lucky kid ep31-40

  บทที่ 31: ยังถือว่าตนเองเป็นคนตระกูลฉินอีกหรือ

   

   เหตุใดแม่เฒ่าฉินจึงแข็งกร้าวเช่นนี้ ย่อมต้องมีสาเหตุ

   

   บิดาของแม่เฒ่าฉิน มีลูกสาวเพียงสองคนคือ ลูกสาวคนโต ฉินชุนหลาน และลูกสาวคนรอง ฉินชุนอวิ๋น เพื่อไม่ให้ตระกูลฉินขาดผู้สืบสกุล จึงต้องแต่งงานแบบฝ่ายชายเข้าบ้านฝ่ายหญิง ให้ลูกหลานใช้แซ่ฉิน

   

   ในตอนนั้นเพื่อไม่ให้ลูกสาวทั้งสองบาดหมาง เขาจึงได้ทุ่มเงินสร้างบ้านอิฐหลังนี้ขึ้นมา และเพื่อความยุติธรรม เขายังได้เชิญผู้คนมาเป็นพยาน แบ่งบ้านหลังนี้ให้ลูกสาวทั้งสองคนละครึ่ง

   

   รวมถึงนาข้าวสามสิบหมู่*[1] และที่ดินบนภูเขาสิบหมู่ ก็แบ่งให้คนละสิบหน้าหมู่และห้าหมู่ตามลำดับ

   

   ทั้งหมดนี้ ผู้อาวุโสและมิตรสหายได้ร่วมเป็นพยาน โดยแต่ละคนจะได้รับหนังสือรับรองไว้เป็นหลักฐาน

   

   ต่อมาแม่เฒ่าฉินได้ติดตามสามีไปหาญาติพี่น้องที่ชายแดน และตั้งรกรากอยู่ที่นั่น นางรู้ดีว่าชีวิตนี้อาจไม่ได้กลับมาอีก ด้วยความปรารถนาดีต่อน้องสาว นางจึงบอกกับน้องสาวว่า ให้ถือว่านางได้แต่งออกไปแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านล้วนยกให้น้องสาวดูแล

   

   ทว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงคำพูดที่พี่น้องพูดกันปากเปล่าเท่านั้น ส่วนโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองต่างๆ ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

   

   ในตอนนั้นเพื่อให้น้องสาวมีชีวิตที่ดีขึ้น นางจึงให้น้องสาวนำที่ดินสิบห้าหมู่ของนางไปให้ผู้อื่นเช่า แล้วนำเงินมาใช้จ่ายในบ้าน

   

   นอกจากนี้ ในหนังสือรับรองได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า บ้านหลังนี้เป็นของสองพี่น้องตระกูลฉินหรือลูกหลานของพวกเขาเท่านั้น

   

   บ้านหลังนี้จึงเป็นของแม่เฒ่าฉินอย่างแท้จริง

   

   อย่างน้อยก็ครึ่งหนึ่งที่เป็นของนาง

   

   แม่เฒ่าฉินกลับมาครั้งนี้ไม่ได้มีความคิดที่จะแย่งชิงบ้านเลย พวกเขาเพียงแค่ต้องการมาพักอาศัยอยู่ที่นี่ชั่วคราวเท่านั้น

   

   ตัวนางเองก็มีเงิน ค่าใช้จ่ายระหว่างทางส่วนใหญ่ก็ออกโดยหมอหลี่และเฉินฮั่นหลิน เงินหนึ่งพันตำลึงที่ได้จากการขายโสมแทบไม่ได้ใช้เลย

   

   อีกทั้งยังมีเล่อเหนียง หนูน้อยนำโชคอยู่ด้วย นางจึงไม่กังวลเรื่องเงินทองเลยแม้แต่น้อย

   

   ในชนบทแบบนี้ เงินสองร้อยตำลึงก็สามารถสร้างบ้านที่สะดวกสบายได้แล้ว

   

   แต่เดิมนางวางแผนจะสร้างบ้านหลังหนึ่งที่นี่ เพื่อให้ทุกคนในครอบครัวได้ตั้งรกรากอยู่ที่นี่

   

   ใครจะคิดว่าพอนางกลับมาก็ได้ยินข่าวว่าน้องสาวเสียชีวิตแล้ว น้องเขยไม่เพียงแต่พูดจาร้ายกาจกับพวกเขา ยังไล่หลานชายออกจากบ้าน และตัดญาติขาดมิตรกับพวกเขาอีกด้วย

   

   แม่เฒ่าฉินที่เป็นคนอารมณ์ร้อน ยิ่งเห็นสภาพน่าสงสารของหลานชายและการตายอย่างเป็นปริศนาของน้องสาว ยิ่งทำให้นางโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ

   

   แม้ไม่คิดถึงตนเอง แต่นางก็ต้องทวงความเป็นธรรมให้หลานชาย นำบ้านหลังนี้กลับคืนมา

   

   แม้ต้องเผาบ้านทิ้ง ก็จะไม่ยอมปล่อยให้ชายหญิงคู่นั้นได้อาศัยอยู่

   

   อย่างไรเสียในมือนางก็มีเงินทองอยู่ ถึงเวลาสร้างบ้านใหม่ก็สร้างทีเดียวสองหลังก็สิ้นเรื่อง ด้วยเหตุนี้นางจึงเอ่ยถามฉินเฉิงอันว่า ‘ผู้อาวุโสสามยังอยู่หรือไม่’

   

   โชคยังดีที่ผู้อาวุโสสามยังอยู่ เพียงแต่แก่ชรามากแล้วแทบไม่ได้ออกไปไหน

   

   นางจึงให้เหล่าซานกับเหล่าซื่อเข้าอำเภอไปเชิญพยานอีกคน ส่วนฉินเฉิงอันให้ไปเชิญผู้อาวุโสสาม

   

   ส่วนตัวแม่เฒ่าฉินเองนั้น พาลูกหลานบุกไปที่บ้านหลังนั้นโดยตรง!

   

   เรื่องราวเบื้องหลังเหล่านี้ หยางผิงไม่มีทางล่วงรู้

   

   ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่สร้างบ้านเสร็จ ในตอนที่ทำการรับรองหนังสือนั้น น้องสาวของนางยังไม่ได้เจอกับหยางผิงเลย

   

   และบิดาของนางได้กำหนดไว้ก่อนสิ้นใจว่า เพื่อหลีกเลี่ยงการขัดแย้งเรื่องบ้านในอนาคต เมื่อลูกหลานของลูกสาวทั้งสองมีความสามารถแล้วให้ทางหมู่บ้านเป็นผู้ขายบ้านหลังนี้ แล้วแบ่งให้สองพี่น้องคนละครึ่ง เพื่อใช้เป็นทุนในการสร้างเนื้อสร้างตัวของลูกหลานต่อไป

   

   เรื่องนี้นอกจากพยานแล้ว ก็มีเพียงพี่น้องทั้งสองและฉินเซียงสามีของแม่เฒ่าฉินกับศิษย์น้องอย่างหวังโซ่วเซิงเท่านั้นที่รู้

   

   ดังนั้นหยางผิงจึงคิดว่า หากฉินชุนอวิ๋นตาย บ้านหลังนี้ก็จะตกเป็นของเขา

   

   ส่วนฉินชุนหลานได้แต่งงานออกไปแล้ว ลูกสาวที่แต่งงานออกไปก็เหมือนน้ำที่สาดออกไป ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับบ้านหลังนี้อีก

   

   ดังนั้นในสายตาของหยางผิง การที่แม่เฒ่าฉินมาที่นี่จึงไม่ถูกต้อง

   

   ด้วยเหตุนี้เมื่อเฉียนเหมยเห็นผู้อาวุโสสามหรือผู้นำตระกูล นางจึงวิ่งเข้าไปร้องไห้คร่ำครวญ

   

   “หยางผิง เฉียนเหมย พวกเจ้ามีอันใดก็พูดมา อย่าเข้ามาใกล้นัก ข้าแก่แล้วทนไม่ไหวหากพวกเจ้าจะเข้ามาโถมตัวใส่”

   

   ผู้อาวุโสสามถือไม้เท้าถอยหลังสองก้าว เอ่ยบอกด้วยสีหน้าเย็นชา

   

   ตามธรรมเนียมแล้ว หยางผิงได้แต่งเข้าตระกูลฉิน ตามลำดับแล้ว เขาควรเรียกหยางผิงว่าหลานเขย

   

   แต่หลังจากชุนอวิ๋นตายได้ไม่ถึงเดือน หยางผิงก็แต่งงานใหม่กับเฉียนเหมย แล้วยังขับไล่เฉิงอันออกจากบ้าน ปล่อยให้เผชิญชะตากรรมตามลำพัง

   

   ในสายตาของเขา หยางผิงไม่ใช่คนในตระกูลฉินอีกต่อไป เพียงแต่เฉิงอันยังเด็ก ต่อให้เขาไปทวงของที่ควรจะเป็นของเฉิงอันคืนมา เฉิงอันก็คงรักษาไว้ไม่ได้ เขาจึงได้แต่พูดจาดูถูกหยางผิง ซึ่งก็ไม่ได้ส่งผลเท่าใดนัก

   

   แต่ตอนนี้ฉินชุนหลานกลับมาแล้ว นางต้องทวงความเป็นธรรมให้หลานชายอย่างเฉิงอันเป็นแน่

   

   “ท่านผู้นำตระกูล โปรดให้ความเป็นธรรมกับพวกข้าด้วย พวกมันเป็นโจร บุกเข้ามาในบ้านของข้า แล้วยังทำร้ายพวกข้าจนบาดเจ็บ”

   

   “บ้านหลังนี้เป็นของข้า พวกมันร้ายกาจนัก ไม่ฟังเหตุผลใดๆ บุกเข้ามาทำร้ายร่างกาย แล้วยังจะไล่พวกข้าออกไปอีก”

   

   “ท่านดูสิ พวกมันทำร้ายเปียวเอ๋อร์ของข้า ข้าต้องการให้พวกมันขอโทษและชดใช้ค่าเสียหายให้ข้า ไม่งั้นอย่าหวังว่าเรื่องนี้จะจบง่ายๆ!”

   

   “หากท่านไม่จัดการ ข้าจะไปร้องทุกข์ที่หน้าศาล ขอความเป็นธรรมจากใต้เท้าผู้ทรงความยุติธรรม!”

   

   เฉียนเหมยนั่งร้องไห้โวยวายราวกับจะสื่อว่า หากไม่ให้ความเป็นธรรมกับนาง นางจะตายตรงนี้ให้ดู

   

   นางแอบชำเลืองมองผู้อาสุโสสาม ในใจก็ด่าทอตาแก่คนนี้ ทำไมทุกครั้งที่เขาเจอนางถึงทำท่าทางรังเกียจเช่นนี้ ทำเหมือนนางไม่อยู่ในสายตา ทั้งๆที่นางก็แต่งเข้าตระกูลฉินแล้ว ก็นับว่าเป็นคนตระกูลฉินเหมือนกัน แต่นี่อะไรกัน ตาแก่คนนี้ยังทำราวกับนางเป็นตัวอะไรก็ไม่รู้ ช่างหยิ่งยโสโอหัง

   

   ถ้านางไม่ขู่สักหน่อย ตาแก่นี่คงเข้าข้างพวกโจรแน่!

   

   “เจ้าจะไปฟ้องก็ไปสิ ไปหาท่านนายอำเภอให้เขาตัดสิน ข้าแก่แล้ว จัดการไม่ไหวหรอก”

   

   “ชุนหลาน พวกเจ้าคุยกันต่อเถอะ ตาแก่อย่างข้าหูตาฝ้าฟาง มองไม่ค่อยจะเห็น จัดการเรื่องเช่นนี้ไม่ไหวแล้ว!”

   

   ชายชราจ้องมองเฉียนเหมยอย่างไม่พอใจ แล้วเดินจากไป

   

   อย่าคิดว่าเขาแก่แล้วจะไม่รู้ความหมายแฝงในคำพูดของนาง

   

   ชายชรารู้ดีว่าบ้านหลังนี้เป็นของพี่น้องตระกูลฉิน แม่เฒ่าฉินก็มีส่วนแบ่งด้วย ต่อให้เฉียนเหมยจะไปฟ้องที่ศาล คนที่เสียเปรียบก็คือพวกเขาเอง

   

   ปีนี้เขาอายุแปดสิบปีแล้ว เดิมทีเขาก็เป็นผู้อาวุโสอยู่แล้ว บัดนี้อายุก็มากขึ้น คนในหมู่บ้านจึงถือว่าเขาเป็นผู้มีคุณธรรมและเป็นที่เคารพนับถือ เป็นเสาหลักของหมู่บ้าน

   

   เฉียนเหมยผู้ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำคนนี้ กล้าใช้คำพูดมาข่มขู่เขา นางไม่คิดบ้างหรือว่าตนเองเป็นใคร

   

   ฉินฟู่หลินเห็นว่าผู้อาวุโสสามกำลังจะจากไป เขาจึงเดินตามหลังไป

   

   เขามีชีวิตรอดจนถึงทุกวันนี้เป็นเพราะผู้อาวุโสสามช่วยชีวิตไว้ กอปรกลับเรื่องชั่วร้ายหยางผิงทำแต่ละวัน เขาทนดูต่อไปไม่ไหวแล้ว

   

   ตอนนี้ฉินชุนหลานกลับมาแล้ว ยังจะให้ชายชราตัดสินอีก เขาไม่เข้าไปซ้ำเติมก็ถือว่าเป็นบุญแล้ว

   

   “พี่ชุนหลาน พวกท่านคุยกันต่อเถอะ ข้ามีเรื่องต้องไปทำ”

   

   ฉินฟู่หลินเอ่ยอีกสองสามประโยค จากนั้นก็เดินจากไป

   

   “ท่านผู้นำตระกูล ท่านอย่าเพิ่งไป ข้าแต่งเข้าตระกูลฉินแล้วก็นับว่าเป็นคนตระกูลฉิน เรื่องนี้ท่านจะนิ่งเฉยไม่ได้!”

   

   หยางผิงเห็นว่าผู้อาวุโสสามกำลังจะไป จึงรีบเข้าไปขวาง

   

   เขารู้ดีว่าหากผู้อาวุโสสามไม่จัดการ พวกเขาต้องถูกโจรพวกนี้รุมทำร้ายจนตายแน่

   

   หยางผิงหันไปถามฉินฟู่หลินต่อ

   

   “อีกอย่าง ในฐานะที่เจ้าเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน เจ้าจะปล่อยให้คนนอกบุกเข้ามาทำร้ายชาวบ้านเช่นนี้หรือ”

   

   คำพูดของหยางผิงทำให้ฉินฟู่หลินหยุดชะงัก เขาแค่นเสียงเอ่ยถามอย่างเย็นชาว่า

   

   “หยางผิง เจ้ายังถือว่าตนเองเป็นคนตระกูลฉินอีกหรือ”

   

     

   [1] 1หมู่ = 666.67ตารางเมตร



 บทที่ 32: เฉิงอันตายแล้วงั้นหรือ


   

   ชาวบ้านที่มามุงดูต่างก็งุนงงกับคำพูดของหัวหน้าหมู่บ้าน

   

   พวกเขารู้เพียงแค่ว่าหยางผิงเป็นเขยที่แต่งเข้า แต่ไม่รู้รายละเอียดทั้งหมด

   

   ผู้อาสุโสสามถอนหายใจ หันไปนั่งบนก้อนหินใต้ชายคา แล้วเล่าเรื่องราวในอดีตอย่างละเอียด พร้อมทั้งสั่งให้หลานชายกลับบ้านไปนำหนังสือรับรองในตอนนั้นมาด้วย

   

   ผู้คนที่มามุงดูเรื่องสนุกต่างวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆนานา แต่เดิมพวกเขาก็แปลกใจว่าทำไมฉินชุนหลานที่แต่งงานออกไปแล้วยังกลับมาเรียกร้องบ้าน

   

   ที่แท้บ้านหลังนี้เป็นของนางจริงๆ

   

   แม่เฒ่าฉินก็แต่งเขยเข้าบ้านเช่นกัน ตอนแรกพวกเขาคิดว่านางแต่งงานออกไป แต่สามีของนางก็แซ่ฉิน ลูกที่เกิดมาก็ใช้แซ่ฉิน

   

   ตอนนี้ถึงเข้าใจว่าที่แท้พวกเขาใช้แซ่ตามมารดา ไม่ใช่บิดา

   

   หยางผิงกับเฉียนเหมยต่างพูดไม่ออก พวกเขาเข้าใจมาตลอดว่าฉินชุนหลานแต่งงานออกไป ทุกอย่างในบ้านจึงไม่เกี่ยวข้องกับนางอีก

   

   แต่ตอนนี้มีคนมาบอกว่า ฉินชุนหลานก็แต่งเขยเข้าบ้านเช่นกัน

   

   บ้านหลังนี้ครึ่งหนึ่งจึงเป็นของนาง

   

   พวกโจรกลุ่มนี้แซ่ฉิน ใช้แซ่ฉินของฉินชุนหลาน ไม่ใช่แซ่ฉินของบิดา

   

   หยางผิงยอมรับไม่ได้ว่าบ้านที่อาศัยอยู่มายี่สิบปี กลับไม่ใช่ของเขา

   

   ทั้งที่นาและภูเขาที่เขาลงแรงดูแลมาครึ่งชีวิต กลับไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเขาแม้แต่น้อย

   

   เขาสติแตกและตะโกนออกมาว่า “เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด ชุนอวิ๋นนังหญิงต่ำช้านั่นไม่เคยบอกข้าเรื่องนี้มาก่อน นี่ต้องเป็นคำโกหกที่พวกเจ้าแต่งขึ้นมาเพื่อจะยึดบ้านของข้าแน่ๆ”

   

   คำว่า ‘นังหญิงต่ำช้า’ ของหยางผิง ทำให้ความโกรธของแม่เฒ่าฉินระเบิดออกมา นางก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว เหวี่ยงแขนฟาดมือลงไปสุดแรง

   

   หยางผิงไม่ทันตั้งตัว โดนตบจนหน้าหัน เซไปหลายก้าวแล้วล้มลงกับพื้น ใบหน้าบวมแดงขึ้นมาทันที

   

   “ท่านพ่อ!”

   

   หยางเปียวรีบเข้าไปพยุงหยางผิง แล้วมองพวกนั้นด้วยสายตาดุร้าย “พวกโจรป่าเถื่อน ข้าจะฆ่าพวกเจ้าให้หมด!”

   

   หยางเปียวคว้ามีดฟันฟืนฟันเข้าไปในฝูงชน โดยไม่สนใจเลยว่าจะพลาดไปทำร้ายคนอื่นหรือไม่

   ฉินฟู่หลินวิ่งเข้ามาเอาตัวขวางหน้าผู้อาวุโสสามไว้

   

   เฉินฮั่นหลินที่ยืนอยู่ด้านข้าง ยื่นเท้าออกไปเพียงนิด ร่างของหยางเปียวก็ล้มคะมำลงบนพื้น มีดฟันฟืนที่คมกริบเฉือนใบหูของเขาขาด

   

   ทันใดนั้น เสียงร้องโหยหวนอย่างน่าอนาถก็ดังไปทั่วท้องฟ้า

   

   ฉินเยาเยาสะใจจนเผลอพ่นน้ำลายฟองฟอดออกมา

   

   ‘ท่านอาฮั่นหลินเก่งมาก!’

   

   “เปียวเอ๋อร์ของแม่! ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยด้วย เปียวเอ๋อร์ของข้ากำลังจะตายแล้ว รีบไปตามหมอมาเร็วเข้า!”

   

   เฉียนเหมยพุ่งตัวเข้าไปกอดหยางเปียวไว้ พลางร้องห่มร้องไห้อย่างน่าเวทนา

   

   “พวกเจ้ายังมีความเป็นคนอยู่หรือไม่! เหตุใดจึงต้องทำให้ครอบครัวข้าถึงแก่ความตายเช่นนี้!”

   

   น่าเสียดายที่ชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์ไม่มีผู้ใดขยับกาย ทุกคนยืนนิ่งมองดูนางด้วยสายตาเย็นชา

   

   ไม่มีใครตาบอด เมื่อครู่เห็นชัดว่าหยางเปียวถือมีดพุ่งเข้ามาจะทำร้ายพวกเขา พวกเขาไม่ถ่มน้ำลายรดหน้าก็นับว่าเห็นแก่ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านตระกูลฉินมานานหลายปี

   

   “ชุนหลาน เจ้ารีบนำหนังสือรับรองมาให้พวกเขาดู เพื่อที่พวกเขาจะได้รีบย้ายออกจากบ้านหลังนี้ แล้วคืนบ้านให้เจ้า”

   

   “ไม่มีแล้ว” แม่เฒ่าฉินเอ่ยอย่างหนักแน่น

   

   หนังสือรับรองเหล่านั้นถูกทิ้งไว้ระหว่างทาง ตอนที่ถูกทหารม้าหนานหมานไล่ล่า ตอนนี้นอกจากกล้องยาสูบที่พกติดตัวไว้ ก็ไม่มีสิ่งใดที่พกติดตัวมาจากบ้านเลย

   

   สีหน้าของหัวหน้าหมู่บ้านและคนอื่นๆไม่สู้ดี

   

   ฉินเยาเยาก็มืดแปดด้าน

   

   ดวงตาของหยางผิงเป็นประกาย ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที หากไม่มีหลักฐาน แล้วพวกเจ้าจะมาหาเรื่องอันใด!

   

   แม่เฒ่าฉินก็ใจกล้ายิ่งนัก ไม่มีหลักฐาน แต่กล้าบุกมาทำร้ายผู้อื่น ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี

   

   ชาวบ้านที่มามุงดูต่างพากันซุบซิบนินทา แม่เฒ่าฉินไม่มีหลักฐาน อาศัยเพียงคำพูดของตนเองก็กล้ามาหาเรื่อง

   

   เวลานั้นผู้อาวุโสเคยประกาศรับรองหนังสือภายในศาลบรรพชน แต่พวกเขาไม่รู้แน่ชัดว่าเนื้อหาในหนังสือรับรองนั้นคืออะไร

   

   ทันใดนั้น ผู้คนที่มามุงดูก็ต่างพากันพูดคุยกันอย่างสนุกปาก พูดกันไปต่างๆนานา

   

   “ท่านผู้นำตระกูล ท่านรับสินบนจากพวกเขามา เพื่อช่วยพวกเขายึดบ้านพวกข้าใช่หรือไม่”

   

   เฉียนเหมยเห็นว่าแม่เฒ่าฉินไม่มีหลักฐาน จึงหันมาโจมตีกลับหัวหน้าหมู่บ้านแทน

   

   “เจ้า…เจ้า...”

   

   ลุงสามโกรธจนพูดไม่ออก เมื่อได้ยินคำพูดของเฉียนเหมย เขาก็หายใจไม่ออก เกือบจะสิ้นใจตาย

   

   เขาเป็นผู้นำตระกูลมาสี่สิบปี เป็นหัวหน้าหมู่บ้านมาอีกยี่สิบปี ได้รับความเคารพนับถือมาตลอดชีวิต สุดท้ายกลับถูกหญิงผู้นี้ใส่ร้าย

   

   “ผู้อาวุโสสาม ท่านไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่ ใจเย็นๆ หายใจเข้าลึกๆ!”

   

   ฉินฟู่หลินปรี่เข้ามาประคองผู้อาสุโสสาม ตบหน้าอกเขาแผ่วเบา ช่วยให้เขาหายใจได้สะดวกขึ้น

   

   ไม่คิดว่าสุดท้ายแล้วจะถูกเฉียนเหมยใส่ร้ายเช่นนี้

   

   หลังจากที่เขาสงบสติอารมณ์ได้ จึงเอ่ยเสียงเย็นชา “เฉียนเหมย เจ้าอย่างเพิ่งโอหังไป ต่อให้ชุนหลานไม่มีหนังสือรับรอง แต่ข้ามี อีกทั้งผู้รับรองในตอนนั้นก็ไม่ได้มีแค่ข้าคนเดียว”

   

   “ใช่แล้ว ถึงศิษย์พี่ชุนหลานจะไม่มี ก็ไม่ได้หมายความว่าข้าไม่มี”

   

   ชายวัยกลางคนอายุราวห้าสิบปีสวมชุดคลุมสีเขียวเดินออกมาจากฝูงชน หยิบกระดาษสีเหลืองออกมาจากเสื้อ

   

   “ศิษย์น้องโซ่วเซิง ขอบใจเจ้ามากที่อุตส่าห์มา” แม่เฒ่าฉินกล่าวทักทายชายวัยกลางคนผู้นั้น

   

   “เป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว” ชายชุดคลุมสีเขียวตอบรับ แล้วหันไปทักทายผู้อาวุโสสาม

   

   ผู้อาวุโสสามพยักหน้าพลางกล่าว “ในตอนนั้นหนังสือรับรองมีห้าฉบับ ข้าถือไว้หนึ่งฉบับ พี่น้องฉินถือไว้คนละฉบับ หวังโซ่วเซิงถือไว้อีกหนึ่งฉบับ”

   

   ผู้อาวุโสสามเว้นวรรคครู่หนึ่ง แล้วกล่าวต่อ “ส่วนอีกหนึ่งฉบับซ่อนอยู่บนคานกลางบ้าน พวกเจ้าขึ้นไปดูก็รู้!”

   

   ฉินเหล่าซื่อได้ยินดังนั้นก็รีบหาบันไดมาปีนขึ้นไปทันที

   

   หลังจากค้นหาอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดก็เจอหีบไม้ผุๆใบหนึ่ง

   

   เมื่อเปิดหีบไม้ออก ก็พบหีบเหล็กอีกชั้นหนึ่งอยู่ภายใน

   

   แม่เฒ่าฉินหยิบมีดฟันฟืนที่วางอยู่บนพื้นขึ้นมา แล้วงัดกล่องเหล็กออก ภายในปรากฏกระดาษสีเหลือง

   

   แม่เฒ่าฉินหยิบกระดาษออกมา เทียบกับกระดาษของหวังโซ่วเซิงและลุงสาม

   

   เนื้อหาทั้งสามฉบับเหมือนกันทุกประการ ก็เพียงพอที่จะอธิบายทุกอย่างได้แล้ว

   

   บ้านหลังนี้เป็นของฉินชุนหลานและฉินชุนอวิ๋น

   

   “หยางผิง เจ้ามีอันใดจะกล่าวอีกหรือไม่”

   

   “ในเมื่อฉินชุนหลานกลับมาแล้ว พวกเจ้าก็จงย้ายออกจากบ้านหลังนี้ คืนบ้านให้ฉินชุนหลานตามที่ระบุไว้ในหนังสือรับรองซะ”

   

   “ข้าให้เวลาพวกเจ้าจนถึงก่อนค่ำ ให้ย้ายออกไปพร้อมทั้งคืนที่ดินและภูเขา มิเช่นนั้นอย่าหาว่าข้าใจร้าย ไล่พวกเจ้าออกจากหมู่บ้าน”

   

   “ไม่! ข้าไม่ย้าย บ้านหลังนี้ก็มีส่วนของข้าด้วย เหตุใดข้าจึงต้องย้ายออกไป!” หยางผิงตะโกนคัดค้าน

   

   เขาเป็นสามีของฉินชุนอวิ๋น บ้านหลังนี้เขามีส่วนแบ่งครึ่งหนึ่ง เขาจะไม่มีทางย้ายออกไปอย่างแน่นอน

   

   “บ้านหลังนี้สามีข้าก็มีส่วนแบ่งครึ่งหนึ่ง ทรัพย์สินก็มีส่วนของสามีข้าครึ่งหนึ่ง ใครก็อย่าหวังจะมาแย่งไป!”

   

   เฉียนเหมยไม่รู้หนังสือ แต่นางมองสีหน้าของคนรอบข้างก็รู้ว่าสิ่งที่ลุงสามพูดเป็นเรื่องจริง

   

   ดังนั้นนางจึงเริ่มอาละวาดและดื้อดึง บอกว่าจะไม่ย้ายออกไปไม่ว่าอย่างไร

   

   เดิมทีนางเป็นแม่ม่ายลูกติด ตอนนั้นที่ยอมคบกับหยางผิงก็เพราะเห็นว่าเขามีทรัพย์สมบัติมากมาย

   

   หากย้ายออกไป นางก็จะไม่เหลืออะไรเลย

   

   หากไม่มีทรัพย์สมบัติเหล่านี้ ลูกชายของนางก็คงไม่สามารถแต่งงานกับตระกูลดีๆได้

   

   “หยางผิง อย่างไรเจ้าก็ต้องย้าย ในหนังสือรับรองเขียนไว้ชัดเจนว่า เขยที่แต่งเข้าบ้านไม่มีสิทธิ์รับมรดกทรัพย์สินเหล่านี้ เว้นแต่ว่าลูกชายจะเสียชีวิตทั้งหมด ไม่มีที่พึ่ง จึงจะได้รับมรดก”

   

   “เฉิงอันที่เป็นลูกชายของเจ้าตายแล้วงั้นหรือ”



  บทที่ 33: จากห้าร้อยตำลึง ขายไปแค่ห้าสิบตำลึง 


   

   “ข้าจะไม่ใช่คนในตระกูลฉินได้อย่างไร ข้าเป็นสามีของฉินชุนอวิ๋น ตอนแรกที่แต่งเข้าตระกูล ข้าก็ได้ลงชื่อในหนังสือลำดับวงศ์ตระกูลแล้ว”

   

   ผู้อาวุโสสามแค่นเสียงเย็น “คำพูดนั้นไม่ผิด แต่หลังจากฉินชุนอวิ๋นจากไปไม่ถึงหนึ่งเดือน เจ้าก็แต่งงานใหม่ ถือว่าเจ้าไม่ใช่คนในตระกูลฉินอีกต่อไปแล้ว”

   

   “ตามที่ระบุไว้ในหนังสือรับรอง เจ้าไม่มีสิทธิ์รับมรดกเหล่านี้”

   

   ผู้อาวุโสสามกล่าวอย่างไม่เกรงใจเขาเลยแม้แต่น้อย ในใจเขาไม่ชอบหยางผิงมาตั้งแต่แรก ตอนที่ฉินชุนอวิ๋นจะแต่งงานกับหยางผิง เขาก็เคยคัดค้านมาก่อน

   

   “ได้ ในเมื่อพวกเจ้าไม่นึกถึงเยื่อใยเก่าๆ งั้นข้าก็จะไม่เกรงใจแล้ว จะให้พวกข้าย้ายออกก็ได้ แต่ต้องคิดบัญชีให้เรียบร้อยก่อน”

   

   “พวกโจรอันธพาลเหล่านี้บุกเข้ามาทำร้ายพวกข้า ต้องชดใช้ค่ารักษาและค่าเสียเวลาให้พวกข้าด้วย สองร้อยตำลึงยังถือว่าน้อยไปด้วยซ้ำ!”

   

   “ยังมีพืชผลในไร่นา ผลไม้บนภูเขา พวกข้าตรากตรำดูแลมาหลายปี ใกล้จะเก็บเกี่ยวได้แล้ว ขอแค่จ่ายเงินมาสี่ร้อยตำลึง พวกข้าก็จะไปทันที!”

   

   หยางผิงเห็นว่าผู้อาวุโสสามไม่นึกถึงความสัมพันธ์เก่าแม้แต่น้อย จึงเปลี่ยนสีหน้าทันที แล้วพูดอย่างเกรี้ยวกราด

   

   นี่เป็นแผนที่พวกเขาคิดไว้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว หากแม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆไม่มาก็ยังดี แต่หากมาก่อเรื่อง จะต้องทำให้พวกนางกระอักเลือดกลับไป

   

   “ใช่! จ่ายเงินมา แล้วพวกข้าจะย้ายออกเดี๋ยวนี้เลย!”

   

   เฉียนเหมยก้าวเข้ามาอย่างองอาจ แล้วยื่นมือไปตรงหน้าแม่เฒ่าฉิน


   ดูจากเสื้อผ้าของขอทานพวกนี้แล้ว น่าจะเดินทางมาจากชายแดนโดยการขอทานมาตลอดทาง คงไม่มีเงินถึงสี่ร้อยตำลึงแน่

   

   ต่อให้พวกนั้นมีเงินสี่ร้อยตำลึง พวกเขาก็ไม่ขาดทุน

   

   สี่ร้อยตำลึงสามารถซื้อบ้านหลังงามในอำเภอได้สบาย เหตุใดต้องมาทนลำบากอยู่ในดินแดนห่างไกลความเจริญเช่นนี้ด้วย

   

   “โอ้โห สี่ร้อยตำลึง ไม่ใช่สี่ร้อยอีแปะนะ หยางผิงนี่ช่างกล้านัก เงินทั้งหมดในหมู่บ้านของพวกเรารวมกันยังไม่ถึงสี่ร้อยตำลึงเลย”

   

   ชาวบ้านคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านข้าง พอได้ยินหยางผิงเรียกเงินสี่ร้อยตำลึงก็ถึงกับผงะ

   

   “หยางผิงนี่ช่างละโมบนัก ไม่กลัวท้องแตกตายหรือไง ถึงกล้าเรียกตั้งสี่ร้อยตำลึงเชียว” ชาวบ้านอีกคนเยาะเย้ย

   

   “นั่นสิ ดูพวกเขา หน้าตาแจ่มใส ไม่เห็นเหมือนคนเจ็บตรงไหน แต่กลับเรียกเงินตั้งสี่ร้อยตำลึง ช่างหน้าไม่อายจริงๆ!”

   

   “ที่นาแค่สามสิบหมู่ แต่กลับเรียกเงินตั้งสี่ร้อยตำลึง คิดจะหลอกใครกัน”

   

   “ชาวบ้านอย่างพวกเรา ทำนาสามสิบหมู่ รวมค่าแรง ค่าเมล็ดพันธุ์แล้ว อย่างมากก็ได้แค่ยี่สิบตำลึงเท่านั้น”

   

   ชาวบ้านที่มามุงดูต่างพากันซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์ บ้างก็กล่าวตำหนิหยางผิงว่าโลภมากเกินไป

   

   ‘ท่านย่าเก่งจังเลย ท่านรู้วิธีที่จะทำให้ตัวเองได้เปรียบมากที่สุด’

   

   ฉินเยาเยานอนซุกอยู่ในอ้อมแขนของสวี่ซิ่วอิง พ่นน้ำลายพลางมองท่านย่าด้วยแววตาชื่นชม

   

   แท้จริงแล้ว แม่เฒ่าฉินสามารถไปหาผู้อาวุโสสาม เพื่อขอหนังสือรับรองสิทธิ์ แล้วไล่พวกเขาออกไปได้เลย

   

   ทว่านางกลับไม่ทำเช่นนั้น นางจงใจก่อเรื่องใหญ่โตเช่นนี้ ก็เพื่อเรียกชาวบ้านทั้งหมู่บ้านให้มาดู

   

   การกระทำเช่นนี้ของนางย่อมมีจุดประสงค์ แม้ว่าปกติแล้วภรรยาต้องแต่งเข้าบ้านสามี แต่ผู้เฒ่าผู้แก่ล้วนรู้ดีว่าสามีเป็นฝ่ายแต่งเข้าบ้านภรรยา

   

   ส่วนคนรุ่นหลังนั้นไม่ทราบในเรื่องนี้ หากไม่เชิญชาวบ้านให้มารับรู้ความจริง ในภายภาคหน้า หากพวกเราย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้ คงถูกพวกชาวบ้านเข้าใจผิด แล้วรังเกียจ

   

   เมื่อเป็นเช่นนี้ ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านต่างก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด แล้วชาวบ้านก็จะไม่รังเกียจพวกเราอีก

   

   “จะคิดบัญชีงั้นหรือ เช่นนั้นก็มาคิดกันเถิด บังเอิญชาวบ้านและผู้อาวุโสสามอยู่กันพร้อมหน้า พวกเรามาคิดบัญชีกันให้แจ่มแจ้งต่อหน้าทุกคนไปเลย”

   

   แม่เฒ่าฉินสีหน้าสงบนิ่ง ไม่มีทีท่าตกใจกับเงินสี่ร้อยตำลึงแม้แต่น้อย

   

   เพราะโสมหนึ่งราก นางยังขายได้หนึ่งพันตำลึงเลย

   

   “เช่นนั้นก็รีบเอาเงินมาเถอะ พอได้เงินแล้วพวกข้าจะรีบไปทันที”

   

   เฉียนเหมยคิดว่าแม่เฒ่าฉินกลัว จึงยื่นมือมาเรียกเงินทันที หากได้เงินมา นางก็จะสามารถไปซื้อบ้านหลังเล็กๆที่ดีในตัวอำเภอได้ และยังช่วยหาภรรยาที่ดีให้กับเปียวเอ๋อร์ลูกชายของนางได้อีกด้วย

   

   “เหล่าเอ้อร์ เจ้าไปดูที่ห้องตะวันออกสิว่ามีคนอาศัยอยู่หรือไม่ แล้วก็ดูด้วยว่ายังมีหีบเครื่องประดับอยู่หรือเปล่า เจ้าคงจำหีบนั้นได้”

   

   แม่เฒ่าฉินพูดอย่างใจเย็น “ในเมื่อจะคิดบัญชีกัน ก็ต้องตรวจสอบบางอย่างให้แน่ใจเสียก่อน”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์รับคำแล้วเดินไปที่ห้องทางฝั่งตะวันออก

   

   “ท่านแม่ มีคนอยู่ แต่ไม่เห็นหีบนั้นเลย”

   

   ไม่นานฉินเหล่าเอ้อร์ก็กลับมา พูดด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก

   

   เขาย่อมรู้ว่าหีบเครื่องประดับที่มารดาของเขาพูดถึงนั้นคือหีบใด มันเป็นของขวัญที่ท่านพ่อมอบให้ท่านแม่เพื่อแสดงความรัก ท่านแม่จึงหวงแหนมันมาก

   

   เมื่อตอนที่เขายังเด็ก ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขาปีนขึ้นไปบนโต๊ะเพื่อดูว่ามันคือสิ่งใด ผลคือเขาตกลงมาและหน้าผากถลอก ทำให้ท่านแม่โกรธจนไม่รู้จะร้องไห้หรือหัวเราะดี วันนั้นนางจึงเก็บหีบไปเสีย

   

   ต่อมาครอบครัวของพวกเขาเดินทางไปชายแดนเพื่อตามหาญาติของท่านพ่อ หนทางยาวไกล ไม่สะดวกที่จะนำหีบนั้นติดตัวไปด้วย จึงทิ้งมันไว้ที่นี่

   

   ในช่วงแรก ท่านแม่มักจะพูดถึงหีบใบนั้นอยู่เสมอ ทุกครั้งที่ท่านพูดถึง พวกเหล่าพี่น้องมักคิดในใจว่าสักวันหนึ่งจะนำมันกลับมาให้ท่าน

   

   ต่อมาเมื่อท่านพ่อจากไป พวกเขากลัวว่าท่านแม่จะเศร้าโศกเสียใจ จึงไม่กล้านำหีบนั้นกลับมา ไม่คิดว่าจะกลายเป็นผลประโยชน์ของคนเลว

   

   แม่เฒ่าฉินตอบรับว่า “พวกเจ้าทุกคนรู้ดีว่าบ้านหลังนี้ข้ามีส่วนแบ่งครึ่งหนึ่ง ข้ายังมีที่นาสิบห้าหมู่ และที่บนเขาห้าหมู่ ส่วนของน้องสาวข้าไม่คิดแล้ว”

   

   “นับตั้งแต่ปีที่น้องสาวข้าจากไปจนถึงวันนี้ ครบสิบปีพอดี พวกเจ้าก็ทำนามาสิบปีแล้ว”

   

   “บ้านหลังนี้คิดค่าเช่าปีละยี่สิบตำลึง สิบปีก็เป็นสองร้อยตำลึง”

   

   “ที่นาสิบห้าหมู่ คิดค่าเช่าปีละยี่สิบตำลึงเช่นกัน สิบปีก็สองร้อยตำลึง”

   

   “ยังมีที่บนเขาอีกห้าหมู่ คิดปีละสิบตำลึง สิบปีก็หนึ่งร้อยตำลึง”

   

   “นอกจากนี้ หีบเครื่องประดับที่ข้าเก็บไว้ในบ้านก็คิดเป็นเงินห้าร้อยตำลึง”

   

   “สองร้อยบวกสองร้อย บวกหนึ่งร้อย บวกห้าร้อย หักออกสี่ร้อย พวกเจ้ายังติดหนี้ข้าอีกหกร้อยตำลึง รีบจ่ายเงินมาซะ”

   

   “ผู้อาวุโสสาม หัวหน้าหมู่บ้าน ราคาที่ข้าคิดยุติธรรมแล้วหรือไม่”

   

   แม่เฒ่าฉินไม่สนใจสีหน้าเขียวคล้ำของหยางผิงและเฉียนเหมย นางหันไปพูดกับผู้อาวุโสสามและฉินฟู่หลิน

   

   “ยุติธรรมแล้ว”

   

   “ที่นาสิบห้าหมู่นั้นเป็นนาดี ปล่อยเช่าหนึ่งหมู่อย่างน้อยก็ได้สามตำลึง เฉียนเหมย พวกเจ้าได้กำไรมากแล้ว”

   

   ฉินเยาเยาก็พ่นน้ำลายออกมา นางกำลังใช้วิธีของทารกเพื่อให้กำลังใจท่านย่าของนาง

   

   ท่านย่าของนางช่างเก่งกาจเหลือเกิน เพียงคนเดียวก็สามารถทำให้พวกนั้นพ่ายแพ้ราบคาบ

   

   “หีบเครื่องประดับอันใดกัน ข้าไม่เคยเห็น พวกเจ้าอย่ามาใส่ร้ายข้านะ” หยางผิงตะโกนขึ้น

   

   หีบเครื่องประดับนั่น เขาขายไปนานแล้ว ได้เงินมาตั้งห้าสิบกว่าตำลึง

   

   “อย่ามาบอกว่าเจ้าไม่เคยเห็น หีบเครื่องประดับของข้า คนรุ่นเก่าในหมู่บ้านล้วนรู้ดี เจ้าปฏิเสธไม่ได้หรอก”

   

   “หีบเครื่องประดับอันใดกัน ถึงกลับเรียกเงินตั้งห้าร้อยตำลึง” ชายหนุ่มคนหนึ่งเอ่ยถามอย่างสงสัย

   

   ชายวัยกลางคนที่อยู่ข้างๆ รีบอธิบายให้เขาฟัง “เจ้าไม่รู้หรือ หีบเครื่องประดับของตระกูลฉินนั้น ทำจากไม้หวงฮวาหลีถึงห้าชั้น ตัวหีบเองก็มีราคาไม่น้อย ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นของพระราชทานจากราชสำนักอีกด้วย”

   

   “ครั้งหนึ่ง ฉินเซียงสามีของฉินชุนหลานเคยช่วยชีวิตท่านอ๋องที่เสด็จผ่านมาเอาไว้ ท่านอ๋องตั้งใจจะพระราชทานเงินให้ แต่ฉินเซียงทูลขอหีบเครื่องประดับเพื่อมอบให้แก่คู่หมั้น เป็นของแทนใจ ท่านอ๋องจึงพระราชทานหีบไม้หวงฮวาหลีให้”

   

   “บนหีบนั้น สลักเป็นรูปเด็กน้อยไว้ถึงเก้าสิบเก้าคน หมายถึงให้มีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง ครั้งนั้น หลังจากที่ฉินชุนหลานให้กำเนิดลูกชายสี่คนภายในเจ็ดปี ผู้ใดในหมู่บ้านที่จะแต่งงาน ก็มักจะขอยืมหีบเครื่องประดับนี้ไปวางใต้หัวเตียง เพื่อขอพรให้ได้ลูก ดังนั้นคนรุ่นเก่าจึงรู้จักสมบัติชิ้นนี้กันดี ห้าร้อยตำลึงนับว่าถูกมากแล้ว”

   

   “ห้าร้อยตำลึงงั้นหรือ?! ข้าขายไปแค่ห้าสิบตำลึงเอง!”



บทที่ 34: เสือถึงร้ายก็ไม่กินลูกตัวเอง


   

   หยางผิงเผลอปากพล่อยเอ่ยออกมา เขาจึงรีบยกมือขึ้นปิดปากตนเอง

   

   แต่มันก็สายไปเสียแล้ว ทุกคนในที่นี้ต่างได้ยินคำพูดของเขา

   

   “หยางผิง ในเมื่อเจ้ายอมรับแล้วว่าเป็นคนเอาของข้าไปขาย ก็จ่ายเงินมาซะ หกร้อยตำลึง”

   

   แม่เฒ่าฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบราบ แต่ดวงตาแดงก่ำของนางก็ปิดบังความรู้สึกที่แท้จริงไว้ไม่ได้

   

   นั่นเป็นของแทนใจที่สามีของนางมอบให้ แต่กลับถูกขายไปในราคาถูกเช่นนั้น

   

   “พี่หญิงใหญ่ ข้าผิดไปแล้ว ข้าขอโทษ ทุกอย่างเป็นความคิดของเฉียนเหมย”

   

   “ขอท่านเห็นแก่เฉิงอัน ยกโทษให้ข้าด้วยเถิด ข้าไม่มีเงินหกร้อยตำลึงจริงๆ”

   

   หยางผิงเห็นท่าไม่ดี จึงรีบเปลี่ยนน้ำเสียงอ่อนลง เพื่อขอความเห็นใจ

   

   พอได้ยินชื่อของเฉิงอัน สีหน้าของแม่เฒ่าฉินก็เย็นชาลงทันที คนเลวน่ารังเกียจเช่นนี้ยังกล้าพูดถึงเฉิงอันอีก งั้นก็อย่าได้โทษว่านางใจไม้ไส้ระกำก็แล้วกัน!

   

   “หยางผิง เจ้าไม่ได้บอกหรือว่าเฉิงอันตายไปแล้ว”

   

   “และเจ้าก็บอกว่าพวกเราตัดญาติขาดมิตรกันแล้ว คำว่า ‘พี่หญิงใหญ่’ นี้ ข้ารับไว้ไม่ได้หรอก!”

   

   “เอ่อ…นั่น…ก่อนหน้านี้ข้าแค่ล้อเล่นเท่านั้น” หยางผิงเบิกตา กว้างอย่างลุกลี้ลุกลน ไม่กล้าสบตาแม่เฒ่าฉิน

   

   ตอนนี้เขาเข้าใจแล้ว แน่นอนว่าต้องเป็นเจ้าเด็กนั่นที่ส่งอันธพาลพวกนี้มาปล้นบ้านเขา

   

   ตอนนั้นเขาน่าจะเผาเจ้าเด็กนั่นให้ตายไปซะ!

   

   “ล้อเล่นหรือ”

   

   “หึ ล้อเล่นเช่นนี้น่าขำนักหรือไง เอาลูกตนเองมาล้อเล่น!” แม่เฒ่าฉินพูดด้วยเสียงเย็นชา

   

   “ข้าจะถามเจ้าแค่ประโยคเดียว ใครเป็นคนจุดไฟเผาเฉิงอัน”

   

   “แล้วชุนอวิ๋นน้องสาวของข้าตายด้วยเหตุใดกันแน่”

   

   แม่เฒ่าฉินก้าวเข้ามาประชิดทีละก้าว เรื่องบ้านไม่ใช่เรื่องใหญ่ การทวงความยุติธรรมให้หลานชายและสืบหาสาเหตุการตายที่แท้จริงของน้องสาวนั้นสำคัญยิ่งกว่า

   

   สายตาของแม่เฒ่าฉินทำให้หยางผิงรู้สึกเย็นยะเยือกไปถึงกระดูกสันหลัง เขารู้สึกว่าเรื่องชั่วร้ายที่เขาพยายามปกปิดกำลังจะถูกเปิดโปง

   

   “หยางผิง ตาแก่อย่างข้าก็อยากรู้ความจริงก่อนตายเช่นกัน”

   

   “นางผูกคอฆ่าตัวตาย พวกท่านก็รู้ เหตุใดจึงต้องถามอีก”

   

   “อ้อ ข้ารู้แล้ว พวกเจ้าต้องรับสินบนจากโจรพวกนั้นแน่ พวกเจ้าต้องการฆ่าข้าให้ตายใช่หรือไม่?!”

   

   หยางผิงไม่รู้ว่าเป็นเพราะความกลัวที่กำลังจะถูกเปิดโปงหรือเหตุผลอันใด คำพูดของเขายิ่งฟังดูลุกลี้ลุกลน

   

   “เฉิงอัน ออกมาถามในสิ่งที่เจ้าสงสัยสิ ให้เขาตอบคำถามเจ้า”

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นท่าทางลุกลี้ลุกลนของหยางผิง หัวใจของนางยิ่งเย็นชา ยิ่งมั่นใจว่าการตายของน้องสาวต้องเกี่ยวข้องกับเขาแน่


   ทันใดนั้น ชายร่างสูงในชุดชาวนา สวมหมวกฟางก็เดินออกมาจากฝูงชน รอยแผลเป็นบนใบหน้าของเขาดูชัดยิ่งขึ้นภายใต้แสงแดด

   

   เด็กๆที่อยู่ตรงนั้น ต่างพากันร้องไห้ด้วยความหวาดกลัวเมื่อเห็นใบหน้าของเขา

   

   “หัวหน้าหมู่บ้าน ผู้อาวุโสสาม ท่านป้า” หลังจากเอ่ยทักทายแล้ว ฉินเฉิงอันก็เงยหน้ามองชายที่ตนเรียกว่าท่านพ่อ ก่อนที่จะเอ่ยถามเสียงเรียบ

   

   “ท่านพ่อ ท่านบอกว่าท่านแม่ผูกคอตาย แต่เหตุใดตอนที่ฝังร่างท่านแม่ แขนขากับนิ้วมือท่านแม่ถึงแข็งทื่อ บนหลังมือยังมีรอยช้ำอยู่ด้วย”

   

   “และร่างของท่านแม่ยังมีกลิ่นแปลกๆอีก”

   

   “เหตุใดท่านจึงรีบร้อนฝังร่างท่านแม่เช่นนั้น แม้แต่เวลาที่จะรอโลงศพสักใบก็ยังไม่มี”

   

   “เหตุใดท่านจึงขังข้าไว้ในห้อง”

   

   “เหตุใดที่อื่นจึงไม่ถูกไฟไหม้ มีเพียงห้องของข้าเท่านั้นที่ถูกไฟไหม้”

   

   คำถามรัวๆของฉินเฉิงอันราวกับระเบิด ทำเอาชาวบ้านที่มุงดูต่างพากันแตกตื่น

   

   สายตาที่มองไปยังหยางผิงเต็มไปด้วยความไม่พอใจ ชาวบ้านอย่างพวกเขาต่างให้ความสำคัญกับธรรมเนียมปฏิบัติ แม้ว่าตอนมีชีวิตอยู่จะทำผิดอะไรมา แต่เมื่อตายไปแล้ว ธรรมเนียมปฏิบัติก็ต้องมี

   

   ชาวบ้านบางคนที่ช่วยจัดการงานศพในตอนนั้นก็อดนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้นไม่ได้

   

   “ตอนนั้นร่างของชุนอวิ๋นมีกลิ่นแปลกๆจริง อีกทั้งร่างกายก็แข็งทื่อ แม้กระทั่งนิ้วมือยังแข็ง”

   

   “ใช่ๆ ข้าก็รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน ตอนนั้นข้าก็รู้สึกว่ามันแปลกๆ แต่คนตายไปแล้ว ก็ไม่กล้าเข้าไปดูใกล้ๆ เพราะนี่เป็นการไม่เคารพต่อผู้ตาย”

   

   หยางผิงและเฉียนเหมยได้ยินชาวบ้านวิพากษ์วิจารณ์ ใบหน้าของทั้งสองซีดเผือด เหงื่อเย็นผุดพรายบนหน้าผากไม่หยุด

   

   “พวกเจ้ากำลังใส่ร้าย! คนตายแล้วมีกลิ่นเป็นเรื่องธรรมดา มีคนตายที่ไหนบ้างที่ไม่มีกลิ่น!”

   

   “แต่ตอนนั้นเป็นช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ อากาศยังเย็นอยู่ คนเพิ่งตายไปไม่น่าจะมีกลิ่นเร็วขนาดนั้น เจ้าจะอธิบายเรื่องนี้เช่นไร”

   

   ผู้อาวุโสรู้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ จึงถามอย่างเฉียบขาด

   

   เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าในหมู่บ้านที่เขาดูแล จะเกิดเรื่องเลวร้ายเช่นนี้ขึ้น เดิมทีเขาเคยคิดว่าที่เฉิงอันย้ายไปอยู่บ้านเก่าหลังหมู่บ้านเพียงลำพังเป็นเพราะเขารู้สึกอับอายกับบาดแผลบนใบหน้า แต่ไม่คิดเลยว่าเรื่องราวเบื้องหลังนั้นจะซับซ้อนถึงเพียงนี้

   

   “หยางผิง เจ้าควรจะอธิบายเรื่องนี้ให้ชัดเจน หากเจ้ายังบ่ายเบี่ยง ข้าจะส่งตัวเจ้าไปให้ศาลตัดสิน!”

   

   เฉียนเหมยได้ยินว่าผู้อาวุโสจะส่งตัวพวกเขาไปที่ศาล นางก็ตกใจกลัวจนทำอะไรไม่ถูก รีบกล่าวไปว่า “ไม่นะ! เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับข้า เขาเป็นคนฆ่านาง!”

   

   คำพูดของเฉียนเหมยทำให้ชาวบ้านในที่นั้นแตกตื่น ชาวบ้านที่มาดูต่างก็คาดไม่ถึง เดิมทีแค่อยากมาดูเพื่อความสนุก ไม่นึกเลยว่าจะเจอคดีฆาตกรรม

   

   “นังหญิงชั่ว! เจ้าพูดจาเหลวไหลอันใดออกมา?!”

   

   หยางผิงโกรธจัดจนเตะเฉียนเหมยล้มลงกับพื้น แล้วทุบตีนางอย่างบ้าคลั่ง

   

   แม่เฒ่าฉินส่งสายตาให้ฉินเหล่าซื่อ ฉินเหล่าซื่อเข้าใจความหมาย จึงรีบเข้าไปลากตัวหยางผิงออกมาแล้วโยนไปด้านข้าง

   

   “ใครก็ได้ จับชายหญิงคู่นี้ไว้ให้ข้า แล้วพาไปที่ศาลบรรพชน”

   

   ผู้อาวุโสสามโกรธจนตัวสั่น

   

   ชายฉกรรจ์ร่างสูงใหญ่สองสามคนในหมู่บ้านเข้ามาจับตัวหยางผิงและเฉียนเหมยพาไปยังศาลบรรพชน

   

   หยางเปียวเห็นเช่นนั้นก็รีบเข้ามาขัดขวาง แต่ถูกฉินเหล่าซื่อคว้าคอเสื้อเหวี่ยงไปอีกทาง

   

   เสียงระฆังดังขึ้น ชาวบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านต่างพากันไปที่ศาลบรรพชน

   

   มีผู้เฒ่าผู้แก่บางคนจำแม่เฒ่าฉินได้ จึงเข้ามาทักทาย

   

   ส่วนคนรุ่นหลังล้วนไม่รู้จักแม่เฒ่าฉิน เพียงแต่สงสัยว่าเหตุใดวันนี้จึงต้องเปิดศาลบรรพชน

   

   “หยางผิง เฉียนเหมย ความจริงแล้วฉินชุนอวิ๋นตายด้วยเหตุใด และฉินเฉิงอันถูกผู้ใดก่อเพลิงไหม้จนใบหน้ามีแผลเป็นเช่นนี้”

   

   หยางผิงถูกชายฉกรรจ์สองคนกดคุกเข่าลงตรงหน้าป้ายวิญญาณบรรพบุรุษ ทว่าสายตาของเขากลับจ้องมองไปที่แม่เฒ่าฉินและพรรคพวก รวมถึงฉินเฉิงอันด้วย

   

   “…” หยางผิงไม่ได้ยินคำถามของผู้อาวุโสแม้แต่น้อย

   

   “เฉียนเหมย เจ้ารู้เรื่องนี้บ้างหรือไม่”

   

   ผู้อาวุโสสามหันไปถามเฉียนเหมย นางเพียงแต่ส่ายหน้าไม่เอ่ยวาจาใดๆ

   

   “เช่นนั้น ข้าย่อมต้องรบกวนให้ใต้เท้าผู้ทรงความยุติธรรมตัดสินแล้ว”

   

   “มัดพวกเขาไว้! ส่งตัวไปให้ศาลในเมือง ให้ใต้เท้าผู้ทรงความยุติธรรมตัดสิน!”

   

   เฉียนเหมยเห็นว่าลุงสามเอาจริง ในใจก็หวาดกลัวจนแทบสิ้นสติ ขาอ่อนยวบทรุดตัวลงกับพื้น ปรากฏของเหลวสีเหลือง

   

   ‘โอ้โห เฉียนเหมยฉี่ราดเสียแล้ว ไม่ใช่ข้าคนเดียวแล้วที่ฉี่ราด’ ฉินเยาเยาดีใจ ดิ้นไปดิ้นมา นางลืมไปแล้วว่าตอนนี้นางยังเป็นแค่เด็กทารก

   

   “ข้าจะสารภาพ ข้าจะสารภาพ! อย่าส่งข้าไปที่ศาลเลย!”

   

   “ได้โปรดเห็นแก่ที่ข้ายอมสารภาพ ข้ายอมบอกความจริงทั้งหมดแล้ว อย่าส่งข้าไปที่ศาลเลย!”

   

   เฉียนเหมยคุกเข่าอ้อนวอนลุงสาม ลูกชายของนางเพียบพร้อมขนาดนี้ ไม่ควรมีมารดาที่เคยติดคุก

   

   “ทั้งหมดนี้ไม่เกี่ยวกับข้าเลย ฉินชุนอวิ๋นถูกหยางผิงบีบคอตาย เขายังให้ข้าหาคนมาแสร้งทำฉากชู้สาว ชายชู้ก็เป็นขอทานที่ข้าลากมาจากข้างทาง ขอทานผู้นั้นยังถูกหยางผิงฆ่าตายด้วย”

   

   “แผลเป็นบนใบหน้าของเฉิงอัน หยางผิงก็เป็นคนทำ เขาแอบเอาน้ำมันมาทาที่ใบหน้าของเฉิงอันตอนที่เฉิงอันหลับ”

   

   เฉียนเหมยหวาดกลัวจนเล่าเรื่องทั้งหมดออกมา

   

   ผู้อาวุโสสามโกรธจนตัวสั่น

   

   “ถ้าเช่นนั้น ข้าขอถามเจ้า ตอนที่ฉินชุนอวิ๋นถูกคนแบกกลับมาจากเขา นางตายหรือยังมีชีวิตอยู่กันแน่”

   

   “ตายแล้ว!”



บทที่ 35: ปักหลัก


   

   “ช่างโหดเหี้ยมนัก! ชั่วร้ายเกินไปแล้ว! พวกเจ้าทำร้ายฉินชุนอวิ๋นจนถึงตาย แล้วยังจะทำร้ายเฉิงอันอีก!”

   

   ผู้อาวุโสสามชี้นิ้วอันสั่นเทาไปที่เฉียนเหมย สาปแช่งเสียงสั่นเทา

   

   “ช่างเป็นการกระทำที่เลวทราม ไร้มนุษยธรรมสิ้นดี! ข้าจะส่งตัวพวกเจ้าไปให้ทางการลงโทษ! ให้พวกเจ้าติดคุกตลอดชีวิต!”

   

   “ผู้นำตระกูล หัวหน้าหมู่บ้าน เรื่องนี้ข้าไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย ทุกอย่างเป็นฝีมือของหยางผิงแต่เพียงผู้เดียว!”

   

   เฉียนเหมยร้องไห้ฟูมฟาย เขาไปกอดขาผู้อาวุโสสาม น้ำหูน้ำตาไหลเปรอะเปื้อนเต็มใบหน้า จนผู้ที่เห็นต่างรู้สึกสะอิดสะเอียน

   

   “นังหญิงชั่ว! หากไม่ใช่เจ้ามายุ่งกับข้า ยั่วยวนข้า ข้าก็คงไม่เผลอทำร้ายฉินชุนอวิ๋นจนตายหรอก!”

   

   “ผู้ใดกันที่ยั่วยวนเจ้า! เจ้าเองนั่นแหละที่หน้าไม่อายมาติดพันข้า!”

   

   “ข้าจะฆ่าเจ้า นังหญิงชั่ว!”

   

   จากที่เคยเป็นสามีภรรยาที่รักใคร่กลมเกลียวกัน บัดนี้กลับกลายเป็นสุนัขสองตัวที่กำลังกัดกันอย่างเอาเป็นเอาตาย

   

   ฉินเฉิงอันทรุดตัวลงกับพื้นด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย ดวงตาไร้ประกาย แม่เฒ่าฉินที่อยู่ข้างๆ ปลอบประโลมเขาอย่างเงียบๆ

   

   ภาพตรงหน้าทำเอาชาวบ้านพลอยรู้สึกเศร้าไปด้วย หญิงชราบางคนถึงกับน้ำตาไหล

   

   เด็กคนนี้ช่างน่าสงสารนัก ที่มีบิดาโหดร้ายเช่นนี้

   

   ด้วยความที่ชายหญิงมีพละกำลังต่างกัน ย่อมรู้ผลแพ้ชนะ ไม่นานเฉียนเหมยก็หมดแรง ถูกหยางผิงกดลงกับพื้นทุบตีจนไม่อาจตอบโต้ได้ นางได้แต่ร้องขอความเมตตา

   

   “แยกพวกเขาออกจากกัน!”

   

   เมื่อผู้อาวุโสสามออกคำสั่ง ชายฉกรรจ์สองคนก้าวออกมาจากฝูงชน เข้าไปลากตัวทั้งสองออกจากกัน

   

   “มัดพวกเขาแล้วส่งตัวไปให้ทางการสอบสวน!”

   

   ชายฉกรรจ์ทั้งสองรับคำ แล้วหาเชือกป่านมามัดพวกเขาไว้

   

   หยางผิงเห็นดังนั้นก็ตกใจ รีบคุกเข่าคลานไปหาฉินเฉิงอัน “เฉิงอัน เฉิงอัน ข้าเป็นพ่อของเจ้า เจ้าห้ามให้พวกเขาส่งข้าไปหาทางการนะ ถ้าข้าไปถึงที่นั่น ข้าต้องตายแน่!”

   

   ฉินเฉิงอันนั่งนิ่ง ไม่สนใจใยดี ลุกขึ้นแล้วหลบไปอยู่ข้างหลังแม่เฒ่าฉิน

   

   “เฉิงอัน เฉิงอัน เจ้าใจร้ายกับข้าไม่ได้นะ ข้าเป็นพ่อเจ้า!”

   

   เมื่อเห็นหยางผิงกำลังจะพุ่งเข้าไปหาฉินเฉิงอัน ฉินเหล่าซื่อจึงรีบพุ่งเข้าไปต่อยเข้าที่หน้าอกของหยางผิงอย่างแรง หยางผิงกระเด็นออกไปไกล ดวงตาปิดสนิท หมดสติไปในทันที

   

   “ปล่อยข้า! พวกเจ้าปล่อยข้านะ ข้าไม่เกี่ยวข้องอันใด! เปียวเอ๋อร์ เปียวเอ๋อร์ รีบมาช่วยแม่ด้วย!”

   

   ฉินเหล่าซื่อตัดสินใจทำความดีให้ถึงที่สุด จึงเดินเข้าไปฟาดฝ่ามือลงบนท้ายทอยของเฉียนเหมย เสียงน่ารำคาญก็พลันหายไปทันที

   

   ฉินเยาเยาจ้องมองพ่อของนางด้วยแววตาชื่นชม

   

   “เฉิงอัน เจ้าอย่าเศร้าโศกไปเลย พวกเขากระทำความผิด ย่อมต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย จงกลับบ้านไปกับป้าของเจ้าเถิด นอนหลับให้สบาย ตื่นขึ้นมาทุกอย่างก็จะผ่านไปเอง”

   

   ผู้อาวุโสสามเดินมาหยุดตรงหน้าฉินเฉิงอัน ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความห่วงใย

   

   เขาเป็นผู้นำตระกูลของหมู่บ้านตระกูลฉิน เหตุการณ์เลวร้ายเช่นนี้เกิดขึ้นภายใต้การดูแลของเขา ทว่าเขากลับไม่รู้เห็นสิ่งใด นับว่าได้กระทำผิดต่อบรรพบุรุษตระกูลฉินยิ่งนัก

   

   “ใช่แล้วเฉิงอัน กลับไปกับป้าเถิด ทุกอย่างผ่านไปแล้ว”

   

   ฉินเฉิงอันจูงมือหลิวซิ่วเถา คุกเข่าลงตรงหน้าแม่เฒ่าฉิน น้ำตาไหลรินอาบแก้ม กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ

   

   “ขอบพระคุณท่านป้า”

   

   “เจ้าเด็กนี่ ทำอันใดน่ะ รีบลุกขึ้นมาเร็ว!”

   

   แม่เฒ่าฉินรีบพยุงเขาขึ้นมา “พวกเรากลับกันเถิด ไปเก็บข้าวของย้ายบ้าน!”

   

   ฉินเฉิงอันพยักหน้าพลางร้องไห้ แล้วอุ้มลูกชายของตนตามแม่เฒ่าฉินกลับไป

   

   “ข้าจะช่วยพวกเจ้าขนของเอง!”

   

   “ข้าก็จะช่วยด้วย

   

   “ข้าก็ด้วย!”

   

   ชาวบ้านใจดีหลายคนต่างก็อาสาช่วย

   

   ด้วยความช่วยเหลือจากชาวบ้านใจดี พวกเขาขนของทั้งหมดของหยางผิงและเฉียนเหมยออกมา แล้วโยนทิ้งไว้ในกระท่อมมุงหญ้าที่ฉินเฉิงอันเคยอาศัยอยู่

   

   จากนั้นก็ขนของทั้งหมดของครอบครัวฉินเฉิงอันและของที่แม่เฒ่าฉินนำมาเข้าไปไว้ในบ้าน

   

   แต่เมื่อพวกเขาเห็นเฉินฮั่นหลินบังคับรถม้าสองคัน ซึ่งเป็นรถม้าที่พบเห็นได้ในตระกูลใหญ่ร่ำรวย ก็อดไม่ได้ที่จะอ้าปากค้าง แอบคิดในใจว่าตระกูลฉินคงจะร่ำรวยแล้ว ยิ่งทำให้พวกเขามุ่งมั่นที่จะผูกมิตรกับครอบครัวของแม่เฒ่าฉิน

   

   รถม้าหนึ่งคันราคาอย่างน้อยก็ร้อยกว่าตำลึง

   

   “ขอบใจทุกท่านยิ่งนัก วันนี้รีบร้อนไปหน่อย เลยเลี้ยงต้อนรับไม่ทั่วถึง อีกสองวันจะเป็นวันครบเดือนของหลานสาวข้า ขอเรียนเชิญทุกท่านมาร่วมรับประทานอาหารเล็กๆน้อยๆที่บ้านข้าด้วยเถิด”

   

   แม่เฒ่าฉินบอกกล่าวกับชาวบ้านที่คอยช่วยเหลือด้วยรอยยิ้ม

   

   “มาๆ ข้ามาแน่นอน นับตั้งแต่วันนี้ข้าจะไม่กินข้าวแล้ว จะได้เก็บท้องเอาไว้กินวันงาน” ชายร่างสูงใหญ่เอ่ยติดตลก

   

   “เจ้ายังมีหน้ามาพูดอีกหรือ ทุกครั้งเจ้ากินน้อยเสียเมื่อไหร่กัน” หญิงวัยกลางคนเอ่ยขึ้น

   

   “ภรรยาข้า เจ้าพูดเช่นนี้ไม่ไว้หน้าข้าต่อหน้าผู้อื่นเลยนะ”

   

   “ฮ่าๆๆ”

   

   เสียงหัวเราะดังขึ้นทั่วลานบ้าน แม่เฒ่าฉินเองก็แย้มยิ้มอย่างอารมณ์ดี “วางใจเถิด ข้าจะเตรียมอาหารไว้ให้มาก มาทานกันให้เต็มที่เลยนะ”

   

   หลังจากส่งชาวบ้านเสร็จ แม่เฒ่าฉินก็เริ่มจัดสรรห้องให้แก่สมาชิกในครอบครัว โดยแม่เฒ่าฉินจะพักที่ห้องหลักด้านหน้า

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์กับภรรยาพักอยู่ที่ห้องด้านตะวันออก

   

   ฉินเฉิงอันกับภรรยาพักอยู่ที่ห้องด้านตะวันตก

   

   ฉินเหล่าซานกับภรรยาพักอยู่ที่ห้องด้านตะวันออก

   

   ฉินเหล่าซื่อกับภรรยาพักอยู่ที่ห้องด้านตะวันตก

   

   ส่วนหลี่อัน เฉินฮั่นหลิน และหลานๆพักอยู่ที่เรือนด้านหลัง

   

   ในตอนสร้างบ้านหลังนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาห้องไม่พออยู่ หากมีลูกหลานเยอะ พ่อของแม่เฒ่าฉินจึงสร้างบ้านหลังใหญ่ มีห้องหลักสองห้อง ด้านตะวันออกและตะวันตกมีอย่างละสามห้อง เรือนด้านหลังมีอีกหกห้อง พร้อมทั้งห้องอาบน้ำ ห้องครัว และอื่นๆครบครัน

   

   ทว่าตอนนี้ นอกจากห้องด้านตะวันออกและห้องหลักที่มีเตียงแล้ว ห้องอื่นๆยังไม่มีเตียง คืนนี้จึงจำเป็นต้องแยกพักตามเพศ ให้ผู้หญิงนอนบนเตียง รอจนถึงรุ่งเช้า ค่อยเข้าไปในอำเภอเพื่อซื้อข้าวของเครื่องใช้และเสบียงอาหาร

   

   หญิงวัยกลางคนที่ช่วยขนของเมื่อครู่ ถือตะกร้าใส่ซาลาเปาผักนึ่งร้อนๆมาให้

   

   “วุ่นวายกันมาทั้งวัน คงจะหิวกันแล้ว เชิญทุกคนกินซาลาเปารองท้องก่อนเถิด”

   

   จากนั้น ก็มีชาวบ้านนำของกินของใช้มามอบให้ไม่ขาดสาย บางคนก็นำฟืนมาให้ บางคนก็เอาน้ำมันมาให้ บางคนก็เอาไข่ไก่มาให้

   

   แม่เฒ่าฉินอุ้มฉินเยาเยา พาลูกสะใภ้ทั้งสามไปรับของที่หน้าประตูบ้านด้วยรอยยิ้ม

   

   ถึงแม้ว่าจะเป็นของที่ไม่ได้มีราคาอะไรมากมาย แต่เป็นน้ำใจของพวกเขา แสดงให้เห็นว่าพวกเขายอมรับครอบครัวเราแล้ว

   

   ……

   

   เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น ท้องฟ้ายังไม่ทันสว่าง หลังจากกินอาหารเช้าง่ายๆ ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินก็บังคับรถม้าพาทุกคนเข้าอำเภอ

   

   แน่นอน มีเพียงแค่ผู้ใหญ่เท่านั้น เด็กๆรวมถึงสวี่ซิ่วอิงถูกทิ้งให้อยู่เฝ้าบ้าน แม้ว่าเด็กๆจะร้องไห้งอแงขนาดไหน แม่เฒ่าฉินก็ยังคงใจแข็งทิ้งพวกเขาไว้ที่บ้าน

   

   หลังจากลงจากรถม้า พวกเขาต่างมุ่งหน้าไปบนถนนที่ปูด้วยแผ่นหิน สองข้างทางเรียงรายไปด้วยร้านค้ามากมาย สินค้าบนแผงนั้นล้วนน่าตื่นตาตื่นใจ มีข้าวของเครื่องใช้ครบครัน

   

   แม่เฒ่าฉินหยิบเงินส่งให้ฉินเหล่าเอ้อร์ “พวกเจ้าไปหาซื้อเตียงและข้าวของเครื่องใช้จำเป็นเถิด”

   

   “ส่วนพวกข้าที่เป็นหญิงจะจัดหาซื้อน้ำมัน เกลือ น้ำตาล น้ำส้มสายชู ให้ครบถ้วน แล้วค่อยเจอกันที่หน้าประตูเมือง”

   

   แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆไม่สนใจที่จะชื่นชมความรุ่งเรืองของเมือง รีบจัดหาซื้อของที่ต้องการเสร็จ แล้วเร่งเดินทางกลับ

   

   เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กๆที่บ้านโวยวาย แม่เฒ่าฉินจึงซื้อขนมเปี๊ยะกุ้ยฮวาติดไม้ติดมือกลับไปด้วย

   

   เมื่อตะวันเริ่มส่องแสงมากขึ้น แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆก็นำรถม้าที่บรรทุกสิ่งของเต็มสองคัน กลับมาถึงทางเข้าหมู่บ้าน ทำให้ชาวบ้านที่พบเห็นต่างพากันอิจฉา ในใจก็ครุ่นคิด

   

   ‘ดูจากเสื้อผ้าแล้ว เหมือนไม่ได้ร่ำรวยอะไรมากมาย ไม่นึกเลยว่าครอบครัวนี้จะมีฐานะร่ำรวยขนาดนี้!’



 บทที่ 36: ตอบแทนน้ำใจ


   

   เมื่อกลับถึงบ้าน แม่เฒ่าฉินดื่มน้ำอึกหนึ่ง แล้วรับฉินเยาเยาจากมือของสวี่ซิ่วอิงเข้าไปในห้อง

   

   ไม่นาน แม่เฒ่าฉินก็ให้ลูกชายขนตะกร้าสองใบออกมาจากห้อง ข้างในบรรจุผิงกั่วและลูกสาลี่ แล้วนำของที่ซื้อมาจากตลาดติดตัวไปด้วย

   

   นางพาทั้งครอบครัวไปตอบแทนน้ำใจชาวบ้าน

   

   เมื่อวานชาวบ้านส่วนใหญ่ต่างนำของมาให้พวกเขา พวกเขาจำไม่ได้แน่ชัดว่ามีบ้านไหนนำของมาให้บ้าง จึงตัดสินใจแจกของตอบแทนน้ำใจให้ทุกบ้าน

   

   อีกทั้งยังให้เด็กๆ ได้รู้จักครอบครัวอื่นด้วย เพราะต่อไปพวกเขาจะต้องปักหลักอยู่ในหมู่บ้านนี้

   

   ของตอบแทนก็เรียบง่าย แต่ละบ้านได้รับผิงกั่วหนึ่งลูก สาลี่หนึ่งลูก และขนมหนึ่งห่อที่ซื้อมาจากตลาดในเมือง

   

   การกระทำครั้งนี้ของแม่เฒ่าฉิน ทำให้ชาวบ้านรู้สึกชอบพอพวกเขามากขึ้นอีกระดับ

   

   ฉินเยาเยาที่อยู่ในอ้อมแขนของสวี่ซิ่วอิง ตัวอวบอ้วน ผิวขาวน่ารัก ทำเอาหัวใจของหญิงหลายคนละลาย

   

   บ้านหลังสุดท้ายที่นำของไปให้คือบ้านของผู้อาวุโสสาม แม่เฒ่าฉินบอกให้คนอื่นกลับไปก่อน นางอุ้มฉินเยาเยาไว้ แล้วพาแค่ฉินเฉิงอันไป

   

   ผู้อาวุโสสามไม่มีลูก ตอนนี้เขาจึงอาศัยอยู่กับหลานชายของเขาฉินฟู่หลิน

   

   ของที่นำไปมอบให้ผู้อาวุโสสามนอกจากผลไม้และขนมแล้ว ยังมีเนื้อตากแห้งและหมูสามอีกด้วย

   

   “เรื่องของน้องสาวและหลานชายข้า ต้องขอบพระผู้อาวุโสสามมาก หากไม่ได้ท่าน พวกเราก็ไม่อาจนำตัวชายหญิงชั่วคู่นั้นมาลงโทษได้”

   

   “ฉินชุนหลาน เรื่องเช่นนี้ทำให้ข้ารู้สึกละอายยิ่งนัก เหตุการณ์ร้ายแรงเช่นนี้เกิดขึ้นภายใต้การดูแลของข้า เป็นความผิดของข้าเอง!” ผู้อาวุโสสามกล่าวด้วยความรู้สึกผิด เมื่อเห็นสิ่งของที่แม่เฒ่าฉินนำมาให้

   

   “ผู้อาวุโสสามโปรดอย่าได้โทษตัวเอง เรื่องทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความผิดของท่าน หากไม่ได้ท่านคอยเมตตาช่วยเหลือ ข้าเฉิงอันคงไม่อาจมีชีวิตรอด”

   

   เมื่อมองดูสิ่งของที่นำมาให้ เขารู้สึกทั้งโลภและรู้สึกผิด เขาเคยได้ยินมาว่า ทุกครัวเรือนต่างได้รับของจากแม่เฒ่าฉิน ทั้งผิงกั่วหนึ่งลูก สาลี่หนึ่งลูก และขนมหนึ่งห่อ

   

   ส่วนผิงกั่วและสาลี่ที่ผู้อาวุโสสามได้รับ รวมกันแล้วเกือบครึ่งตะกร้า ยังไม่ต้องพูดถึงขนมสามห่อ เนื้อตากแห้ง และหมูสามชั้นชิ้นใหญ่

   

   เนื้อตากแห้งและหมูสามชั้นชิ้นใหญ่ดูเหมือนจะมีน้ำหนักมากกว่าสิบจิน

   

   แม้ว่าผู้อาวุโสสามและฉินฟู่หลิน คนหนึ่งจะเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน คนหนึ่งจะเป็นผู้นำตระกูล มีชีวิตความเป็นอยู่ดีกว่าผู้อื่นเพียงเล็กน้อย

   

   แต่พวกเขาก็เป็นเพียงชาวบ้านที่ทำไร่ทำนา หาเลี้ยงชีพไปวันๆ ยามพบเห็นของดีก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอยากได้อยากมีบ้าง

   

   เพราะชาวบ้านอย่างพวกเขานั้น หนึ่งปีจะได้ลิ้มรสชาติของเนื้อสักกี่ครั้งเชียว

   

   ยิ่งไปกว่านั้น นี่ไม่ใช่เรื่องของมากหรือน้อย หากแต่เป็นสิ่งที่แสดงถึงความเคารพและความไว้วางใจที่ครอบครัวของแม่เฒ่าฉินมีต่อพวกเขา

   

   เรื่องนี้ยิ่งทำให้ในใจของลุงสามรู้สึกละอายใจยิ่งนัก

   

   “ผู้อาวุโสสาม พรุ่งนี้หลานสาวตัวน้อยของข้าจะมีอายุครบเดือน ข้าห่างหายจากหมู่บ้านนี้ไปนาน จนไม่รู้ว่าจะหาสิ่งใดมาเลี้ยงต้อนรับแขกดี รบกวนท่าน ช่วยไปดูแถวนี้สักหน่อยเถิด ว่ามีบ้านหลังไหนเลี้ยงหมูไว้บ้างหรือไม่ ข้าอยากขอซื้อหมูสักตัว”

   

   แม่เฒ่าฉินกล่าวพลางนำเงินจำนวนสิบห้าตำลึงวางลงบนโต๊ะ

   

   ผู้อาวุโสสามมองเงินที่อยู่บนโต๊ะ ลำคอของเขากระตุกขึ้นลง

   

   สิบห้าตำลึงเชียวนะ!

   

   นั่นมันก้อนเงินหยวนเป่าสีเงินสว่างไสว เขายังไม่เคยได้เห็นด้วยตาตนเองเลยสักครั้ง

   

   เขาไม่ได้อิจฉา เพียงแค่รู้สึกทึ่งปนชื่นชม

   

   “ฉินชุนหลาน เงินมากเกินไปแล้ว ข้าคิดว่าซื้อหมูเพียงตัวเดียวคงใช้ไม่หมดหรอก”

   

   “เช่นนั้น ข้าขอรบกวนท่านช่วยดูแลเรื่องข้าวปลาอาหารอย่างอื่น และจ้างพ่อครัวสักคนเถิดเจ้าค่ะ ข้าจากบ้านเกิดมาเนิ่นนาน รสชาติอาหารที่คุ้นเคยก็เลือนลางไปหมดแล้ว ไม่อยากให้ชาวบ้านผิดหวัง ขอรบกวนท่านเป็นธุระจัดหาพ่อครัวและดูแลเรื่องอาหารเลี้ยงฉลองให้ด้วยนะเจ้าคะ”

   

   แม่เฒ่าฉินและลูกๆ จากบ้านเกิดไปเนิ่นนานถึงยี่สิบปี

   

   พวกชาวบ้านในหมู่บ้าน แม้จะทำทีเป็นต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี แต่ลับหลังก็คอยซุบซิบนินทาอยู่ตลอดเวลา พวกเขากลับมาอยู่ที่หมู่บ้าน ย่อมต้องขอรบกวนผู้อาวุโสสามให้ช่วยเหลืออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

   

   การขอความช่วยเหลือผู้อื่น ย่อมต้องรู้จักวิธี แม้เงินสิบห้าตำลึงจะไม่มากมาย แต่ซื้อของครบแล้วก็คงเหลืออีกไม่น้อย ที่เหลือนั้นก็ให้หัวหน้าหมู่บ้านไว้เป็นสินน้ำใจ

   

   “พี่ชุนหลาน ถ้าข้าจะปฏิเสธหรือก็เป็นการแสดงความไม่เคารพ ข้าจะไปจัดการเดี๋ยวนี้เลย รับรองว่างานเลี้ยงฉลองครบหนึ่งเดือนให้กับเล่อเหนียง จะต้องออกมาดีเยี่ยมแน่นอน”

   

   ฉินฟู่หลินรับเงินมาพร้อมกับรอยยิ้ม พลางคิดในใจด้วยความยินดี เขาย่อมเข้าใจความหมายของฉินชุนหลานดี หมูหนึ่งตัวราคาอย่างมากก็เพียงเจ็ดแปดตำลึง ซื้อไก่ เป็ด ผัก ปลาและจ้างพ่อครัวเพิ่มอีก รวมแล้วไม่เกินสิบตำลึง ที่เหลืออีกห้าตำลึงก็เป็นสินน้ำใจให้กับเขา


   ฉินชุนหลานยังคงเฉลียวฉลาด รู้จักวิธีผูกมิตรเหมือนเดิม ไม่แปลกใจเลยที่ครอบครัวของนางจะเจริญรุ่งเรืองเช่นนี้

   

   เมื่อเป็นเช่นนี้ กิจธุระของแม่เฒ่าฉินก็ลุล่วงแล้ว นางอุ้มฉินเยาเยาไว้ในอ้อมแขน แล้วพาฉินเฉิงอันกลับบ้าน พวกเขาไม่ได้อยู่กินอาหารเที่ยงตามคำเชื้อเชิญของผู้อาวุโสสาม

   

   เมื่อกลับถึงบ้านและกินอาหารเที่ยงกันแล้ว แม่เฒ่าฉินก็เรียกทุกคนในครอบครัวมารวมตัวกัน แล้วเริ่มมอบหมายงาน

   

   “เหล่าซื่อ เจ้าพาเด็กๆขึ้นเขาไปตัดฟืนมากองไว้หน้าบ้าน”

   

   “ส่วนสะใภ้ทั้งสามคน สิ่งของที่ซื้อมาจัดเก็บให้เรียบร้อย ชามตะเกียบที่ซื้อมาใหม่ ล้างให้สะอาดแล้วนำไปผึ่งแดด”

   

   “เหล่าเอ้อร์ เหล่าซาน และฮั่นหลิน ไปยืมโต๊ะ เก้าอี้ และกะละมังจากเพื่อนบ้านมา”

   

   “พรุ่งนี้เป็นวันดี เล่อเหนียงของพวกเราจะอายุครบหนึ่งเดือนแล้ว”

   

   “ถือเป็นวันที่พวกเราได้เริ่มปักหลักที่หมู่บ้านฉินอย่างเป็นทางการ ต้องจัดงานให้ยิ่งใหญ่”

   

   ทุกคนรับคำสั่ง แล้วแยกย้ายกันไปทำหน้าที่

   

   หลี่อันเดินเข้ามาหาแม่เฒ่าฉินพร้อมกับผมที่ยุ่งเหยิง แล้วเอ่ยถามว่า “น้องหญิง แล้วข้าเล่า มีอะไรให้ข้าช่วยหรือไม่”

   

   แม่เฒ่าฉินเหลือบมองหลี่อันอย่างเอือมระอา แล้วกล่าวว่า “เชิญท่านไปหาจอมปลวกแถวนี้ แล้วขุดขึ้นมาเถิด”

   

   หลี่อันกับแม่เฒ่าฉินเกิดปีเดือนเดียวกัน แต่หลี่อันเกิดก่อนแม่เฒ่าฉินสิบวัน เขาจึงตั้งตนเองเป็นพี่ชายของแม่เฒ่าฉิน และมักจะเข้ามาแสดงตัวอยู่เสมอ

   

   โดยเฉพาะอย่างยิ่งชอบเข้ามาแกล้งฉินเยาเยา ทุกครั้งที่ทำเช่นนั้น ฉินเยาเยาจะพ่นน้ำลายใส่หน้าเขา

   

   ผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับหลี่อันอาจคิดว่าเขาเป็นคนแก่เคร่งขรึม

   

   แต่เมื่อคุ้นเคยแล้วจะพบว่าเขาเป็นเพียงคนแก่ขี้เล่น ชอบทะเลาะกับฉินลิ่งเหวิน และแย่งขนมกับฉินลิ่งอันเป็นประจำ

   

   ครอบครัวฉินก็ชอบเรื่องนี้ เพราะการมีคนแก่ขี้เล่นอยู่ข้างๆ คอยสร้างความสนุกสนานเป็นครั้งคราว ก็ทำให้พวกเขามีความสุข

   

   หลังอาหารเย็น ฉินฟู่หลินใช้เกวียนวัวนำหมูอ้วนหนึ่งตัวและลูกแพะหนึ่งตัวมาส่ง

   

   “พี่ชุนหลาน ที่หมู่บ้านข้างๆ พอดีมีบ้านหนึ่งเลี้ยงหมู ต้องการขายหมู แต่เขาต้องการขายพร้อมกับลูกแพะตัวนี้ด้วย ข้าจึงตัดสินใจซื้อลูกแพะมาด้วย”

   

   แม่เฒ่าฉินมองดูลูกแพะที่ยืนไม่มั่นคง แล้วถามอย่างสงสัย “ลูกแพะตัวนี้ดูเหมือนเพิ่งเกิด ยืนยังไม่มั่นคงเลย”

   

   ฉินฟู่หลินพยักหน้าและกล่าวว่า “พี่ชุนหลานคิดไม่ผิดหรอก ครอบครัวนั้นบอกว่าลูกแพะตัวนี้เพิ่งเกิดเมื่อวาน แม่แพะคลอดมันออกมาแล้วก็ตายไป พวกเขาเลี้ยงไม่ไหวจึงขาย ข้าคิดว่าเนื้อลูกแพะนุ่ม เอามาต้มให้เด็กๆกินก็ดี จึงตัดสินใจซื้อมาด้วย พี่ชุนหลานเจ้าจะไม่โกรธข้าใช่หรือไม่”

   

   แม่เฒ่าฉินโบกมือไม่ใส่ใจ “ไม่หรอก ข้าก็คิดถึงเด็กๆในบ้าน เมื่อถึงเวลาเจ้าต้องมากินด้วยกันนะ พาผู้อาวุโสสามมาด้วย”

   

   “ท่านไม่ถือโทษโกรธข้าก็ดีแล้ว เช่นนั้นข้าขอตัวกลับก่อน”

   

   ว่าจบฉินฟู่หลินก็ลาจากไป แม่เฒ่าฉินเห็นดังนั้นจึงรีบคว้าผิงกั่วสองลูก วิ่งตามออกไป พร้อมกับยัดผิงกั่วใส่มือเขา

   

   ส่วนเด็กๆที่กำลังวิ่งเล่นอยู่ภายนอก ครั้นเหลือบไปเห็นลูกแพะน้อยในบริเวณบ้าน ก็ส่งเสียงร้องอย่างตื่นเต้น ก่อนจะกรูกันเข้าไปหาลูกแพะ



บทที่ 37: ข้าเป็นถงเซิง เหตุใดต้องสอบอีก


   

   ฉินเยาเยาอายุครบหนึ่งเดือนเป็นเรื่องใหญ่ เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ฟ้ายังไม่ทันสว่าง ทุกคนในบ้านก็เริ่มวุ่นวายกันแล้ว

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ตั้งเตาดินไว้ที่ลานบ้าน วางหม้อเหล็กใบใหญ่ที่ยืมมาจากบ้านหัวหน้าหมู่บ้านไว้ข้างบน น้ำในหม้อกำลังเดือดปุดๆ

   

   ฉินลิ่งอวี่นั่งอยู่ข้างๆ กำลังล้างไม้ที่จะใช้ย้อมไข่แดง จนมือไม้กลายเป็นสีแดง

   

   สือไห่ถัง เฝิงเสี่ยวฮวา และสวี่ซิ่วอิงกำลังยุ่งอยู่ในครัว

   

   พวกเด็กๆวนเวียนอยู่รอบๆลูกแพะตัวน้อย

   

   ลูกแพะตัวนี้ไม่ใช่ลูกแพะตัวเมื่อวาน เพราะฉินเยาเยาแอบเปลี่ยนกับลูกแพะจากพื้นที่มิติของนางตอนที่ไม่มีใครสังเกต

   

   ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินกำลังไล่ต้อนหมูตัวอ้วนออกมา เตรียมจะเชือด

   

   ในตอนนั้น ฉินฟู่หลินและชาวบ้านคนอื่นๆ ทยอยมาถึงอย่างต่อเนื่อง

   

   ในนั้นมีทั้งหัวหน้าครอบครัวจากบ้านอื่นๆ และผู้เฒ่าผู้แก่ที่สูญเสียลูกหลานไปจนต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว

   

   ยังมีเด็กๆที่ยังงัวเงียไม่ตื่นดีมาด้วย

   

   ใบหน้าของทุกคนล้วนเต็มไปด้วยความคาดหวังที่จะร่วมงานเลี้ยง

   

   เมื่อวานฉินฟู่หลินนำหมูตัวอ้วนใหญ่กลับมา ชาวบ้านต่างเห็นกันทั่ว ในยามข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ พวกเขาไม่ได้เห็นเนื้อสัตว์มาครึ่งปีแล้ว บางคนก็นานกว่านั้น

   

   โดยไม่ต้องให้ฉินเหล่าซื่อและคนอื่นๆเรียก ฉินฟู่หลินจึงสั่งให้หนุ่มๆ ร่างกายแข็งแรงหลายคนช่วยกันกดหมูตัวอ้วนใหญ่ไว้

   

   ฉินเหล่าซื่อถือมีดเตรียมจะเชือดหมู เขาสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ แล้วแทงเข้าไป

   

   เสียงร้องอย่างทรมานของหมูดังก้องไปทั่วทั้งหมู่บ้าน งานเลี้ยงฉลองครบหนึ่งเดือนของฉินเยาเยาก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ

   

   บรรดาสตรีพากันถกแขนเสื้อขึ้น เข้าไปช่วยในครัวทันที

   

   ฉินเยาเยาถูกจับเปลี่ยนมาสวมชุดสีแดงใหม่เอี่ยม บนมือสวมกำไลเงินที่เฉินฮั่นหลินมอบให้ ที่ข้อเท้ายังมีกระดิ่งเล็กๆสองอัน พอขยับก็ส่งเสียงดัง ดูเป็นมงคลยิ่งนัก

   

   ไม่นานนัก หมูตัวอ้วนก็ถูกชำแหละแล่เนื้อเป็นชิ้นๆ ชาวบ้านบางคนเก็บเอาถุงปัสสาวะหมูขึ้นมาเป่าลมจนพองกลมแล้วโยนให้เด็กๆ

   

   เด็กๆส่งเสียงร้องด้วยความตื่นเต้น ต่างวิ่งไล่เตะถุงปัสสาวะหมูกันอย่างสนุกสนาน เด็กๆในหมู่บ้านที่เหลือต่างมองตาเป็นประกายอยากเล่นด้วย สุดท้ายก็พากันเดินเข้าไปเล่นด้วยกัน

   

   ไม่นานนัก เด็กๆก็สนิทสนมกัน ร่วมเล่นซน วิ่งวุ่นกันไปทั่ว

   

   แม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียงยืนต้อนรับแขกอยู่หน้าบ้าน เล่อเหนียงมีใบหน้าอ้วนกลม ผิวพรรณขาวผ่องยองใย ดวงตากลมโตกระพริบมองไปรอบๆ ด้วยท่าทางน่ารักน่าเอ็นดู ไม่ว่าผู้ใดเห็นเป็นต้องใจอ่อน อยากเข้าไปบีบแก้มนุ่มๆของนางสักครั้ง

   

   เวลาผ่านไปจนถึงเที่ยง ทั้งภายในบ้านและลานด้านนอก เต็มไปด้วยโต๊ะที่จัดเตรียมไว้สำหรับต้อนรับแขก ซึ่งบัดนี้เต็มไปด้วยชาวบ้านที่มาร่วมงานเลี้ยง

   

   เหล่าเอ้อร์พร้อมด้วยน้องชายอีกสองคน และมีฉินลิ่งอวี่คอยพูดคุยทักทาย รินน้ำชา และนำเมล็ดแตงโมที่ฉินเยาเยาหยิบออกมาจากพื้นที่มิติมาให้ทุกคนได้กิน

   

   ฉินเหล่าซื่อที่เดิมทีเป็นมือคุ้มกันสินค้าให้กับสำนักคุ้มกันภัยมาก่อน พูดไม่ค่อยเก่ง ทว่าเขากลับรอบรู้เรื่องราวต่างๆมากมาย พอเล่าเรื่องราวการเดินทางที่น่าสนใจให้ฟัง ก็เรียกเสียงหัวเราะจากผู้คนได้ไม่ยาก

   

   ยิ่งคนมากยิ่งช่วยให้งานสำเร็จเร็วขึ้น ไม่นานนัก กลิ่นหอมของเนื้อก็โชยออกมาจากห้องครัว หอมฟุ้งกำจายทั่วทุกสารทิศ ปลุกความหิวของทุกคนจนท้องร้อง

   

   เด็กๆหลายคนที่ทนกลิ่นหอมของอาหารไม่ไหว ต่างพากันย่องมาแอบดูที่หน้าห้องครัว น้ำลายสอด้วยความหิว

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นดังนั้น จึงบอกให้สวี่ซิ่วอิงไปดูไข่ว่าต้มสุกหรือยัง หากสุกแล้วก็ตักขึ้นมาให้พวกเด็กๆ

   

   สวี่ซิ่วอิงรับคำพลางใช้สองมือเช็ดผ้ากันเปื้อน หยิบตะกร้าไม้ไผ่มาใบหนึ่ง จากนั้นก็ตักไข่ขึ้นวางและรอให้เย็นลง

   

   แต่พอตักขึ้นมา นางก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ

   

   ไข่พวกนี้นางเป็นคนใส่ลงไปเองกับมือ ตอนนั้นนางใส่ลงไปแค่ตะกร้าเดียว ทั้งยังนับอย่างดีแล้วว่าแต่ละครอบครัวจะได้คนละสองฟอง

   

   สวี่ซิ่วอิงมองตะกร้าในมือที่เต็มไปด้วยไข่และมองไข่ที่อยู่ในหม้อ ดูเหมือนจะมีไข่มากกว่าหนึ่งตะกร้า ทำให้นางอดไม่ได้ที่จะเริ่มสงสัยในตนเอง หรือว่านางเบลอไปแล้ว

   

   ทันใดนั้น นางก็นึกอะไรขึ้นได้จึงเงยหน้ามองแม่เฒ่าฉิน

   

   ความจริงแล้วสายตานางจ้องมองไปที่เล่อเหนียงที่อยู่ในอ้อมแขนของแม่เฒ่าฉินต่างหาก

   

   แม่เฒ่าฉินกระแอมไอขึ้น นางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่ไร้เมฆหมอก ราวกับจะชื่นชมความงาม ส่วนฉินเยาเยาก็หลับตาลงแสร้งทำเป็นหลับ

   

   ฉินเยาเยาพึมพำในใจว่า นางไม่ได้เป็นคนทำ หากจะโทษก็ต้องโทษแม่ไก่ในพื้นที่มิติของนางที่ออกไข่มากเกินไป

   

   ใช่แล้ว ต้องโทษแม่ไก่!

   

   “เด็กๆ มากินไข่กันเถอะ” สวี่ซิ่วอิงตักไข่ใส่ชามวางลงบนโต๊ะ แล้วตะโกนเรียกเด็กๆ ที่กำลังวิ่งเล่นอยู่ไม่ไกล

   

   เมื่อได้ยินดังนั้น พวกเด็กๆต่างก็วิ่งกรูกันเข้ามา หยิบไข่คนละฟองสองฟอง ไข่ที่เพิ่งต้มเสร็จใหม่ๆ ร้อนจนทำให้เด็กๆร้องลั่น แต่ก็ไม่มีใครยอมปล่อยมือ บ้างก็พากันไปนั่งกินใต้ต้นไม้ หรือไม่ก็เอาไปให้บิดามารดาของตน

   

   ชายชราและชายหนุ่มที่นั่งอยู่ที่โต๊ะ หรือแม้แต่หญิงสาวที่กำลังช่วยงานในครัว ต่างก็มองดูไข่ต้มร้อนๆ พร้อมกับกลืนน้ำลายลงคอด้วยความอยากลิ้มลอง

   

   พวกเขาไม่ค่อยได้กินไข่ไก่กันบ่อยนัก มักจะเก็บเพื่อนำไปขายที่ตลาดแลกเป็นเงินมาใช้จ่ายในบ้าน ถึงแม้จะอยากกิน แต่ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยปาก เพราะทุกคนต่างจ้องมองอยู่

   

   “ทุกท่าน เชิญมาลิ้มลองสุราของข้า”

   

   ผู้อาวุโสสามมือหนึ่งถือไม้เท้า อีกถืออุ้มกระดาษกองใหญ่

   

   เถี่ยจู้อายุเก้าขวบอุ้มไหสุราอย่างทุลักทุเล เดินโซเซตามหลังมา ฉินฟู่หลินรีบสาวเท้าเข้าไปประคองผู้อาวุโสสาม

   

   “ท่านมาทั้งทีไม่ให้เถี่ยจู้มาบอกข้า ข้าจะได้ไปช่วยประคองท่านมา หากท่านล้มเกิดอันตรายขึ้นมาจะทำอย่างไรเล่า” ฉินฟู่หลินกล่าว

   

   ผู้อาวุโสสามโบกมือ “ข้าแค่แก่แล้ว ไม่ใช่ว่าเดินไม่ไหวเสียหน่อย”

   

   “ฉินชุนหลาน ข้าไม่มีอะไรจะมอบให้ในวันครบหนึ่งเดือนของเล่อเหนียง จึงเขียนกลอนคู่มาให้เพื่อเพิ่มความเป็นสิริมงคล”

   

   ฉินฟู่หลินรับกระดาษจากมือผู้อาวุโสสามแล้วคลี่ออกดูพร้อมกับชาวบ้านอีกหลายคน

   

   ดอกหอมหมื่นลี้ส่งกลิ่นหอมอบอวลในคืนพระจันทร์เต็มดวง

   

   ทารกน้อยเฉลิมฉลอง เพลงบรรเลงขับขาน

   

   ผู้มีบุญญาธิการครบเดือน

   

   แม่เฒ่าฉินและทุกคนในครอบครัวต่างรู้สึกยินดีกับบทกลอนนั้น

   

   ชาวบ้านส่วนใหญ่นั้น ดำรงชีพด้วยการทำไร่ทำนา หากรู้หนังสือบ้างก็ถือว่าบุญโขแล้ว

   

   ดังนั้น เมื่อพวกเขาเห็นตัวอักษรเหล่านั้น จึงรู้สึกเพียงว่ามันช่างงดงาม โดยไม่ได้เข้าใจถึงความหมายที่แท้จริง

   

   “ลายมือของผู้อาวุโสสามยังคงงดงามเช่นเคย” ชาวบ้านผู้หนึ่งเอ่ยชมด้วยความจริงใจ

   

   “แน่นอนอยู่แล้ว เจ้าลองคิดดูสิ บทกลอนของหมู่บ้านฉินเรานั้น ล้วนแล้วแต่เป็นฝีมือของผู้อาวุโสสามทั้งสิ้น”

   

   “ผู้อาวุโสสาม ท่านมีน้ำใจยิ่งนัก” แม่เฒ่าฉินเอ่ยขอบคุณด้วยความซาบซึ้ง

   

   เด็กๆที่วิ่งเล่นกันอยู่ก็พากันมามุงดูอย่างสนอกสนใจ

   

   ฉินลิ่งเหวินมองบทกลอนนั้นด้วยความสงสัย แล้วเผลออ่านออกเสียง

   

   เสียงอ่านของฉินลิ่งเหวิน ทำให้ผู้อาวุโสสามตื่นเต้น เขาเอ่ยถามฉินลิ่งเหวิน “เด็กน้อย เจ้ารู้จักตัวอักษรเหล่านั้นหรือ”

   

   ฉินลิ่งเหวินเหลือบมองผู้อาวุโสสาม พลางเอ่ยอย่างฉงนใจ “ข้ารู้จักขอรับ ตัวอักษรพวกนี้ไม่เห็นยากตรงไหน ข้าจะไม่รู้จักได้อย่างไร”

   

   ผู้อาวุโสสามตื่นเต้นยิ่งนัก จึงรีบกล่าว “ดี ดีนัก ที่เจ้ารู้หนังสือ นับว่าเป็นเรื่องดี หากเจ้าร่ำเรียนอีกสักสองสามปี คงสอบถงเซิง*[1]ผ่านได้ไม่ยาก”

   

   ฉินลิ่งเหวินชักงุนงงหนักขึ้นไปอีก จึงเอ่ยถามอย่างสงสัย “ข้าเป็นถงเซิงแล้วจะสอบอีกทำไมขอรับ”

   

      

   [1] สอบถงเซิง: คื่อการสอบระดับท้องถิ่น ได้แก่ ระดับอำเภอ จังหวัด และมลฑลตามลำดับ ผู้ที่สามารถสอบผ่านในระดับมลฑลจะมีตำแหน่ง ‘ซิ่วไฉ’




บทที่ 38: ถงเซิงนั้นเลิศล้ำเพียงใด


   

   “โอ้สวรรค์! ตระกูลฉินมีเด็กสอบผ่านบัณฑิตน้อยแล้วหรือ?!”

   

   “หมู่บ้านฉินของพวกเราจะไม่เจริญรุ่งเรืองได้อย่างไร ข้าจะต้องไปเปิดศาลบรรพชนเพื่อบอกกล่าวบรรพบุรุษ!”

   

   ผู้อาวุโสสามกล่าวด้วยความตื่นเต้น

   

   ระบบการสอบขุนนางของแคว้นต้าหนิงกำหนดไว้ว่า เฉพาะผู้ที่สอบผ่านการสอบระดับอำเภอเท่านั้นจึงจะได้เป็นถงเซิงและมีสิทธิ์เข้าร่วมการสอบระดับเมืองเพื่อเป็นซิ่วไฉ*[1]

   

   แม้ว่าทุกปีอำเภอจะรับเด็กสอบเป็นถงเซิงได้จำนวนมาก แต่เขาไม่เคยเห็นถงเซิงที่อายุน้อยขนาดนี้มาก่อน บางคนอายุเจ็ดสิบแปดสิบแล้วก็ยังสอบระแบบถงเซิงไม่ผ่าน

   

   หนูน้อยตระกูลฉินคนนี้ดูเหมือนจะอายุแค่แปดเก้าขวบเท่านั้น แต่เขาได้เป็นถงเซิงแล้ว

   

   เด็กที่สอบผ่านตั้งแต่อายุน้อยขนาดนี้ เรียกได้ว่าอัจฉริยะจริงๆ วันหน้าไม่ต้องกังวลแล้วว่าจะสอบเป็นซิ่วไฉไม่ผ่าน

   

   เมื่อเห็นสีหน้าตื่นเต้นของผู้อาวุโสสาม ฉินลิ่งเหวินก็กะพริบด้วยความสงสัยยิ่งขึ้น

   

   “เด็กที่ได้เป็นถงเซิงเกิ่งมากเลยหรือขอรับ ในครอบครัวของพวกเรา นอกจากอาห้าแล้ว คนอื่นก็สอบผ่านแล้วทั้งนั้นขอรับ”

   

   คำพูดอันไร้เดียงสาของฉินลิ่งเหวิน ทำเอาผู้อาวุโสสามแทบจะเป็นลม อะไรนะ! ลูกหลานเกือบทุกคนของครอบครัวนี้เป็นถงเซิงกันหมดแล้ว!

   

   ตระกูลของพวกเขา... ตระกูลของพวกเขาจะมีถงเซิงถึงเก้าคน?!

   

   ผู้อาวุโสสามนับนิ้วคำนวณ คราวนี้เริ่มนั่งไม่ติด อยากจะไปเปิดศาลบรรพชนเสียเดียวนี้

   

   ต้องรู้ว่าหากตระกูลหนึ่งมีคนสอบได้เป็นถงเซิงหนึ่งคน หรือมีคนหนึ่งเข้ารับราชการเป็นขุนนาง นั่นก็เป็นเกียรติยศของทั้งตระกูลแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นตระกูลของพวกเขามีถึงเก้าคน และดูเหมือนว่าฉินลิ่งอันที่อายุน้อยที่สุดจะมีอายุเพียงหกเจ็ดขวบเท่านั้น

   

   ถงเซิงเก้าคนอย่างน้อยก็ต้องมีหนึ่งหรือสองคนที่สามารถเป็นซิ่วไฉได้ เมื่อถึงเวลานั้น หมู่บ้านพวกเราจะไม่เจริญรุ่งเรืองได้อย่างไร!

   

   “ท่านผู้อาวุโสสาม เดี๋ยวจะเริ่มงานเลี้ยงแล้ว เรื่องอื่นๆ ค่อยว่ากันทีหลัง วันนี้กินให้อิ่มหนำก่อน แล้วค่อยคิดเรื่องอื่น” แม่เฒ่าฉินเห็นท่าทางตื่นเต้นของผู้อาวุโสสามจึงรีบเอ่ย กลัวว่าหากผู้อาวุโสสามตื่นเต้นมากเกินไปจนหัวใจวายจะยุ่งยากเอา

   

   “ใช่แล้ว ใช่แล้ว ข้าจะกินข้าวก่อน ข้าต้องกินข้าวก่อน” ผู้อาวุโสสามตื่นเต้นจนเดินวนอยู่กับที่สองรอบ

   

   ตอนนี้เขามีความคิดเดียวคือต้องการเปิดศาลบรรพชน เพื่อบอกกล่าวต่อบรรพบุรุษว่าตระกูลฉินของพวกเขาจะมีถงเซิงถึงเก้าคน

   

   “ใช่แล้ว ใช่แล้ว ดื่มกันเถอะ เถี่ยจู้ไปนำสุราใต้เตียงข้ามาอีกไหหนึ่ง วันนี้ข้าจะดื่มให้สำราญใจ”

   

   ผู้อาวุโสสามเอ่ยด้วยความสุขใจ

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์รีบกล่าวว่า “เชิญท่านผู้อาวุโสสามดื่มให้เต็มที่เถิดขอรับ แม้อาหารจะเรียบง่ายไปบ้าง แต่สุราและข้าวปลามีให้ท่านอย่างจุใจแน่นอนขอรับ”

   

   ไม่นานนัก อาหารก็ถูกยกมาวางบนโต๊ะ อาหารจานแรกที่ถูกยกมาคือผักกาดดองกับไข่แดง*[2] ตามมาด้วยอาหารนานาชนิดที่ทำมาเนื้อหมู มีทั้งเนื้อหมูต้ม ซี่โครงหมูอบ ไส้หมูผัด และขาหมูตุ๋น

   

   ถัดมาเป็นปลาทอด ผัดผักรวม และกระดูกหมูต้มฟัก เมื่ออาหารทั้งหมดถูกยกมาวางเรียบร้อยแล้ว ผู้คนต่างพากันตื่นตาตื่นใจ

   

   ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าตระกูลฉินจะจัดงานเลี้ยงอย่างใจกว้างเช่นนี้ ทั้งเนื้อปลา เนื้อหมู ผักสด มีอาหารมากถึงสิบกว่าอย่าง

   

   ขนาดในวันฉลองตรุษจีน พวกเขาก็ยังไม่เคยได้ลิ้มรสอาหารมากมายเช่นนี้

   

   แต่เมื่อคิดดูอีกที ตระกูลฉินสามารถส่งบุตรหลานเล่าเรียนจนสอบเป็นถงเซิงได้ถึงเก้าคน ฐานะคงไม่ธรรมดาเป็นแน่

   

   แม้ในใจจะครุ่นคิดถึงเรื่องราวต่างๆ แต่ก็ยังคงใช้ตะเกียบคีบอาหารไม่หยุด

   

   อาหารที่ได้กินล้วนแต่เป็นเนื้อสัตว์ทั้งนั้น พวกเขาแทบไม่ได้กินเนื้อเลยในรอบหนึ่งปี

   

   ผู้ที่กินข้าวเช้ามาแล้วรู้สึกเสียดาย หากรู้ว่าจะมีอาหารมากมายเช่นนี้ พวกเขาคงไม่กินก่อนมา ควรเก็บท้องไว้ให้ว่าง อาหารบนโต๊ะทั้งหมดเป็นของดี ไม่มีอะไรจะเทียบได้

   

   ในตอนนี้ ฉินเหล่าซื่อเปิดไหเหล้าอีกหลายใบ

   

   กินเนื้อคำหนึ่ง ดื่มเหล้าอึกหนึ่ง บรรยากาศในลานบ้านคึกคักเป็นอย่างยิ่ง

   

   ผู้อาวุโสสามจ้องมองพวกเด็กๆไม่วางตา ทำเอาฉินลิ่งอันและคนอื่นๆ ขนลุกซู่ไปหมด แม้จะคิดจนหัวแทบระเบิดก็ยังไม่เข้าใจว่าท่านผู้อาวุโสสามต้องการทำอะไรกันแน่

   

   ชาวบ้านทั้งหญิงชาย ลูกเด็กเล็กแดงต่างมารวมตัวกินดื่มที่บ้านของแม่เฒ่าฉิน โดยไม่รู้เลยว่าในกระท่อมมุงหญ้าผุพังที่ท้ายหมู่บ้านนั้น ข้าวของได้หายไปแล้ว

   

   และไม่มีผู้ใดรู้สึกตัวเลยว่ามีสายตาอันแสนชั่วร้ายจ้องมองเล่อเหนียงอยู่

   

   เช้ารุ่งขึ้น ชาวบ้านต่างก็เริ่มเก็บเกี่ยวพืชผลกันอย่างขะมักเขม้น จนแทบไม่มีเวลาได้หยุดพัก

   

   แม้ว่าครอบครัวของพวกเขาจะไม่มีผลผลิตทางการเกษตรให้เก็บเกี่ยว แต่แม่เฒ่าฉินก็ไม่ได้นิ่งเฉย เช้าวันนี้ แม่เฒ่าฉินออกเดินทางขึ้นภูเขาพร้อมกับสะพายฉินเยาเยาไว้บนหลัง โดยมีสวี่ซิ่วอิงและสือไห่ถังติดตามไปด้วย

   

   แม่เฒ่าฉินไม่ได้เอ่ยปากเรียกเฝิงเสี่ยวฮวา คาดว่าคงรู้ดีว่าการเรียกนางนั้นคงเปล่าประโยชน์

   

   แต่ครานี้ เฝิงเสี่ยวฮวากลับทำในสิ่งที่ทุกคนคาดไม่ถึง นางถือตะกร้าเดินตามมาด้วย ทำเอาแม่เฒ่าฉิน สวี่ซิ่วอิง และฉินเยาเยา อดไม่ได้ที่จะมองนางด้วยความฉงน

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาเปลี่ยนไปแล้วหรือ

   

   ส่วนด้านของฉินเหล่าซื่อพอเช้าตรู่ พวกเขาก็พาเด็กๆ ไปช่วยผู้เฒ่าผู้แก่และผู้ที่ไม่สะดวกในการเคลื่อนไหวเก็บเกี่ยวพืชผลในหมู่บ้าน

   

   โดยจุดหมายแรกที่พวกเขามุ่งหน้าไปก็คือบ้านของแม่เฒ่าจางที่อยู่ท้ายหมู่บ้าน

   

   แม่เฒ่าจางมีอายุล่วงเลยห้าสิบปีแล้ว ชีวิตอาภัพยิ่งนัก ตอนยังสาวสามีตายจาก ต่อมาลูกชายก็มาด่วนตายจากไปอีก กระทั่งบั้นปลายชีวิตนี้หลานชายก็มาจากไปอีกคน ปล่อยให้นางต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายที่ท้ายหมู่บ้าน

   

   บัดนี้อาการเจ็บป่วยก็มาเบียดเบียน นับว่าเป็นช่วงเวลาที่แสนลำบากที่สุดของนาง

   

   “แม่เฒ่าจาง พวกข้ามาช่วยท่านเก็บเกี่ยวขอรับ!”

   

   ฉินลิ่งผิงและฉินลิ่งอันจอมซุกซนวิ่งนำหน้าเข้ามาพลางร้องบอกเสียงดัง

   

   “แม่เฒ่าจาง ร่างกายของท่านยังไม่ค่อยแข็งแรง บ้านของข้าก็ไม่มีพืชผลให้เก็บเกี่ยว พวกข้าจึงตั้งใจมาช่วยงานท่านขอรับ”

   

   ฉินเหล่าซื่อกล่าวทักทายแม่เฒ่าจางด้วยรอยยิ้ม ไม่รอให้แม่เฒ่าจางเอ่ยตอบ พวกเขาก็เดินตรงผ่านลานบ้านด้านหลัง มุ่งหน้าไปยังนาข้าวเพื่อเกี่ยวข้าว

   

   รวงข้าวต้องถูกเก็บเกี่ยวและบรรจุใส่ถุงแบกกลับไปตากจนแห้ง ส่วนฟางข้าวก็ต้องเก็บมากองรวมกันตากแดดให้แห้ง สำหรับเป็นอาหารของวัว

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์กับฉินเหล่าซานต่างช่วยกันกวัดแกว่งเคียวเกี่ยวข้าว ส่วนฉินเหล่าซื่อนั้นรับหน้าที่แบกถุงข้าว ฉินลิ่งผิงกับฉินลิ่งอันผู้เป็นเด็กเล็ก วิ่งตามหลังทุกคนคอยเก็บรวงข้าวที่ร่วงหล่น พร้อมกับไล่จับกบเขียดอย่างสนุกสนาน

   

   ฝ่ายแม่เฒ่าจางก็ยกถาดที่มีซาลาเปาผักมุ่งหน้าไปที่นาข้าว โดยมีอาการไอเป็นระยะ

   

   ฉินลิ่งผิงกับฉินลิ่งอันวิ่งเข้าไปหาแม่เฒ่าจางอย่างร่าเริง ส่วนฉินเหล่าซื่อกับคนอื่นๆ ต่างก็ดื่มน้ำเพียงเล็กน้อย ไม่มีผู้ใดแตะต้องซาลาเปาผักแม้แต่ชิ้นเดียว

   

   “แม่เฒ่าจาง ท่านดูสิ ข้าจับกบตัวใหญ่ได้ด้วย” ฉินลิ่งผิงยกกบที่พ่อของเขาใช้รวงข้าวผูกไว้ให้ และพูดกับแม่เฒ่าจางอย่างตื่นเต้น

   

   แม่เฒ่าจางตาแดงก่ำ เอื้อมมือลูบหัวเล็กๆของเขา “ลิ่งผิงเก่งที่สุดเลย!”

   

   หลังจากนั้นจึงหันไปพูดกับฉินเหล่าซื่อและคนอื่นๆว่า “พวกเจ้าบอกข้าเถิด ว่าข้าจะตอบแทนพวกเจ้าอย่างไรดี”

   

   “ท่านแม่ของข้ากล่าวว่า ญาติมิตรที่ดีต้องรู้จักช่วยเหลือเกื้อกูลกัน รอปีหน้าบ้านของพวกข้าเริ่มเพาะปลูก ขอให้แม่เฒ่าจางช่วยชี้แนะพวกข้าด้วยเถิดขอรับ ว่าพวกข้าควรเพาะปลูกอย่างไรดี”

   

   ฉินเหล่าซื่อดื่มน้ำหลายอึก ก่อนจะก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ

   

   แม่เฒ่าจางมีที่นาไม่มาก มีเพียงหนึ่งหมู่เท่านั้น ไม่ถึงครึ่งวันพวกเขาก็เก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว

   

   แม่เฒ่าจางจะให้พวกเขาอยู่กินข้าวด้วยกัน แต่พวกเขาก็ปฏิเสธไป และรีบกลับบ้าน

   

   เมื่อเดินไปเพียงไม่กี่ก้าว ฉินเหล่าซื่อก็เดินกลับมาและกล่าวกำชับว่า “รวงข้าวเหล่านั้นตากแดดไว้หนึ่งวันก่อน พรุ่งนี้พวกข้าจะมาช่วยอีก ท่านร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง อย่าฝืนทำเองเป็นอันขาดนะขอรับ”

   

   แม่เฒ่าจางกำลังจะเอ่ยปาก แต่ฉินเหล่าซื่อก็หันหลังกลับไปเสียแล้ว

   

   แม่เฒ่าจางพิงประตู แล้วเอ่ยอย่างรู้สึกทึ่งขณะมองเงาหลังของพวกเขา “ไม่แปลกใจเลยที่ตระกูลฉินจะเจริญถึงเพียงนี้ พวกเขาทุกคนล้วนมีจิตใจเมตตา ทุกคนเป็นผู้มีบุญวาสนายิ่งใหญ่จริงๆ!”

   

  

   [1] ซิ่วไฉ: ผู้สอบผ่านระดับอำเภอ ซึ่งจะมีการจัดสอบปีละครั้ง


   [2] ไข่แดง: ไข่ที่ย้อมสีแดง เป็นประเพณีและสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สำคัญในจีน ใช้ในหลายโอกาสที่เกี่ยวข้องกับการเฉลิมฉลอง เช่น การเกิดของทารกใหม่ งานแต่งงาน และวันเกิด สีแดงในวัฒนธรรมจีนเป็นสีที่แสดงถึงความโชคดี ความสุข และชีวิตยืนยาว การมอบหรือแจกไข่แดงให้กับแขกจึงเป็นการส่งต่อความปรารถนาดีและโชคลาภให้แก่กัน นอกจากนี้ไข่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์และการเริ่มต้นใหม่ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ไข่แดงมีความหมายสำคัญในงานเฉลิมฉลองต่างๆ



 บทที่ 39: กระต่ายฆ่าตัวตาย


   

   “ท่านแม่ ท่านกับเล่อเหนียงนั่งพักอยู่ที่นี่เถิด ข้าจะไปดูแถวๆนี้สักหน่อยเจ้าค่ะ”

   

   สวี่ซิ่วอิงปูเสื่อที่นำมาใต้ร่มไม้ ป้อนนมให้ฉินเยาเยาอิ่มหนำแล้ว จึงส่งฉินเยาเยาให้แม่เฒ่าฉินดูแล แล้วพาสือไห่ถังออกไปหาเห็ดและผักป่า ระหว่างทางทั้งสองพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน

   

   เฝิงเสี่ยวฮวายังคงถือตะกร้าเดินตามหลังพวกนางไป เหมือนเงาที่ไร้สุ้มไร้เสียง

   

   แม่เฒ่าฉินมองท่าทางแปลกประหลาดของสะใภ้รอง แล้วขมวดคิ้วแน่น

   

   “เล่อเหนียง เจ้ารู้สึกหรือไม่ว่าท่าทางของป้าสะใภ้รองของเจ้าดูแปลกไป ราวกับ…ราวกับว่านางเปลี่ยนเป็นคนอื่นไปแล้ว” ฉินเยาเยาจ้องมองเช่นพร้อมกับส่งเสียงในลำคอสองครั้ง เพื่อตอบคำถามของท่านย่า

   

   ตอนนี้ความสนใจของฉินเยาเยาไม่ได้อยู่ที่ป้าสะใภ้รองผู้อารมณ์แปรปรวนคนนี้อีกต่อไป ในเมื่อมีโอกาสได้ขึ้นมาบนเขาเช่นนี้ นางต้องขนย้ายสิ่งของออกไปบ้างแล้ว

   

   ตอนนี้กระต่ายในพื้นที่มิติของนางมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นจนแทบจะล้นพื้นที่มิติอยู่แล้ว กระต่ายพวกนี้เดือนหนึ่งออกลูกหนึ่งครอก ครอกละไม่ต่ำกว่าสิบตัว ภายในพื้นที่มิติไม่มีศัตรูทางธรรมชาติ กระต่ายพวกนี้จึงกินอิ่มนอนหลับ ตัวอ้วนท้วนสมบูรณ์ จนถึงขั้นรวมตัวกันมาก่อกวนแปลงผักของนาง

   

   เมื่อวานตอนที่นางเข้าไปในพื้นที่มิติ เกือบจะถูกกระต่ายพวกนี้ทำให้โมโหตาย ผักกาดขาว แตงกวาที่นางอุตส่าห์ปลูกไว้ ถูกกระต่ายพวกนี้กินจนหมด

   

   ยังมีแอปเปิ้ล ลูกท้อ และลูกแพร์บนต้น รวมถึงมันเทศ มันฝรั่งใต้ดินที่สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว

   

   ไข่ไก่และไข่เป็ดก็มีมาก แต่เมื่อวานนางแอบเอาออกไปร้อยกว่าฟอง

   

   “แอ้ แอ้” ฉินเยาเยายื่นใช้มือน้อยๆ ดึงชายเสื้อของแม่เฒ่าฉินสามครั้ง แม่เฒ่าฉินมองนางแวบหนึ่งแล้วอุ้มนางเดินขึ้นเขา

   

   นี่คือสัญญาณลับระหว่างแม่เฒ่าฉินกับฉินเยาเยา

   

   เพิ่งเดินไปได้ไม่กี่ก้าว กระต่ายขาวอ้วนสองตัวก็กระโดดออกมาอย่างกะทันหัน มุ่งตรงไปชนต้นไม้ใหญ่

   

   ตามมาอีกหนึ่งตัว สองตัว สามตัว...

   

   แม่เฒ่าฉินมองกระต่ายที่ทยอยออกมาไม่หยุด ทั้งหมดมุ่งไปทิศทางเดียวกัน ชนต้นไม้ใหญ่ต้นเดียวกัน นางยืนอึ้งอยู่กับที่ ลืมตอบสนองไปชั่วขณะ

   

   ฉินเยาเยามองท่านย่าของตน เห็นนางอ้าปากค้างเล็กน้อย ตาเบิกโตท่าทางตกใจ นางจึงเบ้ปาก

   

   ก็ไม่ใช่ครั้งแรกนี่นา ทำไมท่านย่าของนางยังตกใจอยู่อีก

   

   เห็นกระต่ายฆ่าตัวตายมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ แม่เฒ่าฉินรีบร้องเสียงเบาว่า “พอแล้ว พอแล้ว หลานรัก พอแล้ว!”

   

   ฉินเยาเยาส่งเสียงอ้อแอ้ ทันใดนั้นก็มีมันเทศสีเหลืองก็ปรากฏขึ้นบนพื้น

   

   แม่เฒ่าฉินรีบตีก้นฉินเยาเยาเบาๆ พลางกล่าวว่า “ของพวกนี้เห็นได้ชัดเกินไป เจ้าเก็บกลับไปได้หรือไม่”

   

   ฉินเยาเยาส่งเสียงอ้อแอ้อีกครั้ง มันเทศบนพื้นก็หายไปต่อหน้าต่อตา

   

   ฉินเยาเยาเบ้ปาก แล้วปล่อยเป็ดออกมาอีกสิบกว่าตัว

   

   เป็ดตกลงบนพื้นในทันที พร้อมกับส่งเสียงร้องก้าบๆพร้อมกัน

   

   เสียงนั้นเกือบทำให้แม่เฒ่าฉินหัวใจวาย นางรีบพูดกับฉินเยาเยาว่า “เล่อเหนียงเอ๋ย รีบเก็บกลับไปเถิด ต้องเก็บกลับไปจริงๆ หากย่าจับเป็ดสิบกว่าตัวลงจากเขา ผู้อื่นอาจเข้าใจผิดคิดว่าย่าเป็นปีศาจ พวกเขาก็จะจับย่าไปเผา”

   

   ฉินเยาเยาโบกมือน้อยๆ เป็ดก็หายไป

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นดังนั้นจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก

   

   แต่ฉินเยาเยาไม่พอใจ นานๆจะได้ขึ้นมาบนเขาสักครั้ง ยังไม่ทันได้เอาของออกมาเลย พื้นที่มิติของนางก็มีพื้นที่จำกัด พวกกระต่าย ไก่ เป็ดก็ออกลูกออกหลานเร็วเหลือเกิน ไม่ได้เข้าไปดูสิบวันก็มีเพิ่มขึ้นอีกเป็นกอง

   

   หนูน้อยฉินเยาเยาแสดงความไม่พอใจ ไม่พอใจมาก!

   

   แม่เฒ่าฉินนั้นเมื่อเห็นว่าหลานสาวไม่พอใจ จึงเอ่ยปลอบ “หลานรักของย่า ย่ารู้ว่าเจ้าอยากช่วยครอบครัวของเราให้มีชีวิตที่ดีขึ้น ครั้งหน้าเราค่อยมากับพ่อเจ้าดีหรือไม่”

   

   ฉินเยาเยาพลันนึกขึ้นได้ว่าไม่สมควรนัก เพราะการขึ้นเขามาครั้งนี้ นอกจากท่านแม่และป้าสะใภ้สามแล้ว ยังมีป้าสะใภ้รองมาด้วย

   

   “ท่านแม่ ข้าได้ยินเสียงเป็ดร้องอยู่ไกลๆ เป็ดอยู่ที่ใดหรือเจ้าคะ”

   

   สือไห่ถังและสวี่ซิ่วอิงเดินออกมาจากป่า บนหลังของพวกเขามีตะกร้าที่เต็มไปด้วยผักป่าและเห็ด

   

   “พวกเจ้าแอบกินเห็ดจนหูฝาดไปแล้วหรือไร บนเขาเช่นนี้จะมีเป็ดได้อย่างไร”

   

   แม่เฒ่าฉินกระแอมไอ เสียงของนางดังขึ้นอย่างไม่รู้ตัว

   

   สือไห่ถังหันไปมองก็เห็นฝูงกระต่ายนอนตายอยู่ตรงโคนต้นไม้ จึงร้องเสียงหลง

   

   “กระต่ายพวกนี้เป็นอะไร เหตุใดพวกมันถึงได้ตายอยู่ใต้ต้นไม้เช่นนี้ล่ะ?!”

   

   “ใครจะไปรู้ล่ะ พวกมันคงกินเห็ดพิษเข้าไปกระมัง”

   

   สือไห่ถังเดินไปหยิบกระต่ายใส่ตะกร้าทีละตัว แล้วนำหญ้ามาปิดด้านบนอย่างระมัดระวัง

   

   มีเพียงสวี่ซิ่วอิงที่มองฉินเยาเยาด้วยสายตาสงสัย

   

   เป็นเรื่องบังเอิญจริงๆหรือ

   

   ฉินเยาเยารู้สึกหวาดๆ เมื่อถูกท่านแม่มอง

   

   ป้าสะใภ้สามเป็นคนใจร้อน ไม่ค่อยคิดอะไรมาก

   

   แต่ท่านแม่ของนางไม่เหมือนกัน ความช่างสังเกตของท่านแม่ เหมือนจะล่วงรู้ความลับของนาง

   

   “ท่านแม่ พวกเรากลับกันเถอะ กระต่ายมากมายขนาดนี้ต้องใช้เวลาจัดการตั้งครึ่งวันเลยนะเจ้าคะ”

   

   “ได้ กลับๆๆ”

   

   แม่เฒ่าฉินรับคำและอุ้มฉินเยาเยาเดินนำหน้าไป นางก็ทนสายตาสงสัยของสวี่ซิ่วอิงไม่ไหวเช่นกัน

   

   สวี่ซิ่วอิง ลูกสะใภ้คนที่สี่ของนางฉลาดและช่างสังเกต ดูเหมือนจะไม่ค่อยพูด แต่พอได้พูดทีไร มักจะตรงประเด็นจนคนอื่นโต้แย้งไม่ออกทุกครั้งไป

   

   แม่เฒ่าฉินไม่รู้ว่าทางครอบครัวของสวี่ซิ่วอิงเลี้ยงนางมาอย่างไรให้เฉลียวฉลาดเช่นนี้ ลูกชายนางช่างโชคดีเหลือเกิน

   

   ตอนที่ฉินเหล่าซื่อพาสวี่ซิ่วอิงมาให้รู้จัก แม่เฒ่าฉินก็ถามถึงสถานการณ์ครอบครัวของนาง สวี่ซิ่วอิงก็เพียงแต่บอกว่า มารดาเสียชีวิตตั้งแต่นางยังเด็ก บิดาเป็นหมอแต่ก็เสียชีวิตไปแล้วเช่นกัน นอกจากนั้นก็ไม่รู้อะไรอีก

   

   ฉินเหล่าซื่อยืนกรานจะแต่งงานกับสวี่ซิ่วอิง แม่เฒ่าฉินก็ไม่ได้ถามอะไรมาก เพราะนางก็พอใจกับลูกสะใภ้คนนี้ เพียงแต่ว่าสวี่ซิ่วอิงมีจิตใจละเอียดอ่อน มีความไวต่อความรู้สึกสูง บางครั้งแม่เฒ่าฉินจึงรู้สึกว่าเมื่ออยู่ต่อหน้านาง ก็ไม่สามารถซ่อนอะไรไว้ได้เลย

   

   “ท่านแม่ มีกระต่ายมากมายเช่นนี้ เอาออกมาย่างกินสักสองตัวเถิดเจ้าค่ะ ให้ทุกคนในบ้านได้กินอิ่มหนำ ที่เหลือก็ถลกหนังตากแห้ง ขนกระต่ายก็เก็บไว้ทำเสื้อคลุมให้เล่อเหนียง”

   

   สือไห่ถังพูดอย่างตื่นเต้น นางถนัดที่สุดในการทำอาหารจากกระต่าย บิดาของนางเป็นนายพราน สิ่งที่นางจัดการมากที่สุดก็คือกระต่าย นางจึงมีฝีมือในการจัดการกระต่ายเป็นอย่างดี


   แม่เฒ่าฉินได้สติกลับมาจึงกล่าวว่า “ได้ ได้ทั้งนั้น อย่างไรเสียอาหารการกินก็เป็นหน้าที่ของเจ้า ข้าเป็นเพียงหญิงชราที่แค่กินดื่มและเล่นกับหลานสาวเท่านั้น”

   

   “ท่านย่า ท่านดูสิ ข้าจับกบตัวใหญ่มาได้!”

   

   แม่เฒ่าฉินและเหล่าสะใภ้เพิ่งมาถึงหน้าประตูบ้าน ก็เจอกับคนอื่นๆ ที่กำลังกลับมาพอดี

   

   เมื่อฉินลิ่งผิงเห็นท่านย่าก็วิ่งไปเกาะขานางทันที มือชูกบที่จับมาได้อย่างตื่นเต้น

   

   “น้องสาว เจ้าดูสิ พี่ชายจับกบตัวใหญ่มาให้เจ้าเล่น!”

   

   ฉินเยาเยามองดูกบที่เกือบจะโดนใบหน้า นางจึงร้องไห้ออกมาเสียงดัง

   

   “ลิ่งผิง เจ้าเอากบตัวนี้ออกไปก่อน มันทำให้เล่อเหนียงกลัว”

   

   สวี่ซิ่วอิงรีบวางตะกร้าที่แบกอยู่บนหลังลง แล้วอุ้มฉินเยาเยาที่กำลังร้องไห้เข้าไปในห้องอย่างรวดเร็ว นางเลิกเสื้อขึ้นแล้วป้อนนมให้ฉินเยาเยา

   

   ฉินเยาเยาหยุดร้องและเริ่มดูดนมอย่างเอร็ดอร่อย



 บทที่ 40: เด็กน้อยผู้น่าเอ็นดู


   

   “เฝิงเสี่ยวฮวากลับมาหรือยัง”

   

   เมื่อเห็นว่าใกล้จะถึงเวลาอาหารแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นเฝิงเสี่ยวฮวากลับมา แม่เฒ่าฉินจึงขมวดคิ้วถามสือไห่ถัง

   

   “ท่านแม่ ไม่ต้องสนใจนางหรอกเจ้าค่ะ ท่านก็รู้จักนางดีอยู่แล้ว ไม่รู้ว่าวิ่งไปนินทาที่ไหนอีก ท่านเชื่อข้าเถอะ เดี๋ยวพอข้าวสุกนางก็จะมานั่งที่โต๊ะทันที”

   

   แม่เฒ่าฉินส่ายหน้า “วันนี้นางขึ้นเขาไปกับพวกเรา ตอนนี้ยังไม่กลับมา ข้ากลัวว่านางจะเจอเรื่องยุ่งยากอะไรเข้า”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว แล้วเรียกฉินลิ่งอวี่พากันออกไปตามหา แต่เท้าเพิ่งก้าวออกจากประตูก็เจอเฝิงเสี่ยวฮวาที่เพิ่งกลับมาพอดี

   

   “เจ้าไปไหนมาคนเดียวไม่บอกกล่าว ทำให้ท่านแม่เป็นห่วง”

   

   เฝิงเสี่ยวฮวากลอกตาไปมา “ข้าแค่ง่วง จึงไปหาที่งีบสักหน่อย ข้าก็ไม่คิดว่าจะดึกขนาดนี้”

   

   แม่เฒ่าฉินมองสีหน้าพิรุธของเฝิงเสี่ยวฮวา นางรู้สึกว่าเฝิงเสี่ยวฮวาเปลี่ยนไปเป็นคนละคนอย่างบอกไม่ถูก

   

   แม่เฒ่าฉินคิดไม่ออกจึงตัดสินใจเรียกทุกคนมากินข้าวด้วยกัน

   

   หลายวันที่ผ่านมา ทุกคนในตระกูลฉินต่างผลัดกันไปช่วยเหลือชาวบ้านเก็บเกี่ยวพืชผล

   

   เฉินฮั่นหลินก็ติดตามพวกเขาไปด้วย จากคุณชายผิวขาว กลายเป็นชาวนาผิวคล้ำเสียอย่างนั้น ส่วนคนแก่ขี้เล่นอย่างหลี่อัน นอกจากจะแกล้งฉินเยาเยาเล่นเป็นครั้งคราวแล้ว ยังช่วยตรวจร่างกายให้ชาวบ้านอีกด้วย

   

   ทุกคนทำงานคล่องแคล่วด้วยอัธยาศัยอันดี หลี่อันช่วยตรวจร่างกายให้ชาวบ้าน ทั้งโรคเท้าและอาการปวดเท้า ยังแนะนำให้พวกเขาไปเก็บสมุนไพรมาต้มเป็นยารักษาโรคอีกด้วย

   

   เมื่อทำเช่นนี้ ทุกครั้งที่ชาวบ้านพูดถึงครอบครัวของแม่เฒ่าฉิน ต่างก็เอ่ยชื่นชมกันไม่หยุด

   

   “พี่ชุนหลาน ท่านอยู่บ้านหรือไม่”

   

   หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ ก็มีเสียงของคนผู้หนึ่งดังมาจากหน้าประตู

   

   แม่เฒ่าฉินขานรับ แล้วอุ้มฉินเยาเยาลุกขึ้นเดินออกไป

   

   “ฟู่หลินนี่เอง มาแต่เช้าเช่นนี้ กินข้าวเช้าแล้วหรือยัง”

   

    ฉินฟู่หลินและแม่เฒ่าฉินเป็นลูกพี่ลูกน้องรุ่นเดียวกัน ตอนนั้นแม่เฒ่าเรียกฉินฟู่หลินว่าหัวหน้าหมู่บ้านตามคนในหมู่บ้าน แต่หลังจากที่พี่น้องตระกูลฉินช่วยเหลือชาวบ้านเกี่ยวกับการเก็บเกี่ยวในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เขาก็ไม่ยอมให้แม่เฒ่าฉินเรียกว่าหัวหน้าหมู่บ้านอีก และให้เรียกเขาด้วยชื่อ แม่เฒ่าฉินไม่อาจโต้แย้งเขาได้และทำตามคำขอของเขา

   

   ฉินฟู่หลินนั้นเป็นหัวหน้าหมู่บ้านร่วมกันกับผู้อาวุโสสาม ตั้งแต่ครอบครัวของแม่เฒ่าฉินย้ายมาอยู่ที่นี่ ฉินฟู่หลินก็ต้อนรับและดูแลอย่างดี รวมถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาเขาก็ช่วยเหลือไว้มาก

   

   “พี่ชุนหลาน คนเหล่านี้คือชาวนาที่เช่าที่นาของท่าน” ฉินฟู่หลินชี้ไปที่ชายหลายคนในชุดชาวนาแล้วแนะนำ

   

   “คารวะฮูหยินผู้เฒ่า” ชายเหล่านั้นโค้งคำนับกล่าวทักทาย

   

   “ข้าเป็นเพียงหญิงชาวนาธรรมดาไม่สมควรเรียกฮูหยินผู้เฒ่า เรียกข้าว่าพี่หญิงก็พอ พวกเจ้ามาครั้งนี้มีธุระอันใดหรือ” แม่เฒ่าฉินกล่าว

   

   ชายเหล่านั้นมองหน้ากันไปมา ในที่สุดชายผิวคล้ำคนหนึ่งก็เอ่ยปากอย่างลังเล

   

   “พี่หญิง พวกข้าจะมาถามว่า ปีหน้าท่านจะให้พวกข้าเช่าที่นาต่อหรือไม่”

   

   แม่เฒ่าฉินงุนงงครู่หนึ่งก่อนนึกขึ้นได้ว่า ก่อนหน้านี้หยางผิงได้ให้ชาวนาเช่าที่ดินทั้งหมดไป หากพวกเขาไม่พูดขึ้นมา นางก็คงลืมเรื่องนี้ไปแล้ว

   

   แม่เฒ่าฉินมองดูชายหลายคนตรงหน้าที่สวมเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยรอยปะชุน รองเท้าขาดจนเห็นนิ้วเท้า ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี

   

   ตามหลักแล้ว นางกลับมาคราวนี้ก็ต้องทำนาเอง นางคงไม่สามารถพึ่งพาหลานสาวไปตลอดได้

   

   แม่เฒ่าฉินมองดูคนตรงหน้า เห็นได้ชัดว่าพวกเขาต้องพึ่งพาที่ดินนี้เพื่อยังชีพ นางจึงไม่อาจเอ่ยปากปฏิเสธได้

   

   เมื่อเห็นแม่เฒ่าฉินนิ่งเงียบไม่พูดจา ชายเหล่านั้นก็รู้สึกหมดหวัง ชายคนหนึ่งรวบรวมความกล้าแล้วกล่าวออกมาว่า

   

   “พี่หญิง ท่านลองพิจารณาดูนะขอรับ พวกข้าจะเพิ่มผลผลิตให้ท่านอีกหนึ่งส่วน ท่านจะยอมให้พวกข้าเช่านาต่อไปได้หรือไม่”

   

   แม่เฒ่าฉินครุ่นคิดสักครู่แล้วกล่าวว่า “เอาเช่นนี้แล้วกัน พวกเจ้ากลับไปก่อน รอให้ข้าปรึกษากับคนในครอบครัวคืนนี้แล้วค่อยให้คำตอบพวกเจ้า ได้หรือไม่”

   

   เมื่อได้ยินเช่นนั้น พวกเขาจึงเดินจากไปอย่างสิ้นหวัง บางคนถึงกับร้องไห้ออกมา พวกเขาคิดว่าแม่เฒ่าฉินคงไม่ต้องการให้พวกเขาเช่าที่นาอีกต่อไปจึงพูดเช่นนั้น

   

   ฉินฟู่หลินมองดูคนเหล่านั้นด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ จึงหันมากล่าวว่า “พวกเขาล้วนเป็นคนยากไร้ ต้องพึ่งพาที่นานี้เพื่อประทังชีวิต แต่ท่านเองก็มีปากท้องสิบกว่าคนต้องเลี้ยงดู ไม่ว่าจะให้เช่าหรือไม่ให้เช่าก็ลำบากใจทั้งนั้น”

   

   แม่เฒ่าฉินถอนหายใจ นางเป็นหัวหน้าครอบครัว มีปากท้องสิบกว่าคนต้องเลี้ยงดู นางจึงลำบากใจเช่นกัน

   

   ฉินฟู่หลินนึกขึ้นได้อย่างหนึ่ง “ใช่แล้ว พี่ชุนหลาน ผู้อาวุโสสามบอกว่ามะรืนนี้เป็นวันมงคล เขาจะเปิดศาลบรรพชนเพื่อไหว้บรรพบุรุษ”

   

   แม่เฒ่าฉินรีบกล่าวว่า “ไม่ต้องยุ่งยากขนาดนั้นหรอก เพิ่งเก็บเกี่ยวพืชผลกันเสร็จ ทุกคนควรได้พัก เพราะอีกไม่นานก็จะต้องเพาะปลูกในช่วงฤดูหนาวแล้ว”

   

   ฉินฟู่หลินโบกมือ “ไม่ได้ ไม่ได้ ผู้อาวุโสสามบอกว่า ตระกูลฉินมีถงเซิงตั้งเก้าคน จำเป็นต้องเปิดศาลบรรพชนเพื่อบอกกล่าวบรรพบุรุษ”

   

   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ แม่เฒ่าฉินก็ไม่อาจปฏิเสธได้อีก นางให้ฉินฟู่หลินรอครู่หนึ่ง แล้วอุ้มฉินเยาเยาเข้าไปในห้อง

   

   “หลานรัก ย่าขอเงินที่ฝากเจ้าเก็บไว้ก้อนหนึ่ง”

   

   เพื่อป้องกันไม่ให้โจรขโมยเงิน นางจึงฝากให้ฉินเยาเยาเก็บไว้

   

   ฉินเยาเยาส่งเสียงอ้อแอ้ เงินก้อนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่หัวเตียง พร้อมกับผิงกั่วสีแดงสดหลายลูก และลูกสาลี่สีเหลืองทองอีกหลายลูก

   

   “โอ้! หลานรักของย่า”

   

   แม่เฒ่าฉินอุ้มฉินเยาเยาขึ้นมาแล้วหอมแก้มนางฟอดใหญ่ นางเอาของทั้งหมดใส่ตะกร้า แล้วนำออกไปส่งให้ฉินฟู่หลิน

   

   “เช่นนั้นข้าก็จะไม่ปฏิเสธแล้ว แต่เนื่องจากเป็นเรื่องของตระกูลพวกเรา ก็ไม่ควรให้ชาวบ้านจัดการแทน นี่เงินสิบตำลึงใช้ซื้อธูปเทียนและเครื่องเซ่นไหว้บรรพบุรุษ”

   

   ฉินฟู่หลินรีบปฏิเสธ “ไม่ๆ พี่ชุนหลาน เงินที่ใช้ซื้อของคราวก่อนยังเหลืออยู่ ไม่ต้องให้อีก”

   

   แม่เฒ่าฉินนำตะกร้าวางลงบนมือของฉินฟู่หลินพลางกล่าวว่า “เรื่องนั้นก็ว่ากันไปเรื่องนั้น ครั้งสำหรับซื้อเครื่องเซ่นไหว้เพื่อไหว้บรรพบุรุษตระกูลฉิน ส่วนผลไม้นี้เจ้านำกลับไปให้เถียจู้กินเถิด”

   

   เมื่อได้ยินดังนั้น ฉินฟู่หลินจึงยอมรับโดยดี เขาสนทนากับแม่เฒ่าฉินอีกสองสามประโยคก่อนจะจากไป

   

   ไม่นานหลังจากฉินฟู่หลินจากไป ขณะที่แม่เฒ่าฉินกำลังจะกล่อมหลานสาวตัวน้อยให้นอนกลางวัน หลี่อันก็วิ่งพรวดเข้ามาในห้อง

   

   เขาพุ่งเข้ามาแย่งฉินเยาเยาไปจากอ้อมแขนของแม่เฒ่าฉินอย่างรวดเร็ว แล้วบีบแก้มยุ้ยๆของนางเบาๆ ก่อนจะใช้หนวดเคราเขี่ยจมูกเล็กๆของนางอย่างเอ็นดู

   

   ฉินเยาเยาจามใส่เขาอย่างแรงจนน้ำลายกระเด็นเปื้อนใบหน้า

   

   แม่เฒ่าฉินมองการกระทำของหลี่อันด้วยความเอือมระอา นางชินกับพฤติกรรมแปลกๆของเขาเสียแล้ว

   

   แม้ว่าบางครั้งหลี่อันจะมีท่าทางแปลกประหลาดไปบ้าง แต่นางก็รู้ดีว่าเขารู้จักขอบเขตและไม่เคยล้ำเส้นจนทำให้นางเป็นกังวล นางจึงปล่อยๆไป

   

   หลังจากแกล้งฉินเยาเยาจนพอใจแล้ว หลี่อันก็ส่งเยาเยากลับคืนสู่อ้อมแขนของแม่เฒ่าฉิน และหยิบผิงกั่วข้างๆมากัดกินพลางเอ่ยว่า “น้องหญิง เจ้าเดาสิว่าข้าเพิ่งเจอผู้ใดมา”

   

   “ผู้ใดเล่า” แม่เฒ่าฉินถาม

   

   แม่เฒ่าฉินลูบใบหน้าเล็กๆของฉินเยาเยา พลางเอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจนัก

   

   ในสายตาของแม่เฒ่าฉิน คงไม่พ้นเรื่องราวในมุมใดมุมหนึ่งของหมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของมดกำลังต่อสู้กัน หรือไม่ก็เรื่องไก่ของนางหวังกับเป็ดของลุงจางกำลังตีกัน และใครเป็นฝ่ายชนะ ในช่วงนี้ หลานสาวตัวน้อยมักได้ฟังเรื่องราวทำนองนี้อยู่บ่อยครั้ง

   

   ทว่าหลี่อันกลับมีสีหน้าจริงจัง แล้วเอ่ยว่า “หยางเปียว!”



จบตอน

Comments