lucky kid ep321-330

 บทที่ 321: ในที่สุดก็มีจดหมายตอบกลับมา

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ได้ยินสวี่ซิ่วอิงถามจึงนึกขึ้นได้ว่าคุณชายรองเผ่ยมอบจดหมายฉบับหนึ่งให้เขา รีบล้วงออกมาจากอกเสื้อแล้วเอาไปผิงไฟ

   

   "พี่รอง เหตุใดท่านจึงนำกระดาษมาเผาเล่า"

   

   "นี่ไม่ใช่กระดาษ แต่คือจดหมายที่คุณชายรองเผ่ยมอบให้ เป็นจดหมายของเหล่าซื่อ"

   

   สวี่ซิ่วอิงได้ยินดังนั้นก็ตื่นเต้นจนควบคุมตัวเองไม่อยู่ นางรีบเช็ดมือแล้วขยับเข้าไปใกล้ สือไห่ถัง และหลิวซิ่วเถาก็เข้ามารวมกลุ่มด้วย แต่เมื่อพวกเขาเห็นกระดาษว่างเปล่าหลายแผ่นนั้นก็รู้สึกงุนงงไปหมด

   

   "พี่รอง นี่มันกระดาษว่างเปล่านี่นา"

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์อธิบายว่า "คุณชายรองเผ๋ยบอกว่าต้องผ่านความร้อนจากไฟ ข้อความถึงจะปรากฏขึ้นมา"

   

   ไม่นานกระดาษว่างเปล่าก็ปรากฏตัวอักษรขึ้น แน่นอนว่าเป็นลายมือของฉินเหล่าซื่อ

   

   ฉินเหล่าซื่อเขียนในจดหมายว่าเขาทุกคนปลอดภัยดี ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ อีกทั้งยังมีเนื้อให้กิน


   ที่สำคัญคือพวกเขาได้ขับไล่ชาวหนานหมานออกไปจากแคว้นต้าหนิงแล้ว หากทุกอย่างราบรื่น พวกเขาก็จะสามารถเดินทางกลับบ้านได้ในเร็วๆนี้

   

   เมื่อสวี่ซิ่วอิงและหลิวซิ่วเถาเห็นเนื้อหาในจดหมายของฉินเหล่าซื่อก็โผเข้ากอดกันและร้องไห้ออกมา

   

   ตลอดเวลาที่ผ่านมาพวกนางไม่เคยหยุดกังวล พวกนางกลัวว่าวันใดวันหนึ่งจะได้รับข่าวร้าย

   

   "ข้าจะนำจดหมายไปให้ท่านแม่ดู เพื่อนางจะได้หายกังวลเสียที” ฉินเหล่าเอ้อร์เก็บจดหมายกลับคืนมาแล้วก้าวเท้าออกจากห้องครัว

   

   "ท่านแม่ มีจดหมายจากเหล่าซื่อมาขอรับ"

   

   แม่เฒ่าฉินที่กำลังนั่งปักผ้าอยู่บนเตียงเตาในห้อง เมื่อได้ยินเสียงตะโกนของฉินเหล่าเอ้อร์ทำให้ตกใจจนทำให้เข็มทิ่มมือ

   

   "เหล่าเอ้อร์ เป็นเรื่องจริงหรือ เหล่าซื่อส่งจดหมายมาจริงๆหรือ?"

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์รีบนำจดหมายออกมาจากอกเสื้อ "เป็นเรื่องจริงขอรับ ท่านแม่ ดูสิ เป็นลายมือของ เหล่าซื่อ"

   

   แม่เฒ่าฉินรีบรับจดหมายมาอ่านอย่างละเอียด เมื่อนางอ่านจดหมายฉบับนี้จบ น้ำตาก็ไหลอาบใบหน้า

   

   ความกังวลใจที่มีมาหลายเดือนนี้ ในที่สุดก็ได้คลายลงใน ชั่วขณะนี้แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะเคยส่งจดหมายมา แต่นั่นเป็นจดหมายที่เขียนตอบกลับมาไม่นานหลังจากที่เพิ่งถึงชายแดน จดหมายฉบับนั้นเป็นเพียงการแจ้งว่าเขาไปถึงชายแดนอย่างปลอดภัยเท่านั้น

   

   แต่จดหมายฉบับนี้ต่างหากที่จะทำให้ครอบครัวได้วางใจ

   

   "ท่านย่า อย่าร้องไห้เลย อย่าร้องไห้นะ ท่านพ่อรู้แล้วจะเสียใจนะ"

   

   เล่อเหนียงรีบช่วยเช็ดน้ำตาให้ท่านย่าอย่างทุลักทุเล

   

   ท่านพ่อตอบจดหมายกลับมาแล้ว นางควรจะดีใจสิ แต่ทำไมท่านย่ากลับยิ่งร้องไห้หนักขึ้นเรื่อยๆ

   

   "เด็กดี ย่าดีใจมากเลย พ่อของเจ้าจะกลับมาในเร็วๆนี้"

   

   "อืม เล่อเหนียงรู้แล้ว ท่านย่าห้ามร้องไห้นะ"

   

   แม่เฒ่าฉินเช็ดน้ำตา "อืม ย่าไม่ร้องแล้ว ถ้าพ่อของเจ้ารู้เข้า เขาต้องว่าข้าอีกแน่ๆ”

   

   "อืม ใช่แล้ว"

   

   ตอนนั้นหงอวี่และคนอื่นๆก็วิ่งเข้ามา "ท่านย่า พ่อของข้าส่งจดหมายกลับมาแล้วหรือ"

   

   แม่เฒ่าฉินยิ้มแล้วส่งจดหมายในมือให้กับลิ่งอวี่ "ลิ่งอวี่มาอ่านจดหมายฉบับนี้ให้น้องชายของเจ้าฟังสิ" ลิ่งอวี่รับจดหมายมาแล้วอ่านเนื้อหาในนั้นออกมา

   

   ลิ่งผิงและคนอื่นๆ หลังจากฟังพี่ใหญ่อ่านจดหมายจบก็เปล่งเสียงดีใจออกมาทันที

   

   "โห่ ท่านพ่อกับอาฮั่นหลินและอาเฉิงอันกำลังจะกลับมาแล้ว"

   

   ตรงกันข้ามกับความดีใจของคนอื่นๆ หงอวี่กับเล่อเหนียงสบตากันแวบหนึ่ง ทั้งคู่ต่างเห็นความกังวลในดวงตาของอีกฝ่าย

   

   บางทีในสายตาของคนอื่น นี่อาจเป็นเพียงจดหมายบอกกล่าวว่าปลอดภัย แต่ในสายตาของพวกเขานี่คือจดหมายลาตาย ชายแดนไม่อาจสงบลงได้เร็วเช่นนี้ ทหารม้าหนานหมานไม่อาจถูกขับไล่ไปได้เร็วขนาดนี้

   

   คนในวังคงไม่มีวันปล่อยให้เรื่องสงบลงเร็วเช่นนี้

   

   “พวกเจ้าออกไปเล่นข้างนอกเถิด" แม่เฒ่าฉินกล่าวพลางยิ้มตาหยี

   

   คำพูดของแม่เฒ่าฉินเพิ่งจบลงเสียงโห่ร้องด้วยความยินดีก็ดังขึ้นรอบกาย

   

   "แต่เสี่ยวอู่ไปไม่ได้" เสียงโห่ร้องของพวกเขายังไม่ทันจบ จู่ก็ได้ยินเสียงท่านย่าดังขึ้น

   

   หงอวี่และคนอื่นๆ ได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมาทันที ลิ่งผิงประท้วงว่า

   

   "ท่านย่า เหตุใดข้าถึงออกไปไม่ได้ ทำไมล่ะขอรับ”

   

   "ข้าไม่สนใจ ข้าจะออกไป ข้าจะออกไป!"

   

   ลิ่งผิงล้มตัวลงกับพื้นและอาละวาดไม่หยุด เขาไม่เชื่อว่าเขาไม่มีวิธีออกจากประตูนี้

   

   แม่เฒ่าฉินจ้องมองเขาด้วยสายตาดุดัน "เจ้าคิดดีแล้วหรือ อยากจะวิ่งออกไปเล่นงั้นหรือ"

   

   "ตอนนี้อากาศข้างนอกหนาวเย็นเพียงใด หากหูของเจ้าถูกความเย็นกัดจนหลุด ข้าจะต้องเสียเงินสองร้อยอีแปะเพื่อช่วยชีวิตเจ้าอีก"

   

   แม่เฒ่าฉินพูดจบก็โบกมือไล่หงอวี่และคนอื่นๆให้ออกไปเล่น

   

   ลิ่งผิงก็คิดจะแอบย่องออกไปเช่นกัน แต่กลับถูกแม่เฒ่าฉินคว้าคอเสื้อไว้อย่างรวดเร็ว

   

   “เสี่ยวอู่ ข้าบอกเจ้าแล้วว่าห้ามออกไป เจ้าคิดว่าข้าแค่พูดเล่นๆหรืออย่างไร”

   

   เสี่ยวอู่หัวเราะคิกคักสองที "ท่านย่า คำพูดที่ท่านเคยพูดไว้ ข้าเคยสนใจด้วยหรือ”

   

   แม่เฒ่าฉินโกรธจัด ถอดรองเท้าแล้วฟาดใส่ร่างของเขา

   

   ลิ่งผิงเห็นอย่างนั้นก็รีบวิ่งหนีทันที

   

   แม่เฒ่าฉินไล่ตามหลังเขาไป เป็นภาพของคนแก่คนหนึ่งไล่ตามเด็กคนหนึ่งในลานบ้าน เป็นภาพที่มองดูแล้วสนุกสนาน เล่อเหนียงยืนปรบมือให้กำลังใจพวกเขาอยู่ใต้ชายคาบ้าน

   

   คนหนึ่งคือท่านย่า อีกคนหนึ่งคือพี่ชาย เล่อเหนียงไม่ช่วยใครทั้งสิ้น นางเพียงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น กินแตงโมและดูเหตุการณ์อย่างสนุกสนาน

   

   อาหารเย็นเสร็จอย่างรวดเร็ว ใกล้ถึงวันตรุษจีนแล้ว ทุกบ้านต่างทำอาหารอร่อยๆ

   

   ตระกูลฉินก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ในช่วงไม่กี่วันนี้ เนื้อไก่กลายเป็นอาหารประจำบนโต๊ะอาหาร

   

   รวมถึงเนื้อหมูด้วยแต่วันนี้พวกเขาไม่ได้กินเนื้อหมูและไม่ใช่เนื้อไก่ แต่อาหารของพวกเขาวันนี้เป็นเนื้อเป็ด

   

   ก่อนหน้านี้ได้สั่งให้หมิงเฟิงไปทำเตาอบนั้น จนถึงตอนนี้ก็ยังทำไม่เสร็จ

   

   เป็ดที่เลี้ยงไว้ในบ้านอ้วนมากแล้ว ถ้าไม่กินตอนนี้ก็จะแก่เกินไป

   

   ดังนั้นสองสามวันนี้ที่บ้านของพวกเขากินแต่เนื้อเป็ด นี่เป็นอาหารที่เล่อเหนียงไม่ชอบกินที่สุด

   

   เพราะสือไห่ถังมีทักษะจำกัดและเป็นข้อบกพร่องของเครื่องปรุงรสในยุคนี้ด้วย ดังนั้นไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่อร่อย ทำอย่างไรก็มีกลิ่นสาบอยู่ดี

   

   "ท่านย่า เล่อเหนียงไม่อยากกินเนื้อเป็ดเลยเป็ดไม่อร่อย” เล่อเหนียงพูดพลางทำปากยื่น

   

   แม่เฒ่าฉินรู้สึกจนปัญญา นางก็เห็นแล้วว่าเล่อเหนียงก็ไม่ชอบกินเนื้อเป็ด แล้วจะทำอย่างไรกับเป็ดในลานหลังบ้านดี?

   

   เป็ดไม่สามารถเลี้ยงข้ามตรุษจีนได้ นอกจากจะเป็นเป็ดที่ออกไข่เท่านั้น

   

   แต่เหล่าซื่อคนโง่นี่ซื้อเป็ดมาแต่เป็ดตัวผู้ทั้งหมด ไม่มีเป็ดตัวเมียแม้แต่ตัวเดียว

   

   ในตอนนั้นสือไห่ถังยกชามซี่โครงหมูออกมาจากครัวแล้ววางไว้ตรงหน้าเล่อเหนียง "ข้ารู้ว่าเจ้าคงเบื่อกับการกินเป็ดสองแล้ว ข้าให้เถ้าแก่หวงเก็บซี่โครงไว้ให้ รีบกินตอนที่ยังร้อนอยู่เถิด"

   

   "โอ้ ขอบคุณป้าสะใภ้สามมาก ท่านใจดีที่สุดเลย"

   

   สือไห่ถังลูบศีรษะของนาง "รีบกินเถิด"

   

   เล่อเหนียงจึงเริ่มหยิบซี่โครงชิ้นหนึ่งขึ้นมาแทะ

   

   นางไม่ลืมที่จะหยิบให้พี่ชายแต่ละคนคนละชิ้นด้วย

   

   "อ้อ วันนี้ท่านป่าหลิวพาเอ้อร์หยามาที่บ้านเรา พวกเจ้าคิดเห็นอย่างไร"

   

   ฉินเหล่าซานงงไปชั่วขณะ "เอ้อร์หยาคือใคร"

   

   สวี่ซิ่วอิงกับสือไห่ถังก็มีสีหน้างุนงงเช่นกัน พวกเขาก็ไม่เคยได้ยินว่าเอ้อร์หยาเป็นใครมาก่อน

   

   "นั่นคือลูกสาวที่แม่โก่วต้านเก็บมาเมื่อสองปีก่อนใช่หรือไม่?"



 บทที่ 322: มีเรื่องให้ซุบซิบ

   


   "ซิ่วเถาเจ้าเคยเห็นเด็กหญิงคนนั้นหรือ" แม่เฒ่าฉินถามอย่างสงสัย

   

   หลิวซิ่วเถาพยักหน้า "เด็กหญิงคนนั้นตกไปอยู่ในมือของแม่โก่วต้าน นางต้องทนทุกข์ทรมานมากทีเดียว"

   

   "ตอนที่เพิ่งมาถึงหมู่บ้านตระกูลฉินนั้นเป็นฤดูหนาว นางยังไม่สูงถึงเอวข้าเลยด้วยซ้ำ แต่ต้องอุ้มกะละมังเสื้อผ้าไปซักที่ริมแม่น้ำ ถนนตอนฤดูหนาวลื่นเพียงใด นางลื่นตกลงไปในน้ำ ถ้าไม่ใช่เพราะข้ากับเฉิงอันบังเอิญอยู่แถวนั้นพอดี เด็กคนนั้นคงไม่มีชีวิตรอดกลับมาแน่”

   

   "ข้าไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเลย"

   

   หลิวซิ่วเถาแค่นเสียงเย็นชา "พวกเรามีน้ำใจแต่ไม่ได้รับผลตอบแทนที่ดี เพื่อช่วยชีวิตนางพวกเราต้องทนหนาวตัวสั่งและนอนป่วยอยู่บนเตียงตั้งครึ่งเดือน"

   

   "แม่โก่วต้านคนนั้นยังไม่รู้จักอายมาหาถึงที่บ้านบอกว่าเฉิงอันได้เห็นร่างกายลูกสาวของนาง ต้องการให้เฉิงอันจ่ายเงินชดเชย"

   

   คนอื่นๆที่ได้ยินก็พากันอึ้งไป ไม่เคยคิดเลยว่าแม่โก้วต้านจะไล่ยางอายเช่นนี้

   

   "แล้วต่อมาเป็นอย่างไร?" แม่เฒ่าฉินรีบถามอย่างร้อนใจ

   

   หลิวซิ่วเถาคีบเนื้อเป็ดชิ้นหนึ่งให้ลิ่งตงแล้วพูดต่อ "ต่อมาก็มีหลี่ต้าขุยทนดูไม่ได้จึงพาภรรยามาด่าแม่ของโก่วต้านหนึ่งยก แม่ของโก่วต้านถึงได้ยอมเลิกรา"

   

   "แต่ข้าได้ยินมาว่าหญิงสาวคนนั้นถูกแม่โก่วต้านตีไปหนึ่งยก"

   

   คนอื่นๆที่ได้ยินต่างก็โกรธเคืองและรู้สึกสงสารเอ้อร์หยาอย่างมาก

   

   "ท่านแม่ หลังตรุษจีนให้เอ้อร์หยามาเรียนกับข้าเถิด เมื่อเรียนรู้แล้วก็ให้นางอยู่ดูแลร้าน" สือไห่ถังกล่าว

   

   แม่เฒ่าฉินลังเลเล็กน้อย "เรื่องนี้รอหลังตรุษจีนค่อยว่ากันเถอะ มีบางเรื่องที่เราต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนก่อน"

   

   "สำคัญที่สุดคือโก่วต้านยังป่วยนอนอยู่บนเตียง เอ้อร์หยาคงไม่มีทางทิ้งเขาไปได้ มิฉะนั้นนางคงไม่แบกหน้ามายืมข้าวเราเช่นนี้"

   

   วันรุ่งขึ้นก็เป็นวันส่งท้ายปีแล้ว แม่เฒ่าฉินยอมอ่อนข้อให้เด็กๆในบ้านเล่นดอกไม้ไฟได้

   

   เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่วราวกับม้าป่าที่หลุดจากบังเหียน ใช้เสื้อผ้าห่อดอกไม้ไฟไว้เต็มอ้อมแขน วิ่งออกไปเล่นกับพวกเอ้อร์หนิว

   

   สวี่ซิ่วอิง สือไห่ถัง และหลิวซิ่วเถากำลังยุ่งอยู่ในครัว

   

   อาหารมื้อส่งท้ายปีเก่าเป็นอาหารที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในรอบปี พวกนางจะประมาทไม่ได้ ดังนั้นพวกนางจึงยุ่งอยู่ในครัวตั้งแต่เช้าตรู่

   

   ทั้งฆ่า และตุ๋นเนื้อ โดยรวมแล้วเอาอาหารที่ปกติไม่กล้ากินวันนี้ถูกทำออกมาทุกอย่าง

   

   เล่อเหนียงก็ไม่ได้กินลูกชิ้นปลามานานแล้ว นางเอาปลาตัวใหญ่ที่สุดออกมาจากพื้นที่มิติ แล้วให้สือไห่ถังไปทำลูกชิ้นปลา

   

   พูดถึงการทำลูกชิ้นปลา นางนึกถึงปลาในบ่อน้ำบนเขาด้านหลังขึ้นมา

   

   สมัยโบราณโดยทั่วไปการเลี้ยงปลาด้วยขี้หมูหรือหญ้าเป็นอาหาร ไม่มีอาหารสัตว์อะไรแบบนี้

   

   แต่ถ้าให้แค่หญ้าเขียวปลาก็จะโตช้า อย่าว่าแต่เลี้ยงปลาปีนี้แล้วจับปีหน้าเลย ต่อให้เลี้ยงสามปีก็ไม่มีวันโต ดังนั้นตอนนี้ก็ต้องอาศัยเทคโนโลยีขั้นสูงสักหน่อย ดังนั้นนางจึงลากฉินเหล่าซานที่กำลังผ่าฟืนอยู่ในลานบ้านเข้ามาในห้องโถง

   

   "เล่อเหนียงมีอะไรหรือ" ฉินเหล่าซานถามด้วยสีหน้างุนงง

   

   เล่อเหนียงโบกมือแล้วโยนอาหารปลาถุงใหญ่ออกมาพลางกล่าวว่า "ลุงสาม ให้อาหารปลาเถิด"

   

   ฉินเหล่าซานเห็นเล่อเหนียงเอาของออกมาเป็นครั้ง เขามองถุงใหญ่บนพื้นแล้วยืนตะลึงอยู่กับที่

   

   เล่อเหนียงไม่สนใจเขา นางปีนขึ้นเตียงเตาแล้วโยนลูกกวาดที่เผาไว้เข้าปาก กินรอให้เขาได้สติ

   

   ไม่มีทางเลือก ตอนนี้ย่ากำลังยุ่งไม่มีเวลาสนใจนาง นางจึงทำได้เพียงทำให้ลุงมตกใจเท่านั้น

   

   "หลานรัก นี่เป็นอาหารเลี้ยงปลาหรือ" ฉินเหล่าซานถามหลังจากได้สติกลับมา

   

   "ใช่แล้ว ใช่แล้ว ปลากินแล้วจะโต"

   

   ฉินเหล่าซานไม่ถามอะไรอีก เขาแบกของขึ้นไหล่แล้วเดินตรงไปทางเขาด้านหลัง

   

   เล่อหนิวก็หยิบของออกมา เขาเพียงแค่ต้องการยืนยันว่าใช้ทำอะไรก็พอ ส่วนอย่างอื่นถามไปก็ไม่มีประโยชน์ สุดท้ายของที่เขาหยิบออกมาล้วนเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนก็ถูกต้องแล้ว

   

   "เอ๊ะ พี่สาม ท่านแบกอะไรอยู่หรือ"

   

   ฉินไห่เยี่ยนเห็นฉินเหล่าซานแบกถุงของสิ่งหนึ่งออกมาจากห้องโถง เขาสงสัยจึงเข้าไปขวางทางไว้

   

   ฉินเหล่าซานเดินอ้อมผ่านเขาไปโดยตรง แบกถุงใบใหญ่มุ่งหน้าไปทางเขาด้านหลัง

   

   ฉินไห่เยี่ยนงุนงง พี่สามของเขาถึงกับไม่สนใจเขาเลยหรือ เป็นไปได้หรือว่าข้าไม่ใช่น้องชายสุดที่รักของเขาอีกต่อไปแล้ว แม้จะรู้สึกงุนงง แต่เรื่องนี้ต้องได้รับการแก้ไข

   

   สิ่งที่พี่ชายคนที่สามแบกบนบ่าคืออะไรกันแน่ เขาไม่เคยเห็นมาก่อนและห่อหุ้มภายนอกดูเหมือนไม่ใช่ผ้า ดังนั้นข้าจึงเบนสายตาไปที่เล่อเหนียงซึ่งกำลังกระโดดโลดเต้นมุ่งหน้าไปยังห้องครัว

   

   ตั้งแต่เขากลับมา เขาก็พบว่าเด็กสาวคนนี้มีความลับมากมายเหลือเกิน ถ้าจะพูดให้ถูกต้องคือบ้านหลังนี้มีความลับมากเกินไป ในบ้านมักมีสิ่งของแปลกๆปรากฏขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล

   

   ยกตัวอย่างเช่นปลาในวันนี้

   

   เขาจำได้แน่ชัดว่าไม่ได้ซื้อปลามาและก็ไม่ได้ไปจับปลาด้วย แต่ในครัวกลับมีปลาตัวใหญ่หนักหลายชั่งปรากฏขึ้น

   

   อีกทั้งห่อของที่พี่สามแบกไว้บนบ่า ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่ามันผิดปกติ เป็นไปได้หรือไม่ว่าเด็กหญิงตัวน้อยคนนี้เป็นคนนำออกมา

   

   “เด็กน้อย ให้อาห้าอุ้มหน่อยได้หรือไม่”

   

   ฉินไห่เยี่ยนคว้าเล่อเหนียงขึ้นมา แล้วเดินเข้าไปในห้องโถง เมื่อกลับถึงห้องโถงเขาก็เริ่มค้นแขนเสื้อของเล่อเหนียง

   

   ค้นไปค้นมาก็ไม่พบถุงเก็บสมบัติที่อยู่บนตัวของเล่อเหนียง

   

   เล่อเหนียงกะพริบมองฉินไห่เยี่ยน นางไม่เข้าใจว่าอาห้าของนางกำลังทำอะไรอยู่ หรือว่าเขากำลังสงสัยนางกันนะ

   

   "อาห้า ท่านกำลังหาอะไรหรือ"

   

   หลายวันมานี้นางรู้สึกได้ว่าสายตาของอาห้าที่มองมาที่นางเต็มไปด้วยความสงสัย แต่เมื่อนางมองไปก็เห็นเขาเบนสายตาไปทางอื่นแล้ว

   

   อาห้าผู้นี้สมองถูกประตูหนีบหรืออย่างไร

   

   ฉินไห่เยี่ยนขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถาม

   

   "เด็กน้อยถุงสมบัตินั่นเจ้าซ่อนไว้ที่ใดกัน"

   

   เล่อเหนียงชะงักงัน ถุงสมบัติอะไรหรือ

   

   ถ้านางมีถุงเก็บสมบัติอยู่บนตัว แต่เหตุใดนางจึงไม่รู้เรื่องนี้

   

   "อาห้า ท่านกำลังพูดถึงอะไรกันแน่" ว่าแล้วนางก็แก้ถุงสองใบที่อยู่บนตัวออกมาส่งให้เขา

   

   "อาห้า ท่านต้องการถุงใบไหนหรือ"

   

   ฉินไห่เยี่ยนยกมือขึ้นกุมหน้าผาก เขารู้ดีว่าเขาไม่ควรถามเรื่องนี้เลย ดังนั้นเล่อเหนียงจึงถูกอุ้มออกจากห้องอีกครั้ง

   

   "อาห้า ถุงสองใบนี้ท่านยังต้องการอยู่หรือไม่"

   

   "ถุงสองใบนี้เป็นถุงที่ย่าปักด้วยมือขอ ใบหนึ่งใช้ใส่เงิน อีกใบหนึ่งใช้ใส่ลูกกวาด ช่างสะดวกเหลือเกิน"

   

   ฉินไห่เยี่ยนกดมือของเล่อเหนียงกลับไป "อาห้ามีแล้ว เจ้าเก็บไว้เองเถอะ"

   

   เล่อเหนียงตอบรับเบาๆ แล้วล้วงลูกกวาดออกมาจากถุงอีกเม็ดหนึ่งใส่เข้าปาก เขายืนอยู่บนเตียงเตาขณะที่มองดูเล่อเหนียงกินลูกกวาดเงียบๆ พร้อมกับกวาดสายตาสงสัยไปรอบๆตัวนางอีกครั้ง


   ปากของเขายังพึมพำว่า “ไม่น่าเป็นไปได้ เด็กหญิงตัวเล็กๆอย่างนี้จะสามารถใช้เวทมนตร์ได้อย่างไร?"

   

   "แต่ของที่ปรากฏขึ้นในบ้านอย่างไม่มีที่มาที่ไปนั้นจะอธิบายยังไงดีล่ะ"

   

   เล่อเหนียงได้ยินเสียงพึมพำอาห้าจึงรีบเงี่ยหูฟังทันที อยากรู้ว่ามีเรื่องอะไรน่าสนใจให้ฟังบ้าง แต่กลับกลายเป็นว่าได้ยินเรื่องของตัวเอง



บทที่ 323: ข้าก็อิจฉาเหมือนกัน


   

   "อาห้า ท่านกำลังพึมพำอะไรอยู่หรือ"

   

   "หลานรัก เจ้าสังเกตเห็นหรือไม่ว่าช่วงนี้ในบ้านมีของเพิ่มขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล"

   

   เล่อเหนียงส่ายหัวเบาๆ "รู้สิ มันเป็นของที่เล่อเหนียงให้นี่นา!"

   

   ฉินไห่เยี่ยนชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ไม่คิดว่าเล่อเหนียงจะยอมรับอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้

   

   "หลานรักอย่าล้อเล่นสิ เจ้าก้อนแป้ง เจ้าไปหาของพวกนี้มาจากที่ไหนกัน"

   

   เล่อเหนียงเห็นว่าอาห้าไม่เชื่อในตัวนาง นางจึงโบกมือหนึ่งทีเพื่อหยิบของบางอย่างออกมาจากพื้นที่มิติโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะต้องการทำให้เขาเชื่อ

   

   ผลลัพธ์คือนางได้ปล่อยห่านตัวใหญ่ที่กำลังกกไข่ออกมา

   

   ห่านตัวนั้นพอออกมาก็พุ่งเข้าใส่ฉินไห่เยี่ยน

   

   ฉินไห่เยี่ยนยังไม่ทันได้ตั้งตัว ขาของเขาก็ถูกห่านจิกเข้าให้หนึ่งที ทำให้เขาร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด

   

   "โอ๊ย เล่อเหนียง นี่มันอะไรกัน" ฉินไห่เยี่ยนกุมก้นพลางกระโดดหลบการโจมตีของห่านไปมา

   

   เล่อเหนียงหรี่ตามองดูห่านตัวใหญ่ที่กำลังจิกคนอยู่

   

   โอ้โฮ แย่แล้ว

   

   มันไม่ใช่ห่านตัวใหญ่ธรรมดา แต่มันคือห่านป่า เป็นห่านที่กินเนื้อ

   

   "เล่อเหนียง เก็บมันกลับไปเร็วเข้า" ฉินไห่เยี่ยนตะโกนเสียงดัง

   

   เล่อเหนียงรีบเก็บห่านตัวใหญ่ อ๊ะ ไม่ใช่ มันคือห่านป่าต่างหากกลับคืนไป

   

   ตอนนั้นแม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆก็ได้ยินเสียงก็วิ่งเข้ามา พอเปิดประตูเข้ามาก็เห็นฉินไห่เยี่ยนนอนอยู่บนพื้น ผมเผ้ายุ่งเหยิงดูเหมือนถูกย่ำยีมา

   

   "เหล่าอู่ เจ้าเป็นอะไรไป" แม่เฒ่าฉินรีบเข้าไปประคองฉินไห่เยี่ยนให้ลุกขึ้น

   

   ฉินไห่เหยียนไม่ได้ตอบคำถามของแม่เฒ่าฉิน แต่กลับชูนิ้วโป้งให้กับเล่อเหนียง

   

   "บรรพบุรุษน้อย ข้ายอมแพ้แล้ว!"

   

   พวกแม่เฒ่าฉินมองพวกเขาด้วยสีหน้างุนงง ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างคนทั้งสอง

   

   "ท่านย่า อาห้าไม่เชื่อว่าเล่อเหนียงสามารถใช้เวทมนตร์ได้ เล่อเหนียงจึงต้องแสดงให้เขาดู แต่เล่อเหนียงทำครั้งเดียวเท่านั้นนะ” เล่อเหนียงพูดพลางส่ายหัว

   

   ก่อนหน้านี้คนในครอบครัวเคยบอกว่าไม่ควรเปิดเผยความสามารถของตัวเองต่อหน้าคนนอกตามอำเภอใจ แต่อาห้าไม่ใช่คนนอก ดังนั้นแสดงเวทมนตร์ให้เขาดูสักหน่อยคงไม่เป็นไร

   

   พวกแม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นก็พากันทำหน้าเหลอหลา ไม่จำเป็นต้องบอกก็รู้ว่าบรรพบุรุษน้อยผู้นี้เอาของออกมาให้เหล่าอู่ดู

   

   ถ้าไม่ใช่ไก่ตัวผู้ใหญ่ก็คงเป็นห่านตัวใหญ่ที่ชอบจิกคน

   

   ไม่รู้ว่าที่บ้านของเล่อเหนียงนั้นมีไก่ เป็ด ห่าน มากมายขนาดนี้ได้อย่างไร

   

   อาหารมื้อค่ำวันส่งท้ายปีเก่าทำเสร็จอย่างรวดเร็ว ฉินเหล่าเอ้อร์ ฉินเหล่าซาน รวมถึงสือไห่ถังต่างอาสาไปยังบ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อ เพื่อพยุงคนชราทั้งหลายมา

   

   พ่อเฒ่าจ้าวและคนอื่นๆ กินดื่มที่บ้านตระกูลฉินเป็นประจำ วันนี้ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นอาหารวันส่งท้ายปีเก่ามีไก่ต้ม ลูกชิ้นปลา ผัก สือไห่ถังยังทำอาหารจานอย่างเด็ดเนื้อตุ๋น และมีน้ำแกงที่หลิวซิ่งเถาเคี่ยว

   

   แน่นอนว่ายังมีขนมหวานและผลไม้นานาชนิด

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ยังไปซื้อเหล้าชั้นดีมาหนึ่งไหโดยเฉพาะ พอเปิดฝาไหเหล้าก็ทำให้พ่อเฒ่าทั้งหลายน้ำลายไหล

   

   "เร็วๆเหล่าเอ้อร์ รีบรินให้ข้าหนึ่งถ้วนเพื่อดับความอยาก"

   

   "ได้ๆๆ พวกท่านอย่าเพิ่งรีบร้อน" ฉินเหล่าเอ้อร์ตอบพลางยิ้มขณะที่รินเหล้าให้พวกเขา

   

   "มา ดื่มกันสักหน่อย"

   

   เสียงชนสุราดังขึ้นเป็นการบอกลาปีเก่าและต้อนรับปีใหม่

   

   เล่อเหนียงนั่งอยู่บนม้านั่งตัวเล็กที่พ่อเฒ่าหวงทำให้เป็นพิเศษ สองมือประคองน่องไก่ชิ้นใหญ่แทะกินอยู่อย่างเอร็ดอร่อย

   

   เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่ว พวกเขาวิ่งไปที่โต๊ะพวกหมิงเฟิงและคนอื่นๆ เพียงเพื่อจะได้กินลูกชิ้นเนื้อเพิ่มอีกสองสามคำ

   

   หมิงเฟิงและพวกเขาก็ได้ลิ้มรสเนื้อตุ๋นและลูกชิ้นเนื้อที่สือไห่ถังทำเป็นครั้งแรกเช่นกัน ทุกคนกินไม่หยุดตะเกียบกันเลย เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่วเบ้ปากแล้ววิ่งไปเบียดโต๊ะกับแม่เฒ่าฉิน

   

   สือไห่ถัง สวี่ซิ่วอิง และหลิวซิ่วเถาหลังกินเสร็จก็ต้องไปทำงานในครัวต่อ

   

   นวดแป้ง ทำไส้ และรีดแผ่นแป้งเพื่อเตรียมห่อเกี๊ยว

   

   ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ต้องกินเกี๊ยว

   

   พระจันทร์ลอยอยู่กลางฟ้า พ่อเฒ่าจ้าวและคนอื่นๆ ต่างเมาจนเดินโซเซไปมา ฉินเหล่าซานและหมิงเฟิงพยุงพวกเขากลับไปส่งที่เหล่าหลายเล่อ

   

   "เหล่าซาน เจ้าต้องดูให้แน่ใจว่าไฟยังแรงอยู่หรือไม่ หากไม่แรงอย่าลืมเติมฟืนเข้าไปด้วย!"

   

   แม่เฒ่าฉินวิ่งออกมากำชับ

   

   เมื่อปีที่แล้วแม่เฒ่าจางไปเติมฟืนที่เตียงเตาแล้วล้มลงบนพื้นหิมะ นางถูกความหนาวเย็นแช่แข็งอยู่ครึ่งค่ำคืนจึงเป็นต้นเหตุของโรคภัย ทำให้นางไม่สามารถผ่านฤดูหนาวนี้ไปได้

   

   ฉินเหล่าซานโบกมือให้นางเป็นเชิงบอกว่าเข้าใจแล้ว

   

   ที่จริงแล้วถึงแม้แม่เฒ่าฉินจะไม่กำชับข้าก็ต้องไปดูอยู่ดี พวกเขาล้วนมีอายุมากแล้วทนร้อนไม่ได้ ทนหนาวไม่ได้และห้ามล้ม แม่เฒ่าจางจากไปแล้ว พวกเขายังคงรู้สึกเศร้าไม่หาย เพราะฉะนั้นห้ามกับเรื่องกับพวกเขาเด็ดจาด

   

   ทางนี้สวี่ซิ่วอิงและคนอื่นๆห่อเกี๊ยวเสร็จแล้ว ให้หมิงจิ่นถือชามหนึ่งไปส่งให้พ่อเฒ่าจ้าวและคนอื่นๆ

   

   วันนี้พวกเขากินอาหารค่ำวันส่งท้ายปีเก่า สนใจแต่ดื่มสุราและกินอาหารเท่านั้น เกี๊ยวนี้เก็บไว้พวกเขาต้มกินยามดึก

   

   ไม่นานก็เดินทางเข้าสู่ปีใหม่

   

   ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางก็ได้ยินเสียงเด็กๆในหมู่บ้านเคาะประตูอวยพรปีใหม่ทีละบ้าน

   

   แม่เฒ่าฉินลุกขึ้นมาพอดีตอนที่เอ้อร์หนิวและซานพ่างพวกเขามาเคาะประตูบ้าน

   

   "แม่เฒ่าฉิน สุขสันต์วันปีใหม่"

   

   "สุขสันต์วันปีใหม่"

   

   แม่เฒ่าฉินล้วงเหรียญทองแดงออกมาจากอกเสื้อ แล้วแจกจ่ายให้เด็กๆคนละเหรียญ

   

   เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่ว และลิ่งตงก็ออกไปข้างนอกแล้ว อย่างไรก็ตามตอนที่พวกเขาออกเดินทาง พวกเขายังคิดจะลากหงอวี่ไปด้วย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ลงมือทำ

   

   ไม่ใช่ว่าหงอวี่ขี้อายแต่เขาต้องการรอเล่อเหนียงไปด้วยกัน

   

   แม่เฒ่าฉินให้เล่อเหนียงสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ที่เพิ่งตัดเย็บ เป็นผ้าไหมสีแดงที่เถ้าแก่หลายลดราคาและมอบให้

   

   เสื้อผ้าสีแดงที่สวมอยู่บนร่างของนาง เส้นผมที่มีไม่มากนักบนศีรษะถูกแม่เฒ่าฉินใช้เชือกสีแดงมัดรวมกันรวบเป็นมวยผมสองข้าง ด้านหน้ายังปักดอกไม้ผ้าขนาดเล็กอีกดอกหนึ่ง

   

   คอสวมสร้อยอายุยืนที่ฉินไห่เยี่ยนมอบให้ เท้าสวมรองเท้าคู่หนึ่งซึ่งประดับไข่มุกเม็ดเล็กๆดูแล้วเหมือนกับธิดามังกรใต้บัลลังก์ของเจ้าแม่กวนอิมอย่างยิ่ง

   

   "น้องสาว วันนี้เจ้าช่างน่ารักและน่าเอ็นดูเหลือเกิน"

   

   หงอวี่พอเห็นเล่อเหนียงก็ตาเป็นประกายวิ่งเข้าไปกอดนางไว้แนบอก ก้มหน้าลงหอมแก้มนางอย่างแรง

   

   สวรรค์ น้องสาวของเขาช่างน่ารักเหลือเกิน เขากอดนางไว้แล้วไม่อยากปล่อยมือเลย

   

   ไม่เพียงแต่เขาเท่านั้นที่คิดเช่นนี้คนอื่นๆก็คิดเหมือนกัน

   

   ลิ่งอวี่ที่เพิ่งเดินออกมาเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย กล่าวคำอวยพรปีใหม่กับหงอวี่ แล้วฉวยตัวเล่อเหนียงมากอดไว้ หงอวี่รู้สึกเพียงว่าอ้อมกอดของตนว่างเปล่า เมื่อเขาได้สติกลับมาก็พบว่าลิ่งอวี่อุ้มเล่อเหนียงออกไปนอกประตูแล้ว

   

   "พี่ใหญ่คืนน้องสาวให้ข้าเดี๋ยวนี้!"

   

   หงอวี่ตะโกนด้วยความโมโหและพุ่งเข้าใส่เขา

   

   ลิ่งอวี่ไม่ยอมตามใจเขาหรอกอุ้มเล่อเล่อแล้วรีบวิ่งออกไปข้างนอก

   

   "โอ้โฮ! นี่มันตุ๊กตาภาพปีใหม่ลงมาจากสวรรค์แล้วหรือนี่!"

   

   พ่อเฒ่าจ้าวแต่เดิมตั้งใจจะไปบ้านตระกูลฉินเพื่อมอบซองแดงให้พวกเขา แต่พอเดินออกมาก็เห็นลิ่งอวี่อุ้มเด็กอ้วนคนหนึ่งเดินมา

   

   ด้านหลังยังมีหงอวี่ที่ดูโกรธจัดตามมาอีกด้วย!



 บทที่ 324: เจ้าไปปล้นบ้านใครมา


   

   "โอ้โฮ ช่วงเทศกาลปีใหม่อันยิ่งใหญ่นี้ หงอวี่เป็นอะไรไป?"

   

   พ่อเฒ่าจ้าวและคนอื่นๆ เดินลงมาถามด้วยความสงสัย

   

   หงอวี่ชี้ไปที่ลิ่งอวี่พลางกัดฟันกรอดๆ พูดว่า "ปู่จ้าว พี่ชายคนนี้กำลังจะแย่งน้องสาวของข้าไป"

   

   "ข้าเป็นคนเจอน้องสาวก่อน แต่เขาอาศัยความที่แก่กว่าข้ามารังแกข้า"

   

   ถึงกับพูดไม่ออก เขาคิดว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ที่แท้สองคนนี้เป็นพวกบ้าน้องสาว

   

   "พอเถอะ พอเถอะ หงอวี่วันปีใหม่แบบนี้สงบลงหน่อยเถิด"

   

   ต่อมาพ่อเฒ่าจ้าวก็พูดกับลิ่งอวี่ว่า "ลิ่งอวี่เจ้าเป็นพี่ชาย อย่าได้รังแกหงอวี่บ่อยนัก"

   

   หงอวี่ส่งเสียงฮึดฮัด "พี่ใหญ่วางเล่อเหนียงลงเถิด ข้าจะจูงนางเดิน"

   

   ลิ่งอวี่ขมวดคิ้วแต่ก็ยอมวางเล่อเหนียงลงแต่ก็ยังอดฟ้องไม่ได้

   

   "น้องสาว ไม่ใช่ว่าพี่ใหญ่ไม่อยากอุ้มเจ้านะ แต่เป็นเพราะบางคนไม่ยอมให้ข้าอุ้มเจ้าต่างหาก"

   

   เล่อเหนียงถอนหายใจอย่างหมดคำพูด นางพลันพบว่าพี่ชายทั้งสองของนางช่างเด็กเหลือเกิน

   

   "ปู่จ้าว สุขสันต์วันปีใหม่เจ้าค่ะ"

   

   เล่อเหนียงตัดสินใจไม่สนใจพี่ชายทั้งสองอีกต่อไป ในช่วงเทศกาลปีใหม่เช่นนี้ การหาซองแดงสำคัญกว่า

   

   "สุขสันต์วันปีใหม่ สุขสันต์วันปีใหม่" พ่อเฒ่าจ้าวยิ้มแย้มล้วงเหรียญทองแดงกำหนึ่งจากอกเสื้อมอบให้พวกเล่อเหนียง

   

   หงอวี่และลิ่งอวี่พร้อมใจกันอวยพรปีใหม่แก่พ่อเฒ่าจ้าว พ่อเฒ่าจ้าวยิ้มแย้มแจ่มใสแจกเหรียญทองแดงให้แต่ละคนคนละไม่กี่เหรียญ

   

   แม่เฒ่าเฉินและคนอื่นๆ ได้ยินเสียงก็ออกมาจากด้านใน แจกให้คนละสองเหรียญทองแดง

   

   จากนั้นหงอวี่และลิ่งอวี่ก็จูงมือเล่อเหนียงเดินไปทั่วทั้งหมู่บ้าน เมื่อพวกเขากลับบ้านอีกครั้ง ถุงเล็กๆที่ใช้ใส่เหรียญก็เต็มไปด้วยขนมหวานนานาชนิดและเหรียญทองแดง

   

   สำหรับครอบครัวที่ค่อนข้างลำบากในหมู่บ้าน โดยทั่วไปผู้คนมักจะให้ขนมหนึ่งชิ้นหรือสองชิ้นครอบครัวที่มีฐานะดีกว่าหรือใจกว้างกว่าก็จะให้เหรียญทองแดงหนึ่งเหรียญ

   

   แน่นอนว่าสำหรับเล่อเหนียงมีคนให้ขนมน้อยมาก ส่วนใหญ่จะให้เหรียญทองแดงหนึ่งเหรียญหรือสองเหรียญ

   

   เมื่อกลับถึงบ้าน แม่เฒ่าฉินได้เตรียมอาหารเช้าไว้เรียบร้อยแล้ว ขณะที่กินอาหารเช้าก็มองออกไปนอกประตู

   

   "พวกเจ้ากำลังมองอะไรกัน"

   

   เด็กคนหนึ่งพูดขึ้นพร้อมกันว่า "ทำไมอาห้ายังไม่ตื่นนอนอีก"

   

   แม่เฒ่าฉินหัวเราะพลางกล่าวว่า "พวกเจ้าเด็กน้อย รอที่จะไปขอซองแดงจากอาใช่หรือไม่"

   

   "ใครจะมาขอซองแดงจากข้ากัน"

   

   คำพูดของแม่เฒ่าฉินเพิ่งจบลง ก็เห็นเงาร่างของฉินไห่เยี่ยนปรากฏขึ้นที่มุมเลี้ยว

   

   เด็กน้อยหลายคนพอเห็นฉินไห่เยี่ยนก็รีบวางชามข้าวลงแล้วพุ่งเข้าไปหาเขาทันที

   

   "อาห้า สุขสันต์วันปีใหม่!"

   

   "เล่อเหนียง พวกนี้เป็นตั๋วเงินนะ"

   

   พวกเด็กน้อยดีใจรับตั๋วเงินแล้ววิ่งไปวิ่งมาอย่างสนุกสนาน

   

   การกระทำของฉินไห่เยี่ยนทำให้แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆ ตกใจอย่างมาก "เหล่าอู่ เจ้าได้เงินมากมายเช่นนี้มาจากที่ใด"

   

   ฉินไห่เยี่ยนขมวดคิ้วกล่าวว่า "ตื่นสายถึงเพียงนี้ เมื่อคืนเจ้าไปปล้นบ้านผู้มีอันจะกินในอำเภอมาหรือ”

   

   ฉินไห่เยี่ยน “...”

   

   เขาไม่ได้รับความไว้วางใจถึงเพียงนี้เชียวหรือ

   

   "ท่านแม่ วันขึ้นปีใหม่ท่านพูดเช่นนี้ได้อย่างไร" แม่เฒ่าฉินเพียงแค่พูดหยอกล้อเท่านั้น

   

   ส่วนเรื่องที่มาของเงินของเขา สักวันหนึ่งเขาจะบอกนางเองอย่างแน่นอน

   

   หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จ พวกหมิงเฟิคนต่างก็แจกเหรียญทองแดงให้กับเด็กๆและเล่อเหนียงคนละไม่กี่เหรียญ

   

   พวกเขาเป็นคนรับใช้แม่เฒ่าฉินซื้อมา แต่เดิมไม่มีเงินเลย แต่แม่เฒ่าฉินก็ยังให้พวกเขาคนละห้าสิบอีแปะ

   

   พวกเขากินอยู่หลับนอนในตระกูลฉินจึงแทบไม่ต้องใช้เงินมากนัก แม้แต่ช่วงเวลาพิเศษประจำเดือนของหมิงจินและหมิงจูก็ไม่ต้องกังวล เพราะแม่เฒ่าฉินจะเตรียมทุกอย่างไว้ให้พวกนางล่วงหน้าเสมอ

   

   วันแรกของปีใหม่เด็กๆเล่นสนุกกันทั้งวัน แล้วเข้านอนแต่หัวค่ำ

   

   แต่ก่อนเข้านอนพวกเขามักจะนำซองแดงและขนมที่ได้รับในวันนี้ออกมานับอีกครั้ง จากนั้นก็เอาไปวางไว้ใต้หมอน แล้วจินตนาการว่าพรุ่งนี้จะเอาไปซื้อขนมหวานหรือของเล่นสนุกๆ

   

   อย่างไรก็ตามความจริงมักจะโหดร้ายเสมอ เมื่อพวกเขาตื่นขึ้นมาใต้หมอนก็ว่างเปล่า

   

   ปีใหม่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ผู้คนที่ออกไปหาเลี้ยงชีพก็เริ่มเก็บข้าวของเตรียมตัวออกเดินทาง


   สวี่ซิ่วอิงรับงานปักชุดแต่งงานให้ผู้อื่นเมื่อสองวันก่อน ทำให้ตอนนี้นางเริ่มกลับมายุ่งอีกครั้ง

   

   ร้านของฉินเหล่าซานก็เตรียมเปิดทำการหลังวันปีใหม่

   

   วันนี้ภรรยาของหัวหน้าหมู่บ้านนามว่าแม่เฒ่าหลิวซื่อพาเอ้อร์หยามาอีกครั้ง

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นพวกเขามาก็รู้ว่ามาด้วยเรื่องอะไร จึงให้เสี่ยวอู่ไปเรียกฉินเหล่าซานและสือไห่ถังมา

   

   "เหล่าซาน ไห่ถัง ตอนนี้พวกเจ้ายุ่งมากหรือไม่?"

   

   ฉินเหล่าซานเห็นเอ้อร์หยาแล้วก็เข้าใจทันทีจึงกล่าวว่า "ตอนนี้มีพวกหมิงเฟิงแล้วก็พอจะรับมือไหว"

   

   นางเอ้อร์หยาและแม่เฒ่าหลิวได้ยินดังนั้นสายตาก็หมองลง

   

   โดยเฉพาะเอ้อร์หยา นางแทบจะร้องไห้ออกมา แต่เดิมนางตัดสินใจมาที่นี่เพื่อหางานทำด้วยความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว

   

   สิบอีแปะต่อเดือนก็สิบอีแปะต่อเดือน อย่างน้อยก็ไม่ทำให้พวกนางสองคนอดตายเท่านั้นเอง

   

   แต่ตอนนี้ได้ยินว่าพวกเขาไม่ต้องการคนแล้ว ตอนนี้ทั้งตัวนางรู้สึกสับสนไปหมด นางไม่รู้ว่าตอนนี้ควรทำอย่างไรดี

   

   ฉินเหล่าซานหยุดชั่วครู่แล้วพูดต่อว่า "แต่ข้าได้ปรึกษากับไห่ถังแล้ว พวกเราสามารถรับศิษย์คนหนึ่งมาเรียนรู้ได้ เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วก็สามารถไปอยู่ที่ร้านและดูแลร้านได้เลย"

   

   เมื่อฉินเหล่าซานพูดจบ เห็นเพียงเอ้อร์หยาทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าเขา แล้วโขกศีรษะอย่างแรงหนึ่งครั้ง

   

   "อาจารย์!"

   

   ฉินเหล่าซาน “...”

   

   แม่เฒ่าฉิน “...”

   

   หญิงสาวผู้นี้ช่างกลัวว่าจะไม่มีใครต้องการนางเสียจริง

   

   "เอ้อร์หยา เจ้าลุกขึ้นเถิด!" ฉินเหล่าซานกล่าวพลางยกมือขึ้นกุมหน้าผาก

   

   เมื่อได้ยินคำพูดของฉินเหล่าซาน น้ำตาของเอ้อร์หยาก็ไหลรินลงมา "อาจารย์ ข้าจะเชื่อฟังคำสั่งสอนเป็นอย่างดี จะตั้งใจเรียนรู้วิชาของท่าน ท่านโปรดรับข้าไว้เป็นศิษย์ด้วยเถอะ”

   

   "ที่นั่นไม่มีอาหารเหลือแล้ว ข้าและโก่วต้านไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้จริงๆ ข้าขอร้องท่าน"


   เอ้อร์หยาคุกเข่าลงกับพื้นพลางก้มศีรษะคำนับไม่หยุด

   

   "ไม่ใช่ เอ้อร์หยา เจ้าลุกขึ้นเถิด พวกเราชาวนาไม่นิยมการคุกเข่า พวกเรารับเจ้าเป็นศิษย์แล้ว"

   

   เอ้อร์หยาตกตะลึง นางคิดว่าตนเองได้ยินผิดไปจนกระทั่งแม่เฒ่าหลิวผลักนางเบาๆ นางจึงได้สติ รีบก้มศีรษะคำนับอีกสามครั้งอย่างรวดเร็ว

   

   "สือไห่ถัง กล่าวเตือนนางล่วงหน้าว่า “เอ้อร์หยา การทำขนมหวานนั้นเหนื่อยยากนัก ตอนนี้หากเจ้าอยากเปลี่ยนใจก็ยังทันอยู่”

   

   "หากเจ้าทนความยากลำบากระหว่างการเรียนรู้การทำขนมหวานไม่ไหว และต้องการถอนตัวมันจะไม่ง่ายเลย”

   

   เอ้อร์หยาก้มศีรษะคำนับเขาหนึ่งครั้งแล้วกล่าวว่า "อาจารย์ ข้าไม่กลัวความยากลำบาก เมื่อเทียบกับการต้องอดตายอย่างทรมาน ข้าขอเลือกที่จะมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบากดีกว่า เพราะการมีชีวิตอยู่ย่อมมีความหวัง"

   

   "พูดได้ดีมาก ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ยังมีความหวัง!" แม่เฒ่าฉินกล่าวชมเชย

   

   "เอ้อร์หยา เมื่อเจ้าเข้ามาในตระกูลฉินของพวกข้าแล้ว เจ้าก็เป็นคนในครอบครัวเดียวกัน หากมีเรื่องใดก็บอกมาได้เลย"

   

   "ขอบคุณอาจารย์เจ้าค่ะ" เอ้อร์หยาคำนับนางพลางกล่าว

   

   แม่เฒ่าฉินสะดุ้งทั้งตัวรีบโบกมือพลางร้องบอก "อย่าเรียกข้าว่าอาจารย์อะไรนั่นเลย เรียกข้าว่าป้าก็พอแล้วหรือไม่ก็เรียกข้าว่าย่าเหมือนที่พวกเขาเรียกกันก็ได้!"

   

   เอ้อร์หยาคำนับอีกครั้ง "ขอบคุณท่านย่า!"



 บทที่ 325: จิ้งจอกน้อย


   

   "เช่นนั้นก็ลุกขึ้นเถิด จงตั้งใจเรียนรู้ฝีมือจากสะใภ้สามให้ดี เมื่อเจ้าได้เรียนรู้ฝีมือของนางมาแล้ว เจ้าก็จะสามารถยืนหยัดด้วยตัวเองได้ แล้วเปิดร้านของตัวเองเพื่อใช้ชีวิตที่ดีกับโก่วต้าน"

   

   เอ้อร์หยาพยักหน้าพลางสะอื้น

   

   นางโชคร้ายที่ออกไปซื้อของแล้วถูกโจรลักพาตัวไป ทำให้ตกอยู่ในเงื้อมมือของหญิงผู้นั้น ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส

   

   แต่ตอนนี้นางรู้สึกว่าตนเองโชคดีได้พบกับครอบครัวที่ดีเช่นนี้ "เอ้อร์หยา ข้ากำลังจะไปทำขนมแล้ว พรุ่งนี้ต้องไปเปิดร้าน เจ้าจะมาเรียนรู้ตอนนี้หรือว่าพรุ่งนี้"

   

   เอ้อร์หยาเช็ดน้ำตา "ข้าจะกลับไปบอกพี่โก่วต้านชาย แล้วจะรีบกลับมาทันที!"

   

   ฉินเหล่าซานพยักหน้า แล้วไปที่บ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อกับสือไห่ถัง

   

   พวกเขายุ่งอยู่ไม่นาน เอ้อร์หยาก็มาถึง สือไห่ถังจึงค่อยเริ่มสอนนาง

   

   ลิ่งตงและเล่อเหนียงสองเด็กน้อยจับมือกันวิ่งมาป่วนพวกเขาครู่หนึ่งเล่น ครู่หนึ่งคว้าขนมหวานที่ยังไม่ได้นึ่ง ทำเอาฉินเหล่าซานโมโหจนต้องหยิบถ่านไม้มาวาดรูปแมวดำบนใบหน้าของพวกเขา

   

   เล่อเหนียงไม่สนใจและยังคงก่อกวนต่อหน้าเขา อย่างไรเสียเขาก็ไม่กล้าตีนางอยู่แล้ว

   

   ฉินเหล่าซานทนไม่ไหวจนต้องพูดว่า "เจ้าตัวน้อย เจ้าไปรังควานหงอวี่ของเจ้าบ้างไม่ได้หรือ ไม่ใช่ว่าพวกเจ้าสองคนมักจะอยู่ด้วยกันตลอดหรอกหรือ"

   

   เล่อเหนียงส่ายก้นไปมาพลางตอบว่า "พี่เจ็ดถูกคุณปู่หลี่อันพาขึ้นเขาไปแล้วเจ้าค่ะ"

   

   "หืม" ฉินเหล่าซานไม่รู้เรื่องนี้จริงๆ เขาเพียงแต่รู้ว่าตั้งแต่ตื่นเช้ามาก็ไม่เห็นเด็กๆพวกนั้นวิ่งวุ่นอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว

   

   "เล่อเหนียง ปู่หลี่อันพาพวกเขาขึ้นเขาไปทำอะไรหรือ?"

   

   เล่อเหนียงส่ายหัว "ไม่รู้เจ้าค่ะ อาจจะไปกินของอร่อยอะไรสักอย่าง แต่ไม่บอกเล่อเหนียง"

   

   ลิ่งอวี่และพวกเขาทั้งหมดถูกหลี่อันถอดเสื้อผ้าออกแล้วให้ย่อตัวในท่าม้า "ปู่หลี่ ให้น้องๆสวมเสื้อผ้าสักชิ้นเถิด ให้พวกเขาเปลือยกายแบบนี้จะเป็นหวัดเอาได้นะขอรับ”

   

   ลิ่งอวี่มองดูน้องๆที่ต่างสั่นเทาด้วยความหนาว และเอ่ยปากด้วยความเป็นห่วง

   

   หลี่อันแค่นเสียงเย็นชา “เจ้าพูดมากไปได้ อีกแค่ครึ่งชั่วยามก็จบแล้ว พวกเจ้าทนเอาไว้!”

   

   “แล้วหลังจากเสร็จแล้ว พวกข้าจะได้กลับบ้านใช่หรือไม่”

   

   หลี่อันหัวเราะเบาๆ "หลังจากเสร็จแล้วก็สวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อย จากนั้นไปหาสมุนไพรตามที่เขียนไว้ในให้ข้า!"

   

   ลิ่งอวี่และคนอื่นๆ ได้ยินดังนั้นก็ร้องครวญครางขึ้นมาทันที ชายชราตัวเล็กผู้นี้เล่ห์เหลี่ยมเยอะมากมาย หลอกให้พวกเขาขึ้นเขาไปล่าจิ้งจอกหิมะ แต่ผลลัพธ์คือพอพวกเขาลงมาก็ถูกจับถอดเสื้อผ้าและให้ยืนฝึกท่าม้าอยู่กลางหิมะ

   

   "ปู่หลี่อัน ถ้าข้าเป็นโรคซางหาน ท่านย่าจะเสียใจมาก" หงอวี่ร้องประท้วง

   

   แม้ว่าเขาจะชอบฝึกวรยุทธมาก แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะปล่อยให้คนถอดเสื้อผ้าเขาและให้ฝึกท่ามกลางหิมะได้

   

   แม้เขาจะอายุน้อย แต่เขาก็ยังมียางอายอยู่นะ

   

   ถ้าหากมีคนผ่านมาเห็นพวกเขายืนเปลือยกายอยู่กลางหิมะ พวกเขาคงไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป

   

   "พวกเจ้าวางใจได้ วิชาการรักษาของข้ายังพอใช้ได้”

   

   ลิ่งอวี่พวกเขาได้ยินดังนั้นก็เงียบไปทันที รู้สึกว่าคนแก่คนนี้มาอย่างมีการเตรียมพร้อมมาอย่างดี

   

   ครึ่งชั่วยามผ่าน พวกลิ่งอวี่เขาก็รีบสวมเสื้อผ้าทันที ร่างกายพวกเขาสั่นไปหมด

   

   หลี่อันมองพวกเขาแล้วอยากเตะพวกเขาสักหนึ่งที "ดูพวกเจ้าสิ ร่างกายเล็กๆอ่อนแอขนาดนี้ ตากหิมะแค่นี้ก้หนาวแล้วหรือ”

   

   "ตอนข้าอายุเท่าพวกเจ้า ข้าสามารถต่อสู้กับชายฉกรรจ์สองคนได้แล้ว พวกเจ้าทำได้หรือไม่”

   

   ลิ่งอวี่และพวกเขารีบสวมเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว ไม่สนใจคำพูดของหลี่อันเลยแม้แต่น้อย

   

   ปู่ดีๆที่ไหนจะจับหลานถอดเสื้อผ้าทิ้งไว้ท่ามกลางหิมะโปรยปรายแบบนี้

   

   "พอเถอะพวกเจ้าไปตามหาสมุนไพรชนิดนั้นมาได้แล้ว"

   

   "ทำไมกัน ข้าไม่ได้ตั้งใจจะเรียนวิชารักษาเสียหน่อย!" หงอวี่ตะโกนอย่างไม่พอใจ

   

   หลี่อันมองเขาแวบหนึ่งแล้วตบหน้าผากพลางกล่าวว่า "ข้าลืมเจ้าไปเสียสนิท"

   

   "เสี่ยวชีเจ้าหาเพิ่มอีกสองชนิด!"

   

   หงอวี่มองกระดาษในมือด้วยความงุนงง ตาแก่คนนี้ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรืออย่างไร?

   

   "ปู่หลี่ เหตุใดข้าจึงต้องหาเพิ่มอีกสอง?"

   

   หลี่อันหันมากล่าวว่า "เพราะเจ้าเป็นเด็กว่านอนสอนง่ายและน่ารักที่สุด ดังนั้นข้าจึงให้รางวัลเจ้าด้วยการหาเพิ่มอีกสองชนิด"

   

   หงอวี่ได้แต่ยอมจำนนและไปหาตามคำสั่ง พวกเขาไม่กล้าขัดคำสั่งเพราะพวกเขาไม่อาจยั่วโทสะหลี่อันได้

   

   สุภาษิตกล่าวไว้ว่าไม่กลัวคนมีวรยุทธ์ แต่กลัวคนที่รู้จักใช้พิษ หากพวกเขาไม่ทำตามคำสั่งของหลี่อัน คาดว่าอาหารในชามของตนเองจะถูกใส่ยาได้ทุกเมื่อ หงอวี่เดินไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้เพียงลำพัง ในที่สุดก็พบสมุนไพรสองต้น ตอนนี้เหลือเพียงโกฐเชียงหนึ่งต้นเท่านั้น

   

   โกฐเชียงไม่ใช่สิ่งที่หาได้ง่ายๆ แม้ว่าตอนนี้จะไม่มีใครย่างกรายมาทางนี้ แต่โกฐเชียงก็เป็นยาล้ำค่า

   

   หากที่นี่มีจริง ไฉนเขาถึงไม่เคยเห็นมันเลยล่ะ

   

   ทันใดนั้นสายตาของข้าก็ถูกดึงดูดด้วยก้อนสีแดงเล็กๆก้อนหนึ่ง

   

   นั่นคืออะไรกันวันที่หิมะตกหนาเช่นนี้ มันจะปรากฏอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร

   

   หงอวี่คว้ากิ่งไม้จากข้างๆ แล้วค่อยๆเคลื่อนเข้าไปใกล้

   

   เมื่อเข้าไปใกล้ นางใช้กิ่งไม้แหย่สิ่งสีแดงนั้นเบาๆ

   

   น่าเสียดายที่ไม่ว่าหงอวี่จะแหย่แรงแค่ไหน สิ่งนั้นก็ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ

   

   หงอวี่รวบรวมความกล้าเข้าไปใกล้ แล้วพลิกก้อนสีแดงนั้น

   

   สิ่งที่ปรากฏต่อหน้านางคือสัตว์ตัวเล็กที่มีปากแหลมและหูใหญ่ ดูเหมือนจะเป็นสุนัขจิ้งจอก

      

   หงอวี่ใช้มือลูบก้อนสีแดงก้อนนั้น มันก็นี้ยังคงไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง หงอวี่จึงพลิกสิ่งนั้นขึ้นมาทันที

   

   เมื่อเห็นชัดว่าสิ่งสีแดงนั้นคืออะไร

   

   เขาร้องออกมาด้วยความประหลาดใจ

   

   "จิ้งจอกแดง"

   

   เขารีบอุ้มจิ้งจอกตัวน้อยขึ้นมาใช้มือสัมผัสที่หน้าอกของมัน รู้สึกได้ถึงลมหายใจอ่อนๆของจิ้งจอกน้อยได้อย่างชัดเจน

   

   เขารู้สึกดีใจในใจรีบอุ้มจิ้งจอกน้อยขึ้นมา แล้ววิ่งลงเขาด้านหลังไปอีกทาง

   

   สุนัขจิ้งจอกตัวน้อยนี้หายใจแผ่วเบามาก มันกำลังจะตายอยู่แล้ว มีเพียงน้ำในพื้นที่มิติของเล่อเหนียงเท่านั้นที่จะช่วยให้มันมีชีวิตรอดได้

   

   เขาต้องการอุ้มมันกลับบ้านเพื่อให้เล่อเหนียงรักษาสุนัขจิ้งจอกตัวนี้ให้หาย จากนั้นจะมอบมันให้เล่อเหนียง

   

   หงอวี่กลับมาถึงบ้านตระกูลฉินอย่างรวดเร็ว พอดีกับที่เล่อเหนียงกำลังเดินออกมาจากห้อง

   

   "น้องสาว เจ้ามาทางนี้สิ ข้าจะให้เจ้าดูอะไรสนุกๆ" หงอวี่โบกมือเรียกเล่อเหนียงให้เข้ามาหา

   

   เล่อเหนียงไม่มีอะไรทำพอดี จึงเดินตามหงอวี่ไปยังห้องพักของเขา "พี่เจ็ด มีอะไรสนุกๆหรือ?"

   

   หงอวี่หัวเราะคิกคัก แล้วหยิบสุนัขจิ้งจอกตัวเล็กออกมาจากอกเสื้อ

   

   "น้องสาว เจ้าชอบมันไหม"

   

   เล่อเหนียงเมื่อเห็นสุนัขจิ้งจอกก็ตื่นเต้นสุดขีด

   

   โอ้ สุนัขจิ้งจอกสีแดง นางชอบมัน "ขอบคุณพี่เจ็ด"

   

   เล่อเหนียงรับสุนัขจิ้งจอกตัวน้อยมา แต่เมื่อรับมาแล้วถึงได้เห็นว่ามันอยู่ในสภาพอ่อนปวกเปียก ดูก็รู้ว่ากำลังจะตายในไม่ช้า

   

   เล่อเหนียงเบ้ปากพลางกล่าวว่า "พี่เจ็ด สุนัขจิ้งจอกตัวน้อยตายแล้ว ท่านยังเอากลับมาอีก"



บทที่ 326: สูญเสีย


   

   "น้องสาว เจ้าลองดูให้ดีๆ มันยังไม่ตายนะ"

   

   หงอวี่พูดอย่างร้อนรน "มันยังหายใจอยู่ ใช้น้ำจากบ่อวิเศษในพื้นที่มิติของเจ้าป้อนมันหน่อย ดูซิว่าจะช่วยให้มันรอดได้หรือไม่"

   

   เล่อเหนียงเพียงแค่ลูบหน้าอกของมัน พบว่ายังมีการเคลื่อนไหวเบาๆ นางรีบวิ่งกลับไปที่ห้องโถง บอกกล่าวท่านย่าสักคำ แล้วพาหงอวี่เข้าไปในพื้นที่มิติทันที

   

   ทันทีที่หงอวี่เข้าไปในพื้นที่มิติ เขาก็รีบไปที่โกดังเพื่อหยิบอาหารสัตว์มาให้ไก่ เป็ด และห่านกิน

   

   ส่วนเล่อเหนียงอุ้มจิ้งจอกน้อยไปที่ริมบ่อน้ำวิเศษ หยิบถ้วยเล็กๆมาใบหนึ่ง ตักน้ำวิเศษออกมาหนึ่งถ้วย แล้วนำจิ้งจอกน้อยแช่ลงไป บ่อวิเศษในพื้นที่มิติของนางไม่เพียงแต่ดื่มได้ แต่ยังใช้แช่ได้อีกด้วย

   

   ตอนนี้นางจะตักน้ำจากบ่อวิเศษในพื้นที่มิติออกมาหนึ่งถังทุกๆสองสามวันเพื่อให้หลิวซิ่วเถาแช่เท้า ดูจากสภาพเท้าในตอนนี้ แม้จะยังไม่หายสนิท แต่ก็ไม่ได้เบี้ยวเหมือนแต่ก่อนแล้ว

   

   "น้องสาว ลูกจิ้งจอกตัวน้อยนี้จะรอดไหม" หงอวี่ให้อาหารไก่ เป็ด และห่านเสร็จแล้วก็วิ่งมานั่งยองๆ ดูลูกจิ้งจอกที่แช่อยู่ในอ่างพร้อมกับเล่อเหนียง

   

   เล่อเหนียงส่ายหน้า "ข้าก็ไม่รู้ มันตัวเล็กเกินไป"

   

   เล่อเหนียงพูดไปก็นึกขึ้นได้จึงถามว่า "พี่เจ็ด เจอลูกจิ้งจอกตัวนี้มาจากที่ไหนหรือ ดูเหมือนยังไม่ถึงหนึ่งเดือนเลย ข้างๆไม่มีแม่จิ้งจอกหรือ"

   

   "บนภูเขา ตอนที่ข้าพบมันไม่มีสุนัขจิ้งจอกตัวอื่นอยู่แถวนั้นเลย แล้วข้าก็ไม่ได้พบมันในถ้ำ แต่มันกำลังนอนอยู่บนพื้นหิมะ"

   

   "อาจเป็นไปได้ว่าแม่สุนัขจิ้งจอกถูกสัตว์อื่นโจมตี หรือไม่ก็มันซุกซนวิ่งออกมาเองหรืออาจเป็นไปได้ว่าแม่ของมันทอดทิ้งมันไว้"

   

   เล่อเหนียงและพี่ชายหงนั่งยองๆอยู่บนพื้น พูดคุยกันไปพลางจ้องมองลูกสุนัขจิ้งจอกที่แช่อยู่ในอ่างน้ำ บางครั้งก็ยื่นมือไปลูบหัวสุนัขจิ้งจอกที่โผล่พ้นออกมา

   

   เล่อเหนียงยังหาหลอดฉีดยาที่ไม่มีเข็มมาด้วย นางดูดน้ำศักดิ์สิทธิ์เล็กน้อยแล้วป้อนเข้าปากมัน

   

   พวกเขาต่างแอบภาวนาให้ลูกสุนัขจิ้งจอกสามารถผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ เพราะจิ้งจอกสีแดงนั้นหาได้ยากยิ่งนัก

   

   พวกเขาอธิษฐานขอพรและได้รับผล จิ้งจอกน้อยค่อยๆส่งเสียงครางแผ่วเบา

   

   เล่อเหนียงเห็นดังนั้นจึงรีบอุ้มมันออกมา คว้าผ้าขนหนูสะอาดผืนหนึ่งมาห่อตัวมันไว้

   

   "น้องสาว เจ้าดูสิ มันลืมตาแล้วใช่หรือไม่" หงอวี่มองจิ้งจอกน้อยด้วยสีหน้าประหลาดใจ

   

   "เหตุใดดวงตาของมันจึงเป็นสีแดงเล่าดูคล้ายดวงตากระต่ายเชียวนะ" เล่อเหนียงได้ยินดังนั้นจึงรีบแหวกดวงตาของมันดู "จริงๆแล้วมันเป็นสีแดงนะ"

   

   "ขนบนตัวก็เป็นสีแดง ทำไมมีแค่ปลายหางเท่านั้นที่มีขนสีขาวนิดล่ะ" เล่อเหนียงมองจิ้งจอกน้อยอย่างงุนงง

   

   เมื่อเห็นมันกลิ้งไปมาบนพื้น นางจึงตระหนักว่าจิ้งจอกน้อยตัวนี้คงคงจะหิวเสียแล้ว

   

   "พี่เจ็ด จิ้งจอกน้อยหิวแล้วใช่ไหม พวกเราไปรีดนมแพะให้มันกินกันเถอะ"

   

   หงอวี่กระตุกมุมปากเล็กน้อย "น้องสาว เจ้ารีดนมแพะเป็นหรือ"


   เล่อเหนียง “...”

   

   ทำไมพวกเขาไม่ให้ลูกจิ้งจอกน้อยดื่มตรงจากปากเลยล่ะ ทำไมพวกเขาไม่คิดถึงเรื่องนี้ตั้งแต่แรกละ

   

   ดังนั้นเด็กน้อยทั้งสองคนจึงอุ้มลูกจิ้งจอกที่กำลังมองหานมดื่มไปที่โรงเลี้ยงสัตว์

   

   แพะตัวที่อยู่ข้างในนั้นเพิ่งคลอดลูกแพะมาได้ไม่กี่วัน ตอนนี้มีน้ำนมมากจนลูกแพะดื่มไม่หมดเลยทีเดียว

   

   เล่อเหนียงยกลูกจิ้งจอกน้อยขึ้นมาแล้วนำมันเข้าไปใกล้แม่แพะ หวังจะให้ลูกจิ้งจอกดื่มนมเอง

   

   แต่เล่อเหนียงยกจนมือเมื่อยแล้ว ลูกจิ้งจอกน้อยก็ยังคงส่งเสียงครางแผ่วๆ หาที่ดื่มนมไม่เจอ

   

   "แพะน้อย นอนลงเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นข้าจะตีเจ้านะ" เล่อเหนียงแยกเขี้ยวขู่แม่แพะอย่างดุดัน

   

   แม่แพะร้องเสียงแพะออกมาครั้งหนึ่ง แล้วนอนลงอย่างว่าง่าย เล่อเหนียงยิ้มพลางอุ้มลูกสุนัขจิ้งจอกน้อยวางบนตัวแม่แพะ ในที่สุดลูกสุนัขจิ้งจอกน้อยก็ได้พบที่ดื่มนม

   

   แม่แพะ ข้าจะไม่กล้าเชื่อฟังได้อย่าง หากข้ากล้าไม่ทำตาม คนถัดไปที่จะถูกย่างเป็นแพะทั้งตัวก็คือข้านี่แหละ

   

   หลังจากลูกสุนัขจิ้งจอกน้อยกินอิ่มดื่มเต็มที่แล้ว เล่อเหนียงก็อุ้มมันไปนั่งบนชิงช้า ขณะที่เล่นกับมันไปด้วยนางก็ปรึกษากับพี่เจ็ดเรื่องชื่อของลูกสุนัขจิ้งจอก

   

   “น้องสาว มันสีแดงก็เรียกว่าเสี่ยวหงเถอะ"

   

   เล่อเหนียงส่ายหน้า "เสี่ยวหง ชื่อนี้ช่างบ้านนอกเหลือเกิน ควรเรียกว่าเสี่ยวลวี่สิ"

   

   หงอวี่ถอนหายใจอย่างหมดคำพูด สุนัขจิ้งจอกทำไมต้องเรียกว่าเจ้าเขียวด้วย


   มันมีส่วนไหนบนตัวที่เกี่ยวข้องกับสีเขียวหรือ

   

   "ไม่ได้ ไม่ได้ ที่ไหนมีสุนัขจิ้งจอกชื่อเสี่ยวลวี่กัน?"

   

   "แต่ก็เรียกเสี่ยวหงไม่ได้หรอก ชื่อนั้นล้าสมัยเกินไป"

   

   หงอวี่และเล่อเหนียงสองเด็กน้อยทะเลาะกันไม่หยุดเรื่องชื่อในพื้นที่มิติ โดยไม่รู้เลยว่าคนภายนอกกำลังจะเสียสติกันอยู่

   

   ส่วนหลี่อันนอนอยู่บนต้นไม้คาดคะเนเวลา พวกเด็กๆน่าจะกลับมาแล้วดังนั้นข้าจึงกระโดดลงมา

   

   แต่ลิ่งอวี่และคนอื่นๆต่างถือสมุนไพรคนละกิ่งรออยู่ใต้ต้นไม้ แต่กลับไม่เห็นเงาของหงอวี่เสียที

   

   แต่เดิมหลี่อันคิดว่าหงอวี่อาจจะหาสมุนไพรเพิ่มอีกสองชนิดจึงช้าไปหน่อย ดังนั้นข้าจึงไม่ได้ใส่ใจ แล้วหันไปอธิบายสรรพคุณและประโยชน์ของสมุนไพรในมือของลิ่งอวี่และคนอื่นๆฟัง

   

   แต่ผ่านไปแล้วครึ่งชั่วยามผ่านไปก็ยังไม่เห็นร่างของหงอวี่ หลี่อันรู้สึกใจไม่ดีรีบใช้วิชาตัวเบาออกตามหาเด็กน้อยทันที

   

   หมิงเฟิง หมิงจื้อ และหมิงเซิงสามพี่น้องก็ตามขึ้นมาด้วยวันนี้ ภารกิจสำคัญอันดับแรกของพวกเขาทั้งสามคือการปกป้องคุ้มครองคุณชายน้อยทั้งหลายของบ้านให้ดี เมื่อเห็นว่าหงอวี่ยังไม่กลับมา หมิงเฟิงและหมิงจื้อก็ใช้วิชาตัวเบาออกไปค้นหาคนละทาง

   

   ส่วนหมิงเซิงอยู่เฝ้าเด็กๆ

   

   พี่ใหญ่รู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมาในใจ เขาผลักหมิงเซิงเบาๆ "พี่หมิงเซิง ไม่ต้องสนใจพวกข้าหรอก ท่านรีบไปช่วยหาเสี่ยวชีเถิด"

   

   แม้ว่าในใจหมิงเซิงจะรู้สึกกังวลมาก แต่เขาก็ยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม

   

   "ไม่ได้ ข้าไม่อาจทิ้งพวกท่านไว้ที่นี่ได้" ลิ่งอวี่รีบผลักมือของเขาออกและกล่าวว่า "ถ้าเช่นนั้นข้าจะไปตามเอง ท่านอยู่ที่นี่คอยดูน้องชายของข้าเถอะ"

   

   เมื่อพูดจบเขาก็วิ่งออกไปทันทีโดยไม่รอให้หมิงเซิงตอบสนอง

   

   หมิงเซิงพยายามไล่ตาม แต่เพิ่งออกไปได้สองก้าวลิ่งหมิงและคนอื่นๆก็วิ่งแยกกันไปคนละทิศละทาง เขาตกใจจนต้องรีบวิ่งกลับมาอย่างรวดเร็ว แล้วจับพวกเด็กซนทั้งหมดมามัดรวมกันไว้

   

   "โอ้ พวกคุณชายน้อยของข้า ข้าขอร้องละ พวกท่านอยู่นิ่งๆหน่อยได้ไหม เมื่อวานเพิ่งมีหิมะตก ตอนนี้หิมะหนามาก ถ้าพวกท่างหลงไป ต่อให้ข้าเอาชีวิตมาชดใช้ก็ไม่พอนะ"

   

   เขาตกใจจนเกือบร้องไห้แล้ว อายุของข้าก็แค่มากกว่าลิ่งอวี่สามปีเท่านั้น แต่เพราะเคยผ่านความยากลำบากมาก่อน ตอนนี้ดูอ่อนแอกว่าหลังฝนตกเสียอีก หากพวกบรรพบุรุษเหล่านี้เกิดอาละวาดขึ้นมา เขาคงห้ามไม่อยู่แน่

   

   โชคดีที่ลิ่งหมิงและคนอื่นๆรู้ว่าหิมะตกหนัก พวกเขาจึงไม่กล้าวิ่งไปมาอย่างไร้จุดหมาย ได้แต่รออยู่กับที่ด้วยความกระวนกระวาย

   

   หลี่อันไล่ตามรอยเท้าของหงอวี่ไป ยิ่งตามลงไปก็ยิ่งรู้สึกตกใจ

   

   ไม่มีใครในตระกูลฉินที่จะรู้ดีไปกว่าเขาว่าเส้นทางนี้เชื่อมต่อกับที่ใด

   

   ปลายทางของเส้นทางนี้คือหน้าผาชัน!

   

   หลี่อันติดตามรอยเท้าไปตลอดทางจนกระทั่งไม่สามารถหารอยเท้าได้อีก เขาเงยหน้าขึ้นมองแล้วตกใจจนทรุดลงกับพื้นทันที



 บทที่ 327: เข้าใจผิด


   

   หลี่อันมองลงไปยังหน้าผาที่ลึกจนมองไม่เห็นก้นเหว เขายกมือขึ้นลูบคอตนเองอย่างเชื่องช้า จบเห่แล้ว เขาทำของล้ำค่าแสนรักของตระกูลฉินหายไปแล้ว

   

   เขาทำหน่อเนื้อเชื้อไขคนนั้นหายไปแล้ว แทบจะนึกภาพออกว่าตระกูลฉินและจวนตระกูลเผ่ย รวมถึงท่านอ๋องเจ็ดจะฉีกทึ้งเขาอย่างไร

   

   “หมอหลี่ ท่านพบเสี่ยวชีหรือไม่” หมิงเฟิงเดินวนไปรอบๆก็ไม่พบผู้ใด จึงได้แต่เดินตามรอบเท้าที่พบเจอมาถึงที่นี่

   

   ครั้นเห็นหลี่อันนั่งเหม่อลอยอยู่บนพื้นหิมะ ไฉนเลยไม่รู้ว่าเหตุใดจู่ๆก็รู้สึกเย็นยะเยือกที่หลังมีไอเย็นแผ่ซ่าน ราวกับว่ากำลังจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น

   

   “เขาอาจจะอยู่ข้างล่าง” หลี่อันชี้ไปที่หน้าผาเบื้องหน้าอย่างหวาดกลัว

   

   หมิงเฟิงไม่รู้ว่าข้างหน้าคืออะไร จึงก้าวเท้าไปข้างหน้าสองสามก้าว

   

   เมื่อหมิงเฟิงมองเห็นหน้าผาเบื้องหน้าอย่างชัดเจน ดวงตาเขาก็หดเล็กลง ราวกับเขาเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แผ่นหลังจึงเย็นวาบไปทั้งหลัง

   

   ถึงเขาจะมาอยู่ตระกูลฉินไม่นาน แต่เขาก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าตำแหน่งของหงอวี่ในใจคนตระกูลฉินนั้นสูงส่งเพียงใด แน่นอนว่าความสูงส่งนี้เป็นรองแค่เล่อเหนียงเท่านั้น

   

   “ข้าจะลงไปดูข้างล่าง หมอหลี่พาคุณชายที่เหล่ากลับไป แล้วบอกให้ชาวบ้านในหมู่บ้านมาช่วยข้าที”

   

   หมิงเฟิงพูดจบก็ตัดเถาวัลย์ข้างๆมาสองสามเส้นมัดรวมกัน ปลายข้างหนึ่งผูกไว้กับก้อนหิน อีกข้างหนึ่งผูกไว้ที่เอวแล้วกระโดดลงไป

   

   ครานี้หมิงจื้อตามรอยเท้ามาถึงเช่นกัน เมื่อรู้ว่าหมิงเฟิงลงไปตามหาคนแล้ว เขารีบทรุดตัวลงนั่งบนก้อนหิน มือเอื้อมไปคว้าเถาวัลย์เอาไว้แน่นกันไม่ให้เถาวัลย์ตกลงไป

   

   หลี่อันในตอนนี้ก็รู้ดีว่าต้องกลับไปตามคนในหมู่บ้านมาช่วย จึงเร่งฝีเท้ากลับหมู่บ้านทันที

   

   ครั้นพวกลิ่งหมิงได้ยินว่าเสี่ยวชีตกหน้าผา ต่างก็พากันร้องไห้จ้าละหวั่น หมิงเซิงจึงรีบตั้งสติปลอบโยนเด็กๆทันที

   

   ทว่าในเวลานี้พวกลิ่งหมิง ไม่อาจปลอบได้แล้วพวกเขาร้องจะไปหาเสี่ยวชีกันหมด

   

   หลี่อันเห็นดังนั้นจึงได้แต่ตะโกนว่า “อย่าได้ส่งเสียงดังกันอีก รีบกลับหมู่บ้านไปตามคนมาช่วย พวกเจ้าอย่าเพิ่งมาเพิ่มความวุ่นวายที่นี่”

   

   พวกลิ่งหมิงถูกหลี่อันตะโกนใส่ เพียงครู่เดียวก็สงบลง ไม่ต้องให้หลี่อันเอ่ยปากอีกครั้งพวกเขาก็วิ่งลงเขาไปอย่างรวดเร็ว

   

   “ท่านพ่อ แย่แล้ว แล้วเสี่ยวชีตกหน้าผา”

   

   พวกลิ่งหมิงเพิ่งกลับมาถึงหมู่บ้านก็พบกับฉินเหล่าเอ้อร์กำลังหิ้วถังข้าวสารไปที่โม่แป้งที่ทางเข้าหมู่บ้าน พอได้ยินคำพูดของลิ่งหมิงก็ตกใจจนข้าวสารในถังร่วงลงพื้น

   

   “เกิดอะไรขึ้น เหตุใดเสี่ยวชีถึงตกหน้าผาได้” ฉินเหล่าเอ้อร์คว้าตัวลิ่งเฟิงมาถามอย่างร้อนใจ

   

   ลิ่งหมิงพุ่งเข้าไปในบ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อ

   

   ลิ่งเหวิน เสี่ยวอู่ และเสี่ยวลิ่ววิ่งสุดกำลังไปหาหัวหน้าหมู่บ้าน

   

   “ท่านพ่อ ปู่หลี่อันให้พวกข้าไปหาสมุนไพร พวกข้าก็หาเจอแล้ว แต่เสี่ยวชียังไม่กลับมา ปู่หลี่อันจึงออกไปตามหา แล้วก็เจอรอยเท้าของเสี่ยวชีริมหน้าผา”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ฟังจบร่างกายก็สั่นสะท้าน เขารีบวิ่งกลับบ้านเพื่อดูว่าเสี่ยวชีอยู่บ้านหรือไม่

   

   บริเวณรอบบ้านไม่มีแม้แต่เงาของเสี่ยวชี จึงค่อยๆเดินไปที่หน้าห้องของแม่เฒ่าฉินแล้วแง้มประตูมองเขาไป เห็นแต่แม่เฒ่าฉินนอนหลับอยู่บนเตียงเตา แต่ไม่มีวี่แววของหงอวี่

   

   สมองของฉินเหล่าเอ้อร์ว่างเปล่า เลือดลมในร่างกายไหลย้อนกลับ ทั้งตัวเย็นเฉียบอย่างน่ากลัว

   

   หงอวี่หายไปจริงๆหรือ

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ไม่กล้ารีรอจึงรีบเท้าไปออกข้างนอกให้เบาที่สุด เขาไม่อาจบอกเรื่องเสี่ยวชีหายไปกับท่านแม่ได้ หากท่านแม่รู้เข้าต้องร้อนใจเป็นแน่

   

   ก่อนหน้านี้มารดาของเขาร่างกายอ่อนแอ ถ้ารู้ว่าเสี่ยวชีหายไปคงต้องกังวลจนอาการกำเริบเป็นแน่

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์รู้สึกใจหาย แต่กลับไม่ได้สังเกตเห็นว่านอกจากหงอวี่ที่หายตัวไปแล้ว เล่อเหนียงก็หายไปเช่นกัน

   

   “พี่รองเป็นอย่างไรบ้างเสี่ยวชีอยู่บ้านหรือไม่”

   

   ฉินเหล่าซานและสือไห่ถังถามขึ้นที่หน้า ข้างกายเขายังมีเหล่าผู้เฒ่าจากบ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อและชาวบ้านอีกสองสามคนที่ฉินฟู่หลินพามาด้วย

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ส่ายศีรษะ เอ่ยน้ำเสียงแห้งพร่า “ไม่อยู่”

   

   ครานี้แม้แต่ฉินเหล่าซานก็พลอยร้อนรนไปด้วย

   

   “อย่ามัวแต่ยืนนิ่งอยู่ลย รีบไปหยิบของจำเป็นแล้วขึ้นเขาเดี๋ยวนี้” ฉินฟู่หลินเห็นพวกเขาทำอะไรไม่ถูกจึงตวาดออกมา

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ ฉินเหล่าซาน รีบวิ่งไปหยิบเชือกที่บ้านแล้ววิ่งขึ้นเขาทันที

   

   พวกลิ่งหมิงก็อยากจะตามขึ้นไป แต่ถูกสือไห่ถังขวางไว้ “พวกเจ้าไปเดินดูในหมู่บ้านว่าเสี่ยวชีกลับมาเองหรือเปล่า”

   

   “และที่สำคัญห้ามไปพูดเรื่องนี้กับย่าเจ้าเด็ดขาดรู้หรือไม่”

   

   ครานี้สวี่ซิ่วอิงซึ่งขะมักเขม้นปักชุดแต่งงานอยู่ในห้องได้ยินเสียงเอะอะจึงออกมา พอได้ยินว่าเสี่ยวชีตกหน้าผา นางก็เข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น

   

   “พี่สะใภ้สาม เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ”

   

   สือไห่ถังรีบพยุงสวี่ซิ่วอิงขึ้น “น้องสะใภ้ เจ้าอย่าเพิ่งร้อนใจไป บางทีเสี่ยวชีอาจจะหาทางกลับมาเองแล้วก็ได้”

   

   “เสี่ยวชี เด็กคนนั้นเฉียวฉลาดมาตลอด แถมยังผ่านโลกมาเยอะ รู้วิธีหลบเลี่ยงอันตรายเป็นอย่างดี”

   

   สือไห่ถังช่วยพยุงสวี่ซิ่วอิงไปยังบ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อ พลางเอ่ยปลอบใจ

   

   เวลานี้สวี่ซิ่วอิงตกใจจนพูดไม่ออก นางเอาแต่ร้องห่มร้องไห้ไม่หยุด

   

   “สถานการณ์ของเสี่ยวชีไม่เหมือนกับเล่อเหนียงก่อนหน้านี้นะ”

   

   “เล่อเหนียงถูกลักพาตัวไป ยังพอมีความหวังอยู่บ้าง”

   

   “แต่เสี่ยวชีตกลงไปในหน้าผานะ”

   

   บนภูเขาของหมู่บ้านตระกูลฉินแห่งนี้มีหน้าผาอยู่เพียงแห่งเดียว นางเคยไปที่นั่นมาก่อน หน้าผาแห่งนั้นลึกจนมองไม่เห็นก้นเหว นางมิอาจจินตนาการได้ว่าหากเสี่ยวชีตกลงไปแล้วจะเกิดผลลัพธ์ที่น่ากลัวเพียงใด

   

   ไม่ช้าฉินเหล่าเอ้อร์และคนอื่นๆก็ขนเชือกวิ่งขึ้นไปบนภูเขา

   

   เวลานั้นหมิงเฟิงปีนขึ้นมาจากด้านบนแล้ว เมื่อเห็นฉินเหล่าเอ้อร์และคนอื่นๆ ดวงตาของเขาก็มองไปทางเขาอย่างมีความหวัง

   

   เขาส่ายหน้าอย่างช้าๆ “ข้างล่างลึกเกินไป ข้าลงไปไม่ถึงด้านลง

   

   ทันใดนั้นพวกฉินเหล่าเอ้อร์ก็เอาเชือกที่นำมาทั้งหมดมาต่อเข้าด้วยกัน หมิงเฟิงผูกเชือกรอบเอวอีกครั้งจากนั้นก็กระโดดลงไป

   

   อีกด้านหนึ่งเล่อเหนียงและหงอวี่ก็ได้ชื่อของสุนัขจิ้งจอกตัวน้อยแล้ว

   

   ทั้งสองคนยอมกันคนละก้าว ไม่ใช่ชื่อที่ใครเลือกทั้งนั้น และเรียกมันว่าจิ้งจอกน้อย

   

   “น้องสาวพวกเราเข้ามานานแค่ไหนแล้ว” หงอวี่ลูบหัวเจ้าจิ้งจอกน้อยพลางถามขึ้นเมื่อนึกได้

   

   เล่อเหนียงก็ตกใจเช่นกัน เหลือบมองนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนังรีบดึงหงอวี่ออกจากพื้นที่มิติ พวกเขาอยู่ในพื้นที่มิติเป็นเวลาสองชั่วโมงเต็มแล้ว ไม่รู้ว่าท่านย่าจะเป็นห่วงแค่ไหน

   

   ผลปรากฏว่าตอนที่พวกนางออกมาก็เห็นท่านย่านอนกรนอยู่บนเตียงเตา เล่อเหนียงและหงอวี่ปิดปากขำคิกคักก่อนจะค่อยๆเดินออกจากห้องไป

   

   ตอนที่ออกจากห้องมาเจอฉินไห่เยี่ยนเดินหาวออกมาจากห้องพอดี

   

   “อาห้า ท่านนอนตื่นสายอีกแล้วหรือขอรับ”

   

   ฉินไห่เยี่ยนบิดขี้เกียจแล้วพูดว่า “ใช่แล้ว ช่วงหน้าหนาวแบบนี้นอนตื่นสายสบายที่สุด”

   

   เล่อเหนียงใช้มือดึงเปลือกตาขึ้น มองเขาพร้อมกับทำหน้าลิงใส่

   

   “อาห้า น่าอายจังโตป่านนี้แล้วยังนอนตื่นสายอีก!”

   

   ฉินไห่เยี่ยนเดินเข้าไปกำลังจะอุ้มหล่อนขึ้นมาใช้หนวดเคราที่ถูกแก้มอวบอ้วนของนายสักหน่อย แต่กลับถูกสุนัขจิ้งจอกที่อยู่ในอ้อมแขนของนางดึงดูดสายตาเข้าเสียก่อน



 บทที่ 328: แม้แต่ศักดิ์ศรีก็ไม่เหลือ


   

   “เจ้าได้จิ้งจอกมาจากไหน”

   

   เสี่ยวชียืดอกตอบอย่างโอ้อวด “เก็บได้จากหลังเขาน่ะ น่ารักมาใช่หรือไม่”

   

   ฉินไห่เยี่ยนพยักหน้า “เด็กดีของอา เจ้าดูสิจิ้งจอกน้อยด้วยนี้สิตัวมันเล็กแค่นี้เอง เจ้าเลี้ยงไม่รอดหรอก เอามันมาให้ข้าเถอะ ข้าจะเลี้ยงเอง” ฉินไห่เยี่ยนเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม

   

   เล่อเหนียงและหงอวี่ พร้อมใจกันมองบน “อาห้า ท่านคิดอะไรอยู่น่ะ”

   

   ฉินไห่เยี่ยนถูกจับได้ก็ไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองและยื่นมือไปเกาคางเล็กของจิ้งจอกน้อย


   “มันคือจิ้งจอกเพลิงหายาก เจ้าเอามาให้ข้าเลี้ยงเถอะ รับรองว่าจะเลี้ยงจนอ้วนท้วนสมบูรณ์เลย”

   

   เล่อเหนียงปฏิเสธอย่างรวดเร็วว่า “ไม่ จิ้งจอกตัวนี้พี่เจ็ดให้ข้ามา”

   

   “เอ๊ะ เจ้าเด็กน้อย เจ้าไม่น่ารักเลย อารักเจ้ามากเช่นนี้ เจ้าจะรักอาห้าสักครั้งไม่ได้เลยหรือ”

   

   “ได้สิเจ้าคะ!” เล่อเหนียงตอบตกลงทันที

   

   ฉินไห่เยี่ยนดีใจรีบยื่นมือออกไปเพื่อจะจิ้งจอกน้อย

   

   “อ๊าก!!!"

   

   พริบตาถัดมาเขาก็ร้องลั่นเอามือกุมเท้ากระโดดโหยงๆ

   

   หงอวี่และเล่อเหนียงส่งเสียงร้องดีใจแล้วบิดสะโพกชนกัน

   

   “อาห้า ดูสิเจ้าคะ เล่อเหนียงรักอาห้าจะตาย”

   

   ฉินไห่เยี่ยนโกรธจนแทบกระอักเลือด เขายกนิ้วชี้หน้าหงอวี่พลางจ้องอีกฝ่ายเขม็ง เขาไม่คิดเลยจริงๆ ว่าเจ้าเด็กนี่จะเล่นสกปรกแบบนี้ กล้ามาแอบเหยียบเท้าเขาตอนเขาไม่ทันระวัง!

   

   ไม่รู้จักเคารพผู้อาวุโสและรักเด็กบ้างหรืออย่างไร

   

   “ช่างเถิด ข้าไม่แย่งพวกเจ้าแล้ว พวกเจ้าพาข้าไปยังที่เจอหมาจิ้งจอก ข้าจะไปจับแม่หมาจิ้งจอกเอง!”

   

   ฉินไห่เยี่ยนรู้จักประมาณตนจึงไม่แย่งหมาจิ้งจอกกับหลานสาวอีกต่อไป เพราะอย่างไรก็แย่งไม่ชนะอยู่แล้ว

   

   “อาห้าอุ้มหน่อย” เล่อเหนียงยื่นมือออกไปให้ฉินไห่เยี่ยนอุ้ม

   

   “เด็กดีอุ้มนานๆจะไม่สูงนะ เจ้าต้องกระโดดโลดเต้นถึงจะสูงกว่านี้

   

   เล่อเหนียงสวนกลับทันที “เล่อเหนียงยังเล็กต้องอุ้มสิ หากไม่ยอมอุ้มข้าจะไม่พาท่านไปด้วยนะ”

   

   ฉินไห่เยี่ยนหมดคำพูด เขาจะทำอะไรนอกจากอุ้มเล่อเหนียงเดินออกไป

   

   หงอวี่หัวเราะแห้งสองที ก่อนจะกระโดดขึ้นหลังฉินไห่เยี่ยน

   

   “โอ๊ย เสี่ยวชีเจ้าเด็กแสบลงไปเดี๋ยวนี้”

   

   หงอวี่ได้ยินดังนั้นก็ไม่ยอมลงกลับกอดคอเขาแน่นขึ้น ทั้งยังใช้ขาหนีบเอวเขาเอาไว้แน่น

   

   ฉินไห่เยี่ยนสะบัดอยู่ครู่ใหญ่ก็ไม่อาจสลัดเขาออกได้ ตอนนี้เลยจำต้องอุ้มคนหนึ่งไว้ในอ้อมแขน แบกคนหนึ่งไว้บนหลัง แล้วตุปัดตุเป๋ขึ้นเขาไป

   

   ระหว่างทางที่พวกเขามุ่งหน้าขึ้นเขานั้นกลับไม่พบชาวบ้านเลยสักคน ทำให้พวกเขารู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก

   

   “เสี่ยวชีชาวบ้านหายไปไหนกันหมด เหตุใดจึงไม่เห็นผู้ใดเลย”

   

   ฉินไห่เยี่ยนเอ่ยถามด้วยความสงสัย เมื่อคืนเขานอนดึกไปหน่อยวันนี้จึงตื่นสาย หรือว่าจะเกิดเรื่องใหญ่ภายในหมู่บ้าน

   

   หงอวี่ส่ายหน้า "ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน"

   

   ฉินไห่เยี่ยนไม่คิดมากอีกต่อไป จึงเอามือประคองก้นเด็กชายแล้วรีบเดินขึ้นเขาไป เมื่อพวกเขาเดินมาถึงบริเวณหน้าผา หงอวี่ก็พบว่าชาวบ้านต่างพากันมองลงไปด้านล่าง

   

   “พี่รองพวกท่านกำลังดูอะไรกันหรือ” ฉินไห่เยี่ยนเบียดเข้าไปชะเง้อคอมองลงไปด้านล่างเช่นกัน

   

   เบื้องล่างมีแต่หมอกหนามองไม่เห็นสิ่งใดทั้งสิ้น

   

   “พี่รองเบื้องล่างมีเทพเซียนหรือไม่”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์น้ำตาคลอพลางหันกลับมาตอบ “เสี่ยวชีร่วงลงไปแล้ว”

   

   เขากล่าวจบก็หันกลับมาเบิกตากว้างจ้องมองหงอวี่ที่อยู่บนหลังฉินไห่เยี่ยน

   

   “หงอวี่!” เสียงร้องคำรามดังเลือนลั่ย ต่อมาหลี่อันที่มีผมเผ้ายุ่งเหยิงก็พุ่งเข้ามาดึงหงอวี่ลงมา

   

   หงอวี่ยังไม่ทันได้รู้ตัวก็รู้สึกเย็นที่ก้น ทันใดนั้นก็มีเสียงตบดังขึ้น

   

   หลี่อันตีก้นเด็กแสบไปพลางตำหนิไปด้วย “เจ้าเด็กบ้า ข้าบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่างวิ่งเพ่นพล่านไปทั่ว เจ้ากำลังทำให้ข้าตกใจ”

   

   หงอวี่งงงวย

   

   เขาถูกตี!

   

   ทั้งยังถูกถอดกางเกงตีก้นต่อหน้าผู้คนมากมาย ทันใดนั้นความอับอายและความคับข้องใจก็พุ่งเข้าสู่ใจ และเริ่มเบ้ปากร้องไห้เสียงดัง

   

   “ปู่หลี่ท่านตีข้า!”

   

   “ท่านกล้าตีข้า ข้าจะฟ้องท่านย่า จะไม่ให้ท่านได้กินข้าวอีก”

   

   หลี่อันไม่สนใจเสียงร้องโอดโอยของหงอวี่ออกแรงลงมือหนักขึ้นอีก เด็กคนนี้เกือบทำให้เขามีความสุขในบั้นปลายชีวิต

   

   สวรรค์ เขาเกือบจะหาสถานที่ฝังศพตัวเองได้อยู่แล้ว ขาดก็แต่ขุดหลุมเท่านั้น

   

   เล่อเหนียงชะงักไปครู่หนึ่ง ดวงตากวาดมองผู้คนที่อยู่โดยรอบ แต่กลับเห็นว่าทุกคนล้วนจ้องมองพี่เจ็ดของนางด้วยแววตาโกรธเกรี้ยว ทว่าเมื่อเห็นว่าก้นของเขาแดงขึ้นมา จึงรีบดิ้นลงจากอ้อมกอดของฉินไห่เยี่ยน แล้ววิ่งเข้าไปกอดขาหลี่อันไว้แน่นพลางร้องไห้โฮ

   

   “ท่านปู่ อย่าตีพี่เจ็ด เล่อเหนียงไม่เอาจิ้งจอกแล้วก็ได้”

   

   “ฮือ พี่เจ็ดเจ็บก้น”

   

   หลี่อันถอนหายใจอย่างแรง ในที่สุดเขาก็หยุดมือ

   

   หงอวี่ที่ยังรู้สึกน้อยใจ ปิดก้นตัวเองวิ่งไปหลบหลังฉินไห่เยี่ยน ฉินไห่เยี่ยนทนดูไม่ได้ จึงเอื้อมมือไปดึงกางเกงของเขาขึ้น

   

   “พี่รอง นี่มันเรื่องอะไรกัน พวกข้าเพิ่งมาพวกท่านก็จับเสี่ยวชีมาทุบตี เป็นพิธีอะไรพิเศษหรือเปล่า”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์จ้องเสี่ยวชีเขม็ง เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฉินไห่เยี่ยนฟัง

   

   ฉินไห่เยี่ยนฟังจบก็ไม่รู้ว่าควรหัวเราะหรือโมโหดี

   

   เสี่ยวชีสมควรโดนทุบตีแล้ว

   

   เล่อเหนียงมองพี่เจ็ดของนางอย่างจนใจพลางคิดว่าการลงโทษครั้งนี้เบาไปด้วยซ้ำ

   

   ส่วนหงเกอที่รู้สึกผิดได้แต่สะอื้นอยู่ข้างหลังฉินไห่เหยียน ไม่กล้าสบตาหลี่อัน เขามัวแต่สนใจอุ้มจิ้งจอกกลับไปให้เล่อเหนียง จนลืมไปว่าหลี่อันกับคนอื่นๆยังรอเขาอยู่

   

   “เสี่ยวชี เจ้าเด็กแสบ ออกมาหาข้าเดี๋ยวนี้!”

   

   หลี่อันมองไปที่หงอวี่ซึ่งซ่อนอยู่ด้านหลังของฉินไห่เยี่ยนก็โกรธจนแทบทนไม่ไหว

   

   หงอวี่รู้ตัวว่าตนผิดจึงค่อยๆเดินออกมาจากด้านหลังของฉินไห่เยี่ยนอย่างกล้าๆกลัวๆ

   

   “ขอโทษขอรับ ข้าผิดไปแล้ว ครั้งหน้าจะไม่ทำอีกแล้ว”

   

   หลี่อันจ้องเขม็ง “เจ้ายังกล้าพูดว่ามีครั้งหน้าอีกหรือ”

   

   “ไม่มีแล้ว ไม่มีแล้ว มีแค่ครั้งนี้ ครั้งหน้าไม่มีแล้ว” หงอวี่รีบส่ายหน้ารับปาก

   

   เขาย่อมไม่อยากประสบพบเจอกับเรื่องเช่นนี้อีก ถูกถอดกางเกงแล้วโดนตีต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ เขาก็ยังต้องการรักษาศักดิ์ศรีไว้บ้าง

   

   ถึงแม้แต่ตอนนี้เขาจะไม่มีอะไรให้เสียแล้วก็ตาม แต่อย่างน้อยก็พอจะกู้คืนมาได้บ้าง

   

   หลี่อันได้ยินคำสัญญาของหงอวี่ ความโกรธจึงหายไปครึ่งหนึ่ง “ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปเจ้าต้องฝึกยืนท่าม้าให้ได้วันละสองชั่วยาม หากขาดไปเค่อเดียวก็เพิ่มเป็นสองเท่า”

   

   หงอวี่รู้ตัวว่าผิดจึงได้แต่ยอมรับแต่โดยดี

   

   เวลานี้เชือกที่มัดก้อนหินไว้เกิดการเคลื่อนไหวขึ้นมา พวกฉินเหล่าเอ้อร์จึงรีบดึงเชือกกลับอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักหมิงเฟิงก็กลับขึ้นมา

   

   “ถึงก้นเหวแล้วแต่ไม่เห็นคุณชายเจ็ดเลยขอรับ” หมิงเฟิง พูดอย่างเหนื่อยหอบ

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ชี้หงอวี่ที่ยังมีคราบน้ำตาบนใบหน้า “เจ้าเด็กนั่นไม่ได้หายไปไหน เขาแค่วิ่งกลับบ้านไปแล้ว”

   

   มุมปากของหมิงเฟิงกระตุก ในใจอยากจะสาปแช่งเด็กชายสักหนึ่งยก ยิ่งไปกว่านั้นเขายังอยากจะตีสั่งสอนสักทีสองที

   

   เด็กแสบคนนี้รู้วิธีซ่อนตัวยิ่งนัก แล้วยังทำให้ทั้งหมู่บ้านต้องมาช่วยกันตามหา!

   

   “ใช่แล้ว ข้าพบว่าก้นเหวมีสถานที่บางอย่างซ่อนตัวอยู่!”



 บทที่ 329: เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ยังทำไม่ได้หรือ


   

   “ข้างล่างมีบ่อน้ำอุ่น และรอบๆก็เต็มไปด้วยต้นหญ้าที่เขียวขจี”

   

   เล่อเหนียงได้ยินคำพูดของหมิงเฟิง ดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที หรือว่าข้างล่างจะมีบ่อน้ำพุร้อน นางพลันนึกถึงหินที่เก็บได้บนภูเขาหลังบ้าน ไม่ใช่หินภูเขาไฟหรือ คิดถึงตรงนี้จึงดึงชายแขนเสื้อของพี่เจ็ดด้วยความตื่นเต้น

   

   หงอวี่ก้มลงแล้วถามข้างๆเสียงแผ่วเบา “น้องสาว เกิดอะไรขึ้นหรือ”

   

   เล่อเหนียงตอบกลับน้ำเสียงเบาหวิว “พี่เจ็ด ข้างล่างมีบ่อน้ำพุร้อนเจ้าค่ะ”

   

   “จริงหรือ”

   

   หงอวี่ก็ตื่นเต้นเช่นกัน เพราะรู้ดีว่าในทั่วทั้งแคว้นต้าหนิง มีบ่อน้ำพุร้อนอยู่เพียงแห่งเดียวเท่านั้นนั่นคือที่พระราชวังฤดูร้อน ถ้าที่นี่มีบ่อน้ำพุร้อนจริง หมู่บ้านตระกูลฉินคงร่ำรวยไปแล้ว

   

   “ลุงรองขอรับ มันคือบ่อน้ำพุร้อน!”

   

   ตอนแรกฉินเหล่าเอ้อร์ก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าที่หงอวี่พูดหมายความว่าอย่างไร แต่พอได้ยินที่อีกฝ่ายพูดก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที

   

   บ่อน้ำพุร้อนมีเพียงฮ่องเต้เท่านั้นที่สามารถเพลิดเพลินกับมันได้

   

   “หมิงเฟิง รีบพาข้าลงไปดูหน่อย!”

   

   พวกเขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดฉินเหล่าเอ้อร์จึงตื่นเต้นเช่นนี้ แต่เมื่อหลี่อันเล่าเรื่องบ่อน้ำพุร้อนให้ฟัง พวกเขากลับตื่นเต้นยิ่งกว่าฉินเหล่าเอ้อร์เสียอีก

   

   แต่ละต่างแย่งกันลงไปดูว่าบ่อน้ำพุร้อนในตำนานหน้าตาเป็นเช่นไร

   

   ฉินฟู่หลินเห็นสถานการณ์ควบคุมไม่ได้ จึงตะโกนเสียงดังว่า

   

   “หยุดเดี๋ยวนี้”

   

   ได้ยินดังนั้นชาวบ้านที่กำลังจะลงไปก็หยุดนิ่งอย่างไม่เต็มใจ แต่ในหมู่บ้านนี้คำสั่งของหัวหน้าหมู่บ้านยังคงมีน้ำหนักมากที่สุด

   

   “เอาล่ะ เอาล่ะ ทุกคนอย่าเพิ่งโวยวาย ให้หมิงเฟิงกับหมิงจื้อลงไปสำรวจก่อน พวกเขามีวรยุทธติดตัวกัน หากเกิดอะไรขึ้นจะสามารถป้องกันตัวเองได้ แต่ถ้าพวกเจ้าลงไปอาจพลาดพลั้งตกลงไปจนเละเป็นเนื้อบด”

   

   จากนั้นเขาก็ออกคำสั่งต่อ “เอ้อร์จู้ เจ้าฝีเท้าเร็ว วิ่งกลับหมู่บ้านไปบอกคนอื่นว่าพบหงอวี่แล้ว เขาไม่ได้ตกลงหน้าผา ส่วนเรื่องอื่นไม่ต้องพูดถึง”

   

   “ส่วนพวกเจ้าที่เหลือให้เอามีดขอไปถางหญ้ารอบๆหน้าผา เผื่อจะมีเส้นทางที่พาลงไปข้างล่างได้”

   

   “หากข้างล่างมีบ่อน้ำพุร้อนจริงๆต่อไป พวกเราก็คงต้องมาที่นี่กันบ่อยๆแล้วล่ะ”

   

   ชาวบ้านต่างลงมือทำกันอย่างขะมักเขม้น ในสภาพอากาศที่หนาวเหน็บ แต่ทุกคนกลับกระตือรือร้นเป็นอย่างยิ่ง

   

   ไม่นานพวกฉินเหล่าเอ้อร์ก็มาถึงด้านล่างของหน้าผาและได้เห็นบ่อน้ำร้อนที่พ่นไอร้อนตามที่หมิงเฟิงได้บอกไว้ เขาเอามือจุ่มลงไปในในบ่อ ทันใดนั้นบนใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มแห่งความดีใจออกมา

   

   “น้ำร้อน มันคือน้ำพุร้อนจริงๆ”

   

   “ฮ่าๆๆๆ ชะตาของหมู่บ้านเราจะเปลี่ยนแล้ว”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ยืนกอดอกหัวเราะร่ามองขึ้นไปบนฟ้า

   

   เบื้องหน้าหมิงเฟิงและหมิงจื้อต่างก็ยินดีจนเนื้อเต้น พวกเขาก็ไมคาดคิดว่าจะได้เจอโชคลาภก่อนโต

   

   ขณะเดียวกันแล้วหลี่อันก็ลงมาถึง เมื่อเห็นบ่อน้ำพุร้อนที่ไออุ่นลอยขึ้นมาก็บังเกิดความปิติยินดีจนหนวดเคราสั่นระริก แต่สิ่งที่ทำให้เขายินดีนั้นหาใช่บ่อน้ำพุร้อนไม่ หากแต่เป็นโสมสองต้นที่ขึ้นอยู่ริมบ่อ

   

   เพียงแต่ว่ามันถูกซ่อนอยู่ท่ามกลางพุ่มหญ้ารกชัฏ หากไม่สังเกตให้ดีก็ยากที่จะพบเห็น

   

   “เหล่าเอ้อร์พวกเจ้าจงไปสำรวจดูรอบๆนี้เสียหน่อยว่ามีทางขึ้นไปด้านบนหรือไม่ หากไม่มีทางขึ้นไปด้านบน บ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้คงไร้ประโยชน์เสียแล้ว

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์คิดเช่นนั้นอยู่แล้วจึงก้มลงหยิบกิ่งไม้ขึ้นมาอันหนึ่ง แล้วพาหมิงเฟิงและหมิงจื้อเดินออกไป

   

   นางใช้ไม้เคาะไปตามพุ่มไม้ระหว่างทางด้วยเกรงว่าอาจมีสัตว์อันตราย

   

   และแล้วเมื่อเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็เห็นงูตัวหนึ่งเลื้อยออกมาจากพุ่มไม้ ขนาดตัวประมาณราวสองนิ้ว ทำเอาฉินเหล่าเอ้อร์ตกใจจนแทบจะกระโดดขึ้นไปบนตัวหมิงเฟิง

   

   หลี่อันมองเห็นฉินเหล่าเอ้อร์ และพวกเดินจากไปไกลแล้วจึงหัวเราะสองเสียง ก่อนจะควักกริชเล่มหนึ่งออกมาจากอกเสื้อแล้วเดินตรงไปยังโสมสองต้นนั้น

   

   หลี่อันมองผลสีแดงบนต้นโสมด้วยความตื่นเต้น จากนั้นเขาก็ย่อตัวลงกับพื้น แล้วค่อยๆขุดโสมด้วยความระมัดระวัง

   

   ไม่นานนักโสมทั้งต้นก็ถูกขุดขึ้นมา หลี่อันมองดูรากฝอยบนโสมใบหน้าแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น โสมนี้อย่างน้อยร้อยปี คุณภาพดีกว่าที่แม่เฒ่าฉินเคยเอามาเสียอีก

   

   หลี่อันจึงฉีกเสื้อมาห่อโสมอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็ลงมือขุดโสมอีกต้นหนึ่ง

   

   พวกฉินเหล่าเอ้อร์เดินเลียบลำธารน้ำอุ่นมาจนถึงปากถ้ำแห่งหนึ่ง พวกเขาทั้งสามคนยืนมองหน้ากันที่ปากถ้ำ กำลังชั่งใจว่าจะเข้าไปดูข้างในดีหรือไม่ เพราะการเข้าไปในถ้ำที่ไม่คุ้นเคยเช่นนี้ ย่อมต้องระมัดระวังให้มากหน่อย

   

   เพราะไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าภายในนั้นซ่อนสิ่งใดอยู่ หากภายในนั้นมีหมี พวกเขารีบร้อนเข้าไปก็เท่ากับเอาตัวเองไปเป็นอาหารให้มัน

   

   “ให้ข้าเข้าไปเถอะขอรับ พวกท่านรออยู่ด้านนอกเถิด”

   

   หมิงเฟิงเอ่ยจบหมิงจื้อก็คัดค้านในทันที “ไม่ได้เด็ดขาด พี่ใหญ่ให้ข้าเข้าไปเองดีกว่า ประสาทหูของข้าดีกว่า หากได้ยินสิ่งผิดปกติ ข้าจะได้หนีทัน”

   

   “ไม่ได้ ไม่ได้ ข้าเป็นพี่ใหญ่ เจ้าต้องเชื่อฟังข้า

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ถูกขนาบอยู่ตรงกลางระหว่างคนทั้งสอง ฟังพี่น้องทั้งสองทะเลาะกันจนปวดหัว

   

   “พอได้แล้วอย่าทะเลาะกัน เข้าไปข้างในกันเถอะ!”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์พูดพลางดึงหญ้าแห้งสองกำมือที่ปากถ้ำ หาไม้มาหนึ่งท่อนมัดหญ้าแห้งกับกิ่งไม้เข้าด้วยกันทำเป็นคบเพลิงอย่างง่าย

   

   แล้วหาหญ้าแห้งหนึ่งกำมือกับท่อนไม้อีกหนึ่งท่อน ใช้มีดสับไม้ไผ่เหลาปลายให้แหลม จากนั้นก็ใช้มีดเล่มเดิมเจาะรูที่เนื้อไม้

   

   จากนั้นก็นำหญ้าใส่เข้าไปในรู ใช้กิ่งไม้แหลมที่เหลาไว้แล้วถูเสียดสีกับเนื้อไม้อย่างรุนแรง ไม่นานก็เกิดประกายไฟขึ้น

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์เห็นดังนั้นจึงรีบหยิบใบไม้ขึ้นมาพัดไฟเบาๆจนเกิดเปลวไฟ ไม่นานนักหญ้าก็ติดไฟขึ้นมา

   

   สองพี่น้องหมิงเฟิงกับหมิงจื้อมองกองไฟที่ลุกโชนด้วยสีหน้าตกตะลึง หัวใจเต็มไปด้วยความตื่นเต้น

   

   เจ้านายของเขาสามารถก่อไฟได้โดยไม่ต้องใช้ตะบันไฟหรือเชื้อไฟได้

   

   น่าทึ่งยิ่งนัก!

   

   “นายท่าน ท่านทำอย่างไรจึงก่อไฟด้วยท่อนไม้ได้” หมิงจื้อเอ่ยถามด้วยความสงสัย

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ มองพวกเขาด้วยสีหน้าฉงน “นี่มันจุดไฟด้วยไม้ไสไม้ เจ้าทั้งสองคนไม่รู้จักหรือ”

   

   พี่น้องหมิงเฟิงส่ายหน้า “นายท่าน พวกข้าไม่รู้จักจริงๆขอรับ มันทำอย่างไรหรือขอรับ นายท่านช่วยสอนพวกข้าหน่อยได้หรือไม่

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ได้แต่นิ่งเงียบไป มันไม่ใช่ทักษะที่ชาวบ้านชาวนารู้จักกันทุกคนหรือ

   

   ยิ่งเป็นนายพรานที่ล่าสัตว์อยู่บนเขายิ่งแล้วใหญ่ ทักษะเล็กๆน้อยๆอย่างการจุดไฟนี้ ยิ่งทำบ่อยก็ยิ่งชำนาญไม่ใช่เหรอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฤดูหนาวอันหนาวเหน็บ หากออกไปล่าสัตว์บนภูเขาโดยไม่มีกองไฟ พวกเขาก็คงทนอยู่บนนั้นได้ไม่นาน

   

   เพราะการเสาะหาสัตว์บนภูเขานั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย บางครั้งต้องรอคอยนานครึ่งค่อนวัน กว่าจะล่าสัตว์ได้สักตัว

   

   ยิ่งไปกว่านั้นขณะที่พวกเขากำลังวุ่นวายอยู่บนภูเขา หากต้องการกินอะไรอุ่นๆ แต่กลับไม่มีตะบันไฟหรือเชื้อไฟติดตัวมาก็คงต้องจุดไฟโดยการใช้ไม้มาขัดสีกัน

   

   พี่น้องสองคนนี้ ไม่รู้วิธีจุดไฟจริงๆหรือ

   

   อ้อ จริงสิข้าลืมไป พวกเขาเคยเป็นคุณชายจากตระกูลใหญ่โตมาก่อน ไม่รู้วิธีจุดไฟก็เป็นเรื่องปกติ

   

   “เรื่องนี้เอาไว้ข้าค่อยสอนพวกเจ้า พวกเรารีบเข้าไปดูข้างในกันเถอะ ถ้าข้างในมีทางเชื่อมไปถึงข้างบน พวกเราก็ไม่จำเป็นต้องหาทางอื่นแล้ว” ฉินเหล่าเอ้อร์พูดพลางยกคบเพลิงเดินนำเข้าไป

   

   หมิงเฟิง หมิงจื้อเตาฉินเหล่าเอ้อร์เข้าไปข้างใน



 บทที่ 330: กลางวันแสกๆ จะมีผีได้อย่างไร


   

   “คุณชายรอง ท่านได้ยินหรือไม่ ราวกับมีคนกำลังพูดอยู่ใช่ไหม” หมิงจื้อเอียงศีรษะแนบหูฟังอย่างตั้งใจ ก่อนเอ่ยถาม

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์รีบเอียงศีรษะหูฟังอย่างตั้งใจ ทว่าเขากลับไม่ได้ยินเสียงใดๆ

   

   “รู้เช่นนี้ข้าควรเรียกลิ่งหมิงลงมาเสียมาด้วย หูของเขาน่ะดีเยี่ยมที่สุด”

   

   หมิงเฟิงและหมิงจื้อต่างพยักหน้าเห็นด้วย “ถูกต้อง หูของคุณชายรองนั้นดีจริงๆ หากอยู่ในกองทัพต้องเป็นมือดีในการออกลาดตระเวนเป็นแน่"

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ยิ้มน้อยๆไม่ได้เอ่ยตอบสิ่งใด พวกเขาไม่ได้วางแผนอนาคตให้กับลูกๆว่าโตขึ้นอยากจะเป็นอะไร ปล่อยให้เป็นไปตามความต้องการของพวกเขาเอง

   

   เดินมาได้สักพักฉินเหล่าเอ้อร์ก็ได้ยินเสียงคนพูดจึงค่อยๆเอียงหู เขารู้สึกว่าเสียงนั้นดูคุ้นเคยเหลือเกิน

   

   “พวกเจ้าฟังดูสิ เสียงนั้นใช่เสียงของเอ้อร์จู้หรือไม่”

   

   หมิงเฟิงและหมิงจื้อตั้งใจฟังแล้วร้องออกมาอย่างดีใจ “ใช่แล้ว เสียงของพี่เอ้อร์จูจริงๆ”

   

   “ไป รีบไปดูกันเถอะ”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์และพวกเขาเดินไปข้างหน้า เสียงนั้นก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เพียงแต่พวกเขามาถึงสุดถ้ำแล้ว ไม่เพียงแต่ไม่มีทางออก แม้แต่เสียงก็ไม่อาจแยกแยะได้ว่าดังมาจากทิศทางใดกันแน่ ดูเหมือนจะมาจากด้านบน แต่ก็ไม่สามารถระบุตำแหน่งได้

   

   “นายท่านเสียงนี้มาจากที่ไหนกัน” หมิงเฟิงกับหมิงจื้อต่างก็คลำไปรอบๆ ไม่เพียงแต่ไม่พบช่องลมหรือแม้แต่ช่องแสงใดๆเลย

   

   “ท่านรองหัวหน้าสถานที่แห่งนี้ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก พวกเรากลับออกไปก่อนเถิด"

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์รู้สึกว่าสถานที่แห่งนี้น่าประหลาดนัก ขณะคิดจะถอยออกไปก็ได้ยินเสียงพูดคุยอีกครั้ง

   

   ครั้งนี้เป็นเสียงของฉินเหล่าซาน!

   

   “เหล่าซาน เจ้าอยู่ที่ใด” ฉินเหล่าเอ้อร์ตะโกนเสียงดังขึ้นมาทันที

   

   ……

   

   ด้านบนหน้าผาฉินเหล่าซาน พวกเขาพูดคุยกันระหว่างถนัด ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงของฉินเหล่าเอ้อร์

   

   เขานิ่งไปครู่หนึ่งคิดว่าตนเองหูฝาดไปจึงรีบถามคนที่อยู่ข้างๆว่า “นายท่าน พวกท่านได้ยินเสียงอะไรหรือไม่”

   

   เอ้อร์จู้และพวกพยักหน้า “ได้ยินเสียงของอาจารย์ฉิน”

   

   พวกเขาไม่นึกใส่ใจ พวกเขาได้ยินเสียงอาจารย์ฉินเมื่อสักครู่ ดูเหมือนจะเรียกพวกเขาอยู่ข้างล่าง

   

   ฉินเหล่าซานร้อนใจ “พวกเจ้าได้ยินเสียงที่นี่ ไม่รู้สึกแปลกหรือ”

   

   “เมื่อครู่พี่รองลงหน้าผาไปแล้วนะ”

   

   คราวนี้พวกเขาก็หายสงสัย พอได้ยินคำพูดของฉินเหล่าซานก็รู้สึกเย็นยะเยือกไปถึงกระดูกสันหลัง

   

   “เหล่าซานหรือว่าจะเป็นผี” เอ้อร์จู้พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเทา

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์มองดวงอาทิตย์ที่แขวนสูงอยู่บนท้องฟ้า “กลางวันแสกๆ จะมีผีได้อย่างไร”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์รออยู่นานก็ไม่ได้ยินเสียงตอบกลับจากด้านล่างภูเขา จึงตะโกนออกไปอีกครั้งอย่างไม่ละความพยายาม

   

   ฉินเหล่าซานได้ยินเสียงจึงรีบตอบกลับเสียงดัง “พี่รอง ข้าอยู่ที่นี่ ท่านอยู่ที่ไหน”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ได้ยินเสียงก็ตื่นเต้นทันที พากันตะโกนเสียงดัง "พวกข้าอยู่ในถ้ำ พวกเจ้าอยู่ที่ไหน”

   

   ฉินเหล่าซานก็ตะโกนตอบกลับเสียงดัง “พวกเราก็อยู่ที่ขอบหน้าผา ไม่ได้ไปไหน!”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ได้ยินคำพูดของฉินเหล่าซานก็ยืนนิ่งอยู่กับที่ ถ้าหากฉินเหล่าซานพูดความจริง แล้วพวกเขากำลังอยู่ที่ไหนกัน

   

   การได้ยินเสียงยืนยันได้ว่าอยู่ไม่ไกลจากพวกเขา

   

   พี่น้องตระกูลหมิงต่างก็ครุ่นคิด

   

   ทันใดนั้นหมิงเฟิงก็นึกขึ้นได้ว่าตอนที่พวกเขาเข้ามาในถ้ำ ดูเหมือนว่าจะเดินขึ้นไปข้างบนตลอดเวลา

   

   “นายท่าน ท่านยังจำได้หรือไม่ตอนที่พวกเราก้าวเข้ามา ในถ้ำหนทางล้วนทอดขึ้นเบื้องบน เส้นทางในถ้ำนี้ล้วนเป็นทางลาดขึ้นทั้งสิ้น"

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์เพียงครุ่นคิดตาม ดูเหมือนว่าจะเป็นอย่างนั้นจริง ฉินเหล่าเอ้อร์ก้าวไปข้างหน้าสองก้าวแฃ้งก้มลงหยิบก้อนหินขึ้นมา ก่อนจะโยนไปตามเส้นทางที่พวกเขาก้าวเข้ามา

   

   แน่นอนว่าก้อนหินกลิ้งออกไปอย่างรวดเร็วมุ่งตรงไปยังปากถ้ำไม่หยุดพัก ฉินเหล่าเอ้อร์มองตามก้อนหินที่กลิ้งออกไปไกล บังเกิดความคิดอันน่าหวาดหวั่นขึ้นในใจ

   

   “หมิงเฟิงเจ้าว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ว่า พวกมันอยู่เหนือหัวพวกเรา”

   

   หมิงเฟิงเองก็รู้สึกว่ามีเหตุผลจึงตะโกนเสียงดังว่า “นายท่านสาม ท่านให้ชาวบ้านออกห่างจากขอบหน้าผาเสียก่อน”

   

   ฉินเหล่าซานได้ยินคำพูดของหมิงเฟิง ถึงแม้จะไม่รู้ว่าเขาต้องการจะทำอะไรก็ยังคงทำตามที่หมิงเฟิงพูด สั่งให้ชาวบ้านถอยออกจากขอบหน้าผา

   

   “พี่รองพวกข้าถอยออกมาแล้ว รอพวกท่านบอกค่อยลงมือ”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ได้ยินคำพูดของฉินเหล่าซานแล้วพวกเขาก็เริ่มนับเลขในใจถึงสิบ

   

   สิบจำนวนหลังฉินเหล่าเอ้อร์ ถอยไปยืนที่มุมถ้ำโดยดุษฎี

   

   หมิงเฟิงสูดลมหายใจลึกสุดกำลังทั้งหมดปราณภายในร่างกายไหลเวียน จากนั้นจึงตีฝ่ามือลงบนเพดานถ้ำอย่างแรง

   

   เสียงดังสนั่นหวั่นไหว ผนังหินเหนือศีรษะแตกเป็นรู แสงอาทิตย์ส่องลงมาจากด้านบน

   

   “เหล่าซาน พวกเจ้าอยู่หรือไม่”

   

   ฉินเหล่าซานได้ยินเสียงตะโกนจึงรีบวิ่งเข้ามา มองฉินเหล่าเอ้อร์ผ่านรอยแตกบนเพดานถ้ำ

   

   “พี่รอง ข้าเห็นท่านแล้ว!” ฉินเหล่าซานตะโกนขึ้นอย่างตื่นเต้น

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ที่อยู่ในถ้ำก็เห็นฉินเหล่าซาน ตอนนี้พวกเขาก็รู้สึกตื่นเต้นไม่แพ้กัน

   

   ในที่สุดบ่อน้ำพุร้อนหายากแห่งนี้ก็ไม่ต้องถูกฝังอยู่ใต้หน้าผาอีกต่อไป

   

   “พี่รองรีบกลับมาเถิด พวกข้าจะเริ่มสกัดหินเปิดทางจากข้างบนแล้ว”

   

   เมื่อฉินเหล่าเอ้อร์และหมิงเฟิงได้ยินดังนั้นก็รีบถอยหาก

   

   ฉินเหล่าซานเห็นฉินเหล่าเอ้อร์ออกไปแล้วก็ตะโกนด้วยความตื่นเต้นว่า “พวกเจ้าเตรียมอุปกรณ์ ลงมือกันเถอะ!”

   

   คนอื่นๆ ต่างหยิบจอบและเสียมที่พวกเขานำมาทุบหินอย่างแรง

   

   ส่วนคนที่ไม่มีเครื่องมือก็รีบวิ่งกลับไปที่หมู่บ้านเพื่อหยิบของ

   

   ฉินฟู่หลินกลัวว่าพวกเขาจะปากโป้งเรื่องบ่อน้ำพุร้อน จึงรีบตะโกนว่า “กลับไปก็หุบปากให้สนิท อย่าพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด!”

   

   เด็กหนุ่มหลายคนที่วิ่งกลับไปก็โบกมือไปพลางวิ่งไปพลาง เป็นการแสดงให้เห็นว่าพวกเขาเข้าใจแล้ว

   

   ฝั่งนี้หลังจากที่พวกฉินเหล่าเอ้อร์ออกมาแล้ว พวกเขาก็ไม่ได้ออกจากถ้ำไป แต่กลับมุ่งหน้าไปยังถ้ำอีกแห่งหนึ่ง

   

   ถูกต้องถ้ำแห่งนี้มีทางแยกสองทาง พวกเขาเลือกเดินขึ้นไปตามทางใดทางหนึ่งและบังเอิญไปเจอทางที่ถูกต้องเข้า ตอนนี้พวกเขากำลังจะไปสำรวจถ้ำอีกแห่งหนึ่งเพื่อดูว่ามีอะไรอยู่ในนั้น

   

   “นายท่านเมื่อเทียบกับถ้ำก่อนหน้านี้แล้ว ถ้ำนี้ดูแปลกประหลาดกว่าและยิ่งเดินเข้าไปข้างในถ้ำยิ่งกว้างขึ้นเรื่อยๆเล่าขอรับ”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์เองก็สังเกตเห็นปัญหานี้เช่นกัน แต่ในเมื่อเดินมาถึงครึ่งทางแล้ว เขาจะถอยกลับได้อย่างไรกัน

   

   หมู่บ้านตระกูลฉินไม่มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับสิ่งลึกลับออกมาทำร้ายผู้คน เขาจึงคิดว่าไม่มีอันตรายใดๆ ฉินเหล่าเอ้อร์ปลอบใจตัวเอง

   

   พูดตามตรงในใจเขาก็ไม่มั่นใจนัก แต่ในใจกลับมีเสียงหนึ่งบอกเขาเสมอว่าต้องเดินหน้าต่อไป ไม่เช่นนั้นจะพลาดสิ่งดีๆไปมาก

   

   “หมิงเฟิง หมิงจื้อ พวกเจ้าสองคนหยิบอาวุธป้องกันตัวให้ดี เมื่อครู่ข้ารู้สึกว่ามีลมพัดผ่านใบหน้า

   

   หมิงเฟิง หมิงจื้อ แววตาแข็งกร้าวขึ้น ก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าวข้างหลังหนึ่งก้าว ปกป้องฉินเหล่าเอ้อร์ไว้ตรงกลาง

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์เห็นการกระทำของพวกเขาก็รู้สึกอบอุ่นหัวใจอย่างยิ่ง ถึงแม้พวกเขาจะเป็นเพียงนายบ่าว แต่ตระกูลฉินก็ไม่เคยปฏิบัติต่อพวกเขาทั้งห้าพี่น้องเหมือนคนรับใช้

   

   พวกเขาเดินไปประมาณครึ่งก้านธูป ทิวทัศน์เบื้องหน้าก็พลันเปิดโล่ง



จบตอน

Comments