บทที่ 351: แก้แค้น
“คุณชายหลี่มีเรื่องหนึ่งที่ข้าอยากปรึกษากับท่าน”
ฉินฟู่หลินแอบย่องเข้ามาทางประตูหลังด้วยท่าทางลับๆล่อๆ แล้วเอ่ยขึ้น
หลี่เฟยมองดูฉินฟู่หลินที่กำลังทำท่าหวาดระแวงอย่างงุนงง หากเขาจำไม่ผิด เมื่อครู่นี้ได้ยินสตรีในหมู่บ้านพูดว่าเขาถูกหมีทำร้าย ตอนนี้นอนอยู่บนเตียงไม่ใช่หรือ
แล้วเหตุใดตอนนี้ถึงมาอยู่ที่นี่ได้เล่า
“หัวหน้าหมู่บ้าน ท่าน…” แน่นอนว่าฉินฟู่หลินรู้ว่าหลี่เฟยกำลังสงสัย ทว่าเขาไม่มีทางเลือก หากเขาไม่แอบเข้ามาทางประตูหลัง เขาต้องถูกชาวบ้านพบเห็นแน่นอน
หากเป็นเช่นนั้นเรื่องที่เขาถูกหมีโจมตีก็จะถูกเปิดโปง
“คุณชายหลี่ ข้าอยากขอความช่วยเหลือจากท่าน ช่วยข้าซื้อภูเขาของหมู่บ้านต้าหลิวได้หรือไม่”
หลี่เฟยชะงักไปครู่หนึ่ง “เหตุใดจู่ๆถึงอยากซื้อภูเขา ซื้อนาน้ำไม่ดีกว่าหรือ”
ฉินฟู่หลินสบตากับแม่เฒ่าฉินครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้หลี่เฟยฟัง หลี่เฟยได้ยินดังนั้นก็ตกใจจนอ้าปากค้าง
“พวกท่านพูดจริงหรือ”
ฉินฟู่หลินพยักหน้า “ท่านคิดว่าพวกข้าว่างมากหรือไร ถึงได้มาล้อเล่นกับท่าน”
“บอกมาเถิด พวกท่านต้องการให้ข้าทำอะไร” หลี่เฟยสูดหายใจเข้าลึกๆ ความจริงแล้วรู้สึกดีใจแทนพวกเขาอย่างยิ่ง
หมู่บ้านพวกเขามีบ่อน้ำพุร้อน ชีวิตของชาวบ้านในหมู่บ้านของพวกเขาคงจะเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ
“คุณชายหลี่ ข้าอยากให้ท่านช่วยไปซื้อภูเขาของหมู่บ้านต้าหลิว ส่วนเงินพวกข้าจ่ายเอง ท่านเพียงแค่ไปปรากฏตัวหรือใช้ชื่อของท่านในการซื้อก็พอ”
“อ่า เหตุใดพวกเจ้าไม่ไปซื้อเองเพราะเหตุใดกัน” หลี่เฟย สงสัยไม่หาย
ฉินฟู่หลินตอบอย่างจนปัญญา “พวกข้าไม่สามารถออกหน้าเองได้ เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ พวกข้าได้มีความแค้นกับหมู่บ้านต้าหลิว ดังนั้นหากพวกข้าออกหน้าเอง พวกเขาจะไม่มีทางขายภูเขาให้พวกข้าแน่นอน”
“แต่เรื่องบ่อน้ำพุร้อนก็ไม่สามารถรอช้าได้ หากรอจนถึงฤดูใบไม้ผลิที่อากาศอบอุ่นขึ้นก็ต้องเริ่มวางแผนกันแล้ว"
หลี่เฟยเห็นว่าพวกเขามีแผนสำหรับบ่อน้ำพุร้อนแล้วจึงถามด้วยความอยากรู้
“หัวหน้าหมู่บ้าน พวกท่านรู้วิธีวางแผนแล้วใช่หรือไม่ เช่นนั้นแล้วเปิดเผยให้ข้ารู้ได้หรือไม่”
“เมื่อถึงเวลานั้น ข้าจะได้ออกเงินลงทุนด้วยส่วนหนึ่ง”
ฉินฟู่หลินส่ายหน้าแล้วพูดอย่างมีลับลมคมใน “เรื่องนี้ค่อยพูดกันทีหลัง แต่ตอนนี้ขอให้คุณชายช่วยหน่อยเถอะ”
“จริงๆแล้วข้าอยากจะบอกว่าเหตุใดต้องยุ่งยากขนาดนี้ด้วย ให้นายอำเภอไป๋ใช้เงินซื้อมันมาเลยไม่ได้หรือ”
หลี่เฟยพูดตรงๆว่า “แต่ไหนแต่ไรมาชาวบ้านต่างหวาดกลัวขุนนาง หากนายอำเภอไป๋ออกหน้า พวกเขาคงไม่กล้าไม่ให้เกียรติหรอก”
“ไม่ได้!”
แม่เฒ่าฉินรีบพูดว่า “คุณชายหลี่ ท่านทำตามที่พวกข้าบอกเถิด ส่วนเรื่องอื่นๆ ท่านก็อย่าเพิ่งถามเลย ตอนนี้พวกข้าก็ไม่สะดวกจะพูดมาก ต่อไปท่านก็จะรู้เอง!”
หลี่เฟยขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเติม
“ได้ๆๆ ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะกลับไปสั่งให้ลูกน้องปลอมตัวเป็นพ่อค้าไปติดต่อกับหมู่บ้านตระกูลหลิวดู เพื่อสอบถามความคิดเห็นของพวกเขา”
“แต่พวกท่านบอกว่าห้ามบังคับพวกเขา ดังนั้นข้าก็ไม่กล้ารับรองว่าเรื่องนี้จะสำเร็จหรือไม่”
แม่เฒ่าฉินพยักหน้า “คุณชายหลี่ เรื่องนี้ต้องรบกวนท่านช่วยเป็นพิเศษแล้ว อย่างไรเสียนายอำเภอไป๋ก็ไม่สะดวกที่จะออกหน้า พวกข้าก็ไม่สะดวกเช่นกัน อนาคตของหมู่บ้านตระกูลฉินขึ้นอยู่กับท่านแล้ว”
หลี่เฟยโบกมือ “ท่านป้าพูดแบบนี้เกรงใจเกินไปแล้ว แต่ข้าก็ไม่ใช่คนที่จะยอมเสียเปรียบ เมื่อได้บ่อน้ำพุร้อนมาแล้ว ข้าขอลงทุนด้วยส่วนหนึ่งนะ”
ฉินฟู่หลินหัวเราะแล้วกล่าวว่า “คุณชายหลี่วางใจได้ หากเราได้ภูเขาลูกนั้นมาอย่างราบรื่นจริงๆ ไม่จำเป็นต้องให้ท่านลงทุนเงิน ข้าก็จะมอบให้ท่านหนึ่งส่วน”
“ถ้าเช่นนั้นก็ตกลงตามนี้นะ”
“ท่านป้า ข้าขอตัวก่อนะขอรับ จะได้กลับไปเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ เพื่อจะได้รีบไปเสวยสุขเร็วๆ” หลี่เฟยพูดจบก็ก้าวเท้าออกไปทันที
แม่เฒ่าฉินรีบเอ่ยขึ้นว่า “อยู่กินข้าวเย็นก่อนแล้วค่อยไปสิ”
หลี่เฟยโบกมือปฏิเสธ “ไม่ต้องหรอกท่านป้า อีกสักครู่พ่อข้าคงจะให้คนมาส่งอุ้มตีนหมีให้ท่าน ข้ายังต้องรีบกลับไปรับช่วงต่อจากเขา”
แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นก็ได้แต่ส่งเขาออกไปนอกประตู พลางกำชับให้เขากลับบ้านอย่างระมัดระวัง
ฉินฟู่หลินเห็นหลี่เฟยจากไปแล้วก็ไม่สะดวกที่จะอยู่ต่อเช่นกัน จึงบอกลาแม่เฒ่าฉินคำหนึ่ง แล้วตั้งใจจะแอบออกไปทางประตูหลัง
“ท่านแม่ เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!” ฉินเหล่าซานวิ่งเข้ามาอย่างร้อนรน
ฉินฟู่หลินพอได้ยินคำพูดของฉินเหล่าซาน เดิมที่ลุกจากเก้าอี้ไปแล้วก็รีบนั่งลงอีกครั้ง
“เหล่าซาน เหตุใดถึงร้อนรนเช่นนี้ เกิดอะไรขึ้นกันแน่" แม่เฒ่าฉินขมวดคิ้วถาม
“เป็นเพราะขนมไหม้หรือว่าถูกภรรยาดึงหูอีกแล้ว”
ฉินเหล่าซานกระทืบเท้า “โอ๊ย ไม่ใช่ทั้งนั้นขอรับ หมู่บ้านต้าหลิวน่ะ หมู่บ้านต้าหลิวเกิดเรื่องแล้ว”
“หมู่บ้านต้าหลิวเกิดเรื่องแล้วมันเกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วยเล่า”
ฉินฟู่หลินก็พูดแทรกขึ้นมาว่า “นั่นสิ หมู่บ้านต้าหลิวมันเกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย เรื่องใหญ่จนทำให้เจ้าต้องมาร้อนรนอยู่ตรงนี้เลยหรือ”
ฉินเหล่าซานกระทืบเท้า “เป็นหมีขอรับ ชาวบ้านต้าหลิวถูกหมีโจมตี มีคนตายด้วย”
“หา!”
คำพูดของฉินเหล่าซานทำให้แม่เฒ่าฉินและฉินฟู่หลินตกใจอย่างมาก โดยเฉพาะฉินฟู่หลิน เรื่องหมีอีตัวเป็นเขาเองที่พูดเหลวไหล เหตุใดมันถึงกลายเป็นเรื่องจริงขึ้นมาได้
“เหล่าซาน เรื่องนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร”
ฉินเหล่าซานถอนหายใจก่อนจะกล่าวว่า
“ก่อนหน้านี้ข้าสั่งตะกร้าสำหรับใส่ขนมหวานจากหมู่บ้านต้าหลิว วันนี้ข้าว่างเลยว่าจะไปรับของ พอไปถึงก็เจอชาวบ้านหามร่างที่เต็มไปด้วยเลือดลงมาจากภูเขา”
“ข้าเห็นแล้วจึงเกิดสงสัย เลยอยู่ที่นั่นต่อเพื่อสอบถามสถานการณ์ ถึงได้รู้ว่าพวกเขาขึ้นเขาไปก็ถูกหมีโจมตี มีคนตายคาที่ทันที ส่วนคนที่หามกลับมานั้น ถูกกัดคอจนเป็นรู คาดว่าคงช่วยไม่ได้แล้ว”
ฉินเหล่าซานเล่าเรื่องที่ได้รับรู้มาภายในคราวเดียว
ฉินฟู่หลินและแม่เฒ่าฉินพากันเงียบไป พวกเขาไม่คิดว่าเรื่องที่ตนเองแต่งขึ้นมาลอยๆ จะกลายเป็นเรื่องจริงเสียอย่างนั้น
“ช้าก่อน ไม่ถูกต้อง…”
“เลือด!”
ฉินฟู่หลินจู่ๆก็นึกอะไรขึ้นมาได้และตะโกนอย่างร้อนรน “เหล่าซาน เร็วเข้า!”
“รีบไปหาคนสักสองสามคนมาจัดการทำความสะอาดบริเวณที่เราถลกหนังหมีให้เรียบร้อย รีบตักดินที่เปื้อนเลือดตรงนั้นไปฝังให้ไกลๆ”
“และอีกอย่างรีบแจ้งชาวบ้านให้พาเด็กๆเข้าบ้านให้หมด ปิดประตูหน้าต่างให้สนิท!”
ฉินเหล่าซานเห็นฉินฟู่หลินร้อนใจก็งุนงง “ท่านอาหัวหน้าหมู่บ้าน มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือ”
แม่เฒ่าฉินที่นั่งอยู่ข้างๆ มีสีหน้าซีดเผือด เมื่อได้ยินคำพูดของฉินฟู่หลินก็นึกถึงฝันร้ายในวัยเด็กทันที
“ฟู่หลิน เจ้าหมายถึง…”
"ใช่แล้ว พี่ชุนหลาน ท่านก็นึกออกแล้วใช่ไหม”
แม่เฒ่าฉินใบหน้าซีดขาววิ่งออกจากบ้านไล่เด็กๆที่กำลังเล่นอยู่หน้าประตูให้กลับเข้าบ้านทั้งหมด เล่อเหนียงและหงอวี่ถูกลากกลับเข้าบ้าน จากนั้นก็ปิดประตูลงกลอนให้แน่นหนา
ฉินเหล่าซานมองดูการกระทำทั้งหมดของมารดาด้วยความงุนงง
พวกเขาทั้งสองกำลังคุยอะไรกัน เหตุใดเขาถึงไม่เข้าใจ
เหตุใดข้าจึงไม่เข้าใจ
“ท่านอาหัวหน้าหมู่บ้าน พวกท่านกำลังพูดเรื่องอะไรกันอยู่หรือ” ฉินฟู่หลินถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “แก้แค้น!”
บทที่ 352: กังวลมากเกินไป
“ว่าอย่างไรนะ”
ฉินเหล่าซานยังคงไม่เข้าใจคำพูดของฉินฟู่หลิน “แก้แค้น? ใครจะแก้แค้นใคร?”
“หมีดำจะแก้แค้น!” พ่อเฒ่าจ้าวผลักประตูเข้ามาพูด
“ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน ท่านวางใจได้ ชาวบ้านส่วนใหญ่กลับเข้าบ้านและลงกลอนอย่างแน่นหนาแล้ว ข้าให้ฟูไห่เข้าเมืองไปตามนายอำเภอไป๋แล้ว”
ฉินฟู่หลินได้ยินดังนั้นจึงวางใจลงในที่สุด “พวกเจ้าดูแลเด็กๆให้ดี ถ้าข้ายังไม่อนุญาต ห้ามพาเด็กๆออกไปข้างนอกเด็ดขาด”
ฉินฟู่หลินกล่าวจบก็เปิดประตูเดินออกไป
ตอนนี้ทุกบ้านได้ปิดประตูหน้าต่างอย่างแน่นหนา เขาจึงไม่ต้องกังวลว่าจะเจอผู้คนในหมู่บ้าน
อีกอย่างแม้ว่าจะเจอคนในหมู่บ้านแล้วจะเป็นอย่างไร เขาแค่บาดเจ็บเท่านั้นไม่ได้เป็นอัมพาต เขาไม่สามารถออกไปเดินเล่นได้หรือ
“ท่านแม่ เรื่องนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
ฉินเหล่าซานถามอย่างร้อนใจ หงอวี่และเล่อเหนียงต่างก็จ้องมองแม่เฒ่าฉินอย่างอยากรู้อยากเห็น
ทำไมจู่ๆถึงได้ไล่ทุกคนกลับเข้าบ้าน แล้วยังสั่งให้ปิดประตูหน้าต่างให้แน่นอีก ทำอย่างกับจะเกิดภัยพิบัติอย่างไรอย่างนั้น
แม่เฒ่าฉินถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “เรื่องนี้เคยเกิดขึ้นนานแล้ว ตอนนั้นข้าเพิ่งอายุสิบกว่าขวบ”
“ตอนนั้นในหมู่บ้านมีลุงคนหนึ่งที่เก่งเรื่องการล่าสัตว์ วันนั้นเขาล่าหมีตัวหนึ่งกลับมา ซึ่งเป็นเรื่องปกติสำหรับนายพราน แต่แล้ววันหนึ่งสองครอบครัวที่อยู่ตรงเชิงเขาถูกสัตว์ที่ไม่รู้จักกัดตายในคืนเดียว”
“ตอนนั้นทุกคนคิดว่าเป็นเสือที่ลงมาจากเขา ดังนั้นหมู่บ้านจึงเรียกตัวชายฉกรรจ์หลายคนขึ้นไปจับเสือ แต่ผลคือพวกเขาไม่ได้กลับมาอีกเลย”
ฉินเหล่าซานอดไม่ไหวจึงถามว่า “แล้วต่อมาเป็นอย่างไร แล้วหลังจากนั้นล่ะ”
“หรือว่าจะมีเสือจริงๆ”
แม่เฒ่าฉินส่ายหน้า “ไม่ใช่เสือ แต่เป็นหมี!”
“หมีหรือ”
ทุกคนต่างตกตะลุง
หมีลงมาจากภูเขาจริงๆหรือ
“ใช่แล้ว หลังจากนั้นหมู่บ้านจึงแจ้งเรื่องกับทางการ ทางการส่งคนมาตรวจสอบ จึงพบว่าสัตว์ที่ทำร้ายคนคือหมีตัวเมีย ตอนนั้นนายอำเภอส่งคนมามากมาย แต่ก็ไม่สามารถฆ่าหมีตัวนั้นได้ ทำได้แค่ไล่มันไปเท่านั้น”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับตอนนี้ล่ะ หมีตัวนั้นถูกไล่ไปแล้วไม่ใช่หรือ หรือว่ามันกลับมาอีก?"
แม่เฒ่าฉินจ้องฉินเหล่าซานเขม็ง
“เจ้าอย่าพูดนะ ปากของเจ้าไม่เป็นมงคลจริงๆ”
“หลังจากนั้นครึ่งปี ชาวบ้านต่างคิดว่าเรื่องนี้ผ่านไปแล้ว แต่สุดท้ายมันก็กลับมาอีก พอกลับมาก็วิ่งพล่านไปทั่ว วิ่งลงเขามาทำร้ายคน น่าเสียดายที่น้าชุนอวิ๋นของพวกเจ้าไม่อยู่แล้ว ถ้านางยังอยู่ พวกเจ้าก็จะได้เห็นรอยแผลบนแขนซ้ายของนาง นางถูกหมีใช้กรงเล็บฉีกเนื้อออกไปเลย”
ฉินเหล่าซาน ฉินเหล่าเอ้อร์ได้ยินดังนั้นก็ทำสีหน้าเคร่งขรึม
“ท่านอาหัวหน้าหมู่บ้าน จึงกลัวว่าจะเกิดโศกนาฏกรรมแบบในอดีตใช่หรือไม่”
แม่เฒ่าฉินพยักหน้า “พวกเจ้าไม่เคยพบเจอเหตุการณ์ตอนนั้น จึงไม่อาจเข้าใจความหวาดกลัวนั้นได้ ตอนนั้นชาวบ้านกำลังฆ่าจะหมู ข้ากับอาหัวหน้าหมู่บ้าน น้าชุนอวิ๋น และเด็กๆอีกไม่กี่คนกำลังเล่นกระเพาะปัสสาวะหมูอยู่หน้าประตู สหายที่เมื่อครู่ยังวิ่งเล่นด้วยกันอยู่ พริบตาต่อมาก็ถูกหมีกัดคอขาด”
“บางทีพวกเจ้าอาจไม่รู้ อาหัวหน้าหมู่บ้านของพวกเจ้ามีพี่ชายฝาแฝด แต่เขาก็จากไปเพราะเหตุการณ์ครั้งนั้น
“เขี้ยวแหลมคมของหมีกัดหัวของเขาขาดเป็นสองซีกในพริบตา อีกครึ่งหนึ่งถูกกินเข้าไปในท้อง…”
“โอ้ น่ากลัวจริงๆ”
ลิ่งตงผู้ขี้ขลาดร้องไห้ออกมาทันที ตามด้วยเสี่ยวอู่และเสี่ยวลิ่วที่ร้องไห้ตามออกมา ลิ่งหมิงแม้จะไม่ถึงกับร้องไห้เพราะความกลัว แต่ใบหน้าก็ปรากฏความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด
ลิ่งเหวินรีบวิ่งเข้าไปในอ้อมกอดของสือไห่ถัง
สวี่ซิ่วอิงกางแขนทั้งสองออกรอให้เล่อเหนียงวิ่งเข้ามา แต่เล่อเหนียงกลับเบิกตาโพลง ไม่มีทีท่าตกใจแม้แต่น้อย
สวี่ซิ่วอิงถอนหายใจอย่างจนปัญญา แล้วรวบตัวเสี่ยวลิ่วเข้ามากอดไว้ ลูกสาวของนางใจกล้าเกินไปจะทำอย่างไรดี…
ไม่เพียงแค่เล่อเหนียงที่ไม่รู้สึกกลัวเท่านั้น แม้แต่หงอวี่และหลี่อันก็ยังคงนิ่งสงบเหมือนเดิม
เล่อเหนียงไม่กลัว เพราะนางมีวิธีจัดการกับหมีตัวสุดท้ายได้
หงอวี่ก็ไม่กลัวเพราะว่าน้องสาวยังไม่กลัว หากเขากลัวก็จะดูเหมือนคนขี้ขลาด
ส่วนหลี่อันนั้น แม้วิชาของเขาจะไม่สามารถฆ่าหมี แต่ก็วิ่งหนีหมีได้ เขามีอะไรให้ต้องกลัวกัน
“ข้าว่าพวกเจ้าไม่ต้องกังวลมากนักหรอก มันก็แค่หมีตัวหนึ่งเท่านั้น พวกเราจะเอาชนะมันไม่ได้เลยหรือ” หลี่อันเอ่ยขึ้นน้ำเสียงราบเรียบ
เขาคิดไม่ออกจริงๆว่ามีอะไรน่ากลัวนักหนา ก็แค่หมีตัวหนึ่งไม่ใช่เหรอ
เขาเองก็มีวรยุทธ เไป๋เช่ออวิ๋นนั่นก็มี แม้แต่หลี่เฟยก็ไม่ใช่คนธรรมดา ยังกลัวว่าจัดการหมีตัวเดียวไม่เหรอ
“หมอหลี่ ใครบ้างไม่อยากเอาชนะมัน แต่หมีนั้นดุร้ายนัก การเอาชนะมันคงไม่ง่ายขนาดนั้น” แม่เฒ่าฉินกล่าวอย่างจนปัญญา
“อ้อ มันดุร้ายจริงๆสินะ เมื่อวานข้าเพิ่งจะเอาชนะมันไปตัวหนึ่งไม่ใช่หรือ” หลี่อันเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ตระกูลฉิน “...”
ตอนนี้พวกเขาไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว
แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็ไม่ควรตื่นตระหนกเกินไป หลี่อันมองดูพวกเขาที่มีสีหน้าเหมือนคนท้องผูกแล้วโบกมือไล่
“ไปๆๆ ไปหาอะไรเล่นซะ ตื่นเต้นอะไรกันนักหนา”
“ตอนแรกข้านึกว่าที่ไหนมีศพฟื้นคืนชีพเสียอีก ถึงได้ตื่นตระหนกกันขนาดนี้”
แม่เฒ่าฉินก็ยกมือขึ้นปิดหน้าด้วยความขบขัน ใช่แล้ว ตอนนี้ไม่เหมือนตอนเด็กๆอีกต่อไป ปัจจุบันในบ้านมีคนที่มีวรยุทธไม่เลว พวกเขาไม่จำเป็นต้องกังวลมากขนาดนี้
เด็กๆทั้งห้าคล้วนมีฝีมือไม่เลว อีกทั้งยังมีชิงเฟิงชิงเยว่คอยปกป้องเสี่ยวชีอย่างใกล้ชิด นางจะยังต้องกังวลอะไรอีก
“หมิงจิ่น หมิงจู หมิงเซิง พวกเจ้าสามคนอยู่ในบ้านคอยดูแลเด็กๆอย่างใกล้ชิด หมิงเฟิง หมิงจื้อ พวกเจ้าสองคนไปลาดตระเวนในหมู่บ้าน ให้ระวังบริเวณที่อยู่ใกล้หมู่บ้านต้าหลิว หากมีสถานการณ์ผิดปกติใดๆให้รีบกลับมาทันที อย่าไปเสี่ยงอันตรายเด็ดขาด”
“ท่านป้า พวกข้าเข้าใจแล้ว!” สองพี่น้องพูดพร้อมกันเป็นเสียงเดียว
“พอเถอะ พวกเจ้าไม่ต้องออกไปแล้ว ข้าจะไปเดินดูรอบๆหมู่บ้านต้าหลิวเอง จะไปดูสักหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้น”
หลี่อันพูดพลางกระโดดขึ้นไปบนหลังคาในคราวเดียว
หงอวี่และคนอื่นๆมองดูหลี่อันที่เคลื่อนไหวไปมาอย่างคล่องแคล่ว วันนี้พวกเขาไม่เคยรู้สึกอยากมีวรยุทธเหมือนหลี่อันมากเท่านี้มาก่อน เพราะพวกเขาจะได้ไม่ต้องกลัวสิ่งใดๆ
ดังนั้นหงอวี่จึงนำหน้าลิ่งอวี่และคนอื่นๆเริ่มฝึกท่าม้า แม้แต่ลิ่งตงก็ทำท่าทางเลียนแบบพวกเขาอย่างเอาจริงเอาจัง โดยมีหมิงจูและหมิงจิ่นคอยให้คำแนะนำอยู่ข้างๆ
ส่วนเล่อเหนียงนั้นก็หยิบม้านั่งเล็กๆมานั่งอุ้มจิ้งจอกไว้ในอ้อมแขน มือหนึ่งลูบขนจิ้งจอก อีกมือหนึ่งจับอุ้งเท้าของมัน พลางมองดูพวกเขาฝึกวรยุทธไปด้วย
ไม่ใช่ว่าเล่อเหนียงกำลังขี้เกียจ อีกทั้งพื้นฐานที่พวกเขากำลังเรียนรู้อยู่ นางก็ได้คุ้นเคยอยู่แล้ว
“ท่านป้า เปิดประตูด้วย!”
บทที่ 353: อยากไปเมื่อไหร่ก็ไปเมื่อนั้น
เล่อเหนียงได้ยินเสียงของไป๋เช่ออวิ๋น นางก็พุ่งตัวไปทางประตูอย่างรวดเร็ว การเคลื่อนไหวรวดเร็วของนางทำให้หมิงจูและหมิงจิ่นตกใจแทบตาย และรีบกระโจมตามเข้าไป
โชคดีที่เล่อเหนียงตัวเตี้ย เอื้อมไม่ถึงกลอนประตู
“คุณหนูของข้า ท่านอยากทำให้ข้าตกใจหรือ” หมิงจิ่นและหมิงจูกอดเล่อเหนียงไว้พลางพูดด้วยความหวาดผวา
“หมิงจิ่นรีบเปิดประตูเร็ว เดี๋ยวอาหารจะเย็นชืด” ไป๋เช่ออวิ๋นได้เสียงของหมิงจิ่น ก็รีบตะโกนเสียงดังทันที
หมิงจิ่นบอกให้หมิงจูอุ้มเล่อเหนียงไปด้านข้าง แล้วทำการเปิดประตูให้อีกฝ่าย
ไป๋เช่ออวิ๋นถือตะกร้าแทรกตัวเข้ามา ประโยคแรกที่เอ่ยเมื่อเขาบ้านมาได้คือ
“วางใจได้ ข้างหลังไม่มีหมีตามมา!”
เขาก้าวเท้าเข้ามาก็เห็นเด็กๆกำลังยืนท่านม้าอยู่ในลานบ้าน จึงเอ่ยปากชม
“สติปัญญาไม่เลว รักษาไว้ต่อไป”
แม่เฒ่าฉินได้ยินเสียงจึงเดินออกมา เมื่อเห็นไป๋เช่ออวิ๋นก็แสดงสีหน้าประหลาดใจ “นายอำเภอไป๋ ได้รับข่าวเร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
ไป๋เช่ออวิ๋นส่ายหน้า
“ไม่ใช่ขอรับ ข้าได้รับข่าวระหว่างทาง”
เขาชูกล่องอาหารสองใบในมือขึ้น “เถ้าแก่หลี่ฝากอุ้งตีนหมีตุ๋นมาให้ข้า ระหว่างทางได้พบกับคนจากหมู่บ้านต้าหลิวและฟู่ไห่จึงได้รู้เรื่องที่เกิดขึ้นจากปากพวกเขา”
พูดจบเขาก็มองไปรอบๆ “เอ๊ะ หลี่อันอยู่ที่ไหนหรือขอรับ มีเนื้อกินแท้ๆ แต่เขาไม่อยู่เนี่ยนะ”
“เจ้าเด็กเวร เจ้านินทาอะไรข้า” หลี่อันกระโดดลงมาจากหลังคาบ้านพลางหัวเราะเสียงดังลั่น
“ไม่มีหรอก ข้าไม่กล้านินทาท่านหรอก ก็แค่คิดว่ามีเนื้อกินเลยอยากกตัญญูต่อท่านน่ะ”
หลี่อันพ่นลมหายใจเย็นชา แล้วยื่นมือไปเปิดกล่องอาหารบนโต๊ะ
อุ้งตีนหมีที่ตุ๋นจนนุ่มและกำลังส่งกลิ่นหอมปรากฏต่อสายตาทุกคน กลิ่นหอมยั่วยวนจนแม้แต่แม่เฒ่าฉิน ผู้ไม่ชอบกินเนื้อสัตว์ยังอดกลืนน้ำลายไม่ได้
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเล่อเหนียงที่รักการกินเนื้อเป็นชีวิตจิตใจ
“สะใภ้สาม ไปทำกับแกล้มมาสองสาม” แม่เฒ่าฉินสั่งการ"เหล่าซานเอ๋ย เจ้าไปเรียกพ่อเฒ่าข้างบ้านและหัวหน้าหมู่บ้านมาที่นี่เถิด”
ฉินเหล่าซานรับคำแล้วเปิดประตูเดินออกไปทันที
สือไห่ถังทำอาหารได้อย่างรวดเร็ว นางใช้เนื้อหมูที่เหลือทำเป็นกับแกล้มเหล้าอย่างง่าย ๆ อีกทั้งยังหยิบผักเขียวมาลวกน้ำร้อนแล้วปรุงรสด้วยเกลือเล็กน้อย
ส่วนข้าวสวยนั้น เดิมทีก็ใกล้ถึงเวลาอาหารอยู่แล้ว ข้าวถูกหุงอยู่เบาเตาตั้งแต่แรก พอยกข้าวลงจากหม้อ ฉินฟู่หลินก็มาถึงพอดี เพราะว่าตั้งแต่ไป๋เช่ออวิ๋นเข้ามาในหมู่บ้าน เขาก็ได้กินหอมของเนื้อแล้ว เพียงแต่เขาไม่ได้ออกมาเพราะเกรงใจ อีกทั้งเรื่องหมีนั่นก็ทำให้พวกเขาไม่กล้าออกจากบ้าน
“กลิ่นหอมเหลือเกิน กินเนื้อนี้แล้วจะถูกหมีกัดตายก็ไม่เสียดายชีวิตแล้ว” ฉินฟู่หลินสูดหายใจเข้าลึกๆแล้วกล่าว
หลี่อันถ่มน้ำลายแล้วพูดว่า “แม้ว่าเจ้าจะอยากตาย แต่อย่าพูดว่าถูกหมีกัดตายได้หรือไม่ คนในหมู่บ้านของพวกเราตั้งมากมายจะสู้หมีตัวเดียวไม่ได้หรือ”
“อีกอย่างหนึ่ง เจ้าคิดว่าข้ากับพวกหมิงเฟิงฝึกวรยุทธมาเล่นๆหรืออย่างไร”
ฉินฟู่หลินลูบหัวอย่างเก้อเขิน “ถูกต้อง ข้าลืมเรื่องนี้ไปได้อย่างไร ดูสมองทึ่มๆของข้าสิ ทำให้ชาวบ้านตื่นตระหนกไปหมด"
"พอเถอะ พอเถอะ อย่าพูดเพ้อเจ้อไปมากกว่านี้ รีบกินเถอะ เดี๋ยวอาหารจะเย็นก่อน”
ไป๋เช่ออวิ๋นพูดยังไม่ทันจบก็เห็นมือเล็กๆยื่นออกมาจากด้านล่าง คว้าเนื้อหมีไปชิ้นหนึ่งอย่างแม่นยำ
ไป๋เช่ออวิ๋นอุ้มเด็กอ้วนขึ้นมาอย่างขบขัน “เล่อเหนียง หลี่หยางบอกว่าเจ้าทำแขนบาดเจ็บ ตอนนี้ยังเจ็บอยู่หรือไม่” เล่อเหนียงกะพริบตสหนึ่งที จากนั้นก็กอดแขนตัวเองร้องโอดโอย
“โอ๊ย แขนของเล่อเหนียงหักเจ้าค่ะ ถ้าไม่ได้อุ้งตีนหมีไม่มีทางหาดีแน่ๆ”
แม่เฒ่าฉินพวกเขาหัวเราะชอบใจ เจ้าเด็กตะกละ
“เล่อเหนียงเอ๋ย เจ้าเจ็บแขนขวาไม่ใช่หรือ แล้วเหตุใดถึงมากุมมือซ้ายเล่า”
หลี่อันถามอย่างล้อเล่น
เล่อเหนียงชะงักไปครู่หนึ่งแล้วรีบเปลี่ยนมาเป็นแขนขวาทันที นางมือขวาแล้วเริ่มร้องโอดโอยขึ้นมาอีกครั้งขณะที่ร้องไห้ก็ยังไม่ลืมที่จะยัดเนื้อเข้าปาก
ภาพตลกขบขันนี้ทำให้แม่เฒ่าฉินหัวเราะจนแทบขาดใจ “โอ้โฮ เจ้าเด็กอ้วน จะทำให้พวกข้าหัวเราะตาย เพื่อที่เจ้าจะได้กินเนื้อหมีจานนี้คนเดียวหรือ”
เล่อเหนียงส่งเสียงน่ารักพลางบิดก้น ดวงตายังจ้องมองจานเนื้อหมีอย่างละโมบ
“เอาสิเจ้าเด็กตะกละ กินเถอะ” แม่เฒ่าฉินคีบเนื้อหมีชิ้นใหญ่ใส่ชามของนาง แล้วแบ่งให้ลิ่งอวี่และคนอื่นๆคนละชิ้น
“พวกเจ้าอย่ากินมากเกินไปนะขอรับ เดี๋ยวจะบำรุงมากไป เลือดกำเดาจะไหลเอาได้” พวกลิ่งอวี่พยักหน้า แล้วกินเนื้อเฉพาะในชามของตัวเองเท่านั้น
“ท่านนายอำเภอไป๋ เนื้อดีๆแบบนี้หายาก ท่านไม่ดื่มสักหน่อยหรือ”
ไป๋เช่ออวิ๋นโบกมือปฏิเสธ “อีกสักครู่ข้าต้องไปที่หมู่บ้านต้าหลิว”
“ไม่รู้ว่าพวกเขาโชคร้ายมาแปดชาติภพหรือว่าโชคดีกันแน่ เหตุใดถึงได้บังเอิญไปเจอหมีดำพอดีล่ะ”
ฉินฟู่หลินพวกเขายักไหล่อย่างงุนงง “ไม่รู้เหมือนกัน อาจเป็นเพราะพวกเขาโชคไม่ดีก็ได้”
“แต่เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายสำหรับพวกเรา”
ไป๋เช่ออวิ๋นคีบผักให้เล่อเหนียงหนึ่งคำ “อย่างน้อยพวกเขาก็เจอเหตุการณ์แบบนี้ ทำให้รู้สึกเกรงกลัวต่อภูเขา ไม่กล้าย่างกรายเข้าไปโดยง่าย ซึ่งเป็นผลดีต่อพวกเราในการพัฒนาบ่อน้ำพุร้อนนั้น”
แม่เฒ่าฉินพูดแทรกขึ้นมา “ข้าได้ขอให้หลี่เฟยช่วยแล้ว ต้องดูว่าเขามีความสามารถเอามันมาได้หรือไม่”
เล่อเหนียงนั่งฟังอยู่ข้างๆ พลางกินเนื้อหมีไปด้วย บางครั้งก็พยักหน้าเห็นด้วย
“เล่อเหนียง เจ้าคิดว่าถ้าได้บ่อน้ำพุร้อนมาจริงๆ เจ้าจะใช้ประโยชน์จากมันอย่างไรล่ะ”
เล่อเหนียงได้ยินคำพูดนั้นก็กลอกตาใส่เขาทันที สายตานั้นบ่งบอก ท่านเป็นบ้าหรืออย่างไร ท่านถามคำถามนี้กับเด็กสองขวบเนี่ยนะ
ไป๋เช่ออวิ๋นมองสายตานั้นอย่างขบขัน พร้อมส่งสายตาตอบกลับไปด้วย
อย่าแกล้งทำตัวเป็นเด็กน้อยสิ แม้เจ้าจะดูเด็ก แต่จิตใจของเจ้านั้นไม่ได้เด็กเลย
หลังจากดื่มไปสามรอบ ไป๋เช่ออวิ๋นเรอออกมาด้วยความอิ่ม ก่อนจะวางตะเกียบลง
“โอ้ย อิ่มจนพุงจะแตก!”
“เจ้าค่อยๆกินเถิด ข้าต้องไปหมู่บ้านต้าหลิวสักหน่อย”
แม่เฒ่าฉินรีบพูดว่า “ให้หมอหลี่กับหมิงเฟิงไปกับเจ้าด้วยเถิด เผื่อเกิดเรื่องอะไรขึ้น”
เดิมทีไป๋เช่ออวิ๋นคิดจะปฏิเสธ แต่คิดดูแล้วก็ยอมตามนั้น หากไม่ให้พวกเขาตามไปด้วย ท่านป้าคงจะไม่สบายใจแน่
“ก็ได้ ให้พวกเขาสองคนตามข้าไปสักหน่อยก็แล้วกัน หมอหลี่จะได้ตรวจดูพวกเขาด้วยว่าบาดเจ็บหนักแค่ไหน"
หลี่อันแต่เดิมก็ไม่ได้ตั้งใจจะไป พอได้ยินเขาพูดเช่นนั้นก็ได้แต่อาลัยอาวรณ์วางตะเกียบลง หยิบกล่องยามา แล้วเดินตามหลังเขาไป
“ไป๋เช่ออวิ๋น เจ้าตั้งใจทำเช่นนี้ใช่หรือไม่”
ไป๋เช่ออวิ๋นเลิกคิ้วมองไปทางหลี่อัน “หมอหลี่ ท่านพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร”
“เจ้าต้องได้ข่าวมาตั้งแต่แรกแล้วแน่ๆ เจ้าตั้งใจถ่วงเวลาจนถึงตอนนี้ถึงค่อยไป” หลี่อันกล่าวอย่างมั่นใจ
ไป๋เช่ออวิ๋นไม่ปฏิเสธ “ข้าเป็นขุนนางท้องถิ่น ข้าอยากไปเมื่อไหร่ก็ไปเมื่อนั้น”
“อย่างไรเสียพวกเขาก็ด่าข้าว่าเป็นขุนนางโง่เขลาอยู่แล้ว!”
บทที่ 354: หมู่บ้านอันน่าพิศวง
“ท่านย่า ท่านอาไป๋และคนอื่นๆจะไม่เป็นอะไรใช่ไหมเจ้าคะ” เล่อเหนียงซบไหล่ท่านย่าและถามด้วยความกังวล
ไม่รู้ว่าเหตุใดนางถึงรู้สึกไม่สบายใจอยู่ตลอดเวลา
รู้สึกเหมือนกับว่าจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น
แม่เฒ่าฉินลูบศีรษะหลานสาวสุดที่รัก “ท่านอาไป๋ของเจ้าและคนอื่นๆล้วนเป็นผู้มีวรยุทธ พวกเขาไม่มีทางเกิดเรื่องหรอก”
“อีกอย่างยังมีปู่หลี่อันของเจ้าและลุงหมิงเฟิงอีกนะ”
“อืมอืม”
เล่อเหนียงส่งเสียงตอบรับ แล้วหันไปเกาคางสุนัขจิ้งจอกน้อย
หลังจากที่เล่อเหนียงให้อาหารสุนัขจิ้งจอกน้อยด้วยน้ำวิเศษมาครึ่งเดือน ตัวของมันก็อ้วนขึ้นมาก
นางอุ้มก้อนเนื้อกลมๆนี้ไว้ในอ้อมแขนช่างอบอุ่นเหลือเกิน
“หลานรัก เจ้ารู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างหรือไม่” แม่เฒ่าฉินมองหลานสาวที่ดูกระสับกระส่าย เล่อเหนียงก็รู้สึกอะไรบ้างอย่างเหมือนกัน
นางรู้ว่าหลานสาวมีความสามารถพิเศษ ไม่รู้ว่าตอนนี้รับรู้อะไรบ้างหรือเปล่า
“ท่านย่า ข้าไม่เป็นไร เล่อเหนียงแค่รู้สึกใจเต้นแรงนิดหน่อย”
แม่เฒ่าฉินตะโกนเสียงดัง “หมิงจื้อ เจ้าไปหาชายฉกรรจ์สักสองสามคนในหมู่บ้านแล้วไปที่หมู่บ้านต้าหลิว ดูซิว่าพวกเขาต้องการความช่วยเหลืออะไรหรือไม่”
หมิงจื้อแล้วรีบออกไปตามหาคน
ไป๋เช่ออวิ๋นและคนอื่นๆรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติทันทีที่พวกเขาเข้าไปในหมู่บ้าน เพราะว่าตอนนี้มันเงียบสนิทไม่มีแต่เสียงใบไม้
ตามหลักแล้วเมื่อเกิดเรื่องชาวบ้านถูกหมีโจมตีจนมีคนเสียชีวิต หมู่บ้านไม่ควรจะสงบเงียบเช่นนี้ ไม่ว่าจะอย่างไร ผู้บริสุทธิ์ที่เสียชีวิตไปก็ควรจะได้รับการฝังเพื่อให้วิญญาณได้สงบสุข
แม้ว่ามนุษย์จะเย็นชาเพียงใดก็ควรจะมีเสียงร้องไห้คร่ำครวญไม่ใช่หรือ
“นายอำเภอไป๋ แน่ใจหรือว่าพวกเราไม่ได้เดินผิดทาง” ไป๋เช่ออวิ๋นขมวดคิ้วแน่น “ไม่ผิดแน่นอน อีกอย่างข้าไม่ได้ดื่มมากเกินไป แล้วจะเดินผิดทางได้อย่างไร”
“แต่ข้าว่ามันเงียบเกินไปหน่อยหรือไม่”
“เจ้าอย่างมัวแต่พูดเพ้อเจ้อเลย ประเดี๋ยวถามสักครอบครัวก้รู้แล้ว”
ไป๋เช่ออวิ๋นเดินไปที่เข้าหมู่บ้านและเคาะประตูบ้านหลังหนึ่ง แต่หลังจากเคาะอยู่นานก็ไม่มีใครตอบรับ
“ไม่ถูกต้องนี่ หน้าบ้านยังมีกองฟืน ตามหลักแล้วควรมีคนอยู่สิ” ไป๋เช่อยอวิ๋นพึมพำ
หลี่อันมองหมู่บ้านที่เงียบสงัดแล้วขมวดคิ้ว “อาจจะออกไปเยี่ยมญาติพอดีกระมัง”
ไป๋เช่ออวิ๋นคิดว่ามีเหตุผลจึงไปเคาะประตูบ้านอื่นๆ แต่เสียเวลาไปครู่ใหญ่ก็ยังไม่มีใครตอบรับ ตอนนี้แม้แต่คนที่ไม่ค่อยสนใจอะไรก็ยังรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
ทั้งหมู่บ้านเหมือนกับหมู่บ้านร้างไร้ผู้คนอาศัย
“เงียบ!” หลี่อันยกมือขึ้นเพื่อบอกให้เขาเงียบลง
ไป๋เช่ออวิ๋นและหมิงเฟิงหยุดฝีเท้าในทันที พวกเขากลั้นหายใจและตั้งสมาธิฟังความเคลื่อนไหว
ในค่ำคืนอันหนาวเหน็บ บนท้องฟ้ามีดวงจันทร์เสี้ยวดวงหนึ่งลอยอยู่
ภายใต้แสงจันทร์เสี้ยว เงาร่างขนาดมหึมาค่อยๆเคลื่อนเข้ามาหาพวกเขา
“เป็นหมีตาบอด รีบขึ้นต้นไม้เร็ว!” หลี่อันตะโกนลั่น แล้วกระโจนขึ้นต้นท้อที่อยู่ข้างๆทันที
“ไม่ใช่สิ สิ่งนี้มันมาปรากฏที่นี่ได้อย่างไร” ไป๋เช่ออวิ๋นตะโกนอย่างงุนงง
“ถามข้า ข้าจะรู้ได้อย่างไร”
ต้นท้อไม่ได้สูงมากหนัก หมีดำเพียงแค่กระโดดสองครั้งก็หักกิ่งท้อที่ห้อยลงมาได้อย่างง่ายดาย มันเขย่าลำต้นอย่างแรง พยายามทำให้หลี่อันตกลงมา
หลี่อันไม่มีทางเลือกจึงขึ้นไปบนหลังคาอีกครั้ง
หมีดำตัวใหญ่นั้นก็ตามเขาไปติดๆ เขาไปที่ไหนหมีดำก็ตามไปที่นั่น พยายามจะกัดเขาให้ตาย หลี่อันมองดูหมีตัวใหญ่ที่ไล่ตามตนเองไม่หยุดแล้วระเบิดอารมณ์
“ช้าก่อน เจ้าหมีตัวนี้มันเป็นอะไร เหตุใดถึงไล่ตามข้าไม่หยุด”
“เหตุใดมันถึงไม่ไล่ตามพวกเจ้าล่ะ”
“หมอหลี่ท่านอย่าบ่นเลย ลองล่อสัตว์ตัวนี้ไปที่ทางเข้าหมู่บ้านสิ ตรงนั่นมีลานโล่งอยู่ พวกเราจะได้จัดการมันที่นั่น”
ไป๋เช่ออวิ๋นตะโกนเสียงดัง “หมิงเฟิง เจ้าไปหาชาวบ้านในหมู่บ้านหน่อย ดูซิว่าพวกเขาหลบซ่อนอยู่ที่ไหน”
“ได้ขอรับ หมอหลี่ นายอำเภอไป๋ระวังตัวด้วยนะขอรับ” หมิงเฟิงรับคำแล้วพุ่งตัวเข้าไปในหมู่บ้าน ส่วนหลี่อันวิ่งล่อหมีดำไปทางหน้าหมู่บ้าน
“นายอำเภอไป๋ พวกเราโจมตีพร้อมกัน!” หลี่อันตะโกนขึ้นหนึ่งครั้ง ก่อนจะพุ่งเข้าไปก่อน มือที่เต็มไปด้วยพลังภายในฟาดออกไป
แต่หมีดำตัวนี้กลับคล่องแคล่วกว่าตัวที่พวกเขาเคยปะทะมาก่อน มันย่อตัวลงหลบการโจมตีของหลี่อันได้ทันที
ขณะเดียวกันไป๋เช่ออวิ๋นก็ชักดาบที่เอวออกมา แล้วฟันลงบนตัวหมีหนึ่งที
เมื่อไป๋เช่ออวิ๋นกำลังคิดจะฟันซ้ำเป็นครั้งที่สอง แต่กลับไม่มีโอกาสอีกแล้ว หลังจากหลบดาบของเขาได้ หมีก็วิ่งหนีเข้าไปในป่าเขาอย่างรวดเร็ว
ไป๋เช่ออวิ๋นต้องการไล่ตามไป แต่ถูกหลี่อันดึงไว้ “พอเถอะ อย่าไล่ตามเลย เราไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นเถอะ”
ไป๋เช่ออวิ๋นพยักหน้าสาวเท้ากลับไปยังหมู่บ้าน
“นายอำเภอไป๋”
ไป๋เช่ออวิ๋นได้ยินเสียงเรียกจึงหันกลับไป ก็เห็นหมิงจื้อพาคนมาด้วยหลายคน
“หมิงจื้อเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร” ไป๋เช่ออวิ๋นชี้ไปที่คนกลุ่มหนึ่งด้านหลัง “แล้วพวกเขามาได้อย่างไร”
“นายอำเภอไป๋เช่ออวิ๋น พวกข้าถูกท่านป้าเรียกมา นางเกรงว่าพวกท่านจะเป็นอันตราย จึงบอกให้พวกเขามาช่วย”
“ช่วยอะไรหรือ” ไป๋เช่ออวิ๋นสงสัย
“พวกข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ท่านป้าสั่งให้ข้ามา”
“ได้ เข้าไปด้านในเถอะ ไม่รู้ว่าหมิงเฟิงเป็นอย่างไรบ้าง” อีกด้านหนึ่งหมิงเฟิงกำลังเอามือปิดหน้าผาก พลางมองกลุ่มคนตรงหน้าด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย
“ข้าอุตส่าห์เสี่ยงชีวิตมาช่วยพวกเจ้า แต่พวกเจ้ากลับเนรคุณเช่นนี้หรือ”
หลิวฉางไห่ยังคงไม่หายตกใจ “ข้านึกว่าเป็นหมีเข้ามา ใครจะรู้ว่าเป็นเจ้า”
“หากเป็นหมีจริง พวกเจ้าจะยังยืนอยู่ตรงนี้อย่างสบายใจได้หรือ๐
“พอเถอะ พวกเจ้ารีบออกมาเถิด มีคนมากมายอัดแน่นอยู่ในห้องใต้ดินเช่นนี้ ไม่รู้สึกอึดอัดบ้างหรือ”
หลิวฉางไห่และคนอื่นๆ ได้ยินคำพูดของหมิงเฟิงแล้วมองหน้ากันไปมา แต่ก็ไม่มีใครยอมขยับตัว”
ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนยังคงชัดเจนในความทรงจำ พวกเขากำลังนั่งกินอาหารเย็นที่ภรรยาทำอย่างสบายใจอยู่ที่บ้าน แต่ใครจะรู้ว่านั่นกลับเป็นจุดเริ่มต้นของฝันร้าย
“ข้าไม่อยากจะพูดเลย พวกเจ้ายังยืนงงอยู่ทำไม รีบออกมาเร็วเข้า นายอำเภอไป๋มาแล้ว”
หมิงเฟิงมองพวกเขาอย่างหมดคำพูด “ถ้าพวกเจ้าไม่ออกมา ข้าจะไปแล้ว นายอำเภอไป๋รอข้าอยู่”
หลิวฉางไห่เห็นว่าเขากำลังจะไปจริงๆ จึงรีบเรียกเขาไว้ “ท่านยอดฝีมือ อย่าไปเลย ข้าขอร้องท่านอย่าไปเลย พวกข้าไม่อยากตายจริงๆ”
“หากไม่อยากตายก็รีบออกมาเถิด พวกเจ้าลองหันไปดูด้านหลังสิ เด็กน้อยสองคนนั่นถูกพวกเจ้าเบียดจนจะแบนอยู่แล้ว”
หลิวฉางไห่รีบพยายามหมุนตัวอย่างยากลำบาก เมื่อเห็นว่าลูกสองคนของบ้านข้างๆ ถูกเบียดจนหน้าตาเขียวคล้ำไปหมดแล้ว จึงรีบปีนขึ้นไปทันที
คนอื่นๆเห็นหัวหน้าหมู่บ้านปีนขึ้นไปแล้วก็ยิ่งทยอยปีนตามออกมาอย่างต่อเนื่อง
พอพวกเขาขึ้นมาก็มองไปรอบๆอย่างตื่นตระหนกทันที
“ท่านยอดฝีมือ สัตว์ร้ายตัวนั้นไม่ได้กลับมาอีกแล้วใช่หรือไม่”
“เจ้าเป็นไล่สัตว์ร้ายตัวนั้นกลับไปหรือ”
หมิงเฟิงส่ายหัว ไม่สนใจว่าตอนนี้ฟ้ามืดแล้ว พวกเขาจะมองเห็นหรือไม่
“ข้าไม่รู้ ไม่ใช่ข้าเป็นคนทำ แต่ตอนนี้พวกเจ้าปลอดภัยแล้ว”
“พวกเราจะไปที่ไหนกันตอนนี้” หลิวฉางไห่ถามด้วยร่างกายที่สั่นเทา
“แน่นอนว่าต้องไปที่ทางเข้าหมู่บ้าน นายอำเภอและคนอื่นๆยังอยู่ที่นั่น”
“หากพวกเจ้ามีความคับแค้นใจอะไร ก็ไปบอกนายอำเภอไป๋เถิด!”
บทที่ 355: ความจริง
"ไม่ต้องแล้ว ข้ามาแล้ว!"
ชาวบ้านในหมู่บ้านต้าหลิวเห็นไป๋เช่ออวิ๋นราวกับเห็นผู้ช่วยเหลือ พวกเขาทั้งหมดวิ่งเข้าไปหาและคุกเข่าลงกับพื้นพร้อมกันอย่างอึกทึก
“ใต้เท้าขอรับ ในที่สุดท่านก็มาแล้ว หากท่านไม่มา พวกข้าคงตายกันหมดแล้ว"
"ใต้เท้าขอรับ หมู่บ้านของพวกข้าถูกใส่ร้ายขอรับ"
"ใต้เท้าเจ้าคะ ลูกชายของข้าถูกหมีกัดตาย เขาเพิ่งอายุยี่สิบปีเอง" ชาวบ้านของหมู่บ้านต้าหลิวคุกเข่าลงกับพื้น พากันเล่าถึงความทุกข์และความคับแค้นใจของตน
ไป๋เช่ออวิ๋นมองดูท่าทางเศร้าโศกเสียใจของพวกเขา ก็รู้สึกสงสารจนไม่อาจทนดูได้
แม้ว่าเขาจะมีความคิดที่จะใช้ประโยชน์จากหมู่บ้านต้าหลิวจริง แต่สภาพของพวกเขาในตอนนี้ก็ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดใจ
ไม่ว่าอย่างไรก้ตามพวกเขาคือประชาชนภายใต้เขตปกครองของเขา
“พอเถอะ พอเถอะ พวกเจ้าลุกขึ้นเถิด ข้ารู้ว่าพวกเจ้าทุกคนเศร้าโศกและเสียใจมาก แต่ตอนนี้เราต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนก่อนว่า เหตุใดหมีตัวนี้จึงโจมตีหมู่บ้านพวกเจ้า"
ไป๋เช่ออวิ๋นปลอบโยนพวกเขาว่า "ผู้ใดที่รู้เรื่องนี้ ลุกขึ้นมาเล่าให้ข้าฟัง"
ชาวบ้านหมู่บ้านต้าต้าหลิวต่างมองหน้ากันไปมา ไม่มีใครยอมออกมาพูด
ในที่สุดหลิวฉางไห่ก็ก้าวออกมา "นายอำเภอไป๋ พวกข้าไม่รู้จริงๆ ว่าทำไมหมีตัวนี้ถึงได้จู่โจมหมู่บ้านพวกข้า"
"พวกข้าไม่เคยเห็นมันมาก่อนเลย"
ไป๋เช่ออวิ๋นจ้องมองหลิวฉางไห่เขม็ง พยายามหาร่องรอยการโกหกบนใบหน้าของเขา แต่สีหน้าและท่าทางของเขาล้วนแสดงให้เห็นว่าเขาพูดความจริง
ตอนนี้ไป๋เช่ออวิ๋นไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี
ไม่มีเบาะแสจะสอบสวนได้อย่างไรกัน
"พวกเจ้าลองนึกดูว่าก่อนหน้านี้เคยเกิดอะไรขึ้นบ้างหรือไม่"
"หรือไม่เจ้าลองเล่าเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบให้ข้าฟัง"
หลิวฉางไห่จึงเล่าเรื่องที่ส่งชาวบ้านไปสืบข่าวที่หมู่บ้านซิตระกูลฉิน และเรื่องที่เขาประกาศให้ชาวบ้านขึ้นเขาไปล่าสัตว์
"นายอำเภอไป๋ขอรับ ท่านก็ทราบว่าผลผลิตหลักของพวกข้าคือผลไม้บนภูเขานั่น พวกข้าจะทิ้งผลไม้เหล่านั้นโดนไม่ดูแลได้อย่างไร"
"พวกเขาเพิ่งขึ้นเขาไปก็ถูกหมีโจมตี หมีตัวเดียวฆ่าคนไปสามคน ยังมีอีกหลายคนบาดเจ็บ ข้าก็ไม่รู้ว่าทำไมหมีใหญ่ถึงได้โจมตีพวกข้าอย่างเช่นนี้"
"ใต้เท้าขอรับ ท่านต้องช่วยเหลือข้าด้วย คนในหมู่บ้านของพวกข้าตายไปมากเหลือเกิน พวกข้าไม่รู้จริงๆ ว่าควรทำอย่างไรดี"
ไป๋เช่ออวิ๋นขมวดคิ้วถามว่า "เมื่อเร็วๆนี้ มันวิ่งเข้ามาโจมตีพวกเจ้าในหมู่บ้านโดนไม่มีสาเหตุหรือ”
"พวกเจ้าเคยทำสิ่งใดที่เป็นอันตรายต่อมันหรือไม่"
หลิวฉางไห่ร้องแก้ตัวเสียงดัง "ใต้เท้าขอรับ ตอนเจอมันบนภูเขา พวกข้าก็วิ่งหนีมันจะขาขวิด จะไปยั่วโมโหมันได้อย่างไรกัน" หลิวฉางไห่คุกเข่าลงกับพื้นพลางร้องตะโกน
แต่เขาไม่รู้ว่าในฝูงชนด้านหลัง มีชายหนุ่มสองคนก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกผิด
พวกเขานึกถึงสิ่งที่ได้ทำไปในตอนกลางวัน เหงื่อเย็นก็แตกพลั่กเต็มหลัง
พวกเขาภาวนาในใจอย่างเงียบๆ ว่าคงไม่เกี่ยวกับเรื่องที่ตัวเองทำใช่หรือไม่
หลี่อันยืนอยู่ด้านหน้าเห็นสีหน้าของพวกเขาได้อย่างชัดเจน ความรู้สึกหวาดกลัวและกังวลของชายหนุ่มทั้งสองคนนั้นย่อมไม่อาจหนีสายตาของเขาได้
“หลิวฉางไห่ หมีจะไม่ลงมาจากภูเขาเพื่อโจมตีคนอย่างไร้เหตุผล คนที่บาดเจ็บจากหมู่บ้านตระกูลฉินนั้นก็เพียงแค่บังเอิญเจอหมีบนภูเขาเท่านั้น แต่พวกเจ้ากลับซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้าน เรื่องนี้ดูจะอธิบายไม่ค่อยสมเหตุสมผลนัก"
หลิวฉางไห่ก็เป็นคนฉลาดเช่นกัน เมื่อได้ยินคำพูดของพวกเจ้า เขาก็รู้ว่าคนพวกนี้ค้นพบบ้างอย่าง
เขาหันไปมองผู้คนในหมู่บ้านแล้วพูดเสียงเย็นชาว่า “ต้าโกว เอ้อร์โกว วันนี้พวกเจ้าก็ขึ้นเขาไปด้วย ความจริงแล้วเกิดอะไรขึ้นบนภูเขากันแน่”
"หัวหน้าหมู่บ้าน ไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก พวกข้าเพิ่งขึ้นเขายังไม่ทันได้ตั้งตัวเลยก็ถูกโจมตีแล้ว พี่ต้าซานก็ถูกหมีข่วนคอจนฉีกขาด" ต้าโกวและเอ้อร์โกวยังคงพยายามปิดบัง
"นายอำเภอไป๋ พวกเขาบอกว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น อาจเป็นเพราะใกล้ถึงฤดูใบไม้ผลิแล้ว พวกสัตว์ป่าขาดแคลนอาหาร จึงลงมาจากภูเขาเพื่อหาอาหารกระมัง"
หลี่อันมองดูสองคนที่ยังคงแก้ตัวไม่ยอมพูดความจริง ความอดทนของเขาจึงหมดลง และคว้าคอเสื้อไป๋เช่ออวิ๋นเดินกลับไป
"ไป๋เช่ออวิ๋นที่นี่อันตรายมาก ในเมื่อคนพวกนี้ไม่ยอมพูดความจริง พวกเราก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่นี่อีกต่อไป เกรงว่าเราจะกลายเป็นเหยื่อของหมีเอาได้
ไป๋เช่ออวิ๋นขยับคอเสื้อพลางเห็นด้วย
"อืม ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน เมื่อมีคนไม่เห็นค่าชีวิตตัวเอง ข้าก็ต้องเป็นห่วงชีวิตตนเอง" ว่าแล้วก็เดินตามหลี่อันกลับไปอย่างว่าง่าย
เมื่อเห็นว่าพวกเขากำลังจะเดินออกจากทางเข้าหมู่บ้านต้าโกวกับเอ้อร์โกวก็รีบตะโกนขึ้นมา
"ขุนนางไป๋ ข้าผิดไปแล้ว ข้าจะพูด ข้าจะพูด"
ไป๋เช่ออวิ๋นจึงเดินกลับมา ยืนอยู่หลังฝูงชนแล้วพยักหน้าให้เขาพูด
"เจ้าว่ามา"
"เหตุใดข้าต้องเป็นคนพูด เจ้าต่างหากที่ควรพูด"
ต้าโกวกับเอ้อร์โกวต่างผลักไสกันไปมา หลิวฉางไห่เห็นไป๋เช่ออวิ๋นหมดความอดทนแล้ว จึงเข้าไปตบหน้าพวกเขาคนละที
"อย่ามัวแต่พูดเหลวไหลกันอีกเลย รีบพูดมาเดี๋ยวนี้ เกิดอะไรขึ้นกันแน่?"
ต้าโกวมองไปที่หัวหน้าหมู่บ้านและไป๋เช่ออวิ๋น กลืนน้ำลายลงคอแล้วเล่าเรื่องราวทั้งหมดอย่างละเอียด
"หัวหน้าหมู่บ้าน ที่จริงแล้วเรื่องนี้ต้องโทษพี่ต้าซานทั้งหมด"
"ตอนที่พวกข้าเข้าไปในป่า พวกข้าไม่ได้เห็นหมีเลย แต่ได้ยินเสียงร้องของสัตว์เล็กๆ ข้ากับเอ้อร์โกวและคนอื่นๆ ไม่ได้ตั้งใจจะสนใจมัน แต่พี่ต้าซานกลับอยากไปสำรวจดูให้รู้เรื่อง"
"จากนั้นพวกข้าก็ตามเสียงไปจนถึงถ้ำแห่งหนึ่ง ข้างในมีลูกหมีสองตัวที่กำลังร้องหาอาหาร แต่พอพวกข้าเห็นลูกหมีสองตัวนั้น พวกข้าก็ตกใจจนหน้าซีด รีบวิ่งหนีทันที แต่พี่ต้าซานกลับยืนกรานจะเอาลูกหมีทั้งสองตัวไปด้วย"
ต้าโกวหยุดพักหายใจครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ "พวกข้าคิดว่าต้าซานจะเอาลูกหมีกลับไปขายให้คนรวย แต่เขากลับฆ่าลูกหมีทั้งสองตัวในทันที"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนก็เข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น
ชัดเจนว่าต้าซานคนนี้มีจิตใจชั่วร้าย ฆ่าลูกหมีทั้งสองตัวอย่างไร้เหตุผล จึงทำให้แม่หมีมาแก้แค้น "ไอ้สัตว์นรก พวกเจ้าเป็นสัตว์นรกจริงๆ พวกเจ้ากินอิ่มแล้วเลยไปเล่นในถ้ำหมีเช่นนั้นหรือ"
"แถมยังฆ่าลูกหมีอีก ลูกหมีนั่นทำอะไรให้พวกเจ้าโกรธหรือ"
ต้าโกวกับเอ้อร์โกวถูกหลิวฉางไห่ด่าจนไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมา ส่วนครอบครัวของต้าซานก็อับอายจนแทบจะเอาหัวมุดลงไปในรอยแยกของพื้นดิน
"ดังนั้นเป็นเพราะแม่หมีลงมาจากภูเขาเพื่อตามหาลูกของมัน พวกเจ้าเลยไปยั่วโมโหมันใช่หรือไม่" หลี่อันถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
ต้าโกวส่ายหัว "ไม่ใช่ขอรับ ตอนที่พี่ต้าซานหิ้วลูกหมีสองตัวเดินกลับมา เขาบอกว่ากระหายน้ำจึงฉีกลูกหมีตัวหนึ่งออกเป็นสองซีก แล้วดื่มเลือดหมีสดๆ”
เขายังไม่ทันได้วางลูกหมีลงก็ถูกหมีตัวใหญ่ตะปบที่คอจนฉีกขาด
ไป๋เช่ออวิ๋นได้ยินดังนั้นเข้าใจทันที "ไม่เลว ไม่เลว ทำได้สวยมาก คราวหน้าก็ทำแบบนี้อีกละ”
หลิวฉางไห่ก็ทำหน้าเศร้าสลด เขาก็ไม่คิดว่าพวกเด็กพวกนี้จะทำเรื่องบ้าคลั่งขนาดนี้
กล้ากินเลือดหมีบนภูเขา มันต่างอะไรกับการฆ่าลูกหมีต่อหน้าแม่หมีล่ะ
"หลิวฉางไห่ เรื่องนี้พวกเจ้าก่อขึ้นเอง พวกเจ้าก็ต้องจัดการเอง!"
บทที่ 356: มนุษย์นั้นช่างเห็นแก่ตัว
“ใต้เท้าขอรับ ใต้เท้าไปไม่ได้นะขอรับ หากท่านจากไป พวกข้าจะทำอย่างไรกันเล่า"
หลิวฉางไห่เห็นไป๋เช่ออวิ๋นจะจากไปจริงๆ จึงโผเข้าไปกอดขาของไป๋เช่ออวิ๋น แล้วร้องไห้คร่ำครวญ
"ใต้เท้าขอรับ พวกข้ารู้ว่าทำผิด ขอร้องท่านช่วยพวกข้าด้วยเถิด"
"มีผู้คนบาดเจ็บมากมายแล้ว หากท่านไม่ช่วยพวกข้า พวกข้าก็เหลือแต่ตายแล้วเท่านั้น”
แท้จริงแล้วไป๋เช่ออวิ๋นเพียงแค่พูดไปเพราะแรงอารมณ์เท่านั้น เขาจะทิ้งคนพวกนี้ไปจริงๆได้อย่างไร
"เรื่องทั้งหมดนี้เป็นเคราะห์กรรมที่พวกเจ้าก่อขึ้นเอง หมู่บ้านต้าหลิวอยู่ใกล้กับหมู่บ้านตระกูลฉินมาก พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าเพราะความปรารถนาชั่วครู่ของพวกเจ้า ทำให้หมู่บ้านอื่นต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย"
หลิวฉางไห่รู้สึกละอายใจอย่างยิ่ง เรื่องนี้ถ้าพูดกันตามจริงแล้วไม่เกี่ยวกับเขาเลย แต่ใครใช้ให้เขาโชคร้ายที่หลิวต้าซานเป็นคนในหมู่บ้านของเขา
"ใต้เท้าขอรับ ข้าขอร้องท่าน ช่วยหมู่บ้านของพวกข้าด้วยเถิด"
ชาวบ้านคนอื่นๆ ต่างพากันคุกเข่าลงกับพื้น ร้องไห้คร่ำครวญขอให้ไป๋เช่ออวิ๋นช่วยชีวิตพวกเขา
โดยเฉพาะคนที่คนในครอบครัวถูกหมีกัดตาย ร้องไห้เสียงดังยิ่งกว่าใคร
ไป๋เช่ออวิ๋นถอนหายใจแล้วกล่าวว่า "พวกเจ้าลุกขึ้นเถิด จงนำคบเพลิงไปปักไว้ตามมุมต่างๆของหมู่บ้าน"
"อีกอย่างไปรวบรวมผู้ที่ถูกหมีทำร้ายทั้งหมดมาไว้ด้วยกัน แล้วให้หมอหลี่ช่วยตรวจดูด้วย"
หลิวฉางไห่และคนอื่นๆ ต่างมองหน้ากันไปมา หากแต่ไม่มีใครขยับตัว
ไป๋เช่ออวิ๋นเห็นดังนั้นจึงพูดว่า "พวกเจ้าอยากให้ข้าช่วยเหลือ แต่พวกเจ้ากลับไม่ทำอะไรเลย หรือว่าพวกเจ้าคาดหวังให้ข้าจัดการทุกอย่างให้พวกเจ้าจริงๆ"
เขาชี้ไปที่หลี่อันและคนอื่นๆ "พวกเจ้าน่าจะรู้จักพวกเขาใช่หรือไม่ พวกเขาเป็นคนจากหมู่บ้านตระกูลฉิน ได้ยินว่าหมู่บ้านต้าหลิวของพวกเจ้าเกิดเรื่องจึงส่งชายฉกรรจ์หลายคนมาช่วยเหลือ พวกเจ้าคงไม่คิดจริง ๆ หรอกนะว่าไม่ต้องทำอะไรเลย แล้วรอให้คนอื่นมาช่วย”
“ส่งคนมาช่วยก็ต้องทำให้พวกเราทั้งหมดสิ" หญิงคนหนึ่งพึมพำเบาๆ
แม้ว่านางจะคิดว่าเอ่ยเบาแล้ว แต่ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างได้ยินคำพูดของนางอย่างชัดเจน
หลิวฉางไห่โกรธจนใบหน้าบิดเบี้ยว แม้ว่าเขาจะคิดเช่นเดียวกัน แต่ก็ไม่อาจพูดออกมาได้
หลี่อันหัวเราะเบาๆ แล้วหันหลังเดินจากไป
หมิงเฟิงและคนอื่นๆก็เดินตามไปด้วย หลิวฉางไห่เห็นเช่นนั้นก็รู้สึกร้อนใจ เขาดึงตัวสตรีผู้นั้นมา อยากจะตบหน้านางสักฉาดใหญ่
"ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ พูดจาเหลวไหลอะไรของเจ้า รีบขอโทษเดี๋ยวนี้!"
หลิวฉางไห่กดมือลงบนตัวสตรีผู้นั้น บังคับให้นางก้มศีรษะลงกับพื้นอย่างแรง
"ขออภัยหมอหลี่ สตรีผู้นี้โง่เขลาเบาปัญญา ขอท่านโปรดให้อภัยพวกข้าสักครั้งเถิด"
หลี่อันก็รู้สึกหมดความอดทนเช่นกัน แต่เขาไม่สามารถจากไปได้ หากเขาไปไป๋เช่ออวิ๋นคงจะรับมือไม่ไหวแน่
"พอได้แล้ว พวกเจ้าอย่าพูดเหลวไหล และอย่าได้มาเล่นตุกติกกับข้าอีก ทำตามที่ไป๋เช่ออวิ๋นบอกเถิด" หลี่อันกล่าวอย่างหงุดหงิด
คราวนี้หลิวฉางไห่และพวกไม่กล้าเล่นลูกไม้อะไรอีก พวกเขาทำตามคำสั่งของ ไป๋เช่ออวิ๋นอย่างว่าง่าย
หากไปคนเดียวแล้วกลัวก็ให้ไปสองคน หรือไม่ก็พากันไปสามคน
หมิงเฟิงและหมิงจื้อก็ลาดตระเวนเฝ้าระวังอยู่รอบๆพวกเขา
ฟู่ไห่และคนอื่นๆก็อยากไปช่วยจุดคบเพลิง แต่ถูกหลี่อันห้ามไว้
"พวกเจ้าอย่าไปยุ่งวุ่นวายกับพวกเขาอีกเลย ไปดูรอบๆหมู่บ้านว่ายังมีใครนอนอยู่ที่ไหนบ้าง ถ้าเจอคนก็ลากมาที่นี่ ข้าจะดูว่ายังพอช่วยได้หรือไม่"
ไม่นานนักคบเพลิงก็ถูกจุดขึ้นทั่วหมู่บ้านต้าหลิว ขณะเดียวกันบนลานโล่งก็มีศพวางอยู่สิบเอ็ดศพ
“สวรรค์ เหตุใดถึงมีคนตายมากมายเช่นนี้?"
หลิวฉางไห่ชี้ไปที่ศพผู้ใหญ่สองคนและเด็กสามคนที่วางแยกไว้บนพื้นอย่างเศร้าสร้อยพลางกล่าวว่า
"ห้าคนนั้นเป็นครอบครัวเดียวกัน ตอนที่หมีลงมาจากเขานั้นเป็นช่วงเวลาอาหารเย็นพอดี ทุกครอบครัวกำลังรวมตัวกันกินข้าวเย็น พวกเขาเป็นบ้านแรกที่ถูกโจมตี"
เขาชี้ไปที่ชายคนหนึ่งที่มีแผลเปิดกว้างบนลำคอ แล้วกล่าวว่า "คนนั้นก็คือต้าซาน เขาเสียชีวิตทันทีที่กลับมา"
"ส่วนคนอื่นๆล้วนถูกโจมตีในหมู่บ้าน บางคนตายทันที บางคนเสียเลือดมากจนสิ้นใจ"
ไป๋เช่ออวิ๋นมองดูศพทั้งสิบเอ็ดศพ สีหน้าของเขายิ่งเคร่งเครียดขึ้น
เขารู้ว่ามีคนตายในหมู่บ้าน แต่ข้าไม่คิดว่าจะมีคนตายมากมายขนาดนี้
คนตายมากมายเช่นนี้ จะต้องทำให้กรมอาญาตื่นตัวอย่างแน่นอน บ่อน้ำพุร้อนบนเขาด้านหลังคงจะรักษาไว้ไม่ได้แล้ว
หลี่อันคิดถึงประเด็นนี้เช่นกันจึงถามอย่างจริงจังว่า "พวกเจ้ายังต้องการจะหาเลี้ยงชีพที่นี่อีกหรือไม่"
แม้ชาวบ้านหลิวไม่เข้าใจว่าเหตุใดหลี่อันจึงถามเช่นนี้ แต่พวกเขาก็ตอบอย่างตรงไปตรงมา
คนส่วนใหญ่ยังต้องการอยู่ที่นี่ แต่ก็มีคนส่วนน้อยที่หวาดกลัวและอยากออกไปจากหมู่บ้านนี้
"เช่นนั้นพวกเจ้าจงทำความสะอาดร่างของผู้เคราะห์ร้ายเหล่านี้ และเตรียมการฝังศพพวกเขาก่อน"
ไป๋เช่ออวิ๋นกล่าวว่า "ส่วนเรื่องหมีตัวนั้น ข้าก็ไม่กล้ารับปากว่าจะสามารถล่ามันได้หรือไม่ ดังนั้นพวกเจ้าควรเตรียมใจไว้ด้วย"
คำพูดของไป๋เช่ออวิ๋นนี้เป็นการโยนความกดดันทั้งหมดให้กับชาวหมู่บ้านต้าหลิว
แม้ว่าหมู่บ้านต้าหลิวจะอยู่ภายใต้การปกครองของเขา แต่เขาเป็นขุนนางเลวทราม ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องแสดงท่าทีซื่อสัตย์สุจริตเหมือนขุนนางที่ดี
"ใต้เท้าขอรับ พวกข้ายังคงปรารถนาจะอยู่ที่นี่ต่อไป ที่นี่คือบ้านเกิดและที่ที่พวกข้าเติบโตมา ข้าไม่อยากจากบ้านเกิด" หลิวฉางไห่กล่าวด้วยความเศร้า
ไป๋เช่ออวิ๋นเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แล้วมองไปที่หลิวฉางไห่ เขาประเมินคนคนนี้ต่ำไปเสียแล้ว เขาเป็นคนที่ไม่ลืมรากเหง้าของตัวเอง
"ความจริงข้าก็ไม่อยากให้เกิดเรื่องเช่นนี้ ข้าเข้าใจความรู้สึกของพวกเจ้าดี"
ไป๋เช่ออวิ๋นกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "เอาเช่นนี้ หากพวกเจ้าต้องการจะออกไปจากที่นี่จริงๆ ก็ขายบ้านไปเถิด วิธีนี้พวกเจ้าจะได้มีหลักประกันในอนาคต"
"แน่นอนสำหรับผู้ที่ยินดีจะจากไป ข้าสามารถจ่ายเงินค่าเดินทางเพิ่มเติมให้ได้ ครอบครัวละสองตำลึงเงิน"
"พวกเจ้าคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่นี่ไม่ควรเผยแพร่ออกไป เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นตื่นตระหนกหรือไม่"
แต่เดิมมีเพียงไม่กี่ครัวเรือนที่กลัวจนอยากหนีออกจากที่นี่เท่านั้น แต่ตอนนี้เมื่อได้ยินว่าไป๋เช่ออวิ๋นจะให้เงินเพิ่มอีกสองต้าลึง ทุกคนต่างรู้สึกสนใจ แม้กระทั่งกำลังคิดคำนวณในใจว่ายังมีอะไรที่สามารถขายได้อีกบ้าง
ไป๋เช่ออวิ๋นมองเห็นสีหน้าที่ดูที่ดีขึ้นเล็กน้อยของพวกเขา ก็รู้สึกไม่ชอบใจเล็กน้อย
การที่ยอมสละบ้านที่อาศัยอยู่เพื่อผลประโยชน์เล็กน้อย นั่นเป็นการกระทำของคนเลวอย่างแท้จริง
"วันนี้พวกเจ้าต้องผลัดกันเฝ้ายาม ต้องระวังหมีโจมตีอีกครั้งให้ดี"
"สัตว์อย่างหมีดำนั้นจดจำความแค้นได้ดีนัก มันจะไม่ยอมแพ้ง่ายๆหรอก ข้าจะให้หมิงเฟิงกับหมิงจื้อคอยอยู่ที่นี่เพื่อปกป้องพวกเจ้า แต่พวกเจ้าก็ต้องระวังตัวเองด้วย"
เมื่อได้ยินคำพูดของไป๋เช่ออวิ๋น หลิวฉางไห่ก็รวบรวมความกล้าถามว่า
"แล้วท่านเล่า ท่านจะไปที่ใด?"
ไป๋เช่ออวิ๋นแทบจะหัวเราะด้วยความโมโห "ข้าจะกลับไปขอความช่วยเหลือมาช่วยพวกเจ้า"
"พวกเจ้าคงไม่ได้คิดจริงๆหรอกนะว่าข้าคนเดียวจะสามารถจัดการหมีดำตัวหนึ่งได้?"
บทที่ 357: บางครั้งความจริงก็โหดร้ายเกินไป
ใบหน้าเหี่ยวย่นของหลิวฉางไห่แดงก่ำ เขาหวังจริงๆว่าไป๋เช่ออวิ๋นจะอยู่ต่อ ถ้าหมีตัวนั้นกลับมาอีก เขาก็จะยังผลักไป๋เช่ออวิ๋นไปข้างหน้าได้
ไป๋เช่ออวิ๋นแทบจะมองเห็นความคิดของพวกเขา แต่ไป๋เช่ออวิ๋นก็ไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ จึงทำเพียงกำชับอีกสองสามประโยคแล้วก็กลับไป
วันรุ่งขึ้นแต่เช้าตรู่
ผู้คนในหมู่บ้านตระกูลฉินก็รู้เรื่องที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านต้าหลิวแล้ว
ฉินฟู่หลินกระโดดขึ้นมาลากเอาเอ้อร์จู่และคนอื่นๆที่ยังแกล้งป่วยอยู่ออกมาจากเตียง
"เร็วเข้าหยิบอาวุธไปลาดตระเวนที่ทางหมู่บ้าน ต้องไม่ให้สัตว์ร้ายนั่นเข้ามาในหมู่บ้านเด็ดขาด!"
เอ้อร์จู่และคนอื่นๆไม่สนใจสายตาประหลาดใจของภรรยาอีกต่อไป พวกเขาสวมเสื้อผ้า หยิบท่อไม้แล้วรีบวิ่งไปที่หน้าหมู่บ้าน
คนทั้งหมู่บ้านเริ่มเตรียมพร้อมอีกครั้ง เด็กๆทั้งหมดถูกสั่งห้ามออกจากบ้าน
บรรดาแม่บ้านบางคนถึงกับปิดประตูแน่นหนา เหลือไว้เพียงทางเดินแคบๆให้คนเดินเข้าออกได้เท่านั้น
แม่เฒ่าฉินชก็ได้รับข่าวแล้วเช่นกัน แต่แม่เฒ่าฉินกลับกังวลมากกว่าใครๆ เพราะว่าหมิงเฟิงและคนอื่นๆยังไม่ได้กลับมา แม้แต่ไป๋เช่ออวิ๋นก็ยังไม่ได้กลับมาเช่นกัน
"หมิงจิ่นเจ้าบอกข้าตามตรงมา ด้วยฝีมือของพี่ชายเจ้าจะสามารถเอาชนะหมีตัวหนึ่งได้หรือไม่" แม่เฒ่าฉินถามด้วยความกังวลขณะจับมือหมิงจิ่นไว้
หมิงจิ่นก็รู้สึกกังวลใจไม่แพ้กัน เพราะบาดแผลของพี่ใหญ่ของนางยังไม่หายดี
"ท่านป้า ท่านวางใจได้ ถึงแม้ว่าฝีมือของพี่ใหญ่และพี่รองของข้าจะไม่สามารถเอาชนะหมีตัวหนึ่งได้ แต่พวกเขาก็ยังสามารถหนีรอดได้"
"พวกเขาไม่ได้กลับมาคงจะติดขัดอะไรบางอย่าง"
แม่เฒ่าฉินคิดสักครู่แล้วพูดว่า "หมิงจิ่น เจ้ากล้าไปหมู่บ้านต้าหลิวคนเดียวหรือไม่"
หมิงจิ่นอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า "ท่านป้า ให้หมิงจูไปเถอะ วิชาตัวเบาของนางดีที่สุดในพวกข้าทั้งห้าคน หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นจริงๆ นางก็วิ่งหนีได้"
หมิงจูที่อยู่ข้างๆ มองไปที่แม่เฒ่าฉินด้วยสายตาเปี่ยมความหวัง กลัวว่าแม่เฒ่าฉินจะปฏิเสธ
"อืม หมิงจูเจ้าหมู่บ้านต้าหลิวสักรอบเถอะ แต่ต้องระวังความปลอดภัยด้วย"
แม่เฒ่าฉินถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่นางก็ไม่รู้จริงๆ ว่าพี่น้องทั้งห้าที่นางซื้อกลับมานั้นเชี่ยวชาญอะไรกันแน่
เพียงแต่รู้ว่าพวกเขามีวรยุทธใช้ได้ แต่ถึงกระนั้นก็เอ่ยขึ้นว้่
“หมิงจิ่น หมิงจู นอกจากวิชาตัวเบาแล้ว เจ้ามีความสามารถอะไรอีก"
หมิงจิ่นไม่ปิดบัง "ข้าถนัดใช้อาวุธลับ พี่ใหญ่ถนัดใช้ดาบ พี่รองถนัดใช้กระบี่ น้องชายถนัดใช้แส้"
"พวกข้าแม้จะเป็นพี่น้องกัน แต่พวกข้าไม่ใช่พี่น้องร่วมสายเลือด พวกข้าล้วนเป็นเด็กกำพร้าที่ท่านพ่อเก็บมาเลี้ยง"
แม่เฒ่าฉินชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามออกมา "เช่นนั้นท่านพ่อของพวกเจ้าเป็นพ่อค้าหรือ"
หมิงจิ่นส่ายหน้า "ไม่ใช่ ท่านพ่อเป็นนายอำเภอ แต่ถูกผู้อื่นใส่ร้ายจนต้องติดคุก พวกข้าก็ถูกวางยาพิษ สูญเสียวรยุทธทั้งหมด"
"หากไม่ได้พบกับท่านป้า ข้าก็ไม่กล้าจินตนาการว่าต่อไปข้าจะถูกขายไปที่ใด"
"สุดท้ายอาจถูกขายเข้าไปในบางแห่งที่เรียกว่าหอชิงกระมัง"
หงอวี่เอ่ยขึ้นอย่างเย็นชา "พวกเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าท่านพ่อของพวกเจ้าถูกใส่ร้าย ไม่ใช่มีหลักฐานชัดเจน"
หมิงจิ่นส่ายหน้าแก้ต่าง "ตอนนั้นขุนนางสุนัขผู้นั้นกล่าวหาท่านพ่อข้าว่าโกงกินและฆ่าคนตาย เขาจึงจับพ่อข้าเข้าคุก"
"แต่ท่านพ่อข้าเป็นคนตระกูลใหญ่ที่มีชื่อเสียงในท้องถิ่น มีทรัพย์สินมากมายจนชาตินี้ชาติหน้าก็ใช้ไม่หมด จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะโกงกินเงินประชาชน"
"ส่วนข้อหาอีกข้อหนึ่งนั้นยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย ตั้งแต่จำความได้ ท่านพ่อใจดีมาก ไม่ว่าจะเจอขอทานหรือเด็กกำพร้าข้างนอก เขาก็จะยื่นมือไปช่วยเหลือพวกเขา พวกข้าก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง ดังนั้นเขาจะไม่มีทางฆ่าคนตายแน่นอน"
"ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เหตุใดเขาจึงบังคับให้พวกเจ้าฝึกวรยุทธ และแต่ละคนก็มีความถนัดไม่เหมือนกัน นี่ไม่เหมือนการเลี้ยงลูกเลย แต่กลับเหมือนการฝึกมือสังหารมากกว่า"
"อีกทั้งเหตุใดนายอำเภอจึงต้องเลี้ยงดูเด็กหลายคนที่มีความสามารถแตกต่างกันด้วยเล่า"
หมิงจิ่นได้ยินดังนั้นก็นิ่งเงียบไป นางไม่เคยคิดถึงประเด็นนี้มาก่อน
นางรู้เพียงว่าท่านพ่อของนางได้ช่วยนางออกมาจากกองซากศพ ให้อาหารนาง ให้เสื้อผ้านาง และปฏิบัติต่อนางเป็นอย่างดี
ส่วนเรื่องการฝึกวรยุทธนั้น แรกเริ่มนางก็เคยสงสัยเช่นกัน แต่ทุกครั้งหลังจากการฝึกสิ้นสุดลง ท่านพ่อจะดีต่อพวกนางเป็นพิเศษ คอยถามไถ่ทุกข์สุข แม้กระทั่งตักน้ำมาให้พวกนางล้างเท้า นางเชื่อมาตลอดว่าท่านพ่อของนางนั้นจริงใจต่อพวกนาง
บัดนี้มีคนมาบอกนางว่า ความดีของท่านพ่อนั้นเป็นเพียงภาพลวงตา นางไม่อาจยอมรับเรื่องนี้ได้เลย
"ข้าขอโทษด้วย ข้าทำให้ท่านไม่สบายใจ" หงอวี่เห็นสีหน้าของหมิงจิ่นแล้วรีบเอ่ยปากขอโทษทันที
ในใจยังคิดด่าตัวเองเงียบๆ ใครใช้ให้เจ้าไปยุ่งเรื่องของคนอื่น ปิดปากเสียไม่ได้หรือ?
สีหน้าของหมิงจิ่นกลับมาเป็นปกติอรกครั้ง "คุณชายเสี่ยวชี ไม่ต้องขอโทษข้าหรอก ข้าไม่เป็นไรแล้ว"
"ถึงอย่างไรคนผู้นั้นก็ตายไปแล้วไม่ใช่หรือ"
"พี่หมิงจิ่น หากบิดาของท่านนั้นไม่ตาย พวกท่านทั้งห้าคนคงจะกลายเป็นดาบที่คมกริบที่สุดในมือของเขาอย่างแน่นอน”
หมิงจิ่นย่อมเข้าใจเหตุผลนี้ดี
"คุณชายเสี่ยวชีพูดถูกต้อง แต่แรกข้าก็ไม่เข้าใจ ทำไมพวกข้าทั้งห้าพี่น้องถึงได้เรียนรู้สิ่งที่แตกต่างกัน แต่ตอนนี้ข้าถึงได้เข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว คุณชายเสี่ยวชี พวกข้าถูกผู้อื่นใช้ประโยชน์มาตลอด"
หงอวี่ทำท่าเป็นผู้ใหญ่เข้าไปตบมือนางเบาๆเพื่อปลอบประโลม "พี่หมิงจิ่น อย่าเสียใจมากนักเลย อย่างน้อยพวกท่านก็ยังไม่ทันได้ทำเรื่องเลวร้ายอะไร อย่างไรเสียท่านพ่อของพวกท่านก็จากไปแล้ว เช่นนั้นก็ช่างมันเถอะ”
หมิงจิ่นเห็นหงอวี่ที่กำลังปลอบประโลมตนเองอย่างทุลักทุเลก็รู้สึกขบขัน นางจึงดึงเขาเข้ามากอดแล้วหยิกแก้มเขาแรงๆสองที
"คุณชายเสี่ยวชี ทำไมท่านถึงน่ารักเช่นนี้"
หงอวี่รีบโบกมือปฏิเสธ "เล่อเหนียงต่างหากที่เป็นคนน่ารักที่สุดในบ้านหลังนี้"
เล่อเหนียงที่กำลังเล่นกับจิ้งจอกอยู่ข้างๆ ได้ยินเสียงแล้วหันมายิ้มกว้างให้พวกเขา
"ท่านป้า ข้ากลับมาแล้ว!"
เสียงของไป๋เช่ออวิ๋นดังมาจากนอกประตูก่อนร่างของเขาจะมาปรากฏตัว
ร่างกายของเขาดูเหนื่อยล้าจากการเดินทาง โดยเฉพาะขากางเกงที่เต็มไปด้วยโคลน แขนเสื้อก็มีรอยขาดหลายแห่ง
"นายอำเภอไป๋ ท่านกลับมาจากที่ใดหรือ"
แม่เฒ่าฉินขมวดคิ้วถาม "ไปต่อสู้กับผู้อื่นมาหรือ"
ไป๋เช่ออวิ๋นส่ายหน้า "ข้าอาศัยความมืดขึ้นไปบนเขา ต้องการดูว่าหมีอยู่ตำแหน่งใดแน่ หากพรุ่งนี้บุกเข้าไปอย่างไม่ระมัดระวัง คงจะพบกับสิ่งที่ไม่รู้จักมากมายที่ต้องจัดการ"
"แล้วตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง"
ไป๋เช่ออวิ๋นพยักหน้า "มีแล้ว ข้าจำตำแหน่งของหมีตัวนั้นได้แล้ว แต่ข้ากลับมาเพราะสู้พวกมันไม่ไหวจริง ๆ จึงกลับมาขอความช่วยเหลือ"
"นายอำเภอไป๋ ท่านได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่" แม่เฒ่าฉินรีบสำรวจร่างกายของเขาอย่างกังวล เมื่อเห็นเขาไม่ได้รับบาดเจ็บก็วางใจลง
"นายอำเภอไป๋เ ข้าได้ยินว่าหมีตัวนี้เป็นหมีตัวเมีย จำเป็นต้องจับมาฆ่าหรือ" แม่เฒ่าฉินถามด้วยความรู้สึกเวทนาเล็กน้อย
"หากไม่ฆ่ามัน มันก็จะกัดผู้คนในหมู่บ้านต้าหลิวตายหมด"
บทที่ 358: ไม่จำเป็น
"น่าเสียดายที่เหล่าซื่อไม่อยู่บ้าน หากเขาอยู่คงจะล่าหมีตัวนั้นได้แน่นอน"
แม่เฒ่าฉินถอนหายใจ "ไม่รู้ว่าเหล่าซื่อกับฮั่หลินเป็นอย่างไรบ้าง นานขนาดนี้แล้วก็ยังไม่มีข่าวอะไรเลย"
ไป๋เช่ออวิ๋นก็รู้สึกหงุดหงิดในใจ ปกติแล้วทุกครั้งที่เผ่ยเฉิงเฟิงส่งจดหมายกลับบ้านก็มักจะส่งให้เขาด้วยหนึ่งฉบับ แต่เขาก็ไม่ได้รับจดหมายมานานแล้วเช่นกัน
เขาไม่รู้ว่าสถานการณ์ที่ชายแดนตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง หากไม่ใช่เพราะอวิ๋นชิงอวี่ เจ้าเด็กน้อยคนนี้ เขาคงขออนุญาตไปนำทัพที่ชายแดนนานแล้ว
"ท่านป้า อย่าได้กังวลเรื่องฉินเหล่าซื่อเลย พวกเขาอยู่ข้างกายแม่ทัพเผ่ยจะไม่เป็นอันตรายใด ๆ แน่นอน”
"อีกอย่างด้วยฝีมือของเหล่าซื่อและฮั่นหลิน คนร้ายไม่กี่คนย่อมไม่สามารถทำอะไรพวกเขาได้"
แม่เฒ่าฉินก็รู้ดีถึงเรื่องนี้ นางเพียงแค่พูดไปอย่างนั้นเอง
"นายอำเภอไป๋ หมู่บ้านต้าหลิวมีผู้เสียชีวิตมากมาย ควรจัดการอย่างไร แล้วชาวบ้านที่เหลือจะให้อยู่ที่ใด"
ไป๋เช่ออวิ๋นยิ้มเล็กน้อย "เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้น หลายคนคงไม่กล้าอยู่ที่นั่นอีกแล้ว โดยเฉพาะครอบครัวที่มีคนเสียชีวิต"
"พวกเขาทั้งหมดแสดงความต้องการที่จะย้ายออกจากหมู่บ้าน ดังนั้นข้าจึงบอกว่าหากพวกเขาต้องการจะจากไปจริงๆ ข้าจะให้เงินสองตำลึงแก่พวกเขาเพื่อเป็นค่าเดินทาง"
แม่เฒ่าฉินถามอย่างไม่เข้าใจ "ดังนั้นพวกเขาจะไปทั้งหมดหมู่บ้านเลยหรือ"
"ก็ไม่ถึงขนาดนั้น แต่ก็ไปเกือบครึ่งหมู่บ้านแล้ว"
"เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ทำให้พวกเขากลัว พวกเขาไม่อยากอยู่ต่อก็เป็นเรื่องปกติ"
ไป๋เช่ออวิ๋นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงตัดสินใจบอกความคิดในใจให้แม่เฒ่าฉินฟัง
"ท่านป้า ข้าคิดเช่นนี้ เมื่อถึงเวลานั้นให้ย้ายผู้คนที่เหลือในหมู่บ้านของพวกเขาทั้งหมดมายังหมู่บ้านตระกูลฉินรวมเป็นหมู่บ้านเดียวกัน แล้วให้หลี่เฟยออกหน้าซื้อภูเขาของพวกเขา เมื่อถึงตอนนั้นแม้พวกเขาจะรู้เรื่องบ่อน้ำพุร้อนก็ไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว"
"ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็เป็นคนของหมู่บ้านตระกูลฉินก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว”
แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นก็ไม่มีอะไรจะพูด นางดูเหมือนจะพบว่าไป๋เช่ออวิ๋นชอบการรวมหมู่บ้านมาก ชอบคิดจะขยายหมู่บ้านตระกูลฉินของพวกเขาอยู่เรื่อย
แต่นางก็ไม่ได้พูดออกมา ไม่ว่าอย่างไรเขาก็เป็นผู้ปกครองท้องถิ่น เขาอยากทำอย่างไรก็ทำไปเถอะ
แม่เฒ่าฉินไม่ได้พูดอะไร แต่เล่อเหนียงและหงอวี่รวมถึงเด็กคนอื่นๆกำลังซุบซิบกันอยู่ข้างๆ
"พี่ๆทั้งหลาย พวกท่านสังเกตเห็นหรือไม่ว่าอาไป๋อยากขยายหมู่บ้านตระกูลฉินของพวกเรามากเลยนะ"
หงอวี่พยักหน้า "ข้าสังเกตเห็นนานแล้ว ข้าบอกเจ้าเลยว่านี่คือความทะเยอทะยาน!"
ลิ่งอวี่ "ความทะเยอทะยานอะไรกัน ก็แค่รวมหมู่บ้านเท่านั้นเอง"
หงอวี่ส่ายหน้าพูดด้วยสีหน้าลึกลับ "ไม่ๆๆ พวกท่านไม่เข้าใจหรอก นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของคนที่ตัวเองขึ้นเป็นใหญ่ไม่ได้ก็ได้แต่ทำลับๆล่อๆ”
พวกลิ่งอวี่ได้ยินดังนั้นก็พากันทำหน้างุนงง เหตุใดพวกเขาถึงฟังสิ่งที่เสี่ยวชีพูดไม่เข้าใจเลย?
"เจ้าหมายความว่าท่านอาไป๋อยากเป็นพ่อของเจ้างั้นหรือเสี่ยวชี"
"เช่นนั้นเจ้าก็จะมีพ่อที่เป็นฮ่องเต้ถึงสององค์สิ"
เสี่ยวลิ่วพูดจาไม่เกรงใจใคร ไป๋เช่ออวิ๋นที่กำลังดื่มชาอยู่ในห้องโถงกลางถูกคำพูดของเสี่ยวลิ่วทำให้ตกใจจนพ่นน้ำชาออกมา
แม่เฒ่าฉิน "...เบามือหน่อย!"
เขาวางถ้วยชาลงอย่างโกรธแค้น แล้วพับแขนเสื้อเดินออกไป
หงอวี่ได้ยินคำพูดของเสี่ยวลิ่วก็ทำหน้ารังเกียจ เขากำลังจะอ้าปากโต้แย้ง แต่แล้วก็เห็นไป๋เช่ออวิ๋นพับแขนเสื้อเดินออกมา
เขารีบอุ้มเล่อเหนียงวิ่งหนีไปทันที
ลิ่งอวี่ที่นั่งอยู่ข้างๆก็เห็นเช่นกัน เมื่อเห็นไป๋เช่ออวิ๋นทำหน้าบึ้งตึงเดินเข้ามาก็วิ่งหนีไปทันที
เสี่ยวลิ่วที่หันหลังให้ไป๋เช่ออวิ๋น มองพวกเขาด้วยความงุนงง
"เอ๊ะ พวกเจ้าวิ่งไปไหนกัน ยังจะฝึกวรยุทธกันอีกหรือไม่"
เสี่ยวลิ่วเพิ่งพูดจบก็ถูกไป๋เช่ออวิ๋นคว้าคอเสื้อยกขึ้นมา
"เสี่ยวลิ่ว เจ้ากำลังพูดเหลวไหลอะไรอยู่"
เสี่ยวลิ่วหันหน้ามาอย่างสั่นเทา "อ๊ะ ท่านอาไป๋ ที่แท้ท่านก็อยู่ตรงนี้นี่เอง!"
ไป๋เช่ออวิ๋นเอ่ยน้ำเสียงน่าขนลุก "เสี่ยวลิ่ว ข้าเห็นช่วงนี้เจ้าหนังหนาขึ้น ถึงขั้นมีเวลามาพูดเหลวไหล ให้ท่านอาไป๋ช่วยลอกหนังเจ้าสักหน่อยดีกว่า"
พูดจบเขาก็จับเสี่ยวลิ่ววางบนตัก แล้วยกฝ่ามือขึ้นตีลงไป
"เจ้าเด็กตายซาก เจ้ารู้หรือไม่ว่ามีบางคำที่ไม่ควรพูดออกมา"
"ภัยพิบัติมาจากปากรู้หรือไม่เล่า!"
เสี่ยวลิ่วรู้สึกงุนงง เขาไม่อยากเชื่อว่าไป๋เช่ออวิ๋นจะตีเขาจริงๆ
"โอ๊ย ท่านอาไป๋ ท่านตีข้าจริงๆด้วย!"
"ท่านพ่อกับท่านแม่ของข้ายังไม่เคยตีข้าเลย ข้าจะไปฟ้องท่านแม่" เสี่ยวลิ่วส่งเสียงร้องโหยหวนราวกับหมาป่าหอน ทำให้ฉินไห่เยี่ยนที่บาดเจ็บสาหัสนอนอยู่บนเตียงและสวี่ซิ่วอิงที่กำลังยุ่งอยู่กับการปักชุดแต่งงานในห้องต้องออกมาดู
"ท่านแม่ อาไป๋กำลังจะตีข้า!" เสี่ยวลิ่วฟ้องเสียงดังทันทีที่เห็นสวี่ซิ่วอิง
สวี่ซิ่วอิงเพียงแค่มองอย่างเรียบเฉย แล้วเดินไปล้างผิงกั่วหนึ่งลูกจากในครัว ก่อนจะกัดกินมันพลางเดินกลับเข้าไป
นางรู้จักลูกชายที่ให้กำเนิดมาดี เสี่ยวลิ่วโดนตีแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องเสียเปล่า บางครั้งนางก็อยากจะตีเขาเหมือนกัน เพียงแต่หาเหตุผลไม่ได้เท่านั้นเอง
เสี่ยวลิ่วเห็นว่าชแม่และย่าของตนไม่มาช่วย เปลวไฟแห่งความสุขก็ดับวูบลงทันที เขาสะอื้นฮักหากแต่ไม่กล้าร้องโวยวาย
ไป๋เช่ออวิ๋นก็ไม่ได้ใจร้ายตีหนักมากนัก หลังจากตีไปสองสามทีก็ปล่อยเขาลงมา
"เสี่ยวลิ่ว เจ้าจงจำไว้ บางคำพูดไม่ควรพูดออกมา" ไป๋เช่ออวิ๋นย่อตัวลงแล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "บางทีเจ้าอาจคิดว่านี่เป็นเพียงคำพูดเล่นๆ แต่มันอาจเป็นชนวนที่ทำให้ครอบครัวของเจ้าล่มสลายได้"
เสี่ยวลิ่วมองดูไป๋เช่ออวิ๋นพลางกุมก้นและสะอื้นไห้
เขาไม่เข้าใจความหมายของคำพูดของไป๋เช่ออวิ๋น แต่เขารู้ว่าคำว่า "ฮ่องเต้" นั้นไม่ควรพูดออกมาอย่างไม่ระวัง
"ท่านอาไป๋ ข้าเข้าใจแล้ว คราวหน้าข้าจะไม่พูดสองคำนั้นอีก"
ไป๋เช่ออวิ๋นถอนหายใจ พวกเขาปกป้องเด็กเหล่านี้มากเกินไ จนทำให้พวกเขาไม่ตระหนักเลยว่าอันตรายอาจเกิดขึ้นได้จากคำพูดเพียงประโยค
"เจ้าจำไว้ให้ดี อย่าพูดสองคำนั้นเด็ดขาดและห้ามบอกตัวตนที่แท้จริงของเสี่ยวชี ด้วย"
ไป๋เช่ออวิ๋นเอ่ยน้ำเสียงจริงจัง "เสี่ยวชีเป็นเด็กกำพร้าที่ครอบครัวของพวกเจ้ารับเลี้ยงไว้ บิดามารดาแท้ๆของเขาเสียชีวิตระหว่างหนีภัยแล้ง เจ้าต้องจำข้อนี้ให้ขึ้นใจ เข้าใจหรือไม่!"
เสี่ยวลิ่วพยักหน้าหนักแน่น "ข้าเข้าใจแล้ว!"
แม้ไป๋เช่ออวิ๋นจะไม่บอก ในใจของเขาก็เข้าใจดีอยู่แล้ว
เรื่องเหล่านี้แม่และย่าก็เคยบอกเขามาก่อนแล้ว
ไป๋เช่ออวิ๋นมองเสี่ยวลิ่วที่น่าสงสารแล้วล้วงลูกกวาดออกมาจากอกเสื้อ
"เอาไปกินซะเป็นค่าปิดปาก!"
เสี่ยวลิ่วเห็นถุงลูกกวาดนั้นแล้วหยุดร้องไห้ทันที ดวงตาเบิกกว้าง "ลุงไป๋ นี่คือลูกกวาดอะไรหรือ ดูน่ากินจังเลย"
"ข้าไม่เคยเห็นลูกกวาดแบบนี้มาก่อนเลย!"
ไป๋เช่ออวิ๋นเคาะศีรษะเล็กๆของเขาเบาๆ "นี่คือลูกกวาดเมล็ดสน ข้านำมาจากบ้าน มันหายากมาก ตั้งใจจะเอามาปลอบเล่อเหนียง แต่ตอนนี้กลับมาปลอบเจ้าแทน"
"งั้นข้าจะเอาไปให้น้องสาวกิน!" เสี่ยวลิ่วได้ยินว่าลูกกวาดเมล็ดสนนี้แต่เดิมใช้เพื่อปลอบน้องสาวของเขา เขาก็ไม่รู้สึกโกรธ แต่กลับนึกถึงน้องสาวขึ้นมา
ใครให้น้องสาวเป็นสมบัติล้ำค่าของครอบครัวพวกเขาล่ะ ต่อให้นางกินคนเดียวทั้งหมด พวกเขาก็ยินดีทั้งนั้น
แม้แต่ถ้าให้นางกินทั้งหมด พวกเขาก็ยินดี
"นายอำเภอไป๋ ชาวบ้านในหมู่บ้านต้าหลิวก่อเรื่องวุ่นวาย แล้วยังทำร้ายหมอหลี่อันบาดเจ็บด้วย" หมิงจื้อวิ่งกลับมาอย่างรวดเร็วพลางพูดด้วยความเหนื่อย
"ชเกิดอะไรขึ้น" ไป๋เช่ออวิ๋นถามพลางเดินออกไปข้างนอก แต่เดินไปได้สองก้าว ต้นขาก็ถูกคนกอดไว้เสียแล้ว
เล่อเหนียงและหงอวี่ต่างคนต่างกอดขาเขาข้างละคน ดวงตาจ้องมองเขาไม่กะพริบ ใบหน้าหน้าเขียนคำว่า ‘อยากไปด้วย’ ชัดเจน
ไป๋เช่ออวิ๋นปวดหัว "บรรพบุรุษน้องทั้งสอง พวกเจ้าสองคนจะไปด้วยไม่ได้”
เล่อเหนียงมองเขาอย่างอ้อนวอน "ท่านอาไป๋ พาเล่อเหนียงไปด้วยเถอะ เล่อเหนียงก็อยากไปเล่น!" หงอวี่แสดงสีหน้าเย็นชาและกล่าวว่า "อยากไป"
“เด็กดี เมื่อครู่ข้าให้ลูกกวาดเม็ดสนไปแล้วไม่ใช่หรือ เจ้าอยู่บ้านกินลูกกวาดดีหรือไม่?"
เล่อเหนียงส่ายหน้าด้วยท่าทางที่บ่งบอกว่าหากท่านไม่ให้ข้าไป ท่านก็อย่าหวังจะได้ไปเช่นกัน
ส่วนเรื่องลูกกวาดเม็ดสนนั้น ในพื้นที่มิติของนางมีมากมายและมีของกินที่อร่อยกว่านี้ด้วย
ลูกกวาดเม็ดสนเล็กๆพวกไม่ได้อยู่ในสายตานางหรอก เพราะนางยังชอบกินแตงโมอยู่
"เสี่ยวชี เจ้าก็จะไปกับเล่อเหนียงด้วยหรือ"
หงอวี่พยักหน้าอย่างใจเย็น "อืม น้องสาวอยากไป!"
ไป๋เช่ออวิ๋นกัดฟันกรอด "ข้าว่าเจ้าต่างหากที่อยากไป!"
เห็นสองคนนี้ตั้งใจแน่วแน่ที่จะไปแล้ว ไป๋เช่ออวิ๋นก็ไม่มีทางเลือก ได้แต่อุ้มเล่อเหนียงแล้วเดินมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านต้าหลิว
"ลิ่งอวี่ บอกท่านป้าด้วยว่าข้าพาเล่อเหนียงไปเดินเล่นนะ" ไป๋เช่ออวิ๋นไม่ลืมที่จะตะโกนเรียกฉินลิ่งอวี่อีกครั้ง
หลังจากนั้นเขาก็ไม่สนใจว่าฉินลิ่งอวี่จะได้ยินหรือไม่ เดินไปพลางถามหมิงเฟิงว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
"ตอนแรกหมอหลี่กับข้าตรวจอาการบาดเจ็บของชาวบ้านในหมู่บ้านต้าหลิว แต่มีบางคนไม่ให้ความร่วมมือ ยังตะโกนใส่หมอหลี่อีก หมอหลี่ไม่สนใจพวกเขา เลยเดินผ่านไปอย่างไม่สนใจ
"ผลคือญาติของหลิวต้าซานแค้นใจ ถือโอกาสตอนที่หมอหลี่กำลังพันแผลให้เด็กคนหนึ่งอยู่ใช้มีดฟันหมอหลี่ โชคดีที่หมอหลี่หลบทัน ทำให้มีดนั้นเฉียดไหล่หมอหลี่ไป”
ไป๋เช่ออวิ๋นได้ยินดังนั้นก็เร่งฝีเท้าเดินไปทางหมู่บ้านต้าหลิว "แล้วตอนนี้หมอหลี่ เป็นอย่างไรบ้าง"
"ไหล่ถูกฟันหนึ่งแผลหมอหลี่กำลังทำแผลอยู่ แต่ตอนนี้ชาวบ้านจากหมู่บ้านต้าหลิวก่อความวุ่นวายขึ้นมา พวกเขาเอะอะโวยวายใส่หมอหลี่ บอกช่วยรักษาบาดแผลให้พวกเขา!"
"สารเลว!"
ไป๋เช่ออวิ๋นยังไม่ทันได้พูดอะไรเล่อเหนียงที่อยู่ในอ้อมกอดก็ด่าออกมาเสียก่อน
“น่าโมโหจริงๆ พวกเขากล้าปฏิบัติต่อปู่หลี่แบบนี้ได้อย่างไร!"
เล่อเหนียงโกรธจนแก้มป่องขึ้นมา หงอวี่ก็โกรธจนแทบระงับไม่อยู่ หลี่อันไม่ใช่แค่หมอเท่านั้น แต่ยังเป็นอาจารย์ของพวกเขาด้วย
สุภาษิตกล่าวไว้ว่าหนึ่งวันเป็นครูตลอดชีวิตเป็นบิดา แม้ว่าหลี่อันจะไม่ได้บอกว่าจะรับพวกเขาเป็นศิษย์ แต่ในใจของพวกเขาหลี่อันก็คืออาจารย์ของพวกเขา
"เจ้านกยูงกะล่อน ดูสิว่าท่าน ทำอะไรลงไป ท่านจะไปหมู่บ้านต้าหลิวก็แล้วไปเถอะ แต่ทำไมเจ้าถึงต้องชวนปู่หลี่อันไปด้วย"
หงอวี่จ้องเช่ออวิ๋นเขม็ง หากสายตาของเขาเป็นมีด ตอนนี้ไป๋เช่ออวิ๋นคงถูกแทงจนเป็นพรุนไปแล้ว
ไป๋เช่ออวิ๋นรู้ตัวว่าตนเองผิดจึงไม่พูดอะไรอีก แต่กลับอุ้มเล่อเหนียงแล้วใช้วิชาตัวเบาเดินทางไปยังหมู่บ้านต้าหลิว
หงอวี่มองดูไป๋เช่ออวิ๋นเพียงไม่กี่ลมหายใจ เขาก็หายไปต่อหน้าต่อตา ทำให้โกรธจนต้องกระทืบเท้าลงบนพื้นอย่างแรงสองครั้ง
"คุณชายเสี่ยวชีให้ข้าอุ้มท่านเถิด!" หมิงเฟิงเสนอ
เขาไม่กล้าตัดสินใจเอง เพราะคุณชายเสี่ยวชีรักความสะอาดมาก ไม่ชอบให้ผู้อื่นสัมผัสตัว นั้นเป็นสิ่งที่เขารู้มาตั้งแต่เพิ่งมาถึงหมู่บ้านตระกูลฉิน
หงอวี่พยักหน้าแล้วยื่นมือไปหาเขา จริงๆแล้วไม่ชอบให้ผู้อื่นอุ้ม แต่ตอนนี้ก็ไม่มีทางเลือก หากเขาไม่ยอมให้หมิงเฟิงอุ้ม เขาก็ต้องเดินไปด้วยขาของตัวเอง
เขาไม่มีทางเลือกอื่น
ไป๋เช่ออวิ๋นอุ้มเล่อเหนียงเข้าไปในหมู่บ้านต้าหลิว ทันทีที่เข้าไปก็เห็นคนล้มอยู่ที่ทางเข้าหมู่บ้าน
เขารีบเข้าไปเรียกคนผู้นั้นและพลิกตัวขึ้นมา "หลิวฉางไห่ หลิวฉางไห่ เจ้าตื่นเร็วเข้า"
ชายที่ล้มอยู่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้านก็คือหัวหน้าหมู่บ้าน หลิวฉางไห่แห่งหมู่บ้านต้าหลิวนั่นเอง
ไป๋เช่ออวิ๋นเขย่าตัวเขาหลายครั้งแต่ก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง นางจึงยื่นมืออังจมูกของเขาแล้วลองสำรวจดูสักครู่
"ยังดี ยังหายใจอยู่!"
"ท่านอาไป๋ ผู้นี้ก็เป็นชาวบ้านของหมู่บ้านต้าหลิวหรือ" เล่อเหนียงไม่รู้ว่าหมู่บ้านต้าหลิวได้เปลี่ยนหัวหน้าหมู่บ้านไปแล้ว นางยังคงคิดว่าหัวหน้าหมู่บ้านของหมู่บ้านต้าหลิวยังคงเป็นหลิวฉางหมิง
"อืม เขาคือหัวหน้าหมู่บ้านของหมู่บ้านต้าหลิว!" ไป๋เช่ออวิ๋นพยักหน้า
"ลุงไป๋ทำไมท่านยังไม่รีบอีกละ กำลังรออะไรอยู่หรือ"
เล่อเหนียงเห็นไป๋เช่ออวิ๋นยืนนิ่งอยู่กับที่ไม่ขยับจึงถามด้วยความสงสัย
ไป๋เช่ออวิ๋นมองไปด้านหลังแวบหนึ่ง "กำลังรอหมิงเฟิงกับพี่เจ็ดของเจ้า ไม่รู้ว่าข้าในเกิดอะไรขึ้น เจ้ารออยู่กับหมิงเฟิงและเสี่ยวชีที่ทางเข้าหมู่บ้านก่อนนะ"
"ข้าไม่ยอมหรอก ข้าจะเข้าไป!" เล่อเหนียงปฏิเสธ
ข้างในต้องมีเรื่องใหญ่แน่ นางอยากไปดูด้วย
ตอนนั้นหมิงเฟิงก็อุ้มหงอวี่มาด้วย
ทันทีที่เท้าของหงอวี่แตะพื้นก็เดินตรงไปหาไป๋เช่ออวิ๋น
จากนั้นก็ยกเท้าขึ้นเหยียบเท้าของไป๋เช่ออวิ๋นอย่างแรง ไป๋เช่ออวิ๋นเจ็บปวดจนใบหน้าบิดเบี้ยว แต่เขาไม่ได้ส่งเสียงร้อง
เขาน่าจะคิดได้ตั้งนานแล้วว่าเสี่ยวชีผู้นี้เป็นคนจองเวรไม่เลิก
"หมิงเฟิงเจ้าอยู่ที่นี่กับสองคนนี้รอข้า ข้าจะเข้าไปดูว่าพวกชาวบ้านนั่นต้องการทำอะไรกันแน่"
ไป๋เช่ออวิ๋นพูดจบก็จะอุ้มเล่อเหนียงขึ้น เล่อเหนียงใช้สองมือกอดคอเขาแน่น "ไม่ได้ อย่าไปนะ!"
แต่ตอนนั้นหงอวี่ก้าวเท้าเดินเข้าไปในหมู่บ้านแล้ว
ไป๋เช่ออวิ๋นตกใจรีบวิ่งตามหลังเขาไป
"บรรพบุรุษน้อย เจ้าจะเข้าไปจริงๆหรือ ขอร้องล่ะ ช่วยใจเย็นหน่อยได้หรือไม่”
"หลบอยู่ด้านหลังข้าเถอะ”
หงอวี่พยักหน้า "ได้!"
ว่าแล้วก็ถอยหลังไปสองก้าว แล้วหลบอยู่ด้านหลังไป๋เช่ออวิ๋นทันที
……
"พวกเจ้าช่างเป็นพวกอกตัญญูไร้สำนึกบุญคุณ ข้าเจตนาดีมาช่วยรักษาบาดแผลให้พวกเจ้า แต่พวกเจ้ากลับปฏิบัติต่อข้าเช่นนี้หรือ"
"พวกเจ้าไม่กลัวฟ้าผ่าลงโทษบ้างหรือ"
เพิ่งเดินเข้าไปใกล้ก็ได้ยินเสียงตวาดด้วยความโกรธของหลี่อัน
ไป๋เช่ออวิ๋นรีบเร่งฝีเท้าก็เห็นหลี่อันยืนอยู่บนหลังคา มือทั้งสองเท้าสะเอว จ้องมองชาวบ้านที่อยู่ใต้หลังคาด้วยความโกรธ
"ปู่หลี่อันบาดเจ็บแล้ว เลือดออกเยอะเหลือเกิน" เล่อเหนียงตะโกนพลางชี้ไปที่ไหล่ของหลี่อัน
วันนี้หลี่อันสวมเสื้อผ้าป่านสีเทา รอยเลือดบนไหล่ทำให้เสื้อตรงหน้าอกของเขาหลายเป็นสีแดงดูน่าขนลุกเป็นพิเศษ
ผู้คนที่อยู่ใต้หลังคาได้ยินเสียงตะโกนของเล่อเหนียงก็พากันหันหน้ามามองพร้อมกัน
พวกเขาจ้องมองไป๋เช่ออวิ๋นด้วยสายตาดุร้าย และค่อยๆเดินเข้ามาใกล้
ไป๋เช่ออวิ๋นถอยหลังไปสองก้าวแล้วตะโกนเสียงดังว่า "บังอาจนัก พวกเจ้าคิดจะทำอะไร ทุกคนถอยกลับไปเดี๋ยวนี้!"
น้ำเสียงของไป๋เช่ออวิ๋นเข้มงวดมาก แต่น่าเสียดายที่ไม่มีใครฟังคำพูดของเขา
เพื่อความปลอดภัยของเด็กหญิงและหงอวี่ ไป๋เช่ออวิ๋นจำต้องกระโดดขึ้นไปบนหลังคาด้วย
"ปู่หลี่ ท่านเจ็บหรือไม่ เล่อเหนียงจะเป่าให้ท่านนะ!"
เล่อเหนียงถามด้วยความห่วงใย พร้อมกับเสื้อหยิบยาแก้อักเสบออกมาจากพื้นที่มิติแล้วยัดเข้าไปในปากของหลี่อัน
บทที่ 359: เจ้าขุดหลุมเสร็จหรือยัง
หลี่อันเคยเห็นความสามารถของเล่อเหนียงมาก่อน จึงไม่แสดงอาการใดๆ แต่เคี่ยวยาเม็ดนั้นให้ละเอียดแล้วกลืนลงไป
"หมอหลี่ เกิดอะไรขึ้น" ไป๋เช่ออวิ๋นถามด้วยสีหน้าเย็นชา
หลี่อันถอนหายใจอย่างแรงพลางชี้ไปที่ชายที่มีแววตาดุร้ายแล้วพูดว่า
"ไอ้ลูกหมาคนนั้น ตอนข้าพันแผลให้มัน มันไม่ยอมให้ความร่วมมือเลย ครู่หนึ่งก็บอกว่าข้าทำให้มันเจ็บ อีกครู่ก็บอกว่าข้าใช้ยาผิด เขาทำให้ทุกอย่างวุ่นวายไปหมด”
"เห็นไอ้ลูกหมานั่นไม่ให้ความร่วมมือ ข้าก็เบื่อเลยไปพันแผลให้เด็กคนอื่นที่บาดเจ็บแทน ใครจะรู้ว่าไอ้ลูกหมานั่นจะฉวยโอกาสตอนข้ากำลังสนใจครอบครัวเกาอยู่ เอามีดมาฟันหลังข้า"
หลี่อันเรียกอีกฝ่ายว่าไอ้ลูกหมาทุกคำ เห็นได้ชัดว่าโกรธไม่น้อยเลยทีเดียว
"พวกอกตัญญูชิงชัง พวกข้าตั้งใจมาช่วยพันแผลให้ด้วยความหวังดี แต่พวกเจ้ากลับคิดจะเอาชีวิตข้า หากข้าหลบไม่ทัน ชีวิตข้าคงจบลงที่นี่แล้ว"
ไป๋เช่ออวิ๋นได้ยินดังนั้นก็รู้สึกเย็นยะเยือกไปทั้งตัว "หลิวฉางชุน พวกเจ้าต้องการทำอะไรกันแน่?"
หลิวฉางชุนตะโกนเสียงดัง "ท่านขุนนางไป๋ พวกข้าไม่ยอม!"
"ทำไมบ้านของพวกข้าต้องสูญเสียคนไปแล้วจะให้เรื่องจบลงแค่นี้"
ไป๋เช่ออวิ๋นฟังคำพูดนั้นแล้วจึงเข้าใจ "แล้วพวกเจ้าต้องการให้ข้าทำอย่างไร"
"พวกเจ้าต้องการเงินเท่าไหร่ก็พูดมาตรงๆ อย่าได้อ้อมค้อมให้มันยุ่งยาก"
หลิวฉางชุนหัวเราะเบาๆ "ใต้เท้าขอรับ พวกข้าไม่ได้ต้องการมากมายอะไร คนละห้าสิบตำลึงก็พอแล้ว"
ไป๋เช่ออวิ๋นยิ้มอย่างมีเลศนัย "ห้าสิบตำลึงไม่ใช่จำนวนเยอะเลย"
เมื่อไป๋เช่ออวิ๋นพูดจบ ชาวบ้านที่ยืนอยู่กับหลิวฉางชุนต่างส่งเสียงโห่ร้องด้วยความตื่นเต้น ราวกับว่าอีกเพียงพริบตาเดียวพวกเขาก็จะได้รับเงินจำนวนนั้น
แต่แล้วอึดใจต่อมาลมหายใจของพวกเขาก็ต้องสะดุด
"แต่พวกเจ้าจะไปเรียกร้องเงินห้าสิบต้าลึงนี้จากผู้ใดเล่า"
"จะไปเรียกร้องจากหมีหรือ"
รอยยิ้มอันภาคภูมิใจของหลิวฉางชุนแข็งค้างอยู่บนใบหน้า
"ใต้ท่านไป๋ ท่านหมายความว่าอย่างไร?"
"ข้าจะหมายความว่าอย่างไรได้เล่า ข้าเพียงแต่อยากถามว่าเงินห้าสิบต้าลึงนี้ พวกเจ้าจะไปเรียกร้องจากผู้ใด ข้าก็อยากจะไปเรียกร้องบ้างเท่านั้นเอง"
ดวงตาของหลิวฉางชุนเปลี่ยนเป็นดุร้ายขึ้นมา "แน่นอนเงินนี้ว่าท่านต้องเป็นคนจ่าย!"
ไป๋เช่ออวิ๋นหัวเราะ แม้แต่เล่อเหนียงและหงอวี่ก็หัวเราะออกมาเช่นกัน
เพียงแต่พวกนางหัวเราะเยาะความไร้ยางอายของเขา
"เหตุใดข้าต้องจ่ายเงินก้อนนี้ด้วย" หงอวี่เสริมขึ้นมาอีกว่า "ปัสสาวะของบางคนยังไม่เหลืองพอนะ"
"ข้าเพิ่งมีอาการร้อนในเมื่อไม่นานมานี้ ข้าสามารถปัสสาวะให้พวกเขาได้หนึ่งกระบอก!"
เล่อเหนียงได้ยินดังนั้นก็หัวเราะพรืดออกมา
พี่เจ็ดของนางเรียนรู้วิธีทำให้คนอื่นรู้สึกขยะแขยงได้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
"ไป๋เช่ออวิ๋นเจ้าเป็นขุนนางท้องถิ่นที่ดูแลประชาชน เจ้าต้องรับผิดชอบเรื่องนี้"
"ช่างน่าขัน หมีตัวนั้นข้าไม่ได้นำมา แล้วจะให้ข้ารับผิดชอบอย่างนั้นหรือ"
ไป๋เช่ออวิ๋นถูกความหน้าด้านไร้ยางอายของพวกเขาทำให้หัวเราะออกมาด้วยความโมโห
"อีกอย่างข้าเป็นขุนนางแล้วอย่างไร ข้าเคยบอกว่าข้าเป็นขุนนางดีงั้นหรือ"
"ข้าเป็นขุนนางที่โง่เขลามาตั้งแต่แรกแล้ว!"
ทันทีที่คำพูดของไป๋เช่ออวิ๋นจบลง หงอวี่และเล่อเหนียงที่อยู่ข้างๆ ก็ชูนิ้วโป้งให้เขาทันที
ยอดเยี่ยม ท่านขุนนางโง่เขลา!ห
หลิวฉางชุนถูกคำพูดของไป๋เช่ออวิ๋นทำให้มึนงง เมื่อตั้งสติได้ก็คว้าดาบฟืนออกมาตะโกนขู่ทันที
"ข้าไม่สนใจ ถ้าพวกเจ้าไม่จ่ายเงิน พวกเจ้าก็อย่าหวังจะไปไหน!"
หลิวฉางชุนมองดูไป๋เช่ออวิ๋นที่ดูอ่อนแอบอบบาง ในใจคิดว่าเขาคงเป็นคนขี้ขลาดที่แม้แต่ไก่ก็ไม่กล้าฆ่า จึงไม่ได้หวาดกลัวเขา
"ปู่หลี่ ไหล่ของท่านยังมีเลือดไหลอยู่เลย" เล่อเหนียงหันไปเห็นเขากดไหล่ที่ยังมีเลือดไหลอยู่ก็ร้องออกมาทันที
ไป๋เช่ออวิ๋นเห็นไหล่ของหลี่อันที่แม้จะพยายามห้ามเลือดแล้วยังมีเลือดไหลออกมาก็หมดความอดทน เขาผลักเสี่ยวชีและเล่อเหนียงให้หมิงเฟิง แล้วกระโดดลงไปข้างลง สองมือกำหมัดเตรียมต่อย หมิงจื้อก็กระโดดลงไปเช่นกัน
เพียงไม่กี่อึดใจก็สามารถจัดการคนที่มาก่อเรื่องสิบกว่าคนให้ล้มลงกับพื้นได้
ไป๋เช่ออวิ๋นมองดูหลิวฉางชุนที่นอนคว่ำอยู่บนพื้นเหมือนสุนัขตายตัวหนึ่ง ก่อนจะยกเท้าขึ้นเตะซ้ำอีกสองที
"ข้าก็นึกว่าจะเก่งสักแค่ไหน ที่แท้ก็เป็นแค่ไอ้ขี้ขลาด น่าเสียดายที่ข้าต้องเสียน้ำลายมากมายขนาดนี้”
หลิวฉางชุนนอนคว่ำแกล้งตายอยู่บนพื้น แม้จะถูกไป๋เช่ออวิ๋นเตะสองทีก็ไม่กล้าส่งเสียงร้อง เขารู้สึกตกตะลึงในใจ เหตุใดไป๋เช่ออวิ๋นจึงมีฝีมือร้ายกาจถึงเพียงนี้
เขาไม่ใช่คนอ่อนแอที่แม้แต่ไก่ก็จับไม่ได้หรอกหรือ
"ขอใต้เท้าไป๋ไว้ชีวิตด้วย ทั้งหมดนี้เป็นเพราะหลิวฉางชุนยุยงพวกข้า"
"ใต้เท้าไป๋ ไม่เกี่ยวกับข้าเลยนะ ข้าถูกเขาลากมาเข้ามาต่างหาก"
"เป็นหลิวฉางชุนที่บอกว่าญาติของพวกข้าตายไปอย่างน่าเวทนา เขาจะเรียกร้องความยุติธรรมให้ญาติของพวกเรา พวกเราถึงได้ตามเขามา"
ผู้คนที่ถูกทุบจนล้มลงกับพื้นต่างพากันร้องครวญครางออกมา พร้อมใจกันโยนความผิดทั้งหมดไปให้หลิวฉางชุน
หลิวฉางชุนที่นอนคว่ำอยู่บนพื้นโกรธจนตัวสั่น อยากจะลุกขึ้นมาฟันพวกนั้นให้หมดทุกคน
พวกเจ้าบอกว่าข้าเป็นคนยุยงพวกเจ้างั้นหรือ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเห็นแก่เงิน เมื่อได้ยินไป๋เช่ออวิ๋นบอกว่าจะให้เงินพวกเขาเพิ่มสองตำลึงเงิน พวกเขาจึงเกิดความคิดชั่วร้าย
"ใต้เท้าไป๋ ข้าขอร้องเรียนหาหลิวฉางชุนเป็นชู้กับพี่สะใภ้ของเขา!"
หลิวฉางชุนที่นอนแกล้งตายอยู่บนพื้นทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงลุกขึ้นมาและเริ่มต่อสู้กับคนที่พูดเมื่อครู่
"ซูเกิน เจ้าสุนัขชั่วช้า กล้าดียังไงมานินทาข้า ข้าจะฉีกปากเจ้าให้ได้!"
"หากเจ้าไม่ได้ทำเรื่องเช่นนั้น ใครเล่าจะกล้านินทาเจ้า"
"เหตุใดเจ้าจึงไม่กล้ายอมรับว่าได้หลับนอนกับพี่สะใภ้เล่า"
ไป๋เช่ออวิ๋นอุ้มเล่อเหนียงนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่ไม่รู้ว่าหยิบมาจากที่ใด พลางชมการต่อสู้ของพวกเขาอย่างสนุกสนาน
"ท่านอาไป๋ ท่านคิดว่าใครจะเป็นผู้ชนะ"
ไป๋เช่ออวิ๋นมองดูสองคนที่กำลังกระชากผมกันแวบหนึ่ง "คงเป็นต้นถั่วงอกน้อยนั่นกระมัง"
เล่อเหนียงได้ยินดังนั้นจึงหันไปมองซูเกินแวบหนึ่ง อืม รูปร่างผอม ปากแหลมคางยื่น เรียกเขาว่าต้นถั่วงอกน้อยก็ไม่ผิด
"เจ้าดูสิ ชนะแล้วใช่ไหม"
ไป๋เช่ออวิ๋นพูดไม่ผิดเลย แม้ว่าซูเกินจะเป็นต้นถั่วงอกน้อยที่มีรูปร่างผอมบาง แต่หลิวฉางชุนที่ตัวสูงใหญ่กลับไม่สามารถเอาชนะเขาได้ ตรงกันข้ามกลับถูกเขาชกล้มลงกับพื้น
"ใต้เท้าไป๋ จะไม่หยุดพวกเขาหรือ" หมิงเฟิงมองดูซูเกิรชกใบหน้าของหลิวฉางชุนอย่างรุนแรงขึ้นเรื่อยๆแล้วถาม
ไป๋เช่ออวิ๋นส่ายหน้า "ยุ่งมากไปทำไม เจ้าไปขุดหลุมเถอะ ถ้าตายก็แค่หาหลุมฝังก็พอแล้ว"
"คนแบบนี้มีชีวิตอยู่ก็เปลืองข้าวสุก!"
หมิงเฟิงตอบรับหนึ่งเสียง แล้วหยิบจอมขึ้นมาเริ่มขุดหลุม
ชาวบ้านในหมู่บ้านต้าหลิวอยากจะเข้าไปห้ามทั้งสองคน แต่เมื่อครู่พวกเขาถูก ไป๋เช่ออวิ๋น และคนอื่นๆซ้อมมา ตอนนี้แค่จะลุกขึ้นมายังลำบาก ไม่ต้องพูดถึงการเข้าไปห้ามทะเลาะ
ดังนั้นพวกเขาจึงได้แต่จ้องมองซูเกินทุบใบหน้าของหลิวฉางชุนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หลิวฉางชุนจากตอนแรกที่พยายามดิ้นรนสุดกำลัง จนกระทั่งตอนนี้เริ่มนิ่งไป
"หมิงเฟิงมีงานมาแล้ว เจ้าขุดหลุมเสร็จหรือยัง"
บทที่ 360: แม้แต่เด็กยังอยากร่วมสนุก
ไป๋เช่ออวิ๋นตะโกนเสียงดังเมื่อเห็นว่าหลิวฉางชุนไม่มีการเคลื่อนไหวแล้ว
หมิงเฟิงที่กำลังพยายามขุดหลุมอย่างหนักโยนจอบทิ้งไปด้านข้าง แล้วเดินเข้าไปลากร่างของหลิวฉางชุนที่ไม่มีการเคลื่อนไหวไปที่หลุม
ครอบครัวของหลิวฉางชุนเห็นหมิงเฟิงลงมือจริงๆก็ตกใจทันที พวกเขาวิ่งเข้ามาแล้วโผเข้าไปกอดร่างของหลิวฉางชุนพลางร้องไห้โวยวาย
"ใต้เท้าขอรับ พวกผิดไปแล้ว ขอร้องละ ได้โปรดละเว้นลูกชายของข้าด้วยเถิด"
บิดาของหลิวฉางชุนร้องไห้อ้อนวอนไป๋เช่ออวิ๋น
"เขาเพียงแค่หลงผิดไปชั่วขณะเท่านั้น ข้าขอร้องท่าน โปรดให้อภัยเขาสักครั้งเถิด"
ไป๋เช่ออวิ๋นเตะเขาออกไปด้านข้างพลางเอ่ยเสียงเย็นชา "ข้าปล่อยเขาไป แล้วใครจะปล่อยข้าเล่า"
"เขาเกือบจะเอาชีวิตหลี่อันไปแล้วนะ"
ไป๋เช่ออวิ๋นตะโกนด้วยความโกรธ "หลี่อันหมอผู้เฒ่าอายุปูนนี้แล้วยังช่วยรักษาพวกเจ้าโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ดูสิว่าพวกเจ้าปฏิบัติต่อเขาอย่างไร”
"จับมีด!"
"จับมีดแล้วฟันผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตพวกเจ้า!"
ไป๋เช่ออวิ๋นตะโกนด้วยความโกรธแค้นจนหายใจไม่ทัน ก็รีบนั่งลงพักหายใจสักครู่
พ่อเฒ่าหลิวแม่เฒ่าหลิวไม่ได้สนใจความโกรธของไป๋เช่ออวิ๋นแม้แต่น้อย กลับรู้สึกว่ามันช่างน่าขบขันเสียเหลือเกิน
นี่คือถิ่นของพวกเขา พวกเขาจะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ ไม่จำเป็นต้องให้คนนอกมาสั่งสอนแม้ว่าบุคคลผู้นั้นจะเป็นขุนนางก็ตาม
"แต่ไอ้แก่นั่นก็ยังไม่ตายไม่ใช่หรือ" แม่เฒ่าหลิวอดไม่ได้ที่จะพึมพำออกมา
แม้ว่านางจะพึมพำเสียงเบา แต่ไป๋เช่ออวิ๋นและคนอื่นๆล้วนฝึกวรยุทธมาตั้งแต่เด็ก การได้ยินของพวกเขาจึงเหนือกว่าคนทั่วไป
เมื่อได้ยินคำพึมพำของแม่เฒ่าหลิว ความสงสารเล็กที่ไป๋เช่ออวิ๋นมีอยู่เดิมก็แตกสลายในพริบตา
"หมิงเฟิง เหตุใดยังยืนนิ่งอยู่อีก ฝังซะ!" หมิงเฟิงหัวเราะเยาะเย้ยอย่างเย็นชา ลากตัวหลิวฉางชุนอไปทิ้งลงในหลุมย่างหยาบคาย
พ่อเฒ่าหลิวแม่เฒ่าหลิววิ่งเข้ามาพยายามขัดขวาง แต่ถูกหมิงเฟิงเตะออกไปทีละคน
ไม่ใช่ว่าหมิงเฟิงไม่มีจิตใจเคารพผู้อาวุโสและรักเด็ก แต่คนพวกนี้กู่ไม่กลับแล้ว
มิฉะนั้นพวกเขาก็คงไม่ทำเรื่องอกตัญญูเช่นนี้
หมิงเฟิงลงมืออย่างรวดเร็ว ไม่สนใจว่าหลิวฉางชุนจะยังหายใจอยู่หรือไม่ จากนั้นก็ใช้ดินกลบร่างเขาทันที พ่อเฒ่าหลิวแม่เฒ่าหลิวมองดูหมิงเฟิงฝังลูกชายของพวกเขาทั้งเป็นด้วยความโกรธ พวกเขาโกรธจนแทบกระอักเลือดออกมา แล้วก็ตามลูกชายไปในทันที
หมิงเฟิงเห็นดังนั้นจึงขุดหลุมเพิ่มอีกสองหลุม
"ใต้เท้าไป๋ ข้าน้อยมาช้าไป ขอท่านโปรดอภัยด้วย!"
ในตอนนั้นเจ้าหน้าที่เจียงมาพร้อมกับเจ้าหน้าคนที่อื่น
เมื่อวานตอนที่ไป๋เช่ออวิ๋นกลับไป ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่เจียงไปแลกเงินที่โรงรับจำนำและพาเจ้าหน้าที่แข็งแรงมาที่หมู่บ้านต้าหลิวเพื่อช่วยจับหมี ตอนนี้พวกเขามาได้เวลาพอดี
"เจ้าหน้าที่เจียงดู คนที่แกล้งตายบนพื้นนั่นสิ จับพวกมันทั้งหมดขังคุกไปเสีย!"
คนที่นอนคว่ำอยู่บนพื้นได้ยินดังนั้นก็ตกใจกลัวทันที ต่างพากันวิงวอนขอความเมตตา
แต่ไป๋เช่ออวิ๋นผิดหวังกับพวกเขาเหลือเกิน จึงไม่สนใจคำวิงวอนของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย
ไม่นานนักชาวบ้านที่ก่อเรื่องวุ่นวายก็ถูกเจ้าหน้าที่เจียงมัดรวมกันเหมือนตั๊กแตนถูกร้อยเชือก แล้วนำตัวไปคุมขังที่อำเภอ
ไป๋เช่ออวิ๋นมองไปยังชาวบ้านที่หลบอยู่ในบ้าน ไม่ได้มีส่วนร่วมในเรื่องนี้แล้วกล่าวว่า "ข้ายังคงยืนยันคำเดิม พวกเจ้าต้องการจะไปก็จงจัดการงานศพของคนในครอบครัวให้เรียบร้อยแล้วมารับเงินสองตำลึงจากข้า"
"ผู้ที่แน่ใจว่าจะไม่ไปอีกสามวันให้ไปรวมตัวกันที่หมู่บ้านตระกูลฉิน!"
"หากพวกเจ้าคิดจะก่อเรื่อง จงดูชะตากรรมของหลิวฉางชุนเป็นตัวอย่าง!"
ไป๋เช่ออวิ๋นหัวเราะเยาะก่อนจะกล่าวต่อว่า "แน่นอน ข้าไม่กลัวหรอกหากพวกเจ้าจะฟ้องร้อง ข้าก็เป็นแค่ขุนนางเลวๆคนหนึ่ง ความจริงก็อยากให้พวกถอดหมวกขุนนางของข้าเสียด้วยซ้ำ"
ชาวบ้านคนอื่นๆในหมู่บ้านต้าหลิวได้ยินดังนั้นก็พากันเงียบลง พวกเขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าไป๋เช่ออวิ๋นที่ปกติแล้วที่อัธยาศัยดีจะกลายเป็นปีศาจร้ายที่น่าสะพรึงกลัวราวกับมาเก็บชีวิตผู้คนในยามนี้ ขณะเดียวกันก็แอบดีใจในใจที่ไม่ได้เข้าไปพัวพันกับหลิวฉางชุน
"พวกเจ้าทั้งหลายจงอยู่ที่นี่และคอยดูแลพวกเขาให้ดี หากผู้ใดกล้าก่อเรื่อง ให้จัดการอย่างเด็ดขาด ข้าจะรับผิดชอบเอง"
ไป๋เช่ออวิ๋นชี้ไปที่เจ้าหน้าสองสามคน มอบเงินให้พวกเขาดูแลและแจกจ่าย แล้วอุ้มเล่อเหนียงกลับไป
หงอวี่และหลี่อันกลับไปตั้งแต่ตอนที่ไป๋เช่ออวิ๋นต่อสู้จนคนกลุ่มนั้นล้มลงกับพื้นแล้ว
เมื่อออกมาถึงทางเข้าหมู่บ้านก็เห็นหลิวฉางไห่ยังนอนคว่ำอยู่บนพื้น ไป๋เช่ออวิ๋นสั่งให้หมิงเฟิงแบกเขากลับไปยังหมู่บ้านตระกูลฉิน
"หมอหลี่ ท่านบอกว่าเจ้าก็อายุมากแล้ว ไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องวุ่นวายนั้นทำไมกัน"
เพิ่งก้าวเข้าประตูใหญ่ของหมู่บ้านตระกูลฉิน ก็ได้ยินเสียงบ่นของฉินเหล่าเอ้อร์
เล่อเหนียงรีบวิ่งเข้าไปข้างในก็เห็นหลี่อันนั่งอยู่บนเก้าอี้ในห้องโถง ถอดเสื้อตัวบนออกครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นไหล่ที่บาดเจ็บ
"ปู่หลี่ยังเจ็บอยู่หรือไม่เจ้าคะ เล่อเหนียงจะเป่าให้ท่านนะเจ้าคะ”
เล่อเหนียงวิ่งเข้าไปข้างใน เขย่งปลายเท้าและห่อปากเป่าลมใส่ไหล่ที่บาดเจ็บของหลี่อันหลายครั้ง แต่น่าเสียดายที่นางตัวเตี้ยเกินไป เป่าปากจนเจ็บแล้วก็ยังเป่าไม่ถึง
หลี่อันมองดูเล่อเหนียงที่ว่านอนสอนง่ายและรู้ความ หัวใจของเขาละลายเป็นน้ำ มือข้างที่ไม่ได้รับบาดเจ็บลูบศีรษะเล็กๆของนาง
"เล่อเหนียงเป็นเด็กดี ปู่ไม่เป็นไรหรอก"
"แค่คนอ่อนแอคนเดียวทำร้ายปู่ไม่ได้หรอก"
เล่อเหนียงไม่เชื่อ นางปีนขึ้นไปบนตักของเขาอย่างยากลำบาก เมื่อเห็นเนื้อปริออกมาดวงตาของก็แดงขึ้นในทันที
"ปู่หลี่อันหลอกเด็ก ดูบาดแผลของท่านสิ" เล่อเหนียงทำปากยื่นแล้วหยิบผงชาออกมาจากพื้นที่มิติแล้วโรยลงบนบาดแผลของเขา
เพียงไม่กี่ลมหายใจหลี่อันก็รู้สึกว่าไหล่ของตนไม่เจ็บปวดอีกต่อไป หรือพูดให้ถูกต้องคือไม่มีความรู้สึกใดๆเลย
เล่อเหนียงหยิบกลูโคสหนึ่งขวดและยาแก้อักเสบหนึ่งเม็ดออกมาจากพื้นที่มิติให้กับหลี่อัน
นางหยิบสิ่งเหล่านี้ออกมาอย่างเปิดเผยโดยไม่ได้หลบซ่อนจากคนอื่น
อย่างไรเสียก็ไม่มีคนนอกอยู่ที่นี่ ถึงอย่างไรทุกคนในครอบครัวก็รู้ว่านางมีความสามารถพิเศษอันน่าอัศจรรย์
ดังนั้นพวกเขาจึงไม่รู้สึกแปลกใจกับสิ่งของที่เขาหยิบออกมาจากความว่างเปล่าอีกต่อไป
"หมอหลี่ ท่านสามารถดูอาการของหลิวฉางไห่ได้หรือไม่"
"หากดูไม่ได้ ข้าก็จะโยนเขากลับไปที่หมู่บ้านต้าหลิวเสีย"
เมื่อเห็นว่าฉินเหล่าเอ้อร์ทำแผลให้หลี่อันเรียบร้อยแล้ว ไป๋เช่ออวิ๋นจึงเอ่ยปากถามขึ้นหลี่อันขยับไหล่ที่บาดเจ็บเล็กน้อย แต่ไม่รู้สึกอะไรเลยจึงเดินเข้าไปใช้มือข้างที่ไม่บาดเจ็บจับชีพจรให้เขา
หลี่อันขมวดคิ้วถามว่า "เจ้าเก็บคนผู้นี้มาจากที่ใด?"
ไป๋เช่ออวิ๋นมองดูหลี่อันอย่างสงสัยแล้วตอบว่า "ที่ทางเข้าหมู่บ้านของพวกเขา ท่านไม่เห็นหรือ"
"ข้าใช้วิชาตัวเบาบินกลับมา"
ไป๋เช่ออวิ๋นหัวเราะเบาๆสองครั้ง แล้วไม่พูดอะไรอีก ไม่จำเป็นต้องคิดก็รู้ว่าหลี่อันชต้องเห็นแล้ว แต่ไม่อยากช่วย
ความจริงแล้วเขาก็ไม่อยากช่วยเหมือนกัน แต่หลิวฉางไห่ต้องรอด ถึงอย่างไรเขาก็เป็นหัวหน้าหมู่บ้านของหมู่บ้านต้าหลิว
"ไม่มีร่องรอยของการถูกวางยาพิษ ดูก็รู้ว่าถูกคนทำให้สลบ"
"ทำให้สลบหรือ" ไป๋เช่ออวิ๋นมองดูหลิวฉางไห่ที่สลบไปครึ่งวันแล้วยังไม่ฟื้น พร้อมกับลมหายใจที่แผ่วเบาจนแทบไม่รู้สึกจึงร้องออกมาอย่างไม่อยากเชื่อ
"เขาสลบไปตั้งครึ่งวันแล้ว ดูท่าทางใกล้จะหมดลมหายใจ ท่านแน่ใจหรือว่าเขาแค่ถูกคนทำให้สลบเท่านั้น"
หลี่อันแคะหูพลางกล่าว "ร้องโวยวายไปทำไม ไม่ได้ตายก็แค่สลบไปเท่านั้นเอง"
ไป๋เช่ออวิ๋น “...”
เล่อเหนียงและคนอื่นๆ "คำพูดนั้นไม่มีที่ติ!"
จบตอน
Comments
Post a Comment