lucky kid ep401-410

 บทที่ 401: เหยี่ยวตกจากฟากฟ้า

   

   "ท่านแม่ทัพ ไม่ดีแล้ว มีพี่น้องหลายคนเริ่มมีไข้สูงไม่หยุด" เฉินฮั่นหลินรีบวิ่งเข้ามาในกระโจมของเผ่ยเฉิงเฟิง กล่าวด้วยความร้อนใจ

   

   เฉินฮั่นหลินเนื่องจากสร้างความชอบอย่างต่อเนื่อง ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นนายร้อยลาดตระเวน บัดนี้ผู้ที่มีไข้สูงไม่หยุดก็ล้วนเป็นทหารสอดแนมที่เจ้าเห็น

   

   "ไม่ใช่ว่ากินยาเม็ด เหตุใดถึงยังมีไข้สูงไม่หยุด" เผ่ยเฉิงเฟิงขมวดคิ้วถาม

   

   ก่อนหน้านี้ยาเม็ดที่ส่งมาจากบ้านมีประสิทธิผลยอดเยี่ยม เพียงแค่รับกินสองสามเม็ดอาการทั่วไปก็หายเป็นปลิดทิ้ง

   

   "ไม่ทราบเลยขอรับ ทั้งที่ไข้ของพวกเขาดูไม่เหมือนกัน แต่กินยาเม็ดและยาน้ำแล้วก็ยังไม่ได้ผล กลับพูดเพ้อเจ้อเสียอีก"

   

   "ยิ่งกว่านั้นผู้ที่อยู่ในกระโจมเดียวกันก็ติดไข้กันหมด"

   

   ทันทีเผ่ยเฉิงเฟิงที่ได้ยินก็รู้สึกว่ามีเรื่องผิดปกติ จึงรีบเดินไปที่กระโจมทหารสอดแนม ขณะที่เขากำลังจะเข้าก็บังเอิญชนกับหวังโซ่วเซิงที่เพิ่งออกมา

   

   "ท่านแม่ทัพ อย่าเพิ่งเข้าไป" หวังโซ่วเซิงดึงเผ่ยเฉิงเฟิงไปด้านข้าง และเอ่ยด้วยสีหน้าหนักใข

   

   “ท่านแม่ทัพ อาการของพวกเขาดูประหลาดมาก โรคของพวกเขาสามารถติดต่อได้”

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “จะเป็นโรคระบาดหรือไม่”

   

   “ไม่น่าจะใช้ แม้จะสามารถแพร่กระจายได้ แต่ดูอาการแล้วไม่น่าจะเป็นโรคระบาด ดูเหมือนว่าจะเป็นโรคไข้ร้อนมากกว่า”

   

   “โรคไข้ร้อน”

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงไม่เข้าใจ “โรคไข้ร้อนคือโรคอะไร ข้าไม่เคยได้ยินโรคนี้มาก่อน”

   

   “ข้าก็ไม่เคยได้ยิน แค่เคยเห็นในบันทึกของอาจารย์ของข้าเท่านั้น” หวังโซ่วเซิงเองก็ไม่แน่ใจว่าโรคนี้จะใช่โรคไข้ร้อนหรือไม่ และเขาเองก็ไม่รู้วิธีรักษา

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงจึงตัดสินใจทันที “อย่างนี้ท่านลองแยกคนติดเชื้อออกมาก่อน แล้วใช้ยาต้มช่วยบรรเทาดู ส่วนที่เหลือข้าจะหาทางเอง”

   

   “ข้าจะลองใช้ยาที่มีอยู่กับสูตรยาโบราณบางอย่างมาลองดู”

   

   “อืม จำไว้ว่าต้องปิดจมูกและปากนะ” เผ่ยเฉิงเฟิงตักเตือนแล้วกลับไปที่กระโจมบัญชาการเพื่อหาวิธีแก้ไข

   

   เขาคิดไตร่ตรองอยู่นาน ในที่สุดก็ทำการตัดสินใจ “ใครก็ได้พาฉินเหล่าซื่อกับเฉินฮั่นหลินมาพบข้า”

   

   ไม่นานฉินเหล่าซื่อกับเฉินฮั่นหลินก็มาถึง

   

   “เหล่าซื่อ ฮั่นหลิน พวกเจ้าขี่ม้ากลับหมู่บ้านตระกูลฉินและพาหลี่อันมาที่นี่ ”

   

   เขาหยุดชะงักเล็กน้อยก่อนแล้วกล่าวอย่างหนักใจ “พร้อมกันนั้น ลองถามด้วยว่าเจ้าเล่อเหนียงมีสมุนไพรสำหรับรักษาโรคนี้หรือไม่”

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงพูดจบก็รู้สึกอาย เขาคิดในใจว่าตัวช่างไม่มีความสามารถจริงที่ต้องถามเด็กสองขวบว่ามีวิธีรักษาโรคหรือไม่

   

   ฉินเหล่าซื่อตอบรับในทันที เขาเองก็อยากจะใช้โอกาสนี้กลับไปพบแม่และลูกเมียเหมือนกัน

   

   โดยเฉพาะเล่อเหนียง เขาคิดถึงนางมาก

   

   อย่างไรก็ตามเฉินฮั่นหลิน กลับพูดอย่างเบาๆว่า “ให้เฉิงอันกลับเถอะ ข้าไม่สบายใจที่จะทิ้งทหารของข้า”

   

   เผ่ยเฉิงเฟิงมองเขาหลายครั้ง เขารู้ดีว่านั่นเพราะเขาตั้งใจอยากให้ฉินเฉิงอันได้กลับไปพบภรรยาและลูกๆ

   

   “งั้นให้เฉิงอันเก็บของแล้วออกเดินทางตอนนี้เลย อย่าหยุดระหว่างทางและต้องไปกลับโดยเร็ว ช่วยข้าส่งจดหมายถึงเผ่ยฟู่ด้วย”

   

   ฉินเหล่าซื่อประสานมือรับคำ “ขอรับใต้เท้า พวกข้าจะกลับมาให้เร็วที่สุด

   

   ครึ่งชั่วยามผ่านไป ม้าศึกสองตัววิ่งทะยานบนถนน พร้อมกับความคิดถึงบ้านที่ตลบอบอวล

   

   …...…

   

   "อ๊ะ นี่คืออะไรกัน" ฉินเหล่าเอ้อร์เพิ่งจะเอาหญ้าหมูออกจากตะกร้าหลังก็เห็นลูกนกสองตัวนอนอยู่บนกองหญ้านั้น

   

   "นี่คือนกอะไร เหตุใดหน้าตาแปลกประหลาดเช่นนี้"

   

   "ใช่แล้ว ใช่แล้ว ไม่เหมือนนกกระจอกเลย แล้วก็ไม่เหมือนลูกนกนางแอ่นซะด้วย"

   

   บรรดาเด็กๆพากันล้อมรอบลูกนกสองตัวนั้นและส่งเสียงเจื้อยแจ้ว

   

   "ท่านลุง นกสองตัวนี้ท่านไปจับมาจากที่ไหนหรือ" หงอวี่มองลูกนกสองตัวนั้นแล้วถาม

   

   เขาไม่ได้เห็นฉินเหล่าเอ้อร์ปีนต้นไม้ไปจับลูกนกเลยสักครั้ง ฉินเหล่าเอ้อร์ก็รู้สึกแปลกใจ เขาเองก็ไม่รู้ว่าลูกนกสองตัวนี้มาจากไหน

   

   "ข้าไม่รู้เหมือนกัน เมื่อครู่พวกเจ้าก็เห็นว่าข้าไม่ได้ปีนต้นไม้ไปจับลูกนก ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่านกสองตัวนี้มาจากไหน"

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ใช้มือจับลูกนกสองตัวที่ขนยังไม่ขึ้นดี "หากเจ้าคิดจะเลี้ยงก็เลี้ยง หากไม่คิดเลี้ยงก็โยนปล่อยไปเถิด ข้าว่าขนมันยังไม่ขึ้นดีคงเลี้ยงไม่รอดหรอก"

   

   ขณะพูดก็ให้อาหารหมูที่หิวจนร้องโวยวาย อีกทั้งยังเทหญ้านั้นเข้าไปในที่รางอาหารเจ้าลูกหมูจนหมด

   

   "พี่สี่ ท่านว่ามันคือนกอะไรกัน ทำไมตัวมันถึงใหญ่ขนาดนี้"

   

   ลิ่งเหวินส่ายหัว "ข้าเองก็ไม่รู้ ข้าก็ไม่เคยเห็นเหมือนกัน"

   

   "พวกเราจะเลี้ยงพวกมันดีหรือไม่"

   

   "ข้าว่าอย่าเลยเถอะ ตัวมันยังเล็กนัก ขนยังไม่ทันขึ้นเลย คงเลี้ยงไม่รอดหรอก"

   

   เสี่ยวอู่และเสี่ยวลิ่วต่างก็โต้เถียงกันเรื่องจะเลี้ยงหรือไม่เลี้ยงนกทั้งสองตัวนี้

   

   แต่มีเพียงเล่อเหนียงที่นิ่งเงียบมองดูนกทั้งสอง

   

   สิ่งเหล่านี้คือเหยี่ยวละหรือ

   

   แต่เหตุใดในที่นี้จึงมีเหยี่ยวอยู่ด้วย

   

   ความจริงแล้วลูกเหยี่ยวทั้งสองตัวนี้มาอยู่ในตะกร้าของท่านลุงรองได้อย่างไรกัน มันดูเหมือนจะไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่นะ

   

   "พี่ชายทั้งหลาย พวกเรานำพวกมันกลับไปเถิด"

   

   แม้ว่าเล่อเหนียง จะตกใจมาก แต่ก็ตัดสินใจจะนำลูกเหยี่ยวสองตัวนี้กลับไป

   

   นางไม่เคยเห็นเหยี่ยวแม่ลูกอ่อนมาก่อน ดังนั้นไม่สามารถตัดสินได้ว่าลูกนกเหยี่ยวสองตัวนี้เป็นเหยี่ยวพันธุ์ไหน ตอนเป็นตัวอ่อนนกพวกนี้ก็หน้าตาคล้ายกันหมด

   

   "เช่นนั้นก็ฟังน้องสาวเถอะ เราเอานกพวกนี้กลับไปดีกว่า" ลิ่งเหวินกล่าวสรุป

   

   ในเวลานี้จึงเผยให้เห็นถึงความสำคัญของพี่ชาย ถ้าโดนดุก็มักจะเป็นพี่ชายที่โดนก่อน

   

   “เอาล่ะ เอาล่ะ กลับบ้านเถอะ” ฉินเหล่าเอ้อร์อุ้มลูกนกไว้ในมือพลางเรียกพวกเด็กๆกลับบ้าน

   

   เด็กๆในหมู่บ้านอื่นๆ ก็อยากจะเลี้ยงลูกนกสองตัวนี้เช่นกัน แต่พวกเขาสู้พวกเด็กๆบ้านตระกูลฉินไม่ได้ จึงต้องยอมแพ้ไป

   

   ในใจตั้งปณิธานไว้ว่าจะหาโอกาสไปขโมยรังนกมาเลี้ยงบ้าง

   

   "อ๊ะ เหล่าเอ้อร์ เจ้าถืออะไรอยู่ในมือหรือ"

   

   แม่เฒ่าฉินเดินออกไปตามหาเล่อเหนียง แต่เพียงออกจากประตูก็พบกับฉินเหล่าเอ้อร์

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ยังอุ้มลูกนกสองตัวไว้ในมือ

   

   "ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเจ้าลูกนกสองตัวนี้มาจากไหน อยู่ดีๆก็โผล่มาในตะกร้าของข้า เล่อเหนียงบอกอยากเลี้ยง ข้าจึงนำกลับมา"

   

   แม่เฒ่าฉินมองลูกนกสองตัวนั้นอย่างพิจารณาก่อนกล่าวด้วยความแปลกใจ "ดูเหมือจะเป็นเหยี่ยวนะ"

   

   "อาเป็นไปได้หรือ"

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ตกตะลึง เหตุใดอยู่ๆถึงเก็บลูกเหยี่ยวกลับมาได้

   

   ผู้เฒ่าในหมู่บ้านข้างเคียงที่ได้ยินว่าฉินเหล่าเอ้อร์เก็บลูกเหยี่ยวคู่หนึ่งได้ต่างก็แวะมาชม

   

   "เป็นลูกเหยี่ยวจริงๆ แต่สิ่งนี้เลี้ยงยากนะ กินแต่เนื้อ บ้านทั่วๆไปเลี้ยงไม่ไหวหรอก"

   

   "พวกเราสามารถจับหนูให้พวกมันกินได้นะ!"

   

   เสี่ยวอู่และเสี่ยวลิ่วเมื่อได้ยินพ่อเฒ่าหวงพูดเช่นนั้นก็ตกใจทันที กลัวว่าผู้ใหญ่จะไม่ยอมให้พวกเขาเลี้ยง

   

   "ใช่แล้ว พวกเรายังสามารถจับกบให้พวกมันกินได้อีกด้วย"

   

   "ได้ๆๆ ข้าจะไม่ขัดขวางพวกเจ้าที่จะเลี้ยงพวกมัน แต่พวกเจ้าต้องเลี้ยงมันเองนะ ข้าไม่ช่วยเลี้ยงหรอก" แม่เฒ่าฉินจำต้องยอมใจอ่อนให้หลานๆ

   

   พ่อเฒ่าจ้าวและคนอื่นๆ เห็นดังนั้นก็ช่วยกันสานกรงให้พวกเขาตลอดทั้งคืน



บทที่ 402: พาเขากลับมา


   

   "ใช่แล้วเล่อเหนียง เจ้ากำลังแกล้งข้าหรอกหรือ"

   

   เมื่อฉินเหล่าเอ้อร์เห็นฉินฟู่หลินเดินออกจากบ้านไปก็พลันนึกถึงเรื่องที่เล่อเหนียงสร้างความลำบากไว้ให้พวกเขา

   

   "ข้าเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา จะไปวาดแบบร่างอะไรขึ้นมาได้"

   

   เล่อเหนียงเพิ่งจะนึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้ จึงหยิบผังบ่อน้ำพุร้อนสมัยใหม่จากที่ซ่อนไว้ออกมาให้เขา

   

   "ลุงรอง ข้าเตรียมไว้ให้ท่านแล้ว"

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์เมื่อรับบ่อน้ำพุร้อนจากเล่อเหนียงแล้วดูเข้าไปเรื่อยๆก็ยิ่งตื่นเต้น เพราะสิ่งที่แสดงอยู่บนนั้นละเอียดมาก

   

   "เล่อเหนียงสถานที่นี้อยู่ที่ไหนหรือ" ฉินเหล่าเอ้อร์เห็นว่าบางจุดบนแผนเหมือนจะไม่อยู่ใกล้บ่อน้ำพุร้อนเลย

   

   "ลุงรองที่นี่คือภูเขาของพวกเรา เป็นที่ที่เราปลูกต้นกระบองเพชรและยังมีภูเขาของหมู่บ้านต้าหลิว"

   

   เล่อเหนียงยังชี้ไปที่บ่อปลาข้างๆ บอกว่า "นี่คือบ่อที่ลุงสามเลี้ยงปลา"

   

   "บนภูเขาหมู่บ้านต้าหลิวก็เต็มไปด้วยต้นไม้มากมาก ราสามารถซื้อมันมาได้ แล้วก็เลี้ยงไก่เลี้ยงเป็ดบนนั้น ที่นี่จะกล้าเป็นเล้าไก่ของพวกเรา!"

   

   “ส่วนบ่อบ้านนั้นสามารถปล่อยปลาลงไปมากขึ้นได้ ทำเป็นแหล่งตกปลา แล้วก็สร้างซุ้มปิ้งย่างไว้ข้างๆ ช่วงนั้นเราจะทำให้เป็นการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ให้พวกเขาตกปลาเอง จับไก่เอง และทำอาหารกินเอง”

   

   “แน่นอนว่าเรายังสามารถหาพ่อครัวฝีมือดีมาช่วยดูแลได้ จะช่วยพวกเขาปรุงอาหารด้วย”

   

   “ตรงนั้นปลูกกระบองเพชรได้ ยังเลี้ยงผึ้งได้อีก เราต้องใช้ขี้ผึ้งทาปากด้วย”

   

   เล่อเหนียงพูดจบก็ถอนหายใจอย่างแรง มันยากเหลือเกินสำหรับนางที่จะพูดมากขนาดนี้

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์และพวกที่ได้ฟังเล่อเหนียง ในหัวก็จินตนาการภาพนั้นไว้อย่างงดงาม

   

   “ใช่ๆ ถึงเวลานั้นถนนสายนี้จะถูกปลูกดอกไม้และผลไม้นานาชนิด ให้พวกเขาสามารถเก็บกินเองได้ หรือจะเก็บไปขายก็ยังได้”

   

   “ใช่ พวกเรายังสามารถทำขนมมาขายที่นี่ได้อีก”

   

   ตระกูลฉินต่างก็พูดคุยถึงความคิดในใจของพวกเขา ทุกคนมีแผนการและความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไป

   

   “พอแล้ว อย่าพูดมากกันเลย ไปทำหน้าที่ของพวกเจ้า ข้าจะไปหาหัวหน้าหมู่บ้าน”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์หยิบแผนผังแล้วก็วิ่งไปยังบ้านของฉินฟู่หลิน เพิ่งออกจากประตูใหญ่ไปแล้วก็กลับมาอุ้มเล่อเหนียงออกไปอีกครั้ง

   

   “ลุงรองท่านจะไปบ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน เหตุใดต้องพาข้าไปด้วยเล่า”

   

   เล่อเหนียงกลุ้มใจ นางเองก็อยากอยู่ให้อาหารเหยี่ยวที่บ้านเหมือนกัน

   

   “เจ้าคือผู้เอาแผนผังนี้ ฉะนั้นเจ้าต้องไปกับข้า ถึงแม้ว่าจะพูดไม่ได้ว่าเจ้าเป็นคนเอามา แต่หากข้าไม่เข้าใจ เจ้าก็สามารถบอกข้าได้นี่นา”

   

   เมื่อฉินเหล่าเอ้อร์ไปถึงฉินฟู่หลินก็กำลังนอนสูบยาอยู่บนเก้าอี้ พอเห็นเล่อเหนียงก็รีบดับยาสูบทันที

   

   “เล่อเหนียงเหตุใดเจ้าถึงมาที่นี่เวลานี้” ฉินฟู่หลินดึงเล่อเหนียงเข้ามาอุ้มด้วยความรัก

   

   เขาชอบเด็กหญิงตัวอ้วนจ้ำม่ำคนนี้มาก

   

   “ท่านปู่หัวหน้าหมู่บ้าน ข้าว่าแผนผังแบบนี้ดีหรือไม่” ฉินเหล่าเอ้อร์วางแผนผังลงบนโต๊ะแล้วพูด

   

   ฉินฟู่หลินยิ่งดูแบบแปลนก็ยิ่งพอใจ ยิ่งดูยิ่งใจเต้นแรง “เหล่าเอ้อร์ ข้ามองเจ้าไม่ผิดจริงๆ”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์เกาหลังศีรษะด้วยความเขินอาย “ไม่ใช่เพราะข้าคนเดียวเสียหน่อย เล่อเหนียงก็มีบทบาทสำคัญมาก”

   

   “ท่านดูสิ ทั้งหมดเป็นความติดของเล่อเหนียง” ฉินเหล่าเอ้อร์ชี้ไปยังจุดสำคัญหลายจุดและกล่าวขึ้น

   

   ฉินฟู่หลินหัวเราะอย่างอารมณ์ดีสองครั้ง ขณะที่ยกเล่อเหนียงขึ้นแล้วกล่าวว่า

   

   "ข้ารู้ตั้งแต่แรกว่าเล่อเหนียงคือดาวโชคของหมู่บ้านเรา พอมีเล่อเหนียงแล้วหมู่บ้านเราจะได้มีวันที่ดี"

   

   "เล่อเหนียงก็มาด้วยหรือ" ภรรยาของหัวหน้าหมู่บ้านถือกระจาดผักเดินเข้ามาจากด้านนอก

   

   พอเห็นเล่อเหนียงเข้ามาก็วางกระจาดลงทันที นางล้างมือสะอาด แล้วหยิบไข่ต้มจากหม้อมาให้เล่อเหนียง

   

   "เล่อเหนียงมาเถิด ย่าจะปอกไข่ให้เจ้ากิน"

   

   "ขอบคุณท่านย่า!" เล่อเหนียงวิ่งเข้าไปกอดขาของหลิวซื่อแน่น

   

   หลิวซื่อกอดเล่อเหนียงไว้อย่างอ่อนโยนและค่อยๆปอกไข่ให้เธอกิน

   

   ทันใดนั้นหญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาเห็นเล่อเหนียง ดวงตาก็เป็นประกาย

   

   "โอ้ เด็กน้อยตัวอ้วนจ้ำม่ำช่างน่ารักอะไรเช่นนี้"

   

   เล่อเหนียงได้ยินเสียงจึงมองไป นางเห็นหญิงสาวที่กำลังตั้งครรภ์เดินยิ้มเข้ามาหานาง

   

   "ท่านป้าผู้นี้คือผู้ใดหรือ" เล่อเหนียงครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ เพราะมั่นใจว่านางไม่เคยเห็นหญิงคนนี้มาก่อน

   

   "นางชื่อจือหยาตามลำดับญาติแล้ว เจ้าควรเรียกนางว่าป้าสะใภ้"

   

   "หยาเอ๋อร์ เด็กหญิงตัวอ้วนนี้ก็คือเด็กที่ข้าเคยเล่าให้เจ้าฟัง เป็นหลานสาวของพี่ชุนหลาน"

   

   "ป้าสะใภ้จือหยา ข้าคือเล่อเหนียงที่น่ารักที่สุด"

   

   จือหยาหัวเราะจนต้องจับท้องตัวเองเพราะวิธีพูดที่มั่นใจเกินเหตุของเล่อเหนียง

   

   "โอ้ เจ้าช่างน่ารักจริงๆเลย"

   

   เล่อเหนียงทำหน้าทะเล้นใส่จือหยา ทำให้นางหัวเราะหนักกว่าเดิม

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์เองก็ไม่เคยพบผู้หญิงคนนี้มาก่อนจึงส่งสายตาถามฉินฟู่หลิน

   

   ฉินฟู่หลินเพิ่งนึกได้ว่ายังไม่ได้แนะนำฉินเหล่าเอ้อร์เลยรีบแนะนำว่า "จือหยา นี่คือลูกชายคนรองของแม่เฒ่าฉิน ทำงานเป็นอาจารย์ในหมู่บ้าน"

   

   "เหล่าเอ้อร์ นางคือเมียของจู้ไห่"

   

   จือหยาทักทายด้วยความสุภาพว่า "คารวะพี่รอง "

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์พยักหน้าเบาๆ

   

   "เหล่าเอ้อร์เจ้าจำเจ้าจู้ไห่เด็กนั้นได้หรือไม่"

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ยิ้มและกล่าวว่า "จำได้สิจะ เหตุใดจะจำไม่ได้ ตอนกลับมาครั้งสุดท้าย เจ้าหนูนั่นปีนขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่ที่หน้าหมู่บ้านแล้วฉี่ลงมา เป็นการต้อนรับที่ดีมาก"

   

   ฉินฟู่หลินหัวเราะเสียงดัง "เจ้าเด็กนั้นสิ ซนไม่ต่างกับเหล่าอู่เลย"

   

   "ใช่แล้ว เหล่าอู่ตอนเด็กๆก็ซนไม่แพ้กัน สมัยนั้นทั้งสองก็ตีกันอยู่หลายครั้ง"

   

   "แต่เหตุใดจู้ไห่ถึงไม่อยู่บ้านล่ะ" ฉินเหล่าเอ้อร์มองไปรอบๆ แล้วยังไม่เห็นจู้ไห่

   

   ฉินฟู่หลินแสดงสีหน้าเศร้าใจ "เขาไปทำงานเป็นคนใช้ที่บ้านตระกูลอู่ ได้เงินแค่เดือนหนึ่งตำลึง ทั้งยังต้องโดนด่าโดนตีอยู่เสมอ เดือนก่อนซื้อของผิดก็โดนตีน่วมหลังจนเนื้อแตก ข้าอยากให้เขากลับมา แต่เขาบอกแน่นอนว่าไม่ยอม เขาบอกถ้าออกมาก็จะไมไ่ด้เท่าที่นั่น"

   

   "จือหยาใกล้จะคลอดก็เลยส่งจือหยากลับมา แต่เป็นตายหลายดีอย่างไรก็ไม่ยอมกลับ"

   

   "บ้านตระกูลอู่"

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์เมื่อได้ยินคำว่าตระกูลอู่ในอำเภอซางเหอ ใจของเขาก็เต็มไปด้วยความโกรธ "เป็นตระกูลอู่ในอำเภอซางเหอหรือ"

   

   ฉินฟู่หลินมองดูฉินเหล่าเอ้อร์ที่มีสีหน้าโกรธโดยไม่เข้าใจ "เหล่าเอ้อร์ เจ้ารู้จักบ้านตระกูลอู๋..."

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์พูดด้วยความโกรธ "ตระกูลอู๋คือตระกูลที่ต้องการจะเอาตัวเล่อเหนียงอย่างไรละ"

   

   เมื่อได้ยินฉินเหล่าเอ้อร์พูดถึงเรื่องนี้ ฉินฟู่หลินก็นึกขึ้นถึงเหตุการณ์ที่เล่อเหนียงถูกลักพาตัวขึ้นมา จึงตบโต๊ะพูดทันที "ที่แท้ก็เป็นครอบครัวนั้นเอง เป็นครอบครัวที่โหดร้ายถึงเพียงนี้ จู้ไห่ยังบอกอีกว่าพวกเขาเป็นคนดีอีก"

   

   "ดีอะไรกัน ข้าจะไปลากตัวเขากลับมาเดี๋ยวนี้!"

   

   ฉินฟู่หลินพูดพร้อมถือไม้พุ่งออกจากบ้านไป



 บทที่ 403: ส้วมบ้านเจ้าระเบิดอีกแล้วหรือ


   

   “เหล่าเอ้อร์ ออกมาเร็ว!”

   

   เช้าวันรุ่งขึ้นแต่เช้าตรู่ เสียงของฉินฟู่หลินก็ดังมาจากหน้าบ้าน

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์เปิดประตูด้วยความงุนงงแล้วถามว่า “ท่านอาหัวหน้าหมู่บ้านเรียกข้ามีเรื่องอะไรหรือ”

   

   “ส้วมบ้านท่านระเบิดอีกแล้วหรือครัวบ้านท่านพังอีกแล้ว”

   

   “เฮ้อ เจ้าพูดอะไรกัน” ฉินฟู่หลินฟาดมือลงบนหัวเขา

   

   “ฟู่หลิน เกิดอะไรขึ้นหรือ” แม่เฒ่าฉินตื่นขึ้นมาเสียงเอะอะหน้าประตูบ้าน

   

   “พี่ชุนหลาน ข้ารบกวนท่านหรือ” ฉินฟู่หลินพูดอย่างเกรงใจ

   

   “เปล่าหรอก ข้าตื่นนานแล้ว” แม่เฒ่าฉินส่ายหัว “เพียงแต่เจ้ามาเช้าขนาดนี้ มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือ”

   

   “ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร ข้าเพียงแค่ตื่นเต้นไปหน่อย เมื่อวานข้ากับผู้อาวุโสสามและพ่อเฒ่าอีกสองสามคนคุยกันจนดึก วันนี้ข้าจึงอยากพาเหล่าเอ้อร์เข้าอำเถอเพื่อหาช่างฝีมือสักคน”

   

   “ถึงแม้ว่าเราจะสามารถสร้างเอง แต่แค่พวกเราคงสร้างไม่ไว้”

   

   เมื่อวานแม่เฒ่าฉินก็คิดเรื่องนี้ไว้แล้ว พียงแต่ไม่รู้จักใครที่เป็นช่างฝีมือ วันนี้จึงตั้งใจจะไปถามไป๋เช่ออวิ๋นที่อำเภอ

   

   “ฟู่หลินข้ารู้ว่าเจ้าร้อนใจ แต่ก็อย่าใจร้อนนักนะ บ่อน้ำพุร้อนไม่อาจสร้างเสร็จในวันสองวัน อย่างเร็วที่สุดก็คงต้องหลังเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง”

   

   “มาแต่เช้าขนาดนี้ เจ้าคงยังไม่ได้ทานข้าวเช้าสินะ เข้ามาทานข้าวเช้าก่อนเถอะ เดี๋ยวพวกเราไปที่อำเภอพร้อมกัน ถ้าไม่เจอจริงๆก็ไปหาใต้เท้าไป๋ ถามว่ามีคนที่เชี่ยวชาญด้านนี้ไหม”

   

   ฉินฟู่หลินไม่ปฏิเสธจึงตามแม่เฒ่าฉินเข้าไปกินข้าวเช้า

   

   “วันนี้พอดีที่ลิ่งอวี่กับพวกได้หยุดเรียน พวกเจ้าก็เข้าไปในเมืองด้วยกันเถอะ”

   

   “ดีเลย ข้าจะไปดูผ้าที่ร้านขายผ้าด้วย จะได้ขอผ้ามาให้จือหยามาทำเสื้อผ้าด้วย”

   

   กินข้าวเช้าเสร็จ แม่เฒ่าฉินก็เตรียมจะออกไปข้างนอก แต่วันนี้มีเด็กๆตามมาด้วยหลายคน

   

   “วันนี้พี่ชายทั้งสามของพวกเจ้าได้หยุดพัก รถม้าคงนั่งไม่พอ ให้เล่อเหนียงกับเสี่ยวชีไปเถิด เสี่ยวซื่อ เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่ว พวกเจ้าสามคนรออยู่บ้าน เดี๋ยวข้าจะเอาของอร่อยมาฝาก”

   

   เด็กน้อยหลายคนได้ยินคำของท่านย่าก็ไม่งอแงที่จะไปและตอบรับอย่างเชื่อฟัง

   

   วันนี้พวกเราไปอำเภอโดยมีรถม้าสองคันและเกวียนอีกหนึ่งคัน

   

   นอกจากแม่เฒ่าฉินที่ต้องไปอำเภอแล้ว ชาวบ้านคนอื่นในหมู่บ้านก็อยากไปเดินเล่นที่อำเภอด้วยเช่นกัน จึงนำรถม้ากับเกวียนทั้งหมดในหมู่บ้านออกมาใช้

   

   รถม้าแล่นตรงมาถึงอำเภออย่างราบรื่น หลังจากจ่ายเงินสิบอีแปะแล้วจึงเข้าสู่เมือง

   

   “หลังจากนี้สองชั่วยาม พวกเรามาพบบริเวณนี้อีกครั้งนะ พวกเจ้าต้องจำเวลาให้ดี หากลืมข้าจะไม่รอพวกเจ้านะ” ฉินเหล่าซานกล่าวจบก็ขับรถม้าไปที่ร้าน

   

   แม่เฒ่าฉินจับมือเล่อเหนียงเอาไว้ข้างหนึ่ง มืออีกข้างจับมือหงอวี่ที่สวมหน้ากาก เดินชมถนนไปด้วยกัน ขณะที่ฉินเหล่าเอ้อร์ติดตามอยู่ข้างหลัง

   

   แม้ว่าพวกฉินฟู่หลินจะสงสัยว่าเหตุใดหงอวี่ถึงต้องปิดหน้าปิดตา หากแต่พวกเขาก็ไม่ได้ถามอะไรออกมา เพราะพวกเขาต่างรู้ดีว่าเด็กคนนี้มีความลับ

   

   “ท่านย่า พวกเราไปหาท่านอาไป๋กันเถอะ” เล่อเหนียงจับมือแม่เฒ่าฉินพร้อมกล่าวขึ้น

   

   แม่เฒ่าฉินเดิมทีตั้งใจจะไปหาไป๋เช่ออวิ๋นอยู่แล้วจึงตอบรับข้อเสนอทันที

   

   เมื่อมาถึงที่ศาลาว่าการ เวรยามหน้าประตูก็จำพวกเขาได้ทันที และบอกให้พวกเขาเข้าไปได้

   

   “ท่านอาไป๋ เล่อเหนียงมาแล้วเจ้าค่ะ”

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นกำลังชมขวดแก้วที่ได้มายากลำบากก็ได้ยินเสียงของเล่อเหนียง

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นวางขวดแก้วระมัดระวังให้เรียบร้อย เพราะว่าจะเผลอทำตกแตก พอวางขวดเสร็จก็เห็นเล่อเหนียงวิ่งเข้ามา

   

   “ท่านอาไป๋ ท่านกำลังทำอะไรอยู่หรือ” เล่อเหนียงมองไปที่ไป๋เช่ออวิ๋นที่ท่าทางลับๆล่อๆด้วยความสงสัย

   

   “ไม่มีอะไร แค่วางของแค่นั้นเอง”

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นอุ้มเล่อเหนียงขึ้นมาพลางพูดว่า “เล่อเหนียง เหตุใดเพิ่งมาหาข้าล่ะ”

   

   “นายอำเภอไป๋” แม่เฒ่าฉินและฉินเหล่าเอ้อร์เดินเข้ามายกมือทำความเคารพ

   

   หงอวี่เชิดหน้าขึ้น “เจ้านกกระจอกกะล่อน”

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นพอได้ยินคำเรียกนี้ก็รู้สึกเจ็บปวดเล็กๆ เจ้าเด็กคนนี้ไม่คิดจะตั้งชื่อที่เพราะกว่านี้หน่อยหรือ?

   

   “ท่านป้า ข้าได้ยินว่าพวกท่านเข้ามาในเมือง ท่านมีเรื่องอะไรกับข้าหรือ” ไป๋เช่ออวิ๋นเอ่ยถามตรงๆ

   

   เขาไม่เชื่อว่าแม่เฒ่าฉินจะตั้งใจเข้ามาทักทายเขาเฉยๆ

   

   แม่เฒ่าฉินเองก็ไม่อ้อมค้อม นางหยิบแผนผังบ่อน้ำพุร้อนออกมาจากอกเสื้อแล้วส่งให้อีกฝ่าย "นายอำเถอไป๋ น้ำพุร้อนที่หลังเขาน่ะ พวกเราจัดการกันเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ก็เหลือแค่ออกแบบว่าจะจัดการยังไงต่อ"

   

   “เราได้หารือกันและทำแผนผังนี้ขึ้น ท่านช่วยดูทีว่ามีช่างฝีมือดีๆคนไหนที่พอจะช่วยสร้างได้บ้าง”

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นรับแผนผังแผ่นนั้นไปพินิจอย่างละเอียด ยิ่งดูยิ่งตื่นเต้น “ท่านป้า แผนผังนี้ใครเป็นคนวาดกัน คนผู้นี้ชาญฉลาดยิ่งนัก”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์หันไปมองเล่อเหนียงแล้วกล่าวว่า “พวกเราช่วยกันร่างขึ้นมา หลังจากหารือกัน แน่นอนว่าเล่อเหนียงก็มีส่วนช่วยไม่น้อย”

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นจึงเข้าใจว่าแผนผังนี้คงฝีมือของเล่อเหนียงแน่นอน

   

   เด็กหญิงคนนี้มีแววฉลาดมาตั้งแต่เด็ก แต่น่าเสียดายที่ตระกูลฉินยังไม่ค้นพบ

   

   “ข้าพอจะรู้จักคนคนหนึ่งชื่อฉีสือ เขาเชี่ยวชาญเรื่องการก่อสร้าง ก่อนหน้านี้รับราชการในกรมโยธา แต่เพราะนิสัยตรงไปตรงมาจนขัดใจผู้หลักผู้ใหญ่ ตอนนี้เขากลับไปทำงานหนักหาเลี้ยงชีพที่บ้านเกิด”

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นหยุดเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อว่า "พวกเจ้าถ้าเชื่อใจข้า พวกท่านไปพาตัวเขามาเถอะ แต่เขามีฐานะไม่ค่อยดี ต้องดูแลมารดาชราที่และน้องชายที่ป่วยนอนติดเตียงต้องดูแล ดังนั้นในเรื่องค่าจ้างอยากให้พวกท่านเมตตาเขาหน่อย"

   

   "แน่นอนอยู่แล้ว" แม่เฒ่าฉินเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี

   

   "อ้อ ถ้าสะดวก พวกท่านอาจจะช่วยหาที่พักให้เขาในหมู่บ้านด้วย ถ้าหากอยากให้เขาทำงานให้ เขาคงจะต้องพามารดาและน้องชายมาด้วย" ไป๋เช่ออวิ๋นเอ่ยสำทับ

   

   พูดตาความจริงหากเป็นงานก่อสร้างเช่นการสร้างบ้าน เขานั้นไม่อยากให้ฉีสือไปทำ เพราะเขาเป็นคนที่พูดตรงเกินไปและไม่รู้จักปรับตัว เพราะการที่เขาพูดตรงทำให้คนเบื้องบนไม่พอใจจนถูกปลดโดยไม่ทราบสาเหตุ

   

   "นายอำเภอไป๋ ท่านวางใจเถิด หมู่บ้านตระกูลฉินของเรามีบ้านว่างอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะตอนนี้ที่หมู่บ้านต้าไฮว่และหมู่บ้านต้าหลิวรวมเป็นหมู่บ้านเดียวกัน มีบ้านอยู่มากมายทีเดียว"

   

   "หากเขาเต็มใจจะอยู่ในหมู่บ้านตระกูลฉินนานแค่ไหนก็ย่อมได้"

   

   เมื่อไป๋เช่ออวิ๋นได้ยินเช่นนั้นก็หมดกังวล "เช่นนี้อีกสักครู่ข้าจะให้เยี่ยนเยี่ยนไปพาตัวเขามา พรุ่งนี้ข้าจะพาเขาไปชมหมู่บ้านตระกูลฉิน"

   

   แม่เฒ่าฉินพยักหน้า "ถ้าเช่นนั้นก็ยิ่งดี เช่นนั้นพวกข้าไม่รบกวนใต้เท้าไป๋แล้ว ใต้เท้าไป๋หากมีเวลาว่าง อย่าลืมมากินข้าวที่บ้านข้านะ"

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นเองก็ไม่ได้กินอาหารที่บ้านตระกูลฉินมานานแล้ว จึงรู้สึกคิดถึงอยู่เช่นกัน

   

   "ได้ขอรับ พรุ่งนี้จะกลับไป ข้าอยากกินเนื้อพะโล้ด้วย"

   

   แม่เฒ่าฉินยิ้มพร้อมพูดว่า “ดี ข้าจะไปซื้อเนื้อ พรุ่งนี้เช้าให้ไห่ถังตุ๋นเลยนะ”

   

   แม่เฒ่าฉินพูดพร้อมกับเหลือบมองไปที่ด้านหลังของไป๋เช่ออวิ๋น ใบหน้าเปลี่ยนไปทันที

   

   “เสี่ยวชี เจ้าทำอะไรน่ะ!”



บทที่ 404: เด็กอ้วนโผล่มาจากที่ไหนไม่รู้


   

   "เสี่ยวชี เจ้าเด็กดื้อ เจ้าทำอะไรน่ะ รีบลงมาเดี๋ยวนี้!"

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นมองหงอวี่ที่ยืนอยู่บนเก้าอี้ด้วยความตกใจ หงอวี่ไม่สนใจเสียงของไป๋เช่ออวิ๋น เอื้อมมือไปหยิบขวดแก้วที่อยู่ด้านบนลงมา

   

   "บรรพบุรุษของข้า เจ้าช้าลงหน่อยเถอะ ขวดแก้วใบนั้นกว่าข้าจะได้มานั้นช่างยากเย็นเหลือเกิน"

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นเห็นท่าทางของหงอวี่ก็หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ เขาว่าเขาก็ซ่อนเอาไว้ดีแล้วนะ เหตุใดเด็กคนนี้ยังหาเจออีก

   

   "น้องสาว เจ้ารับไปสิ!"

   

   เล่อเหนียงรับขวดแก้วมามองครู่หนึ่ง จากนั้นก็รีบผลักคืนไปด้วยความรังเกียจ

   

   "ไม่เอา ไม่เอา มันน่าเกลียดมาก"

   

   ไม่ใช่ว่าเล่อเหนียงเป็นคนหัวสูง แต่เพราะขวดแก้วนี้ช่างน่าเกลียดเหลือเกิน ด้านบนเป็นสีเขียว ส่วนด้านล่างเป็นสีเหลือง ตรงไหนที่ไม่น่าเกลียดกัน

   

   หงอวี่ตอบรับในลำคอแล้วโยนขวดแก้วให้ไป๋เช่ออวิ๋น

   

   "เจ้านกยูงไป๋ ขวดใบนี้น่าเกลียดมาก ท่านยังเห็นมันเป็นของล้ำค่าอีกหรือ"

   

   "เด็กน้อยอย่างพวกเจ้าจะไปรู้อะไร มันคือขวดแก้วชนิดพิเศษจากต่างแดนหายากยิ่งนัก" ไป๋เช่ออวิ๋นกล่าวพลางเช็ดขวดอย่างระมัดระวัง

   

   เมื่อเห็นไป๋เช่ออวิ๋นทะนุถนอมขวดแก้วหน้าตาหน้าเกลียดใบนั้น เล่อเหนียงจึงกลอกตาหลายรอบแล้วถามว่า

   

   "ท่านอาไป๋ ขวดนี้มีราคาแพงหรือไม่"

   

   "แน่นอนสิ ขวดหนึ่งต้องใช้เงินถึงห้าร้อยตำลึง"

   

   ทุกคนที่ได้ฟังต่างสูดหายใจเข้าลึกๆ ขวดใบแค่นี้ห้าร้อยตำลึงเชียวหรือ มันทั้งเล็กและน่าเกลียด ขนาดจะเอามาใส่ดอกไม้ยังรู้สึกว่าเล็กเกินไปเลย

   

   "ท่านอาไป๋ ถ้าเล่อเหนียงมีขวดแบบนี้สักขวด ท่านจะช่วยข้าขายมันเพื่อหาเงินได้ให้ข้าได้หรือไม่" เล่อเหนียงถามด้วยแววตาเปล่งประกาย

   

   ไป๋เช่ออวิ๋นมองนางอย่างแปลกใจ “ได้สิ แต่ว่าเจ้ามีหรือ”

   

   เล่อเหนียงหัวเราะเบาแล้วไม่พูดอะไรอีก

   

   “น้องสาว เจ้า…”

   

   หงอวี่พูดยังไม่จบก็ถูกเล่อเหนียงดึงออกไป “ท่านอาไป๋ พวกข้าขอลาแล้วนะ”

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นหลานสาวเดินออกไป จึงกล่าวลาไป๋เช่ออวิ๋นแล้วกลับบ้าน

   

   “น้องสาว เจ้ามีขวดแก้วหรือ”

   

   เมื่อเดินไปไกลแล้วหงอวี่จึงอดไม่ได้ที่ถามออกมา

   

   เล่อเหนียงกระซิบบอก “ขวดแก้วแบบนยั้นดูเหมือนจะไม่มี แต่ข้ามีขวดใบสีขาวนะ”

   

   “ท่านลืมแล้วหรือขวดสีขาวที่วางอยู่ที่แปลงผักแล้วถ้าเราเอามาล้างแล้วเอามาให้ท่านอาไป๋ขายล่ะ”

   

   “หลังจากนั้นเราก็จะซื้อภูเขาที่หมู่บ้านต้าหลิว แล้วเริ่มทำสวนผลไม้ ต่อไปพวกเราก็ไม่ต้องทำงานแล้ว ใช้ชีวิตพักผ่อนอยู่ที่นั่น”

   

   หงอวี่ฟังเล่อเหนียงพูดถึงช่วงแรกยังตื่นเต้นอยู่เลย แต่พอพูดช่วงหลังถึงกับนิ่งไปเลย

   

   “น้องสาว เจ้าพึ่งจะอายุน้อยเท่าไหร่เอง คิดถึงเรื่องเกษียณแล้วหรือ”

   

   “ไม่ว่าจะอย่างไร ข้าไม่อยากทำงาน เพราะชาตินี้ข้าก็แค่อยากจะใช้ชีวิตอย่างสบายๆเท่านั้น”

   

   หงอวี่ฟังคำพูดของเล่อเหนียงเงียบๆ พร้อมจดจำเอาไว้ในใจ

   

   “เจ้าที่รักสบายแบบนี้จะไปทำงานเกษตรได้อย่างไร”

   

   “ท่านย่า พวกเราจะไปรับพี่ใหญ่หรือไม่”

   

   แม่เฒ่าฉินพยักหน้า “ใช่แล้ว อีกทั้งยังต้องนำค่าเล่าเรียนไปจ่ายด้วย”

   

   เล่อเหนียงสงสัยว่า “ท่านย่า ตอนเปิดเทอมไม่ได้จ่ายไปแล้วหรือ”

   

   แม่เฒ่าฉินส่ายหน้า “ไม่ใช่ ตอนนั้นเงินไม่พอ จึงจ่ายไปแค่ครึ่งเดียว”

   

   "แต่ในบ้านเรามีของสีเหลืองๆไม่ใช่หรือ"

   

   แม่เฒ่าฉินลูบศีรษะเล็กๆของนางเบาๆ "เด็กน้อย เอาไปหลอมเป็นทองก็ได้แล้ว แต่ถ้าเอาไปจ่ายค่าเล่าเรียนคงเป็นเรื่องใหญ่แน่"

   

   เล่อเหนียงตอบรับเบาๆ นางเกือบลืมไปแล้ว

   

   เล่อเหนียงและพวกแม่เฒ่าฉินมาถึงสำนักศึกษาไม่นาน แต่ฉินเหล่าซานกับยังยุ่งอยู่ที่ร้าน แต่เพราะมีเอ้อร์หยามาช่วยด้วย ดังนั้นวันนี้จึงมีขนมมากกว่าปกติ แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ต้องกังวลเรื่องขายไม่หมด

   

   แม่เฒ่าฉินหยิบขนมหลายห่อและพาเล่อเหนียงไปที่สำนักศึกษา

   

   หงอวี่และฉินเหล่าเอ้อร์ยังคงอยู่ที่ร้านเพื่อช่วยงาน

   

   เมื่อแม่เฒ่าฉินเดินมาถึงหน้าประตูสำนัก นางกฌยื่นถุงขนมให้กับชายชราที่เฝ้าประตู

   

   "อ้าว ขอบคุณท่านแม่เฒ่ามาก"

   

   แม่เฒ่าฉินยิ้มแล้วพูดว่า "พี่ชาย รับไว้เถอะ เอาไปให้หลานของทานกินเล่น"

   

   ชายชราผู้นั้นจึงรับมาเก็บไว้

   

   แม่เฒ่าฉินพาเล่อเหนียงตรงไปยังลานของอาจารย์ใหญ่ พร้อมส่งเงินค่าเล่าเรียนที่เหลือนำขนมสองห่อมามอบให้อีกฝ่าย

   

   "ฮูหยินผู้เฒ่า พูดตามตรงข้ารู้สึกนับถือครอบครัวของท่านจริงๆ พวกท่านเป็นเพียงชาวนาธรรมดาแต่สามารถส่งลูกหลานเรียนหนังสือได้ถึงสี่คน"

   

   ไม่ผิดเลย แม้หมิงเซิงจะเป็นคนที่แม่เฒ่าฉินซื้อตัวมา เดิมทีตั้งใจให้เป็นบ่าวรับใช้ของฉินลิ่งอวี่ แต่เขามีความรู้ความสามารถ ผ่านการสอบของอาจารย์ใหญ่และได้รับสิทธิพิเศษให้เข้าเรียนที่สำนักศึกษาเติงเคอ

   

   แม่เฒ่าฉินกล่าวเคล้ารอยยิ้ม "เมื่อเด็กๆอยากเรียนหนังสือ หากจะต้องขายสมบัติเพื่อให้พวกเขาได้เรียนหนังสือข้าก็จะทำ"

   

   "แม้การเรียนหนังสือไม่ใช่ทางออกสุดท้าย แต่ก็เป็นหนทางที่มีโอกาสรุ่งโรจน์ที่สุด พวกเราจึงต้องให้โอกาสแก่พวกเขา"

   

   อาจารย์ใหญ่เฉินพยักหน้าเห็นด้วย "ใช่ เพียงแค่คนเดียวสอบได้ตำแหน่งจอหงวนก็ถือเป็นเกียรติยศของวงศ์ตระกูล น่าเสียดายที่หลายคนยังไม่เข้าใจถึงสิ่งนี้"

   

   แม่เฒ่าฉินพูดคุยกับอาจารย์ใหญ่เฉิน แต่เล่อเหนียงอดรนทนไม่ไหว

   

   "ท่านย่า ข้าอยากไปหาพี่ชาย"

   

   แม่เฒ่าฉินพยายามปลอบและพูดว่า "พี่ชายเจ้ากำลังจะออกมาแล้วนะ"

   

   เล่อเหนียงทำปากยู่แล้วพูดว่า “ข้าจะไปหาพวกพี่ใหญ่ ข้าจะทำให้พวกเเขาประหลาดใจดีหรือไม่ท่านย่า”

   

   “ได้สิ ได้สิ”

   

   แม่เฒ่าฉินยังไม่ทันพูด เฉินเหลียงก็พูดแทรกขึ้นมาจากข้างๆ

   

   “จางจวิน เจ้าพาเล่อเหนียงนี้ไปหาฉินลิ่งอวี่หน่อยเถอะ ตอนนี้คงใกล้จะเลิกเรียนแล้ว”

   

   เด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาจากหน้าประตู เขาตอบรับแล้วพาเล่อเหนียวไปยังห้องเรียน

   

   “พี่ชาย กินนี่สิ” เล่อเหนียงหยิบขนมหวานหลายชิ้นออกมาจากอ้อมอกยื่นให้จางจวิน

   

   “ขอบคุณนะ เล่อเหนียงน้อย แต่ข้าปวดฟันกินขนมไม่ได้หรอก”

   

   “เหรอ งั้นก็ได้”

   

   เล่อเหนียงเก็บขนมหวานกลับเข้าไปอย่างผิดหวัง นางมองไปรอบๆ แล้วหยิบขนมอีกชิ้นออกมายื่นให้เขาอีก

   

   "พี่ชาย ท่านไม่ควรกินน้ำตาล แต่แน่นอนว่าสามารถกินขนมหวานได้ ท่านนำขนมของเล่อเหนียงชิ้นนี้ไปแลกขนมหวานกับลุงที่บ้านตรงข้ามสิ"

   

   จางจวินไม่ได้ปฏิเสธ รับขนมชิ้นนั้นมา

   

   แม้ว่าน้ำตาลจะกินไม่ได้ แต่ขนมของร้านหวานละมุนนั้นเขาต้องไม่พลาด

   

   เพราะขนมของร้านหวานละมุนอร่อยเกินห้ามใจ หวานละมุนและละลายในปาก อีกทั้งรูปของขนมแต่ละชิ้นก็ดูน่ากินมาก น้องชายของเขาชอบขนมร้านนั้นที่สุดเลย

   

   จางจวินพาเล่อเหนียงมาถึงด้านนอกห้องเสียง และจากภายนอกก็ได้ยินเสียงเด็กๆอ่านหนังสืออย่างชัดเจน

   

   เล่อเหนียงเดินเขย่งเท้าและโผล่หัวน้อยๆเข้าไปด้านในและมองหาคนที่ตามหา เด็กๆด้านหลังสังเกตเห็นเจ้าก้อนกลมที่น่ารักนี้ได้ทันที และเริ่มแกล้งนางอย่างเงียบๆ

   

   อาจารย์ที่ยืนอยู่หน้าห้องเรียนเงยหน้าเห็นหัวน้อยๆที่ประตูหลังแล้วหัวเราะพร้อมกล่าวว่า

   

   "ลิ่งอวี่ เจ้าเด็กอ้วนบ้านเจ้ามา!"



 บทที่ 405: อย่าคุกเข่าให้ข้าเลย ข้าไม่ได้นำเงินมาด้วย



   ฉินลิ่งอวี่ซึ่งก้มหน้าก้มตาจดเขียนบทเรียน ครั้นได้ยินเสียงนั้นพลันหันไปมองด้านหลัง แล้วก็พบหัวกลม ๆ ขยับยุกยิกจึงลุกขึ้นเดินไปหา


   “พี่ใหญ่~”เล่อเหนียงเห็นเขาสองขาสั้นป้อนพาจะเจ้าของร่างวิ่งเข้าไปกอดขาของฉินลิ่งอวี่


   “เล่อเหนียง เหตุใดเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่” ฉินลิ่งอวี่อุ้มเล่อเหนียงขึ้นและหอมแก้มนางฟอดใหญ่อย่างรักใคร่


   “คารวะท่านอาจารย์” เล่อเหนียงไม่ได้ตอบคำถามของฉินลิ่งอวี่ แต่หันไปทักทายอาจารย์เจียงเสียงอ่อนเสียงหวานแทน


   “อืม เด็กคนนี้ช่างน่ารักจริงๆ!” อาจารย์เจียงรู้จักเด็กคนนี้ดี เวลาเขาไปซื้อขนมที่ร้านหวานละมุน มักจะได้พบเด็กหญิงตัวคนนี้บ่อยๆ


   เรียกว่าเด็กหญิงตัวอ้วนจ้ำม่ำคนนี้คือสัญลักษณ์ของร้านหวานละมุนก็มิปาน ทุกครั้งที่เด็กน้อยคนนี้มาที่ร้าน ไม่จำเป็นต้องมีป้ายเชิญชวน เพียงให้นางนั่งบนม้านั่งเล็กๆหน้าร้าน สองถือขนมไว้ในมือก็สามารถเรียกลูกค้าได้แล้ว


   “เอาล่ะ ถึงเวลาพักผ่อนแล้ว พวกเจ้าเก็บของและกลับบ้านได้ ช่วงนี้เป็นฤดูฝน ต้องระมัดระวังและดูแลสุขภาพให้ดี"


   “ขอรับ แล้วเจอกันใหม่ขอรับท่านอาจารย์” บัณฑิตทั้งหลายลากล่าวลาอาจารย์พร้อมเพรียงกัน


   อาจารย์เจียงลดมือลงพลางหยิบตำราเรียนเดินออกไป


   “พี่ฉิน นางคือน้องสาวแท้ๆของท่านหรือไม่ ช่างน่ารักเหลือเกิน”


   “ใช่แล้ว ใช่แล้ว เหตุใดน้องสาวของข้าถึงไม่ได้น่ารักแบบนี้นะ”


   เมื่ออาจารย์ออกจากห้องเรียนไป เหล่าบัณฑิตก็รุมล้อมเข้ามาเล่อเหนียง พลางหยอกล้อนางด้วยความเอ็นดู


   “ท่านพี่ทั้งหลาย ข้าชื่อเล่อเหนียง เป็นน้องสาวของพี่ใหญ่เจ้าค่ะ” เล่อเหนียงเอ่ยทักทายเสียงอ่อนนุ่ม


   เสียงอันน่ารักของนางทำให้พวกเด็กชายทั้งหลายใจละลายต่างพากันหยิบของเล่นเล็กๆน้อยๆจากห่อผ้ามาให้แก่เธอ ไม่นานนัก อ้อมอกของเล่อเหนียงก็เต็มไปด้วยของเล่นน่ารักมากมาย


   “ขอบคุณพวกท่านทุกคนนะเจ้าคะ ถ้าถึงเวลากลับมาเรียน ข้าจะให้พี่ใหญ่นำขนมหวานที่อร่อยที่สุดของบ้านเรามาให้พวกท่าน”


   เมื่อได้ยินเช่นนั้นคนอื่นๆก็รีบยื่นของใส่ในอ้อมอกของนาง


   “เล่อเหนียงต้องจำให้ได้นะ หากลืม ข้าจะทวงถึงร้านของพวกเจ้าเลย”


   เล่อเหนียงพยักหน้าท่าทางเคร่งขรึม “อืมอืม เล่อเหนียงจำได้แน่นอน”


   “แล้วเจอกันนะพี่ชายทั้งหลาย เล่อเหนียงจะไปหาท่านแล้ว” เล่อเหนียงโบกมือลาและดึงผมของฉินลิ่งอวี่ให้พานางไปหาผู้เป็นย่า


   ฉินลิ่งอวี่โค้งคำนับแก่พวกเขา แล้วอุ้มเล่อเหนียงออกไป


   พอออกไปก็เจอลิ่งหมิง ลิ่งเฟิง และพี่หมิงเซิง


   “น้องสาว เจ้ามาทำอะไรที่นี่หรือ”


   “ไม่ใช่สิ เหตุใดเจ้าไปหาพี่ใหญ่ก่อนพวกเราล่ะ” ลิ่งเฟิงพูดด้วยน้ำเสียงกระเง้ากระงอด


   หมิงเซิงมองของเล่นเล็กๆที่อยู่ในอ้อมอกเล่อเหนียงก็เตรียมจะหยิบมาใส่ในถุงผ้าของตนเอง


   “ ไอ๊หยา พี่สามอย่าอิจฉานะ เล่อเหนียงไม่ได้ตั้งใจจะไปหาพี่ใหญ่ก่อน แค่เดินไปตามทางแล้วบังเอิญเจอพี่ใหญ่เท่านั้นเอง”


   เล่อเหนียงพยายามปลอบใจพี่ชาย “แล้วคราวหน้าข้าจะไปหาท่านก่อนดีหรือไม่”


   ความจริงแล้ว ห้องเรียนลิ่งอวี่ถึงก่อนหน้าเรียนของคนอื่น ลิ่งเฟิงเลยอิจฉาได้แค่ชั่วครู่แล้วก็หายอย่างรวดเร็ว


   “น้องสาวหอมข้าหน่อยได้หรือไม่ ถ้าหอมแล้วข้าจะให้อภัยเจ้า” ลิ่งเฟิงยื่นหน้าเข้าไปใกล้


   เล่อเหนียงจึงต้องหอมแก้มเขาหนึ่งที


   ลิ่งหมิงไม่พูดอะไร เพียงแค่จ้องมองนางตาไม่กะพริบ เล่อเหนียงได้แต่ถอนหายใจ แล้วก็หอมแก้มลิ่งหมินหนึ่งครั้งจากนั้นก็ถึงคราวลิ่งอวี่ แม้กระทั่งหมิงเซิงก็ไม่รอดพ้น


   เล่อเหนียงกล่าวว่าบ้านหลังนี้ถ้าไม่มีนางเหล่าพี่ชายคงทะเลาะกันไม่เว้นวัน


   “พี่ใหญ่พวกเราไปหาท่านย่ากันเถอะ รอพวกเรากลับบ้านค่อยไปจับปลาที่บ่อของลุงสามดีหรือไม่”


   “จับปลาหรือ” พอได้ยินเรื่องจับปลาลิ่งเฟิงก็ตาลุกวาวขึ้นทันที


   เขาชอบจับบ้าเป็นที่สุด


   “น้องสาว รีบไปกันเถอะ” ลิ่งเฟิงดึงห่อผ้าแล้วก็รีบออกวิ่งไปทันที


   ครั้นเห็นฉินลิ่งอวี่อุ้มเล่อเหนียงเดินช้าๆอย่างสบายใจก็หันกลับมาอุ้มเล่อเหนียงแล้ววิ่งออกไปข้างนอก


   “โอ๊ะ ช้าก่อน ท่านย่ายังอยู่ที่ห้องอาจารย์ใหญ่” เล่อเหนียงรีบร้องบอก


   “ไม่เป็นไร ท่านย่าจะกลับมาเอง พวกเราไปหาอาสามก่อนเถอะ”


   ลิ่งเฟิงไม่เพียงแต่ไม่หยุดฝีเท้าและเร่งความเร็วขึ้นเรื่อยๆ


   “ก็ได้”


   เล่อเหนียงมองดูพี่สามที่บ้าคลั่งเช่นนี้ก็ได้แค่ปล่อยเลยไปตามเลย เฮ้อ นางก็ไม่รู้ว่าเหตุใดพี่สามถึงชอบจับปลานักนะ


   จับปลามันสนุกมากหรือ แม้นางจะชอบจับปลาเหมือนกัน


   “อาสาม อาสาม ข้ามาแล้ว” ลิ่งเฟิงแบกเล่อเหนียงวิ่งเข้าพุ่งไปในร้าน


   พอหันกลับไปก็เจอฉินเหล่าเอ้อร์เข้า ทำเอาเขาตกใจจนเซเกือบจะเผลอเหวี่ยงเล่อเหนียงออกไป


   “ท่านพ่อ...ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร”


   ฉินเหล่าเอ้อร์คว้าตัวเล่อเหนียงเข้ามาพร้อมกับเตะเขาเข้าให้หนึ่งที


   “ข้ามาไม่ได้หรืออย่างไร”


   ลิ่งเฟิงเกาศีรษะ “มาได้สิ ข้าไม่ได้บอกว่ามาไม่ได้เสียหน่อย”


   “แต่พอเห็นหน้าท่าน ข้าก็รู้สึกขนลุกแปลกๆ”


   “เจ้าเด็กคนนี้ เจ้าอยากโดนจริงๆใช่หรือไม่”


   ฉินเหล่าเอ้อร์ยกเท้าขึ้น ลิ่งเฟิงก็ก้มตัวหลบและวิ่งไปหลังบ้าน


   “อาสาม บ่อปลาทางด้านหลังภูเขาจับปลาได้หรือยัง” ลิ่งเฟิงถามฉินเหล่าซาน


   ฉินเหล่าซานกำลังล้างถาดใส่ขนมอยู่ที่ลานหลังบ้าน ครั้นได้ยินคำพูดของลิ่งเฟิงก็มีท่าทีงุนงงเล็กน้อย


   เอ๋ เหตุใดใครๆก็อยากได้ปลาจากบ่อน้ำของเขากันนะ


   “ยังเร็วไปหน่อย พวกเราเพิ่งเลี้ยงได้ไม่เท่าไหร่เอง”


   ฉินเหล่าซานพูดด้วยความไม่สบายใจ แม้จะบอกว่าให้รอถึงหน้าจะจับปลาได้ แต่ดูสถานการณ์คงต้องรอถึงเดือนเจ็ดหรือแปด


   ตอนนี้เพิ่งจะเดือนอะไร…


   “จับสิ จับสิ ตอนนี้สำนักศึกษาปิดแล้ว มีเวลาว่างช่วยท่านจับนะ"


   “ข้าเก่งในการจับปลา ให้ข้าช่วยจับสิ ท่านจะได้ไม่เหนื่อย”


   ฉินเหล่าซานปฏิเสธ “ไม่ต้อง ไม่ต้อง ข้าจับเองได้ ไม่เหนื่อยหรอก”


   ลิ่งเฟิงอ้อนวอน “อ๊า~ ท่านอา~ ข้าขอร้อง ท่านให้ข้าจับปลาเถอะ”


   “ลิ่งเฟิงกำลังทำอะไรอีกล่ะ” แม่เฒ่าฉินเปิดม่านเดินเข้ามาก็เห็นลิ่งเฟิงบิดกายอ้อนวอน


   “ท่านแม่ เด็กคนนี้กำลังเล็งปลาในบ่อของข้าอยู่” ฉินเหล่าซานฟ้องอย่างไม่ปิดบัง


   “เอาละ เอาละ รีบไปเถอะ ไว้เรื่องนี้ค่อยว่ากัน อย่าให้พวกฟู่หลินรอนาน”


   แม่เฒ่าฉินไม่ช่วยใครทั้งนั้น พูดจบก็เดินออกไป ปล่อยให้หลานชายกับลูกชายจัดการเองคงดีกว่า เรื่องนี้นางไม่ขอเข้าไปยุ่งด้วย


   ฉินเหล่าซานล้างมือแล้วจับคอเสื้อลิ่งเฟิงเดินออกไป


   “พอแล้ว พอแล้ว เจ้าอย่าทำปากยื่นปากยาวอีกเลย กลับไปข้าจะดูปลาว่าปลาโตมากแค่ไหน ถ้าโตพอแล้วจะจับมาให้พวกเจ้า”


   ลิ่งเฟิงจึงยิ้มดีใจขึ้นมาก็ปีนขึ้นรถม้าเองโดยไม่ต้องให้ฉินเหล่าซานประคอง พอขึ้นรถม้าได้ ยังไม่ทันนั่งให้มั่น ฉินเหล่าซานก็แกล้งใช้แส้ตีม้าให้วิ่งไป


   ลิ่งเฟิงสะดุดถลาไปด้านหน้าคุกเข่าต่อหน้าหงอวี่


   หงอวี่เหลือบมองเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ไม่จำเป็นต้องทำความเคารพยิ่งใหญ่ขนาดนั้น”



 บทที่ 406: สู้กันโดยไม่มีกฎเกณฑ์



   “พี่สี่ เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่ามีคนตามเราอยู่ตลอดเวลา”


   ณ ร้านน้ำชาข้างทางแห่งหนึ่ง ฉินเฉิงอันกำลังกินขนมพลางมองดูกลุ่มคนที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ ตั้งแต่ออกจากชายแดน ไม่ว่าพวกเขาจะเดินทางช้าหรือเร็วก็มีคนกลุ่มหนึ่งตามพวกเขามาตลอด โดยเว้นระยะห่างไว้พอเหมาะ


   แม้ว่าพวกเขาจะคอยเปลี่ยนเสื้อผ้า แต่ไม่ว่าจะเป็นสีหน้าหรืออากัปกิริยาก็ยังเป็นคนกลุ่มเดิม แต่น่าแปลกที่คนพวกนั้นไม่ได้แสดงท่าทีคุกคามต่อพวกเขา เหมือนแค่บังเอิญเดินทางมาทางเดียวกันมากกว่า


   “ข้ารู้นานแล้ว แต่ในเมื่อพวกเขาไม่ลงมือ เราก็ไม่ควรทำอะไรบุ่มบ่าม”


   ฉินเหล่าซื่อรีบยัดขนมเข้าปาก โยนเหรียญทองแดงสองสามเหรียญไว้บนโต๊ะ แล้วกระโดดขึ้นม้าควบออกไปอย่างรวดเร็ว


   คนกลุ่มนั้นเห็นพวกเขาลุกออกจากโต๊ะโดยไม่ดื่มช้าแม้แต่อึกเดียว จึงหรี่ตาลงเล็กน้อยก็เหรียญทองแดงไว้สองสามเหรียญตามแล้วรีบตามไป


   “พี่สี่จะทำอย่างไรดี พวกนั้นตามมาแล้ว” ฉินเฉิงอันหันมองม้าด้านหลังแล้วรู้สึกหวาดหวั่น


   “อีกไม่นานก็จะเข้าอำเภอชิงเหอแล้ว จนถึงตอนนี้พวกเขายังไม่ลงมือสักที พวกเขาต้องการอะไรแน่”


   ฉินเหล่าซื่อหลือบมองกลุ่มคนด้านหลัง แล้วกัดฟันหักเปลี่ยนทิศทางวิ่งไปยังป่าข้างๆ


   “สี่พี่ ท่าน…”


   ฉินเฉิงอันมองฉินเหล่าซื่ออย่างไม่เข้าใจ แต่ตามสัญชาตญาณก็หันหัวม้าตามอีกฝ่ายไป


   “ข้าไม่สนว่าพวกเขาจะบังเอิญเดินทางมาทางเดียวกันกับพวกเราหรือไม่ แต่หากพวกเขากล้าตามมา พวกเราก็ไม่อาจปล่อยไว้ได้”


   ฉินเฉิงอันพยักหน้า สวมสนับมือที่เล่อเหนียงให้มา แล้วเตรียมดาบซ่อนแขน


   กลุ่มคนด้านหลังเมื่อเห็นพวกเขาเปลี่ยนทิศทาง ก็ลังเลอยู่หนึ่งก่อนจะตามเข้าไป พวกเขาเพิ่งตามก็โดนดาบซ่อนแขนแทงทะลุร่าง


   คนด้านหลังตอบสนองอย่างรวดเร็ว ชักดาบประจำตัวออกมาเพื่อป้องกันตัวเอง


   “พี่สี่ พวกมันตามมาจริงๆด้วย” ฉินเฉิงอันมองไปที่พวกนั้นด้วยท่าทางเย็นชา


   ฉินเหล่าซื่อกำดาบขนห่านแน่น ส่วนมืออีกข้างจับยาสลบที่หวังโซ่วเซิงคิดค้นไว้


   “พวกเจ้าเป็นใครกัน เหตุใดถึงติดตามพวกข้ามาตลอดทาง”


   ชายคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าของพวกมัน เห็นว่าสหายถูกจัดการตั้งแต่แรกเข้ามาจึงโกรธขึ้นมาทันที “มารดาเจ้าเถอะ ข้าก็แค่อยากรู้ว่าพวกเจ้ากลับเมืองหลวงอย่างเงียบๆเพื่ออะไร แต่ตอนนี้คงปล่อยพวกเจ้าไว้ไม่ได้แล้ว!”


   “พี่น้องทั้งหลาย แก้แค้นให้เอ้อร์โก่ว!” กลุ่มคนชุดดำชักดาบพุ่งเข้าโจมตี


   ฉินเฉิงอันและฉินเหล่าซื่อก็ต่างชักดาบออกจากฝักเตรียมรับมือ


   อาจเพราะเห็นว่าฉินเฉิงอันดูท่าจะจัดการได้ง่าย หัวหน้าคนนั้นจึงมุ่งตรงไปที่ฉินเฉิงอัน


   ฉินเฉิงอันทำได้เพียงถือดาบรับมือไปด้วยจิตใจระแวดระวัง เขารู้ถึงข้อจำกัดของตัวเองดี จึงเตรียมใจรับความเจ็บปวดเอาไว้ล่วงหน้า แต่พอเขาฟันดาบหนึ่งลงไป ดาบของหัวหน้าคนนั้นกลับหักเป็นสองท่อน


   ฉินเฉิงอัน “...”


   ชายคนนั้น “...”


   ฉินเหล่าซื่อที่อยู่ข้างๆก็ตกตะลึง ตั้งแต่แรกเชื่อว่ากลุ่มคนชุดดำนี้คงจะเป็นยอดฝีมือที่ใครบางคนส่งมา


   แต่พอเริ่มต่อสู้ เขาพบว่าพวกมันกลุ่มนี้ฝีมือการต่อสู้นั้นไม่ได้เรื่อง อาศัยแต่พวกที่มีจำนวนมากซึ่งได้เปรียบกว่า ดังนั้นเขาจึงเก็บยาสลบในมือกลับมา และเตะพวกมันล้มลงกับพื้นได้ภายในเวลาอันสั้น


   ชายที่เป็นหัวหน้าในตอนนี้ถือดาบที่หักในมือจ้องตากับฉินเฉิงอัน ไม่กล้าขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย


   ฉินเฉิงอันกลั้นอยู่นานสุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะยกเท้าเตะเขาล้มลง


   “ข้าไม่อยากจะเชื่อพวกเจ้ากลุ่มนี้มีฝีมือแค่นี้ ทั้งยังติดตามข้ามาตลอด ทำให้ข้าต้องตื่นตระหนกไปทั้งทาง”


   ฉินเฉิงอันโกรธจริงๆ ทั้งเตะทั้งด่าไปพร้อมกัน


   “โอ้ยๆ ท่านผู้กล้า อย่าเตะหน้าข้าเลยนะ” ชายหัวหน้ากอดหัวคร่ำครวญ


   “ถ้าใบหน้าข้ามีรอย ฉุยฮวาคงไม่สนใจข้าแล้วแน่…”


   “หยุดก่อน เฉิงอัน”


   ฉินเหล่าซื่อหยุดฉินเฉิงอัน แล้วเอาดาบจ่อไปที่คอเขาถามว่า “พวกเจ้าเป็นใครกัน เหตุใดจึงเรามาตลอดทาง”


   ชายผู้นั้นอ้ำอึ้งไม่ยอมพูดอะไร ฉินเหล่าซื่อหมดความอดทนจึงออกแรงกดดาบไปข้างหน้า ทำให้คอของชายคนนั้นก็มีรอยเลือดปรากฏขึ้น


   “ข้าบอก ข้าบอก อย่าฆ่าข้าเลยนะ ฉุยฉวายังรอให้ข้ากลับไปแต่งกับนางอยู่” ชายผู้นั้นร้องขึ้นอย่างหวาดกลัว


   “มีคนคนหนึ่งให้หนึ่งร้อยตำลึง สั่งให้พวกเราจับตาดูพวกเจ้า พวกเจ้าไปที่ใดเราก็ตามไปที่นั่น”


   “และบอกว่าให้ทำตัวเป็นจุดสนใจเข้าไว้ ถ้าพวกเจ้าจับได้ก็ให้มอบจดหมายฉบับนี้แก่พวกเจ้า” ชายหัวหน้ากลุ่มล้วงกระดาษใบหนึ่งออกจากอกเสื้อและยื่นให้ฉินเหล่าซื่อ


   ฉินเหล่าซื่อรับกระดาษมาแต่ยังไม่ได้เปิดในทันที แต่กลับมองดูพวกเขาด้วยสายตาเย็นชา


   “พวกเจ้าได้อ่านเนื้อหาในจดหมายฉบับนั้นหรือไม่”


   ชายหัวหน้าส่ายหน้าระรัว “ไม่ๆๆ พวกเราไม่ได้เรียนหนังสือ ไม่รู้หรอกว่าข้างในเขียนว่าอะไร”


   เมื่อฉินเหล่าซื่อเห็นว่าเขาไม่น่าจะโกหก จึงค่อยๆลดดาบลงจากคอของชายผู้นั้น พออ่านเนื้อหาในจดหมายแล้วก็โกรธจนหน้าเปลี่ยนสี


   “เฉินฮั่นหลิน เจ้าคนบ้าเอ๊ย!”


   เมื่อฉินเฉิงอันเห็นสีหน้าของฉินเหล่าซื่อผิดปกติก็ขอจดหมายมาอ่านบ้าง เนื้อหาในข้างในเขียนว่า ฮ่าๆๆ พี่สี่ ท่านตกใจใช่หรือไม่ ประหลาดใจใช่หรือเปล่า


   ฉินเฉิงอันโกรธจนกัดฟันแน่น “เฉินฮั่นหลินเป็นบ้าอะไร”


   ฉินเฉิงอันโกรธจนแทบกระอักเลือด เขารู้ว่าตัวเองไม่สามารถเอาชนะเหล่ายอดฝีมือได้ เขาจึงเตรียมใจที่จะต้องตายอยู่ข้างนอกอยู่แล้ว


   แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นเฉินฮั่นหลิน เจ้าเด็กเวรนั่นกลับเล่นตลกใส่เขา ทำให้เขาเกือบตายด้วยความกลัว


   “พวกข้าก็แค่รับเงินมาทำงาน ไม่มีเจตนาจะทำร้ายท่านใดทั้งนั้น ที่พูดออกไปเมื่อครู่นี้ก็แค่ทำตามคำสั่งเท่านั้น ได้โปรดปล่อยข้าไปเถอะ คิดซะว่าข้าเป็นแค่ลมตดที่ปล่อยผ่านไปจะได้หรือไม่”


   ชายหัวหน้าตอนนี้รู้สึกเสียใจกับการตัดสินใจของตัวเอง ชายคนนั้นบอกชัดเจนว่าสองคนนี้ป็นแค่คนธรรมดาที่ไม่มีพิษสง ไม่ได้เป็นอันตรายต่อพวกเขา ทำให้เขาหลงเชื่อคำพูดอีกฝ่าย


   พวกเขาไม่ใช่คนธรรมดาที่ไหน แต่พวกเขาคือเทพแห่งความตายชัดๆ


   “เอาล่ะ เร็วเข้า เราจะไปกันแล้ว” ฉินเหล่าซื่อพูดด้วยอารมณ์ไม่ดีนัก


   ชายหัวหน้าปาดน้ำตาแห่งความทุกข์ แล้วพยุงพี่น้องที่บาดเจ็บกลับไปด้วยอาการเศร้าสลด


   “พวกเรารีบไปกันเถอะ” ฉินเหล่าซื่อพูดจบก็จูงม้าเดินออกไป


   แต่ครู่ต่อมาก็ปรากฏกลุ่มคนในชุดดำอีกกลุ่มหนึ่ง


   “ข้าว่าพวกเจ้าแสดงสมจริงเกินไปแล้ว ข้าไม่มีเงินให้พวกเจ้าหรอก” ฉินเฉิงอันกล่าวอย่างเหน็ดเหนื่อยพร้อมกับจ้องมองคนกลุ่มนั้น


   “อย่าคิดว่าพวกเจ้าเปลี่ยนเสื้อผ้าในเวลาอันสั้นแล้วพวกข้าจะจำพวกเจ้าไม่ได้…”


   “เฉิงอัน!”


   ฉินเฉิงอันยังพูดไม่ทันจบก็ถูกฉินเหล่าซื่อตัดบท


   “เฉิงอัน ระวังตัวด้วย!”


   ฉินเหล่าซื่อกำดาบขนห่านแน่น สีหน้าครุ่นคิดจ้องมองพวกเขาอย่างระมัดระวัง


   ขณะนั้นฉินเฉิงอันก็รู้ตัวแล้วว่าพวกเขาไม่ใช่กลุ่มเดียวกัน กลิ่นอายอาฆาตที่แพร่มาจากตัวคนเหล่านี้ช่างเข้มข้นยิ่งนัก


   ขณะนั้นเองที่ฉินเหล่าซื่อกำลังคิดว่าจะรับมือกับพวกเขาได้กี่กระบวนท่า แต่คนพวกนั้นก็พุ่งเข้ามาหาพวกเขาโดยไม่ให้โอกาสให้คิดอีก


   ฉินเหล่าซื่อพยายามเข้าไปเผชิญหน้า แต่กลับถูกชายคนหนึ่งในกลุ่มนั้นใช้เป่าผงยาใส่จนล้มลง


   ก่อนที่ฉินเหล่าซื่อจะหมดสติ เขามีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในใจ


   คนพวกนี้เล่นไม่ซื่อ!



 บทที่ 407: เอาอกเอาใจ



   “เหล่าซื่อ!”


   สวี่ซิ่วอิงสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากความฝันด้วยความตกใจ นางลุงขึ้นนั่งเหงื่อท่วมตัว นางนั่งอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานานกว่าจะสงบสติอารมณ์ได้


   นางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เริ่มสว่าง จึงล้มเลิกความคิดจะนอนต่อและลุกไปขึ้นตักน้ำล้างหน้าแล้วเริ่มทำอาหารเช้า


   หลิวซิ่วเถาเพิ่งเดินเข้ามาในครัวก็เห็นสวี่ซิ่วอิงทำอาหารเช้าเสร็จแล้ว พลันมองด้วยความประหลาดใจ


   “พี่สะใภ้สี่ เหตุใดวันนี้ท่านจึงตื่นแต่เช้าเช่นนี้”


   ปกติแล้วหลิวซิ่วเถาจะเป็นคนทำอาหารเช้า เพราะนางชอบตื่นแต่เช้าออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์


   สวี่ซิ่วอิงฝืนยิ้มอย่างอ่อนแรง “ไม่มีอะไรหรอก เพียงแต่เมื่อวานข้านอนเร็วจึงทำให้วันนี้ตื่นเช้ากว่าปกติ”


   หลิวซิ่วเถามองใบหน้าซีดเซียวของนางด้วยความสงสัย “แต่เหตุใดสีหน้าของท่านจึงดูแย่เช่นนี้”


   สวี่ซิ่วอิงรู้ดีว่าสีหน้าของตนเองย้ำแย่เพียงใด นางมองออกไปข้างนอกเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใคร แล้วจึงดึงหลิวซิ่วเถาเข้ามาใกล้ๆ


   “ซิ่วเถา ช่วงนี้เจ้าฝันถึงเฉิงอันบ้างหรือไม่”


   หลิวซิ่วเถาส่ายหน้า “ไม่มีเจ้าค่ะ ท่านฝันถึงพี่สี่หรือ”


   สวี่ซิ่วอิงพยักหน้าด้วยสีหน้าซีดเผือด “อืม เมื่อคืนข้าฝันว่าเหล่าซื่อถูกคนจับตัวไป เขาตะโกนร้องให้ข้าช่วยสุดชีวิต”


   “ไม่เป็นไรนะเจ้าคะ ความฝันมักตรงกันข้ามกับความจริง พี่สะใภ้อย่าคิดมากเลย”


   หลิวซิ่วเถารีบปลอบ “วรยุทธของพี่สี่เก่งกาจ แม้แต่เฉิงอันก็ไม่มีทางเป็นอะไรแน่นอน”


   “ข้าไม่ได้ฝันถึงเฉิงอันแสดงว่าเฉิงอันไม่เป็นไร เจ้าก็อย่าคิดมากเลย อาจเป็นเพราะท่านคิดถึงพี่สี่มากเกินไป จึงเก็บเอาไปฝัน”


   สวี่ซิ่วอิงเห็นว่าสิ่งที่หลิวซิ่วเถาพูดจามีเหตุผล นางพลันรู้สึกว่าตนเองคิดมากเกินไป


   “อืม ข้าคงคิดมากไปเอง ฟังเจ้าพูดแล้วข้าสบายใจขึ้นเยอะ เจ้าก็อย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกท่านแม่ละ เดี๋ยวนางจะพลอยกังวลไปด้วย”


   “ไม่บอกข้าเรื่องอะไรหรือ”


   สวี่ซิ่วอิงเพิ่งพูดจบก็ได้ยินเสียงของแม่สามีดังขึ้น สวี่ซิ่วอิงมองแม่เฒ่าฉินที่เดินเข้ามาด้วยสีหน้าเก้อเขิน “ท่านแม่ ไม่มีอะไรหรอกเจ้าค่ะ”


   “ข้าเพียงแค่ฝันร้ายเท่านั้น”


   “เจ้าฝันถึงเหล่าซื่อหรือ” แม่เฒ่าฉินถาม


   สวี่ซิ่วอิงพยักหน้า “เจ้าค่ะ ข้าฝันว่าเหล่าซื่อถูกจับตัวไป”


   “อืม ความฝันมักตรงกันข้ามกับความจริง สะใภ้สี่เจ้าอย่าได้คิดมากไปเลย” แม่เฒ่าฉินปลอบใจ “ยิ่งฝันร้ายแรงเพียงใด ก็แสดงว่าเขายิ่งปลอดภัย”


   แม้ในใจแม่เฒ่าฉินจะกังวล แต่นางก็พูดเช่นนี้เพื่อปลอบใจสวี่ซิ่วอิงเท่านั้น แต่ไม่อาจปลอบใจตัวเองได้ เวลาผ่านมานานขนาดนี้แล้วแต่ยังไม่มีจดหมายมาสักฉบับ จะไม่ให้กังวลเลยก็คงเป็นไปไม่ได้


   “ซิ่วเถาก็บอกข้าเช่นนี้เหมือนกัน”


   “เอาละ เอาละ อาหารเช้าทำเสร็จแล้วก็ยกออกไปเถิด พวกเด็กๆตื่นกันแล้ว” แม่เฒ่าฉินกล่าวพลางยกชามไข่ตุ๋นออกไป


   สวี่ซิ่วอิงและหลิวซิ่วเถาต่างก็ยกอาหารเช้าที่ทำเสร็จแล้วออกไปเช่นกัน


   “น้องสาว เจ้าดูสิ จิ้งจอกน้อยคาบลูกไก่กลับมาด้วย”


   ลิ่งอวี่ล้างหน้าล้างตาเสร็จแล้วกำลังจะไปช่วยยกอาหารเช้าในครัวก็เห็นจิ้งจอกน้อยคาบลูกไก่กระโดดลงมา


   พอเล่อเหนียงได้ยินก็รีบวิ่งออกไปทันที


   “เจ้าจิ้งจอกน้อย ปล่อยนกของข้าเดี๋ยวนี้!”


   หงอวี่ เสี่ยวอู่ และ เสี่ยวลิ่วที่วิ่งตามมาข้างหลัง พอได้ยินก็เกือบสะดุดล้มลงไปกับพื้น แม้ว่านกจะเป็นนกจริงๆ และนกที่เล่อเหนียงพูดถึงก็เป็นนกจริงๆ แต่พวกเขากลับคิดไปในทางอื่น


   ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้ผู้อาวุโสในหมู่บ้านชอบพูดให้พวกเขาฟังว่าตระกูลฉินของพวกเขามีนกที่กำลังจะกางปีกโผบินถึงแปดตัว แต่ตอนนี้ก็ยังเป็นนกตัวน้อยๆอยู่


   ในกางเกงก็มีนกตัวน้อยๆอยู่เช่นกัน ตอนนี้สมองของพวกเขาถึงคิดอะไรแปลกๆ


   “จิ้งจอกน้อย เจ้ากล้าทำให้นกของข้าบาดเจ็บ ข้าจะต้มเจ้ากินเสีย!” เล่อเหนียงตะโกนด้วยความโกรธ สองมือยกขึ้นเท้าสะเอว


   ลิ่งอวี่ลูบจมูกแล้วคว้าคอจิ้งจอกยกมันขึ้นมา


   “น้องสาว ต่อไปเราจะสุภาพกว่านี้ได้หรือไม่”


   เล่อเหนียงกะพริบตามองเขา “พี่เจ็ด ข้าพูดอะไรผิดหรือ”


   ลิ่งอวี่พูดตะกุกตะกัก “มะ…มะ…ไม่มีอะไร เล่อเหนียงไม่ได้พูดอะไรผิดเลย”


   เขาจะพูดอย่างไรดีล่ะ


   เล่อเหนียงแงะลูกนกเหยี่ยวออกจากปากจิ้งจอกน้อย แล้วตบหัวจิ้งจอกไปทีหนึ่ง


   “เจ้าจิ้งจอกเหม็น ข้าเกลียดเจ้าจริงๆ”


   จิ้งจอกน้อยส่งเสียงฟึดฟัดไม่พอใจสองครั้ง สำหรับคำพูดของเล่อเหนียงมันฟังแบบหูซ้ายทะลุหูขวา


   อย่างไรเสีย นายน้อยก็เคยบอกว่าเกลียดมันมาแล้ว ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกซะหน่อย เพราะรู้ว่าทุกครั้งนายน้อยแค่พูดไปอย่างนั้นเอง ไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็จะอุ้มมันไปลูบขนอีกแล้ว


   “น้องสาว มันคือนกอะไรกัน เหตุใดลูกนกถึงได้ตัวใหญ่ขนาดนี้” ลิ่งอวี่ถามอย่างสงสัยพลางใช้มือจิ้มลูกนกตัวน้อยนั้น


   เมื่อวานตอนที่พวกเขากลับมาก็ไม่ได้ยินว่าที่บ้านเลี้ยงนกไว้สักหน่อย อีกอย่างนกตัวนี้ดูยังไงก็ไม่เหมือนนกธรรมดาทั่วไป


   “มันคือเหยี่ยวเจ้าค่ะ” เล่อเหนียงตอบ


   “อ่อ เจ้านกน้อยตัวนี้เป็นเหยี่ยวหรอกหรือ” ลิ่งอวี่มองลูกนกที่กำลังใช้หัวถูมือน้องสาวอย่างออดอ้อนด้วยความประหลาดใจ


   “เจ้าจับลูกเหยี่ยวสองตัวนี้มาจากที่ไหนหรือ”


   “ไม่ได้จับ มันตกลงมาในตะกร้าของลุงสองเองต่างหาก”


   เล่อเหนียงเห็นว่าลิ่งอวี่ทำหน้างุนงงจึงดึงตัวหงอวี่ที่ยืนอยู่ข้างๆมาให้อธิบายให้ลิ่งอวี่ฟัง


   ท่านช่วยเล่าที่มาที่ไปของลูกนกสองตัวนี้ให้ฉินลิ่งอวี่ ลิ่งหมิง และลิ่งเฟิงฟังอย่างละเอียดด้วย


   พวกเขาฟังจบก็ทำหน้าประหลาดใจ “โอ้โฮ ที่แท้ท่านพ่อของพวกเรามีพรสวรรค์ในการดึงดูดนกด้วยหรือ”


   “นับเป็นคนเดินอยู่ข้างล่าง นกร่วงลงมาจากฟ้าได้หรือไม่”


   ต้องยอมรับว่าลิ่งเฟิงพูดถูกจริงๆ เพราะมันคือนกที่ร่วงลงมาจากฟ้า แถมร่วงลงมาถึงสองตัวด้วย


   “น้องสาว น้องสาว มันกินอะไรหรือ” พวกลิ่งเฟิงเข้ามาล้อมรอบเล่อเหนียง พลางแหย่ลูกเหยี่ยวในมือของนาง


   “มันกินแมลงน่ะ เมื่อวานพี่หกให้มันกินกบอีกตัวด้วยมันก็กินนะ”


   “อุ๊ย~ มันไม่เลือกกินเลยนะ” ลิ่งเฟิงลูบขนลุกที่หลังมือพลางกล่าว


   หงอวี่เห็นพวกเขาล้อมรอบลูกเหยี่ยวในมือของเล่อเหนียง จึงเข้าไปในห้องนำลูกเหยี่ยวอีกตัวออกมา


   ลูกเหยี่ยวทั้งสองตัวนี้เก็บไว้ในห้องของเขาตลอด เพื่อป้องกันไม่ให้จิ้งจอกน้อยกินมัน


   เมื่อเห็นลูกเหยี่ยวในมือของหงอวี่ ลิ่งเฟิง และคนอื่นๆก็งงงันไปชั่วขณะ


   “สองตัวหรือ”


   “ใช่แล้ว อย่างไรเสียก็เป็นรังเดียวกัน” เล่อเหนียงพยักหน้าพลางกล่าวอย่างร่าเริง


   “เจ้าตัวแสบทั้งหลาย เหตุใดยังยืนเกะกะอยู่ตรงนั้น ไปล้างมือมากินข้าวได้แล้ว” ฉินเหล่าซานตะโกนเสียงดัง


   “มาแล้วขอรับ”


   เด็กๆตอบรับเสียงพร้อมกันแล้วพากันไปล้างมือเพื่อกินข้าว


   เล่อเหนียงยัดลูกเหยี่ยวใส่มือของหงอวี่ ก่อนขาสั้นๆจะวิ่งไปที่อ่างน้ำให้ลิ่งอวี่ล้างมือให้นาง


   หงอวี่ถือลูกเหยี่ยวไว้ข้างละตัว จ้องตากับลูกเหยี่ยวสักครู่ แล้วถอนหายใจก่อนจะเอาลูกเหยี่ยวกลับไปวางไว้ในห้อง


   “ลุงสาม วันนี้ไม่ต้องไปเปิดร้านหรือขอรับ” เสี่ยวลิ่วถามอย่างสงสัย


   ฉินเหล่าซานตอบ “ก็เพราะพวกเจ้านั่นแหละ เอาแต่จะไปจับปลา เดี๋ยวข้าจะไปดูว่าจับได้หรือยัง ถ้าจับได้ก็จะให้พวกเจ้าจับกันให้พอใจเลย”



บทที่ 408: โปรดรักข้าให้มากขึ้น ขอบใจ



   “ดีจังเลย พวกเราจะได้จับปลากันแล้ว” บรรดาเด็กน้อยเมื่อได้ยินว่าจะได้จับปลาก็ตื่นเต้นกันจนแทบไม่อยากกินข้าว พวกเขารีบหยิบกระจาดเล็กๆเตรียมตัวออกเดินทาง


   “กลับมากินข้าวให้เสร็จก่อนแล้วค่อยไป!” แม่เฒ่าฉินตะโกนเรียกพวกเขากลับมา


   เล่อเหนียงนั่งอยู่บนม้านั่ง กินซาลาเปาลูกใหญ่พร้อมพูดด้วยความงุนงงว่า “ตกปลามันสนุกตรงไหนกัน ตื่นเต้นกันเหมือนเก็บเงินได้”


   เสี่ยวลิ่วพูดอย่างตื่นเต้นว่า “น้องสาว เจ้าคงไม่เข้าใจหรอก การจับปลาสนุกยิ่งกว่าการเก็บเงินอีก”


   “แล้วมันสนุกยังไงล่ะ” เล่อเหนียงถามกลับ


   “อืม...”


   เสี่ยวลิ่วโดนคำถามของน้องสาวแทงใจดำจุกจนพูดไม่ออก


   แต่อย่างเสียก็สนุกแน่นอน


   “เรื่องนี้ข้าก็อธิบายไม่ถูก เจ้าต้องลองจับเองดูถึงจะรู้ว่ามันสนุกขนาดไหน”


   “หึ ข้าไม่อยากลองหรอก”


   เด็กชายหลายคนต่างพูดคุยกันอย่างสนุกสนานพร้อมกับรีบกินข้าว ความตื่นเต้นในการไปจับปลาของพวกเขาพุ่งสูงมากกว่าปกติ แม้แต่ลิ่งอวี่ผู้ที่ปกติสุขุมเยือกเย็น ก็ยังมีประกายในดวงตาที่บ่งบอกถึงความตื่นเต้น


   “ท่านป้า ข้ามาแล้ว!”


   ในขณะนั้นเสียงของไป๋เช่ออวิ๋นก็ดังมาจากด้านนอกประตู


   “มาแล้ว มาแล้ว” ฉินเหล่าเอ้อร์ตอบรับพลางเดินออกไปด้านนอก


   นอกบ้านนอกจากไป๋เช่ออวิ๋นแล้วยังมีชายผิวเข้มคนหนึ่งยืนอยู่ และในรถม้าก็มีเสียงไอแหบๆ ดังออกมาเป็นระยะ


   “นายอำเภอไป๋เช้ามาเช่นนี้ได้ทานข้าวเช้าหรือยัง”


   ไป๋เช่ออวิ๋นส่ายหัว “ยังเลยจริงๆ พี่รองฉินมีข้าวเหลือหรือไม่ ขอข้าชามหนึ่งเถอะ”


   “ท่านพูดอะไรกัน ข้าจะให้ท่านกินของเหลือได้อย่างไร”


   ฉินเหล่าเอ้อร์ยิ้มแล้วหันไปทางชายผิวเข้มที่อยู่ข้างๆ และกล่าวว่า


   “คนผู้นี้คืออาจารย์ฉีที่ท่านพูดถึงใช่หรือไม่”


   “ไม่กล้า ไม่กล้า เรียกข้าว่าฉีสือก็พอแล้ว”


   ฉีสือประสานมือพร้อมก้มโค้งตัวตำนับแล้วกล่าวด้วยความถ่อมตน


   ก่อนมาที่นี่นายอำเภอไป๋ได้บอกกับเขาแล้วว่า งานที่หมู่บ้านตระกูลฉินเป็นงานใหญ่ หากเขารับงานนี้ชีวิตในครึ่งหลังของเขาก็จะไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องอีกต่อไป


   ฉะนั้นไม่ว่าจะเพราะเหตุผลใด เพื่อครอบครัวแล้ว เขาต้องคว้างานก่อสร้างในหมู่บ้านตระกูลฉินนี้มาให้ได้


   “อาจารย์ฉีไม่ต้องทำเช่นนี้หรอก พวกเราก็แค่ชาวนาธรรมดา ท่านไม่ต้องทำเช่นนี้หรอก” ฉินเหล่าเอ้อร์พยุงฉีสือขึ้น


   “อาจารย์ฉี เข้าไปรักินข้าวเช้ากันเถอะ"


   “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ไม่ต้องหรอก ข้ากินมาแล้ว นายอำเภอไป๋ ข้าจะรอท่านอยู่ข้างนอก…”


   แต่ยังไม่ทันที่ฉีสือจะพูดจบ เสียงท้องร้องก็ดังขึ้น ทำให้เขาหน้าแดงด้วยความอับอาย แม้ใบหน้าของเขาจะดำคล้ำ แต่ใบหน้าก็ขึ้นสีหน้าแดงระเรื่อเห็นได้ชัด


   “พอแล้ว พอแล้ว ฉีสือ อย่าชักช้าอยู่อีกเลย เข้าไปกินอะไรสักหน่อยเถิด แม้เจ้าจะไม่กิน แต่พี่สะใภ้กับท่านป้าต้องกินนะ”


   ไป๋เช่ออวิ๋นพูดพลางหันไปเปิดม่านรถม้า พลางช่วยประคองหญิงชราที่สวมเสื้อผ้าปะชุนทั่วทั้งร่างลงจากรถม้าไม่มีท่าทีถือตัวเลยแม้แต่น้อย


   ฉินเหล่าเอ้อร์เห็นดังนั้นก็รีบเข้าไปช่วย


   ด้านหลังตามมาด้วยสตรีที่อ่อนวัยกว่าเล็กน้อยและชายหนุ่มท่าทางอ่อนแอคนหนึ่ง


   “นี่คือ...นี่คือมารดาของข้าเอง”


   ฉีสือกล่าวด้วยใบหน้าแดงแจ๋ “คะ…คะ…คนนั้นคือภรรยาของข้าและน้องชายของข้า ขะ…ขะ….ข้าออกมาข้างนอกแล้วเป็นห่วงพวกเขา ดะ…ดังนั้นก็เลย…”


   ฉีสือพูดตะกุกตะกักจนจบแล้วมองดูฉินเหล่าเอ้อร์ด้วยความกังวล กลัวจะเห็นความไม่พอใจบนใบหน้าของเขา


   แต่บนใบหน้าของฉินเหล่าเอ้อร์กลับไม่มีวี่แววของความไม่พอใจใดๆ หากแต่ยังเพิ่มความจริงใจยิ่งขึ้น


   “เหล่าเอ้อร์เอ๋ย เหตุใดถึงไม่เข้ามาข้างในเสียที เจ้าเอานายอำเภอไปไป๋อุดหน้าไว้ที่ประตูหรืออย่างไร” แม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียงเดินออกมา


   แม่เฒ่าฉินจัดวางชามไว้ให้ไป๋เช่ออวิ๋นเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่เห็นเขาเข้ามาสักทีจึงเดินออกไปดู เมื่อแม่เฒ่าฉินเห็นผู้คนมากมายอยู่หน้าประตู ก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย


   “ท่านป้า ข้าคิดถึงท่านเสียเหลือเกิน ยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลย ท้องข้าหิวมากเลย มีข้าวเหลือให้ข้ากินสักชามหรือไม่” ไป๋เช่ออวิ๋นทำเสียงออดอ้อนทันทีที่เห็นแม่เฒ่าฉิน


   แม่เฒ่าฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงเอือมระอา “เหตุใดท่านจึงมาช้านัก ข้าเพิ่งเททิ้งไปเอง”


   “อ่า~ ไม่เป็นไร พี่สะใภ้สามคงทำให้ข้าใหม่ได้”


   “ฮึ่ม รู้แล้วก็รีบเข้าไปกินข้าวเถอะ”


   ไป๋เช่ออวิ๋นหยิกแก้มเล่อเหนียงเบาๆ แล้วรีบวิ่งเข้าไปกินข้าว


   “ท่านแม่ คนผู้นี้คือฉีสือที่นายอำเภอไป๋บอกกับพวกเราเมื่อวาน” ฉินเหล่าเอ้อร์แนะนำแม่เฒ่าฉิน “ท่านนี้คือมารดา ภรรยา และน้องชายของอาจารย์ฉี”


   แม่เฒ่าฉินมองดูคนที่ยืนเกร็งๆ ท่าทางใจดีแล้วพูดว่า “แม่เฒ่าฉี อาจารย์ฉี เชิญเข้ามากินข้าวเช้ากันเถิด แม้อาหารบ้านของพวกข้าจะไม่ค่อยมีของดีนัก แต่กินอิ่มท้องได้แน่นอน”


   “อา ข้ารู้สึกไม่สะดวกใจเลย ข้าพาครอบครัวมาด้วย...” ฉีสือพูดออกมาด้วยความกระดากใจ


   “ก็แค่ของธรรมดา พวกท่านกินสักหน่อยเถอะ” แม่เฒ่าฉินกล่าวพลางวางเล่อเหนียงลง และพยุงแม่เฒ่าฉีเข้าไปข้างใน


   ฉินเหล่าเอ้อร์ก็พาฉีสือเข้ามาด้วย ทันทีที่เข้ามาและเห็นโต๊ะอาหารกลางห้องสองโต๊ะ พวกฉีสือก็ถึงกับตกใจ


   “แม่เฒ่า ท่าน...ครอบครัวท่านมีคนเยอะขนาดนี้เลยหรือ”


   แม่เฒ่าฉินยิ้มกล่าวว่า “ใช่แล้ว ข้ามีบุตรชายห้าคน หลานชายเก้าคน หลานสาวหนึ่งคน”


   เขาชี้ไปที่พวกหมิงเฟิงและหลี่อัน “นั่นคือหลี่อัน หมอหลี่ และพวกเขาก็เป็นคนในครอบครัวของข้า”


   แม่เฒ่าฉีมองด้วยความอิจฉา “แม่เฒ่า ครอบครัวท่านดีจริงๆ คนเยอะแต่อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา”


   “นั่งเร็วเข้า” แม่เฒ่าฉินพยุงแม่เฒ่าฉีให้นั่งลง


   สือไห่ถังและหลิวซิ่วเถาเตรียมตะเกียบให้พวกเขาพร้อมทั้งยกข้าวต้มข้นคลั่กออกมา


   ฉีซื่อและพวกเขาเหลือบมองชามที่เต็มไปด้วยข้าวต้มข้นคลั่กอย่างตะลึงตะลาน ไม่รู้จะทำอย่างไร พวกเขาไม่มีแม้แต่ความกล้าที่จะยกชามขึ้นมาด้วยซ้ำ


   “นะ…นะ…นี่” ฉีเฒ่าเหลือบมองชามข้าวต้ม ไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้


   เพราะสิ่งนี้มันหรูหรามากเกินไป


   ตอนแรกก็รู้ว่าแค่ชามข้าวต้ม ถ้าอยู่ในบ้านของพวกข้าก็ต้องเติมน้ำในปริมาณที่มาก และใช้เป็นอาหารของทั้งครอบครัวในหนึ่งวัน


   “มีอะไรหรือ ข้าวต้มไม่ถูกปากหรือ” แม่เฒ่าฉินถามด้วยความห่วงใย


   “มะ…มะ…ไม่…ไม่ใช่ แต่มันมาดเกินไป ข้าวต้มชามนี้คืออาหารของบ้านข้าหนึ่งวัน…” คำพูดของฉีเฒ่าทำเอาคนบ้านฉินต้องอึ้งไป มองชามที่เต็มไปด้วยข้าวจนไม่มีน้ำ ความคิดของพวกเขาลอยกลับไปยังหลายปีก่อน


   ใช่แล้ว เมื่อก่อนพวกเขาก็เคยหิวโหยไม่ต่างกัน มักใช้มันเทศและผักป่าเติมเต็มท้อง


   ข้าวต้มก็เป็นสิ่งที่จะได้กินในช่วงเทศกาลสำคัญเท่านั้น และถึงอย่างนั้นก็ไม่นับว่าเป็นข้าวต้ม แต่เรียกได้แค่ว่าน้ำข้าวเท่านั้น


   ตกลงแล้ว พวกเขาเริ่มเปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัร


   เป็นตอนที่อพยพหนีความภับพิบัติใช่หรือไม่


   ไม่ใช่ คงจะเป็นหลังจากที่เล่อเหนียงเกิดแล้วที่ชีวิตของพวกเขาเริ่มดีขึ้นอย่างช้าๆ


   ตอนแรกก็แค่หวังว่าจะมีอะไรกินให้อิ่ม แต่ตอนนี้มีถึงกำไลทองก็ไม่แปลกใจที่จะไม่ใส่


   เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ คนในตระกูลฉินก็มองไปที่เล่อเหนียงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรักและเอ็นดูมากยิ่งขึ้น


   เล่อเหนียงที่รู้สึกมึนงง “???”



 บทที่ 409: ร่วมแรงร่วมใจถึงจะอิ่มท้อง



   “ท่านกินอย่างสบายใจเถอะ เมื่อปีก่อนบ้านของเราเก็บเกี่ยวได้ไม่เลวและยังมีข้าวให้กินอยู่”


   แม่เฒ่าฉินอธิบายว่า “เราไม่ได้กินแบบนี้ทุกวันหรอก พวกผู้ชายพวกนี้ก็กินให้เต็มที่หน่อย กินเสร็จแล้วต้องไปทำงานบนภูเขา หากไม่อิ่มท้องคงจะไม่ดี”


   แม่เฒ่าฉีกินไปครึ่งชาม เหลือครึ่งชามไว้อย่างนั้นโดยไม่แตะอีก คนอื่นก็เช่นกัน แม้ว่าตายังจับจ้องข้าวต้มในชามอยู่แต่ก็ตัดสินใจที่จะไม่แตะต้องมันอีกเลย


   พวกเขาแทบไม่ได้แตะกับข้าวด้วยซ้ำ


   แม่เฒ่าฉินมองดูพวกเขาด้วยความสงสัย “เหตุใดถึงไม่กินต่อเล่า กินแค่นี้จะอิ่มหรือ”


   แม่เฒ่าฉีเอ่ยอย่างเก้อเขิน “ข้าอิ่มแล้ว ว่าเก็บครึ่งชามนี้ไว้กินตอนเย็น”


   แม่เฒ่าฉินเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกสะเทือนใจ ใช้ตะเกียบคีบไข่ให้แม่เฒ่าฉี


   “ท่านกินเถอะหากท่านไม่กิน ข้าจะนำไปทิ้งเสีย"


   “หมู่บ้านของพวกเรามีหมูอยู่สิบกว่าตัว หากท่านไม่กินก็ให้พวกสัตว์เหล่านั้นลองลิ้มรสอาหารคนแทน"


   “อา”


   แม่เฒ่าฉีมองดูตระกูลฉินด้วยความประหลาดใจ เห็นสีหน้าจริงจังของพวกเขาจึงรีบยกชามขึ้นมา กลัวว่าถ้าช้าหน่อยจะต้องไปเลี้ยงหมูแทน


   แม่เฒ่าฉินคีบซาลาเปาลูกใหญ่ใส่ในชามให้พวกเขาเพิ่ม ครอบครัวฉีรับมากินด้วยความเต็มใจ แม่เฒ่าฉินคีบอะไรให้ก็กินสิ่งนั้น


   จนกระทั่งเรอออกมาเพราะความอิ่ม พวกเขาถึงได้หยุดกิน เมื่อเห็นว่าบนโต๊ะไม่มีอาหารเหลือแล้ว พวกเขาก็รู้สึกทั้งอายและละอายใจ ต่างแอบตำหนิตัวเองว่าเหตุใดถึงกินมากถึงเพียงนี้


   “ท่านอิ่มหรือยัง”


   แม่เฒ่าฉีพยักหน้ารัวๆ “อิ่มแล้ว อิ่มแล้ว ข้ากินไม่ไหวแล้ว”


   แม่เฒ่าฉินจึงให้สือไห่ถังและคนอื่นๆเก็บชามและตะเกียบ


   หลังจากพวกเขากินข้าวเสร็จ ฉินฟู่หลินก็มาถึง


   “นายอำเภอไป๋ พวกเราพาเขาขึ้นไปสำรวจภูเขากันเถอะ”


   ฉินฟู่หลินเพิ่งมาถึงก่อนหน้านี้ แต่เพราะเมื่อเขาก้าวเข้ามาก็เห็นแม่เฒ่าฉินกำลังกินข้าวอยู่เขาจึงเดินถอยกลับไป แล้วเดินเล่นด้านนอก รอจนพวกเขากินเสร็จจึงเข้ามา


   แม่เฒ่าฉินพูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “เจ้าน่าจะเดินเล่นอีกสักสองสามรอบแล้วค่อยเข้ามา”


   ก่อนหน้านี้นางเห็นฉินฟู่หลินแล้ว แต่ก่อนหน้าจะได้เอ่ยพูดอะไร เขาก็ถอยหลังเดินกลับไปแล้ว


   ฉินฟู่หลินหัวเราะขำขัน “พี่ชุนหลานข้ากินข้าวมาแล้วจริงๆ หากเมื่อครู่ข้าเข้ามาท่านคงให้เข้าร่วมวงด้วยแน่ๆ จึงตัดสินใจเดินออกไป”


   ฉินฟู่หลินจับท้องตัวเอง “พี่ชุนหลาน ดูท้องข้าสิ พอกินข้าวที่บ้านท่านไม่กี่มื้อก็ท้องโตหมดแล้ว แม้แต่ภรรยาข้ายังบอกเลยว่าท้องข้าเต็มไปด้วยไขมัน ช่วงนี้เลยไม่อนุญาตให้ข้ากินเนื้อ"


   “อิ่มแล้ว ข้าก็กินอิ่มแล้ว ไปเถอะพี่รอง พวกเราไปดูภูเขากัน”


   ฉินเหล่าเอ้อร์พยักหน้ารับแล้วหยิบแผนผังขึ้นมา “เชิญอาจารย์ฉีขอรับ”


   “ท่านแม่ ท่านรอข้าอยู่ที่นี่ก่อนนะ ข้าจะรีบไปแล้วรีบกลับ”


   แม่เฒ่าฮีผลักเขาไปข้างหน้าและกล่าวว่า “รีบไปเร็วเข้า อย่าให้การงานของผู้อื่นล่าช้า”


   “ลุงสาม ท่านจะไปที่ไหนหรือ”


   ฉินเหล่าซานก็ลุกขึ้นเดินออกไปข้างนอก แต่ถูกเสี่ยวอู่และเสี่ยวลิ่วกอดขาใหญ่ของเขาไว้


   “ข้าจะไปดูว่าปลานั้นจับได้หรือยัง ถ้าจับได้แล้ว ข้าจะกลับมาบอกพวกเจ้าก็แล้วกัน ดีหรือไม่”


   “ไม่ได้!” พวกเด็กๆตอบเป็นเสียงเดียวกัน


   หงอวี่สะพายตะกร้าแล้วมายืนอยู่ที่หน้าประตูแล้วมองไปที่พวกเขา


   ลิ่งอวี่ไม่ได้ออกไป แต่ก็สะพายตะกร้าเรียบร้อยแล้ว แสดงถึงท่าทีชัดเจนมาก


   “ลิ่งอวี่ เจ้าเป็นพี่ใหญ่ เจ้ายังจะมาร่วมเล่นซนกับพวกเขาอีกหรือ” ฉินเหล่าซานมองลิ่งอวี่ด้วยความปวดหัว


   เฮ้อ หลานชายคนนี้ชักจะไม่เชื่อฟังเสียแล้ว


   “เอาเถอะ เหล่าซาน พาพวกเขาไปเถอะ จะได้ไม่ส่งเสียงเอะอะในบ้านข้า" แม่เฒ่าฉินกล่าวพลางยิ้ม


   “พาเด็กน้อยคนนี้ไปด้วย” ท่านแม่ออกปากสั่ง ฉินเหล่าซานจึงจำต้องสะพายตะกร้า ก่อนอุ้มเล่อเหนียงมุ่งหน้าไปยังภูเขาหลังหมู่บ้าน


   เล่อเหนียงทำหน้าสงสัยอย่างมาก เพราะว่านางเองไม่ได้อยากไป


   ……


   “แม่เฒ่าฉิน ครอบครัวท่านดียิ่งนัก ข้าอิจฉาเหลือเกิน” แม่เฒ่าฉีเอ่ยชื่นชม


   ลูกหลานอยู่ล้อมรอบเป็นสิ่งที่นางโหยหา แต่เสียดายที่ลูกสะใภ้ให้ของนางแท้งลูกไปนานแล้ว หมอบอกว่าชีวิตนี้ไม่อาจมีลูกได้แล้ว ส่วนลูกชายคนเล็กก็ป่วยออดๆแอดๆมาตลอด ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการสืบสกุล แม้แต่การใช้ชีวิตด้วยตัวเองยังแทบจะทำไม่ได้


   “เฮ้อ ตอนนี้ก็พอจะดีขึ้นมาหน่อย อดีตพวกข้าก็ทนทุกข์มามาก พวกข้าอพยพมาจากทางเหนือเหมือนกัน ช่วงนั้นหลานสาวเพิ่งเกิดช่างยากลำบากนัก สะใภ้สี่ไม่มีน้ำนมให้หลานสาว ต้องให้หลานชายคนโตไปควานหาข้าวจากคนอื่นเพื่อมาต้มน้ำข้าวให้หลานสาวกิน”


   “ข้าวเพียงน้อยนิดยังเกือบเก็บรักษาไว้ไม่ได้ หลานชายหลายคนเกือบถูกจับไปเป็นตัวประกัน”


   แม่เฒ่าฉินยังคงจดจำเรื่องราวการอพยพหนีภัย เฝิงเสี่ยวฮวาก่อเรื่องให้พวกเขาหลายครั้ง หลานชายสองคนเกือบถูกจับไปกิน ทุกครั้งที่นึกย้อนไปก็อยากจะร้องไห้


   เพราะตลอดทางที่ผ่านมานั้นยากลำบากเหลือเกิน


   แม่เฒ่าฉีไม่ได้ตั้งใจทำให้คนอื่นระลึกถึงความหลังที่เจ็บปวด นางเผลอมองแม่เฒ่าฉินด้วยความอึดอัดใจ


   แม่เฒ่าฉินมองออกถึงความไม่สบายใจของฉีเฒ่า จึงยิ้มแล้วกล่าวว่า “พวกท่านไม่ต้องกังวล ข้าแค่พูดตามที่รู้สึกเท่านั้นเอง”


   “ตอนนี้กลับมายังบ้านเกิดแล้ว ชีวิตกลับมาดีขึ้น เรื่องราวเก่าๆก็ปล่อยให้มันเป็นเพียงความทรงจำเถิด"


   เมื่อฉีเฒ่าได้ยินเช่นนั้นจึงค่อยโล่งใจขึ้นมา นางกลัวว่าแม่เฒ่าฉินอาจจะโกรธเคืองพวกเขา ซึ่งอาจจะพาลไปถึงลูกชายคนโต


   “ท่านพี่ ข้าขอพาพวกท่านออกไปเดินเล่นกันสักรอบเถิด หมู่บ้านของเรามีทิวทัศน์ที่งดงามจริงๆ”


   ฉีเฒ่าตอบว่า “ดีเลย ข้าก็อยากออกไปเดินเล่นอยู่พอดี”


   “อืม คุณชายน้อย ท่านจะไปกับพวกเราด้วยหรือ หากร่างกายเดินเหินไม่สะดวกก็พักผ่อนอยู่ที่นี่เถิด” แม่เฒ่าฉินหันไปมองฉีซู่ที่ไออยู่เป็นพักๆ


   ฉีซู่ไอเบาๆ แล้วพยักหน้า “ท่านแม่เฒ่า ข้าไม่เป็นไร ข้าก็อยากออกไปเดินเล่นเช่นกัน”


   แม่เฒ่าฉินพยักหน้า แล้วพาพวกเขาเดินเที่ยวชมในหมู่บ้าน ไม่นานนัก แม่เฒ่าฉีก็พบสิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจ ผู้คนทั้งหมู่บ้านล้วนเป็นมิตรอย่างยิ่ง


   ไม่มีร่องรอยของการเหยียดหยามดูถูกหรือมีความขัดแย้งกับเพื่อนบ้านแม้แต่น้อย ทุกคนที่พบเห็นล้วนมีสีหน้ายิ้มแย้ม


   เมื่อพวกเขาเห็นพวกแม่เฒ่าฉินก็ยิ่งมีสีหน้ายิ้มแย้มทักทายพวกเขา


   แม่เฒ่าฉินก็ทักทายตอบอย่างเป็นกันเอง พร้อมกับแนะนำแม่เฒ่าฉีให้พวกเขารู้จัก


   “แม่เฒ่าฉิน ผู้คนในหมู่บ้านของพวกท่านช่างดีและสามัคคีกันจริงๆ ไม่เหมือนหมู่บ้านของพวกข้า เรื่องเล็กน้อยเพียงแค่ขนไก่เส้นเดียวก็สามารถทะเลาะกันได้เป็นครึ่งเดือน”


   แม่เฒ่าฉินยิ้มน้อยๆ “ทุกคนล้วนผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาแล้ว ย่อมเข้าใจว่าการร่วมแรงร่วมใจกันเท่านั้นจึงจะสามารถมีชีวิตที่ดีขึ้นได้”


   “การทะเลาะกันมีประโยชน์อันใด ทะเลาะกันไปไม่ได้ช่วยให้อิ่มท้องไม่ใช่หรือ”


   แม่เฒ่าฉีเห็นด้วย “ใช่แล้ว น่าเสียดายที่ไม่ใช่ทุกคนจะเข้าใจ”


   บนเขาด้านหลัง เมื่อฉีสือเห็นบ่อน้ำพุร้อนก็ถึงกับตะลึงงันทันที



 บทที่ 410: ไม่ขยันแล้วจะมีข้าวกินได้อย่างไร



   “สวรรค์ เหตุใดบ่อน้ำพุร้อนถึงใหญ่เช่นนี้” ฉีสืออึ้งในความใหญ่โตของบ่อน้ำพุร้อนจนสมาธิเตลิดไปหมด


   เขาไม่จำเป็นต้องให้ฉินเหล่าเอ้อร์นำทางอีกต่อไปแล้ว เขาลื่นลงไปแทบจะทันที และนั่งจ้องมองบ่อน้ำพุร้อนด้วยความหลงใหล


   หลังจากนั้นก็เอื้อมมือไปสัมผัสอุณหภูมิของน้ำพุร้อน


   “ใต้เท้าไป๋ ข้าขอเสนอช่วยท่านออกแบบแผนผังสำหรับน้ำพุร้อนนี้ ข้าจะไม่คิดค่าจ้าง” ฉีสือในขณะนี้ดูเป็นเหมือนอัจฉริยะด้านการก่อสร้างอย่างแท้จริง


   ฉินเหล่าเอ้อร์ส่ายหน้า “อาจารย์ฉี พวกข้าได้ออกแบบแผนผังไว้แล้ว ท่านลองดูสักหน่อย”


   ฉินเหล่าเอ้อร์นำแผนผังการออกแบบที่อยู่ในอ้อมแขนส่งให้เขา


   ฉีสือรับแผนที่นั้นอย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง และยังไม่ปักใจเชื่อว่าพวกเขาจะสามารถวางแผนการใช้น้ำพุร้อนนี้ได้ เพราะแม้แต่เขาที่เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ ก็ยังไม่มีความมั่นใจว่าจะสามารถใช้งานน้ำพุร้อนนี้ได้อย่างเต็มที่


   แต่ทันทีที่เขาได้เห็นแผนผังจากฉินเหล่าเอ้อร์ ดวงตาก็เบิกกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว อยากจะคลานไปศึกษาแผนผังนั้นอย่างจริงจัง


   “สวรรค์ แผนผังนี้ออกแบบได้อย่างชาญฉลาด แม้แต่ขอบเล็กๆรอบนอกก็ว่าแผนไว้อย่างละเอียด”


   ฉีสือชมเปาะไม่หยุด “ใครออกแบบกัน ข้าต้องไปคารวะคนผู้นี้สักครั้ง”


   ฉินเหล่าเอ้อร์กระแอมไอ แล้วกล่าวด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยสะดวกใจว่า “ส่วนใหญ่เป็นการออกแบบของคนในครอบครัวของพวกข้า และบางส่วนก็ได้ปรึกษากับคนในหมู่บ้าน”


   ฉินเหล่าเอ้อร์ไม่ได้ดึงเอาความดีความชอบทั้งหมดมาไว้กับต้นเอง แต่ใช้คำว่าครอบครัวของพวกเขา ซึ่งทั้งเป็นการแสดงแหล่งที่มาของแบบแผนผังนี้


   “อา ไม่คิดเลยว่าจะเป็นการออกแบบของครอบครัวฉิน มันถูกออกแบบได้อย่างไร ช่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน"


   ฉีสือกล่าวชมว่า “ถ้าสามารถสร้างขึ้นตามแบบอัตราส่วน1ต่อ1ได้จริง คุณค่าของบ่อน้ำพุร้อนจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว”


   “ดังนั้นข้าถึงต้องขอร้องอาจารย์ฉีช่วย”


   ฉีสือพยักหน้าพลางกล่าวว่า “คุณชายฉิน ข้าขอรบกวนท่านช่วยดูแลมารดาและภรรยาของข้าด้วย ข้าพอมีสหายที่ทำงานร่วมกับข้าได้ดี ข้าจะไปเชิญพวกเขามาร่วมสร้างสิ่งอันยิ่งใหญ่แห่งนี้กับข้าได้หรือไม่”


   ฉินเหล่าเอ้อร์ยินยอมทันที “อาจารย์ฉีวางใจได้ แม่และภรรยาของท่าน พวกข้าจะดูแลเป็นอย่างดี"


   “ถูกแล้วอาจารย์ฉี ท่านคิดว่าจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์และสิ่งของอะไรบ้าง ท่านลองบอกออก ให้หัวหน้าหมู่บ้านไปเตรียมให้ก่อน”


   ฉีสือส่ายศีรษะว่า “ไม่ๆๆ เรื่องนี้ยังไม่ต้องรีบ เมื่อข้ากลับมา ข้าจะไปตรวจสอบด้วยตนเองถึงจะดี”


   เมื่อกล่าวจบเขาก็วิ่งกลับไปด้วยความตื่นเต้น


   “ใต้เท้าไป๋ ท่านมีเงินอยู่บ้างหรือไม่ ข้ายืมหน่อยเถอะ” ฉินเหล่าเอ้อร์คว้าแขน ไป๋เช่ออวิ๋นแล้วกระซิบถาม


   “มีเรื่องอันใดหรือ” ไป๋เช่ออวิ๋นมองเขาด้วยความสงสัย


   “อ้อ อาจารยฉีออกไปตามหาคน คงจะต้องใช้เงินแน่ๆ เงินนี้คงต้องเป็นพวกเราออก ท่านเองก็เห็นว่าข้าไม่ได้พกเงินมาในตอนนี้”


   ไป๋เช่ออวิ๋นเข้าใจแล้วจึงล้วงหยิบถุงเงินออกมาจากอกเสื้อส่งให้เขา


   ฉินเหล่าเอ้อร์รับถุงเงินมา แล้วหยิบเศษเงินจำนวนหนึ่งพร้อมเหรียญทองแดงออกมา ก่อนที่จะคืนถุงเงินกลับไป ยังไม่วายเอ่ยปากแซวว่า


   “ใต้เท้าไป๋ ท่านจนจริงๆ ข้าไม่กล้าหยิบมากกว่านี้แล้ว”


   ไป๋เช่ออวิ๋น หน้าถมึงทึง ยกเท้าขึ้นถีบไป


   ฉินเหล่าเอ้อร์ กระโดดหลบเท้าของเขา แล้วรี่งเดินตามฉีสือไป


   “อาจารย์ฉี เงินเหล่านี้ท่านเอาไว้ใช้เดินทาง หากไม่พอก็จงใช้อย่างประหยัด ตอนนี้ข้ามีเท่านี้”


   ฉีสือรีบปฏิเสธ “เช่นนี้ข้าจะรับเงินของคุณชายฉินได้อย่างไร”


   ฉินเหล่าเอ้อร์ยัดเงินให้เข้าทันที พร้อมกล่าวว่า “อาจารย์ฉี ท่านรีบไปรีบกลับเถอะ”


   ฉีสืไม่อาจขัดเขาได้จึงต้องรับไว้ แล้วขึ้นม้าควบออกไปจากหมู่บ้านตระกูลฉินโดยเร็ว


   ฉีสือระหว่างที่ควบม้าก็เผลอลูบเงินในถุงผ้าด้วยความอบอุ่นในใจ ความจริงแล้วเขาไม่มีเงิน เหลือเพียงแค่เหรียญทองแดงไม่กี่เหรียญ เขาเตรียมพร้อมกับการหิวโหยเอาไว้แล้ว


   การกระทำของฉินเหล่าเอ้อร์ทำให้เขารู้สึกถึงความเคารพ และยิ่งมีความตั้งใจแน่วแน่ว่าจะสร้างบ่อน้ำพุร้อนนี้ให้สำเร็จ


   ……


   “ลุงสาม ดูสิว่าปลาตัวนี้ตัวใหญ่แค่ไหน ข้าจับได้แล้ว!” เสี่ยวลิ่วกล่าวลายไหลขณะมองปลาตัวใหญ่ในบ่อ


   ฉินเหล่าซานมองปลาตัวนั้นแล้วปากกระตุกเล็กน้อย หากจำไม่ผิดปลาตัวนั้นใหญ่สุดในบ่อแล้ว เขากะจะเก็บไว้เป็นสัญลักษณ์นำโชค


   “ปลาตัวนี้ตัวโตจริงๆ ตัวอื่นยังเล็กอยู่ รออีกสักสองเดือนค่อยจับดีหรือไม่” ฉินเหล่าซานลองถามดู


   ผลลัพธ์ก็เป็นไปตามคาด เด็กๆพอได้ยินว่าต้องรออีกหลายเดือนถึงจะได้จับปลา ทุกคนก็โวยวายกันใหญ่ บอกว่าจะไม่ยอมรอ


   “ลุงสาม จับเถอะ จับเถอะ อีกสองเดือนค่อยมาจับอีกก็ได้” เล่อเหนียงอ้อนวอน


   ตอนแรกนางเองก็ไม่ได้ชอบการจับปลา แต่เมื่อมาถึงที่นี่และเห็นพี่ชายที่ตื่นเต้นกันอย่างยิ่งยวดก็เกิดความอยากจับเช่นกัน


   “ก็ได้ ก็ได้ พวกเจ้าจับกันตามสบายเลย!” ฉินเหล่าซานเอ่ยอย่างยอมแพ้


   อย่างไรปลาพวกนี้ก็จะถูกนำไปทำลูกชิ้นปลาอยู่แล้ว ไม่ได้จับมาเพื่อขายเป็นตัวหรือชั่งน้ำหนัก ดังนั้นก็จับสนองความอยากเจ้าพวกเด้กน้อยนี้ไปเถอะ


   “ลิ่งอวี่ เจ้าไปตามลุงจ้าวมาหน่อย หินตรงประตูระบายน้ำก้อนนั้นมันหนักมากเลยนะ ข้าเคลื่อนย้ายคนเดียวไม่ไหว”


   ลิ่งอวี่รับคำแล้วรีบวิ่งกลับไปทันที


   “ลิ่งหมิง พวกเจ้าทั้งหลายค่อยฝั่งน้องสาวเอาไว้ และอย่าให้ลิ่งตงเข้าใกล้น้ำ ข้าจะลงไปเปิดประตูระบายน้ำข้างล่าง”


   ฉินเหล่าซานกำชับก่อนจะพับขากางเกงแล้วลงน้ำไป


   ลิ่งหมิงและพี่น้องอีกหลายคนก็อยากลงน้ำเช่นกัน แต่ตอนนี้ในสระน้ำยังน้ำจำนวนมาก และยังต้องดูแลน้องสาวกับลิ่งคงจึงต้องอดทนยืนอยู่บนฝั่งอย่างเรียบร้อย


   ผ่านไปไม่นานก็ได้ยินเสียงฝีเท้าลิ่งอวี่และพ่อเฒ่าจางพร้อมกับคนอื่นๆในหมู่บ้านก็เดินมาถึง และยังมีเด็กๆในหมู่บ้านกับผู้ใหญ่ที่ว่างไม่มีอะไรทำมาด้วย


   พวกเขาได้ยินว่าตระกูลฉินจะมาเริ่มจับปลาแล้วจึงพากันมาดูอย่างสนุกสนาน


   “ท่านอาหัวหน้าหมู่บ้าน ฟู่ไห่ เอ้อร์จู้ พวกท่านมาทำอะไรที่นี่หรือ” ฉินเหล่าซานมองพวกเขาอย่างประหลาดใจ


   เวลานี้เขาไม่ควรจะยุ่งอยู่บนภูเขาหรือยังไง?


   ฉินฟู่หลินยิ้มพร้อมพูดว่า “อาจารย์ฉีไปหาคนแล้วยังต้องไปตรวจสอบวัสดุอีก ดังนั้นสองวันนี้ถึงมีเวลาว่าง”


   “เมื่อได้ยินว่าพวกเจ้าจะเริ่มจับปลา พวกข้าก็เลยมาดูว่ามีอะไรสนุกๆหรือไหม อีกอย่างพวกข้าก็อยู่ว่างๆ ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว”


   เขาพูดพร้อมกับยื่นหัวไปดูที่บ่อน้ำ พลันเห็นปลาอ้วนท้วนหนึ่งตัว เขาตกตะลึงแล้วพูดว่า “โอ้ ปลาตัวอ้วนจริงๆ”


   เมื่อคนอื่นได้ยินก็พากันไปดูที่ขอบบ่อและอุทานออกมา “จริงด้วย ปลาตัวอ้วนจริงๆ”


   “ฉินเหล่าเอ้อร์ เจ้ามีโชคอะไรหรือเปล่า ปีก่อนเลี้ยงปลาทั้งปีได้แค่ตัวเล็กๆ แต่ปีเดียวก็ได้ตัวใหญ่ขนาดนี้”


   ฉินเหล่าเอ้อร์หัวเราะสองครั้งว่า “ไหนเลยจะเป็นเพราะโชค พวกเราน่ะขยันให้อาหารต่างหาก”


   “ไม่ขยันแล้วจะมีข้าวกินได้อย่างไร”



จบตอน

Comments