lucky kid ep291-300

  บทที่ 291: ไม่ต้องกังวลมากมายเช่นนั้น

   

   แม่เฒ่าฉินลูบหลังนางเบาๆ พลางปลอบโยนว่า “เด็กดี เจ้านอนต่อเถอะ ป้าสะใภ้สามของเจ้าปลอดภัยดีแล้ว”

   

   เล่อเหนียงได้ยินดังนั้นจึงหลับไปอีกครั้งอย่างวางใจ

   

   …...…

   

   ขณะนี้พวกนี้ฉินเหล่าซื่อกำลังมุ่งหน้าสู่ชายแดนก็พบเจอกับปัญหาใหญ่

   

   ฉินเหล่าซื่อหลังจากสังหารผู้คนออกไปนับครั้งไม่ถ้วน ในที่สุดก็ทนไม่ไหวเริ่มด่าออกมา

   

   “คนพวกนั้นจะไม่ยอมหยุดจริงๆใช่หรือไม่”

   

   “ทหารม้าหนานหมานบุกมาถึงหน้าบ้านแล้ว แทนที่จะคิดหาวิธีร่วมมือกันจัดการศัตรู กลับมาก่อเรื่องวุ่นวายเช่นนี้”

   

   เฉินฮั่นหลินเดินมาตบไหล่เขาแล้วกล่าวว่า “พี่สี่ ดูเหมือนบางคนจะร้อนใจจริงๆ ไม่อยากให้แม่ทัพเผ่ยไปถึงชายแดนอย่างปลอดภัย”

   

   ตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้ มีคนต้องการตลอบสังหารพวกเขามาทั้งหมดห้าระลอก หากพูดให้ถูกคือลอบสังหารแม่ทัพเผ่ย

   

   ตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้ พวกเขาแทบไม่ได้นอนเลยทั้งคืน พวกนี้เหมือนแมลงสาบที่ฆ่าไม่ตายพยายามบุกเขามาเป็นระยะๆ

   

   โชคดีที่คราวนี้แม่ทัพเผ่ยเรียกคนที่มีฝีมือมาด้วย คนเดียวที่ไม่มีวรยุทธ์คือฉินเฉิงอัน แต่เจ้าหนูคนนี้เรียกว่าได้ฉลาด เขารู้ว่าตัวเองสู้ไม่ได้จึงพยายามหาที่หลบ แล้วใช้ธนูโจมตีคู่ต่อสู้ เรียกได้ว่าฝีมือของเขาไม่เลวเลยทีเดียว

   

   “เหล่าซื่อ ฮั่นหลิน ข้าทำให้พวกเจ้าลำบากด้วยแล้ว” เผ่ยเฉิงเฟิงตรวจสอบศพมือสังหารเสร็จแล้วก็เดินเข้ามาพูดว่า

   

   “แม่ทัพเผย ท่านพูดอะไรเช่นนั้น พวกข้าตกลงออกมากับท่านแล้ว ก็หมายความว่าเตรียมพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับอันตรายทุกสิ่ง

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงตบไหล่เขาเบาๆ “วางใจเถิด เดี๋ยวพวกเราจะเผชิญอันตรายไปด้วยกัน”

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงกระโดนขึ้นมาพลางพูดเสียงดัง “พี่น้องทั้งหลาย พวกเราออกเดินทางกันเถอะ ให้คนพวกนั้นได้เห็นกับตาว่าพวกเราจะสร้างผลงานและขับไล่ชาวหนานหมานออกจากแค้วนต้าหนิงได้อย่างไร”

   

   “ถูกต้อง ขับไล่ชาวหนานหมานออกจากแค้วนต้าหนิง!” ฉินเหล่าซื่อและคนอื่นๆ ตะโกนเสียงดังลั่น

   

   จากนั้นทุกคนก็กระโดดขึ้นม้าและมุ่งหน้าไปยังชายแดน

   

   หลังจากออกเดินทางมาไม่นานฉินเหล่าซื่อและคนอื่นๆ ก็เห็นคนผิวดำคล้ำขวางทางอยู่ข้างหน้า

   

   “พวกสารเลว พวกเจ้าจะไม่ยอมหยุดใช่หรือไม่”

   

   “พวกเจ้าผุบๆโผล่ๆมาแบบนี้ ไม่สู้ไปฆ่าศัตรูที่ชายแดนให้ได้มากกว่าไม่ดีกว่าหรือ”

   

   แม้ปากของฉินเหล่าซื่อจะด่า หากแต่มือของเขาก็ไม่ได้อยู่เฉย เขาแกว่งดาบขนห่านฟันศัตรูตายไปทีละคน

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงไล่ตามาติดๆ การต่อสู้ครั้งใหม่จึงเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

   

   ….....…

   

   ณ หมู่บ้านตระกูลฉิน

   

   เมื่อเล่อเหนียงตื่นขึ้นมาก็พบว่ามีเพียงพี่ใหญ่เท่านั้นที่นั่งเฝ้านางอยู่ในห้อง

   

   “พี่ใหญ่ ท่านย่าอยู่ไหนเจ้าคะ”

   

   ลิ่งอวี่ที่กำลังอ่านหนังสืออยู่ข้างๆ ได้ยินเสียงน้องสาวก็รีบวางหนังสือในมือลง แล้ววิ่งมาอุ้มนางขึ้นจากเตียง

   

   “ท่านย่าอยู่ข้างนอก”

   

   เล่อเหนียงดีดดิ้นไปมาก “พี่ใหญ่ ข้าอยากฉี่”

   

   ลิ่งอวี่รีบอุ้มเล่อเหนียงออกไปส่งให้แม่เฒ่าฉิน แม่เฒ่าฉินจึงอุ้มหลานสาวเดินเข้าไปในห้องน้ำ แล้วแก้กางเกงให้นาง เด็กหญิงตัวน้อยนั่งยองๆบนพื้นแล้วทำธุระอย่างสบายใจ หลังจากทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว เล่อเหนียงก็งอแงอยากเจอสือไห่ถัง

   

   แม่เฒ่าฉินก็จะไปดูสือไห่ถังเหมือนกันจึงอุ้มนางเดินไปที่ห้องของสือไห่ถัง

   

   ตอนนั้นฉินฟู่หลินมาพอดี แม่เฒ่าฉินจึงต้องไปต้อนรับฉินฟู่หลินก่อน “พี่ชุนหลาน สะใภ้สามไม่เป็นไรใช่หรือไม่”

   

   วันนี้เขาออกไปอำเภอแต่เช้าตรู่ กลับมาก็ได้ยินว่าสะใภ้สามแท้งลูก

   

   เขารีบให้ภรรยาจับไก่แม่มาตัวหนึ่งและไข่ไก่มาสองสามฟองแล้วรีบตรงมาที่นี่ทันที

   

   แม่เฒ่าฉินส่ายหน้า “ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้ว ส่วนเรื่องเด็กก็คงต้องบอกว่าไม่มีวาสนาต่อกันเท่านั้นเอง”

   

   ฉินฟู่หลินก็รู้สึกเสียดายเช่นกัน เดิมทีนึกว่าบ้านพวกเขาจะได้เพิ่มหลานเหมือนเล่อเหนียงเพิ่มมาอีกคนเสียอีก

   

   “เรื่องลูกน่ะ ต่อไปก็ยังมีโอกาสอีก”

   

   แม่เฒ่าฉินตอบว่า “ใช่แล้ว บำรุงร่างกายให้แข็งแรง ต้องมีลูกได้อีแน่นอน”

   

   “แต่ว่าบ้านเราก็มีเด็กมากพอแล้ว จะมีหรือไม่มีก็ไม่เป็นไร”

   

   ขณะที่กำลังคุยกันอยู่นั้น ฉินไห่เยี่ยนก็ขับรถม้ากลับมาพอดี ไม่ต้องดูก็รู้ว่าบนรถม้าต้องเต็มไปด้วยของมากมายแน่นอน

   

   “เหล่าอู่ เจ้าเข้าเมืองไปซื้อของมาอีกแล้วหรือ”

   

   ฉินไห่เยี่ยนมองฉินฟู่หลินและบรรดาสตรีที่มาล้อมรอบแล้วส่ายหน้า “ไม่ใช่ เป็นของเก่าที่มีอยู่แล้ว ข้าแค่ไปขนมันมาเท่านั้นเอง” แม่เฒ่าฉินมองสายตาหลบเลี่ยงของลูกชายคนเล็ก

   

   ลูกชายตัวแสบคงจะเข้าเมืองไปซื้อของแล้วแน่ๆ ไม่รู้ว่าเจ้าตัวแสบไปติดนิสัยแบบนี้มาจากที่ไหน ใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุร่ายไม่มีการยับยั้งชั่งใจเลยสักนิด ที่สำคัญที่สุดคือตอนนี้นางก็ไม่รู้ว่าเงินของมันมาจากไหน

   

   “พี่ชุนหลาน ไก่ตัวนี้กับไข่ไก่เอาไปให้สะใภ้สามบำรุงร่างกายเถอะ ข้าขอตัวกลับก่อนนะ”

   

   แม่เฒ่าฉินหยิบไข่ไก่ออกมาจากตะกร้าหนึ่งฟอง ส่วนที่เหลือก็ยัดใส่มือของเขา

   

   “พอเถอะ น้ำใจเจ้าข้ารับไว้แล้ว เอาไก่กลับไปให้ภรรยาเจ้าบำรุงร่างกายเถิด”

   

   ฉินฟู่หลินปฏิเสธไม่ได้จึงต้องหิ้วแม่ไก่กลับไป

   

   “ท่านน้า เหล่าอู่ ลูกชายของท่านเป็นคนมีความสามารถ ไม่ทราบว่ามีคนมาสู่ขอหรือยัง”

   

   นั่นคือคำพูดของแม่โก่วต้าน

   

   “ถ้ายังไม่มี หลานสาวทางบ้านเกิดของข้าเพิ่งสูญเสียสามีไป พวกเราให้พวกเขาแต่งงานกันดีหรือไม่”

   

   ฉินไห่เยี่ยนรีบปฏิเสธทันที “ไม่ต้องหรอกขอรัย ข้ามีคนที่ถูกใจอยู่แล้ว”

   

   คำพูดของฉินไห่เยี่ยนนี้บอกชัดเจนแล้วว่าไม่ต้องเสียเวลามาคิดเรื่องเขาอีก

   

   พูดตามตรง เขานับถือแม่ของโกวต้านคนนี้จริงๆ ตั้งแต่เขากลับมาที่หมู่บ้านตระกูลชิน นางก็คอยจับตาดูเขาไม่เคยหยุด ทุกครั้งก็จะแนะนำให้เขารู้จัก ทุกวันนี้เขาแทบจะเสียสติเพราะนางแล้ว

   

   แม้ว่าฉินไห่เยี่ยนจะพูดชัดเจนแล้ว แต่แม่โกวต้านก็ทำเหมือนไม่เข้าใจ ยังคงชมหลานสาวของตนไม่หยุด

   

   “เหล่าอู่เอ๋ย ข้าบอกเจ้านะ หาภรรยาต้องหาคนที่รู้จักดูแลบ้าน ทำงานเก่ง แล้วก็รู้วิธีปรนนิบัติสามีด้วย อย่าไปหาพวกคุณหนูที่อ่อนแอนุ่มนิ่มเชียว”

   

   “ถ้าแต่งกับคุณหนูพวกนั้นนะ ต่อไปเจ้าก็ต้องคอยปรนนิบัตินางแทนน่ะสิ”

   

   ปากของแม่โกวต้านยังคงพูดไม่หยุด “ข้าบอกเจ้านะ หลานสาวข้าใครเห็นก็ชม หน้าตามีบุญวาสนา สะโพกก็ผาย สำคัญที่สุดคือนางรู้วิธีปรนนิบัติผู้ชาย"

   

   พูดจบแม่โกวต้านก็กวาดตามองของบนรถม้าที่ยังไม่ได้ขนลงอย่างโลภมาก

   

   ของพวกนี้ดูก็รู้ว่าราคาแพงทั้งนั้น ถ้าพวกเขาได้ครอบครองของพวกนี้ก็ดีสิ

   

   ถ้าได้ของพวกนี้มา ชาตินี้พวกเขาก็ไม่ต้องกังวลเรื่องกินเรื่องใช้แล้ว

   

   คิดได้ดังนั้นแม่โกวต้านมุ่งมั่นอยากให้หลานสาวแต่งงานเข้าตระกูลฉินให้ได้

   

   “แม่โก่วต้าน ข้าบอกแล้วว่าข้ามีคนที่ถูกใจอยู่แล้ว เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องใจท่านมากังวลใจหรอก”

   

   แม่ของโก่วต้านยังคงทำตัวหน้าด้านหน้าทน “ป้าขอบอกเจ้านะ พวกหนุ่มๆสมัยนี้หาภรรยาก็มักจะมองหาแต่คนสวยๆ ร่างกายบอบบางอ่อนแอ ดูแล้วก็รู้ว่าทำงานไม่ได้ พวกเราที่ผ่านโลกมาแล้วย่อมไม่อยากให้พวกเขาต้องใช้ชีวิตครึ่งหลังแบบนั้นใช่ไหมเล่า”

   

   “ข้าบอกไว้เลยนะ หลานสาวของข้านั้นดีจริงๆ เอาอย่างนี้แล้วกัน ข้าจะพานางมาให้เจ้าดูสักหน่อย”

   

   “ไม่ต้องหรอก”



 บทที่ 292: คนดื้อดึง


   

   แม่เฒ่าฉินและฉินไห่เยี่ยนปฏิเสธอย่างพร้อมเพรียงกัน แต่น่าเสียดายที่แม่ของโก่วต้านทำตัวเหมือนคนหูหนวก ไม่สนใจคำพูดของแม่เฒ่าฉินและคนอื่นเลย เพราะนางหันหลังแล้ววิ่งหนีไปทันที

   

   “เอ๊ะ ท่านป้าว ท่านป้า…”

   

   ไม่ว่าฉินไห่เยี่ยนจะเรียกอย่างไรนางก็ไม่หันหลังกลับมามองสักนิด

   

   “ท่านแม่ เหตุใดนางถึงเป็นคนดื้อดึงเช่นนี้เหล่า ในหมู่บ้านก็มีพี่ชายหลายคนที่ยังไม่ได้แต่งงานไม่ใช่หรือ เหตุใดนางถึงหมายตาข้าโดยเฉพาะละ”

   

   แม่เฒ่าฉินแค่นเสียงอย่างเย็นชา พเยิดค้างชี้ไปที่กองของบนรถม้า

   

   “จะเป็นเพราะอะไรได้ ก็เพราะของพวกนั้นนั่นแหละที่ก่อเรื่อง”

   

   ฉินไห่เยี่ยนถึงกับพูดไม่ออก รีบเรียกต้าเป้ามาขนของเข้าไปข้างใน

   

   “เหล่าอู่ เจ้าไปซื้ออะไรมาอีกล่ะ”

   

   ฉินไห่เยี่ยนลากแม่เฒ่าฉินเข้าไปในห้อง หลังจากปิดประตูแล้วก็หยิบกล่องเล็ก ๆ ออกมาจากอก

   

   “ท่านแม่ ดูสิ ของชิ้นนี้คือโสมอายุร้อยปีที่ข้าใช้เงินห้าร้อยตำลึงซื้อมา ท่านเก็บไว้จะได้ให้พี่สะใภ้สามบำรุงร่างกาย”

   

   แม่เฒ่าฉินและเล่อเหนียงมองโสมขนาดเท่านิ้วมือในกล่องผ้าไหม ต่างก็พูดไม่ออก

   

   “เหล่าอู่ เจ้าแน่ใจหรือว่านี่คือโสมร้อยปี”

      

   ฉินไห่เยี่ยนตบอกอย่างมั่นใจ “แน่นอน โสมนี่เป็นโสมร้อยปีที่ข้าต้องใช้ความสัมพันธ์มากมายถึงจะซื้อมาได้ ปกติในท้องตลาดมีแต่พวกอายุหลักสิบทั้งนั้น”

   

   แม่เฒ่าฉินถอนหายใจ แล้วหันไปหยิบกล่องผ้าไหมจากตู้มาให้เขา

   

   “ท่านแม่ ข้าสิ่งนี้เป็นข้าที่ซื้อมาด้วยความเต็มใจ ท่านไม่จำเป็นต้องให้เงินข้า”

   

   แม่เฒ่าฉินกลอกตาใส่เขา “เจ้าเปิดดูก่อนแล้วค่อยพูด”

   

   “มันคืออะไรหรือ อย่าบอกนะว่าเป็นโสม” ฉินไห่เยี่ยนพูดพลางเปิดกล่องออก

   

   ชั่วพริบตาเขาก็นิ่งงันไป

   

   “นะ…นะ…นี่คือโสมหรือ”

   

   ฉินไห่เยี่ยนชี้ไปที่โสมในกล่องผ้าไหมซึ่งมีขนาดใหญ่เกือบเท่าสาม พลางพูดอย่างตื่นเต้น

   

   “ใช่แล้ว เพราะฉะนั้นท่านย่าจึงถามว่าท่านถูกหลอกมาหรือไม่”

   

   ฉินไห่เยี่ยนหัวเราะเบาๆสองครั้งแล้วก็เงียบไป

   

   เมื่อเทียบกับโสมที่ท่านแม่เอาออกมา การที่เขาใช้เงินห้าร้อยตำลึงซื้อโสมกลับมานั้นดูน่าขันไปหน่อยจริงๆ เมื่อเห็นฉินไห่เยี่ยนที่ดูเหมือนจะถูกทำร้ายจิตใจ เล่อเหนียงก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อนว่า

   

   “อาห้า โสมของท่านดูเหมือนหัวไชเท้าแห้งๆเลยนะ”

   

   คราวนี้ฉินไห่เยี่ยนเงียบสนิท เขามองโสมที่อยู่ในกล่องใบงาม แล้วมองโสมที่แม่เฒ่าฉินเอาออกมา ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าโสมที่เขาซื้อมาด้วยเงินห้าร้อยตำลึงนั้นเป็นหัวไชเท้าแห้งจริงๆ

   

   “เหล่าอู่เอ๋ย ความจริงแล้วที่บ้านเราไม่ขาดแคลนอะไรเลย เจ้าวิ่งเข้าอำเภอทุกวันเพื่อซื้อของมาเติมบ้านสารพัด"

   

   “ท่านแม่ ข้าเข้าใจแล้ว” ฉินไห่เยี่ยนตอบอย่างอึดอัด

   

   เขาแค่อยากซื้อของมาไว้ให้คนที่บ้านได้ใช้กันอย่างสุขสบาย เหตุใดสุดท้ายกลับรู้สึกว่าตัวเองช่างน่าขันเหลือเกิน ทั้งๆที่ความจริงแล้วบ้านของเราไม่ขาดแคลนอะไรทั้งนัน

   

   อุตสาห์ซื้อโสมร้อยปีมา คิดว่าจะซื้อกลับมาให้พี่สะใภ้สามบำรุงร่างกาย สุดท้ายท่านแม่กลับหยิบโสมที่ใหญ่กว่าและมีคุณภาพดีกว่าออกมา

   

   แบบนี้มันทำให้รู้สึกท้อแท้จริงๆ

      

   “เหล่าอู่ ความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการที่ครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน ตอนนี้เจ้ากลับมาแล้ว ข้าก็ไม่รู้ว่าพี่ใหญ่ของเจ้าจะมีโอกาสกลับมาหรือไม่”

   

   ฉินไห่เยี่ยนเห็นสีหน้าเศร้าสร้อยของท่านแม่จึงรีบเอ่ยปากปลอบโยนทันที

   

   “ท่านแม่ ท่านวางใจเถิด พี่ใหญ่ต้องกลับมาแน่นอน”

   

   “เขากตัญญูต่อท่านมากนัก รักใคร่เอ็นดูลิ่งอวี่ เขาจะทนไม่กลับมาได้อย่างไร”

   

   เล่อเหนียงก็กอดคอผู้เป็นย่าไว้แน่น เมื่อเห็นใบหน้าของนางเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตาย ก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน

   

   “ท่านย่า เล่อเหนียงจะช่วยท่านย่าตามหาลุงใหญ่นะ”

   

   “เล่อเหนียงจะจับลุงใหญ่มัดไว้ ไม่ให้ลุงใหญ่หนีไปไหนได้อีกดีหรือไม่”

   

   แม่เฒ่าฉินหัวเราะพรืดออกมา นางใช้มือแตะศีรษะเล็กๆของหลานสาว

   

   “เจ้าเด็กซน ตัวเล็กแค่นี้ก็รู้จึกปลอบย่าแล้วหรือ”

   

   ฉินไห่เยี่ยนเห็นมารดาของตนไม่มีท่าทางหดหู่เช่นนั้นแล้ว ในใจก็รู้สึกโล่งอก เขาไม่อยากให้ตัวเองเป็นเหตุให้ท่านแม่ไม่สบายใจ ถึงอย่างไรเรื่องของพี่ใหญ่ก็เป็นเรื่องต้องห้ามของครอบครัว”

   

   “ท่านแม่ ข้าจะอุ้มเล่อเหนียงออกไปเดินเล่น ท่านไปดูพี่สะใภ้สามเถอะ”

   

   “ก็ได้ หากเจ้าเบื่อก็ส่งเด็กให้สวี่ซิ่วอิงแล้วกัน”

   

   ฉินไห่เยี่ยนอุ้มเล่อเหนียงขึ้นมาทันที “ท่านวางใจได้ เด็กน้อยน่ารักนุ่มนิ่มคนนี้ใครบ้างจะไม่รัก ข้าจะเบื่อนางได้อย่างไร”

   

   “ใช่แล้ว เล่อเหนียงน่ารักมากนะ” เล่อเหนียงพูดเสียงออดอ้อน

   

   แม่เฒ่าฉินจำใจเริ่มไล่คน “ไปเถอะ ไปเถอะ พวกเจ้าออกไปเล่นข้างนอกกันเถอะ

   

   เล่อเหนียงหอมแก้มแม่เฒ่าฉินทีหนึ่ง แล้วรีบเร่งอาห้าให้ออกไปข้างนอก

   

   “อาห้า อาห้า พวกเราขึ้นภูเขาด้านหลังกันเถอะ”

   

   “เล่อเหนียง เจ้าจะขึ้นไปทำอะไรบนภูเขาหรือ”

   

   ฉินไห่เยี่ยนถามพลางเดินไปทางภูเขาหลังบ้าน ความจริงแล้วไปเดินเล่นที่ไหนก็เหมือนกัน เพียงแต่เขาต้องการรู้ว่าหลานสาวตัวน้อยของเขาต้องการทำอะไรกันแน่

   

   หลายวันมานี้ตั้งแต่เขากลับบ้าน เขาได้พบความแตกต่างบางอย่างของเล่อเหนียง หลานสาวของเขาฉลาดเกินไป เด็กบ้านอื่นอายุเท่านางยังพูดไม่ชัดเท่านางเลย

   

   นางไม่เพียงแต่พูดได้ยาวเป็นพรวน แต่ยังสามารถทะเลาะกับคนอื่นได้อีกด้วย

   

   “อาหมิงเฟิง เตาอบเสร็จแล้วหรือ”

   

   บนเขาด้านหลัง เล่อเหนียงและคนอื่นๆ เพิ่งขึ้นมาก็เห็นหมิงเฟิงกับหมิงจื้อสองพี่น้องนั่งยองๆอยู่บนพื้นกำลังใช้ก้อนหินทำอะไรบางอย่างอยู่ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาอยู่ที่นี่มานานแล้ว

   

   “คุณชายห้า คุณหนูน้อย” หมิงเฟิงและหมิงจื้อสองพี่น้องรีบลุกขึ้นคำนับทันทีที่เห็นเล่อเหนียง

   

   ฉินเหล่าอู่โบกมือให้พวกเขาลุกขึ้น “พวกเราล้วนเป็นชาวบ้านที่เกิดและเติบโตที่นี่ ไม่จำเป็นต้องมีพิธีรีตองอะไรมากมาย”

   

   “คุณหนูน้อย เตาอบที่ท่านต้องการเสร็จแล้ว แต่ข้าไม่รู้ว่าจะใช้งานได้หรือไม่”

   

   เล่อเหนียงมองดูเตาอบที่สร้างขึ้นจากดิน กำลังพิจารณาถึงความใช้งานได้จริงของมันเพราะเตาอบนี้ดูไม่น่าไว้ใจ แม้จะดูดีแต่พอหิมะตกลงมาเตาอบนี้อาจจะพังได้

   

   “อาหมิงเฟิง ท่านกลับบ้านแล้วบอกให้ท่านย่าจับเป็ดมาให้ท่านตัวหนึ่ง เอามาทำความสะอาดแล้วเอาใส่เข้าไปในเตาลองย่างดูว่าใช้ได้หรือไม่”

   

   “ได้ขอรับ คุณหนูน้อย” หมิงเฟิงรับคำแล้ววิ่งลงเขาไป เล่อเหนียงมองดูเงาร่างของหมิงเฟิงที่เดินจากไป ในใจนางพึมพำเบาๆ ว่าปู่หลี่เคยบอกว่าพวกเขาทั้งห้าคนมีวรยุทธ์ น่าเสียดายที่ถูกถูกยาพิษเล่นงาน

   

   ไม่รู้ว่าพิษในร่างกายของพวกเขาจะถอนได้เมื่อไหร่

   

   “อาคห้า พวกเราไปดูบ่อปลากันเถอะ ดูว่าปลาตัวเล็กๆโตขึ้นหรือยัง”

   

   ฉินไห่เยี่ยนแปลกใจ “บ้านของพวกเรามีบ่อปลาด้วยหรือ”

   

   “อืมอืม!” เล่อเหนียงพยักหน้าอย่างแรง

   

   บ่อปลานี้เป็นผลงานของนางนะ

   

   “อาห้า ปลาในบ่อนี้เลี้ยงไว้ทำลูกชิ้นปลา ลูกชิ้นปลาที่ป้าสะใภ้สามทำอร่อยมากเลย รอให้ท่านป้าคหายดีแล้วให้นางทำให้พวกเรากินนะ”

   

   ฉินไห่เยี่ยนบีบจมูกนางอย่างเอ็นดู “ได้สิ เจ้าแมวตัวน้อยขี้อ้อน”

   

   “ท่านห้า ท่านห้า หัวผักกาดหวานข้างๆนั่นก็เป็นของที่ท่านย่าปลูก หัวผักกาดหวานนี่อร่อยมากเลย หว๊านหวาน”

   

   เล่อเหนียงกระตือรือร้นแนะนำพืชผลต่างๆในบ้านให้เขาฟัง



 บทที่ 293: เล่อเหนียงเดินเล่นในหมู่บ้าน


   

   นางพบว่าเมื่อท่านอาห้ากลับมา แม้ใบหน้าจะเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แต่ระหว่างพวกเขากลับมีความห่างเหินบางๆคั่นกลางอยู่ ทำให้นางรู้สึกว่าท่านอาห้ากำลังละอายใจ

   

   ละอายใจที่ไม่ได้อยู่ร่วมกับตระกูลฉินในยามที่ยากลำบากที่สุด

   

   เล่อเหนียงเปิดเผยไพ่ตายทั้งหมดของครอบครัวให้ฉินไห่เยี่ยนเห็น นางเพียงต้องการให้เขาวางใจและลดความหางเหินนั่นลง

   

   นอกจากนี้บ้านเรายังปลูกต้นกระบองเพชรไว้บนภูเขาที่หมู่บ้านต้าไฮว่อีกเยอะเลย รอถึงปีหน้าเมื่ออากาศอุ่นขึ้นก็จะมีครั่งแล้ว ครั่งพวกนี้สามารถทำเป็นชาดได้”

   

   ฉินไห่เยี่ยนถามอย่างสงสัย “ชาดที่เจ้าเอาไปขายในตลาดครั้งก่อนใช่หรือไม่”

   

   เล่อเหนียงพยักหน้า “ใช่แล้ว คราวนั้นข้าให้อาสะใภ้หนึ่งตลับ ให้ท่านแม่หนึ่งตลับ ส่วนที่เอาไปขายนั้นเป็นของป้าสะใภ้สาม”

   

   ฉินไห่เยี่ยนจับประเด็นได้ทันที “ป้าสามของเจ้าให้เจ้าเอาไปขาย เพราะบ้านเรากำลังขาดเงินหรือ”

   

   เล่อเหนียงมองเขาอย่างแปลกใจ “อาห้า ท่านคิดเช่นนั้นได้อย่างไร”

   

   “แต่ว่าท่านป้าสามตั้งครรภ์ ทำให้นางใช้ชาดไม่ได้ ดังนั้นเล่อเหนียงถึงได้เอาชาดตลับนั้นไปถามว่ามีใครต้องการบ้าง เพราะว่าต่อไปบ้านเราจะทำชาดอีกมากมาย พวกเราจะหาเงินได้อีกเยอะแยะเลยนะ”

   

   ฉินไห่เยี่ยนเข้าใจแล้ว วันนั้นที่อำเภอ นางไม่ยอมขายให้ตนเพราะคิดจะทำธุระกิจระยะยาวกับเถ้าแก่ร้าน

   

   พวกเขาเดินเที่ยวรอบหนึ่งแล้วก็ตัดสินใจกลับบ้าน ระหว่างทางกลับได้ยินมาว่าสือไห่ถังฟื้นแล้ว จึงรีบเร่งให้อาห้าเดินเร็วมากกว่านี้

   

   “ท่านย่า ป้าสะใภ้สามของข้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่”

   

   เล่อเหนียงรีบวิ่งไปที่ห้องของฉินเหล่าซานทันที

   

   “ป้าสะใภ้สาม ท่านเจ็บหรือไม่” เล่อเหนียงมองใบหน้าซีดเซียวของสือไห่ถังด้วยความสงสาร

   

   “เด็กน้อยของป้า ข้าไม่เป็นไรแล้ว เจ้าออกไปเล่นเถิด ในห้องมีแต่กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง เจ้าอาจจะสำลักเอาได้”

   

   เล่อเหนียงส่ายหน้าไม่ยอมออกไป นางหยิบถ้วยชามาใบหนึ่ง แล้วใช้แขนเสื้อของท่านย่าบังไว้ รินน้ำวิเศษจากพื้นที่มิติลงไปแล้วยื่นให้สือไห่ถัง

   

   “เชิญเจ้าค่ะ ท่านป้าดื่มแล้วจะดีขึ้นนะ”

   

   สือไห่ถังไมไ่ด้สงสัยอะไรมากมาย รับถ้วยชามาดื่มน้ำวิเศษนั้นเข้าไปทันที

   

   ความสามารถของเล่อเหนียงเป็นที่ประจักษ์แก่สายตา คงต้องขอร้องเทพเซียนอยู่นานกว่าจะได้น้ำวิเศษมาครึ่งถ้วยเช่นนี้

   

   เพราะน้ำวิเศษนี้มีสรรพคุณดีเยี่ยมจริงๆ ก่อนหน้านี้หลิวซิ่วเถามีอาการเท้าบวมอย่างรุนแรง เล่อเหนียงจะนำน้ำมาให้แช่เท้าทุกวัน ตอนนี้แม้นางจะยังเดินกะเผลกอยู่ แต่ดูดีขึ้นกว่าเดิมมาก “ท่านย่า ข้าให้ป้าสะใภ้กินยานี้นะเจ้าค่ะ”

   

   เล่อเหนียงกำลังจะหยิบยาชงบำรุงเลือดและลมปราณออกมาจากพื้นที่มิติ เพื่อให้ย่าป้อนให้ป้าสะใภ้สามกิน

   

   ยาชงเหล่านี้ล้วนทำมาจากยาจีนสำเร็จรูป มีสรรพคุณเหมือนกับยาสมุนไพรต้มที่ทำเอง


   เพียงแต่ยาของนางไม่ขม และยังมีรสหวานอีกด้วย

   

   “เด็กน้อยของป้า ป้าขอบคุณเจ้ามากนะ” สือไห่ถังกล่าวอย่างจริงใจ

   

   ไม่เสียแรงที่รักและเอ็นดูเด็กคนนี้เป็นอย่างดี

   

   “งั้นป้าสะใภ้สามต้องหายเร็วๆนะเจ้าคะ ข้าอยากกินขนมกับลูกชิ้นปลาที่ป้าสะใภ้สามทำแล้ว”

   

   “รอข้าออกเดือนแล้วจะทำให้เจ้ากินดีหรือไม่”

   

   “อืม ดีเจ้าค่ะ”

   

   เล่อเหนียงรับคำแล้ววิ่งออกจากห้องไป

   

   ที่นี่มีย่า แม่ และอาสามคอยดูแลป้าสะใภ้สามอยู่แล้ว นางจึงไม่อยากรบกวนพวกเขา

   

   นางสามารถไปเดินเล่นคนเดียวได้ นางมุ่งหน้าไปยังห้องครัวในพื้นที่มิติของตนเอง ไก่ เป็ด และห่านเริ่มออกไข่กันอย่างคึกคัก

   

   ตอนนี้ข้างนอกเป็นฤดูหนาว แต่ในพื้นที่มิติเล็กๆของนางเป็นฤดูใบไม้ผลิตลอดทั้งปี ดังนั้นพวกไก่ เป็ด และห่านจึงเริ่มสร้างผลผลิตให้กับพื้นที่มิติเล็กๆอีกครั้ง

   

   นางเดินไปที่ห้องครัว ก่อนอื่นนางนำไข่ห่านสิบกว่าฟองไปใส่ไว้ในถังข้าว ตอนนี้ไข่ห่านเป็นของหายากในบ้าน นางไม่สามารถนำออกมาข้างนอกอย่างเปิดเผยได้

   

   สาเหตุหลักก็คือตอนนี้ครอบครัวของพวกเขาไม่ได้เลี้ยงห่าน

   

   หลังจากวางไข่ห่านเสร็จ นางก็นำผักกาดขาวและผักใบเขียวอื่นๆออกมาใส่ไว้ในตระกร้าผัก จากนั้นนางก็ไปที่เล้าไก่ วางไข่ไก่ยี่สิบกว่าฟองลงในเล้า ทำให้แม่ไก่ที่กำลังออกไข่อยู่มองดูไข่ที่ปรากฏขึ้นมาอย่างงุนงง

   

   ตอนนี้พวกมันกำลังมองไปที่ก้นตนเอง อย่างกับว่าเมื่อครู่ที่มันผายลมออกมา มันออกไข่มากขนาดนั้นเลยเหรอ หลังจากวางไข่ไก่เสร็จก็ถึงเวลาวางไข่เป็ด นางวิ่งไปที่เล้าเป็ดและโยนไข่เป็ดสิบกว่าฟองลงเข้าไปไว้ในเล้าเป็ด

   

   แต่นางลืมไปว่าฝูงเป็ดจำนวนมากที่พ่อของนางซื้อมานั้นล้วนเป็นเป็ดตัวผู้ทั้งหมด

   

   จนกระทั่งฉินไห่เยี่ยนที่เดินผ่านมา เห็นกองไข่เป็ดและฝูงเป็ดตัวผู้ที่ส่งเสียงร้องวุ่นวายถึงกับพูดไม่ออกเป็นเวลานาน

   

   หลังจากเอาไข่ออกมาเสร็จแล้ว นางก็หยิบกะหล่ำปลีลูกใหญ่ออกมาจากพื้นที่มิติเพื่อให้อาหารลูกแพะ

   

   ปกติแล้วลูกแพะตัวนี้พี่เจ็ดของนางจะเป็นคนให้อาหาร

   

   ส่วนลาตัวใหญ่ในบ้านนั้น ลิ่งเหวินมีหน้าที่ให้อาหาร

   

   ส่วนวัวแก่กับลูกวัว เสี่ยวลิ่วแย่งไปให้อาหารเสียเอง เพราะแต่ก่อนเป็นหน้าที่ของเหล่าพ่อเฒ่าจากบ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อ แต่สุดท้ายก็ทนการรบเร้าของเด็กๆเหล่านี้ไม่ได้ พวกเขาจึงยกหน้าที่นี้ให้พวกเด็กๆไป

   

   พวกเขาเพียงแค่รับผิดชอบทำความสะอาดคอกวัวและเก็บมูลวัวเท่านั้น หลังจากทำทุกอย่างเสร็จแล้ว ขาสั้นๆก็เดินไปที่สำนักศึกษาในหมู่บ้าน

   

   ตอนนี้เล่อเหนียงเป็นที่รักของทั้งหมู่บ้าน ใครที่เห็นนางบนถนนก็จะลูบหัวเล็กๆของนางด้วยความเอ็นดู ส่วนเรื่องที่นางออกไปเล่นข้างนอกแล้วจะมีอันตรายหรือไม่นั้นไม่ต้องเป็นห่วง

   

   หมู่บ้านตระกูลฉินผู้คนต่างพากันพูดว่า ใครก็ตามที่บ้าพอจะมาลักพาตัวสมบัติล้ำค่าของหมู่บ้านพวกเขา คนพวกนั้นไม่มี่ทางรอดกลับไปแน่

   

   “พี่ชาย!”

   

   เมื่อเล่อเหนียงเดินมาถึงสำนักศึกษาก็ยังไม่ถึงเวลาเลิกเรียน

   

   นางแกล้งทำเป็นแอบอยู่ที่ประตูแล้วร้องเรียกพี่ชายหลายคน จากนั้นก็ถูกฉินเหล่าเอ้อร์จับแขนอุ้มเข้าไปข้างใน

   

   “เล่อเหนียง เจ้ามาอยู่ที่นี่คนเดียวได้อย่างไร ท่านแม่เล่า ท่านแม่ไม่ได้มากับเจ้าหรือ”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์กลับไปมองด้านหลังเมื่อเห็นว่าไม่มีใครตามมาด้วยจึงถามด้วยความสงสัย

   

   “เล่อเหนียงออกมาคนเดียว ท่านย่าและคนอื่นๆกำลังยุ่งอยู่เจ้าค่ะ”

   

   ฉินเหล่ารีบมองไปรอบๆ เพื่อตรวจสอบว่าเด็กน้อยเด็กชนหรือหกล้มหรือไม่

   

   “เล่อเหนียงสบายดีเจ้าค่ะ ไม่ได้หกลมเลยสักนิด” เล่อเหนี่ยวตอบอย่างมั่นใจ

   

   เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉินเหล่าเอ้อร์จึงค่อยวางใจและอุ้มเล่อเหนี่ยวไปนั่งข้างหงอวี่ แล้วเริ่มสอนหนังสือต่อ

   

   เล่อเหนียงได้นั่งข้างเสี่ยว ด้านซ้ายของนางคือเสี่ยวอู่ ด้านหน้าเป็นเสี่ยวหลิ่ว นางนั่งอยู่ตรงกลางพลางเล่นอย่างสนุกสนาน บางทีก็ดึงผมเสี่ยวอู่ บางทีก็จับหน้าของเสี่ยวฉี

   

   ขณะเดียวกันตระกูลฉินเกือบจะเสียสติเพราะหาตัวเล่อเหนียงไม่เจอ!



 บทที่ 294: เป็ดตัวผู้ออกไข่


   

   “เล่อเหนียง เล่อเหนียง…” เสียงร้องเรียกอย่างร้อนรนของแม่เฒ่าฉินดังมาจากด้านนอก

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ที่กำลังสอนหนังสือให้เด็กๆอยู่ได้ยินเสียงเรียกจึงรีบเดินออกไปข้างนอก

   

   “ท่านแม่ เกิดอะไรขึ้นหรืขอรับ”

   

   แม่เฒ่าฉินรีบพูดว่า “เหล่าเอ้อร์ เจ้าเห็นเล่อเหนียงบ้างไหม นางหายตัวไปอีกแล้ว”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วชี้ไปที่ในสำนักศึกษาพลางกล่าวว่า

   

   “เล่อเหนียงอยู่ข้างในขอรับ”

   

   แม่เฒ่าฉินรีบวิ่งเข้าไปข้างใน แล้วกอดเล่อเหนียงไว้แน่น

   

   “หลานรักของย่า เหตุใดถึงออกมาข้างนอกคนเดียวเช่นนี้เล่า ย่าตกใจแทบแย่”

   

   เล่อเหนียงมองสีหน้าตกใจของย่า แล้วนึกขึ้นได้ว่าท่านย่าเคยบอกไม่ให้นางออกนอกบ้านเพียงลำพัง

   

   “ท่านย่า…”

   

   เล่อเหนียงยังพูดไม่ทันจบ แม่เฒ่าฉินก็อุ้มนางวิ่งกลับบ้านไปแล้ว

   

   เล่อเหนียงเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของผู้เป็นย่า นางก็รู้สึกว่าอีกไม่นานนางจะเจอเคราะห์ร้ายเป็นแน่

   

   “เล่อเหนียง…”

   

   สวี่ซิ่วอิงเห็นเล่อเหนียงกลับมาแล้ว ก็ยื่นมือออกไปหมายจะอุ้มนาง แต่กลับถูกแม่เฒ่าฉินปัดมือออก แม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียงกลับเข้าห้อง วางนางลงบนเตียงเตา แล้วหันหลังไปหยิบไม้เรียวเล็กๆหนึ่งอัน

   

   “เล่อเหนียง เจ้ารู้ตัวหรือยังว่าทำผิด”

   

   เล่อเหนียงมองไม้เรียวในมือนาง คอเล็กๆหดลงเล็กน้อย

   

   “ท่านย่า เล่อเหนียงรู้ผิดแล้วเจ้าค่ะ"

   

   เห็นสีหน้าเย็นชาของย่า นางจึงหันก้นอวบๆออกไปอย่างรู้งาน

   

   “ท่านย่า เล่อเหนียงรู้สึกผิดแล้ว ท่านตีเบาๆหน่อยได้ไหมเจ้าคะ”

   

   แม่เฒ่าฉินสีหน้าเย็นชา ถือไม้เรียวเล็กๆตีมือนางสองที

   

   “คราวหน้ายังกล้าวิ่งเพ่นพ่านอีกหรือไม่”

   

   “คราวหน้ายังกล้าวิ่งออกไปข้างนอกโดยไม่บอกกล่าวอีกหรือไม่”

   

   เล่อเหนียงทำปากยื่น “ท่านย่า ข้าขอโทษ คราวหน้าข้าจะไม่กล้าทำอีกแล้ว”

   

   แม่เฒ่าฉินถามด้วยสีหน้าเย็นชา “แล้วถ้าคราวหน้าเจ้าวิ่งออกไปข้างนอกอีก จะทำอย่างไร”

   

   เล่อเหนียงส่ายหัวแรงๆ น้ำตาเม็ดโตไหลออกมา

   

   “ฮือ ท่านย่า เล่อเหนียงไม่กล้าทำอีกแล้วจริงๆเจ้าค่ะ”

   

   แม่เฒ่าฉินมองเล่อเหนียงที่กำลังร้องไห้น้ำตาไหลพราก ในใจพลันรู้สึกเจ็บปวด นางโยนไม้เรียวทิ้งแล้วกอดเล่อเหนียงแน่น

   

   “หลานรัก เจ้ารู้ไหมว่าวันนี้เจ้าทำให้ย่าตกใจแทบตาย”

   

   "เจ้าบอกข้าสิ ถ้าเจ้าเป็นอะไรไปนิดหน่อย ย่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร”

   

   แม่เฒ่าฉินกอดเล่อเหนียงพลางร้องไห้ ฟ้าดินเป็นพยาน เมื่อครู่ตอนที่นางหาเล่อเหนียงไม่พบ นางแทบจะเสียสติไปแล้ว ในหัวของนางเกิดความคิดน่ากลัวมากมาย

   

   ถ้าเล่อเหนียงหายไปจริงๆ นางก็คงไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

   

   “ท่านย่า เล่อเหนียงสัญญา ต่อไปเล่อเหนียงจะไม่ไปวิ่งเล่นที่ไหนอีกแล้ว”

   

   เล่อเหนียงเห็นท่านย่ากอดนางพลางร้องไห้โฮ จึงรีบเช็ดน้ำตาให้นางและรับปากว่า

   

   ความจริงแล้วนางก็ไม่รู้ว่าเหตุใดตนเองถึงได้เสียสติ แล้วหนีออกไปเดินเล่นคนเดียวแบบนั้น แม้ว่านางจะคิดว่าในหมู่บ้านนั้นปลอดภัย ไม่มีใครจะลักพาตัวนางไป ไม่มีใครจะทำร้ายนาง แต่นางลืมไปว่าตอนนี้นางเป็นเพียงเด็กอายุหนึ่งขวบ ในสายตาของผู้ใหญ่ นางยังเป็นเพียงเด็กน้อยที่ยังไม่หย่านม

   

   “หลานรัก เจ้าเจ็บหรือไม่ ย่าจะเป่าให้นะ”

   

   แม่เฒ่าฉินหลังจากร้องไห้แล้ว ก็รีบคว้ามือของเล่อเหนียงมาดู

   

   เมื่อเห็นรอยแดงสดบนมือขาวนุ่มนิ่มของหลานสาวก็รู้สึกเจ็บปวดใจยิ่งนัก ขณะที่หายามาทามือให้หลานสาว นางก็ตำหนิตัวเองว่าตนเองบ้าไปแล้วหรือ ความจริงแล้วเป็นนางเองที่ดูแลเล่อเหนียงไม่ดี นางถึงได้หนีออกไปวิ่งเล่นแบบนั้น เหตุใดถึงต้องตีนางด้วย

   

   แถมยังออกแรงตีขนาดนั้น ดูสิ มือหลานรักของนางบวมไปหมดแล้ว คิดถึงตรงนี้ นางก็ร้องไห้อีกครั้ง เหล่าซื่อเพิ่งจากไปไม่นาน นางก็ลงมือตีลูกสาวของเขาเสียแล้ว ไม่รู้ว่าเมื่อเหล่าซื่อกลับมาจะเกลียดนางหรือไม่

   

   ขณะนั้นสำนักศึกษาก็เลิกงานพอดี หงอวี่วิ่งพรวดพราดเข้ามาในบ้านราวกับประทัดตัวน้อยตรงดิ่งไปที่ห้องของท่านย่า

   

   “ท่านย่าขอรับ น้องสาว”

   

   หงอวี่เข้ามาพอดีกับที่แม่เฒ่าฉินกำลังทายาให้มือเล่อเหนียง ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นทันที

   

   “ท่านย่าตีน้องสาวหรือ”

   

   “ท่านย่าถึงกับยอมตีน้องสาวเชียวหรือ”

   

   ท่านย่าฉินมองสีหน้าของหงอวี่ ก็รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ นางแค่นเสียงอย่างเย็นชา

   

   "เก็บสีหน้าประหลาดใจของเจ้าไปเสีย ในบ้านหลังนี้ ข้าไม่สนว่าใครจะทำผิด ข้าจะตีทุกคนโดยไม่มีข้อยกเว้น แม้แต่เจ้าก็เช่นกัน”


   หงอวี่เกาศีรษะพลางหัวเราะเบาๆ “ท่านย่า ข้าเป็นเด็กดีนะ ดีมากเลย ท่านย่าจะใจร้ายตีข้าได้อย่างไรกัน”

   

   ท่านย่าฉินหันหน้าหนีไม่มองเขา นางรู้จักนิสัยของเสี่ยวชีเป็นอย่างดี เจ้าเด็กคนนี้ปากหวานนัก พูดแค่ประโยคเดียวก็สามารถทำให้คนอื่นหลงใหลได้ แต่ถ้าเกิดเขาคิดร้ายขึ้นมา ในบ้านนี้แทบไม่มีใครเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้เลย

   

   เสี่ยวอู่และเสี่ยวลิ่วเกือบจะถูกเขาทำให้ซึมเศร้าไปแล้ว

   

   “พอแล้ว พอแล้ว พวกเจ้าสองคนออกไปเล่นได้ แต่จำไว้ว่าห้ามออกนอกบ้านเด็ดขาด”

   

   เล่อเหนียงและหงอวี่ดวงตาเป็นประกายด้วยความดีใจพร้อมกล่าวพร้อมกันว่า

   

   “ขอบคุณท่านย่า”

   

   หงอวี่ก้าวไปข้างหน้าช่วยสวมรองเท้าให้เล่อเหนียง แล้วพานางออกจากห้องไป

   

   ท่านย่าฉินมองร่างของเด็กทั้งสองที่จับมือกันเดินออกไป นางถอนหายใจอย่างจนปัญญาเสี่ยวชีผู้นี้ทนไม่ได้เลยที่เห็นเจ้าเล่อเหนียงต้องบาดเจ็บแม้เพียงเล็กน้อย ถึงแม้ว่าความเจ็บปวดนั้นจะเกิดจากคนในครอบครัวก็ตาม

   

   “น้องสาว วันนี้เจ้าไปสร้างเรื่องอะไรมาหรือ” หงอวี่ถาม

   

   “ข้าเอาไข่ห่านไปใส่ไว้ในถังข้าวในครัวเยอะมาก”

   

   “ข้าเอาไข่ไก่ไปให้แม่ไก่ฟักประมาณยี่สิบกว่าฟอง”

   

   “อ้อ ยังมีอีกอย่าง ข้าเอาไข่เป็ดไปให้เป็ดเป็ดด้วยนะ”

   

   หงอวี่รับคำแล้วจึงตอบสนองด้วยการเปล่งเสียงดังขึ้นว่า

   

   “เจ้าเอาไข่เป็ดไปใส่ในเล้าเป็ดงั้นหรือ”

   

   เล่อเหนียงกะพริบตาอย่างไร้เดียงสา “ทำเช่นนั้นไม่ได้หรือ”

   

   แย่ละ เสี่ยวชีกุมขมับ “แน่นอนว่าไม่ได้ เป็ดพวกนั้นล้วนเป็นเป็ดตัวผู้ทั้งนั้น เจ้าจะให้เป็ดตัวผู้ออกไข่ได้อย่างไร”

   

   เล่อเหนียง “...”

   

   เรื่องนี้ก็ไม่อาจโทษนางได้ซะหน่อย ใครจะไปรู้ว่าท่านพ่อของเขาผู้โง่เขลาซื้อเป็ดมาทั้งฝูง แต่เป็ดทั้งหมดกลับเป็นตัวผู้ ก็ว่าเหตุใดเป็ดพวกนั้นถึงไม่ออกไข่สักที

   

   “พี่เจ็ด เร็วเข้า พวกเราไปเก็บไข่เป็ดกันเถอะ”

   

   หงอวี่พยักหน้าแล้วอุ้มเล่อเหนียงวิ่งไปที่เล้าเป็ดหลังบ้าน แต่พอพวกเขาวิ่งไปถึงเล้าเป็ด ก็เห็นคนคนหนึ่งนั่งยองๆอยู่ในเล้า

   

   เล่อเหนียงกับหงอวี่คิดในใจพร้อมกันว่า แย่แล้ว

   

   “อาห้า ท่านมานั่งทำอะไรอยู่ในเล้าเป็ดหรือ”

   

   ฉินไห่เยี่ยนเงยหน้ามอง เห็นเล่อเหนียงกับหงอวี่ยืนอยู่ข้างหลังก็รีบโบกมือเรียกพวกเขาเข้ามา


   “พวกเจ้าดูสิ เป็ดพวกนี้เป็นเป็ดตัวผู้ใช่หรือไม่”

   

   เล่อเหนียงกับหงอวี่ส่ายหน้าพร้อมกัน “ไม่รู้จักเจ้าค่ะ ข้าแยกไม่ออก”

   

   ฉินไห่เยี่ยนตื่นเต้นดึงให้พวกเขานั่งยองลงข้างกัน “เล่อเหนียง เสี่ยวชี ข้าจะบอกให้ ฝูงเป็ดนี้เป็นตัวผู้ทั้งหมด”

   

   “ปกติเสียงร้องของเป็ดตัวเมียจะดังมาก ส่วนเป็ดตัวผู้เสียงร้องเสียงเบากว่า พวกเจ้าฟังสิ เป็นพวกนี้ร้องเสียงเบาจะตาย”

   

   เล่อเหนียงกับหงอวี่หน้างงทั้งคู่ พวกเขาไม่เข้าใจว่าทำไมอาห้าถึงดึงพวกเขามาแยกเป็ดตัวผู้ตัวเมีย

   

   พวกเจ้าก็ไม่ได้ตั้งใจจะเลี้ยงเป็ดสักหน่อย!

   

   ฉินไห่เยี่ยนมองดูเด็กน้อยสองคนที่มีสีหน้างุนงง แล้วอย่างก็ล้วงไข่เป็ดหลายฟองออกมาจากด้านหลัง

   

   “พวกเจ้าดูสิ เป็ดตัวผู้ออกไข่แล้ว!”



 บทที่ 295: เจ้าหมายความว่าอย่างไร


   

   “พวกเจ้าว่ามันน่าอัศจรรย์หรือไม่” ฉินไห่เยี่ยนเอ่ยขึ้นอย่างตื่นเต้น “วันนี้ข้าจะต้อนฝูงเป็ดพวกนี้ไปขายที่อำเภอ พวกเจ้าว่าจะขายได้ราคาดีหรือเปล่า”

   

   “อย่างไรเสียเป็ดตัวผู้ออกไข่ก็ไม่มีใครไม่เคยเห็นมาก่อนใช่หรือไม่”

   

   เล่อเหนียงและหงอวี่ยังคงงุนงง มองดูอาห้าที่มีสีหน้าตื่นเต้น จู่ๆพวกเขาก็รู้สึกอยากจะหนีขึ้นมา

   

   เด็กน้อยทั้งสองคิดอย่างไรก็ทำอย่างนั้น หงอวี่ลุกขึ้นอุ้มเล่อเหนียงแล้ววิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว

   

   คราวนี้ก็ถึงตาฉินไห่เยี่ยนที่งุนงงบ้าง เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเด็กน้อยสองคนนี้ถึงได้วิ่งหนีไป


   หรือว่าพวกเขาจะรีบไปเล่าเรื่องอัศจรรย์นี้ให้ชาวบ้านฟังก่อน เขาคิดเช่นนั้นจึงรีบเก็บไข่เป็ดทิ้งสองสามฟองแล้ววิ่งไปหามารดา

   

   ตอนนี้แม่เฒ่าฉินและสวี่ซิ่วอิลังอยู่ในห้องของฉินเหล่าซาน พวกนางเพิ่งทำความสะอาดร่างกายให้สือไห่ถังเสร็จ ก็ได้ยินเสียงโวยวายของลูกชายคนเล็กดังมาจากข้างนอก

   

   แม่เฒ่าฉินขมวดคิ้วเดินออกไปถามว่า “เหล่าอู่ เจ้าอะไรขึ้นกับเจ้า”

   

   ฉินไห่เยี่ยนยื่นไข่เป็ดสองฟองในมือให้แม่เฒ่าฉินดู “ท่านแม่ ดูนี่สิ!”

   

   แม่เฒ่าฉินมองไข่เป็ดสองฟองในมืออย่างงุนงงแล้วถามว่า

   

   “เหล่าอู่ ไข่เป็ดสองฟองนี้มีปัญหาอะไรหรือ”

   

   ฉินไห่เยี่ยนส่ายหัวและบอกให้นางเดา แม่เฒ่าฉินขมวดคิ้วคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยังคิดไม่ออกว่าฉินไห่เยี่ยนกำลังทำอะไร

   

   “เหล่าอู่ ถ้าเจ้าอยากกินไข่เป็ดก็ไปต้มเองเถอะ”

   

   ฉินไห่เยี่ยนพูดด้วยท่าทางมีลับลมคมใน “ท่านแม่ ข้าเจอไข่เป็นพวกนี้ในเล้าเป็ด มันมีเยอะมากเลยนะ”

   

   “แต่ในเล้าเป็ดของพวกเรามีแต่เป็ดตัวผู้นะ จู่ๆจะมีไข่เป็ดเยอะขนาดนี้ได้อย่างไร ต้องเป็นตัวผู้พวกนั้นออกไข่แน่เลย ถ้าพวกเราเอาเป็ดตัวผู้พวกนี้ไปขายที่อำเภอ รับรองว่าต้องขายดีแน่ๆ”

   

   ฉินไห่เยี่ยนพูดจบก็รอคำชมจากมารดาอย่างภาคภูมิใจ แม่เฒ่าฉินแทบจะนึกออกทันทีที่ได้ยินคำพูดของฉินไห่เยี่ยนว่าไข่เป็ดมาจากไหน

   

   เมื่อมองดูไข่เป็ดเปลือกบางสองฟองขนาดใหญ่นี้ นางไม่จำเป็นต้องคิดก็รู้ว่านี่เป็นฝีมือของหลานสาวสุดที่รักแน่นอน เพียงแต่เหล่าอู่ผู้โง่เขลาคนนี้ ยังไม่รู้ถึงความพิเศษของเล่อเหนียงเท่านั้นเอง

   

   “ท่านแม่ ท่านคิดว่าข้อเสนอของข้าเป็นอย่างไรบ้าง”

   

   แม่เฒ่าฉินยกมือขึ้นแตะหน้าผาก ส่วนสวี่ซิ่วอิงและฉินเหล่าซานที่อยู่ข้างกำลังแอบหัวเราะเงียบๆ

   

   พวกเขาคิดออกแล้วว่าไข่เป็ดเหล่านี้มาจากที่ไหน

   

   “เหล่าอู่เอ๋ย เจ้าจะทิ้งความคิดที่ไม่สมเหตุสมผลนี้ไปเสียได้หรือไม่” ในช่วงฤดูหนาวเช่นนี้ ตระกูลใหญ่ตระกูลไหนจะมีเวลาว่างไปซื้อเป็ดสองตัวของเจ้า”

   

   ฉินไห่เยี่ยนพูดด้วยสีหน้าตื่นเต้น “แต่นี่เป็นเป็ดตัวผู้นะขอรับ การที่เป็ดตัวผู้ออกไข่ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกหรือ”

   

   “ตระกูลใหญ่ในเมืองไม่ชอบของแปลกๆกันหรือ”

   

   แม่เฒ่าฉินรู้สึกหมดปัญญากับลูกชายคนเล็กคนนี้จริงๆ จึงพูดว่า “เจ้าไม่ต้องสนใจเป็ดตัวผู้เหล่านี้หรอก เจ้าแค่จำไว้ว่าเป็ดตัวผู้ไม่ออกไข่ก็พอ”

   

   ฉินไห่เยี่ยนมองดูสีหน้าอ่อนใจของมารดา พี่สาม พี่สะใภ้สาม พี่สี่ที่กำลังมองเขาอย่างขบขน จึงกดความคิดบ้าๆนี้กับลงไป

   

   บางทีอาจจะเป็นอย่างที่ท่านแม่พูด เป็ดตัวผู้คงไม่ออกไข่จริงๆ

   

   “ท่านแม่ ท่านดูแลพี่สามเถอะ ข้าจะไปดูเล่อเหนียง” ฉินไห่เยี่ยนพูดจบก็หันหลังเดินจากไป

   

   “ท่านแม่จะให้บอกเรื่องความพิเศษของเล่อเหนียงให้เหล่าอู่รู้หรือไม่ ให้เขาเตรียมใจไว้บ้าง อย่าให้เขาเอาสัตว์หรือพืชที่รู้จักหรือไม่รู้จักมาโยนเข้าบ้านเรื่อยเปื่อย”

   

   แม่เฒ่าฉินครุ่นคิดสักครู่แล้วก็พยักหน้า

   

   ตอนนั้นลิ่งเหวินวิ่งเข้ามาจากข้างนอกว่าเพื่อบอกว่ามีคนมาหา

   

   แม่เฒ่าฉินสงสัยใกล้ถึงเวลาอาหารแล้วใครกันที่มาเวลานี้ ระหว่างกำลังคิดอยู่อย่างนั้นแต่ก็จัดแจงเสื้อผ้าแล้วเดินไปที่ประตูลาน แต่เมื่ออกมาแล้วเห็นหญิงสองคนนั้น ใบหน้าของแม่เฒ่าฉินก็กลายเป็นบึ้งตึงทันที

   

   “เสี่ยวอวิ๋น ทักทายแม่เฒ่าฉินเร็วเข้า”

   

   ผู้หญิงสองคนนอกประตู คนหนึ่งคือแม่ของโก่วต้าน ส่วนอีกคนนางไม่รู้จัก

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นแม่ของโก่วต้านก็รู้ทันทีว่านางคิดอะไรอยู่

   

   “แม่ของโก่วต้าน เจ้าหมายความว่าอย่างไร” แม่เฒ่าฉินพูดด้วยสีหน้าเย็นชา

   

   แม่โก่วต้านยิ้มแย้มพูดว่า “แม่เฒ่าฉิน นางคือหลานสาวของข้าเอง ข้าไม่ได้บอกหรือว่าวันนี้จะพานางมาแนะนำให้พวกท่านได้รู้จัก”

   

   แม่เฒ่าฉินมองหญิงรูปร่างอ้วนจ้ำม่ำ ใบหน้ายังมีไฝดำเม็ดใหญ่ก็รู้สึกหมดคำพูดทันที นี่คือหลานสาวรูปงาม ขยันทำงานบ้าน ประหยัดกิน วันละแค่มื้อเดียวที่อีกฝ่ายบอกงั้นหรือ

   

   “แม่โก่วต้าน ข้าบอกตอนไหนหรือว่าให้เจ้าพาหลานสาวมาแนะนำให้รู้จัก”

   

   แม่โก่วต้านเป็นคนหน้าหนา นางไม่สนใจท่าทางเย็นชาของแม่เฒ่าฉินเลยแม้แต่น้อย


   “ท่านป้า อย่างไรเสียพวกเราก็มากัน ท่านจะไม่เชิญพวกเราเข้าไปนั่งดื่มชาหน่อยเหรอ แบบนี้ไม่เหมือนกับธรรมเนียมการต้อนรับของบ้านท่านเลยนะ”

   

   แม่เฒ่าฉินไม่อยากให้นางเหยียบย่างเข้ามาในบ้านพันครั้ง หมื่นครั้ง คนอย่างแม่โก่วต้านเป็นเหมือนกอเอี๊ยะติดแน่นหนึบ ถ้าให้เข้าบ้านก็คงจะไล่ไม่ไปแน่ๆ

   

   ขณะที่แม่เฒ่าฉินกำลังลำบากใจ ฉินเหล่าอู่ก็เดินมาพร้อมกับเล่อเหนียงและหงอวี่


   “ท่านแม่ คนพวกนี้ใครกัน เหตุใดถึงมายืนขวางเกะกะอยู่ที่ประตูหน้าบ้าน”

   

   “อ้าว ฉินเหล่าอู่ ข้าเองไง เมื่อวานพวกเราก็เจอกันแล้วรอบหนึ่ง” แม่โก่วต้านยิ้มหวาน


   ฉินไห่เยี่ยนมองไปที่แม่โก่วต้านที่กำลังยื่นหน้าออกมาแล้วก็ผงะตกใจ ก่อนหน้านางนี้โดนหญิงอ้วนบังไว้จนเขามองไม่เห็น ถ้าเห็นก่อนหน้านี้คงหนีไปนานแล้ว

   

   “มาสิ เสี่ยวอวิ๋น เขาคือคนที่ข้าบอกเจ้า เขาคือคนที่เจ้าจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยต่อไป ฉินเหล่าอู่”

   

   เสี่ยวอวิ๋นทำตาหวานและพูดน้ำเสียงอ่อนโยน “พี่ห้าฉิน”

   

   คำนี้ทำให้ฉินไห่เยี่ยนตกใจจนถอยหลังไปสองก้าว “เจ้า...เจ้า...เข้าไม่รู้จักเจ้า เจ้าอย่าเรียกสุ่มสี่สุ่มห้านะ!”

   

   เหตุใดผู้คนนี้ถึงน่ากลัวเช่นนี้ โดยเฉพาะตอนที่นางกะพริบตาส่งสายตา คิดว่าแบบนั้นดูน่ารักงั้นหรือ

   

   เสี่ยวอวิ๋นคิดว่าฉินไห่เยี่ยนถอยหลังเพราะเขิน นางจึงเดินเข้าไปหาเขา “พี่ห้าฉิน ข้าชื่อเสี่ยวอวิ๋น ต่อไปข้าจะดูแลท่านเอง”

   

   ช่วยด้วย! นี่มันผู้หญิงประหลาดจากไหนกัน

   

   “เจ้าหยุดตรงนั้นเลย อย่าเข้ามา!” ฉินไห่เยี่ยนรีบย่อตัวลงอุ้มหงอวี่และเล่อเหนียงขึ้นมาบังตัวเขาไว้

   

   เสี่ยวอวิ๋นเห็นท่าทางของเขา จึงทำหน้าเหมือนเข้าใจผิดไป “พี่ห้าฉิน เราเพิ่งเจอกันครั้งแรก เจ้าก็อยากให้ข้ามีลูกกับเจ้าแล้วเหรอ ข้าเขินนะ แต่ข้าก็มีลูกชายสองคนแล้ว ถ้าพี่ห้าฉินอยากมี ข้าก็จะมีให้ท่าน”

   

   คราวนี้ฉินไห่เยี่ยนแทบจะร้องไห้ออกมา เขาเคยไปก่อกรรมทำเข็ญอะไรไว้กัน

   

   เล่อเหนียงเห็นผู้หญิงคนนี้เข้ามาใกล้เรื่อยๆ สายตาของนางก็เปลี่ยนแปรเป็นเย็นชาและกำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง

   

   “หยาบคาย!” หงอวี่พูดเสียงเข้มพร้อมทำหน้าเคร่งขรึม “หญิงอัปลักษณ์ผู้นี้มาจากไหน ถอยออกไปเดี๋ยวนี้!"

   

   พลังของผู้สูงศักดิ์ในสายเลือดของเด็กหนุ่มแผ่ออกมา ทำให้เสี่ยวอวิ๋นและแม่โก่วต้านยืนนิ่งค้างไปทันที

   

   ฉินไห่เยี่ยนฉวยโอกาสนี้รีบวิ่งเข้าบ้าน แต่เสี่ยวอวิ๋นไวกว่า นางดึงเขาไว้ด้วยแรงมหาศาลจนฉินไห่เยี่ยนเสียหลักล้มลงไปที่พื้น ทำให้หงอวี่และเล่อเหนียงที่เขาอุ้มอยู่ล้มลงไปพร้อมกัน

   

   ศีรษะเล่อเหนียงดันไปกระแทกหินพอดี ขณะนั้นความคิดเดียวที่แล่นผ่านในหัวของเล่อเหนียงคือ จบแล้ว!



 บทที่ 296: โชคร้ายเหลือเกิน


   

   “เล่อเหนียง!” แม่เฒ่าฉินวิ่งเข้าไปราวกับคนเสียสติ นางโอบกอดเล่อเหนียงไว้ในอ้อมอกแน่น

   

   “เล่อเหนียง ตื่นเร็วเข้า มีใครอยู่บ้าง ช่วยด้วย!”

   

   แม่เฒ่าฉินร้องไห้ฟูมฟายด้วยความตกใจ แต่ไม่ว่าแม่เฒ่าฉินจะร้องไห้เสียงดังแค่ไหน เล่อเหนียงก็ไม่มีทีท่าขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย หงอวี่ลูบหลังศีรษะของนางโดยไม่รู้ตัว เลือดบนฝ่ามือทำให้ตาทั้งสองข้างของเขาแดงก่ำ แม่เฒ่าฉินเห็นเลือดบนมือของเขา ก็ตกใจจนเสียสติ

   

   “หมอหลี่ รีบมาช่วยเล่อเหนียงเร็วเข้า!”

   

   แม่เฒ่าฉินตะโกนพลางพยายามอุ้มเล่อเหนียงขึ้น หากแต่ตอนนี้นางไร้เรี่ยวแรง พยายามหลายครั้งก็ลุกไม่ขึ้น หงอวี่จึงอุ้มเล่อเหนียงแทน แล้ววิ่งกลับเข้าไปในบ้านทันที

   

   สวี่ซิ่วอิงกับหลิวซิ่วเถาที่ได้ยินเสียงโวยวายก็รีบวิ่งออกมาจากในบ้านชนกับหงอวี่ที่อุ้มเล่อเหนียงอยู่

   

   สวี่ซิ่วอิงเห็นลูกสาวหน้าซีดไม่ขยับเขยื้อนก็ตกใจจนแทบบ้าน นางยื่นมือจะอุ้มเล่อเหนียงมา แต่ถูกหงอวี่ตะโกนห้ามไว้

   

   “ท่านแม่ รีบไปตามหมอหลี่มาเร็ว”

   

   สวี่ซิ่วอิงหมุนตัวแล้ววิ่งออกไปด้านนอกทันที

   

   ตอนนี้นางตกใจจนสติแทบไม่อยู่กับเนื้อกับตัว หงอวี่พูดอะไรนางก็ทำตามนั้น ไม่มีสติคิดอะไรแล้วทั้งนั้นตอนนี้

   

   หลิวซิ่วเถาเห็นสวี่ซิ่วอิงตกใจจนเสียสติแล้ว จึงรีบดึงนางไว้ “พี่สะใภ้ ข้าจะไปตามหมอหลี่ให้ ส่วนท่านไปดูเล่อเหนียงเถอะ”

   

   “ขอบใจเจ้ามาก เจ้ารีบไปเถอะ”

   

   สวี่ซิ่วอิงรับคำแล้วรีบวิ่งเข้าไปในประตู

   

   คนชราในบ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อข้างๆ ได้ยินเสียงร้องไห้ของแม่เฒ่าฉินก็วิ่งออกมา พ่อเฒ่าจ้าวและคนอื่นๆวิ่งไปตามหาหลี่อัน แม่เฒ่าเฉินและแม่เฒ่าซุนกำลังช่วยกันพยุงแม่เฒ่าฉินขึ้นมาอย่างวุ่นวาย

   

   ตอนนี้เป็นเวลาที่ทุกบ้านกำลังเตรียมอาหารเย็น เมื่อชาวบ้านได้ยินเสียงร้องไห้ของแม่เฒ่าฉินก็คิดว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น พวกเขาต่างพากันวางทัพพีในมือแล้ววิ่งไปที่บ้านตระกูลฉิน

   

   ระหว่างทางพวกเขาเจอกับแม่ของโก่วต้านและหลานสาวของนางชื่อเสี่ยวอวิ๋นที่กำลังรีบร้อนเดินออกจากหมู่บ้าน

   

   หลานสาวของแม่โก่วต้านคนนี้มักจะมาขอข้าวกินบ่อยๆ ดังนั้นเมื่อเห็นพวกนางสองคนในเวลานี้ชาวบ้านจึงไม่ได้คิดอะไรมาก

   

   เมื่อชาวบ้านมาถึงก็เห็นหลิวซิ่วเถา แม่เฒ่าจ้าว และแม่เฒ่าเฉินกำลังพยุงแม่เฒ่าฉินเดินเข้าไปในบ้าน

   

   ทั้งสามคน สองคนแก่ หนึ่งคนพิการกำลังพยุงแม่เฒ่าฉินที่ไม่มีร่างกายอ่อนปวกเปียก เดินได้สองก้าวก็เกือบจะล้มหน้าคะมำ

   

   หญิงร่างกายแข็งแรงหลายคนในหมู่บ้านจึงรีบเข้าไปช่วยพยุงแม่เฒ่าฉิน พวกเขาเพิ่งเข้ามาในบ้าน หลี่อันก็กระโดดลงมาจากหลังคา

   

   “เกิดอะไรขึ้น เล่อเหนียงสบายดีอยู่แล้ว เหตุใดถึงล้มหัวกระแทกเล่า”

   

   “รีบอุ้มเล่อเหนียงขึ้นมาเร็ว ข้าจะดูหัวของนาง”

   

   แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นก็รีบอุ้มเล่อเหนียงขึ้นมาทันที

   

   ผ้าปูที่นอนบนเตียงเตาถูกด้วยเลือดจนกลายเป็นสีแดง หลี่อันค่อยๆตรวจดูท้ายทอยของเล่อเหนียงอย่างนุ่มนวล เมื่อเห็นรอยแผลใหญ่ที่ท้ายทอยก็โกรธขึ้นมาทันที

   

   เขารีบรักษาบาดแผลให้เล่อเหนียงอย่างรวดเร็วระหว่างนั้นก็ก่นด่าด้วยความโกรธ


   “พวกเจ้าดูแลเด็กยังไงกัน อยู่หน้าบ้านยังได้รับบาดเจ็บหนักขนาดนี้!”

   

   “คราวที่แล้วก็แบบนี้ คราวนี้ก็เกิดเรื่องอีก ดูแลเด็กให้ดีหน่อยไม่ได้หรือ”

   

   แม่เฒ่าฉินและสวี่ซิ่วอิงถูกด่าจนไม่กล้าส่งเสียง ได้แต่นั่งอยู่ข้างๆ พลางเช็ดน้ำตาไม่หยุดส่วนหงอวี่และลิ่งอวี่ยืนนิ่งเงียบอยู่ข้างๆ จ้องมองน้องสาวที่หน้าซีดขาวไม่วางตา

   

   พวกเขารู้สึกเสียใจมาก โดยเฉพาะลิ่งอวี่ พรุ่งนี้พวกเขาจะกลับสำนักศึกษาแล้ว พวกเขายุ่งอยู่กับการจัดของไปจนละเลยน้องสาวไป ถ้ารู้ว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้พวกเขาเอาเวลาไปอยู่กับน้องสาวดีกว่า เช่นนั้นแล้ว นางคงไม่ได้รับบาดเจ็บแบบนี้

   

   ไม่นานนัก หลี่อันก็ทำการพันแผลให้เล่อเหนียงเสร็จ

   

   “แม้บาดแผลจะไม่ใหญ่ แต่ก็ค่อนข้างลึก จำเป็นต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง อย่าให้นางสัมผัสบาดแผล ยามนอนควรให้นางนอนคว่ำหน้าหรือไม่ก็อุ้มนางนอน”

   

   “และที่สำคัญห้ามให้บาดแผลโดนน้ำเด็ดขาด!”

   

   แม่เฒ่าฉินพยักหน้าพลางสะอื้นไห้

   

   หลี่อันยืดตัวขึ้นพลางกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา “ตอนนี้ใครบอกข้าได้บ้างว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรกันแน่”

   

   “เหตุใดเหตุใดจึงบาดเจ็บที่หน้าประตูบ้านตัวเองเล่า”

   

   สวี่ซิ่วอิงและคนอื่นๆ ต่างก็ไม่รู้ว่าเล่อเหนียงล้มศีรษะกระแทกพื้นได้อย่างไร จึงพากันมองไปที่แม่เฒ่าฉิน

   

   แม่เฒ่าฉินอ้าปากจะพูด แต่กลับพบว่าตนเองร้องไห้หนักเกินไปจนพูดไม่ออก

   

   สุดท้ายหงอวี่ที่สงบสติอารมณ์ลงได้แล้ว จึงบอกเล่าทุกสิ่งที่เห็นและรู้ทั้งหมดให้หลี่อันและสวี่ซิ่วอิงฟังอย่างละเอียด

   

   เมื่อหลี่อันและคนอื่นฟังจบต่างก็กำหมัดแน่น โดยเฉพาะสวี่ซิ่วอิงที่หยิบไม้จากมุมห้อง แล้วเดินออกไปนอกประตูด้วยท่าทางดุดัน

   

   ลิ่งอวี่และคนอื่นๆ เดินตามหลังสวี่ซิ่วอิงออกไปนอกประตู

   

   ฉินฟู่หลินและคนอื่นๆที่อยู่ด้านนอกเห็นสวี่ซิ่วอิงถือไม้กระบองวิ่งออกมาด้วยท่าทางดุดัน ไม่ว่าจะห้ามปรามอย่างไรก็ห้ามไม่อยู่ จึงรีบถามฉินไห่เยี่ยนว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

   

   ฉินไห่เยี่ยนให้คนที่แข็งแรงตามสวี่ซิ่วอิงและคนอื่นๆไปก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาเสียเปรียบ จากนั้นเขาก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ทุกคนฟังอย่างละเอียด

   

   ฉินฟู่หลินและคนอื่นๆได้ยินแล้วต่างก็โกรธเคือง

   

   ภรรยาของเขาถึงกับด่าออกมาทันที

   

   “แม่โก่วต้านคนนี้ปกติก็เป็นคนไม่อยู่สุข เห็นบ้านใครมีของดีหน่อยก็จะเลียแข้งเลียขาหวังจะได้แบ่งส่วน คราวนี้ถึงกับมาหมายตาเหล่าอู่ หน้าด้านเสียจริง”

   

   สตรีคนอื่นๆก็พากันเห็นด้วย “ใช่แล้ว ใช่แล้ว พวกเจ้าลืมไปแล้วหรือว่านางเคยหมายตาเหล่าเอ้อร์มาก่อน”

   

   ฉินฟู่หลินทำหน้าบึ้งตึง เขาไม่คิดว่าแม่ของโก่วต้านจะไม่รู้จักบุญคุณถึงเพียงนี้ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้พี่ชุนหลานก็ปฏิเสธนางไปครั้งหนึ่งแล้ว ไม่คิดว่าคราวนี้จะมาก่อเรื่องแบบนี้อีก ช่างไม่น่าให้อภัยเสียจริง!

   

   “แม่เถียหนิว แม่ซานพ่าง สะใภ้สามเพิ่งแท้งลูก ทั้งยังมาเกิดเรื่องกับเล่อเหนียงอีก กลัวว่าพวกเขาคงจะยุ่งจนทำอะไรไม่ทัน บ้านของพวกเจ้าสองคนอยู่ใกล้บ้านพี่ชุนหลาน ขอรบกวนพวกเจ้าช่วยสังเกตสถานการณ์ที่บ้านพวกเขาด้วย ถ้ามีอะไรต้องการความช่วยเหลือก็ช่วยหน่อย หรือไม่ก็มาเรียกพวกข้า”

   

   ฉินฟู่หลินกล่าวกับสตรีสองคนนั้น

   

   สตรีทั้งสองตอบรับว่า “หัวหน้าหมู่บ้าน ท่านวางใจได้ พวกข้าจะคอยสังเกตให้”

   

   ฉินฟู่หลินพยักหน้าอย่างพอใจแล้วโบกมือ “ดีแล้ว พวกเจ้ากลับบ้านไปหุงหาอาหาร ไปดูแลลูกเถอะ อย่ามายืนขวางทางอยู่ที่นี่อีกเลย”

   

   เมื่อพูดจบฉินฟู่หลินก็เดินออกไปก่อน จากนั้นคนอื่นๆก็เดินตามไปด้วย

   

   ส่วนสองคนที่ถูกเรียกชื่อก็เดินเข้าไปพร้อมกับฉินไห่เยี่ยน เพื่อดูว่าแม่เฒ่าฉินต้องการความช่วยเหลืออะไรหรือไม่

   

   ขณะเดียวกันแม่ของโก่วต้านและเสี่ยวอวิ๋นวิ่งกลับบ้านเกิดที่หมู่บ้านต้าหลิวโดยไม่กล้าหยุดพัก

   

   “พวกเราจะทำอย่างไรดีเจ้าค่ะ” เสี่ยวอวิ๋นจับมือแม่ของโก่วต้านถามอย่างร้อนใจ

   

   แม่ของโก่วต้านหอบสองสามทีแล้วถามว่า “เจ้าอยากแต่งงานกับฉินเหล่าอู่หรือไม่”

   

   เสี่ยวอวิ๋นงงงันไปครู่หนึ่ง ในหัวปรากฏภาพใบหน้าหล่อเหลาและร่างสูงสง่าของฉินเหล่าอู่ก็พยักหน้าอย่างเขินอาย “อยากเจ้าค่ะ!”

   

   “แต่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมา เขาจะยังต้องการข้าอีกหรือ”

   

   แม่ของโก่วต้านพูดอย่างดุดัน “จะต้องการหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะตัดสินใจได้แล้ว!”

   

   พูดจบนางก็ให้กวักมือเรียกให้เสี่ยวอวิ๋นเข้ามาใกล้ แล้วกระซิบบางอย่างข้างหูนาง

   

   เมื่อเสี่ยวอวิ๋นฟังจบ ดวงตาของนางก็เปล่งประกายขึ้นมาทันที ใบหน้าแสดงออกถึงความมั่นใจ



บทที่ 297: วุ่นวายเหลือเกิน


   

   สวี่ซิ่วอิงถือไม้เดินทางมาถึงบ้านของแม่โก่วต้าน เมื่อเข้าไปในบ้านพบเพียงโก่วต้านที่นอนอยู่บนเตียง แต่ไม่เห็นแม้แต่เงาของแม่โก่วต้าน พวกนางจึงถือไม่เดินกลับบ้าน

   

   คนที่ทำผิดคือแม่โก่วต้านคนเดียว ตอนนี้นางไม่อยู่บ้าน พวกนางจะไปจับลูกชายพิการของนางมาลงโทษก็คงเป็นไปไม่ได้ แม้นางจะไม่ใช่คนดีเด่อะไร แต่นางก็ทำเรื่องแบบนั้นไม่ลง

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นสวี่ซิ่วอิงกลับมาเร็วจึงรีบขมวดคิ้วถามว่าเกิดอะไรขึ้น

   

   สวี่ซิ่วอิงถอนหายใจแล้วตอบว่า “ท่านแม่ หญิงผู้นั้นไม่อยู่บ้าน มีเพียงโก่วต้านนอนอยู่บนเตียงคนเดียว”

   

   “ดูท่าทางแล้วคืนนี้นางคงไม่กลับมา น่าสงสารโก่วต้านที่คืนนี้ต้องอดอาหาร”

   

   ทันใดนั้นเสียงแม่ของเถียวหนิวก็ดังขึ้นมาจากข้างนอก “อาสะใภ้ไม่ต้องกังวลว่าเขาจะหิวหรอก เดี๋ยวข้าจะเอาขนมไปให้เขากินรองท้องสักหน่อย”

   

   แม่เฒ่าฉินในบ้านได้ยินก็ส่งเสียงตอบรับหนึ่งเสียง

   

   “ท่านแม่ เรื่องของโก่วต้านเป็นอย่างไรหรือ ข้าไม่เคยเห็นเขาออกมาจากบ้านเลย”

   

   “ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องนี้ ข้าก็ไม่รู้ว่าตอนนี้โก่วต้านหน้าตาเป็นอย่างไร”

   

   แม่เฒ่าฉินเล่าอย่างรวดเร็ว “แต่ก่อนโก่วต้านเป็นเด็กที่ดีมากคนหนึ่ง แต่เป็นเพราะแม่ของเขาอยากกินปลาตอนฤดูหนาว จึงให้เขาลงไปจับปลาในน้ำ สุดท้ายก็ถูกกระแสน้ำน้ำพัดไป ว่ากันว่าเอวของเขาหักเพราะอุบัติเหตุครั้ง เด็กคนนั้นช่างน่าสงสารจริงๆ”

   

   สวี่ซิ่วอิงกับแม่เฒ่าฉินนั่งเฝ้าเล่อเหนียงพลางสนทนากันไป หากภาพนี้ตกอยู่ในสายตาผู้อื่น คงจะกล่าวว่าพวกนางช่างใจกล้ายิ่งนัก หลานสาวบาดเจ็บถึงเพียงนี้ แต่ยังมีอารมณ์นินทาผู้อื่นอีก

   

   แต่ในใจของพวกนางรู้ดี หากไม่หาเรื่องคุยเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ คงจะเสียสติกันหมด


   แม่เฒ่าฉินลูบใบหน้าเล็กๆของหลานสาวด้วยความรักใคร่แล้วกล่าวต่อ

   

   “แม่โก่วต้านผู้นี้ไม่ใช่คนดีเลย นางเห็นโก่วต้านพิการนอนอยู่บนเตียงทำอะไรไม่ได้ นางก็สะบัดก้นกลับบ้านเกิดไป ไม่นานก็ได้ยินว่านางแต่งงานใหม่อีกแล้ว”

   

   “แล้วต่อมาเป็นอย่างไรเจ้าคะ”

   

   “ต่อมา หญิงผู้นั้น…”

   

   แม่เฒ่าฉินตอบโดยไม่ทันคิด แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าคนที่พูดเมื่อครู่นี้คือเล่อเหนียง นางรีบก้มลงมองหลานสาวที่กำลังขมวดคิ้วมองมาที่ตนเอง แม้ว่าคิ้วเล็กๆจะขมวดเป็นปม


   แต่ดวงตากลับเปล่งประกายแวววาวอย่างน่าประหลาด

   

   “เล่อเหนียงฟื้นแล้ว” แม่เฒ่าฉินร้องขึ้นด้วยความดีใจ

   

   “หลานรัก หลานรักของย่าเจ็บหรือไม่”

   

   “เด็กดี เจ้าเจ็บตรงหรือเปล่า เจ้าบอกแม่สิ” สวี่ซิ่วอิงกล่าวพลางเช็ดน้ำตา


   เล่อเหนียงอยากลุกขึ้นกอดผู้เป็นย่าและแม่ แต่นางกลับพบว่าตัวเองขยับไม่ได้

   

   นางถูกแม่เฒ่าฉินกอดไว้แน่น

   

   นางรู้สึกได้ชัดเจนว่าหญิงชราผู้นี้กำลังตัวสั่นเล็กน้อยเพราะความหวาดกลัว จึงรีบเอ่ยปากปลอบใจว่า “ท่านย่า ข้าไม่เป็นไร ข้าไม่เจ็บจริงๆนะ”

   

   ตอนนั้นหลี่อันและคนอื่นๆ ได้ยินเสียงก็รีบวิ่งเข้ามา ส่วนคนอื่นก็แหวกทางให้หลี่อันเข้ามาตรวจอาการเล่อเหนียงอย่างรู้หน้าที่

   

   หลี่อันจับชีพจรของเด็กน้อยก็พบว่าชีพจรปกติดี เขามองดูท้ายทอยของนางอีกครั้ง และพบว่าตอนนี้ไม่มีเลือดออกแล้ว

   

   “ฟื้นได้ก็ดีแล้ว แต่ถึงจะฟื้นแล้วก็อย่าประมาทนะ”

   

   “สิ่งที่น่ากลัวสุดคือการมีไข้สูงเหมือนลิ่งอวี่เมื่อคราวนั้น”

   

   แม่เฒ่าฉินรีบพยักหน้ารับคำ หลังจากหลี่อันจากไปพวกลิ่งอวี่ก็เบียดกันเข้ามา

   

   “น้องสาว เจ้าเจ็บหรือไม่ ให้พี่ชายเป่าให้ดีหรือไม่”

   

   “น้องสาว พี่ชายขอโทษอภัย เป็นความผิดของข้าที่ปกป้องเจ้าได้ไม่ดีพอ”

   

   เล่อเหนียงรีบโบกมือ “ข้าดีขึ้นมากแล้ว”

   

   ฉินเยาเยาพูดพลางเขาก็ยื่นมือไปหาหงอวี่ “พี่เจ็ด ท่านเจ็บหรือไม่”

   

   สมาชิกตระกูลฉินชะงักงัน พวกเขาสนใจแต่เล่อเหนียงที่ได้รับบาดเจ็บ จนลืมไปเสียสนิทว่าหงอวี่ก็หกล้มเช่นกัน ดังนั้นพวกเขาจึงพากันถามว่า

   

   “หงอวี่ เจ้าบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่”

   

   “เสี่ยวชี เจ้ารู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือไม่”

   

   เมื่อเผชิญกับคำถามของแม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆ หงอวี่ก็ส่ายหน้า “ท่านย่า ข้าไม่เป็นไร ข้าไม่ได้มีบาดแผลแต่อย่างใด”

   

   แม่เฒ่าฉินและคนอื่นถอนหายใจด้วยความโล่งอก พวกเขารู้สึกละอายใจเล็กน้อยเมื่อรู้ว่าตนเองละเลยเด็กคนนี้เพราะเล่อเหนียง ไม่ได้สังเกตเลยว่าหงอวี่บาดเจ็บหรือไม่

   

   ความจริงแล้วเล่อเหนียงเองก็รู้สึกหงุดหงิดมาก ความจริงนางเห็นหินก้อนนั้นแล้ว จึงพยายามเบี่ยงตัวหลบ แต่สุดท้ายกลายเป็นท้ายทอยของนางกระแทกกับก้อนหินก้อนนั้นแทน

   

   “พอแล้ว พอแล้ว พวกเจ้ามีอะไรทำก็ไปทำเถอะ อย่ามายืนเกะกะขวางทางอยู่ตรงนี้”

   

   “ส่วนเจ้าเข้าไปช่วยงานในครัวหน่อยเถอะ ซิ่วเถาทำงานในครัวคนเดียวไม่ไหวหรอก”

   

   สวี่ซิ่วอิงก็เข้าใจว่าแม่เฒ่าฉินนางกำลังหวังดีกับนางในตอนนี้ และนางก็รับรู้ได้ว่าแม่สามีดีกับนางจริงๆ ตอนนี้นางไม่เหมาะที่จะอยู่ที่นี่จริงๆ หากนางอยู่ที่นี่เอาแต่นั่งมองใบหน้าไร้สีเลือดของลูกสาว เกรงว่านางคงจะเสียสติไปแล้วจริงๆ

   

   พวกลิ่งอวี่ไม่เต็มใจที่จะจากไป อยากอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนน้องสาว

   

   “เอาละ เอาละ ลิ่งอวี่ไปเก็บสัมภาระเถอะ พรุ่งนี้ไม่ต้องไปสำนักแล้วหรือ” แม่เฒ่าฉินขมวดคิ้วแล้วเริ่มไล่หลานชายไปเก็บของ

   

   แต่จริงๆแล้วพวกลิ่งอวี่ไม่อยากจากน้องสาวไป เพราะพวกเขากำลังกลัว กลัวว่าพวกเขาจะไม่ระวังแล้วทำให้เล่อเหนียงไได้รับบาดเจ็บอีก

   

   เล่อเหนียงฟังเสียงพวกเขาพูดคุยกันก็รู้สึกว่าหัวปวดมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งตอนนี้ยังรู้สึกอยากอาเจียนอีกด้วย

   

   “ท่านย่า…” เล่อเหนียงเรียกน้ำเสียงอ่อนแรง

   

   ยังไม่ทันที่แม่เฒ่าฉินจะตอบสนอง เล่อเหนียงก็อาเจียนออกมาทันที

   

   เรื่องนี้ทำให้แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆตื่นตระหนก แล้วร้องตะโกนออกมาพร้อมกัน

   

   “เล่อเหนียง!”

   

   “น้องสาว!”

   

   เล่อเหนียงรู้สึกว่าเสียงรอบข้างดังขึ้นเรื่อยๆ และศีรษะของนางก็หนักขึ้นเรื่อยๆ

   

   “ท่านย่า อย่าเพิ่งพูดเลย…” เล่อเหนียงเอ่ยเสียงอ่อนแรง

   

   แม่เฒ่าฉินรีบตอบรับทันที “ได้ๆๆ ย่าจะไม่พูดแล้ว”

   

   “ลิ่งอวี่ เจ้าทำอะไรอยู่ รีบไปเรียกหมอหลี่มาเร็วเข้า” แม่เฒ่าฉินตะโกนบอกลิ่งอวี่เสียงดัง

   

   ไม่นานหลี่อันก็วิ่งกลับมาอีกครั้ง แม้แต่สวี่ซิ่วอิงก็วิ่งกลับมาด้วย

   

   “เกิดอะไรขึ้น เหตุใดไมถึงอาเจียนออกมาทั้งๆเมื่อกี้ดูเหมือนจะหายเป็นปกติแล้ว”

   

   หลี่อันขมวดคิ้วมองแม่เฒ่าฉินที่มีคราบสกปรกเต็มตัวแล้วรีบเข้าไปจับชีพจรของเล่อเหนียง

   

   หลี่อันใช้มือทั้งสองข้างสลับกันจับชีพจรของเด็กน้อย จากการตรวจชีพจรแล้ว เล่อเหนียงไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด

   

   “หมอหลี่ เล่อเหนียงเป็นอะไรไปกันแน่” แม่เฒ่าฉินถามอย่างร้อนใจ

   

   หลี่อันส่ายหัว “จากการจับชีพจร อาการของเล่อเหนียงไม่มีอะไรผิดปกติ”

   

   “แล้วเหตุใดนางถึงอาเจียนออกมาเล่า”

   

   ครั้งนี้หลี่อันก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จึงได้แต่ย่อตัวลงถามเล่อเหนียงว่ารู้สึกไม่สบายตรงไหน

   

   เล่อเหนียงขยับริมฝีปากเอ่ยอย่างอ่อนแรง “ปู่หลี่ ข้าปวดหัว ข้าอยากอ้วก”

   

   หลี่อันถามต่อ “แล้วนอกจากปวดหัวแล้ว เจ้ายังรู้สึกไม่สบายตรงไหนอีกไหม”

   

   เล่อเหนียงส่ายหัวเบาๆ

   

   ตอนนี้หลี่อันรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น เขาลุกขึ้นยืนแล้วบอกกับทุกคนว่า

   

   “ตอนที่ข้าทายาให้นางก่อนหน้านี้ ข้าใช้ยาสลบไปนิดหน่อย คำนวณเวลาแล้ว ฤทธิ์ยาสลบน่าจะหมดแล้ว ความเจ็บปวดจึงเริ่มกลับมา เล่อเหนียงทนความเจ็บปวด แบบนี้ไม่ไหวถึงได้อ้วกออกมา”



 บทที่ 298: โรคขี้อิจฉา

   


   “แล้วตอนนี้จะทำอย่างไรดีล่ะ” แม่เฒ่าฉินถามอย่างร้อนใจ

   

   “ความอดทนต่อความเจ็บปวดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ไม่มีวิธีแก้ไข ทำได้แค่อดทนเท่านั้น พอผ่านไปสองวันแล้วอาการก็จะดีขึ้น”

   

   แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆ ต่างมีสีหน้าเป็นห่วงเหตุใด เด็กน้อยคนนี้ถึงต้องมาเจอเรื่องร้ายแรงเช่นนี้ด้วยนะ

   

   เมื่อเกิดเรื่องขึ้นในบ้าน แม่เฒ่าฉินก็ไม่มีอารมณ์จะกินข้าว นางกินข้าวได้สองคำแล้วก็กลับไปเฝ้าเล่อเหนียงต่อ ตกดึกคืนนั้น เล่อเหนียงเจ็บแผลจนร้องครางไม่หยุด เสียงร้องของหลานสาวทำให้แม่เฒ่าฉินใจแทบสลาย แต่ก็ทำได้แค่อุ้มนางขึ้นมาปลอบโยนเบาๆ

   

   สวี่ซิ่วอิงก็มาอยู่เฝ้าลูกสาวเหมือนกัน แม้ว่านางอยากอุ้มเล่อเหนียงแค่ไหน แต่แม่เฒ่าฉินกอดหลานสาวไม่ยอมปล่อย นางจึงได้แต่ยืนเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ คนเป็นแม่เมื่อเห็นทรมานเช่นนั้น ก็อยากจะรับความเจ็บปวดทั้งหมดมาไว้ที่ตนเอง

   

   เล่อเหนียงเห็นสีหน้าเป็นห่วงของผู้เป็นย่าและแม่ พลันรู้สึกไม่ดีขึ้นในใจ นางไม่อยากร้องครวญครางออกมา แต่ว่าบาดแผลนี้ช่างเจ็บเหลือเกิน

   

   นอกจากเจ็บแล้ว ศีรษะก็หนักอึ้งไปหมด ทั้งทำให้ทั้งมึนและอยากอาเจียน นางไม่รู้ว่าเป็นเพราะกระแทกโดนเส้นประสาทความเจ็บปวดหรือเปล่า

   

   หลังจากผ่านความทรมานเช่นนี้ไป ท้องฟ้าก็สว่างขึ้นอย่างรวดเร็ว

   

   หลิวซิ่วเถาตื่นมาทำอาหารเช้าตั้งแต่เช้าตรู่ ส่วนสวี่ซิ่วอิงก็ฝืนทำใจให้เข้มแข็งเพื่อจัดข้าวของให้ลิ่งอวี่และคนอื่น ครั้งนี้พวกเขาต้องไปสำนักศึกษานานหน่อย พอถึงวันหยุดครั้งหน้าก็จะเป็นการปิดเรียน แต่ครั้งนี้ลิ่งอวี่ ลิ่งหมิง และ ลิ่งเฟิง พวกเขายังไม่อยากกลับไปสำนักศึกษษ

   

   “ท่านย่า พวกข้าขอไปช้ากว่านี้สองวันได้หรือไม่ รอให้น้องสาวดีขึ้นกว่านี้แล้วพวกข้าค่อยไป” ลิ่งเฟิงปรึกษากับผู้เป็นย่า

   

   แม่เฒ่าฉินปฏิเสธเสียง “ไม่ได้ พวกเจ้าจงกลับไปเรียนอย่างสบายใจเถอะ น้องสาวพวกเจ้ายังมีข้าอยู่ อีกทั้งตอนนี้ยังมีหมิงเฟิงกับคนอื่นๆอีกหลายคน พวกเจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องที่บ้านหรอก"

   

   พวกลิ่งอวี่ยังอยากจะพูดอะไรอีก แต่สุดท้ายก็ถูกแม่เฒ่าฉินไล่ตะเพิดขึ้นรถม้า

   

   “เหล่าอู่ เจ้าส่งพวกเขาให้ถึงประตูสำนักศึกษาด้วยเล่า”

   

   ฉินไห่เยี่ยนรับคำ แล้วสะบัดแส้บังคับม้ามุ่งหน้าไปยังตัวอำเภอ ครั้งนี้นอกจากฉินไห่เยี่ยนแล้ว ยังมีหมิงเฟิงและหมิงจิ้นสองคนพี่น้องไปส่งพวกเขาเข้าเมืองด้วย

   

   หมิงเฟิงไปด้วยเพื่อปกป้องเด็กทั้งสามคนนี้ ป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องผิดพลาดระหว่างทาง ส่วนหมิงจิ้นก็ทำตามคำสั่งของแม่เฒ่าฉิน เข้าเมืองไปซื้อของใช้สำหรับสือไห่ถัง

   

   ของใช้พวกนี้พวกผู้ชายไม่สะดวกจัดการ อีกทั้งนางและหลิวซิ่วเถาก็ไม่มีเวลาไปจึงต้องให้หมิงจิ้นไปแทน

   

   พิษในร่างกายของพวกเขาเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่หลี่อันได้ทำการศึกษาอย่างต่อเนื่องและช่วยถอนพิษให้พวกเขา แม้ว่าพิษในร่างกายจะยังไม่หมดไปทั้งหมด แต่ร่างกายก็ไม่อ่อนแอเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว พลังภายในก็ฟื้นฟูกลับมาได้สามส่วน แม้จะไม่แข็งแกร่งนัก แต่ก็สามารถป้องกันตัวเองได้

   

   “อาห้า พวกข้าอยู่บ้านต่ออีกสองวันไม่ได้จริงๆหรือ” ลิ่งเฟิงยังคงพยายามเกลี้ยกล่อมเป็นครั้งสุดท้าย

   

   ฉินไห่เยี่ยนลูบศีรษะลิ่งเฟิงแล้วกล่าวว่า “พวกเราเดินทางกันมาครึ่งทางแล้ว เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ”

   

   ลิ่งเฟิงเบ้ปาก “ข้าลืมบอกน้องสาวไปเสียสนิท ท่านว่าหากนางตื่นขึ้นมาแล้วไม่เห็นข้า นางจะเสียใจเพียงใด”

   

   ลิ่งอวี่และลิ่งหมิงมองเขาด้วยรอยยิ้ม สีหน้าของพวกเขาราวกับกำลังบอกว่า ‘เจ้าลองพูดอีกสักคำสิ’

   

   ลิ่งเฟิงเห็นสีหน้าของพี่ชายทั้งสองจึงหดคอลงเล็กน้อย แต่แล้วก็ผายอกขึ้นอีกครั้ง “ข้าพูดผิดตรงไหนกัน น้องสาวชอบข้ามากที่สุด”

   

   ลิ่งอวี่และลิ่งหมิงหัวเราะเบาๆ พร้อมกับยื่นมือไปทางลิ่งเฟิงพร้อมกัน ชั่วขณะนั้นเสียงร้องขอความเมตตาของลิ่งเฟิงก็ดังออกมาจากรถม้า

   

   เมื่อเข้ามาในตัวอำเภอแล้ว ฉินไห่เยี่ยนไม่ได้ตรงไปยังสำนักศึกษาทันที แต่จอดรถม้าที่ร้านขายขนม ลงไปซื้อขนมที่เก็บไว้ได้นานจำนวนมาก นอกจากนี้ยังซื้อผลไม้จากแผงลอยข้างทางอีกด้วย

   

   หลังจากซื้อของเหล่านี้แล้ว เขาจึงขับรถม้าไปยังสำนักศึกษา

   

   “พวกเจ้าทั้งสามจงตั้งใจเรียนให้ดี ไม่ต้องคิดอะไรมากไปกว่านี้”

   

   ฉินไห่เยี่ยนช่วยพวกเขาขนขนมและผลไม้ลงจากรถม้า จากล้วงเงินห้าห้าตำลึงออกมาสามก้อน “เงินนี้ให้พวกเจ้าพกติดตัวเองไว้ หากขาดเหลืออะไรจะได้ซื้อเองได้ ส่วนขนมและผลไม้เหล่านี้ หากกลางคืนหิวก็ใช้กินรองท้องได้”

   

   “อีกอย่างพวกเจ้าอย่างตระหนี่นัก ขนมและผลไม้เหล่านี้มีมากมาก มากพอที่จะให้พวกเจ้าแบ่งปันสหายร่วมชั้นเรียน”

   

   ฉินลิ่งอวี่และพวกเขารับผลไม้กับขนมไป หากแต่ยังไม่ยอมรับเงิน

   

   “อาห้า พวกข้ายังมีเงินติดตัวอยู่”

   

   ฉินไห่เยี่ยนยัดเงินใส่อกเสื้อพวกเขาคน “รับไว้สิ อาไม่ได้ขัดสนเงินจำนวนนี้หรอก”

   

   เมื่อเห็นสีหน้าหน้าจริงจังของฉินไห่เยี่ยน พวกลิ่งอวี่จึงยอมรับเงินจำนวนนั้นไว้ ก่อนจะถือขนมและผลไม้เข้าสำนักศึกษาไป

   

   ตอนผ่านประตูใหญ่ก็มอบขนมห่อหนึ่งและผลไม้ให้ชายชราหน้าประตู

   

   ชายชราดีใจมากและบอกให้หลานชายคนเล็กช่วยถือของพวกเขาเข้าไปด้านใน

   

   ฉินไห่เยี่ยนยืนดูอยู่นอกประตูสักครู่ เมื่อครู่เห็นเด็กคนอื่นมีเด็กรับใช้ก็แอบคิดว่าจะหาเด็กรับใช้สักคนมาดูแลความเป็นอยู่ของทั้งสามคนดีหรือไม่

   

   “หมิงเฟิง เจ้าว่าข้าหาเด็กรับใช้สักคนให้เจ้าเด็กสามคนนั้นดีหรือไม่””

   

   ระหว่างทางกลับฉินไห่เยี่ยนคุยเรื่องนี้กับหมิงเฟิง


   หมิงเฟิงเงียบไปครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “นายท่านห้า การหาเด็กรับใช้ให้คุณชายน้อยทั้งสามนั้นดีมาก แต่ข้าบังเอิญได้ยินชาวบ้านพูดว่า ตอนนี้มีบ้านเราทั้งวัวทั้งม้าและคนรับใช้ เกรงว่าจะโดดเด่นเกินหน้าเกินตาชาวบ้านน่ะขอรับ”

   

   หมิงจิ่นที่อยู่ในรถม้าก็พูดขึ้นว่า “ใช่เจ้าค่ะ ตอนที่ข้าไปซักผ้าที่ริมแม่น้ำก็ได้ยินหญิงสาวหลายคนกำลังวิพากษ์วิจารณ์ครอบครัวของพวกเรา แต่ว่าข้าไม่คุ้นหน้าคุ้นตาหญิงสาวพวกนั้น ราวกับไม่เคยเห็นหน้าพวกนางในหมู่บ้านมาก่อน”

   

   ฉินไห่เยี่ยนหัวเราะเยาะ “คนพวกนี้น่ะกินอิ่มแล้วว่างไม่มีอะไรทำ ก็เลยหาเรื่องพูดไปเรื่อย เหตุใดต้องไปสนใจคนเหล่านี้ด้วย พวกเราแค่ใช้ชีวิตของตัวเองให้ดีก็พอแล้ว"

   

   “อีกอย่าง ท่านแม่ของข้าใจดีมาตลอด ตอนที่อยู่ชายแดน แม้แต่ขอทานมาขอทาน ถึงแม้ว่าตัวเองจะยากจนจนแทบไม่มีอะไรจะกิน ชก็ยังแบ่งขนมชิ้นเดียวที่มีให้ครึ่งหนึ่ง พวกนางวิจารณ์ท่านแม่ของข้าก็เพราะเห็นว่าครอบครัวของพวกเรามีชีวิตที่ดีขึ้น พวกนางก็เลยอิจฉาเท่านั้นเอง”

   

   หมิงเฟิงและหมิงจิ่นก็คิดเช่นเดียวกัน ถ้าแม่เฒ่าฉินใจร้ายก็คงไม่ยอมจ่ายเงินห้าสิบตำลึงเพื่อซื้อพวกเขากลับมา และยิ่งไม่ต้องพูดถึงการจ้างคนมารักษาพวกเขา

   

   อย่างไรก็ตาม เมื่อได้ยินหมิงเฟิงและหมิงจิ่นพูดถึงการเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของชาวบ้านเกี่ยวกับครอบครัวของตนเอง ฉินไห่เยี่ยนก็ตัดสินใจล้มเลิกความเรื่องหาคนรับใช้เด็กสามคนนั้นไปก่อน

   

   ไม่ใช่เพราะเขากลัวคำพูดของคนอื่น แต่เพราะตอนนี้ครอบครัวของเรากำลังเป็นที่จับตามอง เพราะฉะนั้นแล้วไม่ควรทำตัวให้โดดเด่นไปมากกว่านี้

   

   เขามีทั้งคนและเงิน แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถนำออกมาใช้ได้ทั้งหมด มิฉะนั้นจะทำให้ท่านแม่ตกใจได้ เพราะว่าเงินที่เขาได้มาไม่ค่อยสะอาดนัก

   

   “หมิงเฟิง หมิงจิ่น พวกเจ้าสองคนต้องให้ความร่วมมือกับหมอหลี่อันในการถอนพิษจากร่างกาย ข้ารู้สึกว่าครอบครัวของพวกเราจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่”

   

   หมิงเฟิงและหมิงจิ่นรีบตอบรับ “พวกข้าเข้าใจแล้ว”

   

   ส่วนหญิงคนเมื่อวาน กล้าคิดจะมอบกายให้เขา ทำให้เล่อเหนียงบาดเจ็บ เขาไม่มีวันปล่อยนางไปง่ายๆ

   

   ฉินไห่เยี่ยนคุยไปพลางขับรถม้ากลับบ้าน โดยไม่รู้เลยว่าตอนนี้เกิดเรื่องที่บ้านแล้ว



 บทที่ 299: ทำให้ดวงตาของข้าสกปรก

   


   “หลิวฉางหมิง เจ้าบอกว่าเหล่าอู่รังแกหลิวเสี่ยวอวิ๋นจากบ้านพวกเจ้าอย่างงั้นหรือ”

   

   “ท่านมีหลักฐานอะไรมาพิสูจน์หรือไม่” หลิวซิ่วเถายืนอยู่หน้าประตูพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา

   

   ช่างเป็นเรื่องน่าประหลาดจริงแท้ เมื่อคืนเล่อเหนียงอาละวาดทั้งคืน ท้านป้าและพี่สะใภ้ต้องเฝ้านางตลอดทั้งคืน ตอนนี้พวกนางเพิ่งจะได้นอนพักผ่อน

   

   พี่สามก็กำลังดูแลพี่สะใภ้สาม ตอนนี้เขาเพิ่งช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าเลอะเทอะของห้พี่สะใภ้สามเสร็จ ส่วนลิ่งตงวันนี้ก็ไปสำนักศึกษาแล้ว

   

   นางเห็นว่างานบ้านทั้งหมดเสร็จแล้ว จึงพาหมิงจูเอาเสื้อผ้าของคนในบ้านไปซักที่ริมแม่น้ำ แต่พอเพิ่งออกจากประตูบ้านก็เห็นหลิวฉางหมิงจากหมู่บ้านต้าหลิวพาคนยกโขยงมาที่บ้านของพวกนางด้วยท่าทางโกรธเกรี้ยว

   

   พวกเขามาถึงก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงยกเท้าขึ้นถีบประตูลานทันที หลิวซิ่วเถาตกใจจนรีบวิ่งไปขวางเอาไว้

   

   เล่อเหนียงและท่านป้าเพิ่งจะได้นอน พี่สะใภ้สามก็ยังต้องพักผ่อนให้ดี ประตูบ้านนี้จะให้พวกเขาเตะไม่ได้!

   

   ตอนแรกนางถามพวกเขาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

   

   พอนางได้ยินว่าหลิวฉางหมิงกับคนอื่นๆ มาที่นี่เพราะได้ยินหลิวเสี่ยวอวิ๋นหญิงอ้วนคนนั้นบอกว่าเหล่าอู่รังแกนาง พวกเขาจึงพากันมาที่นี่เพราะต้องการคำตอบ นางก็ระเบิดอารมณ์ขึ้นมาทันที

   

   “หลิวซิ่วเถา นี่มันไม่ใช่เรื่องของเจ้า เจ้าไสหัวไปให้พ้น บอกให้ฉินชุนหลานกับฉินไห่เยี่ยนออกมา!”

   

   หญิงคนหนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงดุดัน “เรื่องนี้ต้องมีคำอธิบาย ไม่เช่นนั้นอย่าโทษว่าพวกข้าจะไปแจ้งทางการ!”

   

   “คนที่ควรไสหัวไปคือพวกเจ้าต่างหาก ที่นี่คือบ้านของข้า ไม่ใช่ที่ที่พวกเจ้าจะมาอาละวาดได้!”

   

   ปกติแล้วหลิวซิ่วเถาเป็นคนใจดีและพูดง่าย แต่นั่นเป็นเพราะยังไม่ถูกบีบคั้นจนถึงขีดสุด ตอนนี้สามีของนาง ฉินเหล่าซื่อ และเฉินฮั่นหลิน ทั้งสามคนติดตามแม่ทัพเผ่ยไปชายแดนแล้ว อีกทั้งเล่อเหนียงบาดเจ็บ สือไห่ถังแท้งลูกจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด เรื่องราวมากมายเหล่านี้ทำให้หลิวซิ่วเถาที่เคยอ่อนโยนเหมือนกระต่ายทนไม่ไหวอีกต่อไป

   

   “เจ้าก็ลองคิดดูสิว่าหลิวเสี่ยวอวิ๋นในหมู่บ้านของพวกเจ้าเป็นคนแบบไหน นางอ้วนตุตะอย่างกับหมู เหล่าอู่จะสนใจนางได้อย่างไร”

   

   “ถึงเหล่าอู่บ้านข้าตาบอกก็ไม่ทางสนใจนางแน่ๆ!”

   

   หมิงจูไม่ได้พูดอะไร แต่สายตากลับจ้องมองพวกเขาด้วยสายตาแข็งกร้าว ในใจของนางกำลังคิดอย่างเงียบๆ ว่าตนเองจะสามารถจัดการกับหลิวฉางหมิงและพวกได้หรือไม่

   

   “นางตัวดี หลีกไปให้พ้น!” หญิงหน้าตาอัปลักษณ์ รูปร่างอ้วนเตี้ย เดินเข้าไปผลักหลิวซิ่วเถาอย่างแรง

   

   หลิวซิ่วเถาไม่ทันตั้งตัวจึงเซถอยหลังไปสองก้าวก่อนจะล้มลงก้นกระแทกพื้น

   

   สายตาของหมิงจูแข็งกร้าวขึ้นทันที เดินเข้าไปเตะผู้หญิงคนนั้นกระเด็นออกไปไกล

   

   “ฮูหยินซิ่วเถา ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่” หมิงจูพยุงหลิวซิ่วเถาให้ลุกขึ้น

   

   หลิวซิ่วเถาส่ายหน้า นางยังไม่ทันได้พูดอะไรก็ได้ยินเสียงร้องดังราวกับหมูถูกเชือดดังขึ้นข้างหู

   

   “ช่วยด้วย ช่วยด้วย ฆ่าคนแล้ว ฆ่าคนแล้ว!”

   

   หญิงคนนั้นนั่งร้องไห้คร่ำครวญอยู่บนพื้น

   

   “ตระกูลฉินทำร้ายคนแล้ว สวรรค์ เจ้ายังมีความยุติธรรมอยู่หรือไม่…”

   

   หลิวซิ่วเถาขมวดคิ้วมองเข้าไปในห้อง นางร้องเสียงดังขนาดนี้อีกสักพักท่านป้าต้องถูกปลุกจนตื่นแน่นอน และแล้วนางก็ได้ยินเสียงร้องไห้ของเล่อเหนียงอีกครั้ง

   

   นางโกรธจนคว้าไม้ซักผ้าที่อยู่ข้างๆขึ้นมา หมายจะพุ่งเข้าไปตีหญิงไร้ยางอายคนนั้นให้ตาย หากแต่ถูกหมิงจูห้ามไว้เสียก่อน

   

   “ฮูหยินซิ่วเถาโปรดใจ ท่านอย่าหลงกลพวกเขาเลย”

   

   เสียงอึกทึกนอกประตูทำให้พ่อเฒ่าแม่เฒ่าที่กำลังหลบหนาวอยู่ในบ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อต้องออกมาดู

   

   เมื่อพวกเขาเห็นหลิวซิ่วเถาถือไม้อยู่ในมือ พวกเขาก็ไม่รอช้าคว้าไม้คนละอันแล้วพุ่งเข้ามา

   

   “พวกเจ้าจะทำอะไร”

   

   พ่อเฒ่าจ้าวและพ่อเฒ่าหวังดึงหลิวซิ่วเถาไปอยู่ด้านหลัง แล้วจ้องมองหลิวฉางหมิงและคนอื่นๆอย่างดุดัน

   

   หลิวฉางหมิงเห็นพ่อเฒ่าแล้วก็หดคอลงเล็กน้อย พ่อเฒ่าคนนี้เคยเป็นทหารในกองทัพที่ดุดันที่สุดของราชสำนัก เขาเคยฆ่าคนด้วยอาวุธและเห็นเลือดมาแล้ว แม้ว่าเขาจะรู้เรื่องราวในอดีตของพ่อเฒ่าจ้าว หากแต่คนอื่นไม่รู้ หญิงที่นั่งอยู่บนพื้นชี้ไปที่หลิวซิ่วเถาพลางร้องไห้โวยวาย

   

   “หลิวซิ่วเถาฆ่าคนแล้ว!”

   

   พ่อเฒ่าจ้าวขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “พูดบ้าอะไรของเจ้า แม้แต่ไก่นางยังไม่กล้าฆ่า แล้วนางจะไปฆ่าคนได้อย่างไร”

   

   จากนั้นเขาก็ถามหลิวซิ่วเถาว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

   

   หลิวซิ่วเถาจ้องพวกเขาแล้วพูดว่า “ท่านลุง พวกเขาใส่ร้ายข้าว่าเหล่าอู่รังแกหลิวเสี่ยวอวิ๋น พอมาถึงก็จะถีบประตูเข้ามาเลย”

   

   หมิงจูก็พูดเสริมว่า “ผู้หญิงคนนั้นเป็นคนผลักฮูหยินหลิวซิ่วเถาก่อน”

   

   เมื่อพ่อเฒ่าและคนอื่นๆ ได้ยินก็โกรธทันที “พวกเจ้าช่างไร้ยางอายจริงๆ ใครกันที่รังแกหลิวเสี่ยวอวิ๋นของหมู่บ้านพวกเจ้า ข้าแค่มองผู้หญิงคนนั้นก็รู้สึกว่าตาข้าสกปรกแล้ว”

   

   “ใช่แล้ว อ้วนตุตะอย่างกลับหมู่ เหล่าอู่ของพวกเราต้องตาบอดแค่ไหนถึงจะไปรังแกนาง ข้าไม่พูดว่านางรังแกเหล่าอู่ก็ดีแค่ไหนแล้ว”

   

   หลิวฉางหมิงถูกด่าจนหน้าแดง หากแต่แดงเพราะความโกรธไม่ใช่ความอาย

   

   แม้ว่าหลิวเสี่ยวอวิ๋นจะไม่ดีอย่างไร แต่นางก็เป็นคนของหมู่บ้านต้าหลิว ยิ่งไปกว่านั้น หากนับตามลำดับอาวุโส หลิวเสี่ยวอวิ๋นยังเรียกเขาว่าลุงด้วย

   

   “พวกเจ้ารังแกคนเกินไปแล้ว ข้าจะไปแจ้งทางการ!”

   

   “ไปสิ!” เสียงของแม่เฒ่าฉินดังมาจากด้านใน

   

   “ซิ่วเถา เจ้าไม่ได้บาดเจ็บตรงไหนใช่หรือไม่”

   

   หลิวซิ่วเถาส่ายหน้า “ท่านป้า ข้าไม่เป็นไร!”

   

   “ฉินชุนหลาน เจ้าออกมาได้ก็ดี เหล่าอู่ของบ้านเจ้าได้รังแกหลิวเสี่ยวอวิ๋นของหมู่บ้านพวกข้า เจ้าว่าเรื่องนี้ควรจัดการอย่างไร”

   

   แม่เฒ่าฉินกวาดตามองพวกเขา แล้วเอ่ยน้ำเสียงเยาะเย้ย

   

   “แล้วพวกเจ้าอยากจัดการอย่างไรเล่า”

   

   หลิวฉางหมิงสบตากับหญิงที่นั่งอยู่บนพื้นแล้วกล่าวว่า

   

   “จะทำอย่างไรได้ เหล่าอู่ของบ้านเจ้ากล้ารังแกหลิวเสี่ยวอวิ๋นของหมู่บ้านพวกข้า ก็ต้องแต่งนางเข้าบ้านน่ะสิ”

   

   “เจ้าพูดบ้า…” พ่อเฒ่าจ้าวเพิ่งจะด่าด้วยความโกรธก็ถูกแม่เฒ่าฉินยกมือห้ามไว้

   

   “ไหนเจ้าพูดให้ละเอียดกว่านี้สิ”

   

   ขนะเดียวกันนั้นหญิงบนพื้นก็ลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นบนเสื้อผ้าแล้วพูดว่า

   

   “แม้ว่าเสี่ยวอวิ๋นของพวกข้าจะไม่ใช่สาวพรหมจรรย์ แต่นางเป็นคนขยันขันแข็ง อีกทั้งรูปร่างก็ดีเหมาะแก่การมีบุตร ดังนั้นสินสอดจึงไม่อาจน้อยได้”

   

   หญิงผู้นั้นชูนิ้วห้านิ้ว “อย่างน้อยก็ต้องเท่านี้!”

   

   พ่อเฒ่าจ้าวและคนอื่นๆเห็นหญิงผู้นั้นไร้ยางอายเช่นนี้ ต่างก็โกรธจนตัวสั่น โดยเฉพาะหลิวซิ่วเถาที่ถือไม้อยู่ก็อยากจะพุ่งเข้าไปอีกครั้ง

   

   แต่แม่เฒ่าฉินกลับไม่แสดงสีหน้าใด เพียงแต่ถามเสียงเรียบว่า

   

   “มีข้อเรียกร้องอื่นอีกหรือไม่”

   

   “ท่านป้า…” หลิวซิ่วเถาเรียกด้วยความกังวล

   

   ท่านป้าเป็นอะไรไป เวลาเช่นนี้ไม่ควรจะคว้าไม้เข้าไปตีพวกเขาสักยกหรือ เหตุใดถึงได้ถามเรื่องการแต่งงานและสินสอดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเช่นนี้ หรือว่านางจะยอมรับหลิวเสี่ยวอวิ๋นเข้าบ้านจริงๆ

   

   ส่วนหลิวฉางหมิงและหญิงผู้นั้นดูภูมิใจที่คิดว่าพวกเขาได้จับจุดอ่อนของแม่เฒ่าฉินได้แล้ว จึงพูดด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าว

   

   “หากจะแต่งงานกับเสี่ยวอวิ๋นของพวกข้าก็ต้องทำเครื่องประดับศีรษะหนึ่งชุด กำไลเงินสองคู่ แต่ละวงต้องน้ำหนักไม่ต่ำกว่าสิบตำลึง และต้องซื้อผ้าแพรอย่างดีสองพับให้เสี่ยวอวิ๋นของพวกข้าตัดเสื้อผ้าสองชุด”

   

   “ของพวกเจ้าหรือ” สายตาของแม่เฒ่าฉินเปลี่ยนแปลงไป “เจ้ามีความสัมพันธ์อะไรกับหลิวเสี่ยวอวิ๋น”

   

   หญิงผู้นั้นยืดอกพูดว่า “ข้าก็คือแม่แท้ๆของหลิวเสี่ยวอวิ๋นอย่างไรล่ะ”

   

   แม่เฒ่าฉินหัวเราะเบาๆสองที แล้วคว้าไม้จากมือของหลิวซิ่วเถาพุ่งเข้าไป



 บทที่ 300: ข้าเป็นชายหนุ่มบริสุทธิ์คนหนึ่ง


   

   “แม่เฒ่าไร้ยางอาย เจ้าเองก็ไม่ใช่คนดีอะไร แล้วยังสอนลูกสาวให้ไม่ดีตามไปด้วย!”

   

   แม่เฒ่าฉินใช้ไม้เท้าฟาดหญิงผู้นั้นล้มลงกับ ก่อนจะขึ้นคร่อมและใช้ไม้ฟาดไม่ยั้ง พร้อมตะโกนด่าอย่างเดือดดาล

   

   “เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใครกันถึงกล้าทำร้ายเล่อเหนียงหลานสาวของข้า เจ้ายังมีหน้ามาใส่ร้ายลูกชายของข้าอีกหรือ”

   

   “ยังจะกล้าเรียกค่าสินสอดห้าสิบตำลึง ขอเครื่องประดับและเสื้อผ้าอีก วางใจเถอะ รอให้เจ้าตาย ข้าจะเผากระดาษเงินกระดาษทองให้เจ้าสักชุดแน่นอน”

   

   หลิวฉางหมิงและพรรคพวกยืนตะลึง มองดูแม่เฒ่าฉินขึ้นคร่อมหญิงในหมู่บ้านของพวกเขา ทั้งตบทั้งข่วนไม่ยั้งมือ หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ พวกเขาจึงได้สติรีบเข้าไปจะดึงแม่เฒ่าฉินลงมา

   

   ฝ่ายพ่อเฒ่าจ้าวและพรรคพวกเห็นหลิวฉางหมิงและคนอื่นๆเคลื่อนไหวก็พุ่งเข้าไปเช่นกัน พริบตาเดียวชาวบ้านทั้งสองหมู่บ้านก็เข้ามาร่วมวงตะลุมบอนจนวุ่นวายไปหมด

   

   แม้พ่อเฒ่าจ้าวจะถือไม้เท้าอยู่ในมือ แต่ด้วยอายุที่มากแล้ว ทำให้การเคลื่อนไหวไม่คล่องแคล่วนัก ส่วนคนที่หลิวฉางหมิงพามานั้น ล้วนเป็นชายฉกรรจ์ร่างกำยำแข็งแรง ไม่นานพ่อเฒ่าจ้าวและพรรคพวกก็โดนหมัดซักเข้าไปหลานครั้ง

   

   แม้หมิงจูจะรู้วิชาต่อสู้อยู่บ้าง แต่มีฝีมือเพียงใดก็ยังกลัวมีดอยู่ดี สุดท้ายก็ถูกสตรีร่างท้วมสามคนรุมทำร้ายจนตั้งตัวไม่ทัน เมื่อแม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆกำลังจะถูกกดลงกับพื้นและถูกทำร้าย ตอนนั้นฉินฟู่หลินก็นำคนวิ่งเข้ามา

   

   “หลิวฉางหมิง กล้าดียังไงถึงได้พาคนมาทำร้ายพี่ชุนหลาน”

   

   ฉินฟู่หลินโบกท่อนไม้ในมือพุ่งเข้าไป แล้วก็ซัดหลิวฉางหมิงอย่างไม่ออมแรง เอ้อร์จู้และคนอื่นๆก็เข้าร่วมการต่อสู้อย่างวุ่นวาย

   

   ฉินไห่เยี่ยนบังคับรถม้ากลับมาถึงเข้าหมู่บ้าน เห็นว่าไม่มีใครเฝ้าอยู่ที่ทางเข้าหมู่บ้านก็มีเกิดความสงสัยขึ้นในหัว

   

   “เอ๊ะ พี่เอ้อร์จู้ไปไหนแล้ว”

   

   ฉินไห่เยี่ยนพึมพำประโยคหนึ่ง แล้วก็บังคับรถม้ามุ่งหน้ากลับบ้าน เขาไม่ทันที่เขาจะเข้าใกล้ตัวบ้านก็ได้ยินเสียงตะโกนด่าอย่างโกรธเกรี้ยว ทันใดนั้นก็เกิดความขึ้นไม่ดุผุดขึ้นในใจ และรีบบังคับรถม้ากลับบ้านทันที

   

   พอเข้าไปใกล้ก็พอดีเห็นหญิงคนหนึ่งถือท่านไม้กำลังจะฟาดลงบนแม่เฒ่าฉิน

   

   “ท่านแม่!”

   

   “พี่สะใภ้!”

   

   ฉินไห่เยี่ยนตกใจจนตาเบิกกว้าง เขากระโดดลงจากรถม้าแล้ววิ่งเข้าไปอย่างรวดเร็ว

   

   ส่วนหมิงเฟิงก็เก็บก้อนหินจากพื้นขว้างใส่คนผู้นั้น หลี่อันที่ได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายก็วิ่งลงมาจากภูเขา หยิบไม้มาตีคนพวกนั้นจนล้มลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว

   

   “ท่านแม่ ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่”

   

   “แล้วพี่สามล่ะ พี่สาม เหตุใดเขาไม่อยู่ที่นี่”

   

   ฉินไห่เยี่ยนพยุงแม่เฒ่าฉินขึ้นมา มองสำรวจร่างกายนางด้วยสายตาเป็นกังวล เมื่อครู่เขาตกใจมาก โชคดีที่หมิงจูมือไวช่วยเอาได้ ไม่เช่นนั้นไม้คงกระแทกศีรษะของท่านแม่แล้ว

   

   เขาไม่กล้าจินตนาการเลยว่าถ้าไม้กระแทกลงบนศีรษะของท่านแม่ จะเกิดผลร้ายแรงตามมาเพียงใด

   

   แม่เฒ่าฉินส่ายหน้า “ข้าไม่เป็นไร”

   

   “ข้าให้เหล่าซานเฝ้าอยู่ในบ้าน”

   

   ฉินไห่เยี่ยนถามอีกครั้ง “ท่านแม่ เกิดอะไรขึ้นหรือ คนพวกนี้เป็นใครขอรับ”

   

   แม่เฒ่าฉินมองพวกเขาด้วยสายตาเย็นชา “พวกเขาเป็นคนจากหมู่บ้านต้าหลิว พวกเขาบอกว่าเจ้ารังแกหลิวเสี่ยวอวิ๋นจากหมู่บ้านของพวกเขา ตอนนี้พวกเขามาเพื่อเรียกร้องคำอธิบาย”

   

   ฉินไห่เยี่ยนขมวดคิ้ว “พวกเขาพูดบ้าอะไร ข้าเป็นชายหนุ่มบริสุทธิ์คนหนึ่ง ไม่เคยรังแกสตรีที่ไหนมาก่อน”

   

   “แล้วหลิวเสี่ยวอวิ๋นเป็นใครกัน นางงดงามจนข้าต้องสนใจเลยหรือ”

   

   พ่อเฒ่าจ้าวและคนอื่นๆ ได้ยินคำพูดของฉินไห่เยี่ยนก็หัวเราะพรืดออกมา สวรรค์ ในที่สุดพวกเขาก็เข้าใจแล้วว่าพวกเด็กๆตระกูลฉินได้นิสัยประหลาดๆมาจากใคร ที่แท้ตระกูลฉินก็มีคนที่มีนิสัยตลกขบขันอยู่ในบ้าน

   

   ส่วนคนจากหมู่บ้านต้าหลิวนั้น สีหน้าของพวกเขาพลันมืดมิดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขาถูกคนจากหมู่บ้านตระกูลฉินกดลงกับพื้นด้วยวิธีที่น่าอับอาย พวกเขารู้สึกอับอายและโกรธจนแทบจะกระอักเลือด

   

   “ฉินฟู่หลิน ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นข้าจะไปแจ้งทางการเอาเรื่องพวกเจ้า” หลิวฉางหมิงดิ้นรนสุดกำลัง

   

   ส่วนหญิงที่ถูกแม่เถียหนิวและแม่ซานพ่างกดไว้กับพื้นนั้นก็ตะโกนอย่างหยิ่งผยองว่า

   

   “ฉินไห่เยี่ยน เจ้ารังแกเสี่ยวอวิ๋นของพวกข้า แล้วตอนนี้ยังกล้าทำร้ายข้าอีก ข้าจะต้องบอกใต้เท้าผู้ทรงความยุติธรรมให้มาจับพวกเจ้าให้ได้”

   

   ฉินไห่เยี่ยนมองหญิงที่อยู่บนพื้นซึ่งดูคุ้นตาแล้วถามว่า “เมื่อวานแม่โก่งต้านพาหญิงที่ทั้งเตี้ย อ้วน และขี้เหร่มาที่นี่ ข้าเห็นว่านางดูคล้ายเจ้าอยู่หลายส่วน พวกเจ้าเป็นอะไรกัน”

   

   หญิงคนนั้นได้ยินคำพูดของฉินไห่เยี่ยนก็ตะโกนเสียงดัง “พวกเจ้าได้ยินไหม เขายอมรับด้วยตัวเองแล้วว่าเมื่อวานเขารังแกเสี่ยวอวิ๋นของพวกเรา”

   

   ฉินไห่เยี่ยน “...”

   

   ผู้คนในหมู่บ้านตระกูลฉิน “...”

   

   หญิงคนนี้สมองมีปัญหาหรืออย่างไร

   

   หญิงคนนั้นยังคงตะโกนว่า “เมื่อวานเสี่ยวอวิ๋นของพวกข้ากลับมาในสภาพเสื้อผ้าขาดวิ่น พอถามจึงรู้ว่าเป็นฝีมือของฉินไห่เยี่ยนจากหมู่บ้านของพวกเจ้า หลิวเสี่ยวหลี่สามารถเป็นพยานได้!”

   

   ฉินไห่เยี่ยนอดทนถามต่อไปว่า “หลิวเสี่ยวหลี่คือใครกัน”

   

   แม่ของเถียหนิวที่อยู่ข้างๆ ตอบแทนเขาว่า “ก็แม่ของโก่วต้านอย่างไรเล่า”

   

   “อ้อ…”

   

   ฉินไห่เยี่ยนร้องออกมาเบาๆ สายตาของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา

   

   ระหว่างทางกลับบ้านเขายังคิดว่าจะต้องไม่ปล่อยหญิงคนนั้นไปเด็ดขาด ไม่คิดเลยว่านาางจะวิ่งมาหาเขาถึงที่บ้านเช่นนี้

   

   “ท่านแม่ ท่านเข้าบ้านไปพักผ่อนก่าอนเถอะ ปล่อยตรงนี้ให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง”

   

   ฉินไห่เยี่ยนหันไปพูดกับแม่เฒ่าฉิน

   

   แม่เฒ่าฉินส่ายหน้า นางไม่สามารถจากไปได้ ถ้าไปแล้วเหล่าอู่จะเสียเปรียบ

   

   “ท่านแม่ กลับไปเถอะ ท่านดูแลเล่อเหนียงให้ดี” เขาเห็นแม่เฒ่าฉินยืนกรานไม่ยอมไป จึงหันไปมองหลิวซิ่วเถา

   

   “พี่สะใภ้ พาท่านแม่ของข้ากลับไปเถิด ที่นี่มีข้าอยู่แล้ว พวกท่านไม่จำเป็นต้องกังวล”

   

   “ที่นี่คือหมู่บ้านตระกูลฉินและตรงนี้ก็คือหน้าบ้านของข้า คนเหล่านี้ทำอะไรข้าไม่ได้แน่นอน”

   

   หลิวซิ่วเถายอมต้องพาแม่เฒ่าฉินกลับเข้าบ้านพร้อมกับหมิงจู

   

   เมื่อเห็นแม่เฒ่าฉินก้าวเข้าไปแล้ว ฉินไห่เยี่ยนก็ปิดประตูลานจนสนิท

   

   เขาหันกลับมามองหลิวฉางหมิงและคนอื่นๆ “มา พูดให้ชัดเจนหน่อย ข้าไปรังแกหลิวเสี่ยวอวิ๋นจากหมู่บ้านของพวกเจ้าอย่างไร”

   

   “ข้าถอดเสื้อนางหรือว่าถอดกางเกงนางล่ะ” ฉินไห่เยี่ยนถามอย่างไม่ใส่ใจ

   

   “หลิวเสี่ยวอวิ๋นของพวกเจ้าบอกหรือไม่ว่าข้าแข็งแรงล่ำสันขนาดไหน”

   

   “เจ้า...เจ้า...เจ้าคนลามกนี่”

   

   หญิงผู้นั้นได้ยินน้ำเสียงไม่แยแสของฉินไห่เยี่ยนก็อายจนหน้าแดงก่ำ นางชี้นิ้วใส่ฉินไห่เยี่ยนแต่พูดอะไรไม่ออกสักคำ

   

   ฉินไห่เยี่ยนหัวเราะเบาๆ “พูดไม่ออกสินะ พวกเจ้ามันก็ผู้หญิงแพศยา เหตุใดยังมาแกล้งเป็นคนดีอยู่เล่า”

   

   ผู้คนในหมู่บ้านต้าหลิวโกรธจัดเมื่อได้ยินคำว่า ‘หญิงแพศยา’ จากปากของฉินไห่เยี่ยน

   

   “ฉินไห่เยี่ยน เจ้าคนลามก เจ้ารังแกเสี่ยวอวิ๋นจากหมู่บ้านของพวกข้า แล้วยังกล้ามาดูถูกผู้อื่นอีก พวกข้าต้องไปแจ้งทางการให้มาจับตัวเจ้าไปเสีย

   

   ฉินไห่เยี่ยนกลับยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ “ข้าขอโทษด้วย ดูเหมือนข้าจะเหยียบถูกจุดอ่อนของพวกเจ้าเข้าแล้ว”

   

   “แต่บรรพบุรุษสามชั่วโคตรของหมู่บ้านพวกเจ้าประกอบอาชีพต่ำช้านี้กันมาใช่หรือไม่ ไม่เช่นนั้นเหตุใดถึงได้คุ้นเคยและชำนาญนักเล่า!”

   

   “ฉินไห่เยี่ยน เจ้ารังแกกันเกินไปแล้วนะ!” หลิวฉางหมิงตะโกนด้วยความโกรธ

   

   “อย่างนั้นหรือ”

   

   ฉินไห่เยี่ยนบิดข้อมือทั้งสองข้างเล็กน้อย ใบหน้าของเขาแทนทีด้วยความเย็นชา

   

   “แค่นี้ก็โกรธแล้วหรือ”




จบตอน

Comments