บทที่ 381: การมาเยือนของสหายเก่า
"พะ…พะ…พะ…พวกบ้า" ฉินเฉิงอันสำลักจนหายใจไม่ออก
"พี่สี่ พี่ฮั่นหลิน รอกลับบ้านก่อนเถอะ ข้าจะต้องฟ้องท่านป้าแน่ๆ" ฉินเฉิงอันไออยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็หายใจได้ปกติ เขาชี้หน้าที่ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินพลางตวาดด้วยความโกรธ
ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินยักไหล่พร้อมกัน "งั้นเจ้าก็ไปฟ้องสิ อย่างน้อยพวกข้าก็แค่โดนตีสักยก"
"วางใจเถอะ ถึงเวลานั้นข้าจะเป็นคนตัดสินเอง!" หวังโซ่วเซิงลูบเครา
ฉินเฉิงอันตะโกนด้วยความสิ้นหวัง "อาจารย์อา ท่านจำได้หรือไม่ว่าใครเป็นคนแบกท่านกลับมา" หวังโซ่วเซิงสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง "เจ้าไง"
"แต่เจ้าเป็นหลานชาย แบกอาจารย์อาสักหน่อยจะเป็นไรไป แบกข้าไปเจ้าก็ไม่ได้โดนฟ้าผ่าสักหน่อย"
หวังโซ่วเซิงเอ่ยทิ้งท้ายแล้วก็กลับไปต้มยาต่อ
"ท่านปู่ ยาของพี่เฉิงอันยังต้องต้มอีกหรือขอรับ" หวังฉยงหลินถามขณะนั่งอยู่หน้าหม้อต้มยา
หวังโซ่วเซิงส่ายหัว "ไม่ต้องแล้ว ให้เขาดื่มหนึ่งชามก็พอ"
"แต่ช่วยข้าต้มยาให้คนอื่นด้วย" หวังฉยงหลินเริ่มต้มยาอีกครั้ง
หวังโซ่วเซิงมองดูหลานชายที่วุ่นวายไปมาก็อดไม่ได้ที่จะถามว่า "ฉยงหลิน เจ้าชอบอยู่ที่นี่หรือไม่"
หวังฉยงหลินพยักหน้า "ชอบขอรับ ขอเพียงแค่มีชีวิตอยู่ อยู่ที่ไหนก็ดีทั้งนั้น"
หวังโซ่วเซิงได้ยินดังนั้นก็มองออกไปนอกหน้าต่างอย่างรู้สึกสะเทือนใจ เห็นฉินเหล่าซื่อและคนอื่นๆกำลังเล่นสนุกกันอยู่
พวกเขามาถึงที่นี่ก็เป็นเรื่องบังเอิญเช่นกัน ก่อนหน้านี้พวกเขาไปเมืองจิ่นโจวเพื่อตามหาศิษย์ของเขา แต่กลับได้รับรู้ว่าศิษย์คนนั้นล้มป่วยและจากไปแล้ว คำตอบที่พวกเขาต้องการจึงไม่อาจหาได้อีกต่อไป ดังนั้นพวกเขาจึงเตรียมตัวเดินทางกลับ
แต่พอพวกเขามาถึงชายแดนเกิดหลงเข้าไปในดินแดนของทหารม้าหนานหมาน และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็เกิดขึ้นคือพวกเขาถูกค้นพบ
ขณะที่กำลังหนีตายด้วยความหวาดหวั่นพวกเขาก็พลัดตกหน้าผา โชคดีที่ด้านล่างของหน้าผาเป็นแม่น้ำ ทั้งสองคนในสภาพหมดสติถูกฉินเฉิงอันที่มาตักน้ำช่วยเอาไว้ได้
เมื่อพวกเขาฟื้นขึ้นมาถึงได้พบว่าไม่ใช่แค่ฉินเฉิงอันคนเดียวที่อยู่ที่นี่ ฉินเหล่าซื่อ และเฉินฮั่นหลินก็อยู่ที่นี่ด้วย จึงถือโอกาสอยู่ที่นี่เป็นหมอทหารประจำกองทัพ อีกทั้งยังได้ช่วยดูแลลูกของศิษย์พี่ไปด้วย
"ไม่รู้ว่าถ้าพี่ศิษย์รู้ว่าข้าจากไปโดยไม่บอกลา นางจะโกรธหรือไม่"
……
"คุณชายหมู่บ้านตระกูลฉินอยู่ข้างหน้าแล้วขอรับ"
ในขณะนี้รถม้าสีแดงอมน้ำตาลคันหนึ่งกำลังมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านตระกูลฉิน อย่างรวดเร็ว
"นั่นใครน่ะ" เอ้อร์จู้เห็นรถม้าแปลกหน้าก็รีบยกไม้ท่อนใหญ่สขวางไว้
เหอหลินลงจากรถม้ายกมือคำนับพลางกล่าวว่า "น้องชาย พวกข้ามาที่หมู่บ้านตระกูลฉิน"
เอ้อร์จู้ได้ยินดังนั้นจึงกลอกตาใส่เขา
"ข้ารู้ว่าพวกท่านจะไปหมู่บ้านตระกูลฉิน ที่นี่คือหมู่บ้านตระกูลฉิน พวกท่านเป็นใครกัน มาที่หมู่บ้านตระกูลฉิน มีธุระอันใด"
"น้องชาย พวกข้ามาที่หมู่บ้านตระกูลฉินด้วยเหตุอันใดต้องบอกเจ้าด้วย" เหอหลินเอ่ยอย่างไม่พอใจ
เอ้อร์จู้ยิ่งไม่พอใจมากขึ้น "ถ้าท่านไม่ยอมบอกข้าก็อย่าหวังจะได้เข้าหมู่บ้าน!"
หัวหน้าหมู่บ้านได้สั่งไว้แล้วว่า ใครก็ตามที่มาที่หมู่บ้านตระกูลฉินต้องแจ้งจุดประสงค์การมาก่อน มิเช่นนั้นห้ามเข้าหมู่บ้าน
"เหอหลิน!" เมื่อหลินเหอกำลังคิดจะสั่งสอนเขาสักหน่อยก็ถูกเรียกไว้เสียก่อน
หลินเหอพยายามข่มความโกรธเอาไว้ แล้วล้วงเอาก้อนเงินออกมาจากอกเสื้อยัดใส่มือของเอ้อร์จู้
"น้องชาย เมื่อครู่ข้าพูดไม่ดี รับเงินนี้ไว้ถือซะเป็นค่าน้ำชา"
หลินเหอเห็นท่าทีของเอ้อร์จู้แล้วก็พอจะเข้าใจ คนตรงหน้านี้ที่ขวางไม่ให้เข้าหมู่บ้านก็แค่อยากได้เงินเท่านั้นเอง
"พวกข้ามาหมู่บ้านตระกูลฉิน เพราะมีธุระด่วยจริงๆ ขอความกรุณาเถิด"
เอ้อร์จู้ยัดเงินคืนใส่มือเขา "พวกท่านมาหมู่บ้านตระกูลฉินมีธุระอะไร จะหาใครก็บอกมาตรงๆ ไม่ต้องมาทำแบบนี้"
เหอหลินเห็นการกระทำของเขาก็มองด้วยความประหลาดใจ นั่นมันเงินถึงสิบตำลึงเลยนะ ชาวบ้านธรรมดาทำงานตั้งครึ่งปีก็ยังไม่แน่ว่าจะเก็บได้เงินสิบตำลึง แต่เขากลับคืนมันมาอย่างเฉยชา
"พวกข้ากำลังตามหาสวี่ซิ่วอิงจากหมู่บ้านตระกูลฉินนายท่านของ พวกข้าได้ให้นางปักชุดเจ้าสาวไว้ก่อนหน้านี้"
"คุณชายของข้าแซ่อวี๋"
"ท่านก็พูดมาตั้งแรกสิ ถ้าท่านบอกตรงๆแบบนี้ตั้งแต่ต้น ข้าก็ให้พวกท่านเข้าไปแล้ว อ้อมค้อมอยู่ได้ตั้งนาน!"
เอ้อร์จู้ย้ายท่อนไม้ออกและปล่อยให้พวกเขาเข้าไป สวี่ซิ่วอิงเคยช่วยปักชุดแต่งงานให้ผู้อื่น พวกเขารู้เรื่องนี้ดี เพราะนางปักอยู่หลายเดือน ทำให้พวกเขาไม่ได้เห็นหน้านางมาหลายเดือนเช่นกัน
เมื่อเห็นเอ้อร์จู้ให้พวกเขาเข้าไป เหอหลินก็ยังคงงุนงงอยู่ครู่หนึ่ง
"ง่ายดายปานนี้เชียวหรือ เจ้าปล่อยให้พวกข้าเข้าไปโดยไม่ถามอะไรเพิ่มเติมเลยหรือ"
เอ้อร์จู้โบกมือ "จะเข้าหรือไม่ ถ้าไม่เข้าข้าจะเอาของมากั้นไว้ตามเดิม"
"เข้า เข้า เข้า" เหอหลินรีบตอบทันที เขาขับรถม้าเข้าไปในหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งเขาเข้าไปในหมู่บ้านแล้วก็ยังไม่หายงุนงง
"คุณชายว่าพวกเขากำลังเล่นอะไรกันแน่"
"เมื่อครู่ซักถามพวกเราตั้งนาน แต่ตอนนี้กลับปล่อยให้พวกเราเข้าไปง่ายๆเสียได้"
"อาจเป็นเพราะพวกเขาแค่อยากรู้ว่าพวกเรามาที่นี่ด้วยจุดประสงค์อะไร ไม่ได้ห้ามไม่ให้เข้าไปหรอกมั้ง" ความจริงอวี๋ชิงก็ไม่รู้ว่าทำไมพวกเขาถึงต้องทำให้ยากเย็นเช่นนี้
"ท่านรู้หรือไม่ว่าบ้านของแม่นางสวี่อยู่ที่ไหน" เหอหลินถามไปพลางลดความเร็วรถม้าลง อวี๋ชิงเปิดม่านขึ้นมองออกไปข้างนอกแวบหนึ่ง "เถ้าแก่หลายไม่ได้บอกที่อยู่ที่แน่ชัดแก่ข้า เจ้าลองถามชาวบ้านในหมู่บ้านดูเถอะ"
เหอหลินรับคำแล้วเริ่มมองหาหญิงในหมู่ที่ดูเป็นมิตรเพื่อสอบถาม
"ท่านป้า ขอถามหน่อยว่าบ้านของสวี่ซิ่วอิงอยู่ที่ใดหรือขอรับ"
แม่เถียหนิวมองเขาด้วยสีหน้าระแวง "เจ้าจะไปที่บ้านนางด้วยเหตุใด"
เหอหลินมองแม่เถียหนิวที่ระวังตัวราวกับเขาเป็นโจรก็รู้สึกหมดคำพูด เกิดอะไรขึ้นกับมู่บ้านตระกูลฉินกันแน่
หรือว่าในหมู่บ้านตระกูลฉินมีสมบัติล้ำค่าอะไรอยู่ ต้องยอมรับว่าเหอหลินคิดถูก
หมู่บ้านตระกูลฉินมีสมบัติล้ำค่าจริงๆ เล่อเหนียงเป็นสมบัติชิ้นหนึ่ง ผู้เฒ่าใน หมู่บ้านตระกูลฉินก็เป็นสมบัติอีกชิ้น บ่อน้ำพุร้อนบนเขาด้านหลังก็เป็นสมบัติอีกชิ้นเช่นกัน พวกเขาจำเป็นต้องรักษาเอาไว้ให้ดี
"ท่านป้า พวกข้าไม่มีเจตนาร้าย พวกข้าเพียงแค่ต้องการหาสวี่ซิ่วอิง ว่าจะให้นางช่วยปักผ้าให้เสียหน่อย" เขาหยุดชั่วครู่แล้วเอ่ยสำทับว่า "เถ้าแก่หลายเขาแนะนำมา"
แม่เถียหนิวได้ยินเช่นนั้นความระแวงในใจก็ลดลง นางชี้ไปที่ประตูใหญ่ของตระกูลฉินอย่างกระตือรือร้นพลางกล่าวว่า
"บ้านที่สร้างด้วยอิฐสีเขียวและกระเบื้องคือบ้านของพวกเขา"
"ขอบคุณท่านมาก"
เหอหลินกล่าวขอบคุณแล้วขับรถม้ามาถึงหน้าประตูใหญ่ของตระกูลฉิน
เสี่ยวซื่อ เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่ว และลิ่งตงกำลังขุดมดเล่นอยู่ที่หน้าประตู เห็นรถม้าแปลกหน้าคันหนึ่งมาจอดที่หน้าประตูจึงลุกขึ้นยืนและมองดูรถม้าด้วยความสงสัย
"เด็กๆที่นี่คือบ้านของสวี่ซิ่วอิงใช่หรือไม่"
เสี่ยวลิ่วกลอกตาไปมาแล้วตอบว่า "ไม่ใช่ ท่านมาผิดที่แล้ว"
คำตอบนี้ทำให้เหอหลินสับสน เขายิ่งงงหนักเมื่อมองไปที่บ้านสองที่สร้างด้วยอิฐสีเขียวและกระเบื้องตรงหน้า
เมื่อครู่หญิงคนนั้นไม่ได้บอกหรือว่าที่นี่คือบ้านของสวี่ซิ่วอิง "ถ้าเช่นนั้นข้าขออภัยที่รบกวน พวกเราไปสอบถามอีกครั้งเถิด"
เหอหลินกล่าวพลางกระโดดขึ้นรถม้า เตรียมจะไปสอบถามคนในหมู่บ้านอีกครั้ง
แค่ครั้งนี้อวี๋ชิงกลับกระโดดลงมา
บทที่ 382: กลุ่มซุบซิบนินทาของเล่อเหนียงและเสี่ยวชี
"ท่านป้า ท่านจำข้าได้หรือไม่" อวี๋ชิงเดินเข้าไปพูดกับแม่เฒ่าฉินที่กำลังคัดถั่วอยู่อย่างรวดเร็ว
โชคดีที่เขาเปิดม่านรถม้าดูพอดีเห็นแม่เฒ่าฉินนั่งอยู่ในลานบ้าน มิเช่นนั้นคงถูกตัวแสบหน้าประตูหลอกเอาแล้ว
"ท่านคือคุณชายอวี๋ มาหาลูกสะใภ้ข้าเพื่อซ่อมชุดเจ้าสาวใช่หรือไม่" แม่เฒ่าฉินมองเขาอย่างสงสัย
เวลาผ่านไปครึ่งปีทำให้นางจำอวี๋ชิงไม่ค่อยได้แล้ว
"ถูกต้องแล้วท่านป้า ข้าคืออวี๋ชิง"
แม่เฒ่าฉินพยักหน้าคิดว่าที่เขามาที่นี่ได้คงเป็นเพราะเถ้าแก่หลาย
"คุณชายอวี๋ ข้าได้ยินจากเถ้าแก่หลายว่าท่านสอบถามเรื่องของสะใภ้สี่บ้านตลอด เจ้ามีธุระอันใดกับสะใภ้สี่บ้านข้าหรือ"
อวี๋ชิงไม่ได้ตอบคำถามของนาง แต่กลับมองไปรอบๆ "ท่านป้า ข้าขอถามหน่อยแม่นางสวี่ไม่อยู่หรือ"
แม่เฒ่าฉินส่ายหน้า "นางไม่อยู่บ้าน หากเจ้ามีเรื่องด่วนก็บอกข้าได้"
อวี๋ชิงยิ้มเล็กน้อย "ท่านป้าไม่ต้องระแวงข้าขนาดนั้นหรอก ข้าไม่มีเจตนาร้ายแต่อย่างใด เพียงแต่แม่นางสวี่ดูคล้ายกับพี่สาวที่หายตัวไปตั้งแต่เด็กของข้า ดังนั้นครั้งนี้ข้าจึงมาเพื่อยืนยันความจริงเท่านั้น" พูดจบก็ล้วงเอาภาพวาดออกมาจากอกเสื้อบนภาพวาดมีเด็กน้อยห้าคน
หนึ่งในนั้นเป็นเด็กหญิงที่มีใบหน้าคล้ายคลึงกับสวี่ซิ่วอิงอยู่บ้าง
"คุณชายอวี๋ คงจะตามหาผิดคนแล้ว สะใภ้สี่ของบ้านข้ามีบิดามารดา เพียงแต่ตอนที่แต่งงานกับเหล่าซื่อของบ้านข้า พวกเขากลับล้มป่วยและจากไปเท่านั้น "
ความจริงแล้วแม่เฒ่าฉินเองก็ไม่รู้สถานการณ์ครอบครัวของสวี่ซิ่วอิงแน่ชัดว่าเป็นอย่างไรกัน มีเพียงฉินเหล่าซื่อเท่านั้นที่รู้
อวี๋ชิงได้ยินดังนั้นก็ก้มหน้าลงอย่างผิดหวัง "เป็นเช่นนั้นเองหรือ เห็นท่าว่าข้าคงจะมารบกวนพวกท่านเสียแล้ว" อวี๋ชิงเก็บภาพวาดแล้วยกมือคำนับก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากประตูไป
แม่เฒ่าฉินมองแผ่นหลังอันโศกเศร้าของอวี๋ชิง นางก็คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็เอ่ยปากเรียก "คุณชายอวี๋ชิง หากเจ้าไม่รีบร้อนก็นั่งลงดื่มน้ำชาสักถ้วยเถิด"
"ข้าก็ไม่ได้รู้เรื่องของสะใภ้สี่ทุกอย่าง บางทีเจ้าอาจจะต้องถามนางด้วยตัวเอง"
อวี๋ชิงได้ยินดังนั้น ดวงตาก็ดูเหมือนจะมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง "ถ้าเช่นนั้นข้าก็ขอรบกวนท่านป้าสักครู่"
แม่เฒ่าฉินยิ้มแล้วเชิญเขานั่ง จากนั้นก็ตะโกนเรียกเสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่วที่กำลังเล่นอยู่ข้างนอกให้ไปตามสวี่ซิ่วอิงที่กำลังซักผ้าอยู่ริมแม่น้ำกลับมา
"ท่านป้า นั่นคือหลานชายของท่านหรือ" อวี๋ชิงกล่าวขณะมองเสี่ยวลิ่ว
"ใช่แล้ว เขาคือหลานชายคนที่หกของข้า"
อวี๋ชิงได้ยินดังนั้นก็ยกมือขึ้นกุมขมับพลางกล่าวอย่างหมดคำพูด "ข้าเกือบจะถูกเขาหลอกเสียแล้ว"
"เมื่อครู่เขาหลอกข้าว่าที่นี่ไม่ใช่บ้านของแม่นางสวี่ โชคดีที่ข้าเปิดม่านดูจึงได้เห็นท่านป้า"
แม่เฒ่าฉินรินน้ำชาให้เขาหนึ่งถ้วยพลางกล่าวด้วยสีหน้ารู้สึกผิด
"คุณชายอวี๋ อย่าได้ถือโทษเลยเสี่ยวลิ่ว เด็กคนนั้นซุกซนไปหน่อย จริงๆรอให้เขากลับมา ข้าจะให้เขามาขอโทษท่าน"
อวี๋ชิงโบกมือ "ไม่เป็นไรขอรับ เด็กน้อยซุกซนหน่อยไม่ใช่เรื่องแปลก ยิ่งซุกซนเท่าไหร่โตขึ้นก็ยิ่งมีอนาคตไกล"
แม่เฒ่าฉินยิ้มพลางเห็นด้วย หลานชายของนางต้องมีอนาคตไกลแน่นอน ตอนนี้อายุเพียงเก้าขวบเท่านั้นก็เป็นถงเซิงแล้ว
อีกสองปีลิ่งอวี่ก็จะสอบเป็นจอหงวนแล้ว
……
"ท่านแม่ มีคนมาหาท่าน ตอนนี้เขารออยู่ที่บ่าน" เสี่ยวลิ่ววิ่งมาถึงริมแม่น้ำแล้วตะโกนบอกสวี่ซิ่วอิงที่กำลังซักผ้าอยู่
สวี่ซิ่วอิงชะงักเล็กน้อยแล้วถามอย่างงุนงง "ท่านย่าไม่อยู่บ้านหรือ"
"อยู่ๆๆ แต่ว่าแขกคนนั้นดูเหมือนจะมาหาท่าน ท่านย่าให้มาตามท่านกลับบ้าน"
"รู้แล้ว รู้แล้ว เจ้าไปทางนั้นพาน้องสาวกับเสี่ยวชีกลับมาด้วย" สวี่ซิ่วอิงพูดพลางบิดเสื้อผ้าที่เปียกน้ำอย่างรวดเร็ว
จากนั้นก็เรียกเล่อเหนียงและหงอวี่บอกให้พวกเขารีบกลับบ้าน
สวี่ซิ่วอิงเข้าประตูมาก็เห็นอวี๋ชิงนั่งดื่มชาอยู่ในห้องโถงหลัก นางชะงักฝีเท้าไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินเข้าไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"ท่านแม่ ท่านเรียกหาข้าหรือ" แม่เฒ่าฉินชี้ไปที่อวี๋ชิงแล้วกล่าวว่า "ไม่ใช่ข้าที่ตามหาเจ้า แต่เป็นคุณชายอวี๋ที่ตามหาเจ้า"
สวี่ซิ่วอิงย่อกายคำนับอวี๋ชิงอีกครั้ง "คุณชายอวี๋ ท่านตามหาหญิงต่ำต้อยอย่างข้าด้วยเรื่องใดหรือ"
อวี๋ชิงจ้องมองสวี่ซิ่วอิงอย่างตั้งใจ ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคย
"คุณนางสกุลสวี่ ข้าขอถามหน่อย ท่านเคยไปอำเภอจิ้นโจวหรือไม่" อวี๋ชิงจ้องสวี่ซิ่วอิงไม่วางตา
สวี่ซิ่วอิงก้มหน้าลงซ่อนอารมณ์ในดวงตา "คุณชายอวี๋ เหตุใดท่านจึงถามเช่นนี้"
อวี๋ชิงรีบหยิบภาพวาดออกมาอย่างร้อนรน ชี้ไปที่เด็กหญิงคนเดียวในภาพแล้วกล่าวว่า "ท่านดูสิ นางคือพี่สาวของข้าที่หายตัวไปตั้งแต่เด็ก นางดูคล้ายกับท่านมาก เช่นนั้นวันนี้ข้าอยากขอถามท่านว่า แม่สวี่จำข้าได้หรือไม่"
"หรือว่าท่านเคยไปอำเภอจิ้นโจวหรือไม่"
สวี่ซิ่วอิงมองภาพในมือของเขา น้ำตาแทบจะไหลออกมา แต่นางพยายามกลั้นไว้สุดความสามารถ
"คุณชายอวี๋ ก่อนที่ท่านจะนำชุดแต่งงานมา ข้าไม่เคยรู้จักท่านมาก่อน"
"ส่วนอำเภอจิ้นโจว ข้าเคยไปมาครั้งหนึ่ง ท่านพ่อของข้าเป็นหมอเร่ร่อน มักพาข้าและท่านแม่ไปเที่ยวชมภูเขาลำธารไปพร้อมกับรักษาผู้คนด้วย"
อวี๋ชิงได้ยินดังนั้นก็รู้สึกผิดหวังอย่าง เขาพยายามตามหาพี่สาวมาตลอด พอพบเจอเบาะแส แต่กลับพบว่าตนเองตามหาผิดคน
"ท่านป้า แม่นางสวี่ ข้าขออภัยที่มารบกวนพวกท่าน เช่นนั้นข้าขอตัวลา"
อวี๋ชิงพูดจบก็ถือภาพวาดในมือเดินออกไป แต่ละก้าวของเขาดูไม่ค่อยมั่นคง
"ท่านแม่ ข้าจะไปปักผ้าเช็ดหน้าต่อแล้ว พรุ่งนี้ถึงกำหนดส่งงานแล้ว" สวี่ซิ่วอิงพูดจบก็หลบเข้าไปในห้อง
"พี่เจ็ด เหตุใดข้ารู้สึกว่าท่านแม่ดูแปลกๆ" เล่อเหนียงกระซิบกับหงอวี่ หงอวี่มองดูแผ่นหลังของสวี่ซิ่วอิงที่กำลังเดินจากไปแล้วพยักหน้าเบาๆ "แปลกจริงๆด้วย"
"ผ้าเช็ดหน้าของท่านแม่ไม่ได้ปักเสร็จแล้วหรือ ถ้ายังปักไม่เสร็จจะมีเวลาไปซักผ้าได้อย่างไร"
เล่อเหนียง พยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง "ใช่แล้ว ท่านแม่แปลกจังเลย แล้วคุณชายอวี้ก็แปลกด้วย"
"พอเถอะ พวกเราไม่ต้องไปยุ่งเรื่องนั้นหรอก นั่นเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ข้าได้ยินมาว่าป้าสะใภ้สามคิดสูตรขนมหวานชนิดใหม่ที่อร่อยมากๆออกมา พวกเราไปลองกินกันดีหรือไม่" หงอวี่พูดพลางลูบจมูกเล็กๆของเล่อเหนียง
"ดีที่สุด เล่อเหนียงอยากกินขนมหวานจัง" เมื่อเล่อเหนียงได้ยินว่ามีของอร่อยก็รีบลากหงอวี่วิ่งไปยังบ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อทันที
เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่ว และลิ่งตงที่กำลังเล่นดินอยู่หน้าประตู เมื่อรู้ว่าพวกเขาจะไปกินขนมหวานก็รีบวิ่งตามไปด้วยอย่างรวดเร็ว
"ปู่จ้าว เล่อเหนียงมาแล้วจ้า!" เล่อเหนียงวิ่งเข้าไปด้วยแล้วกระโจนเข้าไปหาพ่อเฒ่าจ้าวที่กำลังก่อไฟอยู่
พ่อเฒ่าจ้าวไม่ทันระวังตัว จึงถูกนางกระโดดใส่จนล้มลงกับพื้น
"โอ๊ย เล่อเหนียงเอ๋ย ปู่แก่แล้ว เจ้ากระโดดใส่ข้าแบบนี้ ข้ารับเจ้าไม่ทันนะ"
เล่อเหนียงลุกขึ้นมาแล้วหัวเราะคิกคักสองสามที "ท่านปู่ เล่อเหนียงอยากกินขนมหวานที่อร่อยมากๆ ที่ป้าสะใภ้สามคิดสูตรออกมาวันนี้เจ้าค่ะ"
พ่อเฒ่าจ้าวหัวเราะเบาๆสองสามที แล้วหยิบขนมหวานชิ้นเล็กๆสีขาวนวลที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆออกมา
"อันนี้เป็นขนมหวานที่ไห่ถังเพิ่งคิดค้นเมื่อสองวันก่อน ดูเหมือนว่าจะขายดีมากเชียวละ”
เล่อเหนียงรับขนมหวานชิ้นนั้นมาแล้วมองดูก็ถึงกับอึ้งไปทันที
บทที่ 383: แหย่หนูสนุกหรือไม่
ขนมหวานนี้ไม่ใช่เค้กข้าวในชาติก่อนของนางหรอกหรือ
นางคิดว่าป้าสะใภ้กำลังคิดค้นขนมหวานที่อร่อยกว่านี้เสียอีก สุดท้ายเป็นแค่เค้กข้าวธรรมดา ธรรมดาเท่านั้น แต่จริงๆแล้วเค้กข้าวชนิดนี้ต่างเป็นที่ชื่นชอบของทั้งเด็กและผู้ใหญ่
นางเองก็ชอบกินเหมือนกัน แต่นางชอบกินเค้กข้าวแบบแห้งมากกว่า
เล่อเหนียงเอียงหัวถามว่า "ปู่จ้าว อันนี้อร่อยจริงๆหรือเจ้าคะ"
พ่อเฒ่าจ้าวพยักหน้า "อร่อยมาก หวานแต่ไม่เลี่ยน ขนมนี้ขายดีมากทีเดียว"
เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่ว และลิ่งตงล้างมือสะอาดแล้วรีบตรงเข้ามา พ่อเฒ่าจ้าวจึงหยิบ ขนมให้พวกเขาคนละชิ้น
"ว้าว อร่อยจริงๆเลย" เสี่ยวลิ่วนักกินตัวยงร้องออกมาอย่างเกินจริงทันทีที่ได้ชิม
"ใช่ๆๆ อร่อยมากเลย อร่อยกว่าที่แบบทอดที่เคยกินก่อนหน้านี้เสียอีก" เสี่ยวอู่ก็ร้องตามมาติดๆ
ลิ่งตงไม่ได้พูดอะไร แต่ดูจากท่าทางที่กินไปพยักหน้าไปก็รู้ได้ว่ามันอร่อยจริงๆ
เล่อเหนียงมองไปทางหงอวี่ เห็นเขากำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย จึงเกิดความรู้สึกสงสัยและลองกดชิมหนึ่งคำ
หลังจากนั้นนางก็ทำหน้าเบ้ทันที
ไม่ใช่ว่าเค้กข้าวนี้ไม่อร่อย แต่ในชาติก่อนนางเคยกินเค้กข้าวมานับไม่ถ้วนแล้ว รสชาติของเค้กข้าวจึงฝังอยู่ในกระดูกของนาง
เมื่อเทียบกับรสชาติของเค้กข้าวที่นางเคยกินมาก่อน เค้กข้าวที่สือไห่ถังทำนี้รสชาติยังด้อยกว่าอยู่บ้าง
หงอวี่กินเสร็จไปหนึ่งชิ้นแล้วจึงสังเกตเห็นว่าเล่อเหนียงยังคงถือขนมอยู่ในมือโดยไม่แตะต้องเลย
"น้องสาว เหตุใดเจ้าจึงไม่กินเล่า มันไม่อร่อยหรือ" หงอวี่ถาม
เล่อเหนียงยื่นขนมไปที่ปากของเขา "พี่เจ็ด กินเถิด"
หงอวี่คิดว่าขนมชิ้นที่นางได้รับนั้นคงไม่อร่อย จึงกัดกินอย่างว่าง่าย "อร่อยดีนี่"
"พี่เอ้อร์หยา เล่อเหนียงอยากกินขนมอย่างอื่น"
หงอวี่ไม่ได้คำตอบจากเล่อเหนียงก็หันไปมอง และเห็นเล่อเหนียงกำลังดึงกางเกงของเอ้อร์หยาอยู่
"เล่อเหนียง เจ้าอยากกินขนมแบบไหนกัน"
เอ้อร์หยาอุ้มนางไว้ เพื่อให้นางมองเห็นขนมบนโต๊ะได้สะดวก
เล่อเหนียงมองดูขนมหวานบนโต๊ะ แม้รูปร่างจะแตกต่างกัน แต่รสชาติก็คล้ายคลึงกันทั้งหมด นางยิ่งไม่อยากกินเข้าไปอีก
ตอนนี้นางอยากกินบัวลอยมากกว่า
น่าเสียดายที่ไม่มีข้าวเหนียว ถ้ามีข้าวเหนียวการทำขนมหวานก็จะอร่อยยิ่งขึ้น
เค้กข้าวที่สือไห่ถึงทำออกมาไม่ได้ทำมาจากข้าวเหนียว รสชาติถึงไม่อร่อย
"พี่เอ้อร์หยา ข้าไม่อยากกินขนมพวกนี้"
เล่อเหนียงกดิ้นรนและกระโดดลงจากอ้อมกอดของเอ้อร์หยา จากนั้นจูงมือหงอวี่กลับไป
ตอนนี้นางอยากกินขนมหวานจริงๆ แต่ขนมหวานที่สือไห่ถังทำนางกินจนเบื่อแล้ว นางจำได้ว่าในพื้นที่มิติของนางมีขนมหวานอยู่ เล่อเหนียงจึงลากตัวหงอวี่วิ่งกลับไปอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้า
หลังจากบอกกล่าวแม่เฒ่าฉินแล้ว นางก็ลากหงอวี่เข้าไปในพื้นที่มิติ
"พี่เจ็ด ช่วยข้าเก็บผักที ข้าจะไปหาของกินในครัว"
เล่อเหนียงทิ้งท้ายไว้แล้วก็ยกขาสั้นๆ วิ่งเข้าไปในครัวแล้วเริ่มค้นตู้โน่นตู้นี่
ในตู้เย็นในครัวมีของเยอะแยะไปหมด แต่กลับไม่มีอะไรที่นางอยากกินเลย ตอนนี้นางอยากกินบัวลอยเป็นอย่างมาก
หงอวี่ยืนอยู่กับที่สายตามองไปยังไก่ เป็ด ห่าน กระต่าย และลูกหมูที่ออกมาวิ่งเล่นพลางเหม่อลอยไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมรับชะตากรรมแล้วหยิบมีดขึ้นมาเริ่มเก็บผัก
ใครสักคนช่วยบอกข้าทีว่าทำไมน้องสาวถึงชอบลากเขาเข้ามาทำงานในพื้นที่มิตินักเล่า
โชคดีที่ก่อนหน้านี้ได้เข้ามาเก็บไปรอบหนึ่งแล้ว ตอนนี้จึงเหลือผักที่ต้องเก็บไม่มาก หลังจากที่เขาทำงานก็เริ่มเดินเตร่ไปรอบๆพื้นที่มิติ
สำหรับสถานที่วิเศษเช่นนี้ เขายังไม่เคยสำรวจอย่างทั่วถึงเลย คราวนี้จะได้เที่ยวชมให้เต็มที่เสียที เขาเดินเล่นไปเรื่อยๆ จนมาถึงใต้ซุ้มองุ่นอีกครั้ง
ใต้ซุ้มองุ่นนั้น เตาหลอมยาเผยออกมาให้เห็นทั้งหมด มันมีสีดำสนิทพอดีสำหรับให้แม่ไก่นอนกกไข่ได้
เขามองเข้าไปในเตาหลอมแวบหนึ่ง แล้วพบว่าข้างในมีหนูตัวหนึ่งอาศัยอยู่
แต่หนูตัวนี้น่ารักเหลือเกิน บนหัวมันมีกระจุกขนสีทองด้วย
เขาอดใจไม่ไหว หยิบไม้ท่อนหนึ่งขึ้นมาแหย่หนูที่กำลังนอนหลับอยู่
หนูถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงของเขา มันโกรธจนลุกขึ้นมาร้องใส่เขาอย่างโกรธเคือง
หงอวี่หัวเราะขบขันกับท่าทางของมัน แม้ว่าเขาจะฟังภาษาหนูไม่เข้าใจ แต่ดูจากท่าทางและสีหน้าของมันแล้วก็รู้ว่ามันกำลังด่าเขา
เจ้าหนูตัวนั้นด่าจนเริ่มรู้สึกเหนื่อย สุดท้ายก็ม้วนตัวเป็นก้อนกลมแล้วหลับไปอีกครั้ง แต่แล้วก็ถูกหงอวี่แหย่ให้ตื่นอีกครั้ง
เขาทำอย่างนี้อยู่หลายครั้ง จนทำให้เจ้าหนูตัวนั้นหมดอารมณ์ มันไม่มีทางเลือกจึงต้องคุ้ยเอาทองคำออกมาจากรังแล้วโยนให้เขาหนึ่งก้อน
มันแสดงสีหน้ารังเกียจนั้น จนแม้แต่หงอวี่ที่ไม่เคยเลี้ยงหนูมาก่อนก็ยังเข้าใจได้
หงอวี่เลิกคิ้วหยิบทองคำก้อนเล็กนั้นขึ้นมา เขาเอาไม้แหย่เข้าไปในรังของมัน หลังคุ้ยไปคุ้ยมาก็ได้ทองคำออกมาอีกหลายก้อน
"เจ้าตัวเล็กแค่นี้ยังกล้าขโมยทองคำอีกนะ" หงอวี่ หยิบเอาทองคำทั้งหมดของมันออกมาอย่างไม่เกรงใจ
ทำเอาเจ้าหนูโกรธจนกระโดดโหยงเหยงส่งเสียงด่าเขา แต่เขาก็ฟังไม่รู้เรื่อง
"กระโดดให้สูงขึ้นอีก กระโดดให้สูงขึ้นอีก ถ้าเจ้ากระโดดสูงขึ้น ข้าจะคืนทองคำให้เจ้า!" หงอวี่กล่าวด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
เจ้าหนูกระโดดไปมาหลายครั้ง แล้วพบว่าหงอวี่กำลังหลอกมัน มันจึงวิ่งกลับเข้าไปในรู
หงอวี่เห็นดังนั้นกำลังจะหยิบไม้มาแหย่มัน แต่ก็ได้ยินเสียงของเล่อเหนียง
"พี่เจ็ด ท่านกำลังทำอะไรอยู่หรือ"
หงอวี่โบกมือเรียกนางอย่างตื่นเต้น "น้องสาว เจ้ารีบมาที่นี่เร็ว มีหนูตัวหนึ่งน่าแกล้งมาก มันยังขโมยทองคำด้วยนะ" เล่อเหนียงได้ยินดังนั้นจึงรีบวิ่งเข้าไปดู แล้วก้มลงมองเข้าไปในเตาหลอม
นางเห็นหนูทองกำลังกัดหางตัวเองอย่างหดหู่
"ไม่ใช่นะ มันทำอะไรลงไปน่ะ"
หงอวี่เล่าเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นให้เล่อเหนียงฟังอย่างตื่นเต้น
เล่อเหนียงถึงกับพูดไม่ออก "เหตุใดท่านต้องไปแย่งทองของมันด้วยเล่า"
"ไปขุดทองคำเองที่นั่นสิ!"
เล่อเหนียงรู้สึกยอมแพ้จริงๆ เจ้าหนูทองตัวนี้เป็นสัตว์ที่นางพบที่เหมืองทองคำในชาติก่อน
ตอนนั้นสิ่งมีชีวิตตัวน้อยนี้กำลังติดอยู่ใต้รองเท้าของคนงานเหมือง ตอนนั้นนางรู้สึกว่ามันน่าสงสาร อีกทั้งยังน่ารักและดูซื่อๆ นางจึงเอามันมาเลี้ยงไว้ในพื้นที่มิติ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะดื่มน้ำวิเศษมากเกินไปหรือไม่ถึงได้มีสติปัญญา
มันเก่งมาก สามารถหาทองคำเองได้ และยังขุดทองคำได้ด้วย
แม้แต่ทองคำในพื้นที่มิติของนางที่นางขุดไม่ไหว แต่สิ่งมีชีวิตตัวน้อยนี้ทำได้ มันยังคอยนำทองคำมาให้นางเป็นระยะๆอีกด้วย
"น้องสาว เจ้าหมายความว่าที่นี่ยังมีทองคำอีกหรือ" หงอวี่คิดว่าตนเองได้ยินผิดไปจึงรีบถามทันที
เล่อเหนียงชี้ไปยังจุดๆหนึ่งไกลออกไป "ทางนั้นมีแร่ทองคำอยู่ หากท่านต้องการทองคำก็ไปขุดเอาเองเถิด อย่าไปแย่งของเจ้าหนูนั้นเลย"
หงอวี่พอได้ยินดังนั้นก็รีบโยนก้อนทองในมือกลับลงไปในเตาหลอม แล้ววิ่งไปทางนั้นทันที
เล่อเหนียงอุ้มเจ้าหนูขึ้นมาวางบนศีรษะแล้วพูดว่า "เสี่ยวจิน เจ้าอย่าโกรธพี่เจ็ดเลย เขาแค่แกล้งเจ้าเล่นเท่านั้น"
"พี่เจ็ดเป็นคนดีนะ แต่แค่ซุกซนไปหน่อยเท่านั้นเอง" เจ้าหนูส่งเสียงร้องสองครั้งแล้วก็นอนนิ่งอยู่บนศีรษะของนาง
เล่อเหนียงลูบมันเบาๆสองครั้งแล้วเดินไปหาหงอวี่
หงอวี่ที่วิ่งมาถึงพอเห็นก้อนทองคำนั้นก็หยุดชะงักทันที
"น้องสาว ก้อนทองคำใหญ่จริงๆ!"
บทที่ 384: ตระกูลฉินตกใจจนเสียสติเพราะทองคำ
"สวรรค์ เหตุใดที่นี่ถึงมีทองคำมากมายขนาดนี้" หงอวี่รู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง
"ที่นี่คงไม่ใช่เหมืองทองคำหรอกนะ"
เล่อเหนียงเดินเข้ามามองพี่เจ็ดที่มีสีหน้าประหลาดใจ แล้วเบ้ปากอย่างเบื่อหน่าย "ที่นี่เป็นแร่ทองคำจริงๆ แร่ทองคำนี้ดูดี แต่ใช้ประโยชน์ไม่ได้"
หงอวี่มองนางด้วยสีหน้างุนงง "เพราะเหตุใดล่ะ"
เล่อเหนียงชี้ไปที่ทองคำที่โผล่พ้นพื้นขึ้นมา "เพราะทำได้แค่มองน่ะสิ แต่เราเอาไปด้วยไม่ได้" หงอวี่ไม่ยอมเชื่อในเรื่องนี้ เขาหยิบเสียมขึ้นมาและเริ่มขุด
ไม่นานนักเขาก็ขุดพบทองคำก้อนเล็ก แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามแค่ไหนก็ไม่สามารถยกก้อนทองคำเล็กๆนั้นขึ้นมาได้
หลังจากลองมาหลายวิธีแล้วหงอวี่ก็ยอมแพ้ในที่สุด
"น้องสาว เหตุใดที่นี่ถึงมีแร่ทองคำใหญ่โตขนาดนี้ แต่กลับเอาออกมาไม่ได้เลย แบบนี้ไม่ใช่การแกล้งกันหรอกหรือ" หงอวี่พูดอย่างโกรธเคือง
เล่อเหนียงเข้าใจความรู้สึกของหงอวี่ในตอนนี้เป็นอย่างดี เพราะนางก็เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน แม้มีทองคำมากมาย แต่กลับพบว่าไม่สามารถเอาออกมาได้ มันทำให้นางรู้สึกเจ็บปวดหัวใจมากด
"พี่เจ็ด อย่าเพิ่งท้อ พวกเราอาจยกไม่ได้ แต่เจ้าหนูสามารถนำออกมาได้นะ"
หงอวี่ได้ยินดังนั้นก็ตาเป็นประกาย ในใจก็มีความคิดขึ้นมาทันที
"เสี่ยวจิน ช่วยข้านำทองคำก้อนนี้ไปทางโน้นได้หรือไม่" หงอวี่ยิ้มกว้างและพูดด้วยสีหน้าประจบประแจง
เสี่ยวจินลุกขึ้นยืนตัวตรงส่งเสียงร้อง และรู้สึกอยากกัดเขาสักคำ
เล่อเหนียงเข้าใจความหมายของหงอวี่แล้ว นางจับเสี่ยวจินลงมาและถามว่า
"เสี่ยวจิน ช่วยข้านำทองคำก้อนเล็กนี้ไปทางโน้นหน่อยได้หรือไม่"
เล่อเหนียงเอ่ยปาก เสี่ยวจินจะปฏิเสธได้อย่างไร มันกระโดดลงมาทันที ใช้มือทั้งสองข้างอุ้มทองคำก้อนเล็กนั้นแล้ววิ่งออกไป
เมื่อหยิบทองออกมาได้แลว หงอวี่ก็รีบคว้าทองคำก้อนเล็กนั้นขึ้นมาอย่างใจร้อน
คราวนี้เขาหยิบมันขึ้นมาได้สำเร็จในที่สุด เขากล่าวอย่างตื่นเต้นว่า "ข้าหยิบมันขึ้นมาได้แล้ว นี่คือทองคำที่ข้าขุดด้วยมือของข้าเอง ข้าหยิบมันขึ้นมาได้แล้ว!"
เล่อเหนียงก็รู้สึกดีใจไม่น้อย นางไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะให้เสี่ยวจินจะเอาทองออกมาได้
แต่ประเด็นสำคัญคือทำไมมีเพียงเจ้าหนูน้อยเท่านั้นที่สามารถนำออกมาได้
"น้องสาว ต่อไปเมื่อพวกเรามีเวลาว่างก็เข้ามาขุดทองคำกัน แล้วให้เสี่ยวจินช่วยนำออกไปสิ" หงอวี่กล่าวอย่างตื่นเต้น
เล่อเหนียงก็มีความคิดเช่นเดียวกัน ดังนั้นเด็กน้อยทั้งสองคนจึงไปขุดทองคำอีกครั้ง
พวกเขาพบว่ายิ่งขุดก็ยิ่งมีเพิ่มมากขึ้น เพียงแต่บางชิ้นใหญ่เกินไปจนเจ้าหนูน้อยไม่สามารถขนย้ายได้ เจ้าหนูน้อยขนของอยู่สักพักก็ไม่สามารถขยับได้อีก มันทรุดลงกับพื้นและไม่ยอมขยับตัวอีกเลย
ในตอนนี้เล่อเหนียงไม่มีทางเลือก จึงต้องปล่อยให้เจ้าหนูน้อยไปพักผ่อน
"เดี๋ยวก่อน..." หงอวี่นึกอะไรขึ้นมาได้จึงเรียกเล่อเหนียงกลับมา
"น้องสาว เจ้าลองวางเจ้าหนูไว้บนก้อนทองคำ แล้วใช้พลังผลักเจ้าหนูน้อยไปด้านข้างดูสิว่าก้อนทองคำจะขยับตามไปด้วยหรือไม่"
เล่อเหนียงชะงักไปครู่หนึ่ง "จะได้ผลจริงหรือ"
"เจ้าลองดูสิ พวกเราเจอทองคำมากมายขนาดนี้ แต่ขนออกไปไม่ได้ เจ้าไม่รู้สึกเสียดายบ้างหรือ"
แน่นอนว่าในใจของเล่อเหนียงรู้สึกเสียดายมาก นางจึงรีบวางหนูตัวเล็กลงบนก้อนทองคำขนาดใหญ่ จากนั้นก็โบกมือใช้พลังจิตเคลื่อนย้ายเจ้าหนูตัวเล็กไปอีกด้านหนึ่ง
ตอนแรกนางทำไม่สำเร็จ แต่หลังจากลองสองครั้ง นางก็สามารถเคลื่อนย้ายทองคำและหนูตัวเล็กไปอีกด้านหนึ่งได้จริงๆ
"สำเร็จแล้ว!" เด็กน้อยทั้งกระโดดสองกอดกันและร้องเสียงดังด้วยความดีใจ
หลังจากนั้นเด็กน้อยทั้งสองก็ยิ่งมีกำลังใจมากขึ้น คนหนึ่งขุดอีกคนหนึ่งเคลื่อนย้าย ไม่นานนักใต้ซุ้มองุ่นก็มีกองทองคำเล็กกองหนึ่ง เล่อเหนียงขยับไปเรื่อยๆ
จู่ๆก็นึกขึ้นได้ว่าพวกเขาเข้ามานานแล้ว
"พี่เจ็ด พวกเราดูเหมือนจะเข้ามานานแล้ว!"
หงอวี่มีสีหน้าตื่นตระหนก "แย่แล้ว แย่แล้ว ออกไปเราโดนตีด้วยพื้นรองเท้าแน่"
"พี่เจ็ด รีบไปกันเถอะ" เล่อเหนียงเอาทองคำใส่เข้าไปในเสื้อผ้า แล้วตบเจ้าหนูน้อยเบาๆ จากนั้นก็ดึงหงอวี่ออกจากพื้นที่มิติ
ในช่วงที่ออกจากพื้นที่มิติ หงอวี่ได้โกยทองคำเข้ามาไว้ในอ้อมกอด
"พวกเจ้าสองคนลืมเวลาอีกแล้วใช่หรือไม่?"
พอพวกเขาออกมา ก็ถูกแม่เฒ่าฉินถามเสียงแข็ง
สวี่ซิ่วอิง ฉินเหล่าเอ้อร์ ฉินเหล่าซาน และสือไห่ถังนั่งดื่มชาอยู่ข้างๆ มองดูเด็กทั้งสองถูกดุ
"ท่านย่า ขออภัยด้วย พวกข้าลืมเวลาไป ขอให้อภัยข้าอีกครั้งเถิด" เล่อเหนียงรีบออดอ้อน
แม่เฒ่าฉินเคาะศีรษะเล็กๆของนางอย่างหงุดหงิด "พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกเจ้าไปนานเท่าไหร่แล้ว"
"พวกเจ้าเข้าไปหนึ่งวันเต็ม พวกเจ้าลองมองออกไปข้างนอกสิ ตอนนี้ฟ้ามืดแล้ว"
เล่อเหนียงและหงอวี่มองออกไปนอกหน้าต่างพร้อมกัน แล้วพวกเขาก็เห็นว่าท้องฟ้ามืดแล้วจริงๆ
"ท่านย่า พวกข้าไปขุดของดีมาได้น่ะ!" เล่อเหนียงพูดพลางมองก้อนทองคำขนาดใหญ่ที่อยู่ข้างเท้าของหงอวี่
"พวกเจ้าจะไปขุดของดีอะไรได้ อย่าบอกนะว่าไปขุดทองคำมา" แม่เฒ่าฉินพูดอย่างหงุดหงิด
"ท่านย่าช่างฉลาดจริงๆ พวกข้าขุดทองคำมาจริงๆนะ" เล่อเหนียงพูดพลางผลักก้อนทองคำของหงอวี่เข้าไป "พวกท่านดูสิ!"
ฉินเหล่าเอ้อร์เห็นก้อนนั้นตั้งแต่พวกเขาออกมา เพราะก้อนๆนี้เกือบจะตกทับเท้าของเสี่ยวชี
แม่เฒ่าฉินมองก้อนนั้นอย่างเบื่อหน่าย แม้ว่ามันจะมีสีเหลืองและดูคล้ายทองคำจริงๆ แต่นางก็ไม่ได้โง่ขนาดนั้น ทองคำไม่ใช่สิ่งที่จะขุดขึ้นมาได้ง่ายๆ ยิ่งไปกว่านั้นมันมีก้อนใหญ่มากๆด้วย
แต่ฉินเหล่าซานและฉินเหล่าเอ้อร์รีบเข้าไปลูบก้อนนั้นดู เมื่อได้สัมผัสก็รู้สึดได้ว่ามันคล้ายทองคำจริงๆ
ฉินเหล่าซานพยายามข่มความตื่นเต้นในใจไว้ แล้วไปตักน้ำมาครึ่งถัง เอาก้อนนั้นใส่ลงในน้ำเพื่อล้างให้สะอาด
เมื่อก้อนทองคำนั้นเผยโฉมที่แท้จริงออกมา พวกเขาแทบจะกรีดร้องออกมาด้วยความตื่นเต้น สวี่ซิ่วอิงตกใจจนต้องบีบจมูกตัวเองแรงๆ
แม่เฒ่าฉินทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทันที "นั่นอะไรน่ะ!"
แม้ว่านับตั้งแต่เล่อเหนียงเกิดมา ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวพวกเขาดีขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะหลังจากย้ายมาอยู่ที่นี่ พวกเขาเคยเห็นทองคำมาบ้าง แต่ก็เป็นเพียงก้อนเล็กๆเท่านั้น
ก้อนทองคำขนาดใหญ่ขนาดนี้ พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อนจริงๆ
ฉินเหล่าเอ้อร์และฉินเหล่าซานมองก้อนทองคำนั้นพลางกลืนน้ำลาย ท่านพ่อขอรับ พวกเขามีความก้าวหน้าแล้ว ตลอดชีวิตที่ผ่านมาพวกเขาไม่เคยเห็นก้อนใหญ่ขนาดนี้มาก่อน
"ท่านย่า ตอนนี้พวกท่านเชื่อพวกข้าแล้วใช่ไหม" หงอวี่ถามพลางกอดอก
แม่เฒ่าฉินได้สติกลับมาแล้วรีบตะโกน "พวกเจ้าอย่าเพิ่งเหม่อ รีบเอาทองคำไปซ่อนเร็วเข้า ถ้าใครมาเห็นเข้าจะเป็นเรื่องใหญ่"
หัวใจของนางยังคงเต้นรัวไม่หยุด ทองคำก้อนใหญ่ขนาดนี้ต้องหนักอย่างน้อยสองชั่งแน่ๆ
"จะเอาของนี้ไปซ่อนที่ไหนดีล่ะ" ฉินเหล่าเอ้อร์เดินวนรอบห้องแต่ก็หาที่เหมาะสมไม่เจอในขณะที่พวกเขากำลังหาที่ซ่อนทองคำอยู่นั้น เล่อเหนียงรู้สึกว่าทองคำที่อยู่บนหน้าอกนั้นทิ่มแทงเจ็บเหลือเกินจึงดึงเสื้อผ้าออกทันที
ชั่วพริบตาทองคำทั้งหมดที่ซ่อนอยู่ในเสื้อผ้าก็ร่วงหล่นลงมา ทำให้ผู้คนรอบข้างตกใจ
บทที่ 385: จะหาสามีให้หลานสาวได้หรือไม่
"สวรรค์!" แม่เฒ่าฉินบีบจมูกตัวเองแล้วก็หมดสติไป
"ท่านย่า ท่านเป็นอะไรหรือไม่"
"ท่านแม่ ท่านยังดีอยู่หรือไม่"
เมื่อเห็นแม่เฒ่าฉินสลบไป เล่อเหนียงและคนอื่นๆไม่สนใจที่จะนับทองคำอีก ทุกคนต่างเข้ายืนล้อมแม่เฒ่าฉิน และมองนางด้วยความเป็นห่วง
ฉินเหล่าซานยังคิดจะไปตามหลี่อันมา แต่โชคดีที่แม่เฒ่าฉินไม่ได้สลบนาน หลังจากนั้นไม่นานนางก็ค่อยๆฟื้นขึ้นมา
"หลานรัก พวกเจ้าได้ทองคำมากมายเช่นนี้มาจากที่ใดกัน" แม่เฒ่าฉินถามด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง
เล่อเหนีย เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ท่านย่า มันเป็นของที่ท่านปู่เทพเซียนให้ข้ามา หากท่านไม่ชอบ คราวหน้าข้าจะไม่เอาออกมาอีก"
เมื่อครู่ตอนที่แม่เฒ่าฉินเป็นลมล้มพับไป ทำให้นางตกใจจนแทบจะร้องไห้ออกมา หากรู้ว่าจะทำให้ย่าตกใจเช่นนี้ นางคงไม่นำออกมาให้เห็นตั้งแต่แรก
หงอวี่ก็มีสีหน้าสำนึกผิดเช่นกัน เพราะทองคำก้อนใหญ่ที่สุดนั้นเป็นเขาเองที่ขนออกมา
แม่เฒ่าฉินลูบศีรษะของหงอวี่และเล่อเหนียงเบาๆ "ไม่ต้องกังวลเรื่องข้าหรอก ข้าไม่เป็นไร ข้าแค่ตื่นเต้นเกินไปเท่านั้นเอง"
เล่อเหนียงเห็นว่าท่านย่าดูปกติดี จึงจับชีพจรของนางอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่านางไม่เป็นอะไรจริงๆ แล้วจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
"ท่านย่า ท่านทำให้ข้าตกใจแทบแย่" เล่อเหนียงซุกตัวเข้าไปในอ้อมกอดของแม่เฒ่าฉินพลางออดอ้อน
หงอวี่เก็บทองคำที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาอย่างเงียบๆ ไม่ใช่ว่าเขาอยากจะลงมือ แต่เพราะผู้ใหญ่ทุกคนดูเหมือนจะอยู่ในอาการตกใจ ทำให้ไม่มีใครกล้าขยับตัวเลย
"เหล่าเอ้อร์ เหล่าซาน พวกเจ้าจงซ่อนทองคำให้ดี อย่าซ่อนไว้ที่เดียว เอาไปซ่อนไว้หลายๆแห่ง" แม่เฒ่าฉินกล่าวกับบรรดาลูกชายที่ตกตะลึงจนเหมือนคนโง่
ฉินเหล่าเอ้อร์และฉินเหล่าซานจึงได้สติกลับมา รีบรับก้อนทองคำจากมือของหงอวี่
มือของพวกเขากำลังสั่นเทาเล็กน้อย หัวใจก็เต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น พวกเขาไม่เคยเห็นทองคำก้อนใหญ่ขนาดนี้มาก่อนเลย
พูดให้ถูกต้องคือมันเป็นก้อนทองคำ แม้แต่ก้อนเล็กๆนี้ก็ยังหนักหลายชั่ง ไม่ต้องพูดถึงก้อนใหญ่ในถังน้ำนั่นเลย
ฉินเหล่าเอ้อร์และคนอื่นๆถือก้อนทองคำไว้ พวกเขารู้สึกว่าซ่อนที่นี่ก็ไม่ดี ซ่อนที่นั่นก็ไม่เหมาะ รู้สึกเหมือนมีคนจ้องจะขโมยทองคำของเขาตลอดเวลา
ในที่สุดแม่เฒ่าฉินก็ตัดสินใจให้แบ่งทองคำเหล่านี้ไปซ่อนตามห้องต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้สูญหายหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน
……
หลังจากฝนตกก่อนหน้านี้ ทำให้การหว่านเมล็ดพืชในฤดูใบไม้ผลิก็เริ่มขึ้นอย่างคึกคัก
ทั้งผู้ใหญ่และเด็กต่างพากันพับขากางเกงขึ้นแล้วลงไปทำงานในทุ่งนา ผู้ที่ไถนาก็ไถนา ผู้ที่ปล่อยน้ำก็ปล่อยน้ำ ทุกคนต่างยุ่งจนหัวหมุน
แต่ปีนี้แตกต่างจากปีก่อนๆ ท่ามกลางความวุ่นวายยังมีการแข่งขันเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือการแข่งขันว่าครอบครัวใดต้นกล้าเจริญเติบโตได้ดีที่สุด
ทางด้านนี้ต้นกล้าของครอบครัวพ่อเฒ่าจางเติบโตได้ดีทั้ง ส่วนทางด้านโน้นต้นกล้าของครอบครัวเถียหนิวก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน
แข่งกันไปแข่งกันมาสุดท้ายครอบครัวแม่เฒ่าฉินก็เป็นผู้ชนะ ไม่มีทางเลือกอื่น เพราะครอบครัวฉินมีต้นกล้ามากกว่าใคร "ท่านป้า ท่านว่าเหตุใดต้นกล้าปีนี้ถึงงอกงามดีนักเล่า" แม่เถียหนิวพูดพลางถือต้นกล้าไว้ในมือ
ปีก่อนๆก็ใช้เมล็ดพันธุ์เดียวกัน แต่งอกไม่ดีเท่าปีนี้ ต้นกล้าปีนี้ไม่มีแม้แต่ต้นเตี้ยๆแม้แต่ต้นเดียว ทุกต้นล้วนแต่เป็นต้นกล้าที่สูงใหญ่
แม่เฒ่าฉินยิ้มเล็กน้อย "บางทีเทพเจ้าฟ้าดินอาจเห็นว่าพวกเราลำบากมาทั้งปีแล้ว จึงอยากให้พวกเราได้เก็บเกี่ยวผลผลิตอุดมสมบูรณ์กระมัง"
แม่เถียหนิวไม่เชื่อคำพูดของนาง ความจริงแล้วในใจของพวกเขาต่างก็รู้ดีว่า เรื่องร้ายๆทั้งหมดล้วนเกิดจากถังน้ำใบนั้น
ขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่ว และหงอวี่ก็วิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็วในมือของพวกเขาถือถังใบหนึ่งมาด้วย สำนักศึกษาในหมู่บ้านและสำนักศึกษาเติงเคอไม่มีวันหยุดที่แน่นอน นอกจากจะมีวันหยุดทุกสิบวันแล้ว ยังมีวันหยุดในช่วงหว่านเมล็ดพืชในฤดูใบไม้ผลิ และวันหยุดในช่วงเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงด้วย
นอกจากนี้ยังมีวันหยุดช่วงเทศกาลตรุษจีนอีกด้วย
"พี่เจ็ด รอข้าด้วย!" เล่อเหนียงถือถังใบหนึ่งวิ่งไล่ตามมาข้างหลัง
การหว่านเมล็ดพืชในฤดูใบไม้ผลิเป็นช่วงที่ยุ่งวุ่นวายสำหรับผู้ใหญ่ แต่สำหรับเด็กๆแล้วมันเป็นโอกาสอันหายากที่จะได้เล่นโคลน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ไถนา มักจะมีปลาไหลตัวเล็กๆหรือกบนาโผล่ขึ้นมาเสมอ นอกจากนี้ยังมีแมลงอีกหลายชนิดให้จับอีกด้วย
เด็กๆชอบวิ่งตามหลังผู้ใหญ่มากที่สุด ทันทีที่มีแมลงที่กินได้วิ่งออกมา พวกเขาก็จะจับมันใส่ถังทันที
เมื่อถึงเวลาค่ำพวกเขาจะนำกลับบ้าน ให้มารดาของตนทำความสะอาดแมลงเหล่านี้แล้วนำไปทอดด้วย โรยเกลือนิดหน่อย รสชาติอร่อยอย่าบอกใครเชียว
เล่อเหนียงถือถังวิ่งตามหลังพี่ชายไป โดยไม่ได้ระวังดูทางเดิน ทำให้นางลื่นล้มจนตกลงไปในนาข้าว
แม่เฒ่าฉินที่กำลังยุ่งอยู่ในนารีบวิ่งเข้าไปจับขานางดึงขึ้นมา เดิมทีแม่เฒ่าฉินคิดว่าเล่อเหนียงจะกลัว แต่นอกจากนางจะไม่กลัวแล้ว ยังคลี่ยิ้มกว่าอีกต่างหาก
สิ่งสำคัญที่สุดคือในนางจับปลาไหลได้โดยไม่รู้ตัว
ตอนนี้แม่เฒ่าฉินไม่รู้ว่าควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี นางจึงได้แต่ใช้ผ้าเช็ดหน้าที่พกติดตัวมาเช็ดใบหน้าให้เด็กน้อยอย่างจนปัญญา
ส่วนเรื่องเสื้อผ้าบนร่างกาย เนื่องจากไม่สามารถเช็ดให้สะอาดได้แล้ว จึงปล่อยให้นางเล่นจนพอใจ
"น้องสาว น้องสาว เจ้าดูสิ ข้าจับปลาไหลได้หนึ่งตัว" เสี่ยวลิ่วถือถังวิ่งเข้ามาอวดอย่างภาคภูมิใจ เล่อเหนียงไม่พูดอะไร เพียงแค่ยื่นถังให้เขาดู
เสี่ยวลิ่วเห็นว่าในถังของนางมีปลาไหลตัวเล็กขนาดนิ้วก้อยหนึ่งตัว และกบนาที่ยังมีชีวิตไปมาพลางส่งเสียงร้องอย่างไม่ยอมแพ้
"น้องสาว ใครเป็นคนจับให้เจ้าหรือ"
เล่อเหนียงส่งเสียงฟึดฟัดสองครั้ง "เล่อเหนียงจับเองนะ!"
"ข้าไม่เชื่อหรอก ต้องเป็นเสี่ยวชีช่วยเจ้าจับแน่ๆ!" เสี่ยวลิ่วไม่เชื่อเลยว่านี่เป็นฝีมือของน้องสาวเขาเอง
ดวงตาของเล่อเหนียงฉายแววไม่พอใจ "ไม่ใช่หรอก เล่อเหนียงจับเองต่างหาก"
พี่หกของนางช่างน่ารำคาญจริงๆ แล้วถ้าพี่เจ็ดช่วยนางจับมาแล้วจะเป็นไรไป นางเป็นเด็กผู้หญิงนะ พวกเขาไม่ควรเอาใจนางหรอกหรือ
เสี่ยวลิ่วส่งเสียงตอบรับในลำคอสองครั้ง ก่อนจะโยนกบและปลาไหลที่จับมาได้อย่างยากลำบากลงในถังของเล่อเหนียง แล้ววิ่งไปจับแมลงในทุ่งนาต่อ
ช่างเถอะ นางเป็นน้องสาวของเขาก็ต้องตามใจเสียหน่อย
เล่อเหนียงไม่ค่อยได้จับอะไรเท่าไหร่ นางเพียงถือถังเดินไปมาบนคันนา เมื่อใดที่เห็นพี่ชายทั้งสองจับอะไรได้ก็จะยื่นถังของตนเองไปให้
เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่ว พวกเขาจะทำอย่างไรได้เล่า ก็ได้แต่ตามใจน้องสาวเท่านั้น
ภาพนี้ตกอยู่ในสายตาของชาวบ้านที่กำลังทำงานอยู่ หญิงสาวหลายคนต่างพากันยิ้มอย่างหยอกล้อ
"มีพี่ชายมากมายคอยตามใจเล่อเหนียงเช่นนี้ ต่อนางออกเรือนไปสามีคงไม่กล้าทะเลาะกับนางเป็นแน่"
"เพราะว่าถ้าพวกเขาทะเลาะกันเมื่อไหร่ ไม่ว่าจะถูกหรือผิดพี่ชายทั้งหลายของนางก็จะพากันมาเยี่ยมบ้าน มาถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ"
"จะไปยากอะไรเล่าก็แค่แต่งเขยเข้าบ้านก็พอ"
คำพูดล้อเล่นของหญิงผู้นั้นดังเข้าหูแม่เฒ่าฉินทั้งหมด แต่นางไม่ได้รู้สึกโกรธ แต่กลับพยักหน้าอย่างจริงจัง
สิ่งที่พวกนางพูดไม่ผิดแต่อย่างใด ดูจากระดับความเอาใจใส่ของพวกเด็กชายในบ้านที่มีต่อเล่อเหนียง นางถึงกับสงสัยว่าต่อไปจะหาสามีให้หลานสาวได้หรือไม่
บทสนทนาของพวกนางลอยเข้าหูหงอวี่เต็มๆ หงอวี่หันไปมองลิ่งอวี่ที่กำลังดำนาอย่างเงียบๆในทุ่ง ลิ่งเฟิงที่สามารถยกถังน้ำเต็มสองใบได้ในครั้งเดียว เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่ว ที่กำลังต่อสู้กับซานพ่างและเอ้อร์หนิว ร่างกายของข้าสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
ดูเหมือนว่าความคิดที่จะแต่งงานกับเล่อเหนียงของข้าจะเป็นเรื่องยากเย็นเหลือเกิน เขาอาจจะรับการโจมตีของพวกนั้นไม่ไหว
บทที่ 386: ซื้อทั้งหมด
เวลาครึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว การหว่านเมล็ดในฤดูใบไม้ผลิเสร็จสิ้นแล้ว ชาวบ้านจึงเริ่มว่างงาน เมื่อว่างงานก็อยากหางานทำเพิ่ม ส่วนมากจะรวมกลุ่มเข้าไปในภูเขา เก็บผักป่าและผลไม้ป่าต่างๆ
แต่พวกเขายังมีเรื่องสำคัญมากที่ต้องทำอยู่ นั่นคือการบุกเบิกพื้นที่
ไม่ใช่การบุกเบิกที่นา แต่เป็นการบุกเบิกบ่อน้ำพุร้อนที่อยู่หลังภูเขา
ตอนแรกที่ชาวบ้านหมู่บ้านต้าหลิวได้ยินว่ามีบ่อน้ำพุร้อนอยู่ด้านหลัง พวกเขาต่างก็งุนงงกันไปหมด แต่พวกเขาก็ยอมรับความจริงนี้ได้อย่างรวดเร็ว เพราะพวกเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้านตระกูลฉินแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นหากพัฒนาบ่อน้ำพุร้อนนี้ให้ดีขึ้น ชีวิตของพวกเขาก็จะดีขึ้นด้วย ดังนั้นพวกเขาจึงทำงานอย่างขยันขันแข็งกว่าใครๆ
"พี่ชุนหลานบ้านของท่านยังมีจอบเหลืออยู่หรือไม่ ตอนนี้จอบไม่พอแล้ว"
ฉินฟู่หลินถอนหายใจแล้วกล่าวว่า "ก่อนหน้านี้จอบของชาวบ้านส่วนใหญ่ใช้มานานแล้ว พอขุดไปได้ไม่กี่ทีก็พังเสียแล้ว"
แม่เฒ่าฉินส่ายหน้า "ไม่มีแล้ว จอบที่บ้านก็พังไปหลายอันเช่นกัน" นางเอ่ยพลางเหลือบมองไปทางเล่อเหนียง แล้วกระซิบเบาๆ "เล่อเหนียง เจ้ามีจอบดีๆสักอันหรือไม่"
เล่อเหนียงส่ายหน้า "ไม่มีเลยเจ้าค่ะ แม้ในพื้นที่มิติจะมีทุกอย่าง แต่พวกจอบก็มีไม่กี่อัน"
สิ่งเหล่านี้ในยุคปัจจุบันก็มีแต่ชาวนาเท่านั้นที่จะใช้ สำหรับพวกทหารแล้วจอบสำหรับพวกเขาก็เป็นแค่ของที่ถ่วงน้ำหนัก
แม่เฒ่าฉินก็จนปัญญาแล้วเช่นกัน "งั้นก็ต้องไปซื้อที่เมืองเท่านั้นแหละ!"
เล่อเหนียงได้ยินว่าจะเข้าอำเภอ ดวงตาของนางก็สว่างวาบขึ้นทันที นางรีบวิ่งไปเกาะขาแม่เฒ่าฉินและอ้อนวอนขอไปด้วย
ช่วงหลายวันมานี้นางอยู่แต่บ้านจนรู้สึกเบื่อ เพราะไม่มีใครเล่นด้วยเลย
พี่ชายหลายคนไปเรียนหนังสือกันหมด แม้แต่ลิ่งตงก็ไปเรียนหนังสือแล้ว ตอนนี้นางได้เฝ้ามองสุนัขจิ้งจอกทั้งวัน
แม่เฒ่าฉินยิ้มขำแล้วเคาะศีรษะนางเบาๆ "เจ้านี่ชอบวิ่งเล่นไปทั่วจริงๆ"
เล่อเหนียงส่ายก้นไปมา ล้วรีบวิ่งออกไปนอกประตูทั้งๆเท้าเปล่า
"ลุงหมิงเฟิง พวกเราเข้าอำเภอกันเถอะ"
หมิงเฟิงที่กำลังให้อาหารม้าชะงักไป "คุณหนูน้อย ฮูหยินผู้เฒ่าบอกว่าจะไปเดี๋ยวนี้หรือขอรับ"
เล่อเหนียงพยักหน้า "ใช่แล้ว ใช่แล้ว พวกเราจะไปซื้อจอบกันน่ะ!"
หมิงเฟิงพยักหน้า แล้วจูงรถม้าออกมา
เล่อเหนียงเห็นดังนั้นจึงวิ่งกลับไปพาท่านย่าออกมา แม่เฒ่าฉินขึ้นรถม้าด้วยสีหน้าจนปัญญา ความจริงแล้วนางตั้งใจว่าจะไปพรุ่งนี้ หากไปตอนนี้กว่าจะกลับมาดวงอาทิตย์ก็ใกล้จะตกดินแล้ว
แต่เมื่อถูกหลานสาวลากออกมาเช่นนี้ นางก็จำต้องฝืนใจไปเสียตั้งแต่วันนี้
หลังจากที่พวกนางนั่งลงอย่างมั่นคงแล้ว หมิงเฟิงก็ตวัดแส้ฟาดม้า แล้วมุ่งหน้าไปยังอำเภอ
ตอนนี้เขาเป็นคนขับรถม้าประจำตระกูล หรือพูดให้ถูกต้องก็คือเป็นคนขับรถม้าประจำตัวของแม่เฒ่าฉิน รถม้าคันนี้ก็ไม่ใช่รถม้าคันเก่าที่บ้านมีอยู่ก่อนหน้านี้ แต่เป็นคันใหม่ที่เพิ่งซื้อมา
ก่อนหน้านี้เล่อเหนียงกับหงได้ขุดทองคำจำนวนมากออกมาจากพื้นที่มิติ ซึ่งทำให้แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆตกใจ ดังนั้นแม่เฒ่าฉินจึงตัดสินใจด้วยความโมโหว่าจะใช้ทองคำเหล่านี้ซื้ออะไรสักอย่าง
ตอนนั้นพวกเขาเดินดูของทั่วทั้งอำเภอ สุดท้ายจึงตัดสินใจซื้อรถม้ากลับมาคันหนึ่ง เพียงแต่ว่าพวกเขาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามันเป็นของขวัญจากไป๋เช่ออวิ๋น
เพราะสำหรับยุคนี้แล้วการมีเงินต้องปกปิดไว้จะดีที่สุด หากแสดงออกว่ามีเงินมากเกินไปก็จะดึงดูดพวกญาติสนิทมิตรสหาย พวกเขาจะเข้ามาทำความสนิทสนม จากนั้นก็เปลี่ยนเรื่องมาพูดถึงการยืมเงินอย่างรวดเร็ว
รถม้าเดินทางมาถึงอำเภออย่างรวดเร็ว พวกเขาไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าผ่านประตูเมือง เพราะอำเภอชิงเหอมีกฎว่าหลังเที่ยงวันไม่ต้องจ่ายค่าผ่านประตูเมือง
พวกแม่เฒ่าฉินมุ่งหน้าไปยังร้านตีเหล็ก
แม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียงยืนอยู่ที่ประตูแล้วตะโกนเข้าไปข้างใน
"ช่างเฉินอยู่หรือไม่"
ในอำเภอชิงเหอมีเพียงร้านตีเหล็กแห่งเดียว ช่างตีเหล็กคนนี้แซ่เฉิน นางเคยได้ยินว่าแม่เฒ่าฉินเคยมาซื้อมีดถางหญ้าที่นี่
แม่เฒ่าฉินร้องเรียกสองครั้งแต่ไม่มีใครตอบ นางจึงคิดว่าคงไม่มีใครอยู่บ้าน ตอนกำลังจะเดินจากไปก็เห็นชายไม่สวมเสื้อคนหนึ่งเดินออกมา
เมื่อเห็นแม่เฒ่าฉินก็ตะโกนถามด้วยเสียงดังว่า "ท่านป้าฉิน ท่านมาที่นี่ต้องการอะไรหรือ"
เล่อเหนียงได้ยินเสียงดังของเขาแล้วก็หดคอลงเล็กน้อย เหตุใดชายคนนี้ต้องพูดเสียงดังขนาดนี้ด้วยเล่า เขาพูดเสียงดังขนาดนี้คาดว่าทางทิศตะวันตกที่ห่างไกลที่สุดของเมืองก็ยังได้ยินชัดเจน
เฉินเผิงเห็นเล่อเหนียงหดคอเก็รู้ว่าตนทำให้นางตกใจ จึงรีบเอ่ยขอโทษ
"ขออภัยด้วยเจ้าตัวน้อย ข้าทำให้เจ้าตกใจใช่หรือไม่"
ความจริงจะโทษว่าเขาเสียงดังก็ไม่ได้ โรงตีเหล็กนั้นมีเสียงดังอยู่ตลอดเวลา ทำให้เวลาพูดคุยกันต้องจะโกนออกมา นานวันเข้าก็เลยติดเป็นนิสัย
เล่อเหนียงส่ายหน้าพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้วน่ารัก "ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าให้อภัยท่านแล้ว"
เฉินเผิงได้ยินเสียงออดอ้อนของเล่อเหนียง หัวใจของชายแกร่งอย่างเขาพลันละลายเป็นแม่น้ำ
เขาก็อยากมีลูกสาวน่ารักนุ่มนิ่มสักคนเหมือนกัน แต่ภรรยาของเขาคลอดแต่ลูกชายมาสี่คนติดกันแล้ว เรื่องนี้ทำให้เขาหงุดหงิดไม่น้อย ได้แต่อิจฉบ้านคนอื่นทุกวัน
"ช่างเฉิน เจ้ามีจอบที่ทำเสร็จแล้วหรือไม่"
เฉินเผิงได้ยินคำพูดของแม่เฒ่าฉินแล้วรีบตอบกลับมาสติ "มีๆๆ เมื่อสองวันก่อนข้าเพิ่งตีจอบเสร็จอีกชุดหนึ่ง ข้าคิดว่าตอนนี้ถึงฤดูเพาะปลูกแล้ว กิจการน่าจะดีขึ้นหน่อย แต่กลับกลายเป็นว่าจอบที่ลูกค้าซื้อไปปีที่แล้วยังไม่พัง ทำให้ไม่มีใครมาซื้อ ของใหม่ที่ตีออกมาก็แทบจะขายไม่ออก"
แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจโล่งอก "เจ้าลองนับดูว่ามีกี่เล่ม ข้าจะเอาทั้งหมด"
"หา"
เฉินเผิงมองดูแม่เฒ่าฉินด้วยความประหลาดใจ "ข้ามีตั้งหลายสิบเล่ม ท่านจะเอาทั้งหมดเลยหรือ"
แม่เฒ่าฉินพยักหน้า "มันก็พอดีไม่ใช่หรือ พอหว่านเมล็ดเสร็จ ตอนจะถากที่หน้าใหม่จอบก็พังพอดี อีกอย่างไม่ใช่แค่บ้านพวกข้าที่พัง ของชาวบ้านคนอื่นก็พังด้วย ข้าก็เลยคิดว่าจะซื้อกลับไปพร้อมกันเลย" แม่เฒ่าฉินทำท่าทางลึกลับแล้วกระซิบเสียงเบา
"ช่างเฉิน ข้าซื้อเยอะขนาดนี้ เจ้าก็ลดราคาลงหน่อยสิ ให้หญิงชราอย่างข้าได้ประหยัดเงินบ้างเถอะ"
เฉินเผิงมองนางด้วยความสงสัยมากขึ้น
แม่เฒ่าฉินผู้นี้ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกายหรือด้านอื่นๆ ก็ไม่เหมือนคนที่ขัดสนเงินทองเลย
เพราะมีหญิงชราบ้านไหนที่ขัดสนเงินทองบ้าง จะสวมกำไลเงินสองวงบนข้อมือ
หากแม่เฒ่าฉินรู้ถึงความคิดในใจของเขา นางคงจะบ่นกับเขาว่าข้าไม่ได้อยากสวมหรอก แต่ไม่สวมก็ไม่ได้น่ะสิไม่ เพราะถ้าไม่สวมหลานสาวจะต้องมองมาทั้งน้ำตาเป็นแน่
"ทานป้า เช่นนั้นข้าจะลดราคาให้ท่านก็แล้วกัน ข้าขอราคาเท่าทุน หนึ่งเล่มสองร้อยอีแปะ"
แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าเห็นด้วย ช่างเฉินผู้นี้ไม่ได้คิดราคาแพงจริงๆ
แม้ว่าแคว้นต้าหนิงจะไม่ห้ามใช้เครื่องมือเหล็ก แต่ราคาของเครื่องมือเหล่านี้กลับสูงมาก
พวกเครื่องมือทำการเกษตรอย่างขวานจะมีราคาถูกลงหน่อย แต่ถ้าเป็นดาบหรืออาวุธ อาจจะมีราคาถึงหนึ่งหรือสองตำลึงเงินต่อเล่มเลยทีเดียว
"เช่นนั้นเจ้าจงคำนวณดูว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่ เพราะข้าจะซื้อทั้งหมด!"
บทที่ 387: พี่เจ็ด ท่านหึงอย่างนั้นหรือ
"ที่นี่มีทั้งหมดยี่สิบสามอัน รวมเป็นเงินสี่ตำลึงหกร้อยอีแปะ" เฉินเผิงนับจอบพลางกล่าว
แม่เฒ่าฉินไม่ได้ต่อรองราคากับเขา แต่ล้วงเอาเงินห้าตำลึงออกมาจากอกเสื้อให้เขาทันที
เฉินเผิงคิดจะทอนเงิน แต่แม่เฒ่าฉินกลับโบกมือ "ไม่ต้องทอนแล้ว หยิบมีดถางหญ้าให้ข้าอีกเล่มเถอะ"
เมื่อได้ยินดังนั้นเฉินเผิงก็ดีใจ รีบไปหยิบมีดถางหญ้าดีๆมาให้นางหนึ่งเล่ม
มีดถางหญ้าหนึ่งเล่มราคาแค่ร้อยกว่าอีแปะเท่านั้น ดูเหมือนว่าเขาจะได้กำไรด้วยนะ
"เจ้าช่วยข้าขนของขึ้นรถด้วย" แม่เฒ่าฉินพลางเดินไปหยุดข้างรถม้า
เฉินเผิงและช่างคนหนึ่งรีบขนจอบและมีดถางหญ้าขึ้นรถม้า
"ท่านย่า ไปเที่ยวกันเถอะ!" เล่อเหนียงจูงมือแม่เฒ่าฉินเดินไปทางตลาด
แม่เฒ่าฉินจำใจต้องพาหลานสาวไปเดินเล่น เล่อเหนียงเพิ่งเลี้ยวมุมตรงมุมถนนก็เจอคนคุ้นเคยคนหนึ่ง
"ท่านย่า นั่นไม่ใช่อาจารย์ปู่หรือเจ้าคะ" เล่อเหนียงชี้ไปที่ชายชราที่แบกตะกร้าและถือถังหูหลูไว้ในมือ
แม่เฒ่าฉินเพ่งมองดูก็เห็นว่าเหมือนโซ่วเซิง แต่ศิษย์น้องของนางไม่ได้ไปตามหาศิษย์ของเขาหรอกหรือ
แล้วเหตุใดหวังโซ่วเซิงถึงไว้หนวดเคราด้วยล่ะ เพื่อให้แน่ใจแม่เฒ่าฉินจึงอุ้มเล่อเหนียงไว้ แกล้งทำเป็นเดินเที่ยวและค่อยๆตามเขาไป
จนกระทั่งเขาเดินเข้าประตูไปยังลานบ้านที่มีรูปปั้นสิงโตหูขาด นางมองดูอีกครั้ง ในที่สุดก็แน่ใจว่าคนนั้นคือศิษย์นางจริงๆ นางจึงรีบไล่ตามไป
"หวังโซ่วเซิง!"
หวังโซ่วเซิงได้ยินเสียงเรียกจึงหันไปมองก็เห็นแม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียงยืนอยู่หน้าประตู จ้องมองข้าด้วยสายตาโกรธเคือง
เขารีบดึงแม่เฒ่าฉินเข้ามาข้างใน "ศิษย์พี่ เหตุใดท่านจึงมาอยู่ที่นี่"
"ไม่ถูกต้อง ท่านจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้ากลับมาแล้ว"
แม่เฒ่าฉินพูดอย่างหงุดหงิด "ฟังคำพูดของเจ้าแล้ว ดูเหมือนว่าจะมีอะไรบาง อย่างปิดบังข้าอยู่นะ"
"ไม่มี ไม่มี ศิษย์พี่ ท่านอย่าเข้าใจผิดสิ ข้าแค่ประหลาดใจเท่านั้นเอง" หวังโซ่วเซิงรีบยิ้มแหยๆพลางกล่าวขอโทษ
"คารวะอาจารย์ปู่" เล่อเหนียงทักทายน้ำเสียงอ่อนหวาน
หวังโซ่วเซิงพอเห็นเด็กหญิงตัวอ้วนจ้ำม่ำอย่างเล่อเหนียงก็รู้สึกเอ็นดูอย่างบอกไม่ถูก
"เล่อเหนียงเด็กดี" พูดพลางล้วงเหรียญเงินออกมาจากอกเสื้อเพื่อให้นาง
"เอาไปสิ เอาไปซื้อขนมกินนะ แต่ต้องแอบไปนะ อย่าให้ย่าเจ้ารู้ละ"
แม่เฒ่าฉินที่ยืนอยู่ข้างๆ "..."
ข้าได้ยินทุกอย่างนั้นแหละ
"ศิษย์น้องโซ่วเซิง เจ้าหาคำตอบที่ต้องการพบแล้วหรือไม่"
หวังโซ่วเซิงส่ายหน้า "สายเกินไปแล้ว ศิษย์ผู้น่าสงสารของข้าตายจากไปแล้ว"
แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นก็ไม่รู้จะปลอบใจเขาอย่างไรดี "อ้อ ใช่แล้วศิษย์พี่ข้ามีของมาให้ท่านด้วย ท่านเข้ามาด้านในก่อนเถอะ"
หวังฉินเซิงดึงแม่เฒ่าฉินเข้าไปในห้องโถงหลัก แล้วหยิบจดหมายสามฉบับออกมาจากใต้รองเท้าใต้เตียง
"จดหมายฉบับนี้เป็นของเหล่าซื่อ อีกฉบับเป็นของจวนแม่ทัพเผ่ย และอีกฉบับเป็นของเฉิงอัน"
"หลักๆ ข้ากลับมาเพื่อส่งจดหมายให้จวนตระกูลเผ่ย แต่ทั้งประตูหน้าและประตูลับของจวนตระกูลเผ่ยมีคนเฝ้าอยู่ตลอดข้าเข้าไปไม่ได้"
แม่เฒ่าฉินมองจดหมายสามฉบับในมือ สมองเหมือนจะยังมึนงงอยู่ "ช้าก่อน เหตุใดเจ้าถึงมีจดหมายของเหล่าซื่อ"
เขาไม่ได้อยู่กับแม่ทัพเผยหรอกหรือ
หวังโซ่วเซิงจึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้แม่เฒ่าฉินฟังอย่างละเอียด ทั้งเรื่องที่ถูกเฉิงอันช่วยชีวิตเอาไว้และเหตุการณ์ในค่ายทหาร
แม่เฒ่าฉินพยักหน้า "เป็นเช่นนั้นเองหรือ คงเป็นเพราะสวรรค์คุ้มครองเจ้า คนอย่างเจ้าถึงได้รอดชีวิตกลับมา"
หวังโซ่วเซิงเอ่ยอย่างเห็นด้วย "ใช่แล้ว ตอนนั้นข้าก็ไม่คิดว่าจะถูกเฉิงอันช่วยกลับมาได้"
"ศิษย์พี่ ท่านคิดว่ามีวิธีส่งจดหมายฉบับนี้เข้าไปในจวนตระกูลเผ่ยหรือไม่"
แม่เฒ่าฉินเองก็ไม่มั่นใจ นางไม่ค่อยคุ้นเคยกับผู้คนในจวนตระกูลเผ่ยนัก
"ได้สิ ได้สิ เล่อเหนียงทำได้" เล่อเหนียงตบอกเบาๆพลางกล่าว
"เล่อเหนียง สามารถส่งมันเข้าไปในจวนตระกูลเผ่ยได้ แต่เล่อเหนียงต้องการถังหูหลูเป็นค่าตอบแทน"
แม่เฒ่าฉินหัวเราะไม่หยุด "เจ้านี่นะ ฟันผุหมดแล้วยังอยากกินของหวานอีก"
อย่างไรก็ตามเมื่อเล่อเหนียงเอ่ยปากแล้ว แสดงว่านางต้องมีวิธีแน่นอน ดังนั้นแม่เฒ่าฉินจึงตอบรับลงไป
"มอบมันให้ข้าเถิด ข้าจะหาวิธีจัดการเอง"
หวังโซ่วเซิงรู้สึกโล่งอกราวกับก้อนหินใหญ่ที่ทับอยู่บนอกถูกยกออกไป ฟ้าดินเป็นพยาน ตลอดทางที่เขาพยายามซ่อนจดหมายสามฉบับนี้ให้มิดชิดที่สุด
ไม่รู้ว่าเขาต้องใช้ความพยายามมากเพียงใด ไม่ว่าจะซ่อนไว้ใต้พื้นรองเท้าหรือผูกไว้ที่ก้น
แม้กระทั่งครั้งหนึ่ง เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจค้น เขาถึงกับม้วนจดหมายสามฉบับนี้เป็นก้อนกลมแล้วผูกไว้ที่โคนขาเลยทีเดียว
"พี่ศิษย์ ข้าจะไม่รั้งท่านไว้อีกแล้ว จดหมายก็ส่งถึงมือเจ้าแล้ว ข้าก็จะกลับไปรายงานทางนู่นแล้ว"
แม่เฒ่าฉินพยักหน้าหยิบเงินสองก้อนจากอกเสื้อให้เขา "เอาไว้ใช้ซื้อของที่จำเป็นระหว่างทาง"
หวังโซ่วเซิงโบกมือปฏิเสธ "ไม่ต้องหรอกพี่ศิษย์ ข้ามีเงินอยู่แล้ว"
แม่เฒ่าฉินฝืนยัดเงินเข้าไปในอกเสื้อเขาแล้วหมุนตัวเดินออกไป แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่วายแอบบ่นในใจ เจ้าจะมีเงินอะไรกัน
เงินที่เจ้าให้เล่อเหนียงก็หนึ่งตำลึงแล้ว บางทีอาจจะไม่ถึงหนึ่งตำลึงด้วยซ้ำ แต่เป็นเพียงเงินก้อนเล็กๆเท่านั้น นางกล้ารับรองเลยว่านี่คือเงินก้อนใหญ่ที่สุดที่เขามีติดตัวแล้ว
หวังโซ่วเซิงกำเงินสองก้อนไว้ด้วยความรู้สึกสับสนปนเป ความจริงแล้วเขาขาดแคลนเงินจริงๆ ขาดจนหนังศีรษะชาไปหมด
แต่เขาก็อายุปูนนี้แล้ว แต่ถูกพี่สาวร่วมสำนักปฏิบัติเหมือนเด็กน้อย ทำให้เขารู้สึกอับอายขายหน้าเหลือเกิน
"ท่านย่า เอาจดหมายมาให้เข้าเถอะ"
แม่เฒ่าฉินไม่ได้ถามอะไรเลย และส่งจดหมายให้เล่อเหนียงทันที
เล่อเหนียงพลิกมือเดียวก็จดหมายพวกนั้นก็หายเข้าไปในพื้นที่มิติ
หลังกจากเดินเล่นอีกสักพัก สองย่าหลานก็ขึ้นรถม้าเตรียมเดินทางกลับบ้าน
เมื่อพวกเขากลับมา สำนักศึกษาในหมู่บ้านพอดีเลิกเรียน เสี่ยวอู่และเสี่ยวลิ่วเห็นรถม้าของแม่เฒ่าฉินก็รู้สึกทันทีว่าอยากจะเล่นวิ่งไล่รถ
"ท่านย่า รอข้าด้วย"
หมิงเฟิงเห็นสถานการณ์เช่นนั้นจึงจำต้องชะลอความเร็วลง เพื่อให้คนด้านหลังสามารถไล่ตามมาทัน
"พี่ชาย พี่ชายรีบไล่ตามให้ทันสิ ถ้าไล่ทันจะมีรางวัลนะ"
เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่วพอได้ยินว่ามีรางวัลก็ยิ่งวิ่งเร็วมากขึ้น แต่ไม่มีใครสังเกตเห็นว่า เสี่ยวชีแอบวิ่งกลับไปทางด้านหลัง
"ฮือๆๆ เหนื่อยชะมัดยาก ข้าไม่วิ่งแล้ว" เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่วทิ้งตัวนั่งลงบนพื้น ปากพร่ำบนไม่หยุด
"น้องสาว ข้าตามเจ้าทันแล้ว รางวัลคืออะไรเล่า" หงอวี่ยื่นมือไปทางเล่อเหนียง
เล่อเหนียงหัวเราะคิกคักก้มหน้าลงจูบมือเขาเบาๆ "รางวัลคือจูบหนึ่งครั้ง"
หงอวี่กระตุกมุมปาก
"น้องสาว พวกข้าก็ต้องการด้วย!" เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่ว และลิ่งตงต่างยื่นมือไปให้นาง
คราวนี้ถึงคราวที่เล่อเหนียงต้องกระตุกมุมปากบ้างแล้ว นางล้วงของขวัญจากอกเสื้อแล้วยื่นให้พวกเขา
พวกท่านคิดว่ามืออ้วนของพวกท่านน่าจูบหรือ ลองเปรียบเทียบกับมือเรียวขาวของพี่เจ็ดสิ แค่เห็นก็อยากประทับจูบลงไปแล้ว
โดยเฉพาะพี่ห้า เขาชอบเข้าส้วมแล้วไม่ล้างมือ
แต่ถึงเล่อเหนียงอยากจูบก็คงจูบไม่ได้แล้ว เพราะในตอนที่พวกเขาทั้งสามคนยื่นอุ้งมือออกมานั้น หงอวี่ก็แบกนางกลับไปให้อาหารจิ้งจอกแล้ว
"พี่เจ็ด ท่านหึงอย่างนั้นหรือ"
บทที่ 388: ไม่ใช่ความผิดของข้า
"ข้าไม่ได้หึง เจ้าคิดมากไปแล้ว" หงอวี่กล่าวด้วยสีหน้าอึดอัด
เขาก็แค่อิจฉาเท่านั้นเอง ทั้งๆที่เขากลับถึงบ้านก่อน เหตุใดเขาถึงไม่ได้รับของขวัญ
เล่อเหนียงมองดูหงอวี่ที่มีสีหน้าอึดอัด แล้วหัวเราะคิกคักสองสามที ก่อนจะล้วงเชือกแดงเส้นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อยื่นให้เขา บนเชือกแดงนั้นมีลูกปัดประดับอยู่หลายเม็ด
"ข้าซื้อมาให้ท่าน ท่านจะรับหรือไม่"
เล่อเหนียงสังเกตเห็นตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกันแล้วว่ามือของเขาสวยมาก แม้ว่าตอนนี้เขาจะเป็นเพียงเด็กน้อย แต่นางไม่เคยเห็นเด็กคนไหนที่มีมือเรียวยาวแบบนี้มาก่อน
ดังนั้นตอนเดินเล่นนางเห็นสร้อยข้อมือลูกปัดหนึ่งก็นึกขึ้นได้ทันทีว่า หากพี่เจ็ดสวมสร้อยข้อมือเส้นนี้จะต้องดูดีมากแน่นอน
หงอวี่มองสร้อยข้อมือนั้นอย่างรังเกียจ "มันคือสร้อยข้อมือที่เด็กผู้หญิงสวมใส่กันนะ"
"ท่านไม่เอาหรือ งั้นข้าจะให้พี่หกแล้วกันนะ" เล่อเหนียงแกล้งทำเป็นเก็บกลับมา แต่หงอวี่กลับแย่งมันไปอย่างรวดเร็ว "เมื่อเป็นของขวัญที่เจ้ามอบให้ข้า ข้าก็จำต้องรับไว้อย่างเสียไม่ได้"
เล่อเหนียงหัวเราะคิกคัก "พี่เจ็ด เวลาท่านอิจฉาช่างน่ารักจริงๆ"
"ปากบู้บี้เหมือนปลาปักเป้าเลย"
หงอวี่จ้องเขาอย่างโกรธเคือง "ข้าโกรธแล้ว ต่อให้เจ้าง้อก็ไม่หายหรอกนะ นอกเสียจากเจ้าจะตุ๋ยห่านให้ข้ากิน!"
เล่อเหนียงเอ่ยอย่างหมดคำพูด "พี่เจ็ด เหตุใดเจ้าต้องรังแกห่านของข้าด้วยเล่า"
"ก่อนหน้านี้ข้าตุ๋นตัวนั้นไปแล้วไม่ใช่หรือ"
หงอวี่หันหน้าไปทางอื่นแล้วพูดว่า "ข้าไม่สน ข้าต้องการตุ๋นห่านเป็นครั้งที่สอง"
เล่อเหนียงมองพี่เจ็ดอย่างจนปัญญา หวังว่าจะได้เห็นใบหน้าง้ำงอของเขา แต่นางกลับไม่ได้เห็นเลยว่าที่พี่ชเจ็ดของนางกำลัวแอบกลืนน้ำลาย
เล่อเหนียง “...”
พวกเสี่ยวลิ่ว เพิ่งก้าวเข้าประตู ทันใดนั้นห่านตัวใหญ่ก็บินออกมาต้อนรับ มันยืดคอวิ่งไล่ตามพวกเขามาอย่างรวดเร็ว
เสี่ยวลิ่วได้แต่ตกตะลึงทำให้ก้นของเขาถูกห่านตัวใหญ่จิกเข้าให้หนึ่งที
"อ๊ากกก! ท่านย่า! ห่านจิกก้นข้า!"
เสี่ยวลิ่วเอามือกุมก้นพลางกรีดร้องวิ่งออกไปข้างนอก
ห่านตัวนั้นก็กระพือปีกไล่ตามเขาออกไปด้วย เล่อเหนียงและหงอวี่ยืนอยู่ในลานบ้านมองเสี่ยวลิ่วซึ่งกำลังวิ่งหนีห่านไปทั่วอย่างเหม่อลอย
"เสี่ยวลิ่วโดนจิกไปกี่ทีแล้ว" หงอวี่ถาม
"น่าจะสี่ห้าทีแล้วกระมัง" เล่อเหนียงตอบ
"น้องสาว ข้ารู้สึกว่าอีกประเดี๋ยวพวกเราคงต้องกินพื้นรองเท้าอีกแล้ว"
หงอวี่ลูบก้นตัวเองพลางกล่าวอย่างเศร้าสร้อย "ครั้งที่แล้วที่โดนตีเพิ่งจะหายดีเองนะ"
"พวกเราวิ่งหนีกันเถอะ หาที่หลบภัยสักระยะหนึ่ง" เล่อเหนียงพูดพลางลูบก้นของตัวเองเช่นกัน
แม้ว่านางจะเป็นเด็กหญิงคนเดียวของบ้าน แต่นางก็โดนตีด้วยพื้นรองเท้าไม่น้อยไปกว่าพี่ชายคนอื่นๆเลย
แม้แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆจะตามใจเล่อเหนียงมาก แต่พวกเขาก็มีหลักการของตัวเอง ถ้าทำผิดต้องลงโทษ
แม้ว่าเล่อเหนียงจะเป็นวิญญาณจากต่างโลก แต่ตอนที่นางข้ามมิติมาสมองครึ่งหนึ่งของนางดูเหมือนจะทิ้งไว้ในโลกยุคปัจจุบันครึ่งหนึ่ง ทำให้นางมักทำอะไรประหลาด ประหลาด เป็นครั้งคราว
ตัวอย่างเช่นตอนที่ฉินเหล่าเอ้อร์กำลังนั่งยองๆในส้วม นางจะเอาประทัดไปจุดระเบิดส้วม แล้วยังโยนความผิดให้พี่ชายคนอื่นๆ หรือไม่ก็ตอนที่เดินเล่นในพื้นที่มิติและเห็นยาชนิดหนึ่ง นางจำได้ว่าเป็นยาอะไร ก็เอามาคลุกกับข้าวเลี้ยงไก่ ทำให้ไก่ร้องทั้งคืน
ในขณะที่สองคนเล็กๆ กำลังปรึกษากันว่าจะไปหลบที่ไหน พ่อเฒ่าจ้าวก็เดินเข้ามาพร้อมกับห่านตัวใหญ่
ตามหลังมาด้วยเสี่ยวลิ่วที่เอามือหนึ่งปิดก้น อีกมือหนึ่งปิดตา
"โอ้ พี่หก เหตุใดท่านถึงไม่ระวังเช่นนี้"
หงอวี่เริ่มก่อนทำให้เสี่ยวลิ่วเสียหายอย่างมาก
เสี่ยวลิ่วตะลึงไปครู่หนึ่งมองเขาด้วยความไม่อยากเชื่อ "ไม่ใช่พวกเจ้าปล่อยมันออกมาหรอกหรือ"
"ข้าได้ยินพวกเจ้าพูดว่าจะไปตุ๋นห่านนะ!"
หงอวี่ลูบจมูกด้วยความรู้สึกผิด "ไม่มีหรอก ข้าบอกว่าข้าอยากกินเป็ดตุ๋น ไม่เชื่อท่านถามน้องสาวสิ"
เล่อเหนียงพยักหน้าหงึกหงักอยู่ข้างๆ "ใช่แล้ว ใช่แล้ว พี่เจ็ดบอกว่าอยากกินเป็ดตุ๋น เล่อเหนียงเลยว่าจะตุ๋นเป็ดด้วย!"
พ่อเฒ่าจ้าวมองพวกเขาทั้งสามคนด้วยความขบขัน สำหรับความสามารถของเล่อเหนียง พวกเขาก็พอจะเดาได้บ้างแล้ว เพียงแต่พวกเขาไม่ได้คิดลึกซึ้งและไม่ได้คิดในแง่ร้าย เพราะตอนนี้พวกเขาสามารถมีชีวิตบั้นปลายที่มีความสุขได้ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะตระกูลฉิน
"เอาละ เจ้าหนูทั้งสาม ห่านตัวนี้ พวกเจ้าจะต้มหรือจะเลี้ยงไว้" พ่อเฒ่าจ้าวถามพร้อมรอยยิ้ม
แม่เฒ่าฉินเพิ่งเอาจอบที่ซื้อมาไปส่งบนเขาพร้อมกับพ่อเฒ่าหวัง ดังนั้นตอนนี้จึงไม่มีใครอยู่ที่บ้าน
โชคดีที่ขาของเขาไม่สะดวกจึงอยู่เฝ้าบ้าน ถึงได้ช่วยเสี่ยวลิ่วเด็กโชคร้ายคนนี้ให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของห่าน
"ปู่จ้าว ท่านย่าอยู่ไหนขอรับ"
"ย่าของเจ้าเพิ่งขึ้นไปบนเขาเพื่อส่งจอบเมื่อครู่ ครั้งนี้เล่อเหนียงอย่างทำอะไรหรือ"
เล่อเหนียงส่ายหัว "ไม่มีอะไรหรอก เล่อเหนียงอยากตุ๋นห่านแต่ท่านย่าไม่อยู่บ้าน"
"ไม่เป็นไร ข้าจะตุ๋นให้พวกเจ้าเอง!"
พ่อเฒ่าจ้าวพูดพลางหิ้วห่านตัวใหญ่เข้าไปในครัว จุดไฟต้มน้ำแล้วเริ่มยุ่งกับการเชือดห่าน
เล่อเหนียงยืนดูอยู่ที่ประตูครัวห่างๆ ที่นางไม่เข้าไปไกลก็เพราะกลัวห่านตัวนี้ เพราะหากพ่อเฒ่าจ้าวฆ่าห่านไม่ตาย นางก็จะต้องเดือดร้อนอีกครั้งไม่ใช่หรือ
แต่โชคดีที่พ่อเฒ่าจ้าวค่อนข้างน่าเชื่อถือ เขาใช้มีดกรีดคอห่านอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นก็ยกห่านขึ้นสูงแล้วปล่อยให้เลือดห่านหยดลงในชาม
จากนั้นก็เริ่มถอนขนและจัดการเครื่องในก่อนนำลงหม้อตุ๋น
เล่อเหนียงมองดูอยู่ที่ประตูจนตาเหลือก เหตุใดเป็นผู้ชายเหมือนกัน ลุงรองและลุงสามของนางต้องใช้คนถึงสองคนในการฆ่าห่าน แต่พ่อเฒ่าจ้าวคนเดียวกลับจัดการได้อย่างง่ายดาย
"ปู่จ้าว เยี่ยมยอดเหลือเกิน!" เล่อเหนียงปรบมือให้พ่อเฒ่าจ้าวอย่างชื่นชม
พ่อเฒ่าจ้าวถูกเล่อเหนียงชมจนหน้าแดง จึงรับปากนางว่าพรุ่งนี้จะทำไก่อบให้นางกิน
แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆมาถึงบนภูเขา พวกเขากฌเห็นชาวบ้านนั่งอยู่กับที่ด้วยท่าทางหมดอาลัยตายอยาก มือถือจอบที่พังไปแล้ว
"ฉินฟู่หลิน เกิดอะไรขึ้นหรือ" แม่เฒ่าฉินถาม
ฉินฟู่หลินถอนหายใจแล้วตอบว่า "พวกข้าเพิ่งขุดลงไปข้างล่าง แต่มีขุดไปเจอชั้นหินหนาๆขวางอยู่ ไม่ว่าพวกข้าจะใช้วิธีใดก็ไม่สำเร็จ จอบของพวกเราพังไปหลายอันแล้ว"
แม่เฒ่าฉินอย่างสงสัยเดินขึ้นไปดูด้วยตาตนเอง "แปลกจริงๆ ข้าไม่เคยเห็นหินที่แข็งขนาดนี้มาก่อนเลย"
"เช่นนั้นพวกเจ้าลองขุดจากที่อื่นดูหรือยัง" แม่เฒ่าฉินขมวดคิ้วถาม
"พวกข้าลองแล้ว ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปขุดตรงจุดไหนในบริเวณใกล้เคียงก็ไม่สามารถขุดลงไปได้"
แม่เฒ่าฉินก็หมดปัญญาเช่นกัน ได้แต่แนะนำว่า "ถ้าเช่นนั้นวันนี้ก็พอแค่นี้ก่อนเถอะ กลับไปพักผ่อนให้ดี พรุ่งนี้ค่อยคิดหาวิธีจัดการอีกที"
เดิมทีพวกเขาก็ตั้งใจจะกลับไปพักผ่อนอยู่แล้ว พอตอนนี้แม่เฒ่าฉินเอ่ยปาก พวกเขาก็ถือโอกาสลุกขึ้น
"เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว เดี๋ยวให้เมียข้าช่วยนวดให้หน่อย" เอ้อร์จู้ยืดเส้นยืดสายพลางกล่าว
แม่เฒ่าฉินจัดเก็บข้าวของเรียบร้อยแล้วก็เดินตามพวกเขากลับไป
เพียงแต่ตอนที่เพิ่งเข้าประตูมา กลิ่นหอมที่ลอยออกมาก็ดึงดูดความสนใจของนางไว้
บทที่ 389: ข้าไม่ยอมเสียเปรียบหรอก
"ที่บ้านตุ๋นห่านอีกแล้วหรอื"
แม่เฒ่าฉินสูดจมูกดมกลิ่นขณะเดินเข้าไปในบ้าน นางเดินตามกลิ่นจนมาถึงห้องครัว แล้วก็เห็นหนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก หกหัวกำลังเกาะอยู่ที่ประตูห้องครัวน้ำลายไหลยืด สายตาจ้องมองเข้าไปในครัว
"พวกลิงน้อย พวกเจ้ากำลังทำอะไรกันอยู่"
แม่เฒ่าฉินที่เข้ามาโดยไม่ให้สุ่มให้เสียง ทำให้พวกเขาตกใจสุดขีด เสี่ยวอู่แทบจะกระโดดขึ้นมาด้วยซ้ำ
"ท่านย่า ท่านกลับมาแล้ว" เล่อเหนียงวิ่งเข้าไปกอดขานางแล้วเริ่มฟ้องทันที
"ท่านย่าอยากกินขาห่าน แต่ปู่จ้าวไม่ยอมให้ข้ากิน!"
พ่อเฒ่าจ้าวได้ยินเสียงจึงเดินออกมา "ท่านกลับมาแล้วหรือ"
แม่เฒ่าฉินชี้ไปที่หัวน้อยๆทั้งหกด้วยความขบขัน "พวกเขากำลังทำอะไรกันน่ะ"
พ่อเฒ่าจ้าวยิ้มแล้วเล่าเรื่องที่เสี่ยวลิ่วถูกห่านใหญ่จิกไล่ให้แม่เฒ่าฉินฟัง
เล่อเหนียงและหงอวี่สองตัวการหลักกำลังยืดคอยืนตัวติดกัน
แม่เฒ่าฉินถอนหายใจอย่างจนปัญญา "เล่อเหนียง คนเขาว่ากันว่าเด็กอายุสองสามขวบเนี่ย หมายังรังเกียจเลยนะ"
"โชคดีที่บ้านเราไม่ได้เลี้ยงสุนัขนะ"
เล่อเหนียงเบ้ปากพูดว่า "ฮึ่ม เล่อเหนียงโกรธแล้ว ไม่มีห่านตัวใหญ่มาปลอบก็ไม่หายโกรธหรอก!"
หงอวี่ที่อยู่ข้างๆ รู้สึกว่าเหตุใดประโยคถึงคุ้นหูยิ่งนัก
"เมื่อครู่ข้าไม่ได้ไม่ให้เล่อเหนียงกิน เพราะข้าหั่นดูข้างในยังมีเลือดอยู่ ข้าเลยโยนมันกลับไปตุ๋นอีกสักพัก" พ่อเฒ่าจ้าวอธิบาย
แม่เฒ่าฉินโบกมือ "ไม่ต้องอธิบายหรอก ข้ารู้แล้ว หลานสาวคนนี้ข้าเข้าใจดี"
"ลิ่งเหวินกับลิ่งผิงไปเดินเล่นในหมู่บ้านสักหน่อย แล้วเรียกลุงรองกลับมาด้วย"
"เสี่ยวลิ่ว เสี่ยวชี และลิ่งตงอยู่ที่นี่ ข้าจะไปเรียกเหล่าซานที่เขาด้านหลังกลับมากินอาหาร"
"ไม่ได้ ไม่ได้ เล่อเหนียงก็อยากไปด้วย!"
เล่อเหนียงพอได้ยินว่าจะไปเขาด้านหลังก็รีบยกมือขึ้นทันทีเพื่อขอไปด้วย วันมะรืนก็จะเป็นวันที่เราเลี้ยงปลาครบปีแล้ว ไม่รู้ว่าตอนนี้โตขนาดไหนแล้ว
นางจำเป็นต้องไปดูด้วยตาตัวเองสักหน่อย ไม่เช่นนั้นอาหารปลาชั้นดีหลายถุงของนางก็จะสูญเปล่า
อาหารปลาเหล่านี้ก็หายากมาก ชาติก่อนมีคนแอบตั้งบ่อนการพนันโดยอ้างว่าเปิดสถานที่ตกปลา แต่สุดท้ายก็ถูกจับได้ หลังจากคนถูกจับไปจนหมด เงินของกลางก็ถูกอายัด เหลือแต่อาหารปลาที่ใช้บังหน้าเป็นถุงไม่มีใครเอา นางจึงเอาเข้ามาในพื้นที่มิติของตัวเอง
แต่เดิมตั้งใจจะให้ปลาในพื้นที่มิติกิน แต่ปรากฏว่าปลาในนั้นไม่กินอาหารพวกนี้
"เอาเถอะ พาเจ้าไปด้วยก็ได้!" แม่เฒ่าฉินอุ้มเล่าเหนียงขึ้นมาอย่างจนใจแล้วเดินไปทางเขาด้านหลัง
หงอวี่ย่อมต้องตามไปด้วยเช่นกัน แต่ลิ่งคงและเสี่ยวลิ่วถูกพ่อเฒ่าจ้าวห้ามไว้
"ปู่จ้าว เหตุใดท่านถึงไม่ห้ามเสี่ยวชี แต่กลับมาห้ามข้า" เสี่ยวลิ่วโวยวาย
พ่อเฒ่าจ้าวพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย "ถ้าเสี่ยวชีหลงทาง เขาสามารถกลับมาเองได้ แต่ถ้าเจ้าหลงทางเกรงว่าจะต้องกลายเป็นอาหารหมาป่าน่ะสิ"
เสี่ยวลิ่วพูดไม่ออก คนที่ไม่รู้ทิศรู้ทางไม่เป็นที่ต้อนรับขนาดนี้เลยหรือ
ทางด้านแม่เฒ่าฉิมุ่งหน้าไปยังบ่อปลาหลังเขา โดยมีหมิงเฟิงเดินนำหน้าเพื่อเบิกทางโดยไม่ต้องมีใครบอก
แต่ทว่าการเบิกทางหรือไม่เบิกทางก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ เพราะฉินเหล่าซานมักจะมาที่นี่เป็นประจำเมื่อมีเวลาว่าง เพื่อตัดหญ้าและให้อาหารปลา
อีกทั้งลุงป้าในหมู่บ้านก็มักจะนำผักที่กินเหลือหรือหญ้าที่มาให้อาหารปลา แต่ตอนนี้พวกเขาเริ่มเลี้ยงหมูแล้ว จึงไม่ได้มาที่นี่บ่อยเหมือนแต่ก่อน
"ลุงสาม!"
เล่อเหนียงถูกแม่เฒ่าฉินอุ้มไว้ในอ้อมกอด ตะโกนเรียกลุงสามที่อยู่ไกลๆ
"ท่านแม่ พวกท่านมาได้อย่างไร ข้ากำลังจะกลับบ้านอยู่พอดีเลย" ฉินเหล่าซาน รีบเดินเข้ามาหาพลางยื่นมือไปอุ้มเด็กน้อย
"ลุงสาม ไปดูปลากันเถอะ" เล่อเหนียงชี้ไปที่บ่อปลาพลางพูด
"ได้ ท่านลุงจะอุ้มเจ้าไปดูปลา" ฉินเหล่าซานอุ้มเล่อเหนียง เดินเข้าใกล้บ่อปลาอย่างระมัดระวัง
ปลาในบ่อว่ายน้ำอย่างสนุกสนาน ว่ายไปสองสามทีก็หยุดกินอาหารสองสามคำ
หงอวี่ก็เดินเข้าไปดูปลาเหมือน เขาสงสัยเหลือเกินว่ามีอะไรน่าดูกันนักหนา แต่เพิ่งเดินไปได้สองก้าวก็ถูกหมิงเฟิงดึงตัวไว้
"คุณชาย เมื่อวานฝนตก พื้นยังลื่นอยู่"
หงอวี่จำใจต้องจับมือหมิงเฟิง เดินไปข้างหน้า
"ปลาพวกนี้ตัวอ้วนเหลือ แต่ไม่รู้ว่าจะอร่อยหรือเปล่า" หงอวี่กล่าวขณะมองดูปลาเหล่านั้น
เล่อเหนียงพยักหน้าหงึกหงักอยู่ข้างๆ "ใช่แล้ว ใช่แล้ว ไม่รู้ว่าจะอร่อยหรือเปล่านะ"
แม่เฒ่าฉินได้ยินคำพูดของเด็กน้อยทั้งสองก็รู้ว่าพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่
"พวกเจ้าสองคนคิดจะจับปลาอีกแล้วสินะ"
แม่เฒ่าฉินพูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า "ปลาพวกนี้เอาไว้ทำลูกชิ้นปลานะ ถ้าพวกเจ้าไปกินปลาหมด พวกเจ้าก็จะไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียน"
แม่เฒ่าฉินพูดจบก็พบว่าหลานสาวของนางกำลังมองนางด้วยสายตาที่ไม่รู้ว่าหมายความว่าอะไร
"เล่อเหนียง เจ้าเป็นอะไรไป" เล่อเหนียงหันหน้าไปอีกทางทันที "ท่านห้ามพูดกับข้า ข้าไม่คุยกับท่านหนึ่งวัน"
แม่เฒ่าฉิน "..."
นางเป็นอะไรไปอีกแล้ว ข้าพูดอะไรผิดไปหรือ
แม่เฒ่าฉินกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก ระหว่างนัน้บังเอิญเห็นก้อนหินบนพื้นจึงนึกขึ้นได้ ก่อนหน้านี้เล่อเหนียงและเสี่ยวชีขุดทองกลับมา ตอนนี้ที่บ้านจึงไม่ขาดแคลนเงินทอง
เพราะคำพูดไม่ตั้งใจของนางเมื่อครู่ทำให้แก้วตาดวงใจผู้นี้โกรธอีกแล้วหรือ แต่เมื่อดูจากสีหน้าแล้วนางคงโกรธจริงๆ
"เหล่าซาน ไปหาสวิงมาตักปลาสักสองตัวกลับไปนึ่งเถอะ"
ฉินเหล่าซานรับคำแล้วไปหยิบสวิงด้ามยาวมาเริ่มตักปลา
เล่อเหนียงกับหงอวี่เห็นสวิงแล้วดวงตาก็เป็นประกายวาบขึ้นมาทันที พวกเขาจับมือกันวิ่งตามฉินเหล่าซานไป
ไม่นานฉินเหล่าซานก็จับปลาได้สองตัว จากนั้นเอาเชือกสองเส้นมาร้อยปลาเข้าด้วยกัน
"ท่านย่า พวกเรากลับไปกินปลากันเถอะ" เล่อเหนียงพูดพลางชูปลาตัวใหญ่ในมือขึ้น
"ต้มน้ำแกงให้พ่อเฒ่าจ้าวและคนอื่นๆได้บำรุงร่างกาย"
แม่เฒ่าฉินมองนางอย่างล้อเลียนแล้วพูดว่า "อ้าว ไม่โกรธแล้วหรือ"
เล่อเหนียงส่งเสียงไม่พอใจในลำคอ แล้วพูดอย่างจริงจังว่า "ท่านย่า ต่อไปท่านห้ามพูดว่าบ้านเราไม่มีเงินใช้อีกนะ ถ้าไม่มีเงิน เล่อเหนียงก็สามารถหาได้"
แม่เฒ่าฉินและฉินเหล่าซานฟังแล้วรู้สึกอบอุ่นในใจ เด็กหญิงตัวน้อยคนนี้ทำให้พวกเขารู้สึกอบอุ่นอยู่เสมอ แม้นางจะเป็นเพียงเด็กน้อยอายุสองขวบ แต่กลับต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตของครอบครัวทั้งหมด
"ย่าผิดไปแล้ว ย่าจะไม่พูดอีกต่อไป ถ้าต่อไปย่าไม่มีเงิน ย่าจะขอจากหนูหนูได้หรือไม่"
เล่อเหนียงพยักหน้าอย่างหนักแน่น "ท่านต้องรับปากนะ"
ความจริงแล้วเล่อเหนียงไม่ได้จำเป็นต้องรับผิดชอบทั้งหมด แต่นางไม่อยากให้ พื้นที่มิติที่เจ้าเล่ห์นั่นได้เปรียบ
พื้นที่มิติมีทองคำอยู่จะมีประโยชน์อะไร แต่ถึงกระนั่นนางก็ไม่สามารถเข้าทองออกมาได้ ทุกครั้งนางต้องอาศัยมือของเสี่ยวจินนำทองคำออกมา และนางยังพบว่าทุกครั้งที่นางนำทองคำออกมา สมุนไพรที่เติบโตนสวนมักจะหายไปอย่างน่าประหลาดใจ
บางครั้งเป็นโสม บางครั้งเป็นเห็ดหลินจือ
สรุปแล้วพื้นที่มิตินี้เล่ห์เหลือเกิน!
บทที่ 390: ความยากจนทำให้ต้องคว้าโอกาส
สือไห่ถังนำปลาที่แม่เฒ่าฉินเอามาจากเขาด้านหลังมาทำความสะอาดและหั่นเป็นชิ้น แล้วนำผักดองที่เตรียมไว้มาหนึ่งหัวมาต้มเป็นปลาต้มผักดอง
อาหารจานนี้ทั้งเปรี้ยวทั้งเผ็ดช่วยเรียกน้ำย่อย ไม่เพียงแต่พวกเด็กๆจะกินไม่หยุด แม้แต่แม่เฒ่าฉินก็ยังกินข้าวไปถึงสองชาม
ตอนนี้อากาศไม่ร้อนไม่หนาวและมักจะมีฝนตก ทำให้ทุกคนไม่ค่อยมีความอยากอาหาร แต่ปลาต้มผักกาดดองที่ทั้งเปรี้ยวทั้งเผ็ดนี้กลับช่วยเรียกน้ำย่อยของพวกเขาได้
"ว้าว... ปลาตัวนี้อ้วนจังเลย งั้นพวกเราจะได้กินลูกชิ้นปลาเร็วๆนี้ใช่ไหม"
เสี่ยวลิ่วพูดพลางน้ำลายไหล เขาไม่ได้กินลูกชิ้นปลามานานมากแล้ว
ฉินเหล่าซานยิ้มพลางกล่าวว่า "เลี้ยงต่อไปอีกสักระยะ รอจนกว่าอากาศจะร้อนแล้วค่อยจับปลา พวกเจ้าก็จะไปเล่นน้ำได้ด้วย"
"ว้าว... พวกเราจะได้เล่นน้ำแล้ว!"
เมื่อได้ยินว่าถ้าอากาศร้อนจะเริ่มจับปลา เด็กๆหลายคนต่างตื่นเต้นจนควบคุมตัวเองไม่อยู่ เล่อเหนียงได้ยินดังนั้นก็คำนวณในใจว่าพื้นที่มิติของนางยังมีอาหารปลาเหลืออยู่เท่าไหร่
ปลาในบ่อส่วนใหญ่เติบโตขึ้นด้วยอาหารจากพื้นที่มิติของนาง มันจึงเจริญเติบได้ดีภายในระยะเวลาหนึ่งปี
หลังจากกินมื้อเย็นอย่างอิ่มหน่ำสำราญแล้ว เด็กทุกคนก็ไปล้างเท้า พวกเขานั่งเล่นกันอยู่สักพักก็ถูกไล่เข้านอน
ก่อนเข้านอนเล่อเหนียงยังคิดวางแผนที่จะนำทองคำออกมาจากพื้นที่มิติอีกหน่อย แต่ก่อนที่นางจะได้ลงมือทำอะไร นางก็เอียงศีรษะและหลับไปทันที
เมื่อตื่นขึ้นมาในบ้านเหลือเพียงแม่เฒ่าฉินกับนางเท่านั้น แม้แต่แม่ของนางก็เข้าไปในอำเภอแล้ว
เล่อเหนียงตระหนักได้ว่าแม่ของนางกล้าทิ้งนางไว้ที่บ้านก็ถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย
"สุดท้ายแล้วก็มาถึงขั้นนี้จริงๆสินะ"
"มาถึงขั้นไหนแล้วอะไรหรือ" แม่เฒ่าฉินเพิ่งก้าวเข้าประตูมาก็ได้ยินเสียงถอนหายใจของเจ้าตัวน้อยในบ้าน
"ท่านย่า ท่านแม่ของข้าไม่ต้องการข้าแล้ว นางไปเที่ยวในอำเภอแต่ไม่พาข้าไปด้วย"
แม่เฒ่าฉินมุมปากกระตุกเล็กน้อย "เล่อเหนียง เจ้ายังไม่ตื่นดีสินะ พูดอะไรเหลวไหลอย่างนั้น"
"แม่ของเจ้านำงานไปส่ง แล้วถือโอกาสเอาจดหมายฉบับนั้นไปส่งให้ตระกูลเผย"
แม้จะรู้เรื่องพวกนี้แล้ว นางก็ยังไม่พอใจอยู่ดี แต่สุดท้ายนางเป็นเด็กน้อยที่เข้าอกเข้าใจผู้อื่น คราวนี้นางจะยกโทษให้ท่านแม่ไปก่อน
"ท่านย่า พวกเราไปเล่นบนเขากันเถอะ" เล่อเหนียงกะพริบปริบๆ มองผู้เป็นย่า
เดิมทีวันนี้แม่เฒ่าฉินก็ตั้งใจจะขึ้นเขาอยู่แล้ว นางจึงตอบตกลงทันที
แม่เฒ่าฉินสวมเสื้อผ้าให้เล่อเหนียง หลังจากที่นางกินข้าวเสร็จก็แบกตะกร้าอุ้มนางขึ้นเขาไป หมิงเฟิงย่อมติดตามไปด้วยเป็นธรรมดา
เขาได้รับคำสั่งเด็ดขาดว่า หน้าที่ของเขาคือติดตามเล่อเหนียง เล่อเหนียงไปไหน เขาก็ต้องตามไปที่นั่น พี่น้องตระกูลหมิงรักษาอาการบาดเจ็บจนหายดีแล้ว พิษในร่างหายก็ถูกถอนหมดแล้ว ตอนนี้พวกเขาต่างก็แยกย้ายไปตามหน้าที่ของตน หมิงเฟิงคอยติดตามคุ้มครองเล่อเหนียงอย่างใกล้ชิด
หมิงจื้อติดตามฉินเหล่าซาน ส่วนหมิงเซิงตอนนี้เป็นเด็กรับใช้ประจำตัวของลิ่งอวี่ คอยติดตามเขาที่สำนักศึกษา เพื่อปกป้องเขารวมถึงคุ้มครองลิ่งหมิงและลิ่งเฟิง ด้วย
ส่วนหมิงจิ้นกับหมิงจูอยู่บ้านเป็นหลัก คอยดูแลบ้านและจัดการงานบ้านงานเรือน
"ท่านปู่หัวหน้าหมู่บ้าน!" เล่อเหนียงเห็นฉินฟู่หลินก็โบกมือเรียกอย่างตื่นเต้น
ฉินฟู่หลินได้ยินเสียงของเล่อเหนียงก็ยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อแล้วเดินเข้ามาถาม "พี่ชุนหลาน เหตุใดท่านถึงมาอยู่ที่นี่"
"รีบอุ้มเล่อเหนียงกลับไปเถิด แดดตอนนี้ร้อนยิ่งนัก"
"ไม่กลับ ไม่กลับ" เล่อเหนียงส่ายหน้าปฏิเสธ
"ท่านปู่หัวหน้าหมู่บ้าน ข้าเป็นเด็กดี อย่าได้ไล่ข้ากลับบ้านเลยนะ" เล่อเหนียงมองเขาด้วยสายตาไร้เดียงสา
ฉินฟู่หลินจะทนต่อการออดอ้อนของเล่อเหนียงได้อย่างไร สุดท้ายก็จำต้องตอบตกลง "งั้นให้ปู่อุ้มเจ้าไปเดินเล่นสักหน่อยดีหรือไม่"
"ดีเลย ดีเลย!" เล่อเหนียงดิ้นลงจากอ้อมกอดแม่เฒ่าฉินแล้ววิ่งไปจับมือฉินฟู่หลิน พาเขาเดินไปทางหน้าผา
"ท่านปู่หัวหน้าหมู่บ้าน ทางเดินเปิดแล้วหรือไม่"
ฉินฟู่หลินส่ายหัว "ยังไม่เปิด พื้นที่ตรงนั้นหนาเกินไป จอบของพวกเราพังไปหลายอันแล้ว"
ฉินฟู่หลินพานางเดินลงไปตรงรูเล็กๆที่ขุดเปิดไว้ตรงปากถ้ำ ด้านล่างมีแผ่นไม้วางเรียงกันเพื่อใช้เป็นทางลื่น ฉินฟู่หลินพานางไถลลงไปเช่นนั้น
เล่อเหนียงเกิดใหม่มาจนถึงตอนนี้เป็นครั้งแรกที่ได้นั่งกระดานลื่น นางตื่นเต้นจนกรีดร้องเสียงดัง
"ท่านปู่หัวหน้าหมู่บ้าน สนุกมากเลย ข้าขอเล่นอีกครั้งได้หรือไม่"
ฉินฟู่หลินปฏิเสธอย่างเด็ดขาด
นางรู้สึกสนุก แต่ก้นของเขากลับยังร้อนระอุอยู่ โอ้ยไม่รู้ว่าเป็นเด็กคนไหนที่ทำหินตกไว้บนนั้นโดยไม่ทำความสะอาดให้เรียบร้อย ทำให้ก้นของเขาโดนหินเล็กๆตำ ก้นของเขาเกือบจะลุกเป็นไฟอยู่แล้ว
"เล่อเหนียง ดูสิ นี่น้ำอุ่นนะ" ฉินฟู่หลินอุ้มเล่อเหนียงกลับมาที่ริมบ่อน้ำพุร้อน แล้วย่อตัวลง เอามือจุ่มลงไปเพื่อสัมผัสอุณหภูมิของน้ำ
เนื่องจากไม่เข้าใจคำพูดของเล่อเหนียง ฉินฟู่หลินจึงพาเล่อเหนียงเดินรอบๆบ่อน้ำพุร้อนไปพร้อมกับพูดว่า
"บ่อน้ำพุร้อนนี้คือโอกาสที่สวรรค์มอบให้กับหมู่บ้านของพวกเรา ถ้าเราเจาะหน้าผาด้านล่าง แล้วจัดการบ่อน้ำพุร้อนด้านล่างให้เรียบร้อย มันจะต้องดึงดูดพวกขุนนางและคนมีอำนาจมาแช่น้ำพุร้อนแน่นอน"
"จากนั้นก็เปิดร้านอาหารเล็กชนบทเล็กด้านข้าง ชีวิตของคนในหมู่บ้านของพวกเราจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน"
เล่อเหนียงไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่นั่งฟังความใฝ่ฝันของฉินฟู่หลินอย่างเงียบๆ
นางรู้ว่าฉินฟู่หลินเคยผ่านชีวิตที่ยากลำบากมาก่อน รอบหมู่บ้านของพวกเขามีทั้งหมดเจ็ดหมู่บ้าน แต่โชคไม่ดีที่หมู่บ้านตระกูลฉินอยู่ตรงกลางของเจ็ดหมู่บ้านนี้
เมื่อเทียบกับการปลูกธัญพืช พวกเขาสู้ผลผลิตจากต้นไม้บนภูเขาของหมู่บ้านต้าไฮว่ไม่ได้ เทียบกับหมู่บ้านต้าหลิวก็ไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงหมู่บ้านตระกูลหวงที่ร่ำรวยมาตลอดเลย
ฉินฟู่หลินจึงคว้าทุกโอกาสที่เข้ามาเพื่อให้ชาวบ้านในหมู่บ้านตระกูลฉินมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างน้อยก็ไม่ต้องถูกคนจากหมู่บ้านอื่นดูถูกอีกต่อไป
"เล่อเหนียงเอ๋ย เจ้าคิดว่าหมู่บ้านของพวกเราจะดีขึ้นจริงๆหรือ"
ฉินฟู่หลินกล่าวด้วยสีหน้างุนงง เขาไม่รู้ว่าเมื่อบ่อน้ำพุร้อนนี้ปรากฏขึ้นจะเกิดเหตุไม่คาดฝันอื่นๆหรือไม่
อย่างเช่นถูกขุนนางผู้สูงศักดิ์ยึดครองหรือจะมีคนไม่ชอบแช่น้ำร้อน
"ท่านปู่หัวหน้าหมู่บ้านจะต้องทำได้แน่นอน เล่อเหนียงรับรองเจ้าค่ะ" เล่อเหนียงกล่าวพลางตบอกเล็กๆของนาง
ฉินฟู่หลินยกมือลูบศีรษะเล็กๆของเล่อเหนียง แล้วกล่าวว่า "ข้ารู้ว่าชีวิตของพวกเราตอนนี้ดีกว่าแต่ก่อนมากแล้ว ในมือก็มีเงินอยู่บ้าง ไม่ควรโลภไปกว่านี้"
ฉินฟู่หลินมองเหม่อมองออกไปไกลพลางเอ่ยน้ำเสียงนาบเนิบ "แต่ข้าจะไม่ยอมแพ้ เด็กๆได้แต่เรียนหนังสือในหมู่บ้าน ชาวบ้านกว่าจะได้กินเนื้อสักนิดก็ต้องรอตั้งสิบวันครึ่งเดือน"
"ท่านปู่หัวหน้าหมู่บ้าน ทำใจให้สบายเถอะเจ้าค่ะ เล่อเหนียงเคยบอกแล้วว่าเล่อเหนียงจะไม่ยอมให้พวกท่านเป็นอะไรแน่นอน!"
พูดตามตรงเล่อเหนียงมองดูสภาพเช่นนี้แล้วก็ถึงกับพูดไม่ออก ตั้งแต่ตอนที่พบน้ำพุร้อนครั้งแรก นางก็มีแผนอยู่ในใจแล้ว
อีกทั้งนางยังพบแบบแปลนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่มิติด้วย ดังนั้นจึงไม่ใช่การทำไร้ทิศทาง ส่วนเรื่องเงินนั้นนางไม่มี
แต่ตระกูลของพวกเรามีทองคำ
ฉินฟู่หลินยิ้มเล็กน้อยพลางอุ้มเล่อเหนียงเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ
ทันใดนั้นพวกเขาก็พบว่ามีชายคนหนึ่งนอนอยู่ในพุ่มหญ้าเบื้องหน้า
จบตอน
Comments
Post a Comment