บทที่ 251: มีเพียงความรู้เท่านั้นที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตได้
“ทำชาดอะไรกัน” พ่อเฒ่าจ้าวถามด้วยความสงสัย
“โอ้ ท่านปู่จ้าว มันก็คือชาดที่ทาริมฝีปากนั่นแหละเจ้าค่ะ”
แน่นอนว่าพ่อเฒ่าจ้าวรู้ว่าชาดคืออะไร แต่เมื่อเขามองดูผงสีแดงละเอียดที่หลิวซิ่วเถาบดในครกแล้ว ก็ยังจินตนาการไม่ออกว่าได้ว่าผงสีแดงกองนี้จะเกี่ยวข้องกับชาดที่คนในตระกูลร่ำรวยใช้กันอย่างไร แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ได้ถามอะไรอีก
ถ้าถามต่อไปจะทำให้คนเองดูเหมือนไม่มีความรู้
“ท่านปู่จ้าว ช่วยข้าต้มรังผึ้งด้วยเจ้าค่ะ”
“ได้ๆๆ แต่เจ้าต้องบอกข้านะว่าต้องต้มอย่างไร”
เล่อเหนียงพาพ่อเฒ่าจ้าวเข้าไปในครัว จากนั้นวางรังผึ้งลงในหม้อดินเผา ก่อนจะขอให้เขาช่วยจุดไฟเพื่อต้มรังผึ้ง
“ท่านปู่จ้าว การต้มรังผึ้งก็เหมือนการเคี่ยวมันหมูเจ้าค่ะ ใส่น้ำนิดหน่อยก็พอแล้ว”
เมื่อเล่อเหนียงพูดเช่นนี้ พ่อเฒ่าจ้าวก็เข้าใจเข้าใจทันที
เล่อเหนียงเห็นว่าหลิวซิ่วเถาได้บดครั่งเหล่านี้จนเป็นผงละเอียดแล้ว จึงหยิบตะแกรงร่อนผงโดยเฉพาะออกมาจากพื้นที่มิติ แล้วให้หลิวซิ่วเถาร่อนผงที่บดไว้อีกครั้ง
แม้หลิวซิ่วเถาจะไม่รู้ว่าทำไมเล่อเหนียงถึงทำเช่นนี้ หากแต่ก็ยังทำตามพูดของนางอย่างเคร่ดครัดไม่นานนัก รังผึ้งที่พ่อเฒ่าจ้าวต้มก็กลายเป็นน้ำขี้ผึ้ง ส่วนทางด้านหลิวซิ่วเถาก็ร่อนผงสีแดงละเอียดเสร็จเรียบร้อย จากนั้นเล่อเหนียงก็ให้หลิวซิ่วเถาเทผงที่ร่อนแล้วลงในโถดินเผาแล้วคนไปพร้อมกัน
เมื่อส่วนผสมทั้งสองอย่างผสมเข้ากันดีแล้ว นางก็ไปหยิบกระปุกน้ำหอมเปล่าจากห้องของท่านแม่มา แล้วเทชาดสีแดงที่ต้มเสร็จแล้วลงไปในกระปุก
“เด็กดี เสร็จแล้วหรือ” หลิวซิ่วเถามองกระปุกเล็กๆสามใบที่บรรจุน้ำสีแดงด้วยความสงสัย
“ใช่เจ้าค่ะ รอให้แข็งตัวก็ใช้ได้แล้ว!”
หลิวซิ่วเถาเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่น้ำที่ต้มออกมาดูสีเหมือนชาดจริงๆ
ตอนนั้นฉินเหล่าซานกับฉินฟู่หลินก็กลับมาพอดี
“พี่ชุนหลาน ข้าได้ยินชาวบ้านบอกว่าท่านจะจ้างคนมาดูแลร้านหรือ”
แม่เฒ่าฉินพยักหน้า “ใช่ ร่างกายของสะใภ้สามไม่ค่อยแข็งแรง ไม่อาจทำงานหนักได้อีกแล้ว”
“แต่ร้านก็เพิ่งเปิดไม่นาน ถ้าปิดไปเลยก็ไม่ดี พวกข้าเลยคิดว่าหาคนมาช่วยคงจะดีกว่า”
ฉินฟู่หลินพยักหน้าเข้าใจ “พี่ชุนหลาน การจ้างคนครั้งนี้มีข้อกำหนดอันใดหรือไม่”
“จะจ่ายค่าแรงเท่าไหร่”
เมื่อฉินฟู่หลินพูดจบ แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆก็เงียบลง พวกเขาสนใจแต่การหาคนมาดูแลร้านและทำขนม แต่กลับลืมคิดว่าจะจ่ายค่าแรงเท่าไหร่
“ฟู่หลิน ข้าต้องการคนที่มีฝีมือดีหน่อย ข้าไม่ได้ต้องการแค่คนดูแลร้าน แต่ยังต้องการคนทำขนมด้วย เจ้าคิดว่ามีใครที่เหมาะสมหรือไม่”
“ข้าว่าเราหาคนจากหมู่บ้านดีาี่สุด ส่วนเรื่องค่าแรงค่อยคุยกันเมื่อหาคนได้แล้ว”
แม่เฒ่าฉินหยุดคิดครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “เจ้าไปถามคนในหมู่บ้านดูว่ามีใครอยากส่งลูกหลานมาเป็นลูกมือบ้าง เจ้าก็รู้ว่าฝีมือของสะใภ้สามเป็นอย่างไร หากได้เรียนจากฝีมือนาง อีกหน่อยจะหางานทำได้ง่ายขึ้น”
ฉินฟู่หลินได้ยินดังนั้นก็นึกถึงคนที่เหมาะสมขึ้นมาได้ จึงพูดว่า “ท่านคิดว่าลูกสาวของท่านป้าเป็นอย่างไรบ้าง”
แม่เฒ่าฉินงุนงงเล็กน้อย “ลูกสาวของท่านป้า”
“ใช่แล้ว ท่านป้าที่อาศัยอยู่ทางทิศตะวันตกของหมู่บ้าน นางมีลูกสาวคนหนึ่ง แต่เด็กคนนี้มีนิสัยแปลกๆ ไม่ชอบออกนอกบ้านและไม่ชอบพูดคุยกับคนอื่น ปีนี้อายุสิบห้าแล้วแต่ก็ยังไม่มีคู่หมั้นคู่หมาย”
แม่เฒ่าฉินคิดอยู่นานก็ยังนึกไม่ออกว่าเด็กคนนี้เป็นใครจึงพูดว่า
“เหตุใดข้าจึงจำเด็กคนนี้ไม่ได้เลยนะ เจ้าเรียกนางมาก่อนเถอะ ข้าจะดูสักหน่อย”
“ได้ ข้าจะไปถามท่านป้าดู”
ฉินฟู่หลินเป็นคนใจร้อน จึงรีบลุงขึ้นออกไปหาคนทันที ทว่าเดินไปได้สองก้าวก็หันกลับมาถาม
“ท่านมีข้อกำหนดอะไรสำหรับคนดูแลร้านหรือไม่”
“แล้วท่านต้องการจ้างคนกี่คนกันแน่ ข้าจะได้ถามคนในหมู่บ้านทีเดียวเลย”
แม่เฒ่าฉินกลอกตาใส่เขาทันที “ข้ายังพูดไม่จบเลย เจ้าจะรีบร้อนไปไย”
ฉินฟู่หลินเกาศีรษะ “ข้าก็แค่ไม่อยากรอช้าน่ะ ข้ากลัวว่าท่านปิดร้านนานเกินไป จะทำให้ลูกค้าหายได้”
แม่เฒ่าฉินถึงกับพูดไม่ออก
“เรียกลูกสาวของท่านป้ามาหาข้าก่อน ส่วนคนอื่นๆรอให้ชาวบ้านมาขายของแล้วค่อยถามพวกเขาอีกที”
เมื่อเห็นว่าใกล้เที่ยงแล้ว แม่เฒ่าฉินกับหลิวซิ่วเถาก็รีบเข้าครัวเพื่อเตรียมอาหารกลางวันให้คนในบ้าน พอทำอาหารกลางวันเสร็จ สำนักศึกษาในหมู่บ้านก็เลิกเรียนพอดี
หงอวี่และพวกเขาวิ่งกรูเข้ามากอดเล่อเหนียงแล้วกินข้าวกันไปคนละหลายคำ ไม่นานหลังจากนั้นฉินเหล่าเอ้อร์ก็ถือหนังสือเดินตามเข้ามาด้วย แต่สีหน้าของเขาดูไม่ค่อยดีนัก
“เหล่าเอ้อร์ เกิดอะไรขึ้นหรือ เหตุใดสีหน้าเจ้าดูแย่เช่นนี้” ฉินเหล่าเอ้อร์ถอนหายใจแล้วกล่าวว่า
“ท่านแม่ ช่วงหลายวันมานี้จำนวนเด็กที่มาเรียนน้อยลงทุกวัน”
ฉินเหล่าซานรู้สึกสงสัยมาก “หา เหตุใดถึงเป็นเช่นนั้นเล่า”
“ข้าเพิ่งไปถามชาวบ้านในหมู่บ่านมา เด็กๆที่ไม่ได้มาเรียนออกไปหาหอยทากกับจับปลากับครอบครัวหมดขอรับ”
“อา เรื่องนี้…”
แม่เฒ่าฉินยังพูดไม่ทันจบ ก็ถูกพ่อเฒ่าจ้าวขัดจังหวะ
“ช่างโง่เขลาเสียจริง!”
พ่อเฒ่าจ้าวพูดอย่างโกรธเคือง
“ในเมื่อมีโอกาสได้เรียนหนังสือ ได้เพิ่มพูนความรู้ ทำไมถึงยอมเสียโอกาสนี้ไปเพื่อเงินเพียงเล็กน้อยเช่นนี้”
ฉินเหล่าเอ้อร์ก็รู้สึกกลุ้มใจไม่น้อย
“ท่านแม่ พวกเราตั้งกฎสักข้อดีหรือไม่” ฉินเหล่าเอ้อร์เสนอ
เขาชอบการสอนหนังสือมาก และหวังว่าเด็กๆในหมู่บ้านจะได้เรียนรู้บางสิ่งบางอย่าง เมื่อโตขึ้นจะได้ไม่ต้องเสียเปรียบเพราะไม่รู้หนังสือ แต่ตอนนี้พวกเขากลับยอมทิ้งการเรียนไปเพื่อเงินเพียงเล็กน้อย ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดใจยิ่งนัก
แม่เฒ่าฉินกล่าวว่า “ได้ เจ้าไปตามฟู่หลินมาที”
ไม่นานพระอาทิตย์ก็ตกดิน ผู้คนในหมู่บ้านต่างทยอยกลับมา แม่เฒ่าฉินยืนอยู่ที่ประตู มองดูชาวบ้านแบกตะกร้าเดินมาทางบ้านของนางพร้อมกับพูดคุยหัวเราะกันเสียงดัง
นั้นยังมีเด็กหลายคนที่ควรจะอยู่ในสำนักศึกษาด้วย
“ท่านป้า ดูสิ วันนี้ข้าโชคดีจับปลาตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่งแหนะ”
หญิงร่างท้วมคนหนึ่งหยิบปลาตัวใหญ่ที่ดูเหมือนจะหนักสามชั่งออกมาจากตะกร้า แต่พอพูดจบนางก็ชะงักไป เพราะนางไม่เห็นเหล่าซานถือตาชั่งออกมา
“ท่านป้า พวกท่านไม่รับปลาแล้วหรือ” หญิงผู้นั้นถามอย่างกังวล
แม่เฒ่าฉินยิ้มแล้วตอบว่า “รับสิ เหล่าซานลูกข้ากำลังต้มยาบำรุงให้ภรรยาอยู่ พวกเจ้ารอสักครู่นะ”
เมื่อหญิงผู้นั้นได้ยินแม่เฒ่าฉินพูดเช่นนั้น ใจที่เป็นกังวลก็สงบลงในที่สุด นางคิดว่าตระกูลฉินจะไม่ซื้อปลาแล้วเสียอีก
ระหว่างนั้นเมื่อชาวบ้านมาเกือบครบแล้ว ท่านแม่ฉินจึงเอ่ยปาก
“ต้าหนิว เอ้อร์จู้ ซานพ่าง ข้าได้ยินว่าพวกเจ้าหนีเรียนมาหลายวันแล้วหรือ”
เด็กชายทั้งสามที่ถูกเรียกชื่อชะงักไปครู่หนึ่ง แม้แต่พ่อแม่ของพวกเขาก็ชะงักเช่นกัน สายตาทั้งหมดจ้องมองไปที่ท่านแม่ฉิน พวกเขาไม่เข้าใจว่าทำไมท่านแม่ฉินจึงถามเรื่องนี้ขึ้นมา
“พวกเจ้าสามคนบอกข้าได้ไหมว่าเหตุใดถึงไม่ไปเรียน”
ยังไม่ทันที่เด็กทั้งสามจะได้พูด เสียงตะโกนด้วยความโกรธของฉินฟู่หลินก็ดังมาจากด้านหลัง
“พวกเด็กเลว ถ้าไม่อยากเรียนก็บอกมาตรงๆ ยังมีคนอีกมากที่อยากไปเรียนหนังสือ!”
บทที่ 252: เป็นคนจะหยิ่งทะนงจนเกินไปไม่ได้
ฉินฟู่หลินถือกล้องยาสูบมือหนึ่งและอีกมือหนึ่งถือไม้หวายวิ่งเข้ามาด้วยความโกรธ
“ต้าหนิว เอ้อร์จู้ ซานพ่าง ข้าก็ว่าเหตุใดสองวันนี้ถึงเห็นพวกเจ้าอยู่ข้างนอกบ่อยๆ แต่เดิมข้านึกว่าพวกเจ้าไม่สบายเลยยังไม่ได้ไปโรงเรียน แต่ไม่คิดว่าพวกเจ้าจะหนีเรียน”
“ข้าบอกพวกเจ้าไว้ตรงนี้เลยนะ ถ้าพวกเจ้าไม่อยากเรียนหนังสือ ก็รีบบอกมาเสียแต่เนิ่นๆ มีเด็กอีกมากมายที่รอไปเรียนหนังสือ”
ฉินฟู่หลินถือกล้องยาสูบในมือหนึ่งและถือไม้หวายในมือหนึ่ง ทักทายพวกเขาด้วยการตีหนึ่งครั้ง
“ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน พวกข้าก็แค่อยากหาเงิน…”
พ่อของเอ้อร์จู้พูดยังไม่ทันจบก็ถูกฉินฟู่หลินขัดจังหวะ
“หาเงิน หาเงิน ในหัวพวกเจ้ามีแต่เรื่องหาเงิน พวกเขายังเด็ก พวกเจ้าก็พาพวกเขาไปงมปลาในแม่น้ำแล้ว ถ้าเกิดพวกเขาเป็นอะไรขึ้นมา ถึงเวลานั้นพวกเจ้าจะร้องไห้ก็ไม่มีที่ให้ร้อง!”
“พวกเจ้าคิดว่าทำไมก่อนหน้านี้หมู่บ้านเราไม่มีสำนักศึกษา แต่ตอนนี้มีแล้ว นั่นเป็นเพราะฉินเหล่าเอ้อร์เคยเรียนหนังสือเป็นถงเซิง ข้ากับผู้อาวุโสสามต้องเสียหน้าขอร้องเขามาสอนหนังสือให้เด็กๆในหมู่บ้าน สอนความรู้ให้พวกเขา ต่อไปเมื่อออกไปทำงานข้างนอก จะได้ไม่ต้องเสียเปรียบเพราะไม่มีความรู้”
“ตอนนี้พวกเจ้าดูสิ พวกเจ้าเห็นแก่เงินทองแค่ไม่กี่อีแปะ และทำลายความรู้ของพวกเขา”
ต้าหนิว เอ้อร์จู้ ซานพ่างและครอบครัวของพวกเขาถูกหัวหน้าหมู่บ้านด่าจนรู้สึกอับอาย
คนในหมู่บ้านที่มีความคิดเดียวกันก็ก้มหน้าลงด้วยความละอายใจ ใช่แล้ว พวกเขาเสียเปรียบเพราะไม่มีความรู้ ดังนั้นชั่วชีวิตจึงได้แต่ขุดดินหาอาหารในทุ่งนา แต่ในตอนนี้ เพื่อเงินทองเพียงไม่กี่อีแปะ เกือบทำให้ลูกของตนเองต้องเดินตามรอยเท้าของตน
เมื่อแม่เฒ่าฉินสั่งสอนพวกเขาจนหมดแรง นางจึงส่งสายตาให้ฉินเหล่าเอ้อร์
ฉินเหล่าเอ้อร์เข้าใจความหมายทันทีจึงเดินเข้าไปพูดเกลี้ยกล่อม
“ท่านลุง ท่านอา ข้าเข้าใจว่าพวกท่านล้วนต้องการปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัว จึงเรียกเด็กๆมาทำงาน แต่พวกท่านรู้หรือไม่ว่าช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของเด็กคือตอนอายุแปดขวบ บางสิ่งบางอย่างหากพลาดไปแล้วจะไม่มีวันได้กลับคืนมาอีก”
พ่อของเอ้อร์จู้มองดูลูกชายปราดหนึ่ง แล้วแย่งตะกร้าในมือของเขามาก่อนจะผลักลูกชายขึ้นไปข้างหน้า “เจ้ากลับไปซะ ไปท่องบทเรียนที่อาจารย์สอนเมื่อสองวันก่อน พรุ่งนี้เจ้าต้องไปเรียนหนังสือ!”
พ่อแม่ของต้าหนิวและซานพังก็ทำเช่นเดียวกัน
แม่เฒ่าฉินเห็นดังนั้นก็พยักหน้าอย่างพอใจ แล้วเรียกฉินเหล่าซานออกมาชั่งของและจ่ายเงินให้พวกเขา เมื่อเห็นว่าจ่ายเงินเกือบจะเสร็จแล้ว แม่เฒ่าฉินก็เอ่ยปากถามขึ้น
“พวกเจ้าทั้งหลาย บ้านของพวกข้าต้องการรับคนมาเรียนรู้การทำขนมและดูแลร้าน พวกเจ้ามีลูกสาวหรือหลานสาวในบ้านอยากมาเป็นลูกมือหรือไม่ อาหารวันละสาม เงินเดือนละสิบอีแปะ”
เมื่อแม่เฒ่าฉินพูดจบ ทุกคนก็จ้องมองนางเป็นสายตาเดียวกัน แม้แต่คนในตระกูลฉินก็หันมามองนางพร้อมกัน รวมถึงเล่อเหนียงที่มองย่าของนางด้วยสีหน้าประหลาดใจ
เดือนละสิบอีแปะหรือ
ท่านย่าของนางกล้าพูดออกมาได้อย่างไร ขณะนั้นก็มีหญิงขึ้นเอ่ยขึ้น
“ท่านป้า หนึ่งเดือนแค่สิบอีแปะ มันไม่น้อยเกินไปหน่อยหรือ”
“ใช่แล้ว พวกท่านรับหอยทากสิบอีแปะต่อหนึ่งจิน แต่คนมาทำงานที่บ้านพวกท่านหนึ่งเดือนกลับได้เงินแค่หนึ่งอีแปะ ยังไม่สู้ไปงมหาหอยทายสองจินเลย”
ชาวบ้านเริ่มส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์
แม่เฒ่าฉินฟังคำวิจารณ์ของพวกเขาแล้ว สีหน้ายังคงราบเรียบ การดูแดร้านต้องไม่ใช่เงินจำนวนนี้แน่นอน หากแต่นางไม่สามารถพูดตรงๆได้ อีกทั้งทุกคนก็เป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน หากเลือกไม่ดีอาจจะสร้างความไม่พอใจได้
สำหรับศิษย์ฝึกหัดนั้นแตกต่างกัน เงื่อนไขและราคาล้วนถูกกำหนดไว้แล้ว ทั้งหมดขึ้นอยู่กับพวกเขาว่าต้องการทำหรือไม่
ถ้ารู้สึกไม่พอใจ ก็ลองทำให้ตัวเองคิดว่าเราสามารถเรียนไปพร้อมกับพวกเขาได้ ทำขนมไปด้วยและช่วยดูแลร้านไปด้วย เมื่อพวกเขาเรียนจบแล้ว อยากดูแลร้านก็จะมีค่าจ้างอีกต่างหาก
“หากพวกเจ้าต้องการส่งลูกชายลูกสาวมาฝึกงานก็พาเด็กๆมาที่นี่ หากไม่มีก็ถือว่าข้าไม่ได้พูดอะไร”
พวกบ้านพากันพูดคุยแยกย้ายกันไปคนละทาง
เมื่อประตูลานถูกปิดสนิท ฉินเหล่าซานก็ถามอย่างสงสัย “ท่านแม่ ก่อนหน้านี้ไม่ได้บอกว่าจะจ้างคนมาทำงานหรอกหรือ ทำไมตอนนี้จู่ๆถึงเปลี่ยนใจบอกว่าจะรับศิษย์ฝึกหัดล่ะ”
“การฝึกงานที่บ้านเดือนหนึ่งได้แค่สิบอีกแปะ ใครจะส่งลูกมาเล่า”
แม่เฒ่าฉินมองลูกชายโง่ของตัวเองอย่างระอา “แล้วถ้าเจ้าพูดตรงๆ ต่อหน้าชาวบ้านว่าจะหาคนสองคนมาดูแลร้าน เดือนละหนึ่งตำลึงเงิน เจ้าว่าจะเป็นอย่างไร”
“ทำแบบนั้นไม่ได้หรือ”
"ถ้าเกิดมีคนสิบกว่าคนมาหาเจ้าบอกว่าพวกเขาสามารถช่วยเจ้าดูแลร้านได้ แล้วในสิบกว่าคนนั้นมีคนที่สนิทกับเจ้าหลายคน หรือเป็นญาติพี่น้องอะไรแบบนี้ เจ้าจะเลือกอย่างไร”
“นี่มัน…” ฉินเหล่าซานพูดติดขัด
เขาคิดแค่ว่าจะจ้างคนสองคนมาช่วยดูแลร้านและทำขนม แบบนี้ก็ไม่ต้องจ่ายเงิน ไม่ต้องเหนื่อยมาก ทว่าไม่เคยคิดถึงจุดนี้เลย
“ท่านแม่ ข้าเข้าใจแล้ว”
“เหล่าซาน เป็นคนจะหยิ่งทะนงจนเกินไปไม่ได้ ถ้าเจ้าบอกตรงๆว่าจะจ่ายค่าจ้างหนึ่งตำลึงเพื่อหาคนมาช่วยดูแลร้าน แน่นอนว่าจะต้องมีคนมากมายแย่งชิงเงินหนึ่งตำลึงนี้จนหัวร้างข้างแตก สุดท้ายอาจถึงขั้นเกลียดชังเจ้าด้วยซ้ำ”
“พวกเจ้าอย่าลืมสิ หมู่บ้านต้าไฮว่ก็มีตัวอย่างแล้วไม่ใช่หรือ”
“ท่านแม่ แล้วถ้าไม่มีใครมาล่ะ” แม่เฒ่าฉินกล่าวอย่างใจเย็นว่า “มีแน่นอน เพียงแต่ผู้ที่มองการณ์ไกล ล้วนจะส่งลูกหลานของตนมาเป็นศิษย์ฝึกหัด อย่างไรเสียฝีมือของสะใภ้สามก็เป็นที่ประจักษ์ หากสามารถเรียนวิชาจากสะใภ้สามได้สักสองสามส่วน ก็สามารถไปรับจ้างทำงานในบ้านคนอื่นได้แล้ว”
ครอบครัวตระกูลฉินจึงเข้าใจความคิดนี้ทันที พวกเขาไม่เคยคิดถึงประเด็นนี้มาก่อนจริงๆ
แม่เฒ่าฉินโบกมือ ให้พวกเขาไปทำธุระของตัวเอง
ขณะเดียวกันนั้นหลี่เฟยก็มาถึง
“ท่านป้าครับ ข้าขอมากินข้าวด้วยนะขอรับ”
เสียงของหลี่เฟยมาถึงก่อนที่ตัวเขาจะเข้ามาในบ้านตระกูลฉินเสียอีก
“โอ้ คุณชายมาแล้ว เชิญด้านในเถิด”
“ท่านพี่หลี่เฟย!” เล่อเหนียงเห็นหลี่เฟยก็พุ่งเข้าไปหาทันที
หลี่เฟยอุ้มนางขึ้นมาพลางลูบแก้มของนางเบาๆ
จากนั้นก็หยิบถุงเงินออกมาจากอกเสื้อยื่นให้แม่เฒ่าฉิน
“ท่านป้า เงินจากการขายหอยทากวันนี้อยู่ในนี้แล้ว ท่านนับดูสิขอรับ” แม่เฒ่าฉินวางถุงเงินลงในอ้อมอกโดยตรง “ไม่จำเป็นต้องนับหรอก ข้าเชื่อใจในตัวคุณชายอยู่แล้ว”
หลี่เฟยหยิบกล่องอีกใบออกมา “ท่านป้า นี่คือสิ่งที่ข้านำมาจากบ้าน มอบเอาไว้ให้บำรุงร่างกายพี่สะใภ้สาม”
แม่เฒ่าฉินเปิดดูก็เห็นในกล่องเต็มไปด้วยตังกุย
นางรีบผลักกล่องคืนไป “โอ้ มันแพงเกินไป ข้ารับไว้ไม่ได้”
หลี่เฟยผลักกล่องกลับไปอีกครั้ง “ท่านป้า ของเหล่านี้ล้วนราคาไม่แพง เอาไปให้พี่สะใภ้สามบำรุงร่างกายเถิด”
เล่อเหนียงมองดูก็พบว่าด้านในเป็นตังกุยจริงๆ
ตังกุยในปัจจุบันราคาถูกมาก เพียงไม่กี่สิบอีกหยวนต่อกิโลกรัม
แต่ในยุคโบราณที่การแพทย์ยังไม่พัฒนา ตังกุยนี้มีสรรพคุณดีกว่าโสมเสียอีก
เห็นท่านย่ากับหลี่เฟยผลักไปผลักมา เล่อเหนียงจึงหาโอกาสพูดในที่สุด
“ท่านย่า รับไว้เถิด!”
บทที่ 253: ยารักษาโรค
เล่อเหนียงไม่อยากเห็นท่านย่ากับหลี่เฟยโต้เถียงกันอีก จึงบอกให้ท่านย่ารับไว้ ดูเหมือนว่าในพื้นที่มิติของนางจะไม่มีตังกุย คืนนี้ต้องลากพี่เจ็ดไปปลูกเสียหน่อย
“ท่านป้า บ้านของพวกเจ้ายังมีกระต่ายอยู่หรือไม่”
“มีเยอะเลย”
เล่อเหนียงส่งเสียงดังอยู่ข้างๆ “พี่เฟย รอข้าก่อนนะ”
พูดจบก็ลากผู้เป็นย่าและหงอวี่มายังลานหลังบ้าน จากนั้นนางโบกมือ วันนี้มีกระต่ายปรากฏขึ้นอีกสิบกว่าตัว
แม่เฒ่าฉินและหงอวี่ก็ไม่ต้องรอให้เล่อเหนียงเอ่ยปาก พวกเขาหยิบกรงขึ้นมาช่วยจับกระต่าย
ขณะที่หงอวี่จับกระต่ายเขาก็มองดูกระต่ายที่ปรากฏขึ้นมาจากความว่างเปล่าเหล่านี้ด้วยความคุ้นเคยมาก ดูเหมือนว่ากระต่ายพวกนี้จะเป็นกระต่ายจากดินแดนเทพเซียนอันเป็นมงคลของเล่อเหนียง
ดังนั้นเขาจึงค่อยๆขยับเข้าไปใกล้และเอ่ยปากถาม
“น้องสาวพวกกระต่ายเหล่านี้เป็นกระต่ายจากดินแดนเทพเซียนของเจ้าใช่หรือไม่”
“อืมอืม ใช่แล้ว พี่เจ็ดในพื้นที่มิติมีกระต่ายมากเกินไป ก่อนหน้านี้ยังทำให้ท่านบาดเจ็บด้วย ข้าเอาพวกมันไปขายหมดแล้วก็เพื่อแก้แค้นให้ท่านนั่นแหละ”
กระต่าย : ข้าไม่ได้รังแกพวกเจ้าคนไหนเลยนะ!
หงอวี่มองดูกระต่ายที่ถืออยู่ครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงลังเลเล็กน้อย
“น้องสาว... เจ้าจะเอาเตาหลอมสีดำมืดจากดินแดนเทพเซียนของเจ้าออกมาได้หรือไม่”
“หืม” เล่อเหนียงสงสัยเล็กน้อย
“พี่เจ็ดจะเอาเตาหลอมไปทำอันใด”
หงอวี่เกาศีรษะพูดอย่างเขินอายเล็กน้อย
“ข้าอยากให้หมอหลี่ช่วยหลอมยารักษาให้ท่านอาของข้า ตอนนี้ชายแดนเริ่มวุ่นวายอีกแล้ว ข้าอยากเตรียมยาฉุกเฉินไว้ให้เขา”
เล่อเหนียงมองพี่เจ็ดที่มีสีหน้าเศร้าสร้อย นางก็เขย่งเท้าขึ้นขึ้นตบเอวของเขา
“พี่เจ็ด แม้ว่าหมอหลี่จะมีฝีมือทางการรักษา แต่เขาก็อาจไม่สามารถหลอมยาชนิดที่ท่านต้องการได้นะ”
“เจ้าต้องการยารักษาบาดแผลหรือ ข้ามีนะ!”
หงอวี่ดวงตาเป็นประกายขึ้นมา “จริงหรือ”
“แน่นอนอยู่แล้ว รอกินข้าวเสร็จแล้วเข้านอน ข้าจะพาท่านเข้าไปในพื้นที่มิติของข้า ท่านอยากได้อะไรก็ไปหยิบเอาเองเลยรับรองว่าเป็นของดีทั้งนั้น” เล่อเหนียงพูดพลางตบอกเบาๆ
หงอวี่ตื่นเต้นจนดวงตาแดงก่ำ เขาอุ้มเล่อเหนียงขึ้นมาหอมแก้มนางแรงๆสองที
“น้องสาว ขอบคุณเจ้ามาก!”
“ไม่เป็นไรหรอก!”
เล่อเหนียงชำเลืองมองท่านย่าแล้วยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากพลางส่งเสียงจุ๊ปากเบาๆ
“อย่าบอกท่านย่าเชียวนะ”
“อืม พวกเราจะแอบไปกัน!”
สองตัวน้อยคิดว่าพวกเขากำลังกระซิบกระซาบกันเสียงเบาแล้วและท่านย่าคงไม่ได้ยิน แต่พวกเขาลืมไปว่าแม่เฒ่าฉินนั้นหูไวยิ่งนัก แม้จะอายุมากแล้วแต่การได้ยินก็ไม่ได้เสื่อมถอยลงเลย
อีกผู้หนึ่งที่ได้ยินบทสนทนาของพวกเขาคือลิ่งหมิงซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียงผนังกั้น
ลิ่งหมิงมีโสตประสาทดีเหมือนกัน แต่เขาไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไร
ความสามารถของน้องสาวเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาทุกคนในครอบครัวการมีสถานที่วิเศษเช่นนี้ก็เป็นเรื่องปกติ เพราะผักและผลไม้ที่นางสร้างขึ้นมาก่อนหน้านี้ เพียงแต่เขาแค่รู้สึกอิจฉาและสงสัยว่าทำไมเสี่ยวชีคนนี้ถึงเข้าไปในสถานที่วิเศษของน้องสาวได้
เป็นครั้งแรกที่ข้ามีความรู้สึกอยากจับเสี่ยวชีใส่กระสอบแล้วซ้อมให้น่วม
“ท่านป้า ท่านช่วยคิดราคากระต่ายรวมทั้งเครื่องเทศที่ข้าเอาไปเมื่อเช้านี้ให้ข้าหน่อยได้หรือไม่ ตอนนี้ฟ้ามืดแล้ว เกรงว่าข้าจะต้องรีบกลับบ้าน”
“คุณชายน้อยอยู่กินอาหารเย็นก่อนแล้วค่อยไปเถอะ”
หลี่เฟยโบกมือปฏิเสธ “ขอบคุณท่านป้ามาก แต่ข้าต้องรีบกลับก่อนที่ประตูเมืองจะปิด มิเช่นนั้นข้าจะต้องนอนนอกเมืองเสียแล้ว”
“วันหน้าท่านป้าพาเล่อเหนียงเข้าเมือง เชิญท่านป้ามาลิ้มลองอาหารจานใหม่ที่ภัตตาคารของพวกเราด้วยนะขอรับ”
เมื่อได้ยินข้าพูดเช่นนั้นแม่เฒ่าฉินก็ไม่ได้รั้งไว้ นางเหลือบมองไปทางเล่อเหนียง ราคากระต่ายพวกนี้เท่าไหร่คงต้องให้เล่อเหนียงเป็นผู้ตัดสินใจ เพราะท้ายที่สุดแล้วมันก็เป็นกระต่ายที่นางเลี้ยง
“พี่หลี่เฟยราคากระต่ายห้าสิบอีแปะต่อตัวนะ!”
“ห้าสิบอีแปะต่อหนึ่งตัว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เฟยก็รู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก
เล่อเหนียงเม้มปากถามเขา
“พี่เฟย เล่อเหนียงตั้งราคาสูงเกินไปหรือ”
หลี่เฟยรีบโบกมือปฏิเสธ
“ไม่ๆๆ ไม่ใช่อย่างนั้น แต่มันต่ำเกินไปต่างหาก”
“ไม่ต่ำหรอก เป็นราคาพิเศษสำหรับคนกันเอง”
เล่อเหนียงไม่พูดเรื่องราคากับหลี่เฟยอีก เขาล้วงเอาเงินห้าตำลึงออกมาจากอกเสื้อแล้ววางลงในมือของเล่อเหนียง
“เอาเถอะ พี่ชายไม่ต่อราคากับเจ้าแล้ว เก็บเงินนี้ไว้ให้ดีรอไปถึงอำเภอแล้วค่อยซื้อขนมกินนะ”
แม่เฒ่าฉินมองเงินนั้นด้วยความตกใจ หางคิ้วพลันกระตุกไม่หยุด
“คุณชาย กระต่ายพวกนี้ไม่มีค่าถึงขนาดนี้หรอก ท่านทำแบบนี้จะขาดทุนนะ”
หลี่เฟยยิ้มเล็กน้อย “ไม่ขาดทุนหรอก ข้าคิดว่าท่านคงไม่รู้ว่าลูกค้าประจำที่ภัตตาคารของพวกข้านั้นโง่เขลาเบาปัญญา พวกเขาน่ะมีเงินมาก ทั้งยังใจกว้างด้วย เมื่อวานข้าขายจานกระต่ายผัดเผ็ดจานหนึ่งตั้งราคาสองตำลึงต่อจาน พวกเขายังแย่งกันซื้อเลย”
คราวนี้ถึงคราวที่แม่เฒ่าฉินต้องตกตะลึงบ้าง
เนื้อกระต่ายขายได้ราคาสูงเช่นนี้ คิดไม่ออกเลยว่าพวกคนรวยเหล่านั้นคิดอย่างไร หากแต่ก็คงเหมือนที่หลี่เฟยกล่าว คนรวยมักโง่ย แม้แต่หมอหลี่ก็เช่นกัน
เขาคิดแต่จะโยนเงินให้ครอบครัวพวกเราเสมอ
หลังจากรับประทานอาหารเย็นแล้ว เล่อเหนียงก็แสดงให้ย่าเห็นว่าอะไรคือวิชาหายตัวขณะอยู่กับต่อหน้าต่อตาท่านย่าเลยทีเดียว
ทันทีที่เข้ามาก็เห็นพวกกระต่ายกระโดดไปมาราวกับกำลังมองหาบางสิ่งบางอย่าง
หงอวี่พูดอย่างขบขันว่า
“น้องสาวเอ๋ย เจ้าดูกระต่ายพวกนี้สิ พวกมันกำลังตามหาภรรยาของตนใช่หรือไม่”
เล่อเหนียงกลอกตาใส่เขาทันที
“จะโทษข้าได้อย่างไร ใครใช้ให้พวกมันไม่ปกป้องภรรยาของตนให้ดีเล่า”
หงอวี่ “...พูดได้มีเหตุผลยิ่งนัก!”
“เอาเถิดนี่คือยาอวิ๋นหนานไป๋”
เล่อเหนียงจูงหงอวี่มายังห้องยา ก่อนจะหยิบยาอวิ๋นหนานไป๋ลงมาให้เขาสองสามขวด
“ยานี้มีสรรพคุณห้ามเลือดได้ดี ท่านเพียงแค่แปะลงบนบาดแผลแค่นี้ก็จะสามารถห้ามเลือดได้อย่างรวดเร็ว”
“เอ้า ท่านเห็นก้อนสำลีนั่นหรือไม่ ภายในสำลีมียาเม็ดเล็กๆอยู่ หากบาดเจ็บสาหัสให้กลืนมันลงไป มันจะช่วยชีวิตท่านได้”
“เอ้า ขวดสองขวดนี้คือยาปฏิชีวนะหรือก็คือยาแก้อักเสบเมื่อได้รับบาดเจ็บ ให้ทาลงบนบาดแผล มันจะช่วยป้องกันการอักเสบบวมแดงของบาดแผลได้”
“นี่คือยาลดไข้เมื่อมีไข้สูงให้ชงกับน้ำอุ่นแล้วดื่มไม่นานก็จะช่วยให้เหงื่อออกและลดไข้ได้”
“ยังมีอีกอย่างนี้…”
หงอวี่มองยาที่ถูกหยิบออกมาจากชั้นวางของ จมูกก็รู้สึกแสบร้อน ข้าอยากร้องไห้จริงๆ
อวิ๋นชิงอวี่คนนี้สร้างบุญกุศลอะไรไว้ในชาติก่อนชาตินี้ถึงได้พบครอบครัวที่ดีเช่นนี้
บิดาตามใจ มารดารักเอ็นดู ท่านย่าทะนุถนอมเขาดั่งแก้วตาดวงใจ
ยังมีท่านลุงและพี่ชายที่ปฏิบัติต่อเขาอย่างดีมาก ไม่ได้ดูถูกเขาเพียงเพราะเขาเป็นเด็กที่เก็บมาเลี้ยง
และยังมีเด็กอ้วนตรงหน้านี้ที่ไว้ใจเขาถึงขนาดเล่าความลับใหญ่เช่นนี้ให้เขาฟัง
ไว้ใจเขามากจนถึงขนาดจะพาเขาไปยังดินแดนเทพเซียนอันเป็นพื้นที่ส่วนตัวของนาง
ฉินเหยาเหยาตอบกลับด้วยความไม่สบอารมณ์ว่า
“ใครอยากจะแบ่งปันความลับนี้กับท่านกัน ท่านเป็นคนบุกรุกเข้ามาเอาไม่ใช่หรือ”
บทที่ 254: เล่อเหนียงออดอ้อน
เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ พวกลิ่งเหวินก็หยิบห่อผ้าเตรียมจะไปสำนักศึกษา แต่หงอวี่กลับนั่งอยู่ที่เดิมไม่ขยับ
“เสี่ยวชี เจ้าไม่ไปหรือ” เสี่ยวลิ่วถามอย่างสงสัย
หงอวี่ส่ายหน้า “ไม่ไป!”
เสี่ยวลิ่วตอบรับหนึ่งเสียงแล้วจู่ๆ ก็ตะโกนเสียงดังลั่นว่า “ท่านย่า เสี่ยวชีหนีเรียน!”
หงอวี่ เจ้าคนชั่วร้าย รอข้าก่อนเถอะ!
ตอนนั้นแม่เฒ่าฉินก็ถือไม้คีบถ่านออกมาจากห้องครัว
“เสี่ยวชี เหตุใดถึงไม่ไปสำนักศึกษาทั้งๆที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
หงอวี่มองไม้คีบถ่านในมือของท่านย่าพลางคอหดลงเล็กน้อย
“ท่านย่า วันนี้ข้าเข้าอำเภอไปหาฮวาค่ง...นายอำเภอไป๋”
พอแม่เฒ่าฉินได้ยินก็รีบวางไม้คีบถ่านในมือลงแล้วถามอย่างเป็นห่วงว่า
“เสี่ยวชี ก่อนหน้านี้แม่ทัพเผ่ยบอกว่าเจ้าไม่มีอะไร ไม่ควรออกจากหมู่บ้านตระกูลฉินโดยไม่จำเป็น ไม่เช่นนั้นอาจจะเป็นอันตรายได้"
“ท่านย่า ข้าแค่ไปที่ศาลาว่าการเพื่อหานายอำเภอไป๋เท่านั้น ข้าจะไม่ไปที่อื่นเด็ดขาด อีกอย่างท่านลุงก็จัดองครักษ์มืดให้ข้าสองคน พวกเขาจะอยู่กับข้าตลอดเวลา ข้าจะไม่เป็นอะไรแน่นอน”
“องครักษ์มืดอะไรกัน”
แม่เฒ่าฉินมองไปรอบๆ ก็ไม่เห็นผู้ใดสักคน
องครักษ์มืดที่เขาพูดถึงคือองครักษ์มืดที่นางเข้าใจหรือไม่ แม้ว่าหงอวี่จะพูดเช่นนั้น แต่แม่เฒ่าฉินก็ยังคงปฏิเสธที่ให้เขาเข้าอำเภอ
“เสี่ยวชี เจ้าจำเป็นต้องไปจริงๆหรือ”
หงอวี่พยักหน้าอย่างหนักแน่น “ต้องไปขอรับ!”
ในที่สุดแม่เฒ่าฉินก็ยอมถอยหนึ่งก้าว “ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็เรียกองครักษ์มืดออกมา ข้าต้องแน่ใจว่ามีคนคอยดูแลเจ้า ข้าถึงจะวางใจปล่อยให้เจ้าไปได้!”
หงอวี่หันหลังแล้วตบมือสามครั้ง
สายลมเย็นหนึ่งสายพัดผ่าน หากแต่ก็ไม่มีผู้ใดปราฏตัว
หงอวี่ตบมืออีกสามครั้ง ยังคงไม่มีใครปรากฏตัวเช่นเดิม ทันใดนั้นสายตาของแม่เฒ่าฉินฉายแววสงสัย
“เสี่ยวชีเอ๋ย เจ้าอย่าโกหกข้านะ”
“ข้าไม่ได้โกหกนะ” น้ำเสียงของหงอวี่เจือไปด้วยเสียงสะอื้น
เขาเอามือกอดอกแล้วตะโกนด้วยความโกรธ “ถ้าพวกเจ้าไม่ออกมาอีก ข้าจะ...ข้าจะร้องไห้ให้พวกเจ้าดู!”
สายลมพัดผ่านมาอีกครั้ง คราวนี้ในที่สุดก็มีคนปรากฏตัว
“ข้าน้อยชิงเฟิง ชิงเยว่ขอคารวะคุณชายและฮูหยินผู้เฒ่า!”
“ไม่ใช่บอกว่าจะไม่ออกมาหรอกหรือ” หงอวี่กอดอกมองพวกเขาด้วยความโกรธ
ช่างน่าโมโหเสียจริง พวกเขาเกือบจะทำให้ท่านย่าและเล่อเหนียงเข้าใจผิดเสียแล้ว
ชิงเยว่พูดอย่างจนปัญญา “ขอคุณชายโปรดยกโทษให้ แม่ทัพเผ่ยสั่งให้พวกข้าคอยคุ้มครองคุณชายอยู่ในที่ลับตา ไม่ให้ปรากฏตัวโดยไม่จำเป็น เกรงว่าจะทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าและคนอื่นๆตกใจ”
“พอเถอะ เสี่ยวชี พวกเขาทำทั้งหมดก็เพราะหวังดีกับ อย่าโกรธพวกเขาเลย”
เสี่ยวชีแค่นเสียงเย็นชา "ถ้าอย่างนั้นคราวหน้าเมื่อข้าเรียกพวกเจ้า พวกเจ้าต้องออกมาทันที ไม่เช่นนั้นข้าจะบอกท่านลุงว่าไม่ต้องการให้พวกเจ้าทั้งสองอยู่ที่นี่แล้ว”
“ขอรับ ข้าน้อยรับทราบแล้ว”
“ท่านย่า ข้าไปได้หรือยังขอรับ” เมื่อเห็นคนมาแล้ว แม่เฒ่าฉินจะพูดอะไรได้อีก ได้แต่พยักหน้าอนุญาตเท่านั้น
“เล่อเหนียงก็จะไปด้วย!” เล่อเหนียงกอดขาของหงอวี่เพื่อขอไปด้วย
“หลานรักของย่า เจ้าเด็กเป็นเด็กดีนะ คราวหน้าค่อยไป!”
เล่อเหนียงอ้อน “ไม่เอา ไม่เอา ข้าอยากไปด้วย เล่อเหนียงอยากไป!”
“ท่านย่า อยากไป อยากไป!”
แม่เฒ่าฉินถูกนางรบเร้าจนหมดปัญญา จึงไปตามฉินเหล่าซื่อให้มาขับรถม้า
แม่เฒ่าฉินเดินเข้าไปในครัวหยิบเนื้อแห้งและเป็ดแห้งมา ทั้งยังบอกให้เล่อเหนียงหยิบผิงกั่วออกมาสองสามลูกกับผักเขียวสองกำใส่ตะกร้า จากนั้นก็พาเล่อเหนียงกับหงอวี่ขึ้นรถม้า
หลิวซิ่วเถาที่อยู่ในห้องโถง ได้ยินว่าแม่เฒ่าฉินจะเข้าเมืองจึงฝากนางซื้อขนมดอกหอมหมื่นลี้หนึ่งห่อ
“ท่านป้าขา ลิ่งตงร้องอยากกินขนมดอกหอมหมื่นลี้ตลอด ความจริงข้าไม่กล้ารบกวนจริงๆ แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว”
แม่เฒ่าฉินเห็นลิ่งตงจ้องมองรถม้าตาปริบๆ จึงอุ้มเขาขึ้นรถม้าด้วย
“ซิ่วเถา ถ้าตอนเที่ยงเหล่าซานไม่ว่าง เจ้าก็ช่วยอุ่นยาของไห่ถังให้ด้วยนะ”
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะท่านป้า”
ฉินเหล่าซื่อก็อุ้มภรรยาของตนขึ้นรถม้า ทั้งครอบครัวพากันเข้าเมืองอย่างคึกคัก แน่นอนว่าเฉินฮั่นหลินก็ติดตามมาด้วย
จากนั้นที่ทางเข้าหมู่บ้านก็มีหลี่อันและฉินเฉิงอันวิ่งขึ้นมาร่วมด้วย
ชิงเฟิงและชิงเยว่ทั้งสองคนเห็นฉินเหล่าซื่อและคนอื่นๆ ยกโขยงเข้าอำเภอไปส่งหงอวี่ก็รีบซ่อนตัวทันที
“หงอวี่ เจ้าไปหานายอำเภอไป๋มีเรื่องด่วนอะไรหรือ”
หงอวี่มองเล่อเหนียงแวบหนึ่ง เขาไม่รู้ว่าควรบอกแม่เฒ่าฉินเรื่องที่เล่อเหนียงให้ยาเขาหรือไม่
“ท่านย่า ข้าอยากถามเขาเรื่องสถานการณ์ของท่านอา!” หงอวี่ครุ่นคิดสักครู่แล้วก็ไม่ได้พูดออกมา
ฉินเหล่าซื่อได้ยินดังนั้นก็ทำหน้าเคร่งเครียด “ได้ยินว่าทางชายแดนเกิดเรื่องวุ่นวายอีกแล้ว ท่านอ๋องเจ็ดกำลังเดินทางกลับเมืองหลวง แต่ก็ต้องกลับไปยังชายแดนอีกครั้ง ตอนนี้ยังไม่รู้สถานการณ์เป็นอย่างไร”
แม่เฒ่าฉินถอนหายใจ มองหงอวี่ที่กำลังกระซิบกระซาบกับเล่อเหนียงสักพัก “ไม่แปลกที่เสี่ยวชีจะอยากเข้าเมือง”
ฉินเหล่าซื่อขับรถม้ามาถึงศาลาว่าการอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ทางการเห็นรถม้าตระกูลฉินก็จำได้ทันที จึงรีบวิ่งเข้าไปรายงานด้านใน
นายอำเภอบ่นอยากไปกินข้าวที่ตระกูลฉินมานานแล้ว
แม่เฒ่าฉินและคนอื่นเพิ่งลงจากรถ ไป๋เช่ออวิ๋นก็ออกมาต้อนรับ “ท่านป้า ข้ากำลังคิดถึงพวกเจ้าอยู่พอดีเลย”
“ท่านนายอำเภอไป๋”
ฉินเหล่าซื่อและคนอื่นคำนับนายอำเภอไป๋
ไป๋เช่ออวิ๋นโบกมือให้พวกเขาลุกขึ้น จากนั้นก็หยิกแก้มขาวนุ่มของหงอวี่หนึ่งที เมื่อได้รับสายตารังเกียจจากหงอวี่แล้ว ก็อุ้มเล่อเหนียงขึ้นมาหอมแก้มเล็กๆนุ่มนิ่มของนาง
เรื่องนี้ทำให้หงอวี่ตาแดงด้วยความโกรธ เขายกเท้าเหยียบลงบนเท้าของเขา
ใบหน้าของไป๋เช่ออวิ๋นบิดเบี้ยวไปเล็กน้อย แม้ใบหน้าจะไร้อารมณ์ แต่ในใจกลับสาปแช่งหงอวี่ไปถึงสิบแปดชั่วโคตร
“นายอำเภอไป๋ นี่เป็นผลไม้ที่บ้านเก็บได้ในฤดูใบไม้ร่วงและเนื้อหมักที่ทำไว้ ให้แม่ครัวทำให้ท่านลองชิมรสชาติดูนะ”
แม่เฒ่าฉินส่งตะกร้าให้ไป๋เช่ออวิ๋น
“โอ้ ขอบคุณป้ามาก”
ไป๋เช่ออวิ๋นรับตะกร้าอาหารด้วยความดีใจแล้วส่งต่อให้เจ้าหน้าที่อยู่ข้างๆ “ช่วยนำไปวางในครัวให้ข้าด้วย วางให้สูงหน่อย อย่าให้แมวกินได้” ผู้ติดตามรับคำแล้วถือตะกร้าผักเข้าไปในครัว
“อ้อใช่ ท่าาป้าเข้าเมืองครั้งนี้มาซื้อของอะไรหรือ”
แม่เฒ่าฉินส่ายหน้า “เสี่ยวชีอยากมาหาท่าน ข้าก็เลยถือโอกาสมาเดินเล่นด้วย”
“หืม”
ไป๋เช่ออวิ๋นเลิกคิ้ว “อ้าว ข้าลืมดูว่าวันนี้พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกหรือทิศตะวันตก ข้าเดาว่าคงขึ้นทางทิศตะวันตกแน่ๆ”
“นกยูงกะล่อน หุบปากซะ รีบเข้าไปข้างในกันได้แล้ว!” หงอวี่ผลักเขาอย่างโมโห
นกยูงคนนี้ยังคงน่ารำคาญเหมือนเดิมไม่มีผิด
ไป๋เช่ออวิ๋นยักไหล่ มือซ้ายอุ้มเล่อเหนียง มือขวาจูงหงอวี่เข้าไปด้านใน
“เหล่าซื่อ ข้าจะรอเสี่ยวชีที่นี่ เจ้าพาซิาวอิงไปเดินเล่นสักหน่อยเถอะ ดูว่ามีอะไรต้องซื้อก็ซื้อกลับมาบ้าง”
แม่เฒ่าฉินล้วงเงินออกมาจากอกเสื้อส่งให้ฉินเหล่าซื่อ
ฉินเหล่าซื่อไม่ได้รับเงินจากมือนาง แต่กลับอุ้มลิ่งตงขึ้นมาพูดว่า “ท่านแม่ ข้ายังพอมีเงินอยู่ ท่านนั่งพักที่นี่สักครู่เถอะ ข้าจะพาลิ่งตงไปเดินเล่นสักรอบหนึ่ง”
……
“ไหนบอกมาสิว่าเจ้ามาหาข้าทำไม” ไป๋เช่ออวิ๋นทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้พร้อมกับเล่อเหนียงแล้วเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ
“ช่วยข้าเอายาให้ท่านอาของข้าที!”
บทที่ 255: นกยูงที่ถูกหงอวี่จัดการจนเชื่องเชื่อ
ไป๋เช่ออวิ๋นใช้มือคลำขวดและกระปุกต่างๆ
“สิ่งนี้คือยาอันใด เจ้าได้พวกมันมาจากไหน เหตุใดรูปร่างหน้าตาของมันจึงแปลกประหลาดเช่นนี้”
“โอ๊ย เจ้าไม่ต้องสนใจหรอก แค่เอายาไปให้เขาก็พอแล้ว”
ไป๋เช่ออวิ๋นทำหน้าเบื่อหน่าย “เจ้าต้องบอกข้าสิว่ายาพวกนี้ใช้ทำอะไร”
“ข้าคงให้เจ้าส่งยาพิษไปหรอกน่า!”
หงอวี่กะพริบตา “ข้าไม่ได้บอกถึงสรรพคุณยาพวกนี้ไปแล้วหรอกหรือ”
“เจ้าบอกหรือ” ไป๋เช่ออวิ๋นพูดอย่างเบื่อหน่าย
เล่อเหนียงมองไป๋เช่ออวิ๋นที่ทำหน้าเหมือนจะโลกทั้งใบพังทลาย แล้วหัวเราะคิกคักอย่างสนุกสนาน เมื่อไป๋เช่ออวิ๋นตวัดสายตามามองนาง นางก็พยายามทำหน้านิ่ง ทำเหมือนไม่ได้หัวเราะ
“ท่านอาไป๋ อย่าโกรธเลยนะ”
เล่อเหนียงใช้มือลูบอกเขาเบาๆ เพื่อปลอบโยนให้เขาสงบลง ลูบไปครู่ใหญ่เห็นสีหน้าเขายังคงดำมืดอยู่ จึงแอบใช้ซุกมือเข้าไปในแขนเสื้อหยิบลูกอมกระต่ายขาวจากพื้นที่มิติ ตั้งใจจะยัดเข้าปากเขา แต่ดูเหมือนว่าจะออกแรงมากกเกินไป ทำให้มือกระแทกใบหน้าเขาเสียงดังปั๊ก จนมีรอยมือเล็กๆน่ารักปรากฏขึ้น
ไป๋เช่ออวิ๋น “...”
หรือว่าวันนี้เขาลืมจุดธูปบูชาอีกแล้ว
“เจ้านกยูงกะล่อน เอาพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกมาให้ข้าที ข้าจะบอกสรรพคุณของยาพวกนี้ให้เจ้า แล้วเจ้าช่วยข้าติดไว้บนขวดเพื่อป้องกันการสับสน”
“เจ้าไม่มีมือหรือ เขียนเอาไม่เป็นหรือ”
“เจ้านกยูงกะล่อน เร็วเข้าเถอะ ข้ายังต้องพาน้องสาวไปเดินเล่นอีก” หงอวี่แยกเขี้ยวยิงฟันสองมือเท้าสะเอว
ไป๋เช่ออวิ๋นไม่มีทางเลือกจำต้องลุกขึ้นไปหยิบพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึก
ใครใช้ให้อีกฝ่ายเกิดมามีพ่อมากอำนาจขนาดนั้นล่ะ
หงอวี่พูดหนึ่งประโยค ไป๋เช่ออวิ๋นก็เขียนหนึ่งประโยค
ไป๋เช่ออวิ๋นยิ่งเขียนก็ยิ่งตกใจ ขวดเล็กแค่นี้สามารถช่วยชีวิตคนได้เลยหรือ ทั้งยังมียาลดอาการอักเสบของแผลอีก แต่เดิมเขารู้ว่าเมื่อทหารบาดเจ็บระหว่างการรบ ทั่วไปจะใช้เหล้าข้าวเพื่อฆ่าเชื้อหรือไม่ก็เอามีดเผาไฟจนแดง แล้วกดลงบนบาดแผลเพื่อฆ่าเชื้อ
เขาไม่เคยได้ยินและไม่เคยเห็นมาก่อนว่า ยาเม็ดเล็กๆแค่นี้สามารถป้องกันการติดเชื้อของบาดแผลได้ หลังจากทำเครื่องหมายบนยาทั้งหมดและแน่ใจว่าจะไม่สับสนแล้ว ไป๋เช่ออวิ๋นก็รีบถามอย่างใจร้อน
“เจ้าเด็กแสบ เจ้าได้ยาพวกนี้มาจากไหนกัน เป็นยาที่หลี่อันคิดค้นขึ้นมาหรือ”
“ข้าไม่บอกหรอก!”
หงอวี่ทิ้งท้ายไว้แค่นั้น แล้วก็จูงมือเล่อเหนียงเดินออกไป ทว่าเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็หมุนตัวหันหลังพลางทั้งยื่นมือออกมา
“จะทำอะไร!” ไป๋เช่ออวิ๋นมองเขาอย่างระแวง
“เอาเงินมาให้ข้า ข้าจะไปเดินเที่ยว!”
ไป๋เช่ออวิ๋นรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้า “ข้าไม่ได้เอาของเจ้าไปสักหน่อย อีกอย่างข้าก็ไม่ได้ติดเงินเจ้าด้วย แล้วเจ้าจะเอาเงินอะไร”
“ข้าจะเขียนหนังสือสัญญาให้ เมื่อถึงเวลาก็ไปเรียกเก็บจากพ่อผู้ไร้ประโยชน์ของข้าสิ!” หงอวี่พูดอย่างหน้าด้านๆ
“พ่อผู้ไร้ประโยชน์”
ไป๋เช่ออวิ๋นถึงกับพูดไม่ออกเมื่อได้ยินคำพูดของหงอวี่ เขาล้วงเอาเงินห้าตำลึงออกมาจากอกเสื้อแล้วยัดใส่มือของอีกฝ่าย
“เอาไป รีบไปซะ!”
หงอวี่เก็บเงินเข้าอกเสื้อแล้วยื่นมือออกมาอีก “ไม่พอ!”
“ไม่มีแล้ว!”
ไป๋เช่ออวิ๋นสะบัดแขนเสื้อ “เจ้าหนู ข้าไม่มีแล้ว รีบไปซะ เห็นหน้าเจ้าทีไรข้าอยากต่อยเจ้าทุกที!”
หงอวี่ยังคงยื่นมืออยู่อย่างนั้น “หนึ่งร้อยตำลึง!”
เขาไม่เพียงแค่ยื่นมือตัวเองมา ยังดึงมือของเล่อเหนียงออกมาด้วย “สองร้อยตำลึง”
“หงอวี่อย่าได้ลามปามนัก!” ไป๋เช่ออวิ๋นพูดลอดไรฟัน
“เร็วหน่อยสิ เจ้านกยูงกะล่อน อย่าบอกนะว่าซื่อจื่อของจิ่นอันโหวอันทรงเกียรติแค่เงินสองร้อยตำลึงก็ไม่มี”
“ถ้าไม่ให้ ข้าจะไปบอกท่านลุงกับท่านอาว่าเจ้ารังแกข้า!”
“หงอวี่ แบบนี้มันขู่กรรโชกกันชัดๆ!”
ไป๋เช่ออวิ๋นแม้จะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ แต่ก็ยังหยิบตั๋วเงินมูลค่าหนึ่งร้อยตำลึงออกมาสองใบโยนให้เขา
“ได้แล้วก็ไปให้พ้นสายตาข้าเดี๋ยวนี้เลยนะ”
“เจ้าคิดว่าข้าอยากอยู่นานๆหรือ” หงอวี่แค่นเสียงหนึ่งที แล้วจูงเล่อเหนียงเดินออกไป ไม่ลืมที่จะยัดตั๋วเงินใบหนึ่งให้เล่อเหนียงด้วย
“น้องสาว พวกเราไปซื้อเครื่องประดับสวยๆกันเถอะ”
เล่อเหนียงมองตั๋วเงินในมือ มุมปากกระตุกเล็กน้อย เมื่อครู่นางเห็นเต็มสองตาว่าพี่ชายกำลังรีดนายอำเภอไป๋
“พี่เจ็ด นี่เป็นเงินของท่านอาไป๋นะ ท่านกำลังรังแกผู้อื่น”
หงอวี่ลูบศีรษะเล็กๆของเล่อเหนียง “เจ้าวางใจเถอะ นกยูงกะล่อนคนนั้นมีเงินมาก โรงน้ำชาชื่อดังในเมืองหลวงอย่างหอชิงหอวั่งเยว่ก็เป็นของนกยูงกะล่อน
เล่อเหนียงร้องโอ้เสียงหนึ่ง พลางสะบัดตั๋วเงินในมือ
โอ้~ ตั๋วเงินนี่แหละที่เป็นมิตรที่สุด
แม่เฒ่าฉินเห็นแก้วตาดวงใจออกมาก็รีบเดินไปหาพวกเขาทันที นางยังไม่ทันพูดอะไร ก็เห็นเด็กทั้งสองคนถือตั๋วเงินมูลค่าหนึ่งร้อยตำลึงคนละใบไว้ในมือ
“หลานรัก พวกเจ้าได้ตั๋วเงินนี้มาจากไหน” แม่เฒ่าฉินถามอย่างตื่นเต้น นางกลัวว่าเด็กทั้งสองคนนี้จะทำอะไรไม่ดี
“ท่านย่า เป็นเงินที่นายอำเภอไป๋ให้พวกเราไว้ซื้อขนมกิน”
เล่อเหนียงชื่นชมหงอวี่มาก ท่าทางของเขาไม่ได้ดูหวาดกลัวเลยสักนิด จริงอยู่ที่เขาขู่กรรโชกนายอำเภอไป๋มา
“ท่านย่า ซื้อเครื่องประดับสวยๆ”
หงอวี่พาย่าเดินไปยังอาคารหลังใหม่
ไป๋เช่ออวิ๋นที่เดินตามหลังมองหงอวี่เดินออกไปนอกประตู มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
เจ้าเด็กแสบ เจ้าเตรียมพร้อมรับความประหลาดใจหรือยัง
หงอวี่ที่อยู่ถนนเส้นหลักรีบพาท่านย่าไปร้านทองทันที
“เสี่ยวชีเอ๋ย พวกเรามาที่นี่ทำไมหรือ”
เสี่ยวชีมองนางแม่เฒ่าด้วยสีหน้าอึดอัดเล็กน้อย “ท่านย่า ข้าเพิ่งบอกไปเมื่อครู่ไม่ใช่หรือ ว่าต้องซื้อเครื่องประดับที่สวยงาม”
แม่เฒ่าฉินปฏิเสธ “หงอวี่ ย่ามีเครื่องประดับแล้ว ไม่อยากสิ้นเปลืองฟุ่มเฟือย”
“ไม่ได้ หมอหลี่ยังซื้อให้ท่านเลย ข้าก็ต้องซื้อบ้าง”
พูดจบก็จูงมือเล่อเหนียงเดินเข้าไปในร้านทันที เถ้าแก่จางเงยหน้าขึ้นเห็นคนคุ้นหน้าคุ้นตาก็รีบเดินเข้าไปต้อนรับทัรที
“โอ้โฮ เด็กอ้วนคนนี้อ้วนขึ้นอีกแล้วนะ”
เถ้าแก่จางบีบแก้มน้อยๆของเล่อเหนียง พลางอุทานด้วยความตื่นเต้น เด็กหญิงคนนี้น่ารักเหลือเกิน เขาก็อยากมีลูกสาวสักคนเหมือนกัน แต่ภรรยาเสียชีวิตตั้งแต่ยังสาว ตอนนี้อยากมีลูกก็คงไม่ได้แล้ว
“ฮูหยินผู้เฒ่า เชิญดูสิขอรับ ต้องการเครื่องประดับแบบไหน”
แม่เฒ่าฉินตอบอย่างจนใจ “ข้าแค่ดูเฉยๆ”
เจ้าของร้านเจียงเป็นคนฉลาดเฉลียว เขาฟังแค่ประโยคเดียวของแม่เฒ่าฉินก็รู้ว่านางคิดว่าเครื่องประดับในร้านดูเชยเกินไปจึงรีบไปหยิบถาดกำไลมือจากตู้
“ฮูหยินผู้เฒ่า เครื่องประดับพวกนี้เป็นแบบใหม่ที่เพิ่งเข้ามา พวกเรายังไม่ได้นำออกมาวางขาย ท่านลองดูสิว่าชอบอันไหนบ้าง
แม่เฒ่าฉินมองเพียงแค่แวบเดียว นางมาที่อำเภอไม่ได้มีความตั้งใจที่จะซื้อเครื่องประดับ
นางไม่ซื้อไม่ได้หมายความว่าหงอวี่ที่อยู่ข้างๆจะไม่ซื้อ
เขาดึงเล่อเหนียงเข้าไปเลือกคัดสรรในถาด สุดท้ายก็เลือกกำไลเงินสี่วง ปิ่นปักผมเงินเจ็ดแปดอัน และยังมีกระดิ่งเล็กสองอันกับตะขอรูปมงคลเล็กๆหนึ่งอัน
“เถ้าแก่ ช่วยห่อของทั้งหมดนี้ให้ข้าด้วย!”
“หา”
เจ้าของร้านจางตกตะลึง มองดูแม่เฒ่าฉินแวบหนึ่ง “ท่านป้า ลูกของเจ้า…”
แม่เฒ่าฉินส่ายหน้า “ข้าห้ามเขาไม่ได้!”
บทที่ 256: โดนตบหน้า
“เถ้าแก่ ท่านมองหน้าท่านย่าขอด้วยเหตุอันใด ท่านก็แค่คิดเงินเท่านั้น หรือว่าท่านจะกลัวข้าจ่ายไม่ไหว”
หงอวี่พูดด้วยสีหน้าไม่พอใจ แล้วล้วงเอาตั๋วเงินใบหนึ่งออกมาจากอกเสื้อวางลงบนเก้าอี้ข้างตู้วางสินค้า
เมื่อเห็นดังนั้น เถ้าแก่จางก็รีบช่วยห่อของให้เขาอย่างคล่องแคล่ว ระหว่างนั้นก็ลอบมองหงอวี่และบ่นพึมพำในใจ หญิงชรานางนี้ดูไม่เหมือนมาจากครอบครัวมั่งคั่ง แต่กลับให้เงินขนมเด็กตั้งหนึ่งร้อยตำลึงเลย โลกนี้มันเปลี่ยนไปจริงๆ
“คุณชายน้อย รวมทั้งหมดหกสิบแปดตำลึง ลดราคาให้แล้วเหลือหกสิบห้าตำลึงนะ”
หลังจากเถ้าแก่จางตรวจสอบความถูกต้องของตั๋วเงินแล้วก็ทอนเงินให้หงอวี่
“ท่านย่า ให้ขอรับ” หงอวี่มอบเงินที่เหลือทั้งหมดให้ท่านย่า
แม่เฒ่าฉินไม่ได้รับเงินของเขา แต่กลับตำหนิเขาเบาๆ
“คราวนี้ข้าจะละเว้นโทษไปก่อน ต่อไปห้ามซื้อของพวกนี้มาให้คนที่บ้านอีก นอกจากนี้ก็ห้ามไปข้อเงินจากท่านนายอำเภอไป๋บ่อยๆ เขาเป็นหนุ่มแล้ว เหลือเงินไว้ให้เขาแต่งเมียบ้าง”
“ท่านย่า ท่านวางใจเถอะ เขาน่ะมีเงินเป็นถุงเป็นถัง ข้าแค่ช่วยเขาใช้เงินนิดหน่อยเท่านั้นเองฎ
เถ้าแก่จางตกใจกับคำพูดของย่าหลานคู่นี้จนหัวใจเต้นช้าลงครึ่งจังหวะ เมื่อครู่ข้าเพิ่งได้ยินอะไรนะ
ขอเงินจากนายอำเภอไป๋งั้นหรือ ดูเหมือนว่าสถานะของย่าหลานสามคนนี้จะสูงกว่าที่เขาคิดไว้มากทีเดียว
“ท่านย่า พวกเราไปกินข้าวกับพี่หลี่เฟยกันเถอะ”
แม่เฒ่าฉินชะงักไป “กินข้าวกับพี่หลี่เฟยหรือ”
เล่อเหนียงพยักหน้า “ใช่ใช่ใช่ เมื่อวานพี่หลี่เฟยบอกว่าจะเลี้ยงข้าวเราไม่ใช่หรือ”
แม่เฒ่าฉินหัวเราะ “เขาแค่พูดเป็นมารยาทเท่านั้น เจ้าเชื่อคำพูดเขาจริงๆหรือ”
“ท่านย่า ไปเถอะนะ ท้องเล่อเหนียงหิวแล้ว”
หงอวี่ก็พูดตามเช่นกัน “ท่านย่า ข้าก็หิวเหมือนกัน”
แม่เฒ่าฉินได้ยินว่าหลานรักทั้งสองคนหิวแล้ว จึงรีบพาพวกเขาเดินไปยังภัตตาคารว่านฝู
ไม่ว่าหลี่เฟยจะเลี้ยงข้าวพวกเขาหรือไม่ พวกเขาก็ยังมีเงินพอจะจ่ายค่าอาหารอยู่ดี ถึงแม้จะมีเงินไม่มาก แต่อาหารที่ภัตตาคารว่านฝูจะแพงสักเท่าไหนกันเชียว พวกเขายังมีเงินพอกินหนึ่งมื้อ
พวกเขามาถึงภัตตาคารว่านฝู พอมองก็เห็นว่าเป็นจริงดังที่หลี่เฟยบอก ภายในร้านคนแน่นขนัด
แม่เฒ่าฉินพาหลานชายหลานสาวมาถึงหน้าภัตตาคาร เพิ่งก้าวเข้าประตูใหญ่ก็ถูกขัดขวาง
“ไป ไป ไป วันนี้ไม่มีอาหารเหลือแล้ว!”
เสี่ยวเอ้อร์คนหนึ่งโบกผ้าไล่พวกเขาออกไป
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร พวกข้ามากินข้าว ไม่ได้มาขอทาน” แม่เฒ่าฉินระงับความโกรธไว้
หากไม่ใช่เพราะสองหลานรักหิวข้าวและอยากมาที่นี่ นางก็อยากจะหมุนตัวเดินออกไปจากที่นี่
หงอวี่ฟังคำพูดนั้นก็โกรธจัด สองขาก้าวยาวๆจะพุ่งเข้าไป แต่ถูกแม่เฒ่าฉินดึงไว้
“กินข้าวหรือ”
เสี่ยวเอ้อร์แคะหูท่าทางดูถูกดูแคลน ราวกับกำลังยืนยันว่าตนไม่ได้ฟังผิดใช่หรือไม่
“ขอทานอย่างพวกเจ้าคิดว่ามีปัญญากินอาหารที่ภัตตาคารว่านฝูของพวกข้าหรือ อาหารจานเดียวของพวกข้าก็ห้าตำลึงเงินแล้ว พวกเจ้าเคยเห็นเงินห้าห้าตำลึงเงินหรือไม่”
“ไสหัสไปให้พ้น อย่ามาทำสกปรกพื้นภัตตาคารว่านฝูของพวกข้า”
แม่เฒ่าฉินพูดอย่างโกรธเคือง “หลานรักของย่า พวกเราไปกินร้านอื่นกันเถอะ!”
“เฮอะ ไอ้พวกคนจน” ลูกจ้างพูดอย่างดูถูก
“เกิดอะไรขึ้น เหตุใดข้างนอกถึงเสียงดีงเช่นนี้”
ตอนนั้นน้ำเสียงทุ่มต่ำพลันดังขึ้นด้านหลัง ตามด้วยชายร่างเตี้ยอ้วนเดินออกมา
“เอ้อร์โก่วเหตุใดถึงเสียงดังนัก”
เสี่ยวเอ๋อร์รีบประจบว่า “นายท่าน ก็แค่ขอทานสามคนมาของกิน แต่ข้าไล่พวกมันออกไปแล้ว”
หลี่หยางมองแม่เฒ่าฉินอย่างสงสัย แม้เสื้อผ้าของพวกเขาจะไม่หรูหรา แต่ก็สะอาดสะอ้านเรียบร้อย จะว่าเป็นขอทานก็ไม่น่าใช่ อีกอย่างเด็กอ้วนคนนั้นดูได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี ทั้งยังสวมกำไลเงินสองสง คนแบบนี้จะเป็นขอทานได้อย่างไร
ขณะที่หลี่หยางพินิจดูแม่เฒ่าฉิน แม่เฒ่าฉินก็กำลังพินิจดูเขาเช่นกัน
นางเคยได้ยินหลี่เฟยพูดว่า บิดาของเขาเป็นคนอ้วนเตี้ย คนผู้นี้ดูเหมือนที่เขาพูดเอาไว้ไม่ผิด
ส่วนหลี่หยางมองใบหน้าของนางแล้วรู้สึกคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก พอมองเด็กอ้วนในอ้อมแขนนาง ก็นึกอะไรขึ้นได้และรีบเข้าไปถามทันที
“ท่านคือแม่เฒ่าฉินใช่หรือไม่ และเด็กคนนี้ก็คือเล่อเหนียงถูกต้องหรือไม่ขอรับ”
แม่เฒ่าฉินพยักหน้าเบาๆ “เถ้าแก่หลี่”
เมื่อหลี่หยางได้ยินคำพูดของแม่เฒ่าฉินก็รู้ได้ทันทีว่าตนเองเดาถูกแล้ว จึงตบมือด้วยความดีใจแล้วกล่าวว่า
“โอ้ ท่านป้าฉิน ข้าได้ยินหลี่เฟยพูดถึงท่านบ่อยๆ แต่เดิมข้าคิดว่าจะไปเยี่ยมท่านที่บ้านสักวัน ไม่คิดว่าท่านจะที่นี่ด้วยตนเอง”
“เชิญ เชิญ เข้ามาข้างในเถิด”
แม่เฒ่าฉินยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน “เถ้าแก่หลี่ พวกข้าชาวนาขาเปื้อนดินไม่ขาเข้าไปดีกว่า เกรงว่าจะทำให้ภัตตาคารว่านฝูสกปรกได้”
เมื่อหลี่หยางได้ยินก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจึงเหวี่ยงแขนฟาดลูกน้องทันที
ลูกน้องคนนั้นถูกตีจนหมุนสองรอบแล้วคุกเข่าลงกับพื้น ใบหน้ายังคงงุนงงอยู่นาน
“เถ้าแก่…”
“สารเลว เจ้าเกือบจะทำให้แขกผู้มีเกียรติของข้าโกรธเสียแล้ว!”
“จ่ายค่าจ้างให้สารเลวนี่แล้วไล่มันออกไปเดี๋ยวนี้”
เสี่ยวเอ้อร์คนนั้นรู้สึกตัวแล้วรีบคุกเข่าลงกับพื้น ดึงขากางเกงเถ้าแก่หลี่พลางร้องอ้อนวอน
“เถ้าแก่ ข้าผิดไปแล้ว ข้าตาบอดไม่รู้จักไข่มุก ขอท่านยกโทษให้ข้าสักครั้งเถิด”
“ข้ามีทั้งคนแก่และเด็กที่ต้องดูแล อีกทั้งยังมีภรรยาที่ป่วยอยู่ ข้าไม่อาจสูญเสียงานนี้ไปได้”
เห็นว่าหลี่หยางไม่สะทกสะท้านจึงหันไปคว้าชายกางเกงของแม่เฒ่าฉิน
แม่เฒ่าฉินรีบถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
เมื่อเห็นว่าแม่เฒ่าฉินไม่สนใจตนเอง เขาจึงยกมือขึ้นตบหน้าตัวเอง ขณะที่ตบตัวเองก็ขอโทษไปด้วย
“ขออภัย ข้าขอโทษ เป็นความผิดของข้าเองที่สายตาไม่ดี ข้าขอร้องท่านอย่าไล่ข้าออก ข้าไม่อาจสูญเสียงานนี้ไปได้จริงๆ”
ดูเหมือนว่าลูกจ้างคนนั้นจะกลัวจริงๆ ว่าหลี่หยางจะไล่เขาออก จึงไม่กล้าออมแรง
ไม่นานใบหน้าก็บวมขึ้น ปากและจมูกก็เริ่มมีเลือดออก ภาพนี้ทำให้คนอื่นๆรู้สึกสะเทือนใจ แม้แต่หลี่หยางก็ยังรู้สึกสะเทือนใจเช่นกัน
“เถ้าแก่หลี่ ให้อภัยเขาสักครั้งเถิด” แม่เฒ่าฉินเอ่ยขึ้นเบาๆ
นางเห็นว่าหลี่หยางใจอ่อนลงแล้ว จึงถือโอกาสทำตัวเป็นคนดีสักครั้ง อย่างไรเสียนี่ก็เป็นลูกจ้างของผู้อื่น
“ขอบพระคุณฮูหยินผู้เฒ่า” ลูกจ้างก้มศีรษะขอบคุณไม่หยุด
หลี่หยางนำพวกแม่เฒ่าขึ้นไปยังห้องรับรองชั้นบน “ท่านป้าฉิน เชิญขึ้นไปด้านบนเถิด หลี่เฟยมีธุระจึงออกไปข้างนอก ข้าจะให้คนไปตามไอ้เจ้าตัวเหม็นนั่นกลับมา!”
แม่เฒ่าฉินรีบโบกมือ “ไม่ต้องหรอก ถ้าเขามีธุระก็ปล่อยให้เขาไปทำเถิด สองเจ้าตัวน้อยแค่หิวเท่านั้น เถ้าแก่ ช่วยยกอาหารที่ย่อยง่ายๆมาให้ข้าหน่อย"
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ ท้องน้อยๆของเล่อเหนียงหิวจนจะแบนหมดแล้ว” เล่อเหนียงตบท้องน้อยๆ พลางพูดออดอ้อน
ถึงแม้หงอวี่จะไม่พูดอะไร แต่เขาก็ลูกท้องตัวเองโชว์เหมือนกัน
“ได้เลย ลุงจะยกอาหารอร่อยๆมาให้พวกเจ้าเดี๋ยวนี้”
เถ้าแก่จางลูบศีรษะน้อยๆของเล่อเหนียง แล้วหยิกแก้มน้อยๆของนางก่อนจะไปยกอาหารมาให้พวกเขา
ไม่นานอาหารก็ถูกยกมา
มีเนื้อไก่ตุ๋นนุ่มๆ ไข่ตุ๋นที่เหมาะสำหรับเด็ก และอาหารอื่นๆอีกหลายอย่าง
เล่อเหนียงและหงอวี่เพียงแค่ชิมคำเดียว ใบหน้าน้อยๆก็ย่นเข้าหากัน
บทที่ 257: หมูสามชั้นผักกาดดอง
“ฮือ~ อาหารจานนี้ไม่อร่อยเลย” เล่อเหนียงพูดพลางทำหน้ามุ่ย
หงอวี่ก็ชิมไข่ตุ๋นคำหนึ่งแล้ววางช้อนลง
“ไข่ตุ๋นชามนี้คาวมาก ไม่อร่อยเท่าที่ป้าสะใภ้สามทำสักนิด!”
แม่เฒ่าฉินมองดูหลานรักทั้งสองคนที่ทำหน้าย่นเหมือนซาลาเปาแล้วอดขำไม่ได้
“ออกมาข้างนอกก็ต้องกินตามมีตามเกิด กลับบ้านแล้วข้าจะทำของอร่อยๆให้พวกเจ้ากิน ฝีมือของป้าสะใภ้สามของพวกเจ้านั้นไม่ใช่ว่าใครๆก็จะทำได้”
“ท่านย่า ไข๋ตุ๋นรสชาติคาวยิ่งนัก ข้ากินไม่ลงจริงๆขอรับ” หงอวี่พูดพลางเบ้ปาก
เล่อเหนียงก็ทำหน้าแบบเดียวกัน
แม่เฒ่าฉินถอนหายใจเฮือกใหญ่ พวกหลานรักติดฝีมือของสะใภ้สามจนกลายเป็นเลือกกินไปแล้ว อายุยังน้อยก็เริ่มเลือกกินแล้ว ถ้าโตขึ้นจะทำอย่างไร
ขณะที่แม่เฒ่าฉินกำลังกังวลอยู่นั้น หลี่เฟยก็เปิดประตูเข้ามา
“ท่านป้า อาหารเรียบร้อยดีหรือไม่ มีอะไรถูกปากบ้างหรือไม่ขอรับ”
“ไม่ถูกปากสักนิด!”
ยังไม่ทันที่แม่เฒ่าฉินจะพูด หงอวี่และเล่อเหนียงก็พูดขึ้นพร้อมกัน จนหลี่เฟยงุนงงไปครู่หนึ่ง
“ข้าจะไปดูหน่อยว่าพ่อครัวคนไหนไม่ตั้งใจทำอาหารอร่อยๆให้เล่อเหนียงของพวกเรากิน!”
เล่อเหนียงเบ้ปาก “พี่หลี่เฟย ไข่ตุ๋นเหม็นคาวมาก เล่อเหนียงกินไม่ลง”
หลี่เฟยใช้ตะเกียบคีบไข่ตุ๋มเข้าปากเล็กน้อย
ไข่ตุ๋นนี่ก็เหมือนไข่ตุ๋นเมื่อก่อน รสชาติของไข่ก็ยังเป็นรสชาติของไข่อยู่ รสชาตินี้กินแล้วก็ไม่เลวเลยทีเดียว เหตุใดเล่อเหนียงถึงบอกว่าคาวล่ะ
“เด็กดี ข้าว่าไข่ตุ๋นนี่ทำได้ไม่เลวนะ ข้าไม่ได้รู้สึกว่ามันคาวตรงไหนเลย”
“พี่หลี่เฟย มันมีกลิ่นขาวของไข่ คาวมากๆเลย เล่อเหนียงกินไม่ลง”
ตอนนี้หลี่เฟยไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว ไข่ไม่ใช่ว่ามีกลิ่นคาวอ่อนๆของไข่อยู่แล้วหรอกหรือ นั่นเป็นกลิ่นของตัวไข่ ไม่มีทางกำจัดออกไปได้หรอก
แม่เฒ่าฉินมองดูหลี่เฟยที่ทำหน้าเหวอ และพูดอย่างจนปัญญา "คุณชายหลี่ ท่านไม่ต้องเอาคำพูดของเล่อเหนียงมาใส่ใจหรอก ตั้งแต่เด็กเคยกินแต่อาหารที่ไห่ถังทำ คราวนี้เป็นเพียงการกินอาหารที่คนอื่นทำจึงไม่ชินเท่านั้นเอง ท่านไม่ต้องสนใจนางก็ได้”
เล่อเหนียงทำหน้างออย่างน่ารัก “ท่านย่า!”
“มาเถอะเด็กดี พี่จะพาเจ้าไปที่ห้องครัวด้านหลัง อยากกินอะไรก็บอกให้พ่อครัวทำให้ดีหรือไม่”
“ไปไป!” เล่อเหนียงตะโกนเสียงดังลั่น
“ข้าก็จะไปด้วย!” หงอวี่ชูมือร้องตะโกนเช่นกัน
“ท่านป้าพักผ่อนอยู่ที่นี่ก่อนนะ ข้าจะพาเล่อเหนียงกับหงอวี่ไปเดินเล่นสักหน่อย”
แม่เฒ่าฉินพยักหน้าอนุญาต
พอมาถึงห้องครัว เล่อเหนียงก็ถูกกลิ่นเผ็ดร้อนทำให้ไอไม่หยุด
“พี่หลี่เฟย เผ็ดจนแสบตาเลย”
หลี่เฟยหัวเราะ “พวกเขากำลังผัดเนื้อกระต่ายเผ็ดน่ะ ใช่แล้ว เนื้อกระต่ายเผ็ดขายดีมาก ขายจนแทบไม่พอเลยละ!”
“ความสำเร็จครั้งนี้ก็เป็นเพราะเล่อเหนียงของพวกเราเลยนะ”
พอได้ยินคำพูดของหลี่เฟย เล่อเหนียงก็รีบฉวยโอกาสทันที “งั้นพี่หลี่เฟยจะซื้อขนมให้เล่อเหนียงกินใช่หรือไม่”
“ขนมหรือ เจ้าอยากกินเท่าไหร่ก็กินได้ พอถึงสิ้นปีพี่จะซื้อเสื้อผ้าให้เจ้าใหม่สองชุด ทำเครื่องประดับศีรษะสองชุด แล้วเก็บไว้เป็นสินสอดให้เจ้า”
เล่อเหนียงหน้าตึง นางยังไม่ถึงสองขวบเลยจะเก็บสินสอดอะไรกัน
อีกอย่างชาตินี้นางก็ไม่คิดจะแต่งงานอยู่แล้ว
การใช่ชีวิตอยู่คนเดียว มีกิน มีดื่ม ถ้าขาดเงินก็แค่หยิบของจากพื้นที่มิติออกมาขาย คิดดูแล้วชีวิตแบบนั้นช่างสบายเสียจริง
การแต่งงานมีอะไรดี ยุคนี้ส่งเสริมการมีภรรยาหลายคน นางไม่มีความชอบที่จะแย่งชิงความรักของชายคนหนึ่งกับหญิงอื่นมากมาย
“ไม่เอา ข้าไม่แต่งงาน!”
“ข้าต้องการเป็นสมบัติล้ำค่าของคนรุ่นใหม่ตลอดไป!”
คำพูดของเล่อเหนียงทำให้หลี่เฟยหัวเราะ เขาบีบแก้มเล็กๆของเล่อเหนียงด้วยความเอ็นดู
“ดีๆๆ หนูน้อยของพวกเราไม่ต้องแต่งงาน อยู่บ้านเป็นสมบัติล้ำค่าตลอดชีวิตก็ได้”
“ถ้าถึงเวลาไม่มีเงิน ก็มาหาพี่หลี่เฟยนะ”
สองคนนี้พูดคุยหัวเราะกันเดินไปทางครัวเล็ก โดยไม่ได้สังเกตเห็นว่าใบหน้าของหงอวี่ที่ดำมืดราวกับหมึก
และตัวหลี่เฟยเองก็ไม่รู้ว่า เขาถูกจดเข้าบัญชีดำของหงอวี่แล้ว
อนาคตอันใกล้เขาจะเสียใจมากว่าทำไมวันนี้ถึงได้พูดประโยคนี้ออกไป จะถูกหงอวี่รักแกจนไม่รู้จะไปร้องไห้ระบายที่ไหน
“เด็กดี เจ้าดูสิว่าอยากกินอะไร ข้าจะให้พวกเขาทำให้ใหม่เลย”
เล่อเหนียงสำรวจภายในห้องครัวแห่งนี้ ดูเหมือนจะเล็กกว่าห้องครัวเมื่อครู่ และที่นี่มีแต่แม่ครัว ไม่มีพ่อครัว
“พี่หลี่เฟย มีสองครัวเลยหรือ”
หลี่เฟยพยักหน้า “ใช่แล้ว ร้านของพวกเราชั้นเก้าล้วนมีสองครัว อย่างด้านหน้านั้นทำอาหารที่ผู้ชายชอบกิน เน้นทำกับแกล้มเหล้า ส่วนครัวเล็กนี้ทำอาหารรสอ่อนย่อยง่าย”
เล่อเหนียงพยักหน้าเบาๆ สายตากวาดมองไปบริเวณโดยรอยก่อนจะเก็บสายตากลับมาด้วยความผิดหวังเล็กน้อย
ของในครัวนี้มีน้อยจริงๆ แม้แต่ผักก็มีแค่ผักป่ากับหัวไชเท้า ไม่มีผัดชนิดอื่นๆเลย
ส่วนเนื้อสัตว์ก็มีแค่เนื้อหมูก้อนใหญ่ที่ยังไม่ได้หั่นเท่านั้น
“พี่หลี่เฟย เนื้อก้อนนั้นเอาไว้ทำอะไรหรือ”
หลี่เฟยมองตามนิ้วชี้ของเล่อเหนียง “นั่นคือเนื้อหมูที่ส่งมาเช้านี้ ตอนนี้ลูกค้าส่วนใหญ่มากินเนื้อกระต่าย เนื้อหมูพวกนี้ก็เลยขายไม่ออก”
เล่อเหนียงกลอกตาไปมา มองดูเนื้อหมูสามชั้นในใจก็คิดออกทันที
“พี่หลี่เฟย ข้าจะสอนท่านทำอาหารจานหนึ่ง แล้วท่านซื้อขนมให้ข้ากินได้ไหม”
หลี่เฟยเลิกคิ้วด้วยความสงสัย “โอ้”
“เจ้าทำอาหารเป็นด้วยหรือ”
เล่อเหนียงพยักหน้า “ข้าดูป้าสะใภ้สามทำทุกวัน ข้าเรียนรู้มาแล้ว!”
“นั่นดีมากเลย เจ้าจะสอนข้าทำอาหารอะไรล่ะ ต้องใช้วัตถุดิบอะไรบ้าง ข้าจะไปบอกให้พวกเขาเตรียมให้” หลี่เฟยตอบ
เขาไม่เชื่อเลยว่าเล่อเหนียงเด็กน้อยที่อายุหนึ่งขวบกว่าจะทำอาหารเป็น
เขาตอบตกลงเพียงเพราะต้องการเล่นกับเล่อเหนียงเท่านั้น
“พี่หลี่เฟยจ๋า เอาเนื้อหมูชิ้นหนึ่งก็พอแล้ว”
“ยังต้องการผักดองอีกกำมือหนึ่งด้วยนะ”
หลี่เฟยหันไปพูดกับแม่ครัวที่ยืนอยู่ข้างๆ “ได้ยินไหม รีบไปเตรียมเดี๋ยวนี้”
แม่ครัวรับคำแล้วลงไปเตรียม
ไม่นานก็นำผักป่าแห้งมาหนึ่งกำ
“คุณชาย ไม่พบผักดอง มีแต่ผักป่าแห้งเท่านั้นเจ้าค่ะ”
“ผักป่าแห้งก็ใช้ได้”
“ขอถามแม่ครัวตัวน้อย ต่อไปพวกข้าควรทำอย่างไรดีขอรับ” หลี่เฟยหยอกเย้ย
เล่อเหนียงชี้ไปที่เนื้อหมูสามชั้นชิ้นหนึ่ง “พี่เฟย ช่วยข้าหั่นเนื้อหมูสามชั้นชิ้นนี้ให้เป็นชิ้นขนาดเท่านี้หน่อย”
เล่อเหนียงยื่นนิ้วออกมาทำท่าวัดขนาดของเนื้อ
ไม่จำเป็นต้องให้หลี่เฟยพูด นางแม่ครัวที่ฉลาดหลักแหลมข้างๆ ก็หยิบมีดตัดเนื้อให้นางตามที่เล่อเหนียงบอกไว้แล้ว
“พี่หลี่เฟย ตั้งน้ำมันหนึ่งกระทะ ต้องใส่ให้มากกว่าเดิม!”
แม่ครัวอีกคนหนึ่งรีบตั้งกระทะทันที
“พี่หลี่เฟย นำเนื้อใส่ลงไปทอดเถิด!”
เมื่อน้ำมันร้อนถึงหกส่วน เล่อเหนียงก็บอกให้หลี่เฟยนำเนื้อชิ้นนั้นใส่ลงไปทอด
บทที่ 258: ป้าสะใภ้สามสอนมา
“เอ๊ะ เหตุใดต้องนำเนื้อนี้ลงไปทอดด้วยล่ะ” หลี่เฟยถามเล่อเหนียงหลังจากที่ใส่เนื้อลงไปแล้ว
“การนำเนื้อลงไปทอดจะไม่ทำให้มันกลายเป็นเนื้อแห้งหรอกหรือ”
เล่อเหนียงมองเขาราวกับมองคนโง่ “ท่านจะทอดจนกลายเป็นเนื้อแห้งโดยไม่พลิกเลยหรือ”
หลี่เฟย “...”
เล่อเหนียงประเมินเวลาแล้วบอกให้หลี่เฟยตักเนื้อขึ้นมา
“พี่หลี่เฟย ท่านหาไม้เแหลมสักสองสามอันมา แล้วแทงเนื้อให้เป็นรู ต้องแทงให้สม่ำเสมอด้วยนะ”
แม่ครัวต่างอยากลงมือทำงานเอง แต่ก็ถูกหลี่เฟยไล่ออกไป
หลี่เฟยลงแทงด้วยตัวเอง แล้วก็มองเล่อเหนียงเงียบๆ
“พี่หลี่เฟย หยิบเกลือกับซีอิ๊วมาหน่อย ข้าจะนำมาหมักเนื้อ แล้วค่อยนำลงทอดจนเปลี่ยนสี”
หลี่เฟยเติมเกลือและซีอิ๊วลงบนเนื้อหมูแล้วนวด เขามองดูเนื้อหมูที่ค่อยๆเปลี่ยนสีแล้วรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก
เขามีลางสังหรณ์ว่าวันนี้เขากำลังจะได้ทักษะอาหารเลิศรสอีกหนึ่งจาน เล่อเหนียงเห็นว่าหลี่เฟยนำเนื้อหมูลงไปทอดแล้ว จึงบอกให้เขานำผักป่าแห้งมาแช่น้ำ แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
หลี่เฟยทำทุกขั้นตอนอย่างว่าง่าย ตอนนี้เขาเป็นเพียงคนงานที่ไร้ความรู้สึก เล่อเหนียงสั่งให้ทำอะไรก็ทำตามนั้น
“พี่หลี่เฟย รอให้หนังเปลี่ยนเป็นสีเหลือทองทั้งสองด้านแล้วค่อยตักขึ้นมาแช่น้ำเย็นนะ”
“อ้อ”
ในระหว่างที่หมูทอดเล่อเหนียงกับหงอวี่ก็ไปนั่งยองๆอยู่ที่เตาอีกเตาหนึ่งเพื่อก่อไฟ พวกเขาหยิบถั่วลิสงมากำหนึ่งโยนลงไปคั่ว
เหมือนที่ท่านย่าเคยบอกเอาไว้ ท้องของพวกเขาทั้งสองคนถูกสือไห่ถังทำให้เคยชิน จนกลายเป็นเด็กเลือกกิน แม้ว่าอาหารของภัตตาคารว่านฝูจะอร่อย แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่ถูกปากพวกเขาอยู่ดี อีกอย่างพวกเขาก็ไม่กินมาก จึงตั้งใจจะคั่วถั่วลิสงกินเล่น รอกลับถึงบ้านแล้วค่อยให้ป้าสะใภ้สามทำอาหารอร่อยๆให้กิน
“เด็กดี ข้าตักเนื้อขึ้นมาแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะทำอย่างไร”
เล่อเหนียงเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นหลี่เฟยกำลังมองนางด้วยสายตาชื่นชม มุมปากของนางกระตุกขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
“พี่หลี่เฟย ขั้นตอนต่อไปเป็นการหั่นเนื้อหมูเป็นชิ้นบางๆ จากนั้นใช้เกลือและซีอิ๊วเล็กน้อยคลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วหมักไว้สักครู่”
“จากนั้นนำผักที่แช่น้ำไว้ออกมาสะเด็ดน้ำให้แห้ง แล้วนำไปผัดในกระทะจนแห้ง”
หลี่เฟยรีบทำตามทันที หลังจากทำตามขั้นตอนทั้งหมดแล้วก็หันไปมองเล่อเหนียงอีกครั้ง
เล่อเหนียงรู้สึกหมดคำพูดจริงๆ ครอบครัวของหลี่เฟยไม่ได้เปิดภัตตาคารหรอกหรือ เหตุใดเขาถึงไม่เก่งเรื่องทำครัวเอาเสียเลย ต้องให้นางสอนทุกขั้นตอนเลยหรือ
“พี่หลี่เฟย ท่านวางเนื้อที่หั่นแล้วโดยให้ด้านหนังติดกับชาม แล้วนำผักดองที่ผัดแล้วใส่ลงไปด้านบน จากนั้นเอาชามอีกใบมาปิดด้านบน แล้วนำไปนึ่งในหม้อ”
หลี่เฟยทำตามอีกครั้ง พอถึงขั้นตอนนี้ก็รู้สึกตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อยๆ
เขาชื่นชมสือไห่ถังจริงๆ ที่คิดวิธีทำเนื้อหมูแบบนี้ได้ เหตุใดก่อนหน้านี้ดขาถึงไม่เคยคิดว่าเนื้อหมูสามารถทำแบบนี้ได้นะ
หลังจากนึ่งเนื้อในหม้อประมาณครึ่งชั่วยามก็ถึงเวลานำเนื้อออกมาจากในหม้อแล้ว พอยกเนื้อออกมาจากหม้อ กลิ่นหอมของเนื้อก็ลอยโชยมาตามลม จนแม้แต่พ่อครัวที่ผัดเนื้อกระต่ายอยู่อีกที่ก็ถูกดึดดูดความสนใจ
ส่วนหลี่เฟยก็ถูกกลิ่นหอมของเนื้อยั่วยวนจนน้ำลายไหล
เล่อเหนียงหยิบตะเกียบคู่หนึ่งให้เขาอย่างใส่ใจ “พี่หลี่เฟย รีบชิมดูสิว่าอร่อยไหม”
หลี่เฟยไม่พูดพร่ำทำเพลง ใช้ตะเกียบคีบเนื้อชิ้นหนึ่งเข้าปากทันที
กลิ่นหอมเข้มข้นและสัมผัสที่นุ่มลิ้นทำให้หลี่เฟยเหมือนได้พบเจอโลกใบใหม่ “เด็กดี อาหารจานนี้อร่อยเหลือเกิน วิธีการทำง่ายๆแบบนี้สามารถทำอาหารที่อร่อยขนาดนี้ได้ ทั้งยังไม่มีกินคาวของหมูเลยสักนิด
เล่อเหนียงมองหลี่เฟยด้วยความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง
พูดเล่นน่ะ
หมูสามชั้นผักกาดดองยี้ในชาติก่อนเป็นอาหารจานเด็ดในงานเลี้ยง งานเลี้ยงอาจไม่มีเหล้า แต่ขาดจานเนื้อหมูตุ๋นผักดองนี้ไม่ได้เด็ดขาด
“เด็กดี ชาติก่อนข้าคงทำความดีไว้มากมาย ชาตินี้ถึงได้มารู้จักเจ้า” หลี่เฟยพูดอย่างซาบซึ้ง
เขาคาดการณ์ได้ว่าเนื้อหมูตุ๋นผักดองถุงนี้จะได้รับความนิยมมากแค่ไหน
แม้ว่าเนื้อกระต่ายเผ็ดจะได้รับความนิยมเช่นกัน แต่ก็เป็นอาหารรสจัด หลายคนอยากกินแต่ก็กินไม่ได้ แต่อาหารจานนี้หอมอร่อยนุ่มลิ้น ทั้งชายฉกรรจ์และเด็กเล็กก็สามารถกินได้
“พี่หลี่เฟย อย่าซาบซึ้งมากนักเลย จำไว้ว่าต้องซื้อขนมให้ข้ากินด้วยนะ” ปฏิกิริยาของหลี่เฟยเป็นไปตามที่เล่อเหนียงคาดไว้
หงอวี่ได้กลิ่นหอมของเนื้อก็หยิบตะเกียบมาคีบเนื้อชิ้นหนึ่งเข้าปาก
ต่อมาดวงตาของเขาก็เป็นประกาย ว้าว เนื้อนี่อร่อยจริงๆ แต่ถ้าป้าสะใภ้สามทำคงจะอร่อยกว่านี้
วันหลังรอให้ป้าสะใภ้สามหายดีก่อน แล้วจะให้นางทำให้ข้ากิน แต่อาหารที่อาซิ่วเถาทำก็อร่อยเช่นกัน
หลี่เฟยหยิบถาดมาใบหนึ่ง แล้วยกจานเนื้อวางลงบนถาดพร้อมพูดกับเล่อเหนียงว่า
“เด็กน้อย ข้าจะเอาจานเนื้อนี้ออกไปให้ท่านพ่อของข้าชิมสักหน่อย แล้วจะพาเจ้าไปซื้อลูกกวาดกิน ดีหรือไม่”
“อืม อืม”
หลี่เฟยมือหนึ่งถือถาด อีกมือหนึ่งอุ้มเล่อเหนียง
“เด็กน้อย ข้าอุ้มเจ้าแทบไม่ไหวแล้ว เจ้ารีบเอามือทั้งสองข้างโอบคอข้าไว้เร็ว อย่าให้ตกลงไปเชียว"
หลี่เฟยต้องยอมรับว่าเล่อเหนียงนั้นตัวแน่นจริงๆ เขาใช้มือเดียวอุ้มเล่อเหนียง รู้สึกเหนื่อยอยู่บ้าง
เมื่อเทียบกับหงอวี่ที่เย็นชาแสดงว่าเจ้ายอมรับว่าเจ้าอ่อนแอ ไม่เป็นไร เขาจะไม่หัวเราะอีกฝ่ายแน่นอน
“ตาเฒ่า ข้าทำอาหารจานใหม่ ท่านจะลองลิ้มดูหรือไม่
เขาถีบประตูให้เปิดออก ทันใดนั้นก็มีหนังสือเล่มหนึ่งลอยออกมา
หลี่เฟยก้มตัวหลบทัน
“ตาเฒ่า ท่านจะชิมหรือไม่ชิมกันแน่ ถ้าไม่ชิมข้าจะเอาไปแล้วนะ”
“นำเข้ามา!” เสียงอันทรงอำนาจดังออกมาจากด้านใน
หลี่เฟยแสยะยิ้มเล็กน้อย แล้วอุ้มเล่อเหนียงเดินเข้าไป
“โอ้ เจ้าก้อนแป้งตัวน้อย เจ้ามากับไอ้เด็กหน้าเหม็นคนนี้ได้อย่างไร”
หลี่หยางเห็นเล่อเหนียงก็ยื่นมือออกไปแย่งเด็กคนนี้มาไว้ในอ้อม
“ท่านลุงหลี่ ข้ากับพี่หลี่เฟยทำอาหารอร่อยมากมาจานหนึ่ง ท่านอยากลองชิมหรือไม่เจ้าคะ”
“หืม เจ้าทำหรือ”
เล่อเหนียงโบกมือ “ไม่ใช่หรอกเจ้าค่ะ ข้าทำกับพี่หลี่เฟยต่างหาก”
หลี่หยางยิ้ม “ข้าอยากลองชิมอาหารที่เจ้าเด็กน้อยคนนี้ทำ อร่อยหรือไม่นะ”
พูดจบก็วางเล่อเหนียงลงบนโต๊ะด้านข้าง แล้วหยิบแผ่นหยกออกมาให้นางเล่น ส่วนตัวเองก็ย้ายจานอาหารที่หลี่เฟยนำมาเข้ามาใกล้ แล้วใช้ตะเกียบคีบชิ้นหนึ่งขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียด
“นี่ไม่ใช่เนื้อหมูหรอกหรือ”
“ใช่แล้วท่านลุงหลี่ ลองชิมดูเร็วเข้า อร่อยมากเลยนะ”
หลี่หยางจึงนำเนื้อชิ้นนั้นเข้าปาก ชั่วพริบตาต่อมา สีหน้าของเขาก็เหมือนกับสีหน้าของหลี่เฟยเมื่อครู่ เช่นเดียวกันที่รู้สึกประทับใจอย่างมาก
“ว้าว เจ้าก้อนแป้งตัวน้อย จานนี้หอมกรุ่นนุ่มละมุนลิ้น รสชาติยอดเยี่ยมจริงๆ เจ้าเก่งขนาดนี้เลยหรือ”
เล่อเหนียงส่ายหัว “ท่านลุงหลี่ อาหารจานนี้ไม่ใช่ข้าทำหรอก เป็นฝีมือของพี่หลี่เฟยต่างหาก”
“แต่ว่าข้าเป็นคนสอนนะ”
หลี่หยางถามอย่างสงสัย “เจ้าเด็กก้อนแป้ง อาหารจานนี้ เจ้าไปเรียนมาจากที่ไหนกัน”
“ป้าสะใภ้สามสอนมาน่ะ”
บทที่ 259: ออกจากบ้าน
หลี่หยางเข้าใจแล้ว ถ้าเป็นสือไห่ถังสอนก็ไม่แปลกอะไร เพราะอย่างไรเสียเนื้อกระต่ายเผ็ดที่ขายดิบขายดีในร้านอาหารของพวกเขาตอนนี้ก็เป็นสูตรที่สือไห่ถังสอนเหมือนกัน
“โอ้โห เจ้าเด็กตัวน้อยเก่งจังเลยนะ ตัวยังสูงไม่ถึงเอวแต่ก็ผัดอาหารเป็นแล้วเหรอ!”
“ไม่ใช่เจ้าค่ะ ตอนที่ป้าสะใภ้สามผัดอาหาร ข้าก็ยืนดูอยู่ข้างๆ แล้วทุกคนก็กินเนื้อกันอย่างเอร็ดอร่อย ดูนานวันเข้าก็เริ่มทำเป็นเจ้าค่ะ”
หลี่หยางมองเล่อเหนียงด้วยความชื่นชมมากขึ้น ไม่มีใครสอนแต่แค่ดูไม่กี่ครั้งก็ทำเป็นแล้ว ช่างเป็นเด็กที่ฉลาดจริงๆ! เขาเอาเธอกลับไปเลี้ยงที่บ้านได้ไหม
“ลุงหลี่เจ้าค่ะ อาหารจานนี้อร่อยหรือไม่”
“พี่หลี่เฟยบอกว่าถ้าอาหารจานนี้อร่อย เขาจะพาข้าไปซื้อขนมเจ้าค่ะ”
“อร่อยๆ!”
หลี่หยางล้วงเงินสิบตำลึงสองก้อนออกมาจากอกเสื้อ แล้วแบ่งให้เล่อเหนียงและหงอวี่คนละก้อน
“เอาไป เอาไป ลุงให้เงินพวกเจ้าไปซื้อขนมกิน พวกเราไม่ต้องสนใจลูกชายตัวเหม็นของข้าหรอก เจ้าหมอนั่นน่ะขี้เหนียวจะตาย”
หลี่เฟย ข้าขี้เหนียวตรงไหนกัน
“ได้เจ้าค่ะ” เล่อเหนียงปรบมือด้วยความดีใจ “ท่านลุง ข้าจะไปหาท่านย่าแล้วนะ!”
เล่อเหนียงลากหงอวี่แล้วเดินออกไปข้างนอก
วันนี้ได้ผลตอบรับไม่น้อยเลย
หลี่หยางเตะหลี่เฟยที่ยังยืนนิ่งเสาอยู่ข้างๆหนึ่งที “เหตุใดยังยืนบื้ออยู่อีก รีบอุ้มเล่อเหนียงไปหาท่านป้าฉินเร็วเข้า”
แม่เฒ่าฉินที่อยู่ในห้องรับรองกินข้าวเสร็จแล้ว เกิดรู้สึกเบื่อจึงหาผ้าขี้ริ้วมาเครื่องเรือนและเก้าอี้ในห้องทั้งหมด เมื่อเห็นเล่อเหนียงและหงอวี่กลับมา หัวใจที่เป็นห่วงของนางก็สงบลงในที่สุด
“ท่านย่า ท่านลุงหลี่ให้เงินพวกเรามาด้วยเจ้าค่ะ”
แม่เฒ่าฉินถือก้อนเงินสองก้อนในมือ จู่ๆ ก็รู้ว่าเงินสองก้อนนั้นร้อนขึ้นมา เด็กซนสองคนนี้ออกไปทีเดียวก็ไปปล้นคนอื่นอีกแล้วหรือ
ก่อนหน้านี้ก็ปล้นนายอำเภอไป๋ที่ศาลาว่าการ คราวนี้ปล้นภัตตาคารว่านฝูอีกแล้ว
“หลานรัก พวกเราไม่สามารถรับเงินของคนอื่นโดยไม่มีเหตุผลได้ รีบเอาไปคืนเขาเร็วเข้า!”
“หา”
สีหน้าของเล่อเหนียงและหงอวี่เปลี่ยนพร้อมกัน พวกเขาทำปากยื่นปากยาวบ่นกับผู้เป็นย่า
“ท่านย่าจ๋า พวกข้าไม่ได้เอาเงินของคนอื่นมาเปล่าๆนะ มันเป็นสิ่งที่ข้าสมควรได้รับ”
แม่เฒ่าฉินยังไม่ยอมเชื่อ เด็กซนสองคนนี้เพิ่งเข้าเมืองก็ปล้นเงินนายอำเภอไป๋ไปแล้วสองร้อยตำลึง คราวนี้ยังได้เงินมากอีกยี่สิบตำลึง ก็หวาดกลัวจนตัวสั่น กลัวว่าสักวันเล่อเหนียงจะถูกจับไปร่างกายเพื่อศึกษา
“ท่านป้า นั่นเป็นสิ่งที่เจ้าเด็กตัวน้อยของท่านควรได้!” หลี่หยางอุ้มผ้าสามพับเดินเข้ามา
“ท่านป้า ท่านไม่รู้หรอกเด็กอ้วนคนนี้สอนหลี่เฟยทำอาหารจานหนึ่ง รสชาติมันวิเศษมาก ข้าเพิ่งนำลงไปให้ลูกค้าชิม ก็ได้รับการยอมรับจากลูกค้าประจำกลุ่มนั้นทันที ตอนนี้พวกเขาเรียกร้องให้อาหารจานนี้ตลอดเลย”
แม่เฒ่าฉินกะพริบตา “จริงหรือ งั้นก็ดีมากเลย ขอให้เจ้าของร้านหลี่ร่ำรวยนะ”
หลี่หยางหัวเราะเบาๆ “ขอบคุณท่านป้าที่อวยพร อ้อ ผ้าสามพับนี้ท่านป้าเอากลับไปเถอะ อากาศเย็นลงแล้ว เอาไปตัดเสื้อผ้ากันหนาวให้เล่อเหนียงกับหงอวี่สักสองชุด”
แม่เฒ่าฉินโบกมือปฏิเสธ “ไม่ได้หรอก ข้าจะรับผ้าของพวกท่านได้อย่างไร
“ผ้าสามพับนี้ดูก็รู้ว่าราคาแพง พวกข้าทำงานในทุ่งนา ไม่สมควรสวมเสื้อผ้าหรูหราขนาดนี้”
หลี่หยางยัดผ้าสามพับเข้าไปในอ้อมกอดของแม่เฒ่าฉิน “ท่านป้าอย่าปฏิเสธเลย ถ้าท่านป้ายังปฏิเสธอีก ครั้งหน้าจะเชิญท่านมากินข้าวอีกข้าก็รู้เกรงใจแล้วนะ”
แม่เฒ่าฉินไม่มีทางเลือก นอกจากจะต้องรับมันไว้
พอได้ยินว่าฉินเหล่าซื่อขับรถม้ามาถึงภัตตาคารว่านฝู แม่เฒ่าฉินก็อุ้มเล่อเหนียงและจูงหงอวี่ออกจากร้านไป ส่วนหลี่เฟยก็นำผ้าสามพับไปวางไว้บนรถ
“ท่านแม่ ข้าคิดถึงท่านมากเหลือเกิน” เล่อเหนียงเห็นสวี่ซิ่วอิงก็พุ่งเข้าไปในอ้อมกอดของนาง
หงอวี่ก็รีบวิ่งตามมากอดสวี่ซิ่วอิงเช่นกัน
สวี่ซิ่วอิงมองดูลูกรักทั้งสอง หัวใจอ่อนยวบยาบราวกับของเหลว นางยื่นมือลูบศีรษะของหงอวี่
หงอวี่ชอบอยู่ข้างกายสวี่ซิ่วอิงมากที่สุด เขาชอบกลิ่นบนร่างกายของนางด้วย
เขาไม่มีแม่มาตั้งแต่เด็ก ในความเข้าใจของเขากลิ่นกายของสวี่ซิ่วอิงก็คือกลิ่นของแม่
“เสี่ยวชี วันนี้เล่อเหนียงซนหรือไม่” สวี่ซิ่วอิงลูบศีรษะหงอวี่พลางถาม
“ท่านแม่ น้องสาวเป็นเด็กดีมาก นางยังหาเงินได้ยี่สิบตำลึงเลยนะ”
“หืม”
ตอนนี้สวี่ซิ่วอิงพลันเกิดความสงสัยขึ้นมา จึงมองดูลูกสาวที่กำลังทำหน้าทำตาทะเล้นอีกครั้ง
“ลูกรัก ได้ยินว่าวันนี้เจ้าหาเงินได้นั่นจริงหรือ”
“อืมอืม ได้เยอะแยะเลย” เล่อเหนียงใช้มือทำท่าวงกลมใหญ่
“โอ้โห เยอะขนาดนั้นเชียว แล้วเจ้าได้มาเท่าไหร่ล่ะ” สวี่ซิ่วอิงเย้าแหย่
ยังไม่ทันที่เล่อเหนียงจะพูด แม่เฒ่าฉินที่อยู่ข้างๆ ก็พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนใจว่า “เจ้าเด็กสองคนนี้เก่งกาจเสียเหลือเกิน ตอนมาถึงปล้นเงินสองร้อยตำลึงมาจากนายอำเภอไป๋ แล้วยังหลอกให้เจ้าของร้านที่ภัตตาคารว่านฝูมอบผ้าสามพับกับเงินอีกยี่สิบตำลึงอีก”
สวี่ซิ่วอิงได้ยินดังนั้นก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ลูกรัก เจ้าไปเอาเงินนายอำเภอไป๋มาได้อย่างไร”
เล่อเหนียงรีบโบกมือ “ไม่ใช่เล่อเหนียง เป็นพี่เจ็ดต่างหาก”
สวี่ซิ่วอิงหันไปมองหงอวี่ “เสี่ยวชี เจ้าหลอกเงินนายอำเภอไป๋มาหรือ”
“อืม แต่ว่าไม่ได้เรียกว่าโกงนะขอรับ เรียกว่ายืมต่างหาก” หงอวี่ตอบอย่างใจเย็น
เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามของผู้เป็นแม่ แม้ใบหน้าของเขาจะดูสงบนิ่ง แต่หากสังเกตดีๆ จะเห็นว่ามือของเขาเริ่มบิดไปมาด้วยความกระวนกระวาย
จะทำอย่างไรดี ต้องโดนตีด้วยรองเท้าแน่ๆ
สวี่ซิ่วอิงทำหน้าบึ้ง “เสี่ยวชี เจ้าทำเช่นนี้ได้อย่างไรกัน”
หงอวี่เห็นสวี่ซิ่วอิงโกรธแล้วจึงรีบเข้าไปซุกอกนางพลางออดอ้อน
“ท่านแม่ อย่าโกรธเลยนะ ข้ารู้ขอบเขตดี ท่านลุงกับท่านอาให้เงินเขาแล้ว”
สวี่ซิ่วอิงสีหน้าดีขึ้นเล็กน้อย “เสี่ยวชี ครั้งหน้าอย่าทำแบบนี้อีก ถ้าต้องการซื้ออะไรก็บอกข้าตรงๆ บ้านเรายังมีเงินอยู่”
“ข้าเข้าใจแล้วขอรับ”
หงอวี่กับเล่อเหนียงซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของสวี่ซิ่วอิง ทั้งเล่นหยอกล้อกับน้องสาว ฟังท่านย่ากับท่านแม่พูดคุยกันก็รู้สึกอบอุ่นในใจ
แม้ว่าเมื่อครู่ท่านแม่จะดุเขา เขาไม่ได้รู้สึกโกรธแต่อย่างใด แต่รู้สึกดีใจเสียมากกว่า เพราะท่านแม่และท่านย่าดีกับเขามาก ถือว่าเขาเป็นคนในครอบครัวจริงๆ
หากไม่ได้คิดว่าเขาเป็นคนในครอบครัว เมื่อรู้ว่าเขาหลอกเงินไป๋เช่ออวิ๋นก็คงไม่โกรธขนาดนี้
คนโลภอาจฉวยโอกาสนี้รีดไถค่าของเขาจนหมด
รถม้าโคลงเคลงมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านตระกูลฉิน ตลอดทางเล่อเหนียงกับลิ่งตงก็พูดไม่หยุดปาก
ฉินเหล่าซื่อสมกับเป็นคนรักครอบครัว พาลิ่งตงกับสวี่ซิ่วอิงเดินเที่ยว ซื้อของให้ลิ่งตงตลอดทาง
บนรถม้าเต็มไปด้วยขนมหวานและของเล่นมากมาย
โอ้ย!
ฉินเหล่าซื่อเบรกกะทันหัน ทำให้เล่อเหนียงที่กำลังซนชนเข้ากับหงอวี่
สวี่ซิ่วอิงก็ไม่ทันระวัง ศีรษะกระแทกเข้ากับผนังรถ “เหล่าซื่อ!”
แม่เฒ่าฉินเห็นหลานรักล้มลง จึงคำรามเสียงดังราวกับสิงโต
ส่วนฉินเหล่าซื่อและฉินเฉิงอันที่อยู่นอกรถม้า รวมถึงหลี่อันที่อยู่บนหลังคารถม้า ต่างมองไปข้างหน้าด้วยสีหน้าระแวดระวัง
บทที่ 260: เผชิญอันตราย
“เหล่าซื่อ เจ้าขับรถอย่างไรของเจ้า…”
แม่เฒ่าฉินเปิดม่านรถเตรียมปริปากด่า แต่เมื่อนางเห็นสถานการณ์ข้างหน้าชัดเจนก็กลืนคำพูดที่เหลือกลับเข้าไปในท้องทันที
“ท่านแม่ เกิดอะไรขึ้น” สวี่ซิ่วอิงเห็นแม่เฒ่าฉินไม่ขยับเขยื้อนเป็นเวลานานจึงเปิดม่านรถเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น ทว่ากลับถูกแม่เฒ่าฉินผลักกลับเข้าไปในรถ
“ซิ่วอิง อย่าออกมา ดูแลเด็กทั้งสามให้ดี” น้ำเสียงของแม่เฒ่าฉินสั่นเครือเล็กน้อย
แม้สวี่ซิ่วอิงที่อยู่ในรถม้าจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อได้ยินน้ำเสียงสั่นเครือของแม่สามีก็เดาได้ว่าต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นข้างนอก จึงกอดเด็กทั้งสามเข้าไว้ในอ้อมแขนแน่น
“ท่านแม่ เกิดอะไรขึ้นหรือ” หงอวี่เงยหน้าถาม
“ไม่เป็นไรลูก ท่านพ่อของเจ้าจัดการได้”
ข้างนอกรถม้า ฉินเหล่าซื่อดึงดาบขนห่านออกมาจากใต้เบาะรถม้า จ้องมองกลุ่มคนที่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าขาดวิ่นด้วยสายตาโกรธเกรี้ยว
“พวกเจ้าเป็นใคร ต้องการอะไร”
ชายที่เป็นหัวหน้าหัวเราะเสียงแหบพร่า “ท่านผู้สูงศักดิ์ พวกข้าไม่ได้กินอาหารมาหลายวันแล้ว ขอความเมตตาท่านบริจาคอาหารให้พวกข้าหน่อยเถิด”
สีหน้าของฉินเหล่าซื่อเคร่งขรึมลง หากเขาคาดการณ์ไม่ผิด คนพวกนี้น่าจะเป็นผู้อพยพจากชายแดน
“พวกข้าไม่มีอาหาร พวกเจ้ารีบไปเสีย มิฉะนั้นอย่าโทษว่าดาบของข้าไม่ปรานี”
“ไม่มีหรือ” ชายที่เป็นหัวหน้าร้องเสียงแหลม
“พวกเจ้านั่งรถดีๆแบบนี้ สวมเสื้อผ้าสวยงามแบบนี้ แต่กลับบอกว่าไม่มีอะไรกิน ถ้าไม่ให้ก็อย่าโทษว่าพวกข้าจะแย่งเอามาเอง”
พร้อมกับคำพูดของชายคนนั้น กลุ่มคนที่อยู่ด้านหลังเขาต่างถือดาบเดินก้าวหนึ่งมาข้างหน้าด้วยท่าทางดุร้าย
ฉินเหล่าซื่อและหลี่อันมองดูกลุ่มคนเหล่านั้น หัวใจแทบกระเด็นออกมาจากอก กลุ่มคนเหล่านี้ดูเหมือนจะมีอย่างน้อยยี่สิบกว่าคน ขณะที่ฝ่ายของพวกเขามีแค่สามคนที่สู้ได้
ถ้านับแม่เฒ่าฉินด้วยก็พอจะนับเป็นสี่คน ฉินเหล่าซื่อกวาดสายตามองไปรอบๆ หวังว่าจะมีที่กำบังหรือมีคนผ่านมา แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้พวกเขาอยู่บนถนนใหญ่ที่โล่งแจ้ง และแปลกมากที่สถานที่ที่ปกติค่อนข้างคึกคักแห่งนี้ กลับไม่มีใครผ่านมาเลย
เมื่อตระหนักถึงจุดนี้ หัวใจของฉินเหล่าซื่อก็เย็นวาบ หากมีเพียงพวกเขาสามคนเผชิญหน้ากับกลุ่มคนเหล่านี้ก็คงไม่กลัว แต่ในรถม้ายังมีเด็กอีกสามคน และภรรยาของเขาที่ไม่มีกำลังพอจะจับไก่ได้
พวกเขาไม่อาจปล่อยปละละเลยได้
เมื่อเห็นกลุ่มคนเหล่านั้นเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ มือของเขาก็กำด้ามดาบแน่น สายตาดุดันมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
ส่วนสวี่ซิ่วอิงและคนอื่นๆในรถม้าได้ยินเสียงวุ่นวายจากภายนอก สีหน้าของพวกเขาก็ไม่สู้ดีนัก
โดยเฉพาะสวี่ซิ่วอิง นางกอดเล่อเหนียงแน่นขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่นึกถึงผู้อพยพ นางก็นึกถึงภาพตอนที่พวกเขาหนีภัย และเล่อเหนียงเกือบถูกจับกินเป็นอาหาร
หัวใจของนางเต้นรัวด้วยความหวาดกลัว
หงอวี่ไม่เคยผ่านความหวาดกลัวเช่นนั้นมาก่อน เขาจึงไม่เข้าใจความรู้สึกของสวี่ซิ่วอิงในตอนนี้ แต่เมื่อเขาเห็นสีหน้าที่เย็นชาลงของเล่อเหนียง เขาก็รู้ว่าพวกนางมีความทรงจำที่ไม่ดีเกี่ยวกับผู้อพยพ
“น้องสาว อย่ากลัวเลย พี่ชายอยู่นี่แล้ว” หงอวี่กุมมือเล่อเหนียงปลอบใจ
“ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นตอนนี้ ชิงเฟิงและคนอื่นๆจะออกมาช่วย”
เล่อเหนียงมองหงอวี่แล้วนึกอะไรขึ้นมาได้ทันใด นางปิดตาของพี่ชายแล้วโบกมือนำดาบหลายเล่มออกมาจากพื้นที่มิติ
“ท่านแม่”
สวี่ซิ่วอิงรับดาบมาแล้วส่งให้แม่เฒ่าฉินที่กำลังยืนขวางอยู่ด้านนอกโดยไม่ต้องพูดอะไร
แม่เฒ่าฉินรีบส่งดาบให้ฉินเฉิงอันและหลี่อันคนละหนึ่งเล่ม
เมื่อพวกเรามีอาวุธอยู่ในมือแล้ว ฉินเฉิงอันก็รู้สึกมั่นใจขึ้นมาเล็กน้อย เขากระโดดลงไปยืนหน้ารถม้า จ้องมองคนที่กำลังล้อมเข้ามาใกล้ด้วยสายตาดุดัน
“ท่านผู้สูงศักดิ์ในรถม้า พวกข้าเพียงแต่ขอเงินและอาหารเพื่อประทังชีวิตเท่านั้น เหตุใดพวกท่านจึงต้องทำเช่นนี้ด้วยเล่า” ชายผู้เป็นหัวหน้าเห็นพวกเขาชักดาบสามเล่มออกมา ดวงตาของเขากลับเต็มไปด้วยความโลภมาก
ไม่มีชายคนใดที่ไม่รักอาวุธ ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่หญิงสาวคนนั้นนำออกมา มันคืออาวุธชั้นเลิศ
แม้ว่าในยุคปัจจุบัน ดาบเหล่านี้จะเป็นเพียงของที่ถูกคัดทิ้งแล้ว
ฉินเหล่าซื่อและหลี่อันกำดาบยืนอยู่บนรถม้า จ้องมองพวกนั้นด้วยความโกรธ หลี่อันยืนอยู่ด้านหลังรถม้า สำหรับคำพูดของพวกนั้นที่ว่าต้องการเงินและอาหาร พวกเขาไม่เชื่อแม้แต่คำเดียว
หากเป็นเพียงเพราะต้องการอาหารเพื่อประทังชีวิตจริงๆ สายตาของพวกเขาคงไม่ดุดันเช่นนี้สายตาที่ดุร้ายและแดงก่ำนั้น เพียงแค่มองก็รู้ว่ามือของพวกเขาต้องเคยเปื้อนเลือดมนุษย์มาแล้ว ไม่ใช่น้อย
“พี่น้องทั้งหลาย พวกเขาไม่มีน้ำใจ อย่าโทษว่าพวกเราไม่มีคุณธรรมเลย” ชายผู้เป็นหัวหน้าถือดาบพุ่งเข้ามา
ฉินเหล่าซื่อสายตาเป็นประกาย เขายกดาบขึ้นวิ่งเข้าไปต่อสู้กับศัตรูทันที หลังจากปะทะฝีมือกันไปหนึ่งรอบ หัวใจของฉินเหล่าซื่อก็จมดิ่งลงสู่ก้นเหว
พวกเขาเป็นผู้ฝึกวรยุทธ์!
ส่วนฉินเฉิงอันถือดาบหลบการโจมตีของชายคนหนึ่งอย่างหวุดหวิด ทันใดนั้นเขาก็รู้ได้ทันทีว่าตนเองไม่ใช่คู่ต่อสู้ของชายตรงหน้า
เมื่อเห็นว่าดาบของชายคนนั้นกำลังจะฟันลงมาที่ร่างของเขา เขาก็หลับตาลงด้วยความสิ้นหวัง
ลาก่อนภรรยาที่รักของข้า!
แต่แล้วเขาก็สัมผัสได้ถึงคมดาบเฉียดหูของเขาไปและพุ่งเข้าคอชายคนนั้น พร้อมกับเสียงด่าอย่างโกรธเกรี้ยว
“เจ้าบ้า! เจ้าช่างโง่เง่าเสียจริง ยืนเฉยรอให้คนอื่นมาฟันคอเจ้าหรือไร”
ฉินเฉิงอันรู้สึกเป็นครั้งแรกว่าการด่าของหลี่อันช่างไพเราะราวกับเสียงสวรรค์
“ยังยืนงงอยู่ทำไม รีบโยนดาบของข้ามาเร็วเข้า!"
หลี่อันโมโหแทบตายเพราะความโง่เง่าของฉินเฉิงอัน ไม่มีฝีมือแม้แต่น้อยแต่กลับกล้าวิ่งเข้าไปข้างหน้า ฉินเฉิงอันเก็บดาบขึ้นมาแล้วโยนไปทางหลี่อันสุดแรง
หลี่อันกระโดดขึ้นรับดาบพลางตะโกน “ถอยไปที่รถม้าเร็ว อย่าให้พวกสวะนี่เข้าใกล้ได้เด็ดขาด”
ฉินเฉิงอันพยักหน้า ภายใต้การคุ้มกันของหลี่อันทำให้เขาวิ่งกลับมาถึงรถม้าได้สำเร็จ เขาแกว่งดาบจ้องมองคนที่กำลังจะเข้ามาด้วยความโกรธ
ฉินเหล่าซื่อและหลี่อันตั้งใจล่อพวกนั้นไปที่อื่น แต่คนพวกนี้ก็ฉลาดเกินไป พวกมันไม่แม้แต่จะหลงกล และพยายามจะบุกมาใกล้รถม้าตลอด
ตอนนี้ชิงเฟิงกับชิงเยว่ก็ปรากฏตัว คนหนึ่งอยู่ด้านหน้า อีกคนอยู่ด้านหลัง คอยปกป้องคนในรถม้าอย่างแน่นหนา
“คุณชายฉิน ข้าจะล่อพวกนี้ไปก่อน ท่านขับรถม้าหนีไปจากที่นี่เถิด” ชิงเฟิงพูดด้วยน้ำเสียงเร่งรีบ
แม้ฉินเฉิงอันจะไม่รู้จักชายผู้นี้ว่าเป็นใคร แต่ตอนนี้เขาก็รู้แล้ว ตัวเขาที่ไม่มีวรยุทธ์ อยู่ที่นี่ก็เท่ากับส่งหัวให้คนอื่นเปล่าๆ มิสู้พาพวกท่านป้าและคนอื่นๆหนีไปก่อนจะดีกว่า
ชิงเยว่และชิงเยว่สองคนร่วมมือกัน ยืนขวางอยู่ตรงหน้าพวกเขา
ฉินเฉิงอันรอจังหวะแล้วกระตุกบังเหียน หันหัวม้าวิ่งกลับเข้าเมือง แต่เพิ่งจะวิ่งไปได้สองก้าว ก็มีคนอีกกลุ่มวิ่งตามมาจากด้านหลัง ฉินเฉิงอันมองคนที่ไล่ตามมาด้านหลังแล้วรู้สึกรู้แผ่นหลังเย็นวาบ
“คนพวกนี้เป็นใครกันแน่”
ชิงเฟิงกับชิงเยว่ก็สังเกตเห็นสถานการณ์ทางนี้ รีบถอยกลับมายืนเฝ้าข้างรถม้าอีกครั้ง
“พี่น้องทั้งสอง พวกเจ้ารีบไปช่วยพี่ชายข้าสิ พวกเขาสู้ไม่ไหวแล้ว”
ชิงเฟิงและหมิงเยว่ไม่สะทกสะท้าน พวกสองคนกุมดาบในมือแน่น จ้องมองคนที่วิ่งตามมาด้วยสายตาโกรธเกรี้ยว
ภารกิจหลักของพวกเขาคือปกป้องหงอวี่ พวกเขาจะช่วยเหลือคนอื่นก็ต่อเมื่อหงอวี่ปลอดภัยแล้วเท่านั้น
จบตอน
Comments
Post a Comment