lucky kid ep171-180

  บทที่ 171: เด็กอ้วนคนนี้เป็นคนรักเงิน

   


   พวกพ่อเฒ่าจ้าวรู้ว่าเด็กทั้งสองกลับมาแล้ว จึงรีบไปดูที่บ้านตระกูลฉิน เมื่อเห็นว่าเด็กทั้งสองปลอดภัยดีก็โล่งใจ

   

   ยังไม่ทันได้ถามว่าพบเด็กทั้งสองที่ไหน ก็เห็นแม่เฒ่าฉินรีบร้อนจัดโต๊ะวางเครื่องเซ่นไหว้ จุดธูปเทียน คุกเข่าลงพึมพำบางอย่างไม่ได้ศัพท์

   

   “แม่เฒ่าฉินเป็นอะไรไปหรือ”

   

   สวี่ซิ่วอิงไม่รู้จะตอบพ่อเฒ่าจ้าวอย่างไร นางคงไม่สามารถบอกเรื่องที่เด็กทั้งสองถูกเทพเจ้าพาตัวไปให้ใครรู้ได้

   

   ขณะที่กำลังขบคิดว่าจะตอบอย่างไรดี หลิวซิ่วเถาที่อยู่ข้างๆ ก็ช่วยแก้สถานการณ์ให้

   

   “เฮ้อ หงอวี่ซนน่ะ ตอนที่เขาปีนหน้าต่างเล่นเห็นหวงต้าเซียน*[1]อยู่ข้างนอกก็เลยวิ่งไปเล่นกับมัน เขากลัวปล่อยเล่อเหนียงไว้คนเดียวนางจะกลัว เลยอุ้มเล่อเหนียงไปด้วย พวกเขาสองคนไปนั่งเล่นที่กองหญ้าหลังบ้าน พวกเราเลยหาไม่เจอ”

   

   “หงอวี่ลงมือแรงไปหน่อย ทำให้หวงต้าเซียนบาดเจ็บ ท่านแม่ถึงได้จัดโต๊ะบูชาขอขมาหวงต้าเซียนไง!”

   

   “อ๋อ ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง หงอวี่ซนเกินไปแล้ว”

   

   พ่อเฒ่าจ้าวไม่สงสัยอะไร เพราะหวงต้าเซียนเจ้าคิดเจ้าแค้น ขืนทำให้ขุ่นเคืองแล้วไม่ขอขมา บ้านเราต้องไม่สงบสุขแน่นอน

   

   เรื่องนี้ถูกคนในตระกูลฉินเก็บไว้ในใจ และรู้ดีว่าไม่ควรพูดถึงเรื่องนี้อีก

   

   หลังจากพักผ่อนอยู่บ้านสองวัน วันรุ่งขึ้นตระกูลฉินก็เริ่มยุ่งอีกครั้ง

   

   หลังฤดูเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง ยังต้องใช้เวลาอีกสองสามเดือนกว่าอากาศจะเย็นลง ช่วงเวลานี้ต้องรีบปลูกผักอีกรอบก่อนที่อากาศจะหนาวเย็น

   

   เมื่อถึงเวลาที่อากาศหนาวเย็นก็ถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตทันที จากนั้นเราจะนำผักไปเก็บไว้ใต้ดิน หากเก็บรักษาได้ดีก็จะสามารถกินได้จนถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า

   

   ผลไม้ป่าบนภูเขาก็สามารถเก็บได้แล้ว

   

   ท่ามกลางความวุ่นวาย ทำให้เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เวลาล่วงเลยมาถึงวันที่เจ็ดเดือนแปด และวันนี้เป็นวันสำคัญ เพราะเล่อเหนียงอายุครบหนึ่งขวบแล้ว

   

   วันนี้ไม่เพียงแต่เป็นวันครบรอบหนึ่งปีของเล่อเหนียง แต่ยังเป็นวันคล้ายวันเกิดปีที่แปดของหงอวี่ด้วย

   

   ตระกูลฉินเริ่มเตรียมการตั้งแต่เช้าตรู่

   

   เมื่อวานพวกเขาได้สั่งหมูหนึ่งตัวจากเถ้าแก่หวง และวันนี้เขาก็นำมาส่งตั้งแต่เช้า ยาวนี้แทงมีดขาวเข้าไป แล้วดึงมีดแดงออกมา หมูตัวอ้วนส่งเสียงร้องโหยหวนอย่างน่าสงสารก่อนจะเสียชีวิต

   

   ต่อมาพวกเขาต้มน้ำให้เดือด แล้วค่อยๆราดน้ำร้อนลงบนตัวหมู เพื่อทำการถอนขน ไม่นาน หมูหนึ่งตัวก็ถูกพวกเขาจัดการเรียบร้อย

   

   จากนั้นก็ผ่าท้องควักไส้ แม่เฒ่าหวังอาสานำเครื่องในไปล้างที่ริมแม่น้ำ ส่วนการแล่เนื้อหมูนั้นเป็นหน้าที่ของพวกผู้ชายแล้ว

   

   สตรีในหมู่บ้านหลายคนก็ตื่นมาช่วยตั้งแต่เช้าตรู่ ฝ่ายหนึ่งล้างผัก ฝ่ายหนึ่งล้างจาน ทุกคนต่างแบ่งหน้าที่กันทำ

   

   วันนี้ไม่เพียงเป็นงานฉลองครบรอบหนึ่งเดือนของเล่อเหนียง แต่ยังเป็นการฉลองที่พวกเขาเอาชีวิตรอดมาได้

   

   เล่อเหนียงและหงอวี่ถูกแม่เฒ่าฉินแต่งตัวให้ตั้งแต่เช้า

   

   เล่อเหนียงสวมชุดผ้าไหมสีแดง บนศีรษะถักเป็นจุกสองข้าง คอสวมสร้อยอายุยืนทำจากเงิน ข้อมือทั้งสองข้างใส่กำไลเงิน จี้กระดิ่งสามลูกส่งเสียงดังกังวานไพเราะ

   

   ส่วนที่เท้าสวมรองเท้าคู่เล็กที่แม่เฒ่าฉินทำเองกับมือ บนรองเท้าประดับเมล็ดท้อขัดมันหนึ่งเม็ด

   

   ส่วนหงอวี่วันนี้สวมชุดสีน้ำเงินเข้ม ผมถูกมัดรวบอย่างเรียบร้อย แม้จะแต่งกายเรียบง่าย แต่กลับทำให้หงอวี่ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น

   

   ทันทีที่เล่อเหนียงเห็นหงอวี่ นางก็แสดงอาการหลงใหลออกมาทันที ยื่นสองมือออกไปให้เขาอุ้ม พร้อมทั้งหอมแก้มเขาหลายที ทำให้ใบหน้าเขาเปียกชุ่มไปด้วยน้ำลาย

   

   การกระทำของนางทำให้แม่เฒ่าฉินหัวเราะไม่หยุด มีความคิดนึกผุดในใจ หากเด็กสองคนนี้แต่งงานกันในอนาคตจะเป็นอย่างไร

   

   เมื่อคิดได้เช่นนั้นก็ต้องตกใจกับความคิดตนเอง จึงตบศีรษะตัวเองอย่างเสียใจ

   

   นางกำลังคิดอะไรอยู่ เล่อเหนียงเพิ่งอายุหนึ่งขวบเท่านั้น อีกอย่างสถานะของเสี่ยวชีก็สูงส่งเกินไป พวกเราไม่อาจเอื้อมถึง

   

   “ข้าขอดูเด็กอ้วนคนนี้หน่อย เจ้าอ้วนขึ้นอีกใช่หรือไม่”

   

   เสียงดังน่ารำคาญดังมาจากนอกประตู พูดให้ถูกคือเป็นเสียงที่หงอวี่รำคาญ”

   

   “นายอำเภอไป๋มาแล้ว เชิญเข้ามาด้านในก่อนเถิด!”

   

   แม่เฒ่าฉินได้ยินเสียงจึงรีบอุ้มเล่อเหนียงออกไปต้อนรับเขา

   

   “โอ้ ข้าขออุ้มเด็กอ้วนคนนี้หน่อยได้หรือไม่!”

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นเห็นเล่อเหนียงแล้วดวงตาก็เป็นประกายทันที เขายื่นมือไปอุ้มเล่อเหนียงมา แล้วหยิบกุญแจอายุยืนออกมาจากอก

   

   “เจ้าเด็กอ้วน เจ้าชอบหรือไม่”

   

   เล่อเหนียงยื่นมือคว้ากุญแจอายุยืนมากอดไว้แน่น นางจะไม่ถือสาที่เขาเรียกนางว่าเด็กอ้วนก็เพราะของขวัญชิ้นนี้

   

   “ไม่ได้นะเจ้าค่ะ ของสิ่งนี้มันมีค่าเกินไป”

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นกุญแจอายุยืนเส้นนั้นตกใจจนสะดุ้ง รีบเอ่ยขึ้นทันที

   

   “สวรรค์ นั่นมันกุญแจอายุยืนทำทองคำบริสุทธิ์ ดูจากรูปทรงแล้ว น้ำหนักต้องไม่ต่ำกว่าสามสิบตำลึงแน่ๆ”

   

   “ของชิ้นนี้เป็นของขวัญวันเกิดที่เตรียมไว้ให้เล่อเหนียง ท่านป้าอย่างทำลายความตั้งใจของข้าสิ”

   

   ต่อมาเขาหยิบหยกชิ้นงามส่งให้หงอวี่ “เอ้า เจ้าหนูแสบ นี่ของขวัญวันเกิดของเจ้า!”

   

   หงอวี่เห็นหน้าของเขาแล้ว ในใจไม่อยากรับเอาไว้เลยสักนิด แต่เล่อเหนียงกลับเห็นหยกเม็ดนั้นแล้วดวงตาก็เป็นประกายวาบขึ้นมาทันที

   

   “อ้า!”

   

   นางยื่นมือออกไปคว้าหยกเม็ดนั้นมา ไม่สนใจว่าจะเป็นของขวัญให้ใคร แต่นางชอบนางก็จะเอามาเล่น รอเล่นเบื่อแล้วค่อยคืนให้เขา

   

   อย่างไรเสียตอนนี้นางก็เป็นเด็กน้อย ปล่อยให้นางทำตามใจชอบเถิด

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นกอดเล่อเหนียงไว้พลางเล่นกับหงอวี่ ขณะเดียวกันก็สนทนากับแม่เฒ่าฉินไปด้วย

   

   ขณะเดียวกันก็มีแขกผู้มีเกียรติอีกคนหนึ่งมาเยือนหน้าประตู

   

   “แม่ทัพเผ่ย ท่านกลับมาแล้ว เชิญด้านในขอรับ!”

   

   ทันทีที่ไป๋เช่ออวิ๋นได้ยินคำว่าแม่ทัพเผ่ย คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันทันที เหตุใดเขาถึงมาที่นี่ เขารู้ตัวตนของเด็กคนนี้แล้วหรือ

   

   เมื่อเผ่ยเฉิงเฟิงเห็นไป๋เช่ออวิ๋นนั่งอยู่ด้านใน ฝีเท้าก็ชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงพยักหน้าให้ไป๋เช่ออวิ๋น

   

   “นายอำเภอไป๋!”

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นตอบกลับเช่นกัน “คารวะแม่ทัพเผ่ย!”

   

   แม่เฒ่าฉินมองเผ่ยเฉิงเฟิงแล้วเหลือบมองไป๋เช่ออวิ๋นอีกครั้ง รู้สึกว่าบรรยากาศระหว่างพวกเขาช่างแปลกประหลาด ราวกับว่าตั้งแต่เผ่ยเฉิงเฟิงนั่งลง อากาศรอบๆ ก็เต็มไปด้วยบรรยากาศกดดันที่มองไม่เห็น

   

   มีเพียงหงอวี่ที่รู้ถึงความบาดหมางระหว่างทั้งสองเท่านั้น ที่เข้าใจว่าพวกเขาสามารถนั่งลงอย่างสงบได้ก็เพราะเห็นแก่เล่อเหนียง

   

   มิเช่นนั้น หากพบกันภายนอกคงได้ตีกันเป็นแน่แท้

   

   “ท่านป้า ครั้งนี้ข้ากลับมารีบร้อนจึงไม่ได้เตรียมอะไรไว้ให้เด็กๆมากนัก มีเพียงของเล็กๆนี้ให้เล่อเหนียง”

   

   แม่ทัพเผ่ยหยิบกล่องเล็กๆใส่ลูกปัดให้แม่เฒ่าฉิน

   

   เหตุผลที่เขาไม่ให้เล่อเหนียง หนึ่งคือแม้ลูกปัดจะดูเล็ก แต่ก็มีน้ำหนักอยู่บ้าง เกรงว่าเล่อเหนียงจะถือไม่ไหว

   

   สองคือตอนนี้เล่อเหนียงอยู่ในอ้อมกอดของเจ้านกยูงนั่น เขาไม่อยากเยื้องกรายเข้าไปใกล้อีกฝ่าย เกรงว่าจะอดใจไม่ไหวชกหน้าเขาให้

   

   ทว่าเมื่อเล่อเหนียงเห็นกล่องเล็กๆนั้นก็ดิ้นจะอ้อมกอดไป๋เช่ออวิ๋นทันที คลานเข้าไปกอดขาเผ่ยเฉิงเฟิงไม่ยอมปล่อย

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงยิ้มอย่างยินดีแล้วอุ้มเล่อเหนียงขึ้นมา แล้วกวาดตามองไป๋เช่ออวิ๋นอย่างภาคภูมิใจ

   

   เล่อเหนียงใช้สองมือหยิบลูกปัดเล็กๆ สองลูกขึ้นมาเล่นอย่างหลงใหลไม่ยอมปล่อย

   

   “สิ่งนี้คือไข่มุกงั้นหรือ”

   

   “หากมีไข่มุก ก็ต้องมีทะเลใช่หรือไม่”

   

   นางนึกถึงอาหารทะเล...

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงหยิบมีดเล่มเล็กออกมาส่งให้หงอวี่ “ข้ารีบกลับมาจึงไม่ได้เตรียมของดีๆมาให้เจ้า มีดเล่มนี้ยึดมาจากชาวหนานหมาน ข้าขอมอบให้เจ้าไว้ปอกผลไม้”

   

   หงอวี่รับมีดเล่มนั้นด้วยความตื่นเต้น พลางลูบไล้อย่างทะนุถนอมไม่มีบุรุษคนใดไม่รักอาวุธ แม้แต่เด็กชายก็เหมือน

   

   บางครั้งเพื่อให้ได้อาวุธชั้นดีสักเล่ม แม้ต้องใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปีก็คุ้มค่า

   

   “ขอบคุณแม่ทัพเผ่ยขอรับ!”

   

   แม่ทัพเผ่ย

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางมองแม่ทัพเผยอย่างมีนัยนะ

   

   ฟังจากคำพูดของเจ้าหนุ่มคนนี้ เขายังไม่รู้ว่าเด็กเลวตรงหน้านี้คือหลานชายที่เขาตามหาอย่างยากลำบาก

   

   แต่เขาก็ชื่นชมตระกูลฉินจริงๆ ที่สามารถรักษาจิตใจดั้งเดิมไว้ได้ ทั้งที่มีความมั่งคั่งมหาศาลอยู่ตรงหน้า

   

   ต้องรู้ว่าหากส่งเด็กคนนี้คืน สิ่งที่จะได้รับตอบแทนคือยศถาบรรดาศักดิ์และความร่ำรวยที่ไม่มีวันหมดสิ้น

   

   “แม่ทัพเผ่ย ไม่พบกันนานเลยท่านดูผอมลงนะ เดี๋ยวต้องกินข้าวให้มากหน่อยละ” แม่เฒ่าฉินกล่าวด้วยความห่วงใย

   

   แม่ทัพเผ่ยยิ้มเล็กน้อย “แน่นอนขอรับ ตอนข้าอยู่ข้างนอกก็คิดถึงแต่อาหารบ้านท่านป้าอยู่ตลอดเวลา”

   

   พวกเขาคุยกันไปเรื่อยเปื่อย ไม่นานก็ถึงช่วงพิธีเลือกของเด็ก

   

     

   [1] หวงต้าเซียน: เดิมเคยเป็นเต่าทองคำอยู่หน้าแท่นบัลลังก์ขององค์เง็กเซียนฮ่องเต้มาก่อน แต่เนื่องจากท่านได้เห็นความทุกข์ยากของมวลมนุษย์ในหน้าแล้ง จึงเกิดความสงสาร ไปเปิดแม่น้ำสวรรค์ให้ไหลลงมายังโลกมนุษย์ แต่เนื่องด้วยการกระทำเช่นนี้ถือเป็นการทำผิดกฎสวรรค์ เมื่อเง็กเซียนทราบความเข้า จึงได้ลงโทษให้เต่าทองคำลงมาเกิดในโลกมนุษย์



 บทที่ 172: ต่อไปนี้เจ้าคือภรรยาของข้า


   

   ฉินเหล่าซื่อปูผ้าแดงผืนหนึ่งลงบนพื้น แล้ววางสิ่งของต่างๆไว้ด้านบนพู่กัน หมึก กระดาษ หินฝนหมึก ลูกคิด เงิน หนังสือ ไม้บรรทัด กรรไกร ช้อน และตราประทับจัดวางเป็นวงกลม

   

   จากนั้นวางเล่อเหนียงไว้ตรงกลาง เพื่อให้นางเลือกหยิบของเอง

   

   “ลูกรักของพ่อ หยิบลูกคิดสิ ลูกคิดดังขึ้นเมื่อไหร่ ทองคำนับหมื่นตำลึงจะมาเอง!”

   

   “เหล่าซื่อ เจ้าช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย เล่อเหนียงหยิบช้อนสิ ต่อไปจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องกินเรื่องดื่ม”

   

   เล่อเหนียงยังไม่ทันได้ขยับตัว ฉินเหล่าซื่อกับฉินเหล่าซานก็เริ่มทะเลาะกันเสียแล้ว

   

   ฉินเยาเยามองบิดาและลุงสามด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย ขอร้องเถอะ นี่มันพิธีเลือกของของนาง พวกท่านสองคนจะทะเลาะกันทำไม

   

   “พอได้แล้ว พวกเจ้าสองคนหุบปากซะ!” แม่เฒ่าฉินตวาดเสียงดัง สองพี่น้องก็หุบปากทันที

   

   ฉินเยาเยามองดูพู่กัน หมึก กระดาษ และหินฝนหมึกรอบๆตัวด้วยความสนใจ ชาติก่อนนางไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับพิธีเลือกของเลย แต่ชาตินี้กลับได้สัมผัสความสนุกของพิธีขึ้นมา

   

   “หลานรัก เจ้าชอบอะไรล่ะ” แม่เฒ่าฉินพูดปลอบใจหลานสาวอยู่ข้างๆ

   

   ฉินเยาเยากวาดตามองไปรอบๆ พบว่าสิ่งที่มีค่าที่สุดในคือเงิน นางจึงคลานไปทางนั้นอย่างไม่ลังเล

   

   “เลือกตราประทับ!”

   

   ฉินเยาเยายื่นมือออกไปหมายจะคว้าเงินนั้น แต่เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างๆ ทำให้นางราวกับถูกผีสิง และคว้าตราประทับที่อยู่ข้างๆแทน

   

   “หา”

   

   ฉินเยาเยาถือตราประทับไว้พลางมองหงอวี่ด้วยสีหน้างุนงง ทำไมพี่เจ็ดถึงให้นางจับตราประทับกัน ตราประทับมันก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์ได้เหมือนเงินนี่นา!

   

   หงอวี่เห็นเล่อเหนียงเลือกตราประทับแล้วก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ จากนั้นก็ก้มหน้าลงไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่

   

   “โอ้ เล่อเหนียงเลือกตราประทับเชียวนะ โตไปคงได้เป็นขุนนางเป็นแน่ ต่อไปภายหน้าต้องรุ่งเรืองมั่งคั่งแน่นอน” พ่อเฒ่าจ้าวที่อยู่ข้างๆ พูดพลางหัวเราะ

   

   “โอ้ย พ่อเฒ่าจ้าวนี่พูดเล่นเก่งจริงๆ เล่อเหนียงของพวกเราจะมีความสามารถเป็นขุนนางหญิงได้อย่างไรกัน”

   

   แม่เฒ่าฉินพูดพลางหัวเราะ แม้ปากจะบ่นแต่ในใจกลับรู้สึกปลื้มปริ่มยิ่งนัก คำพูดไพเราะเช่นนี้ ใครบ้างจะไม่ชอบฟัง โดยเฉพาะการชมเล่อเหนียง ให้นางฟังเท่าไหร่ก็ไม่มีวันเบื่อ

   

   “ข้าว่านะ เล่อเหนียงโตไปจะต้องได้แต่งเข้าตระกูลมั่งคั่งเป็นฮูหยินใหญ่แน่นอน แต่ครอบครัวเราเป็นครอบครัวเล็กๆ ไม่จำเป็นต้องใช้ตราประทับไม่ใช่หรือ”

   

   “ใช่ๆๆ ท่านแม่หวังพูดมีเหตุผล ตำแหน่งขุนนางสตรีนั้นเหนื่อยเกินไป เป็นฮูหยินใหญ่ในตระกูลใหญ่จะมีความสุขกว่า”

   

   “ข้าน่ะ ไม่เคยหวังให้เล่อเหนียงได้แต่งเข้าตระกูลใหญ่เป็นฮูหยินใหญ่ ขอเพียงนางได้พบคู่ครองที่ดี อยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขจนแก่เฒ่า ข้าก็วางใจแล้ว”

   

   ฉินเยาเยาท่านย่าทั้งหลายยกยอกันไปมา ก็แอบเหล่มองไปยังเงินที่ว่างอยู่ข้างๆ ครั้นคิดว่าไม่มีใครเห็น จึงค่อยๆคลานเข้าไปคว้าเงินนั้นมาไว้ในมือ

   

   นางไม่เชื่อหรอกว่าแค่หยิบตราประทับได้ก็จะได้เป็นขุนนางหญิง หรือจับลูกคิดจะร่ำรวยมหาศาล เรื่องพวกนั้นไม่ต้องพูดถึงหรอก


   แค่ของในพื้นที่มิติของนาง ก็เพียงพอที่จะซื้อราชวงศ์ต้าหนิงครึ่งหนึ่งแล้ว

   

   ฮึ ยังจะพูดถึงการแต่งเข้าตระกูลใหญ่เป็นฮูหยินใหญ่อีก เพราะชาตินี้นางไม่ติดจะแต่งงาน แบบนั้นมิสู้เป็นจักรพรรดินีเองไม่ดีกว่าหรือ

   

   นางไม่รู้เลยว่าอีกหลายปีนางจะต้องหวนคิดถึงความคิดในตอนนี้ของตนเอง

   

   หงอวี่เห็นท่าทีของเล่อเหนียงจึงยิ้มอย่างเอ็นดูแล้วยื่นมือไปอุ้มเล่อเหนียงเดินเข้าไปในห้องโถง

   

   “อ่า!”

   

   ท่านอุ้มข้าทำไม ข้าอยากจะไปแทะน่องไก่!

   

   เล่อเหนียงมองหงอวี่ด้วยสีหน้างุนงง พี่ชายคนนี้ของนางคิดจะทำอะไรกันอีกนะ

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นจ้องมองร่างของหงอวี่อย่างครุ่นคิด ทันใดนั้นสมองก็มีความคิดน่าเหลือเชื่อผุดขึ้นมา

   

   “เอ้า ข้าให้เจ้า”

   

   หงอวี่วางเล่อเหนียงลงบนเตียงแล้วหันไปคุ้ยกล่องใบหนึ่งออกมาจากใต้เตียงแล้วยื่นให้ฉินเยาเยา

   

   ฉินเยาเยาเปิดกล่องด้วยสีหน้างุนงง แต่อึดใจต่อมา ดวงตาของนางก็เปล่งประกายขึ้นทันที

   

   ในกล่องบรรจุตั๋วเงินปึกใหญ่ใส่เอาไว้ อย่างน้อยก็มีมูลค่าหลายร้อยตำลึง

   

   ใต้ตั๋วเงินยังมีหยกอยู่หนึ่งชิ้น หยกนั้นใสกระจ่างราวแกะสลักเป็นรูปหงส์ ส่วนด้านในแกะสลักอักษรคำว่า ‘อวี่’

   

   “เงินพันตำลึงนี้เป็นเงินที่ข้าหามาจากไป๋เช่ออวิ๋น เจ้านกยูงตัวนั้น ส่วนหยกนี้เป็นของที่มารดาของข้าทิ้งไว้ให้”

   

   “หา”

   

   ตอนนี้ฉินเยาเยางุนงงไปหมดแล้ว เรื่องเงินยังพอเข้าใจได้ เพราะเขาเคยสัญญากับนางไว้ก่อนหน้านี้แล้ว แต่ทำไมเขาคนนี้ถึงเอาของที่มารดาทิ้งไว้ให้มามอบให้นางด้วย

   

   หงอวี่ลูบศีรษะของฉินเยาเยา พลางกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง

   

   “เล่อเหนียง ชื่อจริงของข้าคืออวิ๋นชิงอวี่ ฮองเต้องค์ปัจจุบันผู้ไร้ความสามารถคือบิดาของข้า ท่านอ๋องเจ็ดคืออาของข้า แม่ทัพเผ่ย คือน้าแท้ๆของข้า ส่วนไป๋เช่ออวิ๋น...เจ้านกยูงนั่นคือศัตรูคู่แค้นของข้า!”

   

   ตอนนี้ฉินเยาเยางุนงงยิ่งกว่าเดิม เขาเป็นบ้าอะไรถึงได้มาเปิดเผยตัวตนให้ตนเองรู้แบบนี้

   

   “อา!”

   

   เล่อเหนียงคิดว่าหงอวี่ เปิดเผยตัวตนกับนางก็เพื่อให้นางช่วยปิดปากให้หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นในอนาคต

   

   หงอวี่คิดว่าเล่อเหนียงตกลงจึงวางหยกลงบนมือนางแล้วกล่าวว่า

   

   “เจ้าตกลงด้วยตัวเองแล้วนะ ต่อไปนี้เจ้าคือภรรยาของข้า”

   

   เปรี้ยง!

   

   เสียงฟ้าผ่าทำให้ฉินเยาเยาตกใจจนตัวชา นางอ้าปากค้างมองหน้า หงอวี่ด้วยความไม่อยากเชื่อ

   

   ภรรยาอะไรกัน

   

   หากนางจำไม่ผิด วันนี้นางเพิ่งอายุครบหนึ่งขวบเท่านั้น ส่วนเจ้าหัวไชเท้าตรงหน้านี้ก็เพิ่งแปดขวบเท่านั้น

   

   เด็กที่แม้แต่เล่นโคลนไม่เป็น กลับคิดจะมีภรรยาเสียแล้ว อีกทั้งยังเป็นเด็กที่เพิ่งครบหนึ่งขวบอีกด้วย

   

   เขาผู้นี้ต้องมีปัญหาแน่ๆ

   

   ฉินเยาเยาถึงกับยื่นมือไปแตะหน้าผากของหงอวี่

   

   ไม่มีไข้นี่นา! หรือว่าเมื่อคืนเขาตื่นขึ้นมาหิวกลางดึก แล้วไปขโมยกินอาหารในครัวที่มียาเบื่อหนูปนอยู่

   

   “เล่อเหนียง เกิดอะไรขึ้นหรือ”

   

   หงอวี่มองดูเล่อเหนียงที่มีสีหน้าตกใจ แล้วเอ่ยปากถามด้วยความสงสัย

   

   ฉินเยาเยาได้สติกลับมา มองดูหงอวี่ที่มีสีหน้าจริงจัง แล้วสั่นสะท้านโดยไม่รู้ตัว

   

   แม่เจ้า เด็กสมัยโบราณช่างเติบโตเร็วเหลือเกิน อายุเพียงแปดขวบก็คิดจะหาภรรยาแล้วหรือ

   

   “เล่อเหนียงเอ๋ย เจ้าต้องเก็บหยกอันนี้ให้ดีนะ” หงอวี่กำชับด้วยความเป็นห่วง

   

   ฉินเยาเยากลอกตาใส่เขา ยื่นมือหยิบตั๋วเงินมาหนึ่งปึกแล้วเก็บเข้าไปในพื้นที่มิติของนาง

   

   เล่อเหนียงค่อยๆขยับก้นออกไป แล้วคลานลงจากเตียง ตอนนี้นางไม่สนใจแล้วว่าหงอวี่จะค้นพบความลับของนางหรือไม่ อย่างไรเสียเขาก็ได้วิ่งเข้าไปในพื้นที่มิติของนางแล้ว

   

   ส่วนหยกอันนั้นนางไม่ได้หยิบมาด้วย แม้ว่ามันจะดูสวยงามและนางจะชอบมาก แต่มันเป็นของที่แม่เขาทิ้งเอาไว้ให้ นางหน้าไม่หนาพอที่เอาของที่มารดาคนอื่นทิ้งไว้ให้มาเป็นของตนเอง

   

   ส่วนที่หงอวี่บอกว่าอยากให้นางเป็นภรรยา นางไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย

   

   แม้นางจะไม่คัดค้านความรักในวัยเรียน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านางจะเริ่มมีความรักทันทีที่อายุครบหนึ่งขวบ

   

   เรื่องนี้ฟังดูน่าขนลุกเหลือเกิน วิญญาณยุคใหม่อย่างนางรับไม่ได้จริงๆ

   

   “อ้าว พวกเจ้าสองคนเด็กน้อยกำลังกระซิบกระซาบอะไรกันอยู่ในห้องหรือ”

   

   แม่เฒ่าฉินเดินตาม ความจริงนางเห็นหงอวี่อุ้มเล่อเหนียงกลับห้องตั้งแต่ตอนที่นางกำลังคุยกับผู้อื่นอยู่แล้ว แต่เพราะหงอวี่มักจะรอบคอบเสมอ คงไม่ทำให้เล่อเหนียงบาดเจ็บ นางจึงไม่ได้ใส่ใจ

   

   หงอวี่เห็นท่านย่าเข้ามาจึงรีบสอดหยกเข้าไปในอาภรณ์ของเล่อเหนียงอย่างว่องไว



บทที่ 173: สองคนนี้ไม่ทะเลาะกันแล้ว


   

   “น้องสาว ของขวัญวันเกิดให้เจ้า” ลิ่งอวี่มอบตุ๊กตากระต่ายสีแดงให้เล่อเหนียง

   

   ลิ่งเฟิงและลิ่งหมิงให้ม้าไม้ขนาดเล็กและกลองป๋องแป๋งให้เช่นกัน

   

   ลิ่งเหวิน ลิ่งผิง และลิ่งอันก็ได้นำของขวัญวันเกิดที่เพิ่งฝากพี่ชายซื้อมาให้เล่อเหนียง

   

   ลิ่งตงก็ล้วงลูกวาดสองเม็ดออกมาจากอกเสื้อยื่นให้เล่อเหนียง

   

   ลิ่งอวี่และคนอื่นๆที่เรียนหนังสืออยู่สำนักศึกษา ได้ขอลากลับมาเพื่อฉลองวันครบรอบหนึ่งขวบให้กับเล่อเหนียงเป็นพิเศษ

   

   แต่เดิมพวกเขาตั้งใจจะขอลากลับมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่เนื่องจากมีการสอบหนึ่งวิชาที่พวกเขาขาดไม่ได้ จึงต้องรีบเดินทางกลับบ้านแต่เช้าตรู่

   

   หญิงชราจากเหล่าหลายเล่อก็มอบชุดเสื้อผ้าที่ทำด้วยมือให้เช่นกัน

   

   พ่อเฒ่าจ้าวและคนอื่นๆ ประกอบม้าไม้ขนาดใหญ่มอบให้เธอ

   

   ภรรยาหัวหน้าหมู่บ้านก็มอบรองเท้าที่เย็บเองให้

   

   ยังมีสตรีในหมู่บ้านที่ต่างก็มอบของเล่นชิ้นเล็กๆ หรือผ้ากันน้ำลายหนึ่งคู่ แม้ว่าของขวัญจะไม่ได้มีราคาแพง แต่แสดงถึงความมีน้ำใจของพวกเขา

   

   สำหรับคนในตระกูลฉิน ฉินเหล่าเอ้อร์ไม่รู้จะมอบสิ่งใด จึงให้เงินหนึ่งก้อนกับเล่อเหนียง

   

   เฉินฮั่นหลินมอบสร้อยคอเงินเส้นหนึ่งให้เล่อเหนียง หลิวซิ่วเถาก็ตัดเสื้อผ้าให้เล่อเหนียงหนึ่งชุดเช่นกัน

   

   สองสามีภรรยาอย่างฉินเหล่าซานและสวี่ซิ่วอิง มอบกำไลเงินคู่หนึ่งให้เล่อเหนียง

   

   มีเพียงหลี่อันและฉินเฉิงอันเท่านั้นที่ไม่อยู่

   

   ภายในเวลาอันรวดเร็วอ้อมอกของเล่อเหนียงก็เต็มไปด้วยของเล่นและของอร่อยนานาชนิด

   

   สวี่ซิ่วอิงก้าวเข้ามาเก็บของในอ้อมอกของเล่อเหนียงให้เรียบร้อย จากนั้นงานเลี้ยงครบรอบหนึ่งขวบก็เริ่มขึ้น

   

   ครั้งนี้สือไห่ถังยังคงเป็นแม่ครัวใหญ่ โดยมีหลิวซิ่วเถาเป็นลูกมือ

   

   งานเลี้ยงครบรอบหนึ่งขวบของเล่อเหนียง ตระกูลฉินให้ความสำคัญเป็นพิเศษ อาหารในงานเลี้ยงครบรอบหนึ่งขวบมีความหลากหลายมากกว่าตอนงานครบเดือน

   

   หมูตัวที่เถ้าแก่หวงนำมาก็ทำอาหารได้ถึงสี่อย่าง หมูตุ๋นน้ำแดง ขาหมูตุ๋น ซี่โครงหมูตุ๋นธัญพืช และลูกชิ้นหมูทอด

   

   ส่วนเครื่องใน หัวและเท้าหมูทั้งหมดนำไปต้มพะโล้

   

   อาหารประเภทตุ๋นเสร็จหมดแล้ว เฉินฮั่นหลินกำลังหั่นเป็นชิ้นๆจัดใส่จาน

   

   ส่วนอาหารจานเนื้อยังไม่หมดแค่นั้น พวกเขายังทำไก่ต้ม เป็ดผัด เนื้อกระต่ายย่าง และปลาตุ๋นน้ำแดง ส่วนอาหารจานผักใส่เนื้อสับลงไปผัดกับผักป่าสองจาน

   

   ไม่ช้าอาหารทั้งหมดถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบในครัว

   

   “แม่ทัพเผ่ย นายอำเภอเชิญนั่งที่ประธานเถิด”

   

   ฉินเหล่าซาน เชื้อเชิญให้เผ่ยเฉิงเฟิงและไป๋เช่ออวิ๋นนั่งลง พร้อมด้วย แม่เฒ่าฉิน ฉินเหล่าเอ้อร์ ฉินเหล่าซื่อ เฉินฮั่นหลิน หัวหน้าหมู่บ้าน และพ่อเฒ่าจ้าว

   

   งานเลี้ยงวันนี้เริ่มขึ้นแล้ว อาหารจานแรกที่ยกมาแน่นอนว่าคือบะหมี่อายุยืนของเล่อเหนียงและหงอวี่ สองดาวเด่นน้อยผู้ที่เกิดวันเดียวกัน

   

   หลังจากที่สองดาวเด่นน้อยหยิบตะเกียบขึ้นมาและกินบะหมี่อายุยืนไปหนึ่งคำ อาหารจานอื่นๆก็ถูกยกขึ้นโต๊ะอย่างเป็นทางการ

   

   งานเลี้ยงเฉลิมฉลองจะไม่มีไก่ไม่ได้ อาหารจานแรกที่ยกมาจึงเป็นไก่ต้มฉีก

   

   ต่อมาก็เป็นอาหารจานเนื้อที่หั่นเสร็จแล้ว ขาหมู ปลาตุ๋นน้ำแดง เป็ดผัด ลูกชิ้นหมู และสุดท้ายคือผักกับน้ำแกงซี่โครงหมู

   

   เล่อเหนียงและหงอวี่ สองดาวเด่นต่างถือขาไก่คนละขาแทะกินอย่างเอร็ดอร่อย

   

   หมู่บ้านตระกูลฉินไม่มีพิธีรีตองมากมาย ผู้ที่ชอบดื่มสุรานั่งโต๊ะหนึ่ง ผู้ที่ไม่ชอบดื่มก็นั่งอีกโต๊ะหนึ่ง สตรีที่สนิทสนมกันนั่งรวมโต๊ะเดียวกัน ส่วนเด็กๆก็แยกไปนั่งอีกโต๊ะต่างหาก

   

   ผู้ที่มาสายก็หาที่นั่งเองตามสะดวก

   

   พ่อเฒ่าหวังและพรรคพวกยกจอกสุราขึ้นดื่มอย่างสำราญใจเป็นอันดับแรก จากนั้นก็ยื่นตะเกียบไปคีบเนื้อตุ๋นที่พวกเขาเฝ้ารอมานานเข้าปาก

   

   หัวหน้าหมู่บ้าน ท่านพ่อเฒ่าจ้าว เผ่ยเฉิงเฟิง และไป๋เช่ออวิ๋นนั่งร่วมโต๊ะเดียวกัน แม้ตอนแรกจะรู้สึกกระอักกระอวนและเกร็งอยู่บ้าง

   

   แต่หลังจากดื่มสุราไปหนึ่งจอก บทสนทนาก็เริ่มเป็นไปอย่างออกรส ชั่วพริบตาเสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยก็ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านตระกูลฉิน

   

   สายลมฤดูใบไม้ร่วงค่อยๆแทรกตัวเข้ามาทางประตู เมื่อเห็นภาพอันครึกครื้นเช่นนี้พลันรู้สึกว่าไม่อาจรบกวนได้ จึงค่อยๆลอยออกไปทางหน้าต่าง พาเอากลิ่นหอมกรุ่นไปยังหมู่บ้านต้าไฮว่ทางต้นน้ำและหมู่บ้านต้าหลิวทางปลายน้ำ

   

   ผู้คนจากสองหมู่บ้านได้กลิ่นหอมชวนน้ำลายสอนี้ ต่างรู้สึกอิจฉาอย่างยิ่ง

   

   “ฮ่าๆๆ ข้าไม่ได้กลับมาช้าเกินไปใช่หรือไม่”

   

   ขณะที่ทุกคนกำลังกินดื่มอย่างสนุกสนาน น้ำเสียงร่าเริงดังขึ้นจากนอกประตู ตามมาด้วยหลี่อันในสภาพมอมแมม และชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่งเดินเข้ามา

   

   “หมอหลี่กลับมาแล้ว!” ฉินเหล่าซื่อร้องขึ้นด้วยความดีใจ

   

   “แล้วเฉิงอันเล่า หมอหลี่ เหตุใดเฉิงอันไม่ได้กลับมาพร้อมกัท่านหรือ” แม่เฒ่าฉินนึกถึงหลานชายที่จากบ้านไปสองเดือนแล้วเป็นอันดับแรก

   

   หากเฉิงอันไม่กลับมา หลานสะใภ้ของนางคงจะได้กลายเป็นคนซึมเศร้าแน่

   

   หลี่อันหัวเราะเสียงดังสองสามครั้ง แล้วผลักชายหนุ่มข้างกายเบาๆ

   

   “ท่านป้า ข้ากลับมาแล้ว!” เสียงคุ้นเคยทำให้ฉินเหล่าซื่อและคนอื่นๆตะลึงงัน

   

   “เจ้าคือเฉิงอันหรือ” ฉินเหล่าซื่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่อยากเชื่อ พลางเดินเข้าไปหยิกแก้มของฉินเฉิงอัน

   

   “เจ้าคือเฉิงอันจริงๆหรือ”

   

   ฉินเฉิงอันพยักหน้า “พี่สี่ ข้าคือเฉิงอันเอง!”

   

   ครั้งนี้ไม่เพียงแต่คนในครอบครัวที่ตะลึงงัน แม้แต่ชาวบ้านที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็พากันอึ้งไปด้วย

   

   ยกเว้นเผ่ยเฉิงเฟิงกับไป๋เช่ออวิ๋นที่ยังคงมีสีหน้างุนงงไม่เข้าใจ

   

   ส่วนเล่อเหนียง เมื่อเห็นใบหน้าอันงดงามราวกับสมบูรณ์แบบของฉินเฉิงอัน ความคิดแรกที่ผุดขึ้นในสมองคือ แย่แล้ว น้ำพุวิเศษของนางคงไม่ได้ใช้แล้ว

   

   เมื่อเห็นสีหน้าตะลึงของคนในครอบครัว หลี่อันก็หัวเราะอย่างภาคภูมิใจ “พวกเจ้าว่าฝีมือข้าเป็นอย่างไร ข้าเก่งหรือไม่”

   

   “ท่านเก่งมาก!”

   

   เมื่อทราบว่าชายหนุ่มรูปงามผู้นี้คือฉินเฉิงอันคนเดิมที่เคยมีแผลเป็นจากไฟไหม้น่าสยดสยองบนใบหน้า เพียงแค่ปรากฏตัวก็ทำให้เด็กๆร้องไห้ได้ ไม่เพียงแต่คนในตระกูลฉินเท่านั้นที่ตกตะลึง แม้แต่ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านก็พากันชื่นชม

   

   เพราะก่อนหน้านี้ ตอนที่หลี่อันรักษาใบหน้าของฉินเฉิงอัน ยาที่เขาใช้ทำให้เกิดผื่นคันบ้าง ทำให้หน้าปูดบวมบ้าง พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่าหลี่อันจะสามารถรักษาแผลไฟไหม้บนใบหน้าของฉินเฉิงอันให้หายได้

   

   แต่ตอนนี้ใบหน้าของข้ายังคงเจ็บปวดอยู่มาก

   

   “มานี่มา เจ้าเด็กอ้วนปู่มีของจะให้เจ้า” หลี่อันยื่นหินก้อนกลมสีแดงก้อนหนึ่งให้เล่อเหนียง

   

   ความจริงแล้วเขาก็ไม่รู้ว่าสิ่งนี้คืออะไร แต่มันถูกขุดออกมาจากสุสานแห่งหนึ่ง เพราะฉะนั้นต้องเป็นของดีแน่นอน

   

   เขาหยิบมีดสั้นเล่มหนึ่งให้หงอวี่ “ข้ารีบร้อนกลับมา สิ่งปล้นมาได้ระหว่างทาง เจ้าเอาไปเล่นก่อน พรุ่งนี้ข้าจะตีมีดดีๆให้เจ้าอีกเล่มหนึ่ง”

   

   คำพูดของหลี่อันทำให้คนรอบข้างกระตุกมุมปาก เขากล้าพูดเรื่องปล้นได้โจ้งแจ้งขนาดนี้เลยหรือ

   

   ฉินเฉิงอันก็หยิบป้ายหยกเล็กๆสองอันออกมาจากอกเสื้อ แล้วมอบให้พวกเขาคนละอัน

   

   ไม่รู้ว่า ฉินเฉิงอันตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ แต่ป้ายหยกสองอันนี้กลับเป็นคู่กัน

   

   เมื่อหงอวี่เห็นป้ายหยกที่ฉินเฉิงอันมอบให้ ใบหน้าของเขาก็เบิกบานด้วยรอยยิ้มกว้างทันที

   

   คู่กันเลยนะ!

   

   ขณะที่ด้านของฉินเยาเยาเต็มไปด้วยความยินดี หลิวซิ่วเถาที่นั่งอยู่ตรงมุมห้องกลับมีสีหน้าเหม่อลอย

   

   นางไม่กล้าเชื่อสายตาตนเองว่าบุรุษรูปงามตรงหน้านี้คือสามีของนาง

   

   สามีของนางควรจะมีผิวคล้ำและแล้วหน้าเต็มไปด้วยรอยแผลมิใช่หรือ

   

   แม้แต่ฉินลิ่งตงก็ซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของหลิวซิ่วเถา พลางมองสำรวจบุรุษรูปงามผู้นั้นอย่างสงสัย

   

   ดวงตาเล็กๆเต็มไปด้วยความฉงน พี่คือพ่อของเขาหรือ

   

   ทำไมพ่อของเขาถึงดูหล่อเหลาเช่นนี้

   

   “ภรรยา ข้ากลับมาแล้ว”

   

   ฉินเฉิงอันเดินเข้าไปหาหลิวซิ่วเถา ครั้นเห็นนางมีสีหน้างุนงงจึงอมยิ้มรั้งนางเข้ามาในอ้อมกอด แล้วกระซิบข้างหูนางเบาๆ

   

   “ภรรยา ข้าคิดถึงเจ้ามาก เจ้าคิดถึงข้าบ้างหรือไม่”

   

   ใบหน้าของหลิวซิ่วเถาแดงระเรื่อ เสียงนี้เป็นของสามีนางจริงๆ

   

   แต่เขาออกจากบ้านไปครั้งเดียว กลับบ้านมาทำไมถึงได้กล้าเช่นนี้เล่านางกล้าโอบกอดเขาต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้

   

   น่าอายเหลือเกิน

   

   ผู้คนทั้งหลายต่างหัวเราะร่วน ด้วยคิดว่าการพลัดพรากเพียงชั่วครู่ย่อมเหมือนการแต่งงานใหม่

   

   ส่วนหลี่อันมองดูเผ่ยเฉิงเฟิงและไป๋เช่ออวิ๋นด้วยความประหลาดใจ สายตาของเขาจ้องทั้งสองคนไปมา

   

   เหตุใดสองคนนี้จึงยืนอยู่ด้วยกันเล่า อีกทั้งพวกเขายังไม่ได้ทะเลาะกันด้วย

   

   สองคนนี้แม้แต่อยู่ต่อหน้าฝ่าบาทในท้องพระโรงก็ยังต่อสู้กันได้ แต่น่าแปลกที่ตอนนี้พวกเขากับยืนนิ่ง

   

   แต่อีกเหตุผลหนึ่งที่เขาสงสัยคือ เหตุใดทั้งสองจึงมาอยู่ที่นี่

   

   ช่วงที่เขาจากบ้านไป เขาพลาดอะไรไปบ้างนะ

   

   “เหตุใดพวกเจ้าสองคนถึงไม่ตีกันละ พวกเจ้าเปลี่ยนนิสัยแล้วหรือ”หลี่อันถามด้วยความสงสัย

   

   เขาเพียงแค่สงสัยจริงๆเท่านั้น แต่ผู้คนรอบข้างกลับงุนงงสับสน

   

   “หมอหลี่ เหตุใดคนทั้งสองถึงต้องตีกัน”

   

   แค่กๆๆ

   

   หลี่อันกำลังจะตอบ แต่ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงกระแอมไอ

   

   เขาเหลือบตามองทั้งสองคนแวบหนึ่ง เมื่อเห็นสายตาตักเตือนในดวงตาของพวกเขา มุมปากของเขาก็ยกขึ้นเล็กน้อย

   

   หลี่อันดังแขนพ่อเฒ่าเฉินที่เพิ่งพูดเมื่อครู่เข้ามาใกล้ “ข้าจะบอกให้นะ สองคนนั้นเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตั้งแต่เด็ก ทะเลาะกันตั้งแต่บนถนนในเมืองหลวงไปจนถึงท้องพระโรง ทุกครั้งที่พบหน้ากันต้องทะเลาะกันสักหนึ่งยก”

   

   หลี่อันพูดอย่างรวดเร็วและเร่งรีบ ไม่ให้โอกาสทั้งสองคนได้ขัดจังหวะแม้แต่น้อย

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงกับไป๋เช่ออวิ๋นสบตากัน สองคู่อริที่เป็นไม้เบื่อไม้เมามานานนับสิบปี ต่างมองเห็นความจนใจและความเห็นอกเห็นใจในดวงตาของอีกฝ่าย

   

   “อ๊ะ ไม่น่าจะเป็นไปได้”

   

   พ่อเฒ่าเฉินมองแม่ทัพเผ่ยด้วยสีหน้าไม่เชื่อ “ข้าได้ยินมาว่าแม่ทัพเผ่ยมีศัตรูตัวฉกาจคนหนึ่งเป็นทายาทของจิ่นอันโหว แล้วมีความเกี่ยวข้องอะไรกับนายอำเภอไป๋”

   

   หลี่อันชี้นิ้วพลางกล่าวว่า “เขาผู้นั้นก็คือซื่อจื่อแห่งจวนจิ่นอันโหวนั่นเอง!”



 บทที่ 174: นางเพียงต้องการเป็นปลาเค็มเท่านั้น


   

   คำพูดของหลี่อันทำให้บรรยากาศรอบด้านเงียบลง ชาวบ้านในหมู่บ้านตระกูลฉินต่างกลืนน้ำลายพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

   

   แม่เจ้า เดิมคิดว่านายอำเภอกับแม่ทัพก็มีอิทธิพลมากพอแล้ว ตอนนี้กลับมีซื่อจื่อของจิ่นอันโหวโผล่มาอีก

   

   ในขณะที่พวกเขาตกตะลึง ก็เกิดความเคารพยำเกรงต่อตระกูลฉินขึ้นมาอีกครั้ง

   

   เริ่มจากแม่ทัพใหญ่ ต่อมาเป็นนายอำเภอซึ่งเป็นซื่อจื่อของจิ่นอันโหว ความสามารถของตระกูลฉินนี้เก่งกาจเกินบรรยาย สามารถรู้จักกับบุคคลสูงศักดิ์เช่นนี้ได้

   

   ในบรรดาพวกเขา มีเพียงคนตระกูลฉินที่ยังคงนิ่งสงบ เพราะว่าพระโอรสของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันก็อยู่ที่บ้านของพวกเขา และยังเรียกพวกเขาว่าท่านพ่อท่านแม่อีกด้วย

   

   “ที่นี่ไม่มีซื่อจื่อของจิ่นอันโหวอะไรทั้งนั้น มีแต่นายอำเภอแห่งอำเภอชิงเหอ ผู้ปกครองของพวกเจ้าเท่านั้น”

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นกระแอมเบาๆ พลางโบกมือทั้งสองข้างพูดกับพวกเขา

   

   “วันนี้แขกที่มาร่วมงานวันเกิดครบรอบหนึ่งขวบของเล่อเหนียง ไม่มีแม่ทัพหรือซื่อจื่ออะไรทั้งนั้น มีเพียงสหายที่เดินทางมาจากแดนไกลเท่านั้น”

   

   เมื่อเห็นท่านผู้สูงศักดิ์ทั้งสองมีอัธยาศัยดีเช่นนี้ ชาวบ้านในหมู่บ้านตระกูลฉินจึงผ่อนคลายความตึงเครียดลง และเริ่มกินดื่มกันอีกครั้ง

   

   เมื่องานเลี้ยงเลิกรา ดวงอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าไปนานแล้ว บรรดาผู้อาวุโสในหมู่บ้านตระกูลฉินต่างเดินโซเซเพราะความมึนเมา

   

   สตรีในบ้านบ่นพลางพยุงพวกเขากลับไป หลังจากพาเหล่าผู้สูงอายุกลับบ้านและโยนลงบนเตียงแล้ว บรรดาสตรีที่ว่างก็มาช่วยกันเก็บกวาดถ้วยด้วยความสมัครใจ

   

   ฉินเหล่าซื่อส่ายศีรษะ พยายามประคองสติส่งเผ่ยเฉิงเฟิงและไป๋เช่ออวิ๋นกลับไป จากนั้นก็ทิ้งตัวลงบนเตียงทันที่กลับเข้ามาในห้อง

   

   แม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียงยืนอยู่ใต้ชายคา มือหนึ่งพัดคลายร้อนให้เล่อเหนียง พลางคุยกับบรรดาสตรีที่กำลังเก็บกวาดถ้วยชาม

   

   ครั้นเห็นอาหารที่เหลือบนโต๊ะยังมีอยู่มาก แม่เฒ่าฉินจึงบอกให้พวกเขาห่ออาหารเหล่านี้กลับไปบ้าง เผื่อว่าหิวตอนดึกๆ จะได้กินสักสองสามคำ

   

   ไม่มีใครปฏิเสธน้ำใจแม่เฒ่าฉิน ต่างคนต่างหยิบชามคนละใบ ตักอาหารใส่นิดหน่อยกลับบ้านไป

   

   จริงๆแล้วพวกสามีของพวกนางมัวแต่ดื่มสุรา แทบจะไม่ได้แตะต้องอาหารเลย เดี๋ยวตอนดึกๆต้องตื่นมาร้องเพราะท้องหิวแน่นอน

   

   หลังจากบรรดาสตรีเก็บกวาดถ้วยชามและนำโต๊ะเก้าอี้ไปคืนแต่ละบ้านแล้ว เวลาก็ล่วงไปดึกดื้นค่อนคืน

   

   เมื่อส่งทุกคนกลับบ้านกันหมดแล้วก็ปิดประตูลาน แล้วไปเตรียมตัวอาบน้ำให้หลานสาว

   

   ก้นเล่อเหนียงเพิ่งจะแตะลงบนเตียงก็คลานไปหากองของขวัญวันเกิดของนางทันที

   

   นางขดตัวอยู่ในกองของขวัญ มือสั้นป้อมทั้งสองข้างกำลูกปัดสีแดงที่ หลี่อันมอบให้ไว้ในมือหนึ่ง อีกมือหนึ่งกำไข่มุกที่เผ่ยเฉิงเฟิงมอบให้ ดีใจจนน้ำลายไหลออกมา

   

   ฮ่าๆๆ ตอนนี้ข้าก็มีไข่มุกแล้วเช่นกัน

   

   ชาติก่อนนางมีอัญมณีทุกชนิด เหลือเพียงไข่มุกเท่านั้น เพราะในชีวิตก่อนประเทศซากุระไม่คำนึงถึงชีวิตของมนุษยชาติ ปล่อยน้ำเสียจากดการทดลองของพวกเขาลงสู่มหาสมุทรอย่างไม่ยั้งคิด ทำให้สิ่งมีชีวิตในทะเลเกือบสูญพันธุ์

   

   แม้ว่าภายหลังประเทศซากุระจะได้รับผลกรรม ภูเขาไฟในประเทศระเบิด ซ้ำร้ายยังเกิดแผ่นดินไหวทำให้ประเทศซากุระทั้งประเทศจมลงสู่ก้นทะเล

   

   แต่สิ่งเลวร้ายที่พวกเขาก่อไว้ยังคงส่งผลกระทบต่อมนุษยชาติ สิ่งของเช่นไข่มุกที่เติบโตในทะเลแทบจะหาได้ยากยิ่ง

   

   แม้จะมีอยู่บ้างแต่ก็มีขนาดเล็กมากเท่าตะเกียบเท่านั้น แม้จะมีขนาดเพียงเท่าตะเกียบ แต่ก็ถูกเก็งกำไรจนราคาสูงลิบลิ่ว

   

   ไม่คิดว่าทะลุมิติมาที่นี่ จะได้ครอบครองไข่มุกเม็ดแรกในชีวิต

   

   มีทะเลก็ย่อมมีไข่มุก เขาไม่รู้ว่าทะเลของแคว้นต้าหนิงอยู่ห่างจากที่นี่มากน้อยเพียงใด และไม่รู้ว่าอาหารทะเลที่นี่จะอร่อยหรือไม่

   

   ชาติก่อนอาหารทะเลที่นางได้ลิ้มลองล้วนเป็นการเพาะเลี้ยง นางยังไม่เคยได้ลิ้มรสอาหารทะเลที่เติบโตตามธรรมชาติทะเล

   

   “ฮ่าๆๆ เล่อเหนียง เจ้าช่างเป็นคนรักเงินเสียจริง รักเงินขนาดนี้ ต่อไปจะทำอย่างไรดีเล่า”

   

   แม่เฒ่าฉินหันไปเห็นเล่อเหนียงจมอยู่ในกองของขวัญ โผล่แค่ดวงตาเล็กๆสองข้างออกมาก็อดขำไม่ได้

   

   ไม่รู้ว่าเล่อเหนียงคนนี้เอาอย่างใครกันแน่ถึงได้รักเงินขนาดนี้

   

   “หลานรัก สิ่งของเหล่านี้เจ้าจะเก็บไว้เองหรือให้ย่าช่วยเก็บให้”

   

   ฉินเยาเยาส่งเงินให้ย่าราวกับบอกให้เก็บไว้เป็นจ่ายใช้จ่ายในบ้าน เห็นหลานสาวรู้ความเช่นนี้ ผู้เป็นย่าก็ซาบซึ้งใจรีบอุ้มหลานมาหอมแก้มฟอดใหญ่หลายที

   

   รุ่งเช้าวันต่อมา

   

   เมื่อเล่อเหนียงตื่นขึ้นมา แม่เฒ่าฉินก็วุ่นอยู่ในครัวแล้ว มีเพียงหงอวี่อยู่เป็นเพื่อน

   

   พวกลิ่งอวี่ลาหยุดแค่วันเดียว วันนี้ต้องกลับสำนักศึกษาแล้วกว่าจะได้กลับมาอีกก็อีกเดือนหนึ่ง

   

   แม่เฒ่าฉินกับสือไห่ถังจึงรีบทำแป้งทอดกับน้ำพริกเนื้อให้พวกเขา

   

   เมื่อเล่อเหนียงมาถึงครัวได้ยินพอดีว่าป้าสะใภ้สามบ่นว่า “แป้งทอดเก็บได้นานหน่อย แต่น้ำพริกเนื้อเก็บได้แค่สองสามวัน พอถึงเวลานั้น พวกลิ่งอวี่ก็ต้องกินอาหารไม่อร่อยของสำนักศึกษาอีก”

   

   ฉินเยาเยากลอกตาไปมาฉวยโอกาสตอนที่ย่าลุกขึ้นมาอุ้มนาง โรยสารกันบูดลงในน้ำพริกเนื้อเล็กน้อย สารกันบูดเหล่านี้สามารถรับประทานได้ ปัจจุบันมีการใช้กันอย่างแพร่หลายในการถนอมอาหาร

   

   นางมองดูน้ำพริกเนื้อเหล่านี้ พลันเกิดความคิดหนึ่งขึ้นในใจ บางทีนางอาจจะทำน้ำพริกเนื้อหรืออะไรทำนองนี้ ให้ป้าสะใภ้สามนำไปขายที่ตลาด ด้วยวิธีนี้ผู้คนที่เดินทางไกลก็ไม่จำเป็นต้องกินแต่อาหารแห้งระหว่างทางอีกต่อไป

   

   แต่อย่างที่ป้าสะใภ้พูดไว้ น้ำพริกเนื้อเหล่านี้ในสภาวะปกติเก็บไว้ได้ไม่กี่วัน นางจึงยังคงหยุดความคิดนี้ไว้ก่อน

   

   นางจำเป็นต้องวิจัยสารกันบูดชนิดหนึ่งในพื้นที่มิติของนางที่สามารถถนอมอาหารได้ในยุคนี้ มิฉะนั้นการพึ่งพาแต่พื้นที่มิติคงไม่ได้

   

   แม่เฒ่าฉินก่อไฟให้สือไห่ถังไปพลางป้อนอาหารเช้าให้เล่อเหนียงไปพลาง อาหารเช้าของเล่อเหนียงวันนี้ก็เรียบง่ายมาก มีไข่ตุ๋นหนึ่งชามกับซาลาเปาลูกใหญ่หนึ่งลูก

   

   ช่วงเวลาที่เล่อเหนียงมีความสุขที่สุดในแต่ละวันคือตอนกินข้าว ฝีมือของป้าสะใภ้ช่างวิเศษเหลือเกิน

   

   ทุกครั้งที่นางกินเสร็จมื้อหนึ่งก็เริ่มตั้งตารอว่ามื้อต่อไปจะได้กินอะไร

   

   อีกด้านหนึ่ง พวกลิ่งอวี่เก็บกวาดเรียบร้อยแล้ว ฉินเหล่าซื่อก็ลุกขึ้นจากเตียง

   

   สือไห่ถังได้เริ่มจัดเตรียมแป้งทอดและน้ำพริกเนื้อแล้ว ส่วนเล่อเหนียงก็นำผลไม้หนึ่งตะกร้าออกมาจากพื้นที่มิติ

   

   สือไห่ถังอุ้มนางขึ้นมาจุมพิตด้วยความรักใคร่สองครั้ง จากนั้นก็แบ่งของเหล่านี้ออกเป็นสามส่วนและจัดเก็บให้เรียบร้อย แล้วนำขึ้นรถม้า

   

   แม่เฒ่าฉินอุ้มหลานสาวยืนอยู่ที่ประตูเพื่อส่งหลานชาย พวกลิ่งอวี่ทั้งสามผลัดกันเข้าไปกอดเล่อเหนียงเด็กน้อยนำโชคนี้

   

   “น้องสาวอยู่บ้านเป็นเด็กดีนะ รอให้พี่มาคราวหน้าจะเอาขนมดอกหอมหมื่นลี้มาฝากดีหรือไม่”

   

   ลิ่งอวี่ลูบศีรษะของเล่อเหนียงพลางกล่าว

   

   “อื้ม อื้ม!”

   

   เล่อเหนียงพยักหน้าอย่างแรง ยื่นมือน้อยๆไปดึงมือของฉินลิ่งอวี่

   

   ต้องรักษาคำพูดนะ ข้าจดบันทึกไว้ในสมุดเล่มเล็กแล้ว

   

   พวกลิ่งอวี่ขึ้นรถม้าด้วยความอาลัยอาวรณ์ แม้จะออกจากหมู่บ้านไปแล้วก็ยังคงชะเง้อคอมองกลับไปทางบ้านอยู่เรื่อยๆ

   

   เช่นเดียวกับเล่อเหนียงที่รู้สึกอาลัยอาวรณ์เช่นกัน

   

   อีกไม่นานพี่ชายที่เหลือก็ต้องไปเรียนที่สำนักศึกษาแล้ว จากนี้จะเหลือเพียงนางที่อยู่ที่บ้าน

   

   อีกไม่กี่ปีต่อมา นางก็ต้องไปเรียนเช่นกัน พอคิดถึงตรงนี้ น้ำตาของนางก็ไหลอาบแก้ม

   

   ในฐานะวิญญาณรุ่นใหม่ นางเบื่อหน่ายกับการเรียนของคนยุคปัจจุบันมาตั้งแต่เด็ก ในยุคสมัยนี้ ตอนนี้ยางอยากจะใช้ชีวิตธรรมดา

   

   นางอยากเป็นเพียงปลาเค็มตัวหนึ่งเท่านั้น!



 บทที่ 175: เข้าป่าแสดงกล


   

   หลังจากเล่นไข่มุกที่เผ่ยเฉิงเฟิงส่งมาให้อยู่สองวัน เล่อเหนียงก็เบื่อเสียแล้ว ตอนนี้นางกำลังเกาะเก้าอี้ค่อยๆเดินออกไปข้างนอก

   

   เช้านี้นางพบว่าตนเองสามารถเดินได้แล้ว แม้จะเดินได้เพียงสองก้าวก็ตาม

   

   แม่เฒ่าฉินเพิ่งกลับมาจากข้างนอก ก็เห็นเล่อเหนียงกำลังเกาะเก้าอี้ค่อยๆขยับตัวก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบวิ่งออกไปเข้าไปคว้ามีดมาจากในครัว

   

   ฉินเยาเยาเห็นย่าถือมีดเดินมาหาตนด้วยท่าทางดุดัน นางแทบจะร้องไห้เสียให้ได้

   

   มารดาของนางก็เข้ามาพร้อมกันด้วย

   

   สวี่ซิ่วอิงอวางเล่อเหนียงลงบนพื้นให้ยืนมั่นคง แล้วเดินนำหน้าไป ปรบมือให้กำลังใจให้นางเดินมาหาตน

   

   เล่อเหนียงไม่เข้าใจจึงได้แต่พยายามยกแขนเล็กๆของตนเดินไปหามารดา

   

   นางเดินไปหนึ่งก้าว แม่เฒ่าฉินก็เอามีดฟันลงบนพื้นระหว่างเท้าทั้งสองข้างของนางหนึ่งที

   

   นางเดินหนึ่งก้าว ท่านย่าฟันหนึ่งที

   

   ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด สวี่ซิ่วอิงอยู่ห่างจากนางสิบกว่าก้าว แต่นางก็ยังคงโผเข้าสู่อ้อมอกมารดาของนางอย่างมั่นคง

   

   “โอ้ ลูกสาวที่รักของข้า เจ้าเดินได้แล้วนะ” สวี่ซิ่วอิงหอมแก้มนางอย่างดีใจ

   

   ทางนี้แม่เฒ่าฉินก็กำลังตะโกนเรียกเล่อเหนียงอย่างตื่นเต้น "หลานรัก หลานรัก มาหาย่าสิ!”

   

   เล่อเหนียงหมุนตัวอีกครั้ง แล้วโผเข้าสู่อ้อมอกของย่าอย่างมั่นคง

   

   คราวนี้ทำเอาท่านย่าดีใจจนตัวลอย นางอุ้มเล่อเหนียงขึ้นโยนสองครั้งแล้วฟัดแก้มนางด้วยความชอบใจ

   

   ฉินเยาเยาดีใจไม่หาย เรียนรู้ที่จะเดินแล้ว ขั้นต่อไปก็คือการเปล่งเสียงพูด

   

   แม้ว่าตอนนี้นางจะเปล่งเสียงได้เพียงพยางค์เดียวเท่านั้น แต่เมื่อเรียนรู้ที่จะเดินแล้ว การพูดก็คงไม่ไกลเกินเอื้อมแล้วกระมัง

   

   สองแม่ลูกสะใภ้อยู่ในห้องโถง กำลังดีใจที่เล่อเหนียง เดินได้แล้ว ตอนนั้นเอง แม่เฒ่าหวังก็เดินมาหาแม่เฒ่าฉิน

   

   “แม่เฒ่าฉิน ซิ่วอิง ข้าได้ยินว่าผลไม้ป่าบนเขาสุกแล้ว พวกเจ้ามีเวลาไปเก็บมาให้เด็กๆได้ลิ้มลองกันบ้างหรือไม่”

   

   ยังไม่ทันที่แม่เฒ่าฉินจะได้เอ่ยปาก เล่อเหนียงก็ตื่นเต้นขึ้นมาเสียแล้ว

   

   บนเขาหรือ

   

   ดีสิ ดีสิ พอดีข้าอยากจะนำของในพื้นที่มิติออกมาพอดี

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นหลานสาวมีท่าทางตื่นเต้นเช่นนั้น นางก็พอจะเดาได้แล้ว เด็กน้อยคนนี้คิดจะแสดงอะไรอีกแน่ๆ

   

   ดังนั้นนางจึงตอบว่า “ดีเลย ถ้าเจ้าไม่มาหาข้า ข้าก็คิดจะไปหาเจ้าพรุ่งนี้ เพื่อชวนไปเดินเล่นบนเขาสักรอบเหมือนกัน”

   

   “ตกลง ข้าจะกลับไปเอาตะกร้าก่อนนะ เดี๋ยวข้าจะมาหาท่าน”

   

   แม่เฒ่าหวังพูดพลางก็ออกจากประตูใหญ่ไปแล้ว

   

   แม่เฒ่าฉินก็ให้สวี่ซิ่วอิงไปเรียกฉินเหล่าซื่อและคนอื่นๆให้ขึ้นเขาด้วยกัน ถึงอย่างไรความแห้งแล้งเพิ่งผ่านพ้นไป บนเขายังคงมีอันตรายที่ไม่รู้อีกมากมาย

   

   ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น ช่วงนี้นางได้ยินเสียงหมาป่าหอนอยู่เสมอ

   

   ก่อนหน้านี้หงอวี่และเล่อเหนียงถูกเทพเจ้าเรียกตัวไป พวกเขาเกือบคิดว่าถูกหมาป่าคาบตัวไปเสียแล้ว

   

   ไม่นาน แม่เฒ่าหวังก็มาถึงพร้อมกับแม่เฒ่าหลิวที่อาศัยอยู่ท้ายหมู่บ้าน

   

   แม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียงขึ้นเขา สวี่ซิ่วอิง สือไห่ถัง และหลิวซิ่วเถา ย่อมต้องตามขึ้นเขาไปด้วย

   

   ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลิน ก็ตามไปคุ้มครองพวกเขา

   

   แน่นอนว่าขาดเจ้าตัวเล็กๆที่คอยตามหลังไม่ได้ เมื่อเข้าไปในเขา พวกลิ่งเหวินเขาก็วิ่งกระจายไปทั่ว

   

   หงอวี่ตอนแรกก็ว่านอนสอนง่ายอยู่ข้างกายเล่อเหนียง แต่สุดท้ายทนต่อคำชวนของลิ่งผิงและลิ่งอันไม่ไหว สุดท้ายก็ทิ้งเล่อเหนียง ไปวิ่งเล่นกับพวกเขา

   

   เล่อเหนียงแสดงท่าทีว่า เด็กผู้ชายก็เหมือนกันหมดนั้นแหละ

   

   เมื่อไม่กี่วันก่อนยังบอกว่าจะให้นางเป็นภรรยา แต่ตอนนี้กลับทิ้งนางไปเสียแล้ว แม้นางจะรู้สึกยินดีที่พวกหัวไชเท้าน่ารำคาญเหล่านั้นจากไปเสียที แต่ก็ไม่วายบ่นในใจ

   

   แม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียงนั่งอยู่ใต้ต้นเกาลัดต้นหนึ่ง มองดูฉินเหล่าซื่อกำลังเก็บเกาลัดอยู่บนต้นเกาลัดอีกต้นหนึ่ง

   

   ปีนี้เกาลัดป่ามีไม่มากนัก ทั้งลูกเล็กและเปลือกหนา มีแต่คนว่างงานอย่างฉินเหล่าซื่อเท่านั้นที่จะมีเวลามาเก็บเกาลัดพวกนี้ให้เด็กๆกินเล่น

   

   สวี่ซิ่วอิง สือไห่ถัง และหลิวซิ่วเถา แต่ละคนแบกตะกร้าคนละใบ เดินลึกเข้าไปในป่ากับแม่เฒ่าหวังและคนอื่นๆ

   

   แม้ว่าตอนนี้จะพ้นฤดูใบไม้ร่วงไปแล้ว แต่ในป่ายังมีเห็ดอีกมาก รวมถึงผลไม้ป่าอีกหลายชนิดที่ไม่รู้ชื่อแต่รสชาติดี

   

   ผลไม้ป่าเหล่านี้เมื่อเก็บกลับมาแล้วเก็บไว้ในห้องใต้ดิน พอถึงฤดูหนาวก็เอาไปแช่หิมะไว้หนึ่งคืน แล้วค่อยเอาน้ำอุ่นมาแช่ จะได้ผลไม้ที่นุ่มหวานเย็นฉ่ำ กินแล้วทำให้สดชื่นทั้งตัว

   

   เล่อเหนียงมองไปรอบๆ เมื่อเห็นว่ารอบข้างไม่มีใครนอกจากบิดา นางก็ค่อยๆดึงชายเสื้อของย่าสามครั้ง นี่คือสัญญาณลับระหว่างนางกับย่า

   

   นั่นหมายความว่านางกำลังจะเริ่มแสดงกลแล้ว

   

   แล้วในวินาถัดมา กระต่ายหลายตัวก็กระโดดออกมา

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นกระต่ายแล้วก็กระตุกมุมปาก นางไม่อยากไปจับกระต่ายอีกแล้ว

   

   ช่วงนี้นางกินกระต่ายจนเบื่อแล้ว

   

   มนุษย์นั้นช่างโลภไม่รู้จักพอเสียจริง แต่ก่อนตอนที่ครอบครัวลำบาก หนึ่งเดือนก็แทบไม่ได้เห็นเนื้อสักครั้ง อย่าว่าแต่กระต่ายเลย แม้แต่หนูนาที่จับได้ในทุ่งนา นางก็ยังเอากลับมาลวกน้ำร้อนถอนขน ควักไส้พุง แล้วเอาไปผัดกับผักป่าก็นับเป็นอาหารจานเนื้อได้แล้ว

   

   แต่ตอนนี้กลับมารังเกียจเนื้อเสียได้

   

   ฉินเหล่าซื่อที่อยู่ข้างๆ ก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกัน เมื่อเห็นกระต่ายขาวเหล่านั้นก็ทำเป็นไม่เห็น ยังคงใช้ไม้ไผ่ยาวตีเอาเกาลัดบนต้นต่อไป

   

   เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมลูกสาวของเขาถึงชอบแปลงร่างเป็นกระต่ายออกมานัก หรือว่านางเป็นเทพกระต่ายกันแน่

   

   แต่ในเมื่อกระต่ายออกมาแล้ว ถ้าไม่จับก็จะหนีไป

   

   เขาจึงจำใจหยิบก้อนหินขึ้นมาสองสามก้อน แล้วขว้างใส่พวกกระต่าย

   

   ต้องบอกว่าเขามีความแม่นยำไม่เลว กระต่ายหลายตัวกระตุกขาเล็กน้อย แล้วก็ล้มลงกับพื้น

   

   เล่อเหนียงเห็นได้ชัดว่าท่านพ่อของย่าไม่ต้องการกระต่ายอีกแล้ว

   

   สำคัญคือนางก็ไม่ต้องการมันเช่นกัน

   

   แต่กระต่ายในพื้นที่นั้นมีมากเกินไปแล้ว

   

   นางเดินวนรอบพื้นที่มิติหนึ่งรอบแล้วโบกมือ ฉินเหล่าซื่อ ข้างๆนี้คือพุ่มไม้หนามที่ปรากฏรากหญ้าสีทองอร่ามขึ้นมาอีกแปลงหนึ่ง

   

   ฉินเหล่าซื่อตาเป็นประกาย ใช้ไม้ไผ่ขุดลงไปในดิน สองมือคว้ารากหญ้าสีทองแล้วดึงแรงๆ มันเทศขนาดใหญ่สองหัวก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าเขา

   

   “ท่านแม่!” ฉินเหล่าซื่อตะโกนอย่างตื่นเต้น อยากบอกมารดาว่าเขาพบของดี

   

   แม่เฒ่าฉินจ้องเขาตาเขียว อุ้มเด็กหญิงเดินเข้ามาใกล้ พอเข้ามาใกล้ก็ตีหัวเขาอย่างแรง “ตะโกนอะไรกัน แม่เจ้าไม่ได้ตาบอดนะ!”

   

   ฉินเหล่าซื่อเพิ่งนึกได้ว่าพุ่มไม้นี้จะมีมันเทศได้อย่างไร ต้องเป็นฝีมือบุตรสาวของเขาแน่นอน

   

   เขาไม่พูดพร่ำทำเพลงอีก ใช้สองมือขุดมันเทศออกมาอย่างรวดเร็ว

   

   เล่อเหนียงเนรมิตแปลงมันเทศขึ้นมาอีกผืนหนึ่ง นางส่งเสียงร้องใส่ท่านย่าสองสามครั้ง

   

   แม่เฒ่าฉินมองดูแปลงมันเทศขนาดใหญ่แล้วกล่าวอย่างงุนงง


   “หลานรัก รีบเก็บกลับไปเถิด มากมายเช่นนี้กินไม่หมดหรอก”

   

   “อ่า!”

   

   เล่อเหนียงชี้ไปทางหมู่บ้านด้านล่าง ท่านย่าจึงเพิ่งตระหนักว่านี่เป็นการจะให้ชาวบ้านหรือ



 บทที่ 176: ขุดมันเทศอย่างคึกคัก


   

   “หลานรัก เจ้าอยากแบ่งมันเทศเหล่านี้ให้ชาวบ้านใช่หรือไม่” แม่เฒ่าฉินถามเสียงแผ่วเบา

   

   “อืม อืม!”

   

   เล่อเหนียงพยักหน้าแล้วโบกมือ ทันใดนั้นปรากฏแปลงมันเทศขนาดเล็กลงอีกแปลงหนึ่ง

   

   “อ่า อ่า!” เล่อเหนียงชี้ไปที่แปลงมันเทศขนาดเล็กกว่า เป็นเชิงบอกให้ย่าและคนอื่นๆขุดแปลงนี้

   

   ดินตรงนี้อุดมสมบูรณ์ ขุดตรงนี้เถิด มันเทศตรงนี้หวานที่สุด

   

   แม่เฒ่าฉินสบตากับบุตรชายแล้วกล่าวว่า “เหล่าซื่อ ขุดแปลงนั้นก่อน แล้วค่อยเรียกแม่เฒ่าหวังและคนอื่นๆมา”

   

   แม่เฒ่าฉินวางเล่อเหนียงลงบนพื้น แล้วพับแขนเสื้อเพื่อไปช่วยขุด

   

   เล่อเหนียงนั่งเล่นดินอยู่ข้างๆ พลางมองย่าและคนอื่นๆขุดมันเทศ

   

   โชคดีที่ก่อนหน้านี้นางขี้เกียจ เพียงแค่สับเมล็ดมันเทศเล่นๆ แล้วโปรยไปทั่วราวกับนางฟ้าโปรยดอกไม้ ปล่อยให้มันเติบโตอย่างอิสระ

   

   แต่นางประเมินความสามารถของพื้นที่มิติพิเศษต่ำเกินไป แม้จะปลูกอย่างไม่ตั้งใจก็ยังให้ผลผลิตมันเทศมากมาย

   

   มิเช่นนั้น นางก็คงไม่อยากเอาออกมาให้ชาวบ้านหรอก

   

   ทางแม่เฒ่าฉินขุดมันเทศกองไว้ตรงนั้น กำลังจะให้ฉินเหล่าซื่อหาที่ซ่อนไว้ แต่พอหันหลังไปกองมันเทศก็หายไปเสียแล้ว

   

   ฉินเหล่าซื่อกะพริบตาปริบๆ แล้วหันไปอุ้มลูกสาวขึ้นมาหอมแก้ม

   

   เล่อเหนียงรังเกียจบิดาของนางเสียเหลือเกิน สองมือผลักหัวใหญ่ของท่านพ่อสุดแรง

   

   ฉินเหล่าซื่อขุดดินอยู่ครู่ใหญ่ มือสกปรกจนเล็บเต็มไปด้วยดิน ใบหน้าก็เปื้อนดินเล็กน้อย

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นลูกชายโง่เขลาของนางรังแกหลานสาวสุดที่รักอีกแล้ว ก็โกรธจนถอดรองเท้าขว้างใส่หัวเขาทันที

   

   ฉินเหล่าซื่อเจ็บจนร้องโอ๊ยออกมา เกือบจะทำเล่อเหนียงหลุดมือ

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นเช่นนั้นก็หยุดขุดดิน เอามือเช็ดกับเสื้อผ้า แล้วแย่ง เล่อเหนียงมาอุ้มไว้ พร้อมกับเตะลูกชายโง่เขลาคนนี้ไปทีหนึ่ง

   

   “ยืนเหม่ออะไรอยู่ รีบไปบอกคนอื่นว่า เล่อเหนียงพบแปลงมันเทศ ให้พวกเขารีบมาขุดเร็วเข้า”

   

   ฉินเหล่าซื่อรับคำอย่างรวดเร็ว แล้วขโมยหอมแก้มบุตรสาวอย่างเร็วปรื๋อ ก่อนจะกระโจนออกไปไกลในทันทีที่รองเท้าของมารดาปลิวมากระแทกร่างของเขา

   

   เมื่อแม่เฒ่าหวังและคนอื่นๆ ได้ยินว่าเล่อเหนียงพบแปลงมันเทศขนาดใหญ่ พวกเขาก็รีบวิ่งมาดู เมื่อเห็นเถาวัลย์ที่เหี่ยวเหลืองนั้น ทุกคนต่างตื่นเต้นไม่น้อย

   

   นางไม่รอให้แม่เฒ่าฉินเรียก ทุกคนต่างวิ่งเข้าไปเองโดยพลัน สองมือกระชากเถาวัลย์กำหนึ่งแล้วดึงออกมาอย่างแรง

   

   มันเทศขนาดเท่ากำปั้นเด็กน้อยทำให้ดวงตาของพวกเขาเป็นประกาย

   

   “ท่านป้า เหล่าซื่อบอกว่าจะแบ่งมันเทศเหล่านี้ให้ชาวบ้านอย่างเท่าเทียมกัน จริงหรือเจ้าคะ”

   

   แม่เฒ่าฉินพยักหน้า “ใช่แล้ว โชคดีที่เล่อเหนียงตาไวจึงเห็นเข้า ไม่เช่นนั้นใครจะคิดว่ามีแปลงมันเทศใหญ่อยู่หลังพุ่มไม้นั่นเล่า”

   

   แม่เฒ่าหวังเช็ดมือกับเสื้อผ้าแล้วลูบศีรษะของเล่อเหนียง “ข้าบอกแล้วว่าเล่อเหนียงเป็นตัวนำโชค ถึงกับมองเห็นแปลงมันเทศทั้งที่มีพุ่มไม้ขนาดใหญ่บังอยู่”

   

   แม่เฒ่าหลี่พูดแทรกขึ้นมา “ข้าว่าเล่อเหนียงควรเปลี่ยนชื่อนะ ‘ฟู่หนิว’ (สาวน้อยผู้นำโชค) ช่างเหมาะเสียจริง!”

   

   “พอเถอะ พวกเจ้าอย่าชมนางมากนักเลย รีบลงมือขุดกันเถิด อีกประเดี๋ยวฟ้าก็มืดแล้ว ข้าจะให้เหล่าซื่อไปเรียกฟู่หลินมาช่วย” แม่เฒ่าฉินกล่าวอย่างภาคภูมิใจ

   

   ข้าชอบฟังผู้อื่นชมหลานสาวสุดที่รักมากที่สุด นางฟังไม่เบื่อไม่ว่าจะชมมากเพียงใด ไม่นานนัก ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าวุ่นวายดังขึ้น

   

   แม่เฒ่าฉิน พวกเขาเงยหน้ามองไปก็เห็นหัวหน้าหมู่บ้านพาชาวบ้านทั้งเด็กและผู้ใหญ่ขึ้นเขามา

   

   ใบหน้าของพวกเขาแต่ละคนไม่อาจซ่อนความตื่นเต้นได้ มือแต่คนถือถุงหรือแบกตะกร้าไว้

   

   “พี่ชุนหลาน มันเทศอยู่ที่ไหนหรือ”

   

   แม่เฒ่าฉินเบี่ยงตัวเผยให้เห็นด้านหลัง ตอนนี้แม่เฒ่าหวังและคนอื่นๆ กำลังขุดดินคึกคัก

   

   “โอ้ แปลงมันเทศใหญ่จริงๆ!”

   

   ไม่ทันที่แม่เฒ่าฉินจะพูด หนุ่มในหมู่บ้านหลายคนก็ร้องเสียงดังแล้วพุ่งเข้าไปในแปลงมันเทศ มือทั้งสองข้างลงมือขุดอย่างรวดเร็ว

   

   พวกเขาที่ตื่นเต้นเกินไปลืมไปเสียสนิทว่ายังมีอุปกรณ์อย่างจอบ

   

   ไม่นานมือทั้งสองข้างก็เลือดออก

   

   ฉินฟู่หลินยังคงทนดูไม่ไหว จึงโยนจอบที่นำมาลงไปในพื้นดิน แต่แล้วพวกเขาก็ได้สติคว้าจอบขึ้นมาแล้วเริ่มขุด

   

   หญิงสาวที่ตามมาช่วยบรรจุมันเทศลงในถุงและตะกร้า

   

   หงอวี่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ช่วยขุดมันเทศ มองดูเถาวัลย์สีเหลืองซีดนี้แล้วจมอยู่ในภวังค์

   

   เขารู้สึกว่าเถาวัลย์สีเหลืองซีดนี้ดูคุ้นตาอยู่บ้าง มันดูคล้ายกับผลงานในดินแดนเซียน

   

   เมื่อเห็นชาวบ้านต่างก้มหน้าก้มตาขุดกันอย่างขะมักเขม้น แม่เฒ่าฉินก็อุ้มเล่อเหนียงพลางกล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า

   

   “ข้าจะบอกพวกเจ้า ข้าไม่กลัวพวกเจ้าจะหัวเราะเยาะหรอก แต่เดิมข้าตั้งใจจะซ่อนแปลงมันเทศนี้ไว้แล้วค่อยๆขุดคนเดียว แต่ เล่อเหนียงไม่ยอม นางคิดว่าปกติแล้วบรรดาลุง อา ปู่ ย่า ป้าในหมู่บ้านรักนางมาก มีของดีอะไรก็ให้นางกิน ให้นางเล่น เมื่อนางพบของดีก็ต้องแบ่งปันให้กับทุกคนด้วยด้วย”

   

   แม่เฒ่าฉินตั้งใจพูดเช่นนี้ นางต้องการให้ผู้คนในหมู่บ้านตระกูลฉิน ระลึกถึงความดีของเล่อเหนียงและรู้สึกซาบซึ้งต่อนาง เพราะกลของเล่อเหนียง นั้นแลกมาด้วยบุญวาสนาของนางเอง

   

   ผู้คนได้ยินดังนั้นต่างรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก ต้องรู้ว่าปกติพวกเขาแกล้งนางเล่นหรือมีของเล่นเล็กๆน้อยๆอะไรให้นาง ล้วนเป็นของที่ลูกๆของพวกเขาเล่นเหลือแล้วทั้งสิ้น

   

   ส่วนแปลงมันเทศนี้ อย่างน้อยก็ให้ผลผลิตหลายร้อยชั่ง แม้แบ่งกันแล้ว แต่ละครอบครัวก็ยังได้ไม่น้อย

   

   ในยามที่ข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ อย่าว่าแต่มันเทศสักสองสามชั่งเลย แม้แต่ข้าวสักกำมือเดียวก็ช่วยให้คนรอดชีวิตได้แล้ว

   

   “เล่อเหนียงเอ๋ย ข้าขอขอบคุณเจ้าแทนชาวบ้านทั้งหมู่บ้าน!” ฉินฟู่หลินกล่าวด้วยน้ำตาคลอ

   

   ตระกูลฉินนี้ เริ่มจากให้ข้าวยืมพวกเขาเพื่อผ่านพ้นฤดูหนาวอันยากลำบาก บัดนี้พบมันเทศบนภูเขาก็ไม่ได้ซ่อนเก็บไว้ พวกเขาไม่รู้จะขอบคุณครอบครัวแม่เฒ่าฉินอย่างไรดี

   

   “ต่อไปนี้ เล่อเหนียงก็เป็นของหมู่บ้านพวกเรา เป็นอะไรนะ... อ๋อ ใช่แล้ว คุณหนู!”

   

   “ต่อไปนี้ เล่อเหนียงก็เป็นคุณหนูของหมู่บ้านพวกเรา พวกเราทั้งหมดเป็นบ่าวของนาง”

   

   “ถูกต้อง ต่อไปนี้เล่อเหนียงก็เป็นคุณหนูของหมู่บ้านตระกูลฉินของพวกเรา!”

   

   ผู้อื่นต่างพากันเห็นด้วย

   

   หัวใจของพวกเขาไม่ได้ทำจากหินเสียหน่อย สิ่งที่ตระกูลฉินทำเพื่อพวกเขาทั้งหมด พวกเขาล้วนเห็นด้วยตาและรู้สึกซาบซึ้งใจ

   

   ฉินฟู่หลินนำพาชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลฉินทั้งเด็กและผู้ใหญ่ขุดมันเทศกันอย่างคึกคัก มันเทศที่ขุดขึ้นมาไม่ต้องให้พวกผู้ชายพูด พวกสตรีที่ตามมาก็รู้หน้าที่เก็บมันเทศใส่ตะกร้า

   

   เมื่อเห็นมันเทศกองสูงขึ้นแล้ว พวกผู้ชายทั้งเด็กและผู้ใหญ่ของหมู่บ้านตระกูลฉินก็ส่งจอบให้พวกสตรี ส่วนตนเองก็แบกมันเทศลงจากภูเขา

   

   ฉินเหล่าซื่อกับเฉินฮั่นหลินก็อยากช่วยขุดมันเทศ แต่ถูกฉินฟู่หลินไล่ให้ไปอยู่อีกด้านหนึ่ง

   

   แม้แต่ครอบครัวของแม่เฒ่าฉินทั้งหมดก็ถูกไล่กลับไปแล้ว

   

   “พี่ชุนหลานในป่ายุงเยอะ ท่านพาเด็กๆกลับบ้านไปเถิด เดี๋ยวพวกข้าจะขนของไปที่ศาลบรรพชน ท่านไปนับที่นั่นได้หรือไม่”

   

   แม่เฒ่าฉินมองไปรอบๆ ในป่ามียุงเยอะจริงๆ มีแต่หลานสาวสุดที่รักในอ้อมกอดของนางที่ไม่ถูกยุงกัด ส่วนหลานชายคนอื่นๆที่ขึ้นเขามาด้วยล้วนถูกยุงกัดมากบ้างน้อยบ้าง

   

   นางจึงตัดสินใจพาหลานๆลงจากเขาไป

   

   ชาวหมู่บ้านตระกูลฉินกำลังขุดมันเทศกันอย่างคึกคัก แต่พวกเขาไม่รู้ว่าที่หมู่บ้านต้าไฮว่ทางต้นน้ำกำลังเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น!



 บทที่ 177: ไป๋เช่ออวิ๋นกำลังอยู่ในสภาพคิดไม่ตก


   

   ในไม่ช้า ด้วยความร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้านในหมู่บ้านตระกูลฉิน แปลงมันเทศสามแปลงที่เล่อเหนียงสร้างขึ้นก็ถูกขุดจนหมดเกลี้ยง

   

   พวกเขาไม่ได้ปล่อยให้เถามันเทศที่เหี่ยวเหลืองสูญเปล่า แต่ดึงกลับมาสับละเอียดเพื่อเป็นอาหารเป็ดไก่

   

   เนื่องจากมีคนจำนวนมากขึ้นเขาพร้อมกัน พวกหนุ่มๆที่กล้าหาญในหมู่บ้านจึงรวมตัวกันเดินลึกเข้าไปในป่า

   

   พวกเขาอยากเดินเข้าไปข้างในสักหน่อย ดูว่ามีผลไม้ป่าหรือผักป่าอะไรให้เก็บกลับไปบ้างไหม เพราะนานๆทีจะมีโอกาสที่ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านออกมาพร้อมกันแบบนี้

   

   ฉินเหล่าซื่อก็ไปด้วย ก่อนหน้านี้เล่อเหนียงปล่อยกระต่ายออกมา เขาก็เอาไปซ่อนไว้ที่มุมหนึ่ง

   

   พวกหนุ่มๆเดินวนรอบชายป่าลึก นอกจากคนหนึ่งเก็บผลสีแดงลูกเล็กรสชาติเปรี้ยวๆมาได้กำใหญ่แล้ว ก็ไม่พบผักป่า เห็ดป่า หรือสัตว์อื่นๆเลย

   

   ดังนั้นเมื่อพวกเขาเห็นฉินเหล่าซื่อถือกระต่ายหลายตัวออกมา ทุกคนก็อ้าปากค้างด้วยความตกใจ

   

   “โอ้โห พี่ไห่โจว ท่านจับกระต่ายมาจากไหนกัน พวกข้าไม่เห็นแม้แต่ขนกระต่ายสักเส้นเลยนะ”

   

   ฉินเหล่าซื่อลูบจมูก พูดอย่างเกรงๆว่า “ข้าแค่เดินไปทางโน้นเรื่อยๆ ตั้งใจจะไปเก็บผลไม้ป่า แต่บังเอิญเห็นกระต่ายตัวอ้วนใหญ่ตัวหนึ่งกำลังมุดเข้าไปในโพรงดิน ข้าก็เลยคาดเดาว่าต้องมีรังกระต่ายแน่ๆ”

   

   “นี่ก็ไม่ได้ออกแรงอะไรมาก แค่จัดการครอบครัวกระต่ายได้ทั้งหมด”

   

   พวกหนุ่มๆทั้งอิจฉาและเสียดายไม่หาย หากรู้แต่แรกพวกเขาก็คงจะติดตามฉินเหล่าซื่อไปด้วย ถ้าเป็นเช่นนั้น คืนนี้พวกเขาก็จะได้กินเนื้อกระต่ายเหมือนกัน

   

   “พี่ไห่โจว นี่ท่าน…”

   

   ต้าจู้มองดูฉินเหล่าซื่อด้วยสีหน้างุนงง พลางมองกระต่ายหลายตัวที่ส่งมาตรงหน้าเขา

   

   “พวกเจ้าแบ่งกระต่ายพวกนี้ไปกินกันเถอะ วันนี้ข้าขึ้นเขาไปล่ากระต่ายมาสองตัว แต่ที่บ้านยังมีอีกหนึ่งตัว”

   

   ต้าจู้รีบปฏิเสธทันที “ไม่ได้ ไม่ได้ พี่ไห่โจว ท่านเป็นคนล่ามา พวกข้าจะรับไว้ไม่ได้!”

   

   ฉินเหล่าซื่อไม่พูดพร่ำทำเพลงยัดกระต่ายเข้าไปในอ้อมอกของเขาทันที “รับไว้เถอะ ตระต่ายมากขนาดนี้ ข้าก็กินไม่หมด อีกอย่างที่บ้านข้ามีกระต่ายอยู่แล้ว กินจนเบื่อแล้วละ!”

   

   พอได้ยินฉินเหล่าซื่อพูดเช่นนั้น พวกเต้าจู้ก็ไม่ปฏิเสธอีก รับกระต่ายไว้

   

   ที่ศาลบรรพชนตระกูลฉิน ฉินฟู่หลินและแม่เฒ่าฉิน กำลังรวบรวมมันเทศที่เก็บเกี่ยวได้วันนี้มากองรวมกันเพื่อชั่งน้ำหนัก

   

   พอชั่งดูแล้วกลับพบว่ามีมันเทศถึงหกร้อยกว่าชั่ง หมู่บ้านตระกูลฉิน มีทั้งหมดสามสิบสี่ครัวเรือน มันเทศหกร้อยกว่าชั่งนี้ แต่ละครอบครัวจะได้รับแบ่งยี่สิบชั่ง

   

   แน่นอนบ้านของแม่เฒ่าฉินไม่ต้องการ ปีนี้พวกเขาได้เก็บเกี่ยวอย่างอุดมสมบูรณ์ ในบ้านไม่ขาดแคลนอาหาร

   

   ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนหน้านี้ฉินเหล่าซื่อได้ขุดกองมันเทศใหญ่ให้เล่อเหนียงเก็บไว้แล้ว

   

   แต่พวกเขาบอกกับคนภายนอกว่า อาหารของพวกเขาปีนี้เพียงพอที่จะกินไปจนถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า ดังนั้นจึงไม่แย่งมันเทศกับชาวบ้าน

   

   ด้วยเหตุนี้ ชาวบ้านหมู่บ้านตระกูลฉินจึงรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง ในใจสาบานว่าจะต้องเชื่อฟังตระกูลฉินทุกอย่าง พวกเขาพูดอะไร ข้าก็จะทำตามนั้น

   

   หลังจากชั่งน้ำหนักแล้ว ฉินฟู่หลินก็ให้ทุกคนยกมือเลือกว่าจะเก็บมันเทศเหล่านี้ไว้ในศาลบรรพชนเป็นอาหารสำรอง หรือจะแบ่งให้แต่ละครอบครัวเพื่อให้เด็กๆได้ลิ้มลอง

   

   แต่ทุกครอบครัวตัดสินใจที่จะเก็บมันเทศไว้ในห้องใต้ดินเป็นอาหารสำรอง

   

   แต่การตัดสินใจนี้ถูกแม่เฒ่าฉินคัดค้าน

   

   “หากต้องการเก็บอาหารสำรอง ไม่สู้ให้แต่ละบ้านนำข้าวเปลือกมาเก็บเป็นอาหารสำรองดีกว่า มันเทศเก็บรักษายาก มักถูกแมลงกัดกิน และเมื่อเทียบกับข้าวเปลือกแล้ว หนูชอบมันเทศมากกว่า”

   

   ทุกคนเห็นว่าแม่เฒ่าฉินพูดมีเหตุผล จึงเข้าแถวอีกครั้ง วันนี้มีมันเทศหกร้อยกว่าชั่งที่แบ่งกันนำกลับบ้านไปทั้งหมด

   

   จากนั้นก็แบกข้าวเปลือกที่มีน้ำหนักเท่ากับมันเทศมาให้ฉินฟู่หลินเก็บเป็นอาหารสำรอง

   

   ฉินฟู่หลินรีบหาพู่กันและหมึก ดึงตัวฉินเหล่าเอ้อร์ที่กำลังยืนดูอยู่ข้างๆ มาให้จดบันทึกจำนวนของแต่ละบ้าน

   

   แม่เฒ่าฉินสั่งให้ฉินเหล่าซื่อไปแบกกระสอบข้าวเปลือกมาหนึ่งใบ แม้ไม่ได้ชั่งน้ำหนัก แต่ดูด้วยตาเปล่าก็รู้ว่าไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยชั่งแน่นอน

   

   ดังนั้นฉินฟู่หลินจึงไม่ชั่งอีก สั่งให้ฉินเหล่าเอ้อร์เขียนลงไปเลยว่าหนึ่งร้อยชั่ง

   

   ที่หมู่บ้านตระกูลฉิน ทุกครัวเรือนต่างแบกข้าวไปเก็บเป็นเสบียง บรรยากาศอบอุ่นกลมเกลียว ส่วนที่หมู่บ้านต้าไฮว่ทางต้นน้ำ ไป๋เช่ออวิ๋นกำลังอยู่ในสภาพคิดไม่ตก

   

   “ดังนั้นพวกเจ้าจึงไปขโมยข้าวของหมู่บ้านตระกูลฉิน แต่ถูกจับได้และถูกเรียกข้าวคืน พวกเจ้าไม่หาสาเหตุที่ตัวเอง กลับโยนความผิดทั้งหมดให้หยางโหย่วฟู่อย่างนั้นหรือ”

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นยืนอยู่บนม้านั่งสูงในศาลบรรพชนของหมู่บ้านต้าไฮว่ เอามือเท้าสะเอว ตะโกนด้วยความโกรธแค้น

   

   เจ้าหน้าที่รอบตัวเขาชักดาบออกมา คอยระวังชาวบ้านหมู่บ้านต้าไฮว่ที่ล้อมเข้ามา

   

   แต่เดิมไป๋เช่ออวิ๋นเห็นว่าวันนี้ไม่มีงานอะไร จึงคิดจะไปเที่ยวหมู่บ้านตระกูลฉิน อยากไปอุ้มเด็กอ้วนคนนั้น แล้วบอกหงอวี่ว่าพิษของอาของเขาถูกถอนหมด จะได้ขออาหารกินด้วย

   

   แต่พอเพิ่งออกจากที่ว่าการอำเภอก็ได้ยินชาวบ้านต้าไฮว่มาแจ้งความว่าหมู่บ้านของพวกเขามีเรื่อง

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นคิดว่าคนหมู่บ้านต้าไฮว่คงจะหิวจนเป็นลมหรือเจ็บป่วยเพราะขาดอาหาร เขาคิดจะควักเงินไปซื้อข้าวมาช่วยเหลือทั้งหมู่บ้านเชียวนะ

   

   เมื่อเขามาถึงที่นี่ เขาจึงพบว่าไม่ใช่แค่เกิดเรื่องธรรมดา แต่เป็นเรื่องใหญ่โตมโหฬารเลยทีเดียว

   

   ครอบครัวของหัวหน้าหมู่บ้านหยางโหย่วฟู่แห่งหมู่บ้านต้าไฮว่ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมในบ้าน เรื่องฆาตกรรมร้ายแรงเช่นนี้ต้องส่งต่อให้กรมอาญาดูแล ไม่ใช่หน้าที่ของนายอำเภอตัวเล็กๆอย่างเขา แต่ก่อนที่กรมอาญาจะเข้ามารับช่วง ข้าก็ต้องสืบสาวราวเรื่องให้กระจ่างก่อน เพราะเรื่องเกิดขึ้นภายใต้การดูแลของเขา

   

   หลังจากที่เขาได้ทราบความเป็นมาของเรื่องทั้งหมดแล้ว ข้าก็ถึงกับล้มทั้งยืน

   

   คนเหล่านี้ช่างโหดร้ายนัก เพียงเพราะขโมยข้าวไม่สำเร็จ ก็ถึงกับทุบตีครอบครัวของหัวหน้าหมู่บ้านจนตาย

   

   สิ่งที่ทำให้ข้าปวดหัวที่สุดคือ เรื่องนี้ชาวบ้านในหมู่บ้านต้าไฮว่แทบทุกคนมีส่วนร่วม แม้แต่เด็กและสตรีก็ยังเตะซ้ำสองสามทีเพื่อระบายแค้น

   

   แต่เดิมข้าตั้งใจจะมาดูสถานการณ์ที่หมู่บ้านต้าไฮว่ แล้วจึงไปกินข้าวที่หมู่บ้านตระกูลฉิน จึงพาเจ้าหน้าที่มาเพียงสามคน

   

   กำลังคนช่างต่างกันลิบลับ

   

   “ใต้เท้า หยางโหย่วฟู่สมควรตาย ข้าน้อยขอเตือนใต้เท้าว่าอย่าได้ยุ่งกับเรื่องนี้เลย มิฉะนั้นข้าน้อยก็ไม่แน่ใจว่าจะเกิดเรื่องใหญ่อะไรขึ้นอีก”

   

   ชายผู้เป็นหัวหน้าเอ่ยขู่ไป๋เช่ออวิ๋นทันที แต่ไป๋เช่ออวิ๋นก็ไม่ใช่คนอ่อนแอ

   

   เขาดึงเก้าอี้ตัวสูงมาทันที ยืนขึ้นไปบนนั้นเท้าสะเอวแล้วเริ่มด่า

   

   “พวกเจ้ากล้าดีอย่างไรใช้กำลังประหารชีวิตผู้อื่นเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน ข้าจะต้องให้พวกเจ้าชดใช้กรรมที่ทำแน่”

   

   ชายร่างกำยำมีหนวดเคราปกคลุมครึ่งใบหน้า หัวเราะเยาะพลางถือดาบใหญ่เดินมองเขาพลางกล่าวว่า “หยางโหย่วฟู่ ไอ้หมาตัวนี้เป็นหัวหน้าหมู่บ้านบ้านแท้ๆ กลับไม่คิดหาทางช่วยเหลือชาวบ้าน ปล่อยให้ชาวบ้านอดอยาก คนแบบนี้ไม่ตายแล้วใครจะตาย ตายไปแล้วข้าก็ยังแค้น!”

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นยืนบนเก้าอี้มองลงมายังชายร่างกำยำผู้นั้น เขารู้สึกถึงกลิ่นอายสังหารจากชายคนนี้จริงๆ

   

   ชายคนนี้มือเปื้อนเลือดมนุษย์มาแล้วแน่นอน!

   

   “พวกเจ้าจะทำอะไร ถอยไปให้หมด!”

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นมองชาวบ้านหมู่บ้านต้าไฮว่ที่กำลังล้อมเข้ามา ผู้ติดตามที่เขาพามาน้อยเกินไป เมื่อเทียบกับพวกนี้ที่ถืออาวุธ แม้จะมีดาบในมือก็คงไม่ได้เปรียบ

   

   “พวกเจ้าจะทำอะไร คิดจะก่อกบฏหรือ”



 บทที่ 178: ขโมยเสบียงของพวกเจ้า ดูถูกพวกเจ้าเกินไปแล้ว


   

   “เหล่าซื่อ เหล่าซื่อ เจ้ากับฮั่นหลินรีบไปหมู่บ้านต้าไฮว่เถอะ หมู่บ้านต้าไฮว่เกิดเรื่องใหญ่แล้ว”

   

   ฉินฟู่หลินวิ่งหอบเข้ามาในประตูบ้านตระกูลฉิน พูดกับฉินเหล่าซื่อที่กำลังผ่าฟืนอยู่

   

   ฉินเหล่าซื่อชะงัก พูดอย่างงุนงงว่า “ท่านลุงหัวหน้าหมู่บ้าน หมู่บ้านต้าไฮว่เกิดเรื่องแล้วเกี่ยวอะไรกับข้า ท่านควรไปแจ้งทางการต่างหาก”

   

   ฉินฟู่หลินหายใจหอบสักครู่แล้วพูดว่า “นายอำเภอไป๋ไปแล้ว แต่เขาพาผู้ติดตามไปแค่สามคน คนในหมู่บ้านต้าไฮว่ดูไม่ค่อยปกติ เจ้ากับฮั่นหลินรีบไปดูหน่อย เกรงว่านายอำเภอไป๋จะเสียเปรียบ”

   

   "อ้อ" ฉินเหล่าซื่อตอบรับอย่างเกียจคร้าน ค่อยๆผ่าฟืนที่อยู่ข้างมือให้เสร็จก่อนแล้วค่อยพาเฉินฮั่นหลินเดินไปหมู่บ้านต้าไฮว่

   

   “พี่สี่ หมู่บ้านต้าไฮว่เกิดเรื่องแล้วเกี่ยวอะไรกับพวกเราด้วย อีกอย่างนายอำเภอไป๋ก็อยู่ที่นั่นไม่ใช่หรือ พวกเขาจะกล้าก่อกบฏหรือไง”

   

   ฉินเหล่าซื่อยักไหล่ “ใครจะรู้ล่ะ เราว่างๆอยู่แล้ว ไปดูเรื่องสนุกกันเถอะ”

   

   สองพี่น้องเดินชมทิวทัศน์ฤดูใบไม้ร่วงไปพลาง ค่อยๆเดินไปยังหมู่บ้านต้าไฮว่อย่างเชื่องช้า

   

   แต่พอพวกเขาเพิ่งมาถึงหมู่บ้านต้าไฮว่ เฉินฮั่นหลินก็ยกมือตบปากตัวเอง พวกเรามันปากเสียจริงๆ!

   

   “ใต้เท้า ไม่เป็นไรใช่ไหมขอรับ”

   

   ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลิน ฝ่าฝูงชนมาอย่างยากลำบาก มาถึงข้าง ไป๋เช่ออวิ๋น

   

   “พี่สี่ฉิน ฮั่นหลิน เหตุใดพวกเจ้าจึงมาที่นี่”

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นมองพวกเขาทั้งสองด้วยสีหน้าประหลาดใจพลางกล่าว

   

   “ท่านลุง หัวหน้าหมู่บ้าน ให้พวกข้ามา เกิดอะไรขึ้นขอรับ”

   

   เมื่อฉินเหล่าซื่อเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้วก็กำหมัดแน่น

   

   ผู้คนในหมู่บ้านต้าไฮว่นี้ช่างน่ารังเกียจเหลือเกิน

   

   “ฉินเหล่าซื่อ หยางโหย่วฟู่ ตายเพราะพวกเจ้านั่นแหละ!”

   

   ฉินเหล่าซื่อ “...”

   

   ไป๋เช่ออวิ๋น “...”

   

   เฉินฮั่นหลินและเหล่าเจ้าหน้าที่ “...”

   

   “เจ้ากำลังพูดอะไรนะ”

   

   ฉินเหล่าซื่อแคะหูของเขา ทำท่าเหมือนเขาได้ยินผิด

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นและเฉินฮั่นหลินก็มีสีหน้าตกตะลึงเช่นกัน

   

   ชายคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นผู้นำของหมู่บ้านต้าไฮว่ตะโกนว่า

   

   “หากพวกเจ้าไม่ได้เอาธัญพืชพวกเราไปหรือแบ่งธัญพืชของหมู่บ้านพวกเจ้าให้พวกข้าบ้าง หยางโหย่วฟู่ก็จะไม่ตาย การตายของเขาล้วนเป็นเพราะหมู่บ้านของพวกเจ้า หมู่บ้านของพวกเจ้าเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างไม่อาจปฏิเสธได้”

   

   ฉินเหล่าซื่อหัวเราะด้วยความโกรธ เขาไม่เคยเห็นคนที่ไร้ยางอายเช่นนี้มาก่อน มันทำให้มุมมองของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

   

   “หยางเอ้อร์โกว เจ้าพูดอะไรบ้า ชัดเจนว่าหมู่บ้านของพวกเจ้าขโมยธัญพืชของพวกข้าก่อน บัดนี้พวกเจ้าผลักความผิดทั้งหมดไปที่หยางโหย่วฟู่ จนถึงขั้นทุบตีเขาจนตาย แล้วยังมากล่าวหาพวกข้าอีก หน้าด้านยิ่งกว่าหินโม่ที่หน้าหมู่บ้านเสียอีก”

   

   ชายที่ถูกเรียกว่าหยางเอ้อร์โกวพูดอย่างหน้าด้านๆว่า “พวกเจ้าไม่เคยได้ยินคำพูดที่ว่า ‘ผู้เห็นย่อมมีส่วน’ หรือ ธัญพืชในหมู่บ้านของพวกเจ้า พวกข้าเห็นแล้วก็ควรจะได้รับส่วนแบ่งครึ่งหนึ่ง เมื่อพวกเจ้าไม่แบ่ง พวกข้าก็ต้องลงมือเอาเอง”

   

   “ถูกต้อง ไม่ผิด พวกข้าแค่เอาของของพวกข้ากลับคืนมาเท่านั้น พวกเจ้าไปที่บ้านของหยางโหย่วฟู่แล้วเอาธัญพืชกลับไปนั่นแหละคือการปล้น หยางโหย่วฟู่ดูแลธัญพืชไม่ดีก็สมควรตาย!”

   

   ชาวบ้านคนอื่นๆของหมู่บ้านต้าไฮว่พากันเห็นด้วย “ถูกต้อง เรื่องของหยางโหย่วฟู่เป็นเพราะพวกเจ้าทำให้เกิดขึ้น ไม่เกี่ยวกับพวกข้าเลย!"

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นก็หัวเราะด้วยความโกรธเช่นกัน เขาเติบโตมาตลอดชีวิต แม้จะไม่ราบรื่นนัก แต่ก็ไม่เคยพบเจอคนที่หน้าด้านไร้ยางอายเช่นนี้มาก่อน ในตอนนั้นเขาจึงไม่เสียเวลากับพวกเขาอีก แต่สั่งให้ผู้ติดตามไปเรียกคนจากศาลาว่าการมา ตั้งใจจะพาคนพวกนี้ไปที่ศาลาว่าการทั้งหมด

   

   เขาในฐานะผู้ปกครองของอำเภอชิงเหอ จะยอมให้พวกชาวบ้านหัวดื้อเหล่านี้มารังแกได้อย่างไร

   

   เมื่อเห็นไป๋เช่ออวิ๋นจะไปเรียกคน หัวหน้าหยางเอ้อโกวพร้อมกับชายร่างกำยำคนหนึ่งที่ถือมีดในมือ ตะโกนด้วยน้ำเสียงดุดันว่า

   

   “พี่น้องทั้งหลาย ขุนนางสุนัขผู้นี้กลับคิดจะจับพวกเราทั้งหมดเข้าคุกโดยไม่แยกแยะผิดถูก ถ้าถูกจับเข้าคุกก็เท่ากับจบชีวิต พวกเราไม่ยอม พวกเราต้องการความยุติธรรม!”

   

   หยางเอ้อโกวถือมีดฟันฟืนนำหน้าพุ่งเข้าไป ความคิดของเขาเรียบง่าย คือต้องการลงมือก่อนเพื่อจับตัวขุนนางสุนัขที่ดูเหมือนไก่อ่อนผู้นี้เป็นตัวประกัน แล้วบังคับให้เปิดคลังเก็บเสบียงของที่ศาลาว่าการ

   

   ดีที่สุดคือให้อำเภอชิงเหอตกอยู่ภายใต้การปกครองของเขาตั้งแต่นี้เป็นต้นไป

   

   ชาวบ้านหมู่บ้านต้าไฮว่คนอื่นๆ เห็นดังนั้นก็พากันถือไม้กระบองและมีดฟันฟืนพุ่งเข้าไปด้วย

   

   ความคิดของพวกเขาช่างงดงาม แต่ความจริงนั้นโหดร้าย

   

   นายอำเภอที่พวกเขามองว่าอ่อนแอไม่มีแรงมัดไก่ในสายตาของพวกเขา กลับใช้เท้าถีบหยางเอ้อโกวกระเด็นออกไปไกล

   

   ชาวบ้านหมู่บ้านต้าไฮว่เห็นดังนั้น ในใจก็เกิดความคิดจะถอย แต่พวกเขาไม่มีทางถอยหลังแล้ว จึงได้แต่ฝืนใจสู้ต่อไป

   

   พวกเขาพุ่งเข้าหาฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินก่อน ในสายตาของพวกเขา สองคนนี้คือตัวการสำคัญ

   

   ฉินเหล่าซื่อกับเฉินฮั่นหลินเห็นพวกเขาพุ่งเข้ามา ก็ไม่มีทีท่าจะถอย เข้าไปเผชิญหน้าโดยตรง

   

   พวกเขาทั้งสองคนแต่เดิมก็มีวรยุทธ์เหนือกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว เมื่อเผชิญหน้ากับพวกชาวบ้านหัวรุนแรงจากหมู่บ้านต้าไฮว่ พวกเขาก็ไม่ได้ออมมือแต่อย่างใด ทั้งเตะทั้งต่อยอย่างไม่ยั้ง

   

   ชาวบ้านต้าไฮว่เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นชาวนาที่หาเลี้ยงชีพในทุ่งนา นอกจากมีแรงมหาศาลแล้ว ก็ไม่มีวิชาต่อสู้อะไรเลย ได้แต่ใช้กำลังเพียงอย่างเดียวในการเหวี่ยงไม้กระบองหรือมีดพร้าในมือ

   

   ในบรรดาพวกเขา มีเพียงชายร่างกำยำผิวคล้ำคนเดียวที่พอจะรู้วิชาหมัดเท้าอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่ทันถึงสามกระบวนท่าในมือของไป๋เช่ออวิ๋น ก็ถูกเตะล้มลงกับพื้นไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย

   

   ส่วนคนที่เหลือที่มีเพียงแรงกายล้วนๆ ไม่ต้องให้ไป๋เช่ออวิ๋นลงมือ ฉินเหล่าซื่อกับเฉินฮั่นหลิน รวมถึงเจ้าหน้าที่อีกสามคน ก็จัดการพวกเขาทั้งหมดให้ล้มลงกับพื้นได้โดยไม่ต้องใช้ความพยายามมากนัก

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นมองดูคนที่นอนร้องครวญครางกลิ้งเกลือกอยู่บนพื้น แล้วหัวเราะเยาะเบาๆ ก่อนจะสั่งให้เจ้าหน้าที่คนหนึ่งรีบกลับไปอำเภอเพื่อนำคนมาเพิ่ม

   

   “ใต้เท้าขอรับ ไม่เป็นไรใช่หรือไม่ ได้รับบาดเจ็บหรือเปล่าขอรับ”

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นโบกมือ เมื่อเห็นว่ามีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งได้รับบาดเจ็บ จึงกล่าวว่า “เจ้าหน้าที่เจียงเจ้าพักก่อนเถอะ เจ้าหน้าที่หยางช่วยทำแผลให้หัวหน้าหน่วยเจียงหน่อย รอให้หมอมาถึงแล้วค่อยรักษาต่อ!”

   

   “ขอรับ” เจ้าหน้าที่หยางรับคำ แล้วพยุงเจ้าหน้าที่เจียงไปนั่งข้างๆ หาผ้าสะอาดมาพันแผลที่ขาให้

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นมองดูเฉินฮั่นหลินและฉินเหล่าซื่อที่อยู่ข้างๆ แล้วกล่าวด้วยความซาบซึ้ง

   

   “ขอบคุณพี่สี่ฉินและฮั่นหลินที่มาช่วย หากไม่ได้พวกท่าน ข้าคงไม่มั่นใจว่าจะรับมือกับพวกชาวบ้านเหล่านี้ได้อย่างปลอดภัย"

   

   ฉินเหล่าซื่อโบกมือ “ท่านไม่ต้องเกรงใจ หากจะขอบคุณจริงๆ ก็ขอบคุณท่านลุงหัวหน้าหมู่บ้านเถิด หากเขาไม่ยืนกรานให้พวกข้ามาหมู่บ้านต้าไฮว่ พวกข้าก็คงไม่รู้ว่าชาวบ้านต้าไฮว่กล้าบังอาจคิดร้ายต่อท่าน"

   

   “เป็นความประมาทของข้าเอง ข้าคิดว่าหมู่บ้านต้าไฮว่คงเกิดเรื่องเล็กเท่านั้น ตั้งใจว่าจัดการธุระที่หมู่บ้านต้าไฮว่เสร็จแล้วจะแวะไปกินข้าวที่บ้านท่านเสียหน่อย”

   

   “แต่ดูเหมือนว่าคราวนี้คงไม่ได้กินแล้ว”

   

   ฉินเหล่าซื่อยิ้ม “ท่านอยากกินข้าวเมื่อไหร่ก็มาได้ตลอด ประตูบ้านตระกูลฉินเปิดต้อนรับท่านเสมอ”

   

   “ข้าจะจำคำของพี่สี่ฉินไว้!”



 บทที่ 179: ปล่อยสุนัขกัดคน


   

   ยามตะวันลับขอบฟ้า เจ้าหน้าที่ที่ถูกส่งไปเรียกคนจากอำเภอก็กลับมาในที่สุด นอกจากจะนำเจ้าหน้าที่ทั้งหมดในอำเภอมาด้วยแล้ว ยังมีคนที่ไม่คาดคิดมาอีกคนหนึ่ง

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นเห็นเผ่ยเฉิงเฟิงก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง คว้าไม้ข้างเท้าขึ้นมาฟาดใส่เผ่ยเฉิงเฟิงทันที

   

   แววตาของเผ่ยเฉิงเฟิงวาบขึ้น เบี่ยงตัวหลบจากนั้นก็พุ่งเข้าไปปะทะกับไป๋เช่ออวิ๋น

   

   สองยอดฝีมือประมือกัน เงาร่างพร่าเลือนผ่านกระบวนท่านับไม่ถ้วนไปแล้ว

   

   ฉินเหล่าซื่อ เฉินฮั่นหลิน และเหล่าเจ้าหน้าที่รวมถึงชาวบ้านหมู่บ้านต้าไฮว่ที่นอนครวญครางอยู่บนพื้น ต่างอ้าปากค้างมองสองคนที่กำลังต่อสู้กันอยู่

   

   คนหนึ่งเป็นซื่อจื่อของจิ่นอันโหว นายอำเภอไป๋เช่ออวิ๋น

   

   อีกคนเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งราชสำนัก ผู้บัญชาการทหารม้าหนึ่งแสนนายบัดนี้กำลังต่อยกันเหมือนเด็กทะเลาะกัน

   

   “นายอำเภอไป๋ แม่ทัพเผ่ย ใจเย็นๆก่อน!"

   

   ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินตกตะลึงชั่วครู่ แล้วรีบเข้าไปคนละคน กอดร่างทั้งสองแยกออกจากกัน

   

   "ใต้เท้าไป๋ แม่ทัพเผ่ย พวกท่านกำลังทำอะไรกัน ทำไมพบหน้ากันก็ต่อสู้กันเลย”

   

   ฉินเหล่าซื่อพยายามลากเผ่ยเฉิงเฟิงอย่างยากลำบาก ในใจเขารู้สึกโล่งอย่างยิ่งที่ในวันครบรอบหนึ่งขวบของบุตรสาวเขา ทั้งสองคนนี้ไม่ได้ต่อสู้กันในบ้านของเขา

   

   "ฮึ!"

   

   "ฮึ!"

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นและเผ่ยเฉิงเฟิงต่างแค่นเสียงเย็นชาพร้อมกัน แล้วหันหน้าหนีไป ไม่ยอมมองอีกฝ่ายเป็นอันขาด

   

   ฉินเหล่าซื่อรู้สึกอับอาย เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างคนทั้งสองนี้ ถึงขั้นที่พบหน้ากันก็เริ่มต่อสู้กันทันที โดยไม่คำนึงถึงสถานการณ์ตรงหน้าเลย

   

   “พอเถอะ แม่ทัพเผ่ย นายอำเภอไป๋ พวกท่านจะยอมให้เกียรติข้าสักหน่อยได้หรือไม่ จัดการเรื่องตรงหน้านี้ให้เรียบร้อยก่อนได้หรือไม่”

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นกวาดตามองเผ่ยเฉิงเฟิงแล้วสั่งเจ้าหน้าที่หยางโดยตรง: “เจ้าหน้าที่หยาง ท่านจงนำเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ จับพวกชาวบ้านเหล่านี้เข้าคุกให้หมด ข้าจะรายงานกรมอาญาเพื่อลงโทษพวกชาวเหล่านี้อย่างหนัก”

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงก็สั่งผู้ติดตาม "เผ่ยไห่ ช่วยเจ้าหน้าที่หยางจับคนพวกนี้เข้าคุกของศาลาว่าการให้หมด!”

   

   เจ้าหน้าที่หยางมองแล้วเห็นว่ามีเด็กและสตรีอยู่มาก จึงถามอย่างลังเล "ใต้เท้า พวกเด็กและสตรีเหล่านี้ก็ต้องจับเข้าคุกด้วยหรือขอรับ"

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นกัดฟันกล่าวว่า “ทั้งหมดอะไรคือทั้งหมด จำเป็นต้องให้ข้าสอนเจ้าหรือ"

   

   "เจ้าหน้าที่หยางเก็บความเห็นอกเห็นใจของเจ้าไว้เสีย พวกเด็กและสตรีเหล่านี้ก็เป็นฆาตกรเช่นกัน”

   

   เจ้าหน้าหยางคุกเข่าลงทันทีและกล่าวว่า “ขอรับ ท่านสั่งสอนถูกต้องแล้ว ข้าน้อยรู้ตัวว่าผิดแล้ว”

   

   “รู้ตัวว่าผิดแล้วก็ไปทำหน้าที่ซะ ข้าจะไปกินข้าวที่บ้านท่านป้าฉิน รอให้ข้ากินอิ่มดื่มหนำแล้วค่อยมาจัดการกับพวกชาวบ้านเกเรเหล่านี้" ไป๋เช่ออวิ๋นกล่าวอย่างหงุดหงิด

   

   "พี่ชายฉิน ข้าก็หิวเช่นกัน ไม่ทราบว่าจะรบกวนไปกินข้าวที่บ้านของเจ้าได้หรือไม่"

   

   ฉินเหล่าซื่อตอบว่า "การที่แม่ทัพเผ่ยและนายอำเภอไป๋มาเยือนนับเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับครอบครัวเล็กๆของข้า ข้าจะปฏิเสธได้อย่างไร"

   

   เมื่อไป๋เช่ออวิ๋นได้ยินว่าเผ่ยเฉิงเฟิงก็จะไปบ้านของฉินเหล่าซื่อด้วย เขาจึงจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาดุดันแล้วเดินออกไป

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงก็เดินตามหลังไป

   

   ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินก็เดินตามพวกเขาไปด้านหลัง

   

   เฉินฮั่นหลินเดินตามหลังมองดูสองบุคคลสำคัญที่เดินสองก้าวก็จะทะเลาะกัน ความอยากรู้อยากเห็นในใจของเขาช่างอดกลั้นไม่ไหวเสียจริง

   

   เขาดึงฉินเหล่าซื่อเอาไว้ ตั้งใจเดินช้ากว่าพวกเขาสองสามก้าว แล้วกระซิบเบาๆว่า “พี่สี่ ท่านเห็นไหม นายอำเภอไป๋กับแม่ทัพเผ่ย ระหว่างพวกเขาสองคนดูมีอะไรแปลกๆ"

   

   ฉินเหล่าซื่อก็รู้สึกว่าพวกเขาดูแปลกๆ แต่พูดไม่ออกว่าเพราะอะไรหรือว่าพวกเขาชอบหญิงสาวคนเดียวกัน แล้วต่อสู้กันจนหัวร้างข้างแตกเพื่อนาง

   

   หรือว่าตอนเด็กๆ ใครถอดกางเกงใคร แล้วแค้นกันมาจนถึงตอนนี้

   

   ฉินเหล่าซื่อคิดไม่ออกจึงกล่าวว่า "ก่อนหน้านี้หมอหลี่อัน ไม่ได้บอกหรือว่าพวกเขาเป็นศัตรูกันมานาน อีกทั้งตำแหน่งของพวกเขาก็ต่างกัน คนหนึ่งเป็นนายอำเภอและซื่อจื่อของจิ่นอันโหว อีกคนเป็นแม่ทัพใหญ่ ทั้งสองคนมีจุดยืนต่างกัน การต่อสู้กันก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือ”

   

   เฉินฮั่นหลินส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วย พูดเบาๆว่า "ข้าเห็นว่าพวกเขาเหมือนคู่รักที่กำลังงอนกันมากกว่า!"

   

   ฉินเหล่าซื่อได้ยินแล้วเซถลา เกือบจะล้มลงบนพื้น

   

   เมื่อเขายืนมั่นคงแล้วก็ยกมือขึ้นตีหัวเฉินฮั่นหลินอย่างแรง พลางด่าเสียงต่ำว่า "เจ้าบ้าไปแล้วหรือ เจ้าจะแต่งเรื่องว่าแม่ทัพใหญ่กับนายอำเภอไป๋เป็นคู่รักได้อย่างไร ถ้าตาเจ้าไม่บอดก็ต้องเห็นว่าพวกเขาทั้งสองเป็นชายทั้งคู่!"

   

   เฉินฮั่นหลินรู้สึกผิดเล็กน้อย เอามือลูบจมูก นี่ไม่ใช่ความผิดของเขานะ ที่สำคัญคือสถานการณ์ของพวกเขาสองคนดูเหมือนมากจริงๆ

   

   เฉินฮั่นหลินบ่นอยู่ในใจ พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นไป๋เช่ออวิ๋นและเผ่ยเฉิงเฟิงกำลังจ้องมองเขาอย่างน่ากลัว

   

   เขาตกใจจนรีบทำท่าปากปิด พวกเขาจึงเบนสายตากลับไป

   

   ……

   

   "ท่านแม่ ท่านนั่งอยู่ข้างในเถิด ข้าจะคอยเหล่าซื่อและฮั่นหลินอยู่ตรงนี้ก็พอ"

   

   แม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียงยืนชะเง้อมองไปทางหมู่บ้านต้าไฮว่อยู่ที่หน้าประตู

   

   เหล่าซื่อและฮั่นหลินออกไปนานกว่าสองชั่วยามแล้ว ใกล้จะถึงเวลากินข้าวแล้วทำไมยังไม่เห็นกลับมา

   

   ฟู่หลินนี่ก็ช่าง เขาให้เหล่าซื่อกับฮั่นหลินไปทำอะไรกัน

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ก็ไม่รู้ชัด หัวหน้าหมู่บ้านให้ฉินเหล่าซื่อพวกเขาไปหมู่บ้านต้าไฮว่ทำอะไร ตอนนี้ชาวบ้านหมู่บ้านต้าไฮว่าเหมือนคนบ้าไปหมด เห็นคนก็กัด เห็นอาหารก็แย่ง ไม่ต่างอะไรกับสัตว์เดรัจฉาน

   

   “ท่านแม่ ท่านเข้าไปป้อนข้าวเล่อเหนียงก่อนเถิด ข้าจะคอยเฝ้าอยู่ที่ประตู พอเหล่าซื่อพวกเขากลับมาข้าจะเรียกท่านทันที"

   

   ขณะที่ฉินเหล่าเอ้อร์กำลังคุยกับแม่เฒ่าฉินอยู่ที่หน้าประตู ร่างของฉินเหล่าซื่อก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าพวกเขา

   

   ผู้ที่กลับมาพร้อมกัน ยังมีเผ่ยเฉิงเฟิงและไป๋เช่ออวิ๋นด้วย

   

   "ท่านป้า รบกวนพวกท่านแล้ว" เผ่ยเฉิงเฟิงยกมือคำนับพลางกล่าวกับแม่เฒ่าฉิน

   

   "ท่านป้า ข้าอยากกินอาหารที่บ้านของพวกท่านเหลือเกิน!" ไป๋เช่ออวิ๋นก็ทักทายแม่เฒ่าฉินตามไปด้วย

   

   "ดีๆๆ มาได้จังหวะพอดี พวกเรากำลังจะกินข้าวกันอยู่พอดี"

   

   แม่เฒ่าฉินต้อนรับเผ่ยเฉิงเฟิงและไป๋เช่ออวิ๋น พร้อมเชิญชวนเข้าไปในบ้าน พร้อมกับบอกให้ฉินเหล่าซานไปที่ครัวเพื่อบอกให้สือไห่ถังเพิ่มอาหารอีกสองอย่าง

   

   “อ่า!”

   

   เล่อเหนียงเห็นไป๋เช่ออวิ๋นแล้วอาการคลั่งไคล้ก็กำเริบขึ้นมาอีก นางยื่นมือให้ไป๋เช่ออวิ๋นอุ้ม

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นเพิ่งอุ้มนางขึ้นมาใบหน้าของเขาก็ถูกเล่อเหนียงถูกจูบ จนใบหน้าจึงเปียกชุ่มไปด้วยน้ำลาย ทำเอาฉินเหล่าซื่ออิจฉาไม่หยุด

   

   หงอวี่ที่อยู่ในห้องโถงได้ยินว่าแม่ทัพเผ่ยมาถึงแล้ว จึงวิ่งออกมาอย่างตื่นเต้นดีใจ แต่พอเห็นไป๋เช่ออวิ๋นอุ้มเล่อเหนียงอยู่จึงทำหน้าบึ้งทันที

   

   เจ้านกยูงกะล่อนมาทำอะไรที่นี่ ถึงกับกล้ามาอุ้มภรรยาของเขา

   

   คอยดูเถอะข้าจะไปยืมต้าหวงจากบ้านท่านปู่หัวหน้าหมู่บ้านมากัดเขาให้ตายเลย

   

   หัวหน้าหมู่บ้านได้ยินว่าแม่ทัพเผ่ยและนายอำเภอไป๋เดินทางมาถึงแล้ว จึงหิ้วไหเหล้ามาด้วย ต้องการทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับหมู่บ้านต้าไฮว่กันแน่

   

   ด้วยเหตุที่ข่าวสารที่ข้าได้รับมานั้น บอกว่าหมู่บ้านต้าไฮว่กล้าคิดก่อกบฏ!

   

   ไม่นานนัก อาหารก็เสร็จเรียบร้อย

   

   หลังจากทุกคนนั่งลงแล้ว ดื่มสุราไปสองจอก ไป๋เช่ออวิ๋นก็เล่าเรื่องราวของหมู่บ้านให้แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆฟัง

   

   แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆ ได้ยินแล้วก็ถอนหายใจด้วยความเศร้าสลด โดยเฉพาะฉินฟู่หลิน เขาไม่คิดว่าครอบครัวของหยางโหย่วฟู่จะถูกชาวบ้านโกรธแค้นและถูกทุบตีจนตายเพียงเพราะพวกเขาเอาธัญพืชกลับคืนมา!



 บทที่ 180: ปล่อยสุนัขจริงๆแล้ว


   

   "พี่ชุนหลาน ท่านได้ยินหรือยัง พวกคนจากหมู่บ้านต้าไฮว่ถูกตัดสินโทษแล้ว"

   

   ฉินฟู่หลินคาบกล้องยาสูบไว้ในปาก มือถือพัดใบตาลเดินเข้ามาพูด

   

   "โอ้ ตัดสินว่าอย่างไรหรือ" แม่เฒ่าฉินตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก

   

   นางไม่มีความสนใจเรื่องของต้นไม้ใหญ่แม้แต่น้อย เพราะเรื่องของลิ่งอวี่ นางถึงกับเคียดแค้นผู้คนจากหมู่บ้านต้าไฮว่ แต่หากคนอื่นอยากพูดก็ยินดีฟังสักหน่อย

   

   ฉินฟู่หลินเก็บกล้องยาสูบแล้วพูดว่า "คราวนี้นายอำเภอไป๋โกรธจริงๆแล้ว ถึงกับตัดสินให้ผู้คนทั้งหมู่บ้านต้าไฮว่ถูกเนรเทศ!"

   

   "หืม"

   

   "นายอำเภอไป๋มีอำนาจตัดสินให้เนรเทศได้หรือ" แม่เฒ่าฉินถามอย่างสงสัย

   

   "ข้าก็ไม่รู้ ฟู่ไห่เพิ่งกลับมาจากอำเภอ เขาบอกว่าคนทั้งกลุ่มถูกมัดเป็นพวงเหมือนตั๊กแตน ถูกประจานไปทั่วเมือง"

   

   "เช่นนั้นหมู่บ้านทางเหนือก็ว่างเปล่าสิ?"

   

   "ท่านป้า ข้ามาแล้ว!"

   

   ในขณะที่กำลังพูดอยู่นั้น เสียงของไป๋เช่ออวิ๋นก็ดังมาจากนอกประตู

   

   "อ๊ะ!" แม่เฒ่าฉินยังไม่ทันได้ตั้งตัว เล่อเหนียงที่กำลังคลานอยู่บนพื้นก็รีบคลานออกไปอย่างรวดเร็ว

   

   "โอ้โฮ เจ้าเด็กอ้วน เจ้าอ้วนขึ้นอีกแล้วหรือ"

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นเพิ่งก้าวเข้าประตูบ้าน ก็เห็นเจ้าก้อนแป้งตัวกลมคลานเร็วๆมาหาเขาก็ก้มตัวลง ใช้สองมือจับแขนเจ้าก้อนแป้งแล้วอุ้มขึ้นมา

   

   ไม่ผิดคาด ใบหน้าของเขาเปรอะด้วยรอยน้ำลายอีกหลายรอย

   

   "นายอำเภอไป๋ เหตุใดท่านมาที่นี่ตอนนี้เล่า" แม่เฒ่าฉินรีบลุกขึ้นต้อนรับเขา

   

   "ตอนนี้ข้าเหนื่อยมาก คิดว่าจะมาขออาศัยท่านป้าแอบกินข้าวสักมื้อ!" ไป๋เช่ออวิ๋นทำท่าเหมือนเป็นเรื่องปกติ

   

   แม่เฒ่าฉินรีบไปที่ลานหลังบ้านเรียกสือไห่ถังที่กำลังศึกษาแม่พิมพ์ขนมหวานอยู่ให้มาทำอาหาร

   

   พอดีใกล้จะถึงเวลาเที่ยงแล้ว

   

   ฉินฟู่หลินเห็นสถานการณ์เช่นนั้นจึงรีบหาข้ออ้างเพื่อจากไป เขาต้องกลับไปเอาเหล้ามาสักไหจึงจะได้

   

   "นายอำเภอไป๋ ข้าได้ยินมาว่าชาวบ้านทั้งหมู่บ้านต้าไฮว่ถูกเนรเทศไปแล้วหรือ"

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นบีบแก้มเล็กๆของเล่อเหนียงแล้วกล่าวว่า "ขอรับ"

   

   ครั้งนี้แม่เฒ่าฉินยิ่งสงสัยมากขึ้น "เด็ก สตรี และคนชราก็ถูกเนรเทศไปด้วยหรือ"

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นพยักหน้า "ขอรับ นี่เป็นคำสั่งจากเบื้องบน จริงๆแล้วก็ไม่อาจกล่าวได้ว่าพวกเขาไร้ความผิด เพียงแต่ในช่วงเวลาที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ พวกเขาบังเอิญไปล่วงเส้นของเบื้องบนเข้า"

   

   ฉินเหล่าซื่อและคนอื่นๆ ได้ยินว่าไป๋เช่ออวิ๋นมาแล้วจึงรีบลงมาจากภูเขา

   

   "นายอำเภอไป๋ ไม่ได้พบกันครึ่งเดือน เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าท่านดูอิดโรยไปบ้าง"

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นถอนหายใจ "ก็เพราะพวกชาวบ้านพวกนั้นก่อเรื่อง ข้าถูกเบื้องบนตำหนิถึงสามวันเต็ม เกือบจะถูกถอดหมวกขุนนางด้วยซ้ำ"

   

   ในตอนนั้น ผู้คนที่ออกไปข้างนอกก็กลับมากินอาหารกลางวัน หงอวี่เห็นไป๋เช่ออวิ๋นนั่งอยู่ในห้องโถง ก็หันหลังวิ่งออกไปโดยไม่พูดอะไร

   

   "เอ๊ะ เสี่ยวชี ถึงเวลากินข้าวกลางวันแล้ว เจ้าจะวิ่งไปไหน" แม่เฒ่าฉินตะโกนไล่หลัง

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นมองร่างของหงอวี่ที่วิ่งออกไป หลังของเขาพลันรู้สึกเย็นวาบ รู้สึกว่าตนเองกำลังจะเจอโชคร้ายเสียแล้ว

   

   แน่นอน ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงสุนัขเห่า

   

   หงอวี่จูงสุนัขตัวใหญ่สีเหลืองที่ยืมมาจากบ้านหัวหน้าหมู่บ้าน พุ่งเข้าหาไป๋เช่ออวิ๋นอย่างดุดัน

   

   "บ้าเอ๊ย!"

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นสบถหยาบคายเป็นครั้งแรกในชีวิต เขากระโดดขึ้นเก้าอี้ในทันที

   

   "หงอวี่เจ้าทำอะไร จูงสุนัขออกไปเดี๋ยวนี้!"

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นหมดความอดทน เด็กบ้านี่รู้ดีว่าจะใช้วิธีไหนมาจัดการเขา

   

   "หงอวี่ เจ้าจูงต้าหวงมาทำไม รีบพาไปคืนเร็วเข้า นายอำเภอไป๋ตกใจหมดแล้ว"

   

   แม่เฒ่าฉินรีบเข้าไปห้ามหงอวี่ไว้ พลางถามอย่างสงสัย

   

   "ท่านย่า ขอให้ท่านหลีกไป ข้าจะให้สุนัขตัวนี้กัดเจ้านกยูงนี่ให้ตายไปเลย"

   

   หงอวี่แยกเขี้ยวจ้องมองไป๋เช่ออวิ๋นด้วยความโกรธเคือง

   

   "พี่สี่ฉิน ท่านพาสุนัขออกหน่อยได้หรือไม่ หงอวี่อาจจะเข้าใจข้าผิดไป"

   

   ฉินเหล่าซื่อได้ยินดังนั้นก็รีบแย่งต้าหวงมาจากมือของหงอวี่ แล้วนำมันไปผูกไว้ข้างๆทันที

   

   เมื่อไป๋เช่ออวิ๋นเห็นว่าฉินเหล่าซื่อพาสุนัขออกไปแล้ว เขาก็กระโดดลงมาแบกหงอวี่ขึ้นไหล่แล้วเดินออกไปนอกประตูโดยไม่พูดอะไร

   

   "เจ้านกยูง เจ้าคิดจะทำอะไร ปล่อยข้าลงเดี๋ยวนี้!"

   

   หงอวี่ดิ้นรนสุดกำลัง เตะขาถีบไป๋เช่ออวิ๋นอย่างแรง

   

   แม่เฒ่าฉินคิดจะตามไป แต่ถูกฉินเหล่าซื่อห้ามไว้ "ท่านแม่ นายอำเภอไป๋เป็นคนมีเหตุผล เขาอาจจะมีความเข้าใจผิดกับเสี่ยวชีจริงๆ ปล่อยให้พวกเขาจัดการกันเองเถิด"

   

   ทางด้านนี้ ไป๋เช่ออวิ๋นแบกหงอวี่ออกมานอกประตู แล้ววางเขาลงบนพื้น พูดอย่างเคร่งขรึม "อวิ๋นชิงอวี่ เจ้าเป็นบ้าอะไรขึ้นมา"

   

   หงอวี่จ้องเขาแล้วพูดว่า "ท่านห้ามกอดเล่อเหนียง นางเป็นภรรยาของข้า!"

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นถูกหงอวี่ทำให้ทั้งโกรธทั้งขำ: "เจ้าบอกว่านางเป็นภรรยาของเจ้า ก็เป็นภรรยาของเจ้าเลยหรือ เจ้าถามนางหรือยัง นางตกลงหรือยัง"

   

   "จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร นางรับปากด้วยตัวเองแล้ว!"

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นส่ายหน้า เขารู้สึกอย่างว่าเจ้าตัวแสบตรงหน้านี้ช่างหนทางเยียวยาเสียแล้ว

   

   เจ้าก้อนแป้งอ้วนนั่นอายุเท่าไหร่กัน

   

   นางเพิ่งครบขวบเท่านั้นเอง

   

   นางไม่ใช่ปีศาจนะ นางจะเข้าใจคำพูดของเจ้าตัวแสบนี้ได้อย่างไร

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นบ่นอยู่ในใจ เขาสงสัยอีกครั้งว่าสิ่งที่ชายผู้นั้นทำไปนั้นถูกต้องหรือไม่

   

   "พอเถอะ เจ้าตัวแสบ เจ้าต้องจดจำสถานะของตัวเองไว้ให้ดี ควบคุมอารมณ์ของเจ้าให้ได้ ส่วนเรื่องเล่อเหนียงนั่น หากเจ้าโตขึ้นแล้วชอบนางจริงๆ ก็รับนางเป็นอนุภรรยาได้!"

   

   "เล่อเหนียงไม่ใช่อนุภรรยา นางคือภรรยาที่ข้าจะแต่งงานด้วยในอนาคต!"

   

   หงอวี่จ้องเขาตาเขม็ง ดวงตาแทบจะพ่นไฟออกมา

   

   เจ้านกยูงบ้านี่กล้าพูดว่าเล่อเหนียงเป็นอนุภรรยาของเขา เล่อเหนียงคือนางฟ้าน้อยบนสวรรค์ นางไม่ใช่อนุภรรยาหรอก

   

   "ดีๆๆ เจ้าว่าอย่างไรก็อย่างนั้น เรื่องนี้เจ้าตัดสินใจเองได้ แต่พวกเราจะปรึกษากันเรื่องหนึ่งได้หรือไม่ พวกเราสองคนจะคุยกันดีๆได้หรือไม่"

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นยกมือยอมแพ้ เขาตัดสินใจไม่ไปเถียงกับเจ้าเด็กบ้านี่อีก อย่างไรเสียเรื่องในอนาคตก็ไม่มีใครรู้

   

   แต่สิ่งที่แน่นอนคือถ้าตระกูลฉินยังคงเป็นชาวนาอยู่ ในอนาคตเล่อเหนียงคงไม่ได้แม้แต่จะเป็นอนุภรรยา

   

   "ทำไมข้าต้องคุยกับนกยูงอย่างเจ้าด้วย เจ้ากับข้าไม่ใช่พวกเดียวกันสักหน่อย"

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นกัดฟันคำรามเสียงต่ำ "ข้าไม่ใช่พวกเดียวกับเจ้าหรือ แล้วข้ามาที่นี่ทำไม ข้าอยู่ในเมืองหลวงกินดีอยู่ดีไม่ดีกว่าหรือ ทำไมต้องมาทรมานตัวเองที่นี่ด้วย"

   

   เจ้าเด็กบ้านี่ ถ้าไม่ใช่เพราะอาของเขาฝากฝัง เขาก็ไม่อยากมาที่นี่หรอก

   

   "ฮึ!" หงอวี่แค่นเสียงหนึ่งที แล้วหันหน้าไปทางอื่น ตัดสินใจไม่สนใจเขา

   

   "พอเถอะเจ้าตัวแสบ อย่ามัวแต่อยู่ที่นี่เลย กลับไปกินข้าวกันเถอะ ท้องข้าจะหิวตายอยู่แล้ว"

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นคว้าตัวหงอวี่แล้วเดินกลับบ้าน

   

   เป็นการคว้าตัวจริงๆ หงอวี่ถูกเขาจับคอเสื้อลากกลับไปกินข้าว

   

   เมื่อไป๋เช่ออวิ๋นนั่งลง อาหารก็ถูกยกขึ้นโต๊ะ

   

   ทุกวันจะมีไข่ตุ๋นที่ไม่เคยขาด พร้อมกับหมั่นโถวแป้งขาวลูกอวบอ้วน ตุ๋นเนื้อกระต่าย ผัดผักป่าใส่เนื้อสับ

   

   ผัดผักดองเค็มเพื่อเป็นเครื่องเคียง

   

   "นายอำเภอไป๋ วันนี้อาหารเรียบง่ายสักหน่อย หากท่านไม่รีบร้อน ท่านอาจตรวจตราที่หมู่บ้านตระกูลฉินสักครึ่งวัน ตอนเย็นข้าจะจัดเตรียมสุราและอาหารเลิศรสมาต้อนรับท่านอย่างดี!"

   

   ความหิวในท้องของไป๋เช่ออวิ๋นถูกกระตุ้นด้วยกลิ่นหอมบนโต๊ะ เขายื่นมือคีบผักเข้าปากแล้วกลืนลงไปอย่างรวดเร็ว




จบตอน

Comments