บทที่ 211: ข้าไม่ได้เป็นเช่นนั้น ท่านพูดเหลวไหล!
ขั้นตอนที่ยากที่สุดในการทำลูกชิ้นปลาได้ถูกแก้ไขโดยเล่อเหนียง ขั้นตอนต่อก็ง่ายขึ้นมา
สวี่ซิ่วอิงต้มน้ำ โดยใช้หม้อสองใบพร้อมกัน สือไห่ถัง หลิวซิ่วเถา และแม่เฒ่าฉิน พวกเขาทั้งหมดช่วยกันปั้นลูกชิ้นปลา
เพิ่งปั่นลูกชิ้นเสร็จไปหม้อหนึ่ง ยังไม่ทันต้มให้เดือด อีกหม้อหนึ่งก็เต็มไปด้วยลูกชิ้นแล้ว พวกเขาทำงานกันอย่างคึกคักอยู่ในครัว
ใบหน้าทุกคนล้วนเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม ลูกชิ้นปลามากมายขนาดนี้ คงขายได้เงินไม่น้อยแน่ๆ
อีกด้านหนึ่ง ลิ่งอวี่และพี่น้องสามคนที่เรียนอยู่ในสำนักศึกษา ก็กลับบ้านมาในวันหยุดพักผ่อน
ทันทีที่พวกเขาเข้ามาในหมู่บ้าน ก็ได้กลิ่นคาวลอยมาตามลม เหมือนเป็นกลิ่นคาวปลา แต่กลิ่นคาวปลาก็ไม่น่าจะรุนแรงขนาดนี้
“อ๊ะ! ถงเซิงของหมู่บ้านเรากลับมาแล้ว”
แม่เฒ่าหวังกำลังถือถังน้ำไปสาดพื้น เห็นรถม้าคันหนึ่งจอดอยู่ที่ทางเข้าหมู่บ้าน จากนั้นก็เห็นพี่น้องตระกูลฉินสามคนลงมาจากรถม้า
“ท่านย่า นี่มันเรื่องอะไรกัน ทำไมถึงได้มีกลิ่นเหม็นคาวเช่นนี้”
“นี่คือปลา อาสามกับคนในหมู่บ้านไปจับปลาที่บ่อน้ำได้ปลาตัวใหญ่มาก อย่างน้อยก็หนักกว่าสองร้อยชั่ง”
“สองร้อยกว่าชั่งเลยหรือ”
ลิ่งอวี่ร้องออกมาด้วยความตกใจ “ท่านย่า อย่าหลอกข้าเลย ในใต้หล้านี้จะมีปลาหนักถึงสองร้อยกว่าชั่งได้อย่างไร เช่นนั่นต้องเป็นปลาปีศาจแน่ๆ”
แม่เฒ่าหวังหัวเราะเบาๆสองที “ปลาตัวใหญ่นั้นถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้เก็บไว้ที่บ้านพวกเจ้าเพื่อเตรียมทำลูกชิ้นปลา ถ้าเจ้าไม่เชื่อก็กลับไปดูสิ”
ลิ่งอวี่ที่กำลังสงสัยอยู่ รู้สึกว่าร่างกายหนักอึ้งขึ้นรวดเร็ว
พอหันไปมองก็พบว่าลิ่งหมิงกับลิ่งเฟิงสองเจ้าตัวแสบ โยนถุงผ้าใส่หนังสือของตนทั้งหมดใส่ตัวเขาแล้ววิ่งหนีไปกลับบ้านอย่างรวดเร็ว
“ท่านย่า ข้ากลับมาแล้ว!”
ลิ่งหมิงเพิ่งเดินเข้าประตูบ้านก็ตกตะลึงกับเนื้อปลาที่วางเรียงรายอยู่เต็มลานบ้าน
พึมพำว่า “สวรรค์ เนื้อเยอะขนาดนี้เลยหรือ!”
ลิ่งอวี่ที่ตามเข้ามาติดเมื่อเห็นภาพในลานบ้านก็ถึงกับนิ่งงันไปชั่วขณะ
เนื้อเยอะขนาดนี้ จะกินหมดเมื่อใดนะ
“พี่พี่!”
เล่อเหนียงกำลังจะไปดูที่ห้องครัวว่าลุงสามทำอาหารถึงไหนแล้ว แต่พอก้าวออกจากห้องก็เห็นพี่ชายทั้งสามยืนอยู่ในลานบ้าน กำลังอ้าปากค้างมองเนื้อปลากองใหญ่ในลานบ้านด้วยความไม่เชื่อ
“น้องสาว!”
ลิ่งหมิงตอบสนองเป็นคนแรก วิ่งปราดเข้าไปอุ้มน้องสาวตัวอ้วนจ้ำม่ำมากอดไว้แนบอก จากนั้นก็หอมแก้มนางอย่างสองที อืม น้องสาวยังคงหอมนุ่มนิ่มเหมือนเดิม
ไม่เหมือนลูกของท่านอาจารย์ที่ตัวเหม็นตลอดเวลา
ลิ่งอวี่และลิ่งเฟิงก็วิ่งเข้าไปกอดน้องสาวเช่นกัน
พวกเขาอยู่สำนักศึกษาคิดถึงน้องสาวตัวอวบอ้วนนุ่มนิ่มคนนี้มากที่สุด
“น้องสาวจ๋า เจ้าคิดถึงพี่ชายบ้างหรือไม่” ลิ่งอวี่อุ้มเล่อเหนียงขึ้นมาพลางยกสูงๆและถามไปด้วย
เด็กหนุ่มอยู่ในช่วงวัยเจริญเติบโต เมื่อสองเดือนก่อนลิ่งอวี่ยังอุ้มน้องสาวไม่ไหว แต่ตอนนี้เขาสามารถยกน้องสาวขึ้นเหนือศีรษะได้อย่างง่ายดาย
“คิดถึง!” เล่อเหนียงตอบคำถามของพี่ชายทั้งสามคนด้วยเสียงดังลั่น
นางก็คิดถึงพวกพี่ชายมากๆเหมือนกัน
พี่ชายแท้ๆสองคนชอบรังแกนางและมักจะชอบแย่งของกินของนางตลอด แต่พี่ใหญ่นั้นดีที่สุด เพราะเขารักนางที่สุด
นางก็รักพี่ชายคนโตมากที่สุดเหมือนกัน
ไม่ถูกต้อง นางรักพี่ชายทุกคนเหมือนกัน แต่แน่นอนว่ารักพี่เจ็ดมากกว่าใคร เพราะเขาเข้าใจนางมากที่สุด!
“พี่ใหญ่ พี่รอง พี่สาม!”
เสี่ยวอู่และเสี่ยวลิ่วที่กำลังเล่นอยู่ในห้องได้ยินเสียงจากลานบ้านก็วิ่งออกมา เมื่อพวกเขาเห็นพี่ชายทั้งสามยืนอยู่ในลานบ้าน พวกเขาก็ร้องด้วยความดีใจแล้วพุ่งเข้าไปหา
“พี่รอง พี่รอง ท่านรู้หรือไม่ว่าลุงสามเก่งกาจยิ่งนัก เขา ท่านพ่อ และท่านอาฮั่นหลิน จับปลาตัวใหญ่กลับมาได้”
เสี่ยวลิ่วกอดขาของลิ่งหมิงพลางพูดอย่างตื่นเต้น “ตัวใหญ่กว่าท่านพ่อเสียอีก”
เขาใช้มือทำท่าประกอบ แต่ไม่ว่าจะทำท่าอย่างไรก็ไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงขนาดของปลาตัวใหญ่นั้นได้ ทันใดเขาก็นึกขึ้นได้ว่าหัวปลาตัวใหญ่นั้นน่าจะยังอยู่ข้างนอก
“พี่รอง พี่สาม ไปกันเถอะ ข้าจะพาพวกท่านไปดูหัวปลาตัวใหญ่นั้น”
เขาจูงมือของลิ่งหมิงและลิ่งเฟิงไปยังที่ที่พวกเขาชำแหละปลาเมื่อครู่นี้ ส่วนเหตุผลที่พวกเขาไม่ได้พาพี่ใหญ่ไปด้วยนั้น ก็เพราะว่าในใจพวกเขายังรู้สึกกลัวพี่ใหญ่คนนี้อยู่บ้าง
คราวก่อนที่พวกเขากลับมาพักผ่อน พี่ใหญ่กักตัวพวกเขาไว้ในห้องให้คัดลอกบทความพันอักษรจนครบทั้งเล่ม! แม้พวกเขาจะไม่ได้พาลิ่งอวี่ไปด้วย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ลิ่งอวี่จะไม่แอบตามไป
เมื่อพวกเขาเห็นหัวปลาตัวที่ใหญ่กว่าหัวของพวกเจ้าถึงสองเท่า ทุกคนต่างพากันสูดหายใจเฮือกใหญ่
“สวรรค์ หัวปลานี้ช่างใหญ่โตเหลือเกิน ใหญ่เท่ากับอ่างอาบน้ำที่บ้านเลยใช่หรือไม่”
ลิ่งหมิงเดินวนรอบหัวปลานั้นไม่หยุด ในใจก็รู้สึกเสียดาย หากวันนี้กลับมาเร็วกว่านี้อีกนิด เขาก็จะได้เห็นปลาตัวใหญ่นั้นแล้ว
การกลับมาของพวกลิ่งอวี่ไม่อาจรอดพ้นสายตาแม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆที่กำลังวุ่นวายอยู่ในครัวได้
“สะใภ้สาม เจ้าไปจับไก่มาสองตัวแล้วก็เก็บไข่มาหลายฟองหน่อยนะ แล้วก็ไปตัดเนื้อมาสองชั่ง พวกตะกละน้อยกลับมาแล้ว พวกนี้แม้จะทำงานเก่ง แต่พวกเขาก็กินเก่งเหมือนกัน พวกเขากินอาหารได้เท่ากับที่บ้านเรากินกันทั้งวัน”
สือไห่ถังรับคำแล้วรีบล้างมือ ก่อนจะหมุนตัวไปจับไก่ที่ลานหลังบ้าน
ท่านแม่พูดถูก เจ้าเด็กวัยกำลังโตพวกนี้กินจนจะทำให้คนเป็นพ่อเป็นแม่หมดตัวแล้วจริงๆ แต่ก่อนลิ่งอวี่ค่อนข้างสุภาพ แต่ตอนนี้เขากินข้าวเพิ่มทีละชามเลยทีเดียว
อย่าได้กล่าวถึงลิ่งหมิงผู้แข็งแกร่งเลย เขาเป็นเด็กที่กินจุมาตั้งแต่เล็ก ตอนนี้ปริมาณอาหารที่เขากินได้นั้นเทียบเท่ากับอาสี่ของเขาเลยทีเดียว ไม่รู้ว่าตอนอยู่สำนักศึก เขาจะได้กินอิ่มท้องหรือไม่
บรรดาผู้อาวุโสที่บ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อได้ยินว่าถงเซิงของหมู่บ้านกลับมาแล้ว จึงพากันเดินออกมานอกลานเพื่อจับตัวลิ่งอวี่ไว้สอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอำเภอและสำนักศึกษา พร้อมกับดูแลเล่อเหนียงและเด็กๆอีกสองสามคนไปด้วย
สิ่งที่กระกูลฉินกำลังทำอยู่นี้ สามารถสร้างประโยชน์ให้กับผู้คนทั้งหมู่บ้านได้ พวกเขาเหล่าผู้อาวุโสคงช่วยอะไรไม่ได้มากนัก แต่การช่วยดูแลเด็กๆนั้นยังทำได้อยู่
เมื่อพวกลิ่งอวี่กลับมาถึงบ้าน ความสุภาพเรียบร้อยในสำนักศึกษาก็หายไปหมดสิ้น กลายเป็นหัวโจกนำน้องชายและเด็กในหมู่บ้านอยู่ลานหน้าประตูบ้าน
ห้องครัวภายในบ้านเต็มไปด้วยลูกชิ้นปลาวางเรียงรางจนไม่มีพื้นที่ทำงาน
สือไห่ถังจึงต้องย้ายอาหารทั้งหมดไปที่ครัวของบ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อที่อยู่ติดกัน เพื่อเตรียมอาหารกลางวันให้กับทุกคนในครอบครัว
แม่เฒ่าหลายคนจากบ้านพักคนชราต่างเข้ามาช่วยงานสือไห่ถัง เพราะพวกเขากินอยู่ร่วมกับตระกูลฉิน
เวลาเพียงไม่นานอาหารทั้งหมดก็ถูกเตรียมพร้อม ยังไม่ทันที่สือไห่ถังจะเริ่มเรียก พวกตัวแสบของบ้านก็เดินตามกินอาหารมาแล้ว
โดยเฉพาะลิ่งเฟิงที่วิ่งมาเร็วสุด ตามมาด้วยลิ่งอวี่ที่แบกเล่อเหนียง
ลิ่งอวี่รีบวิ่งมาไม่ใช่เพราะเขาหิว แต่เพราะท้องของเล่อเหนียงกำลังส่งเสียงร้องดังโครกคราก
เล่อเหนียงกล่าวว่า ข้าไม่ได้เป็นเช่นนั้น ท่านพูดเหลวไหล!
บทที่ 212: การเตรียมงานเริ่มขึ้น
วันรุ่งขึ้นแต่เช้าตรู่ ตระกูลฉินก็แยกย้ายกันเป็นสองส่วน ฉินเหล่าซานและสือไห่ถังเทียมเกวียนไปส่งสินค้าที่อำเภอ ส่วนฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินพาลิ่งอวี่กับเด็กๆ อีกหลายคนแบกจอบไปถางหญ้าที่บ่อน้ำหลังเขา
เล่อเหนียงย่อมต้องติดตามไปด้วยเป็นธรรมดา
นอกจากนี้ยังมีชายหนุ่มหลายคนในหมู่บ้านมาตามมาด้วยอีกหลายคน
พวกเขามองว่าภัยคุกคามร้ายแรงที่สุดในบ่อน้ำถูกกำจัดไปแล้ว ตอนนี้เหลือแค่ลองเสี่ยงโชคดูว่าจะจับปลาตัวเล็กตัวน้อยหรือกุ้งได้หรือไม่
ไม่นานนัก พวกฉินเหล่าซื่อก็มาถึงบ่อน้ำด้านหลังภูเขา
ลิ่งหมิงและพรรคพวดพอเห็นบ่อน้ำก็ตื่นเต้น ถอดรองเท้าถุงเท้าเตรียมวิ่งลงน้ำทันที
แต่พวกผู้ใหญ่รีบห้ามพวกเขาเอาไว้ “ช้าก่อน พวกเจ้าอย่าเพิ่งรีบ ให้พวกข้าลงไปสำรวจก่อน”
ลิ่งหมิงไม่ฟังเสียงห้ามปราบ ดึงดันจะวิ่งลงไปให้ได้…
“ลิ่งหมิง เชื่อฟังคำสั่งด้วย!” ฉินเหล่าซื่อเอ่ยน้ำเสียงเคร่งขรึม
ลิ่งหมิงและพวกเด็กๆต่างเงียบลง พวกเขาอาจะไม่ฟังคำพูดคนอื่นได้ แต่ไม่กล้าขัดคำสั่งของอาสี่คนนี้ เพราะว่าความแข็งแกร่งของอาสี่นั้นเลื่องลือกันดี
คนแรกที่ลงน้ำก็คือเถี่ยจู้ เขาลืมสนิทไปแล้วว่าเมื่อวานตัวเองเกือบถูกปลากินจนแทบเอาชีวิตไม่รอด
ฟู่ไห่และชายหนุ่มอีกสองสามคนตามหลังเถี่ยจู้ลงไปติดๆ พวกเขาใช้ไม้และจอบสำรวจรอบๆบ่อน้ำ เมื่อไม่พบสิ่งผิดปกติก็เรียกเด็กๆบนฝั่งให้ลงมา
ลิ่งหมิงและพวกเด็กๆส่งเสียงร้องโหวกเหวกโวยวาย แล้วก็แย่งกันวิ่งลงไปข้างล่างอย่างรวดเร็ว
มีเด็กผู้ชายคนไหนบ้างที่ไม่ชอบเล่นน้ำ ไม่ชอบจับปลา พวกเขาต่างก็กระโดดลงไปในน้ำแล้วเริ่มจับปลาทันที พวกเขายังพนันกันด้วยว่าใครจะจับปลาได้มากกว่ากัน
เล่อเหนียงก็ดิ้นรนอยากจะลงไปด้วย แต่ฉินเหล่าซื่อไม่ยอมให้นางลงไป
“เด็กดีของพ่อ พวกเรารออยู่บนฝั่งดีหรือไม่ ตอนนี้อากาศเริ่มเย็นลงแล้ว อีกอย่างข้างล่างเต็มไปด้วยโคลน ทั้งเหม็นและสกปรก มันไม่สนุกหรอก”
“ต้องไป!”
เรื่องสนุกๆแบบนี้จะขาดนางไปได้อย่างไร
“ลูกรักของพ่อ พ่อจะอยู่บนฝั่งเป็นเพื่อนเจ้าดีหรือไม่ รอให้พี่ชายของเจ้าจับปลาได้แล้ว จะให้เขาเอาปลามาต้มน้ำแกงให้เจ้าดื่มนะ ดีหรือไม่”
“ไม่ ไม่เอา!”
ฉินเยาเยาไม่ยอม นางสะบัดมือถีบเท้าดีดดิ้นไม่หยุด ท่าทางเหมือนจะไม่หยุดดิ้นจนกว่าจะได้ลงไป
ฉินเหล่าซื่อทนเห็นลูกสาวงอแงไม่ได้ จำใจต้องให้เฉินฮั่นหลินและคนอื่นๆ เปิดประตูน้ำปล่อยน้ำออกไปจนเหลือเพียงน้ำตื้่นๆ แล้วเล่อเหนียงจึงอุ้มลงไปบนก้อนหินที่โผล่พ้นน้ำมา
“ลูกรัก เจ้าเล่นได้แค่ตรงนี้เท่านั้น ข้างล่างโคลนลึกมาก ถ้าจมลงไปก็ออกมาไม่ได้แล้วนะ!”
เล่อเหนียงพยักหน้าอย่างว่าง่าย นางรู้ดีว่าการที่ท่านพ่อยอมให้นางมาเล่นตรงนี้ได้ ก็นับว่าใจดีมากแล้ว ถ้าเป็นย่าของนางมา นางคงไม่กล้าแม้แต่จะฝันว่าจะได้มาเล่นที่นี่
หงอวี่ไม่ได้ตามไปเล่นสนุกกับเด็กคนอื่น แต่อยู่เป็นเพื่อนเล่อเหนียงอย่างรู้หน้าที่
พวกลิ่งหมิงกำลังเล่นสนุกสนานในบ่อน้ำตื้นๆด้านหนึ่งจับหอยแม่น้ำตัวใหญ่ได้ อีกด้านหนึ่งก็จับปลาขนาดครึ่งฝ่ามือได้ ส่วนเล่อเหนียงก็พบปูสองสามตัวและ...
“โอ้ นี่มันตัวอะไรน่ะ มันหนีบข้าเจ็บมาก!”
เล่อเหนียงหันไปตามเสียงเรียก เมื่อเห็นแมลงสีแดงตัวนั้น ดวงตาของนางก็เป็นประกายขึ้นมาทันที
…........…
ฉินเหล่าซานและสือไห่ถังขับรถม้าเข้าเมืองมาถึงภัตตาคารว่านฝู เมื่อลูกข้างของภัตตาคารเห็นรถม้าของฉินเหล่าซานมาถึงก็รีบวิ่งเข้าไปรายงานด้านในทันที
หลี่เฟยนั่งอยู่ในห้องโถงใหญ่ด้วยสีหน้ากังวล เมื่อวานฉินเหล่าซานบอกว่าไม่มีปลาแล้ว ทำให้ไม่สามารถทำลูกชิ้นปลาได้ อาจต้องหยุดไปสักพักหนึ่ง
เรื่องนี้ทำให้เขากังวลมาก ลูกชิ้นปลาเป็นอาหารจานเด็ดของภัตตาคาร มีนักชิมมากมายมาที่นี่เพื่อลิ้มรสลูกชิ้นปลานี้โดยเฉพาะ หากตัดเมนูลูกชิ้นปลาออกไปกะทันหัน พวกนักชิมเหล่านี้อาจจะพังภัตตาคารจนพังได้
พอได้ยินว่าฉินเหล่าซานและสือไห่ถังมาถึงก็รีบวิ่งออกไปทันที
แม้ว่าฉินเหล่าซานจะบอกว่าการทำลูกชิ้นปลาต้องหยุดไปสักพัก แต่เขาก็ยังมีความหวังเล็กๆว่าอีกฝ่ายอาจจะนำลูกชิ้นปลามาบ้างเพื่อแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า
“พี่สาม มีลูกชิ้นปลาหรือไม่” หลี่เฟยถามอย่างร้อนรน
ฉินเหล่าซานพยักหน้า แล้วขนลูกชิ้นปลาสิบตะกร้าใหญ่ออกมาจากรถม้า
“คุณชาย ครั้งนี้ลูกชิ้นปลามีมากหน่อย ท่านคิดว่าจะรับทั้งหมดไหวหรือไม่ ถ้าท่านไม่รับ ข้าจะนำไปขายในอำเภอสักหน่อย”
“เอา! ข้าเอาหมด! ยิ่งมากยิ่งดี ข้าเอาทั้งหมด!” หลี่เฟยรีบตอบอย่างร้อนรน
เมื่อเห็นตะกร้าลูกชิ้นปลาที่แน่นขนัด ดวงตาของเขาก็แดงก่ำด้วยความตื่นเต้น รีบสั่งให้ลูกน้องขนลูกชิ้นทั้งหมดเข้าไปข้างใน
“พี่สาม ท่านช่างเป็นสายฝนที่มาถูกเวลาจริงๆ ท่านไม่รู้หรอกว่าเช้านี้พอเปิดร้าน พวกลูกค้าประจำนั่งลงได้ก็สั่งลูกชิ้นปลาทันที ครั้นข้าบอกว่าหยุดขายลูกชิ้นปลาชั่วคราว ท่านรูหรือไม่ว่าข้าเกือบถูกตีหัวแตก”
หลี่เฟยบ่นพลางลากฉินเหล่าซานเข้าไปในร้าน
ฉินเหล่าซานได้ยินดังนั้นก็อดขำไม่ไ้ด้ ช่างยากที่จะจินตนาการภาพหลี่เฟยถูกรุมทำร้ายจนหัวแตก
“พี่สามฉิน ท่านไม่ได้บอกหรือว่าลูกชิ้นปลาจะหยุดทำลูกชิ้นปลาสักพัก เหตุใดตอนนี้ถึงมีลูกชิ้นปลามาส่งละ”
ฉินเหล่าซานสบตากับสือไห่ถังแล้วกล่าวว่า “เรื่องนี้ต้องขอบคุณชาวบ้านในหมู่บ้าน ข้าเพียงแค่บ่นเรื่องนี้เท่านั้น แล้วพี่ชายพี่สะใภ้ในหมู่บ้านก็คิดหาวิธีส่งปลามาให้ข้าถึงสองร้อยกว่าชั่ง ทั้งยังช่วยจัดการให้ข้าสามารถส่งลูกชิ้นปลาถึงมือคุณชายได้อย่างราบรื่นอีกด้วย”
ฉินเหล่าซานยังไมไ่ด้บอกความจริงทั้งหมดกับหลี่เฟย เพราะสำหรับเขาแล้ว หลี่เฟยเป็นเพียงนายจ้างคนหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถไว้วางใจได้อย่างเต็มที่
ปลาตัวนั้นใหญ่ผิดปกติจนน่าสงสัย เขาจึงไม่กล้าเสี่ยงบอกเรื่องนี้กับใคร เขากลัวว่าถ้าพูดถึงปลาตัวนั้น อาจจะนำมาซึ่งปัญหาที่ไม่จำเป็น
หลี่เฟยพยักหน้าพลางกล่าวว่า “ข้าเห็นแล้วตั้งแต่ไปบ้านพี่สามแล้ว ชาวบ้านในหมู่บ้านพวกท่านสามัคคีกันมา มีปัญหาอะไรก็ช่วยกันแก้ไข”
“ใช่แล้ว แต่หลังจากส่งลูกชิ้นปลาให้ท่านครั้งนี้แล้ว คงต้องหยุดสักระยะแล้ว”
“ต้าเจียง เอาลูกชิ้นปลาพวกนี้ไปชั่ง ข้าจะได้คิดเงินให้พี่สามฉิน”
“เสี่ยวหลี่ ขนลูกชิ้นปลาไปที่ห้องครัวให้พ่อครัวทำอาหาร” หลี่เฟยสั่งการอย่างรวดเร็วหลังจากเชิญฉินเหล่าซานมานั่งในห้องโถง
ฉินเหล่าซานและสือไห่ถังจิบชาไปพลางสำรวจห้องโถงของภัตตาคารว่านฝูไปพลาง
ก่อนหน้านี้เขาส่งลูกชิ้นปลาที่ประตูหลังร้าน ไม่เคยเข้ามาในร้านมาก่อน จึงไม่รู้เลยว่าประตูหลังที่ดูธรรมดานั้น ด้านในจะหรูหราถึงเพียงนี้
เวลาเพียงลูกชิ้นปลาก็ถูกชั่งเสร็จ ต้าเจียงก็รีบมารายงานทันที “คุณชายขอรับ ครั้งนี้มีลูกชิ้นปลาทั้งหมดสามร้อยสามสิบห้าชั่ง”
หลี่เฟยพยักหน้าพลางคำนวณคร่าวๆ แล้วกล่าวว่า “พี่สามฉิน สามร้อยสามสิบห้าชั่งให้ท่านห้าสิบต้าลึงได้หรือไม่”
“ได้ขอรับ แต่ขอร้องคุณชายช่วยแลกเป็นเงินเหรียญนะขอรับ”
บ้านของพวกเขาไม่มีเงินย่อยมากมายเช่นนั้น พวกเขาตกลงกันว่าจะแบ่งให้ทุกครัวเรือนในหมู่บ้านเท่า ๆ กัน หากนำเงินก้อนไปแล้วจะแบ่งกันอย่างไร
บทที่ 213: ฉินเหล่าซื่อออดอ้อน
หลี่เฟยตั้งใจแลกเงินเหรียญทองแดงให้ฉินเหล่าซานโดยเฉพาะ
ฉินเหล่าซานกอดเหรียญทองแดงหลายสิบเหรียญไว้ในอ้อมอก ตื่นเต้นจนหน้าแดงเถือก
หมู่บ้านตระกูลฉินมีทั้งหมดสี่สิบสามครัวเรือน เมื่อหักบ้านของพวกเขาจะเหลือสี่สิบสองครัวเรือน แบ่งให้แต่ละครัวเรือนหนึ่งตำลึง จะยังเหลืออีกแปดตำลึง แล้วแบ่งให้พ่อเฒ่าแม่เฒ่าที่บ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อคนละหนึ่งร้อยอีแปะก็เป็นหนึ่งตำลึงพอดี
การออกมาขาย ครอบครัวของพวกเขาได้กำไรเจ็ดตำลึง พอดีค่าเล่าเรียนครั้งต่อไปของพวกลิ่งอวี่ ไม่จำเป็นต้องเงินของส่วนกลางออกมาเพิ่มอีก
แม้จะตกลงกันว่าจะแบ่งกันอย่างยุติธรรม แต่น้ำลูกชิ้นปลาเป็นฝีมือของเล่อเหนียง มารดาและคนในครอบครัวช่วยทำ ครอบครัวของพวกเขาได้มากกว่าสองสามตำลึงคงไม่มากเกินไปใช่ไหม
ฉินเหล่าซานถือเงินขับรถม้ากลับมาถึงทางเข้าหมู่บ้านก็ได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่จากชาวบ้าน
“เหล่าซาน ขายลูกชิ้นปลาเป็นอย่างไรบ้าง”
“พี่สามฉิน พวกเราจะได้เงินบ้านละเท่าไหร่”
“เฮ้! เจ้านี่จะหวังมากเท่าไหร่ ได้สักร้อยอีแปะก็ดีใจแล้ว”
ชาวบ้านพากันล้อมรอบฉินเหล่าซานและถามเสียงดังเซ็งแซ่
ฉินเหล่าซานรีบหยิบถุงเงินออกมาจากอกเสื้อแล้วโบกไปมาพลางกล่าวว่า “ทุกท่าน ขอให้พวกท่านใจเย็นก่อน ตอนนี้ข้าขอกลับบ้าน เงินทั้งหมดอยู่ที่นี่แล้ว วางใจเถิด เงินของพวกท่านจะไม่ขาดไปแม้แต่อีแปะเดียว”
เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนก็รู้สึกว่าตนเองใจร้อนเกินไป จึงรีบเปิดทางให้ฉินเหล่าซานและภรรยากลับบ้านก่อน
พวกเขาเพิ่งลงจากรถม้าก็เจอกับฉินเหล่าซื่อที่กลับมาจากการทำความสะอาดบ่อน้ำ
ทว่าฉินเหล่าซื่อและคนอื่นๆ ล้วนมีแต่โคลนเลอะเต็มตัวตั้งแต่หัวจรดเท้า ราวกับเพิ่งคลานออกมาจากหล่มโคลน แม้แต่เล่อเหนียงที่เป็นเด็กอ้วนท้วนก็กลายเป็นลิงน้อยที่เพิ่งโผล่ออกมาบ่อโคลน
“สวรรค์ เหล่าซื่อ พวกเจ้าคลานเข้าไปในหลุมโคลนมาหรือ” ฉินเหล่าซานมองดูฝูงลิงโคลนพวกนั้นแล้วถามอย่างอึ้งๆ
“เหล่าซื่อ ฮั่นหลิน พวกเจ้าปล่อยให้เล่อเหนียงมีสภาพแบบนี้ แน่ใจหรือว่าท่านแม่จะไม่มาเอาเรื่องเจ้า”
ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลิน “...”
ความเคลื่อนไหวที่ประตูย่อมไม่อาจหลอกตาแม่เฒ่าฉินที่กำลังรอคอยอย่างกระวนกระวายอยู่ในบ้านได้ นางและสวี่ซิ่วอิงวิ่งออกมาก็เห็นฉินเหล่าซื่อและคนอื่น เนื้อตัวสกปรกเลอะเทอะ น้ำบนร่างกายหยดลงบนพื้นเป็นทาง
แม่เฒ่าฉินเห็นภาพนี้ถึงกับกำหมัดแน่น นางถอดรองเท้าและฟาดใส่แขนฉินเหล่าซื่อต่อหน้าธารกำนัลทันที
“เหล่าซื่อ เจ้าลูกกระต่าย เจ้าไม่ได้สัญญากับข้าหรือว่าพาเด็กๆไปอย่างไรก็จะพากลับมาอย่างนั้น”
แม่เฒ่าฉินชี้นิ้วไปที่พวกลิงโคลนเหล่านั้นแล้วพูดว่า “นี่หรือที่เจ้าบอกว่าไปอย่างไรกลับมาอย่างนั้น”
ฉินเหล่าซื่อพยายามหลบหลีกรองเท้าของพลางด่า “ไม่ใช่ความผิดของข้าซะหน่อย พวกเด็กๆอยากลงไปเล่นน้ำ ข้าจะทำอย่างไรได้”
ชายหนุ่มคนหนึ่งที่ไปด้วยกันเห็นท่าไม่ดีก็รีบเผ่นแน่บไปทันที ส่วนเฉินฮั่นหลินที่ยังไม่โดนตีก็ย่อตัวแล้วรีบมุดกลับห้องพักเพื่อชำระร่างกายและเปลี่ยนเสื้อผ้า
ส่วนสือไห่ถังกับสวี่ซิ่วอิงทั้งสองคนนั้น ตอนนี้กำลังวุ่นวายอยู่ในครัวเพื่อต้มน้ำให้พวกเขาอาบน้ำ
ฉินเหล่าซานแกล้งทำเป็นข้อเท้าเคล็ด ยืนพิงประตูใหญ่ประคองตัวเอง มองดูฉินเหล่าซื่อโดนตี หากตอนนี้มีเมล็ดแตงโมสักกำมือ เขาคงจะกินมันอย่างเอร็ดอร่อยเป็นแน่
แม่เฒ่าฉินเหนื่อยล้าจากการออกแรง สวมรองเท้าให้เรียบร้อยแล้วลากฉินเหล่าซานเข้าบ้าน จากนั้นปิดประตูลานเสียงดัง
ฉินเหล่าซื่อมองประตูบานใหญ่นั้นพลางนิ่งงันเป็นเวลานาน
…......…
เมื่อแม่เฒ่าฉินเดินเข้ามา พวกเด็กซนเหล่านี้ก็เริ่มเล่นสาดน้ำกันแล้ว แม่เฒ่าฉินเห็นภาพนั้นแล้วก็กำหมัดแน่นอีกครั้ง
นางอยากจะถอดรองเท้าออกมาตีพวกเด็กน้อยเหล่านี้คนละสองสามที หากแต่พยายามอดทันเอาไว้ ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือหลานสาวสุดที่รัก ช่วงนี้อากาศแปรปรวนบ่อย ช่วงเช้าและเย็นอากาศหนาว กลางวันอากาศร้อน ไม่ระวังก็จะเป็นหวัดได้ง่ายๆ
“หลานรัก ย่าไม่ได้บอกเจ้าแล้วหรือว่าห้ามลงไปเล่นน้ำ เป็นเหล่าซื่อนั่นอุ้มเจ้าลงไปใช่หรือไม่”
แม่เฒ่าฉินถามขณะที่มองเล่อเหนียงแต่งตัวอยู่
ฉินเยาเยาส่ายหน้าก่อนจะพยักหน้า
นางตัดสินใจโยนความผิดให้ท่บิดา ถึงอย่างไรท่านพ่อก็หนังหนาเนื้อแข็ง โดนตีเพิ่มอีกสองสามทีก็คงไม่เป็นไร
หลังจากที่พวกเด็กน้อยเหล่านี้สวมใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว สือไห่ถังก็ให้พวกเขาเข้ามาหา แล้วยัดถ้วยน้ำขิงใส่มือพวกเขาคนละชาม ทันใดนั้น เสียงหัวเราะก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงครวญคราง
“อาสะใภ้สาม ข้าไม่อยากดื่มขอรับ”
“ใช่แล้ว ป้าสะใภ้สาม น้ำขิงนี้เหม็นมากเลยขอรับ เสี่ยวลิ่วไม่ดื่มได้หรือไม่ขอรับ”
สือไห่ถังปฏิเสธทันที “ไม่ได้ ต้องดื่มให้หมด ถ้าไม่ดื่มให้หมด ข้าจะให้พวกเจ้าคัดลอกพันอักษรสามเล่ม!”
“อ๊า~”
เห็นสือไห่ถังไม่ยอมอ่อนข้อเด็ดขาด พวกเขาจึงต้องบีบจมูกแล้วยกน้ำขิงขึ้นดื่ม
“พี่ชุนหลาน ท่านเปิดประตูให้ข้าหน่อยได้หรือไม่”
ครั้นได้ยินเสียงของฉินฟู่หลินดังมาจากด้านนอก แม่เฒ่าฉินก็รีบไปเปิดประตูต้อนรับเขาเข้ามา
ฉินเหล่าซื่อกำลังจะเดินตามเข้าไปในบ้าน แต่แล้วก็เกือบถูกประตูที่แม่เฒ่าฉินปิดหนีบจมูกเอา
“ท่านแม่~ ข้าคือบุตรชายที่รักของท่าน ขอท่านเปิดประตูให้ข้าด้วยเถิด”
ฉินเหล่าซื่อเคาะประตูพลางอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงน่าสงสารต่อแม่เฒ่าฉิน
ประตูบานเล็กและกำแพงลานบ้านไม่อาจกั้นเขาได้ แต่ฉินเหล่าซื่อไม่กล้าปีนข้ามไปโดยพลการ ตอนนี้มารดาเพียงแค่โกรธ อีกสักครู่เมื่อความโกรธคลายลง นางคงยอมเปิดประตูให้เขาเข้าไปเอง
แต่หากเขาปีนข้ามเข้าไปเอง เกรงว่าจะเกิดเรื่องใหญ่ได้ แบบนั้นมารดาของเขาคงไม่คุยกับเขาเป็นเดือนเลยทีเดียว
“ฟู่หลิน เจ้ามาหาข้าตอนนี้มีธุระอันใดหรือ” แม่เฒ่าฉินถาม
ฉินฟู่หลินนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยอย่างเก้อเขิน “เอ่อ ก็พวกสตรีในหมู่บ้านนั่นแหละ พวกนางให้ข้ามาถามว่าเหล่าซานขายลูกชิ้นปลาได้เงินเท่าไหร่ แล้วพวกนางจะได้ส่วนแบ่งเท่าไหร่”
แม่เฒ่าฉินเข้าใจทันที “เรื่องนี้มีอะไรให้ต้องเขินด้วยเล่า ถามตรงๆก็ได้ควรเป็นอย่างไรก็ว่าไปตามนั้น”
จากนั้นนางก็เรียกฉินเหล่าซานมาถามเขาว่าขายลูกชิ้นปลาได้เงินเท่าไหร่
“ลูกชิ้นปลาขายได้ทั้งหมดสี่สิบเจ็ดตำลึง แต่คุณชายเพิ่มให้อีกสามตำลึง รวมเป็นห้าสิบตำลึง ทั้งหมดอยู่ที่นี่แล้ว”
ฉินเหล่าซานวางถุงเงินลงบนโต๊ะ แล้วผลักไปให้แม่เฒ่าฉินพลางกล่าว
“ห้าสิบตำลึงหรือ” ฉินฟู่หลินอุทานด้วยความประหลาดใจ
“ห้าสิบตำลึงนี้เท่ากับค่าใช้จ่ายของชาวนาธรรมดาถึงสามปีเชียวนะ เพียงแค่ทำลูกชิ้นปลาง่ายๆ ก็ได้เงินถึงห้าสิบตำลึงเลยหรือ”
ฉินฟู่หลินกล่าวอย่างตื่นเต้น “เหล่าซาน ถ้าอย่างนั้นต่อไปข้าจะหาปลามาให้เจ้า แล้วให้เจ้าทำลูกชิ้นปลาไปขายดีหรือไม่ ถึงตอนนั้นเราแบ่งกันเจ็ดสาม เจ้าเจ็ดข้าสาม เจ้าว่าอย่างไรบ้าง”
แม่เฒ่าฉินมองดูฉินฟู่หลินที่กำลังตื่นเต้นอย่างจนปัญญาแล้วลูบหน้าผากเบาๆ “ฟู่หลิน เจ้านั่งลงก่อนเถอะ อย่าเพิ่งตื่นเต้นเกินไปเลย ถ้ามีงานดีๆ พวกเราก็จะพาคนทั้งหมู่บ้านมาทำแน่นอน เพราะพวกเราเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน”
“แต่ว่าตอนนี้กิจการลูกชิ้นปลาของเหล่าซานยังไม่ค่อยมั่นคงนัก อีกทั้งยังใกล้เข้าฤดูหนาวแล้ว วัตถุดิบหายากนิ่งขึ้น ถ้าพวกเจ้าหาปลามาได้ เหล่าซานก็จะช่วยทำลูกชิ้นปลาไปขายให้แน่นอน ส่วนเงินที่ขายได้ก็จะแบ่งตามที่ควรจะได้!”
ฉินฟู่หลินยกถ้วยชาขึ้นดื่มอึกใหญ่สองอึก แล้วสงบจิตสงบใจลงได้
ตอนนี้ใกล้ฤดูหนาวแล้ว ปลาก็หายากจริงๆ!
“ท่านอาหัวหน้าหมู่บ้าน เมื่อท่านมาแล้วก็แจ้งให้แต่ละบ้านต่อแถวเข้ามารับเงินเถิด!”
บทที่ 214: มีหนูตัวหนึ่งคอยก่อกวนเสมอ
ไม่นานนัก ภายใต้การแจ้งของหัวหน้าหมู่บ้าน ชาวบ้านของหมู่บ้านตระกูลฉินเกือบทั้งหมดได้มารวมตัวกันใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ทางเข้าหมู่บ้าน พวกเขาต่างจ้องมองถุงเงินในมือของฉินเหล่าซานด้วยความตื่นเต้น
เรื่องนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับเงินส่วนแบ่งที่เขาจะได้รับ
ฉินฟู่หลินกระแอมไอเบาๆ ก่อนพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “เอาล่ะ ข้ารู้ว่าพวกเจ้าต่างร้อนใจ แต่ข้าขอพูดไว้ก่อน การที่พวกเราได้รับส่วนแบ่งเงินครั้งนี้ ล้วนเป็นเพราะน้ำใจของตระกูลฉิน ไม่ว่าจะได้มากหรือน้อย ห้ามผู้ใดมีความเห็นขัดแย้ง!”
“วางใจเถิดท่านหัวหน้าหมู่บ้าน พวกข้าจะไม่มีความเห็นขัดแย้งใดๆ แม้จะได้เพียงอีแปะเดียวข้าก็ยินดี”
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว พวกข้าจะไม่มีความเห็นขัดแย้งแน่นอน”
ชาวบ้านต่างพากันตอบรับ
ปลาตัวใหญ่นั้นแต่เดิมก็เป็นตระกูลฉินที่พบก่อน และก็เป็นฉินเหล่าซื่อกับพวกที่จับมาได้ การที่พวกเขานำปลามาแบ่งให้ชาวบ้านก็นับว่าดีมากแล้ว พวกเขาจะกล้าคาดหวังมากกว่านี้ได้อย่างไร
ฉินเหล่าซานเทเงินลงบนโต๊ะแล้วพูดว่า “ครั้งนี้ลูกชิ้นปลาขายได้ทั้งหมดสี่สิบเจ็ดตำลึง แต่เถ้าแก่ร้านเพิ่มให้อีกสามตำลึง รวมเป็นห้าสิบตำลึง ทั้งหมดอยู่ที่นี่แล้ว ให้ท่านอาหัวหน้าหมู่บ้านเป็นผู้แบ่งเถิด”
หัวหน้าหมู่บ้านกระแอมไปแล้วถามฉินเหล่าซานเสียงเบา “จะแบ่งมากขนาดนี้จริงๆหรือ ดูเหมือนจะมากเกินไปแล้ว”
“ไม่มากหรอกขอรับ ท่านอาหัวหน้าหมู่บ้าน แบ่งตามที่พวกเราตกลงกันไว้เถิด!”
เมื่อเห็นฉินเหล่าซานพูดเช่นนี้ ฉินฟู่หลินก็ได้แต่ยอมแพ้
“เมื่อครู่ข้าได้ปรึกษากับเหล่าซานแล้ว แต่ละครอบครัวจะครอบครัวละหนึ่งตำลึงเงิน ตอนนี้ขอให้แต่ละครอบครัวส่งตัวแทนมาเข้าแถวรับเงินด้วย”
“หนึ่งตำลึงเงิน”
คำพูดของฉินฟู่หลินทำให้ผู้คนที่อยู่ในที่นั้นพากันสูดลมหายใจเฮือกใหญ่
หนึ่งตำลึงเงินเชียวนะ พวกเขาทำงานหนักทั้งเดือนก็ยังไม่ได้หนึ่งตำลึงเงินเลย แค่ขายลูกชิ้นปลาอย่างเดียวก็ได้หนึ่งตำลึงเงินแล้วหรือ
ทุกคนต่างประหลาดใจพร้อมกับรู้สึกสงสัย พวกเขาคิดว่าหัวหน้าหมู่บ้านคงกำลังพูดจาไพเราะ เพราะถ้าแบ่งให้แต่ละครอบครัวหนึ่งตำลึงเงินทั้งหมดก็จะเป็นสี่สิบสองตำลึง พวกเขาไม่เชื่อหรอกว่าตระกูลฉินจะใจดีถึงเพียงนั้น
แต่พอครอบครัวแรกรับเงินไป พวกเขาก็เชื่อแล้ว สายตาจ้องกองเงินนั้นอย่างร้อนแรง อยากจะเข้าไปกอบโกยมันมาไว้ในอ้อมอกของตัวเองทั้งหมด
“เป็นเงินจริงๆด้วย เป็นหนึ่งตำลึงเงินจริงๆ!”
ฉินเอ้อร์เหนียงอุ้มเงินหนึ่งตำลึงนั้นพลางพูดอย่างตื่นเต้น “ดีจังเลย มีเงินหนึ่งตำลึงนี้ ข้าก็สามารถไปซื้อธัญพืชได้แล้ว ไม่ต้องกังวลว่าจะอดตายในฤดูหนาวอีก”
คำพูดของนางก็สร้างความสะเทือนใจให้แก่ผู้อื่น ผู้ที่ได้รับเงินต่างก็รู็สึกตื่นเต้นยินดี ความคิดของพวกเขาก็เหมือนกับฉินเอ้อร์เหนียง มีเงินหนึ่งตำลึงนี้ พวกเขาก็สามารถไปซื้อธัญพืชที่ตลาดได้ แม้จะต้องประหยัดอีกสักหนอ่ย แต่ก็สามารถผ่านพ้นฤดูหนาวไปได้
แม้ว่าก่อนหน้านี้พวกเขาจะยืมข้าวจากแม่เฒ่าฉิน แต่ก็ยืมตามจำนวนคนในครอบครัว อีกทั้งพวกเขาไม่กล้ายืมจำนวนมาก เพราะตระกูลฉินก็มีคนมากมายต้องเลี้ยงดู
“สวรรค์ประทานพร ขอบคุณพวกท่านมาก”
ฉินเอ้อร์เหนียงยิ่งคิดยิ่งตื่นเต้น นางวิ่งไปหน้าแม่เฒ่าฉิน แล้วคุกเข่าลงโขกหัวคำนับอย่างแรงหลายครั้ง
สตรีคนอื่นในหมู่บ้านคนอื่นเห็นดังนั้นก็เริ่มเลียนแบบ วิ่งมาคุกเข่าหน้าแม่เฒ่าฉินแล้วคำนับหลายครั้ง
เหตุการณ์นี้ทำให้คนตระกูลฉินตกใจมาก ต่างพากันวิ่งหลบไปด้านข้างเพื่อหลีกเลี่ยงการคำนับอันยิ่งใหญ่นี้
ส่วนแม่เฒ่าฉินที่อุ้มเล่อเหนียงอยู่นั้น ตกใจจนเกือบจะล้มหงายหลังตกจากเก้าอี้ โชคดีที่ฉินฟู่มีไหวพริบรีบคว้าเก้าอี้ไว้ทัน จึงหลีกเลี่ยงโศกนาฏกรรมครั้งนี้ได้
“พวกเจ้าทำอะไรกันน่ะ ลุกขึ้นมาให้หมดเดี๋ยวนี้!”
ก่อนที่แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆจะทันได้เอ่ยปาก ฉินฟู่หลินก็ตวาดออกมาเสียก่อน เมื่อครู่เขาตกใจแทบแย่ ถ้าไม่ใช่เพราะเขามือเท้าไว พี่สาวชุนหลานและเล่อเหนียงคงถูกคนพวกนั้นทำให้ตกใจจนตกเก้าอี้ไปแล้ว
“หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจะทำอย่างไร”
“หัวหน้าหมู่บ้าน ท่านหุบปากเสียเถอะ ปล่อยให้พวกข้าได้คำนับขอบคุณท่านป้าฉินเถอะ”
“ไม่ๆๆ พวกเจ้าลุกขึ้นเถิด พวกข้ารับการคำนับอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ไม่ได้หรอก” แม่เฒ่าฉินรีบเอ่ยปาก
พวกฉินเหล่าซื่อรีบเข้าไปพยุงทุกคนให้ลุกขึ้น
หญิงเหล่านี้ล้วนเป็นผู้อาวุโสของพวกเขา หากพวกเขารับการคำนับครั้งนี้ เกรงว่าคงถูกสวรรค์ลงทัณฑ์เป็นแน่
การแบ่งเงินครั้งนี้ ทำให้ผู้คนทั้งหมู่บ้านตระกูลฉินต่างยินดีปรีดา แต่ก็มีคนไม่กี่คนที่คอยทำลายความสุขในยามนี้
“หัวหน้าหมู่บ้าน ครอบครัวละหนึ่งตำลึงก็รวมเป็นสี่สิบสองตำลึงเท่านั้น แล้วอีกเจ็ดตำลึงที่เหลือจะแบ่งอย่างไร”
ทันทีที่มารดาของโก่วต้านเอ่ยปาก บรรยากาศรอบข้างก็เงียบลงในพริบตา ทุกสายตาจับจ้องไปที่นาง มีทั้งผู้ที่โกรธแค้น ผู้ที่คอยดูเรื่องสนุก และผู้ที่เห็นด้วย
เมื่อแม่เฒ่าฉินและฉินเหล่าซานได้ยินคำพูดของนาง ดวงตาก็ฉายแววตกตะลึง
มีคนที่โลภมากเสียจนอยากกลืนช้างทั้งตัว!
“ครอบครัวโก่วต้าน เจ้าคิดจะทำอะไรอีก” ฉินฟู่หลินเอ่ยด้วยความโกรธ
มารดาของโก่วต้านเบ้ปาก “ข้าจะทำอะไรได้เล่า ข้าแค่อยากถามว่าเงินที่เหลือจะแบ่งกันอย่างไรเท่านั้น เพราะไม่อาจปล่อยให้ตระกูลฉินกลืนกินไปคนเดียวได้”
แม่เฒ่าฉินถึงกับแค่นหัวเราะด้วยความโมโห “ปลาตัวใหญ่นี้เป็นเหล่าซื่อบ้านข้าและฮั่นหลินจับมาได้ไม่ใช่หรือ”
“ลูกชิ้นปลานี้ก็เป็นบ้านพวกข้าที่ทำขึ้นไม่ใช่หรือ”
“ลูกชิ้นปลานี้เป็นก็เหล่าซานบ้านพวกข้านำไปขายแลกเงินที่ภัตตาคารว่านฝูไม่ใช่หรือ”
แม่เฒ่าฉินย้อนถามติดต่อกันสามครั้ง ทำเอาทุกคนในที่นั้นรู้สึกเหมือนถูกเปลวไฟเผามอดไหม้ โดยเฉพาะผู้ที่แอบสนับสนุนมารดาของโก่วต้าน ในใจยิ่งอยากยกมือตบหน้าตัวเองเสียให้เข็ด
เหตุใดเขาถึงได้หลงผิดเช่นนี้
ตระกูลฉินแบ่งเงินให้ก็เพราะพวกเขามีน้ำใจเท่านั้น อย่าว่าแต่แบ่งให้ครอบครัวละหนึ่งตำลึงเลย แม้แต่ร้อยอีแปะพวกเขาก็รู้สึกซาบซึ่งใจแล้ว!
ผู้อื่นต่างรู้สึกละอายใจยิ่งนัก แต่แม่ของโก่วต้านกลับไม่มีความละอายแม้แต่น้อย ยังคงถามไม่หยุดว่า “ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน ท่านยังไม่ได้บอกข้าว่าจะแบ่งเงินเจ็ดตำลึงนี้อย่างไร จะให้คนละร้อยอีแปะหรือจะเอาเงินไปซื้อเหล้าเนื้อมากินดื่มกันสักมื้อ”
แม่เฒ่าฉินมองด้วยสายตาเย็นชาพลางกล่าวว่า “สามตำลึงเป็นเงินที่คุณชายเพิ่มให้ครอบครัวเหล่าซาน แน่นอนว่าไม่อาจนับรวมกับเงินค่าลูกชิ้นปลาได้”
“เช่นนั้นก็ยังเหลืออีกสี่ตำลึงมิใช่หรือ สี่ตำลึงเงิน พวกเจ้ายังจะเก็บไว้โดยไม่สนใจมโนธรรมอีกหรือ”
สีหน้าของแม่เฒ่าฉินเริ่มหม่นหมองลง “ลูกชิ้นปลาเป็นสิ่งที่ลูกชายลูกสะใภ้ของเราปั้นขึ้นมาทีละลูก พวกเขาได้รับส่วนแบ่งสองตำลึงคงไม่มากเกินไปกระมัง”
“บ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อ พ่อเฒ่าแม่เฒ่าที่อยู่คนเดียวไม่มีรายได้ใดๆ อีกทั้งตอนนี้ฤดูหนาวกำลังจะมาถึง แบ่งให้พวกเขาสองตำลึงเพื่อซื้อเสื้อผ้ากันหนาวสักสองตัว คงไม่มากเกินไปกระมัง”
“แม่โก่วต้าน หากเจ้าคิดว่าเงินหนึ่งตำลึงนี้น้อยเกินไปก็คืนมาเถิด ข้าโยนลงน้ำให้ได้ยินเสียงดังยังดีกว่าให้เจ้าคนอกตัญญูเช่นเจ้า”
แม่โก่วต้านยังอยากจะพูดอะไรอีก แต่ถูกเสียงตวาดของฉินฟู่หลินขัดจังหวะเสียก่อน
แม่โก่วต้านได้ยินว่าฉินฟู่หลินจะเอาเงินคืนก็รีบกุมหน้าอกแน่น แล้วถอยหลังหายตัวไปในฝูงชน
ชาวบ้านคนอื่นไม่อยากเห็นหน้าแม่โก่วต้าน นางหลบไปทางไหน ทางนั้นก็เปิดทางให้นางเดินผ่าน สุดท้ายไม่มีทางเลือก นางจำต้องยกมือปิดหน้าแล้ววิ่งหนีหายไป
ฉินฟู่หลินแค่นเสียงเย็นชา “เป็นเพราะตระกูลฉินเห็นว่าปีที่แล้วพวกเราไม่ได้เก็บเกี่ยวพืชผล จึงถือโอกาสนำเงินในการขายลูกชิ้นมาแบ่งให้พวกเราบ้างเพื่อให้ผ่านพ้นฤดูหนาวอันยากลำบาก หากเป็นแต่ก่อน ต่อให้พวกเขาอยากแบ่ง ข้าก็ไม่ยอมหรอก ใครก็ตามที่ปากมากเหมือนแม่โก่วต้านก็จงออกไปจากหมู่บ้านตระกูลฉินซะ!”
บทที่ 215: ยิ่งใหญ่อลังการ
ฉินฟู่หลินตวาดพวกเขาไปสองสามประโยค ก่อนจะแยกย้ายกลับบ้านไปทำงานของใครของมัน
“พี่ชุนหลาน ท่านอย่าไปถือสาผู้หญิงคนนั้นเลย นางก็เป็นคนแบบนั้นแหละ ใจแคบยิ่งกว่ารูเข็มเสียอีก”
แม้พวกเขาจะโกรธจนท้องไส้ปั่นป่วน แต่พวกเขาก็ไม่ได้ระเบิดอารมณ์ออกมาอีก เพียงแค่พยักหน้าเบาๆ แล้วพาครอบครัวกลับไปเงียบๆ
“ท่านแม่ ครอบครัวโก่วต้านทำเกินไปแล้ว ข้าตั้งใจแบ่งเงินให้พวกเขาด้วยความหวังดี แต่นางกลับโลภมากไม่รู้จักพอ” ฉินเหล่าซานบ่นกับแม่เฒ่าฉินด้วยความไม่พอใจ
แม่เฒ่าฉินตบหลังเขาเบาๆ “พอเถอะเหล่าซาน เจ้าเป็นลูกผู้ชาย จะไปถือสาอะไรกับผู้หญิงคนนั้น หมู่บ้านไหนเล่าจะไม่มีขี้หนูสักก้อนสองก้อน”
ฉินเหล่าซานพึมพำ “ข้าไม่ได้ถือสาอะไรกับผู้หญิงคนนั้นหรอก เพราะจะทำให้ตัวเองดูด้อยค่าลง ข้าแค่เสียดายเงินหนึ่งตำลึงที่ให้ไปกับคนอกตัญญูเช่นนั้น เงินหนึ่งตำลึงนั้นสามารถซื้อผ้ามาตัดเสื้อผ้าสวยๆให้เล่อเหนียงได้ตั้งสองชุด”
“ย่า! กินปลา!” เล่อเหนียงดึงแขนเสื้อผู้เป็นย่าพลางพูดด้วยความตื่นเต้น
วันนี้พวกเขาจับหาปลาตัวเล็กตัวน้อยได้จากบ่อน้ำด้านหลังภูเขา ทั้งยังมีหอยทากน้ำจืดและกุ้งตัวน้อยอีกด้วย
ถึงแม้ว่าปลาเหล่านี้จะดูตัวเล็กไปบ้าง แต่ถ้าเอาไปทอดในน้ำมัน จะต้องกรอบอร่อย รับรองว่ากลิ่นหอมจะทำให้มึนงงไปเลยทีเดียว
ส่วนหอยทากหินนำไปตัดก้นลวกน้ำ จากนั้นเอามาผัดกับพริกและเครื่องเทศ แค่นี้ก็เป็นของแกล้มเหล้าชั้นเลิศแล้ว
แล้วยังมีกุ้งมังกรเล็กด้วย!
แม้นางจะไม่รู้ว่าทำไมในบ่อน้ำนี้ถึงมีกุ้งมังกรเล็ก แต่ตอนนี้นางยังกินไม่ได้ จึงตัดสินใจนำกุ้งมังกรเล็กเหล่านี้ไปเลี้ยงไว้ในพื้นที่มิติของนาง
รอจนกว่านางจะสามารถกินได้ ก็จะนำพวกมันออกมากินให้สาแก่ใจ!
“เจ้าแมวตัวน้อยเจ้าตะกละ อายุเท่าไหร่กันเชียวรู้จักสั่งอาหารแล้ว”
ฉินลิ่งอวี่หัวเราะขำๆ แล้วแตะที่หน้าผากของเล่อเหนียง ก่อนอุ้มนางเดินไปที่อ่างน้ำที่พวกเขาวางไว้
แม่เฒ่าฉินเห็นแมลงสีแดงเหล่านั้นก็ตกใจสุดขีด นางไม่เคยเห็นแมลงหน้าตาประหลาดแบบนี้มาก่อน สิ่งที่มีสีสันสดใสมักจะมีพิษ แมลงประหลาดพวกนี้คงไม่มีพิษร้ายแรงกระมัง
“หลานรัก สิ่งนี้คือมันแมลงอะไรกัน ทำไมถึงมีรูปร่างประหลาดแบบนี้ คงไม่ใช่ว่ามีพิษร้ายแรงหรอกนะ”
“ไม่มี!”
เล่อเหนียงโบกมือ แล้วนำแมลงทั้งหมดไปเลี้ยงไว้ในพื้นที่มิติของนาง
ของอร่อยแบบนี้จะมีพิษได้อย่างไร
เมื่อไม่มีแมลงสีแดงพวกนั้นแล้ว แม่เฒ่าฉินก็กล้ามากขึ้น ยื่นมือเข้าไปคว้าของในอ่างขึ้นมา
ปลาไหลตัวเล็ก ปลาตัวน้อย และหอยที่คล้ายก้อนหิน
ปลาไหลตัวเล็กและปลาตัวน้อยพวกนี้ยังพอรู้วิธีกิน แต่หอยที่มีลักษณะคล้ายก้อนหินพวกนี้จะกินอย่างไร หรือว่าเล่อเหนียงเก็บพวกมันกลับมาเพื่อเล่นสนุก
แต่ถ้าจะเอามาเล่นก็ไม่จำเป็นต้องเก็บมาตั้งเต็มอ่างแบบนี้
“หลานรัก เจ้าเก็บหอยที่มีลักษณะคล้ายก้อนหินพวกนี้กลับมาทำไมหรือเอาไว้เล่นใช่หรือไม่”
“กิน!”
เล่อเหนียงตอบคำถามของย่าพลางยื่นมือเข้าไปคว้าปลาตัวเล็กๆ
ปลาตัวเล็กที่พวกเขาจับมาบางตัวตายแล้วเพราะความรุนแรงของพี่ชายหลายคน แต่บางตัวก็ยังมีชีวิตอยู่อย่างแข็งแรงดี
ปลาที่ยังมีชีวิตอยู่เหล่านี้ นางไม่ได้ตั้งใจจะกินตอนนี้ แต่จะเลี้ยงไว้ในพื้นที่มิติสักระยะหนึ่ง รอให้บ่อน้ำของลุงสามทำความสะอาดเสร็จแล้วค่อยปล่อยลูกปลาเหล่านี้ลงไป
วิธีนี้ต่อไปพวกเขาก็ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีปลา และสามารถทำลูกชิ้นปลาได้
“ย่า กิน!” เล่อเหนียงดึงแขนเสื้อของท่านย่าพลางพูด
“ได้ๆๆ กินสิ กินสิ แต่หลานรัก ย่าไม่รู้วิธีทำหอยทากที่เหมือนก้อนหินของเจ้านะ” แม่เฒ่าฉินพูดอย่างเอ็นดู
หลานสาวของนางอยากกินก็ต้องทำให้กินอยู่แล้ว แต่หอยทากที่มีลักษณะเหมือนก้อนหินพวกนี้ นางไม่รู้วิธีทำจริงๆ
หอยทากเหล่านี้เติบโตในทุ่งนา มักกินพืชผลเป็นอาหาร เป็นสิ่งที่ทำให้ชาวนาปวดหัวไม่หาย แต่ตอนนี้หลานสาวอยากกินหอยทาก กลับทำให้นางปวดหัวเสียเอง
“ข้า ทำเป็น!” เล่อเหนียงตบอกแล้วเดินเตาะแตะออกจากครัว พร้อมทั้งลากมีดทำครัวออกมาด้วย
นางให้ย่าทุบก้นหอยทากให้แตก จากนั้นก็เอามีดขึ้นสนิมมาทำความสะอาดหอยโข่งให้มันคายดินออกมา
สวี่ซิ่วอิงและสือไห่ถังกำลังวุ่นวายเตรียมอาหารเย็นอยู่ในครัว พลางมองดูสองย่าหลานที่กำลังนั่งยองๆอยู่ในลานบ้านทำอะไรบางอย่างอยู่
แม่เฒ่าฉินจัดการทำความสะอาดปลาไหลตัวเล็กและปลาตัวเล็กเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงเรียกเสี่ยวลิ่วให้นำปลาพวกนี้เข้าไปในครัวให้สือไห่ถังทอด
ส่วนสายตาของเล่อเหนียงกลับถูกผักไม่กี่หัวในตะกร้าดึงดูด
สวรรค์!
บีทรูท!
ทำไมถึงมีบีทรูทด้วย ทำไมก่อนหน้านี้นางถึงไม่เห็น
บีทรูทเป็นพืชที่ดี แค่ได้ยินชื่อก็รู้แล้วว่าใช้ทำอะไร บีทรูทเป็นพืชที่สำคัญในการผลิตน้ำตาลทรายขาว ทั้งยังให้ปริมาณน้ำตาลสูงกว่ามันเทศด้วย
น้ำตาลทรายจากบีทรูทมีชื่อเสียงเคียงคู่กับน้ำตาลอ้อยเลยนะ
“อ่า ผัก!”
เล่อเหนียงมองบีทรูทสองหัวในตะกร้าอื่น
ตอนนั้นเองแม่เฒ่าฉินก็สังเกตเห็นผักสีแดงสองหัวนั้น นางไม่เคยสังเกตเห็นว่ามีผักสองหัวนี่มาก่อน ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเอามาวางไว้ที่นี่
เฉินฮั่นหลินเดินเข้ามาจากข้างนอกพอดี แม่เฒ่าฉินรีบคว้าตัวเขามาและถามทันที
“ฮั่นหลิน ผักสองหัวนี้คืออะไร พวกเจ้าไปหามาจากในเขาหรือ ทำไมข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลย”
เฉินฮั่นหลินมองดูผักสองหัวนั้นแล้วกล่าวว่า “โอ้ ผักสองหัวนี้หรือ คือผักที่พวกข้าพบเจอตอนไปทำความสะอาดบ่อน้ำที่หลังเขาวันนี้ มันขึ้นอยู่เต็มพื้นที่ว่างข้างๆ ข้าก็ไม่เคยเห็นว่ามันผักชนิดนี้มาก่อน พี่สี่บอกว่าก็ไม่เคยเห็นเหมือนกัน ข้าลองชิมดูส่วนรากมันหวานๆนิดหน่อย แต่ก็ไม่รู้ว่ากินได้หรือเปล่า เลยเก็บมาสองหัวก่อน อยากถามท่านป้าว่าผักนี้กินได้หรือไม่ ก็มันขึ้นอยู่เต็มไปหมดเลยนะ!”
แม่เฒ่าฉินพลิกดูหัวผักสีแดงนั้นขึ้นลง แล้วเอามาดมที่จมูก สุดท้ายก็ส่ายหน้า
“ข้าก็ไม่เคยเห็นผักชนิดนี้มาก่อน มันดูเหมือนหัวผักกาด แต่หัวผักกาดไม่ใหญ่ขนาดนี้หรอก และถ้าเจ้าบอกว่ากินใบได้ ใบมันก็เล็กเกินไป คงกินไม่ได้หรอก”
“กินได้ น้ำตาล!” เล่อเหนียงตะโกนอย่างร้อนใจอยู่ข้างๆ
“อืม หลานรัก เจ้ารู้จักผักชนิดนี้หรือไม่”
แม่เฒ่าฉินรู้สึกประหลาดใจ เป็นไปได้หรือว่าหลานสาวของนางจะรู้วิธีกินผักชนิดนี้
“ได้ น้ำตาล!”
แม่เฒ่าฉินเข้าใจทันที “หลานนัก เจ้าหมายความว่าผักชนิดนี้ต้องจิ้มกับน้ำตาลกินหรือ โอ้ ไม่ได้หรอก น้ำตาลมีค่ามาก ใช้น้ำตาลจิ้มกินนั้นเป็นการสิ้นเปลืองน้ำตาลเกินไป”
แม่เฒ่าฉินพูดว่าผักชนิดนี้ต้องกินจิ้มกับน้ำตาล นางก็แสดงสีหน้าปฏิเสธทันที
น้ำตาลเป็นของมีค่ามาก จะใช้มันจิ้มกับผักชนิดนี้ได้อย่างไร
เล่อเหนียงโกรธจนกลอกตาใส่อย่างปิดบัง
นางเงยหน้าร้องครวญครางอีกครั้ง ช่วงวัยทารกอันแสนโศกเศร้านี้จะผ่านพ้นไปเมื่อไหร่กัน
นางพยายามฝึกพูดอย่างเต็มที่แล้วนะ
พี่เจ็ด ช่วยด้วย!
แม่เฒ่าฉินมองดูสีหน้าของเล่อเหนียงที่ดูเหมือนไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป ในใจคิดว่า หรือว่าข้าเดาผิดไปแล้ว
“หลานรัก เป็นไปได้ไหมว่าย่าเดาผิด”
แต่เล่อเหนียงกลับหันหลังเดินจากไปทันที นางต้องไปหาพี่เจ็ดให้มาเป็นล่ามให้นาง!
หงอวี่กำลังทบทวนตำราอยู่ในห้องโถง เขาตัดสินใจแล้วว่าจะกลับไปยังกรงขังนั้น จึงต้องเริ่มพยายามพัฒนาตัวเอง
จังหวะที่เขาเงยหน้าขึ้นก็เห็นเล่อเหนียงกำลังใช้เท้าเล็กอวบอ้วนเดินเข้ามาในห้องของเขาด้วยความโกรธ
“เล่อเหนียง เกิดอะไรขึ้น”
เล่อเหนียงดึงเสื้อของเขาพาเดินออกไปข้างนอก
เมื่อมาถึงลานบ้าน เล่อเหนียงชี้ไปที่ผักหัวใหญ่ “ผัก น้ำตาล!”
หืม
หงอวี่ยังคิดว่าเขาได้ยินผิด จึงหยิบผักขึ้นมาชี้แล้วถามอย่างไม่อยากเชื่อว่า “เจ้าบอกว่าผักนี้ทำน้ำตาลได้หรือ”
“อืมอืม!” เล่อเหนียงพยักหน้าอย่างแรง นางหวังว่าพี่เจ็ดจะเข้าใจความหมายของนาง!
หงอวี่มีสีหน้างุนงง “เล่อเหนียงบอกว่าผักนี้สามารถทำน้ำตาลได้!”
บทที่ 216: หอยทากเผ็ด
“อะไรนะ หัวผักนี่ทำน้ำตาลได้หรือ”
แม่เฒ่าฉินและเฉินฮั่นหลินต่างตกใจกับคำพูดของหงอวี่ พวกเขารีบคว้าหัวผักทั้งสองมาพิจารณาอย่างละเอียด
ผักชนิดนี้มีสีแดงทั้งต้น แม้แต่รากด้านล่างก็มีสีแดงดูยังไงก็เหมือนมีพิษ แล้วจะทำน้ำตาลได้อย่างไร
“เสี่ยวชี อย่าพูดเหลวไหลไปหน่อยเลย ผักจะทำน้ำตาลได้ยังไงกัน” แม่เฒ่าฉินพูดด้วยสีหน้าไม่เชื่อ
หงอวี่ยักไหล่ “ข้าไม่ได้พูดเองนะ น้องสาวต่างหากที่เป็นคนบอก”
แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นก็เริ่มมีสีหน้าจริงจังขึ้นมา ถ้าเป็นเล่อเหนียงพูด ก็เป็นไปได้สูงว่ามันอาจจะทำเป็นน้ำตาลได้จริงๆ
“หลานรัก หัวผักทำน้ำตาลได้จริงหรือ เหมือนน้ำตาลสีขาวหวานๆ ที่เจ้าเคยเอาออกมาก่อนหน้านี้น่ะหรือ”
เล่อเหนียงส่ายหน้าปฏิเสธ
ผักตระกูลบีทรูทสามารถทำน้ำตาลได้จริง แต่ไม่สามารถทำเป็นน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ได้ ทำได้แค่น้ำเชื่อมหรือน้ำตาลทรายแดงเท่านั้น
หากต้องการเปลี่ยนเป็นน้ำตาลทรายขาว จำเป็นต้องใช้เครื่องมือสมัยใหม่หรือดินเหลืองในการกรอง
แต่ในยุคนี้ หากนำเครื่องมือสมัยใหม่จากพื้นที่มิติของนางออกมา ย่อมจะสร้างความตื่นตระหนกแน่นอน ดังนั้นการต้มน้ำเชื่อมจึงเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด
แม่เฒ่าฉินเห็นหลานสาวส่ายหน้าก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย นางคิดไปเองว่าผักนี้จะสามารถทำเป็นน้ำตาลทรายขาวใสได้
“ย่า! ล้าง!” เล่อเหนียงดึงแขนเสื้อท่านย่าให้นางไปล้างหัวผักทั้งสองหัว
แม่เฒ่าฉินก็อยากรู้เหมือนกันว่าหัวผักนี้จะทำน้ำตาลได้อย่างไร ดังนั้นหลานสาวบอกอะไร นางจึงทำตามอย่างไม่อิดออด
ล้างหัวผักให้สะอาด ปอกเปลือกออกประมาณหนึ่งเซนติเมตร แล้วหั่นเป็นเส้น ใส่ลงในหม้อแล้วเติมน้ำจนท่วม
สมาชิกตระกูลฉินที่ซ่อนตัวอยู่ในห้องพากันแปลกใจ พวกเขาแอบมองเล่อเหนียงอยู่ตั้งแต่แรก และยิ่งตกใจเข้าไปใหญ่เมื่อได้ยินว่าเล่อเหนียงสามารถทำหัวผักนี่ให้กลายเป็นน้ำตาลได้
พอดีใกล้ถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว พวกเขาจึงพากันออกมานั่งที่ลานบ้าน คุยกันไปพลางจับตาดูห้องครัวเป็นระยะ อยากเห็นกับตาว่าหัวผักธรรมดา ธรรมดา จะถูกต้มจนกลายเป็นน้ำตายได้อย่างไร
สือไห่ถังเทน้ำมันลงในกระทะเล็กน้อย พอน้ำมันร้อนได้ที่ก็ใส่ปลาตัวเล็กตัวน้อยและปลาไหลลงไปทอด กลิ่นหอมของอาหารลอยฟุ้งออกมา ทำเอาทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่ตรงลานบ้านต่างพากันกลืนน้ำลาย จ้องมองเข้าไปในครัวตาไม่กะพริบ
สวี่ซิ่วอิงเห็นว่าอาหารอื่นๆใกล้จะเสร็จแล้ว จึงเดินออกมาล้างหอยทากที่แม่เฒ่าฉินเตรียมไว้สองรอบ แล้วเอ่ยถามเล่อเหนียงว่าจะทำอย่างไรต่อ
ฉินเยาเยาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังมีเมนูเด็ดอีกอย่างที่ยังไม่ได้ทำ จึงรีบจูงมือหงอวี่เดินเข้าไปในครัว เพื่อสอนมารดาทำอาหารจานเด็ดจากหอยทาก
“เทน้ำออก!” หงอวี่เอ่ย “น้องสาวบอกว่าให้ลวกหอยทากในน้ำร้อนก่อน”
“ผัด!” หงอวี่แปลต่อ “น้องสาวบอกว่าหลังจากลวกน้ำร้อนแล้วให้ใช้ไฟแรงผัดเร็วๆ!”
ฉินเยาเยาพูดหนึ่งประโยค หงอวี่ก็แปลหนึ่งประโยค ความเข้าใจกันระหว่างคนทั้งสองเป็นไปอย่างราบรื่น
ความจริงแล้วหงอวี่เองก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย เขาแค่ฟังเล่อเหนียงพูดเพียงไม่กี่คำก็เข้าใจในสิ่งที่นางต้องการจะสื่อ ความรู้สึกเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ดูเหมือนว่ามันจะเริ่มต้นขึ้นหลังจากที่เขาได้เข้าไปในพื้นที่มิติของเล่อเหนียง ทำให้เขามีความรู้สึกผูกพันกับนางอย่างลึกซึ้ง
ฉินเยาเยาหยิบเครื่องเทศสำหรับผัดหอยทากออกมาจากพื้นที่มิติ ส่งให้สวี่ซิ่วอิง
“ตุ๋น! ผัด!” หงอวี่แปลต่อ “ท่านแม่ น้องสาวบอกว่าให้ใส่เครื่องเทศลงไปผัดสองสามทีจากนั้นตุ๋นสักครู่ แล้วค่อยผัดด้วยไฟแรงอีกครั้งก็ใช้ได้แล้ว”
สวี่ซิ่วอิงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง นางนำเครื่องเทศที่เล่อเหนียงส่งมาใส่ลงในกระทะแล้วผัดต่อ เพียงพริบตา กลิ่นเผ็ดร้อนของพริกก็ทำให้ทุกคนถึงกับน้ำตาไหลพราก
“แค่ก แค่ก ลูกสาวเอ๋ย เจ้ากำลังทำอาหารอะไรกัน ทำไมถึงได้แสบตาขนาดนี้"
ตอนนี้เล่อเหนียงก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี จะบอกท่านแม่อย่างไรดีว่านั่นคือพริกไม่ใช่ของที่ทำให้แสบตา
ส่วนหงอวี่ก็ถูกบ่มด้วยควันพริกจนสำลักน้ำหูน้ำตาไหลพราก พยายามจะลากเล่อเหนียงออกไป แต่เล่อเหนียงไม่ยอม เธอยืนอยู่ในครัวสูดดมกลิ่นหอมนั้นด้วยความเคลิบเคลิ้ม
นางคิดถึงกลิ่นหอมนี้เหลือเกิน ชาติก่อนอาหารว่างที่นางชอบที่สุดก็คือหอยทากเผ็ด
คนในลานบ้านก็ถูกกลิ่นเผ็ดร้อนนี้ทำให้จามไม่หยุด
“พวกเจ้ากำลังทำอะไรอยู่น่ะ” แม่เฒ่าฉินจามพลางถามสือไห่ถังเสียงดัง
สือไห่ถังหลงใหลไปกับกลิ่นหอมนี้ตั้งแต่แรกที่ได้กลิ่น ประสาทสัมผัสของแม่ครัวทำให้นางเกิดความคิดอันชาญฉลาดขึ้นมาทันที
ถ้าสามารถทำอาหารหรืออาหารว่างแบบนี้ไปขายได้ คงจะขายดีเป็นเทน้ำเทท่าแน่นอน
นางมองน้องสะใภ้ที่น้ำตาไหลพรากแต่ยังคงผัดหอยทากในกระทะ จึงเดินเข้าไปรับตะหลิวมา แล้วไล่นาง เล่อเหนียงและหงอวี่ออกไป
สวี่ซิ่วอิงและหงอวี่วิ่งเข้ามาในลานบ้านแล้วสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด จึงรู้สึกว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่
เล่อเหนียงคาดว่าบีทรูทน่าจะสุกแล้ว จึงดึงแขนเสื้อแม่เฒ่าฉินพร้อมกับเอ่ยชวนว่า “ย่า! ผัก! สุก!”
“ท่านย่า น้องสาวบอกว่าผักในหม้อสุดแล้ว ให้ท่านตักขึ้นมาขอรับ”
แม่เฒ่าฉินยังคงไม่ขยับกาย นางได้กลิ่นแปลกประหลาดลอยมาจากในครัวจนรู้สึกกลัว ขาทั้งสองข้างเหมือนถูกตรึงไว้กับที่
โชคดีที่สือไห่ถังผัดหอยทากเสร็จพอดี นางจึงเปิดหน้าต่างไล่กลิ่น ครู่หนึ่งกลิ่นฉุนในครัวก็จางลง
แม่เฒ่าฉินเดินเข้าไปในครัว ใช้กระชอนตักบีทรูทที่สุกแล้วใส่ชาม
เมื่อบีทรูทเย็นลง เล่อเหนียงก็หยิบถุงผ้าออกมาจากพื้นที่มิติ ยื่นให้แม่เฒ่าใส่บีทรูทลงในถุงผ้าจากนั้นก็บีบเอาน้ำออก
บีบน้ำเสร็จแล้ว เล่อเหนียงก็นำน้ำบีทรูทไปเทลงในหม้อ จากนั้นก็ตั้งไฟต้มต่อ
ที่ลานบ้าน ฉินเหล่าซื่อและคนอื่นๆ กำลังล้อมวงดูหอยทากผัดที่สือไห่ถังทำเสร็จแล้ว สายตาแต่ละคู่เต็มไปด้วยความสงสัย
กลิ่นหอยทากผัดหอมเย้ายวนใจ แต่พวกเขาไม่แน่ใจว่ามันกินได้หรือไม่
พวกเขารู้จักหอยทากดี โดยเฉพาะเวลาออกไปหาของป่า หากพบมันปรากฏอยู่ในนาข้าว พืชผลในนาก็จะถูกกัดกินจนเสียหาย
ไม่คิดว่าเล่อเหนียงจะจับมันมาทำอาหารได้
หลี่อันได้กลิ่นหอมก็วิ่งมาจากข้างนอก แต่พอเห็นว่าต้นตอของกลิ่นมาจากชามใบนั้นก็รู้สึกประหลาดใจ
เขาเห็นครอบครัวฉินล้อมวงกันอยู่ อยากจะลองชิมดูสักหน่อย แต่ก็ไม่กล้า สุดท้ายทนกลิ่นหอมไม่ไหวคว้าหอยทากขึ้นมาตัวหนึ่ง แล้วโยนเข้าปาก
รสชาติเผ็ดร้อนของหอยทากระเบิดบนลิ้นจนเขาขนลุกซู่
"อืม! อร่อย! อร่อยมาก! รีบไปเอาเหล้ามาให้ข้าเร็วเข้า!"
หลี่อันดูดหอยทากจนหมดแล้วคายเปลือกออก จากนั้นก็รีบคว้าหอยทากตัวที่สองเข้าปากอย่างตะกละตะกลาม
เขากินไปพลางสั่งให้ฉินเหล่าซื่อไปเอาเหล้ามาให้
“หมอหลี่ ของสิ่งนี้อร่อยจริงหรือ เหตุใดข้าจึงเห็นหน้าท่านแดงไปหมด” ฉินเหล่าซื่อเอ่ยถามอย่างสงสัย หลังจากที่เขาวางไหเหล้าลงตรงหน้า
หลี่อันกระดกเหล้าในไหจนหมด “สุดยอด!”
บทที่ 217: หลี่อันผู้มั่งคั่ง
ฉินเหล่าซื่อและคนอื่นต่างพากันลงมือกินอาหารในจานด้วยท่าทีสงสัย แต่ครู่ต่อมา สีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนไปคล้ายกับหลี่อันไม่มีผิด
ไม่นานเสียงสูดหายใจก็ดังขึ้นเป็นระยะ
กลิ่นหอมเผ็ดร้อนของอาหารลอยฟุ้งอยู่เหนือผักดองดอง กลิ่นหอมเย้ายวนให้ชาวบ้านคนอื่นๆ เดินตามกลิ่นมา
ผู้เฒ่าหลายคนจากบ้านพักคนชรา รวมถึงหัวหน้าหมู่บ้านอย่างฉินฟู่หลิน เดินตามกลิ่นหอมเข้ามาในบ้านตระกูลฉินราวกับนัดกันไว้
พวกเขาเห็นฉินเหล่าซื่อและคนอื่นนั่งล้อมวงกัน มือถือตะเกียบคีบอาหารที่ดูเหมือนแมลงเข้าปาก
พ่อเฒ่าจ้าวทนกลิ่นหอมแปลกประหลาดนี้ไม่ไหว กอปรกับเห็นฉินเหล่าซื่อและคนอื่นกินอย่างเอร็ดอร่อยจนเหงื่อไหลไคลย้อย หน้าแดงก่ำจึงเอื้อมมือไปหยิบอาหารเข้าปากอย่างลืมตัว
ไม่นานโต๊ะอาหารก็ถูกลายล้อมเต็มไปด้วยบรรดาคุณลุงผู้เฒ่าที่นั่งสูดปากและกระดกเหล้าเป็นระยะ
อีกด้านหนึ่ง แม่เฒ่าฉินและเล่อเหนียงกำลังช่วยสวี่ซิ่วอิงอยู่ในครัว คนหนึ่งก่อไฟ อีกคนต้มน้ำหัวผัก
แม่เฒ่าฉินเพิ่งจะกินหอยทากไปได้สองตัวก็ต้องหยุด เพราะรสชาติเผ็ดร้อนเกินไป ส่วนสวี่ซิ่วอิงกำลังมีประจำเดือน จึงไม่กล้ากินอาหารแปลกประหลาด
เล่อเหนียงเองก็กินไม่ได้เช่นกัน จึงอาศัยหลักการ ‘ตาไม่เห็นใจไม่เป็นทุกข์’ หลบมาต้มน้ำตาลกับย่าในครัว
พร้อมกับเสียงพูดคุยอันครื้นเครงของเหล่าผู้เฒ่าที่เมามายลอยมาจากด้านนอก น้ำหัวผักกาดที่แม่เฒ่าฉินต้มก็เริ่มก็เริ่มเหนียว
ไม่ต้องรอให้เล่อเหนียงเอ่ยปากเตือน แม่เฒ่าฉินก็สังเกตเห็นสีของน้ำที่เข้มขึ้นและข้นขึ้นเรื่อยๆ จึงลดไฟลงพลางใช้ไม้พายคนน้ำตาลในหม้อไปเรื่อยๆ
เมื่อต้านทานแรงของไม้ที่เริ่มหนืดขึ้นเรื่อยๆ จนยากต่อการคน นางก็รู้ว่าน้ำตาลน่าจะได้ที่แล้ว
“ได้แล้ว!” เล่อเหนียงเห็นน้ำตาลเหนียวข้นในหม้อ ก็รีบร้องบอกให้ท่านย่าหยุดทันที
แม่เฒ่าฉินรีบดับไฟและมองน้ำตาลในหม้ออย่างใจร้อน ใช้ตะเกียบจิ้มน้ำตาลแล้วใส่เข้าปาก
รสหวานแตกซ่านไปทั่วปลายลิ้น!
“สวรรค์ เป็นน้ำตาลจริงๆด้วย ช่างมหัศจรรย์จริงๆ”
เล่อเหนียงเชิดหน้าอย่างภาคภูมิใจ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่นางได้เคี่ยวน้ำตาลด้วยตัวเอง ช่างเป็นความรู้สึกอันน่าภาคภูมิใจจริงๆ
ตอนนั้นสือไห่ถังก็เดินเข้ามาด้วยใบหน้าแดงก่ำ นางอยากเข้ามาดูว่าน้ำตาลเคี่ยวเป็นอย่างไรบ้าง เมื่อนางเห็นว่าน้ำเชื่อมเสร็จแล้ว ก็รู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่ง
นั่นคือน้ำตาลเลยนะ ต่อไปเมื่อพวกเขาทำซานจากวน ก็ไม่ต้องประหยัดอีกแล้ว ไม่ต้องกลัวที่จะใส่น้ำตาลอีกต่อไป
สือไห่ถังกลอกตาไปมาสองรอบ แล้วเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน ก่อนจะเอ่ยปากอย่างลังเล
“ท่านแม่ ข้ามีความคิดหนึ่ง ไม่รู้ว่าควรพูดหรือไม่”
แม่เฒ่าฉินมองนางแวบหนึ่ง “เป็นอะไรไป ถูกหอยทากทำให้มึนงงหรือ มัวอ้ำๆอึ้งๆอยู่ได้มีอะไรก็พูดมาตรงๆสิ!”
สือไห่ถังมองสวี่ซิ่วอิงอย่างลังเล “ท่านแม่ ข้าอยากเช่าร้านในตัวอำเภอเพื่อขายขนมเจ้าค่ะ”
แม่เฒ่าฉินมองนางแวบหนึ่ง “การเปิดร้านเป็นเรื่องดีนะ มีอะไรที่กล้าคิดแต่ไม่กล้าพูดด้วยหรือ!”
“แต่เจ้าต้องบอกข้าก่อนว่า เจ้าจะเช่าร้านเพื่อขายอะไร”
สือไห่ถังรีบเล่าแผนการของนางให้แม่เฒ่าฉินฟัง “ท่านแม่ ข้าคิดว่าซานจากวนหากขายบนรถเข็นต่อไป นอกจากจะเหนื่อยแล้วก็ได้กำไรไม่มาก ข้าจึงคิดว่าจะเปิดร้านขึ้น ขายเฉพาะขนมและกับแกล้มเหล้า!”
“อย่างเช่นหอยทากผัดพริกที่เล่อเหนียงสอนพวกเราทำวันนี้ ถ้าเราลองเอาไปขาย รับรองว่าต้องขายดีแน่ โดยเฉพาะลูกค้าที่ชอบดื่มเหล้า ดูพ่อเฒ่าจ้าวและคนอื่นสิเจ้าคะ”
แม่เฒ่าฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเห็นด้วยว่าความคิดนี้น่าสนใจ “ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้เช้าเราเข้าเมืองไปหาทำเลเปิดร้านกัน”
สวีซิ่วอิงพยักหน้าเห็นด้วย
สือไห่ถังยังคงลังเล “ท่านแม่ ท่านไม่ลองปรึกษาพี่รองกับคนอื่นก่อนหรือเจ้าคะ”
แม่เฒ่าฉินชี้นิ้วออกไปนอกบ้าน “เจ้าคิดว่าคืนนี้พวกนั้นจะรู้สึกตัวหรือไม่”
สือไห่ถังส่ายหน้า “คงไม่…”
“อา อา ข้าด้วย!”
เล่อเหนียงได้ยินว่าในที่สุดป้าสะใภ้สามเห็นด้วยและจะเปิดร้านขนม นางก็ตื่นเต้นจนเผลอดึงชายแขนเสื้อของท่านย่า ก่อนจะหยิบตั๋วเงินหกร้อยตำลึงที่หงอวี่เคยให้ไว้ก่อนหน้านี้ออกมาจากพื้นที่มิติ แล้ววางลงบนมือของสือไห่ถัง
“ข้าก็ด้วย!”
ทันทีที่เอ่ยประโยคว่า ‘ข้าก็ด้วย!’ ออกมา เล่อเหนียงก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ นางพูดเป็นประโยคได้แล้ว
“ข้าก็ด้วย!” เล่อเหนียงลองพูดประโยคเดิมซ้ำอีกครั้ง เพื่อยืนยันว่าตอนนี้นางสามารถพูดได้เป็นประโยคแล้ว นางดีใจจนตัวลอย
ขอบคุณสวรรค์ ในที่สุดนางก็สามารถพูดประโยคสั้นๆได้แล้ว อีกไม่นานนางก็คงพูดเจื้อยแจ้วได้เหมือนนกกระจอกน้อย
เรื่องน่ายินดีเช่นนี้สมควรจุดประทัดฉลองเสียหน่อย!
สือไห่ถังมองตั๋วเงินปึกหนาในมือ ก็เบิกตากว้างอย่างตกตะลึง นางไม่เคยเห็นตั๋วเงินมาก่อน เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นว่าตั๋วเงินมีลักษณะเช่นไร
เมื่อตั้งสติได้สือไห่ถังก็ยื่นตั๋วเงินให้สวีซิ่วอิง “หลานรัก หากเจ้าต้องการให้ผู้ใดช่วยเก็บรักษาเงินให้ เจ้าควรให้แม่ของเจ้า ป้าเป็นคนสะเพร่า ไม่อาจช่วยเจ้าเก็บรักษาได้หรอก”
เล่อเหนียงหยิบตั๋วเงินกลับมาจากสวีซิ่วอิงแล้วยัดกลับเข้าไปในมือของสือไห่ถัง พลางตะโกนเสียงดังฟังชัด “ซื้อสองอัน!”
ตอนนี้แม่เฒ่าฉินเข้าใจความหมายของหลานสาวแล้ว หลานรักของนางต้องการจ่ายเงินซื้อร้านค้าให้ครอบครัว
“เล่อเหนียงหมายความว่า นางจะจ่ายเงินซื้อร้านเอง!”
“ซื้อสองอัน!”
สือไห่ถังรู้สึกซาบซึ้งใจ นางอุ้มเล่อเหนียงขึ้นมาหอมแก้มอย่างแรง เด็กน้อยที่รู้ความเช่นนี้ จะไม่ให้รักและทะนุถนอมได้อย่างไร
เช้าวันรุ่งขึ้นขณะรับกินข้าวเช้า แม่เฒ่าฉินก็ประกาศที่โต๊ะอาหารว่า วันนี้จะไปดูร้านค้าที่อำเภอ
ทุกคนมองแม่เฒ่าฉินด้วยความประหลาดใจ พวกเขาไม่เข้าใจว่าทำไมแม่เฒ่าฉินถึงอยากไปดูร้านค้าขึ้นมา
“ท่านแม่ ทำไมจู่ๆถึงอยากไปดูร้านค้าล่ะ จะเช่าร้านหรือ” ฉินเหล่าเอ้อร์ถามอย่างงุนงง
ฉินเหล่าซื่อรีบพูดแทรกขึ้นมา “ใช่แล้ว ท่านแม่ พวกเราเพิ่งซื้อที่ดินบนภูเขามา ตอนนี้จะเช่าร้านอีก แบบนี้เงินจะพอหรือ”
หลี่อันยังคงทำตัวเช่นเดิม วางตั๋วเงินปึกหนึ่งลงบนโต๊ะ “ซื้อเลย ข้าจ่ายให้!”
แม่เฒ่าฉินมองหลี่อันที่ทำท่าทางเหมือนผู้มั่งคั่งอย่างจนใจ “หมอหลี่ ข้ารู้ว่าท่านร่ำรวย แต่ท่านไม่ควรวางตั๋วเงินลงบนโต๊ะทุกครั้งที่พูดนะ ทรัพย์สมบัติไม่ควรโอ้อวด การกระทำเช่นนี้อาจทำให้ข้าเกิดความคิดชั่วร้ายได้”
หลี่อันผลักตั๋วเงินไปตรงหน้าแม่เฒ่าฉิน “เอาไปเลย เอาไปเถอะ ขอเพียงเจ้าดูแลอาหารสามมื้อของข้าและเหล้าอีกหนึ่งไห ให้ข้าใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในปั้นปลายชีวิตก็พอ”
แม่เฒ่าฉินกลอกตาใส่หลี่อัน “ข้าล่ะเบื่อท่านจริงๆ”
แม่เฒ่าฉินไม่สนใจหลี่อันอีก และหันไปพูดกับคนอื่น “ปีหน้าพวกลิ่งเหวินจะต้องเข้าเรียนหนังสือแล้ว จะเดินทางไปกลับบ่อยๆก็คงไม่ได้ ร้านค้านี้ต้องซื้อสักวันอยู่แล้ว ซื้อเร็วหรือช้าก็เหมือนกัน”
“อีกอย่างตอนนี้บ้านเรามีเทพแห่งความมั่งคั่งอย่างหมอหลี่อยู่ไม่ใช่หรือ ถ้าไม่รีดเงินเขาสักหน่อยจะคุ้มกับที่เขาร่ำรวยขนาดนี้ได้อย่างไร”
หลี่อันรู้สึกตื่นเต้นอย่างรุนแรง ในที่สุดตระกูลฉินก็ยอมใช้เงินของเขาแล้วหรือเนี่ย!
บทที่ 218: หลี่อันผู้อ่อนน้อมถ่อมตน
หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ ตระกูลฉินทั้งหมดก็ออกเดินทางมุ่งหน้าเข้าอำเภออย่างครึกครื้น
การซื้อร้านค้าถือเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรก เป็นกิจการที่จะสืบทอดต่อไปในอนาคต
วันนี้เป็นวันที่พวกลิ่งอวี่และต้องกลับไปเรียนที่สำนักศึกษาพอดี แม่เฒ่าฉินจึงตั้งใจจะให้ลิ่งอวี่นำโถใส่น้ำตาลเคี่ยวไปฝากอาจารย์และอาจารย์ใหญ่ได้ลองชิม
“ท่านแม่ ข้าบังเอิญเห็นร้านค้าที่กำลังปล่อยเช่าอยู่ฝั่งตรงข้ามกับสำนักศึกษาเติงเคอ ไม่ทราบว่าพวกเราแวะไปดูที่นั่นสักหน่อยได้หรือไม่ขอรับ”
เมื่อฉินเหล่าซื่อเอ่ยจบ ดวงตาของลิ่งอวี่และฉินเหล่าซานที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็เป็นประกายระยิบระยับ
“ข้าก็กำลังจะพูดถึงร้านนั้นอยู่พอดี!”
ฉินเหล่าซาน สือไห่ถัง และลิ่งอวี่พูดขึ้นพร้อมกันราวกับนัดหมายไว้
หลังจากสบตากันแล้ว ทั้งสามก็พากันหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ พวกเขามีความคิดตรงกันอย่างไม่น่าเชื่อ
แม่เฒ่าฉินอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ “ที่แท้พวกเจ้าก็แอบไปสำรวจกันมาก่อนแล้วสินะ”
ฉินเหล่าซื่อรีบแก้ตัว “ท่านแม่ พวกข้าไม่ได้แอบไปสำรวจนะขอรับ เพียงแต่ร้านค้านั้นตั้งอยู่ตรงข้ามกับสำนักศึกษาเติงเคอ ทำให้มองเห็นได้ง่าย ข้าจึงอดสังเกตไม่ได้จริงๆ”
แม่เฒ่าฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย “หากเป็นทำเลดีเช่นนั้นก็น่าจะเป็นที่ต้องการอย่างมาก เหตุใดจึงยังคงปล่อยให้เช่าอยู่อีกหรือ”
ทุกคนพากันส่ายหน้าเพราะไม่รู้คำตอบเช่นกัน
ลิ่งอวี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยขึ้น “ข้าเคยได้ยินเพื่อนร่วมชั้นพูดกันว่า ร้านค้านั้นเคยเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น จนถึงตอนนี้จึงยังไม่มีใครเช่า ส่วนเกิดเรื่องอะไรพวกเขาก็ไม่ได้พูดรายละเอียดขอรับ”
แม่เฒ่าฉินพยักหน้าเข้าใจ “เช่นนั้นก็เข้าใจได้ เอาแบบนี้ก็แล้วกันพอพวกเราถึงตัวอำเภอแล้ว เหล่าซาน เหล่าซื่อ พวกเจ้าพาสะใภ้สามกับสะใภ้สี่ไปเดินเล่นในเมือง ดูว่ามีร้านค้าใดบ้างน่าสนใจ ส่วนข้าจะไปส่งลิ่งอวี่ที่โรงเรียนพร้อมกับเหล่าเอ้อร์ แล้วถือโอกาสสอบถามเรื่องร้านค้านั้นดู”
“ท่านแม่ ข้าเข้าใจแล้ว”
“น้องชุนหลาน แล้วข้าล่ะ” หลี่อันกระโดดโหยงๆอยู่ด้านข้างด้วยความไม่พอใจ
แม่เฒ่าฉินมองหลี่อันอย่างเอ็นดูปนระอา “หมอหลี่อัน ท่านไปเดินเล่นรอบๆนี้ดีหรือไม่ ไปดูว่ามีใครเล่นหมากรุกหรือดูนกอยู่บ้างหรือไม่”
หลี่อันทำปากยื่นอย่างไม่สบอารมณ์ เดินไปนั่งกอดอกหน้ามุ่ยไม่พอใจเหมือนเด็กน้อยที่รอให้คนมาปลอบใจ ทุกคนเห็นท่าทางนั้นก็อดขำไม่ได้
ช่างน่าเอ็นดูจริงๆ
เล่อเหนียงเองก็ขำท่านปู่หลี่อันจนท้องคดท้องแข็ง นางดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมกอดของผู้เป็นย่า ก่อนจะคลานไปกอดคอหลี่อันและหัวเราะต่อ มือเล็กๆดึงเคราสีขาวของเขาเบาๆอย่างสนุกสนาน
หลี่อันโอบกอดเล่อเหนียงตัวนุ่มนิ่ม ความไม่พอใจในใจมลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงรอยยิ้มเอ็นดูหลานสาวตัวน้อย
เขายกแขนชูเล่อเหนียงขึ้นสูง แต่ลืมไปเสียสนิทว่าตอนนี้อยู่บนรถม้า ก่อนจะเกิดดังขึ้นตึงเบาๆ ศีรษะของเล่อเหนียงชนเข้ากับเพดานรถม้าอย่างจัง
คราวนี้ทั้งหลี่อัน เล่อเหนียง และแม่เฒ่าฉินต่างก็ตกตะลึง
เล่อเหนียงรีบฝืนยิ้มกว้าง เพราะว่าผู้เป็นย่าจะโกรธ แม้ว่าความจริงจะเจ็บจนน้ำตาแทบไหล แต่เพื่อความปลอดภัยของท่านปู่หลี่อันที่รักและเอ็นดู นางยอมทนเจ็บดีกว่า
เล่อเหนียงมั่นใจว่าถ้านางแสดงสีหน้าเศร้าออกไปแม้เพียงนิด พริบตาต่อมาท่านปู่หลี่อันต้องถูกท่านย่าเตะลงจากรถม้าเป็นแน่
ถึงอย่างนั้นสีหน้าของแม่เฒ่าฉินก็เริ่มบึ้งตึง
หลี่อันรีบพูดกับเล่อเหนียงก่อนที่แม่เฒ่าฉินจะทันรู้ตัว “หลานรัก เจ้าอยากบินไหม”
“หา” เล่อเหนียงทำหน้างง
อึดใจต่อมาหลี่อันก็อุ้มเล่อเหนียงพุ่งออกจากรถม้าอย่างรวดเร็ว
ส่วนหงอวี่ที่รวดเร็วยิ่งนัก เขาก็กระโดดคว้าแขนของหลี่อันทันทีที่ได้ยินเขาถามเล่อเหนียงว่าอยากบินหรือไม่
หลี่อันจึงต้องอุ้มเด็กน้อยทั้งสองคนด้วยมือข้างละคน แล้วใช้วิชาตัวเบาพุ่งทะยานขึ้นไป
“อ๊าก~”
เล่อเหนียงตื่นเต้นสุดขีด เป็นครั้งแรกที่เธอได้สัมผัสวิชาตัวเบาของยุคโบราณ แม้จะไม่เหมือนกับที่เห็นในละคร แต่มันก็วิเศษเกินกว่าจะบรรยาย!
เด็กหญิงกอดคอของหลี่อันแน่น พลางกรีดร้องด้วยความตื่นเต้นจนแก้มแดง
หลี่อันอุ้มเด็กทั้งสองคนพลางใช้พลังภายในอย่างสุดความสามารถ ปากก็บ่นพึมพำ
“หงอวี่เด็กดื้อ เจ้าตามมาทำไม”
หงอวี่ยังคงกอดคอของหลี่อันแน่น แต่ก็ไม่ลืมที่จะช้อนแววตาใสซื่อมองเขา
“ข้ากำลังช่วยท่านนะ ท่านปู่ หากท่านพาเล่อเหนียงหนีไปคนเดียว ท่านคิดว่าท่านย่าจะไม่ตีจัดการท่านหรือ”
หลี่อันได้ยินดังนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจ “ขอบใจเจ้ามาก!”
หลี่อันพาเล่อเหนียงเข้าเมืองแล้วตรงไปที่ร้านทองทันที
“เถ้าแก่ เอาของสวยๆในร้านของเจ้าออกมาให้หลานสาวข้าดูทั้งหมด” หลี่อันวางตั๋วเงินปึกหนึ่งลงบนตู้พลางพูดโอ้อวด
เจ้าของร้านไม่เคยเห็นหลี่อันมาก่อน แต่เขาคุ้นหน้าเด็กหญิงตัวอ้วนกลมคนนี้เป็นอย่างดี ตอนแรกคิดว่าเด็กน้อยถูกพวกเขาลักพา แต่เมื่อเห็นเล่อเหนียงคุ้นเคยกับอีกฝ่ายก็วางใจลง
เขาหยิบเครื่องประดับสวยงามหลากหลายออกมาจากตู้
เล่อเหนียงมองดูหลี่อันที่ดูร่ำรวยและใจกว้าง นางถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่ยื่นมือไปดึงเคราของเขาอย่างงงๆ
“เจ้าหนูน้อย ดูสิว่าชอบอันไหน เลือกให้ตัวเองสักคู่ แล้วก็เลือกให้ย่าของเจ้า แม่ของเจ้า ป้าสะใภ้ และอาสะใภ้ของเจ้าด้วย”
“ทำไม!” เล่อเหนียงสงสัยอย่างมาก
“ไม่มีอะไรหรอก แค่อยากซื้อเครื่องประดับให้พวกนางเท่านั้น เจ้าดูสิ ข้ามาอยู่ที่หมู่บ้านตระกูลฉินนานแล้ว กินอยู่ที่บ้านของเจ้า เงินในมือไม่เคยได้ใช้เลย ได้แต่เก็บเอาไว้จนจะขึ้นราอยู่แล้ว”
หงอวี่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ไม่เชื่อคำพูดของเขาสักคำจึงเปิดโปงทันที “ข้าว่าท่านแค่กลัวถูกท่านย่าตีเท่านั้นแหละ!”
“ฮึ ไม่ต้องพูดถึงย่าหรอก ข้าเนี่ยแหละจะตีดเจ้า” หลี่อันโบกมือไล่หงอวี่
เด็กน้อยคนนี้นิสัยเหมือนย่าของเขาไม่มีผิด ไม่น่ารักเลยสักนิด! ทั้งยังชอบพูดจาแทงใจดำคนอื่นตลอด
ทำไมต้องพูดตรงๆแบบนี้ด้วย ข้าไม่มีศักดิ์ศรีเลยหรือยังไง
เมื่อเห็นดวงตาใสซื่อของเล่อเหนียง หลี่อันก็กระแอมเบาๆแล้วอธิบายเสียงต่ำ
“หลานรัก ข้าพาเจ้าออกมาแบบนี้ ย่าของเจ้าต้องโกรธแน่ เมื่อนางโกรธ นางก็จะไม่ให้สะใภ้สามทำเนื้อตุ๋นให้ข้ากิน ไม่มีเนื้อตุ๋นกิน การดื่มสุราก็ไม่สนุก ไม่มีสุราดื่ม แบบนั้นไม่ใช่การฆ่าข้าทางอ้อมหรือ”
“ยังมีแม่ของเจ้าอีก ถ้านางโกรธ ต่อไปเสื้อผ้าที่ขาดของข้าก็จะไม่มีใครช่วยปะให้”
“เชื่อข้าเถอะ เจ้าชอบอันไหนข้าก็จะซื้ออันนั้น”
าจะบอกให้ว่าตอนที่ข้าออกจากบ้าน ข้าแอบหยิบตั๋วเงินหนึ่งแสนตำลึงมาจากย่าของเด็กคนนี้ พวกเรามีเงินแล้ว!”
เล่อเหนียง “...เทพเจ้าโชคลาภ”
หงอวี่ “...ทำได้ยอดเยี่ยมมาก”
เจ้าของร้าน “...ข้าได้ยินนะ!”
อีกด้านหนึ่ง แม่เฒ่าฉินลืมตาโพลงมองดูหลี่อันพาหลานรักทั้งสองของนางหนีไปต่อหน้าต่อตา ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ สุดท้ายจึงกัดฟันเอ่ยว่า
“สะใภ้สาม ครึ่งเดือนนี้ไม่ต้องทำเนื้อตุ๋นตาเฒ่านั้นกินเด็ดขาด!”
บทที่ 219: เมื่อทำแล้วก็ต้องทำให้ถึงที่สุด
หลังจากครอบครัวของแม่เฒ่าฉินเข้าเมืองมาแล้ว ฉินเหล่าซื่อ สวี่ซิ่วอิง ฉินเหล่าซาน และสือไห่ถัง พวกเขาเข้าไปเดินเล่นในตัวอำเภอเพื่อสังเกตการณ์สถานการณ์ร้านค้าที่ปล่อยให้เช่นตามที่ได้ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้
ส่วนแม่เฒ่าฉิน ฉินเหล่าเอ้อร์ และลิ่งอวี่มุ่งตรงไปยังสำนักศึกษาเติงเคอ
จุดประสงค์นอกจากจะส่งพวกลิ่งอวี่ไปที่สำนักศึกษาแล้ว พวกเขายังต้องการสอบถามเกี่ยวกับสถานการณ์ของร้านค้าฝั่งตรงข้ามด้วย
เพราะร้านค้านั้นตั้งอยู่ตรงข้ามกับสำนักศึกษาพอดี ถ้าสามารถเช่าร้านค้าแห่งนั้นได้ ก็จะสะดวกในการดูแลเด็กๆในครอบครัว
เมื่อเห็นว่าเป็นพวกลิ่งอวี่ชายชราที่เฝ้าประตูก็ไม่ได้ขัดขวางแต่อย่างใด
ฉินเหล่าเอ้อร์ช่วยถือสัมภาระของพวกลิ่งอวี่เข้าไป ถือโอกาสไปคารวะอาจารย์ใหญ่ ส่วนแม่เฒ่าฉินบอกว่าจะรออยู่ด้านนอก
“พี่ชาย ข้าขอรบกวนถามบางอย่างสักสองสามประโยคได้หรือไม่” แม่เฒ่าฉินเอาพลางยื่นโถน้ำตาลเคี่ยวขนาดเล็กให้ชายชราที่เฝ้าประตู
ชายชราคนนั้นไม่ได้รับของจากมือของนาง เพียงแต่พูดน้ำเสียงราบเรียบ
“ฮูหยินผู้เฒ่า หากมีสิ่งใดจะพูดก็พูดมาตรงๆเถิด ข้าจะบอกท่านตามความจริงที่ข้ารู้”
“โอ้ ก็ไม่มีอะไรมากหรอก ข้าเพียงแต่เป็นห่วงหลานชายสามคนที่มาเรียนที่นี่เท่านั้นเอง” แม่เฒ่าฉินยื่นโถดินเผาใบเล็กให้ชายชราที่เฝ้าประตูอีกครั้ง “นี่เป็นน้ำตาลที่ลูกสะใภ้ข้าเคี่ยวเอง ตอนนี้อากาศเริ่มหนาวขึ้นเรื่อยๆ พี่ชายเอากลับไปชงดื่ม ร่างกายจะได้อบอุ่น”
ชายชราที่เฝ้าประตูพอได้ยินว่าเป็นน้ำตาล ดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมา คราวนี้เขาไม่ได้เกรงใจอีกต่อไป และรับโถน้ำตาลมาทันที
เพราะน้ำตาลนั้นถือเป็นของหรูหราในยุคนั้น
หลานชายที่อยู่ข้างๆ พอได้ยินว่ามีน้ำตาลก็รบเร้าจะกินทันที
ชายชราคนนั้นเดิมทียังอยากจะทำตัวสงบเสงี่ยมอยู่ แต่ทนไม่ไหวที่ถูกหลานชายรบเร้าอยู่ตลอดเวลา จำต้องมองแม่เฒ่าฉินอย่างเกรงใจ แล้วหาไม้มาตักน้ำตาลให้หลานชายกินแก้หิว
“หลานชายของข้าช่างซุกซน ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าต้องขบขันเสียแล้ว”
แม่เฒ่าฉินยิ้มพลางส่ายหน้า “ไม่เลย ข้ากลับคิดว่าหลานชายของท่าน่ารักมาก ไม่ปิดบังท่านหรอก บ้านข้าก็มีหลานชายเจ็ดคน หลานสาวหนึ่งคน และเหลนชายอีกหนึ่งคน พวกเขาน่ะซุกซนกว่าหลานชายของท่านมากนัก ถ้าพวกเขาเอะอะโวยวายขึ้นมาละก็ คานบนหลังคาคงสั่นสะเทือนหักไปสองท่อนแน่ๆ!”
หยางหลินหัวเราะเสียงดัง เมื่อพูดถึงเรื่องเด็กๆ ก็ทำให้เขากับแม่เฒ่าฉินรู้สึกสนิทสนมกันมากขึ้น
“ฮูหยินผู้เฒ่าช่างเป็นคนมีบุญจริงๆ มีหลานอยู่รายล้อมมากมาย ไม่เหมือนบ้านข้าหรอก ลูกสะใภ้แท้งลูกไปหลายครั้ง ตอนนี้ก็ได้แต่ทะนุถนอมหลานชายคนนี้อย่างดี”
แม่เฒ่าฉินรีบถามด้วยความเป็นห่วง “เช่นนั้น ท่านไม่ได้พาลูกสะใภ้ไปให้หมอตรวจบ้างหรือ”
“เรียกข้าว่าเหล่าหยางเถิด” หยางหลินถอนหายใจ “จะไม่ไปได้อย่างไรเล่า ข้ากับภรรยาพาไปหาหมอมาหลายที่แล้ว หมอบอกว่าลูกสะใภ้ข้าเป็นคนธาตุเย็น ยากที่จะตั้งครรภ์ได้”
แม่เฒ่าฉินคุยกับเขาเรื่องเด็กๆอีกพักหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องมาพูดถึงเรื่องการเช่าร้านค้า
“เหล่าหยาง ข้าเห็นว่าร้านค้าฝั่งตรงข้ามสำนักศึกษายังคงว่างอยู่ ทำเลดีเช่นนั้น เหตุใดจึงไม่มีผู้เช่า”
หยางหลินได้ยินดังนั้นก็เข้าใจจุดประสงค์ของนางในทันที
“ขอร้องเถิดฮูหยินผู้เฒ่า ร้านค้านั้นอย่าไปเช่าเลย มันแปลกประหลาดนัก”
แม่เฒ่าฉินรู้สึกอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาทันที จึงรีบถามว่า “หรือว่ามีเรื่องราวอันใดเกิดขึ้นในร้านนั้น”
หยางหลินส่ายหน้า “แม้ว่าร้านนั้นจะอยู่ตรงข้ามสำนักศึกษาของเรา แต่นานๆครั้งข้าจึงจะแวะเวียนไป ข้าได้ยินมาว่าผู้ที่เคยเช่าร้านนั้น ต่างพบเจอเรื่องราวแปลกประหลาดโดยไม่ทราบสาเหตุ บ้างก็ของหาย บ้างก็ถูกผีหลอกกลางดึก แต่ตัวข้านั้นไม่เคยประสบพบเจอ เป็นเพียงเรื่องเล่าลือกันมาเท่านั้น”
“แล้วเจ้าของร้านผู้นั้นเล่า แล้วเขาอยู่ที่ไหน”
แม่เฒ่าฉินไม่เคยเชื่อเรื่องผีสางอยู่แล้ว ในโลกนี้มีเพียงเซียนเท่านั้นที่นางให้ความเคารพนับถือ เพราะดวงใจของนาง เทพเซียนผู้ยิ่งใหญ่ในดวงใจของนางมีตัวตนอยู่จริงๆ
“หากฮูหยินผู้เฒ่าต้องการพบเจ้าของร้าน ข้าจะให้หลานชายไปตามมาให้ เจ้าของร้านผู้นั้นก็น่าสงสารนัก แม้จะมีร้านค้าอยู่ในมือ แต่กลับไม่พอเลี้ยงปากท้องตนเอง จนต้องกลายเป็นขอทาน”
แม่เฒ่าฉินหยิบซานจากวนออกมาจากอก ยื่นให้เด็กน้อยที่นั่งยอง กำลังกินลูกกวาดอย่างเอร็ดอร่อยอยู่ข้างๆ
“รบกวนคุณชายน้อย ช่วยไปตามเจ้าของร้านผู้นั้นมาหน่อยได้หรือไม่”
เด็กชายเหลือบมองหน้าผู้เป็นปู่ ก่อนจะรับซานจากวนมาแล้ววิ่งออกไปทางถนนทันที
ไม่นานเด็กน้อยก็พาขอทานเฒ่าและขอทานตัวน้อยผิวซีดเซียวกลับมา
“ขอถามหน่อยว่าฮูหยินผู้เฒ่าท่านนี้ต้องการเช่าร้านของพวกข้าหรือ ข้าสามารถลดราคาให้ท่านได้” ชายชราเอ่ยถาม น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย เขายืนหลังขอทานน้อยไปครึ่งก้าวราวกับต้องการหลบซ่อนบางอย่าง
แม่เฒ่าฉินร่างกายของขอทานเฒ่าเต็มไปด้วยคราบโคลน ราวกับเพิ่งคลานขึ้นมาจากบ่อโคลน ผมเผ้าพันกันยุ่งเหยิง คราบเหลืองดำบนใบหน้าทำให้มองแทบไม่ออกว่าแท้จริงแล้วเขามีหน้าตาเช่นไร
แม้จำชายชราตรงหน้าไม่ได้ แต่แม่เฒ่าฉินกลับจำขอทานน้อยที่ยืนอยู่ข้างๆได้ นางจึงเอ่ยถามด้วยความลังเล “ท่านคือซุนต้าโหย่วจากหมู่บ้านต้าหลิวใช่หรือไม่”
ได้ยินดังนั้นซุนต้าโหย่วจึงยืดตัวขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะมองแม่เฒ่าฉินอย่างพิจารณา “เป็นท่านผู้มีพระคุณนี่เอง ท่านต้องการเช่าร้านของข้าหรือ ข้ายินดีลดราคาให้!”
ซุนต้าโหย่วจำแม่เฒ่าฉินได้ ก็รีบเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
แม่เฒ่าฉินก้าวออกมาต้องการเดินเข้าไปคุยกับเขาให้ชัดเจน เพราะอยู่ไกลกันเช่นนี้ หากเขาพูดเบาไปอาจจะทำให้ได้ยินไม่ถนัด
เห็นดังนั้นซุนต้าโหย่วก็รีบถอยหลังห้าม “ท่านผู้มีพระคุณ โปรดยืนอยู่ตรงนั้นเถิด ตอนนี้ตัวข้ามีแต่กลิ่นเหม็นเปรี้ยว เกรงว่าจะรบกวนท่าน”
แม่เฒ่าฉินเห็นท่าทางนอบน้อมของเขาก็รู้สึกเห็นใจ จึงเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา “ข้าก็เป็นแค่ชาวบ้านหาเช้ากินค่ำ ไม่ใช่ผู้มีพระคุณอะไรหรอก ข้าตั้งใจจะมาเช่าร้านนี้ หากท่านตกลงก็เปิดประตูให้ข้าเข้าไปดูหน่อยเถิด เราจะได้คุยเรื่องราคา หากท่านไม่สะดวกใจ ข้าก็จะไปหาเช่าที่อื่น”
“เช่า เช่าสิ ท่านผู้มีพระคุณอย่าโกรธเลย!” ซุนต้าโหย่วรีบควานหากุญแจที่ขึ้นสนิมจากกระเป๋าเสื้อ ก่อนจะไขประตูร้านด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน
เขาเปิดประตูแล้วรีบเข้าไปก่อน จากนั้นจึงคว้าเศษผ้าขาดๆ มาปัดฝุ่นโต๊ะและเก้าอี้ลวกๆเพียงไม่กี่ครั้ง ก่อนจะเชื้อเชิญแม่เฒ่าฉินเข้าไปในร้าน
แม่เฒ่าฉินกวาดตามองไปรอบๆ พบว่าร้านนี้มีการจัดวางที่เหมาะสม ไม่ว่าจะทำอาหารหรือทำอย่างอื่นก็สะดวกสบายดี
“ร้านของท่านดีขนาดนี้ ทำไมถึงปล่อยเช่าไม่ออกล่ะ”
ซุนต้าโหย่วได้ยินดังนั้นก็กัดฟันพูดอย่างแค้นเคือง “ก็เพราะลูกสะใภ้ใจดำของข้านั่นแหละ นางสมรู้ร่วมคิดกับชู้ หมายจะยึดร้านของข้า แต่ไม่สำเร็จ พวกมันเลยไม่ยอมแพ้ ทุกครั้งที่มีคนมาเช่าร้านของข้า พวกมันก็จะมาก่อกวน ไม่เอาเลือดหมูมาสาดบ้าง ก็ปล่อยหนูเข้ามาบ้าง มีครั้งหนึ่งถึงขั้นโยนซากแมวถูกถลกหนังทิ้งไว้ในลานหน้าร้าน ทำเอาผู้เช่าตกใจจนต้องยกเลิกสัญญา”
“ยังไม่พอ พวกมันยังปล่อยข่าวลือว่าในร้านของข้ามีผี พอรวมกับคำยืนยันจากปากผู้เช่าเอง ร้านของข้าก็เลยไม่มีใครกล้าเช่าอีกเลย”
“ร้ายกาจสิ้นดี!”
แม่เฒ่าฉินได้ยินแล้วก็โกรธจนตัวสั่น “ผู้เฒ่าซุน ไม่ต้องห่วง ข้าจะเช่าเอง! ข้าอยากดูนักว่ามันจะกล้ามาก่อกวนอะไรข้าอีก”
ขณะที่แม่เฒ่าฉินกำลังคุยเรื่องร้านค้าอยู่ที่นี่ อีกด้านหนึ่งเล่อเหนียงและคนอื่นๆ กำลังเผชิญกับอันตราย!
บทที่ 220: ใครบ้างที่บรรพบุรุษสามชั่วโคตรไม่เคยเป็นชาวนา!
“หลานรักของข้า เจ้าหายไปไหนมา ทำให้ข้าตกใจแทบตาย!”
เมื่อหลี่อันพาเด็กทั้งสองออกจากร้านทองก็มีสตรีวัยคนหนึ่งวิ่งเข้ามาพยายามจะอุ้มเล่อเหนียง
“เจ้าคิดจะทำอะไร” หลี่อันเบี่ยงตัวหลบมือหญิงคนนั้น พร้อมตวาดเสียงดังลั่น
“เจ้าเป็นใคร เหตุใดถึงมาอุ้มลูกสาวข้า คืนนางมาให้ข้าเดี๋ยวนี้!”
สตรีผู้นั้นจ้องมองเล่อเหนียงในอ้อมแขนของหลี่อันตาเป็นมัน พูดให้ถูกต้องคือจ้องมองสร้อยกุญแจอายุยืนและกำไลทองสองบนข้อมือของเด็กหญิง
หลี่อันเป็นคนฉลาดเฉลียว เพียงแค่มองปราดเดียวก็รู้ทันทีว่าตนกำลังถูกโจรหมายปอง
“ไสหัวไปให้พ้น!” หลี่อันไม่ต้องการเสียเวลากับคนแบบนี้ จึงก้าวเดินออกมา
เขาอุ้มสมบัติล้ำค่าของตระกูลฉินและจูงมือสมบัติล้ำค่าของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน หากเด็กน้อยทั้งสองคนนี้เป็นอะไรไป ชีวิตที่เหลืออยู่ของเขาคงจบสิ้นแล้ว
ถึงแม้ว่าเขาไม่อยากยุ่งเกี่ยว ก็ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะปล่อยเขาไปง่ายๆ
“เจ้าทำอะไร รีบปล่อยลูกสาวข้าเดี๋ยวนี้ ช่วยด้วย! มีโจรลักพาตัวเด็กน้อย!” สตรีผู้นั้นตะโกนเสียงแหลม
ชั่วพริบตาผู้คนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวก็ล้อมเข้ามา ตามด้วยชายวัยกลางคนสองคนที่วิ่งเข้ามา
“เจ้าทำอะไร รีบปล่อยลูกสาวข้าเดี๋ยวนี้!”
ชายวัยกลางคนทั้งสองพุ่งเข้ามาจะแย่งตัวเล่อเหนียง
พวกเขากลุ่มนี้จับตาดูหลี่อันตั้งแต่ออกจากร้านทองแล้ว ในสายตาของพวกเขา หลี่อันแต่งตัวเหมือนบ่าว เข้าร้านทองเห็นอะไรก็ซื้อหมด ทำตัวราวกับไม่เคยเห็นโลกมาก่อน เห็นได้ชัดว่าเป็นคนจนที่เคยขัดสนถึงขนาดต้องประหยัดใช้ แต่อยู่ๆก็ได้เงินก้อนโตจึงได้ใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุร่ายเช่นนี้
เพราะคนตระกูลใหญ่ไม่ใช้จ่ายเงินในที่แบบนี้
คนตระกูลใหญ่ถ้าอยากได้เครื่องประดับ มักจะสั่งทำพิเศษ ไม่ใช่แบบที่หลี่อันทำ
หลี่อันเห็นมือของชายทั้งสองยื่นเข้ามา ดวงตาของเขาเป็นประกายเย็นชา ยกเท้าขึ้นถีบชายทั้งสองกระเด็นออกไปทันที
“ข้าบอกให้ไสหัวไป พวกเจ้าไม่เข้าใจความหมายของคำว่าไสหัวไปหรืออย่างไร”
“ช่วยด้วย! ฆ่าคนแล้ว!”
สตรีที่อยู่ด้านข้างเห็นผู้สมรู้ร่วมคิดทั้งสองถูกถีบล้มลงกับพื้นครวญครางด้วยความเจ็บปวดก็กลอกตาไปมาสองรอบ แล้วทรุดตัวลงกับพื้น ตบขาตัวเองพลางร้องครวญครางด้วยเสียงแหลมเสียดหู
“สวรรค์ยังมีความยุติธรรมอยู่หรือไม่ กลางวันแสกๆ แต่ลูกสาวสุดที่รักของข้าถูกลักพาตัวไปต่อหน้าต่อตา”
“ลุงป้าน้าอาทั้งหลาย ช่วยข้าด้วย ลูกสาวคือชีวิตของข้า!”
เล่อเหนียง เจ้าหน้าตาอัปลักษณ์แบบนี้ยังคิดจะเป็นแม่ข้าอีกหรือ
หงอวี่ กำปั้นข้าแข็งแกร่งขึ้นแล้ว!
หลี่อัน อยากฆ่าคน!
“ไอ้แก่ไร้ยางอาย รีบปล่อยลูกสาวของผู้อื่นลงมาเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นข้าจะแจ้งทางการ!”
“ใช่แล้ว รีบปล่อยลูกสาวของผู้อื่นเดี๋ยวนี้ แล้วข้าจะละเว้นเจ้าสักครั้งเพราะเห็นว่าเจ้าก้าวเท้าเข้าสู่นรกไปแล้วครึ่งหนึ่ง”
ชาวบ้านที่ล้อมรอบอยู่กำมือแน่นพูดด้วยความโกรธ
แต่เดิมพวกเขาก็แค่สงสัยจึงล้อมหลี่อันและคนอื่นๆเอาไว้ ถึงอย่างไรเด็กหญิงตัวน้อยในอ้อมกอดของหลี่อันก็น่ารักมาก ไม่มีท่าทีกระวนกระวายใจเลย ดูเหมือนจะสนิทสนมกับหลี่อันมาก
แต่ตอนนี้เมื่อมองดูหญิงผู้นั้น ท่าทางร่ำไห้ด้วยความเจ็บปวดนั้น ทำให้ผู้คนรู้สึกสงสาร และทุกอย่างดูเหมือนจะออกมาจากใจ
เมื่อมองดูหลี่อันอีกครั้ง บนใบหน้าของพวกเขาก็ดูเหมือนจะมีความรู้สึกผิดปรากฏอยู่ ทำให้พวกเขามั่นใจว่าหลี่อันเป็นโจรลักพาตัวเด็ก
หลี่อันเห็นผู้คนมารวมตัวกันมากขึ้นเรื่อยๆ สายตาของเขาก็เย็นชาขึ้นเรื่อยๆ
เขากอดเล่อเหนียงไว้แน่น มือซ้ายจับมือหงอวี่ ขณะที่กำลังคิดว่าจะหลุดพ้นจากสถานการณ์ตรงหน้าอย่างไร เถ้าแก่ร้านทองที่เพิ่งพบกันเมื่อครู่ก็พาลูกน้องวิ่งเข้ามา
“ท่านผู้เฒ่า ท่านไม่เป็นไรใช่ไหม”
เถ้าแก่จางก็พาลูกน้องถือไม้มาล้อมหลี่อันและเด็กทั้งสองเอาไว้
“ขอบคุณเถ้าแก่จางมาก!” หลี่อันกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจ
เขารู้สึกขอบคุณจริงๆ ที่เถ้าแก่จางมาช่วยทันเวลา ไม่เช่นนั้นการที่เขาต้องดูแลเด็กสองคนนี้คนเดียว แม้จะหลบหนีได้ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
แม้ว่าเขาจะใช้วิชาตัวเบาหลบหนีได้อย่างง่ายดาย แต่ตระกูลหลี่ของเขาอาศัยอยู่ในเมืองชิงเหอเป็นส่วนใหญ่ หากเขาไม่จัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย ต่อไปอาจจะเจอเรื่องยุ่งยากมากกว่านี้
หญิงผู้นั้นและชายวัยกลางคนสองคนเห็นมีคนมาช่วยหลี่อันแล้วก็เริ่มไม่มั่นใจ
แต่เมื่อพวกเขาเห็นคนรอบข้างถือผักเน่าจ้องมองหลี่อันและเด็กทั้งสองด้วยความโกรธ พวกเขาก็กลับมามั่นใจอีกครั้ง
“ข้าว่าทำไมไอ้แก่นี่กล้าอุ้มลูกสาวข้าต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้ ที่แท้ก็มีพรรคพวกนี่เอง”
“พี่น้องทั้งหลาย ช่วยคืนความยุติธรรมให้ข้าด้วย ตาเฒ่านี่กล้าลักพาตัวลูกสาวข้าต่อหน้าธารกำนัล ลูกสาวที่น่าสงสารของข้า อายุแค่หนึ่งขวบเท่านั้น!”
หญิงผู้นั้นใช้วิธีเดิมเก่าทรุดตัวลงกับพื้นร้องไห้เสียงดัง แต่คราวนี้ไม่มีใครส่งเสียงเห็นด้วยแล้ว
ไม่มีอะไรอื่น นอกจากพวกเขาทั้งสามเป็นคนต่างถิ่น ไม่รู้จักเถ้าแก่จางก็เป็นเรื่องปกติ แต่คนส่วนใหญ่ที่มาดูเหตุการณ์นี้เป็นคนพื้นเมืองชิงเหอ ย่อมรู้จักเถ้าแก่จางเป็นอย่างดี
เถ้าแก่จางผู้นี้เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นคนใจบุญสุนทาน มักจะเปิดโรงทานแจกข้าวต้มช่วยเหลือคนยากจนอยู่เสมอ
“เถ้าแก่จาง ช่วยด้วย! ตาเฒ่าคนนี้เป็นโจรลักพาตัวเด็ก! เขาลักพาตัวเด็กลูกสาวของข้ามา”
เถ้าแก่จางเอ่ยเสียงเข้ม “บังอาจ! พวกเจ้าดูตาม้าตาเรือเสียก่อน! ใครเป็นโจรลักพาตัวกันแน่! เด็กหญิงคนนี้ข้ารู้จักดี!”
“พวกเจ้าสามคนก็แค่เห็นเครื่องประดับที่คอเด็กน้อยจึงคิดจะฉวยโอกาสนี้ขโมยมันสิ!”
“หน้าตาก็อัปลักษณ์เช่นนี้ ยังกล้าอ้างเป็นแม่เด็กอีก! ไปส่องกระจกดูตัวเองก่อนเถอะ ว่าจะให้กำเนิดเด็กหญิงน่ารักน่าชังเช่นนี้ได้อย่างไร!”
คำพูดของเถ้าแก่จางทำให้ผู้คนรอบข้างเริ่มซุบซิบนินทา
“จริงด้วย เด็กคนนั้นไม่เห็นเหมือนหญิงคนนั้นเลยสักนิด เด็กหญิงดูมีบุญญาบารมี ต่างกับหญิงคนนี้ราวฟ้ากับเหว…”
หญิงคนนั้นเห็นท่าไม่ดีจึงร้องไห้โฮ “ไม่จริง! ข้าไม่ได้โกหก นางเป็นลูกสาวข้าจริงๆ จี้ห้อยคอของนาง พ่อของนางก็ทำให้กับมือ”
“ทุกท่านโปรดดูให้ดีเถิด ตาเฒ่าคนนั้นเป็นแค่ชาวนา จะมีหลานสาวใส่เครื่องประดับล้ำค่าเช่นนี้ได้อย่างไร!"
“เอ่อ…” ผู้คนเริ่มลังเลใจ หลี่อันแต่งตัวดูแล้วก็เป็นชาวนาจริงๆ
ในขณะที่หญิงคนนั้นสวมใส่เสื้อผ้าอย่างดี ดูก็รู้ว่าฐานะร่ำรวย หรือว่าเถ้าแก่จะสมรู้ร่วมคิดกับคนพวกนี้จริงๆ
หลี่อันได้ยินคนพวกนั้นเรียกตนว่าชาวนาซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงโกรธจัด รีบผลักหงอวี่ให้เถ้าแก่จางดูแล แล้วพุ่งเข้าไปเตะหญิงคนนั้น
“ชาวนาแล้วอย่างไร”
“ชาวนากินข้าวบ้านเจ้าหรือ ชาวนาใส่เสื้อผ้าบ้านเจ้าหรือ ชาวนานอนเตียงบ้านเจ้าหรือ”
“ใครบ้างที่บรรพบุรุษสามชั่วโคตรไม่เคยเป็นชาวนา!”
จบตอน
Comments
Post a Comment