บทที่ 221: ชีวิตที่ยากลำบากของไป๋เช่ออวิ๋น
คำพูดของหญิงผู้นั้นได้ก่อให้เกิดความโกรธแค้นในกลุ่มคน เพราะทุกคนล้วนเป็นชาวนาขาเปื้อนโคลน ถึงตอนนี้ก็บางคนยังต้องทำงานในทุ่งนาเพื่อประทังชีวิตอย่างยากลำบาก
คำพูดของหญิงผู้นี้ทำให้พวกเขารู้สึกราวกับถูกดูถูก
“โอ้ว! ตีเลย! ตีให้หนัก!”
เล่อเหนียงกอดคอของหลี่อันไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง ริมฝีปากก็ยังไม่ลืมส่งเสียงกรีดร้องอย่างตื่นเต้น
“ฟู่! ฟู่!” หลังจากกรีดร้องอยู่สักพัก เด็กหญิงตัวอ้วนจ้ำม่ำก็เริ่มโจมตีด้วยน้ำลายใส่ค
การกระทำของนางทำให้คนรอบข้างขบขันไม่หยุด และยิ่งทำให้พวกเขามั่นใจว่าคนสามคนที่นอนร้องโอดโอยอยู่บนพื้นนั้นคือโจรลักพาตัวเด็กตัวจริงๆ
มีหญิงใจร้อนบางโยนผักเน่าในตะกร้าใส่พวกนั้น
“ข้าจะตีเจ้าคนใจดำนี่ให้ตายตกไปเสีย! กล้าดีมาแอบอ้างเป็นแม่ของคนอื่น!”
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว พวกเราเกือบจะถูกพวกเขาหลอกเสียแล้ว!”
หลี่อันเห็นสตรีรอบข้างเริ่มขว้างปาผักใส่หญิงคนนั้น จึงรีบถอยออกมาด้านข้างเพราะกลัวว่าจะโดนลูกหลง!
“ดีมาก! ดีมากเลย!” เล่อเหนียงมองดูหญิงคนนั้นถูกใบผักเขียวทับจนลุกไม่ขึ้น แล้วปรบมืออย่างชอบใจ
ความจริงหญิงสาวคนนั้นชอบเด็กผู้หญิงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพียงแต่น่าเสียดายที่ลูกสะใภ้ในบ้านคลอดแต่ลูกชาย บัดนี้เมื่อเห็นเด็กหญิงตัวนุ่มนิ่มน่ารักน่าชังก็รู้สึกตื่นเต้น พอได้ยินเสียงกรีดร้องชอบใจก็ยิ่งขว้างผักใส่หญิงคนนั้นแรงกว่าเดิม
นางถึงกับหยิบไข่เน่าใบหนึ่งออกมา แล้วขว้างไปที่ศีรษะของหญิงคนนั้นอย่างแม่นยำ กลิ่นเหม็นเน่าก็แผ่ซ่านออกมาจากศีรษะของหญิงคนนั้น ทำให้ผู้คนรอบข้างต่างพากันเอามือปิดจมูกและถอยหลังไปหลายก้าว
“กรี้ดดด! เสื้อผ้าของข้า!” หญิงคนนั้นกรีดร้องเสียงหลง รีบเช็ดของเหลวบนเสื้อผ้าอย่างตื่นตระหนก
ชุดนี้เป็นชุดที่ดีที่สุดของนางเชียวนะ!
“ข้าจะไปแจ้งทางการ! ข้าจะให้ทางการจับพวกเจ้าให้หมด!”
เถ้าแก่จางกล่าวเสียงเย็นชา “ไม่ต้องลำบากหรอก ข้าให้คนไปแจ้งทางการมาแล้ว อีกไม่นานท่านนายอำเภอก็น่าจะมาถึง”
ชายสองคนนั้นได้ยินว่าเถ้าแก่จางแจ้งทางการแล้วก๋ผงะ จากนั้นก็ตะเกือกตะกายลุกขึ้นวิ่งหนี
หลี่อันจ้องมองแผ่นหลังพวกเขาด้วยสายตาเย็น เขาเตะก้อนหินบนพื้นโดยปล่อยพลังภายในออกไปเล็กน้อย ก้อนหินก้อนนั้นกระเด็นกระแทกข้อพับของสองคนนั้นอย่างจัง
ตุ้บ!
ชายวัยกลางคนซวนเซล้มลงกับพื้น
“พวกเจ้าจะรีบหนีไปไหนหรือ ไหนเจ้าบอกว่าตาเฒ่าอย่างข้าลักพาตัวลูกสาวเจ้า เหตุใดไม่รอให้ท่านนายอำเภอมาตัดสินความยุติธรรมก่อนเล่า”
“ท่านนายอำเภอมาแล้ว! ทุกคนหลีกทางด้วย!”
เสียงของหลี่อันดังขึ้นพร้อมกับเสียงตะโกนจากอีกฝั่งหนึ่ง ไป๋เช่ออวิ๋นในชุดขุนนาง นำเจ้าหน้าที่หลายคนเดินเข้ามา
“สวรรค์! ใครถ่ายอุจจาระไว้กลางถนนกัน!”
ไป๋เช่ออวิ๋นเพิ่งเดินเข้ามาก็ได้กลิ่นเหม็นลอยโชยมาเตะจมูก เขายกมือขึ้นบีบจมูกแล้วถอยหลังออกไปเล็กน้อย
“พูดได้อย่างไร!”
“เจ้านกยูงกะล่อน! อย่างเจ้าก็เป็นขุนนางได้ด้วยหรือ!”
ไป๋เช่ออวิ๋นปิดจมูก กำลังจะอ้าปากถามว่าเกิดอะไรขึ้นก็ถูกตะโกนใส่จนงุนงงไปหมด
เขาหันไปมองก็เห็นหลี่อันที่อุ้มเล่อเหนียงไว้และจูงหงอวี่ไว้กำลังจ้องเขาด้วยความโกรธ
ส่วนผู้คนที่มุงดูอยู่ ต่างตกใจกับคำที่หลุดออกมาจากปากของเด็กน้อยทั้งสอง พวกเขากล้าเรียกนายอำเภอว่าด้วยถ้อยคำเช่นนี้เลยหรือ ดูท่าชีวิตของพวกเขาคงจบไม่สวยแล้ว
ไป๋เช่ออวิ๋นมองดูพวกเขาแล้วนึกในใจว่า หรือว่าวันนี้ตนลืมจุดธูปสักการะบรรพบุรุษก่อนออกจากบ้านนะ
“เกิดอะไรขึ้น” ไป๋เช่ออวิ๋นเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ เมื่อเห็นเหตุการณ์ตรงหน้า เรื่องราวทั้งหมดต้องเกี่ยวข้องกับสามคนนี้แน่ๆ
ยังไม่ทันที่หลี่อันจะได้เอ่ยอธิบาย เล่อเหนียงที่อยู่ในอ้อมกอดก็เบะปาก ดวงตากลมโตเอ่อล้นไปด้วยน้ำตา เพียงชั่วพริบตาน้ำตาก็ไหลรินอาบแก้ม นางร้องไห้จ้าละหวั่น ยื่นมือป้อมๆออกไปหาไป๋เช่ออวิ๋น
“ท่านอา คนพวกนั้นใจร้าย!” เล่อเหนียงร้องไห้ฟูมฟายพลางกอดคอไป๋เช่ออวิ๋นแน่น
ฮึ่ม! คนเลวสามคนนั้นกล้าดียังไงมากล้าหลอกคนอื่นว่าเป็นบิดามารดาของนาง คอยดูเถอะว่าข้าจะจัดการพวกเจ้าอย่างไรดี!
“โอ๋ๆ เด็กดี เจ้าอย่างร้องไห้ไปเลยนะ” ไป๋เช่ออวิ๋นปลอบเด็กน้อยในอ้อมกอดอย่างอ่อนโยน
“ใครบอกข้าได้บ้างว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
ไป๋เช่ออวิ๋นยังคงสับสนกับสถานการณ์ตรงหน้า เขามองสายตาไม่พอใจจากหงอวี่และหลี่อัน พลางปลอบโยนเล่อเหนียงที่กำลังร้องไห้งอแงอย่างทุลักทุเล
“ฮึ!” หงอวี่พ่นลมหายใจเย็นชาย แววตาดุดัน
“ฮึ!” หลี่อันเองก็ไม่ต่างกัน เขาต้องไป๋เช่ออวิ๋นตาไม่กะพริบ
ส่วนสตรีผู้นั้นและชายวัยกลางคนสองคนที่ยืนอยู่ไม่ไกล ต่างตกตะลึงกับภาพตรงหน้า พวกเขาไม่คิดว่าชายชราที่ดูเหมือนบ่าวและเด็กหญิงจะมีความเกี่ยวข้องกับนายอำเภออย่างไป๋เช่ออวิ๋นได้!
เกิดอันใดขึ้นกันแน่ พวกเขาได้แต่คิดในใจและมองไป๋เช่ออวิ๋นปลอบเด็กหญิงตัวอ้วนด้วยความงุนงง สุดท้ายทั้งสามก็ทรุดตัวลงกับพื้นพร้อมกัน หรือว่าสิ่งที่พวกเขาคิดก่อนหน้านี้จะผิดไป
ไป๋เช่ออวิ๋นได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมดจากปากของหญิงชราใจดีคนหนึ่ง ก็โกรธจนหน้าดำหน้าแดง
“เจ้าบอกว่าเด็กอ้วนคนนี้เป็นลูกสาวของเจ้าหรือ” ไป๋เช่ออวิ๋นถามเสียงลอดไรฟัน
หญิงคนนั้นพูดอย่างลนลาน “ข้า...ข้ามองผิดไป เด็กคนนี้หน้าตาคล้ายลูกข้ามาก เพราะเหตุนี้จึงทำให้ข้าตาฝาดไป”
“อ้อ มองผิดงั้นหรือ”
หญิงคนนั้นพยายามพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ใช่แล้ว ข้ามองผิดไป ลูกสาวข้าก็อายุประมาณนี้ แต่นางถูกคนพาตัวไป ข้าเสียใจจนสายตาฝ้าฝาง…”
ไป๋เช่ออวิ๋นหัวเราะเยาะ “เหตุใดลูกหายแล้วถึงไม่ไปแจ้งทางการเล่า แต่ช่างเถอะ ตอนนี้เจ้าไม่ต้องแจ้งแล้ว ข้าจะช่วยเจ้าสืบให้ว่าลูกเจ้าอยู่ที่ไหน”
“ถ้าเจ้ามีลูกสาวอายุเท่าหลานข้าก็แล้วไป แต่ถ้าไม่มีหรืออายุไม่ตรงกัน ข้าจะทำให้เจ้ากลายเป็นเด็ก!”
“เอาตัวไป!”
เมื่อไป๋เช่ออวิ๋นออกคำสั่ง เจ้าหน้าที่ทางการก็เข้ามาลากตัวคนทั้งสามไปยังศาลาว่าการ “ท่านนายอำเภอ ข้าถูกใส่ร้าย เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับข้า ทั้งหมดเป็นความคิดของหญิงผู้นี้!”
“ท่านนายอำเภอ ข้าถูกใส่ร้ายจริงๆ!”
ชายวัยกลางคนสองคนนั้น ดิ้นรนพลางร้องโวยวายราวกับผีร้องหมาหอน ปากบอกว่าตนเองถูกใส่ร้าย
ส่วนหญิงสาวนั้นตกใจจนแทบจะกลายเป็นคนโง่เขลา ยอมให้เจ้าหน้าที่ลากตัวไปอย่างเหม่อลอย โดยหลี่อันอุ้มเล่อเหนียงที่ยังสะอื้นไห้อยู่ในอ้อมแขน แล้วจูงมือหงอวี่เดินนำหน้าไป
“ลุงหลี่ หงอวี่ พวกท่านจะไปไหนพาข้าไปด้วย!”
ไป๋เช่ออวิ๋นมองเห็นพวกเขาเดินจากไปก็รีบเร่งฝีเท้าตามไป
“เจ้าตามมาทำไม เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ เจ้าไม่ต้องไปสอบสวนหรืออย่างไร”
ไป๋เช่ออวิ๋นหัวเราะเบาๆ “เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ไม่ต้องให้ข้าออกหน้าหรอก ปล่อยให้พวกเจ้าหน้าที่ในศาลาว่าการจัดการก็พอแล้ว!”
“งั้นเจ้าก็ไปให้พ้น ไม่ต้องตามพวกข้ามา”
“อย่าเลย พวกท่านเข้าเมืองมา แล้วท่านป้ากับคนอื่นๆมาด้วยหรือไม่ ข้าคิดถึงอาหารของตระกูลฉินจะแย่แล้ว”
“เล่อเหนียงเกือบถูกลักพาตัวไปภายใต้เขตการดูแลของเจ้า เจ้ายังจะกินข้าวลงอีกหรือ ไปกินขี้เถอะ!"
“เรื่องนี้ไม่ใช่เพราะท่านเป็นต้นเหตุหรอกหรือ”
พวกที่อยู่ด้านหลังรวมทั้งเถ้าแก่จาง เมื่อเห็นนายอำเภอผู้สูงศักดิ์เดินตามหลังพวกเขาอย่างนอบน้อมก็พากันตะลึงไปตามๆกัน
เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ “ไม่น่าเชื่อว่าคนธรรมดา จะสามารถทำให้นายอำเภอผู้สูงศักดิ์ต้องเดินตามต้อยๆ โชคดีจริงๆที่เมื่อครู่ข้าไม่ได้ดูถูกพวกเขาเพราะเสื้อผ้าที่ขาดวิ่น"
…......…
อีกด้านหนึ่ง แม่เฒ่าฉินและฉินเหล่าเอ้อร์ได้ตกลงเรื่องร้านค้าเรียบร้อยแล้ว
“พ่อเฒ่าซุน ท่านแน่ใจหรือว่าจะขายร้านนี้ให้พวกข้าในราคาแปดสิบตำลึง นี่เป็นกิจการของครอบครัวท่านนะ” แม่เฒ่าฉินถามเพื่อยืนยันอีกครั้ง
ซุนต้าโหย่วถอนหายใจ “ข้าไม่สามารถรักษามันไว้ได้แล้ว จะเรียกว่ากิจการครอบครัวได้อย่างไร ข้าเห็นว่าท่านผู้มีพระคุณเป็นคนมีความสามารถ ขายให้ท่านแล้วข้าก็ยังสามารถมาที่นี่เพื่อรำลึกถึงความหลังได้บ้าง”
เมื่อแม่เฒ่าฉินได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ได้เกลี้ยกล่อมอีก นางล้วงเอาเงินสิบห้าตำลึงออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นให้เขา
“พ่อเฒ่าซุน ข้าไม่ได้พกเงินมามาก นี่คือเงินมัดจำสิบห้าตำลึง หากท่านไม่มีที่พักอาศัย ก็สามารถไปอยู่ที่บ้านพักคนชราเหลาหลายเล่อในหมู่บ้านตระกูลฉินได้”
ซุนต้าโหย่วรับเงินมาด้วยมืออันสั่นเทา แล้วทรุดตัวลงคุกเข่าทันที
บทที่ 222: หลี่อันเกือบถูกทุบตีกลางถนน
“พ่อเฒ่าซุน ท่านจะทำอะไรน่ะ รีบลุกขึ้นเถิด” แม่เฒ่าฉินปรี่เข้าไปประคองเขาให้ลุกขึ้น
“ท่านผู้มีพระคุณ ท่านมีบุญคุณช่วยชีวิตครอบครัวของข้า” ซุนต้าโหย่วน้ำตาไหลพราก เงินจำนวนนี้เขาจะสามารถเลี้ยงดูหลานชายให้เติบใหญ่ได้ วันข้างหน้าก็จะไม่ต้องอับอายหากต้องไปพบบรรพบุรุษตระกูลซุนและพ่อของเด็กได้
“พ่อเฒ่าซุน ไปอยู่หมู่บ้านตระกูลฉินกับข้าเถิดที่นั่นคึกคักดี”
ซุนต้าโหย่วรีบตอบ “ดีเลย หากท่านผู้มีพระคุณไม่รังเกียจ ข้าจะเก็บข้าวของไปหมู่บ้านตระกูลฉินเพื่อคอยรับใช้ท่านทันที”
พูดจบซุนต้าโหย่วก็พาหลานชายเดินออกจากร้านที่เคยเป็นของพวกเขาไป
แม่เฒ่าฉินนั่งอยู่ในร้านสักครู่ รอจนฉินเหล่าเอ้อร์ออกมาจึงไปพบกับคนอื่นๆ พร้อมกับฉินเหล่าเอ้อร์ ระหว่างทางก็ตามหาหลี่อันกับเล่อเหนียงไปด้วย
ใครจะรู้ว่าพอออกจากตรอกก็เห็นหลี่อันกับไป๋เช่ออวิ๋นกำลังทะเลาะกันอยู่พอดี
ไป๋เช่ออวิ๋นเห็นท่าทีว่าเถียงไปก็ไม่ชนะ จึงกลอกตาคิดแผนร้ายกาจขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว เขาไม่สนใจมารยาทที่ควรจะมี เลยวิ่งแจ้นไปฟ้องแม่เฒ่าฉินเสียเลย
แม่เฒ่าฉินรู้เรื่องราววุ่นวายทั้งหมดที่เพิ่งเกิดขึ้น ก็โกรธจนแทบอยากจะถอดรองเท้าฟาดหลี่อันตรงนี้เสียงให้รู้แล้วรู้รอด
“หมอหลี่! ท่านไม่รู้หรืออย่างไรว่าเหตุใดถึงห้ามอวดร่ำอวดรวย ท่านพาเล่อเหนียงกับหงอวี่ไปเที่ยวที่แบบนั้นได้ยังไง!?”
“บอกข้ามาเดี๋ยวนี้! แก่จนปูนนี้แล้วยังพาเด็กสองคนไปเที่ยวแบบนั้นอีก ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาจะทำอย่างไร!?”
“หากเล่อเหนียงเป็นอันใดขึ้นมา ท่านต้องถูกถลกหนังสองแน่ๆ! ถ้าเกิดเรื่องกับหงอวี่ ท่านต้องชดใช้ด้วยชีวิตสองเท่า! ข้าว่าต่อให้ท่านตายตกนรก ก็คงจะโดนลากกลับมาฆ่าอีกรอบแน่ๆ!”
แม่เฒ่าฉินโกรธจนแทบคุมตนเองไม่ได้ นางอยากจะเรียกลูกชายมาช่วยกันจับหลี่อันยัดใส่กระสอบแล้วตีให้สาสม
“ท่านย่า~”
ฉินเยาเยาเห็นหลี่อันถูกด่าจนตัวหดเหลือเท่าลูกแมวน้อย ก็นอดสงสารไม่ได้ รีบเข้าไปออดอ้อนปลอบใจแม่เฒ่าฉิน
แม่เฒ่าฉินเห็นหลานสาวตัวน้อยก็หายโกรธเป็นปลิดทิ้ง รีบคว้าตัวหลานสาวมาอุ้มแล้วหอมแก้มยุ้ยๆด้วยความเอ็นดู
ไม่ได้เจอกันครึ่งวัน นางน่ะคิดถึงหลานสาวคนนี้เหลือเกิน
“ท่านย่า! ทอง!”
ฉินเยาเยายกข้อมือเล็กๆทั้งสองข้างขึ้นสูง เผยให้เห็นกำไลทองที่ข้อมือ
แม่เฒ่าฉินขมวดคิ้ว รีบดึงมือของเล่อเหนียงลง
“โอ้ย เจ้าเด็กโลภมาก! ไม่รู้ว่านิสัยบ้าเงินนี้เหมือนใครกัน”
เล่อเหนียงกอดย่าแล้วหอมแก้มนางซ้ำๆ “ท่านย่า ข้าจะเลี้ยงดูตอนแก่”
แม่เฒ่าฉินเห็นหลานสาวทำท่าทางน่ารัก แม้ในใจจะโกรธมากเพียงใด ตอนนี้ความโกรธนั้นก็หายไปหมดแล้ว
“เด็กดีพวกเราไปหาพ่อแม่ของเจ้ากันเถอะ” แม่เฒ่าฉินกวาดตามองหลี่อันแวบหนึ่ง แล้วอุ้มเล่อเหนียง พร้อมจูงหงอวี่ไปหาฉินเหล่าซื่อและคนอื่นๆ
ไป๋เช่ออวิ๋นมองหลี่อันอย่างภาคภูมิใจ ก่อนจะรีบตามเข้าไปออดอ้อน “ท่านป้า ข้าคิดถึงอาหารที่บ้านท่านเหลือเกิน!”
หลี่อันได้แต่ลูบจมูกตัวเองอย่างกระอักระอ่วน ก่อนจะเดินตามหลังพวกเขาไป
“ท่านแม่ เรื่องร้านค้าเป็นอย่างไรบ้าง”
ฉินเหล่าซื่อและฉินเหล่าซานเดินเข้ามาสมทบจึงถามขึ้น
“เรียบร้อยแล้ว” แม่เฒ่าฉินตอบพลางยิ้ม “ร้านค้าตรงข้ามสำนักศึกษษเติงเคอนั่นแหละ”
ฉินเหล่าซานดูดีใจ แต่ก็ยังอดถามต่อไม่ได้ “แล้วค่าเช่าแต่ละเดือนเท่าไหร่หรือ”
“ซื้อขาดแล้ว รายละเอียดไว้กลับไปคุยกันที่บ้าน”
ขณะที่ฉินเหล่าซื่อและคนอื่นๆ กำลังจะเดินไปก็ถูกชายวัยกลางคนคนหนึ่งเรียกไว้เสียก่อน
“แม่นางสวี่ ในที่สุดข้าก็หาเจ้าเจอ” เถ้าแก่หลายเจ้าของร้านขายผ้า
สวีซิ่วอิงทักทายเขาแล้วถามว่า “เถ้าแก่หลาย มีงานด่วนหรือเจ้าคะ”
เถ้าแก่หลายพยักหน้าหงึกๆ พลางกล่าวว่า “ไม่กี่วันก่อน มีตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่งส่งชุดเจ้าสาวที่ชำรุดมาให้ข้า พวกเขาจ่ายเงินสองร้อยตำลึงให้ข้าช่วยซ่อมแซมชุดนี้ เพียงแต่ข้าไม่มีความสามารถมากพอ จึงไปขอความช่วยเหลือจากช่างฝีมือที่มีประสบการณ์สิบกว่าปีมาหลายคน ทุกคนต่างบอกว่าซ่อมไม่ได้ ตอนนี้ความหวังทั้งหมดอยู่ที่เจ้าแล้ว”
สวีซิ่วอิงตะลึงไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “เถ้าแก่หลาย ข้าทำเป็นเพียงงานปักดอกไม้เล็กๆน้อยๆเท่านั้น งานซ่อมแซมชุดแต่งงานที่ยากเช่นนี้ เกรงว่าจะทำไม่ได้เจ้าค่ะ”
เถ้าแก่หลายรีบกล่าวว่า “แม่นางสวี่ เจ้าลองไปดูสักหน่อยก่อนก็ได้
ดูแล้วค่อยตัดสินใจ”
“อีกอย่างข้าเชื่อมั่นในฝีมือของแม่นางสวี่เสมอ”
“เอ่อ…”
สวีซิ่วอิงมองแม่เฒ่าฉินอย่างเกรงใจ ในใจนางอยากไปดูว่าชุดแต่งงานที่ต้องซ่อมนั้นเป็นอย่างไรกันแน่
ชุดเจ้าสาวตั้งแต่สมัยโบราณส่วนใหญ่จะตัดเย็บเองด้วยมือ โดยใช้เวลาทำนานหลายเดือน และชุดจะถูกเก็บรักษาไว้ในกล่องจนกว่าจะถึงวันพิธี
พวกเรามีความเชื่อสืบต่อกันมาว่า หลังจากสตรีสวมชุดแต่งงานแล้ว ไม่อนุญาตให้ผู้อื่นแตะต้องชุดแต่งงานที่สวมอยู่อีก
แม้จะชำรุดก็จะซ่อมแซมเอง ไม่ยอมให้ผ่านมือผู้อื่นเด็ดขาด
ธรรมเนียมเกี่ยวกับชุดแต่งงานชุดนี้สร้างความอยากรู้อยากเห็นให้กับสวี่ซิ่วอิงเป็นอย่างมาก
“เช่นนั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ ถือโอกาสซื้อผ้าสักสองพับไว้ทำเสื้อให้เด็กๆที่บ้าน”
แม่เฒ่าฉินอุ้มหนูน้อยเดินนำหน้าไปพลางเอ่ยปากพูดไม่หยุด “เด็กในบ้านพวกเราโตไวรายกับต้นไม้แตกหน่อย พริบตาเดียวก็สูงขึ้นอีกแล้ว เสื้อผ้าที่ใส่เมื่อฤดูหนาวปีที่แล้วก็สั้นเต่อหมดแล้ว
ทุกคนในตระกูลฉินเห็นพ้องต้องกันกับคำพูดของแม่เฒ่าฉิน
บรรดาเด็กๆที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือลิ่งตง ตอนที่พวกเขาย้ายมาถึงหมู่บ้านตระกูลฉินใหม่ๆ เจ้าลิ่งตงยังสูงไม่ถึงต้นขาของเฉิงอันเลย
หลังจากผ่านมาหนึ่งฤดูร้อนความสูงก็แทบจะทันเสี่ยวอู่กับเสี่ยวลิ่วแล้ว แน่นอนว่าหงอวี่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ตอนที่เพิ่งมาถึงหมู่บ้านตระกูลฉินก็สูงกว่าเสี่ยวอู่กับเสี่ยวลิ่วทั้งสองคนอยู่แล้ว ตอนนี้ก็ยิ่งสูงใหญ่ขึ้นไปอีก
ไม่นาน พวกแม่เฒ่าฉินก็มาถึงร้านผ้า
แม่เฒ่าฉิน สือไห่ถัง และหลิวซิ่วเถากำลังเลือกผ้าอยู่ในห้องโถง ส่วนสวี่ซิ่วอิงกับฉินเหล่าซื่ออุ้มเล่อเหนียงไปดูชุดแต่งงานที่ลานหลังบ้าน
ส่วนไป๋เช่ออวิ๋น พอได้ยินว่าพวกเขาจะเปิดร้านในอำเภอก็ไม่กินข้าวแล้ว รีบกลับไปเตรียมของด้วยความดีใจ
“เถ้าแก่หลาย งานนี้ข้ารับไม่ได้!”
สวี่ซิ่วอิงเพียงแค่มองดูก็รู้ว่าชุดแต่งงานชุดนี้ใช้ผ้าไหมที่หาได้ยากแม้จะยอมจ่ายเงินจำนวนมาก
ผ้าชนิดนี้บอบบางมาก การเย็บผ้าไหมฝีเข็มต้องแม่นยำ ถ้าเย็บผิดต้องดึงด้ายออก ผ้าก็จะมีรอยเข็มปรากฏอย่างชัดเจน
“แม่นางสวี่ แม้แต่เจ้าก็ทำไม่ได้หรือ” เถ้าแก่หลายถามอย่างผิดหวัง
สวี่ซิ่วอิงส่ายหน้า “ข้าคิดว่าเถ้าแก่คงเห็นแล้วว่า ชุดแต่งงานชุดนี้ใช้ผ้าผ้าไหมที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ผ้าไหมชนิดนี้บอบบางเพียงใด ข้าคิดว่าเถ้าแก่คงรู้ดีกว่าข้า รอยขีดข่วนบนนั้นก็เห็นได้ชัดว่าเกิดจากกรรไกร แม้ว่าผ้าจะไม่ได้ขาด แต่การซ่อมแซมให้กลับมาเหมือนเดิมนั้นยากยิ่งกว่ายาก”
เถ้าแก่ได้ยินดังนั้นจึงถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “ดูเหมือนว่างานนี้พวกเราคงจะรับไม่ได้ พรุ่งนี้ให้คนส่งคืนไปเถอะ”
“ข้าเดิมทีคิดว่าที่ชิงเหอของพวกเรามีช่างปักฝีมือเยี่ยมมากมาย คงจะมีคนที่สามารถซ่อมแซมชุดเจ้าสาวที่ทำจากผ้าไหมนี้ได้ ข้าถึงได้รับงานนี้มา แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะต้องถูกผู้คนหัวเราะแล้ว”
สวี่ซิ่วอิงปลอบใจว่า “เถ้าแก่ไม่จำเป็นต้องรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ผ้าไหมนี้แต่เดิมก็เป็นผ้าที่บอบบาง เถ้าแก่ก็แค่อยากให้พวกเราหญิงชนบทได้เห็นเท่านั้นเอง”
“ในเมื่อเจ้ารู้จัก เหตุใดไม่ลองลงมือดูสักหน่อยล่ะ”
บทที่ 223: ทนไม่ได้ที่ผู้อื่นมีชีวิตดีกว่า
เสียงหนึ่งดังมาจากนอกประตู เถ้าแก่หลายได้ยินเสียงนั้นจึงรีบหันไปเปิดประตูต้อนรับผู้มาเยือน
ผู้มาเยือนเป็นชายหนุ่มรูปงาม สวมเสื้อคลุมผ้าไหมสีเหลืองนวล บุรุษผู้นี้ถือพัดหยกขาวในมือ ทั่วร่างแผ่กลิ่นอายของบัณฑิตผู้สูงศักดิ์ เพียงแต่รอยแผลเป็นที่พาดผ่านตั้งแต่คิ้วจรดหูนั้น ได้ทำลายความงามของใบหน้างดงามนั้นไปไม่น้อย
เล่อเหนียงผู้ชื่นชอบความงาม เมื่อได้เห็นชายผู้นี้แล้วก็อดรู้สึกเสียดายในใจไม่ได้
ใบหน้าที่หล่อเหลาเช่นนี้
ดวงหน้าที่งดงามเช่นนี้
เหตุใดจึงต้องถูกทำลายด้วยรอยแผลเป็นอันน่าเกลียดเช่นนี้
“คุณชายอวี๋ ท่านมาแล้ว” เฒ่าแก่เอ่ยด้วยสีหน้าขอโทษ “คุณชายอวี๋ ข้าต้องขออภัยจริงๆ อำเภอชิงเหอแห่งนี้เล็กยิ่งนัก ตระเวนหาช่างปักทั่วเมืองก็ไม่มีผู้ใดสามารถซ่อมชุดเจ้าสาวนี้ให้กลับมาสมบูรณ์ดังเดิมได้”
อวี๋ชิงมองสำรวจสวี่ซิ่วอิง “ฮูหยินท่านนี้รู้จักผ้าไหมทอประกาย เหตุใดไม่ลองดูเล่า บางทีอาจซ่อมชุดเจ้าสาวที่ชำรุดนี้ได้จริง”
“เช่นนี้ก็อาจทำให้ความปรารถนาของผู้อื่นเป็นจริงได้”
สวี่ซิ่วอิงมองชายหนุ่มตรงหน้าและรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด แต่นึกอย่างไรก็นึกไม่ออกว่าเคยพบเขาที่ใดมาก่อน “คุณชายอวี๋ ชุดเจ้าสาวชุดนี้เป็นของท่านหรือ” สวี่ซิ่วอิงเอ่ยถามอย่างสุภาพหลังจากโค้งตัวคำนับ
“อืม” เขาส่งเสียงตอบรับในลำคอเพื่อตอบคำถามสวี่ซิ่วอิง
“หากท่านรู้จักผ้าแพรไหมทอประกายก็ลองดูสิ”
สวี่ซิ่วอิงปฏิเสธ “คุณชายควรหาคนที่มีความสามารถมากกว่าข้าเถอะ ชุดเจ้าสาวชุดนี้ไม่ความสามารถซ่อมได้จริงๆ”
ดวงตาของอวี๋ชิงฉายแววเศร้าสร้อย “ฮูหยินลองดูก่อนเถอะ อย่างไรเสียชุดนี้ก็เป็นเช่นนี้แล้ว หากซ่อมได้ ข้าจะจ่ายให้ท่านงดงามแน่นอน หากซ่อมไม่ได้ ข้าก็จะไม่โทษท่าน!”
สวี่ซิ่วอิงได้ยินดังนั้นจึงลูบรอยบนผ้าแพรไหมทอประกายเบาๆ และถามด้วยความสงสัย
“คุณชายอวี๋ ข้ามีความสงสัยอยู่หนึ่งข้อ ผ้าแพรไหมทอประกายนั้นมีค่าดั่งทองคำ การทำชุดเจ้าสาวจากผ้าแพรไหมทอประกายที่ล้ำค่าเช่นนี้ต้องใช้ความพยายามไม่น้อย เหตุใดชุดนี้ถึงได้รับความเสียหายจนถึงเพียงนี้”
“นี่เป็นเพียงความอยากรู้ของข้า หากท่านไม่อยากตอบก็ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”
แววตาของอวี๋ชิงฉายความเจ็บปวด “เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด เพียงแต่คู่หมั้นของข้าถูกแม่เลี้ยงพยายามจะสลับตัวเจ้าสาว เอาลูกสาวของนางเองมาแต่งงานกับข้า คู่หมั้นของข้าขัดขืนจนตัวตาย สุดท้าย...ก็เหลือเพียงชุดเจ้าสาวที่นางทำขึ้นมาเป็นของต่างหน้าเท่านั้น”
แม้น้ำเสียงของอวี๋ชิงจะเบาหวิว แต่กลับทำให้ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่เขาต้องแบกรับได้อย่างชัดเจน
แมวดาวสับเปลี่ยนองค์ชายอีกแล้วหรือ
สวี่ซิ่วอิงและฉินเหล่าซื่อนึกถึงหงอวี่ พวกเขาจึงรู้สึกโกรธแค้นและเห็นใจในชะตากรรมของอวี๋ชิง
“คุณชายอวี๋ ท่านมีด้ายที่เหมือนกับด้ายที่ใช้ปักบนชุดเจ้าสาวชุดนี้หรือไม่”
“มี มีแน่นอน” เถ้าแก่หลายรีบตอบทันที
“นี่ไง นี่คือด้ายที่คุณชายอวี๋ส่งมา แม่นางสวี่เจ้าดูเถอะว่าใช่ได้หรือไม่”
สวี่ซิ่วอิงพลิกดูด้านที่พันกันเป็นก้อนกลมๆ แล้วเทียบสีบนชุดแต่งงานก่อนจะพยักหน้าตอบ
“ด้ายนี้สีเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน”
“คุณชายอวี๋ ข้าไม่ใช่คนในอำเภอ ข้าอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านตระกูลฉิน หากท่านต้องการให้ข้าซ่อมชุดแต่งงานนี้ ข้าจำเป็นต้องนำกลับบ้านเพื่อลองดูเจ้าค่ะ”
อวี๋ชิงพยักหน้า “หากท่านสามารถซ่อมได้ ก็เชิญท่านนำกลับไปเถิด”
เมื่อได้รับคำยืนยันจากสวี่ซิ่วอิง เถ้าแก่หลายชีวิตห่อชุดแต่งงานนี้อย่างรวดทว่าทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความระมัดระวัง แล้วยัดใส่อ้อมกอดของสวี่ซิ่วอิง
ขอบคุณสวรรค์ ในที่สุดเขาก็ส่งต่อชุดที่ยุ่งยากนี้ออกไปได้แล้ว
เถ้าแก่หลายลอบบ่นในใจ จากนั้นส่งสวี่ซิ่วอิง ฉินเหล่าซื่อรวมถึงอวี๋ชิงออกไปด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม
แม่เฒ่าฉินและคนอื่นเลือกผ้าเสร็จนานแล้ว กำลังยืนอยู่ข้างๆ คุยกับลูกจ้างรอพลางรอสวี่ซิ่วอิงออกมา ครั้นเห็นซิ่วอิงแบกห่อผ้ามาด้วย ไม่ต้องบอกก็รู้ว่านางรับงานซ่อมชุดแต่งงานมาแล้ว
เฒ่าแก่ฉินจ่ายเงินค่าผ้าให้ลูกจ้างร้านอย่างรวดเร็ว ทั้งยังขอให้เขาช่วยห่อผ้าให้เรียบร้อย ลูกจ้างร้านส่งครอบครัวตระกูลฉินออกจากร้านราวกับพวกเขาเป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภ
พวกเขาซื้อข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันเพิ่มเติมเล็กน้อย รวมถึงผ้าห่มใหม่อีกหลายผืน
บ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อ มีคนชราสองคนที่มักควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะไม่อยู่เพราะอายุที่มากขึ้น
ทำให้พวกเขาต้องซักผ้าห่มอยู่บ่อยครั้ง ซักแล้วตาก ซักแล้วตาก จนผ้าห่มที่เคยนุ่มฟู กลับกลายเป็นแข็งกระด้าง ไม่อบอุ่นอีกต่อไป
รถม้าหนึ่งคันกับเกวียนวันอีกหนึ่งเลาม บรรทุกข้าวของต่างๆจนแน่นขนัด มุ่งหน้าออกจากอำเภอสู่หมู่บ้านตระกูลฉิน
เมื่อเข้าหมู่บ้าน ย่อมหลีกเลี่ยงสายตาชาวบ้านที่มองมาด้วยความอิจฉา
แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็ทำได้เพียงแค่อิจฉาเท่านั้น เพราะตระกูลฉินดูแลผู้คนมากมายในบ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อ แล้วยังให้พวกเขายืมข้าวสารประทังชีวิตผ่านพ้นฤดูหนาว พวกเขาจึงรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณของตระกูลฉิน
“จุ๊ๆๆ วันนี้บรรทุกข้าวสารมาหนึ่งคัน พรุ่งนี้บรรทุกผ้ามาอีกหนึ่งคัน ใครกันนะ”
“ไม่รู้ว่าเงินพวกนี้เป็นเงินขาวสะอาดหรือเปล่านะ”
แม่ของโก่วต้านพูดกับแม่เฒ่าหวังข้างๆ ด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
แต่น่าเสียดาย แม่เฒ่าหวังไม่แม้แต่จะสนใจ หลังจากชายตามองอย่างดูถูกแล้วก็หันหลังเดินจากไป นางไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับคนแบบนี้ให้เปลืองน้ำลาย
เมื่อกลับถึงบ้านสือไห่ถังก็เริ่มเตรียมอาหารเย็นทันที แม้ว่าพวกเขาจะได้กินขนมหวานและแป้งทอดจากในอำเภอมาจนอิ่มท้องแล้ว แต่สำหรับชาวบ้านอย่างพวกเขา ท้องที่ไม่มีข้าวในนั้นถือว่าไม่อิ่มจริง
เมื่อสวี่ซิ่วอิงกลับมาถึงบ้าน นางก็ตรงกลับเข้าห้องทันทีเพื่อครุ่นคิดหาวิธีซ่อมแซมชุดแต่งงานราคาแพงชุดนี้
ระหว่างทางกลับบ้าน สวี่ซิ่วอิงได้บอกกล่าวพวกเขาอย่างชัดเจนถึงมูลค่าของชุดแต่งงานชุดนี้
ดังนั้นในตอนนี้ ทุกคนจึงปล่อยให้สวี่ซิ่วอิงอยู่ในห้องเพียงลำพัง ไม่มีใครกล้ารบกวนแม้แต่คนเดียว เพราะผ้าไหมปักดิ้นทองอันล้ำค่านี้ หากเกิดความเสียหายขึ้นมา พวกเขาคงไม่มีปัญญาชดใช้
ส่วนฉินเหล่าซื่อและคนอื่นๆก็ไม่ได้อยู่เฉย พวกเขาพาเด็กชายในบ้านและเล่อเหนียงไปที่บ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อที่อยู่ข้างๆ เพื่อปูผ้าห่มและที่นอนใหม่ที่ซื้อมาให้พ่อเฒ่าทั้งสอง
ตอนแรกพ่อเฒ่าทั้งสองนั้นคิดว่าผ้าห่มเก่ายังใช้ได้อยู่ การเปลี่ยนผืนใหม่จะทำให้สิ้นเปลืองเปล่าๆ จึงพยายามขัดขวางทุกวิถีทาง
สุดท้ายก็ต้องให้เล่อเหนียงออกโรงแสดงละคร เด็กน้อยร้องไห้โวยวายใหญ่โตและขู่ว่าจะแขวนคอตาย จนพ่อเฒ่าทั้งสองยอมให้เปลี่ยนเครื่องนอนใหม่แต่โดยดี
อาหารเย็นวันนี้ถูกทำเสร็จอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเด็กชายหลายคนในบ้านได้กินอาหารมาจากในอำเภอแล้ว อาหารเย็นวันนี้จึงเรียบง่ายเป็นพิเศษ
ส่วนอาหารเย็นของเล่อเหนียงนั้นทำแยกต่างหาก เพราะนางต้องกินไข่ตุ๋นทุกวันไม่มีขาด
ส่วนอาหารเย็นที่จำเป็นสำหรับบ้านพักคนชราเหล่าหลายนั้น น้ำแกงถูกเคี่ยวไว้ตั้งแต่เช้าก่อนพวกเขาออกเดินทาง เป็นน้ำแกงกระดูกหมูที่เคี่ยวมาทั้งวัน ใส่เนื้อหมูหนึ่งชั่ง ผัดเห็ดป่าตากแห้ง ผัดผักอีกหนึ่งจาน กับข้าวสวยอีกหนึ่งหมhอ
ส่วนอาหารเย็นของตระกูลฉินเรียบง่ายยิ่งกว่า พวกเขานำเห็ดหูหนูป่าและเนื้อหมูสับละเอียดมาคลุกเคล้าด้วยกัน แล้วนำไปทอดในกระทะ กินคู่กับน้ำแกงกระดูกก็เป็นอันเสร็จมื้อหนึ่งแล้ว
บทที่ 224: ทำงานร่วมกันทำให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น
การที่ครอบครัวเปิดกิจการถือเป็นเรื่องใหญ่ แต่มีบางเรื่องต้องคุยกันให้ชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความบาดหมางในภายหลังเพราะร้านค้าเพียงร้านเดียว
ดังนั้นเช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากกินอาหารเช้าแล้ว แม่เฒ่าฉินจึงเรียกทุกคนมารวมตัวกัน
“ร้านค้านี้เป็นกิจการแรกของครอบครัวเรา เงินที่เรามีอยู่ตอนนี้เพียงพอซื้อแค่ร้านเดียวเท่านั้น ถ้าจะซื้อชั้นวางของเพิ่มอีกนิดหน่อย เงินก็จะไม่พอใช้แล้ว”
แม่เฒ่าฉินพูดจบก็ชี้ไปที่เล่อเหนียงที่กำลังแทะนิ้วมือ “เล่อเหนียงก็เอาเงินออกมาเรียกร้องจะซื้อร้านค้าด้วย เราใช้เงินซื้อร้านรวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ ใช้ไปประมาณหนึ่งร้อยสามสิบตำลึง ครอบครัวเราออกเงินแปดสิบแปดสิบตำลึง เล่อเหนียงออกมาเงินห้าสิบตำลึง”
“เมื่อกิจการเราทำกำไรได้ จะแบ่งกำไรสามส่วนให้เล่อเหนียงก่อน แล้วค่อยนำส่วนที่เหลือมาแบ่งเท่าๆกันดีหรือไม่”
“ท่านแม่ พวกเราเห็นด้วยกับท่าน”
ไม่มีผู้ใดกล้าคัดค้านอยู่แล้ว แต่เดิมพวกเขาตั้งใจจะยกร้านค้าให้เล่อเหนียงอยู่แล้ว อีกอย่างมีชีวิตกินดีอยู่ดีได้เฉกเช่นทุกวันนี้ก็เพราะเล่อเหนียงทั้งนั้น ไม่ใช่แค่ร้านค้าแห่งนี้อย่างเดียวเท่านั้น ต่อให้ขุดหัวใจพวกเขามาพวกเขาก็ยินดี
สวี่ซิ่วอิงอุ้มเล่อเหนียงขึ้นมาหอมแก้มเล็กๆของนาง “ไม่คิดเลยว่าลูกสาวของข้าโตขนาดนี้ ดูสิ เจ้าถึงขนาดเลี้ยงแม่ได้เลยนะ”
เล่อเหนียงรีบยกกำไลทองในมือขึ้น ท่าทางโอ้อวดน่าเอ็นดูทำให้ทั้งครอบครัวหัวเราะ ทันใดนั้น เล่อเหนียงก็นึกขึ้นได้ถึงเรื่องหนึ่ง เครื่องประดับไปซื้อกับปู่หลี่อันเมื่อวานนี้ ยังไม่ได้ให้ท่านแม่และคนอื่นๆเลย
ขาเล็กสั้นป้อมวิ่งกลับเข้าไปในห้องไม่นานลากถุงผ้าใบหนึ่งออกมาด้วย อย่าถามว่าทำนางถึงลากออกมา นางก็ไม่ได้อยากจะยอมรับหรอกนะว่าตัวเองนยกไม่ไหว
เล่อเหนียงตบถุงผ้าแล้วพูด “แบ่งกัน!”
“หลานรัก ของในถุงนี้คืออันใดกัน”
แม่เฒ่าฉินหยิบถุงผ้าบนพื้นขึ้นมา และเมื่อเปิดออกก็ต้องตกใจ ด้านในเต็มไปด้วยกำไลเงิน ปิ่นปักผมเงิน และเครื่องประดับเงินนานาชนิด
แม่เฒ่าฉินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก “หลานรัก เจ้าได้ของพวกนี้มาจากไหนกัน”
สวรรค์ กำไลเยอะแยะมากมายเลย
เล่อเหนียงตบกำไลในมือ “พี่เจ็ด”
หงอวี่เข้าใจในทันที “ของพวกนี้หมอหลี่อันเป็นคนซื้อให้ขอรับ”
แม่เฒ่าฉินพอได้ยินว่าเป็นของที่หลี่อันซื้อให้ ก็รีบมัดถุงผ้าคืนให้เล่อเหนียง ทว่าเล่อเหนียงไม่ยอมง่ายๆของพวกนี้นางเป็นคนเลือกสรรมาอย่างพิถีพิถัน แม้ว่าสุดท้ายคนจะจ่ายเงินไม่ใช่ แต่กว่าจะเลือกได้ก็เหนื่อยไม่ใช่น้อยเหมือนกัน
“แบ่ง! ต้องแบ่งกัน!” เล่อเหนียงกอดถุงผ้าแน่นไม่ยอมปล่อย
หงอวี่เอ่ยขึ้นจากด้านข้าง “ท่านย่า รับไว้เถิดขอรับ อย่าปฏิเสธเลยอย่างไรเสียเงินของตาแก่นั่นก็ขโมยมาอยู่แล้ว”
“ว่าอย่างไรนะ”
คำพูดนี้ทำให้แม่เฒ่าฉินตกใจ รีบถามขึ้นว่าเกิดอะไรขึ้น
หงอวี่พูดด้วยท่าทางเศร้าสร้อย “ตอนที่เขาออกจากวัง เขาได้ขโมยตั๋วเงินมูลค่าหนึ่งแสนตำลึงมาจากย่าของข้า!”
แม่เฒ่าฉินอุทาน “หา!!”
คนอื่นได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่นิ่งเงียบ
“ท่านย่า กำไลพวกนี้ล้วนเป็นของที่เล่อเหนียงเลือกมาอย่างดี ถ้าพวกท่านไม่รับไว้ก็จะเป็นประโยชน์แก่หมอหลี่เปล่าๆ อีกทั้งยังทำให้เล่อเหนียงเสียใจด้วยขอรับ”
แม่เฒ่าฉินยังคงปฏิเสธ “แม้จะพูดเช่นนั้น แต่เจ้าของบ้านไม่อยู่ ก็ไม่ควรแตะต้องข้าวของของผู้อื่น”
“ไม่เป็นไรหรอกเท่านย่า พวกท่านนำไปแบ่งกันเถอะ ถือซะว่าข้าเป็นเจ้าเป็นคนหนึ่ง อย่างไรเสียเงินนั่นก็ขโมยมาจากบ้านของข้า”
“อีกอย่างหมอหลี่เขาก็รู้ดีว่าตัวเขาก่อเรื่องใหญ่ไว้ ถ้าพวกท่านไม่สวมเครื่องประดับพวกนี้ออกไปเดินเล่นสักรอบ คาดว่าอีกครึ่งเดือนเขาก็คงไม่กล้ากลับบ้าน”
“และอีกอย่าง ลองคิดดูนะขอรับ หมอหลี่พยายามที่จะช่วยครอบครัวของเราออกเงินอยู่หลายครั้ง แต่ท่านย่าก็ปฏิเสธทุกครั้ง ถ้าแม้แต่กำไลพวกนี้ท่านยังไม่ยอมรับ ข้าเกรงว่าเขาคงจะคิดมาเอาได้” เมื่อเห็นท่านย่าและคนอื่นยังลังเล เล่อเหนียงจึงหยิบกำไลเงินสองวงใหญ่ยัดใส่มือนางทันที
หลังจากนั้นยังมุดหน้าหายเข้าไปในถุงครู่หนึ่ง แล้วหยิบปิ่นปักผมเงินสองอันเตรียมจะเสียบเข้าไปในผมของผู้เป็นย่า
สือไห่ถัง สวี่ซิ่วอิง และหลิวซิ่วเถาต่างได้รับกำไลเงินคนละสองวง ต่างหูเงินอีกคนละสองคู่ และปิ่นปักผมเงินอีกคนละสองอันเช่นกัน
“พี่หย่าย”
“พี่ยอง”
“พี่ฉาม”
เล่อเหนียงแยกหยกสามชิ้นออกมาต่างหาก แล้วคลำหาในถุงอีกครู่ หยิบหยกที่เหลือให้พี่ชาย ส่วนที่เหลือก็เป็นของข้า ฮึ ฮึ ฮึ
เล่อเหนียงหัวเราะคิกคักสองที แล้วโบกมือน้อยๆเก็บของที่เหลือทั้งหมดเข้าไปในพื้นที่มิติเล็กๆของนาง
สวี่ซิ่วอิงและคนอื่นลูบคลำเครื่องประดับในมืออย่างรักใคร่ราวกับไม่อยากปล่อย ไม่มีหญิงคนไหนที่ชอบเครื่องประดับ พวกนางถึงกับรีบร้อนช่วยกันสวมปิ่นปักผมและต่างหู ก่อนวิ่งไปส่องดูตัวเองที่ข้างบ่อน้ำอย่างเพลิดเพลิน
“ท่านย่า ใส่จิ!” เล่อเหนียงเร่งเร้าให้ผู้เป็นย่าสวมปิ่นปักผม
ก่อนที่แม่เฒ่าฉินจะทันได้ตั้งตัว สวี่ซิ่วอิงและสือไห่ถังก็ได้ช่วยกันมวยผมและปักปิ่นให้นางเรียบร้อยแล้ว
“จวยมั้ก” เล่อเหนียงปรบมือด้วยความยินดี แต่สายตากลับจับจ้องไปที่ต้นหลิวนอกประตู
หลี่อันที่อยู่บนต้นหลิว ข้าจะไปซื้อเนื้อดีๆ แล้วให้สะใภ้สามทำเนื้อตุ๋นหอมๆดีกว่า!
“เอาล่ะ เอาล่ะ กลับมาคุยเรื่องสำคัญกันต่อเถอะ”
หลังจากพวกสือไห่ถังชื่นชมความงดงามกันเสร็จ ก็กลับมารอฟังคำสั่งของแม่เฒ่าฉิน
แม่เฒ่าฉินหยิบเงินสองก้อนออกมาจากอกเสื้อยื่นให้ฉินเหล่าซาน
“เอาล่ะ ในเมื่อพวกเราซื้อร้านนี้แล้ว ก่อนฤดูหนาวจะมาถึงเราต้องรีบเปิดร้านให้เร็วที่สุด เหล่าซาน สะใภ้สาม พวกเจ้าสองคนเข้าเมืองไปทำความสะอาดร้านซะ ต่อจากนี้พวกเจ้าทั้งสองมีหน้าที่ดูแลร้านนี้ ดูว่าต้องซื้ออะไรเพิ่ม พวกเจ้าจัดการได้เลย”
“ส่วนเฉิงอัน เสี่ยวเถา แล้วก็ข้า เราสามคนจะไปเก็บหัวผักกาดหวาน(บีทรูท)ที่เขาหลังบ้าน หัวผักกาดหวานพวกนี้สำคัญมากต่อการทำขนม”
“เหล่าซื่อ เจ้าไปกับฮั่นหลิน ไปหาหัวหน้าหมู่บ้าน ดูซิว่าพอจะมีใครในหมู่บ้านที่พอจะช่วยเราหาหอยที่เรากินไปวันก่อนได้บ้างไหม แล้วจ่ายค่าแรงพวกเขาเป็นอาหารสักมื้อ”
“ข้าคิดเรื่องหอยพวกนั้นมาตลอดทาง คิดแล้วก็รู้ว่าที่สะใภ้สามพูดนั่นมีเหตุผล ของรสชาติเผ็ดร้อนเหมาะกับกินตอนอากาศเย็นๆอย่างตอนเช้าหรือตอนเย็น แต่ตอนกลางวันอากาศร้อนๆแบบนี้ ใช้มันเป็นเมนูเปิดร้านของเราน่าจะขายดี”
“ท่านแม่ พวกข้าเข้าใจแล้ว พวกข้าจะไปทำกันเดี๋ยวนี้แหละ” ทุกคนในครอบครัวขานรับและรีบแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ตามที่แม่เฒ่าฉินสั่ง
แม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียงเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า หลังจากแต่งตัวให้นางเสร็จก็สะพายตระกร้าขึ้นหลัง จากนั้นก็ออกเดินทางพร้อมกับเสี่ยวเถาและเฉิงอัน
ฝ่ายฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินนั้นไปหาฉินฟู่หลินอันดับแรก
เมื่อฉินฟู่หลินรู้ว่าตระกูลฉินจะไปเปิดร้านค้าในอำเภอก็รู้สึกยินดีกับพวกเขามาก เมื่อได้ยินว่าต้องการขายหอยทากรสเผ็ดร้อนที่เคยกินในวันนั้น จึงรีบสะพายตะกร้าหลัง แล้วเรียกบรรดาหนุ่มๆในหมู่บ้านที่ว่างงานให้ไปช่วยกันจับหอยทากที่บ่อน้ำทันที
บทที่ 225: ตาบอดจนจำไม่ได้
พ่อเฒ่าจ้าวและคนอื่นจากบ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อได้ยินว่าตระกูลฉินกำลังเตรียมของเพื่อเปิดร้าน พวกเขาจึงหยิบอุปกรณ์มุ่งหน้าที่บ่อน้ำเพื่อช่วยเหลือพวกเขา
ส่วนแม่เฒ่าหวังและคนอื่น ช่วงนี้อากาศตอนเช้าและตอนเย็นค่อนข้างเย็น ส่วนตอนกลางวันค่อนข้างร้อน สภาพอากาศเช่นนี้น่าหงุดหงิดเป็นที่สุด การเพาะปลูกไม่เป็นไปดังใจ อยากเอาเสื้อผ้ามาหรือซักก็ไม่กล้า เนื่องจากอากาศแปรปรวน
ดังนั้นเมื่อพวกเขารู้ว่าตระกูลฉินกำลังยุ่งมาก จึงอาสาออกมาช่วยเหลือ
บนภูเขาด้านหลังหมู่บ้าน พวกแม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆกำลังปวดหัวกับแปลงหัวผักกาดหวานก็เห็นพ่อเฒ่าจ้าว แม่เฒ่าหวัง และชาวบ้านคนอื่นๆถือตะกร้าเดินมา
“แม่เฒ่าฉิน เจ้าช่างไม่ยุติธรรมเสียเลยนะ ยุ่งจนตัวเป็นเกลียวก็ไม่บอกพวกเขา กลัวว่าพวกข้าจะทำงานไม่ไหวแล้วหรือ” พ่อเฒ่าจ้าวมาถึงก็บ่อแม่เฒ่าฉินไม่หยุด
แม่เฒ่าฉินยิ้มบางๆ “พวกข้าไม่ได้ตั้งใจไม่เรียกพวกเจ้า แต่ตอนพวกข้าออกมาตอนเช้าอากาศยังเย็นอยู่ ข้าเพิ่งคิดจะให้เฉิงอันกลับไปเรียกพวกเจ้าอยู่พอดีเลย”
พ่อเฒ่าจ้าวหัวเราะ “แม่เฒ่าฉิน พวกเจ้าจะเก็บเกี่ยวผักหัวพวกนี้หรือ หน้าตามันดูแปลกพิลึก สีแดงทั้งต้น แน่ใจหรือว่ากินได้”
ตอนนี้แม่เฒ่าฉินก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรว่าของพวกนี้ใช้ทำน้ำตาลได้ จึงได้แต่พูดคลุมเครือว่า “ก่อนหน้านี้ไม่ได้บอกหรือว่าถ้าพวกข้ามีงานที่ทำเงินได้ ข้าก็เลยจะช่วยพวกเจ้ามาทำด้วยกันไง”
“อย่างนี้นี่เอง”
หลังจากคุยกับพ่อเฒ่าจ้าวและคนอื่นๆ แล้วก็สะพายตะกร้าพร้อมถือเคียวออกไปเก็บหัวผักกาดหวาน ส่วนเล่อเหนียงกำลังสนุกกับการผจญภัยค้นหาสมบัติในทุ่งหญ้าข้างๆ
การขึ้นภูเขาครั้งนี้ พวกพี่ชายไม่ได้ติดตามนางมาด้วยหรือพูดให้ถูกคือ ท่านย่าไม่อนุญาตให้พวกเขามา
ไม่ว่าพวกเขาจะร้องไห้โวยวายอย่างไร ท่านย่าก็จะใช้ไม้เรียวไล่พวกเขาไปเรียนหนังสือที่สำนักศึกษา แม้แต่ลิ่งตงก็ไม่ได้รับการยกเว้น
ใช่แล้ว ตอนนี้นางออกค้นหาสมบัติได้เพียงลำพัง โดยมีแม่เฒ่าเฉินคอยติดตามอยู่ข้างๆ เล่อเหนียงคลานไปในทุ่งหญ้าสักพัก และในที่สุดนางก็พบสมบัติเข้าจริงๆ
“ย่าต๋า! ดูจิ!”
เล่อเหนียงชูก้อนหินขึ้น แล้วตะโกนเรียกท่านย่า
“ย่าต๋า ย่าต๋า ท่านดูจิ!”
แม่เฒ่าฉินคิดว่าเล่อเหนียงเกิดเรื่องอะไรขึ้น จึงรีบโยนหัวผักกาดในมือทิ้งไว้ข้างๆ แล้วรีบวิ่งมาหาหลานสาวอย่างรีบร้อน
แต่พอมาถึงหลานสาวก็ยัดหินอุ่นๆใส่มือ
“สิ่งนี้คืออะไรหรือ”
แม่เฒ่าฉินหยิบก้อนหินสีดำสนิทที่มีรูเล็กๆเต็มไปหมดขึ้นมาดู นางมองไม่ออกว่ามันคืออะไร ดังนั้นจึงส่งก้อนหินให้แม่เฒ่าเฉินที่อยู่ข้างๆดู แต่แล้วแม่เฒ่าเฉินก็ส่ายหัว ราวกับกำลังบอกว่านางก็ไม่รู้ว่าหินก้อนนี้แตกต่างจากหินก้อนอื่นอย่างไร
เล่อเหนียงมองปฏิกิริยาของหญิงชราทั้งสอง แต่ในใจกลับดีใจยิ่งนัก
พวกนางย่อมมองไม่ออกว่านี่คืออะไร!
มันคือหินภูเขาไฟ เป็นก้อนหินที่เกิดจากการเย็นตัวลงของลาวา แบบนี้มันหมายความว่ายังไงนะ
หมายความว่าบริเวณใกล้เคียงต้องมีแม่น้ำใต้ดินหรือน้ำพุร้อนที่ยังไม่มีใครค้นพบ
เมื่อครู่ตอนที่นางนอนคว่ำบนพื้น เธอรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าอุณหภูมิบริเวณนี้สูงกว่าในหมู่บ้าน มีความเป็นไปได้ว่าตอนนี้พวกเขากำลังอยู่บนภูเขาไฟที่ยังไม่ดับ
แต่ความคิดนี้ถูกลบล้างไปอย่างรวดเร็ว
ภูเขาไฟอะไรกัน นางไม่ต้องการหรอกนะ สิ่งที่เธอต้องการคือนำพุร้อนต่างหาก!
“เด็กดี เล่นกับยายเฉินอยู่ตรงนี้นะ ย่าจะไปทำงานแล้ว”
ยายเฒ่าฉินคืนก้อนหินให้เด็กหญิงตัวน้อย จากนั้นก็กลับเก็บหัวผักกาดต่อโดยไม่ทันสังเกตเห็นแววตาที่เป็นประกายของหลานสาวตัวเองเลยแม้แต่น้อย
….....…
ฉินเหล่าซื่อกับเหล่าชายหนุ่มในหมู่บ้านเก็บหอยทากในบ่อน้ำขึ้นมาจนหมดแล้ว พวกเขาจึงหันความสนใจไปที่แม่น้ำที่ทางเข้าหมู่บ้าน
ทุกวันยามมีเวลาว่าง พวกเขามักจะลงไปจับปลาและกุ้งในแม่น้ำ แม้จะสัตว์ที่พวกเขาเคยจับได้มาก่อน ก็จะโยนกลับลงไปน้ำ เพราะเมื่อนำพวกมันไปตากแดด กลิ่นของมันก็แทบจะทำให้คนไม่อยากกินข้าวทั้งวัน
ส่วนฉินเหล่าซานและคนอื่นๆ ก็เริ่มเตรียมของสำหรับเปิดร้านในอำเภอ ไป๋เช่ออวิ๋นก็พาเจ้าหน้าที่ศาลาว่าการมาช่วยด้วย ทำให้ทั่วทั้งอำเภอรู้ว่าจะมีร้านค้าใหม่เปิดที่นั่น
บ่ายวันนั้น ลิ่งอวี่และคนอื่นๆ มีเวลาสองชั่วยามในการออกไปซื้อของ จึงพาน้องชายสองคนและเพื่อนร่วมชั้นมาช่วยทำความสะอาดร้านด้วย
…….........
ขณะที่ตระกูลฉินกำลังวุ่นวายกับการเตรียมการวางรากฐานให้กับชีวิตในอนาคต ก็เกิดเหตุการณ์ใหญ่ขึ้นในวันหลวง
เจิ้งกุ้ยเฟยเจิ้งคลอดแล้ว
คลอดพระโอรส
ไทเฮาทรงมีรับสั่งให้ทั่วแผ่นดินต้าหนิงร่วมเฉลิมฉลอง ทว่าบัดนี้ใบหน้าของฮ่องเต้กลับเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
“เจ้าหมายความว่าทุกสิ่งที่ข้าทำมาล้วนสูญเปล่าหรือ”
“ไม่! ข้าไม่ยอม!”
“สวรรค์ มันเกิดอะไรขึ้น เหตุใดเจิ้งกุ้ยเฟยถึงตั้งครรภ์ได้ แล้วเหตุใดถึงคลอดองค์ชาย”
เมื่อไป๋เช่ออวิ๋นได้ยินข่าวนี้ก็รู้สึกราวกับถูกฟ้าผ่า นั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้เป็นเวลานาน
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ก็ลุกขึ้นวิ่งออกจากห้อง มุ่งหน้าไปยังจวนตระกูลเฝ่ยทันที
“เผ่ยเฉิงเฟิง ข้ามีเรื่องใหญ่จะบอก! เจ้ายืนให้มั่นคงหน่อยนะ”
ไป๋เช่ออวิ๋นวิ่งเข้าไปในห้องหนังสือของเผ่ยเฉิงเฟิง สองมือยันโต๊ะพลางพูดด้วยสีหน้าตึงเครียด
“อาอวิ๋น เกิดอะไรขึ้น เหตุใดถึงตื่นตระหนกเช่นนี้”
ไป๋เช่ออวิ๋นพูดอย่างหงุดหงิด “หนึ่งอย่าเรียกข้าว่าอาอวิ๋น เราสนิทกันมากหรือ”
"สอง รบกวนเจ้าลุกขึ้นแล้วหาที่เกาะให้ดีได้ไหม ข้ามีเรื่องใหญ่จะบอกเจ้า เรื่องใหญ่มากๆ”
“ถ้าถามว่าใหญ่แค่ไหน ก็ใหญ่ราวกับฟ้าจะถล่มนั้นแหละ”
“โอ้” เผ่ยเฉิงเฟิงหาเสาต้นหนึ่งเกาะไว้อย่างเชื่อฟัง แล้วรอฟังเรื่องใหญ่จากไป๋เช่ออวิ๋นอย่างตั้งใจ
ไป๋เช่ออวิ๋นสูดหายใจเข้าลึกๆ “เจิ้งกุ้ยเฟยคลอดองค์ชาย!”
เผ่ยเฉิงเฟิงกะพริบตาแล้วถามว่า “แค่นี้เองหรือ”
เรื่องนี้เขารู้มานานแล้ว สายข่าวของเขาไม่ได้ช้ากว่าไป๋เช่ออวิ๋น เรื่องนี้นับว่าเป็นเรื่องใหญ่อันใดกัน
“ข้ารู้ว่าหลานชายของเจ้าอยู่ที่ไหน”
เผ่ยเฉิงเฟิงถึงกับชะงักไปชั่วขณะเมื่อได้ยินไป๋เช่ออวิ๋นเอ่ยขึ้นในห้องโถงอันเงียบสงบ
“เจ้าว่าอย่างไรนะ เจ้ารู้ว่าเสี่ยวอวี่อยู่ที่ไหนหรือ” หลังจากตั้งสติได้ เผ่ยเฉิงเฟิงก็คว้าไหล่ของไป๋เช่ออวิ๋นไว้แน่น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้น
“เขาอยู่ที่ไหน ตอนนี้เขาเป็นอย่างไรบ้าง”
ไป๋เช่ออวิ๋นดึงมือของเผ่ยเฉิงเฟิงออกอย่างใจเย็น ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ตอนนี้สิ่งที่เจ้าควรสนใจไม่ใช่เรื่องนั้น แต่เป็นคนในวังต่างหาก”
“เฉิงกุ้ยเฟยคลอดโอรส ยายปีศาจคนนั้นต้องวางแผนอะไรบางอย่างไว้แน่ เจ้าคิดดูสิว่านางรอคอยวันนี้มานานแค่ไหน ตอนนี้คนในวังกำลังตกอยู่ในอันตราย”
เผ่ยเฉิงเฟิงตระหนักได้ถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้ขึ้นมาทันที “ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะรีบหาทางถ่วงเวลาการโจมตีของกองทัพเว่ยอู่ เพื่อให้ท่านอ๋องเจ็ดรีบกลับมาโดยเร็วที่สุด”
“ยังไม่พอ ไม่พอ เจ้าต้องหาทางส่งคนเข้าไปในวังหลวงด้วย”
“อีกอย่างเจ้าต้องหาคนที่มีฝีมือมาให้ข้าสักหน่อย ทั้งคนในวังที่ต้องปกป้อง และเจ้าเด็กแสบข้างนอกนั่นก็ไม่อาจละเลยได้เช่นกัน”
“ก็พอหาได้อยู่หรอก แต่เจ้าต้องบอกข้าก่อนว่าหลานชายข้าอยู่ที่ใด”
ไป๋เช่ออวิ๋นหัวเราะเบาๆ “เจ้าก็เคยเจอเขาแล้ว แต่เจ้าตาบอดเสียจนจำไม่ได้!”
บทที่ 226: ถ้าไม่ได้ก่อเรื่องซุกซนแล้วจะรู้สึกไม่สบายใจ
เผ่ยเฉิงเฟิงนึกถึงใบหน้าของเด็กน้อยในตระกูลฉินที่คล้ายกับน้องสาวของเขา รวมถึงแววตาที่เด็กคนนั้นมองมา
“หรือว่าจะเป็นลูกชายของฉินเหล่าซื่อที่ชื่อหงอวี่”
ครั้นหันไปเห็นไป๋เช่ออวิ๋นกำลังยิ้มเจ้าเล่ห์มองตนเอง เผ่ยเฉิงเฟิงก็ชี้หน้าไป๋เช่ออวิ๋น “อาอวิ๋น เจ้ารอข้าก่อนเถอะ!”
พูดจบก็ออกจากห้องหนังสือ กระโดดขึ้นม้าเตรียมออกจากจวน
“พี่ใหญ่ ท่านจะไปไหน” เผ่ยเฉิงหลิงที่เพิ่งกลับมาบังเอิญเจ้าเผ่ยเฉิงเฟิงตรงหน้าประตูก็ถามออกมา
คราแรกเผ่ยเฉิงหลิงถามเขาอย่างไม่ใส่ใจ แต่เมื่อรู้ว่าเขาจะไปหมู่บ้านตระกูลฉิน ก็ขี่ม้าตามหลังเขาไปด้วย ก่อนหน้านี้เขาถูกส่งไปทำงานราชการในต่างถิ่น ในใจก็คิดถึงถงเซิงอายุเจ็ดขวบสองคนในหมู่บ้านตระกูลฉินตลอด
….....…
ทางหมู่บ้านตระกูลฉินกำลังทำงานกันอย่างคึกคักโดยไม่ต้องรอให้แม่เฒ่าฉินเอ่ยปาก ชาวบ้านต่างก็มาช่วยหยิบจับอ่างน้ำมาล้างผักที่เก็บเกี่ยวมาอย่างขะมักเขม้น
คนที่มีฝีมือด้านการหั่นก็ลงมือหั่นผักเป็นเส้นตามคำแนะนำของแม่เฒ่าฉิน ก่อนจะนำไปแช่น้ำเตรียมไว้ ส่วนฉินเหล่าซื่อและคนอื่นๆ ก็นำหอยทากที่เก็บมาได้ใส่ลงในถังที่ยืมมาจากเพื่อนบ้าน เพื่อรอให้มันคายดินออก
ขณะเดียวกันสือไห่ถังและคนอื่นก็กลับมาจากในอำเภอพร้อมกับซุนต้าโหย่วและหลานชาย วันนี้ซุนต้าโหย่วกับหลานชายตั้งใจมาช่วยงานที่ร้าน ทั้งคู่ช่วยกันทำความสะอาดร้านจนสะอาดเอี่ยม ส่วนข้าวของเครื่องใช้ต่างๆที่เตรียมไว้ก็จัดเรียงเข้าที่เข้าทางเรียบร้อย เหลือเพียงแค่รอวันนำขนมขึ้นวางขายเท่านั้น
การทำขนมนั้นง่ายกว่าการเปิดร้านอาหารมาก พวกเขาแค่ทำขนมให้เสร็จแล้วส่งไปจัดเรียงบนชั้นที่ร้านก็เป็นอันเสร็จ
เมื่อพวกสือไห่ถังกลับมา พวกเขาก็ซื้อผักสดๆจากอำเภอติดมือกลับมาด้วย
วันนี้เกือบทั้งบ้านออกไปช่วยกันเก็บเกี่ยวหัวผักกาดและจับหอยทากบนภูเขากันมา มื้อเย็นวันนี้จึงอุดมสมบูรณ์กว่าปกติ
สือไห่ถังซื้อขาหมูและเครื่องในหมูกลับมา ตอนนี้ล้างทำความสะอาดและลวกน้ำร้อนเรียบร้อยแล้ว นางใส่เครื่องปรุงรสลงไปเล็กน้อย ก่อนจะนำลงหม้อตุ๋นไฟอ่อนๆ
ส่วนเป็ดที่ฉินเหล่าซื่อซื้อมาก่อนหน้านี้ ตอนนี้อ้วนท้วนน่ากิน สือไห่ถังจึงจับเป็ดสามตัวมาต้มรวมกับหัวไชเท้าเพื่อทำเป็ดตุ๋นหัวไชเท้า
สุภาษิตกล่าวไว้ว่าไม่มีไก่ก็ไม่ใช่งานเลี้ยง แม้ว่าครอบครัวของฉินจะไม่ได้จัดงานเลี้ยง แต่เนื้อไก่ก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ มื้อนี้ไก่ไม่ได้มาจากเล้าของที่บ้าน แต่เป็นไก่ที่พวกเขาซื้อมาจากตลาดสด
เหล้าก็เป็นอีกสิ่งที่ขาดไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายในบ้าน พ่อเฒ่าจ้าวจากบ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อหรือแม้แต่หัวหน้าหมู่บ้านทุกคนล้วนชื่นชอบการดื่มเหล้า
เล่อเหนียงหยิบเครื่องเทศจากพื้นที่มิติมาหนึ่งกำมือยื่นให้สือไห่ถังเพื่อให้นางผัดหอยทากให้ทุกคนในบ้านได้ลองชิม
เพราะหอยทากเผ็ดจานนี้จะเป็นเมนูเปิดตัวร้านของพวกเขา ดังนั้นจึงต้องให้คนในหมู่บ้านได้ลองลิ้มชิมรสชาติกันก่อน
เมื่อพวกเขาล้างเนื้อสะอาดแล้วหั่นเป็นเส้นแช่ในหม้อเสร็จอาหารก็สุกพอดี สือไห่ถังยังคงมีฝีมือเป็นเลิศเช่นเคย เนื้อตุ๋นยังไม่ทันออกจากหม้อกลิ่นหอมก็ลอยตามลมไปถึงหมู่บ้านต้าหลิวที่อยู่ทางปลายน้ำ
ทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านต้าหลิวพากันเงยหน้ามองไปทางหมู่บ้านตระกูลฉิน พลางคิดว่าตระกูลฉินนี้มีเรื่องดีๆอะไรอีกนะ
สือไห่ถังตักเนื้อตุ๋นออกมาวางไว้ข้างๆ รอให้เย็นแล้วจะหั่นเป็นชิ้นบางๆจัดใส่จาน
เล่อเหนียงได้กลิ่นเครื่องเทศลอยมาก็น้ำลายไหล ยืนเฝ้าอยู่ข้างเตา จ้องมองหม้อเนื้อตุ๋นตาไม่กะพริบ
“ป้าตะใภ้ฉาม เนื้อหน่อย!”
เล่อเหนียงดึงขากางเกงของสือไห่ถัง เงยหน้ามองสือไห่ถังด้วยสายตาน่าสงสาร
“เนื้อเนื้อ!”
สือไห่ถังทนสายตาน่าสงสารนั้นไม่ไหว จึงตักเนื้อหมูขึ้นมาชิ้นหนึ่งเป่าให้เย็นแล้วยื่นให้นางทั้งชิ้น
“ขอบคุณต่ะ!”
เล่อเหนียงกล่าวขอบคุณอย่างมีมารยาท แล้วรีบคว้าหูหมูด้วยมือทั้งสองข้างอย่างตาลุกวาว ก่อนจะเริ่มแทะอย่างเอร็ดอร่อย
อืม อร่อยจริงๆ การได้กินเนื้อนี่มันช่างมีความสุขที่สุดเลย
แม้ว่าตอนนี้เล่อเหนียงจะได้กินเนื้อแล้ว แต่จำเป็นต้องควบคุมปริมาณเนื้อที่นางกินในแต่ละวัน ส่วนไข่นั้น นางได้รับอนุญาตให้กินได้ทุกวัน เล่อเหนียงได้แต่ทำหน้าเบื่อหน่าย เพราะนางเบื่อไข่ต้มเต็มแก่แล้ว
“ป้าตะใภ้ฉาม กิงขาไก่!” เล่อเหนียงร้องบอกหลังจากจัดการหูหมูจนเรียบร้อย ก่อนจะเริ่มแทะขาไก่อย่างเอร็ดอร่อยเช่นเคย ยังไม่ทันที่ทุกคนจะได้เริ่มกินข้าวเย็น เล่อเหนียงก็กินอาหารจนท้องน้อยกลมป่องเสียแล้ว
อาหารมื้อเย็นถูกยกขึ้นตั้งบนโต๊ะทีละอย่างละอย่าง จานแรกคือเนื้อตุ๋นที่เป็นเมนูโปรดของเหล่าบุรุษในบ้าน ตามมาด้วยไก่ต้มและเป็ดผัดผักดอง
ส่วนผักดองที่ถูกนำมาผัดกับเป็ดนั้น เป็นผักดองที่เล่อเหนียงนำออกมาจากพื้นที่มิติของนาง
ช่วงบ่ายที่ฉินเหล่าซื่อและคนอื่นๆออกไปจับกุ้งหาปลาที่แม่น้ำ พวกเขาก็สามารถจับปลามาได้สองสามตัว สือไห่ถังจึงนำเอาก้างปลาออก แล้วสับเนื้อปลาจนละเอียด ก่อนจะนำมาปั้นเป็นลูกชิ้นปลา
เมื่อลูกชิ้นปลาถูกยกขึ้นโต๊ะก็ดึงดูดความสนใจของทั้งผู้ใหญ่และเด็กทันที แต่ละคนแย่งกันคีบเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย
ก่อนหน้านี้ปลาตัวใหญ่ถูกนำทำไปเป็นลูกชิ้นปลาจนหมด เหลือกระดูกและหัวปลา พวกเขาก็นำไปต้มน้ำแกง ให้ทุกคนได้ลิ้มลองรสชาติสดใหม่
เป็นครั้งแรกที่ทุกคนได้ลิ้มรสลูกชิ้นปลา เนื้อสัมผัสนั้นช่างเหนียวนุ่ม ยืดหยุ่น เคี้ยวเพลิน จนไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงขายได้ราคาสูงถึงสิบตำลึง
และแล้วอาหารจานสุดท้ายอย่างหอยทากเผ็ดก็ถูกยกขึ้นโต๊ะ
กลิ่นหอมฉุนของพริกและเครื่องเทศที่ลอยโชยออกมา ทำให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างกลืนน้ำลายด้วยความอยากลิ้มลอง
ทุกคนรีบคีบหอยทากเข้าปากอย่างใจร้อน รสเผ็ดร้อนจี้ดจ๊าดระเบิดขึ้นบนปลายลิ้นในทันที
บางคนที่ไม่คุ้นเคยกับรสชาติจัดจ้านถึงกับคายเนื้อหอยทากออกมา แต่ถึงอย่างนั้นรสเผ็ดร้อนก็ยังคงติดอยู่บนลิ้น
เมื่อเริ่มคุ้นเคยกับความเผ็ดร้อนแล้ว พวกเขาก็อดใจไม่ไหว คีบหอยทากเข้าปากอีกครั้งอย่างรวดเร็ว เสียงสูดซูดปากปนกับเสียงหัวเราะของเด็กๆดังไปทั่วลานบ้านตระกูลฉิน ส่วนเด็กๆนั้นวิ่งวนไปทั่วเพื่อหาน้ำดื่มดับความเผ็ดร้อน
เมื่อเผ่ยเฉิงเฟิงและไป๋เช่ออวิ๋นมาถึงทางเข้าหมู่บ้าน พวกเขาก็ได้กลิ่นหอมประหลาดลอยมา จึงควบม้าเข้าไปในหมู่บ้านเร็วขึ้น
เผ่ยเฉิงหลิงที่ตามหลังมายังคงสงสัย เขาหยุดม้าและสูดดมกลิ่นรอบๆ เพื่อหาที่มาของกลิ่นนั้น เมื่อเขารู้ตัวอีกที เผ่ยเฉิงเฟิงและไป๋เช่ออวิ๋นก็หายไปแล้ว
“โอ้โห ท่านป้ามีของอร่อย แต่ไม่เรียกข้าเลยนะ”
ไป๋เช่ออวิ๋นก้าวเข้าไปในบ้านตระกูลฉินอย่างถือวิสาสะ เขาเดินไปหยิบชามและตะเกียบจากครัวอย่างคุ้นเคย ก่อนจะหาที่นั่งว่างแล้วเริ่มกินอย่างเอร็ดอร่อยราวกับเสือหิว
“ท่านป้า ข้าขอรบกวนด้วยนะขอรับ”
เผ่ยเฉิงเฟิงยังคงทักทายแม่เฒ่าฉินอย่างสุภาพ แต่สายตากลับจับจ้องไปที่หงอวี่ที่กำลังดื่มน้ำแกงและกินหอยทากจนปากแดงอยู่ข้างๆ
“แม่ทัพเผ่ย ทำตัวเหมือนอยู่บ้านตัวเองเถิด เชิญนั่งลงก่อนเลย ข้าจะไปหยิบชามตะเกียบมาให้” แม่เฒ่าฉินพลางยิ้มแย้ม
“รบกวนท่านป้าหยิบเพิ่มอีกชุดได้หรือไม่ ข้างหลังข้ายังมีน้องชายตามมาอีกคน”
แม่เฒ่าฉินพยักหน้ารัว “ได้ๆๆ”
“อุ้มอุ้ม” เล่อเหนียงกินอิ่มหนำสำราญมาตั้งแต่อยู่ในครัว ครั้นกินจนอิ่มแปล้แล้ว นางก็กลัวว่าจะนอนไม่สบายเพราะอิ่มเกินไป ตอนนี้นางจึงวิ่งเล่นไปมารอบๆลานบ้านเพื่อย่อยอาหาร
สักพักนางจะไปขอให้ท่านปู่หัวหน้าหมู่บ้านอุ้มสักหน่อย แล้วก็จะให้ท่านพ่อของนางอุ้มต่อ จากนั้นก็จะไปดึงเคราของหลี่อันเล่นสักหน่อย
ถ้าไม่ได้ก่อเรื่องซุกซนแล้วจะรู้สึกไม่สบายใจ
ในตอนนี้ เผ่ยเฉิงหลิงที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังก็มาถึงในที่สุด
บทที่ 227: เล่อเหนียงกัดคน
เมื่อเผ่ยเฉิงหลิงเข้าประตูมา สายตาของเขาก็ถูกดึงดูดโดยโต๊ะที่มีหงอวี่นั่งอยู่ทันที
“พี่ใหญ่ เขา...”
“เหตุใดเจ้าถึงมาชายเช่นนี้ เจ้าตกลงไปในหุบเขาหรืออย่างไร”
เผ่ยเฉิงเฟิงตั้งใจเบี่ยงเบนความสนใจของน้องชาย เพราะตอนนี้มีคนอยู่มาก ยังไม่ใช่เวลาทำความรู้จักกับหงอวี่ อีกอย่างเขายังไม่ได้คิดว่าจะแนะนำเด็กคนนี้อย่างไรดี
“พี่ใหญ่ เด็กคนนั้นหน้าตา...” เผ่ยเฉิงหลิงยังคงพูดด้วยความประหลาดใจ
“คนนี้คงเป็นน้องชายของแม่ทัพเผยสินะ นั่งลงกินข้าวก่อนเถิด มีปัญหาอะไรเราค่อยๆมาช่วยกันแก้ไข”
แม่เฒ่าฉินเป็นคนฉลาด นางมองดูเผ่ยเฉิงเฟิงและคนอื่นก็รู้ว่าพวกเขาต้องจำหงอวี่ได้แน่ๆ แต่ไม่รู้ว่าสำหรับหงอวี่แล้วมันจะเป็นเรื่องดีหรือไม่ดีกันแน่
เผ่ยเฉิงหลิงเพิ่งได้ลิ้มลองรสชาติเนื้อตุ๋นและหอยทากเผ็ดเป็นครั้งแรก เขาหลงใหลในรสชาติอันโอชะจนแทบจะวางตะเกียบลงไม่ได้
หลังกินจนอิ่มหนำสำราญ เหล่าสตรีในหมู่บ้านตระกูลฉินก็ช่วยกันเก็บถ้วยตะเกียบและจัดข้าวของให้เข้าที่เข้าทาง ก่อนจะช่วยพยุงสามีที่เมามายกลับบ้าน
ตอนนี้ภายในบ้านจึงเหลือเพียงคนในตระกูลฉิน สองพี่น้องตระกูลเผ่ย และไป๋เช่ออวิ๋นที่กำลังสนุกสนานกับการแสดง
“หงอวี่ เจ้าถอดรองเท้าและถุงเท้าให้ข้าดูฝ่าเท้าหน่อยได้หรือไม่”
“ท่านลุง!”
หงอวี่ไม่ได้ทำตามที่ขอร้อง แต่เลือกที่จะเอ่ยคำว่า ‘ท่านลุง’ ออกมาแทน
เมื่อจุดประสงค์ของการมาที่นี่คือยืนยันตัวตนของเขา การถอดรองเท้าและถุงเท้าจึงไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป
“หลานรัก” เผ่ยเฉิงเฟิงได้ยินหงอวี่เรียกตนเองว่า ‘ท่านลุง’ ทำให้ดวงตาของเขาแดงก่ำด้วยความปลื้มปิติ
“พี่ใหญ่... เขาคือ…” เผ่ยเฉิงเฟิงถามอย่างตะกุกตะกัก
“เขาคือเสี่ยวอวี่ไงล่ะ”
“เสี่ยวอวี่”
“ลุงรอง” หงอวี่เอ่ยแนะนำเผ่ยเฉิงเฟิงให้เสี่ยวอวี่รู้จัก
เผ่ยเฉิงหลิงได้ยินคำว่า ‘ลุงรอง’ จากปากของหงอวี่ก็ทำให้ดวงตาของเขาแดงก่ำทันใด
เขาไม่คิดว่าลูกของน้องสาวจะยังมีชีวิตอยู่ในโลกใบนี้ ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาคิดว่าลูกของน้องสาวคงตกอยู่ในเงื้อมมือของยายปีศาจชรา
“เสี่ยวอวี่ ลุงขอโทษ เป็นความผิดของลุงที่ทำให้เจ้าต้องลำบาก" เผ่ยเฉิงเฟิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครืออย่างรู้สึกผิด
วันนั้นเขาเห็นกับตาตัวเองว่าน้องสาวที่เขารักและเอาใจใส่มาตั้งแต่เด็ก กระโดดลงมาจากกำแพงเมือง เวลานั้นเขาเจ็บปวดจนบีบทำลายหยกในอ้อมอกของเขาจนแตก
หยกนั้นเป็นสิ่งที่เขาแกะสลักด้วยตัวเอง และขอให้ปรมาจารย์ผู้เก่งกาจทำพิธีปลุกเสกเพื่อเตรียมมอบให้กับหลานชายที่เพิ่งเกิดของเขา เมื่อเขามาถึงประตูวังหลวง เขาก็เห็นน้องสาวของเขาอุ้มลูกกระโดดลงมาจากกำแพงเมืองเพื่อปลิดชีพตนเอง
ส่วนเด็กทารกที่เพิ่งเกิดใหม่นั้นกลับถูกเปลี่ยนเป็นแมวดาวที่ถูกถลกหนัง
หงอวี่ส่ายหน้า “ข้าไม่ลำบากหรอก ข้ามีท่านพ่อ มีท่านแม่ มีท่านย่า และยังมีพี่ชายมากมาย รวมถึงน้องสาวที่น่ารักเช่นนี้ ข้าไม่ลำบากเลยสักนิด”
เผ่ยเฉิงเฟิงและเผ่ยเฉิงหลิงลุกขึ้นยืน แล้วคำนับแม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆย่างนอบน้อม
“ขอบคุณท่านป้าที่รักหงอวี่น้อยของข้าเหมือนลูกแท้ๆ ตระกูลเผ่ยของพวกข้ารู้สึกซาบซึ้งใจอย่างหาที่สุดมิได้!”
แม่เฒ่าฉินประคองให้พวกเขายืนขึ้น “พวกท่านไม่ต้องทำเช่นนี้ หงอวี่เป็นเด็กที่เหล่าซื่อพากลับมา เขาเรียกเหล่าซื่อว่าพ่อ เรียกข้าว่าย่า นั่นเท่ากับว่าเขาคือลูกหลานของตระกูลฉินแล้ว!”
ฉินเหล่าซื่อพูดอยู่ข้างๆว่า “ที่นี่ไม่มีองค์ชายใหญ่หรือหลานชายของจวนแม่ทัพ ที่นี่มีเพียงหงอวี่ของตระกูลฉินเท่านั้น”
เผ่ยเฉิงเฟิงมองพวกเขาด้วยความซาบซึ้งใจ ภายในใจรู้สึกนับถือพวกเขามากขึ้นไปอีก พวกเขารู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของหงอวี่มาตั้งแต่แรกแล้ว แต่พวกเขาไม่เพียงแต่ไม่เปิดเผยตัวตนของเด็กน้อย กลับยังช่วยปกปิดอย่างมิดชิด
ต้องรู้ว่านางปีศาจชราผู้นั้นได้ประกาศตั้งรางวัลนำจับเป็นจำนวนมหาศาล หากผู้ใดมีเบาะแสของหงอวี่ จะได้รับรางวัลเป็นทองคำถึงหนึ่งร้อยตำลึง แต่พวกเขากลับสามารถต้านทานคำลวงที่เย้ายวนเช่นนั้นได้ ทั้งยังยอมเสี่ยงช่วยเหลือปกปิดเรื่องของเสี่ยวอวี่ ในอนาคตจวนตระกูลเผ่ยล้วนต้องตอบแทนพวกเขาอย่างสุดกำลัง
“ท่านลุง ท่านไม่ต้องกังวลเรื่องข้า ข้าอยู่ที่นี่มีความสุขมาก ข้าชอบทุกคนในครอบครัวนี้”
“ต่อให้เจ้าชอบที่นี่ก็ไร้ประโยชน์ เจ้าอยู่ที่นี่ได้ไม่นานหรอก” ไป๋เช่ออวิ๋นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา
หงอวี่จ้องมองไป๋เช่ออวิ๋นด้วยสายตาไม่เข้าใจ
เมื่อเล่อเหนียงได้ยินไป๋เช่ออวิ๋นบอกว่าว่าพี่เจ็ดของนางจะอยู่ที่นี่ได้อีกไม่นาน นางพลันรู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างมาก เมื่อนางไม่สบายใจก็ต้องทำให้คนอื่นไม่สบายใจด้วยเช่นกัน
ดังนั้นเมื่อไป๋เช่ออวิ๋นเห็นเล่อเหนียงวิ่งมาหาเขา ก็คิดว่าเล่อเหนียงคิดตนเองจึงย่อตัวลงและกางแขนออก เฝ้ารอด้วยความตื่นเต้นว่าเด็กน้อยตัวอ้วนกลมคนนี้จะวิ่งเข้ามากอดเขาเมื่อไหร่
เขาชื่นชอบเด็กคนนี้มาก
ใบหน้าน้อยๆนั้นพ่องลมออกอย่างน่ารัก เมื่อได้สัมผัสก็ให้ความรู้สึกราวกับกำลังบีบก้อนแป้ง อีกทั้งกลิ่นตัวของนางยังหอมกรุ่นกลิ่นนม
ทว่าอีกหนึ่งอึดใจต่อมา ไป๋เช่ออวิ๋นก็ร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เขาเห็นเล่อเหนียงใช้ฟันสองซี่เล็กๆของนางกัดนิ้วชี้ขวาของเขาอย่างสุดแรง
“ฮือ~ พี่เจ็บ อย่าตี” เล่อเหนียงพูดอย่างไม่ชัดเจนขณะที่ยังคงกัดนิ้วมือของเขาอย่างดุร้าย
“โอ๊ยๆ! เด็กน้อย ปล่อยปากเร็วเข้า! ไป๋เช่ออวิ๋นเจ็บจนน้ำตาเล็ดราวกับลูกหมาโดนตี
ผู้คนรอบข้างต่างตกตะลึงกับภาพตรงหน้า พวกเขายืนนิ่งอยู่กับที่โดยไม่ขยับเขยื้อนเป็นเวลานาน
“เล่อเหนียง ปล่อยปากเร็วเข้า อย่าไปกัดหมาอย่างเขาสิ” หงอวี่วิ่งเข้าไปปลอบเล่อเหนียงให้ปล่อยปากจากนิ้วของไป๋เช่ออวิ๋น
“น้องสาว ปล่อยปากเร็วเข้า ปล่อยปากเร็วเข้า นิ้วของเขาสกปรกมาก เจ้าอย่าทำให้ปากของเจ้าแปดเปื้อนเลยนะ”
“บ้าเอ๊ย เจ้าเด็กตัวเหม็อน เจ้าหมายความว่าอย่างไร ใครเป็นหมา” ไป๋เช่ออวิ๋นสติแทบหลุดกับคำว่าหมาที่หลุดออกมาจากปากเด็กน้อย
“ท่านหุบปากไป!” หงอวี่ตวาดเขาหนึ่งครั้งแล้วก็หันไปปลอบเล่อเหนียงต่อ
แต่เล่อเหนียงก็ไม่ยอมปล่อยปาก แถมยังกัดแรงขึ้นเรื่อยๆ
ไป๋เช่ออวิ๋นเจ็บจนหน้าซีดขาว อย่าว่าเด็กกัดไม่เจ็บเลย แต่เจ้าเด็กคนนี้กัดได้ถูกที่ชะมัด เจ้าเด็กอ้วนคนนี้กัดโดนข้อแรกของนิ้วมือเขาอย่างแม่นยำ นั่นเป็นจุดที่เจ็บที่สุดของนิ้วเลยนะ เขาอยากจะใช้แรงสลัดเล่อเหนียงออกไป หากแต่ก็คิดในใจเท่านั้น
ถ้าเขาสลัดเล่อเหนียงออกไปจริงๆ ไม่ถึงหนี่งอึดใจเขาก็คงจะถูกสลัดออกไปด้วยเหมือนกัน
แม่เฒ่าฉินเห็นท่าทีแล้วก็อดไม่ได้ที่จะเข้าไปปลอบโยนเล่อเหนียง
“หลานรัก ปล่อยปากเร็วเข้า เดี๋ยวปากจะเมื่อยจนกินเนื้อไม่ได้นะ” เล่อเหนียงได้ยินว่าไม่มีเนื้อให้กิน ก็รีบปล่อยปากทันที
“อ๊ะ ปวกฟัน!” เล่อเหนียงอ้าปากกว้างให้ท่านย่าดูฟัน
“เจ้ายังปวดฟันอีกหรือ แต่นิ้วข้าสิเกือบพิการแล้ว!”
ไป๋เช่ออวิ๋นเป่าลมใส่แผลที่นิ้วไม่หยุด มองดูนิ้วชี้ขวาที่น่าสงสาร แม้ว่าจะดูเหมือนไม่มีบาดแผลอะไร แต่ตอนนี้มันเริ่มบวมแล้ว
เล่อเหนียงวิ่งไปกอดพี่เจ็ด “ย่า พี่เจ็บ อย่าไป”
ทุกคนรู้ไหมว่าทำไมเล่อเหนียงถึงชอบกัดคน
เมื่อครู่ไป๋เช่ออวิ๋นพูดว่า หงอวี่จะอยู่ที่นี่อีกไม่นาน
เล่อเหนียงกับหงอวี่นั้นตัวติดกันตลอดเวลา ความรู้สึกนึกคิดจึงลึกซึ้งกว่าคนอื่น ทันทีที่ไป๋เช่ออวิ๋นพูดว่าพี่ชายของตนอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน เล่อเหนียงจะไม่โกรธก็คงแปลกแล้ว
อย่าว่าแต่เล่อเหนียงเลย แม้แต่คนอื่นๆที่ได้ยินต่างก็ขบฟันกรอดๆ คิดอยากจะลองของกันบ้าง
บทที่ 228: ความตื่นเต้นในแต่ละครั้งไม่เคยเหมือนกัน
ไป๋เช่ออวิ๋นมองสายตาดุดันของคนตระกูลฉิน เขาหดคอลงอย่างโดยไม่รู้ตัว รีบเอ่ยปากขึ้นว่า
“พระสนมเจิ้งให้กำเนิดโอรสแล้ว”
“นางจะคลอดก็คลอดไปสิ เกี่ยวอันใดกับข้า” หงอวี่กลอกตาใส่เขา
เผ่ยเฉิงเฟิงส่ายหน้า “ไม่ใช่เช่นนั้น เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเจ้าเป็นที่สุด ขอเพียงในวังหลวงมีองค์ชายสักองค์ ฮ่องเต้ก็ตกอยู่ในอันตรายแล้ว!”
“เหตุใดจึงกล่าวเช่นนั้น” แม่เฒ่าฉินเอ่ยถามด้วยความสงสัย
เผ่ยเฉิงเฟิงอธิบาย “ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันไม่ใช่พระโอรสที่เกิดจากไทเฮา อีกทั้งนางก็ต้องการยึดราชบัลลังก์มานานแล้ว เพียงแต่ถูกคัดค้านเพราะทางราชสำนักไม่เห็นชอบ หากในวังมีองค์ชายสักองค์ นางสามารถขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนได้ เมื่อถึงเวลานั้นฮ่องเต้ก็ไม่จำเป็นต้องมีชีวิตอยู่ในโลกนี้อีกต่อไป”
หงอวี่พลันเงียบลง
แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆ ต่างปิดปากสนิท พวกเขาเป็นเพียงชาวนาธรรมดา ไม่รู้เรื่องราวของราชสำนักมากนัก แต่สิ่งเดียวที่พวกเขารู้คือนับจากนี้ไปพวกเขาไม่อาจวางตัวเป็นกลางได้อีกต่อไป แม้พวกเขาต้องการวางตัวเป็นกลาง แต่คนที่อยู่ในวังคงไม่ปล่อยพวกเขาไปแน่
“เมื่อฮ่องเต้ทรงทราบว่าการมีลูกจะเป็นภัยคุกคามต่อพระองค์ เหตุใดจึงยังปล่อยให้พวกเขามีลูกเล่า” ฉินเหล่าเอ้อร์เอ่ยถามถึงประเด็นสำคัญที่สุด ไป๋เช่ออวิ๋นยักไหล่แล้วกล่าวว่า “ท่านก็พูดอยู่ว่าการมีลูกจะเป็นอันตรายต่อชีวิตของเขา แล้วเขาจะยอมให้มีโอรสได้อย่างไร ฮ่องเต้กินยาตัดวงจรสืบพันธุ์ไปนานแล้ว เพียงแต่ครั้งนี้เรื่องของโอรสของเจิ้งกุ้ยเฟยดูแปลกประหลาดเกินไปหน่อย คาดว่าแม้แต่ฮ่องเต้เองก็คงไม่เข้าใจว่าโอรสองค์นี้มาจากไหน”
“ท่านลุง ข้าอยู่ในหมู่บ้านตระกูลฉินมาตลอด ข้าไม่อยากไปไหนแล้ว ไม่อยากแย่งชิงบัลลังก์” เผ่ยเฉิงเฟิงคุกเข่าลงแล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เสี่ยวอวี่ นี่ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าจะอยากหรือไม่อยาก ถึงแม้เจ้าจะบอกว่าไม่สนใจบัลลังก์นั้น ไทเฮาก็จะไม่ปล่อยเจ้าไป เพราะสำหรับนาง การมีอยู่ของเจ้าคือภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุด”
ครั้งนี้คนในตระกูลฉินต่างพากันเงียบกริบ
สวี่ซิ่วอิงถึงกับแอบน้ำตาคลอ พวกเขาเลี้ยงดูหงอวี่มานานและรักเขาเหมือนลูกแท้ๆ หากหงอวี่ต้องจากไป พวกเขาจะทำอย่างไร
เล่อเหนียงเด็กหญิงตัวอ้วนผู้นี้คงจะอาลัยอาวรณ์เขาเป็นอย่างมาก เพราะทั้งสองตัวติดกันราวกับตังเอ เล่อเหนียงได้แต่กุมมือหงอวี่ไว้แน่น นางไม่อยากให้พี่เจ็ดจากไป
เขาเป็นคนเดียวในโลกที่เข้าพื้นที่มิติของนางได้ หากเขาจากไปแล้วเปิดเผยความลับนี้ นางจะทำอย่างไร นางไม่อยากถูกเผาทั้งเป็นเพราะถูกมองว่าเป็นตัวประหลาด
เสี่ยวอู่และเสี่ยวลิ่วเองก็แอบน้ำตาคลอ พวกเขาอยู่กับเสี่ยวชีมานาน จนเห็นเสี่ยวชีเป็นน้องชายแท้ๆ แม้ว่าปกติเสี่ยวชีจะหยิ่งผยอง เจ้าเล่ห์ และมักจะแกล้งพวกเขาอยู่เสมอ แต่ถ้าเสี่ยวชีจากไป พวกเขาคงเสียใจมากแน่ๆ
ไป๋เช่ออวิ๋นมองดูครอบครัวตระกูลฉินที่แสดงท่าทางโศกเศร้าเสียใจทีละคน ในใจรู้สึกอิจฉายิ่งนัก
ตอนเด็กเขาถูกโจรลักพาตัวไป ก่อนที่บิดามารดาที่แท้จริงจะมารับตัวเขากลับไป ชีวิตของเขาเรียกได้ว่าถูๆไถๆ แม้ว่าครอบครัวบุญธรรมจะยากจน หากแต่ก็อบอุ่น
ในปีที่เขาอายุได้หกขวบ หลังจากที่บิดามารดาที่แท้จริงมารับตัวเขากลับไป ชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไปราวกับพลิกฝ่ามือ แม้ว่าตอนนี้ครอบครัวจะร่ำรวยมาก ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้อง แต่ก็ไม่มีวันได้พบกับความอบอุ่นแบบที่ครอบครัวนั่งล้อมวงกินน้ำแกงผักป่าหม้อเดียวกันอีกแล้ว
บิดามารดาในตอนนี้ของเขาไม่เคยใส่ใจเขาเลย สิ่งที่พูดกับเขามีแต่เพียงว่า “เจ้าคือบุตรชายแท้ๆของจวนโหว สิ่งที่เจ้าต้องทำคือทำให้จวนโหวยิ่งใหญ่รุ่งเรืองยิ่งขึ้น”
“เอาล่ะ พวกเจ้าอย่าเศร้าโศกไปเลย ข้าแค่บอกว่าอาจจะอยู่ได้ไม่นาน ไม่ได้หมายความว่าจะจากไปเดี๋ยวนี้เสียเมื่อไหร่ อีกอย่างหากแม่ทัพเผ่ยมีกำลังมากพอ เราอาจจะปกปิดเรื่องนี้จากนางปีศาจชรานั้นได้อีกหลายปี”
ไป๋เช่ออวิ๋นหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อว่า “แน่นอน แต่ฝ่ายบาทจะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ก็ตอบไม่ได้”
“ทำไมเจ้าไม่พูดออกมาแต่แรก!” หงอวี่ตวาดใส่เขาเสียงดังลั่น
ไป๋เช่ออวิ๋นลูบจมูก “ตั้งแต่ต้นจนจบ ข้าไม่ได้บอกว่าเจ้าเด็กคนนี้ต้องไปเสียตอนนี้เมื่อไหร่ ข้าแค่บอกว่าเขาอยู่ได้ไม่นานเท่านั้น”
ทุกคนกลอกตาใส่เขา ก่อนจะแยกย้ายไปทำธุระของตัวเอง
เหมือนที่เขาพูดแม้ว่าเสี่ยวชีจะอยู่ในบ้านของพวกเขาได้ไม่นาน แต่ตราบใดที่เขายังอยู่ในตระกูลฉิน เขาก็ยังเป็นลูกของตระกูลฉิน
“พี่เจ็บ! ไปกัง!” เล่อเหนียงเดินไปทางห้องนอน ร้านค้ากำลังจะเปิดในไม่ช้า นางต้องนำขนมบางส่วนจากพื้นที่มิติออกมาเพื่อใช้เป็นจุดเด่น
เผ่ยเฉิงเฟิงและคนอื่นๆ ไม่สามารถอยู่ในตระกูลฉินได้นาน หากก่อนหน้านี้ไม่รู้ตัวตนที่แท้จริงหงอวี่ พวกเขาจะอยู่ที่นี่นานเท่าไหร่ก็ไม่สำคัญ
แต่ตอนนี้สถานการณ์ต่างออกไป ตระกูลเผ่ยมีสถานะละเอียดอ่อนเกินไป คาดว่าคงถูกจับตามองจากบุคคลผู้นั้นแล้ว หากพวกเขาอยู่ในหมู่บ้านตระกูลฉินนานเกินไป อาจดึงดูดความสนใจของบุคคลผู้นั้น ซึ่งจะเป็นผลเสียต่อหมู่บ้านตระกูลฉินได้
เผ่ยเฉิงหลิงมองเสี่ยวอู่และเสี่ยวลิ่วอย่างอาลัยอาวรณ์ จุดประสงค์หลักของเขาวันนี้คือการพาเด็กน้อยสองคนนี้ไปด้วย แต่แผนการกลับไม่เป็นไปอย่างที่คิด ตอนนี้เขาไม่เพียงแต่ไม่สามารถรับพวกเขาเป็นศิษย์ได้ แต่ยังต้องรักษาระยะห่างจากพวกเขาอีกด้วย
เมื่อคิดเช่นนั้น เขาก็รู้สึกอึดอัดใจอย่างบอกไม่ถูก
หลังจากสือไห่ถังและคนอื่นๆ ส่งพวกแม่ทัพเผยกลับไปแล้วก็เริ่มกลับมาวุ่นวายอีกครั้งในครัว หัวผักกาดหวานที่แช่น้ำไว้นำมาทำเป็นน้ำตาลได้แล้ว
วันเปิดร้านถูกกำหนดไว้เป็นอีกสามวันข้างหน้า ระหว่างสามวันนี้ พวกเขาจำเป็นต้องเคี่ยวหัวผักกาดหวานเป็นน้ำตาล แล้วจึงใช้น้ำตาลนั้นทำขนมวอื่นๆต่อไป
พ่อเฒ่าจากเหล่าหลายเล่อและคนอื่นรู้ว่าคืนนี้แม่เฒ่าฉินต้องยุ่งมากจึงพากันมาช่วย แต่เนื่องจากหม้อในบ้านเล็กเกินไป ไม่สามารถต้มหัวผักกาดมากขนาดนั้นในคราวเดียว พวกเขาจึงต้องแบ่งหัวผักกาดหวานบางส่วนไปต้มที่บ้านพักของเหล่าหลายเล่อ
เรื่องที่ตระกูลฉินรู้วิธีต้มน้ำตาลนั้น คนอื่นๆในหมู่บ้านไม่รู้ ตระกูลฉินปิดบังเรื่องนี้ไว้อย่างดี แต่ครั้งนี้ไม่มีทางเลือก จำเป็นต้องให้พ่อเฒ่าจ้าวและคนอื่นๆช่วยต้มน้ำตาล
เสี่ยวซื่อ เสี่ยวอู่ และเสี่ยวลิ่ว เด็กน้อยทั้งสามวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน คอยช่วยงานเท่าที่กำลังเด็กน้อยจะทำได้
ส่วนสวี่ซิ่วอิงยังคงง่วนอยู่กับงานปักผ้า
งานปักผืนล่าสุดของนางคืบหน้าไปมาก ตอนนี้เหลือเพียงการตัดสินใจว่าจะเริ่มปักจากจุดใดก่อน เพราะหากปักเข็มแรกผิดพลาด ตำแหน่งของภาพปักทั้งหมดก็จะคลาดเคลื่อนไปด้วย
ฝ่ายแม่เฒ่าฉิน ในยามนี้นางมีหน้าที่หลักคือดูแลเล่อเหนียงกับหงอวี่ แต่ถึงแม้จะเคยเห็นเหตุการณ์แบบนี้มาแล้วหลายครั้ง ทว่าทุกครั้งที่เห็นเด็กสองคนจูงมือกันหายวับไปต่อหน้าต่อตา แม่เฒ่าฉินก็ยังตกใจไม่หายสักที
ทางด้านเล่อเหนียง แม้จะเตรียมใจไว้บ้างแล้วระหว่างอยู่ในมิติ แต่เมื่อก้าวเข้ามาเห็นฝูงกระต่ายวิ่งเล่น ไก่ เป็ด ห่าน เดินส่งเสียงร้องไปมา แถมปลาตัวอ้วนยังพากันกระโดดขึ้นมาเหนือน้ำราวกับจะท้าทาย เล่อเหนียงก็อดกำหมัดแน่นด้วยความหมั่นไส้ไม่ได้
นางคว้าไม้กวาดที่พิงอยู่ตรงมุมห้อง ก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปทันที
บทที่ 229: เปิดกิจการอย่างเป็นทางการ
หลังจากเล่อเหนียงซ่อมแซมเล้าไก่ เป็ด และห่านเสร็จแล้วก็ลากหงอวี่มาที่โกดังเก็บของ
“บ้านเราจะเปิดร้านแล้ว ข้าร้อนใจมากเลย ในโกดัวเก็บของมีตำราอาหารสมัยใหม่อยู่หลายเล่ม ช่วยแปลหน่อยสิ บางทีอาจจะมีอาหารที่ทำได้ในยุคนี้ก็ได้"
หงอวี่มาที่โกดังของเล่อเหนียงเป็นครั้งแรก เมื่อเห็นปืนใหญ่กลไกที่กองอยู่เต็มไปหมดก็ตะลึงงันไปนาน ถึงแม้จะดูไม่ออกว่าสิ่งเหล่านี้คืออะไร แต่เขามีลางสังหรณ์ว่า หากราชวงศ์ต้าหนิงมีสิ่งนี้ พวกเขาก็จะไม่มีทางพ่ายแพ้เป็นแน่
“น้องสาว สิ่งเหล่านี้คืออะไรหรือ”
เล่อเหนียงที่กำลังหาของอยู่ชะงักไปครู่หนึ่ง นางมองตามนิ้วของหงอวี่ เมื่อเห็นว่าเขากำลังชี้ไปที่คือปืนใหญ่กระบอกนั้น มุมปากของนางก็กระตุกสองที
จะถามอะไรก็ถามได้ ทำไมต้องถามถึงปืนใหญ่กระบอกนี้ด้วย นางจะบอกเขาได้ยังไงว่าปืนใหญ่กระบอกนี้ใช้ทำอะไร
“ข้าไม่รู้เหมือนกัน!” เล่อเหนียงแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราว ทันที
เขาไม่เชื่อหรอกว่าเล่อเหนียงไม่รู้ เพียงแต่เขากลัวว่าถ้าถามต่อไป เล่อเหนียงจะเตะเขาออกจากดินแดนเทพเซียน
เล่อเหนียงกวาดตามองไปทั่วโกดัง ในที่สุดก็พบหนังสือเก่าๆเล่มหนึ่ง ปกหนังสือหนาปกคลุมไปด้วยฝุ่นหนาเตอะ เพราะถูกทิ้งเอาไว้มุมห้อง นางปัดฝุ่นออกอย่างลวกๆ แล้วโยนมันทิ้งไป และสั่งให้หงอวี่โยนถุงพริกแห้งและพริกเสฉวนออกไปครึ่งหนึ่ง
ผักในสวนดูเหมือนว่าจะเก็บได้แล้ว เล่อเหนียงจึงโบกมือเบาๆ เก็บผักทั้งหมดเข้าไปในโกดัง จากนั้นนางก็หาเมล็ดพริกจากในโกดัง แล้วให้หงอวี่นำไปปลูก ต่อไปร้านค้าของพวกเขาคงจะขาดพริกไม่ได้
หลังจากปลูกพริกเสร็จ หงอวี่ก็ล้างมือแล้วพาเล่อเหนียงมาที่ซุ้มองุ่น เล่อเหนียงนั่งแกว่งชิงช้าไปมาพลางกินองุ่นอย่างสบายใจ ส่วนหงอวี่กำลังศึกษาเตาหลอมยาสีดำนั่นต่อไป
“น้องสาว ทำไมที่นี่ถึงไม่มีสุราเลยล่ะ” หงอวี่เอ่ยถามคำถามที่รบกวนใจเขามาตลอด
เมื่อครู่ตอนอยู่ในโกดัง เขาไม่เห็นสุราแม้แต่ไหเดียว
“สุราหรือ” เล่อเหนียงชะงัก นางมององุ่นในมือพลันความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในใจ นางยังสามารถหมักเหล้าได้นี่นา หมักไวน์องุ่น
แม้ว่าต้นองุ่นในพื้นที่มิติจะไม่ได้มีขนาดใหญ่ แต่ทุกปีก็สามารถให้ผลผลิตองุ่นได้หลายร้อยถึงพันชั่ง ปีก่อนนางมักจะตัดมันให้ไก่กินเป็นอาหาร หรือไม่ก็เก็บไว้ในห้องเย็น แต่คำพูดของพี่เจ็ดทำให้เล่อเหนียงนึกขึ้นได้ว่าองุ่นสามารถนำมาหมักเหล้าได้เช่นกัน
หงอวี่ขนองุ่นที่เก็บมาเข้าครัวพลางบ่นในใจว่า “ทำไมข้าต้องพูดมากด้วย!”
ส่วนเล่อเหนียงก็ไปเตรียมของที่ใช้ในการหมักไวน์องุ่น ซึ่งก็คือขวดแก้วใบหนึ่ง
นางไม่ได้ตั้งใจจะหมักไวน์องุ่นมากนัก เพราะก่อนหน้านี้นางไม่เคยลองหมักไวน์องุ่นมาก่อน ครั้งนี้จึงจะลองทำดูก่อน ถ้าสำเร็จก็จะนำองุ่นที่เหลือมาหมักเป็นเหล้าองุ่น พื้นที่มิติของนางมีคุณสมบัติรักษาความสดอยู่แล้ว ของจะเก็บไว้นานแค่ไหนก็ไม่เสีย
นางค่อยๆสั่งให้หงอวี่ล้างองุ่นให้สะอาด หลังจากผึ่งให้แห้งแล้วจึงใส่ลงในขวดแก้วแล้วบดให้แหลก จากนั้นก็เติมน้ำตาลลงไปเล็กน้อย ปิดฝาให้แน่นแล้ววางไว้รอให้มัมันทำการหมักตัวเอง
หลังจากทำทุกอย่างเสร็จแล้ว เล่อเหนียงก็ลากพี่เจ็ดของนางออกจากพื้นที่มิติ
แม่เฒ่าฉินคอยเฝ้าอยู่ข้างเตียงเตาตลอด เมื่อเห็นหลานทั้งสองกลับมาอย่างปลอดภัย ใจที่เป็นกังวลก็ค่อยคลายลง
ฟ้าดินเป็นพยาน นางเกือบจะถูกถุงสีแดงนั่นทับเอาพอดี นางไม่จำเป็นต้องคิดก็รู้ว่านี่เป็นฝีมือของหลานสาวสุดที่รักอีกแล้ว เพราะก่อนหน้านี้นางเคยใช้น้ำตาลทรายขาวขว้างใส่หงอวี่มาแล้ว
เล่อเหนียงเห็นผู้เป็นย่าคอยเฝ้าอยู่ข้างเตียงเตา ก็รีบคลานเข้าไปหาด้วยความดีใจ ก่อนยื่นหน้าไปแก้มของนางสองทีพลางส่งเสียงออดอ้อน
แม่เฒ่าฉินรู้สึกละลายใจกับการกระทำของหลานสาว จึงอุ้มเล่อเหนียงขึ้นมาแล้วตบก้นเบาๆ พลางพูดว่า “หลานรักของย่า”
หลังจากที่เล่อเหนียงอ้อนแม่เฒ่าฉินอยู่พักหนึ่ง นางก็นึกถึงตำราทำขนมเล่มนั้นขึ้นมา ตั้งใจจะให้หงอวี่แปลเป็นภาษาปัจจุบันให้ป้าสะใภ้สามอ่าน แต่พอหันไปมองก็พบว่าพี่เจ็ดนอนหลับอยู่บนเตียงเตาพลางส่งเสียงกรนเบาๆ
“อ้าว เสี่ยวชีเป็นอะไรไป เขาดูเหมือนจะเหนื่อยมากทีเดียว ข้าไม่ทันเห็นเลยว่าเขาหลับไปตอนไหน”
เล่อเหนียงกวาดตามองไปรอบๆด้วยสายตาที่ไม่มั่นใจ ฉินเยาเยามองดูหงอวี่ที่กำลังหลับสบาย แล้วก็อ้าปากหาวด้วยความเหนื่อยล้า
“ย่าต๋า ง่วงแล้ว!”
“หลานรักของย่าก็อยากนอนแล้วสินะ”
แม่เฒ่าฉินออกไปหยิบอ่างน้ำเข้ามา แล้วเช็ดมือน้อยๆที่เปื้อนและแก้มป่องๆของฉินเยาเยาอย่างอ่อนโยน
หลังจากจัดการกับฉินเยาเยาเสร็จแล้ว แม่เฒ่าฉินก็ถอดรองเท้าของหงอวี่ออก จากนั้นเช็ดมือ เท้า และใบหน้าให้เขาอย่างเบามือ ก่อนจะมองหลานสาวที่หลับปุ๋ยไปแล้วด้วยรอยยิ้มเอ็นดู
ฉินเยาเยากลิ้งไปมาบนเตียงสองรอบ แล้วก็กอดแขนของหงอวี่พลางหลับไปอย่างสบายใจ
เวลาผ่านไปสามวัน
วันนี้เป็นวันแรกที่ร้านของตระกูลฉินเปิดทำการ ผู้คนในตระกูลฉินต่างตื่นกันแต่เช้า พวกเขานั่งรถม้าและขับเกวียนวัวที่บรรทุกของที่จะขายวันนี้เข้าไปในเมืองตั้งแต่เช้าตรู่
ยามซื่อเสียงประทัดก็ดังขึ้นหน้าร้านอย่างพร้อมเพรียง ร้านหวานละมุนเปิดกิจการอย่างเป็นทางการ ชื่อร้านหวานละมุนนี้ เกิดจากการระดมความคิดของครอบครัวฉิน และช่วยกันตั้งขึ้นอย่างพิถีพิถัน
เบื้องหน้าร้าน เด็กๆหลายคนยืนเรียงแถวรอคอยขนมจากทางร้านอย่างใจจดใจจ่อ
ในราชวงศ์ต้าหนิงมีธรรมเนียมปฏิบัติอย่างหนึ่งที่แม้จะไม่ได้ถูกกำหนดขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ร้านรวงต่างๆ ยกเว้นร้านขายโลงศพและร้านขายของใช้ในพิธีศพ ล้วนแต่ต้องเตรียมขนมแจกจ่ายให้กับเพื่อนบ้านและเด็กๆ เพื่อความเป็นสิริมงคลในวันเปิดร้าน
แม่เฒ่าฉินจูงมือเล่อเหนียงที่ถือตะกร้าขนมหวาน แจกจ่ายให้กับเด็กๆที่รออยู่ด้านนอกคนละสองชิ้น ส่วนผู้ใหญ่คนอื่นๆ แม้ในใจอยากลิ้มลองรสชาติขนม แต่กลับไม่มีใครกล้าเอ่ยปาก ได้แต่เดินผ่านไปผ่านมาหน้าร้าน พร้อมกับชะเง้อมองสินค้าที่วางขายอยู่ภายใน
โดยปกติแล้ววันเปิดร้านใหม่ ร้านค้าต่างๆ มักจะมีส่วนลดพิเศษให้กับลูกค้า ทว่ายังไม่ทันที่ใครจะเอ่ยปากถาม กลิ่นฉุนร้อนแปลกใหม่ก็โชยมาเตะจมูกเสียก่อน
“โอ้ย นี่กลิ่นอะไรกันเนี่ย แสบจมูกจริง”
“ฮัดชิ้ว กลิ่นอะไรกันนะฉุนขนาดนี้”
“ไม่นะ ข้าไม่ได้รู้สึกว่าฉุนจมูกเลย ข้ารู้สึกว่ากลิ่นนี้หอมดีทีเดียว” เสียงคนพูดคุยกันอย่างออกรสดังมาจากภายนอกร้าน
แม้ว่าบางคนในกลุ่มจะจากไปแล้ว แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ไม่ยอมไปไหน ความอยากรู้อยากเห็นเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ พวกเขายืนรออยู่ที่นี่ ส่วนใหญ่เพราะอยากรู้ว่าร้านหวานละมุนนี้ขายของอร่อยอะไรกันแน่
กลิ่นหอมแบบนี้กินกับเขาต้องอร่อยมากแน่ๆ
“พ่อแม่พี่น้องทั้งหลาย วันนี้ร้านเปิดใหม่ หากมีอะไรที่ไม่เข้าใจหรือทำให้ไม่พอใจ ขอโปรดให้อภัยด้วย” ฉินเหล่าซานเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพ ทำให้เขาได้รับความชื่นชมจากผู้คนมากมาย
ไม่นานนัก หอยทากผ็ดหอมกรุ่นก็ถูกยกออกมาจากกระทะ
บทที่ 230: หอมหวานถึงช้า แต่ก็มานะ
“เจ้าข้าเอ้ย~ เร่เข้ามา เร่เข้ามา วันนี้ร้านหวานละมุนของพวกข้าเปิดทำการอย่างเป็นทางการแล้ว”
ฉินเหล่าซานยืนตะโกนเรียกลูกค้าอยู่หน้าประตู
“วันนี้เป็นวันสำคัญ ทุกอย่างในร้านของพวกข้าลดราคาสองส่วน”
“เถ้าแก่สิ่งที่อยู่ในชามใบนั้นคืออะไร เหตุใดกลิ่นถึงได้ฉุนเพียงนี้” ชายวัยกลางคนคนหนึ่งถาม
“สิ่งนี้คืออาหารจานเด็ดของร้านเรา หอยทากรสเผ็ดครับ”
“สิ่งนี้กินได้จริงหรือ”
“เอ๊ะ ข้าเคยเห็นของสิ่งนี้มาก่อน ไอ้ตัวนี้ไม่ใช่ตัวที่กินพืชผลในทุ่งนาหรอกหรือ เหตุใดของแบบนี้ถึงกินได้ล่ะ”
“ใช่ๆๆ ข้าก็ว่าทำไมมันถึงดูคุ้นตาไม่น้อย แต่ข้าไม่กล้าพูดออกมา เพราะไม่เคยได้ยินว่าใครเอามันมาปรุงอาหาร”
ฉินเหล่าซานฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์รอบข้างแล้วคลี่ยิ้มน้อยๆ ก่อนจะอาหารใส่จานใบหนึ่ง ยกมาให้ทุกคนดู
“พ่อแม่พี่น้องทั้งหลาย วันนี้อาหารร้านข้าให้พวกท่านลองชิม ลองชิมดูก่อนเถิด ถ้าอร่อยค่อยซื้อ ถ้าไม่อร่อยพวกข้าไม่คิดเงิน”
ชาวบ้านที่ล้อมอยู่หน้าร้านหวานละมุน ไม่มีใครกล้าลอง เพราะพวกเขาส่วนใหญ่เป็นชาวนาที่ทำงานในทุ่งนา แน่นอนว่าพวกเขารู้จักหอยทากนี้เป็นอย่างดี ในความทรงจำของพวกเขา สิ่งนี้เป็นสิ่งที่กินไม่ได้ ต่อให้เอาไปให้ไก่กิน ไก่ก็ไม่กินด้วยซ้ำ
ฉินเหล่าซานเห็นว่าไม่มีใครชิมก็ไม่ได้โกรธ จึงนำหอยทากกลับไปอีกครั้ง จากนั้นยกซานกวนที่ทำเสร็จเมื่อวานออกมา ซานจากวนถูกหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ แล้วเสียบไม้ไผ่ที่เหลาจนแหลมลงไป
“มาแล้วจ้า สินค้าอีกอย่างของพวกเรา ซานจานกวนรสหวานอมเปรี้ยว อร่อย ช่วยเจริญอาหาร เชิญแวะชิมกันก่อนได้!”
“อันนี้ข้ารู้จัก ข้าเคยกิน!”
หญิงคนหนึ่งพาลูกน้อยมาด้วยหยิบซานจากวนส่งให้ลูกน้อย ก่อนจะหยิบอีกชิ้นเข้าปาก
“ท่านแม่ ข้าอยากกินอีก!” เด็กน้อยเคี้ยวตุ้ยๆ พูดไม่ทันจบคำดีก็เอ่ยปากขอเพิ่ม
หญิงสาวคนนั้นยิ้มขันขำและส่ายหน้าให้กับความตะกละของลูกน้อย ก่อนจะหันไปถาม “เถ้าแก่ซานจากวนลดราคาได้หรือไม่ ครั้งก่อนข้าเห็นท่านขายร้อยอีแปะ ราคามันแพงไปหน่อยน่ะ”
“โอ้ย ร้อยอีแปะ แพงเกินไปแล้ว กินไม่ไหวๆ”
ทันทีที่หญิงผู้นั้นพูดจบ เสียงบ่นพึมพำจากรอบๆ ก็ดังขึ้นราวกับนัดกันมา
ร้อยอีแปะสามารถซื้อเนื้อหมูได้หลายชั่ง ฉินเหล่าซานยิ้มน้อยๆ แล้วกล่าวว่า “ข้าต้องขออภัยด้วยหากทำให้ต้องผิดหวัง”
ฉินเหล่าซานเว้นวรรคเล็กน้อยแล้วพูดต่อ “ที่ร้านพวกข้าไม่มีซานจากวนราคาหนึ่งร้อยอีแปะ มีแต่ซานจากวนยี่สิบอีแปะเท่านั้น!”
หญิงสาวผู้นั้นจ้องฉินเหล่าซานด้วยความขุ่นเคือง “เถ้าแก่ช่างขี้แกล้งจริงๆ ข้าเกือบหัวใจวายเพราะท่านแล้ว แต่ถ้าวันนี้ท่านบอกราคาสองร้อยอีแปะ ด้วยนิสัยดื้อรั้นของลูกข้า ข้าคงต้องควักเงินให้ท่านอยู่ดี”
ฉินเหล่าซานหัวเราะลั่นแล้วตะโกนบอกภรรยาว่า “ภรรยา มีแขกผู้มีเกียรติมาเยือนแล้ว!”
หญิงสาวผู้นั้นตัดสินใจซื้อซานจากวนสองชั่งและเลือกขนมอื่นๆอีกเล็กน้อย รวมแล้วนางจากไปเพียงห้าสิบอีแปะเท่านั้น
เนื่องจากเป็นลูกค้ารายแรกของวัน สือไห่ถังจึงใจดีเป็นพิเศษหยิบขนมอื่นๆ เพิ่มให้อีกเล็กน้อยก่อนหญิงสาวผู้นั้นพาลูกจากไปด้วยความยินดี
นางคิดในใจว่าได้ขนมมากมายขนาดนี้ แต่เสียเงินแค่ห้าสิบอีแปะ นับว่าคุ้มค่าจริงๆ ครั้งหน้านางต้องมาซื้อขนมร้านนี้อีกแน่ๆ
หลังจากมีลูกค้ารายแรกก็มีหญิงหลายคนพาลูกมาเลือกซื้อขนมในร้าน พวกนางล้วนมาเพื่อซื้อซานจากวนทั้งสิ้น
ก่อนหน้านี้ตอนที่ฉินเหล่าซานเข็นรถเข็นขายขนมซานจากวนไปตามตรอกซอกซอย บางคนเคยซื้อไปให้ลูกๆเพียงแค่ให้ลองลิ้มชิมรสเท่านั้น และไม่คิดว่าขนมซานจากวนนี้จะถูกปากเด็กๆถึงเพียงนี้ เด็กๆจะหายอยากหรือไม่ พวกนางไม่แน่ใจ แต่ตัวพวกนางเองกลับติดใจเสียเอง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตอนนี้ซานจากวนกำลังลดราคา จากเดิมขายร้อยอีแปะต่อหนึ่งชั่ง เหลือเพียงยี่สิบอีแปะต่อหนึ่งชั่ง ครั้งนี้แต่ละคนจึงซึ่งติดไม้ติดมือกันไปไม่น้อย
แน่นอนว่าย่อมมีคนรู้สึกขัดข้องใจ
“เถ้าแก่ เมื่อก่อนท่านเข็นรถเร่ขายในราคาหนึ่งร้อยอีแปะต่อชั่ง แต่ตอนนี้เปิดร้านกลับขายถูกลง เช่นนี้สมเหตุสมผลแล้วหรือ”
ฉินเหล่าซานได้ยินก็รู้ทันทีว่ามีคนต้องการก่อกวน แน่นอนว่าตอนนี้มีลูกค้าหลายคนที่กำลังเลือกซื้อขนมต่างก็เงี่ยหูฟังบทสนทนาของพวกเขา
ฉินเหล่าซานหยิบขนมหวานจากบนโต๊ะส่งให้เด็กน้อยที่อยู่ข้างๆ แล้วยืดตัวขึ้น พลางพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนน้อมเล็กน้อย
“ฮูหยินท่านนี้ ข้าต้องขออภัยจริงๆ ราคาเดิมมันหนึ่งร้อยอีแปะก็เพราะวัตถุดิบหายากมาก อีกทั้งตอนนั้นเพิ่งคิดค้นสูตรขึ้นมาใหม่ๆ ความชำนาญยังไม่มากพอ อีกทั้งซานจากวนนี้ยังเสียหายบ่อยครั้ง ตอนนั้นพวกข้าต้มสิบหม้อถึงจะได้ขนมสำเร็จสักหม้อ ข้าจึงตั้งราคาสูงเช่นนั้น ด้วยของหายากย่อมมีค่า”
"แต่ตอนนี้พวกเรามีประสบการณ์ในการทำมากขึ้น ไม่เสียของแล้ว ราคาก็ลดลงเป็นธรรมดา”
หญิงผู้นั้นยังอยากจะพูดต่อ แต่เห็นเด็กน้อยข้างๆ กินขนมหวานจนเลอะปากก็เลยไม่กล้าหาเรื่อง
“พี่สาม ข้ามาแล้ว!”
ไป๋เช่ออวิ๋นเพิ่งเลิกงานก็รีบมาหาฉินเหล่าซานทันทีโดยไม่แม้แต่จะเปลี่ยนชุดด้วยซ้ำ ทว่ายังไม่ทันเดินเข้าไปใกล้ก็ได้กลิ่นเครื่องเทศเผ็ดร้อนลอยมาแตะจมูก
“โอ้โห กลิ่นช่างเย้ายวนชวนกินเสียจริง!” ไป๋เช่ออวิ๋นยืนสูดกลิ่นหอมฉุนเข้าปอด ก่อนจะหยิบจานมาตักอาหาร แล้วลากม้านั่งเตี้ยๆ มานั่งกินที่หน้าร้านอย่างเอร็ดอร่อย
รสชาติเผ็ดร้อนที่ปลายลิ้นทำให้ไป๋เช่ออวิ๋นหรี่ตาลงด้วยความสุข รสชาตินี้เขามาถึงสามวันเต็มๆ
ไป๋เช่ออวิ๋นเพียงแค่ดื่มด่ำกับรสชาติอาหารที่เขาโปรดปราน แต่ในสายตาของชาวบ้านรอบข้าง เขากลับกลายเป็นป้ายเชิญชวนที่เดินได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้คนที่จ้องมองหอยทากด้วยสายตาโหยหา แต่ก็ยังไม่กล้าลงมือลิ้มลองเสียที ช่างเป็นภาพที่เย้ายวนใจ ในเมื่อแม้แต่นายอำเภอยังกล้ากิน แล้วทำไมพวกเขาจะไม่ลองชิมกันดูสักหน่อยเล่า
“เถ้าแก่ หอยทากเผ็ดนี่ขายยังไง ข้าขอชั่งสองชั่ง!”
ฉินเหล่าซานเห็นว่าในที่สุดก็มีคนยอมเปิดใจกับหอยทาก จึงรีบเดินเข้าไปหยิบจานใส่หอยทากส่งให้
“หอยทากร้านเรารสชาติเผ็ดจัดจ้าน เหมาะที่จะกินแกล้มสุราที่สุด ลูกค้าท่านไหนที่ยังไม่เคยลอง แนะนำให้ชิมดูก่อนว่าถูกปากหรือไม่”
ชายวัยกลางคนที่เอ่ยปากถามก่อนหน้าหยิบหอยทากขึ้นมาหนึ่งตัวแล้วนำใส่เข้าปากทันที
รสชาติอันรุนแรงนั้นกระตุ้นต่อมรับรสตั้งแต่ปลายลิ้นไปถึงสมอง เขาอยากจะคายออกมา แต่ก็เสียดายที่จะทำเช่นนั้น หลังจากกินไปหนึ่งตัวแล้ว เขาก็เลียริมฝีปากซ้ำอีกครั้งอย่างลืมตัว ก่อนจะหยิบอีกตัวโยนเข้าปาก
“อร่อย! อร่อยจริงๆ! รสชาตินี้รุนแรงสะใจยิ่งนัก เถ้าแก่รีบชั่งให้ข้าสองชั่งเถิด ข้าจะนำกลับไปแบ่งปันสหายที่บ้าน” ฉินเหล่าซานมือไวเท้าไวไม่นานก็ยื่นถุงกระดาษใส่หอยทากเผ็ดสองให้ลูกค้า
“มาแล้วขอรับท่าน หอยทากเผ็ดของท่านได้แล้ว”
“อ่า ข้าได้รับเงินยี่สิบอีแปะจากท่านแล้ว ขอบคุณมากขอรับ แล้วมาใหม่นะขอรับ~”
ฉินเหล่าซานเก็บเงินยี่สิบอีแปะเข้ากระเป๋า แล้วส่งชายวัยกลางคนออกไปด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
เมื่อเห็นว่ามีคนซื้อแล้ว อีกทั้งไป๋เฉ่ออวิ๋นยังนั่งยองๆอยู่หน้าร้านราวกับป้ายเชิญชวนที่มีชีวิต ผู้คนที่ลังเลใจอยู่ก่อนหน้าต่างพากันเบียดเสียดเข้ามา คว้าหอยทากรสเผ็ดขึ้นมาคนละตัวแล้วโยนเข้าปาก
เพียงชั่ววินาทีถัดมา พวกเขาก็พากันโยนเงินลงบนโต๊ะและรีบให้ฉินเหล่าซานชั่งหอยทากให้พวกเขา
จบตอน
Comments
Post a Comment