บทที่ 181: ความฝันของนางคือการเป็นปลาเค็ม
หงอวี่มองไปยังไป๋เช่ออวิ๋นที่นั่งอยู่ด้านหลัง คีบอาหารยัดเข้าปากอย่างรวดเร็วราวกับเป็นคนที่ไม่ได้กินข้าวมาสามวันสามคืน ในใจบ่นอุบอิบว่า เจ้าเป็นผีหิวโหยกลับชาติมาเกิดหรืออย่างไร กินเร็วขนาดนี้ ไม่กลัวสำลักตายหรือ!
พูดได้ว่าปากของหงอวี่ นั้นมีอะไรบางอย่างอยู่จริงๆ
อึดใจต่อมาดวงตาของไป๋เช่ออวิ๋นก็เบิกกว้าง อ้าปากค้าง สีหน้าแสดงความทรมานอย่างที่สุด มือตบหน้าอกไปพลางไอไม่หยุด
แม่เฒ่าฉินรีบตักน้ำแกงหนึ่งชามให้เขา ส่วนฉินเหล่าซื่อตบหลังเขาอย่างแรง
เช่ออวิ๋นดื่มน้ำแกงติดต่อกันถึงสามชาม จึงกลืนสิ่งที่ติดคอลงไปได้
"โอ้ นายอำเภอไป๋ เหตุใดท่านจึงกินอย่างรีบร้อนเช่นนี้ หากอาหารไม่พอ ข้าสามารถสั่งให้ไห่ถังทำเพิ่มได้ มีพอแน่นอน"
ไป๋เช่ออวิ๋นจิบน้ำแกงอีกครั้งเพื่อบรรเทาอาการระคายคอ รู้สึกว่าลำคอไม่เจ็บมากแล้วจึงตอบว่า "ข้าไม่ได้กินอาหารดีๆมาเกือบครึ่งเดือนแล้ว ฝีมือของพี่สะใภ้สามช่างวิเศษนัก ข้าอดใจไม่ไหว ทำให้พวกท่านขบขันเสียแล้ว"
"แต่พี่สะใภ้สามแน่ใจหรือว่าไม่ไปทำงานที่ศาลาว่าการ"
เมื่อเห็นไป๋เช่ออวิ๋นทำท่าน่าสงสารเช่นนั้น คนอื่นๆก็หัวเราะไม่หยุด แต่ก็ไม่มีใครตอบคำถามของเขา
หงอวี่ไม่ยอมพลาดโอกาสที่จะเยาะเย้ยนกยูงตัวนี้อย่างแน่นอน
"ฮ่าๆๆ โตขนาดนี้แล้ว แค่กินข้าวยังไม่เป็น ไม่ต้องกินเสียเลยดีกว่า ไปกินลมกินแล้งเสียเถอะ!"
"เสี่ยวชี อย่าเสียมารยาท!" แม่เฒ่าฉินตวาดเสียงดัง
ไป๋เช่ออวิ๋นมองดูท่าทางเจ้าเด็กแสบก็ได้แต่กัดฟันกรอด
เจ้าเด็กบ้า สักวันหนึ่งเขาจะต้องสั่งสอนเจ้าให้หนักเลย แต่ความคิดนี้ก็ได้แต่คิดในใจเท่านั้น เพราะสถานะของเด็กน้อยผู้นี้สูงส่งกว่าเขานัก
เว้นแต่ว่าเขาจะก่อกบฏ มิเช่นนั้นความปรารถนานี้คงยากที่จะเป็นจริงได้ชั่วชีวิต
เล่อเหนียงใช้มือทั้งสองถือน่องไก่ใหญ่แทะกิน สายตากวาดมองไปมาระหว่างไป๋เช่ออวิ๋นกับหงอวี่
พวกเขามีความลับกัน!
การกินข้าวของตระกูลฉินไม่มีกฎเกณฑ์มากมายเหมือนตระกูลใหญ่ เช่นห้ามพูดคุยระหว่างกินข้าว พวกเขากินไปคุยไป จู่ๆก็คุยมาถึงเรื่องของหมู่บ้านต้าไฮว่
"นายอำเภอไป๋ หมู่บ้านต้าไฮว่นี้จะจัดให้ชาวบ้านอื่นๆมาอยู่อีกหรือไม่" ฉินเหล่าซื่อถามด้วยความสงสัย
"ท่านพูดถึงเรื่องนี้ ข้าก็เกือบลืมไปเรื่องหนึ่งแล้ว ทางการตัดสินใจจะรวมหมู่บ้านต้าไฮว่กับหมู่บ้านด้านล่างอีกสองหมู่บ้านเข้าด้วยกันเป็นหมู่บ้านเดียว ข้ามาถามพวกท่านว่า พวกเจ้าเต็มใจจะรับช่วงต่อหมู่บ้านต้าไฮว่ที่ยุ่งเหยิงนั่นหรือไม่"
"หากไม่เต็มใจ ข้าก็จะให้หมู่บ้านต้าหลิวด้านล่างรวมเข้าด้วยกันแทน"
แม่เฒ่าฉินและครอบครัวสบตากัน พวกเขาต่างเห็นความตกใจในตาของกันและกัน
"หมู่บ้านใหญ่ขนาดนี้ ไม่มีแม้แต่สตรีและเด็กเหลืออยู่เลยหรือ"
ไป๋เช่ออวิ๋นกลืนอาหารในปากลงคอแล้วกล่าวว่า "ไม่มี ไม่มีเหลือแม้แต่คนเดียว ทางการตัดสินว่าชาวบ้านหมู่บ้านต้าไฮว่เป็นพวกกบฏ ไม่ว่าจะเป็นผู้อาวุโสที่ถือไม้เท้าหรือทารกที่ยังต้องการนมในเปลก็ถูกเนรเทศทั้งหมด ไม่เหลือแม้แต่คนเดียว!"
แม้แม่เฒ่าฉินจะรู้ความจริงจากฉินฟู่หลินมาก่อนแล้ว แต่เมื่อได้ยินความจริงจากปากของไป๋เช่ออวิ๋นก็อดไม่ได้ที่จะสูดหายใจเฮือกใหญ่
ชาวบ้านในหมู่บ้านหลายร้อยคนถูกมัดเป็นพวงเหมือนตั๊กแตนแล้วถูกเนรเทศไป
ต่อไปนี้หมู่บ้านต้าไฮว่ที่เคยคึกคักก็จะกลายเป็นหมู่บ้านร้าง
"ท่านป้า ท่านยังไม่ได้ตอบคำถามข้าเลยนะ หมู่บ้านของพวกท่านเต็มใจจะรวมกับหมู่บ้านต้าไฮว่เป็นหมู่บ้านเดียวกันหรือไม่"
แม่เฒ่าฉินแสดงสีหน้าลำบากใจ "นายอำเภอไป๋ ท่านถามข้าซึ่งเป็นเพียงสตรี ข้าก็ไม่มีอำนาจตัดสินใจ ท่านควรไปถามหัวหน้าหมู่บ้าน เขาต่างหากที่เป็นผู้มีอำนาจในหมู่บ้านนี้"
"มันไม่ได้มีค่าเหมือนกันหรือ" ไป๋เช่อตอบอย่างไม่ใส่ใจ
"อย่างไรเสีย หัวหน้าหมู่บ้านก็ฟังคำของท่านอยู่แล้ว..."
เล่อเหนียงฟังเสียงหัวเราะและพูดคุยบนโต๊ะอาหาร ศีรษะน้อยๆของนางก็พยักเพยิดไปมา ท่าทางพร้อมจะหลับได้ทุกเมื่อ
วันนี้นางตื่นเช้าเกินไป ตอนนี้เพิ่งผ่านเลยเที่ยงไปหมาดๆ นางก็เริ่มรู้สึกง่วงนอนเสียแล้ว
แม่เฒ่าฉินเห็นสภาพเช่นนั้นก็รีบกินข้าวในชามให้หมดอย่าง แล้วกล่าวขอโทษกับไป๋เช่ออวิ๋น ก่อนจะอุ้มเล่อเหนียงกลับไปที่ห้องข้าง
นางวางเล่อเหนียงลงบนเตียงเตา ตักน้ำมาหนึ่งอ่างเช็ดทำความสะอาดมือน้อยและใบหน้าอวบอ้วนของหลานสาวอย่างละเอียด
หงอวี่ตามเข้ามาด้วย เขาล้างมือในอ่างอย่างรู้หน้าที่ ถอดรองเท้าและถุงเท้า แล้วปีนขึ้นไปนอนบนเตียงอย่างเป็นธรรมชาติ
เขาก็ง่วงเหมือนกัน เขาต้องการนอนเป็นเพื่อนภรรยา!
เล่อเหนียงเพิ่งหลับไปจิตสำนึกของนางก็เข้าไปในพื้นที่มิติ
นางมองเห็นภูเขาและป่าที่โล่งเตียน ไก่ เป็ดที่วิ่งพล่านไปทั่วพื้นก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที นางต้องการใครสักคนมาช่วยจัดการพื้นที่มิติที่ยุ่งเหยิงนี้อย่างเร่งด่วน
ช่วงเวลาที่ผ่านมา เมื่อใดที่นางมีเวลาว่างก็จะลากพี่เจ็ดของนางมาช่วยกันคิดว่าก่อนหน้านี้พวกเขาเข้าไปได้อย่างไร
ตอนนี้นางอยากจะลากหงอวี่เข้ามาเพื่อใช้แรงงาน แต่น่าเสียดายที่คิดมานานแล้วก็ยังไม่รู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน
ลูกแพะทางนี้ ลูกไก่ทางโน้น เมื่อเห็นนางเข้ามาก็เหมือนเห็นอาหารอันโอชะ ทั้งหมดวิ่งพรูเข้ามาหานาง
ฉินเยาเยาตกใจรีบขนอาหารสัตว์หนึ่งถุงและผักกาดขาวหลายหัวออกมาจากคลังโยนไปให้พวกมัน จึงดึงความสนใจของพวกมันไปได้
นางมองดูภูเขาและป่าที่โล่งเตียนก็ยังคงใช้วิธีเก่าๆ นำเมล็ดมันเทศที่งอกแล้วมาหั่นเป็นชิ้นๆด้วยเครื่องหั่น จากนั้นก็โปรยลงบนพื้นที่ภูเขาราวกับโปรยดอกไม้ ปล่อยให้พวกมันเติบโตอย่างอิสระ
ในสวนก็ไม่มีผักแล้ว นางต้องรีบปลูกอย่างรวดเร็ว
เล่อเหนียงล่องลอยไปที่คลังอีกครั้ง นำเมล็ดผักกาดขาวมาหลายห่อ เมล็ดพริกหนึ่งห่อเล็ก เมล็ดมะเขือเทศหนึ่งห่อเล็ก และเมล็ดแตงกวากับฟักทองอีกหนึ่งห่อเล็ก
นางมีฟันขึ้นแล้วและตอนนี้ก็เดินได้สองสามก้าว พอถึงเวลาเก็บเกี่ยวผักพวกนี้ นางก็จะได้อิ่มหนำสำราญ
โดยเฉพาะแตงกวา กินสดๆ กรอบอร่อยที่สุด เหมาะสำหรับเป็นอาหารว่างสำหรับเดือนอายุหนึ่งปีอย่างนางแล้ว นอกจากนี้ยังมีมะเขือเทศอีกด้วย นานมากแล้วที่นางไม่ได้กินมะเขือเทศผัดไข่
แต่ในราชวงศ์นี้ไม่มีมะเขือเทศเหล่านี้ นางจำเป็นต้องกินอย่างลับๆในพื้นที่มิติเท่านั้น ไม่สามารถนำออกไปข้างนอกได้
หลังจากปลูกผักเสร็จแล้ว นางก็ไปบริเวณแปลงสมุนไพรอีกครั้ง
ในแปลงสมุนไพร โสมและเหอโส่วอูเติบโตอย่างอุดมสมบูรณ์ ยังมีเห็ดหลินจือ และดอกสายน้ำผึ้งอีกด้วย
เพียงแต่ตอนนี้ที่บ้านยังไม่จำเป็นต้องให้นางนำสิ่งเหล่านี้ออกไปขาย จึงไม่ได้เก็บพวกมันออกมา ปล่อยให้มันเติบโตอย่างอิสระต่อไปอีกระยะหนึ่ง
นางไปที่ซุ้มองุ่นอีกครั้ง องุ่นบนซุ้มสุกจนเป็นสีดำแล้ว องุ่นเป็นผลไม้ที่อร่อยที่สุด
เก็บองุ่นลงมาแล้วใส่ในตู้เย็น แช่เย็นประมาณหนึ่งชั่วโมง กัดทีเดียวน้ำก็พุ่งออกมา องุ่นหวานเย็นฉ่ำ ในสภาพอากาศร้อนของ เมืองหลวงแบบนี้ กินสักคำก็ช่วยให้เย็นสบายถึงขั้วหัวใจได้
พูดถึงตู้เย็นนางก็เกิดความคิดใหม่ขึ้นมาอีก แต่ความคิดนี้ถูกพับเก็บไว้อย่างรวดเร็ว
สาเหตุหลักคือนางยังพูดไม่ได้แม้แต่ประโยคเดียว แม้นางจะรู้วิธีทำ แต่สำหรับร่างกายเล็กๆของนางในตอนนี้ อย่าว่าแต่ทำของอร่อยเลย แค่ยกชามข้าวก็ยังยกได้ไม่มั่นคง
ตอนนี้จึงควรเป็นปลาเค็มอย่างสงบเสงี่ยมดีกว่า อย่างน้อยก็ขอให้นางได้พักผ่อนสบายๆสักสองปีก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที
บทที่ 182: ใบหน้าบูดบึ้งของหงอวี่
วันหนึ่งหมู่บ้านตระกูลฉินเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น นายอำเภอไป๋ตัดสินใจรวมหมู่บ้านต้าไฮว่และหมู่บ้านตระกูลฉินเข้าด้วยกันเป็นหมู่บ้านเดียว โดยให้หัวหน้าหมู่บ้านของหมู่บ้านตระกูลฉินเป็นผู้จัดการและจัดสรรที่อยู่อาศัยให้ผู้คน
“พี่ชุนหลาน นายอำเภอไป๋คิดอะไรอยู่ เหตุใดจึงรวมหมู่บ้านต้าไฮว่กับพวกเราเป็นหมู่บ้านเดียว เดิมทีก็ดูแลหมู่บ้านของเราไม่ทั่วถึงแล้ว”
ฉินฟู่หลิน แม่เฒ่าฉิน รวมถึงหนุ่มน้อยในหมู่บ้านอีกสองสามคน เดินเตร่พลางบ่นไปด้วยในหมู่บ้านต้าไฮว่
แม่เฒ่าฉินไม่รู้สึกอะไรมากนัก เพราะหน้าที่นี้ไม่ใช่ของนางอยู่แล้ว
“ฟู่หลิน ทุกเรื่องย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสียการรวมหมู่บ้านต้าไฮว่เข้ากับหมู่บ้านตระกูลฉินของพวกเราอาจยุ่งยากบ้าง แต่ก็มีข้อดีนะ เจ้าดูผืนนาและป่าเขาอุดมสมบูรณ์เพียงใด รีบจัดการให้ดีแล้วพวกเราจะได้มีผลผลิตมากขึ้น”
ฉินฟู่หลินพยักหน้าเห็นด้วยกับเหตุผลนี้ เพียงแต่ตอนนี้การแบ่งที่ดินเหล่านี้เป็นปัญหาใหญ่
นายอำเภอไป๋นี่ก็แปลก คิดจะจัดการเช่นนี้ก็จัดการเช่นนี้หรือ มอบหมายทุกอย่างให้เขาจัดการ เขาไม่ใช่นายอำเภอนะ จะรู้ได้อย่างไรว่าควรจัดสรรอย่างไร
เล่อเหนียงอยู่ในอ้อมกอดของแม่เฒ่าฉิน มองไปรอบๆด้วยความสงสัย ต้องยอมรับว่าวิธีการของนายอำเภอไป๋นั้นรุนแรงจริงๆ ไม่เพียงแต่เนรเทศผู้คนทั้งหมู่บ้าน ยังรวมหมู่บ้านนั้นเข้ากับหมู่บ้านตระกูลฉินอีก
เมื่อพวกเขาเดินทางมาถึงท้ายหมู่บ้าน ตอนที่เห็นกองสิ่งของสีขาวที่วางอยู่ในพุ่มไม้ ดวงตาของเล่อเหนียงก็เปล่งประกายขึ้นทันที
นางดิ้นขลุกขลักอยากจะลงไปดูให้รู้แน่ชัด!
"หลานรักของย่า เจ้าช้าหน่อยเถอะ!"
เพราะเล่อเหนียงดิ้นรนอย่างรุนแรง แม่เฒ่าฉินเกือบจะอุ้มนางไว้ไม่อยู่ จึงวางนางลงบนพื้น
ทันทีที่เท้าของนางแตะพื้น นางก็เดินโซเซไปทางกองหินสีขาวนั้น
หงอวี่รีบจับมือนางพาเดินไปอย่างช้าๆ
เมื่อนางมองเห็นกองสิ่งของสีขาวนั้นอย่างชัดเจนก็ตื่นเต้นจนคอแดงก่ำ
ดินประสิว!
มันคือดินประสิวจริงๆ!
ทำไมที่นี่ถึงมีดินประสิวมากมายเช่นนี้
ต้องรู้ก่อนว่าดินประสิวนั้นเป็นของดี ท่ามกลางฤดูร้อนอันร้อนระอุ มันเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ในการทำน้ำแข็ง
นอกจากทำน้ำแข็งแล้ว ยังสามารถใช้ทำดินปืนและรักษาโรคได้อีกด้วย
“เอ๊ะ นี่มันอะไรกัน เหตุใดกลิ่นของมันถึงแปลกๆเหล่า”
ฉินฟู่หลินมองด้วยสายตารังเกียจพลางสูดดมกลิ่น หินก้อนนี้คงไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาขุดมาจากส้วมกระมัง
ทำไมถึงมีกลิ่นคล้ายส้วมเช่นนี้
“ท่านย่า ข้าต้องการ!”
เล่อเหนียงเอ่ยออกมา ทำให้บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัดลงในทันที
แม่เฒ่าฉินทำหน้าไม่อยากเชื่อพลางแคะหู “หลานรัก เจ้าเพิ่งพูดกับข้าใช่หรือไม่”
เล่อเหนียงกลอกตา ที่นี่นอกจากท่านแล้วข้ายังมีย่าคนที่สองด้วยหรือ
แม่เฒ่าฉินตื่นเต้นจนเดินวนไปวนมา
นางไม่ได้ฟังผิดใช่หรือไม่ หลานสาวของนางพูดได้แล้ว และพูดออกมายาวเลยทีเดียว
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคำแรกที่นางเอ่ยปากคือคำว่าท่านย่า
“ท่านย่า เล่อเหนียงอยากได้ก้อนหินพวกนี้!”
หงอวี่เพิ่งรู้สึกว่าของกองนี้ดูคุ้นตา เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน คราวนี้เขาจำได้แล้ว ก้อนหินกองนี้ไม่ใช่ของที่ใช้ปลูกดอกในกินแดนเซียนหรอกหรือ
เหตุใดถึงมาปรากฏที่นี่ได้
“ให้ ให้ ขอจะให้พ่อเจ้ามาแบกกลับบ้านเดี๋ยวนี้” แม่เฒ่าฉินรับปาก อย่าว่าแต่ขอก้อนหินเก่าๆเลย ต่อให้ขอชีวิตของนาง นางก็จะให้อย่างไม่ลังเลเลย ยิ่งกว่านั้นตอนนี้มันเป็นเพียงกองหินเก่าๆเท่านั้น
แม่เฒ่าฉินสั่งให้ฉินเหล่าซื่อขนก้อนหินทั้งหมดกลับบ้าน จากนั้นก็เดินเที่ยวชมหมู่บ้านต้าไฮว่กับฉินฟู่หลินต่อ
พวกเขามองไปที่ทุ่งนาอุดมสมบูรณ์ที่เชิงเขาอย่างงุนงง ทุ่งนาในหมู่บ้านต้าไฮว่มีมากกว่าหมู่บ้านตระกูลฉิน และเป็นนาดำทั้งหมด นับว่าหาได้ยาก เพียงแต่ตอนนี้จะแบ่งสรรอย่างไรยังเป็นปัญหาอยู่
แต่ความสนใจของฉินเยาเยาไม่ได้อยู่ที่ที่นา ความสนใจทั้งหมดของนางอยู่ที่สิ่งสีเขียวที่เชิงเขานั่น
หากนางไม่ได้จำผิดนั่นคือต้นกระบองเพชรใช่หรือไม่
แปลกนัก หมู่บ้านต้าไฮว่จะมีต้นกระบองเพชรได้อย่างไร แต่เมื่อเห็นต้นกระบองเพชร นางก็นึกถึงวิธีหาเงินที่ยอดเยี่ยมขึ้นมาได้
นางสามารถเลี้ยงครั่งได้
ครั่งเป็นสิ่งสำคัญในการทำชาด
ลุงรองสอนหนังสือในหมู่บ้าน มีรายได้หนึ่งตำลึงเงินต่อเดือน
ป้าสะใภ้สามกับลุงสามเร่ขายขนมตามท้องถนน มีรายได้แน่นอนทุกเดือน
บิดาของนางกับอาฮั่นหลินรับจ้างคุ้มกันสินค้าและขายหนังสัตว์ก็มีรายได้เช่นกัน
มารดาของนางตอนนี้ช่วยเจ้าของร้านผ้าในอำเภอปักผ้า คิดค่าจ้างตามชิ้นงาน มีรายได้หลายตำลึงต่อเดือน
ตอนนี้ในบ้านมีเพียงครอบครัวของอาเฉิงอันที่ไม่มีรายได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาสะใภ้ แม้ว่านางจะไม่ได้ใจแคบ แต่เมื่อเห็นทุกคนในบ้านต่างมีงานทำของตัวเอง ทุกคนต่างมีรายได้ ในใจของนางก็ยังรู้สึกด้อยอยู่ดี
ส่วนที่หมู่บ้านต้าไฮว่นี้มีต้นกระบองเพชรปรากฏอยู่ แสดงว่าที่ดินแถบนี้เหมาะสำหรับปลูกกระบองเพชร หากเลี้ยงกระบองเพชรได้ ก็จะสามารถเลี้ยงครั่งได้ด้วย ถึงเวลานั้นจะเอาวิธีทำชาดออกมาจากพื้นที่มิติแล้วมอบให้หลิวซิ่วเถา ด้วยวิธีนี้หลิวซิ่วเถาก็จะมีงานทำ เมื่อมีงานทำก็จะสามารถหาเงินได้ ต่อไปนางก็จะไม่ต้องรู้สึกด้อยเช่นนี้อีก
เมื่อตัดสินใจแล้วก็ตั้งใจจะยื่นมือออกไปเด็ดใบกระบองเพชรมาหนึ่งแผ่นเพื่อนำไปเลี้ยงในห้วงมิติ
“เล่อเหนียง มันมีหนาม!”
เสียงห้ามของแม่เฒ่าฉินดังขึ้น แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ทันแล้ว มือเล็กของนางเพิ่งแตะต้องกระบองเพชร ก็ร้องโอ๊ยออกมาทันที
นางลืมไปว่ากระบองเพชรมีหนาม
อุ้งมือเล็กอวบของนางมีนิ้วมือห้านิ้ว แต่ถูกแทงไปแล้วสามนิ้ว
เรื่องนี้ทำให้นางเจ็บจนน้ำตาไหลพราก ชูมือเล็กขึ้นมองท่านย่าด้วยดวงตาคลอไปด้วยน้ำตา
แม่เฒ่าฉินก็รู้สึกเจ็บปวดใจยิ่งนัก ท่านอุ้มเล่อเหนียงขึ้นมาแล้วหาที่นั่งลง ค่อยๆถอนหนามออกจากมือของนางอย่างระมัดระวัง
“เจ้าช่างน่าเอ็นดูเสียจริง ทำไมไม่ทำอย่างอื่นเล่า ต้องไปแตะต้องสิ่งที่มีหนามด้วย ดูสิ เจ็บแล้วใช่ไหมเล่า” แม่เฒ่าฉินพูดพลางค่อยๆถอนหนามออกจากมือของเล่อเหนียงอย่างระมัดระวัง
หงอวี่มองปากของเล่อเหนียงที่บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด แล้วหมุนตัวคว้าขวานออกไปข้างนอก
เจ้าต้นไม้บ้า เจ้ากล้าทำร้ายเล่อเหนียง เจ้าต้องไม่ตายดี
หงอวี่คิดในใจ “ข้าจะให้เจ้าตายตั้งแต่เจ้าก็ไม่มีทางรอดได้”
“อย่า” เล่อเหนียงเห็นเด็กน้อยถือขวานก็รู้ว่าเขาจะทำอะไร จึงรีบร้องห้ามทันที
“อย่า อย่า”
เล่อเหนียงเห็นหงอวี่ยังทำท่าจะฟันต้นกระบองเพชร รีบดิ้นออกจากอ้อมกอดของแม่เฒ่าฉินยื่นมือให้หงอวี่อุ้ม
หงอวี่มองแล้วก็โยนขวานทิ้งทันที รีบเข้าไปอุ้มเด็กอ้วนน้อยไว้
เมื่อเห็นหงอวี่ทำหน้าบึ้งตึง เล่อเหนียงก็รีบกอดหัวเขาแล้วหอมแก้มเขาหลายที จนสีหน้าเขาเปลี่ยนจากหม่นหมองเป็นสดใส
เมื่อพวกเขากลับไป หงอวี่ก็ยังคงถือมีดไปตัดใบกระบองเพชรมาสองสามใบแล้วใช้เชือกหญ้าร้อยเข้าด้วยกัน
บทที่ 183: ไป๋เช่ออวิ๋นคนโดดเดี่ยว
เมื่อกลับถึงบ้าน แม่เฒ่าฉินก็รีบหยิบยาผงที่หลี่อันเก็บไว้ออกมา แล้วทาให้ทั่วนิ้วมือที่ถูกกระบองเพชรทิ่มแทง
หลังจากที่แม่เฒ่าฉินทายาให้นิ้วมือของนางเสร็จ ฉินเยาเยาก็หาวแล้วจมลงสู่ห้วงนิทรา
ก่อนนอน นางไม่ลืมที่จะนำกระบองเพชรไม่กี่ชิ้นนั้นเข้าไปในพื้นที่พิเศษ
ทันทีที่เล่อเหนียงเข้าไปในพื้นที่พิเศษ ก็แทบจะถูกเป็ดที่บินมาพุ่งชนเข้าอย่างจัง
นางรีบขนอาหารสัตว์หนึ่งถุงออกมาจากโกดัง พร้อมกับโยนผักกาดขาวไปให้อีกไม่กี่หัว
พวกสัตว์เหล่านี้ เมื่อกินอิ่มดื่มเต็มที่แล้วก็ไม่ติดตามเล่อเหนียงผู้เป็นเจ้าของอีกต่อไป
เล่อเหนียงรีบนำกระบองเพชรไม่กี่ชิ้นนั้นใส่ลงในจานเพาะเลี้ยง
นางต้องการใช้ประโยชน์จากฟังก์ชันในพื้นที่พิเศษ เพื่อเพาะพันธุ์กระบองเพชรคุณภาพสูง ด้วยวิธีนี้การเลี้ยงครั่งก็จะไม่มีโรคระบาดรุนแรงเกินไป
ในบ้าน ท่านอาและท่านพ่อล้วนเป็นถงเซิง พี่ชายหลายคนก็เป็นถงเซิง ส่วนพี่ชายที่เหลืออีกไม่กี่คนปีหน้าก็ต้องไปเรียนหนังสือแน่นอน ค่าใช้จ่ายในบ้านย่อมต้องมากขึ้นเป็นธรรมดา
ส่วนในบ้าน บิดาของนางและอาฮั่นหลินออกไปคุ้มกันขบวนสินค้า มารดาปักผ้า ป้าสะใภ้สามทำอาหาร อาจกล่าวได้ว่าครอบครัวของนางมีทุกอย่างครบถ้วนแล้ว เว้นแต่เพียงวิธีหาเงินก้อนใหญ่เท่านั้น
ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใด สตรีล้วนรักความงาม และชาดเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันของพวกนาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับภรรยาและธิดาของตระกูลผู้มั่งคั่ง
นางสามารถจินตนาการได้แล้วว่าลิปสติกที่เขาผลิตขึ้นมานั้น เมื่อออกวางจำหน่ายจะสร้างความฮือฮามากเพียงใด
พี่สาวสายลมฤดูใบไม้ร่วงโบยบินวนเวียนอยู่บนท้องฟ้าหลายรอบ นำพาความเย็นสบายมาเล็กน้อย พร้อมกับฤดูกาลใหม่
วันนี้เป็นหนึ่งในเทศกาลสำคัญที่สุดของปี นั่นคือเทศกาลไหว้พระจันทร์ หรือเรียกอีกชื่อว่าเทศกาลรวมญาติ
ในช่วงเที่ยงวัน ทุกครัวเรือนในหมู่บ้านตระกูลฉิน ต่างเริ่มยุ่งวุ่นวาย ผู้ที่มีฝีมือจะเริ่มทำขนมไหว้พระจันทร์หรือขนมกลมง่ายๆตั้งแต่เช้าตรู่ ส่วนผู้ที่ไม่มีฝีมือก็จะใช้เงินหลายร้อยอีแปะซื้อขนมจากอำเภอ มาให้เด็กๆในบ้านได้ลิ้มลอง
ส่วนสือไห่ถังนั้นเป็นผู้มีฝีมือ พวกเขาได้ทำขนมหลากหลายชนิดเสร็จเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันก่อนเทศกาลไหว้พระจันทร์
ในวันเทศกาลไหว้พระจันทร์ พวกเขาผลักรถบรรทุกขนมที่ทำเสร็จแล้วเข้าไปในเมืองตั้งแต่เช้าตรู่
ฝีมือของเขาดีมาก ขนมที่ทำออกมามีรูปทรงงดงามเหมือนจริง ราคาก็ค่อนข้างถูก พวกเขาเพิ่งมาถึงได้ไม่นาน ขนมที่นำมาก็ถูกขายหมดเกลี้ยงแล้ว!
โดยปกติแล้วเมื่อการค้าขายดีเช่นนี้ พวกเขายังสามารถกลับบ้านได้อีกรอบ แต่วันนี้เป็นวันพิเศษ หลังจากขายขนมหมดแล้วพวกเขาจึงรีบกลับบ้านทันที
ที่บ้าน แม่เฒ่าฉินนั่งอยู่ใต้ชายคา กำลังเด็ดผักไปพลางมองดูหงอวี่พาเล่อเหนียงเดินไปมา ส่วนอีกด้านหนึ่ง เสี่ยวอู่กับเสี่ยวลิ่ว สองคนแอบซ่อนตัวอยู่หลังชายคา มองดูเสี่ยวชีเจ้าตัวแสบคนนี้ประคองน้องสาวเดิน ในใจรู้สึกแค้นเคืองจนอยากขบฟันกรอด
น้องสาวของพวกเขา!
ทำไมไม่ให้พวกเราอุ้มล่ะ!
แต่ถึงแม้จะให้พวกเขาอุ้ม พวกเขาก็ไม่กล้าอุ้มหรอก ก่อนหน้านี้พวกเขาสองคนทำน้องสาวหล่นเพราะความซุกซน พวกเขาก็รู้สึกผิดมาจนถึงตอนนี้
ลิ่งอวี่ ลิ่งเฟิง และลิ่งหมิง ที่เรียนอยู่ในสำนักศึกษาก็กลับมาพักผ่อนแล้ว
เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่ว เห็นพี่ชายคนโตกลับมาก็ไม่สนใจหงอวี่อีกต่อไป พากันวิ่งเข้าไปหาพร้อมกัน ร้องขอให้พี่ชายให้ขนม
โชคดีที่ฉินลิ่งอวี่เตรียมพร้อมมาก่อนแล้ว ซื้อลูกอมเม็ดสนมาหนึ่งห่อ พอเห็นน้องชายสองคนที่ชอบเกาะแกะ เขาก็หยิบลูกอมมาหนึ่งกำใส่มือพวกเขาทันที แล้วไล่ให้ไปเล่น
"ลิ่งอวี่ กลับมาแล้วหรือ ที่สำนักศึกษาลำบากไหม? มีขาดน้ำหรืออาหารหรือเปล่า? ข้าเห็นเจ้าผอมลงเมื่อไม่นานมานี้"
แม่เฒ่าฉินดึงหลานชายคนโตเข้ามา มองสำรวจทั่วร่างจนแน่ใจว่าเขาไม่ได้ผอมลง จึงค่อยถอนหายใจอย่างโล่งอก
ส่วนลิ่งหมิงกับพี่ชายเฟิง สองคนนี้ไม่รู้ว่าไปกินอะไรมาที่สำนักศึกษาถึงกับอ้วนขึ้น และไม่ใช่แค่อ้วนขึ้นนิดหน่อยด้วย
พี่ชายเฟิงกับลิ่งหมิง ทั้งสองคนก็นั่งลงคุยกับย่า พร้อมกับแกล้งน้องสาวไปด้วย
แต่ทว่า เล่อเหนียงหาได้ตามใจพวกเขาไม่ นางปัดมือของเขาออก แล้วลุกขึ้นเองอย่างโงนเงน เดินคลำหาไปทั่ว
"อ้าว เล่อเหนียง เดินได้แล้วหรือ"
ฉินลิ่งเฟิงร้องอย่างประหลาดใจ
ทำไมกัน?
ทำไมน้องสาวบ้านคนอื่นเพิ่งหัดเดินถึงได้น่ารักนัก?
แต่น้องสาวของนางเดินเหมือนห่านขาวตัวอ้วนใหญ่ ดูตลกเสียจนไม่รู้จะตลกอย่างไรดี
ขณะนั้น กลิ่นหอมโชยมาจากครัวดึงดูดเด็กๆครึ่งโหลรวมทั้ง เล่อเหนียงที่เพิ่งหัดเดินไปยังห้องครัว พวกเขานั่งยองๆอยู่หน้าประตู จ้องมองร่างที่กำลังวุ่นวายของป้าสามอย่างตาเป็นประกาย
สือไห่ถังเพิ่งออกมาก็เห็นเหล่า หัวไชเท้าน้อยนั่งยองๆอยู่หน้าประตูพร้อมกัน ดวงตาเล็กๆนั้นดูราวกับลูกไก่ที่รอคอยอาหารอย่างกระหาย
สือไห่ถังอดขำไม่ได้ นางส่ายหน้าแล้วยกจานขนมออกมาจากเตา
สายตาของเหล่าหัวไชเท้า น้อยจับจ้องอยู่ที่จานขนมในพริบตา ขนมไปทางไหน พวกเขาก็วิ่งตามไปทางนั้น
"มาเถิด เจ้าตัวน้อยขี้ตะกละทั้งหลาย มากินขนมรองท้องกันก่อน อีกประเด็จก็จะได้เวลากินข้าวแล้ว อย่ากินมากเกินไปล่ะ"
"ทราบแล้ว ป้าสะใภ้สาม"
"ทราบแล้ว ท่านแม่"
"อา!"
เด็กน้อยหัวไชเท้าหลายคนพร้อมใจกันตอบรับ จากนั้นก็คว้าขนมคนละสองชิ้นแล้ววิ่งไปนั่งแทะกินอย่างช้าๆที่มุมหนึ่ง
เล่อเหนียงรู้สึกว่าการนั่งยองๆ กินขนมกับพี่ชายทั้งหลายนั้นไม่เหมาะกับกิริยาของสตรี
ดังนั้นนางจึงลุกขึ้นอย่างเด็ดขาด แล้ววิ่งไปนั่งยองๆที่มุมอื่น ค่อยๆแทะกินอย่างช้าๆ
ในเทศกาลรวมญาติที่ทุกคนร่วมฉลองกันนี้ กลับมีคนมาเยือนบ้านตระกูลฉิน
"โอ้ ท่านป้า ข้าเพิ่งมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้านก็ได้กลิ่นอาหารหอมๆจากบ้านของพวกเจ้าเสียแล้ว ทำเอาน้ำลายข้าไหลเชียว"
ไป๋เช่ออวิ๋นยิ้มพลางก้าวเข้าประตูใหญ่บ้านตระกูลฉิน
หงอวี่เห็นเขาปุ๊บก็กลอกตาใส่เขาทันที
นกยูงหนุ่มแค่ขอร้องข้า ให้ข้ากับเขาสองคนอยู่ด้วยกันดีๆ แต่ไม่ได้บอกว่าข้าจะกลอกตาใส่เขาไม่ได้
"แล้วนายอำเภอไป๋ เหตุใดจึงมาที่นี่ในเวลานี้?"
แม่เฒ่าฉินเดินออกไปต้อนรับด้วยสีหน้าประหลาดใจ
ตามหลักแล้ว ในเทศกาลรวมญาติเช่นนี้ นายอำเภอไป๋ไม่ควรกลับบ้านไปฉลองกับครอบครัวหรอกหรือ?
เหตุใดจึงออกมาในเวลานี้?
"ท่านป้าขอรับ บิดาของข้าขับไล่ข้าออกมา ตอนนี้ข้าเป็นคนโดดเดี่ยวแล้ว ขอความเมตตารับข้าไว้ด้วยเถิด!" ไป๋เช่ออวิ๋นกล่าวอย่างซุกซน
ไป๋เช่ออวิ๋นรู้สึกแปลกใจกับตัวเองเช่นกัน เขามักจะอยากวิ่งไปที่หมู่บ้านตระกูลฉินทุกครั้งที่มีเวลาว่าง
อุ้มเด็กอ้วนคนคนนั้น แล้วยังได้แหย่องค์ชายผู้หยิ่งทะนงคนหนึ่ง ชีวิตช่างมีความสุขเหลือเกิน
"โอ้ เกิดอะไรขึ้นหรือ?"
แม่เฒ่าฉินพอได้ยินว่าไป๋เช่ออวิ๋น ถูกครอบครัวไล่ออกมา ก็รีบถามด้วยความกังวลว่า
ต้องรู้ไว้ว่า ตามกฎหมายของต้าหนิง ผู้ที่ถูกขับออกจากบ้านไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ครอบครัวทั่วไปจะไม่แต่งงานกับคนที่ถูกขับออกจากบ้านเด็ดขาด แม้แต่ชาวบ้านธรรมดาก็จะไม่จ้างคนประเภทนี้ทำงาน
เมื่อได้ยินความห่วงใยในคำพูดของ แม่เฒ่าฉิน หัวใจที่เย็นชาของ ไป๋เช่ออวิ๋น ในตอนนี้กลับมีร่องรอยของการละลาย
"โอ้ ท่านป้า ข้าแค่พูดเล่นกับท่าน ทำไมท่านถึงเชื่อจริงๆเล่า"
"บิดามารดาของข้าออกไปข้างนอกกันหมดแล้ว ในบ้านนอกจากสาวใช้และหญิงชราที่คอยกวาดถูก็ไม่มีใครอื่นแล้ว ข้าเลยมาหาท่านป้าเพื่อขออาศัยกินข้าวสักมื้อ ท่านป้าคงไม่รังเกียจนะ"
"ไม่รังเกียจหรอก เจ้ากินให้เต็มที่เลย!"
บทที่ 184: วาดเต่าบนตัวเขา
ในขณะที่พวกเด็กๆกำลังเล่นสนุกกัน อาหารก็ทำเสร็จอย่างรวดเร็ว
ฉินเหล่าซื่อนำโต๊ะบูชาออกมา วางของไหว้และจุดธูป
นี่เป็นประเพณีของพวกเขา ทุกครั้งที่มีเทศกาลหรือวันสำคัญของครอบครัว พวกเขาจะจุดธูปบอกกล่าวบรรพบุรุษ และเชิญท่านรับประทานก่อนเป็นคนแรก
หลังจากจุดธูปเสร็จ ท่ามกลางเสียงประทัดที่ดังสนั่น อาหารมื้อรวมญาติก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ
นี่เป็นเทศกาลไหว้พระจันทร์ครั้งแรกหลังจากที่พวกเขามาถึงหมู่บ้านตระกูลฉิน ดังนั้นสือไห่ถังและสวี่ซิ่วอิงจึงทุ่มเทอย่างเต็มที่ จัดเตรียมอาหารมากมายบนโต๊ะ
สุภาษิตกล่าวว่า "ไม่มีไก่ก็ไม่เป็นงานเลี้ยง" ดังนั้นไก่ต้มจึงเป็นอาหารที่ขาดไม่ได้บนโต๊ะ
เล่อเหนียงจับปลาเฉาสองตัวอ้วนพีออกมาจากมิติพิเศษ สือไห่ถังนำปลาตัวหนึ่งมาแล่กระดูกออก สับเนื้อปลาเป็นชิ้นเล็กๆ ปั้นเป็นลูกชิ้นปลา แล้วต้มกับเห็ดสดเป็นซุปลูกชิ้นปลาที่หอมอร่อยเหลือเกิน
ส่วนปลาอีกตัวหนึ่ง นางสับเป็นชิ้นๆ แล้วทอดในน้ำมันพืช จากนั้นใส่ผักดองที่นางดองเองลงไปตุ๋น อาหารจานเด็ดอย่างปลาผัดผักดองก็เสร็จพร้อมเสิร์ฟอย่างรวดเร็ว
เนื้อหมูก็ขาดไม่ได้เช่นกัน นางหั่นเนื้อหมูสองชั่ง ใส่เกลือแช่น้ำไว้ครึ่งชั่วยาม แล้วนำขึ้นมาล้างน้ำเย็นและหั่นเป็นแผ่นบางๆ จานหมูต้มราดน้ำจิ้มกระเทียมก็พร้อมเสิร์ฟบนโต๊ะแล้ว
ปลาผัดผักดองมีรสจัดเกินไป คุณปู่บ้านข้างๆ บางคนมีปัญหาเรื่องกระเพาะ ไม่สามารถรับประทานปลาผัดผักดองได้ สือไห่ถังจึงสั่งให้ฉินเหล่าซานไปแลกถั่วมาสองก้อน แล้วนำหัวปลาที่เหลือมาต้มเต้าหู้เป็นซุปหัวปลาเต้าหู้ที่หอมอร่อยให้คุณปู่และคุณป้าทั้งหลาย
ผักเขียวเป็นสิ่งจำเป็น เด็ดผักกาดป่าจากภูเขามาหนึ่งกำมือ หั่นเนื้อไม่ติดมันมาเล็กน้อย สับให้ละเอียด แล้วผัดรวมกับผักกาด
บรรดาบุรุษในครอบครัวล้วนชอบดื่มสุราในยามเทศกาล แน่นอนว่าย่อมขาดกับแกล้มไม่ได้
ฟ้ายังไม่สางฉินเหล่าซานและฉินเหล่าซื่อ ตั้งใจไปบ้านคนขายเนื้อ ซื้อหัวหมู ขาหมู และเครื่องในทั้งหมดกลับมา
สือไห่ถังตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อนำหัวหมู ขาหมู และเครื่องในหมูที่ล้างสะอาดแล้วไปต้มในหม้อ ตอนนี้พอดีได้ที่แล้ว
คั่วถั่วลิสงมาหนึ่งจาน หั่นเนื้อหัวหมูมาหนึ่งจานใหญ่ เพื่อเป็นกับแกล้มให้บรรดาผู้อาวุโส
ฉินเหล่าซื่อและคนอื่นๆ เห็นว่าอาหารพร้อมแล้ว จึงไปเหล่าหลายเล่อเพื่อพยุงบรรดาผู้อาวุโสและคุณป้าที่กำลังแอบทำอาหารกินเองอยู่ให้มาร่วมโต๊ะ
"ชนแก้ว!"
เสียงแก้วกระทบกันดังขึ้น การรับประทานอาหารฉลองวันรวมญาติเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว
คนอื่นๆล้วนเคยกินเนื้อต้มฝีมือของ สือไห่ถังมาก่อนแต่ไม่เคยรู้สึกประทับใจเท่าครั้งนี้ ทว่าไป๋เช่ออวิ๋นเพิ่งได้ลิ้มลองเป็นครั้งแรก
เขาเพียงแค่ชิมนิดหน่อย แต่แล้วก็หยุดไม่ได้อีกเลย เนื้อต้มทั้งจานแทบจะเข้าไปอยู่ในท้องของเขาหมด
"ฮือๆๆ พี่สะใภ้สาม เนื้อนี้อร่อยเหลือเกิน ข้าไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าของพวกนี้ที่ดูน่ากินยากนักแท้ๆ กลับทำให้อร่อยได้ถึงเพียงนี้ ข้ารู้สึกว่าที่ผ่านมาข้าเอาของพวกนี้ไปให้สุนิขกินหมด ช่างเสียดายของดีเหลือเกิน"
สือไห่ถังยิ้มน้อยๆ แล้วไปตักขาหมูต้มที่เตาออกมาอีกชาม นางไม่ได้สับหรือหั่นเป็นชิ้น แต่นำออกมาทั้งขาแบบนี้
อย่างไรเสียพวกนางก็กินกันเกือบอิ่มแล้ว ช่วงหลังก็เป็นพวกนี้ละ ถึงเวลาที่ผู้อาวุโสจะดื่มสุราและเล่นเกมทายนิ้วแล้ว
พวกเด็กๆ ต่างคิดถึงแต่ขนมไหว้พระจันทร์ อาหารคาวกลับไม่ได้กินมากนัก
นี่ไง เพิ่งวางชามตะเกียบลงไม่นาน ก็อยากกินขนมไหว้พระจันทร์จากสือไห่ถังแล้ว
ในบรรดานั้น เล่อเหนียงเป็นคนที่กินจริงจังที่สุด นางใช้มือหนึ่งจับน่องไก่ อีกมือหนึ่งจับลูกชิ้นปลายัดเข้าปาก
นางดูถูกพวกพี่ชายเหล่านี้อย่างมากที่ไม่กินอาหารอร่อยๆตรงหน้า แต่กลับอยากกินขนมไหว้พระจันทร์ที่แห้งๆนั่น
แม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียงไว้ พลางมองพวกเขาดื่มสุราและเล่นเกมทายนิ้ว ขณะค่อยๆตักข้าวเข้าปาก
คนอื่นๆ ต่างจมอยู่ในความสุขของการได้อยู่พร้อมหน้า ไม่มีใครสังเกตเห็นว่าอารมณ์ของแม่เฒ่าฉินตอนนี้ดูจะหม่นหมองไปบ้าง
แน่นอน สีหน้าของท่านย่าย่อมไม่อาจหลอกเล่อเหนียงที่นั่งอยู่ในอ้อมกอดของนางได้
นางรู้ว่าท่านย่ากำลังคิดถึงลุงใหญ่และลุงห้าที่ไม่เคยพบหน้า แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา นางรู้ว่าท่านย่าไม่อยากทำลายบรรยากาศในวันมงคลเช่นนี้
ยามพระอาทิตย์ตกดิน ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลิน รวมถึงบรรดาผู้อาวุโสทั้งหลายต่างเมามายกันหมด ไป๋เช่ออวิ๋นยิ่งเมาจนแยกไม่ออกว่าทิศไหนเป็นทิศไหน มีเพียงฉินเฉิงอันที่ยังมีสติ เขาพยุงร่างอีกฝ่ายเข้าไปในห้องที่จัดเตรียมไว้ให้ ทันทีที่ศีรษะแตะหมอน อีกฝ่ายก็หลับใหลไปในทันที
ห้องที่เขาพักอยู่ตอนนี้เคยเป็นห้องของหวังโซ่วเซิง หลังจากที่หวังโซ่วเซิงรักษาอาการบาดเจ็บหายดีแล้ว เขาก็แอบทิ้งจดหมายไว้ในคืนหนึ่งแล้วพาหลานชายจากไปจากหมู่บ้านตระกูลฉิน
ในจดหมายเขาบอกว่า ยังมีข้อสงสัยอีกมากมายที่ต้องไปหาคำตอบ เมื่อเขาค้นพบความจริงทั้งหมดแล้ว เขาจะกลับมารับโทษจากแม่เฒ่าฉินเอง
งานเลี้ยงครั้งนี้ทุกคนต่างดื่มกินอย่างสนุกสนาน มีเพียงหงอวี่เท่านั้นที่ดูไม่ค่อยสบอารมณ์นัก
เขาไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมนกยูงตัวนี้ถึงได้ชอบมาที่บ้านของพวกเขาบ่อยนัก
มาก็ยังดี แต่ทุกครั้งกลับมามือเปล่า
ทุกครั้งที่มาก็ใช้ให้ป้าสะใภ้สามทำอาหารให้ แต่ไม่เคยจ่ายเงินสักที
ดังนั้น เช้าวันรุ่งขึ้น
เสียงกรีดร้องดังขึ้นในอากาศเหนือบ้านตระกูลฉิน
"เกิดอะไรขึ้น เกิดอะไรขึ้น ลุกขึ้นแรงเกินไปจนข้อเท้าพลิกหรือ หรือว่าฉี่รดกระโถนเข้า?"
เมื่อวานหลังจากที่พวกเขาดื่มสุราเสร็จ ยามดึกก็ลุกขึ้นมาชื่นชมจันทรา ตอนนี้ทุกคนนอนกรนอยู่บนเตียงกันหมด
เนื่องจากอาหารเช้าวันนี้เป็นฝีมือของแม่เฒ่าฉิน ฉินเฉิงอันที่คอยช่วยแม่เฒ่าฉินทำอาหารเช้าในครัว เสียงนั้นดังมาจากลานหลัง จึงรีบคว้าไม้คนไฟวิ่งไปที่ลานหลังทันที
ฉินเฉิงอันตามเสียงมาจนถึงหน้าห้องของไป๋เช่ออวิ๋น รู้สึกลังเลจึงเดินวนอยู่หน้าประตูสองรอบ
นี่คือนายอำเภอไป๋ เขาควรเข้าไปดูหรือไม่?
ถ้าเข้าไป หากไม่มีอะไรเกิดขึ้นจะเป็นการล่วงเกินนายอำเภอไป๋ได้
แต่ถ้าไม่เข้าไป หากนายอำเภอไป๋เกิดเรื่องอะไรขึ้นมาจะทำอย่างไร?
หลังจากลังเลอยู่สองรอบ เขาก็รวบรวมความกล้าผลักประตูเข้าไป
ในวินาทีถัดมา เมื่อเขามองเห็นคนข้างในอย่างชัดเจน ก็หลุดขำออกมาทันที
"ท่าน...นายอำเภอไป๋ รสนิยมของท่าน...ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก!"
เมื่อมองดูไป๋เช่ออวิ๋น บนใบหน้าของเขามีรูปเต่าที่วาดด้วยหมึก หูทั้งสองข้างถูกทาเป็นสีดำ แม้แต่จมูกก็ถูกทาเป็นสีดำเช่นกัน
ทั้งร่างของเขาดูเหมือนตัวตลกที่แสดงบนท้องถนนอย่างยิ่ง
"หงอวี่!"
ไป๋เช่ออวิ๋นคำรามเสียงต่ำด้วยความแค้น เขาหยิบกาน้ำชาแล้ววิ่งออกไป
สิ่งดีๆบนใบหน้าของข้าต้องเป็นฝีมือของไอ้หงอวี่แน่ๆ นอกจากมันแล้วไม่มีใครกล้าวาดรูปเต่าบนหน้าข้า
"โอ้แม่เจ้า!"
แม่เฒ่าฉินเมื่อครู่ได้ยินเสียงคนตะโกนชื่อหงอวี่ นางคิดว่าบางทีหงอวี่อาจเกิดเรื่องอะไรขึ้น ดังนั้นนางจึงรีบดับไฟเตาแล้ววิ่งเข้าไปในลานหลังบ้าน
ผลคือนางเห็นคนที่มีใบหน้าและหูดำมืดมิดเดินมาทางนาง นางคิดว่าเป็นปีศาจอะไรเข้ามาในบ้าน แทบจะตกใจตายอยู่แล้ว
ขณะที่นางกำลังจะมองให้ชัดว่าปีศาจนั่นเป็นใคร ปีศาจนั่นกลับวิ่งตรงมาหานาง จับมือนางแล้วถามว่า
"หงอวี่ไปไหน ไอ้ลูกเต่านั่นหนีไปไหนแล้ว ข้าจะวาดรูปเต่าบนตัวมันให้ครบ100ตัว!"
บทที่ 185: ไปหาเงินก้อนโตกันเถอะ
ฝ่ายนี้หงอวี่รีบวิ่งไปที่ร้านลาวไหล่เล่อทันทีที่มาถึง โดยไม่ได้พาเล่อเหนียงที่เขารักที่สุดไปด้วย
"อ๊ะ พี่!"
เล่อเหนียงมองดูหงอวี่อย่างอึ้งๆ เขาวิ่งออกไปโดยไม่ได้สวมรองเท้าด้วยซ้ำ
เจ้าลืมหรือไม่ว่าหน้าที่ของเจ้าคือการดูแลข้า มีเรื่องด่วนอะไรถึงได้รีบร้อนถึงขนาดไม่ได้สวมรองเท้า
และนางไม่ได้ฟังผิดใช่หรือไม่?
ดูเหมือนว่านายอำเภอไป๋กำลังเรียกเขาอยู่
เขาทำอะไรที่ทำให้นายอำเภอไป๋โกรธถึงเพียงนี้
"นายอำเภอไป๋ เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงได้วาดอะไรพวกนี้บนใบหน้า?"
แม่เฒ่าฉินถามพลางกลั้นหัวเราะอย่างยากลำบาก
ไป๋เช่ออวิ๋นเห็นแม่เฒ่าฉิน พยายามกลั้นหัวเราะ จึงพูดอย่างอ่อนใจว่า "ท่านป้า ถ้าอยากหัวเราะก็หัวเราะเถิด ไม่ต้องกลั้นให้ลำบากเช่นนี้"
"ฮ่าๆๆ..."
"ใต้เท้า ข้าขออภัย ข้าไม่ได้หัวเราะเยาะท่าน... ฮ่าๆๆ"
แม่เฒ่าฉินหัวเราะจนน้ำตาไหล ท่าทางของไป๋เช่ออวิ๋นช่างตลกเหลือเกิน นางกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่จริงๆ
"หากท่านหัวเราะพอแล้วก็พาข้าไปหาหงอวี่ที"
แม่เฒ่าฉินหยุดหัวเราะทันที "เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับหงอวี่หรือ เป็นเขาที่วาดหรือ?"
"อาสะใภ้ ท่านคิดว่าในบ้านนี้นอกจากเขาแล้ว ยังมีใครกล้าวาดหน้าข้าอีกเล่า?"
เห็นไป๋เช่ออวิ๋นจะเดินจากไป แม่เฒ่าฉินรีบตามไปพลางพูดเกลี้ยกล่อม "ใต้เท้า เสี่ยวชีแค่ซุกซนเท่านั้น หากท่านจะลงโทษ ขอได้โปรดลงโทษเบาๆด้วยเถิด"
เมื่อไป๋เช่ออวิ๋นมาถึงห้องของแม่เฒ่าฉิน ก็พบว่าหงอวี่ไม่อยู่ในห้อง มีเพียงเล่อเหนียงคนเดียวที่กำลังเดินโซเซอยู่บนแคร่
"เด็กอ้วน เจ้ารู้หรือไม่ว่าไอ้หงอวี่เจ้าเด็กเวรนั่นไปไหน"
เมื่อเล่อเหนียงเห็นสภาพของไป๋เช่ออวิ๋นก็อ้าปากหัวเราะลั่น
ฮ่าๆ นางรู้แล้วว่าทำไมพี่เจ็ดของนางถึงต้องวิ่งหนี นี่แน่นอนว่าเป็นฝีมือการวาดของพี่ชายคนที่เจ็ดของนาง
เจ้าดูสิ เต่าตัวนี้วาดได้เหมือนจริงมาก พี่ชายคนอื่นๆไม่มีฝีมือแบบนี้หรอก
"อ้วนจ๋า เจ้าหยุดหัวเราะก่อนได้ไหม แล้วบอกข้าหน่อยว่าหงอวี่เจ้าเด็กบ้านั่นไปไหน?"
เล่อเหนียงส่ายหน้าแสดงว่าไม่รู้
ถึงรู้ก็ไม่บอกเจ้าหรอก!
ไป๋เช่ออวิ๋นไม่ได้คำตอบจากเล่อเหนียงจึงหมุนตัวจะออกไปตามหาคน แต่พอก้าวออกจากประตูห้องได้ก้าวเดียวก็ถูกแม่เฒ่าฉินขวางไว้
"ใต้เท้า ล้างหน้าให้สะอาดก่อนแล้วค่อยไปเถอะ ข้างนอกมีป้าๆหลายคนกำลังนินทากันอยู่นะ"
ไป๋เช่ออวิ๋นตัวสั่นรีบวิ่งไปที่บ่อน้ำเพื่อตักน้ำมาล้างหน้า
พวกป้าๆในหมู่บ้านตระกูลฉิน นี้เป็นกลุ่มคนที่มีพลังอำนาจมาก
ตอนที่ข้ามาครั้งแรก ข้าเกือบถูกพวกป้าๆพวกนี้ลากไปเป็นเขยเข้าบ้านแล้ว
จนถึงตอนนี้ เขายังคงมีความประทับใจอย่างลึกซึ้งต่อบรรดาป้าๆในหมู่บ้านตระกูลฉิน
แม่เฒ่าฉินเห็นหลานสาวตื่นแล้วก็ไม่สนใจไป๋เช่ออวิ๋นอีก นางพาเล่อเหนียงไปเข้าห้องน้ำ ล้างมือเท้าให้สะอาด เปลี่ยนเสื้อผ้าให้แห้งสบาย แล้วอุ้มไปกินอาหารเช้าที่ห้องโถงกลาง
ไป๋เช่ออวิ๋นนั่งยองๆอยู่ในลานบ้าน ใช้น้ำล้างสิ่งที่อยู่บนใบหน้าอย่างแรง ไม่รู้ว่าล้างนานเท่าไหร่ เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ก็เห็นคนมายืนล้อมเป็นวงกลมอยู่ข้างหน้า
ไป๋เช่ออวิ๋น: “...”
"พวกเจ้ามองข้าทำไม?"
ฉินเหล่าซื่อเกาท้ายทอยแล้วหัวเราะเบาๆ พลางกล่าวว่า
"ข้าได้ยินเฉิงอันบอกว่านายอำเภอไป๋ชอบวาดเต่าบนใบหน้า ข้าก็เลยอยากรู้อยากเห็นมาดูหน่อยน่ะ"
"ดูสิ บนหน้าเหมือนเต่าจริงๆด้วย" ฉินเหล่าซานพูดอยู่ข้างๆ
ไป๋เช่ออวิ๋น: “...”
"ข้าถามหน่อย พวกเจ้ามีมารยาทหรือไม่? โดยเฉพาะเจ้า ฉินเหล่าซื่อ นี่เป็นฝีมือลูกชายที่ดีของเจ้าหงอวี่ทำเอง"
ฉินเหล่าซื่อยิ้มอย่างขื่นขมแล้วเอ่ยว่า "โอ้ เช่นนั้นนายอำเภอไป๋ได้ไปสร้างเรื่องกับเขาที่นี่หรือ?"
นิสัยของหงอวี่นั้น พวกเขารู้ดีที่สุด นอกจากจะมีคนมาหาเรื่องเขา มิเช่นนั้นในสถานการณ์ปกติ เขามักจะขี้เกียจลงมือทำอะไร
ไป๋เช่ออวิ๋นกัดฟันกรอดแล้วคำรามเสียงต่ำ "ข้าไม่ได้ทำ!"
ที่บ้านข้างๆ หงอวี่ช่วยผู้อาวุโสและภรรยาตักน้ำล้างหน้า ผ่าฟืน ซักเสื้อผ้าอย่างขยันขันแข็ง เมื่อได้ยินเสียงคำรามของไป๋เช่ออวิ๋น เขาก็หัวเราะอย่างสนุกสนานสองสามที
นกยูงเอ๋ย ข้าอยากรู้นักว่าเจ้าจะออกจากบ้านอย่างไรคราวนี้
แม้ว่าข้าจะใช้หมึกธรรมดา แต่การล้างให้สะอาดก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ใครใช้ให้เจ้ามาเดินวนเวียนอยู่ตรงหน้าข้าล่ะ?
"หงอวี่ มีอะไรน่ายินดีหรือ?" ป้าเฉินที่กำลังซักผ้าอยู่ตรงนี้ เห็นหงอวี่นั่งอยู่ข้างๆ ยิ้มกว้างเป็นระยะ จึงถามด้วยความสงสัย
"คุณยายเฉิน ไม่มีอะไรหรอกขอรับ เพียงแต่เมื่อคืนข้าฝันว่ามีเงินตกลงมาจากฟ้า ข้าเกือบถูกเงินทับเอา"
ป้าเฉินส่ายหน้าอย่างขบขัน "เขาว่ากันว่าในความฝันมีทุกอย่าง หงอวี่ของพวกเราฝันแปลกถึงเพียงนี้เชียวหรือ?"
"ขอรับ แน่นอนอยู่แล้ว"
"โอ้โฮ ไม่อายบ้างเลยหรือ!"
หงอวี่กับท่านแม่เฉินกำลังคุยกันอย่างสนุกสนานอยู่ตรงนี้ ลืมไปว่าเล่าไหลเล่อก็อยู่บ้านติดกับตระกูลฉิน บางครั้งถ้าพูดเสียงดังหน่อย ข้างบ้านก็ได้ยินหมด
แล้วนี่ไง วินาทีถัดมา หงอวี่ก็ถูกจับคอเสื้อลากออกไปแล้ว
"ฮ่าๆ นายอำเภอไป๋ สิ่งที่อยู่บนใบหน้าของท่านนี่ช่างแปลกประหลาดจริงๆ"
ท่านแม่เฉินเห็นหงอวี่ถูกลากตัวไปก็คิดจะไปห้าม แต่พอหันไปเห็นใบหน้าอันน่าสยดสยองของไป๋เช่ออวิ๋น ก็อดไม่ได้ที่จะหลุดขำออกมา
ไป๋เช่ออวิ๋นได้ยินเสียงหัวเราะของผู้คนรอบข้าง ใบหน้าของเขาก็ดำเหมือนก้นหม้อ เขาจับตัวหงอวี่แล้วรีบออกไปจากฝูงชนอย่างรวดเร็ว
"ท่านแม่ นายอำเภอไป๋ดูเหมือนจะโกรธมาก หงอวี่จะไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่" ฉินเหล่าซื่อเอ่ยปากด้วยความกังวล
คราวนี้กลับเป็นแม่เฒ่าฉินที่ปลอบเขา "คงไม่มีอะไรหรอก ถึงอย่างไรหงอวี่ก็เป็นลูกของเขา นายอำเภอไป๋คงไม่ทำร้ายเขาจริงๆหรอก"
"อย่างมากก็แค่ตีก้นสองสามที"
ได้ยินคำวิเคราะห์ของมารดา ฉินเหล่าซื่อจึงวางใจ เขาหันไปอุ้มเล่อเหนียงขึ้นมาวางบนบ่า แล้วเริ่มเดินเล่นในหมู่บ้าน
"ท่านพ่อ วิ่งเร็ว"
เล่อเหนียงตื่นเต้นดึงผมของฉินเหล่าซื่อให้เขาวิ่งเร็วขึ้น
ฉินเหล่าซื่อได้ยินเล่อเหนียงเรียกเขาว่าท่านพ่อก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที หลังจากอุ้มนางให้มั่นคงแล้ว ก็ค่อยๆเริ่มวิ่ง
นี่เป็นครั้งแรกที่เล่อเหนียงเอ่ยปากเรียกเขาว่าท่านพ่อ นับตั้งแต่เล่อเหนียงพูดได้ นางก็เรียกคนในบ้านทุกคน ยกเว้นแต่เขาคนเดียวที่ไม่เรียกว่าท่านพ่อ ทำให้เขาอิจฉาไม่หยุด แต่ตอนนี้เขาก็มีอะไรให้โอ้อวดได้แล้ว
"เล่อเหนียง กินอิ่มท้องน้อยๆแล้วหรือยังจ๊ะ?"
ฉินเหล่าซื่พานางเดินเล่นไปถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน พอดีเจอกับฉินฟู่หลิน ที่กลับมาจากหมู่บ้านต้าไฮว่
"ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน กลับมาจากหมู่บ้านต้าไฮว่แต่เช้าเชียวหรือ"
ฉินเหล่าซื่อเห็นฉินฟู่หลินก็ถามด้วยความสงสัย
"ไปเดินดูรอบหนึ่ง ที่ดินแถวต้นไม้ใหญ่นั่นตกเป็นของหมู่บ้านเราแล้ว ถึงไม่อยากดูแลก็ต้องไปเดินดูสักรอบ"
"อา ท่านปู่!" เล่อเหนียงทักทายอย่างมีมารยาท
"เอ้า หลานลูกรัก"
ฉินฟู่หลินตอบรับอย่างร่าเริง แล้วหยิบผลไม้เล็กๆสีแดงสดกำมือหนึ่งจากตะกร้าสะพายหลังวางลงบนมือของเล่อเหนียง
เล่อเหนียงเห็นผลไม้สีแดงสดในมือแล้ว ดวงตาก็เปล่งประกายขึ้นทันที
ข้าจะไปทำเงินก้อนโตเสียที!
บทที่ 186: เล่อเหนียงนักแปลพิเศษ
"อา ต้องการ!"
เล่อเหนียงยื่นมือน้อยๆอวบอ้วนไปทางฉินฟู่หลิน แสดงว่าต้องการผลไม้สีแดงอีกลูก
ฉินฟู่หลินเห็นดังนั้น จึงหยิบผลไม้จากตะกร้าสองกำมือให้นางแล้วกล่าวว่า "ผลไม้นี้เปรี้ยวจนปวดฟันนะ อย่ากินมากเกินไปเชียว"
"ต้องการ ต้องการ"
เล่อเหนียงยังคงยื่นมือไปทางฉินฟู่หลินเพื่อขอผลไม้
คราวนี้ทำเอาฉินฟู่หลินและฉินเหล่าซื่องุนงงไปตามๆกัน พวกเขารู้จักผลไม้นี้ดี มันคือผลซานจาป่าบนภูเขา แม้จะดูแดงสดน่ากิน แต่ความจริงแล้วเปรี้ยวจัด ปกติจะกินเพียงสองลูกแช่น้ำดื่มเมื่อท้องไส้ไม่ดีเท่านั้น
ของพรรค์นี้แม้แต่นกบนภูเขายังไม่อยากกินเลย
ฉินเหล่าซื่อปลอบเล่อเหนียงว่า "ลูกรัก เจ้าอย่าเห็นว่าผลไม้นี้สวยงามเลย แต่มันเปรี้ยวมากนะ ระวังฟันน้อยๆของเจ้าจะกร่อนหมดนะ"
"ต้องการ ต้องการ" เล่อเหนียงยังคงยืนกรานยื่นมือน้อยๆขอผลไม้สีแดง
ฉินฟู่หลินตัดสินใจมอบตะกร้าทั้งหมดให้ฉินเหล่าซื่อ เพราะอย่างไรเสียของพวกนี้ก็ไม่มีค่าอะไร เขาเก็บกลับไปก็แค่จะบดให้แหลกแล้วดูว่าไก่จะกินหรือไม่เท่านั้น
ตอนนี้เล่อเหนียงชอบก็ให้นางไปเถิด อย่างไรเสียก็แค่ทำให้เด็กมีความสุขเท่านั้น
เล่อเหนียงเห็นฉินเหล่าซื่อสะพายตะกร้าขึ้นหลังแล้วก็ดึงผมเขาเร่งให้กลับบ้าน
ฉินเหล่าซื่อเดินกลับไปพลางถามอย่างสงสัยว่า "ลูกสาวเอ๋ย เจ้าจะเอาผลไม้เปรี้ยวนี่ไปทำอะไร? กินมากๆจะปวดท้องนะ"
เล่อเหนียงดึงผมเขาพลางส่ายสะโพกและส่งเสียงฮึมฮัมสองสามครั้งโดยไม่สนใจตอบ
บิดาของนางรู้อะไรบ้าง
นี่เป็นของดี เป็นพุทราป่าแท้ๆแบบนี้ ถ้าเอาไปต้มน้ำดื่มอย่างเดียวช่างน่าเสียดายเหลือเกิน
ต้องรู้ไว้ว่าพุทราสามารถนำไปทำอาหารอร่อยๆได้หลายอย่าง
ขนมพุทรา น้ำแกงพุทรา หนังพุทราอะไรพวกนี้
นางเอากลับบ้านก็เพื่อจะทำหนังพุทรานั่นเอง
ในชาติก่อน นางชื่นชอบการกินผลไม้แห้งรสเปรี้ยวหวานเป็นอย่างมาก มันช่างเป็นของว่างที่ช่วยเจริญอาหารได้ดีเหลือเกิน
"โอ้ เหล่าซื่อ เจ้าแบกตะกร้าผลไม้เปรี้ยวกลับมาทำไมกัน?"
แม่เฒ่าฉินเห็นฉินเหล่าซื่อแบกตะกร้าหวายกลับมา นางคิดว่าคงเป็นของดีอะไรสักอย่าง แต่พอมองดูกลับกลายเป็นผลไม้สีแดงเปรี้ยวจากภูเขาที่แม้แต่นกยังไม่กิน
"นี่ไม่ใช่ข้านำกลับมาหรอก แต่เป็นหลานสาวสุดที่รักของท่านต่างหากที่อยากนำกลับมา"
แม่เฒ่าฉินยื่นมือไปอุ้มเล่อเหนียงลงมา แล้วถามอย่างขบขัน "หลานรัก เจ้าต้องการผลไม้เปรี้ยวมากมายขนาดนี้ จะกินเองหรือว่าจะทำอะไรอร่อยๆให้พวกเรากินกันเล่า?"
"ย่า กิน!" เล่อเหนียงขยับก้นน้อยๆ พลางตอบพลางกอดมือย่าไว้
ตอนนี้แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆต่างรู้สึกสงสัย เล่อเหนียงเพิ่งจะอายุครบหนึ่งขวบเท่านั้น จะทำอะไรอร่อยๆได้อย่างไร แต่ก็นะ เล่อเหนียงแตกต่างจากเด็กทั่วไปมาตั้งแต่เล็ก บางทีอาจจะทำอะไรอร่อยๆให้พวกเขาได้จริงๆก็ได้
"โอ้ หลานรักของย่า เจ้าจะทำอะไรอร่อยๆให้ย่ากินหรือ"
เล่อเหนียงชี้นิ้วน้อยๆไปที่ผลไม้ "ทำ!"
"หืม"
แม่เฒ่าฉินแคะหูของนาง นางไม่ได้ยินชัดว่าเล่อเหนียงพูดอะไร
"หลานรัก เจ้าพูดอะไรเมื่อครู่หรือ"
"เล่อเหนียงบอกว่าล้าง" หงอวี่ที่นั่งยองๆอยู่หลังประตูเอ่ยขึ้น
"หืม"
เล่อเหนียงหันมามองพี่ชายคนที่เจ็ดของนางด้วยสีหน้าประหลาดใจ
เด็กน้อยคนนี้เป็นอะไรไป ทำไมถึงนั่งยองๆอยู่หลังประตูเช่นนี้
เด็กน้อยคนนี้ไม่ใช่คนรักความสะอาดและใส่ใจภาพลักษณ์มาตลอดหรอกหรือ ตอนนี้ทำไมถึงมานั่งยองๆอยู่หลังประตูเช่นนี้
หงอวี่พูดประโยคหนึ่งแล้วก็ไม่พูดอะไรอีก แต่กลับจ้องมองกำแพงเหม่อลอย
หากมองอย่างละเอียด ยังสามารถเห็นได้ชัดว่าในมือของเขาถือไม้เล็กๆอันหนึ่งกำลังวาดวงกลมอยู่
เจ้านกยูงบ้า ข้าจะสาปแช่งเจ้าเสียให้ได้
ขอสาปแช่งเจ้าให้ไม่มีวันได้แต่งงานตลอดชีวิต!
เขาไม่อยากพูด ทั้งไม่อยากหันหน้ามามองผู้คน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะไม่เข้ามาหา
นี่ไงเล่อเหนียง เพียงแค่เห็นท่าทางของพี่ชายคนที่เจ็ดของนาง ก็รู้ว่าต้องมีเรื่องอะไรแน่ๆ ดังนั้นนางจึงดิ้นรนลงพื้นแล้วย่างเท้าสั้นๆ โยกเยกเดินไปด้านหลังหงอวี่
แม่เฒ่าฉินโยนพุทราป่าให้ฉินเหล่าซื่อไปล้างให้สะอาด ส่วนตัวนางหยิบเมล็ดแตงโมมากำหนึ่งแล้วนั่งลงบนม้านั่งหินในลานบ้าน พลางกะเทาะเมล็ดแตงโมไปพลางมองหลานชายทั้งสองคนไป
เล่อเหนียงเอามือทั้งสองเกาะบ่าของหงอวี่ ยื่นหน้าเข้าไปหมายจะดูว่าหงอวี่เป็นอะไร
แต่หงอวี่กลับหลบเลี่ยงนางตลอด ไม่ยอมให้นางเห็นหน้า
เรื่องนี้ยิ่งทำให้ฉินเยาเยารู้สึกอยากรู้อยากเห็น นางจึงแกล้งทำเป็นเดินออกไปสองก้าว แล้วรอจนกระทั่งหงอวี่ผ่อนคลายลงจากนั้นก็พุ่งเข้าไปกดตัวหงอวี่ลงกับพื้นทันที
ใบหน้าที่พี่แดงปิดบังมาตลอด ในที่สุดก็เผยโฉมออกมา
บนแก้มทั้งสองข้างมีรูปเต่าวาดอยู่ข้างละตัว ส่วนจมูกก็ถูกย้อมดำ
เล่อเหนียงชะงักไป ใบหน้าแบบนี้ ทำไมถึงได้เหมือนกับใบหน้าของไป๋เช่ออวิ๋นตอนเช้านี้เหลือเกิน
นางกลั้นหัวเราะพลางมองเห็นแววตาอำมหิตที่วูบผ่านในดวงตาของหงอวี่ นางก็เข้าใจทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขาคงถูกไป๋เช่ออวิ๋นจับได้ว่าวาดรูปบนใบหน้าของเขา
ที่จริงเล่อเหนียงไม่เข้าใจมาตลอดว่าทำไมพี่ชายคนที่เจ็ดของนางถึงได้มีความเห็นต่อไป๋เช่ออวิ๋นมากมายเช่นนี้
แต่เมื่อเห็นเต่าบนใบหน้าของพี่ชายที่บางส่วนจางบางส่วนเข้ม และบริเวณที่ขาวบนใบหน้ายังมีหลายจุดที่แดง นางก็รู้ว่าหงอวี่คงพยายามล้างเต่าบนใบหน้าอย่างแรงแล้ว แต่ก็ยังล้างไม่ออก
นางโบกมือหยิบน้ำยาล้างเครื่องสำอางที่มีฤทธิ์แรงขวดหนึ่งจากห้วงมิติให้เขา
นี่เป็นน้ำยาล้างเครื่องสำอางที่ผสมเทคโนโลยี อย่าว่าแต่หมึกคุณภาพต่ำในสมัยโบราณเลย แม้แต่หมึกที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในปัจจุบันก็สามารถล้างออกได้อย่างง่ายดาย
"เอ้า ล้างสิ"
เล่อเหนียงยัดน้ำยาล้างเครื่องสำอางใส่มือเขาแล้วลากเขาไปที่บ่อน้ำ
หงอวี่มองขวดเล็กๆในมือ กะพริบตาสองครั้ง แล้วเดินไปที่ขอบบ่อน้ำอย่างแน่วแน่ ตักน้ำหนึ่งอ่าง จากนั้นเทน้ำยาล้างเครื่องสำอางลงบนฝ่ามือ ถูสองครั้งแล้วทาลงบนใบหน้า
เพิ่งทาลงบนใบหน้าและนวดสักครู่ มือก็เปลี่ยนเป็นสีดำแล้ว
เขาดีใจยิ่งนัก รีบจุ่มหน้าลงในน้ำ สองมือขยี้ใบหน้าอย่างแรง ไม่นานน้ำทั้งอ่างก็กลายเป็นสีดำ
เห็นดังนั้น ข้าจึงรีบเดินเข้าไปในห้องเล็ก หยิบกระจกขึ้นมาส่องดูใบหน้า
หนุ่มน้อยผิวขาวอวบอิ่มนุ่มนิ่มหน้าตาดีกลับมาอีกครั้ง
ทางด้านนี้ ฉินเหล่าซื่อล้างผลพุทราป่าจนสะอาดแล้ว นางคิดว่าลูกสาวอยากกิน จึงหยิบมาให้สองสามลูก ส่วนที่เหลือเอาตะกร้าแขวนไว้ในลานบ้านเพื่อตากลม
"เอา เอา"
เล่อเหนียงส่ายหน้ามือป้อมชี้ไปที่ผลพุทราป่าที่ตากอยู่ในลาน
ฉินเหล่าซื่อไม่รู้ว่าลูกสาวต้องการทำอะไรจึงได้แต่ขนผลพุทราป่าทั้งหมดมาวางตรงหน้า อยากดูว่านางจะทำอะไร
"ว้า ลูก"
เล่อเหนียงชี้ไปที่กองผลพุทราป่าอีกครั้ง พูดอ้อแอ้ไม่ชัดเจน
ฉินเหล่าซื่อมองนางด้วยสีหน้างุนงง นางไม่อยากยอมรับจริงๆว่าฟังไม่เข้าใจสิ่งที่ลูกสาวพูด
แม่เฒ่าฉินก็งุนงงเช่นกัน นางก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน
"เล่อเหนียงบอกให้พวกท่านเอาเมล็ดออกจากผลพุทราเหล่านี้"
หงอวี่ที่แต่งตัวเสร็จแล้วในห้องพัก พอออกมาก็เห็นบิดาและย่าของเขากำลังมองหน้า เล่อเหนียง พลางเกาหัวอยู่ จึงเอ่ยปากอธิบาย
"อืม อืม!"
เล่อเหนียงพยักหน้าหนักแน่น "ดีมาก!"
บทที่ 187: เด็กน้อยผู้โชคร้าย
ฉินเหล่าซื่อสบตากับมารดาของตน ทั้งคู่เห็นความสงสัยในดวงตาของอีกฝ่าย
“หลานรักของย่า เจ้าอยากให้พวกเราเอาเมล็ดข้างในออกหรือไม่”
“อืมๆๆ เอาออก” เล่อเหนียงพยักหน้า
“ประเดี๋ยวย่าจะเอาออกให้เจ้าเอง”
ฉินเหล่าซื่อเห็นดังนั้นจึงเข้าครัวไปเหลาไม้ไผ่จนคมกริบสองอัน แล้วนั่งลงในลานบ้านเริ่มควักเมล็ดออกให้ลูกสาว
อย่างไรเสียตอนนี้ก็ไม่มีอะไรให้ทำ พืชผลในทุ่งนาก็เก็บเกี่ยวเสร็จแล้ว ผักที่ปลูกใหม่ก็เติบโตเป็นอย่างดี ไม่จำเป็นต้องรดน้ำ การเดินทางลงใต้เพื่อรับซื้อหนังสัตว์ยังเร็วเกินไป อยู่บ้านว่างๆก็ถือโอกาสเอาใจลูกสาวก็แล้วกัน
แม่เฒ่าฉินตามใจหลานสาวเสมอ หลานสาวให้ทำอะไร นางไม่เคยปฏิเสธสักอย่าง
ถ้าเล่อเหนียงอยากจะเล่นกับผลไม้ป่าพวกนี้ นางก็จะอยู่เป็นเพื่อนหลานสาวตัวน้อย
ความเคลื่อนไหวทางบ้านสกุลฉินนี้ ดึงดูดเฉินฮั่นหลินและฉินเหล่าซานที่กำลังช่วยซ่อมเก้าอี้ที่เหล่าหลายเล่อกลับบ้าน
พวกเขามองดูแม่เฒ่าฉินและฉินเหล่าซื่อที่กำลังควักเมล็ดออกจากผลไม้รสเปรี้ยวจนทำให้เข็ดฟันด้วยสีหน้างุนงง
“ท่านป้า พวกผลไม้รสเปรี้ยวเหล่านี้เอาไว้ทำอะไรหรือขอรับ” เฉินฮั่นหลินเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ว่าเล่อเหนียงอยากให้พวกเราช่วยเอาเมล็ดออก อย่างไรเสียก็อยู่บ้านว่างๆเช่นนั้นก็มาเล่นสนุกกับนางเถอะ”
เฉินฮั่นหลินกับฉินเหล่าซานรู้สึกว่าคำพูดของแม่เฒ่าฉินมีเหตุผล จึงเข้าไปในครัวเหลาไม้ไผ่ให้คมกริบสองชิ้น แล้วออกมาช่วยกันเอาเมล็ดออกจากผลไม้รสเปรี้ยวพวกนี้
คนมากย่อมงานยิ่งเสร็จแล้ว ไม่นานนักผลไม้รสเปรี้ยวครึ่งตะกร้าก็ถูกเอาเมล็ดออกจนหมด
แม่เฒ่าฉิน ฉินเหล่าซื่อ ฉินเหล่าซาน และเฉินฮั่นหลิน ตาสี่คู่พร้อมใจกันมองไปที่เล่อเหนียง ราวกับถามว่าขั้นต่อครวทำอย่างไร
“ต้ม! นาน!”
เล่อเหนียงเอ่ยสั้นๆเสียงดังฟังชั้น ตอนนี้นางสามารถพูดได้เพียงไม่กี่คำเท่านั้น ช่วงวัยเด็กอันน่าสงสารนี้จะจบลงเมื่อไหร่กันนะ
ก่อนที่แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆจะแสดงความสงสัย หงอวี่ก็รีบอาสาอธิบายแทนพวกเขา
“เล่อเหนียงบอกว่าให้เอาผลไม้ป่าพวกนี้ไปต้มให้เปื่อย”
ฉินเหล่าซื่อนำผลไม้ป่าทั้งหมดเข้าไปในครัว แล้วเทลงในหม้อ จุดไฟ เติมน้ำ และเริ่มต้มทันที
เล่อเหนียงกอดศีรษะเล็กๆของหงอวี่แล้วงับหัวของเขาหลายครั้งจนเปียกชุ่ม แม้ว่านางยังอยู่ในช่วงเรียนรู้การพูด แต่นางก็มีนักแปลชั้นยอดอยู่ข้างกาย
เล่อเหนียงเพียงแค่พูดคำเดียว หงอวี่ก็อ่านสีหน้านางออกว่า นางต้องการทำอะไร
ในเวลานั้น สวี่ซิ่วอิง สือไห่ถัง และหลิวซิ่วเถาที่ไปเก็บผักป่าบนภูเขาก็กลับมา เมื่อพวกเขาได้ยินว่าเล่อเหนียงกำลังวุ่นวายกับผลไม้รสเปรี้ยวเหล่านี้เพื่อทำอาหารอร่อยให้พวกเขา ทุกคนต่างหัวเราะไม่หยุด
ผลไม้รสเปรี้ยวเหล่านี้ไม่ได้มีแค่บนภูเขาของหมู่บ้านตระกูลฉินเท่านั้น แต่บนภูเขาของหมู่บ้านต้าไฮว่ยังมีมากกว่า เล่อเหนียงเพิ่งอายุครบขวบเท่านั้นจะใช้ซานจาป่าเหล่านี้ทำอาหารอร่อยให้พวกเขา พวกเขาคิดแล้วก็ปล่อยผ่านไป
“อา เล็ก ผสม”
เล่อเหนียงหาวพลางให้หงอวี่อุ้มนางเข้าไปในครัว แล้วร้องเรียกฉินเหล่าซื่อที่กำลังก่อไฟอยู่
“น้องสาวบอกให้ท่านลดไฟลง ค่อยๆเคี่ยวระหว่างเคี่ยวก็คนไปด้วย อย่าให้ไหม้ติดก้นหม้อ”
“อืมอืม!” เล่อเหนียงพยักหน้า แสดงว่าสิ่งที่หงอวี่พูดคือสิ่งที่นางต้องการจะพูด
ฉินเหล่าซื่อเอาฟืนออกจากเตาทีละสองอันพลางตอบรับว่า
“เข้าใจแล้ว เจ้านายน้อย”
เมื่อได้รับคำยืนยันจากฉินเหล่าซื่อแล้ว เล่อเหนียงก็วางศีรษะลงบนไหล่ของหงอวี่ก็หลับตาลงและผล็อยหลับไป
แท้จริงแล้วนางไม่ได้หลับ ชั่วขณะที่นางหลับตาจิตสำนึกของนางก็เข้าไปในพื้นที่มิติแล้ว
การทำผลไม้แห้งยังต้องการวัตถุดิบอีกอย่างหนึ่งนั่นก็คือน้ำตาล
สมัยยุคราชวงศ์ต้าหนิงนั้นน้ำตาลเป็นของหายาก มีเพียงครอบครัวร่ำรวยเท่านั้นที่กินน้ำตาลได้ และน้ำตาลที่พวกเขากินส่วนใหญ่เป็นแบะแซ
น้ำตาลทรายขาวและน้ำตาลทรายแดงยังไม่มีในยุคนี้ นางจึงต้องขนออกมาจากพื้นที่มิติของนางเท่านั้น
แต่พูดถึงน้ำตาลแล้ว นางมีวิธีหนึ่งที่สามารถทำน้ำตาลได้
มันเทศสามารถเคี่ยวเป็นน้ำตาลทรายแดงได้
เพียงแต่ว่าตอนนี้มันเทศในพื้นที่มิติของนางมีไม่มากนัก และในคลังก็มีของไม่มาก หากต้องการผลิตน้ำตาล จำเป็นต้องรอจนกว่าจะถึงฤดูเก็บเกี่ยวมันเทศในปีหน้าจึงจะทำได้
แต่นางยังต้องหาวิธีเพาะพันธุ์มันเทศที่มีปริมาณน้ำตาลสูงให้ได้ก่อน และต้องให้ครอบครัวปลูกด้วยจึงจะได้ผล
ฉินเยาเยาค้นหาทั่วครัวในพื้นที่มิติจึงพบน้ำตาลทรายขาวประมาณสองชั่ง นางกอดอกขมวดคิ้ว มองดูน้ำตาลทรายขาวนั้น สมองของนางกำลังคิดอย่างรวดเร็ว
ไม่ถูกสิ
นางจำได้ว่าในพื้นที่นี้น่าจะมีน้ำตาลทรายขาวอยู่เยอะกว่านี้
นางจำได้อย่างแม่นยำว่า ก่อนที่นางจะพลีชีพ นางทำการเติมเสบียงไว้มาก น้ำตาลทรายขาวนี้นางขนมาไว้ในพื้นที่มิติตั้งสองกระสอบ เหตุใดตอนนี้จึงเหลือแค่นี้เล่า
นางก็ยกมือเล็กอวบอ้วนขึ้นตบศีรษะตัวเอง ใช่แล้ว ในพื้นที่มิติของนางยังมีโกดังอีกหนึ่งแห่งนี่นา!
ฉินเยาเยาจึงรีบลอยไปยังโกดังเก็บเสบียและค้นหาจนทั่ว และก็พบน้ำตาลทรายขาวสองกระสอบที่เกือบจะขึ้นราอยู่ที่มุมห้อง
นางหยิบถุงขนน้ำตาลทรายขาวสิบชั่งแล้วใช้พลังจิตควบคุมโยนมันออกไป
หงอวี่ที่นอนเฝ้าข้างกายนางอยู่นั้น ถูกน้ำตาลทรายขาวที่พุ่งมากระแทกเข้าที่หน้าอกอย่างแรงจนเกือบสลบไป
หงอวี่รู้สึกเพียงว่าหน้าอกของเขาถูกของบางสิ่งที่มีน้ำหนักมากกระแทกจนปวดรวดร้าว เขายื่นมือออกไปหมายจะผลักมันออก แต่พอออกแรงก็รู้สึกเจ็บจนไม่อยากขยับ เขาจึงต้องเรียกคนเข้ามาช่วยอย่างไม่มีทางเลือก
“ทะ….ท่านย่า ท่านย่า ทะ…ท่านแม่ ชะ….ช่วย...ช่วยด้วย”
หงอวี่ถูกน้ำตาลทรายขาวกระแทกหน้าอกจนพูดไม่ออก โชคดีที่แม่เฒ่าฉินนั่งอยู่ที่หน้าประตูได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจากด้านใน จึงรีบผลักประตูเข้าไป
พอเข้าไปก็เห็นหงอวี่มีอะไรบางอย่างทับอยู่บนหน้าอกก็ตกใจรีบวิ่งเข้าไปผลักน้ำตาลทรายสิบชั่งนั้นออกแล้วอุ้มหงอวี่ขึ้นมา
“หงอวี่ เจ้าบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่”
หงอวี่สูดหายใจเข้าลึกๆ หมายจะบอกท่านย่าว่าเขาไม่เป็นไร พอหายใจเข้าก็รู้สึกเจ็บหน้าอกเจ็บแปลบ จนใบหน้าซีดลง
“ท่านย่า ข้าเจ็บหน้าอก!”
แม่เฒ่าฉินเห็นสีหน้าซีดขาวของหงอวี่ ก็รีบเรียกฉินเหล่าซานเข้ามา แล้วสั่งให้เขาไปตามหลี่อัน
ไม่นานหลี่อันก็ถูกฉินเหล่าซานแบกลงมาจากเขา
ใบหน้าของหลี่อันแสดงออกว่าการถูกแบกหลังจากออกไปข้างนอกนานหลายเดือนนี้ ยังรู้สึกไม่คุ้นจริงๆ
หลี่อันยื่นมือไปลูบอกของหงอวี่ พบว่ามีกระดูกซี่โครงหนึ่งซี่ยุบลงไปเล็กน้อย เขาเอ่ยปากด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย
“หงอวี่ คราวนี้เจ้าไปทำอะไรมาอีก กระดูกซี่โครงเจ้าหักไปหนึ่งซี่”
“แล้วอาการหนักหรือไม่ ยังสามารถกลับคืนสภาพเดิมได้หรือเปล่า” แม่เฒ่าถามด้วยความกังวล
หลี่อันเขียนใบสั่งยารให้พลางกล่าวว่า “ได้น่ะได้อยู่แล้ว เพียงแต่ต้องดูแลรักษาให้ดี”
“งั้นพวกเจ้าบอกข้าก่อน หงอวี่ผู้นี้ไปทำอะไรมา ถูกอะไรทำจนมีสภาพเละเทะแบบนี้”
แม่เฒ่าฉินชี้ไปที่ห่อน้ำตาลทรายบนเตียงเตา “ถูกของสิ่งนี้ทับหน้าอก ข้าก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร”
ส่วนเล่อเหนียงในมิติพิเศษกำลังต่อสู้กับไก่และเป็ดอยู่ ไม่รู้เลยว่าตนเองได้ก่อนเรื่องขึ้น
บทที่ 188: เป็นน้ำตาลไม่ใช่ยาพิษ
หลี่อันขมวดคิ้ว เขาจับตัวแม่เฒ่าฉินเบี่ยงตัวไปด้านข้าง พวกเขาปีนขึ้นไปบนเตียงอย่างระมัดระวัง ก่อนจะอุ้มเล่อเหนียงส่งให้แม่เฒ่าฉิน แล้วใช้มือลูบกระสอบน้ำตาลทรายอย่างหวาดระแวง
เล่อเหนียงใช้กระสอบพลาสติกสมัยใหม่บรรจุน้ำตาลทรายสิบชั่งสีแดงสดใสดูเป็นมงคล
แต่แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆ ไม่เคยเห็นสิ่งแปลกประหลาดเช่นนี้มาก่อน สิ่งนี้ดูคล้ายกองมูลวัวที่ทับถมกันขึ้นเป็นกอง เพียงแต่ด้านนอกเป็นสีแดง
หลี่อันมองเห็นผลึกสีขาวบางส่วนที่หล่นออกมาจากกระสอบ เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะใช้นิ้วแตะขึ้นมาเล็กน้อยอย่างระมัดระวัง แล้ววางไว้บนฝ่ามือเพื่อตรวจสอบอย่างละเอียด
“หมอหลี่ สิ่งนี้คืออะไรกันแน่ ทำไมถึงปรากฏขึ้นที่นี่อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย นี่จะเป็นลางร้ายหรือไม่” แม่เฒ่าฉินเอ่ยปากด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
หลี่อันส่ายหน้า “ข้าก็ไม่รู้ ข้าไม่เคยเห็นสิ่งนี้มาก่อน ดูเหมือนจะเป็นเม็ดเล็กๆสีใสทั้งหมด และยังเหนียวติดมือด้วย”
เขาใช้นิ้วหยิบขึ้นมาเล็กน้อยแล้วนำมาจอที่จมูก แต่กลิ่นที่ได้มีเพียงความหอมหวาน หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็หยิบขึ้นมาเล็กน้อยและกำลังจะนำเข้าปาก
“หมอหลี่อย่า!”
“หมอหลี่อย่ากินเลย มันอาจมีพิษ!”
แม่เฒ่าฉินและฉินเหล่าซานรีบเอ่ยปากห้าม “หมอหลี่ ห้ามกินสิ่งที่ไม่รู้ที่มาที่เป็นอันเด็ดขาด”
“ไม่จำเป็นต้องกังวล ข้าได้กลิ่นหวานจากสิ่งนี้ มันน่าจะไม่เป็นอันตรายใดๆ”
หลี่อันคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วล้วงขวดเล็กๆออกมาจากอกเสื้อ เปิดจุกแล้วเทยาเม็ดสีดำสองเม็ดออกมาส่งให้ฉินเหล่าซาน
“สิ่งนี้คือยาถอนพิษที่ข้าคิดค้นขึ้นเอง สามารถถอนพิษได้ร้อยชนิด หากเกิดอะไรขึ้นกับข้า เจ้ารีบเอายานี้ยัดใส่ปากของโดยเร็วที่สุด”
จากนั้นเขาก็หยิบน้ำตาลใส่เข้าปาก ภายใต้สายตาอันตื่นตระหนกของ แม่เฒ่าฉินและฉินเหล่าซาน
อึดใจต่อมาดวงตาของเขาก็เปล่งประกายขึ้นมาทันที มือยื่นไปคว้าน้ำตาลกำใหญ่ยัดเข้าปาก
ช่างหวานเหลือเกิน!
สิ่งนี้ช่างหวานเหลือเกิน!
เขาไม่เคยกินอะไรที่หวานขนาดนี้มาก่อนเลย!
“หมอหลี่ สิ่งนั้นคืออันใดกันแน่!”
หลี่อันเอ่ยขึ้นด้วยความตื่นเต้น “หวานจริงๆ สิ่งนี้หวานมาก ดูเหมือนจะเป็นน้ำตาล แต่ข้าไม่เคยกินน้ำตาลแบบนี้มาก่อนเลย”
แม่เฒ่าฉินและฉินเหล่าซานก็ลองหยิบน้ำตาลขาวขึ้นมาชิมด้วยความไม่เชื่อ แต่ภายในพริบตาต่อมา สีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนเป็นตื่นเต้น
“เป็นน้ำตาล เป็นน้ำตาล เป็นน้ำตาลจริงๆ!”
หลังจากฉินเหล่าซานได้ลิ้มรสหวานก็คว้าน้ำตาลอีกกำใหญ่ยัดเข้าปาก แล้วยังไม่ลืมที่จะหยิบให้หงอวี่ที่กำลังจ้องมองอยู่ข้างๆอีกกำหนึ่ง
เมื่อรู้ว่าสิ่งของในกระสอบนี้ไม่ใช่ของแปลกอื่นใด แต่เป็นน้ำตาลอันล้ำค่า แม่เฒ่าฉินก็รีบไปหยิบที่ขูดและโถดินเผามาจากในครัว แล้วค่อยๆขูดน้ำตาลที่ตกอยู่บนเตียงเตาอย่างระมัดระวัง
ตอนนั้นเล่อเหนียงที่เพิ่งหลุดพ้นจากการถูกล้อมด้วยไก่ เป็ด และห่านนับพัน พอลืมตาขึ้นมาก็เห็นย่าของนางกำลังยื่นก้นโก่งอยู่บนเตียง ค่อยๆขูดอะไรบางอย่างอย่างระมัดระวัง
“ย่า!”
แม่เฒ่าฉินได้ยินเสียงหลานสาวก็รีบหันมาอุ้มนางขึ้นมา แล้วชี้ไปที่น้ำตาลขาวบนเตียงเตาพลางกล่าวว่า
“หลานรัก เจ้าดูสิสวรรค์มาเยือนบ้านของพวกเรา ส่งน้ำตาลอันล้ำค่านี้มาให้บ้านของพวกเรา เดี๋ยวย่าจะไปชงน้ำตาลให้เจ้าดื่มนะ”
เล่อเหนียงหันไปมอง ทันใดนั้นก็มีเส้นดำสามเส้นปรากฏบนหน้าผาก
น้ำตาลทรายขาวหดเลอะเทอะเต็มเตียงไปหมด บางส่วนก็ละลายเป็นน้ำไปแล้ว ท่านย่าจึงใช้ที่ขูดขูดขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ข้างล่างก็มีสิ่งสกปรกปนอยู่มากมาย จะกินได้อย่างไรกัน?
“ไม่ อยาก!”
เล่อเหนียงดึงเสื้อของผู้เป็นย่า ส่งสัญญาณว่านางไม่ต้องการน้ำตาลทรายขาวเหล่านี้แล้ว
แต่แม่เฒ่าฉินจะเข้าใจความหมายของเล่อเหนียงได้อย่างไร นางคิดว่าเล่อเหนียงอยากกินน้ำตาล จึงยื่นมือหยิบน้ำตาลทรายขาวที่สะอาดมาเล็กน้อย แล้วส่งไปที่ริมฝีปากของเด็กหญิง
“ไม่ อยาก!”
เล่อเหนียงส่ายหน้าปฏิเสธ มือน้อยๆของนางโบกอีกครั้ง บนเตียงเตาก็ปรากฏน้ำตาลทรายขาวอีกสองชั่ง
แม่เฒ่าฉินเห็นน้ำตาลทรายขาวที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันก็ตะลึงงันไปครู่หนึ่ง ทันใดนั้นพลันเกิดความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในสมอง
“หลานรัก น้ำตาลทรายขาวพวกนี้เจ้าเสกออกมาใช่หรือไม่”
เล่อเหนียงพยักหน้า แม้ว่านางไม่ได้ใช้เวทมนตร์เสกออกมา แต่นางเอาออกมาจากพื้นที่มิติจริงๆ ดังนั้นก็นับว่านางเสกออกมา
อีกอย่างน้ำตาลทรายขาวเหล่านี้นางต้องการใช้ทำกั่วตานผี
“โอ้ หลานรักของย่า ทำไมเจ้าไม่บอกย่าก่อนที่จะเสกของออกมา เจ้าทำให้พี่เจ็ดของเจ้ากระดูกหักไปแล้ว!”
“หา” เล่อเหนียงอึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วมองท่านย่าด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ
นางทำให้พี่เจ็ดกระดูกหักงั้นหรือ ไม่น่าเป็นไปได้ ตอนนางนำของออกมาจากพื้นที่มิติ นางคำนวณแรงไว้พอดีแล้ว ไม่น่าจะทำร้ายผู้อื่นได้
เว้นแต่จะมีคนนอนติดกับนาง ไม่อย่างนั้นก็ไม่ถูกทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ แม่เฒ่าฉินเห็นความสงสัยของเล่อเหนียงจึงเอ่ยขึ้นว่า
“เจ้าไม่ได้จะต้มซานจาหรือ ข้าจึงให้หงอวี่เฝ้าเจ้าตอนหลับ แต่เด็กน้อยอย่างเจ้ากลับเล่นซนโยนถุงน้ำตาลตกใส่หงอวี่ที่นอนอยู่ข้างๆเจ้าพอดี”
“อา ไปกัน” เล่อเหนียงดึงท่านย่าลงจากเตียง
นางอยากไปดูว่าพี่เจ็ดเป็นอย่างไรบ้าง ทำไมเขาถึงได้โชคร้ายขนาดนี้นะ บังเอิญถูกน้ำตาลทรายขาวตกใส่พอดี
แม่เฒ่าฉินรู้ว่าเล่อเหนียงอยากไปดูหงอวี่ จึงอุ้มนางเดินไปที่ห้องของอีกฝ่าย
ตอนนี้หงอวี่นอนอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายชีวิต เสื้อด้านบนของเขาถูกหลี่อันถอดออกหมดแล้ว
หลี่อันกำลังทายาบนหน้าอกให้กับเขา พลางเยาะเย้ยไปด้วย
“ข้าบอกเจ้านะเลยหงอวี่ เจ้าเป็นถึงลูกของคนผู้นั้น ทำไมถึงได้โชคร้ายเช่นนี้ บาดเจ็บอยู่บ่อยๆ ร่างกายเจ้าไม่มีพลังมังกรคุ้มครองเลยหรือ”
หลี่อันเพิ่งกลับมาก็ได้รู้ว่าขอทานน้อยคนนี้เป็นลูกของคนผู้นั้น หรือก็คือองค์ชายที่ถูกสลับตัวที่เขาพูดถึงตอนนั้น ตอนรู้เขาก็รู้สึกตกใจจนตกตะลึง
แต่หลังจากตกใจแล้วก็เลือกที่จะทำเหมือนตระกูลฉินไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน ทำเหมือนไม่เคยเห็นคนผู้นี้มาก่อน
ขณะเดียวกันก็ชื่นชมตระกูลฉินจริงๆ พวกเขาเผชิญหน้ากับโชคลาภอันยิ่งใหญ่นี้ แต่กลับไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย ยังคงรักษาจิตใจที่เมตตาเอาไว้
“พี่เจ็ด พี่”
แม่เฒ่าฉินเพิ่งเดินเข้าประตูมา เล่อเหนียงก็ดีดดิ้นจะลงจากอ้อมกอด ขาสั้นๆก้าวโซเซไปทางเจียง
“อา พี่” เล่อเหนียงยื่นมืออ้วนป้อมไปลูบมือเขา ก่อนหน้านี้นางคิดว่ามันน่าขำดี หงอวี่เด็กโชคร้ายคนนี้ช่างโชคร้ายเหลือเกิน แต่พอเห็นสีหน้าน่าสงสารของหงอวี่ หัวใจนางก็พลันเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
พี่เจ็ดของนางถูกน้ำตาลทรายขาวของนางทำร้ายร่างกาย นางจะหัวเราะเยาะเขาได้อย่างไร
หงอวี่คงจะสังเกตเห็นว่าเล่อเหนียงอารมณ์ไม่ดี จึงยื่นมือไปลูบศีรษะนุ่มฟูของนางเพื่อปลอบโยน
“เล่อเหนียงช่างว่านอนสอนง่ายและเก่งกาจเหลือเกิน สามารถเสกน้ำตาลที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลกให้แก่พวกเราได้”
“เล่อเหนียงต้องการใช้น้ำตาลขาวเหล่านี้ทำของอร่อยให้ข้าใช่หรือไม่”
หลังจากตกตะลึงกับน้ำตาลที่ปรากฏขึ้นมาจากความว่างเปล่า หงอวี่ผู้มีความคิดละเอียดรอบคอบก็เดาได้ทันทีว่านี่คือสิ่งที่เล่อเหนียงเสกขึ้นมา
“อืม อืม กิน!”
บทที่ 189: น้ำแกงไข่ไก่ใส่น้ำตาลทรายขาว
พอพูดถึงเรื่องอาหาร เล่อเหนียงก็นึกถึงบิดาที่กำลังต้มผลซานจาอยู่ในครัวทันที นางจึงเขย่งเท้าหอมแก้มของหงอวี่หนึ่งที พาสองขาเดินเตาะแตะ
นางต้องไปทำกั่วตานผี!
หงอวี่ถูกน้ำตาลทรายทำให้บาดเจ็บ ผลซานจาก็ถูกใส่ลงหม้อต้มแล้ว นางไม่อาจทิ้งงานกลางคันได้
ส่วนอาการบาดเจ็บของหงอวี่นั้น รอให้นางทำกั่วตานผีเสร็จก่อน แล้วค่อยตักน้ำวิเศษจากพื้นที่มิติมาให้เขาดื่ม ไม่นานอาการบาดเจ็บของเขาก็จะหายดี
คุณสมบัติล่ำค่าที่สุดของน้ำวิเศษในพื้นที่มิติของนางก็คือการต่อกระดูกและรักษาเส้นเอ็น อาการบาดเจ็บของหงอวี่นั้นเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับคุณสมบัติของน้ำวิเศษ รับรองว่าจะหายสนิทภายในสิบวันแน่นอน
ส่วนความรู้สึกผิดที่นางทำให้เขาบาดเจ็บนั้น นางสามารถชดเชยด้วยอาหารอร่อยๆได้
“พ่อ!”
เล่อเหนียงก้าวขาสั้นๆเข้าไปในครัวก็เห็นบิดานั่งง่วนอยู่หน้าเตา เอามือยันหัวแล้วแอบงีบหลับ
พอได้ยินเสียงของลูกสาว ฉินเหล่าซื่อก็สะดุ้งตื่นทันที
“เอ้อ ลูกพ่อ เจ้าดูสิแบบนี้ได้หรือไม่” ฉินเหล่าซื่ออุ้มเล่อเหนียงขึ้นมาให้นางดูในหม้อ
ผลซานจาได้ถูกต้มจนเปื่อยแล้ว ตอนนี้กลายเป็น้ำสีแดงสด มีความเหนียวหนืดดูน่ากิน
“น้ำตาล!”
เล่อเหนียงหันไปพูดกับแม่เฒ่าฉินที่อยู่ข้างๆ
แม่เฒ่าฉินส่ายหน้าอย่างขบขัน ที่แท้เด็กสาวอ้วนๆคนนี้กลายเป็นน้ำตาลทรายขาว เพราะอยากทำของอร่อยให้พวกเขากิน
แต่ฉินเหล่าซื่อกลับงุนงงสงสัย “น้ำตาลหรือ”
“น้ำตาลอะไร น้ำตาลมาจากไหน”
ไม่นานแม่เฒ่าฉินก็อุ้มโถดินเผาเข้ามาตามคำสั่งของหลานสาว นางค่อยๆใช้ช้อนตักน้ำตาลใส่ลงไปในหม้อ
“อ้าว! เท!” เล่อเหนียงส่ายหัวน้อยๆ บอกให้ผู้เป็นย่าเทน้ำตาลลงในหม้อ
แม่เฒ่าฉินทำหน้าเสียดายแต่ก็เติมลงไปอีกสองช้อน แล้วก็ไม่ยอมเติมอีก
สิ่งนี้คือน้ำตาลเลยนะ แม้ว่าแคว้นต้าหนิงจะมีน้ำตาล แต่โดยทั่วไปแล้วเป็นน้ำตาลแบะแซ ส่วนน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์เช่นนี้ พวกเขาเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก
นางรู้สึกเจ็บปวดใจที่ต้องใช้น้ำตาลทรายขาวอันมีค่านี้ไปของที่หน้าตาดูไม่น่าอร่อย
ฉินเหล่าซื่ออย่างอยากรู้อยากเห็นยื่นหน้าเข้าไปดู เมื่อเห็นน้ำตาลทรายขาวใสแวววาวในหม้อดินเผา ก็เอานิ้วจุ่มลงไปเล็กน้อยแล้วเอาเข้าปากด้วยความสงสัย
ดวงตาของเขาก็เปล่งประกายวาบขึ้นมาทันที ความรู้สึกแรกของเขาคือหวานจัง!
น้ำตาลหรือ เหตุใดถึงหวานขนาดนี้
ก่อนหน้านี้เขาเคยกินแบะแซมาก่อน แต่แบะแซกับน้ำตาลทรายขาวนี้ช่างต่างกันราวฟ้ากับดิน
“หลานรัก พวกเราไม่ใส่ดีกว่าไหม น้ำตาลนี้มันมีค่ามากนะ”
“ใส่ มี!” ก้นน้อยๆที่กำลังบิดไปมายังคงพูดกับย่าต่อไป
แม่เฒ่าฉินไม่มีทางเลือก ได้แต่ยอมตามใจหลานสาวที่กำลังงอแงอย่างไร้เหตุผล อย่างไรเสียน้ำตาลทรายขาวพวกนี้ก็เป็นของที่นางสร้างขึ้นมา ดูเหมือนจะใช้อย่างไรก็ได้
เมื่อเห็นสัญญาณจากเล่อเหนียง แม่เฒ่าฉินก็เทน้ำตาลทรายขาวลงไปเกือบสองชั่ง
สีหน้าอันเต็มไปด้วยความเจ็บปวดนั้นทำให้ผู้อื่นอดขำไม่ได้
แม่เฒ่าฉินกวาดตามองหนึ่งปราดฉิน พวกฉินเหล่าซื่อก็หดหัวพากันคนซานจาในหม้ออย่างว่าง่าย
ผลไม้ป่าเหล่านี้ใส่น้ำตาลทรายขาวอันมีค่าลงไปมากมาย ถึงแม้จะไม่อร่อยก็ต้องกินให้หมด!
ฉินเหล่าซื่อก็เริ่มคนเองผลซานจาในหม้ออย่างกระตือรือร้นโดยไม่ต้องให้เด็กน้อยพูด
ผ่านไปสักครู่เล่อเหนียงก็ร้องบอกให้หยุด “ยกขึ้น!”
ฉินเหล่าซื่อหาชามกระเบื้องใบหนึ่งแล้วตักผลซานจาที่ถูกเคี่ยวจนกลายเป็นน้ำใส่ลงไป
“ลูกรัก ตอนนี้กินได้หรือยัง” ฉินเหล่าซื่อถามด้วยสีหน้าประหลาดใจ
เขาเคี่ยวผลซานจามาเกือบหนึ่งชั่วยามแล้ว ตอนนี้เนื้อผลไม้ละลายกลายเป็นน้ำเชื่อมเหนียวข้นสีแดงดูน่ากิน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อครู่นี้พวกเขายังโรยน้ำตาลลงไปด้วยไม่น้อยเลยทีเดียว
สวี่ซิ่วอิงและสือไห่ถังก็ได้ยินว่าเล่อเหนียงทำของอร่อย จึงพากันมาล้อมดูอยากรู้ว่าเด็กหญิงตัวน้อยทำของอร่อยอะไร
แต่เมื่อพวกเขาเห็นสิ่งน้ำเชื่อมสีแดงในชามตรงหน้า ต่างก็เกิดความรู้สึกสงสัย การเคี่ยวผลซานจาจนออกมาเป็นแบบนี้ พวกเขาไม่เคยรู้มากก่อน น้ำเชื่อมสีแดงฉานนี้กินได้หรือ
“ขูด!”
เล่อเหนียงหยิบแผ่นขูดบนโต๊ะ วางลงในมือบิดาแล้วใช้มือทำท่าบอกความหนาเพื่อให้เขาไปหาแผ่นไม้มาตามความหนาที่นางบอก
ตอนนี้ ผู้คนในตระกูลฉินยิ่งสงสัยมากขึ้น สิ่งนี้ไม่สามารถกินได้เลยหรือ
สือไห่ถังผู้ชำนาญในการทำขนมเข้าใจได้ทันที
นางหันหลังวิ่งออกไปหาแผ่นไม้มาแผ่นหนึ่ง ล้างให้สะอาดแล้วยกเข้ามา จากนั้นค่อยๆทาน้ำเชื่อมผลซานจาที่เคี่ยวลงบนแผ่นไม้ แล้วยกออกไปตากแดด
คนอื่นเห็นดังนั้นก็พากันไปหาแผ่นไม้มาล้างให้สะอาด แล้วส่งให้สือไห่ถัง
ส่วนนางเล่อเหนียงนั่งยองอยู่ข้างๆ มองดูหญิงสาวสามคนผู้เฉลี่ยวฉลาดกำลังวุ่นวายอยู่
นางเงยหน้าขึ้นมองดวงอาทิตย์ คืนนี้เอาออกไปตากให้แห้ง คาดว่าคงต้องรอจนถึงค่ำถึงจะได้กิน
ตอนนี้นางคิดถึงเตาอบสมัยใหม่อย่างยิ่ง เพียงแค่อบสิบกว่านาทีก็ได้กินแล้ว
ที่นี่อย่าว่าแต่เตาอบเลย แม้แต่ไฟฟ้าก็ยังไม่มี
มือของนางถือกิ่งไม้วาดบางอย่างอยู่บนพื้น ก่อนจะมองดูแล้วเกิดความคิดอันกล้าหาญขึ้นในใจ
ไม่มีเตาอบสมัยใหม่ที่นี่ แต่สามารถใช้ดินเหนียวทำเตาอบได้นี่นา แค่จุดไฟใต้เตาอบก็สามารถแทนเตาอบสมัยใหม่ได้แล้ว แบบนี้ไม่เพียงแต่กั่งตานผีได้ แต่ยังอบขนมได้อีกด้วย
แต่ความคิดนี้นางก็ได้แต่คิดเท่านั้น ตอนนี้ยังไม่มีความสามารถที่จะทำให้เป็นจริงได้ ถึงแม้นางจะไม่ต้องลงมือเอง แต่นางก็ต้องใช้ปากพูดออกมา
น่าเสียดายที่ตอนนี้นางพูดได้เพียงไม่กี่คำ
นางเงยหน้าร้องครวญครางอีกครั้ง ชีวิตทารกที่น่าสงสารนี้จะผ่านพ้นไปเมื่อไหร่กันนะ
ทั้งครอบครัวช่วยกันทาน้ำเชื่อมลงบนแผ่นไม้แล้วนำไปตากแดด จากนั้นสายตาของผู้คนก็ถูกดึงดูดไปที่เตาไฟ บนเตามีหม้อซึ่งถูกเทน้ำตาลทรายลงไป
แม่เฒ่าฉินเห็นสถานการณ์แล้วก็โบกมือใหญ่ สั่งให้สือไห่ถังไปเอาไข่ไก่มาจากเล้าสองสามฟอง แล้วต้มน้ำแกงไข่ไก่ใส่น้ำตาลทรายขาวให้ทุกคนได้ลิ้มรสหวาน
ไม่นาน สือไห่ถังก็ต้มน้ำแกงไข่ไก่ใส่น้ำตาลทรายขาวเสร็จ คนอื่นๆต่างรีบตักใส่ชามคนละชามแล้วยกดื่มกันคนละหนึ่งอึก
พอได้ลิ้มรสชาติความหอมหวาน ทุกคนก็เปล่งเสียงอุทานด้วยความประหลาดใจ
แคว้นต้าหนิงมีน้ำตาลเหมือนกัน แต่เป็นน้ำตาลแบะแซ
น้ำแกงไข่ไก่ใส่น้ำตาลแบะแซนั้นเป็นอาหารบำรุงที่สำคัญที่สุดสำหรับสตรีหลังคลอด
โดยทั่วไปหลังคลอดบุตร ครอบครัวสามีมักจะเตรียมน้ำแกงไข่ไก่ใส่น้ำตาลแบะแซให้สตรีหลังคลอดที่อ่อนแอได้บำรุงร่างกาย แต่ก็มีเฉพาะในครอบครัวมั่งคั่งเท่านั้น ส่วนคนธรรมดาทั่วไปไม่มีโอกาสได้กินของดีเช่นนี้
สือไห่ถังกับสวี่ซิ่วอิงเคยกินน้ำแกงไข่ไก่ใส่น้ำตาลแบะแซมาก่อน รสชาตินั้นเทียบกับน้ำแกงไข่ไก่ใส่น้ำตาลทรายขาวนี้แล้วต่างกันราวฟ้ากับดิน
ไม่ช้าหม้อน้ำแกงก็ถูกพวกเขาแบ่งกันดื่มจนหมด เพียงแต่พวกเขารู้สึกว่ายังกินไม่พอ รสหวานนั้นยังคงวนเวียนอยู่บนปลายลิ้น ทำให้อยากจะกลืนทั้งลิ้นเข้าไปในท้องด้วย
“พอแล้ว ลองชิมรสชาติก็พอ คนในบ้านยังกลับมาไม่ครบ ตกค่ำค่อยต้มน้ำแกงไข่ใส่น้ำตาลทรายขาวอีกหม้อ คราวนี้ทุกคนก็จะได้กินคนละชาม”
“แต่มีข้อแม้อย่างหนึ่ง พวกเจ้าต้องปิดปากให้แน่น”
“เข้าใจแล้ว ท่านแม่”
“ท่านแม่ ท่านกำลังพูดอะไรหรือ เมื่อครู่พวกข้าไม่ได้กินไข่ต้มน้ำเปล่าหรอกหรือ”
ภายในห้องหงอวี่กำลังดื่มน้ำแกงไข่ใส่น้ำตาลขาวที่สวี่ซิ่วอิงป้อนให้ ตัดสินใจบางอย่างอย่างเงียบๆ!
บทที่ 190: หงอวี่ผู้เย่อหยิ่ง
สายลมฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านนำความเย็นสบายมาเป็นระลอก เสียงฆ้องดังขึ้นสามครั้งที่สำนักศึกษาในหมู่บ้านตระกูลฉิน
ไม่นานเด็กสิบกว่าคนก็วิ่งออกมาอย่างรื่นเริง บ้างก็วิ่งกลับบ้านเพื่อช่วยงานที่บ้าน บ้างก็รวมกลุ่มกันไปเล่นที่ริมแม่น้ำหรือเชิงเขาเพื่อหาอะไรสนุกๆเล่น
ฉินเหล่าเอ้อร์ถือหนังสือเล่มเก่าเดินกลับบ้านอย่างอ้อยอิ่ง
“อาจารย์ฉินเลิกสอนแล้วหรือขอรับ”
“บ้านข้านึ่งซาลาเปาไส้ผักป่าไว้ เชิญท่านแวะมาทานสักสองลูกนะขอรับ”
ชาวบ้านในหมู่บ้านตระกูลฉินเห็นฉินเหล่าเอ้อร์ก็พากันทักทาย
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร บ้านข้าเตรียมอาหารไว้แล้ว วันหลังข้าจะแวะไปพูดคุยกับพวกท่านนะ” ฉินเหล่าเอ้อร์ตอบกลับไป
หลังจากที่สำนักศึกษาในหมู่บ้านตระกูลฉินเปิดสอนอย่างเป็นทางการ ชาวบ้านก็เรียกฉินเหล่าเอ้อร์ว่าอาจารย์ฉิน
แต่เดิมฉินเหล่าเอ้อร์บอกว่าให้พวกเขาเรียกตนเองแบบเดิม แต่ชาวบ้านไม่ยอม เพราะรู้สึกว่าเป็นการไม่ให้เกียรติเขา
ฉินเหล่าเอ้อร์เถียงไม่ชนะพวกเขาจึงปล่อยให้พวกเขาเรียกตามใจ
“ลุงรอง ท่านเดินเร็วหน่อยเถอะ เดี๋ยวข้าต้องออกไปเล่นอีกนะ”
เด็กสามคนที่เดินนำหน้าหันกลับมามอง เห็นฉินเหล่าเอ้อร์กำลังเดินทอดอารมณ์จึงเอ่ยปากเร่งเร้าทันที
ฉินเหล่าเอ้อร์ตอบรับหนึ่งคำ แต่ฝีเท้ากลับไม่เร่งรีบ ยังคงก้าวเดินอย่างไม่รีบร้อน เรื่องนี้ทำให้เด็กสามคนด้านหน้าร้อนใจจนกระทืบเท้า
ฉินลิ่งเหวินและฉินลิ่งผิงวิ่งไปด้านหลังเขาใช้สองมือดันหลังเขาให้เดินไปข้างหน้า
ก่อนหน้านี้ หลังเลิกเรียนพวกเขาไปจับปลาที่ริมแม่น้ำโดยไม่ได้บอกที่บ้าน ผลคือเป็นตะคริวที่ขาจนเกือบเกิดเรื่อง นับแต่นั้นมาหลังเลิกเรียนหากต้องการไปเล่นที่ไหน จำเป็นต้องรายงานแม่เฒ่าฉิน
“ลุงรอง ท่านเดินเร็วขึ้นหน่อยสิ เดี๋ยวพวกเอ้อร์จู้จะมาหาข้าเแล้ว!”
ฉินเหล่าเอ้อร์มีรอยยิ้มซุกซนบนใบหน้า ฝีเท้าของเขาเดินช้าลง แทบจะต้องให้ฉินลิ่งเหวินกับฉินลิ่งผิงผลักให้เดิน
ลุงกับหลานชายหยอกล้อกันขณะเดิน พอก้าวเข้าประตูบ้านก็เห็นไม้หลายแผ่นวางอยู่ในลานบ้าน บนแผ่นไม้ยังมีสิ่งสีแดงๆเคลือบอยู่ชั้นหนึ่ง
“ท่านย่าสิ่งนี่คืออะไรหรือ กินได้หรือไม่”
เสี่ยวลิ่วยืนอยู่หน้ากระดานไม้น้ำลายไหลยืด พลางถามผู้เป็นย่าเสียงดัง
แม่เฒ่าฉินเห็นหลานๆ กลับมาจึงอุ้มเล่อเหนียงเดินออกจากด้านในห้อง
“อา อา!”
เล่อเหนียงเห็นพี่ชายหลายคนก็ดิ้นจะลงกับพื้น พอลงจากพื้นได้ก็วิ่งไปกระโดดโลดเต้นอยู่ข้างๆพวกเขา มืออวบอ้วนทั้งสองข้างกางออกกอดเสี่ยวลิ่วที่อยู่ใกล้ที่สุด
“อา พี่ชาย”
เด็กชายเห็นน้องสาวตัวอวบอ้วนก็รีบลืมของบนแผ่นไม้ทันที แล้วรุมแกงน้องสาวอย่างสนุกสนาน
“ท่านแม่ นี่คืออะไรขอรับ”
ฉินเหล่าเอ้อร์ใช้นิ้วจิ้มของบนกระดานไม้ สิ่งนี้สีแดง นุ่มนิ่ม และยังเหนียวติดมือ
แม่เฒ่าฉินยิ้มแล้วตอบว่า “นี่คือของอร่อยที่เล่อเหนียงทำให้พวกเรา ทำจากผลซานจาเคี่ยวจนเหนียว”
คราวนี้ฉินเหล่าเอ้อร์สงสัยขึ้นมา “ใช้ผลซานจาที่อยู่บนภูเขานั่นหรือขอรับ”
“ใช่แล้ว ฟู่หลินเก็บมาจากภูเขาตั้งแต่เช้าตรู่ แต่เดิมคิดจะเอาไปเลี้ยงไก่ แต่เล่อเหนียงเห็นเข้าก็เลยขอจากฟู่หลิน บอกว่าจะทำของอร่อยให้พวกเรา”
ตอนนั้นสือไห่ถังกลับมาจากเก็บผักข้างนอก เห็นเด็กๆเลิกเรียนแล้ว จึงเข้าไปกระซิบกระซาบกับแม่เฒ่าฉินว่า
“ท่านแม่ น้ำแกงไข่ที่ท่านพูดถึงตอนเที่ยงยังคงอยู่หรือไม่”
สือไห่ถังพูดจบก็รู้สึกว่าหน้าร้อนผ่าวเล็กน้อย นางรู้สึกราวกับว่าตนเองเป็นคนตะกละตะกลาม
แต่รสชาติของน้ำแกงไข่ใส่น้ำตาลทรายขาวนั้นอร่อยเหลือเกิน ตอนเที่ยงได้กินแค่ชามเล็กๆยังไม่หายอยาก
แม่เฒ่าฉินโบกมือ “ต้มเลย ใส่ไข่ลงไปหลายๆฟอง เคี่ยวในหม้อใบใหญ่ ให้ทุกคนในบ้านได้กินกันอย่างจุใจ”
“ได้ ข้าจะไปเตรียมทำอาหารเดี๋ยวนี้” สือไห่ถังรับคำอย่างดีใจ แล้วเริ่มกลับไปทำงานในครัวอีกครั้ง
“ท่านแม่ น้องสะใภ้สามพวกท่านกำลังเล่นปริศนาอะไรกัน” ฉินเหล่าเอ้อร์เอ่ยปากถามอย่างสงสัย
“เดี๋ยวถึงมื้อาหารเย็นเจ้าก็รู้เอง”
“น้องสาว สิ่งนี้กินได้หรือ”
ฉินลิ่งเหวินชี้ไปที่แผ่นไม้ที่มีสิ่งสีแดงเหนียวเหนอะเคลือบอยู่หนึ่งชั้นแล้วถามว่า
“กิน!” เล่อเหนียงตอบคำพี่ชายสั้นๆเพียงคำเดียว
นางเงยหน้ามองดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลาลับขอบฟ้า แล้วยื่นมือป้อมๆไปลูบน้ำเชื่อมบนแผ่นไม้ มันแห้งไปแล้วราวแปดส่วน ในใจคิดว่าดวงอาทิตย์ช่างร้อนแรงจริงๆ พลางแกะชิ้นหนึ่งใส่ปาก
รสชาติหวานอมเปรี้ยวที่ไม่ได้ลิ้มรสมานานระเบิดอยู่ในปาก เล่อเหนียงรู้สึกมีความสุขมากจนแทบจะลอยได้
อร่อย!
อร่อยจริงๆ!
รสชาตินี้แทบไม่ต่างจากรสชาติของขนมที่ใช้เทคโนโลยีและความพยายามอย่างหนักในปัจจุบันเลย
พวกฉินลิ่งเหวินจ้องมองของสีแดงที่เล่อเหนียงกำลังกินอยู่ตาเป็นประกาย พวกเขาไม่ได้กังวลว่าสิ่งนี้จะเป็นพิษแต่อย่างใด
เพราะสิ่งของแปลกประหลาดที่ตากไว้ในบ้าน ส่วนใหญ่ล้วนมาจากน้องสาวของเขา
น้องสาวของพวกเขาเป็นดั่งนางฟ้าตัวน้อยจากสวรรค์ที่ลงมาเยือนโลกมนุษย์!
เล่อเหนียงมองพี่ชายทั้งสามที่ยืนอยู่ข้างๆ กำลังมองนางกินขนมตาละห้อย นางจึงดึงหนึ่งชิ้นจากแผ่นไม้แล้วยัดเข้าปากพวกเขา ดวงตาของพี่น้องทั้งสามก็เปล่งประกายพร้อมกันทันทีที่ของสิ่งนั้นเข้าปาก
รสชาติอะไรกัน
ช่างอร่อยเหลือเกิน
ทั้งเปรี้ยวทั้งหวาน รสชาตินี้ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก แต่กลับอร่อยอย่างบอกไม่ถูก พวกพี่ชายกินหมดชิ้นหนึ่งแล้วก็จ้องมองน้องสาวอย่างตาละห้อยอีกครั้ง
อยากกินอีก!
แต่เล่อเหนียงไม่ให้พวกเขากินอีก เหตุผลหลักคือใกล้จะถึงเวลาอาหาร
ยังมีอีกอย่างคือต้องรอให้ทุกคนในครอบครัวมาพร้อมหน้ากันก่อนจึงจะกินได้ เป็นครั้งแรกที่นางทำของอร่อยๆ นับตั้งแต่มาถึงโลกใบนี้
เล่อเหนียงฉีกกั่วตานผีมาส่วนหนึ่ง แล้วเดินโซเซไปที่ห้องของหงอวี่
พี่ชายคนอื่นๆได้ลิ้มลองกันหมดแล้ว มีแต่พี่เจ็ดของนางที่ยังนอนอยู่บนเตียง และทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะพี่เจ็ดนอนอยู่บนเตียง
ดังนั้นจึงต้องตอบแทนให้ดีๆ
“พี่เจ็ด!”
เล่อเหนียงถือกั่วตานผีที่ทำเสร็จแล้วชิ้นหนึ่ง เดินโซเซเข้าไปในห้องของหงอวี่ แล้วยัดกั่วตานผีเข้าไปที่ปากของเขา
“กิน กิน!”
หงอวี่เห็นสิ่งที่มีสีแดงคล้ายแผ่นแป้งนั้นก็รู้สึกต่อต้านอยู่บ้าง แม้สีสันจะดูดีแต่ทำไมถึงรู้สึกว่ากินไม่ลง
เล่อเหนียงเห็นหงอวี่ส่ายหน้าปฏิเสธก็เบ้ปากน้อยๆ จ้องมองเขาตาไม่กะพริบราวกับว่าอีกจะร้องไห้ออกมา
หงอวี่รู้สึกว่าตนเองไม่สามารถเข้าใจท่าทางของเล่อเหนียงได้ เขาจึงตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว แล้วกัดของแปลกตาที่ยื่นมาถึงปากเข้าไป
เขาได้เตรียมใจไว้แล้วว่าสิ่งนี้จะต้องรสชาติแย่มาก แต่แล้วเขาก็ต้องเจอผลลัพธ์ต่างกันข้าม
เขาเคี้ยวสองสามครั้งอย่างไม่อยากจะเชื่อ รสชาติหวานอมเปรี้ยวกระตุ้นต่อมรับรสของเขาได้เป็นอย่างดี
แม้ใบหน้าของข้าจะแสดงออกถึงความไม่เต็มใจ แต่ความเร็วในการเคี้ยวกลับไม่ช้าลงเลย เคี้ยวไม่กี่ครั้งก็กลืนลงท้องไป
หลังจากกินเสร็จ ดวงตาของข้าจ้องมองเล่อเหนียงตรงๆ ราวกับจะบอกว่าเขาต้องการกินอีก!
จบตอน
Comments
Post a Comment