lucky kid ep361-370

  บทที่ 361: คำแนะนำอันสมบูรณ์แบบ

   

   "หลิวฉางชุน โหดจริงๆ ถึงกับลงมือกับหัวหน้าหมู่บ้านของตัวเอง"

   

   หลี่อันว่างมือข้างหนึ่งหยิบเข็มเงินมาฝังลงบนศีรษะของหลิวฉางไห่

   

   "เขาถูกคนทำร้ายจนสลบจริงๆ แค่ลงมือหนักไปหน่อย แค่หัวปูดนิดหน่อย สมองเต็มไปด้วยเลือด”

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นกระตุกมุมปาก ไม่ใช่กำลังบอกว่าช่วยไม่ได้แล้วเหรอ

   

   "ข้าจะฝังเข็มให้เขาสองเข็ม แล้วรอดูว่าจะได้ผลหรือไม่ แต่อย่างนั้นก็ต้องดูโชคชะตาเขาด้วย”

   

   "น่าสงสารชายชราผู้นี้จริงๆ ทำดีแต่ไม่ได้ดี ช่วยรักษาบาดแผลให้คนอื่นแต่กลับถูกฟันเสียเอง ถ้าไม่ได้เนื้อตุ๋นสักสองชั่งคงไม่ฟื้นคืนมาแน่"

   

   แม่เฒ่าฉินยกมือขึ้นกุมหน้าผาก "ดีๆๆ ข้าจะบอกให้สะใภ้สามตุ๋นเนื้อให้ท่าน ตุ๋นให้สามวัน ไม่ซ้ำกันสักอย่างดีหรือไม่"

   

   หลี่อันได้ยินดังนั้นก็ดีใจจนแทบจะกระโดด "ไม่ต้องยุ่งยากขนาดนั้นหรอก ทำอย่างเดียวกันทุกวันก็ได้ ข้าชอบกินทั้งนั้น"

   

   สือไห่ถังยิ้มอย่างจนใจแล้วเดินเข้าครัวไปตุ๋นเนื้อ

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นกินข้าวเสร็จแล้วก็กลับไปอำเภอ เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว

   

   นับตั้งแต่เกิดเรื่องเวลาก็ผ่านไปสามวันแล้ว

   

   เช้าวันที่สามคนคุ้นหน้าหลายคนก็มารวมตัวกันที่หมู่บ้านตระกูลฉิน หลิวฉางไห่ยืนอย่างกระวนกระวายอยู่ที่ทางเข้าหมู่บ้านตระกูลฉิน ด้านหลังเขาคือชาวบ้านจากหมู่บ้านต้าหลิว

   

   เขาฟื้นขึ้นมาเมื่อวาน และได้รู้ถึงการกระทำของหลิวฉางชุน ในฐานะหัวหน้าหมู่บ้าน เขารู้สึกอับอายที่จะเผชิญหน้ากับหลี่อันและคนอื่นๆ

   

   แม้ว่าเขาจะเคยมีความคิดที่ไม่ดีอยู่บ้าง แต่เขาไม่เคยคิดจะทำร้ายใครเลย!

   

   "หัวหน้าหมู่บ้าน เหตุใดนายอำเภอไป๋จึงเรียกพวกเรามาหมู่บ้านตระกูลฉิน เป็นเพราะเรื่องของหลิวฉางชุนหรือไม่ พวกเขากำลังจะตัดสินพวกข้าแล้วใช่หรือไม่"

   

   "แต่ข้าไม่ได้มีส่วนร่วมกับพวกเขานะ ข้ายังถูกเขาทำร้ายอีกด้วย เรื่องนี้คงไม่ใช่ความผิดของข้ากระมัง"

   

   ชาวบ้านจากหมู่บ้านต้าหลิวพูดคุยกันอย่างกังวล แม้ว่าไป๋เช่ออวิ๋นบอกว่าจะให้เงินพวกเขาและไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่อยากไป แต่พวกเขาก็ไม่มีที่ไหนให้ไปอีกแล้ว

   

   หลิวฉางไห่เดิมทีศีรษะยังปวดอยู่ พอได้ยินคำพูดที่ตามมาก็ยิ่งปวดศีรษะ

   

   "ถ้าเช่นนั้นก็อย่าถามเลย ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน รอดูว่านายอำเภอไป๋จะทำอย่างไร"

   

   ชาวบ้านของหมู่บ้านตระกูลฉินก็ไม่รู้ว่าเหตุใดชาวบ้านของหมู่บ้านต้าหลิวถึงมายืนอยู่ตรงนี้ แม้ว่าพวกเขาอยากรู้อยากเห็นแต่ก็ไม่ได้เข้าไปถาม

   

   การที่ยืนอยู่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้านโดยไม่ถูกเอ้อร์จู่ไล่ออกไปก็ต้องเป็นเพราะ หัวหน้าหมู่บ้านอนุญาต หรือไม่ก็นายอำเภอไป๋อนุญาตแล้ว เวลาล่วงเลยไปจนถึงเที่ยงวันไป๋เช่ออวิ๋นถึงขี่ม้ามา

   

   เมื่อเห็นว่าหมู่บ้านต้าหลิวมีผู้คนเหลืออยู่เพียงไม่กี่คน เขาก็ถึงกับชะงักไป

   

   “หมู่บ้านพวกเจ้าเหลือแค่นี้หรือ”

   

   หลิวฉางชุนได้แต่ทำใจ "ขอรับ นายอำเภอไป๋ หมู่บ้านต้าหลิวเหลือคนอยู่เพียงเท่านี้ ท่านมีอะไรจะสั่งการหรือ"

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นมองดูชาวบ้านต้าหลิวที่เหลืออยู่สิบกว่าคน "ไม่มีอะไรมาก อย่างไรเสียหมู่บ้านพวกเจ้าก็เหลือคนไม่มาก ข้าจะให้พวกเจ้ารวมกับหมู่บ้านตระกูลฉิน ต่อไปหากเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็จะได้ช่วยเหลือกันได้" ทันทีที่คำพูดของไป๋เช่ออวิ๋นจบลง

   

   เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นทั่วบริเวณ

   

   ไม่เพียงแต่ผู้คนในหมู่บ้านต้าหลิวจะรู้สึกประหลาดใจเท่านั้น แม้แต่หมู่บ้านตระกูลฉินก็ยังตื่นตะลึง

   

   "นายอำเภอไป๋ หากรวมสองหมู่บ้านเข้าด้วยกัน แล้วใครจะเป็นหัวหน้าหมู่บ้านเล่า" แม่เถียหนิวเป็นคนแรกที่ตั้งข้อสงสัย

   

   "พวกข้าเป็นเพียงคนนอกที่ย้ายมาอยู่ในหมู่บ้านตระกูลฉิน จะมีคุณสมบัติเป็นหัวหน้าหมู่บ้านได้อย่างไร" หลิวฉางไห่รีบแสดงความเห็น

   

   พวกเขาไม่มีความคิดเห็นใดๆต่อการจัดการของไป๋เช่ออวิ๋น ทางตรงกันข้าม พวกเขากลับรู้สึกโล่งอกอย่างยิ่ง หมู่บ้านของพวกเรามีคนย้ายออกไปมากมาย ตอนนี้ก็เหมือนหมู่บ้านร้าง หากไม่ได้รับการคุ้มครองจากหมู่บ้านตระกูลฉิน หมู่บ้านของพวกเขาคงจะถูกหมู่บ้านอื่นกลืนกินในไม่ช้า

   

   "ขอบคุณท่านขุนนางไป๋ที่คิดถึงพวกข้า" หลิวฉางไห่เป็นคนแรกที่คุกเข่าลงกับพื้นและร้องตะโกน

   

   ชาวบ้านกลุ่มใหญ่ต่างพากันคุกเข่าลงตาม

   

   "พอเถอะ พวกเจ้าไม่ต้องคุกเข่าแล้ว ข้าเพียงแค่เสนอแนะเท่านั้น แต่พวกเจ้าจะได้รับการยอมรับจากหมู่บ้านตระกูลฉินหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับตัวพวกเจ้าเอง"

   

   ชาวบ้านหมู่บ้านต้าหลิวได้ยินดังนั้นก็พยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว แล้วหันไปมอง ฉินฟู่หลิน

   

   "พี่ฉิน ข้าขอร้องท่านโปรดรับพวกข้าไว้ด้วยเถิด" หลิวฉางไห่คุกเข่าลงกับพื้นอ้อนวอน

   

   "ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน ข้าขอร้องพวกท่าน โปรดรับพวกข้าไว้ด้วยเถิด พวกข้าจะทำงานให้หนัก ไม่ก่อความวุ่นวายใดๆให้พวกท่านเลย" ชาวบ้านคนอื่นๆก็คุกเข่าลงกับพื้นร้องขออย่างน่าสงสาร

   

   พวกเขาเข้าใจเหตุผลดี ขุนนางไป๋กำลังช่วยชีวิตพวกเขา

   

   หมู่บ้านของพวกเขาถูกหมีจดจำความแค้นไว้แล้ว หากหมู่บ้านตระกูลฉินไม่รับพวกเขาไว้ พวกเขาก็ไม่มีที่ไหนให้ไป มีแต่ตายเท่านั้นที่จะเป็นทางรอดสุดท้าย

   

   ฉินฟู่หลินมองไปที่ไป๋เช่ออวิ๋น เขาก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดขุนนางไป๋ถึงได้จัดสรรคนกลุ่มนี้มาอยู่ในหมู่บ้านของพวกเขา แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็ไม่ได้มีมาก มีเพียงยี่สิบกว่าคนเท่านั้น หมู่บ้านตระกูลฉินก็ยังสามารถรองรับได้

   

   "พวกเจ้าลุกขึ้นเถิดไม่ต้องคุกเข่าให้ข้า ความประสงค์ของนายอำเภอไป๋ก็คือความประสงค์ของข้า"

   

   ผู้คนจากหมู่บ้านต้าหลิวได้ยินดังนั้นก็เปล่งเสียงโห่ร้องด้วยความยินดี

   

   พวกเขารู้ว่าฉินฟู่หลินนั้นได้ตกลงเห็นชอบแล้ว

   

   ช่างดีเหลือเกิน พวกเขาไม่ต้องกังวลหรือหวาดกลัวอีกต่อไป

   

   "พอเถอะ พอเถอะ หัวหน้าหมู่บ้านได้รับพวกเจ้าเข้ามาแล้ว ต่อไปนี้พวกเจ้าก็เป็นคนของหมู่บ้านตระกูลฉินแล้ว"

   

   "เอ้อร์ฮวา ต่อไปนี้พวกเราก็เป็นคนหมู่บ้านเดียวกันแล้ว มาเล่นด้วยกันนะ" แม่เถียหนิวเข้าไปจับมือกับหญิงคนหนึ่งอย่างสนิทสนม

   

   "ต้าชุ่ย เป็นอย่างไรบ้าง ร่างกายยังดีอยู่หรือไม่ ไม่ได้ตกใจอะไรใช่ไหม"

   

   แต่เดิมสตรีหลายคนจากหมู่บ้านต้าหลิวก็คบหากับแม่เถียหนิวและคนอื่นๆอยู่แล้ว เพียงแต่คนจากสองหมู่บ้านไม่สามารถรวมตัวกันพูดคุยอย่างสนุกสนานได้

   

   ตอนนี้พวกนางก็เป็นคนหมู่บ้านเดียวกันแล้วว สามารถกินเมล็ดแตงและดูแตงกันได้อย่างสนุกสนาน

   

   แม่เฒ่าฉินพาเล่อเหนียงมาร่วมสนุกด้วย รูปร่างอวบอ้วนของเล่อเหนียงทำให้หัวใจของบรรดาหญิงจากหมู่บ้านต้าหลิวละลาย พวกนางยื่นมือไปบีบแก้มเล็กๆของเล่อเหนียงเบาๆ

   

   ก่อนหน้านี้พวกนางก็อยากจะบีบแก้มของเด็กอ้วนตัวน้อยคนนี้มานานแล้ว แต่พวกนางไม่ได้อยู่หมู่บ้านเดียวกันไม่ได้สนิทกันจึงทำแบบนั้นไม่ด้

   

   แต่ตอนนี้พวกนางย้ายมาอยู่หมู่บ้านตระกูลฉินแล้ว จึงสามารถบีบแก้มเด็กน้อยได้อย่างเปิดเผย

   

   "อื้ออ ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ..."

   

   ใบหน้าเล็กๆของเล่อเหนียงป่องด้วยความโมโห นางไม่ใช่ตุ๊กตาดินเหนียวและก็ไม่ใช่เทพเจ้าแห่งโชคลาภ พวกท่านจะปล่อยข้าไปได้หรือไม่

   

   ฉินฟู่หลินเอ่ยปากขึ้นทันที "พวกท่านข้ามีข้อเสนอหนึ่ง ไม่รู้ว่าควรพูดหรือไม่"

   

   "หัวหน้าหมู่บ้าน มีข้อเสนออะไรก็พูดออกมาเลย!" ชาวบ้านจากหมู่บ้านต้าหลิวเอ่ยถามด้วยความสงสัย

   

   ฉินฟู่หลินกระแอมเบา สองครั้ง "เห็นได้ชัดว่ายังไม่ได้จับหมีตัวนั้น มันคงจะกลับไปแก้แค้นที่หมู่บ้านต้าหลิวแน่ ดังนั้นข้าขอเสนอให้พวกเจ้าย้ายบ้านมาอยู่ที่นี่"

   

   "ประการแรกที่นี่มีคนมากมายคึกคัก ประการที่สองหากมีอันตรายใดๆ พวกเราก็จะได้แก้ไขด้วยกัน!"

   

   "ข้อเสนอนี้ดี ข้าเห็นด้วยทั้งหมด!" หลิวฉางไห่เป็นคนแรกที่เห็นด้วย ก่อนที่ชาวบ้านคนอื่นๆจะเอ่ยปากตกลง

   

   ฉินฟู่หลินเห็นพวกเขาเห็นด้วยแล้วก็ยิ้มด้วยความปลาบปลื้มในใจ "เช่นนั้นหากเป็นเช่นนี้ พวกเจ้าจงกลับไปขนย้ายบ้านมาอยู่แถวนี้ก่อนเถิด"

   

   "พวกเจ้าอยู่ที่นี่ไปก่อน รอจนกว่าบ้านใหม่จะสร้างเสร็จแล้วค่อยย้ายเข้าไปอยู่”

   

   ชาวบ้านหมู่บ้านต้าหลิวได้ยินดังนั้นก็ตื่นเต้นยินดียิ่งนัก ต่างพากันไปเก็บของที่บ้าน”



 บทที่ 362: ผิดเกินไป


   

   ไม่นานพวกเขาก็ขนของมาหมด ภายใต้การจัดการของฉินฟู่หลิน พวกเขาได้รับอนุญาตให้พักอาศัยชั่วคราวในบ้านที่ไม่มีคนอยู่

   

   ตอนนี้ยังมีเรื่องใหญ่อีกเรื่องที่ต้องจัดการนั่นคือหมีตัวนั้นยังไม่ถูกจับได้

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นได้ส่งเจ้าหน้าที่ที่แข็งแรงหลายคนเข้าไปในภูเขาเพื่อตามหาร่องรอยของหมีแล้ว แต่พวกเขาค้นหามาหลายวันก็ยังไม่พบ

   

   “ท่านป้า ข้าจำได้ว่าก่อนหน้านี้ท่านมีดาบดีๆสองเล่มที่ให้เอ้อรจู้ยืมไปใช้ ตอนนี้ยังอยู่หรือไม่”

   

   "ถ้ายังอยู่ ท่านจะให้ข้ายืมใช้สักครู่ได้หรือไม่" ไป๋เช่ออวิ๋นนั่งลงปรึกษาหารือกับแม่เฒ่าฉิน

   

   ดาบสองเล่มนั้นข้าก็เคยเห็นมาก่อน มันเป็นดาบที่ดีจริงๆ ไม่รู้ว่าแม่เฒ่าฉินได้ดาบดีๆแบบนี้มาจากที่ไหน

   

   "ไป๋เช่ออวิ๋น ท่านต้องการดาบไปทำอะไรหรือ" แม่เฒ่าฉินถามอย่างสงสัย

   

   "ท่านป้า ตอนนี้ใกล้จะถึงฤดูใบไม้ผลิแล้ว หมีตัวใหญ่บนภูเขานั่นต้องจัดการเสียที ข้าตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะพาคนขึ้นเขาไปหามัน แต่ยังขาดอาวุธที่ถนัดมืออยู่"

   

   แม่เฒ่าฉินพยักหน้า "ดาบสองเล่มนั้นข้าเก็บไว้อย่างดี ข้าจะหยิบออกมาให้เจ้าเดี๋ยวนี้" แม่เฒ่าฉินกล่าวจบก็สั่งให้ฉินเหล่าซานต้อนรับไป๋เช่ออวิ๋น ส่วนนางอุ้มเล่อเหนียงกลับห้องพัก

   

   "หลานรัก เจ้ายังมีดาบสองเล่มนั้นอยู่หรือไม่ อาไป๋ของเจ้าต้องการยืมดาบสองเล่มนั้นไปใช้"


   เล่อเหนียงพยักหน้า "ท่านย่า ช่วยเรียกพี่เจ็ดมาให้ข้าหน่อย ข้าต้องการไปหาท่านเทพเซียนพร้อมกับพี่เจ็ด"

   

   แม่เฒ่าฉินไม่ต้องการให้หงอวี่มายุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้จึงไม่ได้ออกไปพาตามหงอวี่มา

   

   เล่อเหนียงเห็นดังนั้นใบหน้าน้อยๆงอลง "ท่านย่า ถ้าไม่ให้ข้าไป ข้าจะไม่หอมแก้มพวกท่านแล้ว" เมื่อเห็นว่าเล่อเหนียงก่อเรื่องวุ่นวายมากขึ้นเรื่อยๆ แม่เฒ่าฉินก็ไม่มีทางเลือก จำต้องไปเรียกหงอวี่มา

   

   หงอวี่ที่กำลังอุ้มจิ้งจอกน้อยอยู่ยังไม่ทันได้เอ่ยปากถามว่าเล่อเหนียงเป็นอะไร ก็ถูกนางลากเข้าไปในพื้นที่มิติเสียแล้ว

   

   "น้องสาว เกิดอะไรขึ้นอีกล่ะ" หงอวี่ถามอย่างสงสัย

   

   "ไม่มีอะไรหรอก แต่ท่านดูสิ ผักพวกนี้ควรเก็บเกี่ยวได้แล้วใช่ไหม"

   

   หงอวี่ได้แต่ถอนหายใจอย่างจนปัญญา จำต้องโยนจิ้งจอกน้อยไปด้านข้าง แล้วเริ่มเก็บเกี่ยวผัก จิ้งจอกน้อยเห็นสถานที่ดีเช่นนี้เป็นครั้งแรกก็ถึงกับงุนงง

   

   โอ้โฮ ผักเขียวมากมาย

   

   กระต่ายเยอะแยะเลย!

   

   จิ้งจอกน้อยส่งเสียงร้องออกมา แล้วพุ่งเข้าใส่แม่กระต่ายตัวหนึ่ง

   

   แม่กระต่ายก็เช่นกัน เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นสิ่งมีชีวิตประหลาดในพื้นที่มิติ


   ร่างกายสีแดงสด ดูคล้ายกับกลุ่มหญ้าเพลิงมรณะที่อยู่ข้างๆ ซึ่งเกือบจะถูกขุดทิ้ง

   

   จิ้งจอกน้อยจ้องเหยื่อ มองกระต่ายตัวเมียตัวนั้นแล้วกระโจนเข้าใส่ แต่ผลลัพธ์คือถูกกระต่ายตัวเมียกระโดดขึ้นและตบเขาจนลมลงกับพื้น

   

   จิ้งจอกน้อย “...”

   

   เหตุใดจึงรังแกจิ้งจอกที่น่ารักเช่นนี้ได้เล่า

   

   เล่อเหนียงและหงอวี่มองจิ้งจอกน้อยที่ถูกกระต่ากดทับอยู่ด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย ในใจของพวกนางผุดความคิดขึ้นมาพร้อมกัน

   

   "กระต่ายตัวนี้เอาไปตุ๋นได้หรือไม่"

   

   แต่ตอนนี้นางเพียงแค่คิดเท่านั้น ข้างนอกวุ่นวายเช่นนี้ นางไม่กล้าเอาของในพื้นที่มิติออกมาส่งเดช

   

   จิ้งจอกน้อยดิ้นอยู่สองสามครั้ง ในที่สุดก็หลุดพ้นจากอุ้งมือของแม่กระต่าย วิ่งหนีเข้าไปในอ้อมอกของหงอวี่

   

   หงอวี่เจอจิ้งจอกน้อยก็คว้าตัวมันมาแล้วโยนออกไป

   

   "ไปเล่นตัวเดียว อย่ามารบกวนข้า"

   

   จิ้งจอกน้อยจำต้องยอมจำใจไปเล่นกับกระต่ายฝูงหนึ่งอย่างน่าสงสาร

   

   เล่อเหนียงเห็นจิ้งจอกน้อยไม่ก่อความวุ่นวายแล้ว จึงยกขาเล็กๆของนางเดินเข้าไปในโกดัง

   

   นางได้มอบอาวุธให้ท่านพ่อและอาฮั่นหลิน อาเฉิงอัน แม่ทัพเผ่ย และท่านอ๋องเจ็ดแล้ว ดูเหมือนว่าจะมีเพียงอาไป๋เท่านั้นที่ยังไม่ได้รับ

   

   นางพลิกดูดาบและกระบี่หลากหลายชนิดในโกดัง ไม่รู้ว่าเอาอะไรให้เขาดี


   ดูเหมือนว่านางไม่เคยเห็นไป๋เช่ออวิ๋นใช้อาวุธมาก่อนเลย

   

   "ไม่เอาล่ะ ต้องให้อะไรเขาสักอน่าง"

   

   เล่อเหนียงกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะจบลงที่ดาบสมัยราชวงศ์ถัง

   

   "ช่างเถอะ เอาอันนี้แหละ ยังไงก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่"

   

   นางคว้าดาบนั้นแล้วโยนออกไป

   

   จากนั้นนางก็คว้าผงวลบชามาเล็กน้อยแล้วโยนออกไปด้วย แม้ว่านางจะไม่เคยเห็นหมีตัวนั้นมาก่อน แต่มันก็ทำร้ายผู้คนมามากมายแล้ว คงจะมีพลังน่ากลัวเลยทีเดียว ยาสลบนี้น่าจะใช้ได้ผล

   

   หลังจากที่นางโยนของออกไปแล้วก็คิดจะออกไป ขณะเดินผ่านครัวก็นึกถึงไหเหล้าองุ่นที่แช่ไว้ก่อนหน้านี้ขึ้นมา จึงรีบไปดูว่ามันใช้ได้หรือยัง

   

   เมื่อเปิดไหเหล้าองุ่น กลิ่นหอมฉุยของเหล้าก็ลอยเข้าจมูกของเล่อเหนียง

   

   "สำเร็จแล้ว…” เล่อเหนียงดีใจจนกระโดดโลดเต้นอยู่กับที่

   

   "น้องสาว เป็นอะไรหรือ" หงอวี่ได้ยินเสียงแล้วรีบวิ่งเข้ามา

   

   "พี่เจ็ดท่านดูเหล้าองุ่นที่ข้าหมักไว้ก่อนหน้านี้สิ หอมหรือไม่"

   

   หงอวี่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ "หอมมากเลย"

   

   "น้องสาว พวกเราเอาไหเหล้านี้ไปดื่มกันเถอะ รับรองว่าจะทำให้หลี่อันน้ำลายไหลยืดแน่"

   

   เล่อเหนียงปฏิเสธทันที "ไม่ได้ ไหเหล้านี้ข้าหมักเองกับมือ ข้าจะเก็บไว้ให้ท่านพ่อ” หงอวี่ตบหัวตัวเองแล้วพูดว่า "ถูกต้อง ถูกต้อง ถูกต้อง เหล้าไหแรกนี้ต้องเก็บไว้ให้ท่านพ่อดื่ม"

   

   "น้องสาว พวกเราไปหมักเพิ่มอีกหน่อยกันเถอะ ถึงเวลานั้นพวกเราจะเปิดโรงเหล้าของตัวเอง แล้วใช้เหล้านี้เป็นสมบัติล้ำค่าประจำร้าน กิจการจะต้องดีแน่นอน"

   

   เล่อเหนียงพอได้ยินคำว่าเงินก็ตาเป็นประกายทันที "เจ้ายังยืนนิ่งอยู่ทำไม รีบไปสิ เรายังยังมีองุ่นอีกเยอะแยะเลย"

   

   ดังนั้นเด็กทั้งสองจึงเริ่มหมักไวน์องุ่นอีกครั้ง

   

   และพวกเขาหมักจนเต็มโอ่งใหญ่สามใบเลยทีเดียว "พี่เจ็ด เร็วหน่อยสิ ข้าล้างโถเสร็จแล้ว ท่านยังล้างองุ่นไม่เสร็จอีกหรือ"

   

   หงอวี่มองนางอย่างจนใจ แล้วจำใจล้างองุ่นต่อไป

   

   "พี่เจ็ด ถ้าวันหน้าท่านเปิดโรงเหล้า อย่าลืมเอาข้าไปด้วยนะ" เล่อเหนียงพูดกับเขาอย่างจริงจัง

   

   "รู้แล้ว รู้แล้ว ต่อไปเงินที่ข้าหาได้จะให้เจ้าทั้งหมดเลยดีไหม?"

   

   เล่อเหนียงหอบหายใจขณะนำองุ่นที่ล้างแล้วใส่ลงในโอ่งน้ำ "องุ่นมากมายขนาดนี้ โอ่งหนึ่งคงขายได้ราคาร้อยตำลึงแน่นอน"

   

   มองดูองุ่นที่เต็มโอ่งก็สามารถจินตนาการได้ถึงเงินที่จะไหลเข้ามาอย่างมากมาย

   

   "น้องสาว พวกเราต้องออกไปแล้ว อีกสักครู่ท่านย่าคงเป็นห่วงเป็นแน่"

   

   หงอวี่มองนาฬิกาที่แขวนอยู่ด้านบนแล้วกล่าว แม้เขาจะไม่เข้าใจความหมายของตัวเลขบนนาฬิกา แต่เขาก็สังเกตอย่างละเอียดว่าเข็มนาฬิกาอันใหญ่นั้นเคลื่อนที่ไปหนึ่งครั้งก็ผ่านไปครึ่งชั่วยาม

   

   "ถูกแล้ว รีบไปกันเถอะ ท่านย่าคงเป็นห่วงแล้ว"

   

   เล่อเหนียงปิดโอ่งของให้เรียบร้อย แล้วจูงมือหงอวี่วิ่งออกไปข้างนอก

   

   จิ้งจอกน้อยกับกระต่ายกำลังเล่นสนุกกันอยู่ จู่ๆก็ถูกคว้าคอหิ้วขึ้นมา

   

   ก่อนที่มันจะได้ประท้วงภาพก็เปลี่ยนไปกลับมาอยู่ในที่ที่มันคุ้นเคย

   

   จิ้งจอกน้อยตะกุยตัวเล่อเหนียงประท้วง แต่เล่อเหนียงก็ไม่เข้าใจอยู่ดี

   

   "เล่อเหนียง เจ้าจะเอาของพวกนี้ไปให้ใครกัน"

   

   แม่เฒ่าฉินชี้ไปที่ดาบและห่อผงยาสลบพลางถาม

   

   เล่อเหนียงรู้ดีว่าทุกครั้งที่นางหยิบดาบออกมา แน่นอนว่าต้องเอาไปให้ใครสักคน เพียงแต่นางไม่รู้ว่าครั้งนี้จะเอาไปให้ใครเท่านั้นเอง

   

   "ท่านย่า ให้อาไป๋น่ะ!"



บทที่ 363: อยากกินขาหมู


   

   “เอาดาบเล่มนี้ให้ท่านอาไป๋เจ้าค่ะ” เล่อเหนียงชี้ไปที่ผงยาสลบ

   

   แม่เฒ่าฉินงุนงงถาม “เล่อเหนียง เจ้าจะให้อาไป๋ไปล่าหมีหรือ”

   

   “ใช่เจ้าค่ะ ให้ท่านอาไป๋ล่าหมี เล่อเหนียงอยากกินอุ้งตีนอีก”

   

   แม่เฒ่าฉินยิ้มขำพลางเคาะศีรษะเล็กๆของนาง “ไม่รู้ว่าเจ้าเอานิสัยชอบกินมาจากใคร”

   

   แต่เล่อเหนียงหัวเราะคิกคักสองที แล้วอุ้มดาบถังออกไป

   

   หงอวี่เห็นนางอุ้มดาบเล่มลเดินไม่มั่นคงจึงคิดจะช่วยถือดาบให้ แต่เล่อเหนียงเบี่ยงตัวหลบ

   

   "พี่เจ็ด เล่อเหนียงทำเองได้!"

   

   หงอวี่ทำอะไรไม่ได้จึงได้แต่คุ้มกันระหว่างนางเดินไปด้านหน้า

   

   “ท่านอาไป๋ ให้ท่านเจ้าค่ะ!"

   

   เล่อเหนียงหอบดาบยาวเล่มนั้นพุ่งเข้าไปในอ้อมกอดของไป๋เช่ออวิ๋น

   

   “ดาบเล่มนี้ช่างงดงามเหลือเกิน"

   

   ไม่มีบุรุษคนใดที่ไม่รักอาวุธ แม้แต่ไป๋เช่ออวิ๋นผู้ที่คุ้นเคยกับการใช้พัดก็ยังต้านทานเสน่ห์ของดาบไม่ได้

   

   "เล่อเหนียง ดาบนี้เจ้าให้ข้ายืมใช่หรือไม่"

   

   เล่อเหนียงส่ายหน้า "ไม่ใช่เจ้าค่ะ เป็นของขวัญสำหรับท่านอาไป๋ต่างหาก"

   

   "ให้ข้าหรือ" ไป๋เช่ออวิ๋นชี้ที่ตัวเองพลางกล่าวด้วยสีหน้าประหลาดใจ

   

   "ดาบดีๆแบบนี้ให้ข้าเลยหรือ"

   

   เล่อเหนียงนับนิ้วพลางพูดว่า "ท่านพ่อมี อาฮั่นหลินก็มี อาเฉิงอันก็มี ลุงเผยก็มี..."

   

   "พอแล้ว พอแล้ว ข้าเข้าใจแล้ว มีแต่ข้าใช่หรือไม่ที่ยังไม่มี" ไป๋เช่ออวิ๋นพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

   

   "ใช่เจ้าค่ะ ท่านอาไป๋ยังไม่มีเลย ดาบเล่มนี้ให้ท่านอาไป๋ไปล่าหมีนะเจ้าคะ เล่อเหนียงอยากกินอุ้งตีนหมีจังเลย"

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นลูบศีรษะน้อยๆของเล่อเหนียง "ได้ พรุ่งนี้ข้าจะขึ้นเขาไปหาหมี แล้วจะต้มอุ้งตีนหมีให้เจ้ากินนะ"

   

   "อืม ตกลงตามนั้นนะ!" เล่อเหนียงยื่นนิ้วก้อยออกไปเกี่ยวก้อยกับไป๋เช่ออวิ๋น

   

   แม่เฒ่าฉินมองไป๋เช่ออวิ๋นกับเล่อเหนียงที่กำลังเกี่ยวก้อยกันแล้วส่ายหน้าอย่างขบขัน นางลุกขึ้นเดินไปที่ห้องครัวเพื่อเตรียมอาหารเย็นของวันนี้

   

   เล่อเหนียงเห็นผู้เป็นไปที่ห้องครัวก็ทิ้งไป๋เช่ออวิ๋นไว้คนเดียว แล้ววิ่งตามไปที่ห้องครัวทันที แต่ไม่ลืมที่จะลากหงอวี่ไปด้วย

   

   "อ้าว เจ้าเล่อเหนียง เหตุใดไม่อยู่เล่นกับอาไป๋ของเจ้าล่ะ"

   

   เล่อเหนียงส่ายศีรษะน้อยๆ พลางกล่าวว่า "ท่านย่า เล่อเหนียงอยากกินซี่โครงหมูชิ้นใหญ่เจ้าค่ะ"

   

   "กินไก่ดอกบัวดีกว่า!"

   

   ยังไม่ทันที่นางจะได้พูดอะไร เสียงอีกเสียงหนึ่งก็ดังมาจากด้านบน

   

   "ข้าก็อยากกินไก่ดอกบัวเช่นกัน"

   

   แม่เฒ่าฉินอดขำไม่ได้ "หมอหลี่ ท่านไม่ได้บอกหรอกหรือว่าจะกินอะไรก็ได้ ไม่เลือกกิน หรือว่าจะให้ข้าตุ๋นตีนไก่สองอันให้ท่านบำรุงร่างกายดีหรือไม่"

   

   หลี่อันถูกล้อเลียนแต่ก็ไม่ได้โวยวาย

   

   "ตีนไก่เล็กเกินไปไม่พอเสริมสร้างร่างกาย ข้าว่าตุ๋นขาหมูสักสองขาดีกว่า"

   

   "ท่านย่า เล่อเหนียงอยากกินขาหมู ต้มขาหมูนะเจ้าค่ะ" เล่อเหนียงบิดตัวอ้อนวอน

   

   หลี่อันก็เลียนแบบเสียงของเล่อเหนียง ส่งเสียงอ่อนวอดบนหลังคา


   "น้องสาว ข้าก็อยากกินขาหมูเหมือนกัน"

   

   แม่เฒ่าฉินรู้สึกขนลุกเพราะเสียงหลี่อัน นางอุ้มเล่อเหนียงแล้วหันหลังเดินออกมาจากห้องครัว กลับไปที่ห้องโถงแล้วหยิบถุงเงินใบหนึ่งแล้วออกจากประตูไป "ท่านย่า พวกเราจะไปที่ใดหรือเจ้าคะ"

   

   แม่เฒ่าฉินตอบอย่างไม่สบอารมณ์ "จะไปที่ไหนได้ก็ไปซื้อขาหมูให้เจ้าน่ะสิ"

   

   "ดีจัง ไปซื้อขาหมูกัน"

   

   แม่เฒ่าฉินเรียกสาวใช้สองคน หมิงจิ่นและหมิงจูไปยังหมู่บ้านตระกูลหวงที่อยู่ติดกัน

   

   หมู่บ้านตระกูลฉินตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกติดกับแม่น้ำชิง ส่วนหมู่บ้านตระกูลหวงอยู่ทางทิศตะวันตกใกล้กับอำเภอ บ้านของเถ้าแก่หวงก็อยู่ในหมู่บ้านตระกูลหวงนั่นเอง

   

   "ท่านป้า หมู่บ้านตระกูลหวงมีเนื้อขายหรือไม่เจ้าคะ"

   

   หมิงจูผู้มีนิสัยร่าเริงและกระฉับกระเฉงเอ่ยถาม ขณะกระโดดโลดเต้นวิ่งไปข้างหน้า ยังไม่ลืมที่จะหันกลับมาถามอีกประโยค

   

   แม่เฒ่าฉินพยักหน้า "บ้านของเถ้าแก่หวงอยู่ในหมู่บ้านตระกูลหวง ที่บ้านของเขาต้องมีหัวและขาหมูแน่นอน"

   

   "ถ้าเช่นนั้นต่อไปพวกเราไปซื้อเนื้อก็ไม่ต้องไปอำเภอแล้วใช่หรือไม่"

   

   "ไม่ใช่ ซื้อเนื้อก็ยังต้องไปอำเภอ เนื้อของเถ้าแก่หวงล้วนถูกนำไปขายที่อำเภอ บ้านของเขามีเนื้อดี ๆ น้อยมาก"

   

   "อ้อ เป็นเช่นนี้นี่เอง" หมิงจูรับคำแล้วก็กระโดดโลดเต้นต่อไปข้างหน้าหมู่บ้านตระกูลฉินอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านตระกูลหวง พวกเขาใช้เวลาเดินแค่หนึ่งถ้วยชาเท่านั้น

   

   "สะใภ้หวงอยู่บ้านหรือไม่?"

   

   แม่เฒ่าฉินมาถึงบ้านของเถ้าแก่หวง เห็นประตูใหญ่เปิดอยู่จึงยืนอยู่ที่ประตูและร้องเรียกหนึ่งครั้ง

   

   "เอ๊ะ นั่นใครหรือ"

   

   หญิงร่างท้วมมือถือมีดเปื้อนเลือดคนหนึ่งจากด้านในเดินออกมา

   

   หมิงจูและหมิงจิ่นเห็นนางถือมีดอยู่ในมือจึงรีบดึงแม่เฒ่าฉินมาอยู่ด้านหลัง พลางจ้องมองนางอย่างระแวดระวัง

   

   หญิงผู้นั้นจำแม่เฒ่าฉินได้จึงเดินเข้าไปหาด้วยความดีใจ

   

   "นั่นใช่แม่เฒ่าฉินหรือไม่ เหตุใดท่านถึงมาที่นี่ละเจ้าคะ"

   

   "อย่าเข้ามา!" หมิงจิ่นตวาดเสียงเย็นชา

   

   ตอนแรกสะใภ้หวงยังไม่เข้าใจ แต่เมื่อเห็นสายตาของหมิงจิ่นจับจ้องที่มือของนางจึงรู้สึกตัว รียโยนดาบทิ้งไปทันที

   

   "ขออภัยด้วย ข้าไม่ได้ทำให้พวกท่านตกใจใช่หรือไม่" สะใภ้หวงตบศีรษะตัวเองด้วยสีหน้าเสียใจ

   

   "เชิญพวกท่านเข้ามาข้างในเถิด"

   

   "สะใภ้หวง เจ้าเป็นอะไรหรือ"

   

   แม่เฒ่าฉินถามขณะเดินเข้ามา

   

   สะใภ้หวงถอนหายใจแล้วพูดว่า "น้องชายข้าจะแต่งงานพรุ่งนี้ ข้ากำลังเชือดหมูให้เขา เตรียมอาหารจานเด็ดสำหรับวันพรุ่งนี้น่ะ"

   

   "แม้ว่าตอนนี้อากาศจะไม่หนาวเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ถือว่าร้อนนัก วางเนื้อทิ้งไว้หนึ่งคืนก็ไม่เสีย เชือดเตรียมไว้ก่อน พรุ่งนี้จะได้ไม่ต้องวุ่นวาย"

   

   แม่เฒ่าฉินพยักหน้าเห็นด้วย "ก็จริงนะ"

   

   "ใช่ แม่เฒ่าฉิน ท่านมาตอนนี้มีธุระอะไรหรือ"

   

   “ท่านป้า เล่อเหนียงอยากกินขาหมู” เล่อเหนียงพูดเสียงออดอ้อนอยู่ข้างๆ

   

   แม่เฒ่าฉินพูดอย่างเกรงใจ "เจ้าก็รู้ว่ามือของหมอหลี่ได้บาดเจ็บ เขาบ่นอยากกินเนื้อบำรุงร่างกาย ข้าเลยมาดูว่ามีขาหมูหรืออะไรทำนองนี้หรือไม่ จะได้ซื้อกลับไปต้มให้เขา ดูเหมือนว่าข้าจะมาไม่ถูกเวลาเสียแล้ว"

   

   สะใภ้หวงตบต้นขาพลางกล่าวว่า "โอ้โฮ ท่านมาได้ประจวบเหมาะพอดีเลย พอดีเราเพิ่งฆ่าหมูสองตัว ตอนนี้ยังไม่ได้ชำแหละ ท่านลองดูสิว่าชอบส่วนไหน ข้าจะได้ขายให้ท่าน”

   

   "เช่นนั้นไม่ได้หรอก หมูตัวนี้เป็นอาหารสำหรับงานเลี้ยงบ้านเจ้า"

   

   สะใภ้หวงโบกมือ "วันนี้ข้าฆ่าหมูสองตัว ตัวหนึ่งเป็นของน้องชายที่บ้านเกิด อีกตัวหนึ่งเป็นของที่บ้านข้าที่จะเอาไปขายที่อำเภอพรุ่งนี้"

   

   "ขายใครก็ขายเหมือนกันนั่นแหละ"

   

   "ไม่ใช่ สามีของเจ้าไม่ไปกินเลี้ยงวันนี้หรือ" แม่เฒ่าฉินถามอย่างสงสัย

   

   "เขาไม่ได่้ไป ท่านพ่อของข้าดูถูกเขามาตลอด รังเกียจที่เขาเป็นคนฆ่าหมู ไม่เหมือนน้องสาวสองคนของข้าที่ได้แต่งงานกับตระกูลมั่งคั่ง เขาจึงไม่อยากเพราะกลัวโดนดูถูกเหยียดหยาม”

   

   สะใภ้หวงพูดพลางก็เก็บดาบขึ้นมาแล้วเชิญแม่เฒ่าฉินเดินไปที่ลานหลังบ้าน ทันทีที่เข้าไปในลานหลังบ้าน ก็เห็นหมูสองตัวที่ถูกผ่าท้องเรียบร้อยแล้ว

   

   "ท่านดูสิว่าต้องการส่วนไหน ข้าจะหั่นแบ่งให้ท่าน"

   

   แม่เฒ่าฉินชี้ไปที่ชิ้นหนึ่งแล้วพูดว่า "ข้าอยากได้ครึ่งนี้ได้หรือไม่"

   

   "ท่านต้องการหมูครึ่งตัวหรือ" ภรรยาของฮวงมองดูแม่เฒ่าฉินด้วยความประหลาดใจ

   

   แม่เฒ่าฉินพยักหน้า "อืม ใกล้ถึงเวลาทำนาในฤดูใบไม้ผลิแล้ว ผู้ชายบ้านข้ากินจุนัก ข้าต้องซื้อกลับไปมากหน่อยน่ะ”

   

   "ขอตีนหมูกับเครื่องในด้วย ช่วยชั่งรวมให้ข้าด้วยนะ!"



 บทที่ 364: ซื้อแพะ


   

   "ท่านย่า พวกเราต้องการถุงน้ำดีหมูด้วยนะ!" เล่อเหนียงชี้ไปที่ถุงน้ำดีหมูสองถุงในถังแล้วพูด

   

   "เล่อเหนียง ถุงน้ำดีหมูรสชาติขมมาก อย่าเพิ่งคิดว่ามันอร่อยเพียงเพราะมันดูสวยงามล่ะ" สะใภ้หวงรีบพูด

   

   "ไม่ใช่อย่างนั้นเจ้าค่ะท่านป้า ถุงน้ำดีหมูสามารถนำไปใช้เป็นยาได้ พวกเราจะนำกลับไปให้ปู่หลี่อันปรุงยา"

   

   "อ้อ เป็นอย่างนั้นนี่เอง งั้นข้าจะห่อมันให้เจ้านะ"

   

   สะใภ้หวงรู้ดีว่าถุงน้ำดีหมูสามารถกินได้ สามีของนางชอบเอาน้ำดีหมูผสมกับเหล้าดื่มเป็นประจำ สะใภ้หวงเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่อึดใจก็สับหมูครึ่งตัวนั้นออกเป็นส่วนๆ แล้วแยกกระดูกออกมาห่อไว้ต่างหาก

   

   "แม่เฒ่าฉิน เนื้อคิดราคาหนึ่งตำลึงก็พอแล้ว ส่วนเครื่องในและกระดูกพวกนี้ข้าไม่คิดเงิน" สะใภ้หวงกล่าวอย่างใจกว้าง

   

   "จะเป็นไปได้อย่างไรเล่า ควรจะเท่าไหร่ก็ต้องเท่านั้น" แม่เฒ่าฉินล้วงถุงเงินออกมาจากอก หยิบเงินหนึ่งตำลึงให้นางก่อน

   

   จากนั้นก็โกยเหรียญทองแดงยัดใส่มือนางอีก "ข้าไม่นับแล้วนะ จะมากหรือน้อยก็อยู่ในนี้ทั้งหมดแล้ว"

   

   สะใภ้หวงปฏิเสธไม่ได้จึงจำต้องรับไว้ "ท่านป้า เนื้อหมูพวกนี้ค่อนข้างหนัก ข้าจะหยิบตะกร้ามาช่วยพวกท่านขนกลับไป"

   

   แม่เฒ่าฉินพยักหน้าและไม่ได้ปฏิเสธนาง แต่เดิมนางตั้งใจจะซื้อขาหมูกลับไปเพียงเล็กน้อย จึงพาเพียงหมิงจินและหมิงจูมาด้วย

   

   แต่ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้นางซื้อหมูถึงครึ่งตัว เมื่อรวมกับหัวหมู ขา และเครื่องในพวกนี้ ดูท่าแล้วพวกเขาไม่น่าจะขนกลับบ้านไหวจริงๆ

   

   "สะใภ้หวง ช่วยข้าฆ่าแพะตัวนี้ที" ขณะที่พวกแม่เฒ่าฉินกำลังเตรียมตัวกลับบ้าน ชายคนหนึ่งก็แบกแพะตัวหนึ่งวิ่งเข้ามา

   

   "นั่นไม่ใช่แม่แพะของบ้านท่านหรือ"

   

   ชายคนนั้นพูดอย่างร้อนรน "ใช่แล้ว มันกำลังจะคลอดดูแต่ดูเหมือนว่าจะไม่รอดเสียงแล้ว ต้องรีบฆ่ามันตอนที่ยังหายใจอยู่ ถ้ารอให้ตายก่อนราคาก็จะตก"

   

   สะใภ้หวงมองไปที่แม่เฒ่าฉิน นางเคยรับปากกับแม่เฒ่าฉินว่าจะช่วยแบกหมูกลับไปส่ง แต่ตอนนี้แพะตัวนี้ก็ต้องรีบฆ่าโดยเร็วเช่นกัน

   

   ถ้ารอให้ตายก่อนแล้วค่อยฆ่า เนื้อก็จะเริ่มส่งกลิ่นเหม็น "สะใภ้หวง เจ้าทำงานของเจ้าต่อไปเถิด ข้าไม่รีบร้อนหรอก"

   

   สะใภ้หวงมองแม่เฒ่าฉินอย่างเกรงใจแล้วรีบหยิบมีดขึ้นมา ถูกต้อง ฆ่าแพะก็แค่ฟันเพียงครั้งเดียว

   

   แม่เฒ่าฉินกลัวว่าเล่อเหนียงและหงอวี่จะตกใจจึงรีบดึงพวกเขาเข้ามาใกล้

   

   เล่อเหนียงเห็นมีดเล่มสีเงินแทง ดึงออกมากลับเป็นสีแดงฉาน ไม่มีท่าทีกลัวเลยแม้แต่น้อย แต่นางกลับรู้สึกตื่นเต้นมาก

   

   แพะเอ๋ยแพะย่าง

   

   เล่อเหนียงน้ำลายไหลยืดมองดูสะใภ้หวง ตวัดมีดสองทีก็ถลกหนังออกมาได้ หงอวี่มองดูเล่อเหนียงที่น้ำลายเกือบจะไหลลงพื้นแล้วจึงส่ายหัวอย่างจนปัญญา

   

   "ท่านลุง แพะตัวนี้ของท่านขายหรือไม่"

   

   หงอวี่หยิบเงินเดินเข้าไปถามชายวัยกลางคนผู้นั้น ชายวัยกลางคนผู้นั้นชะงักไปครู่หนึ่งแล้วรีบกล่าวว่า

   

   "ขาย ขาย!"

   

   "คุณชายน้อยต้องการกินเนื้อแพะหรือ" ชายวัยกลางคนเอ่ยปากถามอย่างกระวนกระวาย

   

   "ท่านจะขายแพะตัวนี้อย่างไร "

   

   ชายวัยกลางคนเริ่มลังเล เขาไม่รู้ว่าควรขายเท่าไหร่ดี

   

   แพะตัวนี้เป็นแพะเลี้ยงเอาไว้ออกลูก เพิ่งคลอดลูกออกมานี้ก็ไม่ไหวเสียแล้ว “คุณชายน้อย ท่านเสนอราคามาเถิด หากเหมาะสมข้าก็จะขายให้”

   

   หงอวี่เขายิ่งไม่รู้ว่าควรจะเสนอราคาเท่าไหร่ เขาเพียงแค่เห็นเล่อเหนียงอยากกินจึงเข้ามาถามดู ดังนั้นเขาจึงหันไปมองแม่เฒ่าฉิน

   

   แม่เฒ่าฉินเพียงแค่เห็นสีหน้าอยากกินของเล่อเหนียงก็รู้ว่าเป็นเด็กน้อยคนนี้อยากกิน

   

   "พี่ชายท่านนี้ ขอซื้อตามราคาที่ท่านเคยขายมาก่อนหน้านี้ ควรเป็นเท่าไหร่ก็เท่านั้น" ชายคนนั้นลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วชูนิ้วห้านิ้ว

   

   "ห้าร้อยอีแปะเป็นอย่างไร?"

   

   "ห้าร้อยอีแปะ"

   

   แม่เฒ่าฉินรู้สึกประหลาดใจ ปกติลูกแพะตัวเล็กๆ ก็ราคาสองตำลึงต่อตัวแล้ว แต่นี่เป็นแพะตัวเมียที่โตเต็มเลยนะ

   

   ชายวัยกลางคนเห็นปฏิกิริยาของแม่เฒ่าฉิน พลันคิดว่านางคงรู้สึกว่าแพงไปจึงเริ่มเอ่ยอีกครั้ง

   

   "ต่ำสุดสี่ร้อยอีแปะ ไม่สามารถลดได้อีกแล้ว!"

   

   "ไม่ๆๆ ข้าหมายความว่าแพะตัวนี้ราคาถูกเกินไป"

   

   ชายวัยกลางคนถอนหายใจ "แพะตัวนี้เป็นสินเดิมของลูกสะใภ้ข้า เมื่อปีที่แล้วเพิ่งออกลูกหนึ่งตัว แต่วันนี้ก็ดูท่าจะไม่ไหวเสียแล้ว ก่อนหน้านี้ข้าก็ไม่เคยขายเนื้อแพะมาก่อน ข้าก็ไม่รู้ว่าควรขายเท่าไหร่"

   

   "หลานชายตัวน้อยของข้าคลอดก่อนกำหนด ตั้งแต่เกิดมาก็ร่างกายอ่อนแอ ทำให้เจ็บป่วยบ่อย ต้องกินยาต้มมาตลอด แต่เดิมหวังว่าแม่แพะตัวนี้จะออกลูกจะได้เอาลูกแพะไปขายเพื่อแลกเงินมาซื้อยา ใครจะรู้ว่าแม่แพะจะทนไม่ไหวเสียแล้ว สี่ร้อยอีแปะพอดีกับค่ายาของหลานชายตัวน้อยหนึ่งเดือน ดังนั้นแล้วลดราคาไม่ได้อีกแล้ว"

   

   สะใภ้หวงก็พูดแทรกขึ้นมา "ใช่แล้ว หลานชายตัวน้อยของลุงซานโถวร่างกายอ่อนแอเจ็บป่วยบ่อยจริงๆ แพะตัวนี้เป็นรายได้เพียงอย่างเดียวของครอบครัวพวกเขาแล้ว ถ้าท่านชอบกินเนื้อแพะก็ซื้อไปเถอะ"

   

   เมื่อเห็นหลานสาวน้ำลายไหลยืดด้วยความอยากกิน และได้รู้เรื่องครอบครัวอีกฝ่าย แม่เฒ่าฉินไม่ซื้อก็ไม่ได้แล้ว "ข้าจะให้เงินเจ้าสองตำลึง แต่เจ้าต้องช่วยข้าขนของพวกนี้กลับไปด้วย" แม่เฒ่าฉินกล่าว

   

   "ขอบพระคุณท่านผู้ใจดี ขอบพระคุณท่านผู้ใจดี..." ชายคนนั้นได้ยินดังนั้นก็ดีใจจนแทบจะคุกเข่าลงกับพื้น

   

   "ไม่ต้องขอบคุณหรอก ถ้าสะดวกก็พาหลานชายตัวน้อยของเจ้าไปที่หมู่บ้านตระกูลฉินสิ แม้ว่าหมอที่บ้านของพวกข้าจะไม่ได้เก่งกาจนัก แต่ก็สามารถตรวจดูอาการหลานชายตัวน้อยของเจ้าได้"

   

   ชายวัยกลางคนคนนั้นได้ยินดังนั้นก็คุกเข่าลงโขกศีรษะทันที


   "ขอบพระคุณท่านผู้ใจดี สวรรค์ต้องคุ้มครองท่านแน่นอน"

   

   หมิงจิ่นและหมิงจูรีบเข้าไปพยุงเขาขึ้นมา "ท่านลุง พวกข้าเป็นคนจากหมู่บ้านตระกูลฉินอยู่ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไหร่ อุ้มหลานชายตัวน้อยของท่านมาเถิด" ชายวัยกลางคนผู้นั้นรับคำแล้วรีบวิ่งออกไป

   

   สะใภ้หวงลงมืออย่างรวดเร็ว ผ่าท้องแพะตัวนั้นและชำแหละมันอย่างชำนาญ

   

   "พวกท่านต้องการลูกแพะในท้องหรือไม่" สะใภ้หวงถามขณะลากลูกแพะออกมาจากท้องแม่แพะ

   

   แม้ว่าลูกแพะจะมีเนื้อหลายสิบชั่ง แต่มีคนน้อยมากที่จะกินลูกแพะที่ยังไม่เกิด เพราะพวกเขารู้สึกว่ามันไม่เป็นมงคล นางจึงถามแม่เฒ่าฉินว่าต้องการลูกแพะตัวนี้หรือไม่

   

   "ต้องการ ต้องการ ต้องการ ย่างลูกแพะ..." เล่อเหนียงรีบพูดอย่างเร่งรีบ นางไม่สนใจเรื่องโชคลางอะไรทั้งนั้น

   

   นางเป็นคนที่เกิดใหม่จากยุคสมัยใหม่ จะไปสนใจเรื่องโชคลางได้อย่างไร

   

   ถ้าอยากกินก็กินเสีย อีกอย่างลูกแพะย่างนุ่มและอร่อยที่สุด มีแต่คนโง่เท่านั้นที่จะไม่กิน

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นหลานสาวมีท่าทางกระตือรือร้นเช่นนั้นก็ยิ้มพลางกล่าวว่า "ลูกแพะตัวนี้ พวกข้าก็ต้องการ รบกวนเจ้าช่วยจัดการให้สะอาดด้วย" นอกจากนี้ยังกล่าวอีกหนึ่งประโยค "พวกข้ามาจากชายแดน ไม่มีคำกล่าวว่าลูกแพะที่ยังไม่ได้ออกไปกินหญ้าจะกินไม่ได้ ยามที่พวกข้าลำบากที่สุด อย่าว่าแต่ลูกแพะเลย แม้แต่หนูพวกข้าก็เคยกิน"

   

   สะใภ้หวงได้ยินดังนั้นก็ไม่พูดอะไรอีก นางลงมือจัดการแพะอย่างคล่องแคล่ว แม้แต่ลูกแพะก็ถูกผ่าท้องและชำแหละจนสะอาด

   

   ขณะเดียวกันชายวัยกลางคนคนเดิมก็เดินกลับมาอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าลูกแพะถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว เขาก็ใช้เชือกมัดแพะทั้งสองตัวเข้าด้วยกันแล้วแบกขึ้นบ่าเดินจากไป

   

   นอกประตูยังมีชายหญิงคู่หนึ่งยืนรออยู่

   

   ไม่จำเป็นต้องบอกก็รู้ว่าพวกเขาคือลูกชายและลูกสะใภ้ของเขาดังนั้นนางจึงพยักหน้าให้พวกเขา แล้วนำทางกลับไปก่อน



 บทที่ 365: พวกเจ้าก็เป็นคนในหมู่บ้านตระกูลฉินเช่นกัน


   

   "ท่านป้านี่ท่านไปซื้อของที่อำเภอมาหรือเจ้าคะ"

   

   ครั้นแม่เฒ่าฉินพาคนกลุ่มหนึ่งแบกของเข้ามาในหมู่บ้านก็สร้างความฮือฮาขึ้นมาได้ในทันที

   

   แม่เฒ่าฉินยิ้มพลางกล่าวว่า "ข้าไม่ได้ไปซื้อของที่ไหนหรอก ข้าไปบ้านเถ้าแก่หวงที่หมู่บ้านตระกูลหวงเท่านั้นเพื่อดูว่ามีขาหมูขายบ้างหรือไม่ จะซื้อสักสองขามาให้หมอหลี่บำรุงร่างกาย บังเอิญพอดีเจอพี่ชายคนนี้ที่บ้านมีแพะตัวเมียกำลังจะตาย ข้าก็เลยซื้อมา"

   

   แม่เฒ่าฉินหยุดชั่วครู่แล้วพูดต่อว่า "คืนนี้พวกเจ้าไม่ต้องทำอาหารกันแล้ว มาดื่มน้ำน้ำเนื้อแพะที่บ้านข้ากันเถอะ"

   

   ชาวบ้านถามอย่างดีใจว่า "ท่านป้า อย่าล้อเล่นสิขอรับ พวกข้าจะเชื่อแล้วจริงๆนะ" แม่เฒ่าฉินหัวเราะแล้วกล่าวว่า "ข้าไม่ได้ล้อเล่น พวกเจ้าเรียกคนในบ้านมาก็พอ แต่พวกเจ้าต้องมาช่วยด้วยนะ ตอนนี้สะใภ้สามของข้ายุ่งมาก ไม่มีเวลาทำอาหารหรอก"

   

   "ไม่ต้องกังวลเลยท่านป้า พวกข้าจะไปเดี๋ยวนี้!" หญิงสาวหลายคนตอบอย่างยินดี แล้วต่างแยกย้ายกันกลับไปเตรียมตัว

   

   "ท่านป้า ประเพณีของหมู่บ้านพวกเจ้าช่างดีจริงๆ สามัคคีกันมากเลย" หวงซานโถวกล่าวอย่างอิจฉา

   

   อย่าว่าแต่หมู่บ้านของพวกเขาเลย ถ้าพี่น้องของเขาสามัคคีกันได้แบบนี้ก็คงดี ชีวิตคงไม่ต้องลำบากถึงเพียงนี้

   

   "ว้าว! ท่านย่า วันนี้มีแพะให้กินด้วยหรือ!" เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่ว และเด็กชายอีกหลายคนกำลังเล่นอยู่ในลานบ้าน เห็นแม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียงเดินเข้าม นอกจากมองเห็นแม่เฒ่าฉิน แล้ว สายตาที่เหลือก็จับจ้องอยู่ที่แพะตัวนั้น

   

   "ถูกต้อง คืนนี้พวกเราจะกินเนื้อแพะตุ๋น พวกเจ้ารีบไปบอกชาวบ้านด้วย บอกว่าคืนนี้พวกเขาไม่ต้องทำอาหา และให้ทุกคนมากินข้าวที่นี่”

   

   เสี่ยวอู่และเสี่ยวลิ่ว รับคำแล้วรีบวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว

   

   “พวกเจ้ามาเถอะ เข้ามานั่งพักสักครู่ก่อน" แม่เฒ่าฉินเชิญหวงซานโถวและคนอื่นๆให้นั่งลง

   

   ลิ่งอวี่วิางไปชงชาตั้งแต่ตอนที่พวกเขาเหยียบเข้ามาในบ้านแล้ว

   

   "ลิ่งเหวิน เจ้าไปตามหาหมอหลี่ดูซิว่าเขาอยู่ที่ใด"

   

   ลิ่งเหวินรับคำแล้วรีบวิ่งออกไปทันที

   

   "ท่านป้าขอรับ เด็กพวกนี้เป็นหลายชายของทั้งหมดเลยหรือ" หวงซานโถวกล่าวด้วยความอิจฉา

   

   ลูกสะใภ้ของเขามีร่างกายไม่แข็งแรง ก่อนหน้านี้แท้งไปสามครั้งกว่าจะรักษาหลานชายคนนี้ไว้ได้ แถมร่างกายก็เจ็บปวดออดๆแอดๆ คนในหมู่บ้านไม่น้อยมองเขาด้วยความดูถูก ดังนั้นเขาจึงอิจฉาหลานชายของคนอื่นที่ร่างกายแข็งแรง

   

   แม่เฒ่าฉินยิ้มและพยักหน้า "ใช่แล้ว หลานชายแปดคน และหลานสาวหนึ่งคน"

   

   "ช่างดีจริงๆ" หวงซานโถวกล่าวด้วยความอิจฉา

   

   "พี่ชาย ไม่ต้องอิจฉาผู้อื่นหรอก อีกหน่อยท่านก็จะมีลูกหลานเต็มบ้านเหมือนกัน"

   

   หวงซานโถวส่ายหน้า "ไม่หรอก ลูกสะใภ้ร่างกายไม่แข็งแรง อีกอย่างข้าก็ไม่ความสามารถหาทรัพย์สมบัติให้ลูกชาย ดังนั้นข้าจึงไม่กล้าเรียกร้องอะไรมาก มีคนเดียวก็พอแล้ว"

   

   แม่เฒ่าฉินคลี่ยิ้มเล็กน้อยแล้วไม่พูดอะไรอีก ทุกครอบครัวล้วนมีปัญหาที่ยากจะแก้ไข ครอบครัวของพวกเขาก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

   

   หลี่อันกระโดดลงมาจากหลังคาบ้านแล้วถามว่า "น้องสาว ขาหมูตุ๋นของข้าเสร็จหรือยัง"

   

   "ยังไม่เสร็จ" แม่เฒ่าฉินตอบอย่างหงุดหงิด

   

   "งั้นคืนนี้พวกเราจะกินอะไรกัน"

   

   แม่เฒ่าฉินตอบตามตรง "กินน้ำน้ำแกงเนื้อแพะ เนื้อแพะจากบ้านของพี่ชายคนนี้" หลี่อันหัวเราะเบาๆสองครั้ง "ก็ได้!"

   

   "หมอหลี่ ช่วยดูเด็กคนนี้หน่อย เขามีอาการอย่างไรบาง"

   

   หลี่อันมองดูแม่เฒ่าฉินอย่างไม่อยากเชื่อ "น้องสาว มือข้ายังบาดเจ็บอยู่นะ"

   

   "พอเถอะ หมอหลี่ ท่านอย่ามากเรื่องไปหน่อยเลย คนมาถึงที่นี่แล้ว ช่วยดูให้หน่อยเถอะ อย่าให้พวกเขาเสียเที่ยว"

   

   หลี่อันจำใจต้องนั่งลง "มา ยื่นมือเด็กมาให้ข้า"

   

   หวงซานโถวรีบอุ้มเด็กน้อยเข้ามาให้หลี่อันจับชีพจร

   

   "ไม่มีปัญหาใหญ่อะไร เพียงแต่มีภาวะขาดสารอาหารตั้งแต่อยู่ในครรภ์ โรคนี้รักษายาก ต้องทนทุกข์ทรมานสักหน่อย"

   

   "หมอหลี่ ขอเพียงรักษาหลานชายของข้าให้หายดี จะทนทุกข์อย่างไรก็ยอม"

   

   หลี่อันเห็นเขาพูดเช่นนั้นจึงกล่าวตรงๆว่า "การรักษาด้วยการฝังเข็มจะเร็วที่สุด แต่ต้องทนเจ็บ หากพวกเจ้าคิดว่าเด็กจะทนไหวก็อุ้มเขามาที่ห้องพักของข้า ข้าจะลองฝังเข็มให้เขาดู"

   

   "ขอบคุณหมอหลี่" หวงซานโถวอุ้มหลานชายตัวน้อยตามเขาเข้าไปในห้อง โดยมีชายหญิงคู่นั้นเดินตามเข้าไปด้วย

   

   "แม่เฒ่าฉิน พวกข้ามาช่วยแล้ว" แม่เถียหนิวหอบผักมัดหนึ่งเดินเข้ามา

   

   ด้านหลังตามมาด้วยแม่เอ้อร์หนิวและแม่ซานพ่าง ในมือของทั้งสองถือของพะรุงพะรุง

   

   “โอ้ พวกเจ้ามาก็มาเถอะ เอาของมาทำไมกัน"

   

   แม่เถียหนิวยิ้มพลางกล่าวว่า "ไม่มีอะไรมีค่าหรอกแค่ผักป่าเท่านั้น แลกกับชามน้ำแกงเนื้อแพะสักชามก็คุ้มแล้ว" สตรีหลายคนที่อยู่ด้านหลังต่างพากันเห็นด้วย

   

   "เอาล่ะ เนื้อแพะอยู่ตรงนี้แล้ว พวกเจ้าช่วยหั่นแล้วเอาลงหม้อตุ๋นเถอะ ข้าแก่แล้วทำงานหนักแบบนี้ไม่ไหวแล้ว"

   

   แม่เถียหนิวยิ้มพลางกล่าวว่า "พวกข้าจะให้ท่านลงมือได้อย่าง ท่านนั่งดื่มชาเฉยๆอยู่ด้านข้างเนี่ยแหละ"

   

   พูดจบสตรีหลายคนก็เริ่มลงมือทำงานกันอย่างขะมักเขม้น

   

   "มีลูกแพะตัวน้อยด้วยหรือ" แม่เฒ่าฉินได้ยินเสียงจึงเดินเข้ามา

   

   "ใช่แล้ว นี่คือแม่แพะของบ้านพี่ชายหวง มันคลอดลูกยากจนทนไม่ไหวแล้ว ถึงได้ตกมาเป็นของพวกเราไง"

   

   "คนรุ่นก่อนมีคำกล่าวสืบทอดกันมาว่า ลูกแพะที่ยังไม่ได้เกิดนั้นกินไม่ได้ มันไม่ดีต่อครอบครัว" แม่ซานพ่างเอ่ยขณะมองลูกแพะ

   

   แม่เฒ่าฉินหัวเราะเยาะ "คนเรายังอยู่ไม่รอด จะไปสนใจคำกล่าวพรรค์นั้นทำไม"

   

   "ตอนที่พวกข้าอยู่ชายแดน อย่าว่าแต่ลูกแพะที่ยังไม่เกิดเลย แม้แต่หนูตัวโตในทุ่งนา ข้าก็ยังสั่งให้ไปถลกหนังกินเสียด้วยซ้ำ"

   

   "ข้าวยังกินไม่อิ่มท้องจะไปสนใจคำกล่าวลอยๆพวกนี้ทำไมกัน" สตรีหลายคนคิดว่าแม่เฒ่าฉินพูดมีเหตุผล จึงเริ่มลงมือทำงานกันอย่างขะมักเขม้น

   

   นอกจากเนื้อแพะแล้ว ยังมีหัวและเท้าหมู รวมถึงเครื่องในที่ต้องทำความสะอาด

   

   สตรีหลายคนแบ่งงานกันทำ ไม่นานก็จัดการเนื้อสัตว์จนสะอาดหมดจรด

   

   "พวกเจ้าวางหัวและตีนหมูไว้ข้างๆ ก่อนเดี๋ยวให้สะใภ้สามกลับมาปรุงน้ำรสแล้วค่อยนำไปต้ม"

   

   "ซิ่วเถา เจ้าตัดเนื้อส่วนที่มีมันมากหน่อยไปเจียวน้ำมัน ดูเหมือนในบ้านจะไม่มีน้ำมันแล้ว" หลิวซิ่วเถาได้ยินดังนั้นจึงรีบไปดูหม้อน้ำมัน และพบว่าหม้อน้ำมันว่างเปล่าจริงๆ จึงรีบตัดเนื้อมาเจียวน้ำมัน

   

   หลังจากที่เด็กน้อยสองคนเสี่ยวอู่และเสี่ยวลิ่วช่วยกันประกาศ เมื่อชาวหมู่บ้านตระกูลฉินรู้ว่าจะได้กินเนื้อแพะตุ๋นที่บ้านแม่เฒ่าฉินทุกคนต่างตื่นเต้นกันใหญ่

   

   แม้ว่าเพิ่งผ่านปีใหม่มาไม่นานและยังมีเงินอยู่บ้าง แต่พวกเขาไม่ได้กินเนื้อแพะมานานแล้ว พวกเขาจึงคิดถึงรสชาติอันหวานหอมนั้นมาก

   

   "เอ้อร์จู้ พวกเจ้าช่างโชคดีจริงๆ คืนนี้จะได้กินเนื้อแพะอีกแล้ว" หลิวฉางไห่พูดด้วยความอิจฉา

   

   พวกเขาไม่ได้กินเนื้อมานานแล้ว จนลืมไปว่ากลิ่นคาวของเนื้อนั้นเป็นอย่างไร เอ้อร์จู้มองเขาด้วยสีหน้างุนงง "พวกเจ้าไม่ไปหรือ"

   

   หลิวฉางไห่ชี้ไปที่ตัวเอง "พวกข้าก็ไปได้หรือ"

   

   เอ้อร์จู้พยักหน้า "ท่านป้าบอกว่าทั้งหมู่บ้าน พวกเจ้าไม่ใช่คนของหมู่บ้านตระกูลฉินหรือ"

   

   หลิวฉางไห่ตื่นเต้น "พวกข้าไปได้จริงๆหรือ"

   

   เอ้อร์จู้กลอกตาใส่เขา "ถ้าพวกเจ้าไม่อยากไปก็ได้นะ ไม่มีใครบังคับพวกเจ้าหรอก"

   

   "ไป ไป ไปสิ ข้าจะไปเรียกพวกเขามาที่นี่"



 บทที่ 366: ความสุขในฤดูใบไม้ผลิ


   

   "เด็กคนนี้มีร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์ พวกเจ้าปล่อยเวลาทิ้งไว้นานเกินไปแล้ว หากต้องการรักษาให้หายขาด จำเป็นต้องทนความเจ็บปวดบ้าง"

   

   หลี่อันกล่าวพลางใช้เข็มจิ้มลงบนศีรษะของเด็กน้อย

   

   "เจ้าหนู สภาพแบบนี้ต้องฝังเข็มสามครั้งถึงจะได้ผล เดี๋ยวข้าจะเขียนใบสั่งยาให้พวกเจ้า พวกเจ้ากินยาให้หมดแล้วค่อยพาเขามาฝังเข็มอีกครั้ง"

   

   หมอหลี่ฝังเข็มเสร็จแล้วกล่าวว่า "พวกเจ้าอุ้มเขาไว้ พยายามอย่าให้เขาขยับตัว อย่าให้เขเข็มหลุด ข้าจะไปเขียนใบสั่งยาให้พวกเจ้า"

   

   "ขอบคุณหมอหลี่ ขอบคุณหมอหลี่"

   

   หลี่อันโบกมือแล้วเดินออกไป

   

   หลังจากหลี่อันจากไป สายตาของหวงซานโถวก็หม่นลง

   

   เขาไม่รู้ว่าหมอผู้นี้จะเรียกเก็บค่ารักษาเท่าไหร่ ตอนนี้เขามีเงิินเพียงหนึ่งตำลึงเท่านั้น

   

   "เสี่ยวซื่อเอ๋ย เจ้าช่วยปู่หน่อยได้หรือไม่" หลี่อันถามลิ่งเหวินเกที่กำลังนั่งยองๆ เล่นมดอยู่ตรงมุมห้อง "ปู่หลี่อัน ท่านต้องการเข้าห้องน้ำแต่แก้กางเกงไม่ได้หรือ ต้องการให้ข้าช่วยแก้ให้หรือไม่"

   

   ใบหน้าของหลี่อันดำทะมึน เขากัดฟันพูดออกมาว่า "ไม่ใช่"

   

   เจ้าเด็กคนนี้น่ารำคาญจริงๆ แค่ขอให้ช่วยแก้กางเกงให้ครั้งเดียวเท่านั้น จำเป็นต้องเอาเรื่องนี้มาพูดอยู่เรื่อยๆหรือ

   

   คิดว่าเขาแก่แล้วจะอายหรืออย่างไร

   

   "ปู่หลี่อัน ท่านเรียกข้ามามีธุระอะไรหรือ" หลี่อันพูดพลางลากเขาเดินไปด้วย "มือข้าบาดเจ็บ จับยาไม่ได้ เจ้ามาช่วยข้าหยิบยาหน่อย!"

   

   ลิ่งเหวินได้ยินดังนั้น ดวงตาก็เปล่งประกายจับมือหลี่อันเร่งให้เขาเดินเร็วขึ้น "ปู่หลี่อัน เร็วเข้า เร็วเข้า ข้าจะช่วยท่านจัดยาเอง"

   

   หลี่อันส่ายหน้าอย่างขบขัน ชัดเจนว่าลิ่งเหวินสนใจวิชาหมอของเขามาก แต่กลับไม่ยอมเอ่ยปาก เมื่อเด็กคนนี้ไม่พูด เขาเองก็จะทำเป็นไม่รู้เสีย

   

   ขณะนี้ด้านนอกประตูมีผู้คนทั้งเด็กและผู้ใหญ่จากหมู่บ้านตระกูลฉิน มารวมตัวกันพูดคุยสนุกสนานเฮฮา ขณะนั้นก็ได้กลิ่นหอมลอยมา

   

   เป็นกลิ่นของเนื้อตุ๋นฉินเหล่าเอ้อร์ตัดสินใจไปขนเหล้ามา โดยไม่ลืมนำถั่วลิสงมาด้วย ให้บรรดาชายหนุ่มทั้งหลายที่หน้าประตูช่วยกันแกะเปลือก จากนั้นเขาก็นำเข้าไปให้สือไห่ถังทอด

   

   สือไห่ถังทำขนมเสร็จเกือบหมดแล้ว ส่วนที่เหลือก็ให้เอ้อร์หยารับช่วงต่อ นางก็รีบกลับมาที่ห้องครัวเพื่อทำมื้อเย็นของวันนี้

   

   หลิวซิ่วเถาเห็นสือไห่ถังกลับมาแล้ว จึงสละตำแหน่งให้โดยไม่ต้องบอก เพื่อให้สือไห่ถังได้คุมเตา

   

   นางไม่มีทางเลือก ใครใช้ให้สือไห่ถังมีฝีมือการทำอาหารเลื่องลือในหมู่บ้านละ

   

   “ท่านพ่อ ท่านดูสิ ยาบนเข็มเงินใกล้จะไหม้หมดแล้ว เหตุใดหมอหลี่ยังไม่กลับมาอีก"

   

   หวงซานโถวก็รู้สึกกังวลในใจ แต่เขาไม่ได้ใจร้อนเหมือนลูกชายของตน

   

   "โอ้ กลับมาพอดีเลย"

   

   หลี่อันกลับมาตอนที่ยาบนเข็มเพิ่งไหม้หมดพอดี เขาจึงรีบถอนเข็มออกอย่างรวดเร็ว

   

   "ยาห่อนี้ ใช้น้ำสามถ้วยในการต้ม นอกจากเช้า กลางวัน เย็นแล้ว เวลาอื่นถ้ามีโอกาสก็ให้เด็กกินได้มื้อเพื่อเป็นการบำรุง" หลี่อันหยุดชั่วครู่ หลังจากแน่ใจว่าพวกเขาจดจำสิ่งที่เพิ่งพูดไปแล้ว ก็หยิบยาอีกห่อหนึ่งให้กับชายวัยกลางคน

   

   "นี่คือยาสำหรับลูกสะใภ้ของเจ้า เป็นยาบำรุงชี่และเลือด จำเอาไว้ว่าต้องกินให้ตรงเวลา”

   

   ทุกคนโบกมือปฏิเสธซ้ำๆ "ไม่ๆๆ นี่มันมีค่ามากเกินไป พวกข้ารับเอาไว้ไม่ได้หรอก"

   

   หลี่อันยัดยาใส่มือนาง "ข้าเพิ่งดูริมฝีปากของเจ้า โดยรวมแล้วค่อนข้างดำ เห็นได้ชัดว่าเลือดลมพร่องอย่างรุนแรง ถ้าเจ้าไม่อยากตายก็รับไว้เถอะ"

   

   หญิงผู้นั้นรับยามาแล้วคุกเข่าลงต่อหน้าเขาอย่างรวดเร็ว นางก้มศีรษะคำนับสองครั้งอย่างแรง

   

   "ขอบคุณหมอหลี่ ความเมตตาอันยิ่งใหญ่ของท่านเยี่ยเสี่ยวหงจะไม่มีวันลืมตราบจนวันตาย"

   

   "พอเถอะ พอเถอะ อย่ามาพูดจาแบบนี้เลย จำไว้ว่าต้องให้เด็กกินยาให้ได้วันละสามมื้อ กินหมดแล้วค่อยมาหาข้าอีก"

   

   หวงซานโถวและอีกสองคนเดินออกจากห้องพักของหลี่อัน พร้อมกล่าวคำขอบคุณเขานับพันนับหมื่นครั้ง

   

   ขณะนี้ในลานบ้านมีกลิ่นหอมลอยมา กลิ่นหอมนั้นทำให้ทั้งสามคนน้ำลายสอ

   

   "ท่านพ่อ เนื้อนี่หอมจริงๆ ทำให้ข้าหิวจนตัวสั่นไปหมดแล้ว" หวงซานโถวจ้องเขาอย่างดุดัน "เช็ดน้ำลายของเจ้าหน่อย นี่เป็นอาหารของผู้อื่น กลิ่นหอมมันเกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย"

   

   แม่เฒ่าฉินที่นั่งอยู่ในลานบ้านเห็นพวกเขาออกมา รีบเรียกพวกเขาทันที "พี่ชาย อยู่กินข้าวเย็นที่นี่ก่อนสิ"

   

   หวงซานโถวปฏิเสธ "แม่เฒ่าฉิน ข้าขอโทษจริงๆ หลานชายตัวน้อยร่างกายไม่แข็งแรง วันนี้อยู่ข้างนอกไม่ได้"

   

   "รอวันหน้าข้าจะจัดโต๊ะต้อนรับท่านอย่างดีแน่นอน"

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นพวกเขาจะจากไป รีบใช้ชามใบใหญ่ตักน้ำแกงกับเนื้อแพะเล็กน้อย แล้วยังตักขาหมูใส่ห่อให้หวงซานโถวนำกลับไปกิน ถึงกระนั้นพวกเขาก็ยังคงปฏิเสธ แม่เฒ่าฉินจึงกล่าวตรงๆว่า

   

   "หากพวกเจ้าไม่รับ คราวหน้าก็อย่ามาบ้านช้าอีก ข้าจะไม่ให้หมอหลี่อันรักษาพวกเจ้าด้วย"

   

   หัวหน้าหวงซานจำใจต้องรับไว้

   

   "อ้อ ใช่แล้ว ค่ารักษาและค่ายาเท่าไหร่ขอรับ"

   

   แม่เฒ่าฉินโบกมือ "ไม่ต้องหรอก ยาพวกนั้นล้วนเป็นสมุนไพรที่มีอยู่ในบ้าน ไม่ได้ใช้เงินมากมายอะไร"

   

   ครั้นเห็นหวงซานโถวยืนกรานจะจ่าย ใบหน้าของแม่เฒ่าฉินก็กลายเป็นบึ้งตึง ทันทีหวงซานโถวเห็นสถานการณ์เช่นนั้นก็ไม่กล้าพูดถึงเรื่องเงินอีก จึงรีบพาครอบครัวกลับบ้าน

   

   เวลานี้อาหารเย็นทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว สือไห่ถังนำหัวและขาหมูที่ตุ๋นเสร็จแล้วขึ้นมาสับเป็นชิ้นๆ จัดวางอย่างเป็นระเบียบ

   

   นอกจากนี้ยังทอดถั่วลิสงเพิ่มอีก ก่อนจะนำมาวางหน้าบรรดาชายหนุ่มที่ดื่มสนุกอย่างสนุกสนาน

   

   "ท่านป้า กลิ่นหอมเหลือเกินขอรับ" เอ้อรจู้ร้องเสียงดังแล้วหาที่นั่งให้ตัวเองเรียบร้อย

   

   คนอื่นๆเห็นเช่นนั้นก็พากันทำตามเอ้อรจู้ หาที่นั่งกินถั่วลิสงกับดื่มสุราพลางพูดคุยกันสนุกสนาน โดยมีชาวบ้านจากหมู่บ้านต้าหลิวก็ยืนอย่างกระวนกระวายอยู่ที่ประตูไม่กล้าเข้ามาข้างใน

   

   แม้ว่าเอ้อรจู้จะบอกว่าพวกเขาสามารถมาร่วมกินอาหารด้วยกันได้ แต่นั่นก็เป็นเพียงคำพูดของเอ้อรจู้เท่านั้น เพราะตระกูลฉินยังไม่พูดอะไรเลยสักคำ

   

   แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็ยังอยากมาลองเสี่ยงโชคดู บางทีอาจจะได้ร่วมมื้ออาหารด้วยก็ได้

   

   พวกเขาไม่ได้เห็นเนื้อสัตว์มานานมากแล้ว

   

   "หลิวฉางไห่ เหตุใดมัวแต่ยืนอยู่หน้าประตูเล่า" ฉินฟู่หลิน อุ้มไหเหล้าเดินมาถามอีกครั้ง หลิวฉางไห่และคนอื่นๆ คิดว่าตระกูลฉินไม่ต้อนรับพวกเขาจึงเตรียมตัวจะเดินจากไป แต่ถูกประโยคต่อไปของฉินฟู่หลินตรึงไว้กับที่

   

   "พวกเจ้าพร้อมจะกินข้าวหรือยัง เหตุใดไม่เข้าไปหาที่นั่งกันล่ะ"

   

   ฉินฟู่หลินชี้ไปด้านใน "ข้าลืมไปว่าพวกเจ้าเพิ่งมากินข้าวหม้อใหญ่เป็นครั้งแรก ที่นี่ต่างจากที่อื่น เมื่อมาถึงแล้วก็ต้องหาที่นั่งเอง"

   

   "พวกเจ้าไปดูว่าตรงไหนมีที่ว่างก็นั่งลงได้เลย ถ้าไม่นั่งลงก็จะไม่มีใครมาต้อนรับพวกเจ้าหรอกนะ!"

   

   ผู้คนจากหมู่บ้านต้าหลิวได้ยินดังนั้นก็ดีใจยิ่งนัก พวกเขาค่อยๆเดินเข้าไปอย่างระมัดระวังแล้วหาที่นั่งลง ไม่นานนักก็คุ้นเคยกับผู้คนจาก หมู่บ้านตระกูลฉิน

   

   โดยเฉพาะพวกผู้ชาย หลังจากดื่มเหล้าไปสองแก้วก็เริ่มโอบไหล่กัน แสดงท่าทางเหมือนสนิทสนมกันมานาน

   

   ไม่นานนักอาหารก็ถูกยกมาวางลงบนโต๊ะ

   

   อาหารวันนี้ส่วนใหญ่เป็นน้ำแกงเนื้อแพะ รวมถึงหัว เท้าแพะ และเครื่องในด้วย

   

   อาหารเย็นวันนี้แสนเรียบงาาย พวกสตรีหยิบข้าวและถั่วมาจากบ้านเล็กน้อย ก่อนจะนำไปให้สือไห่ถังหุงข้าว

   

   "มาๆๆ ชนแก้วกันเถอะ"

   

   พ่อเฒ่าจ้าวและชายชราคนอื่นๆ แทบไม่ได้แตะต้องอาหาร แต่กลับดื่มสุราไปไม่น้อย ตอนนี้พวกเขาจึงเริ่มเมาเละเทะ



  บทที่ 367: พี่ชายมีไว้เพื่อหลอกลวง


   

   สายฝนฤดูใบไม้ผลิมาถึงตามคาด นำพาลมหายใจแห่งฤดูใบไม้ผลิมาด้วย และเตือนให้ผู้คนรู้ว่าฤดูใบไม้ผลิมาถึงแล้ว

   

   "ท่านแม่ ปีนี้พวกเราจะปลูกข้าวและข้าวฟ่างเหมือนเดิมใช่หรือไม่"

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์นั่งอยู่ใต้ชายคาบ้านมองดูฝนที่ตกอยู่ข้างนอกพลางถาม

   

   แม่เฒ่าฉินคิดสักครู่แล้วตอบ "ก็ปลูกข้าวยี่สิบหมู่ ปลูกข้าวฟ่างสิบหมู่เหมือนเดิม ตอนนี้พวกเรามีคนมากขึ้น ถ้าปลูกน้อยไปจะไม่พอกิน"

   

   "แล้วที่ดินส่วนที่เหลือล่ะจะปลูกอะไรขอรับ พรุ่งนี้ข้าจะไปอำเภอซื้อเมล็ดพันธุ์มาด้วยเลย"

   

   แม่เฒ่าฉินก็รู้สึกกังวลเช่นกัน นอกจากที่ดินในหมู่บ้านของพวกเขาแล้ว เมื่อไม่นานมานี้เหล่าอู่ยังซื้อที่ดินของหมู่บ้านต้าไฮว่มาด้วย

   

   รวมแล้วตอนนี้พวกเรามีที่ดินเกือบร้อยหมู่ และนางก็ไม่รู้ว่าควรปลูกอะไรดี

   

   "ท่านย่า ปลูกพริก ปลูกพริกเสฉวนด้วย ต้องใช้ผัดเนื้อกระต่ายนะ" เล่อเหนียงพอได้ยินว่าแม่เฒ่าฉินกำลังกังวลว่าจะปลูกอะไรก็รีบกระโดดออกมาพูดทันที

   

   "พริกหรือ"

   

   "หลานรัก แต่พวกเราไม่มีเมล็ดพันธุ์พริกนะ จะเอาอะไรมาปลูกล่ะ" แม่เฒ่าฉินส่ายหัวหมดหนทาง

   

   "เล่อเหนียงมี!"

   

   เล่อเหนียงพูดจบก็รีบลากหงอวี่วิ่งเข้าไปในห้องทันที

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นท่าทางของเล่อเหนียงก็รู้ทันทีว่านางจะทำอะไร จึงรีบเดินตามเข้าไปในห้องทันที

   

   "ดูเหมือนพวกเราไม่ต้องกังวลแล้ว เจ้าตัวน้อยของบ้านเราคนนี้ จัดการทุกอย่างให้พวกเราเรียบร้อยแล้ว"

   

   "น้องสาว เจ้าจะไปหาอะไรอีกล่ะ" หงอวี่มองดูเล่อเหนียงอย่างจนปัญญา

   

   พูดตามตรงข้าไม่อยากเข้าไปแล้ว ไม่รู้ว่าห่านตัวใหญ่ในพื้นที่มิติของเล่อเหนียงแค้นอะไรเขานัก ทุกครั้งที่เข้าไปก็ต้องต่อสู้กับมันสักยก

   

   "พี่เจ็ด พวกเราไปหาเมล็ดพันธุ์มาปลูกผักกันเถอะ!"

   

   เล่อเหนียงพูดพลางดึงหงอวี่เข้าไปในพื้นที่มิติอย่างรวดเร็ว

   

   แน่นอนว่าฝูงห่านใหญ่เมื่อเห็นหงอวี่ก็กระพือปีกและพุ่งเข้าใส่เขาทันที

   

   หงอวี่กลอกตาอย่างเบื่อหน่าย แล้วคว้าทัพพีที่วางอยู่ข้างๆขึ้นมาฟาดลงไปที่ห่านอย่างชำนาญ

   

   "พี่เจ็ด สู้ๆ!" เล่อเหนียงให้กำลังใจหงอวี่แล้วรีบวิ่งเข้าไปในโกดัง ก่อนจะคว้าเมล็ดพันธุ์ออกมากองใหญ่โดยไม่แม้แต่จะมอง แล้วใส่ลงในถุงอย่างเรียบร้อย

   

   โชคดีที่ตอนไปที่ชายแดน นางคิดแต่เรื่องปลูกผัก ด้านในจึงเต็มไปด้วยเมล็ดพันธุ์หลากหลายชนิดทั้งมะเขือเทศ ผักกาดขาว พริก พริกเสฉวน

   

   แม้ว่าในยุคปัจจุบันนางจะไม่ได้ปลูกผัก แต่ที่นี่เมล็ดพันธุ์เหล่านี้กลับมีประโยชน์อย่างมาก

   

   นางโบกมืออีกครั้ง แล้วโยนอาหารสัตว์ที่ใกล้หมดอายุออกไปสองถุง

   

   "น้องสาว เจ้าโยนอะไรออกไปข้างนอกหรือ" หงอวี่สภาพเนื้อตัวมอมแมมถามขึ้น

   

   เมื่อครู่เขาเพิ่งเอาชนะฝูงห่านใหญ่มาได้อย่างยากลำบาก แต่พอมาหาเล่อเหนียงก็เกือบถูกของห่อใหญ่สองห่อลอยกระแทกหน้า

   

   เล่อเหนียงกะพริบตาแล้วตอบว่า "ให้อาหารปลาน่ะ"

   

   หงอวี่ร้องตอรบรับเบาๆ พลางมองดูเล่อเหนียงคุ้ยของในถุง

   

   ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากช่วย แต่เขาไม่รู้เลยว่าของที่อยู่ในห่อนั้นคืออะไร

   

   "น้องสาว พวกเราลองต้มห่านตัวใหญ่กินกันดีไหม"

   

   หลังจากที่เล่อเหนียงโยนถุงเมล็ดพันธุ์ใบใหญ่ออกไปแล้ว หงอวี่ก็ชี้ไปที่ห่านตัวใหญ่ตัวหนึ่งพลางกล่าว

   

   "พี่เจ็ด ท่านไม่ชอบกินเนื้อห่านไม่ใช่หรือ"

   

   เล่อเหนียงมองเขาอย่างสงสัย ก่อนหน้านี้ที่บ้านก็เคยต้มห่านตัวใหญ่มาแล้ว แต่พี่เจ็ดกินแค่คำเดียวก็ไม่กินอีกเลย เขาบอกว่าไม่คุ้นกับรสชาติของเนื้อห่าน

   

   "แม้ว่าข้าจะไม่ชอบกินมัน แต่ไอ้ตัวนั้นมันมาก่อกวนข้าทันทีที่ข้ามาถึง ข้าสู้มันไม่ได้ ข้าจำเป็นต้องกินมันให้ได้!"

   

   เล่อเหนียงหัวเราะคิกคัก "พี่เจ็ด ท่านทำเช่นนี้ดูเหมือนท่านขี้งกมากเลยนะ"

   

   หงอวี่ไม่สนใจว่าจะขี้งกหรือไม่ขี้งก วันนี้เขาต้องกินห่านตัวนั้นให้ได้

   

   เจ้าห่านตัวนี้ไม่มีน้ำใจเลยสักนิด หากมันต่อสู้กับเขาซึ่งๆหน้าก็ว่าไปอย่าง แต่มันกลับลอบโจมตีเขาเสียได้ ทั้งยังชอบจิกก้นเขาด้วย!

   

   เล่อเหนียงมองดูพี่เจ็ดที่กำลังจ้องมองห่านตัวใหญ่ด้วยสีหน้าโกรธเคือง พลางลูบก้นตัวเองโดยไม่รู้ตัว แค่นั้นก็เดาได้ทันทีว่าพี่เจ็ดของนางต้องถูกหากจิกก้นอย่างแน่นอน

   

   นางหัวเราะคิกคักสองสามที แล้วโบกมือไปทางห่านตัวนั้น ส่งมันลอยออกไปทันที

   

   "พี่เจ็ด ท่านอยากกินอะไรอีกล่ะ เล่อเหนียงจะโยนออกไปให้ท่านพร้อมกันเลย"

   

   หงอวี่มองดูห่านตัวใหญ่ที่จิกก้นของเขาถูกโยนออกไป พลางครุ่นคิดในใจ

   

   "ไม่มีแล้ว วันนี้ข้าอยากกินแค่ห่านเท่านั้น ส่วนที่เหลือก็ปล่อยให้พวกมันเติบโตต่อไปเถอะ"

   

   เมื่อพูดถึงการเลี้ยงดูเล่อเหนียง จู่ๆก็นึกขึ้นได้ว่ามีแม่หมูสองตัวที่น่าจะออกลูกแล้วจึงรีบวิ่งไปดูทันที

   

   "อ้าว น้องสาว แม่หมูสองตัวนี้ก็ออกลูกแล้วหรือ" หงอวี่กล่าวอย่างประหลาดใจขณะมองดูลูกหมูที่วิ่งวุ่นไปทั่วคอก

   

   เมื่อสองวันก่อนเขาเพิ่งเข้ามาดูครั้งหนึ่ง ตอนนั้นแม่หมูสองตัวนี้ดูเหมือนยังไม่ออกลูกเลย แต่ทำไมเพียงแค่สองวันผ่านไป พวกมันถึงออกลูกเร็วขนาดนี้

   

   "เป็นเช่นนั้นหรือ ข้าคำนวณเวลาผิดไปหรือ ดูเหมือนเพิ่งผ่านไปแค่สามเดือนเท่านั้น"

   

   เล่อเหนียงมองดูลูกหมูที่วิ่งพล่านไปทั่วพื้นด้วยความสงสัย โดยปกติแล้ว หมูจะออกลูกเมื่อครบสี่เดือน แม้ว่าเวลาในพื้นที่มิติจะแตกต่างออกไป แต่มันไม่ควรส่งผลกระทบมากนักต่อสัตว์

   

   เหตุผลที่นางมั่นใจเช่นนั้นก็เพราะในชาติก่อนนางเคยสังเกตมาแล้ว ผักสามารถเก็บเกี่ยวได้ทุกสัปดาห์ แต่ไม่ว่าจะเป็นไก่ เป็ด ห่าน กระต่าย หรือหมู ระยะเวลาการตั้งท้องของพวกมันล้วนเหมือนกับด้านนอก ดูเหมือนว่าพื้นที่มิติเล็กๆนี้จะเริ่มทำตัวประหลาดอีกแล้ว

   

   "พี่เจ็ด พวกเราย้ายลูกหมูพวกนี้ไปเลี้ยงข้างนอกกันเถอะ ไม่เช่นนั้นต้องไปซื้อเนื้อจากเถ้าแก่หวงทุกครั้ง สิ้นเปลืองเงินเหลือเกิน"

   

   หงอวี่มุมปากกระตุก

   

   "ความคิดนี้ใช้ได้ แต่ข้าไม่จับมันนะ ถ้าจะจับเจ้าไปจับเองเถอะ ข้าจะคอยให้กำลังใจเจ้าเอง!"

   

   หงอวี่ไม่ยอมลงไปจับลูกหมูไม่ว่าจะพูดอย่างไร ภาพเหตุการณ์ที่ถูกหมูพุ่งชนจนลอยไปครั้งก่อนยังคงชัดเจนอยู่ในความทรงจำ แค่นึกถึงก้นของเขาก็เจ็บแปลบขึ้นมา

   

   เล่อเหนียงมองหน้าหงอวี่ด้วยสีหน้าเจ็บปวดพลางพูดเสียงอ่อย

   

   "พี่เจ็ด ข้ายังเป็นน้องสาวสุดที่รักของท่านอยู่หรือไม่"

   

   หงอวี่พยักหน้า "ใช่แล้ว เจ้าคือสมบัติล้ำค่าที่ข้าเก็บไว้ในใจ"

   

   "แต่ถึงอย่างนั้น ข้าก็ไม่ลงไปจับหรอก!"

   

   "พี่เจ็ด ท่าานเปลี่ยนไปแล้ว!"

   

   เล่อเหนียงเอ่ยขึ้นอย่างเย็นชา หลังจากนั้นนางก็โบกมือ ทันใดนั้นลูกหมูทั้งฝูงก็ถูกโยนออกไป

   

   "เจ้า...เจ้า..." หงอวี่เห็นภาพนั้นแล้วโกรธจนพูดไม่ออก

   

   ก่อนหน้านี้หญิงสาวผู้นี้เคยบอกว่าหมูเป็นสัตว์ที่พิเศษที่สุดในพื้นที่มิติ แความสามารถของนางไม่สามารถโยนออกไปได้ จำเป็นต้องใช้มือจับเองถึงจะโยนออกไปได้

   

   "ฉินเยาเยา เจ้าไม่ได้บอกหรือว่าเจ้าทำแบบนั้นไม่ได้" หงอวี่เรียกนางด้วยชื่อเต็มเป็นครั้งแรก "แต่ตอนนี้เจ้ากลับโยนมันออกไปหน้าตาเฉย เจ้าหมายความว่าอย่างไร"

   

   เล่อเหนียงกะพริบตาหนึ่งที "เอ่อ ลูกหมูตัวนี้มันบินออกไปเองได้ยังไงกัน"

   

   เล่อเหนียงแกล้งทำท่าประหลาดใจพลางเอามือปิดปาก "หรือว่าที่นี่จะมีเทพเซียนจริงๆ"

   

   หงอวี่ไม่พูดอะไรเพียงแต่มองดูนางแสดงอยู่เงียบๆ

   

   น้องสาวคนนี้ไม่น่ารักแล้ว เดี๋ยวนี้นางหลอกข้าเป็นแล้ว!



 บทที่ 368: ถูกห่านจิกก้น


   

   แม่เฒ่าฉินที่อยู่ด้านนอกเกือบจะถูกของสองห่อที่โยนออกมากระแทกเข้าอย่างจัง ตามมาด้วยถุงอีกใบหนึ่งที่ข้างในมีห่อเล็กๆหลากหลายชนิด

   

   ขณะที่นางคิดว่าไม่มีอะไรออกมาอีกแล้ว ห่านใหญ่ตัวดุร้ายก็บินออกมาอีกตัวหนึ่ง

   

   แม่เฒ่าฉินตาไวมือเร็วกระโดดขึ้นไปบนเตียงเตาแล้วร้องเรียก "เหล่าเอ้อร์!"

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ได้ยินเสียงก็รีบวิ่งมาทันที

   

   พอเปิดประตูเข้ามาก็ถูกห่านใหญ่ตัวหนึ่งพุ่งเข้าใส่อย่างจัง "โอ้โฮ! ห่านตัวใหญ่นี่มาจากไหนกัน?"

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์พยายามจับห่านตัวใหญ่อย่างทุลักทุเล แต่เขาประเมินพละกำลังของมันต่ำเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งห่านที่ได้รับการบำรุงเลี้ยงมาอย่างดีในพื้นที่มิติมาเป็นเวลานาน พละกำลังของมันเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์และแม่เฒ่าฉินสองคนจับมันไม่อยู่ กลับถูกมันหลอกให้วิ่งวนไปมา ความวุ่นวายของพวกเขาทำให้ลิ่งอวี่และคนอื่นๆที่อยู่ด้านนอกตกใจและวิ่งเข้ามาดู

   

   พวกเขาต่างก็เข้าร่วมในการจับห่านตัวใหญ่นี้ ในที่สุดพวกเขาก็จับห่านตัวใหญ่ได้สำเร็จ แต่ขณะที่กำลังถอนหายใจด้วยความโล่งอก จู่ๆก็มีฝูงลูกหมูตกลงมาจากฟ้า ทำเอาแม่เฒ่าฉินตกใจจนหัวใจแทบวาย

   

   "เด็กโง่คนนี้จะทำอะไร" แม่เฒ่าฉินสบถออกมา แล้วรีบวุ่นวายจับลูกหมูอีกครั้ง

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ไวพอที่จะปิดประตูได้ทัน จากนั้นก็รีบไปยืมตะกร้าสองใบจากบ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อที่อยู่ข้างๆ

   

   เมื่อเล่อเหนียงและหงอวี่ออกมาก็เห็นทุกคนในครอบครัวมารวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียงในห้องของแม่เฒ่าฉิน ทุกคนมีสีหน้าเหนื่อยอ่อนเห็นทั้งสองคน

   

   แม้แต่ลิ่งอวี่ที่ปกติรักความสะอาดก็ยังมีขนห่านปักอยู่บนหัวถึงสองเส้น "เอ่อ พวกเราไม่ได้ทำอะไรผิดนี่นา"

   

   เล่อเหนียงกระซิบถามหงอวี่เบาๆ

   

   หงอวี่เห็นขนห่านบนหัวของลิ่งอวี่และก้อนสีดำใต้เท้าของท่านย่า เขาก็รู้สึกเจ็บก้นขึ้นมา จะต้องโดนตีด้วยพื้นรองเท้าแน่ๆ!

   

   "ท่านย่า ข้ากลับมาแล้ว!" เล่อเหนียงเอ่ยน้ำเสียงอ่อนแรง

   

   เมื่อเห็นใบหน้าของท่านย่าที่มืดลงเรื่อยๆ ก็ยืนชิดเท้าอย่างว่าง่าย เอามือแนบชิดต้นขาแน่น ทำท่าทางเป็นเด็กดี แม่เฒ่าฉินเห็นเล่อเหนียงดูเหมือนจะตกใจจึงสูดหายใจลึกๆหลายครั้ง แล้วพูดเสียงนุ่มนวลว่า

   

   "หลานรัก ย่าขอร้องเจ้าได้ไหม คราวหน้าเวลาเจ้าจะเอาอะไรออกมาข้างนอก ช่วยบอกก่อนสักคำได้หรือไม่"

   

   "ท่านย่า ท่านไม่โกรธแล้วหรือ" เล่อเหนียงถามอย่างกังวล

   

   แม่เฒ่าฉินส่ายหน้า "ไม่โกรธหรอก หลานสาวของย่าน่ารักขนาดนี้ ย่าจะใจร้ายโกรธหลานได้อย่างไรกัน"

   

   แต่จะไม่โกรธเลยก็เป็นไปไม่ได้ เด็กคนนี้คิดอะไรก็ทำเลย แม้แต่ห่านตัวใหญ่ที่ดุร้ายขนาดนั้นก็ไม่บอกสักคำ

   

   เล่อเหนียงได้ยินดังนั้นก็รีบวิ่งมาหาด้วยรอยยิ้ม จับมือแม่เฒ่าฉินแล้วพูดว่า

   

   "ท่านย่า ข้าไม่ได้ตั้งใจปล่อยห่านใหญ่ออกมาหรอก แต่ห่านใหญ่ตัวนีร้ายกาจ มันจิกก้นพี่เจ็ดด้วย!"

   

   หงอวี่ “...”

   

   เขาไม่ได้บอกนางสักคำว่าถูกห่านจิก นางรู้ได้อย่างไร?

   

   แม่เฒ่าฉินมองก้นของหงอวี่แวบหนึ่ง "เสี่ยวชี ก้นของเจ้าบาดเจ็บหรือไม่ ต้องการทายาหรือไม่"

   

   หงอวี่รีบโบกมือปฏิเสธ "ท่านย่า ไม่จำเป็นหรอก ข้าไม่เป็นไร แค่ถูกกัดนิดหน่อยเท่านั้น ข้าสวมเสื้อผ้าหนามาก ไม่ได้บาดเจ็บหรอก"

   

   แม่เฒ่าฉินจึงวางใจและหันไปมองฝูงลูกหมู "เล่เหนียง เจ้าตั้งใจจะเอาหมูพวกนี้ไปเลี้ยงข้างนอกหรือ"

   

   เล่อเหนียงพยักหน้าหนักแน่น "ใช่แล้ว เลี้ยงให้โต แล้วกินเนื้อ"

   

   "ถึงตอนนั้นก็ไม่ต้องไปซื้อเนื้อที่บ้านเถ้าแก่หวงอีกแล้ว"

   

   เล่อเหนียงวางแผนอย่างตื่นเต้น แต่แม่เฒ่าฉินกลับกังวล "เล่อเหนียงเอ๋ย หมูมากมายขนาดนี้ พวกเราจะเลี้ยงที่ไหนล่ะ"

   

   "อีกอย่างจะบอกคนอื่นยังไงดี ดูลูกหมูพวกนี้สิ ล้วนแต่เป็นลูกหมูคุณภาพดีทั้งนั้น ถึงจะเก็บได้ก็คงไม่มีทางเก็บได้หมูที่มีรูปร่างหน้าตาดีขนาดนี้หรอก"

   

   เล่อเหนียงได้ยินดังนั้นก็ชะงักไป นางคิดแต่จะเอาลูกหมูพวกนี้ไปเลี้ยงข้างนอก แต่กลับลืมไปว่าตอนนี้พวกนางยังไม่มีคอกหมูเลย จะเอาไปเลี้ยงที่ไหนล่ะ

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์นึกออกทันที "ท่านแม่ พรุ่งนี้พวกเราไม่ได้จะไปอำเภอหรอกหรือ ตอนนั้นก็ขนลูกหมูพวกนี้กลับมาจากอำเภอเลย แล้วบอกว่าบังเอิญเจอคนขายลูกหมูพอดี"

   

   "วิธีนี้ดีนักเมื่อถึงเวลาใครถามก็บอกว่าซื้อมา"

   

   "อืม งั้นให้เล่อเหนียงเอาลูกหมูพวกนี้กลับไปก่อนได้ไหม"

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์มองดูลูกหมูที่ส่งเสียงร้อง "ที่บ้านไม่มีที่ให้วางแล้ว อีกอย่างพวกลูกหมูนี่เสียงดังเกินไป อาจจะทำให้คนอื่นสงสัยเอาได้"

   

   "ได้สิ"

   

   เล่อเหนียงตอบรับพลางโบกมือนำลูกหมูพวกนั้นกลับเข้าไปในอ้อมกอดของแม่มันอีกครั้ง "ท่านย่า พวกเราปลูกพืชผักกันก่อนเถิด"

   

   "รอให้บ่อน้ำพุร้อนเสร็จเรียบร้อยแล้วค่อยเปิดร้านอาหารชนบท ดีหรือไม่ ถึงตอนนั้นให้พวกเขาจับไก่บนภูเขาแล้วย่างกินเอง"

   

   เล่อเหนียงหยุดคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อ "ถึงตอนนั้นให้ป้าสะใภ้สามหรืออาสะใภ้ซิ่วเถาเป็นแม่ครัวที่นี่ รับรองว่าจะทำเงินได้มากมายเชียวล่ะ"

   

   แม่เฒ่าฉินพยักหน้าอย่างขบขันให้กับความคิดน้อยๆของนาง

   

   "เจ้าเด็กบ้าเงินเอ๊ย ทำอะไรก็ไม่ลืมที่จะหาเงิน"

   

   แม้ปากของนางจะด่าเล่อเหนียง แต่ในใจกลับสนใจร้านอาหารชนบทที่อยู่ในปากของหลานสาว สุดท้ายนางปล่อยให้เล่อเหนียงไปเล่นตามลำพัง ส่วนนางหยิบของสิ่งนั้นขึ้นมาศึกษาอย่างจริงจัง

   

   "ลุงรอง ต้มห่านกินเถอะเจ้าคะ" เล่อเหนียงมองดูห่านตัวใหญ่แล้วกลืนน้ำลาย

   

   "เล่อเหนียง ของสองห่อนี้เก็บไว้ที่ไหนหรือ"

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ไม่ได้ตอบคำถามของนาง แต่กลับมองดูอาหารสัตว์สองห่อนี้ด้วยความกังวล

   

   "ลุงรอ นั่นเป็นอาหารปลาเจ้าค่ะ ให้ลุงสามไว้เลี้ยงปลา" ฉินเหล่าเอ้อร์รับคำและนำของสองห่อไปวางไว้ที่มุมห้องอย่างเรียบร้อย

   

   เมื่อเห็นเล่อเหนียงที่เดินตามหลังเขามาตลอด เขาก็ส่ายหัวอย่างขบขันแล้วคว้าห่านตัวใหญ่เดินเข้าไปในครัว

   

   ฉินเหล่าซานและสือไห่ถังยังคงวุ่นอยู่กับการทำขนมหวานในห้องข้าง นางเองคงไม่มีทางฆ่าห่านตัวใหญ่นี้ได้ด้วยตัวเอง ดังนั้นจึงต้องให้พี่สามีลงมือเอง

   

   เขากดห่านลงบนพื้น จากนั้นก็ลงมือเชือดคอมันอย่างคล่องแคล่ว

   

   เมื่อเลือดหยุดไหลจากคอห่านแล้วก็โยนห่านลงในถังน้ำข้างๆ แล้วถือชามเลือดห่านเดินเข้าไปตรงเตาไฟ แต่ไม่นานเขาก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของเล่อเหนียงจึงรีบวิ่งไปทันที

   

   "ว้าย! ลุงรอง ช่วยด้วย!"

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์รีบพุ่งออกไปทันที แล้วก็เห็นว่าสิ่งที่เดิมทีไม่ขยับเขยื้อนแล้ว ตอนนี้กลับกำลังไล่จิกเล่อเหนียงอยู่

   

   "เล่อเหนียง!"

   

   เขาตกใจจนรีบวิ่งเข้าไปอุ้มเล่อเหนียง ก้นของเขาก็ถูกห่านจิกเข้าอย่างจัง ทำให้เขาร้องโอ๊ยออกมาด้วยความเจ็บปวด

   

   "ห่านตัวนี้ไม่ได้ตายไปแล้วหรอกหรือ ทำไมถึงฟื้นคืนชีพได้เล่า"

   

   ขณะที่ฉินเหล่าเอ้อร์กำลังร้องโวยวาย เขาก็ถูกห่านใหญ่จิกอีกหลายครั้ง

   

   "บ้าเอ๊ย มีใครอยู่บ้างไหม ช่วยข้าด้วย!"

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์อุ้มเล่อเหนียงไว้ในอ้อมแขน ทำให้ไม่มีมือว่างจัดการกับห่านใหญ่ตัวนี้ได้ จึงได้แต่วิ่งหนีมันไปเรื่อยๆ ขณะที่วิ่งหนี ก้นของข้าก็ถูกมันจิกไม่หยุด

   

   ในช่วงเวลาสำคัญหลี่อันลงมาจากฟ้า จับห่านตัวใหญ่ยกขึ้นมาทันที

   

   "เหล่าเอ้อร์ เจ้านี่มันเสือตัวไหนกัน ฆ่าห่านตัวเดียวยังฆ่าไม่ตาย!"



 บทที่ 369: เรื่องของท่านแม่


   

   "เจ้าโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ยังไม่รู้จักวิธีฆ่าห่านอีกหรือ ถ้าไม่รู้ก็อย่าทำเป็นเก่งสิ!" หลี่อันตวาดพลางจับคอห่านตัวใหญ่

   

   แม่เฒ่าฉินวิ่งมาถึงในตอนนี้ นางอุ้มเล่อเหนียงขึ้นมาแล้วก็เห็นว่าใบหน้าของเล่อเหนียงถูกห่านจิกเข้าไปหนึ่งที ทำให้ใบหน้าตรงนั้นบวมแดงขึ้นมาทันที

   

   "เหล่าเอ้อร์ เจ้ากำลังทำอะไรอยู่!"

   

   "ฮือ ท่านย่า เจ็บจังเลย" เล่อเหนียงร้องไห้พลางเอามือปิดหน้า

   

   "ห่านตัวใหญ่จิกข้า!"

   

   "ไม่เจ็บไม่เจ็บนะ ย่าจะเป่าให้เจ้าเอง"

   

   แม่เฒ่าฉินมองดูเล่อเหนียงที่ดูน่าสงสารเหลือเกิน ทำให้นางรู้สึกเจ็บปวดใจยิ่งนัก

   

   นางเป่าลมใส่ใบหน้าของเล่อเหนียงไม่หยุด

   

   "ลูกสาวที่รักของข้า เจ้าเจ็บหรือไม่ มาให้แม่กอดหน่อย"

   

   สวี่ซิ่วอิงได้ยินเสียงความวุ่นวายจึงวิ่งออกมาดู เมื่อเห็นใบหน้าบวมแดงของเล่อเหนียง ดวงตาของนางก็แดงขึ้นมา เล่อเหนียงพุ่งเข้าไปในอ้อมกอดของสวี่ซิ่วอิง สองมือกอดรัดคอของนางแน่น ใบหน้าซุกลงไปที่ซอกคอของนาง

   

   นางรู้สึกน้อยใจมาก นางถูกห่านจิกหน้า…

   

   "ท่านแม่ ข้าปาดคอมันแล้วนะ รองเลือดห่านได้ตั้งหนึ่งชาม เหตุใดมันถึงยังมีชีวิตอยู่ล่ะ" ฉินเหล่าเอ้อร์พูดพลางลูบก้นตัวเอง


   ก้นของเขาถูกห่านจิกไปหลายทีแล้ว นอกจากนี้มันยังจิกโคนขาข้าอีกด้วย

   

   "เจ้าลองมาดูเองสิว่าเจ้าปาดตรงไหน" หลี่อันถือห่านตัวใหญ่ที่ยังคงดิ้นไม่หยุดเดินเข้ามา "เจ้าเพียงแค่กรีดผิวหนังชั้นนอก แบบนี้มันจะตายได้อย่างไร "

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์มอง เห็นว่าที่คอของห่านตัวใหญ่มีรอยแผลกว้างจริงๆ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ลึกมากพอ แต่เขาก็ยังคงไม่เชื่อจึงใช้มือลูบดูอีกครั้ง

   

   ก็ได้ คราวนี้แน่ใจแล้ว เขาไม่ได้ตัดถึงกระดูกจริงๆ

   

   "ยังยืนเหม่ออยู่อีก ไปหยิบมีดมา!" ฉินเหล่าเอ้อร์สะดุ้งตกใจเมื่อถูกหลี่อันตวาด เขารีบวิ่งไปที่ครัวเพื่อหยิบมีดมาหนึ่งเล่มพร้อมกับชามใบเล็กขนาดฝ่ามือ

   

   "ในบ้านไม่มีชามใหญ่แล้วหรือ ถึงได้เอาชามใบเล็กแค่นี้มา!" หลี่อันโกรธจนแทบจะเตะฉินเหล่าเอ้อร์

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์เดินวนไปมาในครัวหาชามใหญ่ไม่เจอ จึงคว้าอ่างใบหนึ่งออกมาแทน

   

   หลี่อันโมโหจนไม่รู้ว่าควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี จึงยื่นห่านให้ฉินเหล่าเอ้อร์โดยตรง

   

   "หมอหลี่ เหตุใดท่านถึงส่งมันมาให้ข้าเล่า" ฉินเหล่าเอ้อร์มองเขาอย่างสงสัย


   หลี่อันคำรามด้วยความโกรธ "ให้เจ้าทำไมงั้นหรือ ให้เจ้าฆ่าอย่างไรเล่า เจ้าไม่เห็นหรือว่ามือข้างหนึ่งของข้าขยับไม่ได้"

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ตอบรับหนึ่งเสียง แล้วหยิบมีดขึ้นมาเฉือนคอห่าน

   

   "เฉือนให้ลึกกว่านี้ ออกแรงหน่อย อย่าทำเหมือนไม่ได้กินข้าวมา!"

   

   ภายใต้สายตาของหลี่อันและแม่เฒ่าฉิน ฉินเหล่าเอ้อร์จับมีดทำครัวกระชากอย่างแรง ในทันใดนั้นเลือดก็พุ่งออกมา

   

   "โอ้โฮ ห่านตัวนี้ยังมีเลือดอีกมากเลยนะ" ฉินเหล่าเอ้อร์ร้องอุทานด้วยความประหลาดใจ

   

   "พูดเหลวไหล เจ้ายังไม่ได้กรีดถูกเส้นเลือดใหญ่เลย" หลี่อันส่งเสียงฮึดฮัด

   

   "ซิ่วอิง ให้ข้าดูหน้าของเล่อเหนียงหน่อย"

   

   หลี่อันพินิจดูใบหน้าของเล่อเหนียงอย่างละเอียด เมื่อเห็นว่าไม่มีรอยถลอก เขาจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก

   

   "ไม่เป็นไร ไม่มีรอยถลอก อีกสองสามวันก็หายแล้ว"

   

   แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นจึงวางใจลง "เล่อเหนียง คราวหน้าอย่าเข้าใกล้ห่านมากนัก มันดุร้ายยิ่งกว่าสุนัขเสียอีก"

   

   "อืมอืม แต่ข้าอยากกินขาห่านย่าง!"

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นเล่อเหนียง ยังไม่ลืมเรื่องกินเนื้อก็รู้ว่านางคงไม่เป็นอะไรมากแล้ว

   

   สือไห่ถังที่กำลังยุ่งอยู่ข้างๆ ได้ยินว่าเล่อเหนียงโดนห่านจิกเพราะอยากกินขาห่าน จึงรีบวางงานในมือแล้วกลับไปต้มขาห่านให้นางทันที

   

   เล่อเหนียงใช้เขี้ยวน้อยๆของนางกัดขาห่านที่ย่างจนสุกอย่างแรงเพื่อระบายความแค้น ท่าทางน่ารักนั้นทำให้คนในตระกูลฉินละลายไปตามๆกัน

   

   ……...

   

   เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ฉินเหล่าซานก็ขับรถม้าเข้าเมืองอย่างรวดเร็ว แต่คราวนี้นอกจากสือไห่ถังแล้ว แม่เฒ่าฉินและสวี่ซิ่วอิงก็ติดตามเข้าเมืองไปด้วย

   

   แน่นอนว่าเล่อเหนียงต้องติดตามไปด้วยแน่นอน

   

   สวี่ซิ่วอิงได้ปักชุดแต่งงานที่รับมาก่อนหน้านี้เสร็จแล้ว คราวนี้นางเข้าเมืองเพื่อส่งมอบงาน

   

   ส่วนแม่เฒ่าฉินเข้าเมืองเพื่อดูเมล็ดพันธุ์ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องหาเหตุผลที่สมเหตุสมผลให้กับลูกหมูฝูงนั้น

   

   ฉินเหล่าซานขับรถม้าตรงไปยังร้านผ้า ให้แม่เฒ่าฉินและสวี่ซิ่วอิงลงจากรถก่อนที่จะไปยังร้านค้า

   

   "แม่นางสวี่ ในที่สุดเจ้าก็มาเสียที" เมื่อเถ้าแก่หลายเห็นสวี่ซิ่วอิงเดินเข้ามา ใบหน้าของเขาก็เบิกบานราวกับดอกไม้

   

   "เถ้าแก่หลาย ข้าได้ปักชุดแต่งงานเสร็จแล้ว ท่านลองดูว่ามีส่วนใดที่ยังบกพร่องหรือไม่"

   

   "โอ้ แม่นางสวี่ ข้าเชื่อใจฝีมือท่านยิ่งนัห" เถ้าแก่หลายพูดพลางรับห่อผ้าที่นางส่งมาให้ เปิดออกแล้ววางชุดแต่งงานลงบนโต๊ะแล้วตรวจสอบอย่างละเอียด ส่วนแม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียงเดินชมไปรอบๆ

   

   ไม่นานพวกเขาก็ถูกดึงดูดความสนใจไปยังตะกร้าด้ายที่อยู่ตรงมุมห้อง

   

   "เหตุใดถึงวางตะกร้าด้ายไว้ตรงนี้หรือ" แม่เฒ่าฉินถามอย่างสงสัย

   

   ลูกจ้างคนนั้นเดินมาดูตะกร้าด้ายแล้วกล่าวว่า "ตะกร้าด้ายนี้เป็นของใหม่ที่เพิ่งเข้ามาเมื่อไม่นานมานี้ ตอนขนกลับมาไม่ได้ระวัง ทำเปียกหิมะ พอช่วงนี้อากาศอุ่นขึ้น หิมะก็ละลายทำให้ด้ายเปียก สีของด้ายเลยซึมเข้าหากัน"

   

   "อ้อ แค่นั้นเองหรือ ด้ายพวกนี้ดูก็รู้ว่าเป็นของดี น่าเสียดายจริงๆ" แม่เฒ่าฉินกล่าวอย่างเสียดาย อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับความเสียดายของแม่เฒ่าฉิน เล่อเหนียงกลับตาเป็นประกายเมื่อเห็นด้ายเหล่านี้

   

   "แม่นางสวี่ ข้าได้ตรวจดูชุดแต่งงานแล้ว ไม่มีปัญหาอะไร แต่ก็ต้องรอให้เจ้าของมาดูด้วยตัวเองก่อนถึงจะจ่ายค่าแรงให้ท่านได้นะ"

   

   สวี่ซิ่วอิงยิ้มพลางโบกมือ "ทำตามที่ท่านเถ้าแก่ว่าก็แล้วกัน"

   

   เถ้าแก่หลายหยิบผ้าบางส่วนออกมาจากตู้ "สวี่ซิ่วอิง มีคนสั่งผ้าเช็ดหน้าจำนวนหนึ่ง ท่านมีเวลาช่วยข้าปัหกหรือไม่"

   

   "ผ้าเช็ดหน้าหนึ่งผืน ข้าจ่ายคนอื่นยี่สิบอีแปะ แต่จ่ายให้ท่านยี่สิบห้าอีแปะเป็นอย่างไร"

   

   สวี่ซิ่วอิงยื่นมือไปลูบผ้าเหล่านั้น สัมผัสได้ถึงความนุ่มละเอียดและเรียบลื่น เห็นได้ชัดว่าเป็นผ้าที่มีเพียงครอบครัวผู้มีฐานะเท่านั้นที่จะสามารถใช้ได้

   

   "ท่านเถ้าแก่หลาย ผ้าเช็ดหน้าเหล่านี้มีกำหนดส่งเร่งด่วนหรือไม่"

   

   เถ้าแก่หลายส่ายหัว "เจ้าของผ้าให้เวลาหนึ่งเดือน"

   

   สวี่ซิ่วอิงพยักหน้ารับทราบ "ได้ ข้ารับงานนี้"

   

   เถ้าแก่หลายดีใจจึงห่อของทั้งหมดรวมทั้งเข็ม ด้าย และผ้าให้นาง

   

   "ท่านป้า ท่านลองดูสิมีผ้าผืนไหนถูกใจบ้าง เลือกสักผืนกลับไปตัดเสื้อให้เล่อเหนียงสักตัว"

   

   แม่เฒ่าฉินส่ายหน้า "ก่อนปีใหม่ข้าเพิ่งซื้อผ้า ตอนนี้ยังไม่จำเป็น รอให้อากาศอุ่นขึ้นก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที"

   

   เถ้าแก่หลายได้ยินดังนั้นก็ไม่กล้าเซ้าซี้ต่อ

   

   "เถ้าแก่หลาย ตะกร้าด้ายนั่นขายเท่าไหร่หรือ" เล่อเหนียงถามถึงตระกร้าด้ายมุมห้อง

   

   เถ้าแก่หลายหรี่ตามองแวบหนึ่ง "ด้ายพวกนั้นเสียหมดแล้วใช้ไม่ได้ ถ้าเล่อเหนียงอยากได้ก็เอาไปเลย"

   

   "ได้หรือเจ้าค่ะ" เล่อเหนียงกล่าวเช่นนั้น แต่มือของนางก็เริ่มเลือกด้ายที่ต้องการ

   

   เถ้าแก่หลายหาถุงกระดาษมาให้นางใบหนึ่ง แล้วเก็บด้ายที่เสียหายทั้งหมดใส่ลงไปให้

   

   "ขอบคุณเถ้าแก่หลายนะเจ้าคะ" เล่อเหนียงกล่าวน้ำเสียงอ่อนหวาน

   

   เถ้าแก่หลายลูบศีรษะน้อยๆของนาง "ไม่ต้องขอบคุณหรอก มีเวลาว่างก็แวะมาเล่นกับข้าบ้างนะ"

   

   เถ้าแก่หลายยิ้มพลางส่งพวกเขาออกไปทันใดนั้น เขาก็นึกขึ้นได้ถึงเรื่องหนึ่ง

   

   "แม่นางสวี่ ก่อนหน้านี้คุณชายอวี๋ชิง ได้สอบถามข้าเกี่ยวกับเรื่องของท่าน!"



 บทที่ 370: ทุกคนอยากเลี้ยงหมู


   

   สวี่ซิ่วอิงชะงักไปครู่หนึ่ง "คุณชายท่านใดหรือ"

   

   "ก็คุณชายที่มาขอให้ช่วยซ่อมชุดเจ้าสาวคนนั้นไง ไม่รู้ว่าเขาต้องการให้ท่านช่วยซ่อมชุดเจ้าสาวหรือต้องการอะไร ดูเหมือนเขาจะมาสอบถามหลายครั้งแล้ว"

   

   เถ้าแก่หลายถูมือไปมา "ทุกครั้งที่เขามา เขาซื้อผ้าไปมากมาย แล้วยังถามข้าเกี่ยวกับเรื่องของท่านด้วย ดังนั้นข้าจึงระมัดระวังไว้ก่อน บอกเรื่องจริงบ้างเรื่องเท็จบ้าง หวังว่าท่านจะไม่ถือสาข้า"

   

   สวี่ซิ่วอิงรู้สึกตกใจในใจ แต่ภายนอกยังคงไม่แสดงอาการใดๆ "ไม่เป็นไร ถ้าคราวหน้าท่านเจอคุณชายอวี๋ ช่วยถามเขาให้ข้าหน่อยว่ามีธุระอะไร"

   

   "ข้าแต่งงานมีสามีแล้ว การที่ชายอื่นมาคิดถึงข้า หากคนที่ไม่หวังดีรู้เข้าคงไม่ดีแน่" แม่เฒ่าฉินก็พยักหน้าอยู่ข้างๆ "หากมีเรื่องด่วนจริงๆ ที่ต้องตามหาสะใภ้ของข้า ก็ให้เขาไปที่หมู่บ้านตระกูลฉินเถิด อย่าได้ไปสอบถามที่ใดอีกเลย"

   

   เถ้าแก่หลายเช็ดเหงื่อบนหน้าผากแล้วรีบตอบรับ "ใช่ๆๆ ท่านป้าพูดถูกต้องแล้ว ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน ถ้าข้าได้พบคุณชายอวี๋ ข้าจะถ่ายทอดคำพูดของท่านป้าให้เขาทราบอย่างแน่นอน"

   

   แม่เฒ่าฉินส่งเสียงตอบรับในลำคอ แล้วอุ้มเล่อเหนียงออกไป

   

   "ซิ่วอิง คุณชายอวี๋ผู้นั้นจะเป็นคนรู้จักเก่าของเจ้าหรือไม่"

   

   สวี่ซิ่วอิง ส่ายหน้า "ข้าไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับเขาเลย คิดว่าไม่เคยรู้จักมาก่อนนะเจ้าค่ะ" แม่เฒ่าฉินไม่ถามอีกต่อไป นางอุ้มเล่อเหนียงเดินเที่ยวไปตามถนน

   

   "ซิ่วอิง ดูเหมือนข้าวที่บ้านเราจะเหลือน้อยแล้วใช่หรือไม่" แม่เฒ่าฉินเห็นแล้วนึกขึ้นได้ว่าข้าวที่บ้านดูเหมือนจะเหลือน้อยแล้ว

   

   สวี่ซิ่วอิงส่ายหน้า "ท่านแม่ ช่วงนี้ข้ายุ่งกับการปักชุดแต่งงาน แทบไม่ได้เข้าครัวเลย ข้าไม่รู้จริงๆว่าข้าวที่บ้านเหลืออยู่เท่าไหร่"

   

   "ช่างเถอะ ไปซื้อข้าวที่ร้านขายธัญพืชสักหนึ่งร้อยชั่งก่อนเถอะ จำได้ว่าเหลือไม่มากแล้ว"

   

   แม่เฒ่าฉินพูดจะซื้อก็ซื้อเลย นางอุ้มเล่อเหนียงไปที่ร้านขายธัญพืช ลูกจ้างในร้านเห็นแม่เฒ่าฉินก็รีบออกมาต้อนรับทันที นางถือว่าเป็นลูกค้ารายใหญ่ของร้าน เมื่อปีที่แล้วนางซื้อข้าวไปถึงห้าหกพันชั่งเลยนะ

   

   "ท่านแม่เฒ่าฉิน ท่านดูสักหน่อย ท่านต้องการข้าวชนิดใดหรือ"

   

   แม่เฒ่าฉินกวาดตามองอย่างรวดเร็ว "ข้าต้องการข้าวไม่มาก เอาข้าวสารอย่างดีหนึ่งร้อยชั่ง แป้งสาลีสามสิบชั่ง ยังจัดส่งให้อยู่หรือไม่"

   

   ลูกจ้างรีบพยักหน้าทันที "จัดส่งให้แน่นอน ยังเป็นที่อยู่เดิมใช่หรือไม่"

   

   แม่เฒ่าฉินพยักหน้าหยิบเงินออกมาชำระเสร็จแล้วก็เดินออกไป จากนั้นพวกเขาของกินเล่นและของใช้เล็กๆน้อยๆ จนกระทั่งเห็นฉินเหล่าซานขับรถม้ามาหาพวกเขา

   

   "ลุงสาม อยู่นี่เจ้าค่ะ!" เล่อเหนียงโบกมือด้วยความดีใจ

   

   ฉินเหล่าซานจอดรถม้า ช่วยพวกเขาขนของขึ้นรถม้า แล้วก็ขับรถม้าออกไป

   

   "ท่านแม่ ด้ายพวกนั้นดูเหมือนจะเสียแล้ว ยังใช้ได้หรือเจ้าคะ" ด้ายในถุงกระดาษนั้นจึงถามขึ้น

   

   แม่เฒ่าฉินมองหลานสาว "นั่นสิ ด้ายพวกนี้ดูเหมือนจะใช้ไม่ได้ แล้วแต่เล่อเหนียงยืนกรานจะเอากลับมา"

   

   "อย่างไรเสียก็ไม่ต้องเสียเงิน เอากลับมาให้นางเล่นก็แล้วกัน"

   

   สือไห่ถังพลิกดูเส้นด้ายเหล่านั้นสองสามครั้ง พบว่าเส้นด้ายทั้งหมดถูกย้อมสีแล้ว นางอยากจะเลือกเอาสักก้อนมาใช้ แต่ก็ไม่สามารถเลือกได้

   

   "ท่านแม่ ทำเสื้อผ้าสีสันสดใสเถิด" เล่อเหนียงชี้ไปที่เส้นด้ายที่สีสันยุ่งเหยิงนั้นพลางกล่าว

   

   สวี่ซิ่วอิงมองนางอย่างจนปัญญา "ลูกรัก ด้ายพวกนี้เสียหายแล้ว ทำเสื้อผ้าไม่ได้แล้ว"

   

   "ทำได้ เล่อเหนียงจะสอนท่าน" เล่อเหนียงตบอกพลางกล่าวว่า "เสื้อผ้าที่ทำออกมาจะต้องสวยงามอย่างแน่นอน"

   

   นี่เป็นด้ายสีที่หายากมาก การใช้มันเพื่อตัดเย็บเสื้อผ้า ผลลัพธ์ที่ได้จะงดงามอย่างน่าทึ่ง

   

   ในชาติก่อน มีช่วงหนึ่งที่สีสันฉูดฉานเป็นที่นิยม ไม่เพียงแต่เสื้อผ้าที่ทำเป็นสีสันสดใส แม้แต่ผมก็ต้องย้อมเป็นสีสันต่างๆด้วย

   

   ในตอนนั้นนางก็ชอบสะสมเสื้อผ้าสีสันสดใสมาก เมื่อถึงวันหยุดนางก็จะสวมใส่เสื้อผ้าสีสันสดใสปะปนไปกับฝูงชน หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ร่วมกันเฉลิมฉลองอย่างบ้าคลั่ง

   

   สวี่ซิ่วอิงบีบแก้มเล็กๆของเล่อเหนียงแล้วพูดว่า "ดีมาก สมบัติน้อยของพวกเราเก่งที่สุดแล้ว งั้นขอให้สมบัติน้อยของพวกเราสอนข้าได้หรือไม่" เล่อเหนียงบิดสะโพกของนางเล็กน้อย ใบหน้าแสดงท่าทางเขินอายเมื่อได้รับคำชม


   ท่าทางซุกซนและร่าเริงของนางทำให้แม่เฒ่าฉิน และคนอื่นๆหัวเราะไม่หยุด

   

   เล่อเหนียงกลอกตาไปมาสองรอบ แล้วโบกมือทันทีทันใดนั้นฝูงลูกหมูก็ปรากฏขึ้นที่เท้าของพวกเขา

   

   "เล่อเหนียง เจ้าบอกล่วงหน้าสักหน่อยไม่ได้หรือ" แม่เฒ่าฉินตกใจจนหัวใจหล่นลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม

   

   "งั้นคราวหน้าข้าจะบอกท่านนะ" เล่อเหนียงพูดอย่างรู้สึกผิด นางลืมไปแล้วว่าเมื่อวานท่านย่าบอกว่าต่อไปถ้าจะเอาอะไรออกต้องบอกนางล่วงหน้าสักคำ

   

   เพียงแต่นางลืมไปเท่านั้นเอง

   

   "เล่อเหนียงลูกหมูมากมายขนาดนี้ เจ้าตั้งใจจะเอาไปเลี้ยงที่ไหนล่ะ"

   

   เล่อเหนียงคิดดูสักครู่ ดูเหมือนที่บ้านจะไม่มีที่เลี้ยงหมูจริงๆ

   

   "ท่านย่า เอาไปเลี้ยงที่บ้านปู่จ้าวสิเจ้าคะ" แม่เฒ่าฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้

   

   "โอ้ ท่านป้า พวกลูกหมูมากมายเหล่านี้มาจากไหนกันหรือ"

   

   เอ้อร์จู้ที่อยู่ตรงทางเข้าหมู่บ้านเห็นรถม้าของแม่เฒ่าฉิน จึงรีบยกไม้ให้พวกนางเข้าไป

   

   ขณะที่กำลังเข้าไป สายลมพัดผ่านมาพอดี ทำให้ม่านปลิวไสวเผยให้เห็นในรถ

   

   ไม่ต้องพูดถึงสิ่งที่อยู่เต็มรถม้าคันนั้น "เฮ้อ ก็จ่ายเงินซื้อมาสิ แล้วก็เก็บมาจากถนนใหญ่นั่นแหละ" แม่เฒ่าฉินพูดพลางหัวเราะ แล้วก็ให้ฉินเหล่าซานขับรถกลับไป

   

   ข่าวเรื่องลูกหมูที่บ้านแม่เฒ่าฉินแพร่สะพัดไปทั่วทั้งหมู่บ้านตระกูลฉินอย่างรวดเร็ว

   

   ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในหมู่บ้านตระกูลฉินต่างพากันทิ้งข้าวของในมือ วิ่งไปดูลูกหมูที่บ้านของแม่เฒ่าฉิน

   

   "ท่านป้า ท่านซื้อลูกหมูมาจากที่ไหนหรือ ดูแข็งแรงมากเลยนะ" แม่เถียหนิวเป็นคนแรกที่เอ่ยปากถาม

   

   แม่เฒ่าฉินยิ้มพลางอธิบาย "ตอนไปตลาดบังเอิญเจอคนแก่คนหนึ่งบอกว่าแม่หมูที่บ้านออกลูกแต่เลี้ยงไม่ไหว เลยเอามาขาย"

   

   "ข้าคิดว่าบ้านพวกเราไม่มีหมู พวกลูกหมูเหล่านี้ก็โตเร็วจริงๆ ดังนั้นข้าจึงซื้อพวกมันกลับมา"

   

   แม่เฒ่าฉินพูดจบก็ถอนหายใจ "ตอนนั้นสนใจแต่ซื้อ กลับมาครึ่งทางถึงนึกขึ้นได้ว่าไม่มีที่เลี้ยงลูกหมูพวกนี้"

   

   "พี่ชุนหลาน บ้านข้ามีที่เลี้ยงหมู!" ฉินฟู่หลินได้ยินข่าวก็รีบวิ่งมา

   

   พอมาถึงก็ได้ยินแม่เฒ่าฉินบอกว่าไม่มีที่เลี้ยงหมู เขาจึงรีบเอ่ยปากทันที

   

   "พี่ชุนหลาน หมูตัวนี้ซื้อมากี่เท่าไหร่ แบ่งให้ข้าสองตัวเถอะ" แม่เถียหนิวได้ยินเสียงหัวหน้าหมู่บ้านเอ่ยปาก นางก็เอ่ยปากขึ้นมาบ้าง "ข้าอยากเลี้ยงสักสองตัวเหมือนกัน"

   

   ยังมีชายอีกหลายคนเอ่ยปากว่าอยากเลี้ยงหมูด้วย หากเป็นเมื่อก่อน อย่าว่าแต่จะเลี้ยงหมูเลย แค่จะกินเนื้อหมูพวกเขายังต้องลังเลอยู่นานว่าควรกินหรือไม่

   

   แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว พวกเขามีเงินในมือแล้ว

   

   แต่ละครอบครัวมีเงินตั้งสิบตำลึงเลียงเชียวนะ ดังนั้นพวกเขาจึงอยากเลี้ยงหมูสักตัว เพื่อที่จะได้ไว้ฆ่ากินวันปีใหม่

   

   แม่เฒ่าฉินมองดูฉินฟู่หลินและคนอื่นๆด้วยความรู้สึกลำบากใจอย่างยิ่ง

   

   ตามหลักการแล้ว ในฐานะที่เป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน เจ้าต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แต่ลูกหมูพวกนี้เป็นของเล่อเหนียง นางไม่สามารถตัดสินใจแทนได้

   

   "ท่านปู่หัวหน้าหมู่บ้านท่าน ลูกหมูตัวเล็กๆราคาสองตำลึงเงินต่อตัวนะเจ้าคะ"

   

   เล่อเหนียงมองดูท่านย่าที่กำลังลำบากใจแล้วเอ่ยปากพูด

   

   "ถ้าเช่นนั้น ข้าขอสามตัว"



จบตอน

Comments