บทที่ 271: ไม้ซีกไม่อาจงัดไม้ซุง
สายตาของฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยเย็นชาลงหลายส่วน นางส่งสายด้วยสายตาให้หญิงชราที่อยู่ข้างๆ หญิงชราผู้นั้นเข้าใจความหมายแล้วค่อยๆเดินออกไปอย่างเงียบเฉียบ
ชั่วพริบตา เสียงต่อสู้ดังขึ้นนอกหน้าต่าง
ตามมาด้วยสาวใช้ที่ทำหน้าที่ทำความสะอาดจวนถูกหญิงชราโยนเข้ามา
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยมองดูสาวใช้ที่ถูกหักแขนทั้งสองข้าง สายตาเต็มไปด้วยความเย็นชา
“ใครส่งเจ้ามา!?”
สาวใช้คนนั้นร้องอ้อนวอนด้วยความเจ็บปวด “ฮูหยินผู้เฒ่า ข้าถูกใส่ร้าย ข้าเพียงแค่เดินผ่านมาเท่านั้นเจ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยไม่เชื่อข้ออ้างนี้ และเอ่ยปากขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“เดินผ่านมาที่นี่งั้นหรือ”
สาวใช้คนนั้นตะเกียกตะกายขึ้นมาคุกเข่าแล้วโขกศีรษะไม่หยุด “เจ้าค่ะ ข้าถูกใส่ร้ายจริงๆนะเจ้าคะ ข้าเพียงแค่เดินผ่านมาเท่านั้น ไม่ได้แอบฟังที่พวกท่านคุยกันเลยเจ้าค่ะ”
“งั้นหรือ เจ้าเป็นเพียงสาวใช้ที่ทำหน้าที่ทำความสะอาดในเรือนหลัง มีธุระด่วนอะไรแถวเรือนของข้างั้นหรือ”
“หรือว่าเจ้าซ่อนความลับอะไรไว้ในเรือนของข้า”
“ไม่มีเจ้าค่ะ ไม่มีเลยเจ้าค่ะ” ขณะนั้นเผ่ยเฉิงเฟิงที่ได้ยินข่าวก็อุ้มเล่อเหนียงวิ่งเข้ามา
“เฉิงเฟิง จับสาวใช้คนนี้ไปสอบสวนให้ดี ดูสิว่าเป็นเทวดาจากที่ไหนกัน ถึงได้กล้ายื่นมือเข้ามายุ่งในจวนตระกูลเผ่ยของข้า”
เผ่ยเฉิงเฟิงรับคำแล้วลากตัวสาวใช้ที่อยู่บนพื้นออกไปด้านนอก
“พี่เจ็ด กินสิ” เล่อเหนียงหยิบขนมชิ้นหนึ่งจากห่อผ้าเล็กๆ ยัดใส่มือหงอวี่
“ขนมชิ้นนี้อร่อยมาก รสชาติเหมือนกับที่ป้าสะใภ้สามทำเลย”
หงอวี่เพียงแค่ลิ้มลองรสเล็กน้อย พบว่ารสชาตินี้เหมือนกับกินขนมที่สือไห่ถังทำ จนอดสงสัยไม่ได้ว่าแม่ครัวทำขนมกับสือไห่ถังเป็นศิษย์ร่วมสำนักกัน
“หงอวี่ ขนมชิ้นนี้อร่อยหรือไม่”
หงอวี่พยักหน้า “อร่อยขอรับ รสชาติเหมือนกับที่ป้าสะใภ้สามทำเลย”
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยลูบศีรษะของหงอวี่ด้วยความรักใคร่ “ชอบกินก็ดีแล้ว ถ้าชอบกิน วันหน้าย่าจะไปซื้อมาให้เจ้าอีกนะ”
“ซื้อหรือ”
ขนมนี้คงไม่ใช่...
หงอวี่ยังไม่ทันจินตนาการก็ถูกคำพูดที่กลับมาตอบแบบขอไปทีทำเอาชะงักไป ทำให้เขารู้สึกกลืนไม่เข้า คายไม่ออก
“ขนมนี้ซื้อมาจากร้านหวานละมุน ขนมของร้านนั้นรสชาติดีมากจริงๆ แต่น่าเสียดายที่ช่วงนี้พวกเขาไม่เปิดร้าน”
หงอวี่กับเล่อเหนียงสบตากัน เหตุใดขนมชิ้นจึงกลืนยากเช่นนี้
สือไห่ถังไม่ได้เปิดร้านมาตั้งเจ็ดวันเต็มแล้ว นั่นหมายความว่า ขนมพวกนี้ถูกเก็บไว้อย่างน้อยเจ็ดวันแล้ว
จวนตระกูลเผ่ยไม่มีพ่อครัวทำขนมหรืออย่างไร เหตุใดถึงเอาขนมที่เก็บไว้นานขนาดนี้มาเลี้ยงรับรองพวกเขาล่ะ
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยเห็นความสงสัยของเขา จึงอธิบายว่าขนมร้านนี้อร่อยจริงๆ พ่อครัวทำขนมของจวนซื้อมาจำนวนมากเพื่อศึกษา แต่ขนมนี้เก็บรักษาได้ดี เก็บไว้สิบวันครึ่งเดือนก็ไม่มีปัญหา
หงอวี่มุมปากกระตุก สุดท้ายก็กลืนขนมในปากลงไป
ไม่ว่าจะอย่างไรก็เป็นฝีมือของป้าสะใภ้สาม อย่างน้อยขนมชิ้นนี้ก็ไม่มีพิษ
“ท่านยาย ข้าคงรั้งอยู่ที่นี่นานไม่ได้ ไม่เช่นนั้นจะนำหายนะมาสู่ท่าน”
ดวงตาของฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยหม่นลง พวกเขาเพิ่งได้พบกันไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ตอนนี้ก็ต้องจากกันแล้วหรือ
“เสี่ยวอวี่ เจ้าจะมาเยี่ยมยายบ่อยๆใช่หรือไม่”
หงอวี่ลูบมือฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยเบาๆ ราวกับกำลังปลอบใจ “ท่านยาย ร้านหวานละมุนเป็นร้านของป้าสะใภ้สาม หากท่านคิดถึงเสี่ยวอวี่ก็ส่งไปลุงสามที่ร้านหวานละมุน วันนั้นเสี่ยวอวี่ก็จะเข้าเมืองมาเยี่ยมท่านเอง”
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยได้ยินดังนั้นก็รู้สึกดีขึ้น แต่ก็ยังหยิบตั๋วเงินหลายใบออกมาจากอกเสื้อยัดใส่มือของหงอวี่
“เสี่ยวอวี่ เจ้าเก็บเงินพวกนี้ไว้นะ อยากซื้ออะไรก็ซื้อ หากเงินหมดก็บอกยาย”
หงอวี่รีบปฏิเสธ “ท่านยาย เสี่ยวอวี่ไม่ต้องการเงินขอรับ เสี่ยวอวี่มีเงินอยู่แล้ว”
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยยืนกรานจะให้ เขาปฏิเสธไม่ได้จึงจำต้องรับไว้
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยหยิบจี้ทองคำหนักอึ้งออกมาจากอกเสื้อ แล้วสวมให้เล่อเหนียง
“ของชิ้นนี้เป็นของที่ท่านตาทำให้ตอนอาอวี้เกิด ตอนแต่งงานนางไม่ได้นำติดตัวไปด้วย และเก็บไว้ที่บ้านตลอด ตอนนี้ขอมอบให้เล่อเหนียงนะ”
เล่อเหนียงลูบจี้สีทองคำแล้วยกขึ้นชั่งน้ำหนัก ความหนักทำให้เล่อเหนียงยิ้มตาหยี
“ขอบคุณฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าค่ะ!”
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยเห็นสีหน้าเล่อเหนียงที่ดูหลงใหลก็อดขำไม่ได้ จึงดึงนางเข้ามากอดแล้วบีบแก้มเบาๆ พลางกล่าวว่า
“เจ้าเรียกเสี่ยวอวี่ว่าพี่เจ็ด เช่นนั้นก็เรียกข้าว่าท่านยายเถอะ”
“ท่านยาย” เล่อเหนียงเรียกด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
“เด็กดี!” ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยตอบรับด้วยความดีใจ ดวงตาของนางเอ่อคลอไปด้วยน้ำตาอีกครั้ง
บุตรชายทั้งสองคนของนาง ทั้งคู่อายุปูนนี้แล้วแต่ยังไม่ได้แต่งงาน นางอยากได้หลานจนต้องรับเด็กจากสายตระกูลอื่นมาเลี้ยงเป็นหลาน
ตอนนี้มีเสี่ยวอวี้กับเล่อเหนียงแล้ว บุตรชายที่ไม่เอาไหนทั้งสองคนนั่น นางจะไม่สนใจพวกเขาอีกต่อไป!
“ท่านยาย ข้าต้องไปแล้วจริงๆ”
คราวนี้ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยไม่ได้ขัดขวาง ให้หญิงชราที่มีฝีมือวรยุทธ์ข้างๆ ส่งพวกเขาออกไป
อย่างไรเสียนางก็รู้แล้วว่าร้านขนมเป็นของตระกูลฉิน เมื่อถึงเวลานางสามารถไปเยี่ยมเด็กน้อยสองคนนี้ที่หมู่บ้านตระกูลฉินโดยรถม้าของตระกูลฉินได้
หญิงชราอุ้มเล่อเล่อกับหงอวี่หลบหลีกสายตาผู้คนพาพวกเขาไปยังรถม้าที่ประตูหลัง และสั่งให้คนขับรถรีบพาพวกเขาออกไป
ฉินไห่เยี่ยนและผู้ติดตามค้นหาจากถนนสายหลักมาจนถึงประตูหลังจวนตระกูลเผ่ย กระทั่งเห็นเด็กน้อยสองที่พวกเขาตามหามานานกำลังออกมาจากประตูหลังจวนตระกูลเผ่ยพอดี
ฉินไห่เยี่ยนชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็หมุนตัวหันหลังกลับ “อ้าว นายท่านห้า นั่นไม่ใช่เด็กตัวอ้วนที่ท่านตามหาอยู่ตลอดหรอกหรือ ตอนนี้เจอแล้ว เหตุใดท่านถึงเดินหนีไปเล่า” ผู้ติดตามถามอย่างสงสัย
ฉินไห่เยี่ยนตบหัวเขาทันที “เจ้าช่วยแหกตาดูดีๆก่อนได้หรือไม่ สถานที่แห่งนั้นคือที่ใดกันแน่”
“จวนหลังใหญ่โตแบบนี้ ดูก็รู้ว่าไม่ใช่บ้านคนธรรมดา เจ้าก้อนแป้งคนนั้นถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี ต้องเป็นคุณหนูของตระกูลใหญ่แน่นอน”
“ข้าเคยคิดว่าเด็กคนนั้นเอาเครื่องประทินโฉมในบ้านออกมาขาย คงเป็นเพราะบ้านตกอับ ข้าคิดจะซื้อนางกลับไปเลี้ยงเป็นลูกสาว ตระกูลของพวกข้าตั้งแต่สมัยปู่ทวดก็ไม่เคยมีลูกสาวเลย ถ้าพาเด็กที่น่ารักเหมือนตุ๊กตาในภาพวาดปีใหม่คนนี้กลับไปได้ ท่านแม่ของข้าคงจะชอบมากแน่ๆ”
ฉินไห่เยี่ยนถอนหายใจ “แต่ดูเหมือนว่าข้าคงไม่มีโอกาสแล้ว”
ผู้ติดตามลูบหัวที่ถูกตบเจ็บพลางกล่าว “นายท่านห้า ไม่ลองดูจะรู้ได้อย่างไรล่ะขอรับ บางทีพวกเขาอาจจะไม่ต้องการลูกสาวก็ได้”
เขาพูดจบก็โดนตบหัวอีกครั้ง
ฉินไห่เยี่ยนตะโกนด้วยความโกรธที่ไม่สามารถสั่งสอนคนของตัวเองได้ “ดวงตาของเจ้ามีไว้ให้อากาศผ่านหรืออย่างไร เจ้าดูสิ จวนหลังใหญ่แบบนี้ เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่คนขัดสน เจ้าคิดว่าไม้ซีดจะงัดไม้ซุกได้อย่างนั้นหรือ”
ฉินไห่เยี่ยนตะโกนเสร็จแล้วยังไม่หายโกรธ ระหว่างเดินออกไปก็ยังไม่วายเตะเขาไปด้วย
แม่เฒ่าฉินที่เพิ่งออกมาจากร้าน ได้ยินเสียงตะโกนดังมาจากตรอกก็สะดุ้งตัวโหยง
บทที่ 272: เจ้าว่าอะไรนะ ข้าหูตึงฟังไม่เข้าใจ
“ซิ่วอิง เจ้าได้ยินเสียงอันคุ้นหูเมื่อครู่หรือไม่ ข้าฟังแล้วรู้สึกเหมือนเสียงของเหล่าอู่” แม่เฒ่าฉินจับมือสวี่ซิ่วอิงพลางอย่างร้อนใจ
สวี่ซิ่วอิงพยายามสงบจิตสงบใจลง เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจครู่หนึ่งแล้วส่ายหน้า
“ท่านแม่ ข้าไม่ได้ยินเสียงนั่นเลยเจ้าค่ะ ท่านคงคิดถึงเสี่ยวอู่มากเกินไปจึงหูแว่วไปเอง”
“แต่ข้าได้ยินจริงๆนะ ข้าไม่ได้ฟังผิดแน่ๆ นั่นเป็นเสียงของเสี่ยวอู่แน่นอน!”
สวี่ซิ่วอิงเห็นแม่สามีกระวนกระวายจึงรีบพูดว่า “ท่านแม่ อย่าเพิ่งร้อนใจไปเลย ในเมื่อท่านบอกว่าได้ยิน พวกเราก็ตามไปดูสักหน่อยเถอะ ตอนนี้ยังไม่สายมาก”
แม่เฒ่าฉินและสวี่ซิ่วอิงเดินไปตามทิศทางของเสียงรอบหนึ่ง หากแต่ก็ยังไม่พบใคร แต่กลับเจอเล่อเหนียงและหงอวี่แทน
“ท่านย่า พวกท่านกำลังทำอะไรกันหรือ” เล่อเหนียงถามอย่างสงสัย
“ไม่มีอะไรหรอก เมื่อครู่เหมือนได้ยินเสียงคนคุ้นเคย จึงมาดูให้แน่ใจเท่านั้น”
แม่เฒ่าฉินขึ้นรถม้าแล้วเห็นทองคำก้อนใหญ่ห้อยอยู่ที่คอของเล่อเหนียง มุมปากกระตุกเล็กน้อย
“หลานรัก เจ้าไปปล้นใครมีแล้วใช่หรือไม่”
“เล่อเหนียงไม่ได้ปล้นนะ ท่านยายให้เล่อเหนียงมาต่างหาก” เล่อเหนียงตอบเสียงอ้อแอ้
แม่เฒ่าฉินกะพริบตาปริบๆ “ท่านยายหรือ”
หงอวี่รีบอธิบายว่า “เป็นท่านยายของข้าที่บอกให้เล่อเล่อเรียกเหมือนกับข้า”
แม่เฒ่าฉินเข้าใจแล้ว “ถ้าเช่นนั้นก็เป็นโชคดีของเล่อเหนียงแล้ว”
“ท่านย่า นี่คือตั๋วเงินที่ท่านยายของข้ามอบให้ ท่านเก็บไว้เถิด” หงอวี่หยิบตั๋วเงินออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นให้แม่เฒ่าฉิน
แม่เฒ่าฉินมองตั๋วเงินที่ส่งมาแล้วส่ายหัว ก่อนจะผลักตั๋วเงินกลับคืนไป
“สิ่งนี้เป็นของที่ยายของเจ้าให้เจ้า เจ้าเก็บไว้เองให้ดีเถอะ ย่าไม่ต้องการหรอก”
หงอวี่มองตั๋วเงินในมือแล้วคิดสักครู่ จากนั้นดึงออกมาสองใบแล้วยัดที่เหลือใส่มือแม่เฒ่าฉิน
“ท่านย่า ข้าเก็บไว้เท่านี้พอ ส่วนที่เหลือข้าฝากท่านย่าเก็บไว้ เผื่อไว้แต่งภรรยาในอนาคต”
จากนั้นเขาก็ยัดตั๋วเงินอีกใบใส่มือสวี่ซิ่วอิง “ท่านแม่ เอาไปซื้อเครื่องประดับศีรษะเถิด ท่านจะได้แต่งตัวให้งดงาม”
สวี่ซิ่วอิงรู้สึกอบอุ่นไปทั้งหัวใจ นางไม่ได้เลี้ยงเด็กคนนี้มาเสียเปล่าเลย
แม่เฒ่าฉินยิ้มพลางพูดหยอกล่อ “โอ้โฮ เสี่ยวชีของพวกเรารู้จักเอาใจใส่ท่านแม่แล้วนะ สมกับที่ซิ่วอิงรักเจ้าเหมือนลูกแท้ๆมาตลอด”
สวี่ซิ่วอิงบีบแก้มของหงอวี่เบาๆ แล้วพูดว่า "เสี่ยวชีเอ๋ย ข้ารับน้ำใจเจ้าไว้แล้ว แต่เงินนี้ข้าจะช่วยเก็บไว้ให้เจ้า เอาไว้ใช้แต่งภรรยาในอนาคตนะ"
“ขอรับ ข้าจะเชื่อฟังท่านแม่”
สวี่ซิ่วอิงกับแม่เฒ่าฉินต่างเก็บตั๋วเงินในมือใส่อกเสื้อให้เรียบร้อย แล้วมองเด็กน้องสองคนกำลังกระซิบกระซาบกันอย่างเอ็นดู
แม่เฒ่าฉินมองดูใบหน้าเต่งตึงหงอวี่ที่ดูอวบอิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วถอนหายใจอย่างพึงพอใจตอนที่หงอวี่เพิ่งมาอยู่ที่ตระกูลฉินใหม่ๆ ใบหน้าของเขาผอมซูบจนแทบเหลือแต่กระดูก
แต่ตอนนี้ใบหน้าเล็กๆนั้นกลับอวบอิ่มขึ้นมาก มีเนื้อแก้มนุ่มนิ่มเหมือนกับเล่อเหนียงเลยทีเดียว
“ท่านย่า พวกเราจะไปไหนกันหรือ” เล่อเหนียงเล่นกับพี่เจ็ดไปครู่ใหญ่ก่อนจะสังเกตว่ารถม้ายังคงเคลื่อนที่อยู่
แม่เฒ่าฉินตอบว่า “ไปร้านอี้อันถังทางทิศตะวันตกของเมือง ดูว่ามีไป๋จู๋*[1]หรือไม่ จะซื้อกลับไปต้มยาให้สะใภ้สาม”
เล่อเหนียงกะพริบตาปริบๆ “ท่านย่า ถ้าท่านต้องการสมุนไพร เหตุใดถึงไม่ถามเล่อเหนียงละ เล่อเหนียงมีเยอะแยะเลยนะ!”
แม่เฒ่าฉินส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่ได้ ไม่อาจใช้บุญวาสนาของเจ้าแลกของอีกแล้ว”
สวี่ซิ่วอิงก็พูดแทรกขึ้นมา “ใช่แล้ว แต่ก่อนบ้านเราจนไม่มีทางเลือก ต้องใช้ภาพวาดของเจ้าแลกของมาประทังชีวิต แม้ตอนนี้บ้านเราจะไม่ได้ร่ำรวย แต่ก็มีเงินพอซื้อสมุนไพรได้แล้ว”
เล่อเหนียงนิ่งอึ้งไป จนถึงตอนนี้ครอบครัวของนางยังคงเข้าใจว่าของที่นางหยิบออกมาเป็นสิ่งที่แลกมาด้วยบุญวาสนาของนางหรือ
ช่างเป็นความเข้าใจผิดอันหนักหนาสาหัสจริงๆ “ท่านย่า วางใจเถิด น้องสาวหยิบของขึ้นมาไม่ทำลายบุญวาสนาของนางหรอก กลับกันจะเพิ่มพูนบุญวาสนาของนางด้วยซ้ำ”
แม่เฒ่าฉินไม่เชื่อคำพูดของหงอวี่ ยังคงให้คนขับรถม้าพาพวกเขาไปยังร้านอี้อันถัง
เมื่อมาถึงหน้าร้านอี้อันถัง แม่เฒ่าฉินให้สวี่ซิ่วอิงคอยดูแลสองแก้วตาดวงใจอยู่บนรถ ส่วนนางลงจากรถไปเอง ผ่านไปครู่หนึ่ง นางถือถุงบรรจุไป๋จู๋ใบใหญ่ขึ้นมา ก่อนจะส่งให้คนขับรถม้าพาพวกนางกลับหมู่บ้านตระกูลฉิน
“ท่านย่า พวกเราไม่รอพวกท่านพ่อหรือเจ้าคะ”
แม่เฒ่าฉินส่ายหน้า “พวกเขาคงไม่เร็วขนาดนั้น พวกเราจะกลับไปก่อน เดี๋ยวให้พวกเขาเดินกลับเอง”
“อ้อ”
เล่อเหนียงตอบรับเสียงหนึ่ง แล้วหันไปเล่นกับพี่เจ็ดต่อ ระหว่างนั้นนางรู้สึกว่าลืมอะไรบางอย่างไป ขณะที่รถม้ากำลังจะออกจากประตูเมือง นางก็ร้องขึ้นมาทันที
“อาซิ่วเถาล่ะเจ้าคะ”
แม่เฒ่าฉินและสวี่ซิ่วอิงตกใจ “ซิ่วเถาไม่ได้อยู่กับพวกเจ้าหรือ”
คราวนี้ถึงคราวเล่อเหนียงและหงอวี่เขินอายบ้าง “ข้าลืมไปเสียสนิทเลย”
“เจ้ายังเหม่ออยู่ทำไม รีบหาที่กลับรถแล้วไปตามหาคนเร็วเข้า”
ขณะเดียวกัน หลิวซิ่วเถาก็กำลังตามหาพวกเขาไปทั่วทั้งถนน
นางรู้สึกสงสัย นางแค่เพียงแค่ไปกินเกี๊ยวน้ำที่แผงขายเกี๊ยวตรงข้ามจวนตระกูลเผ่ยเท่านั้น แต่ตอนนี้เล่อเหนียงและคนอื่นๆกลับหายไปแล้ว
นางไปถามคนรับใช้ที่เฝ้าประตูหลัง คนรับใช้บอกว่านางมาช้าไปก้าวหนึ่ง แต่นางกลับพบเจอใครคนหนึ่ง นางเจอชายหนุ่มที่เจอกันในร้านขายเครื่องประทินโฉม
ดูเหมือนว่าชายคนนั้นจะมีปัญหาทางสมอง จู่ๆ เขาก็เข้ามากระชากแขนถามนางว่าเหตุใดถึงขายเล่อเหนียงและหงอวี่ไป
ขายอันใดกัน
ถึงแม้จะให้ความกล้าแก่นางร้อยเท่า นางก็ไม่กล้าขายบรรพบุรุษตัวน้อยทั้งสองนั้นหรอก
นางยังอยากมีชีวิตอยู่นะ…
หากนางขายบรรพบุรุษตัวน้อยทั้งสอง อึดใจต่อมาเถ้ากระดูกของนางก็คงจะปลิวไปตามสายลมแล้ว
“อาซิ่วเถา!”
เล่อเหนียงเห็นหลิวซิ่วเถาที่กำลังเดินเล่นอยู่บนถนนจึงรีบตะโกนเรียกเสียงดัง
หลิวซิ่วเถาเห็นรถม้าของที่บ้านเหมือนเห็นแสงสว่างจึงรีบปีนขึ้นไปทันที
เล่อเหนียงรอให้หลิวซิ่วเถานั่งลงอย่างมั่นคงแล้ว ก็โผเข้าไปกอดคอของหลิวซิ่วเถาอย่างออดอ้อน
“เล่อเหนียงขอโทษเจ้าค่ะ เป็นเพราะเล่อเหนียงลืมท่าน ท่านคงไม่ให้อภัยเล่อเหนียงแล้วใช่ไหม”
หลิวซิ่วเถาถอนหายใจอย่างจนปัญญา “ให้อภัยสิ ให้อภัย ข้าจะโกรธเจ้าลงได้อย่าง ในเมื่อหลานสาวของพวกเราน่ารักขนาดนี้”
เล่อเหนียงได้ยินดังนั้นก็หอมแก้มนางสองที
“ซิ่วเถา สีหน้าเจ้าดูไม่ค่อยดีนัก เกิดอะไรขึ้นหรือ”
“ท่านป้า ข้าไม่เป็นไรหรอก แค่เมื่อครู่ตอนเดินเลยอยู่บนถนนบังเอิญเจอคนสติไม่ได้ เขาจับตัวข้าและถามถึงที่อยู่ของหงอวี่ตลอดเวลา”
ทุกคนบนรถม้าได้ยินคำพูดของหลิวซิ่วเถาก็ตื่นตระหนกขึ้นมาทันที
แม่เฒ่าฉินรีบถามว่า “แล้วเจ้าได้บอกคนผู้นั้นถึงที่อยู่ของเด็กทั้งสองหรือไม่”
หลิวซิ่วเถาโบกมือ “จะเป็นไปได้อย่างไร ข้าจะบอกเรื่องของเด็กในบ้านเราให้คนแปลกหน้ารู้ได้อย่างไรท่านแม่”
“ข้าแกล้งทำเป็นคนโง่ตอนที่ได้ยินคำถามของเขา บอกเขาว่าเด็กๆเต็มท้องถนนไปหมด เจ้าจะถามถึงคนไหนกันแน่”
แม่เฒ่าฉินได้ยินคำพูดของหลิวซิ่วเจาก็วางใจลงในที่สุด
“ซิ่วเถาทำถูกต้องแล้ว แต่ถ้าเจอคนถามถึงที่อยู่ของเด็กอีก เจ้าก็บอกไปตรงๆว่าไม่รู้”
“ท่านแม่วางใจได้ ข้ารู้ดีว่าสิ่งใดควรไม่ควร”
[1] เสริมม้ามและบำรุงชี่ ขจัดความชื้นและขับปัสสาวะ ระงับเหงื่อ กล่อมครรภ์
บทที่ 273: หงอวี่ที่น่าสงสาร
เล่อเหนียงเพิ่งกลับถึงบ้านก็รีบลากหงอวี่เข้าไปในพื้นที่มิติทันที ท่านย่าซื้อไป๋จู๋นั่นมาหนึ่งห่อใหญ่ ราคาเกือบสิบตำลึงเลยนะ แม้เงินจะไม่มากนัก แต่นางก็ยังรู้สึกเสียดายอยู่ดี
เพราะในพื้นที่มิติของนางมียาที่ดีกว่าไป๋จู๋นั้นเสียอีก อีกทั้งยังมียาสำเร็จรูปที่ทำจากสมุนไพรจีนด้วย เพียงแต่นางไม่แน่ใจว่าป้าสะใภ้สามของนางกำลังตั้งครรภ์แบบใดอยู่
ไม่ใช่ ไม่ถูกต้อง ความจริงคือนางกำลังนอนป่วยอยู่บนเตียง
แม่เฒ่าฉินเห็นหลานรักทั้งสองหายวับไปต่อหน้าต่อตาก็ไม่แปลกใจ เพราะตอนนี้นางเห็นจนชินแล้ว นางนั่งลงอย่างใจเย็นแล้วหยิบผ้าที่ยังเย็บไม่เสร็จบนเตียงเตาขึ้นมาทำต่อ
“น้องสาว เจ้าเข้ามาหาอะไรในพื้นที่มิติอีกหรือ” หงอวี่แสดงท่าทีว่าเขาชินแล้วกับการที่น้องสาวของเขาพาเขาหายตัวในพริบตา
“พี่เจ็ด ข้าจะไปหายาที่ห้องยา ท่านช่วยข้าให้อาหารไก่ เป็ด ปลา และกระต่ายพวกนั้นหน่อยนะ”
“อ้อ ใช่แล้ว ยังมีผักที่ต้องเก็บด้วย”
หงอวี่ขมวดคิ้วยืนนิ่งอยู่ที่เดิม เล่อเหนียงก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าว แต่เมื่อเห็นว่าพี่เจ็ดไม่ได้ตามมา นางจึงเอียงศีรษะด้วยความสงสัย
“พี่เจ็ด เดินกันเถอะ”
หงอวี่พูดน้ำเสียงเนิบนาบว่า “น้องสาว สิ่งของที่นี่ของเจ้าไม่ใช่ว่าเพียงแค่โบกมือก็เก็บได้แล้วไม่ใช่หรือ”
เล่อเหนียงยักไหล่อย่างไร้เดียงสา “ไม่มีหรอก ข้าจะมีเรื่องดีๆอย่างนั้นได้อย่างไร”
“ไม่มีเลยจริงๆหรือ”
“ข้าบอกว่าไม่มีก็คือไม่มีน่ะสิ พี่เจ็ดช่วยข้าหน่อยนะ”
เล่อเหนียงรู้สึกไม่สบายใจเมื่อถูกหงอวี่จ้องเขม็ง ดังนั้นหลังจากพูดออดอ้อนเขาหนึ่งประโยคก็รีบวิ่งหนีไป
แม้ว่าแบบนั้นจะสะดวกสบาย แต่จะมีอะไรคุ้มค่ากว่าการเก็บด้วยมือละ
เล่อเหนียงเดินวนรอบห้องยาหนึ่งรอบ หยิบยาบำรุงเลือดทั้งหมดออกมา แล้วโยนออกไปข้างนอก
แม่เฒ่าฉินที่อยู่ข้างนอกเห็นของที่ลอยออกมาไม่หยุด จึงรีบหลบไปที่มุมห้องแล้วเอาตะกร้าครอบหัวไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้โดนลูกหลง
บริเวณแปลงผัก หงอวี่ยังคงใช้เคียวเกี่ยวผักเขียวอย่างทุกข์ทรมาน หลังจากเกี่ยวผักเขียวเสร็จก็ต้องไปถอนหัวไชเท้า เมื่อถอนหัวไชเท้าเสร็จก็ต้องมัดผักเหล่านี้ให้เรียบร้อย แล้วขนเข้าไปในโกดัง
หงอวี่บ่นกระปอดกระแปดว่าเหตุใดเขาถึงสามารถเข้ามาในพื้นที่มิติของเล่อเหนียงได้นะ แบบนี้เหมือนพาเขามาทำงานหนักเลย..
“พี่เจ็ด สู้ๆนะ”
เล่อเหนียงหยิบนมเปรี้ยวขวดหนึ่งจากตู้เย็นในครัว นางดื่มนมเปรี้ยวไปด้วยและโบกมือให้กำลังใจไปด้วย
“ข้าว่านะน้องสาว เจ้าแน่ใจหรือว่าผักพวกนี้ต้องเก็บทีละนิดแบบนี้”
เล่อเหนียงพยักหน้า “ใช่แล้ว ข้าเคยทำแบบนี้มาก่อน ตอนนั้นชีวิตของเขาจึงลำบากมาก”
“จริงหรือ”
เล่อเหนียงพยักหน้า “จริงสิ”
หงอวี่มองเล่อเหนียงด้วยสายตาเศร้าสร้อยพลางกล่าวว่า “งั้นตอนที่เจ้าเพิ่งเกิดก็ยุ่งวุ่นวายแบบนี้เหมือนกันหรือ ยังไม่ทันหย่านมก็คลานอยู่บนพื้นแล้ว”
เล่อเหนียงเกิดอาการเลิ่กลั่ก พี่เจ็ดคนนี้สมองปราดเปรื่องขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
“เอ่อ...ความสามารถของข้าจะค่อยๆหายไปตามการเติบโตของข้า ตอนนี้ข้าไม่มีความสามารถที่จะทำอะไรได้ตามใจชอบอีกแล้ว”
เล่อเหนียงพูดจาเหลวไหลอย่างจริงจัง ทำให้พี่เจ็ดงงงวยไปหมด
เล่อเหนียงรอจนหงอวี่เก็บผักทั้งหมดเสร็จแล้ว ไม่ยอมให้เขาดื่มน้ำแม้แต่อึกเดียว แล้วลากตัวเขาออกจากพื้นที่มิติในทันที
พอเท้าของหงอวี่แตะพื้น เขาก็พุ่งเข้าหากาน้ำบนโต๊ะทันที เขาคว้ากาขึ้นมาอย่างกระหายน้ำ ดื่มน้ำครึ่งกาหมดอย่างรวดเร็ว
“หงอวี่ เจ้าไปทำอะไรมา เหตุใดถึงกระหายน้ำขนาดนี้” แม่เฒ่าฉินกลัวว่าเขาจะสำลัก จึงรีบวิ่งไปตบหลังเขาเบาๆ
“ท่านย่า ข้าไม่เป็นไร แค่เล่นสนุกที่เหล่าหลายเล่อมากเกินไปเท่านั้นเอง”
แม้ว่าหงอวี่จะรู้สึกหมดคำพูดกับเล่อเหนียง แต่เมื่อเผชิญหน้ากับท่านย่าและคนอื่น เขาก็ยังรู้จักเก็บความลับให้นาง
มิฉะนั้น หากท่านย่าและคนอื่นรู้ว่าเล่อเหนียงให้เขาทำงานทั้งวัน ก้นน้อยๆของเขาคงโดนตีด้วยรองเท้าแน่ ส่วนที่เล่อเหนียงบอกว่ายิ่งอายุมาก ความสามารถยิ่งน้อยลงนั้น พูดตามตรงข้าไม่เชื่อสักนิด
เขาเคยได้ยินว่ายิ่งอายุมากพลังยิ่งก็ยิ่งมากขึ้น แต่ไม่เคยได้ยินว่ายิ่งอายุมากพลังก็ยิ่งน้อยลง
เรื่องโกหกล้วนๆ
แต่ก็ช่างเถอะ อย่างไรเขาก็ต้องตามใจนางเข้าไว้
“หลานรัก ของพวกนี้คืออันใดหรือ” แม่เฒ่าฉินชี้กองของที่นางนำออกมาแล้วถามว่า
“ท่านย่า ของสำหรับบำรุงเลือดลมให้ป้าสะใภ้สามเจ้าค่ะ”
เล่อเหนียงชี้ไปที่ของในห่อสีแดงข้างๆ “ถุงนี้คือไป๋จู๋นะเจ้าคะ”
แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นก็รีบแกะห่อสีแดงออกและหยิบของข้างในออกมาดู ก็พบเป็นไป๋จู๋จริงๆ และดูเหมือนคุณภาพจะดีกว่าถุงที่นางซื้อมาเสียอีก
“หลานรัก เจ้าต้องเสียอายุขัยไปเท่าไหร่กับของพวกนี้” แม่เฒ่าฉินถามด้วยความเป็นห่วง
“ท่านย่า ของพวกนี้ข้าไม่ได้ใช้บุญวาสนาแลกมาก ท่านอย่าเป็นห่วงเรื่องอายุขัยเลย”
“หลานสาวของท่านจะต้องมีชีวิตยืนยาวถึงร้อยปีแน่นอนเจ้าค่ะ”
แม่เฒ่าฉินหัวเราะกับคำพูดของเล่อเหนียง นางใช้นิ้วจิ้มที่หัวน้อยๆของเล่อเหนียงแผ่วเบา
“มีใครบ้างจะรู้บ้างว่าตนเองจะมีอายุถึงเท่าไหร่”
“เจ้ากับความไม่แน่นอนน่ะ ใครจะรู้ว่าอะไรจะมาถึงก่อนกัน สิ่งเดียวที่พวกเราทำได้คือใช้ชีวิตปัจจุบันให้ดีที่สุดก็พอ”
เล่อเหนียงเห็นสีหน้าเศร้าสร้อยของผู้เป็นย่าจึงรีบปลอบใจ
“ท่านย่า ท่านต้องมีอายุให้ถึงร้อยปี อยู่ค่อยช่วยเล่อเหนียงเลี้ยงลูกนะเจ้าค่ะ”
หงอวี่ที่อยู่ด้านข้างเอ่ยขึ้น “ท่านย่า น้องสาวพูดถูกแล้ว ท่านยังต้องช่วยพวกเข้าเลี้ยงลูกนะขอรับ”
แม่เฒ่าฉินหัวเราะกับเด็กซุกซนสองคนนี้ แล้วดึงพวกเขามาฟัดแก้มด้วยความมันเขี้ยว
“เอาล่ะ เอาล่ะ ย่าจะพยายามมีชีวิตอยู่ ค่อยเลี้ยงดูลูกของพวกเจ้าดีหรือไม่”
หงอวี่ได้ยินคำพูดของหญิงชราแล้วก็แอบยิ้ม
แม่เฒ่าฉินไม่ได้สังเกตถึงความหมายของคำว่าในคำพูดของเขาเลย
แต่เมื่อท่านย่าพูดแบบนี้ เขาจะถือว่าย่าตกลงแล้ว
หงอวี่จินตนาการในหัวจนอดหัวเราะออกมาไม่ได้ ทำให้แม่เฒ่าฉินและเล่อเหนียงหันมามองเขาพร้อมกัน
หงอวี่กระแอมเบาๆ “ข้าแค่ดีใจที่มีท่าน แค่นี้ชีวิตของข้าสมบูรณ์แล้ว”
แม่เฒ่าฉินส่ายหัวอย่างขบขัน เสี่ยวชีพอใจกับเรื่องเล็กๆแบบนี้ง่ายจริงๆ
ถ้าแม่เฒ่าฉินรู้ว่าหงอวี่กำลังคิดอะไรอยู่ในหัว นางคงต้องเชิญเขาไปรองเท้าของนางแน่นอน
เมื่อเห็นว่าดวงอาทิตย์กำลังจะตกดิน พวกฉินเหล่าซื่อก็ยังไม่กลับมา แม่เฒ่าฉินจึงให้สวี่ซิ่วอิงและหลิวซิ่วเถาเตรียมอาหารเย็น ส่วนนางพาเล่อเหนียงและหงอวี่ไปรออยู่หน้าประตู
แม้ว่าตอนนี้ครอบครัวของพวกเขาจะหยุดรับซื้อหอยทากชั่วคราว หากแต่ยังรับปลาอยู่เช่นเดิม
วันนี้พวกเขาไม่ได้ส่งลูกชิ้นปลาไปที่ภัตตาคารว่านฝู นอกจากปลาไม่พอแล้ว ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งก็คือฉินเหล่าซานไม่มีเวลาว่างทำลูกชิ้นปลา
ดังนั้นจึงต้องจ้างคนมาเพิ่มอีกสองสามคน
เรื่องการรับลูกมือที่พูดกันเมื่อไม่กี่วันก่อน ตอนนี้ก็ยังไม่มีใครมาสมัคร ซึ่งเป็นเรื่องเกินคาดสำหรับแม่เฒ่าฉิน
แม้ว่าเรื่องลูกมือจะยังไม่มีความคืบหน้า แต่การทำลูกชิ้นเนื้อก็ยังต้องจ้างคนอยู่ดี
ในเวลานี้ สำนักศึกษาในหมู่บ้านก็เลิกเรียนแล้ว
ลิ่งเหวิน ลิ่งผิง และลิ่งอันถือห่อผ้าวิ่งกลับมาอย่างรวดเร็ว
“เสี่ยวชี วันนี้เจ้าไม่ไปเรียนอีกแล้วหรือ”
ลิ่งอันมองเห็นหงอวี่ที่ยืนอยู่หน้าประตูแล้วพูดอย่างเคืองๆ
หงอวี่ยิ้มน้อยๆ “เพราะวันนี้ท่านย่าพาพวกข้าไปเที่ยวน่ะสิ”
บทที่ 274: ข้ามีลูกสาวแล้ว
เสี่ยวลิ่วตะลึงไปครู่หนึ่งก่อนจะระเบิดอารมณ์ออกมา เขากอดแขนแม่เฒ่าฉินแล้วเริ่มส่งเสียงงอแง
“ท่านย่า ท่านไม่รักข้าแล้วใช่หรือไม่”
“ท่านไปเที่ยวแต่ไม่พาข้าไปด้วย!”
แม่เฒ่าฉินมองหงอวี่อย่างจนปัญญา นางเพิ่งรู้ตัวว่าเสี่ยวชีคนนี้ร้ายกาจเหลือเกิน เขารู้วิธีแกล้งเสี่ยวลิ่วเป็นอย่างดี
“พอเถอะ เสี่ยวลิ่ว พรุ่งนี้ข้าจะพาเจ้าไปรับลิ่งอวี่ด้วยกันดีหรือไม่”
ลิ่งอันได้ยินดังนั้นจึงยอมหยุด แล้วถามอย่างสงสัย
“ท่านย่า วันนี้พวกพี่ใหญ่ไม่ได้หยุดหรอกหรือ”
แม่เฒ่าฉินอธิบาย “ข้าถามอาจารย์ใหญ่แล้ว เขาบอกว่าวันนี้ยังต้องท่องเรียนอีกหนึ่งบท ดังนั้นวันหยุดจึงเลื่อนเป็นพรุ่งนี้”
ขณะที่แม่เฒ่าฉินกำลังคุยกับหลานชายอยู่นั้น เสียงพูดคุยจอแจก็ส่งเสียงมาดังแต่ไกล ไม่นานคนแบกตะกร้าก็ปรากฏตัวต่อหน้าแม่เฒ่าฉิน
“ท่านป้า ท่านรู้หรือไม่ว่าวันนี้ข้าจับปากได้สองตัว พวกมันตัวใหญ่มาก!” เอ้อร์จู้พูดหยอกเย้า
“งั้นรีบเอาปลาออกมาให้ข้าดูหน่อยสิว่าใหญ่แค่ไหน” แม่เฒ่าฉินพูดพลางหัวเราะ
เอ้อร์จู้หยิบปลาสองตัวออกจากตะกร้า “ท่านป้าดูสิ ปลาสองตัวนี้ของข้าใหญ่พอหรือไม่”
“โอ้ ใหญ่จริงๆเลยนะ เจ้าจับมาจากที่ใดหรือ”
แม่เฒ่าฉินพูดพลางใช้ตราชั่งชั่งน้ำหนักปลาสองตัวนั้น จากนั้นก็หยิบเงินออกมาจ่ายให้กับเอ้อรจู้
หลังจากนั้นก็มีชาวบ้านทยอยเข้ามาเรื่อยๆ บ้างก็นำปลาใหญ่บ้าง ปลาเล็กบ้าง แม้แต่ปลาตัวเล็กขนาดฝ่ามือก็ยังมีคนนำมา แม่เฒ่าฉินรับซื้อทั้งหมดโดยไม่ปฏิเสธใคร
ขณะนั้นพ่อเฒ่าจ้าวก็เดินเข้ามา เมื่อเห็นปลาในอ่างก็หยิบมีดขึ้นมาทำความสะอาดปลาเหล่านั้นโดยไม่ต้องบอก จากนั้นเลาะก้างปลาทั้งหมดออก
“ลุงจ้าวสถานการณ์ของสะใภ้สามตอนนี้คงทำลูกชิ้นปลาไม่ได้แล้ว หากจะให้เหล่าซานคนเดียวทำก็คงไม่ไหวหรอก”
พ่อเฒ่าจ้าวได้ยินก็เข้าใจความหมายของแม่เฒ่าฉินทันที
“เจ้าคิดจะหาคนในหมู่บ้านมาช่วยใช่หรือไม่”
แม่เฒ่าฉินพยักหน้า “ใช่ ก่อนหน้านี้บอกว่าจะรับลูกมือ แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครมาเลย ดูท่าคงต้องจ่ายค่าแรงมากกว่านี้ถึงจะได้คนมาทำงาน” เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ พ่อเฒ่าก็อดไม่ได้ที่จะพูดสองสามประโยค
“ข้าว่านะ ชาวบ้านในหมู่บ้านนี้ถูกพวกเจ้าทำให้ปากหวานกันหมดแล้ว พวกข้าขายปลาหนึ่งชั่งยี่สิบอีแปะ ไหนจะหอยทาก ข้าว่าราคานี้สูงเกินไปจริงๆ คงจะเจ้าจะรับลูกศิษย์ตอนนี้คงจะยากเล็กน้อย”
แม่เฒ่าฉินเองก็ตระหนักถึงเรื่องนี้เช่นกัน นางถอนหายใจเบาๆ “ตอนแรกคิดว่าจะดูแลชาวบ้านสักหน่อย เลยตั้งราคาสูงขึ้นมาหน่อย”
“เจ้าอย่ากังวลไปเลย วันนี้ก็แค่ลูกชิ้นปลา ให้พวกข้าช่วยเจ้าทำเถอะ พรุ่งนี้เข้าเมืองแล้วไปดูที่ตลาดทาสว่ามีคนที่เหมาะสมไหม ซื้อสักสองคนกลับมาใช้งาน ยังดีกว่าจ้างคนในหมู่บ้านเสียอีก”
“งั้นก็รบกวนเจ้าช่วยหาให้ด้วยนะ” แม่เฒ่าฉินพูดจบก็อุ้มเล่อเหนียงกลับห้องไป
“ท่านย่า ท่านเป็นอะไรหรือ”
“หลานรัก เจ้าว่าพวกเราไปซื้อสาวใช้สองคนกลับมาใช้งานดีไหม”
ดวงตาของเล่อเหนียงเป็นประกายขึ้นมาทันที “ดีสิ!”
โอ้โฮ ย่าของนางกำลังจะเริ่มซื้อคนแล้วสินะ วันที่นางจะได้เรียกลมเรียกฝนคงไม่ไกลแล้ว จะดีที่สุดคือถ้าได้เจอพี่ชายหน้าตาดีสักสองคน
แม่เฒ่าฉินนำเงินออกมาคำนวณดู “เงินยังพอมีอยู่ ซื้อคนใช้สักสองคนคงไม่มีปัญหา”
เล่อเหนียงได้ยินท่านพูดว่าจะซื้อก็รีบร้อนขึ้นมาทันที “ท่านย่า ซื้อคนสวยๆนะ ซื้อคนสวยๆ”
แม่เฒ่าฉินพยักหน้าแล้วลูบศีรษะน้อยๆของเล่อเหนียง “จะซื้อทั้งทีก็ต้องซื้อคนที่ทำงานเก่งสิ”
“ดูดีแล้วมีประโยชน์อันใด คนที่ดูดีส่วนใหญ่ทำงานไม่เป็นหรอก อย่าซื้อมาให้เปลืองเงินเลย”
เล่อเหนียงมุ่ยปากเล็กน้อย ในใจคิดว่า ท่านไม่ซื้อ ข้าก็จะซื้อเอง เห็นคนที่ดูดีข้าก็จะซื้อ เพราะอย่างไรเสียนางก็มีเงิน
ขณะเดียวกันเสียงของฉินเหล่าซื่อดังมาจากนอกประตู
แม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียงเดินออกไป เห็นลูกชายที่ดูเหนื่อยล้าก็ถามด้วยความห่วงใย
“เหล่าซื่อเป็นอะไรไป เหนื่อยมากหรือ”
แม้ใบหน้าของฉินเหล่าซื่อจะดูเหนื่อยล้า แต่ดวงตากลับเปล่งประกายอย่างน่าประหลาด “ท่านแม่ ข้าไม่เป็นไร แค่ตื่นเต้นไปหน่อย”
แม่เฒ่าฉินหันไปมองฉินเฉิงอันและเฉินฮั่นหลิน “พวกเจ้าล่ะ”
“ท่านป้า ข้าไม่เป็นไรขอรับ”
“ท่านป้า ข้าไม่เป็นไรขอรับ!”
ระหว่างมื้อเย็นแม่เฒ่าฉินพูดถึงเรื่องที่เตรียมจะไปสาวใช้สองคนมาช่วยทำลูกชิ้น คนอื่นๆต่างตกตะลึง ไม่เข้าใจว่าทำไมคืนนี้นางถึงอยากซื้อสาวใช้ขึ้นมาทันที
พวกเขาเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ไม่จำเป็นต้องซื้อสาวใช้ด้วยซ้ำ
แม่เฒ่าฉินถอนหายใจแล้วพูดว่า “ตอนนี้ร้านขนมต้องดำเนินกิจการ ต้นกระบองเพชรบนภูเขาก็ไม่สามารถให้ซิ่วเถาดูแลคนเดียวได้ แต่ตอนนี้เหล่าซื่อ ฮั่นหลิน และเฉิงอันก็เตรียมตัวจะไปรบกับแม่ทัพเผ่ย ส่วนเหล่าซานก็ต้องดูสะใภ้สามที่ท้อง ตอนนี้บ้านเราขาดคนอย่างหนักเลย”
“แม้ว่าพ่อเฒ่าแม่เฒ่าจากบ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อจะมาช่วยได้ แต่พวกเขาก็แก่แล้ว ร่างอ่อนแอ เจ็บป่วยออดๆแอดๆ ให้ทำงานนานๆคงไม่ไหว ดังนั้นไปที่ตลาดค้าทาสแล้วซื้อหญิงชราที่แข็งแรงสองคนกลับมาดีกว่า”
เมื่อคนอื่นได้ยินเสียงนั้นก็ไม่คัดค้าน เพราะตอนนี้ครอบครัวของพวกเขาต้องการคนช่วยงานจริงๆ หลังจากรับประทานอาหารเย็นแล้ว พ่อเฒ่าจ้าวและพ่อเฒ่าเฉินรวมถึงพ่อเฒ่าอีกสองสามคนก็มาช่วยทำลูกชิ้นปลา
แม่เฒ่าจ้าวและแม่เฒ่าซุนก็มาช่วยดูแลสือไห่ถัง ให้ฉินเหล่าซานสอนพ่อเฒ่าจ้าวและคนอื่นๆทำลูกชิ้นปลา
“สะใภ้สาม เจ้าตั้งท้องเหตุใดถึงได้ทรมานเช่นนี้ ดูสิ หน้าซีดเผือดเชียว” แม่เฒ่าจ้าวถามด้วยความห่วงใย “ตอนที่เจ้าท้องลิ่งหมิงกับลิ่งเหวินก็เป็นเช่นนี้หรือ”
สือไห่ถังส่ายหน้า “ไม่เจ้าค่ะ ตอนตั้งท้องเด็กสองคนนั้นไม่ได้ทรมานเหมือนตอนนี้”
“ตอนตั้งครรภ์ลิ่งเหวิน ข้าแทบไม่รู้สึกอะไรเลย พอรู้ตัวอีกทีลิ่งเหวินก็ใกล้สี่เดือนแล้ว ไม่เคยแพ้ท้อง ไม่รู้ว่าทำไมท้องนี้ถึงได้ทรมานเช่นนี้”
“งั้นท้องนี้ต้องเป็นลูกสาวแน่!”
สือไห่ถังได้ยินคำพูดของแม่เฒ่าจ้าวก็ตื่นเต้นจนต้องจับมือนางแล้วถามว่า
“จริงหรือ ท่านพูดจริงหรือ ในท้องข้าเป็นลูกสาวจริงๆหรือ” แม่เฒ่าจ้าวส่ายหัว “ข้าเองก็ไม่มั่นใจหรอก เพียงแต่ได้ยินเจ้าพูดว่าตอนท้องลูกสองคนแรกไม่มีอาการแพ้ท้อง แต่ท้องคนนี้มีอาการมาก ก็มีโอกาสสูงที่จะเป็นลูกสาว”
สือไห่ถังได้ยินดังนั้น ใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มที่ไม่ได้เห็นมานาน
“ดีจังเลย ในที่สุดข้าก็จะมีลูกสาวสักคน”
แม่เฒ่าจ้าวเหงื่อตก “สะใภ้สาม ข้าแค่พูดไปอย่างนั้นเอง เจ้าอย่าไปเชื่อคำพูดข้าเลย เดี๋ยวเจ้าคลอดออกมาแล้วไม่ใช่ลูกสาว เจ้าจะมาเอาเรื่องข้าได้”
“โอ๊ย ไม่เป็นไรหรอก ถ้าทุกคนคลอดลูกสาว ข้าก็จะให้เหล่าซานไปแจกไข่แดงตามบ้านให้พวกท่านเอง”
ตอนนั้นฉินเหล่าซานต้มยาเสร็จแล้วก็เข้ามาพร้อมถ้วยยา
“ไห่ถังเอ๋ย เหล่าซานทำงานเสร็จแล้ว พวกข้าจะกลับก่อนนะ เจ้าพักผ่อนให้ดีล่ะ”
แม่เฒ่าจ้าวเห็นฉินเหล่าซานเข้ามาก็รีบลุกขึ้นเดินออกไปข้างนอก
บทที่ 275: ยากจนจนไม่มีแม้แต่เข็มขัด
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น แม่เฒ่าฉินพาเล่อเหนียงและลูกชิ้นปลาที่จะส่งให้ภัตตาคารว่านฝูเข้าเมือง เนื่องจากรู้ว่าแม่เฒ่าฉินเข้าเมืองวันนี้เพื่อซื้อคน พวกเด็กๆจึงไม่ได้งอแงขอตามไปด้วย
วันนี้คนขับรถม้าให้พวกเขาคือหลี่อัน เพราะแม่เฒ่าฉินตั้งใจพาหลี่อันเข้าเมืองด้วย
เหตุผลหลักที่พาเขาไปมีสองข้อ หนึ่งคือหลี่อันเคยพบเห็นผู้คนมามาก เขาน่าจะมองคนเป็น การพาเขาไปด้วยจะช่วยให้งานสำเร็จได้ง่ายขึ้น
อีกข้อหนึ่งคือช่วงนี้เขาทำร้ายไก่มากเกินไปใน ไก่ที่เลี้ยงไว้ในบ้านนอกจากพวกเลี้ยงไว้เก็บไข่แล้ว ที่เหลือถูกเขาทำร้ายจนหมดแล้ว ไม่รู้ว่าทำไมคนแก่คนนี้ถึงชอบกินไก่นัก ทั้งปิ้งกิน ทั้งไก่อบใบบัว
ระหว่างทางพอดีเจอกับหลี่เฟยที่ขับรถม้ามาซื้อกระต่ายที่บ้านสกุลฉิน แม่เฒ่าฉินคิดว่าเขาจะมาเอาลูกชิ้นปลา จึงรีบหยุดเขาไว้บอกว่าลูกชิ้นปลาอยู่บนรถแล้ว
แต่พอได้ยินว่าหลี่เฟยมาจับกระต่าย นางก็พลันรู้สึกงุนงงเล็กน้อย
เล่อเหนียงที่อยู่ในรถม้าได้ยินว่าหลี่เฟยต้องการกระต่าย จึงรีบจับกกระต่ายออกมาจากพื้นที่มิติสองสามตัวอย่างรวดเร็ว
“พี่หลี่เฟย รถม้าของเล่อเหนียบรรทุกกระต่ายไม่ได้มาก วันนี้ท่านเอาไปแค่นี้ก่อนนะ”
หลี่เฟยก็ไม่รังเกียจว่าจะกระต่ายจะน้อยเกินไป เขาขึงคว้ากระต่ายเหล่านั้นขึ้นรถม้าของตนเองอันดับแรก ก่อนจะยกตะกร้าลูกชิ้นเป็นอันดับต่อไป จากนั้นก็สั่งให้ผู้ติดตามขับรถม้ากลับเข้าเมืองไปล่วงหน้า ส่วนตัวเขาเองก็กระโดดขึ้นรถม้าของแม่เฒ่าฉินไป
“ท่านป้า พวกท่านเข้าเมืองครั้งนี้จะไปรับพวกลิ่งอวี่ใช่หรือไม่ขอรับ”
หากเขาจำไม่ผิดวันนี้ควรจะเป็นวันหยุดของสำนักศึกษาเติงเคอ หากแต่แม่เฒ่าฉินกลับฝืนยิ้มบน แล้วส่ายหน้าปฏิเสธ
……
“ท่านป้า คนพวกนี้ท่านก็ไม่สนใจหรอกหรือ”
หลี่เฟยถามอย่างสงสัย ความจริงแล้วชายสองคนเมื่อครู่ก็ดูดีนะ ดูก็รู้ว่าเป็นคนที่เคยทำงานมาก่อน ไหนจะยังมีหญิงชราสองคนจากบ้านที่สอง ดูก็รู้ว่าเป็นคนที่คล่องแคล่วว่องไว ขยันขันแข็ง
แม่เฒ่าฉินส่ายหน้า “ตอนนี้ยังไม่มีที่ข้าสนใจเลย”
“ท่านย่า!”
เล่อเหนียงชี้ไปที่มุมห้องซึ่งมีที่ไม่ค่อยมีผู้ใดสนใจสักเท่าไหร่ “ท่านย่า ไปดูสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ”
แม่เฒ่าฉินมองคนเหล่านั้นอย่างละเอียด หากมองจากภายนอกแล้วก็นับว่าดูดีไม่หยอก ร่างกายก็ดูแข็งแรง แต่เหตุใดถึงไม่มีใครสนใจพวกเขาเลยล่ะ
หลี่เฟยก็สงสัยเช่นกัน เมื่อเทียบกับหญิงชราที่ดูกระตือรือร้นข้างๆแล้ว พวกเขากลับไม่ดูเข้ากลับที่นี่สักนิด
ราวกับว่าถูกปล่อยปละละเลยไปแล้ว
“ฮูหยินผู้เฒ่า ดูตามสบายนะเจ้าคะ”
หญิงชราคนนั้นเห็นแม่เฒ่าฉินเดินมาก็ทักทายเบาๆ น้ำเสียงไม่ได้กระตือรือร้นเลย เรียกได้ว่าเย็นได้เลยด้วยซ้ำ
“ท่านพี่หญิง ข้าขอดูคนที่อยู่ด้านหลังท่านสักหน่อยได้หรือไม่”
“ท่านดูตามสบายเถิด” หญิงชราคนนั้นไม่ได้มีท่าทางใส่ใครเลยแม้แต่น้อย ถึงขั้นล้วงเมล็ดแตงออกมาจากอกเสื้อแล้วเริ่มกะเทาะกินอย่างไม่ใส่ใจ
แม่เฒ่าฉินกวาดตามองคนทั้งห้าที่นั่งอยู่ตรงมุมห้อง ตรงนั้นมีชายสามคน หญิงสองคน อายุของพวกเขายังดูไม่มากนัก ทั้งยังมีเด็กชายตัวน้อยคนหนึ่งดูแล้วอายุราวกับลิ่งอวี่คนหนึ่ง
“ท่านพี่หญิง คนเหล่านี้ท่านขายหรือไม่”
“ขาย แต่ต้องขายทั้งหมดพร้อมกัน แยกขายไม่ได้” หญิงชราคนนั้นเห็นแม่เฒ่าฉินและคนอื่นสนใจก็รีบบอกเงื่อนไขให้พวกเขาฟังก่อน ถ้าพาไปได้ทั้งหมดก็คุยกันต่อ ถ้าพาไปทั้งหมดไม่ได้ก็ไม่ต้องเสียพูดให้เปลืองน้ำลาย แม่เฒ่าฉินเพิ่งได้ยินเรื่องกฎเกณฑ์แบบนี้เป็นครั้งแรกจึงถามอีกฝ่ายด้วยความอยากรู้อยากเห็น
หญิงชราถอนหายใจอย่างจนปัญญา “คนพวกนี้น่ะเป็นคุณหนูคุณชายจากตระกูลใหญ่ทั้งนั้น แต่เพราะครอบครัวทำผิดกฎ พวกคุณหนูคุณชายที่เคยอยู่อย่างสุขสบายเหล่านี้ก็ถูกขายมาอยู่ในมือข้า”
“พวกเขาตั้งราคาไว้ต่ำ หากจะซื้อก็ต้องซื้อพร้อมกันทั้งหมด ไม่อย่างนั้นก็ไม่ขาย เป็นเพราะเงื่อนไขนี้แหละ พวกเขาถึงขายไม่ออกมาสองปีแล้ว ข้าต้องเลี้ยงดูพวกเขาทุกวัน จนตอนนี้แทบจะไม่มีเงินเหลือติดตัวแล้ว”
คำพูดของอีกฝ่ายทำให้แม่เฒ่าฉินมองพวกเขาด้วยสายตาชื่นชม ช่างหาได้ยากที่ลูกหลานตระกูลใหญ่จะสามัคคีกันขนาดนี้
“น้องชุนหลาน เจ้าซื้อคนเหล่านี้ได้นะ พวกเขามีวรยุทธ์ขั้นพื้นฐาน” หลี่อันเข้ามากระซิบบอกเสียงเบา
เล่อเหนียงก็เอาปากแนบหูแม่เฒ่าฉินพูดว่า “ท่านย่า ซื้อเถอะ!”
เมื่อเห็นสองปู่หลานในบ้านพูดแบบนี้ แม่เฒ่าฉินจะทำอย่างไรได้ จึงได้แต่หันไปถามราคาเท่านั้น
“ท่านพี่หญิง คนเหล่านี้ราคราเท่าหรือ”
แม่สื่อชูนิ้วห้านิ้ว “ห้าสิบต้าลึง!”
“ถูกขนาดนี้เชียว” แม่เฒ่าฉินประหลาดใจ
แม่สื่อพูดอย่างโกรธเคือง “หากมีคนอยากได้ก็ขายไปเลย ถ้าปล่อยให้พวกกินจุเหล่านี้อยู่ที่นี่ต่อ ข้าคงไม่มีแม้แต่ลมหายใจให้สูดแล้ว”
แม่เฒ่าฉินล้วงเอาก้อนเงินก้อนละสิบตำลึงห้าก้อนออกมาจากเสื้อแล้วยื่นให้อีกฝ่าย
หญิงชราแทบไม่อยากเชื่อว่าแม่เฒ่าฉินจะยอมจ่ายเงินถึงห้าสิบต้ำลึงเพื่อซื้อคนไร้ค่าพวกนี้กลับไป นางรีบคว้าเงินมาอย่างรวดเร็ว แล้วเอาใส่ปากกัดดูเพื่อยืนยันว่าเป็นของจริง จากนั้นก็ล้วงเอาสัญญาซื้อขายห้าฉบับออกมาจากอกเสื้อให้แก่แม่เฒ่าฉิน
“นี่คือสัญญาซื้อขายของคนทั้งห้าคนนี้ เจ้าเพียงแต่นำไปจดทะเบียนที่ศาลาว่าการก็พอแล้ว”
พูดจบนางก็วิ่งหนีไปโดยไม่เหลียวหลังกลับมา เพราะเกรงว่าแม่เฒ่าฉินจะเปลี่ยนใจ
“ขอบพระคุณขอรับ/เจ้าค่ะ!”
คนเหล่านั้นคุกเข่าลงกับพื้นแล้วก้มศีรษะคำนับแม่เฒ่าฉิน
“พวกเจ้ารีบลุกขึ้นเถอะ”
แม่เฒ่าฉินรีบช่วยประคองให้พวกเขาลุกขึ้นดีๆ สายตาก็ลอบมองสำรวจพวกเขาทั้งห้าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า หากแต่ยิ่งแล้วก็ต้องยิ่งรู้สึกพอใจ เพราทุกคนล้วนมีรูปโฉมงดงาม
หลี่อันเพิ่งบอกว่าพวกเขามีวรยุทธ์รู้จักศิลปะการต่อสู้ เช่นนั้นยิ่งดีเข้าไปใหญ่
ตอนนี้ตระกูลของพวกเขาอยู่ในช่วงเวลาพิเศษ ต้องการคนจำนวนมาก
“ท่านป้า ข้าจะช่วยพาคนพวกนี้กลับไปให้ท่าน” หลี่เฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นอย่างนยิ่ง
แม่เฒ่าฉินกลอกตาไปมาสองรอบแล้วถามว่า “พวกเจ้ามาจากที่ใดกันหรือ”
ชายที่อายุมากกว่าคนอื่นตอบว่า “ตอบฮูหยิน พวกข้ามาจากเมืองซ่างหยางขอรับ”
“ซ่างหยางงั้นหรือ” แม่เฒ่าฉินอุทานด้วยความตกใจ
บทที่ 276: ผลัดกันออดอ้อนทั้งเด็กและผู้ใหญ่
“เมืองซ่ายหยางอยู่ห่างจากเมืองหลวงตั้งร้อยลี้ เหตุใดพวกเจ้าถึงถูกขายมาที่นี่”
ชายอายุมากที่สุดเอ่ย “ตอบฮูหยิน พวกข้าก็ไม่ทราบเช่นกัน”
แม่เฒ่าฉินได้ยินเขาเรียกตนว่า ‘ฮูหยิน’ สองครั้งก็รู้สึกคันยุบยิบในใจจึงเอ่ยว่า “พวกเจ้าเรียกข้าว่าป้าก็พอแล้ว อย่าเรียกข้าว่าฮูหยินอีกเลย มันทำให้ข้ารู้สึกไม่สบายตัวเอาเสียเลย”
“ขอรับ”
“คุณชายหลี่ รบกวนท่านพาพวกเขาไปกินข้าวที่ภัตตาคารของท่านสักมื้อด้วย ท่าทางพวกเขาคงหิวโซแย่แล้ว”
หลี่เฟยตอบว่า “ท่านป้าวางใจได้ ข้าจะดูแลให้พวกเขาอิ่มท้องแน่นอน”
แม่เฒ่าฉินหันไปพูดกับพวกเขาว่า “พวกเจ้าตามหลี่เฟยไปกินข้าวให้อิ่มท้อง รอข้าไปรับหลานชายแล้วเราค่อยกลับบ้านพร้อมกัน”
“ขอรับท่านป้า”
“น้องชุนหลาน เจ้าเอาสัญญาซื้อขายของพวกเขามา ข้าจะนำไปจัดการที่ศาลาว่าการ”
แม่เฒ่าฉินโบกมือ “เรื่องนี้ยังไม่ต้องรีบร้อน ไปรับพวกลิ่งอวี่ก่อน หากปล่อยให้พวกเขารอนาน เกรงว่าพวกเขาจะเป็นกังวลได้”
ชายที่อายุมากสุดได้ยินคำพูดของนางก็เงยหน้าขึ้นมองนางอย่างประหลาดใจ แล้วก็ต้องก้มหน้าลงอีกครั้งเพื่อปกปิดอารมณ์ที่กำลังจะไหลออกมาเป็นหยาดน้ำตา
……
แม่เฒ่าฉินกับหลี่เฟยจึงแยกย้ายกันไป แม่เฒ่าฉินกับหลี่อันมุ่งหน้าไปยังสำนักศึกษาเติงเคอ
ส่วนหลี่เฟยนั้นพาคนทั้งห้าที่เพิ่งซื้อมา เดินไปตามถนนทะลุตรอกนั้นออกตรอก ก่อนจะมาหน้าภัตตาคารว่านฝูอย่างองอาจ
หลี่หยางที่กำลังยืนเชิญลูกค้าอยู่หน้าประตู เห็นลูกชายโง่ของตนพาขอทานห้าคนที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าขาดวิ่นก็โกรธจัด ไม่ใช่ว่าเขาไม่ให้ห้ามหลี่เฟยทำความดี แต่ลูกชายของเขาคนนี้มันขาดสติปัญญามาตั้งแต่เด็ก
การจะหลอกกินหลอกดื่มหรือหลอกเงินจากมือเขานั้นง่ายมาก แค่แต่งตัวด้วยเสือผ้าซ่อมซอ ทำตัวให้ซกมกเข้าหน่อยก็หลอกเขาได้ทุกครั้ง
แต่พอเขาได้ยินว่าคนพวกนี้เป็นคนที่แม่เฒ่าฉินเพิ่งซื้อมาสีหน้าก็เปลี่ยนทันที หลี่หยางพาพวกเขาเข้าไปในร้านอย่างยินดี
“เจ้าลูกชาย ข้าได้ยินมาว่าตระกูลฉินสนิทกับท่านแม่ทัพเผ่ยและนายอำเภอไป๋มากเลยนะ”
“ทั้งยังมีผู้ชายอีกสามคนเข้าร่วมกองทัพกับแม่ทัพเผ่ยด้วยนะ พอกลับมาก็จะเป็นตระกูลใหญ่คนมีหน้ามีตา เจ้าต้องรักษาความสัมพันธ์นี้ให้ดีๆนะ”
เรื่องที่ตระกูลฉินและนายอำเภอไป๋มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับท่านแม่ทัพเผ่ยนั้นเขารู้ดี
แต่เขาไม่รู้ว่าตระกูลฉินยังมีคนเตรียมจะเข้าร่วมกองทัพ
สถานการณ์ของตระกูลฉินตอนนี้ จะให้ผู้ชายในบ้านไปเป็นทหารได้อย่างไร
“ท่านพ่อ ท่านได้ยินเรื่องนี้มาจากไหนหรือ”
หลี่หยางขยับเข้ามาใกล้แล้วกระซิบเสียงเบา “เหล่าหลี่เห็นมาน่ะ เมื่อวานเขาไปที่จวนตระกูลเผ่ย ได้ยินทหารของจวนตระกูลเผ่ยกำลังพูดคุยกัน จะเป็นเรื่องโกหกได้อย่างไร”
หลี่เฟยรู้สึกหมดคำพูด “ท่านพ่อ อย่าไปยุ่ง อย่าไปยุ่งเรื่องพวกนี้ ไม่ว่าตระกูลฉินจะเป็นอย่างไร นั่นก็เป็นเรื่องของพวกเขา ถ้าท่านอยากรักษาความสัมพันธ์ที่มีอยู่ตอนนี้ ก็ปิดหูปิดปากของท่านเสีย”
หลี่หยางเตะเขาหนึ่งทีแล้วจ้องเขาตาขวาง “เจ้ายังกล้ามาสอนข้าอีกหรือ”
“เฮ้อ ท่านพ่อ ท่านไปทางโน้นเถอะ ตอนนี้ข้าไม่มีเวลาเล่นกับท่านหรอก”
หลี่เฟยพาคนเหล่านั้นเดินตรงไปยังห้องรับรองชั้นบน
……
อีกด้านหนึ่ง
เมื่อแม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆมาถึงสำนักศึกษา สำนักศึกษายังไม่ได้เลิกเรียน พวกเขาจึงเปิดประตูร้านและทำความสะอาดทั้งด้านในและด้านนอกอย่างทั่วถึง
ผู้คนที่ไม่รู้เรื่องเห็นประตูร้านเปิดก็รีบวิ่งเข้าไปอยากซื้อหอยทากเผ็ดและซานจากวน แต่น่าเสียดายที่แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆมาเพียงเพื่อทำความสะอาดร้านเท่านั้น
คนเหล่านั้นไม่ได้ซื้อของที่ต้องการจึงต้องจากไปอย่างผิดหวัง
แม่เฒ่าฉินถือผ้าขี้ริ้วเช็ดถูไปมา ส่วนเล่อเหนียงกำลังนั่งเล่นอยู่ข้างๆ ทันใดนั้นนอกประตู มีหญิงชราคนหนึ่งแบกตะกร้าใส่เป็ดสองตัวเดินผ่านมา
ดวงตาของเล่อเหนียงจ้องเขม็งไปที่เป็ดสองตัวนั้น
“หลานรัก อยากกินเนื้อเป็ดอีกแล้วหรือ” ฉินเห็นเอ่ยหยอกล้อ
เล่อเหนียงส่ายหน้าราวกับจะบอกว่าไม่อยากกิน เพียงแต่เมื่อนางเห็นเป็ด จู่ๆ ก็มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในใจ
สมัยนี้เป็ดไม่ได้เป็นที่นิยมมากนัก เพราะกลิ่นเฉพาะตัวที่แรงของมัน ทำให้คนจำนวนมากไม่กล้ากินเป็ด แต่หากจะนำเป็ดเหล่านี้มาทำด้วยวิธีการปัจจุบัน นางเกรงว่าเป็ดเหล่านี้จะไม่พอกิน
เป็ดปักกิ่งไม่หอมหรือ
เป็ดย่างเม่าไม่หอมหรือ
เพียงแต่หากต้องการทำเป็ดปักกิ่ง จำเป็นต้องมีเตาไฟ พวกเราไม่มีเตาเหล็ก แต่น่าจะมีคนรู้วิธีสร้างเตาดินสินะ
รอกลับไปถามดูว่าพ่อเฒ่าจ้าวจะสร้างเตาไฟได้หรือไม่ จากนั้นจะขอให้เขาทำให้นางหนึ่งเจา
ยังมีเป็ดย่างเม่าต้องใช้พริกและพริกไทยเสฉวนจำนวนมาก หากแต่ยุคนี้ก็ยังไม่มีพริกสองชนิดนี้ ช่างทำให้ปวดหัวจริงๆ
“พี่ชาย!” เล่อเหนียงเห็นพวกลิ่งอวี่เดินออกมาก็รีบร้องตะโกนเรียกเสียงดัง
แม่เฒ่าฉินได้ยินเสียงร้องของหลานสาวก็โผล่หัวออกมามองดู
ตอนนี้ถึงเวลาเลิกเรียนของสำนักศึกษาแล้ว ลิ่งอวี่เห็นน้องสาวของตนเองนั่งอยู่บนม้านั่งหน้าร้านกำลังโบกมือน้อยของนาง จึงรีบวิ่งเข้ามาอุ้มน้องสาวเข้ามากอด
ลิ่งหมิงที่เดินตามมาช้ากว่าหนึ่งก้าว มองดูน้องสาวที่กำลังกอดพี่ชายใหญ่อย่างมีความสุขด้วยความอิจฉาจนอยากจะต่อยเขาสักหมัด
น่าโมโหจริงๆ
โดนพี่ใหญ่แย่งอีกแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะว่าถ้าต่อยพี่ใหญ่แล้วท่านย่าจะให้กินรองเท้า เขาคงลงมือซัดอีกฝ่ายไปนานแล้ว
“ท่านย่า เหตุใดร้านขนมของพวกเราถึงไม่เปิดล่ะขอรับ”
เมื่อพวกพี่น้องกลับมาถึงร้านก็เห็นชั้นวางสินค้าว่างเปล่าจึงถามด้วยความสงสัย
ไม่ว่าจะเป็นคนภายนอก สหายร่วมชั้นเรียน หรือแม้แต่พวกอาจารย์ ต่างก็คิดถึงและอยากจะกินหอยทากเผ็ดร้อน
แต่พวกเขาคอยเฝ้าดูมาหลายวันติดต่อกันแล้วก็ยังไม่เห็นร้านเปิดสักที ถึงขนาดตอนนี้คนในสำนักศึกษาต่างพูดกันว่าครอบครัวของพวกเขาล้มละลายแล้ว
แม่เฒ่าฉินอธิบายว่า “ป้าสะใภ้สามของเจ้ามีข่าวดี เหล่าซานต้องคอยดูแลนางอยู่ที่บ้าน”
“มีข่าวดีหรือ”
ลิ่งเฟิงงุนงงไปครู่หนึ่งจึงเปล่งเสียงร้องแหลมออกมา “ท่านแม่ของข้าตั้งครรภ์แล้ว งั้นข้าก็จะมีน้องสาวเร็วๆนี้แล้วสินะ” ลิ่งอวี่และลิ่งหมิงต่างก็มีสีหน้าตื่นเต้น
ช่างดีเหลือเกิน ต่อไปครอบครัวของพวกเขาจะมีน้องสาวเพิ่มอีกคนหนึ่ง
แม่เฒ่าฉินหัวเราะ “ยังไม่ทันคลอดพวกเจ้าก็รู้แล้วหรือว่าเป็นน้องสาว”
ลิ่งหมิงตบอกตัวเองแล้วพูดด้วยสีหน้ามั่นใจ
“ต้องเป็นเด็กหญิงแน่นอน เด็กผู้หญิงดรมากเลย ข้าจะได้พาไปเล่นสนุกได้”
ใครบอกว่าเด็กชายเด็กหญิงเหมือนกัน ตระกูลของพวกเขานั้นให้ความสำคัญกับลูกสาวมากกว่าลูกชาย เด็กผู้ชายในบ้านของพวกเขาไม่ค่อยมีใครสนใจหรอก
สิ่งที่พวกเขาชื่นชอบคือเด็กหญิงตัวนุ่มนิ่มต่างหาก
พอเถอะ ตอนนี้รีบกลับบ้านก่อนดีกว่าจะได้จัดการเรื่องราวให้เรียบร้อย
ลิ่งอวี่ค่อนข้างฉลาดแค่ได้ยินประโยคที่แม่เฒ่าฉินพูดออกมาโดยไม่ตั้งใจก็รู้ว่าเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นในบ้านแล้ว
ระหว่างนั้นแม่เฒ่าฉินก็บอกตรงๆ ว่าฉินเหล่าซื่อ เฉินฮั่นหลิน และฉินเฉิงอันจะต้องไปเข้าร่วมกองทัพกับแม่ทัพเผ่ยในไม่ช้านี้
จากนั้นก็เล่าเรื่องที่วันนี้ไปซื้อคนรับใช้ห้าคนจากตลาดค้าทาสให้พวกเขาฟังด้วย
ลิ่งอวี่และคนอื่นๆ พอได้ยินประโยคหลังของท่านย่าก็ตกตะลึงไปทันที
ซื้อคนรับใช้หรือ
บทที่ 277: ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าประตู
ตอนนี้บ้านของพวกเขารวยถึงขนาดซื้อคนใช้ได้แล้วเหรอ
“เหตุใดท่านย่าถึงไปซื้อคนกะทันหันเช่นนี้ล่ะ เดิมทีบ้านเราก็มีคนเยอะอยู่แล้วนะ”
“เล่อเหนียงอยากซื้อน่ะ” เล่อเหนียงรีบตอบแทรกขึ้นจากด้านข้าง ในชาติก่อนนางได้พบเจอผู้คนมามากมายนับไม่ถ้วน ตอนที่เห็นห้าคนนั้นครั้งแรก ก็รู้สึกได้ทันทีว่าพวกเขาคือคนที่ข้าต้องการ
แน่นอนว่านางไม่ได้พูดผิด แม้แต่หลี่อันก็ยังชื่นชมความคิดของนาง อีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญที่สุดคือหลี่อันบอกว่าพวกเขามีวรยุทธ์ เพียงแค่นี้ก็คุ้มค่าแล้วที่จะจ่ายเงินก้อนใหญ่เพื่อซื้อพวกเขาแล้ว
“น้องสาว เจ้าจะซื้อพวกเขากลับมาเล่นด้วยหรือ”
เล่อเหนียงส่ายหน้า “ไม่ใช่หรอก เล่อเหนียงต้องการหาเงินต่างหาก”
“อ้อ”
ลิ่งอวี่ไม่ได้ถามอะไรอีก เพราะความสามารถของน้องสาวนั้นเห็นได้ชัด หากนางบอกว่าจะหาเงินก็ต้องหาเงินได้แน่นอน
ตอนหลี่อันบังคับรถม้าถึงภัตตาคารว่านฝูพอดีกับที่คนทั้งห้ากินอิ่มแล้ว หลี่เฟยจึงอาสาขับรถม้าพาพวกเขาเขากลับหมู่บ้านตระกูลฉิน
……....
ส่วนทางด้านฉินไห่เยี่ยนออกเดินทางแต่เช้าตรู่ ใช้เวลาเดินทางหนึ่งชั่วยามก็มาถึงหน้าทางเข้าหมู่บ้านตระกูลฉินแล้ว
พวกเขากำลังเตรียมขับรถม้าเข้าหมู่บ้านแต่กลับถูกคนขวางเอาไว้
“พวกเจ้าเป็นใครกัน”
เอ้อร์จู้และชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านอีกไม่กี่คนถือมีดมองพวกเขาด้วยสายตาระแวง
ฉินไห่เยี่ยนชะงัก เขามองป้ายหินที่มีตัวอักษรสลักเอาไว้ว่า ‘หมู่บ้านตระกูลฉิน’ ด้านข้าง
เขาก็ไม่ได้มาผิดสักหน้า
“พี่ชาย ข้ามาที่นี่เพื่อตามหาแม่เฒ่าฉินหรือฉินชุนหลาน พวกเขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านนี้ใช่หรือไม่”
เอ้อร์จู้หรี่ตามองพวกเขาสักครู่ สายตาแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา “ไม่มี พวกเจ้ามาผิดที่แล้ว ที่นี่ไม่มีคนชื่อฉินชุนหลาน พวกเจ้ารีบไปเถอะ ไม่เช่นนั้นอย่าโทษว่าข้าไม่สุภาพ”
เอ้อร์จู้เอ่ยไล่แขกอย่างดุดัน
โชคดีที่เมื่อวานหัวหน้าหมู่บ้านได้สั่งกำชับพวกเขาไว้แล้ว หากมีคนแปลกหน้าหรือรถม้าแปลกปลอมต้องการเข้าหมู่บ้าน ห้ามอนุญาตให้เข้าโดยเด็ดขาด
ชายตรงหน้าข้านี้ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าที่สวมใส่หรือรถม้าหรูหรา ล้วนแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน
หมู่บ้านตระกูลฉินของพวกเขาไม่มีญาติแบบนี้
ยิ่งไปกว่านั้นชายคนนี้มาถึงก็ถามหาแม่เฒ่าฉินทันที แน่นอนว่าเขาไม่ได้มาดีแน่ๆ
ฉินไห่เยี่ยนหาหมู่บ้านนี้พบแล้วจะจากไปโดยไม่ได้อะไรกลับไปได้อย่างไร เขาใช้ส่งสายตาให้ผู้ติดตาม ผู้ติดตามล้วงเงินจากแขนเสื้อแล้วยัดใส่มือของเอ้อร์จู้
“พี่ชาย วันนี้ข้ามาหาแม่เฒ่าฉิน ข้าเป็นลูกชายคนเล็กของเขา เงินนี้ขอให้เจ้าเก็บไว้ดื่มชาสักถ้วยดีหรือไม่”
ฉินไห่เยี่ยนพูดจบก็ยืนยิ้มอยู่ข้างๆ รอให้เขาปล่อยผ่านไป ด้วยความคิดของเขาคนพวกนี้ดักอยู่ที่ทางเข้าหมู่บ้านก็คงแค่ต้องการรีดไถเงินเท่านั้น
เอ้อร์จู้มองดูเศษเงินในมือดวงตาก็ส่องประกายเย็นชา จากนั้นเขาก็โยนเศษเงินนั้นกลับไปทางฉินไห่เยี่ยน
“มีเงินสกปรกแล้วทำเป็นเก่งหรือไง รีบไสหัวไปซะ!”
ฉินไห่เยี่ยนตกตะลึง พลางมองเอ้อร์จู้อย่างไม่อยากจะเชื่อ เงินห้าตำลึงที่เขาให้ไปนั้นเพียงพอสำหรับให้ครอบครัวธรรมดาใช้จ่ายได้ครึ่งปี แต่คนตรงหน้ากลับเหมือนไม่พอใจ
“พี่ชาย ข้ามาหาแม่เฒ่าฉินเพราะมีธุระจริงๆ ข้าเป็นลูกชายคนเล็กของนาง เจ้าจะเรียกเงินเท่าไหร่ก็ว่ามา แต่ขอให้เจ้าปล่อยข้าเข้าไปเถอะ”
แต่เอ้อร์จู้ไม่สนใจคำพูดเหล่านั้น เขาชูมีดในมือขึ้น “รีบไสหัวไปให้ไว ไม่งั้นอย่าหาว่าข้าใจร้าย”
“เจ้า...”
ฉินไห่เยี่ยนโกรธจนอยากจะเข้าไปสู้กับเอ้อร์จู้ แต่กลับถูกคนติดตามห้ามไว้
“นายท่านห้า อย่าเพิ่งใจร้อน อย่าเพิ่งใจร้อน เราไปกันก่อนดีกว่า”
ฉินไห่เยี่ยนเคาะหัวคนติดตามด้วยความโมโห “เจ้าไม่ช่วยข้าทั้งยังมาห้ามข้าอีก เลี้ยงเสียข้าวสุขจริงๆ”
คนติดตามถึงจะโดนเคาะหัวก็ไม่กล้าพูดอะไร ทำเพียงแค่ดึงเขาขึ้นรถท้า
“เจ้าทำอะไร! แม่ข้ายังอยู่ที่นี่นะ”
“นายท่านห้า ท่านอย่าใจร้อน ท่านเห็นคนพวกนั้นแล้วใช่หรือไม่ พวกเขาไม่ยอมฟังอะไรทั้งนั้น แถมสายตายังดูระวังมาก นี่ไม่น่าใช่พวกดักปล้น แต่เหมือนในหมู่บ้านมีเรื่องอะไรบางอย่างเกิดขึ้นมากกว่า ตอนนี้เราถอยออกไปก่อน รออีกสองวันค่อยหาโอกาสเข้ามาใหม่ ยังไงเราก็แยกกันมานานแล้ว รออีกสองสามวันก็ไม่ต่างอะไรหรอก”
ฉินไห่เยี่ยนเข้าใจเหตุผลดี เพียงแต่เขารู้สึกโกรธเท่านั้น
คิดให้ดีแล้ว เขาก็เป็นคนหมู่บ้านตระกูลฉินเหมือนกัน แต่กลับเข้าหมู่บ้านตัวเองไม่ได้
ฉินไห่เยี่ยนที่เต็มไปด้วยความโกรธเดินทางกลับไปยังตัวอำเภอ ระหว่างทางรถม้าของเขาสวนกับรถม้าของแม่เฒ่าฉินที่กำลังกลับมา
“พี่เอ้อร์จู้ เรื่องนี้ต้องบอกกับแม่เฒ่าฉินหรือไม่”
เอ้อร์จู้คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ “ไม่ต้องบอกดีกว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ถ้าบอกไป ท่านป้าก็ต้องมาปวดหัวอีก”
ชาวบ้านคนอื่นๆ ต่างพยักหน้าเห็นด้วย
“ท่านป้ากลับมาแล้วเหรอ”
เอ้อร์จู้เพิ่งพูดจบพอเงยหน้าก็เห็นว่ารถม้าของแม่เฒ่าฉินมาถึงหน้าหมู่บ้านแล้ว
“เอ้อร์จู้ กระซิบกระซาบอะไรกันอยู่ตรงนี้”
เอ้อร์จู้เกาหัวแล้วตอบ “ไม่มีอะไรหรอกขอรับ พวกเขาแค่บอกว่าไม่ได้กินเนื้อหมูตุ๋นของพี่สะใภ้สามมานานแล้ว เลยอยากกินขึ้นมานิดหน่อย”
ตอนแรกแม่เฒ่าฉินคิดว่ามีเรื่องอะไรใหญ่โต แต่พอรู้ว่าเป็นแค่เรื่องไร้สาระก็โล่งใจ
นางจึงพูดว่า “รออีกสักหน่อยให้นางร่างกายดีขึ้นก่อน จ้าจะไปซื้อหัวหมูมาให้นางทำหมูตุ๋นให้พวกเจ้าได้กินกันให้หายอยาก”
เอ้อร์จู้และคนอื่นๆ ต่างยิ้มและพูดว่า “ดีเลย!”
จากนั้นสายตาของเขาก็ไปหยุดที่คนกลุ่มหนึ่ง “ท่านป้า คนพวกนี้เป็นใครกันหรือ”
แม่เฒ่าฉินอธิบายว่า “คนพวกนี้ข้าพบในอำเภอ พ่อแม่ไม่มี แถมป่วยกันทุกคน ข้าดูแล้วสงสาร เลยพากลับมาให้หมอหลี่ดูว่าจะรักษาได้ไหม ถ้าหายดีแล้วก็จะให้มาเป็นแรงงานในบ้านข้า”
เอ้อร์จู้มองพวกเขาอย่างละเอียด ใบหน้าของแต่ละคนมีรอยฟกช้ำ ผิวหนังที่โผล่พ้นเสื้อผ้าก็เต็มไปด้วยบาดแผล เช่นนี้จึงคลายความกังวลลง
“ท่านป้า ท่านพาคนพวกนี้กลับมาก็พวกเขาเหมือนหล่นเข้ามาในถังทองแล้วต่างหาก”
เอ้อร์จู้แซวเล่นพลางช่วยชาวบ้านคนอื่นๆ ย้ายท่อนไม้ที่วางขวางถนนออก เพื่อให้รถม้าของแม่เฒ่าฉินผ่านไป
“เอ้อร์จู้ วันนี้มีใครแปลกหน้ามาที่หมู่บ้านหรือเปล่า”
ไม่รู้ว่าเหตุใดแม่เฒ่าฉินถึงถามขึ้นมา
เอ้อร์จู้พยักหน้า “มีคนมาขายดอกไม้ แต่ข้าไล่เขาไปแล้ว”
บทที่ 278: ทำเตาอบ
ตอนพวกแม่เฒ่าฉินกลับมาถึงบ้าน ฉินฟู่หลินก็มารอพวกเขาอยู่แล้ว
“พี่ชุนหลาน ข้าได้ยินเอ้อร์จู้พูดว่าท่านพาคนกลับมาด้วยหลายคน”
แม่เฒ่าฉินพยักหน้า
“ใช่แล้ว พวกเราพบเจอกันระหว่างทางน่ะ ยังหนุ่มสาวแท้ๆ แต่ร่างกายเต็มไปด้วยโรคภัย ข้าเลยพาพวกเขากลับมาให้หมอหลี่ลองรักษาดูว่าจะรักษาได้หรือไม่”
“ถ้ารักษาหายก็เก็บไว้เป็นแรงงาน มอบอาหารวันละสามมื้อ แต่ถ้ารักษาไม่หายก็ขุดหลุมฝังบนภูเขาเสียเถอะ”
ฉินฟู่หลินคิดแล้วเห็นว่าเป็นเหตุผลที่สมควรจึงถาม “ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ไหน ข้าจะไปดูสักหน่อย”
“อยู่ที่ลานหลังบ้าน หลี่กำลังจะจับชีพจรพวกเขา” แม่เฒ่าฉินพาเขาเดินไปที่ลานหลังบ้าน
ณ ลานหลังบ้าน
หลี่อันจับชีพจรพวกเขาทีละคน สีหน้าของเขาดูเคร่งเครียดขึ้นเรื่อยๆ
“ทำไมชีพจรของพวกเจ้าถึงแปลกนักล่ะ คล้ายกับว่าได้รับยาสลายเซียนนะ”
ชายที่ดูเหมือนหัวหน้าประสานมือคำนับ “หมอเทวดามีวิชาแพทย์สูงส่ง พวกข้าได้รับยาเซียนสลายเข้าไปจริงๆ”
หลี่อันลูบเคราบางๆ ที่คางสีหน้าแสดงความลำบากใจ
คนพวกนี้โชคร้ายมากแค่ไหนกันนะ
“ยาวิเศษนี้เขาไม่สามารถแก้ได้หรือ”
“หมอหลี่สภาพร่างกายของพวกเขาเป็นอย่างไรบ้าง มีความหวังในการรักษาหรือไม่”
หลี่อันส่ายหน้าให้แม่เฒ่าฉิน “ยาก!”
แม่เฒ่าฉินรู้สึกใจหายวาบ คนพวกนี้เป็นโรคร้ายแรงอะไรกันถึงกับรุนแรงจนแม้แต่หมอหลี่ยังไม่มั่นใจว่าจะรักษาให้หายขาดได้
ฉินฟู่หลินมองดูคนทั้งห้าที่ผอมซีดอยู่ในห้องในใจก็คาดการณ์เอาไว้แล้ว
“พี่ชุนหลาน ข้าดูคนพวกนี้แล้ว ข้าขอกลับก่อนนะ”
ฉินฟู่หลินบอกลาแม่เฒ่าฉินแล้วก็หันหลังจากไป
“หมอหลี่ ตอนนี้พวกเขาเป็นโรคที่รักษายากหรือ”
หลี่อันส่ายหน้า “ไม่ใช่ พวกเขาถูกวางยาพิษ”
“เป็นยาวิเศษ ยาพิษชนิดนี้ข้าไม่รู้วิธีแก้” เมื่อพูดจบก็มองไปทางแม่เฒ่าฉินด้วยสีหน้ารู้สึกผิด
“น้องสาว ข้าต้องขอโทษด้วย มันเป็นความผิดพลาดของข้าเอง อาการของคนพวกนี้รักษายากเหลือนเกิน
แม่เฒ่าฉินไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย “ไม่มีอะไรที่รักษายากหรือไม่ยากหรอก ขอเพียงแค่มาถึงบ้านตระกูลฉินของพวกข้าแล้ว อยากจะจากไปก็คงไม่ง่ายนัก”
ทันใดนั้นนางหันไปมองคนพวกเขาทั้งหมด “พวกเจ้ามีชื่อหรือไม่”
ชายที่เป็นหัวหน้ารีบก้าวออกมาคำนับพลางกล่าวว่า “ท่านป้า พวกข้าแซ่หมิง ชื่อหมิงเฟิง”
อีกคนหนึ่งที่มีอายุมากพอๆกันกล่าวว่า “ข้าชื่อหมิงจื้อ”
“หมิงเซิง”
“หมิงจิ้น”
“หมิงจู”
คนที่เหลือผลัดกันออกมาแนะนำตัวตามลำดับ
แม่เฒ่าฉินพยักหน้าอย่างพอใจ การมีชื่อเสียงนั้นดีที่สุด ประหยัดเวลาที่นางจะต้องคิดหาชื่อใหม่ให้พวกเขา
“หมอหลี่ พิษในตัวพวกเขามีหากกำเริบขึ้นมาจะมีอาการอะไรบ้าง”
หลี่อันส่ายหน้าพลางกล่าวว่า "ยาสลายเซียนนั้นอาจเรียกได้ว่าเป็นยาพิษที่อ่อนโยนที่สุด เมื่อมันกำเริบขึ้นมาจะไม่มีอาการใดๆ แต่จะค่อยๆกัดกร่อนร่างกายจากภายใน ทำให้คนตายโดยไม่รู้ตัว”
“คนจำนวนมากที่ได้รับยาสลายเซียนมักไม่รู้ตัวว่าตนเองถูกวางยาพิษ”
แม่เฒ่าฉินรู้สึกโล่งใจ
"ขอเพียงไม่มีอาการก็ดีแล้ว แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือถ้ามันเกิดอาการเหมือนพิษบางชนิด ทำให้ตะโกนโหวกเหวกหรือมีเลือดออกทวารทั้งเจ็ด นั่นจะน่ากลัวมาก”
“พวกเจ้าจงให้ความร่วมมือกับหมอหลี่รักษาโรคและถอนพิษก่อน ข้าจะไปจัดห้องให้พวกเจ้า หากมีใครถามก็บอกว่าพวกข้าเก็บพวกเจ้ามาจากข้างทาง”
“ขอบคุณท่านป้าขอรับ!”
ทั้งห้าคนคุกเข่าลงพร้อมกันต่อหน้าแม่เฒ่าฉิน แล้วโขกศีรษะคำนับอย่างจริงจัง
“ลุกขึ้นเถอะ บ้านเราไม่มีธรรมเนียมแบบนี้”
แม่เฒ่าฉินพยุงหมิงจูและหมิงจิ้นให้ลุกขึ้น “อีกอย่างพวกเจ้าเป็นคนที่ข้าซื้อมา นับตั้งแต่วันนี้ก็เป็นคนของตระกูลฉินแล้ว พวกเจ้าต้องหายดีโดยเร็ว ข้าซื้อพวกเจ้ามาก็เพื่อให้ทำงานนะ”
หมิงเฟิงและคนอื่นๆ รู้สึกซาบซึ้งจนน้ำตาคลอ พวกเขาอ้าปากราวกับอยากพูดอะไรบ้างอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดออกมา
“ตอนนี้พวกเจ้านั่งลงเถอะ ข้าจะดูอาการของพวกเจ้าแล้วจ่ายยาเพื่อลองถอนพิษ”
แม่เฒ่าฉินออกจากเรือนหลัง ก่อนอื่นนางกลับไปดูเล่อเหนียงก่อน
วันนี้เล่อเหนียงทั้งวันจนผล็อนหลับไปบนรถม้า ตอนนี้กำลังนอนกางแขนกางขาหลับสนิทอยู่บนเตียงเตา
พี่ชายในหมู่บ้านยังไม่เลิกเรียน แม่เฒ่าฉินจึงให้ลิ่งหมิงมาเฝ้าเล่อเหนียงที่กำลังนอนหลับ แล้วรีบไปห้องไปจัดการเรื่องห้องหับสำหรับพวกเขา
ส่วนเหตุผลที่นางไม่เรียกลิ่งอวี่ซึ่งเป็นคนโตที่สุดมา เพราะนางยังคงหวาดกลัว
ภาพเหตุการณ์ในอดีตที่พี่ลิ่งอวี่นอนจมกองเลือด บางครั้งเมื่อนึกถึงภาพนั้นมันมักจะทำให้นางหวาดกลัวจนตัวสั่ว
แม้แต่นางจะไม่ได้เรียกลิ่งอวี่ แต่ลิ่งอวี่กลับมาด้วยตัวเอง
“ท่านย่า เดี๋ยวข้าเฝ้าน้องสาวเองขอรับ ให้ลิ่งหมิงกับคนอื่นๆ ไปช่วยท่านทำงานเถิด”
แม่เฒ่าฉินปฏิเสธ “ไม่ได้ ไม่ได้ เจ้ารีบกลับไปอ่านหนังสือเถอะ ที่นี่มีลิ่งหมิงก็พอแล้ว”
ลิ่งอวี่รู้ว่าย่าของเขามีบาดแผลในใจกับเหตุการณ์ที่เขาถูกลอบทำร้ายก่อนหน้านี้ เพื่อให้ย่าหลุดพ้นจากความกังวลเรื่องนั้น เขาจึงยืนกรานที่จะอยู่ที่นี่เฝ้าดูเล่อเหนียง
แม่เฒ่าฉินไม่มีทางเลือกจึงต้องพาลิ่งหมิงไปหาลิ่งเฟิง เพื่อไปจัดห้องให้หมิงเฟิงกับคนอื่นๆ
ในบ้านยังมีห้องหนึ่งที่ยังไม่ได้จัดเก็บ ดังนั้นห้องของไป๋เช่ออวิ๋นจึงมีสองห้อง
เดิมทีเขาตั้งใจจะให้หญิงสองคนนั้นแยกกันอยู่คนละห้อง แต่นายอำเภอไป๋ดูเหมือนจะเป็นคนรักความสะอาด เขาไม่ชอบนอนบนเตียงที่คนอื่นเคยนอน ดังนั้นจึงต้องไปจัดห้องที่บ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่
พวกพ่อเฒ่าที่บ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อข้างๆ ได้ยินว่าเขาต้องการที่พักให้หมิงเฟิงกับคนอื่น ๆ พวกเขาจึงอาสามาช่วยเหลือ
ปูเตียง จัดเตียงเตา วุ่นวายกันไปหมด กว่าจะเสร็จก็ถึงเวลาอาหารแล้ว
แต่นางคำนึงถึงว่าหมิงเฟิงและคนอื่นๆเพิ่งกลับมา ยังไม่สามารถกินมากๆได้ทันที จึงต้มโจ๊กหม้อหนึ่งให้พวกเขาโดยเฉพาะ แล้วหั่นผักป่ากับเนื้อหมูสองมาผัด
หมิงเฟิงและคนอื่นๆ ไม่ได้กินข้าวดีๆมาสองปีแล้ว เมื่อพวกเขาเห็นโต๊ะอาหารของผู้อื่นมีข้าวสวยสองชามใหญ่ เนื้อ รวมทั้งผักสดหลากหลายชนิด พวกเขารู้สึกซาบซึ้งและรู้สึกโชคดีอย่างยิ่ง
แม้ว่าตอนนี้พวกเขาจะเดินมาถึงจุดสุดท้ายที่ไม่มีทางแก้ไขแล้ว แต่ในช่วงเวลาที่รอคอยกล่าวจะได้พบกับครอบครัวที่ทำให้พวกเขาได้อิ่มท้องและได้อาบน้ำร้อน ก็ทำให้พวกเขารู้สึกพอใจอย่างยิ่งแล้ว
ขณะกำลังกินอาหาร เล่อเหนียงที่นอนหลับไปครึ่งวันก็ขยี้ตาเดินมาที่ห้องโถงกลาง หลังจากที่นางแน่ใจตำแหน่งของย่าแล้วก็กระโจนเข้าไปในอ้อมกอดของผู้เป็นย่าทันที
“ท่านย่าเจ้าคะ ข้าอยากได้เตาอบ”
แม่เฒ่าฉินงงงวย “หลานรัก เตาอบคืออะไรหรือ”
เล่อเหนียงทำท่าอธิบายรูปร่างของเตาอบ แล้วก็คว้าน่องไก่มาแทะไปด้วย
ส่วนเรื่องเตาอบนางไม่ได้คาดหวังมากนัก
เพราะคำศัพท์ใหม่นี้สำหรับคนโบราณอย่างพวกเขา เป็นสิ่งแปลกใหม่ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย
“ข้าทำเตาอบได้!”
บทที่ 279: ปล่อยน้องสาวของข้า
“เจ้าทำเตาอบได้หรือ” เล่อเหนียงมองหมิงเฟิงด้วยความประหลาดใจ
คำว่าเตาอบนั้นถือว่าเป็นคำใหม่ในสมัยโบราณ
นางเป็นคนโบราณจะรู้ได้อย่างไรว่าจะทำเตาอบได้อย่างไร
หมิงเฟิงตอบรับเสียงหนึ่ง “เมื่อก่อนตอนที่ครอบครัวของข้ายังไม่ตกอยู่ในสภาพนี้ ข้ากับสหายชอบเที่ยวเล่นไปทั่ว ข้าได้เห็นไก่ย่างที่เซินเหม่ย พวกข้ายังคิดค้นวิธีการกินแบบใหม่ขึ้นมา นั่นคือการเอาดินมากองรวมกันให้สูง แล้วจุดไฟตรงกลางให้ดินเกิดความร้อนจัด จากนั้นก็เอาไก่ใส่เข้าไปย่าง ย่างแบบนั้นจะได้รสชาติอร่อยมาก”
“ใช่ แบบนั้นแหละ” เล่อเหนียงปรบมือชื่นชม
หมิงเฟิงยิ้มเล็กน้อย “วันหน้าถ้ามีเวลา ข้าจะทำให้คุณหนูลองชิม”
เล่อเหนียงส่ายหน้า “ไม่ต้องรอวันหน้าหรอก ทำเดี๋ยวนี้เลยไม่ได้หรือ”
พูดจบนางก็ใช้ช้อนเล็กๆ ตักข้าวเข้าปากอย่างรวดเร็ว นางเร่งความเร็วในการกินข้าวขึ้นทั้งเร่งให้หมิงเฟิงกินเร็วๆ ไม่นานข้าวหนึ่งชามตรงหน้านางก็หายลงไปในท้อง
พอหมิงเฟิงวางชามลง เล่อเหนียงก็รีบจูงมือหมิงเฟิงแล้วลากออกไปข้างนอกอย่างใจร้อน
“คุณหนู การสร้างเตาอบที่แข็งแรงต้องใช้ดินชนิดหนึ่งที่เหนียวติดมือ ไม่ทราบว่าที่นี่มีหรือไม่ขอรับ”
“ข้าก็ไม่รู้ว่ามีหรือไม่ แต่ก็ต้องไปหาดูสักหน่อย”
“ต้องไปถามหัวหน้าหมู่บ้านและพวกพ่อเฒ่าจ้าวพวกเขาดู พวกเขาอาศัยอยู่ที่นี่มาทั้งชีวิต
น่าจะรู้ว่ามีอยู่ที่ไหนบ้าง”
ดังนั้นพวกเขาจึงไปถามพวกพ่อจ้าว
พวกเขาก็ไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับดินที่เหนียวติดมืออะไร
จึงพูดว่า “ดินเหนียวแบบนั้นเป็นอย่างไรข้าไม่รู้ แต่ที่นาข้างบ่อน้ำนั่น ดินในนั้นแปลกมาก มันแข็งมาก ไม่ว่าจะรดน้ำกี่ครั้งก็ยังแข็งอยู่ ถ้าเอาดินแบบนั้นมาสร้างเตาอบ น่าจะดีกว่าดินธรรมดานะ”
เล่อเหนียงได้ยินแล้วรู้สึกว่าความคิดของพ่อเฒ่าจ้าวไม่เลวเลย จึงลากหมิงเฟิงกลับไปอีกครั้ง
“ท่านย่า เล่อเหนียงอยากขึ้นไปบนภูเขาหลังบ้าน”
แม่เฒ่าฉินชะงัก “เจ้าจะขึ้นภูเขาไปทำอะไร ตอนนี้จับปลาไม่ได้นะ”
เล่อเหนียงอ้อน “ท่านย่า ไปเถอะ ไปเถอะ ข้าสัญญาว่าจะไม่ซนแน่นอน!”
แม่เฒ่าฉินก็ยังไม่ยอมอ่อนข้อ
ภูเขาหลังหมู่บ้านอันตรายเพียงใด ตอนนี้เหล่าซื่อและฮั่นหลินก็ไม่อยู่ กลัวว่าจะเกิดอันตรายขึ้นจริงๆ ตัวเขาเองก็ไม่มีกำลังที่จะป้องกันตัวเองได้
ตอนนั้นหลี่อันเดินเข้ามา เมื่อเขารู้ว่าเล่อเหนียงต้องการไปที่ภูเขาหลังหมู่บ้านก็ตบอกอย่างมั่นใจ
ในเวลานั้น สำนักศึกษาในหมู่บ้านก็เลิกเรียนพอ หงอวี่วิ่งกลับมาเป็นคนแรกเพื่อกอดเล่อเหนียงของเขา
แต่เพิ่งก้าวเข้าประตูบ้าน ก็เห็นเล่อเหนียงถูกชายแปลกหน้าคนหนึ่งอุ้มไว้ในอ้อมแขน ทั้งสองคนยังหัวเราะคุยกันอย่างมีความสุข
เรื่องนี้ทำให้พี่น้องตระกูลฉินโกรธจนแทบระเบิด พวกเขาผลัดกันตำหนิในใจ
แต่เมื่อพวกเขารู้ว่าชายตรงหน้านี้คือคนรับใช้ที่แม่เฒ่าฉินซื้อมาด้วยเงินก้อนใหญ่ ความอิจฉาในใจพวกเขาก็ลดลงเล็กน้อย
“พี่ชาย ข้าจะไปเขาหลังหมู่บ้านกับพี่หมิงเฟิงสักหน่อย พวกท่านจะไปด้วยกันหรือไม่”
“ไป!”
หงอวี่ยกมือตอบรับทันที
ลิ่งเหวิน ลิ่งผิง และลิ่งอันก็ยกมือขึ้นอยากไปด้วย
“เจ้าพวกเด็กแสบทั้งหลาย ถ้าพวกเจ้าจะไปก็แบกตะกร้าไปด้วย คราวนี้ไปไม่ใช่ไปเล่นนะ”
“ได้ขอรับ”
เด็กหนุ่มหลายคนร้องตอบอย่างยินดี วางห่อผ้าแล้วหยิบตะกร้าสะพายหลัง แล้วรีบวิ่งออกไปทันที
หงอวี่และพี่ชายอีกสองคนก็ต้องไปด้วยกัน เหลือเพียงลิ่งตงผู้ที่อ่อนแอและน่าสงสารซึ่งถูกแม่เฒ่าฉินกอดไว้ในอ้อมแขน มองเหล่าพี่ชายวิ่งออกไปน้ำตาคลอเป้า
เขาเองก็อยากไปด้วย!
อีกด้านหนึ่ง
รถม้าที่บรรทุกสิ่งของมากมายจอดอยู่ที่หน้าทางเข้าหมู่บ้านตระกูลฉิน
“พี่ชาย ข้ามาเยี่ยมญาติจริงๆ แม่ของข้าชื่อฉินชุนหลาน ขอร้องเถอะ เจ้าให้ข้าผ่านเข้าไปเถอะ”
คนที่พูดไม่ใช่ใครอื่น เขาคือฉินไห่เยี่ยนที่กลับมาอีกครั้ง ครั้งนี้เขาเตรียมตัวมาอย่างดี บรรทุกสิ่งของมาจนเต็มรถม้า
ระหว่างทางพวกเขาบังเอิญคิดได้ว่า เมื่อเช้านี้ที่พวกเขามาโดยไม่มีสิ่งของอะไรเลย ทำให้ดูไม่เหมือนมาเยี่ยมญาติ แต่เหมือนมาเพื่อก่อกวน ตอนนี้เขาขนของเต็มรถมา เขาไม่เชื่อว่าตนเองจะเข้าไปไม่ได้
เอ้อร์จู้มองก็เห็นว่าเป็นคนเดียวกับสร้างความวุ่นวายเมื่อเช้า จึงพูดน้ำเสียงแข็งกร้าว
“เจ้าอีกแล้วหรือ”
“ข้าบอกแล้วว่า ตอนนี้หมู่บ้านของเราต้อนรับแขกต่างถิ่น เจ้าเลิกใช้ข้ออ้างนี้เถอะ”
ฉินไห่เยี่ยนเริ่มมีอารมณ์คุกรุ่น “เหตุใดเจ้าถึงไม่ยอมฟังอะไรเลย เจ้าปล่อยให้ข้าเข้าไปดูครู่เดียวจะตายหรืออย่างไร”
พูดจบเขาก็ผลักเอ้อร์จู้แล้วเดินเข้าหมู่บ้านไป ใช่แล้ว ครั้งนี้ฉินไห่เยี่ยนตั้งใจจะบุกเข้าไป
เอ้อร์จู้เองก็ไม่ยอมง่ายๆ เขาชักดาบที่ยืมมาจากแม่เฒ่าฉินออกมา
ฉินไห่เยี่ยนมองดาบคมกริบที่ส่องแสงวาววับแล้วกลืนน้ำลาย โอ้ ดาบนี้มันคมจริงๆเลย!
“คุณชายท่านนี้ ข้าว่าท่านออกไปเสียดีกว่า ข้าจะถือว่าวันนี้ไม่เคยเกิดเรื่องอะไรขึ้น ไม่เช่นนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เตือนว่ามีดดาบไม่ปรานีใคร”
เอ้อร์จู้พูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ แต่ในใจกำลังสนุกมาก
ฮ่าๆๆ โชคดีที่หัวหน้าหมู่บ้านขอยืบดาบสองเล่มมาจากท่านป้าฉิน ดูสิ ว่าข้าจะทำให้คนพวกนี้กลัวคนขนหัวลุกหรือไม่
ฉินไห่เยี่ยนมองดาบคมกริบ แล้วยกมือลูบคอตัวเอง
ช่างเถอะ คอมีอยู่แค่คอเดียว ไม่คุ้มค่าที่จะแลกกับดาบเล่มนี้หรอก เอาไว้ค่อยมาใหม่ดีกว่า ฉินไห่เยี่ยนคิดอย่างนั้น สองเท้าก็พาตัวเองถอยหลังกลับช้าๆ
ระหว่างทางกลับอำเภอ ฉินไห่เยี่ยนยิ่งคิดก็ยิ่งอึดอัด ทั้งๆที่ญาติของเขาอยู่ในหมู่บ้านแท้ๆ แต่เขากลับเข้าไปไม่ได้
“ต้าเป่า ตรงทางแยกข้างหน้าเลี้ยวไปทางทิศตะวันออก!”
“หา?” ต้าเป่างุนงง “ทำไมล่ะขอรับ”
ฉินไห่เยี่ยนพูดด้วยน้ำเสียงหมองหม่น “เข้าหมู่บ้าน”
จู่ๆ เขาก็นึกขึ้นได้ว่ามีเส้นทางเล็กๆที่เชื่อมต่อกันระหว่างสามหมู่บ้าน ตอนเด็กๆเขาเคยเดินผ่านเส้นทางนี้กับพ่อ ไม่นานนักรถม้าก็หยุดลง
ฉินไห่เยี่ยนให้ต้าเป่าขับรถม้ากลับไป ส่วนเขาเองก็เดินตามทางเล็กๆที่จำได้ เขาเดินข้ามภูเขา เมื่อเขาเดินผ่านพงหญ้าทึบไปก็ได้ยินเสียงเด็กๆคุยกันอยู่ไม่ไกล
เขารีบเดินเข้าไปทันที สิ่งที่เขาเห็นคือ เด็กผู้หญิงตัวอ้วนที่สวมชุดกระโปรงสีชมพู ผูกผมสองแกละ กำลังนั่งยองๆ อยู่ที่พื้นใช้กิ่งไม้เล่นกับมด
“เจ้าก้อนแป้งตัวน้อย เหตุใดเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ”
เล่อเหนียงเงยหน้าขึ้นมอง ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความสงสัย คนคนนี้ไม่ใช่คนที่นางเจอที่ร้านขายเครื่องประทินโฉมหรือ
เขามาทำอะไรที่นี่
เขาเป็นคนในหมู่บ้านหรือ
ไม่ถูกต้อง ตรงนี้มันเป็นภูเขานะ เขาจะมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง
ฉินไห่เยี่ยนมองเด็กหญิงที่กำลังตกตะลึง ในใจก็เกิดความรู้สึกสงสาร เด็กคนนี้คงจะถูกครอบครัวทิ้งให้อยู่ในป่าลึก ไม่งั้นเธอจะมาอยู่คนเดียวในที่แบบนี้ได้อย่างไร
“เด็กน้อย ไปกับอาเถอะนะ กลับบ้านกันดีหรือไม่” ฉินไห่เยี่ยนย่อตัวลงพูดด้วยเสียงอ่อนโยน ก่อนจะอุ้มเธอขึ้นมา แต่ยังไม่ทันได้ยืนขึ้น ก็ได้ยินเสียงตะโกนอย่างดุดันว่า
“ปล่อยน้องสาวของข้าเดี๋ยวนี้!”
จากนั้นเขารู้สึกเจ็บที่คอ แล้วก็หมดสติไป!
บทที่ 280: อ่อนแอเหมือนเต้าหู้
“น้องสาว เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่”
หงอวี่รีบโยนไม้ทิ้งแล้วอุ้มเล่อเหนียงขึ้นมา พร้อมกับถอยห่างจากฉินไห่เยี่ยน
เขาตกใจแทบตาย เขาแค่ไปทำธุระที่ข้างๆนิดเดียว น้องสาวเกือบถูกโจรลักพาตัวไปแล้ว หากน้องสาวถูกอุ้มไป เขาก็ไม่คิดจะมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว
อย่างไรเสียพื้นรองเท้าของท่านย่าตีคนก็ยังเจ็บอยู่ดี
“พี่เจ็ด ข้าไม่เป็นไร”
เล่อเหนียงรู้สึกได้ว่าร่างกายของหงอวี่กำลังสั่นเทาเล็กน้อย จึงรีบเอ่ยปากปลอบโยนเขา
“เสี่ยวชี เล่อเหนียง เกิดอะไรขึ้น มีเรื่องอะไรหรือ”
หลี่อันได้ยินเสียงจึงรีบวิ่ง อุ้มเด็กทั้งสองคนขึ้นมาทันที สายตาเป็นกังวลมองสำรวจพวกเขาขึ้นลง กลัวว่าพวกเขาจะได้รับบาดเจ็บที่ไหน
“ปู่หลี่ ข้าไม่เป็นไร แต่น้องสาวเกือบถูกโจรคนนี้ลักพาตัวไปแล้ว”
“โจรลักพาตัวหรือ”
หลี่อันสงสัยเดินไปเตะซินไห่เอี้ยนเบาๆ พลางพึมพำว่า “สถานที่เปลี่ยวๆรกร้างแบบนี้ โจรที่ไหนจะตาดีขนาดนี้ รู้ว่าที่นี่มีเด็กอ้วนคนหนึ่ง” แต่เมื่อเขามองเห็นใบหน้าของฉินไห่เยี่ยนอย่างชัดเจน เขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
“เล่อเหนียง เจ้าดูสิ คนผู้นี้หน้าตาเหมือนพ่อของเจ้ามากเลยใช่หรือไม่”
หงอวี่ก็อุ้มเล่อเหนียงเดินเข้าไปดูด้วย “เหตุใดหน้าตาเหมือนท่านพ่อขนาดนี้ล่ะ”
“น้องสาว ท่านพ่อของพวกเรามีพี่น้องฝาแฝดหรือเปล่า”
เล่อเหนียงส่ายหัว “ไม่มี!”
“เสี่ยวชี เล่อเหนียง พวกเจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่”
ในตอนนั้นลิ่งอวี่และคนอื่นๆก็วิ่งเข้ามา หลังจากพวกเขาขึ้นภูเขา พวกก็แยกย้ายกันเป็นสองกลุ่ม หลี่อันพาเสี่ยวชีและเล่อเหนียงไป ส่วนพวกเขาก็ตามหมิงเฟิงไปหาสมุนไพรตามที่หมอหลี่บอกไว้
พวกเขาเพิ่งจะเริ่มหาก็ได้ยินเสี่ยวชีตะโกนว่า “ปล่อยน้องสาวของข้าลง!"
เสียงนี้ทำให้พวกเขาตกใจจนใจหายใจคว่ำ พวกเขาวิ่งกลับไปอย่างลนลานด้วยความกลัวว่าเสี่ยวชีและน้องสาวจะเป็นอันตราย
“พี่ใหญ่ พวกข้าไม่เป็นไร คนลักพาตัวเด็กคนนี้พยายามจะอุ้มน้องสาว แต่ข้าใช้ไม้ฟาดเขาสลบไปแล้ว”
เมื่อลิ่งอวี่ได้ยินว่ามีคนพยายามจะลักพาตัวน้องสาวที่น่ารักและอ่อนโยนของพวกเขาไป ก็โกรธจนแทบควบคุมตัวเองไม่ได้ วิ่งเข้าไปและยกเท้าขึ้นเตรียมจะเตะซ้ำอีกสองที
เมื่อพวกเขามองเห็นใบหน้าของคนที่นอนอยู่บนพื้นชัดเจน ก็ร้องตะโกนด้วยความประหลาดใจว่า “อาห้า!”
หงอวี่และหลี่อันมองเขาด้วยความประหลาดใจ “อาห้าหรือ”
ลิ่งเหวิน เสี่ยวอู่ และเสี่ยวลิ่วที่อยู่ด้านหลัง เมื่อเห็นชายคนนั้นก็ร้องตะโกนด้วยความตื่นเต้น
“อาห้า!”
“เร็วเข้า พี่หมิงเฟิง ช่วยข้าพยุงอาห้าขึ้นมาที”
ลิ่งอวี่หันไปตะโกนเรียกหลี่อัน “ท่านปู่หลี่ รีบมาดูอาห้าของข้าหน่อยว่าเป็นอะไรหรือไม่”
“อะไรนะ โอ้ มาแล้ว มาแล้ว มาแล้ว”
หลี่อันกลับมาได้สติก็เข้าไปจับชีพจรของคนที่กำลังสลบ
หงอวี่ค่อยๆเลื่อนตัวไปด้านหลัง ใช้เท้าเขี่ยไม้ท่อนนั้นออกไปด้านข้าง แล้วใช้ใบไม้ปกปิดมันไว้อย่างลับๆ จากนั้นก็เข้าไปใกล้เล่อเหนียงแล้วกระซิบถามเบาๆ
“เล่อเหนียง บ้านเรามีอาห้าด้วยหรือ” เล่อเหนียงพยักหน้า
“ใช่แล้ว แต่เล่อเหนียงไม่เคยเห็นเขา”
หงอวี่ได้ยินดังนั้นจึงพึมพำว่า “ข้าก็ไม่เคยเห็นเช่นกัน”
เรื่องนี้ไม่อาจโทษว่าเขาลงมือรุนแรงเกินไป เพราะเขาก็ไม่เคยเห็นอาห้ามาก่อน
แม้แต่วันนี้ก็เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินข่าวเกี่ยวกับบุตรชายคนเล็กของตระกูลฉิน ตั้งแต่มาอยู่ที่ตระกูลชินมานานแล้ว
ดังนั้นคนที่ไม่รู้ย่อมไม่มีผิดใช่หรือไม่
“ท่านปู่หลี่ อาห้าของข้าเป็นอย่างไรบ้าง”
หลี่อันเก็บมือกลับแล้วลูบศีรษะ พูดอย่างรู้สึกผิดเล็กน้อยว่า “ไม่มีอะไรมาก คงสลบไปเพราะนอนไม่พอ พอเขาตื่นขึ้นมาก็คงจะดีขึ้น”
“ท่านปู่หลี่ ท่านช่วยพาอาห้าของข้ากลับไปได้หรือไม่ ถึงแม้ท่านย่าจะไม่เคยพูดถึงอาห้า แต่ข้ารู้ว่านางคิดถึงเขามาก หากพาอาห้ากลับไป นางจะต้องดีใจมากแน่นอน”
หลี่อันลังเลเล็กน้อยก่อนถามว่า “เจ้าคิดว่าย่าของเจ้าจะดีใจหากเห็นอาห้าของเจ้าในสภาพนี้หรือ”
“นางไม่ตกใจตายก็ดีแค่ไหนแล้ว”
ลิ่งอวี่มองฉินไห่เยี่ยนที่นอนสลบอยู่บนพื้น มุมปากกระตุกเล็กน้อยแล้วถามว่า
“ท่านปู่หลี่ เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้นหรือ ทำไมอาห้าถึงสลบไปเช่นนี้” เขาไม่ได้พูดอะไร แต่หันไปมองหงอวี่แทน
หงอวี่เกาศีรษะแล้วพูดว่า “ใช่แล้ว ข้าต้องการพาน้องสาวหนี ข้าไม่มีทางเลือกจึงต้องใช้ไม้ตีเขาที”
“ใครจะรู้ว่าเขาอ่อนแอเหมือนเต้าหู้ ตีทีเดียวก็สลบเหมือดแบบนี้”
“ใช่แล้ว ถึงแม้จะเป็นเทพเซียนโดนตีแบบนี้สลบเหมือนกันนั้นแหละ” หลี่อันพูดแทรกขึ้นมาอย่างเย็นชา
เมื่อลิ่งอวี่ได้ยินว่าฉินไห่เยี่ยนถูกเสี่ยวชีตีด้วยไม้ก็รีบพูดขึ้นทันที "ท่านปู่หลี่ อาห้าของข้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่ขอรับ”
“โอ๊ย ข้าบอกแล้วว่าไม่อะไรอย่างไรเล่า”
หลี่อันพูดกับหมิงเฟิงว่า “เอาอย่างนี้ เจ้ากลับไปที่บ้านสักหน่อย ไปที่ห้องข้าแล้วเอาเข็มเงินของข้ามา ข้าจะฝังเข็มให้เขาสองที”
หลังจากหมิงเฟิงรับคำแล้วก็หันหลังเดินออกลงจากเขาไป
หลี่อันนึกอะไรขึ้นมาได้จึงตะโกนเสียงดัง “อย่าบอกเรื่องที่เกิดขึ้นกับน้องชุนหลานนะ”
คำตอบที่ได้รับคือเสียงหมิงเฟิงล้มลงในหลุม
หลี่อันและคนอื่นๆ มุมปากกระตุกแล้วรีบวิ่งไปช่วยอีกฝ่าย พวกเขาพยายามกลั้นหัวเราะไว้ แล้วดึงเขาออกมาจากหลุม
หลังจากที่หมิงเฟิงจากไป หลี่อันก็กลั้นหัวเราะไม่อยู่ เขาหัวเราะออกมาด้วยความสนุก
“โอ๊ย ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยกับหลุมพรางนั้น มันถูกตั้งไว้อย่างน้อยสิบปีแล้ว ปากหลุมถูกปกคลุมด้วยหญ้ารกรุงรัง เขายังอุตส่าห์ตกลงไปอีก”
ในหลุมยังเต็มไปด้วยหญ้ารกรุงรัง ต้นไม้ต่างๆ และมูลสัตว์เต็มไปหมด ปกติถ้าใครตกลงไปก็ไม่เป็นอะไรหรอก แต่เขาดันโชคร้ายติดอยู่ในนั้น
ใครจะรู้ว่าเขาจะโชคร้ายขนาดนี้ พวกเขาใช้เวลาอยู่นานมากกว่าจะดึงหมิงเฟิงออกมาได้
ทางด้านหมิงเฟิงที่วิ่งกลับลงไป ก็เอามือปิดหน้าขณะที่วิ่งลงเนินด้วยความอับอาย แม้ว่าเขาจะไม่มีวิชาวรยุทธ์แล้วก็ตาม แต่หูของเขายังใช้การได้ดี เขายังได้ยินเสียงหัวเรา
“เอ๊ะ หมิงเฟิง กลับมาคนเดียวเหรอ แล้วเล่อเหนียงล่ะ”
แม่เฒ่าฉินเพิ่งจะหยิบข้าวออกมา เตรียมจะไปที่โม่หินใหญ่ที่หัวหมู่บ้านเพื่อโม่แป้งสักหน่อย แต่พอหันมาก็เห็นหมิงเฟิงวิ่งกลับมาจากเขาด้านหลัง
“เอ่อ ท่านป้าครับ หมอหลี่ให้ข้าไปเอาเข็มเงินที่ห้องของเขาน่ะ”
คุณย่าฉินพยักหน้า “อ้อ แล้วเอาเข็มเงินไปทำไมล่ะ”
หมิงเฟิงส่ายหน้า “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันขอรับ”
แม่เฒ่าฉินก็ไม่ได้ถามอะไรอีก นางถือข้าวสารและเดินไปทางทางเข้าหมู่บ้าน
หมิงเฟิงคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตัดสินใจให้บอกใบ้แม่เฒ่าฉินเล็กน้อย “ท่านป้าขอรับ วันนี้เป็นวันดี จะมีเรื่องดีๆเกิดขึ้นนะขอรับ"
แม่เฒ่าฉินยิ้มน้อยๆ “แน่นอนอยู่แล้ว ข้าจ่ายเงินไปหนึ่งร้อยตำลึงเพื่อซื้อคนกลับมาห้าคน ไม่ว่าจะมองยังไงก็คุ้มค่า เรื่องนี้ก็นับเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างหนึ่งเช่นกัน”
หมิงเฟิงอ้าปากค้าง อยากจะบอกแม่เฒ่าฉินว่าไม่ใช่เรื่องนี้ แต่คิดๆดูแล้วก็ตัดสินใจไม่พูดอะไร รอให้หมอหลี่ปลุกชายผู้นั้นให้ฟื้นขึ้นมาแล้วสอบถามสถานการณ์ให้กระจ่างก่อนค่อยว่ากันอีกที
หมิงเฟิงอยู่ในห้องของหลี่อันสักครู่ พอหาเข็มเงินเจอแล้วก็รีบวิ่งไปยังภูเขาด้านหลังอย่างไม่กล้ารอช้า
หลี่อันรับเข็มเงินมาแล้วเริ่มฝังเข็มที่คอและแนวกลางริมฝีปากบนถึงจมูกสองเข็ม
ไม่นานนัก ฉินไห่เยี่ยนก็ค่อยๆลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า
จบตอน
Comments
Post a Comment