บทที่ 311: ลุงสามช่วยด้วย!
“ท่านแม่ พวกเราไปเดินตลาดนัดกันเถอะ ดูว่ามีอะไรที่จำเป็นต้องซื้อแล้วก็ซื้อกลับมาพร้อมกัน"
ฉินเหล่าซานนั่งลงดื่มน้ำอึกหนึ่งพลางพูดอย่างมีความสุข พวกเขามองดูชั้นวางสินค้าที่ว่างเปล่าก็รู้สึกตื่นเต้นมาก แต่เดิมคิดว่าไม่ได้เปิดร้านมาสองเดือนแล้ว ลูกค้าเหล่านั้นคงลืมพวกเขาไปหมดแล้ว ดังนั้นพวกเขาถึงได้คิดจะทำข้อเสนอที่น่าดึงดูด
แม่เฒ่าฉินนวดเอวของนางพลางเอ่ย “โอ้ การที่พวกเจ้ากลับมาเปิดร้านใหม่ถูกต้องแล้ว ยังมีคนอีกมากมายที่รอกินขนมของบ้านพวกเราอยู่นะ"
ฉินเหล่าซานเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหลือเชื่อ “ใช่แล้ว ข้าก็ไม่คิดว่ากิจการจะดีขนาดนี้ พวกเราเกือบจะรับมือไม่ไหวแล้ว”
“งั้นพรุ่งนี้ก็เรียกหมิงจิ่นกับหมิงจูมาช่วยสิ พวกเจ้าจะได้สอนให้พวกนางเรียนรู้งานด้วย”
ฉินเหล่าซานพยักหน้าแล้วนำเงินออกมามอบให้แม่เฒ่าฉิน “เงินวันนี้อยู่ที่นี่ทั้งหมดแล้ว ท่านเก็บไว้ให้ดีนะ”
แม่เฒ่าฉินก็ไม่ได้เกรงใจ รับถุงเงินมาแล้วเก็บไว้ในอกอย่างดี
“เด็กๆพวกเราไปเดินเที่ยวตลาดกันเถอะ” แม่เฒ่าฉินตะโกนไปลานหลังบ้าน เล่อเหนียงได้ยินเสียงเรียกของผู้เป็นย่าจึงวิ่งออกมาจากด้านใน
ฉินเหล่าซานลงกลอนประตูร้านแล้วพาเด็กๆไปเดินเที่ยวในตลาดกับมารดา
ตอนนี้พวกเขากำลังไปที่ร้านผ้าเพื่อซื้อผ้า เทศกาลตรุษจีนมาถึงแล้ว จำเป็นต้องตัดเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เด็กๆในบ้าน
โดยเฉพาะเล่อเหนียงเด็กอ้วนคนนี้ ช่วงตรุษจีนต้องสวมใส่เสื้อผ้าที่ดูมีสีสันสดใสจึงจะดูดีเล่อเหนียงตัวอ้วนจ่ำม้ำ สวมใส่เสื้อผ้าสีแดงดูคล้ายเด็กในภาพวาดอย่างยิ่ง
“คารวะฮูหยินผู้เฒ่า ไม่ได้พบกันตั้งนาน ช่วงนี้ท่านสบายดีหรือไม่”
เถ้าแก่หลายเห็นพวกเขาก็คลี่ยิ้มออกมาต้อนรับ
หญิงชราผู่นี้คือเทพเจ้าแห่งโชคลาภตัวจริง ทุกครั้งที่มาจะต้องซื้อผ้าไหมไม่ต่ำกว่าสามพับ หรือบางครั้งก็มากกว่านั้น
ในอำเภอชิงเหอคนที่แต่งตัวเรียบง่ายแต่กลับใจป้ำเช่นนี้นั้นหาได้ยากยิ่งนัก
“เถ้าแก่ ท่านไม่มีผ้าที่มีสีสันสดใสกว่านี้หรือ ข้าต้องการผ้าเนื้อละเอียดจะดีที่สุด”
เถ้าแก่หลายรีบตอบทันที “มีๆๆ เมื่อวานข้าเพิ่งได้ผ้าสีแดงมาหนึ่งพับ และยังมีผ้าสีฟ้าอีกหนึ่งพับด้วย”
พูดพลางเขาก็หยิบผ้าสองพับออกมาจากหลังตู้แล้ววางลงบนโต๊ะให้แม่เฒ่าฉินดู
แม่เฒ่าฉินลูบผ้าทั้งสองพับแล้วพยักหน้า “ช่วยห่อให้ข้าด้วย”
เถ้าแก่หลายลงมือห่อผ้าทั้งสองพับด้วยตัวเอง แล้วส่งให้ฉินเหล่าซาน แม่เฒ่าฉินจ่ายเงินและกล่าวลาเถ้าแก่หลายแล้วเดินออกไป
“เหล่าซานเอ๋ย เนื่องจากปีนี้ไม่ได้ตากเนื้อไว้มากนัก เดี๋ยวคงต้องไปซื้อเนื้อหมูสักชิ้นจากเถ้าแก่หวงเสียแล้ว”
แม่เฒ่าฉินพูดกับฉินเหล่าซานขณะเดินไปตามท้องตลอด เล่อเหนียงได้ยินผู้เป็นย่าจะซื้อเนื้อหมู ดวงตาของนางก็กวาดมองไปรอยๆ แล้วโน้มตัวกระซิบข้างหูแม่เฒ่าฉิน
“ท่านย่าไม่ต้องซื้อหรอก เล่อเหนียงมี!” แม่เฒ่าฉินมองนางด้วยสีหน้าไม่เห็นด้วย “หลานรัก ตอนนี้บ้านเรามีเงินแล้ว เจ้าไม่จำเป็นต้องแลกอายุขัยเพื่อเปลี่ยนเป็นของอีกแล้ว เจ้าเชื่อฟังข้าแล้วไม่ต้องเอาอะไรออกมาอีก”
เล่อเหนียงรีบส่ายหน้า “ท่านย่า เล่อเหนียงมี ไม่ต้องกับแลกอายุขัย”
เมื่อเห็นผู้เป็นย่าไม่สนใจแล้วเดินไปทางเถ้าแก่หวง ฉินเยาเยาก็รีบร้อนยื่นมือไปดึงผมของหงอวี่
“หลานรัก เหตุใดเจ้าถึงไปดึงผมพี่ชายอย่างนั้นเล่า” แม่เฒ่าฉินตีก้นนางเบาๆ
เล่อเหนียงลูบก้นตัวเองด้วยสีหน้าน้อยใจ นางถูกท่านย่าตีเสียแล้ว ในตลาดที่คนพลุกพล่านและผู้คนมากมายเช่นนี้ แต่นางกลับถูกท่านตีก้น
เล่อเหนียงรู้สึกน้อยใจ
หงอวี่รับรู้ถึงสายตาอาฆาตแค้นจากเล่อเหนียง จึงกระแอมไอเบาๆแล้วกล่าวว่า
“ท่านย่า น้องสาวมีเนื้อหมู นางไม่ได้เอาอายุขัยแลกมา อีกอย่างหมูตัวนั้นก็โตมากแล้ว เกรงว่าถ้าไม่กินตอนนี้มันจะแก่ตายเสียก่อน”
แม่เฒ่าฉินมองพวกเขาทั้งสองด้วยสายตาไม่เชื่อ "จริงหรือ"
หงอวี่พยักหน้าหนักแน่น "เป็นความจริงขอรับ และมันอ้วนมากทั้งยังตัวใหญ่มาก"
แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นจึงล้มเลิกความคิดที่จะซื้อเนื้อหมู
เพราะนางรู้ว่าเพียงแค่หลานสาวของนางเอ่ยปาก ไม่ว่านางจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย สิ่งที่นางพูดก็จะปรากฏขึ้นในห้องของนางในเวลาใดเวลาหนึ่งอย่างแน่นอน
หงอวี่เห็นท่านย่าล้มเลิกความคิดแล้ว จึงปรึกษากับเล่อเหนียงเบาๆ
“น้องสาว เจ้าสามารถปล่อยหมูตัวที่มีขนสีดำปอยหนึ่งบนหัวออกมาได้หรือไม่”
เล่อเหนียงได้ยินคำพูดของหงอวี่ นางก็หัวเราะออกมาอย่างไม่เกรงใจเลยแม้แต่น้อย ดูเหมือนว่าพี่ชายคนที่เจ็ดของนางจะหมูตัวนั้นอย่างมาก
ความจริงแล้วพวกเขาเคยคิดที่จะนำหมูออกมาจากพื้นที่มิติมาเลี้ยงไว้ เขาตั้งใจจะทำก่อนแล้วค่อยบอกเรื่องนี้ทีหลัง ตอนนั้นทั้งสองคนจึงฉวยโอกาสตอนที่ท่านย่าหลับแอบเข้าไปในพื้นที่มิติ เพื่อจับลูกหมูสองตัว
แน่นอนว่ามีเพียงหงอวี่คนเดียวที่ลงมือ เล่อเหนียงในฐานะเทพเซียนตัวน้อยไม่จำเป็นต้องลงมือเอง นางจ้องมองพี่เจ็ดปีนเข้าไปในคอกหมูเพื่อจับลูกหมูสองตัวที่เพิ่งอายุครบหนึ่งเดือน
จากนั้นก็มองหมูตัวผู้ที่มีขนสีดำปอยหนึ่งบนหัววิ่งชนพี่เจ็ดของนาง ทำให้เขาล้มหัวทิ่มลงในบ่อปลา ตอนนั้นนางตกใจมากจึงรีบพาเขาออกมาจากพื้นที่มิติ
หลังจากออกมาแล้ว นางและพี่เจ็ดก็ได้รับพื้นรองเท้าของย่าเป็นของขวัญ ส่วนหงอวี่ก็เป็นหวัดเพราะอากาศ ทั้งถูกขังอยู่ในบ้านห้าวัน ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปข้างนอก
เล่อเหนียงเอามือปิดปากหัวเราะสองทีแล้วถามว่า “พี่เจ็ด ท่านอยากแก้แค้นมากใช่หรือไม่”
หงอวี่มองเขาด้วยสีหน้าเหมือนกำลังพูดเรื่องไร้สาระ “แน่นอนสิ ข้าเป็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา แต่กลับถูกหมูวิ่งชน ข้าไม่แก้แค้นได้อย่างไร ความแค้นในนี้ยากจะระบาย”
เล่อเหนียงพยักหน้า “ข้าจะช่วยท่านล้างแค้น”
แม่เฒ่าฉินได้ยินเสียงกระซิบกระซาบของพวกเขาสองคน ได้ยินหงอวี่พูดว่าถูกหมูวิ่งชน ได้ยินเล่อเหนียงพูดว่าจะแก้แค้น นางคิดทบทวนเเรื่องราวทั้งหมด ไม่นานก็เข้าใจ เจ้าเด็กน้อยสองคนนี้ไปยั่วยุหมูเข้า ไม่แปลกใจที่วันนั้นหงอวี่กลับมาด้วยเนื้อตัวเปรอะเปื้อนโคลน
ช่างเป็นเรื่องที่ทำให้คนทั้งโมโหและขบขันจริงๆ
พวกแม่เฒ่าฉินเดินเล่นในอำเภออยู่ค่อนวัน หลังจากที่ซื้อของใช่ที่จำเป็นทั้งหมดแล้วจึงบังคับรถม้ากลับบ้าน แต่ครั้งนี้นางไม่ได้นั่งรถม้าที่หมิงเฟิงขับ แต่ให้ฉินเหล่าซานเป็นคนขับรถม้าแทน
เพราะนางมีลางสังหรณ์ว่าหลานรักของนางกำลังจะเริ่มแสดงมายากลอีกแล้ว
แน่นอนว่าเมื่อออกเดินทางได้ครึ่งทาง เล่อเหนียงก็หัวเราะคิกคักสองครั้งแล้วโบกมือ ทันใดนั้นหมูตัวอ้วนใหญ่ก็ปรากฏขึ้นในรถม้า
ทำให้แม่เฒ่าฉินตกใจสุดขีด นางกอดเล่อเหนียงแล้วหลบไปด้านข้างทันที
“หลานรัก เจ้าอยากทำให้ย่าตกใจตายหรือ”
“หมูตัวใหญ่ขนาดนี้จะเอามาไว้บนรถได้อย่างไร”
“ถ้าหากมันพุ่งชนคนขึ้นมาจะทำอย่างไร”
ตอนนั้นหมูตัวอ้วนตัวโผล่ขึ้นมาในสถานที่ที่ไม่คุ้นตาโดยไม่ทันได้ตั้งตัว แต่พอมันเห็น หงอวี่ที่หลบอยู่ตรงมุม ดวงตาของมันก็แดงก่ำ หายใจหอบแล้วพุ่งเข้าใส่เขา
“โอ้ย! ลุงสามช่วยด้วยข้างในมีหมู่!”
หงอวี่กระโดดออกทางหน้าต่างรถม้าทันที
บทที่ 312: พี่เจ็ด ข้าไม่ได้ตั้งใจ
“เหตุใดจึงมีหมู่อยู่บนรถม้าได้เล่า”
ฉินเหล่าซานเพิ่งพูดจบก็เห็นหงอวี่ลอยออกมาจากด้านใน เขาตกใจจนรีบวิ่งไปประคองหงอวี่ขึ้นมา
“ท่านแม่ ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่”
ฉินเหล่าซานรีบเปิดม่านรถม้าออก ก็เห็นหมูตัวใหญ่อ้วนนอนอยู่ในรถ ส่วนแม่เฒ่าฉินกอดตัวเองหดอยู่ที่มุมหนึ่ง
“เหล่าซาน รีบดูเสี่ยวชีหน่อยว่าเป็นอย่างไรบ้าง”
ฉินเหล่าซานรีบตอบ “ท่านแม่ เสี่ยวชีไม่เป็นไรขอรับ แล้วท่านเป็นอะไรหรือไม่”
แม่เฒ่าฉินส่ายหัว "ไม่เป็นไร แค่รู้สึกอึดอัดนิดหน่อยที่ถูกหมูเบียด"
"รีบหาทางเอาหมูตัวนี้ออกไปเร็ว"
ฉินเหล่าซานเห็นหมูอ้วนตัวนั้นแล้วก็กระตุกมุมปาก ไม่ต้องบอกก็รู้ว่านี่ต้องเป็นฝีมือของหลานสาวเขาแน่นอน
"ตอนอรกหมูตัวนี้ขยับได้หรือไม่" ฉินเหล่าซานใช้มือแตะหมูตัวอ้วนอย่างระมัดระวัง
"ลุงสาม มันขยับไม่ได้แล้วเจ้าค่ะ เล่อเหนียงใช้อาคมทำให้มันเคลื่อนไหวไม่ได้แล้ว"
ฉินเหล่าซานพยายามหลายวิธี แต่ก็ไม่สามารถใชเคลื่อนย้ายหมูตัวนั้นลงมาได้
"ช่างเถอะ ช่างเถอะ เหล่าซานให้เสี่ยวชีขึ้นมาเลย พวกเรากลับทั้งอย่างนี้แหละ กลับถึงบ้านแล้วค่อยหาวิธีย้ายมันลงจากรุ
ฉินเหล่าซานเห็นว่าไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจึงจำต้องทำเช่นนั้น โชคดีที่แม่เฒ่าฉินมีสายตาการณ์ไกล ได้ไล่เด็กคนอื่นๆและสือไห่ถังไปอยู่บนรถม้าอีกคันอื่น มิเช่นนั้นหมูอ้วนที่ปรากฏขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยนี้ คงจะทับพวกเขาตายแน่นอน
ฉินเหล่าซานอุ้มหงอวี่ขึ้นรถม้า ทว่าหงอวี่กลับไม่ยอมเข้าไปข้างใน มองเล่อเหนียงด้วยสายตาน้อยใจ แล้วนั่งอยู่ข้างนอกกับฉินเหล่าซาน
เล่อเหนียง “...”
ถ้าบอกว่าไม่ได้ตั้งใจ พี่เจ็ดจะเชื่อข้าหรือไม่
ความจริงแล้วเล่อเหนียงไม่ใช่คนที่หุนหันพลันแล่น ตอนที่ปล่อยหมูตัวนี้ออกมานางฉีดยาสลบให้มันแล้ว อีกทั้งยังคำนวณเวลาก่อนจึงปล่อยมันออกมา ใครจะรู้ว่าพี่เจ็ดของนางจะโชคร้ายถึงเพียงนี้ ตอนนี้ไม่รู้ว่าก้นที่กระแทกพื้นของเขาเป็นอย่างไรบ้าง
หากบาดเจ็บที่อวัยวะสำคัญบางส่วน ต่อไปจะทำอย่างไรดี ท่านพ่อผู้สูงศักดิ์ของเขาคงไม่มาตีนาหรอกนะ
รถม้าโคลงเคลงมุ่งหน้ากลับบ้าน แต่ช้ากว่าการเดินทางครั้งก่อนเล็กน้อย เพราะบนรถมีหมูอ้วนตัวใหญ่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งตัว
ฉินเหล่าซานขับรถม้าตรงมาที่หน้าบ้าน จากนั้นก็ไปเรียกพ่อเฒ่าจ้าวและคนอื่นมาจากบ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อที่อยู่ติดกันมาช่วยขนหมู
“เหล่าซานเอ๋ย หมูตัวนี้มันขึ้นไปอยู่บนรถม้าได้อย่างไรเล่า ข้าแก่แล้ว เจ้าอย่าล้อข้าเล่นเลย” พ่อเฒ่าจ้าวพูดพลางเดินไปบ้านตระกูลฉิน
รถม้าคันนี้ห้องโดยสารเล็กแค่นี้จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะบรรทุกหมูได้ แบบนั้นยังจะเหลือที่ให้คนนั่งอีกหรือ
แต่เมื่อเขาเปิดม่านรถขึ้นก็เห็นแม่เฒ่าฉินที่กำลังอุ้มเล่อหนิวไว้ ใบหน้าหมดอาลัยตายอยากขดตัวอยู่ในมุม ส่วนหมูตัวอ้วนนอนขวางอยู่บนรถม้า ก็พลันชะงักไปเล็กน้อย
“ไม่ใช่...นี่มันขึ้นไปได้อย่างไร”
“ท่านลุง อย่าไปสนใจหมูตัวนั้นเลย ท่านรีบคิดหาวิธีช่วยให้น้องสาวกับท่านย่าของข้าลงมาเถิด”
หงอวี่กล่าวอย่างร้อนใจพลางกุมก้นของตน
พ่อเฒ่าจ้าวร้องขึ้นหนึ่งเสียง แล้วหันหลังไปเรียกคนมาช่วย แต่เดินไปได้สองก้าวก็หันกลับมาพูดว่า
“หงอวี่ถ้าเจ้าทนไม่ไหวแล้วก็รีบไปหามุมเล็กๆสักที่แล้วจัดการซะ ถ้าไปช้าอาจจะฉี่รดกางเกงได้”
หงอวี่อึ้งไปครู่หนึ่ง ใบหน้าแดงก่ำในทันที สายตาอาฆาตตวัดไปทางเล่อเหนียงอีกครั้ง แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่กล้าเอามือออกจากก้น
ไม่นานนักฉินฟู่หลินและคนอื่นๆก็มาถึง พวกฉินไห่เยี่ยนที่อยู่ในบ้านได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจึงรีบเดินออกมา
พวกเขาเห็นหงอวี่ท่าทางของหงอวี่แล้วมุมปากก็กระตุกพร้อมกัน
พวกเขาอยากหัวเราะมาก
“ท่านแม่ เกิดอะไรขึ้นหรือ”
ฉินไห่เยี่ยนก้าวไปข้างหน้าแล้วตบหมูตัวใหญ่นั่นพลางถาม แม่เฒ่าฉินเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์
“อย่ามัวแต่ชักช้าอยู่ รีบคิดหาวิธีเอาหมูตัวนี้ออกไปเร็วเข้า”
ฉินไห่เยี่ยนและคนอื่นก็ไม่กล้าชักช้า พวกเขาเข้าไปลากหมูตัวอ้วนลงมา พวกเขาใช้เวลาอยู่นานแต่หมูตัวอ้วนนั้นไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
“เหล่าซาน เหล่าอู่ รื้อรถม้าเถอะ” พ่อเฒ่าหวงเสนอ
“เดี๋ยวข้าจะประกอบรถม้านี้กลับเข้าที่เอง”
พ่อเฒ่าจ้าวที่อยู่ข้างๆก็พูดว่า “พ่อเฒ่าหวงมีฝีมือ แต่ก่อนเคยซ่อมรถม้ามาก่อน”
“ยังยืนเหม่ออยู่ทำไม รีบรื้อสิ”
ฉินเหล่าซานและฉินไห่เยี่ยนลงมือพร้อมกัน ด้วยความชำนาญของหวงผู้เฒ่า รถม้าถูกรื้อออกอย่างรวดเร็วในชั่วพริบตา
เมื่อฉินฟู่หลินเห็นหมูอ้วนตัวใหญ่นั้น ต่างพากันสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่
หมูอ้วนตัวนี้มันอ้วนเกินไปแล้วกระมัง
ฉินไห่เยี่ยนและคนอื่นๆไม่มีเวลาตกใจกับความอ้วนของหมูตัวนั้น เขาเข้าไปอุ้มเล่อเหนียงลงมา แล้วจึงพยุงแม่เฒ่าฉินลงมาด้วย
“ท่านแม่ หมูตัวนั้นมาอยู่ในได้อย่างไรหรือขอรับ” ฉินไห่เยี่ยนถาม
พวกเขาแต่เดินทางเร็วกว่าแม่เฒ่าฉินและคนอื่นเล็กน้อยเท่านั้น แต่ทำไมถึงรู้สึกว่าพลาดเรื่องนี้ไปได้
แม่เฒ่าฉินตีก้นเล็กๆของเล่อเหนียงแล้วพูดว่า "พวกข้าเพิ่งเดินทางได้ครึ่งทาง เล่อเหนียงก็งอแงอยากปลดทุกข์ ข้าเพิ่งพานางเข้าห้องน้ำเสร็จ พอจะขึ้นรถม้าก็เห็นหมูตัวอ้วนพุ่งขึ้นมา”
“ตอนนั้นข้าตกใจมาก มันเคลื่อนไหวร่างกายอย่างว่องไว ข้าคิดว่ามันเป็นเสือเสียงอีก”
“เดิมทีมีชายชราคนหนึ่งต้องการต้อนหมูไปขายในอำเภอ แต่บังเอิญว่าเขาใช้ไม้ตีหมูแรงไปหน่อย ทำให้หมูตกใจวิ่งขึ้นมาในรถม้าของเรา พวกข้าพยายามลากมันลงมาหลายครั้งแล้วก็ไม่สำเร็จ สุดท้ายจึงต้องใช้เงินซื้อมา” แม่เฒ่าฉินพูดจบแล้วแสร้งลูบอกตัวเองด้วยความโล่งใจ
“โชคดีที่เป็นหมู ถ้าเป็นเสือ ข้าไม่อยากจะคิดเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
ฉินเหล่าซานรู้ว่าท่านแม่กำลังช่วยปกปิดให้เล่อเหนียงจึงพูดเสริมขึ้นมา
“พูดถึงเรื่องนี้ ตอนที่หมูอ้วนตัวนั้นล้มลงมามันก็เฉียดข้าไปนิดเดียว โชคดีที่ข้าสวมเสื้อผ้าหลายชั้น ไม่งั้นเมียข้าเพิ่งหายป่วยไม่ทันไร ข้าเนี่ยแหละที่เป็นคนต่อไปที่จะต้องนอนอยู่บนเตียง”
เมื่อได้ยินคำพูดของแม่เฒ่าฉิน คนอื่นๆก็ไม่ได้สงสัยอะไรอีก
ท้ายที่สุดแล้ว ถ้าไม่ใช่หมูอ้วนตัวใหญ่ตัวนี้วิ่งขึ้นมาเอง ฉินเหล่าซานและคนอื่นๆก็ไม่สามารถยกมันขึ้นมาได้ แม่เฒ่าฉินมองไปรอบๆ ก็เห็นชาวบ้านมาล้อมวงรอดูเรื่องสนุก จึงตะโกนบอกว่า
“ใครว่างก็มาช่วยกันหน่อย มาจัดการหมูตัวนี้กัน คืนนี้พวกเจ้าไม่ต้องทำอาหารแล้ว มากินเลี้ยงฉลองการฆ่าหมูที่บ้านเขาเถอะ”
“ท่านป้าพูดจริงหรือ” เอ้อร์จู้ถามน้ำลายไหลยืด
สายตาของคนอื่นๆก็จ้องมองไปที่แม่เฒ่าฉินเช่นกัน
แม่เฒ่าฉินเอามือเท้าสะเอว “เอ้อร์จู้ เจ้าถามอะไรของเจ้า ข้าเคยไม่รักษาคำพูดตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”
พอได้ยินดังนั้น เอ้อร์จู้และคนอื่นๆก็ร้องเสียงดังด้วยความดีใจ “กินเนื้อแล้ว กินเนื้อแล้ว”
พูดพลางมีคนหลายคนวิ่งเข้าไปช่วยกันยกหมูตัวใหญ่ลงมา พวกผู้หญิงก็รีบไปต้มน้ำเพื่อใช้ลวกถอนขนหมู
สวี่ซิ่วอิง สือไห่ถัง และหลิวซิ่วเถารู้ว่าวันนี้บ้านต้องทำอาหารให้ชาวบ้าน จึงรีบลงมือช่วยกันทำงาน
ข้าวสวยมีให้กินอย่างเพียงพอ แต่ว่าพวกนางก็ยังนึ่งหมั่นโถวเพิ่มดังนั้นทั้งสามคนจึงแบ่งงานกันทำคนละอย่าง ส่วนหญิงสาวคนอื่นเห็นเช่นนั้นก็พากันพับแขนเสื้อขึ้นช่วยเก็บผัก หรือไม่ก็นำผักป่ามาจากบ้าน
เด็กชายในหมู่บ้านนั่งยองๆเรียงแถวอยู่ข้างๆ พวกเขากำลังรอกระเพาะปัสสาวะหมูมาเตะเป็นลูกบอล
แม่เฒ่าฉินจูงมือหงอวี่เข้าไปในห้องข้าง
“เสี่ยวชี ถอดเสื้อผ้าออกเถิด”
บทที่ 313: ข้าไม่กล้าอีกแล้ว
ใบหน้าหงอวี่แดงก่ำขึ้นมาทันที “ท่านย่า...เช่นนี้ไม่เหมาะกระมัง”
แม่เฒ่าฉินจ้องเด็กชายเขม็ง “อย่ามัวพูดเหลวไหล รีบถอดเสื้อผ้าเสีย ไม่ต้องถอดกางเกงชั้นใน”
นางเพิ่งเห็นเสี่ยวชีเอามือกุมก้นอยู่ตลอด คงจะบาดเจ็บตรงไหนสักแห่งแน่
เล่อเหนียงเด็กคนนี้ก็เหลือเกินจริงๆ จะทำอะไรไม่ดูสถานการณ์เลยจริง แม่เฒ่าฉินคิดว่าแล้วก็ยกมือหยิกหลานสาวที่นั่งอยู่บนเตียงเตา พลางจ้องพี่ที่เจ็ดของนางถอดเสื้อผ้าตาโต
“เด็กบ้า เจ้ารีบปิดตาเสีย เจ้ากำลังมองอะไรอยู่น่ะ”
แม่เฒ่าฉินเอาเสื้อผ้าคลุมศีรษะของนาง แล้วดึงหงอวี่มาตรวจสอบร่างกายของเขาอย่างละเอียด
“เสี่ยวชี เจ้ารู้สึกไม่สบายตรงไหนบ้าง”
หงอวี่บิดตัวเล็กน้อย แต่ก็ยังชี้ไปที่ก้น “ก้นเจ็บนิดหน่อย”
แม่เฒ่าฉินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยังเรียกฉินเหล่าซานเข้ามา
“เหล่าซาน เจ้าช่วยดูก้นของเสี่ยวชีหน่อย ดูว่าถูกหมูทำร้ายหรือไม่”
ฉินเหล่าซานดึงหงอวี่ไปอีกด้านของตู้ แล้วดึงกางเกงของหงอวี่ลงจากนั้นใช้มือบีบเบาๆ
“เจ็บตรงนี้หรือไม่”
“เจ้ารู้สึกว่าเจ็บข้างนอกหรือที่กระดูก”
“ลุงสาม กระดูกน่าจะไม่เป็นไร แต่อาจจะเป็นเพราะกระโดดนลงมาก้นกระแทกพื้น ข้าเลยเจ็บก้น” ฉินเหล่าซานตรวจสอบที่อื่นๆแล้วไม่พบปัญหา
“ท่านแม่ เสี่ยวชีไม่เป็นไร อาจจะบาดเจ็บที่ก้นตอนกระโดดออกจากหน้าต่าง แต่ไม่ได้กระทบกระเทือนถึงกระดูก ไม่มีอะไรร้ายแรง คงไม่จำเป็นต้องทายา"
แม่เฒ่าฉินจึงวางใจได้อย่างสมบูรณ์
“เหล่าซาน เจ้าออกไปทำงานเถอะ ข้าจะพักผ่อนสักหน่อย”
ฉินเหล่าซานรับคำแล้วเปิดประตูเดินออกไป โดยไม่ลืมปิดประตูให้อย่างใส่ใจ เพราะเขารู้ว่าจะต้องมีคนโดนตีก้น และแล้วก็เป็นอย่างที่คาดเมื่อฉินเหล่าซานจากไป แม่เฒ่าฉินก็หยิบรองเท้าออกมา
“ฉินเยาเยาข้าบอกเจ้ากี่ครั้งแล้วว่าอย่าทำเรื่องเหลวไหล ตอนนี้บ้านของพวกเราเปิดกิจการแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้เอาของออกมาอีก เจ้าทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดของข้าหรืออย่างไร”
เล่อเหนียงงุนงง ตั้งแต่นางเกิดมานี่เป็นครั้งแรกที่ท่านย่าเรียกชื่อเต็มของนาง และตำหนินางรุนแรงเช่นนี้
นางไม่อาจตอบสนองได้ทันที “ท่านย่า…”
หงอวี่ก็งุนงงเช่นกัน นับตั้งแต่เขามาถึงตระกูลฉิน นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นท่านย่าโกรธรุนแรงถึงเพียงนี้อีกทั้งยังโกรธน้องสาวอีกด้วย
“ท่านย่า อย่าได้โทษน้องสาวเลย ทั้งหมดนี้เป็นความคิดของข้า ข้าเป็นคนสั่งให้นางปล่อยหมูตัวนั้นออกมา” หงอวี่รีบแก้ต่างให้น้องสาวทันที
แม่เฒ่าฉินเคาะศีรษะเขาเบาๆพลางกล่าว “เสี่ยวชี เจ้าอย่าพูดแทรก!”
“ฉินเยาเยา เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้าทำผิดตรงไหน”
เล่อเหนียงสูดจมูกหนึ่งที น้ำตาเม็ดโตไหลออกมาเป็นครั้งที่สองแล้วที่ย่าเรียกชื่อเต็มของนาง
“ท่านย่า กอด…”
แม่เฒ่าฉินมองหลานสาวที่ดูน่าสงสารอย่างยิ่ง หัวใจของนางก็รู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรง แต่เพื่อไม่ให้นางอายุขัยสั้นลงและใช้โชคลาภของตัวเองกับเรื่องนี้ จึงต้องเสแสร้งทำเป็นเย็นชา
“ท่านย่า น้องสาวไม่ได้ใช้อายุขัยและโชคลาภจริงๆ หมูตัวนั้นอยู่ตรงนั้นมาตั้งแต่แรกแล้ว”
หงอวี่เห็นน้องสาวร้องไห้ก็รู้สึกกังวลขึ้นมาทันที เขาอยากจะบอกเรื่องพื้นที่มิติเล็กๆให้ท่านย่าฟัง แต่เล่อเหนียงเคยบอกว่าเรื่องที่นางมีพื้นที่มิตินั้นไม่สามารถบอกใครได้ ครั้งนี้ข้าต้องอดทนอย่างยากลำบาก
“ท่านย่า เล่เหนียงผิดไปแล้ว”
“ต่อไปหนิวหนิวจะไม่เอาของออกมาข้างนอกอีกแล้ว…”
เล่อเหนียงร้องไห้พลางยื่นมือให้แม่เฒ่าฉินอุ้ม
แม่เฒ่าฉินทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงอุ้มนางมากอดไว้แน่น
“พอเถอะ เด็กดีอย่าร้องไห้เลย เจ้าร้องไห้แล้วหัวใจของเขาแทบสลาย”
“ท่านย่า ข้า...ข้าจะไม่เอาของออกมาอีกแล้ว ท่านอย่าโกรธเลยนะเจ้าคะ”
เล่อเหนียงกอดคอแม่เฒ่าฉินพลางร้องไห้พลางสัญญา
หงอวี่เห็นน้องสาวร้องไห้อย่างเศร้าโศกก็แอบน้ำตาซึม ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของเขา หากเขาไม่บอกให้นางปล่อยหมูตัวนั้นออกมาฆ่า เรื่องแบบนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น
เล่อเหนียงก็คงไม่ต้องร้องไห้อย่างเศร้าโศกเช่นนี้
“หลานรัก ตอนนี้บ้านเรามีเงินแล้ว เจ้าไม่จำเป็นต้องใช้อายุขัยของเจ้าแลกสิ่งของอีกแล้ว”
แม่เฒ่าฉินกล่าวพลางปลอบประโลมหลานสาวสุดที่รักในอ้อมกอด
“อีกอย่างย่าไม่ได้ห้ามเจ้านำของออกมา แต่อยากให้เจ้าระวังสถานที่ด้วย เจ้าดูวันนี้สิ ไม่เพียงแต่ชนพี่เจ็ดของเจ้าออกไป แต่ยังเกือบทับพวกเราจนแบนอีกด่วย
เล่อเหนียงสะอื้นไห้ “ท่านย่า หมูตัวใหญ่นั้น เล่อเหยีงทำให้มันสลบไปแล้ว มันเดินไม่ได้ ข้าถึงได้กล้าปล่อยมันออกมา”
แม่เฒ่าฉินรู้ว่านางก็ตระหนักถึงจุดนี้ ไม่เช่นนั้นพวกนางคงไม่ได้มานั่งอยู่ตรงนี้ได้หรอก
“ถึงอย่างนั้นก็ไม่ควรปล่อยออกมาส่งเดช คราวนี้ย่าจะยกโทษให้เจ้า แต่ห้ามทำอีกเด็ดขาดเข้าใจหรือไม่”
เล่อเหนียงรีบพยักหน้าทันที “ท่านย่า ข้าเข้าใจแล้ว คราวหน้าข้าจะขออนุญาตท่านก่อนหยิบของออกมาได้หรือไม่”
แม่เฒ่าฉินถอนหายใจแล้วต้องพยักหน้าอย่างจนใจ
นางเดิมทีตั้งใจจะใช้โอกาสนี้ห้ามเล่อเหนียงไม่ให้นำของออกมาอีก แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะห้ามไม่ได้แล้ว
“เสี่ยวชี ออกมาเตะกระเพาะหมูกันเร็วเข้า สนุกมากเลย” เสี่ยวลิ่วตะโกนเสียงดังจากด้านนอก
หงอวี่เช็ดน้ำตาจนหมดแล้วมองผู้เป็นย่า “ท่านย่า ข้าอยากออกไปเล่น!”
แม่เฒ่าฉินตะโกนปฏิเสธ “เจ้าไม่เจ็บก้นแล้วหรือ”
“ท่านย่า ข้าไม่ค่อยเจ็บแล้ว ข้าทนได้”
แม่เฒ่าฉินพูดอย่างจนปัญญา “งั้นเจ้าไปเถอะ แต่ถ้าเจ็บขึ้นมา ข้าจะไม่ช่วยเจ้าทายาแล้วนะ”
หงอวี่พอได้ยินว่าออกไปได้ก็วิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
ส่วนประโยคหลัง ขาไม่สนใจแม้แต่น้อย เพราะต่อให้ท่านย่าไม่ทายาให้เขา เขายังมีท่านแม่อยู่นี่นา
ท่านแม่ของเขารักและเอ็นดูเขามากเหลือเกิน
“ท่านย่า เล่อเหนียงอยากไปด้วย"
“รู้อยู่แล้วว่าเจ้าอยู่เฉยๆไม่ได้หรอก ไปเถอะ ไปเล่นกับพวกเขา แต่เจ้าต้องระวังตัวด้วยนะ”
“อืมอืม” เล่อเหนียงตอบรับอย่างหนักแน่น แล้วเดินออกไป
ชลานหน้าบ้าน พวกพี่ชายกำลังเล่นกับเพื่อนๆในหมู่บ้าน พวกเขากำลังถือกระเพาะปัสสาวะหมูไว้ในมือ เล่อเหนียงก็วิ่งเข้าไปเล่นกับพวกเขาด้วย
แม่เฒ่าฉินก็เดินออกมา หยิบเก้าอี้มานั่งที่หน้าประตู ทั้งเด็ดผักทั้งคุยกับคนอื่น พร้อมกับดูแลเด็ก ๆไปด้วย
ไม่นานหมูตัวใหญ่ก็ถูกแล่จนเสร็จ ฉินเหล่าซานตามคำสั่งของแม่เฒ่าฉิน ตัดเนื้อส่วนหนึ่งเป็นชิ้นเล็กๆขนาดพอประมาณ เตรียมไว้ให้ชาวบ้าน หลังจากกินอาหารฉลองการฆ่าหมูในวันขึ้นปีใหม่ ส่วนเนื้อหมูที่เหลือก็นำไปตากลมเพื่อรอให้มันแห้ง
ส่วนหัวและเท้าที่ถูกแยกออกมานั้นก็ถึงคราวที่สือไห่ถังจะได้แสดงฝีมือ
นางทำความสะอาดส่วนหัวและเท้า ตั้งน้ำและเติมเครื่องปรุงลงไปก่อนจะเริ่มตุ๋น
ทางด้านนี้เนื้อถูกแยกจนครบแล้ว พวกผู้ชายทั้งหลายไม่มีอะไรให้ทำ การทำอาหารเป็นหน้าที่ของพวกสตรี ดังนั้นพวกเขาจึงนั่งอยู่ในลานบ้าน ดูเด็กๆเตะกระเพาะปัสสาวะหมูไปพลางขณะรอกินข้าว
ฉินไห่เยี่ยนขนเหล้ามาจากโรงเหล้าหนึ่งคันรถ ทำให้พวกผู้ชายในหมู่บ้านดีใจกันใหญ่ ยังไม่ทันได้กินข้าวก็ดื่มกันเสียแล้ว
อาหารวันนี้เรียบง่ายมาก ส่วนใหญ่เป็นผักดองผัดหมู ผักเขียว ซาลาเปา และเนื้อตุ๋นของสือไห่ถัง
ฉินไห่เยี่ยนได้ลิ้มลองเนื้อตุ๋นฝีมือของสือไห่ถังเป็นครั้งแรก พอได้ชิมก็หยุดตะเกียบไม่ได้เลย
บทที่ 314: พี่หงอวี่บอกว่ามันยากเกินไปสำหรับเขา
“โอ้โฮ พี่สะใภ้สาม เนื้อตุ๋นของท่านอร่อยมากเลย"
ฉินไห่เยี่ยนขยับตะเกียบไม่หยุด
"เหล่าอู่ ก่อนหน้านี้เจ้าไม่เคยกินอาหารที่สะใภ้สามทำหรือ?" ฉินฟู่หลินถามอย่างสงสัย
ฉินไห่เยี่ยนกลืนอาหารในปากลงคอแล้วตอบว่า "เคยกินสิ แต่เนื้อตุ๋นนี่เพิ่งได้กินเป็นครั้งแรก"
แม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียงไว้พลางป้อนอาหาร และนั่งฟังพวกเขาคุยกันไปด้วย
ตอนนี้นางก็เอ่ยขึ้นมาด้วย "แต่ก่อนนั้นครอบครัวยากจน หนึ่งเดือนก็แทบไม่ได้กินเนื้อ ถึงจะซื้อเนื้อก็ต้องเลือกชิ้นที่มีมันมากที่สุด ซื้อกลับมาก็ต้องเคี่ยวน้ำมันออก เหลือแค่กากนิดหน่อยก็ต้องประหยัดกิน ดังนั้นต่อให้สะใภ้สามมีฝีมือก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร"
ฉินฟู่หลินพยักหน้าเบาๆ แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ
แต่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยเชื่อคำพูดของแม่เฒ่าฉินนั้น เพราะตอนที่พวกเขามาบ้านตระกูลฉิน ได้นำของมาสองเกวียน ไม่เหมือนคนที่ไม่มีเนื้อจะกินเลย
“พี่สะใภ้สามคิดจะเปิดร้านอาหารบ้างหรือ ด้วยฝีมือของท่าน ถ้าเปิดไปนานๆ จะต้องขายดีแน่ๆ”
สือไห่ถังรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันที "ข้าไม่เคยคิดถึงเรื่องนั้นเลย ร้านขนมของพวกเราก็ยุ่งจนแทบจะรับมือไม่ไหวแล้ว อย่าพูดถึงการเปิดร้านอาหารเลย"
"ยิ่งไปกว่านั้น อำเภอชิงเหอก็มีภัตตาคารว่านฝูอยู่แล้ว หากพวกเราเปิดร้านอาหารอีก ก็จะเป็นการเรียกความเกลียดชังจากผู้อื่นเท่านั้น"
เมื่อได้ยินดังนั้นฉินไห่เอี้ยนก็ไม่ได้ถามอะไรอีก เพียงแต่รู้สึกว่าฝีมือการทำอาหารของพี่พี่สะใภ้สามได้แค่ขนมหวานนั้น ช่างน่าเสียดายเหลือเกิน
งานเลี้ยงฉลองการล้มหมูที่หมู่บ้านตระกูลฉิน ทำให้ชาวบ้านต่างสนุกสนานกันอย่างยิ่ง เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน ชายหนุ่มและชายชราในหมู่บ้านตระกูลฉินก็เมามายจนเดินไม่ตรง
ทำให้ภรรยาของพวกเขาโกรธจัด พลางพยุงสามีกลับบ้านไปพร้อมกับแอบหยิกพวกเขาไปด้วยหลังจากที่บรรดาหญิงสาวพาสามีกลับไปแล้ว พวกนางก็กลับมาเก็บกวาดโต๊ะ ล้างจานชาม และถือโอกาสนำของใช้ของตนกลับบ้านไปด้วย
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนถึงวันที่ยี่สิบสามเดือนสิบสอง วันนี้คือวันไหว้เทพเตาไฟ
แม่เฒ่าฉินจับไก่พื้นเมืองที่นางเลี้ยงเองสองตัว และหยิบเนื้อแห้งที่นางตากเองสองชิ้น
นางยังให้เล่อเหนียงนำผลไม้สดบางส่วนออกมาจากพื้นที่มิติ รวมถึงโสมรากหัวและเห็ดหลินจือ หนึ่งดอก จากนั้นก็นำขนมที่สือไห่ถังทำเสร็จเมื่อคืนขึ้นรถม้าไปด้วย
วันนี้หงอวี่ก็ติดตามฉินเหล่าซานเข้าเมืองไปด้วยกัน เพื่อไปยังจวนตระกูลเผ่ย เพื่อไปเยี่ยมท่านยายของเขา
“น้องสาว เจ้าอยู่บ้านดีๆได้หรือไม่ กลับมาเอาของอร่อยมาฝากเจ้า”
หงอวี่มองดูเล่อเหนียงที่เกาะตัวเขาไม่ยอมปล่อยด้วยสีหน้าจนปัญญาพลางปลอบโยนนาง
"พี่เจ็ดพาเล่อเหนียงไปด้วย พาเล่อเหนียงไปด้วย” เล่อเหนียงห้อยตัวอยู่บนหงอวี่พลางออดอ้อน
"น้องสาว อากาศหนาวเย็นเช่นนี้หากเป็นหวัดขึ้นมาเจ้าก็ต้องกินยารสขมอีกแล้ว เจ้าเชื่อฟังข้าดีหรือไม่”
“ไม่เอา ไม่เอา ข้าจะไปด้วย!"
"หากท่านไม่ยอมให้ข้าไปด้วย ข้าจะร้องไห้ให้ท่านดูเสียเลย!"
หงอวี่ไม่มีทางเลือกจึงได้แต่มองไปทางย่าเพื่อขอความช่วยเหลือ
"ท่านย่า เล่อเหนียงอยากไปเจ้าค่ะ!"
"หากไม่ให้ไป ข้าก่อเรื่องเดี๋ยวนี้เลย
มุมปากแม่เฒ่าฉินกระตุก นางพบว่าช่วงนี้หลานสาวยิ่งซุกซนมากขึ้น นางแทบจะอยู่ไม่ติดบ้านเลย
"ช่างเถอะ เสี่ยวชี เจ้าพาเด็กคนนี้ไปด้วยเถอะ หากไม่ให้นางไป ข้าเกรงว่าคืนนี้พวกเราคงไม่ต้องกินข้าวกันแล้ว"
หงอวี่ได้แต่อุ้มเล่อเหนียงขึ้นรถม้า รถม้าโคลงเคลงเข้าเมือง ไม่นานก็หยุดที่หน้าประตูใหญ่ของจวนตระกูลเผ่ย
"พวกเจ้ามาทำอะไรที่นี่?"
คนรับใช้ที่เฝ้าประตูใหญ่ของจวนตระกูลเผ่ยถามด้วยความระแวดระวังทันที
ฉินเหล่าซานลงจากรถม้าแล้วประสานมือเอ่ย "ข้าคือเจ้าของร้านขนมหวานละมุน ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยได้สั่งขนมหวานจากร้านข้าเมื่อไม่กี่วันก่อน และให้ข้านำมาส่งวันนี้"
ขณะพูดเขาเปิดม่านรถม้าให้ดูขนมหวานที่จัดเรียงอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่ด้านใน จากนั้นเขาหยิบขนมหวานบางส่วนออกมาส่งให้คนรับใช้ที่เฝ้าประตู
“ท่านลองชิมขนมจากบ้านข้าดูสิ”
เด็กรับใช้ไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขารับขนมมาแล้วเอาเข้าปากทันที
ขนมหวานของร้านหวานละมุนนั้นเป็นของวิเศษของอำเภอชิงเหอ คนรักของเขาเสี่ยวหงเป็นสาวใช้ชั้นสองข้างกายฮูหยินผู้เฒ่า เมื่อไม่นานมานี้ได้รับขนมหวานสองชิ้นจากผู้เป็นนาย นางก็เก็บไว้ให้เขาหนึ่งชิ้น
รสชาตินั้นวิเศษจริงๆ ละลายในปากทันทีที่สัมผัส ทั้งยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆของดอกไม้
สิ่งสำคัญที่สุดคือลวดลายบนขนมหวาน นั้นเป็นเอกลักษณ์ของอำเภอชิงเหอ มะเขือเทศลูกใหญ่เพียงแค่มองแวบเดียวก็ยืนยันตัวตนของชายตรงหน้าได้แล้ว
“คุณชายฉิน โปรดรออยู่สักครู่ ข้าจะไปเชิญพ่อบ้านมา!"
คนรับใช้พูดจบก็หิ้วขนมหวานวิ่งเข้าไปอย่างรวดเร็ว
ไม่นานเผ่ยฟู่ก็เดินออกมาอย่างรีบร้อน
"โอ้ คุณชายฉิน ท่านมาได้จังหวะพอดีเลย ฮูหยินผู้เฒ่าพวกข้ากำลังนึกถึงขนมหวานจากร้านของท่านอยู่พอดี"
"อาซาน อาไฉ่ พวกเจ้าสองคนช่วยยกตะกร้าขนมนี้ลงมา แล้วนำไปส่งที่เรือนของฮูหยินผู้เฒ่าด้วย" คนรับใช้คนเมื่อครู่และคนรับใช้ข้างเผ่ยฟู่รีบเข้าไปยกตะกร้าขนมลงมาทันที
"พ่อบ้านเผ่ย ข้ารู้สึกละอายใจจริงๆ ข้ายังมีเรื่องหนึ่งอยากขอความช่วยเหลือจากท่านได้หรือไม่" ฉินเหล่าซานเอ่ยปากด้วยสีหน้าขอโทษ
เผ่ยฟู่มองคนรับใช้ข้างกายแล้วเอ่ยปากอย่างสงสัยเล็กน้อย
"คุณชายฉิน หากมีธุระอันใด ไม่ต้องเกรงใจ บอกมาได้เลย!"
ฉินเหล่าซานชี้ไปที่เด็กน้อยสองคนในรถม้าที่สวมหน้ากากหัวเราะเล่นหยอกล้อกัน "วันนี้ที่บ้านยุ่งมากไม่มีคนดูแลเด็ก ดังนั้นข้าจึงพาเจ้าหนูสองคนนี้มาที่อำเภอด้วย แต่อีกสักครู่ข้าต้องเปิดร้าน กลัวว่าจะดูแลไม่ทั่วถึง ดังนั้นขอรบกวนพ่อบ้านเผ่ยช่วยดูแลครึ่งวันได้หรือไม่"
เผ่ยฟู่ยิ้มเล็กน้อย "แน่นอนว่าไม่มีปัญหา ฮูหยินของเข้ากำลังเบื่ออยู่พอดี ให้คุณชายน้อยและคุณหนูน้อยอยู่เป็นเพื่อนนางก็คงจะคลายเบื่อได้ดี”
"ขอบคุณพ่อบ้านเผ่ยมาก"
เผ่ยฟู่โบกมือ "ไม่เป็นไร เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น แต่ว่าเมื่อคุณชายฉินเสร็จธุระแล้ว อย่าลืมมารับเด็กๆกลับด้วยนะ อย่าทิ้งไว้ที่นี่ล่ะ"
"ถ้าทิ้งไว้ที่นี่ ข้าจะไม่คืนเด็กๆให้นะ"
ฉินเหล่าซานหัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวว่า "หากว่าพ่อบ้านเผ่ยไม่คืนพวกเขาก็คงจะดี ข้าจะได้หูสงบไปสักสองวัน"
พูดจบก็พาเล่อเหนียงและหงอวี่ลงจากรถม้า แล้วกำชับเสียงดังว่า "พวกเจ้าต้องเชื่อฟังคำสั่งของพ่อบ้านเผ่ยให้ดี ทั้งสองคนห้ามใช้ของในบ้านผู้อื่นตามใจชอบเด็ดขาด มิเช่นนั้นหากทำของเสียหาย ข้าไม่มีปัญญาชดใช้เจ้าของบ้านหรอกนะ"
หงอวี่แค่นเสียงเย็นชา แล้วจูงมือเล่อเหนียงเดินตามเผ่ยฟู่เข้าไปข้างใน โดยมีอาซานและอาไฉ่แบกขนมกล่องนั้นเดินตามหลังเข้าไป
ฉินเหล่าซานมองดูพวกเขาทั้งสองเข้าไปแล้วก็รีบขับรถม้าจากไปทันที โดยไม่รู้เลยว่ามีขอทานคนหนึ่งที่ประตูใหญ่ของจวนตระกูลเผ่ยวิ่งไล่ตามรถม้าของเขามา
ฉินเหล่าซานขับรถม้ามาถึงร้านค้า เพิ่งจัดเรียงขนมหวานเสร็จก็มีสตรีคนหนึ่งมาซื้อขนมหวานแล้ว
ฉินเหล่าซานและสือไห่ถังรีบต้อนรับลูกค้าทันที ไม่นานนักก็มีผู้คนทยอยมาซื้อขนมหวาน ในนั้นมีคุณชายหนุ่มหลายคนด้วย
สตรีคนหนึ่งพาเด็กมาด้วย หลังจากชั่งขนมหวานแล้ว นางมองซ้ายมองขวาแล้วตะโกนเสียงดัง "เจ้าของร้าน เด็กอ้วนสองคนในบ้านของพวกเจ้าล่ะ วันนี้ทำไมไม่เห็นพวกเขา"
"วันนี้พวกเขาไม่มาหรือ"
ฉินเหล่าซานตอบว่า "มาแล้ว แต่ข้าฝากให้สหายช่วยดูแลครึ่งวันแล้ว"
หญิงผู้นั้นถอนหายใจด้วยความผิดหวังแล้วจากไป
บทที่ 315: จะต้องทนอยู่อย่างนี้ต่อไปหรือ
หญิงสาวผู้นั้นเพิ่งเดินออกมาก็มีคนมาขวางนางไว้ “พี่สาวท่านนี้ เมื่อครู่ข้าได้ยินเจ้าพูดในร้านว่ามีเด็กสองคนอยู่ในร้านของพวกเขาใช่หรือไม่"
หญิงผู้นั้นมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างระแวดระวัง พลางดึงเด็กไว้ข้างหลังแล้วถามว่า
"เจ้าถามเรื่องนี้ทำไม"
ชายหนุ่มผู้นั้นหัวเราะแล้วพูดว่า "ข้าไม่มีเจตนาร้ายอะไรหรอก ข้าแค่สงสัยเท่านั้น ข้ามาที่นี่หลายครั้งแล้วแต่ไม่เคยเห็นเด็กสองคนที่เจ้าพูดถึงเลย"
หญิงผู้นั้นขมวดคิ้วพลางกล่าวว่า "เป็นไปได้อย่างไร เจ้าคงมาผิดร้านกระมัง"
"เด็กน้อยสองคนนั้นหน้าตาน่ารักมาก แม้แต่น้องสาวข้างบ้านข้าที่ท้องแก่ ยังมาที่นี่วันละสองรอบเพียงเพื่อจะได้มองเด็กสองคนนั้น หวังว่าลูกในท้องนางจะออกมาน่ารักเช่นนี้บ้าง"
ชายหนุ่มผู้นั้นรีบถามอย่างร้อนรน "เด็กสองคนนั้นเป็นชายหรือหญิง"
"อายุเท่าไหร่แล้ว"
หญิงผู้นั้นทำหน้าระแวง "เหตุใดเจ้าจึงถามละเอียดเช่นนี้"
"เจ้าคงไม่ได้คิดจะลักพาคตัวเด็กกระมัง"
หญิงผู้นั้นกล่าวพลางดึงเด็กถอยหลังไปสองก้าว จากนั้นก็พาเด็กวิ่งหนีไปโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย ชายผู้นั้นได้ถามผู้คนหลายคนที่หน้าประตู และได้รับรู้จากปากของหญิงชราคนหนึ่งว่า เด็กสองคนนั้นเป็นพี่น้องกัน คนโตอายุแปดขวบ ส่วนคนเล็กกำลังจะอายุครบสองขวบ
ชายหนุ่มผู้นั้นจากไปด้วยความพอใจ
ฉินเหล่าซานและสือไห่ถังที่อยู่ในร้านต่างมีเหงื่อเย็นผุดซึมออกมาทั่วแผ่นหลัง โชคดีที่ก่อนหน้านี้ เหล่าอู่ ชมีวิสัยทัศน์ที่ดี ในช่วงเวลานี้ได้ให้เล่อเหนียงและเสี่ยวลิ่วเข้าเมืองไปด้วยกันเพื่อทำความคุ้นเคย มิเช่นนั้นคงเกิดเรื่องใหญ่แน่
อีกด้านหนึ่งเผ่ยฟู่พาเด็กสองคนมาที่ห้องของฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ย
เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยเห็นเด็กสองคน นางตกใจจนเกือบทำถ้วยชาหล่น
"ฮูหยินผู้เฒ่า ขนมหวานที่สั่งไว้ส่งมาแล้วขอรับ"
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยพยายามข่มความตื่นตระหนกในใจแล้วถามว่า "เด็กสองคนนี้เป็นใครกัน"
เผ่ยฟู่กล่าวว่า "พวกเขาเป็นลูกของคุณชายฉิน ตอนนี้ใกล้เทศกาลตรุษจีนร้านจึงยุ่งมาก กลัวว่าจะดูแลเด็กๆไม่ทั่วถึงจึงฝากให้ข้าน้อยช่วยดูแล"
"ข้าน้อยคิดว่าจะพาพวกเขามาอยู่เป็นเพื่อนท่านเพื่อคลายเหงา
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยส่งเสียงตอบรับในลำคอ "ลวี่อี้ เจ้าไปเอาขนมและของว่างจากครัวมาหน่อยนะ"
เผ่ยฟู่เห็นดังนั้นจึงพูดกับเด็กทั้งสองว่า "พวกเจ้าสองคนต้องว่านอนสอนง่ายนะ ห้ามทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าโกรธเด็ดขาด"
"ท่านปู่ เล่อเหนียงเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ!" เล่อเหนียงพูดด้วยน้ำอ้อแอ้ เผ่ยฟู่กล่าวจบแล้วถอยออกไป โดยมีลวี่อี้ตามไปยกขนมในครัว โดยไม่ลืมปิดประตู
ตอนนี้ไม่มีใครอยู่ข้างฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยแล้ว นางรีบดึงหงอวี่เข้ามากอด
"โอ้ ดวงใจของยาย เหตุใดเจ้าจึงมาที่นี่ตอนนี้?"
"เจ้ารู้หรือไม่ว่าคนในวังนั่นเริ่มคลุ้มคลั่งอีกแล้ว" นางตกใจกับเด็กน้อยสองคนนี้จริงๆ นับตั้งแต่ที่คนในวังนั่นเริ่มก่อเรื่องอีกครั้ง นางไม่เพียงแต่ไม่ได้ไปเยี่ยมหงอวี่ที่บ้านตระกูลฉิน แม้แต่ก้าวออกจากประตูสักก้าวก็ยังไม่เคย
แต่นางไม่คาดคิดว่าเด็กสองคนนี้จะกล้าหาญถึงเพียงนี้ ในเวลาเช่นนี้ พวกเขากลับกล้าเดินเข้ามาทางประตูใหญ่
หงอวี่ลูบมือปลอบโยนผู้เป็นยาย "ท่านยาย ท่านไม่ต้องกังวลไป เสี่ยวอวี่จะไม่เป็นอะไร"
เล่อเหนียงก็ลูบฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยเพื่อปลอบโยนเช่นกัน "ใช่แล้วท่านยาย เล่อเหนียงจะปกป้องพี่เจ็ดเองเจ้าค่ะ"
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยหัวเราะกับคำพูดของเล่อเหนียง จึงใช้นิ้วแตะที่หน้าผากน้อยๆของนาง
"เจ้าเด็กน้อยคนนี้ เดินยังเดินไม่คล่องแคล่วเลย จะปกป้องพี่เจ็ดของเจ้าได้อย่างไรกัน"
"เจ้าเสี่ยวอวี่ พวกเจ้าสองคนช่างกล้าหาญเหลือเกิน กล้าหาญเพียงใดจึงเดินเข้ามาทางประตูใหญ่ได้อย่างโจ่งแจ้ง หากเจ้าต้องการมาก็ควรเข้ามาทางประตูหลังสิ ถ้าหากผู้คนของนางปีศาจนั้นมาพบเข้าจะทำอย่างไรดีเล่า"
หงอวี่มองดูใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลของผู้เป็นยายและเอ่ยปากปลอบโยนว่า "ท่านยาย การแอบย่องเข้ามาทางประตูหลังนั้นเกรงว่าจะสะดุดตามมากว่า ไม่ดีเท่ากับการที่ข้าเดินเข้ามาอย่างโจ่งแจ้งทางประตูใหญ่ อย่างไรเสียพวกเขาก็คงไม่มีวันคิดว่าข้าจะทำอะไรเปิดเผยขนาดนี้
เล่อเหนียงก็พูดแทรกขึ้นมาจากด้านข้างว่า "ใช่แล้วเจ้าค่ะ ท่านยายพวกเขาโง่เง่าเต็มที พวกเขาคงคิดไม่ถึงหรอกเจ้าค่ะ"
"อีกอย่างพวกเขาสืบไปก็คงไม่พบอะไรหรอกเจ้าค่ะ ช่วงนี้พี่เจ็ดของเล่อเหนียงออกมากับป้าสะใภ้สามทุกวันอยู่แล้ว ถึงพวกเขาจะสืบก็คงสืบไปถึงข้ากับพี่หกเท่านั้นเอง”
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยได้ยินดังนั้นจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วงอนิ้วมือเคาะจมูกของนางเบาๆ
"เจ้าเด็กน้อยคนนี้ ช่างฉลาดเหลือเกินนะ" เล่อเหนียงหัวเราะคิกคักสองครั้ง เดินเข้าไปตบกรงเบาๆ
หงอวี่ในตอนนั้นเองจึงนึกถึงสิ่งของที่นางนำมาด้วย รีบหยิบของในกรงออกมาส่งให้ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ย
"ท่านยาย ไก่โง่สองตัวนี้เป็นไก่ที่ท่านย่าเลี้ยงไว้ รสชาติอร่อยมาก ท่านสั่งให้ครัวต้มน้ำแกงให้ท่านดื่มนะเจ้าคะ"
"แล้วก็ผลไม้สดเหล่านี้ ให้ท่านยายได้ลิ้มรสหวานๆนะเจ้าคะ"
"อ้อ โสมกับเห็ดหลินจือนี้ ท่านยายเก็บไว้บำรุงร่างกายนะเจ้าคะ" ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยมองดูสิ่งของที่ถูกนำออกมาด้วยความรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่น เพียงแค่มองดูโสม และเห็ดหลินจือเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอที่จะเห็นถึงสถานะของเสี่ยวอวี่ในบ้านแล้ว
ตระกูลฉฺนนั้นปฏิบัติต่อเสี่ยวอวี่เหมือนลูกแท้ๆด้วยความจริงใจ
"เสี่ยวอวี่ ผลไม้พวกนี้กับไก่ย่าจะรับไว้ แต่โสมและเห็ดหลินจือนี้มีค่ามากเกินไป เจ้าเอากลับไปเถอะ"
หงอวี่ส่ายหัว "ท่านยาย โสมและเห็ดหลินจือท่านย่าตั้งใจให้ข้านำมาให้ท่านเพื่อบำรุงร่างกาย ถ้าข้าเอากลับไปอีก ท่านย่ายคงจะให้ข้ากินพื้นรองเท้าแน่ๆ"
เล่อเหนียงก็พูดด้วยนน้ำเสียงออดอ้อน "ใช่แล้วเจ้าค่ะ ท่านยาย ที่บ้านยังมีโสมกับเห็ดหลินจืออีกนะเจ้าคะ อันนี้ท่านยายเก็บไว้บำรุงร่างกายเถอะนะเจ้าคะ" ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยไม่อาจปฏิเสธของขวัญจากเด็กทั้งสองได้จึงจำต้องรับไว้ ในใจเต็มไปด้วยความสงสัยและอยากรู้เกี่ยวตระกูลฉินมากขึ้น
นางได้สืบสวนเรื่องของตระกูลฉินอย่างลับๆ และยังถามจาดเฉิงเฟิงด้วย แต่พบว่าครอบครัวนี้เป็นเพียงชาวนาธรรมดา ธรรมดา ที่เพิ่งหนีความอดอยากมาจากทางเหนือเมื่อสองปีก่อนเท่านั้น แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้ พวกเขาจะไม่ธรรมดาอย่างที่คิด
อย่างน้อยชาวนาทั่วไปก็ไม่มีทางหยิบยื่นรากโสมอายุร้อยปีและเห็ดหลินจือคุณภาพดีมาให้คนอื่นง่ายๆ
"หงอวี่" เงยหน้าถามว่า "ท่านยาย มีจดหมายจากลุงมาหรือไม่ขอรับ"
ใกล้ถึงวันตรุ๋ษจีนแล้ว เขาคิดถึงท่านพ่อ
เล่อเหนียงก็คิดถึงท่านพ่อเช่นกัน
ไม่ต้องพูดถึงท่านแม่ของนางเลย
ท่านพ่อ อาฮั่นหลินรวมถึงอาเฉิอันจากไปหลายเดือนแล้ว เพิ่งได้รับจดหมายฉบับหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยลูบศีรษะเล็กๆของหงอวี่ "ไม่มีหรอก ช่วงเวลาเช่นนี้ลุงของเจ้าไม่มีทางตอบจดหมายกลับมาได้หรอก"
หงอวี่ไม่เข้าใจ "เพราะเหตุใดกัน"
เด็กหญิงคนนั้นก็มองฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยด้วยความสงสัยเช่นกัน
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยโอบกอดเด็กทั้งสองเข้ามาในอ้อมกอด หลังจากถอนหายใจ
“เมื่อไม่นานมานี้ ท่านลุงของเจ้าส่งจดหมายกลับมา เขาได้ขับไล่ชาวหนานหมา ออกจากเขตแดนต้าหนิงแล้ว หากไม่มีอะไรผิดพลาด ไม่ช้าก็จะสามารถนำทัพกลับเมืองหลวงได้"
"แต่เพราะเหตุนี้ คนในวังจึงเริ่มนั่งไม่ติด เริ่มก่อเรื่องวุ่นวายอีกครั้ง หากในช่วงเวลานี้ลุงของเจ้าส่งจดหมายกลับมาก็ยากที่จะรับประกันได้ว่าจะไม่ถูกคนอื่นแทรกแซงจนจนเดือดร้อนถึงจวนตระกูลเผ่ย
หงอวี่ได้ยินดังนั้นก็เงียบไปครู่หนึ่ง "ท่านยาย เราไม่สามารถฆ่ายายแก่คนนั้นได้เลยหรือ”
บทที่ 316: บางทีอาจจะต้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่น
"ใครบ้างไม่อยากจะสังหารนาง แต่มันยากเหลือเกิน"
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยถอนหายใจ "นางได้ควบคุมอำนาจราชสำนักมานานแล้ว อิทธิพลของนางแผ่ขยายไปทั่วทั้งราชสำนัก ยิ่งไปกว่านั้นยังมีแม่ทัพใหญ่เวยหยวนเป็นน้องชายแท้ๆ หากไม่ใช่เพราะไม่มีความชอบธรรม นางคงขึ้นครองราชย์ไปนานแล้ว"
หงอวี่ได้ยินดังนั้นก็ก้มหน้าลง ความจริงแล้วข้าไม่อยากแย่งชิงตำแหน่งนั้นเลย
เขาเพียงต้องการอยู่ในตระกูลฉินไปชั่วชีวิต กตัญญูต่อท่านย่าและท่านพ่อ ท่านแม่ รวมถึงปกป้องน้องสาวเท่านั้น ตำแหน่งนั้นสำหรับเขาแล้วก็เป็นเสมือนกรงทอง
เขาำไม่เคยอยากได้มันเลย แต่ตอนนี้ความรู้สึกในใจก็ไม่เหลือทางเลือกให้เขาแล้ว
เวลาที่ได้อยู่ด้วยกันมักจะผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอไม่นานเผ่ยฟู่ก็มาเคาะประตู
"ฮูหยินผู้เฒ่า คุณชายฉินกำลังรออยู่ด้านนอกแล้วขอรับ" เมื่อได้ยินดังนั้น ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยก็น้ำตาคลอทันที นางกอดหงอวี่แน่นไม่ยอมปล่อย "หลานรักของข้า ยายไม่อยากให้เจ้าไปจริงๆ"
หงอวี่ตบหลังฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยเบาๆ เพื่อปลอบประโลม "ท่านยาย ข้าจะดูแลตัวเองให้ดี ท่านต้องรักษาสุขภาพด้วยนะขอรับ"
"มานี่ หลานรักเจ้าเอาตั๋วเงินเหล่านี้ไป หากต้องการอะไรก็ไปซื้อเองนะ ยายไม่สามารถซื้อให้เจ้าได้แล้ว"
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยยัดตั๋วเงินมัดใหญ่เข้าไปในเสื้อของหงอวี่ จากนั้นก็หยิบเอาจี้อายุยืนคู่หนึ่งและกำไลทองที่เตรียมไว้นานแล้วมาให้เล่อเหนียงสวมใส่ แล้วยังช่วยซ่อนเอาไว้อย่างมิดชิด
"หลานรักของยาย เจ้าต้องเก็บจี้อายุยืนและกำไลให้ดีนะ อย่าให้ใครเห็น ยายไม่มีเวลาช่วยเจ้าซื้อของแล้ว หากเจ้าขาดอะไรก็ให้เสี่ยวอวี่ซื้อให้นะ"
เล่อเหนียงพยักหน้า "ได้เจ้าค่ะ"
เล่อเหนียงมองสีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ย เมื่อว่านางก็มีอาการเลือดลมไม่ดีจึงแอบหยิบยาลูกกลอนบำรุงเลือดลมสองขวดออกมาจากพื้นที่มิติผ่าน แล้วส่งให้หงอวี่อย่างเงียบๆ
หงอวี่เข้าใจความหมายของน้องสาวในทันที
"ท่านยายนี่คือยาลูกกลอนที่ปู่หลี่อันคิดค้นขึ้นมา ใช้สำหรับบำรุงร่างกายโดยเฉพาะ ตอนออกเดินทางปู่หลี่อันให้ข้านำมามอบให้ท่าน ข้าเกือบลืมไปเสียแล้ว"
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยรับขวดเล็กสองใบนั้นมา แล้วถามอย่างสงสัยว่า "เป็นหลี่อันอดีตหัวหน้าหมอหลวงใช่หรือไม่"
หงอวี่พยักหน้าเบาๆ "ใช่แล้ว ก็เขานั่นแหละ!"
ตอนนั้นเผ่ยฟู่ก็เอ่ยเร่งขึ้นมาอีกครั้ง
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยรีบเช็ดน้ำตาทิ้ง พยายามทำให้ตัวเองกลับมาเป็นปกติ
"เผ่ยฟู่ เข้ามาพาเด็กๆออกไปเถอะ อย่าให้คุณชายฉินต้องรอจนร้อนใจ"
เผ่ยฟู่เข้ามาพาเด็กทั้งสองออกไป
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยอยากออกไปส่งเด็กน้อยด้วยตัวเอง แต่นางไม่กล้าเสี่ยง เพราะไม่ว่าจะเป็นภายนอกหรือภายในจวนตระกูลเผ่ยแทบจะเต็มไปด้วยสายลับ นางไม่สามารถนำเด็กทั้งสองไปพบเจออันตรายได้
"ลุงสาม ป้าสะใภ้สาม!"
เล่อเหนียงและหงอวี่วิ่งออกจากประตูใหญ่แล้วสลัดมือของเผ่ยฟู่ออก จากนั้นก็วิ่งไปอย่างรวดเร็ว
ฉินเหล่าซานและสือไห่ถังย่อตัวลงถามว่า "วันนี้อยู่กับท่านปู่เผ่ยสนุกหรือไม่"
เล่อเหนียงพยักหน้า "สนุกเจ้าค่ะ บ้านท่านปู่เผ่ยใหญ่มากเลยเล่อเหนียงชอบ"
ฉินเหล่าซานลูบจมูกเล็กๆของนาง "ดีแล้ว ลุงสามจะพยายามหาเงินให้มากๆ เพื่อสร้างบ้านหลังใหญ่ให้เล่อเหนียงนะ”
"อืมอืม ดีเลย"
"เล่อเหนียง เสี่ยวลิ่ว บอกลาท่านปู่เผ่ยสิ" ฉินเหล่าซานกล่าว
เด็กน้อยโบกมือให้ เผ่ยฟู่ "ลาก่อนท่านปู่เผ่ย!"
เผ่ยฟู่ลูบศีรษะเล็กๆของพวกเขาทั้งสอง "ต่อไปมาเล่นกับปู่บ่อยๆนะ"
"ดีเลย ดีเลย เมื่อถึงเวลานั้น เล่อเหนียงจะนำขนมมาฝากท่านปู่นะ"
เผ่ยฟู่และฉินเหล่าซานพูดคุยกันสองสามประโยค หลังจากยืนยันเวลาการส่งขนมครั้งถัดไปแล้ว ฉินเหล่าซานก็กล่าวลาและกลับไป
บนเส้นทางกลับบ้าน ฉินเหล่าซานไม่กล้าหยุดพักแม้แต่ครู่เดียว เขาขับรถกลับบ้านโดยตรง แต่ตลอดทางเขารู้สึกว่ามีคนกำลังติดตามพวกเขาอยู่
หงอวี่ที่อยู่ในรถม้าก็กำลังสังเกตสภาพภายนอกผ่านหน้าต่างรถเช่นกัน
"พี่เจ็ดไม่ต้องมองแล้ว มีคนตามพวกเรามา"
หงอวี่มองน้องสาวที่กำลังกินขนมอย่างประหลาดใจ "เจ้ารู้ได้อย่างไร?"
เล่อเหนียงยิ้มเล็กน้อยแต่ไม่พูดอะไร
นางจะไม่รู้ได้อย่างไรกัน ในชาติก่อนนางเป็นผู้บัญชาการที่เก่งกาจที่สุด ผ่านการฝึกฝนอย่างเข้มงวด และจบการศึกษาด้วยคะแนนเต็มในทุกทักษะ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะสัมผัสที่หกและการต่อต้านการติดตาม สองทักษะนี้โดดเด่นเป็นพิเศษนับตั้งแต่ชที่รถม้าของพวกเขาออกจากประตูใหญ่ของจวนตระกูลเผ่ย ก็มีคนติดตามพวกเขามาแล้ว
"พี่เจ็ด องครักษ์ลับสองคนนั้นของท่านไม่ได้ติดตามมาด้วยใช่หรือไม่?"
ขณะที่หงอวี่กำลังจะเอ่ยปากถามน้องสาวอีกครั้ง เล่อเหนียงก็ถามขึ้นมาอย่างกะทันหัน
หงอวี่ชะงักไปครู่หนึ่ง "ข้าไม่ได้พาพวกเขามาด้วย อาห้าไม่อนุญาตให้ข้าพาพวกเขามา"
เล่อเหนียงได้ยินดังนั้นก็วางใจลง "การที่พี่เจ็ดไม่ได้พาองครักษ์ลับสองคนที่อยู่ข้างกายมาด้วยนั้นเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด"
หงอวี่ตอบรับเสียงหนึ่ง ตอนนี้เขาเข้าใจความหมายของเล่อเหนียงแล้ว
ที่นี่มีเพียงสือไห่ถังคนเดียวเท่านั้นที่ยังไม่เข้าใจ
จนกระทั่งรถม้าเข้าไปในหมู่บ้านและหยุดตรงหน้าประตูใหญ่ของตระกูลฉิน
สือไห่ถังกระโดดลงจากรถม้า นางช่วยพยุงหงอวี่ลงมาจากนั้นจึงอุ้มเล่อเหนียงลงมาด้วย แล้วเดินตรงเข้าไปในห้อง
"เป็นอย่างไรบ้าง ทุกอย่างราบรื่นดีหรือไม่" แม่เฒ่าฉินที่รอจนร้อนใจเมื่อเห็นหงอวี่และคนอื่นๆกลับมาก็รวบเด็กทั้งสองเข้ามาไว้ในอ้อมกอด สำรวจร่างกายของพวกเขาอย่างละเอียด เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีบาดแผลใดๆ จึงค่อยวางใจลงได้
"ท่านแม่ด้านนอกจวนตระกูลเผ่ยนั้น ถูกคนจำนวนมากเฝ้าดูอยู่จริงๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะแม่ทัพเผ่ยหรือไม่"
ฉินเหล่าซานหยุดไปครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ "มีคนสงสัยเรื่องเด็กทั้งสองคนแล้ว วันนี้มีคนมาสอบถามเกี่ยวกับพวกเขาไม่ต่ำกว่าสามกลุ่ม โชคดีที่พวกเราเตรียมการไว้ก่อน ไม่เช่นนั้นคงลำบากแน่"
แม่เฒ่าฉินตบอกด้วยความหวาดกลัว "โชคดีที่พวกเรามีความคิดล่วงหน้าเตรียมการไว้ให้เล่อเหนียงและเสี่ยวลิ่วไปกับพวกเจ้าที่อำเภอ เพื่อสร้างความคุ้นเคยไม่เช่นนั้นคงเกิดเรื่องใหญ่แน่"
"พรุ่งนี้ให้เล่อหนิวกับเสี่ยวลิ่วไปออกร้านกับพวกเจ้าอีก พวกเราต้องจัดการเรื่องนี้ให้สมบูรณ์"
หงอวี่ฟังท่านย่ากับลุงสามพูดคุยกันอยู่ข้างๆ ในใจรู้สึกละอายใจอย่างยิ่ง
"ท่านย่าข้าขอโทษ ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของข้า ข้าเป็นคนยืนกรานจะไปจวนตระกูลเผ่ยเอง"
แม่เฒ่าฉินลูบศีรษะเขาพลางพูดเสียงเบาว่า "เจ้าก็แค่เป็นห่วงท่านยายของเจ้า พวกเราจะโทษเจ้าได้อย่างไรกัน"
แต่แล้วเล่อเหนียงก็พูดขึ้นมาจากอีกด้านว่า “พี่เจ็ด ท่านไม่ต้องกลัวหรอกเล่อเหนียงจะปกป้องท่านเอง"
หงอวี่พยักหน้า "ข้าไม่กลัวเลย"
หากผู้อื่นกล่าวว่าจะปกป้องเขา เขาจะไม่เชื่อแม้แต่คำเดียว เพราะแม้แต่ลุงของเขายังไม่สามารถคุ้มครองเขาได้
แต่คำพูดของเล่อเหนียงนั้นทำให้เขาเชื่อใจโดยไม่มีเงื่อนไข เพราะเล่อเหนียงสามารถปกป้องเขาได้จริงๆ
"ท่านแม่เราจะปล่อยให้เรื่องนี้ไปไม่ได้ เราจำเป็นต้องหาคนอื่นมาช่วย" ฉินไห่เอี้ยนเดินเข้ามาพูด
แม่เฒ่าฉินมองลูกชายคนเล็กของนางด้วยความสงสัย "เจ้าหมายความว่าจะไปหาคนผู้นั้นหรือ”
ฉินไห่เอี้ยนส่ายหน้า “ไปหาหลี่เฟย!”
บทที่ 317: ฉินเหล่าอู่ไม่น่าเชื่อถือ
แม่เฒ่าฉินมองดูลูกชายคนเล็กของนาง “เหล่าอู่เจ้า คุณชายหลี่ยังจัดการเรื่องของตัวเองไม่เสร็จเลย แล้วเขาจะมีเวลามาช่วยพวกเราได้อย่างไร”
"อีกอย่างเขาก็แค่ทายาทภัตตาคารคนหนึ่งเท่านั้น จะมีความสามารถมากมายขนาดนั้นมาช่วยพวกเราได้อย่างไร"
ฉินไห่เยี่ยนยิ้มเล็กน้อย "เขาไม่ได้มีแค่ตำแหน่งทายาทภัตตาคารเท่านั้นนะ เขารู้จักกับหัวหน้าเครือข่ายข่าวกรองที่ชื่อว่าเฟยอวี่ เครือข่ายข่าวกรองของเฟยอวี่แผ่ขยายไปทั่วแคว้น”
แม่เฒ่าฉินยังคงส่ายหัว "อย่าพูดเลยว่าหลี่เฟยเพียงแค่รู้จักกับหัวหน้าเครือข่ายข่าวกรองที่ชื่อว่าเฟยอวี่ แม้แต่ถ้าเขาเป็นหัวหน้าเครือข่ายข่าวกรองที่ชื่อว่าเฟยอวี่เอง เรื่องของครอบครัวเราก็ไม่ควรลากเขาเข้ามาเกี่ยวข้อง"
ฉินไห่เอี้ยนเพียงแค่ลองหยั่งเชิงกับมารดาของเขาเท่านั้น หากเห็นว่ามารดาสามารถยอมรับความช่วยเหลือ ตัวตนของเขาก็จะเป็นที่ยอมรับง่ายขึ้น
เพราะสุดท้ายแล้วเขาไม่อยากถูกตีด้วยพื้นรองเท้า
หงอวี่ก้มหน้าถามอย่างกังวล "ท่านย่า พวกท่านเคยเสียใจไหมที่เก็บข้ากลับมา"
แม่เฒ่าฉินดึงตัวเขาเข้ามาแล้วยกมือตบก้นเขาหนึ่งที "เจ้าเด็กคนนี้กำลังคิดเรื่องเหลวไหลอะไรอีกล่ะ”
“ไม่ว่าจะเสียใจหรือไม่ เจ้าก็ยังเป็นหลานชายตระกูลฉินของข้า ถ้ายังกล้าคิดเรื่องเหลวไหลอีก คืนนี้เจ้าก็อย่าหวังจะได้กินข้าวเลย"
หงอวี่ถูกตีหนึ่งทีแต่ไม่ได้โกรธเลย ในใจกลับรู้สึกปลื้มปริ่ม
เขาชอบท่านย่าจริงๆนะ
เล่อเหนียงเข้ามาใกล้แล้วถามอย่างกวนประสาท “พี่เจ็ด ท่านคันหรือเจ้าคะ”
“ข้าก็สามารถช่วยท่านเกาได้เช่นกัน”
หงอวี่หัวเราะคิกคัก "ท่านย่าช่วยข้าเกาแล้ว แต่เจ้าน่ะสิยังไม่เคยเลย มาสิ พี่เจ็ดจะช่วยเจ้าเกาเอง”
หงอวี่พูดพลางเริ่มเกาจุดที่คันของเล่อเหนียง เล่อเหนียงก็กรีดร้องล้มลงบนเตียงเตาและเริ่มหยอกล้อกับหงอวี่
……
พริบตาเดียวก็มาถึงวันที่ยี่สิบแปดเดือนสิบสอง วันนี้ทุกบ้านเริ่มทำความสะอาดบ้านกันแล้ว
คืนนี้หิมะตกหนัก ตอนนี้ฉินเหล่าเอ้อร์กำลังพาพวกลิ่งอวี่ไปกวาดหิมะหน้าประตู
เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่ว เสี่ยวชี พาลิ่งตงและเล่อเหนียงออกไปนอกประตู เอาหิมะที่ฉินเหล่าเอ้อร์และคนอื่นๆกวาดไว้มาเล่นปาหิมะ
ไม่นานนักเมื่อลิ่งเฟิงและลิ่งเหวินเข้าร่วมด้วย การเล่นปาหิมะก็เริ่มขึ้น
เสียงหัวเราะและเล่นสนุกของพวกเขาดึงดูดเอ้อร์หนิวและซานพ่างจากหมู่บ้านเดียวกันให้มาร่วมด้วย
ในไม่ช้ากลุ่มเล่นปาหิมะก็แบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคือลิ่งอวี่และเด็กๆตระกูลฉิน อีกฝ่ายคือซานพ่างและพวก เสียงหัวเราะและเล่นสนุกของทั้งสองฝ่ายดังขึ้น เพิ่มความรื่นเริงให้กับวันตรุษจีนเมื่อเล่นปาหิมะจนเหนื่อยแล้ว พวกซานพ่างก็เสนอให้จุดดอกไม้ พวกเด็กๆตระกูลฉินรีบโบกมือปฏิเสธทันที โดยเฉพาะเสี่ยวอู่ที่ส่ายหัวราวกับกลองป๋องแป๋ง
แม่เฒ่าฉินและกำชับว่าห้ามไปเล่นดอกไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้ามจุดดอกไม้ในมูลวัว! เมื่อเสี่ยวอู่และเสี่ยวลิ่วไม่ยอมเล่นด้วย
พวกซานพ่างและพวกเขาก็ทำปากเบะแล้วไปเล่นกันเอง
"พี่ห้า ท่านอยากไปจุดดอกไม้มากใช่หรือไม่" เล่อเหนียงถามพี่ห้าที่มีสีหน้าอยากเล่นอย่างเห็นได้ชัด
ลิ่งผิงพยักหน้า "แน่นอนว่าอยากไป ดอกไม้ไฟสนุกมาก แต่ท่านย่าไม่อนุญาตให้ไป"
เล่อเหนียงกระซิบเบาๆ "พวกเราก็แอบไปสิ ท่านย่าไม่รู้หรอก"
ดวงตาของลิ่งผิงเป็นประกาย "น้องสาวจะไปด้วยหรือ"
เล่อเหนียงพยักหน้าหนักแน่น "เล่อเหนียงจะไป ดอกไม้ไฟสนุกมากนี่นา"
"งั้นพวกเราแอบไปกันเถอะ"
"พี่ใหญ่ ข้าอยากไปเล่นที่เหล่าหลายเล่ออีกแล้ว" เล่อเหนียงพูดกับลิ่งอวี่เสียงอ่อนหวาน
ลิ่งอวี่ลูบศีรษะนางพลางยิ้มและกล่าวว่า "ให้พี่อุ้มไปดีหรือไม่”
เล่อเหนียงส่ายหน้า "ไม่เอาหรอก เล่อเหนียงอยากให้พี่ห้าพาหนูน้อยไป"
ลิ่งอวี่ไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเติมและตอบตกลงทันที
บ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อและบ้านตระกูลฉินอยู่ห่างกันเพียงกำแพงกั้น เขาจึงไม่กังวลว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น
"พี่เจ็ดจะไปด้วยกันหรือไม่" เล่อเหนียงถามขึ้นตอนที่กำลังจะออกไปว่า
"ข้าไม่ไป ข้าจะไปให้อาหารแพะ เดี๋ยวข้าจะตามไปทีหลัง" หงอวี่ตอบ
"อ้อ ได้"
เล่อเหนียงพูดจบก็จูงมือลิ่งผิงเดินตรงไปยังบ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อ
แต่พวกเขาไม่ได้เข้าประตูใหญ่ของบ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อ แต่เมื่อเห็นพี่อวี่และคนอื่นๆเข้าไปแล้ว พวกเขาก็เปลี่ยนทิศทาง เดินตรงไปยังหน้าหมู่บ้าน ไปหาพวกซานพ่างที่กำลังจะเล่นดอกไม้ไฟ
"เอ๊ะ ลิ่งผิงเมื่อครู่พวกเจ้าไม่ได้บอกว่าจะไม่มาหรอกหรือ”
ซานพ่างทำหน้างุนงง "เหตุใดตอนนี้ถึงมาได้ล่ะ ทั้งยังพาเล่อเหนียงมาอีกด้วย”
"โอ๊ย เจ้าไม่ต้องสนหรอก มีดอกไม้ไฟเหลือให้ข้าสักสองอันหรือไม่”
ลิ่งผิงพาเล่อเหนียงไปนั่งที่ต้นไม้ใหญ่ แล้วรับดอกไม้ไฟที่ซานพ่างยื่นมาให้พลางกล่าว
"น้องสาวเจ้าอย่าเพิ่งขยับไปไหน ข้าจะยิงดอกไม้ไฟสองลูกนี้ให้เสร็จก่อน แล้วค่อยกลับ"
เล่อเหนียงดึงมือของลิ่งผิงมา แล้ววางดอไม้ไฟไม้ไผ่ลงบนฝ่ามือของเขาสองสามอัน
"พี่ห้า เอาไปสิ!"
ดวงตาของลิ่งผิงเป็นประกายวาบขึ้นมา เขาลดเสียงลงถามว่า "น้องสาว ดอกไม้ไฟพวกนี้เจ้าได้มาจากที่ใดกัน”
"เอามาจากบ้านน่ะสิ" เล่อเหนียงหัวเราะอย่างเจ้าเล่ห์สองครั้ง
"โอ้~ น้องสาวที่แท้เจ้าก็อยากเล่นดอไม้ไฟมานานแล้วสินะ รอก่อนนะ พี่ชายคนนี้จะจุดให้เจ้าดู”
พูดจบลิ่งผิงก็พุ่งเข้าไปเริ่มเล่นดอไม้ไฟกับซานพ่างอ้วน
เล่อเหนียงหดตัวอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ มองดูพี่ห้าของนางเล่นดอกไม้ไฟกับซานพ่างและคนอื่นๆ ในใจรู้สึกเสียใจเล็กน้อยที่มาเล่นดอกไม้ไฟกับพี่ห้า
เพราะตอนนี้พี่ห้าของนางกำลังสนุกสนานกับการเล่นดอกไม้ไฟจนลืมนางไปสนิทแล้ว
"ซานพ่าง พวกเขากำลังมัดดอกไม้ไฟรวมกัน ดูซิว่าจะสามารถยิงหิมะบนต้นไม้ได้หรือไม่" ลิ่งผิงเสนอจากอีกด้านของต้นไม้ใหญ่
พูดจบ ลิ่งผิงและเด็กชายอีกไม่กี่คนรวบรวมดอกไม้ไฟทั้งหมดที่มีติดตัวมามัดรวมกัน จากนั้นก็จุดไฟแล้วพากันวิ่งหนีไปไกลพร้อมกับปิดหูตัวเอง
พวกเขาลืมไปเสียสนิทว่ายังมีน้องสาวคนหนึ่งนั่งอยู่ที่อีกด้านของต้นไม้ใหญ่
ดังดอกไม้ฟังดอกสนั่นหวั่นไหวทำให้หิมะบนต้นไม้ใหญ่ร่วงหล่นลงมาทับเล่อเหนียงจนเปียกปอนไปทั้งตัว
อีกด้านหนึ่งหงอวี่ให้อาหารแพะเสร็จแล้วก็ไปบ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อเพื่อตามหาเล่อเหนียง และคนอื่นๆ แต่เมื่อไปถึงก็ไม่เจอเล่อเหนียงและลิ่งผิง
"ปู่จ้าว พี่ห้ากับน้องสาวอยู่ที่ใดหรือ"
พ่อเฒ่าจ้าวที่กำลังนวดแป้งอยู่ชะงักแล้วถามกลับว่า "เล่อเหนียงกับลิ่งผิงมาที่นี่หรือ"
แล้วก็หันตะโกนเข้าไปด้านใน "พ่อเฒ่าหวง เจ้าเห็นเล่อเหนียงกับลิ่งผิงหรือไม่"
เสียงของพ่อเฒ่าหวงดังมาจากในครัว "ไม่เห็นเลย"
หงอวี่ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากลจึงรีบวิ่งกลับบ้านทันที่
"ท่านย่า พี่ห้าบอกว่าพาน้องสาวไปเล่นกับปู่จ้าว แต่เมื่อครู่ข้าไปดูแล้วไม่เห็นน้องสาวกับพี่ห้าเลย พวกเขาบอกว่าไม่มีใครเห็นพี่ห้ากับเล่อเหนียงเลย”
แม่เฒ่าฉินได้ยินเช่นนั้นจะไม่เข้าใจได้อย่างไร?
ลิ่งผิงคนนี้คงพาเล่อเหนียงไปหาซานผ่านเพื่อเล่นดอกไม้ไฟแล้ว
ดังนั้นนางจึงคว้าไม้เท้าแล้วเดินไปที่หน้าหมู่บ้านทันที โดยมีหงอวี่และลิ่งอันตามหลังไป
เมื่อพวกเขาเดินมาถึงหน้าหมู่บ้านก็ได้เห็นหิมะที่ร่วงหล่นจากต้นไม้ใหญ่ฝังร่างเล่อเหนียงจนมิด
แม่เฒ่าฉินโกรธจัดจนต้องคว้าไม้เท้าวิ่งพรวดเข้าไปทันที
บทที่ 318: พี่ชายของนางโง่เกินไป
"ฉินลิ่งผิง!"
แม่เฒ่าฉินโกรธจัดจนถึงขีดสุด นางตะโกนเรียกทั้งเรียกชื่อหลานชายออกมา
เมื่อลิ่งผิงได้ยินเสียงตะโกนด้วยความโกรธของผู้เป็นย่า เขาถึงกับสะดุ้งโหยงแล้วค่อยๆหันหน้ากลับมาอย่างสั่นเทา
เมื่อเขาเห็นแม่เฒ่าฉินถือไม้เท้าวิ่งพรวดพราดเข้ามาก็ตกใจจนขาแข้งอ่อนแรง แล้วทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นด้วยเสียงดังตุบ ตอนนี้เขาจึงนึกขึ้นได้ว่าเล่อเหนียงยังคงอยู่ใต้ต้นไม้
"เสี่ยวลิ่ว เสี่ยวชีจับเสี่ยวอู่ไว้ให้ข้าด้วย!"
แม่เฒ่าฉินตะโกนพลางขุดเด็กน้อยผู้โชคร้ายออกมาจากหิมะ
"หลานรัก อย่ากลัวนะ ย่ามาแล้ว"
แม่เฒ่าฉินเอาผ้าห่อตัวเล่อเหนียงที่ถูกแช่แข็งจนหน้าตางุนงงแล้วอุ้มวิ่งกลับบ้านทันที โดยไม่ลืมที่จะตะโกนว่า
"เสี่ยวลิ่วระวังตัวด้วย พาตัวเสี่ยวอู่กลับมาให้ข้าด้วย"
เล่อเหนียงถูกแม่เฒ่าฉินโอบกอดไว้ในที่สุดก็ได้สติกลับมา นางแอบชูนิ้วกลางให้พี่ห้าในใจ
ทำไมเขาเป็นเด็กที่ซนแบบนี้นะ เขาลืมน้องแล้วยังทำให้น้องเจ็บตัวอีก ใช่ไม่ได้เลยจริงๆ
"ท่านแม่ เกิดอะไรขึ้นหรือ”
ฉินเหล่าเอ้อร์ที่กำลังกวาดหิมะอยู่ในลานบ้านเห็นแม่เฒ่าฉินห่อตัวเล่อเหนียงวิ่งเข้ามาก็ตกใจจนสะดุ้งคิดว่าเล่อเหนียงเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่สุดท้ายผู้เป็นแม่ก็ไม่ได้ตอบคำถามเขา แต่กลับตะโกนบอกว่า
“เหล่าเอ้อร์ รีบไปต้มน้ำมาให้ข้าเดี๋ยวนี้”
ฉินเหล่าเอ้อร์ไม่กล้าชักช้า เขาโยนไม้กวาดทิ้งและวิ่งไปยังห้องครัวทันที
"หลานรัก เจ้าหนาวหรือไม่" แม่เฒ่าฉินถอดเสื้อผ้าของเล่อเหนียงออกและวางนางลงบนเตียงเตา
"ท่านย่า เล่อเหนียงไม่เป็นไร!"
เล่อเหนียงมองดูใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลของย่าและรีบพูดว่า "เล่อเหนียงใส่เสื้อผ้าหนาไม่หนาวหรอก"
แม่เฒ่าฉินลูบใบหน้าเล็กๆของนางแล้วกล่าวว่า "ยังไม่หนาวอีกหรือ หน้าของเจ้าแข็งเกือบจะเป็นน้ำแข็งแล้ว"
"เสี่ยวอู่เด็กบ้านี่ก็เหมือนกัน บอกหลายครั้งแล้วว่าอย่าไปเล่นดอกไม้ไฟก็ไม่ยอมฟัง!"
เล่อเหนียงรู้สึกผิดอยู่บ้างจึงเอามือลูบจมูกตัวเอง เรื่องนี้ดูเหมือนนางจะมีส่วนผิดด้วย
"ท่านแม่ น้ำร้อนมาแล้วขอรับ"
ฉินเหล่าเอ้อร์ถือน้ำร้อนมาเคาะประตูอยู่ด้านนอก หลังจากได้รับคำตอบจากแม่เฒ่าแล้วจึงผลักประตูเข้าไป เฒ่าฉินรับอ่างน้ำมาแล้วเติมน้ำเย็นลงไปเล็กน้อย จากนั้นก็นำเล่อเหนียงลงไปแช่
"ท่านแม่ เกิดอะไรขึ้นหรือ"
แม่เฒ่าฉินพูดด้วยสีหน้าโกรธเคือง "ก็เสี่ยวอู่ตัวแสบนั้นแหละ ออกไปเล่นดอกไม้ไฟก็แล้วไปยังพาเล่อเหนียงไปด้วย พวกเขาจุดดอกไม้ไฟใต้ต้นไม้ ทีนี้หิมะบนต้นไม้ก็ร่วงลงมาทับเล่อเหนียงทั้งตัว”
ฉินเหล่าเอ้อร์มุมปากกระตุก สมแล้วที่เด็กคนนั้นโดนตีบ่อยที่สุด ดุดันเหมือนเหล่าซื่อไม่มีผิด
"ท่านย่า ลุงรอง พวกท่านอย่าได้โทษพี่ห้าเลย"
"ใกล้ตรุษจีนแล้ว ตีเด็กไม่ดีนะ"
แม่เฒ่าฉินแค่นเสียงหึ "ข้าเคยได้ยินแต่ว่าช่วงตรุษจีนพาเด็กออกไปไม่ดี แต่นี่ยังไม่ถึงตรุษจีนเลย"
เสียงร้องไห้ของเสี่ยวอู่ดังมาจากนอกประตู แม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียงขึ้นมาเช็ดน้ำบนตัวนางให้แห้งแล้วช่วยสวมเสื้อผ้าให้
"เด็กดีเจ้านอนอยู่ตรงนี้อย่าขยับนะ ข้าจะไปสั่งสอนเด็กนั่นสักยก" แม่เฒ่าฉินวางเล่อเหนียงลงบนเตียงเตา พอห่มผ้าให้นางเรียบร้อยแล้วก็เดินออกไปนอกห้อง เล่อเหนียงมองดูย่าถือไม้เท้าเดินออกไปก็ได้แต่สวดภาวนาให้พี่ชายคนที่ห้าเงียบๆ
แต่เมื่อแม่เฒ่าฉินเดินออกไปและเห็นใบหน้าฟกช้ำและจมูกบวมๆของลิ่งผิงก็ตกใจ
"เสี่ยวลิ่ว เสี่ยวชี พวกเจ้าตีเขาหรือ"
หงอวี่และลิ่งอันพร้อมใจกันส่ายหน้าและกล่าวว่า “ไม่ได้ตีขอรับ เขาล้มเอง”
"ท่านย่าเขาเดินไม่ดูทางก้าวพลาดแล้วล้มลงใต้ต้นไม้ใหญ่ ข้าดึงเขาเอาไว้ไม่ทน เกือบจะทำให้ข้าล้มไปด้วย" หงอวี่กล่าวพลางลูบข้อมือของตน
เสี่ยวอู่คนโง่คนนี้ ดวงตาของเขาอยู่บนหัวหรืออย่างไร ตัวเองล้มแล้วไปก็ยังจะลากเขาล้มไปด้วย
หากไม่ใช่เพราะเสี่ยวลิ่วตอบสนองได้เร็วและดึงเขาไว้ เขาก็คงล้มตามไปแล้ว
แม่เฒ่าฉินมองดูลิ่งผิงที่ล้มจนหน้าบวมปูด ทั้งรู้สึกทั้งสงสารและขบขันในใจ
"เสี่ยวลิ่ว เสี่ยวชี พวกเจ้าสองคนไปเล่นกับน้องสาวเถอะ"
แม่เฒ่าฉินพูดพลางจับเสี่ยวอู่ไปหาหลี่อันหลี่อันเมื่อเห็นเสี่ยวอู่ก็ตกใจไม่น้อย แต่หลังจากฟังแม่เฒ่าฉินเล่าเรื่องราวทั้งหมดแล้วก็อดหัวเราะและร้องไห้ไปพร้อมกันไม่ได้
เด็กซนเอ๊ย
"เสี่ยวอู่เอ๋ย เจ้าลองบอกข้าสิ อากาศหนาวเย็นเช่นนี้เหตุใดถึงไปเล่นดอกไม้ไฟ เจ้าทำให้น้องสาวถูกแช่แข็งแล้วนะ ดูเหมือนเจ้าคงไม่ได้กินของอร่อยในวันปีใหม่แล้วละ"
"เจ้าจะไปจุดดอกไม้ไฟที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น เหตุใดต้องไปจุดต้นไม้ใหญ่ด้วย นั่นมันหนาวเหน็บถึงขั้วหัวใจเลยนะ" หลี่อันได้ยินดังนั้นมือที่กำลังทายาให้เขาก็ออกแรงหนักขึ้น
……...
"น้องสาว เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่ เจ้าหนาวมากหรือเปล่า” หงอวี่พุ่งเข้าไปบนเตียงเตา มองน้องสาวด้วยสีหน้าเป็นห่วง
เขายังจับมือของนางขึ้นมาลูบดู พอรู้สึกว่ามือของนางอุ่นสบายจึงค่อยวางใจลง
"พี่หก พี่เจ็ด ท่านย่าตีพี่ห้าใช่หรือไม่"
เล่อเหนียงถามด้วยสีหน้าร้อนใจ ไปเล่นดอกไม้ไฟก็เป็นความคิดของนางนั่นแหละ นางไม่อาจปล่อยให้พี่ห้าถูกตีคนเดียวได้
อย่างน้อยก็ให้ท่านย่าตีน้อยลงสักสองไม้
หงอวี่เอามือปิดปากหัวเราะเบาๆ "ท่านย่าไม่ได้ตีเขาหรอก เขาล้มเองต่างหาก" พูดพลางเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เล่อเหนียงฟัง
เล่อเหนียงได้ยินดังนั้นก็ถึงกับพูดไม่ออก
ท่านยังไม่ทันลงมือตีเลย เขาก็ทำตัวเองบาดเจ็บเสียแล้ว แบบนี้ท่านย่าจะกล้าตีเขาได้อย่างไร
สวี่ซิ่วอิงเพิ่งกลับมาจากเหล่าหลายเล่อก็ได้ยินว่าเสี่ยวอู่พาเล่อเหนียงไปจุดดอกไม้ไฟ แล้วยังทำหิมะถล่มฝังจนเล่อเหนียงก็รีบวางของในมือลงแล้วไปที่ห้องของแม่เฒ่าฉิน
"ลูกสาวเจ้าหนาวหรือไม่”
เล่อเหนียงมองหน้าท่านแม่ที่เต็มไปด้วยความกังวล แล้วรีบเอ่ยปากว่า "ท่านแม่ เล่อเหนียงไม่เป็นไรแล้วเจ้าค่ะ"
"ท่านแม่ไปดูพี่ห้าเถอะ พี่ห้าบาดเจ็บแล้ว"
สวี่ซิ่วอิงได้ยินดังนั้นก็รู้สึกใจหายวาบรีบถามว่า "ลิ่งผิงเป็นอะไรอีกแล้ว"
หงอวี่บอกเรื่องนี้ให้สวี่ซิ่วอิงรู้อีกครั้ง
สวี่ซิ่วอิงถึงกับพูดไม่ออก "สมควรแล้ว"
เมื่อปีที่แล้วเด็กคนนี้ก็จุดดอกไม้ระเบิดมูลวัว ไม่เพียงแต่ทำให้ตัวเองเปื้อนมูลวัว แต่ยังทำให้เล่อเหนียงตกใจอีกด้วย
เล่อเหนียงมีเส้นสีดำสามเส้นปรากฏบนใบหน้า "ท่านแม่ ความจริงแล้วท่านไม่จำเป็นต้องพูดถึงเรื่องนั้นก็ได้"
สวี่ซิ่วอิงเห็นเล่อเหนียงไม่เป็นอะไร จึงช่วยห่มผ้าให้นางและบอกให้นางนอนพักบนเตียงให้สบายหลังจากสั่งใหเสี่ยวลิ่วและเสี่ยวชีดูแลน้องสาวให้ดีนางก็เดินออกไป
ไม่ว่าจะอย่างไรนางก็ต้องไปดูว่าเจ้าเด็กคนนั่นเป็นอย่างไรบ้าง
"พี่สะใภ้ เล่อเหนียงไม่เป็นไรใช่หรือไม่" ทันทีที่เดินออกมา ก็เห็นหลิวซิ่วซิ่ววิ่งเข้ามาถาม
สวี่ซิ่วอิงส่ายหน้า "นางไม่เป็นอะไร ท่านแม่เพิ่งเอานางแช่น้ำร้อน ตอนนี้กำลังนอนพักอยู่ในห้อง แต่เจ้าเด็กซนนั้นโดนแน่”
สวี่ซิ่วอิงเพิ่งเดินเข้าไปในลานหลังก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนของเสี่ยวอู่
บทที่ 319: นี่คือเส้นทางสุดท้ายของเขา
"ปู่หลี่อันโปรดเบามือหน่อยเถิด"
ลิ่งผิงเจ็บจนต้องขบฟันแน่น แต่เขาไม่กล้าหลบหนี
"เจ้าเด็กคนนี้ หลังตรุษจีนเจ้าต้องฝึกวรยุทธกับเสี่ยวชีอย่างเคร่งครัด” หลี่อันกล่าวพลางทายาบนแผลที่ใบหน้าของเขา
"เสี่ยวชีตื่นนอนตั้งแต่ยามเช้าตรู่ทุกวัน ฝึกในลานบ้านด้วยตนเองเป็นเวลาหนึ่งชั่วยาม ส่วนเจ้าดึกดื้นไม่ยอมนอน ตอนเช้าไม่ยอมตื่น”
"ปู่หลี่อันข้ารู้สึกว่าข้าไม่ใช่คนที่เหมาะกับการฝึกวรยุทธเลย ท่านไปสอนเสี่ยวชีเถิด เขาต้องเก่งกาจแน่นอน" เสี่ยวอู่กล่าวด้วยใบหน้าบึ้งตึงและท่าทางทุกข์ทรมาน
เขาไม่อยากฝึกวรยุทธเลยแม้แต่น้อย ช่วงฤดูหนาวเช่นนี้มันช่างทรมานคนเหลือเกิน
ไม่สิ มันทรมานเด็กน้อยเหลือเกิน
"ข้าคิดว่าคำพูดของหมอหลี่มีเหตุผลสมควร ให้เจ้าเด็กเจ้าเล่ห์คนนี้ไปฝึกวรยุทธได้ก็ดี!"
สวี่ซิ่วอิงเดินเข้ามาจากนอกประตูพลางกล่าวด้วยความเห็นด้วย "ท่านแม่ เสี่ยวอู่เจ็บมากเลย"
ลิ่งผิงเห็นมารดาของตนมาถึงจึงยื่นมือออกไปออดอ้อน
สวี่ซิ่วอิงตีมือของเขาทิ้งทันที "เจ้าสมควรแล้ว บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าไปเล่นดอกไม้ไฟเจ้าก็ไม่ฟัง"
"ทางเดินหน้าประตูกว้างขนาดนั้นเจ้ามองไม่เห็นหรือไร เดินผ่านอยู่ทุกวัน ยังสะดุดล้มลงไปได้อีก" สวี่ซิ่วอิงบ่นลูกชายที่สอนไม่เคยจำ
ไม่นานหลี่อันก็ทายาบนแผลที่ใบหน้าของเขาจนหมด จากนั้นก็โบกมือไล่เขาพร้อมทั้งทำหน้ารังเกียจ
วันที่สองคือวันที่ยี่สิบเก้าเดือนสิบสอง วันนี้ต้องเข้าเมืองเพื่อส่งของขวัญตรุษจีนให้อาจารย์และอาจารย์
ฉินเหล่าเอ้อร์ขนของที่จัดเตรียมไว้ขึ้นรถม้าแต่เช้าตรู่ ปีนี้ต่างจากปีที่แล้ว ปีที่แล้วมีเพียงลิ่งอวี่คนเดียวที่เรียนหนังสือ
พวกเขาต้องมอบของขวัญให้อาจารย์ของลิ่งหมิงและลิ่งเฟิงเช่นกัน ดังนั้นครั้งนี้ฉินเหล่าซานจึงติดตามไปด้วยกัน
รถม้ามาถึงสำนักศึกษาเติงเคออย่างรวดเร็ว ฉินเหล่าเอ้อร์ลงจากรถม้านำของลงมาจากรถม้าโดยมีเด็กๆนำทางไปยังที่พักของอาจารย์ใหญ่และอาจารย์คนอื่น
"อาจารย์ใหญ่เฉิน ข้าขออวยพรตรุษจีนล่วงหน้า ขออาจารย์ใหญ่โปรดรับผลไม้และขนมเหล่านี้ด้วย"
ฉินเหล่าเอ้อร์แบกของมาถึงลานบ้านของเฉินเหลียง ของขวัญตรุษจีนที่เตรียมไว้ให้อาจารย์ใหญ่คือเนื้อตากแห้งสองชิ้นที่ทำเองที่บ้าน ไก่ตัวอ้วนสองตัว กระต่ายสองตัว ขนมที่ทำเองหลายกล่องและผลไม้สดที่นำมาจากเล่อเหนียง
ของขวัญตรุษจีนสำหรับอาจารยืคนอื่นคือไก่หนึ่งตัว กระต่ายสองตัว เนื้อตากแห้งหนึ่งชิ้น ขนมสองกล่องและผลไม้สดหลายผล
"ลิ่งอวี่ เจ้ามาแต่ตัวก็พอ ไยต้องนำของมาด้วยเล่า" อาจารย์ใหญ่เฉินกล่าวอย่างสุภาพ
ในบรรดาเด็กทั้งหมด เขาชอบลิ่งอวี่มากที่สุด ไม่เพียงแต่มีบุคลิกอ่อนโยนและมีมารยาท ความรู้ของเขาก็ยอดเยี่ยมด้วย ความรู้ที่สอนเขา เขาสามารถเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งและประยุกต์ใช้ได้อย่างหลากหลาย
สิ่งสำคัญที่สุดคือครอบครัวของพวกเขาเรียบง่าย ของขวัญที่คนอื่นๆนำมาให้เขาล้วนเป็นภาพวาดชื่อดัง ดอกไม้หายากอะไรทำนองนั้น ทั้งหมดล้วนไม่มีประโยชน์ ตรงกันข้ามกับตระกูลฉินที่ทุกเทศกาลสำคัญจะส่งของขวัญที่ใช้งานได้จริงมา
ตอนนี้เขาอายุเยอะแล้ว ภาพวาดชื่อดังหรือดอกไม้หายากล้วนเป็นเพียงสิ่งที่ผ่านตามาแล้วก็ผ่านไปเท่านั้น กลับกลายเป็นว่าของที่ตระกูลฉินส่งมานั้นถูกใจเขามากที่สุด
โดยเฉพาะผลไม้สดเหล่านี้ ไม่รู้ว่าตระกูลฉฺนปลูกอย่างไร รสชาตินั้นดีกว่าที่ซื้อจากข้างนอกมากมายนัก ขณะเดียวกันนั้นเผ่ยเฉิงหลิงก็เดินเข้ามา เมื่อเห็นฉินเหล่าเอ้อร์และฉินลิ่งอวี่ก็เพียงแค่พยักหน้าทักทายเล็กน้อย
เฉินเหลียงมองเขาด้วยสีหน้าประหลาดใจ "เหตุใดเจ้าถึงมาที่นี่ได้เล่า"
เผ่ยเฉิงหลิงรินน้ำชาให้ตัวเองแก้วหนึ่ง "ข้าออกไปเดินเล่นมา จู่ๆรู้สึกกระหายน้ำเลยแวะเข้ามาขอดื่มชาสักถ้วย"
สำหรับคำพูดของเผ่ยเฉิงหลิงนั้นเฉินเหลียงไม่เชื่อแม้แต่คำเดียว แต่ตอนนี้เขาก็คิดเหตุผลอะไรไม่ออกจึงได้แต่ปล่อยเรื่องนี้ไปเสีย
ฉินเหล่าเอ้อร์พูดคุยกับเฉินเหลียงสองสามประโยคแล้วก็ลุกขึ้นบอกลาเผ่ยเฉิงหลิง เผ่ยเฉิงหลิงดื่มชาหมดแก้วแล้วก็ลุกบอกลาทันที
เฉินเหลียงโกรธจนต้องตะโกนไล่หลัง "เจ้ามาที่นี่เพื่อดื่มชาจริงๆงั้นหรือ เจ้าจะอยู่เล่นหมากล้อมกับข้าซักตาไม่ได้เลยหรือ”
เผ่ยเฉิงหลิงเดินไปพลางโบกมือ “ตอนนี้มาเล่นกับท่านไม่ได้ วันนี้ข้ามีธุระ!”
"ถึงเทศกาลตรุษจีนแล้วยังมีธุระอะไรให้ยุ่งอีก" เฉินเหลียงบ่นพึมพำสองสามคำแล้วหยิบขนมที่ตระกูลฉินมอบให้แล้วพลางจิบชาไปด้วย
พูดถึงขนมของตระกูลฉิน ต้องบอกว่าเป็นของวิเศษจริงๆ
“คุณชายรองเผ่ย นี่คือสิ่งของที่เสี่ยวชีเตรียมไว้ให้พวกท่าน”
ที่มุมหนึ่งนอกสำนักศึกษาเติงเคอ ฉินเหล่าเอ้อร์กล่าวขณะขนของลงมาจากรถ
เผ่ยเฉิงหลิงมองดูตะกร้าที่เต็มไปด้วยสิ่งของแล้วเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า
“เมื่อไม่กี่วันก่อนเสี่ยวอวี่เพิ่งส่งของมาให้ เหตุใดวันนี้ถึงส่งมาอีกละ”
เมื่อวานซืนสาวใช้ข้างกายมารดาของเขา ถูกเด็กคนหนึ่งยัดกระดาษแผ่นหนึ่งใส่มือตอนออกไปซื้อเนื้อความในนั้นเป็นจดหมายที่ฉินเหล่าเอ้อร์เขียน ให้เขามาที่สำนักศึกษาเติงเคอวันนี้ บอกว่ามีของจะมอบให้
เดิมทีเขาคิดว่าจะมีเรื่องใหญ่อันใด แต่สุดท้ายผลลัพธ์กลับเป็นเช่นนี้
"พี่รองฉิน ท่านเอาของกลับไปเถอะ ช่วยบอกเสี่ยวอวี่ด้วยว่าไม่ต้องเตรียมอะไรให้พวกข้า พวกเราไม่ได้ขาดแคลนของสิ่งนี้ ขอแค่เขาดูแลตัวเองให้ดีก็พอแล้ว"
ฉินเหล่าเอ้อร์ไม่ได้ขนของกลับไป “คุณชายเผยที่สอง ของเหล่านี้เป็นของขวัญตรุษจีนที่เสี่ยวอวี่ เตรียมให้ยายและลุง ข้าจะเอากลับไปได้อย่างไร”
ลิ่งอวี่ที่อยู่ข้างๆก็เอ่ยขึ้นมาว่า "ขนมหวานไม่กี่กล่องนี้ เสี่ยวชีเป็นคนทำด้วยตัวเอง เพื่อทำขนมหวานไม่กี่กล่องนี้ มือของเขาพุพองไปหลายแห่งเลยนะ"
"ยังมีไก่สองตัวนี้ด้วย เป็นไก่ที่เสี่ยวชีเลี้ยงด้วยตัวเองมาตลอด บอกว่าจะเก็บไว้ให้ท่านยายบำรุงร่างกาย"
เผ่ยเฉิงหลิงรู้สึกจมูกแสบร้อน เขาไม่รู้จะทำอย่างไรกับเด็กคนนี้ดีแล้ว ตัวเองยังดูแลตัวเองไม่ไหวเลยยังจะมาห่วงครอบครัวของพวกเขาอีก ช่าง...
แม้ว่าเผ่ยเฉิงหลิ จะบ่นอยู่ในใจ แต่ท้ายที่สุดก็รับของพวกนั้นไว้
ตั้งแต่เมื่อไม่กี่วันก่อนที่เสี่ยวอวี่มาเยี่ยม แม่ของเขาก็ดูเหม่อลอยทั้งวัน จ้องมองประตูอย่างเหม่อลอย หากสิ่งของเหล่านี้นำกลับไปมอบให้ท่านแม่เป็นกำลังใจบ้างก็คงดี
"พี่รองฉินนี่คือจดหมายจากบ้านของพี่สี่ฉิน ส่งกลับมาผ่านช่องทางพิเศษ กลับไปแล้วใช้ไฟลนเบาๆ จะเห็นเนื้อหาบนนั้นชัดเจน” เผ่ยเฉิงหลิงแอบส่งกระดาษแผ่นหนึ่งให้ฉินเหล่าเอ้อร์โดยใช้แขนเสื้อบังไว้ จากนั้นก็ขึ้นรถม้ากลับบ้านไป
เขาไม่สามารถอยู่ที่นี่นานได้ และไม่สามารถติดต่อกับตระกูลฉินมากเกินไปได้
ตอนนี้ตระกูลเผ่ยเหมือนเรือที่อยู่บนคลื่น อาจล่มสลายได้ทุกเมื่อ พวกเขาไม่สามารถลากตระกูลฉินเข้ามาพัวพันได้
ตระกูลฉินคือเส้นทางสุดท้ายของเสี่ยวอวี่!
ฉินเหล่าเอ้อร์มองเห็นรถม้าของเผ่ยเฉิงหลิงหายลับไปที่มุมถนน จากนั้นก็ขับรถม้ากลับไปยังสำนักศึกษาเติงเคอ
ฉินเหล่าซานและลิ่งหมิงกับลิ่งเฟิงยังไม่ออกมา
ฉินเหล่าเอ้อร์มองชายชราที่เฝ้าประตูแวบหนึ่งแล้วส่งสายตาให้ลิ่งอวี่
ที่จริงแล้วฉินเหล่าเอ้อร์ไม่จำเป็นต้องส่งสัญญาณด้วยซ้ำ เมื่อรถม้าหยุดลงลิ่งอวี่ก็ถือขนมสองกล่องและผลไม้อีกไม่กี่ลูกลงมาจากรถม้า
"ท่านปู่หยาง สุขสันต์วันตรุษจีนขอรับ!" ลิ่งอวี่กล่าวพลางยื่นของให้เขา
พ่อเฒ่าหยางรีบปฏิเสธทันที “โอ้ย ข้าไม่กล้ารับหรอกขอรับ ข้าไม่กล้ารับหรอก ข้าเป็นแค่คนแก่คนหนึ่งจะมีบุญวาสนาอะไรมารับของมีค่าเช่นนี้เล่า"
ลิ่งอวี่มองของแล้วยัดใส่มือของเขา "ท่านปู่หยาง ท่านรับไว้เถิด เอาไว้ให้เด็กน้อยได้กินขนมรสหวานชื่นใจ"
พ่อเฒ่าหยางเห็นท่าทางแบบนั้นก็จำต้องรับไว้ แล้วค้อมตัวลงต่ำให้เขาอย่างลึกซึ้ง
ลิ่งอวี่รีบเข้าไปประคองเขาขึ้นมา
ขณะเดียวกันฉินเหล่าซานและคนอื่นๆก็ออกมา ฉินเหล่าเอ้อร์ก็ไม่รอช้าบังคับรถม้ากลับบ้านทันที
บทที่ 320: มายืมอาหาร
"ลุงรองกลับมาแล้วหรือ นำของอร่อยมาฝากเล่อเหนียงบ้างหรือไม่"
ฉินเหล่าเอ้อร์เพิ่งจอดรถม้าที่หน้าประตูใหญ่ ก็เห็นกองหิมะตรงประตูขยับเล็กน้อย แรกเริ่มเขานึกว่าเป็นแมว แต่ที่แท้กลับเป็นเล่อเหนียงที่สวมชุดสีขาวทั้งตัว
"เล่อเหนียง ชุดสีขาวนี้ใครเป็นคนทำให้เจ้าหรือ" เล่อเหนียงกะพริบตาแล้วพูดว่า "เป็นท่านย่าหลิวเจ้าค่ะ"
ฉินเหล่าเอ้อร์งุนงงไปครู่หนึ่งก่อนจะนึกขึ้นได้ว่า แม่เฒ่าหลิวที่นางพูดถึงคือภรรยาของหัวหน้าหมู่บ้าน
"อืม ชุดนี้ดูดีจริงๆ แต่ใส่ตอนหิมะตกไม่ได้นะ เดี๋ยวคนอื่นจะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นหิมะเอาได้"
เล่อเหนียงไม่สนใจเรื่องพวกนี้หรอก ชาติก่อนนางเป็นแพทย์ทหาร เพราะฉะนั้นจึงชอบเสื้อผ้าสีขาวมาก
อีกอย่างชุดของแม่เฒ่าหลิวนี่ตัดเย็บมาสวยจริงๆ นางชอบมากเลย "ลุงรอง พี่ใหญ่ พวกท่านซื้อของอร่อยมาให้เล่อเหนียงหรือไม่?"
ลิ่งอวี่อุ้มนางขึ้นมาทันที "พี่ลืมไปแล้ว คราวหน้าจะซื้อมาให้พวกเจ้านะ ได้หรือไม่"
"ถ้าเช่นนั้นคราวหน้าพี่ใหญ่ต้องจำให้ได้นะ" เล่อเหนียงก็มิได้อยากกินของอร่อย จริงๆที่บ้านก็มีของมากมายอยู่แล้ว มีป้าสะใภ้สามอยู่ ในบ้านไม่เคยขาดแคลนขนมหวานเลย
"ลิ่งอวี่เจ้าดูแลน้องสาวด้วย ข้าจะไปหาท่านแม่"
เล่อเหนียงได้ยินดังนั้นก็ยื่นมือให้ฉินเหล่าเอ้อร์อุ้ม "ลุงรองจะไปแล้วหรือ"
ลุงรองกลับมาก็ต้องการพบท่านย่า แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะเขาออกไปครึ่งวันแล้วคิดถึงย่า หากนางเดาไม่ผิดต้องเป็นเพราะมีข่าวของท่านพ่อแน่ๆ
ฉินเหล่าเอ้อร์ไม่มีทางเลือกจำต้องอุ้มเด็กน้อยที่เดินไปยังห้องของแม่เฒ่าฉิน
"ท่านแม่เฒ่าหลิว"
ฉินเหล่าเอ้อร์เพิ่งเข้าไปก็เห็นแม่เฒ่าหลิวกับแม่ของเขานั่งคุยกันอยู่บนเตียงเตา ข้างๆมีเก้าอี้ตัวหนึ่งที่มีเด็กหญิงอายุราวสิบสองสิบสามปีนั่งอยู่
"กลับมาแล้วหรือเหล่าเอ้อร์ วันนี้ที่อำเภอคึกคักมากใช่ไหม?" แม่เฒ่าหลิวถาม
ฉินเหล่าเอ้อร์รู้สึกงุนงงเล็กน้อยว่าเหตุใดแม่เฒ่าหลิวจึงถามเช่นนี้ ตอนนี้อยู่ในช่วงเทศกาลตรุษจีน ผู้คนที่ออกไปหาเลี้ยงชีพภายนอกต่างกลับมากันหมดแล้ว ในอำเภอคึกคักจึ้นนั่นไม่ใช่เรื่องปกติหรอกหรือ
อย่างไรก็ตามข้าก็ตอบไปตามความเป็นจริงว่า "ใช่แล้วขอรับ คึกคักกว่าปกติมาก"
จากนั้นเขาก็หันไปมองเด็กหญิงตัวน้อยที่อยู่ข้างๆ และถามว่า "ท่านป้า เด็กหญิงคนนี้เป็นใครหรือ เกตุใดข้าไม่เคยเห็นนางมาก่อนเลย?"
แม่เฒ่าฉินจึงแนะนำว่า "นี่คือลูกสาวของแม่โก่วต้าน"
"แม่โก่วต้านไม่ได้มีโก่วต้านเป็นลูกชายคนเดียวหรอกหรือ นางมีลูกสาวตั้งแต่เมื่อใด"
ม่เฒ่าฉินอธิบายว่า "นางชื่อเอ้อร์หยา เป็นเด็กที่แม่ของโก่วต้านเก็บมาจากข้างถนน แต่เดิมตั้งใจจะให้เป็นภรรยาของโก่วต้าน"
"คราวนี้แม่โก่วต้านถูกจับเข้าคุกแล้วตรอมใจจาย ที่บ้านไม่มีข้าวสาร เด็กน้อยคนนี้อยู่ไม่ได้จึงมาขอยืมข้าวสารจากข้า"
แม่เฒ่าหลิวมองดูเอ้อร์หยาที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความอับอายแล้วถอนหายใจ
"หากพอจะอยู่ได้ ใครเลยจะมาขอยืมข้าวสารในวันที่ยี่สิบเก้า นางมาที่บ้านพวกข้าก่อน แม้ว่าบ้านพวกข้าจะสามารถให้ยืมข้าวสารได้ แต่ตอนนี้โก่วต้านนอนป่วยอยู่บนเตียง เด็กน้อยคนหนึ่งยืมข้าวสารไปเรื่อยๆ ก็ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาระยะระยะ ข้าจึงนึกขึ้นได้ว่าบ้านพวกเจ้าก่อนหน้านี้ไต้องการรับคนทำงาน ข้าจึงพานางมาถามดูว่ายังรับอยู่หรือไม่"
"เดือนละสิบอีแปะ แม้จะน้อยไปหน่อย แต่อย่างน้อยก็ไม่ต้องอดตาย"
ฉินเหล่าเอ้อร์ขมวดคิ้วถามว่า "แม่โก่วต้านตายแล้วหรือ"
แม่เฒ่าหลิวพยักหน้า
"ใช่เมื่อวานได้รับข่าวว่านางตรอมใจ ทางศาลาว่าอำเภอยังส่งคนมาบอกให้ญาติมารับศพกลับมา ตอนนี้ข้ามีเด็กสองคนต้องดูแลจะไปสนใจนางได้อย่างไรเล่า"
แม่เฒ่าฉินก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี แม้ว่าพวกนางจะวางแผนเล่นงานเหล่าอู่ก่อน อีกทั้งยังทำร้ายเล่อเหนียง แต่นางก็ไม่เคยคิดจะเอาชีวิตผู้ใดเลย
ต่อไปนี้เด็กสองคนนี้จะทำอย่างไรล่ะ
"งั้นเอาอย่างนี้แล้วกัน เหล่าเอ้อร์ เจ้าไปเอาข้าวสารมาสักให้เอ้อรหยาสักสองสามชั่ง แล้วก็เอาเนื้อมาด้วยชิ้นหนึ่ง ให้พวกเขาผ่านตรุษจีนไปก่อน ส่วนเรื่องอื่นๆค่อยว่ากันหลังตรุษจีนเถอะ"
ฉินเหล่าเอ้อร์รับคำแล้วหมุนตัวออกไปเอาของ "พี่ชุนหลาน เจ้าทำงานของเจ้าต่อเถิด ข้าจะพาเด็กคนนี้กลับแล้ว" แม่เฒ่าหลิวลุกขึ้นเตรียมตัวกลับ
"เอ้อร์หยา ข้าวห้าชั่ง เนื้อหนึ่งก้อน และผักป่าอีกสองสามกำ เจ้าเอากลับไปฉลองตรุษจีนให้ดีๆ หากไม่พอก็มาเอาอีก"
ฉินเหล่าเอ้อร์ยื่นของให้เอ้อร์หยา เอ้อร์หยามองแม่เฒ่าหลิวด้วยสายตาลังเล ของพวกนี้มากเกินไปและดีเกินไป นางไม่รู้ว่าควรรับไว้หรือไม่
แต่เดิมนางตั้งใจมาขอยืมมันเทศเพียงไม่กี่ชั่งเท่านั้น เพราะของอย่างอื่นนางก็ไม่มีปัญญาจะใช้คืน
“เอ้อร์หยารับไปเถิด กลับไปดูแลโก่วต้านให้ดีๆ"
แม่เฒ่าหลิวเอ่ยขึ้น เอ้อร์หยาจึงรับของจากมือของฉินเหล่าเอ้อร์ แล้วทรุดตัวลงคุกเข่าพร้อมกับโขกศีรษะให้เขาอย่างแรง
"ขอบคุณฉินเหล่าเอ้อร์ บุญคุณอันยิ่งใหญ่ของท่าน เอ้อร์หยาจะไม่มีวันลืมชั่วชีวิต"
ฉินเหล่าเอ้อร์ตกใจมาก รีบพยุงนางให้ลุกขึ้น
"เอ้อร์หยาเจ้าไม่ต้องทำเช่นนี้ พวกเราเป็นเพื่อนบ้านกันไม่จำเป็นต้องทำพิธีรีตองเช่นนี้"
"รีบกลับไปเถิด เอาของไปต้มกินให้อิ่มท้อง จะได้มีแรงฉลองตรุษจีน"
เอ้อร์หยาพยักหน้าหนักๆด้วยดวงตาแดงก่ำ แล้วกลับไปพร้อมกับแม่เฒ่าหลิว
ฉินเหล่าเอ้อร์มองแผ่นหลังของเอ้อร์หยาด้วยความรู้สึกสงสาร
เด็กหญิงคนนี้อายุราวๆลิ่งอวี่ ร่างเล็กๆของนางยังไม่สูงเท่าลิ่งเหวินเลย คิดดูสิว่านางต้องผ่านความทุกข์ทรมานมากเพียงใดจนผอมขนาดนี้
"ท่านย่ามีของมากมายขนาดนี้ ข้าควรเอากลับไปคิดดีหรือไม่ ไม่เช่นนั้นต่อไปข้าก็ไม่รู้จะตอบแทนอย่างไร!"
นางมองสิ่งของในมือด้วยความกังวลใจพลางเอ่ยขึ้นและหันหลังเดินไปทางบ้านตระกูลฉิน
แม่เฒ่าหลิวรีบคว้าตัวนางไว้ "เอ้อร์หยา อย่าไปเลย ถึงเจ้าจะเอากลับไปให้พวกเขา พวกเขาก็คงไม่รับหรอก"
"แต่ว่า..."
"แต่ว่าของมากมายขนาดนี้ ต่อไปข้าจะต้องใช้คืนอย่างไร" ดวงตาของนางสองเต็มไปด้วยความสับสน
เมื่อก่อนตอนที่หญิงผู้นั้นยังอยู่ แม้นางจะโดนทุบตีอยู่บ้อยๆ แต่อย่างน้อยก็ไม่ปล่อยให้นางต้องหิวโหย แต่ตอนนี้พวกเขาไม่ได้กินอาหารมาสามวันแล้ว โก่วต้านก็หิวจนเกือบหมดสติ
แม่เฒ่าหลิงลูบศีรษะของนางเบาๆ พลางกล่าวว่า "พี่ชุนหลานเป็นคนใจดี หลังตรุษจีนเจ้าก็ไปทำงานที่บ้านนาง แม้ว่าค่าจ้างสิบอีแปะต่อเดือนจะน้อยแต่ก็รวมอาหารสามมื้อแล้ว อย่างน้อยก็ไม่ทำให้เจ้ากับโก่วต้านต้องหิวโหย"
"ขอบคุณท่านย่าหลิว เอ้อร์หยารู้แล้วว่าต้องทำอย่างไร"
แม่เฒ่าหลิวเดินไปส่งนางที่หน้าประตูบ้าน ก่อนกลับยังตบไหล่นางเบาๆ "อย่าคิดมากไป ใช้ชีวิตกับโก่วต้า ให้ดี ถ้าเจ้าขาดเหลืออะไรก็มาถามข้าได้" แม่เฒ่าหลิวพูดจบก็กลับไป
ที่บ้านตระกูลฉินฉินเหล่าเอ้อร์ส่งแขกกลับไปแล้วก็เข้าเข้าครัวไปจุดไฟ
สวี่ซิ่วอิง สือไห่ถัง และหลิวซิ่วเถากำลังยุ่งอยู่กับการทอดแป้งและลูกชิ้น
ไม่เพียงแต่ครอบครัวของพวกเขาเท่านั้นที่ต้องทอด แต่ยังรวมถึงแป้งของคนอื่นๆในหมู่บ้านด้วย
แต่เดิมหญิงหลายคนในหมู่บ้านได้นำแป้งและน้ำมันมาขอคำแนะนำจากสือไห่ถังว่าจะทอดแป้งอย่างไร
แต่เนื่องจากครัวของตระกูลฉินนั้นเล็กเกินไป ไม่สามารถรองรับคนจำนวนมากได้ สือไห่ถังจึงตัดสินใจรวมแป้งทั้งหมดที่พวกเขานำมาเข้าด้วยกันและช่วยทอดให้พวกเขา
"พี่รอง ท่านเข้าเมืองไปมีข่าวเหล่าซื่อบ้างหรือไม่”
จบตอน
Comments
Post a Comment