ว!

   

   หลายวันมานี้ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ค่อยเจริญอาหาร นางพร่ำบ่นอยากกินผักผลไม้จากบ้านของพี่น้องตระกูลฉินอยู่เรื่อย เขาเพิ่งตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะไปหมู่บ้านตระกูลฉิน สักหน่อย ไม่นึกว่าน้องชายฉินจะนำมาให้เสียแล้ว

   

   “โอ้ น้องชายฉิน เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าฮูหยินผู้เฒ่าของพวกข้าคิดถึงเจ้า”

   

   เผ่ยฟู่รีบก้าวลงบันไดสองสามขั้น คว้าแขนฉินเหล่าซื่อแล้วลากเข้าจวนทันที

   

   “ไปๆๆ เข้าจวนดื่มชากันสักถ้วย พอดีฮูหยินผู้เฒ่ากับนายท่านอยู่จวนพอดี”

   

   ฉินเหล่าซื่อขนผักจากรถม้าลงมาแล้วโค้งคำนับเผ่ยฟู่พลางกล่าว


   “พ่อบ้านเผ่ย ขออภัยด้วยขอรับ วันนี้มีเรื่องด่วนนิดหน่อย เกรงต้องรีบกลับแล้ว วันหน้าหากมีเวลาว่าง ข้าจะมาเยี่ยมฮูหยินผู้เฒ่ากับแม่ทัพเผ่ยอย่างแน่นอน”

   

   “เอ่อ…”

   

   ไม่ทันที่เผ่ยฟู่จะตอบ ฉินเหล่าซื่อหมุนตัวขึ้นรถม้าบังคับรถม้าจากไปแล้ว

   

   “รีบร้อนอันใดกัน ฮูหยินผู้เฒ่าของเราก็กำลังอยากไถ่ถามความเป็นอยู่พวกเจ้าเหลือเกิน แต่เจ้ากลับวิ่งหนีไปเสียแล้ว!”

   

   เผ่ยฟู่พึมพำตามหลังไป แล้วสั่งให้คนรับใช้นำอาหารเข้าไปเก็บในจวน

   

   หากเรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นในอำเภอชิงเหอ จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะพ้นหูของเขาไปได้

   

   แม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่าของเขาก็ยังอยากรู้อยากไม่คลายสงสัย ทว่าเมื่อจะสอบถามสถานการณ์จากฉินเหล่าซื่อ คนกลับวิ่งหนีหายไปแล้ว

   

   ช่างเหมือนกระต่ายจริงๆ วิ่งเร็วเสียจริง!

   

   ทางฝั่งฉินเหล่าซื่อ พวกเขารับแม่เฒ่าฉินขึ้นรถม้ามาแล้ว กำลังเดินทางกลับบ้านอย่างเอิกเกริก เพียงแต่พวกเขาไม่เคยสังเกตเลยว่ามีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องอยู่ที่พวกเขาตลอดเวลา

   

   สายตาคู่นั้นตามพวกเขามาถึงหมู่บ้านตระกูลฉิน

   

   แล้วคืนนั้นก็เหตุการณ์ใหญ่ก็เกิดขึ้นที่หมู่บ้านตระกูลฉิน

   

   “ชุนหลาน ชายโซ่วเซิงอยู่บนรถม้าหรือไม่” ผู้อาวุโสสามได้ยินข่าวจากอำเภอมานานแล้ว จึงตั้งใจมารอพวกเขาที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน

   

   ไม่อาจกล่าวได้ว่าผู้อาวุโสสามมีหูตาว่องไว เพียงแต่บังเอิญพบฮวงชูฝูที่กลับมาจากอำเภอ และเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง พวกเขาจึงได้รู้ว่าโซ่วเซิงที่เขาเห็นมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก แท้จริงแล้วใช้ชีวิตอย่างยากลำบากมาตลอด

   

   และเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด

   

   “ผู้อาวุโสสาม อากาศฤดูใบไม้ร่วงนี้แดดแรง ท่านออกมาทำไมกัน หากอยากรู้เรื่องใด แค่บอกให้ฟู่หลินเรียกข้าสักคำ ข้าก็จะไปเล่าให้ท่านฟังอย่างละเอียดไม่ตกหล่นแม้แต่ประเด็นเดียว”

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นผู้อาวุโสสามยืนรออยู่ที่ทางเข้าหมู่บ้านโดยเฉพาะ ในใจรู้สึกทั้งอบอุ่นและโกรธ

   

   รู้สึกอบอุ่นที่ผู้อาวุโสสามไม่ได้ลืมศิษย์น้องร่วมสำนักของนาง ถึงขนาดลากสังขารชราภาพมารอเขาถึงหน้าหมู่บ้าน

   

   โกรธที่อากาศร้อนจัดในฤดูใบไม้ร่วงนี้ช่างร้ายกาจ หากถูกแดดเผาจนเป็นอะไรไปจะทำอย่างไร คนพวกนี้ไม่อยากให้นางอยู่อย่างสงบสุขเลยหรืออย่างไร

   

   ฉินเหล่าก็รู้ว่าหากไม่ให้เขาได้เห็นหวังโซ่วเซิงด้วยตาตนเอง ชายชราผู้นี้คงไม่ยอมหลีกทางให้แน่

   

   “เหล่าซาน พาอาจารย์อาของเจ้าลุกขึ้นมา!”

   

   ฉินเหล่าซานรับคำแล้วช่วยกันกับฉินเหล่าเอ้อร์ประคองหวังโซ่วให้ลุกขึ้น จากนั้นก็เปิดม่านรถม้าเพื่อให้ผู้อาวุโสสามที่อยู่ด้านนอกได้เห็นอย่างชัดเจน

   

   หวังโซ่วเซิงตาแดงก่ำ เอ่ยเสียงอ่อนแรงว่า “ผู้อาวุโสสาม!”



 บทที่ 160: มีคนขโมยเสบียง


   

   “โซ่วเซิง เจ้าต้องพักกับพ่อเฒ่าจ้าวและคนอื่นๆ ก่อนสักคืนหนึ่ง ห้องในเรือนหลังยังไม่ได้ทำความสะอาด รอพรุ่งนี้ทำความสะอาดเสร็จแล้วเจ้าค่อยย้ายเข้าไปอยู่นะ”

   

   แม่เฒ่าฉินกล่าวกับหวังโซ่วเซิงด้วยสีหน้ารู้สึกผิด นางไม่ได้คาดคิดเลยว่าช่วงนี้จะมีแขกมาพักที่บ้าน พวกเขาไม่ได้เตรียมห้องรับรองไว้เลย

   

   เรือนหลังยังมีห้องว่างอยู่สองห้อง แต่ก่อนหน้านี้ใช้เก็บของรกรุงรัง มีกลิ่นต่างๆปะปนกัน รวมถึงกลิ่นหนูด้วย กลิ่นนั้นไม่ดีเลยจริงๆ ต้องระบายอากาศสักคืนก่อน พรุ่งนี้ค่อยให้เขาย้ายเข้าไปอยู่

   

   “ท่านพี่ ที่นี่ก็ดีแล้ว มีพวกลุงๆอยู่เป็นเพื่อน ข้าก็นอนหลับได้สบาย”

   

   ตอนนี้สิ่งเดียวที่หวังโซ่วเซิงปรารถนาคือการดูแลร่างกายอันชราของตนให้ดี และเลี้ยงดูเอ้อร์ต้านให้เติบโต นอกจากนี้เขาก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว

   

   “แม่เฒ่าฉิน พวกเราแม้จะแบกหามอะไรไม่ไหวแล้ว แต่ดูแลคนป่วยสักคนก็ยังทำได้ เจ้าวางใจได้”

   

   แม่เฒ่าฉินพยักหน้าและกำชับให้หวังโซ่วเซิงพักผ่อนให้ดี ก่อนจะขอตัวกลับบ้าน

   

   ตอนนี้ฟ้าเริ่มมืดแล้ว นางต้องกลับไปเตรียมอาหารเย็นและไปเอายาบำรุงจากคลังเก็บของ ฆ่าไก่สักตัวเพื่อต้มน้ำแกงให้หวังโซ่วเซิง

   

   บาดแผลภายนอกของเขาไม่รุนแรงนัก แต่อาการบาดเจ็บภายในต่างหากที่น่าเป็นห่วงที่สุด

   

   เขาถูกขังอยู่ในห้องใต้ดินเป็นเวลานาน ทำให้ร่างกายขาดสารอาหารอย่างรุนแรง บัดนี้ร่างกายของเขาอ่อนแอราวกับคนชราอายุเจ็ดสิบแปดสิบปี อาจสิ้นใจเมื่อใดก็ได้

   

   แม่เฒ่าฉินแบกเล่อเหนียงไว้บนหลัง เข้าไปในครัวเพื่อช่วยลูกสะใภ้


   ถึงเวลาที่เล่อเหนียงจะแสดงกลยุทธอีกครั้ง

   

   นางฉวยโอกาสตอนที่ย่าและคนอื่นๆ ‘ไม่ทันสังเกต’ แอบใส่ผงแห้งแช่แข็งที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันลงไปในน้ำแกงไก่ที่ต้มให้หวังโซ่วเซิงเล็กน้อย

   

   ไม่นานอาหารก็เสร็จเรียบร้อย

   

   ขณะที่แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆ นำอาหารไปส่งให้ผู้อาวุโสที่เหล่าหลายเล่อบังเอิญพบกับผู้อาวุโสสามและหัวหน้าหมู่บ้านที่นำอาหารมาส่งเช่นกัน

   

   และสิ่งที่พวกเขานำมาก็เป็นน้ำแกงไก่ต้มเหมือนกัน

   

   หวังโซ่วเซิงมองดูน้ำแกงไก่สองหม้อที่เหมือนกันราวกับแกะ น้ำตาพลันเอ่อคลอเบ้า เขาพยายามกลั้นน้ำตา แล้วดื่มน้ำแกงจนหมดทั้งสองหมอ

   

   แม้ว่าในฐานะหมอ เขารู้ดีว่าการบำรุงร่างกายมากเกินไปในคราวเดียว ร่างกายคงทนไม่ไหวแน่ แต่นี่คือความห่วงใยของผู้อาวุโสสามและศิษย์พี่ที่มีต่อเขา แค่เขารู้สึกไม่สบายตัวชั่วคราวจะเป็นไรไป

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นว่าเขาเริ่มง่วงนอนแล้ว จึงอุ้มเอ้อร์ต้านขึ้นมาแล้วกล่าวว่า “โซ่วเซิง เจ้าจงพักผ่อนให้ดีก่อน เอ้อร์ต้าน คืนนี้เจ้านอนกับข้า หากร่างกายของเจ้ารู้สึกไม่สบายก็ให้พ่อเฒ่าหวังมาตามข้า อย่าได้อดทนเอาไว้เองเป็นอันขาด”

   

   “ข้าเข้าใจแล้ว ศิษย์พี่”

   

   พ่อเฒ่าหวังและคนอื่นๆ ต่างก็แสดงท่าทีว่า ‘แม่เฒ่าฉินวางใจได้ พวกเราคนแก่เหล่านี้จะช่วยดูแลหมอหวังให้ดี’

   

   แม่เฒ่าฉินพยักหน้า แล้วอุ้มเอ้อร์ต้านกลับบ้านไปกินข้าว หลังจากกินข้าวเย็นแล้ว ฉินเหล่าซื่อก็เดินวนรอบทุ่งนาสองสามรอบด้วยความไม่วางใจ

   

   แต่เดิมข้าอยากจะขอคำแนะนำจากอาจารย์อาว่ายาเหล่านี้คือยาอะไรกันแน่ แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้อาจารย์อาคงไม่มีแรงมาช่วยพวกเขาวิเคราะห์เหล่านี้แน่น

   

   ตอนกลางคืนที่ออกลาดตระเวน ยังคงให้แต่ละบ้านส่งคนออกมาลาดตระเวนหนึ่งคน แต่ครั้งนี้ความถี่ในการลาดตระเวนมากกว่าครั้งก่อนมาก

   

   และครั้งนี้การลาดตระเวนไม่เพียงแต่นำสุนัขในหมู่บ้านมาด้วย แม้แต่แมวลายเสือสองตัวที่ย่าเจียงเลี้ยงไว้ก็ถูกนำมาด้วยเช่นกัน

   

   ในยามดึก จู่ๆก็มีเสียงฆ้องกลองดังมาจากทุ่งนา นี่คือสัญญาณลับที่ชาวบ้านตกลงกันไว้ว่ามีคนมาขโมยธัญพืช ทันทีที่เสียงฆ้องกลองดังขึ้น ชาวบ้านทั้งหมดต่างถือไม้กระบองวิ่งกรูกันไปที่ทุ่งนา

   

   บางคนถึงกับไม่ทันได้สวมเสื้อผ้า วิ่งมาด้วยร่างเปลือยท่อนบน แต่เมื่อพวกเขามาถึง กลับไม่พบเห็นคนขโมยข้าว มีเพียงรวงข้าวในนาทางทิศตะวันตกที่หายไปเท่านั้น

   

   ผู้เฒ่าจางและคนอื่นๆ ยืนด่าทออย่างโกรธแค้น

   

   “ไอ้พวกสัตว์นรกเหล่านี้ อย่าให้ข้าจับได้เชียว!”

   

   “ท่านลุงหวัง คนร้ายอยู่ไหน อยู่ไหน”

   

   ฉินเหล่าซื่อวิ่งเร็วที่สุด แค่ก้าวสองสามก้าวก็วิ่งนำหน้าไปก่อนแล้ว แต่เมื่อมองเห็นสิ่งที่อยู่ใต้เท้าของพ่อเฒ่าหวัง เขาก็ต้องสูดหายใจเฮือกใหญ่

   

   ใต้เท้าของพ่อเฒ่าลุงหวังถูกกับดักสัตว์หนีบเอาไว้แน่น ปลายแหลมคมของกับดักแทบจะหนีบทะลุข้อเท้าของเขาอยู่แล้ว

   

   แม้ว่าเขาจะเจ็บปวดจนสีหน้าซีดขาว แต่ปากก็ยังคงไม่ยอมหยุดสาปแช่งคนชั่วร้ายนั้น

   

   “พวกสารเลว กล้าดีอย่างไรมาขโมยเสบียงจากบ้านพวกข้า อย่าให้ข้าจับได้เชียว ถ้าจับได้ข้าจะอย่างเจ้าเป็นๆกินเสียเลย!”

   

   “ท่านลุงอดทนสักครู่นะขอรับ ข้าต้องแกะกับดักสัตว์นี้ออกก่อน”

   

   ฉินเหล่าซื่อสูดหายใจลึกๆ มือทั้งสองจับขอบกับดักสัตว์แล้วออกแรง้างให้เปิดออก ทันทีที่กับดักสัตว์ถูกเปิดออก พ่อเฒ่าลุงหวังก็อดไม่ไหวร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวด

   

   หัวหน้าหมู่บ้านเห็นพืชผลที่หายไปรวงหนึ่งก็โกรธจนควันออกหู ทั้งตัวสั่นด้วยความโมโห

   

   “ฝีมือสารเลวตัวไหนกัน กล้าดียังไงมาขโมยเสบียงบ้านพวกเรา!”

   

   ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลฉินก็โกรธจนทนไม่ไหว ใกล้จะถึงฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว ยังมีคนกล้ามาขโมยธัญพืชอีก

   

   หัวหน้าหมู่บ้านสั่งการว่า “พอเถอะ ในเมื่อตื่นกันหมดแล้วก็อย่าเพิ่งนอนต่อ เหล่าซื่อพาท่านลุงหวังกลับบ้านไป ส่วนคนอื่นๆลืมตาคอยดูให้ดี ข้าอยากรู้นักว่าคืนนี้จะมีหนูตัวไหนกล้ามาขโมยอีก”

   

   เรื่องใหญ่เช่นนี้เกิดขึ้นในหมู่บ้าน ย่อมปิดบังหวังโซ่วเซิงผู้เพิ่งมาถึงไม่ได้ เขาลากร่างกายอ่อนแอลงจากเตียง อยากออกไปสำรวจดูให้รู้แน่

   

   ระหว่างทางพอดีเจอกับฉินเหล่าซื่อ ที่กำลังส่งพ่อเฒ่าหวังกลับมา จึงเรียกเขาไว้และสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

   

   “อาจารย์อา ท่านลุกจากเตียงได้อย่างไร รีบขึ้นไปเถิด เดี๋ยวท่านแม่เห็นเข้า ข้าคงโดนทุบเอาแน่”

   

   หวังโซ่วเซิงยิ้มอย่างอ่อนแรง ใช้มือชี้ไปยังที่ที่มีเปลวไฟลุกโชนอยู่ภายนอกแล้วกล่าวว่า “เมื่อครู่ข้าได้ยินเสียงฆ้องกลอง มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”

   

   แต่เดิมตระกูลฉินพวกเขาเข้าเมืองมาก็เพื่อจะถามหวังโซ่วเซิงว่ารู้หรือไม่ว่าในโลกนี้มียาอะไรที่สามารถกลบกลิ่นตัวของคนได้หรือไม่

   

   ตอนนี้หวังโซ่วเซิงถามขึ้นมา พวกเขาจึงเล่าสถานการณ์ที่พวกเขาเจอในช่วงไม่กี่วันนี้ให้หวังโซ่วเซิงฟังอย่างละเอียด

   

   หวังโซ่วเซิงนิ่งเงียบไป

   

   ยาชนิดนี้ที่ไร้กลิ่นไร้สีและสามารถกลบกลิ่นตัวได้ แน่นอนว่าเขาย่อมรู้จักดี

   

   ยานั้นมีชื่อว่ายาเร้นกาย เป็นยาพิษสูตรลับที่เขาคิดค้นขึ้นมาเอง

   

   เรื่องนี้เกิดขึ้นตอนที่เขาขึ้นเขาไปขุดสมุนไพร แล้วบังเอิญเจอฝูงหมูป่า ถูกหมูป่าไล่ล่าในชั่วขณะนั้น เขาก็นึกถึงยาไร้กลิ่นไร้สีชนิดนี้ขึ้นมา ใช้เวลาศึกษาถึงห้าปีเต็มจึงทำมันออกมาได้

   

   แต่ผู้ที่สามารถผลิตยาชนิดนี้ได้ ในโลกนี้มีเพียงสองคนเท่านั้นที่รู้ นอกจากเขาแล้วก็มีเพียงศิษย์ที่อยู่อำเภอจี้โจวที่รู้ แล้วมันจะมาปรากฏในเมืองหลวงได้ยังไ

   

   และยิ่งไปกว่านั้นยังนำไปใช้กับเรื่องต่ำช้าเช่นนี้อีก

   

   “ยานี้มีชื่อว่ายาเร้นกาย เป็นยาที่ข้าคิดค้นขึ้นเมื่อครั้งเข้าไปในป่าเพื่อเก็บสมุนไพร เพื่อป้องกันไม่ให้กลิ่นของตัวเองเล็ดลอดออกมาและดึงดูดสัตว์ป่า”

   

   เมื่อรู้ว่าเป็นยาอะไรแล้ว ฉินเหล่าซื่อก็วางใจได้เสียที เมื่ออาจารย์อารู้วิธีการทำยาชนิดนี้ ย่อมต้องรู้วิธีทำยาถอนด้วยเป็นแน่

   

   ขอเพียงมียาถอน ข้าก็ไม่เชื่อว่าจะจับพวกนั้นไม่ได้!




จบตอน

Comments