lucky kid ep21-30

  บทที่ 21: หมอหลี่ ผู้โง่เขลาแต่ร่ำรวย

   

   คนอื่นๆในตระกูลฉินต่างพากันตาโต ร้องเสียงหลงด้วยความตกตะลึง

   

   หนึ่งพันตำลึง!

   

   เดิมทีพวกเขาคิดว่าแปดร้อยตำลึงก็นับว่าสูงมากแล้ว เพราะราคาที่ตั้งใจไว้ในตอนแรกเพียงแค่ห้าร้อยตำลึง ใครจะคาดคิดว่าแม่เฒ่าฉินจะกล้าเรียกราคาสูงถึงหนึ่งพันตำลึงเช่นนี้

   

   สำหรับราคาหนึ่งพันตำลึง ฉินเยาเยายังรู้สึกไม่ค่อยพอใจเท่าใด

   

   เพราะภายในพื้นที่มิติของนางนั้น ทุกสรรพสิ่งล้วนเติบโตเร็วกว่าข้างนอกถึงร้อยเท่า

   

   ส่วนโสมนี้ นางปลูกไว้ตั้งแต่ก่อนที่จะทะลุมิติมาเสียอีก อายุของมันต้องมากกว่าสองร้อยปีแน่นอน

   

   โสมที่มีอายุยืนยาวถึงเพียงนี้ ราคาจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวในทุกๆปีที่มันเติบโต

   

   หนึ่งพันตำลึงก็นับว่าขายให้ถูกมากแล้ว

   

   แท้จริงแล้ว ฉินเยาเยาเองก็ไม่แน่ใจว่าในยุคนี้เงินหนึ่งตำลึงจะมีค่ามากเพียงใด นางเพียงแต่กำหนดราคาตามมูลค่าที่แสดงอยู่ในพื้นที่มิติของนางเท่านั้น

   

   ในมิติของนางจะมีหน้าจอ คล้ายๆกับAIในยุคปัจจุบัน เพียงแค่นำสมุนไพรวางลงไป ข้อมูลของสมุนไพรชนิดนั้น ทั้งสรรพคุณและราคาจะปรากฏขึ้นทันที

   

   เมื่อแม่เฒ่าฉินเอ่ยราคาออกมา บรรยากาศโดยรอบก็เงียบสงัดลงในทันที

   

   หลี่อันลูบเคราอย่างครุ่นคิด มองไปยังฉินเยาเยาที่อยู่ในอ้อมแขนของแม่เฒ่าฉิน

   

   เขารู้สึกว่าการเปลี่ยนใจกะทันหันของแม่เฒ่าฉิน ต้องเกี่ยวข้องกับหนูน้อยในอ้อมแขนของนางเป็นแน่

   

   “ฮ่าๆ ในเมื่อท่านเป็นแขกของเฉินฮั่นหลิน เช่นนั้นราคาหนึ่งพันตำลึงก็หนึ่งพันตำลึง ถือเสียว่าเราได้ผูกมิตรกันไว้ หากต่อไปมีสมุนไพรหายากอีก จงอย่าลืมโรงหมอจี้เซิงของข้าเป็นอันขาด”

   

   “แน่นอนเจ้าค่ะ” แม่เฒ่าฉินตอบรับด้วยความโล่งอก

   

   แท้จริงแล้ว ตอนที่แม่เฒ่าฉินเอ่ยบอกราคาออกไป นางก็รู้สึกหวั่นใจอยู่ไม่น้อย

   

   เพราะเงินหนึ่งพันตำลึงสามารถเลี้ยงดูครอบครัวธรรมดา ธรรมดา ได้ถึงสามสิบปี

   

   แม่เฒ่าฉินเองก็ไม่คิดว่า โรงหมอจี้เซิงจะตกลงอย่างง่ายดายเช่นนี้

   

   หลี่อันกดสิ่งของที่คล้ายกับกริ่งเรียกพนักงานในยุคปัจจุบันที่อยู่ทางซ้ายมือ

   

   ไม่นานก็มีบุรุษวัยกลางคนรูปร่างท้วมเดินเข้ามา สอบถามวิธีการจ่ายเงินกับแม่เฒ่าฉิน

   

   คนอื่นๆในตระกูลฉินต่างก็คิดในใจ

   

   แม้ว่าหมอหลี่ผู้นี้จะดูไม่ค่อยเต็ม แต่เขาก็ไม่ต่อรองราคาเลยสักคำ!

   

   มีเพียงฉินเยาเยาที่รู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อย

   

   ในฐานะที่นางเป็นหมอ การขายสมุนไพรในราคาถูกเช่นนี้ ย่อมทำให้รู้สึกไม่ดีนัก

   

   แม่เฒ่าฉินใช้ชีวิตมาอย่างยาวนาน ไม่เคยเห็นตั๋วเงินมาก่อน นางรู้สึกว่ากระดาษบางๆ นั้นไม่น่าเชื่อถือเท่าเงินที่จับต้องได้ นางจึงเลือกที่จะรับเป็นเงิน

   

   “แม่เฒ่าฉิน เงินหนึ่งพันตำลึงนี้มันหนักเอาการ”

   

   “หรือจะให้พวกเราช่วยส่งไปให้ถึงจวนดีหรือไม่”

   

   หลี่อันเรียกคนงานอย่างกระตือรือร้น

   

   แม่เฒ่าฉินโบกมือปฏิเสธ “แค่เจ็ดสิบกว่าจินจะหนักหนาอะไรเชียว”

   

   “พวกข้าเป็นชาวไร่ชาวนา ทั้งชีวิตไถนา ทำไร่ เรื่องแรงกายไม่ต้องพูดถึง แบกข้าวสารร้อยกว่าจินได้สบายๆ ก็ทำมาแล้ว”

   

   “ท่านอยู่ที่นี่เถอะ พวกเราขอตัวกลับก่อน”

   

   เมื่อกล่าวจบ แม่เฒ่าฉินก็ส่งหลานสาวให้ฉินเหล่าซื่ออุ้ม ส่วนนางจะแบกถุงเงินเอง

   

   ชั่วชีวิตนี้ นางไม่เคยเห็นเงินมากมายเช่นนี้มาก่อน ต้องถือไว้เองถึงจะวางใจได้

   

   นางถึงกับไม่ยอมให้ฉินเหล่าซื่อเข้าใกล้ นางยกถุงเงินขึ้นมา แล้วแบกถุงเงินเดินกลับบ้าน

   

   ส่วนฉินเยาเยาก็ไม่สบอารมณ์ นางถูกท่านย่าทิ้ง เงินสำคัญกว่านางเสียอีก

   

   ไม่พอใจ…

   

   อยากร้องไห้…

   

   “พี่สี่ ไว้คราวหน้าค่อยมาดื่มสุราหารือกันเถิด วันนี้ท่านปู่เกิดล้มป่วยกะทันหัน ข้าต้องรีบกลับไปดูอาการก่อน” เฉินฮั่นหลินเอ่ยขออภัย

   

   “ฮั่นหลิน หากมีธุระก็เชิญกลับไปก่อนเถิด ไม่ต้องสนใจพวกเราหรอก”

   

   เฉินฮั่นหลินพยักหน้ารับ แล้วหันหลังหายไปในฝูงชน

   

   บานประตูเปิดออก สือไห่ถังกำลังจะเอ่ยปาก ทว่าแม่เฒ่าฉินกลับเดินหายเข้าไปในห้องเสียแล้ว

   

   เดินเร็วมากจนฉินเยาเยาเห็นเพียงเงาเลือนราง

   

   นางแปลกใจนัก เงินหนึ่งพันตำลึง เหตุใดท่านย่าจึงทำท่าทางประหนึ่งไม่เคยเห็นเงินมาก่อน

   

   เงินหนึ่งพันตำลึง นับว่ามากมายนักหรือ

   

   ฉินเยาเยามาจากโลกยุคปัจจุบัน ยากนักที่จะเข้าใจการกระทำของท่านย่า

   

   ครู่ต่อมา…

   

   แม่เฒ่าฉินเดินออกมาจากห้องแล้วกล่าวกับฉินเหล่าซื่อ “เหล่าซื่อ เอาหลานสาวตัวน้อยของข้ามา”

   

   “สะใภ้สามไปจับไก่มาซะ แล้วเอาไปตุ๋นเป็นน้ำแกงให้สะใภ้สี่กินบำรุงเสีย”

   

   สือไห่ถังตอบรับ แล้วไปจับไก่

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์กับฉินลิ่งอวี่ก็อุ้มลิ่งเหวินกับลิ่งผิงไปนอนพัก

   

   “โอ๋ๆ หลานรักของย่า พวกเรามีเงินแล้ว ต่อไปนี้ไม่ต้องลำบากแล้วนะ”

   

   “ย่าคิดไว้แล้ว ย่าจะเก็บไว้สองร้อยตำลึง เป็นค่าใช้จ่ายในบ้าน ส่วนที่เหลือเก็บไว้เป็นสินสอดทองหมั้นให้เล่อเหนียงของย่าดีกว่า”

   

   แท้จริงแล้วแม่เฒ่าฉินรู้ดีว่าโสมนี้เป็นของฉินเยาเยา เพราะโสมร้อยปีเช่นนี้มิอาจหาได้ทั่วไป ตลอดทางที่ผ่านมา พวกเขามีกินมีใช้ เดินทางมาถึงเมืองจี้โจวได้อย่างราบรื่นก็เพราะเยาเยา

   

   ฉินเยาเยาได้ยินแล้วก็รู้สึกปวดหัว นางเพิ่งจะเกิดได้ไม่ถึงเดือน ท่านย่าก็คิดจะเก็บเงินไว้เป็นสินสอดให้นางแล้ว กลัวว่านางจะไม่มีใครเอางั้นหรือ

   

   “อิ้ยา อิ้ยา”

   

   ฉินเยาเยาโบกมือประท้วง นางเอาโสมออกมาก็เพื่อให้ครอบครัวได้มีชีวิตที่ดีขึ้นไม่ใช่หรือ เหตุใดต้องเก็บไว้เป็นสินสอดทองหมั้นด้วยเล่า

   

   ในพื้นที่มิติของเยาเยา นางปลูกโสมไว้มากกว่าสิบไร่ คุณภาพดีกว่าโสมต้นนี้อีกมากมาย

   โสมที่นางนำออกมานี้ นับว่าเป็นโสมธรรมดา นางเกรงว่าหากนำโสมชั้นเลิศออกมา พวกท่านจะต้องตกตะลึงเป็นแน่

   

   ยิ่งไปกว่านั้น ในพื้นที่มิติของนางยังมีเงินและสมบัติล้ำค่าจากยุคปัจจุบันอีกมากมายนับไม่ถ้วน

   

   แม้กระทั่งเหมืองทองคำก็ยังมี

   

   แม้ว่าจะเห็นเพียงแค่แร่ทองคำเล็กน้อย

   

   แต่ตอนนี้นางก็กลายเป็นเศรษฐีนีตัวน้อยแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้พวกท่านมากังวลเรื่องสินสอดทองหมั้นของนางแต่อย่างใด

   

   ฉินเยาเยาโบกไม้โบกมือพยายามสื่อสาร บอกว่าจะใช้จ่ายอย่างไรก็ตามใจชอบ ไม่ต้องเก็บไว้เป็นสินสอดทองหมั้นของนาง นางมีเงิน!

   

   “เจ้าหนูน้อยฉลาดจริงๆ”

   

   แม่เฒ่าฉินเอ็นดูฉินเยาเยายิ่งนัก นางใช้นิ้วจิ้มไปที่หน้าผากเล็กๆ พลางถามว่า “เล่อเหนียง ในนั้น...มีสิ่งใดแปลกใหม่บ้างหรือไม่ ย่าอยากตอบแทนน้ำใจคุณชายเฉิน เขาช่วยเหลือพวกเราไว้มากเช่นนี้”

   

   เดิมทีแม่เฒ่าฉินคิดจะมอบเงินตอบแทน แต่ดูท่าคุณชายเฉินผู้นั้นไม่น่าจะเป็นผู้ขัดสนเรื่องเงินทอง นางคิดไปคิดมาจึงมาขอความช่วยเหลือจากหลานสาวตัวน้อย

   

   เรื่องสิ่งของแปลกใหม่นั้นไม่เห็นยากเย็น แค่ในพื้นที่มิติของเยาเยาก็มีผักผลไม้มากมาย กำลังคิดไม่ตกว่าจะจัดการกับมันอย่างไรอยู่พอดีเชียว

   

   ฉินเยาเยาสะบัดมือเพียงครั้งเดียว แม่เฒ่าฉินก็เกือบถูกผักผลไม้ทับเสียแล้ว

   

   เมื่อเห็นผักผลไม้เต็มห้อง นางก็ตื่นเต้นจนกอดเยาเยาแน่น ก่อนจะหอมแก้มไปฟอดใหญ่

   

   “เล่อเหนียง รีบเก็บเข้าไปเถิด อย่าให้ผู้อื่นเห็นเชียว เวลาที่ย่าต้องการค่อยบอกเจ้าก็แล้วกัน ดีหรือไม่”

   

   “แอ้”

   

   ฉินเยาเยาสะบัดมืออีกครั้ง ห้องก็กลับมาสะอาดดังเดิม มีเพียงกลิ่นหอมหวานของผลไม้ที่ยังอบอวลอยู่

   

   นางให้เก็บเงินทั้งหมดเข้าไปในพื้นที่มิติด้วย เหลือไว้เพียงห้าสิบตำลึงเป็นค่าใช้จ่ายในบ้าน

   

   เรื่องซ่อนสิ่งของ ที่ใดเล่าจะปลอดภัยไปกว่าพื้นที่มิติของนาง ท่านย่าจะได้ไม่ต้องเป็นกังวลอีกต่อไป

   

   “เล่อเหนียงของย่า ช่างรู้ใจย่าเสียจริง”

   

   นางกำลังหนักใจไม่รู้จะเก็บเงินไว้ที่ใด เงินมากมายเช่นนี้ หากเก็บไว้ในบ้าน นางคงนอนไม่หลับ คิดไม่ถึงว่าหลานสาวจะช่วยนางแก้ปัญหาได้

   

   “ท่านแม่ อาหารใกล้จะเสร็จแล้ว ท่านจะพาเล่อเหนียงไปที่ใดหรือเจ้าคะ”

   

   สือไห่ถังกำลังจะไปตักน้ำ นางหันกลับมาเห็นแม่เฒ่าฉินสะพายตะกร้าและอุ้มเยาเยาออกไป จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย

   

   “ข้าจะออกไปข้างนอก ดูว่าจะซื้ออะไรตอบแทนคุณชายเฉินได้บ้าง เขาช่วยเหลือพวกเราไว้มากมาย หากอาหารเสร็จแล้วก็ให้เด็กๆทานกันก่อนเถิด ไม่ต้องรอข้า”

   

   สือไห่ถังรับคำ แล้วเดินเข้าไปดูอาหารในครัว

   

   แม่เฒ่าฉินอุ้มฉินเยาเยาออกจากประตูไปได้ไม่ไกล ก็พบเข้ากับคนผู้หนึ่ง

   

   แม่เฒ่าฉินก็เอ่ย “...ซวยจริงๆ!”



 บทที่ 22: มารดาผู้องอาจ


   

   “ฮือๆๆ ท่านแม่ ในที่สุดข้าก็ได้พบพวกท่านแล้ว”

   

   หญิงผู้หนึ่งผมเผ้าสกปรกวิ่งเข้ามาหาแม่เฒ่าฉิน กอดขาของแม่เฒ่าฉินเอาไว้แน่นพลางร้องไห้ฟูมฟาย

   

   นางผู้นี้คือเฝิงเสี่ยวฮวาที่หายตัวไปก่อนหน้านี้

   

   “ท่านแม่ ข้าเกือบจะไม่ได้พบพวกท่านแล้ว ฮือๆๆ”

   

   “ปล่อยข้า ปล่อยเดี๋ยวนี้!” แม่เฒ่าฉินส่ายขาไปมาด้วยความรังเกียจ พยายามจะแกะมือนางออก

   

   “ท่านแม่ ท่านอย่าทิ้งข้าไปนะเจ้าคะ หากท่านทิ้งข้าไว้ ข้าคงต้องตายแน่ๆ” เฝิงเสี่ยวฮวายังคงกอดขาของแม่เฒ่าฉินไว้แน่น น้ำตาไหลพราก

   

   “ท่านแม่ ข้าขอร้อง ท่านเห็นแก่ที่ข้าให้กำเนิดหลานชายให้ท่านสองคน ท่านอย่าทิ้งข้าไปเลยนะเจ้าคะ”

   

   “ข้าสัญญาว่าจะกินข้าวเพียงแค่มื้อเดียว ไม่อิ่มท้องก็ไม่เป็นไร ขอแค่ได้อยู่กับพวกท่าน”

   

   เมื่อแม่เฒ่าฉินได้ยินคำพูดกลับดำเป็นขาวของเฝิงเสี่ยวฮวา ใบหน้าก็มืดครึ้มทันที

   

   ‘ผู้ใดกันที่ทิ้งเจ้า เจ้ามิใช่หนีมาเองหรอกหรือ’

   

   แล้วยังมีหน้ามาบอกว่าจะกินแค่วันละมื้อ จะไม่กินเยอะแล้ว แม้แต่ของในชามลูกชายตนเองยังแย่งมากิน นั่นหรือเรียกว่ากินน้อย

   

   “อย่างไรนางก็ให้กำเนิดหลานชายให้พวกเขาตั้งสองคน บัดนี้มีเรื่องยากลำบากก็คิดจะทอดทิ้งนางเสียแล้ว”

   

   “ภายนอกดูเหมือนผู้มีจิตใจเมตตา ใครเล่าจะคิดว่าใจคอช่างโหดร้ายยิ่งนัก”

   

   “ช่างเป็นสตรีใจทรามจริงๆ”

   

   …….........

   

   ผู้คนบนถนนเริ่มซุบซิบนินทาพวกนาง เสียงนินทาที่ไม่น่าฟังดังเล็ดลอดเข้าหูแม่เฒ่าฉินไม่หยุดหย่อน

   

   นางโกรธจนหน้ามืด มองอะไรไม่เห็น เกือบจะเป็นลมล้มพับไป

   

   “แอ้ แงง~!”

   

   ฉินเยาเยารีบร้องไห้ทันที

   

   “โอ๋ๆๆ หลานรักของย่าไม่ต้องกลัวนะ ย่าอยู่นี่แล้ว”

   

   พอได้ยินเสียงร้องไห้ของหลานสาว แม่เฒ่าฉินก็รู้สึกตัวขึ้นมาในทันที แล้วรีบปลอบโยนหลานรัก

   

   เมื่อเห็นว่าท่านย่ารู้สึกตัวแล้ว ฉินเยาเยาจึงหยุดร้องไห้ มองดูป้าสะใภ้ผู้นี้ด้วยสายตาเย็นชา

   

   ตอนนี้เฝิงเสี่ยวฮวาฉลาดขึ้นแล้วสินะ รู้จักใช้ความสงสารของผู้อื่น

   

   “ท่านแม่ ท่านดูสิ เล่อเหนียงก็ไม่อยากจากข้าไปเหมือนกัน ข้าขอร้องท่านแล้ว”

   

   ฉินเยาเยามองบนใส่ ใครกันแน่ที่ไม่อยากจากไป

   

   หึ! อย่าทำเป็นรักนางนักเลย

   

   “ข้าว่านะท่านแม่เฒ่า นางก็คลอดหลานชายให้ท่านตั้งสองคน ท่านอย่าใจร้ายนักเลย คิดเสียว่าทำเพื่อเด็ก ให้ข้าวกินสักมื้อก็พอแล้ว ทำไมต้องไล่ให้หมดทางไปเช่นนี้”

   

   “ใช่แล้ว ท่านดูสิ แม้แต่เด็กยังไม่อยากจากแม่เลย”

   

   ยังไม่ทันที่แม่เฒ่าฉินจะเอ่ยวาจาใด อีกฝ่ายก็มีป้าใจดีนางหนึ่งเอ่ยขึ้น น้ำเสียงแฝงแววดูแคลน เหมือนจะเอาผักในมือฟาดใส่แม่เฒ่าฉิน แต่ก็เสียดายจึงหยิบออกมา เข้าๆออกๆอยู่หลายรอบ

   

   “นางเป็นฝ่ายหนีไปเอง ข้าไม่เคยกระทำเรื่องร้ายกาจเช่นการไล่ลูกสะใภ้ออกจากบ้านหรอก เป็นแม่ของเล่อเหนียงหรือ นางไม่คู่ควร!”

   

   กล่าวจบ แม่เฒ่าฉินก็ยกเท้าจากไปโดยไม่สนใจเฝิงเสี่ยวฮวาที่ยังคุกเข่าอยู่

   

   อยู่กินกันมาหลายปี นางย่อมรู้ดีว่าสตรีผู้นี้นิสัยเป็นเช่นไร แม้จะไม่สนใจ แต่นางก็ยังคงตามตื๊อไม่ลดละ ยิ่งไปกว่านั้น นางยังบังอาจหลอกผู้อื่นว่าเป็นแม่ของเล่อเหนียง แม่เฒ่าฉินจึงทนไม่ได้!

   

   นางไม่คู่ควรแม้แต่น้อย!

   

   ก้าวเท้าออกไปได้เพียงสองก้าว ก็ถูกเฝิงเสี่ยวฮวาโผเข้ากอดขาไว้แน่น นางเงยหน้าขึ้นมองผู้คนที่มามุงดู พร้อมกับร้องไห้คร่ำครวญ

   

   “ท่านพี่น้องทั้งหลาย โปรดช่วยข้าพูดกับแม่สามีด้วยเถิด ขอร้องอย่าแยกข้ากับลูกเลย”

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาคุกเข่าร้องไห้น้ำตาอาบแก้ม ท่าทางปานจะขาดใจตาย ทำเอาผู้คนรอบข้างอดสงสารไม่ได้

   

   หลายคนเริ่มเข้ามาห้อมล้อมแม่เฒ่าฉิน ปากก็พร่ำพูดหว่านล้อมไม่ให้ใจร้ายกับแม่และลูกเช่นนี้

   

   ตอนแรกแม่เฒ่าฉินยังไม่ได้ใส่ใจพวกเขา คิดว่าพวกเขาเพียงแค่ฟังเรื่องราวจากปากของเฝิงเสี่ยวฮวาเพียงฝ่ายเดียว จึงเกิดความไม่พอใจแทนขึ้นมาชั่วครู่เท่านั้น

   

   แต่แล้วนางก็พบว่ามีบางอย่างผิดปกติ มีคนฉวยโอกาสตอนวุ่นวาย ยื่นมือเข้าไปในตะกร้าหลังของนาง และยังยื่นมือไปที่ตัวของฉินเยาเยาซึ่งอยู่ในอ้อมแขนของนางด้วย

   

   เห็นได้ชัดว่ามีคนกำลังฉวยโอกาสขโมยของ!

   

   “หลีกไปให้หมด!”

   

   แม่เฒ่าฉินตวาดเสียงเย็น

   

   “หลีกไป!”

   

   เมื่อเห็นผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ แม่เฒ่าฉินที่เยือกเย็นมาโดยตลอด ก็เริ่มหวาดกลัวขึ้นมา

   เงินทองหายไปไม่เท่าไหร่ กลัวแต่พวกนั้นจะทำร้ายเล่อเหนียง นางกอดเยาเยาไว้แน่น หัวใจร้อนรุ่มไปด้วยความเกลียดชังเฝิงเสี่ยวฮวา

   

   ‘หญิงสารเลวนี่ หากเล่อเหนียงเป็นอันใดไปแม้เพียงปลายเล็บ ข้าไม่ปล่อยนางไปแน่!’

   

   แม่เฒ่าฉินกัดฟันกรอด ปลดตะกร้าหลังลง คว้าเอาเงินสามสิบตำลึงที่เตรียมไว้แลกเป็นเศษเงินออกมา ก่อนโยนเข้าไปในฝูงชน

   

   “เงิน!”

   

   เหล่าผู้คนที่มุงดูอยู่ก่อนหน้า ต่างก็ก้มลงแย่งเงินกันจ้าละหวั่น

   

   “อย่านะ! ห้ามแย่ง!”

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาเห็นแม่เฒ่าฉินหยิบเงินออกมา ก็ตื่นเต้นใจเต้นแรง นางคิดว่าแม่เฒ่าฉินจะเอาเงินมาให้เพื่อตัดความรำคาญ

   

   ไม่นึกเลยว่าเพียงชั่วพริบตา นางกลับโยนเงินทิ้งไป

   

   เฝิงเสี่ยวฮวากรีดร้องเสียงหลง ก่อนพุ่งตัวเข้าไปแย่งเงิน

   

   “ปล่อย! นี่มันเงินของบ้านข้า!”

   

   ไม่นานเฝิงเสี่ยวฮวาก็ทะเลาะกับหญิงวัยกลางคนที่ช่วยพูดแทนนางก่อนหน้านี้

   

   แม่เฒ่าฉินรีบอุ้มฉินเยาเยาก้าวสุดฝีเท้ากลับบ้าน แม้แต่ตะกร้าก็ไม่เอาแล้ว ใบหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว

   

   เสียงเอะอะโวยวายข้างนอก ย่อมเล็ดรอดเข้าหูคนในครอบครัวฉิน พวกเขาพากันออกมา ก็เห็นแม่เฒ่าฉินที่อุ้มหลานน้อยเข้ามาพอดี

   

   ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่เฝิงเสี่ยวฮวาที่กำลังทะเลาะกับผู้อื่นแย่งเงินกันอยู่

   

   “ท่านแม่ เกิดเรื่องอันใดขึ้นเจ้าคะ”

   

   สือไห่ถังเอ่ยถามแม่สามีด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะเข้าประคองร่างที่ดูตื่นตระหนกของแม่เฒ่าฉิน

   

   แม่เฒ่าฉินทรุดกายพิงลูกสะใภ้ ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนเกือบล้มลงกับพื้น

   

   โชคดีที่สวี่ซิ่วอิงเห็นเหตุการณ์ จึงรับร่างของฉินเยาเยามาอุ้มไว้ได้ทัน

   

   “เหล่าเอ้อร์ เจ้าเห็นหญิงผู้นั้นหรือไม่ ไปลากตัวนางกลับมาเดี๋ยวนี้!” แม่เฒ่าฉินเอ่ยน้ำเสียงสั่นเทา

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์รับคำมารดา ก่อนจะสาวเท้าเข้าไปลากตัวเฝิงเสี่ยวฮวาออกมา

   

   หลังจากที่แม่เฒ่าฉินเล่าเรื่องราวให้ทุกคนในครอบครัวฟัง พวกเขาก็โกรธจนตัวสั่น

   

   โดยเฉพาะฉินเหล่าซื่อ ยิ่งแค้นเคืองเฝิงเสี่ยวฮวามากขึ้นไปอีก จนแทบอยากจะฆ่านางให้ตายคามือ

   

   “ท่านแม่ ทำไมท่านถึงทำเช่นนั้น เหตุใดจึงโยนเงินทิ้งไปด้วยเล่า”

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาก้าวเข้ามาในบ้าน ยังไม่ทันที่คนในครอบครัวจะเอ่ยปาก เฝิงเสี่ยวฮวาก็ชี้หน้าต่อว่าแม่เฒ่าฉินทันที

   

   “เฝิงเสี่ยวฮวา!” ฉินเหล่าซื่อขบกรามแน่น จ้องมองเฝิงเสี่ยวฮวาด้วยความโกรธแค้น

   

   เมื่อนึกถึงเรื่องที่ลูกสาวของตนเกือบจะได้รับอันตราย ก็แทบจะทนไม่ไหว อยากจะลงมือฆ่านางเสียให้รู้แล้วรู้รอด

   

   แม้ว่าฉินเหล่าซื่อจะลงมือเองไม่ได้ แต่ก็มีคนอื่นที่ลงมือแทนเขาได้

   

   “พี่สะใภ้รอง เหตุใดท่านจึงทำเช่นนี้ ท่านแม่เป็นแม่สามีของท่านนะ”

   

   “แล้วเล่อเหนียงก็เป็นหลานสาวของท่าน ท่านรู้หรือไม่ว่าการกระทำเช่นนี้ เกือบจะทำให้พวกเขาเป็นอันตราย”

   

   สวี่ซิ่วอิงพุ่งเข้าไปหาเฝิงเสี่ยวฮวาทั้งตบตี ทั้งจิกทึ้ง

   

   ฉินเยาเยาเบิกตากว้าง มองท่านแม่ที่แสนอ่อนโยนกลายเป็นหญิงใจเด็ดที่ทำทุกอย่างเพื่อปกป้องลูก

   

   ร่างผอมบางกลับสามารถเล่นงานหญิงร่างท้วมอย่างเฝิงเสี่ยวฮวา จนอีกฝ่ายไม่สามารถตอบโต้ได้

   

   “สวี่ซิ่วอิง นังหญิงเสียสติ ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!”

   

   “เหล่าเอ้อร์ ลิ่งอวี่ ช่วยข้าด้วย ข้าเจ็บจะแย่แล้ว!”

   

   “พวกเจ้าตายกันหมดแล้วหรือไร?! ไม่เห็นหรือไงว่านางกำลังตีข้า!”

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาร้องอย่างเจ็บปวด แต่ทุกคนกลับมองนางด้วยสายตาเย็นชา ไม่มีผู้ใดยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ

   

   สือไห่ถังเห็นเฝิงเสี่ยวฮวาดิ้นรนขัดขืน จึงยกเท้าขึ้นไปเหยียบมือของนางไว้

   

   หลังจากที่สวี่ซิ่วอิงระบายอารมณ์จนพอใจแล้ว แม่เฒ่าฉินจึงให้ฉินเหล่าซื่อดึงตัวนางออกมา

   

   นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “เฝิงเสี่ยวฮวา ข้าให้โอกาสเจ้ามามากพอแล้ว กระนั้นเจ้าก็ยังไม่เห็นคุณค่า ยังคงเห็นแก่ตัว ไม่นึกถึงชีวิตพวกข้าแม้แต่น้อย ดังนั้นถึงเวลาที่เราต้องตัดขาดกันเสียที!”

   

   “เหล่าเอ้อร์ เจ้าไปเขียนหนังสือหย่าให้นางซะ!”



 บทที่ 23: หนังสือหย่า


   

   “ไม่นะท่านแม่ ท่านทำกับข้าเช่นนี้ไม่ได้”

   

   เพียงได้ยินดังนั้น เฝิงเสี่ยวฮวาก็ไม่ได้สนใจความเจ็บปวดที่แล่นริ้วอยู่บนร่างกาย นางคลานเข่าเข้าไปกอดขาของแม่เฒ่าฉินไว้แน่นพลางร่ำไห้

   

   ไม่ได้ นางไม่อาจจากไปได้

   

   นางไปแอบสืบมาแล้ว ว่าโสมธรรมดาเพียงหนึ่งรากยังขายได้สี่ถึงห้าร้อยตำลึง ยิ่งไปกว่านั้นสวี่ซิ่วอิงบอกว่าโสมนั้นเป็นโสมอายุหนึ่งร้อยปี ย่อมขายได้เจ็ดถึงแปดร้อยตำลึงเป็นแน่

   

   หากนางจะไป นางต้องได้เงินไปด้วย

   

   หากนางไม่ได้เงิน น้องชายกับบิดาของนางคงต้องตายแน่ๆ

   

   “ท่านแม่ข้าขอร้อง โปรดเห็นแก่หลาน อย่าไล่ข้าไปเลย ข้ายอมเป็นวัวเป็นม้ารับใช้ท่าน”

   

   นางคุกเข่าลงบนพื้นแล้วโขกศีรษะไม่หยุด

   

   แต่ไม่ว่านางจะอ้อนวอนเพียงใด แม่เฒ่าฉินก็หาได้หวั่นไหวไม่

   

   “เหล่าเอ้อร์ เราเป็นสามีภรรยากัน เจ้าช่วยข้าขอร้องให้ท่านแม่เมตตาข้าด้วยได้หรือไม่”

   

   เมื่อเห็นว่าแม่เฒ่าฉินนิ่งไม่ไหวติง นางจึงหันไปเกาะขาของสามี อ้อนวอนขอความช่วยเหลือ

   

   แต่ฉินเหล่าเอ้อร์กลับไม่สนใจใยดี ถอยหลังหนีนางด้วยความรังเกียจ

   

   เขารู้ดีมาตลอดว่าเฝิงเสี่ยวฮวาเป็นคนเห็นแก่ตัว แต่เพราะเห็นแก่ลูกทั้งสอง เขาจึงยอมอดทนกับเรื่องเล็กๆน้อยๆ แม้กระทั่งเรื่องใหญ่หลายเรื่องที่นางก่อขึ้น เขาก็ต้องออกหน้าไปจัดการให้นางอยู่เสมอ

   

   แต่นางกลับทำเรื่องร้ายแรงเช่นนี้ ถึงขั้นทำให้ท่านแม่และหลานสาวไปเสี่ยงอันตราย

   

   เพียงแค่นึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ เหล่าเอ้อร์ก็โกรธจนตัวสั่น โชคดีที่ท่านแม่เฉลียวฉลาด ไม่เช่นนั้น หากเกิดเรื่องร้ายขึ้นจริงจะทำอย่างไร

   

   ยิ่งไปกว่านั้น ท่านแม่ยังอุ้มเล่อเหนียงเอาไว้ในอ้อมแขนอีกด้วย

   

   “ลิ่งอวี่ เจ้าช่วยแม่ด้วย แม่อยู่โดยไม่มีลูกไม่ได้”

   

   นางเข้าไปกอดขาฉินลิ่งอวี่ราวกับคนสิ้นหวัง ไม่มีท่าทางของมารดาผู้ให้กำเนิดแม้แต่น้อย

   

   ฉินลิ่งอวี่อยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ครานี้ท่านแม่ทำเกินไปจริงๆ

   

   นางเกือบทำให้ท่านย่ากับน้องเล่อเหนียงเป็นอันตราย

   

   เขาไม่กล้าพูดอันใด

   

   แต่นางก็เป็นมารดาผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูเขามา

   

   “ท่านย่า ขอท่านโปรดเมตตา ให้โอกาสท่านแม่ของข้าอีกสักครั้งเถิดขอรับ”

   

   ฉินลิ่งอวี่คุกเข่าลง กล่าวอย่างยากลำบาก

   

   “ลิ่งอวี่ นางไม่คู่ควรให้เจ้ามาขอร้อง ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้!” ฉินเหล่าเอ้อร์ตวาด

   

   “ท่านพ่อ ข้าขอร้อง โปรดเมตตาท่านแม่อีกสักครั้งเถิดขอรับ ต่อไปนี้ข้าจะดูแลนางเอง”

   

   “ท่านแม่ เหล่าเอ้อร์ ข้ารู้ว่าข้าทำผิดไปแล้ว ขอท่านทั้งสองโปรดให้โอกาสข้าอีกครั้งเถิดเจ้าค่ะ ข้าสาบานว่าจะปรับปรุงตัวใหม่”

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาดึงแขนฉินลิ่งอวี่ไว้ พลางคุกเข่าโค้งคำนับฉินเหล่าเอ้อร์กับแม่เฒ่าฉิน เหตุการณ์นี้ทำเอาผู้ที่พบเห็นอดรู้สึกเวทนาไม่ได้

   

   แม่เฒ่าฉินกวาดสายตามองเหล่าลูกหลาน ก่อนถอนหายใจเบาๆ

   

   “เหล่าเอ้อร์ เจ้าไปเขียนหนังสือหย่ามาเดี๋ยวนี้”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์รับคำ แล้วหันหลังเดินเข้าไปในห้องหนังสือเพื่อเขียนหนังสือหย่า

   

   บ้านหลังนี้ที่เฉินฮั่นหลินเตรียมไว้ให้ มีทุกอย่างพร้อมสรรพ แน่นอนว่าต้องมีห้องหนังสือและอุปกรณ์การเขียนด้วย

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาตกใจแทบสิ้นสติ นางคิดว่าเมื่อลูกชายพูดขอร้องแทนแล้ว แม่เฒ่าฉินคงเห็นแก่หลานชาย ยอมให้โอกาสนางอีกครั้ง ไม่คิดเลยว่าจะให้ฉินเหล่าเอ้อร์เขียนหนังสือหย่าจริงๆ

   

   คราวนี้นางหวาดกลัวจริงๆ จึงรีบเข้าไปกอดขาแม่เฒ่าฉิน ร้องห่มร้องไห้ น้ำตาไหลอาบหน้า

   

   “ท่านแม่ ยกโทษให้ข้าอีกสักครั้งเถิดเจ้าค่ะ ข้ารู้แล้วว่าข้าทำผิด โปรดอย่าเขียนหนังสือหย่านั่นเลย ท่านแม่โปรดเห็นแก่ที่ข้าให้กำเนิดลูกชายทั้งสองให้กับตระกูลฉิน ยกโทษให้ข้าอีกสักครั้งเถิดเจ้าค่ะ”

   

   ทว่าครั้งนี้แม่เฒ่าฉินตัดสินใจแน่วแน่แล้ว นางสะบัดขาออก แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา

   

   “ถ้าข้าไม่เห็นแก่ลูกทั้งสองของเจ้า ข้าคงไล่เจ้าออกไปนานแล้ว!”

   

   “ทั้งเจ้าเล่ห์เพทุบาย ปากเสียมักพูดจาเสียดสี ไม่รู้จักรักใคร่เอ็นดูลูกหลาน ไม่กตัญญู ทั้งยังขัดคำสั่งผู้อาวุโส คนเช่นนี้ตระกูลฉินจะเก็บเจ้าไว้ให้รกหูรกตาหรือไร!”

   

   ในตอนนั้นเอง ฉินเหล่าเอ้อร์เขียนหนังสือหย่าเสร็จแล้ว

   

   แม่เฒ่าฉินรับหนังสือหย่ามาแล้วกล่าวต่อว่า “แต่สิ่งที่เจ้าพูดก็ถูก ถึงอย่างไรเจ้าก็ให้กำเนิดหลานชายแก่ตระกูลฉินถึงสองคน เห็นแก่หลานทั้งสองและเห็นแก่ลูกชายข้า ข้าจะให้โอกาสเจ้าอีกครั้ง”

   

   “หนังสือหย่าฉบับนี้ ข้าจะยังไม่มอบให้เจ้า นับแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าเป็นคนของตระกูลฉินแค่ครึ่งเดียว งานบ้านที่ควรทำก็ต้องทำอย่าให้ขาดตกบกพร่อง อาหารการกินข้าไม่ให้เจ้าอดอยากหรอก แต่จงหุบปากของเจ้าเอาไว้ มิเช่นนั้น ข้าจะไล่เจ้าออกจากตระกูลฉินทันที!”

   

   “ถึงตอนนั้น อย่าได้โทษข้าว่าใจร้ายแล้วกัน” พูดจบแม่เฒ่าฉินก็หยิบเงินสิบตำลึงวางไว้บนโต๊ะแล้วกล่าวว่า

   

   “แน่นอน เจ้ายังมีทางเลือกอีกทาง นั่นก็คือรับเงินสิบตำลึงนี้ไปพร้อมกับหนังสือหย่า จากนี้ไปก็ต่างคนต่างอยู่ไม่เกี่ยวข้องกันอีก”

   

   เฝิงเสี่ยวฮวามองเงินที่อยู่ตรงหน้า ดวงตาเป็นประกายด้วยความโลภ

   

   “ข้าไม่เอาเงิน ข้าต้องการลูก!”

   

   คำพูดของเฝิงเสี่ยวฮวา ทำให้ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์มองนางด้วยความชื่นชม ในใจต่างก็คิดว่า

   

   ‘นี่หรือเฝิงเสี่ยวฮวา ผู้ซึ่งเคยโลภมาก’

   

   ใบหน้าที่เย็นชาของแม่เฒ่าฉินอ่อนลงเล็กน้อย

   

   “ดี เห็นทีเจ้ายังคงมีสามัญสำนึกอยู่บ้าง ถึงแม้ข้าจะยกโทษให้ แต่เจ้าก็ต้องถูกลงโทษอยู่ดี เหล่าเอ้อร์ นางเป็นภรรยาของเจ้า เจ้าจัดการเอาเองเถิด”

   

   “ยี่สิบไม้ ห้ามขาดแม้แต่ไม้เดียว”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ก็โกรธมากเช่นกัน เขาเดินเข้ามาผลักนางล้ม แล้วมัดนางไว้กับม้านั่งยาว จากนั้นก็คว้าไม้พายที่อยู่หลังประตูฟาดลงไปอย่างแรง

   

   เมื่อเห็นท่าทางดุดันของสามี เฝิงเสี่ยวฮวาก็เสียขวัญแทบสิ้นสติ

   

   แม้กระทั่งตอนที่นางวางแผนบังคับให้ฉินเหล่าเอ้อร์แต่งงานกับนาง เขาก็ไม่เคยแสดงท่าทีเช่นนี้มาก่อน

   

   นางมั่นใจว่าฉินเหล่าเอ้อร์จะต้องใช้โอกาสนี้ฆ่านางแน่ๆ

   

   นางเสียใจแล้ว

   

   นางไม่น่าโลภเลย น่าจะรับเงินสิบตำลึงนั้นไป

   

   อย่างไรเสีย ลูกชายก็เกิดมาจากท้องของนาง นางไม่เชื่อว่าพวกเขาจะไม่ยอมรับนาง

   

   แต่ตอนนี้สายเกินไปแล้ว ไม้ของฉินเหล่าเอ้อร์ก็ฟาดลงมาอย่างหนักหน่วง เสียงร้องราวกับจะขาดใจดังลั่น

   

   “โอ๊ย! ข้าเจ็บจะตายแล้ว ฮือๆ”

   

   พร้อมทั้งร้องเรียกลูกชาย “ลิ่งอวี่ เจ้าช่วยแม่ด้วย”

   

   แม้ว่าฉินเหล่าเอ้อร์จะเป็นบัณฑิต แต่แรงมือก็หนักเอาการ แต่ละครั้งที่ฟาดลงไป เพียงไม่กี่ครั้ง ก้นของเฝิงเสี่ยวฮวาก็กลายเป็นสีแดงก่ำ

   

   สุดท้าย สือไห่ถังกับสวี่ซิ่วอิงต้องช่วยกันลากนางเข้าห้อง พอถอดเสื้อผ้าออกก็พบรอยฟกช้ำ จึงช่วยกันหายามาทาให้

   

   เกิดเรื่องราวเช่นนี้ขึ้น ใครจะมีกะจิตกะใจกินข้าวลง พวกเข้าฝืนกินอย่างเสียไม่ได้ ก่อนจะแยกย้ายกันกลับห้อง

   

   แม่เฒ่าฉินนั่งอยู่บนเตียง มือลูบกล้องยาสูบ น้ำตาไหลริน

   

   นับตั้งแต่ต้องอพยพหนีภัย สิ่งของติดตัวก็พลัดหายไปทีละอย่างสองอย่าง จนเกือบหมดสิ้น เหลือเพียงกล้องยาสูบอันนี้ที่นางยังคงเก็บไว้ข้างกาย

   

   มันเป็นสิ่งของชิ้นสุดท้ายที่ทำให้แม่เฒ่าฉินระลึกถึงพ่อเฒ่าฉิน

   

   “แต่งภรรยา ต้องแต่งคนดีมีคุณธรรม ข้าทำผิดต่อเหล่าเอ้อร์จริงๆ ที่ไปสู่ขอสตรีเช่นนางมาเป็นภรรยา ทำให้ชีวิตเขาต้องพบความลำบากเช่นนี้”

   

   ฉินเยาเยาอดสงสารท่านย่าไม่ได้ ถึงจะเป็นคนอื่นนางก็คงไม่สนใจ แต่เฝิงเสี่ยวฮวาเป็นหญิงที่เห็นแก่ตัว นางไม่สมควรได้รับความเห็นใจ

   

   “แอ้!”

   

   ขณะที่แม่เฒ่าฉินกำลังโศกเศร้า เสียงของฉินเยาเยาก็ดังขึ้น นางหันกลับมามองหลายสาวอย่างรวดเร็ว เกือบส่งเสียงร้องออกมาด้วยความตกใจ

   

   ข้างกายของของหลานสาวมีโสมชั้นเลิศวางเรียงรายอยู่สิบกว่าราก

   

   “โอ้! เด็กดีของย่า เจ้าเก็บเข้าไปเถิด”

   

   ฉินเยาเยาตั้งใจนำโสมออกมาเพื่อให้ท่านย่าหายเศร้าโศกเสียใจ เมื่อเห็นท่านย่ามีสีหน้าที่ดีขึ้น นางจึงโบกมือเล็กๆ เก็บโสมทั้งหมดเข้าไป

   

   ดวงตากลมโตของเยาเยากวาดมองไปรอบๆ พลางโบกมืออีกครั้ง ปรากฏเค้กสีขาวราวกับหิมะวางอยู่บนหมอน

   

   แม่เฒ่าฉินที่ไม่เคยเห็นสิ่งนี้มาก่อน ทว่าเพียงแค่เห็นก็รู้ได้ทันทีว่าคือขนมหวานชนิดหนึ่ง

   

   “เด็กดี นี่คือขนมหวานงั้นหรือ”

   

   “อ้ะ อื้อ!”

   

   ได้ยินคำยืนยันจากนาง แม่เฒ่าฉินจึงหยิบมันขึ้นมาดู ก่อนจะค่อย ๆ กัดกินเพียงเล็กน้อย

   

   ทันทีที่รสสัมผัสหวานละมุนละลายในปาก ความรู้สึกขุ่นเคืองก่อนหน้าพลันมลายหายสิ้น



บทที่ 24: พบนายท่านตระกูลเฉิน

   


   แม่เฒ่าฉินไม่เคยได้ลิ้มลองขนมรสเลิศเช่นนี้มาก่อน จึงรีบส่งชิ้นที่เหลือเข้าปากในคราเดียว

   

   เมื่ออิ่มหนำสำราญแล้ว นางก็โอบกอดหลานสาวไว้แนบอก ประทับจูบลงบนหน้าผากของหลานน้อยด้วยความรักใคร่

   

   “โอ๋ เล่อเหนียงน้อยของย่า เจ้าช่างน่าเอ็นดูนัก ย่าอายุเท่านี้ก็ได้สุขสมบูรณ์เพราะเจ้าแล้ว”

   

   “แอ้ แอ้”

   

   ฉินเยาเยาเองก็ดีใจจนส่งเสียงอ้อแอ้ มือไม้โบกสะบัดไปมา เพียงแค่ท่านย่ามีความสุข นางก็สุขใจเช่นกัน

   

   แม่เฒ่าฉินมองท่าทางน่ารักน่าชังของหลานสาวก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ ชั่วขณะนั้น ห้องหับที่เคยเงียบเหงาก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะร่าเริงของย่าหลาน

   

   ทางด้านเฝิงเสี่ยวฮวานั้น หลังจากถูกสั่งสอนไปก็สงบเสงี่ยมขึ้นมาก บาดแผลจากการถูกตีเพียงสามวันก็หายดี เดินเหินได้ตามปกติ แต่เมื่อใดที่ได้พบแม่เฒ่าฉิน นางก็มีท่าทางหวาดกลัวราวกับหนูเห็นแมว

   

   เมื่อนางไม่ได้ก่อเรื่องวุ่นวายอีก ทุกคนในบ้านก็อยู่อย่างสงบสุขขึ้นมาก

   

   พวกเขาพักอยู่ที่อำเภอจี้โจวเป็นเวลาสามวัน ในระหว่างนั้น เฉินฮั่นหลินก็มาเยี่ยมเยียนถึงสองครั้ง

   

   แม่เฒ่าฉินรับผิงกั่ว*[1]สีแดงสด ผักกาดขาว และโสมชั้นเลิศอีกหนึ่งจากฉินเยาเยา

   

   รุ่งเช้าวันที่สี่ หลังจากรับประทานอาหารเช้ากันแล้ว แม่เฒ่าฉินก็เรียกรวมทุกคนในบ้านแล้วกล่าวว่า “สถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้เลวร้ายลงทุกที อำเภอจี้โจวอาจถูกตีแตกเมื่อใดก็ได้ พวกเราต้องไปเมืองหลวงกัน”

   

   นางหยิบเงินยี่สิบสองตำลึงออกมา “เหล่าเอ้อร์ เหล่าซาน พวกเจ้าเอาเงินนี่ออกไปสืบดูว่ามีกองคาราวานใดมุ่งหน้าไปเมืองหลวงหรือไม่ หากมีก็ถามดูว่าพวกเราขอติดตามไปด้วยได้หรือไม่ ถ้าไม่มีก็ไปดูเกวียนซื้อมาสักเกวียนหนึ่ง”

   

   “ส่วนเหล่าซื่อ เจ้าไปจวนตระกูลเฉินกับข้า ในเมื่อพวกเราจะไปแล้ว ก็ต้องไปแจ้งให้เขารับรู้เสียหน่อย”

   

   “ส่วนคนอื่นๆเก็บข้าวของให้เรียบร้อย เมื่อพวกเรากลับมาจะได้ออกเดินทางกันเลย”

   

   “ขอรับท่านแม่”

   

   “เจ้าค่ะท่านแม่”

   

   ทุกคนในครอบครัวขานรับเป็นเสียงเดียวกัน

   

   แม่เฒ่าฉินอุ้มฉินเยาเยากลับห้อง หยิบตะกร้าหลังถามหลานสาวตัวน้อยว่า “เด็กดี เจ้ายังมีผิงกั่วกับผักกาดขาวที่ให้ย่าเมื่อครู่อยู่หรือไม่ ขอให้ย่าอีกหน่อยได้หรือไม่”

   

   “อะอื้อ”

   

   ฉินเยาเยาโบกมือเพียงครั้งเดียว บนเตียงก็เต็มไปด้วยผลผิงกั่ว ลูกสาลี่ ผักกาดขาว และมีแม้กระทั่งเห็ดหลินจือ

   

   “โอ้! เล่อเหนียง ถือว่าย่าขอยืมเจ้าก่อนละกัน ครั้งหน้าย่าจะรีบหามาคืนเจ้า”

   

   เสียงท่านย่าเอ่ยพลางหยิบผลไม้ใส่ตะกร้า และหยิบผ้ามาคลุมไว้ด้านบน

   

   “ไปกันเถอะ ย่าจะพาเจ้าไปเที่ยว” แม่เฒ่าฉินอุ้มเยาเยาขึ้นมาหอมแก้มฟอดใหญ่ ก่อนจะก้าวออกจากประตูไปพร้อมกับฉินเหล่าซื่อ

   

   “ข้ามาขอพบคุณชายเฉินฮั่นหลิน บอกกล่าวให้ข้าเข้าพบหน่อยเถิด บอกว่าข้าคือพี่สี่ฉิน”

   

   ฉินเหล่าซื่อเอ่ยอย่างสุภาพต่อข้ารับใช้ที่หน้าจวนตระกูลเฉิน

   

   บ่าวผู้นั้นกวาดตามองตั้งแต่หัวจรดเท้า และรีบเอามือปิดจมูก ถอยหลังไปสองก้าว “ขอทานมาจากไหนกัน คุณชายเฉินผู้งดงามของข้า ไม่ใช่ผู้ใดอยากพบก็พบได้หรอกนะ รีบไสหัวไปให้พ้น มิเช่นนั้น อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ” กล่าวจบก็ปรากฏแววตาเหยียดหยามอย่างไม่ปิดบัง

   

   “ข้ากับคุณชายของพวกท่านนั้นเป็นสหายกัน ครั้งนี้ข้ามาเพื่อร่ำลา โปรดแจ้งให้ทราบด้วยเถิด”

   

   ฉินเหล่าซื่อพยายามระงับความโกรธในใจและบอกกล่าวบ่าวรับใช้ของตระกูลใหญ่โตมักจะวางอำนาจแทนเจ้านาย ก่อนหน้านี้พวกเขาเคยเห็นมาแล้วตอนอยู่ที่ชายแดน พวกเขาจึงไม่อยากลดตัวไปทะเลาะด้วย

   

   บ่าวรับใช้เยาะเย้ย “แค่ขอทานเหม็นๆอย่างพวกเจ้าที่ไม่รู้ว่าคลานออกมาจากซอกใด ยังกล้าเอ่ยว่าเป็นสหายกับคุณชายของข้าอีก”

   

   “พวกเจ้าไม่คู่ควร!”

   

   “เจ้า...”

   

   “เหล่าซื่อ”

   

   แม่เฒ่าฉินเอ่ยปราม “พวกเรากลับกันเถิด”

   

   เหล่าซื่อจ้องเขม็งไปยังบ่าวผู้นั้นด้วยความขุ่นเคือง ก่อนจะหันหลังกลับพร้อมกับประคองมารดาเดินจากไป

   

   “มีเรื่องอันใดจึงต้องโหวกเหวกโวยวายเช่นนี้”

   

   ทันใดนั้น เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจก็ดังก้องออกมาจากด้านใน

   

   ชายวัยกลางคนร่างสูงใหญ่เดินออกมา

   

   “นายท่านขอรับ เป็นขอทานไม่รู้มาจากที่ใด บังอาจกล่าวอ้างว่าเป็นสหายกับคุณชาย ถูกข้าน้อยด่าไล่ไปแล้วขอรับ”

   

   บ่าวรับใช้กล่าวด้วยท่าทางโอ้อวด

   

   เขาจัดการปัญหาให้กับตระกูลเฉิน นายท่านควรจะให้รางวัลเขาอย่างดี

   

   ดีที่สุดคือมอบเสี่ยวหงให้เป็นภรรยาเขา

   

   บ่าวรับใช้นึกภาพด้วยความพอใจ

   

   เฉินไฮว่อันหรี่ตาลงมองแม่เฒ่าฉินที่เดินจากไป

   

   “ท่านคือแม่เฒ่าฉินใช่หรือไม่”

   

   เฉินไฮว่อันรีบตามไป

   

   “ท่านผู้นี้คือ” แม่เฒ่าฉินถามอย่างสงสัย

   

   “ฮ่าๆ เป็นเช่นนั้นจริงด้วย”

   

   “ข้าคือพ่อของเจ้าเด็กเหลือขอเฉินฮั่นหลิน”

   

   เฉินไฮว่อันหัวเราะและแนะนำตนเอง

   

   “โอ้! ที่แท้ก็นายท่านเฉินนี่เอง ขออภัยที่พวกข้าเสียมารยาท” แม่เฒ่าฉินพูดเอ่ยอย่างเย็นชา

   

   เฉินไฮว่อันดูเหมือนจะไม่สังเกตเห็นความเย็นชาในน้ำเสียงของแม่เฒ่าฉิน เขาถามด้วยความยินดี “เหตุใดแม่เฒ่าฉินมาถึงแล้วไม่เข้าไปล่ะ ข้าอยากพบพวกท่านมานานแล้ว”

   

   “ขอทานขัดสนอย่างพวกข้าเข้าจวนตระกูลใหญ่โตมิได้หรอก”

   

   เมื่อเฉินไฮว่อันได้ยินดังนั้น เขาก็รู้ได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น เขายกมือขึ้นคำนับและกล่าวว่า “แม่เฒ่าฉิน เป็นความผิดของข้าเองที่สั่งสอนบ่าวไพร่ไม่ดี พวกเขาถึงได้เสียมารยาทกับพวกท่าน โปรดวางใจเถิด ข้าจะให้คำอธิบายแก่ท่านอย่างแน่นอน”

   

   “เชิญพวกท่านเข้ามาก่อนเถิด”

   

   เดิมทีแม่เฒ่าฉินต้องการมาบอกลาเฉินฮั่นหลินอยู่แล้ว ดังนั้นนางจึงไม่ปฏิเสธและเดินตามเฉินไฮว่อันเข้าไป

   

   เมื่อบ่าวรับใช้เห็นนายท่านของตนเคารพพวกเขามากเช่นนี้ ใบหน้าของเขาก็ซีดเผือด ขาอ่อนแรง คุกเข่าลงกับพื้น

   

   “เจ้าไม่ต้องมาทำงานแล้ว พรุ่งนี้เก็บข้าวของแล้วไสหัวไปซะ”

   

   “นายท่านขอรับ ขออภัยด้วย ข้าน้อยไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นแขกผู้มีเกียรติ ข้าน้อยนึกว่า... นึกว่าเป็นขอทานมาจากที่ใด”

   

   “ได้โปรด ให้โอกาสข้าน้อยอีกครั้งเถิดขอรับ ที่บ้านยังมีแม่ที่ป่วยเป็นอัมพาตอยู่ ข้าน้อยต้องเลี้ยงดูท่าน ข้าน้อยไม่สามารถเสียงานนี้ไปได้ขอรับ”

   

   บ่าวรับใช้คุกเข่าร้องไห้อยู่บนพื้น “พวกท่านทั้งสอง ข้าน้อยขออภัยขอรับ ข้าน้อยมันตาต่ำ โปรดเมตตา บอกนายท่านให้โอกาสข้าน้อยอีกครั้งเถิดขอรับ”

   

   “เอ้อร์โกว ไม่ใช่ว่าเจ้าเป็นเด็กกำพร้าหรอกหรือ เอาแม่ป่วยมาจากไหนกัน” เฉินไฮว่อันเยาะเย้ย

   

   “งอกมาจากหินรึไง?”

   

   พรวด~

   

   ฉินเหล่าซื่อเกือบจะหลุดหัวเราะออกมา

   

   เฉินไฮว่อันผู้นี้ก็น่าสนใจดีนะ

   

   แม่เฒ่าฉินก็เกือบจะหลุดหัวเราะออกมาเช่นกัน

   

   ส่วนฉินเยาเยา นางหัวเราะคิกคักออกมาเพราะยังเด็ก

   

   “ไปตามคุณชายกลับมา บอกว่าแม่เฒ่าฉินมาเยี่ยม” เฉินไฮว่อันออกคำสั่งแก่บ่าวไพร่หลังจากเชิญเข้าไปนั่ง

   

   “ข้าขอบคุณสำหรับโสมที่มอบให้คราวก่อน ท่านพ่อของข้าจึงรอดชีวิตมาได้” เฉินไฮว่อันกล่าวขอบคุณอย่างนอบน้อม

   

   “ไม่ต้องกล่าวเช่นนั้น คุณชายเฉินต่างหากที่ช่วยเหลือพวกเรามาตลอด หากไม่ใช่เพราะคุณชายเฉิน พวกข้าคงไม่อาจเข้าอำเภอจี้โจวได้ ป่านนี้คงตกเป็นเหยื่อของพวกหนานหมานไปแล้ว”

   

   “ไม่เลย ไม่เป็นเช่นนั้น ท่านต่างหากที่ช่วยชีวิตลูกชายข้าไว้เมื่อห้าปีก่อน คราวนี้ยังช่วยชีวิตท่านพ่อข้าอีก ท่านช่างมีบุญคุณต่อครอบครัวข้ายิ่งนัก”

   

   “มิได้ มิได้” แม่เฒ่าฉินและฉินเยาเยามองดูฉินเหล่าซื่อและเฉินไฮว่อันที่ผลัดกันถ่อมตัว

   

   ฉินเหล่าซื่อหาได้เชี่ยวชาญการเอื้อนเอ่ยไม่ ถูกเฉินไฮว่อันกล่าวยกยอปอปั้นจนหน้าแดง

   

   ในที่สุด แม่เฒ่าฉินก็ทนดูต่อไปไม่ไหว จึงเอ่ยขัดขึ้น

   

   “นายท่านเฉิน พวกเรามาที่นี่เพื่อบอกลา”

   

   แม่เฒ่าฉินกล่าวพลางส่งสัญญาณให้ฉินเหล่าซื่อนำตะกร้ามาวางตรงหน้าเฉินไฮว่อัน

   

   “พวกข้าเตรียมมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงแล้ว รบกวนอาศัยบ้านท่านมาหลายวัน นี่เป็นผลไม้เล็กๆน้อยๆ หวังว่านายท่านเฉินจะไม่รังเกียจ”

   

   “แม่เฒ่าฉิน เกรงใจเกินไปแล้ว”

   

   เฉินไฮว่อันเอ่ยไปพลางมองไปที่ตะกร้า ดวงตาก็เบิกกว้างขึ้นในทันทีเมื่อเห็นของที่อยู่ข้างใน

   

     

   [1] ผิงกั่ว เเปลว่าแอปเปิล



บทที่ 25: เกิดเรื่องไม่คาดฝัน


   

   เฉินไฮว่อันมองผลไม้สีเหลืองทองอร่ามในตะกร้าอย่างใจจดใจจ่อ เขาหยิบขึ้นมาหนึ่งลูก ก่อนจะยกขึ้นมาดมใกล้ๆจมูก

   

   “ใช่แล้ว กลิ่นนี้ละ”

   

   เฉินไฮว่อันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

   

   “นี่คือลูกสาลี่ใช่หรือไม่”

   

   แม่เฒ่าฉินและฉินเยาเยาต่างก็มีความคิดแวบขึ้นมาในใจพร้อมกัน

   

   “แม่เฒ่าฉิน ท่านได้ลูกสาลี่มาจากที่ใด”

   

   แม่เฒ่าฉินเอ่ยถาม

   

   “นายท่านเฉินรู้จักสิ่งนี้งั้นหรือ”

   

   “รู้จักสิ เมื่อหลายปีก่อน ข้าเคยเดินทางไปที่เมืองชายทะเลกับกองคาราวาน และได้ซื้อผลไม้นี้มาจากพ่อค้าต่างชาติตาสีฟ้า จมูกโด่ง พวกเขาบอกว่านี่คือลูกสาลี่”

   

   “ผลไม้นี้ช่างหอมหวานชื่นใจยิ่งนัก เพียงกัดคำเดียวยังรู้สึกเย็นกายเย็นใจ ข้าจึงได้นำกลับไปให้ท่านพ่อได้ลองชิมรส ท่านพ่อติดใจนัก บอกว่าหาที่ใดไม่ได้อีกแล้ว ข้าเองก็ไปเยือนเมืองท่าบ่อยครั้ง แต่ก็หาซื้อผลไม้นี้ไม่ได้อีกเลย”

   

   แม่เฒ่าฉินคิดในใจ ‘พลาดแล้ว!’

   

   “ฮ่าๆ เช่นนั้นรึ นี่ไม่ใช่แค่ผลไม้ป่าธรรมดา ธรรมดา หรอกหรือ”

   

   แม่เฒ่าฉินพยายามหัวเราะกลบเกลื่อน

   

   นางเพียงแค่นำผลไม้ติดมือไปเพื่อขอบคุณน้ำใจของอีกฝ่ายเท่านั้น ใครเล่าจะรู้ว่าจะมีเรื่องราวเช่นนี้อยู่ด้วย

   

   “แม่เฒ่าฉิน ผลไม้นี้ท่านได้มาจากที่ใดหรือ บอกข้าเถิด ข้าจะได้ไปหาซื้อมาให้ท่านพ่ออีก ท่านชื่นชอบนัก”

   

   “เอ่อ...”

   

   แม่เฒ่าฉินถึงกับอึกอัก นางยังไม่ทันได้ลิ้มลองเลยสักคำ นี่เป็นของที่หลานสาวนำมาให้

   

   “ไม่สะดวกบอกงั้นหรอกหรือ”

   

   “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ข้ายินดีซื้อของท่าน”

   

   บนใบหน้าของเฉินไฮว่อันปรากฏความเย็นชาขึ้นเล็กน้อย คิดว่าที่แม่เฒ่าฉินไม่ยอมบอกเพราะไม่เห็นผลประโยชน์

   

   ฉินเหล่าซื่อลุกขึ้นยืนแล้วคำนับ “นายท่านเฉิน ไม่ใช่ว่าพวกข้าจะปิดบังท่านหรอก แต่ผลไม้นี้เมื่อก่อนตอนที่ข้าออกคุ้มกันสินค้า ได้ต้นกล้ามาโดยบังเอิญ จึงเกิดความสงสัยใคร่รู้จึงนำไปปลูกไว้ที่หลังเขาบ้านเกิด ผ่านไปหลายปีจึงออกผลเพียงครั้งเดียว ครั้งนี้ที่ออกผลมาข้านำมาทั้งหมดแล้ว”

   

   “ส่วนต้นไม้นั้น คาดว่าตอนนี้คงถูกพวกหนานหมานทำลายไปแล้ว”

   

   เมื่อเฉินไฮว่อันได้ยินดังนั้นก็รู้สึกเสียดายอย่างยิ่ง

   

   แม่เฒ่าฉินมองฉินเหล่าซื่อด้วยความชื่นชม ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ต้องพึ่งพาลูกชายที่ไม่เก่งกาจเรื่องพูดจา

   

   “นายท่านเฉิน พวกข้ามาเพื่อบอกลา เนื่องจากคุณชายเฉินไม่อยู่ รบกวนท่านเฉินช่วยแจ้งให้ทราบด้วย พวกเราคงมีโอกาสพบกันใหม่ในภายภาคหน้า”

   

   เฉินไฮว่อันจึงนึกขึ้นได้ว่าจุดประสงค์ที่พวกเขามาที่นี่คืออะไร จึงรีบเอ่ยถาม “รีบร้อนอันใดนักหรือ ไม่อยู่ต่ออีกสักสองสามวัน”

   

   “ไม่ล่ะ อย่างไรพวกข้าก็ต้องไปเมืองหลวง จะช้าหรือเร็วก็ไม่แตกต่างกัน” แม่เฒ่าฉินปฏิเสธ

   

   “ทางราชสำนักไม่ทำอันใดเลย เกรงว่าอำเภอจี้โจวแห่งนี้คงไม่สามารถต้านทานได้นาน พวกข้ามีทั้งคนแก่และเด็ก เดินทางช้ากว่าผู้อื่นเป็นทุนเดิม ออกเดินทางเร็วหน่อยก็ปลอดภัยกว่า”

   

   “พวกเราก็ตั้งใจจะไปเหมือนกัน สองสามวันมานี้ก็เก็บข้าวของอยู่ เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะไปที่ใด” เฉินไฮว่อันเอ่ยด้วยความรู้สึกหดหู่เช่นกัน

   

   แม่เฒ่าฉินถอนหายใจตาม “หากไม่จำเป็นจริงๆ ใครเล่าจะอยากทิ้งบ้านเกิดเมืองนอน พวกข้าอพยพหนีภัยมาจากทางเหนือจนถึงตอนนี้ ต้องเผชิญหน้ากับความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน แม้แต่หลานสาวของข้าก็ยังเกิดระหว่างทางที่ต้องหนีภัย”

   

   “เช่นนั้น ข้าก็จะไม่รั้งพวกท่านไว้ ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ หวังว่าสักวันหนึ่งพวกเราคงได้พบกันอีก”

   

   เฉินไฮว่อันกำลังจะไปส่งพวกเขาที่หน้าประตู บ่าวรับใช้คนหนึ่งก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา ร้องตะโกนว่า

   

   “นายท่านขอรับ ท่านเขยกับคุณหนูถูกลอบทำร้าย ตอนนี้อาการสาหัสมากขอรับ!”

   

   “ว่าอันใดนะ!”

   

   เฉินไฮว่อันหน้ามืด ตัวเซ เกือบจะทรงตัวไม่อยู่

   

   ฉินเหล่าซื่อรีบเข้าไปประคองเขาไว้ “นายท่านเฉิน ท่านเป็นอันใดหรือไม่”

   

   เฉินไฮว่อันรู้สึกตัว แล้วเอ่ยถามด้วยความร้อนใจ “ซานจื่อ เกิดอันใดขึ้น เล่าให้ข้าฟังโดยละเอียด”


   ซานจื่อกล่าวทั้งน้ำตา “มีคน... มีคนแอบใส่ยาพิษในอาหารของท่านเขยและคุณหนู พวกเขากินเข้าไปแค่สองคำก็ล้มลงไปแล้วขอรับ”

   

   “ท่านหมอตรวจดูแล้ว พิษนั้นคือยาพิษหายากของพวกหนานหมาน ชื่อว่าอีเสี้ยนเทียน”

   

   “อีเสี้ยนเทียนงั้นหรือ!” เฉินไฮว่อันกัดฟันกรอดด้วยความโกรธแค้น

   

   ทันใดนั้น เขาก็นึกอะไรบางอย่างออก จึงรีบตะโกนสั่งเสียงดังว่า


   “เสี่ยวชุ่ย เสี่ยวหง พวกเจ้ารีบไปเก็บข้าวของของคุณชายเร็วเข้า!”

   

   “ซานจื่อ รีบไปนำรถม้าที่ด้านหลังออกมาเร็ว”

   

   “อามู่ รีบไปตามคุณชายกลับมา เร็วเข้า วิ่งไปเลย!”

   

   สิ้นคำสั่งของเฉินไฮว่อัน เขาก็หันไปบอกแม่เฒ่าฉิน “แม่เฒ่าฉิน พวกท่านรีบกลับไปเก็บข้าวของเถิด สิ่งใดไม่สำคัญก็ไม่ต้องนำไป เอาเฉพาะของสำคัญพอ ข้าจะให้คนนำรถม้าไปส่งพวกท่านออกจากเมือง”

   

   “นายท่านเฉิน แล้วพวกท่านเล่า” แม่เฒ่าฉินเอ่ยถาม

   

   “ข้าไปไม่ได้ เสี่ยวลี่เป็นหลานสาวของข้า ข้าเป็นคนเลี้ยงดูนางมา ข้าทิ้งนางไปไม่ได้ หากข้าไปอำเภอจี้โจวต้องวุ่นวายแน่ พวกท่านก็จะยิ่งลำบาก”

   

   “เรื่องที่พวกเขาถูกลอบทำร้าย คงยังไม่แพร่กระจายออกไป รีบไปเสียก่อนที่ข่าวจะรั่วไหล ข้าจะให้ฮั่นหลินไปกับพวกท่าน มีฮั่นหลินอยู่ด้วย ทหารยามคงไม่ขัดขวาง ฮั่นหลินยังเด็ก ข้าขอฝากแม่เฒ่าฉินช่วยดูแลเขาด้วย”

   

   เฉินไฮว่อันโค้งคำนับพวกเขาอย่างนอบน้อม ฉินเหล่าซื่อจึงรีบพยุงร่างเขาขึ้น

   

   แม่เฒ่าฉินรู้สึกสะเทือนใจ พ่อแม่ย่อมทำทุกอย่างเพื่อลูก นางนึกถึงลูกชายที่หายตัวไป น้ำตาก็เกือบจะไหลออกมา

   

   “ท่านวางใจเถิด ข้าจะดูแลคุณชายเฉินดั่งลูกชายของข้าเอง”

   

   “ขอบพระคุณแม่เฒ่าฉิน ตอนนี้ไม่ควรชักช้า รีบกลับเถิด รีบไปเถิด”

   

   เฉินไฮว่อันเร่งรัดให้พวกเขารีบจากไป ส่งพวกเขาขึ้นรถม้าที่จอดรออยู่หน้าประตู “ข้าให้ฮั่นหลินไปรอพวกท่านอยู่ที่ประตูเมือง พอรับทุกคนในครอบครัวเสร็จแล้ว ขอให้พวกท่านรีบไปที่ประตูเมืองทันที”

   

   ฉินเหล่าซื่อพยักหน้ารับ ก่อนจะบังคับรถม้าให้มุ่งหน้ากลับบ้าน

   

   ฉินเยาเยาซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของท่านย่า หัวใจของนางราวกับมีเงาดำปกคลุม

   

   นับตั้งแต่ที่นางเกิดมา นี่เป็นครั้งแรกที่นางรู้สึกได้อย่างชัดเจนถึงความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามา

   

   ความรู้สึกเช่นนี้ช่างเลวร้ายยิ่ง

   

   ระหว่างทาง พวกเขาก็ได้พบกับฉินเหล่าเอ้อร์และฉินเหล่าซานที่กำลังออกตามหาเกวียนวัวอยู่พอดี

   

   “ท่านแม่ ท่านได้รถม้านี่มาจากที่ใดหรือ”

   

   แม่เฒ่าฉินเอ่ยตอบอย่างไม่ใส่ใจ “นายท่านเฉินให้ยืมมา”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์และคนอื่นๆ ยังมีเรื่องอยากถามอีกมาก แต่พอเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของมารดา พวกเขาจึงตัดสินใจปิดปากเงียบ

   

   ไม่นานนัก รถม้าก็มาถึงบ้าน

   

   “รีบอุ้มเด็กๆขึ้นรถเดี๋ยวนี้ เอาไปแค่ของมีค่าก็พอ อย่างอื่นไม่ต้องเอาแล้ว รีบไปกันเถอะ!”

   

   คำพูดของแม่เฒ่าฉินทำเอาคนอื่นๆตกตะลึง

   

   “ท่านแม่ เอาข้าวสารไปด้วยหรือไม่เจ้าคะ” สือไห่ถังเอ่ยถาม

   

   “เอาข้าวสารกับแป้งสาลีอย่างดีไปก็พอ อย่างอื่นไม่ต้องเอาไป”

   

   เพียงครู่เดียว ทุกคนในตระกูลฉินก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ประตูเมือง

   

   แม้ในใจจะมีคำถามมากมายที่อยากเอ่ยถาม ทว่ากลับไม่มีผู้ใดกล้าเอื้อนเอ่ยออกมาแม้แต่คำเดียว

   

   ถนนที่มุ่งหน้าไปยังประตูเมืองคับคั่งไปด้วยผู้คน ฉินเหล่าซื่อขับรถม้าฝ่าฝูงชนไปอย่างยากลำบาก

   

   บริเวณประตูเมือง มีรถม้าสีเทาจอดอยู่ข้างทาง เมื่อเห็นรถม้าของฉินเหล่าซื่อเข้ามาใกล้ ชายหนุ่มบนรถม้าจึงลุกขึ้นยืนโบกมือให้พวกเขา

   

   เฉินฮั่นหลินกระโดดลงจากรถม้ายื่นห่อผ้าให้ฉินเหล่าซื่อ

   

   “ท่านพี่สี่ฉิน รถม้าและข้าวของเหล่านี้ข้าขอมอบให้พวกท่าน ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ หากพวกเรามีโอกาสคงได้พบกันใหม่”

   

   “ไม่ใช่ว่า... เจ้าต้องไปกับพวกข้าหรอกหรือ”

   

   เฉินฮั่นหลินยิ้มอย่างขมขื่น “ท่านพ่อและท่านปู่ของข้าอยู่ที่นี่ ข้าทิ้งพวกเขาไปไม่ได้”

   

   แม่เฒ่าฉินไม่เห็นด้วย “มิได้คุณชายเฉิน พวกข้าให้สัญญากับบิดาของท่านแล้วว่าจะพาท่านไปด้วย”

   

   “ท่านป้าฉินไม่ต้องกังวลใจไป พวกท่านรีบไปเถิด อีกประเดี๋ยวเกรงว่าจะไปไม่ได้”

   

   เฉินฮั่นหลินยัดห่อผ้าใส่มือฉินเหล่าซื่อก่อนจะหันหลังจากไป

   

   “เหล่าซื่อ!”



 บทที่ 26: เรื่องในวังหลวง


   

   ฉินเหล่าซื่อกระโดดลงจากรถม้า ยกมือฟาดลงอย่างแรง

   

   เฉินฮั่นหลินรู้สึกเจ็บที่ต้นคอ ตาพร่ามัวแล้วก็หมดสติไป

   

   ฉินเหล่าซื่อยัดเขาเข้าไปในรถม้า แล้วบังคับรถม้าออกนอกประตูเมืองอย่างรวดเร็ว

   

   ทันทีที่พวกเขาออกมา ประตูอำเภออี้โจวก็ปิดสนิท

   

   คนนอกเข้าไม่ได้ คนในก็ออกไม่ได้เช่นกัน กลายเป็นเมืองผีดิบโดยสมบูรณ์

   

   “ท่านแม่ เกิดอันใดขึ้นกันแน่ ทำไมถึงรีบร้อนนัก”

   

   แม่เฒ่าฉินถอนหายใจ “นายอำเภออี้โจวและภรรยาถูกพวกหนานหมานลอบสังหาร สถานการณ์ไม่ดีแล้ว อำเภออี้โจวต้องแตกอย่างแน่นอน”

   

   นางชี้ไปที่ประตูเมือง “เจ้าเห็นไหม ถ้าช้ากว่านี้อีกนิด พวกเราก็จะต้องร่วมชะตากรรมกับอำเภออี้โจวเช่นกัน”

   

   คนในตระกูลฉินต่างรู้สึกหวาดกลัวไม่น้อย โชคดีที่แม่เฒ่าฉินตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นพวกเขาก็คงเดินทางพันลี้มาตายเปล่า

   

   ทุกคนในตระกูลฉินไม่กล้าชักช้า พี่น้องผลัดกันบังคับรถม้า หนีออกจากอำเภออี้โจวด้วยความเร็ว

   

   ในสถานการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เวลามาเรื่องมาก ทหารม้าหนานหมานลอบสังหารนายอำเภออี้โจวแล้ว นั่นหมายความว่าการบุกเมืองคงไม่ไกลแล้ว

   

   พวกเขาเดินทางไปได้อีกก้าวก็ยิ่งปลอดภัยขึ้น ระหว่างทางเฉินฮั่นหลินตื่นขึ้นมาแต่ไม่พูดอะไร เพียงแต่นั่งเหม่อลอยด้วยดวงตาที่เอ่อคลอไปด้วยน้ำตา แต่ก็ดื้อดึงไม่ยอมให้มันไหลออกมา

   

   ต่อมา ขบวนของตระกูลฉินก็มีหลี่อันเพิ่มเข้ามาอีกคน

   

   พวกเขาวิ่งไปได้ยี่สิบลี้ในคราวเดียวจึงค่อยผ่อนความเร็วลง

   

   เดินทางตามถนนใหญ่มุ่งหน้าสู่เมืองหลวง เดินทางมาสองวันผ่านจุดพักม้าแห่งหนึ่ง

   

   พวกเขาจึงได้รู้ว่า อำเภออี้โจวแตกแล้ว นายอำเภออี้โจวและภรรยาถูกสังหาร ชาวหนานหมาน ชนเผ่าซยงหนู อาละวาดในเมืองตามอำเภอใจ ชาวเมืองเกือบทั้งหมดถูกสังหาร

   

   “โชคดีที่พวกเราหนีออกมาได้” เฝิงเสี่ยวฮวาเอ่ยด้วยความหวาดกลัวหลังจากรู้ข่าวพลางตบอกตัวเอง

   

   “ที่พวกเราหนีรอดมาได้ ต้องขอบคุณนายท่านเฉิน…”

   

   แม่เฒ่าฉินนึกถึงบุญคุณของเฉินไฮว่อัน ที่ทำให้พวกเขารอดพ้นจากอันตรายมาได้

   

   นางไม่รู้ว่าพวกเขาจะเป็นอย่างไรบ้าง หนีออกมาได้หรือไม่

   

   ส่วนฉินเยาเยาคิดในใจว่า ชายแดนแตกแล้ว เหตุใดราชสำนักจึงยังไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ปล่อยให้เมืองชายแดนถูกยึดไปต่อหน้าต่อตา

   

   “คุณชายเฉิน อย่าร้องไห้เลย พ่อท่านและคนอื่นๆ ต้องหนีออกมาได้แน่นอน”

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นเฉินฮั่นหลินกำลังเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ จึงเข้าไปปลอบโยน

   

   “ฮือๆ ท่านป้า บ้านของข้าไม่มีอีกแล้ว”

   

   เฉินฮั่นหลินโผเข้าไปกอดแม่เฒ่าฉินแล้วร้องไห้โฮ

   

   ช่างน่าสงสารเหลือเกิน

   

   ตั้งแต่เด็กเขาได้รับความรักความเอ็นดูมากมาย ไม่เคยผ่านความยากลำบากหรืออุปสรรคใดๆ จู่ๆก็สูญเสียบ้านและครอบครัวไป จิตใจจึงทนไม่ไหว

   

   “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร พวกเขาต้องปลอดภัยแน่นอน”

   

   แม่เฒ่าฉินลูบหลังเขาเบาๆ พลางปลอบประโลม

   

   คนในตระกูลฉินก็ไม่สบายใจเช่นกัน โดยเฉพาะฉินเหล่าซื่อและแม่เฒ่าฉิน

   

   ทั้งที่เมื่อครู่ยังพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน แต่ชั่วพริบตาเดียวก็ต้องพรากจากกัน

   

   “คุณชายเฉิน เจ้าควรห่วงตัวเองบ้างนะ บิดาและปู่ของเจ้านั้นฉลาดยิ่งนัก บางทีพวกเขาอาจออกจากเมืองไปแล้วเพียงแต่พลาดกับพวกเราเท่านั้น”

   

   “ใช่แล้ว หมอหลี่พูดถูก บิดาของท่านและคนอื่นๆ ต้องปลอดภัยแน่นอน”

   

   ……

   

   วันรุ่งขึ้น หลังจากที่พวกเขากินอาหารเช้าอย่างง่ายๆแล้ว ระหว่างเดินทางก็ได้เห็นกองทัพจำนวนมากเคลื่อนผ่านไป มุ่งหน้าไปยังอำเภออี้โจว

   

   น่าจะเป็นกองกำลังสนับสนุนที่ราชสำนักส่งไปยังอำเภออี้โจว

   

   ฉินเยาเยามองกองทัพที่เคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าด้วยสายตาเย็นชา ชายแดนแตกแล้ว ราชสำนักเพิ่งส่งคนมา นี่มันสายไปแล้วไม่ใช่หรือ

   

   ตลอดทาง พวกเขาได้ทรายจากปากหลี่อันว่า กองทัพที่เดินทางไปสนับสนุนน่าจะเป็นกองกำลังส่วนตัวขององค์ชายเจ็ด

   

   เมื่อครั้งที่ฮ่องเต้องค์ก่อนเสด็จออกล่าสัตว์ ทรงถูกลอบปลงพระชนม์ เหล่าองค์ชายต่างๆ จึงเริ่มต่อสู้แย่งชิงราชบัลลังก์อย่างดุเดือด

   

   แต่ไม่คาดคิดว่า...จะเป็นการแย่งชิงที่ทำให้เหล่าองค์ชายอ่อนแอลง กลายเป็นว่าไทเฮาขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินควบคุมราชสำนักไว้

   

   หลังจากที่ไทเฮาควบคุมราชสำนักแล้ว พระนางก็ฝ่าฟันคัดค้านจากทุกฝ่าย ผลักดันองค์ชายห้าที่ไม่ค่อยมีตัวตนและไม่เคยมีส่วนร่วมในการแย่งชิงราชบัลลังก์ขึ้นครองราชย์

   

   ในช่วงที่เกิดเหตุ องค์ชายเจ็ดซึ่งสนิทสนมกับองค์ชายห้า ถูกเนรเทศไปฝึกฝนในกองทัพ เพราะความผิดฐานพูดจาไม่บังควร องค์ชายเจ็ดจึงรอดพ้นจากการแย่งชิงบัลลังก์ครั้งนี้ไปได้

   

   ต่อมา องค์ชายเจ็ดจึงแสวงหาโอกาสกอบกู้สถานการณ์ในกองทัพ

   

   ภายหลังแคว้นตงอี้บุกแคว้นต้าหนิง องค์ชายเจ็ดนำทัพต่อต้านแคว้นตงอี้ จนมีชื่อเสียงโด่งดังในการรบ และมีบารมีสูงในกองทัพ

   

   องค์ชายห้าที่ขึ้นเป็นฮ่องเต้ทนแรงกดดันจากไทเฮาไม่ไหว จึงแต่งตั้งองค์ชายเจ็ดเป็นอ๋องเทียบเท่าพระองค์

   

   ต่อมา องค์ชายเจ็ดก็ได้นำทัพไปปราบซีเหลียงและปราบปรามเมืองขึ้น ค่อยๆรวบอำนาจในกองทัพไว้ในมือ กลายเป็นผู้มีอำนาจเทียบเท่ากับไทเฮาในราชสำนัก

   

   เมื่อไม่กี่ปีก่อน ฮองเฮาได้ให้กำเนิดองค์รัชทายาท แต่ไม่คาดคิดว่าจะถูกไทเฮาสลับตัวรัชทายาทไป

   

   ไทเฮาอ้างว่าฮองเฮาให้กำเนิดปีศาจร้ายเป็นภัยต่อราชสำนัก จึงบังคับให้ฮ่องเต้ปลดฮองเฮา

   

   เพื่อปกป้องฝ่าบาทและพระโอรสของตน ฮองเฮาจึงกระโดดลงมาจากกำแพงเมืองทั้งๆที่ร่างกายอ่อนแอ

   

   ต่อมาพระสนมเจิ้งได้ให้กำเนิดโอรส ไทเฮายิ่งคิดจะกำจัดฮ่องเต้และให้หลานชายของตนขึ้นครองราชย์แทน

   

   โชคดีที่องค์ชายเจ็ดรีบเร่งกลับมาทันเวลา นำทหารห้าพันนายบุกเข้าท้องพระโรงเพื่อคุ้มครองฮ่องเต้

   

   แผนร้ายของไทเฮาจึงไม่สำเร็จ

   

   “หมอหลี่ นี่เป็นเรื่องในวังหลวง ท่านรู้ได้อย่างไร” แม่เฒ่าฉินถามด้วยความสงสัย

   

   หลี่อันลูบเคราเบาๆ มองไปไกล พูดด้วยน้ำเสียงคิดถึง “ข้าเคยเป็นหมอหลวงมาก่อน ตอนนั้นเพื่อเอาชีวิตรอด จำต้องลาออกจากวังหลวงกลับบ้าน”

   

   “ไทเฮาครองอำนาจ กดขี่ข่มเหงราษฎร องค์ชายเจ็ดคงถูกยายแม่มดแก่นั่นใช้กลอุบายรั้งตัวไว้แน่ มิเช่นนั้นด้วยนิสัยขององค์ชายเจ็ด พวกทหารม้าหนานหมานคงไม่มีทางบุกเข้าอำเภออี้โจวได้แน่”

   

   พวกเขาเดินทางอย่างเร่งรีบอยู่สิบกว่าวัน ในที่สุดก็ออกจากเขตชายแดน เข้าสู่ถนนสายหลักมุ่งหน้าไปเมืองหลวง

   

   ตอนนี้เป็นฤดูใบไม้ร่วง ใบไม้สองข้างทางแม้จะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง แต่ก็ยังเห็นสีเขียวประปราย

   

   ข้าวสาลีสองข้างทางพร้อมเก็บเกี่ยวแล้ว

   

   ตลอดเส้นทางนี้ เมื่อผ่านเมืองต่างๆ ทุกที่เต็มไปด้วยความสงบสุข ไม่มีร่องรอยความทุกข์ยากจากการที่ชายแดนถูกตีแตกเลย

   

   แต่เมื่อคิดดูแล้วก็สมเหตุสมผล ชาวบ้านเหล่านี คงไม่สนใจเรื่องบ้านเมืองหรอก

   

   และก็คงไม่สนใจว่าใครจะเป็นฮ่องเต้

   

   พวกเขารู้แต่เพียงว่าต้องดูแลที่นาของตนเอง ขอเพียงมีข้าวกินอิ่มท้องไปวันๆ ทุกวันได้กอดภรรยาและลูกๆนอนบนเตียงอุ่นๆก็พอแล้ว

   

   “มา เล่อเหนียง ยิ้มให้ปู่หน่อย”

   

   หลี่อันเข้ามาใกล้ๆอย่างกระตือรือร้น พยายามเล่นกับฉินเยาเยา

   

   ส่วนฉินเยาเยาที่อยู่ในอ้อมแขนของแม่เฒ่าฉิน ก็พลิกตัวหันก้นใส่เขาอย่างคล่องแคล่ว

   

   ตลอดทางนี้ สิ่งที่หลี่อันชอบทำมากที่สุดก็คือการแกล้งฉินเยาเยา

   

   ส่วนฉินเยาเยาก็มักจะทำหน้าเบื่อหน่ายแล้วพ่นน้ำลายใส่เขา

   

   ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ฉินเยาเยาได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับพืชผลทางการเกษตรของยุคนี้อย่างถ่องแท้แล้ว

   

   นางได้แอบนำพืชผลจากพื้นที่มิติของนางมาเลี้ยงดูพวกเขาในระหว่างการเดินทาง

   

   ตอนนี้นอกจากคนในตระกูลฉินแล้ว หลี่อันและเฉินฮั่นหลิน ทุกครั้งที่จะออกไปล่าสัตว์ หาอาหาร หรือทำอะไรก็ตาม พวกเขาต้องไปอุ้มฉินเยาเยาก่อน แล้วหอมแก้มขาวนุ่มของนางสองที เพื่อความสบายใจก่อนจะไป

   

   ฉินเยาเยารู้สึกเหนื่อยใจกับเรื่องนี้มาก

   

   นางไม่ใช่ตุ๊กตานำโชค ทำไมต้องมาลวนลามนางด้วย

   

   หลังจากเดินทางมาสิบสองวัน ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงอำเภอชิงเหอของเมืองหลวง ก่อนที่ฉินเยาเยาจะอายุครบหนึ่งเดือนสามวัน

   

   เมื่อเห็นตัวอักษร ‘อำเภอชิงเหอ’ บนประตูเมือง พวกเขาต่างตื่นเต้นจนพูดไม่ออก

   

   ความกังวลและความกลัวตลอดการเดินทางทั้งหมด ได้สลายไปเมื่อเห็นตัวอักษรเหล่านี้

   

   แม่เฒ่าฉินสูดหายใจลึก แล้วเรียกทุกคน

   

   “พวกเราเข้าไปกันเถอะ!”



 บทที่ 27: ตัดขาด


   

   จากอำเภอชิงเหอไปยังบ้านของน้องสาวแม่เฒ่าฉินในหมู่บ้านเล็กๆบนภูเขา มีระยะทางเพียงสามสิบลี้

   

   ยิ่งรถม้าใกล้ถึงจุดหมาย แม่เฒ่าฉินก็ยิ่งรู้สึกกระวนกระวายใจที่จะได้กลับบ้าน สายตาของนางคอยมองออกไปนอกรถม้าอยู่ตลอดเวลา

   

   ในที่สุดก่อนพระอาทิตย์จะลับขอบฟ้า พวกเขาก็มาถึงหมู่บ้านเล็กๆบนภูเขา อันเป็นที่อยู่ของฉินชุนอวิ๋น น้องสาวของแม่เฒ่าฉิน

   

   แผ่นศิลาที่ทางเข้าหมู่บ้านยังคงอยู่ บนนั้นสลักตัวอักษรไว้ว่า ‘หมู่บ้านตระกูลฉิน’

   

   แม่เฒ่าฉินจ้องมองตัวอักษรที่แม้ผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่ายี่สิบปี แต่รอยจารึกยังคงชัดเจน นางอดกลั้นอารมณ์ไว้ไม่อยู่ น้ำตาไหลอาบแก้ม

   

   ต้นไม้เก่าแก่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้านก็ยังคงอยู่ ใบเขียวชอุ่ม แตกยอดอ่อนเต็มต้น ราวกับมีเทพผู้พิทักษ์คอยปกป้องคุ้มครองหมู่บ้านแห่งนี้

   

   ลำธารเล็กๆใต้ต้นไม้เก่าแก่ยังคงใสสะอาด บนผิวน้ำมีเป็ดสองตัวกำลังลอยน้ำเล่นส่งเสียงร้องประหนึ่งเป็นการต้อนรับกลับบ้าน

   

   หมู่บ้านแห่งนี้ยังคงเป็นหมู่บ้านในความทรงจำของนาง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก

   

   แม้แต่โม่หินขนาดใหญ่ที่นางเคยเล่นกับเพื่อนๆตอนเด็ก ใกล้ทางเข้าหมู่บ้านก็ยังอยู่ที่เดิม

   

   นางมองดูหมู่บ้านที่ตนเองเกิดมา จิตใจที่ล่องลอยมาตลอดก็สงบลงในที่สุด

   

   “ไปกันเถิด ข้าจะพาพวกเจ้ากลับบ้าน!”

   

   แม่เฒ่าฉินเดินตามเส้นทางในความทรงจำ มาถึงหน้าบ้านหลังที่สามจากทางเข้าหมู่บ้าน

   

   นั่นเป็นบ้านหลังเดียวในหมู่บ้านที่สร้างด้วยอิฐสีน้ำเงินและกระเบื้อง

   

   เป็นบ้านสองหลังเชื่อมต่อกัน ประกอบด้วยห้องหลักสามห้อง ตรงกลางเป็นห้องรับแขก สองข้างเป็นห้องเล็กๆ และมีห้องอีกสองห้องในปีกตะวันออกและตะวันตก

   

   ที่ลานบ้านมีต้นท้อปลูกอยู่ ใต้ต้นท้อมีบ่อน้ำโบราณอยู่หนึ่งบ่อ

   

   แม่เฒ่าฉินเดินไปที่ประตูใหญ่แล้วก้มลงมอง

   

   นางเห็นรูสุนัขที่นางและน้องสาวช่วยกันขุดให้ ‘ต้าหวง’ สุนัขตัวใหญ่สีเหลือง นางยิ้มออกมาอย่างมีความสุข ก้าวไปข้างหน้าแล้วเคาะประตู

   

   “ชุนอวิ๋น ชุนอวิ๋น เปิดประตูหน่อย พี่สาวของเจ้ากลับมาแล้ว”

   

   แต่ผ่านไปสักพักก็ยังไม่มีใครตอบรับจากด้านใน สือไห่ถังและสวี่ซิ่วอิงสบตากัน ดวงตาทั้งคู่เต็มไปด้วยความกังวล

   

   ตามหลักแล้วตอนนี้ควรเป็นเวลาอาหารเย็น ในบ้านน่าจะมีคนอยู่นะ

   

   ในที่สุดประตูบ้านก็เปิดออก หญิงร่างท้วมแต่งตัวไม่เรียบร้อยเดินออกมา

   

   “พวกเจ้ามาหาใครหรือ”

   

   เฉียนเหมยเปิดประตู เห็นหญิงอายุราวห้าสิบกว่าปียืนอยู่หน้าประตู ด้านหลังมีผู้ใหญ่และเด็กอีกสิบกว่าคน

   

   พวกเขาแต่ละคนแบกตะกร้า สวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ดูแปลกหน้ามาก นางไม่รู้จักสักคน จึงรีบปิดประตูทันที เหลือเพียงช่องแคบๆ ยืนอยู่ที่ประตู มองพวกเขาอย่างระแวง

   

   “แล้วเจ้าเป็นใคร ฉินชุนอวิ๋นน้องสาวของข้าล่ะ”

   

   แม่เฒ่าฉินถามพลางขมวดคิ้ว นางมีความรู้สึกไม่ดีแวบขึ้นมาในใจ

   

   “ใครคือชุนอวิ๋น ที่นี่ไม่มีคนชื่อฉินชุนอวิ๋นหรอก”

   

   “พวกเจ้าเป็นใครกัน ทำไมถึงมาขวางหน้าประตูบ้านของข้า” หญิงผู้นั้นเอ่ยด้วยความไม่พอใจ

   

   “เป็นไปไม่ได้ นี่มันบ้านของน้องสาวข้า จะไม่มีคนชื่อฉินชุนอวิ๋นได้อย่างไร” แม่เฒ่าฉินกล่าวอย่างร้อนรน

   

   ที่นี่ไม่เพียงแต่เป็นบ้านของน้องสาวนาง แต่ยังเป็นบ้านของนางเองด้วย

   

   ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่คือบ้านเกิดของนาง

   

   บิดามารดาของนางมีลูกสาวเพียงสองคนคือนางกับน้องสาว ดังนั้นพวกนางสองพี่น้องจึงแต่งงานแบบฝ่ายชายเข้าบ้านฝ่ายหญิง ลูกๆที่เกิดมาก็ใช้แซ่ฉินตามพวกนาง

   

   บ้านหลังนี้ยังเป็นบ้านที่บิดาของนางสร้างขึ้นตอนที่นางแต่งงานกับสามีด้วย

   

   บิดาของนางเป็นหมอในตำบล

   

   วิชาหมอของสามีนางก็ล้วนได้รับการถ่ายทอดมาจากบิดาของนางทั้งสิ้น

   

   ต่อมานางได้ติดตามสามีกลับไปเยี่ยมญาติ จึงได้ตั้งรกรากอยู่ที่ชายแดน

   

   “ข้าขอถามเจ้า สามีของเจ้าชื่อหยางผิงใช่หรือไม่”

   

   แม่เฒ่าฉินเดินเข้าไปใกล้ประตูและถามอย่างร้อนรน

   

   นางแน่ใจว่าจำไม่ผิดแน่ ที่นี่คือบ้านของนาง เมื่อครู่ตอนเคาะประตูนางยังตรวจสอบอย่างละเอียด แม้แต่รูที่ขุดให้สุนัขยังอยู่

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์และพี่น้องคนอื่นๆ ก็เข้ามาล้อมวง

   

   พวกเขาก็แน่ใจว่าที่นี่คือบ้านของมารดา แม้จะอยู่ที่ชายแดน แต่ตอนที่บิดายังมีชีวิตอยู่ก็พาพวกเขากลับมาที่นี่ทุกสองสามปีเพื่อไหว้หลุมศพท่านตา

   

   “พวกเจ้าจะทำอะไร หยางผิงออกมาเร็ว มีคนมาหาเรื่อง!”

   

   “หยางผิง เจ้ารีบมาเร็ว พวกเขามากันหลายคน ข้ารับไม่ไหวแล้ว”

   

   เฉียนเหมยเห็นคนมากมายเข้ามาล้อม จึงตะโกนด้วยความหวาดกลัว

   

   “ใครกัน บังอาจมาหาเรื่องถึงที่นี่”

   

   ชายวัยกลางคนเดินออกมาด้วยท่าทางโกรธเคือง

   

   ครั้นพอเห็นแม่เฒ่าฉินยืนอยู่หน้าประตู สายตาก็ฉายแววหวั่นเกรงขึ้นมาทันที

   

   “ฮ่าๆ ข้าก็นึกว่าผู้ใดเสียอีก ที่แท้ก็พี่หญิงใหญ่นี่เอง”

   

   ชายวัยกลางคนหัวเราะแห้งๆ ยื่นมือออกไปดึงเฉียนเหมยไปหลบหลัง

   

   “หยางผิง แล้วชุนอวิ๋นน้องสาวข้าเล่าอยู่ที่ใด”

   

   “แล้วหญิงผู้นี้เป็นใครกัน”

   

   แม่เฒ่าฉินเอ่ยถามเสียงเย็นชา

   

   ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับน้องสาวนั้น ล้วนรักใคร่กลมเกลียวกันมาตั้งแต่เยาว์วัย หากนางมาเยี่ยมเยือน น้องสาวไม่มีทางหลบหน้าไม่ยอมพบอย่างแน่นอน

   

   “ชุนอวิ๋น นางตายไปนานแล้ว”

   

   “ตายแล้ว”

   

   “ตายได้อย่างไร”

   

   แม่เฒ่าฉินได้ยินว่าน้องสาวเสียชีวิตไปแล้ว ก็ถึงกับหน้ามืดเกือบจะเป็นลม

   

   สือไห่ถังและสวี่ซิ่วอิงรีบเข้าไปประคอง นางจึงได้สติกลับคืนมาแล้วเอ่ยถามต่อว่า

   

   “แล้วเฉิงอันหลานชายของข้าล่ะ ตอนนี้อยู่ที่ใด”

   

   “ตายแล้วเช่นกัน” แม้หยางผิงจะยังมีรอยยิ้มระบายอยู่บนใบหน้า ทว่าถ้อยคำที่เปล่งออกมานั้นทำให้คนฟังรู้สึกหนาวสั่น

   

   เมื่อเอ่ยถึงภรรยาและลูกชายที่ล่วงลับ เขากลับไม่แสดงความโศกเศร้าแม้แต่น้อย ราวกับเป็นเรื่องธรรมดาเรื่องหนึ่ง

   

   “พวกเขาตายได้อย่างไร” แม่เฒ่าฉินพยายามกลั้นน้ำตา แล้วถามออกไปด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

   

   หยางผิงเอ่ยด้วยเสียงเย้ยหยัน “หญิงผู้นั้นหาได้รู้จักคำว่าซื่อสัตย์ไม่ นางทนความเหงาไม่ได้ จึงแอบไปพบชายอื่นที่หลังเขา แล้วถูกจับได้คาหนังคาเขา ด้วยความละอายใจ นางจึงตัดสินใจปลิดชีพตัวเอง”

   

   เขาเหลือบมองแม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆ ตั้งแต่หัวจรดเท้า

   

   แม่เฒ่าฉินเป็นคนรอบคอบ ก่อนเข้าหมู่บ้านพวกเขาได้เปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าขาดๆ และเอาดินโคลนมาป้ายหน้า

   

   ส่วนรถม้าและข้าวของ พวกเขาก็จอดทิ้งไว้ที่ทางเข้าหมู่บ้าน เฉินฮั่นหลินกับหลี่อันก็รออยู่ที่นอกหมู่บ้าน

   

   หยางผิงเห็นพวกเขาสวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง รองเท้าก็เผยให้เห็นนิ้วเท้า สภาพเหมือนขอทาน

   

   หยางผิงจึงมองพวกเขาด้วยความรังเกียจ

   

   “ฉินชุนอวิ๋นตายไปแล้ว พวกเจ้ายังมาทำไมกัน มาร้องไห้คร่ำครวญงั้นหรือ”

   

   เฉียนเหมยโผล่หน้าออกมาพูดอย่างเยาะเย้ย

   

   ในที่สุดนางก็รู้ว่าครอบครัวขอทานนี้คือใคร พวกเขาคือพี่สาวของภรรยาเก่าสามีที่ตายไปแล้ว

   

   “เจ้าว่าอะไรนะ”

   

   ฉินเหล่าซื่อโกรธจนกำหมัดแน่น กำลังจะเดินเข้าไปหา

   

   หยางผิงก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ใช้สองมือผลักฉินเหล่าซื่อจนเซถอยหลัง

   

   “เฉียนเหมยพูดผิดตรงไหนงั้นหรือ คนตายไปแล้ว ก็ตัดขาดกันไป ฉินชุนอวิ๋นตายไปแล้ว ลูกชายของนางก็ตายไปแล้ว ความสัมพันธ์นี้ก็จบลงแล้ว”

   

   “บ้านหลังนี้เป็นของข้า ลานแห่งนี้ก็เป็นของข้า ไม่มีความเกี่ยวข้องกับท่านสักนิดเดียว”

   

   แม่เฒ่าฉินโกรธจนตัวสั่น ฉินเยาเยาเห็นใจท่านย่าจับใจ นางพยายามอดกลั้นที่จะไม่โยนอาวุธเคมีในพื้นที่มิติของนางใส่หัวหยางผิง

   

   ปากคอเราะร้าย เห็นแก่ตัว!

   

   ตอนนี้นางสงสัยมากว่า ฉินชุนอวิ๋นและลูกชายของนางถูกคนเลวผู้นี้ฆ่าหรือเปล่า

   

   ฉินเยาเยาส่งเสียงอ้อแอ้พลางดึงท่านย่าของนางเบาๆ

   

   เฉียนเหมยตาไว นางเหลือบมองแล้วกล่าวอย่างรังเกียจว่า

   

   “แค่เด็กผู้หญิงคนเดียว ยังกอดไว้แน่นขนาดนี้ บอกตรงๆเลยนะ ข้าว่าน่าจะโยนเด็กไปให้หมาป่าที่หลังเขากินเสีย จะได้ไม่ต้องเปลืองข้าวปลา”

   

   “เจ้าพูดว่าเช่นไรนะ!”

   

   ฉินเหล่าซื่อพุ่งเข้าไปหาเฉียนเหมยทันทีหวังจะจับตัวนาง หยางผิงก็ตอบสนองอย่างรวดเร็วเช่นกัน

   

   ปัง! ประตูถูกปิดลงอย่างแรง

   

   ฉินเหล่าซื่อโกรธจนเลือดขึ้นหน้า กำลังจะคว้าก้อนหินข้างทางปาใส่ประตู แต่แม่เฒ่าฉินก็เข้ามาขวางไว้เสียก่อน

   

   “เหล่าซื่อ อย่าทำอะไรวู่วาม ตอนนี้ตะวันใกล้ลับขอบฟ้าแล้ว พวกเรารีบหาที่พักกันก่อนเถิด”

   

   “แต่...เรื่องท่านน้าล่ะ”



 บทที่ 28: ฟื้นคืนชีพ


   

   พวกเขาเพิ่งจะเดินมาถึงทางเข้าหมู่บ้าน ก็มีเสียงคนร้องเรียก พวกเขาเหลียวหลังกลับไปมอง ปรากฏร่างชายรูปร่างกำยำ สวมใส่ชุดชาวนา บนใบหน้ามีแผลเป็นจากไฟไหม้อยู่กำลังวิ่งตรงมาทางนี้

   

   แม่เฒ่าฉินยังไม่ทันได้เอ่ยสิ่งใด เฝิงเสี่ยวฮวาก็ร้องลั่นด้วยความตกใจสุดขีด

   

   “กรี๊ดดด ผีหลอก!”

   

   “ป้าชุนหลาน นั่นท่านใช่หรือไม่”

   

   ชายผู้นั้นถามแม่เฒ่าฉินด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

   

   นางจ้องมองอยู่นานสองนาน ก็ไม่อาจจำได้ว่าชายผู้นี้คือใคร


   ในที่สุด ฉินเหล่าซื่อก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจ “เฉิงอันหรือ”

   

   “ใช่แล้ว ข้าเอง ท่านป้า สี่ ข้า...ข้าเอง เฉิงอัน!”

   

   ชายผู้นั้นคุกเข่าลงร่ำไห้

   

   แม่เฒ่าฉินพลันชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนโผเข้าสวมกอดชายผู้นั้น ปล่อยให้น้ำตาหลั่งริน ไหลอาบแก้ม

   

   ชายผู้นี้คือฉินเฉิงอัน ลูกชายคนเดียวของฉินชุนอวิ๋น หลานชายของนางเอง

   

   “เฉิงอัน นี่เจ้าจริงๆหรือ”

   

   ครั้งสุดท้ายที่พวกเขาพบกัน เฉิงอันอายุเพียงสิบสามปี เป็นเด็กหน้าตาดี เหตุใดจึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้

   

   หากไม่ใช่เพราะนางจำได้ นางคงไม่อาจรู้ได้เลยว่านี่คือหลานชายของนาง

   

   “สวรรค์ช่างกลั่นแกล้ง เหตุใดเจ้าจึงเป็นเช่นนี้ไปได้”

   

   “ใบหน้าของเจ้า เกิดอันใดขึ้น”

   

   “ยังเจ็บอยู่หรือไม่”

   

   แม่เฒ่าฉินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พร้อมลูบไล้ใบหน้าของฉินเฉิงอันอย่างอ่อนโยน

   

   “แล้วเหตุใดหยางผิงถึงบอกว่าเจ้าตายไปแล้ว มันเกิดอันใดขึ้นกันแน่”

   

   ฉินเฉิงอันน้ำตานองหน้า “ตะวันใกล้ลับขอบฟ้าแล้ว ขอเชิญท่านป้าและทุกๆท่านเข้าไปนั่งพักผ่อนในบ้านข้าเถิด เดี๋ยวข้าจะเล่าให้ฟัง”

   

   “ดี ไปกันเถิด ข้าอยากรู้ว่าเรื่องราวเป็นมาเช่นไร”

   

   แม่เฒ่าฉินมองไปยังบ้านอิฐหลังนั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย

   

   บ้านของฉินเฉิงอันตั้งอยู่ท้ายสุดของหมู่บ้านทางทิศตะวันตก เป็นบ้านดินเหนียวล้อมรอบด้วยกำแพงดินและหลังคามุงจาก

   

   ประตูบ้านล้อมรอบด้วยรั้วไม้ไผ่ มีเพียงสองห้อง มองไปทางไหนก็เห็นแต่ความยากจนข้นแค้น

   

   แม่เฒ่าฉินยืนอยู่หน้าประตู รู้สึกเศร้าและเย็นชา

   

   แต่ที่มากกว่านั้นคือความโกรธแค้น

   

   ระหว่างทาง ฉินเฉิงอันได้เล่าเรื่องราวให้ฟังคร่าวๆแล้ว

   

   ภรรยาของฉินเฉิงอัน ชื่อว่าหลิวซิ่วเถา นางไม่ได้รังเกียจใบหน้าที่ถูกไฟไหม้ของเขา นางเต็มใจที่จะใช้ชีวิตอยู่กับเขา และยังให้กำเนิดลูกชายหนึ่งคน ปีนี้อายุสามขวบ ชื่อโก่วต้าน

   

   ในเวลานี้ มีหญิงขาพิการผู้หนึ่งจูงเด็กชายเดินออกมา

   

   นางประหลาดใจเล็กน้อยที่เห็นฉินเฉิงอันพาคนมาด้วยมากมาย

   

   “ซิ่วเถา นี่คือท่านป้า พี่ชายและพี่สะใภ้ของข้า”

   

   “ท่านป้า นี่คือซิ่วเถา”

   

   “โอ้! ดีๆ ช่างดีเหลือเกิน”

   

   แม่เฒ่าฉินมองดูหลิวซิ่วเถาอย่างพินิจพิเคราะห์ แล้วพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

   

   หลิวซิ่วเถาเห็นแม่เฒ่าฉินและทุกคนนั่งลงแล้ว นางจึงอุ้มลูกชายออกไปพร้อมกับตะกร้าใบหนึ่ง

   

   ท่านป้าและครอบครัวอุตส่าห์เดินทางมาตั้งไกล ต้องให้พวกเขาได้กินอิ่มเสียก่อน

   

   “ซิ่วเถา พวกเราได้นำของฝากมาจากชายแดนด้วย ทั้งหมดอยู่บนรถม้า เดี๋ยวให้พี่สามีเจ้าช่วยขนลงมา เจ้าดูสิว่าจะเก็บไว้ที่ใดดี”

   

   สวี่ซิ่วอิงเป็นคนช่างสังเกต เมื่อเห็นหลิวซิ่วเถาสะพายตระกร้าออกจากบ้าน นางจึงรู้ได้ในทันทีว่าครอบครัวนี้ยากลำบากเพียงใด นางจึงรีบเอ่ยกับหลิวซิ่วเถาทันที

   

   จากนั้นสวี่ซิ่วอิงก็เรียกสามีและฉินเหล่าซานให้ช่วยกันขนของลงจากรถม้า

   

   “พี่สะใภ้ นี่...นี่มันมากเกินไปแล้วเจ้าค่ะ ต้องใช้เงินมากมายเท่าใดกัน”

   

   หลิวซิ่วเถาเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นข้าวสาร ผลไม้ มันเทศ และสิ่งของต่างๆ ที่พี่ชายทั้งสองขนลงมาจากรถม้า นับรวมกันแล้วคงมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่าร้อยจิน

   

   ส่วนในตะกร้าทั้งสองใบนั้นก็เต็มไปด้วยไก่ เป็ด ปลา เนื้อ จนล้นตะกร้า

   

   นางไม่เคยเห็นสิ่งของมากมายเช่นนี้มาก่อน จนนางไม่รู้ว่าควรเอ่ยสิ่งใดดี

   

   “พวกเราก็เป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ไม่ต้องเกรงใจกันหรอก ดูสิว่าจะให้วางของไว้ที่ใด เดี๋ยวให้เหล่าซือช่วยขนไปวางให้” สวี่ซิ่วอิงกล่าวพลางจับมือหลิวซิ่วเถา บอกให้นางรับสิ่งของเหล่านี้ไว้

   

   แม่เฒ่าฉินมองดูเหตุการณ์ทุกอย่างด้วยแววตาชื่นชม

   

   สิ่งของเหล่านี้บางส่วนซื้อมาจากตลาด แต่ส่วนใหญ่เป็นของที่ฉินเยาเยาเอาออกมา

   

   “ใช่แล้ว น้องสะใภ้ รีบจัดของให้เรียบร้อยแล้วพาข้าไปทำอาหารในครัวเถิด พวกเราเดินทางมาทั้งวัน ท้องของพวกเราร้องประท้วงมานานแล้ว”

   

   สือไห่ถังเดินเข้ามาพูด

   

   ที่สือไห่ถังพูดแบบนี้ก็เพื่อลดแรงกดดันในใจของหลิวซิ่วเถา ให้นางสบายใจที่จะรับของเหล่านี้ไว้

   

   หลิวซิ่วเถารับคำอย่างซาบซึ้ง แล้วรีบเข้าครัวไปทำอาหารให้พวกเขา

   

   สือไห่ถังและพี่สะใภ้อีกสองคนก็เข้าไปช่วยในครัวด้วย

   

   พวกนางนึ่งซาลาเปา หุงข้าว นำผักแห้งมาผัดกับเนื้อเค็ม และลวกผักกาดขาวที่หลิวซิ่วเถาปลูกไว้

   

   จับไก่และเป็ดมาต้มเป็นน้ำแกงหม้อใหญ่


   ทุกคนนั่งล้อมวงกันอย่างมีความสุข ทานอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย

   

   “เฉิงอัน เรื่องทั้งหมดนี้มันเกิดอันใดขึ้นกันแน่ เหตุใดหยางผิงถึงบอกว่าเจ้าตายไปแล้ว”

   

   “แล้วแม่ของเจ้าล่ะ เป็นอย่างที่เขาพูดจริงหรือไม่”

   

   หลังจากกินข้าวเสร็จ แม่เฒ่าฉินก็รีบถามอย่างร้อนใจ

   

   นางมีความสงสัยมากมาย ต้องการให้ใครสักคนไขข้อข้องใจให้

   

   เฉิงอันนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง น้ำตาไหลออกมาก่อนที่จะพูด

   

   ฝ่ายหลิวซิ่วเถาก็กอดลูกชายพลางเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ

   

   “เฉิงอัน เจ้ารีบเล่าให้ป้าฟังหน่อยเถิด ว่าเกิดอันใดขึ้น ถ้าเจ้าไม่พูด ป้าก็ไม่สบายใจ”

   

   “ท่านป้า ข้า...”

   

   เฉิงอันเอามือปิดหน้าร้องไห้

   

   “เจ้าเด็กคนนี้ รีบพูดมาสิ เจ้าจะให้ข้าขาดใจตายก่อนหรืออย่างไร!”

   

   แม่เฒ่าฉินร้อนรนจนเกือบจะตบเขาไปทีหนึ่ง

   

   ฉินเฉิงอันเช็ดน้ำตาแล้วเริ่มเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น

   

   “สิบปีก่อน ท่านแม่ข้าขึ้นเขาไปเก็บผักป่า แต่กลับถูกคนพบว่านอนอยู่กับชายจากหมู่บ้านข้างๆ ในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ย”

   

   “หลังจากที่ท่านแม่ถูกพากลับมาบ้าน นางก็ไม่ได้สติเป็นเวลาสามวันเต็ม ในเช้าวันที่สี่ก็พบว่านางแขวนคอกับขื่อบ้าน... ฮือๆๆ”

   

   “เป็นไปไม่ได้ ชุนอวิ๋นไม่มีทางทำเรื่องเช่นนั้น มันเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!”

   

   แม่เฒ่าฉินเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจว่าน้องสาวของตนไม่มีทางทำเรื่องเช่นนี้

   

   ตอนที่น้องสาวของนางอายุสิบสี่ปี ขณะกำลังล้างเท้าอยู่ริมแม่น้ำ บังเอิญถูกชายผู้หนึ่งเห็นเข้า นางอับอายจนแทบจะตัดเท้าทิ้งทั้งสองข้าง

   

   คนที่มีนิสัยเด็ดเดี่ยวเช่นนี้ ย่อมไม่มีทางนอกใจสามีเป็นแน่

   

   ฉินเฉิงอันกล่าวต่อ “ท่านแม่ถูกใส่ร้าย วันนั้นข้ากับท่านแม่ขึ้นเขาไปด้วยกัน ข้าเพิ่งแยกจากท่านแม่ไปเพียงครู่เดียว ก็ได้ยินคนพูดว่านางไปยุ่งเกี่ยวกับชายอื่น และถูกจับได้คาหนังคาเขา”

   

   “แล้ว...”

   

   ฉินเฉิงอันสะอื้นไห้อยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงกล่าวต่อว่า “ตอนที่พบศพของท่านแม่ผูกคออยู่กับขื่อบ้าน ท่านแม่ร่างกายแข็งทื่อ บนหลังมือมีรอยช้ำสีเขียวขนาดใหญ่ แม้ว่าตอนนั้นจะเป็นฤดูหนาว แต่ข้าก็ได้กลิ่นแปลกๆ”

   

   “ช้าก่อน เจ้าหมายความว่า ชุนอวิ๋นเสียชีวิตก่อนหน้านั้นแล้วหรือ”

   

   แม่เฒ่าฉินเอ่ยขัดขึ้น

   

   ฉินเฉิงอันกุมศีรษะอย่างเจ็บปวด “ข้าไม่ทราบ ตอนที่พบร่างของท่านแม่ ข้าพุ่งเข้าไปหาหมายจะกอดนางไว้ แต่พอแตะต้องร่างของนาง ท่านพ่อก็ลากข้าออกมาทันที”

   

   “ท่านพ่อขังข้าไว้ในห้อง แล้วจัดการฝังศพท่านแม่อย่างลวกๆ ข้าเห็นเพียงรอยช้ำสีเขียวที่หลังมือของท่านแม่ และได้กลิ่นแปลกๆ”

   

   “หลังจากนั้น ท่านพ่อก็ราวกับลืมข้าไปเสียสนิท ขังข้าไว้ในห้อง ไม่ให้ข้ากินข้าว กระทั่งคืนหนึ่ง เกิดไฟไหม้ขึ้นในห้องข้าอย่างไม่ทราบสาเหตุ ใบหน้าของข้าจึงถูกไฟคลอกในตอนนั้น”

   

   “ท่านพ่อโยนข้าทิ้งไว้ในบ้านเก่าหลังนี้ ปล่อยให้ตายไปเอง”

   

   “จากนั้น ท่านพ่อก็แต่งงานกับภรรยาใหม่คือเฉียนเหมย”

   

   ฉินเฉิงอันเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้แม่เฒ่าฉินกับคนอื่นๆ ฟังอย่างละเอียด

   

   เมื่อฟังจบ แม่เฒ่าฉินก็โกรธจนตัวสั่น ตาแดงก่ำ พึมพำด้วยความโกรธแค้น “เลวทรามยิ่งนัก!”

   

   ส่วนฉินเหล่าเอ้อร์นั้นจับประเด็นสำคัญได้

   

   “เจ้าบอกว่าท่านน้าเสียชีวิตไปสิบปีแล้ว แต่เหตุใดห้าปีก่อนข้ายังได้รับจดหมายจากท่านน้าอยู่เล่า”



บทที่ 29: ความจริง


   

   “เป็นไปไม่ได้”

   

   ฉินเฉิงอันลุกขึ้นมาร้องอย่างไม่อยากเชื่อ “พี่รองจำผิดหรือไม่”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ส่ายหน้า “ข้าจำไม่ผิดแน่ ข้ายังจำได้อย่างชัดเจน ท่านน้าเขียนจดหมายมาบอกว่าเจ้าป่วยเป็นโรคร้าย เงินเก็บในบ้านใช้หมดแล้ว จึงไม่มีทางเลือกนอกจากมาขอยืมเงินพวกเราห้าสิบต้าลึง เพื่อรักษาโรคให้เจ้า”

   

   “ตอนนั้นที่บ้านพวกข้าก็ไม่มีเงินห้าสิบต้าลึง จึงต้องเอาสร้อยข้อมือของสะใภ้สี่ไปจำนำถึงได้รวบรวมเงินห้าสิบต้าลึงได้”

   

   ฉินเหล่าซื่อก็กล่าวเสริม “ใช่แล้ว เงินพวกนั้นข้าเป็นคนนำไปส่งเอง”

   

   “ระหว่างทางไปส่งเงิน ข้าก็ได้ช่วยชีวิตฮั่นหลินโดยบังเอิญ ตอนนั้นฮั่นหลินมอบเงินหนึ่งร้อยตำลึงเป็นค่าตอบแทน ข้ากลัวว่าเงินห้าสิบตำลึงจะไม่พอรักษาโรคให้เจ้า จึงเพิ่มเงินอีกยี่สิบตำลึงเข้าไปด้วย”

   

   “ไม่ เป็นไปไม่ได้ ต้องมีอะไรผิดพลาดแน่”

   

   บรรยากาศเงียบสงัดลง แม่เฒ่าฉินอุ้มฉินเยาเยานั่งขมวดคิ้วอยู่ด้านข้าง ไม่รู้ว่ากำลังคิดอันใดอยู่

   

   “เหล่าซื่อ เจ้าลองนึกทบทวนดูให้ดี ตอนนั้นเจ้าได้เจอชุนอวิ๋นหรือไม่”

   

   ฉินเหล่าซื่อขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ตอนนั้นข้าอยากจะเข้าไปดูอาการของเฉิงอันสักหน่อย แต่ถูกหยางผิงขวางไว้ บอกว่าโรคของเฉิงอันติดต่อได้ มีเพียงท่านน้าเท่านั้นที่เฝ้าไข้ แม้แต่หยางผิงก็เข้าไปไม่ได้ ข้าจึงได้แต่ยืนมองจากหน้าต่างอยู่ไกลๆ”

   

   “ตอนนั้น ในห้องมีหญิงผู้หนึ่งกับเด็กหนุ่มนอนอยู่บนเตียงจริงๆ แต่ว่าอยู่ไกลเกินไป มองไม่เห็นใบหน้าของหญิงผู้นั้น”

   

   “เพราะว่าต้องรีบเดินทาง ข้าจึงไม่ได้อยู่นานนัก หลังจากมอบเงินให้หยางผิงแล้วก็จากไป”

   

   แม่เฒ่าฉินทำหน้าบึ้งตึง เอ่ยถามฉินเหล่าซื่อ “เช่นนั้นก็เท่ากับว่า เจ้าไม่ได้เห็นชุนอวิ๋นและเฉิงอันเลยใช่หรือไม่”

   

   ฉินเหล่าซื่อส่ายหน้า สีหน้าบ่งบอกทุกอย่าง

   

   สีหน้าของทุกคนต่างก็ดูไม่สู้ดีนัก

   

   โดยเฉพาะสวี่ซิ่วอิง นางเดินเข้าไปหยิกฉินเหล่าซื่ออย่างแรง

   

   สร้อยข้อมือเส้นนั้นเป็นสิ่งของชิ้นเดียวที่มารดาของนางทิ้งไว้ให้ จนถึงตอนนี้ก็ยังไถ่คืนมาไม่ได้

   

   คนซื่อบื้ออย่างเขากลับไม่ดูให้ดีเสียก่อน เอาเงินไปให้คนอื่นแล้ว

   

   ส่วนฉินเยาเยาก็ได้แต่พ่นฟองน้ำลายฟองใหญ่ บ่งบอกว่านางชินกับการกระทำของท่านพ่อแล้ว

   

   นับตั้งแต่ลืมตาดูโลกมา ฉินเยาเยาก็ได้เรียนรู้นิสัยใจคอของคนในครอบครัวนี้เป็นอย่างดี

   

   ท่านย่าแม้จะเป็นผู้นำครอบครัวที่เด็ดขาด แต่ก็มีความยุติธรรม เป็นเสาหลักของบ้าน

   

   ลุงรองเป็นบัณฑิตผู้มีมารยาท อ่อนโยนและละเอียดรอบคอบ

   

   ลุงสามนั้นเฉลียวฉลาด มีไหวพริบเป็นเลิศ

   

   ส่วนท่านพ่อของนางนั้น เป็นคนซื่อๆ ไม่ค่อยมีเล่ห์เหลี่ยม

   

   สำหรับป้าสะใภ้รองนั้นเป็นคนเห็นแก่ตัว ส่วนป้าสะใภ้สามนั้นเป็นคนใจร้อน

   

   ส่วนท่านแม่ของนางเป็นหญิงที่อ่อนโยนและเอาใจใส่ เข้ากับท่านพ่อได้ดี และนางมักจะรู้สึกว่าท่านแม่น่าจะมีเรื่องราวบางอย่างปกปิดเอาไว้

   

   “เป็นเฉียนเหมย หญิงผู้นั้นที่ข้าเห็นต้องเป็นนางแน่ๆ” ฉินเหล่าซื่อกล่าวด้วยความเคียดแค้น แผลเป็นบนใบหน้ายิ่งทำให้ดูน่ากลัวมากขึ้น

   

   “เมื่อห้าปีก่อน หยางเปียวป่วยหนักจริงๆ ตอนนั้นชาวบ้านต่างก็คิดว่าเขาไม่รอดแล้ว”

   

   ใบหน้าของแม่เฒ่าฉินดูน่ากลัว “เฉิงอัน ผู้อาวุโสสามยังอยู่หรือไม่”

   

   แม้ฉินเฉิงอันจะไม่ทราบว่าเหตุใดแม่เฒ่าฉินจึงไถ่ถามถึงผู้อาวุโสสามขึ้นมา ถึงกระนั้นก็ตอบกลับไป

   

   “ยังอยู่ขอรับ เพียงแต่มีอายุมากแล้วจึงไม่ค่อยออกจากเรือน”

   

   “เช่นนั้นหรือ ดี!”

   

   บนใบหน้าของแม่เฒ่าฉินปรากฏรอยยิ้ม “เหล่าซาน เหล่าเอ้อร์ พวกเจ้าจงนำสิ่งของไปที่อำเภอ ไปที่บ้านหลังสุดท้ายบนถนนตะวันตก หน้าบ้านมีสิงโตที่หูขาดข้างหนึ่ง ไปหาชายที่ชื่อว่า ‘หวังโซ่วเซิง’ บอกเขาว่าสหายเก่ามาเยือน และเชิญเขามาพบปะกัน”

   

   “หากประตูเมืองปิดแล้วก็รออยู่หน้าประตู ประตูเมืองเปิดเมื่อใดก็ให้รีบเข้าไป และเชิญเขามาให้ได้”

   

   “ส่วนคนอื่นๆ หาที่ปูเสื่อนอน คืนนี้นอนพักที่นี่ก่อน พรุ่งนี้มีเรื่องต้องจัดการ”

   

   “ขอรับ”

   

   “เจ้าค่ะ”

   

   ทุกคนในตระกูลฉินรับคำ จากนั้นก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่

   

   “ท่านป้า พี่สะใภ้ทั้งหลาย เชิญพวกท่านนั่งพักเถิด ให้ข้าจัดการเอง”

   

   หลิวซิ่วเถาหน้าแดงก่ำรีบเข้ามาห้าม

   

   พวกเขาลำบากเดินทางมาจากแดนไกล นำของมาให้มากมายขนาดนี้ หากยังจะให้พวกเขาลงมือจัดที่นอนเองอีก นางทำใจไม่ได้จริงๆ

   

   อีกด้านหนึ่ง ฉินเหล่าซานและฉินเหล่าซื่อขึ้นรถม้าเตรียมตัวออกเดินทาง เฉินฮั่นหลินและหลี่อันก็กระโดดขึ้นมาบนรถม้าด้วย

   

   “พี่สี่ฉิน ข้าจะไปกับพวกท่านด้วย”

   

   “เรื่องสนุกเช่นนี้ จะขาดตาแก่เช่นข้าได้อย่างไร”

   

   ฉินเหล่าซานและฉินเหล่าซื่อมองหน้ากัน พวกเขารู้ดีว่าทั้งสองคนต้องการเลี่ยงความวุ่นวาย จึงไม่ได้เอ่ยสิ่งใด แล้วบังคับรถม้ามุ่งหน้าไปยังตัวอำเภอ

   

   ……

   

   เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ แม่เฒ่าฉินก็พาทุกคนในครอบครัวมุ่งหน้าไปที่ทางเข้าหมู่บ้าน

   

   “หยางผิง ท่านคิดว่าขอทานพวกนั้นจะกลับมาก่อเรื่องวุ่นวายอีกหรือไม่”

   

   เฉียนเหมยกล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล ขณะกำลังวางอาหารเช้าลงบนโต๊ะ

   

   “พวกนั้นดูท่าไม่น่าจะยุ่งด้วยได้ง่าย หากพวกนั้นล่วงรู้ขึ้นมาจะทำอย่างไร”

   

   เมื่อวานนี้ หยางผิงออกไปดื่มสุราจนเกือบสว่าง เช้านี้หัวยังไม่ทันปลอดโปร่งก็ต้องมาฟังเฉียนเหมยกล่าวเพ้อเจ้ออีก ทำให้เขาโกรธจนเลือดขึ้นหน้า

   

   ปึง!

   

   เสียงตะเกียบกระทบโต๊ะดังลั่น

   

   “บัดซบ! เจ้าเอาแต่เอ่ยถึงเรื่องนี้อยู่ได้ พวกมันก็แค่ขอทานชั้นต่ำ จะไปน่ากลัวอันใด หากเจ้ากลัวนักก็เก็บข้าวของกลับบ้านเจ้าไป!”

   

   เมื่อเห็นว่าหยางผิงโกรธ เฉียนเหมยจึงรีบพูดเสียงอ่อนลง

   

   “หยางผิง ท่านอย่าโกรธไปเลย ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น”

   

   หยางผิงด่าทออีกสองสามคำจึงยกชามข้าวขึ้น ทว่ายังไม่ทันได้ตักเข้าปากก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น เฉียนเหมยจึงรีบไปเปิดประตู

   

   “พวกเจ้ามาอีกทำไม! สามีข้าบอกว่าตัดขาดจากครอบครัวนี้แล้ว!”

   

   “พวกเจ้าไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดกับสามีข้าทั้งนั้น รีบไสหัวไปให้พ้น มิเช่นนั้นข้าจะแจ้งหัวหน้าหมู่บ้าน”

   

   “พวก...พวกเจ้าจะทำอันใด! หยางผิง ท่านรีบมาเร็วเข้า!”

   

   “ขอทานชั้นต่ำพวกนั้นมาอีกแล้ว!”

   

   ผู้ที่อยู่นอกประตูคือคนในตระกูลฉิน แม่เฒ่าฉินกำลังจะเข้าประตูมา

   

   เฉียนเหมยเพิ่งถูกหยางผิงด่าอย่างรุนแรง ตอนนี้เมื่อเห็นพวกเขา นางจึงระบายความโกรธทั้งหมดไปลงที่พวกเขา พยายามขัดขวางไม่ให้พวกเขาเข้ามาอย่างสุดกำลัง

   

   แม่เฒ่าฉินไม่สนใจนาง ผลักนางออกไปแล้วก้าวเท้าเข้าประตูมา

   

   “พวกเจ้าจะทำอันใด ฉินชุนหลาน ข้าบอกเจ้าแล้วว่า เราตัดขาดจากกันแล้ว”

   

   “คนตายแล้วก็ตัดขาดกัน ฉินชุนอวิ๋นตายไปแล้ว เหตุใดเจ้าจึงยังมาบ้านข้าอีก”

   

   “รีบออกไปเดี๋ยวนี้ มิเช่นนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ”

   

   หยางผิงได้ยินเสียงวุ่นวายจึงโยนชามตะเกียบลงบนโต๊ะแล้วเดินออกมาดู เมื่อเห็นว่าแม่เฒ่าฉินเข้ามาในบ้านแล้ว เขาก็คว้ามีดฟันฟืนที่วางอยู่ข้างๆ ชี้ไปที่พวกเขาอย่างดุร้าย

   

   แม่เฒ่าฉินแค่นเสียงเย็นชา “ตัดขาดกันก็ดีแล้ว ข้ากลัวแต่ว่าพวกเจ้าจะยังไม่ตัดขาด”

   

   “นี่เป็นบ้านของเจ้าหรือ เจ้าดื่มสุราจนเมายังไม่สร่างหรือว่าเป็นไข้จนสมองเท่าเม็ดงาของเจ้าถูกเผาไปแล้ว”

   

   “อิฐทุกก้อน กระเบื้องทุกแผ่นของที่นี่ล้วนเป็นสิ่งที่ท่านพ่อของข้าจ้างคนมาสร้างด้วยเงินก้อนโต เขาดูแลบ้านหลังนี้ด้วยตนเองทุกอย่าง และที่นี่คือบ้านของข้า เจ้ามีสิทธิ์ในบ้านหลังนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน?!”

   

   แม่เฒ่าฉินมองดูหยางผิงอย่างดูแคลนแวบหนึ่งแล้วกล่าวต่อว่า “วันนี้ข้าจะเอาบ้านคืนให้ได้ ถ้าพวกเจ้ารู้ความก็จงย้ายออกไปเอง หากไม่รู้ความ ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะช่วยพวกเจ้าย้ายออกเอง!”



 บทที่ 30: บุกมาคิดบัญชี


   

   “ใช่แล้ว ไสหัวออกไปจากบ้านท่านแม่เดี๋ยวนี้ มิเช่นนั้น ข้าจะตบเจ้าให้ฟันร่วงหมดปากแน่”

   

   “บอกไว้ก่อน ข้าเคยฆ่าชาวหนานหมาน เชือดคอหมาป่ามาแล้ว อย่ามาหาเรื่องให้ข้าต้องลงมือเชียว หากข้าลงมือเมื่อใด เจ้าไม่ตายก็ต้องพิการแน่ๆ”

   

   เฝิงเสี่ยวฮวากล่าวด้วยน้ำเสียงดุดัน พร้อมกับถ่มน้ำลายลงพื้น ก่อนจะพับแขนเสื้อขึ้นอย่างท้าทาย

   

   ฉินเยาเยาในอ้อมกอดของสวี่ซิ่วอิงเห็นท่าทางของเฝิงเสี่ยวฮวาเช่นนั้น ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้

   

   จะว่าไปแล้ว แม้เฝิงเสี่ยวฮวาจะไม่มีอะไรดีสักอย่าง แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ ช่างเหมาะกับนางยิ่งนัก

   

   ท่านแม่ของนางมีนิสัยอ่อนโยน แม้คำพูดจาเฉียบคมราวกับเข็ม แต่ก็ไม่ค่อยปริปากเอ่ยสิ่งใด

   

   ส่วนป้าสะใภ้สาม แม้จะใจร้อน โต้เถียงเก่งกาจ แต่หากต้องเผชิญหน้ากับคนพาลไร้เหตุผล ก็จนปัญญาเช่นกัน

   

   คนชั่วย่อมต้องปราบด้วยคนชั่วกว่า

   

   สถานการณ์ตอนนี้แหละ คือหน้าที่ของป้าสะใภ้รอง!

   

   ‘ป้าสะใภ้รองสู้ๆ!’

   

   “พวกเจ้า…พวกเจ้ามันคือโจร ข้าจะแจ้งจับพวกเจ้าทั้งหมด!”

   

   ความก้าวร้าวของเฝิงเสี่ยวฮวา ทำให้หยางผิงกับเฉียนเหมยตกตะลึงไปเลย

   

   “ข้าขอถามเจ้า หลานชายของข้า เฉิงอันตายแล้วหรือยัง”

   

   “แล้วน้องสาวของข้า ชุนอวิ๋นตายด้วยสาเหตุใดกัน”

   

   แม่เฒ่าฉินถามคาดคั้น สายตาคมกริบจ้องมองหยางผิงไม่วางตา

   

   “คนไม่ซื่อสัตย์เช่นนั้น จะตายหรือไม่ตาย มีอันใดต่างกัน”

   

   หยางผิงหลบสายตา ไม่กล้าสบตากับแม่เฒ่าฉิน นํ้าเสียงอ่อนลงเรื่อยๆ

   

   “ส่วนเจ้าเด็กนั่นจะตายหรือไม่ตาย มันเกี่ยวอันใดกับเจ้าด้วย”

   

   เฉียนเหมยเห็นสามีกำลังเพลี่ยงพล้ำ จึงรีบเอ่ยขึ้นมาอย่างร้ายกาจ

   

   “อ๋อ ข้ารู้แล้ว พวกเจ้าคงอยากอ้างชื่อเจ้าเด็กนั่นมายึดครองบ้านพวกข้าใช่หรือไม่”

   

   “เจ้าว่าใครมายึดครองบ้านใคร อยากโดนข้าตบจนฟันร่วงหมดปากงั้นหรือ” เฝิงเสี่ยวฮวากล่าวด้วยท่าทางเกรี้ยวกราด

   

   “นังคนชั้นต่ำ! คิดจะยึดบ้านข้างั้นหรือ” เฉียนเหมยเห็นว่ามีหยางผิงอยู่ด้วย จึงตอบโต้เฝิงเสี่ยวฮวากลับอย่างไม่เกรงกลัว

   

   เดิมทีเฉียนเหมยก็เป็นคนปากไม่ดีคนหนึ่งในหมู่บ้านนี้ นางจะไปเกรงกลัวขอทานที่หนีภัยจากชายแดนทำไม

   

   “นี่เจ้ากำลังด่าผู้ใด?!”

   

   “ก็ด่าเจ้านั่นแหละ นังคนชั้นต่ำ!”

   

   “หึ! เจ้าก็ชั้นต่ำเหมือนกันนั่นแหละ” เฝิงเสี่ยวฮวากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา

   

   ฉินเยาเยาอดหัวเราะออกมาไม่ได้

   

   ‘โอ้โห มีเรื่องขบขันเช่นนี้ให้ดูด้วย’

   

   ต้องยอมรับว่าปฏิกิริยาตอบโต้ของป้าสะใภ้รองเร็วใช้ได้เลย ปากคอเราะร้ายยิ่งนัก

   

   ฉินเยาเยายังคงหัวเราะคิกคักเสียงดัง

   

   “พวกเจ้า…ตายซะเถอะ!”

   

   ชายร่างท้วมผู้หนึ่งยกหินก้อนใหญ่วิ่งเข้ามาจากด้านหลัง

   

   คนผู้นั้นคือหยางเปียวลูกชายของเฉียนเหมย

   

   เมื่อคืนเขาเที่ยวเตร่กับพรรคพวกมาทั้งคืน เพิ่งจะกลับมาถึงบ้าน

   

   เมื่อกลับมาถึงก็เห็นแม่เฒ่าฉินและพวกกำลังหาเรื่องอยู่ ทั้งหญิงอ้วนผู้นั้นยังด่ามารดาของเขาอีก

   

   “สะใภ้สี่ ระวัง!”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์เป็นคนแรกที่สังเกตเห็นสถานการณ์ด้านหลัง เขาเห็นหยางเปียวถือก้อนหินวิ่งเข้ามา ด้วยความตกใจจึงผลักสวี่ ซิ่วอิงออกไปทันที

   

   “กล้าด่าท่านแม่ของข้า แล้วยังกล้ามาก่อเรื่องที่บ้านของข้าอีก ข้าจะฆ่าพวกเจ้าทั้งหมด!”

   

   “เปียวเอ๋อร์!”

   

   หยางเปียวพลาดเป้า เสียหลักล้มลงกับพื้น

   

   เฉียนเหมยรีบเข้าไปพยุงเขาขึ้นมา

   

   “สะใภ้สี่ เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่”

   

   “ซิ่วอิง เจ้าเป็นอะไรหรือไม่”

   

   สวี่ซิ่วอิงโดนฉินเหล่าเอ้อร์ผลักอย่างแรงด้วยความตกใจ จนล้มลงกับพื้น

   

   การล้มครั้งนี้ทำเอาแม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆ ตกใจแทบแย่ เพราะนางอุ้มฉินเยาเยาอยู่ในอ้อมแขน

   

   ทุกคนในตระกูลฉินต่างตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น พวกเขาต่างพากันเข้ามาล้อมรอบตัวนาง จนลืมหยางเปียวที่อยู่ด้านหลังไปเลย

   

   “บังอาจนัก! กล้ามาหาเรื่องที่บ้านข้า ตายซะให้หมด!”

   

   หยางเปียวแย่งมีดจากมือหยางผิง กะจะฟันเข้าที่ศีรษะของฉินเหล่าเอ้อร์

   

   ทว่าในขณะนั้นเอง ก็มีก้อนหินพุ่งผ่านอากาศเข้ามาปัดมีดจนหลุดจากมือ

   

   “ท่านแม่ พวกท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่”

   

   ฉินเหล่าซื่อกลับมาพอดี พอเห็นภาพตรงหน้าก็ตกใจ รีบโยนถุงเงินในมือทิ้ง

   

   “เหล่าซื่อ ซิ่วอิงกับเล่อเหนียงล้ม!”

   

   สือไห่ถังร้องบอกด้วยความร้อนใจ

   

   เมื่อฉินเหล่าซื่อได้ยินเช่นนั้นก็ใจหายวาบ ภาพเหตุการณ์สะเทือนใจในอดีต ผุดขึ้นมาในหัวทันที

   

   “ซิ่วอิง เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”

   

   “ลูกสาวคนดีของพ่อ เจ้าตอบพ่อหน่อยเร็ว!”

   

   “อือ อ้า”

   

   ฉินเยาเยาส่งเสียงตอบรับอย่างรู้งาน

   

   นางรู้ว่าท่านพ่อตกใจกลัวจากเหตุการณ์ในครั้งก่อน

   

   “เหล่าซือ ข้าไม่เป็นไร”

   

   สวี่ซิ่วอิงเห็นสามีเป็นกังวลจึงรีบเอ่ยตอบ

   

   เมื่อเห็นภรรยาและลูกปลอดภัย ฉินเหล่าซื่อก็คลายกังวลลง หันไปจ้องหน้าหยางเปียวด้วยความโกรธ

   

   เขาก้าวเท้ายาวๆเข้าไป ยกหมัดต่อยเข้าที่ใบหน้าของหยางเปียวอย่างแรง

   

   ฉินเหล่าซื่อเป็นผู้ที่มีพละกำลังมาก เดิมทีก็ประกอบอาชีพคุ้มกันสินค้า พละกำลังย่อมไม่ธรรมดาอยู่แล้ว

   

   เพียงหมัดเดียว ฟันของหยางเปียวก็หลุดกระเด็นออกมาหลายซี่ ใบหน้าบวมปูดทันที

   

   ยังไม่ทันที่หยางเปียวจะตั้งตัว ฉินเหล่าซื่อก็พุ่งเข้าไปรัวหมัดใส่ไม่ยั้ง ทำเอาหยางเปียวร้องไม่ออก

   

   “พวกเจ้าทำอันใดกัน! รีบมาดูเร็ว จะฆ่ากันแล้ว!”

   

   “พวกเจ้ามันโหดเหี้ยมยิ่งนัก!”

   

   เฉียนเหมยกับหยางผิงรีบเข้ามาจะดึงฉินเหล่าซื่อออก แต่ก็โดนฉินเหล่าเอ้อร์และฉินเหล่าซานเข้ามาขวางไว้

   

   จากนั้นทั้งสี่คนก็ต่อสู้กันอย่างดุเดือด

   

   พูดให้ถูกก็คือ ฉินเหล่าเอ้อร์และฉินเหล่าซานกำลังรุมอัดอีกฝ่ายอยู่ต่างหาก

   

   เฝิงเสี่ยวฮวากับสือไห่ถังก็ไม่ยอมอยู่เฉยๆ

   

   แกล้งทำเป็นเข้าไปห้าม แต่กลับลงมือซ้ำเติมไม่ยั้ง

   

   จงใจเลือกโจมตีจุดสำคัญของร่างกาย

   

   ฉินเยาเยาเองก็อยากจะเข้าไปร่วมวงด้วย พยายามจะพ่นน้ำลายใส่ แต่ส่วนใหญ่กลับเลอะเทอะใบหน้าตัวเอง ทำเอาสวี่ซิ่วอิงอดขำไม่ได้

   

   สักพักหนึ่ง บริเวณลานบ้านก็เต็มไปด้วยเสียงร้องโอดโอย เสียงก่นด่าวุ่นวายไปหมด

   

   เสียงโหวกเหวกโวยวายดังออกไปถึงข้างนอก เรียกความสนใจจากชาวบ้านให้มายืนมุงดูเหตุการณ์อยู่หน้าบ้าน บางคนที่ใจกล้าหน่อยก็เดินเข้ามาในลานบ้าน เพื่อดูอย่างใกล้ชิด

   

   ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีผู้เฒ่าผู้แก่ที่จำแม่เฒ่าฉินได้ จึงพากันเข้ามาทักทาย

   

   แม่เฒ่าฉินไม่แยแสสายตาของชาวบ้านที่มองมาอย่างสนใจ พูดคุยทักทายกับพวกเขาอย่างเป็นกันเอง

   

   “หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”

   

   ทันใดนั้น เสียงตวาดดังลั่นของคนผู้หนึ่งก็ดังขึ้น ทุกคนต่างหันไปมองและหลีกทางให้

   

   เห็นเฉิงอันกำลังประคองชายชราคนหนึ่งเดินเข้ามา

   

   เสียงตวาดลั่นเมื่อครู่ เป็นเสียงของชายชราที่สวมชุดคลุมยาวสีเทา อายุราวๆเจ็ดสิบถึงแปดสิบปี

   

   “หยุดก่อน หยุดก่อน รีบมาทักทายกันเร็ว”

   

   แม่เฒ่าฉินเรียกลูกชายให้รีบมาทักทาย

   

   “ผู้อาวุโสสาม!”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ ฉินเหล่าซาน และฉินเหล่าซื่อ พวกเขารีบเดินเข้ามาคำนับชายชราด้วยความเคารพ

   

   ครั้งที่พวกเขาย้ายออกจากหมู่บ้านฉิน นอกจากเหล่าอู่ที่ยังไม่เกิด คนอื่นล้วนเกิดที่หมู่บ้านฉิน พวกเขาจึงรู้จักผู้อาวุโสสามเป็นอย่างดี

   

   “ดีๆ พวกเจ้าโตกันหมดแล้ว แต่งงานมีครอบครัวกันหมดแล้วสินะ”

   

   “ชุนหลานเอ๋ย ข้าแก่แล้ว ไม่ค่อยได้ออกไปไหน จึงไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวเท่าไหร่นัก”

   

   “ตอนนี้หัวหน้าหมู่บ้านคือฉินฟู่หลิน ข้าได้ยินเฉิงอันเล่าว่า...”

   

   “หัวหน้าหมู่บ้าน ผู้อาวุโสสาม ท่านต้องให้ความเป็นธรรมกับพวกข้าด้วย โจรใจบาปพวกนี้มันจะเอาชีวิตพวกข้า ท่านดูสิ พวกมันรุมทำร้ายพวกข้าจนบอบช้ำไปหมด”

   

   ผู้อาวุโสสามยังพูดไม่จบ เฉียนเหมยก็พุ่งเข้ามา เกือบทำให้เขาล้ม ดวงตาขุ่นมัวของชายชราเปลี่ยนเป็นเย็นชาขึ้นมาทันที



จบตอน

Comments