บทที่ 231: พี่ชายมากเกินไปจนตามใจไม่ไหว
ชามใหญ่ที่ก่อนหน้านี้เต็มไปด้วยหอยทากถูกคนขอซื้ออย่างกระตือรือร้น ตรงนี้ขอสองชั่ง ตรงนั้นขอสามชั่ง ไม่นานหอยทากที่เพิ่งทำเสร็จก็ถูกแย่งซื้อจนหมด คนที่ซื้อไม่ทันต่างพากันเรียกร้องให้ฉินเหล่าซานทำใหม่อีกรอบ
ฉินเหล่าซานก็คิดจะไปผัดอีกจานหนึ่ง แต่พอถอยหลังไปสองก้าวก็ถูกเด็กน้อยตัวกลมเกาะขาไว้
“หมดแย้ว พะนี้มาเช้าๆ”
เล่อเหนียงเห็นลุงสามของเขากำลังจะเข้าครัวไปทำหอยทากเผ็ดอีก ก็รีบวิ่งออกมาห้ามไว้
ลุงสามผู้โง่เขลาของนาง ถ้าทำให้คนพวกนี้อิ่มท้องได้ในครั้งเดียวจะไม่มีคนมาอุดหนุนเราอีก
ชาวบ้านเห็นเด็กหญิงตัวอ้วนกลมใส่ชุดสีสันสดใสปรากฏตัวในร้าน เสียงเอะอะโวยวายเมื่อครู่ก็เบาลงโดยไม่รู้ตัว เพราะกลัวจะทำให้เด็กที่ดูเหมือนตุ๊กตาในภาพวาดปีใหม่ตกใจ
วันนี้เล่อเหนียงใส่ชุดสีแดงสดเพื่อเข้ากับวันเปิดร้านอันยิ่งใหญ่ของครอบครัว แม้แต่ผมก็ถูกมัดเป็นจุกสองข้า แต่ละข้างปักดอกไม้ผ้าสีแดง ประกอบกับกำไลที่มีเสียงกรุ๊งกริ๊งที่ข้อมือ มองดูแล้วรู้สึกถึงความเป็นมงคล
ทำให้หัวใจของพวกชายฉกรรจ์ที่เคยถูกตามใจจนเอาแต่อยากกินหอยทากละลายกลายเป็นน้ำ
“หมดแย้ว!” เสียงเล็กน่ารักๆของเล่อเหนียงตะโกนบอก “อ่า ลุงเข้าใจแล้ว พรุ่งนี้ลุงจะมาใหม่ได้หรือไม่”
ชายวัยกลางคนที่อยู่ด้านหน้าย่อตัวลงมองเล่อเหนียงด้วยสายตาเอ็นดู เด็กหญิงคนนี้ช่างน่ารักเสียจริง เหตุใดเขาถึงไม่มีลูกสาวน่ารักน่าชังแบบนี้สักคนนะ
เป็นเพราะเขาไม่มีเงินหรือว่าอนุภรรยาที่เขามีอยู่นั้นยังไม่มากพอ ชายวัยกลางคนลูบแก้มอวบอ้วนของเล่อเหนียงแล้วหันหลังเดินออกไปจากฝูงชน
เขาตัดสินใจแล้ว
จะไปหาหมอที่โรงหมอจิ้งอัน ขอยาแรงสองขนาน คืนนี้เขาจะต่อสู้กับภรรยาสาวและอนุภรรยาจนถึงรุ่งเช้า ชาตินี้ถ้าไม่ได้ลูกสาวสักคน เขาจะไม่ยอมหยุด!
ส่วนคนที่เหลือเมื่อรู้ว่าพรุ่งนี้จะมีหอยทากเผ็ดอีกก็แยกย้ายกันกลับบ้าน บางคนที่มีเด็กที่บ้านก็ซื้อซานจากวนกลับไปชั่งสองชั่ง ไม่นานซานจากวนก็ถูกแย่งซื้อจนหมด
คนที่มาทีหลังได้แต่มองฉินเหล่าซานด้วยสายตาอ้อนวอน หวังว่าเขาจะทำซานจากวนเพิ่มอีกหน่อย ไม่อย่างนั้นหูของพวกเขาคงถูกภรรยาดึงจนขาดแน่ๆ
แต่ฉินเหล่าซานส่ายหน้าอย่างเสียใจ เขาเข้าใจความหมายของหลานสาวเมื่อครู่นี้แล้ว การเปิดร้านใหม่จำเป็นต้องสร้างความอยากซื้อให้พวกเขาสักหน่อย
ไม่นาน ในร้านก็เหลือเพียงขนมที่พบเห็นได้ทั่วไป ขาดซานจากวนและหอยทากร้อนที่เป็นอาหารจานเด็ดผู้คนก็ค่อยๆน้อยลง สือไห่ถังและฉินเหล่าซานจึงได้มีเวลานั่งพักผ่อนสักครู่
ครั้นเห็นหลานสาวแต่งตัวเหมือนตุ๊กตาในภาพวาดปีใหม่ ฉินเหล่าซานก็อุ้มหลานสาวมาวางบนบ่า ให้นางขี่ม้า ทำให้เล่อเหนียงหัวเราะคิกคักอย่างมีความสุข ขนาดนั้นก็มีคนที่ไม่คาดคิดก้าวเข้ามาในร้าน
“พี่สามฉิน!”
ฉินเหล่าซานหันไปมองตามเสียงเรียกก็เห็นหลี่เฟย ทายาทแห่งภัตตาคารว่านฝู
“คุณชายหลี่ เชิญนั่ง เชิญนั่ง!”
ฉินเหล่าซานวางเล่อเหนียงลง ก่อนจะหมุนตัวไปหยิบขนมหวานใส่จานสองสามชิ้นวางลงบนโต๊ะ
หลี่เฟยเพิ่งนั่งลงก็มีก็มีเด็กตัวน้อยวิ่งเข้ามาเกาะขา
“พี่เฟย~!” เล่อเหนียงทักทายเสียงอ่อนเสียงหวาน
ครั้งนี้สร้างความประหลาดใจให้หลี่เฟยไม่น้อย “โอ้ เจ้าเด็กอ้วนคนนี้พูดได้แล้วหรือ”
ไม่แปลกใจเลยที่หลี่เฟยจะตกใจ แม้แต่คนในตระกูลฉินเองก็ตกใจไม่น้อยเมื่อได้ยินเล่อเหนียงพูดเป็นประโยคยาวๆในตอนแรก
เล่อเหนียงก็สามารถพูดเป็นประโยคยาวๆได้แล้วโดยพวกเขาไม่รู้ตัว
“พี่ชายกิง!” เล่อเหนียงชี้ไปที่ขนมหวานสองสามชิ้นบนโต๊ะ เชิญชวนให้หลี่เฟยกิน
หลี่เฟยหยิบขนมหวานชิ้นหนึ่งใส่ปากชิมท่าทางสุภาพเรียบร้อย
“ฝีมือของพี่สะใภ้สามยังคงดีเหมือนเดิม”
หลังจากพูดคุยกับพวกเขาสองสามประโยค หลี่เฟยก็เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงลังเล
“พี่สามฉิน พวกท่านเปิดร้านเองแล้ว แล้วจะยังทำลูกชิ้นปลาส่งให้พวกเราอยู่หรือเปล่า”
จริงๆแล้วสิ่งที่หลี่เฟยอยากถามคือฉินเหล่าซานเปิดร้านเองแล้ว ต่อไปจะขายลูกชิ้นปลาเองเลยหรือไม่ แต่เขาไม่กล้าถามออกไปแล้วกลัวคำตอบที่ได้มาจะทำให้ผิดหวัง
ฉินเหล่าซานงงเล็กน้อยแล้วถามกลับ “คุณชาย มีคนอื่นส่งลูกชิ้นปลาให้ภัตตาคารของพวกท่านแล้วหรือ”
หลี่เฟยส่ายหัว “ก็เพราะไม่มี ข้าถึงได้มาถามพี่ฉิสามฉินว่า ต่อไปลูกชิ้นปลาจะขายที่นี่โดยตรงหรือไม่”
ฉินเหล่าซานฉลาดเฉลียวนัก เขาเข้าใจเจตนาที่หลี่เฟยมาที่นี่แล้ว ดูเหมือนอีกฝ่ายเพียงแค่กลัวว่าเขาจะนำลูกชิ้นปลามาขายเองแทนที่จะส่งให้ภัตตาคารของพวกเขา
ดังนั้นฉินเหล่าซานจึงให้กำลังใจเขา “คุณชายก็รู้ว่าครอบครัวของพวกข้ามีลูกหลายคนเรียนหนังสืออยู่ในสำนักศึกษาฝั่งตรงข้าม หลังปีใหม่ก็ต้องส่งเด็กๆที่เหลือมาที่นี่ พวกข้าเปิดร้านนี้ก็เพื่อดูแลความเป็นอยู่ของพวกเขาเป็นหลัก แล้วก็ขายขนมฝีมือภรรยาข้าไปด้วย”
“ลูกชิ้นปลาก็ยังทำอยู่เหมือนเดิม แต่คุณชายวางใจได้ พวกเราเคยตกลงกันว่าลูกชิ้นปลาของข้าจะส่งให้ภัตตาคารของท่านเพียงแห่งเดียว ข้าจะไม่นำมาขายที่ร้านตัวเองแน่นอน”
คำพูดของฉินเหล่าซานทำให้หลี่เฟยรู้สึกละอายใจ เขายอมรับว่าตนเองจิตใจคับแคบเกินไป
“พี่สามฉิน ข้าใจแคบเกินไปแล้ว!” หลี่เฟยเป็นพ่อค้ารู้จักยอมรับผิด เขาลุกขึ้นทันทีแล้วประสานมือคำนับฉินเหล่าซานเพื่อขอโทษ
ฉินเหล่าซานรีบพยุงให้เขายืนขึ้น “คุณชายไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ ถ้าเป็นข้า ข้าก็คงต้องมาถามเหมือนกัน”
หลี่เฟยรู้สึกไม่สบายใจจึงซื้อขนมทั้งหมดในร้านทันที
“ป้าตะใภ้! ฉี่ฉี่”
เล่อเหนียงบิดตัวพูดกับสือไห่ถัง
สือไห่ถังรีบอุ้มเล่อเหนียงไปที่ลานด้านหลังเพื่อพาหลานสาวไปปัสสาวะ ขณะเดียวกันประตูของสำนักศึกษาฝั่งตรงข้ามก็เปิดออก ลิ่งเฟิงวิ่งพรวดพราดออกมาเป็นคนแรก แต่เมื่อเขาเห็นชั้นวางสินค้าที่ว่างเปล่า เขาก็ตกตะลึงในทันที
ขนมอยู่ไหน
ขนมชิ้นใหญ่ของข้าอยู่ไหน
ลิ่งอวี่และลิ่งหมิงที่ตามมาติดๆ ก็ชะงักไปเมื่อเดินมาถึงร้าน เมื่อเช้าพวกเขาได้ยินเสียงประทัดดังสนั่นหรือเปิดร้านไม่สำเร็จ
“พี่พี่!”
เล่อเหนียงที่เพิ่งกลับมาจากการเข้าห้องน้ำ เห็นพี่ชายทั้งสามคนที่หล่อเหลาสง่างามก็วิ่งพรวดพราดเข้าไปหาราวกับพลุลูกเล็ก
ลิ่งอวี่ผลักน้องชายที่ขวางหน้าออกไปอย่างรวดเร็ว แล้วอุ้มเล่อเหนียงเข้าสู่อ้อมกอดอย่างมั่นคง
ลิ่งเฟิง “???”
น้องสาวของเขาอ้วนขนาดนี้เลยหรือ
“พี่หย่าย กิง!” เล่อเหนียงล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อหยิบซานจากวนออกมาหนึ่งชิ้น แล้วยัดเข้าไปในปากของพี่ใหญ่
พี่ใหญ่ของนางช่างหล่อเหลาเสียจริงๆ ผิวพรรณขาวผ่อง ใบหน้าหล่อเหลา อีกทั้งยังมีไฝเม็ดเล็กที่หางตา ไม่รู้ว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้า รูปโฉมอันงดงามราวนี้จะขโมยหัวใจสาวน้อยไปได้กี่ดวงกัน
“น้องสาว ของพี่ล่ะ”
เล่อเหนียงล้วงมือเข้าไปในอกเสื้ออีกครั้งก่อนจะหยิบซานจากวนออกมาอีกชิ้นแล้วยัดเข้าไปปากของพี่สาม จากนั้นพี่รองก็ขยับเข้ามาใกล้
เล่อเหนียงล้วงมือเข้าไปในอกเสื้ออีกครั้ง หยิบซานจากวนออกมาอีกชิ้น แล้วยัดเข้าไปในปากของพี่รอง
เล่อเหนียงถอนหายใจ พี่ชายเยอะเกินไป ข้าตามใจไม่ไหวแล้ว!
บทที่ 232: ไม่มีใครเกิดมาสูงส่ง
“ท่านแม่ วันนี้ไม่ได้ทำซานจากวนหรือขอรับ” ฉินลิ่งหมิงมองชั้นวางของที่ว่างเปล่าแล้วถามด้วยความสงสัย
สือไห่ถังหยิบตะกร้าออกมาจากด้านหลัง ข้างในบรรจุซานจากวนและขนมหลากหลายชนิดแน่นขนัด
“วันนี้เพิ่งเปิดร้าน ซานจากวนสินค้ายอดนิยมของร้านขายหมดแล้ว ในตะกร้าเป็นส่วนที่เก็บไว้ให้พวกเจ้า เดี๋ยวพวกเจ้าเอากลับไปให้อาจารย์และเพื่อนร่วมชั้นลองชิมดูเถิด”
“ว้าว ท่านแม่ดีที่สุดเลย!”
“ป้าสะใภ้สามที่สุดเลย!”
ลิ่งหมิงและลิ่งเฟิงร้องดีใจเสียงแหลม พุ่งเข้าไปคว้าขนมมายัดใส่ปากคนละกำมือ วันนี้พวกเขาแทบไม่ได้กินอาหารกลางวันเลย เพราะจะเก็บท้องเอาไว้กินซานจาและขนมของที่บ้าน
เล่อเหนียงเห็นพี่ชายทั้งสองกินอย่างเอร็ดอร่อยก็น้ำลายสอ จึงพุ่งเข้าไปหยิบขนมมาใส่ปากชิ้นหนึ่ง และไม่ลืมที่จะหยิบมาเผื่อพี่ใหญ่อีกชิ้นหนึ่ง
“ลิ่งอวี่ เจ้ามาเลือกสิว่าจะอยู่ห้องไหน”
ฉินเหล่าซานพาลิ่งอวี่เดินไปที่เรือนหลังบ้าน
เรือนหลังของร้านนี้ยังมีที่พักอาศัยอีกแถวหนึ่ง แต่มีเพียงสองห้องหลักและสองห้องข้าง
“อาลุงสาม ให้น้องๆเลือกก่อนเถอะขอรับ ข้าไม่ถือสาหรอก”
ฉินเหล่าซานปฏิเสธ “ไม่ได้ เจ้าสองคนนั้นอยู่ที่ไหนก็ได้ แต่เจ้าไม่เหมือนกัน ปีนี้เจ้าอายุสิบสองแล้ว เป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุด ต้องตั้งใจเรียน ทำความเข้าใจกับความรู้ที่อาจารย์สอนให้ถ่องแท้ อีกสองปีจอหงวนให้ท่านย่าได้ดีใจหน่อย”
“ครอบครัวของพวกเรา เจ้าคือคนเดียวที่มีพรสวรรค์ด้านการเรียนมากที่สุด ส่วนเจ้าตัวแสบที่เหลือนั่น สอบเข้าเป็นถงเซิงได้ก็เพราะวิ่งเล่นในสำนักศึกษามาตั้งแต่เด็ก ซึมซับความรู้ไปโดยบังเอิญเท่านั้น จริงๆแล้วในท้องไม่มีความรู้อะไรเลยสักนิด”
ลิ่งอวี่ได้ยินแล้วก็หัวเราะ อาสามของเขาปากร้ายเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ดังนั้นลิ่งอวี่จึงเลือกห้องที่มีแสงสว่างส่องถึงที่สุด”
“อาสาม ต่อไปพวกเราไม่ต้องพักในสำนักศึกษาแล้วหรือ”
“ไม่ใช่ หลังกินข้าวกลางวันแล้วพวกเจ้าออกมาพักผ่อนได้บ้าง เพราะในสำนักศึกเสียงดังเกินไป วันหยุดก็กลับบ้าน ตอนเย็นพวกเรายังต้องกลับไปทำขนมด้วย”
ฉินลิ่งอวี่เข้าใจแล้ว พูดตามตรงถ้าให้เขาย้ายออกจากสำนักศึกษา เขาก็ยังอาลัยอาวรณ์อยู่บ้าง เพราะในสำนักเด็กทุกคนต้องนอนรวมกัน ตอนกลางคืนยังได้พูดคุยกับเพื่อนร่วมชั้นเกี่ยวกับความรู้ที่เรียนมาในวันนั้น
ฉินลิ่งอวี่ออกมาก็เห็นท่านย่าและคนอื่นมาถึง ก็รีบวิ่งไปหาท่านย่าทันที
“ท่านย่า!”
แม่เฒ่าฉินมองสำรวจลิ่งอวี่ตั้งแต่หัวจรดเท้า ครั้นเห็นเขาใส่เสื้อผ้าตัวบางก็ขมวดคิ้วมุ่น
“ลิ่งอวี่ แม้ตอนกลางวันอากาศจะร้อน แต่เช้าเย็นก็ยังหนาวอยู่นะ ทำไมสวมเสื้อผ้าบางเช่นนี้”
ลิ่งอวี่หยุดชั่วครู่แล้วพูดว่า “ท่านย่า ข้าเอาเสื้อไปให้สหายยืม”
“หืม”
แม่เฒ่าฉินมองเขาอย่างสงสัย “ยืมเสื้อผ้าหรือ”
ไม่เพียงแต่แม่เฒ่าฉินที่สงสัย ฉินเหล่าซานและคนอื่นๆก็รู้สึกเช่นกัน
สำนักศึกษาเติงเคอนี้มีชื่อเสียงด้านการสอน แต่ฉะนั้นค่าเล่าเรียนก็แพงตามด้วย เพียงแค่ค่าเล่าเรียนรายเดือนก็ทำให้บัณฑิตจำนวนจ่ายไม่ไหวขอลาออกกลางคัน ผู้ที่สามารถเรียนในสำนักศึกษาเติงเคอได้ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนที่ฐานะดีพอสมควร
คนที่มีฐานะธรรมดาหน่อยก็จะไปเรียนที่สำนักศึกษาใกล้ๆ
แม้ว่าครอบครัวของพวกเขาจะได้รับความช่วยเหลือจากเล่อเหนียง ขายโสมไปหนึ่งรากได้เงินมาหนึ่งพันตำลึง จึงทำให้เด็กๆภายในบ้านได้มีโอกาสเรียนที่นี่ แต่ทำไมสหายร่วมชั้นเรียนของเขาถึงไม่มีเงินซื้อเสื้อผ้าล่ะ
“อ๋อ ข้ารู้แล้ว ข้ารู้แล้ว!” ลิ่งเฟิงยกมือขึ้นสูง
“คนคนนั้นชื่อเหลียนเทา ว่ากันว่าเขาเป็นอัจฉริยะ อายุสามขวบก็อ่านออกเขียนได้แล้ว เก่งกว่าพี่ใหญ่เสียอีก แต่ว่าฐานะของเขายากจนมาก เขาเป็นคนเดียวที่สอบผ่านการทดสอบของอาจารย์ใหญ่เฉิน จึงได้รับทุนจากท่านอาจารย์”
แต่ว่าเขายากจนจริงๆนะ ทุกครั้งที่กินข้าวก็มีแค่หมั่นโถวกับน้ำแกงนิดหน่อย อีกทั้งทั้งวันเขากินแค่หมั่นโถวหนึ่งลูก
“ทั้งวันกินแค่หมั่นโถวหนึ่งลูกจะไปอิ่มได้อย่างไร!” แม่เฒ่าฉินอุทานด้วยความตกใจ
สือไห่ถังอยู่ข้างๆรีบเสริม “ใช่แล้ว ในสำนักศึกษามีแค่พวกเจ้าสามคนที่อายุน้อยที่สุด เขาต้องแก่กว่าพวกเจ้าหนึ่งหรือสองปีแน่ๆ กินหมั่นโถววันละลูกจะทนไหวได้อย่างไร”
ลิ่งอวี่ยักไหล่ “ถึงจะกินไม่อิ่มก็ทำอะไรไม่ได้นะ เขาอยู่ในสำนักศึกษา ไม่ค่อยมีสหาย เพื่อนร่วมชั้นหลายคนดูถูกเขา” แม่เฒ่าฉินรีบเตือนหลานชายทั้งหลาย “'พวกเจ้าอย่าได้เอาคนพวกนั้นเป็นเยี่ยงอย่างเชียวนะ ห้ามดูถูกเขาเด็ดขาด ครอบครัวของพวกเราก็เป็นเพียงชาวนาธรรมดา ไม่ได้สูงส่งกว่าใครหรอก”
“ตอนที่พวกเราหนีภัยแล้ง อย่าว่าแต่หมั่นโถวเลย แค่ขุดรากหญ้าได้สักกำมือก็ถือว่าเป็นของอร่อยแล้ว”
ฉินลิ่งอวี่และพี่น้องทั้งหลายตอบรับ “ท่านย่า ท่านวางใจได้ พวกข้าอยู่ที่ที่สำนักศึกษาปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่เคยดูถูกใครเลย”
แม่เฒ่าฉินพยักหน้าอย่างโล่งใจ นางกลัวแต่ว่าหลานชายสามคนนี้ไปเรียนที่สำนักศึกษาแล้วไม่ได้ความรู้กลับมา แต่กลับไปเรียนรู้นิสัยชอบดูถูกคนอื่นมาแทน
หลังจากพวกลิ่งอวี่คุยกับครอบครัวสักพัก เขาสักพักก็ต้องกลับไปที่สำนักศึกษา สือไห่ถังหยิบตะกร้าที่เหมือนกันทุกประการส่งให้พวกเขา
“ในนี้มีขนมที่ข้าเตรียมไว้ตั้งแต่เช้า พวกเจ้าเอากลับไปให้สหายร่วมชั้นและอาจารย์ลองชิมดู”
นางยังหยิบห่อขนมอีกห่อใส่ในตะกร้าของลิ่งอวี่ “ห่อขนมนี้ เจ้าแอบเอาไปให้เด็กคนนั้นด้วย พวกเราล้วนเคยผ่านความยากลำบากมาก่อน ไม่มีความสามารถจะช่วยคนอื่นได้มาก แต่ห่อขนมนี้อย่างน้อยก็ทำให้เขาไม่ต้องหิวในสองสามวันนี้”
พวกเขารับตะกร้าไว้ แล้วหอมแก้มเล่อเหนียงเบาๆ ก่อนจะกลับไปที่สำนักศึกษา
ส่วนพวกแม่เฒ่าฉินก็ปิดประตูร้านกลับเข้าบ้าน
“ท่านแม่ เงินที่ขายขนมวันนี้ ข้ายังไม่ได้นับ แต่ดูแล้วน่าจะไม่น้อย ท่านแม่เก็บเอาไว้เถอะ”
เมื่อกลับถึงบ้าน สือไห่ถังวางถุงเงินบนโต๊ะแล้วเลื่อนให้แม่เฒ่าฉิน
แม่เฒ่าฉินเทเงินออกมา ข้างในมีทั้งเหรียญทองแดงมากมาย ดูแล้วน่าจะมีประมาณสิบกว่าตำลึง “เหล่าเอ๋อร์ เอาสมุดมาทำบัญชี ต่อไปรายได้ของร้านให้จดลงในสมุดทุกวัน พอถึงสิ้นเดือนให้หักส่วนแบ่งสามส่วนของเล่อเหนียงออกก่อน เจ้าเอาไปหนึ่งส่วน ที่เหลือแบ่งครอบครัวละหนึ่งส่วน”
ฉินเหล่าซานรีบพูดว่า “ท่านแม่ ไม่ต้องแบ่งให้พวกข้าหรอกขอรับ”
“ไม่ได้ เงินพวกนี้ต้องแยกให้ชัดเจน ร้านนั้นพวกเจ้าเป็นคนดูแล ขนมก็เป็นพวกเจ้าลงมือทำ เงินพวกนี้ถือว่าเป็นค่าแรงของพวกเจ้า”
ฉินเฉิงอันรีบพูดว่า “ท่านป้า ไม่ต้องแบ่งให้ข้านะขอรับ พวกข้าไม่ได้ช่วยอะไรมากมาย ทุกวันก็กินอยู่บ้านท่าน ท่านไม่ไล่ข้าออกจากบ้านข้าก็ดีใจแล้ว ข้าจะยังรับเงินอีกได้อย่างไร”
แม่เฒ่าฉินพูดอย่างหนักแน่น “ไม่ได้ พี่ชายหลายคนของเจ้ากับเหล่าเอ๋อร์สอนหนังสือในหมู่บ้าน ได้เงินเดือนเดือนละหนึ่งตำลึง ครอบครัวเหล่าซานเปิดร้านขายขนม ครอบครัวเหล่าซื่อคนหนึ่งรับงานคุ้มกันสินค้าและรับซื้อหนังสัตว์ อีกคนรับงานปักผ้า ทุกเดือนล้วนมีรายได้เป็นของตัวเอง มีแต่พวกเจ้าสองคนที่ตอนนี้ยังไม่มีรายได้ แต่พวกเจ้าก็ไม่ต้องรีบร้อน เล่อเหนียงให้พวกเราปลูกต้นกระบองเพชรแปลงนั้น หลังจากนนี้หน้าที่ดูแลจะเป็นของพวกเจ้า ส่วนตอนนี้เงินในบ้าน พวกเจ้าก็ควรรับไป ตัวเองขาดทุนไม่เป็นไร แต่อย่าทำให้ลูกสะใภ้และลูกชายที่ดีขนาดนี้ต้องขาดทุน”
ฉินเฉิงอันก้มหน้าลงต่ำเพราะคำพูดอ่อนโยนของแม่เฒ่าฉิน
บทที่ 233: เรื่องที่สามารถแก้ไขด้วยเงินไม่ถือว่าเป็นปัญหา
หลังจากพูดคุยกันสองสามคำก็ถึงเวลาอาหารเย็นพอดี กอปรกับวันนี้เป็นวันที่น่ายินดี แม่เฒ่าฉินจึงสั่งให้หลิวซิ่วเถาจับไก่มาตุ๋นเป็นพิเศษ
ตอนนี้คนที่ยังว่างในบ้านคือหลิวซิ่วเถา เพราะคนอื่นต่างมีงานของตัวเองต้องจัดการ แม่เฒ่าฉินรับหน้าที่ดูแลเด็ก ส่วนสวี่ซิ่วอิงยังคงทุ่มเทกับการซ่อมชุดแต่งงานที่ชำรุก ช่วงสองวันนี้ฉินเหล่าเอ้อร์กำลังเรียบเรียงหนังสือเรียนฉบับเบื้องต้นให้กับเด็กในหมู่บ้านใน ครอบครัวฉินเหล่าซานกำลังเตรียมขนมสำหรับวันพรุ่งนี้
แต่ตอนนี้พวกเขากำลังกังวลแค่ทำซานจากวนยังพอไหว แต่เกรงว่าสิ่งที่มีปัญหาจะคือหอยทาก
ก่อนหน้านี้พวกเขาไม่ได้ไปเก็บมามากนัก ตอนนี้เหลือหอยทากอยู่เพียงไม่กี่ชั่ง ถ้าพรุ่งนี้ขายหมดก็ไม่รู้ว่าจะไปหามาจากที่ไหนอีก
“พี่ชุนหลาน ยุ่งอยู่หรือ” ฉินฟู่หลินได้กลิ่นแล้วก็ถือวิสาสะเดินเข้าไปด้านใน
แม้ฝีมือของหลิวซิ่วเถาจะไม่เทียบเท่าสือไห่ถัง แต่อาหารที่ทำออกมาก็มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะตุ๋นไก่ หลิวซิ่วเถาเก่งมากในการต้มน้ำแกง เธอมักจะเพิ่มสมุนไพรที่เหมาะสมลงในน้ำแกงต่าง ๆ เสมอ
น้ำแกงที่ต้มออกมานั้นไม่เพียงแต่ไม่มีรสขมแต่ยังมีรสหวานอร่อยอีกด้วย
“ฟู่หลิน เจ้ากินข้าวแล้วหรือยัง ถ้ายังไม่ได้กินรออีกสักครู่ แล้วอยู่กินข้าวด้วยกันก่อน”
“ข้ากินแล้ว ข้าแค่อยากมาถามว่าเปิดร้านวันแรกเป็นอย่างไรบ้าง”
ฉินฟู่หลินหยิบตุ๊กตาเสือหญ้าออกมาเล่นกับเล่อเหนียง พลางถามด้วยความห่วงใย
แม่เฒ่าฉินยิ้มพลางกล่าวว่า “ฝีมือของสะใภ้สาม เจ้าก็รู้ดีอยู่แล้ว วันนี้กิจการไม่เลวทีเดียว แต่ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร”
ฉินฟู่หลินได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกดีใจแทนพวกเขา “กิจการต้องรุ่งเรืองแน่นอน ฝีมือของสะใภ้สาม แม้ข้าไม่กล้าพูดว่าเป็นที่หนึ่งในราชวงศ์ต้านิ่ง แต่อย่างน้อยในอำเภอชิงเหอ ฝีมือทำเนื้อตุ๋นของสะใภ้สามต้องเป็นที่หนึ่งอย่างแน่นอน”
แม่เฒ่าฉินหัวเราะสองที ไม่ได้คัดค้านคำพูดของฉินฟู่หลิน เพราะฝีมือของสะใภ้สามนั้นดีจริงๆ นางก็ยอมรับเช่นกัน
หลังจากคุยกันสองสามประโยคฉินฟู่หลินคุยก็ลุกขึ้นเตรียมตัวจะกลับ และตอนนั้นเองฉินเหล่าซานก็เดินออกมาด้วยท่าทางหดหู่ เมื่อเห็นฉินฟู่หลินก็ทักทายอย่างไม่มีชีวิตชีวา
“เหล่าซาน เจ้าเป็นอะไรไป ไม่ใช่ว่าวันนี้ร้านของเจ้าขายดีมากไม่ใช่หรือ เหตุใดท่าทางถึงหดหู่เช่นนี้เล่า”
แม่เฒ่าฉินมองฉินเหล่าซานอย่างแปลกใจ “เหล่าซาน เจ้าโดนสะใภ้สามตีเหรอ”
“ไม่ใช่!” ฉินเหล่าซานรีบยืดตัวขึ้นทันที “เช่นนั้นเจอเรื่องอะไรมาก็เล่าให้พวกข้าฟังต่อเถอะ”
ฉินเหล่าซานถอนหายใจ “ท่านแม่ ท่านอา ตอนนี้ข้ากำลังกังวลเรื่องหอยทากอยู่ขอรับ”
“หอยทากเหลือน้อยแล้ว ขายพรุ่งนี้อีกวันก็หมดแล้ว”
พูดจบเขาก็ถอนหายใจอีกครั้ง
แม่เฒ่าฉินก็ขมวดคิ้วแน่น ก่อนหน้านี้พวกเขาคิดแต่เพียงว่าหอยทากเผ็ดนี้มีรสชาติแปลกใหม่และเป็นเอกลักษณ์ ใช้มันเปิดตลาดจะต้องสร้างความฮือฮาได้แน่นอน
แต่พวกเขากลับลืมไปว่าหอยทากนี้ ไม่ใช่เหมือนการทำขนมที่มีแป้งก็สามารถทำได้
ก่อนหน้านี้พวกเขาจับหอยทากในบ่อน้ำ รวมถึงในแม่น้ำชิงเกือบหมดแล้ว แล้วตอนนี้จะไปหาจากที่ไหน
แม่เฒ่าฉินและฉินเหล่าซานสบตากัน ต่างก็เห็นความสับสนในดวงตาของอีกฝ่าย พวกเขาไม่เคยคิดมาก่อนว่า วันหนึ่งจะต้องมากังวลเรื่องศัตรูพืชในทุ่งนาเช่นนี้
ฉินฟู่หลินก็ไม่มีทางออก แม้เขาจะอาศัยอยู่ที่นี่มาห้าสิบปี แต่นอกจากในทุ่งนาและแม่น้ำที่เห็นได้ตามปกติแล้ว เขาก็ไม่รู้จริงๆว่าที่ไหนยังมีที่ที่สามารถหาได้อีก
“จับที่อื่น ให้เงิน!” เล่อเหนียงที่เล่นอยู่ข้างๆเอ่ยขึ้น
ทำไมพวกเขาไม่รู้จักคิดให้รอบคอบเสียบ้างนะ
บ่อน้ำไม่มี แม่น้ำก็ไม่มี เขาไม่คิดจะไปจับที่ต้นน้ำหรือปลายน้ำหรือที่อื่นๆที่มีน้ำบ้างหรือ ถ้าจับเองไม่ไหวก็จ้างคนมาจับก็ได้
เรื่องที่ใช้เงินแก้ปัญหาได้ก็ไม่ถือว่าเป็นปัญหาไม่ใช่หรือ
แม่เฒ่าฉิน ฉินฟู่หลิน และฉินเหล่าซานต่างพากันเงียบไป
ใช่แล้ว เหตุใดพวกเขาถึงคิดวิธีไม่ได้นะ
สมองของพวกเขายังคิดไม่ทันเล่อเหนียงเลย!
แม่เฒ่าฉินตัดสินใจทันที “ฟู่หลิน เจ้าไปถามพวกชายหนุ่มในหมู่บ้านที่ว่างๆดูสิ ถามดูว่ามีใครอยากไปจับหอยทากที่อื่นบ้างไหม ถ้าพวกเขาจับได้พวกเรารับซื้อทั้งหมด
ฉินฟู่หลินรับคำแล้วหมุนตัวเดินออกไปทันที ผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็กลับมา
“พี่ชุนหลาน พวกท่านเตรียมเงินไว้รับซื้อเท่าไหร่ข้าจะได้บอกพวกเขา"
แม่เฒ่าฉินครุ่นคิดสักครู่นางก็ไม่รู้ว่าควรตั้งราคาอย่างไร
หอยทากไม่ใช่ของมีมูลค่า แต่เครื่องปรุงสำหรับผัดหอยทากนั้นเป็นของที่เล่อเหนียงนำมา นางไม่รู้ว่าเครื่องปรุงพวกนี้มีค่าเท่าไหร่กันแน่ จึงหันไปมองหลานสาวที่กำลังเล่นตุ๊กตาหญ้าอยู่เล่อเหนียงรู้สึกถึงสายตาของท่านย่า จึงพูดโดยไม่เงยหน้าขึ้นมองว่า “สิบอีแปะ!”
ฉินฟู่หลินได้รับคำตอบแล้วก็วิ่งหนีออกไปอีกครั้ง
แม่เฒ่าฉินถามหลานสาวอย่างกังวลว่า “หลานรัก เราขายหอยทากเผ็ดแค่ยี่สิบอีแปะต่อจานเท่านั้นนะ ถ้าเราซื้อมาสิบอีแปะ แล้วขายออกไปยี่สิบอีแปะ แบบนี้จะขาดทุนนะ”
เล่อเหนียงเงยหน้าขึ้นมองท่านย่าแวบหนึ่ง “ไม่หยอก!”
ตอนนี้บ้านเราได้กำไรเกือบครึ่งจะขาดทุนได้อย่างไร
“หลานรัก ถ้าอย่างนั้นเราไม่ขายหอยทากนี่ดีกว่า ย่าไม่อยากให้เจ้าใช้เครื่องเทศที่เจ้าใช้อายุขัยแลกมาไปกับการผัดของพวกนั้นอีกแล้ว”
“ไม่เปนไย! ข้าแข็งแรงมั้ก!” เล่อเหนียงตบ อกเบาๆ แล้วพูดอย่างมั่นใจ
นางไม่สามารถบอกท่านย่าได้ว่านางมีพื้นที่มิติ
นางไม่สามารถบอกท่านย่าได้ว่าของทุกอย่างของนางล้วนนำออกมาจากพื้นที่มิติ หากนางพูดเรื่องพื้นที่มิตินี้ออกไป มันจะต้องก่อให้เกิดปัญหาตามมามากมาย
นางยังเป็นเด็ก นางยังไม่อยากติดอยู่กับปัญหานี้
ไม่นานนักฉินฟู่หลินก็กลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาพาชาวบ้านมาด้วย
ตอนนี้ทุกคนกินอาหารเย็นเสร็จแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนที่เตรียมตัวออกไปเดินเล่น หรือคนที่จูงภรรยาเตรียมจะพลอดรักกันอย่างลึกซึ้ง ต่างก็มาที่บ้านตระกูลฉินกันหมด
“อาสะใภ้ หัวหน้าหมู่บ้านบอกว่าท่านจะรับซื้อหอยทากในราคาสิบอีแปะหรือ” หญิงคนหนึ่งที่ใจร้อนเอ่ยปากถาม
คนอื่นๆก็มองแม่เฒ่าฉินด้วยสายตาเปี่ยมความหวัง
แม่เฒ่าฉินยืนยันว่า “ใช่แล้ว ไม่ผิด บ้านพวกข้าต้องการรับซื้อหอยทากจำนวนมาก หากพวกเจ้าว่างก็ไปหาที่อื่นได้ พวกข้ารับซื้อทั้งหมดไม่ว่าจะมากหรือน้อย!”
ฉินเหล่าซานนึกอะไรขึ้นมาได้จึงเอ่ยเสริม “ปลาพวกข้าก็รับเช่นกัน แต่ต้องหนักอย่างน้อยหนึ่งชั่งขึ้นไป”
มีคนถามอีกว่า “แล้วปลาราคาเท่าไหร่ต่อหนึ่งชั่ง”
“ยี่สิบอีแปะ!”
พอฉินเหล่าซานพูดจบรอบๆ ก็มีเสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นทันที
“ยี่สิบอีแปะเชียวนะ ถ้าจับปลาหนักห้าชั่งได้ ก็จะได้เงินตั้งร้อยอีแปะ ถ้าวันหนึ่งจับสองสามตัวก็จะได้เงินหลายร้อยอีแปะ”
“เงินนั้นไม่น้อยเชียวนะ”
“อาสะใภ้ บ้านท่านจะรับซื้อปลาในราคายี่สิบอีแปะต่อชั่งจริงๆหรือ”
“แน่นอนอยู่แล้ว!”
แม่เฒ่าฉินหันไปสั่งให้เหล่าซานไปตอกแผ่นไม้ขนาดใหญ่มา แล้วเขียนข้อความลงบนแผ่นไม้นั้นว่า ตระกูลฉินรับซื้อหอยทากและปลาที่มีน้ำหนักมากกว่าหนึ่งชั่งในปริมาณมาก
เมื่อชาวบ้านเห็นแผ่นไม้นั้น พวกเขาก็รีบหันหลังวิ่งกลับบ้านทันที
บทที่ 234: หอยทากเผ็ดขายดีเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป
แต่เดิมที่จะออกไปเดินเล่นเยี่ยมเยียนเพื่อนบ้านคนอื่น พาภรรยาไปพูดคุยอย่างลึกซึ้ง ทุกคนต่างล้มเลิกความคิดนั้น แล้วพากันลากอุปกรณ์จับปลาหรือเบ็ดตกปลาที่ไม่ได้ใช้มานานออกมาจากมุมห้องเก็บของ
ปลาหนึ่งชั่งราคายี่สิบอีแปะ ถ้าวันหนึ่งตกปลาได้หนึ่งตัวก็ยังได้มากกว่าการทำงานหนึ่งวันเสียอีก
วันนี้หมู่บ้านตระกูลฉินสว่างไสวไปทั่วทั้งหมู่บ้าน ทุกบ้านต่างลงมือทำอุปกรณ์จับปลาหรือเย็บถุงผ้าและตะกร้าสำหรับใส่หอยทาก ส่วนที่บ้านตระกูลฉินนอกจากเด็กๆหลับไปแล้ว ผู้ใหญ่ทุกคนต่างทำขนมสำหรับที่จะขายวันพรุ่งนี้
โดยเฉพาะซานจากวนที่ได้รับความนิยมเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังมีหอยทากที่ต้องล้างให้สะอาดและลวกน้ำให้สุก แล้วค่อยนำไปผัดที่ร้านพรุ่งนี้ ไม่เช่นนั้นจะทำให้เสียรสชาติได้
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น
ฉินเหล่าซานและสือไห่ถังขึ้นรถม้าออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ตัวเมือง ตอนที่พวกเขาออกเดินทางก็เจอชาวบ้านแบกตะกร้าและถืออุปกรณ์มือจับปลาเดินออกจากหมู่บ้านทีละคน
“เหล่าซาน เข้าเมืองแล้วหรือ!” เถี่ยจู้ทักทายเขา
“ใช่แล้ว พวกเจ้าก็จะออกไปเหมือนกันหรือ”
เถี่ยจู้หัวเราะเบาๆสองที “ไปจับปลาที่บ้านพ่อตาข้า บ้านพวกเขามีบ่อปลาหนึ่งบ่อ ข้าจะไปวางลอบสองอันเพื่อจับปลาสองตัวกลับมากินเหล้า”
ฉินเหล่าซานคุยเล่นกับเขาสองสามประโยคแล้วก็ออกเดินทางไป เมื่อมาถึงหน้าร้านข้าก็เห็นว่ามีผู้คนอออยู่เต็มหน้าร้าน
“เอ้า เถ้าแก้มาแล้ว เถ้าแก่ท่านเร็วหน่อยเถอะ ข้าต้องการหอยทากเผ็ด”
“ข้าด้วย ข้าด้วย ข้าต้องการสิบชั่ง!”
“ข้ายี่สิบชั่ง!”
ฉินเหล่าซานพยายามยกขนมอย่างยากลำบาก ท่ามกลางเสียงตะโกนโวกเหวกโวยวายของชาวบ้าน “ทุกท่านช่วยหลีกทางหน่อยได้หรือไม่ ให้ข้าขนของเข้าไปก่อนนะ!”
สือไห่ถังก็ตะโกนเสียงดัง “ช่วยเปิดทางให้หน่อยหรือไม่ ถ้าหอยทากหกเสียหาย วันนี้ทุกคนจะต้องกลับบ้านมือเปล่านะ”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ผู้คนที่ล้อมอยู่รีบเปิดทางให้ฉินเหล่าซานและสือไห่ถึง พวกเขามองดูฉินเหล่าซานขนขนมเข้าไปในร้านก่อนจากนั้นจึงช่วยกันยกตะกร้าหอยทากที่ลวกน้ำแล้วเข้าไปในร้าน
“เถ้าแก่ หอยทากของท่านดูไม่ค่อยเหมือนเดิมนะ สีไม่เหมือนเมื่อวานเลย”
“ใช่แล้ว เหตุใดถึงมีกลิ่นคาวด้วย”
ชายวัยกลางคนหลายคนถามคำถามสำคัญทันที หลังจากยกหอยทากเข้าไปแล้วฉินเหล่าซานก็ยืดตัวนวดเอวพลางอธิบายว่า
“ทุกท่านอย่าเพิ่งรีบร้อน หอยทากของร้านเราเป็นแบบผัดสดๆ ขายสดๆเพื่อรักษารสชาติความสดของหอยทาก ดังนั้นท่านผู้มีเกียรติที่ต้องการซื้อหอยทากกรุณารออยู่ข้างๆสักครู่นะ”
“เถ้าแก่ต้องเร่งมือหน่อยนะ เมื่อวานน้องชายข้านำกลับไปสองชั่งรสชาติสดอร่อยเหลือเกิน อร่อยจนข้าอยากเคี้ยวทั้งเปลือกกลืนลงท้องเลยทีเดียว”
“ข้าก็เช่นกัน เสียดายที่เมื่อวานซื้อหน่อยไปไหน
เมื่อเห็นหญิงสาวพาเด็กมา เหล่าชายฉกรรณ์ก็แหวกทางเดินไปยังร่มเงาของต้นไม้ข้างทาง พลางสนทนากันไปพลางจับตาดูความเคลื่อนไหวของร้านค้าไปด้วย
“เถ้าแก่ ท่านช่วยเก็บขนมหวานเหล่านี้ไว้หน่อยได้หรือไม่”
ฉินเหล่าซานได้ยินเสียงจึงหันไปมองเป็นชายชราที่เฝ้าประตูสำนักศึกษาเติงเคอ
“ลุงหยาง ท่านมากินขนมหวานสิ”
ลุงหยางหยิบขนมหวานชิ้นหนึ่งให้หลานชายตัวน้อยพลางกล่าวว่า “เมื่อวานนี้ มีเด็กหลายคนในโรงเรียนฝากข้าไว้ ขอให้ข้าช่วยบอกท่านให้เก็บขนมหวานไว้ให้พวกเขาบ้าง หลังจากที่พวกเขาเขียนเรียงความเสร็จในช่วงบ่ายจะมีเวลาพักครึ่งชั่วยาม พวกเขาจะออกมาซื้อ”
ฉินเหล่าซานได้ยินเรื่องนี้ก็รีบตอบรับทันที
“ได้ๆๆ ข้าเข้าใจแล้วข้าจะเก็บส่วนหนึ่งให้พวกเขานะ”
เมื่อลุงหยางได้ยินว่าฉินเหล่าซานตกลงก็พาหลานชายตัวน้อยกลับไป
ฉินเหล่าซานเห็นดังนั้นจึงรีบหยิบขนมหวานหลายชิ้นห่อด้วยกระดาษน้ำมันส่งให้หลานชายตัวน้อย
“มาสิ อาเป้าลุงเลี้ยงขนมเจ้า”
“ไม่ได้หรอก ไม่ได้หรอก เถ้าแก่ ขนมมีค่ามาก ท่านเก็บเอาไว้ขายเถอะ” ลุงหยางรีบโบกมือปฏิเสธ ฉินเหล่าซานจึงยัดขนมใส่มือของอาเป้าโดยตรง “มานี่ อาเป้า พวกเราไม่ต้องฟังปู่ของเจ้าหรอก ถ้าอยากกินขนมหวานก็มาหาลุงได้เลยนะ”
“เถ้าแก่ทำแบบนี้ไม่ได้นะขอรับ!”
ฉินเหล่าซานโบกมือ “จะเป็นไรไปเล่า แค่ขนมหวานสองชิ้นเท่านั้น ถ้าเด็กอยากกินก็ให้เขากินเถอะ จะปล่อยให้เด็กอดได้อย่างไรขอรับ”
หยางหลินได้ยินดังนั้นก็ได้แต่กล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ครอบครัวของพวกเขายากจนจริงๆ เพื่อรักษาอาการป่วยของลูกสะใภ้เขาถึงได้พาตัวเองมาทำงานเฝ้าประตูสำนักศึกษา
ปกติแล้วแทบไม่ค่อยได้ซื้อของขบเคี้ยวให้หลานชายตัวน้อยเลย ส่วนใหญ่เป็นเพราะพวกเขาซื้อไม่ไหวจริงๆ
“อาเป้าต่อไปเจ้าต้องจำบุญคุณของเถ้าแก่ฉินให้ดีนะ”
ชายชราหยางย่อตัวลงพูดกับหลานชายตัวน้อย
อาเป้าพยักหน้า เขาจะต้องจำบุญคุณของเถ้าแก่ฉินแน่นอน เพราะเถ้าแก่ฉินเป็นคนแรกที่ให้เขากินขนมหวานนี่นา
เวลาผ่านไปสองถ้วยชา กลิ่นหอมเผ็ดร้อนก็โชยออกมาจากร้านขนมหวานเล็กๆ พวกผู้ชายที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูพุ่งเข้าไปในร้านในทันที
“เถ้าแก่ เร็วเข้า หอยทากเผ็ดของข้าหอมเหลือเกิน น้ำลายจะไหลออกมาแล้ว”
“มาแล้ว มาแล้ว!”
ฉินเหล่าซานตะโกนตอบพลางถือหอยทากมาด้วย
“ของข้าห้าชั่ง! ให้ข้าก่อนนะ!”
“ข้าสิบชั่ง ข้าต้องการมากกว่า ให้ข้าก่อน!”
ฉินเหล่าซานมองดูผู้คนที่เบียดเสียดกันเข้ามา กลัวว่าพวกเขาจะไปโดนหอยทากที่เพิ่งออกจากเตา จึงรีบตะโกนเสียงดัง
“พวกท่านอย่าเพิ่งรีบร้อนเหรอ หอยทากเพิ่งออกมาจากเตา ยังร้อนๆอยู่เลย ระวังลวกตัวเองเอานะ”
“พวกข้าไม่กลัวหรอก รีบให้ข้าเถอะ ข้ารอกลับไปดื่มสุราอยู่นะ!”
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว ข้าก็เช่นกัน เตรียมกับแกล้มไว้หมดแล้ว ขาดแต่ของเด็ดนี้แหละ”
...........
ไม่ว่าพวกเขาจะตะโกนอย่างไร ฉินเหล่าซานก็ยังคงปล่อยให้หอยทากเย็นลงครู่หนึ่งก่อนที่จะเริ่มวุ่นวายชั่งให้พวกเขา
“ห้าชั่งของท่าน ระวังร้อนนะ”
“สิบชั่งของท่าน ถือให้ดี อย่าให้ลวกมือนะ”
“ลูกค้าท่านนี้ ท่านต้องการแปดชั่งใช่หรือไม่”
“ถือให้ดีนะ อย่าให้ลวกละ”
ครู่เดียวเท่านั้นหอยทากรสเผ็ดหนึ่งกระทะก็หมดลง แต่ด้านหลังยังมีแถวยาวเหยียดรออยู่ พวกเขาบางคนเคยกินหอยทากเผ็ดมาแล้ว แต่ส่วนใหญ่แค่อยากรู้อยากเห็นเท่านั้น
เมื่อคนเหล่านี้เห็นว่าหอยทากหมดแล้วต่างพากันส่ายหัวและจากไปอย่างผิดหวัง แต่พอเพิ่งออกจากแถว ฉินเหล่าซานก็ยกถาดใหม่ออกมาจากด้านหลังอีก
คนที่ยืนรออยู่ด้านหลังรีบแย่งกันเบียดข้าไปด้านข้างอย่างรวดเร็ว
ทำให้บางคนที่ออกจากแถวไปรู้สึกเสียใจ อยากจะเบียดเข้าไปอีก แต่พบว่าเบียดไม่เข้าแล้ว จึงต้องกลับไปต่อแถวใหม่จากด้านหลัง
สือไห่ถังล้างมือให้สะอาดแล้วออกมาต้อนรับลูกค้าด้านหน้า นางรับผิดชอบชั่งน้ำหนักและเก็บเงิน บางครั้งมีลูกค้าเข้ามาซื้อขนมหวาน นางก็จะรับหน้าที่ต้อนรับลูกค้าส่วนนี้
ไม่นานนักหอยทากหม้อนั้นก็ขายหมด พอถึงคิวของชายคนนั้นหอยทากก็หมดพอดี ทำให้ชายคนนั้นโกรธจนมือสั่น
ฉินเหล่าซานอยากหัวเราะแต่ไม่กล้า พยายามกลั้นไว้อย่างยากลำบาก
“เถ้าแก่พรุ่งนี้ข้าต้องการยี่สิบชั่ง!” ชายคนนั้นเอาเงินก้อนหนึ่งวางลงบนโต๊ะแล้วพูดอย่างโอหัง
แต่ฉินเหล่าซานไม่รับเงินของเขา และพูดน้ำเสียงราบเรียบว่า “ท่านผู้มีเกียรติ พรุ่งนี้พวกข้าอาจไม่ได้ขายหอยทาก เงินนี้ท่านเก็บกลับไปก่อนเถิด!”
ชายคนนั้นรู้สึกเหมือนโดนฟ้าผ่าทันใด เขาได้แต่ยืนตกตะลึงอยู่กับที่
หอยทากของข้า...
ไม่มีแล้วหรือ
บทที่ 235: จะมีหอยทากหรือไม่
ตอนนั้นเองประตูใหญ่ของสำนักศึกษาก็เปิดออก ลิ่งอวี่และพวกเขาเดินออกมา
“อาข้ามาแล้ว!”
ชายวัยกลางคนนั้นมองด้วยความประหลาดใจเมื่อเห็นเด็กชายสามคนที่กำลังประจบประแจงฉินเหล่าซาน
“เถ้าแก่ พวกเขาเป็นลูกของท่านหรือ”
ฉินเหล่าซานพยักหน้าอย่างภาคภูมิใจ “ใช่แล้ว ทั้งสองเป็นลูกหลานของข้า ข้าเปิดร้านนี้ก็เพื่อให้สะดวกในการดูแลพวกเขา”
ชายวัยกลางคนนั้นตกใจ ฝั่งตรงข้ามนั่นคือสำนักศึกษาเติงเคอที่มีชื่อเสียงโด่งดัง มีเด็กมากมายแย่งกันเข้าไปเรียน แต่สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้เพราะค่าเล่าเรียน แต่คนตรงหน้านี้ดูเหมือนจะเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา แต่กลับสามารถส่งลูกหลานเข้าไปเรียนในสำนักศึกษาได้ถึงสามคน ความจริงแล้วคนธรรมดาไม่อาจทำเช่นนี้ได้
นั่นยิ่งทำให้มั่นใจที่จะสร้างความสัมพันธ์กับเขา
“เถ้าแก่สิบ เงินสิบตำลึงนี้ข้าขอวางไว้ตรงนี้ เมื่อไหร่ที่ท่านมีหอยทาก ก็เก็บไว้ให้ข้าหนึ่งส่วนก็พอ!”
ชายวัยกลางคนนั้นพูดจบก็วิ่งหนีไปโดยไม่หันกลับมามอง ไม่ว่าฉินเหล่าซานจะตะโกนเรียกอย่างไร เขาก็ไม่หันกลับมาเลย
“อาสะใภ้สาม มีขนมหวานเหลือไว้ให้พวกข้าบ้างหรือไม่”
ลิ่งอวี่เห็นชั้นวางสินค้าที่มีขนมไม่มากนัก จึงหันไปถามสือไห่ถัง
ชั้นเรียนของพวกเขามีหลายคนที่จะสอบชิงตำแหน่งจ้วนหยวนในฤดูใบไม้ร่วงปีหน้า ช่วงเวลานี้พวกเขาเหมือนคนบ้างานอย่างยิ่ง ตอนเช้าฟ้ายังไม่สางก็ตื่นขึ้นมาท่องหนังสือ เดินไปไหนก็ท่องอยู่ในใจ กินข้าวก็ยังท่องในใจ แม้แต่ตอนนอน คนอื่นหลับสนิทไปแล้ว แต่พวกเขายังคงพยายามจดจำความรู้ที่อาจารย์สอนเข้าไปในสมอง
พวกเขาตอนนี้แทบไม่มีเวลาแม้แต่จะกินข้าว หรือทุกครั้งที่ตักข้าวก็แค่กินลวกๆสองคำ แล้วกลับห้องพักเพื่อทบทวนความรู้
การออกมาครั้งนี้ของพวกเขาก็เพื่อซื้อขนมกลับไปบ้าง เวลาท้องหิวจะได้ใช้มันอุดท้อง ทั้งยังประหยัดเวลากินข้าวอีกด้วย
สิ่งสำคัญที่สุดคือฝีมือของสือไห่ถังอร่อยจริงๆ
“มีสิ วันนี้ลุงหยางก็มาบอกพวกเราแล้ว”
สือไห่ถังย้ายขนมเข้ามาในบ้านสิบกว่ากล่อง
“ของพวกนี้ล้วนคัดสรรไว้ให้เจ้าอย่างดี พวกเจ้าเอากลับไปไว้กินแก้หิวตอนกลางคืน”
บัณฑิตในสำนักศึกษาแต่ละล้วนมาจากครอบครัวร่ำรวย แล้วจะเอาเปรียบครอบครัวสหายร่วมชั้นเรียนได้อย่างไร บางคนโยนเงินก้อนเล็กๆลงบนโต๊ะโดยไม่ถามราคาด้วยซ้ำ
หลังจากที่สหายร่วมชั้นเรียนซื้อเสร็จและกลับไปสำนักศึกษาแล้ว ลิ่งอวี่จึงพาเด็กหนุ่มที่สวมเสื้อผ้าปะชุนเต็มตัวเดินเข้ามา
“ท่านอาสะใภ้ เขาคือเหลียนเทาที่ข้าเล่าให้ท่านฟังเมื่อวาน เขาอยากมาขอบคุณท่านด้วยตัวเอง”
“คารวะท่านอา ข้าคือเหลียนเทา ขอบคุณสำหรับขนมที่ท่านฝากมาให้ข้าขอรับ”
สือไห่ถังยิ้มเล็กน้อย “ไม่ต้องขอบคุณหรอก ต่อไปหากเจ้าอยากกินก็ฝากลุงหยางมาบอกข้าได้ ข้าจะส่งไปให้เจ้าที่สำนักศึกษา”
เหลียนเทารีบปฏิเสธ “จะทำเช่นนั้นได้อย่างไรขอรับ”
“เฮ้อ แค่ขนมไม่กี่ชิ้นเท่านั้นเอง ไม่ได้มากมายอะไรหรอก การอิ่มท้องต่างหากที่สำคัญที่สุด”
สือไห่ถังกับลิ่งอวี่คุยกันเล่นสองสามประโยค แล้วก็ไล่พวกเขากลับสำนักศึกษา เพราะพวกเขาจะเตรียมปิดร้านแล้ว
วันนี้เหลือขนมแค่หนึ่งถึงสองชั่งเท่านั้น พวกเขาจึงไม่ขายอีกต่อไป ตั้งใจว่าเอากลับไปให้เด็กๆในหมู่บ้านได้กินแก้อยาก
ฉินเหล่าซานลากรถม้ามา สองสามีภรรยายกขนมหวานที่เหลืออีกหนึ่งถึงสองชั่ง พร้อมกับถุงเงินอันหนักอึ้งกลับบ้านอย่างมีความสุข ส่วนอีกด้านหนึ่ง แม่เฒ่าฉินกำลังพาเล่อเหนียงและหงอวี่ไปเก็บผลซานจาในภูเขา
ผลซานจาในบ้านก็เหลือไม่มากแล้วและฤดูกาลของผลซานจาก็กำลังจะผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว ต้องรีบเก็บผลซานจาในภูเขากลับมาให้เร็ว แล้วเก็บไว้ในพื้นที่มิติของเล่อเหนียงจึง พอถึงฤดูหนาว พวกเขาก็จะไม่ขาดแคลนวัตถุดิบสำหรับทำซานจากวน
“ย่า กระต่าย!”
พอเข้าไปในภูเขา เล่อเหนียงก็เริ่มปล่อยกระต่ายออกมาอีกแล้ว เพิ่งผ่านไปไม่นานเท่าไหร่ กระต่ายในพื้นที่มิติของนางก็เริ่มล้นอีกแล้ว
มันออกลูกเก่งเหลือเกิน!
ความเร็วนั้น แม้แต่แม่ไก่บ้านข้างบ้านยังต้องยอมแพ้!
ฉินเหล่าซื่อเห็นพวกกระต่ายที่แย่งกันพุ่งชนต้นไม้ฆ่าตัวตายมุมปากของเขสก็กระตุกหลายครั้ง
ข้าไม่อยากจับกระต่ายแล้วนะ
ข้ากินกระต่ายจนเหนื่อยแล้ว
ตอนนี้ข้าสงสัยอย่างหนักว่าลูกสาวของข้าเป็นเทพกระต่ายจากสวรรค์ลงมาเกิดหรือไม่ ทำไมถึงชอบปล่อยกระต่ายออกมาขนาดนี้ ถึงกระนั้นก็ยังต้องเก็บพวกกระต่ายที่ฆ่าตัวตายทั้งหมดใส่ตะกร้าสะพายหลัง ภายใต้สายตาข่มขู่ของลูกสาว
ฉินเฉิงอันกับหลิวซิ่วเถาก็พาลิ่งตงขึ้นมาช่วยเก็บผลซานจาด้วยเหมือนกัน รวมถึงชายหนุ่มอีกหลายคนในหมู่บ้าน
ต้นกระบองเพชรที่ปลูกไว้บนภูเขาของหมู่บ้านต้าไฮว่ตอนนี้เติบโตได้ดี รอให้ถึงปีหน้าเมื่ออากาศอุ่นขึ้นก็จะสามารถเลี้ยงครั่งได้แล้ว
เพียงครึ่งวันเท่านั้นผลซานจาบนภูเขาก็ถูกเก็บหมดแล้ว คราวนี้ผลซานจาบนภูเขาหมดเกลี้ยงแล้วถ้าอยากหาผลซานจาอีกก็ต้องไปดูที่อื่นแล้ว
ตอนที่พวกเขากลับมาพอดีเจอฉินเหล่าซานกลับมาจากอำเภอพอดี
“ลุงฉาม อุ้ม!” เล่อเหนียงเห็นฉินเหล่าซานก็วิ่งเข้าไปกอดขาใหญ่ของเขาพลางออดอ้อน
“กิง ขนม!”
ฉินเหล่าซานอุ้มเล่อเหนียงขึ้นมาก็ใช้ตอหนวดที่เพิ่งขึ้นมาถูไถแก้มเล็กๆของนาง ทำให้เล่อเหนียงหัวเราะคิกคักอย่างสนุกสนาน
“มีๆๆ ป้าสะใภ้สามของเจ้าตั้งใจห่อขนมมาให้พวกเจ้ากินเป็นพิเศษเลยนะ”
“โอ้ๆๆ ป้าตะใภ้ฉาม ข้ารักตั้น” เล่อเหนียงตบมือด้วยความตื่นเต้น
ฉินเหล่าซานอุ้มนางเข้าไปข้างในพลางหยิบห่อขนมออกมาจากตะกร้าสะพายหลังให้นาง
เล่อเหนียงนั่งลงบนพื้นอย่างรวดเร็วรีบแกะห่อขนมนั้นทันที หลังจากแกะออกแล้วนางก็หยิบขนมไปให้ท่านก่อนหนึ่งชิ้น แล้วให้ท่านพ่อหนึ่งชิ้น ให้หงอวี่หนึ่งชิ้น
ให้อาเฉิงอานและอาซิ่วเถาคนละหนึ่งชิ้น หลังจากแบ่งไปรอบหนึ่งแล้วก็เหลือไม่กี่ชิ้น
นางจะไม่แบ่งใครทั้งนั้น กอบขนมหวานไว้ในอ้อมอกแล้วเริ่มกินทันที
การกระทำที่อบอุ่นนี้ทำให้แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆหัวเราะขำ
หลานรักของพวกเขารู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่นตั้งแต่ยังเด็ก
“ท่านแม่ นี่คือเงินที่ขายขนมหวานได้วันนี้ท่านแม่เก็บไว้ดีนะขอรับ” ฉินเหล่าซานมอบถุงเงินให้แม่เฒ่าฉินเช่นเคย
แม่เฒ่าฉินรับถุงเงินมาแล้วเทออกมาดู “วันนี้เงินดูเหมือนจะมากกว่าเมื่อวานนิดหน่อยนะ”
“อ้าว นี่มันมีแท่งเงินสิบตำลึงด้วยหรือ” แม่เฒ่าฉินถามอย่างสงสัย
ฉินเหล่าซานรีบเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้แม่เฒ่าฉินฟัง
แม่เฒ่าฉินได้ยินแล้วถอนหายใจ “ไม่รู้ว่าจะมีหอยทากเมื่อไหร่น่ะสิ”
“มีแล้ว!”
เล่อเหนียงตบ อกเบาๆ พลางพูดอย่างมั่นใจ
นางมีลางสังหรณ์แล้วว่า วันนี้จะต้องมีหอยทากเยอะแน่ๆ
แม่เฒ่าฉินหัวเราะ “เจ้าหนูน้อยคนนี้ เจ้าแอบทำนายเอาไว้แล้วใช่ไหมล่ะ!”
เล่อเหนียงบิดตัวอย่างเย่อหยิ่ง นางไม่ได้คำนวณอะไรทั้งนั้น
นางไม่ใช่หมอดู ไม่มีความสามารถที่จะทำนายทุกสิ่งในใต้หล้าได้หรอก
นางเป็นเพียงเด็กดีธรรมดา ธรรมดา คนหนึ่งเท่านั้น
“ท่านป้าขอรับ” ขณะที่แม่เฒ่าฉินกำลังมองเล่อเหนียงแสดงท่าทางตลกอยู่นั้น เสียงเรียกก็ดังมาจากนอกประตูแม่เฒ่าฉินขานรับหนึ่งคำแล้วพาเล่อเหนียงเดินออกไป
ทันทีที่ออกไป ก็เห็นเถี่ยจู้แบกถังน้ำขนาดใหญ่สองใบบนบ่ายืนอยู่ที่หน้าประตู
“เถี่ยจู้ เป็นอะไรหรือ” แม่เฒ่าฉินถาม
เถี่ยจู้วางถังน้ำลง ในถังนั้นมีปลาตะเพียนอ้วนพีสองตัวปรากฏแก่สายตาของแม่เฒ่าฉิน
“ท่านป้าขอรับ ข้านำปลามาส่งให้พวกท่านแล้ว!” เถี่ยจู้กล่าว
บทที่ 236: ด่าคนอื่นแต่กลับโดนตัวเอง
“โอ้ เถี่ยจู้ปลาสองตัวนี้ของเจ้าอ้วนจริงๆ น่าจะหนักสี่ห้าชั่งเลยกระมัง” แม่เฒ่าฉินกล่าวด้วยความประหลาดใจ
เถี่ยจู้เช็ดเหงื่อบนหน้าผาก “เฮ้อ ข้าจับมาจากบ่อปลาที่บ้านเกิดของภรรยาข้า ปลาพวกนี้ต้องหนักเกินสามชั่งแน่ๆ”
“ท่านป้า เมื่อวานท่านบอกว่าปลาหนึ่งชั่งยี่สิบอีแปะใช่หรือไม่”
แม่เฒ่าฉินยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว”
“เหล่าซาน ไปเอาตาชั่งมาชั่งดูหน่อย”
ฉินเหล่าซานรับคำแล้วหันไปหยิบตาชั่งมา
“โอ้โฮ ปลาสองตัวนี้หนักเกือบสิบชั่งเลยทีเดียว” ฉินเหล่าซานมองดูคันชั่งพลางกล่าวด้วยความประหลาดใจ
เถี่ยจู้เชิดหน้าอย่างภาคภูมิใจ “แน่นอนปลาพวกนี้พ่อตาข้าดูแลอย่างดี ข้าอ้อนวอนอยู่ตั้งนานสองนานกว่าจะหว่านแกในบ่อปลานั้นได้”
“อ้อ ยังมีหอยทากอีกนิดหน่อยชั่งรวมไปด้วยเลยนะ” เถี่ยจู้เสริม
ฉินเหล่าซานชั่งถังเปล่าก่อนแล้วจึงเทหอยทากลงไปในถังนั้น
“ตรงนี้หนักยี่สิบสามชั่ง หักน้ำหนักถังสามชั่งออกก็เหลือยี่สิบชั่ง” ฉินเหล่าซานคำนวณ
เถี่ยจู้พยักหน้าราวกับจะบอกว่าถูกต้อง “ปลาสิบชั่งก็สองร้อยอีแปะ หอยทากยี่สิบชั่งก็สองร้อยอีแปะรวมทั้งหมดสี่ร้อยอีแปะ”
แม่เฒ่าฉินได้ยินจำนวนเงินที่ฉินเหล่าซานรายงานจึงนับเงินสี่ร้อยอีแปะจากถุงเงินให้เขา
เถี่ยจู้มองเหรียญทองแดงในมือก็ยิ้มจนเห็นฟันทั้งปากด้วยความพอใจ
สี่ร้อยอีแปะเลยนะ!
เงินเดือนทั้งเดือนของเขายังไม่ถึงสี่ร้อยอีแปะเลย เขาจึงตัดสินใจทันทีว่าพรุ่งนี้จะไปจับปลาที่บ้านพ่อตาอีก แม้ว่าเขาจะปล่อยสุนัขไล่ข้า ข้าก็จะไป!
ตอนนี้ชาวบ้านคนอื่นๆ ก็ทยอยแบกตะกร้ากลับมากันแล้ว
ทางนี้แม่เฒ่าหวังแบกหอยทากห้าชั่งและปลาสองตัว
ทางโน้นแม่เฒ่าจางกับลูกชายก็แบกหอยทากมาครึ่งตะกร้า
แม้แต่กุ้งมังกรเล็กและลูกปลาขนาดครึ่งฝ่ามือก็มี
ตระกูลฉินรับซื้อทั้งหมดตามรายการ
ฉินเหล่าซานกับสวี่ซิ่วอิงกำลังชั่งน้ำหนักสิ่งของที่พวกเขานำมาอยู่ด้านข้าง ขณะที่แม่เฒ่าฉินกอดถุงเงินไว้ข้างกายพลางคำนวณเงิน
เล่อเหนียงกับหงอวี่นั่งยองๆอยู่ข้างถังน้ำ เล่อเหนียงใช้มือตักปลาขึ้นมาเล่นอย่างสนุกสนาน ส่วนหงอวี่เพียงแค่นั่งอยู่ข้างๆ คอยเฝ้าดูสาวน้อย และเตรียมพร้อมที่จะรับผิดชอบหากมีอะไรผิดพลาด
ตอนนี้ถึงเวลาเลิกเรียนของสำนักศึกษาในหมู่บ้านพอดี เด็กๆต่างวิ่งกันอย่างสนุกสนานราวกับม้าป่าที่หลุดออกจากควบคุม พวกเขาไม่นานก็รู้เรื่องสถานการณ์ของตระกูลฉิน จึงวิ่งกรูกันมาที่บ้านตระกูลฉิน
เมื่อเห็นว่าพ่อแม่ของตนได้รับเงินกันแล้ว เด็กๆต่างรบเร้าขอกินขนมหวาน สือไห่ถังเห็นเช่นนั้นจึงรีบยกถาดขนมออกมาจากในบ้านเพื่อแจกจ่ายให้เด็กๆได้แก้หิว
เด็กๆที่ได้รับขนมหวานก็หยุดรบเร้าพ่อแม่ของตน แล้ววิ่งเล่นกับเพื่อนๆในหมู่บ้านอย่างสนุกสนานอีกครั้ง
ส่วนคนที่ไม่ได้รับค่าจ้างหรือได้รับค่าจ้างน้อยกว่า เมื่อเห็นคนอื่นถือเหรียญทองแดงเต็มสองมือ ก็เริ่มมีความคิดอื่นเกิดขึ้นในใจ
หลังจากส่งชาวบ้านกลับไปแล้ว ตระกูลฉินก็เริ่มยุ่งวุ่นวายอีกครั้ง
แม่เฒ่าฉินอุ้มหลานสาวที่เล่นน้ำจนเปียกโชกไปอาบน้ำ พร้อมกับยกน้ำร้อนออกมาให้หลานชายคนอื่นๆอาบด้วย
หลิวซิ่วเถาและสวี่ซิ่วอิงกำลังเตรียมอาหารเย็น
วันนี้อาหารเรียบง่ายมาก พวกเขาเพียงแค่นึ่งหมั่นโถวหนึ่งซึ้งใหญ่ หยิบไข่ไก่มาสองสามฟองแล้วทำน้ำแกงไข่หม้อหนึ่ง หั่นเนื้อมาสองชั่ง ผัดกับเห็ดหูหนูอย่างง่ายๆจานหนึ่ง
สวี่ซิ่วอิงกำลังนวดแป้งทำขนมอยู่ในครัวของบ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อที่อยู่ติดกัน
ครัวที่บ้านเล็กเกินไป ทำขนมหวานไม่ค่อยสะดวก พ่อเฒ่าเฉินและคนอื่นรู้ว่าสือไห่ถังและพวกเขาต้องการทำขนมหวานไปขาย จึงจัดการทำความสะอาดห้องด้านหลังบ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อแล้วสร้างเตาไฟสองเตาไว้ให้พวกเขาใช้ทำขนมหวานโดยเฉพาะ
ระหว่างนั้นมีพ่อเฒ่าจ้าวเข้ามาช่วยคัดลูกปลาขนาดเท่าฝ่ามือและหอยทากขนาดเล็กไปเลี้ยงไว้ที่บ่อน้ำหลังบ้าน
ฉินเหล่าซาน ฉินเหล่าซื่อ และเฉินฮั่นหลินกำลังแกะก้างปลาอยู่ในลานบ้าน พร้อมทั้งจัดการกับกระต่ายที่คิดสั้นพุ่งชนต้นไม้ฆ่าตัวตาย
หลายวันมานี้ไม่ได้ทำลูกชิ้นปลาเลยทำให้คุณชายหลี่มาถามหาหลายครั้งแล้ว แต่น่าเสียดายที่พวกเขาไม่มีปลา อีกฝ่ายจึงไม่ได้อะไรกับไป ดังนั้นวันนี้จำเป็นต้องทำลูกชิ้นปลาส่งให้ภัตตาคารว่านฝูให้ได้
ทั้งครอบครัวตระกูลฉินต่างยุ่งวุ่นวายกันไปหมดแม้แต่อาหารเย็นก็แค่กินกันคำสองคำแล้วก็เริ่มยุ่งอีกครั้ง ส่วนแม่เฒ่าฉินรับหน้าที่กล่อมหลานๆให้เข้านอน
เสี่ยวซื่อ เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่ว และหงอวี่กินข้าวเย็นเสร็จแล้วก็วิ่งไปที่ห้องของแม่เฒ่าฉินกันหมด คืนนี้ท่านพ่อและท่านแม่ต่างไม่มีเวลาว่าง พวกเขาจึงคิดจะนอนกับท่านย่า
“ท่านย่า พวกข้าขอนอนด้วยได้หรือไม่” เสี่ยวลิ่วมองย่าด้วยสายตาน่าสงสาร
“ได้สิ!” แม่เฒ่าฉินจะปฏิเสธได้อย่างไร นางรีบหยิบผ้าห่มออกมาจากตู้ ก่อนจะปูเสื่อ แล้วจึงปูผ้าห่มทับลงไปให้หลาๆนอนเรียงกัน เล่อเหนียงดีใจจนตัวลอย สักพักก็ไปแหย่ปากพี่ห้า แล้วเอาเท้าวางบนตัวพี่สี่
เสี่ยวอู่และเสี่ยวลิ่วก็เช่นกัน นับตั้งแต่เล่อเหนียงเกิดมา นับว่าเป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้นอนด้วยกัน พวกเขาต่างตื่นเต้นไม่น้อยและแหย่น้องสาวไม่หยุด บ้างก็เล่าเรื่องสนุกๆที่เกิดขึ้นในสำนักศึกษาให้น้องสาวฟัง บ้างก็แต่งเรื่องผีเพื่อหลอกน้องสาว แต่สุดท้ายกลับทำให้ตัวเองตกใจเสียเอง
เสี่ยวซื่อถึงกับบอกว่าในผ้าห่มมีของสนุก หลอกให้พวกเขาเข้าไปในผ้าห่ม ผลคือเมื่อทุกคนมุดเข้าไปแล้ว เขาก็ผายลมออกมา เหม็นจนทุกคนแทบจะเป็นลม
เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่ว และหงอวี่โกรธจนกดเขาลงกับพื้นแล้วจั๊กจี้ไม่หยุด เล่อเหนียงก็กระโจนเข้าไปจั๊กจี้ฝ่าเท้าเขาด้วย
แม่เฒ่าฉินนั่งด้านข้างมองหลานชายหลานสาวด้วยสายตาเอ็นดู ในหัวนึกถึงตอนที่เล่อเหนียงเพิ่งเกิดอยู่ตลอดเวลา
ตอนนั้นเล่อเหนียงยังไม่ทันได้ตัดสายสะดือก็ถูกอุ้มหนีเอาชีวิตรอดแล้ว เวลานั้นพวกเราคิดแต่เพียงว่าขอเพียงมีชีวิตรอดก็พอ จะกล้าฝันถึงชีวิตเช่นทุกวันนี้ได้อย่างไร
หลังจากที่เล่อเหนียงและเหล่าพี่ชายเล่นกันสักพักก็เริ่มนอนลงบนที่นอน และเริ่มส่งเสียงกระซิบกระซาบกัย
“พี่สี่ พรุ่งนี้วันหยุด พวกเราไปเที่ยวบนเขากันเถอะ” เสี่ยวลิ่วกระซิบข้างหูลิ่งเหวิน
ลิ่งเหวินส่ายหัว “ไม่ได้หรอกพรุ่งนี้ข้าอยากไปดูร้านกับท่านแม่”
เสี่ยวลิ่วยังคงพยายามชักชวน “พี่สี่ ร้านนั้นเป็นของบ้านพวกเราอยู่แล้ว ไปเมื่อไหร่ก็ได้ วันนี้ข้าได้ยินว่าเกาลัดบนเขาสุกแล้ว พวกเราไปเก็บเกาลัดกินกันเถอะ”
“ใช่ๆๆ ข้าก็ได้ยินเหมือนกัน ข้าอยากย่างเกาลัดจะแย่แล้ว”
ลิ่งเหวินลังเล เขาเองก็อยากขึ้นเขาเหมือนกัน แต่อีกใจหนึ่งก็อยากไปที่ร้านกลับท่านแม่มากกว่า
เลือกยากเหลือเกิน
เล่อเหนียงที่กำลังแทะนิ้วอยู่ข้างๆ พอได้ยินเรื่องขึ้นเขาก็นึกถึงก้อนหินที่เก็บได้แถวบ่อน้ำ เธอรีบหยิบออกมาจากพื้นที่มิติ แล้ววางไว้บนมือพิจารณาอย่างละเอียด
“เอ๊ะ น้องสาว เจ้าถือก้อนอะไรอยู่น่ะ สีดำดําปิ๊ดปี๋ ขี้หมาหรือ” เสี่ยวลิ่วเป็นคนแรกที่เห็นของสีดำในมือเล่อเหนียงจึงถามอย่างสงสัย
เล่อเหนียงกลอกตาใส่เขาอย่างแรง “พี่สิขี้หมา!”
หลังจากด่าจบ เล่อเหนียงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่านางดูเหมือนจะด่าตัวเองเข้าไปด้วย ในใจพลันรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาทันที
ส่วนพวกลิ่งเหวินได้แต่กุมท้องหัวเราะลั่น
มีเพียงหงอวี่เท่านั้นที่หยิบก้อนหินของเล่อเหนียงขึ้นมา แล้วเริ่มศึกษาอย่างละเอียด
บทที่ 237: เทพกระต่าย
“เล่อเหนียงเอ๋ย หินก้อนนี้ของเจ้าดูแปลกไปสักหน่อยนะ”
ทันทีที่หงอวี่เอ่ยปากสายตาของเสี่ยวอู่และเสี่ยวลิ่วก็จับจ้องมาทันที พวกเขาต่างหยิบหินมาพิจารณาอย่างละเอียดแล้วยังเอามาดมที่จมูกอีกด้วย
“ดูเหมือนจะไม่ต่างจากหินทั่วไปเท่าไหร่ แต่มีกลิ่นเค็มแปลกๆเพิ่มเข้ามา ไม่ว่าของสิ่งนี้มาจากไหนกัน”
ลิ่งเหวินมองดูอย่างพินิจพิเคราะห์ก็ไม่พบว่ามีอะไรแตกต่างจากหินธรรมดา จึงคืนให้เล่อเหนียงไป
เล่อเหนียงพึมพำสองสามที คิดในใจว่าพี่ชายพวกนี้ช่างไม่รู้จักของดีเอาเสียเลย
นี่มันหินภูเขาไฟชัดๆ!
นางต้องสำรวจให้รู้ว่าแถวนี้มีภูเขาไฟหรือน้ำพุร้อนกันแน่
หากพบภูเขาไฟต้องรีบอพยพโดยเร็ว ดูจากความใหม่ของหินภูเขาไฟแล้ว ภูเขาลูกนี้คงยังไม่ดับแน่
แต่ถ้าเป็นน้ำพุร้อนก็ดูเหมือนนางจะเห็นหนทางรวยแล้ว เล่อเหนียงฟังพี่ชายคุยกันจอแจอยู่พักหนึ่งก็อ้าปากหาวหวอดใหญ่
ลิ่งเหวินและคนอื่นๆ ก็พลอยติดเชื้อจากเล่อเหนียง ต่างทยอยกันหาวกันออกมา ไม่นานทั้งหมดก็ผล็อยหลับไป
….....…
รุ่งเช้าวันต่อมา
ฉินเหล่าซานและสือไห่ถังก็ขับรถม้าเข้าอำเภอตามปกติ เพียงแค่มีสวี่ซิ่วอิงเพิ่มขึ้นมาอีกคนเท่านั้น
นางซ่อมชุดแต่งงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ยังมีอีกสองจุดที่เสียหายค่อนข้างหนัก นางยังตัดสินใจไม่ได้ว่าควรซ่อมแซมอย่างไรดี
รถม้าโคลงเคลงมาถึงหน้าประตูเมือง ฉินเหล่าซานจ่ายเงินสิบอีแปะที่ประตูเมืองแล้วก็เข้าเมืองไป
พวกเขาไม่ได้ไปที่ร้านโดยตรงแต่อ้อมไปที่ภัตตาคารว่านฝูก่อน
คนรับใช้ที่เฝ้าประตูภัตตาคารว่านฝูหลังเห็นรถม้าของฉินเหล่าซานก็รีบวิ่งเข้าไปแจ้งข่าวทันที
สวรรค์! ในที่สุดฉินเหล่าซานก็มาแล้ว โชคลาภอันยิ่งใหญ่นี้ในที่สุดก็ตกมาถึงพวกเขาเสียที
มีเพียงฟ้าดินเท่านั้นที่รู้ว่าในช่วงเวลานี้ภัตตาคารของพวกเขาขาดแคลนลูกชิ้นปลา ครั้นขาดอาหารจานนี้ก็ทำให้ลูกค้าลดลงไปมา ไม่เพียงแต่คุณชายหลี่เท่านั้นที่กระวนกระวายใจ แม้แต่เจ้าของร้านตัวจริงก็กังวลไม่น้อย
ชายชราหน้าตาหม่นหมอง พอเห็นหน้าใครก็อยากด่าสักสองประโยค ช่างน่าสงสารพวกคนรับใช้ทุกคนต่างเครียดจนเส้นประสาทตึงเครียด จนกว่าว่าหากตนทำงานผิดพลาดแล้วจะถูกไล่ออก
พวกฉินเหล่าซานต้องมาส่งลูกชิ้นปลาให้ภัตตาคารของพวกเขาแน่นอน
คนรับใช้รีบไปคุณชายหลี่ บางทีคุณชายหลี่อาจจะดีใจแล้วให้รางวัลเขาสักสิบหรือแปดอีแปะก็ได้
ที่ห้องโถงใหญ่ของภัตตาคารว่านฝูหลี่เฟยและท่านพ่อของเขาหลี่หยางกำลังนั่งกระวนกระวาาย
เห็นลูกค้าหายไปครึ่งหนึ่งต่อหน้าต่อตาแต่ไม่มีวิธีแก้ไขแม้แต่น้อย พอมีคนบอกว่าฉินเหล่าซานมาถึงแล้ว ทั้งสองก็รีบวิ่งไปที่ลานหลังบ้านทันที
หลี่เฟยร่างกายแข็งแกร่งกำยำ กลับถูกบิดาของเขาที่หนักกว่าสองร้อยชั่งวิ่งแซงหน้าไปเสียอย่างนั้น
ส่วนฉินเหล่าซานเพิ่งขนลูกชิ้นปลาลงมา เห็นชายร่างอ้วนแต่งตัวดีวิ่งพรวดพราดเข้ามา ก็ทำเอาเขาตกใจจนเกือบจะดึงมีดออกมาจากใต้รถม้า
“น้องฉิน ลูกชิ้นปลาล่ะ วันนี้มีลูกชิ้นปลาหรือไม่” หลี่หยางถามอย่างร้อนรน
ฉินเหล่าซานเห็นหลี่เฟยที่วิ่งตามหลังมาถึง จึงนึกขึ้นได้ว่าชายอ้วนตรงหน้านี้คือหลี่หยางเจ้าของภัตตาคารว่านฝูนั่นเอง
เขารีบคำนับ “คารวะนายท่าน!”
หลี่หยางโบกมือบอกว่าไม่ต้องมากพิธี แต่สายตากลับจับจ้องไปที่ตะกร้าข้างเท้าของฉินเหล่าซาน
หลี่หยางรีบเปิดผ้าที่คลุมอยู่ด้านบนออก ลูกชิ้นปลาขาวกลมมนดั่งไข่มุกก็ปรากฏต่อสายตาของพวกเขา
หลี่หยางมองดูลูกชิ้นปลาครึ่งตะกร้าแล้วแทบจะร้องไห้ สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าช่วงนี้เขาถูกลูกค้าประจำพวกนี้ด่าจนแทบจนกลายเป็นหมาไปแล้ว
พ่อครัวในภัตตาคารก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยทำอาหารจานอื่น แต่ลูกค้าประจำพวกนี้ราวกับถูกสะกดจิต ต้องกินแต่ลูกชิ้นปลานี้เท่านั้น
“พี่สามฉิน ข้าเพิ่งชั่งลูกชิ้นปลา ทั้งหมดมีสิบสามชั่ง ทั้งหมดหนึ่งพันสามร้อยอีแปะ เจ้ารับเอาไว้เถิด” หลี่หยางกล่าว
ฉินเหล่าซานไม่ได้นับเงินเลยแม้แต่น้อย รับมาแล้วก็ส่งต่อให้สือไห่ถังทันที
“บ้านของพวกข้า ภรรยาข้าเป็นคนดูแลเงิน!” ฉินเหล่าซานพูดอย่างภาคภูมิใจ ทำให้สือไห่ถังหน้าแดง จนต้องยื่นไปชกไหล่ฉินเหล่าซานเบาๆด้วยความเขินอาย
หลังจากพูดกับหลี่เฟยอีกสองสามประโยค ฉินเหล่าซานก็ขับรถม้าจากไป
เขาต้องรีบกลับไปเปิดร้าน
เขามีลางสังหรณ์ว่าถ้าวันนี้ไม่เปิดร้านเขาจะถูกด่าว่าเป็นคนทรยศแน่ๆ
ตอนแรกสวี่ซิ่วอิงตั้งใจจะไปร้านผ้าทันที แต่ฉินเหล่าซานห้ามเอาไว้
“น้องสะใภ้เจ้าไปร้านของพวกเราก่อนเถอะ หรือไม่ก็เอาชุดแต่งงานนี้ไปเก็บไว้ที่ร้านก่อน ชุดแต่งงานชุดนี้แพงมาก มากถ้าเกิดอะไรขึ้นมาครอบครัวของพวกเราคงชดใช้ไม่ไหวแน่”
สวี่ซิ่วอิงเข้าใจเหตุผลนี้ดีจึงตามฉินเหล่าซานไปที่ร้านเพื่อช่วยต้อนรับลูกค้า
นอกร้านมีคนต่อแถวยาวรอแล้ว แต่เมื่อได้ยินว่าไม่มีหอยทากเผ็ดแล้วทุกคนจึงผิดหวังและจากไป
แม้ว่าเมื่อวานพวกเขาจะรับซื้อหอยทากมาแล้ว แต่หอยทากต้องคายทรายออกก่อนถึงจะกินได้ วันนี้ไม่มีหอยทากเผ็ดที่เป็นจานเด็ด กิจการจึงซบเซาลงเล็กน้อยคนที่มาซื้อของส่วนใหญ่เป็นแม่บ้านที่พาลูกมาด้วย
……...........
ส่วนอีกด้านหนึ่ง เล่อเหนียงและคนอื่นๆ รบเร้าให้ท่านย่าพาขึ้นเขาตั้งแต่ตื่นนอน
ลิ่งเหวินและคนอื่นๆ อยากไปเก็บเกาลัดมาย่างกินเหมือนกัน
เล่อเหนียงอยากไปตรวจสอบพื้นที่ว่างข้างบ่อน้ำ นางสงสัยว่าก้อนหินในมือของนางมาจากที่ใดกันแน่
แม่เฒ่าฉินไม่มีทางเลือก จึงต้องเรียกคนในบ้านให้ขึ้นไปด้วยกัน
วันนี้สำนักศึกษาไม่มีการเรียนการสอน ฉินเหล่าเอ้อร์จึงตามขึ้นเขาไปเก็บเกาลัดป่าด้วย
ปีนี้เกาลัดป่าบนเขาของหมู่บ้านตระกูลฉินมีมากกว่าปีที่แล้วเป็นสองเท่า เกาลัดเต็มไปหมดจนแทบจะทำให้กิ่งไม้รับน้ำหนักไม่ไหว บนพื้นก็มีเกาลัดร่วงเต็มไปหมด
ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินอยู่บนต้นไม้คอยเคาะเกาลัดให้ร่วงลงมา ส่วนลิ่งเหวินกับเด็กคนอื่นๆ คอยเก็บเกาลัดใต้ต้น
หลิวซิ่วเถาและฉินเฉิงอันพาลิ่งตงเดินสำรวจรอบๆ เพื่อดูว่ามีผักป่าอะไรที่จะเก็บกลับไปได้บ้าง
ตอนนี้อากาศเย็นมากทั้งเช้าและเย็น แต่ตอนเที่ยงแดดกลับแรงผิดปกติ และเมื่อคืนก่อนก็มีฝนตกเล็กน้อย
ภายในป่าช่วงเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้วกลับมีผักป่างอกขึ้นมามากมาย
ตรงนี้มีผักเบี้ยเต็มไปหมดส่วน ตรงโน้นกลับมีหญ้าเอ๋อฉางพุ่มใหญ่
หญ้าเอ๋อฉางมักจะใช้เลี้ยงหมูแต่ แต่คนสามารถกินใบอ่อนๆของมันได้
อีกด้านหนึ่ง แม่เฒ่าฉินกับเล่อเหนียงก็พบผอผอติ้งและหญ๎าเชอเฉียน แม่เฒ่าฉินเห็นผักป่าตรงหน้าก็รู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย
นางวางเล่อเหนียงไว้ข้างๆ ให้เล่นก้อนหินกับหงอวี่แล้วเรียกฉินเหล่าเอ้อร์มาขุดผักป่า
ส่วนเล่อเหนียงตอนนี้ไม่มีอารมณ์จะเล่นก้อนหินแม้แต่นน้อย ในหัวของนางตอนนี้คิดแต่เรื่องอยากไปดูว่าที่บ่อน้ำมีน้ำพุร้อนจริงหรือไม่
หงอวี่มองก้อนหินสีดำมืดในมือของเล่อเหนียงที่เล่นอยู่ตลอดในใจนึกถึงเตาหลอมยาสีดำในดินแดนเทพเซียนขึ้น
ข้าอยากดึงเตาหลอมยานี้ออกมาให้หมอหลี่อันทำยาอายุวัฒนะให้เขาเหลือเกิน แต่มีเพียงเล่อเหนียงเท่านั้นที่สามารถโยนของออกมาจากดินแดนเทพได้
“ทำไม่ได้!” เล่อเหนียงอุทานด้วยความผิดหวัง
เล่อเหนียงมองไปยังพี่ชายที่กำลังก้มเก็บเกาลัดอยู่ไม่ไกล แล้วโบกมือ ทันใดนั้นกระต่ายหลายตัวก็วิ่งพุ่งเข้าหาพวกเขาอย่างรวดเร็ว!
บทที่ 238: หัวกระต่ายรสเผ็ด
“อ๊า... มีกระต่าย!”
ลิ่งอันตาไวเห็นกระต่ายทันทีที่มันโผล่ออกมา ตอนนี้เขาไม่สนใจเก็บเกาลัดอีกต่อไป และเอาแต่กรีดร้องพุ่งเข้าใส่กระต่ายอย่างรวดเร็ว
ลิ่งหมิงและคนอื่นๆ ก็กรีดร้องดีใจพุ่งเข้าใส่กระต่ายเช่นกัน ทว่าหงอวี่กลับไม่ขยับตัว ฉินเหล่าซื่อและคนอื่นๆบนต้นไม้ก็ไม่ขยับตัวเช่นเดียวกัน
กระต่ายที่จับมาจากภูเขาเมื่อวานนี้ตอนนี้ยังถูกดองเกลือทิ้งไว้ที่บ้านไว้ โดยไม่รู้จะกินอย่างไร
ลูกสาวมองพ่อของตัวเองด้วยสายตารังเกียจและรู้สึกจนปัญญาเหมือนกัน
ในพื้นที่มิติของนาง ไม่มีอะไรมากนัก มีเพียงกระต่ายจำนวนมากที่โตเร็วและขยายพันธุ์ได้ดี แต่นางก็ไม่สามารถปล่อยกระต่ายทั้งหมดออกมาได้
สิ่งมีชีวิตอย่างกระต่ายนี้ หนึ่งหรือสองตัวก็ยังพอไหว แต่ถ้ามีมากขึ้น ไม่ว่าจะมีหญ้าหรือต้นไม้มากแค่ไหนก็ไม่พอให้พวกมันทำลาย
แม้แต่ในป่าในพื้นที่มิติของนางหากไม่ใช่เพราะพื้นที่มิติมีฟังก์ชันซ่อมแซมตัวเอง ไม่แน่ว่าพื้นที่มิติของนางอาจจะโล่งเตียนไปแล้วก็ได้
“ท่านพ่อ ข้าจับกระต่ายได้แล้ว!”
ลิ่งอันตะโกนอย่างตื่นเต้น ยกกระต่ายตัวใหญ่ขึ้นเหนือหัวด้วยมือทั้งสองข้าง กระต่ายถีบขาหลังอย่างแรง จนคิ้วของลิ่งอันถูกกระต่ายถีบเป็นรอยแผล อาจเป็นเพราะท่าทางในการจับกระต่ายไม่ถูกต้องหรืออาจเป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของกระต่ายก่อนตาย
เขาเจ็บจนต้องโยนกระต่ายทิ้งทันทีเอามือกุมหน้าผากแล้วร้องออกมา “โอ๊ย ท่านพ่อ เจ็บจังเลย”
ฉินเหล่าซื่อที่อยู่บนต้นไม้คว้าเอาลูกเกาลัดลูกหนึ่งขว้างใส่กระต่าย
กระต่ายล้มลงทันที ขาของมันกระตุกสองสามทีแล้วก็แน่นิ่งไป เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้แม่เฒ่าฉินตกใจจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง นางรีบทิ้งผักป่าแล้ววิ่งเข้าไปหาทันที
“ลิ่งอัน ให้ย่าดูหน่อย”
แม่เฒ่าฉินกลั้นหายใจ ค่อยๆดึงมือของลิ่งอันที่กุมหน้าผาก
ก่อนหน้านี้หงอวี่เคยถูกไก่จิกที่หางคิ้วเกือบจะโดนตา ครั้งนี้นางก็กลัวว่ากระต่ายจะถีบโดนดวงตาของเขาเหมือนกัน
แม่เฒ่าฉินดึงมือของลิ่งอันออก เมื่อเห็นรอยแผลตื้นๆนั้นก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ยังดีที่มีแค่รอยแผลตื้นๆ แม้จะไม่มีเลือดออกแต่ก็ทำให้ใบหน้าเกิดรอยแผล
ส่วนเล่อเหนียงนั้นกำมือแน่นเป็นกำปั้นเล็กๆ นางสงสัยว่าไก่ เป็ด และกระต่ายในพื้นที่มิติต้องการจะก่อเรื่องอะไรกันแน่
ก่อนหน้านี้ไก่ตัวผู้ที่ปล่อยออกมาก็จิกพี่เจ็ดของนางไปแล้ว ตอนนี้กระต่ายตัวนี้ที่ดูเหมือนจะเชื่องๆ กลับทำร้ายพี่หกผู้เป็นที่รักของนาง
ให้อภัยไม่ได้! ให้อภัยไม่ได้เด็ดขาด!
“พี่ชาย ฟู่ฟู่!” เล่อเหนียงวิ่งไปหาลิ่งอัน เขย่งปลายเท้าอยากจะเป่าแผลให้พี่หกของนาง
ลิ่งอันย่อตัวลงอย่างว่าง่ายให้น้องสาวเป่าบาดแผลบนหน้าผาก
“ฟู่ฟู่ เจ็บๆ บินไป” เล่อเหนียงพูดพลางเป่าแผลบนหน้าผากของพี่ชาย
ลิ่งอันหรี่ตาปล่อยให้เล่อเหนียงเป่าสักพักแล้วจึงลุกขึ้นคว้ากระต่ายอ้วนพีตัวนั้นมา
“น้องสาวพวกเราไปย่างกระต่ายกินกันไหมดีไหม ข้าจะให้เจ้ากินขากระต่าย!”
คนอื่นๆในตระกูลฉิน “...เสียเวลาเปล่า”
เล่อเหนียง “...ดี”
สมกับเป็นเด็กตะกละตัวจริง เกิดเรื่องเจ็บตัวแล้วยังไม่ลืมเรื่องกินเลยคิดดู
“ท่านพ่อ ข้าอยากกินกระต่ายย่าง!”
“กินขี้สิ!” ฉินเหล่าซื่อตอบกลับอย่างไม่ไว้หน้า
ไม่รู้ว่าลูกชายคนนี้ของเขาเอานิสัยมาจากใคร ทั้งดุร้ายและตะกละ ขอแค่เป็นของอร่อย เขาก็ไม่หวั่นเกรงทั้งนั้น”
“ท่านย่า กินกระต่ายย่างเถอะ!”
ลิ่งอันเห็นว่าผู้เป็นพ่อไม่ยอมจึงหันไปอ้อนผู้เป็นย่า "ท่านย่าดูสิ ข้าบาดเจ็บแล้วกินกระต่ายย่างบำรุงร่างกายสักหน่อยคงไม่เกินไปหรอกมั้ง”
เด็กคนอื่นๆได้ยินคำว่ากระต่ายย่าง ต่างก็ตาเป็นประกายกันทุกคน
พวกเด็กๆรวมตัวกันส่งสายตาอ้อนวอดให้ผู้เป็นย่า แม้แต่เล่อเหนียงก็เข้าร่วมเช่นกัน
แม่เฒ่าฉินจะทนต่อสายตาอ้อนวอนของพวกเขาได้อย่างไรจึงสั่งให้ฉินเหล่าซื่อลงไปจัดการกระต่ายและก่อไฟย่างให้พวกเขา
“โอ้ ท่านย่าใจดีที่สุดเลย!” พวกเขาวิ่งเข้ามาล้อมรอบแม่เฒ่าฉินแล้วร้องด้วยความดีใจ
“พอแล้ว พอแล้ว พวกเจ้าเลิกวิ่งไปวิ่งมาได้แล้ว ข้าเวียนหัว!” แม่เฒ่าฉินร้องบอกอย่างอ่อนใจ
ฉินเหล่าซื่อทำงานได้อย่างรวดเร็วไม่นานนักก็จัดการกระต่ายตัวหนึ่งเสร็จเรียบร้อย ขณะที่ฉินเหล่าเอ้อร์คอยก่อไฟอยู่ข้างๆ
ฉินเหล่าซื่อตัดกิ่งไม้ยาวๆมาอันหนึ่ง เสียบกระต่ายเข้าไปแล้ววางไว้เหนือกองไฟเพื่อทำการย่างเมื่อเห็นว่าใกล้เที่ยงแล้วพวกเขาจึงตัดสินใจกินอาหารกลางวันบนภูเขาเลย
ดังนั้นฉินเหล่าซื่อจึงไปจับกระต่ายอีกสองตัว ทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วนำไปย่างบนกองไฟจากนั้นก็หยิบเกาลัดที่เก็บมาได้โยนลงไปในไฟเพื่อย่างไปด้วย
ย่างไปประมาณครึ่งชั่วยามกระต่ายก็สุกได้ที่ กลิ่นหอมนั้นทำให้เด็กๆน้ำลายสออยากจะเข้าไปฉีกเนื้อยัดใส่ปากทันที
“พ่อ เนื้อเนื้อ!” เล่อเหนียงถูกกลิ่นหอมนี้ยั่วยวนจนน้ำลายไหล สายจ้องมองกระต่ายที่ย่างจนเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองตาไม่กะพริบ
ฉินเหล่าซื่อหยิบมีดเล็กออกมากรีดที่ขากระต่ายเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าข้างในสุกดีแล้วจึงนำกระต่ายลงมา รอให้กระต่ายเย็นลงพอสมควรก็ฉีกขากระต่ายข้างหนึ่งส่งให้เล่อเหนียงที่น้ำลายไหลยืด
แล้วก็ฉีกขากระต่ายอีกข้างส่งให้หงอวี่ ทำให้พวกลิ่งอันอิจฉาไม่หยุด พวกเขาก็อยากกินขากระต่ายเหมือนกัน!
ฉินเหล่าซื่อหัวเราะเบาๆ แล้วสับเนื้อกระต่ายออกเป็นชิ้นๆ วางบนใบไม้ให้พวกเขากิน
เขาหยิบกระต่ายอีกตัวหนึ่งมา ฉีกขากระต่ายให้ลิ่งอวี่หนึ่งขาและอีกขาหนึ่งให้ลิ่งตง
ฉินเหล่าเอ้อร์เขี่ยเกาลัดย่างที่สุกแล้วออกมาวางบนใบไม้ ทุกคนในครอบครัวนั่งล้อมวงกินเนื้อกระต่ายย่างพร้อมกับเกาลัด หากรู้สึกระคายคอก็จิบน้ำที่พกมา
วันนี้พวกเขากินอาหารกลางวันกันอย่างง่ายๆ
ฉินเหล่าซื่อแทะเนื้อกระต่ายชิ้นสุดท้ายหมดแล้วก็เรอด้วยความพอใจพลางพูดว่า
“กระต่ายย่างนี้อร่อยจริงๆ แต่กินมากไปก็เลี่ยนเหมือนกันนะ ที่บ้านยังมีกระต่ายอีกตั้งเยอะ ไม่รู้จะกินยังไงดี”
ฉินเฉิงอันลูบท้องที่อิ่มจนตึงเล็กน้อย “จริงด้วยกระต่ายย่างนี้แม้จะอร่อย แต่ก็ยังขาดรสชาติบางอย่าง ถ้าทำให้มีรสชาติเหมือนหอยทากเผ็ดก็คงจะดี”
พอฉินเฉิงอันพูดจบดวงตาของเล่อเหนียงก็เป็นประกายขึ้นมาทันที
ใช่แล้ว! หัวกระต่ายเผ็ด!
นางนึกถึงอาหารขึ้นได้อีกจาน
นางสามารถสอนป้าสะใภ้สามทำหัวกระต่ายเผ็ดได้ หรือจะบอกให้พี่หลี่เฟยให้นำไปขายที่ภัตตาคารได้ หัวกระต่ายผัดเผ็ดต้องเป็นที่นิยม แน่นอนว่าคิดแล้วก็ต้องลงมือทำทันที
เล่อเหนียงโบกมือและกระต่ายอีกสิบกว่าตัวก็วิ่งออกมา
ฉินเหล่าซื่อและฉินเหล่าเอ้อร์ที่กินจนอิ่มหนำสำราญกำลังนอนมองท้องฟ้าและครุ่นคิดถึงชีวิตช่วงนี้ ไม่คาดคิดว่านอนอยู่ดีๆ จะถูกกระต่ายเหยียบหน้า
โดยเฉพาะฉินเหล่าเอ้อร์ เขารู้สึกง่วงและกำลังอ้าปากหาวทันใดนั้นกระต่ายตัวหนึ่งก็กระโดดเหยียบลงบนปากเขา
เขาหุบปากโดยสัญชาตญาณ แต่ไม่คาดคิดว่าจะถูกกระต่ายชกซ้ายขวาอย่างไม่ยั้ง ขณะนั้น อาจารย์ผู้สอนที่มักจะสุภาพเรียบร้อยและพูดจาอ่อนโยนก็ระเบิดคำหยาบออกมาทันที
“ถุย ถุย ถุย กระต่ายมาจากไหนกัน พวกเจ้าไม่มีตาหรืออย่างไร”
คนอื่นๆหัวเราะจนปวดท้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับฉินเหล่าเอ้อร์
“ลุงรอง รสชาติของขากระต่ายสดๆ เป็นอย่างไรบ้างขอรับ” ลิ่งเหวินพูดอย่างกวนประสาท
ฉินเหล่าเอ้อร์โกรธจนคว้าตัวลิ่งเหวินมาตีก้นสองที
“พ่อ จับกระต่าย!” เล่อเหนียงร้องบอก นางไม่คิดว่าลุงรองของนางจะโชคดีถึงถูกกระต่ายเหยียบปาก แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ลืมจะบอกให้ผู้เป็นพ่อจับกระต่ายไปด้วย
ฉินเหล่าซื่อถอนหายใจอย่างจนปัญญาก่อนจะดึงเฉินฮั่นหลินให้ลุกขึ้นเพื่อไปจับกระต่าย
บทที่ 239: งานเลี้ยงกระต่าย
ฉินเฉินอันและหลิวซิ่วเถาก็เข้ามาร่วมวงจับกระต่ายด้วยกัน
กระต่ายที่เล่อเหนียงปล่อยออกมาถูกจับใส่ตะกร้าทั้งหมดแล้วโดยไม่ต้องใช้ความพยายามมากนัก
“กลับบ้าน ทำกระต่าย!”
เล่อเหนียงออกคำสั่งเสร็จ สมาชิกครอบครัวฉินก็แบกข้าวของขึ้นหลังมุ่งหน้ากลับบ้าน แต่ก่อนจะลงก็ไม่ลืมที่จะใช้ดินกลบบริเวณที่ก่อไฟย่างกระต่ายเมื่อครู่ เพื่อป้องกันไม่ให้มีประกายไฟหลงเหลืออยู่จนทำให้เกิดเพลิงไหม้
ส่วนอีกด้านหนึ่ง พวกฉินเหล่าซานหลังจากส่งลูกค้าคนสุดท้ายก็รีบปิดร้าน บังคับรถม้ามุ่งหน้าไปยังขายผ้า
เมื่อเถ้าแก่หลายเห็นสวี่ซิ่วอิงก็ยิ้มแย้มออกมาต้อนรับ
“แม่นางสวี่มาแล้วหรือ!”
“เถ้าแก่ คุณชายอวี๋อยู่หรือไม่” สวี่ซิ่วอิงเอ่ยถามไม่อ้อมค้อม
เถ้าแก่หลายส่ายหน้า “คุณชายอวี๋เพิ่งมาเมื่อวานนี้ วันนี้คงไม่มาแล้ว”
แม้สวี่ซิ่วอิงจะคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว จึงหยิบชุดแต่งงานออกมาพลางเอ่ยว่า
“ชุดแต่งงานชุดนี้ข้าซ่อมเสร็จเกือบหมดแล้ว แต่มีสองจุดที่เสียหายหนักเกินไป อีกทั้งด้ายก็ไม่พอ ข้าจึงยังไม่ได้ซ่อม เถ้าแก่หลาย ข้าจะฝากชุดนี้ไว้ที่ร้านท่านก่อน หากคุณชายอวี๋มา ท่านช่วยข้าบอกเขาสักคำ หรือไปหาพี่สามของข้าที่ร้านค้าตรงข้ามสำนักศึกษาเติงเคอ ให้เขาแจ้งข้าสักคำ ข้าจะมาปรึกษากับคุณชายอวี๋ว่าจะซ่อมแซมสองจุดนี้อย่างไร”
เถ้าแก่หลายรับชุดแต่งงานด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม สายตาของเขามองไม่ผิดจริงๆ แม่นางสวี่ผู้นี้มีฝีมือจริงๆ
“ได้เลย ถ้าคุณชายอวี๋มา ข้าจะบอกเขาให้”
สวี่ซิ่วอิงพยักหน้า “เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน”
เถ้าแก่หลายส่งสวี่ซิ่วอิงออกไปด้วยใบหน้าเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม นางคือเทพเจ้าแห่งโชคลาภของเขาจริงๆ!
รถม้าโคลงเคลงกลับมาถึงหมู่บ้านตระกูลฉิน พอถึงปากทางเข้าหมู่บ้านก็เห็นชาวบ้านต่างแบกตะกร้าเดินไปทางบ้านตระกูลฉิน
เมื่อชาวบ้านเห็นพวกเขาต่างทักทายอย่างกระตือรือร้น
“เอ๊ะ สะใภ้สี่ เจ้าก็เข้าเมืองด้วยหรือ”
สวี่ซิ่วอิงพยักหน้าตอบ “ไม่กี่วันก่อนข้ารับงานปักผ้ามา เมื่อวานทำงานเสร็จแล้ววันนี้จึงเอางานไปส่ง”
ชาวบ้านคนนั้นเข้าใจแล้ว ใครในหมู่บ้านจะไม่รู้ว่าสวี่ซิ่วอิงมีฝีมือปักผ้าที่เป็นเลิศเพียงใด ดูเสื้อผ้าที่เล่อเหนียงสวมใส่ก็รู้ ลวดลายที่ปักออกมานั้นงดงามสมจริง ราวกับว่าอีกจะบินออกมาจากผ้าได้เลยทีเดียว
สวี่ซิ่วอิงโค้งศีรษะให้พวกเขาอย่างสุภาพแล้วรีบเดินกลับบ้าน ไม่ได้เจอเพียงแต่วันเดียว นางก็คิดถึงลูกสาวตัวน้อยเหลือเกิน
เมื่อกลับถึงบ้าน หน้าประตูลานมีชาวบ้านมากมายมารวมตัวกันแน่นขนัด พวกเขาแต่ละคนแบกตะกร้าไว้บนหลัง บางคนในตะกร้าเต็มไปด้วยหอย บ้างก็เต็มไปด้วยปลา ทุกคนกำลังรอฉินเหล่าซานมาชั่งน้ำหนักให้
ฉินเหล่าซานยังไม่ทันได้ดื่มน้ำสักอึก ก็หยิบลูกตุ้มตาชั่งมาชั่งน้ำหนักให้พวกเขา
สวี่ซิ่วอิงกวาดตามองไปรอบๆสองรอบ ในที่สุดก็เห็นลูกสาวนั่งยองเล่นปลาอยู่ในอ่างที่มุมปลาเมื่อเห็นหงอวี่ที่นั่งยองๆอยู่ตรงหน้าลูกสาวด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายชีวิตก็อดขำไม่ได้
ลูกสาวบ้านใดจะมีเล่ห์เหลี่ยมมากเท่าลูกสาวของนางกันเล่า ลูกสาวของนางน่ะ มารยาร้อยเล่มเกวียน ตัวแค่นี้ก็รู้จึกหลอกล่อหงอวี่มาเป็นเพื่อนเล่น
“ตั้นแม่!”
เล่อเหนียงเห็นสวี่ซิ่วอิงก็ไม่สนใจเล่นน้ำอีกต่อไป สองขาสั้นป้อมพุ่งเข้าไปในอ้อมกอดมารดา โอบรอบคอนางไว้ พลางออดอ้อนไม่หยุด “ตั้นแม่ คิดถึงตั้นแม่!”
“คิดถึงมากเยยเจ้าค่ะ!”
สวี่ซิ่วอิงถูกท่าทางซุกซนของเล่อเหนียงทำให้หัวเราะ นางใช้นิ้วแตะที่หน้าผากเด็กหญิง “เจ้านี่ช่างซุกซนจริงๆ เล่นน้ำแล้วยังลากพี่เจ็ดมาเป็นเหยื่อด้วย”
เล่อเหนียงเห็นว่าแผนเล็กๆของตนถูกเปิดโปงแล้ว จึงออดอ้อนซุกไซ้ไปมาที่ซอกคอของท่านแม่ ทำเป็นไม่ยอมรับเสียดื้อๆ
สวี่ซิ่วอิงลูบเสื้อผ้าของลูกสาวแล้วพบว่าไม่เปียก จึงไม่สนใจอีก สวี่ซิ่วอิงวางลูกสาวลงบนพื้นแล้วปล่อยให้นางไปเล่นตามใจชอบ
ส่วนตัวนางเองก็ไปที่เรือนหลังบ้านเพื่อพูดคุยกับสามี เมื่อนางมาถึงก็เห็นฉินเหล่าซื่อ ฉินเหล่าเอ้อร์ เฉินฮั่นหลิน และเฉินฉิงอัน กำลังจัดการกับกระต่ายด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย ข้างเท้าของพวกเขามีกระต่ายวางอยู่ไม่ต่ำกว่าสิบตัว
“เหล่าซื่อ วันนี้จะทำงานเลี้ยงกระต่ายหรือ เหตุใดถึงฆ่ากระต่ายมากมายเช่นนี้”
ฉินเหล่าซื่อเห็นภรรยาของตนมาถึง สายตาฉายแววน้อยใจเล็กน้อย
“เพราะแก้วตาดวงใจของพวกเรานั่นแหละ ยืนกรานให้พวกเราจัดการกระต่ายพวกนี้เพื่อทำอาหารอร่อยๆให้พวกเรา”
“ข้าคิดว่าฆ่าสักหนึ่งหรือสองตัวก็พอแล้ว แต่แก้วตาดวงใจของพวกเรากลับยืนกรานให้พวกเราฆ่าทั้งหมด”
สวี่ซิ่วอิงมุมปากกระตุกแล้วหมุนตัวกลับ ตรงไปที่เรือนด้านหน้าเพื่อตามหาแก้วตาดวงใจของนางทันที ส่วนสามีภรรยาฉินเหล่าซานชั่งน้ำหนักสิ่งของทั้งหมดที่ชาวบ้านนำมาส่งและจ่ายเงินให้พวกเขาเรียบร้อยแล้ว
ขณะเดียวกันเล่อเหนียงกำลังตัวเกาะติดสือไห่ถังไม่ยอมปล่อย
“ป้าตะใภ้ฉาม ทำกระต่ายๆเถอะ”
สือไห่ถังงุนงงสงสัย “หลานรักของป้า วันนี้เจ้าอยากกินกระต่ายหรือ”
“งั้นข้าจะตุ๋นกระต่ายให้เจ้ากินดีหรือไม่”
เล่อเหนียงส่ายหัว “ไม่กิง ไม่กิง กิงกระต่ายเผ็ดๆ!”
“กระต่ายเผ็ดหรือ”
สือไห่ถังชะงักไปครู่หนึ่ง “หลานรัก เจ้าหมายถึงอยากให้ทำกระต่ายแบบเดียวกับหอยทากเผ็ดใช่หรือไม่”
“อืมอืม!” เล่อเหนียงตอบรับเสียงดังลั่น ด้วยกลัวว่าป้าสะใภ้สามจะไม่ได้
สือไห่ถังยกมือปิดปากหัวเราะ “ได้ๆๆ ข้าจะลองทำดูดีหรือไม่”
“แต่ว่าเจ้าต้องเอาเครื่องเทศให้ข้าหน่อยนะ ในครัวไม่มีเครื่องเทศเหลือแล้ว”
เล่อเหนียงโบกมือ วางจันทร์เทศ (โป๊ยกั้ก) และพริกไว้ตรงหน้าสือไห่ถัง ก่อนจะดังนางให้เข้าไปในครัวเพื่อทำกระต่าย
แม่เฒ่าฉินที่อยู่ข้างๆ ได้ยินบทสนทนาของพวกนางทั้งหมด เมื่อเห็นเล่อเหนียงลากสือไห่ถังเข้าครัวไป นางก็เดินไปทางสวนหลังบ้าน ตอนกลับมานางนำกระต่ายสองตัวมาให้สือไห่ถัง
สือไห่ถังมองกระต่ายที่ถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว ก่อนอื่นสับกระต่ายเป็นชิ้นเล็กพอดีคำ จากนั้นนำไปลวกในน้ำ หลังจากลวกแล้ว ตักออกมาผัดด้วยน้ำมันพืชสักครู่ แล้วใส่เครื่องเทศทั้งหมดที่เล่อเหนียงให้มาลงไป จากนั้นผัดต่ออีกสักพัก
เมื่อกระต่ายผัดเผ็ดเริ่มส่งกลิ่นหอม นางเติมน้ำลงไปเล็กน้อยแล้วตุ๋นประมาณหนึ่งเค่อ ระหว่างนั้น สือไห่ถังก็ซาวข้าวแล้วนำไปหุง ล้างผักเขียวหนึ่งกำ หั่นเนื้อสองเหลียง สับผักเขียวแล้วนำไปผัดรวมกัน
ไข่ตุ๋นเป็นอาหารที่ขาดไม่ได้ นางผสมไข่กับน้ำแล้วนำไปนึ่งพร้อมกับข้าว ขณะเดียวกันก็ล้างไข่อีกสิบกว่าฟองแล้วใส่ลงไปในหม้อข้าว ส่วนอาหารจานเนื้อวันนี้ สือไห่ถังฆ่าเป็ดหนึ่งตัว หลังจากทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว ข้าทำเป็ดต้ม
เมื่อทำทุกอย่างเสร็จแล้ว หัวกระต่ายเผ็ดในหม้อก็ส่งกลิ่นหอมกรุ่นออกมา กลิ่นหอมเผ็ดร้อนและรสชาติเข้มข้นนั้น ดึงดูดทั้งเด็กและผู้ใหญ่จากภายนอกเข้ามา รวมถึงพ่อเฒ่าหลานคนจากบ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อที่อยู่ติดกันด้วย
พวกเขาคิดว่าวันครอบครัวฉินทำหอยทากเผ็ดอีกแล้วจึงหิ้วไหเหล้ามาด้วย นอกจากนี้ยังมีหัวหน้าหมู่บ้าน เขาเองก็หิ้วไหเหล้ามาเหมือนกัน เตรียมจะมาขอแบ่งหอยทากเผ็ด
เมื่ออาหารถูกยกจากเตา จานเนื้อกระต่ายตุ๋นเผ็ดที่มีกลิ่นหอมฉุยและรสชาติเข้มข้นนั้นก็พิชิตลิ้นของพวกเขาในทันที
บทที่ 240: เล่อเหนียงรักผู้คนมากมายเหลือเกิน
“อร่อยมาก! รสชาติจัดจ้านจริงๆ!”
หลี่อันที่โผล่มาจากที่ไหนไม่รู้ ดื่มเหล้าขาวอึกแล้วก็กินกระต่ายรสเผ็ดอีกคำ มือขยันตะเกียบไม่หยุด ฉินฟู่หลินและพ่อเฒ่าที่มาด้วยกันก็กินจนหน้าแดงก่ำ ไม่หยุดตะเกียวแม้แต่น้อย
“สะใภ้สาม ทำอย่างไรถึงอร่อยขนาดนี้”
สือไห่ถังยิ้มเล็กน้อย “มันคือเนื้อกระต่าย แต่ข้าใช้ปรุงเหมือนกับทำหอยทากเผ็ด”
สวี่ซิ่วอิงกินจนเหงื่อท่วมหัว ปากดื่มน้ำไม่หยุด แต่ก็ไม่ยอมหยุดตะเกียบ
ก่อนหน้านี้ตอนที่บ้านผัดหอยทากเผ็ด นางมีระดูจึงไม่กล้ากิน นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้ลองอาหารรสชาติเผ็ดร้อนขนาดนี้ อาหารรสชาติเผ็ดร้อนช่วยให้เจริญอาหาร นางรู้สึกว่าสามารถกินข้าวได้ถึงสามชามเลยทีเดียว
ไม่ต้องพูดถึงเด็กๆ ทุกคนต่างน้ำลายไหลยืด แต่กระนั้นก็ไม่ยอมหยุดกิน
“ป้าตะใภ้ฉาม ขายเงินเงิน!” ฉินเยาเยาดึงขากางเกงของสือไห่ถังพลางพูด
สือไห่ถังงงเล็กน้อย “เด็กดี เจ้าหมายความว่าให้ข้าเอาเนื้อกระต่ายเผ็ดนี้ไปขายที่ร้านหรือ”
เล่อเหนียงส่ายหัว “ให้พี่หลี่เฟยนะ!”
“รับเงิน!”
“ข้าคิดว่าข้อเสนอของเล่อเหนียงนี้ใช้ได้ สะใภ้สาม เจ้ามีฝีมือดีเช่นนี้ แค่อาศัยเนื้อกระต่ายหม่าล่านี้จานเดียวคงหาเงินได้ไม่น้อย” พ่อเฒ่าเฉาที่นั่งดื่มสุราอยู่ข้างๆเอ่ย
พ่อเฒ่าเฉินก็เห็นด้วย “ใช่ๆๆ เปิดภัตตาคารเองเลย ไม่ต้องขายอาหารอื่นๆ ขายแค่หอยทากเผ็ดกับกระต่ายเผ็ด รับรองว่าบ้านเจ้ารวยเป็นล่ำเป็นสันแน่นอน”
แต่แม่เฒ่าฉินกลับไม่เห็นด้วย “พวกข้าจะมีความสามารถขนาดนั้นได้อย่างไร เปิดภัตตาคารของตัวเองเนี่ยนะ ข้ากลับคิดว่าที่เล่อเหนียงพูดนั้นมีเหตุผล เราสามารถขายอาหารจานนี้ให้กับภัตตาคารว่านฝูได้ แล้วพวกเรารอรับส่วนต่างก็พอแล้ว”
“ถูกต้อง หาเงินให้พี่ชายเรียนหนังสือนะ”
พ่อเฒ่าจ้าวเอ่ยหยอกล้ออยู่ข้างๆ “โอ้โห เล่อเหนียงของพวกเรานี่รู้ความจริงๆ ถึงกับรู้จักหาเงินให้พี่ชายเรียนหนังสือด้วย”
“อืมอืม หาเงินเรียนหนังสือ!” เล่อเหนียงตอบรับเสียงดังลั่น
ฉินลิ่งอวี่และคนอื่นๆ ต่างรู้สึกซาบซึ้งใจ พวกเขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าน้องสาวหาเงินก็เพื่อให้พวกเขาได้เรียนหนังสือ ทุกคนต่างสาบานในใจว่าจะต้องตั้งใจเรียนให้ดี ต้องไม่ทำให้น้องสาวผิดหวัง
โดยเฉพาะลิ่งอวี่ เขาตั้งปณิธารในใจว่าจะต้องสอบจอหงวนให้ได้ เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับครอบครัวและหมู่บ้าน
หลังจากที่พวกผู้ใหญ่เหล่านี้กินดื่มจนอิ่มหนำสำราญแล้ว ดวงอาทิตย์ก็ลับลาขอบฟ้า
พ่อเฒ่าจ้าวเดินโซเซ ก้าวขาไปมาอย่างไร้จุดหมายพยุงกันและกันกลับบ้าน แม่เฒ่าฉินเป็นห่วง จึงให้ฉินเหล่าเอ้อร์และคนอื่นๆ ตามไปส่งพวกเขากลับบ้าน แม้ว่าบ้านของพวกเขาจะอยู่ไม่ห่างกันมากก็ตาม
ฉินฟู่หลินดื่มไปไม่เท่าไหร่ก็เผยนิสัยดื้อรั้นออก เขาไม่ยอมให้ฉินเหล่าซื่อพยุงกลับบ้าน ฉินเหล่าซื่อเริ่มรู้สึกจนปัญญา แต่ก็ไม่อาจทิ้งเขาไว้ได้ จึงต้องเดินตามหลังไปส่งเขากลับบ้าน เดินไปได้ครึ่งทาง ต้าฮวงสุนัขตัวใหญ่สีเหลืองของบ้านเขาก็ออกมาต้อนรับ
ฉินฟู่หลินเห็นสุนัขตัวใหญ่สีเหลืองก็เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วขึ้นคร่อมหลังมัน
“ต้าฮวง จุดหมายคือร่องน้ำใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ทางเข้สหมู่บ้าน บุก!”
ฉินเหล่าซื่อราวกับถูกฟ้าผ่า มองดูอาผู้เป็นหัวหน้าหมู่บ้านที่นั่งอยู่บนหลังต้าฮวงอย่างงงงัน ส่วนต้าฮวงที่อยู่ใต้ร่างเขายิ่งมีสีหน้างุนงงกว่า มันแค่ออกมาต้อนรับเจ้านาย เหตุใดจู่ๆกลายเป็นม้าไปได้
“ต้าฮวง เจ้ายืนบื้ออันใดอยู่ ตามข้าผู้เป็นหัวหน้าหมู่บ้านบุกไปเลย!”
ฉินฟู่หลินถอดรองเท้าออก ฟาดลงบนก้นของต้าฮวงอย่างแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ต้าหวงร้องครวญครางอย่างน่าสงสาร แล้วรีบวิ่งหนีไปข้างหน้า ความเร็วนั้นรวดเร็วเสียจนฉินฟู่หลินยังไม่ทันได้ตั้งตัว ร่างของเขาก็ล้มคว่ำหน้าลงกับพื้นอย่างหมดสภาพ
เขานอนคว่ำอยู่บนพื้นด้วยสีหน้างุนงง พลางใช้มือเกาก้นของตัวเอง
“ฮ่าฮ่าฮ่า ก๊าก...”
ฉินเหล่าซื่อที่อยู่ด้านหลังหัวเราะออกมาเสียงดังคล้ายเสียงห่านร้อง
“ฮ่าๆๆ ท่านอา ทะ...ท่านอย่าได้จำเรื่องที่พบเห็นคืนนี้เลยจะดีที่สุด ฮ่าๆๆ…”
ฉินฟู่หลินลุกขึ้นนั่งมองฉินเหล่าซื่อที่หัวเราะราวกับเสียสติ แล้วยกรองเท้าที่อยู่ข้างมือขึ้น
“บัดซบ! โจรที่ไหนมา ลิ้มรสไม้เท้าอรหันต์ของข้าซะเถอะ”
“ฮ่าๆๆ โอ้ย ช่วยด้วย ท่านอา ท่านจะทำให้ข้าขำจนตายแล้ว
ฉินเหล่าซื่อหัวเราะจนต้องย่อตัวลงนั่งยองๆ แล้วกุมท้องไว้ หัวเราะจนปวดท้องไปหมด เมื่อฉินเหล่าซื่อหัวเราะจนพอใจแล้ว ก็แบกฉินฟู่หลินขึ้นบ่าเดินกลับบ้านของเขา
“โจรที่ไหนกัน ปล้นร่างกายไม่ปล้นทรัพย์สิน ข้าจะบอกอะไรให้เจ้าฟังนะ…”
ฉินเหล่าซื่อเซไปข้างหน้า เกือบจะทำให้ฉินฟู่หลินที่อยู่บนบ่าตกลงไป
“ท่านอา ท่านดื่มมากเกินไปแล้ว ปิดปากได้หรือไม่ ถ้าท่านพูดต่อไป ข้ากลัวว่าข้าจะไม่ถึงบ้านท่าน เพราะจะหัวเราะจนตายกลางทางเสียก่อน”
“หัวเราะตายจนตาย”
“เจ้าชื่อหัวเราะจนตายหรือ”
ฉินฟู่หลินส่ายหน้าพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ชื่อหัวเราะจนตายไม่ไพเราะ เจ้าควรชื่อหัวเราะดอกไม้”
“อืม หัวเราะดอกไม้ไพเราะดี!”
“ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นเด็กดี แต่เจ้าไม่ควรทำเรื่องอนาจารเช่นนี้ แม้ว่าตอนข้ายังหนุ่มจะเป็นหนุ่มหล่อเลื่องชื่อในสิบลี้แปดหมู่บ้าน แต่ตอนนี้ข้าแก่แล้ว เล่นไม่ไหวแล้ว!”
“อ๊าก! ช่วยด้วย!”
ฉินเหล่าซื่อร้องโหยหวน แบกฉินฟู่หลินเร่งฝีเท้าพาเขากลับบ้าน
“ท่านอาสะใภ้ ท่านอาดื่มมากไปหน่อย รบกวนท่านช่วยดูแลด้วย”
ฉินเหล่าซื่อส่งฉินฟู่หลินให้กับนางหลิว แล้ววิ่งหนีไปโดยไม่หันกลับมามอง
กลับถึงบ้านเห็นก็สวี่ซิ่วอิง สือไห่ถัง และหลิวซิ่วเถายังวุ่นวายอยู่ในครัว จึงรีบเดินเข้าไปผลคือสวี่ซิ่วอิงกำลังก่อไฟอยู่
“ภรรยา เดี๋ยวข้าก่อไฟให้ เจ้าไปดูแลลูกเถอะ”
สวี่ซิ่วอิงแม้จะลุกจากหน้าเตาแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้จากไป นางรับไม้พายจากมือของสือไห่ถังมาคนซานจากวนในหม้อ ส่วนสือไห่ถังเดินไปยังบ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อ นางต้องการไปดูว่าขนมหวานที่นึ่งอยู่ทางนั้นเป็นอย่างไรบ้าง
เล่อเหนียงนอนกลางวันมากเดินไปทำให้ยังไม่ง่วงนอน ตอนนี้พี่ชายของนางเริ่มง่วงนอนกันหมดแล้วทำให้ไม่มีคนเล่นด้วย นางจึงไปที่ห้องครัวเพื่อหามารดา
“ตั้นพ่อ!”
เมื่อเห็นบิดาของนางนั่งยองๆ ก่อไฟในห้องครัวก็พุ่งเข้าไปในอ้อมกอดของเขาทันที
อืม ท่านพ่อดื่มเหล้ามา บนตัวมีกลิ่นเหม็ดนิดหน่อย แต่นางไม่รังเกียจหรอกนะ!
“ตั้นพ่อ ป้าตะใภ้ฉามอยู่ไหน”
เล่อเหนียงมองไปรอบๆ แต่ไม่เห็นสือไห่ถัง
“ลูกสาวพ่อมีแต่ป้าสะใภ้สามอยู่ในสายตาสินะ ไม่มีข้ากับอาสะใภ้เลยหรือ ข้าน้อยใจแล้วนะ"
สวี่ซิ่วอิงพูดอย่างเย็นชาขณะที่กำลังคนซานจาในหม้อไปด้วย “ตั้นแม่ดีที่สุดเลย ข้ารักตั้นแม่จริง!”
“ตั้นอาสะใภ้ก็ดีเหมือน ข้ารักตั้น!”
ฉินเยาเยารีบแก้ไขสถานการณ์ โดยส่งยิ้มกว้างให้กับสวี่ซิ่วอิงและหลิวซิ่วเถา
สวี่ซิ่วอิงกับหลิวซิ่วเถาถูกเจ้าตัวแสบทำให้หัวเราะ “เด็กคนนี้นี่นะ ปากเล็กๆของเจ้านี่ทาน้ำผึ้งมาตั้งแต่ในท้องแม่แล้วหรือ หวานจริงๆ”
“ไม่ใช่! เล่อเหนียงรักตั้นแม่มากๆอยู่แล้ว!”
“รักตั้นพ่อ!”
“รักตั้นย่า!”
“รักตั้นพี่ รักตั้นลุงกับตั้นป้า รักตั้นอาด้วย เล่อเหนียงรักคนมากมายหลายคน”
เล่อเหนียงนับนิ้วมือทีละนิ้ว
แล้วก็...
“ตั้นแม่ นิ้วข้านับไม่พอ ตั้นช่วยเพิ่มนิ้วให้ข้าอีกฉองนิ้วได้หรือไม่”
จบตอน
Comments
Post a Comment