lucky kid ep371-380

  บทที่ 371: ต้องการลูกสาวมากกว่าภรรยา

   

   แม่เฒ่าฉินมองดูผู้คนที่พากันเอ่ยปากอยากได้ลูกหมูก็งงงันไปทันที

   

   "ไม่ใช่นะ หมูในหมู่บ้านเราก็ไม่ได้มีมากมายอะไร แล้วจะไปหาที่ไหนมาให้พวกเจ้าได้มากมายขนาดนั้น"

   

   ฉินฟู่หลินหันไปมองคนที่ยกมือก็เอามือเท้าสะเอวตวาดเสียงดัง "พวกเจ้าจะมาร่วมวงอะไรกัน มีเงินอยู่ไม่กี่อีแปะก็จะเริ่มใช้จ่ายฟุ่มเฟือยแล้วหรือ"

   

   ชาวบ้านถูกด่าก็ไม่โกรธ ทั้งยังยิ้มแย้มพูดว่า "หัวหน้าหมู่บ้าน นานๆทีจะได้เห็นลูกหมู ใครบ้างจะไม่อยากเลี้ยงสักสองตัว"

   

   แม่เถียหนิวพูดแทรกขึ้นมา "ใช่แล้ว หัวหน้าหมู่บ้าน ตอนนี้เลี้ยงหมูสองตัว พอถึงฤดูหนาวก็จะได้กินเนื้อหมู นอกจากกินเองแล้ว ยังเอาไปขายเป็นเงินได้อีกนะ" แน่นอนว่าฉินฟู่หลินเข้าใจเหตุผลนี้ดี เพราะเขาก็หวังเช่นนั้นเหมือนกัน

   

   "ลูกหมูตัวหนึ่งก็ราคาสองตำลึงแล้ว พวกเจ้าจะเลี้ยงได้กี่ตัวกัน"

   

   "ท่านไม่ต้องมายุ่ง ยังไงพวกข้าก็จะเลี้ยง!"

   

   แม่เฒ่าฉินมองดูฉินฟู่หลินทะเลาะกับชาวบ้าน แล้วถอนหายใจกล่าวว่า "โอ้ พวกเจ้าอย่าเถียงกันเลย ข้ามีข้อเสนอหนึ่ง ไม่ทราบว่าพวกเจ้าจะฟังหรือไม่"

   

   ทันทีที่แม่เฒ่าฉินเอ่ยปาก พวกเขาก็เงียบลงในทันที

   

   "พี่ชุนหลาน ท่านบอกมาเถิด ท่านจะขายลูกหมูพวกนี้ให้พวกข้าหรือไม่"

   

   แม่เฒ่าฉินพยักหน้า "ขายแน่นอน แต่ข้ามีข้อเสนอ"

   

   ฉินฟู่หลินและคนอื่นๆได้ยินดังนั้นก็เงียบลงและมองไปที่แม่เฒ่าฉิน

   

   "พวกเจ้าดูสิ ลูกหมูของข้าก็ไม่ได้มีมากนัก ข้าเองก็ต้องเลี้ยงบ้าง ข้าคิดว่าถ้าแต่ละบ้านเลี้ยงตัวเดียวก็คงไม่สะดวก เช่นนั้นแล้วเรามาสร้างคอกหมูและเลี้ยงลูกหมูพวกนี้รวมกันเถอะ"

   

   "จากนั้นแต่ละครอบครัวจะเลี้ยงได้เพียงตัวเดียว ที่เหลือจะเป็นของครอบครัวข้า พอถึงฤดูหนาวที่ต้องฆ่าหมู แต่ละบ้านก็เอาหมูตัวหนึ่งกลับไปเลี้ยง สำหรับบ้านที่ไม่มีเงินเลี้ยงหมูก็สามารถช่วยตัดหญ้าให้อาหารหมูได้ พอถึงฤดูหนาว ครอบครัวข้าจะให้หมูหนึ่งตัวแก่พวกเจ้าเพื่อแบ่งกัน พวกเจ้าคิดว่าอย่างไร"

   

   คำพูดของแม่เฒ่าฉินเพิ่งจบลง ชาวบ้านก็เริ่มถกเถียงกันขึ้นมา บางส่วนก็เห็นด้วย บางส่วนก็ไม่เห็นด้วย

   

   ในที่สุดฉินฟู่หลินก็ตัดสินใจตอบรับ "หากพวกเจ้าที่ต้องการเลี้ยงหมู ให้คำนึงถึงสถานการณ์ในครอบครัวของพวกเจ้าก่อน อย่างเช่นบ้านของเอ้อรจู้ไม่ต้องเลี้ยงแล้ว บ้านของฟู่ไห่ด้วย ทั้งสองครอบครัวนี้มีผู้สูงอายุที่สุขภาพไม่ค่อยดี ต้องเก็บเงินไว้ใช้ยามจำเป็น"

   

   "เมื่อครู่พี่ชุนหลานได้บอกแล้วว่า ให้พวกเจ้ามาคอยตัดหญ้าให้หมูกิน ถึงเวลามันจะอ้วนท้วนสมบูรณ์ พอถึงช่วงปีใหม่ก็จะมีเนื้อหมูกินเหมือนกัน"

   

   เมื่อได้ยินหัวหน้าหมู่บ้านพูดเช่นนี้ หลายครอบครัวก็พิจารณาสถานการณ์ของตนเองแล้วเดินไปอยู่ด้านหลังฝูงชน

   

   จนกระทั่งคนที่ต้องการเลี้ยงหมูจริงๆ เหลือเพียงสิบกว่าครอบครัวเท่านั้น แม่เฒ่าฉินนับจำนวนครอบครัวที่ต้องการเลี้ยงหมู แล้วถอนหายใจเบาๆอย่างโล่งอก

   

   โชคดีที่ลูกหมูที่เล่อเหนียงปล่อยออกมามีจำนวนมากพอ เพียงพอให้พวกเขาเลี้ยงได้คนละหนึ่งตัว

   

   จากนั้ฉินฟู่หลินก็ผู้นำในการรวบรวมเงินสองตำลึงส่งมอบให้กับแม่เฒ่าฉิน

   

   "พวกเจ้าที่ไม่มีงานอะไรทำ ให้ไปหยิบเครื่องมือมาซ่อมแซมคอกหมูในหมู่บ้าน พอถึงฤดูหนาว พวกเราก็จะมีเนื้อหมูกิน"

   

   ชาวบ้านได้ยินดังนั้น บางคนก็กลับไปเอาเครื่องมือ บางคนก็ช่วยกันขนย้ายลูกหมูเหล่านี้ไปยังคอกหมู

   

   "โชคดีที่มีลูกหมูมากพอ ไม่เช่นนั้นคงไม่พอแบ่งกัน" แม่เฒ่าฉินถอนหายใจพลางกล่าว

   

   หลิวฉางไห่และชาวบ้านอีกไม่กี่คนจากหมู่บ้านต้าหลิว ยืนอยู่กับที่มองพวกเขาอย่างอิจฉาขณะที่พวกเขากำลังยกลูกหมูไปยังคอกหมูอย่างร่าเริง

   

   "ท่านป้าฉิน พวกข้าช่วยเลี้ยงหมูได้หรือไม่" หลิวฉางไห่ก้าวไปข้างหน้าถามอย่างประหม่า

   

   แม่เฒ่าฉินมองเขาอย่างแปลกใจ "ฉางไห่ เจ้าไม่ใช่คนของหมู่บ้านตระกูลฉินหรอกหรือ"

   

   หลิวฉางไห่รีบพยักหน้า "ใช่แล้ว ใช่แล้ว ข้าเป็นคนของหมู่บ้านตระกูลฉิน"

   

   "ข้าเพิ่งพูดถึงชาวบ้าน ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงพวกเจ้าด้วย"

   

   หลิวฉางไห่ได้ยินดังนั้นก็พูดอย่างดีใจว่า "ท่านป้า ท่านวางใจได้ ข้าจะต้องเลี้ยงหมูพวกนี้ให้อ้วนท้วนสมบูรณ์แน่นอน"

   

   พูดจบก็พาชาวบ้านวิ่งไปช่วยงานอย่างร่าเริง

   

   "ฉางไห่ ข้ารู้สึกว่าผู้คนในหมู่บ้านตระกูลฉินนั้นดีจริงๆ ไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้ใครบอกว่าคนในหมู่บ้านตระกูลฉินเห็นแก่ตัวและขี้เหนียง" หญิงคนหนึ่งกระซิบบอก

   

   หลิวฉางไห่มองพวกเขาอย่างเตือนสติ "พวกเจ้าจำไว้ ถ้าอยากจะกลมกลืนเข้ากับหมู่บ้านตระกูลฉินอย่างสมบูรณ์ ก็ต้องพูดให้น้อย ทำให้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิสัยเสียเก่าๆของพวกเจ้า ต้องแก้ไขให้ได้"

   

   หญิงสาวหลายคนรีบพยักหน้าทันที "ท่านวางใจได้ พวกข้าเข้าใจแล้ว พวกข้าจะปิดปากให้แน่น"

   

   ความจริงแล้วไม่จำเป็นต้องให้หลิวฉางไหพูด พวกนางก็จะปิดปากเงียบอยู่แล้ว

   

   พวกนางต้องพยายามอย่างมากกว่าจะได้มาอยู่ในสถานที่ที่ดีเช่นนี้ พวกนางจึงไม่อยากจากไปไหนเลย

   

   โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกนางเพิ่งมาถึงที่นี่ก็ได้กินเนื้อที่ไม่ได้กินมานานแล้ว

   

   "ท่านแม่ ลูกหมูพวกนี้พวกเราสามารถเลี้ยงเองได้อยู่แล้ว ทำไมต้องแบ่งให้พวกเขาด้วยล่ะ" ฉินไห่เยี่ยนรู้สึกสงสัยอย่างมาก หากที่บ้านไม่มีคอกหมู เขาสามารถออกเงินสร้างขึ้นมาได้

   

   แม่เฒ่าฉินมองดูชาวบ้านที่กำลังยุ่งวุ่นวายแล้วกล่าวว่า "หากต้องการใช้ชีวิตที่นี่ให้ดี มีบางสิ่งที่ไม่อาจประหยัดได้"

   

   "ไม่ว่าจะเป็นที่นาหรือที่ภูเขาของบ้านเราล้วนมีมาก หากต้องการเก็บเกี่ยวอย่างราบรื่น ก็ขาดความช่วยเหลือจากชาวบ้านไม่ได้"

   

   "อีกอย่างแบ่งหมูออกไปสักตัว ให้พวกเขาช่วยเลี้ยงไม่ดีหรือ พวกเราจะได้ประหยัดเวลาไปได้มาก"

   

   ฉินไห่เยี่ยนเพิ่งเข้าใจเจตนาของแม่เฒ่าฉิน รู้สึกเขินอายเล็กน้อยจึงเกาท้ายทอย เมื่อเทียบกับมารดา เขายังคงอ่อนประสบการณ์นัก เหตุใดเขาจึงไม่คิดถึงประเด็นนี้เลยนะ?

   

   "แต่ท่านแม่ ลูกหมูพวกนี้เป็นสิ่งที่ท่านซื้อมาระหว่างทางจริงๆหรือ"

   

   ฉินไห่เยี่ยนมีสีหน้าไม่เชื่อถือ "ข้าไม่เคยเห็นลูกหมูที่ดีขนาดนี้มาก่อนเลย"

   

   แม่เฒ่าฉินกระแอมเบาๆ "เหตุใดเจ้าถึงสนใจเรื่องพวกนี้"

   

   ฉินไห่เยี่ยนลูบจมูกของตัวเอง แล้วหันไปอุ้มเล่อเหนียงขึ้นมา "เด็กดี บอกอาห้าหน่อยสิ ลูกหมูพวกนี้เป็นเจ้าเอาออกมาใช่หรือไหม" เล่อเหนียงมองเขาด้วยสีหน้าตกใจ "ท่านอาห้า เล่อเหนียงไม่ใช่ปีศาจนะเจ้าคะ เขาไม่สามารถเสกของได้ตามใจชอบ"

   

   ฉินไห่เยี่ยนมองนางอย่างจนปัญญา แน่นอนเด็กน้อยคนนี้ยังคงไม่สนิทกับเขาอยู่ดี

   

   มีเรื่องอะไรก็ไม่บอกท่านห้าของนางเลย

   

   เล่อเหนียงมองฉินไห่เยี่ยนที่ดูหงอยเหงา จึงหยิบลูกกวาดออกมาจากพื้นที่มิติแล้วยัดใส่ปากของเขา

   

   "ท่านอาห้าต้องร่าเริงนะเจ้าคะ!" ฉินไห่เยี่ยนกำลังเคี้ยวลูกกวาดในปาก หัวใจของเขาราวกับลอยอยู่บนก้อนเมฆ

   

   "เด็กน้อยเอ๋ย เจ้าช่างว่านอนสอนง่ายเหลือเกิน เหตุใดเจ้าถึงไม่ใช่ลูกสาวของข้าเล่า" ฉินไห่เยี่ยนกล่าวพลางหอมแก้มของนางอย่างแรงสองที

   

   เขาก็อยากมีลูกสาวที่น่ารักนุ่มนิ่มเช่นกัน แต่เขาไม่ต้องการภรรยา!

   

   แม่เฒ่าฉินที่อยู่ข้างๆ ได้ยินคำพูดของเขาก็เอ่ยขึ้นแทงใจดำทันที

   

   "นิสัยของเจ้าน่ะหรือ เด็กที่ไหนจะอยากเกิดเป็นลูกของเจ้า"

   

   ฉินไห่เยี่ยนประท้วง "ท่านแม่ ข้าเป็นลูกชายแท้ๆของท่านนะ ท่านพูดแบบนี้กับลูกชายแท้ๆของท่านแบบนี้หรือ"

   

   แม่เฒ่าฉินคว้าตัวเล่อเหนียงมากอดไว้ แต่ยังมองเขาด้วยสายตาดูแคลน

   

   สายตานั้นบ่งบอกชัดเจนว่า ไม่ เจ้าไม่ใช่ลูกแท้ๆของข้า เจ้าเป็นเด็กที่ข้าเก็บมาเลี้ยง!



 บทที่ 372: ปลาไหลไม่ใช่งู


   

   หลังจากฝนตกติดต่อกันสองวัน ในที่สุดท้องฟ้าก็แจ่มใส อากาศอุ่นขึ้น บรรดาสตรีในหมู่บ้านต่างรีบร้อนชวนกันไปตัดหญ้าสำหรับเลี้ยงหมู

   

   ชายหนุ่มและคนชราในหมู่บ้านเริ่มถือจอบออกไปไถนากันแล้ว อาศัยที่มีน้ำ ทำให้พลิกดินได้ง่ายขึ้นมาก

   

   แม่เฒ่าฉินเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดเก่าให้เล่อหนิว และพาเด็กน้อยลงไปทำงานในทุ่งด้วยกัน

   

   แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆกำลังไถนาด้วยเกวียนเทียมวัว ส่วนเล่อเหนียงกับลิ่งตงกำลังเล่นโคลนกันอยู่อย่างสนุกสนาน

   

   ลิ่งอวี่พาน้องชายไปตัดหญ้าสำหรับเลี้ยงหมูตั้งแต่เช้าแล้ว ตอนนี้พวกเขาไม่เพียงแต่ต้องตัดหญ้าให้วัวและลาเท่านั้น แต่ยังต้องตัดหญ้าเพื่อเลี้ยงหมูด้วย

   

   "น้องสาว เจ้าดูก้อนดินนี้สิ ดูดีหรือไม่" ลิ่งตงอุ้มก้อนแป้งยาวๆวิ่งเข้ามา

   

   เล่อเหนียงมองดูก้อนแป้งที่ดูเหมือนก้อนอุจจาระ สีหน้าของนางก็ดำทะมึนทันที

   

   "พี่ลิ่งตง นี่มันอึนะ!"

   

   ลิ่งตงมองดูก้อนดินยาวๆ ยิ่งมองก็ยิ่งเหมือนอุจจาระที่เขาถ่ายเมื่อเช้านี้ จึงรีบโยนมันทิ้งไปด้านข้างทันที

   

   "แหวะ~ ช่างน่าขยะแขยงจริง" เล่อเหนียงกล่าวพลางปิดจมูกด้วยความรังเกียจ

   

   ลิ่งตงรีบใช้เสื้อของตนเองเช็ดมือทันที "ดูสิ ข้าล้างมือสะอาดแล้วนะ"

   

   เล่อเหนียงยังคงมองเขาด้วยสายตารังเกียจ

   

   "น้องสาว ข้ามาแล้ว!"

   

   เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่ว ตัดหญ้าหมูเสร็จก็วิ่งมาทิ้งตัวลงนั่งข้างๆนาง แล้วก็เริ่มเล่นโคลนเช่นกัน

   

   "เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่ว พวกเจ้าสองคนอายุเท่าไหร่แล้ว ยังมาเล่นโคลนอีก" แม่เฒ่าฉิน ตะโกนด้วยความโกรธจากที่ไกล

   

   เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่ว ทำเป็นไม่ได้ยินเสียงตะโกนของแม่เฒ่าฉิน และพาเล่อเหนียงไปเล่นโคลนที่อื่นต่อ

   

   พวกเขาใช้ไม้ขุดหลุมใหญ่ เทน้ำลงไปแล้วจับแมลงมาใส่ในน้ำ ดูพวกมันดิ้นไปมา

   

   พวกเขารู้สึกว่าหลุมเดียวไม่สนุกพอจึงขุดหลุมที่สอง ขุดกันอย่างสนุกสนาน แต่จู่ๆก็เจองูเข้าตัวหนึ่ง ทำให้พวกเขาตกใจร้องกรี๊ดพร้อมกับกลิ้งไปอีกด้านหนึ่ง

   

   ทว่าเล่อเหนียงกลับไม่ขยับเขยื้อน นางพุ่งเข้าไปคว้างูเอาไว้ด้วยสองมือแน่น

   

   "ท่านย่า มีงู!"

   

   แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆ ได้ยินดังนั้นก็โยนข้าวของทิ้งแล้ววิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว

   

   "งูอยู่ที่ไหนกัน"

   

   เสี่ยวอู่กับเสี่ยวลิ่วชี้ไปที่มือของเล่อเหนียง "น้องสาวจับมันไว้แล้ว!"

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นแล้วก็ตกใจจนหัวใจแทบจะหลุดออกมา นางรีบมองไปทางเล่อเหนียงทัน เมื่อเห็นแล้วก็ถอนหายใจออกมา "ไม่ต้องกลัว ไม่ใช่งู แต่เป็นปลาไหล"

   

   ว่าแล้วนางก็ฉวยหญ้ามากำหนึ่งแล้วคว้าปลาไหลขนาดเท่านิ้วก้อยที่อยู่ในมือของเล่อเหนียงขึ้นมา

   

   "ท่านย่า ปลาอร่อย!" เล่อเหนียงมองปลาไหลตัวนั้นพลางกลืนน้ำลาย

   

   ในยุคปัจจุบันปลาไหลป่ามันเป็นของดีที่ช่วยบำรุงเลือดลม ตับและไตเชียวนะ ราคาของปลาไหลป่านั้นสูงมาก ถึงขนาดที่แม้แต่คนมีเงินก็ยังหาซื้อไม่ได้เลยทีเดียว

   

   แม่เฒ่าฉินยิ้มขำๆ พลางเคาะศีรษะนางเบาๆ "เอาละ เอาละ กลับไปข้าจะนึ่งให้เจ้ากินนะ"

   

   เล่อเหนียงพยักหน้าแล้วหยิบไม้ขึ้นมาเริ่มขุดดิน แม้ว่าปลาไหลจะไม่ได้อาศัยอยู่เป็นฝูง แต่หากพบปลาไหลในที่แห่งหนึ่งก็ต้องมีปลาไหลตัวอื่นๆอยู่แน่นอน นางไม่อาจพลาดของดีเช่นนี้ได้

   

   เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่ว พวกเขาเมื่อได้ยินว่านี่คือปลาและสามารถกินได้ ก็หยิบไม้มาขุดคุ้ยดินเช่นกัน

   

   โชคดีที่ฝนตกมาสองวันแล้ว ทำให้ดินนุ่มมาก ใช้ไม้เพียงอันเดียวก็สามารถงัดดินขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย

   

   เล่อเหนียงเพิ่งขุดไปได้ไม่กี่ทีก็เห็นปลาไหลอีกตัว นางไม่สามารถจับมันได้ ได้แต่ปล่อยให้มันหนีไป

   

   เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่ว พวกเขาเห็นดังนั้นก็ยิ่งขุดอย่างกระตือรือร้นมากขึ้น

   

   ทางด้านลิ่งตงก็ขุดเจอปลาไหลตัวหนึ่งขนาดเท่านิ้วมือ เขาหยิบปลาไหลขึ้นมาพลางพูดอย่างดีใจว่า "เจ้าดูสิ ข้าก็จับปลาไหลได้เหมือนกัน"

   

   แม่เฒ่าฉินมองดูอย่างตั้งใจ ใบหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ "ตงเอ๋อร์ รีบโยนมันทิ้งไปเร็ว!"

   

   แม่เฒ่าฉินตะโกนพลางวิ่งไปทางเขา

   

   เล่อเหนียงได้ยินคำพูดของตงเอ๋อร์ ตอนแรกนางเห็นเพียงแค่หางต่างๆ แต่อึดใจต่อมาถัดมานางก็ฟาดไม้ไปทันที

   

   พี่ชายจอมซนคนนี้ แยกงูกับปลาไหลไม่ออกหรืออย่างไร เขามองไม่เห็นความแตกต่างของมันหรือ

   

   มือของลิ่งตงถูกเล่อเหนียงตีหนึ่งที เจ็บจนต้องโยนปลาไหลในมือทิ้ง

   

   "ฮือ~~ น้องสาว เหตุใดเจ้าจึงตีข้า" ลิ่งตงร้องไห้ฟูมฟายอย่างน้อยใจ

   

   เล่อเหนียงกลอกตาใส่เขา แล้วชี้ไปที่งูที่ตกอยู่บนพื้น บอกให้เขาดูว่าสิ่งที่เขาเพิ่งจับเมื่อครู่นี้คืออะไร

   

   ในตอนนั้นแม่เฒ่าฉินก็วิ่งเข้ามา จับมือลิ่งตงอย่างกังวลและตรวจดูซ้ำแล้วซ้ำอีก เพื่อดูว่าเขาถูกงูกัดหรือไม่ เมื่อนางเห็นว่าบนมือของเขาไม่มีบาดแผล นางจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก แล้วมองไปที่งูตัวนั้นบนพื้น

   

   "ท่านย่าไม่ต้องกังวล ไม่มีพิษ" เล่อเหนียงพูดด้วยน้ำเสียงเด็กๆ

   

   โชคดีที่เป็นงูน้ำ พวกมันเลยไม่มีพิษ ไม่งั้นพวกเขาทั้งหมดคงตายอยู่ที่นี่

   

   แม่เฒ่าฉินย่อตัวลง จับงูใส่ถังแล้วพูดว่า "พวกเจ้าอย่าจับปลาไหลอีกเลย เดี๋ยวถ้าจับงูได้อีกจะยุ่งเอา" เล่อเหนียงเบ้ปาก ใบหน้าแสดงความไม่พอใจ

   

   ปลาไหลเพียงตัวเดียวนี้ไม่พอให้นางกินเลย นางยังอยากจับเพิ่มอีกเพื่อนำไปต้มน้ำแกงให้ท่านแม่ดื่ม

   

   แม่เฒ่าฉินเร่งรีบกว่าเดิม เพราะมองจากสีหน้าของพวกเด็กๆ ก็รู้ว่าพวกเขายังอยากเล่นอยู่ ดังนั้นฉินเหล่าเอ้อร์จึงต้อนวัวเข้ามา

   

   แม่เฒ่าฉินต้อนวัวและเริ่มไถที่ดินผืนนี้อย่างจริงจัง เล่อเหนียงและคนอื่นๆเดินตามหลังวัว เมื่อเห็นปลาไหลที่ถูกขุดขึ้นมาก็รีบวิ่งเข้าไปเก็บ

   

   ไม่นานนักก็เก็บได้หลายตัว เป็นปลาไหลที่ใหญ่กว่านิ้วหัวแม่มือเสียอีก

   

   "ท่านแม่ ข้าไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าที่นี่มีปลาไหลตัวใหญ่ขนาดนี้" ฉินเหล่าเอ้อร์ เห็นปลาไหลหลายตัวที่ใหญ่กว่านิ้วหัวแม่มือก็อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลาย

   

   ปลาไหลพวกนี้ดูอ้วนมาก เขาก็อยากกินเหมือนกัน

   

   "โอ้โฮ กบนาตัวใหญ่จัง"

   

   ขณะที่กำลังไถนาอยู่ กบนาตัวหนึ่งขนาดเท่าฝ่ามือวิ่งออกมา เล่อเหนียงเห็นเข้าจึงรีบไล่ตามไป

   

   เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่ว พวกเขาก็ไล่ตามไปอีกทางหนึ่งเช่นกัน "น้องสาว กบนาตัวนี้ดูน่ากินมากเลยนะ"

   

   เสี่ยวอู่และเสี่ยวลิ่ว ต่างขวางทางกบนาจากคนละทิศทาง แล้วพร้อมกันพุ่งเข้าไปจับ ทำให้หัวของพวกเขากันชนกันอย่างจัง

   

   "โอ๊ย หัวข้าเจ็บจัง"

   

   กบนาตัวนั้นวิ่งหนีออกไปจากใต้ร่างของพวกเขา แต่แล้วก็ถูกฉินเหล่าเอ้อร์ที่รออยู่ข้างๆ คว้าเอาไว้ได้ทันที

   

   "ข้าจับกบได้แล้ว!" ฉินเหล่าเอ้อร์ตะโกนพลางชูกบขึ้น

   

   "ลุงสอง ลุงสอง รีบให้ข้าเร็ว รีบให้ข้าเร็ว รีบให้เล่อเหนียง!" เล่อเหนียงกระโดดโลดเต้นพูดอย่างร้อนรน

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ดึงเชือกหญ้าเส้นหนึ่ง มัดกบไว้แล้วส่งให้นาง

   

   "เล่อเหนียง เจ้าต้องเก็บให้ดีนะ ถ้าหนีไปก็ไล่ตามไม่ทันแล้ว"

   

   เล่อเหนียงพยักหน้า แล้วโยนกบลงพื้น กบถูกกระแทกจนสลบคาที่

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์มุมปากกระตุก เมื่อครู่เขายังกังวลว่า ถ้ากบจะหนีไป เด็กคนนี้จะร้องไห้หรือไม่

   

   ตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาคิดมากเกินไป

   

   หนูน้อยคนนี้จับกบไม่ใช่เพื่อเล่น แต่เพื่อกิน

   

   เล่อเหนียงตะโกนอย่างดีใจ "ท่านย่า ไปย่างกบกันเถอะ!"

   

   แม่เฒ่าฉินตอบรับเสียงหนึ่งพลางวางของลง แล้วอุ้มเล่อเหนียงกลับไปด้วย



 บทที่ 373: ขมสิ้นหวานตาม


   

   "ปลาไหลตัวอ้วนจังเลย ไปจับมาจากที่ไหนหรือเจ้าคะ" หลิวซิ่วเถาเพิ่งกลับมาจากเขาหลังจากเก็บผักป่าก็เจอกับแม่เฒ่าฉินที่ถือถังมา ตามหลังมาด้วยเล่อเหนียงและลิ่งตงที่เนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลน

   

   "ท่านแม่ ข้าจับปลาไหลได้ตัวหนึ่งด้วย!" ลิ่งตงกระโดดโลดเต้นพลางพูด

   

   หลิวซิ่วเถาลูบจมูกลิ่งตงเบาๆ "ลิ่งตงของข้าเก่งที่สุดเลย จับปลาไหลเป็นแล้วสินะ"

   

   ลิ่งตงมองหน้าหลิวซิ่วเถาอย่างภาคภูมิใจ "แน่นอนสิ ข้าเก่งที่สุดเลยนะ"

   

   แม่เฒ่าฉินหัวเราะพลางชี้ไปที่ปลาไหลตัวหนึ่งในถังที่มีลวดลาย

   

   "นั่นไง ตัวนี้ที่ลิ่งตงจับได้"

   

   หลิวซิ่วเถามองดูปลาไหลที่มีลวดลายตัวนั้น มุมปากกระตุกเล็กน้อยแล้วมองลูกชายโง่เขลาของตนอย่างอ่อนแรง

   

   โชคดีที่ไม่ใช่งูมีพิษ มิเช่นนั้น ฉินเฉิงอันคงไม่มีลูกชายแล้ว

   

   "ท่านป้า ปลาไหลพวกนี้ข้าจะเป็นคนต้มเอง บ้านเกิดของข้าอยู่ทางใต้ ข้าถนัดในการต้มโจ๊ก รสชาติอร่อยมาก"

   

   แม่เฒ่าฉินก็ดีใจที่มีคนทำ "ได้เลย ข้าฝากเจ้าด้วย ข้าจะพาเด็กซนสองคนนี้ไปอาบน้ำ!"

   

   หลิวซิ่วเถารับคำแล้วหิ้วถังเข้าไปในครัว นางใช้แผ่นไม้สองแผ่นทำเป็นที่หนีบอย่างง่ายๆ เพื่อจับปลาไหลให้อยู่นิ่ง แล้วสับหัวมันเพื่อเอาเลือดออก

   

   เลือดปลาไหลนั้นก็ถือเป็นของดี มีสรรพคุณในการบำรุงเลือดและชี่

   

   ระหว่างที่รอให้เลือดปลาไหล นางก็ซาวข้าวและต้มโจ๊กไปพลางๆ จากนั้นค่อยหันมาทำความสะอาดปลาไหล สับเป็นชิ้นเล็กๆใส่เกลือ แล้วหมักด้วยเหล้าขาว

   

   นางเหลือบมองดูในถัง ยังมีกบนาอีกตัวหนึ่ง ขนาดไม่ใหญ่มากนัก ไม่รู้จะเอาไปผัดกับอะไรดีจึงตัดสินใจถลกหนังมันออก ทำความสะอาดแล้ววางไว้ข้างๆก่อน


   ส่วนปลาไหลที่มีลวดลายนั้นก็ไม่รอดพ้นมือของหลิวซิ่วเถาเช่นกัน

   

   หลิวซิ่วเถาใช้มีดตัดงูตัวนั้น จากนั้นก็ลอกหนัง หลังจากทำความสะอาดเสร็จแล้ว ก็สับมันเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำไปหมักไว้ด้านข้าง

   

   จากนั้นนางก็จับแม่ไก่ตัวหนึ่งออกมาจากเล้าไก่

   

   นางตั้งใจจะต้มน้ำแกงมังกรและหงส์

   

   บ้านเกิดของพวกนาง ซุปมังกรและหงส์เป็นอาหารยาบำรุงร่างกาย และมันก็เป็นอาหารยาเพียงอย่างเดียวที่นางรู้วิธีทำไม่นานยาต้มมังกรและหงส์ก็ถูกยกออกจากเตา ในขณะเดียวกันข้าวต้มก็สุกพอดี

   

   หลิวซิ่วเถาเทปลาไหลและเลือดปลาไหลที่หมักไว้ลงไปคนสักครู่ จากนั้นแล้วปิดฝาหม้อทิ้งไว้หนึ่งถ้วยชา ข้าวต้มปลาไหลที่ช่วยบำรุงชี่และเลือดก็เสร็จเรียบร้อย

   

   นางหยิบผักดองออกมาจากโถ แล้วผัดกับเนื้อสับเป็นไว้กินคู่กับข้าวต้ม

   

   เล่อเหนียงและลิ่งตงได้กลิ่นอาหารตั้งแต่แรก ก็วิ่งเข้ามานั่งยองๆ จ้องมองอยู่ข้างเตา

   

   หลิวซิ่วเถาส่ายหน้าอย่างขบขัน ตักข้าวต้มสองชามวางไว้ในน้ำเย็นเพื่อให้เย็นลงก่อนยกไปให้พวกเขา

   

   "ข้าวต้มนี่อร่อยจริงๆ" เล่อเหนียงเพิ่งได้ลิ้มลองข้าวต้มปลาไหลชนิดนี้เป็นครั้งแรกทั้งชาติก่อนและชาตินี้

   

   ชาติก่อนเคยได้ยินเกี่ยวกับข้าวต้มปลาไหลชนิดนี้จึงสั่งมาลองครั้งหนึ่ง แต่พอเห็นเลือดปลาไหลสีดำมืดที่ลอยอยู่บนผิวหน้า นางก็หมดความอยากอาหารทันที จากนั้นโยนทิ้งถังขยะไปเลยโดยไม่แม้แต่จะชิมสักคำ

   

   สมกับคำกล่าวที่ว่าอาหารรสเลิศมักมีหน้าตาไม่น่ากินยกตัวอย่างเช่น โจ๊กปลาไหลที่นางกำลังกินอยู่ตอนนี้ ดูแล้วไม่น่าอร่อยเลยจริงๆ

   

   โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนผิวโจ๊กยังมีก้อนเลือดปลาไหลสีดำลอยอยู่ หากไม่ใช่เพราะปลาไหลตัวนี้เป็นตัวที่นางจับมาด้วยเอง นางคงกลืนไม่ลงเป็นแน่

   

   "ท่านย่า กลิ่นอะไรหอมจังเลย" พวกลิ่งอวี่กลับมาแล้ว

   

   เล่อเหนียงได้ยินเสียงพี่ชายใหญ่ก็วิ่งออกมา นางจับมือพี่ชายทั้งหลายแล้วร้องตะโกนว่า "พี่ชาย กินโจ๊กปลาไหลกันเถอะ เล่อเหนียงจับมาเองกับมือเลยนะ"

   

   "น้องสาวเก่งจังเลยนะ" ลิ่งอวี่อุ้มเล่อเหนียงขึ้นมา แล้วล้วงเอาผลไม้ป่าจำนวนหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ

   

   "น้องสาว นี่เป็นผลไม้ป่าที่พ่อเฒ่าจ้าวบอกว่ากินได้ เจ้าลองชิมดูสิว่าหวานไหม"

   

   เล่อเหนียงมองดูผลไม้ป่าจำนวนเล็กน้อยในมือของลิ่งอวี่ ทันใดนั้นก็รู้สึกเข็ดฟันขึ้นมา

   

   "พี่ชาย ไปกินโจ๊กปลาไหลกันเถอะ"

   

   เล่อเหนียงเปลี่ยนเรื่องพูดทันที พาพวกเขาไปกินโจ๊กปลาไหล

   

   สำหรับผลไม้ป่าสีแดงนั้น เล่อเหนียงไม่ได้แตะต้องมันเลยแม้แต่น้อย ผมไม้ป่าพวกนั้นแค่มองก็รู้สึกเปรี้ยวแล้ว อีกทั้งตอนนี้เพิ่งเข้าฤดูใบไม้ผลิ เป็นช่วงที่ทุกสิ่งฟื้นคืนชีพและแข่งกันออกดอกจะมีพืชออกผลได้อย่างไร

   

   ดังนั้นนางจึงไม่ยอมเป็นหนูทดลองเด็ดขาด

   

   "ท่านย่า เสี่ยวอู่กับเสี่ยวลิ่วล่ะ" ลิ่งอวี่ถามขณะกินโจ๊ก

   

   แม่เฒ่าฉินชี้ไปข้างนอก "ยังเล่นโคลนอยู่ข้างนอกนั่นแหละ"

   

   ขณะที่กำลังพูดอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงของเสี่ยวอู่และเสี่ยวลิ่ว

   

   "น้องสาว พวกข้าจับปลาไหลได้อีกมากมายเลย" เสี่ยวลิ่วถือถังวิ่งเข้ามา

   

   "โอ้ พี่หก พวกท่านไปจับปลาไหลได้มากมายขนาดนี้มาจากที่ไหนหรือ"

   

   แม่เฒ่าฉินก็ยื่นหน้ามาดูเช่นกัน ปลาไหลนอนทับกันเกือบครึ่งถัง นางก็ตกตะลึง

   

   "ไปจับปลาไหลได้มากมายขนาดนี้มาจากที่ไหนหรือ?"

   

   "ในนาที่พวกข้าเพิ่งไปมาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ขุดทีก็ได้ตัวหนึ่ง ขุดทีก็ได้ตัวหนึ่ง เหมือนจับไม่หมดเลย" ฉินเหล่าเอ้อร์ที่เดินตามหลังมาพูด

   

   "ลุงจ้าวกับพวกเขาก็ไปขุดด้วย ตอนนี้มีปลาไหลเยอะแยะไปหมด ไม่รู้ว่าขุดเจอรังปลาไหลหรือเปล่า" ฉินเหล่าเอ้อร์กล่าวจบแล้วก็ไปต้มโจ๊กมาหนึ่งชาม

   

   "อืม หลิวซิ่วเถา เจ้าต้มโจ๊กนี้อย่างไรกัน เหตุใเถึงอร่อยเช่นนี้" ฉินเหล่าเอ้อร์พูดพลางเร่งความเร็วในการดื่มโจ๊ก

   

   หลิวซิ่วเถายิ้มอย่างเขินอาย "บ้านเกิดของพวกข้าฝนตกชุกตลอดทั้งปี ดังนั้นผู้คนแถวนั้นจึงชอบต้มน้ำแกงดื่ม"

   

   "ท่านพ่อของข้าเปิดร้านโจ๊กข้างถนน โจ๊กปลาไหลนี้ข้าต้มมาตั้งแต่เด็ก ถือว่าเป็นอาหารที่ข้าถนัดพอสมควร"

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์พยักหน้า จากนั้นก็ตั้งหน้าตั้งตาจึงดื่มโจ๊กต่อโดยไม่ถามอะไรอีก แต่กลับกลายเป็นแม่เฒ่าฉินที่มีคำถาม "ซิ่วเถา เจ้าบอกว่าเจ้าเป็นคนทางใต้ แล้วเหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่"

   

   หลิวซิ่วเถาถอนหายใจดวงตาเริ่มแดงเรื่อ "มีคนอิจฉา ร้านโจ๊กของท่านพ่อข้าที่กิจการรุ่งเรือง พวกเขาจึงวางยาพิษในโจ๊กของท่านพ่อข้าจนมีคนเสียชีวิต แม้ว่าในภายหลังจะจับคนร้ายได้แล้ว แต่สุดท้ายพ่อของข้าก็ล้มป่วยแล้วจากไป"

   

   "ข้าและท่านแม่ตั้งใจจะไปพึ่งพาลุงของข้า แต่กลับมีตาหามีแววไม่ไปเข้าพักในโรงเตี๊ยมเถื่อน ทำให้เงินทั้งหมดของพวกข้าถูกปล้นไป ท่านแม่ถูกทุบตีจนเสียชีวิต ส่วนข้าถูกขายให้ซ่อง"

   

   "พวกเขาบังคับให้ข้ารับแขก แต่ข้าไม่ยอมจนจึงกระโดดออกจากหน้าต่าง ขาของข้าหักก็เพราะกระโดดลงมาจากหน้าต่าง โชคดีที่เฉิงอันไม่รังเกียจข้า"

   

   แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นจึงตบไหล่นางเพื่อปลอบโยน "ไม่เป็นไรหรอก ความทุกข์ยากทั้งหมดผ่านพ้นไปแล้ว นับแต่นี้จะมีแต่วันดีๆ" หลิวซิ่วเถายกมือขึ้นเช็ดน้ำตา "เจ้าค่ะ ตอนนี้ข้าจะใช้ชีวิตให้ดี"

   

   เล่อเหนียงกินโจ๊กไปสองชามจนท้องยื่นออกมา ตอนนี้นางกำลังซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของแม่เฒ่าฉินพลางสะอึก ระหว่างนั้นก็มองดูเท้าของหลิวซิ่วเถาที่ยังที่ยังคงบิดเบี้ยวอยู่บ้างแล้วถามว่า "ท่านอาซิ่วเถา แช่น้ำมานานขนาดนี้ เท้าของท่านเป็นอย่างไรบ้าง"

   

   พอได้ยินเล่อเหนียงถามถึงเท้าของตนเอง หลิวซิ่วเถาก็ฮึกเหิมขึ้นมา "เล่อเหนียงเจ้ารู้ไหม ข้ารู้สึกว่าเท้าของข้าไม่ได้บิดเบี้ยวมากเท่าเดิมแล้ว"



 บทที่ 374: ข้าวหนึ่งจินทำให้ชายคนหนึ่งน้อยใจ


   

   ครั้นได้ยินนางกล่าวเช่นนั้น แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆก็มองดูเท้าของหลิวซิ่วเถา อย่างจริงจัง แล้วสั่งให้นางลองเดินให้ดูสองสามกล่าว

   

   "หากเจ้าไม่บอก ข้าก็ไม่ทันสังเกตเลย เท้าของเจ้าไม่ได้เบี้ยวเหมือนแต่ก่อนแล้ว" แม่เฒ่าฉินเห็นความเปลี่ยนแปลงของหลิวซิ่วเถาก็รู้สึกดีใจยิ่งนัก

   

   ขอเพียงเท้าของนางสามารถฟื้นฟูให้เป็นปกติเหมือนคนทั่วไป นางก็จะได้ไม่รู้สึกว่าตนเองด้อยค่า ไม่คิดว่าตนเองไม่คู่ควรกับเฉิงอันอีกต่อไป

   

   นางก็จะสามารถนอนหลับสบายได้แล้ว

   

   "แต่ต้องใช้อย่างต่อเนื่องนะเจ้าค่ะ" เล่อเหนียงพูดจบก็นำถังน้ำออกมาจากพื้นที่มิติอีกใบหนึ่งโดยไม่สนใจว่ามีคนอื่นอยู่ด้วย

   

   หลิวซิ่วเถาไม่พูดอะไรเลย และรีบหิ้วน้ำเข้าไปในห้องทันที สำหรับเรื่องที่เล่อเหนียงเสกของออกมาได้ พวกเขาไม่รู้สึกประหลาดใจแต่อย่างใด เพราะพวกเขาได้เห็นความสามารถของเล่อเหนียงมาก่อนแล้ว

   

   "พี่ชุนหลาน ตอนนี้ท่านสะดวกหรือไม่" เสียงตะโกนของฉินฟู่หลินดังมาจากนอกประตู

   

   ฉินฟู่หลินมองดูชายวัยกลางคนที่เดินตามหลังมาแวบหนึ่ง แล้วบอกให้พวกเขารออยู่ตรงนี้ก่อน ส่วนตัวเองยืนร้องเรียกอยู่หน้าประตู ตอนนี้เป็นเวลาอาหารกลางวัน หากเขาจะพาคนเข้าไปตอนนี้คงไม่เหมาะสม

   

   แม่เฒ่าฉินได้ยินเสียงคนเรียกตนเองจึงรีบเดินออกไปดู "ฟู่หลินเจ้ามีธุระอะไรหรือ"

   

   ฉินฟู่หลินชี้ไปที่ชายวัยกลางคนหลายคนที่อยู่ด้านหลัง "พี่ชุนหลาน ท่านจำพวกเขาได้หรือไม่"

   

   "คารวะแม่เฒ่าฉิน!" ชายหลายคนโค้งคำนับทักทายหญิงชรา

   

   แม่เฒ่าฉินมองดูชายเหล่านั้นแวบหนึ่ง "จำได้สิ พวกเขาไม่ใช่ผู้เช่านาของบ้านเราหรือ"

   

   "พวกเจ้ามีธุระอะไรก็คุยกับพี่ชุนหลานเองเถอะ!"

   

   ฉินฟู่หลินพูดจบก็เดินจากไป ภรรยาของเขาต้มโจ๊กมันเทศไว้ เขาต้องรีบกลับไปกินโจ๊กมันเทศ

   

   "เข้ามานั่งก่อนเถอะ" แม่เฒ่าฉินเบี่ยงตัวให้พวกเขาเข้ามาในบ้าน

   

   ชายวัยกลางคนหลายคนมองหน้ากันไปมา หากแต่ไม่ยอมขยับตัว

   

   แม่เฒ่าฉินไม่มีทางเลือกจึงจำต้องเดินนำหน้าไปก่อน

   

   "หากพวกเจ้ามีธุระอันใดก็จงพูดมาตรงๆเถิด"

   

   แม่เฒ่าฉินเชิญให้พวกเขานั่งลง แต่พวกเขาก็ไม่ยอมนั่ง นางจึงได้แต่ปล่อยให้พวกเขาทำตามใจ

   

   บรรดาชายวัยกลางคนเหล่านั้นต่างมองหน้ากันไปมา ไม่มีใครกล้าออกหน้าเอ่ยปาก

   

   แม่เฒ่าฉินก็ไม่รีบร้อน นางจิบชาไปพลางเล่นกับเล่อเหนียงไปพลาง

   

   "พี่หญิงใหญ่ ข้าได้ยินมาว่าครอบครัวของท่านซื้อที่ดินเพิ่มมากมาย พวกข้า... พวกข้า..." ชายวัยกลางคนคนหนึ่งถูกผลักออกพูดตะกุกตะกัก

   

   "พวกเจ้าประสบความยากลำบากอะไรหรือ"

   

   ชายวัยกลางคนเหล่านั้นรีบส่ายหน้า "ไม่มี ไม่มี..."

   

   "ถ้าเช่นนั้นพวกเจ้ามาที่นี่ด้วยเรื่องอะไร พูดตรงๆได้เลย พวกเราล้วนเป็นชาวนาไม่จำเป็นต้องอ้อมค้อมหรอก"

   

   "พี่หญิงใหญ่ พวกข้าขอเช่าที่ดินเพิ่มอีกได้หรือไม่” ชายวัยกลางคนคนหนึ่งรวบรวมความกล้าเอ่ย "พวกข้าสามารถจ่ายค่าเช่าเพิ่มได้"

   

   พวกเขาก้มหน้าลงด้วยสีหน้าเขินอาย ราวกับว่าพวกเขาเพิ่งเสนอบางสิ่งที่เกินเลยไป

   

   แต่ก็แค่เรื่องเช่านาเพิ่มอีกแปลงเท่านั้นเอง

   

   ตอนนี้ครอบครัวของพวกเขาขาดแคลนทุกอย่าง มีแต่เพียงที่นาเท่านั้นแหละที่มีมากจนต้องให้เช่าโดยไม่ต้องปลูกเองด้วย

   

   "ได้สิ!"

   

   ชายวัยกลางคนหลายคนเงยหน้าขึ้นมองนางด้วยความประหลาดใจ ราวกับกำลังยืนยันว่าพวกเขาได้ยินไม่ผิดใช่หรือไม่

   

   "พี่หญิงใหญ่ ท่านหมายความว่าได้หรือ" ชายวัยกลางคนเอ่ยปากถามด้วยความกังวล

   

   แม่เฒ่าฉินพยักหน้า "พวกเจ้าไม่ได้ฟังผิด ข้าบอกว่าได้ ข้าสามารถให้พวกเจ้าเช่านาน้ำได้อีกสองหมู่!"

   

   "พวกเจ้าลองดูว่าต้องการแปลงไหนเป็นพิเศษ ข้าจะให้เหล่าเอ้อร์ ร่างสัญญาเช่าให้"

   

   เมื่อได้ยินดังนั้นชายวัยกลางคนเหล่านั้นต่างดีใจจนน้ำตาไหล โดยเฉพาะชายวัยกลางคนที่เป็นคนเอ่ยขึ้น

   

   "พี่หญิงใหญ่ ข้าขอขอบคุณท่านมาก ความจริงแล้วพวกข้าก็ไม่อยากมารบกวนท่านหรอก แต่เพราะปีที่แล้วลูกสะใภ้ข้าเพิ่งคลอดหลานชายตัวอ้วน ทำให้มีอีกหนึ่งชีวิตต้องเลี้ยงดู หากไม่ใช่เพราะไม่สามารถประทังชีวิตต่อไปได้จริงๆ ข้าก็คงไม่กล้ามารบกวนพี่หญิงใหญ่"

   

   แม่เฒ่าฉินมองดูผู้เช่านาที่กำลังตื่นเต้นอย่างยิ่ง ในใจก็รู้สึกสับสนปนเปไปหมด

   

   ก่อนหน้านี้ตอนที่พวกเขายังไม่ได้มาที่หมู่บ้านตระกูลฉิน ที่นาเหล่านั้นก็เป็นพวกเขาที่เช่ามาตลอด พวกเขาก็อาศัยที่นาไม่กี่ไร่นี้เลี้ยงชีพ ตอนที่พวกเขามาที่นี่ก็ได้เรียกคืนที่นาไปบางส่วนแล้ว ดังนั้นพวกเขาคงไม่สามารถดำรงชีวิตต่อไปได้สิน

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์เขียนหนังสือสัญญาเช่าอย่างรวดเร็ว แล้วให้พวกเขาเข้ามาบอกกล่าวถึงจำนวนที่นาที่ต้องการเช่า

   

   พวกเขาล้วนสำรวจพื้นที่ไว้ล่วงหน้าแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงการชนกัน

   

   "ขอบคุณท่านมาก ปีนี้ข้าจะจ่ายค่าเช่านาเพิ่มขึ้นแน่นอน" ชายคนเดิมคุกเข่าลงต่อหน้าแม่เฒ่าฉิน พร้อมกับโขกศีรษะคำนับอย่างแรง

   

   ชายคนอื่นๆก็ทำตามอย่างพร้อมเพรียงกัน

   

   แม่เฒ่าฉินรีบพยุงพวกเขาให้ลุกขึ้น "พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ พวกเจ้าเช่านาของข้า ทางฝั่งข้าก็จะได้สบายขึ้น"

   

   ชายหลายคนโค้งคำนับแม่เฒ่าฉินอีกหลายครั้ง จากนั้นจึงถือหนังสือสัญญาที่ประทับตราแล้วกลับไป

   

   ตอนนี้ถึงฤดูหว่านเมล็ดพันธุ์แล้ว พวกเขาต้องกลับไปเตรียมเมล็ดพันธุ์ และหวังว่าปีนี้จะได้ผลผลิตที่ดี

   

   "ท่านแม่ พวกข้าก็ต้องเพาะเมล็ดพันธุ์แล้ว ข้าเพิ่งดูเมล็ดพันธุ์เมื่อครู่นี้ ดูเหมือนจะไม่ค่อยดีนัก ไม่รู้ว่าอัตราการงอกจะสูงหรือไม่"

   

   เล่อเหนียงได้ยินดังนั้นก็รีบตบอกน้อยๆของนางพลางกล่าวว่า "ลุงรอง ให้เป็นหน้าที่ข้าเถอะ เล่อเหนียงจะช่วยท่านเอง" ว่าแล้วนางก็นำน้ำวิเศษครึ่งถังออกมาจากพื้นที่มิติ

   

   "ใช้น้ำนี้แช่รับรองว่าจะงอกได้ดีแน่นอน"

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์มองถังน้ำวิเศษนั้น เปลือกตากระตุกเล็กน้อย น้ำวิเศษเช่นนี้ใช้เพียงแค่แช่เมล็ดพันธุ์ดูจะสิ้นเปลืองเกินไปสักหน่อย

   

   ทันใดนั้นเขาก็มีความคิดดีๆขึ้นมา ก่อนอื่นเขาเทน้ำวิเศษออกครึ่งหนึ่งเก็บไว้ที่บ้าน จากนั้นก็เติมน้ำธรรมดาลงไปในถังเล็กน้อย แล้วยกถังน้ำออกจากบ้านไป

   

   "ท่านย่า ลุงรองกำลังจะทำอะไรหรือ" เล่อเหนียงมองดูเหล่าเอ้อร์ที่ยกถังน้ำออกไปอย่างร่าเริงด้วยความสงสัย

   

   "ลุงรองของเจ้าเริ่มเอาดอกไม้ไปเซ่นพระแล้ว"

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ยกถังน้ำไปแจกจ่ายทีละบ้านในหมู่บ้าน โดยบอกกับทุกคนว่าเป็นยาน้ำที่หลี่อันคิดค้นขึ้นมา ใช้สำหรับแช่เมล็ดพันธุ์ และจะทำให้อัตราการงอกสูงมาก แต่ละครอบครัวต่างก็ดีใจจนบรรยายความรู้สึกไม่ถูก พวกเขาต่างพากันนำผลไม้และถั่วลิสงมาขอบคุณหลี่อันที่บ้านตระกูลฉิน

   

   ขณะนี้หลี่อันกำลังขูดหม้อในครัวด้วยสีหน้าโกรธเคือง

   

   "ข้าบอกเจ้านะซิ่วเถา เจ้าช่างไม่มีน้ำใจเอาเสียเลย โจ๊กอร่อยขนาดนี้ เหตุใดเจ้าถึงไม่เหลือไว้ให้ข้าสักชามเล่า"

   

   โจ๊กหมดแล้วทำให้เขาต้องใช้ช้อนขูดหม้อเพื่อแก้อาการอยากกิน

   

   หลิวซิ่วเถามองเขาด้วยสีหน้างุนงง "หมอหลี่ ข้าเหลือไว้ให้ท่านหนึ่งชามแล้วนะ ท่านจะพูดว่าข้าไม่เหลือโจ๊กไว้ให้ท่านได้อย่างไรกัน"

   

   "ชามเล็กเท่าฝ่ามือ ยังไม่พอให้ข้าอุดฟันเลย" หลี่อันยังคงขูดหม้อต่อ บางครั้งก็แทบจะมุดหน้าเข้าไปเลียหม้อแล้ว

   

   "พวกเรายังมีปลาไหลอีกมาก ถ้าท่านอยากกินอีก ตอนค่ำข้าจะต้มให้ท่านอีกดีหรือไม่”

   

   หลี่อันส่งเสียงในลำคอสองครั้ง "อย่างนี้ค่อยดีหน่อย"

   

   พูดจบก็คว้ากบที่ลอกหนังไว้แล้วข้างๆ กระโดดออกไปทางหลังคา ขณะเดียวกันก็มีเด็กอ้วนคนหนึ่งเดินต๊อกแต๊กเข้ามาตามหากบของตนเอง



 บทที่ 375: พวกเจ้าน่ากลัวเกินไปจนข้าทนไม่


   

   "กบของเล่อเหนียงอยู่ที่ไหน!" เด็กหญิงตัวอ้วนยืนมือเท้าสะเอว ตะโกนด้วยความโกรธอยู่หน้าประตูห้องครัว

   

   หลี่อันที่เพิ่งกระโดดขึ้นไปบนหลังคาสะดุดอากาศจนเกือบล้มหน้าคะม่ำ เขาเหลือมองกบตัวอ้วนในมือ กำลังกำลังลังเลว่าควรจะปล่อยมันกลับไปหรือไม่

   

   "ท่านอาสะใภ้ กบของเล่อเหนียงอยู่ไหนเจ้าคะ"

   

   เล่อเหนียงมองดูหลิวซิ่วเถาตาละห้อย นางจับกบตัวนี้มาได้อย่างยากลำบาก และยังอยากจะย่างมันกินอีกด้วย

   

   หลิวซิ่วเถาชี้ไปบนหลังคา "หลี่อันเพิ่งเอาไปน่ะ"

   

   "อ้า~" เล่อเหนียงเงยหน้าร้องโอดครวญ จากนั้นเบะปากหมุนตัวเดินออกไป

   

   กบตกอยู่ในมือของหลี่อัน คงไม่เหลือรอดถึงนางอย่างแน่นอน

   

   กบน้อยที่น่าสงสารของนาง นางยังไม่ทันได้ลิ้มลองมันก็บินหนีไปเสียแล้ว

   

   "น้องสาว เกิดอะไรขึ้นหรือ เหตุใดถึงได้ทำหน้าตาหงอยเหงาเช่นนี้"

   

   เล่อเหนียงพุ่งเข้าไปในอ้อมกอดของหงอวี่ "พี่เจ็ด กบของข้าหายไปแล้ว"

   

   "ปู่หลี่อัน เอากบของข้าไปแล้ว"

   

   หงอวี่โอบกอดนางและตบไหล่ปลอบประโลม "ไม่เป็นไรหรอก แค่กบตัวเดียวใช่หรือไม่ พี่เจ็ดจะไปจับมาให้เจ้าใหม่เอง"

   

   "จริงหรือ"

   

   หงอวี่เคาะปลายจมูกของนางแผ่วเบา "จริงสิ การจับกบเป็นเรื่องเล็กน้อย ข้าไม่จำเป็นต้องโกหกเจ้าหรอก"

   

   "พวกเราไปบอกย่าสักหน่อย แล้วพาเจ้าไปจับกบในนาดีหรือไม่"

   

   "เจ้าค่ะ" เล่อเหนียงพยักหน้า

   

   หงอวี่บอกกล่าวแม่เฒ่าฉินแล้วก็สะพายตะกร้าพาเล่อเหนียงออกจากบ้าน โดยมีหมิงจื้อตามไปด้วย

   

   "ลุงหมิงจื้อ ท่านรู้หรือไม่ว่าที่ไหนมีกบนาให้จับ"

   

   หมิงจื้อครุ่นคิดสักครู่ก่อนตอบ

   

   "กบนาโดยทั่วไปมักออกมาหากินยามค่ำคืน หากจะจับในเวลากลางวันแสกๆ เช่นนี้ก็ต้องไปหาตามรูดินในคันนาที่แสงส่องไม่ถึง หรือไม่ก็ตามถ้ำเล็กๆที่เชิงเขา"

   

   หงอวี่พยักหน้ารับแล้วส่งตะกร้าสะพายหลังให้หมิงจื้อ จากนั้นก็อุ้มเล่อเหนียงเดินไปทันที

   

   "ระวังด้วยนะขอรับคุณชาย ให้ข้าอุ้มคุณหนูเถิด" หมิงจื้อรีบกล่าว

   

   หงอวี่ส่ายหน้า "ไม่ต้องหรอก เจ้าแค่นำทางข้างหน้าก็พอ"

   

   หมิงจื้อทำอะไรไม่ถูก จำต้องพาพวกเขาไปหากบนาตามคันนาและถ้ำเล็กๆที่เชิงเขา แต่พวกเขาไปหลายที่แล้วก็ยังไม่ได้กบสักตัว

   

   หมิงจื้อรู้สึกชื่นชมหงอวี่จริงๆ เขาอุ้มคุณหนูน้อยตัวอวบอ้วนเดินมาตลอดทาง ยังไม่มีท่าทีว่าจะเหนื่อยเลยสักนิด

   

   ตอนนี้เล่อเหนียงเรียกได้ว่าเป็นเด็กอ้วนตัวกลม แถมยังตัวแน่นปึ้ก แขนขาอ้วนเป็นปล้องๆ ใบหน้าอวบอ้วนจ่ำม่ำน่ารัก

   

   หงอวี่เด็กอายุเก้าขวบอุ้มเล่อเหนียงเดินไกลเช่นนี้ แต่กลับไม่ยอมปล่อยมือและไม่ปริปากบ่อว่าเหนื่อยเลย

   

   "พี่เจ็ด พวกเราไปเล่นบนเขากันเถอะ ไปเก็บเห็ดกัน"

   

   เล่อเหนียงเห็นว่าเดินมาหลายที่แล้วก็ยังไม่พบกบ จนตอนนี้นางไม่อยากจับมันแล้ว ความจริงนางก็ไม่ได้อยากกินกบมากนักเท่าไหร่

   

   หงอวี่ตามใจเล่อเหนียงเสมอ นางชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ เขาจึงอุ้มเล่อเหนียงเดินขึ้นเขาทันที

   

   "คุณชาย ตอนนี้บนเขาไม่ค่อยปลอดภัย หมีตัวใหญ่นั่นยังจับไม่ได้ พวกเราอย่าเพิ่งขึ้นเขาเลยดีกว่า"

   

   หงอวี่พูดพลางอุ้มเล่อเหนียงเดินขึ้นเขาไปเอ่ยว่า

   

   "ไม่เป็นไรหรอก หากเจ้ากลัว เจ้าก็กลับไปก่อนได้"

   

   หมิงจื้อยังคิดจะเกลี้ยกล่อม แต่หงอวี่ก็อุ้มเล่อเหนียงขึ้นเขาไปแล้ว

   

   หมิงจื้อกัดฟันแล้วก็ตามขึ้นไปด้วย แม้ว่าเขาไม่อยากตามไปก็ทำอะไรไม่ได้ ถ้าปล่อยให้เด็กสองคนนี้ขึ้นเขาไป ส่วนตัวเองกลับไปที่บ้าน พี่ชายของเขาได้ฆ่าเขาแน่

   

   อีกอย่างแม้ว่าแม่เฒ่าฉินจะไม่ได้ประกาศว่าพวกเขาเป็นบ่าวที่ซื้อมา แต่สัญญาขายตัวของพวกเขาก็ยังอยู่ในมือของนาง อย่าว่าแต่ขึ้นเขาเลย ต่อให้ต้องเอาชีวิตเข้าแลก เขาก็ไม่อาจโต้แย้งอะไรได้

   

   "พี่เจ็ด ปล่อยข้าลงเถิด ข้าอยากไปจับผีเสื้อ!"

   

   เล่อเหนียงหยิบสวิงออกมาจากพื้นที่มิติ แล้วเริ่มวิ่งไล่จับผีเสื้อทันที นอกจากนี้ยังเอาสวิงให้หงอวี่หนึ่งอันด้วย

   

   หมิงจื้อที่มาถึงช้ากว่าหนึ่งก้าว มองดูสวิงในมือของเล่อเหนียงและหงอวี่ด้วยสีหน้างุนงง

   

   เอ๊ะ คุณชาย คุณหนู สวิงในมือของพวกท่านมาจากที่ใดกัน พวกเขาเพิ่งนำมาเมื่อครู่หรือ

   

   ไม่ถูกต้อง ทำไมสวิงในมือของพวกเขาถึงมีสีสันหลากหลายเช่นนี้ หมิงจื้อที่กำลังสงสัยจนสติหลุดลอยไปไกล เล่อเหนียงจึงฉวยโอกาสนี้หยิบขวดแก้วเล็กๆออกมาจากพื้นที่มิติ แล้วให้หงอวี่นำผีเสื้อที่จับได้ใส่ลงในขวดแก้ว

   

   ครั้งนี้หมิงจื้อยิ่งสงสัยมากขึ้น ขนาดที่ว่าในขณะที่พวกเขากำลังจับผีเสื้ออย่างตั้งใจ เขาค่อยๆเคลื่อนตัวไปยังจุดที่พวกเขายืนอยู่เมื่อครู่ ดวงตาจ้องมองพวกเขา ส่วนเท้าก็เขี่ยพื้นดินตรงนั้น อยากดูว่าที่นี่มีหลุมหรืออะไรทำนองนั้นหรือไม่อย่างไรก็ตาม

   

   บนพื้นดินมีหลุมอยู่จริงๆด้วย หลุมนี้เป็นหลุมที่ชาวบ้านจากหมู่บ้านต้าไฮว่ใช้ลักลอบขโมยธัญพืชจากหมู่บ้านตระกูลฉิน ไม่รู้ว่าใครเป็นคนขุดมันไว้ แต่แน่นอนว่าไม่ใช่คนจากหมู่บ้านต้าไฮว่

   

   ตอนนี้ปากหลุมถูกปิดด้วยกิ่งไม้อย่างลวกๆ เท้าของหมิงจื้อเขี่ยไปทางนี้ทีทางนั้นที แล้วก็บังเอิญเขี่ยไปเจอปากหลุมเข้า

   

   "มีหลุมอยู่จริงๆด้วย" หมิงจื้อตื่นเต้น เขาเขี่ยกิ่งไม้ที่ปากหลุมออกไปด้านข้างแล้วก็นอนราบลงมองเข้าไปในหลุม

   

   "คุณชายเจ็ด คุณหนู พวกท่านรีบมาดูนี่เร็ว ตรงนี้มีหลุมอะไรด้วยก็ไม่รู้" หมิงจื้อเงยหน้าขึ้นร้องเรียกด้วยสีหน้าตื่นเต้น

   

   แต่พริบตาต่อมาเขาก็ตกใจจนหัวใจแทบหยุดเต้น สองคนที่เมื่อครู่กำลังจับผีเสื้ออยู่ข้างๆหายไปแล้ว!

   

   "คุณชายเจ็ด คุณหนู!"

   

   หมิงจื้อตกใจจนกระโดดขึ้นมา แล้วเริ่มวิ่งค้นหาไปทั่วป่าอย่างบ้าคลั่ง

   

   "คุณชายเจ็ด คุณหนู พวกท่านอยู่ที่ใด พวกท่านอย่าทำให้ข้าตกใจสิ!"

   

   หมิงจื้อตกใจจนร้องไห้ออกมา ชายหนุ่มร่างใหญ่ร้องไห้จนน้ำมูกน้ำตาเปรอะเปื้อนทั่วใบหน้า วิ่งร่ำไห้ไปมาเพื่อตามหาอย่างบ้าคลั่งคน

   

   แย่แล้ว เขาทำให้สมบัติล้ำค่าของตระกูลฉินหายไป

   

   พี่ชายของเขาต้องจัดการเขาแน่

   

   ชิงเยว่บนต้นไม้มองดูหมิงจื้อด้วยความเห็นอกเห็นใจอย่างยิ่ง แม้ว่าพวกเขาจะไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน แต่ในก็ถือว่าพวกเขาอยู่ด้วยกันทั้งเช้าค่ำระดับหนึ่ง

   

   เมื่อเห็นคนโง่ตัวใหญ่คนนี้ถูกคุณชายทำให้ตกใจจนร้องไห้ พวกเขาก็รู้สึกอดสงสารไม่ได้

   

   คนโง่ตัวใหญ่คนนี้ไม่ใช่มองหาไปทางตะวันออกทางตะวันตก แต่เขาเอาแต่ตกใจหมุนตัวอยู่กับที่

   

   หงอวี่มองดูหมิงจื้อด้วยสีหน้างุนงง "ลุงหมิงจื้อ ท่านทำอะไรอยู่หรือ"

   

   หงอวี่จูงมือเล่อเหนียงเดินเข้ามา หมิงจื้อเห็นดังนั้นจึงรีบเข้าไปโอบกอดเด็กทั้งสองคนแล้วเริ่มร้องไห้โฮ

   

   "คุณชายเจ็ด คุณหนู หากพวกท่านเป็นอะไรไป ข้าจะทำอย่างไรดีเล่า"

   

   "พวกท่านรู้หรือไม่ว่าเมื่อครู่ข้าตกใจจนเกือบตายแล้ว พอข้าหันหลังไปครู่เดียวพวกท่านก็หายไปเสียอย่างนั้น..."

   

   หงอวี่ตบมือของเขาอย่างเบื่อหน่าย "ลุงหมิงจื้อ ท่านจะร้องไห้ทำไม พวกข้าอยู่ด้านหลังนี่เอง"

   

   "คุณชายเจ็ดเมื่อครู่พวกเจ้าไปไหนมา เหตุใดไม่เรียกข้าไปด้วย" หมิงจื้อถามพลางเช็ดน้ำตา

   

   "เมื่อครู่น้องสาวบอกว่าอยากไปปัสสาวะ ข้าจึงพาน้องไปด้านหลังเพื่อปัสสาวะ เพิ่งจะไปได้ครู่เดียวก็ได้ยินเจ้าร้องโวยวาย ข้านึกว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นเสียอีก" หงอวี่กล่าวอย่างอ่อนใจ

   

   หมิงจื้อได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจโล่งอก "ดีแล้วที่แค่ไปปัสสาวะเท่านั้น"

   

   "คุณชาย คุณหนู พวกเรากลับกันเถอะ ข้าว่าท่านป้าจะเป็นห่วงพวกท่านแล้ว"

   

   หงอวี่พยักหน้าแล้วอุ้มเล่อเหนียงเดินลงเขา เพิ่งจะเดินไปได้สองก้าวก็ได้ยินเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังขึ้น



 บทที่ 376: อายุมากแล้วไม่ค่อยมีประโยชน์


   

   "จุ๊ๆๆ พวกท่านได้ยินเสียงฝีเท้าหรือไม่" หมิงจื้อถาม

   

   "พูดเหลวไหล เสียงฝีเท้าหนักขนาดนี้จะไม่ได้ยินอย่างไร"

   

   หงอวี่อุ้มเล่อเหนียงวิ่งลงเขา แต่ยังเห็นหมิงจื้อยังยืนงงอยู่ที่เดิมจึงตะโกนเสียงดัง

   

   "หมิงจื้อ ท่านยังยืนทำอะไรอยู่ตรงนั้น รีบวิ่งเร็วเข้า!"

   

   "เสียงฝีเท้าหนักขนาดนี้ฟังก็รู้ว่าเป็นหมีแล้ว!"

   

   หมิงจื้อเพิ่งได้สติรีบวิ่งหนีอย่างรวดเร็ว เขาตอบสนองช้าไปหนึ่งก้าว หมีตัวขนาดมหึมาก็พุ่งเข้ามาแล้ว

   

   "แม่เจ้าเอ๋ย หมีตัวใหญ่จริงๆ"

   

   หมิงจื้อวิ่งลงเขาอย่างรวดเร็ว หมีตัวนั้นก็ไล่ตามมาติดๆ

   

   เมื่อมองเห็นหงอวี่ที่อุ้มเล่อเหนียงวิ่งอยู่ข้างหน้าก็รู้สึกว่าความมืดมนกำลังจะปกคลุมศีรษะของตน

   

   พวกเขาสามคนจะวิ่งหนีพ้นได้อย่าง ขณะที่เขากำลังจะร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา


   ชิงเฟิงและชิงเยว่สองคนก็โผล่ออกมาจากมุมมืด คนหนึ่งอุ้มเล่อเหนียง อีกคนหนึ่งอุ้มหงอวี่แล้วกระโดดขึ้นต้นไม้

   

   หหมิ่งจื้อพยายามปีนต้นไม้ด้วยเรี่ยวแรงของตัวเอง แต่เขาพยายามหลายครั้งก็ไม่สามารถขึ้นไปได้

   

   หงอวี่มองเขาอย่างงุนงง "ลุงหมิ่งจื้อ ท่านรู้วิชาตัวเบาไม่ใช่หรอกหรือ"

   

   หมิ่งจื้อจึงนึกขึ้นได้ว่าตัวเองมีวรยุทธ เขาหัวเราะเบาๆ แล้วก็สามารถกระโดดขึ้นต้นไม้ได้สำเร็จ ข้าเพิ่งจะกอดกิ่งไม้แน่นก็ถูกหมีดำพุ่งชนอย่างแรง

   

   พวกเขาเลือกต้นไม้ที่ไม่ได้ใหญ่โตนัก หลังจากถูกหมีดำพุ่งชนหลายครั้ง ต้นไม้ก็เริ่มสั่นไหวราวกับจะล้มลงมา

   

   "พวกท่านทั้งสองเป็นใครหรือ" หมิงจื้อจ้องมองพวกเขาอย่างเคร่งเครียด กลัวว่าพวกเขาจะทำสิ่งที่ไม่เคารพต่อคุณชายและคุณหนู

   

   ชิงเฟิงและชิงเยว่มองเขาอย่างอึ้งๆ "พวกข้ามาถึงที่นี่ก่อนเจ้าเสียอีก"

   

   หมิงจื้อจึงเงียบไป เมื่อเห็นว่าคุณชายและคุณหนูไว้วางใจชายทั้งสองก็รู้ว่าพวกเขาไม่ได้โกหก "พี่ชายทั้งสอง พวกท่านดูแลคุณหนูกับคุณชายด้วย ข้าจะไปจัดการกับหมีตัวนั้น"

   

   "อย่า…อย่าทำเช่นนั้น!" เล่อเหนียงรีบห้ามเขาไว้

   

   น่าเสียดายที่หมิงจื้อได้กระโดดลงไปและเริ่มเดินวนรอบๆ

   

   "ท่านลุงชิงเฟิง ท่านลงไปช่วยลุงหมิงจื้อด้วยเถิด ข้าไม่อยากลากเขากลับมาในภายหลัง"

   

   ชิงเฟิงรับคำ หลังจากส่งเล่อเหนียงให้กับชิงเยว่แล้วก็ดึงมีดสั้นออกมาจากอกเสื้อแล้วกระโดดลงไปล่อหมี

   

   "ท่านพี่ เจ้าไปดูแลคุณหนูให้ดี ข้าคนเดียวไหว"

   

   "ไหวบ้านเจ้า!" ชิงเฟิงล้วงมีดสั้นเล่มหนึ่งออกมาจากอกเสื้อแล้วโยนให้เขา

   

   "ข้าจะอยู่ด้านหน้า เจ้าอยู่ด้านหลัง พวกเราโจมตีพร้อมกัน!"

   

   หมิงจื้อพยักหน้าแล้วอ้อมไปด้านหลังของหมีสีน้ำตาล จากนั้นโจมตีพร้อมกับชิงเฟิง

   

   หมีสีน้ำตาลคำรามพลางเหวี่ยงอุ้งเท้าขนาดมหึมาฟาดใส่ชิงเฟิง

   

   ชิงเฟิงกระโดดหลบหลีกการโจมจีของหมีตัวใหญ่อย่างรวดเร็ว

   

   หมิงจื้อที่อยู่ด้านหลังโบกดาบขึ้นฟันทันที หมีสีน้ำตาลไม่ทันระวังด้านหน้า

   ไม่นานร่างกายก็เต็มไปด้วยบาดแผล

   

   มันโกรธจัดและหันหัวพุ่งเข้าใส่หมิงจื้อโดยตรง เมื่อเห็นหมิงจื้อหลบพ้นไปได้ มันกลับไม่หันกลับมามอง แล้วพุ่งเข้าไปในป่าทันทีมันรู้ว่าตนเองไม่อาจเอาชนะสองคนนี้ได้

   

   ผลลัพธ์คือเพียงแค่วิ่งไปได้ไม่กี่ก้าวก็ถูกหลี่อันที่รออยู่ข้างๆมานานแล้วฟาดมือออกไป

   

   ชิงเฟิงตาไวมือเร็วคว้ามีดและพุ่งเข้าไปแทงลงที่หัวใจหมีอย่างรุนแรง

   

   หมีตัวนั้นดิ้นขลุกขลุกอยู่สองสามทีแล้วค่อยๆหยุดนิ่ง

   

   "เสี่ยวชี เล่อเหนียง พวกเจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่" หลี่อันถามพลางหอบหายใจ


   พออายุมากขึ้น พลังภายในไม่เพียงพอแล้ว เมื่อครู่เขาออกแรกเช่นนั้นได้อย่าง เขาใช้พลังเกือบทั้งหมด ทำให้ตอนนี้ฟื้นตัวได้ช้า

   

   "ปู่หลี่อัน เหตุใดท่านจึงขโมยกบของข้าเล่า" เล่อเหนียงยังจำเหตุการณ์นี้ได้ จึงเอ่ยถามด้วยริมฝีปากที่เบะออก

   

   หลี่อันยิ้มเล็กน้อยแล้วล้วงห่อน้ำมันออกมาจากอกเสื้อแล้วเปิดออก ข้างในเป็นกบที่ย่างสุกแล้ว

   

   "เด็กน้อยกบของเจ้าอยู่นี่ เจ้ากินเถิด"

   

   เล่อเหนียงมองกบในมือของเขา ความรู้สึกละอายใจพลันผุดขึ้นมาในใจนาง


   เป็นคนยุคปัจจุบันแท้ๆ แต่กลับแย่งกินกบย่างกับคุณปู่โบราณ

   

   "ปู่หลี่อัน ท่านกินเถิด เล่อเหนียงไม่หิวหรอก"

   

   "เด็กดีรีบกินเร็ว ยังร้อนๆอยู่เลย"

   

   เล่อเหนียงรับกบย่างมาด้วยความอบอุ่นในใจ นางกัดกินคำหนึ่งแล้วส่งกบย่างไปที่ริมฝีปากของหลี่อัน

   

   "ปู่หลี่อัน ท่านก็กินสิ!" หลี่อันยิ้มพลางลูบศีรษะเล็กๆของนาง

   

   "เล่อเหนียงกินเถอะ ปู่อายุมากแล้ว ไม่เหมาะที่จะกินของย่างแล้ว"

   

   เล่อเหนียงเบ้ปาก "ปู่หลี่อัน ท่านโกหกแบบนี้ได้ด้วยหรือ"

   

   "เมื่อวานท่านยังแอบกินไก่ย่างไปตัวหนึ่งเลยนะ"

   

   หลี่อันถูกเปิดโปงแต่ก็ไม่โกรธ เขาลูบจมูกเล็กๆของนาง "กินเร็วเข้า ไม่งั้นข้าจะเปลี่ยนใจเอานะ"

   

   เมื่อรู้ว่าเขาไม่กินจึงยื่นกบย่างไปที่ปากของหงอวี่ที่กำลังน้ำลายไหล "พี่เจ็ดกินสิกบย่างที่ปู่หลี่อันทำอร่อยมากเลย"

   

   หงอวี่ไม่เล่นตัวกับเล่อเหนียง เขาจึงค่อยๆกัดกบหนึ่งค่ำ

   

   "อืม อร่อยมาก" หงอวี่เอ่ยชม

   

   "พอแล้ว พอแล้ว พวกเจ้าลากหมีตัวนี้กลับไปเถอะ" หลี่อันพูดพลางจับเอวตัวเอง

   

   เล่อเหนียงสังเกตเห็นความผิดปกติของหลี่อัน นางก็ไม่สนใจกับอีกต่อไป

   

   "ปู่หลี่อัน ท่านเป็นอะไรไป เหตุใดข้ารู้สึกว่าท่านดูอ่อนแรงเหลือเกิน"

   

   หลี่อันโบกมือเบาๆ "ไม่เป็นไร พออายุมากแล้วใช้แรงมากเกินไป ตอนนี้ร่างกายจึงหมดพลัก ข้าพักสักครู่ก็จะดีขึ้น"

   

   เล่อเหนียงไม่เชื่อจึงลงมาจากอ้อมกอดของชิงเยว่วิ่งไปข้างกายหลี่อัน แล้วคว้ามือของเขามาจับชีพจร

   

   หลี่อันมองดูเล่อเหนียงด้วยสีหน้าประหลาดใจ "เล่อเหนียง เจ้ารู้จักการจับชีพจรด้วยหรือ"

   

   "ไม่รู้!" เล่อเหนียงตอบอย่างตรงไปตรงมา

   

   "อ้อ ได้" หลี่อันเพียงแค่พูดล้อเล่นไปประโยคหนึ่งเท่านั้น เด็กน้อยอายุสองสามขวบนี้จะสามารถจับชีพจรได้อย่างไรกัน

   

   พวกเขาไม่เชื่อ แต่หงอวี่กลับรู้ว่าเล่อเหนียงมีความรู้จริงๆ

   

   ในพื้นที่มิติของนางมียาเต็มไปหมด และในสวนผักก็ยังปลูกสมุนไพรจีนล้ำค่าอีกมากมาย

   

   เล่อเหนียงขมวดคิ้วจับชีพจรให้เขาสักครู่แล้วเดินจากไป นางหยิบตะกร้าสะพายหลังมา แล้วนำน้ำเต้าออกมาส่งให้หลี่อัน

   

   "ปู่หลี่อัน ดื่มน้ำสักอึกก่อนเถิด อาการของท่านจะได้ดีขึ้น" หลี่อันรับน้ำเต้าอย่างว่าง่ายแล้วเปิดจุดออกดื่มหนึ่งอึก

   

   รสชาติที่คุ้นเคยแล่นผ่านลิ้น หลี่อันมองไปยังน้ำเต้า โดยไม่ต้องคิดก็รู้ว่านี่ต้องเป็นของที่ถูกเสกขึ้นมาแน่นอน

   

   "พอเถอะ พอเถอะ เจ้าอย่ากังวลไปเลย ข้าไม่เป็นไรจริงๆ"

   

   หลี่อันคืนน้ำเต้าให้เล่อเหนียงพร้อมกับดึงแก้มนุ่มนิ่มของนางเบาๆ

   

   "ข้าเองก็เป็นหมอ ข้าย่อมรู้สภาพร่างกายของตัวเองดี พวกเจ้าหาทางแบกหมีตัวนี้กลับไปเถอะ ข้าพักสักครู่ก็จะดีขึ้นแล้ว"

   

   หมิงจื้อ ชิงเยว่ และชิงเฟิงทั้งสามคนเดินวนรอบหมีตัวนั้นหนึ่งรอบ ไม่รู้ว่าควรจะจัดการอย่างไรดี

   

   "ข้าจะไปเรียกคนในหมู่บ้านมาช่วยแบกหมี พวกเจ้าสองคนคอยดูแลคุณหนูและคุณชายให้ดี ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา ข้าชดใช้ไม่ไหวหรอกนะ" หมิงจื้อกำชับอย่างจริงจัง

   

   ชิงเฟิงและชิงเยว่พร้อมใจกันกลอกตาใส่เขา

   

   หลี่อันที่นั่งพักอยู่รู้สึกว่าร่างกายของตนเองแปลกไปเรื่อยๆ กำลังคิดจะหยิบเข็มเงินออกมา แต่สายตากลับพร่ามัว

   

   ภาพสุดท้ายในความทรงจำคือใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของเล่อเหนียง



  บทที่ 377: เจ้าเป็นเทพเซียนลงมาจากสวรรค์หรือ


   

   "ปู่หลี่อัน!"

   

   "หมอหลี่!"

   

   เล่อเหนียงกรีดร้องออกมาแล้วรีบวิ่งเข้าไปหาเขา

   

   "ปู่หลี่อัน ปู่หลี่อัน!" เล่อเหนียงร้องไห้พลางเขย่าตัวชายชรา

   

   "หมิงจื้อ รีบกลับไปเรียกคนมาเร็ว!" หงอวี่หันไปตะโกนบอกหมิงจื้อที่ยืนงงอยู่ด้วยความโกรธ ชิงเฟิงและชิงเยว่พยุงหลี่อันให้ลุกขึ้นพิงต้นไม้ แล้วจับชีพจรของเขา

   

   "ชิงเฟิง ปู่หลี่อั เป็นอย่างไรบ้าง" หงอวี่ถามอย่างร้อนใจ

   

   ชิงเฟิงส่ายหน้า "พลังภายในถูกใช้จนหมด อีกทั้งเขาก็อายุมากแล้ว ร่างกายทนไม่ไหวแล้ว"

   

   "เจ้าพูดอะไรเหลวไหล ปู่หลี่อัน ยังไม่แก่สักหน่อย" เล่อเหนียงตะโกนด้วยความโกรธ

   

   นางมองไปที่หงอวี่หนึ่งครั้ง หงอวี่เข้าใจความหมายจึงพูดกับพวกเขาว่า

   

   "พวกเจ้าสองคนหันหลังไปก่อน น้องสาวข้าต้องปัสสาวะ"

   

   ชิงเฟิงและชิงเยว่กระตุกมุมปากเล็กน้อย แล้วหันหลังให้อย่างไม่รู้จะพูดอะไร

   

   เล่อเหนียงหยิบเข็มฉีดยากระตุ้นหัวใจออกมาจากพื้นที่มิติ

   

   "พี่เจ็ด ช่วยข้าด้วย!" หงอวี่จับมือของเล่อเหนียง ช่วยเขาฉีดยากระตุ้นหัวใจเข็มนั้นเข้าไปในร่างของหลี่อัน

   

   จากนั้นนางหยิบยาช่วยชีวิตเม็ดหนึ่งออกมาจากพื้นที่มิติยัดเข้าไปในปากของหลี่อัน แล้วป้อนน้ำวิเศษให้เข้ากลืนลงไป

   

   เมื่อทำทุกอย่างเสร็จแล้วเล่อเหนียงก็ทรุดตัวลงนั่งพิงกับหงอวี่ ดวงตาจ้องมองหลี่อันไม่วางตา

   

   ……

   

   "ท่านป้า แย่แล้ว เกิดเรื่องใหญ่แล้ว หมอหลี่อันเป็นลมหมดสติไป"

   

   หมิงจื้อวิ่งไถลหน้าตาตื่นเข้ามาในหมู่บ้านตลอด ก่อนจะไถลเข้ามาทางประตูบ้านมาราวกับคนบ้า

   

   "อะไรกัน เกิดอะไรขึ้น" แม่เฒ่าฉินลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจและถามขึ้น

   

   "เล่อเหนียงกับเสี่ยวชีเล่า"

   

   หมิงจื้อสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะพูดต่อว่า "คุณหนูกับคุณชายยังอยู่บนเขา มีชายสองคนคอยเฝ้าอยู่ข้างๆพวกเขา"

   

   "พวกข้าเจอหมี หลี่อันหมอใช้พลังภายในฝ่ามือเดียวฆ่าหมีตาย"

   

   แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นก็รีบเดินออกไปทันที "ยังยืนงงอยู่ทำไม รีบไปกันเถอะ"

   

   "หมิงเฟิงไปแจ้งหัวหน้าหมู่บ้าน ให้นำคนมาที่นี่เร็วเข้า!" แม่เฒ่าฉินสั่งเสร็จก็วิ่งขึ้นเขาไปทันที

   

   เมื่อฟูหลินได้รับข่าวก็รีบนำชาวบ้านวิ่งเข้าไปในป่าทันที

   

   "เล่อเหนียง เสี่ยวชี พวกเจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่" แม่เฒ่าฉินเห็นเด็กทั้งสองนอนหมดแรงอยู่บนพื้นแต่ไกล จึงตะโกนถามเสียงดัง

   

   "ท่านย่า!" เล่อเหนียงลุกขึ้น สองขาสั้นป้อมพานางวิ่งไปหาแม่เฒ่าฉิน

   

   แม่เฒ่าฉินก้าวเข้าไปอุ้มเล่อเหนียงขึ้นมา "ไม่เป็นไรแล้วนะหลานรัก ไม่ต้องกลัว ย่าอยู่นี่แล้ว"

   

   "ท่านย่า ท่านรีบไปช่วยท่านปู่หลี่อันเถิด เขาเป็นลมไปหมดแล้ว" เล่อเหนียงกอดคอแม่เฒ่าฉินพลางร้องไห้โวยวาย

   

   "เล่อเหนียงอย่าร้องไห้ อย่าร้องนะ ย่าอยู่นี่แล้ว"

   

   แม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียง เดินเข้าไปใกล้แล้วย่อตัวลงจับชีพจรของหลี่อัน

   

   ขณะเดียวกันฉินฟู่หลินก็พอคนมาถึงพอดี

   

   "พี่ชุนหลานเป็นอย่างไรบ้าง หมอหลี่เขาไม่เป็นไรใช่หรือไม่" ฉินฟู่หลินถามอย่างร้อนใจ หมอหลี่เรียกได้ว่าเป็นเสาหลักของหมู่บ้านพวกเขา เขาต้องห้ามเป็นอะไรอันเด็ดขาด

   

   หากบ้านใดมีป่วยไข้ได้เจ็บ เพียงแค่ไปขอเทียบยาจากเขา วันรุ่งขึ้นก็จะหายเป็นปลิดทิ้งทันที

   

   "จากการตรวจชีพจรแล้ว ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง พาตัวหมอหลี่กลับไปก่อนแล้วค่อยว่ากัน"

   

   ฉินฟู่หลินโบกมือ เอ้อร์จู้และฟู่ไห่ก็เดินเข้ามา

   

   "พวกเจ้าสองคนไปหาแผ่นไม้มาสักแผ่น แล้วหามหมอหลี่กลับไป" ฉินฟู่หลิน กล่าวจบก็มองไปที่หมีตัวเมียบนพื้น "คนที่เหลือหาทางนำหมีตัวนี้กลับไป"

   

   ชาวบ้านคนอื่นๆ ได้ยินดังนั้นก็เริ่มวุ่นวายกันขึ้นมา

   

   พ่อเฒ่าจ้าวและคนอื่นๆ ได้รับข่าวแล้วตอนนี้กำลังรวมตัวกันอยู่หน้าประตูบ้านตระกูลฉินอย่างกระวนกระวายใจ

   

   หมอหลี่เพิ่งถูกนำกลับมาที่บ้านตระกูลฉินและวางลงบนเตียง แม่เฒ่าฉินก็ไล่ชาวบ้านที่มาเยี่ยมหมอหลี่กลับไป

   

   "ทุกคนตอนนี้หมอหลี่ยังไม่ฟื้น พวกเจ้าอย่างเพิ่งรบกวนการพักฟื้นของเขาเลย รอให้หมอหลี่ตื่นขึ้นมาก่อน ข้าจะแจ้งให้ทุกคนทราบเอง"

   

   "ด้านหลังยังมีหมีตัวหนึ่งกำลังขนกลับมา หมีตัวนั้นข้าจะมอบให้พวกเจ้า"

   

   ชาวบ้านที่มาเยี่ยมหลี่อันได้ยินคำพูดของแม่เฒ่าฉินก็ไม่ได้รั้งอยู่นานนักต่างพากันทยอยกลับไป

   

   เล่อเหนียงพอกลับถึงบ้านก็รีบลากหงอวี่ กลับห้องจากนั้นก็ดึงเขาเข้าไปในพื้นที่มิติ

   

   "พี่เจ็ด ช่วยข้าด้วย!"

   

   หงอวี่พยักหน้า "น้องสาว เจ้าว่ามาเลย" เล่อเหนียงลากเขาเข้าไปในห้องยานางชี้ไปที่กล่องยานั้น หงอวี่ก็หยิบกล่องนั้นมา

   

   เล่อเหนียงมองดูยาในมือของพี่เจ็ดก็รู้สึกว่ายังไม่พอ จึงคว้าอีกหลายกล่อง

   

   ตอนที่หลี่อันหมดสติ นางก็สังเกตเห็นแล้วว่าใบหน้าของเขาซีดขาว ริมฝีปากเขียวคล้ำ ซึ่งเป็นอาการของโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

   

   สมัยโบราณเรียกว่าอาการเจ็บใต้หัวใจ

   

   ฉีดยากระตุ้นหัวใจเข้าไปตั้งแต่แรก ต้องใช้น้ำวิเศษและยาช่วยชีวิตประคองไว้

   

   "น้องสาว พวกยาเหล่านี้เป็นของปู่หลี่อันใช่หรือไม่" หงอวี่ถามอย่างสงสัยขณะมองกองยามากมายตรงหน้า

   

   เล่อเหนียงพยักหน้า "ใช่ ทั้งหมดเป็นยาละลายลิ่มเลือดและยารักษาหัวใจด้วย"

   

   หงอวี่หยิบกล่องยาขึ้นมาดูเขาพบว่าตัวเองไม่รู้จักตัวอักษรบนกล่อง และไม่เข้าใจว่าลิ่มเลือดที่นางพูดถึงคืออะไร

   

   เล่อเหนียงเห็นสีหน้างุนงงของพี่เจ็ดจึงอธิบายว่า "หมอหลี่ เป็นลมหมดสติเพราะเลือดอุดตันที่หัวใจซึ่งอันตรายมาก หากไม่ระวังจะอันตรายถึงชีวิต"

   

   "ยาทั้งหมดนี้ช่วยให้ทำให้เลือดที่หัวใจไหลเวียนได้ดีขึ้น เมื่อเลือดที่หัวใจไหลเวียนดีแล้ว หมอก็จะปลอดภัย"

   

   หงอวี่พยักหน้าอย่างงุนงง

   

   เล่อเหนียงคว้ายามาโดยไม่ลืมหยิบเข็มฉีดยามาด้วย ก่อนจะพากันออกจากพื้นที่มิติไป

   

   แม่เฒ่าฉินรู้ว่าเล่อเหนียงไปขอความช่วยเหลือจากท่านปู่เทพเซียน นางจึงรออยู่ในห้องโถงด้านข้างแล้ว

   

   "เล่อเหนียง ท่านปู่เทพเซียนมีวิธีช่วยหมอหลี่หรือไม่" แม่เฒ่าฉินรีบเข้าไปถามเล่อเหนียงอย่างร้อนใจทันทีที่เห็นนางออกมา

   

   หลังจากอยู่ด้วยกันมานาน นางก็ถือว่าหลี่อันเป็นเหมือนพี่ชายแท้ๆไปแล้ว

   

   

   "ท่านย่า ท่านวางใจได้ มีข้าอยู่ไม่มีอะไรหรอก" เล่อเหนียงปลอบใจแม่เฒ่าฉิน

   

   แม่เฒ่าฉินมองยาในมือของหงอวี่แล้วถามว่า "ยาพวกนี้ให้หมอหลี่ใช่หรือไม่"

   

   "เจ้าค่ะ ท่านปู่หลี่อันเป็นลมไปเพราะเลือดอุดตันที่หัวใจ ยาพวกนี้จะช่วยให้เลือดในหัวใจของปู่หลี่อันไหลเวียนได้"

   

   แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วอุ้มเล่อเหนียงไปที่ห้องของหลี่อัน

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์กำลังป้อนน้ำให้หลี่อัน เมื่อเห็นแม่เฒ่าฉินเข้ามาก็รีบขยับให้ที่แก่นาง

   

   "ท่านแม่ เหล่าซาน เข้าเมืองไปเชิญหมอมาแล้ว อีกไม่นานก็จะกลับมา"

   

   แม่เฒ่าฉินตอบรับเบาๆ พลางส่งสัญญาณให้ฉินเหล่าเอ้อร์พาเด็กๆออกไป

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์เข้าใจความหมายจึงพาเด็กๆขึ้นเขาไปหาสมุนไพร

   

   "ท่านย่า พี่เจ็ด ช่วยข้าด้วย!"

   

   เล่อเหนียงหยิบขวดน้ำเกลือออกมาให้ แม่เฒ่าฉินหาไม้มาแขวนด้วยความช่วยเหลือของหงอวี่ นางได้สอดเข็มเข้าไปในเส้นเลือดที่หลังมือของหลี่อัน

   

   การแทงที่หลังมือนั้นแตกต่างจากการฉีดยากระตุ้นหัวใจเมื่อครู่ เส้นเลือดที่หลังมือของหลี่อันนั้นเล็กมาก เล่อเหนียงต้องพยายามหลายครั้งกว่าจะแทงเข็มเข้าไปได้

   

   แม่เฒ่าฉินมองดูเล่อเหนียงด้วยความตกตะลึง แม้นางจะรู้ว่าหลานสาวของตนมีความสามารถบางอย่างติดตัว แต่ก็ไม่คิดว่าในเด็กคนนี้จะมีความรู้ด้านนี้ด้วย

   

   นางคงไม่ใช่เทพเซียนลงมาจากสวรรค์จริงๆหรือมั้ง



  บทที่ 378: อย่าก่อเรื่องวุ่นวายเลย


   

   "ท่านย่าวางใจได้ ปู่หลี่อันน่าจะไม่เป็นไรหลังจากกินยาขวดนี้หมดแล้ว" เล่อเหนียงกล่าวกับแม่เฒ่าฉิน

   

   "หา ดีแล้ว ดีแล้ว" แม่เฒ่าฉินรีบตอบรับทันทีที่ได้สติ

   

   ช่างเถอะ นางไม่สนหรอกว่าหลานสาวของนางจะเป็นใคร ถึงจะเป็นปีศาจร้ายก็ยังเป็นดวงใจของนาง นางจะมากังวลเรื่องนี้อยู่ทำไม

   

   "เล่อเหนียง ปู่หลี่ของเจ้าไม่เป็นอะไรมากจริงๆหรือ"

   

   เล่อเหนียงส่ายหน้า "เล่อเหนียงไม่กล้ารับรองหรอก แต่มีโอกาสสูงที่จะไม่เป็นไร"


   นางหยุดชั่วครู่แล้วพูดต่อว่า "ปู่หลี่อันตะกละจะตาย เขาจะยอมจากไปได้อย่างไร"

   

   "ถ้าเขาจากไป เขาก็จะไม่ได้กินเนื้อตุ๋นของป้าสะใภ้สามอีก"

   

   แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นก็อดขำไม่ได้ "หลานสาวของข้าพูดถูก เขาน่ะตะกละที่สุดแล้ว"

   

   "ท่านย่า ไปดูหมีตัวนั้นหน่อยสิ เล่อเหนียงอยากกินอุ้งตีนหมี"

   

   แม่เฒ่าฉินรับคำแล้วเดินออกไป พร้อมทั้งปิดประตูใหญ่ไม่ให้คนอื่นเข้าไปตามอำเภอใจ นางรู้ความหมายของเล่อเหนียง นางจำเป็นต้องออกไปปลอบประโลมชาวบ้านในตอนนี้ เพราะตอนนี้พวกเขากำลังกังวลเกินไป

   

   "ท่านป้า หมอหลี่ ไม่เป็นไรใช่หรือไม่"

   

   "หมอหลี่ฟื้นหรือยังท่านป้า"


   แม่เฒ่าฉินเพิ่งก้าวออกจากประตูก็ถูกชาวบ้านล้อมเอาไว้ พร้อมกับส่งเสียงถามดังอึกทึก

   

   แม่เฒ่าฉินโบกมือลงเพื่อส่งสัญญาณให้พวกเขาสงบลง "พวกเจ้าวางใจได้ หมอหลี่ไม่เป็นไร เมื่อครู่เขาตื่นขึ้นมาจับชีพจรตัวเองแล้วก็หลับไปอีกครั้ง"

   

   ชาวบ้านได้ยินดังนั้นต่างก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก สายตาจับจ้องไปที่หมีตัวใหญ่ตัวนั้น แม่เฒ่าฉินเห็นว่าความสนใจของชาวบ้านเบนไปยังสิ่งอื่นแล้ว ก็แอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก

   

   "ท่านแม่ หมอหลี่ฟื้นขึ้นมาจริงๆหรือ" ฉินไห่เยี่ยนเข้ามาถามเสียงแผ่ว

   

   แม่เฒ่าฉินส่ายหน้าเบาๆ "ไม่เป็นไร แต่มีเล่อเหนียงอยู่คงไม่มีเรื่องใหญ่อะไร ถ้าข้าไม่พูดแบบนี้ ความลับของเล่อเหนียงก็จะรักษาไว้ไม่ได้"

   

   สือไห่ถังพยักหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "ถ้าเช่นนั้นเดี๋ยวหมอจากอำเภอมาข้าจะให้เหล่าซานไล่กลับไป" แม่เฒ่าฉินมองดูภายในห้องแวบหนึ่ง "หากเจ้าไม่มีอะไรทำแล้วก็ไปเฝ้าอยู่ที่หน้าประตูเถิด เล่อเหนียงให้หมอหลี่ใช้ยาที่มาจากที่ไหนสักแห่งไม่อาจให้ผู้อื่นเห็นได้"

   

   สือไห่ถังรับคำหนึ่ง นางเดินไปที่ห้องของสวี่ซิ่วอิงหยิบตะกร้าเส้นด้ายที่ยุ่งเหยิงจนไม่เป็นท่าออกมาแล้วเริ่มสางมันทีละเส้น

   

   "ท่านป้า พวกเราจะจัดการกับหมีตัวนี้อย่างไรดีขอรับ" เอ้อร์จู้ตะโกนถามเสียงดัง

   

   พวกเขาไม่รู้วิธีจัดการหมีตัวนี้ ก่อนหน้านี้หมีตัวนั้นล้วนเป็นหมอหลี่อันลงมือ แต่ตอนนี้หมอหลี่อันป่วยเสียแล้ว จึงไม่มีใครรู้ว่าต้องจัดการอย่างไร

   

   แม่เฒ่าฉินก็ไม่รู้วิธีจัดการเช่นกัน นางขมวดคิ้วพลางกล่าวว่า "หากเช่นนั้นก็ลอกหนังมันออกก่อนแล้วเอาค่อยแล่เนื้อออกมา" เอ้อร์จู้และคนอื่นๆ รู้สึกว่าสิ่งที่แม่เฒ่าฉินพูดมีเหตุผล ดังนั้นพวกเขาจึงหยิบมีดขึ้นมาทำท่าสองสามครั้ง แต่สุดท้ายก็วางลงอย่างท้อแท้

   

   "ข้าทำไม่เป็น พวกเจ้ามีใครเป็นบ้างหรือไม่"

   

   คนอื่นๆก็ส่ายหัวบอกว่าไม่เป็นเหมือนกัน

   

   ฉินฟู่หลินก็ยกมือขึ้นพูดว่า "การจัดการกับสิ่งนี้ไม่ได้ง่ายเหมือนกับการจัดการกับไก่ ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้างในมันมีอะไรบ้าง พวกเราจะจัดการมันอย่างไรดี”

   

   กลุ่มคนล้อมวงกันอยู่มองหน้ากันและกัน สุดท้ายก็ไม่มีใครจัดการหมีตัวนั่น

      

   "ไปหมู่บ้านตระกูลหวงเพื่อเชิญเถ้าแก่หวงมาลองดูดีหรือไม่" ฟูไห่เสนอ

   

   "ไม่ได้!" คนอื่นๆคัดค้านพร้อมกัน

   

   "ฟูไห่ เจ้าบ้าไปแล้วหรือ ถ้าให้คนในหมู่บ้านตระกูลหวงรู้เข้าก็เท่ากับทั้งอำเภอชิงเหอรู้กันหมดแล้ว ตอนนั้นหมู่บ้านของพวกเราจะมีปัญหาใหญ่แน่"

   

   ฉินฟู่หลินตีศีรษะของฟูไห่พลางกล่าว ขณะที่ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านกำลังหมดปัญญา ก็ได้ยินเสียงคุ้นเคยดังมาจากทางเข้าหมู่บ้าน

   

   "ท่านป้า ข้ามาอีกแล้ว" เห็นหลี่เฟยขับรถม้ามาถึงพวกเขาตาเป็นประกายทันที คนที่ทำงานเป็นมาอยู่ตรงหน้าแล้ว

   

   "คุณชายหลี่ ไม่ได้เจอกันเสียนาน ท่านมาได้จังหวะพอดีเลย"

   

   ฉินฟู่หลินพุ่งตัวไปที่หน้ารถม้าของหลี่เฟยอย่างรวดเร็วแล้วมองเขาด้วยรอยยิ้ม

   

   หลี่เฟยมองชาวบ้านที่นำโดยฉินฟู่หลินแล้วกลืนน้ำลายอย่างไม่รู้ตัว

   

   "ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน พวกท่านกำลังทำอะไรกันอยู่หรือ” เหตุใดเขาจึงรู้สึกราวกับตกลงไปในถ้ำหมาป่าเช่นนี้

   

   "คุณชายหลี่ ท่านเก่งเรื่องดาบใช่หรือไม่" ฉินฟู่หลินมองเขาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

   

   หลี่เฟยพยักหน้าอย่างงุนงง "ก็พอใช้ได้!"

   

   "เช่นนั้นก็ดีแล้ว!"

   

   ฉินฟู่หลินคว้าตัวหลี่เฟยลงมาแล้วลากเขาไปยืนอยู่ต่อหน้าหมีตัวใหญ่นั่น


   "คุณชายหลี่ ขอรบกวนท่านช่วยจัดการเรื่องนี้ให้ข้าด้วย"

   

   หลี่เฟยมองเห็นหมีตัวใหญ่ที่นอนอยู่บนพื้นแล้วถึงกับตะลึง

   

   "พวกท่านไปล่าหมีมาอีกแล้วหรือ"

   

   ตอนนี้หลี่เฟยรู้สึกชื่นชมผู้คนในหมู่บ้านตระกูลฉินเป็นอย่างยิ่ง

   

   หมู่บ้านอื่นเห็นหมีแล้วต่างก็วิ่งหนี แต่หมู่บ้านของพวกเขากลับดีนัก ดูเหมือนว่าจะไม่เกรงกลัวหมีเลย

   

   "ไม่ใช่พวกข้าที่ล่ามันมา แต่เป็นหมอหลี่ที่ล่ามัน แต่ตอนนี้เขากำลังนอนเจ็บอยู่บนเตียง"

   

   "ไม่อย่างนั้นหมีตัวนี้คงไม่ตกมาถึงมือพวกข้าหรอก พวกข้าก็ไม่รู้จะจัดการมันอย่างไรด้วย ตัวก่อนหน้านี้ก็เป็นหมอหลี่จัดการ"

   

   หลี่เฟยมองดูหมีตัวใหญ่บนพื้นที่มีน้ำหนักอย่างน้อยสี่ร้อยชั่ง แล้วกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก

   

   เนื้อหมีมากมายขนาดนี้จะขายได้เงินเท่าไหร่กันนะ

   

   ถ้าท่านพ่อของข้าเห็นหมีตัวใหญ่ขนาดนี้ เขาต้องเสียสติแน่ๆ

   

   "ข้าก็ไม่มั่นใจว่าจะจัดการกับหมีตัวนี้ได้ดีหรือไม่ ไม่สู้ข้ากลับไปเรียกท่านพ่อของข้ามาดีกว่า"

   

   หลี่เฟยเห็นหมีตัวนั้นแล้วก็ตัดสินใจให้ท่านพ่อของเขามา เพื่อให้ท่านพ่อได้สนุกกับการถลกหนังหมีสักครั้ง

   

   "ก็ได้คุณชายรีบไปรีบกลับมานะขอรับ หมีตัวนี้ไม่รอใครหรอก" ฉินฟู่หลินเร่งเร้า

   

   "คุณชาย รบกวนท่านไปบอกที่ศาลาว่าการด้วยว่าหมอหลี่บาดเจ็บ"

   

   หลี่เฟยพยักหน้าแล้วปลดม้าวิ่ง หลี่เฟยควบม้าถึงทางเข้าหมู่บ้าน ฉินเหล่าซานก็ขับรถม้าพาหมอจากอำเภอกลับมาพอดี

   

   แม่เฒ่าฉินตะโกนเรียกฉินฟู่หลินพลางส่งสัญญาณให้เขาล้อมหมีไว้

   

   "เหล่าซาน หมอหลี่อันฟื้นแล้ว ส่งหมอกลับไปเถอะ"

   

   แม่เฒ่าฉินพูดพลางล้วงเงินก้อนหนึ่งจากอกเสื้อยื่นให้หมอที่ทำหน้าไม่พอใจ

   

   "ขอบคุณที่ท่านหมอเสียเวลามา พี่ชายของข้าไม่เป็นไรมากแล้ว"

   

   หมอหม่าชั่งน้ำหนักเงินก้อนนั้นด้วยมือ ประเมินน้ำหนักเงินแล้วสีหน้าของเขาจึงดีขึ้น "ฮูหยินผู้เฒ่า ตามที่คุณชายท่านนี้ พี่ชายของท่านได้รับบาดเจ็บและหมดสติ ข้าคิดว่าควรจะตรวจชีพจรของพี่ชายท่านสักหน่อยจะดีกว่า"

   

   แม่เฒ่าฉินส่ายหน้าปฏิเสธ "ไม่จำเป็นหรอก พี่ชายของข้าเป็นหมอเอง เมื่อครู่ตอนที่เขาตื่นขึ้นแล้วก็ได้สั่งยาให้ตัวเองแล้ว"

   

   หมอคนนั้นได้ยินดังนั้นก็ไม่พูดอะไรอีก เขาจึงกลับเข้าไปในรถม้าทันที

   

   "ท่านแม่ ข้าจะพาเขากลับไปส่งที่อำเภอก่อนนะขอรับ"

   

   ฉินเหล่าซานหันรถม้ามุ่งหน้าเข้าอำเภอ

   

   "ฟู่หลิน เอาหมีตัวนี้ไปวางไว้ที่ลานว่างด้านหลังเถอะ อีกสักครู่คุณชายหลี่จะพาเถ้าแก่หลี่มาที่นี่ ให้พวกเขาจัดการหมีตรงนั้นเถอะ เพื่อป้องกันไม่ให้เลือดหมีไหลมาที่นี่แล้วเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น"

   

   "เอ้อร์จู้ ฟู่ไห่ ช่วยยกหมีไปด้านหลังด้วย!" ฉินฟู่หลินพยักหน้าเรียกคนอื่นๆให้ช่วยยกหมีไปด้านหลัง

   

   หนึ่งชั่วยามต่อมาเสียงฝีเท้าม้าเร่งก็ดังมาจากทางเข้าหมู่บ้าน



  บทที่ 379: โล่งใจที่เจ้าอยู่ที่นี่


   

   "ท่านป้า หมอหลี่ เป็นอย่างไรบ้างขอรับ"

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นกระโดดลงจากม้าแล้วถามอย่างร้อนใจ เขารีบร้อนจนไม่มีเวลาถอดชุดขุนนางด้วยซ้ำ

   

   "กำลังพักผ่อนอยู่ในห้อง มีเล่อเหนียงกับเสี่ยวชีอยู่เป็นเพื่อน"

   

   "ข้าจะเข้าไปดูเขาหน่อย" ไป๋เช่ออวิ๋นพูดพลางเดินเข้าไปในห้อง

   

   แน่นอนว่าแม่เฒ่าฉินต้องรีบตามไปติดๆ แม่เฒ่าฉินรู้สึกกังวลเพราะไม่รู้ว่ายาขวดนั้นหมดหรือยัง

   

   "ท่านป้า ท่านไม่จำเป็นต้องตามข้ามา ข้ารู้จักทางดี หลี่เฟยกับหลี่หยางพวกเขามาช่วยเจ้าจัดการกับหมี ท่านพาพวกเขาไปเถิด" ไป๋เช่ออวิ๋นกล่าวกับแม่เฒ่าฉิน

   

   แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นจึงจำต้องหยุดฝีเท้า และหันไปมองหลี่เฟย

   

   "เถ้าแก่หลี่ คุณชายหลี่ ข้าต้องขออภัยจริงๆที่ต้อนรับไม่ทั่วถึง"

   

   หลี่หยางโบกมือ "ท่านพูดอะไรเช่นนั้น ข้าก็กำลังอยากไปดูหมอหลี่เหมือนกัน แต่ข้าอยากจัดการกับหมีมากกว่า"

   

   แม่เฒ่าฉินหัวเราะเบาๆ "ข้าสั่งให้พวกเขาขนหมีไปลานกว้างด้านหลังแล้ว ท่านตามข้ามาเถิด"

   

   แม่เฒ่าฉินกล่าวพลางพาพวกเขาเดินไปทางลานกว้างด้านหลัง

   

   เมื่อหลี่หยางเห็นหมีตัวนั้นเป็นครั้งแรกก็อ้าปากค้างตกตะลึง


   "สวรรค์ มันใหญ่เกินไปแล้วกระมัง" หลี่หยางพูดตะกุกตะกัก

   

   เนื้อหมีมากมายขนาดนี้จะขายได้เงินมากเท่าไหร่กันนะ ภัตตาคารของเขากำลังจะรุ่งเรืองแล้ว

   

   "เถ้าแก่ ท่านลองดูหมีตัวนี้สิ ท่านจะจัดการมันได้หรือไม่"

   

   "ตัวก่อนหน้านี้ล้วนเป็นหมอหลี่ที่จัดการ แต่ตอนนี้หมอหลี่บาดเจ็บไม่สามารถจจัดการได้"

   

   "ได้ๆๆ ข้าจัดการได้ ข้าจะจัดการเอง" หลี่หยางรีบกล่าว

   

   "หลี่เฟยรีบไปเอาเครื่องมือของข้ามาเร็ว!" ตอนนี้หลี่หยางตื่นเต้นจนแทบทนไม่ไหว เขาสั่งให้หลี่เฟยไปนำอุปกรณ์ของตนเองมา

   

   หลี่เฟยรีบนำถุงผ้าใบหนึ่งมาอย่างรวดเร็ว

   

   หลี่หยางรับมันมาแล้วเทสิ่งของข้างในออกมา ข้างในเต็มไปด้วยมีด มีดหลากหลายชนิด ทั้งหนาและบาง ทั้งสั้นและเล็ก

   

   หลี่หยางหยิบมีดสั้นเล่มหนึ่งขึ้นมาก่อน แล้วลงมือถลกหนังหมีตามรอยแผลบนตัวมัน

   

   "น่าเสียดายจริงๆ หมีตัวนี้มีบาดแผลมากเกินไป แบบนี้หนังหนีก็จะไม่สมบูรณ์ มิเช่นนั้นหนังหมียังมีประโยชน์มากทีเดียว"

   

   หลี่หยางมองดูหนังหมีที่ไม่สมบูรณ์แล้วถอนหายใจพูด

   

   "หนังหมีนี่เอาไปทำอะไรหรือ บ้านท่านป้าฉินก็มีอยู่ผืนหนึ่งนะ" เอ้อรจู้เบ้ปากพูด

   

   หลี่หยางได้ยินแล้วก็ทำเป็นไม่ได้ยิน อย่างไรเสียพวกเขาก็ไม่เข้าใจคุณค่าของหนังหมีถึงข้าจะพูดไปก็เปล่าประโยชน์

   

   "พวกเจ้าไปเอาอ่างมาสักใบเถอะ ข้าจะเริ่มแล่เนื้อแล้ว" หลี่หยางพูดพลางแล่เนื้อไปด้วย

   

   สตรีหลายคนรีบวิ่งกลับไปเอาอ่างมาหลายใบอย่างรวดเร็ว

   

   หลี่หยางค่อยๆแล่เนื้อหมีออกจากกระดูกทีละชิ้นอย่างระมัดระวัง

   

   เขาหยิบชามใบหนึ่งขึ้นมาวางถุงน้ำดีหมีแยกไว้อีกด้านหนึ่ง หลี่หยางกำชับว่า

      

   "ถุงน้ำดีหมีนี้สามารถนำไปใช้ทำยาได้ พวกเจ้าระวังหน่อย อย่าทำให้มันแตกล่ะ"

   

   "เอ้อร์จู้ เจ้าเอาถุงน้ำดีหมีไปที่บ้านพี่ชุนหลานก่อน ข้าจำได้ว่าหมอหลี่เคยเอาถุงน้ำดีหมีอันก่อนหน้านี้ไปแขวนตากลมไว้"

   

   เอ้อร์จู้รับคำแล้วค่อยๆยกถุงน้ำดีไปทางบ้านตระกูลฉิน

   

   "หัวหน้าหมู่บ้าน พวกท่านเตรียมเอาเนื้อหมีพวกนี้ไปทำอะไรหรือ"

   

   ฉินฟู่หลินตกใจเมื่อได้ยินคำถามนี้ พวกเขาไม่ได้มีแผนอะไรมากมายสำหรับหมีตัวนี้ เพียงแค่คิดว่าถ้าฆ่ามันได้ ต่อไปการเข้าป่าขึ้นเขาก็จะง่ายขึ้น

   

   "พวกข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน พวกข้าแค่รู้ว่าวางมันไว้ตรงนี้ ถ้าไม่จัดการมันก็จะส่งกลิ่นเหม็น"

   

   ฉินฟู่หลินคิดสักครู่แล้วพูดว่า "ข้าจะไปถามพี่ชุนหลานดูสักหน่อย ถ้าได้ก็จะเอามันไปขาย"

   

   หลี่หยางพูดอย่างดีใจว่า "ถ้าพวกเจ้าอยากขายก็ขายให้ข้าสิ ข้าจะซื้อในราคาสูง"

   

   "เล่อเหนียง หมอหลี่ไม่เป็นไรใช่หรือไม่"

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นผลักประตูเข้ามาก็เห็นเล่อเหนียงกับหงอวี่นอนอยู่ที่หัวเตียง จึงเอ่ยถามด้วยความกังวล

   

   "ท่านอาก็มาด้วยหรือ" เล่อเหนียงถามอย่างประหลาดใจ

   

   ในใจนางรู้สึกโล่งอกที่เมื่อครู่ได้เก็บขวดยากลับไปแล้ว ไม่เช่นนั้นคงถูกไป๋เช่ออวิ๋น จับได้แน่

   

   "ท่านอาไป๋ ปู่หลี่อันคงไม่เป็นไรแล้ว เมื่อครู่เขาฟื้นขึ้นมาครั้งหนึ่ง แต่ตอนนี้หลับไปอีกแล้ว"

   

   ครั้งนี้เล่อเหนียงไม่ได้โกหก เมื่อสักครู่นี้หลี่อันเพิ่งตื่นขึ้นมาครู่หนึ่ง และเมื่อเห็นว่าเล่อเหนียงเฝ้าอยู่ที่หัวเตียง เขาก็วางใจและหมดสติไปอีกครั้ง

   

   "เกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่ เหตุใดถึงได้รับบาดเจ็บล่ะ" ไป๋เช่ออวิ๋นรู้สึกสงสัยอย่างยิ่งเกี่ยวกับการบาดเจ็บของหลี่อัน

   

   จากที่เขาเข้าใจ แม้บางครั้งหลี่อันจะดูไม่น่าไว้ใจใน แต่วรยุทธ์ของเขาก็ไม่เลวเลย อย่าว่าแต่หมีธรรมดาเลย แม้แต่เสือเขาก็สามารถหนีรอดได้อย่างปลอดภัย

   

   "ท่านอาไป๋ ปู่ของหลี่อันอายุมากแล้ว อีกทั้งยังใช้พลังภายในจนหมดในคราวเดียวถึงได้ล้มป่วยลงเช่นนี้"

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นไม่มีคำพูดใดจะโต้แย้ง เรื่องที่ข้าอายุมากนั้นไม่มีทางปฏิเสธได้

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นนึกขึ้นได้ถึงเรื่องหนึ่งจึงถามว่า "เล่อเหนียง หนีตัวนั้นถูกจัดการแล้วดาบที่เจ้าให้ข้ายืม ต้องคืนให้เจ้าหรือไม่" ไป๋เช่ออวิ๋นพูดจบก็มองหน้าเล่อเหนียงด้วยสายตาเต็มไปด้วยความหวัง

   

   ความจริงแล้วเขาไม่อยากคืนดาบเล่มนั้นให้นางเลยจริงๆ เพราะนานๆทีจะได้เจอดาบที่ดีเช่นนี้

   

   เล่อเหนียงมองเขาด้วยสีหน้าประหลาดใจ "ไม่ต้องหรอก ข้าให้ท่านไปแล้วนะ"

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นได้ยินดังนั้นก็รู้สึกโล่งอกในใจ "เล่อเหนียง พวกเจ้าอยู่เฝ้าหมอหลี่ที่นี่นะ ต้มเนื้อหมีแล้วก็อย่าลืมเก็บส่วนของข้าไว้ด้วย ข้ายังมีธุระที่ศาลาว่าการ


   ข้าจัดการเสร็จแล้วจะกลับมากินข้าวเย็นที่นี่"

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นพูดจบก็เปิดประตูเดินออกไป

   

   เมื่อเห็นสือไห่ถังกำลังจัดการเส้นด้ายอยู่ที่หน้าประตู เขาก็พูดซ้ำอีกครั้งเหมือนกลัวว่าพวกเขาจะจำไม่ได้

   

   สือไห่ถังโบกมือด้วยความรำคาญ "รู้แล้ว รู้แล้ว ข้าจะเก็บส่วนของท่านเอาไว้ให้!"

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นจึงออกไปอย่างพึงพอใจ

   

   "พี่ชุนหลาน เมื่อครู่เถ้าแก่ถามพวกเราว่าจะจัดการกับเนื้อหมีนี้อย่างไร"

   

   แม่เฒ่าฉินได้ยินคำพูดนี้ก็รู้ว่าเถ้าแก่ต้องการซื้อเนื้อหมีจึงกล่าวว่า

   

   "พวกเราเคยล่าหมีมาตัวหนึ่งและยังมีเนื้อเหลืออยู่ คราวนี้ไม่ต้องเก็บไว้มากขนาดนั้น เก็บถุงน้ำดีหมีกับอุ้งตีนหมีไว้ ส่วนที่เหลือขายไปเถอะ"

   

   "เงินที่ขายได้ก็เอาไปแบ่งกันคนละบ้าน"

   

   ฉินฟู่หลินได้รับความไว้วางใจจากแม่เฒ่าฉินจึงรีบไปแจ้งเรื่องนี้กับหลี่หยาง

   

   "เถ้าแก่ พี่ชุนหลานบอกว่านอกจากถุงน้ำดีหมีกับอุ้งตีนหมีแล้ว เนื้อที่เหลือขายให้ท่าน" ฉินฟู่หลินครุ่นคิดสักครู่แล้วเสริมอีกประโยค "แน่นอน ชาวบ้านคนไหนอยากกินเนื้อหมีก็มาตัดเอาไปได้ ส่วนที่เหลือก็ขายไป"

   

   ฉินฟู่หลินไม่ได้พูดถึงเรื่องทมี่แม่เฒ่าฉินบอกให้แบ่งเงิน

   

   หมีตัวนี้ตระกูลฉินเป็นคนล่า เป็นหมอหลี่ที่เสี่ยงชีวิตล่ามันมาจะแบ่งเงินให้พวกเขาได้อย่าง

   

   พอฉินฟู่หลินพูดจบหลี่หยางก็ตะโกนเสียงดัง "ชาวบ้านทุกท่าน ใครอยากกินเนื้อหมีก็มาตัดเอาไปได้เลย ถ้าไม่มีใครเอาข้าจะเก็บไว้ทั้งหมดนะ"

   

   มีชาวบ้านทยอยออกมาอีกสองสามคน ตัดเนื้อหมีไปคนละชิ้นเล็กๆ

   

   หลิวฉางไห่และพวกของเขาก็ค่อยๆเดินขึ้นมาอย่างเชื่องช้า พวกเขาขอเนื้อชิ้นเล็กๆกลับไปเพื่อลองชิมรสชาติดู



 บทที่ 380: บางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องมีมารยาทในการต่อสู้


   

   "มีใครต้องการอีกหรือไม่ ถ้าไม่มีใครต้องการข้าจะคำนวณเงินแล้วนะ"

   

   หลี่หยางตะโกนเสียงดัง เมื่อเห็นว่าไม่มีใครต้องการแล้ว หลี่เฟยจึงห่อเนื้อที่เหลือทั้งหมด แล้วเขาก็ไปหาแม่เฒ่าฉินเพื่อคำนวณเงิน

   

   "ท่านป้า เนื้อหมีนี้หายากยิ่งนัก แม้ว่ามีขายตามท้องตลาดแต่ไม่มีราคากลาง ข้าจะไม่ต่อราคากับท่านแล้ว ข้าให้ท่านหนึ่งร้อยตำลึงแล้วกัน ท่านว่าอย่างไรบ้าง"

   

   แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นก็ตกใจมาก "หนึ่งร้อยตำลึงหรือ มากเกินไปแล้วกระมัง"

   

   "แบบนี้ท่านจะไม่ขาดทุนหรอกหรือ"

   

   หลี่หยางยิ้มและกล่าวว่า "ไม่ขาดทุนหรอก จะขาดทุนได้อย่างไร ข้าขายเนื้อหมีหนึ่งจานหนักหนึ่งชั่ง ราคาเก้าตำลึงเงิน"

   

   "แม้ว่าชาวบ้านจะเอาเนื้อหมีไปบางส่วน แต่ก็ยังเหลืออีกร้อยกว่าชั่ง ข้าจะต้องได้กำไรอย่างน้อยหลายร้อยตำลึง แบบนี้จะเรียกขาดทุนได้อย่างไร"

   

   แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นก็พูดไม่ออก

   

   นางไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเนื้อหมีมีอะไรตรงไหน จะกินก็แค่เพื่อลองความแปลกใหม่เท่านั้น

   

   "ถ้าอย่างนั้นก็ตามที่ท่านว่าก็แล้วกัน แต่ข้าขอเป็นเหรียญนะ ข้าจะเอาเงินนี้ไปแบ่งให้ชาวบ้าน" มือที่กำลังหยิบตั๋วเงียบของหลี่หยางชะงักเล็กน้อย

   

   "หา"

   

   "ท่านจะแบ่งเงินนี้ให้ชาวบ้านหรือ หมีตัวนี้ไม่ใช่คนในครอบครัวของพวกเจ้าเป็นคนล่าหรอกหรือ เหตุใดต้องแบ่งให้ชาวบ้านด้วยเล่า"

   

   แม่เฒ่าฉินกล่าวพร้อมรอยยิ้ม "หมีตัวนี้ครอบครัวของพวกข้าเป็นคนล่าก็จริง แต่ใครเห็นก็ต้องมีส่วนแบ่งสิ!"

   

   หลี่หยางรู้สึกชื่นชมในความใจกว้างของแม่เฒ่าฉินขนิงๆ "งั้นข้าจะให้ลูกน้องนำมาส่งให้ในภายหลัง ตอนนี้ข้าไม่มีเหรียญมากขนาดนั้น"

   

   แม่เฒ่าฉินพยักหน้า "เช่นนั้นข้าจะรบกวนเวลาเถ้าแก่หาเงินแล้ว"

   

   แต่เดิมหลี่หยางก็ตั้งใจจะมาลาแม่เฒ่าฉินเช่นกัน พอได้ยินคำพูดของแม่เฒ่าฉินก็รีบบอกลาทันที

   

   "ท่านพ่อ ท่านรอสักครู่ ข้ายังมีเรื่องจะพูดกับท่านป้าสักสองสามประโยค"

   

   หลี่เฟยพูดพลางวิ่งกลับไป

   

   "ท่านป้า เรื่องที่ท่านป้าฝากข้าไว้ก่อนหน้านี้ข้าทำไม่ได้ ชาวบ้านหมู่บ้านต้าหลิวไม่ยอมขายน่ะ" หลี่เฟยพูดด้วยสีหน้าเกรงใจ "หรือว่าจะให้ข้าใช้วิธีอื่น ทำให้พวกเขาต้องขายจนได้"

   

   แม่เฒ่าฉินนึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านี้นางให้เขาทำเรื่องหนึ่งให้นาง จึงยิ้มพลางกล่าวว่า "ไม่จำเป็นแล้ว ตอนนี้หมู่บ้านต้าหลิวรวมเข้ากับหมู่บ้านตระกูลฉินแล้ว พวกเราเป็นหมู่บ้านเดียวกันแล้ว"

   

   "อ้าว มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ"

   

   หลี่เฟยงุนงงเล็กน้อย ครั้งนี้เขาไม่เข้าใจว่าไป๋เช่ออวิ๋นกำลังคิดอะไรอยู่อีก

   

   "หมู่บ้านต้าหลิวไม่ใช่หมู่บ้านใหญ่หรอกหรือ เหตุใดถึงต้องรวมกันเป็นหมู่บ้านกันกะทันหันเช่นนี้" แม่เฒ่าฉินเห็นว่าเขาไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น จึงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนั้นให้เขาฟังอย่างละเอียด

   

   "เช่นนั้นหมู่บ้านของพวกเราก็ได้รับโชคดีจากเคราะห์ร้ายสินะ" หลี่เฟยเอ่ยขึ้น

   

   แม่เฒ่าฉินพยักหน้าตอบรับ "คุณชายรีบกลับไปเถิด เกรงว่าเถ้าแก่หลี่จะรอจนร้อนใจแล้ว"

   

   "ข้ารู้ว่าท่านอยากจะพูดอะไร เมื่อบ่อน้ำพุร้อนหลังเขานั้นได้รับการพัฒนา ข้าจะให้ท่านลงทุนด้วยอย่างแน่นอน”

   

   หลี่เฟยรู้สึกวางใจแล้วเตรียมจะจากไป

   

   "รอก่อนพี่หลี่เฟย รอสักครู่"

   

   หลี่เฟยกำลังจะออกจากประตูก็ได้ยินเสียงหงอวี่ดังขึ้น จึงหันกลับไปมองด้วยความสงสัย

   

   “เสี่ยวชี เจ้ามีอะไรหรือ"

   

   "ท่านย่า ขอเงินหนึ่งตำลึงได้หรือไม่" หงอวี่มองไปที่แม่เฒ่าฉินและกล่าว

   

   แม่เฒ่าฉินไม่ได้ถามอะไร เพียงแค่ล้วงเงินหนึ่งตำลึงจากอกเสื้อ

   

   "พี่หลี่เฟย ข้าจะใช้เงินหนึ่งตำลึงซื้อเนื้อหมีจากท่านหนึ่งชิ้น ท่านช่วยนำไปส่งที่จวนตระกูลเผ่ยให้ข้าได้หรือไม่" หงอวี่ยื่นเงินหนึ่งตำลึงให้เขาพลางกล่าว

   

   "ได้ก็ได้ แต่เจ้าจะให้ข้าไปบอกพ่อบ้านว่าอย่างไร"

   

   หลี่เฟยรู้สึกตกตะลึง เขาไม่คาดคิดว่าเสี่ยวชีจะมีความเกี่ยวพันกับจวนตระกูลเผ่ย

   

   จวนตระกูลเผ่ยนั้นเป็นสถานที่เช่นไร

   

   ตระกูลเผ่ยมีบุตรสองคนที่สอบได้จอหงวนพร้อมกัน อีกทั้งยังเป็นตระกูลมารดาของอดีตฮองเฮา นับเป็นตระกูลขุนนางที่ทรงเกียรติที่สุดในแคว้นต้าหนิง

   

   ดูเหมือนว่าบุตรบุญธรรมของตระกูลฉินผู้นี้จะไม่ธรรมดาเลยทีเดียวไม่ ควรกล่าวว่าตระกูลฉินไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

   

   หงอวี่คิดสักครู่แล้วกล่าว "ท่านไปที่ประตูหลัง ถามหาหญิงชุดเขียวแล้วบอกนางว่าเป็นของที่เสี่ยวชีส่งมา"

   

   "ได้ๆๆ ข้าจะจัดการให้เจ้าเอง หากพวกเขาไม่รับ ข้าก็จะนำกลับไปขายที่ภัตตาคาร"

   

   หงอวี่พยักหน้าหนักแน่น "อืม หากท่านนำกลับไปขาย อย่าลืมคืนเงินให้ข้าด้วย"

   

   หลี่เฟยมองดูหงอวี่อย่างอึ้งๆ "ข้านำกลับไปขายแล้วยังต้องคืนเงินให้เจ้าด้วยเหรอ แล้วค่าดำเนินการของข้าล่ะ"

   

   "ไม่มี!" หงอวี่ตอบอย่างเย่อหยิ่ง

   

   "เฮอะ!" แต่เดิมหลี่เฟยก็แค่ต้องการแหย่เขาเท่านั้น ไม่ได้คิดจะเอาเงินจากเขาจริงๆ

   

   "เอาล่ะ เก็บเงินของเจ้าไว้ดีๆ เรื่องนี้ข้าจะจัดการเอง"

   

   หลี่เฟยพูดจบก็หันหลังเดินออกไป

   

   "เสี่ยวชี เหตุใดเจ้าจึงเลือกที่จะส่งเนื้อหมีเข้าไปในจวนตระกูลเผ่ยในเวลานี้เล่า" แม่เฒ่าฉินดูไม่เข้าใจการกระทำของเสี่ยวชีเอาเสียเลย "ท่านย่า ข้าคิดถึงท่านพ่อเหลือเกิน ตอนนี้ไม่ได้รับจดหมายตอบกลับมาหลายเดือนแล้ว หากท่านยายมีจดหมายแต่ไม่สะดวกส่งออกมา นางคงจะขอให้พี่หลี่เฟยช่วยส่งออกมาแน่นอน"

   

   แม่เฒ่าฉินจึงเข้าใจการกระทำของหงอวี่ นางลูบศีรษะของหงอวี่แล้วพูดว่า

   

   "เจ้าวางใจเถอะ แม้ว่าสมองของพ่อเจ้าจะดูเหมือนไม่เติบโต แต่พละกำลังมหาศาลของเขาก็ไม่ได้มีไว้เปล่าประโยชน์ คนพวกนั้นไม่สามารถทำอะไรเขาได้เลย"

   

   แม่เฒ่าฉินพูดถึงพวกเขาแล้วถอนหายใจ "ตอนนี้สิ่งที่ข้ากังวลที่สุดคืออาเฉิงอันของเจ้า เขาเป็นคนที่แม้แต่วิธีฆ่าไก่ยังไม่รู้เลย ไม่รู้ว่าเมื่ออยู่ในสนามรบแล้วจะหวาดกลัวหรือไม่"

   

   หงอวี่นึกถึงภาพอาเฉิงอันฆ่าไก่ แล้วถูกไก่ไล่จิก มุมปากของเขาก็กระตุกเล็กน้อย

   

   ใช่แล้ว สิ่งที่พวกเขากังวลที่สุดตอนนี้ควรจะเป็นอาเฉิงอันสินะ

   

   ณ ชายแดนอันห่างไกล

   

   ฉินเฉิงอันซึ่งอยู่ในระหว่างการประลองยุทธ์ จามออกมาหลายครั้งติดต่อกัน


   จากนั้นก็ถูกทหารใหม่คนหนึ่งเตะตกจากลานประลอง

   

   "ฉินเฉิงอันเป็นหวัดหรือ" ฉินเหล่าซื่อเข้าไปพยุงเขาขึ้นและถามด้วยความห่วงใย

   

   ฉินเฉิงอันอย่างแรงอีกครั้งแล้วกล่าวว่า "ข้าไม่ได้เป็นหวัดนะ รู้สึกเหมือนมีคนกำลังนึกถึงข้าอยู่ตลอดเวลา"

   

   "ไม่รู้ว่าจะเป็นภรรยาของข้าที่กำลังนึกถึงข้าอยู่หรือเปล่า"

   

   ฉินเหล่าซื่อตบไหล่เขาทีหนึ่ง "พอได้แล้วนะเจ้า"

   

   "พี่ฉินเฉิงอัน ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่" ทหารใหม่วิ่งออกมากจากลานประลองเพื่อถามเขาด้วยความเป็นห่วง

   

   ฉินเฉิงอันโบกมือ "ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร เมื่อครู่แค่เสียสมาธิไปนิดหน่อยน่ะ"

   

   "เฉิงอัน เจ้าหลับไม่สนิทมาหลายวันแล้ว ไปขอยาจากอาจารย์อาเถอะ"

   

   ฉินเฉิงอันได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วทั้งใบหน้า "พี่สี่ ได้โปรดละเว้นข้าเถิด ยาที่อาจารย์อาปรุงนั้นขมยิ่งกว่าโกฐจุฬาลำพาเสียอีก ข้ายอมทนเสียยังดีว่า ข้าไม่อยากกินยาของเขา"

   

   หวังโซ่วเซิงเอามือไพล่หลังเดินผ่านมา ได้ยินคำพูดของเขาเข้าจึงกลับไปต้มยาขมๆหนึ่งชาม

   

   "โอ้ ท่านอาจารย์ ข้าไม่ได้เป็นหวัดจริงๆนะ ท่านปล่อยข้าไปเถิด!" ฉินเฉิงอันถือชามยาพลางร้องโวยวายอย่างสิ้นหวัง

   

   "เด็กเกเร รีบดื่มยาของข้าเดี๋ยวนี้ เจ้าจามตั้งหลายครั้ง ถ้าไม่ใช่เป็นหวัดแล้วจะเป็นอะไร"

   

   ฉินเฉิงอันจ้องยาสีดำด้วยสายตาแค้นเคืองอยู่ครู่หนึ่ง เขายกชามขึ้นแตะริมฝีปากแล้ววางลงอีก เขาไม่จะไม่ยอมดื่มเด็ดขาด

   

   หวังโซ่วเซิงส่งสายตาให้ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลิน ทั้งสองพุ่งเข้าไป คนหนึ่งบีบจมูกเขา อีกคนยกยาเทใส่ปากเขา



จบตอน

Comments