บทที่ 161: ทำยาถอนพิษและจับหนู
หวังโซ่วเซิงในตอนนั้นคิดจะลากสังขารไปยังคลังเก็บของตระกูลฉิน เพื่อทำยาถอนพิษให้เสร็จภายในคืนนี้
ทว่าฉินเหล่าซื่อห้ามเอาไว้ “อาจารย์อา เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ท่านควรพักฟื้นร่างกายให้ดีก่อน ช่วงนี้พวกเราจะตรวจตราให้ถี่ขึ้น คาดว่าพวกมันคงไม่กล้ามาอีก”
หวังโซ่วเซิงไม่ยินยอม เขาผลักฉินเหล่าซื่อให้หลบทางแล้วจะเดินออกไปข้างนอก
“จะไม่ให้ข้ารีบได้อย่างไร อีกไม่กี่วันก็จะถึงฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว ตอนนี้เราต้องรีบทำยาถอนพิษแล้ว วันนี้ข้าต้องรู้ให้ได้ว่าตำรายานี้ตกไปอยู่ในมือของพวกโจรป่าได้อย่างไร”
ฉินเหล่าซื่อรั้งตัวเขาไว้แล้วพูดว่า “อาจารย์อา ถ้าจะทำยาถอนพิษก็รอให้ฟ้าสางก่อนเถิด ดึกดื้นค่อนคืนปานนี้ ท่านจะไปหาสมุนไพรได้อย่างไรเล่า”
หวังโซ่วเซิงเห็นคำพูดของเขามีเหตุก็ไม่ดื้อดึงอีก แม้แต่ร่างกายยังไม่ต้องให้ฉินเหล่าซือประคองก็วิ่งกลับไปที่เตียงด้วยตัวเอง แล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมหัวทันที
เขาจำเป็นต้องนอนพักผ่อนให้เต็มที่ก่อน พรุ่งนี้ถึงจะสามารถขึ้นเข้าไปหาสมุนไพรมาทำยาถอนพิษได้ เพียงแต่เขาลืมไปว่า วันนี้ตนเองเพิ่งถูกช่วยออกมาจากห้องใต้ดิน ร่างกายยังอ่อนแออยู่บ้าง
เหตุการณ์ใหญ่โตในหมู่บ้านเช่นนี้ ย่อมไม่อาจปิดบังแม่เฒ่าฉินได้
นางอุ้มฉินเยาเยามายืนอยู่หน้าประตู มองไปยังทุ่งนาอย่างร้อนใจอยากออกไปดูด้วยตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่กระนั้นนางก็ไปไม่ได้ ในบ้านเหลือนางเป็นผู้ใหญ่เพียงคนเดียว ตอนนี้พวกเด็กๆยังไม่ตื่นนอน
สำหรับเด็กเล็ก พวกเขาไม่รู้เรื่องอะไรเลยและไม่อาจเข้าใจได้ว่าการที่ธัญพืชถูกขโมยนั้นเป็นความสิ้นหวังเพียงใด
พวกเขารู้เพียงว่าเมื่อหิวก็ร้องให้บิดามารดาหาอาหารให้ เมื่อกระหายก็เรียกคนในบ้านให้ตักน้ำมาให้ดื่ม
ฉินเหล่าซื่อออกจากเหล่าหลายเล่อก็เห็นมารดายืนอุ้มลูกสาวตัวน้อยชะเง้อคอมองอยู่หน้าประตู เขาจึงสาวเท้าเร็วขึ้นเพื่อบอกมารดาว่าอาจารย์อารู้วิธีทำยาถอนพิษ
“จริงหรือ ข้าอยากรู้จักยาชนิดนี้ว่าร้ายกาจเพียงใด ถึงกับหลอกต้าหวงในหมู่บ้านได้!”
เล่อเหนียงหลับๆตื่นๆอยู่ในอ้อมกอดของผู้เป็นย่าได้ยินบิดาพูดว่าอาจารย์อาของเขารู้วิธีทำยาถอนพิษ หลังจากต่อสู้กับความง่วงงุนอยู่ครู่หนึ่ง ก็ฝืนลืมตาขึ้นมา มือเล็กอ้วนป้อมโบกไปมา แล้วผงแห้งแช่แข็งยี่ห้อดังสองซองก็ปรากฏในมือของฉินเหล่าซื่อ
“อ่า!”
เล่อเหนียงชี้ผงแห้งแข็งในมือของฉินเหล่าซื่อ แล้วชี้ไปที่ห้องข้างๆ
ฉินเหล่าซื่อเห็นผงยาสองห่อเล็กๆที่ปรากฏขึ้นในมือ ก็เข้าใจความหมายของบุตรสาวในทันที
ลูกสาวเขาต้องการนำผงยาสองห่อนี้แก่อาจารย์อาวุโสกินใช่หรือไม่ เขาจึงให้มารดาอุ้มลูกสาวกลับเข้าไปในห้องก่อน จากนั้นเขาก็หมุนเดินไปยังเหล่าหลายเล่อ
เขาหาชามใบใหญ่มาจากในครัว เทผงยาสองห่อลงไปละลายกับน้ำอุ่น หลังจากผงยาละลายแล้ว ฉินเหล่าซื่อก็ถือชามไปที่ห้องที่หวังโซ่วเซิงพักอยู่
แม้หวังโซ่วเซิงจะน่าสงสัยว่าเหตุใดฉินเหล่าซื่อถึงนำชามน้ำมาให้เขา แต่ในที่สุดเขาก็ยื่นมือรับชามนั้นและดื่มจนหมดในคราวเดียว
น้ำไม่มีรสชาติอะไร แต่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ส่วนจะเป็นกลิ่นหอมอะไรนั้น หวังโซ่วเซิงก็บอกไม่ถูก
“อาจารย์อา ท่านพักผ่อนให้ดีเถิด พรุ่งนี้ท่านตื่นขึ้นมา ข้าจะมารับท่านเอง ที่บ้านของเรามีห้องเก็บยา ท่านลองดูว่าในนั้นมีสมุนไพรที่สามารถใช้ทำยาถอนพิษได้หรือไม่”
หวังโซ่วเซิงได้ยินแล้วรู้สึกดีใจในใจเป็นอย่างยิ่ง
“ดีจังเลย เช่นนี้ก็ไม่ต้องขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรแล้ว”
ฉินเหล่าซื่อรับคำหนึ่งเสียงพลางยื่นมือจัดผ้าห่มของเขาให้เรียบร้อย แล้วหมุนตัวออกจากประตูไป
คืนนี้หัวหน้าหมู่บ้านพาชาวบ้านมาเฝ้าในทุ่งนาตลอดทั้งคืน แต่พอมองไปรอบๆ ก็ยังไม่พบว่ารวงข้าวหายไปได้อย่างไร
ระหว่างการเฝ้ายามเขาสูบยาไปพลางมองดูทุ่งนาที่รวงข้าวหายไปพลาง ต้นข้าวที่เหลือแต่ลำต้นเปล่าๆ นั้นทำให้ตาของเขาแดงก่ำ
รวมทั้งหมดแล้วธัญพืชหายไปเกือบสามหมู่ หากคิดเป็นน้ำหนักก็หลายร้อยจิน จำนวนเท่านี้พอให้ชาวบ้านในหมู่บ้านของพวกเราหลายครอบครัวผ่านฤดูหนาวได้
แต่ตอนนี้ทั้งหมดกลับต้องหายไปในพริบตาเพราะพวกหนูท่อเหล่านั้น
ที่น่าเศร้าที่สุดคือพวกเราจับพวกสารเลวนั้นไม่ได้เหล่านั้นไม่ได้เลย
เขาแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกข้าวเหล่านี้หายไปได้อย่างไร
วันรุ่งขึ้นแต่เช้าตรู่ หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ หวังโซ่วเซิงก็เดินถือไม้เท้ามาด้วยตนเอง
“อาจารย์อา ข้าบอกแล้วว่าให้รอท่านกินอาหารเช้าเสร็จข้าถึงจะไปรับ เหตุใดท่านถึงมาที่นี่เอง”
ฉินเหล่าซื่อกำลังจะออกไปรับอีกฝ่าย ก็เห็นเขาเดินถือไม้เท้ามาด้วยตนเอง ทันใดนั้นก็รู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้าขึ้นมาทันที
เหตุใดอาจารย์อาจึงเหมือนกับหมอหลี่อันไม่ผิดเพี้ยนขนาดนี้ พวกเขาสองคนดื้อรั้นเหมือนกันไม่มีผิด
ยังมีมารดาของเขาอีก นิสัยดื้อรั้นยิ่งกว่าผู้อื่น เมื่อวานเขาบอกให้นายอุ้มเล่อเหนียงเข้าไปนอน แต่นางกลับอุ้มลูกสาวกลับไปนอนจริง แต่ตัวนางกลับไม่ยอมนอน ยืนกรานจะนั่งอยู่ที่ประตูใหญ่จนสว่าง รอจนชาวบ้านกลับมา นางถึงได้ลุกไปนอน
ตอนนี้กำลังนอนกรนอยู่
“พอเถอะ เจ้าอย่าบ่นอีกเลย รีบพาข้าไปที่คลังเก็บของเถิด ร่างกายอันทรุดโทรมของข้านี้ ไม่รู้ว่าจะทนได้นานเท่าใด ยิ่งทำยาถอนพิษออกมาเร็วเท่าใด ทุ่งนาก็จะเสียหายน้อยลงเท่านั้น”
ฉินเหล่าซื่อรีบพยุงเขาเข้าไปข้างใน
ทันทีที่ หวังโซ่วเซิงเห็นสมุนไพรในคลังเก็บของ ดวงตาของเขาก็เปล่งประกายขึ้นในทันที
ข้าไม่คาดคิดว่าพี่ศิษย์จะมีสมุนไพรมากมายเช่นนี้ มากกว่าตอนที่ข้าประจำอยู่ที่จวี้อันถังเสียอีก
หากหวังโซ่วเซิงไม่มีใจชื่นชมคลังสมุนไพรของพี่ศิษย์อีกต่อไป สายตาของเขากวาดมองไปรอบๆ แล้วก็พบสมุนไพรที่เขาต้องการในวันนี้ได้
ดังนั้นเขาจึงให้ฉินเหล่าซื่อนำสมุนไพรเหล่านั้นลงมา ช่วยหั่นให้ละเอียดแล้วใส่ลงในเตา
หัวหน้าหมู่บ้านเพิ่งกลับมาจากทุ่งนาก็ได้ยินว่าหมอหวังที่ย้ายมาเมื่อวานสามารถปรุงยาถอนพิษชนิดที่ผีสางเทวดายังไม่รู้ได้
แต่เดิมทุกคนลาดตระเวนในทุ่งนาทั้งคืน เหนื่อยล้าจนหมดแรง คราวนี้พอได้ยินว่าหมอสามารถปรุงยาถอนพิษได้ ก็หายง่วงและไม่รู้สึกเหงื่ออีกเลย ต่างพากันวิ่งไปที่หน้าประตูบ้านตระกูลฉินเพื่อรอให้เขาปรุงยาถอนพิษออกมา
ทั้งหมู่บ้านตระกูลฉินนี้ ใครเล่าจะไม่มีไฟโทสะอยู่ในใจ พวกเขาตรากตรำปกป้องนาผืนนั้น หวังเพียงว่าเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวจะได้ผลผลิตที่ดี จะได้ยืมข้าวเพิ่มขึ้นอีกหน่อย ช่วงฤดูหนาวและปีใหม่ก็จะผ่านไปได้ดีขึ้น
แต่บัดนี้พวกเขายังไม่ทันได้เริ่มเก็บเกี่ยว ก็ถูกหนูท่อฝูงหนึ่งที่ไม่รู้โผล่มาจากไหนขโมยไปเสียแล้ว
และยังขโมยไปถึงสองสามหมู่ เมื่อคิดแล้วก็พบว่าเป็นหลายชั่ง
หวังโซ่วเซิงวุ่นวายอยู่ในคลังสมุนไพรครึ่งวัน หลังจากล้มเหลวสองครั้งและถูกระเบิดใส่ตัวเองหนึ่งครั้ง ในที่สุดก็ปรุงยาสำเร็จ
ฉินเหล่าซื่อถือยาที่ปรุงเสร็จแล้ว แบกร่างของหวังโซ่วเซิงที่ถูกระเบิดจนกลายเป็นก้อนถ่านออกมาจากคลังเก็บของ ก็เห็นผู้คนยืนเต็มลานบ้านไปหมด
ฉินเหล่าซื่อตกใจจนเกือบจะโยนหวังโซ่วเซิงทิ้งไปข้างๆ
“เหล่าซื่อ เป็นอย่างไรบ้าง” ฉินฟู่หลินจ้องมองฉินเหล่าซื่อพลางถามอย่างกังวล
เมื่อฉินเหล่าซื่อนำยาถอนพิษออกมาและบอกพวกเขาว่าปรุงยาถอนพิษเสร็จแล้ว ทันใดนั้นเสียงโห่ร้องยินดีก็ดังขึ้นทั่วบ้านตระกูลฉิน
หัวหน้าหมู่บ้านถึงกับน้ำตาคลอ
ตกดึก ต้าหวงที่สูญเสียประสาทการได้กลิ่นมานาน ในที่สุดก็สามารถไล่ต้อนฝูงหนูเข้าไปในอุโมงค์ใต้ดินได้สำเร็จ
บทที่ 162: แต่ตั้งแต่อดีตประชาชนเกรงกลัวขุนนาง
ค่ำคืนที่ผ่านมาทั่วทั้งหมู่บ้านตระกูลฉินเงียบสงัดราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังออกล่าเหยื่อ
รวงข้าวสีทองอร่ามหนักอึ้งจนทำให้ต้นข้าวโน้มลงตามแรงโน้มถ่วง เมล็ดข้าวแต่ละเมล็ดส่งกลิ่นหอมชวนน้ำลายสอภายใต้ใต้แสงจันทร์สีเหลืองนวล
ด้านบนภูเขา มีคนกลุ่มหนึ่งทำท่าทางลับๆล่อๆ ย่องๆเข้าในทุ่งนาเพียงแห่งเดียวของหมู่บ้านตระกูลฉินราวกับหนู พวกเขาต่างเข้าใจกันดีหลังและเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบ เมื่อสบตากันแล้ว ก็ย่อพุ่งเข้าไปในทุ่งนาสีเหลืองทองชวนให้หลงใหล
เขาไม่อาจโทษชาวบ้านตระกูลฉินได้ หากจะโทษก็ต้องโทษว่าเหตุใดก็ประสบภัยธรรมชาติเช่นกัน ทุกบ้านถึงไม่มีธัญพืชให้เก็บเกี่ยว แต่มีเพียงหมู่บ้านตระกูลฉินเท่านั้นที่มีผลผลิต อีกอย่างพวกเขาแค่ขโมยตัดรวงข้าวไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ได้เก็บเกี่ยวทั้งหมดเสียหน่อย
แม้พวกเขาจะเก็บเกี่ยวทั้งหมด หมู่บ้านตระกูลฉินก็ไม่มีวันอดตาย
พวกเขาได้สืบทราบมาแล้วว่าผู้คนในหมู่บ้านตระกูลฉินนั้นร่ำรวย เพียงแค่พวกเขาหลุดปากเล็กน้อย ก็ทำให้เขารู้ว่าชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลฉินมีเสบียงเพียงพอสำหรับการดำรงไปอีกหนึ่งปี
เหตุผลที่พวกเขาทำเช่นนี้ก็เพราะจิตใจของพวกเขานั้นบิดเบี้ยวและเน่าเฟะ สำหรับความชั่วร้ายที่พวกเขาก่อก็มักจะหาข้อแก้ตัวที่สมเหตุสมผลให้ตนเอง เพียงแต่พวกเขาลืมไปว่า เดินรอบแม่น้ำก็ไม่พ้นทิ้งร่องรอยเอาไว้
พวกเขาคิดว่าจะทำเหมือนวันก่อนๆ เพียงแค่โรยยาลงบนพืชผลแล้วจะสามารถป้องกันการตามรอยของสุนัขได้ ผลคือพวกเขาแต่ละคนเพิ่งจะตัดรวงข้าวได้หนึ่งกำมือ ยังไม่ทันได้เก็บใส่ถุงก็รู้สึกว่ารอบข้างสว่างราวกับกลางวัน สว่างจนพวกเขาลืมตาไม่ขึ้น
เมื่อพวกเขาปรับสายตาได้แล้วก็เห็นว่า ชาวบ้านของหมู่บ้านตระกูลฉินแต่ละคนถือคบเพลิงในมือ จูงสุนัขล้อมพวกเขาไว้แล้ว ไกลออกไปยังมีทหารหลายร้อยนายถืออาวุธมือล้อมรอบทุ่งนาด้านนี้ไว้
บนคันนา แม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียงมองพวกเขาด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง คนที่ไม่คุ้นเคยเห็นท่าทางของแม่เฒ่าฉิน เช่นนี้ก็จะรู้สึกว่านางวางท่าสูงส่งราวกับฮูหยินตระกูลใหญ่ แต่คนที่คุ้นเคยกับแม่เฒ่าฉินเท่านั้น จึงจะรู้ว่านั่นคือความสงบก่อนพายุของนาง
“ไพร่พาลบังอาจ กล้าดีมาขโมยทรัพย์สินของผู้อื่น จับตัวพวกมันทั้งหมด!”
ใต้เท้าผู้หนึ่งสวมชุดขุนนางยืนอยู่บนคันนาโดยมีเจ้าหน้าที่ทางการหลายสิบนายห้อมล้อมตวาดใส่พวกเขา
“พวกเจ้าพวกคนพาลเจ้าเล่ห์ เผชิญภัยพิบัติกลับไม่คิดจะสร้างชีวิตใหม่ แต่กลับรวมตัวกันมาขโมยผลงานที่ผู้อื่นลงแรงลงใจ ข้าจะไม่ละเว้นโทษพวกเจ้าเด็ดขาด!”
เมื่อคำพูดของใต้เท้าผู้นั้นเพิ่งจบลง เหล่าเจ้าหน้าที่ทางการหลายสิบนายก็ชักดาบยาวออกมา ท่าท่าทางแต่ละคนดูดุร้ายน่ากลัวพุ่งเข้าหาพวกเขา
“อ๊ากกก ไว้ชีวิตข้าด้วย ข้าเพิ่งมาเป็นครั้งแรกเท่านั้น!”
“อย่า…อย่า…อย่าจับข้าเลย!”
ตั้งแต่อดีตประชาชนย่อมเกรงกลัวขุนนาง เป็นกฎที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาทำเรื่องร้ายแรงอย่างขโมยของ
ด้วยจิตใจที่หวาดระแวงของพวกโจรชั่ว เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ทางการมากมายเช่นนี้ ขาแข้งก็อ่อนยวบอ่อนแรง บางคนทรุดตัวคุกเข่าลงกับพื้นสั่นเทาด้วยความกลัว
บางคนตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ ปากพึมพำไม่ได้ศัพท์
แต่ในใจของพวกเขาล้วนมีความคิดเดียวกัน พวกเขาขโมยเสบียงของหมู่บ้านตระกูลฉิน หมู่บ้านตระกูลฉินนี้มีอำนาจอะไรกันถึงขนาดสามารถขอกำลังทหารมาล้อมจับพวกเขาได้
ชั่วพริบตา โจรขโมยเสบียงหลายสิบคนถูกเจ้าหน้าที่ทางการมัดรวมกันเหมือนตั๊กแตนถูกร้อยเชือก
“จงนำตัวคนพวกนั้นไปขังไว้ที่ศาลบรรพชนในหมู่บ้านตระกูลฉินแล้วคอยเฝ้าให้ดี พรุ่งนี้เช้าให้ควบคุมตัวพวกมันเดินประจานไปทั่วหมู่บ้าน ให้ผู้อื่นได้เห็นว่าการขโมยเสบียงของบ้านอื่นจะมีจุดจบลงเช่นไร”
“ฉินเหล่าซื่อตอนนี้ใกล้ถึงฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว ข้าจะให้ทหารสามร้อยนายมาช่วยรักษาความปลอดภัยในหมู่บ้านและคุ้มครองพืชผลในทุ่งนา เจ้าวางใจเถิด มีพวกเขาอยู่ผลผลิตของครอบครัวพวกเจ้าจะไม่หายไปแม้แต่เมล็ดเดียว”
ผู้พูดคือไป๋เช่ออวิ๋นนายอำเภอประจำอำเภอชิงเหอ หลังจากสั่งการเจ้าหน้าที่แล้ว เขาก็หันมาพูดกับฉินเหล่าซื่อ
“ขอบคุณท่านใต้ท่าน ท่านอดหลับอดนอนมาทั้งคืน กลับไปกินข้าวเช้าแล้วพักผ่อนให้เต็มที่เถิด”
ฉินเหล่าซื่อเชิญไป๋เช่ออวิ๋นไปเป็นแขกที่บ้านด้วยความเคารพ หากแต่ไป๋เช่ออวิ๋นส่ายหน้าปฏิเสธ
“ไม่รบกวนดีกว่า ข้ายังมีธุระต้องจัดการ รอให้ถึงฤดูเก็บเกี่ยวแล้วค่อยนึ่งข้าวให้ข้าชิมสักหม้อก็พอ”
ไป๋เช่ออวิ๋นไม่รอให้ฉินเหล่าซื่อตอบก็ขึ้นกระโดดขึ้นม้าควบกลับไปยังอำเภอ ในมือยังกำรวงข้าวที่เพิ่งเด็ดมาไว้แน่น
ฉินเหล่าซื่อมองดูแผ่นหลังของไป๋เช่ออวิ๋นที่ควบม้าจากไป แล้วพึมพำเสียงเบา
“แต่เดิมข้าคิดว่านายอำเภอไป๋เป็นคนไม่เอาไหน แต่ดูเหมือนข้าจะตัดสินเขาผิดไป”
หลังจากพึมพำจบ ฉินเหล่าซื่อก็ยกมือขึ้นลูบหัวของหงอวี่อย่างแรงสองที
“พูดถึงเรื่องนี้ ต้องขอบคุณหงอวี่ด้วย หากไม่ใช่เพราะความคิดของเขา พวกเราคงไม่สามารถจับหนูใต้ดินพวกนี้ได้อย่างง่ายดายเช่นนี้”
ความจริงหลังจากหวังโซ่วเซิงปรุงยาถอนพิษสำเร็จ เขาก็บอกชาวบ้านให้พักผ่อนให้เต็มที่เพื่อเตรียมตัวจับปลาในอ่างคืนนี้
แต่หงอวี่กลับบอกให้ฉินเหล่าซื่อไปอำเภอเพื่อขอยืมกำลังทหารของแม่ทัพเผ่ยมา มิเช่นนั้นเกรงว่าคืนนี้จะมีหนูมากเกินไปจนพวกเรารับมือไม่ไหว แต่ใครจะรู้ว่าเมื่อฉินเหล่าซื่อและคนอื่นๆมาถึงอำเภอ ก็ได้รับแจ้งอีกครั้งว่าแม่ทัพเผ่ยออกไปข้างนอกแล้ว
ฉินเหล่าซื่อจำใจต้องเดินทางกลับ ระหว่างทางบังเอิญพบกับไป๋เช่ออวิ๋นที่กำลังลาดตระเวนอยู่บนถนน แต่เดิมเขาตั้งใจจะไม่สนใจไป๋เช่ออวิ๋น แต่ไป๋เช่ออวิ๋นมีความประทับใจในตัวฉินเหล่าซื่อ เห็นเขาเข้าเมืองเมื่อวาน วันนี้ก็เข้าเมืองอีก รู้สึกแปลกใจมากจึงเรียกเขาไว้เพื่อถามไถ่
พอได้ยินว่าหมู่บ้านของฉินเหล่าซื่อมีทุ่งนาที่พร้อมจะเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง เขาก็นั่งไม่ติดเรียกคนและม้าตรงไปยังหมู่บ้านตระกูลฉิน
แต่เมื่อได้ฟังสิ่งที่ฉินเหล่าซื่อเล่า เขาก็ขอให้เจ้าหน้าที่ทางการรออยู่นอกหมู่บ้านอย่างระมัดระวัง ส่วนตัวเองลอบเข้าไปในหมู่บ้านอย่างเงียบๆ
พอเห็นทุ่งนาสีทองอร่ามและรวงข้าวที่หนักอึ้งในหมู่บ้านตระกูลฉิน เขาก็ตื่นเต้นจนหน้าแดง ต้องรู้เอาไว้ว่าเขาเพิ่งรับตำแหน่งมาเพียงปีเดียว ตอนนี้ยังไม่มีผลงานโดดเด่นอันใด
เขาเป็นเพียงเจ้าเมืองผู้ต่ำต้อย การจะไต่เต้าขึ้นไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นนั้นมิใช่เรื่องง่ายดายเลย แต่บัดนี้ ในสถานการณ์แห้งแล้งเช่นนี้ หมู่บ้านตระกูลฉินยังคงรักษาที่นาไว้ได้ถึงสามสิบหมู่ เขาจึงรู้ว่าโอกาสของเขามาถึงแล้ว
โชคลาภอันมหาศาลนี้อยู่ตรงหน้า มีแต่คนโง่เท่านั้นที่จะไม่รู้ว่าควรเลือกอย่างไร
ข้าถึงกับตื่นเต้นจนไม่ได้กินข้าวทั้งวัน นั่งยองๆราวกับคนเสียสติอยู่ในทุ่งนาพลางจ้องมองผลผลิตทุกเมล็ดด้วยสีหน้าอิดโรย
ราชสำนักของราชวงศ์ต้าหนิงต่างแย่งชิงอำนาจกันอย่างดุเดือด ผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสูงสุดทั้งสองคนไม่สนใจว่าปัจจุบันราษฎรของต้าหนิงจะมีข้าวกินอิ่มท้องหรือไม่ ในสายตาและหัวใจของพวกเขามีแต่แผนการร้ายของฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น
อนิจจา วิธีที่ง่ายและสะดวกที่สุดในการได้มาซึ่งใจราษฎรก็คือการทำให้ชาวต้าหนิงได้กินอิ่มท้องนั่นเอง
เวลานี้หมู่บ้านตระกูลฉิน ท่ามกลางภายแล้งเช่นนี้ ยังสามารถเพาะปลูกข้าวที่ดูเหมือนจะให้ผลผลิตมากมายได้ หากข้านำเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ไปเพาะปลูกอย่างลับๆเป็นเวลาหนึ่งปี แล้วรอจนถึงฤดูเก็บเกี่ยวปีหน้า จากนั้นค่อยทูลขอจากฝ่าบาท ถึงแล้วนั้นลาภยศเงินทองต้องมาถึงเขาแน่
แน่นอนว่าผลประโยชน์ย่อมไม่ขาดเล่อเหนียง เด็กหญิงตัวอวบอ้วนคนนี้ด้วย
บทที่ 163: คนเบื้องหลัง
เมื่อไป๋เช่ออวิ๋นจากไป เขาได้กำชับเจ้าหน้าที่หลายครั้งให้ดูแลผลผลิตตรงนี้ให้ดีอย่างเกิดความผิดพลาด เพราะนี่คือพื้นที่เพาะปลูกเพียงแห่งเดียวในรัศมียี่สิบลี้ที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ อีกทั้งยังอยู่ภายใต้การดูแลของเขา
ขณะนี้ทั่วทั้งราชวงศ์ต้าหนิงประสบภัยแล้ง หากเขารายงานเรื่องผลผลิตจากพื้นที่นี้ขึ้นไป ย่อมได้รับคำชมเชยจากเบื้องบนอย่างแน่นอน บางทีตำแหน่งเขาอาจจะได้เลื่อนสูงขึ้น
ต้องยอมรับว่าไป๋เช่ออวิ๋นซึ่งเคยเป็นหัวโจกของเหล่าตคุณชายเจ้าสำราญในเมืองหลวง ช่างมีวิธีการที่เฉียบแหลมยิ่งนัก เขารู้ว่าควรใช้วิธีใดจึงจะข่มขวัญได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
เขาสั่งให้เจ้าหน้าที่ทางการประกาศทั่วเขตปกครองของตนว่า วันนี้มีเรื่องสำคัญจะประกาศ
จากนั้นเขาให้เจ้าหน้าที่ตีฆ้องร้องประกาศพร้อมกับนำโจรลักข้าวหลายสิบคนเดินประจานไปทั่วอำเภอ นอกจากนี้ยังแขวนรวงข้าวสองรวงไว้บนตัวพวกเขา เมื่อผ่านหมู่บ้านใดก็จะหยุดพักสักครู่ เพื่อให้ชาวบ้านจดจำหน้าตาของพวกโจรเหล่านี้
“เจ้าข้าเอ้ย มาดูกันเถิด มาชมกันหน่อย จำหน้าคนพวกนี้ไว้ให้ดี นี่แหละคือจุดจบของคนที่ขโมยข้าวของผู้อื่น!”
“ข้าวในหมู่บ้านตระกูลฉินล้วนผ่านสายตาของท่านนายอำเภอมาแล้ว ผู้ใดกล้าแตะต้องพืชผลในหมู่บ้านตระกูลฉินอีก ก็จะลงเอยเช่นนี้”
แต่เดิมชาวบ้านคิดว่าทางการมีเรื่องสำคัญอะไรมาบอก แต่เมื่อเห็นคนถูกประจาน แต่ละคนถูกมีขื่อคาที่สวมคอ ล่ามโซ่ที่เท้า ทั้งยังมีรวงข้าวสองรวงแขวนคอ พวกเขาก็เข้าใจทันทีว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น
ฝูงชนที่มามุงดูเรื่องสนุก มีบางคนเห็นสภาพอันน่าอเนจอนาถของพวกเขา เหงื่อเย็นๆ ผุดขึ้นมาที่แผ่นหลัง
บางคนขาแข้งอ่อนแรงร่วงลงบนพื้น ยิ่งไปกว่านั้น บางคนยังเกิดความรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาในใจ!
ทุ่งนาผืนนี้ของหมู่บ้านตระกูลฉิน ทำให้ผู้คนในละแวกสิบลี้แปดหมู่บ้านต้องอิจฉาริษยามานานแล้ว
พวกเขาหมายปองทุ่งนาแห่งนี้มานานแล้ว เพียงแต่บางคนยังไม่ทันได้ยื่นมือเข้ามา บางคนก็ถูกชื่อเสียงของตระกูลฉินไล่จนเตลิดเปิดเปิง
สามวันต่อมา
นายอำเภอไป๋ออกศาลไต่สวนคดี ลงโทษผู้ที่มีส่วนร่วมในการลักขโมยธัญพืชทั้งหมดด้วยการโบยยี่สิบไม้ และตัดสินให้ไปใช้แรงงานที่เหมืองหินเป็นเวลาสามปี
ทั้งอำเภอชิงเหอเดือดพล่าน พวกเขาเห็นชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลฉินทั้งหมดก็ต้องก้มหัวคำนับหมู่บ้านตระกูลฉินมีขุนนางคุ้มครอง พวกเขาไม่กล้าจะแตะต้องตระกูลฉินอีกต่อไป
ส่วนนายอำเภอไป๋หลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ก็ยืนหยัดอยู่ในอำเภอชิงเหอได้อย่างมั่นคง ไม่มีใครกล้าดูถูกเหยียดหยามว่าเขาเป็นคุณชายเจ้าสำราญอีกแล้ว
ต่อมายังมีคนที่ถือว่าการยกลูกสาวให้แต่งงานเข้าไปในหมู่บ้านตระกูลฉินถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ถึงขนาดที่ทางเข้าหมู่บ้านตระกูลฉินมีแม่สื่อแวะเวียนมาไม่ขาดสาย
ยามนี้ชาวบ้านในหมู่บ้านตระกูลฉิน นอนตะแคงทั้งคืนด้วยความกระสับกระส่าย เพราะขณะลาดตระเวนพวกเขาได้ค้นพบวิธีที่คนเหล่านั้นแอบย่องเข้าไปในทุ่งนาแล้ว
แต่ตอนนี้ทุ่งนามีทหารคอยเฝ้าระวัง ชาวบ้านจึงไม่ต้องเคร่งเครียดเหมือนแต่ก่อน นอกจากการตรวจตราประจำวันแล้ว พวกเขาจึงมีเวลาว่างขึ้นเขาเพื่อเตรียมผักสำหรับฤดูหนาว
วันหนึ่งขณะลิ่งผิง ลิ่งอัน หงอวี่ และเด็กคนอื่นในหมู่บ้านขึ้นเขาไปเก็บเกาลัดเดินไม่ระวังจนพลาดตกลงไปในหลุมลึก ส่งเสียงร้องเท่าไหร่ก็ไม่มีใครได้ยิน
เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้ใหญ่ในหมู่บ้านตื่นตระหนก พวกเขาล้อมรอบกันอยู่บนปากหลุง อยากลงไปแต่ก็ไม่กล้า เพราะไม่รู้ว่าด้านล่างมีสิ่งน่ากลัวอะไรซ่อนอยู่ ฉินเหล่าซื่อคิดจะกระโดดลงไป แต่ถูกพ่อเฒ่าจ้าวและพ่อเฒ่าหวังห้ามไว้ จากนั้นพวกเขาก็กระโดดลงไปเอง
ตามคำพูดของพวกเขา พวกเขาล้วนเป็นคนแก่กระดูกเปราะ เหลือเวลาอีกไม่กี่ปีก็จะลงโลงอยู่แล้ว แต่เด็กๆยังเป็นความหวังของหมู่บ้านตระกูลฉิน
โดยเฉพาะลิ่งผิงและลิ่งอัน สองคนนี้เป็นถึงถงเซิงเชียวนะ!
หลังจากพ่อเฒ่าจ้าวและพ่อเฒ่าลงมาในหลุมแล้ว จึงพบว่าหลุมนี้มีทางแยกมากมายซึ่งไม่รู้ว่ามีผู้ใดขุดเอาไว้จนกลายเป็นถ้ำ และดูเหมือนจะมีอายุหลายปีแล้ว
ชายชราทั้งสองสุ่มเลือกเส้นทางหนึ่งแล้วเดินลึกเข้าไป เมื่อเดินเรื่อยๆก็พบกับทางออกอีกด้านหนึ่ง และแล้วพวกเขาก็ต้องตกตะลึงกับภาพตรงหน้า นอกจากเด็กๆที่กำลังคลานจับตั๊กแตนแล้ว พวกเขายังเห็นทุ่งนาที่ดูคุ้นตาอีกด้วย
ไม่ผิดแน่ทางออกของถ้ำคือที่นาของตระกูลฉิน!
ที่ดินผืนสุดท้ายทางทิศตะวันออกของบ้านแม่เฒ่าฉินอยู่ติดกับเชิงเขาพอดี หน้าปากถ้ำมีดงหนามขวางอยู่ อ้อมไปก็จะเจอที่นาของตระกูลฉิน
ในที่สุดพวกเขาก็เข้าใจแล้วว่า เหตุใดที่นาทางทิศตะวันออกถึงถูกขโมยมากที่สุด เหตุใดพวกเขาถึงตามคนพวกนี้ไม่เจอเลยว่าพวกเขาออกมาจากไหนกันแน่ ที่แท้ที่นี่ก็มีที่ซ่อนที่ดีเยี่ยมขนาดนี้เอง!
เมื่อฉินเหล่าซื่อและคนอื่นๆอีกสองสามคนรู้เรื่องนี้เข้าก็ถึงกับอึ้งไปเลย พวกเขาทั้งหมดจึงกระโดดลงไปในถ้ำ แล้วเริ่มสำรวจไปทั่ว
ก่อนจะจับพวกสารเลวพวกนี้ได้ พวกเขาเสียข้าวไปหลายร้อยชั่งเลยทีเดียว
แม้ว่าช่วงหลายวันที่ผ่านมา พวกหัวขโมยจะได้รับการลงโทษตามสมควรแล้ว แต่ไม่ว่านายอำเภอไป๋จะสอบถามหรือทรมานพวกเขาอย่างไร พวกเขาก็ยังไม่ยอมบอกว่าก่อนหน้านี้เคยขโมยธัญพืชมาจากที่ไหนบ้าง
พวกเขารู้สึกเหมือนถูกหนามทิ่มแทงในใจมาตลอด รู้สึกไม่สบายใจและไม่สามารถลืมเรื่องนี้ได้!
ฉินเหล่าซื่อและพวกพ้องถือคบเพลิงเดินสำรวจไปในทิศทางตรงกันข้ามกับหมู่บ้านฉิน และเมื่อพวกเขาออกมาจากถ้ำ พวกเขากลับมาโผล่ที่คอกหมูในหมู่บ้านต้าไฮว่
ด้านบนของโรงเลี้ยงหมูนั้น มีรวงข้าวที่ยังไม่ได้นวดอยู่อย่างแน่นขนัด ทำให้พวกเขารู้สึกโกรธแค้น
พวกเขาส่งคนหนึ่งไว้เพื่อกลับไปรายงานเรื่องนี้ให้ทุกคนทราบ ส่วนที่เหลือทั้งหมดถือไม้พลองบุกเข้าไปที่บ้านของหัวหน้าหมู่บ้านหยางโหย่วฟู่ในหมู่บ้านต้าไฮว่
“พวกเจ้า! พวกเจ้าจะทำอะไร”
หยางโหย่วฟู่เห็นคนมากมายแห่กันเข้ามา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นฉินเหล่าซื่อถือไม้พลองนำหน้าจ้องเขาอย่างดุร้าย จึงร้องตะโกนอย่างตื่นตระหนก
ฉินเหล่าซื่อไม่ปรานีเขาแม้แต่น้อย ยกขาขึ้นเตะเขากระเด็นออกไปไกล ส่วนเฉินฮั่นหลินและคนอื่น ตามมาติดๆ และลงไม้ลงมือทันที คนหนึ่งต่อย คนหนึ่งเตะลงมือซ้อมเขาก่อน
ในบรรดาชายหนุ่มคนที่ลงมือหนักที่สุดก็คือเฉินฮั่นหลิน
ช่วงเวลานั้น เขาทั้งแบกน้ำในตอนกลางคืน ตอนกลางวันก็ต้องคอยเฝ้าระวัง และบางครั้งยังต้องขึ้นเขาไปหาสมุนไพรให้ลิ่งอวี่ หนึ่งวันได้นอนไม่ถึงสามชั่วยาม จนร่างกายผอมซูบลงไปมาก
และต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมดก็คือหมู่บ้านต้าไฮว่ กองขี้หมานั่น
พวกเขาเคยขวางกั้นทางน้ำทำให้หลี่ต้าขุยต้องเสียชีวิต
และยังทำร้ายลิ่งอวี่อีก
ตอนนี้พวกเขายังกล้ามาขโมยธัญพืชที่พวกเราปลูกด้วยความยากลำบากอีก คนอื่นอาจทนไม่ไหว แต่เขาทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว
ชาวบ้านหมู่บ้านต้าไฮว่เพิ่งรู้ตัวก็หยิบอาวุธขึ้นมาเพื่อเข้าไปช่วย แต่กลับถูกชาวบ้านจากหมู่บ้านตระกูลฉินที่วิ่งตามมาทีหลังฟาดจนล้มลงกับพื้น
“สวรรค์ เป็นพวกเขาที่ขโมยไปจริงๆ!”
“สวรรค์ เยอะขนาดนี้เลยเหรอ ตรงนี้ต้องมีอย่างน้องสามสี่ร้อยจินเป็นแน่ พวกแก่คงไม่อยากตายดีสินะ!”
เมื่อชาวบ้านหมู่บ้านฉินเห็นรวงข้าวที่ยังไม่ได้นวดกองเต็มบนคอกหมู พวกเขาก็โกรธจนหน้าดำหน้าแดง
ธัญพืชเหล่านี้เป็นของพวกเขา ปกติเวลาลาดตระเวนพวกเขาคอยระมัดระวังไม่ให้โดนรวงข้า เพราะกลัวว่าจะทำให้หลุดสักเม็ด แต่ไม่เคยคิดเลยพวกคนชั่วช้าจากหมู่บ้านต้าไฮว่จะกล้าคิดเอาเปรียบ ขโมยเสบียงของพวกเรา!
สีหน้าของฉินฟู่หลินก็ซีดเซียวลงหลายส่วน เขาไม่รอช้าสั่งให้บุตรชายไปเชิญนายอำเภอไป๋มาทันที เมื่อชาวบ้านหมู่บ้านต้าไฮว่ได้ยินว่าฉินฟู่หลินจะไปเชิญนายอำเภอไป๋มา ต่างพากันหน้าซีดเป็นไก่ต้ม
ในใจของพวกเขาต่างคิดเป็นเสียงเดียวกันว่า พวกเราจบแล้ว!
บทที่ 164: หมู่บ้านของพวกเจ้าอยากมีทางรอด แล้วหมู่บ้านของพวกข้าจะไม่อยากมีทางรอดหรือ
พอไป๋เช่ออวิ๋นได้ยินว่าฉินเหล่าซื่อเจอหาข้าวที่ถูกขโมยแล้ว ก็รีบว่างงานในมือลงแล้วเดินทางไปหมู่บ้านต้าไฮว่ทันที
“หยางโหย่วฟู่ เจ้ามีอะไรจะแก้ตัวหรือไม่”
เมื่อมีหลักฐานมัดมือขนาดนี้ ต่อให้หยางโหย่วฟู่อยากแก้ตัวแค่ไหนก็ไม่แรงจะแก้ตัวแล้ว
“ใต้เท้าขอรับ พวกข้าน้อยก็จนปัญญาเหลือ ในหมู่บ้านของพวกข้าไม่มีข้าวแม้แต่เมล็ดเดียว พวกข้าไม่อาจทนดูเด็กๆอดตายไปต่อหน้าต่อตาได้ ถึงได้คิดแผนเช่นนี้ขึ้นมา”
หยางโหย่วฟู่คุกเข่าลงกับพื้นร่ำไห้เสียงดัง ชายวัยกลางคนอายุสี่สิบห้าสิบปีร้องห่มร้องไห้ราวกับบิดาเสียชีวิต ชาวบ้านหมู่บ้านต้าไฮว่ที่อยู่ข้างๆ พลอยน้ำตาไหลไปด้วย ภาพนี้ทำให้ผู้คนรู้สึกสะเทือนใจจริงๆ
“หัวหน้าหมู่บ้านตระกูลฉิน ถ้าข้าจ่ายเงินซื้อข้าวเหล่านี้ไว้แล้วยกให้พวกเขาเลยจะว่าอย่างไร อีกอย่างพวกเราก็อยู่บ้านใกล้เรือนเคียง เจ้าคงไม่อยากเห็นชาวบ้านอดตายใช่ไหม อีกอย่างสถานการณ์ตอนนี้ก็เลวร้ายมาก เช่นนั้นแล้วก็อย่าถือสาหาความกันเลย”
ไป๋เช่ออวิ๋นหันไปปรึกษากับฉินฟู่หลินเสียงเบา
ไป๋เช่ออวิ๋นตอนนี้ก็ลำบากใจอยู่บ้าง หมู่บ้านต้าไฮว่และหมู่บ้านตระกูลฉินต่างก็อยู่ภายใต้การปกครองของเขาเหมือนกัน อยู่ภายใต้การดูแลของเขา แม้ว่าเขาจะไม่ใช่คนดี แต่เขาก็ไม่สามารถยอมให้คนทั้งหมู่บ้านอดตายได้
ฉินฟู่หลินแค่นเสียงหัวเราะ เขาไม่ได้ตอบคำถามของนายอำเภอไป๋ แต่หันไปกระซิบกับของฉินเหล่าซื่อ
ฉินเหล่าซื่อพยักหน้ามองดูหยางโหย่วฟู่ที่คุกเข่าร้องไห้น้ำมูกน้ำตาไหลนองเต็มหน้า แล้วเรียกเฉินฮั่นหลินและหนุ่มๆในหมู่บ้านอีกสองสามคนออกมา
หยางโหย่วฟู่เห็นสายตาที่ฉินเหล่าซื่อมองมาก็ตกใจจนเหงื่อเย็นผุดเต็มตัว เขาไม่รู้ว่าทำไม แต่รู้สึกราวกับว่าฉินเหล่าซื่อมองทะลุปรุโปร่งไปหมด เห็นว่าฉินฟู่หลินไม่ตอบตกลง จึงคิดหาวิธีแก้ไขปัญหา
เห็นได้ชัดว่าคนในหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านต้าไฮว่มีส่วนร่วมในการกระทำผิด แต่เขาไม่สามารถจับกุมคนทั้งหมู่บ้านได้ ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลฉินไม่มีทางยอมความ เขาก็ไม่สามารถใช้ตำแหน่งทางราชการกดขี่ข่มเหงพวกเขาให้ปล่อยเรื่องนี้ไปได้
ขณะที่เขากำลังกลุ้มใจอยู่นั้น ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินที่เดินออกไปก็เดินกลับเข้ามา แต่ละคนแบกกระสอบข้าวมาคนละใบ แล้วโยนลงตรงหน้าหยางโหย่วฟู่
หยางโหย่วฟู่เห็นข้าวที่อยู่ตรงหน้าก็สั่นเทาไปทั้งตัว
เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้
ไป๋เช่ออวิ๋นมองดูข้าวสองถุงบนพื้นด้วยความสงสัย แล้วหันไปถามฉินเหล่าซื่อ “ข้าวนี้มาจากที่ใดกัน”
ฉินเหล่าซื่อตอบว่า “ตอบกลับใต้เท้า ข้าวนี้พบในห้องใต้ดินใต้ศาลบรรพชนของหมู่บ้านต้าไฮว่ พวกเขา และไม่ได้มีเพียงสองกระสอบนี้เท่านั้น”
“หยางโหย่วฟู่ ไหนเจ้าไม่ได้บอกหรือว่าหมู่บ้านของพวกเจ้าไม่มีข้าวแม้แต่เมล็ดเดียวแล้ว แล้วนี่มันเรื่องอะไรกัน”
“ข้า...ข้า...ข้า” หยางโหย่วฟู่อึกอักพูดไม่ออกอยู่นาน ไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้
“ไป! ไปดูที่ศาลบรรพชนของหมู่บ้านต้าไฮว่!” ไป๋เช่ออวิ๋นสั่งการ
ไม่นานนักเจ้าหน้าที่ทางก็ไปแล้วกลับมารายงาน “ตอบกลับใต้เท้า ในห้องใต้ดินใต้ศาลบรรพชนมีข้าวอย่างน้อยหนึ่งพันชั่ง!”
หยางโหย่วฟู่ร่างกายอ่อนยวบล้มลงกับพื้น ชาวบ้านหมู่บ้านต้าไฮว่ที่อยู่ข้างๆ ก็ปิดปากเงียบไม่พูดไม่จา
ข้าวในห้องใต้ดินใต้ศาลบรรพชนเป็นความหวังสุดท้ายของหมู่บ้าน และเรื่องนี้มีเพียงผู้ชายที่เป็นหัวหน้าครอบครัวของหมู่บ้านต้าไฮว่เท่านั้นที่รู้ แล้วฉินเหล่าซื่อกับเฉินฮั่นหลินจะหาเจอได้อย่างไร
หยางโหย่วฟู่เห็นว่าความจริงถูกเปิดโปงแล้ว เขาจึงไม่เสแสร้าอีกต่อไป และเอ่ยถามฉินเหล่าซื่อตามตรง
“เจ้าพบทางลับในศาลบรรพชนได้อย่างไร”
ฉินเหล่าซื่อไม่ได้พูดอะไร แต่สายตากลับมองไปที่ฉินฟู่หลิน
ฉินฟู่หลินสูบยาเส้นคำแล้วเอ่ยช้าๆ “หยางโหย่วฟู่ เจ้ายังจำได้หรือไม่ ตอนเด็กๆ ข้ากับเหล่าหลิวมักมาหาเจ้าเพื่อเล่นซ่อนหา มีครั้งหนึ่งขณะที่พวกเรากำลังเล่นซ่อนหาในศาลบรรพชนของพวกเจ้า บังเอิญไปเจอบิดาของเจ้ากำลังซ่อนธัญพืชในห้องใต้ดินพอดี”
หยางโหย่วฟู่หัวเราะเบาๆ “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ เรื่องก็ผ่านมานานแสนนาน ไม่คิดว่าเจ้าจะยังจำได้ ความจำของเจ้าช่างดีจริงๆ”
เมื่อเรื่องมาถึงจุดนี้ไป๋เช่ออวิ๋นก็รู้แล้วว่าควรตัดสินอย่างไร
“พวกเจ้าหมู่บ้านต้าไฮว่แอบขโมยธัญพืชของหมู่บ้านตระกูลฉิน ข้าตัดสินให้พวกเจ้าส่งธัญพืชทั้งหมดคืน และต้องชดใช้เพิ่มอีกสามกระสอบเป็นค่าชดเชย”
“ท่านใต้เท้า อย่าทำเช่นนั้นเลย ธัญพืชในห้องใต้ดินของศาลบรรพชนนั้นเป็นเสบียงที่หมู่บ้านของพวกข้าใช้ยามเกิดภัยพิบัติ หากขาดไปแม้เพียงกระสอบเดียว อาจทำให้ครอบครัวหนึ่งไม่สามารถมีชีวิตอยู่รอดได้!”
หยางโหย่วฟู่คุกเข่าลงร้องไห้คร่ำครวญ ครั้งนี้เขาร้องไห้ออกมาด้วยใจจริง ชาวบ้านหมู่บ้านต้าไฮว่ต่างพากันคุกเข่าวิงวอนขอความเมตตา
“ท่านใต้เท้า พวกข้าไม่สามารถชดใช้ด้วยธัญพืชได้ หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ หมู่บ้านของพวกข้าก็ไม่เหลือหนทางรอดอีกแล้ว”
“ท่านใต้เท้า พวกข้าจะไม่ทำอีกแล้ว ขอท่านโปรดเมตตาด้วยเถิด!”
ชาวบ้านต้าไฮว่พากันคุกเข่าลงกับพื้นร้องไห้คร่ำครวญ
แม้แต่ไป๋เช่ออวิ๋นก็รู้สึกสงสาร เขาหันไปมองฉินฟู่หลินกับฉินเหล่าซื่อกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง
ระหว่างนั้นเฉินฮั่นหลินพูดแทรกขึ้นมาว่า “ข้าวในหมู่บ้านของพวกเจ้าใช้เพื่อประทังชีวิต แล้วข้าวในหมู่บ้านของพวกข้าล่ะ พวกเจ้าคิดจะขโมยก็ขโมยได้ตามใจชอบหรือ”
เมื่อเฉินฮั่นหลินพูดจบก็มีคนในหมู่บ้านตระกูลฉินพูดต่อทันที
“ใช่แล้ว พวกเจ้าทั้งหมู่บ้านล้วนเห็นแก่ตัว ตอนที่พวกเจ้ากั้นทางน้ำไว้ก็ไม่เคยคิดจะเหลือทางรอดให้พวกข้าที่อยู่ปลายน้ำเลย”
“พวกเจ้าทำร้ายลิ่งอวี่ แล้วยังมีหน้ามาขโมยข้าวพวกเราอีก! หรือว่าจิตสำนึกของพวกเจ้าตกอยู่ในท้องมารดา ไม่ได้นำติดตัวออกมาด้วย”
ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลฉินพูดออกมาอย่างไม่ไว้หน้า พวกเขาต่างอัดอั้นตันใจกันทุกคน
เมื่อไป๋เช่ออวิ๋นได้ยินคำพูดของชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลฉินก็ปิดปากเงียบ ความรู้สึกสงสารเพียงน้อยนิดที่มีก่อนหน้านี้ก็หายไปจนหมดสิ้น
ฉินฟู่หลินโบกมือสั่งการฉินเหล่าซื่อ “พวกเจ้าขนข้าวไป!”
ฉินเหล่าซื่อนำเฉินฮั่นหลินและคนอื่นๆ เริ่มเก็บข้าวทั้งหมดจากคอกหมูใส่กระสอบแล้วแบกกลับหมู่บ้าน ชายฉกรรจ์หลายคนจากหมู่บ้านตระกูลฉินวิ่งไปที่ศาลบรรพชนของหมู่บ้านต้าไฮว่ แบกข้าวสามกระสอบแล้วเดินจากไป
ชาวบ้านหมู่บ้านต้าไฮว่พยายามขัดขวาง แต่ถูกเจ้าหน้าที่ทางการชักดาบยาวจ่อคอไว้
ช่วงเวลาไม่กี่อึดใจ ข้าวที่ถูกขโมยและข้าวสามกระสอบที่พวกเขาแบกมาจากหมู่บ้านต้าไฮว่ก็มาถึงลานหน้าศาลบรรพชนหมู่บ้านตระกูลฉิน
รวงข้าวบางส่วนถูกเก็บเกี่ยวก่อนถึงกำหนด รวงข้าวแบบนี้จำเป็นต้องตากแดดก่อน
ไป๋เช่ออวิ๋นมองผู้คนตระกูลฉินที่อยู่ไกลออกไปแล้วลูบจมูก เขารู้สึกว่าตนเองตัดสินเรื่องนี้เบาไป เกรงว่าตอนนี้พวกเขาคงไม่พอใจตนเองเป็นอย่างมาก แต่เรื่องนี้ชัดเจนว่าเป็นการกระทำของคนทั้งหมู่บ้าน โดยเฉพาะเด็กๆอาจทำหน้าที่เป็นยามเฝ้าระวัง
อีกทั้งเขาก็ไม่อาจสั่งให้เจ้าหน้าที่โบยชาวบ้านทุกคนได้หมด หากทำเช่นนั้นจริง ไม้ที่ที่ว่าการอำเภอคงจะหักไปหลายอันเป็นแน่
ทางแม่เฒ่าฉินเห็นรวงข้าวที่ถูกนำกลับมา บางส่วนยังคงมีสีเขียวอยู่ต่างก็รู้สึกเสียดายอย่างยิ่ง รวงข้าวสีเขียวเหล่านี้ หากปล่อยให้อยู่ในทุ่งนาต่อไปอีกสิบวันหรือครึ่งเดือน เราก็จะมีข้าวเพิ่มอีกหลายชั่ง แต่ถึงพวกเขาจะโกรธหรือบ่นอย่างไรก็ไร้ประโยชน์แล้ว
สิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้ในตอนนี้คือ รีบนำรวงข้าวเหล่านี้ทั้งหมดมานวดแล้วนำไปตากให้แห้ง
เพราะอีกไม่นานก็จะถึงฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว!
บทที่ 165: ไม่เคยเห็นคนน่ารังเกียจขนาดนี้มาก่อน
หลายวันผ่านไป ฤดูเก็บเกี่ยวของหมู่บ้านตระกูลฉินก็มาถึง ชาวบ้านในหมู่บ้านทั้งชายหญิง หรือแม้กระทั้งลูกเด็กเล็กแดง นอกจากผู้ที่เคลื่อนไหวไม่ได้แล้ว ทุกคนต่างถือเคียวลงไปเก็บเกี่ยวข้าวในทุ่งนา
รวงข้าวสีเหลืองอร่ามแนวยาวถูกตัดด้วยเคียวในมือชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลฉิน แล้วมัดรวมกันเป็นฟ่อน แม้ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลฉินจะเหนื่อยจนเหงื่อไหลโซมกาย แต่ในใจกลับรู้สึกยินดียิ่งนัก
นี่คือข้าวนะ!
มีข้าวแล้ว ฤดูหนาวนี้พวกเขาก็ไม่ต้องอดตายแล้ว
พี่สาวลมเห็นใจชาวบ้านฉินเจียที่เก็บเกี่ยวผลผลิตในฤดูใบไม้ร่วงภายใต้แสงแดดจัด จึงโบกแขนเสื้อเป็นระยะ พาสายลมเย็นสบายพัดมาเป็นระลอก ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า ทั้งหมู่บ้านตระกูลฉินร่วมแรงร่วมใจกันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย สะบัดเคียวในมืออย่างขะมักเขม้น ผู้ใหญ่รับหน้าที่ตัดต้นข้าวและมัดเป็นฟ่อน
ฉินเหล่าซื่อและคนอื่นๆ รับหน้าที่ไล่บังคับเกวียนวัวขนฟ่อนข้าวไปยังลานโล่ง สตรีและผู้อาวุโสที่เคลื่อนไหวไม่สะดวก รับหน้าที่รอที่ลานโล่งเพื่อแผ่ฟ่อนข้าวที่ขนมาให้กระจายมาให้ทั่ว เพื่อให้ข้าวโดนแสงแดดอย่างทั่วถึง
เด็กวัยกำลังโตถือถุงผ้าคนละใบ เดินตามหลังเก็บรวงข้าวที่ร่วงหล่น บางครั้งก็ไล่จับกบที่กระโดดไปมาในทุ่งนา ตอนนี้หมู่บ้านตระกูลฉินเต็มไปด้วยบรรยากาศคึกคักและรื่นเริง ขณะที่หมู่บ้านอื่นกลับเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมู่บ้านต้าไฮว่ที่เพิ่งชดใช้ข้าวไปสามกระสอบ ขณะนี้สถานการณ์ในหมู่บ้านกำลังวุ่นวายอลหม่าน
ชาวบ้านของหมู่บ้านต้าไฮว่ไปขโมยข้าวของหมู่บ้านตระกูลฉิน ภายใต้การนำของหัวหน้าหมู่บ้านพวกเขาไม่เพียงแต่ขโมยไม่สำเร็จ ทั้งยังต้องเสียข้าวไปอีกสามกระสอบ
ยิ่งไปกว่านั้นบรรดาผู้ชายที่ไปขโมยข้าวเมื่อไม่กี่วันก่อน ถูกนายอำเภอลงโทษด้วยการโบยยี่สิบไม้ และถูกส่งไปใช้แรงงานที่เหมืองหินเป็นเวลาสามปี
บางคนในกลุ่มนี้เป็นแรงงานหลักของครอบครัว
บางครอบครัวมีทั้งพ่อ ลูกชายถูกส่งไปทำงานในเหมืองหินพร้อมกันหมด เหลือเพียงเด็ก สตรี และคนชรา ในช่วงเวลานั้น ไม่มีใครพึ่งพาได้
พวกเขาโยนความผิดไปให้หยางโหย่วฟู่ผู้เป็นหัวหน้าหมู่บ้าน ไม่รู้ว่าใครเป็นคนลงมือก่อน คนที่อยู่ด้านหลังไม่เข้าใจสถานการณ์ก็คล้อยตามไปด้วย
สุดท้ายหยางโหย่วฟู่ก็ถูกพวกเขาทุบตีจนสิ้นใจ
ไม่ต้องพูดถึงว่าตอนนี้หมู่บ้านต้าไฮว่เป็นอย่างไร แต่จะมาพูดถึงฝั่งหมู่บ้านตระกูลฉิน
ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลฉินร่วมแรงร่วมใจกัน ใช้เวลาเพียงสองวันก็เก็บเกี่ยวพื้นที่สามสิบหมู่ได้สำเร็จ และต่อไปก็เป็นขั้นตอนการตากและนวดข้าว
การตากและนวดข้าวเป็นงานของพวกผู้อาวุโส ดังนั้นเด็กในหมู่บ้านจึงถือถุงผ้าไปเก็บรวงข้าวที่ร่วงหล่นในทุ่งนาอีกครั้ง แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเคยเก็บไปแล้วครั้งหนึ่งก็ตาม
เมื่อเด็กเล็กเด็กโตจากหมู่บ้านตระกูลฉินไปถึงทุ่งนาก็พบว่ามีเด็กจากหมู่บ้านอื่นมาเก็บรวงข้าวอยู่ที่นั่นด้วย เดิมทีพวกเขาคิดจะไล่คนพวกนี้ออกไปให้พ้นทาง แต่สุดท้ายก็ถูกผู้ใหญ่ที่มาด้วยกันห้ามเอาไว้
พวกเขาเดิมทีคิดจะไล่ไป แต่ถูกผู้ใหญ่ที่มาด้วยกันห้ามเอาไว้
เด็กทุกคนล้วนน่าสงสาร ฤดูเก็บเกี่ยวของพวกเราเสร็จสิ้น พวกเขามาเก็บรวงข้าวหล่นตามพื้นก็คงเก็บได้ไม่มากนัก
ด้วยความร่วมแรงร่วมใจของทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในหมู่บ้านตระกูลฉิน ไม่นานรวงข้าวก็ถูกนวดเป็นเมล็ดข้าวแล้ว
นี่คือช่วงเวลาที่ชาวหมู่บ้านตระกูลฉินมีความสุขที่สุด เพราะถึงเวลาที่ชาวบ้านจะได้ยืมข้าวแล้ว
วันนี้หัวหน้าหมู่บ้านได้แจ้งไปทุกบ้านให้นำถุงมาใส่ข้าว
ปีนี้แล้งหนัก บ้านไหนไม่มีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวก็ไม่ต้องเสียภาษีข้าว ส่วนแม่เฒ่าฉินและครอบครัวของนางเพิ่งย้ายมาเป็นปีแรก สามปีแรกได้รับการยกเว้นภาษีข้าว
ทั้งหมู่บ้านตระกูลฉินปีนี้จึงไม่ต้องเสียภาษีข้าว
ชาวบ้านต่างขนข้าวที่ยืมมาได้กลับบ้านอย่างระมัดระวังแล้วซ่อนไว้อย่างมิดชิด
นี่คือข้าวที่พวกเขายืมมาและในอนาคตต้องคืนกลับไป เพราะฉะนั้นแล้วแม้แต่เม็ดเดียวก็ทำตกไม่ได้!
ตอนที่เกิดภัยแล้ง ผู้คนที่เข้าเมืองไปพึ่งพาญาติพี้น้อง บัดนี้ได้ยินว่าครอบครัวของแม่เฒ่าฉินให้ยืมข้าว พวกเขาจึงพากันกลับมาพร้อมครอบครัว
เมื่อพวกเขากลับมาก็มาขอยืมข้าวจากแม่เฒ่าฉินทันที แต่ก็ถูกแม่เฒ่าฉินและครอบครัวปฏิเสธ
“ข้าก็เป็นคนของหมู่บ้านตระกูลฉินเช่นกัน พวกเขายืมได้ เหตุใดพวกข้าจึงยืมไม่ได้”
หญิงหน้าตาหน้าเจ้าเล่ห์ผู้หนึ่งนั่งอยู่หน้าประตูบ้านแม่เฒ่าฉิน ร้องโวยวายและกลิ้งเกลือกไปมา
เด็กสองคนที่นางพามาด้วยก็ทิ้งตัวนอนกับพื้น กลิ้งไปมาบนพื้น ทำตัวเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน
ช่างสมกับคำกล่าวที่ว่า ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น
“เหตุใดหรือ ก็เพราะนี่คือธัญพืชของครอบครัวข้า ข้าอยากให้ยืมก็ให้ ไม่อยากให้ยืมก็ไม่ให้!” แม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียงยืนอยู่ที่ประตู มองนางด้วยสายตาเย็นชา
นางไม่มีวันลืมหญิงผู้นี้ นางแซ่หลี่ ย้ายมาหมู่บ้านตระกูลฉินเมื่อห้าปีก่อน
ก่อนหน้านี้ ตอนแม่เฒ่าฉินและครอบครัวเพิ่งมาถึงหมู่บ้านตระกูลฉิน นางเอาแต่นินทาครอบครัวพวกเราลับหลังไม่เว้นวัน
แม้แต่ในงานครบรอบหนึ่งเดือนของเล่อเหนียง นางก็มามือเปล่า
กินบ้าง ดื่มบ้าง แถมยังเอาของกลับไปด้วย เรื่องนี้ยังพอทำใจเข้าใจได้ แต่นางกลับเอาไปนินทาลับหลังว่าครอบครัวของพวกเขาจัดงานใหญ่โตเช่นนี้เพื่อของไร้ค่าคนหนึ่ง ราวกับกลัวว่าผู้อื่นจะไม่รู้ว่าครอบครัวของพวกเขามีเงิน
แม้จะไม่ได้พูดต่อหน้า แต่ลมก็พัดพาคำเหล่านั้นมาเข้าหูพวกเขา
แต่ก่อนเมื่อพวกเขาเห็นว่าเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน ก็ปล่อยให้คำพูดเหล่านี้เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ไม่ได้ใส่ใจแต่อย่างใด
แต่ตอนภัยแล้งมาเยือน ครอบครัวของพวกเขาก็เป็นพวกแรกที่วิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
ตอนจากไปยังโอ้อวดว่า ครอบครัวของพวกเขามีญาติอยู่ที่อำเภอ พอไปอาศัยญาติแล้วก็จะไม่กลับมาอีก ต่อไปก็ไม่ต้องอยู่ร่วมกับพวกยากจกเหล่านี้อีก กดพวกเขาให้ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน
“ข้าก็เป็นคนหมู่บ้านตระกูลฉินเช่นกัน ท่านจะทนดูข้าอดตายต่อหน้าต่อตาเช่นนี้หรือ”
“มโนธรรมของท่านอยู่ที่ใด ถูกสุนัขกินไปแล้วหรือ”
“หากไม่ยอมให้ข้ายืม ข้าจะตายให้เจ้าดู!”
นางหลี่นอนลงกับพื้นอาละวาดดิ้นพราด ราวกับว่าหากแม่เฒ่าฉิน และครอบครัวไม่ให้ยืมธัญพืช นางก็จะเอาศีรษะโขกพื้นตายอยู่หน้าประตูบ้านของพวกเขาเช่นนั้น
ความเคลื่อนไหวของนางหลี่ก็ทำให้ในหมู่บ้านตระกูลฉินมีผู้คนมากมายมาห้อมล้อมนางมากขึ้นเรื่อยๆ
นางยังคงลำพองใจ คิดว่าผู้คนเหล่านี้มาช่วยเหลือนางแน่นอน เพราะก่อนหน้านี้ในหมู่บ้านตระกูลฉิน เพราะก่อนหน้านี้นางเองก็เคยใจกว้างมาก่อน เมื่อผู้อื่นยืมไข่ไก่ไปหนึ่งฟอง นางก็จะให้มากกว่านั้น
“พวกเจ้าดูสิ คนผู้นี้เห็นคนจะตายแล้วไม่ช่วย มองดูข้าแม่ม่ายลูกกำพร้าอดตายอยู่ต่อหน้า!”
“ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ไปตายเสียเถิด หากตายแล้วข้าจะเมตตาประทานเสื่อหญ้าให้เจ้าหนึ่งผืน” แม่เฒ่าฉินกล่าวเสียงเย็นชา
หากพวกนางมาขอยืมธัญพืชด้วยน้ำเสียงสุภาพ นางก็จะให้ยืมบ้างเล็กน้อยด้วยเห็นแก่เป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน แต่หญิงผู้นี้ช่างไม่รู้จักบุญคุณ พูดจาเสียงดังโอหังเรียกร้องให้นางให้ยืมธัญพืช
น้ำเสียงนั้นราวกับว่ากำลังบริจาคทาน
ผู้คนที่มามุงดูก็เพียงยืนดูเงียบๆ ไม่มีใครเอ่ยปากพูดสักคำ
พวกเขามามุงดูที่นี่ก็เพียงเพื่อเป็นปกป้องแม่เฒ่าฉินเท่านั้น
แม่เฒ่าฉินและครอบครัวของนางล้วนเป็นผู้มีจิตใจอ่อนโยนและเมตตา ไม่อาจถูกนางหลี่ผู้เป็นหญิงปากร้ายรังแกได้
พวกเขารู้ดีว่ายามปกตินางหลี่เป็นคนเช่นไร
ยืมไข่ไก่จากนางเพียงฟองเดียว นางก็จะบังคับให้ผู้อื่นคืนถึงสองฟอง
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อนางไปอำเภอเพื่อพึ่งพาญาติของนาง นางยังกล้าเรียกพวกเขาว่าเป็นคนจนที่สมควรต้องขุดดินหาอาหารกินไปชั่วชีวิตด้วย
บัดนี้ เมื่อได้ยินว่าผู้อื่นมายืมธัญพืช ผู้หญิงคนนี้ไม่มียางอายเลยหรืออย่างไร
“พวกเจ้าได้ยินหรือไม่ หญิงผู้นี้ช่างใจร้ายเหลือเกิน นางต้องการให้พวกข้าซึ่งเป็นแม่ม่ายลูกกำพร้าตายตกไปเสียเลย” นางหลี่ร้องไห้เสียงดังใส่ชาวบ้านที่อยู่ข้างๆ
“พวกเจ้าไม่กลัวหรือที่ต้องอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกับคนใจจืดใจดำเช่นนี้หรือ”
นางหลี่เห็นว่าผู้คนรอบข้างไม่สะเทือนใจ คิดว่าการร้องไห้ของนางยังไม่น่าสงสารพอที่จะดึงดูดความเห็นใจจากพวกเขา จึงยื่นมือไปหยิกลูกชายที่อยู่ข้างๆ
เด็กทั้งสองคนเดิมเพียงแค่นอนอยู่บนพื้นเท่านั้น แต่พอถูกพวกเขาทั้งสองคนหยิกก็ร้องไห้เสียงดังลั่นทันที
“ไม่มีทาง!”
บทที่ 166: เด็กอ้วนหลงรักเข้าแล้ว
นางหลี่ตกตะลึงเมื่อได้ยินชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลฉินปฏิเสธเป็นเสียงเดียวกัน นางมองพวกเขาอย่างงุนงงเป็นเวลานาน ก็ยังไม่อาจเข้าใจได้
เหตุใดพวกเขาจึงช่วยพูดแทนหญิงใจร้ายผู้นี้ ต้องเป็นเพราะหญิงผู้นี้ให้พวกเขายืมข้าว พวกเขาจึงจำใจต้องช่วยพูดแทนนางแน่
“พวกเนรคุณเสีย พวกเจ้าลืมไปแล้วหรือว่าข้าเคยปฏิบัติต่อพวกเจ้าอย่างไร ครอบครัวใดขาดไข่ไก่หรือต้องการยืมผัก ข้าก็ให้ยืมตลอด ตอนนี้พวกเจ้ากลับปฏิบัติต่อข้าเช่นนี้ ไม่กลัวสวรรค์จะลงโทษหรือไร”
นางหลี่ชี้ไปที่ผู้คนรอบข้างพลางด่าทออย่างโกรธเกรี้ยว
หญิงผู้หนึ่งรีบโต้กลับทันที “ฮึ เจ้ายังกล้าพูดถึงเรื่องนี้อีกหรือ ตอนที่ลูกสะใภ้ข้าอยู่ไฟ ข้าขอยืมไข่ไก่จากเจ้า เพียงสามวันเจ้าก็มาทวงคืนถึงสองฟอง ช่างเป็นบุญคุณกับค่าเสียจริงๆ!”
“ใช่แล้ว ครั้งก่อนข้าเผลอเหยียบต้นกล้าในไร่เจ้าตายไปหนึ่งต้น เจ้ากลับถอนต้นกล้าของข้าไปเกือบครึ่งแปลง แล้วยังบอกว่าเจ้าไม่ใช่คนไร้เหตุผล”
นางหลี่ถูกชาวบ้านพูดจาโต้แย้งจนหน้าแดงก่ำ กำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง แต่ถูกเสียงหนึ่งขัดจังหวะเสียก่อน
“พอแล้ว นางหลี่ เจ้าไม่ได้บอกหรือว่าจะไม่ย่างกรายเข้ามาในหมู่บ้านตระกูลฉินอีกแม้แต่ก้าวเดียว แล้วตอนนี้กลับมาทำไม”
ฉินฟู่หลินและฉินเหล่าซื่อออกไปอำเภอตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว
ก่อนหน้านี้นายอำเภอบอกว่าหลังจากพวกเขาเก็บเกี่ยวเสร็จ เขาจะมากินข้าวใหม่สักชาม ฉินเหล่าซื่อและฉินฟู่หลินจึงเข้าเมืองอเพื่อเชิญนายอำเภอมาที่หมู่บ้านพรุ่งนี้
พอกลับมาถึงทางเข้าหมู่บ้านก็ได้ยินนางหลี่กำลังอาละวาดอยู่หน้าบ้านตระกูลฉิน ถึงกลับทิ้งรถม้าไว้แล้ววิ่งกลับมาบ้านทันที
พอเดินเข้าไปใกล้ก็ได้ยินคำพูดของนางหลี่ ทำให้โมโหจนศีรษะแทบระเบิดในทันที
“ข้าก็เป็นคนของหมู่บ้านตระกูลฉินเช่นกัน ข้าอยากกลับมาเมื่อไหร่ก็กลับมาได้”
นางหลี่เห็น ฉินฟู่หลินมาแล้วก็รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมา
“ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน ข้าก็เป็นคนของหมู่บ้านตระกูลฉินเช่นกัน ทำไมการยืมข้าวถึงไม่มีส่วนของข้า”
เล่อเหนียงที่อยู่ในอ้อมกอดของท่านย่าและกำลังดูเหตุการณ์อยู่ข้างๆ มองนางหลี่ด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย พลางคิดในใจ
ดูท่าสมองของหญิงสาวคนนี้จะมีปัญหา ข้าวของบ้านพวกข้า อยากให้ยืมก็ให้ยืม ไม่อยากให้ยืมก็ไม่ให้ยืม นางมาเดือดร้อนอะไรหรือว่าอยากจะใช้ศีลธรรมมาบีบบังคับพวกนาง
ฉินฟู่หลินได้ยินคำพูดของนางหลี่จึงหัวเราะเยาะเย้ย เอ่ยปากอย่างไม่เกรงใจเลยแม้แต่น้อย
“เจ้าเป็นคนตระกูลฉินตรงไหนกัน เมื่อไม่กี่ปีก่อนที่ข้ายอมให้เช่าบ้านว่างในหมู่บ้านก็เพราะเห็นว่าเจ้าเป็นหญิงม่ายพาลูกสองคนมาตกระกำลำบาก บัดนี้เจ้าย้ายออกไปแล้ว ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับหมู่บ้านตระกูลฉินของพวกข้าอีกแล้ว”
นางหลี่ผู้นี้น่ารำคาญเป็นที่สุด ปกติเห็นต้นกล้าในแปลงผักของใครงามดีก็ลงมือถอนเอาของคนอื่นไป เห็นรวงข้าวในนาของใครสวยงามก็ต้องฉวยเอาไปสองกำบอกว่าเอาไปเลี้ยงไก่
ไก่บ้านไหนมีค่าถึงขนาดใช้เมล็ดข้าวเลี้ยงกัน!
บางวันก็ทะเลาะกับสตรีในหมู่บ้าน ทะเลาะทุกวัน สามวันทะเลาะเล็ก ห้าวันทะเลาะใหญ่ ทำให้ทั้งหมู่บ้านตระกูลฉินอยู่กันไม่สงบสุข
ก่อนหน้านี้นางบอกว่าจะไปแล้วไม่กลับมาอีก เขาก็ดีใจถึงกับดื่มฉลองไปยกใหญ่
ในที่สุดก็ส่งตัวอัปมงคลนี้ไปได้เสียที
บัดนี้ เห็นนางหลี่กลับมาอีก ใจเขาก็โกรธจนแทบระเบิด
“นางหลี่ ตอนนี้เจ้าไม่ใช่คนของหมู่บ้านตระกูลฉินแล้ว รีบพาลูกออกไปเสีย อย่ากลับมารบกวนผู้อื่นอีก”
ฉินฟู่หลินออกคำสั่งไล่อย่างไม่เกรงใจเลย
“เหตุใดกัน” นางหลี่ไม่ยอมรับและตะโกนอาละวาดเสียสติ
แต่ฉินฟู่หลินไม่ยอมอ่อนข้อให้นางแม้แต่น้อย เขาเรียกสตรีร่างกำยำสองคนมาโยนนางออกไปจากหมู่บ้านตระกูลฉินทันที
มิใช่ว่าเขาใจร้าย แต่นางหลี่นั้นเป็นที่รังเกียจของทุกคนอยู่แล้ว หากแม่เฒ่าฉินให้ข้าวนางยืม ต่อไปก็จะเป็นเสมือนปลิงที่ติดแน่นไม่ยอมหลุด
“อ้า!”
เล่อเหนียงเห็นฉินฟู่หลินลงมือเด็ดขาดเช่นนั้น ก็ปรบมือชื่นชมเขาทันที
ฉินฟู่หลินยิ้มแย้มลูบศีรษะเล่อเหนียง เขาหยิบลูกกวาดจากอกเสื้อให้นางก่อนกลับไปเตรียมการ
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆก็เริ่มยุ่งวุ่นวายกันอีกครั้ง
เมื่อวานตอนเข้าอำเภอไปเชิญไป๋เช่ออวิ๋น ได้รับยืนยันแล้วว่าวันนี้เขาจะมากินข้าวที่หมู่บ้านตระกูลฉิน
แม้จะบอกว่าแค่มากินข้าวใหม่สักชาม แต่อาหารก็ไม่อาจจะดูธรรมดาเกินไป เมื่อวานสั่งเนื้อหมูครึ่งตัวจากเถ้าแก่หวง เขาก็ส่งมาแต่เช้าตรู่วันนี้แล้ว
แม่เฒ่าฉินยังคงเป็นเช่นเดิม นางตัดมันหมูออกมารวนจนได้น้ำมันหมูเต็มหม้อใบใหญ่
ส่วนที่เหลือก็มีสือไห่ถัง แม่ครัวใหญ่ได้แสดงฝีมือแล้ว
นางหั่นเนื้อสามชั่งเป็นชิ้นๆ ทำเป็นหมูตุ๋นน้ำแดง เนื้อที่เหลือก็ทำเป็นหมูต้มกระเทียม ส่วนเนื้อไร้มันก็สับละเอียดทำเป็นลูกชิ้น แล้วทำเป็นลูกชิ้นหมูทอด
ตุ๋นซี่โครงหมูกับหัวไชเท้าเต็มหม้อใหญ่
เล่อเหนียงโยนกระต่ายออกมาจากพื้นที่มิติสองสามตัว
ฉินเหล่าซื่อทำความสะอาดกระต่ายในพื้นที่ว่างข้างๆ แล้วนำไปย่างบนเตาถ่านในพื้นที่โล่ง
หัวหน้าหมู่บ้านก็จับไก่ตัวผู้ที่ชอบขันจากบ้านของเขามา แต่ฉินเหล่าซื่อไม่ได้ฆ่าไก่ แล้วบอกให้หัวหน้าหมู่บ้านนำกลับบ้านไป ปล่อยให้มันขันบอกเวลาต่อไป
ก่อนหน้านี้ขอให้เหล่าซื่อซื้อเป็ดมาสองสามตัว เลี้ยงไว้ที่บ้านยังไม่มีโอกาสได้ฆ่า วันนี้พอได้เวลาประจวบเหมาะ เชือดเป็ดสองตัวมาทำเป็นเป็ดต้ม
ผัดผักที่ฉินเยาเยานำออกมาจากพื้นที่มิติพิเศษอีกสองจานก็จะพอดีสำหรับงานเลี้ยงวันนี้แล้ว
ขณะที่ครัวตระกูลฉินกำลังวุ่นวายอย่างยิ่ง ทางด้านไป๋เช่ออวิ๋นก็มาถึงทางเข้าหมู่บ้านแล้ว
เขาเงยหน้ามองป้ายชื่อหมู่บ้านตระกูลฉินแวบหนึ่ง ในใจรู้สึกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก
เขามองแผ่นหยกในมือ สุดท้ายก็ถอนหายใจยอมรับชะตากรรม แล้วเดินเข้าหมู่บ้านไป
ทันทีที่เขาเข้าหมู่บ้าน หัวหน้าหมู่บ้านที่เฝ้าอยู่ด้านหน้าทางเข้าหมู่บ้านเห็นเขาก็รีบเข้ามาต้อนรับทันที
“ท่านนายอำเภอ มาถึงแล้วหรือขอรับ เชิญทางนี้ขอรับ”
ไป๋เช่ออวิ๋นพยักหน้าแล้วเดินตามหัวหน้าหมู่บ้านไปยังบ้านตระกูลฉิน ยังไม่ทันเข้าใกล้บ้านตระกูลฉิน ก็ได้กลิ่นอาหารหอมฉุยชวนน้ำลายสอ
เขาสูดลมหายใจลึกๆ กลิ่นอาหารธรรมดาแบบนี้ช่างชวนให้คิดถึงจริงๆ
“บ้านไหนกำลังทำอาหารกัน เหตุใดถึงได้หอมขนาดนี้”
หัวหน้าหมู่บ้านรู้สึกว่าคำถามนี้ควรตอบ “เป็นตระกูลฉินที่กำลังทำอาหารอยู่ วันนี้พวกข้าจะต้อนรับท่านที่บ้านตระกูลฉิน!”
“อ่อ”
ไป๋เช่ออวิ๋นตอบรับเสียงหนึ่ง ในใจรู้สึกสงสัยอยู่บ้าง โดยทั่วไปแล้ว การต้อนรับแขกผู้มีเกียรติไม่ใช่หน้าที่ของบ้านหัวหน้าหมู่บ้านโดยตรงหรอกหรือ
หมู่บ้านตระกูลฉินนี้ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะวนเวียนอยู่รอบครอบครัวของฉินเหล่าซื่อ
“นายอำเภอไป๋มาแล้ว เชิญมาทางนี้นั่งก่อนขอรับ อาหารกำลังจะเสร็จแล้ว ขอให้นายอำเภอไป๋รออีกสักครู่!”
แม่เฒ่าฉินอุ้มหลานสาวมาต้อนรับไป๋เช่ออวิ๋นที่หน้าประตู
ไป๋เช่ออวิ๋นถูกเด็กน้อยตัวอวบอ้วนในอ้อมกอดแม่เฒ่าฉินดึงดูดความสนใจทันที
แม้ว่าการเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงจะเสร็จสิ้นแล้ว แต่อากาศก็ยังคงร้อนอบอ้าว ไม่มีทีท่าว่าจะเย็นลงเลย
มีคำกล่าวว่า ‘เสือฤดูใบไม้ร่วง’ อากาศในฤดูใบไม้ร่วงกลับร้อนยิ่งกว่าฤดูร้อนเสียอีก
เล่อเหนียงวันนี้สวมชุดกระโปรงสีชมพูแขนสั้นที่ท่านย่าแก่ให้ด้วยตนเอง บนศีรษะรวบผมเป็นจุกเล็กสองจุก มือน้อยทั้งสองข้างยังสวมกระดิ่งเล็กๆ กระดิ่งส่งเสียงดังกรุ๋งกริ๋งตามการเคลื่อนไหวของนาง ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ดูเหมือนตุ๊กตาอ้วนในภาพวาดปีใหม่
“อ้า!”
เล่อเหนียงเอียงศีรษะมองเขา น้ำลายไหลออกมาจากมุมปาก
เดิมทีนางก็ชอบคนหน้าตาดีเป็นทุนเดิมอยู่ ตอนนี้จึงอยู่ในอาการหลงใหล
โอ้โห พี่ชายคนนี้หน้าตาดีจังเลย ดูเหมือนเทพบุตรน้อยๆเลย
น่าเสียดาย ไม่รู้ว่าต่อไปจะมีพี่สาวคนไหนจะจีบเขาได้สำเร็จ
บทที่ 167: หากที่อื่นไม่มี นางต้องมีแน่นอน
ไป๋เช่ออวิ๋นมองดูทารกตัวอ้วนท้วนที่อายุไม่ถึงขวบด้วยความประหลาดใจ ใบหน้าของนางปรากฏสีหน้าหลงใหลจนดูน่าขบขัน
“ท่านป้า หลานสาวของท่านน่ารักยิ่งนัก ข้าขออุ้มนางสักหน่อยได้หรือไม่”
ก่อนที่แม่เฒ่าฉินจะตอบ เล่อเหนียงก็พุ่งเข้าหาไป๋เช่ออวิ๋นทันที
แม่เฒ่าฉินตกใจเกือบคิดว่าเล่อเหนียงจะตีลีงกา แต่ไม่คาดคิดว่าไป๋เช่ออวิ๋นจะยื่นมือทั้งสองข้างมารับนางไว้ได้อย่างมั่นคง
ปฏิกิริยาแรกของไป๋เช่ออวิ๋นเมื่อสัมผัสตัวนางคือ เจ้าก้อนแป้งคนนี้ตัวแน่นจริงๆ!
เขาเกือบจะอุ้มนางไม่ไหว!
“โอ้ ท่านนายอำเภอ เล่อเหนียงตัวหนักไม่ปล่อย ให้ข้าอุ้มเองดีกว่าหรือไม่เจ้าคะ”
แม่เฒ่าฉินเห็นท่าทีลำบากใจของไป๋เช่ออวิ๋น จึงรีบยื่นมือทั้งสองออกมาพลางกล่าว หากแต่เล่อเหนียงไม่ยอม นางกอดคอของไป๋เช่ออวิ๋นไว้แน่นไม่ปล่อย
ไป๋เช่ออวิ๋นส่ายหัวอย่างขบขันแล้วกล่าวว่า “ท่านป้าวางใจได้ เด็กหญิงตัวน้อยคนนี้ข้ายังอุ้มไหว”
เมื่อเห็นว่าแม่เฒ่าฉินยังไม่วางใจ ไป๋เช่ออวิ๋นจึงพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อนว่า “ท่านป้า เล่อเหนียงน่ารักเหลือเกิน ขออุ้มอีกสักหน่อยเถิด อุ้มมากๆแล้วต่อไปข้าจะได้มีลูกสาวน่ารักเช่นนี้บ้าง”
แม่เฒ่าฉินเห็นเขาพูดเช่นนั้นก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร จึงได้แต่พาเขาไปนั่งที่ห้องโถงหลัก
ครั้งนี้ทำให้เล่อเหนียงตื่นเต้นเสียจนควบคุมตัวเองไม่ได้ นางใช้มือทั้งสองลูบใบหน้าขาวนุ่มของไป๋เช่ออวิ๋นไม่หยุด ในใจรู้สึกพอใจยิ่งนัก
ต้องบอกว่านี่เป็นหนุ่มหล่อที่สุดคนแรกที่นางได้พบตั้งแต่ทะลุมิติมาอยู่ที่นี่
แม้ว่าท่านพ่อ ท่านลุง และท่านอาของนางจะหน้าตาดี แต่ก็ยังเทียบกับไป๋เช่ออวิ๋นไม่ได้
แม้เหล่าพี่ชายของนางจะหน้าตาดีเช่นกัน เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่โตเต็มวัย จึงยังไม่หล่อเท่าไป๋เช่ออวิ๋น
ก่อนหน้านี้เมื่อไป๋เช่ออวิ๋นสวมชุดขุนนาง ก็ไม่ได้รู้สึกว่าหล่อมากนัก เพียงแต่รู้สึกว่าคนผู้นี้หน้าตาสง่างามกว่าคนอื่นเล็กน้อย
แต่ตอนนี้เขาสวมชุดขาวสะอาด ผมรวบขึ้นด้วยปิ่นเพียงอันเดียว ใบหน้าขาวผ่องย่องใยดังหยก คิ้วคมเข้มดั่งภาพวาด แต่งแต้มริมฝีปากและคิ้วอีกสักนิด บอกว่าเป็นชายหนุ่มที่งดงามที่สุดในแผ่นดินก็คงไม่เกินจริง
หากอยู่ในยุคสมัยของนาง เขาต้องได้เป็นหัวหน้าวงบอยแบนด์อย่างแน่นอน แค่ส่งจูบก็สามารถทำให้สาวน้อยนับล้านหลงใหลได้แล้ว
เพียงแต่ในราชวงศ์ต้าหนิงนี้ รูปลักษณ์หล่อเหลาเช่นนี้กลับเสียเปรียบอยู่บ้าง เพราะคนทั่วไปมักมองเป็นเพียงคนหน้าตาดีแต่ไร้ความสามารถ!
ทว่าการกระทำของเล่อเหนียงทำให้พี่ชายหลายคนที่อยู่ด้านหลังรู้สึกอิจฉาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะหงอวี่ ดวงตาทั้งสองข้างของเขาแทบจะลุกเป็นไฟ
พวกเจ้าชู้ประตูดิน เจ้านกยูงกะล่อน กล้าดีอย่างไรมายั่วยวนภรรยาของข้า!
รอประเดี๋ยว ข้าจะไปขอยืมสุนัขสองตัวจากท่านปู่หัวหน้าหมู่บ้านมากัดท่านให้ตาย!
ไป๋เช่ออวิ๋นรู้สึกได้ถึงสายตาไม่เป็นมิตรหลายคู่ที่จ้องมองมา เขาเงยหน้าขึ้นมองก็พบศีรษะของเด็กสี่คนที่ซ้อนกันอยู่หลังประตูเรียงลงมา
ประกายไฟเล็กๆในดวงตาของพวกเขาแทบจะลุกกลายเป็นเปลวไฟแผดเผาร่างของเขา
สายตาของไป๋เช่ออวิ๋นหยุดลงบนใบหน้าของหงอวี่ที่อยู่ด้านบนสุด แววตาของเขาวูบไหวไปชั่วขณะ
เขาวางเล่อเหนียงกลับในอ้อมกอดของแม่เฒ่าฉิน แล้วหยิบแผ่นหยกออกมาจากอกเสื้อพลางกล่าวว่า
“ท่านป้า ข้ายังไม่เคยได้ชมทิวทัศน์อันงดงามของหมู่บ้านตระกูลฉินอย่างจริงจังเลย ข้าขอออกไปเดินเล่นสักหน่อยนะขอรับ”
แม่เฒ่าฉินอยากให้ฉินฟู่หลินติดตามไป แต่ไป๋เช่ออวิ๋นปฏิเสธว่า “ท่านป้าขอรับ ข้าแค่เดินเล่นแถวนี้เท่านั้น ไม่ได้เดินไปไหนไกล เมื่อถึงเวลากินข้าวอย่าลืมเรียกข้าด้วยนะขอรับ!”
พูดจบก็ไม่รอให้แม่เฒ่าฉินและคนอื่นตอบรับ เขาก็เดินออกไปอย่างรวดเร็ว
เขาบอกว่าจะออกไปเดินเล่นรอบๆ ก็ทำตามนั้นจริงๆ เดินไปตามถนนในหมู่จนถึงใต้ต้นไม้ใหญ่ เขาหาที่สะอาดสะอาด นั่งลงเล่นแผ่นหยกในมือ สายตาทอดมองออกไปไกลเป็นราวกับกำลังรอใครบางคน
“แผ่นหยกของท่านอาข้าไปอยู่ในมือท่านได้อย่างไร ท่านล่อข้าออกมา แท้จริงแล้วต้องการทำอะไร” หงอวี่ถามด้วยความโกรธ
เขาจำไม่ผิดแน่ สิ่งที่อยู่ในมืออีกฝ่ายคือแผ่นหยกของท่านอา หยกแผ่นนี้ไม่เคยห่างจากตัวท่านอาสักครั้ง แล้วคนผู้นี้นำมันมาได้อย่างไร
อีกอย่างอีกฝ่ายเอาหยกออกมาตอนนี้ก็เพื่อจะล่อเขาออกมา!
ไป๋เช่ออวิ๋นมองหงอวี่อย่างสนใจ “ก่อนหน้านี้ในศาลข้านึกว่าข้ามองผิดไป ที่แท้ก็เป็นเจ้าจริงๆ อวิ๋นชิงอวี่!”
หงอวี่มองเขาอย่างระแวง “เจ้าเอาแผ่นหยกของท่านอามาล่อให้ข้าออกมา แท้จริงแล้วต้องการทำอะไร”
ไป๋เช่ออวิ๋นยื่นแผ่นหยกให้เขาพลางกล่าว “ท่านอ๋องเจ็ด นำแผ่นหยกนี้มามอบให้ท่าน บัดนี้เวลาของเขาเหลือน้อยเต็มทีแล้ว เจ้าจะกลับไปเยี่ยมเขาหรือไม่”
“ท่านพูดเหลวไหล ท่านอาของข้าไม่มีทางเป็นอะไรไปหรอก!”
“อีกอย่าง ท่านไม่ใช่คนของโจรเฒ่าโจวหรอกหรือ แล้วท่านมาสมรู้ร่วมคิดกับท่านอาข้าได้อย่างไร”
ดวงตาของหงอวี่แทบลุกเป็นไฟ
เจ้านกยูงกะล่อนผู้นี้ ตอนอยู่บ้านท่านอาก็ไม่ถูกกับเขามาตลอด หลายคนบอกว่าเจ้านกยูงกะล่อนผู้นี้เป็นคนของโจรเฒ่าโจว
ไป๋เช่ออวิ๋นมองหงอวี่ที่เหมือนนกน้อยกำลังลังโกรธด้วยสีหน้าจนปัญญา “ข้าเป็นคนของใคร เป็นเรื่องที่เด็กน้อยอย่างเจ้าควรยุ่งหรือ เจ้าแค่รู้ว่าข้าไม่ทำร้ายเจ้าก็พอแล้ว”
“แล้วอะไรสมรู้ร่วมคิด เด็กน้อยที่ยังไม่สูงเท่าต้นข้าวอย่างเจ้ารู้หรือว่าสมรู้ร่วมคิดคืออะไร”
“ท่านมาที่นี่เพื่อจับข้ากลับไปไม่ใช่หรือ”
ไป๋เช่ออวิ๋นปวดเศียรเวียนเกล้า “ในหัวน้อยๆของเจ้ายัดอะไรเข้าไป ขาหมูหรือ ข้าพูดต้อนไหนว่าจะจับเจ้ากลับไป”
“แล้วท่านมาทำอะไรที่นี่”
“อย่าบอกข้านะว่า ซื่อจื่อผู้สูงศักดิ์สักดิ์อย่างแห่งจวนจิ่นอันโหวถึงกับยอมลดตัวมาเป็นเพียงนายอำเภอตำแหน่งเล็กๆ เพียงเพราะชอบที่นี่!”
หงอวี่มองเขาด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย การที่เขาปรากฏตัวที่นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน ต้องมีความลับบางอย่างที่ไม่อาจบอกใครได้แน่ๆ
“ข้าบอกแล้วว่าเรื่องของผู้ใหญ่ เด็กอย่างเจ้าไม่ควรยุ่ง ตอนนี้ข้าอยากถามเจ้าแค่ประโยคเดียว ท่านอาของเจ้าเหลือเวลาไม่มากแล้ว เจ้าจะกลับไปเยี่ยมเขาสักครั้งหรือไม่”
หากไม่ติดขัดเรื่องสถานะ ไป๋เช่ออวิ๋นก็อยากจะตบเขาเสียให้เข็ด
ไอ้หนูตายซากคนนี้ ตั้งแต่เด็กจนก็เป็นแบบนี้มาตลอด มองใครก็คิดว่าเขาจะมาทำร้ายตนเองไปหมด
ข้าต้องลำบากตรากตรำมาเป็นนายอำเภอที่นี่ก็เพื่อเจ้าไม่ใช่หรือ
“ท่านพ่อข้าเคยหาหญ้าเพลิงมรณะมาถอนพิษให้เขาแล้ว ท่านอย่ามาหลอกข้าเสียให้ยาก!”
หงอวี่ไม่เชื่อคำพูดของเจ้านกยูงกะล่อนผู้นี้มาตั้งแต่แรก
“หญ้าเพลิงมรณะ นั่นเป็นของปลอม!”
หงอวี่ชะงักพูดอย่างไม่อยากเชื่อ “เป็นไปไม่ได้ ท่านพ่อกับท่านอาของข้าเดินทางไกลลำบากตรากตรำกว่าจะหายามาได้ ท่านบอกว่ามันเป็นของปลอมมันก็เป็นของปลอมเลยหรือ ข้าไม่เชื่อคำพูดของท่านหรอก”
“เจ้าจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่!”
ไป๋เช่ออวิ๋นทิ้งท้ายไว้หนึ่งประโยคแล้วเดินออก
เจ้าหนูคนนี้จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามใจ อย่างไรเสียข้าก็นำข่าวมาบอกให้แล้ว
ถ้าเขาไม่กลับไป ต่อไปในภายภาคหน้าเขาจะต้องเสียใจเป็นแน่
เขาไม่อยากมาเสียเวลาโต้เถียงกับเจ้าเด็กแสบคนนี้อีกแล้ว เมื่อเทียบกับเด็กคนอื่นแล้ว เล่อเหนียงน่ารักกว่าตั้งเยอะ
หงอวี่จ้องมองแผ่นหลังของเขาอย่างเหม่อลอย
สิ่งที่เขาพูดเป็นความจริงหรือ
คำพูดของนกยูงกะล่อนผู้นั้นจะเชื่อได้จริงหรือ
ถ้าเขากลับไปจะมีชีวิตรอดกลับมาอีกหรือไม่
ถ้าเขากลับมาไม่ได้ เล่อเหนียงคงจะร้องไห้น้ำมูกน้ำตาไหลแน่ๆ
ตอนนั้นเองแม่เฒ่าฉินก็ออกมาตามหาพวกเขาให้กลับไปกินข้าว ระหว่างทางก็สะบัดศีรษะสลัดความคิดในใจทั้งหมดทิ้งไป
หงอวี่เชิดหน้ายิ้มแย้ม แล้ววิ่งพุ่งไปหาท่านย่า ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ต้องถามท่านพ่อและท่านย่าก่อน สุดท้ายแล้วตอนนี้คนที่เขาเชื่อใจได้มีเพียงท่านย่าและท่านพ่อเท่านั้น
ส่วนเรื่องหญ้าเพลิงมรณะจะเป็นของปลอมหรือไม่ เขาถามท่านพ่อสักคำก็คงจะได้คำตอบ
หากเป็นของปลอม นางผู้นั้นจะต้องมีอยู่แน่นอน!
บทที่ 168: อาลัยอาวรณ์
หลังจากที่ไป๋เช่ออวิ๋นนั่งลง มื้ออาหารของตระกูลฉินก็เริ่มขึ้น
“นายอำเภอไป๋ เชิญลองชิมข้าวใหม่นี้ดูว่ารสชาติเป็นอย่างไรบ้าง” แม่เฒ่าฉินเอ่ยเชื้อเชิญ
ข้าววันนี้ใช้ข้าวที่เพิ่งเก็บเกี่ยวใหม่ในการหุง ปกติแล้วในช่วงเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วง หากข้าวเก่าปีที่แล้วยังไม่หมดก็จะไม่กินข้าวใหม่ แต่ครั้งนี้เป็นกรณีพิเศษ
เพราะนายอำเภอไป๋ต้องการลองชิมข้าวใหม่โดยเฉพาะ
ไป๋เช่ออวิ๋นพุ้ยข้าวเข้าปากแล้วเคี้ยวสองสามที ก่อนจะชมว่า “เป็นข้าวใหม่ที่รสชาติแตกต่างจริงๆ!”
แม่เฒ่าฉินเชิญให้เขาชิมอาหาร “นายอำเภอไป๋ ลองชิมอาหารเหล่านี้ดูว่าถูกปากหรือไม่”
ไป๋เช่ออวิ๋นคีบอาหารอีกสองสามคำเข้าปาก
หลังจากลองชิมกับข้าวหลายอย่าง ไป๋เช่ออวิ๋นก็เริ่มสนิทสนมกับตระกูลฉินมาก เอ่ยเรียกท่านป้าอย่างนั้นท่านลุงนี้อย่างคุ้นเคย
หัวหน้าหมู่บ้านและพวกเขาที่เดิมทีรู้สึกกังวลใจก็ผ่อนคลายลง
นายอำเภอไป๋ที่ดูเหมือนจะเข้ากับคนอื่นได้ยาก แต่เมื่อได้พูดคุยกันจริงๆ กลับพบว่าเขาเป็นคนที่พูดคุยด้วยง่าย
เล่อเหนียงถูกอุ้มไว้ในอ้อมแขนหญิงชรา มือทั้งสองประคองน่องไก่ชิ้นใหญ่แล้วใช้ฟันน้ำนมแทะอย่างเอร็ดอร่อย นางเคี้ยวน่องไก่แต่ไม่กลืน ไม่นานแก้มทั้งสองข้างก็ป่องออกมาเหมือนกับหนูชางสู่ตัวน้อย
ภาพนี้ไม่เพียงทำให้ผู้คนรอบข้างหัวเราะชอบใจ แม้แต่ไป๋เช่ออวิ๋นก็ยังอดขำไม่ได้
“ท่านป้าขอรับ เหตุใดหลานสาวอ้วนของท่านถึงได้น่ารักเช่นนี้”
เล่อเหนียงแต่เดิมได้ยินไป๋เช่ออวิ๋นบอกว่านางอ้วน แต่ประโยคต่อมาท่านก็ชมว่านางน่ารัก ตอนนี้นางจึงหายโกรธ
เนื้อในปากมากเกินไปจนนางกลืนไม่ลง เล่อเหนียงจึงคายเนื้อครึ่งหนึ่งลงในชาม จากนั้นก็กลืนอีกครึ่งที่เหลือในปากลงท้อง แล้วยกอุ้งมืออ้วนป้อมที่เปื้อนน้ำมันเป็นมันวาวพุ่งเข้าหาไป๋เช่ออวิ๋น
การกระทำของนางให้ไป๋เช่ออวิ๋นตกใจจนวิญญาณแทบหลุดออกจาก เขาใช้มือทั้งสองจับแขนเด็กอ้วน จะอุ้มก็ไม่ได้ จะไม่อุ้มก็ไม่ได้
เขารักความสะอาดมาแต่ไหนแต่ไร อุ้งมือทั้งสองข้างของเด็กอ้วนเปื้อนน้ำจากน่อง เขาไม่กล้าแตะต้องนางจริงๆ
“หลานรักของย่า ย่าช่วยล้างมือให้เจ้าก่อนดีหรือไม่” แม่เฒ่าฉินยื่นมือจะอุ้มเล่อเหนียงไป
ครั้งนี้เล่อเหนียงตั้งใจแน่วแน่ที่จะประทับรอยมือมันๆสองรอยลงบนเสื้อสีขาวดั่งหิมะของชายหนุ่มรูปงามผู้นี้
ไม่ว่าจะเป็นแม่เฒ่าฉินหรือสวี่ซิ่วอิงเข้ามาปลอบ นางก็ไม่มีวี่แวว่าจะยอมแพง นางต้องการให้ไป๋เช่ออวิ๋นอุ้มเท่านั้น
ในที่สุดไป๋เช่ออวิ๋นก็ยอมแพ้ ปล่อยให้นางประทับรอยมือมันๆสองรอยลงบนเสื้อของตนเอง
“เอิ้ก~ ท่านป้า อาหารที่บ้านของท่านช่างอร่อยเหลือเกิน ข้าไม่ได้กินอย่างเอร็ดอร่อยเช่นนี้มานานแล้ว”
ไป๋เช่ออวิ๋นเรอออกมาแล้วก็รู้สึกเขินอายเล็กน้อย จึงกล่าวกับแม่เฒ่าฉิน
“หากท่านชอบก็เชิญมาที่นี่ได้บ่อยๆ พวกเราเป็นเพียงครอบครัวเล็กๆ ไม่มีความสามารถมากมาย แต่พอจะมีเพียงฝีมือการทำให้อาหารให้ได้ภาคภูมิใจกับเขาได้บ้าง”
“ถ้าเช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ ต่อไปข้าคงต้องมาฝากท้องที่นี่บ่อยๆเสียแล้ว”
แม่เฒ่าฉินยิ้ม “ข้ากลัวแต่ว่าท่านจะไม่มาเท่านั้น!”
ไป๋เช่ออวิ๋นชั่งน้ำหนักเด็กอ้วนในอ้อมแขนพลางมองดูอาหารบนโต๊ะ แล้วก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“ท่านป้า ฝีมือการทำอาหารของพี่สะใภ้สามดีขนาดนี้ ช่างน่าเสียดายจริงๆ ข้ามีงานอยู่งานหนึ่ง ไม่ทราบว่าพี่สะใภ้สนใจไม่”
“นายอำเภอไป๋มีงานดีๆ แนะนำพวกเราหรือ”
เมื่อไป๋เช่ออวิ๋นเอ่ยเช่นนี้ แม่เฒ่าฉินก็กระตือรือร้นขึ้นมา สือไห่ถังที่อยู่ข้างๆ ก็เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ
“จริงๆแล้วก็ไม่ใช่งานอะไรใหญ่โต เพียงแต่ว่าแม่ครัวที่ทำอาหารให้ศาลาว่าการเสียชีวิตกะทันหันอย่างไม่ทราบสาเหตุผล พวกเราจึงหาแม่ครัวมาทำอาหารแทนชั่วคราว แต่อาหารที่ทำออกมานั้นแทบจะกลืนไม่ลง ข้าจึงอยากถามพี่สะใภ้สามว่าสนใจจะมาทำงานที่ศาลาว่าการหรือไม่”
“ไปเป็นแม่ครัวที่ศาลาว่าการหรือ”
แม่เฒ่าฉินนิ่งเงียบไป สวี่ซิ่วอิงและสือไห่ถังที่อยู่ข้างๆ ก็พลอยเงียบไปด้วย
“ข้าไม่ได้ให้ท่านทำงานเปล่าๆนะ แต่มีเงินเดือนให้เดือนละห้าตำลึงเงิน แม้เงินจำนวนนี้จะไม่ได้มาก แต่งานก็มีเพียงแค่ทำงานอาหารกลางวันเท่านั้น ไม่ต้องทำมื้อเช้าและมื้อเย็น”
“แค่อาหารกลางวันเท่านั้นหรือ” สือไห่ถังถามอย่างสงสัย
ไป๋เช่อพยักหน้า “ถูกต้อง เพียงแต่ต้องเดินทางไปกลับเท่านั้น”
แม่เฒ่าฉินและลูกชายลูกสะใภ้สบตากันครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า
“ขอเวลาให้พวกเราได้คิดสักครู่เถอะ”
ไป๋เช่ออวิ๋นพยักหน้าเบาๆ แล้วเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปเรื่องอื่น
หลังจากพูดคุยกันสักพัก ไป๋เช่ออวิ๋นก็ลุกขึ้นบอกลา เขามองหงอวี่ด้วยสายตาลึกซึ้งมีคหวามหมาย”
“บ้านของท่านป้าช่างเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยคนมีความสามารถแต่ไม่มีใครสังเกตเห็น ไม่เพียงแต่มีถงเซิงแปดคนเท่านั้น แต่ยังมีผู้สูงศักดิ์อีกด้วย”
แม่เฒ่าฉินแก้ตัวอย่างกระอักกระอ่วน “พวกเราเป็นเพียงบ้านชาวนายากจนเท่านั้น จะมีผู้สูงศักดิ์ได้อย่างไรเล่า พวกเราไม่ขอความร่ำรวยมั่งคั่ง ขอเพียงมีอาหารสามมื้อให้พออิ่มท้องก็พอแล้ว”
แม่เฒ่าฉินเฉลียวฉลาดยิ่งนัก นางเข้าใจความหมายในคำพูดของไป๋เช่ออวิ๋นในทันที
ไป๋เช่ออวิ๋นยิ้มเล็กน้อย ยื่นมือไปบีบแก้มอวบของเด็กหญิงตัวอ้วน ก่อนจะขึ้นม้าจากไป
แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆ มองตามไป๋เช่ออวิ๋นจนร่างของเขาหายลับไปที่ทางเข้าหมู่บ้าน แล้วดึงตัวหงอวี่เข้าไปในห้อง
สวี่ซิ่วอิง สือไห่ถัง และคนอื่นๆ ช่วยกันเก็บถ้วยชามและตะเกียบ เมื่อเห็นว่ายังมีอาหารเหลืออยู่มาก จึงเก็บใส่ชามและแบ่งไว้ส่วนหนึ่ง เก็บไว้กินตอนมื้อค่ำ
“เสี่ยวชี เหตุใดข้ารู้สึกว่านายอำเภอไป๋มิได้มาเพียงเพื่อรับกินข้าวกับพวกเราเท่านั้น แต่ดูเหมือนเขามาเพื่อหาเจ้า”
หงอวี่พยักหน้า “ท่านย่า เขาถือแผ่นหยกของท่านอาข้ามา บอกว่าท่านอาเหลือเวลาไม่มากแล้ว ขอให้ข้ารีบกลับไปหาท่านอา ข้าไม่รู้ว่าควรเชื่อเขาหรือไม่”
แม่เฒ่าฉินลูบศีรษะของหงอวี่แล้วถาม “เสี่ยวชี แล้วนายอำเภอไป๋นี้มีความสัมพันธ์อย่างไรกับท่านอาของเจ้า แล้วความสัมพันธ์ของเจ้ากับเขาล่ะ”
แม่เฒ่าฉินไม่ได้ต้องการสืบหาอดีตของหงอวี่ เพียงแต่ปัญหาอยู่ตรงหน้าแล้วต้องรีบแก้ไข
สมองของหงอวี่ปรากฏภาพของเจ้านกยูงกะล่อนนั้นทันที ยามอยู่ในจวนอ๋อง อีกฝ่ายมักจะจับแก้มเขาเล่นหากไม่มีอะไรทำ หรือไม่ก็โยนเขาลงน้ำเพื่ออาบน้ำให้
นอกจากความสนุกสนานแปลกๆเหล่านั้นแล้ว ดูเหมือนจะไม่มีอะไรร้ายแรง
หงอวี่เบ้ปาก “ข้าไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ของเขากับท่านอาเป็นอย่างไร แต่เขามักจะมาหาท่านมาที่จวนบ่อยๆ ทั้งสองชอบมาขลุกอยู่ในห้องนอนของข้าทั้งวัน”
“แต่หลายคนบอกว่าเขาไม่ใช่คนดี!”
แม่เฒ่าฉินย่อตัวลงใช้มือลูบศีรษะของหงอวี่ “ความดีความชั่วของคนเราต้องใช้ตามองด้วยตนเอง ไม่อาจเชื่อเพียงคำพูดของผู้อื่นได้”
หงอวี่นั่งอยู่บนเตียงเตา ก้มหน้าลงไม่รู้กำลังคิดอะไรอยู่
เขาเข้าใจสิ่งที่ท่านย่าพูดเป็นอย่างดี เพียงแต่ตอนนี้เขาไม่กล้าเสี่ยงก่อนหน้านี้ที่ยังไม่ได้มาที่นี่ เขาไม่เคยรู้สึกถึงความอบอุ่นของครอบครัวเลย
ตอนนั้นคิดเพียงว่าหากต้องตายก็ไม่ได้รู้สึกอะไร แต่ตอนนี้เขาไม่อยากจากไปแล้ว เขาไม่อยากจากท่านย่าที่ดีเช่นนี้ ท่านพ่อและท่านแม่ที่แสนดี
ไม่อยากจากเสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่วที่มักทะเลาะกับเขาเพราะเรื่องแย่งขนม
ยังมีเล่อเหนียงเด็กหญิงตัวน้อยคนนั้นด้วย…
ขณะเดียวกันฉินเหล่าซือก็เดินเข้ามา ทันใดนั้นหงอวี่นึกขึ้นได้ทันทีว่าเจ้านกยูงกะล่อนบอกว่าหญ้าเพลิงมรณะนั้นเป็นของปลอม
“ท่านพ่อ ก่อนหน้านี้ที่ท่านไปตามหาหญ้าเพลิงมรณะที่ภูเขาผู่ลั่วกับท่านลุงของข้า สรุปแล้วเป็นของจริงหรือของปลอมกันแน่?!”
บทที่ 169: เหตุใดจึงไม่ถามข้าเล่า
หญ้าเพลิงมรณะ?
ยังไม่ทันที่ฉินเหล่าซื่อจะตอบ เล่อเหนียงที่กำลังแทะนิ้วเท้าอยู่บนเตียงเตียงก็ตาเป็นประกายขึ้นมาทันที
นั่นคือหญ้าเพลิงมรณะในพื้นที่มิติของนางใช่หรือไม่
ฉินเหล่าซื่อถอนหายใจ “ข้าได้ยินมาว่าไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่”
เมื่อหงอวี่ได้ยินคำพูดของท่านพ่อ น้ำตาก็ไหลออกมาทันที
เช่นนี้แล้วสิ่งที่เจ้านกยูงกะล่อนพูดก็ถูกต้องสินะ หญ้าเพลิงมรณะที่ท่านพ่อและท่านลุงไปหามาด้วยความลำบากนั้นเป็นของปลอม
ท่านอาจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานแล้วจริงหรือ
“โอ๋ๆ เสี่ยวชี เจ้าอย่าร้องไห้เลยนะ”
เมื่อแม่เฒ่าฉินเห็นหงอวี่ร้องไห้ หัวใจของนางก็พลอยปวดร้าวไปด้วย
นางโอบหงอวี่เข้ามากอดและลูบหลังเบาๆ พลางปลอบโยน “เด็กดี อย่าร้องไห้ อย่าร้องไห้เลย ท่านลุงของเจ้าเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ เขาต้องมีวิธีช่วยท่านอาของเจ้าแน่นอน”
หงอวี่ได้ยินคำพูดนี้แล้วร้องไห้อย่างเศร้าโศกยิ่งขึ้น เขาซบหน้าลงบนอกของแม่เฒ่าฉินแล้วร่ำไห้เสียงดัง “ไม่มีประโยชน์แล้วท่านย่า นางปีศาจคนนั้นไม่ยอมให้ท่านอาของข้ามีชีวิตรอดแน่”
“นางปีศาจร้ายกาจคนนั้นชั่วร้ายยิ่งนัก ท่านลุงสามารถหายามาให้ท่านอาได้ นับว่าโชคดีมาก นางจะไม่มีวันให้ท่านลุงหายาได้อีกเป็นครั้งที่สองแน่”
แม่เฒ่าฉินโอบกอดหลานชายที่กำลังร่ำไห้อยู่ในอ้อมอก ไม่รู้จะทำอย่างนอกจากลูบหลังปลอบประโลมเบาๆ
เรื่องราวภายในวังหลัง หญิงชราแก่ชาวนาอย่างข้าไม่อาจก้าวก่ายได้ และไม่มีความสามารถมากพอที่จะจัดการเรื่องนี้
สิ่งเดียวที่นางทำได้ตอนนี้คือปกป้องหงอวี่ให้ดี ไม่ให้เขาต้องสิ้นชีพในเงื้อมมือของนางปีศาจที่เขาพูดถึง
เล่อเหนียงเอียงคอมองเสี่ยวชีที่กำลังเศร้าโศกอย่างสุดซึ้ง ในใจเกิดความสงสัยอย่างใหญ่หลวง
เหตุใดจึงไม่ถามข้าเล่า หญ้าเพลิงมรณะข้าก็มีนะ! ในพื้นที่มิติของข้ามีอยู่มากเชียวละ!
“ฮึ่ย!”
ฉินเหล่าซื่อเห็นภาพตรงหน้าแล้วก็อดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเฮือกใหญ่
แม่เฒ่าฉินก็เงยหน้าขึ้นมองด้วยความสงสัย แล้วก็ตกใจกับหลานสาวเช่นกัน นางเห็นเพียงหลานสาวอุ้มดอกไม้สีแดงเพลิงกำใหญ่ไว้ในอ้อมแขน ดอกไม้ช่อนั้นบานสะพรั่งอย่างวิจิตรงดงาม แดงฉูดฉานราวกับเปลวเพลิง
หากไม่มองให้ดีก็คล้ายกับว่านางกำลังอุ้มกองไฟไว้จริงๆ
หงอวี่ที่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวก็เงยหน้าขึ้นมองน้องสาว
พริบตาถัดมาเขาก็พุ่งตัวไปหาน้องสาว ราวพูดจาตะกุกตะกัก
“เล่อเหนียง นี่มัน...นี่มันหญ้าเพลิงมรณะใช่หรือไม่”
“อ้า!”
เล่อเหนียงพยักหน้าแล้วโยนหญ้าเพลิงมรณะทั้งหมดในอ้อมแขนเขา
“อ่า!”
เอาไปเลย เอาไปเลย นี่คือหญ้าเพลิงมรณะ ของจริงของแท้ไม่ปลอมแน่นอน ผลผลิตจากพื้นที่มิติของนางต้องเป็นของชั้นเลิศเท่านั้น!
“ท่านพ่อ!”
หงอวี่หันไปมองฉินเหล่าซื่อ “ช่วยข้านำหญ้าเพลิงมรณะเหล่านี้ไปมอบให้เจ้ายนกยูงกะล่อนนั่น ไม่ใช่สิ นายอำเภอไป๋!”
ฉินเหล่าซื่อในตอนนี้ก็ได้สติกลับมา อาการตกตะลึงเมื่อครู่ของเขาหายไป เขามองหญ้าเพลิงมรณะแล้วกลืนน้ำลายอึกใหญ่
เขาอยากรู้จริงๆ ว่าลูกสาวของเขาเป็นเทพเจ้าใดกันแน่ แม้แต่หญ้าเพลิงมรณะของหายากเช่นนี้ นางก็นำออกมาได้เป็นกอบเป็นกำ
“เหล่าซื่อ เหตุใดยังยืนบื้ออยู่อีก รีบนำหญ้าเพลิงมรณะไปส่งให้นายอำเภอไป๋ ให้เขานำไปให้ท่านอาของเสี่ยวชีเร็วเข้า!”
“หากช้ากว่านี้อาจจะเกิดเรื่องใหญ่เอาได้”
แม่เฒ่าฉินไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น เมื่อเห็นบุตรชายยืนงงงันก็ตวาดอย่างรีบร้อน
“ได้ขอรับ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้!”
ฉินเหล่าซื่อรับคำ หยิบหญ้าเพลิงมรณะสองช่ออย่างระมัดระวัง หลังจากให้เล่อเหนียงเก็บดอกที่เหลือไปแล้ว เขาก็เดินไปที่ลานหลังบ้านปลดเชือกผูกม้า แล้วมุ่งหน้าเข้าเมืองทันที
ขณะขี่ม้าเขาก็ลูบหญ้าเพลิงมรณะสองช่อในอก พลันใดนั้นก็รู้สึกอึ้งในใจอย่างยิ่ง
“ลูกสาวของข้ามีหญ้าเพลิงมรณะ แล้วก่อนหน้านี้ที่ข้า ฮั่นหลินและแม่ทัพเผ่ยลำบากตรากตรำไปที่ภูเขาผูลั่ว จนเกือบเอาชีวิตไม่รอดก็เปล่าประโยชน์สินะ!”
แม้ฉินเหล่าซื่อจะบ่นกระปอดกระแปดในใจ แต่ก็ไม่รอช้าที่จะยกแส้ม้าขึ้นฟาดลงอย่างแรง ม้าเจ็บปวดจึงยกกีบวิ่งออกวิ่งอย่างรวดเร็ว
ไป๋เช่ออวิ๋นที่เพิ่งมากลับมาถึงตัวอำเภอได้ไม่นาน เมื่อได้ยินว่าฉินเหล่าซื่อมาหาตนก็รู้สึกฉงนสงสัย แต่เดิมคิดว่าตนเองลืมของไว้ที่หมู่บ้านตระกูลฉิน ฉินเหล่าซื่อจึงนำของมาคืนให้ด้วยตนเอง
แต่เมื่อลูบตัวสองสามทีก็พบว่าไม่มีสิ่งใดบนร่างกายไป จึงให้คนเชิญฉินเหล่าซื่อเข้ามาอย่างงุนงง
ฉินเหล่าซื่อเข้ามาก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ยัดหญ้าเพลิงมรณะสองช่อใส่มือเขาทันที
“เสี่ยวชีให้ข้านำมาให้ท่าน!”
ไป๋เช่ออวิ๋นเห็นดอกไม้สีแดงสดดั่งเปลวไฟสองช่อนั้นแล้วตะลึงงันอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็วิ่งออกจากศาลาว่าการ ควบม้าหายลับไปจากสายตา
หญ้าเพลิงมรณะ!
ท่านอ๋องเจ็ดรอดแล้ว
ตอนนี้ไป๋เช่ออวิ๋นไม่มีเวลาสืบหาว่าหญ้าเพลิงมรณะนี้มาจากที่ใด เขาเพียงต้องการนำหญ้าเพลิงมรณะสองช่อนี้ไปส่งที่จวนท่านอ๋องเจ็ดโดยเร็ว
เขาต้องเห็นกับตาตนเองหญ้าเพลิงมรณะเหล่านี้ถูกต้มเป็นยาให้ท่านอ๋องดื่มแล้วเท่านั้น
ในใจอดรู้สึกไม่ได้ว่าการที่เขาเสี่ยงไปหมู่บ้านตระกูลฉินและเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะได้ผล
จู่ๆ เขาก็นึกขึ้นได้ว่ายังมีคนอีกผู้หนึ่งอยู่ที่ศาลาว่ากลาง จึงรีบควบม้ากลับไปอย่างเร่งรีบ
ฉินเหล่าซื่อที่ถูกทิ้งไว้ที่ศาลากลางอำเภอดื่มชาอย่างสบายอารมณ์ กินขนมสองชิ้นก่อนจะค่อยๆอย่างไม่เร่งรีบ
ภารกิจสำเร็จแล้ว
ตอนนี้ทุกย่างขึ้นอยู่กับไป๋เช่ออวิ๋นแล้ว ยังเหลือเวลาอีกมาก เขาจะไปเดินเล่นในอำเภอดูว่าจะซื้ออะไรกลับไปให้ลูกสาว ลูกชาย และภรรยาที่บ้านดี
อีกด้านหนึ่ง แม่เฒ่าฉินและหงอวี่นอนคว่ำมองเล่อเหนียงแทะนิ้วเท้าอยู่บนเตียง
เล่อเหนียงทำให้พวกเขาตกตะลึงจริงๆ ปกติแล้วการเนรมิตผิงกั่ว ผัก และกระต่ายเล็กน้อยก็มากพอแล้ว แต่ตอนนี้นางยังเนรมิตหญ้าเพลิงมรณะที่พวกเขาไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนออกมาได้ อัศจรรย์เกินไปแล้ว
แม่เฒ่าฉินมองดูหลานสาวที่กำลังแทะนิ้วเท้าอย่างกระตือรือร้นอย่างมีความสุข ในใจก็ยิ่งรู้สึกหวาดกลัวขึ้นเรื่อยๆ
เล่อเหนียงใช้วิชาอาคมอันยิ่งใหญ่เช่นนี้เนรมิตหญ้าเพลิงมรณะ จะต้องสูญเสียบุญวาสนาไปมากเพียงใด
ยิ่งคิดแม่เฒ่าฉินก็ยิ่งรู้สึกตกใจจนเริ่มนั่งไม่ติดที่ สุดท้ายจึงสั่งให้หงอวี่ ดูแลน้องสาวแล้วรีบวิ่งออกไป บอกให้สวี่ซิ่วอิงและสือไห่ถังฆ่าไก่เพื่อเตรียมบูชาเทพเจ้า
สวี่ซิ่วอิงและสือไห่ถัง สองพี่สะใภ้น้องสะใภ้มองแม่สามีของตนอย่างงุนงง พวกเราเพิ่งกินข้าวเสร็จไม่ใช่หรือ เหตุใดต้องฆ่าไก่อีก
แต่ในฐานะลูกสะใภ้ พวกนางทำได้เพียงเชื่อฟังคำสั่งของแม่ผัวเท่านั้น
“น้องสาว ขอบคุณเจ้ามาก!”
หงอวี่กล่าวขอบคุณเล่อเหนียงอย่างจริงใจ
เล่อเหนียงแทะเท้าจนพอใจแล้ว นางก็พลิกตัวลุกขึ้นนั่งหยิบเงินก้อนเล็กจากพื้นที่ว่างมาถือไว้ในมือ
อีกมือหนึ่งยื่นไปทางหงอวี่
เงินมาของไป!
หงอวี่มองมือที่ยื่นมาของน้องสาวอย่างสงสัย ครั้นรอยน้ำลายบนมือก็คิดว่านางต้องการให้เขาช่วยเช็ดมือให้
เขาจึงดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดมือเล็กอ้วนป้อมทั้งสองข้างของนางอย่างระมัดระวัง แล้วจูบที่ฝ่ามือนางเบาๆ
แต่เล่อเหนียงก็ยังคงยื่นมือมาทางเขาอยู่อย่างนั้น
หงอวี่มองอยู่ครู่ใหญ่กว่าจะเข้าใจ เขาหัวเราะพรืดออกมา
“น้องสาว ไม่แปลกใจเลยที่ท่านย่าบอกว่าเจ้าเป็นคนขี้เหนียว ข้าขอติดไว้ก่อนได้หรือไม่ เดี๋ยวไปหาเจ้านกยูงเมื่อไหร่ ข้าจะหลอกเงินมาให้เจ้าหนึ่งพันตำลึงดีหรือไม่”
“อืม! อืม!”
เล่อเหนียงดีใจยื่นมืออวบๆ ออกไปเพื่อจะเกี่ยวก้อยกับเขา
หงอวี่ยิ้มเล็กน้อยแล้วยื่นมือออกไปเกี่ยวนิ้วมือของนาง
“สัญญากันแล้วนะ!”
เล่อเหนียงมองดูนิ้วมือน้อยๆที่เกี่ยวกันอยู่ ในใจพลันมีความรู้สึกแปลกๆผุดขึ้นมา ยังไม่ทันที่นางจะได้ใคร่ครวญ แสงสว่างสีขาวก็สว่างวาบขึ้นมา
เมื่อนางลืมตาขึ้นอีกครั้งก็ตกตะลึงกับภาพตรงหน้าในทันที
กระต่ายวิ่งพล่านไปทั่ว!
แพะที่หิวจนร้องเสียงดัง!
ยังมีไก่และเป็ดที่พาลูกมาตีกัน...
นี่มันไม่ใช่พื้นที่มิติของนางหรอกหรือ
เหตุใดนางจึงเข้ามาอยู่ในพื้นที่มิติได้ ขณะที่นางกำลังงุนงง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาทำให้นางตกใจ”
“ที่นี่เป็นดินแดนเทพเซียนหรอกหรือ?!”
เมื่อนางหันไปมองอย่างเชื่องช้าก็เห็นเพียงหงอวี่ กำลังนั่งยองๆอยู่บนพื้นหญ้าด้วยสีหน้าประหลาดใจ มือของเขากำลังลูบขนกระต่ายที่นอนอยู่แทบเท้า
สมองของฉินเยาเยาระเบิดตู้มทันที
แย่แล้ว!
เกิดอะไรขึ้นกันแน่!
ใครสามารถบอกนางได้หรือไม่ว่า เหตุใดเด็กน้อยคนนี้ถึงสามารถเข้ามาในพื้นที่มิติของนางได้
นางมองดูเสื้อผ้าของหงอวี่ แล้วก้มลงมองตัวเองอีกครั้ง
สวรรค์ ทั้งเข้ามาทั้งตัวเลย
ตั้งแต่นางทะลุมิติมาถึงที่นี่ก็ไม่เคยพาร่ายกายเข้ามาได้ นางสงสัยมาตลอดว่าทำไมในชาติที่แล้วนางพาร่างกายเข้ามาได้ แต่มาถึงที่นี่แล้วกลับทำไม่ได้
และตอนนี้ นางมองดูหงอวี่ที่มีสีหน้าตื่นเต้นอยู่ตรงหน้า ในใจรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง
ที่นี่คืออาณาเขตส่วนตัวของข้า เป็นพื้นที่มิติของข้าเอง!
มันไม่บริสุทธิ์อีกต่อไปแล้ว!
บทที่ 170: พื้นที่มิติอันแสนพิกล
“น้องสาว เจ้าดูสิ ที่นี่ช่างงดงามเหลือเกิน พวกเราไปเดินเล่นข้างหน้ากันเถอะ ดูซิว่าจะมีท่านเทพหรือไม่!”
หงอวี่อุ้มเล่อเหนียงด้วยสีหน้าตื่นเต้นแล้วเดินไปข้างหน้า ส่วนเล่อเหนียงมีสีหน้าเฉยชา
ไม่มีท่านเทพอันใดทั้งนั้น แต่มีนางฟ้าน้อยอยู่หนึ่งคน!
“โอ้ว... น้องสาว น้องสาวเจ้าดูสิ ผลไม้ลูกนั้นลูกใหญ่เหลือเกิน ดูน่าอร่อยจัง!”
“อ่า!”
แน่นอนว่าต้องอร่อยสิ ก็ข้าปลูกเองกับมือ!
“น้องสาว เจ้าดูสิ หมูตัวนั้นอ้วนจังเลย”
“อ่า!”
เฮอะ ยังอ้วนสู้ท่านไม่ได้เลย!
หงอวี่พูดหนึ่งประโยค เล่อเหนียงก็บ่นในใจหนึ่งประโยค
ตอนนี้นางรู้สึกไม่สบายใจไปทั้งตัว แม้ปกติจะชอบพี่เจ็ดของนางมาก แต่ในตอนนี้นางก็ยังรับไม่ได้ที่พื้นที่เล็กๆของนางจะถูกผู้อื่นนอกจากตนเองย่างกรายเข้ามา!
“โอ้โฮ องุ่นเยอะจังเลย!”
หงอวี่อุ้มเล่อเหนียงไว้ ก้าวเท้าสั้นๆวิ่งไปใต้ซุ้มองุ่น แหงนหน้ามองพวงองุ่นใสระยิบระยับ น้ำลายพลันไหลออกมาจากปาก
เล่อเหนียงกระตุกมุมปากเล็กน้อยดิ้นรนออกจากอ้อมแขนของเขา ปีนไปใต้ซุ้มองุ่นข้างสิ่งของสีดำ ยื่นมือกอดขาเก้าอี้แล้วออกแรงดึงสุดกำลัง
เห็นสีหน้าตื่นเต้นของพี่เจ็ด คาดว่าเขาน่าจะยังเที่ยวไม่พอ ในเมื่อมาแล้วก็ปล่อยให้เขาเที่ยวให้พอใจเถอะ!
“เล่อเหนียงเอ๋ย นี่มันอะไรกันนะ”
หงอวี่ถือพวงองุ่นที่เพิ่งเด็ดมาไว้ในมือ กินเองคำหนึ่ง แล้วป้อนเข้าปากเล่อเหนียงอีกลูกหนึ่ง ครั้นเห็นนางลากเก้าอี้สีดำนั่นอย่างยากลำบาก หงอวี่จึงยัดองุ่นเข้าปากสองลูกแล้วเข้าไปช่วยเหลือ
เด็กน้อยสองคนนั้นกำลังต่อสู้กับก้อนสีดำในพื้นที่มิติ ส่วนคนที่เหลือข้างนอกกำลังจะสติแตกแล้ว
“เหล่าซื่อ เหล่าซื่อ เหตุใดเจ้าจึงกลับมาช้านัก เล่อเหนียงกับหงอวี่ หายตัวไปแล้ว”
“ว่าอย่างไรนะ?”
ฉินเหล่าซื่อเพิ่งกลับมาจากการอำเภอ พอควบม้ามาถึงทางเข้าหมู่บ้านก็เจอกับแม่เฒ่าหวังทันที อีกทั้งเมื่อได้ยินคำพูดของนาง ฉินเหล่าซื่อก็รู้สึกเหมือนตีหัว ได้แต่ยืนอึ้งอยู่กับที่ พอได้สติก็รีบวิ่งกลับบ้านอย่างรวดเร็ว
พอเดินเข้าประตูบ้านก็ชนเข้ากับเฉินฮั่นหลินที่กำลังวิ่งออกมาพอดี
“ฮั่นหลิน เกิดอะไรขึ้น”
เฉินฮั่นหลินลูบจมูกที่ถูกกระแทกจนเจ็บแล้วพูดเสียงอู้อี้ว่า “เจ้าเด็กอ้วนกับหงอวี่หายตัวไป ท่านรีบเข้าไปดูพี่สะใภ้และป้าเถิด ข้าจะออกไปตามหาพวกเขาเอง”
ฉินเหล่าซื่อไม่กล้าชักช้า รีบวิ่งเข้าไปในห้องโถงทันที
พอเข้าไปในห้องโถงก็เห็นเสื้อผ้าเกลื่อนกลาดเต็มพื้น ตู้เสื้อผ้าถูกเปิดทั้งหมด ส่วนแม่เฒ่าฉินและสวี่ซิ่วอิงกำลังกอดกันร้องไห้อยู่บนเตียง
ขโมยขึ้นบ้านงั้นหรือ
ฉินเหล่าซื่อกวาดตามองไปรอบๆ แต่ไม่เห็นเด็กทั้งสองคน จึงเอ่ยปากถามว่า “ท่านแม่ เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ”
พอสวี่ซิ่วอิงเห็นฉินเหล่าซื่อก็วิ่งเข้าไปกอดเขาพลางร้องไห้ฟูมฟาย
“เหล่าซื่อ เสี่ยวชีกับเล่อเหนียงหายไปแล้ว!”
ฉินเหล่าซื่อลูบไหล่ภรรยาเบาๆ เพื่อปลอบประโลม พลางถามแม่เฒ่าฉิน
“ท่านแม่ เสี่ยวชีกับเล่อเหนียงอยู่ที่ใดขอรับ”
แม่เฒ่าฉินส่ายหน้าพลางร้องไห้ “ข้าไม่รู้ ข้าไม่รู้ ข้าเพียงแต่ออกไปครู่เดียว ปล่อยให้เสี่ยวชีดูแลเล่อเหนียงบนเตียง พอข้ากลับมา พวกเขาก็ไม่หายไปแล้ว”
ฉินเหล่าซื่อพยายามข่มความตื่นตระหนกในใจ มองไปที่หน้าต่างรอบๆ “หน้าต่างปิดสนิทดี ไม่เหมือนมีใครบุกรุกเข้ามา จะเป็นไปได้ไหมว่าพวกเขาไปเล่นกับเด็กในหมู่บ้าน บางทีเขาอาจจะบอกท่านแล้ว แต่ท่านกำลังยุ่งจึงไม่ได้ยิน”
แม่เฒ่าฉินเอามือปิดหน้าด้วยความเสียใจ “ไม่ใช่ ข้าไม่ได้ออกไปนานขนาดนั้น แค่เวลาหนึ่งถ้วยชาเท่านั้น ข้าถามแม่เฒ่าที่มาช่วยเก็บชามแล้ว พวกนางไม่เห็นใครเข้ามาอุ้มเล่อเหนียงไปเลยสักคน”
ฉินเหล่าซื่อได้ยินดังนั้นก็รู้สึกตื่นตระหนก
เมื่อไม่กี่วันก่อนตอนเก็บเกี่ยวพืชผล เขาได้ยินเสียงหมาป่า จะเป็นไปได้ไหมว่าหมาป่าป่าลงมาจากภูเขาและคาบพวกเขาไป
“ท่านแม่ ข้าจะขึ้นไปดูบนภูเขา” พูดจบก็วิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
แม่เฒ่าฉินเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนพวกเขาได้ยินเสียงหมาป่า ความคิดอันน่าสะพรึงกลัวผุดขึ้นมาในหัวใจ
……
ภายในพื้นที่มิติ
เล่อเหนียงและหงอวี่คุกเข่านั่งอยู่ใต้ซุ้มองุ่น มือถือไม้ท่อนหนึ่งที่ไม่รู้ว่าไปหามาจากที่ไหนกำลังขุดสิ่งของสีดำมืดบนพื้น
และพวกเขาใกล้จะถึงเส้ยชัยแล้ว
ตอนนี้เล่อเหนียงแน่ใจแล้วว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้านี้คือเตาหลอมยาวิเศษส่วนสิ่งนี้มาจากที่ไหน ตอนนี้นางยังบอกไม่ได้
ทว่าสิ่งที่ปรากฏในพื้นที่มิติของนางย่อมมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เหมือนกับหญ้าเพลิงมรณะก่อนหน้านี้ ทั้งหมดก็เพื่อถอนพิษให้ท่านอ๋องเจ็ดไม่ใช่หรือ
“น้องสาว น้องสาว สิ่งที่เจ้าพูดถึงนั้นสามารถนำออกไปได้หรือไม่ นำออกไปให้ท่านปู่หลี่อันหลอมยาอายุวัฒนะให้พวกเราสักเม็ด!”
เล่อเหนียงกลอกตาใส่เขาทันที
นางเป็นเพียงทารกที่ยังอายุไม่ครบหนึ่งขวบ จะเอายาอายุวัฒนะไปทำไม
ทันใดนั้นหงอวี่ร้องขึ้น “แย่แล้ว ข้าลืมบอกท่านย่า ป่านนี้นางคงกังวลแย่แล้ว
เล่อเหนียงชะงักงัน
แย่แล้ว!
เด็กน้องสองคนปรากฏขึ้นบนเตียงเตาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยภายใต้สายตาตกตะลึงของแม่เฒ่าฉินและสวี่ซิ่วอิง
แม่เฒ่าฉินเห็นหลานชายหลานสาวทั้งสองปรากฏตัวขึ้นบนเตียงเตา น้ำตาก็ไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ นางโผเข้าไปกอดหลานทั้งสองแล้วร้องไห้โฮ
“ดวงใจของย่า พวกเจ้าหายไปไหนมา พวกเจ้าจะทำให้ย่าตกใจตายหรืออย่างไร”
สวี่ซิ่วอิงก็กำลังเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ นางถึงกับหยิบไม้กวาดขนไก่ของ แม่เฒ่าฉินมาถือไว้ในมือ ราวกับพร้อมจะพุ่งเข้าไปตีสองเด็กน้อย
“อ๊า!”
เล่อเหนียงรีบกอดคอท่านแล้วจูบใบหน้าของนางหลายครั้งเพื่อปลอบโยน นางรู้ว่าคราวนี้ท่านย่าคงตกใจมากแน่ๆ
แต่ใครก็ตามที่เจอเรื่องแบบนี้ก็คงตกใจเหมือนกัน เพราะเพียงแค่หันหลังไปแป๊บเดียวคนก็หายไป ไม่เสียสติก็บุญแล้ว
หงอวี่โอบแขนแม่เฒ่าฉินพลางออดอ้อนว่า “ท่านย่า อย่าร้องไห้เลย พวกเราไม่เป็นอะไรเลยขอรับ”
ยิ่งถูกเด็กน้อยสองคนปลอบประโลม แม่เฒ่าฉินก็ยิ่งร้องไห้หนักขึ้น
“พวกเจ้าสองคนทำให้ข้าตกใจจนจะตายอยู่แล้ว ข้าเผลอแค่ครู่เดียว พวกเจ้าก็หายตัวไปเสียแล้ว…”
หงอวี่มองเล่อเหนียงแวบหนึ่ง ราวกับจะถามนางว่าควรจะบอกเรื่องในพื้นที่มิติกับท่านย่าหรือไม่
เมื่อเห็นเล่อเหนียงพยักหน้า หงอวี่จึงเล่าเรื่องแปลกประหลาดครั้งนี้ให้แม่เฒ่าฉินฟัง
“ท่านย่า พวกเราไม่ได้ตั้งใจวิ่งเพ่นพ่านไปไหนหรอกขอรับ แต่เป็นเพราะท่านเทพพาพวกเราไปเล่นที่ดินของเขาต่างหาก”
“ท่านเทพหรือ” แม่เฒ่าฉินถามอย่างสงสัย
หงอวี่พูดอย่างตื่นเต้น “ใช่แล้วขอรับ ใช่แล้ว ดินแดนของท่านเทพสนุกมากเลยท่านย่า มีไก่ เป็ด ปลา กระต่ายมากมาย แถมยังมีสระน้ำที่เต็มไปด้วยปลาอีกด้วย”
คราวนี้แม่เฒ่าฉินเริ่มอยู่ไม่สุข “แย่แล้ว แย่แล้ว ต้องเป็นสวรรค์เห็นเล่อต้องแลกด้วยอะไรมากมายถึงจะได้หญ้าเพลิงมรณะมา เขาโกรธมากถึงได้จับตัวพวกเจ้าสองคนไปลงโทษ”
“ไม่ได้การแล้ว ข้าต้องไปดูว่าเครื่องเซ่นไหว้เตรียมพร้อมหรือยัง สวรรค์คงโกรธมากแล้วตอนนี้ พวกเราต้องรีบขอขมาเสีย อย่าได้โทษเล่อเหนียงเลย!”
เล่อเหนียงอ้าปากค้าง แต่สุดท้ายก็ปล่อยให้ท่านย่าของนางไป
จบตอน
Comments
Post a Comment