บทที่ 281: เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะตีเจ้า
“อาห้า!”
“อาห้า ท่านตื่นแล้วหรือ” ลิ่งอวี่ร้องพลางเอ่ยด้วยดวงตาแดงก่ำ
ตอนอยู่ที่ชายแดน เขากับท่านอาห้าสนิทกันที่สุด เพราะเขามักพาตนเองขึ้นเขา จับสัตว์เล็กๆมาย่างกิน หรือไม่ก็พาไปเก็บผลไม้ป่า พวกเขากินอิ่มหนำสำราญทุกครั้งก่อนกลับบ้าน
ฉินไห่เยี่ยนเพิ่งตื่นขึ้นมา สมองยังว่างเปล่า แต่เมื่อได้ยินเสียงคุ้นหูดังมาข้างหู เขาก็สะดุ้งตื่นและมองไปที่ลิ่งอวี่
“อวี่...ลิ่งอวี่”
ลิ่งอวี่พยักหน้างุนงง “ขอรับ อาห้า ข้าลิ่งอวี่เอง”
ลิ่งหมิงและลิ่งเฟิงก็เบียดเข้ามาใกล้ จ้องมองเขาด้วยดวงตาแดงก่ำ
ฉินไห่เยี่ยนก็ตาแดงเช่นกัน เขาไม่คิดว่าจะได้พบกับหลานๆของเขาในป่าเขาลึกเช่นนี้
“ลิ่งอวี่ พวกเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
“แม่ของข้าล่ะ”
ลิ่งอวี่รีบอธิบาย “อาห้า ที่นี่คือเขาหลังหมู่บ้านต้าไฮว่ พวกข้าขึ้นมาเก็บสมุนไพรกันขอรับ แล้วท่านล่ะขึ้นมาที่นี่ได้อย่างไร”
ฉินไห่เยี่ยนถูกคำพูดของลิ่งอวี่ทำให้งุนงง เขาขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็นึกไม่ออก
เขาจำได้ว่าเมื่อครู่นี้ราวกับมีคนตีเขาด้วยท่อนไม้
“เสี่ยวอวี่ เมื่อครู่ข้ารู้สึกว่ามีคนใช้ท่อนไม้ตีข้า เจ้าเห็นว่าเป็นผู้ใดหรือไม่”
“ข้าเป็นคนตีเอง”
ลิ่งอวี่ยังไม่ทันพูด หงอวี่ที่อยู่ข้างๆ ก็สารภาพออกมาตรงๆ “หากท่านไม่คิดไม่ดีกับน้องสาวข้า ข้าก็คงไม่ตีท่าน”
“ดังนั้นที่ข้าสาปแช่งท่านก็เป็นเพราะท่านสมควรแล้ว ท่านต้องรับกรรมนั้น”
ฉินไห่เยี่ยนจึงเห็นเด็กสองคนข้างๆ ที่เขาไม่รู้จักแต่เคยเห็นหน้าที่ร้านเครื่องประทินโฉม
“แล้วพวกเจ้าสองคนเป็นใครกัน หน้าตาก็ขี้เหร่พอดู”
คราวนี้หงอวี่ไม่พอใจขึ้นจริงๆ บอกว่าเขาหน้าตาขี้เหร่ เขาไม่โกรธ แต่ห้ามพูดว่าเล่อเหนียงหน้าตาขี้เหร่เด็ดขาด
น้องสาวของพวกเขาเป็นเด็กที่น่ารักที่สุดในใต้หล้า
“ท่านต่างหากที่ขี้เหร่ ถึงแม้ว่าเจ้าจะหน้าตาคล้ายท่านพ่อข้าอยู่บ้าง แต่ก็แค่คล้ายเท่านั้น ไม่หล่อเหมือนท่านพ่อข้าแม้แต่น้อย”
ฉินไห่เยี่ยนสงสัย “ท่านพ่อของเจ้า”
“ท่านพ่อของเจ้าคือพี่ชายคนไหนของข้า”
ลิ่งอวี่ที่อยู่ข้างๆ รีบอธิบายว่า “อาห้า เด็กอ้วนคนนี้คือลูกที่อาสะใภ้สี่คลอดระหว่างหนีอพยพขอรับ”
“หงอวี่คนนี้เป็นลูกชายของอาสี่”
“อะไรนะ ตระกูลฉินของพวกเรามีหลานสาวด้วยหรือ”
พอฉินไห่เยี่ยนได้ยินว่าลิ่งอวี่บอกว่าเล่อเหนียงเป็นหลานสาวของพวกเขา ก็ดีใจรีบวิ่งเข้าไปอุ้มนางขึ้นมาทันที
“เจ้าก้อนแป้งตัวน้อย ข้าคืออาห้าของเจ้า เร็วเรียกอาห้าสักคำสิ”
เล่อเหนียงมองไปที่พี่ชายคนโต อยากจะยืนยันว่าคนนี้เป็นอาห้าของนางจริงหรือไม่
ลิ่งอวี่พยักหน้า
“อาห้า!”
หลังจากได้รับคำยืนยันแล้ว นางก็เรียกอาห้าด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
“โอ้ เด็กน้อยที่น่ารัก”
ฉินไห่เยี่ยนตอบรับอย่างดีใจ แล้วล้วงเอาแผ่นหยกออกมาจากอกเสื้อวางลงในมือของนาง
“มานี่ เด็กน้อย เอาแผ่นหยกนี้ไปเล่นนะ ต่อไปอาห้าจะหาของดีๆมาให้เจ้าอีก”
“ขอบคุณเจ้าค่ะอาห้า!”
เล่อเหนียงเรียกอย่างน่ารัก จากนั้นก็ชี้ไปที่หงอวี่แล้วพูดว่า
“อาห้า เขาคือพี่ชายคนที่เจ็ดของข้าเจ้าค่ะ!”
ฉินไห่เยี่ยนตอบรับเบาๆ แต่ยังคงอุ้มเล่อเหนียงไว้ไม่ยอมปล่อย เด็กชายแบบนั้นมีเต็มบ้านไปหมด เขาไม่สนใจหรอก สิ่งที่เขาสนใจคือเด็กหญิงน่ารักนุ่มนิ่มต่างหาก
โดยเฉพาะเด็กอ้วนคนนี้ ตอนอยู่ที่อำเภอ พอเห็นนางครั้งแรกก็อยากจะพานางกลับไปเลี้ยงเป็นลูกสาว ถึงอย่างไรเด็กหญิงอ้วนๆแบบนี้ก็หาดูได้ยากนัก
แต่เดิมคิดว่าสาวน้อยเล่อเหนียงเป็นลูกสาวของตระกูลใหญ่ เขาคงพาไปไม่ได้ แต่ผลปรากฏว่าเด็กอ้วนที่น่าเอ็นดูคนนี้กลับเป็นคนในครอบครัวของเขาเอง
“อาห้า เขาคือพี่ชายคนที่เจ็ดของข้า ท่านต้องปฏิบัติต่อเขาเหมือนที่ปฏิบัติต่อข้านะ ไม่เช่นนั้นเล่อเหนียงจะเสียใจ”
"อ้อ"
ฉินไห่เยี่ยนตอบรับสั้นๆ แล้วล้วงแผ่นหยกออกมาจากอกเสื้อยื่นให้หงอวี่ “เอาไป เด็กน้อย เอาไปแลกขนมกิน”
“อันนี้มันแพงมากนะ เงินสิบตำลึงก็ยังซื้อไม่ได้เลย”
หงอวี่กระตุกมุมปาก หันหน้าไปทางอื่นทันที เขาไม่อยากมองคนโง่คนนี้
ลิ่งอวี่และคนอื่นๆ อยากจะเตือนฉินไห่เยี่ยนว่าพวกเขาไม่ได้ขาดแคลนของพวกนี้ แต่คิดแล้วคิดอีกก็ตัดสินใจไม่พูดอะไร ปล่อยให้อาห้าค้นพบเองในภายหลัง
“อาห้า พวกเรากลับบ้านกันเถอะ ท่านย่าคิดถึงท่านมาก”
เมื่อฉินไห่เยี่ยนได้ยินลิ่งอวี่พูดถึงแม่เฒ่าฉิน ดวงตาของเขาก็แดงขึ้นเล็กน้อย
เขาก็คิดถึงมารดามากเหมือนกัน แต่น่าเสียดายที่มีคนโง่คนหนึ่งยืนอยู่ที่ทางเข้าหมู่บ้าน ไม่ยอมให้เขาเข้าไปไม่ว่าอย่างไร
“ลิ่งอวี่ เจ้ายักษ์ใหญ่ที่ทางเข้าหมู่บ้านของพวกเราคือใคร ข้ามาสองครั้งแล้วถูกเขาขวางไว้นอกหมู่บ้านทั้งสองครั้ง”
ฉินไห่เยี่ยนถามขณะที่อุ้มเล่อเหนียงเดินลงเขา “เจ้ายักษ์ใหญ่หรือ” ลิ่งอวี่ชะงักแล้วส่ายหัว
เขาก็ไม่รู้ว่าเจ้ายักษ์ใหญ่ที่อาห้าพูดถึงคือใคร
ในหมู่บ้านของพวกเขามีเจ้ายักษ์ใหญ่ด้วยหรือ
หลี่อันคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ที่เจ้าพูดถึงน่าจะเป็นเอ้อรจู้ใช่หรือไม่”
ฉินไห่เยี่ยนมองหลี่อันแวบหนึ่ง “แล้วตาเฒ่าผู้นี้เป็นใครกัน”
“อาห้า เขาคือปู่หลี่อันเจ้าค่ะ” เล่อเหนียงแนะนำ
“ส่วนคนที่อยู่ตรงโน้นคืออาหมิงเฟิงเจ้าค่ะ”
ฉินไห่เยี่ยนและคนอื่นๆพยักหน้า “ข้าคือฉินไห่เยี่ยน”
“อาห้า ท่านกับอาเอ้อร์จู้เป็นอะไรกันหรือ”
ลิ่งอวี่ถามอย่างสงสัย “อาเอ้อร์จู้เป็นคนที่พูดคุยง่าย เหตุใดท่านถึงเรียกเขาว่าเจ้ายักษ์ใหญ่ล่ะ”
ฉินไห่เยี่ยนแค่นเสียงเย็นชา “ข้ามากี่ครั้งก็ถูกเจ้ายักษ์ใหญ่นั่นขวางไว้นอกหมู่บ้านทุกที”
“หมอนั่นช่างดื้อดึงเสียจริง ให้ของให้เงินเขาก็ไม่ยอม ขอให้มันอำนวยความสะดวกปล่อยข้าเข้าไปก็ไม่ได้”
“ข้าอยากจะใช้กำลังบุกเข้าไป แต่ไอ้หมอนั่นกลับชักดาบยาวมาแกว่งใส่คอข้า”
“ข้าถูกบีบบังคับ ไม่มีทางเลือกข้าถึงได้ขึ้นเขามา”
ฉินไห่เยี่ยนพูดจบก็เห็นเล่อเหนียงเอามือปิดปากหัวเราะ
“ข้าถามหน่อย พวกเจ้าหัวเราะอะไรกัน”
“พวกเจ้าไม่ควรจะรู้สึกเสียใจแทนข้าหรอกหรือ ข้าถูกกันไว้ข้างนอกตั้งหลายครั้งแล้ว”
“ไม่อย่างนั้น ข้าก็คงเข้าไปรวมตัวกับพวกเจ้านานแล้ว”
ลิ่งอวี่หัวเราะฮ่าๆสองที “อาห้า อาเอ้อร์จู้ไม่ลงมือจริงหรอก เขาแค่ขู่ท่านเท่านั้น”
“จริงๆแล้วถ้าท่านอยากเข้ามาก็แค่บอกชื่อของหัวหน้าหมู่บ้านก็ได้นี่ ทำไมต้องบุกเข้ามาด้วยล่ะ”
ฉินไห่เยี่ยนพูดไม่ออก
ผ่านมานานขนาดนี้แล้ว ใครจะจำได้ว่าท่านหัวหน้าหมู่บ้านชื่ออะไร ครั้งสุดท้ายที่เขามาหมู่บ้านตระกูลฉินก็ตอนอายุห้าขวบเท่านั้นนะ
“อีกอย่างหนึ่ง เขาก็บอกชื่อท่านแม่ของเขาไปแล้วไม่ใช่หรือ”
แต่เจ้ายักษ์ใหญ่ในหมู่บ้านนั่นกลับไม่ยอมให้เขาเข้าไป
“ช่างเถอะ ช่างเถอะ พวกเรารีบกลับกันเถอะ”
ฉินไห่เยี่ยนพูดอย่างไม่ใส่ใจ แต่ในใจกลับเต้นตึกตัก
ไม่ได้พบท่านแม่มานานแล้ว ไม่รู้ว่านางแก่ลงไปบ้างหรือไม่
กินอยู่ดีหรือเปล่า
“ท่านย่าดูสิว่าใครกลับมา”
เมื่อใกล้ถึงประตูบ้านก็ลิ่งหมิงวิ่งไปพลางตะโกนเสียงดังลั่น
ทว่ากลับไม่เห็นแม่เฒ่าฉินออกมา กลับกลายเป็นฉินเหล่าซานที่ถือไม้วิ่งออกมา
“เจ้าเด็กแสบ ท่านแม่ของเจ้าเพิ่งจะหลับไม่นาน เจ้าตะโกนโวยวายอะไรของเจ้า อยากโดนข้าตีใช่หรือไม่”
“พี่สาม”
บทที่ 282: จะไม่จากไปอีกแล้ว
ฉินเหล่าซานได้ยินเสียงคุ้นหู ท่อนไม้ในมือเขาก็ร่วงลงพื้นด้วยเสียงดัง
“เหล่า…เหล่าอู่หรือ”
ฉินเหล่าซานมองชายหนุ่มรูปงามตรงหน้าด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ
“พี่สาม ท่านผอมลงมากเลย”
“เหล่าอู่เอ๋ย ไอ้เด็กเวร เหตุใดเพิ่งกลับมาตอนนี้”
ฉินเหล่าซานกอดฉินไห่เยี่ยนพลางร้องไห้โฮ
ตอนที่ถูกชาวหนานหมานไล่ล่า ไอ้เด็กเวรนี่กลับเสี่ยงชีวิตคนเดียวล่อทหารม้าหนานหมานสองนายไป เพื่อให้ครอบครัวของพวกเขามีโอกาสหนีรอด
พวกเขาเคยคิดว่าไอ้เด็กเวรนี่คงตายใต้คมดาบของชาวหนานหมานไปแล้ว
ตลอดเวลาที่ผ่านมา แม้ท่านแม่จะไม่พูดออกมา แต่พวกเขาล้วนรู้ดีว่าท่านแม่คิดถึงเด็กคนนี้มากเพียงใด
“พี่สาม ข้าขอโทษที่ทำให้พวกท่านเป็นห่วง”
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร กลับมาก็ดีแล้ว กลับมาก็ดีแล้ว”
ฉินเหล่าซานเช็ดน้ำตา “อ้อใช่ เจ้าเจอท่านแม่แล้วใช่หรือไม่”
“ฉินไห่เยี่ยนส่ายหน้า “ยังไม่ได้เจอขอรับ”
ขณะที่แม่เฒ่าฉินกำลังโม่แป้งอยู่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน จู่ๆ นางก็รู้สึกว่าเปลือกตาของตัวเองกระตุกเร็วขึ้นเล็กน้อยราวกับว่าจะมีบางอย่างเกิดขึ้น
ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงตะโกนโหวกเหวกของลิ่งเฟิงดังมา “ท่านย่า รีบกลับบ้านเร็วเข้า อาห้ากลับมาแล้ว!”
แม่เฒ่าฉินชะงักมือแล้วส่ายหน้าพร้อมยิ้มขมขื่น เป็นไปไม่ได้ที่เหล่าอู่จะอยู่ที่นี่วันนี้นางอยู่แต่ในบ้านกับที่นี่เพื่อโม่แป้ง ไม่เห็นใครเข้าหมู่บ้านเลยสักคน
นางคงคิดถึงเหล่าอู่มากเกินไป
นางหยิบไม้กวาดเล็กๆขึ้นมาปัดแป้งในหินโม่ลงในอ่าง เตรียมจะเอากลับไปนึ่งซาลาเปาแป้งขาวให้หลานรัก
“ท่านย่า เหตุใดท่านยังมัวชักช้าอยู่เหล่า อาห้ากลับมาแล้วนะ”
แม่เฒ่าฉินลูบหัวเล็กๆของลิ่งเฟิง “ลิ่งเฟิงเอ๋ย คนที่เรียนหนังสือไม่ควรโกหกนะ คราวนี้ย่ายกโทษให้เจ้า คราวหน้าอย่าทำแบบนี้อีกละ”
ลิ่งเฟิงร้อนใจ “ท่านย่า ข้าไม่ได้หลอกท่านนะ อาห้ากลับมาแล้วจริงๆ”
“ท่านย่ารีบไปเถอะ ข้าพูดจริงหรือไม่ ท่านกลับไปดูก็รู้เอง”
แม่เฒ่าฉินมองดูลิ่งเฟิงที่กำลังกระโดดโลดเต้นด้วยความร้อนใจ แล้วรีบอุ้มอ่างไม้กลับบ้านอย่างรวดเร็ว
แม้นางจะรู้ว่าลิ่งเฟิงแค่พูดปลอบใจนางให้สบายใจ แต่ในใจของนางก็ยังมีความหวังอยู่เล็กน้อย
นับดูแล้ว ลูกชายคนเล็กของนางจากนางไปสองปีแล้ว
เมื่อเดินเข้าประตูลานมา ก็ได้ยินเสียงคุ้นหูดังมาจากห้องโถงกลาง แม่เฒ่าฉินทำอ่างไม้ในมือหล่นลงพื้นดังสนั่น แป้งที่โม่ไว้หกลงพื้นฟุ้งกระจาย
ฉินไห่เยี่ยนที่กำลังนั่งคุยกับฉินเหล่าซานอยู่ในห้องโถง ได้ยินเสียงดังก็รีบเดินออกมาอย่างรวดเร็ว
“ท่านแม่!” ฉินไห่เยี่ยนเห็นแม่เฒ่าฉินก็รีบก้าวเร็วๆสองก้าวแล้วคุกเข่าลงตรงหน้าแม่เฒ่าฉิน
“เจ้า…เหล่าอู่...เจ้า…”
แม่เฒ่าฉินใช้มือลูบใบหน้าของฉินไห่เยี่ยน ราวกับกำลังยืนยันว่าคนตรงหน้านี้เป็นเหล่าอู่ของนางจริงๆ หรืออาจจะกำลังยืนยันว่าคนที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้านางนี้เป็นคนจริงๆหรือไม่
ความอุ่นที่ส่งผ่านมาจากฝ่ามือทำให้แม่เฒ่าฉินไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้อีกต่อไป นางโอบกอดศีรษะของฉินไห่เยี่ยนแล้วร่ำไห้อย่างสุดซึ้ง
“เหล่าอู่ เจ้าเด็กเวร เจ้ากล้าดียังไงถึงได้ล่อพวกปีศาจที่ฆ่าคนตาไม่กะพริบพวกนั้นไปเองเล่า หากเจ้าเป็นอะไรไป เจ้าจะให้แม่ทำอย่างไร”
แม่เฒ่าฉินร้องไห้พลางทุบไหล่ของฉินไห่เยี่ยนไปด้วย
“ข้าจะอะไรเจ้าให้นะ เจ้าช่างบ้าบิ่นเสียจริง เหมือนกับพี่ชายสี่ของเจ้าไม่มีผิด”
ฉินไห่เยี่ยนคุกเข่ายืดหลังตรงอยู่บนพื้น ปล่อยให้หมัดของแม่เฒ่าฉินกระทยบนร่างของเขาโดยไม่ขยับเขยื้อน ขอเพียงแค่แม่ไม่ใช้พื้นรองเท้าก็พอ
“ท่านแม่ ข้าขอโทษที่ทำให้พวกท่านเป็นห่วง ต่อไปข้าจะไม่ไปไหนแล้ว ข้าจะอยู่ข้างกายท่านแม่ คอยกตัญญูรับใช้ท่านแม่อย่างดี”
แม่เฒ่าฉินเบิกตาโพลง “เจ้ายังคิดจะไปอีกหรือ”
ฉินไห่เยี่ยนส่ายหัวแรงๆ “ไม่ไปแล้ว แม้ท่านแม่จะไล่ข้า ข้าก็จะไม่ไปไหน”
“ท่านแม่ ท่านปล่อยให้เหล่าอู่ลุกขึ้นก่อนเถิด เด็กคนนี้ขึ้นเขามาทั้งวันก็คงเหนื่อยแล้ว”
แม่เฒ่าฉินจึงได้สติจึงรีบดึงเขาให้ลุกขึ้น “ใช่แล้ว เหล่าอู่ ลุกขึ้นเร็ว ให้แม่ได้ดูเจ้าให้ชัดๆหน่อย”
ฉินไห่เยี่ยนลุกขึ้นยืนโค้งตัว เพื่อให้แม่เฒ่าฉินสามารถมองดูเขาได้อย่างละเอียด “ดีๆๆ ไม่ได้ผอมลงเลย ร่างกายแข็งแรงขึ้นด้วย”
“ท่านย่า เข้าไปนั่งข้างในก่อนเถิด" เล่อเหนียงเอ่ยเตือน
ตามที่ท่านย่ากับอาห้าของนางคุยกันอย่างออกรส หากนางไม่เตือน พวกเขาคงจะยืนคุยกันอยู่ในลานบ้านจนฟ้ามืดเป็นแน่
“ถูกต้อง เหล่าอู่ เข้าไปนั่งข้างในกันเถอะ ข้าจะไปหยิบขนมดอกหอมหมื่นที่เจ้าชอบมาให้”
ฉินไห่เยี่ยนจับมือแม่เฒ่าฉิน “ท่านแม่ ไม่ต้องหรอกขอรับ”
“งั้นข้าจะไปจับไก่สองตัวมาฆ่า พวกเราจะได้ฉลองการกลับมาของเจ้า”
ฉินไห่เยี่ยนมองดูแม่เฒ่าฉินที่ทำอย่างหนึ่งเสร็จก็คิดจะทำอีกอย่าง ดูเหมือนจะอยู่เฉยๆไม่ได้ ในใจรู้สึกไม่สบายใจนัก อยากจะดึงนางไว้แต่กลับถูกฉินเหล่าซานห้ามเอาไว้
“เหล่าอู่ ปล่อยให้ท่านแม่ทำเถอะ ถ้าช่วงนี้ไม่ให้นางทำอะไรเลย นางคงจะคิดฟุ้งซ่านแน่ๆ”
เล่อเหนียงมองดูย่าที่จับไก่สองตัวอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นมือถือมีดลงมือฆ่าไก่ทั้งสองตัวอย่างรวดเร็ว พวกมันกระโดดดิ้นอยู่บนพื้นครู่หนึ่งทำให้เลือดไก่กระเด็นใส่เล่อเหนียง หลังจากนั้นก็ไม่มีการเคลื่อนไหวอีก
แม่เฒ่าฉินไปจับเป็ดอีกตัวและเชือดคอมันอย่างคล่องแคล่ว หลังจากฆ่าไก่และเป็ดเสร็จ สายตาของหญิงชราก็หันไปมองแพะที่กำลังกินหญ้าอยู่ข้างๆ
นางคว้ามีดแล้วพุ่งเข้าหามัน เหตุการณ์นี้ทำให้เล่อเหนียงตกใจจนร้องกรี๊ด
“ท่านย่า อย่าฆ่ามันเลยนะเจ้าคะ”
“หลานรัก เจ้าโตมาขนาดนี้แล้วยังไม่เคยกินเนื้อแกะนะ วันนี้ย่าจะตุ๋นน้ำแกงเนื้อแกะอร่อยๆ ให้เจ้าดื่มดีไหม”
เล่อเหนียงส่ายหน้า “ไม่เอา ไม่เอา ลูกแพะตัวนี้กินไม่ได้นะเจ้าคะ!”
“แพะตัวนี้พี่เจ็ดป้อนหญ้าทีละกำ น้ำทีละอึก ถ้าท่านย่าฆ่ามัน พี่เจ็ดต้องร้องไห้แน่ๆเลย”
“ข้าปลอบพี่เจ็ดไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ!”
“ท่านย่า ท่านไม่พอใจหรือเจ้าคะ” เล่อเหนียงถาม
แม่เฒ่าฉินอึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วนั่งยองๆลงกับพื้นร้องไห้โฮออกมา ความรู้สึกผิดและความคิดถึงสองปีที่ผ่านมาทั้งหมดอยู่ในเสียงร้องไห้นั้น
“หลานรัก ให้ย่าได้สงบสติอารมณ์สักครู่ได้ไหม”
“แต่ท่านย่าห้ามฆ่าแพะของข้านะเจ้าคะ!”
“ถ้าฆ่าพี่เจ็ดจะร้องไห้เอานะเจ้าคะ”
เล่อเหนียงรับคำแล้วก้าวเท้าเล็กๆ มุ่งหน้าไปยังลานหน้าบ้าน ตอนนี้ท่านย่าต้องการอยู่คนเดียวเงียบๆสักพัก นางยังไม่หายตื่นเต้นจากการกลับมาของอาห้า จึงหางานทำไม่หยุด
ในโลกของนาง อาการเช่นนี้เรียกว่าภาวะทางจิต นางต้องสงบสติอารมณ์ด้วยตัวเองให้ได้
สวี่ซิ่วอิงกับหลิวซิ่วเถาออกไปดูต้นกระบองเพชรบนภูเขาในหมู่บ้านต้าไฮว่ตั้งแต่เช้าตรู่ พอลงจากเขาก็ได้ยินว่าเหล่าอู่กลับมาบ้านแล้ว พวกเขารีบวางของในมือแล้ววิ่งกลับบ้านทันที
ระหว่างทางสวี่ซิ่วอิงยังหยิบผ้าห่มขนไก่มาถือไว้ด้วย
“เหล่าอู่ เจ้าเด็กตัวแสบ เจ้าหนีไปไหนมา รอดพ้นอันตรายแล้วก็ไม่รู้จักกลับบ้าน ทำให้แม่คิดถึงจนร้องไห้ทั้งวัน”
“พี่สะใภ้สี่ ข้าผิดไปแล้ว ต่อไปข้าจะไม่ทำอีก” ฉินไห่เยี่ยนรีบขอร้อง
ในบ้านนี้นอกจากมารดาแล้ว คนที่เขากลัวที่สุดก็คือพี่สะใภ้สี่ ปกติดูเรียบร้อยเงียบขรึม แต่พอโกรธขึ้นมาแม้แต่แม่ของนางก็ต้องหลบไปไกลๆ
สวี่ซิ่วอิงใช้ไม้กวาดขนไก่ฟาดเขาทีหนึ่ง “ไอ้ลูกเต่าน้อย ถ้าเจ้ากล้าทำอะไรตามใจชอบแบบนี้อีกครั้ง ข้าจะฟาดเจ้าให้ตายคามือ”
ฉินไห่เยี่ยนรีบตอบ “ไม่กล้าแล้ว ไม่กล้าแล้ว ข้ากลัวแล้วจริงๆ จะไม่มีครั้งหน้าอีกแล้ว”
ตอนนั้นเองเสียงจากนอกประตูก็ดังขึ้น “เหล่าอู่!”
ฉินไห่เยี่ยนหันไปมองก็เห็นฉินเหล่าเอ้อร์และฉินเหล่าซื่อกลับมาแล้ว
ด้านหลังยังมีชายหนุ่มสองคนตามมาด้วย
คนหนึ่งดูเหมือนจะเป็นพี่ชายเฉิงอัน อีกคนหนึ่งเป็นคนที่เขาไม่รู้จัก
ทุกคนยกเว้นฉินเหล่าเอ้อร์ที่เหลืออีกสามคนต่างถือดาบคนละเล่ม หนึ่งในนั้นเขาค่อนข้างคุ้นตา
“เหล่าอู่ เจ้าเด็กเวร หนีไปตั้งสองปี!” ฉินเหล่าซื่อกำหมัดแน่นแล้วต่อยไหล่เขาทีหนึ่ง
ฉินไห่เยี่ยนเจ็บจนต้องขบฟันกรอด “แรงของพี่สี่ไม่เคยลดลงเลยนะ”
พี่น้องตระกูลฉินทั้งสี่คนในที่สุดก็มาพร้อมหน้ากันแล้ว พวกเขานั่งล้อมรอบแม่เฒ่าฉินในห้องโถงกลาง ฟังฉินไห่เยี่ยนเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในสองวันนี้
ส่วนสวี่ซิ่วอิงกับหลิวซิ่วเถาก็ไปเตรียมอาหารเย็นสำหรับคืนนี้ในครัว
บทที่ 283: ในเมื่อไม่อยากปลูก งั้นก็อย่าปลูกเลย
“พี่ชุนหลาน ข้าได้ยินว่าเหล่าอู่ของบ้านท่านกลับมาแล้วหรือ”
ขณะที่แม่เฒ่าฉินกำลังพูดคุยกันอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงของฉินฟู่หลินดังมาจากนอกประตู ตามมาด้วยฉินฟู่หลินที่ถือกล้องยาสูบเดินเข้ามา
“เจ้าคือเหล่าอู่สินะ เหมือนกับที่เหล่าซื่อเล่าให้ฟังจริงๆ”
“เหล่าอู่ ทักทายเร็วข้า เขาคืออาฟู่หลินของเจ้า” แม่เฒ่าฉินลุกขึ้นแนะนำฉินไห่เยี่ยน
“คารวะอาฟู่หลิน”
“นั่งเถอะ นั่งเถอะ”
ฉินฟู่หลินตอบรับแล้วมองสำรวจฉินไห่เยี่ยนอย่างละเอียดอีกครั้ง
“ครั้งสุดท้ายที่ข้าเห็นเหล่าอู่ คงเป็นเรื่องเมื่อสิบกว่าปีก่อนแล้ว ตอนนั้นยังเป็นเด็กน้อยอยู่เลย”
แม่เฒ่าฉินหัวเราะพูดว่า “ใช่แล้ว ตอนที่จากไปนั้น เจ้าหนูคนนี้ไปหาประทัดมาจากที่ไหนไม่รู้ จุดแล้วโยนลงไปในส้วมบ้านท่าน”
ฉินฟู่หลินตบขาเสียงดัง “ตอนนั้นข้าก็นึกว่าอะไร กลางวันแสกๆ ส้วมบ้านข้าจะระเบิดเองได้อย่างไร ที่แท้เพราะเจ้าเด็กแสบคนนี้นี่เอง”
ฉินไห่เยี่ยนเกาหัวอย่างเขินอาย “ขออภัยด้วยขอรับอาฟู่หลิน ตอนนั้นข้าซุกซนจนเกินไป”
ฉินฟู่หลินโบกมือ “เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ไม่ต้องขอโทษหรอก มีเด็กคนไหนบ้างที่ไม่ซุกซนและก่อกวน”
“ปีที่แล้วลิ่งผิงยังเอาขี้วัวมาป้ายตัวเองเลอะไปทั้งตัวเลย”
ลิ่งผิงที่กำลังกินขนมอยู่ข้างๆ “ท่านปู่หัวหน้าหมู่บ้าน ข้าขอบคุณท่านจริงๆ”
“พี่ชุนหลาน ข้ายังมีเรื่องหนึ่งอยากปรึกษาท่าน”
“ฟู่หลิน มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นในหมู่บ้านอีกหรือ”
ฉินฟู่หลินส่ายหน้า “ไม่ใช่หรอก เป็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดสรรนาน้ำของหมู่บ้านต้าไฮว่ ข้าอยากถามความคิดเห็นท่านสักหน่อย”
แม่เฒ่าฉินตกใจ “ก่อนหน้านี้ไม่ได้แบ่งเสร็จแล้วหรือ”
ฉินฟู่หลินยิ้มขื่น “นาน้ำของหมู่บ้านต้าไฮว่มีทำเลดีมาก มีคนมากมายอยากปลูก แต่บางคนไม่ยินยอม”
“ตอนนี้อากาศเริ่มหนาวลงเรื่อยๆ ชาวบ้านทั้งแก่และเด็กส่วนใหญ่ก็ว่างงานกันแล้ว พอคนว่างก็เริ่มก่อเรื่อง”
“ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเริ่มก่อน ถึงกับเอาจอบไปปักสร้างสัญลักษณ์ว่าเป็นของครอบครัวตัวเอง คนที่ไปทีหลังก็ไม่พอใจ ตอนนี้พวกเขาเก็บตีกันแล้ว”
“นายอำเภอไป๋จัดสรรไว้ดีแล้วยังใช้ไม่ได้อีกหรือ”
ฉินฟู่หลินส่ายหน้า “ใช้ไม่ได้ พวกเขากลัวว่าตัวเองจะเสียเปรียบ ครอบครัวนี้ได้ที่นาดีหน่อย อีกครอบครัวก็ไม่พอใจ คิดว่าที่นาใหญ่กว่าก็ไม่พอใจ ตอนนี้พวกเขาเริ่มทะเลาะกันอีกครั้ง”
แม่เฒ่าฉิน “พวกเขาก็ไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว”
ตั้งแต่พวกเขาเช่าภูเขาของหมู่บ้านต้าไฮว่ไป ที่นาในหมู่บ้านก็ได้รับการจัดสรรโดยนายอำเภอไป๋เรียบร้อยแล้ว แต่ตอนนี้กลับมาสร้างปัญหาอีก
พวกเขาไม่เห็นนายอำเภอไป๋อยู่ในสายตาแล้วจริงๆหรือ
ฉินไห่เยี่ยนที่อยู่ข้างๆฟังแล้วงุนงง เขารู้แค่ว่าหมู่บ้านต้าไฮว่อยู่ทางต้นน้ำ แต่เรื่องของหมู่บ้านต้าไฮว่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับหมู่บ้านตระกูลฉิน
“ท่านแม่ เรื่องนี้เป็นอย่างไรหรือ ทำไมถึงเกี่ยวข้องกับหมู่บ้านทางต้นน้ำด้วย”
ฉินเหล่าเอ้อร์ที่อยู่ข้างๆ เล่าเรื่องราวระหว่างหมู่บ้านต้าไฮว่กับหมู่บ้านตระกูลฉินให้เขาฟังอย่างละเอียด
หลังจากที่เขาเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้วก็ตบขาดังฉาด “ในเมื่อทะเลาะกันไม่หยุดเพราะเรื่องที่ดินนิดหน่อย งั้นก็ไม่ต้องปลูกเลยสิ”
แม่เฒ่าฉินตบไหล่เขาแล้วพูดอย่างมีนัยสำคัญ “เหล่าอู่เอ๋ย เรื่องนี้ไม่ใช่แค่พูดว่าไม่ปลูกแล้วจะไม่ปลูกได้ง่ายๆหรอก พวกเขาล้วนเป็นชาวนาที่ก้มหน้าลงดินและหันหลังขึ้นฟ้า ถ้าได้ปลูกเพิ่มอีกสองส่วนก็จะมีข้าวกินเพิ่มอีกหนึ่งคน พอถึงฤดูหนาวก็จะไม่อดตาย ดังนั้นแม้แต่พี่น้องแท้ๆก็ยังทะเลาะกันไม่หยุดเพราะเรื่องนี้”
ฉินไห่เยี่ยนเบ้ปาก “งั้นข้าซื้อที่ดินพวกนั้นทั้งหมดก็จบเรื่องแล้วไม่ใช่หรือ"
พอฉินไห่เยี่ยนพูดจบ ทุกคนก็พากันสูดหายใจเฮือกใหญ่ดังนั้นทุกคนจึงมองเขาด้วยสีหน้าประหลาดใจ
ซื้อหรือ
พูดง่ายแต่ทำยาก ที่ดินในหมู่บ้านต้าไฮว่มีหลายร้อยหมู่ แต่ละหมู่ต้องใช้เงินอย่างน้อยสิบตำลึงต่อหมู่ แบบนั้นต้องใช้เงินหลายพันตำลึงเชียวนะ!
พวกเขาจะหาเงินมาได้มากขนาดนั้นหรือ ครอบครัวของพวกเขายังติดหนี้ที่ว่าการอำเภอจากการซื้อที่ดินบนภูเขาอยู่เลย
“เหล่าอู่เอ๋ย เรื่องนี้พูดได้แค่ในบ้านเท่านั้น อย่าไปพูดข้างนอก ไม่งั้นอาจโดนซ้อมได้นะ!”
ฉินไห่เยี่ยนถามอย่างสงสัย “ข้าไม่ได้ก่อเรื่องหรือทำผิดกฎหมาย ทำไมถึงจะโดนซ้อมละ”
ฉินเหล่าเอ้อร์พูดเสียงเย็นชา “เพราะเจ้าพูดจาโอ้อวดเกินไป จนทำให้คนอื่นหงายหลังล้มไปเลย”
ฉินไห่เยี่ยนจึงไม่พูดอะไรอีกได้แต่นั่งเงียบๆอยู่ข้างๆ มองท่านแม่กับฉินฟู่หลินถกเถียงกันว่าจะแก้ไขเรื่องนี้อย่างไรดี แต่พวกเขาถกเถียงกันครึ่งวันก็ยังคิดไม่ออกว่าจะมีวิธีแก้ปัญหาที่สมบูรณ์แบบได้อย่างไร
“ท่านแม่ อาหารพร้อมแล้วเจ้าค่ะ” สวี่ซิ่วอิงเดินมาบอก
“พี่ชุนหลาน ข้าจะขอตัวไปก่อนแล้ว เพราะตอนนี้ถึงเวลาอาหารบ้านท่านแล้ว”
แม่เฒ่าฉินรั้งตัวฉินฟู่หลินไว้ทันที “อยู่กินข้าวด้วยกันก่อนเถอะ”
ฉินฟู่หลินโบกมือปฏิเสธ “ไม่ได้หรอก ไม่ได้จริงๆ วันนี้เป็นมื้ออาหารแห่งการรวมตัวของพวกท่านกับเหล่าอู่ ข้าจะอยู่ร่วมโต๊ะด้วยได้อย่างไร”
แม่เฒ่าฉินบังคับให้เขานั่งลงบนเก้าอี้ “ข้าบอกว่าได้ก็ได้ เจ้ากับข้าเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ตามลำดับเครือญาติแล้วเจ้ายังเป็นอาของเหล่าอู่ด้วยซ้ำ มีอะไรให้ต้องเกรงใจกัน”
เขาไม่ได้พูดอะไรอีก ทำเพียงนั่งลงแล้วสนทนากับฉินเหล่าเอ้อร์และคนอื่นต่อ
“ท่านแม่”
สะใภ้สี่พยุงสือไห่ถังเดินออกมา
ลิ่งหมิงรีบเข้าไปช่วยประคองสือไห่ถังอีกข้างหนึ่งแล้วพาไปนั่งที่โต๊ะ
“สะใภ้สาม เหตุใดเจ้าถึงยังออกมาอีก หมอหลี่บอกว่าถ้าไม่จำเป็นก็อย่าเดินไปมามากไม่ใช่หรือ”
สือไห่ถังยิ้มเล็กน้อย “เหล่าอู้กลับมาแล้ว ข้าเป็นพี่สะใภ้ก็ต้องออกมาดูสิ”
ฉินไห่เยี่ยนเดินเข้าไปทักทาย “พี่สะใภ้สาม”
สือไห่ถังกวาดสายตามองฉินไห่เยี่ยนอย่างละเอียด แล้วพยักหน้าอย่างพอใจ
เหล่าอู่ที่เร่ร่อนอยู่ภายนอกมาหลายปี ร่างกายไม่ได้ผอมโซลงแต่อย่างใด กลับแข็งแรงขึ้นไม่น้อย ดูเหมือนว่าชีวิตความเป็นอยู่ไม่ได้แย่เลย
“สะใภ้สาม ร่างกายเจ้าเดินเหินไม่สะดวก รีบนั่งลงเร็วเข้า”
หลังจากสือไห่ถังนั่งลงแล้ว ฉินไห่เยี่ยนก็รีบรินน้ำร้อนให้นางหนึ่งถ้วย
ฉินฟู่หลินมองดูสือไห่ถังที่ดูร้อนรุ่มจนผิดปกติด้วยสีหน้างุนงง
“พี่ชุนหลาน สะใภ้สามเป็นอะไรไปกันแน่ เหตุใดตั้งครรภ์แล้วถึงได้ทรมานถึงเพียงนี้?"
แม่เฒ่าฉินส่ายหน้า “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน นางท้องคราวนี้ ข้าเห็นแล้วก็รู้สึกลำบากแทน”
ทางด้านเล่อเหนียงที่กำลังเล่นอยู่นั้น แอบมองไปที่ท้องของสือไห่ถัง พลางสงสัยอีกครั้งว่าทำไมในพื้นที่มิติของนางถึงไม่มีเครื่องอัลตราซาวด์เลย
หรือว่ามีแต่นางหาไม่เจอกันแน่
ดูเหมือนว่าคืนนี้พี่เจ็ดมาแล้ว นางต้องเข้าไปดูสักหน่อย
ท้องของสือไห่ถังนี่ดูผิดปกติเหลือเกิน ช่วงแรกของการตั้งครรภ์อาเจียนก็ว่าไปอย่าง แต่ทำไมท้องถึงได้ปวดด้วยเหล่า
ฉินฟู่หลินมองดูสือไห่ถังที่เพิ่งนั่งลงไม่นาน แล้วก็วิ่งไปอาเจียนที่ประตู ฃจึงกล่าวว่า
“พี่ชุนหลาน สะใภ้สามผู้นี้มีอาการแปลกประหลาดนัก ท่านได้เชิญหมอหลี่อันมาตรวจดูบ้างหรือไม่”
แม่เฒ่าฉินถอนหายใจอีกครั้งแล้วกล่าวว่า “ข้าได้ไปถามหมอหลี่มาแล้ว หมอบอกว่านี่เป็นอาการทางจิตใจของคนตั้งท้อง”
“แม้แต่หมอหลี่อันก็ยังกล่าวว่า ครรภ์นี้ของสะใภ้สามอาจจะเป็นลูกสาวอีก ดังนั้นลักษณะของครรภ์จึงไม่ค่อยดีเช่นนี้”
“มาๆๆ อาหารมาแล้ว!”
บทที่ 284: เก็บข้าวของ พวกเรากลับบ้านกัน
ฉินเฉิงอันยกอาหารมาวางบนโต๊ะ
วันนี้เป็นวันที่สวี่ซิ่วอิงกับหลิวซิ่วเถาเป็นคนทำอาหาร พวกเขาทำอาหารห้าอย่างกับน้ำแกงหนึ่งอย่าง แม้รสชาติจะไม่อร่อยเท่าฝีมือของสือไห่ถัง แต่ก็ไม่ได้แย่ไปกว่ากันมากนัก
“อืม อืม น้ำแกงนี้หอมจริงๆ” ฉินไห่เยี่ยนดื่มซุปไปสองชามติดกันก่อนจะหยุด
“เหล่าอู่ ลองชิมลูกชิ้นปลานี่สิ นี่เป็นความคิดของเล่อเหนียงนะ”
ฉินไห่เยี่ยนคีบลูกชิ้นปลาหนึ่งลูกใส่ปาก ทันใดนั้นเขาก็ถูกพิชิตด้วยรสสัมผัสที่นุ่มเด้งในปาก
“ว้าว ลูกชิ้นปลานี่อร่อยมากเลย”
“ยังมีปลาต้มผักกาดเค็มนี่อีกนะ”
บนโต๊ะอาหารของตระกูลฉิน ทุกครั้งที่ฉินไห่เยี่ยนยื่นตะเกียบไปคีบอาหาร แม่เฒ่าฉินก็จะคีบลูกชิ้นให้เขาทีหนึ่ง แล้วก็คีบเนื้อไก่ให้เขาอีกชิ้นหนึ่ง ไม่นานชามข้าวของเขาก็กองพะเนินไปด้วยอาหาร
“ท่านแม่พอแล้ว พอแล้ว ข้ากินไม่ไหวแล้ว กินไม่ไหวแล้ว” ฉินไห่เยี่ยนรีบขอร้อง
แม่เฒ่าฉินเห็นว่าชามของเขาเติมไปด้วยอาหารจนใส่ไม่ไหวแล้วจึงหยุดมือ
“อ่อ เหตุใดหมู่บ้านของพวกเราถึงได้เข้มงวดเช่นนี้”
ฉินเอี้ยนถามคำถามที่ค้างคาใจเขาออกมา พวกคนตระกูลฉินสบตากันวูบหนึ่งแล้วต่างก็หันไปมองแม่เฒ่าฉินพร้อมกัน
พวกเขาจะบอกเหล่าอู่ดีหรือไม่ ต้องให้ท่านแม่ตัดสินใจเท่านั้น ส่วนคนที่เป็นหัวข้อสนทนากลับทำเป็นไม่สนใจ กินข้าวไปด้วยป้อนข้าวให้เล่อเหนียงไปด้วย
“แค่ก~”
ดวงตาแม่เฒ่าฉินเปล่งประกายแวววัน “เหล่าอู่เอ๋ย เจ้าเพิ่งกลับมาวันนี้ ยังไม่ต้องสนใจเรื่องพวกนี้หรอก”
"เจ้าแค่จำไว้ว่า ถ้ามีคนถามเจ้าถึงสถานการณ์ในหมู่บ้านของพวกเรา เจ้าก็ทำเป็นไม่รู้เรื่องก็พอ”
ฉินไห่เยี่ยนขมวดคิ้ว สงสัยว่าเรื่องอะไรถึงสำคัญถึงขนาดที่ทำให้ท่านแม่ของข้าหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึง แต่ฉินไห่เยี่ยนก็ไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าก็สามารถปกป้องคนในครอบครัวได้อย่างปลอดภัย
อย่างไรเสีย เขาก็มีเงิน!
หงอวี่แสดงท่าทีว่ามีเงินแล้วเก่งนักหรือ
“แล้วเจ้าหนีรอดมาได้อย่างไรกัน”
การเคลื่อนไหวของฉินไห่เยี่ยนชะงักงัน “พี่สี่ จำเป็นต้องพูดเรื่องนี้บนโต๊ะอาหารด้วยหรือ”
ฉินเหล่าซื่อมองเขาอย่างสงสัย “ทำไมจะพูดบนโต๊ะอาหารไม่ได้เล่า”
ฉินไห่เยี่ยนมองคนข้างๆ ที่กำลังกินอย่างเอร็ดอร่อยแล้วปฏิเสธ “พี่สี่ ถ้าท่านอยากรู้ รอกินข้าวเสร็จแล้วข้าจะบอกท่าน ได้หรือไม่”
“ไม่ได้”
สุดท้ายฉินไห่เยี่ยนก็ยอมเหล่าออกมา “ตอนนั้นข้ากระโดดลงไปในหลุมศพ ข้างในนั้นมีกลิ่นเหม็นมาก ทุกอย่างเน่าเปื่อยเป็นน้ำไปหมดแล้ว ทหารหนานหมานรังเกียจกลิ่นเหม็นจึงไม่เข้ามาใกล้”
“ข้าแช่อยู่ในนั้นประมาณสองชั่วยาม ทั้งตัวถูกดองจนกลิ่นติดตัว พอปีนออกมา ทั้งตัวเต็มไปด้วยหนอน หนอนพวกนั้นทั้งขาวทั้งอ้วน…”
“แหวะ~ เหล่าอู่ หุบปากเดี๋ยวนี้!” ฉินเหล่าเอ้อร์รู้สึกขยะแขยงจนอาเจียน
สีหน้าของคนอื่นๆก็ดูไม่ดีเช่นกัน
“พวกท่านจะโทษข้าไม่ได้นะ ก็พวกท่านบังคับให้ข้าพูดนี่นา” ฉินไห่เยี่ยนพูดอย่างไร้เดียงสา
“เจ้าเด็กบ้า ให้เจ้าเล่าว่าหนีรอดมาได้อย่างไร เหตุใดถึงบรรยายชัดเจนขนาดนี้”
“ตอนนี้อย่าพูดอะไรกันอีกเลย กินข้าวให้เรียบร้อยเถอะ” ฉินเหล่าเอ้อร์ไม่โต้เถียงกับเขาอีก เอาแต่ก้มหน้าก้มตากินข้าว
แต่ขณะที่ปากกำลังเคี้ยวข้าวอยู่ ในสมองก็อดไม่ได้ที่จะนึกภาพหนอนตัวอ้วนขาวนั่นอยู่ตลอดเวลา
มื้อนี้คงเป็นมื้อที่ทรมานที่สุดสำหรับตระกูลฉิน
แต่ที่บ้านไม่อนุญาตให้กินทิ้งกินขว้าง แม้แต่เม็ดข้าวตกบนโต๊ะก็ต้องเก็บขึ้นมากิน ดังนั้นเมื่อเห็นอาหารมากมายบนโต๊ะ รวมถึงข้าวในชาม แม้พวกเขาจะกินไม่ลงเพราะเรื่องนี้ ก็ต้องฝืนยัดเข้าท้องให้ได้
“เหล่าอู่ ต่อไปเจ้าก็นอนห้องนี้แล้วกัน”
แม่เฒ่าฉินจัดห้องว่างเพียงห้องเดียวในบ้านให้เรียบร้อย หอบผ้าห่มสองผืนมาปูบนเตียงเตาแล้วพูดกับฉินไห่เยี่ยนว่า
“ผ้าห่มผืนล่างนี้เก่าแล้ว เจ้าใช้ไปก่อน พรุ่งนี้ข้าเข้าเมืองจะซื้อผ้าห่มใหม่สองผืนมาให้เจ้า”
ฉินไห่เยี่ยนลูบรอยเย็บบนถ้วยดวงตาพลันเอ่อคลอด้วยน้ำตา
“ท่านแม่ ข้าคิดถึงท่านมาก” ฉินไห่เยี่ยนนั่งบนเตียงเตา จับมือแม่เฒ่าฉินพลางออดอ้อน
ดวงตาของแม่เฒ่าฉินก็เริ่มเปียกชื้น ไม่มีใครรู้ว่าตอนที่ลูกชายคนเล็กคนนี้ยอมเสี่ยงชีวิตล่อพวกปีศาจน่ากลัวไปนั้น หัวใจของนางเจ็บปวดแค่ไหน
บางทีอาจเป็นเพราะสวรรค์สงสาร จึงส่งลูกชายคนเล็กคนนี้กลับมาอยู่ข้างกายนางอีกครั้ง"เหล่าอู่ กลับถึงบ้านแล้วนะ"
วันรุ่งขึ้นแต่เช้าตรู่ หลังจากฉินไห่เยี่ยนกินอาหารเช้าเสร็จแล้ว ก็บอกกับมารดาว่าจะเข้าเมือง
แม่เฒ่าฉินแต่เดิมไม่เห็นด้วย แต่ฉินไห่เยี่ยนยืนกรานจะไป นางก็ได้แต่จำใจยอม
ครั้งนี้เขานั่งรถม้าของฉินเหล่าซื่อไป แต่เขาตั้งใจเดินไปที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน แล้วโบกไม้โบกมือต่อหน้าเอ้อร์จู้
“เจ้า...เจ้า...เจ้าเข้ามาได้อย่างไร”
เอ้อร์จู้พอเห็นฉินไห่เยี่ยนก็คิดว่าตัวเองตื่นเร็วเกินไป
ฉินไห่เยี่ยนพูดอย่างกวนประสาท “เจ้าลองเดาดูสิ”
“เจ้า…”
เอ้อร์จู้โกรธจัด “ข้าไม่สนว่าเจ้าเข้ามาได้อย่างไร แต่ตอนนี้รีบออกไปเดี๋ยวนี้”
“แล้วถ้าข้าไม่ออกล่ะ”
เอ้อร์จู้กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ถูกฉินเหล่าซื่อขัดจังหวะ
“เหล่าอู่ อย่าเล่นอีกเลย!” ฉินเหล่าซื่อกล่าวกับเอ้อร์จู้ทันที “พี่เอ้อร์จู้ นี่คือน้องชายของข้า เพิ่งกลับมาเมื่อวานนี้”
เมื่อได้ยินดังนั้นเอ้อร์จู้ก็ตกใจ เขาไม่คิดว่าสิ่งที่ฉินไห่เยี่ยนพูดนั้นเป็นความจริง
เขาเป็นลูกชายคนเล็กของท่านป้าฉินจริงๆ และเขายังขัดขวางทางเขาถึงสองครั้ง!
เขามองฉินไห่เยี่ยนด้วยสีหน้าสำนึกผิด “ข้าขอโทษจริงๆ เจ้าดูสิ เรื่องมันวุ่นวายขนาดนี้”
ฉินเหล่าซื่อรู้ดีถึงนิสัยซุกซนของน้องชายตน จึงเอ่ยปากแก้ต่างให้เอ้อร์จู้
“พอเถอะ เหล่าอู่ อย่าล้อเล่นกับเอ้อร์จู้เลย เขาทำทั้งหมดก็เพื่อหมู่บ้านของพวกเรา”
ฉินไห่เยี่ยนเบ้ปาก แล้วปีนขึ้นรถม้า
รถม้าโคลงเคลงตลอดทางมาถึงอำเภอ
“พี่สี่ พวกท่านไม่ต้องรอข้าหรอก ข้าจะนั่งรถของข้าเองกลับไปเอง” ฉินเหล่าซื่อพยักหน้า มองดูเสื้อผ้าที่เหล่าอู่สวมใส่เมื่อวานก็รู้ว่าเขาคงมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี อีกทั้งการมีรถม้าก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
ฉินไห่เยี่ยนเอ่ยปากว่าโรงเตี๊ยมถงฝู ต้าเป่าคงรอจนกระวนกระวายหมดแล้ว
เมื่อเห็นฉินไห่เยี่ยนกลับมา ต้าเป่าก็วิ่งกลิ้งไถลเข้ามาหา กอดขาของเขาพลางร้องโหยหวน
“นายท่านห้า เมื่อวานท่านไปไหนมา”
“หากท่านไม่กลับมา ข้าจะไปแจ้งทางการแล้ว”
ฉินไห่เยี่ยนหน้าดำทะมึน พยายามสะบัดขาอย่างแรงเพื่อสลัดคนที่กอดขาเขาอยู่ให้หลุด
“ต้าเป่า เจ้าปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!”
ต้าเป่าไม่สะทกสะท้านยังคงกอดขาเขาพลางร้องโหยหวน เสียงดังลั่นจนทำให้คนส่งอาหารหรือเถ้าแก่ต่างพากันเดินผ่านมาดูเป็นระยะ
“ต้าเป่า ถ้าเจ้ายังไม่ยอมปล่อย เงินเดือนเดือนนี้ก็อย่าหวังจะได้”
ต้าเป่าได้ยินดังนั้นก็รีบปล่อยมือทันที แล้วถามอย่างสะอื้น “นายท่านห้า คราวหน้าท่านจะไปไหน อย่าทิ้งข้าไว้ได้หรือไม่”
ฉินไห่เยี่ยนตีหัวเขาเบาๆ “เจ้าอย่าคิดมาก รีบไปเก็บข้าวของเถอะ”
ต้าเป่ากะพริบตาโตๆ “อ๊ะ นายท่านห้า พวกเราจะไปแล้วหรือ”
ฉินไห่เยี่ยนพยักหน้า “ใช่ รีบเก็บข้าวของ พวกเราจะกลับบ้านกัน”
“นายท่าน ตอนนี้ท่านเข้าหมู่บ้านตระกูลฉินได้แล้วหรือ”
ต้าเป่าร้องเสียงดังด้วยความยินดีแล้วรีบไปจัดเก็บข้าวของ
อีกด้านหนึ่ง ณ จวนตระกูลเผ่ย เผ่ยเฉิงเฟิงเรียกฉินเหล่าซื่อและคนอื่นๆเข้ามา
“พวกเราจะออกเดินทางในอีกสองวันนี้แล้ว!”
“เหล่าอู่ ข้าต้องขอโทษด้วย”
บทที่ 285: ความผิดปกติย่อมมีเรื่องประหลาด
"ท่านแม่ ข้ากลับมาแล้ว"
แม่เฒ่าฉินพาเล่อเหนียงมารอด้วยความกระวนกระวายอยู่ที่ทางเข้าหมู่บ้าน ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด นางรู้สึกว่าเปลือกตากระตุกอย่างรุนแรง ราวกับว่าจะมีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น
ตอนนั้นเองเมื่อได้ยินเสียงของฉินไห่เยี่ยน ความกังวลในใจของนางก็คลายลงไปครึ่งหนึ่ง
“เหล่าอู่ เหตุใดเจ้าซื้อของมามากมายเช่นนี้”
แม่เฒ่าฉินเห็นของที่เขาขนกลับมาเต็มไปหมดก็ขมวดคิ้วแน่น
“ท่านแม่ ข้าไม่ได้ซื้อของมา พวกนี้ล้วนเป็นของที่ข้าเตรียมไว้ก่อนหน้านี้ ข้าย้ายกลับมาที่นี่ ของพวกนี้ข้าต้องขนกลับมาด้วยแน่นอน”
แม่เฒ่าฉินมองดูของที่เขานำมาอย่างผ่านๆ นอกจากขนมสองสามห่อแล้ว ของอื่นๆล้วนมีร่องรอยของการใช้งาน ดังนั้นนางจึงปิดปากเงียบ
ความเคลื่อนไหวที่หน้าประตูเป็นไปอย่างธรรมชาติ แต่ไม่นานนักพวกชอบสอดรู้สอดเห็นก็มารวมตัวกันทางเข้าหมู่บ้านจนแน่นขนัด
แม่เฒ่าฉินถือโอกาสแนะนำเขาให้รู้จัก “ทุกคน ชายคนนี้คือลูกชายคนเล็กของข้า ฉินไห่เยี่ยน เขาเพิ่งกลับมาวันนี้
“คารวะท่านลุง ท่านอา ท่านป้าทุกท่าน ข้าคือเหล่าอู่ ฉินไห่เยี่ยน”
ฉินไห่เยี่ยนยิ้มทักทายชาวบ้านหน้าประตู แล้วหยิบขนมสองห่อกับเมล็ดแตงโมหนึ่งห่อลงมาจากรถม้าเพื่อแจกจ่ายให้เด็กๆที่มามุงดูได้กินแก้หิว
“ท่านป้า ข้าเคยเห็นว่าเหล่าซื่อของบ้านท่านมีรูปโฉมงดงามยิ่งนัก แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าลูกชายคนเล็กของท่านนี่จะยิ่งงามกว่าเหล่าซื่อเสียอีก”
“เหล่าอู่ได้หมั้นหมายแล้วหรือยัง ถ้ายังไม่มี ป้าของข้าที่บ้านเดิมมีลูกสาวคนหนึ่งงดงามราวกับดอกไม้ยามจันทร์เพ็ญ ทั้งยังมีฝีมือและเป็นคนดีมีคุณธรรม ข้าพานางมาแนะนำให้พวกท่านรู้จักดีหรือไม่”
หญิงชาวบ้านหลายคนพากันล้อมรอบฉินไห่เยี่ยนถามโน่นถามนี่ทีละคน ลามมาจนถึงเรื่องแต่งงานของเขา
ฉินไห่เยี่ยนมองแม่ของตนด้วยสายตาขอความช่วยเหลือ แม่เฒ่าฉินกระแอมเบาๆ แล้วเข้าไปช่วยแก้สถานการณ์
“ขอบคุณพวกเจ้าที่เป็นห่วงเรื่องนี้ แต่เรื่องการแต่งงานของเสี่ยวอู่บ้านเรา ข้ามีแผนการอยู่ในใจแล้ว ไม่ต้องรบกวนพวกเจ้าหรอก”
แม่เฒ่าฉินพูดจบก็รีบจูงฉินไห่เยี่ยนเดินกลับบ้านทันที
“ท่านแม่ พวกป้าๆในหมู่บ้านช่างกระตือรือร้นเหลือเกิน ข้าเกือบจะรับมือไม่ไหวแล้ว”
แม่เฒ่าฉินหันไปมองหญิงชาวบ้านที่ยังรวมตัวกันนินทาอยู่ที่ทางเข้าหมู่บ้าน แล้วกำชับเขาว่า “คนพวกนั้นชอบซุบซิบนินทาคนอื่นที่สุด แค่ปากของเจ้าเถียงไม่ชนะพวกนางหรอก ต่อไปถ้าเห็นพวกนางในหมู่บ้านก็ให้เดินหลบไปทางอื่นเสีย”
“ขอรับท่านแม่”
ฉินไห่เยี่ยนอุ้มเล่อเหนียงขึ้นมา “เจ้าก้อนแป้ง อาห้าเอาของเล่นสนุกมาให้เจ้าเยอะแยะเลย พวกเรากลับบ้านไปเล่นของกันดีหรือไม่”
“อืมอืม! ดีเลย” เล่อเหนียงตอบรับอย่างดีใจ
“มานี่ เล่อเหนียง สิ่งเป็นกำไลข้อมือสำหรับเจ้า และยังมีกุญแจอายุยืนด้วย”
“สิ่งนี้คือหยก เจ้าเอาไปเล่นนะ”
“กล่องนี้คือไข่มุก เจ้าชอบหรือไม่”
เล่อเหนียงมองดูกล่องไข่มุกใหญ่ดวงตาเป็นประกายวาววับ
“ว้าว... เล่อเหนียงชอบมาก!”
นางรีบอุ้มกล่องไข่มุกมาไว้ในอ้อมแขน หยิบขึ้นมาเล่นสองเม็ดอย่างไม่ยอมปล่อย ฮ่าๆๆ หลังจากผ่านใสหนึ่งปี นางได้รับไข่มุกอีกแล้ว
ครั้งนี้ไข่มุกมีจำนวนมากกว่าที่เผ่ยเฉิงเฟิงเคยให้มาก่อนหน้านี้มากทีเดียว
นางจะเก็บไว้ทั้งหมดเลย รอให้เก็บได้มากพอจะเอาไปทำเครื่องประดับศีรษะให้ท่านแม่
หรือไม่ก็นำไปบดเป็นผง ทำเป็นผงไข่มุกซึ่งมีสรรพคุณในการบำรุงผิวที่ยอดเยี่ยม
“เครื่องเขียนสำหรับเด็กชายในบ้านพวกเรา”
“ยังมีผ้าสำหรับพี่สะใภ้อีกด้วย”
แม่เฒ่าฉินมองดูฉินไห่เยี่ยนขนของออกมาทีละชิ้นพลางขมวดคิ้วแน่น
“เหล่าอู่ เจ้าแน่ใจหรือว่าของพวกนี้ล้วนเป็นสิ่งที่เตรียมไว้ล่วงหน้า”
สีหน้าของฉินไห่เยี่ยนดูอึดอัดเล็กน้อย “แน่นอนว่าเป็นของที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้ขอรับ”
“ฮูหยินผู้เฒ่า นายท่านโกหกขอรับ ของเหล่านี้เป็นได้มาตอนคุณชายออกไปเที่ยวเล่นเมื่อวาน”
แม่เฒ่าฉินถอนหายใจอย่างจนปัญญา “เหล่าอู่ เจ้าบอกข้าสิว่าเหตุใดกลับบ้านแล้วยังต้องใช้เงินซื้อของพวกนี้อีก บ้านพวกเราไม่ได้ต้องการของพวกนี้เสียหน่อย”
ฉินไห่เยี่ยนยิ้มตาหยีขยับเข้าไปใกล้มารดา “ท่านแม่ ข้าจากบ้านไปนานขนาดนี้ก็ต้องแสดงน้ำใจบ้างสิขอรับ บ้านเราขาดแคลนหรือไม่ก็เรื่องหนึ่ง แต่ข้าจะซื้อหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง”
จากนั้นเขาก็ขนกล่องเล็กๆลงมาจากรถม้าแล้วส่งให้แม่เฒ่าฉิน แม่เฒ่าฉินคิดว่าคงเป็นของแปลกประหลาดอะไรสักอย่างจึงเปิดดู แต่แล้วนางก็ปิดกล่องลงอย่างรวดเร็ว
“เหล่าอู่ เจ้าบ้าไปแล้วหรือ เงินมากมายขนาดนี้กลับวางไว้บนรถม้าอย่างไม่ระมัดระวังเช่นนี้”
ไม่ผิดเลย ในกล่องเต็มไปด้วยก้อนเงิน ตั๋วเงิน รวมถึงทองคำแท่งหลายก้อน”
“ท่านแม่ เจ้าวางใจได้ ข้าจะไม่บอกคนอื่นเด็ดขาดว่าข้างในคืออะไร”
แม่เฒ่าฉินหลังจากตกใจแล้วจึงนึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ “เหล่าอู่ เจ้าได้เงินมามากมายเช่นนี้มาจากไหน ไม่ได้ไปทำเรื่องผิดกฎหมายอะไรใช่หรือไม่”
ฉินไห่เยี่ยนยกมือขึ้นกุมหน้าผาก “ท่านแม่ ทำไมท่านถึงคิดเช่นนั้นเล่า”
แม่เฒ่าฉินถอนหายใจพลางกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้พี่สี่ของเจ้ากับฮั่นหลินเดินทางไปทางใต้เพื่อรับซื้อหนังสัตว์ แล้วบังเอิญไปปล้นรังโจร ได้เงินกลับมามากมาย”
ฉินไห่เยี่ยนได้ยินดังนั้นก็อึ้งไปครู่หนึ่งจากนั้นก็หัวเราะออกมา
นิสัยแบบนี้เหมือนพี่สี่จริงๆ
“ท่านแม่ เงินของข้านั้นสะอาดบริสุทธิ์ ท่านวางใจได้ เอาไปใช้ได้อย่างสบายใจเถิด”
แม่เฒ่าฉินได้ยินคำพูดของฉินไห่เยี่ยนก็ไม่ได้ปฏิเสธ นางอุ้มเงินกลับไปที่ห้องทันที จากนั้นก็เดินกลับมาพาเล่อเหนียงไปด้วย
ฉินไห่เยี่ยนที่กำลังอุ้มเล่อเหนียงเล่นอยู่รู้สึกว่าในอ้อมกอดว่างเปล่าก็คิดในใจว่า หลานสาวตัวโตของข้าหายไปไหนเสียแล้ว
“หลานรัก ช่วยย่าเก็บเงินหน่อยได้หรือไม่
เล่อเหนียงมองกล่องนั้นด้วยดวงตาเป็นประกาย “ท่านย่า อาห้าให้เงินมาเท่าไหร่หรือเจ้าคะ”
แม่เฒ่าฉินมองดูท่าทางของเล่อเหนียงแล้วยิ้มพลางเคาะศีรษะนางเบาๆ”
“เจ้าเด็กบ้าเงิน อยากรู้ก็เปิดดูเองสิ”
เล่อเหนียงหัวเราะคิกคัก ก่อนจะยื่นมือน้อยทำท่าทางประกอบ “ท่านย่า ข้าขอดูครู่เดียวเท่านั้น”
เล่อเหนียงพูดจบก็รีบเปิดฝากล่องทันที ชั่วขณะที่เปิดออกแสงสีทองวาววับแทบจะทำให้ดวงตาของนางบอด
“โอ้ เงินเยอะจังเลย”
นางหยิบแท่งทองคำขึ้นมาเล่นในมือ โอ้ นี่คือทองคำในสมัยโบราณสินะ ดูแล้วไม่สวยเท่าสมัยใหม่เลย อีกอย่างพอนางจับดูรู้สึกว่าปริมาณมันดูไม่ค่อยถูกต้อง แน่นอนว่าคงไม่บริสุทธิ์เท่าทองคำแท่งสมัยใหม่
แม่เฒ่าฉินมองแท่งทองในมือของเล่อเหนียงด้วยสายตาซับซ้อน ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงตอนนี้ นางก็ยังไม่กล้าถามว่าในช่วงหลายปีนี้ลูกชายของนางไปอยู่ที่ไหนมา เขาทำมาหากินอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้ที่ได้เห็นว่าในเขามีทองคำอยู่ในครอบครอง ทำให้นางยิ่งไม่กล้าถามออกใส
ยุคสมัยนี้ผู้ที่สามารถครอบครองทองคำแท่งซึ่งเป็นของหายากได้นั้น ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไปแน แม้แต่ชาวนาบางคนอย่าว่าแต่ทองคำเลย แม้แต่เงินพวกเขาก็คงไม่เคยเห็นมาก่อน
ก่อนที่ดวงอาทิตย์จะลับขอบฟ้า ฉินเหล่าซื่อและคนอื่นๆก็กลับมา
แม่เฒ่าฉินเงี่ยหูฟังอยู่นานก็ไม่ได้ยินเสียงคุยหรือเล่นหยอกล้อของเหล่าพี่น้อง จึงอุ้มเล่อเหนียงออกไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น
ปกติแล้วพวกเขามักจะกลับมาพร้อมเสียงหัวเราะและพูดคุย พอกลับถึงบ้านก็จะเล่นกับเด็กๆ ไม่เคยเงียบเหงาเช่นนี้มาก่อน
พวกฉินเหล่าซื่อมองแม่เฒ่าฉินแวบหนึ่ง พวกเขาเดินมาหยุดตรงหน้านางแล้วคุกเข่าลง
บทที่ 286: ไม่ไหวอย่าฝืน
“วันนี้ไม่ใช่วันสำคัญ พวกเจ้าลงไปคุกเข่าบนพื้นด้วยเหตุอันใดกัน”
แม่เฒ่าฉินตกใจรีบยื่นมือไปพยุงพวกเขาให้ลุกขึ้น แต่เหล่าซื่อและคนอื่นยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นไม่ยอมลุกขึ้น ทำให้แม่เฒ่าฉินเกิดความไม่สบายใจขึ้นมา
“ท่านแม่ แม่ทัพเผ่ยบอกว่าตอนนี้สถานการณ์ชายแดนตึงเครียด พวกข้าต้องออกเดินทางไปกับกองทัพพรุ่งนี้แล้ว”
ร่างของแม่เฒ่าฉินโงนเงนก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้
“หะ...หะ…เหตุใดถึงกะทันหันอย่างนี้” แม่เฒ่าฉินถามด้วยเสียงสั่นเครือ
แม้ว่าเรื่องนี้จะต้องเกิดขึ้นสักวัน แต่นางไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นรวดเร็วจนไม่ทันให้นางได้เตรียมใจไว้เลย
ด้านข้างสวี่ซิ่วอิงกับหลิวซิ่วเถาก็กอดกันร้องไห้โฮ
ส่วนลิ่งอวี่และเด็กชายคนยืนเงียบนิ่งเงียบอยู่ข้างๆ แม้แต่เด็กชายลิ่งตงก็ยังงุนงงจนพูดไม่ออก มีเพียงฉินเหล่าอู่ที่ยังคงมองพวกเขาด้วยสีหน้างุนงง
“ท่านแม่ พี่สี่ มันเรื่องอะไรกัน”
ฉินเหล่าเอ้อร์อยู่ข้างๆ กำลังอธิบายให้น้องชายคนเล็กฟัง พอฉินเหล่าอู่ฟังจบก็ระเบิดอารมณ์ทันที
“พี่สี่ ข้างนอกวุ่นวายเช่นนี้ เหตุใดท่านต้องเอาชีวิตออกไปเสี่ยงเช่นนี้ด้วย”
“ท่านฟังข้านะ ข้ามีเงิน ครอบครัวของพวกเราไม่จำเป็นต้องให้พวกท่านออกไปเสี่ยงชีวิตเช่นนั้น”
ฉินเหล่าซื่อส่ายหัว “เหล่าอู่ พวกเรามีเหตุผลที่จำเป็นต้องไป”
“เหตุใดท่านถึงต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงตายด้วย ก็แค่เพื่อ…”
“เหล่าซื่อ พวกเจ้าไปเตรียมตัวเถอะ”
ฉินเหล่าอู่ยังพูดไม่ทันจบก็ถูกแม่เฒ่าฉินขัดจังหวะเสียก่อน
“ท่านแม่…” ฉินเหล่าอู่มองมารดาด้วยความไม่อยากเชื่อ
เผชิญหน้ากับคำถามของลูกชายคนเล็ก แม่เฒ่าฉินก็ถอนหายใจ “เหล่าอู่ ตอนนี้ครอบครัวของพวกเราไม่ได้มีแค่เงินเท่านั้น การมีอาหารสามมื้อโดยไม่ปล่อยให้ท้องหิวโหยก็เพียงพอแล้ว”
“เรื่องบางเรื่องก็บีบบังคับให้พวกเราต้องไต่เต้าขึ้นไป เพียงแค่พวกเราปีนขึ้นไปสูงขึ้นอีกนิดสามารถปกป้องชีวิตของคนในครอบครัวได้”
ฉินเหล่าอู่ยิ่งสงสัยมากขึ้น “ท่านแม่ ช่วงที่ข้าไม่อยู่บ้าน เกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวของพวกเรากันแน่”
แม่เฒ่าฉินคิดสักครู่ แล้วก็ตัดสินใจบอกตัวตนที่แท้จริงของเสี่ยวชีให้ฉินไห่เยี่ยนรู้
ส่วนฉินเหล่าอู่ หลังจากฟังจบก็ยืนตะลึงอยู่กับที่ราวกับถูกฟ้าผ่า
“นะ...นะ...เด็กแสบคนนั้นเป็นองค์ชายหรือ”
แม่เฒ่าฉินพยักหน้า “ดังนั้นเจ้าเข้าใจแล้วใช่ไหม ว่าเหตุใดพวกพี่สี่ของเจ้าถึงต้องทิ้งครอบครัวนี้ไปสร้างผลงานและชื่อเสียงข้างนอก”
“ตั้งแต่ตอนที่พวกเรารับเสี่ยวชีมาเลี้ยง พวกเราก็ผูกพันกับเสี่ยวชีจนไม่อาจแยกจากกันได้ สุดท้ายแม้ว่าพวกเราไม่ต้องการแย่งชิงหรือตั้งตนเป็นปรปักษ์กับใคร แต่พวกเราก็ไม่สามารถวางตัวเป็นกลางได้อีกต่อไป”
ฉินเหล่าอู่พยักหน้าอย่างงงงวย “ท่านแม่ ข้าเข้าใจแล้ว”
แม่เฒ่าฉินมองดูลูกชายคนเล็กที่ยังคงตะลึงอยู่แล้วหมุนตัวเดินออกไป
พวกเหล่าซื่อจะออกเดินทางพรุ่งนี้แล้ว คืนนี้ต้องทำอาหารอร่อย ๆ ให้พวกได้กินอิ่มหนำสำราญก่อนจะเอ่ยลากัน
…….......
ภายในห้องของฉินเหล่าซื่อและสวี่ซิ่วอิง
สวี่ซิ่วอิงเช็ดน้ำตาพลางจัดของให้ฉินเหล่าซื่อ ฉินเหล่าซื่อมองดูท่าทางของภรรยาด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ จึงเดินเข้าไปกอดสวี่ซิ่วอิงเพื่อปลอบประโลม
“เจ้า…ไม่ต้องกังวลเรื่องข้าหรอก วางใจเถิด ข้าจะดูแลตัวเองให้ดี”
สวี่ซิ่วอิงเช็ดน้ำตาพลางกล่าวว่า “จะดูแลตัวเองให้ดีงั้นหรือ ท่านกลางสนามรบ กระบี่ไม่มีตา หากท่านเป็นอะไรไปพวกข้าจะทำอย่างไร”
ฉินเหล่าซื่อรีบกล่าวว่า “ข้าขอสัญญาว่าถ้ามีอันตราย ข้าจะรีบหนีให้เร็วที่สุด”
สวี่ซิ่วอิงมองเขาด้วยสายตาดุๆ แล้วหันไปจัดข้าวของ
สัญญาหรือ
คำพูดเหล่านี้เชื่อถือได้ที่ไหนกัน
อีกห้องหนึ่งฉินเฉิงอันกำลังง่วนอยู่กับการปลอบหลิวซิ่วเถา
“เจ้าอย่าร้องไห้เลย ข้าขอสัญญาว่าจะไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับหญิงเด็ดขาด ข้าขอสาบานว่าเจ้าจะเป็นภรรยาเพียงคนเดียวของข้า”
หลิวซิ่วเถาสะอื้นพลางเอ่ยว่า “ข้าไม่เชื่อหรอก พอเจ้าออกไปเจอเห็นหญิงงามมากมาย ท่านจะต้องใจเต้นแน่นอน”
“ถึงตอนนั้น ขอแค่เจ้าอย่าไล่ข้าไปก็พอ” ฉินเฉิงอันรู้สึกเหมือนจะร้องไห้ หากแต่เขาไม่มีน้ำตาจะให้ไหลออกมา เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดช่วงนี้ภรรยาของเขาถึงได้อ่อนไหวมากขึ้น
บางครั้งนางจะสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะฝันร้าย แต่แค่นั้นยังไม่ บางวันนางยังฟาดเขาจนเจ็บไปหมด ควบคุมเขาราวกับว่าเขาเป็นคนร้าย
เขารู้สึกสับสนงุนงงไปหมด
“ภรรยา ข้าสาบาน ข้าจะไม่ไล่เจ้าไปไหนแน่นอน”
“งั้นเจ้าหมายความว่าในอนาคตเจ้าจะแต่งงานกับหญิงอื่นอีกใช่หรือไม่”
ฉินเฉิงอันรู้สึกราวกับว่าตอนเองถูกใส่ร้าย “ข้าไม่เคยพูดแบบนั้นนะ ภรรยา เจ้าวางใจได้ หัวใจของสามีเจ้าจะอยู่กับเจ้าตลอดชีวิต”
“งั้นเจ้าก็สาบานสิ!”
ฉินเฉิงอันชูนิ้วสามนิ้วขึ้นแล้วกล่าวว่า “ฟ้าดินจงเป็นพยาน ข้าฉินเฉิงอันขอสาบานว่า ชีวิตนี้ไม่ว่าจะยากดีมีจน ข้าจะมีหลิวซิ่วเถาเป็นภรรยาเพียงคนเดียว หากข้าผิดคำสาบาน ขอให้ฟ้าผ่าตาย”
หลิวซิ่วเถาได้ยินฉินเฉิงอันสาบานก็รู้สึกเบาใจขึ้นมาบ้าง แต่แล้วนางก็พึมพำว่า
“ไม่รู้ว่าฟ้าดินจะได้ยินหรือเปล่า”
เรื่องนี้ทำให้ฉินเฉิงอันจนปัญญา เขาจึงผลักหลิวซิ่วเถาลงบนเตียงทันที แล้วใช้การกระทำพิสูจน์ว่าเขารักนางมากแค่ไหน
พวกพ่อเฒ่าที่บ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อได้ยินว่าฉินเหล่าซื่อจะออกเดินทางพรุ่งนี้ จึงมาช่วยงานพวกเขาด้วยความสมัครใจ พ่อเฒ่าจ้าว
พ่อเฒ่าจ้าวไปซื้อเนื้อมาชิ้นหนึ่งจากร้านเถ้าแก่หวง
พ่อเฒ่าก็จับแม่ไก่มาตัวหนึ่ง
“แม่เฒ่าฉิน มีงานอะไรที่คนแก่ๆอย่างพวกเขาพอจะช่วยได้หรือไม่”
แม่เฒ่าฉินที่กำลังฆ่าไก่อยู่เห็นของในมือของพวกพ่อเฒ่าจ้าวก็ทำหน้าบึ้งทันที
“วันหลังพวกเจ้ามาอย่างเดียวก็พอ เหตุใดต้องเอาของพวกนี้มาด้วย”
“พวกข้าให้เงินติดตัวพวกเจ้าแค่สองร้อยอีแปะต่อปี พวกเจ้าไม่เก็บไว้ใช้ยามจำเป็น แต่กลับเอามาซื้อของพวกนี้เนี่ยนะ”
พ่อเฒ่าจ้าวและคนอื่นๆ ได้ยินคำพูดของแม่เฒ่าฉินก็ไม่โกรธ ทำเพียงยกอ่างออกมาหนึ่งใบ แล้วเริ่มลงมือจัดการอย่างคล่องแคล่ว
แม่เฒ่าฉินเห็นลุงเฉินถืออ่างด้วยมือที่สั่นเทาก็เอ่ยปากไล่พวกเขาทีละคน
“พอแล้ว พอแล้ว พี่ชายทั้งหลาย ข้าทราบถึงน้ำใจของพวกเจ้าแล้ว รีบวางอ่างลงเถอะ เดี๋ยวเอวเคล็ดขึ้นมาจะแย่เอานะ”
ลุงเฉินเบิกตาโพลง “เจ้าพูดอะไรของเจ้า พวกข้าแข็งแรงปานนี้ จะเอวเคล็ดง่ายๆได้อย่างไรกัน” ขณะที่พูดก็ยังบิดเอวให้ดู หวังจะพิสูจน์ให้แม่เฒ่าฉินเห็นว่ากระดูกของพวกเขายังแข็งแรงอยู่
แต่พริบตาต่อมาทุกคนก็ได้ยินเสียงกระดูกดังลั่น ส่วนพ่อเฒ่าเฉินได้แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่
เหตุการณ์นี้ทำให้แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆ ตกใจรีบเข้าไปพยุงเขาไปนั่งข้างๆ
“โอ๊ย เจ็บ เจ็บจัง พวกเจ้าเบามือหน่อยได้หรือไม่...”
“เจ้ายอมรับว่าแก่ตั้งแต่แรกก็สิ้นเรื่องแล้วหรือไม่”
แม่เฒ่าฉินบ่นไปด้วยขณะที่พยุงพ่อเฒ่าเฉินไปนั่งข้างๆ พร้อมกับลุงจ้าว
“ข้าบอกพวกเจ้าตั้งนานแล้ว ถ้าพวกเจ้าว่างจริงๆ ก็ช่วยข้าดูแลเด็กพวกนั้นก็พอ ส่วนงานในบ้าน ไม่จำเป็นต้องให้พวกเจ้าทำหรอก ดูสิ ตอนนี้เป็นยังไง เอวเคล็ดเลยใช่ไหม!”
บทที่ 287: อย่าเล่นกับไฟเป็นอันขาด!
พ่อเฒ่าเฉินก็มีสีหน้าอับอาย เขาก็ไม่คิดว่าร่างกายแก่ๆของตัวเองจะอ่อนแอถึงเพียงนี้ แค่บิดตัวเบาๆ ก็ทำให้เอวเคล็ดไปเสียได้ ตอนนี้เขาไม่เหลือมั้งหน้าตาและศักดิ์ศรีแล้ว
“หมิงจิ่น เจ้าไปช่วยข้าเรียกหมอหลี่มาให้ข้าหน่อย”
หมิงจิ่นรับคำแล้วก็ออกไป ทว่าเดินไปได้เพียงสองก้าวนางก็เดินกลับมา
“ท่านป้า หมอหลี่อยู่ที่ไหนหรือเจ้าคะ”
แม่เฒ่าฉินไม่ทันคิดก็พูดว่า “ตะโกนเรียกตรงหน้าประตูสิ บอกว่าห้องเก็บยาของเขาไฟไหม้”
หมิงจิ่นรู้สึกงุนงงเล็กน้อย แต่ก็ทำตามอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ไม่นานหลังจากที่หมิงจิ่นพูดจบก็ได้ยินเสียงโกรธเกรี้ยวของหลี่อันดังลั่นมาแต่ไกล
“ไอ้ลูกเต่าคนไหนมาเล่นไฟในห้องเก็บยาของข้า” ตามมาด้วยหลี่อันที่กระโดดลงมาจากหลังคา แล้วรีบร้อนวิ่งไปที่ห้องเก็บยาของเขา
อืม ในมือยังถือไก่ย่างที่ยังกินไม่หมดอยู่ด้วย
แม่เฒ่าฉินรีบเรียกเขาไว้ “หมอหลี่ มาดูพ่อเฒ่าเฉินเร็ว ดูเหมือนว่าเขาจะเอวเคล็ด”
หลี่อันชะงักฝีเท้า ทันใดนั้นก็เข้าใจทันทีว่าแม่เฒ่าฉินกำลังหลอกเขาอยู่
“พ่อเฒ่าเฉินทำอะไรลงไป จู่ๆ เหตุใดเอวถึงได้เคล็วได้”
หลี่อันถือไก่ย่างที่กินไปครึ่งหนึ่งไว้ในมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกมือก็จับเอวของพ่อเฒ่าเฉินเบาๆ
“โอ๊ย! เหล่าหลี่ ข้าแค่ปวดเอวนิดหน่อยเท่านั้น ไม่ได้หักหรอก เจ้าช่วยลดแรงมือเบาลงหน่อยได้หรือ” พ่อเฒ่าเฉินเจ็บจนใบหน้าบิดเบี้ยว หากแต่ปากก็ด่าทอหลี่อันไม่หยุด
หลี่อันตบเอวของเขาเบาๆ “พาเขาไปที่ห้องข้า ข้าฝังเข็มให้เขานิดหน่อยก็ดีขึ้นแล้ว”
พ่อเฒ่าจ้าวเรียกเฉินฮั่นหลินมาจากข้างนอก สั่งให้เขาแบกพ่อเฒ่าเฉินไปที่ห้องของหลี่อัน
แม่เฒ่าฉินยังคงยุ่งอยู่กับการฆ่าไก่ฆ่าเป็ด เตรียมอาหารเย็นสำหรับวันนี้ต่อไป เล่อเหนียงก็ไม่ได้อยู่เฉยเช่นกัน นางพูดกับแม่เฒ่าฉินสั้นๆ แล้วก็ลากหงอวี่เข้าไปในพื้นที่มิติ
นางต้องเตรียมของบางอย่างให้พวกท่านพ่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาเฉิงอัน
ท่านพ่อของนางและอาฮั่นหลินมีวรยุทธ์ที่ไม่เลว ก่อนหน้านี้ข้าก็ให้ดาบขนห่านไปเพียงเล่มเดียวไว้สำหรับป้องกันตัวเอง
อาเฉิงอานเป็นชาวนาไม่เพียงแต่ไม่รู้วิทยายุทธ์ แม้แต่แรงกายก็ยังสู้ท่านพ่อของนางไม่ได้ หากไม่มีอาวุธป้องกันตัวสักชิ้น เมื่อเข้าร่วมสงครามก็เท่ากับส่งหัวไปให้ศัตรู
ดังนั้นสิ่งตอนนี้ที่พอจะทำได้คือต้องมอบอาวุธที่สามารถป้องกันตัวและโจมตีระยะไกลให้เขา แน่นอนว่าอาวุธร้อนในคลังของนางนั้นไม่อาจนำออกมาได้เด็ดขาด
หากนำออกมาก็เท่ากับความตาย!
ตายอย่างไม่มีชิ้นดีเลยทีเดียว!
“น้องสาว พวกเราเข้ามาที่นี่เพื่อหาอะไรกันหรือ”
เล่อเหนียงไม่ตอบเขา แต่ชี้นิ้วไปที่แปลงผักที่กำลังเติบโตงอกงาม
“พี่เจ็ด ช่วยข้าเก็บผักด้วย!”
“ไม่เอา!”
เล่อเหนียงชะงัก นางไม่คิดว่าพี่เจ็ดของนางจะปฏิเสธนี่เป็นครั้งแรกที่พี่เจ็ดปฏิเสธนาง
ความรู้สึกนี้ช่างแปลกใหม่เหลือเกิน
“พี่เจ็ด ช่วยข้าเก็บหน่อยนะ ท่านจะใจร้ายปล่อยให้น้องสาวน่ารักน่ารัก ของท่านต้องเหนื่อยหรือ”
หงอวี่อุ้มเล่อเหนียงเดินตรงไปยังห้องเก็บของ “ที่นี่เจ้าไม่ต้องเหนื่อย ดังนั้นการอ้อนก็ไม่ได้ผลหรอก"
เล่อเหนียงถอนหายใจ ตอนนี้พี่เจ็ดโตแล้วสินะ ตอนนี้เขาหลอกไม่ง่ายอีกต่อไป
“น้องสาว วันนี้ต้องการหาอะไรหรือ”
เล่อเหนียงเบ้ปาก “หาอาวุธป้องกันตัวสักชิ้นให้อาเฉิงอัน”
“เจ้าช่วยข้าหาสิ่งที่ท่านรู้จักเถอะ”
หงอวี่ตอบรับหนึ่งเสียงแล้ววางเล่อเหนียงลง เริ่มค้นหาในห้องเก็บของ
เขามองดูกองดาบและอาวุธต่างๆ ที่วางระเกะระกะอยู่ตรงหน้า มุมปากของหงอวี่กระตุกเล็กน้อย ให้หาสิ่งที่เขารู้จักงั้นหรือ เขาพยายามแยกแยะจากรูปร่างภายนอกว่าอันไหนเป็นมีด อันไหนเป็นดาบ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นมีดหรือดาบชนิดใด
“น้องสาว อันนี้เป็นอย่างไร” หงอวี่ถามพลางชูดาบซามูไรขึ้นมา
เล่อเหนียงส่ายหน้า “พี่เจ็ด ท่านคิดว่าอาเฉิงอันเหมาะกับการถือมีดหรือ”
หงอวี่ได้ยินดังนั้นก็โยนมันทิ้งไปทันที
“แล้วอันนี้ล่ะ”
เล่อเหนียงมองดูมีดถางป่านั้น แล้วมองหงอวี่อย่างอึ้งๆ “อันนี้ยังไม่ดีเท่าอันก่อนเลย"
หงอวี่โยนมีดในมือทิ้งลงบนพื้น
ไม่ใช่ความผิดของเขาหรอก ในกองเหล็กพวกนี้ เขาก็คิดว่าสองอันนั้นดูดีที่สุดแล้ว
ส่วนใหญ่แล้ว อันอื่นๆเขาก็ไม่รู้ว่าใช้ทำอะไร
เล่อเหนียงมองหงอวี่ที่ดูหมดอาลัยตายอยากแล้วพูดว่า “พี่เจ็ด ท่านหาสองอันไปให้ลุงกับอาของท่านก็ได้นะ”
หงอวี่ดีใจ “จริงหรือ ทำได้จริงๆหรือ” หลังจากได้รับการพยักหน้าจากเล่อเหนียง หงอวี่ก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที
ความกระตือรือร้นในการค้นหาสิ่งของพุ่งสูงขึ้นอย่างไม่มีขีดจำกัด เขาทั้งขุดทั้งดึงมุดเข้าไปในส่วนลึกของคลังเก็บของ
เล่อเหนียงค้นหาอยู่ในคลังเก็บของเป็นเวลานาน แต่ก็ไม่พบอาวุธที่เหมาะสมสำหรับอาเฉิงอันสักที ขณะที่กำลังรู้สึกกลุ้มใจอยู่นั้น นางก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนของหงอวี่ดังมาจากอีกด้านหนึ่ง
เล่อเหนียงตกใจรีบวิ่งไปหาหงอวี่ทันที
บ้าเอ๊ย! เขาไปค้นเจออาวุธร้อนอะไรเข้าหรือเปล่า ในคลังของนางมีปืนพกที่บรรจุกระสุนพร้อมยิงอยู่ ภาวนาอย่าให้เขาทำปืนลั่นใส่ตนเองเลย
“พี่เจ็ด เป็นอะไรไป ปืนลั่นใส่ท่านหรือ”
เล่อเหนียงวิ่งเข้าไปดูใกล้ๆ ก็เห็นพี่เจ็ดของนางกำลังถือสิ่งของที่คล้ายไมโครโฟนอยู่และกำลังศึกษามันอย่างสนใจ
“น้องสาว ของสิ่งนี้คืออะไร เหตุใดรูปร่างมันแปลกประหลาดนักล่ะ”
เมื่อเล่อเหนียงเห็นสิ่งนั้น ดวงตาของนางก็เป็นประกายขึ้นมาทันที นางรับวิ่งไปคว้ามันมาถือเอาไว้
มันคือหัวตรวจของเครื่องอัลตราซาวด์ขนาดเล็กนะ หมายความว่านางมีเครื่องอัลตราซาวด์อยู่ในโกดังเก็บของจริงๆ เพียงแต่นางแค่หาไม่เจอเท่านั้น
“น้องสาว มันคืออะไรกันแน่”
เล่อเหนียงเอ่ยปากอย่างตื่นเต้น “พี่เจ็ด ป้าสะใภ้สามมีทางรอดแล้ว”
“...”
หงอวี่ทำหน้างงงวย ร่างกายของป้าสะใภ้สามมีปัญหาอะไรหรือ เหตุใดถึงบอกว่าป้าสามมีทางรอดแล้ว ไม่ทันที่หงอวี่จะถามออกมา เล่อเหนียงก็พุ่งเข้าไปเริ่มหาเครื่องอัลตราซาวด์
“น้องสาว เจ้าต้องการหาอะไรกันแน่ มาให้ข้าช่วยเจ้าดีกว่า”
เล่อเหนียงหันหลังให้เขาแล้วโบกมือ “ไม่ต้อง ไม่ต้อง ท่านรีบไปหาของที่จะให้ท่านลุงและท่านอาของท่านเถอะ”
เล่อเหนียงหยุดชั่วครู่แล้วเสริมอีกประโยค “อ้อ ถ้าท่านเห็นอะไรที่ไม่รู้จัก อย่าได้แตะต้องเป็นอันขาด โดยเฉพาะของเล็กๆ”
“อ้อ”
หงอวี่รับคำแล้วก็นั่งลงบนพื้นรอเล่อเหนียงเล่อเหนียงค้นโกดังเก็บของสักครู่ ในที่สุดก็ลากเครื่องอัลตราซาวด์ที่เต็มไปด้วยฝุ่นออกมาจากมุมห้อง หลังจากเปิดเครื่องและทดสอบการทำงานแล้ว ก็พบว่ามันยังสามารถใช้งานได้
ฮู้~ ดีจังเลย ในที่สุดก็จะได้รู้ว่าลูกในท้องของป้าสะใภ้สามฝังตัวอยู่ตรงไหน แต่เมื่อนางหันไปมองก็เห็นพี่ชายคนที่เจ็ดของนางนั่งอยู่ไม่ไกล กำลังเอามือยันหัวและงีบหลับ
“พี่เจ็ด หาอาวุธที่จะส่งให้ท่านลุงกับท่านอาเจอแล้วหรือยัง”
หงอวี่ส่ายหน้าอย่างซื่อๆ “ยังเลย”
“เจ้าไม่ได้บอกหรอกหรือว่าห้ามแตะต้องสิ่งที่ไม่รู้จัก ข้าไม่รู้จักพวกนี้เลยนะ"
พี่เจ็ดของนางว่านอนสอนง่ายจริงๆ
สมควรได้รับคำชม!
นางจึงลากเครื่องอัลตราซาวด์ไปด้านข้าง แล้วจูงพี่เจ็ดของนางค้นหาในห้องเก็บของอย่างไม่มีทางเลือก
“พี่เจ็ด ท่านลุงกับท่านอาของท่านถนัดใช้อาวุธอะไรหรือ”
หงอวี่คิดสักครู่ “มาสยลุงถนัดใช้หอก ส่วนอาดูเหมือนจะถนัดใช้ดาบ”
บทที่ 288: มอบโชคให้ท่านพ่อ
“พี่เจ็ด ข้าไม่มีหอกยาว แต่ข้ามีดาบหลายชนิด” เล่อเหนียงพูดพลางพาหงอวี่เดินออกไปข้างนอก
นางจำได้ว่ายังมีโกดังอีกแห่งที่เก็บอาวุธโบราณนานาชนิด ชาติก่อน มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งชื่นชอบดาบกระบี่โบราณเป็นพิเศษ เพื่อสนองความชอบของเขา เขาจึงเปิดโรงงานผลิตอาวุธโบราณ
หากเขาเปิดโรงงานผลิตนั่นไม่เท่าไหร่หรอก แต่เขากลับผลิตเป็นจำนวนมาก ถึงขั้นขายอาวุธอย่างเปิดเผย สุดท้ายก็โดนกรมตำรวจจับกุม อาวุธที่ผลิตเสร็จแล้วทั้งหมดถูกผู้มีอิทธิพลโยนเข้าไปในพื้นที่มิติของนาง
“พี่เจ็ด ท่านว่าดาบสองเล่มนี้เป็นอย่างไรบ้าง” เล่อเหนียงชี้ไปที่ดาบสมัยราชวงศ์ถังสองเล่มที่วางอยู่ด้วยกันแล้วถาม
ตั้งแต่หงอวี่เห็นดาบสองเล่มนี้ ดวงตาของเขาก็จ้องมันไม่วางตา
“น้องสาว นี่...นี่มันดาบอะไรกัน ดูแล้วคมกริบเหลือเกิน” เล่อเหนียงมองดูอาวุธเหล่านั้นแล้วกล่าวว่า “สองเล่มนี้คือดาบราชวงศ์ถัง ผู้ที่คุ้นเคยกับดาบยาวจะใช้ดาบสองเล่มนี้ได้ดี”
นางชี้ไปที่กองอาวุธข้างๆ แล้วอธิบาย “สองเล่มตรงนั้นคือดาบดาบปักวสันต์ ส่วนเล่มนี้น่าจะเป็นดาบเหมียวตาว ส่วนกองนั้นที่ยังไม่ได้ลับข้าจำไม่ได้ แต่หลังจากถูกลับแล้ว ข้าคิดว่าพวกมันน่าจะใช้ได้”
หงอวี่มองดูกองอาวุธที่งดงามเหล่านั้น ใบหน้าแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น
“น้องสาว ข้า...ข้าขอเลือกสักเล่มได้ไหม”
เล่อเหนียงมองหงอวี่ด้วยสีหน้าประหลาดใจ “พี่เจ็ด ตอนนี้ท่านไม่รู้วรยุทธ์ เอาดาบพวกนี้ไปก็ไม่มีประโยชน์นะ”
พูดถึงการใช้วรยุทธ์ พี่ชายของนางหลายคนดูเหมือนจะไม่เคยฝึกฝนมาก่อน ในบ้านมีเพียงท่านพ่อของนาง ท่านอาฮั่นหลิน และท่านปู่หลี่อันเท่านั้นที่รู้วรยุทธ์
พวกพี่ชายของนางไม่มีใครรู้สักคน ดูเหมือนเรื่องนี้จะเริ่มยุ่งยากแล้ว พวกพี่ชายไม่รู้วรยุทธ์ แล้วใครจะคุ้มครองนางในอนาคตล่ะ
ไม่ได้ ไม่ได้ ไม่ได้ ดูเหมือนว่าต้องให้พวกเขาฝึกวิชาแล้ว
“พี่เจ็ด ท่านต้องฝึกวรยุทธ์นะ เมื่อท่านเรียนวรยุทธ์แล้ว ข้าจะมอบดาบให้ท่านสักเล่มดีหรือไม่”
“อืม ข้าจะให้ปู่หลี่อันสอนข้าพรุ่งนี้”
เล่อเหนียงรีบเสริม “งั้นพาพี่ชายคนอื่นๆไปด้วยสิ”
เด็กน้อยทั้งสองคนกำลังลังเลอยู่กับอาวุธมากมายในพื้นที่มิติเป็นเวลานาน
ในที่สุดพวกเขาตัดสินใจมอบมีดหมัดเสือและมีดยิงให้กับฉินเฉิงอัน
อาวุธทั้งสองชนิดนี้เป็นอาวุธต้องห้ามในโลกของนาง โดยเฉพาะมีดหมัดเสือที่ไปถึงเซี่ยเหมิน มันก็เหมือนกับแหวนที่สามารถสอดนิ้วเข้าไปกำแน่น ทำให้จับได้มั่นคงและไม่หลุดง่าย
มีดยิงสามารถใช้เป็นมีดสั้นหรือใช้เป็นอาวุธลับได้ เหมาะสำหรับคนที่ไม่มีพื้นฐานวรยุทธ์อย่างอาเฉิงอันที่สุด
เสี่ยวชีเลือกดาบราชวงศ์ถังให้ท่านอาและท่านลุงคนละเล่ม และยังเลือกมีดหมัดเสือให้พวกเขาอีกด้วยหลังจากเลือกอาวุธเสร็จ เล่อเหนียงก็โยนออกไปด้วยการสะบัดมือ
เล่อเหนียงพาหงอวี่ไปที่ห้องยา หยิบยายาอวิ๋นหนานไป๋หลายขวด ทำยาห้ามเลือด ยาแก้หวัด ยาป้องกันบาดทะยัก แล้วโยนทั้งหมดออกไปข้างนอก
หลังจากทำทุกอย่างเสร็จ เล่อเหนียงก็พาหงอวี่ออกจากพื้นที่มิติ เมื่อพวกเขาออกมาก็เห็นแม่เฒ่าฉินกำลังวางตะกร้าที่ใช้เก็บเข็มด้ายไว้ จัดแยกประเภทสิ่งของที่นางโยนออกมาทีละชิ้น
สองเด็กน้อยรีบวิ่งเข้าไปกอดขาของแม่เฒ่าฉินและออดอ้อนไม่หยุด พวกเขาโชคดีจริงๆ ที่มีผู้ใหญ่ที่เข้าใจแล้วคอยช่วยตนเองปกปิด
ไม่นานก็ถึงเวลาอาหาร แม้ว่าอาหารเย็นวันนี้จะอุดมสมบูรณ์ แต่โต๊ะอาหารกลับเงียบผิดปกติ
ครอบครัวฉินไม่มีใครพูดอะไรมากนัก หลังจากรับประทานอาหารเย็นเสร็จอย่างรวดเร็ว ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปจัดการธุระของตนเอง
เรื่องที่ฉินเหล่าซื่อจะออกไปกองทัพนั้นกะทันหันเกินไป มันทำให้พวกเขาตั้งตัวไม่ทัน
อากาศเริ่มหนาวเย็นลงแล้ว แต่เสื้อผ้าฤดูหนาวยังไม่ได้เย็บ
ตอนนี้สวี่ซิ่วอิงและหลิวซิ่วเถากำลังทำงานหนักเพื่อเย็บเสื้อคลุมให้สามีของพวกนาง เล่อเหนียงวิ่งไปที่ลานหลังบ้านเพื่อดึงตัวฉินเฉิงอันไว้และมอบอาวุธที่เตรียมไว้ให้เขา
นางยังอธิบายการใช้งานของอาวุธเหล่านั้นอย่างคร่าวๆให้เขาฟังด้วย
ฉินเฉิงอันถืออาวุธที่เล่อเหนียงมอบให้ด้วยความซาบซึ้งจนน้ำตาคลอ เขาดึงตัวเล่อเหนียงเข้ามาและหอมแก้มของนางอย่างแรงสองครั้ง
“หลานรัก อาขอบคุณเจ้ามาก”
เวลาแห่งการจากลาที่ยาวนานก็มาถึงอย่างรวดเร็ว เมื่อฟ้าเริ่มสางพวกฉินเหล่าซื่อก็ลุกขึ้นและเก็บข้าวของเรียบร้อยแล้ว
“เหล่าซื่อ เจ้าเป็นผู้อาวุโสที่สุดในสามคนนี้ จงจำไว้ว่าต้องดูแลฮั่นหลินและเฉิงอันให้ดี”
“และอย่าทำอะไรที่เกินตัว พวกข้าไม่ต้องการให้พวกเจ้าสร้างความดีความชอบอันยิ่งใหญ่กลับมา ข้าเพียงหวังว่าพวกเจ้าจะกลับมาอย่างปลอดภัยครบทุกคน”
ฉินเหล่าซื่อ ฉินเฉิงอัน และเฉินฮั่นหลินพร้อมใจกันคุกเข่าลงต่อหน้าแม่เฒ่าฉิน โขกศีรษะลงกับพื้นอย่างแรงพลางสาบานว่า
“ท่านป้า ท่านวางใจได้ พวกข้าจะดูแลตัวเองอย่างดีแน่นอน”
ตอนนั้นก็มีเสียงเคาะประตูเบาๆ ดังมาจากประตูลานบ้าน
แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆ รู้ว่านี่เผ่ยเฉิงเฟิงมารับพวกเขาแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงช่วยกันถือข้าวของเดินออกไปนอกประตู
ด้านนอกมีเผ่ยเฉิงเฟิงยืนอยู่คนเดียว
“ท่านลุง”
หงอวี่ถือดาบสองเล่มวิ่งเข้ามา “ท่านลุง ดาบสองเล่มนี้คือของที่น้องสาวต้องการมอบให้ ท่านช่วยนำดาบอีกเล่มไปให้ท่านอาด้วย”
“และยาพวกนี้ข้าแบ่งเป็นสองส่วน ท่านเก็บไว้เองส่วนหนึ่งและนำอีกส่วนหนึ่งไปให้ท่านอาของข้า”
เผ่ยเฉิงเฟิงมองดาบสองเล่มในมือ ดวงตาเป็นประกายด้วยความคลั่งไคล้ ดาบสองเล่มนี้ดูเหมือนจะดีกว่าเล่มที่ฉินเหล่าซื่อและคนอื่นๆ นำออกมาก่อนหน้านี้มากทีเดียว
“ท่านป้า ดาบนี้…” เผ่ยเฉิงเฟิงมองแม่เฒ่าฉินอย่างสงสัย
ดาบสองเล่มนี้ดูเหมือนจะเป็นดาบชั้นเลิศ เหตุใดตระกูลฉินถึงได้มอบให้ข้าอย่างง่ายดายเช่นนี้
“แม่ทัพเผ่ย ท่านรับไว้เถิด ข้าหวังว่าเจ้าจะช่วยดูแลพวกเขาทั้งสามคนด้วย”
เผ่ยเฉิงเฟิงยกมือคำนับแม่เฒ่าฉินอย่างนอบน้อม “ท่านป้า ท่านวางใจได้ ข้าจะใช้ชีวิตของข้าปกป้องพวกเขาทั้งสามให้ปลอดภัย”
เมื่อได้ยินคำสัญญาของเผ่ยเฉิงเฟิง แม่เฒ่าฉินก็พยักหน้าอย่างโล่งใจ
“ตอนนี้สายมากแล้ว พวกท่านรีบออกเดินทางเถิดจะได้ไม่เป็นการรบกวนชาวบ้าน”
แม่ทัพเผ่ยยกมือคำนับพวกเขาแล้วหันหลังเดินออกไปนอกหมู่บ้าน
“ท่านพ่อ กอดข้าที!” เล่อเหนียงตะโกนขึ้นมาทันที
ฉินเหล่าซื่อได้ยินดังนั้นก็รีบวิ่งกลับมา แล้วกอดเล่อเหนียงไว้แน่นเมื่อเห็นลูกชายสองคนเดินเข้ามาก็อุ้มเสี่ยวอู่และเสี่ยวลิ่วเข้ามากอดไว้ด้วย
“เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่ว ไม่ต้องกังวล จำไว้ว่าพี่ชายต้องดูแลน้องสาวให้ดี และอย่าทำให้แม่โกรธ เข้าใจหรือไม่”
เสี่ยวอู่และเสี่ยวลิ่วตอบพร้อมกันว่า “ท่านพ่อ ข้าเข้าใจแล้ว”
เล่อเหนียงหอมแก้มฉินเหล่าซื่อทีหนึ่ง แล้วก็ดิ้นลงจากอ้อมกอดของเขา
“อาเฉิงอัน อุ้มข้าที!” เล่อเหนียงยื่นมือทั้งสองข้างไปหาฉินเฉิงอันพลางพูด
ฉินเฉิงอันรีบย่อตัวลงแล้วอุ้มนางเข้ามากอด
เล่อเหนียงหอมที่แก้มของเขาทีหนึ่ง แล้วกระโดดลงจากอ้อมกอดของเขา จากนั้นก็
เดินไปหน้าเฉินฮั่นหลิน ยังไม่ทันที่เขาจะพูดอะไร เฉินฮั่นหลินก็อุ้มนางขึ้นมาแล้วหอมแก้มนางอย่างแรง
ต่อมาก็ถึงตาของแม่ทัพเผ่ย...
แม่เฒ่าฉินมักพูดว่าเล่อเหนียงเป็นคนนำโชค ดังนั้นนางจึงขอส่งต่อโชคทั้งหมดให้กับท่านพ่อและอาของนาง
บทที่ 289: โอกาสน้อยมากจนน่าสงสาร
หลังจากส่งพวกฉินเหล่าซื่อออกเดินทาง ครอบครัวตระกูลฉินอยากจะนอนต่อก็นอนไม่หลับ พวกเขาต่างลุกขึ้นมาทำธุระของตัวเอง
หงอวี่ตื่นแต่เช้าตรู่ไปลากตัวหลี่อันให้ลุกขึ้นมาสอนวรยุทธ์ให้ตน แต่แล้วก็ถูกหลี่อันเตะกระเด็น โชคดีที่ไปเกี่ยวกับต้นไม้หน้าลานบ้าน
หงอวี่ถูกเตะไม่ได้รู้สึกโกรธแต่อย่างใด หลังจากให้หมิงเฟิงช่วยตนเองลงจากตนไม่ก็วิ่งเข้าไปรบเร้าหลี่อันอีกครั้ง
จากนั้นก็ถูกเตะออกมาอีกครั้ง…
เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นสามครั้ง จนในที่สุดหลี่อันก็ถูกหงอวี่ปลุกให้ตื่นจนตาสว่าง
ใบหน้าที่บึ้งตึงทำให้หงอวี่ต้องไปนั่งยองอยู่ในลานบ้านใหญ่ ลิ่งหมิงและเด็กคนอื่นเห็นเข้าก็พากันไปนั่งยองๆ เลียนแบบอยู่ภายในลานบ้าน
ส่วนวันนี้เล่อเหนียงมีเรื่องสำคัญต้องทำคือ พาสือไห่ถังไปตรวจอัลตราซาวด์ ตอนนี้การตั้งครรภ์ของสือไห่ถังดูไม่เหมือนกับการตั้งครรภ์ปกติเลย มีสตรีที่ตั้งครรภ์ปกติคนไหนบ้างที่จะปวดท้องทุกวัน
“หลานรัก เจ้าบอกว่าเจ้ามีวิธีรู้สภาพเด็กในท้องของสะใภ้สามจริงๆหรือ”
แม่เฒ่าฉินมองเล่อเหนียงด้วยสีหน้าสงสัย
หญิงคนนี้ตั้งครรภ์ แต่ตอนนี้ยังไม่ครบกำหนดคลอด พวกเขาจะรู้ได้อย่างไรว่าเด็กในท้องเป็นอย่าง เล่อเหนียงตบอกพลางกล่าวว่า “ท่านย่า ข้ามั่นใจสุดๆ”
หลังจากหยุดไปครู่หนึ่งก็พูดต่อว่า “ท่านย่า แล้วถ้าลูกในท้องของสะใภ้สามอยู่ในที่ที่ไม่ควรอยู่จะทำอย่างไร”
“อยู่ในที่ที่ไม่ควรอยู่หรือ”
แม่เฒ่าฉินได้ยินคำพูดของหลานสาวคนนี้ก็งุนงงไปเล็กน้อย
“การตั้งครรภ์สิบเดือนและคลอดลูก ไม่ใช่อยู่ในท้องทั้งหมดหรอกหรือ หรือว่ามันจะสามารถเกิดนอกท้องได้”
เล่อเหนียงเงียบไป นางก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายกับย่าอย่างไรดี ตัวอ่อนของทารกไม่ได้ฝังตัวในมดลูกเท่านั้น แต่ยังสามารถฝังตัวในที่อื่นๆได้ด้วย
ท่านย่าเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ว่าตอนที่ป้าสะใภ้สามคลอดพี่สี่ นางตกเลือดหนักมาก ทำให้ตอนนี้นางไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ ตอนนี้นางตั้งครรภ์อีกครั้ง พวกนางไม่รู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติบ้างหรือ
เว้นแต่ว่าป้าสะใภ้จะมีมดลูกสองอัน แต่โอกาสนี้น้อยมากจนน่าสงสาร ดังนั้นเราตัดความเป็นไปได้นี้ออกไปได้เลย
“ท่านย่า เชื่อข้าสักครั้งเถิด”
"ท่านก็เห็นสภาพของป้าสะใภ้สามแล้ว มันไม่ค่อยปกตินักใช่หรือไม่”
แม่เฒ่าฉินถอนหายใจเฮือกใหญ่หลังจากนั้นถามว่า “เด็กดี เจ้าอยากให้ย่าทำอย่างไรหรือ”
เล่อเหนียงตอบอย่างร่าเริงว่า “ง่ายมากเจ้าค่ะ ท่านทำให้อย่างไรก็ได้ให้ลุงสามออกไปข้างนอก จากนั้นก็ให้ป้าสะใภ้สามนอนพักสักหนึ่งชั่วยาม”
แม่เฒ่าฉินบีบแขนขาเล็กๆของเด็กน้อยแผ่วเบาแล้วถามว่า “เจ้าทำคนเดียวได้หรือ ต้องการให้ใครช่วยหรือไม่”
“ต้องการเจ้าค่ะ ข้าจะให้แม่ข้าช่วย”
แม่เฒ่าฉินไม่ได้พูดอะไรต่อ จากนั้นก็หมุนตัวเดินออกจากห้องไป ตอนนี้เรื่องที่สำคัญที่สุดในบ้านก็คือเรื่องเด็กในท้องของสือไห่ถัง
นางตั้งครรภ์ครั้งนี้อย่างยากลำบาก เพียงแค่ยังไม่ครบเดือนดี ร่างกายของนางก็ผ่ายผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก เล่อเหนียงเป็นเด็กที่มีพลังวิเศษ การให้นางใช้เวทมนตร์ตรวจดูสักหน่อยก็คงทำให้สบายใจขึ้นไม่น้อย
ผ่านไปสักครู่ สวี่ซิ่วอิงก็อุ้มเล่อเหนียงไปที่ห้องของฉินเหล่าซาน”
“เด็กดี เจ้าต้องการให้แม่ช่วยอะไร?หรือ”
“ท่านแม่ ช่วยข้าถอดเสื้อป้าสะใภ้สามหน่อยเจ้าค่ะ”
สวี่ซิ่วอิงทำตามคำขอ เมื่อหันกลับมาเพื่อถามว่ามีอะไรอีกที่ต้องช่วยก็ต้องตกใจเมื่อเห็นกล่องสี่เหลี่ยมข้างๆลูกสาว
“เด็กดี มันคืออะไรน่ะ”
“ท่านแม่ มันคือเครื่องมือวิเศษที่สามารถตรวจสอบเด็กในท้องของป้าสะใภ้สามได้ ข้าขอยืมมาจากท่านเทพเซียน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สวี่ซิ่วอิงก็รู้สึกเคารพกล่องสีเหลี่ยมๆนี้ขึ้นมาทันที
เล่อเหนียงไม่มีเวลาจะอธิบายเรื่องเครื่องจักรนี้ จึงผลักความรับผิดชอบให้ท่านเทพเซียนเสียให้รู้แล้วรู้รอด
นางใช้ผ้าเช็ดหัวตรวจ แล้วทาเจลพิเศษบางๆบนหัวตรวจ จากนั้นก็ใช้มันเลื่อนช้าๆบนท้องของสือไห่ถัง แม้ว่าการตั้งครรภ์ของสือไห่ถังจะอยู่ช่วยเริ่มต้น แต่พวกเขาสามารถได้ยินเสียงหัวใจของทารกได้แล้ว
เล่อเหนียงพยายามหาตำแหน่งที่แน่นอนของเสียงหัวใจทารก อดีตนางไม่ได้เก่งด้านสูติศาสตร์ แต่เชี่ยวชาญด้านการช่วยชีวิตฉุกเฉินมากกว่า
ด้านสูติศาสตร์นางเพิ่งจะรู้แค่ผิวเผินเท่านั้น เมื่อมือของนางเริ่มเมื่อย นางก็หาตำแหน่งที่แน่นอนของเสียงหัวใจทารกได้เสียที
“เสร็จหรือยังลูก”
สวี่ซิ่วอิงเห็นว่าเล่อเหนียงเก็บเครื่องจักรแล้วจึงถามด้วยความห่วงใย
“อืม” เล่อเหนียงกระโจนเข้าหาอ้อมอกของแม่ แล้วตอบด้วยน้ำเสียงเศร้าหมอง
ผลที่ออกมาเป็นอย่างที่นางคาดเอาไว้ ทารกฝังตัวอยู่ในท่อนำไข่ยุคปัจจุบัน ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์นอกมดลูกต้องเข้ารับการผ่าตัดเท่านั้นจึงจะแก้ไขได้
แต่ในยุคโบราณที่ไม่มีเทคโนโลยี ทันทีที่หญิงใดตั้งครรภ์นอกมดลูกไม่มีโอกาสรอด ป้าสะใภ้สามที่แสนดีเช่นนี้ นางจะต้องปล่อยให้นางตายไปต่อหน้าต่อตาได้จริงหรือ
เล่อเหนียงดูเหม่อลอยอย่างเศร้าหมอง ทำเอาสวี่ซิ่วอิงรู้สึกสงสารจับใจ
“เด็กดี เกิดอะไรขึ้นกันแน่ บอกแม่สิ เราจะช่วยกันแก้ไข เจ้าต้องจำไว้ว่าเจ้าคือสมบัติของบ้านเรา ถ้ามีอะไรเราจะแบ่งเบาภาระด้วยกัน”
เล่อเหนียงนิ่งคิดครู่หนึ่งแล้วตอบอ้อมแอ้มว่า “ท่านแม่ มีเด็กคนหนึ่งที่ไม่มีบ้านอยู่ เขาไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้”
“แต่เขารอดชีวิตมาแล้ว แต่การที่เขารอดชีวิตนั้นกลับเป็นอันตรายถึงชีวิตต่อคนอื่น”
ด้วยสายใยแห่งความเป็นแม่ สวี่ซิ่วอิงเข้าใจในทันทีว่าเล่อเหนียงกำลังพูดถึงอะไร
ใช่แล้ว หากไม่มีบ้านจะอยู่รอดได้อย่างไร ตอนที่ป้าสะใภ้สามให้กำเนิดลิ่งเหวินครั้งนั้น นางก็มีปัญหาสุขภาพจนทำให้ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีก และการตั้งครรภ์ครั้งนี้ของนางก็ยิ่งลำบากมากขึ้นไปอีก
ไม่เพียงแต่นางจะผอมลงอย่างรวดเร็ว แต่ยังดูเหมือนไร้เรี่ยวแรง ไม่เหมือนคนที่กำลังตั้งครรภ์ แต่คล้ายกับถูกปีศาจดูดกินพลังชีวิตมากกว่า
“เด็กดี ไม่ต้องกังวล เจ้าอย่ากลัวไปเลยนะ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม พวกเราจะผ่านมันไปด้วยกัน”
เวลาเดียวกันภายในลานหลังบ้าน ลิ่งเหวินก็แทบจะทนไม่ไหว ไม่ใช่เพราะเขาไม่สามารถทนความลำบากได้ แต่เป็นเพราะเขาปวดปัสสาวะมาก
เขาต้องการไปห้องน้ำ
แต่หลี่อันทำเป็นไม่ได้ยินและมองไม่เห็น
ทุกครั้งที่ลิ่งเหวินพยายามจะพูด หลี่อันก็ขัดขึ้นมาทุกครั้ง
“ปู่หลี่อัน ข้าปวดปัสสาวะ”
หลี่อันขมวดคิ้วพูดอย่างดุๆว่า “นั่งอยู่ได้ไม่นานก็จะวิ่งไปห้องน้ำแล้วหรือ”
“อดทนหน่อย นั่งต่ออีกครึ่งชั่วยาม”
เมื่อหลี่อันพูดจบเสียงร้องโอดครวญก็ดังขึ้นทันที โดยเฉพาะจากเสี่ยวอู่และเสี่ยวลิ่ว พวกเขามาเพราะคิดว่าน่าสนุกเลย แต่เพิ่งนั่งลงไม่นานก็ถูกหลี่อันจับได้แล้ว
“ข้าจะบอกอะไรพวกเจ้า ถ้าพวกเจ้าทนลำบากแค่นี้ไม่ได้ แล้วจะปกป้องครอบครัวและปกป้องเล่อเหนียงได้อย่างไร”
บทที่ 290: เด็กไม่รอด
วันที่สองหลังจากพวกฉินเหล่าซื่อจากไป อากาศก็เย็นลงอย่างสิ้นเชิง ส่วนคนที่ออกไปจับปลาข้างนอกก็เริ่มหยุดกันหมดแล้ว
นอกจากที่แม่เฒ่าฉินได้ประกาศว่าจะไม่รับซื้อปลาแล้ว อีกเหตุผลหนึ่งก็คืออากาศหนาวเย็น น้ำในแม่น้ำเย็นจัด หากไม่ระวังก็อาจจะเป็นหวัดได้
ส่วนการรับศิษย์ฝึกหัดในหมู่บ้านก็ยังไม่มีความคืบหน้า ดังนั้นร้านค้าที่เช่าไว้ในอำเภอก็ยังไม่ได้เปิดทำการ
ส่วนพวกแม่เฒ่าฉินก็เข้าสู่สภาวะการหลบหนาวอย่างเป็นทางการแล้ว
ตอนนี้แม่เฒ่าฉินกำลังนั่งอยู่บนเตียงเตาด้วยสีหน้าเป็นกังวล เมื่อวานเล่อเหนียงได้บอกผลการตรวจแก่นางแล้ว นางต้องใช้เวลาทั้งคืนถึงจะยอมรับได้ว่าการเด็กสามารถฝังตัวอยู่ที่อื่นได้นอกจากมดลูกจริงๆ แต่แบบนั้นก็หมายถึงก้าวขาข้างหนึ่งเข้าสู่ประตูนรก
“เล่อเหนียง การผ่าตัดที่เจ้าพูดถึงเมื่อวานนี้หมายความว่าอย่างไรหรือ” แม่เฒ่าฉินมองหลานสาวที่นั่งเล่นไข่มุกอยู่ที่ปลายเตียง “ป้าสะใภ้สามของเจ้าตกอยู่ในอันตรายจริงๆหรือ”
เล่อเหนียงพยักหน้าอย่างจริงจัง “ท่านย่า ข้าคิดว่าท่านควรบอกความจริงกับป้าสะใภ้สาม เพื่อให้นางได้เตรียมใจไว้บ้าง”
แม่เฒ่าฉินคิดสักครู่ แล้วรู้สึกว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ จึงอุ้มเล่อเหนียงไปที่ลานหลังบ้านเพียงแค่เดินเข้าไปในลานหลังบ้านก็เห็นฉินเหล่าซานวิ่งออกมาอย่างร้อนรน
“เหล่าซาน เกิดอะไรขึ้น”
ฉินเหล่าซานเห็นแม่เฒ่าฉินราวกับเห็นแสงสว่าง
“ท่านแม่ เมื่อครู่ไห่ถังปวดท้อง ข้ายังไม่ทันไปตามหมอหลี่ นางก็เป็นลมหมดสติไปแล้ว”
“ว่าอย่างไรนะ!”
แม่เฒ่าฉินตกใจรีบอุ้มเล่อเหนียงวิ่งเข้าไปด้านในทันที ส่วนฉินเหล่าซานรีบวิ่งไปทางเขาด้านหลัง หลี่อันมักจะอยู่แต่บนภูเขาเพื่อหาสมุนไพรมาทำยาถอนพิษให้หมิงเฟิงและคนอื่นๆ
แม่เฒ่าฉินเพิ่งเข้าไปก็เห็นสือไห่ถังสลบอยู่บนเตียง ระหว่างขาทั้งสองมีเลือดสีแดงไหลเจิ่งนอง เล่อเหนียงมองเห็นรอยเลือดนั้น หัวใจแทบหล่นไปอยู่ตาตุ่ม
สิ่งที่นางหวาดกลัวที่สุดได้เกิดขึ้นแล้ว ฉินเยาเยาไม่กล้าชักช้า รีบหยิบยาห้ามเลือดออกมาจากพื้นที่มิติ แล้วให้แม่เฒ่าฉินป้อนให้สือไห่ถัง
นางจำได้ว่าในกองยานี้มียาตัวหนึ่งที่ใช้รักษาอาการตกเลือดจากการตั้งครรภ์นอกมดลูกโดยเฉพาะ แต่นางลืมไปว่าเป็นยาตัวไหน จึงให้แม่เฒ่าฉินป้อนทีละเม็ดไปเลย
อย่างไรเสียในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องสุขภาพของเด็กแล้ว ขอเพียงรักษาชีวิตแม่ไว้ได้ก็ดีแล้ว
ไม่นานหลี่อันก็ถูกแบกกลับมา พร้อมกับแม่เฒ่าหลายคนจากบ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อ รวมทั้งสวี่ซิ่วอิงและหลิวซิ่วเถา
“เกิดอะไรขึ้น”
หลี่อันเข้าไปตรวจดูอาการแล้วรีบฝังเข็มบนตัวนางสิบกว่าเข็ม
“เหล่าซาน น้องสาว เด็กในท้องของไห่ถังไม่สามารถเก็บไว้ได้แล้ว มิเช่นนั้นจะตายทั้งแม่ทั้งลูก”
ฉินเหล่าซานคว้ามือของหลี่อันแล้วพูดว่า “หมอหลี่ ขอเพียงช่วยไห่ถังได้ ท่านจะทำอะไรก็รีบทำเถิด”
หลี่อันหันไปมองแม่เฒ่าฉินเพื่อสอบถามความเห็น
“หมอหลี่ เจ้าลงมือรักษาเถิด”
เมื่อเห็นแม่เฒ่าฉินพยักหน้า หลี่อันก็รีบเขียนใบสั่งยาสองใบให้ฉินเหล่าซานไปต้มยาทันที “ท่านย่า ท่านแม่ของข้าเป็นอย่างไรบ้าง”
ลิ่งหมิงและลิ่งเหวินวิ่งเข้ามา แต่แม่เฒ่าฉินกลับพาพวกเขาออกไป
“พวกเจ้าออกไปก่อน อย่าไปรบกวนหมอหลี่”
ลิ่งหมิงและลิ่งเหวินไม่อยากออกไป แต่ฉินลิ่งอวี่ที่มาทีหลังได้ยินคำพูดของย่าก็ไม่พูดอะไรแค่ลากพวกเขาออกไปทันที
“พี่ใหญ่ ท่านทำอะไร ท่านปล่อยพวกข้าเดียวนี้นะ”
ลิ่งหมิงและลิ่งเหวินดิ้นรนสุดกำลัง น่าโมโหชะมัด ดูพี่ใหญ่สิ เขาสูงขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน แรงเยอะถึงกับจับคอเสื้อพวกเขาลากออกมาได้
“พอได้แล้ว พวกเจ้ารออยู่ข้างนอกแล้วคนเงียบๆหน่อย ถ้าพวกเจ้าเข้าไปรบกวนหมอหลี่ มันจะไม่ใช่เคยเสียเวลาเท่านั้น แต่จะทำให้การรักษาป้าสะใภ้สามล่าช้าด้วย”
ลิ่งหมิงและลิ่งเหวินได้ยินดังนั้นก็ได้แต่นั่งยองอยู่ข้างนอกรอฟังข่าวอย่างเงียบๆ
ไม่นานก็มีอ่างน้ำเลือดถูกยกออกมาทีละอ่าง
ฉินเหล่าซานและลิ่งหมิงเห็นแล้วก็ตกใจจนหน้าซีดเผือด ส่วนลิ่งเหวินนั้นตกใจจนร้องไห้ออกมาแล้ว
“ท่านพ่อ ทำไมท่านแม่ถึงเสียเลือดมากมายเช่นนี้ นางจะตายหรือไม่”
“หากท่านแม่ตาย ข้าจะทำอย่างไรเล่า”
ฉินเหล่าซานที่เดิมทีก็กระวนกระวายอยู่แล้ว พอได้ยินคำพูดของลูกชายคนเล็ก สีหน้าก็ยิ่งดำมืดลงไปอีกและตบศีรษะของเขาอย่างแรงทันที
“หุบปากของเจ้าซะ ไสหัวไป!”
ลิ่งเหวินลูบบริเวณที่ถูกพ่อตีอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ เขาแต่ส่งเสียงสะอื้นหากแต่ไม่กล้าพูดอะไรอีก
เรื่องนี้ทำให้แม่เฒ่าเฉินและคนอื่นๆที่อยู่ด้านนอกรู้สึกสงสารเขามาก จึงรีบดึงลิ่งเหวินมากอดลูบหลังเบาๆเพื่อปลอบโยน
หนึ่งชั่วยามต่อมา หลี่เดินออกมา
“เด็กไม่รอดแล้ว แต่ตอนนี้ไห่ถังปลอดภัยดี”
ฉินเหล่าซานและคนอื่นๆ ได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจโล่งอก พวกเขาพร้อมใจกันวิ่งเข้าไปข้างใน ขอเพียงไห่ถังกลับมาได้ เด็กคนนั้นจะรอดไม่รอดก็ช่างมันเถอะ
ให้คิดเสียงว่าพวกเขาไม่มีวาสนาต่อกันเท่านั้นเอง
“พวกเจ้าสองคนเข้ามาทำอะไรที่นี่ ที่นี่ยังไม่ได้เก็บให้เรียบร้อยเลย รีบออกไปเร็ว”
“เด็กดี ไปจับไก่ตัวหนึ่งที่ลานหลังบ้านมาต้มน้ำแกง เมื่อแม่ของเจ้าตื่นขึ้นมาจะได้ดื่มเพื่อบำรุงร่างกาย”
ลิ่งหมิงเกาะประตูอ้อนวอนว่า
“ท่านย่า ข้าขอดูแม่แค่แวบเดียว ดูแวบเดียวแล้วจะออกไปทันทีขอรับ”
พวกเขามองสือไห่ถังแวบหนึ่งแล้วก็วิ่งออกไป พวกเขาต้องไปจับไก่ตัวที่อ้วนที่สุดในลานหลังบ้านมาต้มน้ำแกงให้ผู้เป็นแม่
ตอนนี้เล่อเหนียงเหนื่อยจนนอนหลับคว่ำหน้าอยู่บนโต๊ะแล้ว
ขณะที่หลี่อันกำลังรักษาสือไห่ถัง นางก็ไม่ได้อยู่เฉย วิ่งไปมาระหว่างพื้นที่มิติเพื่อนำสิ่งของต่างๆที่ใช้ได้มาให้เขา
นางไปตักน้ำศักดิ์สิทธิ์จากพื้นที่มิติมาสามรอบ
“ซิ่วอิง เจ้าช่วยดูแลไห่ถังหน่อย ข้าจะอุ้มเล่อเหนียงกลับไปนอนที่ห้อง”
สวี่ซิ่วอิงรับคำแล้วรับงานต่อจากมือนางมาช่วยจัดเก็บห้องนาง นางเห็นเหล่าซานนั่งอยู่ข้างๆ ด้วยสีหน้าตื่นตระหนก กำมือของสือไห่ถังไว้ก็เอ่ยปากพูดว่า
“พี่สาม เจ้าไปจับไก่ในครัวหลังมาต้มสักตัวเถิด ข้าจะอยู่เฝ้าพี่สะใภ้เอง”
ฉินเหล่าซานนึกขึ้นได้ว่าลูกชายสองคนของเขาไปจับไก่ ไม่รู้ว่าจะจับได้หรือไม่จึงไม่รีรออีกรีบลุกขึ้นเดินไปยังห้องครัว
เมื่อเข้าไปก็เห็นเด็กน้อยหลายคน คนหนึ่งจับปีก อีกคนจับขา ส่วนลิ่งอวี่ถือมีดเตรียมจะเชือดคอไก่
“ข้าจัดการเอง”
ฉินเหล่าซานคว้าไก่ตัวนั้นมา แล้วลงมือเชือดไก่อย่างคล่องแคล่ว
แม่ไก่ตัวอ้วนพีดิ้นรนอยู่สองสามทีก็แน่นิ่งไป
ลิ่งอวี่ใช้อ่างตักน้ำร้อนที่ต้มไว้มาวางบนพื้นแล้วพูดว่า
“อาสาม พวกข้าจะจัดการไก่ตัวนี้เอง ท่านไปเฝ้าอาสะใภ้เถิด”
ฉินเหล่าซานโบกมือ “ที่นี่ไม่ต้องการพวกเจ้าแล้ว พวกเจ้าไปดูแลน้องสาวเถอะ ให้ท่านย่าได้พักบ้าง ส่วนอาสะใภ้สามของเจ้ามีอาสะใภ้สี่ดูแลอยู่แล้ว”
ลิ่งอวี่รับคำแล้วพาน้องชายหลายคนเดินไปยังห้องของท่านย่า ส่วนลิ่งหมิงอยู่ช่วยก่อเตาไฟ
ในห้องท่านแม่ฉินเพิ่งจะวางนางเล่อเหนียงลงบนเตียงเตานางก็ตื่นขึ้นมา
“ท่านย่า อาสะใภ้สามเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”
จบตอน
Comments
Post a Comment