บทที่ 191: หาเงินเรียนหนังสือ
เล่อเหนียงยักไหล่ราวกับต้องการบอกว่าไม่มีแล้ว
นางเห็นความผิดหวังและกังวลวูบผ่านใบหน้าของหงอวี่ ศีรษะน้อยๆของเขาเอียงไปมา
เฮ้อ เขากำลังคิดจะทำอะไรอีกล่ะ ทำไมถึงดูหนักอกหนักใจตลอดเวลา ไม่เหมือนเด็กอายุเจ็ดแปดขวบเลยสักนิด หรือว่าเป็นเพราะนางไม่ให้เขากินซานจากวน
“ดื่มสิ!”
เล่อเหนียงหยิบน้ำวิเศษแก้วหนึ่งพร้อมหลอดดูดออกมาจากพื้นที่มิติ วางไว้ข้างเตียงให้เขาดื่ม นางไม่สนใจว่าหงอวี่คนนี้กำลังงอนอะไรกันแน่
แน่นอนว่าไม่มีทางเป็นเพราะซานจากวนแค่คำเดียวแน่! เรื่องเร่งด่วนตอนนี้คือการรักษาบาดแผลบนหน้าอกของเขาให้หาย
หงอวี่มองดูถ้วยเซรามิกและหลอดพลาสติกตรงหน้า แล้วจมดิ่งสู่ห้วงความคิด เขารู้สึกว่าเคยเห็นถ้วยเซรามิกใบนี้ที่ไหนมาก่อน
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็นึกออก นี่ไม่ใช่ถ้วยที่ท่านเทพวางไว้ในลานบ้านเพื่อให้อาหารนกหรอกหรือ
หงอวี่ยังไม่รู้ว่าชามทั้งหมดในพื้นที่มิติของเล่อเหนียงนั้นเหมือนกันทุกใบ
“ดื่มสิ” เล่อเหนียงเร่งให้หงอวี่รีบดื่มน้ำวิเศษในถ้วยให้หมด เพราะนางต้องการเก็บถ้วย
หงอวี่ทำใจอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอียงศีรษะใช้ปากดูดหลอดส่งน้ำวิเศษทั้งหมดลงท้อง
ช่างเถอะ
อย่างไรเสียก็เป็นของที่ภรรยาในอนาคตให้มา ต่อให้เป็นถ้วยสำหรับให้อาหารนก เขาก็ยอมทั้งนั้น
หากเล่อเหนียงรู้ความคิดในใจของเขา นางคงจะตบหน้าเขาแรงๆหนึ่งที
น้ำในด้วยนี้ไม่มีรสชาติใดเป็นพิเศษ รสชาติคล้ายกับน้ำจากบ่อน้ำ เพียงแต่มีกลิ่นหอมกว่าเท่านั้น
ในเวลานั้น จู่ๆเล่อเหนียงก็นึกขึ้นได้ว่า นางสามารถนำน้ำวิเศษจากพื้นที่มิติออกมาหนึ่งถังให้อาสะใภ้ดื่มได้
ก่อนหน้านี้ นางได้ยินจากหลี่อันว่า ขาของหลิวซิ่วเถาไม่ได้เป็นพิการมาแต่กำเนิด แต่เป็นเพราะได้รับบาดเจ็บและไม่ได้รักษาให้ดี จึงทำให้ขาของนางพิการ
รอยแผลเป็นจากไฟไหม้ที่น่ากลัวบนใบหน้าของอาเฉิงอันตอนนี้หายสนิท เขากลายเป็นอาหนุ่มผู้หล่อเหลา
แต่อาสะใภ้ซิ่วเถากลับรู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อยเพราะขาของตัวเองพิการ รู้สึกว่าไม่คู่ควรกับอาเฉิงอัน ช่วงนี้นางจึงพูดน้อยลงมาก
เล่อเหนียงจมอยู่ในความคิดที่ตบตีกันอยู่ในสมอง โดยไม่ได้สังเกตว่าสายตาของหงอวี่ที่นอนอยู่บนเตียงค่อยๆเปลี่ยนไป
ราวกับว่าเขาได้ตัดสินใจบางอย่างอย่างเงียบๆ และราวกับว่าเขากำลังเจ็บปวดและอาลัยอาวรณ์บางสิ่ง
“อาหารพร้อมแล้ว!”
หลังจากสือไห่ถังทำอาหารเสร็จก็ยืนอยู่ที่ประตูและตะโกนเรียกทุกคน
เพียงชั่วครู่ลิ่งเหวินที่พาลิ่งผิงและลิ่งอันออกไปเที่ยวสนุกนอกบ้าน ก็บังคับให้สือไห่ถังต้องเผยธาตุแท้ออก นางยืนเท้าสะเอวอยู่หน้าประตูลานบ้านและตะโกนเสียงดัง
ลิ่งเหวินได้ยินเสียงคำรามของมารดา ก็รีบลากน้องชายทั้งสองกลับบ้านทันที
ขาสั้นป้อมสองข้างพาเล่อเหนียงวิ่งไปยังห้องครัวด้วยตัวเอง
อาหารวันนี้ดูเหมือนจะเรียบง่ายกว่าปกติ มีเพียงน้ำแกงไข่หม้อใหญ่ ผัดผักหนึ่งจาน ผักดองหนึ่งจาน และจานเนื้อที่ดูดำมืดอีกหนึ่งจาน
หงอวี่ลอบคิดในใจ คนเจ็บผู้นี้อยากได้อาหารพิเศษ
เล่อเหนียง นางก็ต้องการอาหารพิเศษเช่นกัน ทุกวันนางกินไข่ตุ๋นหนึ่งชามกับโจ๊กเหนียวๆอีกหนึ่งชามทุกวันจนจะเบื่อแล้ว
ลิ่งอันมองดูชามเนื้อสีดำบนโต๊ะแล้วถามอย่างสงสัย “ป้าสะใภ้สามขอรับ เนื้ออะไรหรือขอรับ”
สือไห่ถังตักน้ำแกงใส่ชามพลางตอบอย่างเป็นธรรมชาติ “เป็นเนื้อที่ตักออกมาจากน้ำแกงที่ต้มให้หงอวี่”
จากนั้นก็บอกเรื่องที่หงอวี่บาดเจ็บให้เจ้าพวกตัวแสบรู้ พร้อมกับเตือนพวกเขาว่าในช่วงนี้อย่าได้แตะต้องตัวหงอวี่เป็นอันขาด หากกระดูกยังไม่หายดีจะแย่เอาได้
เล่อเหนียงที่กำลังกินไข่ตุ๋นอยู่ข้างๆ คิดว่า ป้าสะใภ้สามคิดมากเกินไป หากดื่มน้ำวิเศษของนางแล้ว ถ้ากระดูกยังไม่หายดีก็แสดงว่าน้ำวิเศษของนางคงกลายเป็นน้ำเสียไปแล้ว
เมื่อทุกคนมาพร้อมหน้า พวกเขายกชามน้ำแกงไข่ขึ้นชิม ทันทีสัมผัสถึงความหวานดวงตาก็เปล่งประกายวาบขึ้นมา
สว่างยิ่งกว่าหลอดไฟเสียอีก!
“หวานเหลือเกิน น้ำแกงนี้ใช้อะไรต้มงั้นหรือ เหตุใดถึงหวานเช่นนี้”
“อร่อยจริงๆ น้ำแกงไข่หวานเหลือเกิน หวานยิ่งกว่าลูกกวาดเสียอีก!”
ผู้คนในตระกูลฉินที่ได้ลิ้มรสน้ำแกงไข่เป็นครั้งแรกต่างรู้สึกประทับใจ พวกเขาเปล่งเสียงอุทานแล้วมุดหน้าลงไปในชาม ตั้งใจดื่มน้ำแกงอย่างเอาจริงเอาจัง
เมื่อเทียบกับความตื่นเต้นและกระตือรือร้นของพวกเขาที่ได้ดื่มเป็นครั้งแรก สือไห่ถังที่ไม่ได้เพิ่งดื่มเป็นครั้งแรกจึงดูสงบกว่ามาก เพียงแต่ความรวดเร็วไม่เท่าเขา
พวกเขาดื่มหมดชามแรกแล้วรีบตักชามที่สอง แม้กระทั่งเอาข้าวแช่ลงในน้ำแกงไข่ ข้าวหอมหวานก็เป็นอีกรสชาติหนึ่งอันน่าสนใจ
โชคดีที่แม่เฒ่าฉินสั่งให้ต้มน้ำแกงหม้อใหญ่ ไม่เช่นนั้นคงไม่พอให้พวกตะกละพวกนี้กิน
หลังจบมื้อหา เล่อเหนียงก็ลูบท้องน้อยๆ จูงมือท่านย่าไปที่ลานบ้านเพื่อเก็บซานจากวนของนาง
หลังจากตากแดดมาครึ่งวัน ซานจากวนก็แห้งไปแปดเก้าส่วนแล้ว
แม่เฒ่าฉินเห็นซานจากวนแผ่นบางเฉียบแล้วรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก นางยื่นมือไปบิดออกแล้วนำเข้าปาก
นางก็ถูกรสชาติหวานอมเปรี้ยวนี้ทำให้ยอมจำนนเกือบจะในทันที
นางไม่เคยรู้มาก่อนว่าผลไม้ป่าบนภูเขาที่ไม่มีใครสนใจสามารถทำให้มีรสชาติอร่อยเช่นนี้ได้
เมื่อไม่มีความอยากอาหาร แค่ได้ลิ้มลองสักหน่อย รับรองว่าจะทำให้เจริญอาหารอย่างแน่นอน
นางหยิบตะกร้าใบหนึ่งมา ม้วนซานจากวนลงไปในตะกร้าทั้งหมด แล้วนำไปที่ห้องครัวใช้มีดหั่นเป็นชิ้นเล็กๆใส่จานเพื่อนำไปให้คนในบ้านกิน
“นี่คือซานจากวนที่พวกเราทำวันนี้ใช่ไหม สีดูน่ากินทีเดียว” ฉินเหล่าซื่อหยิบขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียด จากนั้นยัดเข้าปาก พริบตาต่อมาก็ตกหลุมรักรสชาติหวานอมเปรี้ยวนี้เช่นกัน
เมื่อครู่เขากินจนอิ่มแปล้ แต่พอได้กินซานจากวนเข้าไป กลับรู้สึกว่าท้องไม่อืดอีกต่อไป
คนอื่นๆก็หยิบขึ้นมาใส่ปากเช่นกัน พวกเขาทั้งหมดต่างตกหลุมรักรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์นี้อย่างที่คาดเอาไว้
“ขาย!” เล่อเหนียงมองดูสีหน้าของพวกเขาแล้วตบมือเบาๆด้วยความดีใจพลางร้องขึ้นมา
นางทำซานจากวนนี้นอกจากเพื่อกินแล้ว ก็ยังอยากให้ป้าสะใภ้สามนำไปขาย
ครอบครัวของพวกเรายากจนนัก!
ฉินเหล่าซานและภรรยาสบตากัน พวกเขาก็คิดว่าหากนำสิ่งนี้ไปขาย คงจะได้รับความนิยมอย่างแน่นอน
ผลซานจาเหล่านี้ล้วนเป็นของป่าจากภูเขา ไม่จำเป็นต้องลงทุนอะไร สิ่งเดียวที่ต้องลงทุนก็คือน้ำตาลทราย แต่ต้นทุนของน้ำตาลทรายนั้นสูงเหลือเกิน
เล่อเหนียงดูเหมือนจะเข้าใจความกังวลของพวกเขา สองเท้าเล็ก เดินไปหยุดหน้าฉินเหล่าซาน แล้วยื่นมือไปหาเขา “อุ้ม!”
ฉินเหล่าซานรีบอุ้มนางขึ้นมาทันที เล่อเหนียงยัดซานจากวนเข้าปากเขา
“ขาย หนังสือ!”
เล่อเหนียงพยายามเปล่งคำที่ทำให้พวกเขาเข้าใจได้ทันทีที่ได้ยิน
ร่างกายของนางตอนนี้พูดได้แค่ไม่กี่คำ นางจึงต้องเลือกคำที่พวกเขาเข้าใจได้ง่ายที่สุดเพื่อสื่อสารกับพวกเขา
ฉินเหล่าซานเอ่ยปากด้วยสีหน้าซาบซึ้ง “เล่อเหนียง เจ้าหมายความว่าให้พวกเราทำของสิ่งนี้ไปขาย แล้วเอาเงินมาส่งเสียให้พี่ชายได้เรียนหนังสือใช่หรือไม่”
“อืมอืม!” เล่อเหนียงพยักหน้าอย่างแรง นั่นคือความหมายที่นางต้องการสื่อ ลุงสามเก่งจริงๆ!
“น่าเสียดายที่น้ำตาลนี้…”
แม่เฒ่าฉินเห็นท่าทางลังเลของบุตรชายจึงตัดสินใจแทนเขาทันที
“พอเถอะ ถ้าองค์หญิงต้องการให้เจ้าทำก็จงทำเถิด ส่วนเรื่องอื่นๆเจ้าไม่ต้องกังวล เจ้าเพียงแต่ขายมันให้ได้ราคาดี แล้วนำเงินมาส่งเสียพวกเด็กๆในบ้านให้ได้เรียนหนังสือ เมื่อพวกเขาประสบความสำเร็จก็อย่าลืมตอบแทนบุญคุณเล่อเหนียงสักครั้งก็พอ”
“ท่านแม่ ลูกจำไว้แล้ว!”
บทที่ 192: น้ำวิเศษรักษาโรค
รุ่งเช้าวันรุ่งขึ้น
นอกจากลิ่งผิงและลิ่งอันที่ไปสำนักศึกษา และฉินเหล่าเอ้อร์ที่ไปสอนหนังสือแล้ว คนอื่นๆในบ้านทุกคนต่างหิ้วตะกร้าขึ้นเขาไปเก็บผลซานจากันหมด
แม้แต่เล่อเหนียงก็เช่นกัน นางแบกตะกร้าที่พ่อเฒ่าจ้าวทำขึ้นให้เป็นพิเศษ ขยับขาน้อยๆเดินตามผู้เป็นย่าขึ้นเขาไปด้วย
แน่นอนว่าไม่รวมหงอวี่ เด็กโชคร้ายคนนั้นนอนป่วยอยู่บนเตียง ก่อนออกเดินทาง ท่านย่าได้ขอร้องให้แม่เฒ่าเฉินจากบ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อมาดูแลหงอวี่ให้หน่อย
ผลซานจาบนเขาสุกเกือบหมดแล้ว บางลูกร่วงหล่นอยู่บนพื้น
แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆไม่รังเกียจแม้แต่น้อย ตราบใดที่ยังไม่เน่าเสีย พวกเขาก็เก็บขึ้นมาทั้งหมด
ในสายตาของพวกเขา ผลซานจาเหล่านี้ไม่ใช่ผลไม้ป่าที่ไม่มีใครสนใจอีกต่อไป แต่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินได้
ฉินเหล่าซานและฉินเหล่าซื่อปีนขึ้นไปเก็บบนต้น สือไห่ถังของสวี่ซิ่วอิงและหลิวซิ่วเถาเก็บผลที่อยู่ด้านล่าง
เล่อเหนียง แม่เฒ่าฉิน และลิ่งตงนั่งยองๆ เก็บผลที่ร่วงอยู่บนพื้น
เล่อเหนียงเป็นคนอยู่ไม่สุข นางหาโอกาสได้ขึ้นเขายากนักจึงอยากจะหาอะไรมาทำสักหน่อย
ความจริงแล้วสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการแก้ปัญหาเรื่องน้ำตาลทราย นางต้องการน้ำตาลจำนวนมาก
แต่น้ำตาลในยุคนี้เป็นของหายากเช่นเดียวกับเกลือ
นางนั่งเก็บซานจาอยู่สักพัก แล้วค่อยๆเดินออกไปข้างนอก นางต้องการหลีกเลี่ยงผู้คนเพื่อนำของออกมาจากพื้นที่มิติ แต่แม่เฒ่าฉินรู้ทัน นางมองออกทันทีว่าหลานสาวต้องการทำอะไร นางจึงคว้าคอเสื้อของหลานสาวแล้วอุ้มกลับมา
“เด็กดีของย่า ตอนนี้บ้านเรายังไม่จำเป็นต้องให้เจ้าเสกอะไรออกมา”
เล่อเหนียงทำปากยื่น นางไม่พอใจ
ท่านย่ากลับขัดขวางไม่ให้นางแสดงกล
นางรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก
แต่แม่เฒ่าฉินแสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่ให้นางแสดงกล เมื่อวานนี้นางเสกน้ำตาลทรายอันล้ำค่าออกมา คงจะสูญเสียอายุขัยไปมาก นางไม่อาจปล่อยให้หลานสาวแสดงกลได้อีก
ดังนั้นไม่ว่าเล่อเหนียงจะงอแงอย่างไร แม่เฒ่าฉินก็ยังคงอุ้มนางไว้แน่น ไม่ยอมให้นางลงพื้นเด็ดขาด
เพราะหากปล่อยนางลงพื้น นางจะต้องก่อเรื่องแน่นอน
เล่อเหนียงซบไหล่ย่าท่าทางเหงาหงอย พลางกวาดตามองไปรอบๆ ทันใดนั้นก็เห็นสีเขียวที่คุ้นตาซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ไม่ไกลนัก
“อ๊ะ!” เล่อเหนียงชี้ไปที่พุ่มไม้แห่งหนึ่งพลางร้องขึ้น
แม่เฒ่าฉินคิดว่าเล่อเหนียงแสดงกลอีกแล้ว จึงตีก้นนางเบาๆ “หลานรักของย่า หากเจ้าเสกอะไรออกมาก็รีบเก็บกลับไปเสีย เมื่อวานเจ้าเสกน้ำตาลทรายออกมา ถือว่าได้รับพรมากพอแล้ว พวกเราไม่ควรเสกสิ่งของออกมาอีกนะ”
ฉินเยาเยาส่ายหน้า แล้วตะโกนเสียงดังลั่น “ไม่ใช่!”
แม่เฒ่าฉินชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วหันไปมองพุ่มหญ้าที่เล่อเหนียงชี้
“อ้าว ทำไมที่นี่ถึงมีดอกสายน้ำผึ้งมากมายเช่นนี้” แม่เฒ่าฉินกล่าวอย่างสงสัย
“อ๊า!” เล่อเหนียงร้องเสียงดังลั่น ท่านย่ากำลังใส่ร้ายนาง
แม่เฒ่าฉินรู้ตัวว่าตนเองใส่ร้ายเล่อเหนียง นางจึงอุ้มเล่อเหนียงขึ้นมาแล้วหอมแก้มนางแรงๆสองที
“ขอโทษด้วยนะ หลานรักของย่า ย่าเข้าใจเจ้าผิดไป”
“อา ไม่!”
เล่อเหนียงส่ายศีรษะน้อยๆ แล้วตบไหล่แม่เฒ่าฉินเบาๆ เป็นการแสดงว่านางให้อภัยนางแล้ว
แม่เฒ่าฉินลูบศีรษะเล็กๆของเล่อเหนียงอย่างเอ็นดู จากนั้นก็หันไปเรียกหลิวซิ่วเถาให้มาช่วยเด็ดดอกสายน้ำผึ้งเหล่านี้
ดอกสายน้ำผึ้งนี้ถือว่าเป็นของดีเหมือนกัน มีสรรพคุณมากมาย สามารถขับลมร้อน แก้ไข้ถอนพิษ และอื่นๆอีกมาก หากเก็บดอกสายน้ำผึ้งเหล่านี้ไปทั้งหมด ราคาก็ไม่ถูกเลยทีเดียว
หลิวซิ่วเถาไม่รู้จักดอกสายน้ำผึ้ง เพียงแต่รู้สึกคุ้นตาอยู่บ้าง แต่เมื่อท่านป้าบอกให้นางเก็บดอกเหล่านี้ นางก็ทำตาม
แม่เฒ่าฉินมองดูหลิวซิ่วเถาที่มีสีหน้างุนงงจึงอธิบายว่า “นี่คือดอกสายน้ำผึ้ง สามารถแก้ไข้ถอนพิษได้ เก็บกลับไปต้มน้ำดื่มได้”
“โรงหมอหลายแห่งรับซื้อดอกสายน้ำผึ้งนี้ เจ้าเก็บกลับไปตากแห้ง แล้วเอาไปขายก็จะได้เงินไม่น้อย เจ้าเด็ดให้มากหน่อย เงินที่ได้จากการขายก็ถือเป็นเงินส่วนตัวของเจ้า”
เมื่อได้ยินว่าสามารถขายเป็นเงินได้ หลิวซิ่วเถาก็ยิ่งขยันขันแข็งขึ้น อยากให้ดอกสายน้ำผึ้งมีมากกว่านี้จะได้เอาไปขายได้เงินมากขึ้น
ในใจของนางรู้สึกขอบคุณแม่เฒ่าฉินมาก แม่เฒ่าฉินคิดถึงครอบครัวของพวกเขาจริงๆ
ทางนี้หลิวซิ่วเถากับแม่เฒ่าฉินกำลังขะมักเขม้นเก็บดอกสายน้ำผึ้ง ส่วนทางโน้นสือไห่ถังและคนอื่นๆ ก็เก็บผลซานจาจนเต็มตะกร้าแล้ว
เมื่อตะกร้าเต็มจนไม่สามารถบรรจุอะไรได้อีก พวกเขาก็แบกซานจาลงเขาไปอย่างอาลัยอาวรณ์
……
บนถนนหลวงของเมืองปินไห่ รถม้าสีน้ำตาลคันหนึ่งแล่นเข้าสู่ตัวเมืองอย่างรวดเร็ว
รถม้าหยุดลงหน้าลานบ้านแห่งหนึ่งตรงมุมถนนด้านตะวันตกของเมืองปินไห่ ม่านประตูถูกยกขึ้น ชายหนุ่มอายุราวยี่สิบปีกระโดดลงจากรถม้าแล้วเดินอย่างรวดเร็วเข้าไปในลานบ้าน
“นายท่านห้า ข้าสืบทราบมาแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าและครอบครัวอยู่ในหมู่บ้านตระกูลฉินในอำเภอชิงเหอของเมืองหลวง”
ชายหนุ่มผู้นั้นกล่าวกับชายที่กำลังดื่มชาอยู่บนที่นั่งหลัก
ชายที่ถูกเรียกว่านายท่านห้าได้ยินดังนั้น มือของเขาก็สั่นเล็กน้อย ทำให้น้ำชาหกออกจากถ้วย
“ฉินเฟิง เจ้าพูดจริงหรือ เจ้าสืบทราบมาอย่างแน่ชัดแล้วหรือ” นายท่านห้ากล่าวอย่างตื่นเต้น
ฉินเฟิงตอบ “นายท่านห้า เรื่องเช่นนี้ข้าจะไม่สืบทราบให้แน่ชัดได้อย่างไร"
“ดีๆๆ รีบไปเตรียมตัวเร็วเข้า ข้าจะไปเมืองหลวง”
“ได้ขอรับ นายท่านห้า ข้าจะไปเตรียมการเดี๋ยวนี้”
……
หลังจากพวกฉินเหล่าซื่อลงจากเขากลับมาถึงบ้าน สิ่งแรกที่ทำคือล้างผลซานจาในตะกร้าทั้งหมดให้สะอาด
จากนั้นคนอื่นๆ นอกจากสือไห่ถังที่เตรียมอาหารกลางวัน ต่างหยิบไม้ไผ่มาควักเมล็ดผลซานจาออกทั้งหมดอย่างรู้หน้าที่โดยไม่ต้องพูดอะไรมาก
ไม่นานอาหารกลางวันก็เสร็จสิ้น สำนักศึกษาในหมู่บ้านก็เลิกเรียนแล้ว
เด็กชายสามคนที่ไปเรียนหนังสือพอกลับมาถึงบ้านก็เริ่มส่งเสียงโวยวายขึ้นมาว่า “หิวแล้ว หิวแล้ว ข้าอยากกินซานจากวน”
ผลก็คือพวกเขาถูกแม่เฒ่าฉินตีคนละที ทำให้พวกเขาหยุดส่งเสียงโวยวาย
อาหารกลางวันวันนี้เรียบง่ายมี ผัดผัก เน็ดผัดเห็ดหูหนู และซาลาเปา
หลังจากกินอาหารกลางวันเสร็จ ผลซานจาก็ล้างเสร็จแล้ว ฉินเหล่าซื่อทำตามที่เล่อเหนียงบอกเมื่อวาน นำผลซานจาที่เอาเมล็ดออกแล้วใส่หม้อเคี่ยวช้าๆ
ภายใต้การกำกับดูแลของเล่อเหนียง หงอวี่ถูกบังคับให้ดื่มน้ำวิเศษอีกหนึ่งชาม
หลังจากดื่มแล้วหงอวี่ถึงกับติดใจน้ำวิเศษ หลังจากดื่มหมดหนึ่งถ้วยแล้วก็ขอเล่อเหนียงเพิ่มอีกหนึ่งถ้วย
เล่อเหนียงย่อมพยักหน้าอนุญาต เขาอยากให้หงอวี่ดื่มสักสองถ้วยอยู่แล้ว
แน่นอนว่านางไม่ได้ลืมหลิวซิ่วเถา นางหยิบถังน้ำศักดิ์สิทธิ์ขนาดใหญ่ออกมาจากพื้นที่มิติแล้วให้แม่เฒ่าฉินนำไปให้หลิวซิ่วเถา
หลิวซิ่วเถาเห็นแม่เฒ่าฉินถือถังน้ำขนาดใหญ่มาที่ห้องของนางก็รู้สึกงุนงงเป็นอย่างยิ่ง
ข้าพิการแขนหรือขากันแน่ เหตุใดป้าจึงต้องนำน้ำมาให้ข้า หรือว่าเฉิงอันมีคนอื่นแล้ว ยังไม่ถึงหนึ่งอึดใจหลิวซิ่วเถาก็จินตนาการไปไกลเป็นเสียแล้ว
“ซิ่วเถาเอ๋ย สิ่งนี้คือน้ำที่เล่อเหนียงให้เจ้า มันสามารถรักษาขาของเจ้าให้หายดีได้”
“หา”
หลิวซิ่วเถามีสีหน้างุนงงอย่างยิ่ง น้ำสามารถรักษาอาการบาดเจ็บที่ขาได้หรือ
บทที่ 193: หาเงิน
“ซิ่วเถาเอ๋ย พวกเราอยู่หมู่บ้านตระกูลฉินมานานแล้ว เจ้าคงรู้ถึงความพิเศษของเล่อเหนียงแล้วกระมัง”
หลิวซิ่วเถาพยักหน้า นางรู้แน่นอน เพราะนางก็อยากมีลูกสาวเช่นกัน
อีกทั้งเพื่อให้ได้ลูกสาว นอกจากช่วงมีระดูแล้วก็มักจะลากเฉิงอันขึ้นเตียงแทบทุกวัน
แต่นางก็ยังไม่ตั้งครรภ์เสียที!
“เล่อเหนียงบอกว่าน้ำนี้รักษาขาของเจ้าได้ก็ต้องรักษาได้ อย่างไรก็ไม่มีอะไรเสียหาย เจ้าลองหน่อยเถิด!”
ความจริงไม่ต้องให้แม่เฒ่าฉินพูดหรอก แค่น้ำนี้เป็นน้ำที่แม่เฒ่าฉินหิ้วมาให้ถึงห้องด้วยตัวเอง อย่าว่าแต่น้ำวิเศษเลยต่อให้เป็นน้ำโสโครกนางก็ต้องแช่ดู
หลิวซิ่วเถารีบถอดรองเท้าถุงเท้าแล้วจุ่มเท้าลงไปในน้ำทันที พอเท้าสัมผัสน้ำก็รู้สึกชาวาบไปทั้งเท้า ราวกับมีปลาน้อยมากมายกำลังตอดเท้านางอยู่
ภายในห้องครัว
สือไห่ถังและคนอื่นๆเคี่ยวผลซานจาจนกลายเป็นน้ำเชื่อมแล้ว ตอนนี้ตัดสินใจไม่ได้ว่าควรใส่น้ำตาลเท่าไหร่ จึงวิ่งไปอุ้มเล่อเหนียงเข้ามาช่วย
เล่อเหนียงกลอกตาอย่างเบื่อหน่าย นางก็ไม่รู้ว่าควรใส่น้ำตาลเท่าไหร่ อยากหวานก็ใส่เยอะหน่อย อยากเปรี้ยวก็ใส่น้อยหน่อยสิ
แต่เมื่อเห็นป้าสะใภ้สามและคนอื่นๆจ้องนางตาโต จึงถอนหายใจเฮือกใหญ่
บ้านนี้ขาดนางไม่ได้จริงๆ!
……
รุ่งเช้าวันถัดมา ฉินเหล่าซานและสือไห่ถังก็เข็นรถเข็นขายของเล็กๆ ออกเดินเร่ขายไปตามท้องถนนในอำเภอ
“เร่เข้ามา เร่เข้ามา ซานตากวนรสหวานอมเปรี้ยว รับรองว่าได้ลิ้มลองครั้งหนึ่ง ต้องอยากกินอีกครั้งแน่นอน”
ฉินเหล่าซานส่งเสียงเรียกลูกค้าไปพลางเข็นรถไปพลาง
แต่เดิมพวกเขาแบกหาบสินค้าเดินขายไปตามท้องถนน ทั้งเหนื่อยและเสียเวลา โชคดีที่พ่อเฒ่าจ้าวใจดีช่วยทำรถเข็นล้อเดียวให้ ตอนนี้พวกเขาจึงไม่ต้องเหนื่อยมาก ทั้งยังบรรทุกของได้มากขึ้นด้วย
“พ่อค้า ซานจากวนที่เจ้าว่านั้นคืออะไรกัน เป็นซานจาจากภูเขาหรือ”
คุณชายในชุดหรูหราก็สนใจซานจากวนที่ฉินเหล่าซานร้องขาย
“ตอบคุณชาย ซานจากวนนี้ทำจากซานจาบนภูเขา แต่ปรุงด้วยสูตรลับเฉพาะของบ้านข้า มีรสชาติพิเศษไม่เหมือนใคร ถ้าท่านได้ลิ้มลอง ข้ารับรองว่าท่านจะติดใจ อยากชิมอีกแน่นอนขอรับ!”
คุณชายผู้มั่งคั่งถูกฉินเหล่าซานโน้มน้าว ความอยากรู้อยากเห็นพลันเกิด “ให้ข้าลองชิมสักชิ้นเถิด ถ้ารสชาติไม่ถูกปาก ข้าจะไม่จ่ายเงินนะ”
ฉินเหล่าซานใช้ไม้เล็กๆที่เหลาแล้วแทงเอาซานจากวนที่หั่นไว้แล้วออกมาจากกล่อง ส่งให้เขาพลางกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า
“ท่านวางใจได้ หากไม่ถูกปากข้าก็ไม่กล้ารับเงินหรอก”
คุณชายผู้มั่งคั่งนำซานจากวนเข้าปากเคี้ยวสองที ดวงตาก็เปล่งประกายวาบขึ้นมาทันที
“นี่...นี่มันรสชาติอะไรกัน ช่างแปลกใหม่เหลือเกิน ทั้งหวานทั้งเปรี้ยว ข้าไม่เคยลิ้มลองขนมหวานรสชาติเช่นนี้มาก่อนเลย”
“เร็วเข้า ขอข้าอีกชิ้นหนึ่ง!”
ฉินเหล่าซานหยิบออกมาจากกล่องสินค้าให้เขาอีกชิ้น
คุณชายผู้นั้นรีบคว้ามาใส่ปากอย่างใจร้อน รสสัมผัสนี้ช่างดีเหลือเกิน
เมื่อครู่เขาเพิ่งออกมาจากโรงเตี๊ยม แต่เดิมก็แค่ดื่มเหล้ากินอาหารจนอิ่มแล้วออกมาเดินย่อยสักหน่อย พอเห็นฉินเหล่าซานตะโกนขายซานจากวน เขาก็แค่อยากรู้อยากเห็นจึงเข้ามาดูโดยไม่ได้ตั้งใจจะซื้อ
พูดให้ถูกต้องก็คือเขาดูถูกของพวกนี้ ในความคิดของเขาของที่ซื้อจากพ่อค้าเร่ส่วนใหญ่ไม่ใช่ของดีอะไร คนที่ซื้อของจากพ่อค้าเร่ล้วนเป็นพวกยาจกทั้งนั้น แต่ตอนนี้ขนมชนิดนี้กลับลบความคิดนี้จากเขาไปจนหมด
“เจ้าขายซานจากวนนี้อย่างไร”
ฉินเหล่าซานกล่าวว่า “หนึ่งร้อยอีแปะต่อหนึ่งชั่ง!”
ราคานี้เป็นราคาที่ครอบครัวได้ปรึกษาหารือกันแล้ว แม้ว่าซานจาจะไม่มีค่า แต่น้ำตาลทรายขาวนั้นมีราคาแพง
น้ำตาลทรายขาวเป็นของมีค่า เป็นสิ่งที่เล่อเหนียงต้องแลกมาด้วยอายุขัย พวกเขาไม่อาจขายในราคาถูกได้
“อร่อยมาก อร่อยมาก เจ้ามีเท่าไหร่ก็ห่อให้ข้าทั้งหมด ข้าจะเอาทั้งหมด”
“ได้ขอรับคุณชาย!”
ฉินเหล่าซานตอบรับอย่างตื่นเต้น จากนั้นก็เริ่มห่อขนมอย่างคล่องแคล่วพร้อมกับสือไห่ถัง
ตอนนี้ฉินเหล่าซานและสือไห่ถังตื่นเต้นจนมือสั่นเล็กน้อย พวกเขาไม่เคยคิดว่าซานจากวนนี้จะกลายเป็นที่นิยมได้ขนาดนี้ ไม่คิดว่าพวกเขาเพิ่งเข้าเมืองมาไม่ถึงหนึ่งเค่อ ซานจากวนเหล่านี้ก็ขายหมดแล้ว
“คุณชายหลี่ ท่านกำลังทำอะไรหรือ”
คุณชายหนุ่มอีกสองคนที่แต่งตัวหรูหราเบียดเข้ามา
“คุณชายเฉิน คุณชายจาง พวกเจ้ามาได้เหมาะเจาะยิ่งนัก รีบลองชิมซานจากวนนี่เร็ว รสชาตินั้นเหนือความคาดหมายของพวกท่านแน่นอน!”
คุณชายอีกสองคนมองดูสิ่งของในกล่องสินค้าของฉินเหล่าซานด้วยสีหน้าสงสัย ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความรังเกียจ
“ของที่พวกขอท่านพวกนี้ขายจะอร่อยได้อย่างไร”
ก่อนที่ฉินเหล่าซานจะทันได้ลงมือ คุณชายหลี่ก็คว้าซานจากวนสองชิ้นยัดเข้าปากพวกเขา “พวกท่านลองชิมดูสิ มันอร่อยจริงๆนะ”
คุณชายเฉินและคุณชายจางที่ถูกยัดขนมจนเต็มปากกำลังจะคายของออกมา แต่รสชาติหวานอมเปรี้ยวที่ปลายลิ้นทำให้พวกเขาเผลอเคี้ยวมันโดยไม่รู้ตัว
“อืม อร่อย! อร่อยจริงๆ!”
คุณชายจางกินหมดปากแล้วก็ยื่นมือไปคว้าซานจากวนในกล่องสินค้าของฉินเหล่าซานอีก
คุณชายเฉินก็ทำเช่นเดียวกัน คว้ามาหนึ่งกำมือยัดเข้าปาก
ตอนนี้พวกเขาดูเหมือนขอทานข้างถนนที่ไม่ได้กินข้าวมาสามวัน ปากเคี้ยวซานจากวนหอมหวานอย่างรวดเร็ว
ท่าทางการกินนั้นไม่เหมือนคุณชายผู้มั่งคั่งที่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีเลย
ฉินเหล่าซานกลอกตาไปมาสองรอบแล้วพูดว่า “คุณชาย ซานจากวนเหล่านี้คุณชายหลี่ได้ซื้อไปทั้งหมดแล้ว หากท่านต้องการอีกสองสามวันข้าจะทำออกมาขายอีกได้หรือไม่ขอรับ”
ทันใดนั้นคุณชายจางและคุณชายเฉินก็ไม่พอใจ “คุณชายหลี่ ท่านหมายความว่าอย่างไร กล้าเก็บของดีไว้คนเดียวเชียวหรือ!”
คุณชายหลี่กล่าวว่า “ใครพบก่อนก็เป็นของคนนั้น ซานตากวนพวกนี้ข้าจองไว้แล้ว ถ้าพวกท่ายอยากกิน ครั้งหน้าก็ให้เขาทำอีกสิ!”
“ไม่ได้ ท่านต้องแบ่งให้ข้าบ้าง ช่วงนี้ภรรยาข้าแพ้ท้องหนักมาก เกือบครึ่งเดือนแล้วที่นางไม่ได้กินอะไรไม่ได้เลย ขนมรสหวานอมเปรี้ยวแบบนี้ต้องถูกปากนางแน่ๆ”
คุณชายหลี่ไม่ยอมรีบให้ฉินเหล่าซานห่อซานจากวนให้ตนเอง เขาจะเอากลับไปมอบให้กับมารดาที่บ้าน
“พ่อค้าขายเท่าไหร่ ข้าให้เป็นสองเท่า”
ฉินเหล่าซานตอบ “หนึ่งร้อยอีแปะต่อหนึ่งชั่ง!”
คุณชายจางพูดอย่างใจกว้าง “ข้าให้สองร้อยอีแปะ ห่อทั้งหมดให้ข้า!”
คุณชายเฉินก็รีบพูดตาม “ข้าให้สามร้อยอีแปะ ห่อทั้งหมดให้ข้า"
อย่างไรเสียพวกเขาก็ไม่ขัดสนเรื่องเงินทอง นานๆทีจะได้พบของแปลกใหม่เช่นนี้ พวกเขาต้องเอากลับไปให้ได้
คราวนี้คุณชายหลี่ไม่พอใจ และพูดอย่างโกรธจัด “พวกท่านหมายความว่าอย่างไร จะแย่งของกับข้าให้ได้ใช่หรือไม่”
คุณจางไม่ได้สนใจความโกรธของเขาแม้แต่น้อย “คุณชายหลี่พูดเช่นนี้ได้อย่างไร แย่งชิงอันใดกัน ผู้ใดให้ราคาสูงสุดย่อมได้ไป”
ฉินเหล่าซานและสือไห่ถังกำลังค่อยๆห่อซานจากวนพร้อมกับเงี่ยหูฟังการโต้เถียงของพวกเขาไปด้วย
หากพวกเขาสังเกตให้ดีก็จะเห็นรอยยิ้มอันภาคภูมิใจที่มุมปากของฉินเหล่าซาน
สิ่งนี้คือผลลัพธ์ที่ข้าต้องการ การขายซานจากวนในราคาหนึ่งร้อยอีแปะนั้นแพงเกินไปสำหรับครอบครัวทั่วไป แต่สำหรับบรรดาคุณชายผู้ร่ำรวยที่ใช้เงินราวกับน้ำไหลเช่นนี้ ไม่ได้ทำให้เขาเดือดร้อนแต่อย่างใด
บทที่ 194: ถึงจะโง่ แต่ก็เงินเยอะ
“เหล่าซื่อ ไม่รู้ว่าพวกเหล่าซานขายของเป็นอย่างไรบ้าง หนึ่งร้อยอีแปะไม่ใช่จำนวนน้อยๆเลยนะ ครอบครัวทั่วไปจะยอมจ่ายหนึ่งร้อยเพื่อซื้อขนมให้เด็กกินได้อย่างไร”
แม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียงนั่งอยู่ที่หน้าประตูลานบ้าน มองไปทางเข้าหมู่บ้านด้วยความกังวล
“ไม่มีอันใดให้กังวลหรอกท่านแม่ ถ้าขายได้บ้านเราก็ถือว่ามีรายได้ ถ้าขายไม่ได้ก็นำกลับมาให้เด็กๆกินเป็นขนม อย่างไรเสียก็ไม่ขาดทุน!”
เมื่อวานพวกเขาถกเถียงเรื่องการราคากันจนดึกดื่น แม้ว่าผลซานจาเหล่านี้จะเป็นของป่าไม่มีราคา แต่น้ำตาลทรายขาวที่เล่อเหนียงใช้อายุขัยสร้างขึ้นมานั้นมีราคาแพง อาจกล่าวได้ว่าเป็นขนมที่ใช้น้ำตาลทรายขาวทำเพียงชนิดเดียวในราชวงศ์ต้าหนิง
ดังนั้นถ้ากำหนดราคาต่ำไปพวกเขาก็จะรู้สึกขาดทุน แต่ถ้ากำหนดราคาสูงเกินไปครอบครัวทั่วไปก็ซื้อไม่ไหว
ในที่สุดจึงตัดสินใจกำหนดราคาที่หนึ่งร้อยอีแปะต่อชั่ง ครั้งนี้พวกเขาจะไปลองตลาดดู ถ้าหนึ่งร้อยอีแปะขายได้ พวกเขาก็จะทำซานจากวนต่อไป ถ้าขายไม่ได้ก็จะแบกกลับมาให้เด็กๆในบ้านกินเป็นขนม
แต่ราคาต่ำสุดของพวกเขาไม่สามารถต่ำกว่าหนึ่งร้อยอีแปะได้ พวกเขาไม่สามารถขายน้ำตาลทรายขาวที่เล่อเหนียงใช้อายุขัยแลกมาในราคาถูกได้!
เมื่อเทียบกับความรู้สึกกังวลของแม่เฒ่าฉินแล้ว สองสามีภรรยาฉินเหล่าซานและสือไห่ถังในอำเภอก็กำลังกินแตงอย่างเอร็ดอร่อย
“คุณชายหลี่ การกระทำของท่านเช่นนี้ไม่ยุติธรรมเลย ท่านอย่าลืมว่าครั้งก่อนตอนท่านเรียกเสี่ยวหงที่หออี๋หง ข้าเป็นคนจ่ายเงินให้ท่านนะ” คุณชายจางกล่าวด้วยสีหน้าโกรธเคือง
เขาไม่เคยเห็นผลซานจามาก่อน ยิ่งไปกว่านั้นข้าก็ไม่เคยได้ลิ้มลองรสชาติมันด้วย แต่รสสัมผัสอันเป็นเอกลักษณ์นี้ทำให้ผู้คนติดใจได้จริงๆ
มารดาของเขาเบื่ออาหารมาระยะหนึ่งแล้ว หากเขานำซานจากวนนี้กลับไปให้นาง บางทีนางอาจจะดีใจจนให้เงินเขาอีกหลายร้อยตำลึงเลยก็ได้ เพื่อให้เขานำไปกินดื่ม
ซานจากวนนี้ข้าต้องเป็นของเขา
คุณชายหลี่เดือดดาลที่ถูกเปิดโปงความลับ เขาชี้หน้าคุณชายจางด่าว่า
“บังอาจ ท่านยังมีหน้ามาพูดถึงข้าอีกหรือ ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ในบ่อน ถ้าไม่ใช่เพราะข้าใจดีช่วยออกเงินให้ท่านห้าสิบตำลึง ตอนนี้ท่านคงจะถูกตัดขาไปแล้ว!”
คุณชายเฉินเดิมทีก็อยากจะแทรกปากพูดบ้าง แต่เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนนั้นต่างก็เปิดโปงความลับของกันและกันแล้ว เขาจึงปิดปากเงียบอย่างรู้กาลเทศะ
เขาไม่อยากให้ใครมาเปิดโปงความลับของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้ที่เริ่มมีชาวบ้านเริ่มมามุงดูความสนุกแล้ว แม้ว่าเขาจะไม่ใช่คนดีอะไร แต่ก็ยังต้องรักษาหน้าตาไว้บ้าง
ดังนั้นคุณชายเฉินจึงค่อยๆเดินไปทางฉินเหล่าซาน “พ่อค้า ซานจากวนนี้ข้าให้ห้าร้อยอีแปะ รีบห่อให้ข้าเถอะ อย่าให้สองคนนั้นรู้ตัวเสียก่อน”
“ขอรับ” ฉินเหล่าซานรับคำแล้วรีบห่อซานจากวนอย่างคล่องแคล่ว
“หนึ่งชั่งห้าร้อยอีแปะ ที่นี่มีสิบชั่ง รวมทั้งหมดก็ห้าตำลึงนะขอรับ”
เมื่อวานทำซานจากวนไว้ประมาณยี่สิบชั่ง แต่เพราะวันนี้แค่มาลองตลาด จึงเอามาแค่สิบชั่งเท่านั้น
คุณชายเฉินโยนเงินก้อนหนึ่งให้ฉินเหล่าซาน แล้วอุ้มซานจากวนวิ่งหนีไป!
ตอนนั้นคุณชายจางและคุณชายหลี่จึงได้สติ พวกเขาวิ่งไล่ตามคุณชายเฉิน ไปสองสามก้าว แต่พบว่าไล่ไม่ทันจึงหันกลับมาหาฉินเหล่าซาน
“พ่อค้าเหตุใดเจ้าถึงผิดคำพูดเล่า ไม่ใช่บอกว่าจะขายให้ข้าหรอกหรือ เหตุใดเจ้าถึงขายให้คนอื่นได้”
คุณชายหลี่มองฉินเหล่าซานด้วยความโกรธ น่าโมโหจริงๆ ของใหม่สดแบบนี้กลับถูกเฉินหยางคนเจ้าเล่ห์นั่นแย่งไปเสียแล้ว
ทั้งที่เขาเป็นคนพบก่อนแท้ๆ
ฉินเหล่าซานแสร้งทำหน้าตกใจกล่าวว่า “คุณชายท่าน ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากขายให้ท่านนะขอรับ ข้าเพียงแต่เห็นท่านกับคุณชายข้างๆ นี้ดูเหมือนสหายที่ไม่ได้พบกันนาน ข้าก็ไม่อยากรบกวนคุณชายน่ะขอรับ”
“อีกอย่างคุณชายท่านนั้นใช้ราคาห้าร้อยอีแปะต่อชั่งมาข่มขู่ให้ข้าขายให้เขา ข้าจำใจต้องยอมขายให้เขาไป”
“เจ้า!”
คุณชายหลี่โกรธจัด “อะไรกัน เขาใช้ห้าร้อยอีแปะมาข่มขู่ให้เจ้าขายให้เขางั้นหรือ เห็นอยู่ชัดๆว่าเจ้าเห็นแก่เงิน เจ้าไม่รักษาคำพูด!”
ฉินเหล่าซานยักไหล่อย่างไร้เดียงสา “คุณชายพูดล้อเล่นแล้ว ข้าก็แค่พ่อค้าเร่ยากจนคนหนึ่ง ตลอดทั้งปีเดินขายของตามตรอกซอกซอยจนหลังงอบ่าถลอกถึงจะหาเงินได้สองตำลึงเพื่อเลี้ยงปากท้อง มีเงินมากองอยู่ตรงข้าจะไม่คว้าไว้เชียวหรือ”
คุณชายจางสำลักน้ำลาย คำพูดของฉินเหล่าซานทำให้เขาไม่สามารถหาคำมาโต้แย้งได้
“พ่อค้าเจ้าจะทำซานจากวนอีกเมื่อไหร่ ข้าขอจองทั้งหมด!”
สือไห่ถังกำลังจะเอ่ยปากแต่ถูกฉินเหล่าซานดึงไว้
“คุณชายขอรับ ข้าไม่ปิดบังท่าน แม้ซานจากวนนี้จะดูไม่น่าสนใจ แต่การทำมันนั้นยากยิ่งนัก อีกทั้งหากไม่ระวังก็อาจเสียหายได้ พวกข้าจึงไม่รู้ว่าจะทำเสร็จเมื่อใด”
เมื่อได้ยินฉินเหล่าซานพูดเช่นนั้น ใบหน้าของคุณชายจางก็ฉายแววผิดหวัง
ซานจากวนนี้ถูกปากเขาจริงๆ น่าเสียดายที่ถูกเฉินหยางคนเจ้าเล่ห์นั่นชิงไปเสียก่อน
แต่คุณชายหลี่ไม่สนใจเรื่องพวกนั้น เขาล้วงเงินหนึ่งก้อนออกมาจากอกเสื้อแล้วโยนให้ฉินเหล่าซาน
“ข้าไม่สน เงินข้าให้เจ้าแล้ว พรุ่งนี้เช้าส่งซานจากวนสามชั่งมาให้ข้า เงินที่เหลือถือเป็นค่าตอบแทนความเหนื่อยยากของเจ้า แต่หากเจ้ากล้าหลอกลวงข้า ข้าจะทำให้เจ้าเสียใจที่ได้เกิดมาบนโลกนี้!”
สือไห่ถังมองเงินในมือของฉินเหล่าซานก็พลันตื่นเต้นจนตัวสั่น
เงินยี่สิบตำลึงเชียวนะ!
อีกทั้งแค่สามชั่งเท่านั้นเอง!
เมื่อครู่คุณชายจางโยนเงินมาแค่สิบตำลึงเท่านั้น แต่คุณชายหลี่นี่ดีนักโยนมาถึงยี่สิบตำลึงเลยทีเดียว
ท่านแม่พูดไม่ผิดเลย คนในอำเภอนี้ช่างร่ำรวยและทำตามอำเภอใจ ถึงพวกเขาจะโง่ แต่พวกเขาก็มีเงินเยอะ
ฉินเหล่าซานมองเงินในมือที่หนักอึ้ง ในใจก็ตื่นเต้นไม่น้อย แต่เขาไม่ได้แสดงออกมากลับทำหน้าลำบากใจพลางกล่าวว่า
“ท่านผู้สูงศักดิ์ ท่านทำให้เหล่าซานลำบากใจเหลือเกิน การทำซานจากวนนั้นแสนยุ่งยากนัก บางครั้งต้มห้าหม้อถึงจะได้หนึ่งหม้อเท่านั้น”
“นั่นเป็นเรื่องของเจ้า ข้าไม่สน ยังไงเจ้าก็รับเงินของข้าไปแล้ว ที่เหลือเจ้าคิดหาทางเอาเอง” คุณชายหลี่พูดอย่างเย่อหยิ่งแล้วหมุนตัวเดินจากไป
สิ่งที่หลี่เฟยต้องการไม่เคยมีคำว่าไม่ได้ ครั้งนี้ทั้งที่เขาเป็นคนพบก่อน แต่กลับถูกเฉินหยางคนเจ้าเล่ห์นั่นแย่งชิงไปได้ เรื่องนี้เขาไม่อาจยอมแพ้ได้ ไม่อาจปล่อยให้เฉินหยางคนเจ้าเล่ห์นั่นขโมยความโดดเด่นไปทั้งหมด
คุณชายจางเห็นดังนั้นก็โยนเงินก้อนหนึ่งให้เขาเช่นกัน “ข้าก็เหมือนคุณชายหลี่ ข้าก็ต้องการสามชั่งเช่นกัน ถ้าทำไม่ได้เจ้าก็รอโดนข้าตีได้เลย”
ฉินเหล่าซานถือเงินสองก้อนที่หนักอึ้งไว้ในมือ ในใจตื่นเต้นจนแทบควบคุมไม่อยู่แล้ว แต่บนใบหน้ายังคงแสดงออกถึงความลำบากใจ มองแผ่นหลังของคุณชายจางและคุณชายหลี่ที่เดินจากไป
เมื่อพวกเขาเลี้ยวหายลับไปตามมุมถนน ฉินเหล่าซานก็รีบยัดเงินเข้าอก ลากภรรยาพร้อมรถเข็นสินค้าวิ่งหนีอย่างรวดเร็ว
เมื่อวิ่งมาถึงตรอกร้างแห่งหนึ่ง ฉินเหล่าซานก็มองดูเงินห้าก่อนด้วยความตื่นเต้น กัดแขนเสื้อไว้ก็ยังกลั้นเสียงหัวเราะไม่อยู่ เสียงหัวเราะประหลาดของฉินเหล่าซานดังก้องไปทั่วตรอกอันว่างเปล่า
ผู้คนที่อาศัยอยู่แถวนั้นได้ยินก็คิดว่ามีผีหลอกกลางวันแสกๆ พวกเขาตกใจรีบไปตามผู้อาวุโสที่เป็นนักพรตมาทำพิธีขับไล่ให้
บทที่ 195: ขึ้นเขาเก็บเงิน
ฉินเหล่าซานหัวเราะแล้วจอดรถเข็นไว้หน้าแผงเล็กๆของสหายที่รู้จักกัน แล้วพาภรรยาเดินเล่นรอบอำเภอชิงเหอ
เมื่อหาเงินได้ห้าสิบตำลึง ฉินเหล่าซานก็รู้สึกตื่นเต้นจนไม่อาจสงบจิตสงบใจได้ เขาเลยตัดสินใจพาภรรยาไปเดินเล่นในอำเภอชิงเหอที่ข้าวของมีราคาแพง
เขาอยากไปเดินดูในร้านเงินสักรอบ อยากไปดูกำไลเงินรูปแบบใหม่ หากแต่ไม่ใช่เพราะต้องการซื้อ แค่อยากดูของพวกนี้เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเอง
มิฉะนั้น เขามักจะรู้สึกเสมอว่าเงินห้าสิบตำลึงของเขาจะอยู่ได้เป็นเวลานาน
พวกเขาซื้อหนังสือมาสองสามเล่ม อุปกรณ์เครื่องเขียนบางสองสามอย่าง นำผลไม้กับขนมที่ทำมาจากบ้านมุ่งหน้าไปยังสำนักศึกษาเติงเคอ
“ท่านพ่อ ท่านแม่!”
“อาสาม อาสะใภ้สาม!”
ลิ่งหมิงกับลิ่งเฟิงเห็นฉินเหล่าซานที่ประตูหลังก็วิ่งโผใส่อ้อมกอดบิดามารดาอย่างมือความสุข ไม่มีความสุขุมของบัณฑิตเลยสักนิด
ส่วนลิ่งอวี่ที่เดินตามหลังมา ท่าทางกลับดูสุขุมและสง่างามขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ฉินเหล่าซานลูบหัวของลิ่งเฟิงและลิ่งหมิงด้วยความปลื้มปีติ แล้วตบไหล่ลิ่งอวี่อย่างห่วงใย ก่อนจะถามด้วยความเป็นห่วงว่า
“เป็นอย่างไรบ้าง เรียนที่สำนักศึกษาเป็นไปด้วยดีหรือไม่ มีเรื่องไม่บาดหมางกับสหายร่วมชั้นเรียนบ้างหรือเปล่า”
พี่น้องทั้งสามส่ายหน้า “อาสามวางใจได้ ที่สำนักศึกษาเพื่อนร่วมชั้นดูแลพวกข้าเป็นอย่างดี พวกข้าอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข!”
ฉินเหล่าซานพยักหน้า แม้ลิ่งอวี่จะดูสุภาพอ่อนโยน แต่นิสัยกลับดื้อรั้น หากเขาถูกรังแกจะไม่มีทางเก็บเงียบแน่นอน
สือไห่ถังยื่นหนังสือพร้อมอุปกรณ์เครื่องเขียนและขนมให้พวกเขา
“หนังสือเหล่านี้บิดาของพวกเจ้าเห็นว่าดีจึงซื้อมา รวมถึงอุปกรณ์เครื่องเขียนเหล่านี้ด้วย หากยังมีใช้อยู่ก็อย่าเพิ่งออกไปซื้อ ตอนนี้ข้างนอกวุ่นวายยิ่งนัก”
“ส่วนขนมเหล่านี้ทำเองที่บ้าน พวกเจ้าเอาไปแบ่งให้สหายร่วมชั้นเรียน อันที่เป็นสีแดงคือซานจากวนที่เล่อเหนียงคิดค้นขึ้น มีรสหวานอมเปรี้ยว ช่วยเจริญอาหาร”
“หา น้องสาวคิดค้นเองหรือขอรับ”
พวกฉินลิ่งอวี่ทั้งสามคิดว่าตนได้ยินผิด พวกเขาจ้องมองสือไห่ถังพร้อมกัน ราวกับต้องการค้นหาความจริงจากดวงตาของนาง
สือไห่ถังยิ้มเล็กน้อยแล้วลดเสียงลงเล่าให้พวกเขาฟังว่าเล่อเหนียงทำซานจากวนและทำให้เป็นรูปทรงได้อย่างไร ทั้งยังเล่าเรื่องที่หงอวี่ถูกน้ำตาลที่นางนำออกมาหล่นหน้าอกหงอวี่จนกระดูกหักให้เด็กชายทั้งสามคนฟัง
ดวงตาของสามคนเล็กพลันเปี่ยมไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ พวกเขารู้สึกสงสารหงอวี่อย่างบอกไม่ถูก
เขาช่างเป็นเด็กที่โชคร้ายเหลือเกิน!
ทันใดนั้นฉินเหล่าซานก็ล้วงเงินออกมาจากอกเสื้อให้พวกเขา “เงินหนึ่งตำลึงข้าให้พวกเจ้าเก็บเอาไว้ใช้ หากขาดเหลืออะไรก็ไปซื้อเองเถิด!”
ฉินลิ่งอวี่โบกมือปฏิเสธ “อาสาม ข้ายังมีเงินอยู่!”
ฉินเหล่าซานยัดเงินใส่อกเสื้อของเขาทันที “ข้าให้ก็รับไว้เถอะ อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ พวกเจ้าสามคนไม่ได้เรียนวิชาเสริมเลยสักวิชา!”
ลิ่งอวี่และอีกสองคนก้มหน้าด้วยความละอาย ไม่ใช่พวกเขาไม่อยากเรียน ทว่าพวกเขาไม่กล้าเรียนต่างหาก
แต่เดิมตามกฎของอาจารย์ใหญ่ นักเรียนทุกคนต้องเรียนวิชาเสริมอย่างน้อยหนึ่งวิชา
แต่การเรียนวิชาเสริมต้องซื้ออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น วิชาดนตรีก็ต้องซื้อขลุ่ยหรือปี่ ค่าใช้จ่ายรวมกันแล้วเดือนหนึ่งก็ต้องใช้เงินถึงสองตำลึง
พวกเขารู้ว่าตอนนี้ที่บ้านมีรายได้เพิ่มขึ้นบ้าง แต่ปีหน้าน้องชายที่เหลือก็ต้องเริ่มเรียนหนังสือ ค่าใช้จ่ายของบ้านจะยิ่งเพิ่มขึ้นอีก
พวกเขาจึงไม่กล้าเรียนวิชาเสริม
ฉินเหล่าซานตบไหล่ฉินลิ่งอวี่เบาๆ แล้วกล่าวว่า “พอเถอะ พวกเรากลับกันเถอะ เข้าเรียนวิชาที่ต้องเรียนเถิด ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินทอง ตอนนี้หน้าที่หลักของพวกเจ้าคือตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ส่วนเรื่องเงิน พวกเขาจะคิดหาหนทางเอง”
พวกฉินลิ่งอวี่พยักหน้า แล้วเดินจากไปอย่างอาลัยอาวรณ์
“ภรรยา พวกเรากลับกันเถอะ ป่านนี้ท่านแม่คงเป็นห่วงแย่แล้ว”
……
แม่เฒ่าฉินออกมาชะเง้อมองประตูลานบ้านอยู่หลายครั้ง แม้ว่าเหล่าซานและไห่ถังเพียงออกไปได้เพียงครึ่งวัน พูดตามเหตุผลตอนนี้ยังไม่ถึงเวลากลับของพวกเขา แต่นางก็เป็นห่วงพวกเขาจนนั่งไม่ติด
นางรู้สึกร้อนใจยิ่งนัก
เล่อเหนียงนั่งอยู่บนขั้นบันได มือทั้งสองประคองแก้มมองท่านย่าที่ชะเง้อมองที่ประตูลานบ้านเป็นครั้งที่สิบสาม พลางถอนหายใจอย่างจนปัญญา
ท่านย่าร้อนใจเกินไป หากการค้าขายดีก็คงกลับมาเร็วกว่านี้
แต่ถ้าไม่มีใครสนใจเล่า
พูดตามตรงราคาที่ท่านย่าตั้งไว้หนึ่งร้อยอีแปะต่อชั่งนั้นแพงเกินไปจริงๆ ที่นี่หนึ่งร้อยอีแปะสามารถซื้อเนื้อหมูได้หลายชั่ง ครอบครัวทั่วไปจะยอมจ่ายหนึ่งร้อยอีแปะเพื่อซื้อขนมให้เด็กกินได้อย่างไร
เมื่อคืนนางได้คัดค้านไปแล้ว ขอร้องให้ท่านย่าตั้งราคาต่ำกว่านี้ แต่หญิงชราผู้นี้ดื้อดึงเชื่อว่าน้ำตาลทรายขาวนี้คือสิ่งที่นางใช่อายุขัยแลกมา และไม่ยอมลดราคาลงแม้แต่น้อย
น้ำตาลทรายขาวสำหรับผู้คนในยุคนี้เป็นของหายาก แต่สำหรับนางไม่ใช่เลย!
“ท่านแม่ ข้ากลับมาแล้ว!”
เล่อเหนียงมองดูย่าของนางอย่างตกตะลึง นางพุ่งออกไปอย่างรวดเร็วราวกับประทัดลูกเล็ก
แล้วนางก็รู้สึกว่าร่างกายของนางก็ถูกยกสูงขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว
“หลานรักของลุงสาม เจ้าช่วยลุงสามได้มากทีเดียว”
ฉินเล่าซานทำปากจู๋หอมแก้มของเล่อเหนียงอย่างแรงสองที เล่อเหนียงใช้สองมือผลักหัวของลุงสามผู้นี้สุดแรง และปฏิเสธหัวชนฝา
หนวดเครายาวเฟิ้มของลุงสามแข็งกระด้าง ใบหน้าขาวนุ่มของนางแดงไปหมดแล้ว
แม่เฒ่าฉินสังเกตเห็นจึงรีบวิ่งเข้าไปแย่งเล่อเหนียงมาอุ้มไว้เอง แล้วเขลกหัวลูกชายเบา ๆ ทีหนึ่ง
“ไปๆๆ เจ้าไม่ได้โกนหนวดมานานเท่าไหร่แล้ว ดูสิ ทำให้แก้มหลานสาวสุดที่รักของข้าแดงไปหมด!”
ฉินเหล่าซานเกาศีรษะพลางหัวเราะเบาๆ “ท่านแม่ ข้าแค่ตื่นเต้นเกินไปน่ะ”
“เล่อเหนียง ลุงสามขอโทษนะ ลุงสามทำให้เจ้าหรือไม่”
เล่อเหนียงส่ายหน้า “ไม่เจ็บ!”
คนอื่นในตระกูลฉินได้ยินเสียงก็วิ่งออกมา เมื่อเห็นใบหน้าอันเปี่ยมด้วยความสุขของฉินเหล่าซาน พวกเขาก็รู้ทันทีว่าเรื่องซานจากวนสำเร็จแล้ว
“เหล่าซาน ค้าขายเป็นอย่างไรบ้าง”
แม่เฒ่าฉินเอ่ยถามด้วยความกังวล
ฉินเหล่าซานล้วงเงิสองก้อนและเหรียญทองแดงอีกเล็กน้อยออกมาจากอกเสื้อวางบนโต๊ะ
ผู้คนในตระกูลฉินมองเงินสองก้อนนั้นแล้วอดไม่ได้ที่จะสูดหายใจ
“นี่มันเงินก้อนละยี่สิบตำลึงเชียวนะ”
“สองก้อนก็สี่สิบตำลึงสิ”
แม่เฒ่าฉินกลืนน้ำลายแล้วถามอย่างไม่แน่ใจว่า “เงินพวกนี้ได้มาจากการขายซานจากวนทั้งหมดเลยหรือ”
ฉินเหล่าซานตอบว่า “ใช่ว่าใช่ก็ไม่เชิง!”
จากนั้นเขาก็เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอำเภอให้ทุกคนฟังอย่างละเอียด
คนอื่นๆได้ยินแล้วต่างนึกในใจว่า คนในอำเภอนั้นช่างโง่เขลา มีเงินมากและรักอิสระจริงๆ!
แม่เฒ่าฉินเก็บเงินไว้แล้วพูดว่า “ข้าจะอยู่บ้านทำอาหาร ดูแลหงอวี่ เล่อเหนียงและลิ่งตง ส่วนคนอื่นๆรีบเข้าป่าตั้งแต่เช้าเพื่อเก็บซานจาให้ได้มากขึ้น คืนนี้พวกเจ้าทุกคนต้องพยายามทำซานจากวนให้เสร็จ พรุ่งนี้เราจะขายแล้วแบ่งเงินกัน”
“อ้อ ยังมีดอกสายน้ำผึ้งด้วย เมื่อวานยังเหลืออีกมากที่ยังไม่ได้เก็บ เดี๋ยวเก็บกลับมาด้วยนะ”
“ท่านแม่ ข้าเข้าใจแล้ว”
“ท่านป้า วางใจได้!”
ทุกคนในครอบครัวฉินต่างแบกตะกร้าขึ้นหลังมุ่งเข้าป่า
ใบหน้าของพวกเขาเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มตื่นเต้น หากไม่รู้เรื่องคงคิดว่าพวกเขากำลังเข้าป่าไปเก็บเงินเสียอีก
บทที่ 196: เข้าเมืองส่งของให้คนรวยผู้โง่เขลา
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น
พวกฉินเหล่าซานแบกซานจากวนที่ทำเสร็จแล้วเข้าตัวเมืองของอำเภอ เพื่อส่งให้แก่คุณชายสองคนที่ไม่ขาดเงินทอง
วันนี้พวกเขาเข้าเมืองโดยไม่ได้ทำขนมอย่างอื่น เพียงแค่นำซานจากวนที่ทำเมื่อวานมาเท่านั้น
เมื่อพวกเขาไปถึงคุณชายทั้งสองก็รออยู่ที่นั่นแล้ว
“คนรวยพวกนี้ช่างชอบแข่งขันกันจริงๆ” ฉินเหล่าซานพึมพำประโยคหนึ่งก่อนจะหยิบซานจากวนที่ห่อไว้ออกจากตะกร้า มอบให้พวกเขาแล้วเดินเข้าไปโรงยาที่มุมถนน
เจ้าของโรงยากำลังยืนถอนหายใจอยู่หน้าตู้ยา ก็ได้ยินเสียงดังกังวานของชายคนหนึ่งดังขึ้น
“เถ้าแก่ ที่นี่รับซื้อดอกสายน้ำผึ้งหรือไม่ขอรับ”
เถ้าแก่ร้านขายยาหันขวับมามองก็เห็นฉินเหล่าซานและสือไห่ถังยืนอยู่หน้าตู้ยา แต่ละคนแบกตะกร้าอยู่บนหลังคนละใบ
“เจ้าพูดว่าอะไรนะ เจ้ามีดอกสายน้ำผึ้งหรือ”
เถ้าแก่ร้านขายยามองตะกร้าบนหลังของพวกเขาอย่างตื่นเต้น
ฉินเหล่าซานตอบว่า “ขอรับ เมื่อไม่กี่วันก่อนข้าเก็บดอกสายน้ำผึ้งมาบนภูเขา ไม่ทราบว่าเถ้าแก่รับซื้อหรือไม่”
“ซื้อๆๆ เจ้าเอามาให้ข้าดูก่อน!”
ฉินเหล่าซานหันหลังเพื่อให้เจ้าของร้านสามารถมองเห็นสิ่งของในตะกร้าหลังของเขาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
“ใช่ๆๆ นี่คือดอกสายน้ำผึ้ง!”
ช่วงไม่กี่วันมานี้ เขาแทบจะกินไม่ได้นอนไม่หลับ เพราะคิดถึงแต่เรื่องดอกสายน้ำผึ้งจนตอนนี้ร่างกายทรุดโทรมไปหมด
ใครจะรู้ว่าวันนี้สวรรค์จะประทานพรมาให้เขาถึงหน้าประตู เช่นนี้จะไม่ให้ตื่นเต้นได้อย่างไร
ฉินเหล่าซานยิ้มพลางถามว่า “เถ้าแก่ ดอกสายน้ำผึ้งนี้ตอนนี้ราคาเท่าไหร่หรือ”
เมื่อเห็นท่าทางตื่นเต้นของเถ้าแก่ร้าน ฉินเหล่าซานก็รู้ว่าดอกสายน้ำผึ้งนี้ต้องเป็นของขาดตลาด เขาจะขายดอกสายน้ำผึ้งเหล่านี้ในราคาถูกไม่ได้
เจ้าของร้านเป็นคนฉลาด เขาสามารถรู้ได้จากคำพูดของฉินเหล่าซานว่าอีกฝ่ายก็เป็นคนที่รู้เรื่องเช่นกัน จึงไม่กล้าหลอกลวงเขา
“ดอกสายน้ำผึ้งนี้ ถ้าดอกสดราคายี่สิบอีแปะต่อชั่ง ถ้าตากแห้งแล้วราคาสี่สิบอีแปะต่อชั่ง”
ฉินเหล่าซานพยักหน้าเบาๆ ราคานี้อยู่ในขอบเขตที่เขาคาดการณ์ไว้
แต่สือไห่ถังกลับรู้สึกประหลาดใจ นางไม่เคยรู้มาก่อนว่าดอกไม้ป่าเหล่านี้จะขายได้ถึงสี่สิบอีแปะต่อชั่ง
สือไห่ถังเอ่ยปากด้วยความสงสัย “ดอกสายน้ำผึ้งเหล่านี้ปกติเห็นได้ทั่วไปบนภูเขา เหตุใดตอนนี้ราคาจึงสูงเช่นนี้”
เจ้าของร้านยิ้มขมขื่น “เจ้าก็บอกว่าปกติแล้ว แต่ตอนนี้อากาศร้อนจัด ผู้คนมากมายเป็นลมแดดได้ง่าย การแก้ร้อนจำเป็นต้องใช้ดอกสายน้ำผึ้ง”
“แต่ก่อนดอกสายน้ำผึ้งตากแห้งก็ขายเพียงสิบอีแปะต่อชั่ง แต่ตอนนี้เกิดภัยแล้ง ผู้คนส่วนใหญ่พาครอบครัวออกจากอำเภอชิงเหอไปแล้ว ราคาจึงแพงขึ้น”
ฉินเหล่าซานกลอกตาไปมาสองรอบแล้วกล่าว “เถ้าแก่ ชั่งสมุนไพรเหล่านี้ก่อนเถิด พวกข้ายังมีธุระต่ออีก”
เขายื่นมือไปปลดตะกร้าบนหลังของสือไห่ถังลงมา เทดอกสายน้ำผึ้งในตะกร้าลงในกระด้งใหญ่เพื่อให้เขาชั่ง
เถ้าแก่ร้านหยิบลูกตุ้มมาชั่ง “แบบแห้งทั้งหมดสี่ชั่งแปดเหลียง*[1] ข้าจะคิดให้เจ้าห้าชั่ง”
“ดอกสดทั้งหมดสิบเอ็ดชั่ง รวมแล้วเป็นสี่ร้อยยี่สิบอีแปะ”
พูดจบก็หยิบออกมาห้าพวง แก้เชือกพวงหนึ่งนับเหรียญทองแดงยี่สิบเหรียญ แล้วผลักไปให้ฉินเหล่าซานพร้อมกับเงินอีกสี่พวง
ฉินเหล่าซานรับเงินมา พลางยิ้มจนปากจะฉีกถึงรูหู
เขาไม่คิดว่าดอกสายน้ำผึ้งจะขายได้ราคาสูงเช่นนี้ ปกติแล้วดอกสายน้ำผึ้งตากแห้งหนึ่งชั่งจะขายได้แค่สิบอีแปะ แต่ตอนนี้ตากแห้งแล้วกลับขายได้ถึงห้าสิบอีแปะ
“เถ้าแก่ ที่บ้านข้ายังมีดอกสายน้ำผึ้งอีกมาก ท่านจะรับซื้ออีกหรือไม่”
เถ้าแก่ร้านขายยากล่าวอย่างยินดี “รับแน่นอน มีเท่าไหร่ก็รับเท่านั้น ราคาก็ยังคงเท่าเดิม”
“ถ้าเช่นนั้นก็ดี พวกข้าเก็บเสร็จแล้วจะส่งมาที่ร้านท่าน ท่านอย่าได้เอาเปรียบพวกข้าชาวบ้านตาดำๆเชียวนะ”
ฉินเหล่าซานพวกเขาเก็บเงินไว้ในอก ก่อนจะมุ่งหน้าไปสำนักศึกษาเติงเคอ จากนั้นก็รีบกลับบ้านโดยไม่หยุดพัก
สือไห่ถังถึงกับร้องเพลงอย่างมีความสุข รู้สึกราวกับสองวันนี้ตนเองอยู่ในความฝัน มันช่างน่าเหลือเชื่อเหลือเกิน
นางไม่เคยคิดมาก่อนว่าดอกสายน้ำผึ้งที่พบเห็นได้ทั่วไปตามข้างทางจะขายได้ราคาสูงเช่นนี้
กลับถึงบ้านฉินเหล่าซานมอบเงินให้แก่แม่เฒ่าฉิน แล้วเล่าเรื่องที่เถ้าแก่ร้านขายยาพูดทั้งหมดให้แม่เฒ่าฉินฟัง
แม่เฒ่าฉินถือเหรียญทองแดงที่หนักอึ้งในมือด้วยความยินดียิ่ง
วันเวลาช่างผ่านไปอย่างมีความหวังยิ่งนัก!
นางส่งเหรียญทองแดงที่ได้จากการขายสมุนไพรให้แก่หลิวซิ่วเถา พลางกล่าวว่า “เก็บไว้ให้ดี หากขาดเหลือสิ่งใดก็จงไปซื้อมา อย่าได้เสียดายเงินทองจนไม่กล้าซื้อสิ่งนี้สิ่งนั้นอีกเลย ดูสิ เสื้อผ้าของลิ่งตงคับแน่นจนใส่ไม่ได้แล้ว”
หลิวซิ่วเถารับเงินไว้แล้วมองหน้าฉินเฉิงอันอย่างงุนงง แม้ก่อนหน้านี้นางจะได้ยินเขาพูดว่าเงินที่ได้จากการขายดอกสายน้ำผึ้งทั้งหมดจะมอบให้นางเป็นเงินส่วนตัว แต่นางก็คิดว่าเขาแค่พูดเล่น จึงไม่ได้คิดเป็นจริงเป็นจึง
แต่บัดนี้เมื่อเงินอยู่ในมือแล้ว นางกลับรู้สึกงุนงงขึ้นมา
“ท่านป้า ดอกสายน้ำผึ้งนี้ข้าก็ไม่ได้เก็บเพียงคนเดียว การที่ข้าจะรับเงินนี้ไว้คงไม่เหมาะ พวกเราแบ่งกันไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ”
แม่เฒ่าฉินโบกมือพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ข้าบอกให้เจ้าเก็บไว้ก็จงเก็บไว้ เถ้าแก่ร้านไม่ได้บอกหรือว่ายังต้องการดอกสายน้ำผึ้งอีก พรุ่งนี้ค่อยไปเก็บดอกสายน้ำผึ้ง พอขายได้แล้วค่อยมาแบ่งกัน”
“แต่ว่า…”
ขณะที่หลิวซิ่วเถายังไม่ยอมรับ แม่เฒ่าฉินก็คว้าถุงเงินมาหยิบเหรียญทองแดงออกมาหนึ่งเหรียญ แล้วยัดถุงเงินกลับใส่มือนาง
“พอเถอะ เงินจากการขายดอกสายน้ำผึ้งนี้ก็แบ่งกันแล้ว ที่เหลือเจ้าก็เก็บไว้เถิด หากยังปฏิเสธอีกอย่าโทษที่ข้าโกรธเจ้าละกัน”
หลิวซิ่วเถาจึงเก็บถุงเงินใส่ไว้ในเสื้อ ในใจรู้สึกซาบซึ้งกับความมีเมตตาของแม่เฒ่าฉินยิ่งนัก
“พี่ชุนหลาน ท่านกำลังยุ่งอยู่หรือไม่” เสียงตะโกนของหัวหน้าหมู่บ้านฉินฟู่หลินดังมาจากนอกประตู
แม่เฒ่าฉินรีบตอบรับทันที แล้วจูงเล่อเหนียงเดินออกไป
นับตั้งแต่เล่อเหนียงเดินได้ หากสามารถเดินได้ก็จะไม่ยอมให้ใครอุ้มเด็ดขาด
นอกจากต้องการฝึกฝนกำลังขาของตนเองแล้ว ยังมีเหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่ง
นั่นก็คืออากาศร้อนเหลือเกิน
นางอยู่คนเดียวยังรู้สึกร้อน ถ้าถูกคนอุ้มนั่นไม่เท่ากับถูกเตาไฟเผาเลยหรือ!
“พี่ชุนหลาน ข้าขอให้ท่านช่วยหาทางออกให้ข้าด้วย ข้าหมดปัญญาแล้วจริงๆ” ฉินฟู่หลินมองแม่เฒ่าฉินด้วยสีหน้าเป็นกังวล
“ฟู่หลิน เจ้ามีเรื่องอันใดบอกมาเถิด พวกเราจะช่วยกันคิดหาทางออกให้เจ้า”
ฉินฟู่หลินถอนหายใจแล้วกล่าว “ก็เรื่องหมู่บ้านต้าไฮว่นั่นแหละที่ทำให้วุ่นวาย นายอำเภอไป๋ให้รวมหมู่บ้านต้าไฮว่เข้ากับหมู่บ้านตระกูลฉินของพวกเรา แล้วให้ข้าดูแลทั้งหมด เรื่องที่นาก็จัดสรรแบ่งกันเรียบร้อยแล้ว แต่เรื่องบ้าน ข้าถามไปทั่วแล้ว ไม่มีใครในหมู่บ้านอยากย้ายไปอยู่เลย”
แม่เฒ่าฉินก็เงียบไปเช่นกัน ผู้คนของหมู่บ้านตระกูลฉินเติบโตมาในหมู่บ้านนี้ตั้งแต่เด็ก แม้ว่าหมู่บ้านต้าไฮว่จะอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านตระกูลฉิน แต่ก็ไม่มีใครอยากย้ายไปอยู่
ยิ่งไปกว่านั้นยังเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น อย่าว่าแต่จะไปอยู่ที่นั่นเลย คาดว่าคงไม่มีใครกล้ารับช่วงต่อทั้งป่าและที่นาที่นั่นด้วยซ้ำ
แม่เฒ่าฉินกล่าวว่า “เรื่องนี้เป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยาก เจ้าลองไปถามนายอำเภอไป๋ดูสิ”
“ข้าไปถามมาแล้ว แต่นายอำเภอไป๋ให้ข้าจัดการเอง แต่ห้ามปล่อยให้หมู่บ้านกลายเป็นหมู่บ้านร้างเด็ดขาด”
ฉินฟู่หลินพูดด้วยสีหน้าลำบากใจว่า “หมู่บ้านต้าไฮว่ดีทุกอย่าง แต่เพราะเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น จึงไม่มีใครอยากไปอยู่ที่นั่น”
“อีกอย่างภูเขาในหมู่บ้านต้าไฮว่ส่วนใหญ่เป็นดินทราย ไม่สามารถเพาะปลูกอะไรได้ ข้าสอบถามมาหมดแล้ว ไม่มีใครอยากไปทำการเพาะปลูกที่นั่นเลย”
เล่อเหนียงที่กำลังแทะนิ้วอยู่ข้างๆ ได้ยินดังนั้นดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที
[1] สี่ชั่งแปดเหลียง: หน่วยน้ำหนักที่เล็กลงมากจากจิน มีน้ำหนักเท่ากับ50กรัม
บทที่ 197: เล่อเหนียงอยากได้ก็ต้องซื้อเลย
“หากเราเรียกชาวบ้านมาถามดูว่าใครอยากย้ายไปอยู่ที่นั่นบ้าง แล้วให้พวกเขาเลือกนาข้าวที่นั่นก่อนจะเป็นอย่างไร” แม่เฒ่าฉินเสนอ
หมู่บ้านต้าไฮว่ตั้งอยู่ทางต้นน้ำของแม่น้ำชิง นาข้าวอุดมสมบูรณ์ แต่ก็มีข้อเสียอย่างหนึ่งคือพื้นที่บนภูเขาส่วนใหญ่เป็นดินทราย แม้ไม้ผลทั่วไปจะเติบโตได้ แต่ก็ไม่ออกผลหรือรสชาติไม่ดี บางครั้งผลก็เล็กมาก ดังนั้นชาวบ้านหมู่บ้านต้าไฮว่ส่วนใหญ่จึงปล่อยพื้นที่บนภูเขาให้รกร้างหรือปลูกพืชเถาที่ออกผลได้บนภูเขา
ข้อเสียนี้กลับเป็นสมบัติล้ำค่าสำหรับเล่อเหนียง นางกำลังกังวลว่าจะหาที่ปลูกกระบองเพชรไม่ได้
แม้ดินทรายนี้จะสู้ทะเลทรายไม่ได้ แต่ก็ร่วนซุยกว่าดินทั่วไปและใกล้เคียงกับทะเลทรายมาก เหมาะสำหรับปลูกกระบองเพชรที่สุด
“อ๋า ต้องการ!”
เล่อเหนียงวิ่งไปนั่งทับเท้าของฉินฟู่หลิน กอดขาเขาแล้วเริ่มออดอ้อน
“ต้องการ!”
ฉินฟู่หลินมองเล่อเหนียงอย่างงุนงง จากนั้นก็เงยหน้ามองแม่เฒ่าฉิน
“พี่ชุนหลาน เด็กอ้วนคนนี้บอกว่าต้องการอะไรหรือ”
แม่เฒ่าฉินก็ทำหน้างง นางก็ไม่รู้ว่าเด็กน้อยคนนี้กำลังคิดอะไรอยู่ ไม่เพียงแต่แม่เฒ่าฉินที่งุนงง คนในตระกูลฉินที่อยู่รอบข้างก็พากันงงไม่ต่างกัน
“หลานรัก เจ้าต้องการอะไรหรือ” แม่เฒ่าฉินถาม
“ที่ดิน!” เล่อเหนียงตะโกนเสียงดังลั่น
“ยา ที่ดิน!”
แต่แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆ ยังคงมีสีหน้างุนงง “ที่ดินปลูกยา ที่ดินปลูกยาอะไร เจ้าหมายถึงให้พวกเราไปเก็บดอกสายน้ำผึ้งหรือ”
“อา~” เล่อเหนียงร้องครวญครางพลางขยับขาน้อยๆ เดินไปทางห้องของหงอวี่
ช่างน่าเศร้ายิ่งนัก เมื่อไหร่วัยทารกจะสิ้นสุดเสียที
ตอนนี้มีเพียงพี่เจ็ดสุดที่รักเท่านั้นที่เข้าใจความหมายของนาง
นางต้องไปหาพี่เจ็ดให้ช่วยแปลความให้!
ฉินเยาเยาวิ่งเข้าไปในห้องของหงอวี่ เทน้ำวิเศษจากพื้นที่เก็บของออกมาหนึ่งถ้วยแล้วป้อนให้เขาดื่มโดยไม่พูดอะไรสักคำ
หงอวี่คุ้นเคยกับอาการผิดปกติของเล่อเหนียงที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวแล้วจึงอ้าปากอย่างว่านอนสอนง่าย
“ดิน! ที่!” เล่อเหนียงทิ้งนั่งลงตรงหัวเตียง เอ่ยสองคำใส่หงอวี่
“หืม”
หงอวี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ในตอนนั้นเขายังไม่เข้าใจว่าเล่อเหนียงต้องการทำอะไร
“ไห่ ไห่!” เมื่อเห็นว่าพี่เจ็ดไม่เข้าใจความหมายของตนเอง เล่อเหนียงจึงสูดหายใจเข้าลึก แล้วพยายามออกเสียงให้ชัดเจน
“ไฮว่”
หงอวี่พยายามเข้าใจสิ่งที่เล่อเหนียงต้องการสื่อ “ไฮว่ หมู่บ้านต้าไฮว่หรือ”
หงอวี่เอ่ยอย่างไม่แน่ใจ “ที่ดินของหมู่บ้านต้าไฮว่หรือ”
“อืมอืม!” เล่อเหนียงพยักหน้าอย่างแรง นางรู้ว่าในโลกนี้ หากคนอื่นไม่เข้าใจความหมายของนาง พี่เจ็ดจะต้องเข้าใจความหมายของนางอย่างแน่นอน
“เจ้าหนูน้อย เจ้าหมายความว่าเจ้าต้องการที่ดินของหมู่บ้านต้าไฮว่ใช่หรือไม่”
“อืม อืม!”
หงอวี่เข้าใจแล้ว “เจ้าหนูน้อย ไปเรียกท่านย่ามาที ข้าจะบอกนาง”
เล่อเหนียงยืดตัวขึ้นหอมแก้มของหงอวี่จากนั้นก็เดินออกไปข้างนอก
ไม่นานหลังจากนั้นก็จูงแม่เฒ่าฉินเข้ามา
“หงอวี่เป็นอะไรหรือ ไม่สบายตรงไหนหรือ” แม่เฒ่าฉินถามด้วยความเป็นห่วง
หงอวี่ส่ายหน้า “ไม่มีอะไรขอรับ”
ทุกวันเมื่อมีเวลาว่าง เล่อเหนียงจะให้เขาดื่มน้ำที่นางเรียกว่าน้ำวิเศษหนึ่งถ้วย หลังจากได้รับการบำรุงด้วยน้ำวิเศษมาหลายวัน หงอวี่รู้สึกว่าตนเองหายดีแล้ว หน้าอกก็ไม่เจ็บอีกต่อไป แม้แต่หมอหลี่อันยังบอกว่าเขาฟื้นตัวเร็วมาก และสามารถลงจากเตียงเดินได้บ้างตามสมควร
ทว่าคนในครอบครัวต่างคัดค้านกันอย่างพร้อมเพรียง บังคับให้เขานอนอยู่บนเตียงให้ครบครึ่งเดือนก่อนจึงจะลงจากเตียงได้
“ท่านย่า เล่อเหนียงต้องการที่ดินของหมู่บ้านต้าไฮว่!”
แม่เฒ่าฉินตะลึงไปครู่หนึ่ง แล้วเหลือบมองหลานสาว เด็กคนนี้เห็นว่าพวกเราไม่เข้าใจความหมายของนาง จึงตั้งใจหาคนมาแปลให้
“หลานรัก เจ้าต้องการที่ดินไปทำอะไรหรือ” แม่เฒ่าฉินถามอย่างสงสัย
“ปลูก!” เล่อเหนียงตะโกนออกมาหนึ่งคำ
“เล่อเหนียงบอกว่าอยากได้ที่ดินของหมู่บ้านต้าไฮว่มาปลูกอะไรบ้างอย่าง” ก่อนที่แม่เฒ่าฉินจะทันได้ตอบสนอง หงอวี่ก็รีบอธิบายอย่างกระตือรือร้น
“น้ำตาล!"
“เล่อเหนียงบอกว่าสิ่งที่นางปลูกเกี่ยวข้องกับน้ำตาล!”
“ท่านย่า เงิน!”
“เล่อเหนียงบอกว่าสิ่งที่นางปลูกจะทำเงินได้มาก กตัญญูต่อท่านย่า!” เล่อเหนียงพูดหนึ่งประโยค หงอวี่ก็อธิบายต่อหนึ่งประโยค ความเข้าใจกันนี้ถือว่าสมบูรณ์แบบ
แม่เฒ่าฉินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง นางเข้าใจความหมายของเล่อเหนียงแล้ว แต่การเช่าที่ดินไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ไม่เพียงแต่ต้องใช้เงินทองมากมาย แต่คนในครอบครัวก็ไม่สามารถดูแลที่ดินบนภูเขาขนาดใหญ่ได้!
“หลานรัก ที่ดินบนภูเขาของหมู่บ้านต้าไฮว่นั้นกว้างใหญ่ หากจะเช่าทั้งหมดต้องใช้เงินมากทีเดียว หากเจ้าอยากเล่น พวกเราเปลี่ยนไปเล่นอย่างอื่นดีไหม เช่น นาข้าว”
ฉินเยาเยาส่ายหน้า “ไม่!”
“เล่อเหนียงบอกว่าไม่ได้!”
เล่อเหนียงหยิบตั๋วเงินออกมาจากพื้นที่มิติ แล้วยื่นให้แม่เฒ่าฉิน
“ที่ดิน!”
“เล่อเหนียงบอกให้ท่านเอาเงินนี้ไปเช่าที่ดิน!”
หงอวี่แปลไปพลางมองตั๋วเงินปึกนั้นไปพลาง เขารู้สึกว่าตั๋วเงินปึกนี้ช่างคุ้นตาเหลือเกิน
ฉินเยาเยาตบไหล่หงอวี่ แสดงว่าพอใจกับการแปลมาก
แม่เฒ่าฉินเห็นเล่อเหนียงหยิบตั๋วเงินออกมาเป็นปึกใหญ่ก็ตกใจไม่น้อย นางกวาดสายตามองรอบห้อง เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่จึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“หลานรัก เจ้าได้เงินมาจากที่ใดกัน”
เล่อเหนียงทำหน้ามุ่ย “ไม่รู้”
“เล่อเหนียงบอกว่านางไม่รู้ จู่ๆ มันก็มาอยู่ในมือนางแล้ว”
สำหรับเรื่องนี้แม่เฒ่าฉินเชื่อสนิท เล่อเหนียงเป็นเทพธิดาน้อยจากสวรรค์ เป็นบุตรสาวแท้ๆของเทพสวรรค์ มีเงินทองเช่นนี้เป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับนาง
แต่แม่เฒ่าฉินก็ยังผลักเงินคืนไป ถึงแม้จะต้องการซื้อที่ดินก็ไม่ควรใช้เงินของเล่อเหนียง
อีกอย่างเล่อเหนียงเกียจคร้านเสมอมา หากนางต้องการที่ดินย่อมต้องมีประโยชน์แน่
“หลานรัก เจ้าอยู่เล่นกับพี่เจ็ดที่นี่นะ ย่าจะไปหาปู่ฟู่หลินของเจ้า”
แม่เฒ่าฉินเข้าใจความลับเรื่องนี้แล้ว นางกำชับหงอวี่ก่อนจะลุกขึ้นเดินออกไป
“อะไรนะ ท่านต้องการที่ดินในหมู่บ้านต้าไฮว่งั้นหรือ”
ฉินฟู่หลินมองดูแม่เฒ่าฉินด้วยความประหลาดใจ พี่ชุนหลานได้รับแรงบันดาลใจอันใดมาหรือ
คนอื่นต่างถูกคำพูดของแม่เฒ่าฉินทำให้ตะลึงงันเช่นกัน
เมื่อครู่หัวหน้าหมู่บ้านไม่ได้บอกหรือว่าที่ดินของหมู่บ้านต้าไฮว่เป็นดินทรายปลูกอะไรก็ไม่ได้หรอกหรือ
ทำไมมารดาของเขาถึงอยากจะรีบซื้อมันล่ะ
“ท่านแม่ ถึงแม้ท่านจะอยากช่วยแก้ปัญหาให้ท่านอา แต่ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อมันนะขอรับ ครอบครัวของเราไม่ได้มีเงินมากมายขนาดนั้น” ฉินเหล่าซื่อดึงแม่เฒ่าฉินไปด้านข้างแล้วกระซิบ
แม่เฒ่าฉินมองเขาด้วยสายตาเย็นชา “นี่เป็นสิ่งที่ลูกสาวสุดที่รักของเจ้าต้องการ”
“โอ้ ได้ ซื้อ!”
“ท่านอา ท่านไปถามดูหน่อยว่าภูเขาของหมู่บ้านต้าไฮว่นี้ขายได้หรือไม่ ถ้าขายได้ครอบครัวของเราจะซื้อ” ฉินเหล่าซื่อหันไปพูดกับฉินฟู่หลิน
ลูกสาวของเขาอยากได้ก็ต้องซื้อ!
แม้จะต้องปล่อยให้รกร้างก็ตาม
ผู้คนในตระกูลฉินต่างมองดูท่าทีของฉินเหล่าซื่อด้วยความสงสัย พวกเขาแอบดึงตัวแม่เฒ่าฉินมาถามถึงสถานการณ์
เมื่อพวกเขาทราบว่านี่คือสิ่งที่เล่อเหนียงต้องการซื้อ ความคิดของพวกเขาก็เป็นเช่นเดียวกับฉินเหล่าซื่อ
ซื้อ!
จำเป็นต้องซื้อ!
บทที่ 198: ซื้อภูเขาเพื่อหาเลี้ยงชีพ
ฉินฟู่หลินก้าวออกจากประตูลานตระกูลฉินอย่างระมัดระวัง เขารู้สึกว่าครอบครัวพี่สาวบ้าไปแล้วแน่ๆ ถึงกับคิดจะซื้อที่ดินบนภูเขาดินทรายทั้งหมดของหมู่บ้านต้าไฮว่
ต้องรู้ไว้ว่าที่ดินภูเขาของหมู่บ้านต้าไฮว่นั้นปลูกไม้ผลไม่ได้
เขาได้ยินผู้อาวุโสเล่าว่า เพราะที่ดินภูเขาของหมู่บ้านต้าไฮว่ปลูกไม้ผลไม่ได้ ดังนั้นตอนแบ่งที่นาชาวบ้านหมู่บ้านต้าไฮว่จึงได้รับส่วนแบ่งเป็นที่นาอุดมสมบูรณ์ และส่วนใหญ่เป็นนาน้ำ
บัดนี้ครอบครัวของแม่เฒ่าฉินกลับคิดจะซื้อที่ดินบนภูเขาที่ปลูกผลไม้ไม่ได้ทั้งหมดมาปลูกของ ไม่ใช่ว่าสมองเพี้ยนไปแล้ว หรือไม่พวกเขาก็ไม่รู้ว่าจะเอาเงินไปทำอะไร
แต่ถ้าครอบครัวแม่เฒ่าฉินยืนกรานจะซื้อ เขาก็ห้ามไม่ได้ เพราะที่ดินทรายพวกนี้ก็เป็นปัญหาที่ทำให้เขาปวดหัวอยู่เหมือนกัน
“หลานรัก เจ้าจะเอาที่ดินภูเขาพวกนี้ไปปลูกอะไรหรือ” แม่เฒ่าฉินย่อตัวลงถามฉินเยาเยา
“แดง!” ฉินเยาเยาชี้ที่ริมฝีปากของท่านย่าพลางตอบ
“แดงหรือ”
แม่เฒ่าฉินมองหลานสาวด้วยความงุนงง นางไม่เข้าว่า ‘แดง’ ที่หลานสาวเอ่ยนั้นหมายถึงอะไร
ฉินเยาเยาตระหนักได้ในตอนนี้ว่า ผู้คนในสมัยโบราณไม่เรียกลิปสติก แต่เรียกว่าชาด
นางอ้าปากเล็กน้อย มองดูสีหน้างุนงงของย่าแล้วก็ปิดปากเงียบ
นางแกล้งทำเป็นท่านย่าแล้วคว้าตัวแมลงตัวสีแดงออกมาจากพื่นที่มิติ ใช้มืออ้วนป้อมบี้มันให้แหลกละเอียด แล้วทาบนริมฝีปากของผู้เป็นย่า
“อุ๊ย เจ้าเด็กน้อยคนนี้ เจ้าทาอะไรบนปากข้า ดูเหมือนแมลงน่าขยะแขยงจริงๆ”
แม่เฒ่าฉินยกหลังมือขึ้นแตะริมฝีปาก พบว่ามีรอยสีแดงติดอยู่บนหลังมือพร้อมกับเศษเล็กๆของแมลง
“เอ๊ะ”
แม่เฒ่าฉินสังเกตรอยสีแดงนั้นอย่างละเอียด แล้วพลันเข้าใจ “หลานรัก เจ้าต้องการทำชาดใช่หรือไม่”
“อืมอืม!”
ในเวลานั้น ฉินฟู่หลินนำโฉนดที่ดินของหมู่บ้านต้าไฮว่มาแล้ว ชายหญิงในหมู่บ้านที่ว่างงานได้ยินว่าพวกแม่เฒ่าฉินต้องการซื้อที่ดินบนภูเขาที่ไม่มีประโยชน์อะไรของหมู่บ้านต้าไฮว่ ต่างก็พากันวิ่งมาดูความครึกครื้น
รวมถึงผู้อาวุโสจากเหล่าหลายเล่อ
“แม่เฒ่าฉิน ที่ดินภูเขาของหมู่บ้านต้าไฮว่ปลูกอะไรไม่ได้หรอก พวกเจ้าจะซื้อมันไปทำไม” พ่อเฒ่าจ้าวถามด้วยความสงสัย
พ่อเฒ่าเฉินแนะนำว่า “ใช่ๆๆ แม่เฒ่าฉิน ถ้าพวกเจ้าจะซื้อที่ดินก็ควรซื้อนาน้ำสิ ซื้อที่ดินทรายพวกนั้นไปทำไม”
แม่เฒ่าฉินโบกมือบอกให้พวกเขาสงบลงก่อน “ช้าก่อนทุกท่าน ข้ารู้ว่าพวกเจ้าหวังดีต่อครอบครัวของเรา แต่การที่เราซื้อที่ดินบนภูเขาย่อม นั้นแสดงว่าพวกเรามีแผนการแน่นอน”
นางหันไปถามฉินฟู่หลิน “นายอำเภอไป๋บอกหรือไม่ว่าที่ดินบนภูเขาของหมู่บ้านต้าไฮว่สามารถขายได้”
ฉินฟู่หลินตอบ “ได้ขอรับ ตอนที่นายอำเภอไป๋รวมหมู่บ้านต้าไฮว่เข้ากับหมู่บ้านตระกูลฉินของเรา เขามอบโฉนดที่ดินบนภูเขาไว้ให้ข้าด้วย บอกว่าสามารถขายต่อได้”
เขาหยุดชั่วครู่ก่อนจะพูดต่อ “หมู่บ้านต้าไฮว่ไม่มีโฉนดบ้าน เขาบอกว่าใครเข้าไปอยู่ก็ให้ไปแจ้งที่ศาลาว่าการ ทำเรื่องโฉนดบ้านสักฉบับก็พอ”
แม่เฒ่าฉินเข้าใจแล้ว “ฟู่หลิน นายอำเภอบอกหรือไม่ว่าที่ดินบนภูเขาราคาเท่าไหร่ต่อหนึ่งหมู่”
“พี่ชุนหลาน พวกท่านจะซื้อจริงๆหรือ แบบนั้นซื้อที่ดินนาน้ำมิดีกว่าหรอกหรือ ซื้อที่ดินบนภูเขาไม่คุ้มค่าหรอก ที่ดินตรงนั้นปลูกอะไรไม่ได้จริงๆ” ฉินฟู่หลินแนะนำ
แต่เมื่อแม่เฒ่าฉินยืนกรานจะซื้อ ฉินฟู่หลินจึงไม่มีทางเลือกนอกจากบอกราคาที่นายอำเภอไป๋พูดไว้ตามจริง
“นาน้ำของหมู่บ้านต้าไฮว่นั้นอุดมสมบูรณ์มาก ถ้าจะซื้อราคาอยู่ที่ยี่สิบตำลึงต่อหนึ่งหมู่ ส่วนนาทั่วไปสิบตำลึงต่อหนึ่งหมู่ ส่วนที่ดินบนภูเขานั้น เนื่องจากเป็นดินทราราคาจึงไม่สูงมาก ห้าตำลึงต่อหนึ่งหมู่”
แม่เฒ่าฉินยังคงประหลาดใจกับราคานี้ นาน้ำยี่สิบตำลึงต่อหนึ่งหมู่ก็พอจะเข้าใจได้ แต่ที่ดินบนภูเขาที่เป็นดินทรายราคาห้าตำลึงต่อหนึ่งหมู่นั้นดูจะแพงเกินไปหน่อย
“ฟู่หลิน เป็นคำพูดของนายอำเภอไป๋จริงๆหรือ”
ฉินฟู่หลินพยักหน้า “ใช่แล้ว นายอำเภอไป๋บอกว่าที่นี่คือเมืองหลวง สินค้าทุกอย่างมีราคาสูง พี่ชุนหลานถ้าจะซื้อที่ดิน ข้าแนะนำให้ซื้อนาน้ำหรือนาแห้ง แม้ว่านาแห้งจะให้ผลผลิตไม่สูง แต่ก็พอเลี้ยงปากท้องทั้งครอบครัวได้ แต่ถ้าซื้อที่ดินบนภูเขาก็เหมือนโยนเงินทิ้งน้ำเสียเปล่า”
แม่เฒ่าฉินรู้ว่าฉินฟู่หลินและคนอื่นๆ หวังดีต่อครอบครัวของนาง แต่เมื่อนางตัดสินใจแล้วก็ไม่เคยเปลี่ยนใจ ยิ่งคราวนี้เป็นหลานสาวที่รักบอกให้ซื้อด้วย
แม้นางจะไม่รู้ว่าการซื้อที่ดินเหล่านี้เกี่ยวข้องอะไรกับแมลงที่ย้อมสีได้นั่น แต่สิ่งที่เล่อเหนียงของพวกเขาพูด พวกเขาไม่เคยสงสัยเลย
“พอเถอะฟู่หลิน ข้าเข้าใจความหมายของเจ้าแล้ว แต่เมื่อข้าพูดออกไปแล้ว แสดงว่าข้ามีเหตุผลของข้า พวกเจ้าไม่ต้องพูดอะไรอีก”
ฉินฟู่หลินเห็นว่าแม่เฒ่าฉินตัดสินใจแล้ว จึงได้แต่ถอนหายใจ ก่อนจะหยิบกระดาษขาวสามแผ่นออกมาจากอก ก่อนจะยื่นให้ฉินเหล่าเอ้อร์เขียนสัญญา
“ภูเขาสองลูกในหมู่บ้านต้าไฮว่ ลูกหนึ่งเล็กลูกหนึ่งใหญ่ก็คิดเป็นสิบห้าหมู่ต่อลูกแล้วกัน”
แม่เฒ่าฉินพยักหน้าเบาๆ ในใจคำนวณว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่ แล้วหมุนตัวกลับเข้าไปในห้องนอน
ฉินเยาเยาตัวน้อยต้องตามไปด้วยแน่ๆ เพราะนางมีตั๋วเงินที่จะต้องให้ผู้เป็นย่า
แม่เฒ่าฉินดึงกล่องใบหนึ่งออกมาจากตู้เสื้อผ้า แล้วนับเงินข้างในดู
ที่ดินภูเขาหนึ่งหมู่ต้องใช้เงินห้าตำลึง สามสิบหมู่ก็ต้องใช้หนึ่งร้อยห้าสิบตำลึง นางนับเงินออกมาหนึ่งร้อยตำลึง แล้วนับเหรียญทองแดงใส่ลงในกล่องแล้วนำออกไป
เล่อเหนียงมองย่าด้วยสีหน้างุนงง รู้สึกว่าเงินที่ท่านย่าหยิบออกมาจะไม่พอ
ในกล่องยังมีเงินอยู่ อีกอย่างเงินหลายร้อยตำลึงจากการขายโสมก่อนหน้านี้ก็ยังอยู่ในพื้นที่มิติของนาง
ถ้าเงินไม่พอ นางก็สามารถนำออกมาได้
เมื่อแม่เฒ่าฉินเดินออกมา หนังสือซื้อขายก็เขียนเสร็จแล้ว นางหยิบขึ้นมาให้เหล่าเอ้อร์และเหล่าซานตรวจสอบว่าไม่มีปัญหา แล้วจึงวางเงินลงบนโต๊ะและผลักไปให้ฉินฟู่หลิน
เสียงเงินกระทบกันบนโต๊ะทำให้ทุกคนสูดหายใจ
รอบข้างมีเสียงกระซิบกระซาบดังขึ้น “สวรรค์ ช่างมากมายเหลือเกิน”
“ตระกูลฉินนี่ร่ำรวยจริงๆ”
“ก็ไม่แน่หรอก เจ้าดูสิ ยังมีเหรียญทองแดงด้วย บางทีนี่อาจเป็นทรัพย์สินทั้งหมดของพวกเขาก็ได้”
“ถึงอย่างนั้นก็ยังมากอยู่ดี บ้านข้าไม่มีเงินเลย…”
“ฟู่หลิน ตอนนี้ข้ามีทรัพย์สินเพียงเท่านี้ ให้เจ้าไปก่อนเท่านี้ได้หรือไม่ แล้วค่อยทำสัญญากันอีกฉบับ”
ฉินฟู่หลินนับเงินรวมเหรียญทองแดงและเงินก้อนได้หนึ่งร้อยตำลึง เหรียญทองแดงคิดเป็นสองตำลึง รวมทั้งหมดหนึ่งร้อยสองตำลึง
ยุคนี้ผู้ที่มีเงินหนึ่งร้อยตำลึงถือว่ามีกินมีใช้ แต่ดูแม่เฒ่าฉินและครอบครัวที่นำเงินออกมา ทั้งเหรียญทองแดงและเงินหยวนเป่าก็รู้ว่าพวกเขามีทรัพย์สินเพียงเท่านี้
“ได้ขอรับ หนึ่งร้อยสองตำลึงนี้ข้าจะรับไว้ก่อน วันนี้ข้าจะเข้าเมืองไปถามนายอำเภอไป๋ว่าควรจัดการเงินเหล่านี้อย่างไร ส่วนที่เหลืออีกสี่สิบแปดตำลึงก็เขียนสัญญาไว้แล้วกัน” ฉินฟู่หลินกล่าวพลางเก็บเงิน
แม้ว่านายอำเภอไป๋จะมอบหมายให้จัดการเรื่องของหมู่บ้านต้าไฮว่ทั้งหมด รวมถึงการซื้อขายที่ดิน แต่การจัดการเงินที่ได้จากการขายนั้น ยังต้องรอคำสั่งจากเขา
หากเป็นไปได้ เขาอยากจะยกที่ดินบนภูเขาของหมู่บ้านต้าไฮว่ให้ครอบครัวแม่เฒ่าฉินโดยไม่เก็บเงินด้วยซ้ำ เพราะอย่างไรก็ไม่มีใครต้องการอยู่แล้ว
ในไม่ช้า ณ หมู่บ้านตระกูลฉิน ภายใต้การเป็นพยานของชาวบ้าน ฉินเหล่าเอ้อร์ก็ได้ร่างหนังสือขึ้นมาหกฉบับ
หนึ่งฉบับคือสัญญาการซื้อขายที่ดินบนภูเขาของหมู่บ้านต้าไฮว่ อีกฉบับคือหนังสือหนี้สิน เขียนขึ้นอย่างละสามฉบับ ตระกูลฉินเก็บไว้หนึ่งชุด หัวหน้าหมู่บ้านเก็บไว้หนึ่งชุด และอีกหนึ่งชุดส่งไปยังศาลาว่าการเพื่อให้นายอำเภอไป๋เก็บรักษาไว้
บทที่ 199: เหมือนนกกระจอกน้อย เจื้อยแจ้วไม่หยุด
ตระกูลฉินทั้งเด็กและผู้ใหญ่ประทับรอยนิ้วมือลงบนเอกสารท่ามกลางเสียงซุบซิบของชาวบ้านในหมู่บ้าน นับจากนี้ไป ตระกูลฉินกลายเป็นครอบครัวแรกที่รับช่วงต่อที่ดินบนภูเขาในหมู่บ้านต้าไฮว่อย่างเป็นทางการ
ตกเย็นคืนนั้น เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองที่พวกเขาซื้อที่ดินบนภูเขา จึงได้ฆ่าไก่หนึ่งตัวเพื่อฉลอง เล่อเหนียงก็หยิบปลาตัวใหญ่สองตัวออกมาจากพื้นที่มิติเพื่อเพิ่มอาหารให้กับครอบครัว
ฉินเหล่าเอ้อร์ตักถั่วหนึ่งชามไปแลกเปลี่ยนเป็นเต้าหู้หลายก้อนที่โรงโม่เต้าหู้ในหมู่บ้านต้าหลิว เพื่อนำมาตุ๋นกับหัวปลาให้ผู้สูงอายุที่เหล่าหลายเล่อ
สือไห่ถังยังคงทำปลาสองตัวนี้เหมือนเดิม ตัวหนึ่งแกะก้างออกทำเป็นลูกชิ้นปลา อีกตัวหนึ่งหั่นเป็นชิ้นพอดีคำแล้วตุ๋นกับผักดองเป็นปลาต้มผักกาดดอง
เมื่ออาหารทั้งหมดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฉินเหล่าซื่อก็นำอาหารไปส่งที่เหล่าหลายเล่อ
เมื่อเข้าไปก็เห็นพ่อเฒ่าแม่เฒ่าหลายคนรวมตัวกันทำท่าทางลับๆล่อๆ ไม่รู้ว่ากำลังวางแผนอะไรกันอยู่
ฉินเหล่าซื่อขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วย่องเข้าไปด้านหลังพวกเขา ก่อนจะนั่งยองฟังว่าพวกเขากำลังคุยอะไรกัน
ผลปรากฏว่าถ้าไม่ได้ยินคงรู้สึกดีกว่านี้ พอได้ยินเข้าก็เกือบจะสำลักน้ำลายตัวเองตาย
“พวกเจ้าบอกว่าเหล่าซื่อผู้นี้ร่างกายเติบโตใหญ่ แต่สมองกลับไม่เติบโตตามหรือ แม่เฒ่าฉินยอมจ่ายหนึ่งร้อยห้าสิบตำลึงซื้อที่ดินไร้ค่าพวกนั้นที่แม้แต่ไม้ผลยังปลูกไม่ได้ เขาไม่เพียงไม่ห้าม แต่ยังยิ้มแย้มเห็นด้วยอีกต่างหาก”
ฉินเหล่าซื่อนั่งยองอยู่ด้านหลังพวกเขา แต่เดิมเพียงต้องการมาฟังเรื่องสนุก แต่ไม่คิดว่าเรื่องสนุกที่ว่าจะกลายเป็นเรื่องของตนเองเสียงอย่างนั้น
เขารู้สึกหมดคำจะพูด แต่ถึงกระนั้นเขาจะห้ามได้อย่าง เรื่องราวภายในบ้านท่านแม่เป็นคนตัดสินใจ ส่วนพวกเขาทำได้เพียงเชื่อฟังเท่านั้น
อีกอย่างครั้งนี้เป็นเล่อเหนียงที่ให้พวกเขาซื้อที่เขา ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวพวกเขาในปัจจุบันล้วนเป็นเพราะเล่อเหนียงสละบุญวาสนาและอายุขัยแลกมา โดยเฉพาะเงินทอง
เขาไม่ลืมหรอกว่าโสมที่เล่อเหนียงนำออกมาขายได้เงินถึงหนึ่งพันตำลึง
“ท่านลุง พวกท่านประเมินข้าสูงเกินไปแล้ว เรื่องที่มารดาของข้าตัดสินใจ น้ำหน้าอย่างข้าจะคัดค้านได้หรือ”
ฉินเหล่าซื่อถืออาหารนั่งยองอยู่ด้านหลังพวกเขา พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหม่นหมอง
พ่อเฒ่าจ้าวและคนอื่นๆ กำลังรวมตัวกันคิดหาวิธีว่าจะทำอย่างไรถึงจะทำให้ตระกูลฉินเปลี่ยนใจได้!
ฉินเหล่าซื่อเปล่งเสียงแหบแห้งท่ามกลางความเงียบทำให้พวกเขาถึงกับขนลุกชัน
“เหล่าซื่อ เจ้าลูกกระต่าย เจ้าแอบอยู่ข้างหลังทำไม” พ่อเฒ่าเข้าตบอกพลางจ้องมองฉินเหล่าซื่อด้วยสีหน้าโกรธเคือง
เจ้าลูกกระต่ายมาแล้วก็ไม่ส่งเสียงสักคำ แอบซ่อนอยู่ข้างหลังจะมาหลอกใครกัน
“ท่านลุง ข้าไม่ได้ส่งเสียงที่ไหนกันเล่าที่ ความจริงแล้วพวกท่านต่างหากที่พูดคุยกันจริงจังเกินไป จึงไม่ทันสังเกตเห็นข้าเท่านั้น”
ฉินเหล่าซื่อวางอาหารลงบนโต๊ะ พยุงบรรดาผู้อาวุโสให้นั่งลงที่โต๊ะ ช่วยจัดตะเกียบให้พวกเขาเรียบร้อยแล้วก็เตรียมจะกลับไปกินข้าว
แต่กลับถูกพ่อเฒ่าจ้าวดึงชายเสื้อไว้ “เหล่าซื่อ อย่าเพิ่งไป อยู่ดื่มด้วยกันสักจอกเถอะ”
ฉินเหล่าซื่อรู้ดีว่าพวกผู้เฒ่าใจเด็กเหล่านี้กำลังคิดอะไรจึงรีบปฏิเสธ
“ท่านลุงขอรับ ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากอยู่ดื่มกับท่านหรอกนะ แต่ท่านดูสิ เล่อเหนียงก็โตขนาดนี้แล้ว ข้ายังอยากมีน้องสาวให้นางอีกสักคน หมอหลี่อันกำชับไว้ว่าช่วงนี้ห้ามดื่มสุราเชียว”
เมื่อพ่อเฒ่าจ้าวและคนอื่นๆ ได้ยินคำสั่งของหมอหลี่อัน ก็ไม่ได้บังคับให้เขาอยู่ดื่มสุราอีก เพียงแค่โบกมือให้เขากลับไปกินข้าว
ฉินเหล่าซื่อรีบเร่งก้าวเท้าออกไปนอกประตู ในใจรู้สึกลำพองใจอย่างเงียบๆ คิดว่าข้อแก้ตัวที่ตนเองแต่งขึ้นมานั้นช่างไร้ที่ติ
คราวหน้าข้าจะใช้ข้ออ้างนี้อีก
แต่ถ้าเขารู้ว่าในอนาคตอันใกล้นี้ เขาจะต้องเสียใจอย่างสุดซึ้งกับคำพูดที่เอ่ยออกมาอย่างไม่ตั้งใจนี้ เขาคงอยากย้อนเวลากลับมาฆ่าตัวเองในตอนนี้เสียให้ตาย
หลังมื้ออาหารเย็น สวี่ซิ่วอิงและสือไห่ถังกับแม่เฒ่าฉินพาเด็กๆไปอาบน้ำ ส่วนบรรดาบุรุษตอนนี้ก็จุ่มมือลงในน้ำ เริ่มล้างผลซานจากันอย่างขมักเขม้น
ซานจากวนเป็นที่นิยมมาก เมื่อครู่ตอนที่พวกเขากำลังรับกินข้าวกันอยู่ คุณชายหลี่แห่งอำเภอได้สืบถามจนรู้ว่าบ้านพวกเขาอยู่ที่นี่ ก็โยนเงินยี่สิบตำลึงลงมาให้ สั่งให้พวกเขาส่งซานจากวนอีกสิบชั่งเข้าเมืองในเช้าวันพรุ่งนี้
ด้วยเหตุนี้ บ้านตระกูลฉินจึงจุดไฟส่องสว่างไปทั้งคืน
เล่อเหนียงอาบน้ำเสร็จแล้วสวมชุดนอนแบบต้าหนิงที่ท่านย่าดัดแปลงให้ ก้าวขาเล็กๆเดินไปที่ห้องครัว ดูบิดาและคนอื่นๆทำงานกัน
นางเห็นลูกชิ้นปลาที่เหลือจากมื้ออาหารบนโต๊ะตกปลา จึงดึงแขนบิดาให้เขายกลูกชิ้นปลาลงมาให้นางกิน
แม้ว่าฝีมือของสือไห่ถังจะถือว่าเก่งกาจ และลูกชิ้นปลาที่ทำออกมารสชาติก็ดีมาก แต่เมื่อรับประทานแล้วยังไม่เหนียวหนึบขาดความเด้งดึ๋ง อีกทั้งยังมีกลิ่นคาวปลาอยู่มาก พูดได้แค่ว่าเป็นการเปลี่ยนวิธีการทำปลาหนึ่งตัวเท่านั้น
ปากของฉินเยาเยาอัดแน่นด้วยลูกชิ้นปลา แต่สมองกลับครุ่นคิดถึงการปรับปรุงสูตรลูกชิ้นปลา
ลูกชิ้นปลาที่อร่อยต้องเป็นชนิดที่เมื่อตกถึงพื้นแล้วยังสามารถกระดอนขึ้นมาได้ ถึงจะนับว่าอร่อย
แต่ลูกชิ้นปลาที่ป้าสะใภ้สามของนางทำนั้น เพียงแค่สับเนื้อปลาให้ละเอียด ใช้แป้งนวดเป็นก้อน แล้วใส่ลงในหม้อต้มให้สุกเหมือนการปั้นบัวลอย จากนั้นเติมเกลือและผักนิดหน่อยเท่านั้น
ไม่มีสูตรลับอะไรเลย
หากทำลูกชิ้นปลาให้เด้งเหนียวนุ่มได้ ไม่เพียงแต่คนในครอบครัวจะชอบกิน แม้แต่นำออกไปขายก็น่าจะมีคนซื้อ
ตอนนี้สมองของนางเต็มไปด้วยความคิดที่จะหาเงิน เมื่อนางนึกถึงวิธีทำลูกชิ้นปลาในยุคปัจจุบัน ก็รีบวิ่งไปที่ห้องของสือไห่ถังอย่างใจร้อน
นางดึงขากางเกงของสือไห่ถังลากนางเข้ามาในครัว จากนั้นหยิบปลาตัวหนึ่งออกมาจากพื้นที่มิติ แล้วโยนให้สือไห่ถัง
“ปลา!”
สือไห่ถังมองดูปลาที่ยังดิ้นไปมาตัวนั้น นางรู้ว่ามันคือปลา แต่นางไม่เข้าใจว่าทำไมดึกดื่นเช่นนี้เล่อเหนียงเอาปลาออกมา
หรือว่านางยังกินไม่อิ่ม
“เล่อเหนียง เจ้าหิวอีกแล้วหรือ เดี๋ยวข้าต้มบะหมี่ใส่ไข่สองฟองให้ดีหรือไม่ ปลาตัวนี้เก็บไว้ทำพรุ่งนี้เถอะ…”
“ใครยังกินไม่อิ่มหรือ”
แม่เฒ่าฉินก้าวเข้ามาในครัว เมื่อได้ยินคำพูดของสือไห่ถังก็เอ่ยถามด้วยสีหน้างุนงง
สือไห่ถังรีบตอบ “ท่านแม่ เล่อเหนียงเอาปลามาให้ข้าทำให้กิน ข้าไม่แน่ใจว่านางหิวหรือเปล่า”
แม่เฒ่าฉินลูบท้องกลมป้อมของเล่อเหนียง แล้วลูบศีรษะน้อยๆของนางแผ่วเบา “ไม่ใช่กินไม่อิ่มหรอก นางกินอิ่มจนเกินไปแล้วต่างหาก”
“ปา!”
เล่อเหนียงหยิบลูกชิ้นปลาขึ้นมาชูไว้ แล้วตะโกนเสียงดังลั่นใส่สือไห่ถัง
“เล่อเหนียง เจ้าอยากให้ข้าทำลูกชิ้นปลาให้เจ้ากินหรือ”
“ปา! ขาย!”
เล่อเหนียงผ่อนคลายลงเล็กน้อยแล้วเปล่งเสียงออกมาอีกครั้ง
แต่เมื่อเห็นว่าป้าสะใภ้สามยังคงมีท่าทางงงวยอยู่ หัวใจของนางก็แทบแตกสลาย
นางเงยหน้าร้องครวญครางอีกครั้ง ช่วงวัยทารกอันน่าเวทนาของนางจะผ่านพ้นไปเมื่อไหร่กันนะ
นางอยากพูด!
นางอยากร้องเพลง!
ยังอยากพูดจาจ้อกแจ้กทุกวันเหมือนนกกระจอกตัวน้อย! นางไม่อยากเล่นเกมทายใจแบบนี้แล้ว มันช่างเหนื่อยล้าเหลือเกิน!
“เล่อเหนียงบอกว่าให้เจ้าทำปลาเป็นลูกชิ้นปลาแล้วไปขายที่อำเภอ!”
บทที่ 200: นักแปลมือทอง
“หงอวี่ เจ้าลงมาจากเตียงได้อย่างไร”
แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆ มองไปตามเสียงและเห็นหงอวี่ยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องครัว แม่เฒ่าฉินตกใจรีบอุ้มเขามานั่งบนเก้าอี้ แล้วชี้ศีรษะของเด็กชายพลางดุว่า
“เจ้าลูกกระต่ายเอ๊ย ร่างกายเจ้าหายดีแล้วหรือถึงได้ลงจากเตียง ถ้าเจ้าไม่ระวังไปชนอะไรเข้า ข้าจะไม่สนใจเจ้าแล้วนะ”
หงอวี่รู้สึกอบอุ่นใจ เขารู้ว่าท่านย่าปากร้ายแต่ใจดีจึงรีบออดอ้อนว่า
“ท่านย่า ข้ารู้สึกดีขึ้นแล้ว หน้าอกไม่ได้รู้สึกเจ็บอะไรแล้ว อีกอย่างหมอหลี่อันก็บอกให้ข้าลงมาเดินบ่อยๆไม่ใช่หรือ”
แต่แม่เฒ่าฉินและสือไห่ถังยังคงเป็นห่วง ส่วนเล่อเหนียงเห็นหงอวี่มาก็ยิ้มจนตาหยี
นักแปลมือทองของนางมาแล้ว
“ปลา!”
เล่อเหนียงเดินเข้าไปจูงมือหงอวี่ แล้วชี้ไปที่ปลาตัวนั้นพลางร้องบอก
ยังไม่ทันที่หงอวี่จะได้พูดอะไร แม่เฒ่าฉินที่อยู่ข้างๆ ก็หัวเราะพลางกล่าวว่า
“เจ้าเด็กอ้วนน้อยคนนี้เพิ่งกินข้าวเสร็จก็เริ่มก่อเรื่องอีกแล้ว เสี่ยวชี อย่าไปสนใจนางเลย”
หงอวี่ยิ้มแล้วกล่าวว่า “ท่านย่า น้องสาวหมายความว่าให้ป้าสะใภ้สามทำลูกชิ้นปลาไปขายที่ตลาดในเมือง”
แม่เฒ่าฉินส่ายหัว “ขายไม่ออกหรอก แม้ว่าแถวนี้จะมีคนทำลูกชิ้นปลาน้อย แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีคนทำเลย อย่างน้อยพ่อครัวในโรงเตี๊ยมและร้านอาหารส่วนใหญ่ก็ทำเป็นฎ
สือไห่ถังได้ยินก็แทรกขึ้นมาว่า “ใช่แล้ว เรื่องนี้ข้าเคยลองทำตอนอยู่ชายแดนแล้ว ไม่มีใครซื้อหรอก อีกอย่างตอนนี้ข้ามีธุรกิจซานจากวนอยู่แล้ว ข้าไม่อยากหาเรื่องเหนื่อยเพิ่มแล้ว”
แต่เล่อเหนียงยืนกรานให้สือไห่ถังทำลูกชิ้นปลา สือไห่ถังก็ไม่รู้จะทำอย่างไร จึงต้องพับแขนเสื้อแล้วเริ่มเลาะกางปลาออก
พอหั่นเนื้อปลาเป็นชิ้นๆ เตรียมจะสับให้ละเอียด เล่อเหนียงก็ห้ามนางไว้ แล้วดึงไม้ทุบเนื้อสมัยใหม่สองอันออกมาจากพื้นที่มิติอย่างทุลักทุเล บอกให้สือไห่ถังใช้ไม้พวกนี้ทุบเนื้อปลา
ทำไมถึงทุลักทุเลน่ะหรือ ก็เพราะว่านางยกไม่ไหว!
สือไห่ถังเห็นไม้สองอันบนพื้นที่มีความยาวประมาณครึ่งแขน จึงคิดว่าคงไม่หนักมาก แต่เมื่อหยิบขึ้นมาถึงได้รู้ว่าน้ำหนักของมันมากเลยทีเดียว
นางถือมันตีอยู่สักพักก็รู้สึกว่าแขนเริ่มล้า เนื่องจากไม่มีทางเลือกอื่น
นางจึงต้องเรียกฉินเหล่าซื่อผู้มีแรงมากที่สุดในบ้านมาช่วย
เสียงอึกทึกในครัวดึงดูดทุกคนในบ้านให้มารวมตัวกันในครัว
เมื่อเนื้อปลาถูกทุบจนเกือบได้ที่ เล่อเหนียงก็โรยพริกไทยและเครื่องปรุงอื่นๆลงไป เมื่อปลาเหนียวจนติดไม้ทุบเนื้อแล้ว เล่อเหนียงก็สั่งให้หยุด
ต่อจากนี้ไม่ต้องให้เล่อเหนียงบอก สือไห่ถังก็รู้ว่าต้องทำอย่างไร
ต้มน้ำ ปั้นลูกชิ้น ลงมืออย่างคล่องแคล่ว
เมื่อลูกชิ้นลอยขึ้นมาหมดแล้ว สือไห่ถังก็ตักออกมาแช่น้ำเปล่าให้เย็นและลองกินทันที เพียงคำแรกนางก็ตกหลุมรักรสชาตินี้ทันที
ลูกชิ้นปลาเนื้อเด้งสู้ฟัน ทั้งยังเหนียวนุ่ม ลูกชิ้นปลาที่นางทำนั้นเทียบไม่ติดเลย
“อร่อย! อร่อยมาก! ท่านแม่ลองชิมดูเถิด”
ผู้คนในตระกูลฉินต่างมีท่าทีสงสัยจึงใช้ตะเกียบคีบลูกชิ้นเข้าปาก พริบตาต่อมาพวกเขาก็ตะลึงในรสชาติ
“สวรรค์! รสชาตินี่มันอะไรกัน ทำไมมันเนื้อเด้งหนึบขนาดนี้”
“ใช่แล้ว ลูกชิ้นปลานี้เหนียวนุ่มเหลือเกิน ให้ข้ากินคนเดียวข้ากินได้ถึงสองชั่งเลยนะ”
เล่อเหนียงได้ยินเสียงชื่นชมจากพวกเขา ก็เชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจสิ่งที่นางสอนด้วยปากของนางเองย่อมอร่อยแน่นอน! แม้ว่าจะเป็นพี่เจ็ดของนางแปลให้ก็ตาม!
แต่ความคิดนั้นเป็นของนางนี่นา
“อ๊ะ ขาย!”
เล่อเหนียงตะโกนเตือนพวกเขาเสียงดังลั่น อย่ามัวสนใจแต่เรื่องกินเท่านั้น
“หลานรัก เจ้าช่างเก่งเหลือเกิน เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าลูกชิ้นปลาสามารถทำเช่นนี้ได้!”
สือไห่ถังอุ้มเล่อเหนียงขึ้นมาแล้วหอมแก้มนางอย่างแรงสองที
นางจินตนาการได้เลยว่าหากนำลูกชิ้นปลาไปขายที่อำเภอ จะสร้างความฮือฮาได้มากเพียงใด
“หลานรัก เจ้ายังมีปลาอยู่อีกหรือไม่ ขอป้ายืมสักสองตัวเถอะ”
ตอนนี้ร่างกายสือไห่ถังมีพลังงานเต็มเปี่ยม อยากจะทำลูกชิ้นปลาอีกหม้อใหญ่เพื่อนำไปขายพรุ่งนี้เสียเหลือเกิน แต่ตอนนี้นางไม่มีปลา ถึงจะมีพลังงานก็ไม่สามารถทำอะไรได้ จึงได้แต่ทำหน้าหนาขอยืมปลาจากเล่อเหนียงสองตัว
เล่อเหนียงใจกว้างมาก นางนำปลาจากพื้นที่มิติออกมาหนึ่งถัง จากนั้นก็จูงหงอวี่เดินกลับห้อง
เมื่อครู่ตอนที่สือไห่ถังกำลังจัดการปลา นางแยกหินชิงอวี๋ออกมาวางไว้ด้านข้าง จู่ๆ นางก็นึกถึงเรื่องสำคัญมากขึ้นมาได้
ก่อนหน้านี้ต้อนหงอวี่บังเอิญเข้ามาในพื้นที่มิติของนาง ในมือของเขาดูเหมือนจะถือป้ายหยกอยู่ใช่หรือไม่
“ป้าย!” เล่อเหนียงตะโกนเรียกหงอวี่
หงอวี่กะพริบตาแล้วหยิบป้ายหยกที่มารดาทิ้งไว้ให้เขาออกมา
“เล่อเหนียง เจ้าต้องการป้ายหยกอันนี้หรือ”
“อืมอืม” เล่อเหนียงพยักหน้าแล้วคว้าป้ายหยกมา พลางพิจารณาอย่างละเอียด ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรพิเศษนะ
นอกจากลวดลายแกะสลักที่สวยงามเป็นพิเศษแล้ว แต่วัสดุนั้นกลับมีความอุ่นๆ คล้ายกับหยกอุ่น
นางกำปลายด้านหนึ่งของหยกแล้วยื่นให้หงอวี่จับอีกด้านหนึ่งไว้ จากนั้นก็หลับตาลง เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งก็เห็นหงอวี่จ้องมองนางด้วยสายสงสัย
นางกะพริบตาหนึ่งทีแล้วมองไปรอบๆ ก็ยังคงเห็นฉากที่คุ้นเคย การตกแต่งที่คุ้นตา
นางยังคงอยู่ในห้องโถง!
เล่อเหนียงมีเครื่องหมายคำถามผุดขึ้นในสมอง หรือว่านางคิดผิดไป
สมองของหงอวี่ก็เริ่มสงสัยเหมือนกัน เล่อเหนียงกำลังทำอะไรกันแน่ จะทำพิธีแต่งงานหรือ
ต้องบอกว่านับตั้งแต่หงอวี่ตัดสินใจว่าเล่อเหนียงคือภรรยาที่เขาจะแต่งงานด้วยในอนาคต ความคิดของเขาก็เริ่มเบี่ยงเบนไปเรื่อยๆ
เล่อเหนียงพิจารณาอยู่ครู่ใหญ่ แล้วโยนป้ายหยกคือหงอวี่อย่างท้อแท้
นางจำได้แน่ชัดว่าตอนนั้นเด็กน้อยคนนี้พกป้ายหยกที่มารดาของเขามอบให้ติดตัวมาจึงเข้าไปในพื้นที่ของนางได้ แล้วตอนนี้มันอะไรผิดพลาดกันแน่
หรือว่ามันผิดมาตั้งแต่ต้น
“น้องสาว เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่หรือ”
หงอวี่มองเล่อเหนียงด้วยสีหน้าประหลาดใจ เมื่อเห็นสีหน้าของนางเปลี่ยนไปมาไม่หยุด
เขาไม่เคยเห็นเด็กที่เพิ่งอายุหนึ่งขวบไม่นานมีสีหน้าหลากหลายยิ่งกว่าผู้ใหญ่เช่นนี้มาก่อน
เล่อเหนียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆก็นึกขึ้นได้ ถูกแล้ว หยกประจำตัว!
ขาน้อยๆพานางคลานไปที่ปลายเตียงอย่างรวดเร็ว ตรงนั้นมีหีบเสื้อผ้าวางไว้ จากนั้นลากกล่องเล็กๆที่เก็บของนางออกมา
หลังจากค้นอยู่ครู่หนึ่งก็พบหยกอุ่นสีแดงที่บิดาของนางได้มาจากการปล้นโจรภูเขาก่อนหน้านี้
เมื่อนางหยิบขึ้นมาถึงได้พบว่าหยกในมือของนางนั้นมีลักษณะคล้ายคลึงกับของหงอวี่มาก อาจกล่าวได้ว่าเหมือนกันทุกประการ แต่ชิ้นในมือของนางเป็นสีแดงและยังไม่ได้แกะสลัก ส่วนชิ้นในมือของหงอวี่เป็นสีขาว
“เล่อเหนียง หยกประจำตัวนี้สวยมากเลย เจ้าอยากแลกกับข้าหรือ”
เล่อเหนียงกลอกตาใส่เขาอย่างแรง แลกกับเจ้าน่ะหรือ ไม่มีทาง!
นางกำหยกไว้ในมือ แล้วให้หงอวี่กำหยกของเขาไว้ในมือเช่นกันจากนั้นก็หลับตา! ไม่ถึงหนึ่งอึดใจ ทุกอย่างยังเหมือนเดิม
คราวนี้เล่อเหนียงเริ่มรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา นางเงยหน้าร้องโวยวายก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอย่างไม่สบอารมณ์
หงอวี่ไม่รู้ว่าเล่อเหนียงกำลังจะทำอะไร แต่เขารู้สึกสนใจหยกในมือของนางมาก เขาจึงยัดหยกในมือของตนใส่มือของนาง แล้วหยิบหยกอุ่นสีแดงจากมือของนางมา
ทันใดนั้นแม่เฒ่าฉินก็ได้เห็นกับตาตนเองว่าหลานรักทั้งสองของนางหายวับไปจากเตียง
จบตอน
Comments
Post a Comment