บทที่ 341: ของปลอมกลายเป็นของจริง
“เจ้าวางใจได้ แค่ทำรอยขีดข่วนจากสัตว์ป่าก็พอแล้ว”
หลี่อันตบอกพลางกล่าวว่า “ก่อนที่ข้าจะเข้าวังเป็นหมอหลวง ข้าก็เป็นหมอรักษาสัตว์มาก่อน รอยข่วนเล็กๆน้อยๆแบบนี้ไม่ใช่เรื่องยากเลย”
มุมปากของฉินไห่เยี่ยนกระตุกเล็กน้อย จู่ๆ ตอนนี้เขาก็รู้สึกอยากวิ่งหนีขึ้นมา
“มาๆๆ รีบถอดเสื้อผ้าเร็วเข้า รีบทำงานให้เสร็จแล้วจะได้กลับบ้านเร็วๆ”
ฉินไห่เยี่ยนลังเลไม่ยอมถอดเสื้อผ้า ตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกเสียใจ เพราะหลี่อันดูไม่น่าไว้วางใจเลยแม้แต่น้อย
“เจ้ารีบหน่อยได้หรือไม่ แค่ใช้ยาวาดรอยบนตัวเจ้าเท่านั้น ไม่เจ็บหรอกน่า เจ้าจะมัวอิดออดอะไรหนักหนา”
ฉินไห่เยี่ยนจำต้องถอดกางเกงออก เผยให้เห็นกางเกงตัวในขาดวิ่น
“ท่านว่านายอำเภอไป๋ผู้นี้คิดเรื่องนี้ขึ้นมาได้อย่างไร” ฉินไห่เยี่ยนเถามด้วยน้ำเสียงจนปัญญา
ใช่แล้ว เพื่อที่จะยึดเขาของหมู่บ้านต้าหลิวมาไว้ในครอบครองและเพื่อหลีกเลี่ยเรื่องวุ่นวายในภายหลัง จึงต้องหาวิธีให้พวกเขาขายเขาลูกนั้นด้วยตัวเอง ไป๋เช่ออวิ๋นจึงคิดแผนการอันแยบยลขึ้นมาหนึ่งแผน
นั่นก็คือให้ใครสักคนไปเดินเล่นบนภูเขา จากนั้นก็แกล้งทำเป็นว่ามีสัตว์ป่าดุร้าย เพื่อทำให้ชาวบ้านหมู่บ้านต้าหลิวตกใจกลัวจนยอมขายภูเขา
พวกเขารู้ดีกว่ามีคนถูกทำร้ายเพียงคนเดียว ชาวบ้านคงไม่หลงกลง่ายๆแน่ ดังนั้นแผนการของพวกเขาคือ หาคนห้าหกคนมาแสดงละครนี้ซ้ำๆสักช่วงระยะเวลาหนึ่ง
โดยคนแรกที่ถูกเลือกก็คือฉินไห่เยี่ยน
ใครใช้ให้หมอนี่ว่างงานกันแล้ว วันๆเอาแต่เที่ยวเตร่ไม่สนใจสิ่งอื่น
ครึ่งชั่วยามต่อมาหลี่อันก็จัดการรอยข่วนจากสัตว์ร้ายทั้งหมดเสร็จสิ้น
ฉินไห่เยี่ยนก้มหน้าลงดมกลิ่น และได้กลิ่นเหม็นคละคลุ้งจนเกือบอาเจียน
“โอ้โห นี่มันกลิ่นอะไรกัน เหตุใดถึงเหม็นขนาดนี้”
ฉินไห่เยี่ยนร้องขึ้นมาพลางบีบจมูกตัวเอง
หลี่อันตบหลังหัวเขาทันที “เจ้าเด็กบ้า หุบปากซะ อย่าให้คนอื่นได้ยินเชียว”
“อีกอย่างสีที่ข้าใช้นี่ทำมาจากเลือดไก่ เลือดกระต่าย และมูลวัว ฉะนั้นอย่าบ่นเลย ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เอาออกมาใช้” หลี่อันเห็นฉินไห่เยี่ยนทนทุกข์ทรมานไม่ไหวจึงล้วงยาออกมาเม็ดหนึ่งให้เขา
“ยานี้สามารถปิดกั้นประสาทรับกลิ่นของเจ้าได้ชั่วคราว เจ้าอดทนไปก่อนนะ”
“ข้าก็ไม่รู้จริงๆว่าไป๋เช่ออวิ๋นนี่คิดอะไรอยู่ ภูเขาเล็กแค่นั้น เหตุใดไม่ซื้อมันให้จบๆ เหตุใดต้องสร้างเรื่องใหญ่ขนาดนี้ด้วย”
ฉินไห่เยี่ยนยักไหล่
“ไม่รู้สิ ข้าไม่สนิทกับเขา!”
“เอาละ เตรียมตัวร้องโหยหวนได้แล้ว…”
“อ๊าก!!!!!”
หลี่อันยังพูดไม่ทันจบ ฉินไห่เยี่ยนก็กรีดร้องขึ้นมาเสียแล้ว
“อ๊าก!!! วิ่งเร็วเข้า!!!!!”
ฉินไห่เยี่ยนหมุนตัวแล้ววิ่งลงเขาไปด้วยความเร็วราวกับมีอะไรไล่ตามหลังมา
หลี่อันเห็นดังนั้นก็ลูบเคราอย่างพอใจ “เจ้าหนูนี่แสดงได้เหมือนจริงเชียวนะ”
เขาพึมพำจบก็รู้สึกหนาวสะท้านที่แผ่นหลัง ราวกับว่ามีบางสิ่งอยู่ด้านหลังจริงๆ ชายชรากลั้นหายใจแล้วค่อยๆหันหลังกลับไปมอง พริบตาต่อมาก็ใช้วิชาตัวเบาวิ่งลงจากเขา
สิ่งนั้นเห็นฉินไห่เยี่ยนกับหลี่อัวิ่งหนีจึงคำรามเสียงดังแล้วไล่ตามพวกเขาไป
“ฉินไห่เยี่ยน เจ้าบ้าเอ๊ย มีหมีอยู่ข้างหลังก็ไม่บอกสักคำ”
ฉินไห่เยี่ยนวิ่งไปพลางตอบว่า “ข้าไม่ได้ตะโกนบอกให้ท่านรีบวิ่งหรอกหรือ!”
“ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าแกล้งทำหรือไม่”
“เอ๊ะ ไม่ต้องถูก ตอนนี้ไม่ใช่ฤดูหนาวหรอกหรือ เหตุใดถึงมีหมีออกมาได้”
“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร ท่านไปถามมันเองสิ”
ขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น หมีตัวนั้นก็ไล่ตามมาใกล้เข้ามาทุกที หลี่อันมองดูหมีที่กำลังเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ จึงรีบคว้าตัวฉินไห่เยี่ยนแล้วกระโดดขึ้นต้นไม้
ฉินไห่เยี่ยนกลืนน้ำลายเมื่อเห็นหมีที่เดินวนรอบต้นไม้ไม่หยุด
“ยอดเยี่ยมชะมัด ดูเหมือนว่าที่ข้าพยามยามทำมาจะไม่สูญเปล่า มีสัตว์ตัวนี้อยู่ใครจะกล้าสงสัยอีกเล่า”
หลี่อันหอบหายใจอย่างหนัก โชคดีที่เช้านี้เขากินซาลาเปาไปห้าลูกกับโจ๊กหนึ่งชาม ไม่อย่างนั้นคงไม่มีแรงยกฉินไห่เยี่ยนขึ้นต้นไม้แบบนี้แน่ๆ
“ตอนนี้จะทำอย่างไรดี ดูท่าทางมันแล้ว ถ้าไม่ได้กินเนื้อคงไม่ยอมไปง่ายๆ”
หลี่อันก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี แม้ว่าเขาจะมีวิชาตัวเบา แต่ก็อายุมากแล้ว เรี่ยวแรงก็เหลือไม่มากนัก เขาไม่อาจรับประกันได้ว่าจะพาคนใหญ่อย่างฉินไห่เยี่ยนบินไปได้
ขณะเดียวกันนั้นหมีก็เริ่มปีนต้นไม้ขึ้นมาแล้ว
ฉินไห่เยี่ยนและหลี่อันรีบกระโดดไปยังต้นไม้อีกต้นหนึ่งอย่างรวดเร็ว หากแต่หมีดำตัวนั้นก็รีบไล่ตามไปอย่างรวดเร็ว
หลี่อันเห็นมันมาแล้วจึงพาฉินไห่เยี่ยนกระโดดไปยังต้นไม้อีกต้นหนึ่งหลี่อันมองดูป่าไม้ที่หนาทึบก็เกิดแผนการขึ้นในใจ
เขาพาฉินไห่เยี่ยนวิ่งลงเขาโดยกระโดดจากต้นไม้ต้นหนึ่งไปอีกต้นหนึ่ง หมีตัวนั้นก็ไล่ตามพวกเขาอย่างใกล้ชิด ท่าทางเหมือนจะไม่ยอมไปจนกว่าจะได้กินเนื้อ
เมื่อพวกเขาใกล้ถึงทางลงเขา หลี่อันก็หยุดเคลื่อนไหว
ฉินไห่เยี่ยนเห็นชาวบ้านที่กำลังวิ่งเข้ามาในป่าเขาก็รีบตะโกนเสียงดัง
“รีบหนีเร็วเข้า อย่าเข้ามา ที่นี่มีหมี!”
แม้ว่าพวกเขาไม่สามารถมองเห็นที่มาของเสียงได้อย่างชัดเจนจากบนต้นไม้ แต่ทุกคนที่เดินขึ้นเขามาตามเส้นทางนี้ล้วนเป็นชาวบ้านทั้งสิ้น
เอ้อร์จู้และเถียวหนิวได้ยินเสียงและมองไปรอบๆ ก็คิดว่าตนเองอาจจะมองผิดไป
“เอ้อร์จู้ เมื่อครู่เจ้าได้ยินเสียงอะไรหรือไม่”
เถียหนิวพยักหน้า “ฟังจากเสียงนี้ ดูเหมือนจะเป็นเหล่าอู่นะ”
พูดพลางเขาก็มองไปรอบๆ แต่ก็ไม่เห็นเงาของฉินไห่เยี่ยน ทั้งสองคิดว่าคงเป็นเพราะเมื่อวานกินเนื้อมากเกินไปจึงเกิดอาการหูแว่วขึ้น พวกเขาจึงไม่ได้สนใจและเดินแบกจอบขึ้นเขาต่อ
ฉินไห่เยี่ยนเห็นว่าพวกเขาไม่เพียงแต่ไม่กลับบ้านและเดินมุ่งหน้าขึ้นเขา ทำให้ใจของนางร้อนรนจนทนไม่ไหวจึงตะโกนเสียงดังอีกครั้ง
“ข้าคือฉินไห่เยี่ยน เขาขึ้นไปบนภูเขา บนนั้นมีหมี”
เอ้อร์จู้และเทียนหนิวได้ยินเสียงของฉินไห่เยี่ยนก็ชะงักไป พวกเขายังไม่ทันได้ตอบสนองต่อสิ่งที่อีกฝ่ายพูดก็ได้ยินเสียงคำรามของหมีดังขึ้น
พวกเขาจึงทิ้งจอบแล้ววิ่งกลับไปยังหมู่บ้านทันที คนหนึ่งไปบอกฉินฟู่หลิน อีกคนหนึ่งไปบอกฉินเหล่าซานที่บ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อ
เมื่อฉินฟู่หลินได้ยินข่าวก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที เขารีบเรียกหนุ่มๆในหมู่บ้านให้หยิบอาวุธแล้ววิ่งขึ้นเขาไป
นี่มันเทพเจ้าแห่งโชคลาภเชียวนะ!
เมื่อวานเพิ่งแบ่งงานให้แต่ครอบครัวไปเอง
“เหล่าอู่ เจ้าเคยกินอุ้งตีนหมีหรือไม่” ฉินไห่เยี่ยนส่ายหัว “ไม่เคย อย่าว่าแต่หมีเลย แม้แต่นกบนภูเขาข้าก็ไม่เคยกินสักตัว”
หลี่อันมองดูอุ้งเท้าหมีอ้วนพีทั้งสองข้าง ลูกกระเดือดของเขาขยับขึ้นลง
อยากกิน...
“เหล่าอู่ คืนนี้พวกเราอาจจะได้กินเนื้อหมี”
ฉินไห่เยี่ยนกลอกตาใส่ “หมอหลี่ ในฐานะหมอ ท่านคิดว่าการกินเนื้อหมีนั้นเหมาะสมจริงๆหรือ”
“ท่านไม่รู้สึกว่ามันไม่น่ากินเหรอ”
หลี่อันยกมือขึ้นตีหัวเขาเบาๆ “เจ้ารู้อะไรบ้าง เนื้อหมีนั้นเป็นอาหารบำรุงชั้นดี เหตุใดท่านถึงกินไม่ได้เล่า”
ฉินไห่เยี่ยนนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง “ถ้าเจ้าชอบก็ดีแล้ว!”
ทางด้านนี้ฉินฟู่หลินและเหล่าชายฉกรรจ์จากหมู่บ้านตระกูลฉินก็พากันขึ้นเขามาอย่างยิ่งใหญ่
เมื่อพวกเขาเห็นหมีดำตัวใหญ่ยักษ์ที่นอนอยู่ใต้ต้นไม้ ทุกคนก็ตะลึงงันไปชั่วขณะ
บทที่ 342: น่าอับอายขายขี้หน้าจริงๆ
“สวรรค์ หมีตัวนั้นมาจากไหนกัน”
“ทุกคนรีบปีนขึ้นต้นไม้เร็วเข้า!”
ฉินฟู่หลินเห็นหมีวิ่งเข้ามาจึงรีบตะโกนบอกให้ชาวบ้านรีบปีนขึ้นต้นไม้
โชคดีที่ครั้งนี้มีแต่ชายฉกรรจ์วัยวิ่งตามมา อีกทั้งยังเป็นพวกที่คุ้นเคยกับการลงแม่น้ำจับกุ้ง ปีนต้นไม้หาไข่นกมาตั้งแต่เด็ก ฝีมือในการปีนต้นไม้จึงเป็นเลิศ
เพียงไม่กี่อึดใจพวกเขาก็ปีนขึ้นไปอยู่บนต้นไม้กันหมดแล้ว
“เหล่าอู่ เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่”
ฉินฟู่หลินเห็นฉินไห่เยี่ยนในสภาพเละเทะจึงถามด้วยความห่วงใย แม้ว่าวันนี้จะเป็นแผนการของพวกเขา แต่เมื่อมองดูแล้ว ตอนนี้เขาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าบาดแผลบนตัวฉินไห่เยี่ยนเป็นของจริงหรือของปลอมกันแน่
ไม่รู้ว่าฉินไห่เยี่ยนได้รับสัญญาณลับจากฉินฟู่หลินหรือว่าเข้าสู่โหมดการแสดงกันแน่ ตอนนี้จึงเกาะต้นไม้ร้องโอดครวญ
“โอ๊ย!!! ขาข้า เอวข้า”
“ข้าไม่หายดีแน่ถ้าไม่ได้กินหมีตีนตัวนี้”
“สวรรค์! ข้ายังไม่ได้แต่งเมียเลยนะ!”
ฉินฟู่หลินและชาวบ้านคนอื่นต่างตะลึง พวกเขาเชื่อแล้วว่าฉินไห่เยี่ยนถูกหมีทำร้าย
ทุกคนมองเขาด้วยสีหน้าเป็นห่วง ถ้าเขาบาดเจ็บตรงไหน แม่เฒ่าฉินคงจะเสียใจและทุกข์ใจมากแน่นอน
มีเพียงหลี่อันที่รู้ความจริงของเรื่องราวนี้พยายามกลั้นขำบนต้นไม้จนใบหน้าแดงก่ำ
“หมอหลี่ ตอนนี้มันไม่ใช่ฤดูหนาวหรือ เหตุใดถึงมีหมีด้วยเล่า” ฉินฟู่หลินถามด้วยความสงสัย
หลี่อันยักไหล่ “เจ้าถามข้า แล้วข้าจะรู้ได้อย่างไร”
“เมื่อครู่ถ้าไม่ใช่เพราะข้าตอบสนองเร็ว ข้าคงถูกหมีตะบบตายไปแล้ว!”
หลี่อันนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ วิญญาณของเขาแทบจะหลุดลอยออกจากร่าง ฉินไห่เยี่ยนคนนี้ต้องตั้งใจแน่ๆ
“หัวหน้าหมู่บ้าน เจ้าเคยกินเนื้อหมีหรือไม่”
ฉินฟู่หลินชะงักไปครู่หนึ่งจากนั้นดวงตาของเขาก็ลุกโชนด้วยความกระตือรือร้น
เนื้อหมีหรือ
ใครบ้างไม่อยากกิน
“หมอหลี่ ท่านหมายความว่า…”
หลี่อันตัดบทคำพูดของเขา “ถูกต้อง เป็นอย่างที่เจ้าคิดนั่นแหละ พวกเจ้ากล้าลงมือสักตั้งหรือไม่”
ฉินฟู่หลินมองไปที่ใต้ต้นไม้ ก็เห็นหมีดำตัวนั้นเริ่มปีนขึ้นต้นไม้
“ลงมือ ลงมือเลย!”
ฉินฟู่หลินพูดจบก็หันไปพูดกับชาวบ้าน “พี่น้องทั้งหลาย อยากกินเนื้อหมีกันหรือไม่”
“อยาก!”
ชาวบ้านเหล่านี้ไม่ใช่คนโง่ พวกเขาเข้าใจความหมายของหัวหน้าหมู่บ้านเป็นอย่างดี แม้จะกินเนื้อหมีแล้วจะดีต่อสุขภาพ แต่พวกเขาก็เหลือเพียงทางเดียวที่จะทำ จะสู้หรือไม่สู้ก็ตายอยู่ดี เพราะหมีสามารถปีนต้นไม้ได้
พวกเขาอยู่บนต้นไม้ได้ไม่นานหรอก
“พวกเจ้าเตรียมอาวุธในมือให้พร้อม ข้าจะลงไปโจมตีแบบไม่ให้มันตั้งตัว พวกเจ้าคอยสังเกตการณ์และให้ความช่วยเหลือ!” หลี่อันเอ่ยบอกทุกคน
“หมอหลี่ ระวังตัวด้วย!”
หลี่อันกระโจนลงมาพร้อมกับรวบรวมพลังภายในทั่วร่างแล้วฟาดฝ่ามือใส่หมีดำ หมีตัวนั้นดูเหมือนจะรู้สึกถึงอันตราย มันหันตัวหลบการโจมตีของหลี่อันได้อย่างหวุดหวิด
หลี่อันเห็นว่าการโจมตีครั้งแรกไม่สำเร็จ จึงออกหมัดอีกครั้งอย่างรวดเร็ว คราวนี้หมีตัวนั้นไม่ทันได้ตั้งตัว ทำให้รับหมัดของหลี่อันเข้าไปเต็มๆ
ร่างอันใหญ่โตลอยกระเด็นออกไป พวกฉินฟู่หลินเห็นว่าฝั่งตัวเองได้เปรียบก็รีบกระโดดลงจากต้นไม้ แบกจอบวิ่งเข้าไปโจมตีสัตว์ร้ายตัวนั้นทันที
ตีด้วยจอบแล้วก็วิ่งหนีทันที จากนั้นคนที่ถือขวานก็ตามมาซ้ำต่อ
หมีดำตัวนั้นงุนงงไปชั่วขณะ พอกลับมาได้สติร่างกายของมันเต็มไปด้วยบาดแผลนับไม่ถ้วน มันคำรามด้วยความโกรธและพยายามลุกขึ้น
หลี่อันพุ่งเข้าไปรวบรวมพลังภายในแล้วฟาดหัวมันอย่างแรง
ฉินฟู่หลินหาไม้แหลมอันหนึ่งแล้วแทงเข้าไปที่หัวใจของมันอย่างรุนแรง หมีดำตัวนั้นดิ้นรนสองสามครั้งก่อนจะหยุดนิ่งไปในที่สุด
ฉินฟู่หลินกลั้นหายใจ แล้วใช้เท้าเตะหมีดำเบาๆ เมื่อพบว่ามันตายสนิทแล้ว เขาจึงค่อยๆว่างใจลง
“แต่เดิมข้าคิดว่าการล่าหมีดำคงยากเย็นนัก ไม่คิดว่าจะง่ายดายถึงเพียงนี้” เถียหนิวพูดกับเอ้อร์จู้อย่างตื่นเต้น
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว ตอนแรกข้าคิดว่าตัวเองจะได้สักแผลสองแผลเสียอีก ไม่นึกว่าจะง่ายดายถึงเพียงนี้ ข้าตีไปแค่สอบทีเท่านั้นเอง”
ฉินฟู่หลินได้ยินคำพูดของพวกเขาแล้วจึงแค่นเสียงเย็นชาว่า
“พวกเจ้าพูดง่ายนัก หากไม่มีหมอหลี่อันอยู่ เนื้อพวกเจ้าก็ไม่พอให้หมีตัวหนีแทะเล่นหรอก”
เถียหนิวรู้ดีถึงเรื่องนี้จึงหัวเราะเขินๆสองทีแล้วไม่พูดอะไรอีก
“ข้าว่าเรื่องนี้ไม่ถูกต้อง ข้าอยู่ในหมู่บ้านตระกูลฉินมานานขนาดนี้ แต่เหตุใดไม่เคยได้ยินว่ามีหมีบนภูเขาเลย”
หลี่อันมองดูหมีดำที่อยู่บนพื้นแล้วถามอย่างสงสัย
ฉินฟู่หลินส่ายหน้า “อย่าว่าแต่ท่านเลย ข้าก็ไม่เคยได้ยินเหมือนกัน”
“ก่อนหน้านี้ เหล่าซื่อเคยล่าเสือสามตัวจากได้จากบนภูเขา ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ไม่คาดคิดมากพอแล้ว ตอนนี้กลับมีหมีปรากฏขึ้นอีก หรือว่าหมู่บ้านตระกูลฉินจะยังมีอะไรที่พวกเราไม่รู้อีก”
เถียหนิวและเอ้อร์จู้พยักหน้าและตอบรับว่า “ใช่แล้ว พวกข้าเข้าป่ามานานขนาดนี้ ไม่เจอหมีสักตัว”
“อีกอย่างหมีน่าจะต้องจำศีลใช่หรือไม่”
“ช่างเถอะ ไม่ต้องสนใจว่าหมีตัวนี้โผล่มาจากไหน ตอนนี้พวกเราแบกมันกลับหมู่บ้านก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
หมีตัวนี้ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ แต่พวกฉินฟู่หลินและพยายามหลายครั้งก็ยกไม่ขึ้น
พวกเขาจึงต้องใช้ไม้แข็งกับเถาวัลย์มาผูกมัดเข้าด้วยกัน จากนั้นก็ช่วยกันมัดขาทั้งสี่ของหมีแล้วแบกกลับหมู่บ้าน โดยมีหลี่อันก็ติดตามพวกเขากลับไปด้วย หมีตัวนี้เขาล่ามาด้วยตัวเอง เขาต้องจัดการมันด้วยตัวเองอย่างแน่นอน
อย่างน้อยที่สุดอุ้งเท้าหมีก็ต้องไม่เสียหาย
เขายังไม่เคยกินอุ้งเท้าหมีมาก่อน
“หมอหลี่ ข้าได้ยินมาว่าเนื้อหมีก็สามารถใช้เป็นยาได้ใช่หรือไม่”
หลี่อันพยักหน้า “ใช่ได้ ตำราโบราณบอกไว้ว่าเนื้อหมีสามารถใช้รักษาอาการป่วยบางอย่างได้จริง”
“มีวิธีเก็บรักษาเนื้อหมีหรือไม่ ข้าอยากตัดเนื้อส่วนสหนึ่งไปเก็บไว้ เผื่อได้ใช้ภายหลัง”
หลี่อันส่ายหน้า “เรื่องนี้ข้าไม่รู้จริงๆ แต่อาจใช้เกลือเก็บรักษาไว้ก่อนได้ ส่วนวิธีอื่นๆ รอให้ข้าศึกษาออกมาก่อน”
พวกเขาพูดคุยกันสนุกสนานขนาดแบกหมีตัวนั้นกลับบ้าน โดยมีสายตาของฉินไห่เยี่ยนบนต้นไม้มองเงาหลังของพวกเขาที่เดินลงเขาไปด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยเขารอ
เขารอแล้วรอเล่า พลางคิดในใจว่าเวลาผ่านไปนานขนาดนี้แล้ว ต้องมีสักคนที่สังเกตเห็นเขาอยู่บนนี้ แต่แล้วก็เห็นพวกเขาเดินไปตามเส้นทางเล็กๆบนภูเขา โดยไม่มีวี่แววจะหันกลับมามองตนเองเลย
เขาจึงต้องตะโกนเสียงดังลั่นด้วยความจำใจ “พวกเจ้าไม่สังเกตเห็นหรือว่าขาดคนไปคนหนึ่ง”
ฉินฟู่หลินและหลี่อันได้ยินเสียงก็ตกตะลึงไปชั่วครู่ จากนั้นก็หันไปมองด้วยความไม่อยากเชื่อไป
ฉินไห่เยี่ยนยังคงเกาะอยู่บนต้นไม้
“ข้าลืมเจ้าเด็กตัวเหม็นนี้ไปเสียสนิท” หลี่อันรีบใช้วิชาตัวเบาทะยานขึ้นไปเอาตัวฉินไห่เยี่ยนลง
ฉินฟู่หลินเห็นสถานการณ์แล้วรีบตะโกนขึ้นว่า “หมอหลี่ เหล่าอู่บาดเจ็บอยู่ ท่านเบามือหน่อย!”
หลี่อันรู้ดีว่าบาดแผลบนร่างของเขาเป็นอย่างไร จึงไม่ได้สนใจแล้วโยนฉินไห่เยี่ยนลงมา
ทันทีที่เท้าของฉินไห่เยี่ยนแตะพื้น เขาก็เริ่มร้องครวญครางขึ้นมา
“โอ๊ย ขาของข้า เอวของข้า โอ๊ย~” ฉินฟู่หลินเห็นสถานการณ์จึงรีบให้ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่คนหนึ่งแบกฉินไห่เยี่ยนลงเขาไป
ฉินไห่เยี่ยนที่ถูกอุ้มเดินลงเขาไปพลางบ่นว่า
“ท่านอาหัวหน้าหมู่บ้าน หมอหลี่อันไม่น่าเชื่อถือก็แล้วไป แต่ท่านกลับทำตัวไม่น่าเชื่อถือเหมือนกัน ทำไมถึงได้ทิ้งข้าไว้บนต้นไม้เหล่า”
ฉินฟู่หลินรีบขอโทษ “ขออภัย ขออภัย เป็นความผิดของอาเอง คราวหน้าจะไม่ทำอีกแล้ว”
ฉินฟู่หลินและคนอื่นๆ แบกหมีตัวใหญ่มหึมาตัวหนึ่งพร้อมกับแบกฉินไห่เยี่ยนที่ดูเหมือนจะบาดเจ็บสาหัสกลับหมู่บ้านตระกูลฉิน เหตุการณ์นี้ทำให้สตรีทั้งหลายในหมู่บ้านตระกูลฉินตกใจกลัวจนแทบสิ้นสติ!
บทที่ 343: หากเป็นน้ำดีไม่ได้ ก็ยังต้องได้รับน้ำมัน
“เหล่าอู่!”
แม่เฒ่าฉินได้รับข่าวว่าลูกชายคนเล็กได้รับบาดเจ็บจึงรีบวิ่งออกมาจากบ้าน เห็นฉินไห่เยี่ยนที่บาดเจ็บสาหัส นอนหมดสติอยู่บนบ่าของชาวบ้านคนหนึ่ง
นางตกใจจนขาแข้งอ่อนแรง เดินโซซัดโซเซเข้าไปหาลูกช้า ใช้นิ้วอังจมูกของเขาเบาๆ เมื่อพบว่าเขายังมีลมหายใจอยู่จึงถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ฟูไห่ เจ้าช่วยพาเหล่าอู่เข้าไปไว้ในห้องหน่อยเถอะ”
“เหล่าซาน รีบไปตามหมอหลี่มาเร็วเข้า” แม่เฒ่าฉินสั่งการ
หลังจากสั่งการเสร็จก็เข้าไปในห้องของเหล่าอู่ เมื่อเห็นสภาพลูกชายสลบไสลไม่ได้สติหัวใจของแม่เฒ่าฉินแทบสลาย นางจับมือของฉินไห่เยี่ยนพลางร่ำไห้พูดว่า
“เหล่าอู่เอ๋ย เจ้าบอกข้าสิว่าเหตุใดเจ้าถึงโชคร้ายเช่นนี้”
“ในที่สุดเจ้าก็อยากออกไปยืดเส้นยืดสายสักหน่อย แต่กลับต้องมาถูกหมีทำร้ายเสียได้”
“หากรู้ว่าเจ้าจะต้องเจอเรื่องเช่นนี้ ยังมิสู้อยู่บ้านขี้เกียจตัวเป็นขนเสียยังดีกว่า”
ฉินไห่เยี่ยนที่นอนอยู่บนเตียงถึงกับพูดไม่ออก สถานการณ์ของเขาตอนนี้ช่างน่าลำบากใจเหลือ
เมื่อครู่เขาเพียงแค่เผลอหลับไปชั่วครู่เท่านั้นเอง พอตื่นขึ้นมาก็ได้ยินเสียงมารดาร้องห่มร้องไห้จับมือเขาเอาไว้
เขากำลังคิดว่าควรจะบอกท่านแม่ตอนนี้เลยดีไหมว่าความจริงแล้วเขาไม่เป็นอะไร แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่อยากถูกตีด้วยพื้นรองเท้า
“เหล่าอู่ ลุกขึ้นมาสิ เจ้ามัวแกล้งตายอยู่ได้” หลี่อันก้าวไปข้างหน้าและผลักฉินไห่เยี่ยนที่กำลังนอนลังเลอยู่
“หมอหลี่ ช่วยดูเหล่าอู่หน่อยได้หรือไม่ เหตุใดร่างกายของเขาถึงได้บาดเจ็บหนักเช่นนี้”
หลี่อันหัวเราะเบาๆ “น้องสาว เจ้าวางใจได้ รอยที่เห็นตอนนี้เป็นรอยที่ข้าใช้ยาวาดไว้ ไม่ใช่บาดแผลจริงหรอก!”
เมื่อได้ยินหลี่อันพูดเช่นนั้น ฉินไห่เยี่ยนก็เสแสร้งต่อไปไม่ไหว เขาเปิดเปลือกตาอันสั่นเทาขึ้น มองมารดาด้วยสีหน้าประจบประแจง
แม่เฒ่าฉินโกรธจนแทบจะทึ้งหัวเขา “เจ้าลูกชายตัวแสบ เหตุใดชอบทำให้ข้าตกใจนัก!”
ฉินไห่เยี่ยนหัวเราะคิกคักแล้วเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้มารดาฟัง
เมื่อแม่เฒ่าฉินได้ยินว่าพวกเขาเกือบเอาชีวิตไม่รอดก็ตกใจจนแทบสิ้นสติ แม้ว่าตอนนี้พวกเขาจะปลอดภัยดีแล้ว แต่หัวใจของนางก็ยังเต้นรัวไม่หยุด
“ถ้าหากมีหมีจริงๆ ตามหลักแล้วก็ไม่น่าจะมีแค่ตัวเดียวนะ พวกเจ้าไม่เห็นหมีตัวอื่นหรือ”
หลี่อันส่ายหน้า “ข้าไม่รู้ อาจจะมีตัวอื่นก็ได้แต่ ทว่าพวกเราไม่ได้เจอมัน
“ข้าก็หวังว่าต่อไปข้าจะไม่ต้องเจอมันอีก”
“มันน่ากลัวเหลือเกิน!”
แม่เฒ่าฉินเห็นฉินไห่เยี่ยนไม่เป็นไรก็ไม่สะดวกที่จะอยู่ในห้องอื่นนานนัก นางลุกขึ้นยืนแล้วหมุนตัวเดินจากห้องไป
หลี่อันก็เดินตามออกไปติดๆ
เหลือเพียงฉินไห่เยี่ยนที่ต้องนอนป่วยบนเตียงเป็นเวลาครึ่งเดือน มองพวกเขาด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
ด้านนอกเด็กๆในหมู่บ้านส่วนใหญ่มารวมตัวกันล้อมรอบซากหมีดำที่ตายสนิท พากันส่งเสียงร้องอย่างตื่นเต้น เมื่อเทียบกับความตื่นเต้นของเด็กคนอื่นๆ ความคิดทั้งหมดของเล่อเหนียงจดจ่ออยู่ที่อุ้งตีนหมีสองข้างนั้น
อุ้งตีนหมีนึ่ง!
อร่อยเสียนี่กระไร!
เล่อเหนียงมองอุ้งตีนหมีคู่นั้นจนน้ำลายแทบจะไหลออกมา
ยุคปัจจุบัน หมีเป็นสัตว์คุ้มครอง ไม่สามารถล่าได้ ดังนั้นถึงแม้ว่าตอนนี้นางจะได้ลิ้มลองรสชาติอาหารเลิศรสมากมายในโลกมนุษย์แล้ว แต่อุ้งตีนหมีนั้นนางก็ยังไม่เคยได้ลิ้มลองมาก่อน
แต่ที่นี่หมีไม่ใช่สัตว์คุ้มครอง แม้ว่าพวกมันจะล่ายาก แต่เนื้อบนตัวของมันก็อร่อยจริงๆ อีกทั้งยังเป็นยาบำรุงชั้นยอด โดยเฉพาะสำหรับผู้ชาย
“มาแล้ว มาแล้ว หลีกทางหน่อย หลีกทางหน่อย ระวังคมมีดด้วย”
หัวหน้าหมู่บ้านตะโกนมาแต่ไกลอย่างไม่มีทางเลือกโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีดสองเล่มที่เขายืมมาจากเถ้าแก่หวง ถูกลับจนเป็นประกายวาววับ มองดูแล้วน่าหวาดเสียวยิ่งนัก
“หมอหลี่ พวกข้าก็ไม่รู้จะจัดการกับหมีตาบอดตัวนี้อย่างไร รบกวนท่านมาจัดการให้พวกข้าด้วยเถอะ”
หลี่อันรับมีดมาพลางมองเด็กๆที่ยืนล้อมรอบอยู่แล้วตะโกนว่า “พาลูกของพวกเจ้ากลับไปเถิด เดี๋ยวภาพนองเลือดที่กำลังจะเกิดขึ้น อาจทำให้พวกเขาตกใจได้”
เมื่อหลี่อันพูดจบ บรรดาสตรีที่พาลูกๆมามุงดูเหตุการณ์ต่างพากลูกของตนกลับไป
แม้ว่าการรอดูเรื่องสนุกจะน่าสนใจ แต่ก็เทียบไม่ได้กับการป้องกันไม่ให้เด็กๆเห็นภาพสยองขวัญ เมื่อเห็นเด็กส่วนใหญ่เดินจากไปแล้วหลี่อันก็ลูบมีดเบาๆ เมื่อกำลังเตรียมตัวจะผ่าท้องหมีตัวใหญ่ ก็เห็นเล่อเหนียงนั่งยองด้านข้างมองอุ้งตีนหมีน้ำลายไหล
“เล่อเหนียงกลับบ้านก่อนดีหรือไม่”
เล่อเหนียงส่ายหัว “ปู่หลี่อันเจ้าคะ เล่อเหนียงอยากกินอุ้งตีนหมี”
หลี่อันพูดด้วยความเอ็นดู “ได้ๆๆ เดี๋ยวข้าจะตัดอุ้งตีนหมีให้เจ้าหนึ่งอัน แล้วให้ป้าสะใภ้สามตุ๋นให้เจ้ากินดีหรือไม่”
เล่อเหนียงพยักหน้าหงึกหงัด “ดีเจ้าค่ะ เล่อเหนียงชอบกินที่สุดเลย” หลี่อันยิ้มพลางจิ้มจมูกของเด็กน้อยเบาๆ
“โอ้โห พวกเราเคยกินอุ้งตีนหมีมาก่อนหรือไม่เล่อเหนียง”
“ไม่เคยเจ้าค่ะ เพราะอย่างนั้นเล่อเหนียงอย่างกินอย่างไรเล่า” เล่อเหนียงตอบน้ำเสียงหนักแน่น
“ได้ๆๆ ปู่จะเอาอุ้งตีนหนีมาให้เจ้าเดี๋ยวนี้แหละ แต่ตอนนี้เจ้าต้องกลับไปก่อนนะ ไม่เช่นนั้นเจ้าจะตกใจเอาได้”
เล่อเหนียงงอแง "ข้าไม่ไป ข้าไม่ไปหรอก เล่อเหนียงไม่กลัวหรอก ไม่อยากกลับบ้าน”
เมื่อเห็นว่าเล่อเหนียงไม่ยอมกลับบ้านไม่ว่าอย่างไร หลี่อันก็หมดปัญญาได้ เขาจำใจผ่าท้องหมีตัวใหญ่ต่อหน้านาง หลี่อันเริ่มต้นด้วยการเอาถุงน้ำดีหมีออกมาก่อน
เขาใช้มีดเล็กค่อยๆตัดเนื้อเยื่อที่เชื่อมต่อกับอุ้งเท้าหมีออก แล้วใส่ลงในไหดินที่เอ้อร์หยาถืออยู่
“เอ้อร์หยาส่วนที่มีค่าที่สุดบนตัวหมีก็คือถุงน้ำดีนี่ น้ำดีหมีนี้สามารถรักษาโรคได้มากมาย อย่าทำหายเด็ดขาดเชียวนะ”
เอ้อร์หยาตอบรับว่า “รู้แล้วเจ้าค่ะ ท่านปู่หลี่อัน”
หลังจากจัดการกับถุงน้ำดีหมีเสร็จแล้วหลี่อันก็เริ่มจัดการกับเครื่องในส่วนอื่น อวัยวะส่วนอื่นของหมีดำสามารถนำมาใช้เป็นยาได้เช่นกัน เพียงแต่ว่าประสิทธิภาพไม่ค่อยชัดเจนนักจึงมักถูกผู้คนมองข้ามไป
หลังจากจัดการกับเครื่องในเสร็จแล้ว ก็เริ่มลงมือถลกหนังมันอีกครั้ง
การถลกหนังนั้นเป็นงานใหญ่ทีเดียว หากพลาดสายตาไปนิดเดียว หนังหมีผืนนั้นก็จะเสียหายทันที
หลี่อันก้มหลังลงถลกหนังอยู่เกือบครึ่งชั่วยาม กว่าจะถอดหนังที่อุ้งเท้าหมีออกมาได้
“หนังหมีผืนนี้ พวกเจ้าอย่าได้แตะต้องเป็นอันขาด ข้ายังต้องใช้ประโยชน์จากมันอีก หลี่อันตะโกนบอกด้วยเสียงดัง
“เข้าใจแล้วหมอหลี่ พวกข้าจะไม่แตะต้องของของท่าน”
ความจริงแล้วสายตาของชาวบ้านไม่ได้จับจ้องอยู่ที่หนังหมีเลย แต่กลับจ้องมองไปที่กองเนื้อนั่น
กองเนื้อนี้เป็นยาบำรุงชั้นดีทีเดียว
“ท่านป้า ข้าจะจ่ายสักสองสามอีแปะแลกกับน้ำมันหมีในบ้านของพวกท่านได้หรือไม่”
ยังไม่ทันที่หญิงชราจะได้ลงมือ หมอหลี่ก็ลุกขึ้นและห้ามปรามเอาไว้
“อย่าเพิ่งรีบร้อนกันไป อย่าเพิ่งรีบร้อนกันไป เดี๋ยวจัดการเสร็จแล้ว ข้าจะแบ่งน้ำมันหมีให้ทุกบ้าน”
“น้ำมันหมีนี้จำเป็นต้องผ่านการกลั่น หากพวกเจ้าไม่รู้วิธีก็เอามาให้ข้า ข้าจะช่วยกลั่นให้พร้อมกัน"
เมื่อหลี่อันพูดจบความวุ่นวายเมื่อครู่ก็กลับมาสงบลง
ทุกคนจ้องมองก้อนไขมันในมือเขาตาไม่กะพริบ ถุงน้ำดีนั้นพวกเขาคงไม่ได้แล้ว หนังด้านนอกก็ไม่ได้เช่นกัน
แต่อย่างไรก็ต้องได้น้ำมันหมีกลับไปบ้าง เก็บไว้ที่บ้านเพื่อเตรียมพร้อม หากไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นก็ดีไป แต่ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาก็สามารถนำออกมาใช้ได้
สตรีคนอื่นๆก็มีความคิดเช่นเดียวกัน
แม้จะไม่ได้ถุงน้ำดี ก็ต้องได้น้ำมันกลับไป!
บทที่ 344: การร่วมมือกันระหว่างคนในหมู่บ้าน
“พอแล้ว พอแล้ว พวกเจ้าอย่าเบียดกันอีกเลย เนื้อแบ่งเสร็จแล้วใครรู้สึกว่าร่างกายอ่อนแอก็รับเนื้อไปหนึ่งชิ้น นำกลับไปเก็บเอาไว้ให้ดี ทุกสองสามวันค่อยตัดออกมาส่วนหนึ่งแล้วเอาไปตุ๋น”
หลี่อันคิดสักครู่แล้วพูดต่อ “แต่ข้าขอบอกก่อนนะ เนื้อหมีนี้กินมากไม่ได้ โดยเฉพาะหญิงสาวที่กำลังตั้งครรภ์”
“ส่วนคนที่อายุมากหน่อยก็ไม่ควรกิน เพราะถ้าบังเอิญบำรุงเกินไป ก็จะมีผลเสียมากกว่าผลดี”
ผู้คนที่มุงดูอยู่ได้ยินคำพูดของหลี่อันต่างพากันถอนหายใจไม่หยุด
พวกเขาเดิมทีคิดว่าจะตัดเนื้อหมีกลับไปให้บิดา มารดาหรือภรรยาของตนบำรุงร่างกายเสียหน่อย
แต่หลี่อันเหมือนล่วงรู้ความคิดของพวกเขา จึงเอ่ยปากว่า
“พวกเจ้าที่กินไม่ได้ ให้มารายงานตัวกลับข้า ข้าจะจ่ายยาบำรุงให้พวกเจ้ากลับไป”
“อีกอย่างบนเขานั้นอันตรายมาก ตอนนี้เหล่าอู่ยังนอนอยู่บนเตียง ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร หัวหน้าหมู่บ้านกับคนอื่นๆก็ได้รับบาดเจ็บไม่มากก็น้อย ถ้าช่วงนี้พวกเจ้าไม่มีธุระอะไร อย่าเพิ่งขึ้นไปบนเขา”
ตอนแรกที่ฉินฟู่หลินได้ยินคำพูดของหลี่อัน ยังไม่ทันได้ตอบสนอง แต่หลังจากเห็นหลี่อันขยิบตาให้ก็รู้ตัวจึงทำสีหน้าเจ็บปวดพลางกุมท้อง
เอ้อร์จู้และคนอื่นๆ ก็ทำสีหน้าเจ็บปวดเช่นกัน
ชาวบ้านรีบเข้าไปประคองฉินฟู่หลินและถามด้วยความห่วงใย
“หัวหน้าหมู่บ้าน ท่านเป็นอย่างไรบ้าง ไม่เป็นไรใช่หรือไม่”
ฉินฟู่หลินส่ายหน้าด้วยความเจ็บปวด “ไม่เป็นไร ข้าเพียงถูกหมีเตะหนึ่งที ไม่นานก็น่าจะดีขึ้น”
ขณะที่พูดก็แอบส่งสายตาไปยังเอ้อร์จู้และคนอื่นๆที่อยู่ด้านหลัง
อีกด้านหนึ่งเอ้อร์จู้ก็ถูกภรรยาและมารดาของเขาพยุงอยู่ พวกนางถามด้วยสีหน้าร้อนใจ
เอ้อร์จู้ก็ส่ายหน้าเช่นกัน “ไม่เป็นไรหรอก แค่ถูกหมีวิ่งชนเท่านั้นเอง มือข้าคงไม่เป็นอะไรมาก เพียงแต่ตอนนี้ขยับลำบากนิดหน่อย”
“รีบกลับไปนอนพักก่อนเถอะ ข้าจะต้มไก่ให้เจ้ากินเพื่อบำรุงร่างกาย” ภรรยาของเอ้อรจู้พยุงสามีของนางเดินกลับบ้านอย่างช้าๆ
ผู้บาดเจ็บคนอื่นๆก็เช่นกัน ถูกคนในครอบครัวพยุงกลับบ้านไป
หลี่อันเห็นสถานการณ์เช่นนั้นจึงรีบพูดว่า “พวกเจ้าพาพวกเขากลับไปแล้วให้นอนพักบนเตียง อย่าขยับไปมา ข้าจะไปดูอาการบาดเจ็บของพวกเขาทีละคน”
“ได้ ข้าเข้าใจแล้ว” บรรดาภรรยาตอบรับพร้อมกัน
ฉินฟู่หลินถูกภรรยาของเขาพยุงกลับบ้านไป แต่เขาก็ยังพยายามหันหลังกลับมาพูดอีกประโยคว่า “ช่วงนี้พวกเจ้าอย่าเข้าไปในป่าเด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณยอดเขาของหมู่บ้านต้าหลิว หมีตัวที่เหลืออีกตัวหนึ่งวิ่งไปที่ยอดเขาของหมู่บ้านต้าหลิวแล้ว” คนอื่นๆ เมื่อได้ยินดังนั้นก็ตื่นตระหนก ถึงขนาดมีสตรีบางคนกลับไปเอาข้าวของเตรียมตัวกลับบ้านเกิดชั่วคราว
ส่วนคนอื่นๆที่เข้าไปในป่าเพื่อล่าหมี แต่ไม่ได้แกล้งบาดเจ็บ ต่างก็มีสีหน้างุนงงสับสน
บนเขานั้นไม่ได้มีหมีตัวอย่างนั้นหรือ
หมีอีกตัวที่หัวหน้าหมู่บ้านพูดคืออะไร
ไม่นานนักเนื้อหมีก็ถูกแบ่งออกเป็นชิ้นๆ ผู้ที่ต้องการสามารถเข้าไปหยิบกันได้คนละหนึ่งชิ้น ส่วนผู้ที่ไม่ต้องการก็เพียงแค่ดูความครึกครื้นเท่านั้น
ชาวบ้านหมู่บ้านตระฉินไม่ใช่คนโลภมาก พวกเขาไม่ได้เอาของไปมากกว่าที่ต้องการ
เล่อเหนียงอุ้มอุ้งตีนหมีชิ้นนั้นไปหาสือไห่ถังอย่างยากลำบาก เพื่อให้นางตุ๋นอุ้งตีนหมีกิน
ตอนนี้ สือไห่ถังมองดูอุ้งตีนหมีเหล่านั้นด้วยสีหน้าลำบากใจ นางไม่เพียงแต่ไม่รู้วิธีทำสิ่งนี้ แต่นางยังไม่เคยเห็นมันมาก่อนด้วยซ้ำ
“เด็กน้อย ข้า...ข้าไม่รู้วิธีตุ๋นอุ้งตีนมือ” สือไห่ถังกล่าวอย่างลำบากใจ
จากนั้นนางก็ถามต่อ “เจ้ารู้วิธีตุ๋นหรือไม่”
เล่อเหนียงถึงกับพูดไม่ออก นางจะไปเรียนวิธีตุ๋นอุ้งตีนหมีได้จากที่ไหนกัน
ยุคปัจจุบัน การกินอุ้งตีนหมีถือเป็นเรื่องผิดกฎหมายร้ายแรง ถ้าถูกจับได้ต้องติดคุ้มอย่างต่ำยี่สิบปี แม้นางอยากเรียน แต่ก็ไม่รู้จะไปหาที่เรียนที่ไหน
“เป็นอย่างไรบ้าง อุ้งตีนหมีตุ๋นเสร็จหรือยัง”
หลี่อันได้แบ่งเนื้อหมีเสร็จหมดแล้ว ชาวบ้านที่ควรได้รับก็ได้รับไปเกือบหมดแล้ว ตอนนี้ยังเหลือเนื้อหมีอีกกว่าครึ่ง
“ปู่หลี่อัน ป้าสะใภ้สามไม่รู้วิธีตุ๋นอุ๋งตีนมือ”
เล่อเหนียงกล่าวด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย “เล่อเหนียงจะไม่ได้กินอุ้งตีนมือหรือ”
“อยากกิน…”
หลี่อันก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เขาเองก็ไม่เคยกินเหมือนกัน
เขาจึงไม่รู้วิธีตุ๋นเช่นกัน เล่อเหนียงที่มีสีหน้าเศร้าหมองฃหงอวี่ที่กำลังเล่นกับจิ้งจอกในลานบ้านวิ่งเข้ามาพูดว่า
“อยากกินอุ้งตีนหมีมันยากตรงไหน เอาอุ้งตีนไปที่ภัตตาคารว่านฝูให้หลี่เฟยช่วยทำสิ"
“เปิดภัตตาคารใหญ่โตขนาดนั้น อย่างน้อยก็ต้องมีคนทำเป็นบ้างนั้นแหละ”
ดวงตาของเล่อเหนียงเป็นประกายขึ้นมาทันที “จริงด้วย ไปหาพี่หลี่เฟยกันเถอะ”
ตอนนี้เล่อเหนียงไม่เศร้าอีกต่อไป นางเล่นกับจิ้งจอกในลานบ้านพร้อมกับหงอวี่ หลี่อันเป็นห่วงกลุ่มคนที่ ‘บาดเจ็บ’ จึงหยิบกล่องยาเดินออกจากบ้านไป
“ปู่หลี่อัน ข้าขอไปกับท่านด้วยได้หรือไม่”
ลิ่งเหวินวิ่งเข้ามาพูด
“ไปสิ!”
หลี่อันโยนกล่องยาให้ลิ่งเหวิ นช่วงนี้ลิ่งเหวินคอยติดตามเขาแจ เขารู้ว่าลิ่งเหวินต้องการเรียนรู้หมอจากตน แต่เขาไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไร หลี่อันทำเพียงไม่รู้ไม่เห็นเท่านั้น
แต่บ้างก็ถามคำถามเกี่ยวความรู้เกี่ยวกับการรักษากับลิ่งเหวินอยู่บ้างโดยไม่ตั้งใจ
คำตอบของหงอวี่มักทำให้เขาพอใจเสมอ
ลิ่งเหวินเป็นผู้มีพรสวรรค์ในการเรียนหมออย่างแท้จริง
แต่เขาสอบผ่านเป็นถงเซิงแล้ว อนาคตของเขาคงไม่จำกัดอยู่แค่การเป็นหมอเท่านั้น เขาจึงไม่อยากให้ลิ่งเหวินเสียเวลา และสอนอีกฝ่ายแค่ผิวเผินเท่านั้น
ส่วนวิชาการรักษาของเขา ยังคงต้องหาศิษย์มาสืบทอด
หลี่อันพาลิ่งเหวินมาที่บ้านของเอ้อร์จู้เป็นอันดับแรก
หลังจากจับชีพจรอย่างคร่าวๆ แล้วก็พูดกับภรรยาของเขาว่า “เอ้อร์จู้ได้รับบาดเจ็บที่เส้นเอ็นและกระดูก แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ให้เขาพักผ่อนอย่างน้อยสามวัน จากนั้นก็อย่างเพิ่งทำงานหนัก ร่างกายจะฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
ภรรยาของเอ้อรจู้รับคำทันที “เจ้าค่ะ ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะให้เขาพักให้ครบสามวัน” หลี่อันได้ยินดังนั้นจึงตบไหล่เอ้อร์จู้เบาๆ “เจ้าหนุ่มนี่โชคดีจริงๆ ที่มีภรรยารักเจ้าถึงเพียงนี้”
เอ้อร์จู้ยิ้มอย่างเขินอาย ในใจรู้สึกหวั่นไหวเล็กน้อย
เขาควรบอกภรรยาหรือไม่ว่าเขาไม่เป็นไร แต่เมื่อได้รับสายตาจากหลี่อันก่อนจากไป เขาก็กลืนความคิดนั้นลงไป
ช่างเถอะ เขาควรทำเพื่อส่วนร่วม แม้ว่าเขาจะไม่เข้าใจว่าหัวหน้าหมู่บ้านกำลังทำอะไรอยู่กันแน่ แต่ก็พยายามให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่
เพราะหัวหน้าหมู่บ้านคงไม่ทำร้ายพวกเขาแน่นอน
หลี่อันพาลิ่งเหวินเดินทางต่อไปยังบ้านหลังถัดไป
ขณะนี้ทั้งหมู่บ้านต้าหลิวกำลังอยู่ในความหวาดกลัวและวุ่นวายเพราะหญิงสาวที่แต่งเข้ายังหมู่บ้านตระกูลฉินกลับมาบ้านเกิด พร้อมบอกว่าแถวนี้มีหมีปรากฏตัว และยังมีถึงสองตัว หมู่บ้านตระกูลฉินมีผู้คนมากกว่าแปดคนถูกหมีโจมตี บาดเจ็บสาหัสนอนอยู่บนเตียง
ที่ร้ายแรงที่สุดคือหมีอีกตัวหนึ่งหนีไปยังเขาในหมู่บ้านต้าหลิวของพวกเขา
แบบนี้อันตรายไม่ได้กำลังคืบคลานเข้ามาหาพวกเขางั้นหรือ
“หัวหน้าหมู่บ้าน ตอนนี้พวกเราจะทำอย่างไรดีขอรับ”
“นั่นมันหมีดำนะ!”
หญิงคนหนึ่งดึงแขนเสื้อของ หลิวฉางไห่พลางพูดอย่างร้อนรน
เดิมทีหัวหมู่บ้านต้าหลิวแต่เดิมคือหลิวฉางหมิง แต่เพราะเขาขู่กรรโชกทรัพย์จึงถูกไป๋เช่ออวิ๋นจับกุมคุมขัง ดังนั้นหลิวฉางไห่คนนี้จึงฉวยโอกาสขึ้นมากุมอำนาจแทน
หลิวฉางไห่ยกมือขึ้นเพื่อบอกให้พวกเขาสงบลง
“พวกเจ้าอย่างเพิ่งรีบร้อนกันไป เรื่องนี้เป็นเพียงคำพูดที่พวกเขาบอกกันปากต่อปาก ไม่มีใครเห็นกับตาตัวเองสักคน”
“เอาอย่างนี้เฉาเกิน ซูเกิน พวกเจ้าสองคนไปสืบข่าวที่หมู่บ้านตระกูลฉินหน่อย”
บทที่ 345: หญิงต่ำช้าผู้นี้มาจากใดกัน
รุ่งเช้าวันรุ่งขึ้น
เล่อเหนียงรีบร้อนลากอุ้งตีนหมีขึ้นรถม้าของฉินเหล่าซานด้วยความร้อนใจ เดิมทีหงอวี่อยากจะไปด้วยแต่ถูกฉินเหล่าซานและแม่เฒ่าฉินปฏิเสธ
เรื่องการทดสอบก่อนหน้านี้ยังไม่ผ่านพ้นไป ตอนนี้หงอวี่ไม่สามารถออกจากหมู่บ้านได้
ฉินเหล่าซานถึงกับคิดจะให้หงอวี่ใสหน้ากาก แต่สุดท้ายหงอวี่ก็ปฏิเสธไป
เอ้อร์หยาทำทุกอย่างเหมือนปกติ นางคิดว่าจะเคลื่อนย้ายของบางอย่างลงมา แล้วเตรียมตัวกลับไปทำความสะอาดหม้อนึ่งและเตา แต่ครั้งนี้ฉินเหล่าซานตะโกนเรียกนางไว้
“เอ้อร์หยา เจ้าก็ไปกับพวกข้าด้วยกันเถิด”
เอ้อร์หยาได้ยินดังนั้นก็ประหลาดใจยิ่งนัก “ท่านอาจารย์ ข้าก็ไปได้หรือ”
ฉินเหล่าซานพยักหน้า “อืม ขึ้นมาเถิด!”
เอ้อร์หยารู้สึกดีใจหลังจากถอดผ้ากันเปื้อนออกแล้วก็ปีนขึ้นรถม้าของฉินเหล่าซาน
“พี่เอ้อร์หยา~” เล่อเหนียงมองดูเอ้อร์หยาที่ปีนขึ้นรถม้าก็รู้สึกดีใจมาก จึงรีบทักทายอีกฝ่ายทันที
เอ้อร์หยาก็รู้สึกดีใจเช่นกัน นางยื่นมือออกไปอุ้มเล่อเหนียงเข้ามาแล้วบีบแก้มอวบอ้วนของเด็กน้อย
นางชอบเจ้าก้อนแป้งคนนี้ยิ่งนัห
เมื่อก่อนตอนที่หญิงคนนั้นยังไม่ตาย เวลานางไปซักผ้าก็มักจะเห็นแม่เฒ่าฉินอุ้มเด็กคนนี้มาเดินเล่นอยู่ในหมู่บ้านบ่อยๆ
แต่ตอนนั้นนางถูกหลิวเสี่ยวหลี่กดขี่ข่มเหง จึงไม่เคยมีโอกาสได้เข้ามาเล่นกับเล่อเหนียงเลย เอ้อร์หยาและเล่อเหนียงเล่นกันสักพักก็เริ่มเหนื่อย ตอนนี้ต่างคนต่างมุ่งความสนใจไปที่ทิวทัศน์นอกหน้าต่าง
เอ้อร์หยามองผ่านม่านหน้าต่างไปยังฉินเหล่าซานหลายครั้ง ดูเหมือนนางมีบางอย่างอยากจะพูด
“พี่เอ้อร์หยา ท่านเป็นอะไรหรือเจ้าคะ”
เอ้อร์หยาลังเลอยู่หลายครั้ง สุดท้ายก็ใช้นิ้วชี้ไปที่ฉินเหล่าซานซึ่งบังคับรถม้าอยู่ข้างนอก
“เล่อเหนียง เหตุใดวันนี้อาจารย์ถึงพาข้ามาด้วยเล่า”
เล่อเหนียงถามอย่างงุนงง “พาท่านไปด้วยไม่ดีหรือ ท่านจะได้ไปเปิดหูเปิดตาที่อำเภออย่างไรเล่า”
เอ้อร์หยาส่ายหน้า “ไม่ดีหรอก ข้ากลัวว่าอาจารย์จะทิ้งข้าไว้กลางทาง”
เอ้อร์หยาไม่ได้ลดเสียงลงฉินเหล่าซานที่อยู่ข้างนอกจึงได้ยินอย่างชัดเจน
เขาเอ่ยปากอย่างหมดคำพูด “เอ้อร์หยา ในหัวของเจ้าคิดอะไรอยู่กันแน่”
“ข้าพาเจ้ามาด้วยนั้นก็เพราะอาจารย์หญิงของเจ้ามีระดูจึงไม่สะดวกออกนอกบ้าน ข้าถึงได้พาเจ้ามาแทนอย่างไรเล่า”
“อีกอย่างหนึ่ง ในอนาคตเจ้าก็ต้องเป็นคนดูแลร้านนั้น เจ้าคิดว่าเจ้าไม่ควรมาเรียนรู้ล่วงหน้าหรือ”
เอ้อร์หยาตอบรับอย่างดีใจ “รับทราบเจ้าค่ะอาจารย์”
เล่อเหนียงมองดูเอ้อร์หยาที่มีสีหน้าตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด
“พี่เอ้อร์หยา การเข้าเมืองน่าตื่นเต้นขนาดนั้นเลยหรือ”
เอ้อร์หยาพยักหน้า “ใช่แล้ว ข้ายังไม่เคยเข้าเมืองมาก่อนเลย แน่นอนว่าต้องตื่นเต้นสิ”
เล่อเหนียงส่งเสียงตอบรับหนึ่งเสียง แล้วมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยท่าทีเบื่อหน่าย
เฮ้อ~~ พี่เจ็ดไม่ได้มาด้วย นางรู้สึกไม่สนุกเลย
ฉินเหล่าซานขับรถม้าตรงไปที่ประตูด้านหน้าของภัตตาคารว่านฝู
เสี่ยวเอ้อร์ที่ยืนต้อนรับลูกค้าอยู่หน้าร้านเห็นฉินเหล่าซานก็คลี่ยิ้มเดินเข้าไปตอนรับ
“คุณชายสามฉิน ไม่ได้พบกันนานเลยนะขอรับ วันนี้ท่านมากินข้าวที่นี่หรือขอรับ”
“คุณชายหลี่อยู่หรือไม่” ฉินเหล่าซานหยิบขนมสองสามชิ้นจากถาดบนแล้วยื่นให้เขาพลางถาม
เสี่ยวเอ้อร์รีบรับขนมมาด้วยสองมือแล้วพยักหน้าพลางกล่าวว่า “อยู่ขอรับ นายน้อยอยู่ที่นี่ ข้าน้อยจะไปตามเขาให้ท่านเดี๋ยวนี้”
ไม่นานหลี่เฟยก็เดินออกมา เมื่อเล่อเหนียงเห็นก็รีบวิ่งเข้าไปกอดเขาไว้แน่น
“พี่สาม มีลูกชิ้นปลาแล้วใช่หรือไม่”
ฉินเหล่าซานส่ายหน้าดึงเขาเข้ามาใกล้ นิ้วชี้ไปที่ตะกร้าเนื้อข้างในรถ พร้อมส่งเสียงกระซิบที่ข้างหูของเขา
หลี่เฟยมองฉินเหล่าซานด้วยความประหลาดใจ “สิ่งที่พี่สามพูดเป็นความจริงหรือ”
“ข้าจะโกหกเจ้าให้ได้อะไรเล่า เจ้าหาคนที่คุ้นเคยมาช่วยงสิ่งนั้นให้เล่อเหนียงหน่อยสิ เจ้าตัวน้อยนั่นพร่ำบ่นมาทั้งคืนแล้ว”
“ส่วนเนื้อที่เหลือเป็นของท่าน รบกวนท่านช่วยดูเล่อเหนียงด้วยนะ”
หลี่เฟยเห็นตะกร้าเนื้อนั้นแล้วน้ำลายแทบไหลออกมา ก็รีบโบกมือลาให้ฉินเหล่าซาน
เขาต้องรีบกลับไปต้มเนื้อหมีกิน หลี่หยางเพิ่งลงมาจากชั้นบนก็เห็นลูกชายโง่เขลาของตนอุ้มเด็กน้อยที่ดูราวกับตุ๊กตาในภาพวาดปีใหม่เข้ามา
เขาจ้องมองลูกชายเด็กหญิงอย่างละเอียด เด็กหญิงคนนั้นไม่ใช้เจ้าก้อนแป้งของตระกูลฉินหรอกหรือ
“ท่านลุงหลี่หยาง!”
เล่อเหนียงเห็นหลี่หยางก็ทักทายด้วยน้ำเสียงหวานแหวว
“เด็กดีของข้า"
หลี่หยางเดินเข้าไปหาลูบศีรษะเล็กๆของเด็กน้อย แล้วล้วงเอาก้อนเงินออกมาจากอกเสื้อให้นาง
“เด็กดีของข้า เอาไปซื้อขนมกินนะ”
พูดจบเขาก็จ้องมองหลี่เฟยด้วยสายตาดุดัน “ตะกร้านี้มีอะไรอยู่ข้างใน”
หลี่เฟยมองไปรอบๆ แล้วกระซิบบอกเขาเบาๆ หลี่หยางได้ยินดังนั้นก็ตาโตขึ้นมา เขารีบเร่งให้เสี่ยวเอ้อร์นำเนื้ออีกหนึ่งตะกร้าเข้าไปในครัว ส่วนเขารีบเดินตามเข้าไปด้วย
“เล่อเหนียง เจ้าจะกินอุ้งหมีทั้งสองอุ้งนี้จริงๆหรือ”
หลี่หยางถูมือพลางถามอย่างเกรงใจ “ขอลุงกินสักอุ้งได้หรือไม่”
เขาเองไม่เคยได้ลิ้มลองอุ้งหมีมาก่อน แม้แต่พ่อของเขาที่บ้านก็ไม่เคยกินเหมือนกัน เขาอยากเอากลับไปให้อีกฝ่ายลองชิมเสียหน่อย
เล่อเหนียงส่ายหน้าพลางพูดน้ำเสียงออดอ้อน “ไม่ได้นะ ของเล่อเหนียงอันหนึ่ง ส่วนอีกอันของท่านอาไปษ”
หลี่หยางได้ยินดังนั้นก็ก้มหน้าลงด้วยความผิดหวัง
“ท่านลุงหลี่หยาง ไม่มีอุ้งตีนหมีก็ไม่เป็นไรหรอกนะ ท่านกินขาหมีก็ได้”
“เจ้าบอกว่าข้างล่างยังมีขาหมีอีกหรือ” หลี่หยางรีบเขี่ยเนื้อในตระกร้า และก็พบว่าด้านล่างมีขาหมีอยู่จริงๆ เขายกขาหมีขึ้นมาตื่นเต้น แทบจะแนบใบหน้าลงไปกับขาหมีท่อนนั้น
หากแต่เขาไม่ได้ทำอย่างนั้น แต่กลับก้มลงไปหอมแก้มกลมๆของเล่อเหนียงแทน
“เด็กดี ข้าควรขอบคุณเจ้าอย่างไรดีนะ”
เล่อเหนียงรีบโบกมือปฏิเสธ “ไม่ต้องขอบคุณหรอกเจ้าค่ะ เพราะท่านย่าบอกว่าให้ท่าน”
“ท่านย่าบอกว่าอุ้งตีนหมีกับขาหมีก็เหมือนกัน ดังนั้นอย่าเสียใจไปเลย”
หลี่หยางลูบหัวของเล่อเหนียง “ช่วยขอบย่าของเจ้าแทนข้าด้วย บอกนางว่าข้าดีใจมาก”
“อืมอืม!”
หลี่หยางมองดูพ่อครัวใหญ่ที่ยังคงยืนล้อมรอบตะกร้าเนื้อหมีอยู่จึงรีบสั่งว่า
“พวกเจ้ายืนเหม่ออยู่ทำไม รีบลงมือเถอะ”
“จัดการทำความสะอาดอุ้งตีนหมีและขาหมีก่อน ส่วนเนื้อหมีพวกนี้ยังไม่ต้องแตะต้อง”
หลังจากสั่งการเสร็จก็วิ่งออกไปอีกครั้ง คว้าตัวเสี่ยวเอ้อร์คนหนึ่งมาแล้วกระซิบอะไรบางอย่าง ทันใดนั้นเสี่ยวเอ้อร์คนนั้นก็รีบวิ่งออกไปทันที
ไม่นานนักก็มีชายชราผมขาวหลายคนทยอยเดินเข้ามา พวกเขาเข้ามาแล้วก็รีบคว้าตัวหลี่หยางที่กำลังต้อนรับลูกค้าอยู่ในโถงใหญ่ขึ้นไปยังห้องรับรองชั้นสอง
“เหล่าหลี่ เจ้าบอกว่าที่นี่มีเนื้อหมีจริงหรือ”
หลี่หยางหัวเราะ “ผู้อาวุโสเถียน ข้าเคยโกหกท่านเมื่อไหร่กัน”
“เนื้อหมีนี่หาได้ยากนักเชียว ข้าบังเอิญได้ยินมาว่านายพรานคนหนึ่งล่าหมีได้ตัวหนึ่ง แต่เดิมข้าคิดจะใช้เงินก้อนใหญ่ซื้อมัน แต่เขากลับไม่ยอมขาย”
"ข้าต้องอ้อนวอนเขาอยู่นาน เขาถึงยอมแบ่งข้ามาส่วนหนึ่ง ข้าเองยังไม่ได้กินก็เรียกท่านมาก่อนแล้ว”
ชายชราทั้งหลายพูดว่า “เหล่าหลี่ช่างมีน้ำใจจริงๆ”
หลี่หยางเห็นสีหน้าอยากลิ้มลองของพวกเหล่าชายชราแล้วก็ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
“พวกท่านนั่งรอก่อนเถิด ข้าจะเข้าไปดูในครัวสักหน่อย”
พูดจบเขาก็ร้องเพลงเบาๆ เดินลงจากชั้นสองไป ควันน้ำมันในครัวหนาทึบ หลังจากหลี่หยางออกไปหลี่เฟยก็อุ้มเล่อเหนียงไปที่ลานหลังบ้าน
“หญิงต่ำช้าผู้นี้มาจากใดกัน”
บทที่ 346: เด็กคนนี้คงไม่ใช่ลูกนอกสมรสของท่านกระมัง
เล่อเหนียงที่กำลังให้อาหารปลาในสวนหลังภัตตาคารว่านฝูได้ยินเสียงแวดนั้นก็หันกลับไปมอง แล้วนางก็เห็นหญิงสาวสวมชุดสีชมพู อุ้มท้องเดินมาโดยมีแม่เฒ่าสองคนประคองอยู่
“เป็นใบ้ไปแล้วหรืออย่างไร”
หญิงสาวในชุดสีชมพูมองดูเล่อเหนียงที่ผิวพรรณขาวผ่อง ความโกรธในใจก็พลุ่งพล่าน
นับตั้งแต่นางตั้งครรภ์ ใบหน้าของนางก็เกิดจุดกระดำกระด้างเต็มไปหมด ผิวพรรณทั้งตัวก็คล้ำลง บัดนี้เมื่อเห็นเล่อเหนียงผู้มีผิวขาวผ่อง ก็แทบอยากจะข่วนใบหน้าของอีกฝ่ายให้เสียโฉม
“เล่อเหนียงไม่ใช่คนใบ้ อีกอย่างเล่อเหนียงก็ไม่ใช่หญิงต่ำช้ากเวย แล้วท่านเป็นใครกัน”เล่อเหนียงตอบกลับน้ำเสียงราบเรียบ
หญิงผู้นี้ทำอย่างไรถึงทำให้คนรู้สึกรังเกียจตั้งแต่แรกพบได้เช่นนี้
หญิงสาวชุดสีชมพูหัวเราะเยา “ข้าเป็นใครงั้นหรือ”
“ข้าคือนายหญิงของภัตตาคารว่านฝู”
เล่อเหนียงตอบรับหนึ่งเสียง แล้วหมุนตัวก้าวเท้าเล็กๆออกไปข้างนอก หลี่เฟยเคยบอกว่าไว้ว่าบิดาของเขาส่งอนุภรรยาคนหนึ่งมาให้ หากนางเดาไม่ผิด สตรีตรงหน้านี้ก็คืออนุภรรยาของหลี่เฟยแน่นอน
สตรีผู้นี้ดูเหมือนจะไม่มีเจตนาดี นางคงไม่โง่พอที่จะไปยั่วโมโหอีกฝ่ายหรอก
“หยุดนะ เจ้าหญิงต่ำช้า ไม่ได้ยินที่ข้าพูดหรือไร”
เล่อเหนียงได้ยินดังนั้นก็ยิ่งเร่งฝีเท้านางไม่ได้กลัวสตรีผู้นี้ แต่ไม่อยากเข้าไปพัวพันด้วยต่างหาก
หนึ่งนางเป็นอนุภรรยาของหลี่เฟย
สองท้องของนางใหญ่ขนาดนั้นแล้ว หากเกิดอุบัติเหตุแล้วมาโทษนางขึ้นมาจะทำอย่างไร
แต่นางยังวิ่งไปได้ไม่กี่ก้าวก็ถูกหญิงชราคนหนึ่งในกลุ่มนั้นจับตัวขึ้นมา
“นางตัวดี เจ้าไม่ได้ยินคำสั่งของนายหญิงของพวกข้าหรือ” หญิงชราจับตัวนางขึ้นมาแล้วเหวี่ยงลงตรงหน้าหญิงผู้นั้นอย่างแรง
“โอ๊ย! เหตุใดต้องเหวี่ยงเล่อเหนียงด้วยเล่า” เล่อเหนียงไม่เคยได้รับความทุกข์เช่นนี้มาก่อน นางจึงร้องไห้ออกมาทันที
ขณะที่ร้องไห้ก็สาปแช่งผู้นี้คนนี้อยู่ในใจ หญิงผู้นี้คงมีปัญหาแน่ๆ ไปโดนใครรังแกมาหรือไรจึงมาระบายอารมณ์กับนาง
รังแกเด็กแบบนี้ไม่รู้สึกละอายใจบางหรืออย่างไร
“นางตัวดี หุบปากเดี๋ยวนี้!”
เมื่อเฉินชิวเซียงได้ยินเสียงร้องไห้ก็ร้อนใจขึ้นมาทันที หากเสียงนี้ดังเข้าไปรบกวนแขกที่กำลังกินอาหารอยู่ข้างในจะทำอย่างไร “หากเจ้ายังแหกปากร้องไห้อยู่อีก ข้าจะฉีกปากของเจ้าเสีย”
เล่อเหนียงไม่กลัวนางเลยสักนิด เมื่อได้ยินคำพูดของนางก็ยิ่งแผดเสียงร้องไห้ดังลั่น
“ฮือ~ พี่หลี่เฟย…”
“เล่อเหนียงเจ็บ…”
เล่อเหนียงรู้สึกเพียงความเจ็บปวดรวดร้าวที่แขน ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าต้องเป็นเพราะการล้มเมื่อครู่ทำให้เกิดการฟกช้ำ
“แม่เฒ่าเจียง ปิดปากเด็กน้อยคนนี้ไว้ แล้วลากนางไปที่ห้องข้า”
แม่เฒ่าเจียงรีบเดินเข้าไปทันทีเอามือปิดปากเล่อเหนียงไว้แน่น และเตรียมจะลากนางออกไป
“เจ้ากำลังทำอะไร หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
ขณะที่เล่อเหนียงกำลังจะใช้อาวุธจากพื้นที่มิติของนาง หลี่เฟยก็มาถึงได้ทันเวลาพอดี
เมื่อเขาเห็นเล่อเหนียงถูกคนปิดปากและพยายามดิ้นให้หลุดจากพันธนาการ เขาตกใจจนแทบสิ้นสติ
ในครัวกำลังยุ่งกับการจัดการอุ้งตีนหมี ด้านในเต็มไปด้วยควันไฟ เขาจึงอุ้มเล่อเหนียงไปที่ลานหลังบ้าน ให้นางให้อาหารปลารอพลางๆ ระหว่างนั้นเล่อเหนียงบอกว่ากระหายน้ำ เขาจึงจากไปเพียงชั่วครู่ พอกลับมาเล่อเหนียงก็ถูกคนปิดปากและเกือบจะถูกพาตัวไปแล้ว
“เฉินชิวเซียง เจ้ากำลังทำอะไร” หลี่เฟยรีบอุ้มเล่อเหนียงขึ้นมา พลางลูบหลังปลอบประโลมเจ้าตัวน้อย พร้อมกับตวาดเสียงดังลั่นด้วยความโกรธ
“คุณชายกลับมาแล้วหรือเจ้าคะ”
เฉินชิวเซียงเอ่ยเสียงอ่อนหวาน “ข้าน้อยรอคุณชายมานานแล้วนะเจ้าคะ”
เฉินชิวเซียงเพิกเฉยต่อเล่อเหนียง ในสสายตาของนางหญิงสาวคนนี้เป็นเพียงเด็กรับใช้ต่ำช้าจากบ้านข้างเคียงที่วิ่งเข้ามาเพื่อขโมยเงินเท่านั้น แต่หลี่เฟยไม่ได้มีความตั้งใจจะปล่อยนางไป
“เฉินชิวเซียง ข้าถามเจ้าว่านี่มันเรื่องอะไรกัน”
เฉินชิวเซียงเอ่ยปากอย่างไม่ใส่ใจ “เด็กคนนี้ปีนกำแพงเข้ามา นางหวังจะเข้ามาขโมยเงิน แต่กลับถูกข้าจับได้คาหนังคาเขา”
“จริงหรือ เจ้าแน่ใจหรือ” หลี่เฟยถามด้วยสีหน้าเย็นชา
ตอนนี้เฉินชิวเซียงจึงสังเกตเห็นว่าสีหน้าของหลี่เฟยไม่ชอบมาพากล ก่อนจะเอ่ยตะกุกตะกัก “ปะ…ปะ...เป็นเรื่องจริงแน่นอน ขะ…ขะ…ข้าเห็นกับตาตัวเองเลยนะ”
“แต่เล่อเหนียงเป็นแขกผู้ที่ข้าเชิญมา แม้แต่ข้าเองยังต้องระมัดระวังในการต้อนรับนาง”
“คุกเข่าลงต่อหน้าข้า เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใคร”
เฉินชิวเซียงร่างกายสั่นไหวพลางกล่าวอย่างเศร้าสร้อย “คะ…คุณชาย ในท้องของข้ามีลูกของท่านนะเจ้าคะ”
“เด็กในท้องของเจ้ามาได้อย่างไร เจ้าก็รู้ดีอยู่แก่ใจ” หลี่เฟยกล่าวจบก็อุ้มเล่อเหนียงเข้าไปข้างใน ทิ้งให้เฉินชิวเซียงคุกเข่าใบหน้าซีดเซียว
“เด็กดี เจ้าเป็นอะไรหรือไม่”
“มีที่ใดเจ็บหรือเปล่า” หลี่เฟยรีบตรวจดูมือ เท้า และลำคอของนางอย่างร้อนรน
“พี่หลี่เฟย เล่อเหนียงมือเจ็บแขนเจ้าค่ะ” หลี่เฟยได้ยินดังนั้นจึงเลิกแขนเสื้อของนางขึ้น เห็นแขนขาวเนียนมีรอยแดงปรากฏชัดเจน
“เล่อเหนียง นี่เป็นรอยที่นางตีเจ้างั้นหรอื”
เล่อเหนียงส่ายหน้า “นางไม่ได้ตีข้า แต่เป็นรอยที่นางกระชากแขนข้า หญิงชราคนนั้นน่ากลัวมาก นางจับตัวเล่อเหนียงขึ้นแล้วโยนลงบนพื้น แขนเล่อเหนียงเจ็บมากๆ”
จากนั้นนางก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้หลี่เฟยฟังอย่างละเอียด
สุดท้ายนางยังเสริมอีกประโยคว่า “พี่หลี่เฟย เล่อเหนียงเป็นเด็กดี เล่อเหนียงตั้งใจฟังคำสั่งของท่าน นั่งให้อาหารปลาอย่างเรียบร้อย เล่อเหนียงไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางถึงรังแกข้า”
หลี่เฟยได้ยินดังนั้นก็แทบจะระเบิดออกมา “เล่อเหนียง เจ้ารออยู่ที่นี่ก่อน ข้าจะไปแก้แค้นให้เจ้าเดี๋ยวนี้!”
เล่อเหนียงรีบดึงหลี่เฟยไว้ “พี่หลี่เฟย เล่อเหนียงไม่เป็นไรหรอก เล่อเหนียงไม่ได้เจ็บแล้วเจ้าค่ะ”
“พี่สาวคนนั้นมีลูกของท่านอยู่ในท้อง ถ้าเกิดอะไรขึ้นท่านอาจจะเสียได้ เล่อเหนียงไม่อยากให้ท่านเสียใจ”
เล่อเหนียงขยับแขนของตัวเองเบาๆ พบว่าพอขยับความเจ็บปวดก็แล่นขึ้นมา ในฐานะแพทย์นางรู้ว่าตัวเองน่าจะบาดเจ็บถึงกระดูก แต่นางก็อดทนไม่ส่งเสียงออกมา
หลี่เฟยลูบหัวเบาๆ เพื่อปลอบใจ “เล่อเหนียง เจ้าวางใจได้ ลูกในท้องของหญิงคนนั้นแข็งแรงดี”
“ไม่ว่าจะเป็นเท้าแพลง ตกน้ำ หรือเป็นลมบ่อยๆทุกสองสามวัน เด็กในท้องก็ยังไม่หลุดออกมาหรือ”
เล่อเหนียงชะงักไปครู่หนึ่ง “พี่หลี่เฟย ท่านแน่ใจหรือว่านางท้อง”
ไม่ใช่ว่าช่วงเวลาที่สตรีตั้งครรภ์นั้นเป็นช่วงอันตรายที่สุดหรือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออายุครรภ์มากขึ้น หากไม่ระมัดระวังก็อาจจะทำให้แท้งได้”
หลี่เฟยแค่นเสียงอย่างเย็นชา “นางท้องจริง”
ครั้งนี้เล่อเหนียงยิ่งไม่เข้าใจท่าทีของหลี่เฟย “พี่หลี่เฟย ท่านกำลังจะได้เป็นพ่อแล้ว ท่านไม่ดีใจหรือเจ้าคะ”
“ท่านช่างเย็นชาเหลือเกิน หรือว่าเด็กในท้องนางไม่ใช่ลูกของท่าน”
หลี่เฟยถอนหายใจ “ข้านอนกับนางแค่ครั้งเดียว ยังไม่ถึงหนึ่งเดือนก็ได้ยินว่านางท้องแล้ว เจ้าว่ามันจะเป็นลูกของข้าได้หรือ”
“อะไรนะ”
หลี่เฟยพูดต่อ “ไม่ว่าจะใช่หรือไม่ใช่ก็ต้องเลี้ยงดูนางไว้ก่อน ท่านปู่ของข้าร่างกายไม่แข็งแรง ทนรับเรื่องกระทบจิตใจไม่ไหวหรอก” เล่อเหนียงได้ยินดังนั้นก็รีบพูดอย่างร้อนรนว่า
“ถ้าเช่นนั้นท่านก็รีบให้นางลุกขึ้นมาสิ หากเกิดเรื่องร้ายขึ้นมาจะทำอย่างไรเล่า”
หลี่เฟยพยักหน้า “ดี งั้นก็ทำตามที่เล่อเหนียงบอกเถอะ”
หลี่เฟยอุ้มเล่อเหนียงเดินออกไปแล้วพูดเสียงเย็นชาว่า “เจ้าลุกขึ้นมาได้แล้ว”
“เล่อเหนียงของพวกเราให้อภัยเจ้าแล้ว!”
เฉินชิวเซียงจ้องมองเล่อเหนียงด้วยสายตาดุดัน ก่อนจะจับมือหญิงชราประคองนางให้ลุกขึ้น
“คุณชาย ท่านช่างใจร้ายเหลือเกิน ในใจและสายตาของท่านมีแต่เด็กหญิงคนนี้ แม้แต่ลูกในท้องของท่านก็ไม่สนใจเสียแล้ว”
เฉินชิวเซียงเอ่ยปากด้วยความเคียดแค้น “เด็กคนนี้คงไม่ใช่ลูกนอกสมรสของท่านกระมัง”
บทที่ 347: เจ้าก้อนแป้งได้รับบาดเจ็บ
“เฉินชิวเซียง เจ้าหุบปากให้ข้าเดี๋ยวนี้!”
หลี่หยางคว้าไม้ฟืนมาถือแล้วพุ่งเข้าไปทันที เมื่อครู่ขณะที่เขากำลังยุ่งกับการตุ๋นอุ้งตีนหมีและผัดเนื้อหมีอยู่ในครัว ก็ได้ยินลูกจ้างพูดพึมพำว่าเฉินชิวเซียงมาอีกแล้ว และตอนนี้นางกำลังไปที่ลานด้านหลัง
เขาจึงรีบคว้าฟืนวิ่งออกมาทันที เพราะเขารู้ว่าหลี่เฟยพาเล่อเหนียงไปให้อาหารปลาที่ลานด้านหลัง หากเล่อเหนียงเจอผู้หญิงคนนี้เข้าอาจจะเจ็บตัวได้ แม้ว่าหญิงผู้นี้จะเป็นคนที่เขายัดเยียดให้กับหลี่เฟย แต่เขายอมรับว่าตนเองตาบอดพางูพิษเข้ามาในบ้าน
เดิมทีเห็นหญิงผู้นี้ขายตัวเพื่อทำศพบิดา จึงคิดว่านางเป็นคนกตัญญู อีกทั้งนางยังมีรูปโฉมงดงาม จึงคิดจะซื้อนางมาให้หลี่เฟยรับเป็นอนุภรรยา เพื่อสืบทอดวงศ์ตระกูล
หญิงผู้นี้ก็ทำได้ดีจริงๆ เข้ามาเพียงสองเดือนก็ตั้งครรภ์เสียแล้ว
แต่ตอนนี้หลี่หยางอยากจะหยิบไม้กวาดมากวาดนางออกจากบ้านเสียให้รู้แล้วรู้รอด เพราะหญิงผู้นี้ก่อความวุ่นวายจนทั้งบ้านตระกูลหลี่ไม่เป็นอันกินอันนอน หากไม่ใช่เพราะนางกำลังตั้งครรภ์ และร่างกายพ่อของเขาไม่แข็งแรง แต่อยากเห็นหน้าเหลน เขาคงไล่ผู้หญิงคนนี้ออกจากบ้านไปนานแล้ว
“ท่านพ่อ ท่านกำลังจะทำอะไร”
เฉินชิวเซียงเอามือกุมท้องถอยหลังไปสองก้าว กลัวว่าไม้ในมือของหลี่หยางจะลอยมาอยู่บนตัวนาง
“เฉินชิวเซียง ข้าไม่ได้บอกเจ้าหรือว่าห้ามออกบ้านตระกูลหลี่โดยไม่ได้รับอนุญาตจากข้า”
ดวงตาคู่งามของเฉินชิวเซียงเอ่อล้นไปด้วยน้ำตา “ท่านพ่อ ลูกสะใภ้รู้สึกอึดอัดยิ่งนักเมื่อต้องอยู่ในบ้าน ข้าแค่อยากออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์เท่านั้น”
“ไม่ใช่ว่าข้าอยากออกมาเอง อีกอย่างลูกในท้องก็เตะข้าตลอดเวลา ทำให้ข้าต้องออกมาเดินเล่น แต่ว่าข้าก็ไม่มีที่ไปจึงต้องมาที่นี่”
“หากท่านพ่อไมชอบ ข้าจะรีบไปเดี๋ยวนีเจ้าค่ะ”
หลี่หยางแค่นเสียงอย่างเย็นชา “ข้าไม่สนว่าเจ้าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ แต่จงไปให้พ้นสายตาข้าเดี๋ยวนี้”
หลี่หยางพูดจบก็ไม่สนใจนางอีก เขาแย่งเล่อเหนียงมาอุ้มเอาไว้เอง
“เด็กดี เจ้าบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่ หลี่หยางถามอย่างร้อนรน
นางคือสมบัติล้ำค่าของหมู่บ้านตระกูลฉิน หากนางได้รับบาดเจ็บที่ใดที่หนึ่ง ตระกูลฉินคงจะพังภัตตาคารว่านฝูของข้าจนย่อยยับเป็นแน่
“ท่านลุง เล่อเหนียงไม่เป็นไรแล้วเจ้าค่ะ”
เล่อเหนียงตอบรับคำพูดของหลี่หยางพลางเหลือบมองเฉินชิวเซียงแวบหนึ่ง
พลางพึมพำในใจ นางไม่เข้าใจว่าหญิงผู้นี้ทำเรื่องใหญ่อันใด ถึงได้ทำให้สามีและพ่อสามีของตนเองรังเกียจนางถึงเพียงนี้
เฉินชิวเซียงสังเกตเห็นเล่อเหนียงมองนางจึงกำหมัดแน่นด้วยความโกรธ ทั้งยังจ้องมองเล่อเหนียงด้วยสายตาดุร้าย
นางเด็กคนนั้นกล้าหัวเราะเยาะข้าถึงเพียง หากข้าไม่สั่งสอนเจ้าสักหน่อยก็อย่ามาเรียกข้าว่าแซ่เฉิน ยิ่งเมื่อเห็นหลี่หยางอุ้มเล่อเหนียงไปให้อาหารปลา ความคิดชั่วร้ายก็ผุดขึ้นในใจ นางพุ่งเข้าไปใช้กระชากเล่อเหนียงมาแล้วโยนลงไปในบ่อปลา
“นางเด็กแพศยา ไปตายซะ!”
หลี่หยางแต่เดิมก็เพียงอุ้มขาเล่อเหนียงไว้หลวมๆ จึงไม่ได้ระวังตัวแต่อย่างใด ตอนนี้จึงได้แต่มองเล่อเหนียงตกลงไปในน้ำอย่างมึนงง
“เล่อเหนียง!”
“เล่อเหนียง!”
เล่อเหนียงได้ยินเสียงร้องตกใจสองครั้งก่อนที่ร่างของนางจะค่อยๆจมลงสู่บ่อปลา ระหว่างนั้นความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นในสมองของเล่อเหนียงทันที
แย่แล้ว!
ทว่านางยังไม่ทันสำลักน้ำก็ถูกหลี่เฟยอุ้มขึ้นมาเสียแล้ว
“เล่อเหนียงข้ามาแล้ว ข้าจะพาเจ้าขึ้นฝั่งเดียวนี้” เล่อเหนียงยื่นมือเกาะคอของหลี่เฟยแน่น
เมื่อเห็นว่าเล่อเหนียงปลอดภัยดี หลี่หยางก็โล่งอกในที่สุด สายตาของเขาตัวมองเฉินชิวเซียงนั่งตัวสั่นเทาอยู่บนพื้น
“นางหญิงชั่ว แม้แต่เด็กสามขวบก็ยังลงมือได้!” หลี่หยางสะบัดมือตบหน้าเฉินชิวเซียงจนหน้าหัน
ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอันใด พ่อสามีไม่มีสิทธิ์ตบลูกสะใภ้ แต่ครั้งนี้หลี่หยางทนไม่ไหวจริงๆ
เล่อเหนียงเพิ่งสองขวบเท่านั้นนะ นางลงมือได้กระทั่งกับเด็กสองขวบ
“ท่านพ่อ ท่านอย่าเพิ่งตีนางจนตายละ ข้าจะให้คนช่วยเล่อเหนียงเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วจะมารับช่วงต่อจากท่าน”
หลี่เฟยวิ่งเข้าไปในห้องพร้อมกับเล่อเล่อ ก่อนจะวิ่งออกไปที่ร้านเสื้อผ้าสำเร็จรูปซื้อชุดมาชุดหนึ่ง จากนั้นก็วิ่งไปที่ครัวเรียกแม่ครัวคนหนึ่งให้ไปช่วยเล่อเหนียงเปลี่ยนเสื้อผ้า
แม้ว่าความสัมพันธ์ของเขากับเล่อเหนียงจะดี และเขาก็รักและเอ็นดูน้องสาวคนนี้จริงๆ แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็เป็นคนนอกครอบครัว ไม่สามารถช่วยเล่อเหนียงเปลี่ยนเสื้อผ้าได้ แม้ว่านางจะเป็นแค่เด็กเท่านั้น
แม่ครัวมีความคล่องแคล่วว่องไว เพียงไม่กี่อึดใจก็เปลี่ยนเสื้อผ้าให้เล่อเหนียงเสร็จเรียบร้อย
“ท่านนาย คุณชาย ดูเหมือนคุณหนูน้อยจะมีไข้เจ้าค่ะ”
แม่ครัวเดินออกไปพลางกล่าวด้วยสีหน้าเป็นกังวล “บริเวณแขนของนางมีรอยบวมแดง ข้าเพิ่งสัมผัสดูเมื่อครู่ ดูเหมือนกระดูกจะหักแล้วเจ้าค่ะ”
หลี่เฟยและหลี่หยางพอได้ยินดังนั้นก็คว้ามือของแม่ครัวคนนั้นทันที “เจ้าว่าอย่างไรนะ นางมีไข้เล็กหรือ”
“กระดูกของนางด้วยหรือ”
แม่ครัวพยักหน้า “ข้าเพิ่งสัมผัสนางเมื่อครู่ ดูเหมือนจะมีไข้เล็กน้อย แต่อาจเป็นเพราะมือของข้าเย็นเกินไปก็ได้”
หลี่เฟยและหลี่หยางไม่อาจนั่งนิ่งได้อีกต่อไป ต่างรีบวิ่งเข้าไปในห้องโดยสาร
พวกเขาเห็นเล่อเหนียงมีใบหน้าแดงเล็กน้อย “เล่อเหนียง เจ้าบอกลุงมาสิ เจ้ารู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือไม่”
เล่อเหนียงแต่เดิมไม่ได้ตั้งใจจะบอกเรื่องแขนที่บาดเจ็บให้หลี่เฟยและคนอื่นรู้ เพราะอย่างไรอีกฝ่ายก็ตั้งครรภ์ลูกของเขาอยู่ นางไม่อยากทำให้พี่ชายที่ร่าเริงคนนี้ต้องลำบากใจ
แต่ตอนนี้นางคิดว่าตนเองจำเป็นต้องบอก เพราะนางรู้สึกได้ว่าแขนของนางเริ่มปวดมากขึ้นเรื่อยๆ
“ท่านลุง เล่อเหนียงเจ็บแขน!” เล่อเหนียงร้องไห้ตะโกนเสียงดังลั่น
หลี่เฟยไม่รอให้หลี่หยางสั่งการอีกต่อไป เขารีบวิ่งออกไปตามหมอทันที ระหว่างทางที่มาหมอผู้นั้นได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในบ้านจากหลี่เฟยแล้ว เขาจะกล้าชักช้าอยู่ได้อย่างไร เมื่อมาถึงก็รีบตรงไปยังเรือนด้านหลังทันที
ทันทีที่เข้าไปก็เห็นหญิงสาวในชุดสีชมพู หน้าท้องโป่งนูนกำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นก็รู้สึกสงสารและอยากให้นางลุกขึ้น เพราะหากยังคุกเข่าต่อไปเช่นนี้ เด็กในท้องคงจะไม่ปลอดภัยแน่
“ฮูหยินแม้ว่าตอนนี้จะเป็นฤดูใบไม้ผลิ แต่อากาศก็ยังหนาวอยู่ หากเจ้ายังคุกเข่าต่อไปเช่นนี้ เด็กในท้องของเจ้าอาจจะรักษาไว้ไม่ได้” หมอท่านนั้นเอ่ยเตือนนางสั้นๆ แล้วก้าวเข้าไปในเรือน
เขาค่อยๆประคองมือของเล่อเหนียงขึ้นมาอย่างระมัดระวังแล้วกดเบาๆ
“เหล่าหลี่ กระดูกของคุณหนูไม่ได้หัก แต่ว่าบาดเจ็บค่อนข้างรุนแรง แต่ดูเหมือนว่าจะกระดูกเคลื่อนเล็กน้อย”
“ต่อไปต้องดูแลให้ดี ไม่เช่นนั้นมือของนางอาจจะใช้การไม่ได้
หลี่หยางได้ยินคำพูดนี้แล้วขาแข้งก็แทบอ่อนแรง
สมบัติล้ำค่าของหมู่บ้านตระกูลฉินก็ยังคงได้รับบาดเจ็บตอนอยู่กับเขาเรื่องนี้ไม่อาจปฏิเสธได้ หลังจากนนี้ภัตตาตารของเขาจะยังขายลูกชิ้นปลาได้อีกหรือไม่…
แล้วยังมีเนื้อกระต่ายผัดเผ็ดอีกด้วย อาหารสองจานนี้ล้วนมาจากหมู่บ้านตระกูลฉิน
เมื่อเขาได้ยินว่ามือของเล่อเหนียงอาจจะใช้การไม่ได้ เขาก็ระเบิดอารมณ์พุ่งออกไปและซัดเฉินชิวเซียงอย่างบ้าคลั่ง ลืมไปเสียสนิทว่าในท้องของนางยังมีหลานของเขาอยู่
บทที่ 348: สืบข่าว
“ท่านพ่อ ท่านพ่อหยุดเถิด เดี๋ยวนางจะตายขึ้นมานะขอรับ”
หลี่เฟยรีบวิ่งออกมาห้ามบิดาทันที เขากลัวว่าหากบิดาของเขาที่มีร่างกายใหญ่ยังลงไม้ลงมือต่อไปแบบนี้ หญิงคนนี้ไม่มีทางรอดแน่
“ท่านพ่อ ข้าไม่ทราบว่าข้าทำผิดอะไรถึงทำให้ท่านพ่อโกรธถึงเพียงนี้ ในท้องของข้ายังมีหลานของท่านอยู่ ท่านพ่อจะไม่เอาหลานแล้วหรือ” เฉินชิวเซียงร้องไห้พลางกุมท้องไว้
หลี่หยางหอบหายใจแล้วสาปแช่ง “ข้าถามเจ้าอีกครั้งเล่อเหนียงนางทำผิดอะไร เหตุใดเจ้าถึงต้องลงไม้ลงมือแรงเช่นนี้”
“นางเป็นเพียงเด็กน้อยที่อายุเพียงสองขวบเท่านั้น”
“อีกอย่างเจ้าแต่งเข้าตระกูลหลี่ของข้ามาได้เพียงครึ่งปี แต่กลับท้องเจ็ดเดือนกว่าแล้ว เด็กในท้องของเจ้าเป็นลูกของใคร เจ้าย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ ข้ายังเก็บเจ้าไว้ในบ้านก็เพราะเห็นแก่หน้าท่านพ่อเท่านั้น!”
เฉินชิวเซียงสีหน้าซีดเผือด นางยังอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่หลี่หยางก็โบกมือให้หญิงชราพานางออกไป
“ท่านพ่อ หญิงคนนี้ท่านเป็นคนยัดเยียดให้ข้าเอง ท่านต้องรับผิดชอบเรื่องนี้”
หลี่หยางเอ่ยอย่างหงุดหงิด “ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าหญิงคนนี้จะมาพร้อมกับของขวัญเล่า”
“พอเถอะ พอเถอะ เจ้าพาเล่อเหนียงไปหาฉินเหล่าซานเถิด แล้วส่งเล่อเหนียงกลับไปให้หมอเทวดาที่บ้านของพวกเขาตรวจดูสักหน่อย”
“ไม่ว่าจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ก็อย่าได้ตระหนี่!”
หลี่เฟยกลอกตาพลางกล่าว “ท่านคิดว่าใครๆก็เหมือนท่านหรืออย่างไร พอเห็นเงินก็วิ่งเข้าใส่”
หลี่เฟยพูดจบก็อุ้มเล่อเหนียงออกลานบ้านไปโดยไม่แม้แต่จะหันหลังกลับมามอง
หลี่หยางได้ยินเสียงเอะอะโวยวายของเฉินชิวเซียงที่ยังดังอยู่ข้างหูไม่หยุดจึงถอนหายใจ ตอนนั้นเขาถูกมันหมูบังตาหรืออย่างไร
ไม่เพียงแต่พางูพิษกลับมา ในท้องของงูพิษยังมีลูกงูพิษอีกหนึ่งตัว หากเรื่องนี้แพร่ออกไป สหายที่รู้เรื่องคงจะหัวเราะเยาะเขาตายแน่
“แม่เฒ่าหลี่ พาหญิงคนนั้นกลับเรือน แล้วหาคนมาคอยเฝ้านางให้ข้า ห้ามนางก้าวออกนอกลานบ้านแม้แต่ก้าวเดียว”
“ไม่จำเป็นต้องส่งข่าวใดๆไปถึงท่านพ่อด้วย”
หลี่หยางสั่งการเสร็จแล้วก็หันหลังเดินกลับไปที่ครัวเพื่อตุ๋นเนื้อหมี เรื่องราวในบ้านต้องจัดการให้เรียบร้อย แต่ก็ไม่อาจละเลยกลุ่มลูกค้าประจำที่ชั้นสองได้
อีกด้านหนึ่งฉินเหล่าซานกำลังต้อนรับลูกค้าอยู่ในร้าน ครั้นเห็นหลี่เฟยอุ้มเล่อเหนียงที่ยังมีคราบน้ำตาอยู่บนใบหน้าก็รีบเดินออกมา
“เล่อเหนียงเกิดอะไรขึ้นหรือ”
“หรือว่าเจ้าหิวแล้ว”
เล่อเหนียงส่ายหัว “ลุงสาม เล่อเหนียงเจ็บ”
ฉินเหล่าซานได้ยินเล่อเหนียงร้องด้วยความเจ็บปวดก็ตกใจ เขามองหลาสายด้วยความกังสล
“เล่อเหนียงเจ้าเจ็บตรงไหนหรือ”
“เจ้าไปวิ่งชนอะไรมาหรือ”
หลี่เฟยมองฉินเหล่าซานที่มีสีหน้ากังวลอย่างมาก จึงจำต้องเล่าเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นให้ฉินเหล่าซานฟัง
ฉินเหล่าซานได้ยินดังนั้นก็โกรธทันที “ช้าก่อนนะ คุณชายหลี่ อนุภรรยาของท่านคนนั้นเป็นโรคร้ายอะไรหรือ” ฉินเหล่าซานอุ้มเล่อเหนียงไว้แล้วสาปแช่งด้วยความแค้นใจ
“เหตุใดจึงต้องมาลงเอยกับเล่อเหนียงของพวกข้าโดยไม่มีเหตุผลเช่นนี้”
หลี่เฟยถูกด่าที่ถูกตำหนิไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียง แม้เรื่องนี้จะไม่ใช่ความผิดของเขา หากแต่เขาก็รู้สึกผิดไม่น้อย
“พี่สามรีบพาเล่อเหนียงกลับไปให้หมอหลี่ตรวจดูว่ากระดูกได้รับบาดเจ็บหรือไม่เถอะ”
“ข้าจะช่วยดูแลร้านให้ท่านก่อน รอสักครู่เมื่ออุ้งตีนหมีต้มเสร็จแล้วข้าจะนำไปให้ที่บ้าน” ฉินเหล่าซานไม่กล้าชักช้า เรียกเอ้อร์หยาให้มารับเล่อเหนียงไปอุ้ม
หลี่เฟยรอจนร้านไม่มีคนแล้วจึงห่อขนมที่เหลืออยู่ทั้งหมด
……...
“เล่อเหนียงเจ็บหรือไม่” เอ้อร์หยาอุ้มเล่อเหนียงอย่างยากลำบาก และถามด้วยสีหน้าเป็นห่วง
นางอายุยังน้อยอีกทั้งก่อนหน้านี้ยังขาดสารอาหาร แม้ตอนนี้จะอายุสิบเอ็ดขวบแล้ว แต่ยังเตี้ยกว่าลิ่งเฟิงเกอที่อายุเพียงเก้าปี ดังนั้นการอุ้มเล่อเหนียงตัวอ้วนคนนี้จึงเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับนางจริงๆ
“พี่เอ้อร์หยา เล่อเหนียงไม่เป็นไรหรอก ท่านวางเล่อเหนียงลงเถอะ” เล่อเหนียงเห็นสภาพทุลักทุเลของเอ้อร์หยาจึงรีบบอกให้นางวางตนเองลง มิเช่นนั้นอีกสักพักนางคงอุ้มตนไว้ไม่อยู่ หากทำนางตกลงไปจะทำอย่างไรเล่า
เอ้อร์หยาก็รู้ดีถึงกำลังของตัวเอง จึงได้แต่ค่อยๆวางเล่อเหนียงลงอย่างระมัดระวัง แล้วโอบนางให้เอนกายมาพิงตัวเองเอาไว้
“เล่อเหนียง เจ้าเจ็บที่ไหนอีกบ้างนอกจากแขน”
เล่อเหนียงลองขยับตัว “ไม่มีเจ้าค่ะ เล่อเหนียงเจ็บแค่ที่แขนเท่านั้น”
“เล่อเหนียงอดทนหน่อยนะ พวกเราใกล้จะถึงบ้านแล้ว” เอ้อร์หยาพูดด้วยความเป็นห่วง
ฉินเหล่าซานที่อยู่นอกรถม้า กำลังเร่งฟาดแส้ม้าอย่างรวดเร็ว พลางสาปแช่งอนุภรรยาของหลี่เฟยอยู่ในใจ ขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกโล่งใจที่ภรรยาของเขาไม่ได้มาด้วยในครั้งนี้ มิเช่นนั้นด้วยนิสัยที่อารมณ์ร้อนของนาง เกรงว่าหญิงคนนั้นคงสลบเมือดอยู่ที่พื้น
เฉาเกิน สือเกินเพิ่งจะย่างเท้าเข้าหมู่บ้านตระกูลฉินก็ได้กลิ่นยาจีนอันน่าสะอิดสะเอียนลอยมาจากปล่องไฟของหลายบ้าน เมื่อได้กลิ่นยาจีนที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ พวกเขาต่างรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมา หากผู้คนในหมู่บ้านตระกูลฉินถูกหมีโจมตีจริง พวกเขาในหมู่บ้านต้าหลิวก็คงไม่มีวันดีๆเช่นกัน
เพราะมีหมีอีกตัวหนึ่งวิ่งมาถึงยอดเขาของหมู่บ้านต้าหลิวแล้ว
“แม่เถียหนิว ท่านจะไปซักผ้าแล้วหรือ”
แม่เถี่ยนิวมองหน้าเฉาเกินกับสือเกินด้วยความสงสัย นางรู้จักทั้งสองคนนี้ พวกเขาขึ้นชื่อว่าเป็นคนขี้เกียจในหมู่บ้านต้าหลิว ไม่เคยแม้แต่จะทำงานหนัก มีอะไรในบ้านก็กินอย่างนั้น หากไม่มีก็จะไปขโมยจากคนอื่น
ทำให้พวกเขากลายเป็นที่รังเกียจ แม้แต่คนในหมู่บ้านตระกูลฉินก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
“เฉาเกิน สือเกินพวกเจ้าสองพี่น้องเข้ามาได้อย่างไร” ทันทีที่แม่เถียหนิวเห็นสองพี่น้องนี้ นางก็คว้าไม้ตีผ้าขึ้นมาทันที พลางจ้องมองพวกเขาด้วยสีหน้าระแวดระวัง
เฉาเกินและสือเกินสองพี่น้องหัวเราะเบาๆ พร้อมกับถอยหลังไปหนึ่งก้าวแล้วกล่าวว่า
“แม่เถียหนิว ท่านอย่าเพิ่งใจร้อน พวกข้าสองพี่น้องวันนี้ไม่ได้มาขโมยของ พวกข้าแค่อยากมาสอบถามบางอย่างเท่านั้น”
“พวกเจ้าสองคนอยากสืบเรื่องอะไรกัน” แม่เถียหนิวยังคงมองพวกเขาอย่างระแวดระวัง
“ข้าได้ยินมาว่าในหมู่บ้านของพวกท่านมีคนถูกหมีทำร้ายหลายคนใช่หรือไม่”
เห็นท่าทางแม่เถียหนิวกำลังจะเห็นโมโหพวกเขารีบพูดว่า “อย่าเข้าใจผิดเลย อย่าเข้าใจผิด พวกข้าแค่อยากรู้อยากเห็นเลยมาดูสักหน่อยเท่านั้น”
“อีกอย่างก็มีข่าวว่ามีหมีอีกตัวหนึ่งวิ่งไปที่ภูเขาในหมู่บ้านของพวกข้า พวกข้าก็แค่อยากมายืนยันดูเท่านั้น ไม่มีเจตนาอื่นใด”
แม่เถียหนิวเห็นว่าคำพูดของพวกเขาไม่เหมือนการโกหก จึงเล่าสถานการณ์ในหมู่บ้านให้พวกเขาฟังอย่างไรก็ตาม เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่ความลับอะไร
“พวกเจ้าก็ได้กลิ่นเช่นกันมิใช่หรือ กลิ่นยาสมุนไพรจีนลอยอบอวลไปทั่วอากาศ”
“ชายฉกรรจ์หลายคนถูกหมีทำร้ายบาดเจ็บ ตอนนี้ใกล้จะถึงฤดูใบไม้ผลิแล้ว แต่กลับเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น มันทำให้ผู้คนแทบจะอยู่ไม่ได้เลย”
ชาวบ้านธรรมดาและคนที่อาศัยอยู่ในป่าต่างได้กินเช่นกัน กลิ่นยาสมุนไพรจีนที่ลอยอยู่ในอากาศ ยิ่งตอนนี้ได้ยินคำยืนยันจากแม่เถียหนิวพวกเขาก็ยิ่งหดหู่
หลังจากบอกลาแม่เถียวแล้ว พวกเขาเดินออกจากหมู่บ้านตระกูลฉินอย่างงุนงงสับสน สมองจมอยู่กับเรื่องที่หมีขึ้นไปบนเขาในหมู่บ้านของพวกเขา ไม่ได้มองทางเลยแม้แต่น้อยจนเกือบถูกรถม้าของฉินเหล่าซานชน
บทที่ 349: เงินรักษาได้ทุกโรค
“ท่านแม่ รีบมาดูเล่อเหนียงเร็วเข้า ดูเหมือนว่านางจะแขนหัก”
ฉินเหล่าซานกระโดดลงจากรถม้าอุ้มเล่อเหนียงวิ่งเข้าบ้านอย่างรวดเร็ว
แม่เฒ่าฉินที่กำลังปักเสื้อผ้าให้เล่อเหนียงอยู่ในห้องโถง พอได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจจนเข็มทิ่มมือ เลือดหยดเล็กๆซึมออกมาทันที
แต่แม่เฒ่าฉินไม่มีเวลาสนใจบาดแผลบนมือ รีบวางงานในมือแล้ววิ่งออกไปจากห้องโถงอย่างรวดเร็ว
ตอนนี้หงอวี่และลิ่งอวี่ที่กำลังท่องหนังสืออยู่บนหลังคา พอได้ยินเช่นนั้นก็เกือบจะตกลงมา พวกเขาตั้งสติแล้วลงมาทางหลังคาหาห้องที่สวี่ซิ่วอิงกำลังปักชุดแต่งงาน
“หลานรัก เกิดอะไรขึ้น”
เล่อเหนียงแต่เดิมไม่ได้ร้องไห้ แต่พอเห็นผู้เป็นย่าในตอนนี้ ความรู้สึกเสียใจก็พลันผุดขึ้นมาในใจ
นางแหกปากร้องไห้ออกมาเสียงดังจ้าละหวั่น
“ท่านย่า เล่อเหนียงเจ็บ…” ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมาอยู่ในโลกนี้นานเกินไปหรือไม่ หรือเพราะได้รับการเอาอกเอาใจจากพวดเขา ทำให้นางลืมความคิดแบบผู้ใหญ่ไป ความคิดบางอย่างของนางกลายเป็นเด็กน้อยไปเสียสนิท
แม่เฒ่าฉินเห็นเล่อเหนียงร้องไห้ก็พลอยร้องไห้ตามไปด้วย นางรีบอุ้มเล่อเหนียงเข้ามากอด พลางปลอบประโลมไปพร้อมกัน
สวี่ซิ่วอิงก็รู้สึกสงสารจนน้ำตาไหลออกมา
“หมอหลี่เล่า”
“รีบไปตามหมอหลี่มาเร็วเข้า” แม่เฒ่าฉินถามด้วยความร้อนใจ ฉินเหล่าซานกำลังฃจะออกไปตามหาหมอหลี่ ก็ได้ยินเสียงดังลอยมาจากในอากาศ
“ไม่จำเป็น ข้ามาแล้ว”
หลี่อันกระโดดลงมาจากหลังคา แล้วคว้ามือของเล่อเหนียงมาจับชีพจร
“น้องสาว พาเล่อเหนียงกลับห้องไปเถิด ข้าต้องการตรวจดูบาดแผลบนแขนของนาง”
แม่เฒ่าฉินไม่กล้าชักช้า หมุนตัวอุ้มเล่อเหนียงเดินตรงไปยังห้องโถง “เล่อเหนียงเป็นเด็กดีนะ ให้ปู่ช่วยดูแผลที่แขนของเจ้าหน่อยได้ไหม” หลี่อันพูดปลอบขณะที่พลิกแขนเสื้อของนางขึ้น
เทศกาลตรุษจีนเพิ่งผ่านพ้นไป ทุกหนทุกแห่งอากาศยังคงหนาวเย็น แม้แต่ในหมู่บ้านตระกูลฉินก็เช่นกัน
หลี่อันพยายามหลายครั้งที่จะดึงเสื้อผ้าบนร่างของนางขึ้น แต่ล้มเหลวทุกครั้ง จึงต้องหันไปมองขอความช่วยเหลือจากแม่เฒ่าฉิน
แม่เฒ่าฉินเข้าไปอย่างระมัดระวังและค่อยๆถอดเสื้อผ้าของเล่อเหนียงออก
หลี่อันใช้มือค่อยๆบีบกระดูกของนางเบาๆ
“ไม่เป็นไรนะ กระดูกไม่หัก คงจะฟกช้ำภายในจากการหกล้ม”
“ประเดี๋ยวปู่จะจ่ายยาให้เจ้าสองขนาน ผ่านไปสามวันเจ้าก็จะกลับมาวิ่งเล่นได้อย่างกระฉับกระเฉงแล้ว”
เมื่อเล่อเหนียงได้ยินว่าหลี่อันจะต้มยาขมให้ดื่ม ก็เบะปากทีนที นางพูดอย่างน่าสงสารว่า “ท่านปู่เจ้าคะ เล่อเหนียงขอไม่กินยาขมๆนั่นได้หรือไม่”
หลี่ลูบหัวน้อยๆของนาง "เด็กน้อย วางใจเถอะ ยาที่ปู่ต้มให้เจ้าไม่ขมหรอก”
เล่อเหนียงร้องโอ๊ะเบาๆ แล้วซุกตัวเข้าไปในอ้อมอกของแม่เฒ่าฉินไม่พูดอะไรอีก
“เล่อเหนียง เจ้ายังรู้สึกเจ็บอยู่หรือไม่” สวี่ซิ่วอิงยืนอยู่ข้างๆด้วยดวงตาแดงก่ำ
ช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ นางยุ่งอยู่กับการปักชุดแต่งงานให้ผู้อื่น จนละเลยเล่อเหนียงไป
“เล่อเหนียงเอ๋ย แม่ขอโทษด้วย เป็นความผิดของแม่ที่ไม่ได้ดูแลเจ้าให้ดี”
เล่อเหนียงลุกขึ้นกอดคอสวี่ซิ่วอิงพลางออดอ้อน “ท่านแม่ของข้าเก่งที่สุด ถึงขั้นปักชุดแต่งงานให้คนอื่นได้แล้วนะ”
“เมื่อเล่อเหนียงโตขึ้น ท่านแม่ต้องช่วยปักชุดแต่งงานของเล่อเหนียงด้วยนะเจ้าคะ”
สวี่ซิ่วอิงพยักหน้าเบาๆ พลางแตะศีรษะน้อยๆของเล่อเหนียง “พอแล้ว พอแล้ว เจ้าอย่าชมข้ามากนักเลย ถ้าชมข้ามากไปข้าจะเหลิงเอาได้”
เล่อเหนียงหัวเราะคิกคักสองที โดยไม่ต้องรอให้พวกเขาถาม นางก็เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้พวกเขาฟัง
แม่เฒ่าฉินกับสวี่ซิ่วอิงฟังคำพูดของเล่อเหนียงจบแล้วก็โกรธจนตาแดงก่ำ
อยากจะเข้าเมืองตอนนี้เลย อยากตับหญิงผู้นั้นสับเป็นแปดชิ้น เพื่อระบายความแค้นในใจ เล่อเหนียงเห็นสีหน้าของพวกเขาที่ดูเหมือนอยากจะกินคนทีละคน จึงรีบปลอบใจ
“ท่านย่า ท่านแม่ พวกท่านไม่ต้องกังวลไป พี่หลี่เฟยจะแก้แค้นแทนข้าเอง”
แม่เฒ่าฉินแค่นเสียงอย่างเย็นชา “นางก็เป็นอนุภรรยาของเขาอยู่ดี ชายหนุ่มผู้สง่างามเช่นนั้น ข้าเกรงว่าเขาจะไม่กล้าลงมือหรอก”
แต่เล่อเหนียงไม่สงสัยเลยแม้แต่น้อยว่านางผู้นั้นจะไม่เป็นไร
“ท่านแม่ ลุงหลี่หยางก็อยากจะไล่นางออกจากบ้านเช่นกัน”
“ตอนนี้ท่านปู่ของพี่หลี่เฟยดูเหมือนจะไม่ค่อยดีนัก ทำให้ยังจัดการกับนางไม่ได้”
“ท่านแม่ ข้าไม่เป็นไรจริงๆ อีกอย่างข้าต้องแก้แค้นให้เล่อเหนียงด้วยตัวเอง”
เมื่อเห็นว่าสวี่ซิ่วอิงและท่านแม่เฒ่าฉินยังไม่คลายโทสะเล่อเหนียงจึงต้องเข้าไปหอมแก้มพวกนางคนละสองที
สวี่ซิ่วอิงและแม่เฒ่าฉินมองเล่อเหนียงที่รู้ความเช่นนี้ ต่างยิ้มด้วยความปลาบปลื้ม แม้ว่าขอบตาจะแดงเรื่อเล็กน้อยก็ตาม
เด็กหญิงคนนี้ชีวิตลำบาก ตอนหนีภัยพิบัติก็พยายามหาทางช่วยเหลือครอบครัวตลอด ทุกครั้งที่ครอบครัวเจอปัญหา นางมักจะเป็นคนแรกที่ใช้ความสามารถของตนเองแก้ไขปัญหาให้
ขณะนั้นเสียงของหลี่เฟยก็ดังจากมานอกประตู ตามด้วยฉินเหล่าซานที่พาหลี่เฟยเดินเข้ามา
หลี่เฟยวางของที่ถืออยู่ในมือลงบนโต๊ะ แล้วมองแขนของเล่อเหนียงพลางถามอย่างร้อนใจ
“ท่านป้า เล่อเหนียงเป็นอย่างไรบ้างขอรับ”
แม่เฒ่าฉินกลอกตาใส่เขา นางอยากจะไล่ตะเพิดชายหนุ่มคนนี้ออกไปเหลือเกิน แต่พอคิดอีกทีก็ตระหนักได้ว่าเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ความผิดของเขา นางจึงไม่อยากเอาเรื่องกับเขา
“พี่หลี่เฟย เล่อเหนียงไม่เป็นอะไรเจ้าค่ะ” เล่อเหนียงเอ่ยเสียงเล็กเสียงน้อย “ท่านปู่หลี่อันบอกว่าจะไปเก็บสมุนไพรให้เล่อเหนียง เล่อเหนียงจะหายดีในไม่ช้า”
หลี่เฟยได้ยินดังนั้นจึงวางใจลงเสียที ตลอดทางที่ผ่านมาเขากังวลว่าหากแขนของเล่อเหนียงหักจะทำอย่างไร
ถ้านางเป็นอะไรไป ภัตตาคารว่านฝูของเขาก็คงจะจบเช่นกัน
“เล่อเหนียงนี่คือกำไลเงินที่ข้าทำให้เจ้า รอให้บาดแผลของเจ้าหายดีแล้วค่อยสวมใส่ดีหรือไม่”
เล่อเหนียงมองกำไลที่มีน้ำหนักมากชิ้นนั้น ยิ้มสดใสราวกับดอกเบญจมาศ
“ขอบคุณพี่หลี่เฟย!”
เด็กหญิงกล่าวเสียงหวานซึ้ง จากนั้นก็หันหลังเดินไปหาหงอวี่เพื่อไปให้อาหารแพะ
“เล่อเหนียงบาดแผลของเจ้ายังไม่หายดี แต่กลับวิ่งออกไปข้างนอกเสียแล้ว”
เล่อเหนียงโบกมือข้างที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ “ข้าจะไปหาพี่เจ็ดเพื่อให้อาหารแพะ!”
แม่เฒ่าฉินเห็นเล่อเหนียงเริ่มกระโดดโลดเต้นจึงหัวเราะเบาๆ “เด็กคนนี้ชื่นชอบเงินจริงๆ มีเงินเมื่อไหร่ก็ลืมความเจ็บปวดไปหมด”
หลี่เฟยเห็นเล่อเหนียงวิ่งหนีไปแล้วก็รู้สึกว่าไม่เหมาะสมที่จะอยู่ในห้องของแม่เฒ่าฉินต่อไป จึงเดินออกมา
แต่แม่เฒ่าฉินเรียกเขาไว้ “คุณชายหลี่ ภรรยาของท่านลงมือรุนแรงเกินไปหรือไหม นางกล้าลงมือกับกับเด็กสองขวบได้อย่างไร”
หลี่เฟยถอนหายใจ “ท่านป้า ข้าไม่กลัวว่าท่านจะหัวเราะเยาะหรอก ข้านั้นอิจฉาครอบครัวของท่านมาก ไม่เหมือนครอบครัวของพวกข้าที่มีทายาทเพียงคนเดียวมาสามรุ่นแล้ว นั่นจึงเป็นเหตุผลที่คนในบ้านเร่งให้ข้าแต่งงาน"
“หญิงคนนั้นเป็นเพียงคนที่ท่านพ่อของข้ายัดเยียดเข้ามาในเรือนของข้า ข้าแตะต้องนางเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ยังไม่ถึงหนึ่งเดือนด้วยนางกลับรีบร้อนประกาศว่าตั้งครรภ์”
“ท่านปู่สุขภาพไม่ค่อยดี แต่ยังพยายามประคองลมหายใจไว้เพราะอยากอุ้มเหลนชาย ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องนี้ หญิงคนนั้นคงถูกท่านพ่อของข้าไล่ออกจากบ้านไปนานแล้ว”
แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นจึงมองเขาด้วยความเห็นอกเห็นใจอย่างยิ่ง
“พี่เจ็ด ดูสิ ข้ามีกำไลอันใหม่ด้วย”
บทที่ 350: ข้าไม่เชื่อว่าหมู่บ้านของพวกเราจะโชคร้ายขนาดนั้น
“พี่เจ็ด ท่านดูสิ พี่หลี่เฟยมอบกำไลที่ให้ข้าอีกวงหนึ่งแล้ว มันหนักมากเลย”
หงอวี่เห็นเล่อเหนียงถือกำไลวงหนึ่งไว้ในมือวิ่งมาหาเขาเหมือนผีเสื้อโบยบิน ก็ทำให้เขาตกใจรีบโยนจิ้งจอกในมือทิ้งไปด้านข้าง แล้วรีบเข้าไปรับตัวนาง
“น้องสาว เหตุใดเจ้าถึงวิ่งออกมาเช่นนี้”
หงอวี่โมโหแทบจะบ้าอยู่แล้ว เด็กหญิงคนนี้มือบาดเจ็บอยู่ไม่ใช่หรือ เหตุใดยังกล้าวิ่งออกมาอีกเล่า
นางอยากทำให้เขาอกแตกตายใช่หรือไม่ “พี่เจ็ด ข้าอยากไปเลี้ยงแพะกับท่าน” เล่อเหนียงมองเขาด้วยสายตาน่าสงสาร
หงอวี่ถอนหายใจอย่างจนปัญญา “ไปก็ไป”
เล่อเหนียงได้ยินดังนั้นก็ยิ้มกว้างทันที “พี่เจ็ด ท่านใจดีที่สุดเลย”
เมื่อเดินห่างออกมาพอสมควร เล่อเหนียงจึงกระซิบเบาๆ
“พี่เจ็ด ท่านไม่ต้องกังวลเรื่องข้าหรอก ข้าแอบดื่มน้ำวิเศษไปหนึ่งถ้วยแล้วนะ”
“เมื่อกลับมาแล้วค่อยดื่มอีกถ้วยนะ” หงอวี่เคยเห็นความมหัศจรรย์ของน้ำจากบ่อในพื้นที่มิติของนางมาก่อน ดังนั้นหงอวี่จึงวางใจพานางออกไปเที่ยวเล่น
อย่างไรก็ตามหลี่เฟย ไม่รู้เรื่องนี้เขามองแผ่นหลังของเล่อเหนียงและหงอวี่ที่กำลังกระโดดโลดเต้นด้วยความกังวล
“ท่านป้า แขนของเล่อเหนียงยังไม่หายดี ปล่อยนางออกไปวิ่งเล่นเช่นนี้จะดีหรือ”
“ถ้าเกิดชนหรือกระแทกอะไรเข้าจะทำอย่างไร”
แม่เฒ่าฉินยิ้มเล็กน้อย “เด็กคนนี้น่ะ ไม่ต้องกังวลหรอก ขอแค่เงินก็รักษาได้ทุกโรค”
เหตุผลที่แม่เฒ่าฉินวางใจเล่อเหนียงเช่นนี้ ก็เพราะเมื่อครู่นางเพิ่งเห็นเล่อเหนียงแอบดื่มน้ำหนึ่ง แม้นางจะไม่รู้ว่าน้ำในถ้วยนั้นคือน้ำอะไร แต่เมื่อเห็นเล่อเหนียงกระโดดโลดเต้นอย่างมีชีวิตชีวา นางก็รู้ว่าเด็กหญิงคนนี้ไม่เป็นไรแล้ว
“ท่านป้า เงินนี้ท่านเก็บไว้เถิด เอาไปรักษาเล่อเหนียง”
หลี่เฟยได้ยินคำพูดของแม่เฒ่าฉินก็อดขำไม่ได้ จึงล้วงตั๋วเงินออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นให้แม่เฒ่าฉินทันที
แม่เฒ่าฉินรีบผลักตั๋วเงินกลับไปทันที "เจ้าทำอะไรน่ะ รีบเก็บกลับไปเร็วเข้า!"
หลี่เฟยเอ่ยปากอย่างละอายใจ “อาสะใภ้ ไม่ว่าจะพูดอย่างไร เล่อเหนียงก็บาดเจ็บเพราะข้า เงินนี้ท่านต้องรับไว้ ไม่เช่นนั้นคราวหน้าข้าก็ไม่กล้าให้เล่อเหนียงไปเล่นกับข้าอีกแล้ว”
แม่เฒ่าฉินยัดตั๋วเงินเข้าไปในอ้อมอกของเขา
“หากเจ้ายังต้องการเหยียบเข้ามาในบ้านข้าอีก ก็จงเอาเงินกลับไปเสีย”
หลี่เฟยจำใจต้องเก็บตั๋วเงินกลับไป
อีกด้านหนึ่งหงอวี่และเล่อเหนียงจูงแพะเดินเล่นไป
“พี่เจ็ด ท่านคิดว่าพวกเราจะได้บ่อน้ำพุร้อนนั้นมาครอบครองหรือไม่”
เล่อเหนียงมองไปทางภูเขา สำหรับบ่อน้ำพุร้อนนั้น นางได้วางแผนที่สมบูรณ์แบบที่สุดไว้ในใจแล้ว เพียงแต่ท่านย่าพูดถูก ตอนนี้ตระกูลของพวกเขาอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ละเอียดอ่อนที่สุด
ไม่ว่าจะเป็นเพราะพี่เจ็ดหรือเพราะท่านพ่อของเขา ตอนนี้พวกเขาไม่สามารถทำอะไรที่เป็นการ ใช้อำนาจกดขี่ผู้อื่นได้
หากไม่ใช่เพราะเรื่องพวกนี้ พวกเขาจะต้องลำบากมากมายขนาดนี้ทำไม
แค่ใช้เงินก็ซื้อมันมาได้แล้ว
หงอวี่ลูบศีรษะเล็กๆของนาง “มีอะไรต้องกังวลด้วยเล่า เจ้าอยากได้ข้าก็จะเอามันมาให้เจ้าเอง!”
เล่อเหนียงจ้องเขาด้วยสายตาดุดัน
“ใช่แล้ว แน่นอนว่าท่านสามารถนำมันมาให้ข้าได้ แต่หากท่านทำเช่นนั้น ข้าคาดว่าพวกเราคงยากที่จะได้พบกันอีกในภายหลัง”
หงอวี่เงียบไป เล่อเหนียงพูดสิ่งที่เขาเข้าใจดี เขาเพียงแค่รู้สึกไม่ยอมรับเท่านั้น
“พี่เจ็ด พวกเราล้วนเป็นเด็กน้อย เด็กน้อยก็มีสิ่งที่เด็กน้อยต้องทำ ผู้ใหญ่ก็มีสิ่งที่ผู้ใหญ่ต้องทำ สิ่งที่พวกเราต้องทำก็คือเชื่อใจผู้ใหญ่”
หงอวี่พยักหน้า มือหนึ่งจูงมือเล่อเหนียง อีกมือหนึ่งจูงแพะ ค่อยๆเดินเล่นไปในหมู่บ้าน
หมู่บ้านตระกูลฉินนอกจากบ้านหัวหน้าหมู่บ้านที่มีวัวแก่หนึ่งตัวแล้ว ที่เหลือก็มีเพียงครอบครัวแม่เฒ่าฉินที่มีแพะและวัว ดังนั้นเมื่อหงอวี่และเล่อเหนียงจูงแพะออกมาเดินเล่น ก็ดึงดูดความสนใจของเด็กๆทันใด
พวกเขาล้อมรอบตัวแพะเอา พวกเขาคุยเล่นหัวเราะเล่นหยอกล้อกันและชวนหงอวี่มาเล่นด้วยกัน
หงอวี่ทนต่อคำเชิญอันร้อนแรงของพวกเขาไม่ไหวจึงเข้าร่วมไปด้วย
แต่เขาก็ไม่ลากเล่อเหนียงไปด้วย โดยไม่ลืมกำชับนางว่าไม่ให้วิ่งไปไหน แล้วจึงไปวิ่งไปเล่นกับเด็กคนอื่น
…....…
“เฉาเกิน สือเกินเป็นอย่างไรบ้าง สืบความได้ชัดเจนแล้วหรือไม่” เฉาเกิน สือเกินเพิ่งกลับมาถึงหมู่บ้านก็ถูกหญิงสาวล้อมเอาไว้แล้ว
เฉาเกิน สือเกินเห็นบรรดาหญิงสาวในหมู่บ้านที่ปกติไม่เคยสนใจพวกเขาเลย ตอนนี้กลับมาล้อมรอบพวกเขา ทำให้หัวใจของพวกเขาพองโตขึ้นในทันที
“แค่กๆๆ เรื่องราวทั้งหมดพวกข้าสองพี่น้องได้สืบทราบมาแล้ว แต่ถ้าอยากให้ข้าบอกพวกเจ้า ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้”
เหล่าหญิงสาวเห็นพวกเขาอิดออดไม่ยอมพูด ต่างก็รู้สึกร้อนใจขึ้นมาจึงกดดันให้พวกเขารีบพูดออกมา
สองพี่น้องไม่เคยถูกผู้หญิงมากมายขนาดนี้ล้อมรอบมาก่อน ยังไม่เคยถูกผู้หญิงมากมายขนาดนี้สัมผัสมาก่อน หัวใจของพวกเขาล่องลอยไปตามลม
ไม่ว่าพวกนางจะถามอะไร พวกเขาก็ยังคงนิ่งเฉยไม่ยอมเอ่ยปาก และกำลังเพลิดเพลินกับความรู้สึกที่ถูกผู้หญิงมากมายมองดู
“พวกเจ้าสองคนเล่นพอหรือยัง!”
หลิวฉางไห่เดินเข้ามา เห็นท่าทางของสองพี่น้องแล้วก็รู้ว่าพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่จึงตวาดใส่ทันที
สองพี่น้องเฉาเกิน สือเกินพอเห็นหลิวฉางไห่ก็รีบซ่อนท่าทางเหลวไหลของตนเอง
ในหมู่บ้านพวกมันยังกลัวหลิวฉางไห่อยู่ ถึงอย่างไรเขาก็เป็นหัวหน้าหมู่บ้าน ถ้าทำให้เขาโกรธจนไล่ตัวเองออกจากหมู่บ้านก็จบเห่
“หัวหน้าหมู่บ้าน ไม่ใช่ว่าพวกข้าไม่อยากบอกพวกนาง แต่พวกข้าสองพี่น้องคิดว่าเรื่องสำคัญเช่นนี้ สมควรให้หัวหน้าหมู่บ้านรู้เป็นคนแรก”
“หัวหน้าหมู่บ้านคือผู้ที่อำนาจสูงที่สุดในหมู่บ้านของพวกเรา ทุกเรื่องควรให้หัวหน้าหมู่บ้านรู้เป็นคนแรก”
หลิวฉางไห่รู้สึกปลาบปลื้มที่ถูกเฉาเกินและสือเกินประจบสอพลอ จึงไม่ไปคิดมากกับการกระทำเหลวไหลของพวกเขา
“สืบข่าวเป็นอย่างไรบ้าง รีบพูดมาอย่ามาทำท่าทางมีลับลมคมใน”
เฉาเกินรีบพูด “หัวหน้าหมู่บ้าน พวกข้าได้สืบถามมาแล้วหมู่บ้านตระกูลฉินถูกหมีโจมตีจริง แม่เถียหนิวพูดกับปากเองเลย”
“อีกอย่างหนึ่ง พอเข้าหมู่บ้านก็ได้กลิ่นยาจีนฉุนกึก”
หลิวฉางไห่ครุ่นคิดสักครู่ “พวกเจ้าไม่ได้เห็นคนบาดเจ็บกับตาตัวเองหรือ”
เฉาเกินเกาท้ายทอย
“หัวหน้าหมู่บ้าน ท่านก็รู้ว่าพวกข้าเป็นอย่างไร การเข้าไปในหมู่บ้านตระกูลฉินก็ต้องแอบย่องเข้าไปอยู่แล้ว จะไปเห็นคนบาดเจ็บกับตาได้อย่างไรกัน”
หลิวฉางไห่ได้ยินดังนั้นก็นิ่งเงียบไป เขาไม่รู้ว่าควรเชื่อคำพูดของเฉาเกินกับสือเกินดีหรือไม่
เขารู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล ตามความคิดของเขาแล้วหมู่บ้านตระกูลฉินไม่ได้อ่อนแอถึงเพียงนี้แม้จะถูกหมีโจมตีก็ไม่น่าจะบาดเจ็บมากมายขนาดนี้
อีกทั้งหมู่บ้านตระกูลฉินยังมีนักล่าสัตว์ฝีมือดีอยู่หลายคน
“หัวหน้าหมู่บ้าน พวกเราจะยอมสละภูเขาด้านหลังไปเพราะหมีตัวเดียวหรือ”
หญิงคนหนึ่งร้องอย่างไม่ยอมแพ้
“ใช่แล้วหัวหน้าหมู่บ้าน พวกข้าหวังพึ่งผลไม้จากต้นไม้บนภูเขาด้านหลังเพื่อแลกเงินนะ” ชาวบ้านคนอื่นๆ พากันส่งเสียงอื้ออึง
หลิวฉางไห่ก็รู้สึกลำบากใจ เขาเองก็ไม่อยากสละต้นไม้ผลบนภูเขาด้านหลังเช่นกัน ผลไม้นั้นได้นำรายได้มหาศาลมาสู่หมู่บ้านของพวกเขา ช่วงฤดูเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วง พวกเขาต้องพึ่งพาสวนผลไม้แห่งนี้เพื่อแลกเงินมาจุนเจือครอบครัว
“ช่างมันเถอะ พวกเราขึ้นเขาตามปกติ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าหมู่บ้านของพวกเราจะโชคร้ายถึงเพียงนั้น!”
จบตอน
Comments
Post a Comment