บทที่ 241: พลังของหัวกระต่ายผัดเผ็ด
สวี่ซิ่วอิงถูกลูกสาวทำให้ปวดท้องจนท้องแข็ง นางรีบโบกมือให้ฉินเหล่าซื่ออุ้มลูกสาวออกไป
“ไปกันเถอะลูกรัก ข้าจะพาเจ้าไปหาป้าสะใภ้สามดีหรือไม่”
ฉินเหล่าซื่ออุ้มเล่อเหนียงขึ้นวางบนคอให้นางขี่ม้า
เล่อเหนียงจับผมของเขาแล้วตะโกนอย่างตื่นเต้น
“อ๊า~ ขี่ม้า…”
บ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่ออยู่ติดกัน เมื่อฉินเหล่าซื่ออุ้มเล่อเหนียงมาถึงก็เห็นพ่อเฒ่าเจี้ยวกำลังยกขนมหวานที่นึ่งเสร็จแล้วมาวางไว้ข้างๆ เพื่อรอให้อุณหภูมิเย็นลง
เล่อเหนียงได้กลิ่นหอมหวานของขนมหวานที่ลอยอยู่ในอากาศ ท้องน้อยๆของนางก็ส่งเสียงร้องดังโครกคราก
“ตั้นพ่อ ตั้นได้ยินท้องน้อยๆร้องหรือไม่”
ฉินเหล่าซื่อทำหน้าเรียบเฉย “ข้าได้ยินแล้ว”
เขาได้ยินเสียงท้องลูกสาวร้องจริงๆ แต่ก็ไม่กล้าไปหยิบอะไรให้นางกิน เพื่อมื้อเย็นลูกสาวของเขากินไข่ตุ๋นไปหนึ่งชามใหญ่ น่องไก่หนึ่งชิ้น ข้าวหนึ่งชาม และผักต่างๆอีกมากมาย กินมากกว่าเสี่ยวอู่กับเสี่ยวลิ่วเสียอีก
ตอนนี้ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งชั่วยามนางก็หิวอีกแล้ว เขาจึงรู้สึกสงสัยว่านางเอาอาหารทั้งหมดไปเก็บไว้ที่ไหนกันแน่
“ตั้นพ่อ ข้าอยากกิงขนม!” เล่อเหนียงเห็นว่าบิดาของตนไม่ตกหลุมพราง จึงดึงเสื้อผ้าของบิดาและออดอ้อนทันที
“ลูกรัก เจ้ากินไม่ได้แล้ว กินมากเดี๋ยวเจ้าจะอิ่มมากเกินไป เพิ่งกินข้าวเสร็จไม่ถึงหนึ่งชั่วยามก็หิวอีกแล้วหรือ”
ครั้นเห็นว่าออดอ้อนท่านพ่อไม่ได้ผล เขาจึงหันไปมองพ่อเฒ่าจ้าวด้วยสายตาน่าสงสาร
“ตั้นปู่จ้าว ข้าอยากกิงขนม”
แต่พ่อเฒ่าจ้าวเพิ่งรวมวงกินข้าวกับพวกเขามา จึงรู้ว่าเล่อเหนียงกินอาหารเย็นไปมากเท่าไหร่ ตอนนั้นเขาถึงกับตกใจเมื่อเห็นปริมาณอาหารที่เล่อเหนียงกิน
“ฮึ!”
เล่อเหนียงเดินวนไปรอบๆ แต่ไม่มีใครยอมให้นางกินขนมสักชิ้น ตอนนี้เงินเชิดหน้าขึ้นห้าด้วยความโกรธ
นางโกรธจริงๆแล้วนะ เหตุใดถึงไม่มีใครให้นางกินขนาดเลย
“ป้าตะใภ้ฉาม ทำกระต่ายขายหรือไม่”
เล่อเหนียงเห็นว่าไม่มีความหวังจะได้กินขนมแล้ว จึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที นางเป็นเด็กน้อยรู้ความ รู้จักเปลี่ยนหัวข้อสนทนาและเบี่ยงเบนความสนใจ
สือไห่ถังมองเล่อเหนียง แม้ว่านางจะไม่พูดถึงขนมหวานแล้ว แต่ดวงตาเล็กๆนั้นยังคงจับจ้องอยู่ที่ขนมและกลอกไปมาอยู่
นางลูบศีรษะน้อยๆของเล่อเหนียง “รู้แล้ว รู้แล้ว พรุ่งนี้เช้าค่อยทำนะ”
“อืมอืม”
หลังจากเล่นไปสักพัก เล่อเหนียงก็รู้สึกง่วง นางอ้าปากหาวหวอดใหญ่แล้วซบไหล่ของฉินเหล่าซื่อหลับไป
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เมื่อเล่อเหนียงตื่นขึ้นมา ฉินเหล่าซานและสือไห่ถังก็นำขนมหวานที่ทำเสร็จเมื่อวานขึ้นม้าเตรียมออกเดินทางแล้ว นางรีบปีนลงจากเตียงเตา สองขาสั้นป้อมวิ่งเข้าไปกอดขาของฉินเหล่าซาน
“ตั้นลุงฉาม ไปเถิด!”
ฉินเหล่าซานอุ้มเล่อเหนียงขึ้นมา “เด็กดีของข้า เจ้าอยากไปเล่นที่อำเภอด้วยหรือ”
“อืมอืม ไปหาพี่หลี่เฟยนะ”
สือไห่ถังหัวเราะ ดูเหมือนเด็กน้อยคนนี้ยังคิดถึงการไปขายอาหารที่ภัตตาคารว่านฝู
“เด็กดีของข้า ข้าก็อยากพาเจ้าไปด้วย แต่เจ้าต้องถามท่านย่าของเจ้าก่อนนะ ถ้าข้าแอบพาเจ้าไป ท่านย่าของเจ้าจะต้องตีก้นข้าแดงแน่ๆ”
เล่อเหนียงได้ยินดังนั้นจึงหันไปหาผู้เป็นย่า เดินไปสองก้าวแล้วก็กลับมาจูงมือสือไห่ถังให้เดินไปด้วยกัน เรื่องนี้ทำให้ฉินเหล่าซานหัวเราะออกมาทันที
“เล่อเหนียงเอ๋ย เจ้ายังจำได้ที่ว่าต้องพาป้าสะใภ้สามของเจ้าไปด้วยสินะ”
เล่อเหนียงมองเขาอย่างเย่อหยิ่ง อย่าคิดว่านางไม่รู้ ถ้านางไม่ลากสือไห่ถังไปด้วย นางเชื่อแน่ว่าทันทีที่นางหันหลัง สองสามีภรรยาคู่นี้จะหันหลังขึ้นรถม้าแล้วออกเดินทางทันที
วันนี้อย่าติดว่าจะหนีนางพ้น
แม่เฒ่าฉินรู้ว่าเล่อเหนียงอยากไปอำเภอ นางจึงเปลี่ยนเสื้อผ้าและตามเล่อเหนียงเข้าเมืองไปด้วย ตอนนี้อากาศเริ่มเย็นลงแล้ว ตอนเช้าและค่ำอากาศเย็น ตอนกลางวันอากาศร้อน อากาศเช่นนนี้เหมาะสำหรับทำเนื้อตากแห้งที่สุด
เช่นนั้นวันนี้จะไปหาเถ้าแก่หวงเพื่อซื้อเนื้อหมูครึ่งตัวกลับมาทำเนื้อแห้ง
พูดถึงการทำเนื้อแห้ง เล่อเหนียงนึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านี้ท่านพ่อของนางใจดีซื้อเป็ดฝูงหนึ่งกลับมา ตอนนี้พวกมันกำลังก่อกบฏอยู่ที่บ้าน
เป็ดตากแห้งก็อร่อยนะ
เอาต้นหอม ขิง กระเทียม พริกมาผัด รสชาติต้องเยี่ยมแน่ๆ
แหะๆ แค่คิดก็น้ำลายไหลแล้ว
แม่เฒ่าฉินและสือไห่ถังมองเล่อเหนียงอย่างอึ้งๆ เพิ่งกินอาหารเช้าไปไม่ถึงสองเค่อ ตอนนี้ก็เริ่มน้ำลายไหลอีกแล้ว ไม่รู้ว่าในสมองเล็กๆของนางนั้นคิดถึงของอร่อยอะไรอยู่
“ตั้นย่า เป็ดตากแห้ง!”
แม่เฒ่าฉินคิดว่าหลานสาวถามนางว่าจะทำเนื้อหมูตากแห้งหรือไม่จึงพยักหน้า
“ใช่แล้ว หลานรัก พวกเราจะไปซื้อเนื้อหมูครึ่งตัวที่ร้านของเถ้าแก่หวง เพื่อนำกลับมาทำเนื้อหมูตากแห้ง”
“เป็ดตากแห้ง!”
“ใช่แล้ว ต้องตากแห้งสิ!”
แม่เฒ่าฉินมองหลานสาวอย่างแปลกใจ แต่ก็ยังพยักหน้าตอบรับ
“ตากแห้งน่ะ ปีนี้พวกเราจะตากแห้งครึ่งตัวนะ”
“เป็ตเป็ต ตากแห้ง!”
เล่อเหนียงร้อนใจ ทำไมท่านย่าของนางถึงฟังไม่เข้าใจสิ่งที่นางพูดนะ
“เป็ดเป็ด ตากแห้ง ก๊าบ ก๊าบ ก๊าบตากแห้ง!”
“ก๊าบๆ ตากแห้งหรือ”
แม่เฒ่าฉินเข้าใจในทันที “หลานรัก เจ้าหมายถึงเอาพวกเป็ดมาตากแห้งด้วยกันใช่หรือไม่”
“อืม อืม เป็ดตากแห้ง!”
เล่อเหนียงแทบจะร้องโห่ด้วยความดีใจ ขอบคุณสวรรค์ ในที่สุดย่าของนางก็เข้าใจความหมายของนางแล้ว
“หลานรัก การตากแห้งเป็ดไม่คุ้มค่าหรอก” แม่เฒ่าฉินพยายามเกลี้ยกล่อม
ตอนที่อยู่ชายแดนนางเคยลองทำเป็ดตากแห้งมาแล้ว แต่พอตากแห้งแล้ว เนื้อเป็ดก็หายไปหมด เหลือแต่โครงกระดูกที่มีหนังหุ้มอยู่ชั้นหนึ่ง
แข็งกระด้างไม่อร่อยเลยสักนิด
“ไม่ ไม่ ไม่ เป็ดตากแห้ง!” เล่อเหนียงส่ายหน้าปฏิเสธ
เป็ดตากแห้งอร่อยมากนะ! โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าใช้กิ่งสนรมควันก่อนแล้วค่อยตากแห้ง เวลากินจะมีกลิ่นหอมของไม้สนด้วย และยังสามารถนำไปขายได้อีกด้วย ที่สำคัญที่สุดคือสามารถช่วยนางจัดการเป็ดบางส่วนออกจากพื้นที่มิติได้
เป็ดกับกระต่ายเป็นสิ่งที่ทำให้นางปวดหัวที่สุด กลิ่นของเสียจากสิ่งมีชีวิตสองชนิดนี้รุนแรงเหลือเกิน อีกทั้งเป็ดก็กินจุเป็นพิเศษ หากจัดการไม่ดีตอนนี้ก็จะมีกลิ่นคาวเป็ดอีก
เป็ดต้มที่ป้าสะใภ้สามทำก็มีกลิ่นคาวเป็ด ล้างอย่างไรก็ล้างไม่ออก ดังนั้นนางจึงไม่ชอบกินเป็ดต้มที่ป้าสะใภ้สามทำ
“ก็ได้ ก็ได้ ตอนกลับมาจะฆ่าเป็ดทำให้เจ้าดีหรือไม่”
“อืม ดี”
“ข้าจะเปลี่ยนเป็ด!”
เล่อเหนียงตบ อกน้อยๆ พลางกล่าว
“ยังมีกระต่าย ทำกระต่ายเผ็ดนะ” เล่อเหนียงมองสือไห่ถังพลางพูด
“รู้แล้วจ้า ทำไว้หม้อหนึ่งแล้ว เดี๋ยวพวกเราเอาไปให้พี่ชายหลี่เฟยของเจ้าลองชิมที่ภัตตาคารว่านฝูก่อนดีหรือไม่”
“ดี!”
รถม้าโคลงเคลงมาถึงประตูเมือง หลังจากจ่ายเงินสิบอีแปะก็มุ่งหน้าไปยังภัตตาคารว่านฝูทันที
จมูกของลูกค้าที่กินอาหารในภัตตาคารว่านฝูช่างไวเสียนี่กระไร ฉินเหล่าซานเพิ่งยกหม้อกระต่ายผัดเผ็ดเข้าไปข้าถูกลูกค้าเก่าแก่ในร้านล้อมเอาไว้
ฉินเหล่าซานยังไม่ทันได้อ้าปาก ชามเนื้อกระต่ายก็ถูกคนแย่งไปเสียแล้ว ขณะเดียวกัน ในอ้อมอกของเขาก็มีแท่งเงินหนักสิบตำลึงเพิ่มขึ้นมา
เมื่อหลี่เฟยเบียดเข้ามาได้ ชามเนื้อกระต่ายก็ถูกแย่งไปเกือบหมดแล้ว เขาตาไวมือเร็วก็ยังแย่งได้แค่ชิ้นเดียว
แม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียงยืนอยู่ที่มุมห้อง ด้านหน้านางมีสามีภรรยาฉินเหล่าซานยืนอยู่ ทุกคนมองลูกค้าพวกนั้นด้วยสีหน้าตกใจ
ช่างน่ากลัวเหลือเกิน
“สวรรค์ อาหารจานนี้คืออะไรกัน รสชาติอร่อยเหลือเกิน”
“เร็วๆ เถ้าแก่ ข้าขออีกจาน!”
หลี่เฟยได้แต่คิดในใจว่าเขาจะไปหาจากที่ไหนมาให้ เพราะแม้แต่ตัวเขายังไม่ได้กินเลย ไม่สิ เขากินไปหนึ่งชิ้น แต่ก็แค่ชิ้นเดียวเท่านั้น
บทที่ 242: เด็กหญิงอวบอ้วนเหมือนตุ๊กตาภาพวาดปีใหม่
“พี่เฟยเฟย!”
เล่อเหนียงตะโกนเรียกหลี่เฟยที่กำลังดูดนิ้วมืออยู่
หลี่เฟยหันไปมองก็เห็นแม่เฒ่าฉิน เล่อเหนียง และสองสามีภรรยาฉินยืนอยู่ที่มุมร้าน พวกเขาทั้งหมดมองหลี่เฟยด้วยสีหน้าประหลาดใจ หลี่เฟยนึกขึ้นได้ว่าเขาเพิ่งทำอะไรลงไป ใบหน้าก็แดงขึ้นมาทันที
เขากระแอมเบาๆ “เอ่อ... เชิญท่านป้าขึ้นข้างบนก่อนเถอะขอรับ วันนี้ท่านลองชิมฝีมือพ่อครัวของเราสักหน่อยเถอะ”
แม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียงตามหลี่เฟยขึ้นไปชั้นบน
“เถ้าแก่ ท่านจะไปไหน แล้วเนื้อของข้าล่ะ ท่านจะยังขายอยู่หรือไม่”
หลี่เฟยหันไปตอบอย่างหงุดหงิด “พวกเจ้าตะโกนโหวกเหวกอันใดกัน วันนี้หมดแล้ว พรุ่งนี้พวกเจ้ามาแต่เช้าก็แล้วกัน”
พูดจบก็ไม่สนใจคนพวกนั้นอีก พาแม่เฒ่าฉินเข้าไปในห้องส่วนตัวที่ดีที่สุด
“คุณชาย ลูกค้าในร้านอาหารของท่ารน่ากลัวจริงๆ ถึงกับแย่งกันด้วยมือเปล่าเลยหรือ”
แม่เฒ่าฉินเอ่ยปากด้วยสยองพองขน
หลี่เฟยอธิบายด้วยสีหน้าจนปัญญาเช่นกัน “ท่านป้าอาจไม่ทราบ พวกตะกละเหล่านี้ล้วนเป็นเหล่าคุณชายจากตระกูลร่ำรวยในอำเภอ พวกเขาปกติไม่เข้าบ่อนพนันหรือไปเที่ยวหอนางโลม งานอดิเรกเดียวของพวกเขาก็คือปากนั่นเอง”
แม่เฒ่าฉินเข้าใจแล้ว ขนบธรรมเนียมของอำเภอชิงเหอนี้ดีมาตลอด โดยเฉพาะตระกูลร่ำรวยในอำเภอ แทบไม่เคยได้ยินว่ามีใครทำเรื่องเลวร้ายหรือสร้างความเสียหายเพราะมีฐานะร่ำรวย
หลี่เฟยรีบถามอย่างใจร้อน “ท่านป้า อาหารชามนั้นคือเนื้ออันใดหรือ ช่างหอมเหลือเกิน”
แม่เฒ่าฉินยิ้มเล็กน้อย “นั่นคือเนื้อกระต่ายผัดเผ็ดที่สะใภ้สามทำ เมื่อสองวันก่อนเหล่าซื่อจับกระต่ายมาได้หลายตัวบนภูเขา จึงใช้วิธีผัดหอยหินมาทำเป็นเนื้อกระต่ายผัดเผ็ด”
“ข้ากำลังจะเอามาให้เจ้าชิมรสชาติดู ใครจะรู้ว่าพวกตะกละเหล่านี้ช่างน่ากลัวเหลือเกิน พอเหยียบเข้าประตูมาได้ก็แย่งกันจนไม่เหลือ”
“เป็นเนื้อกระต่ายหรือ”
คราวนี้หลี่เฟยตกใจ เขาไม่คิดว่าเนื้อกระต่ายจะสามารถทำแบบนี้ได้
ภัตตาคารของพวกเขาก็มีเมนูเนื้อกระต่ายเหมือนกัน แต่ไม่ว่าพ่อครัวใหญ่จะใช้วิธีไหน ก็ยังไม่สามารถกลบกลิ่นเฉพาะตัวของกระต่ายได้ แต่จานเนื้อกระต่ายที่ฉินเหล่าซานนำมา ไม่เพียงแต่ไม่มีกลิ่นเฉพาะตัวของกระต่าย แต่ยังทั้งนุ่มและหอมอร่อยอีกด้วย
ถ้าภัตตาคารสามารถนำเมนูนี้มาขายได้ ภัตตาคารของพวกเขาจะต้องเต็มด้วยลูกค้าแน่นขนัดแน่นอน แม้จะไม่ถึงกับแน่นขนัด อย่างน้อยก็คงไม่ถูกพวกลูกค้าเก่าด่าเหป็นสุนัขแล้ว
คิดถึงตรงนี้หลี่เฟยจึงลุกขึ้นคำนับทันที “พี่สะใภ้สามฉิน ท่านสามารถนำเมนูนี้มาขายที่ภัตตาคารของพวกข้าได้หรือไม่”
“ส่วนราคาเท่าไหร่ ขอให้พี่สะใภ้สามฉินเอ่ยปากมา” สือไห่ถังมองดูหลี่เฟยที่กำลังแสดงท่าทีถ่อมตัว ชั่วขณะหนึ่งก็ไม่รู้จะพูดอะไร
พวกเขามาที่นี่ครั้งนี้ก็เพราะเล่อเหนียงบอกว่าจะเอาเนื้อกระต่ายผัดเผ็ดนี้มาขายให้หลี่เฟย แต่เล่อเหนียงไม่ได้บอกว่าจะเก็บเงินเท่าไหร่ นางจึงไม่รู้ว่าจะเก็บเงินอย่างไรและรีบมองไปทางเล่อเหนียงทันที
หลี่เฟยเห็นพวกเขาเงียบนานไม่พูดอะไร ใจจมดิ่งลงไปถึงก้นเหว ใช่แล้ว เขาลืมไปว่าตระกูลฉินนี้ก็เปิดร้านของตัวเองด้วย พวกเขาสามารถขายกันเองได้
เหมือนกับหอยทากเผ็ดที่เป็นอาหารจานเด็กของพวกเขาตอนนี้ พอตักขึ้นจากหม้อก็ถูกแย่งซื้อจนหมด พวกเขาไม่มีเหตุผลที่จะเอาอาหารที่ทำเงินนี้มาขายที่ภัตตาคารของเขา
“พี่ชาย ไม่ต้องเสียเงินนะ!”
ความคิดของหลี่เฟยถูกดึงกลับมาด้วยเสียงเล็กๆของเล่อเหนียง
“หืม”
หลี่เฟยสงสัยว่าหูของตัวเองได้ยินผิดไปหรือเปล่าและรีบถามทันที
“เล่อเหนียง เจ้าพูดว่าอะไรนะ ไม่ต้องเสียเงินหรือ”
“อืมอืม ไม่ต้องเสียเงิน!” เล่อเหนียงตอบเสียงดังฟังชัด
ทันใดนั้นหลี่เฟยก็ตื่นเต้นและจ้องมองพวกเขาไม่วางตา อยากจะยืนยันกับพวกเขาว่าคำพูดของเล่อเหนียงเป็นความจริงหรือไม่ ถึงอย่างไรเล่อเหนียงก็เป็นเด็กอายุเพียงหนึ่งขวบ คำพูดของเด็กเล็กไม่อาจเชื่อถือได้
แต่เมื่อเห็นฉินเหล่าซานและคนอื่นๆ ทำหน้าเหมือนเป็นเรื่องปกติ ก็รู้ว่าสิ่งที่เล่อเหนียงพูดเป็นความจริง
“นี่...นี่ไม่ได้…”
หลี่เฟยเดินวนไปมาด้วยความตื่นเต้น “ไม่ได้ ข้าไม่อาจรับของพวกเจ้าจากพวกท่านได้ ป้าเถอะ พวกท่านตั้งราคามาเถิด”
แม่เฒ่าฉินยกมือขึ้น “คุณชายอย่าตื่นเต้นไป ท่านฟังเล่อเหนียงพูดให้จบก่อน!”
หลี่เฟยสูดลมหายใจเข้าลึกๆสองครั้ง แล้วอุ้มเล่อเหนียงเข้ามา
“เด็กดี เจ้าพูดต่อเถอะ”
“พี่เฟยเฟย บ้านข้ามีกระต่ายเยอะ ต้องขายเอาเงินนะ!”
ตอนนี้หลี่เฟยเริ่มสงสัยขึ้นมา เขาขมวดคิ้วคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเข้าใจความหมายของเล่อเหนียง
“เด็กดีหมายความว่าบ้านของพวกเจ้ายังมีกระต่ายอีกมาก ให้ข้าซื้อกระต่ายทั้งหมดของบ้านพวกเจ้าใช่หรือไม่”
“อืมอืม ให้พี่ชายไปเรียนหนังสือนะ!”
“มีเครื่องเทศด้วย!”
ประโยคแรกนั้นหลี่เฟยเข้าใจแล้วแต่ประโยคหลังเขาไม่เข้าใจ “เครื่องเทศคืออะไร”
สือไห่ถังอธิบายอยู่ข้างๆ “มันคือเครื่องเทศหลักสำหรับผัดเนื้อกระต่ายเผ็ด”
ตอนนี้หลี่เฟยเข้าใจแล้ว “พี่สะใภ้สามหมายความว่า ท่านจะสอนวิธีทำเนื้อกระต่ายเผ็ดให้พวกข้า แต่ต้องซื้อกระต่ายและเครื่องเทศสำหรับผัดเนื้อกระต่ายจากบ้านของพวกท่านใช่หรือไม่”
สือไห่ถังพยักหน้า “ใช่แล้ว สำหรับการผัดเนื้อกระต่าย พริกซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักที่บ้านของพวกข้าก็ไม่ได้มีมากนัก ส่วนที่ปลูกไว้ยังไม่ออกผล ดังนั้นจึงมีราคาแพงนิดหน่อย”
หลี่เฟยพูดอย่างกระตือรือร้น “ไม่มีปัญหา ขอเพียงพี่สะใภ้สามสามารถวิธีทำอาหารจานนี้ให้พวกข้าได้ ไม่ต้องพูดถึงกระต่ายจากบ้านของพวกท่าน แม้แต่ผักสดจากบ้านของพวกท่าน ข้าก็จะรับซื้อทั้งหมด!”
แม่เฒ่าฉินยิ้มเล็กน้อย “ไม่จำเป็นถึงขนาดนั้นหรอก”
หลี่เฟยถูมือด้วยความเขินอายแล้วพูดว่า “งั้นพี่สะใภ้สามจะเริ่มสอนเมื่อไหร่ ข้าจะไปเรียกคนมา”
“พรุ่งนี้เถอะ พรุ่งนี้ข้าจะจับกระต่ายมา แล้วนำเครื่องเทศที่จำเป็นมาด้วย”
หลี่เฟยได้รับคำยืนยันแล้วจึงสั่งให้คนเตรียมอาหารทันที เตรียมที่จะกินข้าวกับแม่เฒ่าฉิน
แม่เฒ่าฉินปฏิเสธ “คุณชายมีน้ำใจมาก แต่พวกข้ายังมีธุระต้องทำอีก จึงขออนุญาตไม่รวมกินอาหารมื้อนี้ด้วย”
“เอาไว้คราวหน้าเถอะ คราวหน้าถ้ามีเวลาว่าง ขอเชิญคุณมาร่วมสังสรรค์ที่บ้านของพวกข้า”
หลี่เฟยได้ยินดังนั้นจึงจำต้องยอมแพ้ ก่อนจะส่งพวกเขาออกไปพร้อมรอยยิ้ม ระหว่างนั้นก็ล้วงเอาเงินออกมาจากอกเสื้อยัดใส่มือเล่อเหนียง “เอาไปซื้อขนมกินนะ”
แม่เฒ่าฉินเพิ่งจะอ้าปากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ถูกหลี่เฟยขัดจังหวะเสียก่อน
“ท่านป้า เงินนี้เป็นเงินที่ข้าให้เล่อเหนียงไปซื้อขนม ท่านห้ามห้ามข้านะ”
เมื่อได้ยินหลี่เฟยพูดเช่นนั้น แม่เฒ่าฉินจะพูดอะไรได้อีก ได้แต่พยักหน้าขอบคุณเขา
เมื่อฉินเหล่าซานและคนอื่นๆมาถึง หน้าร้านก็ยังมีคนต่อแถวยาวเหยียดเหมือนเดิม แต่พอพวกเขาเห็นฉินเหล่าซานมา ทุกคนก็แหวกทางให้เขาอย่างมีน้ำใจ
หลังจากสามีภรรยาฉินเหล่าซานขนขนมลงมาแล้วก็เข้าไปในครัว ส่วนลูกค้าที่ต้องการซื้อหอยทากเผ็ดก็ยืนรออย่างมีระเบียบอยู่ด้านข้าง หลายวันมานี้ พวกเขาเข้าใจขั้นตอนการทำหอยทากของฉินเหล่าซานเป็นอย่างดีแล้ว
สิ่งที่พวกเขาพอใจที่สุดก็คือขนมทั้งหมดที่ร้านของฉินเหล่าซานทำสดใหม่ทุกวัน โดยเฉพาะหอยทากเผ็ดที่ผัดต่อหน้าต่อตาพวกเขา
แม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียงพลางต้อนรับบรรดาสตรีที่เข้ามาซื้อขนม วันนี้มีสตรีมาซื้อขนมหวานมากกว่าสองวันก่อนหน้านี้ พวกเขาส่วนใหญ่ถูกดึงดูดเข้ามาด้วยความน่ารักของเด็กน้อยอย่างเล่อเหนียง
ท้ายที่สุดแล้วใครเล่าจะปฏิเสธเด็กสาวตัวอวบที่น่ารักราวกับตุ๊กตามงคลในภาพวาดปีใหม่ได้
บทที่ 243: ลิ่งเหวินผู้โชคร้าย
ไม่นานหอยทากผัดเผ็ดก็ทำเสร็จแล้ว พอถูกจักกออกจากก็ถูกแย่งซื้อจนหมดเหมือนกับหลายวันก่อน แม้แต่ชายชราเฝ้าประตูสำนักศึกษาเติงเคอก็มาซื้อหลายที่
ภายหลังถึงรู้ว่านั่นเป็นการฝากซื้อของอาจารย์ใหญ่และอาจารย์ในสำนักศึกษา
เมื่อหอยทากผัดเผ็ดขายหมด ลูกค้าภายในร้านก็น้อยลงมาก
วันนี้พวกลิ่งอวี่ออกไปไม่ได้ แต่เล่อเหนียงอยากเห็นพี่ชายทั้งสาม จึงหยิบม้านั่งเล็กๆมานั่งที่หน้าประตู มือซ้ายถือซานจากวน มือขวาถือขนมทอด กินขนมรอพวกพี่ชายอยู่หน้าประตู
ดังนั้นจึงเกิดภาพนี้ขึ้นบนถนนใหญ่
บรรดาหญิงสาวที่เดินผ่านมาเห็นร้านของพวกเขา แม้จะไม่ชอบกินขนมหวาน ไม่ชอบกินขนมขบเคี้ยวต่างแวะเข้าไปซื้อคนละหนึ่งชั่ง
ตอนออกมาทุกคนจะต้องจับแก้มอวบอ้วนของเล่อเหนียง หรือลูบหัวเล็กๆของเล่อเหนียงคนละหนึ่งที
เมื่อลิ่งอวี่เลิกเรียนก็เห็นน้องสาวนั่งอยู่ที่หน้าประตูด้วยใบหน้าเบื่อหน่าย ผมยุ่งเหยิงเหมือนรังนก
“น้องสาว!” พวกลิ่งอวี่ออกจากเขตสำนักศึกษาไม่ได้ จึงได้แต่เรียกเล่อเหนียงอยู่ที่หน้าประตู
เมื่อได้ยินเสียงของพี่ใหญ่ ดวงตาที่หม่นหมองของเล่อเหนียงก็สว่างวาบเป็นประกายขึ้นมาทันที
“พี่หย่าย!”
เล่อเหนียงก้าวข้าสั้นป้อมวิ่งไปหาลิ่งอวี่ นางคิดจนสมองแทบแตกก็ยังคิดไม่ออกว่า เหตุใดทุกคนที่เข้าไปซื้อของแล้วออกมาต้องลูบหัวและหยิกแก้มนาง ทั้งๆที่นางกำลังนั่งกินขนมอยู่ที่หน้าประตูอย่างมีความสุข นางไม่ใช่เทพเจ้าแห่งโชคลาภเสียหน่อย!
ลูบแก้มนางก็ไม่ได้ทำให้รวยขึ้นมาได้ ตอนนี้นางต้องการการปลอบโยนจากพี่ชายคนโตอย่างเร่งด่วน
ลิ่งอวี่มองดูผมยุ่งเหยิงของเล่อเหนียงแล้วแทบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ เขาใช้มือจัดแต่งผมยุ่งเหยิงของเล่อเหนียงให้เรียบร้อย แล้วหอมแก้มเล็กๆของนางฟอดใหญ่ พูดคุยกับนางสองสามประโยค ก่อนจะให้นางกลับไป
ถึงอย่างไรพวกเขาก็ออกไปข้างนอก
ครั้นเห็นว่าขนมขายหมดเกือบแล้ว สือไห่ถังก็ยังคงทำเหมือนเดิม ห่อขนมหวานที่เหลือทั้งหมดกลับไปให้เด็กๆในหมู่บ้านกิน
ฉินเหล่าซานขับรถม้ามาถึงร้านของเถ้าแก่หวง ซื้อเนื้อหมูกลับไป นอกจากนี้เถ้าแก่หวงยังให้เครื่องในหมูสองชุดและกระดูกใหญ่อีกหลายชิ้นแก่พวกเขา
“เถ้าแก่หวง นี่มันมากเกินไปแล้ว”
เถ้าแก่หวงผูกกระดูกใหญ่หลายชิ้นด้วยเชือกป่านแล้วยกขึ้นรถม้าของฉินเหล่าซาน
“อาสะใภ้ ท่านช่วยข้าไว้มากจริงๆ!”
แม่เฒ่าฉินงุนงง “เหตุใดท่านถึงพูดเช่นนั้นเล่า”
เถ้าแก่หวงถอนหายใจ “เมื่อวานพ่อบ้านตระกูลเฉินมาสั่งหมูหนึ่งตัวที่ร้านข้า แต่เวลาล่วงเลยจนถึงบ่ายแล้วเขาก็ยังไม่มา ดูท่าแล้วตระกูลเฉินคงไม่ต้องการแล้วแน่ๆ”
“ถ้าอาสะใภ้ไม่มาช่วยซื้อเนื้อหมูครึ่งตัว เนื้อที่ข้าขนกลับไปคงได้แต่ปล่อยให้น่าเสีย”
“ตระกูลเฉินทำเช่นนี้ไม่ยุติธรรมเลย”
แม่เฒ่าฉินคุยกับเขาสองสามประโยคแล้วขอตัวกลับบ้าน
ขณะกลับนางพบเถ้าแก่หลายที่ประตูเมือง เถ้าแก่หลายให้ฉินเหล่าซานส่งข่าวถึงสวี่ซิ่วอิง บอกว่าคุณชายอวี๋จะอยู่ที่นี่สองสามวัน ขอให้นางเข้าเมืองพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้
พอฉินเหล่าซานและคนอื่นๆ เข้าหมู่บ้านก็เจอฉินฟู่หลินเข้าพอดี
ฉินเหล่าซานกำลังจะทักทาย แต่ฉินฟู่หลินกลับหันหลังวิ่งหนีไปทันที
ความเร็วนั้นเร็วราวสายฟ้าผ่า ผู้ที่ไม่รู้อาจคิดว่าเขาถูกสุนัขไล่
ความจริงแล้วฉินฟู่หลินถูกสุนัขไล่จริงๆ เมื่อเช้านี้ตอนที่เขาตื่นขึ้นมา ต้าฮวงของเขาก็เอาแต่วิ่งไล่กัดก้นเขาไม่หยุด เดิมทีเขาคิดว่าต้าฮวงแก่แล้ว สติฟั่นเฟื่องไม่ค่อยดี ถึงขนาดจำเจ้านายไม่ได้ จึงไปหยิบไม้มาฟาดมันสองที
แต่หลังจากฟาดสุนัขแล้ว หัวของเขาก็ผุดภาพคำพูดที่เขาแซวฉินเหล่าซื่อเมื่อวาน ทำให้เขาอับอายจนหน้าแดง
ตอนนี้เมื่อเห็นคนตระกูลฉินปรากฏตัวก็รีบวิ่งหนีทันที
ช่างน่าอับอายเหลือเกิน
ส่วนฉินเหล่าซานที่ไม่รู้เรื่องราวก็ได้แต่เกาหัวอย่างงุนงง
เขาพยายามนึกทบทวนในหัวว่าไม่กี่วันมานี้เขาได้ทำอะไรให้ท่านอาหัวหน้าหมู่บ้านไม่พอใจหรือไม่แต่เขาคิดทบทวนอยู่นานก็นึกไม่ออกว่าได้ทำอะไรให้อีกฝ่ายไม่พอใจหรือเปล่า สุดท้ายก็ได้แต่โยนความคิดนี้ทิ้งไป
กลับถึงบ้านแม่เฒ่าฉินปล่อยให้เล่อเหนียงไปเล่นกับตัวเอง ส่วนนางพับแขนเสื้อขึ้นแล้วจัดการกับเนื้อหมูครึ่งตัวนั้น
เนื้อแห้งนี้จำเป็นต้องหั่นเป็นเส้นๆจึงจะตากแห้งได้ดี ทั้งต้องไม่หั่นบางเกินไปหรือหนาเกินไป หากหนาหรือบางเกินไปจะส่งผลต่อรสชาติ
เล่อเหนียงเคยบอกว่านางจะนำเป็นเป็ดออกมา ตอนนี้กลับถึงบ้านแล้วก็มองไปรอบๆ เมื่อเห็นว่าไม่มีคนแปลกหน้าก็รีบโบกมือ พริบตาเดียวเป็ดสิบกว่าตัวก็ปรากฏขึ้นในลานบ้านตระกูลฉิน
เป็ดสิบกว่าตัวเดิมทีกำลังกินหญ้าและเล่นน้ำอย่างสนุกสนานในพื้นที่มิติ เพียงพริบตาเดียวก็โผล่มาในสถานที่แปลกใหม่ แต่ก่อนที่พวกมันจะได้ทันตั้งตัว เป็ดตัวอ้วนตัวหนึ่งก็ถูกฉินเหล่าซานคว้าไปอย่างรวดเร็ว
จากนั้นก็ใช้มือและเท้าอย่างคล่องแคล่วกรีดคอมัน
เป็ดตัวนั้นดิ้นรนสองสามครั้งแล้วก็แน่นิ่งไป
เป็ดที่เหลือเพิ่งจะรู้สึกตัว กระพือปีกพยายามจะวิ่งหนีส่งเสียงร้องวิ่งหนีตายกันจ้าละหวั่น
ตอนนั้นสำนักศึกษาในหมู่บ้านก็เลิกเรียนพอดี
หงอวี่เพิ่งผลักประตูเปิด เป็ดตัวหนึ่งก็บินมาชนหน้าเขา ภาพที่ไก่ตัวผู้ที่จิกเขาก่อนหน้านี้ยังไม่จางหาย ตอนนี้ก็เห็นเป็ดบินมาทางเขาจึงรีบก้มตัวหลบทันที
แต่ลิ่งเหวินที่อยู่ด้านหลังไม่ได้โชคดีเช่นนั้น พอหงอวี่ก้มลงเป็ดตัวนั้นก็พุ่งก็มากระแทกหน้าเข้าเต็มแรง มันไม่เพียงแต่ถ่ายลงบนตัวเขาเท่านั้น มันยังงับริมฝีปากล่างของเขาอีกด้วย
“โอ้ย เจ็บจังเลย”
ลิ่งเหวินดึงมันออกมาทันที ทำให้ริมฝีปากของเขามีเลือดซึมออกมา
เล่อเหนียงมองผู้เป็นย่าที่กำลังวุ่นวายหยิบผ้าเช็ดหน้ามาปิดปากพี่สี่ของนาง มุมปากก็กระตุกเล็กน้อย พร้อมทั้งอธิฐานให้พี่ชายของนางในใจ
สวรรค์ พี่สี่ของนางช่างโชคร้ายเหลือเกิน
ถูกเป็ดกัดจนได้รับบาดเต็บ
ปกติแล้วแรงกัดของเป็ดแทบจะเป็นศูนย์ อย่างมากก็กัดได้แค่ผักใบเขียวได้สักใบ นางไม่ยอมรับเด็ดขาดว่าเป็ดในพื้นที่มิติของนางมีปัญหา
เป็ดก็น่ารักเหมือนกันใช่ไหมล่ะ
แต่เมื่อเห็นสายตาอ่อนใจของหงอวี่ก็รู้สึกละอายใจอยู่บ้าง
“โอ้ย ท่านย่า ข้าเจ็บ!” ลิ่งเหวินแหกปากร้องเสียงดัง พลางยกมือกุมปาก
“ลิ่งเหวิน อย่าขยับนะ ย่าขอดูหน่อยว่าบาดเจ็บตรงไหน”
แม่เฒ่าฉินค่อยๆดึงมือของลิ่งเหวินออก มองดูรอบๆปากแต่ก็ไม่เห็นว่าผิวหนังตรงไหนแตก
นางแหวกริมฝีปากของเขาดูอีกครั้งก็ยังไม่เห็น ทำให้แม่เฒ่าฉินเกิดความสงสัยขึ้นมา
แต่เมื่อนางเห็นรอยเลือดบนหัว คอ และขนของเป็ดตัวที่กัดเขา จึงตระหนักว่าเลือดบนตัวเป็ดนั้นน่าจะเป็นเลือดของเป็ดตัวที่เพิ่งถูกฆ่าเมื่อครู่นี้
นางจึงพูดว่าเป็ดจะกัดจนเลือดออกได้อย่างไรกัน
“พอได้แล้ว เจ้าไม่ได้มีแผลตรงไหน หยุดร้องได้แล้ว!”
นางตบลิ่งเหวินที่ยังคงร้องไม่หยุดอย่างหงุดหงิด
ลิ่งเหวินกะพริบตาแล้วขยับปาก ดูเหมือนว่าจะไม่เจ็บมากอย่างที่คิดนะ
“พอเถอะ พวกเด็กๆอย่ายืนเฉยอยู่เลย รีบไปจับเป็ดเร็ว ถ้าปล่อยให้มันหนีไป คืนนี้จะไม่มีขาเป็ดกินแล้วนะ”
พอแม่เฒ่าฉินพูดจบ เสียงไก่บินเป็ดกระโดด และเสียงร้องตื่นเต้นของเด็กๆก็ดังขึ้นทั่วทั้งลานบ้าน
บทที่ 244: สอนทำกระต่ายเผ็ด
พวกพ่อเฒ่าแม่เฒ่าจากบ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อที่อยู่ข้างๆ ได้ยินว่าตระกูลฉินจะตากเนื้อแห้งก็รับมาช่วยด้วยความสมัครใจ
แต่เมื่อพวกเขาเห็นว่าตระกูลฉินจะเอาเป็ดตัวอวบอ้วนเหล่านี้มาทำเป็นเนื้อเป็ดแห้งด้วยก็เกิดความสึกลังเลที่จะลงมือ
พ่อเฒ่าจ้าวขมวดคิ้วพูดว่า “แม่เฒ่าฉิน เป็ดพวกนี้ตัวอ้วนจ้ำม้ำ เอามาทำแบบนี้ดูเหมือนจะไม่คุ้มเท่าไหร่นะ”
แม่เฒ่าหลี่ก็เห็นด้วย “ใช่แล้ว ใช่แล้ว ถ้าเอาเป็ดมาทำเป็ดแห้งจะได้เนื้อไม่มาก แต่สุดท้ายก็เหลือแต่กระดูก”
แม่เฒ่าฉินยิ้มเล็กน้อย “เป็ดมากขนาดนี้กินพวกข้ากินกันไม่หมดหรอก เลี้ยงไว้ก็เปลืองอาหาร ทำเป็นเนื้อแห้งไว้ พอถึงฤดูหนาวก็ตัดมาชิ้นรสชาติได้”
เมื่อได้ยินแม่เฒ่าฉินพูดแบบนั้น พ่อเฒ่าจ้าวและคนอื่นๆก็ไม่พูดอะไรอีก และรีบลงมือจัดการเป็ดอย่างคล่องแคล่ว
เครื่องในเป็ดที่ควักออก พวกเขาก็ไม่ได้โยนทิ้ง แต่เอาไปล้างที่ริมแม่น้ำให้สะอาด ก่อนอื่นใช้ก้อนหินเล็กๆริมแม่น้ำขัดสองสามครั้ง เพื่อกำจัดไขมันส่วนเกินและสิ่งสกปรกออก
จากนั้นก็หยิบเกลือมาหนึ่งกำมือล้างเพื่อดับกลิ่นคาว
วันนี้คนทำอาหารยังคงเป็นหลิวซิ่วและสวี่ซิ่วอิง พวกนางหั่นเครื่องในเป็ดที่ล้างสะอาดแล้วเป็นชิ้นเล็กๆ ก่อนจะนำไปผัดกับหัวไชเท้าที่เล่อเหนียงเอาออกมาจากพื้นที่มิติ
ต้มน้ำแกงกระดูกหม้อใหญ่ และผัดผักป่าอีกหนึ่งจาน
อาหารเย็นวันนี้เรียบง่ายแบบนี้แหละ
สำหรับเครื่องในหมูสองชุดที่เถ้าแก่หวงนำมา แม่เฒ่าฉินใส่มันถังในถังแล้วนำไปแช่ไว้ในถังน้ำเพื่อเป็นการถนอมอาหาร
ตอนนี้สือไห่ถังตั้งใจกับการทำขนมหวานเป็นหลัก แม้ว่านางจะทุ่มเทให้กับขนมหวานเพียงอย่างเดียว แต่ก็งานก็ยังคงยุ่งจนทำงานไม่ทัน กว่าจะได้เข้านอนก็ดึกดื่นค่อนคืน
พอเช้าก็ต้องตื่นแต่เช้าตรู่ไปเปิดร้าน หลายวันที่ผ่านมานี้ ทั้งร่างของนางผอมลงไปมาก
แม่เฒ่าฉินเห็นก็รู้สึกเจ็บปวดในใจ นางเคยบอกให้สือไห่ถังพักสักวัน แต่ต่อให้พูดจนปากเปียกปากแฉะ พอนางเผลอสือไห่ถังก็หนีไปทำงานอีกเหมือนเดิม
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น สวี่ซิ่วอิง สือไห่ถัง และฉินเหล่าซานก็รีบขึ้นรถม้าเข้าเมือง
บนรถม้านอกจากขนมที่จะขายวันนี้แล้ว ยังมีกระต่ายอีกหลายตัวและเครื่องปรุงสำหรับผัดกระต่ายเผ็ด
วันนี้สวี่ซิ่วอิงจะไปที่ร้านผ้าเพื่อปรึกษากับคุณอวี๋ชิงเกี่ยวกับการซ่อมแซมชุดแต่งงานที่ยังซ่อนไม่เสร็จอีกสองจุด
สือไห่ถังและคนอื่นๆ นอกจากจะต้องเปิดร้านขายขนมแล้ว ยังต้องไปสอนหลี่เฟยที่ภัตตาคารว่านฝูให้ผัดเนื้อกระต่ายรสเผ็ดอีกด้วย
“แม่นางสวี่มาแล้ว คุณชายอวี๋รออยู่ข้างในนานแล้ว!”
เถ้าแก่หลายเห็นสวี่ซิ่วอิงก็เหมือนเห็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภ ใบหน้ายิ้มแย้มราวกับพระโพธิสัตว์ไม่มีผิด
“เถ้าแก่ คุณชายอวี๋มาถึงแต่เช้าเช่นนี้เลยหรือ” เถ้าแก่หลายหัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวว่า “เมื่อวานคุณชายอวี๋พักอยู่ที่นี่”
สวี่ซิ่วอิงเข้าใจแล้ว เมื่อเธอเข้ามาก็เห็นอวี๋ชิงกำลังลูบไล้ชุดแต่งงานชุดนั้นด้วยความอาลัยอาวรณ์
“คุณชายอวี๋”
“แม่นางสวี่”
อวี๋ชิงเงยหน้าขึ้นมองเห็นสวี่ซิ่วอิงยืนอยู่ที่ประตูจึงทักทายอย่างสุภาพ แล้วคลี่ชุดแต่งงานวางลงบนโต๊ะ
“คุณชายอวี๋ ด้ายสองจุดนี้ไม่พอแล้ว ท่านนำด้ายใหม่มาด้วยหรือไม่”
อวี๋ชิงพยักหน้าหยิบด้ายสองม้วนส่งให้สวี่ซิ่วอิง
สวี่ซิ่วอิงเทียบด้ายบนชุดแต่งงาน หลังจากยืนยันว่าเป็นด้ายชนิดเดียวกันแล้วจึงชี้ไปที่สองจุดที่ยังซ่อมไม่เสร็จ
“คุณชายอวี๋ สองจุดนี้พอดีอยู่บนลายเป็ดยวนหยางคู่นี้ เกรงว่าเป็ดยวนหยางคู่นี้คงซ่อมให้เหมือนเดิมไม่ได้แล้ว!”
อวี๋ชิงเห็นถึงความเสียหายนี้เช่นกัน รอยขีดขวนที่น่าขยะแขยงสองรอยบนเป็ดยวนหยางคู่นั้น เขาลูบไล้เป็ดยวนหยางคู่นั้นอยู่นาน ความเศร้าโศกในดวงตาของเขาทำให้สวี่ซิ่วอิงรู้สึกสะเทือนใจ
คุณชายอวี๋คงรักคนรักของเขามากเป็นแน่ “แม่นางสวี่ ซ่อมได้เท่าไหร่ก็ซ่อมไป หากซ่อมไม่ได้...ข้าก็ไม่โทษเจ้าหรอก”
อวี๋ชิงพูดจบก็นั่งลงข้างๆ
สวี่ซิ่วอิงลูบรอยขาดทั้งสองแห่งแล้วนั่งลงเริ่มลงเข็มซ่อมแซม รอยขาดทั้งสองแห่งนี้จริงๆแล้วไม่ใหญ่นัก ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามก็สามารถจัดการได้
ปัญหาหลักคือตำแหน่งของรอยขาดอยู่พอดีบนตัวเป็ดยวนหยางทั้งสองตัว ทำให้การซ่อมแซมยากขึ้น
เถ้าแก่หลายเห็นว่าสวี่ซิ่วอิงนั่งเริ่มลงมือทำงานแล้ว เขาไม่อยากอยู่รบกวน จึงเปิดประตูหน้าต่างทั้งหมดแล้วเดินออกไป พวกเขาชายหญิงอยู่ด้วยกันสองต่อสอง หากปิดประตูหน้าต่างสนิท เกิดใครเข้าใจผิดขึ้นมาจะทำอย่างไร
อีกด้านหนึ่งฉินเหล่าซานและสือไห่ถังเพิ่งมาถึงหน้าภัตตาคารว่านฝู ก็ถูกหลี่เฟยที่รออยู่นานเข้ามาต้อนรับอย่างกะตือรือร้น
“พี่ฉินสาม พี่สะใภ้สาม ข้ารอพวกท่านมานานแล้ว เชิญเข้ามาด้านในเถอะ”
ฉินเหล่าซานขนกระต่ายเหล่านั้นลงมา แล้วกระโดดขึ้นรถม้าอีกครั้ง “คุณชายหลี่ ข้าต้องรีบไปเปิดร้าน ขอตัวก่อนนะ รอตกเย็นข้าจะมารับภรรยาของข้า!”
“ได้ พี่ฉินสามเดินทางปลอดภัยนะ!”
หลี่เฟยยิ้มจนแก้มปริ รีบขนย้ายกระต่ายไปที่ครัวด้านหลังทันที
ภายในครัว พ่อครัวใหญ่ของภัตตาคารว่านฝูรออยู่ที่นั่นนานแล้ว พวกเขาทั้งหมดถูกเรียกมาเพื่อเรียนรู้วิธีการผัดเนื้อกระต่ายเผ็ด
พูดตามตรงพ่อครัวทุกคนต่างมีสไตล์การทำอาหารและจานเด็ดของตัวเอง และไม่ค่อยมีใครย่อมเรียนรู้ฝีมือของคนอื่น สุดท้ายแล้วมันก็เป็นฝีมือที่ใช้หาเลี้ยงปากท้อง และพวกเขาไม่ชอบลักขโมยวิชาคนอื่น
แต่รสชาติของเนื้อกระต่ายเผ็ดเมื่อวานนี้ทำให้พวกเขาประหลาดใจจริงๆ แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ลิ้มลองด้วยตัวเอง แต่กลิ่นที่ลอยอยู่ในอากาศก็ทำให้พวกเขารู้ว่าอาหารจานนี้ต้องอร่อยแน่นอน
“อย่ายืนเหม่ออยู่เลย ฆ่ากระต่ายและทำความสะอาดให้เรียบร้อยก่อน”
หลี่เฟยเรียกพ่อครัวใหญ่เหล่านั้นมาช่วยจัดการกระต่าย โดยที่เขาเองก็ลงมือเหมือนกัน
ส่วนสือไห่ถังอยู่อีกด้านหนึ่ง กำลังนำเครื่องเทศทั้งหมดลงแช่ในน้ำ ไม่นานนัก กระต่ายที่นำมาก็ถูกทำความสะอาดหมดแล้ว และถูกหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ
สือไห่ถังให้พวกเขายืนดูอยู่ข้างๆ ส่วนนางลงมือทำเนื้อกระต่ายเผ็ดด้วยตัวเอง
อันดับแรกนำเนื้อกระต่ายที่เตรียมไว้มาลวกน้ำร้อนหนึ่งครั้ง แล้วตักขึ้นมาล้างด้วยน้ำเย็นให้สะอาดนางนำเนื้อกระต่ายที่ล้างสะอาดลงไปผัดในหม้อที่น้ำมันกำลังเดือด แล้วผัดด้วยไฟแรงเป็นเวลาครึ่งถ้วยชา
ต่อมาใส่เครื่องเทศที่แช่น้ำไว้ลงไปผัดสักครู่ แล้วเติมน้ำลงไปเล็กน้อย พร้อมบอกให้คุณชายหลี่นำเหล้าออกมาหนึ่งขวด แล้วเทลงไปเล็กน้อย หลังจากปิดฝาทิ้งไว้สองเค่อ แล้วเร่งไฟให้น้ำงวด เพียงแค่นี้เนื้อกระต่ายรสเผ็ดก็เสร็จสมบูรณ์
พวกพ่อครัวใหญ่ที่ยืนดูอยู่ข้างๆ ต่างอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ
ดวงตาของพวกเขาเรียนรู้แล้ว มือก็เรียนรู้แล้ว แต่สมองยังไม่ทันได้เรียนรู้
เพียงไม่กี่ขั้นตอนง่ายๆเท่านั้น เนื้อกระต่ายก็พร้อมกินแล้ว
“มาเถิด คุณชายหลี่ ลองชิมดูว่ารสชาติเป็นอย่างไร”
หลี่เฟยเริ่มน้ำลายสอตั้งแต่ได้กลิ่นหอมโชยออกมาว่า ตอนนี้อาหารพร้อมแล้วก็รีบคีบเข้าปากหนึ่งชิ้นอย่างร้อนใจ
รสชาติเผ็ดชา เผ็ดร้อน หอมกรุ่น
“ใช่ๆๆ รสชาตินี้แหละ รสชาตินี้เลย!”
บรรดาพ่อครัวใหญ่จากภัตตาคารว่านฝูแต่เดิมเพียงแค่มองจานเนื้อกระต่ายสีแดงสดนั้น แม้พวกเขาอยากจะลิ้มลอง แต่ก็ไม่กล้า เมื่อเห็นเจ้านายหนุ่มกินอย่างเอร็ดอร่อย พวกเขาก็อดใจไม่ไหว ยื่นตะเกียบคีบชิ้นหนึ่งเข้าปาก
ผลลัพธ์คือพวกเขาก็ไม่สามารถหยุดตะเกียบของตนได้เช่นกัน
บทที่ 245: ข้าดูเหมือนจะเคยเห็นเจ้าที่ไหนมาก่อน
หลี่เฟยและพวกเขากำลังกินเนื้อกระต่ายเผ็ดที่สือไห่ถังทำในครัวอย่างเอร็ดอร่อย ถึงขนาดเทเหล้าที่เพิ่งหิ้วเข้ามาดื่มสลับกับเนื้อกระต่าย
แต่พวกเขาหารู้เลยว่าด้านนอกกำลังวุ่นวายแค่ไหน
บรรดาลูกค้าประจำได้กลิ่นหอมก็พากันยกโขยกเข้ามา บางคนถึงกับถือถุงหอยทากเผ็ดที่ซื้อมาจากร้านของฉินเหล่าซานมาด้วย
“เสี่ยวเอ้อร์ เอาเนื้อกระต่ายผัดเผ็ดที่กินเมื่อวานมาสองจาน แล้วก็เหล้าอย่างดีอีกสองไห!”
“เถ้าแก่ เนื้อกระต่ายผัดเผ็ดล่ะ ท่านไม่ได้บอกว่าวันนี้จะมีหรือ”
….........…
“ท่านลูกค้าทั้งหลาย ตอนนี้ภัตตาคารของพวกเรายังไม่มีเนื้อกระต่ายผัดเผ็ด ท่านลองดูอาหารจานอื่นก่อนได้ไหมขอรับ”
“คุณชายเฉิน ภัตตาคารของพวกข้าตอนนี้ไม่มีอาจารจานนี้จริงๆขอรับ”
เสี่ยวเอ้อร์ที่รับหน้าที่ต้อนรับลูกค้าตอนนี้แทบจะร้องไห้อยู่ร่อมร่อ
เขาเป็นแค่ลูกจ้างภายในร้านเท่านั้น เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าเนื้อกระต่ายผัดเผ็ดจะมีเมื่อไหร่
เสี่ยวเอ้อร์ที่ฉลาดหลักแหลมได้วิ่งไปหาหลี่เฟยที่ครัวหลังแล้ว แต่เมื่อเขาเห็นว่าเจ้านายหนุ่มและพ่อครัวใหญ่กำลังกินของอร่อยอยู่ในครัวหลัง เขาก็แทบจะพับแขนเสื้อขึ้นแล้วตำหนิออกมา
แต่เมื่อคิดได้ว่าอีกฝ่ายเป็นเจ้านายก็รีบห้ามตัวเองเอาไว้
อย่าโกรธ อย่าโกรธ อย่าหุนหันพลันแล่น
การหางานนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย!
“คุณชาย ท่านรีบออกไปดูข้างนอกหน่อยเถิด ข้างนอกวุ่นวายกันไปหมดแล้ว”
เสี่ยวเอ้อร์คนนั้นตะโกนด้วยน้ำเสียงที่แทบจะร้องไห้ออกมาอยู่แล้ว
หลี่เฟยนึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานนี้ลูกค้าประจำกลุ่มนั้นกำลังจับตาดูเนื้อกระต่ายผัดเผ็ดจานนี้อยู่ ตอนนี้พวกเขาไม่เห็นอาหารถูกนำออกมาขาย ก็คงเตรียมก่อเรื่องวุ่นวายแล้วสินะ และตอนนี้เขาไม่สามารถออกไปได้เด็ดขาด
ถ้าเขาออกไปต้องโดนตีแน่!
“พี่สะใภ้สาม ท่านช่วยผัดเนื้อกระต่ายเผ็ดนี้ให้ข้าได้หรือไม่”
“แน่นอนว่าข้าจะไม่ให้ท่านทำงานเปล่า ข้าจะให้ค่าจ้างท่านสองตำลึง ท่านคิดว่าอย่างไร”
หลี่เฟยพูดจบก็มองสือไห่ถังด้วยความกังวลเล็กน้อย
เรื่องง่ายแค่นี้สือไห่ถังย่อมไม่ปฏิเสธแน่นอน อีกอย่างก็ไม่ได้มีกระต่ายมากมายอะไร อย่างไรเสียวันนี้นางก็มาเพื่อสอนคนอยู่แล้ว
“พวกเจ้าเตรียมกระทะ แล้วทำตามขั้นตอนของข้า ข้าจะสอนทีละขั้นตอนและจะสอนแค่วันนี้วันเดียว พรุ่งนี้ข้าจะไม่มาแล้วนะ”
พ่อครัวใหญ่หลายคนรีบหาที่ของตัวเองทันที หลังจากล้างกระทะสะอาดแล้วก็จ้องมองสือไห่ถังพร้อมกัน เพราะกลัวว่าจะผิดพลาดไปแม้แต่ขั้นตอนเดียว
แบบนี้สือไห่ถังทำหนึ่งขั้นตอน พวกเขาก็ทำตามหนึ่งขั้นตอน ไม่นานก็ทำกระต่ายทั้งตะกร้าที่นำมาเสร็จหมดแล้ว
ตอนนี้สถานการณ์ข้างนอกไม่วุ่นวายแล้ว
“พี่สะใภ้สาม นี่คือเงินสองตำลึงเป็นค่าแรงของเจ้าวันนี้”
หลี่เฟยหยิบถุงเงินอีกใบออกมายื่นให้สือไห่ถัง “อันนี้เป็นเงินค่ากระต่ายกับค่าเครื่องเทศ!”
สือไห่ถังรับถุงเงินที่หลี่เฟยยื่นมาแล้วเปิดดู เมื่อเห็นแท่งเงินข้างในก็ตกใจในทันที
“คุณชายหลี่ เงินนี่มากเกินไปแล้ว ท่านไม่ต้องให้ข้ามากขนาดนี้หรอก ความจริงแค่แท่งเดียวก็พอแล้ว”
สือไห่ถังหยิบแท่งเงินออกมาหนึ่งแท่งแล้วคืนถุงเงินให้หลี่เฟย ตอนที่ออกมาวันนี้ เล่อเหนียงก็บอกแล้วว่ากระต่ายพวกนี้รวมกับเครื่องเทศคิดเขาห้าตำลึงก็พอแล้ว
หลี่เฟยไม่ยอมรับเงิน “พี่สะใภ้สามเก็บไว้เถิด อาหารจานนี้คุ้มค่ากับราคานี้แล้ว!”
เมื่อเห็นว่าหลี่เฟยยืนกรานไม่ยอมรับ สือไห่ถังจึงจำต้องยอมแพ้
หลี่เฟยรู้ว่าวันนี้ได้ทำให้สือไห่ถังเสียเวลามากแล้วจึงไม่กักตัวสือไห่ถังไว้อีก เขาเรียกลูกจ้างสองคนบอกให้ไปส่งสือไห่ถังที่ร้าน
….......…
สวี่ซิ่วอิงซึ่งทำงานของตนเสร็จแล้ว และตอนนี้กำลังตรวจสอบเป็นครั้งสุดท้าย
“คุณชายอวี๋ ด้วยความสามารถอันจำกัดของข้า ข้าทำได้เพียงเท่านี้ ท่านลองดูสิว่าพอใจหรือไม่”
อวี๋ชิงลูบเป็ดยวนหยางบนชุดแต่งงาน แม้ว่าจะไม่สามารถทำให้กลับมาเหมือนเดิมได้ แต่หากมองผ่านก็จะไม่เห็นว่าเป็ดยวนหยางคู่นี้ผ่านการซ่อมแซมมา
จากตรงนี้จะเห็นได้ว่าฝีมือการปักของสวี่ซิ่วอิงนั้นยอดเยี่ยมเพียงใด
“แม่นางสวี่ ช่วงนี้ท่านลำบากมากแล้ว” อวี๋ชิงหยิบตั๋วเงินหลายใบส่งให้นาง
สวี่ซิ่วอิงรับตั๋วเงินมานับดูก็พบว่ามีถึงแปดใบ แต่ละใบมูลค่าหนึ่งร้อยตำลึง นางตกใจมากจึงรีบคืนตั๋วเงินกลับไป
“คุณชายอวี๋ นี่มันมากเกินไปแล้ว…”
“แม่นางสวี่ เก็บไว้เถิด สำหรับข้าแล้ว ฝีมือของแม่นางสวี่คุ้มค่ากับราคานี้”
อวี๋ชิงใช้มือลูบชุดแต่งงานเบาๆ พลางเอ่ยเสียงราบเรียบ
“มันคือความทรงจำสุดท้ายที่นางทิ้งไว้ให้ข้า” สวี่ซิ่วอิงไม่พูดอะไรอีก เดินออกไปแบ่งตั๋วเงินในมือให้เถ้าแก่หลายครึ่งหนึ่ง
เถ้าแก่หลายรับตั๋วเงินไปเพียงใบเดียว “แม่นางสวี่ ข้าขอรับเพียงใบเดียวก็พอแล้ว ที่เหลือเก็บไว้ให้ลูกของท่านเรียนหนังสือเถิด”
“ข้าได้ยินมาว่าลูกของท่านทุกคนกำลังเรียนอยู่ที่สำนักศึกษาเติงเคอแต่ละเดือนค่าเล่าเรียนก็ไม่ใช่น้อยๆ”
สวี่ซิ่วอิงไม่ได้เกรงใจและเก็บตั๋วเงินคืนมาทันที
เถ้าแก่หลายพูดไม่ผิด ตอนนี้ครอบครัวของพวกเขาต้องการเงินจริงๆ
“บ้านของแม่นางสวี่มีเด็กกำลังเรียนอยู่ที่สำนักศึกษาเติงเคอหรือ”
อวี้ชิงเพิ่งเดินออกมาก็ได้ยินคำพูดของเถ้าแก่หลายจึงเอ่ยปากด้วยความสงสัย
ในความทรงจำของเขา แม่งนางสวี่และครอบครัวของนางแต่งตัวธรรมดาเหมือนชาวบ้านทั่วไป ดูไม่เหมือนคนที่จะส่งลูกไปเรียนที่สำนักศึกษาได้
ยังไม่ทันที่สวี่ซิ่วอิงจะพูด เถ้าแก่หลายก็รีบพูดแทรกขึ้นมา
“บ้านของแม่นางสวี่ไม่ได้มีแค่ลูกคนเดียวที่เรียนหนังสือนะ บ้านของพวกเขาพวกเขาส่งเด็กถึงสามคนเรียนที่สำนักศึกษาเติงเคอ”
“เช่นนี้เองหรือ”
ตอนนี้อวี้ชิงยิ่งสงสัยมากขึ้น ปกติแล้วครอบครัวทั่วไปส่งลูกไปเรียนหนังสือแค่คนเดียวก็ลำบากแล้ว แต่ครอบครัวของพวกเขากลับส่งลูกไปเรียนได้ถึงสามคน “ข้าเห็นว่าแม่นางสวี่ดูคุ้นตาอยู่บ้าง แม่นางสวี่เป็นคนที่ใดหรือ”
“ครอบครัวข้าเพิ่งย้ายมากจากชายเดือนเมื่อสองปีก่อน หนีร้อนมาพึ่งเย็นที่นี่”
“แม่สวี่ดูคล้ายพี่สาวคนหนึ่งของข้าในวัยเยาว์มาก ตอนแรกที่เห็นเจ้า ข้าคิดว่าได้พบคนรู้จักเสียอีก”
พอได้ยินว่าสวี่ซิ่วอิงเป็นอพยพมาจากชายแดน น้ำเสียงก็แฝงความผิดหวังเล็กน้อย
“แล้วคุณชายอวี๋ล่ะเจ้าคะ”
อวี๋ชิงยิ้มเล็กน้อย “ข้าเป็นคนจิ่นโจว”
สวี่ซิ่วอิงหลบเลี่ยงสายตาก่อนเอ่ยปากอย่างไม่แน่ใจ “ตระกูลอวี๋แห่งจิ่นโจวหรือ”
อวี๋ชิงมองนางอย่างประหลาดใจ “แม่นางสวี่เคยไปจิ่นโจวหรือ”
สวี่ซิ่วอิงมองเขาด้วยสายตาสับสนและพยักหน้า หากแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ตอนนั้นฉินเหล่าซานขับรถม้ามาถึง สวี่ซิ่วอิงกล่าวลาเขาและเถ้าแก่หลายอย่างสุภาพแล้วจากไป
เถ้าแก่หลายรีบตัดผ้าสองผืนให้สวี่ซิ่วอิง “แม่นางสวี่ สิ่งนี้เป็นผ้าที่ปักพลาด เอากลับไปตัดเสื้อผ้าให้เจ้าเด็กตัวอ้วนคนนั้นสักตัวสองตัวสิ”
สวี่ซิ่วอิงมองผ้าสองผืนนั้น บางส่วนมีรอยขาดจริงๆ นางไม่ได้พูดอะไรและยอมรับมันมา
อวี๋ชิงมองร่างของสวี่ซิ่วอิง ความรู้สึกคุ้นเคยในใจของเขายิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
เขาหันไปถามเถ้าแก่หลายเกี่ยวกับสถานการณ์ของสวี่ซิ่วอิง แต่เถ้าแก่หลายก็รู้เรื่องราวของครอบครัวพวกเขาไม่มากนัก เพียงแต่บอกทุกสิ่งที่เขารู้ให้อวี๋ชิงฟัง
เรื่องเหล่านี้แม้เถ้าแก่หลายจะไม่พูด เขาก็สามารถสืบถามได้ง่ายๆอยู่แล้วจึงถือโอกาสซื้อน้ำใจจากเขาไว้
อวี๋ชิงฟังสิ่งที่เถ้าแก่หลายพูดจบ แต่ไม่พบข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากคำพูดนั้น จึงเตรียมเอ่ยขอตัวลา หากแต่คำพูดของเถ้าแก่หลายทำให้เท้าของเขาต้องหยุดนิ่งอยู่กับที่
บทที่ 246: มีหนอนขึ้นถือว่าเป็นเรื่องดี
“แม่นางสวี่มีลูกชายฝาแฝดที่มีหน้าตาคล้ายคลึงกับคุณชายอวี๋อยู่คู่หนึ่ง”
อวี๋ชิงชะงักฝีเท้าและเอ่ยด้วยความไม่อยากเชื่อ “คล้ายกับข้าหรือ”
เถ้าแก่หลายมองพินิจอวี๋ชิงแล้วกล่าว “มีส่วนคล้ายคลึงอยู่บ้าง แต่ในใต้หล้านี้ก็มีคนหน้าตาคล้ายกันอยู่มาก แม่นางสวี่กับคุณชายอวี๋นี่ช่างมีวาสนาต่อกันจริงๆ”
อวี๋ชิงสบตากับเถ้าแก่หลายอย่างประหลาดใจ แล้วกล่าวลาก่อนจากไป
อีกด้านหนึ่ง สวี่ซิ่วอิงกลับถึงบ้านก็มอบตั๋วเงินเจ็ดร้อยต้าให้แก่แม่เฒ่าฉิน
แม่เฒ่าฉินตกใจกับตั๋วเงินจำนวนมากนี้ จึงรีบถามว่า “ทำไมถึงได้มากขนาดนี้”
“คุณชายอวี๋มอบให้เจ้าค่ะ ตอนนั้นข้าก็ปฏิเสธแล้ว แต่เขาก็ยังคงยืนกรานจะให้”
แม่เฒ่าฉินดึงตั๋วเงินออกมาสองใบแล้วยื่นให้นาง “เจ้าเก็บเงินสองร้อยตำลึงนี้ไว้เองเถอะ ถือว่าเป็นเงินส่วนตัว”
สวี่ซิ่วอิงปฏิเสธ "ท่านแม่ ข้าไม่เอาหรอก เงินที่หามาได้ควรเป็นของส่วนรวม ไม่ควรทำผิดกฎนี้”
แม่เฒ่าฉินยัดตั๋วเงินใส่มือนาง “รับไปเถอะ มันเป็นค่าตอบแทนความเหนื่อยของเจ้า”
สวี่ซิ่วอิงไม่มีทางเลือกจึงจำต้องรับไว้
วันนี้พวกเขามีรายรับก้อนใหญ่ แม่เฒ่าฉินอารมณ์ดีเป็นพิเศษ จึงสั่งให้หลิวซิ่วเถาไปจับไก่มาตุ๋น ส่วนสือไห่ถังนำเครื่องในหมูสองชุดและขาหมูที่ซื้อมาเมื่อวานใส่ลงในหม้อเพื่อตุ๋น
อากาศตอนนี้ทำให้พวกเขาไม่ต้องกังวลว่าเนื้อจะเสียอีกต่อไป
ขณะเดียวฉินเฉิงอันก็เดินเข้าบ้านมาด้วยสีหน้าเป็นกังวล เขามองไปทางแม่เฒ่าฉินหลายครั้งราวกับอยากจะพูดอะไรบางอย่าง
เรื่องนี้ทำให้แม่เฒ่าฉินสับสน นางจึงถามออกไปตรงๆว่า “เฉิงอัน เจ้ามีอะไรจะบอกข้าหรือ”
ฉินเฉิงอันเห็นว่าเล่อเหนียงไม่ได้อยู่ที่นี่จึงลดเสียงลงพูดว่า
“ท่านป้า ข้าเพิ่งไปดูบนเขามา ต้นกระบองเพชรที่เล่อเหนียงให้พวกเรานำไปปลูกนั้น มีหนอนขึ้น”
“หา!?”
เรื่องนี้ทำให้แม่เฒ่าฉินตกอกตกใจรีบคว้าตัวฉินเฉิงอันถาไว้แล้วถามว่าเกิดอะไรขึ้น
“ท่านป้า แค่พูดสองสามประโยคคงอธิบายได้ไม่ชัดเจน แต่บนต้นกระบอกงเพชรฃมีสีขาวขึ้น ดูคล้ายหนอนเป็นอย่างมาก”
“งั้นไปกันเถอะ ตอนนี้ฟ้ายังสว่างอยู่ ขึ้นไปดูบนเขากัน”
แม่เฒ่าฉินตอนออกจากบ้านก็เรียกเฉินฮั่นหลินที่กำลังเหม่อลอยอยู่ในลานบ้านไปด้วย แต่พอพวกเขาเพิ่งออกจากประตูบ้าน ก็เจอกับฉินเหล่าซื่อที่พาเล่อเหนียงไปเที่ยวเข้าพอดี
แม่เฒ่าฉิน “...”
“ท่านย่า!”
ฉินเยาเยาเห็นย่าแล้วดีใจมาก นางดีดตัวออกจากอ้อมกอดของฉินเหล่าซื่อ สองเท้าเล็กๆวิ่งไปหาแม่เฒ่าฉินอย่างรวดเร็ว
“ท่านย่า ท่านมีเรื่องไม่สบายใจหรือ” ฉินเยาเยามองออกทันทีว่าย่าของนางมีเรื่องกังวลใจ
แม่เฒ่าฉินชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยปาก “หลานรัก ข้ามีเรื่องจะบอกเจ้า เจ้าต้องเตรียมใจไว้ให้ดี”
ฉินเยาเยาเอียงหัวเล็กน้อย “หืม เรื่องอะไรหรือ”
“ก็กระบองเพชรของเจ้าที่ปลูกไว้ก่อนหน้านี้น่ะ วันนี้เฉินอันพบว่าเหมือนจะมีหนอนขึ้น”
ฉินเยาเยาได้ยินดังนั้นดวงตาก็เป็นประกายวาบขึ้นมาทันที “ไปดูกันเถอะ!”
แม่เฒ่าฉินนำขบวนขึ้นเขาอย่างเอิกเกริก
พวกเขามาถึงที่แปลกกระบองเพชร พอมองออกไปก็เห็นกระบองเพชรที่ยังไม่โตเต็มที่ มีคราบสีขาวๆเกราะอยู่เต็มไปหมด หากมองดูใกล้ๆจะเห็นไข่แมลงกำลังขยับขยุกขยิก
แม่เฒ่าฉินเห็นแบบนี้ก็เริ่มกังวลใจ มีหนอนขึ้นแบบนี้จะเลี้ยงรอดหรือ ส่วนเล่อเหนียงนั้นเห็นเช่นนี้แล้วก็ดีใจจนกระโดดโลดเต้น
สิ่งสีขาวที่อยู่ด้านบนนั้นก็คือตัวครั่ง หากแต่นางยังมีอยู่หนึ่งข้อสงสัย ถึงแม้ว่าตอนนี้อากาศจะไม่หนาวมากนัก แต่ทำไมถึงมีครั่งอยู่ที่นี่ได้
ครั่งไม่ใช่สัตว์ที่จะสามารถทนความร้อนได้
“หลานรัก เจ้าดูสิ สิ่งเหล่านี้มีหนอนขึ้นหมดแล้ว พวกจะทำอย่างไรดีเล่า”
“ท่านย่า ไม่เป็นไรหรอก มีหนอนก็ดีนะ”
แม่เฒ่าฉินรู้สึกอุ่นวาบไปทั้งหัวใจ นางรู้ว่าเล่อเหนียงพูดเช่นนี้เพื่อปลอบใจพวกเขา ทว่ายิ่งเล่อเหนียงพูดแบบนี้ นางก็ยิ่งรู้สึกเสียใจ
“ท่านย่า ช่วยข้าขูดหนอนพวกนี้ลงมาหน่อยได้หรือไม่”
คราวนี้ไม่เพียงแต่แม่เฒ่าฉินที่สงสัย แม้แต่พวกฉินเหล่าซื่อก็งุนงงไปหมด
“หลานรัก เจ้าจะเอาหนอนพวกนี้ไปทำอะไร เอาไปเลี้ยงไก่หรือ”
“ท่านพ่อ ช่วยข้าหน่อยนะ” เล่อเหนียงส่งเสียงออดอ้อน
ฉินเหล่าซื่อทนไม่ไหวกับการอ้อนของลูกสาว จึงรีบหาเครื่องมือที่ถนัดมือมาขูดแมลงสีขาวทั้งหมดออกจากต้นกระบองเพชร
แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆ ไม่เข้าใจว่าเล่อเหนียงต้องการสิ่งเหล่านี้ไปทำอะไร แต่พวกเขาก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ พวกเขาเหลาไม้แผ่นหนึ่งให้เล่อเหนียงใช้ขูดแมลง
เมื่อพวกเขากลับมา สือไห่ถังก็ทำอาหารเสร็จแล้ว
ลมพัดผ่านพากลิ่นเนื้อตุ๋นของตระกูลฉินลอยออกไป ทำให้คนอื่นๆในหมู่บ้านตระกูลฉินรู้สึกหิวจนท้องร้อง
“ท่านแม่ กลับมากันแล้วหรือเจ้าคะ ได้เวลากินข้าวแล้วเจ้าค่ะ”
แม่เฒ่าฉินวางของในมือลง แล้วอุ้มเล่อเหนียงไปล้างมือเพื่อมากินข้าว
ส่วนเสี่ยวซื่อ เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่ว และหงอวี่นั่งอยู่ที่โต๊ะพร้อมชามและตะเกียบ พวกเขาจ้องมองสือไห่ถังตาไม่กะพริบ
หงอวี่ช่วงนี้ก็เรียนหนังสือในสำนักศึกษาในหมู่บ้าน เขาบอกเลยว่ามันทรมานมากจริงๆ ความรู้ที่ฉินเหล่าเอ้อร์สอนให้เด็กๆในหมู่บ้าน เขาเคยเรียนมาหมดแล้ว
และเขาก็เข้าใจทั้งหมด!
แต่เขาก็ไม่ไปเรียนไม่ได้ ถ้าเขาไม่ไป เขาก็จะต้องโดนท่านย่าตีด้วยรองเท้า
แรงของท่านย่าไม่เบาเลยทีเดียว
สือไห่ถังเพิ่งแบ่งอาหารสำหรับบ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อเสร็จ กำลังจะยกไปส่งพ่อเฒ่าจ้าวและคนอื่นก็เดินตามกินมาแล้ว
นอกจากนี้ยังมีหัวหน้าหมู่บ้านอีกด้วย แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเมาสุราจนทำเรื่องน่าอับอายไปบ้าง แต่ศักดิ์ศรีหรือจะสู้เนื้อตุ๋นได้หรือ
เมื่อทุกคนมาพร้อมกันแล้ว อาหารก็ถูกยกขึ้นโต๊ะ
วันนี้ครอบครัวของเรามีรายได้มาก ดังนั้นอาหารค่ำของตระกูลชินคืนนี้จึงอุดมสมบูรณ์ขึ้นเล็กน้อย
ต้มไก่หนึ่งตัว ผัดเป็ดอีกหนึ่งตัว เนื้อตุ๋นหนึ่งหม้อ และยังไส้ใหญ่หมูด้วยผัดเครื่องเทศอีกหนึ่งจาน
แน่นอนว่าอาหารประจำวันอย่างไข่ตุ๋นก็ขาดไม่ได้ เพราะเป็นอาหารพิเศษของเล่อเหนียง แต่คืนนี้บนโต๊ะอาหารกลับมีไข่เพิ่มขึ้นอีกสิบกว่าฟอง
หลี่อันยังคงเหมือนเดิมเช่นปกติที่ไม่สนใจคนอื่น แต่พอถึงเวลากินข้าวก็สามารถมานั่งรอที่โต๊ะได้อย่างตรงเวลา
ครั้งนี้สือไห่ถังตุ๋นเนื้อ ย่อมหนีไม่พ้นจมูกของเขา
เนื้อยังไม่ทันขึ้นโต๊ะ เขาก็ดื่มเหล้าไปแล้วหนึ่งไห
“สะใภ้สาม เหตุใดสีหน้าเจ้าดูไม่ค่อยดีนัก” หลี่อันมองสีหน้าของสือไห่ถังแล้วกล่าว
สือไห่ถังยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “อาจเป็นเพราะช่วงนี้กิจการของเรารายได้ดี ช่วงนี้จึงเหนื่อยไปหน่อย”
นางคิดสักครู่แล้วพูดต่อว่า “แต่ข้าไม่รู้สึกว่าร่างกายไม่สบายแต่อย่างใด”
แม่เฒ่าฉินมองนางด้วยความกังวล “สะใภ้สาม เช่นนั้นพวกเราหยุดพักสักสองวันก่อนดีหรือไม่ ให้หมอหลี่จ่ายยาบำรุงสักหน่อย ดูสิ หน้าตาของเจ้าขาวซีดไปหมดแล้ว”
“ใช่แล้ว ภรรยา เมื่อวานข้าก็บอกแล้วว่าสีหน้าเจ้าดูไม่ค่อยดี ให้เจ้าพักผ่อน แต่เจ้าก็ไม่ยอม”
ฉินฟู่หลินก็พูดแทรกขึ้นมาว่า “สะใภ้สาม สีหน้าเจ้าดูไม่ค่อยดีจริงๆ พักสักสองวันก่อนเถอะ”
สือไห่ถังได้ยินพวกเขาเป็นห่วงตนเองก็ได้แต่ตอบรับว่า “เอาละ เอาละ ข้าเข้าใจแล้ว พรุ่งนี้ข้าจะไม่เปิดร้านก็แล้วกัน พอใจหรือไม่”
พูดจบนางก็ลุกขึ้นเดินไปที่ห้องครัว เตรียมจะหั่นเนื้อตุ๋นที่เหลือเป็นแล้วนำไปให้พวกท่านผู้เฒ่าเหล่านี้ดื่มเหล้า
แต่ผลคือพอลุกขึ้นยืน ตาก็พลันมืดมัวและหมดสติไป
บทที่ 247: เหนื่อยแล้วก็พักผ่อนให้ดี
“ภรรยา!”
“ท่านแม่!”
“สะใภ้สาม!”
การที่สือไห่ถังเป็นลมล้มพับไปนั้น ทำให้คนในตระกูลฉินตกใจกันใหญ่ พวกเขารีบอุ้มนางกลับห้องอย่างทุลักทุเล
ส่วนหลี่อันก็ค่อยๆกินเนื้อตุ๋นจานนั้นจนหมดอย่างเชื่องช้า เพราะเขาเห็นสีหน้าของสะใภ้สาม คาดว่าอีกสามเดือนข้างหน้า เขาคงไม่ได้กินเนื้อตุ๋นแน่
“หมอหลี่อัน ท่านอย่างเพิ่งกินได้หรือไม่ รีบเข้าไปดูสะใภ้สามหน่อยเถอะ”
หลี่อันดื่มสุราในถ้วยจนหมดแล้วลุกขึ้นพูดว่า “เก็บเนื้อตุ๋นไว้ให้ข้าอีกจานด้วยนะ!”
“หมอหลี่ ภรรยาของข้าเป็นอะไรไป” ฉินเหล่าซานถามอย่างร้อนใจ เมื่อเห็นหลี่อันไม่พูดอะไรเสียนาน คนอื่นต่างก็มองด้วยสีหน้าด้วยความกังวลเช่นกัน
หลี่อันเหลือบตาขึ้นมองพวกเขาแวบหนึ่ง “ไม่มีอะไรมาก อีกเก้าเดือนก็หายเองตามธรรมชาติ”
“เก้าเดือน”
“หมอหลี่อ่า สรุปแล้วท่านแม่ป่วยเป็นโรคอะไรกันแน่ เหตุใดจึงต้องรอถึงเก้าเดือน ทำไมไม่จ่ายยารักษาเสียตอนนี้เล่า”
หลี่อันหัวเราะคิกคักสองที แต่ยังไม่ยอมตอบคำถามของเขา
สมาชิกในตระกูลฉินต่างมีสีหน้าร้อนใจ แต่ฉินเยาเยากลับดูสงบนิ่งมากถึงขนาดกลอกตาใส่หลี่อันเสียอีก
เก้าเดือนแล้วจะหายเองงั้นหรือ
นั่นมันมุกสมัยใหม่ไม่ใช่หรือ
“ท่านปู่หลี่ ท่านร้ายกาจเหลือเกิน ระวังป้าสะใภ้จะไม่ทำเนื้อตุ๋นให้ท่านกินนะ”
ฉินเยาเยาพูดเสียงออดอ้อนควบคุมหลี่อันเสร็จแล้วก็หันไปพูดกับท่านย่า
“ท่านย่า ในท้องมีเด็ก”
“เด็กคนนี้พูดจาเหลวไหลอะไร ท้องของข้าจะมีเด็กได้อย่างไรกัน” แม่เฒ่าฉินพูดอย่างหงุดหงิด
“เป็นป้าสะใภ้สามต่างหาก!”
แม่เฒ่าฉิน “หา”
ฉินเหล่าซาน “อะไรนะ”
พวกคนตระกูลฉินต่างงงงวย “หา...”
“โอ๊ะ”
สมาชิกตระกูลฉินหันมามองหน้ากัน จ้องมองไปนอกห้อง “พวกเจ้าร้องอะไรกัน”
ฉินฟู่หลินเกาหัวแกรกๆ “ก็ข้าเห็นพวกเจ้าต่างก็ร้องกัน ข้าก็เลยร้องตามไปด้วย”
“หมอหลี่อัน ภรรยาของข้าท้องจริงๆหรือ” ฉินเหล่าซานถามอย่างตื่นเต้น
หลี่อันพยักหน้า “ท้องจริงๆ แต่ดูเหมือนว่าสุภาพของนางดูไม่ค่อยดีนัก เกรงว่าต้องนอนพักผ่อนให้เพียงพอ”
พอฉินเหล่าซานได้ยินว่าภรรยาของเขาตั้งครรภ์ก็ร้องลั่นแล้วกระโดดพรวดพราดออกไปนอกประตู คุกเข่าลงต่อหน้าฟ้าดิน
“ฟ้าดินเป็นพยาน ข้าฉินไห่ชิวขอแลกอายุสิบปีของข้าเพื่อให้ได้ลูกสาวสักคนเถิด!”
แม่เฒ่าฉินที่อยู่ในห้องพอได้ยินฉินเหล่าซานพูดแบบนั้นก็ถอดรองเท้าวิ่งออกไปข้างนอกทันที ตรงเข้าไปตีฉินเหล่าซานอย่างรุนแรง
“เจ้าลูกเวร เจ้าพูดอะไรเหลวไหลอย่างนั้น!”
แม่เฒ่าฉินด่าไปตีไป “เจ้าคิดว่าเจ้าจะมีชีวิตอยู่ได้นานหรือ ยังจะเอาอายุสิบปีไปแลกลูกสาวอีก ลูกชายแล้วอย่างไร ลูกชายไม่ดีตรงไหน ตระกูลของเราจะมีเรื่องให้ความสำคัญกับลูกสาวมากกว่าลูกชายแบบนี้ได้หรือ” ฉินเหล่าซานไม่โกรธที่ถูกตี เขาได้ขอพรต่อสวรรค์แล้ว สวรรค์จะเห็นใจหรือไม่ก็ให้เป็นพรของสวรรค์
อีกอย่างเขามีลูกชายแล้ว จะเอาลูกชายไปทำอะไรอีก เขาอยากได้ลูกสาวมากกว่า
ลูกสาวตัวน้อยๆแบบเล่อเหนียงไม่ดีหรือ
“พี่สาม พี่สะใภ้สามตื่นแล้ว!”
ฉินเหล่าซานได้ยินว่าภรรยาตื่นแล้วก็รีบวิ่งกลับเข้าไปในห้องทันที
“ภรรยา เจ้ารู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือไม่”
สือไห่ถังส่ายหน้าะลางมองหน้าแม่เฒ่าฉินและคนอื่นที่กำลังยิ้มอย่างงุนงง พวกเขากำลังยิ้มอะไรกัน
“ภรรยา เจ้าท้องแล้ว พวกเราจะมีลูกสาว!”
“หา...”
สือไห่ถังสงสัยว่าตนเองได้ยินผิดไป นางจะตั้งครรภ์ได้อย่างไร?
“หมอหลี่ เป็นความจริงหรือ” หลี่อันพยักหน้า “จริงสิ! แต่เด็กในครรภ์ยังไม่แข็งแรง เจ้าต้องนอนพักผ่อน มิฉะนั้นอาจจะแท้งได้”
สือไห่ถังถามอย่างร้อนใจ “แต่ว่าตอนข้าคลอดลิ่งเหวิน ร่างกายได้รับความเสียหายหนัก ท่านพ่อถึงกับบอกว่าข้าจะไม่มีลูกได้อีกแล้วนี่เจ้าคะ”
แม่เฒ่าฉินนึกขึ้นได้จึงพูดแทรกขึ้นมาว่า “ตอนที่สะใภ้สามคลอดลิ่งเหวินนั้น มีเลือดออกมาก ไม่ว่าจะเป็นสามีข้าหรือหมอคนอื่นๆ ต่างก็บอกว่าสะใภ้สามจะไม่มีทางมีลูกได้อีกแล้ว”
หลังจากความตื่นเต้นผ่านไป ทุกคนในตระกูลฉินก็สงบลง หากเป็นคนอื่นจะต้องตั้งครรภ์ก็ไม่เป็นไร แต่ตอนสะใภ้สามคลอดลิ่งเหวินนั้นมีเลือดออกมากจริงๆ
อีกทั้งตอนนั้นเพื่อรักษาชีวิตสะใภ้สามเอาไว้ ท่านพ่อและหมอตำแยใช้เข็มเจาะมดลูกสะใภ้สาม ตามหลักแล้วเมื่อไม่มีมดลูกก็ไม่น่าจะตั้งครรภ์ได้
หลี่อันได้ยินดังนั้นก็มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมา เขาจับชีพจรของสือไห่ถังอีกครั้ง แต่ผลที่ได้ก็ยังเหมือนเดิม
“หากเป็นอย่างที่พวกเจ้าว่า สะใภ้สามไม่มีมดลูกก็ไม่น่าจะท้องได้ แต่จากการตรวจชีพจรแล้ว สะใภ้สามก็ท้องจริงๆ”
เล่อเหนียงเห็นท่านย่าและคนอื่นๆ มีสีหน้าเคร่งเครียด จึงเข้าไปใช้มือน้อยๆ จับชีพจรของสือไห่ถัง
ชีพจรเต้นแรง ไหลเวียนคล่อง ใต้นิ้วรู้สึกกลมมนราวกับลูกปัดกลิ้งบนถาด ลักษณะชีพจรของคนตั้งครรภ์
“ท่านย่า ป้าสะใภ้สามคนท้องแล้ว ไม่ผิดแน่นอนเจ้าค่ะ”
“แต่ว่า ป้าสะใภ้สามของเจ้า…”
แม่เฒ่าฉินพูดยังไม่ทันจบก็ถูกเล่อเหนียงขัดจังหวะ
“ท่านย่า วางใจได้!” เมื่อได้ยินคำพูดของเล่อเหนียง สมาชิกตระกูลฉินก็รู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก
คำพูดของหลี่อันทำให้พวกเขาตกใจ แต่คำพูดของเล่อเหนียงกลับทำให้พวกเขาสบายใจ ความสามารถของเล่อเหนียงเป็นที่ประจักษ์แก่ทุกคนในครอบครัว หากนางบอกว่ามีข่าวดีก็ต้องเป็นเช่นนั้นแน่นอน
แต่ขณะที่ตระกูลฉินกำลังยินดีปรีดา หัวใจของนางกลับค่อยๆจมดิ่งลงสู่ก้นเหว
สมัยโบราณการวินิจฉัยการตั้งครรภ์ในระยะแรกทำได้เพียงการจับชีพจรเท่านั้น แต่พวกเขาไม่รู้ว่าร่างกายของมนุษย์นั้นมหัศจรรย์เพียงใด ตัวอ่อนไม่จำเป็นต้องฝังตัวในมดลูกเท่านั้น แต่สามารถเจริญเติบโตในที่อื่นได้ด้วย
เช่นท่อนำไข่ ช่องท้อง แม้แต่รังไข่ก็สามารถฝังตัวได้
ชาติก่อนการตั้งครรภ์นอกมดลูกเป็นเรื่องที่พบได้บ่อย และการวินิจฉัยว่าเป็นการตั้งครรภ์นอกมดลูกหรือไม่จำเป็นนั้นต้องใช้เครื่องมือสมัยใหม่เท่านั้น
แต่หากเกิดขึ้นในยุคโบราณที่เทคโนโลยียังไม่ก้าวหน้าเช่นนี้ หากเป็นการตั้งครรภ์นอกมดลูกก็มีทางเดียวคือตายเท่านั้น
นางจำได้ว่าในพื้นที่มิติเล็กๆของนางไม่มีเครื่องมือตรวจทารกในครรภ์ วันหน้าต้องไปค้นดูให้แน่ใจเสียหน่อยแล้ว
อย่างไรก็ตามต้องคิดในแง่ดีไว้ก่อน เพราะการแพทย์ในสมัยโบราณมีข้อจำกัด บางทีการฝังเข็มที่ท่านปู่ที่ไม่เคยพบหน้าให้แก่ป้าสะใภ้สามนั้น อาจไม่ใช่มดลูกของนาง แต่เป็นอวัยวะอื่นก็ได้
ไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็กระจายไปทั่วทั้งหมู่บ้านตระกูลฉินแล้ว
บรรดาสตรีที่สนิทสนมต่างพากันถือไข่มาเยี่ยมนาง
ผู้อาวุโสสามถึงกับจับแม่ไก่มาด้วย
ฉินเหล่าซานเห็นไก่ในมือของผู้อาวุโสสามก็รีบเข้าไปพูดว่า “ผู้อาวุโสสาม พวกข้ารับไก่ตัวนี้ไว้ไม่ได้หรอก ท่านเก็บเอาไว้ให้ออกไข่เถิด”
ผู้อาวุโสสามตีไม้เท้าลงบนขาของเขาทันที “ไก่ของข้าไม่ได้ให้เจ้า แต่ให้ภรรยาเจ้ากิน เจ้าหลีกไปให้พ้นหน้าข้า!”
ฉินเหล่าซานลูบขาที่ถูกตี และได้แต่ถอยไปอยู่ด้านข้าง
เมื่อมีแขกมาเยือน น้ำชาและขนมย่อมขาดไม่ได้ สวี่ซิ่วอิงกับหลิวซิ่วเถาคนหนึ่งยกน้ำชา อีกคนไปหยิบขนมจากห้องเก็บของมาต้อนรับพวกเขา
ชาวบ้านต่างกินข้าวมาแล้ว แต่พอเห็นขนมที่บ้านตระกูลฉินนำออกมาก็อดใจไม่ไหว
พวกเขาหยิบให้หลานที่ตามมาคนละชิ้น แล้วตัวเองก็หยิบอีกชิ้น ทั้งกินทั้งคุยกับแม่เฒ่าฉินอย่างเพลิดเพลิน
บทที่ 248: เด็กอ้วกลุกขึ้นมารับเงินได้แล้ว!
“ท่านแม่ ไห่ถังมีเรื่องน่ายินดีแล้ว งั้นเราปิดร้านค้าสักพักก่อนดีหรือไม่”
แม่เฒ่าฉินขมวดคิ้วแน่น “นั้นก็เป็นปัญหาเช่นกัน แต่เราเพิ่งเปิดร้านก็ไม่อาจปิดร้านได้”
“ท่านย่า เราจ้างคนได้!”
เล่อเหนียงพูดเสียงเล็กเสียงน้อย “จ้างคนมาเปิดร้าน เงินเงิน!”
แม่เฒ่าฉินและฉินเหล่าซานสบตากัน “จ้างคนหรือ”
“ใช่ใช่ ให้ป้าสะใภ้สามคอยสอน แล้วให้เงินพวกเขา”
“ร่วมหุ้นก็ได้นะ!”
“ร่วมหุ้นหรือ”
ตอนนี้แม่เฒ่าฉินและคนอื่นงงยิ่งกว่าเดิม พวกเขาเข้าใจเรื่องจ้างคนมาทำงานแล้วจ่ายค่าจ้าง แต่ประโยคหลังนั้นพวกเขาไม่เข้าใจความหมาย
“หลานรัก เจ้าว่าร่วมหุ้นคืออะไร”
“เอ่อ…” เล่อเหนียงพูดตะกุกตะกัน เป็นความผิดของนางที่พูดไม่คิด ลืมไปเลยว่าตอนนี้นางอยู่ยุคโบราณ คำว่าร่วมหุ้นนั้นใหม่เกินไปสำหรับพวกเขา “อ่า… ให้พวกเขาเอาเงินมาให้พวกเรา แล้วพวกเราก็แบ่งเงินที่หาได้ในแต่ละเดือนให้เขาตามสัดส่วนที่เขากำหนด”
ตอนนี้แม่เฒ่าฉินยิ่งงงกว่าเดิม “จะให้พวกเขาเอาเงินมาให้เราเป็นไปได้อย่างไร”
คำพูดของพวกเขาดึงดูดความสนใจของคนอื่นมากขึ้นเรื่อยๆ
“ก็...เอ่อ เช่นนั้นแล้วก็ช่างเถอะ ท่านย่าจ้างเงินก็พอ”
เล่อเหนียงคิดอยู่นานก็ไม่รู้จะอธิบายเรื่องการลงทุนให้พวกเขาฟังอย่างไรดี ทั้งๆที่ในหัวของนางรู้ความหมายของการลงทุนดี แต่ปากกลับพูดออกมาไม่ได้
สมองคิดไม่ตรงกัน…
“การจ้างคนก็เป็นปัญหาอีกอย่าง ไม่รู้ว่าควรจ่ายค่าแรงเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม”
“เหล่าซาน หยุดทำขนมหวานสักวันก่อนเถอะ ในครัวยังมีหอยทากอยู่บ้าง พรุ่งนี้ทำหอยทากขายก่อน แล้วค่อยติดประกาศว่าร้านหยุดหนึ่งวัน”
ฉินเหล่าซานรับคำแล้วรีบเข้าไปยุ่งกับงานภายในครัว
โชคดีที่หอยทากที่เหลือก็ไม่ได้มีมากนัก เขาเพียงคนเดียวก็จัดการได้แล้ว
หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จ เล่อเหนียงก็ลากหงอวี่ที่กำลังจะกลับห้องไปที่ห้องของท่านย่า
หงอวี่ที่สีหน้างุนงงและกำลังจะเอ่ยปากถามว่าเล่อเหนียงจะทำอะไร แต่ภายในพริบตาฉากตรงหน้าก็เปลี่ยนไป
บนหัวของข้าก็มีกระต่ายตัวหนึ่งยืนอยู่
“น้องสาว นี่มัน…”
“พี่เจ็ด ช่วยข้าหาของสักอย่างเถอะ”
เล่อเหนียงจูงหงอวี่มาที่โกดังเก็บของอีกครั้ง
“เล่อเหนียง เจ้าต้องการหาอะไรหรือ”
เล่อเหนียงนึกถึงลักษณะของเครื่องอัลตราซาวด์แล้วใช้มือทำท่าประกอบ “ของสิ่งนั้นทำจากเหล็ก เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม”
หงอวี่ตอบรับหนึ่งเสียง แล้วเริ่มค้นหาสิ่งที่เป็นสี่เหลี่ยมตามที่เล่อเหนียงบอกในโกดัง ขณะเดียวกันก็สังเกตสิ่งของแปลกๆในโกดังของเล่อเหนียงอย่างใกล้ชิด
สิ่งของเหล่านี้บางอย่างทำจากเหล็ก แต่บางอย่างก็ไม่รู้ว่าทำจากวัสดุอะไร อย่างไรก็ตามของบางอย่างก็ดูแปลกตาเสียเหลือเกนิ
พวกเขาค้นหาในโกดังเป็นเวลาครึ่งวันแต่ก็ไม่พบเครื่องอัลตราซาวด์ ตอนนี้เล่อเหนียงรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านเมื่อ เห็นกองเศษโลหะพวกนี้ก็โมโหจนทนไม่ไหว ของที่ใช้ประโยชน์ได้ไม่มีสักชิ้น แต่กลับเต็มไปด้วยของไร้ประโยชน์ ต่อให้เอาไปขายเป็นเศษเหล็กก็ไม่มีใครเอา
เล่อเหนียงค้นหาไปรอบหนึ่งแต่ก็ไม่พบจึงจูงหงอวี่ออกจากโกดังเก็บของ
เมื่อมาถึงบริเวณแปลงผัก พริกแดงที่ปลูกไว้ก่อนหน้าก็ออกผลพร้อมเก็บเกี่ยว เล่อเหนียงโบกมือเก็บทั้งหมดเขาโกดังเก็บของ
กระต่ายของนางมีมากเกินไปแล้ว ไม่รู้ว่าหลี่เฟยจะมาซื้อกระต่ายมาเมื่อไหร่
โสมในพื้นที่เพาะปลูกก็โตขึ้นอีกรอบแล้ว เล่อเหนียงวิ่งไปถอนโสมที่มีลักษณะดีมากต้นหนึ่ง เก็บไว้ให้สือไห่ถังบำรุงร่างกาย
ส่วนหงอวี่มองเล่อเหนียงด้วยสีหน้างงงวยที่เห็นนางโบกมือเดียวก็เก็บผักใส่โกดังเก็บของได้ แสดงว่าที่เขาขนองุ่นไปทีละรอบก่อนหน้านี้ก็เปล่าประโยชน์สินะ
“น้องสาว เจ้ามีพลังวิเศษแกร่งกล้าถึงเพียงนี้ แล้วทำไมก่อนหน้านี้ถึงให้ข้าขนองุ่นทีละครั้งล่ะ” หงอวี่มองเล่อเหนียงด้วยสีหน้าน้อยใจ
ฉินเยาเยารู้สึกใจหายวาบ แย่แล้ว นางลืมเรื่องที่แกล้งพี่เจ็ดคราวก่อนไปเสียสนิท
โอ้ กระต่ายตัวนี้อ้วนจังเลย!
เล่อเหนียงเบี่ยงประเด็นทันที จากนั้นก็ฉวยโอกาสตอนที่เขาไม่ทันระวังจูงเขาออกจากพื้นที่มิติ
แม่เฒ่าฉินที่มองอยู่นานแล้วเห็นสองหลานรักกลับมา ก็ตักน้ำหนึ่งอ่างมาเช็ดมือและเท้าให้พวกเขาโดยไม่สงสัยเลยว่าสองหลานรักนี้ไปไหนมา ทั้งมือทั้งหน้าเต็มไปด้วยฝุ่นผง นางเช็ดเท้าให้พวกเขาแล้วนำน้ำไปเททิ้ง กลับเข้ามาเล่อเหนียงก็นอนคว่ำหลับตาเตียงไปแล้ว
ส่วนหงอวี่ที่นอนอยู่ข้างๆก็เคลิ้มกำลังจะหลับ
“ท่านย่า ราตรีสวัสดิ์”
หงอวี่กล่าวบอกราตรีสวัสดิ์ท่านย่าแล้วก็จมลงสู่ห้วงนิทรา
แม่เฒ่าฉินดับไฟแล้วเข้านอน หากแต่กลับนอนไม่หลับทั้งคืน
…….......
วันรุ่งขึ้นแต่เช้าตรู่ ฟ้ายังไม่สางก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นหน้าประตูลาน
“ใครกันมาตั้งแต่เช้าตรู่”
ฉินเหล่าซานสะลึมสะลือ เดินไปเปิดประตู
เมื่อคืนเขาตื่นเต้นเกินไป เพิ่งจะได้นอนไปไม่กี่ชั่วยามเท่านั้น
“ใครกัน ไม่เห็นหรือว่าฟ้ายังไม่สาง”
ฉินเหล่าซานเปิดประตูอย่างโกรธจัด ตายังไม่ลืมเลยก็เอ่ยปากด่าออกมาทันที
“พี่สาม…”
หลี่เฟยมองฉินเหล่าซานด้วยสีหน้าประหลาดใจ ราวกับเห็นราชสีห์ที่ถูกยั่วยุให้โกรธ
ไม่แปลกที่เขาจะรู้สึกประหลาดใจ เพราะปกติแล้วฉินเหล่าซานมักจะยิ้มแย้มให้ผู้คนเสมอ ไม่เคยเห็นเขาโมโหมาก่อน การเห็นเขาโกรธขึ้นมาทันทีเช่นนี้จึงรู้สึกไม่คุ้นชินเอาเสียเลย
ฉินเหล่าซานได้ยินเสียงแล้วก็กลับมามีสิต “คุณชายหลี่ เหตุใดท่านถึงมาเช้ากว่านี้”
หลี่เฟยเกาศีรษะแล้วพูดอย่างเกรงใจ “พี่สามฉิน รบกวนท่านแล้ว ข้าจะมาซื้อกระต่าย”
“งั้นเชิญท่านเข้ามานั่งก่อน ข้าจะไปเรียกท่านแม่!”
ฉินเหล่าซานเชิญเขาเข้ามานั่งในบ้าน แล้ววิ่งไปเคาะประตูห้องแม่เฒ่าฉิน
แม่เฒ่าฉินตื่นเพราะเสียงเคาะประตูตั้งแต่แรกแล้ว พอได้ยินว่าหลี่เฟยมาซื้อกระต่ายก็รีบปลุกเล่อเหนียงทันที
“ลูกรัก ตื่นเร็วเข้า มีคนเอาเงินมาให้แล้ว”
“อืม เงินอะไรหรือ” เล่อเหนียงขยี้ตาลุกขึ้นนั่ง
“หลานรัก พี่หลี่เฟยของเจ้ามาซื้อกระต่ายแล้ว”
เมื่อได้ยินว่าหลี่เฟยมาซื้อกระต่าย เล่อเหนียงก็ร้อง ‘อ้อ’ แล้วโบกมือไปมาทั้งที่ยังหลับตาอยู่
ทันใดนั้นกระต่ายจำนวนมากก็ปรากฏขึ้นบนพื้น นางโบกมืออีกครั้งนำถุงพริกและเครื่องเทศอื่นๆออกมาจากพื้นที่มิติ หลังจากทำทุกอย่างเสร็จสิ้น เล่อเหนียงก็หลับตาทิ้งตัวนอนบนเตียงเตาแล้วหลับต่อ
แม่เฒ่าฉินมองหลานสาวที่หลับไปอีกครั้ง นางจัดผ้าห่มให้หลานสาวให้อีกครั้ง แล้วเรียกฉินเหล่าซานให้เข้ามาจับกระต่าย
หลังจากฉินเหล่าซานขนกระต่ายไปที่ลานบ้านแล้ว เขาก็ไปที่ครัวเพื่อผัดหอยทากหินที่เตรียมไว้แล้วออกมาที่ลานบ้าน
“คุณชาบ ข้าขอรบกวนท่านช่วยขายหอยทากหินพวกนี้แทนข้าหน่อยได้หรือไม่ แล้วช่วยไปติดประกาศที่ร้านของข้าว่า มีธุระต้องหยุดพักสองวัน”
“อ้าว พี่สามมีเรื่องอะไรหรือ”
ฉินเหล่าซานเกาหัวแล้วหัวเราะเบาๆสองที “ภรรยาของข้าตั้งครรภ์ ข้าต้องอยู่บ้านดูแลนาง”
“จริงหรือ ยินดีด้วยนะพี่สาม” หลี่เฟยก็ดีใจแทนฉินเหล่าซาน
“พี่สาม คิดราคากระต่ายพวกนี้ให้ข้าที ข้าต้องรีบกลับแล้ว ถ้ากลับช้าพ่อของข้าต้องถลกหนังข้าเป็นแน่”
กระต่ายพวกนี้เป็นของที่เล่อเหนียงเนรมิตขึ้นมา ฉินเหล่าซานก็ไม่รู้ว่าจะขายราคาเท่าไหร่ จึงพูดว่า “กระต่ายพวกนี้เป็นของที่เล่อเหนียงเลี้ยงไว้ คุณชายคิดราคาเองเถอะ”
บทที่ 249: จะถูกซ้อม!
หลี่เฟยนึกถึงภาพของเด็กน้อยตัวอ้วนกลมคนนั้นก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
“ยี่สิบตำลึงเงินได้หรือไม่”
ตรงนี้มีกระต่ายทั้งหมดสามสิบตัว ราคาเกือบหนึ่งตำลึงเงินต่อตัว แต่หลี่เฟยก็ยินดีที่จะจ่ายราคาเท่านี้ให้กับเล่อเหนียง ใครบ้างเล่าจะไม่ชอบเด็กหญิงตัวอ้วนกลมคนนั้น
“ได้”
หลี่เฟยชี้ไปที่กองเครื่องเทศข้างๆ “แล้วอันนี้ราคาเท่าไหร่”
ฉินเหล่าซานยิ่งไม่รู้ราคาของกองเครื่องเทศนั้น เมื่อเห็นว่าเล่อเหนียงหลับไปอีกแล้วจึงกล่าวว่า
“งั้นเอาอย่างนี้แล้วกัน ท่านเอาเครื่องเทศพวกนี้กลับไปก่อน แล้วค่อยมาจ่ายเงินพร้อมกันคราวหน้า”
หลี่เฟยพยักหน้าเงินก้อนละสิบตำลึงออกมาสองก้อน “นี่คือเงินยี่สิบตำลึง ข้าขอตัวก่อนนะ”
ฉินเหล่าซานรับเงินไว้แล้วช่วยขนกระต่ายขึ้นรถม้า ก่อนจะมองดูรถม้าของเขาหายลับไปจากสายตา เมื่อปิดประตูก็อ้าปากหาว แล้วกลับเข้าห้องไปกอดภรรยาต่อ
เล่อเหนียงหลับต่ออย่างหวานชื่นอีกครู่หนึ่ง หลังจากตื่นและกินอาหารเช้าเสร็จ สิ่งแรกที่นางทำคือไปดูครั่งของนาง ครั่งที่เก็บมาต้องตากให้แห้งสนิท ก่อนจะนำมาบดให้เป็นผง
การทำชาดทาปากจากครั่งนั้นยังต้องใช้สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ขี้ผึ้ง
“ท่านปู่จ้าว เล่อเหนียงอยากกินน้ำผึ้ง”
หลังจากที่เล่อเหนียงให้ผู้เป็นย่าย้ายครั่งออกไปตากแดดข้างนอกแล้ว นางก็วิ่งด้วยไปยังเหล่าหลายเล่อเพื่อไปหาพ่อเฒ่าจ้าว
“โอ้โฮ เจ้าก้อนแป้งอยากกินน้ำผึ้งหรือ แต่ตอนนี้อากาศหนาวแล้ว หาน้ำผึ้งไม่ง่ายเลยนะ!”
เล่อเหนียงดึงเสื้อของพ่อเฒ่าจ้าวพลางออดอ้อน “ท่านปู่ไปเถอะนะ ไปเถอะนะ เล่อเหนียงอยากกินน้ำผึ้งจริงๆนะเจ้าคะ”
พ่อเฒ่าจ้าวทนการออดอ้อนของเล่อเหนียงไม่ไหว พูดให้ถูกก็คือในหมู่บ้านตระกูลฉินทั้งหมดไม่มีใครทนการออดอ้อนของเล่อเหนียงได้
พ่อเฒ่าจ้าวจึงต้องอุ้มเล่อเหนียงกลับไปบอกแม่เฒ่าฉินที่บ้านตระกูลฉิน “แม่เฒ่าฉิน ข้าจะพาเล่อเหนียงออกไปเดินเล่นสักหน่อยนะ”
“ระวังกันด้วยละ!” แม่เฒ่าฉินส่งเสียงตอบรับออกมาจากในครัว
สือไห่ถังตั้งครรภ์อีกครั้งหลังจากผ่านไปสิบปี แต่การตั้งครรภ์ครั้งนี้ไม่ค่อยดีนัก แม่เฒ่าฉินจึงสั่งห้ามนางลงจากเตียง การกินดื่มและขับถ่ายทั้งหมดต้องให้ฉินเหล่าซานคอยดูแล
เล่อเหนียงมองท่านย่าต้มยาให้ภรรยาป้าสะใภ้สาม จู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานนางเก็บโสมมาหนึ่งรากแต่ยังไม่ได้ให้ท่านย่า
ดังนั้นนางจึงดิ้นลงจากอ้อมกอดและวิ่งเข้าไปในครัว พลางยื่นโสมที่มีขนาดเท่าข้อมือเด็กให้แม่เฒ่าฉิน
“เอาไว้ต้มยาให้ป้าสะใภ้สามนะเจ้าคะ!”
แม่เฒ่าฉินมองโสมที่มีขนาดเท่าแขนเด็กด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบบอกให้เล่อเหนียงเก็บกลับไป ทว่าเล่อเหนียงส่ายหน้าปฏิเสธ
“ให้ป้าสะใภ้สามกินเถิด!”
แม่เฒ่าฉินเดิมทีตั้งใจจะปฏิเสธ แต่ครั้นนึกถึงสะใภ้สามขึ้นมา ใบหน้าซีดเซียวนั้นทำให้จิตใต้สำนึกบอกว่าให้นางรับโสมมาหั่นเป็นชิ้นใส่ลงในหม้อยา
เล่อเหนียงเห็นท่านย่ารับโสมไว้จึงหันไปหยิบตะกร้าใบเล็กของนาง แล้วจูงมือพ่อเฒ่าจ้าวขึ้นเขา
ระหว่างทางพวกเขาพบกับหัวหน้าหมู่บ้านและพ่อเฒ่าเฉิน เมื่อพวกเขาได้ยินว่าเล่อเหนียงอยากกินน้ำผึ้งก็วางงานในมือลงแล้วตามไปหาน้ำผึ้งด้วยกัน
ตอนนี้อากาศเริ่มหนาวเย็นแล้ว ผึ้งป่าส่วนใหญ่เข้าสู่การจำศีล พวกเขาเดินวนหาทั่วภูเขาในหมู่บ้านตระกูลฉิน แต่ก็ไม่เห็นผึ้งป่าสักตัว
ทันใดนั้นฉินฟู่หลินก็นึกขึ้นได้ว่าที่หุบเขาในหมู่บ้านต้าไฮว่มีผึ้งป่าอยู่รังหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่าตอนนี้ยังอยู่หรือไม่
“ท่านปู่ ไปกันเถอะ!” เล่อเหนียงได้ยินว่าที่ภูเขาในหมู่บ้านต้าไฮว่มีผึ้งป่า จึงรีบเร่งให้ฉินฟู่หลินให้นำทางไป
“เล่อเหนียงเอ๋ย ข้าบังเอิญเห็นผึ้งป่ารังนั้นเมื่อปีที่แล้ว มันดุร้ายมาก!”
“แต่ปีนี้ข้าไม่เห็นพวกมันแล้ว ไม่รู้ว่ายังอยู่หรือไม่!”
“ต้องไป!” เล่อเหนียงยืนกรานจะไป ฉินฟู่หลินก็ไม่มีทางเลือก และนำทางไปทันที
พวกเขาเดินไปประมาณสองเค่อก็มาถึงหุบเขาที่ถูกปิดกั้นไว้
ฝูงผึ้งป่านั้นอาศัยอยู่ในรังแคบๆ จากช่องนั้นยังเห็นผึ้งอาศัยกันเบียดเสียดอยู่ข้างในได้ และรังผึ้งนั้นก็เต็มไปด้วยน้ำผึ้งหวาดหอม
“โอ้โฮ พวกผึ้งป่าเหล่านี้รักมั่นคงจริงๆ ผ่านไปตั้งหนึ่งปีแล้ว ยังไม่ย้ายรังเลย”
“หัวหน้าหมู่บ้าน เจ้าอุ้มเล่อเหนียงออกห่างจากข้าหน่อย ข้าจะเริ่มรมควันไล่ผึ้งแล้ว”
ฉินฟู่หลินรีบอุ้มเล่อเหนียงเดินออกไปไกลๆ แล้วถอดเสื้อคลุมของตนออกมาคลุมร่างเล่อเหนียงไว้
นางเป็นสมบัติล้ำค่าของหมู่บ้านตระกูลฉินของพวกเรา หากนางถูกผึ้งป่าต่อยแม้เพียงครั้งเดียว เกรงว่ากลับไปเขาต้องโดนชาวบ้านรุมสกรัมแน่
พ่อเฒ่าจ้าวหยิบใบไม้มามัดรวมกัน จากนั้นใช้ตะบันไฟจุดใบไม้นั้นให้ลุกไหม้ แล้วเพิ่มหญ้าสดอีกกำหนึ่งลงไป รอจนกระทั่งไฟดังจนเหลือเพียงควันหน้าทึบ จากนั้นพ่อเฒ่าจ้าวกับพ่อเฒ่าเฉินก็ถือคบเพลิงเริ่มรมควันไล่ผึ้ง
พ่อเฒ่าจ้าวกับพ่อเฒ่าเฉินแบ่งงานกันทำ พ่อเฒ่าจ้าวรับผิดชอบเก็บรังผึ้ง ส่วนพ่อเฒ่าเฉินรับหน้าที่ถือคบเพลิงรมควันไล่ผึ้ง
ดังที่ฉินฟู่หลินกล่าวไว้ ฝูงผึ้งป่านี้ดุร้ายนัก แม้พ่อเฒ่าจ้าวจะใช้คบเพลิงรมควันอยู่ พวกมันก็ยังไม่สนใจว่าตัวเองจะถูกรมตาย ยังคงบินเข้ามาต่อยเขาสองสามที แต่ท้ายที่สุดผึ้งป่าก็ไม่อาจต้านทานมนุษย์ได้ พ่อเฒ่าจ้าวใช้เคียวตัดรวงผึ้งที่เต็มไปด้วยน้ำผึ้งลงมาอย่างรวดเร็ว
"เล่อเหนียง ดูสิ ปู่เก็บน้ำผึ้งมาให้เจ้าแล้วนะ"
พ่อเฒ่าจ้าวยิ้มแฉ่งโชว์ฟันขาว ชูรังผึ้งขึ้นอวดเล่อเหนียง
หากสามารถมองข้ามดวงตาทั้งสองข้างของพ่อเฒ่าจ้าวที่บวมเป่งเท่าลูกเหอเถาได้น่ะนะ
“ขอบคุณท่านปู่เจ้าค่ะ!” เล่อเหนียงตะโกนเสียงดังลั่น “ไปกันเถอะ กลับบ้านไปกินน้ำผึ้งกัน”
พ่อเฒ่าจ้าวโยนรังผึ้งให้ฉินฟู่หลิน ส่วนตัวเองอุ้มเล่อเหนียงกลับบ้านไป
“ดีเลย กลับบ้านไปกินน้ำผึ้งกัน!”
อีกด้านหนึ่งในอำเภอ หลี่เฟยเพิ่งขับรถม้ามาถึงร้านหวานละมุนก็ถูกกลุ่มคนห้อมล้อมเอาไว้
กลุ่มคนเหล่านั้นแต่เดิมคิดว่าฉินเหล่าซานมาแล้ว แต่ผลปรากฏว่าคนที่ลงมาคือเถ้าแก่ภัตตาคารว่านฝู หลี่เฟย
ใบหน้าของพวกเขาฉาบไปด้วยความผิดหวังในทันที ป่านนี้แล้ว เถ้าแก่ฉินยังไม่เปิดร้านอีกหรือ
“คุณชายหลี่ ท่านก็มาซื้อหอยทากเผ็ดด้วยหรือ” ชายวัยกลางคนถาม
หลี่เฟยส่ายหัว “ข้ามาช่วยฉินเหล่าซานขายน่ะ”
พูดจบเขากับผู้ติดตามก็ยกตะกร้าหอยทากผัดเผ็ดที่ทำเสร็จแล้วลงจากรถ
“พ่อแม่พี่น้องทั้งหลาย ฉินเหล่าซานมีธุระที่บ้าน ต้องหยุดร้านสักสองสามวัน วันนี้ข้ามาช่วยเขาขายหอยทากผัดเผ็ด ใครอยากได้ก็รีบมาต่อแถวเถอะ หลังจากวันนี้ไปอยากกินอีกทีต้องรออีกหลายวันนะ”
หลี่เฟยเอ่ยแค่สองสามประโยคก็ทำให้บรรดาลูกค้าพากันควักเงินกันเตรียมพร้อม
“พ่อเฒ่าเฉิน ต้องการสามชั่งใช่หรือไม่”
“มาๆๆ รับไปเถิด”
“ลุงหลี่ ก็ต้องการห้าชั่งใช่หรือไม่”
“ทางนี้จ่ายเงินด้วยนะ”
“เหลือห้าชั่งสุดท้าย ห้าชั่งสุดท้ายแล้ว!”
ไม่นานนักหลี่เฟยก็ขายหอยทากเผ็ดทั้งตะกร้าใหญ่หมด หลังจากส่งลูกค้าคนสุดท้ายไป หลี่เฟยและผู้ติดตามสองคนทรุดตัวลงกับพื้น พลางถอนหายใจเฮือกใหญ่
พวกเขาไม่คิดว่าจอมตะกละพวกนี้จะดุเดือดถึงเพียงนี้!
ดุเดือดยิ่งกว่าลูกค้าประจำของโรงเหล้าของเขาเสียอีก
สั่งกันสาม ชั่งห้า ชั่งสิบชั่ง ไม่แปลกเลยที่หอยทากเผ็ดของพี่สามฉิน หากไปช้าหน่อยก็จะไม่ได้กินแล้ว สั่งกันดุเดือดขนาดนี้ มีมากแค่ไหนก็ไม่พอขาย
พูดตามตรงเขา
ธุรกิจนี้ทำเงินได้มากกว่าโรงเหล้าของพวกข้าเสียอีก
หลี่เฟยมองดูตะกร้าที่ว่างเปล่าแล้วถามผู้ติดตามอย่างเนิบนาบว่า “เจ้าคิดว่าหากข้าแย่งชิงธุรกิจหอยทากเผ็ดนี้มาเสียเอง จะเกิดอะไรขึ้น”
“ท่านจะถูกซ้อม!” ผู้ติดตามตอบ
บทที่ 250: ครอบครัวนี้จะแตกสลายถ้าไม่มีนาง
หลี่เฟยนอนแผ่อยู่บนพื้นเพื่อพักผ่อนสักครู่ จากนั้นก็หยิบพู่กันและกระดาษมาเขียนประกาศตามคำสั่งของฉินเหล่าซาน แล้วจึงกลับไปยังภัตตาคารว่านฝู
อย่างไรก็ตาม ที่โรงเตี๊ยมยังมีกลุ่มลูกค้าประจำและท่านพ่อของเขารอเพื่อจะซ้อมเขาอยู่
ทันทีที่เท้าซ้ายของเขาเพิ่งก้าวเข้าภัตตาคารว่านฝู พอก้าวเท้าขวาเข้ามาก็มีถ้วยชาถูกโยนออกมาจากด้านใน หลี่เฟยก้มตัวหลบอย่างรวดเร็ว
แม้ว่าเขาจะหลบได้ แต่ผู้ติดตามด้านหลังกลับไม่โชคดีเช่นนั้น ถ้วยชานั้นกระแทกเข้าที่จมูกโดยตรง จนเลือดกำเดาไหลออกมา
“หลี่เฟย เจ้าลูกสารเลว ไปซื้อกระต่ายเหตุใดถึงเพิ่งกลับมาตอนนี้” หลี่หยางตะโกนด้วยความโกรธ
หลี่เฟยเชิดหน้า “เฮ้อ ท่านคิดว่าข้าอยากกลับมาช้าหรือ สภาพอากาศแบบนี้ พวกกระต่ายก็หดหัวอยู่ในรังหมด ข้าหาเจอก็ดีแค่ไหนแล้ว”
หลี่หยางพูดไม่ออก ตอนนี้การล่ากระต่ายนั้นยากจริงๆ แม้ว่าเขาจะยอมรับข้อแก้ตัวนี้ แต่เขาไม่มีทางแสดงออกมาแน่นอน อีกอย่าง เมื่อครู่เขาเกือบจะถูกกลุ่มลูกค้าประจำพวกนี้กดลงกับพื้นและทุบตี เขาก็ไม่อาจปล่อยไอ้ลูกชายคนนี้ไปได้ง่ายๆแน่
อย่างไรก็ตามเขาต้องรักษาศักดิ์ศรีของเขาเอาไว้ แม้แต่ลูกชายแท้ๆของตัวเองก็ไม่เว้น!
“เจ้าลูกกระต่าย เจ้าไม่สนใจกิจการของครอบครัวตัวเองเลยหรือ ถ้าไม่ใช่เพราะข้าตรากตรำสร้างร้านนี้มา เจ้าจะได้แต่งเมียสวยๆ มีอนุภรรยางามๆแล้วเลี้ยงลูกได้หรือ ถ้าไม่มีข้า เจ้าจะเอาชีวิตรอดอย่าง”
หลี่เฟยไม่ยอมแพ้ “อนุภรรยานั่นไม่ใช่ท่านที่ยัดเยียดให้ข้าเองหรอกหรือ ท่านคิดว่าข้าอยากแต่งงานหรือ ถ้าท่านทนไม่ได้ก็เอานางกลับไปสิ”
“เจ้าลูกเวร ถ้าวันนี้ข้าไม่ได้ตีเจ้าสักที ก็อย่ามาเรียกข้าว่าพ่อเลย”
กลุ่มลูกค้าประจำในห้องโถงมองพ่อลูกทะเลาะกันท่าทางเฉยเมย สองพ่อลูกนี้ทะเลาะกันใหญ่ทุกห้าวันจนพวกเขาชินไปหมดแล้ว
บางคนถึงกับลงมือขนตะกร้ากระต่ายไปที่ครัวหลัง ให้พ่อครัวใหญ่ทำกระต่ายเผ็ดให้พวกเขา
…......…
อีกด้านหนึ่งที่หมู่บ้านตระกูลฉิน แม่เฒ่าฉินนั่งอยู่ใต้ชายคาบ้าน กำลังเย็บเสื้อกันหนาวให้เล่อเหนียงพลางมองดูเล่อเหนียงจัดการกับพวกครั่ง
แมลงพวกนี้ตากแดดมาหนึ่งวันแล้ว ตอนนี้จึงแห้งแล้ว แต่เล่อเหนียงบอกว่ายังไม่แห้งพอ ต้องตากเพิ่มอีกหนึ่งวัน
แม่เฒ่าฉินถามอย่างสงสัย “หลานรัก เจ้าจะเอาแมลงพวกนี้ไปทำอะไรกันแน่”
“ทำชาดเจ้าค่ะ!”
“อ้อ”
แม่เฒ่าฉินได้ยินแล้วก็แค่ตอบรับเบาๆ
แม้ว่าความสามารถของเล่อเหนียงจะยอดเยี่ยม แต่นางก็ยังไม่เชื่อว่าจะเปลี่ยนแมลงพวกนี้เป็นชาดได้ “ท่านแม่ ไห่ถังบอกว่านางอยากลุกขึ้นมาทำขนม!” ฉินเหล่าซานเดินเข้ามาพูด
แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วสูง “นางบ้าหรืออย่างไร กำลังท้องกำลังไส้ก็ให้นอนอยู่บนเตียงเท่านั้น ครอบครัวเรายังไม่ถึงขั้นต้องให้หญิงท้องลุกขึ้นมาหาเงินเลี้ยงครอบครัวหรอกนะ!”
ฉินเหล่าซานก็ไม่เห็นด้วยที่จะให้สือไห่ถังจะลุกขึ้นมาทำงาน แต่ก็ทนต่อการอ้อนของภรรยาตัวเองไม่ไหวจึงต้องออกมาถามสักคำ
“ท่านแม่ แล้วร้านขนมจะทำอย่างไรขอรับ”
แม่เฒ่าฉินเกาศีรษะ “ถ้าอย่างนั้นก็ทำตามที่เล่อเหนียงบอก พวกเราจ้างคนมาทำขนมเถอะ”
“จ้างคนที่มีฝีมือดีหน่อย แล้วให้สะใภ้สามคอยสอน”
ฉินเหล่าซานคิดว่าวิธีพอใช้ได้ จึงออกไปหาฉินฟู่หลินเพื่อขอความช่วยเหลือ
ขณะเดียวกันหลิวซิ่วเถาก็พาลิ่งตงกลับมาจากข้างนอก นางได้ยินว่าแม่เฒ่าฉินกำลังเตรียมจ้างคนมาทำขนมหวาน ก็เกิดความรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย
ป้าสะใภ้ยอมเสียเงินจ้างคนมาทำขนม แต่ไม่ยอมสอนนางอย่างนั้นหรือ
เดิมทีนางตั้งใจจะพาลูกชายกลับเข้าห้องทันที แต่กลับถูกเล่อเหนียงเรียกไว้เสียก่อน
“อาสะใภ้!”
หลิวซิ่วเถาได้ยินเล่อเหนียงเรียกก็ได้แต่จูงลิ่งตงเดินเข้าไปหานาง แม้จะรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง แต่ก็รู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร บ้านหลังนี้นางไม่อาจละเลยเล่อเหนียงได้เด็ดขาด
ด้วยว่าความสามารถของเล่อเหนียงนั้นเป็นที่ประจักษ์
“เล่อเหนียง เป็นอะไรหรือ”
“ท่านอา พวกเรามาทำชาดกันเถอะ”
“หา....”
หลิวซิ่วเถาคิดว่าตนเองได้ยินผิดไป เล่อเหนียงเพิ่งพูดว่าจะทำชาดหรือ
นางกำลังล้อเล่นใช่หรือไม่
อันดับแรกชาดเป็นของหรูหรา คนธรรมดาอย่างพวกนางอยากจะย้อมสีริมฝีปากก็ต้องใช้กระดาษสีแดงมาย้อม ชาดนั้นมีแต่คนในตระกูลใหญ่เท่านั้นที่จะใช้ได้
“เล่อเหนียง ชาดนั้นมีแต่คุณหนูในตระกูลใหญ่เท่านั้นที่จะใช้ได้ อาไม่มีของมีค่าเช่นนั้นหรอกนะ!”
เล่อเหนียงตบอกตัวเอง “ข้าทำเป็นนะ พวกเรามาทำด้วยกันเถอะ”
“พอทำสำเร็จแล้ว ท่านอาก็เอาชาดพวกนี้ไปขาย ส่วนข้าก็รับหน้าที่นอนนับเงินดีไหมเจ้าคะ”
“ได้เลย เจ้ามาสอนข้าสิ!”
หลิวซิ่วเถาตอบรับทันที แล้วหยิบเก้าอี้เตี้ยตัวหนึ่งมานั่งลงตรงหน้านางเล่อเหนียงโบกมือหยิบครกกระเดื่องออกมาจากพื้นที่มิติ นางหยิบครั่งที่ตากแห้งแปดส่วนใส่ลงไปในครกกระเดื่องแล้วให้หลิวซิ่วเถาบดให้ละเอียด
“อาสะใภ้ ท่านบดสิ่งเหล่านี้ให้ละเอียดก่อน ข้าจะไปเอาของบางอย่างจากบ้านเหล่าหลายเล่อ”
“ได้ ไปเถอะ!” หลิวซิ่วเถาตอบรับ
เล่อเหนียงก้าวเท้าเดินไปยังบ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อที่อยู่ข้างๆ เมื่อเดินมาถึงประตูใหญ่ นางยังจงใจหันกลับไปมองหลิวซิ่วเถาอีกครั้ง
ความจริงแล้วครั่งเหล่านี้ยังตากไม่แห้งสนิท การบดให้เป็นผงจะไม่ได้ผลดีนัก
แต่เมื่อครู่ตอนที่หลิวซิ่วเถาเข้ามาได้ยินว่าท่านย่าจะจ้างคนมาทำขนม นางจึงมองเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายทั้งหมด อาสะใภ้ผู้นี้ของนางดีทุกอย่าง เพียงแต่ชอบคิดว่าตัวเองต่ำต้อยและยังชอบคิดมากอีกด้วย
ทว่าเมื่อก่อนยังดีกว่านี้ แต่หลังจากที่แผลเป็นบนใบหน้าของอาเฉินอันได้รับการรักษาจากหมอหลี่แล้ว นางก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่ากว่าเดิม
แม้ว่าทุกวันนางจะตักน้ำวิเศษหนึ่งถังจากพื้นที่มิติมาให้นางแช่เท้าเพื่อรักษาอาการที่ขาของขา แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ผลลัพธ์จึงไม่ค่อยดีนัก
หากนางไม่หาอะไรให้นางทำเพื่อให้นางเห็นคุณค่าของตัวเอง นางอาจจะจมอยู่กับความคิดลบๆเช่นนี้ตลอดไป เล่อเหนียงคิดแค่ว่าครอบครัวนี้จะแตกสลายหากไม่มีนาง
“ท่านปู้จ้าว ข้าอยากได้รังผึ้งเจ้าค่ะ”
“ข้าจะไปเอามาให้เจ้าเดี๋ยวนี้!”
ท่านปู่หลี่อันรับคำแล้วเดินเข้าไปในครัวเพื่อไปหยิบรังผึ้งที่เก็บมาเมื่อวานให้นาง
น้ำผึ้งในรังผึ้งถูกพ่อเฒ่าหลี่อันเอาออกมาหมดแล้วเหลือแต่รังผึ้งที่ว่างเปล่า เดิมทีเขาตั้งใจจะทิ้งมันแต่เล่อเหนียงไม่ยอม และยืนกรานจะเก็บมันไว้
“เด็กดี เจ้าจะเอารังผึ้งที่ไม่มีประโยชน์พวกนี้ไปทำอะไรหรือ มันไม่หวานแล้วนะ”
เล่อเหนียงพูดด้วยน้ำเสียงเด็กๆว่า “มีประโยชน์สิเจ้าคะ!”
พูดจบนางก็ลากรังผึ้งก้อนนั้นกลับบ้านไป
พ่อเฒ่าหลี่เห็นจึงอันรีบยกรังผึ้งก้อนใหญ่นั้นขึ้นมา แล้วจูงมือเล่อเหนียงกลับบ้านตระกูลฉิน
“เอ๊ะ ภรรยาเฉิงอัน เจ้ากำลังบดอะไรอยู่หรือ”
ทันทีที่พ่อเฒ่าจ้าวก้าวเข้ามาในลานบ้าน ก็เห็นหลิวซิ่วเถากำลังบดบางสิ่งอยู่
เขาย่อตัวลงแล้วมองดูครกกับสากในมือของหลิวซิ่วเถาอย่างละเอียด ของด้านในมีสีแดง เขาไม่เคยเห็นสีที่สวยงามเช่นนี้มาก่อนเลย
“ท่านลุงนี่คือแมลงที่พวกเจ้าเก็บกลับมาจากบนเขาก่อนหน้านี้”
หื้ม
“เหตุใดจึงต้องบดแมลงพวกนั้นเล่า”
“เพื่อทำชาดน่ะสิ!”
จบตอน
Comments
Post a Comment