บทที่ 331: ต้องตีกันเป็นแน่
“นายท่านมันคือหินอะไรหรือขอรับ เหตุใดถึงได้สวยงามเช่นนี้” หมิงเฟิงมองหินที่ห้อยอยู่บนขอบหน้าผาด้วยความตื่นตะลึง เขาอยากเดินเข้าไปสัมผัสดู แต่ก็กลัวว่าหินจะหล่นลงมา
ฉินเหล่าเอ้อร์มองหินที่มีสีสันและรูปทรงแตกต่างกันไปแล้วกล่าวว่า “ข้าเคยอ่านเจอในบันทึกการเดินทางมาก่อน”
“หินในถ้ำมีที่มีรูปร่างและสีสันแตกต่างกัน ห้อยอยู่แน่นหนา บางครั้งดูคล้ายผีเสื้อกลางคืน บางครั้งดูคล้ายสัตว์วิเศษ ข้าคิดว่าหินที่กล่าวถึงในบันทึกการเดินทางคงจะเป็นหินประเภทนี้กระมัง?”
หมิงเฟิงรวบรวมความกล้าเดินเข้าไปลูบหินเบาๆ
“ข้าไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าในถ้ำที่ดูไม่น่าสนใจนี้ จะมีความงามเช่นนี้ซ่อนอยู่ พวกเรามาไม่เสียเที่ยวจริงๆ”
ฉินเหล่าเอ้อร์เดินสำรวจรอบถ้ำและพบว่าที่นี่กว้างใหญ่มาก และมีถ้ำเล็กๆอีกถ้ำหนึ่งอยู่ด้านนอก
เมื่อเห็นเช่นนี้ในใจของเขาก็เริ่มมีแผนการเกิดขึ้น ก่อนหน้านี้พวกเขาได้ยินเล่อเหนียงพูดเรื่องการเปิดกิจการท่องเที่ยวเชิงเกษตร แต่พวกเขาไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดของเล่อเหนียงมากนัก
ในความเข้าใจของพวกเขา ท่องเที่ยวเชิงเกษตรก็คือชาวบ้านในหมู่บ้านที่คิดว่าตัวเองทำอาหารเก่งและภายในบ้านมีห้องว่างสองสามห้อง จึงคิดจะให้เช่าห้องที่เหลือแก่แขกที่มาท่องเที่ยวเชิงเกษตร พร้อมทำอาหารให้และสร้างความบันเทิง นั่นคือสิ่งที่พวกเขาเข้าใจ แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้ การท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่เล่อเหนียงพูดถึง อาจจะแตกต่างจากความเข้าใจของพวกเขา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้ยังพบบ่อน้ำพุร้อนอีกด้วย
“หมิงเฟิง พวกเราออกไปก่อนเถอะ เดี๋ยวเหล่าซานและคนอื่นๆจะทุบหินลงมาแล้ว”
หมิงเฟิงพยักหน้า “ขอรับ”
เมื่อพวกเขาออกมาพอดีเห็นหลี่อัน แอบซ่อนบางสิ่งเข้าไปในอกอย่างลับๆล่อๆ
“หมอหลี่ขุดพบของดีอะไรอีกแล้วหรือ”
หลี่อันกระแอมเบาๆ "ที่ไหนกันจะขุดพบของดีอะไร เมื่อครู่ข้าเห็นต้นสมุนไพรต้นหนึ่งเติบโตงดงามมาก ข้าคิดว่าผลใต้ดินน่าจะโตแล้ว แต่พอขุดลงไปกลับพบว่าว่างเปล่า”
ฉินเหล่าเอ้อร์ตอบรับเบาๆโดยไม่ได้สักอะไรต่อ
ไม่ว่าเขาจะขุดพบสมุนไพรอะไร สุดท้ายก็ต้องใช้กับพวกเขาอยู่ดี
“เหล่าเอ้อร์เจ้ากลับมาจากที่ใดหรือ”
ฉินเหล่าเอ้อร์ชี้ไปที่ถ้ำบนภูเขาด้านบนพลางพูดอย่างตื่นเต้นว่า “หมอหลี่ถ้ำด้านบนนั้นสามารถเชื่อมตรงไปยังหน้าผาด้านบนได้”
หลี่อันได้ยินดังนั้นก็รู้สึกประหลาดใจมาก “ด้านบนมีปากถ้ำจริงๆหรือ สามารถขึ้นไปได้โดยตรงเลยหรื”
ฉินเหล่าเอ้อร์พยักหน้า “ก็ไม่ถึงกับมีปากถ้ำที่สามารถขึ้นไปได้หรอกขอรับ แต่สามารถเจาะทะลุขึ้นไปถึงหน้าผาด้านบนได้โดยตรง”
“พวกเหล่าซานเริ่มขุดเจาะถ้ำแล้วขอรับ เชื่อว่าอีกไม่นานก็จะสามารถขึ้นไปจากในถ้ำได้โดยตรง” แต่เดิมหลี่อันตั้งใจว่าจะขุดโสม สองต้นนี้เสร็จแล้วก็คิดจะกลับขึ้นไปบนหน้าผา แต่ตอนนี้ได้ยินว่ามีถ้ำที่สามารถเชื่อมตรงไปด้านบนได้ จึงไม่รีบร้อนอีกต่อไป
“ไหนๆก็มาถึงแล้ว ขอเดินสำรวจดูหน่อยว่ามีสมุนไพรล้ำค่าอะไรบ้าง หากเจอก็ขุดออกมาอย่าให้สมุนไพรเสียหายล่ะ"
หลี่อันหยุดชั่วครู่แล้วพูดต่อว่า "สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องดูว่าบ่อน้ำพุร้อนนี้ใหญ่แค่ไหน"
“ถ้าจัดการบ่อน้ำพุร้อนนี้ได้ดี เงินทองก็จะไหลเข้ากระเป๋าเป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียว”
ฉินเหล่าเอ้อร์และคนอื่นๆ แต่เดิมก็ตั้งใจจะเดินดูรอบๆอยู่แล้วตอนนี้ได้ยินหลี่อันพูดเช่นนี้ พวกเขาจึงหมุนตัวแล้วเริ่มสำรวจรอบๆ ทันทีหลี่อันหันหลังเดินไปในทิศทางตรงกันข้ามกับพวกเขา
…...…
บริเวณหน้าผาเอ้อร์จู้กำลังยกค้อนเหล็กทุบก้อนหิน
ค้อนเหล็กอันนี้เป็นสมบัติล้ำค่าของทั้งหมู่บ้านตระกูลฉิน คราวนี้ถ้าไม่ใช่เพื่อเปิดถ้ำ พวกเขาคงไม่ยอมเอามาใช้
ตอนแรกที่ฉินฟู่หลินเห็นค้อนเหล็กอันนั้นก็โกรธจนเกือบจะถอดรองเท้าฟาดหัวเอ้อร์จู้เสียให้เข็ด แต่พอนึกถึงน้ำพุร้อนก็ใจเย็นลง
หงอวี่และเล่อเหนียงกำลังแทะผิงกั่วอยู่ไม่ไกลพลางมองดูลุงสามของนางทุบทำปากถ้ำ
“ไม่รู้ว่าต้องทุบไปอีกนานแค่ไหน” หงอวี่มองด้วยสีหน้าเป็นกังวล
เล่อเหนียงมองดูพวกเขาแต่ละคนที่มีสีหน้าฮึกเหิม กระตือรือร้นเต็มที่ก็ไม่รู้จะพูดอะไรดีนางเข้าใจได้ว่าทำไมพวกเขาถึงตื่นเต้นมากขนาดนี้ เพราะนั้นคือบ่อน้ำพุ หากมีคนพบบ่อน้ำพุร้อน พวกเขาก็สามารถใช้บ่อบ่อน้ำพุร้อนเป็นศูนย์กลางในการเริ่มต้นกิจการต่างๆได้
มันเหมือนกับในยุคปัจจุบัน ที่นักพัฒนาที่ดินมาซื้อที่เพื่อทำการพัฒน
การพัฒนาหมายถึงมีเงิน
ตอนนี้ในสายตาของพวกเขา หากมีคนพบบ่อบ่อน้ำพุร้อน พวกเขาก็ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินทองอีกต่อไป
“พี่เจ็ดในสายตาของพวกเขา สิ่งที่พวกเขากำลังขุดไม่ใช่หน้าผา แต่เป็นการขุดเงินทองต่างหาก”
หงอวี่แน่นอนว่าเข้าใจเหตุผลนี้ดี เขาอยู่ในหมู่บ้านตระกูลฉินมานานแล้ว ย่อมรู้ชัดว่าชีวิตความเป็นอยู่ในหมู่บ้านตระกูลฉินเป็นอย่างไร
ในหมู่บ้านตระกูลฉินนอกจากบ้านของพวกเขาและบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านแล้ว ชาวบ้านที่เหลือจะต้องกินอยู่อย่างประหยัด
พวกเขากลัวความยากจนเหลือเกิน ดังนั้นจึงคว้าทุกโอกาสที่มีเพื่อปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของตนเอง
“น้องสาว เจ้ามีวิธีใดที่จะช่วยพวกเขาเปิดถ้ำเขานี้ได้อย่างรวดเร็วหรือไม่”
เล่อเหนียงส่ายหน้า นางมีของที่สามารถเปิดถ้ำเขาได้ในชั่วพริบตาอยู่ในพื้นที่มิติของนางอย่างแน่นอน วัตถุระเบิดนางมีมากมาย แต่สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ไม่อาจนำออกมาได้เด็ดขาด
เธอไม่ได้อยากให้ชีวิตจบลงตอนนี้
หากนำของเล่นนั่นออกมาชีวิตนางก็คงจะอยู่ห่างจากความตายไม่ไกล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนนี้ที่ชายแดนยังคงต้องทำสงครามอย่างยากลำบาก และในวังหลวงยังมีปีศาจร้อยคอยจ้องมองอย่างหิวกระหาย หากสิ่งนี้ของนางโผล่ออกมาแม้เพียงเล็กน้อย หมู่บ้านตระกูลฉินจะต้องพินาศอย่างแน่นอน
หงอวี่รู้สึกเสียใจทันทีที่ถามจบเหตุใดเมื่อครู่ข้าจึงลืมคำพูดของย่าไปเสียได้
ความสามารถเหล่านี้ของน้องสาวเป็นสิ่งที่ไม่อาจให้ผู้อื่นเห็นได้เด็ดขาด
ทางด้านนี้ฉินเหล่าซานเหนื่อยล้าจากการทุบหินจึงเดินมานั่งข้างเล่อเหนียงพลางหอบหายใจแรง เล่อเหนียงยื่นแขนเสื้อออกมาจากพื้นที่มิติเพื่อตักน้ำศักดิ์สิทธิ์หนึ่งถ้วยให้ฉินเหล่าซาน
ฉินเหล่าซานยกมือขึ้นลูบศีรษะเล็กๆของเล่อเหนียง จากนั้นก็ดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ให้หมดภายในอึกเดียว
เมื่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ไหลลงสู่ท้อง ฉินเหล่าซานก็รู้เหมือนกลับมามีพลัง แล้วลุกขึ้นเตรียมตัวไปทุบถ้ำอีกครั้ง
หงอวี่รีบคว้าตัวเขาไว้ “ลุงสาม พักสักหน่อยเถอะ อย่าทำให้มือบาดเจ็บนะขอรับ”
“หากท่านทำให้มือบาดเจ็บ ท่านก็จะทำขนมหวานไม่ได้ ถ้าไม่ได้กินขนมหวานท่านป้าสะใภ้สามจะโกรธเอานะขอรับ” แน่นอนว่าฉินเหล่าซานได้ยินความหมายแฝงในคำพูดของหงอวี่ เขาจึงยกมือขึ้นดึงแก้มเล็กๆของหงอวี่เบาๆ
“วางใจเถิด ข้ามีขอบเขตของตนเอง ก่อนอื่นข้าจะเจาะรูเล็กๆออกมาก่อน ให้ลุงรองของเจ้าออกมาก่อน ส่วนที่เหลือพวกเรากลับไปปรึกษากันอีกทีดีหรือไม่”
หงอวี่พยักหน้าแล้วปล่อยมือ
“พี่เจ็ดกับลุวสามกำลังพูดปริศนาอะไรกันหรือ” เล่อเหนียงกะพริบตาโตถาม
หงอวี่ถอนหายใจแล้วชี้ไปทางหน้าผา “ข้าเพิ่งมองดูเมื่อครู่ ดูเหมือนจะเป็นยอดเขาของหมู่บ้านต้าหลิว แปดส่วนในสิบบ่อน้ำพุร้อนก็คงมีส่วนของพวกเขาด้วย มีวิธีไหนที่จะซื้อยอดเขาฝั่งนั้นได้บ้างหรือไม่ ไม่เช่นนั้นต่อไปภายหน้าคงมีแต่การตีกันเป็นแน่!”
บทที่ 332: พวกเขาไม่ใช่คนโง่
ไม่นาน พวกเขาก็เจาะถ้ำจนสามารถให้ผู้ใหญ่คนหนึ่งผ่านเข้าออกได้ ฉินเหล่าซานดึงฉินเหล่าเอ้อร์และคนอื่นๆขึ้นมา
“ตอนนี้ดึกมากแล้ว พวกเรากลับกันก่อนเถอะ พวกเจ้ากลับไปแล้วต้องปิดปากให้แน่น เรื่องที่พบบ่อน้ำพุร้อนที่นี่ห้ามเปิดเผยออกไปเด็ดขาด รวมถึงภรรยาของพวกเจ้าด้วย”
ฉินฟู่หลินพูดเสียงดุดัน “หากพวกเจ้าคนไหนนอนกัดฟันหรือละเมอ ให้รู้จักหาผ้ามาผูกปากตัวเองไว้”
“หัวหน้าหมู่บ้าน พวกข้ารู้แล้ว”
ผู้คนอื่นๆย่อมรู้ถึงข้อดีข้อเสียในเรื่องนี้ ต่างเริ่มเอ่ยปากตอบรับกันอย่างพร้อมเพรียงพวกเขาไม่ใช่คนโง่ บ่อน้ำพุร้อนนี้เป็นของหายาก หากมีสิ่งนี้อยู่ พวกเขาจะกังวลอะไรว่าจะไม่มีเงิน
คืนนี้ผู้ชายในหมู่บ้านที่รู้เรื่องนี้แทบทุกคนใช้ผ้ามัดปากตัวเองเข้านอน ทำให้ภรรยาของพวกเขาตื่นขึ้นมาหลายครั้งในยามดึก เพราะกลัวว่าสามีของตนจะใช้ถูกรัดคอตาย
ขณะนี้พวกเขาต่างรวมตัวกันอยู่ที่หน้าประตูใหญ่ของตระกูลฉินเพื่อดูความวุ่นวาย
โดยมีแม่เฒ่าฉินเป็นผู้นำ สวี่ซิ่วอิงและสือไห่ถังเป็นผู้ช่วย พวกนางยืนถือไม้หวานอยู่ในลานบ้านมองดูหงอวี่ที่กำลังยืนย่อตัว
การยืนย่อตัวนั้นยังพอไหว แต่บนหัวยังต้องวางหนังสือเล่มหนาอีกเล่มหนึ่ง หากหนังสือเล่มนี้ตกลงมา ไม้เรียวในมือของพวกเขาก็จะฟาดลงมาทันที
“ท่านย่าข้ารู้ตัวแล้วว่าทำผิด ครั้งหน้าจะไม่ทำอีกอล้วขอรับ” หงอวี่มองท่านผู้เป็นย่าด้วยสายตาน่าสงสาร แต่น่าเสียดายที่แม่เฒ่าฉินมีจิตใจแข็งดุจหินผา เมื่อเผชิญหน้ากับสีหน้าน่าสงสารของหงอวี่ นางก็ทำเป็นเหมือนไม่เห็น
นางเห็นชัดเจนว่าเล่อเหนียงกับเสี่ยวชีเข้าไปในพื้นที่มิติ แต่นางเพียงแค่หลับตาริ้มไปครู่หนึ่ง พอลุกขึ้นมาเทน้ำดื่มก็ได้ยินว่าเสี่ยวชีตกหน้าผาไปเสียแล้ว
นางรีบไปตามฉินเหล่าเอ้อร์และคนอื่นๆ แต่กลับได้รู้ว่าฉินเหล่าเอ้อร์นำของบางอย่างขึ้นภูเขาเพื่อช่วยคนไปแล้ว
นางตกใจจนวิญญาณแทบหลุดลอย ตัวสั่นงั่นงกเดินจ้ำอ้าวไปทางภูเขาหลังหมู่บ้าน แต่ผลก็คือเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ได้ยินเสียงเอ้อร์จู้บอกว่าพบตัวคนแล้วไม่ได้ตกลงไปในหน้าผา!
แม่เฒ่าฉินรู้สึกโล่งอกในที่สุด นางจับตัวเอ้อร์จู้เอาไว้แน่นและซักถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด และนางก็ได้รู้ว่าเสี่ยวชีแอบวิ่งกลับมาตอนที่หลี่อันไม่ทันระวังตัว จากนั้นเล่อเหนียงก็ลากตัวเขาเข้าไปซ่อนในพื้นที่มิติ เป็นเหตุผลที่หลี่อันหาตัวเขาไม่พบ
เมื่อเล่อเหนียงเห็นผู้เป็นย่าไม่สนใจตนเอง ตอนนี้พลันรู้สึกร้อนใจขึ้นมาจริงๆ
เขาไม่ได้ตั้งใจวิ่งหนีเสียหน่อย
เล่อเหนียงมองเจ็ดถูกลงโทษก็รู้สึกไม่สบายใจ ถึงอย่างไรพี่เจ็ดก็วิ่งกลับมาเพื่อเอาจิ้งจอกให้นาง
“ท่านย่า…”
“เด็กดี เจ้าอย่าเพิ่งพูดอะไร ห้ามขอร้องแทนเขา!”แม่เฒ่าฉินตัดบทเล่อเหนียงทันที
หากให้เด็กหญิงคนนี้ได้เอ่ยปาก การลงโทษของนางวันนี้คงไม่สำเร็จ
เล่อเหนียงไม่พอใจที่ถูกขัดจังหวะก็วิ่งปรู๊ดปร๊าดเข้าไปหาหงอวี่ ยืนท่าม้าเลียนแบบท่าทางของพี่เจ็ด แล้ววางสุนัขจิ้งจอกน้อยไว้บนศีรษะ
แม่เฒ่าฉินรู้สึกเอ็นดูเล่อเหนียงจนใบหน้าแดงก่ำ นางรีบอุ้มเล่อเหนียงขึ้นมาแล้วหอมแก้มนางอย่างแรงสองที
“หลานรักของย่า เจ้าช่างน่ารักเหลือเกิน”
เล่อเหนียงชี้นิ้วไปที่พี่เจ็ด พลางใช้สายตาออดอ้อนมองผู้เป็นย่า แม่เฒ่าฉินทนสายตาแบบนั้นของนางไม่ไหว จึงโบกมือให้เสี่ยวชีลุกขึ้น
“ระวังไว้ ครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย หากเจ้ากล้าทำแบบนี้อีก ข้าจะลงโทษให้เจ้าคุกเข่าในศาลบรรพชนตระกูลฉินหนึ่งวันหนึ่งคืน”
“ขอรับย่า ข้าเข้าใจแล้ว” หงอวี่ตอบพลางนวดขาที่ชาไปด้วย
“เอาเถอะ เอาเถอะ พวกเขาจะไปเล่นที่ไหนก็ไป แต่อย่าออกไปนอกประตูเชียวนะ อีกเดี๋ยวก็จะได้เวลากินข้าวแล้ว"
แม่เฒ่าฉินปล่อยเล่อเหนียงลง แล้วก้าวเท้าไปยังห้องครัวเพื่อช่วยหลิวซิ่วเถาทำงาน
“น้องสาวคนนี้ช่างน่ารักเหลือเกิน”
เมื่อเห็นแม่เฒ่าฉินเดินจากไป พวกเสี่ยวอู่ก็เข้ามารุมล้อมน้องสาว พวกเขามองดูลูกสุนัขจิ้งจอกในอ้อมแขนของนางด้วยความสนใจใคร่รู้
“พี่ห้ามันไม่ใช่ลูกสุนัขนะ แต่เป็นลูกจิ้งจอกต่างหาก” เล่อเหนียงพูดเจื้อยแจ้วอ่อนหวาน
“เป็นของขวัญจากพี่เจ็ดที่มอบให้ข้าเอง”
เมื่อได้ยินคำพูดของเล่อเหนียง เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่ว และคนอื่นๆต่างรู้สึกเสียดายอย่างยิ่ง
หากรู้แต่แรกพวกเขาก็คงไปตามหาจิ้งจอกเช่นกัน แต่กลับปล่อยให้เสี่ยวชีได้รับความสนใจไปเสียหมด
เสี่ยวชีนั่งลงใต้ชายคาพลางนวดขาที่ชาไปพลางมองดูเล่อเหนียง
เมื่อเห็นสีหน้าอิจฉาของเสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่ว และคนอื่นๆ เขารู้สึกภาคภูมิใจในใจอย่างยิ่ง
“น้องสาว สุนัขจิ้งจอกน้อยมีชื่อหรือไม่" ลิ่งเหวินถามพลางลูบขนสุนัขจิ้งจอกน้อย
“แน่นอนว่ามีชื่อสิ มันชื่อสุนัขจิ้งจอกน้อยเจ้าค่ะ”
ลิ่งเหวินร้องตอบรับหนึ่งเสียงเบาๆ มันก็แค่สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่ง เรียกว่าสุนัขจิ้งจอกน้อยก็ไม่ผิดอะไร
“แล้วมันกินอะไรล่ะ มันกินข้าวเหมือนพวกเราหรือไม่”
คราวนี้เป็นเสี่ยวลิ่วที่ถาม “ข้าไม่รู้เลย”
เล่อเหนียงไม่เคยคิดมาก่อนว่าสุนัขจิ้งจอกน้อยกินอะไร นางเพิ่งให้นมแพะไปเมื่อครู่นี้ ดังนั้นนางจึงมองไปที่พี่ชายคนที่เจ็ดของนาง
“พี่เจ็ดสุนัขจิ้งจอกน้อยกินอะไรหรือ”
“เอ่อ... กินเนื้อ”
เสี่ยวอู่และเสี่ยวลิ่วได้ยินดังนั้นจึงแค่นเสียงออกมา พวกเขาคิดว่าเสี่ยวชีจะรู้ แต่คำพูดนี้ต่างอะไรกับการบอกว่าไม่รู้ ในเวลานี้อาหารเย็นก็เตรียมเสร็จแล้ว แม่เฒ่าฉินและหลิวซิ่วเถาถือจานอาหารไปส่งที่บ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อ พร้อมกับเรียกฉินเหล่าซานที่กำลังทำขนมหวานอยู่ที่นั่นให้กลับมากินข้าว
อาหารวันนี้เรียบง่ายมาก ทั้งหมดเป็นอาหารที่เหลือจากการกินฉลองปีใหม่ พวกเขานำอาหารเหล่านั้นทั้งหมดมาเทรวมกันในหม้อเดียว เติมน้ำแล้วอุ่นให้ร้อน นึ่งซาลาเปาขนาดใหญ่สองถาดให้ร้อน แล้วผัดผักอีกหนึ่งจานก็เสร็จสมบูรณ์แล้ว
แน่นอนว่าอาหารของบ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อ มีน้ำแกงเนื้อตุ๋นเพิ่มมาอีกอย่างหนึ่ง
นี่เป็นอาหารที่ต้องมีทุกวัน บางครั้งเป็นน้ำแกงกระดูก บางครั้งเป็นอเป็ดหรือน้ำแกงไก่ ตุ๋นด้วยยาที่หลี่อันจัดไว้ให้ ที่นี่มียาที่จัดเตรียมไว้เป็นพิเศษสำหรับพวกเขา เพื่อใช้ในการปรับสมดุลและปรับปรุงสุขภาพของพวกเขา
ตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้าก็เริ่มเคี่ยวด้วยไฟอ่อน เคี่ยวไปเรื่อยๆ จนถึงเวลาอาหารเย็นพวกเขาดื่มน้ำแกงอุ่นๆหนึ่งชามก่อนนอน แล้วก็สามารถหลับได้จนถึงรุ่งเช้า
"พี่ชุนหลาน ท่านคิดอย่างไรกับบ่อน้ำพุร้อนที่หลังเขานั่น?"
หลังจากรับประทานอาหารเสร็จฉินฟู่หลินพร้อมด้วยพวกผู้อาวุโสสามก็เดินมาถึง
พวกเขาได้ถกเถียงกันเรื่องบ่อน้ำพุร้อนนั้นแล้ว แต่ก็ไม่สามารถหาข้อสรุปได้ จึงตัดสินใจมาที่ตระกูลฉินเพื่อถามความคิดเห็นของพวกเขา
ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ตระกูลฉินได้กลายเป็นผู้มีอิทธิพลสูงสุดในหมู่บ้านตระกูลฉินโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น ผู้คนก็มักจะมาขอคำปรึกษาจากพวกเขาเป็นประจำ
แม่เฒ่าฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยบางอย่างที่ตรงกับหงอวี่ออกมา
“ต้องหาวิธีซื้อยอดเขาของหมู่บ้านต้าหลิวมาให้ได้”
เมื่อพูดถึงหมู่บ้านต้าหลิว ฉินเหล่าเอ้อร์และคนอื่นๆ ก็เล่าสถานการณ์ที่พวกเขาไปตรวจสอบในตอนบ่ายให้ฟัง
“บ่อน้ำพุร้อนนั้นหากมองจากภายนอกเหมือนจะมีขนาดเล็ก แต่วันนี้ข้ากับเจ้าหมิงเฟิงได้เดินลึกเข้าไปอีกหน่อยพบว่าบ่อน้ำพุร้อนนี้จริงๆแล้วใหญ่มาก เมื่อข้ามผ่านหน้าผาหินไป ด้านหลังยังมีบ่อน้ำพุร้อนอีกแห่งหนึ่ง”
“แต่ท่านแม่พูดถูก หากต้องการให้บ่อน้ำพุร้อนทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้การดูและตระกูลฉิน จำเป็นต้องซื้อยอดเขาของต้าหลิวมาให้ได้ เพราะบ่อน้ำพุร้อนอีกด้านหนึ่งนั้นอยู่ในเขตแดนของหมู่บ้านต้าหลิวพอดี”
ฉินฟู่หลินและคนอื่นๆ ต่างพากันนิ่งเงียบ การซื้อยอดเขามาทั้งลูกนั้นไม่ง่ายเลยตอนนี้ตระกูลฉินก็คงไม่มีเงินพอที่จะซื้อภูเขาได้ เพราะก่อนหน้านี้พวกเขาซื้อภูเขาในหมู่บ้านต้าไฮว่มาแล้วยังติดหนี้อยู่เลย
บทที่ 333: เล่อเหนียงกับเสี่ยวอวี่
“ซื้อเขาหนึ่งลูกต้องใช้เงินเท่าไหร่หรือ” ฉินไห่เยี่ยนที่เงียบมาตลอดถามขึ้นอย่างกะทันหัน
ฉินฟู่หลินมองเขาอย่างประหลาดใจ “ราคาของเขาแต่ละลูกไม่เท่านกัน อย่างเช่นเขาของหมู่บ้านต้าไฮว่ล้วนเป็นทรายสีเหลือง ปลูกไม้ผลไม่ได้ก็จะถูกกว่ามาก”
“แต่ภูเขาของหมู่บ้านต้าหลิวนั้นไม่เหมือนกัน เพราะผลไม้ที่ปลูกที่นี่ขึ้นชื่อว่าหวานมาก ดังนั้นราคาของมันอาจจะสูงมากและพวกเขาคงไม่อยากขาย เพราะถึงอย่างไรก็เป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษ
“หากไม่อยากขาย ท่านก็หาทางทำให้พวกเขายอมขายให้ได้” ฉินไห่เยี่ยนเอ่ยอย่างจริงจัง “ตอนนี้มีมีคนไม่กี่คนในหมู่บ้านที่รู้เรื่องบ่อน้ำพุร้อน หากคนจากหมู่บ้านต้าหลิวรู้เข้า พวกเขาคงไม่ยอมง่ายๆแน่”
“ในหมู่บ้านของพวกเราก็มีคนที่แต่งงานมาจากหมู่บ้านต้าหลิว เรื่องนี้ไม่อาจรอช้าได้ เราต้องหาทางเอาภูเขาทางฝั่งนั้นมาให้ได้โดยเร็วที่สุด”
“ไม่ว่าจะใช้เงินหรือใช้กำลังก็ตาม!”
ฉินฟู่หลินจะไม่เข้าใจเหตุผลนี้ได้อย่างไร เพียงแต่ตอนนี้พวกเขายังคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไร
“หากร่วมมือกับหมู่บ้านต้าหลิวในการจัดการบ่อน้ำพุร้อนนี้ วิธีนี้จะใช้ได้ผลหรือไม่” ผู้อาวุโสคนหนึ่งถามอย่างระมัดระวัง
ยังไม่ทันที่คนอื่นจะตอบ ฉินไห่เยี่ยนก็สวนกลับด้วยสีหน้าเย็นชา “ท่านคิดอย่างไรล่ะ”
ชายชราคนนั้นก็รู้สึกว่าคำถามของตนเองโง่เง่าเกินไปจึงไม่กล่าวอะไรอีก
ฉินไห่เยี่ยนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ไม่เห็นธาตุแท้ของคนในหมู่บ้านต้าหลิวอีกหรือ”
“ด้วยท่าทางโลภมากไม่รู้จักพอของพวกเขา พวกท่านคิดว่าหากให้พวกเขารู้เรื่องบ่อน้ำพุร้อน พวกท่านคิดว่าพวกเขาจะทำอะไรได้บ้าง”
ชายชราคนนั้นยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อเย็น แม้ว่าฉินไห่เยี่ยนจะไม่ได้เจาะจงถึงเขา แต่เขาก็รู้ดีว่าฉินเหล่าอู่กำลังถามใคร
ความจริงแล้วเรื่องนี้ไม่อาจห้ามเขาได้ ลูกสาวของเขาแต่งงานไปอยู่หมู่บ้านต้าหลิว เขาจึงมีใจคิดจะช่วยเหลือครอบครัวฝั่งลูกเขยบ้าง
แม่เฒ่าฉินมองเห็นถึงความลำบากใจของชายชราผู้นั้นจึงเอ่ย “ท่านอาสิบเอ็ด ข้ารู้ว่าต้าหยาหลานสาวท่านแต่งงานเข้าหมู่บ้านตระกูลหลิว แต่ก่อนหน้านี้ตอนที่หมู่บ้านต้าหลิวมาก่อเรื่อง สามีของพวกนางก็อยู่ในที่เกิดเหตุด้วย ท่านคิดจะช่วยเหลือพวกเขา แต่พวกเขาอาจไม่รู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของท่านเลยก็ได้ ซ้ำร้ายอาจจะกล่าวโทษท่านอีก”
ชายชราที่ถูกเรียกว่าอาสิบเอ็ดหน้าแดงด้วยความอับอาย “ชุนหลาน เจ้าไม่ต้องพูดแล้ว เมื่อครู่ข้าสติฟั่นเฟื่อง เรื่องนี้พวกเจ้าจะจัดการอย่างไรก็จัดการเถอะ ข้าจะไม่ยุ่งเกี่ยวแล้ว”
“เช่นนั้นพรุ่งนี้ตอนเหล่าซานไปเข้าอำเภอ ก็ให้เชิญนายอำเภอไป๋มาด้วยเลย”
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดเมื่อฉินฟู่หลินและคนอื่นได้ยินแม่เฒ่าฉินพูดเช่นนั้นพวกเขารู้สึกโล่งใจขึ้นอย่างประหลาดราวกับเรื่องนี้จะจบลงอย่างราบรื่นและมีความรู้สึกว่าบ่อน้ำพุร้อนนั้นได้กลายเป็นของหมู่บ้านตระกูลฉินไปแล้ว
วันรุ่งขึ้นแต่เช้าตรู่
ฉินเหล่าซานและสือไห่ถังก็ขับรถม้าเข้าเมืองไปเปิดร้าน
แม้จะเพิ่งผ่านพ้นปีใหม่ไปไม่นาน บรรยากาศในเมืองยังคงครึกครื้น บนท้องถนนสามารถเห็นลูกเด็กเล็กแดงถือของเล่นหลากหลายชนิดวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน
ฉินเหล่าซานเปิดประตูประตูร้าน ทำความสะอาดปัดกวาดเช็ดถู แล้วนำขนมขึ้นวางบนชั้น
“พ่อแม่พี่น้องทั้งเหล่า สุขสันต์วันปีใหม่ แต่วันนี้เป็นวันแรกที่พวกเราเปิดร้าน ข้าจึงขอให้ท่านทุกคนโชคดี ไม่ว่าท่านจะซื้อเท่าไหร่ ข้าจะแถมขนมให้อีกหนึ่งชั่ง ถือเป็นคำอวยพรปีใหม่จากข้า”
ฉินเหล่าซานยิ้มแย้มตะโกนอยู่หน้าประตูร้าน เมื่อคำพูดของเขาจบลงก็มีหญิงสาวหลายคนพาลูก เข้ามาในร้านอย่างรวดเร็ว
“เถ้าแก่ฉิน สุขสันต์วันปีใหม่เจ้าค่ะ”
“สุขสันต์วันปีใหม่ขอรับ”
ฉินเหล่าซานพูดกับหญิงผู้นั้นพลางหยิบขนมรูปกระต่ายน้อยที่ดูเหมือนมีชีวิตจากชั้นวางให้พวกเขา
หญิงสาวเห็นดังนั้นจึงรีบกล่าวว่า “โอ้ เถ้าแก่ฉินนี่มันสิ้นเปลืองเกินไปแล้ว”
ฉินเหล่าซานลูบศีรษะเด็กน้อยเบาๆ “แค่ขนมหวานชิ้นเดียวเท่านั้น จะสิ้นเปลืองกันสักเท่าไหร่เชียว”
“มาสิ อวยพรปีใหม่ข้าสักหน่อยสิ แล้วข้าจะให้เจ้าอีกชิ้นหนึ่ง” เด็กน้อยคนนั้นก็เป็นคนที่เข้ากับผู้อื่นได้ง่ายจึงกล่าวคำอวยพรทันทีว่า
“สุขสันต์วันปีใหม่ ขอให้ท่านร่ำรวยเงินทอง”
ฉินเหล่าซานยิ้มดีใจและห่อขนมอีกสองชิ้นใส่กระดาษน้ำมันให้เขา
หญิงสาวผู้นั้นก็ดีใจเช่นกัน หลังจากซื้อขนมสองชั่งแล้วก็พาลูกกลับไป ระหว่างทางกลับก็บอกคนอื่นๆ ตลอดทางว่าร้านหวานละมุนมีกิจกรรม ถ้าเด็กๆอวยพรหนึ่งประโยคจะได้รับขนมหวานหนึ่งชิ้น
และไม่ว่าจะซื้อเท่าไหร่ก็ได้ขนมเพิ่มอีกครึ่งชั่ง ด้วยเหตุนี้แม้แต่สตรีที่แต่เดิมไม่ได้ตั้งใจจะไปซื้อขนมก็พากันลากลูกของตนไปที่ร้านขนมหวานเล็กๆ เพื่อซื้อขนมคนละนิดคนละหน่อย
จากนั้นก็ให้ลูกของตนกล่าวคำอวยพรแก่ฉินเหล่าซาน
ฉินเหล่าซานคลี่ยิ้มสดใสรับคำอวยพร แล้วมอบขนมหวานให้เด็กๆคนละสองชิ้น
แม้แต่ขอทานน้อยที่อยู่ข้างนอกได้ยินเรื่องนี้ก็วิ่งมาที่หน้าประตูเพื่อกล่าวคำอวยพรแก่ฉินเหล่าซาน
ฉินเหล่าซานจึงถือถาดใส่ขนมหวานออกไปหน้าร้าน แล้วแจกให้ผู้คนที่ผ่านไปมาคนละสองชิ้น ด้วยการบอกปากต่อปากของชาวบ้าน พวกเขายังเปิดร้านไม่ถึงหนึ่งชั่วยามก็ขายขนมหมดแล้ว
ฉินเหล่าซานและสือไห่ถังมองหน้ากันแล้วยิ้มหวาน ตอนกำลังจะปิดร้านก็มีสตรีคนหนึ่งถือตะกร้าเดินเข้ามา
“ฮูหยินท่านนี้ ข้าต้องขออภัยจริงๆ ขนมวันนี้ขายหมดแล้วขอรับ”
ฉินเหล่าซานกล่าวพร้อมรอยยิ้มขอโทษ “ท่านว่าอย่างนี้ได้หรือไม่ พรุ่งนี้ข้าจะทำเพิ่มและเก็บไว้ให้ท่านสักหน่อย”
สตรีผู้นั้นคลี่ยิ้มแล้วก็เดินออกไปอย่างเสียดาย
“ฮูหยินขอรับ ท่านลืมตะกร้าขอรับ”
ฉินเหล่าซานหันกลับไปมองเห็นตะกร้าใบหนึ่งวางอยู่โต๊ะ เขาก็รู้ทันทีว่าเป็นหญิงคนนั้นลืมไว้ เห็นดังนั้นเขาจึงรีบวิ่งตามออกไปทันที แต่แปลกมากทั้งที่ออกตามไปแทบจะพร้อมกัน แต่ฉินเหล่าซานกลับไม่พบใคร
ฉินเหล่าซานทำได้เพียงนำตะกร้ากลับเข้ามา คิดว่าพรุ่งนี้เมื่อเปิดร้านแล้วจะดูว่าหญิงคนนั้นจะกลับมาอีกหรือไม่
“เหล่าซาน เหตุใดเจ้าจึงนำตะกร้ากลับมาด้วยเล่า” ฉินเหล่าซานถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “หญิงผู้นั้นเดินเร็วเหลือเกิน ข้าตามออกไปก็ไม่เห็นเงาของนางแล้ว”
“วางตะกร้าไว้ที่นี่ก่อนเถอะ พรุ่งนี้ค่อยคืนให้นาง”
ฉินเหล่าซานรับคำ แล้ววางตะกร้าไว้ใต้ชั้นวางของ
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะการเคลื่อนไหวของเขาแรงเกินไปหรืออย่างไร ของในตะกร้าจึงหล่นออกมา
ฉินเหล่าซานมองดูของในตะกร้าแล้วแทบจะร้องออกมา
“ภรรยา เจ้ารีบมาดูนี่”
สือไห่ถังได้ยินเสียงเรียกรีบวิ่งเข้ามาดูทันที ถ้านางปิดปากไม่ทันเกรงว่านางคงกรีดร้องออกมาแล้ว
“เหล่าซาน นี่มัน...เหตุใดถึงมีเงินมากมายเช่นนี้”
ฉินเหล่าซานมองดูกองเงินตรงหน้า ชั่วขณะนั้นก็พูดอะไรไม่ออกเขาเพียงเงินที่ปะปนด้วยสีทองอีกทั้งข้างๆยังมีตั๋วเงินกองใหญ่
“ภรรยา รีบหาที่เก็บเงินให้ดี เดี๋ยวปิดร้านแล้วพวกเราเดินไปตามถนนถามดูว่าหญิงผู้นั้นอาศัยอยู่ที่ใด พวกเราต้องนำเงินนี้ไปคืนให้นาง!”
“หากเงินเหล่านี้หายไปแม้แต่ครึ่งเดียว ข้าไม่มีวันชดใชได้แน่ๆ
สือไห่ถังก็คิดเช่นเดียวกัน นางย่อตัวลงช่วยฉินเหล่าซานเก็บเงินกลับเข้าตะกร้า
“เอ๊ะ เหล่าซาน เจ้าดูสิ นี่คืออะไร” สือไห่ถังคุ้ยเจอกระดาษแผ่นหนึ่งจากในกองเงิน
ฉินเหล่าซานรับมาดู บนกระดาษแผ่นนั้นเขียนเอาไว้ว่า
เล่อเหนียง เสี่ยวอวี่
บทที่ 334: ข้าไม่กลัวว่าคนอื่นจะบอกว่าข้าเห็นแก่ตัว
“เล่อเหนียงกับเสี่ยวอวี่คิดว่าน่าจะเป็นเสี่ยวชีกับเล่อเหนียงสินะ”
สือไห่ถังมองตัวอักษรสองตัวด้านบนแล้วพูดอย่างลังเล ฉินเหล่าซานมองดูตัวอักษรบนกระดาษแผ่นนั้นแวบหนึ่ง แล้วลุกขึ้นยืนมองออกไปนอกประตูพลางเอ่ยว่า
“เก็บของพวกนี้ให้เรียบร้อยก่อน เอากระดาษแผ่นนี้กลับไปด้วย แล้วค่อยถามเสี่ยวชีว่าจำตัวอักษรบนนั้นได้หรือไม่”
สือไห่ถังพยักหน้าพลางวางตะกร้าไว้ใต้ชั้นวางของ แล้วขนของมาวางซ่อนตะกร้าไว้ให้มิดชิด หลังจากนั้นจึงปิดประตูและขับรถม้าไปยังศาลาว่าการ
รถม้าของพวกเขาเพิ่งจอดลงก็มีเจ้าหน้าที่วิ่งเข้าไปรายงานไป๋เช่ออวิ๋นแล้ว
“พี่สามฉิน สุขสันต์วันปีใหม่ เหตุใดเวลานี้ท่านถึงมาที่นี่ได้”
ไป๋เช่ออวิ๋นพูดพลางเดินออกมา
“นายอำเภอไป๋ สุขสันต์วันปีใหม่!” ฉินเหล่าซานกล่าวอย่างสุภาพ “พี่สามมีธุระอันใดหรือถึงมาพบข้าในยามนี้”
ฉินเหล่าซานกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะเดินเข้าไปกระซิบบางอย่างข้างหูของเขา
ไป๋เช่ออวิ๋นยิ่งฟังก็ยิ่งประหลาดใจ ก่อนสุดท้ายใบหน้าของเขาจะแสดงออกถึงความไม่อยากเชื่อ
“ฉินเหล่าซาน สิ่งที่ท่านพูดมานั้นเป็นความจริงหรือ” ไป๋เช่ออวิ๋นถามอย่างตกตะลึง
ฉินเหล่าซานพยักหน้า “เรื่องนี้ข้าจะพูดเหลวไหลได้อย่างไร”
“เช่นนั้นท่านรอสักครู่ ข้าจะไปหมู่บ้านตระกูลฉินพร้อมทันเดี๋ยวนี้”
ไป๋เช่ออวิ๋นกล่าวพลางรีบวิ่งกลับไปยังเรือนหลังเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า อีกทั้งยังหยิบเงินติดตัวไปด้วยเล็กน้อย
“เหล่าหลี่ ข้าจะไปกินข้าวบ้านที่บ้านตระกูลฉิน หากมีเรื่องใดเกิดขึ้น เจ้าจัดการไปก่อนเถิด”
เหล่าหลี่รีบตอบรับทันที “ขอรับท่านใต้ท่าน ท่านวางใจเถิด ข้าจะรับผิดชอบเรื่องในศาลาว่าการเอง” ฉินเหล่าซานมองดูเหล่าหลี่ที่สวมชุดขุนนางด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“เอ๊ะ เขาไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตรวจการหรอกหรือ เหตุใดถึง…”
เหล่าหลี่ยิ้มแล้วกล่าวอย่างนอบน้อม “เพราะการสนับสนุนของท่าน ข้าน้อยถึงได้มาเป็นนายอำเภอชั่วคราว”
ฉินเหล่าซานเข้าใจแล้ว เขากล่าวแสดงความยินดีกับเหล่าหลี่สั้นๆ แล้วเดินออกไป
“พี่สามพวกท่านวางแผนจะจัดการบ่อน้ำพุร้อนนั่นอย่างไรหรือ”
บนรถม้าไป๋เช่ออวิ๋นทนไม่ไหวจึงถามเขาเบาๆ จนกระทั่งตอนนี้เขาก็บยังไม่รู้สึกเชื่อ แม้แต่ในความฝันเขาก็ไม่เคยคิดว่าภูเขาด้านหลังหมู่บ้านตระกูลฉินจะมีบ่อน้ำพุร้อนอยู่ และยังมีขนาดไม่เล็กอีกด้วย
“นายอำเภอไป๋มีเหตุผลบางอย่างที่ท่านต้องเข้าใจ หมู่บ้านของพวกข้ายากจน พวกข้าหวังพึ่งบ่อน้ำพุร้อนนี้สร้างรายได้ให้กับหมู่บ้าน แต่เรายังมีปัญหาใหญ่ที่แก้ไขไม่ได้”
แน่นอนว่าไป๋เช่ออวิ๋นรู้ปัญหาใหญ่ที่ฉินเหล่าซานพูดถึงคืออะไร ดังนั้นตลอดทางที่มานี้ เขาจึงคิดหาวิธีแก้ไขอย่างหนัก
สถานการณ์ของหมู่บ้านต้าหลิวนี้แตกต่างจากหมู่บ้านต้าไฮว่ หมู่บ้านต้าไฮว่นั้นชาวบ้านทั้งหมู่บ้านร่วมกันก่ออาชญากรรม ดังนั้นจึงเป็นความผิดที่ไม่อาจให้อภัยได้ แต่หมู่บ้านหลิวใหญ่เพียงแค่ต้องการใช้หลิวเสี่ยวอวิ๋นนมาหลอกเอาเงินจากตระกูลฉิน
อีกทั้งเรื่องนี้ก็มีคำตัดสินออกมาแล้ว
เขาไม่คิดว่าตนเองจะสามารถใช้อำนาจทางการไปยึดบ่อน้ำพุร้อนนั้นมาเป็นของตนได้ สถานการณ์ตอนนี้ แม้แต่คนที่หยิ่งยโสที่สุดก็ต้องคอยระวังตัวอยู่ตลอดเวลา
หากพลาดพลั้งอาจจะทำให้ตัวเองเดือดร้อนได้ เบาก็ถูกตำหนิ หนักก็อาจถูกประหารทั้งตระกูลได้ แม้ว่าจวนจิ่นอันโหวจะเต็มไปด้วยปีศาจร้า แต่เขาก็ไม่สามารถให้คนจากบนจับผิดเขาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนางปีศาจเฒ่า
“นายอำเภอไป๋มาแล้วหรือ”
เอ้อรจู้ที่ปากทางเข้าหมู่บ้านเห็นไป๋เช่ออวิ๋นก็วิ่งมาพลางยิ้มพูดว่า
“พี่เอ้อรจู้ สุขสันต์วันปีใหม่!”
“เอ้อ นายอำเภอไป๋ สุขสันต์วันปีใหม่” ฉินเหล่าซานขับรถม้ามาจอดที่หน้าประตูลานตระกูลฉิน
ตอนนี้หน้าประตูใหญ่มีชายหนุ่มหลายคนมารวมตัวกันอยู่แล้ว เมื่อไม่เห็นไป๋เช่ออวิ๋นลงจากรถม้า ดวงตาของพวกเขาก็เปล่งประกายวาววับ ต่างพากันเข้ามาทักทายอย่างกระตือรือร้น
ภาพเหตุการณ์นี้ทำให้ไป๋เช่ออวิ๋นรู้สึกไม่ค่อยคุ้นเคยนัก
พวกเขาดูกระตือรือร้นเกินไปสักหน่อย…
ไป๋เช่ออวิ๋นทักทายพวกเขาสั้นๆสองสามประโยค ก่อนจะวิ่งหนีเข้าไปในบ้านตระกูลฉิน
“อาไป๋…”
ตอนนี้ในลานบ้านมีเล่อเหนียงและเด็กน้อยอีกหลายคนกำลังเล่นกับสุนัขจิ้งจอกตัวเล็ก เมื่อพวกเขาเห็นไป๋เช่ออวิ๋นเข้ามา ต่างก็วิ่งมาอวยพรปีใหม่
ไป๋เช่ออวิ๋นหยิบถุงเงินออกมาจากอก แล้วแจกเงินให้ทุกคนคนละหนึ่งก้อน
“โอ้โฮ! ลูกสุนัขตัวนี้ช่างแปลกตาจริงๆ!” ไป๋เช่ออวิ๋นสังเกตเห็นสุนัขจิ้งจอกตัวเล็กที่กำลังเดินไปมาบนพื้นจึงเอ่ยด้วยความประหลาดใจ
“อาไป๋ มันไม่ใช่ลูกสุนัขหรอก มันคือสุนัขจิ้งจอก เป็นสุนัขจิ้งจอกตัวน้อยที่น่ารักมากเลยนะ” เล่อเหนียงแก้ไขด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
ไป๋เช่ออวิ๋นตบหัวตัวเองเบาๆ “โอ้ ข้าดูผิดไปแล้วมา ไว้ข้าจะซื้อเนื้อให้เจ้ากินนะ”
ไป๋เช่ออวิ๋นล้วงเหรียญทองแดงสองสามเหรียญออกมาจากถุงเงินแล้ววางลงในชามอาหารของมัน
“เจ้านกยูงกะล่อน มีข่าวจากท่านลุงกับท่านอาข้าบ้างหรือไม่” หงอวี่ถามพลางดึงแขนไป๋เช่ออวิ๋น เล่อเหนียงก็จ้องมองไป๋เช่ออวิ๋นด้วยสายตาเปี่ยมความหวัง
แม้เด็กคนอื่นๆจะไม่ได้มองเขา แต่ดูจากหูที่ตั้งขึ้นอย่างเงียบๆ ก็รู้ว่าพวกเขาก็กำลังสนใจอยู่เช่นกัน เพราะถ้ามีข่าวของแม่ทัพเผ่ยก็ต้องมีข่าวของพ่อของพวกเขาด้วยแน่นอน
ไป๋เช่ออวิ๋นส่ายหน้า “ไม่มี ข้าไม่ได้รับข่าวของเขามาหลายเดือนแล้ว”
“ไม่มีจริงๆหรือ” หงอวี่จ้องตาเขาเขม็ง หวังว่าจะหาพิรุธในดวงตาคู่นั้น แต่แล้วเขาก็ต้องหวัง ไป๋เช่ออวิ๋นยกมือขึ้นขยี้ผมของหงอวี่จนยุ่ง “ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นห่วงพ่อและลุง หากมีข่าวคราวใดข้าจะรีบส่งข่าวทันที
กล่าวจบก็หมุนตัวเดินเข้าไปในห้องโถงหลัก เมื่อเห็นสีหน้าเป็นกังวลของหงอวี่ ไป๋เช่ออวิ๋นก็ถอนหายใจ เจ้าหนูเหม็นคนนี้ให้ความสำคัญกับคนตระกูลฉินมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าคนผู้นั้นจะอิจฉาหรือไม่
“หวังว่าคนผู้นั้นจะใจกว้างสักหน่อย มิเช่นนั้นความใส่ใจของเจ้าเด็กแสบจะกลายเป็นยาพิษร้ายแรงสำหรับพวกเขา”
ขณะเดียวกันฉินฟู่หลินก็มาถึง พอเห็นไป๋เช่ออวิ๋นก็ยิ้มกว้างเหมือนดอกไม้บาน
“นายอำเภอไป๋ สุขสันต์วันปีใหม่ขอรับ รบกวนให้ท่านต้องเดินทางมาด้วยตัวเองแล้ว”
“เรื่องใหญ่ขนาดนี้ ข้าจะไม่มาได้อย่างไร อีกอย่างข้าก็เพิ่งเคยได้ยินเรื่องบ่อน้ำพุร้อนเท่านั้น แต่ยังไม่เคยเห็นด้วยตาตนเอง”
ฉินฟู่หลินรีบกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้นเดี๋ยวขอเชิญนายอำเภอไป๋ตามพวกข้าขึ้นเขาไปดูให้แน่ใจด้วยขอรับ”
ไป๋เช่ออวิ๋นส่ายหน้า “พี่สามได้เล่าเรื่องนี้ให้ข้าฟังแล้ว หากตอนนี้ข้าเดินอาดๆขึ้นเขาไป ย่อมจะเป็นที่สะดุดตาแน่นอน เรื่องนี้ขอให้พักไว้ก่อน”
ฉินฟู่หลินได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก แท้จริงแล้วเขาก็ไม่อยากให้ไป๋เช่ออวิ๋นขึ้นเขาไปตอนนี้เช่นกัน เมื่อครู่เขาเพียงแค่พูดไปตามมารยาทเท่านั้น
“หัวหน้าหมู่บ้านฉิน ตอนนี้ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร”
เมื่อเผชิญกับคำถามของไป๋เช่ออวิ๋น ฉินฟู่หลินตอบอย่างไม่ลังเลว่า “พวกข้าต้องการให้พวกเราเป็นผู้ดูแลบ่อน้ำพุร้อนนั้นเอง”
ไป๋เช่ออวิ๋นไม่คิดว่าเขาจะพูดตรงไปตรงมาเช่นนี้จึงพูดติดตลกว่า “หัวหน้าหมู่บ้านฉิน ท่านช่างมีความทะเยอทะยานมากเหลือเกิน”
ฉินฟู่หลินถูกไป๋เช่ออวิ๋นหยอกล้อเช่นนี้ไม่ได้รู้สึกอึดอัด แต่กลับพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า
“พวกข้าหมู่บ้านตระกูลฉินยากจนเหลือเกิน ทุ่งนาไม่อุดมสมบูรณ์เท่าหมู่บ้านต้าไฮว่ พื้นที่ภูเขาก็สู้หมู่บ้านต้าหลิวไม่ได้ ตลอดมาพวกข้าต้องประหยัดเพื่อประทังชีวิต”
“พวกข้าก็อยากมีชีวิตที่ได้กินอิ่มท้อง อีกทั้งยังอยากให้ลูกหลานของพวกข้าไม่ต้องเป็นเหมือนตอนนี้ ที่กินมื้อนี้แล้วยังต้องกังวลถึงมื้อถัดไป”
“ข้าไม่กลัวว่าผู้อื่นจะกล่าวหาว่าพวกข้าเห็นแก่ตัว ข้าแค่กลัวว่าพวกข้าจะไม่มีข้าวกิน”
บทที่ 335: ถือชามถือตะเกียบกินข้าว
ไป๋เช่ออวิ๋นมองดูฉินฟู่หลินที่มีสีหน้าเรียบเฉย ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าใบหน้าของตนเองร้อนผ่าวด้วยความเจ็บปวด
“เอ่อ ขออภัยด้วยหัวหน้าหมู่บ้าน เมื่อครู่ข้าเพียงล้อเล่นเท่านั้น”
ฉินฟู่หลินโบกมือพลางแสดงสีหน้าไม่ใส่ใจ “ไม่เป็นไร ข้ารู้ว่านายอำเภอไป๋แค่ล้อเล่น”
เมื่อพูดถึงนาน้ำ ไป๋เช่ออวิ๋นก็นึกขึ้นได้อีกเรื่องหนึ่ง “หัวหน้าหมู่บ้าน การจัดสรรนาน้ำก่อนหน้านี้ราบรื่นดีหรือไม่” เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ฉินฟู่หลินก็ทำหน้าคิดหนัก
“ไม่ขอรับ ไม่ว่าจะแบ่งอย่างไรก็มีคนไม่พอใจทั้งนั้น ฝ่ายหนึ่งคิดว่าอีกฝ่ายได้ที่นาที่อดุมสมบูรณ์กว่า ฝ่ายหนึ่งคิดว่าอีกฝ่ายได้นาที่มีพื้นที่ใหญ่กว่า โดยปกติแล้วเรื่องอื่นๆยังพอประนีประนอมได้ แต่เรื่องนี้พวกเขาทะเลาะกันไม่หยุด”
ไป๋เช่ออวิ๋นก็รู้สึกปวดหัวเช่นกันนาน้ำในหมู่บ้านต้าไฮว่ ขึ้นชื่อว่าอดุมสมบูรณ์จริงๆ เรื่องนี้ไม่อาจโทษพวกเขาที่แย่งชิงกันได้ แต่เพราะเรื่องนี้ พวกเขาถึงกับไม่ยอมรับแม้แต่นายอำเภอของตนเอง ยืนกรานจะทะเลาะกันต่อ
ไป๋เช่ออวิ๋นรู้สึกปวดหัว “ไม่มีวิธีที่จะทำให้ทั้งสองฝ่ายพอใจได้เลยหรือ”
ฉินฟู่หลินก็รู้สึกหมดหนทาง ตอนนี้ใกล้ถึงฤดูใบไม้ผลิลแ้ว ถ้าแบ่งนาไม่ได้จะต้องส่งผลกระทบต่อผลผลิตในปีนี้แน่นอน “เรื่องนี้มันยากตรงไหน แค่ข้าซื้อทุกอย่างก็จะจบลง”
ขณะที่ฉินฟู่หลินและไป๋เช่ออวิ๋นกำลังกำลังคุยกันสีหน้าเคร่งเครียดเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากนอกประตู ฉินไห่เยี่ยนพยุงแม่เฒ่าฉินเดินเข้ามา
“ท่านป้า สุขสันต์วันปีใหม่ขอรับ” ไป๋เช่ออวิ๋นกล่าวด้วยรอยยิ้มหวาน
แม่เฒ่าฉินตอบรับอย่างร่าเริง แล้วล้วงซองแดงออกมาจากอกเสื้อยื่นให้ไป๋เช่ออวิ๋น
“ซองแดงข้าให้เจ้า”
ไป๋เช่ออวิ๋นรับมาด้วยความยินดี โดยไม่รู้สึกเขินอายแม้แต่น้อย
“ใช่แล้วน้องฉิน เจ้าเพิ่งพูดว่าจะซื้อนาน้ำของหมู่บ้านต้าไฮว่ เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่”
ฉินไห่เยี่ยนพยักหน้าอย่างมั่นใจ “แน่นอนว่าเป็นความจริง”
“เพียงแต่ไม่ทราบว่านาข้าวนี้จะสามารถซื้อได้หรือไม่” ไป๋เช่ออวิ๋นกล่าวว่า “ซื้อน่ะก็ซื้อได้อยู่หรอก แต่เจ้าต้องบอกข้าก่อนว่าเจ้าได้เงินมากมายเช่นนี้มาจากที่ใด"
“ข้าได้ยินผู้อื่นเล่าว่าเจ้าหายตัวไปสองปีในช่วงอพยพ บางทีในช่วงสองปีนั้นเจ้าอาจพบวิธีทำเงินอะไรสักอย่างกระมัง”
ไป๋เช่ออวิ๋นเพียงแค่ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นเท่านั้น เขาไม่ได้หวังว่าฉินไห่เยี่ยนจะบอกความจริงกับเขา
“ปล้นมา!” ฉินไห่เยี่ยนตอบอย่างหน้าตาเฉย
“อะไรนะ”
“ปล้น”
แม่เฒ่าฉินโกรธจนถอดรองเท้าออกแล้วถือรองเท้าฟาดหลังของเขาทันที
ฉินไห่เยี่ยนถูกตีจนร้องโอดครวญ เขาหมุนตัวกอดเสาแล้วปีนขึ้นไปอย่างรวดเร็ว
“ท่านแม่ นิสัยที่ชอบฟังลมเป็นฝนของท่านจะแก้ไขได้หรือไม่”
“ท่านฟังข้าพูดให้จบก่อนได้หรือไม่” แม่เฒ่าฉินโยนรองเท้าทิ้งไปอย่างแรง แล้วหอบหายใจพลางกล่าวว่า "เจ้าพูดมาข้าอยากรู้ว่าเจ้าจะพูดออกมาได้หรือไม่"
ฉินไห่เยี่ยนยังเกาะอยู่บนเสาไม่ยอมลง หากแต่ยอทเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พวกเขาฟัง
“ตอนนั้นข้าตกลงไปในหลุมศพจริงและรอดพ้นจากอันตรายมาได้ แต่หลังจากนั้นข้าก็ตกอยู่ในเงื้อมมือของพวกสัตว์เดรัจฉานพวกนั้น ข้าถูกจับเอาไว้เป็นอาหาร ตอนนั้นมีชายชราคนหนึ่งถูกจับมาพร้อมกับข้า”
“สัตว์เดรัจฉานเหล่านั้นมีนิสัยประหลาดอย่างหนึ่งคือ เมื่อพวกมันเตรียมอาหารสำหรับวันนั้น พวกมันจะให้คนที่จะเป็นอาหารในสามวันถัดไปมาดูพร้อมกัน และบางทีก็จะให้คนอื่นมาจับคนที่กำลังจะถูกกิน แล้วก็เอามีดกรีดเลือดออกมาให้พวกมันดื่มสดๆ ข้าก็โชคร้ายที่ถูกเลือกให้ไปจับคนคนนั้น”
แม่เฒ่าฉินถามอย่างตื่นเต้น “แล้วต่อมาเป็นอย่างไร เจ้าหนีรอดมาได้อย่างไร”
ฉินไห่เยี่ยนถอนหายใจแล้วพูดต่อว่า “ชายชราที่ถูกขังอยู่กับข้ามีทักษะทางการรักษา เขาพกยาหลากหลายชนิดติดตัวมาด้วย วันแรกที่ข้าถูกขัง เขาได้แบ่งยาที่อยู่กับตัวให้ข้าครึ่งหนึ่งและบอกให้ข้าหาโอกาสหลบหนี"
"แต่หลังจากที่ข้ากดคนผู้นั้นลงฉวยโอกาสในช่วงที่พวกสัตว์เดรัจฉานกำลังเจาะเลือด โรยยาทั้งหมดที่มีลงในถังเลือด พวกมันไม่ทันระวังตัว พอดื่มเข้าไปไม่นานก็เป็นลมไป”
“ข้าและคนอื่นฉวยโอกาสหลบหนีออกมา พวกเขากล้าหาญมาก หลังจากวิ่งหนีออกมาก็คว้าดาบยาวมาต่อสู้กับพวกนั้นทีละคน”
“สุดท้ายเมื่อพวกเขาระบายความแค้นจนรู้สึกเหนื่อยล้าก็หันมาสนใจกระโจมของพวกมัน พวกข้าพากันกรูเข้าไปข้างใน เห็นของมีค่าราคาแพงอะไรก็โกยเข้าอ้อมอกทั้งหมด ข้าก็เลยถือโอกาสเข้าไปฉกมาบ้าง"
เมื่อพวกเขาได้ยินว่าเป็นการปล้นแบบนี้ แม่เฒ่าฉินก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ใบหน้ากลับมามีรอยยิ้มอีกครั้ง “เจ้ายังไม่ลงมาอีกหรือ เตรียมจะบำเพ็ญเพียรเป็นเซียนเป็นพระบนเสานั่นหรือ”
ฉินไห่เอี้ยนหัวเราะสองครั้ง แล้วไถลลงมาจากข้างบน
“นายอำเภอไป๋ ท่านลองดูราคานานั่นหน่อยได้หรือไม่"
ฉินไห่เอี้ยนพูดอย่างโอ้อวดว่า “แม้ข้าจะมีเงินไม่มาก แต่ถ้าสักแปดร้อยตำลึงก็มีอยู่
ฉินฟู่หลินเห็นฉินไห่เอี้ยนมีท่าทีอยากซื้อจริงๆ จึงรีบเกลี้ยกล่อมว่า “เหล่าอู่ เงินนี้เจ้าก็ได้มาด้วยการเสี่ยงชีวิต เก็บไว้แต่งเมียในอนาคตไม่ดีกว่าหรือ”
ฉินไห่เอี้ยนหัวเราะแล้วพูดว่า “ท่านอาหัวหน้าหมู่บ้าน เงินพวกนี้แต่เดิมก็ได้มาอย่างไม่สะอาด ใช้หมดก็ใช้หมดไปเถอะ ไม่ต้องเสียดายหรอก”
“หากเงินเหล่านี้สามารถแก้ปัญหาของหมู่บ้านได้ ก็ถือว่ได้ใช้เงินนี้อย่างคุ้มค่าแล้ว”
เมื่อไป๋เช่ออวิ๋นกับฉินฟู่หลินได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ได้คัดค้านแต่อย่างใด เพราะทุกวันพอถึงช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิก็มักจะมีดอกไม้นานาพันธุ์แย่งกันบานสะพรั่งเสมอ
“เอาละ เรื่องนาให้พักไว้ก่อน รอข้ากลับไปที่ศาลาว่าการแล้วจะส่งหนังสือมาให้เจ้าอีกฉบับหนึ่ง"
ไป๋เช่ออวิ๋นมองไปที่แม่เฒ่าฉินแล้วพูดว่า “ท่านป้า พวกท่านก็อย่างได้บ่อน้ำพุร้อนมาเป็นของตัวเองใช่หรือไม่” แม่เฒ่าฉินพยักหน้า
“เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ไม่อาจปล่อยให้โอกาสนี้หลุดมือไปได้”
“บ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้ล้อมรอบด้วยภูเขาทั้งสี่ด้าน ไม่เพียงแต่มีหน้าหมู่บ้านของหมู่บ้านต้าไฮว่เท่านั้น แต่ยังมีของหมู่บ้านต้าหลิวด้วย ที่นาและที่ดินของพวกเขาล้วนอุดมสมบูรณ์กว่าของพวกเราหมู่บ้านตระกูลฉิน ดังนั้นหากต้องการให้พวกเขายอมขายภูเขาลูกนั้นจำเป็นต้องหาเหตุผลที่ชอบธรรม” ไป๋เช่ออวิ๋นกล่าว
“พวกข้าก็รู้ว่าเรื่องนี้ยากที่จะจัดการ จึงได้เชิญนายอำเภอไป๋มาช่วยคิดหาวิธี ไม่ว่าจะพูดอย่างไร เรื่องที่พบบ่อน้ำพุร้อนที่นี่ต้องไม่ให้ชาวบ้านหมู่บ้านต้าหลิวรู้เด็ดขาด”
ไป๋เช่ออวิ๋นพยักหน้า “ว่าแต่พี่สามฉิน ตอนนี้ไม่มีใครอยู่บนภูเขาใช่หรือไม่”
ฉินฟู่หลินพยักหน้า “มีขอรับ ข้าให้พวกหนุ่มๆที่รู้เรื่องบ่อน้ำพุร้อนขึ้นไปลาดตระเวนรอบๆบริเวณน้ำพุร้อนแล้ว"
“ยังมีอีกสองคนที่รับผิดชอบในขยายปากถ้ำ”
ไป๋เช่ออวิ๋นฟังเขาพูดจบแล้วพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “คืนนี้ข้าจะค้างที่นี่สักคืน บ้านของพวกท่านมีห้องว่างหรือไม่”
“ท่านรอสักครู่ ข้าจะไปจัดเตรียมให้”
แม่เฒ่าฉินพูดจบแล้วก้าวเท้าเดินไปทางห้องครัว
“หัวหน้าหมู่บ้าน เจ้าแอบสั่งให้พวกเขาผลัดกันขึ้นไปลาดตระเวนบนภูเขาและขยายปากถ้ำก่อน ส่วนเรื่องอื่นๆข้าจะติดหาวิธีให้”
“อย่างน้อยก็ต้องจัดการเรื่องของหมู่บ้านต้าหลิวให้เรียบร้อยก่อน”
ฉินฟู่หลินพยักหน้าเบาๆ แล้วหมุนตัวเดินกลับไป
ในเวลานี้อาหารในครัวก็ปรุงเสร็จแล้ว ไป๋เช่ออวิ๋นไม่จำเป็นต้องรอให้พวกเขาเรียกก็ไปหยิบชามและตะเกียบมานั่งรอเอง!
มุ่งเน้นไปที่การตระหนักรู้ในตนเอง!
บทที่ 336: ไปกันเถอะ!
“ท่านป้า อาหารที่บ้านของท่านอร่อยยิ่งนัก ข้าคิดถึงรสชาติเช่นนี้จนแทบขาดใจ”
ไป๋เช่ออวิ๋นกวาดอาหารเข้าปากคำแล้วคำเล่า ท่าทางตะกละตะกลามราวกับสัตว์ป่าหิวโวย ทำให้ผู้คนอดสงสัยไม่ได้ว่าเขาไม่ได้กินข้าวมาหลายวันแล้วกระมัง
“นายอำเภอไป๋ ท่านไม่ได้กลับบ้านไปฉลองตรุษจีนหรอกหรือ อาหารที่บ้านอร่อยหรือ”
แม่เฒ่าฉินถามด้วยความเป็นห่วงพลางคีบอาหารใส่จานให้ชายหนุ่ม ไป๋เช่ออวิ๋นกลืนอาหารลงคอแล้วยิ้มขมขื่น “อาหารบ้านข้าน่ะหรือ อย่างเรียกมักว่าอาหารเลย นั่นมันเครื่องเซ่นไหว้ต่างหาก”
แม่เฒ่าฉินไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาจึงกล่าวเช่นนั้น “นายอำเภอไป๋ เหตุใดท่านจึงกล่าวเช่นนี้เล่า”
ไป๋เช่ออวิ๋นหัวเราะอย่างขมขื่น “กินข้าวมื้อหนึ่งก็มีผู้อาสุโวมาเยี่ยม ข้าต้องลุกขึ้นยืนคำนับ ผ่านมาครู่หนึ่งก็มีอาวุโสคนอื่นมาอีก ข้าก็ต้องลุกขึ้นคำนับอีก”
“แล้วยิ่งกว่านั้นคือผู้อาวุโสพวกนี้น่ารำคาญนัก มาอย่างเดียวไม่พอ ยังต้องแนะนำหญิงสาวให้ข้ารู้จักอีก”
“อยากแนะนำก็แนะนำไปเถอะ พบเจอกินข้าวสักครั้งก็ไม่ได้เป็นปัญหา ถึงอย่างไรช่วงปีใหม่ก็ว่างๆไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว”
“แต่พวกสาวๆไม่รู้ว่าพวกนางถูกเลี้ยงดูอย่างไร กินน้อยยิ่งกว่านกกระจอกเสียอีก เวลากินข้าวด้วยกัน ข้าเพิ่งกินข้าวได้ไม่กี่คำ พวกนางก็วางตะเกียบบอกว่าอิ่มแล้ว ทำให้ข้าต้องยิ้มรับทนความหิวต่อไป”
“ท่านป้า ท่านว่าหญิงสาวพวกนั้นวันๆกินอะไรบ้าง ข้าเห็นพวกนางกินแค่ข้าวไม่กี่เม็ดกับผักแค่ใบเดียวก็อิ่มแล้ว เลี้ยงง่ายเสียจริง”
แม่เฒ่าฉินส่ายหน้าพลางหัวเราะ “เรื่องนี้อย่าถามข้าเลย ข้าไม่รู้เรื่องอื่นหรอก ข้ารู้แต่ว่าเล่อเหนียงของข้ากินข้าวถ้วยหนึ่งกับน่องไก่น่องใหญ่อีกหนึ่งชิ้น”
เล่อเหนียงที่กำลังแทะน่องไก่อยู่ชะงักไป มองผู้เป็นย่าด้วยสายตาน้อยอกน้อยใจ
นางสงสัยอย่างยิ่งว่าท่านย่าของนางกำลังพูดเหน็บแนมนาง ทว่านางไม่มีหลักฐาน
แน่นอนว่าแม่เฒ่าฉินสังเกตเห็นสายตาของเล่อเหนียง นางยกมือลูบศีรษะเล็กๆของหลานสาวสุดที่รัก
“มีคำกล่าวว่าการกินได้มากคือโชคลาภ หลานสาวน้อยของข้าช่างเป็นผู้มีโชคลาภจริงๆ”
หลังจากรับประทานอาหารเย็นเสร็จ ฉินเหล่าซานและสือไห่ถังก็ยุ่งอยู่กับการทำขนมหวานที่บ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อ ส่วนไป๋เช่ออวิ๋นที่อิ่มแล้วและไม่มีอะไรทำก็ไปช่วยงานพวกเขาด้วย
วันนี้เป็นวันเปิดร้านวันแรกหลังจากปิดไปนาน มีหลายคนที่ซื้อขนมไม่ทันจึงสั่งขนมหวานไว้จำนวนหนึ่ง พวกเขาจำเป็นต้องทำให้เสร็จคืนนี้
แม่เฒ่าฉินเตรียมน้ำให้เด็กๆในบ้าน ดูแลพวกเขาจนอาบน้ำเสร็จ ก่อนจะอาบน้ำให้เล่อเหนียงแล้วพานางเข้าห้อง
ช่วงนี้สวี่ซิ่วอิงยุ่งอยู่กับเรื่องการปักชุดแต่งงาน ช่วงนี้เล่อเหนียงจึงนอนกับแม่เฒ่าฉินตลอด แม่เฒ่าฉินเพิ่งจะเช็ดมืออวบอ้วนของเล่อเหนียงให้สะอาดและเตรียมตัวเข้านอน แต่แล้วก็มีเสียงเคาะประตูดังมาจากด้านนอก
แม่เฒ่าฉินเปิดประตูออกดูแล้วถามว่า “เหล่าซาน ดึกป่านนี้แล้วเจ้ามีธุระอะไรหรือ”
ฉินเหล่าซานล้วงกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นให้มารดา “ท่านแม่ มีสตรีผู้หนึ่งทิ้งตะกร้าไว้ตอนมาซื้อขนมที่ร้าน ในตะกร้ามีตั๋วเงินและเงินเต็มไปหมด อีกทั้งยังมีกระดาษแผ่นนี้ด้วย”
แม่เฒ่าฉินรับกระดาษแผ่นนั้นมาดู เมื่อเห็นตัวอักษรบนนั้นก็ขมวดคิ้วถามว่า “เจ้าสงสัยว่าอักษรสี่ตัวบนนี้หมายถึงเสี่ยวชีกับเล่อเหนียงใช่หรือไม่”
ฉินเหล่าซานพยักหน้า “ขอรับ ข้าพยายามวิ่งตามนางไปแล้ว แต่สตรีผู้นั้นเดินเร็วมาก พริบตาเดียวก็หานางไม่เจอแล้ว”
“ดูเหมือนว่าจะตั้งใจวางตะกร้านี้ทิ้งไว้ที่นี่”
แม่เฒ่าฉินมองอักษรบนกระดาษแผ่นแล้วเงียบไปครู่หนึ่ง
“เช่นนั้น เจ้าไปเรียกเสี่ยวชีมาที ข้าจะถามเขาว่าจำตัวอักษรบนนั้นได้หรือไม่”
ฉินเหล่าซานพยักหน้า แล้วหมุนตัวเดินออกไป
ไม่นานหงอวี่ที่สวมเสื้อชั้นในและคลุมเสื้อตัวนอกก็เดินเข้ามา “ท่านย่า มีอะไรหรือขอรับ”
แม่เฒ่าฉินส่งกระดาษแผ่นเล็กให้เขา “เสี่ยวชี เจ้าลองดูสิว่าเจ้าจำลายมือบนนี้ได้หรือไม่”
หงอวี่รับกระดาษมาด้วยความสงสัย เมื่อเห็นตัวอักษรสี่ตัวบนนั้นก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย
“ท่านย่า ข้าไม่รู้จักลายมือของคนผู้นี้ แต่ชื่อบนนั้นน่าจะหมายถึงพวกเราทั้งสอง”
“ลุงสามขอรับ พรุ่งนี้ท่านเอากระดาษแผ่นนี้ไปวางคืนที่เดิม แล้วแกล้งทำเป็นตามหาคน” หงอวี่นึกถึงความเป็นไปได้อย่างหนึ่งเกือบจะในทันใด
ไม่มีท่าทางที่ท่านยายของเขาจะส่งมาแน่นอน มีความเป็นไปได้สูงว่าเป็นคนอื่นที่แอบอ้างเป็นท่านยายเพื่อลองใจเขา
แม้ฉินเหล่าซานจะไม่รู้ว่าเหตุใด แต่เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของเสี่ยวชีก็ดูเหมือนจะเดาอะไรบางอย่างได้
แม่เฒ่าฉินก็ทำหน้าเคร่งเครียดเช่นกัน บางทีอาจเป็นเพราะเหล่าซื่อและคนอื่นๆกำลังจะกลับมา ใครบางคนจึงเริ่มร้อนใจแล้วกระมัง
ขณะที่ทั้งสามคนกำลังรู้สึกหนักอกหนักใจ เล่อเหนียงที่อยู่ข้างๆ ก็พูดขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“เสี่ยวอวี่กับเล่อเหนียง คือเป็นพี่ใหญ่กับเล่อเหนียงเอง” พวกแม่เฒ่าฉินได้ยินคำพูดนั้นแล้วก็เกิดความเข้าใจในทันที
ชื่อจิรงของของลิ่งอวี่ก็เขียนว่า ‘อวี่’ เหมือนกัน มีเพียงชื่อเล่นเท่านั้นที่เรียกไม่เหมือนกัน ใครจะรู้ว่ามันอาจจะหมายถึงลิ่งอวี่กับเล่อเหนียงก็ได้
“เหล่าซาน พรุ่งนี้ตอนเจ้าไปที่ร้านก็ลอบสืบดูว่าใครมีลักษณะเหมือนผู้หญิงคนนั้นบ้างหรือไม่ หากมีผู้ใดถามก็บอกไปว่านางลืมของไว้ที่นี่”
ฉินเหล่าซานพยักหน้า “ท่านแม่ ข้าเข้าใจแล้ว”
ฉินเหล่าซานพูดจบก็พาหงอวี่กลับห้อง ทว่าคืนนั้นกลับไม่มีใครนอนหลับสักคน
…...…
เช้าตรู่วันถัดมา
ฉินเหล่าซานและสือไห่ถังยกขนมหวานที่ทำเสร็จแล้วขึ้นรถม้า แล้วตรงเข้าเมืองเลยทันที
ก่อนออกเดินทางไป๋เช่ออวิ๋นสั่งให้ฉินเหล่าซานไปหาเหล่าหลี่ที่ศาลาว่าการ เพื่อขอหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินมาด้วย
หลังอาหารเช้าเล่อเหนียงและหงอวี่ก็มานั่งอยู่ในลานบ้านเมื่อให้อาหารจิ้งจอกน้อย
ภายใต้การดูแลอย่างพิถีพิถันของเล่อเหนียง เพียงแค่สองวันมันก็ตัวโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัดส่วนใหญ่แล้วเล่อเหนียงได้ใช้น้ำวิเศษพื้นที่มิติป้อนให้มันทุกวัน
เมื่อเทียบกับสีหน้าสงสัยของฉินไห่เยี่ยน เขารู้สึกสงสัยว่าจิ้งจอกน้อยตัวนี้ไม่ใช่สัตว์ธรรมดา สัตว์อะไรกันจะโตขึ้นภายในสองวัน
อีกทั้งแค่ดื่มน้ำต้มก็อ้วนขึ้นได้ด้วย
เล่อเหนียงเห็นความสงสัยของอาห้าก็ทำเป็นไม่เห็นเสียเลย เพราะนางไม่รู้จริงๆว่าจะอธิบายอย่างไรดี
ไป๋เช่ออวิ๋นแอบหนีขึ้นเขากับฉินฟู่หลินฉินเหล่าเอ้อร์ และหมิงเฟิงผู้มีฝีมือด้านการต่อสู้ที่ไม่เลวแต่เช้าตรู่
“หัวหน้าหมู่บ้านฉิน บ่อน้ำพุร้อนอยู่ด้านล่างนี้ใช่หรือไม่” ไป๋เช่ออวิ๋นถามพลางชี้ไปที่ปากถ้ำซึ่งกว้างพอให้ผู้ใหญ่หนึ่งคนเข้าออกได้
ฉินฟู่หลินพยักหน้า "ใช่แล้วขอรับท่านใต้เท้า แต่เดิมบ่อน้ำพุร้อนอยู่ใต้หน้าผา แต่เหล่าเอ้อร์พบถ้ำแห่งหนึ่งที่สามารถเชื่อมตรงขึ้นมาด้านบนได้"
"ดังนั้นพวกข้าจึงเจาะช่องขึ้นมาตรงนี้ ทำให้การเดินทางสนุกขึ้นมา ไม่ต้องโยนเชือกโรยตัวจากหน้าผาอีกต่อไป”
“ลงไปดูกันเถอะ” ไป๋เช่ออวิ๋นกล่าวพลางนำหน้าคลานลงไปในถ้ำ
ฉินเหล่าเอ้อร์และฉินฟู่หลินตามมาติดๆ ส่วนหมิงเฟิงปิดท้าย
เท้าของไป๋เช่ออวิ๋นแตะพื้นโดยไม่ทันสังเกตว่าทางข้างล่างเป็นทางลาดชัน ทำให้เขาลื่นไถลไปตามพื้น
เหตุการณ์นี้ทำให้ไป๋เช่ออวิ๋นตกใจมาก พยายามจะคว้าก้อนหินข้างๆเพื่อทรงตัว แต่กลับพบว่าไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนก็ไม่สามารถทรงตัวได้
เขาไม่มีทางเลือก ได้แต่ใช้มือทั้งสองป้องกันด้านหน้า พยายามปกป้องบริเวณหว่างขาของตัวเอง ถึงอย่างไรร่างกายก็อาจจะกระทบกระเทือนได้ แต่ก็มีบางส่วนที่ไม่อาจแตะต้องได้
บทที่ 337: น่าตื่นเต้น
“นายอำเภอไป๋!”
ฉินเหล่าเอ้อร์เห็นว่าไป๋เช่ออวิ๋นกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก เขาจึงรีบตามลงไปด้วยความร้อนใจ ฉินฟู่หลินพยายามจะคว้าตัวฉินเหล่าเอ้อร์ไว้ แต่กลับเสียหลักจนพลอยไถลลงไปด้วยกัน
คนเดียวที่รอดพ้นจากเหตุการณ์นี้ได้ก็คือหมิงเฟิง ผู้มีวรยุทธแกร่งกล้า ไป๋เช่ออวิ๋นลื่นไถลลงมาจากยอดเขาอย่างราบรื่นตลอดทาง จากนั้นก็พุ่งเข้าไปในพุ่มหญ้าด้านนอก ทำให้งูสองตัวที่กำลังแสดงความรักต่อกันตกใจ
“นายอำเภอไป๋ รีบหลบเร็วเข้า!”
ไป๋เช่ออวิ๋นพยายามลุกขึ้นจากพุ่มหญ้าอย่างยากลำบาก แล้วก็ได้ยินเสียงตะโกนของฉินเหล่าเอ้อร์ ยังไม่ทันที่เขาจะได้ตอบสนอง ฉินเหล่าเอ้อร์ก็ชนกระแทกเขากลับลงไปในพุ่มหญ้าอีกครั้ง
ฉินฟู่หลินที่อยู่ด้านหลังห้ามเท้าไม่อยู่จึงร่วมจึงล้มลงทับตัวพวกเขา โชคดีที่ไป๋เช่ออวิ๋น ไม่ใช่คนร่างกายผอมบาง เพราะเกรงว่าเขาจะถูกทับจนแบน
“นายอำเภอไป๋ ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่ ท่านไม่บาดเจ็บตรงไหนใช่ไหม” ฉินเหล่าเอ้อร์รีบเข้าไปพยุงไป๋เช่ออวิ๋นให้ลุกขึ้น
ไป๋เช่ออวิ๋นถ่มหญ้าในปากออกมาแล้วกล่าวว่า
“ตื่นเต้น ช่างน่าตื่นเต้นเหลือเกิน”
ไป๋เช่ออวิ๋นรู้สึกตื่นเต้นจริงๆ เขาไม่เคยได้สัมผัสความรู้สึกสบายเช่นนี้มาก่อนเลย ถื่นไถลจากข้างบนลงมาข้างล่าง
หากเล่อเหนียงอยู่ที่นี่ นางคงจะพูดอย่างดูแคลน เฮอะ มันก็แค่กระดานลื่นเท่านั้นเอง
“นี่คือบ่อน้ำพุร้อนที่ว่าใช่หรือไม่”
ไป๋เช่ออวิ๋นเอ่ยถามพลางมองไปยังตาน้ำที่ยังคงมีไอร้อนลอยขึ้นมา
ฉินเหล่าเอ้อร์พยักหน้า “ใช่ขอรับ บ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้ไม่เล็กเลยทีเดียว ท่านลองเดินดูรอบๆก็ได้นะขอรับ” แน่นอนว่าไป๋เช่ออวิ๋นไม่ยอมแน่นอน พวกเขาเดินตามฉินเหล่าเอ้อร์วนรอบบ่อน้ำพุหนึ่งรอบ
พวกเขายังไปดูถ้ำที่มีหินงอกหินย้อยอีกด้วย
พวกเขากล่าวอย่างทึ่งว่า "คราวนี้หมู่บ้านตระกูลฉินโชคดีจริงๆ ไม่เพียงแต่มีบ่อน้ำพุร้อน ยังมีทิวทัศน์หินงอกหินย้อยที่มีแต่ในหนังสืออีกด้วย”
“แค่สองอย่างนี้ หากบริหารจัดการได้ดี ต่อไปหมู่บ้านตระกูลฉิน จะไม่มีวันอดอยากอีกแน่นอน”
ฉินฟู่หลินพูดประจบว่า “หมู่บ้านตระกูลฉิน ต่อไปจะอดอยากหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความคิดเห็นของท่านขอรับ”
ไป๋เช่ออวิ๋นหัวเราะเบาๆ
“ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน ครั้งนี้พวกท่านยกยอข้าเกินไปแล้ว ทำให้ข้ากลัวจะล้มไม่เป็นท่า”
“ขุนนางไป๋ผู้กล้าหาญและเก่งกาจ จะมีเรื่องใดที่ท่านทำไม่สำเร็จเล่า”
ไป๋เช่ออวิ๋นรีบยกมือห้าม “พอเถอะ พอเถอะ ท่านอาอย่าได้ยกยอข้าอีกเลย”
ฉินฟู่หลินหัวเราะอย่างเก้อเขินแล้วไม่กล้าพูดอะไรอีก
ไป๋เช่ออวิ๋นมองไปรอบๆ “เรื่องนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีทางแก้ไข เพียงแต่ต้องทนลำบากสักหน่อยเท่านั้นเอง” กล่าวพลางกวักมือเรียกให้พวกเขาเข้ามาใกล้ แล้วกระซิบบางอย่าง
ยิ่งฟังด้วยตาของพวกฉินเหล่าเอ้อร์ก็ยิ่งเปล่งประกาย พวกเขารู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเรื่อยๆ
“นายอำเภอไป๋วางใจได้ เรื่องนี้มอบให้พวกข้าจัดการเถิด”
ไป๋เช่ออวิ๋นกำชับอย่างจริงจัง “หากต้องการให้เรื่องนี้สำเร็จ จำเป็นต้องหาคนที่ไว้ใจได้”
“ท่านวางใจได้ ข้ามีตัวเลือกอยู่ในใจแล้ว” ฉินฟู่หลินสมกับเป็นผู้ใหญ่บ้านที่รู้ข้อมูลของทุกครัวเรือนในหมู่บ้านจริงๆ เพียงชั่วพริบตาเดียวเขาก็คิดออกแล้วว่าใครจะเป็นคนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับงานนี้
เมื่อกลับถึงหมู่บ้านฉินฟู่หลินไม่ได้กลับบ้านตัวเองทันที แต่ตรงไปที่ห้องของฉินไห่เยี่ยน ดึงเขามาแล้วกระซิบบางอยางให้ฟัง
“อะไรนะ ท่านแน่ใจหรือว่าไม่ได้เข้าใจผิด”
“เหตุใดต้องเป็นข้างด้วย”
ฉินไห่เยี่ยนตะโกนด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ ฉินฟู่หลินจึงตบไหล่เขาเบาๆแล้วพูดว่า
“เหล่าอู่ ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นเด็กดี ขอให้เจ้านึกถึงสมัยที่เจ้าเคยวางระเบิดในส้วมบ้านข้า แล้วช่วยข้าสักครั้งเถอะ”
“ข้าขอสัญญาว่าจะให้ชาวบ้านส่งไก่มาให้เจ้าทุกๆสามวัน ตกลงหรือไม่”
ฉินไห่เยี่ยนเงยหน้าร้องโอดครวญ “มันไม่ใช่เคยเรื่องของไก่ ถ้าข้าทำเรื่องนี้พลาดชีวิตข้าได้พังพินาศแน่นอน”
ฉินฟู่หลินรีบอธิบายว่า “จะไม่มีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นหรอก”
ตอนนั้นเองฉินเหล่าเอ้อร์และไป๋เช่ออวิ๋นถึงได้รู้ว่าคนที่เหมาะสมที่ฉินฟู่หลินพูดถึงคือใคร ฉินเหล่าอู่น้องชายผู้เกียจคร้านของเขา…
แต่ต้องยอมรับว่าสายตาของฉินฟู่หลินนั้นแหลมคมจริงๆ ตอนนี้มีเพียงเขาเท่านั้นที่เหมาะสมที่สุด เพียงแต่ว่าจะต้องลำบากหน่อยเท่านั้น
ฉินไห่เอี้ยนมองไปที่ฉินฟู่หลินและฉินเหล่าเอ้อร์ สุดท้ายจึงประนีประนอม “ข้ามีเพียงข้อเรียกร้องเดียว พวกท่านตามหมอหลี่อันมาได้หรือไม่ หมอเฒ่าคนนี้น่าเชื่อถือที่สุด”
ฉินเหล่าเอ้อร์และไป๋เช่ออวิ๋นได้ยินดังนั้นก็มองหน้าฉินไห่เอี้ยนด้วยสีหน้าประหลาด
หลี่อันน่าเชื่อถือหรือ
มีคนคิดว่าหลี่อันน่าเชื่อถือจริงๆหรือ
แม้แต่ต้าหวงหัวหน้าหมู่บ้านยังไม่ไว้ใจหลี่อันเลย
“ขอแค่เจ้าพอใจก็พอแล้ว”
ทางด้านฉินเหล่าซานกำลังต้อนรับลูกค้าพลางสอบถามข่าวคราวของหญิงคนนั้นไปด้วยเมื่อมีลูกค้าถามด้วยความสงสัย เขาก็ไม่ปิดบังและบอกความจริงว่า
“ตะกร้าของฮูหยินผู้เฒ่าตกอยู่ที่ร้านข้า ข้าอยากสอบถามว่านางเป็นฮูหยินผู้เฒ่าจากบ้านใด เพราะจะได้ส่งของคืนให้นางถูก”
ลูกค้าคนนั้นหัวเราะสองทีแล้วเอ่ยว่า “ถ้าเช่นนั้นข้าจะช่วยเจ้าสังเกตให้!”
“ช่างดียิ่งนัก ช่างดียิ่งนัก รบกวนฮูหยินด้วยขอรับ”
ฉินเหล่าซานกล่าวอย่างยินดี แล้วหยิบขนมหวานรูปทรงสัตว์ที่มีเอกลักษณ์จากชั้นวางของส่งให้เด็กหญิงที่อยู่ข้างๆนาง
“ถิงถิง ขอบคุณเถ้าแก่ฉินเร็วเข้าด้วย”
การพูดการจาของฮูหยินคนนี้ดูราวกับได้รับการอบรมเป็นอย่างดี นางรีบให้ลูกสาวกล่าวขอบคุณฉินเหล่าซานทันที
“ขอบคุณเจ้าค่ะเถ้าแก่”
ฉินเหล่าซานลูบศีรษะเด็กหญิงตัวน้อย “ไม่ต้องเกรงใจหรอก อยากกินขนมหวานเมื่อไหร่ก็ให้แม่พาเจ้ามาที่นี่ ขนมของลุงที่นี่เจ้ากินได้ตามใจชอบเลย"
สตรีผู้นั้นได้ยินดังนั้นก็ดีใจ รีบซื้อขนมหวานห้าชั่งกลับไปทันที
ฉินเหล่าซานถามถึงที่อยู่ของหญิงผู้นั้นกับลูกค้าทุกคนที่เขาเจอ
วันนี้ผ่านไปมีคนกล่าวว่าฉินเหล่าซานเก็บของได้แล้วและต้องการคืนเข้าของ
แต่ก็มีคนบอกว่าฉินเหล่าซานแกล้งทำเป็นคนดี แค่ตะกร้าเก่าๆนั้นมีอะให้ตามหากัน
หากเอากลับไปก็คงเอาไปเผาเป็นเชื้อเพลิงหรือทำปุ๋ยเท่านั้น
ฉินเหล่าซานไม่สนใจสายตาของพวกเขา ยังคงทำตามความตั้งใจเดิมของตนเอง
ไม่นานนักขนมขาก็หมดเกลี้ยง เหลือเพียงสองกล่องไว้สำหรับมอบให้ผู้อื่น
ฉินเหล่าซานยืดตัวบิดขี้เกียจ แล้วแอบแอบที่แก้มของสือไห่ถังหนึ่งที ก่อนจะเริ่มเก็บข้าวของเตรียมปิดร้าน
ขณะนั้นเองก็สตรีผู้หนึ่งสวมหมวกเดินเข้ามา
หมวกของนางมีผ้าโปร่งสีดำคลุมใบหน้าอยู่ ทำให้ผู้อื่นไม่สามารถมองเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงภายในได้
“ลูกค้าท่านนี้ วันนี้ท่านมาช้าไปก้าวหนึ่งแล้ว วันนี้ขนมขายหมดแล้วเจ้าค่ะ” หญิงผู้นั้นเลิกผ้าคลุมหน้าสีดำขึ้นแล้วถามว่า “ข้าได้ยินว่าเจ้ากำลังตามหาข้าอยู่”
ฉินเหล่าซานจึงได้เห็นใบหน้าของหญิงผู้นั้นอย่างชัดเจน
นางคือหญิงที่ทำตะกร้าหล่นไว้เมื่อวานนี้
“ฮูหยินขอรับ ท่านไม่ระวังเอาเสียเลย ท่านลืมตะกร้าไว้ในร้านของข้า”
ฉินเหล่าซานหยิบตะกร้าออกมาจากใต้ตู้แล้ววางไว้ตรงหน้านาง หญิงคนนั้นยื่นมือไปสัมผัสหูหิ้วของตะกร้า “เถ้าแก่ ไม่ได้เปิดดูในตะกร้าหรือ”
ฉินเหล่าซานตอบตามความจริงว่า “ไม่ได้ดูขอรับ ข้าเห็นกระดาษนี้อยู่ด้านบน”
“แล้วเหตุใดท่านเจ้าของร้านถึงไม่คิดว่าตะกร้านี้เป็นของที่มอบให้พวกเจ้าล่ะ”
บทที่ 338: คิดถึงอาหารของตระกูลฉิน
“ฮูหยินท่านนี้อารมณ์ขันยิ่งนัก สิ่งของล้ำค่าเช่นนี้ พวกข้าไม่มีโอกาสได้ครอบครองหรอก ฉินเหล่าซานกล่าวอย่างไม่ถ่อมตนและไม่ได้หยิ่งยโสจนเกินไป
สตรีผู้นั้นยิ้มเล็กน้อย “บนกระดาษไม่ได้เขียนว่าเล่อเหนียงกับเสี่ยวอวี่หรอกหรือ บ้านพวกเจ้าไม่ได้มีเด็กชื่อนี้หรือ”
หญิงผู้นั้นซักไซ้ไล่เลียงไม่ลดลาวาศอก ดวงตาคู่นั้นจ้องมองใบหน้าของฉินเหล่าซานไม่วางตา
ฉินเหล่าซานยิ้มเล็กน้อย “ก็มีอยู่ขอรับ หลานชายคนโตของข้าชื่อลิ่งอวี่ ส่วนหลานสาวคนเล็กชื่อเล่นว่าเล่อเหนียง”
“แต่ครอบครัวของพวกข้าล้วนหนีภัยแล้งมาจากทางเหนือ ไม่เคยจำได้ว่ามีญาติผู้มั่งคั่งอย่างท่านอยู่ในเมือง”
หญิงผู้นั้นยังไม่ยอมแพ้จึงถามต่อว่า “ในครอบครัวของพวกเจ้าไม่มีเด็กคนอื่นที่ชื่อนี้เลยหรือ”
ฉินเหล่าซานหัวเราะเบาๆ “จะให้ชื่อของเด็กซ้ำกันได้อย่างไร หากท่านไม่เชื่อก็ลองไปสอบถามที่หมู่บ้านตระกูลฉินสิ หรือไม่ก็ไปสอบถามที่สำนักศึกษาฝั่งตรงข้ามก็ได้ ลูกชายและหลานชายของข้าเรียกหนังสืออยู่ที่นั้น”
หญิงผู้นั้นจ้องมองฉินเหล่าซานอยู่ครู่หนึ่ง หวังจะเห็นสิ่งผิดปกติบนใบหน้าของเขา แต่น่าเสียดาย ชายชาวบ้านผู้นี้ยังคงแสดงสีหน้าเรียบเฉย ราวกับกำลังพูดเรื่องดินฟ้าอากาศ
สุดท้ายผู้หญิงคนนั้นก็ยอมแพ้ นางหยิบเงินก้อนออกมาจากตะกร้าแล้ววางลงบนโต๊ะพลางกล่าวว่า “ขออภัยด้วย ข้าเสียมารยาทเกินไปแล้ว เงินนี้ถือเป็นค่าชดเชยที่ข้ารบกวนเวลาของเจ้า”
ฉินเหล่าซานรีบนำเงินใส่กลับลงในตะกร้า “ฮูหยินหญิงช่างมีน้ำใจ เรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น”
“หากฮูหยินหญิงต้องการขอบคุณจริงๆ ต่อไปท่านต้องมาอุดหนุนกิจการของข้าบ่อยๆเสียแล้วละ หรือแนะนำญาติมิตรให้มาอุดหนุนก็ได้”
นางไม่ได้เอ่ยปากปฎิเสธและทำเพียงปลดผ้าคลุมสีดำออกจากหมวกแล้วเดินออกไป
ฉินเหล่าซานส่งนางออกไปอย่างสุภาพจากนั้นก็ปิดประตูร้าน
หญิงผู้นั้นถือตะกร้าเดินไปถึงหัวมุมก็จะหายเข้าไปในลานบ้านแห่งหนึ่ง
“จู๋ชิง เป็นอย่างไรบ้าง”
ทันทีที่นางเหยียบย่างเข้าไปในลานก็มีเสียงทรงอำนาจดังขึ้น นางรีบก้มตัวเดินเข้าไป ก่อนจะคุกเขาลงกับพื้นแล้วกล่าวว่า”
“โหวเหยีย ข้าน้อยไปตรวจสอบมาแล้ว บ้านตระกูลฉินไม่มีอะไรผิดปกติเจ้าค่ะ”
หลินโซ่วเฉิงหลุบตามองนางหนึ่งครั้ง “ตรวจสอบชัดเจนแล้วหรือ แน่ใจหรือว่าไม่มีสิ่งใดผิดปกติ”
จู๋ชิงเอ่ยน้ำเสียนอบน้อม “ข้าน้อยได้ไปสืบถามมาแล้วเจ้าค่ะ หลานชายคนโตตระกูลมีตัวอักษร ‘อวี่’ อยู่ในชื่อเจ้าค่ะ”
“ส่วนเด็กสองคนที่เคยเข้าออกจวนตระกูลเผ่ย ข้าน้อยได้ไปสืบและสอบถามมาแล้ว เป็นบุตรชายที่เกิดจากลูกชายคนที่สี่ของตระกูลฉินมีชื่อว่าลิ่งอัน ส่วนบุตรสาวชื่อเล่อเหนียง”
“ตระกูลของพวกเขายังรับขอทานมาเลี้ยงดูหนึ่งคน ชื่อของเขาไม่มีตัวอักษร ‘อวี่’ แต่ชื่อว่าหงอวิ๋น เรื่องพ่อแม่แท้ๆก็ได้รับการยืนยันแล้ว”
“ส่วนตระกูลฉินนั้นอพยพหนีภัยแล้งมาเมื่อสองปีก่อน ดูเหมือนเหล่าซื่อของตระกูลฉินจะถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารเมื่อปีที่แล้ว”
หลินโซ่วเฉิงเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยอขึ้น “ช่างเถอะ สุดท้ายแล้วพวกเราก็ร้อนใจเกินไป สืบสวนผิดทิศทางไปเสียแล้ว”
“ให้คนคอยจับตาดูจวนตระกูลเผ่ยไว้!”
……........
ฉินเหล่าซานไปที่ศาลากว่าการนำหนังสือที่ไป๋เช่ออวิ๋นต้องการมาแล้วรีบกลับบ้านอย่างไม่หยุดพัก
ตลอดทางสือไห่ถังไม่พูดอะไรเลย มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่รู้ว่าในใจกำลังตื่นตระหนกมากเพียงใด
“ภรรยา เมื่อครู่นี้ข้าเกือบตกใจแทบแย่ เจ้าดูสิ เสี่ยวชีคาดการณ์ได้ถูกต้อง เงินนั่นมีที่มาไม่ธรรมดา”
สือไห่ถังก็ตบอกพลางกล่าวว่า “โชคดีที่ก่อนหน้านี้นายอำเภอมีวิสัยทัศน์กว้างไกลบอกให้ เสี่ยวชีเปลี่ยนชื่อ ให้เขาประกาศต่อคนภายนอกว่าชื่อหงอวิ๋นแทนที่จะเป็นหงอวี่ ไม่อย่างนั้นตัวตนของเขาจะต้องถูกพบเจอแน่ๆ”
“พวกเรารีบกลับกันเถอะ ตอนนี้ข้างนอกช่างน่ากลัวเหลือเกิน” ฉินเหล่าซานกล่าวพลางสะบัดแส้ม้าในมือ
เมื่อกลับถึงบ้านเขาก็มอบหนังสือที่ไป๋ชุ่ยอวิ๋นต้องการให้เขา โดยไม่ลืมเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เขาฟัง
ดวงตาของไป๋เช่ออวิ๋นมืดมนลง “พี่สาม ท่านเห็นหน้าตาของหญิงผู้นั้นชัดเจนหรือไม่”
ฉินเหล่าซานใคร่ครวญอย่างละเอียดแล้วกล่าวว่า “ครั้งแรกที่สตรีผู้นั้นมา นางคลุมศีรษะด้วยผ้าคลุม ข้าจึงไม่ได้เห็นใบหน้าทั้งหมด”
“ครั้งที่สองที่นางมา นางสวมหมวกบนศีรษะที่มีผ้าคลุมสีดำอีกชั้นหนึ่ง ทำให้มองเห็นใบหน้าของนางไม่ชัดเจน”
“แต่สำเนียงของนางแปลกประหลาดอยู่บ้าง ไม่ค่อยเหมือนคนในเมืองหลวง ตอนนางหันหลังข้าเห็นว่าหลังใบหูของนางมีไฝสีดำอยู่เม็ดหนึ่ง และไฝนั้นค่อนข้างเม็ดใหญ่”
ไป๋เช่ออวิ๋นครุ่นคิดสักครู่ก็เดาตัวตนของบุคคลผู้นี้ได้
หากเขาเดาไม่ผิด สตรีผู้นั้นคงเป็นจู๋ชิง นางกำนัลคนสนิทของปีศาจเฒ่าแน่นอน ไป๋เช่ออวิ๋นหันไปพูดกับหงอวี่ที่กำลังเล่นกับจิ้งจอกอยู่ในลานบ้านว่า “เจ้าเด็กแสบ เจ้าถูกคนจับตามองอยู่นะ”
หงอวี่เพียงแค่ตอบรับเบาๆ แล้วก็ให้อาหารจิ้งจอกของเขาต่อไป
“เจ้าไม่รู้สึกกังวลหน่อยหรือ”
จู๋ชิงคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา นางเคยเป็นภรรยาของหัวหน้าสำนักเซียวเหยา หลังจากสำนักเสียวเหยาถูกทำลาย ปีศาจเฒ่าก็ใช้เงินก้อนโตซื้อตัวนางมา นางไม่เพียงแต่เป็นนางกำนัลคนสนิทของปีศาจเฒ่าเท่านั้น นางยังเป็นองครักษ์ลับที่มีฝีมือทั้งด้านการรักษาและวรยุทธขั้นสูงอีกด้วย
หลายปีมานี้นางทำเรื่องสกปรกให้กับปีศาจเฒ่ามากมายนับไม่ถ้วน
หงอวี่ยักไหล่และกล่าวด้วยสีหน้าสงบนิ่งว่า “ข้าเชื่อใจท่านลุงของข้า”
“เช่นเดียวกันก็เชื่อใจปีศาจเฒ่านั้นด้วย”
“ถ้านางมีความสามารถจริง นางคงไม่แค่สืบหาตัวตนของเข้าหรอก เพราะนางคงจับข้าไปนานแล้ว”
ไป๋เช่ออวิ๋นได้ยินดังนั้นก็พูดไม่ออก เขาจ้องมองหงอวี่อย่างเคร่งเครียดอยู่พักหนึ่ง พยายามหาร่องรอยความตื่นตระหนกจากท่าทางของอีกฝ่าย
แต่แล้วเขาก็ต้องผิดหวัง หงอวี่ยังคงสงบนิ่งเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงราวกับว่าสิ่งที่ไป๋เช่ออวิ๋นเพิ่งพูดไปนั้นเป็นเพียงการผายลม
“ช่างเถอะ เจ้านี่โชคดีจริงๆ!”
ไป๋เช่ออวิ๋นพึมพำเบาๆ ก่อนจะคว้าตัวเสี่ยวลิ่วแล้วสั่งให้เขาไปเรียกหัวหน้าหมู่บ้านมา
เสี่ยวลิ่วไม่ขยับเขยื้อน แต่ดวงตาของเขากลับจ้องมองอีกฝ่ายเป็นประกาย
ไป๋เช่ออวิ๋นถอนหายใจล้วงเหรียญทองแดงสองเหรียญออกมาจากอกเสื้อแล้วยัดใส่มือเด็กน้อย “เอ้า ข้าให้ค่าวิ่งเจ้า”
เสี่ยวลิ่วส่งเสียงดีใจขึ้นมาแล้วออกไปตามหาฉินฟู่หลิน
ไป๋เช่ออวิ๋นมองดูเสี่ยวลิ่วที่วิ่งออกไปทีละก้าวเหมือนกระต่ายแล้วส่ายหัวอย่างขบขัน
“ข้าก็รู้แล้วว่าความบ้าเงินของเล่อเหนียงมาจากไหน ที่แท้พวกเขาสามคนพี่น้องก็บ้าเงินเหมือนกันหมด”
“ดูจากสถานการณ์นี้แล้วต้องได้นิสัยมาจากฉินเหล่าซื่อแน่นอน”
……....
ไกลออกไปที่ชายแดน ฉินเหล่าซื่อจามอย่างรุนแรง เขาขยี้จมูกแล้วพึมพำว่า “กำลังนินทาข้าอยู่กันนะ”
“บางทีอาจเป็นเพราะลูกสาวสุดที่รักกำลังคิดถึงข้าก็ได้”
“พี่สี่ เกิดอะไรขึ้น ท่านรู้สึกหนาวหรือ”
เฉินฮั่นหลินถือเสื้อคลุมตัวหนึ่งเดินเข้ามา แล้วคลุมมันลงบนไหล่ของเขา
ฉินเหล่าซานส่ายหัว “เมื่อครู่ข้าเพียงแค่จามเท่านั้น ไม่ได้เป็นหวัดแต่อย่างใด”
“อาจเป็นเพราะเล่อเหนียงคิดถึงข้าก็ได้” เฉินฮั่นหลินเงียบไป ไม่ต้องพูดว่าเล่อเหนียงคิดถึงพวกเขาหรอก แม้แต่พวกเขาเองก็คิดถึงทุกคนในตระกูลฉิน
คิดถึงเล่อเหนียงที่ซุกซนและชอบแกล้งคน คิดถึงหงอวี่ที่มีใบหน้าเคร่งขรึม คิดถึงพวกเด็กๆที่มักจะก่อเรื่องวุ่นวายอยู่เสมอ
สิ่งสำคัญกว่านั้นคือเขาคิดถึงอาหารของตระกูลฉิน
“พี่สี่ ท่านว่าพวกเราไม่ได้กลับไปในช่วงปีใหม่ ท่านป้าและคนอื่นๆจะด่าพวกเราลับหลังหรือไม่”
ฉินเหล่าซื่อได้ยินแล้วก็พลันเงียบไป
บทที่ 339: เล่อเหนียงไม่มีลูกกวาดแล้ว
เขาเองก็คิดอาหารที่บ้านเช่นกัน คิดถึงลูกสาวตัวอ้วนนุ่มนิ่ม รวมถึงเจ้าพวกลูกชายที่ซุกซน และคิดถึงภรรยาที่งดงามที่สุด
“ข้าไม่อยากคิดว่านางจะด่าข้าลับหลังหรือไม่ ตอนนี้ขอจัดการเรื่องที่นี่ให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยว่ากันอีกที” ฉินเหล่าซื่อมองไปยังที่ไกลๆ สายตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
ห่างออกไปมีภรรยา ลูก และมารดารอเขาอยู่
“เรื่องอาการบาดเจ็บของเฉิงอันเป็นอย่างไรบ้าง”
ตอนนี้ทหารม้าหนานหมานถูกขับไล่ออกจากแคว้นต้าหนิงไปเกือบหมดแล้ว แต่เดิมพวกเขาคิดว่าจะได้กลับบ้านเร็วๆนี้ แต่ไม่คาดคิดว่าจะมีคนคิดร้ายต่อแม่ทัพเผ่ย และท่านอ๋องเจ็ด
ช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ พวกเขาต้องเผชิญกับการลอบสังหารนับครั้งไม่ถ้วน เมื่อวานพวกเราก็ได้พบอันตรายอีกครั้ง เฉิงอันได้รับบาดเจ็บที่หลังจากการป้องกันดาบให้กับท่านอ๋องเจ็ด ตอนนี้เขากำลังนอนคว่ำร้องครวญครางอยู่ในกระโจมทหาร
เฉินฮั่นหลินกล่าวพลางหัวเราะ “เขาไม่เป็นไรหรอก ท่านฟังเสียงร้องครวญครางของเขาก็รู้แล้ว”
ฉินเหล่าซื่อพูดด้วยความโกรธว่า “ข้าไม่รู้ว่าพวกนี้คิดอะไรอยู่ ทั้งๆที่ใกล้จะชนะแล้ว แต่ยังมาก่อเรื่องวุ่นวายเช่นนี้ มิสู้กลับไปนอนกอดเมียบนเตียงไม่ดีกว่าหรือ”
เฉินฮั่นหลินยักไหล่พลางกล่าวว่า “ใครจะไปรู้ล่ะ จิตใจของผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสูง พวกเราที่เป็นแค่มดปลวกเล็กๆ ไม่อาจคาดเดาได้หรอก”
“สิ่งที่พวกเราทำได้ก็คือปกป้องตัวเองให้ดี แล้วก็ขับไล่ทหารม้าหนานหมานพวกนี้ออกไปจากแคว้นต้าหนิง นั่นคือสิ่งที่เราพอจะจำได้ แบบนั้นครอบครัวของพวกเราถึงจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุขและปลอดภัย!”
ฉินเหล่าซื่อเงยหน้ามองท้องฟ้าที่ปราศจากเมฆหมอกแล้วถอนหายใจ
“ข้าหวังจริงๆ เรื่องราวพวกนี้จะจบลงโดยเร็ววัน ข้าคิดถึงเมียใจจะขาดแล้ว”
……....
หมู่บ้านตระกูลฉิน
ฉินฟู่หลินมองดูไป๋เช่ออวิ๋นและฉินไห่เยี่ยนที่ดูเอาจริงเอาจังแล้วกลืนน้ำลาย
“ไม่ใช่นะเหล่าอู่ เจ้าตั้งใจจะซื้อที่นาทั้งหมดของหมู่บ้านต้าไฮว่จริงๆหรือ”
“นี่มันเป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อยเลยนะ”
ฉินไห่เยี่ยนยักไหล่พลางกล่าว
“ถ้าไม่เช่นนั้น พวกเจ้ายังมีวิธีแก้ปัญหาที่ดีกว่านี้หรือไม่”
“ฤดูใบไม้ผลิกำลังจะมาถึงแล้ว แต่พวกเจ้ายังคงทะเลาะกันเพียงเพราะที่นาผืนนี้อยู่เลย”
ฉินฟู่หลินนิ่งเงียบไม่พูดจา เขารู้ว่าฉินไห่เยี่ยนคราวนี้จริงจังแล้ว
เพียงแต่ในใจของเขายังรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง ทุ่งนาอุดมสมบูรณ์ที่เกือบจะได้มาครอบครองกลับต้องสูญเสียไปเปล่าๆ เพราะพวกสตรีโง่เขลาในหมู่บ้านพวกนี้
หัวใจของเขาช่างเจ็บปวดเหลือเกิน “หากเป็นเช่นนั้นก็ขอให้ท่านตัดสินใจตามที่เห็นสมควรเถิด”
ไป๋เช่ออวิ๋นมองเห็นความเจ็บปวดในดวงตาของฉินฟู่หลิน เขาครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า
“ภูเขาของหมู่บ้านต้าไฮว่นี้ถูกตระกูลฉินซื้อไปแล้ว และเงินทั้งหมดก็ถูกยึดเป็นของศาลาว่าการ เพียงแต่ที่นาน้ำที่สมควรจัดสรรถูกยกเลิกเพราะเรื่องเล็กน้อย”
“ดังนั้นข้าคิดว่าจะนำเงินที่ตระกูลฉินใช้ซื้อที่นาน้ำแบ่งให้แต่บ้านในหมู่บ้านอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะมากกว่าหรือน้อยกว่าก็ถือว่ายุติธรรม หัวหน้าหมู่บ้านฉินคิดเห็นอย่างไร”
ฉินฟู่หลินเดิมทีคิดว่านาน้ำจะถูกยึดไปก็เจ็บปวดจนหัวใจรวดร้าว ทันใดนั้นได้ยินคำพูดของไป๋เช่ออวิ๋นก็ถึงกับตะลึงงันไปทันที
ไป๋เช่ออวิ๋ดึงเสื้อของเขาเบาๆ เขาจึงได้สติกลับมา
รีบคุกเข่าลงกับพื้นและโขกศีรษะ “ขอบคุณท่านขุนนางไป๋”
ไป๋เช่ออวิ๋นรีบพยุงฉินฟู่หลินให้ลุกขึ้น “หัวหน้าหมู่บ้านฉิน เหตุใดท่านต้องคุกเข่าให้ข้าด้วยเหล่า”
“ทั้งหมดเป็นสิ่งที่หมู่บ้านตระกูลฉินสมควรได้รับอยู่แล้ว ความคิดถ้าคิดดูแล้วยังขาดทุนนิดหน่อยด้วยซ้ำ”
ฉินฟู่หลินรีบส่ายหน้า "ไม่ขาดทุนหรอก ไม่ขาดทุนหรอก นายอำเภอไป๋ ท่านไม่รู้หรอกว่าปีที่แล้วเกิดภัยแล้ง ทั้งปีไม่มีผลผลิต พวกข้าอาศัยข้าวที่ยืมมาจากพี่ชุนหลานถึงได้ประทังชีวิตมาจนถึงตอนนี้”
“ตอนนี้ใกล้ถึงเวลาเพาะปลูกฤดูใบไม้ผลิแล้ว พวกข้าไม่มีเงินที่จะซื้อเมล็ดพันธุ์จริงๆ”
“การมาของท่านครั้งนี้เปรียบเสมือนสายฝนแห่งชีวิตสำหรับพวกข้า"
ไป๋เช่ออวิ๋นตกตะลึงมองดูฉินฟู่หลินด้วยความไม่อยากเชื่อ “หมู่บ้านตระกูลฉินยากจนถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
“แต่ทุกครั้งที่ข้ามา ข้าได้กลิ่นหอมของเนื้อลอยมาจากครัวของพวกเจ้าเสมอ”
ฉินฟู่หลินใช้มือปาดน้ำตาพลางพูดด้วยเสียงสะอื้น “ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณพี่ชุนหลานและครอบครัวของนางนะ”
“เมื่อครั้งที่เหล่าซื่อกับฮั่นหลินยังไม่ได้ไปเป็นทหาร ทุกครั้งที่ล่าสัตว์ได้ พวกเขามักจะแบ่งปันให้กับชาวบ้านในหมู่บ้านเสมอ”
“อีกทั้งทุกครั้งที่ครอบครัวของพวกเขาไปซื้อเนื้อกับเถ้าแก่หวง เถ้าแก่หวงก็มักจะให้กระดูกเพิ่มอีกหลายชิ้น พวกเขาก็นำมาแบ่งให้กับชาวบ้านทั้งหมด”
“ยังมีฉินเหล่าซานกับภรรยา ทุกครั้งที่ทำขนมหวานก็จะทำเพิ่มอีกเล็กน้อย เพื่อแบ่งให้เด็กๆในหมู่บ้านได้กินกัน”
“แล้วยังมีเหล่าเอ้อร์ ถึงแม้ว่าจะเป็นอาจารย์ในหมู่บ้าน เงินเดือนทุกเดือนล้วนมาจากชาวบ้าน แต่เขาไม่เคยรับเลยสักครั้ง ทุกครั้งที่ชาวบ้านนำเงินและธัญพืชมาให้ วันถัดมาเขาก็จะใช้เงินนั้นซื้อของต่างๆมาแจกจ่ายให้กับชาวบ้าน”
ฉินฟู่หลินยิ่งพูดก็ยิ่งตื่นเต้น และน้ำเสียงก็ยิ่งสั่นเครือขึ้นเรื่อยๆ
ในที่สุดไป๋เช่ออวิ๋นก็เข้าใจแล้วว่าทำไมตระกูลฉินถึงได้รับความสำคัญอย่างมากในหมู่บ้านตระกูลฉิน เป็นเพราะพวกเขาสมควรได้รับมัน
“พอเถอะ พอเถอะ ท่านอาหัวหน้าหมู่บ้าน อย่าร้องไห้อีกเลย ท่านแม่กำลังจะกลับมาแล้ว”
“ถ้าท่านยังร้องไห้ต่อไป ข้าจะต้องถูกโนยแน่ๆ” ฉินไห่เยี่ยนปลอบโยนพลางตบไหล่เขาอย่างจนปัญญา
ตอนนั้นเล่อเหนียงก็วิ่งเข้ามา เมื่อเห็นปู่หัวหน้าหมู่บ้านร้องไห้ นางก็ยื่นมือป้อมๆล้วงหาบางอย่างในถุงพาเล็กๆที่พกติดตัวเสมอ สักพักก็หยิบลูกกวาดราผลไม้ออกมายื่นให้เขาพลางกล่าวว่า
“ท่านปู่อย่างร้องไห้เลย เหนียงเหนียงจะให้ท่านกินลูกกวาดนะ!”
ฉินฟู่หลินมองดูเล่อเหนียงที่น่ารักน่าเอ็นดูแล้วหัวเราะพรืดออกมา
“เล่อเหนียงเด็กดีเก็บไว้กินเองเถอะ ปากของท่านปู่ฟันไม่แข็งแรง กินลูกกวาดไม่ได้นะ”
เล่อเหนียงร้องตอบรับหนึ่งเสียงแล้วพูดว่า “ก็ได้เจ้าค่ะ เล่อเหนียงคงต้องเก็บลูกกวาดไว้กินเองเสียแล้ว”
ท่าทางรีบร้อนแบบนั้น ทำให้รู้สึกว่าเด็กหญิงคนนี้ไม่ได้ตั้งใจจะแบ่งลูกกวาดให้คนอื่นจริงๆ
“เด็กดีเอ๋ย เหตุใดไม่ให้อาห้ากินลูกกวากสักคำ”
“อาห้ายังไม่เคยได้ลิ้มรสลูกกวาดของเจ้าเลย” ฉินไห่เยี่ยนพูดหยอกล้อนาง
เด็กหญิงตัวน้อยก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วล้วงลูกกวาดอีกเม็ดออกมาจากถุงผ้าอย่างยากลำบากแล้วยื่นให้เขา
“เล่อเหนียงเหลือลูกกวาดเพียงเม็ดเดียวแล้วนะ!”
ไป๋เช่ออวิ๋นเอ่ยแซวอยู่ข้างๆ “ข้าก็ยังไม่เคยได้กินลูกกวาดของเล่อเหนียงเลยนะ ดูเหมือนข้าจะเป็นคนไร้วาสนาเสียแล้ว”
เล่อเหนียงถือลูกกวาดในมือมองไปที่ไป๋เช่ออวิ๋นแวบหนึ่ง แล้วก็มองไปที่ฉินไห่เยี่ยนอีกที กำลังลังเลว่าจะให้ลูกกวาดนี้แก่ใครดี
ส่วนฉินไห่เยี่ยนและไป๋เช่ออวิ๋นก็ไม่พูดอะไร พวกเขาเพียงแต่มองนางเงียบๆ รอคอยว่านางจะให้ลูกกวาดใคร
ขณะที่เล่อเหนียงกำลังลังเลอยู่นั้นหงอวี่ก็วิ่งเข้ามาคว้าลูกกวาดในมือของเล่อเหนียงไป
เขาแกะกระดาษห่อออกแล้วยัดเข้าปากของเล่อเหนียงทันที
ขณะเดียวกันก็จ้องพวกเขาด้วยสายตาดุดัน “พวกท่านอายุเท่าไหร่แล้ว ยังกล้ารังแกเล่อเหนียงอีก ไม่รู้สึกละอายใจบ้างหรือ”
ไป๋เช่ออวิ๋นและฉินไห่เยี่ยนต่างมีความคิดเดียวกันในตอนนี้
นั่นก็คือต้องการจับเด็กน้อยน่ารำคาญคนนี้มาตีก้นสักหนึ่งทีสองที
“หัวหน้าหมู่บ้าน ท่านไปเรียกชาวบ้านทั้งหมดมาที่นี่ เรื่องนี้ยังไงก็ต้องให้พวกเขารับรู้”
ฉินฟู่หลินรับคำ แล้วหมุนตัวรีบวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
บทที่ 340: ระวังหน่อยนะ
ไม่นานนักชาวบ้านก็มารวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียง พวกเขาต่างมองดูไป๋เช่ออวิ๋นและฉินไห่เยี่ยนด้วยความตื่นเต้น
“เหล่าอู่ ท่านนายอำเภอ สิ่งที่ลุงหัวหน้าหมู่บ้านพูดเป็นความจริงหรือ”
สตรีนางหนึ่งอดใจไม่ไหวรีบถามอย่างร้อนรน “พวกท่านยินดีแบ่งเงินให้พวกข้าจริงหรือ”
ไป๋เช่ออวิ๋นมองดูชาวบ้านที่กำลังตื่นเต้นแล้วรีบยกมือขึ้นเพื่อบอกเขาสงบลง
“พวกท่านทั้งหลาย ข้ารู้ว่าพวกเจ้าร้อนใจอยากรู้ว่าเรื่องนี้เป็นความจริงหรือไม่ ข้าสามารถบอกพวกเจ้าได้ว่าสิ่งที่หัวหน้าหมู่บ้านชินพูดนั้นเป็นความจริงแท้แน่นอน
“อีกสักครู่พวกข้าจะส่งมอบโฉนดที่ดินและเงินพร้อมกัน จากนั้นจะแบ่งเงินทั้งหมดอย่างเท่าเทียมกันต่อหน้าทุกคน”
เมื่อได้รับคำยืนยันจากปากของไป๋เช่ออวิ๋น ดวงตาของผู้คนมากมายตรงนั้นก็แดงก่ำด้วยความตื้นตันใจ ช่วงหลายวันที่ผ่านมาอย่าว่าแต่เงินก้อนเลย แม้แต่เหรียญทองแดงพวกเขาก็แทบไม่ได้เห็น
แม้ว่าจะออกไปหางานทำ สุดท้ายก็ถูกนายจ้างเอาเปรียบ
ถ้าบ่นว่าค่าแรงน้อยก็ถูกไล่ออก เหตุผลว่าข้างหลังยังมีคนต่อแถวรอทำงานอีกมากมาย
แม้ว่าตระกูลฉินจะรับซื้อปลาและหอยทากจะช่วยให้พวกเขาพอมีกินอยู่บ้าง แต่พอเริ่มมีคนออกไปจับปลาจับหอยมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เหลือแต่ปลาตัวเล็ก แม้แต่หอยทากก็น้อยลง ทำให้พวกเขาไม่มีรายได้อีกต่อไป ฤดูหนาวนี้อากาศหนาวยิ่งนัก เงินที่เก็บสะสมไว้ก่อนหน้านี้ถูกใช้ไปกับการหาหมอและซื้อยา หรือไม่ก็ซื้ออาหารประทังชีวิต
บ้านของพวกเขาไม่มีแม้แต่เหรียญทองแดงสักเหรียญ แม้แต่เงินสำหรับซื้อเมล็ดพันธุ์สำหรับการเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิก็ไม่มี
พวกเขาวางแผนที่จะไปเก็บต้นกล้าของคนอื่น เพราะการเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิปีนี้
“ทุกท่านโปรดใจเย็นๆก่อน พวกเจ้าอย่าเพิ่งมารวมตัวกันทีนี่ ถ้าพวกเจ้าออกันอยู่ตรงนี้ เงินจะเข้ามาไม่ถึงนะ”
ชาวบ้านตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าพวกเขาได้ขวางทางครอบครัวฉินไว้ จึงรีบเปิดทางให้พวกเขาทันที ระหว่างนั้นแม่เฒ่าฉินก็อุ้มกล่องใบหนึ่งเดินเข้ามา
ไป๋เช่ออวิ๋นก็หยิบหนังสือสัญญาสองฉบับออกมาจากอกเสื้อ
“ฉินไห่เยี่ยนข้าขอยืนยันอีกครั้ง เจ้าต้องการซื้อที่นาทั้งหมดในหมู่บ้านต้าไฮว่จริงๆหรือ”
ฉินไห่เยี่ยนตบกล่องเบาๆ “ข้านำเงินมาด้วยแล้ว ไม่มีเหตุผลที่จะนำกลับไป”
ทันทีที่ฉินไห่เยี่ยนพูดจบเสียงโห่ร้องยินดีก็ดังขึ้น ไป๋เช่ออวิ๋นใช้ส่งสัญญาณให้ชาวบ้านสงบลงก่อน
จากนั้นเขาก็อ่านเนื้อหาในหนังสือสัญญาให้ทุกคนฟังอย่างเปิดเผย
ชาวบ้านที่อยู่ในที่นั้นไม่สนใจเนื้อหาในสัญญาเลย พวกเขาสนใจแต่เพียงว่าหมู่บ้านต้าไฮว่มีที่ดินเหลือกี่หมู่
“เดิมทีหมู่บ้านต้าไฮว่มีที่นาชั้นหนึ่งแปดสิบแปดหมู่ นาชั้นสองสิบหกหมู่ ตอนนี้ทั้งหมดทั้งอยู่ภายใต้การดูแลของฉินไห่เยี่ยน”
ไป๋เช่ออวิ๋นเพิ่งพูดจบก็เกิดความโกลาหลทันทีเพราะพวกเขาไม่รู้เลยว่าหมู่บ้านต้าฮวามีที่นามากขนาดนี้
เมื่อคำนวณดูแล้วแต่ละครอบครัวอย่างน้อยก็มีนาน้ำสองหมู่ และนาแห้งหนึ่งหมู่
พวกเขาคิดคำนวณแล้วต่างก็โกรธจนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ทั้งที่พวกเขามีที่ดินมากมายในมือ แต่กลับยังต้องไปขโมยธัญพืชจากบ้านของพวกข้า
สมควรแล้วที่ต้องจบลงเช่นนี้ “หมู่บ้านต้าไฮว่ มีที่นาดีแต่ราคาก็แพงเช่นกัน หนึ่งหมู่ต้องใช้เงินห้าตำลึง รวมแปดสิบแปดหมู่ก็เป็นสี่ร้อยสี่สิบสี่ตำลึง”
“นาชั้นสองราคาสามตำลึงต่อหมู่ สิบหกหมู่รวมเป็นสี่สิบแปดตำลึง”
“รวมกันแล้วเป็นสี่ร้อยแปดสิบแปดตำลึง”
แม่เฒ่าฉินได้ล้วงเงินออกมาจากกล่องอย่างคล่องแคล่ว ขณะที่ไป๋เช่ออวิ๋นกำลังคำนวณเงิน
แต่นางก็ยังคงระมัดระวังไม่นำทองคำออกมา อีกทั้งยังไปแลกเศษเงินและเหรียญทองแดงที่อำเภอมาล่วงหน้าหนึ่งวัน ดังนั้นตอนนี้บนโต๊ะมีเศษเงินและเหรียญทองแดงอีกไม่กี่เหรียญ แน่นอนว่ามีเงินก้อนห้าตำลึงด้วย
มีเงินก้อนละสิบตำลึงเยอะอยู่เหมือนกัน หากมีคนถามเรื่องนี้ก็ให้บอกว่าเป็นเงินซองแดงที่นายอำเภอไป๋และบุตรชายเจ้าของภัตตาคารว่านฝูมอบให้เด็กๆในช่วงตรุษจีน
เมื่อได้ยินว่าตระกูลฉฺนถึงกับนำเงินซองแดงของเด็กๆออกมา หัวใจของชาวบ้านก็ยิ่งเคารพตระกูลฉินยิ่งขึ้นไปอีก ถึงขนาดยอมลำบากตัวเองเพื่อให้พวกเขาได้อิ่มท้องเลยทีเดียว
ไม่นานเงินก็ถูกนับเสร็จ ต่อไปก็ถึงช่วงเวลาการแบ่งงานอันน่าตื่นเต้นแล้ว
แต่เดิมหมู่ล้านตระกูลมีเพียงสามสิบหกครัวเรือน ภายหลังเมื่อเกิดภัยแล้งมีหลายครอบครัวที่ย้ายกลับมา ดังนั้นตอนนี้จึงมีทั้งหมดสี่สิบสองครัวเรือน
“ทั้งหมดนี้มีสี่ร้อยแปดสิบแปดตำลึง หมู่บ้านของพวกเราตอนนี้มีสี่สิบสองครัวเรือน รวมกับบ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อก็เป็นสี่สิบสามครัวเรือน แต่ละครัวเรือนแบ่งได้มากกว่าสิบเอ็ดตำลึง”
“ข้าว่าเอาแบบนี้ก็แล้วกัน แต่ละครอบครัวรับไปครอบครัวละสิบเอ็ดตำลึง ส่วนที่เหลือนั้นจริงๆ แล้วคำนวณได้ยากสักหน่อยก็ให้บ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อ ให้พวกเขาใช้สำหรับซื้อเครื่องอุปโภคบริโภค"
“พวกเจ้าคิดว่าอย่างไร” ไป๋เช่ออวิ๋นพูดจบดวงตายังคงจับจ้องอยู่ที่พวกเขาทุกคนในตอนนี้
สีหน้าบ้างคนบอกความต้องการได้ชัดเจน
บางคนไม่ใส่ใจ
บางคนดูไม่ค่อยเต็มใจนัก
จริงๆแล้วไป๋เช่ออวิ๋นก็เข้าใจพวกเขา เพราะเงินที่เหลือยังมีอีกสองถึงสามร้อยอีแปะ
“นายอำเภอไป๋ ข้าไม่คัดค้าน ข้าขอรับเพียงสิบตำลึงก็พอ ส่วนที่เหลืออีกกว่าหนึ่งตำลึงก็มอบให้คนชราที่บ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อ” ฉินฟู่หลินเป็นคนแรกที่ลุกขึ้นยืนเห็นด้วย
เอ้อร์จู้ก็ขึ้นยืนลุกตามมาติดๆเช่นกัน “ครอบครัวข้ามีคนน้อย สิบตำลึงก็เพียงพอแล้ว”ต่อจากครอบครัวของเถียหนิว...
ครอบครัวของฟูไห่...
ชาวบ้านจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ยืนขึ้นมาบอกว่าต้องการเพียงสิบตำลึง คนที่ไม่เห็นด้วยในใจก็จำต้องลุกขึ้นยืนพร้อมกับพวกเขาเพื่อแสดงเจตจำนง แต่ความจริงแล้วในใจของทุกคนกำลังเจ็บจนแทบกระอักเลือด
ไป๋เช่ออวิ๋นยิ้มเล็กน้อย “เมื่อทุกคนไม่คัดค้าน งั้นหัวหน้าหมู่บ้านก็มาแจกเงิน ครอบครัวละสิบเอ็ดตำลึง!”
ฉินฟู่หลินรีบกล่าวว่า “บ้านของข้าสิบตำลึงก็พอแล้ว”
ชายเสื้อขาวพูดอย่างเด็ดขาด “แต่ละบ้านสิบเอ็ดตำลึง!”
ฉินฟู่หลินไม่มีทางเลือกจึงต้องแจกเงินตามที่เขาบอก ชาวบ้านยืนเข้าแถวอย่างมีระเบียบ ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นที่ปิดไม่มิด
แม้พวกเขาจะเข้าแถวรับเงินอย่างมีระเบียบ แต่ทุกคนต่างมีความคิดเดียวกันทั้งหมดต้องการเงินเล็กเงินน้อยพวกนั้น ส่วนเงินห้าตำลึงและสิบตำลึงนั้น พวกเขาไม่แม้แต่จะมอง
เพราะมันใหญ่เกินไปกลัวว่าจะทำหล่นหาย พวกเขาไม่กล้าเสี่ยงหรอกนะ!
ฉินฟู่หลินก็ได้แต่จำนนใจ จำต้องนับเหรียญทองแดงให้พวกเขา
ไป๋เช่ออวิ๋นเห็นสถานการณ์เช่นนั้นก็เข้าไปช่วยนับด้วย มิเช่นนั้นหากปล่อยให้เขานับคนเดียว ไม่รู้ว่าวันนี้จะนับเสร็จหรือไม่
ค่ำคืนนั้นทั่วทั้งหมู่บ้านตระกูลฉินเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความยินดี ทุกครัวเรือนต่างก็ไปซื้อเนื้อสองชั่งมาเติมไขมันให้ท้องของตน
บางคนที่ติดสุราถึงกับไปซื้อเหล้ามาคนละไหสองไห
มีเพียงแม่เฒ่าฉินที่นั่งกอดกล่องไม้เปล่าๆ ด้วยความเหม่อลอยพลางถอนหายใจ
“หีบของข้าเอ๋ย เจ้าเบาลงไปได้อย่างไรกัน”
เมื่อคนอื่นเห็นเหตุการณ์ก็พากันเอามือปิดปากหัวเราะกันเงียบๆ
วันรุ่งขึ้นแต่เช้าตรู่
ฉินไห่เยี่ยนถือซาลาเปาลูกใหญ่ไว้ในมือ พลางเดินขึ้นเขาอย่างสบายใจ เมื่อมีคนถาม เขาก็บอกว่าไปตรวจตราที่นาที่ซื้อมาเมื่อวาน
ชาวบ้านก็พากันหัวเราะและเตือนให้เขาระวังทางลื่น
พอขึ้นเขาไปไม่นานก็เห็นหลี่อันถือของรออยู่แล้ว
ฉินไห่เยี่ยนถอนหายใจยอมรับชะตากรรมแล้วเดินขึ้นไป
“หมอหลี่ ท่านได้โปรดเบามือด้วย อย่าตีผิดที่เชียวละ”
จบตอน
Comments
Post a Comment