บทที่ 301: เจ้าคิดว่าข้าเป็นคนที่จะรังแกได้ง่ายๆหรือ
“ในเมื่อพวกเจ้ามาถึงที่นี่แล้วก็จงมาชำระบัญชีเรื่องที่เมื่อวานพวกเจ้าทำร้ายเล่อเหนียงของข้า และวันนี้ยังคิดจะบุกเข้ามาทำร้ายท่านแม่ของข้าอีก”
หลิวฉางหมิงรู้สึกหวั่นใจอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยังคงเชิดหน้าขึ้นกล่าวอย่างดื้อรั้นว่า “แม่ของเจ้าต่างหากที่ลงมือก่อน จะให้พวกข้ายืนอยู่เฉยรอถูกนางทุบตีหรืออย่างไร”
ฉินไห่เยี่ยนยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “เรื่องนั้นข้าไม่อาจควบคุมได้ ข้ารู้แต่เพียงว่าพวกเจ้าบุกเข้ามาในหมู่บ้านของพวกข้า แล้วทุบตีท่านแม่ของข้าตรงหน้าประตูบ้าน”
พูดจบเขาก็กำหมัดแน่นแล้วพุ่งเข้าไป ปล่อยมัดใส่หลิวฉางหมิง ต่อมาก็คือสตรีที่นอนอยู่บนพื้น ชั่วขณะนั้น เสียงร้องโหยหวนก็ดังก้องไปทั่วท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านตระกูลฉิน
ฉินฟู่หลินและคนอื่นๆพยายามเข้าไปดึงตัวฉินไห่เยี่ยนหลายครั้ง แต่ถูกพ่อเฒ่าจ้าวขวางเอาไว้
"พ่อเฒ่าจ้าว ถ้าปล่อยให้เหล่าอู่ทุบต่อไป อาจถึงตายได้" ฉินฟู่หลินเอ่ยปากอย่างร้อนใจ
พ่อเฒ่าจ้าวพูดอย่างนาบเนิบ “ข้าก็มีอายุมากแล้ว ใช้ชีวิตอยู่มาก็นานนม แต่ข้าไม่อาจปล่อยให้คนรุ่นหลังต้องเสียเปรียบโดยเปล่าประโยชน์” พ่อเฒ่าหวังและคนอื่นๆก็พยักหน้าบอกว่าเห็นด้วย
ฉินฟู่หลินริมฝีปากขยับเล็กน้อยแต่สุดท้ายก็ปิดปากเงียบ
เขสเข้าใจความหมายของพ่อเฒ่าจ้าว หากว่าฉินไห่เยี่ยนแล้วฆ่าคนตายและต้องชดใช้ด้วยชีวิต เขาก็ยินดีที่จะใช้ชีวิตแลกชีวิต
ความจริงแล้วไม่ใช่แค่พวกเขาเท่านั้น แม้แต่ตัวเขาเองก็มีความคิดเช่นนี้เหมือนกัน
เล่อเหนียงตัวอวบอ้วนน่ารักน่าเอ็น นับตั้งแต่นางเริ่มพูดเป็น ทุกครั้งที่เห็นเขา นางก็ร้องเรียกเขาว่าท่านปู่หัวหน้าหมู่บ้าน ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงอ่อนหวานนั้นเรียกตนเองว่าท่านปู่ หัวใจของข้าก็ละลายกลายเป็นสายน้ำ
เด็กน้อยที่น่ารักเช่นนี้ก็เกือบจะถูกหญิงผู้นั้นจากหมู่บ้านต้าหลิวทำร้ายจนเกือบเสียชีวิต แผลใหญ่บนศีรษะเช่นนั้นจะเจ็บปวดมากเพียงใด
“มาสิ พวกเจ้าไม่ใช่หรือที่บอกว่าจะมาเรียกร้องความยุติธรรม”
ฉินไห่เยี่ยนสะบัดข้อมือพลางกล่าวอย่างดุดันว่า “ลุกขึ้นมาสู้สิ พวกเจ้านี่นะ ยังคิดจะมาเรียกร้องความยุติธรรมอีก แม้แต่สุนัขตัวใหญ่ในหมู่บ้านของพวกข้าก็ยังดูถูกพวกเจ้า ไอ้พวกขี้ขลาด”
หลิวฉางหมิงนอนคว่ำอยู่บนพื้นหายใจหอบไม่หยุด ใบหน้าของเขาบวมเป่งจนดูเหมือนหัวหมู ตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกเสียใจขึ้นมาแล้ว เขาเพียงแค่เห็นว่าตระกูลฉินเป็นพวกอพยพที่หนีความอดอยากมาจากทางเหนือ พวกเขาไม่เพียงแต่ตั้งรกรากในหมู่บ้านหมู่บ้านตระกูลฉินเท่านั้น แต่ยังเจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ จนพวกเรารู้สึกอิจฉา
พอดีเกิดเรื่องของหลิวเสี่ยวอวิ๋นขึ้น เขาจึงคิดจะฉวยโอกาสนี้มาขู่กรรโชกพวกเขาสักหน่อย ใครจะรู้ว่าฉินเหล่าอู่คนนี้ ภายนอกดูสุภาพเรียบร้อย เหมือนคนไม่มีแรงแม้แต่จะมัดไก่ แต่ไม่คิดว่าจะเป็นคนที่ไม่ควรยุ่งด้วย
ฉินไห่เยี่ยนมองพวกเขานอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้นที่ละคน จึงหัวเราะเยาะเบาๆ แล้วเอาเท้าเหยียบหัวของหลิวฉางหมิงพลางพูดว่า
“พวกเจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร กล้าดีมารังแกมารดาของข้า ข้าเป็นคนที่เคยฆ่าทหารม้าหนานหมานมาก่อน พวกไก่อ่อนพวกเจ้าไม่ใช้คู่ต่อสู้ของพวกข้าด้วยซ้ำ”
“ถ้ารู้อย่างนี้แล้วก็ไปตามคนที่ชื่อหลิวเสี่ยวอวิ๋นอะไรนั่นมาให้ข้า ไม่อย่างนั้นข้าจะทำให้หมู่บ้านต้าหลิวของพวกเจ้ากลายเป็นหมู่บ้านร้างเสีย!”
ฉินไห่เยี่ยนเตะหลิวฉางหมิงทีหนึ่ง “ไสหัวไปให้พ้น!”
คนที่หลิวฉางหมิงพามาด้วยได้รับอิสรภาพแล้ว พวกเขากระเสือกกระสนคลานออกไปจากหมู่บ้านตระกูลฉินด้วยความเจ็บปวด
“เหล่าอู่ เราจะปล่อยพวกมันไปง่ายๆแบบนี้จะดีหรือ” ฉินฟู่หลินถามฉินไห่เยี่ยนพลางมองแผ่นหลังพวกเขาที่วิ่งหนีออกจากหมู่บ้านอย่างอเนจอนาถแล้วหัวเราะเยาะ
“จะเป็นไปได้อย่างไร”
“ท่านรอดูเถิด พวกเขาจะต้องกลับมาอีกแน่ เมื่อถึงเวลานั้นค่อยจัดการพร้อมกันทีเดียว!”
ฉินฟู่หลินมองดูฉินไห่เยี่ยนแวบหนึ่ง แต่ก่อนเขามักคิดว่าฉินไห่เยี่ยนเป็นคนสุภาพเรียบร้อย ดูแล้วเหมือนคนที่ไม่สามารถยกของหนักได้
แต่ฉินไห่เยี่ยนที่อยู่ตรงหน้าในตอนนี้กลับทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนคนแปลกหน้า กลิ่นอายแห่งความกระหายเลือดที่แผ่ออกมานั้นรุนแรงเกินไป ดูคล้ายกับคนที่ปีนออกมาจากกองซากศพไม่มีผิด
“ท่านอาหัวหน้าหมู่บ้าน ข้าคาดว่าหลิวฉางหมิงและพวกจะต้องไปแจ้งทางการแน่นอน ข้าว่าท่านควรเตรียมใจเอาไว้หน่อยดีกว่า”
ฉินฟู่หลินชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วพูดอย่างสบายๆว่า “เรื่องเล็กน้อยน่า นายอำเภอมาหมู่บ้านของพวกเราก็เหมือนกลับบ้าน ยังมีอะไรให้ต้องเตรียมตัวอีกหรือ”
“เจ้ารีบกลับไปดูแม่ของเจ้าเถอะ”
ฉินไห่เยี่ยนยกมือคำนับพวกเขาแล้วผลักประตูเข้าไปในบ้าน
เขาตรงไปที่ห้องของแม่เฒ่าฉินและคุกเข่าลง “ท่านแม่ ขออภัยด้วย ทั้งหมดเป็นความผิดของลูกชาย เป็นลูกชายที่ทำให้ท่านต้องลำบาก”
แม่เฒ่าฉินกำลังอุ้มเล่อเหนียงอยู่จึงให้สวี่ซิ่วอิงช่วยพยุงนางขึ้นมา
“เหล่าอู่ เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของเจ้า ผู้หญิงคนนั้นแต่ก่อนก็มักมายุ่งวุ่นวายกับครอบครัวเราเสมอ ตอนนี้ข้าด่านางไปแล้วหนึ่งครั้งนางก็ไม่กล้าทำอะไรอีก”
“คงเป็นเพราะครั้งนี้หญิงคนนั้นเห็นเจ้าดูสุภาพเรียบร้อย คิดว่าง่ายต่อการรังแก ความคิดชั่วร้ายจึงผุดขึ้นมาอีกครั้ง”
ฉินไห่เยี่ยนพูดด้วยสีหน้าละอายใจว่า “ท่านแม่ ทั้งหมดเป็นความผิดของลูก ทั้งที่มีคำกล่าวว่าไม่ควรอวดความมั่งมี แต่ลูกกลับอวดออกไปจนทำให้พวกเขามาหาเรื่องพวกเรา”
เล่อเหนียงมองดูอาห้าที่มีสีหน้าสำนึกผิด นางจึงพยายามอดทนต่อความเจ็บปวดบนศีรษะ ยื่นมือออกไปให้เขาอุ้ม
ฉินไห่เยี่ยนอุ้หลานสาวเข้ามาอย่างนุ่มนวล ใบหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดขณะที่หอมแก้มของนาง
“หลานรัก เป็นความผิดของห้าอาที่ทำให้เจ้าต้องลำบาก”
“ไม่เลยเจ้าค่ะ อาห้าหน้าตาหล่อเหลา เป็นความผิดของหญิงชั่วคนนั้นต่างหาก นางต้องการรังแกอาห้าเจ้าค่ะ”
ฉินไห่เยี่ยนมองดูเล่อเหนียงด้วยสีหน้าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เด็กน้อยที่น่ารักเช่นนี้ทำไมถึงต้องมาเจอเรื่องร้ายแรงเช่นนี้ด้วยเล่า
อีกด้านหนึ่งหลิวฉางหมิงและคนอื่นๆที่เพิ่งตะเกียกตะกายออกมาจากหมู่บ้านตระกูลฉินก็เผชิญหน้ากับหลิวเสี่ยวอวิ๋นและแม่ของโก่วต้านที่รออยู่ข้างนอก พวกเขามองสภาพย่ำแย่ของหลิวฉางหมิงด้วยความตกใจ
“ลุงฉางหมิง ท่านแม่ พวกท่านเป็นอะไรไป”
หลิวฉางหมิงเดินเข้าไปตบหน้าหลิวเสี่ยวอวิ๋นทันที “เจ้าคิดแผนเลวร้ายอะไรออกมา ตระกูลฉินไม่เพียงไม่ยอมอ่อนข้อ แต่ยังซ่อมพวกเราจนมีสภาพแบบนี้”
“ใช่ สมองข้าคงถูกน้ำมันหมูบังตาแน่ๆ ถึงได้ฟังแผนการเลวร้ายของพวกเจ้า ข้าเกือบเอาชีวิตไปทิ้งที่หมู่บ้านตระกูลฉินแล้ว” ชายอีกคนหนึ่งพูดด้วยความโกรธ
แม่ของโก่วต้านเห็นพวกเขาบาดเจ็บจึงกลอกตาไปมาสองรอบแล้วถามว่า “บาดแผลบนใบหน้าเป็นฝีมือของฉินไห่เยี่ยนหรือ”
“นอกจากสัตว์เดรัจฉานฉินไห่เยี่ยนแล้วจะเป็นใครอีกเล่า” หลิวฉางหมิงกล่าวด้วยความโกรธเคือง
แม่ของโก่วต้านได้ยินเช่นนั้นกลับหัวเราะ “บังเอิญยิ่งนัก คราวนี้พวกเขาไม่อยากประนีประนอมก็ลำบากแล้ว”
หลิวฉางหมิงขมวดคิ้วมองนาง “เจ้ากำลังคิดอะไรแปลกๆอีกแล้วใช่หรือไม่”
แม่ของโก่วต้านยิ้มบางๆ “ลุงฉางหมิง พวกท่านถูกทำร้ายร่างกาย พวกท่านจะกลืนความแค้นนี้ลงคอไปเฉยๆหรือ”
“เช่นนั้นแล้วเราไปขอให้ท่านนายอำเภอตัดสินดีเรื่องนี้ให้ดีหรือไม่”
หลิวฉางหมิงและคนอื่นๆ ได้ยินก็รู้สึกว่าแม่ของโก่วต้านพูดมีเหตุผล
“ถูกแล้ว พวกเราไม่ควรถูกทุบตีโดยเปล่าประโยชน์!”
“แม้ว่าพวกเขาจะไม่ยอมประนีประนอม อย่างน้อยก็ต้องชดใช้เงินค่ารักษาให้พวกเรา!”
ดังนั้นพวกเขาจึงอดทนต่อความเจ็บปวด เดินกะเผลกไปแจ้งทางการ ไป๋เช่ออวิ๋นพอได้ยินว่ามีคนมาแจ้งความก็รีบแต่งตัวออกมานั่งบัลลังก์เพื่อสอบสวนคดีครั้งนี้
เมื่อข้าได้ยินว่ากลุ่มคนเหล่านี้มาร้องเรียนหมู่บ้านตระกูลฉิน บอกว่าฉินไห่เยี่ยนไปรังแกหลิวเสี่ยวอวิ๋นจากหมู่บ้านของพวกเขาก่อน จากนั้นก็ทุบตีพวกเขาที่มาเรียกร้องความยุติธรรมจนบาดเจ็บสาหัสก็นั่งไม่ติด พาเจ้าหน้าที่ไปยังหมู่บ้านตระกูลฉินทันที
บทที่ 302: ส่งผู้หญิงคนนั้นมาให้ข้า
“ท่านป้า ข้ามาแล้ว!”
ไป๋เช่ออวิ๋นพาเจ้าหน้าที่หลายคนวิ่งเข้ามา
หลิวซิ่วเถารีบชงชาให้เขาหนึ่งกา “ท่านนั่งดื่มชาร้อนๆก่อนเถิด ท่านป้ากำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ เดี๋ยวก็ออกมาแล้ว”
ไป๋เช่ออวิ๋นเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของหลิวซิ่วเถาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง “พี่สะใภ้ ท่านเป็นอะไรไป”
“ท่านกังวลเรื่องเฉิงอันหรือ”
หลิวซิ่วเถาส่ายหัว “ช่วงนี้ภายในบ้านเกิดเรื่องนะ ข้าแค่พักผ่อนไม่เพียงพอเท่านั้น”
ไป๋เช่ออวิ๋นรีบถามทันที “มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นที่บ้านหรือ เหตุใดไม่ไปแจ้งข้าที่ศาลาว่าการสักคำล่ะ”
ไม่รู้ว่าเบื้องบนเกิดอะไรขึ้น ส่งผู้ตรวจราชการพิเศษมาตรวจสอบ ทำให้เขาต้องอยู่แต่ในศาลาว่าการตลอด ไม่กล้าออกไปไหน ราวกับกลัวว่าจะถูกจับผิดได้
ดังนั้นเรื่องที่เกิดขึ้นในบ้านตระกูลฉินเขาจึงไม่รู้เรื่องจริงๆ หลิวซิ่วเถานิ่งเงียบไม่พูดจา เรื่องภายในครอบครัวหากป้าไม่เอ่ยปาก ใครเล่าจะกล้านำไปเผยแพร่
“อ้อใช่แล้ว ในหมู่บ้านมีคนชื่อฉินไห่เยี่ยนหรือไม่”
ไป๋เช่ออวิ๋นนึกถึงจุดประสงค์ที่มาในวันนี้
ตลอดทางที่มาเขาบ่นกับผู้ติดตามว่า หมู่บ้านตระกูลฉินมีคนชื่อฉินไห่เยี่ยนตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ชื่อนี้ช่างคล้ายกับชื่อของพวกฉินเหล่าซื่อเหลือเกิน
หลิวซิ่วเถาถามอย่างอึดอัดว่า “ท่านมีธุระอันใดกับฉินไห่เยี่ยนหรือ” ไป๋เช่ออวิ๋นถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “นั่นก็ชาวบ้านจากหมู่บ้านต้าหลิวมาร้องเรียนน่ะสิ พวกเขาบอกว่าฉินไห่เยี่ยนจากหมู่บ้านตระกูลฉินรังแกหญิงสาวในหมู่บ้านของพวกเขาและทำร้ายพวกเขาจนบาดเจ็บสาหัส”
ไป๋เช่ออวิ๋นจิบชาหนึ่งอึกแล้วพูดต่อว่า “ช่วงนี้สถานการณ์ค่อนข้างตึงเครียด ขุนนางที่เบื้องบนส่งมากลับไปไม่นานก็มีคนกล้าฝ่าฝืนกฎหมายแล้ว แบบนี้มันไม่ใช่การท้าทายอำนาจของข้าหรอกหรือ”
เมื่อไป๋เช่ออวิ๋นพูดจบก็สังเกตเห็นว่าสีหน้าของหลิวซิ่วเถาดูแปลกๆ และมีท่าทีโกรธเล็กน้อย ขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปากถามว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ได้ยินเสียงของแม่เฒ่าฉิน
“นายอำเภอไป๋ เหตุใดวันนี้ถึงมีเวลาว่างมาที่นี่ล่ะ” ไป๋เช่ออวิ๋นกำลังจะพูดกับแม่เฒ่าฉิน แต่แล้วก็เห็นว่าเล่อเหนียงมีผ้าพันรอบหน้าศีรษะ จึงรีบถามด้วยความกังวล
“เกิดอะไรขึ้นกับเล่อเหนียงหรือขอรับ”
“อาไป๋เช่ออวิ๋น” เล่อเหนียงทักทายอย่างอ่อนแรง
เมื่อเห็นเล่อเหนียงที่ดูอิดโรยไร้เรี่ยวแรง ไป๋เช่ออวิ๋นก็รู้สึกสงสารเป็นอย่างมาก จึงยื่นมือไปอุ้มเล่อเหนียงเข้ามากอดไว้
“โอ๋ๆๆ หลานรักของข้า เจ้าทำอะไรมาถึงได้เจ็บตัวเช่นนี้”
“เจ็บมากหรือไม่ อาจะเป่าแผลให้เจ้าเองนะ”
ไป๋เช่ออวิ๋นรู้สึกสงสารเด็กน้อยจนดวงตาแดงก่ำ เขาไม่ได้มาเพียงครึ่งเดือน เหตุใดเด็กน้อยตัวอ้วนกลมนี้ถึงได้บาดเจ็บได้เล่า
“ท่านป้าขอรับ เกิดอะไรขึ้นกับเล่อเหนียง เหตุใดถึงมีแผลที่ศีรษะได้”
แม่เฒ่าฉินถอนหายใจ “ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะเงินทองก่อเรื่องทั้งนั้น”
จากนั้นนางก็เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ไป๋เช่ออวิ๋นฟังอย่างละเอียด ไป๋เช่ออวิ๋นมองด้วยความโกรธเคือง จากนั้นก็นึกขึ้นได้แล้วกล่าวว่า “ฉินไห่เยี่ยนเป็นบุตรชายคนเล็กของท่านจริงๆหรือ”
แม่เฒ่าฉินพยักหน้า “ใช่แล้ว ตอนที่พวกข้าอพยพหนีภัยพิบัติ ทำให้เขาพลัดหลงกับพวกเรา เพิ่งกลับมาไม่กี่วันก่อน เพิ่งกลับมาไม่นานก็มีคนจ้องจะทำร้ายเสียแล้ว”
“ทั้งยังทำร้ายเล่อเหนียงอีก”
“พวกชาวบ้านชั่วช้าสมควรตาย ทำร้ายผู้อื่นแล้วยังมีหน้ามาร้องเรียนอีก!”
ไป๋เช่ออวิ๋นสั่งการด้วยความโกรธเกรี้ยว “เหล่าหลี่ เจ้ารีบกลับไปจับกุมคนพวกนั้นทั้งหมดมาให้ข้าเดี๋ยวนี้ แล้วยังต้องหาคนไปหมู่บ้านต้าหลิว จับตัวหญิงสองคนนั้นมาให้ข้าด้วย” เมื่อเขาพูดจบก็นึกขึ้นได้อีกเรื่องหนึ่ง เขารีบเรียกเหล่าหลี่เอาไว้ “ไปห้องหนังสือของข้า แล้วเอาโสมนั่นมาให้ข้าด้วย!”
จากนั้นเขาก็พูดด้วยน้ำเสียงตำหนิเล็กน้อย “ท่านป่า เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ในบ้านเช่นนี้ เหตุใดไม่ไปแจ้งข้าที่ศาลาว่าการสักคำเล่า”
แม่เฒ่าฉินยิ้มเล็กน้อย “เรื่องนี้เป็นเรื่องภายในครอบครับ ข้าจะรบกวนนายอำเภอไป๋ได้อย่างไรเล่า”
ไป๋เช่ออวิ๋นถอนหายใจช่วงนี้เขายุ่งมากจริงๆ เมื่อวานที่ผู้ตรวจราชการพิเศษเพิ่งจากไป วันนี้ถึงได้มีเวลาว่างบ้าง
แต่เดิมเขาคิดว่าจะมาที่บ้านตระกูลฉินพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้เพื่อลิ้มลองอาหารเลิศรส ใครจะคิดว่ามาถึงสือไห่ถังจะแท้ง เล่อเหนียงจะได้รับบาดเจ็บ
“ท่านอาไป๋ หญิงอัปลักษณ์นางนั้นนางดึงแขนท่านอาห้า แล้วยังรังแกท่านย่าอีก ท่านอา ข้าจะตีนางได้หรือไม่เจ้าคะ” เล่อเหนียงฟ้องน้ำเสียงออดอ้อน
“ได้สิ ข้าจะช่วยเจ้าตีพวกเขาเอง แล้วหลังจากนั้นจะจับพวกเขาเข้าคุก ให้กินข้าวในคุกดีหรือไม่”
“อืม ดีเจ้าค่ะ”
ไป๋เช่ออวิ๋นมองท้ายทอยของเล่อเหนียงอีกครั้ง หัวใจของเจ็บปวดจนสั่นสะท้าน
“ไม่รู้เหมือนกันว่าหัวของนางจะเป็นแผลเป็นหรือไม่”
“แต่ไม่เป็นไร วิชาการรักษาของเขาสูงส่งนัก เมื่อถึงเวลาก็ให้เขาคิดค้นยาขี้ผึ้งลบรอยแผลเป็นมาให้นางสักหน่อยก็แล้วกัน”
ไป๋เช่ออวิ๋นนั่งคุยกับแม่เฒ่าฉินอยู่สักพักก็ได้ยินเสียงหงอวี่กลับมา
“ท่านย่า ข้าได้ยินแม่เถียหนิวบอกว่ามีคนทำร้ายท่านจริงหรือไม่”
หงอวี่วิ่งพรวดเข้ามาแล้วเดินวนรอบแม่เฒ่าฉินสองรอบ เมื่อเห็นว่านางไม่ได้บาดเจ็บตรงไหนจึงค่อยวางใจลง แล้วยื่นมือไปลูบมือน้อยๆของเล่อเหนียง
“ท่านย่า!”
เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่วช้ากว่าเล็กน้อย แต่ก็วิ่งเข้ามาล้อมรอบ แม่เฒ่าฉินหมุนวนสองรอบ
“ท่านย่า เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ” หงอวี่ถามหน้านิ่วคิ้วขมวด
เสียงอึกทึกในช่วงเช้านั้น พวกเขาก็ได้ยินเช่นกัน เพียงแต่ลุงรองไม่ให้พวกเขาออกไป กลัวว่าความขัดแย้งระหว่างผู้ใหญ่จะส่งผลกระทบต่อเด็ก
แต่เดิมพวกเขาคิดว่าเป็นเพียงสตรีในหมู่บ้านทะเลาะวิวาทกับสตรีจากหมู่บ้านต้าหลิวอีกครั้ง เพราะเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง พวกเขาจึงชินชาเสียแล้ว
แต่เมื่อพวกเขาเลิกเรียนและออกจากสำนักศึกษา จึงได้ยินแม่เถียหนิวบอกว่าวันนี้คนจากหมู่บ้านต้าหลิวบุกเข้าบ้านของพวกเขาและทำร้ายย่าของพวกเขา
พวกเขาตกใจจนวิ่งจนรองเท้าหลุดไปข้างหนึ่ง
แม่เฒ่าฉินเล่าเรื่องให้พวกเขาฟังว่าอย่างรวบรัด “หญิงคนนั้นกลับไปหมู่บ้านแล้วบอกชาวบ้านว่าอาห้าของเจ้าทำร้ายนาง ดังนั้นคนในหมู่บ้านของพวกเขาจึงมาเรียกร้องความยุติธรรม ทำให้เกิดการโต้เถียงกับซิ่วเถา”
“แต่พวกเจ้าไม่ต้องกังวล ข้าไม่ได้เสียเปรียบ อาห้าของพวกเจ้าพอดีกลับมาทัน ท่านปู่หัวหน้าหมู่บ้านก็พาคนมาทันเวลาพอดี”
หงอวี่และคนอื่นๆได้ยินดังนั้นจึงวางใจลง
“เอ๊ะ อาห้าของข้าเล่า ไปไหนแล้ว”
หงอวี่กวาดตามองไปรอบๆ แต่ก็ไม่เห็นฉินไห่เยี่ยน
“อาห้าของเจ้าอยู่ในครัว กำลังต้มยาให้เล่อเหนียงอยู่”
“แค่กๆๆ” ไป๋เช่ออวิ๋นกระแอมไอสองครั้ง “เฮ้ย เจ้าเด็กแสบไม่เห็นข้าหรืออย่างไร”
หงอวี่พูดโดยไม่เงยหน้าขึ้นมา “ถ้าเป็นโรคก็ไปรักษาซะ!”
ไป๋เช่ออวิ๋นโมโหจนพูดไม่ออก เด็กแสบคนนี้ยังคงมีนิสัยเสียเหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน
เขาก็ไม่รู้ว่าคนตระกูลฉินทนนิสัยเสียของเขาได้อย่างไร ถ้าเป็นเขา เขาคงเตะเด็กคนนี้ออกไปนานแล้ว
หงอวี่ทำหน้าตลกล้อเล่นกับเล่อเหนียง เมื่อเห็นเล่อเหนียงไม่มีเรี่ยวแรงแต่ก็พยายามฝืนยิ้มและเล่นด้วย ดวงตาของเขาก็ยิ่งดูมืดหม่นลงไป หงอวี่กล่าวกับไป๋เช่ออวิ๋นว่า
“ท่านตามข้ามาสักครู่”
เห็นไป๋เช่ออวิ๋นนั่งอยู่บนโต๊ะไม่ขยับเขยื้อน เขาจึงกัดฟันพูดอีกครั้ง
“เจ้านกยูงกะล่อน ขอให้ท่านตามข้ามาสักครู่!”
ไป๋เช่ออวิ๋นกลอกตาใส่เขา แต่สุดท้ายก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินตามเขาออกไปข้างนอก
“ข้าต้องการให้หญิงผู้นั้นตาย!”
บทที่ 303: เกิดอะไรขึ้นกันแน่
“เจ้าต้องการอะไรนะ” ไป๋เช่ออวิ๋นถามด้วยความสงสัย
หงอวี่หัวเราะแผ่วเบา แววตาเยือกเย็นยิ่งขึ้น “ข้าต้องการให้นางตาย!”
ไป๋เช่ออวิ๋นขมวดคิ้ว “ช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ เจ้าไม่ควรทำอะไรโดยพลการ”
“โดยพลการหรือ”
“เจ้านกยูงกะล่อน ข้าบอกท่านให้เจ้ารู้เพราะนางอยู่ภายใต้การดูแลของท่าน หากท่านไม่เห็นด้วยก็มีวิธีจัดการนางอีกมากมาย!”
หงอวี่มองเข้าไปในห้องแวบหนึ่ง “พวกเขาคือครอบครัวของข้า ข้าไม่อาจปล่อยให้ครอบครัวของข้าถูกรังแกถึงหน้าประตูบ้านแล้วยังต้องกลืนกินความโกรธเอาไว้ได้”
“หากชายชราผู้นั้นไม่สามารถปกป้องข้าได้ ก็ให้เขาทิ้งข้าเสีย ข้าจะพาท่านย่าและคนอื่นๆหนีไปให้ไกลแสนไกล ไม่มีวันมาขวางหูขวางตาเขาอีกเด็ดขาด!”
ไป๋เช่ออวิ๋นมองหงอวี่ด้วยความประหลาดใจ เขาไม่คิดว่าหงอวี่จะมีความรู้สึกต่อตระกูลฉินลึกซึ้งถึงเพียงนี้ เพื่อตระกูลฉินแล้วถึงกับยอมสละสถานะอันสูงส่งของตน
“เจ้าทำเช่นนี้ไม่กลัวว่าจะสูญเสียสถานะของตนเองหรือ” หงอวี่มองเขาและกล่าวว่า
“หากไม่ใช่เพราะตระกูลฉินเก็บข้ากลับมา ข้าคงไม่เหลือแม้แต่ชีวิต เราอย่างพูดเรื่องสถานะกันอีกเลย”
“ท่านอ๋องเจ็ด เขา…”
หงอวี่ตัดบทเขาทันที “หากท่านอามีวิธีปกป้องข้าจริง เขาคงไม่ปล่อยให้ข้าอยู่ใช้ชีวิตราวกับขอทาน”
“ท่านพ่อ อาฮั่นหลิน รวมถึงลุงเฉิงอัน ไม่จำเป็นต้องสละชีวิตตัวเองไปร่วมรบกับท่านลุงเพื่อสร้างผลงาน แต่พวกเขาก็ยังยอมทำเพื่อข้า”
“เจ้าคิดว่าพวกเขาอยากไปหรือ” ไป๋เช่ออวิ๋นนิ่งเงียบอยู่นาน เดิมทีคิดว่าเจ้าเด็กคนนี้ไม่รู้เรื่องรู้ราว แต่ไม่คิดว่าเจ้าเด็กคนนี้ดูเหมือนเข้าใจทุกอย่างได้ดีกว่าใครเสียอีก
“เจ้ารอก่อน ปล่อยให้หญิงผู้นั้นมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกสักระยะ”
ไป๋เช่ออวิ๋นยอมประนีประนอมในที่สุด “ผู้ตรวจราชการพิเศษนางปีศาจส่งมาเพิ่งจากไปเมื่อวานนี้ ตอนนี้พวกเราไม่อาจก่อเรื่องวุ่นวายได้”
หงอวี่ชายตามองเขา “แล้วอย่างไรเล่า ท่านนายอำเภอผู้สูงส่ง ซื่อจื่อของจวนจิ่งอันขลาดกลัวถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
“ช่างเถอะ เรื่องนี้ท่านไม่ต้องทำแล้ว ข้าจะจัดการเอง” หงอวี่พูดจบก็หันหลังกลับไปทันทีไม่ว่าอย่างไรเขาก็แค่ต้องการจะบอกกล่าวเท่านั้น อย่างไรเสียหมู่บ้านก็สูญเสียคนไปอย่างไร้สาเหตุ หากต้องไปแจ้งทางการก็คงจะยุ่งยากไม่น้อย
ไป๋เช่ออวิ๋นมองแผ่นหลังของหงอวี่ด้วยสีหน้าปวดหัว สุดท้ายก็ถอนหายใจแล้วเดินตามเข้าไปข้างใน ช่างเถอะ ใครกันที่ทำให้เขาต้องมาที่นี่ เขาเพื่อมาก็เพื่อเช็ดก้นให้เจ้าเด็กแสบคนนี้ไง
ฉินไห่เยี่ยนถือยาเดินออกมาจากด้านหลังและมองดูหงอวี่ด้วยสายตาซับซ้อน
“ท่านแม่ ยามาแล้วขอรับ” เล่อเหนียงมองเห็นชามยาแล้วรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันที “อืม ไม่เอา ไม่เอา เล่อเหนียงไม่อยากกิน”
ยาสมัยโบราณนี้ไม่ใช่ของที่มนุษย์จะกินได้จริงๆหรือ
ขมจะแย่
อีกทั้งรสชาติยังแปลกประหลาด ทั้งขมและคาว ในพื้นที่พื้นที่มิติของนางมียาแก้อักเสบชนิดเม็ดอยู่มากมายหากไม่ได้ผล ยาน้ำแก้อักเสบก็มีนะ
“เด็กดีของย่า ดื่มยาก็ไม่เจ็บแล้วนะ” แม่เฒ่าฉินพูดปลอบเสียงแผ่ว
นางก็ปวดหัวเหมือนกัน เล่อเหนียงคนนี้หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอมดื่มยาม อีกทั้งบนศีรษะยังมีแผล นางจึงไม่กล้าจับนางแรงๆ
“ไม่เอา ไม่เอา ไม่เอา…”
เล่อเหนียงส่ายหัวจนแทบมึนหัว ไป๋เช่ออวิ๋นมองดูเล่อเหนียงที่มีสีหน้าต่อต้าน แล้วหยิบหยกน้ำดีออกมาจากอกเสื้อ พลางโบกไปมาตรงหน้านาง
“เด็กดี เจ้าดื่มยาให้หมด ดื่มแล้วข้าจะให้หยกชิ้นนี้แก่เจ้า”
เล่อเหนียงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
จะทำอย่างไรดี
หัวใจของนางสั่นไหวไปหมด
ฉินไห่เยี่ยนที่อยู่ข้างๆ เห็นเล่อเหนียงเริ่มหวั่นไหว จึงรีบให้ต้าเป่าไปนำเงินก้อนมาหลายก้อน
“เด็กดีของอา เจ้ากินยาหนึ่งคำ อาห้าก็จะให้เงินหนึ่งก้อนดีหรือไม่”
เล่อเหนียงกลอกตาไปมาสองรอบแล้วอ้าปากกว้าง แม่เฒ่าฉินรีบป้อนยาให้นางหนึ่งช้อนทันที
เล่อเหนียงกลืนยารสขมลงท้องไป ใบหน้าอวบอ้วนของนางบิดเบี้ยว จากนั้นก็รีบคว้าหยกที่อยู่ในมือของไป๋เช่ออวิ๋นอย่างใจร้อน
ไป๋เช่ออวิ๋น “...”
เด็กคนนี้ช่างหน้าเงินจริงๆ “เด็กดีของข้า กินอีกคำสิ”
เล่อเหนียงอ้าปากดื่มอีกคำ จากนั้นก็จ้องมองก้อนเงินในมือของฉินไห่เยี่ยนตาไม่กะพริบ
ฉินไห่เยี่ยนจึงอดขำไม่ได้ เขาวางแท่งเงินลงในมือของนาง “เอาไป เจ้าตัวน้อยหน้าเงิน”
แม่เฒ่าฉินเห็นเล่อเหนียงรับเงินไปแล้ว จึงตักยาอีกช้อนยื่นไปที่ปากของนาง “เด็กดี เจ้ากินยาอีกคำนะ”
เล่อเหนียงอ้าปากดื่มอีกคำ คราวนี้นางไม่ต้องมองเขาอีกแล้ว ฉินไห่เยี่ยนวางแท่งเงินลงในมือของเล่อเหนียงเองทันที แต่เมื่อท่านย่าพยายามหลอกล่อให้นางดื่มยาอีกหนึ่งช้อน นางกลับไม่ยอมอ้าปากเลย
ไม่ว่าแม่เฒ่าฉินและคนอื่นจะพยายามหว่านล้อมอย่างไรก็ไม่ยอมอ้าปากอีก ฉินไห่เยี่ยนถึงกับยกระดับข้อเสนอ บอกว่าจะให้เงินสองตำลึงต่อการกินยาหนึ่งคำ
แต่เล่อเหนียงก็ยังคงไม่ยอมอ้าปาก
แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆเริ่มจนปัญญา ได้แต่รอให้ดึกกว่านี้แล้วค่อยหลอกล่อให้นางกินอีกครั้ง ขณะเดียวกันนั้นเสียงคุ้นเคยก็ดังมาจากนอกประตู
“ท่านป้าอยู่หรือไม่ขอรับ” ผู้มาเยือนคนใหม่คือหลี่เฟย ทายาทภัตตาคารว่านฝู
หลี่เฟยถือปลาสองตัวเดินเข้ามา เขาเข้ามาก็เห็นบนเล่อเหนียงพันผ้าสีขาวไว้ ส่วนแม่เฒ่าฉินกำลังถือชามป้อนยาให้นาง
“สวรรค์า! เจ้าเด็กอ้วนคนนี้เป็นอะไรไป เหตุใดถึงมีผ้าขาวพันรอบศีรษะเช่นนี้” หลี่เฟยรีบร้อนโยนปลาทิ้งไปด้านข้าง แล้ววิ่งเข้ามาถามอย่างกระวนกระวาย
“พี่หลี่เฟย ขมจัง!” เล่อเหนียงบอกด้วยใบหน้าบึ้งตึง
“คารวะนายอำเภอไป๋”
หลี่เฟยเห็นไป๋เช่ออวิ๋นนั่งอยู่บนเก้าอี้จึงทักทายเขาก่อนแล้วหันไปมองเล่อเหนียง มือทั้งสองยื่นออกไปแล้วหดกลับมา ใจหนึ่งอยากอุ้มเล่อเหนียง แต่อีกใจหนึ่งก็ไม่กล้า
แม่เฒ่าฉินจึงต้องเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้หลี่เฟยฟังอีกครั้ง หลี่เฟยฟังจบก็ขมวดคิ้วแน่น
“บนโลกนี้มีหญิงไร้ยางอายเช่นนี้ด้วยหรือ”
“เมื่อความปรารถนาไม่สำเสร็จ ก็คิดแผนชั่วใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น”
“ใช่แล้ว พี่หลี่เฟย หญิงคนนั้นช่างน่าเกลียดนัก อาห้าสุดหล่อของข้าเกือบจะถูกนางรังแกเสียแล้ว” เล่อเหนียงพูดด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว
“เด็กดีของข้า พี่หลี่เฟยคนนี้ไปช่วยเจ้าตีนางดีหรือไม่” หลี่เฟยลูบศีรษะเล็กๆของนางด้วยสีหน้าเอ็นดู
ช่างเถอะ ดูเด็กน้อยคนนี้สิ ใบหน้านั้นไร้สีเลือดฝาดน่าสงสารยิ่งนัก
“ไม่ต้องหรอก พี่หลี่เฟย อาไป๋บอกว่าจะช่วยข้าตีนางแล้ว”
หลี่เฟยยักไหล่ “แล้วจะทำอย่างไรล่ะ พี่หลี่เฟยอยากตีพวกเขาสักยกนะ”
เล่อเหนียงกลอกตาไปรอบหนึ่ง “งั้นตอนที่อาไป๋ตีพวกนาง พี่หลี่เฟยก็ยืนอยู่ข้างๆ คอยเตะพวกนั้นอีกสองทีก็ได้”
“ดีๆๆ ข้าจะทำตามที่เล่อเหนียงบอกเอง” เล่อเหนียงกำลังหัวเราะและเล่นหยอกล้อกับหลี่เฟย ฉินไห่เยี่ยนก็มองดูด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยายได้
หลานสาวคนนี้ของเขาได้รับความรักใคร่มากเหลือเกิน ทั้งนายอำเภอและทายาทเจ้าของภัตตาคาร
อีกทั้งเขาก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตระกูลของพวกเราได้สร้างความสัมพันธ์กับขุนนางผู้สูงศักดิ์มากมายเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ยิ่งไปกว่านั้น หลี่เฟยผู้นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ทายาทของภัตตาคารว่านฝูเท่านั้น
บทที่ 304: สถานการณ์อันตรายอย่างใหญ่หลวง
“ท่านนายอำเภอ หญิงสองคนนั้นถูกนำตัวมาแล้วจะให้พาไปที่ศาลาว่าการหรือว่า…”
พวกเขาเพิ่งจัดการอาหารมื้อเย็นเสร็จ เจ้าหน้าที่หลี่ก็รีบเข้ามารายงานเรื่องนี้ทันที
ไป๋เช่ออวิ๋นคิดสักครู่ “ขังสองคนนั้นไว้ในคอกหมูด้านหลังหมู่บ้านตระกูลฉินก่อน พรุ่งนี้ฟ้าสว่างแล้วค่อยว่ากันอีกที”
เจ้าหน้าที่หลี่รับคำแล้วถอยออกไป
ไป๋เช่ออวิ๋นมองแม่เฒ่าฉินแล้วเอ่ย “ท่านป้า บ้านท่านยังมีห้องว่างอยู่หรือไม่ ข้าอยากจะนอนค้างที่นี่สักคืน”
แม่เฒ่าฉินตอบว่า “มีสิ ห้องของท่านยังไม่มีใครแตะต้อง"
วันนี้หลี่เฟยมาที่นี่ก็ตั้งใจจะขอให้ฉินเหล่าซานช่วยทำลูกชิ้นปลาให้สักหน่อย ช่วงนี้ลูกชิ้นปลาที่ภัตตาคารของเขาขาดตลาดมานานแล้ว อีกทั้งกระต่ายก็หายไม่ได้อีกด้วย
พวกลูกค้าประจำเหล่านั้นก็มาถึงร้องหาลูกชิ้นปลาและกระต่ายเผ็ด แต่คนเก่งก็ทำอะไรไม่ได้ถ้าไม่มีวัตถุดิบ ไม่มีปลา ไม่มีกระต่าย แม้แต่เครื่องปรุงสำหรับผัดเนื้อกระต่ายก็ไม่มี เขาจะไปหาสิ่งเหล่านี้มาจากที่ไหนได้
พ่อของเขาก็พลอยร้อนใจไปด้วย เตะก้นให้ไปหาปลาหากระต่ายทุกวันเลย
ช่วงไม่กี่วันนี้เขาตื่นเร็วกว่าไก่และนอนดึกกว่าสุนัข ในที่สุดก็พบบ่อปลาแห่งหนึ่งซึ่งมีปลาตัวใหญ่อยู่ข้างใน
ทำให้วันนี้เขาถือปลามาที่บ้านตระกูลฉิน ทำให้รู้ว่าบ้านตระกูลฉินเกิดเรื่อง แต่เดิมข้าคิดว่าการเดินทางครั้งนี้จะสูญเปล่า ไม่คาดคิดว่าฉินเหล่าซานจะบอกให้เขานำปลามาส่งในวันพรุ่งนี้ เขาและพ่อเฒ่าทั้งหลายจากบ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อจะช่วยกันทำ
ตอนนี้เขากำลังขับรถม้าไปขนปลาด้วยความยินดีปรีดา
……
แม่เฒ่าฉินเช็ดตัวให้เล่อเหนียงแล้วรีบกล่อมให้นางเข้านอน แต่นางกลับดื้อดึงอยากนอนกับหงอวี่ ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ลิ่งเหวิน เสี่ยวอู่ และเสี่ยวลิ่วรู้สึกอิจฉา พวกเขาจึงจับตัวหงอวี่ มาทุบตี
แม้ว่าพวกเขาสามคนจะรุมทำลายคนเดียว แต่ก็เห็นได้ชัดว่าพวกเขาที่ทำงานแบบสามวันจับปลาสองวันตากแห ไม่อาจเทียบชั้นกับคนที่มีเวลาว่างก็ติดตามหลี่อันไปเรียนรู้วรยุทธ์ได้ ชั่วพริบตาหงอวี่ก็สามารถจัดการพวกเขาได้อย่างง่ายดาย จากนั้นก็พุ่งเข้าไปในห้องของแม่เฒ่าฉินอย่างรวดเร็ว
ทำให้ทั้งสามคนโกรธจนกระโดดโหยงเหยงอยู่ด้านหลัง พร้อมกับสาบานในใจว่าสักวันหนึ่งจะต้องจับเด็กคนนี้มาซ้อมให้หนำให้ได้
“หลานรัก บนหัวเจ้ายังมีแผล เจ้าไม่ไปดีกว่าหรือไม่”
แม่เฒ่าฉินเห็นหลานสาวของนางอาละวาดจะไปนอนกับพี่เจ็ดก็นึกได้ทันทีว่าจะพวกเขาจะต้องไปหาท่านเทพเซียนเป็นแน่
เล่อเหนียงรับรู้ถึงความกังวลของย่าจึงใช้มือน้อย ๆ ลูบหลังมือของนางเบาๆ “ท่านย่า เล่เหนียงเจ็บๆ ไปหาให้ท่านเทพเซียนรักษา” ความจริงเล่อเหนียงก็ไม่อยากให้ย่าเป็นห่วง แต่ตอนนี้นางพบว่าหลังจากศีรษะของนางถูกกระทบกระเทือน นางก็สูญเสียการเชื่อมต่อกับพื้นที่มิติเล็กๆของนางไปแล้ว นางไม่สามารถหยิบของออกมาจากในนั้นได้อย่างง่ายดายอีกต่อไป เพียงแต่ตัวนางยังคงสามารถเข้าไปในนั้นได้
“ท่านย่า ท่านวางใจเถิด ข้าจะอุ้มเล่อเหนียงเอง จะไม่ปล่อยให้ศีรษะของนางกระทบกระเทือนอย่างแน่นอน”
แม่เฒ่าฉินรู้ว่านางห้ามพวกเขาไม่ได้จึงได้แต่กำชับว่า “พวกเจ้าต้องกลับมาเร็วๆนะ ระวังอย่าให้กระทบกระเทือนศีรษะเชียว”
เล่อเหนียงและหงอวี่พยักหน้าพร้อมกัน จากนั้นก็หายวับไปต่อหน้าต่อตา
เล่อเหนียงเข้าไปในพื้นที่มิติแล้วตรงไปยังห้องยาทันที นางคว้ากล่องกลูโคสลงมาจากชั้นวางและให้หงอวี่เปิดมันออกจากนั้นนางก็ดื่มมันลงไปในคราวเดียว
ตั้งแต่เมื่อวานที่นางได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะจนถึงตอนนี้ นางแทบไม่ได้กินอะไรเลยและรู้สึกวิงเวียนศีรษะมาก นางจึงรีบดื่มกลูโคสสองขวดเพื่อประทังชีวิตก่อน
ต่อจากนั้นนางยังคว้ายาจำนวนมากลงมาจากชั้นวางยา ทั้งยาผง ยาเม็ด แล้วเก็บทั้งหมดใส่ลงในถุงที่นางนำเข้ามา ไม่นานนางก็บรรจุยาเต็มถุงผ้าใบใหญ่ ส่วนดาบในมือของหงอวี่ก็ถูกแขวนด้วยถุงยา
ไม่มีทางเลือก ยาของหลี่อันนั้นขมเกินไป แม้จะกินผลไม้เชื่อมตามก็ไม่สามารถกลบรสขมนั้นได้ ดังนั้นนางจึงต้องคุ้ยหาของจากพื้นที่มิติออกมา และที่สำคัญที่สุดคือยาแก้อักเสบของหลี่อันดูเหมือนจะไม่ค่อยได้ผล นางรู้สึกได้ว่าแผลบนศีรษะเริ่มร้อนขึ้นแล้ว
“น้องสาว เจ้าเอายามากมายขนาดนี้ไปทำอะไรหรือ” หงอวี่ถามอย่างสงสัย
เล่อเหนียงกะพริบตาแล้วตอบว่า “กินสิ”
“กินหรือ” หงอวี่ชี้ไปที่ถุงผ้าที่อัดแน่นไปด้วยยาหลากหลายชนิด
“พี่เจ็ด มาทั้งทีก็ต้องเอาไปเยอะๆสิ ไม่เช่นนั้นเราก็ต้องเหนื่อยวิ่งเข้ามาเอาทุกวัน”
หงอวี่พูดไม่ออกบอกไม่ถูก เขาแขวนถุงผ้าทั้งสองใบไว้บนตัว แล้วยื่นมือไปอุ้มเล่อเหนียง ก่อนจะเดินออกไป
“พี่เจ็ด ทำไมต้องแขวนถุงยาสองใบนี้ไว้บนตัวด้วยล่ะ”
หงอวี่ชะงักไปครู่หนึ่ง “ข้าโยนมันออกไปไม่ได้”
เล่อเหนียง “...”
ทันใดนั้นเล่อเหนียงก็โบกมือ โยนถุงยาสองถุงนั้นออกข้างนอก
เมื่อเดินออกจากห้องเก็บยา พวกเขาก็พบว่ากระต่ายก็เริ่มก่อกบฏอีกครั้ง ส่วนห่านที่อยู่ข้างๆ ก็ออกไข่เป็นรังเต็มไปหมด
“พี่เจ็ดเคยกินห่านย่างหรือไม่” เล่อเหนียงมองดูฝูงห่านตัวอ้วนพีแล้วเช็ดน้ำลาย
หงอวี่ถึงกับพูดไม่ออก “น้องสาว หัวของเจ้ายังบาดเจ็บอยู่นะ พวกเราอย่าคิดอะไรมากเลยได้หรือไม่”
เล่อเหนียงกลับไม่สนใจเขา ยังคงพูดต่อไปว่า “ถอนขนห่าน ควักเครื่องในออกให้สะอาด จากนั้นใส่เครื่องเทศลงไปในตัวห่าน เย็บปากแผลให้เรียบร้อย แล้ววางลงบนไฟย่าง”
“ระหว่างย่างอย่างลืมหมุนไปหมุนมานะ ย่างประมาณครึ่งชั่วยาม ย่างจนกรอบนอกนุ่นใน แล้วฉีกขาห่านออกมาขณะที่ยังร้อนๆเอาเข้าปาก อร่อยเหาะอย่างบอกใครเชียว”
“น้องสาวหุบปากเสีย ห้ามพูดอะไรอีกเป็นอันเด็ดขาด”
หงอวี่กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ยกมือขึ้นปิดปากเล่อเหนียง เขาไม่อาจปล่อยให้น้องสาวพูดต่อไปได้อีก เพราะมันกำลังจะทำให้เขาหิวขึ้นมา
ตอนนี้ในสายตาของเขา ฝูงห่านที่กำลังเดินเล่นอย่างสบายอกสบายใจนั้นกลายเป็นห่านย่างหอมฟุ้งไปหมดแล้ว
เล่อเหนียงรู้สึกสนุกอย่างบอกไม่ถูก พี่เจ็ดของชอบกินของย่าง ความจริงแล้วตอนแรกนางก็ไม่ได้สังเกตเห็น เรื่องนี้เพิ่งถูกค้นพบเมื่อก่อนหน้านี้ตอนที่เขาให้หมิงเฟิงขึ้นไปบนเขาเพื่อหาดินเหนียวมาสร้างเตาอบ
ปรากกฏว่าครอบครัวของนางกินไก่ย่างสองตัวในมื้อเดียวโดยไม่แม้แค่จะคายกระดูก
“น้องสาว พวกเราออกไปกันเถอะ”
หงอวี่เร่งเล่อเหนียงให้ออกไปจากที่นี่สักที ตอนนี้ในสายตาของเขาไก่ เป็ด และปลาทั้งหมดกลายเป็นอาหารที่ถูกย่างจนเหลืองกรอบ
ถ้าไม่ออกไปตอนนี้เขาคงจะไปจับกระต่ายมาย่างจริงๆ แต่เล่อเหนียงไม่มีทีท่าจะปล่อยเขาไป
“พี่เจ็ด ท่านไปจับกระต่ายมาหน่อยสิ รอพรุ่งนี้พี่หลี่เฟยมา ให้เขาเอาไปด้วยเลย”
หงอวี่อยากปฏิเสธมาก แต่เมื่อเห็นสีหน้าของเล่อเหนียงที่บ่งบอกว่าถ้าปฏิเสธ ข้าจะลงมือจับเอง สุดท้ายเขาจึงทำได้แค่ถอนหายใจแล้วไปจับกระต่ายอย่างยอมจำนน
หงอวี่จับทีละตัว เล่อเหนียงก็โยนไปทีละตัว ส่วน แม่เฒ่าฉินที่อยู่ข้างนอกก็โยนเข้ากรงไปทีละตัว
หงอวี่ต้องคอยระวังไม่ให้โดนกระต่ายกัด บางครั้งไม่รู้ตัวว่าจับกระต่ายตัวเมียเข้าก็โดนกระต่ายตัวผู้กัดทันที หงอวี่รู้สึกอัดอั้นตันใจยิ่งนัก เขาเป็นเพียงเด็กอายุเก้าขวบเท่านั้น เขาแค่ไม่อยากให้พวกเจ้าแสดงความรักกันตรงนี้ เขาผิดด้วยหรือ
เล่อเหนียงเห็นว่าจับกระต่ายได้สิบตัวแล้ว จึงโบกมือออกจากพื้นที่มิติ
หงอวี่นั่งอยู่บนเตียงเตามือยังคงกำกระต่ายไว้ตัวหนึ่งโดยไม่ทันรู้ตัว
แม่เฒ่าฉินหัวเราะเสียงดังแล้วคว้ากระต่ายในมือเขามา จากนั้นตักน้ำมาให้พวกเขาล้างมือเช็ดหน้าแล้วให้เข้านอน
ยามค่ำคืนมืด ลมพัดแรง ขณะที่ผู้คนทั้งหมดในหมู่บ้านตระกูลฉินกำลังหลับใหล ประตูใหญ่ตระกูลฉินถูกเปิดออกอย่างเงียบๆ พร้อมเงาร่างหนึ่งอาบเข้ามาในบ้าน
บทที่ 305: จะไม่ให้ข้าดีใจสักหรือ
วันรุ่งขึ้นแต่เช้าตรู่
เสียงกรีดร้องดังลั่นออกมาจากคอกหมูหลังหมู่บ้านตระกูลฉิน
แม่เฒ่าฉินที่กำลังป้อนอาหารเช้าให้เล่อเหนียงอยู่นั้น รีบสั่งให้หลิวซิ่วเถาไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น พร้อมกับพาเด็กซนพวกนี้ไปส่งที่สำนักศึกษาด้วย
หลิวซิ่วเถาที่กำลังเก็บชามตะเกียบอยู่นั้น รีบเช็ดมือทั้งสองข้าง หยิบห่อผ้าของเด็กๆ พาพวกเขาออกจากบ้านไป
ช่วงนี้ลิ่งตงไม่ชอบอยู่บ้าน มักจะอยู่ที่สำนักศึกษาเสมอ ฉินเหล่าเอ้อร์อ่านหนึ่งประโยค เขาก็จะอ่านตามอย่างว่าง่าย แม้ว่าจะออกเสียงไม่ชัดเจนเสมอ แต่ก็นำความสนุกสนานมาสู่สำนักศึกษาที่น่าเบื่อได้บ้าง
แม่เฒ่าฉินป้อนข้าวและยาให้เล่อเหนียงเสร็จแล้ว ฉินไห่เยี่ยนก็เดินหาวออกมา
“เหล่าอู่ เมื่อวานเจ้าไปสร้างเรื่องอะไรมาอีก เหตุใดเพิ่งตื่นเอาปานนี้”
ฉินไห่เยี่ยนหาวอีกครั้ง “เมื่อวานมียุงตัวหนึ่งส่งเสียงรบกวนข้างหูไม่หยุด ข้าลุกขึ้นมาไล่หลายครั้งแต่ก็ไล่มันไปไม่ได้ ถูกรบกวนจนไม่ได้นอนทั้งคืน กว่าจะได้นอนก็ตอนฟ้าเริ่มสาง” แม่เฒ่าฉินมองเขาด้วยสายตาสงสัย “อากาศแบบนี้มียุงด้วยหรือ”
การยืดเส้นยืดสายของฉินไห่เยี่ยนชะงักงัน น้ำเสียงของเขาฟังดูไม่เป็นธรรมชาตินัก
“แน่นอนว่ามีสิ ไม่อย่างนั้นข้าคงนอนหลับสบายไปแล้ว”
พูดจบเขาก็เดินตรงไปยังห้องครัว “ท่านแม่ ข้าหิวแล้ว พี่ซิ่วเถาเก็บอาหารไว้ให้ข้าบ้างหรือไม่”
“กับข้าวอยู่ในครัว เจ้ารีบไปกินข้าวเถอะ” แม่เฒ่าฉินตอบรับจากนั้นก็พึมพำ “หลานรัก เมื่อคืนเจ้าได้ยินเสียงอะไรบ้างหรือไม่”
“ข้ารู้สึกว่าเมื่อคืนสุนัขในหมู่บ้านเห่าแปลกๆ”
เล่อเหนียงส่ายหน้า “เล่อเหนียงไม่ได้ยิน เล่อเหนียงปวดหัว หัวถึงหมอนปุ๊บก็หลับปั๊บ”
แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ บางทีอาจเป็นเพราะสองสามวันนี้นางนอนไม่หลับจึงหูแว่วไปเองกระมัง
“ท่านป้า เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” หลิวซิ่วเถาวิ่งกลับมาอย่างรีบร้อน
แม่เฒ่าฉินขมวดคิ้วรีบถามทันที “เกิดอะไรขึ้น เหตุใดถึงดูตื่นตระหนกเช่นนี้” หลิวซิ่วเถาหอบหายใจสองครั้งแล้วกล่าวว่า
“นาง...นางคนนั้น...หลิวเสี่ยวอวิ๋นถูกคนกรีดหน้า แขนของนางหายไปข้างหนึ่งเจ้าค่ะ!”
“ว่าอย่างไรนะ”
แม่เฒ่าฉินรู้สึกตกใจ เหงื่อเย็นผุดซึมออกมาจากแผ่นหลัง
“สืบได้หรือไม่ว่าเป็นฝีมือผู้ใด” แม่เฒ่าฉินถามอย่างร้อนรน
เรื่องที่หลิวเสี่ยวอวิ๋นเกิดเหตุในหมู่บ้านตระกูลฉิน ต้องเกี่ยวข้องกับครอบของพวกข้าอย่างแน่นอน
หลิวซิ่วเถาส่ายหัว “ไม่ทราบเจ้าค่ะ ท่านอาหัวหน้าหมู่บ้านได้ให้หมอหลี่ไปรักษาแล้ว แต่หมอหลี่ยังชักช้าลีลา ทำให้ผู้คนรู้สึกกระวนกระวายใจ”
“ไปกันเถอะ พวกเราไปดูสักหน่อย อย่าให้ความผิดนั้นถูกโยนมาบ้านเราเชียว” แม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียงเดินออกไปข้างนอก
“ท่านแม่จะไปไหนหรือ” ฉินไห่เยี่ยนคาบซาลาเปาวิ่งตามออกมา
“เหล่าอู่ เร็วเข้า หญิงคนนั้นที่ถูกขังอยู่ในคอกหมูเกิดเรื่องแล้ว พวกเราต้องรีบไปดูซะหน่อย”
ฉินไห่เยี่ยนตอบรับเบาๆ ขณะที่กินซาลาเปาไปด้วย เขาเล่นกับเล่อเหนียงพลางเดินอย่างไม่รีบร้อน
“ฟู่หลินเอ๋ย เกิดอะไรขึ้นหรือ” แม่เฒ่าฉินแหวกฝูงชนเดินเข้าไปด้านใน
เมื่อนางเห็นหญิงสาวที่นอนอยู่บนพื้น ใบหน้าบวมเป่งราวกับหัวหมู คิ้วของนางพลันกระตุกสองครั้ง ลงมือรุนแรงถึงเพียงนี้เชียวหรือ สภาพของนางไม่เหมือนคนเลย
ฉินฟู่หลินพอเห็นฉินชุนหลานก็รีบเดินเข้าไปหาแล้วกล่าวว่า
“พี่ชุนหลาน เหตุใดท่านพาเล่อเหนียงมาด้วยเล่า ท่านรีบพานางกลับไปเถอะ เดี๋ยวนางจะตกใจเอาได้” แม่เฒ่าฉินส่ายหน้า “ไม่จำเป็น เด็กหญิงคนนี้กล้าหาญมาก นางไม่ตกใจหรอก”
“เรื่องนี้เป็นฝีมือผู้ใดกันแน่ เหตุใดถึงลงมือโหดร้ายขนาดนี้”
ฉินฟู่หลินส่ายหน้า “ไม่ทราบขอรับ ตอนเช้าตื่นขึ้นมา ภรรยาของข้าก็ออกมาตรวจตราตามปาก พอมาถึงก็เห็นพวกนางอยู่ในสภาพนี้แล้ว
ฉินไห่เยี่ยนค่อยๆเบียดตัวขึ้นมาจากด้านหลังอย่างช้าๆ เมื่อเขาเห็นคนที่หน้าตาเหมือนหัวหมูนั่นก็ตกใจสุดขีด
“บ้าเอ๊ย นางเป็นคนหรือหมูกันแน่นะ” ฉินฟู่หลินกวาดตามองอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว แต่เดิมเขายังสงสัยว่าอาจเป็นฝีมือของฉินเหล่าอู่
ความจริงแล้วคนที่มีความเป็นได้ที่สุดก็คือเขา อย่างไรก็ตาม เมื่อได้เห็นปฏิกิริยาของฉินเหล่าอู่ เขาก็ล้มเลิกความสงสัยที่มีต่ออีกฝ่ายทิ้ง
เพราะความประหลาดใจบนใบหน้าของเขานั้นไม่ใช่การแสร้งทำแน่นอน
ส่วนฉินเหล่าอู่ก็พึมพำในใจว่า เมื่อคืนข้าไม่ได้ลงมือหนักขนาดนั้น ข้าจำได้ว่าข้าเพียงแค่ทำให้แขนของหญิงผู้นั้นพิการเท่านั้น แต่รอยแผลบนหน้าของนางเป็นฝีมือผู้ใดกันแน่
“หมอหลี่ หลิวเสี่ยวอวิ๋นเป็นอย่างไรบ้าง ไม่มีอะไรร้ายแรงใช่หรือไม่”
ผู้คนที่อยู่ข้างๆ ได้ยินคำพูดของแม่เฒ่าฉินแล้วมุมปากกระตุกพร้อมกัน แขนหายไปทั้งข้างแล้วยังบอกว่าไม่มีอะไรร้ายแรงอีกหรือ?
หลี่อันเช็ดเหงื่อแล้วกล่าวว่า “ยังไม่อันตรายถึงชีวิต”
แม่เถียนิวที่อยู่ข้างๆ ดึงตัวแม่เฒ่าฉินมาถามว่า “ท่านป้า เป็นฝีมือของคนในครอบครัวท่านใช่หรือไม่” แม่เฒ่าฉินมองนางด้วยความประหลาดใจ “แม่เถียหนิว อาหารอาจจะกินผิดได้ แต่คำพูดไม่ควรพูดส่งเดชนะ พวกข้าไม่ได้ลงมือกับนางหรอก”
แม่เถียวหนิวเกาคอพลางหัวเราะเบาๆสองครั้งก่อนพูดว่า “ท่านก็อย่าโทษข้าที่คิดเช่นนี้เลย ส่วนใหญ่เป็นเพราะสีหน้าสะใจของท่านมันชัดเจนเกินไป ทำให้ผู้คนอดคิดไม่ได้”
แม่เฒ่าฉินแค่นเสียงหัวเราะ “นายอำเภอไป๋สอบสาวเรื่องนี้ด้วยตัวเองแล้ว เหตุใดข้าต้องลงมือเองด้วย แบบนั้นไม่เท่าสร้างจุดอ่อนให้ตัวเองหรือ”
"อีกอย่างหญิงผู้นี้ทำร้ายเล่อเหนียงของข้า แถมยังกล่าวหาใส่ร้ายเหล่าอู่ของข้าอีก ต่อให้ตายหมื่นครั้งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกก เห็นนางตกอยู่ในสภาพแบบนี้ ข้าดีใจหน่อยไม่ได้หรือ หรือว่าข้าต้องทำหน้าเศร้าโศกเสียใจ”
คนรอบข้างก็รู้สึกว่าที่นางพูดมาก็มีเหตุผล ดังนั้นคนที่อยากหัวเราะตอนนี้ก็ไม่ห้ามตัวเองอีกต่อไป ทุกคนต่างอ้าปากหัวเราะออกมา แม่เฒ่าฉินมองดูแม่โก่วต้านที่นอนสลบไสลอยู่บนพื้น พลางถอนหายใจแล้วพูดกับสตรีที่อยู่ข้างๆ
“แม้ว่าแม่โก่วต้านจะไม่ใช่คนดี แต่โก่วต้านเป็นคนดีมาก น่าเสียดายที่ต้องมีแม่แบบนี้ ทำให้อนาคตที่สดใสต้องพังทลาย”
ป้าคนหนึ่งที่อยู่ข้างๆ รู้สึกสะเทือนใจเช่นกัน “ใช่แล้ว ตอนเด็กๆ โก่วต้านเป็นเด็กฉลาด แต่กลับถูกแม่ของเขาทำให้กลายเป็นแบบนี้”
“ใช่ๆ หลิวเสี่ยวลี่คนนี้แย่จริงๆ ก่อนหน้านี้ตอนที่พ่อโก่วต้านเกิดเรื่อง นางก็ทิ้งโก่วต้านแล้วหนีไป ข้าได้ยินมาว่านางยังแต่งงานใหม่อีกครั้งด้วย”
“แล้วหลังจากนั้นล่ะ” เล่อเหนียงถามด้วยดวงตากลมโต แตงโมลูกนี้คือลูกที่นางกินค้างไว้เมื่อวันก่อน ตอนแรกนางนึกว่าแตงโมครึ่งนี้จะเน่าไปแล้วเสียอีก แต่พอได้ยินเรื่องนี้อีกจึงต้องรีบฟังให้จบโดยเร็ว
หญิงผู้นั้นมองเห็นประกายความอยากรู้อยากเห็นในดวงตากลมโตของเล่อเหนียงก็อดขำไม่ได้
“เด็กน้อยเอ๋ย อายุยังน้อยก็รู้จักสนใจเรื่องซุบซิบของคนอื่นเสียแล้ว”
“อืม แล้วต่อไปล่ะ ต่อไปเป็นยังไง"
หญิงผู้นั้นกระแอมเบาๆ “ข้าได้ยินมาว่าหลิวเสี่ยวหลี่รังเกียจว่าชายคนนั้นไม่เอาไหน จึงหันไปคบชู้ แต่สุดท้ายแล้วถูกจับได้คาหนังคาเขา”
“แต่นางนั้นช่างโชคดีจริงๆ พอดีไปเจอแม่สามีที่ถือศีลกินเจ ปกติไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต นางแค่ตีหลิวเสี่ยวหลี่จนน่วมแล้วก็ส่งกลับบ้านเกิด”
หญิงอีกคนหนึ่งพูดต่อว่า “ใช่แล้ว หญิงคนนี้พอไม่มีที่ไปก็วิ่งกลับมาอีก ทั้งยังทารุณโก่วต้านบ่อยๆอีกด้วย”
ขณะที่หญิงหลายคนกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ไป๋เช่ออวิ๋นก็พาคนมาถึง
เมื่อเขาเห็นหมูสองตัวที่นอนอยู่บนพื้น สมองของเขาก็มึนงงไปทันที
บทที่ 306: สามารถให้กำเนิดบุตรชายได้มีประโยชน์อะไร?
“สวรรค์ ข้าเพิ่งจากไปแค่ครู่เดียว เหตุใดหน้าสองคนนี้ถึงบวมเป็นหมูเช่นนี้เหล่า”
หลี่อันกระแอมเบาๆ แล้วกล่าวว่า “เมื่อครู่มีแมงป่องตัวหนึ่งวิ่งออกมาจากร่างของนาง คงเป็นเพราะถูกแมงป่องกัดกระมัง”
“หน้าหนาวแบบนี้จะมีแมงป่องได้อย่างไร”
หลี่อันโต้แย้งว่า “เหตุใดจะมีไม่ได้เล่า”
ไป๋เช่ออวิ๋นส่ายหัว “พอเถอะ พอเถอะ อย่างไรชาวบ้านจากหมู่บ้านต้าหลิวถูกนำตัวมาแล้ว หัวหน้าหมู่บ้านไปจัดการศาลบรรพชนสักหน่อย เดี๋ยวเราจะพิจารณาคดีกันที่นั่น”
ฉินฟู่หลินรับคำแล้วพาคนไปยังศาลบรรพชน
“นายอำเภอไป๋ การพิจารณาคดีในหมู่บ้านอาจไม่เหมาะสม การกระทำเช่นนี้ของท่านอาจก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ได้” แม่เฒ่าฉินกล่าวด้วยความกังวล
ไป๋เช่ออวิ๋นตอบอย่างไม่ใส่ใจ “แล้วอย่างไรเล่า ที่นี่คืออำเภอชิงเหอและข้าคือนายอำเภอชิงเหอ ข้าอยากพิจารณาคดีที่ไหนก็ทำได้ไม่ใช่หรือ”
“หากพวกเขามีความสามารถก็ไปร้องเรียนกับเบื้องบนให้มาถอดหมวกขุนนางของข้าสิ”พูดพลางเขาก็ชำเลืองมองหญิงสองคนที่นอนสลบไสลอยู่บนพื้น พลางครุ่นคิดอยู่ในใจ
เมื่อคืนข้าไม่ได้ฟันแขนนางสักหน่อย จำได้แค่ว่าซ้อมพวกนางจนสภาพยับเยินเท่านั้น
แม่เฒ่าฉินพูดอะไรไม่ออก เพราะสิ่งที่อีกฝ่ายพูดก็ล้วนมีเหตุผล
อีกฝ่ายเป็นถึงขุนนางท้องถิ่น เขามีอำนาจสูงสุด คำพูดของเขาไม่มีผู้กล้าโต้แย้ง
ไม่นานนักหลิวฉางหมิงและพวกก็เจ้าหน้าที่ถูกควบคุมตัวจากหมู่บ้านต้าหลิวมายังศาลบรรพชนตระกูลฉิน
เมื่อวานหลังจากได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากไป๋เช่ออวิ๋น ตอนนี้สภาพของเขายับเยินดูไม่ได้ เมื่อมองใกล้ๆ ยังเห็นความหวาดกลัวปรากฏบนใบหน้าของพวกเขา
ไป๋เช่ออวิ๋นกระแอมเสียงเบาสองที เขาหยิบไม้ที่อยู่ข้างๆ เคาะลงบนโต๊ะ
“หลิวฉางหมิง เมื่อวานเจ้าบอกว่าฉินไห่เยี่ยนตระกูลชิงรังแกหลิวเสี่ยวอวิ๋นจากหมู่บ้านของเจ้า คำกล่าวหานี้เป็นความจริงหรือไม่”
“ไม่ใช่ ไม่ใช่ เขาไม่ได้รัวแกหลิวเสี่ยวอวิ๋น ทั้งหมดนี้เป็นคำโกหกที่หลิวเสี่ยวอวิ๋นแต่งขึ้นมาเพียงเพื่อบีบบังคับให้ฉินไห่เยี่ยนแต่งงานกับนาง”
หลิวฉางหมิงหวาดกลัวจนเล่าเรื่องทั้งหมดออกมาจนหมดเปลือก ผู้คนจากตระกูลฉินยืนอยู่รอบๆ พลันเดือดดาลขึ้นมาทันที อยากจะปรี่เข้าไปซ้อมคนสักยก
ชาวบ้านที่มาด้วยกันต่างก็หน้าซีดเผือด หากแต่พยักหน้ารับคำพูดของหลิวฉางหมิงอย่างเงียบๆ แม้ว่าพวกเขาไม่อยากยอมรับก็ไม่ได้ วิธีการของศาลาว่าการนั้นน่ากลัวเกินไป พวกเขาถึงกับปล่อยหนู...มากัดหว่างขา!
ฟ้าดินเท่านั้นที่รู้ว่าเมื่อคืนนี้พวกเขาต้องทนทุกข์ทรมานเพียงใด ความรู้สึกของหนูที่มุดเข้าไปในกางเกงนั้นช่างทรมานเหลือเกิน
มีเพียงแม่ของหลิวเสี่ยวอวิ๋นที่ยังทำหน้าไม่พอใจ “เขามีดีอะไรถึงไม่อยากแต่งงานกับลูกสาวข้า”
ไป๋เช่ออวิ๋นหัวเราะด้วยความโมโห “แล้วเหตุใดเขาต้องแต่งงานกับลูกสาวของเจ้าด้วย”
หญิงผู้นั้นพูดด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ “ลูกสาวของพวกข้าหน้าตาสวย รูปร่างดีที่สำคัญที่สุดคือสามารถให้กำเนิดบุตรชายได้”
“นางเป็นคนที่ให้กำเนิดบุตรชายถึงสามคนให้กับคนอื่น การที่เสี่ยวอวิ๋นของบ้านข้าสนใจเขานั้นถือเป็นโชคดีของเขา หากเป็นชายธรรมดาทั่วไป เสี่ยวอวิ๋นของบ้านข้าคงไม่แม้แต่จะชายตามองด้วยซ้ำ"
ตอนนี้ไม่เพียงแต่ไป๋เช่ออวิ๋นจะพูดไม่ออกเท่านั้น แม้แต่ผู้คนในหมู่บ้านตระกูลฉินก็อยากจะขว้างไข่เน่าใส่นางเสียให้รู้แล้วรู้รอด
แม่เถียหนิวถึงกับกระโดดออกมาพูดว่า “ให้กำเนิดบุตรชายสามคนมันเก่งตรงไหน ข้าก็ให้กำเนิดบุตรชายสามคนเหมือนกัน ข้ายังให้กำเนิดบุตรสาวอีกสองคนด้วยนะ”
แม่ซานพ่างพูดต่อว่า “นั่นสิ บ้านท่านแม่ฉินมีลูกชายมากที่สุดอยู่แล้ว คนอื่นเขาต้องการลูกสาวต่างหาก แต่เจ้าให้กำเนิดลูกชายได้มันวิเศษวิโสตรงไหน ถ้ามีฝีมือจริงก็ลองให้กำเนิดลูกสาวดูสิ”
สตรีคนอื่นๆ ต่างพากันพูดว่าพวกนางก็ให้กำเนิดลูกได้เหมือนกัน บ้างก็พูดว่าพวกนางให้กำเนิดลูกสองคนจนทำให้สตรีผู้นั้นหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย ฉินฟู่หลินจึงรีบเอ่ยน้ำเสียงเย็นชา “พวกเราหมู่บ้านตระกูลฉินไม่เคยขาดแคลนบุรุษ”
พูดแล้วก็แปลกยิ่งนัก หมู่บ้านตระกูลฉินมักจะมีบุรุษมากกว่าสตรีเสมอ บ้างครอบครัวไม่มีแม้แต่เด็กผู้หญิง แต่ทุกคนต้องมีลูกชายอย่างน้องหนึ่งคน
ไม่รู้ว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่เวลาหญิงสาวในหมู่บ้านเวลาคลอดลูก แปดส่วนจะเป็นเด็กชาย ถ้าไม่ใช่เพราะคนในหมู่บ้านของพวกเขาขยันขันแข็งและมีความสามารถ หมู่บ้านพวกเราคงจะกลายเป็นหมู่บ้านคนโสดแล้ว
ไป๋เช่ออวิ๋นเคาะไม้ในมือ “หลิวฉางหมิง หากอ้างอิงตามที่เจ้าพูด หลิวเสี่ยวอวิ๋นหมู่บ้านของเจ้าไม่ได้ถูกฉินไห่เยี่ยนรังแกใช่หรือไม่”
“ถูกต้อง ถูกต้อง ไม่มีเรื่องพรรค์นั้นแน่นอนขอรับ ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องโกหกที่นางแต่งขึ้นมาคนเดียว” หลิวฉางหมิงรีบกล่าวตอบ “ใต้เท้าผู้ทรงความยุติธรรม ข้าสารภาพทุกอย่างหมดแล้ว พวกข้าสาบานว่าจะไม่ทำเช่นนี้ ท่านจะปล่อยพวกข้าไปได้หรือไม่”
“ปล่อยงั้นหรือ”
ไป๋เช่ออวิ๋นหัวเราะเบาๆ “พวกเจ้ารวมตัวกันบุกรุกเข้ามาในหมู่บ้านตระกูลฉิน ทั้งยังทำร้ายร่างกายผู้คนหน้า เพียงแค่พวกเจ้าพูดว่าจะไม่กล้าทำอีก ก็คือว่าข้าจะปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปได้หรือ”
เขาเคาะไม้ในมืออีกครั้ง “หลิวฉางหมิง หลิวอู๋ ฉินไห่เยี่ยนบอกว่าว่าพวกเจ้า คนแรกคือหลิวเสี่ยวอวิ๋นไปก่อเรื่องที่บ้านเขาจนทำให้หลานสาวของเขาได้รับบาดเจ็บ จากนั้นก็บุกรุกเข้าไปบ้านและทำร้ายร่างกายคนในครอบครัวของเขา พวกเจ้าจะยอมรับเรื่องนี้หรือไม่”
หลิวฉางหมิงตกใจไม่คิดว่าเรื่องจะลุกลามมาถึงขั้นนี้ ตอนอยู่ศาลาว่าการเจ้าหน้าที่กระซิบอกบเขาว่า หากให้ความร่วมมือกับนายท่านอำเภอไป๋ในการสอบสวนและเล่าทุกสิ่งที่รู้ออกมา นายอำเภอไป๋จะไม่เอาผิดพวกเรา
แต่เหตุใดเรื่องถึงกลายเป็นเช่นนี้เหล่า
ไป๋เช่ออวิ๋นเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมอีกครั้ง “หลิวฉางหมิง เจ้ายอมรับผิดหรือไม่”
“ไม่ๆๆ ท่านนายอำเภอขอรับ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับข้าเลย ข้าไม่รู้ว่าหลิวเสี่ยวอวิ๋นทำร้ายคน ใต้เท้าผู้ทรงความยุติธรรม ขอท่านโปรดพิจารณาด้วยเถิด”
หลิวฉางหมิงคุกเข่าลงกับพื้นพลางโขกศีรษะอย่างสุดแรง ไม่นานบนพื้นก็ปรากฏรอยเลือด ชาวบ้านคนอื่นๆ ในหมู่บ้านต้าหลิวก็ตกใจจนตัวแข็งทื้อ พากันคุกเข่าอยู่กับที่ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองเป็นเวลานาน
แต่เดิมพวกเขาเพียงต้องการมาขู่กรรโชกเงินเท่านั้น แต่เหตุใดถึงได้ก่อเรื่องทำร้ายร่างกายขึ้นมาเสียได้ ต่อให้พวกเขามีความกล้าพันเท่าหมื่นเท่า พวกเขาก็ไม่กล้าแตะต้องบรรพบุรุษน้อยของตระกูลฉินผู้นี้
ใครบ้างไม่รู้ว่าเล่อเหนียงของตระกูลฉินคือสมบัติล้ำค่าของหมู่บ้านตระกูลฉิน การทำเช่นนี้ไม่เท่ากับรนหาที่ตายหรอกหรือ
พวกเขาก็เพราะคำนึงถึงจุดนี้จึงได้ยอมทำตามแผนหารของหลิวเสี่ยวอวิ๋น เพราะหากหลิวเสี่ยวอวิ๋นสามารถแต่งเข้าตระกูลฉินได้จริง พวกเขาก็จะกลายเป็นญาติกัน
เมื่อถึงเวลานั้นแค่หาข้ออ้างสักเล็กน้อยไปขอยืมเงินจากตระกูลฉิน ก็เพียงพอให้พวกเขากินดีอยู่ดีไปได้ครึ่งชีวิตแล้ว
ตอนนี้ชาวบ้านคนอื่นๆในหมู่บ้านต้าหลิวได้สติกลับมา ต่างพากันคุกเข่าลงกับพื้นและโขกศีรษะขอความเมตต บรรดาสตรีที่ฉลาดหลักแหลมบางคนถึงกับคุกเข่าลงตรงหน้าแม่เฒ่าฉินเพื่อขอให้นางยกโทษให้
ผู้คนในหมู่บ้านตระกูลฉินต่างก็มีสีหน้าเย็นชาขณะมองดูพวกเขาคุกเข่าร้องไห้ขอความเมตตาอยู่บนพื้น ตอนนี้พวกเขารู้สึกสะใจยิ่งนัก
หลิวอู๋ซื่อมองดูหลิวฉางหมิงและคนอื่นๆ คุกเข่าอ้อนวอนขอความเมตตาก็แทบจะเสียสติ “พวกเจ้ากำลังทำอะไรกัน อย่าลืมสิว่าเป็นฝ่ายเริ่มก่อน พวกเขาเป็นฝ่ายที่คิดจะรังแกเสี่ยวอวิ๋นของบ้านเราก่อนนะ”
“เสี่ยวอวิ๋นอยู่ไหน ใครก็ได้ไปพาตัวนางมาที่นี่เดี๋ยวนี้ อีกไม่นานพวกเราก็จะรู้ความจริงแล้ว”
ไป๋เช่ออวิ๋นยิ้มเย็นชา “ไม่จำเป็นต้องไปเชิญที่หมู่บ้านของพวกเจ้าแล้ว” ทันใดนั้น เจ้าหน้าที่ก็พาหญิงสองคนที่ใบหน้าบวมเป่งราวกับหัวหมูเข้ามา
หลิวอู๋มองดูเสื้อผ้าที่หญิงคนหนึ่งในนั้นสวมใส่ แล้วก็เกิดอาการคลุ้มคลั่งขึ้นมาทันที
บทที่ 307: คิดถึงปู่จ้าวจัง
“เสี่ยวอวิ๋นของข้า ผู้ใดทำร้ายเจ้าจนมีสภาพเช่นนี้” หลิวอู๋กระโจนเข้าไปกอดร่างของหลิวเสี่ยวอวิ๋นแล้วร่ำไห้ออกมาสุดเสียง
“สวรรค์ ใครกันช่างโหดร้ายถึงขนาดทำร้ายเจ้าจนเป็นเช่นนี้”
“พวกเจ้าใช่หรือไม่ พวกเจ้าใช่หรือไม่ที่ทำร้ายเสี่ยวอวิ๋นจนมีสภาพเช่นนี้” หลิวอู๋ชี้นิ้วไปที่สมาชิกตระกูลฉินที่กำลังมุงดูเหตุการณ์พลางด่าทออย่างโกรธเกรี้ยว
“พวกเจ้ามันสัตว์เดรัจฉาน พวกเจ้าถึงกับทำร้ายเสี่ยวอวิ๋นของบ้านข้าจนเป็นเช่นนี้ พวกเจ้าจะต้องได้รับผลกรรมที่ตามมาอย่างแน่อน”
“ผู้ใดตีนาง เจ้าเห็นกับตาหรือว่าผู้ใดเป็นคนทำร้ายนาง”
แม่เถียหนิวผู้มีอารมณ์ร้อนที่สุดตอบโต้กลับไปทันที
หลิวอู๋ถูกสวนกลับจนชะงัก น้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย แต่แล้วก็ชี้ไปที่แม่เฒ่าฉินและคนอื่น
“พวกเจ้าต้องเป็นคนดีนางแน่นอน ตระกูลฉินก็ไม่ถูกกับครอบครัวพวกเราอยู่แล้ว”
แม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียงไว้พลางพูดน้ำเสียงราบเรียบ “ข้าไม่ได้ว่างเหมือนเจ้าหรอกนะ
อีกอย่างหนึ่งหากครอบครัวเจ้าไม่ถูกกับครอบครัวข้า เหตุใดถึงยังต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อล่อลวงเหล่าอู่ข้าด้วยเล่า”
หลิวอู๋พูดไม่ออก นางรู้ดีว่าเหล่าอู่ไม่ได้รังแกเสี่ยวอวิ๋นลูกสาวของนางเลย แต่เดิมนางก็แค่ต้องการหลอกเงินจากตระกูลฉินเท่านั้น แต่เหตุใดตอนนี้เรื่องราวถึงกลายเป็นใหญ่โตเช่นนี้
ปวด “นายท่านไป๋ ลูกสาวของข้าถูกทำร้ายจนมีสภาพเช่นนี้ ขอร้องท่านโปรดตัดสินอย่างยุติธรรมด้วยเถิด”
ไป๋เช่ออวิ๋นกล่าวโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า “ข้าไม่ทราบว่าพวกเขาถูกใครทำร้าย ตอนข้าเจอพวกเขา พวกเขาก็มีสภาพเช่นนี้แล้ว
“นายอำเภอไป๋ ท่านต้องเห็นแก่เสี่ยวอวิ๋นของพวกข้าด้วย พวกหมู่บ้านตระกูลฉินนั้นทำตัวเหลือทนจริงๆ”
หลิวอู๋เห็นว่าไม่อาจเอาข่มขู่ตระกูลฉินได้จึงคุกเข่าลงกับพื้นและร้องไห้โฮด้วยความเจ็บ
ไป๋เช่ออวิ๋นไม่อยากเสียเวลาโต้เถียงกับนางอีกจึงหยิบไม้ตีโต๊ะทันที
"หลิวฉางหมิงและหลิวอู๋ พวกเจ้าทั้งสองกล้ายุยงชาวบ้านให้ทำเรื่องผิดกฎหมายและผิดศีลธรรม ทางการจะไม่ละเว้นโทษเด็ดขาด”
“ใครก็ได้! จับตัวหลิวฉางหมิงและหลิวอู๋ไปโบยคนละสิบสี่ไม้ และส่งพวกเขาไปใช้แรงงานเป็นเวลาสามปี”
“ส่วนคนอื่นให้โบยคนละยี่สิบไม้ และจำคุกหนึ่งปี”
“เนรเทศหลิวเสี่ยวอวิ๋นและหลิวเสี่ยวหลี่ไปยังโรงงานเหมืองแร่”
เมื่อไป๋เช่ออวิ๋นลั่นวาจา หลิวฉางหมิงและคนอื่นๆ ก็ทรุดฮวบลงกับพื้นในทันที
“ท่านนายอำเภอ ข้าผิดไปแล้ว ขอท่านโปรดให้โอกาสข้าอีกครั้งเถิด”
“ความผิดทั้งหลายทั้งปวงของข้าล้วนเกิดจากการยั่วยุของหลิวเสี่ยวอวิ๋น ขอท่านโปรดเมตตาด้วยเถิด”
ผู้คนจากหมู่บ้านต้าหลิวคุกเข่าอยู่บนพื้น โขกศีรษะกับพื้นไม่หยุด ตอนนี้พวกเขารู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ่งแล้ว หากรู้ว่าเรื่องราวจะกลายเป็นเช่นนี้ พวกเขาคงไม่ร่วมมือกับคนพวกนี้ตั้งแต่แรก
เขาน่าจะอยู่บ้านดูแลไร่นาของตน ดูภรรยาและลูกๆ ให้กินอิ่มนอนหลับไม่ดีกว่าหรือ
น่าเสียดายที่ไป๋เช่ออวิ๋นไม่สนใจพวกเขา แต่กลับสั่งให้ลูกน้องรีบลงโทษพวกเขาทันที ชั่วพริบตา เสียงร้องโหยหวนก็ดังก้องไปทั่วท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านตระกูลฉิน
หลังจากที่หลิวฉางหมิงและคนอื่นๆ ถูกลงโทษเสร็จสิ้น ไป๋เช่ออวิ๋นก็ควบคุมตัวพวกเขากลับไปยังศาลาว่าการ เมื่อถึงเวลาเขากอดเล่อเหนียงแล้วกระซิบที่ข้างหูนางเบาๆ
“เด็กดี เจ้าพอใจหรือยัง”
“อืม ขอบคุณอาไป๋!”
ไป๋เช่ออวิ๋นลูบศีรษะน้อยๆของเล่อเหนียง แล้วส่งนางกลับไปยังอ้อมกอดของแม่เฒ่าฉิน พลางกำชับว่า
“เล่อเหนียง เจ้าต้องดูแลตัวเองให้ดีๆนะ รอให้ร่างกายของเจ้าแข็งแรงดีแล้ว ข้าจะพาเจ้าไปเที่ยวในอำเภอ ข้าจะออกเงินให้ ให้เจ้าเที่ยวได้ตามใจชอบดีหรือไม่”
“อืมอืม ดีที่สุด” เล่อเหนียงปรบมือด้วยความตื่นเต้น
ไป๋เช่ออวิ๋นพูดกับพวกเขาอีกสองสามประโยคแล้วก็พาคนกลับไปที่ศาลาว่าการ
ด้านนอก หลี่เฟยกำลังนั่งอยู่บนรถม้ารอทุกคนอยู่
แม่เฒ่าฉินเห็นหลี่เฟยก็รีบพูดว่า “คุณชาย เหตุใดท่านไม่เข้าไปนั่งข้างในล่ะ อากาศหนาวเช่นนี้อาจทำให้ท่านป่วยได้นะ”
หลี่เฟยเกาคอพลางยิ้มพูด “ท่านป้าจอรับ ข้าเป็นคนหนังหนาเนื้อแข็ง อากาศแบบนี้ข้าไม่ได้สนใจเลยสักนิด”
“พอแล้ว พอแล้ว ท่านอย่าได้พูดอะไรอีกเลย ปากของท่านเขียวช้ำไปหมดแล้วเนี่ย เข้ามานั่งพักให้ร่างกายอุ่นก่อนเถอะ” แม่เฒ่าฉินพูดอย่างหงุดหงิด
หลี่เฟยสั่งให้ผู้ติดตามนำปลาหลายตะกร้าลงมา “ท่านป้าขอรับ คราวนี้ต้องรบกวนพี่สามอีกแล้ว”
แม่เฒ่าฉินส่ายหน้า “คุณชายพูดอะไรอย่างนั้น ลูกชิ้นปลาของพวกข้าก็ไม่ได้ทำเปล่าๆเสียหน่อย”
พูดจบก็สั่งให้ผู้ติดตามนำปลาตัวใหญ่ทั้งหมดไปส่งที่บ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อ
“พี่หลี่เฟย มีกระต่าย มีกระต่าย” เล่อเหนียงตะโกนเสียงดังอยู่ข้างๆ นางกลัวหลี่เฟยมากจนลืมไปว่านางยังมีกระต่ายอยู่
กระต่ายในพื้นที่มิติของนางเริ่มส่งเสียงร้องอีกครั้ง เชื่อว่าอีกไม่นานในพื้นที่มิติของนางจะมีลูกกระต่ายเพิ่มขึ้นอีกมากมาย
หลี่เฟยยกมือขึ้นลูบศีรษะเล็กๆของนางพลางกล่าวด้วยสีหน้าเอ็นดู
“ข้าเข้าใจแล้ว ตอนกลับข้าจะพาพวกมันกลับไปด้วยดีหรือไม่”
เล่อเหนียงพยักหน้า “พี่หลี่เฟยอย่าลืมจ่ายเงินนะ”
หลี่เฟยหัวเราะลั่น เขาหยิบก้อนเงินออกมาแล้ววางไว้บนฝ่ามือ
“รับไปสิ เจ้าเด็กหน้าเงิน”
เล่อเหนียงคว้าก้อนเงินไปอย่างโง่เขลา แล้วเอาฟันกัดลองดู เป็นของแท้แน่นอน
“ขอบคุณพี่หลี่เฟยนะเจ้าคะ”
“เด็กดีไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก” หลี่เฟยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
“ท่านย่า เงินนี้ให้ท่านไว้ใช้ยามแก่เฒ่านะ” เล่อเหนียงกล่าวพลางยื่นเงินให้ด้วยสองมือ
แม่เฒ่าฉินยิ้มขำพลางลูบศีรษะเล็กของนางเบาๆ “เจ้าช่างเป็นเด็กหน้าเงินจริงๆ บนหัวมีแผลใหญ่ขนาดนั้นแต่ก็ยังไม่ลืมที่จะคิดถึงเรื่องเงินทอง”
เล่อเหนียงหัวเราะคิกคักสองสามที แล้วยัดเงินเข้าไปในเสื้อผ้าของแม่เฒ่าฉิน ก็เพราะศีรษะได้รับบาดเจ็บนั่นแหละ ถึงต้องหาเงินมาซื้อของกิน ชดเชยกับความเจ็บปวดที่ได้รับ
แม่เฒ่าฉินพูดคุยกับหลี่เฟยสองสามประโยคก็เห็นฉินเหล่าซานออกมาแล้ว
“คุณชาย พวกท่านนำปลามาด้วยหรือไม่”
หลี่เฟยชี้ไปที่บ้านข้างๆ “ท่านป้าให้ข้านำไปส่งที่บ้านข้างๆแล้ว”
ฉินเหล่าซานพยักหน้า “ท่านแม่ ช่วยข้าดูแลไห่ถังสักครู่ ข้าจะไปทำลูกชิ้นปลาให้คุณชายก่อน”
“ได้ ข้าเข้าใจแล้ว” แม่เฒ่าฉินตอบรับหนึ่งคำแล้วอุ้มเล่อเหนียงเดินไปทางเรือนหลัง
“ย่า ไปเถอะ ไปเถอะ ทำลูกชิ้น” เล่อเหนียงร้องตะโกนพลางดึงเสื้อแม่เฒ่าฉิน
แม่เฒ่าฉินได้ยินแล้วปวดเศียรเวียนเกล้าจึงรีบปลอบโยนว่า “หลานรักเอ๋ย บาดแผลบนหัวยังไม่หายดีเลยนะ อย่าเพิ่งไปจะดีหรือไม่”
“รอสักพักให้บาดแผลบนหัวเจ้าหายดีก่อน แล้วย่าจะพาเจ้าไปเล่นดีหรือไม่”
เล่อเหนียงส่ายหัว “ไม่เอา เล่อเหนียงอยากไป” แม่เฒ่าฉินไม่มีทางเลือก จำต้องให้หลิวซิ่วเถาไปอยู่เป็นเพื่อนสือไห่ถัง ส่วนนางอุ้มเล่อเหนียงไปบ้านข้างๆ
เมื่อเล่อเหนียงเข้าไป แม่เฒ่าฉินก็ถูกตำหนิทันที
“แม่เฒ่าฉินเอ๋ย เหตุใดท่านถึงอุ้มเล่อเหนียงมาด้วยเล่า เด็กน้อยคนนี้ยังไม่หายสนิท หากเกิดการกระทบกระเทือนขึ้นมาจะทำอย่างไร” พ่อเฒ่าจ้าวจ้องตาขวาง
แม่เฒ่าฉินถอนหายใจอย่างจนปัญญา “ข้าก็ไม่อยากพานางมาหรอก แต่จะทำอย่างไรได้ ก็เด็กดีคนนี้ร้องอยากจะมา ข้าก็จนปัญญาแล้ว”
เล่อเหนียงเห็นย่าถูกตำหนิก็รู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง “ปู่จ้าว ท่านอย่าว่าย่าเลย เป็นเหนียงเหนียงที่อยากมาเอง”
“ข้าคิดถึงท่านปู่จ้าวจริงๆนะเจ้าคะ”
พ่อเฒ่าจ้าวทำหน้าไม่เชื่อ “เด็กน้อยเอ๋ย เจ้าช่างพูดจาหวานหูเสียงจริง
“บอกมาเถิด เจ้าอยากกินของอร่อยใช่หรือไม่”
บทที่ 308: สมองของนางสับสนไปแล้วหรืออย่างไร
“เล่อเหนียง” ซุกหน้าเข้าไปในอ้อมอกของแม่เฒ่าฉิน พลางออดอ้อนอย่างเขินอายว่า
“ท่านปู่จ้าว~”
พ่อเฒ่าจ้าวหัวเราะสองทีแล้วโบกมือไล่นาง “รีบกลับไปเถอะ รอข้าทำลูกชิ้นปลาเสร็จแล้วจะตักไปให้เจ้ากินสักชามนะ”
“ขอบคุณท่านปู่เจ้าค่ะ!” เล่อเหนียงรู้สึกดีใจมาก นางโอบกอดแม่เฒ่าฉินพร้อมทั้งกลับบ้านอย่างมีความสุข
หลังมื้ออาหารกลางวัน ลูกชิ้นปลาทั้งหมดเสร็จเรียบร้อยดีแล้ว ก่อนกลับอำเภอยังแวะเอากระต่ายขึ้นรถม้าไปเป็นพิเศษ
“เด็กดีของข้า เจ้ายังมีกระต่ายเหลืออีกเท่าไหร่ หากกระต่ายหมดแล้ว ช่วงนี้ข้าก็จะไม่มาอีก”
หลี่เฟยอุ้มเล่อเหนียงพลางกล่าวว่า “ข้าเห็นว่าอากาศปีนี้หนาวเร็วกว่าปกติ ไม่แน่อาจจะหิมะตกเร็วขึ้นด้วย”
เล่อเหนียงคำนวณจำนวนกระต่ายในพื้นที่มิติในใจแล้วถามว่า “พี่หลี่เฟย พวกท่านต้องการห่านไหม”
“ห่านหรือ”
หลี่เฟยงุนงงไปครู่หนึ่ง “ที่ไหนมีห่านกัน”
เล่อเหนียงมองไปที่แม่เฒ่าฉินแล้วกระซิบข้างหูเขาเบาๆ “มีสิ ท่านย่าเลี้ยงไว้!”
หลี่เฟยคิดว่าเล่อเหนียงอยากให้แม่เฒ่าฉินเลี้ยงห่านจึงส่ายหัวพลางกล่าว
“ห่านตัวใหญ่ แม้เนื้อของมันจะอร่อยมาก แต่นิสัยของมันดุร้าย คนเลี้ยงจึงมีน้อยมาก เด็กดีอย่าไปรบกวนย่าของเจ้าเลย อย่าให้นางเลี้ยงเลย”
เล่อเหนียงไม่พูดอะไรอีก ดูเหมือนเขาจะยังไม่เชื่อว่านางมีห่านอยู่จริงๆ แต่คำพูดของหลี่เฟยก็ทำให้นางติดได้ว่า ครอบครัวของพวกเขาเช่าภูเขาที่หมู่บ้านต้าไฮว่ ซึ่งสามารถใช้เลี้ยงไก่ เป็ด และห่านได้
ทางที่ดีควรเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร
สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร คุณยายคุณตาที่มาเช่าพักชอบไปที่สถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรมากที่สุด พวกเราควรจัดกิจกรรมให้พวกเขาได้เก็บวัตถุดิบและทำอาหารกินเอง
อย่างเช่นการย่างเนื้อย่าง...
เล่อเหนียงยิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้น ร่างกายบิดไปบิดมาอยากจะลุกจากเตียง
“เจ้าบรรพบุรุษตัวน้อย เจ้าช้าลงหน่อยเถิด ถ้าเจ้าพูดออกไป ย่าของเจ้าต้องมาเอาชีวิตข้าแน่”
หลี่ไฉ่รีบปล่อยนางลง
พอเท้าเล่อเหนียงแตะพื้นก็รีบวิ่งเข้าห้องทันที นางต้องวางแผนให้ดี เป้าหมายแรกของปีหน้าคือเปิดสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร และนอนรับเงินสบายๆ
สายตาฝนฤดูหนาวตกลงมาตามที่คาดเอาไว้ ดวงตาบนท้องฟ้าเปล่งแสงระยิบระยับ
“อากาศปีนี้หนาวกว่าปีก่อนมากทีเดียว ไม่รู้ว่าเหล่าซื่อและคนอื่นๆเป็นอย่างไรบ้าง มีเสื้อผ้ากันหนาวหรือไม่” แม่เฒ่าฉินนั่งอยู่บนเตียงเตามองออกไปข้างนอกด้วยความกังวล
ท้องฟ้าเริ่มมีเกล็ดหิมะโปรยปรายลงมา
“ท่านแม่ วางใจเถิด เมื่อวานซืนแม่ทัพเผ่ยส่งจดหมายมาไม่ใช่หรือ ในกองทัพมีการแจกจ่ายเสื้อผ้ากันหนาวแล้ว ท่านวางใจได้” สวี่ซิ่วอิงปลอบโยนอยู่ข้างๆ
“ข้าได้ยินมาว่าทหารม้าหนานหมานเริ่มออกอาละวาดแล้ว ตอนนี้พวกเขาถึงกับใช้คนมาเป็นโล่กำบังลูกธนู ไม่รู้ว่าเหล่าซื่อและคนอื่นๆจะรับมือไหวหรือไม่”
“ใช่แล้ว ข้าก็ได้ยินมาว่าพวกเขาขาดแคลนเสบียงถึงขนาดเริ่มกินเนื้อคนด้วยกันเอง”
หมิงจูพูดแทรกขึ้นมาจากด้านข้างแม่เฒ่าฉิน
ตอนนี้สวี่ซิ่วอิง หลิวซิ่วเถา หมิงจู และหมิงจิ่นกำลังผิงไฟและจัดการเสื้อผ้าไปด้วยอยู่ในห้อง
เล่อเหนียงกำลังนั่งเล่นกล่องเก็บสมบัติของนาง
คราวนี้เหล่าอู่แห่งตระกูลฉินกลับมาแล้ว ทุกสองสามวันก็จะใส่ของเล่นใหม่ๆลงในกล่องให้นาง ตอนนี้กล่องสมบัติของนางได้เปลี่ยนจากกล่องเล็กเป็นกล่องใหญ่แล้ว
“ท่านแม่ วันนี้พวกลิ่งอวี่จะกลับมาแล้วไม่ใช่หรือไม่”
“พวกเขาน่าจะกลับมาวันนี้นั้นแหละ กลับมาก็ต้องอยู่จนกว่าจะพ้นเทศตรุษจีน ถึงตอนนั้นเด็กที่เหลืออยู่ก็ต้องพิจารณาว่าจะส่งไปเรียนที่สำนักศึกษาก่อนหรือไม่”
“ข้าคิดว่าควรให้พวกเขาเรียนในหมู่บ้านสักสองปีก่อน ถ้าส่งไปเลยจะดูเป็นที่สะดุดตาเกินไป”
ขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น พ่อเฒ่าจ้าวจากบ้านข้างๆ ก็วิ่งเข้ามาพลางตะโกนอย่างร้อนรน
“แม่เฒ่าฉิน หมอหลี่ พวกท่านอยู่หรือไม่”
หมิงจิ่นได้ยินเสียงพ่อเฒ่าจ้าวก็รีบเดนอออกไปข้างนอก
“พ่อเฒ่าจ้าว ท่านมีเรื่องอะไรหรือไม่”
"หมิงจิ่น เร็วเข้า ไปตามหลี่อันมา แม่เฒ่าจางดูท่าจะไม่ไหวแล้ว”
หมิงจิ่นตกใจรีบใช้วิชาตัวเบาพุ่งทะยานขึ้นไปบนเขาทันที
ตอนนี้หลี่อันได้ปลดปล่อยหมิงจิ่นและพี่น้องของเขาแล้ว ตอนนี้พวกเขารับหน้าที่สอนวรยุทธ์พื้นฐานให้กับคนในครอบครัว
แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆในห้องได้ยินเสียงของพ่อเฒ่าจ้าวต่างพากันแต่งตัวและเดินออกมา
“พ่อเฒ่าจ้าว เกิดอะไรขึ้นหรือ”
พ่อเฒ่าจ้าวพูดอย่างร้อนรนว่า “เมื่อครู่พวกข้ากำลังสานตะกร้าไม้ไผ่กันอยู่ แม่เฒ่าจางบอกว่าเหนื่อยอยากพักสักหน่อย แต่ตอนนางลุกขึ้นยืนนางกลับเดินได้ไม่มั่นคงจนล้มลง ตอนนี้นางดูหายใจลำบากเหลือเกิน”
“ยังยืนเหม่ออยู่ทำไม รีบไปดูเร็วเข้า”
แม่เฒ่าฉินหันไปพูดกับสวี่ซิ่วอิงว่า “เจ้าช่วยเล่อเหนียงแต่งตัวให้เรียบร้อยแล้วรีบตามมาแล้วกัน”
พูดจบนางก็เร่งฝีเท้าไปยังบ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อที่อยู่ติดกัน
เวลานี้หมิงจิ่นก็ตามหาหลี่อันเจอบนภูเขาแล้ว “แม่เฒ่าจาง เป็นอย่างไรบ้าง”
แม่เฒ่าฉินเบียดตัวเข้ามาจับมือของป้าจางแล้วถาม
พ่อเฒ่าซุนเช็ดน้ำตาแล้วพูดว่า “ข้าเกรงว่านางคงไม่รอด”
พูดจบน้ำตาที่คลอเบ้าตาก็ไหลลงมา
หลังจากที่พวกเขาย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อก็ได้กินอยู่และใช้ชีวิตด้วยกัน ความรู้สึกจึงลึกซึ้งขึ้นมากบัดนี้ แม้ว่าจะเผชิญหน้ากับความเป็นความตาย นางก็ยังรู้สึกอาลัยอาวรณ์อยู่ในใจ
“ขอข้าดูหน่อย”
หลี่อันกระโดดลงมาจากหลังคาแล้วพุ่งเข้ามาคว้ามือของแม่เฒ่าจางเพื่อจับชีพจร เมื่อจับชีพตรได้เขาก็ขมวดคิ้วเป็นปม เขาจับชีพจรมือข้างหนึ่งเสร็จแล้วก็เปลี่ยนไปจับอีกข้าง สุดท้ายก็ได้แต่ส่ายหน้า
“ข้าเกรงว่าคงไม่รอดแล้ว” คำพูดของหลี่อันทำให้ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นน้ำตาคลอ
“หมอหลี่ ปกติแม่เฒ่าจางร่างกายแข็งแรงดี ทำไมถึงได้…” แม่เฒ่าฉินพูดสะอื้นไห้จนพูดไม่ออก
หลี่อันถอนหายใจอย่างเสียดาย “ปีที่แล้วหลังจากแม่เฒ่าจางหกล้ม ร่างกายก็ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ปกติดูเหมือนไม่ได้เป็นอะไร แต่นางก็แค่แกล้งทำเป็นเข้มแข็งเท่านั้น
“อีกอย่างคือแม่เฒ่าจางอายุก็มากแล้ว พออายุมากแล้วล้มครั้งเดียวร่างก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป”
ขณะเดียวกันสวี่ซิ่วอิงก็อุ้มเล่อเหนียงเข้ามา เมื่อเล่อเหนียงได้ยินคำพูดของหลี่อัน นางก็ร้องไห้ออกมาทันที
“ฮือๆๆ ท่านย่าจาง…” เล่อเหนียงยื่นมือออกไปให้แม่เฒ่าจางกอด
ปกติแล้วแม่เฒ่าจางรักนางมากที่สุด มักจะถักกระต่ายน้อยและตั๊กแตนน้อยแบบต่างๆให้นางเล่นเสมอ อีกอย่างแม่เฒ่าจางยังร้องเพลงได้แล้ว เสียงของนางไพเราะยิ่งนัก
“เล่อเหนียงเด็กดี เจ้ามีวิธีช่วยแม่เฒ่าจางของเจ้าไหม” แม่เฒ่าฉินโอบกอดเล่อเหนียงแล้วกระซิบข้างหูนางเบาๆ
“เล่อเหนียงเป็นผู้มีโชคลาภ นางจะต้องนำพาโชคลาภไปสู่แม่เฒ่าจางอย่างแน่นอน”
ส่วนเล่อเหนียงเมื่อได้ยินคำพูดของย่าถึงกับตกใจจนลืมร้องไห้ไปเลย
ว่าอย่างไรนะ
นางเพิ่งได้ยินอะไรน่ะ
ท่านย่าของนางถามว่านางมีวิธีไปช่วยคนหรือไม่
นางไม่ใช่เทพเซียนผู้ยิ่งใหญ่ นางจะช่วยชีวิตคนได้อย่างไร
“ท่านย่า ท่านกำลังพูดอะไรหรือ” เล่อเหนียงกะพริบตาปริบพลางมองไปที่แม่เฒ่าฉิน
“ท่านย่า หลานสาวของท่านก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่เทพเซียน ข้าช่วยนางไม่ได้หรอก”
ใบหน้าของแม่เฒ่าฉินแดงขึ้นมาทันที ไม่ใช่เพราะสถานการณ์ไม่เหมาะสม นางอยากยกมือตบหน้าตัวเองสองทีนาง สมองนางเละเลือนไปแล้วหรืออย่างไร เหตุใดถึงถามคำโง่เขลาเช่นนี้ออกมาได้
“ย่าขอโทษ ย่าใจร้อนจนสับสนไปหมดแล้ว” แม่เฒ่าฉินรีบกล่าวขอโทษ
เล่อเหนียงส่ายหน้า “ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ แต่อย่าถามอีกนะเจ้าคะ”
บทที่ 309: ความผูกพัน
ฉินฟู่หลินก็ได้ยินข่าวและรีบมาที่นี่อย่างรวดเร็ว
“หมอหลี่ขอรับ แม่เฒ่าจางยังมีความหวังอยู่หรือไม่”
หลี่อันส่ายหน้า “ไม่มีแล้ว พวกเจ้าเตรียมจัดงานเถอะ”
ฉินฟู่หลินได้ยินดังนั้นก็ถอนหาย “แม่เถียหนิว แม่เอ้อร์พ่าง พวกเจ้าสองคนพาคนไปกวาดห้องว่างข้างศาลบรรพชนด้วย”
“เอ้อร์จู้ ฟู่ไห่ พวกเจ้าสองคนเข้าเมืองไปซื้อโลงศพ” เจ้าของชื่อตอบรับหนึ่งเสียงแล้วแยกย้ายกันไปทำงาน
แม่เฒ่าฉินรีบบอกให้สวี่ซิ่วอิงกลับไปเอาเงิน
“เอ้อร์จู้ เงินยี่สิบตำลึงพวกเจ้าเอาไปซื้อโลงศพให้นางดีหน่อย หากยังมีเงินเหลือก็ซื้อของอย่างอื่นด้วย”
เอ้อร์จู้ไม่ปฏิเสธ รับเงินแล้วไปบังคับเกวียนเทียมวัวเข้าอำเภอ
แม่เฒ่าฉินหยุดครู่หนึ่งแล้วพูดว่า "ฟู่หลิน เจ้าช่วยดูหน่อยว่าในหมู่บ้านมีใครว่างไปช่วยแม่เฒ่าจางซื้อเสื้อผ้าที่ใส่ให้ศพได้หรือไม่ เรื่องนี้เกิดขึ้นกะทันหัน นางคงไม่ได้เตรียมคนไว้ซื้อชุดแน่"
ฉินฟู่หลินรับคำแล้วชี้ไปที่สตรีคนหนึ่งให้ตามไปด้วย
หมู่บ้านตระกูลฉินมีรถม้า แต่การใช้รถม้าขนศพนั้นไม่ค่อยสะดวกนัก
ไม่นานนักห้องว่างข้างศาลบรรพชนก็ถูกจัดเตรียมเสร็จแล้ว แม่เฒ่าหลายคนใช้ผ้าห่มหามร่างแม่เฒ่าจางแล้วย้ายนางเข้าไปไว้ในห้องนั้น
นี่เป็นประเพณีของที่นี่ เมื่อคนกำลังจะสิ้นใจจำเป็นต้องย้ายไปที่ศาลบรรพชน รอจนกระทั่งหมดลมหายใจแล้วจึงจะเปลี่ยนให้นางสวมชุดทำศพและนำเข้าโลงศพ
แม่เฒ่าฉินบอกให้สวี่ซิ่วอิงอุ้มเล่อเหนียงกลับไป ส่วนนางอยู่ช่วยขนของ อีกอย่างคืนนี้ก็ต้องอยู่เฝ้าศพด้วย เล่อเหนียงไม่ยอมและร้องไห้จะอยู่ต่อ แม่เฒ่าฉินไม่มีทางเลือกนอกจากไว้ข้างกายและและให้ซิ่วอิงไปช่วยงานแทน
เวลานี้สำนักศึกษาเลิกเรียนแล้ว พอพวกเขาได้ยินเรื่องของแม่เฒ่าจางเช่นกันจึงวิ่งมาพร้อมดวงตาแดงก่ำ
“แม่เฒ่าจางจากไปแล้วจริงๆหรือขอรับ” เสี่ยวลิ่วถามด้วยดวงตาแดงก่ำ
แม่เฒ่าฉินพยักหน้า "แม่เฒ่าจางหมดทุกข์แล้ว ตอนนี้นางกำลังจะเดินทางกลับสู่สวรรค์ พบเจอแต่ความสุข รอที่จะกลับมาพบพวกเจ้าอีกครั้ง
เสี่ยวอู่และเสี่ยวลิ่วร้องไห้พร้อมกัน “ท่านย่าหลอกพวกข้า แม่เฒ่าจางจากไปแล้วจะกลับมาได้อย่างไร”
“ฮึก แม่เฒ่าจางจากไปแล้ว ใครจะถักตั๊กแตนให้พวกข้าล่ะ”
เมื่อเห็นพี่ชายหลายคนร้องไห้ เล่อเหนียงที่เพิ่งหยุดร้องไห้ได้ไม่นานก็ร้องไห้ตามไปด้วย
ทันใดแม่เฒ่าฉินก็รู้สึกสับสนวุ่นวาย ปลอบคนนี้ยังไม่ทันเสร็จอีกคนก็ร้องไห้เสียงแล้ว ชั่วขณะหนึ่งนางก็อยากจะร้องไห้เช่นกัน
เมื่อเกิดเหตุการณ์ใหญ่เช่นนี้ในหมู่บ้าน ทุกบ้านต่างก็ไม่มีกะจิตกะใจทำอาหาร
สวี่ซิ่วอิงกับหลิวซิ่วเถ จึงตัดสินใจนึ่งซาลาเปาหม้อใหญ่ นำเนื้อมาผัดกับผักดองอีกหนึ่งชามใหญ่ส่งไปที่ศาลบรรพชนตระกูลฉิน ชาวบ้านที่เฝ้ายามได้กินซาลาเปาคนละสองลูกและดื่มน้ำหนึ่งชามเพื่อประทังความหิว
หลังจากกินอาหารเย็นเสร็จ พวกผู้หญิงในบ้านก็พาลูกๆกลับบ้านนอน ส่วนผู้ชายทั้งแก่และหนุ่มยังคงอยู่เฝ้ายาม พวกเขาจำเป็นต้องเฝ้าดูจนกว่าแม่เฒ่าจางจะหมดลมหายใจ
ช่วงเที่ยงคืนเสียงประทัดดังขึ้นเหนือท้องฟ้าของหมู่บ้านตระกูลฉิน พวกผู้หญิงในหมู่บ้านได้ยินเสียงประทัดต่างพากันลุกขึ้นมาแต่งตัวแล้วเดินไปยังศาลบรรพชนตระกูลฉิน
หลังจากที่แม่เฒ่าเฉิน แม่เฒ่าเถียน และแม่เถียหนิวช่วยกันแต่งตัวให้แม่เฒ่าจาง แล้วพวกนางก็ยกร่างของนางใส่โลงศพตอนเช้าตรู่
ชาวบ้านในหมู่บ้านต่างเริ่มวุ่นวายกันตั้งแต่เช้า พูดให้ถูกต้องคือพวกเขาแทบไม่ได้นอนทั้งคืน ยุ่งอยู่กับการเตรียมงานศพให้กับแม่เฒ่าจาง
ตามธรรมเนียมพวกเขาจะตั้งศพไว้เป็นเวลาสองวัน และเช้าวันที่สามชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านหลายคนจะหามโลงศพของแม่เฒ่าจางขึ้นเขา เมื่อเสียงประทัดดังขึ้น ดินเหลืองหนึ่งกำมือถูกโปรยปราย ชีวิตแม่เฒ่าจางก็จะจบลงตรงนี้
การจากไปของแม่เฒ่าจางทำให้ทั้งหมู่บ้านตระกูลฉินปกคลุมไปด้วยความหม่นหมอง เสียงหัวเราะในยามปกติของชาวบ้านก็หายไป โดยเฉพาะบ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อที่แม่เฒ่าจางและคนอื่นกินข้าวด้วยกัน นอนด้วยกันยามปกติ พวกเขาพูดคุยกันเพื่อคลายความเบื่อหน่าย ร่วมกันสานตะกร้า สานตั๊กแตนและกระต่ายน้อยเพื่อนำไปขาย เมื่อขายได้เงินแล้วก็ซื้อเนื้อให้สือไห่ถังทำอาหารให้พวกเขากินกลับเงียบเหงาผิดปกติ
พวกเขาสิบคนเป็นเหมือนร่างเดียวกันที่แยกจากกันไม่ได้ แต่ตอนนี้ขาดไปหนึ่งคนแล้ว โต๊ะกลมที่เคยเต็มก็ไม่เต็มอีกต่อไป
เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่ว และคนอื่นๆ เห็นว่าพวกเขาดูเหมือนจะเศร้าตลอดเวลา จึงวิ่งไปมาระหว่างกับเหล่าหลายเล่อสามรอบ พยามคิดหาวิธีต่างๆเพื่อปลอบให้พวกเขาร่าเริง
พวกลิ่งอวี่กลับมาในวันที่แม่เฒ่าจางเสียชีวิต พวกเขาก็ช่วยเฝ้าศพด้วย ยามนี้เมื่อเห็นพ่อเฒ่าแม่เฒ่าหลายท่านที่เหล่าหลายเล่อดูเหงาหงอยตลอดทั้งวัน จึงหยิบหนังสือไปที่นั้นเพื่ออ่านหนังสือทบทวนและอ่านให้คนชราฟังเพื่อให้พวกท่านร่าเริงขึ้น
เวลาผ่านไปจนถึงวันที่แปดเดือนสิบสองตามปฏิทินจันทรคติ
วันนี้ทุกบ้านต่างต้มโจ๊กโจ๊กล่าปา
แม่เฒ่าฉินก็เช่นกัน นางคัดเลือกถั่วเพื่อต้มโจ๊กเหมือนเช่นทุกครั้ง
“ท่านแม่ ข้าคิดว่าท่านควรมอบงานเลือกถั่วนี้ให้กับพ่อเฒ่าแม่เฒ่าที่เหล่าหลายเล่อ เพื่อไม่ให้พวกเขาคิดฟุ้งซ่านไปเรื่อยเปื่อยตลอดทั้งวัน หากไม่ระวังพวกเขาอาจนึกถึงเรื่องเศร้าอีกได้"
สือไห่ถังกล่าวพลางคัดถั่วไปด้วย ตอนนี้สือไห่ถังพ้นช่วงอยู่ไฟมาแล้ว แผลบนศีรษะของเล่อเหนียงก็หายดีแล้ว ผมที่โกนออกไปก็งอกขึ้นมาใหม่แล้ว
แม่เฒ่าฉินก็รู้สึกว่าสิ่งที่สือไห่ถังพูดมีเหตุผล นางจึงเทถั่วที่คัดแล้วกลับลงไป แล้วให้สือไห่ถังยกไปที่เหล่าหลายเล่อข้างๆ ขอให้พวกเขาช่วยคัดถั่วให้
“ท่านย่า เล่อเหนียงอยากเล่นปั้นตุ๊กตาหิมะ” เล่อเหนียงเดินโยกเยกเข้ามา
นางสวมเสื้อผ้ามากเกินไป เวลาเดินตัวเลยส่ายไปส่ายมาเหมือนเป็ดตัวอ้วน นางเองก็สังเกตเห็นจุดนี้จึงตัดสินใจปล่อยมันไป บางครั้งก็ทำท่าทางเหมือนเป็ดอ้วน ทำให้แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆหัวเราะจนแทบขาดใจ
“หลานรัก ข้างนอกหนาวเกินไป อย่าเพิ่งเล่นจะดีกว่า”
เล่อเหนียงบิดก้นพลางทำท่าออดอ้อน “ท่านย่าจ๋า ไปเถอะ ไปเถอะ พี่เจ็ดกับคนอื่นๆก็เล่นอยู่ข้างนอกนะ”
แม่เฒ่าฉินมองดูหลานชายหลายคนที่ยืนอยู่ข้างนอกเพื่อรับโทษแล้วถอนหายใจ
นางไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมหลานชายของนางถึงหมกมุ่นกับการฝึกวรยุทธมากขนาดนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งหงอวี่ เขาไม่เคยขี้เกียจสักวันเลยแม้ว่าด้านนอกจะหนาวเหน็บเพียงใดก็ยังคงยืนหยัดฝึกทุกวัน
ส่วนหลี่อันนั้นก็โหดร้ายจริงๆ เมื่อโกรธขึ้นมาก็ไม่ไว้หน้าใครเลย บางครั้งนางมองดูแล้วก็รู้สึกเจ็บปวดใจ
“หลานรัก พี่ชายของพวกเจ้ากำลังถูกลงโทษอยู่ ถ้าเจ้าออกไป เจ้าก็จะถูกลงโทษเช่นกัน”
แม่เฒ่าฉินขู่นางว่า “ปู่หลี่อันของเจ้าดุมากเลยนะ และอาหมิงเฟิงก็ไม่น้อยหน้าเช่นกัน พวกเขาจะลงโทษให้ยืนท่าม้านะ”
เล่อเหนียงทำปากยื่นเล็กน้อย นางไม่กลัวการยืนท่าม้าหรอก ชาติก่อนนางฝึกฝนศิลปะการต่อสู้หลากหลายรูปแบบ ฝึกหนักยิ่งกว่านี้หลายเท่า การบาดเจ็บนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดา
วันไหนที่ร่างกายไม่มีบาดแผลเพิ่มขึ้นมาบ้างก็รู้สึกไม่คุ้นชินด้วยซ้ำ
แต่เมื่อเห็นว่าผู้เป็นย่าไม่ต้องการให้นางออกไปจริงๆ นางจึงจำต้องแสร้งทำเป็นกลัวและหดตัวเข้าไปในอ้อมกอดของนาง
ครึ่งชั่วยามต่อมา ถั่วสำหรับต้มโจ๊กล่าปาก็ได้เลือกเสร็จแล้ว แม่เฒ่าฉินลงมือทำจ๊กล่าปาหม้อใหญ่ด้วยตัวเอง
เมื่อกลิ่นหอมของจ๊กล่าปาลอยมา เด็กหนุ่มที่ถูกลงโทษอยู่ข้างนอกก็พากันวิ่งเข้ามาพร้อมเสียงร้องอย่างตื่นเต้น
บทที่ 310: ยังขายดีเหมือนเดิม
“ท่านย่า~ โจ๊กล่าปาเดือดแล้วหรือ กลิ่นหอมมากเลย” เสี่ยวลิ่วสูดจมูกพลางวิ่งเข้ามา
แม่เฒ่าฉินเห็นเสี่ยวลิ่วสวมเสื้อบางๆ จึงคว้าไม้ฟืนขึ้นมาแล้วฟาดใส่ตัวเขา
“เจ้าเด็กแสบ รีบกลับไปสวมเสื้อผ้าเดี๋ยวนี้ ถ้าเป็นหวัดขึ้นมา ข้าจะไม่สนใจเจ้าเลยนะ”
เสี่ยวลิ่วหัวเราะคิกคักสองที แล้วหันหลังกลับไปสวมเสื้อผ้า แม่เฒ่าฉินตักโจ๊กล่าปาออกมา แล้วสั่งให้ฉินเหล่าเอ้อร์ไปเรียกพ่อเฒ่าแม่เฒ่าทั้งเก้าคนจากบ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อมา
ไม่นานพ่อเฒ่าแม่เฒ่าจากบ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อก็มาถึง พวกเขานั่งรวมกันถือโจ๊กล่าปาคนละชาม พูดคุยกันไปพลางดื่มโจ๊กล่าปาอุ่นๆ
“ท่านแม่ ข้าอยากทำขนมบางอย่าง แล้วกลับมาเปิดร้านในอำเภออีกครั้ง
แม่เฒ่าฉินชะงักไปครู่หนึ่ง "สะใภ้สาม ร่างกายเจ้าเพิ่งหายดี ควรพักผ่อนอีกสักระยะก่อน เรื่องในร้านไม่ต้องรีบร้อน"
สือไห่ถังส่ายหน้า "ท่านแม่ ดูสิ ใกล้จะถึงวันตรุษจีนแล้ว ขนมพวกนี้ต้องขายดีแน่นอน ข้าจะฉวยโอกาสช่วงตรุษจีนหาเงินเพิ่ม" กล่าวได้ว่าสือไห่ถังรู้สึกอายด้วยซ้ำ ภรรยาของคนอื่นมักจะได้อยู่ไฟเพียงไม่กี่วันหลังคลอดบุตร บางคนคลอดได้วันเดียวก็ต้องลุกขึ้นมาทำกับข้าวแล้ว
ส่วนนางที่แท้งลูกถูกแม่สามีบังคับให้นอนพักบนเตียงถึงห้าสิบวันเต็มก่อนจะอนุญาตให้ลุกขึ้น มันหนักหนาเกินไปสำหรับนาง และนางเองก็รู้สึกละอายใจมาก
อีกด้านฉินเหล่าซานพูดขึ้นว่า “ท่านแม่ หลังตรุษจีน พวกลิ่งอวี่จะต้องจ่ายค่าเล่าเรียนอีก ถ้าเงินในบ้านไม่พอจะทำอย่างไร”
ฉินไห่เยี่ยนที่อยู่ข้างๆรีบพูดว่า “พี่สาม ข้ามีเงิน”
ฉินเหล่าซานตอบกลับโดยไม่หันหน้ามามองว่า “เงินของเจ้าเก็บไว้แต่งเมียเถอะ”
แม่เฒ่าฉินคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็เห็นด้วย “งั้นเจ้าลองทำดูก่อนสักหน่อยก็แล้วกัน ร่างกายยังไม่หายดีก็อย่างเพิ่งหักโหม”
“ท่านแม่ ข้าเข้าใจแล้ว” ฉินเหล่าซานและสือไห่ถังรับคำพร้อมกัน แล้วรีบกินโจ๊กในชาม จากนั้นก็รีบไปเตรียมของที่จะใช้ทำขนมหวาน
พวกพ่อเฒ่าที่เดิมทีกำลังสนุกสนานก็เช่นกัน รีบกินโจ๊กในชามให้หมดอย่างรวดเร็วแล้วกลับไป
ห้องครัวของตระกูลฉินเล็กเกินไป เมื่อได้ยินว่าพวกเหล่าซานจะทำขนมที่ครัวของบ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อ พวกเขาจึงต้องกลับไปทำความสะอาดครัว และล้างอุปกรณ์ที่ใช้นึ่งขนมหวานให้สะอาด
แม่เฒ่าฉินมองดูลูกชายคนเล็กที่นั่งอยู่ที่โต๊ะกินโจ๊กอย่างเชื่องช้า แล้วถามออกมาตรงๆ
“เหล่าอู่เอ๋ย เจ้าควรแต่งภรรยาได้แล้ว”
ฉินไห่เยี่ยนตกใจจนเกือบจะพ่นโจ๊กออกมา
“แค่กๆๆ ท่านแม่ เหตุใดถึงพูดเรื่องแต่งงานของข้าขึ้นมาเล่า”
“เหล่าอู่ เจ้าอายุยี่สิบแล้วนะ ตอนที่พี่ชายของเจ้าอายุเท่าเจ้า ลูกของพวกเขาก็ออกมาวิ่งเล่นเต็มบ้านแล้ว
ฉินเหล่าอู่ยกมือขึ้นกุมหน้าผาก “ท่านแม่ ตอนนี้ข้ายังไม่มีแผนจะแต่งภรรยา รอให้ข้าพบหญิงสาวที่ถูกใจก่อน ถึงเวลานั้นข้าจะบอกท่านเอง” แม่เฒ่าฉินกลับไม่ปล่อยเขาไป
“เหล่าอู่เอ๋ย ข้าเห็นว่าแม่เฒ่าหลิวมีเส้นสายกว้างขวาง ไม่ให้นางแนะนำหญิงสาวสักคนให้เจ้าล่า”
สือไห่เยี่ยนส่ายหน้าอย่างหมดหนทาง “ไม่เอา ไม่เอา ท่านปล่อยข้าไปเถิด ท่านอย่างพูดเรื่องนี้ได้ไหมขอรับ”
แม่เฒ่าฉินส่ายหน้าอย่างจนปัญญา ช่างเถอะ ลูกชายคนเล็กคนนี้หายไปสองปี กลับมาก็มีความคิดเป็นของตัวเองมากขึ้น ดูเหมือนว่าเขาจะเรื่องอะไรบ้างอย่างมา
เขาไม่อยากพูด นางก็จะไม่ถามแล้ว สักวันหนึ่งเขาคงจะเล่าให้นางฟังเอง
พวกสือไห่ถังยุ่งอยู่กับขนมจนดึกดื่น ระหว่างนั้นแม่เฒ่าฉินไปเร่งให้พวกเขากลับไปพักผ่อนหลายครั้ง แต่พวกเขาเพียงแค่รับคำ ส่วนมือก็ยังคงทำงานไม่หยุด นางจึงไม่สนใจอีกต่อไป อย่างไรเสียร่างกายก็เป็นของตัวเอง จะรักษาดูแลหรือไม่ก็แล้วแต่เขาเอง
วันรุ่งขึ้นแต่เช้าตรู่ พวกฉินเหล่าซานก็ขนขนมหวานที่ทำเสร็จแล้วขึ้นรถม้า ส่วนเล่อเหนียงก็ตื่นแต่เช้าเป็นพิเศษ เพราะวันนี้นางอยากเข้าไปเที่ยวในเมือง
“ท่านย่า ไปเถอะ ไปเถอะ เล่อเหนียงอยากไปเที่ยวในเมืองเจ้าค่ะ”
เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่ว และพวกเขาจ้องมองท่านย่าตาปริบๆเช่นกัน แม่เฒ่าฉินจึงตัดสินใจให้
หมิงเฟิงขับรถม้าพาเด็กๆเข้าเมืองไปด้วยกัน อย่างไรเสียพวกเขาก็ต้องเข้าเมืองไปซื้อของสำหรับเทศกาลตรุษจีนที่จะมาถึง
“พี่เจ็ด ท่านจะไปเยี่ยมท่านยายหรือไม่” เล่อเหนียงพูดพลางเอนตัวไปทางหงอวี่
หงอวี่คิดสักครู่แล้วก็ส่ายหัว “ยังไม่ไปตอนนี้ วันหลังค่อยไปก็แล้วกัน”
แม่เฒ่าฉินที่นั่งอยู่ด้านข้างเอ่ยขึ้น “เสี่ยวชีเอ๋ย ถ้าเจ้าอยากไปก็ไปเถอะ ไม่ต้องเกรงใจพวกข้าหรอก”
“พวกข้าคือครอบครัวของเจ้า แต่ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยก็เป็นครอบครัวของเจ้าเช่นกัน”
หงอวี่รีบอธิบายทันที “ท่านย่า ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น ข้าเตรียมของเล็กน้อยไว้ให้ท่านยายแล้ว แต่ไม่ได้นำมาด้วย รออีกสองสามว่างแล้ว ข้าจะไปเยี่ยมนางอีกครั้ง”
แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นก็ไม่พูดอะไร เพียงแต่คิดคำนวณในใจถึงสิ่งของที่ต้องซื้อวันนี้
ใกล้ถึงเทศกาลตรุษจีนแล้วมีของที่ต้องซื้อมากมาย ขนมและเนื้อสัตว์เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
รถม้าโคลงเคลงเข้าสู่เมือง ฉินเหล่าซานขับรถม้าตรงไปยังร้าน ทันทีเมื่อเปิดประตูเข้าไป ภายในสะอาดเอี่ยมเหมือนใหม่ ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าเป็นฝีมือไป๋เช่ออวิ๋น เขามักจะให้คนมาทำความสะอาดที่นี่อยู่เสมอ
ฉินเหล่าซานวางขนมลงบนชั้นวาง จากนั้นก็ตีฆ้องหน้าประตูแล้วเริ่มร้องป่าวประกาศ
“เจ้าขาเอ๋ย ผู้ที่สัญจรผ่านไปมาอย่าได้พลาดโอกาสนี้ ร้านหวานละมุนของพวกข้าที่ปิดปรับปรุงมาหนึ่งเดือน บัดนี้กลับมาเปิดใหม่แล้ว”
“วันนี้ซื้อครบห้าสิบอีแปะ รับเพิ่มยี่สิบอีแปะ เฉพาะวันนี้เท่านั้น”
วันนี้เป็นวันตลาดนัด ผู้คนในอำเภอมีมากกว่าปกติเป็นเท่าตัว ฉินเหล่าซานตะโกนเรียกลูกค้า ไม่นานก็มีผู้คนมารวมตัวกันที่หน้าร้าน
บางคนเคยลิ้มลองขนมของตระกูลฉินมาก่อน บางคนก็มาเพราะข้อเสนอซื้อห้าสิบอีแปะรับเพิ่มยี่สิบอีแปะ
ลูกค้าเข้าร้านมากขึ้นเรื่อยๆ แม่เฒ่าฉินจึงไม่มีเวลาไปเดินเที่ยวเล่น นางให้หงอวี่พาน้องสาวไปเล่นที่ลานหลังบ้าน ส่วนนางอยู่ต้อนรับลูกค้าด้านหน้า
“เถ้าแก่ หอยทากเผ็ดของร้านเจ้าหมดแล้วหรือ” ชายวัยกลางคนคนหนึ่งเบียดเข้ามาถาม
ผู้เฒ่าฉินจำเขาได้ ตั้งแต่ร้านขายหอยทากเผ็ด เขามาอุดหนุนเกือบทุกวัน ซื้อแต่ละครั้งอย่างน้อยสิบชั่ง ลูกค้ารายใหญ่นี้ฉินเหล่าซานย่อมจำได้แม่นยำ
“คุณชายหวง ต้องของอภัยจริงๆขอรับ อากาศเย็นลงแล้วหอยทากหินล้วนจำศีลอยู่ในถ้ำ พวกข้าจับไม่ได้แล้ว”
“ท่านลองดูขนมอย่างอื่นก่อนดีหรือไม่”
ชายวัยกลางคนนั้นแสดงสีหน้าผิดหวัง “ข้ารออยู่นานแล้ว หวังว่าจะได้กินของแกล้มเหล้าสักคำ แต่เดิมข้าคิดว่าพวกเจ้าไม่เปิดร้านแล้ว ไม่คิดว่าพวกเจ้าจะเปิด แต่กลับไม่มีหอยทากเผ็ดเสียได้”
ฉินเหล่าซานยิ้มแหยๆ “คุณชายหวง ข้าขอโทษจริงๆ รอให้ข้ามีเวลาว่าง ข้าจะไปดูที่ทุ่งนาสักหน่อย ดูว่ามีหอยทาหรือไม่ ถ้ามีข้าจะทำให้ท่านหนึ่งชั่งโดยเฉพาะ ดีหรือไม่ขอรับ”
คุณชายหวงก็ไม่ใช่คนที่จะเรียกร้องอะไรเกินเหตุ เมื่อได้ยินฉินเหล่าซานพูดเช่นนั้นก็รู้ว่าไม่มีหอยทากเผ็ด จึงซื้อขนมสองชิ้นกลับไปปลอบลูก เนื่องจากเมื่อวานได้ตกลงกันแล้ว
แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยามขนมหวานที่นำมาก็หมดอย่างรวดเร็ว
จบตอน
Comments
Post a Comment