lucky kid ep261-270

  บทที่ 261: ฉินเหล่าซื่อแสดงความหวาน

   

   สถานการณ์เริ่มทวีความรุนแรงขึ้น

   

   ภายในรถม้าแม่เฒ่าฉินและสวี่ซิ่วอิงต่างก็กังวลจนใจเต้นระทึก แม่เฒ่าฉินนั่งอยู่ข้างหน้า สวี่ซิ่วอิงนั่งอยู่ข้างหลัง ทั้งสองคอยปกป้องเด็กๆทั้งสามคน

   

   “ท่านย่า คนพวกนี้เป็นใครกัน เหตุใดถึงกล้าปล้นกันกลางวันแสกๆแบบนี้” หงอวี่พูดด้วยความโกรธ

   

   แม่เฒ่าฉินส่ายหน้า “ย่าเองก็ไม่รู้ว่าคนพวกนี้เป็นใคร ตอนเข้ามาในเมืองก็ไม่เห็นวี่แววของพวกเขาแม้แต่น้อย”

   

   “แต่ดูจากการแต่งตัวแล้ว พวกเขาน่าจะเป็นพวกอพยพที่หลีกภัยมา”

   

   “อพยพงั้นหรือ”

   

   หงอวี่หัวเราะเยาะ “ดูจากฝีมือของพวกเขา คงไม่ใช่พวกที่อพยพมาหรอก”

   

   “ใช่ใช่ พวกเขาน่ากลัวมาก!” เล่อเหนียงเห็นด้วยเช่นกัน

   

   ก่อนหน้านี้นางได้หยิบผงยาออกมาจากพื้นที่มิติ และแบ่งให้หงอวี่ครึ่งหนึ่ง ถ้าพวกนี้กล้าบุกเข้ามา นางก็จะโปรยผงยาทันทีเพื่อจัดการพวกเขา

   

   ส่วนฉินเหล่าซื่อและหลี่อันที่อยู่ด้านนอกรถม้า ไม่รู้ว่าเล่อเหนียงได้วางแผนไว้แล้ว ขณะนั้นพวกเขากำลังต่อสู้กับชายคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าของพวกโจร

   

   แม้ว่าฉินเหล่าซื่อจะสู้กับชายคนนั้นไม่ชนะ แต่ชายคนนั้นก็เอาชนะฉินเหล่าซื่อไม่ได้เช่นกัน ฝีมือของทั้งคู่สูสีกันมากทีเดียว

   

   หลี่อันเองก็กำลังต่อสู้กับโจรที่อยู่ข้างหน้า ส่วนชิงเฟิงและชิงเยว่ก็กำลังคุ้มกันอยู่ข้างๆรถม้า คอยจัดการศัตรูที่พยายามพุ่งเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

   

   “พี่ชาย ฝีมือดีขนาดนี้ เหตุใดถึงเลือกมาเป็นโจรเล่า” ฉินเหล่าซื่อพูดขณะต่อสู้กับชายคนนั้น ริมฝีปากเขาพร่ำบ่นไม่หยุด

   

   “พี่ชาย ถ้าไม่รังเกียจกฌมากับข้าเถอะ ข้าอาจไม่มีเงินมากนัก แต่ข้ารับรองได้ว่าวันหนึ่งจะมีข้าวให้กินครบสามมื้อแน่นอน”

   

   “ดูสิ ท่านก็เอาชนะข้าไม่ได้ ข้าก็เอาชนะท่านไม่ได้ ตอนนี้พวกเรากำลังสูญเสียพละกำลังไปเปล่าๆ ขอบอกไว้ก่อนนะ ข้าโตมาบนเขา วิ่งเล่นมาตั้งแต่เด็ก กำลังวังชาดีเต็มเปี่ยม ท่านยอมแพ้ตอนนี้ ข้าจะทำเป็นไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น”

   

   “พี่ชาย พูดอะไรหน่อยสิ เมื่อกี้ท่านยังพูดมาตั้งเยอะไม่ใช่หรือ เหตุใดตอนนี้กลับเป็นใบ้ไปแล้ว”

   

   “หุบปาก แล้วไปตายซะ!” หัวหน้าพวกโจรตะโกนเสียงดัง ขณะที่เขาฟาดดาบไปทางฉินเหล่าซื่อสุดกำลัง

   

   เขาไม่เคยเห็นใครที่พูดมากขนาดนี้ ช่วงเวลาที่หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ยังมีเวลาพูดเล่นอีก

   

   เมื่อเห็นว่าชายคนนั้นเริ่มโกรธ ฉินเหล่าซื่อก็หรี่ตาลง เขาเบี่ยงหลบการโจมตีอย่างรวดเร็ว อีกด้านก็หมุนข้อมือทันที ใช้ดาบขนห่านฟันไปที่เอวของชายคนนั้น

   

   แต่ชายคนนั้นก็เคลื่อนไหวด้วยความรวดเร็ว เขาหลบการโจมตีที่ร้ายแรงได้อย่างคล่องแคล่ว แม้จะหลบพ้น แต่เอวของเขาก็ยังโดนฟันเป็นแผลลึก

   

   ชายคนนั้นใช้มือปาดเลือดที่ไหลออกจากเอว ดวงตาเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมมองไปที่ดาบขนห่านด้วยความต้องการแรงกล้า

   

   “ดาบของเจ้าไม่เลวเลยนะ แต่ต่อไปจะเป็นของข้าแล้ว”

   

   ชายคนนั้นพูดพร้อมยกดาบขึ้น แล้วพุ่งเข้าหาฉินเหล่าซื่ออย่างรวดเร็ว

   

   ฉินเหล่าซื่อรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ จึงถอยหลังไปหลายก้าวเพื่อหลบการโจมตีที่อาจปลิดชีวิตเขาได้

   

   ชายคนนั้นยิ่งสู้ก็ยิ่งฮึกเหิม ส่วนฉินเหล่าซื่อเริ่มเสียเปรียบ แม้เขาจะมีกำลังมหาศาล แต่ฝีมือการต่อสู้กลับไม่เท่ากับเฉินฮั่นหลินและหลี่อัน

   

   ตอนนี้เฉินฮั่นหลินไม่อยู่ หลี่อันก็ถูกล้อมเอาไว้ ไม่สามารถมาช่วยเขาได้ ดูท่าว่าเขาคงต้องตายที่นี่เสียแล้ว

   

   หลังจากที่ฉินเหล่าซื่อหลบการโจมตีของชายคนนั้นอีกครั้ง ก็รู้สึกว่าแขนของตนเริ่มชา พละกำลังของเขากำลังลดลงเรื่อยๆ

   

   ขณะนั้นเองลูกธนูพุ่งทะยานออกมาจากฟ้า มุ่งตรงไปยังชายคนนั้นอย่างรวดเร็ว ชายคนนั้นหลบไม่ทัน ทำให้ลูกธนูแทงเข้าที่แขนอย่างจัง

   

   ฉินเหล่าซื่อหันไปมองก็เห็นชายคนหนึ่งสวมเสื้อผ้าสีกรมท่า ขี่ม้าสีแดงที่ดูคุ้นตาตรงเข้ามา

   

   “แม่ทัพเผ่ย!” ฉินเหล่าซื่อตะโกนด้วยความตื่นเต้น

   

   ชายคนนั้นคือเผ่ยเฉิงเฟิง

   

   เพราะความโลภของขุนนางบางคนที่ชายแดน ทำให้ชายแดนเกิดความวุ่นวายขึ้นมา ท่านอ๋องเจ็ดได้นำทัพไปที่ชายแดนเพื่อกวาดล้างปัญหา

   

   ส่วนเผ่ยเฉิงเฟิงได้รับคำสั่งจากท่านอ๋องเจ็ดให้กลับมาเฝ้าระวังที่เมืองหลวง เพื่อป้องกันไม่ให้นางปีศาจร้ายคนนั้นเล่นตุกติกอยู่เบื้องหลัง

   

   แต่ใครจะคิดว่าพอเขานำคนมาจำนวนหนึ่ง แต่ยังไม่ทันเข้าถึงเมืองก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายและได้ยินเสียงคุ้นเคย เมื่อเข้ามาใกล้สิ่งที่เห็นทำให้สติเผ่ยเฉิงเฟิงแทบจะหลุดลอยไป

   

   “ทุกคน จับพวกมันไว้ให้หมด!”

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงออกคำสั่งให้ทหารที่ติดตามเขามาหลายสิบคนพุ่งเข้าโจมตี แม้จะเป็นกองทัพของที่ฝึกมาอย่างดี แต่การต่อสู้กับโจรโหดเหี้ยมกลุ่มนี้ยังคงเป็นไปอย่างยืดเยื้อ กว่าจะจับกุมพวกโจรเหล่านี้ได้สำเร็จ ทหารก็บาดเจ็บไปหลายนาย

   

   เมื่อเห็นว่าทหารของแม่ทัพเผ่ยสามารถจับกุมโจรได้หมดแล้ว ฉินเหล่าซื่อรีบวิ่งไปที่รถม้าทันที บนนั้นมีแก้วตาดวงใจของเขาอยู่ ไม่รู้ว่าภรรยาของเขาจะตกใจกลัวหรือไม่

   

   หลี่อันเห็นว่ามีคนบาดเจ็บจึงรีบนำยาที่พกติดตัวมาช่วยชีวิตคนเหล่านั้น

   

   ชิงเฟิงและชิงเยว่เมื่อเห็นว่าเหตุการณ์ร้ายได้ผ่านพ้นไปแล้ว ก็รีบกลับที่ซ่อนตัวดังเดิม

   

   “ภรรยา เจ้าไม่กลัวใช่หรือไม่”

   

   ฉินเหล่าซื่อกระโดดขึ้นรถม้าแล้วดึงสวี่ซิ่วอิงเข้ามากอดแนบแน่น พลางถามด้วยความเป็นห่วง

   

   เล่อเหนียง ดูท่าว่าพ่อกับแม่รักกันจริงๆ ส่วนลูกอย่างนางก็เป็นแค่ส่วนเกิน

   

   หงอวี่ ท่านพ่อ ข้ายังเป็นลูกรักของท่านอยู่ใช่หรือไม่

   

   แม่เฒ่าฉินทนดูไม่ได้ จึงอุ้มลิ่งตงลงจากรถม้า

   

   เล่อเหนียงยังไม่ลงจากรถ ไม่ใช่เพราะอยากเห็นพ่อแม่แสดงความหวานใส่กัน แต่เพราะอยากอยู่กับพี่เจ็ดของเธอ

   

   พี่พี่เจ็ดมีสถานะที่อ่อนไหว ตอนนี้คนมากมาย ไม่ควรลงจากรถเพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้น

   

   ผ่านไปสักพัก แม่เฒ่าฉินก็เดินมาเคาะประตูรถม้าแล้วพูดว่า “เหล่าซื่อ ซิ่วอิง แม่ทัพเผ่ยรู้สึกไม่ค่อยสบาย เจ้าสองคนลงมาจากรถ ให้แม่ทัพเผ่ยเข้าไปพักผ่อนก่อนเถอะ”

   

   ฉินเหล่าซื่อได้ยินก็เข้าใจความหมายของมารดาทันที เขารีบประคองภรรยาลงจากรถ ไม่นานนัก เผ่ยเฉิงเฟิงก็ถูกประคองขึ้นรถม้า

   

   “ท่านลุง”

   

   ทันทีที่เผ่ยเฉิงเฟิงนั่งลง หงอวี่ก็พุ่งเข้าไปกอดเขา

   

   “ท่านลุง” เล่อเหนียงโผเข้าไปกอดเขาด้วยเหมือนกัน

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงกอดหลานทั้งสองข้างพลางลูบหลังของพวกเขาเบาๆ

   

   “เป็นอย่างไรบ้าง ตกใจหรือไม่” เผ่ยเฉิงเฟิงถามด้วยความเป็นห่วง

   

   “ไม่เลย”

   

   “ไม่กลัวเลยเจ้าค่ะ”

   

   เล่อเหนียงกับหงอวี่ตอบพร้อมกัน หลังจากนั้นทั้งสองหันมามองหน้ากันและหัวเราะออกมา

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงยกยิ้มมุมปาก

   

   “ท่านลุง คนพวกนี้เป็นใครกัน เหตุถึงได้ทำการอุกอาจเช่นนี้”

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงส่ายหน้า “ข้าเองก็ไม่รู้เหมือน โชคดีที่วันนี้ข้าบังเอิญมาเจอพวกเจ้าพอดี”

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงกอดเด็กสองคนและพูดด้วยความรู้สึกหวาดกลัว “โชคดีที่วันนี้ข้ากลับมาพอดี ถ้าไม่อย่างนั้นพวกเจ้าคงตกอยู่ในอันตราย”

   

   “ท่านลุง คนพวกนี้มีฝีมือดีมากเลย ข้าเห็นท่าทางการต่อสู้ของพวกเขาท่าทางล้วนเหมือนกันหมเลย”

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงยิ้มและลูบแก้มของเด็กน้อย “ไม่ต้องห่วง ข้ารับรองว่าข้าจะจัดการเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด”

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงลูบคางและคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “เหตุการณ์ใหญ่โตขนาดนี้เกิดขึ้นในอำเภอชิงเหอ แต่เหตุใดนายอำเภอถึงไม่ออกมา”

   

   “หรือว่านายอำเภอเป็นแค่พวกขี้เมาไร้ประโยชน์”

   

   เล่อเหนียงกับหงอวี่ต่างมองหน้ากัน แล้วพูดพร้อมกันว่า

   

   “เพราะเขาเป็นขุนนางเลวน่ะสิ!”



 บทที่ 262: รอดพ้นจากอันตราย


   

   “เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้แท้ๆ แต่กลับยังนิ่งดูดาย เขาต้องเป็นขุนนางชั่วแน่นอน พรุ่งนี้ข้าจะรายงานต่อทางราชสำนักให้ปลดหมวกขุนนางของเขาออก…”

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงตำหนิด้วยสีหน้าเคร่งเครียดอยู่ครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็ชะงักไป เขาก้มมองหลานทั้งสองคนที่อยู่ในอ้อมแขน แล้วพูดอย่างไม่ค่อยแน่ใจ

   

   “ว่าแต่นายอำเภอชิงเหอคนปัจจุบันยังเป็นอาอวิ๋นอยู่ใช่หรือไม่”

   

   “ใช่แล้วเจ้าค่ะ” เล่อเหนียงตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

   

   ในฐานะคนยุคปัจจุบัน นางมีความสามารถพิเศษในการรับรู้ถึงบางอย่าง นางรู้สึกว่านายอำเภอไป๋กับเผ่ยเฉิงเฟิงจะต้องมีเรื่องราวบางอย่างที่ยังไม่เปิดเผยแน่ๆ

   

   นางเชื่อมั่นแม้ว่าจะยังไม่มีหลักฐานก็ตาม!

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงกระแอมเล็กน้อย “เอาเป็นว่าพวกเจ้ารีบกลับไปที่หมู่บ้านตระกูลฉินก่อน ข้าจะพาพวกคนร้ายกลุ่มนี้ไปที่ศาลาว่าการให้อาอวิ๋นเป็นผู้ไต่สวนเอง”

   

   พูดจบเขาก็กระโจนลงจากรถม้าไปทันที

   

   เล่อเหนียงกับหงอวี่หันไปด้วยความเหนื่อยใจ

   

   “พี่เจ็ด ท่านลุงเผ่ยกับท่านอาไป๋มีเรื่องอะไรขัดใจกันหรือเปล่า” ดวงตากลมโตของเล่อเหนียงเป็นประกายเต็มไปด้วยความอยากรู้อย่างเห็น

   

   หงอวี่ถอนหายใจ “เจ้ามาถามข้า ข้าก็ไม่รู้หรอก แต่ตั้งแต่ข้าจำความได้ สองคนนี้เจอกันทีไรก็ตีกันทุกที”

   

   เล่อเหนียงเห็นว่าถามพี่เจ็ดไปก็ไม่ได้เรื่องอะไร นางเลยไม่สนใจเรื่องอีก อย่างไรวันข้างหน้านางก็ยังมีเวลาอีกมาก นางจะขุดคุ้ยเรื่องราวบางอย่างเพื่อสนองความอยากรู้ของตัวเองให้ได้

   

   ด้านนอกรถม้า

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงเหยียบชายที่เป็นหัวหน้าโจรไว้ใต้เท้า พลางสอบสวนด้วยสีหน้าเย็นชา

   

   “บอกความจริงมา พวกเจ้าเป็นใครกันแน่ เหตุใดที่ทำการอุกอาจเช่นนี้”

   

   “ข้าว่าพวกเจ้าควรสารภาพความจริงออกมาดีกว่านะ มิฉะนั้นพอถึงศาล เกรงว่าพวกเจ้าลำบากแน่”

   

   “ฮึ” ชายที่เป็นหัวหน้าโจรแค่นเสียงเย็นชาแล้วหลับตา แสดงท่าทางเหมือนไม่แยแสต่อความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามา

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงเห็นว่าชายคนนี้ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ก็ไม่คิดจะเสียเวลาพูดกับเขาต่อ จึงสั่งให้คนของเขามัดตัวชายคนนี้ไว้ แล้วสั่งให้พาตัวเข้าเมืองทันที

   

   “ฮูหยินผู้เฒ่า เหตุการณ์ครั้งนี้คงทำให้พวกท่านเสียขวัญมาก ข้าจะสั่งทหารคุ้มกันไปส่งพวกท่านกลับบ้านให้ถึงบ้านอย่างปลอดภัย” เผ่ยเฉิงเฟิงพูดด้วยท่าทีจริงจัง

   

   แม้ผู้ติดตามของเขาจะเป็นทหารที่ไว้ใจได้ แต่ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ เขาก็ไม่กล้าประมาท เพราะเขาไม่สามารถรับประกันได้เต็มร้อยว่าทหารของเขาจะไม่มีคนของ ‘นางปีศาจเฒ่า’ แฝงตัวอยู่

   

   “ขอบคุณแม่ทัพเผ่ยที่ช่วยเหลือ ข้ากับครอบครัวรู้สึกขอบคุณอย่างยิ่ง”

   

   แม่เฒ่าฉินเป็นคนเฉลียวฉลาด เพียงคำพูดไม่กี่คำก็เข้าใจเจตนาของเผ่ยเฉิงเฟิงทันที จึงยอมแสดงไปตามน้ำ

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงเลือกทหารที่ไว้ใจได้สองสามคนให้ไปส่งพวกเขาที่หมู่บ้านตระกูลฉิน

   

   เมื่อรถม้ามาถึงหน้าหมู่บ้านก็ทำให้พวกผู้หญิงที่นั่งคุยกันอยู่ที่หน้าทางเข้าหมู่บ้านก็หันไปมองด้วยความตกใจ

   

   พวกนางรู้สึกฉงนสงสัย แต่เมื่อเห็นทหารที่ใส่ชุดเกราะเดินขนาบข้างรถม้า ก็ได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจไม่กล้าถามออกมา

   

   ทหารคุ้มกันส่งแม่เฒ่าฉินถึงหน้าประตูบ้านแล้วจึงเตรียมตัวออกเดินทางกลับ ก่อนจะกลับไป แม่เฒ่าฉินรีบหยิบเงินสองแท่งออกจากเสื้อแล้วมอบให้ทหารคุ้มกันคนหนึ่ง

   

   “อากาศเริ่มหนาวแล้ว เงินก้อนนี้ก็ถือว่าเป็นค่าเครื่องดื่มอุ่นๆสำหรับพวกท่านเถอะ”

   

   ตอนแรกทหารคนนั้นตั้งใจจะปฏิเสธ แต่แล้วเขาก็รู้สึกเจ็บแปลบที่ฝ่ามือ เมื่อมองดูแม่เฒ่าฉิน เขาก็ตัดสินใจรับเงินนั้นไว้ในที่สุด

   

   ทหารคนนั้นเป็นผู้ติดตามที่ใกล้ชิดกับแม่ทัพเผ่ย เขารู้ดีว่าแม่เฒ่าฉินเป็นใคร และรู้ดีว่ามีบุคคลสำคัญอยู่ในรถม้าด้วย

   

   “ขอบคุณฮูหยินผู้เฒ่า”

   

   ทหารคนหนึ่งกล่าวขอบคุณพร้อมยกมือคำนับ ก่อนจะขึ้นม้าแล้วขี่ออกไปจากหมู่บ้านตระกูลฉิน

   

   เมื่อพวกผู้หญิงที่ยืนดูอยู่ใกล้ๆ เห็นทหารเดินทางกลับแล้ว พวกนางก็พากันมาถามแม่เฒ่าฉินด้วยความอยากรู้

   

   แม่เฒ่าฉินไม่ปิดบังอะไร จึงเล่าเรื่องการถูกโจรปล้นกลางทางให้พวกนางฟัง พร้อมกับเตือนว่าช่วงนี้หากไม่มีธุระสำคัญ อย่าออกไปไหนเพื่อหลีกเลี่ยงภัยอันตราย

   

   พวกผู้หญิงที่ได้ยินคำพูดของแม่เฒ่าฉินต่างถอนหายใจด้วยความตกใจ แล้วกล่าวปลอบใจแม่เฒ่าฉินสองสามคำก่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้าน

   

   ไม่นานนัก พวกผู้ชายจากหมู่บ้านตระกูลฉินก็พากันถือขวานตัดไม้ออกไปตัดฟืนบนเขา

   

   เมื่อฉินเหล่าซานและคนอื่นๆได้ยินว่ามารดาและคนอื่นถูกโจรปล้นระหว่างทางกลับก็พากันรู้สึกตกใจและกลัวมาก

   

   หลิวซิ่วเถากอดลิ่งตงแน่นและร้องไห้ออกมาทันที

   

   “ท่านป้า ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไมเจ้าคะ”

   

   แม่เฒ่าฉินส่ายหน้า “พวกข้าไม่เป็นอะไร โชคดีที่แม่ทัพเผ่ยมาช่วยทันได้ทันเวลา”

   

   แม่เฒ่าฉินไม่ได้เรื่องราวทั้งหมดออกมา เพราะถ้าบอกความจริงไป คนในบ้านคงจะนอนกันไม่หลับทั้งคืน

   

   ฉินฟู่หลินรีบวิ่งเข้ามาถามไถ่ทันทีเมื่อได้ยินว่าพวกเขาถูกโจรปล้นระหว่างทางกลับจากอำเภอ แม้แต่พ่อเฒ่าหลายคนที่เหล่าหลายเล่าก็กลัวจนไม่กล้าออกจากบ้าน แต่เลือกปีนกำแพงเข้ามาแทน

   

   การกระทำนี้ทำให้พวกฉินเหล่าซื่อตกใจแทบแย่

   

   “โอ้ย ลุงจ้าว ท่านระวังหน่อยได้หรือไม่ หากตกลงมากระดูกกระเดี้ยวหักขึ้นมาจะทำอย่างไร”

   

   พ่อเฒ่าจ้าวโบกมือส่งสัญญาณว่าเขาไม่เป็นไร แล้วถามขึ้นด้วยความกงัวล

   

   “เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ถนนเส้นนี้ที่พวกเราเดินทางกันทุกวัน เหตุใดวันนี้ถึงมีโจรไปได้”

   

   แม่เฒ่าฉินตอบว่า “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน”

   

   “เหล่าซื่อ ตอนที่เจ้าไปซื้อรถม้า ขณะเดินทางเข้าอำเภอ เจ้าสังเกตเห็นอะไรผิดปกติบ้างหรือเปล่า” ฉินฟู่หลินถามพลางขมวดคิ้ว

   

   ถนนที่เชื่อมไปยังอำเภอชิงเหอนั้นมีหลายสาย ไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้านต้าไฮว่ตรงต้นน้ำ หรือหมู่บ้านต้าหลิวนางปลายน้ำ ทุกหมู่บ้านต่างมีถนนเข้าอำเภอที่ใกล้กับหมู่บ้านของตัวเอง

   

   แต่ถนนของหมู่บ้านตระกูลฉินนั้นเป็นเส้นทางที่คึกคักที่สุด ทุกวันมีผู้คนเดินทางผ่านถนนนี้ไม่ขาดสาย แล้วเหตุใดวันนี้กลับไม่มีใครเดินผ่านเลย

   

   แม่เฒ่าฉินที่ยืนอยู่ข้างๆ พูดขึ้นว่า “นั่นแหละคือสิ่งที่พวกเราเองก็คิดไม่ตก ตลอดทางกลับพวกเราตรวจตราหลายครั้ง แต่พวกคนร้ายก็เหมือนโผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน พวกมันตั้งใจพุ่งตรงมาที่รถม้าของพวกเราโดยเฉพาะ”

   

   เมื่อคำพูดของแม่เฒ่าฉินจบลง ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างเงียบลงโดยไม่ได้นัดหมาย โดยเฉพาะหลี่อัน เฉินฮั่นหลิน และฉินเหล่าซื่อ

   

   พวกเขาเองก็คิดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน เพราะรู้สึกว่าทุกอย่างมันดูบังเอิญมากเกินไป

   

   หลังจากคุยกับแม่เฒ่าฉินสองสามคำ ฉินฟู่หลินก็ขอตัวกลับไป

   

   เรื่องใหญ่ขนาดนี้เกิดขึ้นในอำเภอ นายอำเภออย่างไป๋เช่ออวิ๋นย่อมรู้เรื่องแน่นอน

   

   ส่วนที่เป็นแค่ประชาชนตัวเล็กๆ ทำได้เพียงขึ้นเขาเพื่อหาไม้ฟืนมาตอกหน้าต่างประตูบ้านให้แน่นหนาเพื่อความปลอดภัยของตนเอง

   

   พ่อเฒ่าจากบ้านพักคนชราเก็ถือมีดและตามพวกเขาไปหาฟืนด้วย

   

   “ท่านลุง ท่านจะไปทำอะไร” เอ้อร์จู้ถามด้วยความสงสัย

   

   “ไปหาฟืนน่ะสิ!” พ่อเฒ่าจ้าวตอบอย่างไม่ลังเล

   

   “ท่านลุง ไม้พวกนั้นหนักนะ ท่านจะแบกไหวเหรอ”

   

   พ่อเฒ่าจ้าวยิ้ “ข้าคงแบกเองไม่ไหวหรอก แต่ยังไงก็มีพวกเจ้า พวกเจ้าคนหนุ่มแข็งแรงในหมู่บ้านเรามีตั้งเยอะแยะ”

   

   เอ้อร์จู้พูดขึ้นว่า “ที่แท้ท่านก็คงวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้วสินะ”

   

   พ่อเฒ่าจ้าวหัวเราะพร้อมกับมองหน้าเอ้อร์จู้แล้วตอบว่า “แล้วอย่างไรไงล่ะ เจ้าคงไม่อยากช่วยข้าแบกไม้ฟืนหรอกใช่หรือไม่”



บทที่ 263: ไป๋เช่ออวิ๋นผู้มีอารมณ์แปรปรวน


   

   จางเอ้อร์จู้รีบหัวเราะพร้อมส่ายหัวไปมา “จะไม่ช่วยได้อย่างไรขอรับ ถึงจะไม่ช่วยแบกของบ้านตัวเองก็ต้องช่วยแบกของท่านอยู่ดี”

   

   ระหว่างเดินไปตัดฟืนในป่า พ่อเฒ่าจ้าวและชายหนุ่มในหมู่บ้านหัวเราะพูดคุยอย่างสนุกสนาน ส่วนบรรยากาศที่บ้านตระกูลฉินดูอึมครึมเล็กน้อย

   

   หลี่อันกลับมาถึงก็รีบเข้าไปในห้องยาเพื่อปรุงยารักษาให้กับฉินเหล่าซื่อและฉินเฉิงอัน หลังจากศึกใหญ่ที่ผ่านมา ทั้งคู่ต่างทีบาดแผลเล็กๆน้อยๆเต็มตัวไปหมด

   

   เล่อเหนียงเห็นว่าหลี่อันต้องใช้ความพยายามในการบดสมุนไพรและทำยา จึงหยิบเอายาทาถูนวดและยาอวิ๋นหนานไป๋ออกมาจากพื้นที่มิติให้หลี่อัน เพื่อนำไปใช้รักษาพ่อและอาฉินเฉิงอัน

   

   หลี่อันถือขวดยาเหล่านั้นพลิกดูไปมาอยู่สักพัก แต่ก็ไม่สามารถเข้าใจได้ว่ามันคืออะไร จึงเปิดดูขวดหนึ่งแล้วเก็บไว้อีกขวดเพื่อค่อยๆศึกษาในภายหลัง

   

   วันนี้หลังจากที่ผ่านศึกเป็นตายกันมา ทุกคนในบ้านตระกูลฉินต่างไม่มีอารมณ์จะทำอาหารดีๆ มื้อเย็นจึงเป็นมื้อที่เรียบง่ายมาก

   

   สวี่ซิ่วอิงและหลิวซิ่วเถาช่วยกำลังกันทำหมั่นโถวสองหม้อใหญ่ หลิวซิ่วเถายังไปเก็บไข่ไก่มาสิบฟองทำเป็นน้ำจิ้มไข่ไก่หม้อใหญ่

   

   หมูครึ่งชั่งถูกสับแล้วนำไปผัดกับผักดอง และยังผัดผักป่าเพิ่มมาอีกหนึ่งจาน เพียงแค่นี้มื้ออาหารที่แสนเรียบง่ายก็เสร็จสิ้น

   

   หลังจากเล่อเหนียงกินข้าวเสร็จ นางเห็นว่าลุงสามกำลังถือถ้วยข้าวเข้าไปป้อนให้ป้าสะใภ้จึงตามเข้าไปด้วย เล่อเหนียงเห็นสีหน้าของสือไห่ถังที่ดูซีดเซียวลงเรื่อยๆ ความรู้สึกไม่สบายใจในใจนางก็เพิ่มมากขึ้น

   

   ถ้าคนที่เคยเจอตอนนั้นเป็นหมอตำแยทำคลอดป้าสะใภ้สามจริงๆ แสดงว่าป้าสะใภ้สามของนางคงเป็นตั้งครรภ์นอกมดลูก และมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแท้งได้ตลอดเวลา

   

   “ป้าสะใภ้สาม เจ้าหรือไม่เจ้าคะ”

   

   เล่อเหนียงใช้มือลูบท้องของสือไห่ถังเบาๆ แท้จริงแล้วนางกำลังยิ้มพลางลูบคลำท้องของนางไปทั่ว เพื่อตรวจดูว่ามีร่องรอยของการตั้งครรภ์นอกมดลูกหรือไม่

   

   แม้ว่าการคลำดูว่าเป็นการตั้งครรภ์นอกมดลูกหรือการตั้งครรภ์ปกติจะเป็นเรื่องไร้สาระ แต่การลองดูก็ไม่เสียหายไม่ใช่หรือ

   

   น่าเสียดายที่ในพื้นที่มิติของนางไม่มีเครื่องตรวจอัลตราซาวนด์หรือเครื่องมือสมัยใหม่ที่สามารถตรวจสอบได้ ตอนนี้นางทำได้เพียงสวดอ้อนวอนให้เทพเจ้าคุ้มครองเท่านั้น

   

   สือไห่ถังลูบหัวเล่อเหนียงเบาๆ “ไม่เจอกันแค่ไม่กี่วัน เจ้าก้อนแป้งของเราผอมลงอีกแล้วนะ!”

   

   “อืม ผอมแล้ว!" เล่อเหนียงตะโกนดังลั่น

   

   นางจะไม่ผอมได้ยังไงกัน ในเมื่อแม่ของนางกับอาซิ่วเถาทำอาหารไม่อร่อยเท่าป้าสะใภ้สาม ปากของนางถูกสือไห่ถังเลี้ยงจนคุ้นชินกับรสชาติที่ดีไปแล้ว อาหารที่คนอื่นคิดว่าอร่อย สำหรับนางแล้วแค่รสชาติพอกินได้เท่านั้น

   

   หลังจากอาบน้ำเสร็จ เล่อเหนียงนอนอยู่บนเตียงเตาพร้อมกับจินตนาการเรื่องต่างๆอยู่ในหัว ทันใดนั้นหงอวี่ก็เข้ามาในห้อง พร้อมกับหยิบดาบสองสามเล่มมาคืนนาง

   

   “น้องสาว ดาบพวกนี้ได้มาจากที่ไหนหรือ” หงอวี่ถามด้วยความสงสัย

   

   เล่อเหนียงชะงักไปสักพัก เพราะนางจำไม่ได้จริงๆ ว่าดาบพวกนี้มาจากไหน

   

   หลังจากคิดอยู่สักครู่ ก็พบว่าตอนที่นางเคยลาพักร้อนเคยช่วยหน่วยรักษาความปลอดภัยทำลายโรงงานผลิตอาวุธเถื่อนแห่งหนึ่ง นางเห็นว่าดาบพวกนี้ดูดีเลยหยิบใส่พื้นที่มิติเก็บไว้ ใช้ฟันไม้หรือหั่นหมู แต่หลังจากนั้นก็ปล่อยให้มันฝุ่นจับอยู่ในพื้นที่มิติ

   

   “เอ่อ...ลืมแล้วมั้ง ดูเหมือนจะเป็นของเทพเซียนมั้ง” เล่อเหนียงกะพริบตาปริบๆ พลางตอบไป

   

   นางคงบอกพี่ชายว่าเป็นของจากยุคปัจจุบันไม่ได้แน่ๆ

   

   หงอวี่ร้อง ‘อ๋อ’ แล้วไม่ได้ถามต่อ เขาลูบหัวเล่อเหนียงเบาๆ ก่อนจะกลับไปที่ห้องของตัวเอง

   

   …......

   

   อีกด้านหนึ่งไป๋เช่ออวิ๋นมองเผ่ยเฉิงเฟิงด้วยสีหน้าเย็นชา

   

   “ข้าขอถามแม่ทัพเผ่ยหน่อยเถอะ เจ้าคิดจะก่อเรื่องอะไรอีกกันแน่”

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงนั่งดื่มชาบนโต๊ะอย่างสงบเสงี่ยม โดยไม่หวั่นเกรงต่อสีหน้าเย็นชาของไป๋เช่ออวิ๋นแม้แต่น้อย

   

   “อาอวิ๋น เจ้าอย่าโกรธบ่อยนัก อารมณ์ไม่ดีนั้นไม่เสียต่อร่างกายนะ”

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นถึงกับหัวเราะด้วยความโมโห “แม่ทัพเผ่ย ขอรบกวนเจ้าเงยใบหน้าอันมีค่ายิ่งของเจ้าขึ้นมองออกไปข้างนอกสักหน่อยเถอะ บัดนี้ฟ้ามืดแล้ว”

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงเหลือบมองออกไปข้างนอก “ดึกขนาดนี้แล้วเชียวหรือ เช่นนั้นอาอวิ๋นจะให้ข้าค้างที่นี้สักคืนได้หรือไม่”

   

   “ค้างบ้านเจ้าสิ รีบไสหัวไปเสียเถอะ!”

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงขมวดคิ้วแน่นมองไป๋เช่ออวิ๋นอย่างจนปัญญา “อาอวิ๋น เรื่องในอดีตไม่ใช่ความผิดข้าทั้งหมดเสียหน่อย เจ้าอย่าใจร้ายกับข้านักเลย พวกเราจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นและอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขไม่ได้หรือ”

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นชี้ไปที่ประตู “ไสหัวไป!”

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงมองเขาแวบหนึ่ง วางถ้วยชาในมือลงแล้วลุกเดินออกไป

   

   “เผ่ยเฉิงเฟิง เจ้าเป็นบ้าอย่างไร เจ้าจะไปก็ไปคนเดียวเถอะ จะลากข้าออกมาด้วยทำไม”

   

   บนรถม้าไป๋เช่ออวิ๋นจ้องเผ่ยเฉิงเฟิงด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยว ถูกต้อง ชายคนนี้ลากเขาออกมาด้วย

   

   “เจ้าสุนัขเผ่ย ดึกดื้นปานนี้เจ้าติดจะไปไหนอีก!”

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงถอนหายใจอย่างจนปัญญา เอาเถอะ อย่างไรเสียเจ้าสุนัขเผ่ยก็ออกมาแล้ว

   

   “ไปหมู่บ้านตระกูลฉิน กลางวันเกิดเรื่องใหญ่เช่นนี้ ข้าต้องไปดูเสี่ยวอวี่และเจ้าก้อนแป้งสักหน่อย”

   

   พอได้ยินว่าจะไปหมู่บ้านตระกูลฉิน ไป๋เช่ออวิ๋นก็ไม่โวยวายอีก เขานั่งด้วยท่าทางนิ่งสงบอยู่บนรถม้า

   

   ใช่แล้ว กลางวันเกิดเรื่องใหญ่เช่นนี้ เขาต้องไปดูว่าเจ้าเด็กอ้วนนั้นตกใจหรือไม่ ส่วนเด็กหงอวี่นั่น ไป๋เช่ออวิ๋นไม่อยากยุ่งเกี่ยวด้วยเลย เขารอดชีวิตมาได้ก็ดีแค่ไหนแล้ว

   

   “เอ่อ…เจ้าว่าพวกนี้เป็นการปล้นครั้งแรกจริงๆหรือ”

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงมองเขาอย่างเย็นชา “นายอำเภอไป๋ ข้าไม่ได้ชื่อเอ่อ ข้ามีชื่อ ข้าชื่อเจ้าสุนัขเผ่ย!”

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นยกเท้าเตะเขาทีหนึ่ง แล้วหันไปมองนอกหน้าต่างโดยไม่สนใจเขาอีก เพียงแต่ปลายหูของเขากลับแดงระเรื่อขึ้นมาในยามนี้

   

   “นั่นใครกัน!”

   

   รถม้าของเผ่ยเฉิงเฟิงเพิ่งมาถึงหน้าประตูหมู่บ้านตระกูลฉินก็ถูกไม้ท่อนใหญ่ขวางไว้ พร้อมกับมีคนหลายคนวิ่งออกมา แต่ละคนถือมีดจ้องมองพวกเขาด้วยความโกรธเคือง

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นโผล่หน้าออกมามองดู “เอ้อร์จู้!”

   

   คนที่ถือมีดนั้นก็คือเอ้อร์จู้

   

   ครั้นเอ้อร์จู่มองเห็นว่าเป็นไป๋เช่ออวิ๋น จึงรีบบอกเพื่อนให้ช่วยกันเคลื่อนย้ายไม้ท่อนนั้นไปด้านข้าง

   

   “ท่านนายอำเภอ เชิญท่านเข้าไปได้เลยขอรับ”

   

   แต่ไป๋เช่ออวิ๋นกลับกระโดดลงจากรถม้า แล้วชี้ไปที่ท่อนไม้นั้นพลางกล่าวว่า “เอ้อร์จู่ พวกเจ้ากำลังทำอะไรอยู่หรือ”

   

   เอ้อร์จู่ตอบว่า “นายอำเภอ วันนี้ท่านป้าฉินไม่ได้เจอพวกโจรภูเขามาหรือขอรับ หัวหน้าหมู่บ้านเลยสั่งให้พวกข้าผลัดกันเฝ้ายามเพื่อรักษาความปลอดภัยของหมู่บ้านขอรับ”

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นพยักหน้าเข้าใจ “ทำได้ดีมาก!”

   

   เอ้อร์จู่หัวเราะคิกคักแล้วเกาศีรษะอย่างเก้อเขิน “นายอำเภอมาตอนนี้ คงจะไปบ้านท่านป้าฉินใช่หรือไม่”

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นพยักหน้า “ใช่แล้ว กลางวันเกิดเรื่องใหญ่เช่นนี้ พอมีเวลาว่างก็ต้องไปดูว่านางตกใจจนเสียขวัญหรือไม่”

   

   “ถ้าเช่นนั้นเชิญนายอำเภอเข้าไปเถิด ข้าไม่รบกวนเวลาของท่านแล้ว”

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นไม่ได้นั่งรถม้า แต่เลือกเดินไปบ้านตระกูลฉินแทน เผ่ยเฉิงเฟิงเห็นดังนั้นก็ลงจากรถม้าเช่นกัน เขารีบเร่งฝีเท้าตามไป๋เช่ออวิ๋นไป

   

   “หมู่บ้านตระกูลฉินนี้รอบคอบยิ่งนัก เกิดเรื่องปุ๊บก็จัดเวรยามทันที หากเป็นหมู่บ้านอื่นการไม่ซ้ำเติมหรือพูดจาเยาะเย้ยก็นับว่าดีมากแล้ว"

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นไม่ได้สนใจฟังคำพูดของเขา และยกมือเคาะประตูลานของตระกูลฉิน



 บทที่ 264: ตกลง


   

   “นั่นใครน่ะ”

   

   ฉินเหล่าซานเพิ่งเช็ดเท้าให้ภรรยาเสร็จ กำลังถือน้ำออกไปก็ได้ยินเสียงเคาะประตู จึงตะโกนถามด้วยความสงสัย

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นได้ยินว่าเป็นเสียงของฉินเหล่าซานจึงตอบว่า “พี่สาม ข้าเองขอรับ”

   

   ฉินเหล่าซานได้ยินดังนั้นจึงเปิดประตู “นายอำเภอไป๋ ดึกดื้นปานนี้ท่านมาทำอะไรหรือ แล้วกินข้าวมาหรือยัง”

   

   “พี่สามฉิน ตอบตามความจริงคือข้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย ในครัวยังมีข้าวเหลืออยู่หรือไม่”

   

   “ท่านพูดอะไรเช่นนั้น ครอบครัวเราจะปล่อยให้ท่านกินกับข้าวเหลือได้อย่างไร ท่านนั่งลงก่อนเถิด ข้าจะไปเรียกซิ่วเถาและเฉิงอันออกมาต้มบะหมี่ให้ท่านสักชาม”

   

   “พี่ชายฉิน ข้าก็ยังไม่ได้กินเช่นกัน” เผ่ยเฉิงเฟิงรีบตอบ

   

   ฉินเหล่าซานเพิ่งเห็นเผ่ยเฉิงเฟิงที่อยู่ด้านหลัง จึงรีบขอโทษ “ขออภัยแม่ทัพเผ่ย ข้าไม่ทันได้เห็นท่าน”

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นมองเผ่ยเฉิงเฟิงด้วยสายตาดูแคลนแล้วพูดว่า “พี่สาม ท่านไม่ต้องสนใจเขาหรอก คนปกติที่ไหนจะสวมชุดดำทั้งตัวกลางดึกแบบนี้”

   

   ฉินเหล่าซานเกาศีรษะแล้วหันไปเรียกฉินเฉิงอัน ขณะเดียวกันแม่เฒ่าฉินที่ได้ยินเสียงดังก็อุ้มเล่อเหนียงเดินออกมา

   

   เสียงดังขนาดนี้เป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะไม่ได้ยิน อ้อ นอกจากฉินเหล่าซื่อแล้วที่กำลังกกกอดภรรยาอยู่น่ะนะ

   

   “นายอำเภอไป๋ แม่ทัพเผ่ย เหตุใดถึงมาดึงขนาดนี้ มีเรื่องด่วนนอันใดหรือ”

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นส่ายหน้า “ไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด แค่จะมาดูว่าพวกท่านว่าเป็นอย่างไรบ้าง”

   

   “สำคัญที่สุดคือมาดูเจ้าก้อนแป้งตัวอ้วนคนนี้น!”

   

   แม่เฒ่าฉินหัวเราะ “ฮ่าๆๆ ท่านนายอำเภอ พวกท่านมาที่นี่ตอนดึกดื่นเพราะเรื่องนี้เองหรือ ไม่กลัวอันตรายบ้างหรืออย่างไร”

   

   “ไม่หรอก ข้าเองก็มีวรยุทธ์เก่งกล้า แม้แต่ปีศาจตัวน้อยๆ ก็จัดการข้าไม่ได้” ไป๋เช่ออวิ๋นพูดจาหยอกล้ออย่างซุกซน

   

   “ท่านอาไป๋ พวกเขาเป็นใครกัน เหตุใดถึงกล้าลงมือกลางวันแสกๆ ทำให้เล่อเหนียงตกใจมาก”

   

   แม่เฒ่าฉินก็สงสัยเช่นกัน “ใช่แล้ว พวกนี้เป็นใครกันแน่ ตอนเช้าที่พวกข้าไปก็ไม่เห็นคนพวกนี้ ทำไมขากลับถึงบังเอิญเจอพวกเขาได้”

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นพูดอย่างเสียดาย “ขออภัยด้วยท่านป้า ตอนนี้ข้าก็ยังไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นใคร แม้จะใช้เครื่องทรมานทุกชนิดในคุกแล้ว ก็ยังไม่สามารถทำให้คนพวกนั้นพูดได้”

   

   “วันนี้ข้าไปสอบถามคนแถวนี้ ไม่มีใครเคยเห็นคนพวกนี้มาก่อน ราวกับว่าพวกเขาโผล่มาจากอากาศ”

   

   ตอนนั้นเองฉินเหล่าซื่อออกมาจากด้าน เมื่อได้ยินประโยคหลังของไป๋เช่ออวิ๋นก็พูดว่า

   

   “จะเป็นพวกผู้อพยพที่หนีมาจากทางเหนือหรือไม่ ก่อนหน้านี้พวกเขาพยายามจะเข้าหมู่บ้านตระกูลฉิน แต่ถูกหัวหน้าหมู่บ้านห้ามไว้”

   

   เมื่อฉินเหล่าซื่อพูดจบ ทุกคนก็พากันเงียบกริบ ก่อนหน้านี้มีกลุ่มคนอพยพมาจากทางเหนือจริงๆ พวกเขาต้องการตั้งรกรากในหมู่บ้านตระกูลฉิน แต่สุดท้ายก็ถูกหัวหน้าหมู่บ้านปฏิเสธ

   

   พวกเขาจะแค้นคนในหมู่บ้านตระกูลฉินเพราะเรื่องนี้หรือไม่ และวันนี้มีเพียงครอบครัวของพวกเขาเท่านั้นที่เข้าเมือง มันจะมีเรื่องบังเอิญขนาดนั้นได้อย่างไร

   

   “มาๆๆ บะหมี่หยางชุนฝีมือซิ่วเถามาแล้ว” ฉินเหล่าซานถือชามบะหมี่สองชามเดินเข้ามา

   

   แม้ว่าฝีมือของหลิวซิ่วเถาจะไม่เท่าสือไห่ถัง แต่อาหารที่ทำออกมาก็ยังถือว่ามีรสชาติดี

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นและเผ่ยเฉิงเฟิงที่หิวมาทั้งวันก็ไม่เลือกมาก พวกเขายกชามขึ้นและกลืนกินทุกอย่างลงท้องอย่างรวดเร็ว

   

   หลังจากวางชามลง พวกเขายังส่งเสียงเรอออกมาสนั่น!

   

   “ท่านป้า เสี่ยวอวี่ล่ะ”

   

   เฉิงเฟิงวางชามลงแล้วมองไปรอบๆ หากแต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววของหงอวี่ จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย

   

   “เสี่ยวชีกำลังทบทวนบทเรียนอยู่ในห้อง ช่วงนี้จริงจังกับการเรียนมากขึ้น หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จแล้ว เขาจะกลับไปทบทวนบทเรียนในห้องพักอีกหนึ่งชั่วยามก่อนจะเข้านอน”

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงเข้าใจแล้วจึงเอ่ยปากพูดว่า

   

   “ท่านป้า พวกท่านมีแผนการอันใดต่อไปหรือไม่”

   

   “หา”

   

   แม่เฒ่าฉินถามอย่างสงสัย “ท่านแม่ทัพเผ่ย คำพูดของท่านหมายความว่าอย่างไร ข้าฟังแล้วไม่เข้าใจเล็กน้อย”

   

   “ท่านป้า ข้าจะพูดตรงๆเลยแล้วกัน ข้าอยากได้คนจากครอบครัวของพวกท่าน!” เผ่ยเฉิงเฟิงพูดอย่างตรงไปตรงมา

   

   “แม่ทัพเผ่ย คำพูดของท่านทำให้ข้ายิ่งงงไปใหญ่ คนจากครอบครัวของพวกข้าหมายความว่าอย่างไร ท่านกำลังเผชิญกับความยากลำบากอะไรหรือ”

   

   เผ่ยเฉิงเฟิง “...”

   

   “เจ้าสุนัขเผ่ย เจ้าเป็นโรคร้ายแรงอะไรหรือ เหตุใดไม่พูดออกมาตรงๆ พูดอ้อมไปอ้อมมาอยู่ได้”

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นจ้องเผ่ยเฉิงเฟิงอสายตาดุดัน “ดูสิ ทำให้ท่านป้าของข้างงไปหมดแล้ว”

   

   “ท่านป้า เจ้าสุนัขเผ่ย คนนี้หมายความว่า อยากให้เหล่าซื่อหรือฮั่นหลินจากครอบครัวของพวกท่านไปร่วมรบกับเขาเพื่อสร้างคุณงามความดี”

   

   “อืม เฉิงอันก็ไม่เลวนะ!”

   

   แม่เฒ่าฉินเข้าใจแล้วจึงพูดออกมาตรงๆ “ข้าเข้าใจความหมายของท่านทั้งสองแล้ว แต่ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ ข้าไม่วางใจจะส่งลูกหลานของข้าไป”

   

   “หากพวกข้าเพียงแค่พยายามสักหน่อย ชีวิตก็คงไม่แย่ไปกว่านี้ ข้าไม่อยากให้ลูกชายไปออกรบจริงๆ หากเกิดเป็นอะไรไปจะทำอย่างไร”

   

   หลิวซิ่วเถาที่เงียบอยู่นานก็พูดขึ้นมาว่า “ข้ารู้สึกว่าชีวิตของพวกเราตอนนี้ก็ดีอยู่แล้ว ข้าไม่อยากให้สามีของข้าไปเสี่ยงอันตราย”

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงเห็นว่าตระกูลฉินดูเหมือนจะพอใจกับสถานการณ์ปัจจุบันและไม่อยากเสี่ยงอันตรายแล้ว เขาจึงอธิบายรายละเอียดให้พวกเขาฟัง

   

   “ท่านป้า ตั้งแต่พวกท่านรับเสี่ยวชีเข้ามา ชะตาชีวิตของพวกท่านก็ผูกติดกับเสี่ยวชีแล้ว ทั้งชีวิตและเกียรติยศของพวกท่านล้วนผูกติดกับเสี่ยวชีทั้งสิ้น”

   

   “ไม่ว่าต่อไปเสี่ยวชีจะกลับไปยังสถานที่ที่จากมาหรือไม่ พวกท่านก็ไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะปกป้องตัวเอง คนพวกนั้นก็จะไม่ปล่อยพวกท่านไปแน่นอน พวกเขาอาจจะใช้ชีวิตของคนทั้งหมู่บ้านมาข่มขู่เสี่ยวชี เพราะฉะนั้นแล้วข้าอย่างให้พวกท่านคิดดูอีกครั้ง”

   

   “ตอนนี้อยู่ในช่วงสงคราม เป็นโอกาสดีที่จะสร้างผลงานและชื่อเสียง เหล่าซื่อกับฮั่นหลินวรยุทธ์ใช้ได้ พวกเขาสามารถปกป้องตนเองได้แน่นอน ไม่ว่าจะไปกับข้าหรือท่านอ๋องเจ็ด ข้าและท่านอ๋องเจ็ดจะพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อปกป้องความปลอดภัยของพวกท่าน”

   

   “หากพวกท่านกังวลเรื่องความปลอดภัยจริงๆ ข้าจะไปช่วย และยังสามารถสอนพวกท่านให้จัดการงานของทหารได้ เมื่อสงครามสิ้นสุดและกลับมา พวกท่านก็จะไม่ใช่คนธรรมดาอีกต่อไป ถึงแม้จะเป็นตำแหน่งเล็ก แต่อย่างน้อยก็จะไม่ถูกรังแก”

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงพูดจบก็ยกถ้วยชาขึ้นจิบน้ำ มองพวกเขาอย่างใจเย็น รอให้พวกเขาตัดสินใจ

   

   สำหรับฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลิน ก่อนที่จะรู้ตัวตนที่แท้จริงของเสี่ยวชี พวกเขาเองก็มีความคิดนี้อยู่แล้ว ตอนนี้ลูกธนูก็ขึ้นสายแล้ว จำเป็นต้องยิงออกไป

   

   แม่เฒ่าฉินพวกเขาจะไม่คิดถึงปัญหานี้ได้อย่างไร ถ้าเป็นช่วงสงบสุข นางก็คงอนุญาตให้ฉินเหล่าซื่อไปฝึกฝนในกองทัพอย่างแน่นอน

   

   แต่ตอนนี้เป็นช่วงที่อ่อนไหว ชายแดนวุ่นวาย เกรงว่าพวกเขาไปแล้วจะกลับมาไม่ได้

   

   “เหล่าซื่อ ฮั่นหลิน พวกเจ้าสองคนคิดเห็นอย่างไร”แม่เฒ่าฉินไม่ได้ตัดสินใจแทนพวกเขา แต่มอบสิทธิ์การตัดสินใจไว้ในมือของพวกเขาเอง

   

   “ท่านแม่ ลูกยินดีไปกับแม่ทัพเผ่ย!”



 บทที่ 265: พวกเราไม่ควรคิดแค่เรื่องอิ่มท้องวันละสามมื้อ


   

   เฉินฮั่นหลินก็รีบตอบทันทีว่า “ท่านป้า ข้าเต็มใจจะติดตามแม่ทัพเผ่ยไปสร้างผลงานและชื่อเสียง!”

   

   หลังจากได้ยินคำพูดของฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลิน บรรยากาศภายในบ้านก็เงียบลงโดยเฉพาะสวี่ซิ่วอิงที่เพิ่งออกมา ดวงตาทั้งสองข้างของนางแดงก่ำและเอ่อคลอไปด้วยน้ำตา

   

   “เหล่าซื่อ เจ้าจะไปจริงๆหรือ เล่อเหนียงยังเด็กอยู่เลยนะ”

   

   ฉินเหล่าซื่อเห็นภรรยาน้ำตาคลอก็รู้สึกเจ็บปวดไปทั้งหัวใจและเดินเข้าไปโอบกอดนางไว้ พลางเอ่ยปลอบโยนเสียงเบา

   

   “ภรรยา ท่านแม่ทัพเผ่ยพูดถูก ตอนนี้บ้านเมืองวุ่นวาย เป็นโอกาสดีในการสร้างผลงานและชื่อเสียง ไม่ว่าจะเพื่อหงอวี่ เพื่อเล่อเหนียง หรือเพื่อครอบครัว พวกเราไม่สามารถขุดดินหาอาหารในทุ่งนาได้ตลอด เพื่อครอบครัวนี้ข้าต้องคว้าทุกโอกาสที่ลอยเข้ามา”

   

   สวี่ซิ่วอิงเข้าใจเหตุผลนี้ดี นางเพียงแต่อาลัยอาวรณ์และเป็นห่วงเท่านั้น เพราะสุดท้ายแล้วลูกสาวของพวกเขายังเล็กนัก

   

   เล่อเหนียงยื่นมือออกไปหมายให้บิดาอุ้ม แม้นางจะสนับสนุนให้เขาออกไปลองเสี่ยงดวงสักตั้ง แต่นางก็อาลัยอาวรณ์เขาอยู่ดี

   

   ฉินเฉิงอันมองภรรยาแวบหนึ่งก่อนจะเหลือบมองแม่เฒ่าฉิน สุดท้ายก็รวบรวมความกล้าเอ่ยออก

   

   “แม่ทัพเผ่ย ข้าก็อยากไปสร้างผลงานและชื่อเสียงพร้อมท่าน”

   

   “ไม่ได้!” พวกเขายังไม่ทันได้ตอบสนอง หลิวซิ่วเถาที่อยู่ข้างๆ ก็ร้องเสียงแหลมคัดค้านเสียแล้ว

   

   “ไม่ได้นะเฉิงอัน เจ้าไปไม่ได้ ถ้าเจ้าไปแล้วข้ากับลูกจะทำอย่างไร” หลิวซิ่วเถาร้องไห้พลางดึงแขนเสื้อของฉินเฉิงอัน

   

   ฉินเฉิงอันรีบกอดภรรยาไว้ในอ้อมแขน พลางปลอบโยนเบาๆ

   

   เล่อเหนียงใช้ชีวิตมาสองชาติ นางมองออกถึงความไม่มั่นใจในดวงตาของหลิวซิ่วเถาได้ในทันที สุดท้ายก็เป็นปมด้อยนั่นที่ก่อปัญหา

   

   พูดแล้วก็แปลกยิ่งนัก น้ำศักดิ์สิทธิ์ในพื้นที่มิตินั้นมีกำหนดเวลาด้วยหรือ นางให้หลิวซิ่วเถาแช่เท้านานขนาดนี้ เท้ายังไม่เห็นหายสักที

   

   ไม่แปลกใจที่หลิวซิ่วเถาจะรู้สึกด้อยค่า สุดท้ายนางก็ต้องยอมรับว่าฉินเฉิงอันนั้นหน้าตาดีจริงๆ แค่จับแต่งตัวให้ดูดีหน่อยป่าวประกาศว่าเขาเป็นคุณชายผู้ร่ำรวยก็มีคนเชื่อแล้ว

   

   “ท่านย่า ท่านอาซิ่วเถารู้สึกว่าตนเองต่ำต้อย นางกลัวว่าถ้าอาเฉิงอันออกไปแล้วจะไม่ต้องการนางอีก” เล่อเหนียงกระซิบข้างหูผู้เป็นย่าเบาๆ

   

   แม่เฒ่าฉินสังเกตหลิวซิ่วเถาอย่างละเอียด และแล้วก็เห็นความไม่มั่นใจในดวงตาของนาง

   

   “เฉิงอัน เจ้าอยู่ที่นี่มานานแล้ว ข้าจึงลืมไปว่ายังไม่เคยบอกกฎของครอบครัวให้เจ้าฟัง”

   

   “กฎของครอบครัวหรือ”

   

   ฉินเฉิงอันสงสัย “ท่านป้า พวกเรามีกฎของครอบครัวด้วยหรือ กฎนั้นคืออะไร เหตุใดข้าถึงไม่เคยรู้มาก่อน”

   

   แม่เฒ่าฉินพูดอย่างจริงจัง “กฎของครอบครัวเรานั้นสั้นมาก ไม่เล่นการพนัน ไม่เที่ยวโสเภณี ไม่รับอนุภรรยา”

   

   ฉินเฉิงอันกะพริบตา “ดูเหมือนว่าข้ายังไม่ได้ทำผิดกฎนะ”

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นความสงสัยของเขาจึงพูดว่า “ข้าไม่ได้มีความหมายอื่น เพียงแต่นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้บอกเจ้า เมื่อเจ้าเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเรา เจ้าก็ต้องปฏิบัติตามกฎของครอบครัว หากทำไม่ได้ ข้าจะไล่เจ้าออกจากบ้าน”

   

   ฉินเฉิงอันตอบอย่างจริงจัง “ท่านป้าวางใจได้ ข้าจดจำไว้ในใจแล้ว”

   

   แม่เฒ่าฉินพยักหน้า “ส่วนเรื่องที่เจ้าจะไปกับแม่ทัพเผ่ย เจ้าควรปรึกษากับซิ่วเถาให้ดีก่อน”

   

   “แต่ข้าไม่แนะนำให้เจ้าไป เพราะเจ้าไม่มีฝีมือเหมือนเหล่าซื่อและฮั่นหลิน พวกเขาไปแล้วจะต้องลำบากมาก”

   

   ฉินเฉิงอันพยักหน้าแล้วไม่พูดอะไรอีก

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงเห็นว่าบรรลุจุดประสงค์แล้ว จึงไม่คิดรั้งอยู่นาน เขาลุกขึ้นพลางกล่าวว่า

   

   “ท่านป้า วันนี้ดึกแล้ว พวกเราจะไม่รบกวนแล้ว พรุ่งนี้ให้ฮั่นหลินกับเหล่าซื่อมาที่จวนตระกูลเผ่ยเพื่อฝึกกับทหารของจวนตระกูลเผ่ยสักระยะ ให้พวกเขาคุ้นเคยกับรูปแบบการต่อสู้ก่อน เมื่อถึงสนามรบจะไม่ได้เสียเปรียบ” เขาหยุดชั่วครู่แล้วกล่าวว่า

   

   “หากฉินเฉิงอันตัดสินใจจะไปด้วยก็ให้มาที่จวนตระกูลเผ่ยพร้อมกัน ข้าจะจัดการองครักษ์คนหนึ่งสอนฉินเฉิงอันเกี่ยวศิลปะการต่อสู้ขั้นพื้นฐาน”

   

   แม่เฒ่าฉินพยักหน้า “อืม ข้าเข้าใจแล้ว คืนนี้พวกเราปรึกษากันก่อน พรุ่งนี้เช้าจะให้คำตอบพวกท่าน”

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงก็ไม่พูดอะไรมากเขาเพียงแค่บอกลาแล้วหมุนตัวเดินจากไป แต่เขาเดินไปสองก้าวแล้วหันกลับมาอย่างสงสัย เมื่อเห็นไป๋เช่ออวิ๋นยังนั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างไม่สะทกสะท้าน

   

   “อาอวิ๋น เจ้าไม่กลับหรือ”

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นยักไหล่ “ฟ้ามืดขนาดนี้แล้ว ข้าจะกลับไปทำไม ถ้าจะกลับก็เจ้ากลับไปสิ ข้ามีห้องพักของข้าอยู่ที่นี่”

   

   มุมปากของเผ่ยเฉิงเฟิงกระตุกเล็กน้อย เขารีบเดินกลับมาทันที

   

   “ท่านป้า ตอนนี้ฟ้ามืดมากแล้ว ถ้าข้ากลับไปคนเดียวแล้วถูกหมาป่าคาบไปจะทำอย่างไร คืนนี้ข้าของพักพิงที่บ้านท่านสักคืนเถอะ”

   

   ทุกคนในตระกูลฉิน “...”

   

   "งั้นให้แม่ทัพเผ่ยไปนอนกับเสี่ยวชีสักคืนแล้วกัน ที่นั่นกว้างขวางพอสมควร สองคนเบียดๆกันก็น่าจะได้” แม่เฒ่าฉินคิดสักครู่แล้วพูด

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงโบกมือทันที “จะเป็นไปได้อย่างไร นั่นไม่เป็นการรบกวนการเรียนของเสี่ยวชีหรอกหรือ”

   

   “ข้าจะนอนกับนายอำเภอไป๋สักคืนแล้วกัน ข้าคิดว่าท่านคงไม่รังเกียจใช่หรือไม่”

   

   “เจ้าคิดจะมานอนเบียดข้าทั้งคืน เจ้าถามความเห็นข้าหรือยัง” ไป๋เช่ออวิ๋นไม่ยอมตามใจเขา จึงเอ่ยปากต่อว่าทันที

   

   “ข้านอนคนเดียวก็สบายอยู่แล้ว เหตุใดข้าต้องให้เจ้ามาเบียดด้วย เจ้าไม่รู้หรือว่าชายกับชายไม่ควรใกล้ชิดกันเกินงาม”

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงกลอกตามมองบน ก่อนจะแกล้งทำสีหน้าสร้อยเศร้า “ท่านป้า บ้านของพวกท่านมีเสื่อไม้ไผ่หรือไม่ ขอให้ข้าสักผืนเถิด ข้าปูนอนในลานบ้านสักคืนก็พอ”

   

   “ข้าชินแล้วละ”

   

   ผู้คนในตระกูลฉินมุมปากกระตุก มองแม่ทัพเผ่ยด้วยสีหน้าอึ้งๆ

   

   หากพวกเขาจำไม่ผิด ครั้งแรกที่แม่ทัพเผ่ยและนายอำเภอปรากฏตัวพร้อมกันที่บ้านตระกูลฉิน เล่อเหนียงอายุครบขวบพอดีมิใช่หรือ

   

   ตอนนั้นไม่ใช่พวกเขาหรือที่พบหน้ากันทีไรก็อยากจะต่อยกันทุกที

   

   อีกทั้งครั้งที่ไปหมู่บ้านต้าไฮว่นั้น คนทั้งสองก็ลงไม้ลงมือกันต่อหน้าผู้คนมากมาย แล้วนี่ผ่านมาไม่นานเท่าไหร่ ทำไมพวกเขาถึงพัฒนาความสัมพันธ์มาถึงขั้นนี้ได้

   

   ขณะที่ผู้คนในตระกูลฉินกำลังตกตะลึง เล่อเหนียงกลับจ้องมองพวกเขาด้วยดวงตาเป็นประกาย

   

   มีเรื่องน่าสนใจ!

   

   มีเรื่องน่าสนใจแล้ว!"

   

   “ท่านป้าข้าคิดว่าได้นะ ท่านแค่หาเสื่อสักผืนโยนให้เขาก็พอ ให้เขานอนในลานบ้านสักคืนก็แล้วกัน” ไป๋เช่ออวิ๋นพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย

   

   แม่เฒ่าฉินมองพวกเขาอย่างจนปัญญา รู้สึกว่าเรื่องระหว่างคนทั้งสองนี้ไม่ธรรมดาเลย อีกอย่างประโยคที่นายอำเภอไป๋พูดว่าชายกับชายไม่ควรใกล้ชิดกัน ทำไมฟังแล้วถึงได้ขัดหูขนาดนี้

   

   ก็แค่ผู้ชายตัวโตๆสองคนนอนเบียดกันบนเตียงเดียวคืนเดียว มันจะไปยากประไร

   

   “เหล่าซื่อ ฮั่นหลิน และเฉิงอัน พวกเจ้าสามคนไปจัดห้องทางทิศตะวันตกให้แม่ทัพเผ่ยพักเถอะ”

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงเห็นแม่เฒ่าฉินจริงจังขึ้นมาก็รีบออกปากห้าม

   

   “ไม่ต้องหรอกท่านป้า ข้าล้อเล่นน่ะ ข้าไปนอนบนรถม้าสักคืนก็ได้แล้ว!”

   

   “จะทำอย่างนั้นได้อย่างไร กลางคืนยังหนาวอยู่นะ”

   

   แม่เฒ่าฉินทำหน้าไม่เห็นด้วย “ห้องนั้นแต่เดิมตั้งใจจะให้พวกเด็กๆที่เรียนหนังสือใช้เก็บตำรา เลยทำความสะอาดบ่อย ไม่ได้สกปรกมาก แค่จัดเก็บนิดหน่อยก็อยู่ได้แล้ว”

   

   “ท่านป้า ไม่ต้องจริงๆ!” เผ่ยเฉิงเฟิงพูดจบก็ออกแรงพาตัวเองพุ่งทะยานออกจากลานบ้านไป

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นเพิ่งชำระร่างกายเสร็จก็ถูกคนจี้จุดและโยนลงบนเตียงเสียแล้ว



บทที่ 266: เรื่องราวน้ำเน่านี้


   

   เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น แม่เฒ่าฉินให้หงอวี่ไปเรียกแม่ทัพเผ่ยเข้ามากินอาหารเช้า

   

   หงอวี่กะพริบตาถามว่า “เมื่อวานนี้ท่านลุงของเต็มใจนอนข้างนอกด้วยหรือ”

   

   แม่เฒ่าฉินชะงักเล็กน้อยไม่ค่อยเข้าใจความหมายของหงอวี่ แต่ก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานตามความเป็นจริง

   

   “ตอนแรกเขาอยากจะไปนอนเบียดกับนายอำเภอไป๋สักคืน แต่นายอำเภอไป๋ไม่ยอม ข้าคิดจะจัดห้องให้เขาสักห้อง เขาก็ยังไม่ยอมอีก ทั้งยังบอกว่าจะไปนอนบนรถม้าสักคืน ข้าห้ามเขาไม่อยู่ ก็เลยปล่อยให้เป็นไปตามนั้น”

   

   หงอวี่รับหนึ่งคำแล้วก็ยกเท้าเดินออกไป

   

   แต่เขาไม่ได้เดินไปทางรถม้า กลับหันหัวไปที่บ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อข้างๆ ไปหยิบฆ้องของพ่อเฒ่าจ้าว

   

   “เสี่ยวชี เจ้าเอาฆ้องไปทำอะไร” แม่เฒ่าฉินเห็นหงอวี่ไม่ได้ไปเรียกลุงของเขาเข้ามากินข้าว แต่กลับไปหยิบฆ้องมาจึงถามด้วยความสงสัย

   

   “เช้าตรู่แบบนี้ห้ามตีฆ้องนะ บางคนในหมู่บ้านยังไม่ตื่นเลย”

   

   “ข้ารู้แล้วท่านย่า” หงอวี่รับคำแล้วก็เดินไปที่ห้องของไป๋เช่ออวิ๋นที่เรือนด้านหลัง

   

   “พี่เจ็ด ข้าจะไปด้วย” เล่อเหนียงเพิ่งลุกขึ้นมาก็นางก็เห็นพี่เจ็ดของนางถือฆ้องเดินไปทางด้านหลัง สัญญาณเรดาร์บนหัวของนางก็เปิดทำงานทันที

   

   “พี่เจ็ด พวกเราจะไปไหนกันหรือ”

   

   หงอวี่ลูบหัวยุ่งๆของเล่อเหนียง พลางพูดด้วยสีหน้าเอ็นดู

   

   “น้องสาว ไปกันเถอะ พี่จะพาเจ้าไปดูเรื่องสนุก”

   

   ดวงตาของเล่อเหนียงเป็นประกายวาบหนึ่ง “ไปกันเถอะ!”

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นหลานรักทั้งสองจับมือกันเดินไปทางเรือนด้านหลัง นางก็ส่ายหน้าอย่างขบขัน ช่วงนี้นางสังเกตเห็นว่าหลานสาวสุดที่รักของนางชอบนินทาเรื่องของคนอื่นเป็นพิเศษ

   

   นางไม่เข้าใจจริงๆ ว่าระหว่างแม่ทัพเผ่ยกับนายอำเภอไป๋มีอะไรให้นินทากันนักหนา ก็แค่คนสองคนที่มองกันไม่ถูกชะตาตั้งแต่เด็ก เพราะเคยมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน จนกระทั่งพัฒนามาเป็นศัตรูคู่อาฆาตตอนโตเท่านั้นเอง

   

   หงอวี่และเล่อเหนียงเดินมาถึงหน้าประตูห้องของไป๋เช่ออวิ๋น แล้วค่อยๆเปิดประตูห้องอย่างระมัดระวัง เล่อเหนียงยื่นหัวเล็กๆของนางเข้าไปมองด้านใน

   

   “โอ้โฮ บนเตียงมีสองคนเชียวนะ”

   

   หงอวี่ชูนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากแล้วส่งเสียงจุ๊เบาปากเบาๆ ก่อนจะเขย่งปลายเท้าเดินเข้าไป

   

   เมื่อเห็นสองคนที่กำลังหลับสนิท มุมปากก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มซุกซน เขายกมือขึ้นแล้วตีฆ้องในมืออย่างแรง

   

   เสียงดังสนั่นลั่นห้อง

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นและแม่ทัพเผ่ยที่กำลังหลับสนิทอยู่บนเตียงตกใจสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที พอพวกเขาได้สติ ก็เห็นหงอวี่ที่ถือฆ้องไว้ในมือหนึ่ง อีกมือหนึ่งจูงเล่อเหนียงวิ่งหายลับไปทางประตู

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นและแม่ทัพเผ่ยกำหมัดแน่น

   

   “ฮ่าๆๆ พี่เจ็ด ท่านซนจริงๆ!”เล่อเหนียงหัวเราะระหว่างถูกหงอวี่พาวิ่งหนีออกมา

   

   นางไม่เคยคิดเลยว่าหงอวี่ที่ปกติเคร่งขรึมและรอบคอบจะมีด้านซุกซนเช่นนี้ แต่ทำไมสองคนนั้นถึงนอนบนเตียงเดียวกันล่ะ แม้จะไม่ได้ถอดเสื้อผ้า แต่ดูยังไงก็รู้สึกว่ามันไม่ค่อยถูกต้องนัก

   

   “น้องสาว สนุกไหม” หงอวี่มองเล่อเหนียงด้วยสายตาเอ็นดู

   

   เล่อเหนียงเงยหน้าขึ้นมองหงอวี่ นางมั่นใจว่าหงอวี่ต้องรู้เรื่องระหว่างไป๋เช่ออวิ๋นกับแม่ทัพเผ่ยแน่ๆ

   

   “พี่เจ็ด เรื่องของพวกเขาสองคนเป็นอย่างไรหรือ”

   

   หงอวี่หัวเราะเบาๆ "ข้าไม่รู้หรอก ก่อนหน้านี้ข้าก็บอกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือ ข้าไม่รู้เรื่องของพวกเขา!”

   

   “แล้วท่านรู้ได้อย่างไรว่าพวกเขาสองคนนอนเตียงเดียวกัน” เล่อเหนียงทำสีหน้าราวกับว่าไม่เชื่ออีกฝ่าย

   

   “โอ้ น้องสาว อย่าถามเลย ข้าสัญญากับท่านลุงแล้วว่าจะไม่พูดเรื่องนี้ออกไป”

   

   วันนี้เล่อเหนียงตั้งใจแน่วแน่ที่จะสนองความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองให้จงได้ ดังนั้นนางจึงมองตาของหงอวี่ พริบตาดวงตาก็เอ่อคลอไปด้วยน้ำตา ท่าทางราวกับจะร้องไห้ออกมาอยู่ร่อมร่อ ดูแล้วน่าสงสารยิ่งนัก

   

   หงอวี่ทนเห็นเล่อเหนียงร้องไห้ไม่ได้ หลังจากในใจแอบจุดธูปให้ท่านหนึ่งดอกแล้วก็มองรอบๆ เมื่อเห็นว่าไม่มีใครจึงเล่าเรื่องในอดีตให้นางฟังเบาๆ

   

   “เรื่องนี้ต้องเล่าย้อนไปถึงสิบปีก่อน เกี่ยวกับกับโจรปล้นสวาทที่ทำให้หญิงสาวมากมายในเมืองหลวงหวาดกลัวอย่างหลิ่วชิงไห่”

   

   “ตามที่ลุงของข้าเล่า ในตอนนั้นหลิ่วชิงไห๋และพรรคพวกลักพาสาวพรหมจรรย์ไปสิบกว่าคนภายในสามวัน ทำให้ผู้คนในเมืองหลวงตื่นตระหนก ครอบครัวที่มีลูกสาวมากมายต่างจ้างยอดฝีมือด้วยราคาแพงเพื่อคุ้มครองลูกสาวของตน ท่านลุงในตอนนั้นเพื่อจะจับหลิ่วชิงไห๋และพรรคพวก จึงปลอมตัวเป็นหญิง หวังจะดึงดูดความสนใจของหลิ่วชิงไห๋ เพื่อให้เขาลักพาตัวไป”

   

   “อีกด้านหนึ่ง ไป๋เช่ออวิ๋นก็ปลอมตัวเป็นหญิงตามคำสั่งของท่านลุง โดยมีจุดประสงค์เดียวกันกับลุงของข้า"

   

   “การกระทำของพวกเขาทั้งสองก็ประสบความสำเร็จ พวกเขาทั้งสองถูกลักพาตัวไป”

   

   “หลังจากนั้นทั้งสองคนก็ร่วมมือกันทำลายกลุ่มโจรลักพาสาวพรหมจรรย์ที่ยังไม่ออกเรือนไปขายให้ตระกูลใหญ่เพื่อความสำราญ จับหลิ่วชิงไห๋ตัดหัวแล้วนำศพเขากลับมาที่เมืองหลวง”

   

   เล่อเหนียงได้ยินดังนั้นก็ผิดหวังอย่างมาก “แค่นี้เองหรือ”

   

   “เพียงเพราะเรื่องนี้ทำให้พวกเขาพบหน้ากันแล้วต้องต่อสู้กันเลยหรือ”

   

   “เป็นเรื่องแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันหรือ”

   

   หงอวี่ส่ายหน้า “แน่นอนว่าไม่ใช่”

   

   “ถ้าอย่างนั้นท่านก็เล่าเร็วๆสิ พี่เจ็ด ช่วยสนองความอยากรู้ของข้าหน่อยสิ”

   

   หงอวี่กระแอมเบาๆ แล้วพูดอย่างไม่เป็นธรรมชาตินัก

   

   “พวกเขาทั้งสองไม่เคยพบกันมาก่อน และต่างฝ่ายต่างไม่รู้ว่าอีกฝ่ายปลอมตัวเป็นเพศตรงข้าม ดังนั้นความรู้สึกจึงไม่ได้ก่อตัวขึ้น”

   

   “ท่านลุงของข้าบอกว่า ตอนนั้นเจ้านกยูงกะล่อนยังบอกเขาอย่างภูมิใจว่าจะแต่งงานแล้ว ท่านลุงของข้าจึงสงสัยว่าเขาไปถูกใจใครเขา”

   

   “สุดท้ายเวลาพบหน้ากัน…”

   

   หงอวี่พูดยังไม่ทันจบก็ถูกเล่อเหนียงที่ตื่นเต้นเกินเหตุข้างๆ พูดแทรกขึ้นมา

   

   “สุดท้ายคือตอนที่พบหน้ากัน พวกเขาถึงได้รู้ว่าต่างฝ่ายต่างซ้ำกันหรือ”

   

   “ซ้ำกันหรือ”

   

   ถึงแม้ว่าหงอวี่จะไม่เข้าใจความหมายของคำว่า ‘ซ้ำกัน’ ที่เล่อเหนียงพูด แต่เมื่อคิดทบทวนสักครู่ก็พอจะเดาความหมายได้

   

   “ใช่แล้ว เจ้านกยูงกะล่อนกับท่านลุงต่างคิดว่าอีกฝ่ายหลอกลวงตน ทั้งคู่เลยกลายเป็นศัตรูกันน่ะสิ”

   

   โอ้โห~

   

   เล่อเหนียงเริ่มตื่นเต้นขึ้นมา ชาติก่อนนางอยู่ในกองทัพตลอด แม้จะเคยได้ยินว่ามีเพื่อนทหารบางคนมีความสัมพันธ์กัน แต่ก็ไม่เคยจับได้คาหนังคาเขา เพราะว่ายังขาดหลังฐานอยู่

   

   แต่นางไม่เคยคิดเลยว่าในยุคโบราณที่มีความเคร่งครัดเช่นนี้ จะได้ลอบรู้เรื่องอือฉาวแบบนี้

   

   ชายรักชายเชียวนะ

   

   แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้ว

   

   “แล้วต่อมาเป็นอย่างไร” เล่อเหนียงตื่นเต้นเกินไป จึงพยายามถามอย่างใจเย็น

   

   ถ้าหากว่าในดวงตาของนางไม่มีประกายความอยากรู้อยากเห็นลุกโชนขึ้นมาละก็คงจะเนียนอยู่

   

   หงอวี่ใช้นิ้วจิ้มที่หัวเล็กๆของนาง “น้องสาว เจ้ายังเป็นเด็กอายุไม่ถึงสองขวบนะ สมองน้อยๆนี่คิดอะไรอยู่ทั้งวันทั้งคืนกันเชียว”

   

   “ชายหนุ่มสองคนจะมีอะไรได้อีกเล่า หลังจากที่ตัวตนของทั้งคู่ถูกเปิดเผย พวกเขาก็กลายเป็นอย่างที่พวกเราเห็นตอนนี้ไงล่ะ พบหน้าก็ต้องสู้กันตลอด!”

   

   ดวงตาเล่อเหนียงลุกโชนด้วยความอยากรู้อยากเห็น ริมฝีปากยกยิ้มอย่างซุกซน

   

   “ข้าเห็นว่าพวกเขาทั้งสองดูเหมือนจะมีอะไรกันนะ!”



บทที่ 267: ท่านแม่มีเรื่องในใจ


   

   “น้องสาว เจ้าช่วยหยุดความคิดในหัวของเจ้าหน่อยได้ไหม ชายสองคนจะไปอีกอะไรกันได้เล่า อีกอย่างนะ เรื่องนี้เจ้าห้ามบอกใครเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นเจ้านกยูงบีบคอข้างตายแน่”

   

   หงอวี่ทำหน้าเบื่อหน่ายแตะศีรษะน้องสาวเบาๆ ก่อนจะก้มลงอุ้มนางขึ้นมา

   

   เฮ้อ น้องสาวของเขาอ้วนขึ้นอีกแล้ว

   

   บริเวณลานหน้าบ้าน แม่เฒ่าฉินจัดสำรับอาหารเช้าเสร็จแล้ว

   

   ส่วนไป๋เช่ออวิ๋นกับเผ่ยเฉิงเฟิงนั่งหน้าบึ้งอยู่ตรงนั้น สายตาจ้องมองหงอวี่กับเด็กอ้วนที่เดินเข้ามาอย่างไม่วางตา

   

   อยากต่อย!

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงกับไป๋เช่ออวิ๋นคิดขึ้นมาพร้อมกัน

   

   ตั้งแต่เล่อเหนียงเข้ามา สายตาก็จับจ้องอยู่ที่เผ่ยเฉิงเฟิงกับไป๋เช่ออวิ๋นตลอด โอ้โห ดูเหมือนจะเข้ากันได้ดีนะ

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงกับไป๋เช่ออวิ๋นขนลุกกับสายตาที่เล่อเหนียงมองมา พวกเขาคิดอย่างหนักแต่ก็นึกไม่ออกว่าไปทำอะไรให้เด็กหญิงคนนี้ไม่พอใจตั้งแต่เมื่อไหร่ สายตานั้นช่างน่าขนลุกเหลือเกิน

   

   ฉินเหล่าซื่อก็ลุกขึ้นมากินอาหารตั้งแต่เช้าตรู่


   ส่วนหลิวซิ่วเถาตาแดงก่ำถือห่อผ้าเดินออกมา

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นดังนั้นจึงถามอย่างสงสัย “ซิ่วเถาเอ๋ย เจ้าจะทำอะไร เฉิงอันทำอะไรให้เจ้าไม่พอใจหรือ”

   

   หลิวซิ่วเถาส่ายหน้า “ไม่มีอะไรหรอกเจ้าค่ะ”

   

   ผู้คนในตระกูลฉินยิ่งสงสัยมากขึ้น “แล้วเจ้าถือห่อผ้ามาทำไม”

   

   หลิวซิ่วเถาพูดอย่างไร้เดียงสา “เฉิงอันจะไปเป็นทหาร ข้าต้องเตรียมข้าวของให้เขาบ้าง ท่านป้า ท่านไม่ต้องเตรียมอะไรให้พี่ชายหรือ”

   

   ผู้คนในตระกูลฉิน “...”

   

   ไป๋เช่ออวิ๋น “...”

   

   “ซิ่วเถาเอ๋ย พวกเขายังไม่ได้ตอนนี้เสียหน่อย พวกเราต้องไปที่จวนตระกูลเฝ่ยก่อน เพื่อเรียนวิชาป้องกันตัวกับองครักษ์ของจวนตระกูลเฝ่ยก่อนถึงจะไปได้”

   

   หลิวซิ่วเถาชะงักไป สายตามองไปทางเผ่ยเฉิงเฟิง หวังจะได้รับคำยืนยันจากปากของเขา

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงพยักหน้า แสดงว่าสิ่งที่ฉินเหล่าซื่อพูดนั้นเป็นความจริง

   

   อีกอย่างเมื่อคืนนี้เขาก็ได้พูดไปแล้วว่าถ้าจะไปก็ต้องไปที่จวนตระกูลเฝ่ยก่อนเพื่อทำความคุ้นเคยกับรูปแบบการต่อสู้และเรียนรู้วิธีป้องกันตัวเองสักหน่อย

   

   และตอนนี้องครักษ์ของท่านอ๋องเจ็ดก็ยังไม่ได้ส่งข่าวกลับมา ต่อให้พวกเขาอยากจะไปก็ไปไม่ได้

   

   หลิวซิ่วเถาหน้าแดงก่ำ เอามือปิดหน้าแล้ววิ่งกลับไปที่ห้องพัก

   

   “เหล่าซื่อ เจ้าเข้าเมืองเดี๋ยวนี้ แล้วถือโอกาสพาพวกลิ่งอวี่กลับมาด้วย พรุ่งนี้ก็ถือวันหยุดของพวกเขาแล้ว”

   

   “เล่อเหนียงไปด้วย!” เล่อเหนียงรีบยกมือขึ้นส่งเสียงร้องบอกว่าอยากไปด้วย

   

   หงอวี่ก็ยกมือขึ้นเช่นกัน

   

   “ตงตงก็อยากไป!” ลิ่งตงก็ยกมือตามหลัง

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นเด็กสามคนนี้เริ่มก่อกวนอีกแล้วจึงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ท่านพ่อของพวกเจ้ามีธุระสำคัญ พวกเจ้าจะไปสร้างความวุ่นวายให้พวกเขาไม่ได้ ถ้าใครซนข้าจะให้พวกเจ้ากินรองเท้า”

   

   สำหรับความเข้มงวดของแม่เฒ่าฉิน เล่อเหนียงไม่กลัวแม้แต่น้อย เพราะนางรู้ว่าท่านย่าเป็นคนปากร้ายใจดี

   

   “ท่านย่า ไปนะ ไปนะ”

   

   เล่อเหนียงใช้มือทั้งสองข้างดึงเสื้อของหญิงชรา พลางมองนางสีหน้าน่าสงสาร บนใบหน้านั้นเขียนคำว่า ‘อยากไป’ เอาไว้ชัดเจน แม่เฒ่าฉินไม่มีทางเลือกจึงต้องยอมให้ฉินเหล่าซื่อพาพวกเขาไป

   

   “ว้าว!” เล่อเหนียงกรีดร้องดีใจ สองขาสั้นป้อมก้าวขายาวๆไปยังห้องของหลิวซิ่วเถา


   เมื่อครู่เห็นใบหน้าแดงก่ำของหลิวซิ่วเถาเหมือนก้นลิง ก็นึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านี้พวกเราไม่ทำชาดทาปากหรอกหรือ นางลืมไปเสียสติเลยนะเนี่ย

   

   “ท่านอา ชาดของเล่อเหนียงอยู่ไหนเจ้าคะ”

   

   หลิวซิ่วเถาทำหน้างงงวย “ชาดอะไรหรือ”

   

   พูดจบนางก็นึกขึ้นได้ทันทีว่าก่อนหน้านี้เพื่อไม่ให้หลิวซิ่วเถาจมอยู่กับความคิดดูถูกตนเอง เล่อเหนียงจึงพานางทำชาดสักอัน ซึ่งก็คือชาดนั่นเอง!

   

   ก่อนหน้านี้ยุ่งกับเรื่องอื่นตลอด ดังนั้นชาดอันนี้จึงถูกลืมไปและถูกทิ้งเอาไว้มุมใดไม่ก็มุมหนึ่ง

   

   “เด็กดี เจ้ารอสักครู่ ข้าจะไปหาดูว่าเก็บไว้ที่ไหน”

   

   หลิวซิ่วเถาค้นหาไปมาจนในที่สุดก็พบตลับดินเผาสามใบบนตู้ นางรีบนำมันลงมาทันทีสีในชาดดินเผาดูสดใสและสวยงาม สวยกว่ากระดาษแดงที่คนทั่วไปใช้มาก

   

   "สิ่งนี้คือชาดงั้นหรอื ดูมีราคายิ่งนัก” หลิวซิ่วเถาพูดอย่างประหลาดใจ

   

   “ท่านอา ลองดูเร็วสิว่าสวยหรือไม่” เล่อเหนียงเห็นชาดที่แข็งตัวจัดตัวเป็นก้อน จึงเร่งให้นางลองทาบนริมฝีปาก

   

   มันคือกุญแจสำคัญที่จะบอกว่าต้นกระบองเพชรสิบกว่าหมู่ปลูกจะสามารถเปลี่ยนจากของเสียให้เป็นสมบัติล้ำค่าได้หรือไม่

   

   หลิวซิ่วเถาหยิบตลับดินเผามาพลิกดูทั้งด้านหน้าและด้านหลัง แล้วยื่นนิ้วชี้แตะเบาๆ แล้วนำมาทาที่ริมฝีปาก เพียงพริบตาริมฝีปากสีแดงน่าหลงใจก็ปรากฏขึ้น

   

   หลิวซิ่วเถามองตัวเองในกระจกทองเหลืองแล้วรู้สึกงงงวยไปชั่วขณะ นางรู้สึกว่าหลังจากทาชาดแล้ว ทั้งตัวดูสว่างสดใสขึ้นมากทีเดียวราวกับมีเวทมนตร์ แม้แต่จุดด่างดำบนใบหน้าก็ดูเหมือนจะมองไม่เห็นแล้ว

   

   สำหรับความรู้สึกของหลิวซิ่วเถา เล่อเหนียงเพียงแค่บอกอย่างเรียบง่ายว่าสีแดงช่วยให้ดูขาวขึ้นนั่นเอง

   

   “ท่านอาสะใภ้ หลังเขายังมีต้นกระบองเพชรอีกมากมาย ท่านว่าพวกเราทำชาดไปขายจะเป็นอย่างไรเจ้าคะ”

   

   หลิวซิ่วเถาชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วมองตลับดินเผาเล็กๆในมืออีกครั้ง “ข้าคิดว่าได้นะ!”

   

   “ไม่ใช่ ไม่ใช่ มันต้องเป็นไปได้แน่นอน ต้องรู้ว่าชาดแบบนี้มีแต่ในครอบครัวร่ำรายหรือพวกเชื้อพระวงศ์ใช้เท่านั้น ชาดที่แพงขนาดนี้ พวกเขาทำออกมาได้อย่างง่ายดาย ข้าไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าเมื่อชาดนี้ปรากฏในตลาด มันจะสร้างความตื่นตะลึงมากขนาดไหน”

   

   เล่อเหนียงจับตลับดินเผาสองใบพลางกล่าวว่า “งั้นพวกเราเอาไปถามที่อำเภอกันเถอะ”

   

   “พวกเราไม่ได้ทำสามตลับหรอกหรือ ท่านแม่หนึ่งตลับ ท่านอาหนึ่งตลับ อีกตลับเราก็เอาไปถามในอำเภอดีหรือไม่”

   

   “ป้าสะใภ้สามมีเด็กอยู่ในท้อง ตอนนี้ใช้ชาดไม่ได้ พวกเราเอาหนึ่งตลับไปขาย เอาเงินมาซื้อของอร่อยๆให้ป้าสะใภ้ดีกว่า”

   

   “แต่จะไปถามที่ไหนดีล่ะ” ใบหน้ากลมของเล่อเหนียงย่นเป็นซาลาเปา

   

   หลิวซิ่วเถาคิดสักครู่ “ไปถามที่ร้านเครื่องประทินโฉมดีกว่า ในร้านเครื่องประทินโฉมต้องมีขายแน่ๆ พวกเราไปถามดูว่าหนึ่งตลับนี้ราคาเท่าไหร่กันแน่”

   

   เล่อเหนียงและหลิวซิ่วเถาตกลงกันเรียบน้อยก็รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที

   

   ส่วนเล่อเหนียงถือตลับเล็กๆ ใส่ชาดไปหามารดาของนาง

   

   สวี่ซิ่วอิงมองชาดที่เล่อเหนียงนำมาให้แล้วชะงักไป ความทรงจำที่ถูกเก็บซ่อนไว้ลึกที่สุดในใจค่อยๆไหลเข้าสู่สมอง

   

   “ท่านแม่ ท่านเป็นอะไรไป” เล่อเหนียงคิดว่าท่านแม่จะดีใจที่นางทำชาดให้ แต่กลับกลายเป็นว่านางทำให้ท่านแม่ร้องไห้เสียดาย

   

   สวี่ซิ่วอิงได้สติก็ยกมือขึ้นลูบหน้า ถึงได้รู้ว่าตอนนี้ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา

   

   นางมองลูกสาวที่กำลังตกใจก็ดึงรีบเจ้าตัวเล็กมากอดแล้วหอมแก้มไปสองที

   

   “ขอโทษนะลูกรัก แม่ทำให้เจ้าตกใจหรือ” เล่อเหนียงพยักหน้า

   

   “ท่านแม่เป็นอะไรไป ท่านเกือบทำให้เล่อเหนียงตกใจตายแล้ว”

   

   สวี่ซิ่วอิงหอมแก้มนางอย่างทะนุถนอม “ข้าเพียงแค่เห็นตลับชาดนี้ก็แล้วนึกถึงเรื่องในอดีตขึ้นมา เลยรู้สึกเศร้าเล็กน้อย”



บทที่ 268 หลิวซิ่วเถาตกตะลึง


   

   “เจ้าลูกรัก เจ้าทำสิ่งนี้เองหรือ”

   

   เล่อเหนียงพยักหน้า “ใช่แล้วเจ้าค่ะ ก่อนหน้านี้ข้าทำกับอาซิ่วเถา”

   

   “ท่านแม่ เข้าเมืองหรือไม่”

   

   สวี่ซิ่วอิงบีบแก้มอวบๆของนางด้วยสีหน้าเอ็นดู “ได้ พวกเราจะเข้าเมืองไปเที่ยวกัน”

   

   “อืม งั้นท่านแม่รีบเตรียมตัวเถอะเจ้าค่ะ ข้าจะไปดูที่บ้านป้าสะใภ้สามสักหน่อย”

   

   พูดจบก็พาขาสั้นๆ วิ่งออกจากห้องไป”

   

   “ป้าสะใภ้สาม เล่อเหนียงตัวน้อยมาแล้วเจ้าค่ะ”

   

   เล่อเหนียงเพิ่งเข้าไปก็ได้กลิ่นเหม็นเปรี้ยวลอยออกมา พอเดินเข้าไปดูถึงพบว่าสือไห่ถังอาเจียนเปรอะเต็มข้างเตียง บนเตียงก็มีรอยเปื้อนเล็กน้อย นางรีบหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดให้ แล้ววิ่งออกไปเรียกคน

   

   ไม่นาน แม่เฒ่าฉินและฉินเหล่าซานก็เดินเข้ามา

   

   “ไห่ถัง รู้สึกอย่างไรบ้าง ยังมีตรงไหนอีกหรือไม่”

   

   สือไห่ถังมองสายตาห่วงใยของแม่เฒ่าฉิน ความรู้สึกน้อยใจพลันผุดขึ้นในใจ

   

   “ท่านแม่ ข้ารู้สึกทรมานมาก ไม่เคยทรมานขนาดนี้มาก่อนเลย” แม่เฒ่าฉินไม่ได้ตาบอด ในช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ นางเห็นสภาพของสือไห่ถังอยู่ตลอด ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกเจ็บปวดหัวใจ

   

   “ไห่ถังเอ๋ย หากเจ้ารู้สึกทรมานก็ไปหาหมอหลี่ให้จ่ายยาเถอะ ครอบครัวของพวกเรามีลูกหลานพ่อแล้ว”

   

   สือไห่ถังส่ายหน้า “ท่านแม่ ต่อให้ทรมานแค่ไหน ข้าก็จะอดทนต่อไป เขาก็เป็นอีกหนึ่งชีวิตหนึ่งเช่นกัน”

   

   แม่เฒ่าฉินถอนหายใจ ความจริงแล้วนางก็คาดหวังกลับเด็กคนนี้เช่นกัน แต่เมื่อเห็นไห่ถังทรมานเช่นนี้ นางกลับไม่อยากได้เด็กคนนี้

   

   ฉินเหล่าซานก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกัน แม้จะหวังว่าท้องนี้จะเป็นลูกสาว แต่เมื่อเห็นภรรยาทรมานเช่นนี้ เขาอยากจะแบกรับความทรมานแทนนาง ความคาดหวังที่มีต่อเด็กคนนี้จึงลดน้อยลงไปหลายส่วน

   

   “ป้าสะใภ้ ดูนี่สิ สิ่งนี้คือชาดที่เล่อเหนียงทำ แต่ท่านป้ากำลังท้องไม่สามารถใช้ชาดได้ ข้าช่วยท่านเอาไปขายแลกเงินดีหรือไม่”

   

   สือไห่ถังลูบศีรษะเล็กๆของนางด้วยความรักใคร่ “ได้สิ ให้เจ้าตัวน้องของบ้านเราเป็นคนตัดสินใจเองเลย”

   

   เล่อเหนียงพยักหน้า “งั้นเล่อเหนียงจะเอาไปแลกเงิน แล้วซื้อไก่มาให้ท่านป้าบำรุงร่างกายเยอะๆเจ้าคะ”

   

   “แต่ใจเจ้าเลย”

   

   ระหว่างนั้นพวกฉินเหล่าซื่อมาเร่งแม่เฒ่าฉิน ส่วนลิ่งเหวิน ลิ่งผิง และลิ่งอันยังไม่เลิกเรียน ดังนั้นแม่เฒ่าฉินจึงพาแค่เล่อเหนียงและหงอวี่ไปเท่านั้น

   

   หงอวี่และเล่อเหนียงขึ้นรถม้าได้ก็รวมตัวกันกระซิบกระซาบกันกันทันที

   

   “พี่เจ็ด ท่านจะไปที่จวนตระกูลเผ่ยหรือไม่”

   

   หงอวี่ส่ายหน้า “คงไม่ไปหรอก ถ้าท่านลุงให้ข้าไป ข้าก็จะไป ถ้าท่านลุงไม่ให้ไป ข้าก็ไปไม่ได้”

   

   “ทำไมล่ะ”

   

   สีหน้าของหงอวี่หม่นลง “ท่านลุงบอกว่าสุขภาพของท่านยายไม่ค่อยดี ไม่สามารถรับความตื่นเต้นมากเกินไปได้”

   

   เล่อเหนียงได้ยินดังนั้นก็ได้แต่ตบบ่าเขาปลอบใจเขาอย่างเงียบๆ นางพลันพบว่าพี่เจ็ดของนางช่างน่าสงสารจริงๆ มีญาติแท้ๆ แต่กลับไม่สามารถพบเจอกันได้

   

   แม้แต่ย่าแท้ๆของเขาก็คิดจะเอาชีวิตเขา

   

   นางพลันเข้าใจขึ้นมาว่าทำไมท่านอ๋องเจ็ดถึงได้เลี้ยงดูหงอวี่ให้มีลักษณะเช่นนี้ เพราะไม่มีใครจะเชื่อว่าองค์รัชทายาทผู้สูงส่งจะตกอับกลายเป็นขอทาน

   

   รถม้าเข้ามาในเขตเมืองแล้ว พาผูกม้าเรียบร้อยแล้ว เล่อเหนียงก็กระโดดลงจากรถม้าอย่างใจร้อน

   

   การกระทำของนางเกือบจะทำให้หงอวี่ที่อยู่ด้านหลังตกใจแทบหัวใจวาย

   

   “น้องสาว เจ้าช้าลงหน่อย เหตุใดจึงรีบร้อนนัก หากเจ้าล้มลงก็อย่ามาร้องไห้ทีหลังแล้วกัน”

   

   เล่อเหนียงทำหน้าแลบลิ้นปลิ้นตาใส่เขา แล้วจูงมือหลิวซิ่วเถาเดินไปยังร้านขายเครื่องประทินโฉม หงอวี่กำลังจะเดินตามหลังนางไป แต่ถูกเผ่ยเฉิงเฟิงรั้งตัวไว้เสียก่อน

   

   “ท่านลุง มีอะไรหรือ” หงอวี่ถามด้วยสีหน้าร้อนใจ

   

   “ท่านลุง หากท่านมีอะไรจะพูดก็รีบพูดเถิด เล่อเหนียงวิ่งไปไกลแล้วนะขอรับ”

   

   “เสี่ยวอวี่ ข้าจะพาเหล่าซื่อกับพวกเขากลับจวนตระกูลเฝ่ยก่อน เมื่อเสร็จธุระแล้วจะรีบกลับมา”

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงหยุดชั่วครู่ “ข้าจะกลับไปบอกยายของเจ้าก่อน”

   

   “อ้อ เข้าใจแล้วขอรับ!” หงอวี่ตอบรับแล้วรีบวิ่งไล่ตามเล่อเหนียงไป

   

   แม่เฒ่าฉินล้วงเงินก้อนหนึ่งจากอกเสื้อให้หลิวซิ่วเถา

   

   “ซิ่วเถา เจ้าพาเล่อเหนียงกับหงอวี่ไปเดินเล่นก่อน ข้ากับซิ่วอิงจะไปดูที่ร้านว่าพวกลิ่งอวี่เลิกเรียนหรือยัง”

   

   ซิ่วเถาโบกมือปฏิเสธ “ข้ามีเงินติดตัวอยู่แล้วเจ้าค่ะ”

   

   แม่เฒ่าฉินยัดเงินใส่มือนางอีกครั้ง “เอาไว้เถอะ หากเห็นอะไรอยากซื้อก็ซื้อเลย เด็กสองคนนี้ไม่ใช่แค่เดินเล่นธรรมดา พวกเขาต้องอยากซื้อของแน่นอน” นางได้ยินคำพูดนั้นแล้วจึงรับเงินไว้ด้วยความจำใจ แม้ว่าตอนนี้นางจะพกเงินมาด้วย แต่ก็ไม่มากนัก มีเพียงเงินย่อยประมาณสามตำลึงเท่านั้น หากพี่หงมีสหายร่วมสนุกและจำเป็นต้องซื้อของบางอย่าง แล้วนางไม่สามารถจ่ายเงินได้ก็คงจะน่าอับอายมาก

   

   เล่อเหนียงและหงอวี่จูงมือกันมาถึงร้านขายเครื่องประทินโฉมเพียงแห่งเดียวในอำเภอชิงเหอ

   

   เจ้าของร้านเครื่องประทินโฉมกำลังงีบหลับอยู่ด้านใน เมื่อเห็นหลิวซิ่วเถาและคนอื่นๆ เข้ามาก็รีบลุกขึ้นมาต้อนรับทันที

   

   “ฮูหยิน ท่านต้องการสินค้าชิ้นใดหรือ ร้านของพวกข้ามีเครื่องประทินโฉมหลากหลายชนิด ท่านลองดูว่าชิ้นไหนถูกใจท่านบ้าง”

   

   หลิวซิ่วเถาเข้าร้านเครื่องประทินโฉมเป็นครั้งแรก ท่าทางจึงยังดูเก้อเขินอยู่บ้าง แต่นางก็มีเงินติดตัวมาสิบกว่าตำลึว ตอนนี้จึงรู้สึกมั่นใจขึ้นมาบ้าง

   

   “ท่านลุงเถ้าแก่เจ้าคะ ที่นี่มีชาดขายหรือไม่” เล่อเหนียงถามด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน

   

   เถ้าแก่แซ่หวงเพิ่งเคยเห็นเด็กน้อยตัวอวบอ้วนแบบนี้ครั้งแรก จึงรู้สึกแปลกใจมากและยื่นมือไปบีบแก้มน้อยๆของนางอย่างเผลอไผล

   

   อืม เป็นของจริง

   

   “คุณหนูน้อย ท่านอยากได้ชาดแบบไหนหรือ”

   

   เถ้าแก่หวงหยิบถาดชาดมาวางบนโต๊ะ แล้วอุ้มเล่อเหนียงขึ้นมา เพื่อให้นางมองเห็นสินค้าบนโต๊ะได้ชัดเจน

   

   เล่อเหนียงพิจารณาชาดเหล่านั้นอย่างละเอียด พวกมันยังไม่ดีเท่าที่นางทำเองเลย

   “ท่านลุงเถ้าแก่ ชาดพวกนี้ราคาเท่าไหร่ต่อชิ้นหรือเจ้าคะ”

   

   เถ้าแก่หวงยิ้มแล้วอธิบายให้นางฟัง “ตลับเซรามิกเล็กสองตลับนี้แพงหน่อย ราคาห้าต้าลึงเงินต่อตลับ ส่วนสองอันด้านข้างคุณภาพต่ำกว่านิดหน่อย ราคาสี่ตำลึงต่อชิ้น”

   

   “หากเป็นแถวนี้สีไม่ค่อยเป็นนิยม เนื้อสัมผัสก็ไม่ดีเท่าสองแบบก่อนหน้านี้ ราคาสองตำลึงต่อชิ้น”

   

   หลิวซิ่วเถาที่ยืนอยู่ข้างๆ ได้ยินราคาแล้วอุทานในใจ ตลับนิดเดียวก็ราคาห้าตำลึงแล้วหรือ!

   

   แน่นอนว่าชาดแบบนี้มีแต่ตระกูลร่ำรวยเท่านั้นที่ซื้อได้

   

   เล่อเหนียงกลอกตาไปมา แล้วหยิบชาดที่ตัวเองทำออกมาจากอก

   

   “ท่านลุงเถ้าแก่ ท่านลองดูชาดตลับนี้ของข้าสิ มันขายได้กี่ตำลึงเงินหรือ”

   

   เถ้าแก่หวงรับชาดมาดูดวงตาก็เป็นประกายขั้นมาทันที

   

   “คุณหนู ชาดนี้ท่านได้มาจากที่ใดหรือ”

   

   เล่อเหนียงส่ายหน้าอย่างจริงจังราวกับเป็นผู้ใหญ่ “ท่านลุงเถ้าแก่ ท่านบอกข้าก่อนสิว่าชาดตลับนี้ขายได้กี่ตำลึง”

   

   เถ้าแก่หวงดมกลิ่นก่อนเป็นอันดับแรก แล้วใช้มือแตะชานิดหน่อยแล้วทาบนหลังมือเพื่อดูสี สุดท้ายเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงลังเล

   

   “ชาดตลับนี้ดูไม่เหมือนที่คนทั่วไปใช้ ถ้าจะตั้งราคาจริงๆ ต้องอย่างน้อยสิบตำลึงถึงจะซื้อได้”

   

   “สิบตำลึง!”



 บทที่ 269: การแต่งงานมีภรรยาไม่ใช่เรื่องน่าสนุก เขาขอปฏิเสธ! 


   

   หลิวซิ่วเถาได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ ในใจคำนวณอย่างรวดเร็วถึงต้นกระบองเพชรบนภูเขาที่มีอยู่มากมาย จะสามารถทำชาดได้กี่ชิ้น

   

   คิดไปคิดมาจนตัวเองรู้สึกตื่นเต้น

   

   ส่วนเถ้าแก่หวงได้ยินเสียงอุทานของหลิวซิ่วเถา คิดว่าตนเองบอกราคาน้อยเกินไปและรีบเสริมว่า

   

   “ข้าไม่เคยเห็นชาดที่มีคุณภาพดีขนาดนี้มาก่อน ข้าก็ไม่สามารถบอกราคาที่แน่นอนได้ ราคาที่บอกออกมาเป็นเพียงราคาคร่าวๆเท่านั้น”

   

   เล่อเหนียงยิ้มตาหยี “ท่านลุงเถ้าแก่ ถ้าข้าขายชาดตลับนี้ให้ท่าน ท่านจะรับไว้หรือไม่เจ้าคะ”

   

   “หา”

   

   เถ้าแก่หวงชะงักแล้วมองหลิวซิ่วเถากับเล่อเหนียงอย่างไม่แน่ใจ

   

   ชาดตลับนี้เป็นของดี ไม่มีสตรีนางใดตัดใจปฏิเสธได้ ของดีอยู่ตรงหน้าแล้วจะมาทำเพียงแค่ลูบไล้ ไม่รู้จักถนอมก็แล้วไป แต่พวกนางจะเอามาขายต่อ มันดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่

   

   “คุณหนูน้อย ข้าขอถามหน่อยได้หรือไม่ว่าเหตุใดจึงต้องการขายชาดดีๆแบบนี้”

   

   ดวงตาของเล่อเหนียงฉายแววเศร้าสร้อย แล้วพูดด้วยน้ำเสียงน่าสงสารว่า

   

   “ชาดนี้เป็นของป้าสะใภ้ของข้า ตอนนี้นางกำลังตั้งครรภ์จึงต้องขายชาดนี้เพื่อซื้อเนื้อกลับไปบำรุงร่างกายเจ้าค่ะ”

   

   เถ้าแก่หวงได้ยินดังนั้นก็เข้าใจแล้ว ที่แท้ครอบครัวของพวกเขาคงตกระกำลำบากจึงจำเป็นต้องเอาของดีๆแบบนี้ออกมาขาย ดังนั้นเขาจึงชูนิ้วขึ้นมา

   

   “ถ้าข้ารับซื้อ ก็ให้ได้แค่เท่านี้”

   

   เล่อเหนียงจ้องมองเลขแปดที่เถ้าแก่หวงชูให้เห็นตาโต

   

   “ท่านลุงเถ้าแก่ เมื่อครู่ท่านไม่ได้บอกว่าสิบตำลึงเงินหรอกหรือ ทำไมถึงกลายเป็นแปดตำลึงไปได้” เล่อเหนียงถามด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ

   

   พ่อค้าพวกนี้มันเจ้าเล่ห์จริงๆ แค่พูดคุยสองประโยคก็ตัดราคาไปสองตำลึงเงินแล้ว

   

   เถ้าแก่หวงยิ้มเล็กน้อย “คุณหนูน้อย ท่านเป็นคนให้ข้าประเมินราคาเอง ข้าถึงได้ประเมินว่าสิบตำลึงเงิน แต่ถ้าท่านจะขายให้ข้า ข้าก็ไม่มีทางรับซื้อในราคาสิบตำลึงหรอก ข้าไม่ได้กินเนื้อ อย่างน้อยก็ต้องได้ดื่มน้ำซุปบ้างสิ”

   

   เล่อเหนียงเม้มปากเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วแกล้งส่งชาดให้เถ้าแก่หวงด้วยความลำบากใจ

   

   “ท่านลุงเถ้าแก่ งั้นขายให้ท่านก็แล้วกัน ใครใช้ให้บ้านข้าไม่มีเงินละ”

   

   แม้ปากจะพูดเช่นนั้น แต่ในใจกลับดีใจจนแทบไม่ไหว

   

   นางประเมินไว้แต่แรกว่าจะขายได้สามตำลึงเงินต่อชิ้น แต่ตอนนี้ราคากลับเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าแล้ว

   

   บนภูเขานางปลูกต้นกระบองเพชรไว้มากมาย พอถึงปีหน้าเมื่ออากาศอุ่นขึ้น ต้องมีครั่งเยอะกว่านี้แน่นอน ตอนนั้นก็จะสามารถทำชาดได้มากขึ้นอีก

   

   และต้นทุนในการทำชาดนั้นแทบจะไม่มีเลย ขั้นตอนยุ่งยากเพียงอย่างเดียวคือการหารังผึ้ง

   

   เมื่อคำนวณเช่นนี้ก็ถือว่าได้กำไรมหาศาลเลยทีเดียว

   

   เมื่อเถ้าแก่หวงเห็นชาดที่เล่อเหนียงยื่นมาให้ ในใจก็รู้สึกดีใจรีบยื่นมือออกไปเพื่อจะรับมา แต่กลับถูกขัดจังหวะด้วยเสียงหนึ่ง

   

   “เด็กน้อย ชาดของเจ้านี้ ข้าขอซื้อในราคาสิบตำลึง”

   

   เล่อเหนียงได้ยินเสียงก็หันไปมอง นางแทบจะร้องท่านพ่อออกมาเลยทีเดียว เหตุใดพี่ชายคนนี้ถึงหน้าตาเหมือนท่านพ่อเช่นนี้

   

   ไม่ถูก

   

   ดวงตาเหมือนท่านพ่อ แต่จมูกกลับเหมือนลุงรอง

   

   แล้วยังปากอีก...

   

   “พี่ชายท่านนี้ เล่อเหนียงตัดสินใจจะขายชาดตลับนี้ให้กับเถ้าแก่ร้านแล้วเจ้าค่ะ ท่านมาช้าไปก้าวหนึ่งแล้วนะ”

   

   เล่อเหนียงพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อน

   

   ส่วนเถ้าแก่หวง เมื่อได้ยินคำพูดของเล่อเหนียงก็รีบรับชาดตลับนั้นมา และคว้าเงินแปดตำลึงให้เด็กน้อยอย่างว่องไว ราวกับกลัวว่าเล่อเหนียงจะเปลี่ยนใจ

   

   เล่อเหนียง ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนถึงเพียงนี้ก็ได้มั้ง

   

   ชายหนุ่มคนนั้นถามด้วยความสงสัย “เด็กน้อย ข้าเสนอราคาสิบตำลึง สูงกว่าราคาของเถ้าแก่ตั้งสองตำลึง เหตุใดเจ้าถึงขายให้เขาแต่ไม่ขายให้ข้าเล่า”

   

   “อ๋อ ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าคงคำนวณไม่เป็นแน่ๆใช่หรือไม่”

   

   “เล่อเหนียงทำได้!” เล่อเหนียงตอบเสียงดังลั่น

   

   เงินสิบตำลึงจะมีประโยชน์อะไร นางยังมีกระบองเพชรอีกสิบกว่าหมู่บนภูเขา อย่างน้อยก็สามารถทำชาดได้หลายร้อยตลับ นางไม่ได้คิดจะเอาที่นี่เป็นจุดจัดส่งสินค้าหรอก

   

   “แต่ข้าเห็นว่าเจ้าคงคำนวณไม่เป็น เงินสองตำลึงที่เกินมานี้มันมากกว่าที่เจ้าคิดมากนัก ซื้อขนมกินได้ทั้งปีเลยนะ”

   

   ชายคนนั้นยื่นมือไปบีบแก้มนุ่มๆของเล่อเหนียง แต่กลับถูกนางตีมือเสียงดัง

   

   “ข้าซื้อขนมกินเองก็ได้!”

   

   เล่อเหนียงจ้องเขาอย่างดุดัน เขาดูถูกนางก็แล้วไป แต่กล้าบอกว่านางคำนวณไม่เป็นเชียวหรือ!

   

   นางเป็นถึงนักรบหญิงแห่งศตวรรษที่ยี่สิบสาม แต่กลับถูกคนโบราณบอกว่าคำนวณไม่เป็น เป็นเรื่องที่นางยอมรับไม่ได้

   

   “ท่านอา เราไปหาท่านย่ากันเถอะ ที่นี่มีคนไม่ดี”

   

   เล่อเหนียงจูงมือหงอวี่และหลิวซิ่วเถาเดินออกไปนอกจากร้าน ไม่แม้แต่จะชายตามองเขาเลยสักนิด

   

   หงอวี่จ้องเขาอย่างดุดัน แล้วจูงมือน้องสาวเดินออกไป

   

   สายตาของชายคนนั้นจับจ้องอยู่ที่เล่อเหนียงตลอด จนกระทั่งพวกนางเลี้ยวหายลับไป จึงดึงสายตากลับมา

   

   “น่าสนใจจริงๆ!” ชายคนนั้นหัวเราะเบาๆ เขาสังเกตเห็นเด็กอ้วนคนนี้มานานแล้ว ตอนแรกข้ารู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เหตุใดครอบครัวนี้ถึงเลี้ยงเด็กน้อยคนนี้ได้อ้วนขนาดนี้

   

   เจ้าก้อนแป้งตัวกลมนุ่มนิ่มน่ารัก เหมือนซาลาเปาเนื้อที่ข้าเพิ่งกินไปเมื่อครู่นี้

   

   จนกระทั่งคนทั้งสามเดินเข้าไปในร้านขายเครื่องประทินโฉม ก็เดินตามเข้าไปโดยไม่รู้ตัว อยากรู้ว่าจะทำควรรู้จักกับเด็กคนนั้นได้หรือไม่

   

   แน่นอนว่าจุดประสงค์หลักก็คืออยากจะบีบแก้มกลมของเด็กน้อยคนนี้ดูว่าเป็นของจริงหรือไม่

   

   มองดูแล้วน่าบีบยิ่งนัก!

   

   ผลคือพอเข้ามาก็เห็นเด็กอ้วนคนนี้กำลังขายชาดอยู่ ช่างน่าประหลาดใจจริงๆ ตามหลักแล้วคนที่เลี้ยงเด็กผู้หญิงได้ดีขนาดนี้ ต้องไม่ขัดสนเงินทองแน่นอน

   

   แล้วเหตุใดถึงต้องมาขายชาดล่ะ

   

   สุดท้ายเขาก็เอ่ยปากออกไปป ถึงแม้จะอยากซื้อชาดในมือนางมาตลอด แต่สุดท้ายก็ถูกนางปฏิเสธ

   

   เด็กน้อยคนนี้ช่างทำให้เขามองไม่ออกเลยจริงๆ

   

   “นายท่านห้า หมู่บ้านตระกูลฉินอยู่ห่างจากที่นี่เพียงสองชั่วยามเท่านั้น พวกเราจะออกเดินทางไปตามหาฮูหยินผู้เฒ่าและคนอื่นๆเดี๋ยวนี้เลยหรือ”

   

   ชายที่ถูกเรียกว่านายท่านห้าส่ายหัว “ยังไม่ไปตอนนี้ แต่เจ้าช่วยข้าสืบดูก่อนว่าเด็กอ้วนที่เพิ่งเดินออกไปนั้นเป็นลูกบ้านไหน”

   

   ผู้ติดตามชะงักไปครู่หนึ่ง “นายท่านห้า หากท่านชอบเด็ก ท่านก็แต่งงานกับภรรยาหรืออนุภรรยาสักคนสิขอรับ เมื่อพวกนางคลอดลูก เรือนก็จะคึกคักขึ้นมิใช่หรือ”

   

   นายท่านห้าตบศีรษะเขาอย่างหงุดหงิด “เจ้าคิดอะไรอยู่ทั้งวันทั้งคืน หากเจ้าอยากแต่งงานก็บอกข้าสักคำ ข้ารับรองว่าจะไม่ขัดขวาง ยังจะมอบของขวัญแสดงความยินดีให้ด้วย”

   

   “นายท่าน ข้าผิดไปแล้ว ข้าจะไม่พูดอีกแล้วขอรับ” ผู้ติดตามรีบขอโทษ

   

   การแต่งงานช่างน่ากลัวเหลือเกิน เขายังไม่อยากแต่งงานตอนนี้ เขายังรู้สึกว่าเขายังเล่นไม่พอเลย

   

   เขาเห็นท่านป้าบ้านข้างๆ ทะเลาะกับสามีเรื่องหยุมหยิมเล็กน้อย ผลคือฝ่ายชายใช้มีดฟันท่านป้าคนนั้นไปสิบกว่าแผล…

   

   ส่วนชายคนนั้นก็ถูกบังคับให้กระโดดบ่อน้ำฆ่าตัวตาย

   

   ผู้ติดตามแสดงท่าทีว่าการแต่งงานมีภรรยาไม่ใช่เรื่องน่าสนุก เขาขอปฏิเสธ!



 บทที่ 270: เพิ่งโผล่หัวออกมาก็ถูกจับตามองแล้ว


   

   “ฮูหยินซิ่วเถา นายน้อย คุณหนู ท่านแม่ทัพสั่งให้ข้ามารับพวกท่านกลับจวนขอรับ”

   

   หงอวี่เห็นว่าคนที่มาเป็นองครักษ์ใกล้ชิดของท่านลุง จึงวางใจและขึ้นรถม้าตามเขาไป ถูกต้อง แค่ระยะทางไม่กี่ก้าว เผ่ยเฉิงเฟิงถึงกับส่งรถม้ามารับพวกเขา

   

   “พี่เจ็ด ท่านรู้สึกตื่นเต้นหรือไม่” เล่อเหนียงขยับเข้ามาถามใกล้ๆ

   

   หงอวี่มองนางอย่างสงสัย “เหตุใดข้าต้องตื่นเต้นด้วยเล่า”

   

   เล่อเหนียงมองมือของเขาแล้วพูดอย่างหยอกล้อ “ถ้าท่านไม่ตื่นเต้น เหตุใดถึงต้องถูมือด้วยเล่า”

   

   หงอวี่ “...”

   

   จากจวนตระกูลเผ่ยมาถึงถนนสายหลักของอำเภอมีระยะทางเพียงไม่ลี้ ในชั่วพริบตาพวกเขาก็มาถึงประตูหลังของจวนตระกูลเผ่ยแล้ว

   

   แม่ทัพเผ่ยรออยู่ที่ประตูหลังตั้งแต่เนิ่นๆแล้ว

   

   หงอวี่และเล่อเหนียงกระโดดลงมา เมื่อเห็นประตูหลังที่เรียบง่ายนั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง

   

   “ขอโทษด้วยนะเสี่ยวอวี่ รอบๆจวนตระกูลเผ่ยมีสายลับมากเกินไป จำเป็นต้องให้เจ้าเข้ามาทางประตูหลังเสียแล้ว”

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงเดินเข้ามาใกล้พลางลูบศีรษะเล็กๆของเขาอย่างรู้สึกผิด

   

   หงอวี่ส่ายหน้า “ไม่เป็นไรขอรับท่านลุง ข้าไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้หรอก อีกอย่างท่านก็ทำไปเพื่อความปลอดภัยของข้าเอง”

   

   “ไปกันเถอะ ท่านยายของเจ้ารออยู่ข้างในแล้ว เมื่อเจ้าพบนาง จงพูดจาไพเราะหน่อย ถ้าเล่าเรื่องขำขันได้สักสองสามเรื่องก็จะดี ทำให้นางหัวเราะได้ยิ่งดี เพราะร่างกายของท่านยายไม่ค่อยแข็งแรง สิ่งเดียวที่ทำให้นางมีชีวิตอยู่ได้คือการได้พบเจ้า ข้าเกรงว่าเมื่อนางได้พบเจ้าแล้ว นางอาจจะทนไม่ไหว”

   

   หงอวี่พยักหน้า “เข้าใจแล้วขอรับ ท่านลุง ข้าจะระมัดระวังตัว”

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงลูบศีรษะเขาด้วยสีหน้าเอ็นดู “เจ้าวางใจได้ ท่านยายของเจ้าคิดถึงเจ้ามาก”

   

   “แล้ว...ข้าไม่เข้าไปดีกว่า ข้าจะไปเดินเล่นแถวนี้รอนะ“

   

   หลิวซิ่วเถาปัดมือผู้ติดตามที่ยื่นมา จับชายกระโปรงแล้วกระโดดลงจากรถม้าอย่างมั่นคง

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงอุ้มเล่อเหนียงด้วยมือข้างหนึ่ง อีกมือจูงหงอวี่เดินเข้าจวนตระกูลเผ่ยอย่างรวดเร็ว

   

   ในห้องด้านหลังของจวนตระกูลเผ่ย มีหญิงชราผู้หนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ ดวงตาของนางมองออกไปนอกห้องไม่หยุด

   

   เมื่อเห็นเผ่ยเฉิงเฟิงอุ้มเด็กเข้ามา ดวงตาของนางก็เป็นประกายขึ้นมา

   

   เมื่อได้เห็นใบหน้าที่นางคิดถึงมาตลอด ดวงตาของนางก็พลันแสบร้อนขึ้นมาทันที “เหมือน เหมือนอาอวี้” ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยกอดหงอวี่ไว้แน่นพลางร่ำไห้อย่างสุดกลั้น

   

   นับตั้งแต่อาอวี่ของนางกระโดดลงจากกำแพงเมือง หัวใจของนางก็แตกสลายไปพร้อมกัน

   

   แต่ไม่คิดเลยว่า หลานของนางจะยังมีชีวิตอยู่ และยืนอยู่ตรงหน้านางในตอนนี้

   

   “ท่านยาย อย่าร้องไห้เลย เสี่ยวอวี่จะอยู่เป็นเพื่อนท่านตลอดไป”

   

   หงอวี่ลูบหลังฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยเบาๆ พลางปลอบโยน

   

   ท่านลุงเคยบอกว่า ท่านยายสุขภาพไม่ดี ไม่ควรตื่นเต้นมากเกินไป

   

   “ท่านยาย อย่าร้องไห้เลย ร้องไห้มากๆจะทำให้ร่างกายอ่อนแอ ท่านยายต้องอยู่ดูข้าแต่งงาน และช่วยเลี้ยงลูกของข้าด้วยนะ”

   

   ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยได้ยินดังนั้นก็หัวเราะพรืดออกมา ใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตา

   

   “เจ้าอายุยังน้อยนักก็คิดเรื่องแต่งงานเสียแล้ว”

   

   ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยรู้ดีว่าร่างกายของตนไม่ควรตื่นเต้นมากเกินไป จึงเช็ดน้ำตาและพยายามทำให้ตัวเองสงบลง

   

   แต่ก็ยังคงกอดหงอวี่ไว้ในอ้อมกอด พลางซักถามสารทุกข์สุกดิบอย่างละเอียด

   

   หงอวี่จำคำที่ท่านลุงบอกให้ทำให้ท่านยายหัวเราะให้มาก ปากก็พูดคำไพเราะและน่ารักออกมาไม่หยุด ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยต้องเอามือปิดปากหัวเราะไม่หยุด

   

   เล่อเหนียงยืนอยู่ข้างๆ มองพวกเขาพูดคุยหัวเราะกัน ในใจรู้สึกอิจฉาอย่างยิ่ง

   ชาติก่อนปู่ย่าตายายของนางล้วนเป็นทหารปกป้องชายแดน พวกท่านก็สละชีพเพื่อประเทศชาติเช่นกัน

   

   มารดาของนางก็เติบโตมาภายใต้การเลี้ยงดูของประเทศ ชาติก่อนนางจึงไม่มีปู่ย่าตายายและลุง

   

   “เจ้่คือเล่อเหนียงสินะ น่ารักจริงๆ”

   

   ฉินเยาเยากลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง เห็นฮูหยินผู้เฒ่ายิ้มตาหยีมองมาที่นาง ก็รีบยิ้มหวานทันที

   

   "คารวะฮูหยินผู้เฒ่า”

   

   “ช่างน่ารักน่าชังจริงๆ เด็กดี มานี่สิ มาให้ข้าอุ้มหน่อย”

   

   เล่อเหนียงกระโดดลงจากเก้าอี้ ขาน้อยๆวิ่งไปหาฮูหยินผู้เฒ่า พลางยิ้มหวานมองนาง

   

   “โอ้ เจ้าน่ารักจริงๆ” ฮูหยินผู้เฒ่าบีบแก้มอวบๆของนาง ยิ่งมองก็ยิ่งชอบ

   

   ใบหน้าน้อยๆอ้วนกลม เห็นได้ชัดว่าได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี แสดงว่าตระกูลฉินไม่ได้มีความคิดเรื่องรักลูกชายมากกว่าลูกสาว

   

   “เฉิงเฟิง เจ้าพาเล่อเหนียงไปเอาขนมในครัวกินหน่อยสิ ใกล้เที่ยงแล้ว พวกเขาคงหิวแล้ว”

   

   เล่อเหนียงเป็นคนที่มีชีวิตมาสองชาติ นางได้ยินคำพูดนี้ก็รู้ว่าฮูหยินผู้เฒ่าต้องการพูดคุยกับหงอวี่เป็นการส่วนตัว ดังนั้นนางจึงยื่นมือไปหาเผ่ยเฉิงเฟิง ให้เขาอุ้มนางเดินไปที่ครัว หงอวี่เห็นสถานการณ์เช่นนั้นก็อยากจะตามไปด้วย แต่ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยกลับไม่ยอมปล่อยมือ เจาจึงล้มเลิกความคิดที่จะตามไป

   

   “ท่านยาย ท่านเป็นอะไรหรือ” เขาขมวดคิ้วมองฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ย

   

   แรงของนางมากยิ่งนัก เขาเจ็บมือไปหมดแล้ว

   

   แต่เขาไม่อาจส่งเสียงได้ เกรงว่าจะทำให้ท่านยายตกใจ

   

   “หงอวี่ เจ้าบอกความจริงกับยายเถอะ เจ้าอยู่ตระกูลฉินถูกรังแกหรือไม่” ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยถามอย่างร้อนรน

   

   หงอวี่ชะงักไปและมองนางอย่างงุนงง

   

   “ท่านยาย ท่านกำลังพูดถึงอะไรหรือ ทุกคนในตระกูลฉินล้วนดีต่อข้า ปฏิบัติต่อข้าราวกับเป็นลูกหลานแท้ๆ ข้าไม่ได้ถูกรังแกแต่อย่างใด”

   

   ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยรู้สึกใจหายวาบ “เช่นนั้นพวกเขาดีต่อเจ้าหลังจากรู้ตัวตนของเจ้าใช่หรือไม่”

   

   หงอวี่ส่ายหน้า “ไม่ใช่ขอรับ ตอนตัวตนของข้ายังไม่ถูกเปิดเผย พวกเขาทุกคนปฏิบัติต่อข้าราวกับเป็นลูกหลานแท้ๆ แม้แต่ตอนนี้ที่รู้ตัวตนของข้าแล้ว พวกเขาก็ไม่ได้มีท่าทีประจบเอาใจใดๆเลย”

   

   “ตอนก่อนท่านลุงไปที่บ้านตระกูลฉิน ข้ากลัวว่าจะเปิดเผยของตัวตนจะถูกเปิดเผย จึงออกไปข้างนอก ท่านย่ากับเล่อเหนียงยังคิดหาวิธีช่วยข้าปกปิดปานที่ใต้เท้าของข้า ข้าถึงกล้าออกไปพบเขา”

   

   ฮูหยินผู้เฒ่าได้ยินดังนั้นก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย


   “เสี่ยวอวี่ เจ้าอยากย้ายมาอยู่กับยายหรือไม่ ตระกูลฉินนั้นอยู่ชนบท หลายอย่างไม่สะดวกสบาย”

   

   “อีกอย่างถ้าอยู่กับยาย เจ้าอยากได้ของอะไร ยายก็จะหามาให้เจ้าทั้งหมดดีหรือไม่”

   

   หงอวี่รีบส่ายหน้าปฏิเสธทันที “ท่านยาย ขออภัยด้วย ข้าไม่สามารถอยู่กับท่านได้ ข้าต้องกลับไปอยู่เป็นเพื่อนท่านย่ากับเล่อเหนียง”

   

   ฮูหยิบผู้เฒ่าชะงักไปครู่หนึ่ง นางไม่กล้าเชื่อว่าหงอวี่จะยอมสละชีวิตที่สะดวกสบายเพื่อไปอยู่ชนบทกับพวกชาวนาเหล่านั้น

   

   “เสี่ยวอวี่ เจ้าบอกยายได้หรือไม่ว่าทำไม”

   

   “ท่านยาย เพราะว่าคนตระกูลฉินดีกับข้ามาก ท่านย่ารักข้า ท่านพ่อรักข้า ท่านแม่ก็ตามใจข้า”

   

   “ข้ายังมีพี่ชายอีกหลายคน แม้ว่าปากของพวกเขาจะร้ายกาจ แต่พวกเขารักและปกป้องเสี่ยวชีจริงๆนะ”

   

   ฮูหยินผู้เฒ่าได้ยินดังนั้นก็เงียบไปครู่หนึ่ง สุดท้ายก็เคารพการตัดสินใจของหงอวี่

   

   “งั้นต่อไปเสี่ยวอวี่มาเยี่ยมยายบ่อยๆได้หรือไม่”

   

   หงอวี่ตาเป็นประกาย มองไปทางหน้าต่างทันที

   

   “ท่านยาย ข้าโผล่หัวออกมาก็ถูกคนจับตามองแล้วนะ”




จบตอน

Comments