lucky kid ep41-50

 บทที่ 41: เล่อเหนียงงุนงง

   

   แม่เฒ่าฉินนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆมีสตินึกขึ้นได้ว่า หยางเปียวก็คือลูกของเฉียนเหมยนั่นเอง

   

   “ข้าแทบจะลืมมันไปแล้ว”

   

   หลี่อันกัดผิงกั่วจนหมดในสองสามคำ ก่อนจะโยนไปนอกหน้าต่าง

   

   “ข้าได้ยินมาว่า คำตัดสินของหยางผิงและเฉียนเหมยออกมาแล้ว พวกเขาทั้งคู่ถูกเนรเทศไปทำงานหนักที่เหมืองแร่เป็นเวลายี่สิบปี ด้วยนิสัยของหยางเปียว ข้าเกรงว่ามันอาจจะกลับมาเอาคืนพวกเรา”

   

   แม่เฒ่าฉินขมวดคิ้วเมื่อได้ยินดังนั้น แม้ครอบครัวของนางจะมีกำลังคนมาก บุรุษก็ล้วนแข็งแรง แต่ก็มีเด็กๆอยู่หลายคน ถึงแม้ตอนนี้จะมีฮั่นหลิน เฉิงอัน และชายแก่อย่างหลี่อันคอยคุ้มกัน การเผชิญหน้ากันตรงๆ นางไม่หวั่นเกรง แต่กลัวว่าอีกฝ่ายจะแอบมาทำร้าย

   

   โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเล่อเหนียง ดวงใจของนาง หากเกิดเรื่องร้ายขึ้นกับหลานสาว นางคงหัวใจสลายเป็นแน่

   

   ‘หรือว่ามันจะมาลักพาตัวเล่อเหนียง’

   

   ‘ถ้ามันทำร้ายหลานชายของข้าล่ะ’

   

   ยิ่งคิดแม่เฒ่าฉินก็ยิ่งกังวล จนตัดสินใจเด็ดขาด รีบสาวเท้ามุ่งตรงไปยังบ้านของฉินฟู่หลินทันที

   

   “ไม่ได้การ ข้าต้องไปบอกกล่าวสักหน่อย ให้ฟู่หลินคอยระวังคนแปลกหน้าที่เข้ามาในหมู่บ้าน”

   

   ฉินเยาเยามองท่านย่าที่กำลังร้อนรน จากนั้นก็หาวหวอดใหญ่แล้วหลับตานอน ฉินเยาเยาดูเหมือนจะนอนหลับ แต่จิตของนางได้เข้าไปในพื้นที่มิติแล้ว

   

   ทว่าทันทีที่นางเข้ามา นางก็รู้สึกว่าพื้นที่มิติของนางดูแปลกไปเล็กน้อย อย่างแรกคือ พื้นที่ที่ใช้ปลูกผักขยายใหญ่ขึ้นกว่าเดิม มีพื้นที่ว่างเพิ่มขึ้นหลายที่

   

   เดิมทีมองออกไปจากลานเล็กๆ จะเห็นภูเขาได้อย่างชัดเจน แต่ตอนนี้กลับเห็นเลือนราง และใต้ซุ้มองุ่นนั้น โลหะสีดำได้เผยออกมาทั้งหมดแล้ว

   

   นี่...นี่คือหม้อสามขาหรือเตาหลอม

   

   ฉินเยาเยามองสิ่งของสีดำนั้นด้วยความสงสัย ครุ่นคิดหาคำตอบไม่เจอว่าแท้จริงแล้วมันคืออะไร หรือว่าจะเป็นสิ่งของสำหรับปรุงยาอายุวัฒนะ

   

   เมื่อขบคิดหาคำตอบไม่ได้ นางจึงเลิกใส่ใจด้วยวัยเพียงเท่านี้ สิ่งของชิ้นโตขนาดนั้น นางไม่สามารถทำสิ่งใดกับมันได้

   

   ตอนนี้นางไม่มีทั้งเวลาและเรี่ยวแรงที่จะมาใส่ใจเรื่องนี้ ปล่อยให้มันอยู่ตรงนั้นไป

   

   เมื่อฉินเยาเยามองไปยังส่วนที่ปลูกผลไม้ ก็เห็นลูกสัตว์น้อยใหญ่วิ่งเล่นกันเต็มไปหมด ทำให้นางอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว

   

   ขยายพันธุ์กันเก่งเสียจริงนะ!

   

   ฉินเยาเยารู้สึกเสียใจที่ให้ท่านย่านำสิ่งของของทหารหนานหมานมาไว้ในพื้นที่มิติของนาง โดยเฉพาะไก่ เป็ด ปลา แกะ หมู กระต่ายที่ใช้ไว้เป็นเสบียง ตอนนี้นางไม่สามารถนำมันออกไปได้ และดูเหมือนพื้นที่มิติก็มีพื้นทีจำกัด

   

   โชคยังดีที่พื้นที่มิติขยายเพิ่มขึ้นมาอีกเล็กน้อย แต่มันก็ยังไม่เพียงพอต่อจำนวนกระต่ายที่ออกลูกทุกเดือน ไก่ เป็ด ห่าน ที่ออกลูกทุกสองเดือน หมูที่ออกลูกปีละสองครั้ง ยังไม่รวมถึงวัวและแกะอีกมากมาย

   

   นางเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับความมั่งคั่งนี้

   

   เอ๊ะ!

   

   สิ่งนี้คือสิ่งใดกัน

   

   ฉินเยาเยาหันไปมองเห็นพืชสีแดงหลายต้น นางจึงเข้าไปดูใกล้ๆในทันที ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมา ยิ่งงดงามมากเท่าใด ยิ่งแฝงไว้ด้วยอันตราย

   

   ในตอนแรกนางจึงค่อยๆใช้พลังจิตหยิบก้อนหินโยนเข้าไปเพื่อทดสอบ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่า นี่มันคือพื้นที่มิติของนางเอง นางจะไปกลัวสิ่งใดเล่า

   

   ฉินเยาเยาควบคุมพลังจิต ค่อยๆลอยตัวเข้าไปใกล้ เมื่อเห็นชัดว่ามันคืออะไร ดวงตากลมโตก็เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง

   

   หญ้าเพลิงมรณะ?!

   

   ฉินเยาเยารีบใช้พลังจิตพลิกตำราแพทย์โบราณเล่มหนึ่งที่ถูกทิ้งอยู่ตรงมุมห้อง เมื่อเปิดหน้าแรกของตำรา ก็พบบันทึกเกี่ยวกับหญ้าเพลิงมรณะ

   

   นางพิจารณาอย่างละเอียดก็พบว่ามันคือหญ้าเพลิงจริงๆ

   

   หญ้าในตำนาน!

   

   การค้นพบครั้งนี้ทำให้ฉินเยาเยารู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่ง นางค่อยๆย้ายหญ้าเพลิงมรณะไปปลูกในดินดำอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็ถอนโสมรอบๆออก เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้หญ้าเพลิงมรณะเติบโต

   

   แล้วนางก็ลอยไปมุมหนึ่ง อ่านตำราแพทย์โบราณที่เคยทิ้งไว้อย่างละเอียด

   

   ตำราแพทย์โบราณเล่มนี้นางได้มาตอนที่ร่วมมือกับผู้นำประเทศ ไปขโมยสำริดและเครื่องเคลือบดินเผาจากพิพิธภัณฑ์ในต่างประเทศ จริงๆแล้วพวกมันถือว่าเป็นสมบัติของประเทศจีน

   

   หลังจากได้มานางก็ศึกษาอย่างจริงจัง แต่เมื่อพบว่าสมุนไพรหลายชนิดสูญพันธุ์ไปแล้วในโลกความเป็นจริง นางจึงโยนตำราแพทย์โบราณเล่มนี้ทิ้งไว้ตรงมุมห้องเช่นเดิม

   

   ฉินเยาเยาจมดิ่งอยู่กับตำราแพทย์โบราณ จนไม่รู้ว่าโลกภายนอกกำลังเกิดเรื่องวุ่นวาย

   

   ……

   

   “หมอหลี่ เหตุใดเล่อเหนียงจึงยังไม่ยอมตื่น นางหลับมาหนึ่งวันเต็มแล้ว หรือว่านางมีอาการป่วยใด”

   

   เสียงบ่งบอกความร้อนใจของแม่เฒ่าฉินเอ่ยถามหลี่อันดังขึ้น ขณะที่มือของนางนั้นกำแขนของหลี่อันแน่น แม้สมาชิกในครอบครัวจะไม่ได้เอ่ยคำใด แต่ดวงตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปที่หลี่อัน

   

   ส่วนสวี่ซิ่วอิงนั้น นางไม่อาจห้ามน้ำตาแห่งความกังวลได้ มือบางกอดฉินเยาเยาไว้แน่น หลี่อันตรวจชีพจรของฉินเยาเยาอย่างถี่ถ้วน ก่อนจะเบิกเปลือกตาของนางขึ้นเพื่อตรวจดู จากนั้นจึงโน้มกายลงฟังเสียงหัวใจที่อก

   

   “เล่อเหนียงไม่ได้มีอาการป่วยใด” หลี่อันเอ่ยสรุป

   

   “เช่นนั้นเหตุใดนางจึงหลับมาหนึ่งวันแล้วไม่ยอมตื่น” ฉินเหล่าซื่อเอ่ยถามด้วยความร้อนใจ

   

   หลี่อันเกรงว่าตนอาจตรวจขาดตกบกพร่อง จึงตรวจชีพจรอีกครั้ง แต่ผลลัพธ์ก็ยังคงเดิม หลี่อันไม่เคยพบเห็นเช่นนี้มาก่อน เครียดถึงขั้นเกือบจะดึงเคราของตนเองให้หลุดร่วง

   

   ทันใดนั้น เขาก็คิดอะไรบางอย่างออก “หรือว่าจะเป็นเพราะอาการอ่อนเพลียจากฤดูใบไม้ร่วง?”

   

   ทุกคนในครอบครัวต่างนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ อาการอ่อนเพลียจากฤดูใบไม้ร่วง

   

   หลี่อันกล่าวต่อ “หากนางไม่ได้มีอาการเจ็บป่วยอย่างอื่น ก็คงจะเป็นเพราะอาการอ่อนเพลียจากฤดูใบไม้ร่วงเป็นแน่ ไม่เช่นนั้นก็ไม่อาจอธิบายได้ แต่เช่นนั้นก็ไม่ถูกต้อง อาการอ่อนเพลียจากฤดูใบไม้ร่วงจะทำให้นางหลับได้นานถึงเพียงนี้เชียวหรือ”

   

   หลี่อันกางมือออกทั้งสองข้าง “เช่นนั้นแล้วจะอธิบายเช่นไร”

   

   “จากการที่ข้าตรวจชีพจรแล้ว เล่อเหนียงมีร่างกายแข็งแรงเลยทีเดียว”

   

   แม่เฒ่าฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง พลางกล่าวปลอบโยนทุกคนว่า “หรือบางทีอาจเป็นเพราะเล่อเหนียงกำลังอยู่ในช่วงวัยเติบโตจึงทำให้นางนอนหลับมากเช่นนี้ รอให้นางตื่นขึ้นมาก่อนแล้วค่อยสังเกตอาการอีกครั้งก็ยังไม่สาย”

   

   เมื่อฉินเยาเยาตื่นขึ้น ฟ้าก็มืดสนิทแล้ว ภายในห้องสว่างไสวไปด้วยแสงเทียน นางยังไม่ทันส่งเสียงก็ได้ยินเสียงของผู้เป็นแม่ดังขึ้นด้วยความยินดี

   

   “เล่อเหนียงตื่นแล้ว!”

   

   ท่ามกลางความวุ่นวายนั้น บรรยากาศภายในห้องพลันอลหม่าน เมื่อทุกคนกรูกันเข้ามา

   

   “หมอหลี่ รีบมาตรวจอาการของเล่อเหนียงเถิด นางฟื้นแล้ว”

   

   หมอหลี่ก้าวเข้ามาตรวจชีพจรอย่างละเอียด ก่อนจะหันไปบอกกับทุกคนว่า “ข้าบอกแล้วอย่างไรเล่า ว่าอาการของนางเป็นเพียงอาการอ่อนเพลียจากฤดูใบไม้ร่วงเท่านั้น”

   

   เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนก็รู้สึกโล่งใจ

   

   การที่เล่อเหนียงหลับไปหนึ่งวันเต็ม โดยไม่ตื่นขึ้น ทำให้พวกเขากังวลใจ

   

   เกิดเรื่องอันใดขึ้น

   

   ฉินเยาเยาจ้องมองไปยังพ่อ แม่ ลุง ป้าสะใภ้ เหล่าพี่ชายรวมถึงท่านย่าที่กำลังยินดีปรีดากับการตื่นขึ้นมาของนางด้วยความงุนงง

   

   ตำราแพทย์โบราณนั้น นับว่าเย้ายวนใจอย่างยิ่งสำหรับหมอเช่นนาง โดยเฉพาะเมื่อมันปรากฏขึ้นในพื้นที่มิติ สิ่งที่บันทึกไว้ในตำรานั้น ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้นางไม่อาจละสายตาได้แม้แต่น้อย

   

   นางอ่านตำราแพทย์โบราณเล่มนั้นอย่างตั้งใจ พยายามจดจำสมุนไพรล้ำค่าต่างๆ ที่บันทึกไว้ จนกระทั่งลืมเวลาไปเสียสนิท เมื่อรู้สึกตัวอีกที ตื่นขึ้นมาก็พบกับภาพเหตุการณ์เช่นนี้

   

   พวกเขาพากันรุมล้อมนางเช่นนี้เพราะเหตุใด หรือว่านางงามล่มบ้านล่มเมือง หรือว่านางเผยร่างจริงให้เห็นแล้ว

   

   เมื่อหลี่อันตรวจชีพจรของฉินเยาเยาเสร็จ แม่เฒ่าฉินก็ดึงหลี่อันออกไป แล้วโผเข้ามาสวมกอดฉินเยาเยาพลางร้องไห้

   

   “โอ๋ๆ หลานรักของย่า เจ้าทำเอาย่าตกใจแทบสิ้นสติ หากเจ้าเป็นอันใดไป ย่าจะอยู่ได้อย่างไรกัน”

   

   ได้ยินคำคร่ำครวญของท่านย่า ทำให้ฉินเยาเยาสับสนงุนงงยิ่งนัก!



บทที่ 42: มีบัณฑิตเก้าคน


   

   เมื่อเห็นแม่เฒ่าฉินร้องไห้ไม่หยุด ฉินเยาเยาจึงรีบนำใบหน้าเล็กๆของตนเองไปถูกับใบหน้าของแม่เฒ่าฉิน

   

   แม้นางจะยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือการปลอบโยนท่านย่า

   

   “แอ้ แอ้”

   

   ในขณะที่แม่เฒ่าฉินกำลังคร่ำครวญ นางก็เข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้น

   

   จู่ๆ นางก็รู้สึกว่าตนเองโชคดีมาก

   

   ที่แท้หลังจากที่แม่เฒ่าฉินกลับมาจากบ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน เห็นฉินเยาเยาหลับสนิทจึงวางนางไว้บนเตียงแล้วไปปลดทุกข์ พอกลับเข้ามาก็ไม่เห็นนางแล้ว ทำให้แม่เฒ่าฉินตกใจจนทรุดลงกับพื้น

   

   โชคดีที่ตอนนั้นฉินเหล่าซื่อและคนอื่นๆ กลับมาจากทางเข้าหมู่บ้านพอดี จึงเห็นหยางเปียวกำลังอุ้มนางเดินออกไปนอกหมู่บ้านอย่างลับๆล่อๆ

   

   ฉินเหล่าซื่อจึงเข้าไปแย่งตัวฉินเยาเยากลับมาได้ ทว่าหยางเปียวกลับหนีไปเสียก่อน

   

   หลังจากฉินเหล่าซื่อแย่งลูกสาวกลับมาได้ก็ไม่ได้ไล่ตามหยางเปียวไป ภายหลังเขากลับเสียใจอย่างมากที่ไม่ได้ไล่ตามจับตัวหยางเปียวกลับมา

   

   หลังจากเหตุการณ์นี้ ฉินเยาเยาก็ไม่เคยอยู่ตามลำพังอีกเลย

   

   วันรุ่งขึ้นเป็นวันเปิดศาลบรรพชนเพื่อไหว้บรรพบุรุษ ทุกคนในตระกูลฉินเข้าร่วมพิธีไหว้บรรพบุรุษแล้ว ผู้อาวุโสสามได้ให้แม่เฒ่าฉินเป็นคนจุดธูปไหว้บรรพบุรุษ

   

   ส่วนผู้อาวุโสสามก็พึมพำบอกกล่าวกับบรรพบุรุษไปว่า ตระกูลฉินมีถงเซิงถึงเก้าคน ถึงเวลาที่ตระกูลฉินจะรุ่งเรืองแล้ว ขอบรรพบุรุษคุ้มครองให้พวกเขาสอบผ่านเป็นซิ่วไฉได้ทุกคน เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับวงศ์ตระกูล

   

   ตามธรรมเนียมแล้ว แม่เฒ่าฉินเป็นสตรี ไม่ควรเข้าไปจุดธูปในศาลบรรพชน แต่นางแต่งแบบรับสามีเข้าบ้าน และยังเลี้ยงดูสั่งสอนลูกหลานจนสอบผ่านขั้นต้นได้ถึงเก้าคน นางจึงมีคุณสมบัติพอที่จะจุดธูปได้

   

   ชาวบ้านต่างก็ยินดีปรีดา ไม่ใช่เพราะหมู่บ้านของพวกเขามีถงเซิงถึงเก้าคนและกำลังจะมีชื่อเสียงโด่งดัง แต่เป็นเพราะว่าหัวหน้าหมู่บ้านบอกว่า ค่าใช้จ่ายในการไหว้บรรพบุรุษครั้งนี้ แม่เฒ่าฉินออกให้ทั้งหมด ไม่ต้องช่วยกันออกแม้แต่น้อย

   

   ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากไหว้บรรพบุรุษเสร็จแล้ว ยังมีงานเลี้ยงฉลองที่มีทั้งสุราและอาหารอีกด้วย

   

   ฉินฟู่หลินรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ปีก่อนๆ แม้แต่การไหว้บรรพบุรุษ ทุกคนในหมู่บ้านก็ต้องช่วยกันออกค่าใช้จ่าย เขาในฐานะหัวหน้าหมู่บ้านต้องเดินเก็บเงินบ้านทุกหลัง

   

   นอกจากจะเหนื่อยแล้ว ยังมักจะโดนชาวบ้านบ่นอยู่เสมอ

   

   สถานที่จัดงานเลี้ยงอยู่ที่ลานหน้าศาลบรรพชน แม่เฒ่าฉินให้เงินมาสิบตำลึง นอกจากซื้อธูปเทียนและเครื่องเซ่นไหว้ไปสองตำลึงแล้ว ยังเหลืออีกแปดตำลึง

   

   งานเลี้ยงครั้งนี้นอกจากคนแซ่ฉินแล้ว คนแซ่อื่นในหมู่บ้านก็มาร่วมด้วย

   

   แม้กระทั่งหัวหน้าหมู่บ้านไฮว่ซู่ที่อยู่ทางต้นน้ำ และหัวหน้าหมู่บ้านต้าหลิวที่อยู่ทางปลายน้ำก็ยังนำของขวัญมาร่วมแสดงความยินดี

   

   ส่วนญาติพี่น้องที่ไปอยู่ที่อื่น พอได้ข่าวก็รีบกลับมาร่วมงาน

   

   แม่เฒ่าฉินจึงหยิบเงินห้าตำลึงออกมา มอบให้หัวหน้าหมู่บ้านต่อหน้าชาวบ้าน

   

   หัวหน้าหมู่บ้านจึงแจ้งให้ชาวบ้านทราบว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการไหว้บรรพบุรุษและจัดงานเลี้ยงครั้งนี้ออกโดยครอบครัวของแม่เฒ่าฉินทั้งหมด

   

   จากนั้นก็ให้คนไปซื้อเนื้อหมู ไก่ เป็ด ปลา และเนื้อสัตว์อื่นๆมาทำอาหาร

   

   ทันใดนั้น ภายในศาลบรรพชนก็เต็มไปด้วยเสียงชื่นชมแม่เฒ่าฉิน

   

   ชาวบ้านคนอื่นๆ เห็นครอบครัวของแม่เฒ่าฉินใจกว้างเช่นนั้น ก็พากันนำผักสดนานาชนิดจากบ้านของตนมาร่วมด้วย

   

   หัวหน้าหมู่บ้านไฮว่ซู่และหัวหน้าหมู่บ้านต้าหลิวก็นำผักที่ชาวบ้านในหมู่บ้านของตนปลูกไว้มาให้ รวมทั้งไข่ไก่และสุราด้วย

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นไหสุราแล้วจึงนึกขึ้นได้ นางจึงหยิบเงินออกมาให้ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินไปซื้อสุรามาเพิ่ม

   

   เมื่อนำเนื้อสัตว์และวัตถุดิบต่างๆลงไปในหม้อ กลิ่นหอมยั่วน้ำลายก็ลอยอบอวลไปทั่วศาลบรรพชน เมื่อลมพัดมา กลิ่นหอมก็ลอยออกไป ทำให้ชาวบ้านที่อยู่หมู่บ้านอื่นน้ำลายสอ

   

   ผู้หญิงในหมู่บ้านต่างก็พากันมาช่วยงาน

   

   ไม่นานอาหารสำหรับงานเลี้ยงก็เตรียมเสร็จเรียบร้อย

   

   สุราของฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินก็ถูกยกกลับมาแล้ว

   

   เนื่องจากเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน ทุกคนจึงไม่ได้ถือตัวอะไรมาก ต่างก็นั่งล้อมวงกินข้าวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ส่วนเด็กๆซุกซนแยกไปนั่งอีกโต๊ะหนึ่ง

   

   ผู้อาวุโสสามเชิญแม่เฒ่าฉินให้ไปนั่งที่โต๊ะหลัก ร่วมกับหัวหน้าหมู่หมู่บ้านไฮว่ซู่และหัวหน้าหมู่บ้านต้าหลิว

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์กับลูกชายคนโตฉินลิ่งอวี่ คอยเดินไปรินสุราให้กับแขกทุกโต๊ะ เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณ

   

   “พี่ชาย หมู่บ้านของท่านช่างโชคดีจริงๆ!” หัวหน้าหมู่บ้านต้าหลิวกล่าว หลังจากดื่มสุราไปหนึ่งถ้วย แล้วเอามือโอบคอของฉินฟู่หลินพลางกล่าว

   

   “มีถงเซิงถึงเก้าคนเชียวนะ นั่นเท่ากับจะมีซิ่วไฉเก้าคน มีขุนนางเก้าคนเลยทีเดียว”

   

   หัวหน้าหมู่บ้านไฮว่ซู่ก็กล่าวต่อว่า “ใช่แล้ว หมู่บ้านฉินกำลังจะรุ่งเรืองแล้ว”

   

   ฉินฟู่หลินรู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง นั่นไม่ใช่แค่ถงเก้าคน พวกเขายังเป็นหลานชายของเขาด้วย

   

   “พี่หญิงก็โชคดีเช่นกัน ต่อไปก็รอรับความสุขสบายได้เลย”

   

   หัวหน้าหมู่บ้านไฮว่ซู่ยกถ้วยสุราขึ้นดื่มอวยพรให้แม่เฒ่าฉิน

   

   แม่เฒ่าฉินตอบรับคำอวยพร “ขอบคุณสำหรับคำอวยพรของท่าน ลูกหลานก็มีชีวิตของตัวเอง ตราบใดที่พวกเขารักและสามัคคีกัน ชีวิตก็คงไม่ลำบากอันใดหรอก ข้าเองก็ได้แต่อาศัยบุญของลูกหลานเท่านั้น”

   

   “แน่นอน จะมีถงเซิงถึงเก้าคนหรืออาจมีซิ่วไฉถึงเก้าคน ความสุขสบายรอพี่หญิงอยู่ภายภาคหน้าแล้ว”

   

   ขณะที่ชาวบ้านกำลังดื่มกินอย่างสนุกสนาน ทันใดนั้นก็มีเสียงของชายผู้หนึ่งดังขึ้นจากทางเข้าหมู่บ้าน

   

   “หัวหน้าหมู่บ้าน ทางการส่งคนมาเก็บภาษีข้าวแล้ว!”

   

   ฉินฟู่หลินที่กำลังดื่มกินอย่างสนุกสนาน พอได้ยินดังนั้นก็ถึงกับนิ่งไปชั่วขณะ สมองยังประมวลผลไม่ทันว่าอีกฝ่ายกำลังพูดอะไร ก็ได้ยินเสียงรถม้าดังมาแต่ไกล

   

   ตามมาด้วยเจ้าหน้าที่สองคนกระโดดลงมาจากรถม้า ทั้งคู่มีรูปร่างเตี้ยและอ้วนท้วม สวมชุดทางการที่ดูไม่ค่อยพอดีตัว เหมือนกับตุ๊กตานำโชคในภาพวาดปีใหม่ไม่มีผิด

   

   “นายท่าน เหตุใดจึงมาเก็บภาษีข้าววันนี้เล่า ไม่ใช่ว่าเป็นพรุ่งนี้หรอกหรือ”

   

   “ข้ายังไม่ได้เตรียมตัวเลย”

   

   ฉินฟู่หลินรีบวางชามข้าวลง แล้วเดินไปต้อนรับ

   

   ที่อำเภอชิงเหอ การเก็บภาษีข้าวจะเริ่มเก็บหลังจากที่เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ครึ่งเดือน และชาวบ้านจะต้องนำข้าวที่เตรียมไว้เพื่อจ่ายภาษีไปกองรวมกันที่ลานกว้าง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและขนย้ายไป

   

   ถ้าคำนวณวันแล้ว อย่างเร็วที่สุดก็ต้องเป็นพรุ่งนี้

   

   “หัวหน้าหมู่ตระกูลบ้านฉิน ที่หมู่บ้านของท่านมีเรื่องน่ายินดีอันใดกันหรือ?”

   

   เจ้าหน้าที่ทั้งสองไม่ได้ตอบคำถามของฉินฟู่หลิน เพียงแต่จ้องมองเนื้อหมูชิ้นโตบนโต๊ะอย่างไม่วางตา

   

   “ไม่ได้มีเรื่องน่ายินดีอันใดหรอกขอรับ เพียงแต่ญาติของข้ากลับมาจากแดนไกล จึงเชิญญาติพี่น้องมากินข้าวร่วมกัน ร่วมรำลึกถึงความหลังกันเท่านั้นขอรับ”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์รีบเดินเข้ามาคำนับ “พวกข้าไม่ทราบว่าท่านจะมาเก็บภาษีข้าวในวันนี้ จึงไม่ได้เตรียมตัวไว้ล่วงหน้า หากพวกท่านไม่รังเกียจ เชิญนั่งร่วมโต๊ะกับพวกข้าก่อนเถิด ส่วนเรื่องภาษีข้าว ค่อยพูดคุยกันหลังทานอาหารเสร็จก็ไม่สาย”

   

   เจ้าหน้าที่ทั้งสองมองอาหารตาละห้อย เมื่อได้ยินคำเชิญของฉินเหล่าเอ้อร์จึงแสร้งปฏิเสธเล็กน้อย ก่อนจะเข้าไปนั่งลงร่วมโต๊ะ

   

   เมื่อเจ้าหน้าที่ทั้งสองได้รู้ว่า ในหมู่บ้านฉินมีถงเซิงถึงเก้าคน ทั้งคู่ก็อดตกใจไม่ได้ สมองครุ่นคิดอย่างหนักว่าพวกเขาเคยทำให้หมู่บ้านตระกูลฉินโกรธเคืองหรือไม่

   

   ถงเซิงเก้าคนเลย! นี่มันหมายความว่าอย่างไร

   

   แม้แต่เจ้าหน้าที่ประจำที่ว่าการอำเภอ ก็มีพื้นเพมาจากถงเซิง

   

   ในเก้าคนนี้ ต่อให้พวกเขาจะไม่ค่อยเก่งนัก แต่ก็ต้องมีสักคนที่สอบเป็นซิ่วไฉได้บ้างละ

   

   ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังได้ยินมาว่า ถงเซิงที่อายุน้อยที่สุดอายุเพียงเจ็ดขวบเท่านั้น!

   

   เมื่อครุ่นคิดมาถึงตรงนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าของเจ้าหน้าที่ทั้งสองก็ยิ่งดูจริงใจมากขึ้น

   

   แม้กระทั่งน้ำเสียงที่ใช้พูดกับแม่เฒ่าฉิน ก็ยังแฝงไปด้วยความเคารพนับถือโดยไม่รู้ตัว

   

   สำหรับฉินเหล่าเอ้อร์ ฉินลิ่งอวี่ และถงเซิงคนอื่นๆ พวกเขายิ่งอยากจะก้มหัวให้ด้วยความเคารพนับถือ ยกย่องด้วยใจจริง

   

   หลังจากที่ดื่มกินกันอย่างอิ่มหนำสำราญ เจ้าหน้าที่ทั้งสองก็โอบไหล่ฉินฟู่หลิน และพูดด้วยท่าทีมึนเมาว่า “หัวหน้าหมู่บ้านฉิน หากก่อนหน้านี้พวกข้าทำสิ่งใดล่วงเกินไป ขอท่านโปรดให้อภัยด้วยเถิด”

   

   ฉินฟู่หลินรีบกล่าวอย่างหวาดหวั่น “ท่านกล่าวอันใดเช่นนั้น ข้าน้อยไม่กล้าหรอกขอรับ”

   

   เจ้าหน้าที่ทั้งสองพึมพำอะไรบางอย่าง จากนั้นก็พากันจากไป โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาพึมพำอะไรกันแน่



 บทที่ 43: ตุ๊กตานำโชค ย่อมต้องมีความสุข


   

   ฤดูหนาวได้นำพาความเหน็บหนาวมาสู่แผ่นดิน

   

   แม่เฒ่าฉิน สวี่ซิ่วอิง และสือไห่ถังนั่งอยู่บนเตียงเตา อุ่นกายไปพลางเย็บปักถักร้อย พร้อมกับเล่นกับฉินเยาเยาไปด้วย

   

   เมื่ออากาศเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ แม่เฒ่าฉิน สวี่ซิ่วอิง และสือไห่ถังจึงนำผ้าที่ซื้อมาเมื่อสองสามวันก่อน ออกมาทำเสื้อผ้าให้กับทุกคนในครอบครัว

   

   ฉินเยาเยาวัยสามเดือนกว่า รู้จักพลิกตัวไปมาบนเตียงอย่างเชี่ยวชาญแล้ว

   

   นางนอนอยู่บนเตียงเตาอุ่นๆ พลิกตัวไปมาอย่างสนุกสนาน

   

   มีเสียงของฉินเหล่าซื่อดังมาจากนอกห้องว่า “ท่านแม่ ข้าจะออกไปเดินเล่นบนเขาสักหน่อยนะขอรับ”

   

   แม่เฒ่าฉินยังไม่ทันได้เอ่ยตอบ ฉินเยาเยาก็พลิกตัวกลับมายื่นมือออกไป ส่งเสียงอ้อแอ้ใส่แม่เฒ่าฉิน

   

   แม่เฒ่าฉินรีบวางเสื้อผ้าที่เย็บอยู่ครึ่งๆกลางๆลง แล้วอุ้มหลานสาวขึ้นมา

   

   “เด็กดี หิวแล้วงั้นหรือ”

   

   สวี่ซิ่วอิงรีบวางสิ่งของในมือลง แล้วเดินเข้ามาหา

   

   ฉินเยาเยาในวัยสามเดือนนั้นไม่เหมือนกับเด็กคนอื่นๆ ที่เอาแต่ร้องไห้งอแง นางจะส่งเสียงออกมาแค่ตอนที่หิวหรือต้องการขับถ่ายเท่านั้น

   

   “แอ้!” ฉินเยาเยาชี้นิ้วน้อยๆออกไปนอกหน้าต่าง พลางส่งเสียงเล็กๆ บอกความต้องการของตน ท่าทางกระวนกระวายเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าต้องการออกไปกับบิดา

   

   “อยากออกไปกับพ่อเจ้าหรือ” แม่เฒ่าฉินเอ่ยถาม พลางตีก้นกลมๆของลูกสาวเบาๆอย่างเอ็นดู

   

   “แอ้!”

   

   “ฮ่าๆๆ” สวี่ซิ่วอิงมองท่าทางร้อนรนของลูกสาว นางก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้

   

   “เล่อเหนียง คงจะเบื่อที่ต้องอยู่แต่ในบ้านสินะ”

   

   สือไห่ถังเอ่ยขึ้น “ใช่แล้ว เล่อเหนียงกลัวหนาวจะตาย ช่วงสองวันที่ผ่านมา แค่ลมพัดเบาๆ พออุ้มนางออกไปข้างนอก นางก็ทำหน้าบูดแล้ว”

   

   “แอ้ แอ้” ฉินเยาเยาส่งเสียงประท้วง

   

   นางไม่ได้ขี้เกียจสักหน่อย ที่นางไม่อยากออกไปข้างนอก เพราะว่า…เพราะว่า…

   

   ใช่! เพราะนางต้องระมัดระวังเรื่องความปลอดภัย

   

   ใช่แล้ว ต้องเป็นแบบนั้นแน่ๆ นางไม่ได้ขี้เกียจแบบที่ป้าสะใภ้สามพูดสักหน่อย

   

   “โอ๋ เด็กดีของย่ารู้จักประท้วงแล้วหรือ”

   

   แม่เฒ่าฉินเอ่ยหยอกเย้า จากนั้นก็รีบลุกขึ้นไปสวมเสื้อกันหนาว แล้วห่อตัวฉินเยาเยาเอาไว้อย่างมิดชิด

   

   “ไปกันเถอะ พวกเราไปดูพ่อเจ้าจับกระต่ายบนเขากัน!”

   

   สวี่ซิ่วอิงและสือไห่ถังสบตากัน เห็นแววขบขันในดวงตาของอีกฝ่าย พวกก็นางลุกขึ้น หยิบตะกร้าแล้วเดินตามหลังไป

   

   เมื่อเข้าไปในป่าบนเขา ฉินเยาเยาก็พบว่าลุงและพี่ชายต่างก็พากันเดินหาของสนุกๆ อยู่ในป่ากันหมดแล้ว

   

   นางจึงรู้สึกโกรธเล็กน้อย ‘ทำไมไม่พานางมาเล่นด้วย!’

   

   นางเองก็ลืมไปแล้วว่า ตอนนี้นางยังเป็นแค่เด็กทารกอายุเพียงร้อยวันเท่านั้น

   

   “น้องสาว นี่ให้เจ้า”

   

   ฉินลิ่งอันถือดอกไม้ป่าสีเหลืองอ่อนวิ่งเข้ามาหา แล้วยัดดอกไม้ใส่มือฉินเยาเยา

   

   ฉินเยาเยาพยายามสะบัดมันทิ้งอย่างไม่ใยดี ดอกไม้สีเหลืองอ่อนนั้นก็ร่วงลงพื้น

   

   “ไปกันเถอะ พวกเจ้าช่วยกันหาฟืนเยอะๆหน่อย อีกไม่กี่วันหิมะก็จะตกแล้ว”

   

   ฉินเหล่าซื่อกวักมือเรียกพี่ๆ และเด็กๆเข้าป่าไป

   

   แม่เฒ่าฉินจึงกำชับว่า “ระวังตัวด้วย เมื่อวานฝนเพิ่งตก ระวังลื่นล้ม”

   

   ฉินลิ่งเหวินเดินตรงเข้ามาหา

   

   “ท่านย่า ให้ข้าอุ้มน้องสาวหน่อยขอรับ”

   

   พอได้ยินดังนั้น คนอื่นๆก็พากันเดินเข้ามาหานาง

   

   ฉินเยาเยาจึงถูกส่งต่อจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งอย่างช่วยไม่ได้ ทุกคนต่างก็หอมใบหน้าของนางจนเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำลาย

   

   ‘ไม่เอาแล้ว!’

   

   ฉินเยาเยารู้สึกเหนื่อยใจ

   

   นางไม่ใช่ตุ๊กตานำโชคสักหน่อย!

   

   ‘ช่วยด้วย!’

   

   “ท่านพ่อ อาสี่!”

   

   เสียงร้องของฉินลิ่งเฟิงดังมาแต่ไกล ทำให้ทุกคนใจหายวาบ พวกเขาโยนข้าวของในมือทิ้งแล้ววิ่งไปหาเขาอย่างไม่คิดชีวิต

   

   แม่เฒ่าฉินที่กำลังอุ้มฉินเยาเยาอยู่ รีบร้อนจนเกือบสะดุดล้ม

   

   เมื่อทุกคนวิ่งเข้าไปใกล้ๆ ก็ถึงกับนิ่งไปชั่วขณะ ต่างก็มองดูฉินลิ่งเฟิงที่กำลังต่อสู้กับห่านตัวใหญ่ด้วยสีหน้าอึ้งๆ

   

   “โอ๊ย! ท่านพ่อ อาสี่ ห่านตัวนี้ดุร้ายมาก มันจิกน้องชายข้า!”

   

   พอเห็นคนในครอบครัววิ่งเข้ามา ฉินลิ่งเฟิงก็รีบฟ้องอย่างน่าสงสาร มือเล็กๆยังคงกำขาของห่านเอาไว้แน่น ส่วนห่านตัวนั้นก็เอาหัวซุกอยู่ที่เป้ากางเกงของเขา เผยให้เห็นก้นห่าน

   

   เมื่อเห็นท่าทางน่าขันของฉินลิ่งเฟิง ทุกคนต่างก็พยายามกลั้นขำจนตัวสั่น

   

   ฉินเยาเยาก็หัวเราะคิกคักไปด้วย

   

   ฉินเหล่าซื่อทนดูต่อไปไม่ไหว จึงเดินเข้าไปจับคอห่านตัวนั้นบิดอย่างแรง

   

   ฉินเยาเยามองดูท่าทางโหดเหี้ยมของท่านพ่อ นางถึงกับสะดุ้ง ตอนแรกก็จับไก่ ตอนนี้จับห่าน ต่อไปไม่รู้จะจับอะไรอีก

   

   “อาสี่ ข้าอยากกินขาห่าน” ฉินลิ่งเฟิงพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อน

   

   เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้

   

   มีเพียงฉินเยาเยาเท่านั้นที่รู้สึกผิดเล็กน้อย นางจึงพ่นฟองน้ำเล่นแก้เก้อ

   

   เรื่องนี้โทษนางไม่ได้นะ นางเพียงแค่ต้องการปล่อยห่านตัวหนึ่งออกมาให้ครอบครัวได้กินเป็นอาหาร ใครจะรู้ว่านางมองผิดปล่อยห่านป่าออกมาเสียได้

   

   ห่านป่าตัวนี้ไม่เหมือนกับห่านทั่วไป มันเป็นลูกห่านที่นางจับได้ตอนปฏิบัติภารกิจในป่าฝนเขตร้อนชาติที่แล้ว ตอนนั้นนางยังถูกแม่ห่านจิกเข้าเต็มๆ เจ็บมาก

   

   ที่สำคัญที่สุดคือ ห่านตัวนี้เป็นสัตว์กินเนื้อ! มันกินเนื้อ!

   

   หลังจากหัวเราะกันจนพอใจแล้ว ทุกคนก็เริ่มทำงานกันต่อ

   

   คนที่ต้องหาฟืนก็ไปหาฟืน คนที่ต้องเก็บผักป่าก็ไปเก็บผักป่า คนที่ต้องเก็บเห็ดก็ไปเก็บเห็ด รวมถึงคนที่คอยก่อกวนด้วย ก่อนที่จะมืดและอากาศหนาวเย็นลง ทุกคนต่างก็พยายามรวบรวมฟืนและผักป่าเอาไว้ให้ได้มากที่สุด

   

   ส่วนฉินลิ่งเฟิงถูกแม่เฒ่าฉินจับให้นั่งอยู่ข้างๆ นั่งเล่นถอนขนห่านที่ตายแล้วกับฉินเยาเยา

   

    “โอ้โห ตรงนี้มีผักกาดป่าเยอะแยะเลย!” สือไห่ถังร้องอย่างดีใจ

   

   “โอ้สวรรค์ ผักกาดป่าเยอะขนาดนี้ หากเอามาดองคงกินได้ทั้งฤดูหนาวเลย”

   

   พูดยังไม่ทันขาดคำ ฉินเหล่าเอ้อร์ก็ร้องอย่างดีใจเช่นกัน “ตรงนี้ก็มีผลไม้ป่าเต็มไปหมดเลย”

   

   “ตรงที่ข้าก็มีเกาลัดเยอะแยะเลย” ฉินลิ่งเหวินร้องตามมา

   

   “โอ้โห! มันเทศหัวใหญ่ยิ่งนัก!”

   

   “ตรงนี้ก็มีไข่ไก่เพียบเลย!” สวี่ซิ่วอิงร้องบอกด้วยความตื่นเต้น

   

   ในรังมีไข่ไก่อยู่ประมาณยี่สิบถึงสามสิบฟอง เห็นทีลูกสาวของนางคงได้กินไข่ไปอีกหนึ่งเดือน

   

   เพิ่งจะเก็บไข่ไก่รังนั้นเสร็จ พอหันหลังกลับไปก็พบอีกรังหนึ่ง ใบหน้าของนางแดงขึ้นด้วยความดีใจ

   

   ถึงแม้ว่าตอนนี้อาหารการกินภายในบ้านจะไม่ขัดสน อีกทั้งแม่เฒ่าฉินก็มีเงินเก็บอยู่ แต่อนาคตก็ยังไม่แน่นอน ต้องรู้จักประหยัดอดออมไว้บ้าง

   

   ฝ่ายฉินเหล่าซื่อและฉินเหล่าซานก็วิ่งไล่ตามหมูป่าอยู่เช่นกัน ไม่นานนักฉินเหล่าซื่อก็ลงมือฆ่าหมูป่าตัวใหญ่

   

   ฉินลิ่งเฟิงทนไม่ไหว รีบลุกขึ้นแล้ววิ่งเข้าไปในป่า

   

   วิ่งไปได้ไม่กี่ก้าวก็สะดุดกับกระต่ายป่าที่วิ่งสวนทางมาจนหน้าคะมำ

   

   แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกโกรธเคือง รีบลุกขึ้นแล้ววิ่งไล่ตามกระต่ายป่าตัวนั้นไป

   

   วันนี้ทุกคนได้ของกลับมามากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันเทศและผลไม้ป่า ต้องขนกลับไปกลับมาหลายรอบกว่าจะหมด

   

   ส่วนฉินเยาเยาที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังทุกอย่าง หลังจากที่ทำทุกอย่างเสร็จแล้วก็หาวออกมาหนึ่งที ก่อนจะหลับไปในอ้อมแขนอันแสนอบอุ่นของท่านย่า

   

   เด็กน้อยผู้นี้ช่างเป็นเด็กที่มีบุญวาสนายิ่งนัก สมแล้วที่ผู้เฒ่าผู้แก่ต่างพากันเอ่ยปากว่าเป็นตุ๊กตานำโชค



 บทที่ 44: เรื่องการเล่าเรียน

   

   “พี่ไห่โจว พวกข้ามาแล้ว!”

   

   หนุ่มน้อยหลายคนในหมู่บ้านแต่งตัวเรียบร้อย มือถือธนูและมีด เดินทางมาถึงบ้านของแม่เฒ่าฉิน ใบหน้าทุกคนเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความคาดหวัง

   

   เมื่อวานฉินเหล่าซื่อแบกหมูป่าตัวใหญ่กลับมาจากภูเขา ทำเอาพวกเขาอิจฉา

   

   พวกเขาจึงรบเร้าฉินเหล่าซื่ออยู่นาน จนในที่สุดฉินเหล่าซื่อถึงยอมรับปากว่าจะพาพวกเขาขึ้นเขาไปไปเสี่ยงโชคด้วยกันในเช้าวันนี้

   

   “พวกเจ้ากินข้าวเช้ากันแล้วใช่หรือไม่ ถ้ากินแล้วก็ออกเดินทางกันเถอะ”

   

   ฉินเหล่าซื่อเหน็บมีดไว้ที่เอวแล้วพาพวกเขาออกเดินทาง

   

   ฉินลิ่งผิงกับฉินลิ่งอันอ้อนร้องจะไปด้วย แต่ฉินเหล่าซื่อพาไปแค่ฉินลิ่งหมิงที่มีหูดีเป็นเลิศกับฉินลิ่งอวี่ที่โตสุดเท่านั้น

   

   ฉินลิ่งผิงและฉินลิ่งอันงอแงไม่หยุด ยืนกรานจะไปด้วยให้ได้ เพราะเมื่อวานตอนที่พวกเขากลับ พวกเขาไปขุดหลุมดักสัตว์ พวกเขาก็อยากไปจับกระต่ายบ้าง

   

   แม่เฒ่าฉินจึงเรียกพวกเขาเข้าไปในห้อง แล้วยัดผิงกั่วลูกใหญ่ให้คนละลูก พวกเขาก็ยอมสงบลง

   

   แม่เฒ่าฉินนั่งอยู่บนเตียง ทำงานเย็บปักถักร้อย พลางมองดูหลานชายสองคนกำลังกัดผิงกั่วอย่างเอร็ดอร่อย เป็นครั้งคราวก็จะแบ่งผิงกั่วให้หลานสาวลองชิมด้วย ภายในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกอิ่มเอม เมื่อคนเราแก่ตัวลง สิ่งที่อยากเห็นมากที่สุดก็คือ ลูกหลานอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอย่างมีความสุข

   

   ทันใดนั้นก็มีหญิงวัยกลางคนเดินเข้ามา แม่เฒ่าฉินวางงานในมือลง แล้วอุ้มฉินเยาเยาไว้ในอ้อมแขน และพูดคุยกับหญิงวัยกลางคนที่เพิ่งเดินเข้ามา

   

   หญิงวัยกลางคนผู้นี้แต่งเข้าบ้านตระกูลหลี่ ชาวบ้านจึงเรียกนางว่าสะใภ้สามหลี่

   

   ก่อนหน้านี้ ตอนที่แม่เฒ่าฉินพาลูกหลานมาโต้เถียงกับหยางผิงเพื่อทวงความยุติธรรม นางก็เป็นคนหนึ่งที่ช่วยพูดแทนพวกเขา

   

   ในวันงานเลี้ยงฉลองวันเกิดครบเดือนของหลานสาว นางก็เป็นคนแรกๆที่มาช่วยงาน ทั้งยังตัดเย็บเสื้อผ้าให้กับหลานสาวอีกหนึ่งชุด

   

   วันนี้นางว่างพอดี กอปรคิดถึงฉินเยาเยา จึงถือโอกาสมาพูดคุยกับแม่เฒ่าฉิน พร้อมกับได้บีบแก้มนุ่มนิ่มของฉินเยาเยาสักสองที

   

   “พี่หญิงฉิน บ้านของท่านสะอาดเรียบร้อยดีจริง เมื่อเทียบกับตอนที่เฉียนเหมยอยู่ นางช่างไม่เห็นคุณค่าของบ้านหลังนี้เอาเสียเลย” สะใภ้สามหลี่กล่าวชมพลางบีบแก้มนุ่มนิ่มของฉินเยาเยาเบาๆ

   

   “ก็ลูกสะใภ้ของข้านั่นแหละ พวกนางรักความสะอาด เห็นอะไรสกปรกนิดหน่อยไม่ได้ แต่บ้านของข้ามีผู้ชายเยอะ ถ้าไม่เก็บกวาดสักวัน รับรองว่ารกเหมือนรังหนูแน่”

   

   “พี่หญิงฉินพูดถูก ลูกชายของท่านล้วนแต่เก่งกาจทั้งนั้น ไหนจะเด็กๆอีก เมื่อไม่กี่วันก่อนตอนเก็บเกี่ยวพืชผล ลูกชายและหลานของท่านก็ช่วยเหลือไว้มากแล้ว”

   

   “ยิ่งเมื่อวานพวกเขายังช่วยกันจับหมูป่าตัวใหญ่ได้อีกต่างหาก เช้าตรู่วันนี้ ชายหนุ่มในหมู่บ้านก็พากันขึ้นเขาไปกับลูกชายของท่าน แม้แต่ลูกชายตัวแสบของข้าก็ยังหายหัวไปตั้งแต่เช้าแล้ว”

   

   “ก็พวกคนหนุ่มน่ะ พละกำลังเต็มเปี่ยม ตอนนี้พืชผลในไร่นาก็เก็บเกี่ยวเสร็จแล้ว ส่วนใหญ่ว่างกันก็ได้แต่เที่ยวเล่นไปทั่ว”

   

   แม่เฒ่าฉินพูดคุยอย่างสบายอารมณ์

   

   “พูดแล้วก็น่าเป็นห่วง ลูกชายของข้าอายุมากกว่าลิ่งอวี่หลานท่านตั้งเยอะ แต่ลิ่งอวี่ของสอบผ่านเป็นถงเซิงแล้ว ส่วนลูกชายของข้ายังอ่านตัวอักษรได้เพียงไม่กี่ตัวเอง”

   

   แม่เฒ่าฉินตอบกลับอย่างถ่อมตัว “เจ้าก็รู้ว่าท่านพ่อของข้าพอจะมีความรู้เรื่องหนังสืออยู่บ้าง ตั้งแต่เด็กๆ พวกเขาก็เลยถูกเคี่ยวเข็ญมาตลอด อีกทั้งตอนที่อยู่ชายแดน บ้านก็อยู่ติดกับสำนักศึกษา พวกเด็กๆไปเล่นที่นั่นบ่อยจึงทำให้รู้หนังสือ”

   

   “แต่ข้าดูแล้วลูกชายของเจ้าก็ไม่เลวนะ ปีหน้าต้องสอบเป็นถงเซิงได้แน่ พอได้เป็นถงเซิงแล้ว ไม่นานก็คงได้เป็นซิ่วไฉ”

   

   “งั้นก็ขอให้เป็นอย่างที่พี่หญิงฉินบอกแล้วกัน” สะใภ้สามหลี่กล่าวด้วยความดีใจและคาดหวัง

   

   ก่อนที่ครอบครัวของแม่เฒ่าฉินจะย้ายกลับมา ลูกชายของสะใภ้สามหลี่เป็นคนเดียวในหมู่บ้านที่ได้เรียนหนังสือ

   

   พอแม่เฒ่าฉินกลับมาก็พาถงเซิงมาด้วยเก้าคน แม้จะน่าอิจฉาอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอิจฉามากมายอะไร แถมยังรู้สึกภูมิใจที่ตระกูลฉินจะมีหน้ามีตาขึ้น

   

   ถึงแม้ว่าสามีของนางจะไม่ได้ใช้แซ่ฉิน แต่นางเคยใช้แซ่ฉินมาก่อน นางเคยเป็นคนในตระกูลฉิน

   

   “แต่พี่หญิง การสอบซิ่วไฉไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ อย่างอารองของสามีข้า เริ่มสอบตั้งแต่อายุสิบเก้าปี จนตอนนี้ลูกชายของเขาแต่งงานมีภรรยาแล้ว ก็ยังสอบไม่ผ่านเลย”

   

   แม่เฒ่าฉินคิดอะไรบางอย่าง พอเห็นหลานชายสองคนที่กำลังกินผิงกั่วอยู่ ก็เกิดความคิดขึ้นมาทันที

   

   ลูกชายของนาง นอกจากฉินเหล่าต้าแล้ว คนอื่นๆที่สอบถงเซิงแล้วก็ไม่ได้สอบซิ่วไฉ เป็นเพราะตอนนั้นฐานะทางบ้านยากจน นางไม่มีเงินพอที่จะจ่ายค่าสอบให้พวกเขา

   

   นางรู้ดีว่าในใจของเหล่าเอ้อร์ยังคงรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้สอบเป็นซิ่วไฉ

   

   นางไม่อยากให้หลานๆต้องมารู้สึกเสียดายแบบนั้น โดยเฉพาะหลานชายคนโตอย่างลิ่งอวี่ เขามีพรสวรรค์ด้านการเรียนมาก

   

   ตอนนี้ครอบครัวก็ตั้งรกรากมั่นคงแล้ว ในมือก็มีเงินเหลืออยู่มากมาย ควรจะพิจารณาเรื่องส่งหลานๆเรียนต่ออีกครั้ง

   

   “ใช่แล้ว แม้การสอบเป็นซิ่วไฉจะไม่ง่าย แต่ถ้าสอบผ่านก็จะได้เป็นขุนนางเลยนะ” แม่เฒ่าฉินกล่าวพลางยิ้ม

   

   “นั่นสิ ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน โชคยังดีที่ลูกชายของข้ามีความอดทน แม้จะจำตัวอักษรได้ไม่มาก แต่เขาก็มีความตั้งใจ” สะใภ้สามหลี่กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ

   

   ฉินเยาเยามองแม่เฒ่าฉินและสะใภ้สามหลี่คุยกัน ดวงตากลมโตเป็นประกาย ท่านย่าของนางต้องกำลังคิดเรื่องส่งพี่ชายไปเรียนต่ออย่างแน่นอน

   

   นางก็จะต้องออกแรงช่วยด้วยเช่นกัน!

   

   ฉินเยาเยาดูดนิ้วตัวเองพลางคิดว่า ควรจะเอาอะไรจากในพื้นที่มิติออกมาให้ท่านย่าเอาไปขาย เพื่อหาเงินส่งเสียพี่ชายเรียนหนังสือ

   

   หากทำการส่งเสียเหล่าพี่ชายให้ไปเรียนหนังสือแล้ว อย่างน้อยค่าใช้จ่ายก็ต้องเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า

   

   แม้ว่าท่านย่าจะมีเงินเหลือเก็บอยู่มาก แต่การส่งพี่ชายทั้งห้าคนไปเรียนพร้อมกัน เงินที่มีอยู่ก็คงหมดไปอย่างรวดเร็ว

   

   “สะใภ้สามหลี่ ตอนนี้สำนักเรียนใดที่ดีที่สุดในอำเภอชิงเหอหรือ”

   

   แม่เฒ่าฉินตัดสินใจจะส่งหลานชายไปเรียนแล้ว จึงเอ่ยปากถาม

   

   “สำนักเรียนที่ดีที่สุดในอำเภอชิงเหอคือสำนักศึกษาเติงเคอ อาจารย์ใหญ่ของเคยเป็นราชครูในราชสำนัก การเรียนการสอนจึงดีเยี่ยม แต่ว่าค่าเล่าเรียนก็แพงมากเช่นกัน”

   

   “หนึ่งปีต้องจ่ายค่าเล่าเรียนถึงห้าสิบตำลึง รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆแล้วหนึ่งปีอย่างน้อยก็ร้อยตำลึง ส่วนใหญ่ที่ไปเรียนได้ก็มักเป็นลูกหลานตระกูลร่ำรวยในเมืองทั้งนั้น”

   

   แม่เฒ่าฉินคำนวณเงินเก็บอย่างคร่าวๆ ก่อนจะตัดสินใจ

   

   “สะใภ้สามหลี่พรุ่งนี้เจ้าว่างหรือไม่ พวกเราไปเดินเที่ยวในอำเภอกันสักรอบ ข้าอยากรู้ว่าสำนักเรียนที่ค่าเล่าเรียนปีละร้อยตำลึง มันจะหน้าตาเป็นอย่างไร”

   

   เมื่อได้ยินดังนั้น สะใภ้สามหลี่ก็รู้ได้ทันทีว่า แม่เฒ่าฉินตัดสินใจจะส่งหลานชายไปเรียนที่สำนักเติงเคอ นางจึงตอบรับอย่างรวดเร็ว

   

   “ได้สิ พอดีข้าก็ไม่ได้เข้าอำเภอมานานแล้ว ใกล้ฤดูหนาวแล้ว ข้าจะได้ไปซื้อผ้าสักสองผืนมาตัดเสื้อใหม่ให้ลูกชายข้า”

   

   “งั้นตกลงตามนี้นะ พรุ่งนี้ข้าจะให้ฮั่นหลินกับเหล่าซื่อเตรียมรถม้าไว้ เราไปด้วยกัน”

   

   สะใภ้สามหลี่พยักหน้ารับ “ดีเลย ข้าจะได้นั่งรถม้าหรูๆกับเขาบ้าง”

   

   แม่เฒ่าฉินพูดอย่างติดตลกว่า “รอให้ชุนเอ๋อร์ของเจ้าสอบจอหงวน*[1]ได้ อย่าว่าแต่นั่งรถม้าหรูๆเลย ต่อไปจะมีคนรับใช้คอยปรนนิบัติเจ้าถึงสิบคน ข้าเกรงว่าเจ้าจะรำคาญเสียมากกว่า”

   

   “ฮ่าๆๆ พูดเช่นนั้นได้อย่างไร พวกเราเป็นชาวบ้าน ทำนาทำสวนมาทั้งชีวิต ใครจะไปทนให้ผู้อื่นมาปรนนิบัติได้ลง”

   

   ……

   

   หลังจากพูดคุยกันได้สักพัก สะใภ้สามหลี่ก็ลุกขึ้นเตรียมตัวกลับ แม่เฒ่าฉินหยิบผิงกั่วมาสองสามลูก ยัดใส่มือนางให้เอากลับไปให้ชุนเอ๋อร์กิน สะใภ้สามหลี่ปฏิเสธไม่ไหว จึงต้องรับไว้

   

   นางมองดูผิงกั่วสีแดงสดในมือ ภายในใจก็ยิ่งรู้สึกชื่นชมในความมีน้ำใจของครอบครัวนี้อีกครั้ง

   

   

   [1] จอหงวน: เป็นตำแหน่งราชบัณฑิตซึ่งได้คะแนนอันดับหนึ่งในการสอบขุนนางของประเทศ



 บทที่ 45: จงไปเรียน ข้าเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง ข้ามีเงิน!


   

   ตะวันเริ่มคล้อยต่ำ สื่อไห่ถังกับสวี่ซิ่วอิงกลับมาจากเชิงเขาพร้อมตะกร้าที่เต็มไปด้วยเห็ดและผักป่า พวกนางล้างทำความสะอาดแล้วเตรียมทำอาหารเย็น

   

   แม่เฒ่าฉินบอกให้สือไห่ถังจับแม่ไก่มาตัวหนึ่ง แล้วนำไปตุ๋นกับเห็ดเป็นน้ำแกงไก่ตุ๋นเห็ด ส่วนสวี่ซิ่วอิงนำแป้งสาลีออกมาผสมกับน้ำ แล้วทำเป็นผักชุบแป้งทอด

   

   เมื่อฉินเยาเยาเห็นว่าท่านแม่ของนางว่างแล้ว จึงส่งเสียงอ้อแอ้ใส่ อยากให้อุ้ม สวี่ซิ่วอิงจึงอุ้มนางแล้วนั่งยองๆข้างเตาไฟ ช่วยสือไห่ถังทำอาหาร

   

   ตอนที่สวี่ซิ่วอิงเปิดฝาหม้อดูไก่ตุ๋น ฉินเยาเยาก็แอบหย่อนไข่ไก่ลงไปในหม้อสิบกว่าฟอง

   

   น้ำแกงไก่ตุ๋นเห็ดส่งกลิ่นหอมอบอวล กลายเป็นน้ำแกงไก่ตุ๋นเห็ดพร้อมไข่ไก่อีกสิบกว่าฟอง

   

   สวี่ซิ่วอิงกับสือไห่ถังมองหน้ากัน พวกนางชินกับเรื่องเช่นนี้ไปแล้ว จึงอุ้มฉินเยาเยาไปให้แม่เฒ่าฉิน จากนั้นก็เริ่มยกอาหารไปวางบนโต๊ะ

   

   ไม่นาน สมาชิกคนอื่นๆก็ทยอยกันกลับมา

   

   บนโต๊ะอาหาร ฉินเหล่าซื่อเล่าเรื่องที่ฉินลิ่งหมิงวิ่งไล่กระต่ายตัวหนึ่งจนพลัดตกลงไปในบ่อโคลนที่เชิงเขา เขาใช้ความพยายามอยู่นาน กว่าจะดึงตัวลิ่งหมิงขึ้นมาได้ ทำเอาทุกคนพากันหัวเราะลั่น

   

   ฉินเยาเยาที่อยู่ในอ้อมแขนของแม่เฒ่าฉินก็หัวเราะเยาะพี่ชายด้วย

   

   แม่เฒ่าฉินมองดูหลานชายคนโตฉินลิ่งอวี่ที่สุภาพอ่อนโยน ฉินลิ่งหมิงหลานชายคนที่สองที่กล้าหาญและรอบคอบ รวมไปถึงหลานชายคนอื่นๆที่ร่าเริงซุกซน นางจึงตัดสินใจอย่างแน่วแน่

   

   “ข้าตัดสินใจแล้ว ว่าจะส่งพวกเด็กๆไปเรียนหนังสือในอำเภอ”

   

   ทันทีที่แม่เฒ่าฉินพูดจบ โต๊ะอาหารก็เงียบลงทันที

   

   ทุกคนต่างมองแม่เฒ่าฉินด้วยความประหลาดใจ ไม่เข้าใจว่าทำไมนางถึงพูดเช่นนั้น

   

   เพราะตอนนี้พวกเขาเพิ่งจะตั้งตัวได้ แม้ว่าจะไม่ถึงกับอดอยาก แต่การเรียนหนังสือต้องใช้เงินมาก เป็นภาระที่หนักเกินไปสำหรับครอบครัว

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาเป็นคนแรกที่คัดค้าน “พวกเขาเป็นถงเซิงแล้ว เหตุใดต้องไปเรียนต่ออีก การเรียนต้องใช้เงินมากมายเลยนะเจ้าคะ”

   

   แม่เฒ่าฉินมองเฝิงเสี่ยวฮวา “ตั้งแต่พวกเราตั้งรกรากที่นี่ ข้าไม่เคยเห็นเจ้าพูดอะไรเลย แล้วทำไมตอนนี้ถึงได้เสนอหน้าออกมาล่ะ”

   

   “ท่านแม่ ข้า...” เฝิงเสี่ยวฮวาอ้ำอึ้งสองสามครั้ง สุดท้ายก็ปิดปากเงียบ ไม่พูดอะไรออกมาอีก

   

   คนอื่น ๆ ต่างก็จ้องมองนางด้วยแววตาฉงน

   

   หากเป็นเมื่อก่อน นางคงลุกขึ้นโวยวายไปแล้ว แต่ครั้งนี้นางกลับยอมเงียบแต่โดยดี นี่ไม่ใช่นางเลย

   

   นับตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่นี่ เฝิงเสี่ยวฮวาก็ไม่ค่อยออกไปไหน ไม่ค่อยพูดค่อยจา ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร

   

   การกระทำที่แปลกประหลาดของนาง ทำให้ทุกคนในครอบครัวรู้สึกสงสัยอยู่ในใจ แม้แต่ฉินเหล่าเอ้อร์ยังเคยแอบถามนางว่า เกิดอะไรขึ้น แต่ก็ไม่ได้คำตอบ

   

   “ท่านแม่ ข้าว่าถ้าส่งพวกเด็กๆไปเรียนพร้อมกัน เงินที่เรามีอยู่คงไม่พอ ข้าเสนอให้ส่งแค่ลิ่งอวี่ไปก่อนเถิดขอรับ” ฉินเหล่าซานเสนอด้วยความระมัดระวัง

   

   คนอื่นๆก็พยักหน้าเห็นด้วย

   

   แม้พวกเขาจะทราบว่า ในมือของท่านแม่มีเงินที่ได้จากการขายโสมอยู่มาก แต่ถ้าต้องส่งลูกหลานทั้งห้าคนเรียนพร้อมกัน เกรงว่าจะไม่พอ

   

   “ท่านย่า พวกข้ายังเด็กนัก ส่งพี่ใหญ่ไปเรียนก่อนเถิดขอรับ รอให้พี่ใหญ่สอบจอหงวนได้ แล้วค่อยให้พี่ใหญ่ส่งพวกเราเรียนต่อ” ฉินลิ่งอันเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา

   

   ฉินลิ่งอวี่วางชามข้าวลง แล้วกล่าวว่า “ท่านย่า พวกเราเพิ่งมาลงหลักปักฐานที่นี่ ยังไม่ค่อยมั่นคงนัก ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องใช้เงิน รายได้จากในที่นากับบนเขาก็ยังไม่ได้ รอให้ถึงปีหน้า ความเป็นอยู่พวกเรามั่นคงแล้ว ค่อยไปก็ยังไม่สายขอรับ”

   

   “เอาล่ะ ไม่ต้องพูดอันใดแล้ว ข้าตัดสินใจแล้ว พรุ่งนี้เราจะไปดูสำนักเรียนในอำเภอกัน ถ้าไม่ติดขัดข้องอะไร ก็ให้พวกเจ้าเข้าเรียนเลย อีกหนึ่งเดือนก็จะถึงตรุษจีนพอดี”

   

   “ส่วนเรื่องค่าเล่าเรียนไม่ต้องห่วง ข้ารับรองว่าอย่างน้อยๆ ก็มีพอสำหรับเรียนหนึ่งปี การที่ครอบครัวเราจะตั้งรกรากที่นี่ได้อย่างมั่นคง เพียงแค่หวังพึ่งพืชผลในไร่นาและน้ำใจจากชาวบ้านนั้นไม่เพียงพอ ต้องหาวิธีเลี้ยงชีพอื่นๆ และการศึกษาเล่าเรียนก็เป็นหนทางหนึ่ง”

   

   “พวกเจ้าพอมีความรู้พื้นฐานอยู่บ้างแล้ว ตอนที่อยู่ชายแดน พวกเจ้าได้เรียนหนังสือมาบ้างแล้ว หากพวกเจ้าตั้งใจเรียน ข้าเชื่อว่าพวกเจ้าจะต้องประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลิ่งอวี่ เจ้ามีพรสวรรค์ด้านการเรียนมาก หากเรียนอีกสองสามปีรับรองว่าสอบซิ่วไฉได้อย่างแน่นอน เมื่อถึงตอนนั้นครอบครัวของเราถึงจะเรียกว่ามั่นคงได้อย่างแท้จริง”

   

   ทุกต่างก็เห็นด้วย “ท่านแม่พูดถูกแล้ว พวกเขาควรจะได้เรียนหนังสือ พวกเราจะทำงานหาเงินส่งเสียเอง”

   

   เฉินฮั่นหลินพูดเสริม “พวกเจ้าไปเรียนเถิด เรื่องเงินไม่ต้องกังวล ถึงแม้เงินที่ข้านำติดตัวมาจะไม่ได้มากมายอะไร แต่ก็มากพอที่จะส่งเสียพวกเจ้าจนกว่าจะสอบซิ่วไฉได้”

   

   หลี่อันวางตั๋วเงินปึกใหญ่บนโต๊ะเสียงดังปัง แล้วกล่าวอย่างองอาจ


   “ไปเรียนกันเถิด เงินทองไม่ใช่ปัญหา!”

   

   หลังจากที่อำเภอจี้โจวแตก พวกเขาก็ติดตามครอบครัวฉินมาโดยตลอด ครอบครัวฉินดูแลพวกเขาเป็นอย่างดี ไม่เคยรังเกียจที่พวกเขาเป็นคนต่างถิ่น โดยเฉพาะหลี่อัน ไม่ว่าเขาจะทำเรื่องไร้สาระ หรือสร้างความวุ่นวายเพียงใด คนในครอบครัวฉินไม่เคยแสดงอาการไม่พอใจ พวกเขาจึงรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวฉินไปแล้ว

   

   แม่เฒ่าฉินยิ้มอย่างอ่อนโยน ไม่ได้ขัดอะไร เพียงแต่ดันตั๋วเงินของพวกเขากลับไป

   

   ในใจของนาง นางถือว่าหลี่อันเป็นพี่ชาย และถือว่าฮั่นหลินเป็นลูกชายของตนไปแล้ว

   

   “พวกเจ้าไม่ต้องกังวลไป เรื่องค่าเล่าเรียนไม่ต้องห่วง ในบ้านเรายังมีเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่งอยู่ตั้งสองคน”

   

   เมื่อหลี่อันได้ยินดังนั้นก็รีบเอ่ยอย่างกระตือรือร้นว่า “ใช่ๆๆ ข้าคือเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง พวกเจ้าตั้งใจเรียนหนังสือไปเถอะ สอบเป็นซิ่วไฉกันให้ได้ เทพเจ้าแห่งโชคลาภผู้นี้จะได้ชื่นใจ”

   

   “ท่านย่า ท่านปู่หลี่ ท่านอาฮั่นหลิน…”

   

   ฉินลิ่งอวี่น้ำตาคลอเบ้า เขาสูดหายใจลึก แล้วลุกขึ้นโค้งคำนับผู้อาวุโสทุกคน

   

   “ท่านย่า ท่านปู่หลี่ ท่านอาฮั่นหลิน โปรดวางใจ ข้าจะตั้งใจเล่าเรียน และจะดูแลน้องๆให้ดี ข้าสัญญาว่าจะสอบจอหงวนให้ได้ เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับตระกูลขอรับ”

   

   หลี่อันเผยรอยยิ้มออกมา แล้วกล่าวว่า “ดีมาก ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือตั้งใจเล่าเรียน เรื่องอื่นพวกเจ้าไม่ต้องกังวล”

   

   “เด็กดี ปู่หลี่อันพูดถูกแล้ว พวกเจ้าคนไหนถึงวัยเล่าเรียนก็ตั้งใจเล่าเรียนไป คนไหนยังอยากเล่นก็เล่นไป เรื่องในบ้านยังไม่ถึงคราวที่พวกเจ้าจะต้องกังวล” แม่เฒ่าฉินเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

      

   เห็นเรื่องเรียนของเด็กๆตกลงกันได้แล้ว นางอดไม่ได้ที่จะลากฉินลิ่งอวี่กับฉินลิ่งเฟิงสองพี่มาเจรจา

   

   “ลูกเอ๋ย พวกเราสอบผ่านเป็นถงเซิงแล้ว ไม่เห็นต้องไปเรียนต่อเลย ทั้งยังไม่ต้องไปสองซิ่วไฉด้วย มิเช่นนั้นก็จะเป็นเหมือนลุงใหญ่ของพวกเจ้าพอสอบซิ่วไฉได้ก็หายเงียบไปเลย โอ๊ย!”



 บทที่ 46: เรื่องที่ห้ามเอ่ยถึง

   


   เฝิงเสี่ยวฮวายังเอ่ยไม่ทันจบประโยค ก็ถูกฉินเหล่าเอ้อร์กระชากแขนอย่างแรงจนร่างกายเสียหลัก ศีรษะกระแทกเข้ากับเสาอย่างแรง

   

   ความเจ็บแล่นเข้ามาจนตาพร่ามัว นางตั้งท่าจะต่อว่าฉินเหล่าเอ้อร์ แต่พอเห็นสีหน้ามืดครึ้มของแม่เฒ่าฉินก็ตกใจจนพูดไม่ออก

   

   ทันใดนั้น นางก็นึกถึงข้อห้ามของบ้านขึ้นมาได้ ความกลัวแล่นเข้าในจิตใจ นางรีบคุกเข่าลงกับพื้นพูดตะกุกตะกักว่า

   

   “ท่านแม่ ข้า...ข้าไม่ได้ตั้งใจ...”

   

   ยังไม่ทันที่นางจะพูดจบ แม่เฒ่าฉินก็กระแทกถ้วยลงบนโต๊ะอย่างแรง ข้าวต้มร้อนๆ กระเด็นไปทั่ว บางส่วนกระเด็นไปโดนใบหน้าของเล่อเหนียงที่อยู่ในอ้อมแขน ร้อนจนอยากจะร้องไห้

   

   เห็นได้ชัดว่าอารมณ์ของท่านย่าไม่ค่อยดี ในตอนนี้นางจึงได้แต่กัดฟันทน

   

   “นางหญิงบ้า!” ฉินเหล่าเอ้อร์เห็นว่าท่านแม่ของตนโกรธเฝิงเสี่ยวฮวามากจึงรีบดึงนางกลับเข้าไปในห้อง

   

   แม้ว่าลูกๆทั้งสองจะยังคงอยู่ข้างนอก แต่เขาก็ยังถอดรองเท้า แล้วฟาดใส่นางอย่างไม่ปราณี

   

   นางกล้าดียังไงถึงเอ่ยเรื่องของพี่ใหญ่!

   

   กล้าดียังไง!

   

   ผู้ใดก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่นาง!

   

   “ข้าผิดไปแล้ว ข้าจะไม่พูดจาเหลวไหลอีกแล้ว”

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาอ้อนวอนทั้งน้ำตา

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์จึงยอมหยุดมือ แต่กลับไปหยิบแผ่นไม้สำหรับซักผ้ามาให้นางคุกเข่า

   

   “รอให้ท่านแม่หายโกรธ เจ้าค่อยลุกขึ้น”

   

   “เหล่าเอ้อร์...”

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาพยายามจะลุกขึ้น แต่พอเห็นฉินเหล่าเอ้อร์ยกรองเท้าขึ้น นางก็รีบคุกเข่าลงกับพื้นอย่างว่าง่าย ไม่กล้าขัดขืนอีก

   

   เดิมทีนางคิดว่า อย่างน้อยต้องมีผู้ใดสักคนเอ่ยปากขอความเมตตาแทนนางบ้าง อย่างน้อยลูกชายทั้งสองก็ต้องเอ่ยปากช่วย

   

   แต่จนป่านนี้ ก็ไม่มีผู้ใดพูดแทนนางสักคนเดียว ความเกลียดชังในใจของนางก็ยิ่งทวีคูณมากขึ้น

   

   คนอื่นๆได้ยินเสียงต่อว่าดุด่าดังมาจากในห้อง ต่างก็พากันเงียบกริบ มองสีหน้าของแม่เฒ่าฉินด้วยความหวาดกลัว ไม่กล้าแม้แต่จะยกชามข้าวขึ้นมากิน

   

   หลี่อันกับเฉินฮั่นหลินมองหน้ากัน ไม่รู้ว่าควรจะวางชามข้าวลงหรือกินต่อดี นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับลูกชายคนโตของตระกูลฉิน

   

   ฉินเยาเยายืดคอเล็กๆมองไปรอบๆด้วยความสงสัย

   

   ที่แท้แล้ว ลุงใหญ่ที่นางไม่เคยเจอหน้า เป็นเรื่องที่ห้ามเอ่ยถึงของบ้านงั้นหรือ

   

   ยิ่งคิดนางก็ยิ่งอยากรู้ แล้วอาห้าที่ไม่เคยเจอหน้าเช่นกันล่ะ

   

   นางรู้ว่าคนในครอบครัวต่างก็มีเรื่องราวซ่อนอยู่มากมาย ทั้งท่านแม่ ลุงใหญ่ ลุงรอง แม้แต่ป้าสะใภ้รองก็ยังมี นางอยากรู้เรื่องราวของพวกเขาใจจะขาด แต่ตอนนี้นางยังพูดไม่ได้ จึงได้แต่เอื้อมมือไปสัมผัสใบหน้าของท่านย่า แล้วส่งเสียงอ้อแอ้ปลอบใจ

   

   แม่เฒ่าฉินไม่มีกะจิตกะใจจะกินข้าวต่อ จึงอุ้มหลานสาวตัวน้อยเตรียมจะกลับห้อง พอก้มหน้าลงก็เห็นว่าบนใบหน้าของหลานสาวมีรอยแดง

   

   นางตกใจมาก รีบอุ้มหลานสาวยกขึ้นสูงเพื่อดูใบหน้าให้ชัดๆ

   

   แล้วก็พบว่า บริเวณลำคอมีรอยแดงเป็นจ้ำๆ แถมยังมีข้าวต้มติดอยู่ จึงรู้ทันทีว่า หลานสาวโดนข้าวต้มลวกเข้าให้แล้ว

   

   แต่ทำไมตอนนั้นเด็กคนนี้ถึงไม่ร้องไห้เลย หรือว่าจะกลัวนาง

   

   ยิ่งคิด นางก็ยิ่งรู้สึกเสียใจ น้ำตาที่กลั้นไว้ก็ไหลออกมาในที่สุด

   

   เหตุใดนางถึงลืมไปได้ว่า เล่อเหนียงยังอยู่ในอ้อมแขนของนาง เหตุใดจึงต้องทำให้หลานโดนข้าวต้มลวก

   

   นางรีบอุ้มหลานสาวกลับเข้าไปในห้อง แล้วเรียกสวี่ซิ่วอิงให้เข้ามา

   

   “สะใภ้สี่ เจ้าบีบน้ำนมออกมาทาใบหน้าของเล่อเหนียงดูเถิด น้ำนมช่วยรักษาแผลน้ำร้อนลวกได้”

   

   สวี่ซิ่วอิงรับคำแล้วหยิบถ้วยชาใบหนึ่งขึ้นมา พลางแหวกเสื้อขึ้นแล้วบีบน้ำนมใส่ลงไปครึ่งถ้วย

   

   แม่เฒ่าฉินรับถ้วยน้ำนมมา แล้วนำผ้าสะอาดมาชุบน้ำนม แล้วเช็ดบริเวณที่เป็นรอยแดงบนใบหน้าของหลานสาวอย่างเบามือ

   

   “เล่อเหนียง หลานรักของย่า เจ็บหรือไม่ ย่าเป่าให้หายนะ”

   

   “ขอโทษเจ้าด้วย เป็นความผิดของย่าเอง ย่าไม่น่าอารมณ์เสียปล่อยให้ข้าวต้มร้อนลวกเจ้าเช่นนี้”

   

   เมื่อเห็นท่านย่าโทษตัวเองแบบนั้น แม้จะรู้สึกเจ็บ แต่ฉินเยาเยาก็ทำได้เพียงยิ้มให้กับท่านย่าเท่านั้น หวังเพียงให้ท่านย่าคลายความกังวลลง

   

   เมื่อเห็นหลานสาวยิ้มให้ แม่เฒ่าฉินก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

   

   ฉินเยาเยาที่อยู่ในอ้อมกอดของท่านย่า รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนของร่างกายและเสียงสะอื้นที่ดังอยู่ข้างหู ภายในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด

   

   แม่เฒ่าฉินเป็นเสาหลักของครอบครัวมาโดยตลอด พูดจาเฉียบขาด เด็ดเดี่ยว แม้ว่าตลอดทางที่อพยพมา พวกเขาจะต้องเผชิญกับความเป็นความตายมาหลายครั้ง แต่นางก็ไม่เคยหลั่งน้ำตาให้ผู้ใดเห็นเลย

   

   ตั้งแต่ที่นางเกิดมา นางเห็นน้ำตาของท่านย่าเพียงสองครั้งเท่านั้น ซึ่งทั้งสองครั้งล้วนมีต้นเหตุมาจากตัวนาง

   

   แต่ตอนนี้ แม่เฒ่าฉินกลับร้องไห้เสียใจเพียงเพราะคำพูดเดียวของเฝิงเสี่ยวฮวา…

   

   เห็นได้ชัดว่า ท่านลุงใหญ่ต้องเคยทำให้แม่เฒ่าฉินเจ็บปวดมากเป็นแน่

   

   ฉินเยาเยาอยากจะปลอบโยนท่านย่า แต่ก็ไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำใดออกมาได้ จึงได้แต่ใช้ใบหน้าเล็กๆของตนเองคลอเคลียข้างแก้มของท่านย่าเพื่อปลอบใจอย่างเงียบๆ

   

   หลังจากที่เฝิงเสี่ยวฮวาโดนฉินเหล่าเอ้อร์สั่งสอนไปครั้งนั้น นางก็ยิ่งไม่อยากออกจากห้องมากขึ้นไปอีก นางขังตนเองอยู่แต่ในห้องทุกวัน จะออกมาแค่ตอนกินข้าวเท่านั้น ไม่เพียงเท่านั้น นางยังไม่กล้าพูดมากกลายเป็นคนใบ้ไปโดยปริยาย

   

   เช้าตรู่วันหนึ่ง ฉินเหล่าซื่อก็พาหนุ่มๆในหมู่บ้านไปล่าสัตว์บนเขาจนกระทั่งใกล้ค่ำ พวกเขาก็ยังไม่กลับมา หัวหน้าหมู่บ้านเกรงว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นกับพวกเขา จึงมาหาฉินเหล่าเอ้อร์เพื่อออกไปตามหาพวกเขาด้วยกัน

   

   ทว่าเพิ่งจะก้าวขาออกจากประตู ก็มีชายเปื้อนเลือดวิ่งเข้ามา บนบ่าแบกเสือตัวใหญ่เอาไว้ แม่เฒ่าฉินเห็นเข้าถึงกับตกใจ หน้ามืดจะเป็นลม สวี่ซิ่วอิงเห็นดังนั้นจึงรีบเข้าไปประคอง

   

   แม้แต่สวี่ซิ่วอิงเองก็ยังใจจนหน้าซีดเผือด

   

   ชายผู้นั้นไม่ใช่ใครอื่น เป็นฉินเหล่าซื่อที่ออกไปล่าสัตว์บนเขานั่นเอง

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ตั้งสติได้จึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเทา “เหล่าซื่อ เจ้า… เกิดเรื่องอันใดขึ้น? บาดเจ็บตรงไหนหรือไม่?”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ไม่รู้ว่าควรจะมองเสือตัวโต หรือมองน้องชายตนเองก่อนดี

   

   นี่มันคือเสือ! ไม่ใช่หมูป่า ไม่ใช่แพะภูเขา!

   

   เขากลัวจนไม่กล้ามองฉินเหล่าซื่อตรงๆ กลัวว่าจะเห็นรอยแผลบนร่างกาย

   

   “พี่รอง ข้าไม่เป็นไร รีบมาช่วยยกหน่อย เสือตัวนี้มันหนักมาก!”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์กับฉินฟู่หลินจึงรีบเข้าไปช่วยกันยกเสือลงมาจากบ่าของฉินเหล่าซื่อ

   

   ฉินเหล่าซื่อเหนื่อยจนหอบ พอเอาเสือลงได้แล้วจึงพูดอย่างตื่นเต้นว่า

   

   “พวกข้าเข้าป่าไปได้ไม่นานก็ได้ยินเสียงเสือคำราม ตอนนั้นพวกข้ากลัวจนขาสั่น”

   

   “ตอนแรกพวกข้าคิดจะถอยกลับ แต่ปรากฏว่าด้านหลังมีเสือตัวหนึ่งไล่ตามมา”

   

   “ตอนนั้นพวกข้าคิดว่าคงไม่รอดแล้ว ภารกิจยังไม่สำเร็จ และเกือบยังจะกลายเป็นอาหารของเสืออีก”

   

   ท่านแม่เฒ่าฉินฟังฉินเหล่าซื่อเล่าแล้วก็ตกใจจนขาอ่อนทรุดตัวลงนั่งกับพื้น นิ้วมือสั่นเทาชี้ไปที่ฉินเหล่าซื่อ นางอยากจะด่าเจ้าลูกคนนี้นัก แต่ก็นึกคำด่าไม่ออก

   

   สวี่ซิ่วอิงถึงกับร้องไห้ออกมา พอเห็นว่าฉินเหล่าซื่อยังจะพูดต่อ นางจึงรีบยกมือห้าม

   

   “เจ้าหยุดพูดก่อน รอให้ข้าตั้งสติก่อน ข้าเกือบจะกลายเป็นแม่ม่ายแล้วเชียว!”

   

   ฉินเยาเยาได้ยินดังนั้นก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้

   

   แม่ของนางช่างกล้ายิ่งนัก กล้าพูดเช่นนี้ต่อหน้าท่านย่า ไม่กลัวว่าท่านย่าจะลงโทษหรือ แต่ใครจะไปคาดคิดว่า แม่เฒ่าฉินไม่เพียงแต่จะไม่โกรธ แถมยังกล่าวเสริมขึ้นมาอีกว่า

   

   “เกือบไปแล้วเชียว เกือบจะทำให้หลานสาวของข้าต้องกำพร้าพ่อตั้งแต่เด็ก!”



 บทที่ 47: บิดาช่างกล้าหาญ


   

   ฉินเหล่าซื่อเห็นท่าทีตรึงเครียดของภรรยาและมารดาผ่อนคลายลงแล้ว จึงเอ่ยขึ้นว่า

   

   “ตอนนั้นพวกข้ารีบปีนขึ้นต้นไม้อย่างรวดเร็ว ข้าสาบานได้เลยว่า นั่นเป็นการปีนต้นไม้ที่เร็วที่สุดในชีวิตข้า”

   

   “แต่มันประหลาดที่เสือตัวนั้นกลับทำเหมือนไม่เห็นพวกข้า มันเดินตรงผ่านไป จากนั้นพวกข้าก็ได้ยินเสียงเสือคำรามอีกครั้ง”

   

   “หลังจากนั้นไม่นานก็มีเสือสามตัวต่อสู้กัน พวกข้าจึงได้แต่รออยู่บนต้นไม้ จนกระทั่งพวกมันต่อสู้กันจนบาดเจ็บสาหัส พวกข้าจึงกล้าลงมาจากต้นไม้และใช้ธนู...”

   

   “เดี๋ยวก่อน...”

   

   ฉินฟู่หลินขัดจังหวะ “เจ้าบอกว่ามีเสือสามตัวงั้นหรือ”

   

   “ใช่แล้ว ส่วนอีกสองตัวซวนจือกับคนอื่นๆเอาไปแล้ว ข้าเลย…ข้าเลยแบกตัวนี้กลับมาเอง”

   

   ยังไม่ทันที่ฉินเหล่าซื่อจะพูดจบ ฉินฟู่หลินก็หายตัวไปแล้ว

   

   ตอนนี้ฉินเหล่าซานและคนอื่นๆได้ยินเสียงจึงพากันออกมา พอเห็นเสือตัวใหญ่ที่อยู่บนพื้นต่างก็พากันตกใจ

   

   เมื่อเห็นว่าฉินเหล่าซื่อไม่ได้รับบาดเจ็บ ทุกคนต่างพากันห้อมล้อมดูเสือด้วยความตื่นเต้น

   

   สวี่ซิ่วอิงส่งฉินเยาเยาให้แม่เฒ่าฉิน จากนั้นก็ลากตัวฉินเหล่าซื่อเข้าห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้า

   

   เด็กๆในบ้านเดินเข้าไปใกล้ๆเสืออย่างระมัดระวัง ยื่นมือออกไปอยากจะลูบแต่ก็ไม่กล้า

   

   สุดท้ายก็รวบรวมความกล้า ลูบเบาๆหนึ่งที ก่อนจะรีบชักมือกลับ

   

   “ท่านพ่อ ท่านเก่งมากเลยขอรับ!” ฉินลิ่งอันมองบิดาด้วยแววตาชื่นชม

   

   ฉินเหล่าซื่อยืดอกอย่างภาคภูมิใจ “แน่นอน ไม่เห็นหรือว่าพ่อของเจ้าเป็นใคร”

   

   แม่เฒ่าฉินตีไหล่เขาทีหนึ่งอย่างไม่สบอารมณ์ “พอได้แล้ว โชคดีที่เจ้ายังมีชีวิตอยู่ หากเจ้าตายขึ้นมา ข้าจะตามไปตีเจ้าถึงยมโลกเลย”

   

   ฉินเหล่าซื่อเกาศีรษะแล้วหัวเราะเบาๆ

   

   พูดก็พูดเถอะ ตอนนี้เขาก็ยังรู้สึกกลัวอยู่เลย

   

   “แต่แบบนี้ก็ดีแล้ว อีกไม่กี่วัน ข้ากำลังจะไปพบอาจารย์อยู่พอดี ยังไม่รู้เลยว่าจะเอาสิ่งใดเป็นของขวัญ นี่มันโชคช่วยจริงๆ”

   

   แม่เฒ่าฉินเอ่ยด้วยสีหน้ายินดี “เหล่าเอ้อร์ เหล่าซาน พวกเจ้าช่วยกันถลกหนังเสือที ระวังหน่อยล่ะ ข้าจะเอาไปทำเสื้อให้เล่อเหนียง”

   

   “ไห่ถัง ซิ่วอิง พวกเจ้าช่วยกันชำแหละเนื้อเสือเตรียมไว้ คืนนี้พวกเราจะได้ลิ้มลองรสชาติเนื้อเสือกัน ข้าอายุขนาดนี้แล้ว ยังไม่เคยได้กินเนื้อเสือเลยสักครั้ง”

   

   ทุกคนขานรับ แล้วแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตน

   

   แม่เฒ่าฉินกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะขมวดคิ้วแน่น นางหันไปถามฉินเหล่าซื่อว่า “แล้วฮั่นหลินเล่า ไม่ได้เข้าป่าไปกับเจ้าหรือ เหตุใดจึงไม่เห็นกลับมาพร้อมเจ้า”

   

   “เขายังอยู่บนเขานั่นแหละขอรับ บอกว่าจะไปดูว่าเสือมีอาหารเก็บไว้หรือไม่ ถ้ามีก็จะขนกลับมาด้วย”

   

   “เจ้าเด็กคนนี้ ชอบทำอะไรเสี่ยงๆ หากเกิดอันตรายขึ้นมาจะทำอย่างไร” แม่เฒ่าฉินเอ็ดเบาๆ

   

   ฉินเหล่าซื่อปลอบมารดา “ท่านแม่วางใจเถิดขอรับ ฮั่นหลินย่อมรู้ว่าอะไรควรทำ ไม่ควรทำ อีกอย่างเขาก็พอมีฝีมืออยู่บ้าง ไม่น่าจะมีปัญหาอันใดหรอกขอรับ”

   

   แม่เฒ่าฉินครุ่นคิดตามแล้วเห็นด้วยกับลูกชาย จึงอุ้มฉินเยาเยาเข้าไปในห้อง

   

   ทันทีที่หันหลังกลับ นางก็ได้ยินเสียงตะโกนดังลั่นของหลี่อัน

   

   “หยุดนะ! เจ้ากำลังจะทำถุงน้ำดีเสือของข้าแตก!”

   

   ไม่นานนัก เสือตัวนั้นก็ถูกชำแหละแยกเนื้อแยกหนังเสร็จเรียบร้อย

   

   หนังเสือและกระดูกเสือถูกนำไปใส่ไว้ในถังไม้ เตรียมนำไปตากแห้ง เพื่อใช้เป็นส่วนผสมของยา และนำไปทำเสื้อให้เล่อเหนียง

   

   ส่วนเนื้อเสือ ครึ่งหนึ่งนำไปหมักเกลือตากแห้ง อีกครึ่งหนึ่งนำไปแบ่งให้หัวหน้าหมู่บ้าน ครอบครัวของสะใภ้สามหลี่ และผู้เฒ่าผู้แก่ที่อาศัยอยู่ตัวคนเดียว

   

   ส่วนที่เหลือก็ต้องนำไปใช้ประโยชน์ คืนนี้นำมาทำอาหารหนึ่งส่วน อีกสองส่วนนำไปแขวนไว้ที่ปากบ่อน้ำ เพื่อรักษาความสดใหม่ เตรียมนำไปเป็นของขวัญให้อาจารย์ที่สำนักศึกษา

   

   ……

   

   เช้าวันรุ่งขึ้น แม่เฒ่าฉินหั่นเนื้อเสือสดๆหนึ่งชิ้นใหญ่ พร้อมกับสับกระดูกเสือหนึ่งท่อน นางกำชับให้หลานสาวนำผิงกั่วกับสาลี่ใส่ตะกร้าไปด้วย

   

   แม่เฒ่าฉินพาหลานชายคนโต ฉินลิ่งอวี่ออกจากบ้าน โดยให้สะใภ้สามหลี่พาไปพบกับลุงรองของนางเพื่อสอบถามเกี่ยวสำนักศึกษาเติงเคอ

   

   ลุงรองของสะใภ้สามหลี่หรือหลี่สือ เขาเคยเล่าเรียนที่สำนักศึกษาเติงเคอนานกว่าสิบปี จนกระทั่งลูกชายแต่งงานมีครอบครัว เขาจึงลาออกจากสำนักศึกษา แล้วกลับมาใช้ชีวิตเลี้ยงหลานอย่างสงบสุขที่บ้านเกิด

   

   เป็นโชคดีของพวกเขาที่ได้พบกับลุงรองหลี่ที่กำลังจะออกไปเที่ยว เมื่อได้ยินว่าแม่เฒ่าฉินอยากจะพาหลานชายเข้าเรียนที่สำนักศึกษาเติงเคอ เขาจึงรีบเชิญทุกคนเข้าไปในบ้านทันที

   

   ภรรยาของลุงรองหลี่เป็นคนใจกว้าง อัธยาศัยดี นางสั่งให้คนรับใช้ยกน้ำชากับขนมมาต้อนรับ

   

   “พวกเจ้ามาเยี่ยมเยียนถึงที่ เหตุใดจึงต้องลำบากนำสิ่งของมากมายมาด้วยเล่า ครั้งหน้าไม่ต้องทำเช่นนี้อีก มิเช่นนั้นข้าจะโกรธ”

   

   ภรรยาของลุงรองหลี่แกล้งดุด้วยรอยยิ้ม

   

   ครอบครัวของลุงรองหลี่ค่อนข้างมีฐานะ บ้านหลังใหญ่โต มีคนรับใช้ นอกจากนี้ยังมีที่นานับร้อยหมู่ เหตุนี้ลุงรองหลี่จึงได้เรียนหนังสือตั้งแต่เด็กจนโต

   

   หลังจากนั่งสนทนากันได้ครู่หนึ่ง แม่เฒ่าฉินก็เอ่ยเข้าประเด็นทันที

   

   “ข้าได้ยินมาว่าแต่ก่อนท่านเคยเล่าเรียนที่สำนักศึกษาเติงเคอ พวกข้าจึงเดินทางมาหาท่านเพื่อที่จะสอบถามเกี่ยวกับสำนักศึกษาเติงเคอเจ้าค่ะ”

   

   เมื่อลุงรองหลี่ได้ยินแม่เฒ่าฉินเล่าว่า หลานชายทั้งหกคนของนางได้เป็นถงเซิงกันแล้ว ทั้งแม่เฒ่าฉินยังนำเนื้อเสือชิ้นโตมาฝากเขาอีกต่างหาก เขาจึงไม่รอช้ารีบเล่ารายละเอียดต่างๆให้ฟังทันที

   

   สำนักศึกษาเติงเคอตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของอำเภอ ก่อตั้งโดยราชครูเกษียณอายุ การเรียนการสอนของที่นี่เข้มงวดและเอาใจใส่เป็นอย่างมาก ณ ตอนนี้มีนักเรียนมากกว่าห้าสิบคน บางคนเรียนมาหลายปีแล้ว บางคนเรียนมานับสิบปี และในจำนวนนั้นก็มีถงเซิงอยู่หลายคน

   

   นักเรียนสามารถเลือกพักอาศัยอยู่ที่สำนักเรียนหรือจะเช่าบ้านอยู่ข้างนอกก็ได้

   

   เขาเหลือบมองแม่เฒ่าฉินอย่างลืมตัวก่อนจะกล่าวต่อ

   

   ค่าใช้จ่ายในการพักอาศัยและกินอยู่ในสำนักเรียน ตกประมาณเดือนละสองตำลึง ค่าอุปกรณ์การเรียนจำพวกพู่กัน หมึก กระดาษ ตกเดือนละสามตำลึง และค่าเล่าเรียนอีกเดือนละสิบตำลึง รวมๆแล้วคนหนึ่งต้องใช้เงินอย่างน้อยเดือนละสิบห้าตำลึง

   

   ชยิ่งไปกว่านั้น หากเป็นช่วงตรุษจีนหรือวันคล้ายวันเกิดของอาจารย์ ก็ต้องเตรียมของขวัญเล็กๆน้อยๆ ไปมอบให้ด้วย ถึงแม้ไม่จำเป็นต้องมีราคาแพงมาก แต่ก็ไม่ควรจะเป็นของธรรมดาสามัญจนเกินไป

   

   แม่เฒ่าฉินฟังจบแล้วก็ขมวดคิ้วแน่น คำนวณเงินเก็บในใจอย่างคร่าวๆ

   

   ฉินลิ่งอวี่ดึงชายเสื้อของแม่เฒ่าฉินเบาๆ แล้วเอ่ยว่า “ท่านย่า สำนักศึกษาเติงเคอค่าเล่าเรียนแพงนัก พวกเราไปเรียนที่อื่นที่ราคาถูกกว่านี้ก็ได้ขอรับ”

   

   “ท่านแม่ เดือนละสิบห้าตำลึง มันมากเกินไป พวกเรากลับไปปรึกษาหารือกันก่อนดีกว่า”

   

   แม่เฒ่าฉินส่ายหน้าแล้วกล่าว “ไม่ต้องปรึกษาหารือกันแล้ว เอาที่นี่แหละ”

   

   นางหันไปหาลุงรองหลี่ “รบกวนท่านช่วยพาพวกเราไปดูสำนักศึกษาเติงเคอสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ”

   

   หลี่สือมองพวกเขาอย่างแปลกใจ เดิมทีเขาคิดว่า ค่าเล่าเรียนที่แสนแพงจะทำให้พวกเขาถอดใจเสียอีก เขาถึงขั้นเตรียมจะแนะนำสำนักเรียนของสหายให้

   

   “ไม่ต้องเกรงใจไปหรอก”

   

   เมื่อเห็นประตูสำนักศึกษาที่ใหญ่โตโอ่อ่า ฉินลิ่งอวี่ก็รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง เมื่อคิดว่าต่อไปนี้ตนจะได้มาเรียนหนังสือที่นี่ เขาก็แอบตั้งปณิธานไว้ในใจว่า จะต้องตั้งใจเรียนหนังสือให้ดี เพื่อไม่ให้ทุกคนในครอบครัวผิดหวัง

   

   หลังจากกลับมาถึงบ้าน แม่เฒ่าฉินก็เล่าเรื่องเกี่ยวกับสำนักศึกษาเติงเคอให้คนในครอบครัวฟัง ทุกคนต่างพากันอึ้งไปตามๆกัน

   

   เดือนละสิบห้าตำลึง!

   

   สิบห้าตำลึงเทียบเท่ากับค่าใช้จ่ายของครอบครัวครึ่งปีเชียวนะ!

   

   ความเงียบปกคลุมไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ฉินเหล่าซื่อจะเป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น “ต่อให้แพงมากเพียงใด พวกเราก็ต้องให้ลูกๆหลานๆได้เรียนหนังสือ พรุ่งนี้ข้าจะเข้าป่าไปล่าสัตว์ หากจับหมูป่าได้สักตัวก็ขายได้สิบกว่าตำลึงแล้ว”

   

   “ใช่แล้ว ข้าก็จะออกไปรับจ้างเขียนหนังสือ เดือนหนึ่งก็หาเงินได้ไม่น้อยเช่นกัน” ฉินเหล่าเอ้อร์เห็นด้วย

   

   “พวกข้าก็จะเข้าป่าไปเก็บของป่า แล้วนำไปขายในเมือง” สือไห่ถังและสวี่ซิ่วอิงก็เห็นด้วย

   

   ฉินเยาเยาเห็นว่าทุกคนในบ้านต่างก็สามัคคีกันเช่นนี้ นางรู้สึกตื้นตันใจ ส่งเสียงอ้อแอ้เป็นการตอบรับว่าเห็นด้วย

   

   หลี่อันก็วางตั๋วเงินลงบนโต๊ะทันที



 บทที่ 48: ทำตัวเด่นจะเป็นภัย


   

   รุ่งเช้าวันใหม่ แม่เฒ่าฉินเตรียมของที่จะให้อาจารย์ เนื้อเสือชิ้นใหญ่ กระดูกเสือสองท่อน ไก่ป่าสองตัว และกระต่ายป่าอีกหลายตัว และพาหลานชายทั้งหกออกเดินทางเข้าอำเภอ

   

   ฉินเหล่าซื่อกับเฉินฮั่นหลินขับรถม้าสองคันพาไป พร้อมด้วยชาวบ้านอีกสองคนที่ร่วมเดินทางไปด้วย พวกเขาจะนำหนังเสือไปขายที่อำเภอ

   

   ฉินเยาเยาก็ร้องขอตามไปด้วย แต่ถูกท่านย่าปฏิเสธ นางจึงต้องจำใจอยู่ที่บ้าน

   

   แม่เฒ่าฉินย้อนนึกถึงภาพเหตุการณ์เมื่อวาน มาถึงหน้าประตูสำนักศึกษาเติงเคอ เสียงท่องตำราเรียนที่ลอดออกมาจากด้านใน ทำให้ฉินลิ่งอวี่ตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง

   

   “พวกเจ้ามาจริงๆด้วยหรือ”

   

   ยังไม่ทันได้เข้าไปข้างใน เสียงของหลี่สือก็ดังมาจากด้านหลัง อันที่จริงเขาก็แค่มาดูว่าแม่เฒ่าฉินจะพาหลานมาจริงๆหรือไม่ ด้วยเหตุที่ค่าเล่าเรียนของสำนักศึกษาเติงเคอนั้นสูงมาก ผู้คนส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะถอยหนี

   

   เขาเองก็ไม่คาดคิดว่าครอบครัวนี้จะส่งหลานชายทั้งหมดมาเรียนที่นี่ เห็นได้ชัดว่าฐานะค่อนข้างมั่งคั่ง

   

   แม่เฒ่าฉินทักทายลุงรองหลี่อย่างกระตือรือร้น

   

   “มาแล้วก็ดี เข้าไปกันเถอะ ข้าจะพาพวกเจ้าไปพบอาจารย์ใหญ่”

   

   หลี่สือเป็นศิษย์เก่าของสำนักศึกษาเติงเคอ อีกทั้งยังสนิทสนมกับอาจารย์ใหญ่ ดังนั้นผู้เฝ้าประตูจึงไม่ได้ขัดขวางพวกเขา ปล่อยให้เข้าไป

   

   “ขอบอกพวกเจ้าให้ได้รู้ เมื่อวานข้ามาบอกอาจารย์ใหญ่แล้ว เขาตื่นเต้นมากถึงกับอยากพบพวกเจ้าโดยเร็วเลยทีเดียว” หลี่สือกล่าวเสียงเบา

   

   แม่เฒ่าฉินรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก “ขอบคุณลุงรองหลี่ยิ่งนัก วันหน้าข้าจะไปเยี่ยมที่บ้านแน่นอนเจ้าค่ะ”

   

   หลี่สือโบกมือพลางกล่าว “ชาตินี้ข้าคงสอบซิ่วไฉไม่ได้แล้ว แต่ข้าเชื่อมั่นหลานชายทั้งหลายของเจ้า ถ้าพวกเขาสอบซิ่วไฉได้ อย่าลืมชวนข้าไปดื่มฉลองด้วย เพื่อให้ข้าได้หน้าได้ตาบ้าง”

   

   “แน่นอนอยู่แล้วเจ้าค่ะ”

   

   อาจารย์ใหญ่ของสำนักศึกษาเติงเคอมีนามว่า เฉินเหลียง เป็นราชครูเกษียณจากราชสำนัก เมื่อวานเขาได้ยินหลี่สือเล่าว่าจะมีเด็กน้อยหลายคนมาเรียนหนังสือ แม้จะสงสัยแต่ก็ไม่ได้คาดหวังอันใด เพราะค่าเล่าเรียนของสำนักศึกษาเติงเคอ ไม่ใช่ว่าครอบครัวธรรมดาทั่วไปจะจ่ายไหว

   

   ยิ่งหลี่สือบอกว่าครอบครัวของเด็กน้อยเหล่านั้นเป็นเพียงชาวไร่ชาวนาธรรมดา

   

   เมื่อเห็นแม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆเข้ามา เขาก็ประหลาดใจอยู่ไม่น้อย แม้จะเห็นว่าเสื้อผ้าที่พวกเขาสวมใส่ไม่ได้หรูหรา แต่ก็สะอาดเรียบร้อย พูดจาสุภาพอ่อนน้อม มีมารยาท ทำให้เขามองครอบครัวนี้ด้วยความชื่นชมไม่น้อย

   

   เขาได้ทำการทดสอบความรู้เบื้องต้นของฉินลิ่งอวี่อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ รับของที่แม่เฒ่าฉินนำมามอบให้ และบอกว่าอีกสามวันให้หลัง ค่อยมาทำพิธีกราบไหว้อาจารย์และเริ่มเรียนได้

   

   แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆ จึงกล่าวขอบคุณ

   

   อาจารย์ใหญ่เฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงเอ่ยกับแม่เฒ่าฉินว่า “ฮูหยินผู้เฒ่า ข้ามีเรื่องอยากแนะนำท่าน ไม่ทราบว่าควรเอ่ยดีหรือไม่”

   

   ใจของแม่เฒ่าฉินเต้นแรงด้วยความกังวล มองอาจารย์ใหญ่เฉินด้วยแววตาสงสัย

   

   “ท่านอาจารย์ใหญ่ มีสิ่งใดโปรดกล่าวมาตรงๆได้เลยเจ้าค่ะ”

   

   อาจารย์ใหญ่เฉินจึงกล่าวว่า “ข้าได้ยินหลี่สือเล่าว่าครอบครัวของท่านเป็นชาวบ้านธรรมดา ข้าจึงอยากแนะนำว่าให้ส่งหลานมาเรียนที่สำนักเพียงหนึ่งคนก่อน ส่วนที่เหลือค่อยว่ากันในภายหลังจะดีกว่า”

   

   แม่เฒ่าฉินคิดว่าอาจารย์ใหญ่เฉินกังวลว่าพวกเขาที่เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาจะจ่ายค่าเล่าเรียนไม่ไหว นางจึงรีบกล่าวว่า

   

   “ท่านอาจารย์ใหญ่ แม้พวกข้าจะเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา แต่ลูกชายของข้าทุกคนขยันขันแข็งและอดทน พวกเราจะจ่ายค่าเล่าเรียนตรงเวลาแน่นอน”

   

   เมื่ออาจารย์ใหญ่เฉินได้ยินคำพูดของแม่เฒ่าฉิน ก็รู้ว่านางเข้าใจผิด จึงรีบอธิบายว่า

   

   “ข้าไม่ได้กังวลเรื่องค่าเล่าเรียน เด็กๆของท่านอายุยังน้อยก็สามารถเป็นถงเซิงได้แล้ว การที่พวกเขามาเรียนที่สำนักของข้า นับเป็นเกียรติของข้าแล้ว ต่อให้ไม่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียน ข้าก็ยินดีให้พวกเขาเรียนที่นี่”

   

   อาจารย์ใหญ่เฉินหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวต่อ “เพียงแต่ครอบครัวท่านหนีภัยมาจากชายแดน คงทราบดีว่าตอนนี้เกิดภัยแล้งมาสามปีแล้ว ในหลายที่ อย่าว่าแต่เรียนหนังสือเลย แค่จะกินให้อิ่มท้องยังยาก การที่ท่านส่งหลานชายมาเรียนพร้อมกันนั้นดูจะเป็นที่สะดุดตาไปหน่อย”

   

   “โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลานชายคนเล็กสุด อายุแค่เจ็ดขวบก็สามารถสอบถงเซิงได้แล้ว ในขณะที่หลายๆคนทุ่มเทอ่านหนังสือมาเป็นสิบๆปีก็ยังสอบไม่ผ่าน การที่เด็กน้อยได้ไปยืนอยู่ในจุดสูงที่คนอื่นทุ่มเทแค่ไหนก็ไปไม่ถึง เกรงว่าจะถูกริษยาและกลั่นแกล้งได้”

   

   แม่เฒ่าฉินกับฉินเหล่าซื่อถึงกับเหงื่อตก

   

   ใช่แล้ว พวกเขาเอาแต่คิดว่าอยากให้ลูกหลานได้เรียนหนังสือ กลับลืมไปว่าคนโตอายุแค่สิบเอ็ดปี คนเล็กสุดอายุแค่เจ็ดขวบเท่านั้น

   

   คนอื่นเพิ่งเริ่มเรียน แต่พวกเขาวิ่งนำหน้าไปไกลแล้ว ย่อมต้องถูกคนอื่นอิจฉาริษยา

   

   แม่เฒ่าฉินถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนเอ่ยด้วยความซาบซึ้ง

   

   “ขอบพระคุณท่านอาจารย์ใหญ่ที่เตือนสติ ไม่เช่นนั้นข้าคงทำร้ายหลานชายตนเองโดยไม่รู้ตัว”

   

   อาจารย์ใหญ่เฉินโบกมือ “ข้าเพียงให้คำแนะนำเท่านั้น การตัดสินใจยังคงขึ้นอยู่กับท่าน”

   

   ท่านแม่เฒ่าฉินพยักหน้ารับ “เช่นนั้นให้หลานชายคนโตเรียนก่อน ส่วนหลานคนอื่นๆ ให้อยู่บ้านเล่นซนไปก่อนสองปี”

   

   หลังจากกล่าวขอบคุณ แม่เฒ่าฉินก็พาคนอื่นๆกลับ ระหว่างทางบังเอิญพบกับชายหนุ่มสองคนที่นำหนังเสือไปขายในอำเภอ จึงเดินทางกลับมาพร้อมกัน

   

   ระหว่างทาง ชายหนุ่มทั้งสองเล่าอย่างตื่นเต้นว่าตอนที่พวกเขานำหนังเสือออกมา เป็นที่ฮือฮามากแค่ไหน

   

   เมื่อกลับถึงบ้าน แม่เฒ่าฉินเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ทุกคนฟัง ทุกคนในบ้านต่างก็หวาดกลัว

   

   ยามบ้านเมืองวุ่นวาย ยิ่งในช่วงสงครามเช่นนี้ อย่าทำตัวเด่นเกินไป ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นเป้านิ่งให้แก่ผู้อื่น โชคดีที่อาจารย์ใหญ่เฉินเตือนสติไว้

   

   “เหล่าเอ้อร์ อีกสองวัน ตอนที่ลิ่งอวี่เข้าพิธีไหว้อาจารย์ เจ้าเอาผลไม้ไปขอบคุณท่านอาจารย์ด้วย”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์รับคำ

   

   ฉินเหล่าซื่อเล่าต่อว่า ชายหนุ่มสองคนในหมู่บ้านขายหนังเสือได้เงินมาตั้งยี่สิบตำลึง ทำให้ทุกคนต่างพากันอุทานด้วยความตกตะลึง

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาได้ยินว่าหนังเสือขายได้เงินตั้งยี่สิบตำลึง นางจึงครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

   

   ส่วนฉินเหล่าซื่อสบตากับเฉินฮั่นหลินแล้วเอ่ยขึ้นว่า

   

   “ท่านแม่ ข้าอยากไปทางใต้สักหน่อยขอรับ”

   

   ทันใดนั้น สายตาทุกคู่ก็จับจ้องมาที่ฉินเหล่าซื่อ

   

   สวี่ซิ่วอิงถึงกับเบิกตากว้าง มองฉินเหล่าซื่อแล้วหยิกเอวเขาอย่างแรง

   

   “เหล่าซื่อ เจ้าพูดจาเหลวไหลอันใด” แม่เฒ่าฉินดุ

   

   “ท่านแม่ ข้าไม่ได้พูดเหลวไหล ข้าตั้งใจจะไปทางใต้กับฮั่นหลิน เพื่อรวบรวมหนังสัตว์มาขายต่อที่นี่”

   

   เฉินฮั่นหลินกล่าวเสริม “ท่านป้าขอรับ ทางใต้มีอากาศร้อน ความต้องการใช้หนังสัตว์จึงไม่สูง นายพรานหลายคนถึงกับโยนหนังทิ้ง แล้วเอาแต่เนื้อก็มี”

   

   “แต่ที่นี่ต่างจากทางใต้ ที่นี่คือเมืองหลวง หน้าหนาวอากาศหนาวมาก หลายๆบ้านใช้หนังสัตว์มาตัดเย็บทำเสื้อผ้า เพื่อป้องกันความหนาว หากข้ากับพี่สี่นำหนังสัตว์จากใต้มาขายที่นี่ ย่อมได้ราคาดีเป็นแน่ขอรับ”

   

   แม่เฒ่าฉินยังคงไม่เห็นด้วย “ไม่ได้ ยามนี้บ้านเมืองวุ่นวาย หากเกิดเรื่องอันใดขึ้นกับพวกเจ้า พวกข้าจะอยู่อย่างไร”

   

   “จะให้ซิ่วอิงกับลูกๆอยู่อย่างไร”

   

   “ท่านแม่ ก่อนหน้านี้ข้าเป็นผู้คุ้มกัน คุ้นเคยเส้นทางเป็นอย่างดี ฮั่นหลินเองก็มีฝีมือไม่น้อย พวกข้าจะระวังตัวเป็นอย่างดี ท่านแม่ก็กล่าวเองไม่ใช่หรือขอรับ หากอยากตั้งรกรากที่นี่ ต้องมีหนทางทำมาหากิน”



 บทที่ 49: ฤดูหนาวมาเยือน


   

   “เรื่องนี้เอาไว้ว่ากันทีหลัง!”

   

   แม่เฒ่าฉินมีสีหน้าเคร่งขรึม ก่อนจะอุ้มฉินเยาเยาลุกขึ้นแล้วเดินจากไป

   

   สวี่ซิ่วอิงดึงแขนฉินเหล่าซื่อกลับห้อง เตรียมจะพูดคุยกับเขาเป็นการส่วนตัว

   

   ส่วนคนอื่นๆในครอบครัวต่างก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก รีบกินข้าวก่อนจะแยกย้ายกันกลับห้องของตน

   

   เหลือเพียงหลี่อันที่ยังคงนั่งจิบสุราเคี้ยวผักดองอย่างอย่างสบายๆ

   

   แม่เฒ่าฉินกอดเล่อเหนียงนอนอยู่บนเตียง ภายในใจยังคงครุ่นคิดไปต่างๆนานาจนเผลอหลับไปในที่สุด

   

   เมื่อเห็นว่าแม่เฒ่าฉินหลับสนิท ฉินเยาเยาจึงอาศัยจังหวะนี้แอบเข้าไปในพื้นที่มิติทันที นางต้องหาอาวุธดีๆให้ท่านพ่อกับอาฮั่นหลินสักหน่อย

   

   แม้ว่าตอนนี้ท่านย่าจะไม่พูดอะไร แต่ในใจลึกๆแล้วท่านย่าต้องเห็นด้วยกับเรื่องนี้แน่นอน เพียงแต่เป็นห่วงกลัวจะเกิดอันตรายขึ้นเท่านั้น

   

   ตอนนี้บ้านเมืองวุ่นวายเต็มไปด้วยผู้อพยพ เกิดกองโจรปล้นสะดมไปทั่วสารทิศ แม้ว่าท่านพ่อจะแข็งแรงมาก แต่ก็ยังขาดอาวุธดีๆ

   

   นางจึงเร่งรีบไปยังโซนเลี้ยงสัตว์ เพื่อให้อาหารพวกมัน จากนั้นจึงไปเก็บผลไม้ที่สุกงอมเต็มต้นในสวน พร้อมกับรดน้ำพืชสมุนไพร

   

   โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘หญ้าเพลิงมรณะ’ อันเป็นสมุนไพรล้ำค่าที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ

   

   หลังจากนั้นนางจึงไปยังห้องเก็บของเพื่อหาอาวุธให้ท่านพ่อกับท่านอาฮั่นหลิน อันที่จริงแล้ว แทนที่จะเรียกว่าห้องเก็บของ เรียกว่าห้องเก็บสมบัติจะเหมาะกว่า

   

   ชาติที่แล้วบรรดาผู้มีอำนาจในประเทศ ชอบเอาอาวุธแปลกๆ มาทิ้งไว้ในพื้นที่มิติของนางมากมาย ทั้งที่ยังทำไม่เสร็จและที่ชำรุด

   

   แม้กระทั่งปืนใหญ่ก็ยังมี!

   

   ร่างเล็กๆของนางค้นหาไปทั่วห้อง

   

   ปืนพก

   

   ไม่เอา

   

   AK

   

   ไม่เอา

   

   ธนู

   

   ไม่เอา

   

   เอ๊ะ ดาบ

   

   อันนี้น่าสนใจ

   

   ฉินเยาเยามองไปที่มุมห้อง มองดูดาบสองเล่มที่วางทับกันอยู่ นางจึงตัดสินใจเลือกอันนี้

   

   พอดีมีสองเล่ม ท่านพ่อกับอาฮั่นหลินคนละเล่ม

   

   นางยังเจอสนับมือและมีดสั้นอีกเล่มหนึ่ง

   

   แม่เฒ่าฉินยังคงกังวล จึงตื่นแต่เช้าตรู่

   

   แสงแดดยามเช้า ส่องกระทบใบหน้าหลานสาว นางจึงตั้งใจจะห่มผ้าให้ แต่กลับตกใจเมื่อเห็นดาบสองเล่มอยู่ใต้ผ้าห่ม

   

   นางก้มลงจูบแก้มหลานสาวเบาๆ แล้วถอนหายใจยาว

   

   นางสงสารลูกชายของตน พวกเขารอนแรมอย่างยากลำบาก กว่าจะตั้งรกรากที่นี่ได้ ลูกชายก็กตัญญู คิดหาวิธีแบ่งเบาภาระให้ครอบครัว

   

   เช้าวันรุ่งขึ้น ฉินฟู่หลินพาผู้อาวุโสสามมาที่บ้านแต่เช้า

   

   “พี่ชุนหลาน ข้าได้ยินมาว่าลิ่งอวี่จะเข้าเรียนที่สำนักศึกษาเติงเคองั้นหรือ”

   

   แม่เฒ่าฉินรีบเข้าไปช่วยประคองผู้อาวุโสสามนั่งลง

   

   “แล้วหลานคนอื่นๆเล่า” ผู้อาวุโสสามถามอย่างร้อนใจ

   

   เกียรติยศของหมู่บ้านฉินขึ้นอยู่กับเด็กๆพวกนี้แล้ว

   

   “ข้าส่งลิ่งอวี่ไปเรียนก่อน ส่วนคนอื่นๆอีกสองปีค่อยไปเจ้าค่ะ”

   

   ผู้อาวุโสสามพยักหน้าเห็นด้วย

   

   ที่จริงแล้วที่เขามาวันนี้ก็ตั้งใจจะมาบอกให้ฉินชุนหลานส่งหลานไปเรียนคนเดียวก่อน หากส่งไปทั้งหมดพร้อมกันนั้นจะดูเป็นที่สะดุดตาเกินไป

   

   “พี่ชุนหลาน ภรรยาของข้าได้ยินว่าลิ่งอวี่จะไปเล่าเรียนหนังสือ นางจึงเย็บถุงหอมอวยพรให้สอบผ่านมาให้ ข้างในใส่ใบสะระแหน่ พิมเสน และสมุนไพรต่างๆ สามารถช่วยให้สดชื่นแจ่มใส หากลิ่ง อวี่อ่านหนังสือแล้วรู้สึกง่วง ก็เอาออกมาดมก็จะหายง่วงได้”

   

   แม่เฒ่าฉินรีบกล่าวขอบคุณแล้วรับมา

   

   ผู้อาวุโสสามส่งกระดาษที่ตนเขียนบทกลอนด้วยตนเองให้

   

   …อย่ากังวลว่าเส้นทางข้างหน้าจะไร้มิตรแท้

   

   ใต้หล้านี้ใครเล่าจะไม่รู้จักเจ้า

   

   อวยพรให้สอบจอหงวนผ่าน…

   

   ฉินลิ่งอวี่ได้ยินเสียง จึงวางตะกร้าลงแล้วเดินมาขอบคุณ

   

   “ลิ่งอวี่เอ๋ย เจ้าจงตั้งใจเรียนหนังสือ เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับน้องๆ และสร้างชื่อเสียงให้หมู่บ้านของพวกเรา สู้ให้ถึงที่สุด”

   

   “ขอรับ ข้าจะจดจำไว้”

   

   ผู้อาวุโสสามพูดคุยเรื่องทั่วไปอีกเล็กน้อย ก่อนจะกลับไป

   

   ผู้คนในหมู่บ้านต่างรู้ว่าฉินลิ่งอวี่จะไปเรียนที่สำนักศึกษาเติงเคอ บางบ้านก็นำไข่ไก่มาให้ บางบ้านก็นำผักตากแห้งมาให้ แวะเวียนมาที่บ้านแม่เฒ่าฉินเพื่อทำความคุ้นเคยกับซิ่วไฉในอนาคต

   

   “ลิ่งอวี่ เจ้าต้องตั้งใจเรียนนะ สอบจอหงวนได้เป็นขุนนางใหญ่ แล้วซื้อคนรับใช้มาปรนนิบัติย่าของเจ้า”

   

   ฉินลิ่งอวี่หน้าแดง รับปากทุกคำพูด

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นหลานชายถูกพวกนางพูดจนหน้าแดงหูแดง จึงบอกให้เขาไปเก็บของ

   

   “พี่หญิงฉิน หลานชายของท่านล้วนแต่เป็นผู้มีอนาคตไกลทั้งนั้น แม้แต่ลิ่งผิงกับลิ่งอันที่เด็กที่สุดก็เป็นถงเซิงแล้ว ส่วนโก่วเอ๋อร์ของข้า โตกว่าลิ่งผิงกับลิ่งอันตั้งสองปี วันๆยังเอาแต่เล่นโคลนในทุ่งนาอยู่เลย”

   

   แม่เฒ่าฉินยิ้มร่า ฟังพวกเขาชมหลานชายตนเอง พร้อมกับหยิบเมล็ดแตงโมและเกาลัดยัดใส่มือพวกเขาเป็นระยะ

   

   จงชมเขาไป ชมเข้าไป!

   

   ชมหลานข้าเยอะๆเลย!

   

   “ท่านแม่ เรื่องที่ข้ากับฮั่นหลินจะไป...”

   

   ฉินเหล่าซื่อยังพูดไม่ทันจบ แม่เฒ่าฉินก็ทำหน้าบึ้งตึงหันหลังเดินเข้าไปในห้อง

   

   เมื่อเห็นดังนั้น หัวใจของฉินเหล่าซื่อก็พลันจมดิ่ง

   

   สวี่ซิ่วอิงแตะมือเขาเบาๆ เพื่อปลอบใจ “เหล่าซื่อ บางทีท่านแม่อาจจะไม่อยากให้เจ้าไปเสี่ยงอันตรายอีก เพราะพวกเราเพิ่งจะตั้งรกรากได้ไม่นาน”

   

   นางก็ไม่อยากให้สามีออกไปเสี่ยงอันตรายในตอนนี้เช่นกัน แต่นางรู้ว่าสามีต้องการช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัว ถึงแม้นางจะไม่อยากให้ไป แต่ก็ทำได้เพียงสนับสนุนเท่านั้น

   

   ไม่นาน แม่เฒ่าฉินก็กลับออกมา แล้วยื่นดาบสองเล่มให้พวกเขา

   

   “ดาบสองเล่มนี้ถือว่าข้าให้พวกเจ้า ‘ยืม’ พวกเจ้าต้องนำมาคืนด้วย และต้องคืนด้วยมือของพวกเจ้าเอง!”

   

   “ขอบคุณท่านแม่!”

   

   ฉินเหล่าซื่อดีใจยิ่งนัก จึงคุกเข่าคำนับแม่เฒ่าฉิน แล้วรับดาบมา ลองเหวี่ยงไปมาสองสามที

   

   “ดาบดีจริง!”

   

   ไม่มีบุรุษคนใดไม่ชอบอาวุธ ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินก็ไม่ต่างกัน

   

   พอได้ดาบมา ทั้งสองก็พากันออกไปฝึกฝนข้างนอก

   

   ส่วนสวี่ซิ่วอิงกับสือไห่ถัง ช่วยกันจัดเตรียมของใช้ที่จำเป็นสำหรับฉินลิ่งอวี่ และสิ่งของจำเป็นสำหรับการเดินทางของฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลิน

   

   ……

   

   เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนถึงวันที่ฉินลิ่งอวี่ต้องไปเรียน สือไห่ถังตื่นแต่เช้าเพื่อเตรียมอาหารเช้า

   

   ทำตามที่แม่สามีสั่ง นางต้มไข่ไก่หลายฟองให้ฉินลิ่งอวี่เอาไปด้วย

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์ช่วยยกสัมภาระของฉินลิ่งอวี่ขึ้นรถม้า

   

   ฉินเหล่าซื่อกับเฉินฮั่นหลิน หลังจากเก็บของเสร็จก็ขึ้นรถม้า

   

   วันนี้พวกเขาก็จะออกเดินทางไปทางใต้ด้วย พยายามกลับมาให้ทันก่อนตรุษจีน

   

   ทุกคนในครอบครัวยืนมองพวกเขาที่หน้าประตูด้วยความอาลัยอาวรณ์

   

   “แอ้ แอ้”

   

   ฉินเยาเยาอยู่ในอ้อมแขนของแม่เฒ่าฉิน ยื่นมือเล็กๆ พยายามจะไปหาฉินเหล่าซื่อกับฉินลิ่งอวี่

   

   ฉินเหล่าซื่อเดินเข้ามา อุ้มฉินเยาเยาขึ้นมาจูบอย่างรักใคร่ “เล่อเหนียงคนดี เจ้ารอพ่อกลับมานะ พ่อจะซื้อของเล่นสนุกๆมาให้เจ้า”

   

   ฉินลิ่งอวี่ก็เดินเข้ามา ใช้แก้มแนบแก้มน้องสาวเบาๆ

   

   แม่เฒ่าฉินหยิบซองแดงสามซองที่ทำจากกระดาษสีแดงออกมาจากอกเสื้อ ข้างในมีเงินอยู่ แล้วยื่นให้พวกเขาคนละซอง

   

   นี่เป็นธรรมเนียมแถบชายแดน เพื่ออวยพรให้พวกเขาเดินทางอย่างราบรื่น ปลอดภัย

   

   หลังจากที่ฉินเหล่าซื่อกับเฉินฮั่นหลินออกเดินทางไปแล้ว ชีวิตของคนในครอบครัวก็ยังคงดำเนินต่อไป แม่เฒ่าฉินอยู่บ้านเลี้ยงหลาน

   

   สวี่ซิ่วอิงกับสือไห่ถังหากไม่มีอะไรทำก็จะพากันขึ้นเขา ทุกครั้งมักจะเก็บเห็ดกลับมาได้เต็มตะกร้าบ้างครึ่งตะกร้าบ้าง

   

   ส่วนฉินเหล่าเอ้อร์และฉินเหล่าซานก็พาเด็กๆไปช่วยชาวบ้านซ่อมแซมบ้าน

   

   ทุกปีที่เมืองหลวงจะมีหิมะตกหนักตกติดต่อกันเป็นเดือน หากบ้านไหนไม่ยอมซ่อมแซมให้ดี เวลาหิมะตกหนักหลังคาบ้านอาจจะพังถล่มลงมาได้

   

   เฝิงเสี่ยวฮวาช่างแปลกประหลาดเหลือเกินในระยะนี้ นางหอบเก้าอี้มานั่งในลานบ้านโดยไม่มีเหตุผล อ้างว่าจะเฝ้าบ้าน แต่ความจริงแล้ว สายตาของนางกลับจับจ้องอยู่ที่หนังเสือผืนนั้นที่ตากอยู่ในลานบ้านไม่วางตา



 บทที่ 50: โจรปล้นบ้าน (1) 

   


   รุ่งเช้าหลังจากที่ฉินเหล่าเอ้อร์และฉินเหล่าซานทานอาหารเช้าเสร็จ พวกเขาก็พาเด็กๆไปช่วยซ่อมบ้านให้กับผู้เฒ่าผู้แก่ที่อาศัยอยู่คนเดียว

   

   อากาศหนาวขึ้นทุกวัน อีกไม่นานหิมะก็คงจะตก พวกเขาจึงต้องเร่งมือซ่อมแซมบ้านเรือนให้เสร็จโดยเร็วที่สุด ไม่เช่นนั้น บ้านเรือนเหล่านั้นคงไม่อาจต้านทานความหนาวเย็นและหิมะที่ตกหนักได้

   

   “พวกเจ้าลงมาพักกันก่อนเถิด”

   

   วันนี้พวกเขามาซ่อมบ้านให้กับแม่เฒ่าหวัง ที่อยู่ติดกับบ้านของฉินฟู่หลิน

   

   เมื่อฉินฟู่หลินเดินออกมา ก็เห็นฉินเหล่าเอ้อร์ตอกตะปูอยู่บนหลังคา ส่วนฉินเหล่าซานก็ส่งของให้เขาอยู่ข้างล่าง

   

   เด็กๆก็ช่วยกันนำดินเหนียวไปอุดรอยรั่วบนผนังอย่างขะมักเขม้น

   

   “ใกล้เสร็จแล้วขอรับ” ฉินเหล่าเอ้อร์ตอบ แล้วลงมือทำงานต่อ

   

   ฉินฟู่หลินมองดูบ้านที่ใกล้จะซ่อมเสร็จก็รู้สึกยินดีและซาบซึ้งใจ

   

   หากพวกเขาไม่ได้พาลูกหลานมาช่วยซ่อมแซมบ้านเรือนให้ผู้เฒ่าผู้แก่ที่อาศัยอยู่เดียว อีกไม่นานยามหิมะโปรยปรายลงมา หน้าหนาวนี้คงมีคนตายไปหลายคน

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์เคาะตะปูที่ตอกไว้บนขื่อ ตรวจดูให้แน่ใจว่าไม่มีปัญหา จึงค่อยๆไต่บันไดลงมา

   

   แม่เฒ่าหวังรีบยกน้ำที่ต้มจนเย็นแล้วมาให้พวกเขาดื่มคนละถ้วย

   

   “ข้าจะตอบแทนพวกเจ้าอย่างไรดี หากไม่ได้พวกเจ้ามาช่วย ยายแก่อย่างข้าคงไม่อาจมีชีวิตรอดผ่านพ้นฤดูหนาวอันเหน็บหนาวนี้ไปได้”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์โบกมือ “พวกเราเป็นเพื่อนบ้านกัน ช่วยเหลือกันก็สมควรแล้วขอรับ”

   

   ฉินเหล่าซานคืนถ้วยเปล่าให้แม่เฒ่าหวัง มองไปที่บ้านแล้วเอ่ยกับฉินฟู่หลินว่า

   

   “ท่านอา ข้ามีเรื่องอยากเสนอ ไม่ทราบว่าควรกล่าวดีหรือไม่”

   

   “เจ้าว่ามาเถิด มีสิ่งใดต้องเกรงใจกัน ขาดไม้หรือว่าขาดอิฐ” ฉินฟู่หลินเอ่ยถาม

   

   ฉินเหล่าซานส่ายหน้าแล้วชี้นิ้วไปที่บ้านหลังอื่นๆ “สองสามวันมานี้ ข้าและพี่รองพาเด็กๆไปดูรอบๆหมู่บ้าน พบว่าบ้านของผู้เฒ่าผู้แก่หลายหลังทรุดโทรมมาก แม้จะซ่อมแซมก็คงต้านทานหิมะที่ตกหนักไม่ไหว”

   

   “ตอนที่พวกข้าอาศัยอยู่แถบชายแดน หัวหน้าหมู่บ้านที่นั่นจะรวมคนชราที่อาศัยอยู่คนเดียว หรือผู้ที่เดินเหินไม่สะดวกให้มาอยู่รวมกัน เพื่อให้สะดวกในการดูแล”

   

   ทันทีที่ฉินเหล่าซานพูดจบ ฉินฟู่หลินก็พอจะเข้าใจ จึงถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง

   

   “เจ้าหมายความว่าให้หมู่บ้านของพวกเรารวมคนชราที่อาศัยอยู่คนเดียวมาอยู่รวมกัน เพื่อให้สะดวกในการดูแลใช่หรือไม่”

   

   ฉินเหล่าซานพยักหน้า “อย่างแม่เฒ่าจางกับแม่เฒ่าหวังต่างก็มีร่างกายไม่แข็งแรง อีกทั้งบ้านก็อยู่ไกลกัน คนหนึ่งอยู่ต้นหมู่บ้าน อีกคนอยู่ท้ายหมู่บ้าน หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นคงช่วยเหลือไม่ทันการณ์”

   

   “แล้วยังมีผู้เฒ่าหลี่กับลุงหลิวอีก คนหนึ่งเดินไม่สะดวก อีกคนหูตึง ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก พวกเราน่าจะย้ายพวกเขามาอยู่บ้านเดียวกันจะได้สะดวกในการดูแล แล้วยังทำให้พวกเขามีเพื่อนคุย คลายเหงา ไม่น่าเบื่อหน่าย ชีวิตพวกเขาก็จะไม่ยากลำบากนัก”

   

   ฉินฟู่หลินดวงตาเป็นประกาย เมื่อไม่กี่ปีก่อนที่เมืองชิงเหอเกิดเหตุโจรปล้นหมู่บ้าน หลายๆที่ได้รับความเสียหาย แม้แต่หมู่บ้านตระกูลฉินก็มีผู้ที่สูญเสียลูกหลานไปหลายคน เขากำลังคิดไม่ตกว่าปีนี้จะทำอย่างไรดี ฉินเหล่าซานก็มาเสนอความคิดดีๆให้เขาพอดี

   

   “วิธีนี้ดี ข้าเห็นด้วย แต่ข้าต้องไปถามความเห็นทุกคนก่อน เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของทุกคน”

   

   ฉินฟู่หลินเป็นคนใจร้อน พูดจบก็รีบวิ่งไปปรึกษากับชาวบ้านทันที

   

   เขาไปถามทีละบ้าน บ้านสุดท้ายคือบ้านของแม่เฒ่าจาง

   

   ลูกชายของแม่เฒ่าจางเคยเป็นผู้ดูแลโรงเตี๊ยมในอำเภอ ตอนที่สร้างบ้านจึงสร้างบ้านหลังใหญ่โต เป็นบ้านสองชั้น ใหญ่โตเทียบเท่ากับบ้านของแม่เฒ่าฉิน

   

   ตอนที่ลูกชายของแม่เฒ่าจางพาหลานชายเข้าเมือง แต่ในระหว่างทางดันเจอโจรปล้น ถูกฆ่าตาย บ้านหลังใหญ่นี้จึงเหลือเพียงแม่เฒ่าจางคนเดียว เมื่อได้ยินข้อเสนอของผู้นำหมู่บ้าน แม่เฒ่าจางก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง

   

   ประจวบเหมาะกับบ้านของแม่เฒ่าจางมีสองชั้น ผู้ชายก็พักอยู่ชั้นบน ผู้หญิงก็พักอยู่ชั้นล่าง แบบนี้ก็ยังคงมีพื้นที่ส่วนตัว และยังสามารถช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้

   

   เมื่อชาวบ้านคนอื่นๆได้ยินต่างก็อาสาช่วยขนย้ายข้าวของให้ พาคนชราเหล่านั้นมาอยู่รวมกัน

   

   สวี่ซิ่วอิงกับสือไห่ถังก็ช่วยกันทำความสะอาดบ้าน จัดเก็บข้าวของ ปูที่นอน ก่อไฟให้อุ่น

   

   คนชราเหล่านี้ล้วนไม่มีลูกหลาน อีกทั้งยังเคลื่อนไหวลำบาก หรือไม่ก็มีโรคประจำตัว แค่ใช้ชีวิตประจำวันให้รอดไปวันๆก็ลำบากแล้ว ส่วนผ้าห่มและเสื้อผ้าก็แค่เอาออกมาตากแดดบ้างเป็นบางครั้ง ไม่ค่อยได้ซักจึงสกปรกมาก

   

   แม่เฒ่าฉินให้เงินฉินเหล่าซาน เข้าเมืองไปซื้อผ้าห่มใหม่ที่สะอาดและอุ่นสบายมาเปลี่ยนให้

   

   กว่าจะทำทุกอย่างเสร็จ ก็กินเวลาไปสามวันเต็มๆ บ้านของแม่เฒ่าจางจึงสงบลง

   

   บ้านของแม่เฒ่าจางที่เคยรก ก็กลายเป็นสะอาดเรียบร้อยขึ้นมา

   

   ชาวบ้านบางคนก็นำตุ๋นไก่ และของอื่นๆมาให้ บ้านที่เคยเงียบเหงาค่อยๆมีชีวิตชีวาและมีเสียงหัวเราะ

   

   ฉินลิ่งผิงกับฉินลิ่งอันเป็นเด็กซุกซน วันๆก็มาวิ่งเล่นที่นี่ บ้างก็รบเร้าให้ผู้เฒ่าหลี่เล่าเรื่องตอนที่เป็นทหารออกรบ บ้างก็ไปอ้อนผู้เฒ่าผู้แก่คนอื่นๆ ทำให้บ้านที่เคยเงียบสงบ เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความสนุกสนาน

   

   ……

   

   “ไอ้โจรตาบอดคนไหนกล้าบุกเข้ามาขโมยของในบ้าน?!”

   

   วันรุ่งขึ้นฟ้าเพิ่งจะสางเท่านั้น เสียงตวาดเกรี้ยวกราดของสือไห่ถังก็ดังก้องไปทั่วทั้งหมู่บ้าน

   

   ฉินเยาเยาที่กำลังหลับสบาย ต้องสะดุ้งตื่นเพราะเสียงตะโกนของป้าสะใภ้สาม แม่เฒ่าฉินจึงรีบเข้ามาลูบหลังหลานสาวตัวน้อยปลอบประโลม

   

   “โอ๋ๆ เด็กดี ไม่ต้องกลัวนะ”

   

   ฉินเยาเยาสะดุ้งตื่นแล้วก็ข่มตานอนไม่หลับ จึงอ้อนขอติดตามท่านย่าออกไปดูเหตุการณ์ภายนอกด้วย

   

   เมื่อก้าวพ้นประตูห้องก็พบกับป้าสะใภ้สามที่กำลังเดินไปมา ใบหน้าที่เคยอ่อนโยน บัดนี้กลับบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ

   

   “สะใภ้สาม เช้าตรู่เช่นนี้ เจ้าส่งเสียงร้องโวยวายอันใด หากทำให้เล่อเหนียงตื่นตกใจ ข้าจะลอกหนังเจ้าเสีย” แม่เฒ่าฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา

   

   “ท่านแม่ บ้านเราถูกโจรปล้นเจ้าค่ะ!”

   

   แม่เฒ่าฉินหันไปมองยังบริเวณลานบ้าน ใบหน้าพลันเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ

   

   เนื้อกระต่ายตากแห้ง ผักตากแห้ง รวมถึงหนังเสือที่แขวนตากไว้ในลานบ้าน ล้วนหายไปจนหมดสิ้น

   

   ฝ่ายฉินเหล่าเอ้อร์ได้ยินเสียงเอะอะจึงพากันเดินออกมา เมื่อเหลือบเห็นเชือกที่ใช้สำหรับตากผักในลานบ้านว่างเปล่า ทุกคนต่างก็หน้าซีดเผือด

   

   นั่นมันผักที่พวกเขาจะเก็บไว้กินตอนหน้าหนาวนะ!

   

   ฉินเยาเยาร้องไห้ออกมา เบะปากด้วยความไม่พอใจ

   

   นั่นมันหนังเสือที่ท่านพ่อให้นาง ท่านย่ายังคิดอยู่เลยว่าจะเอาหนังเสือผืนนี้ไปทำเสื้อคลุมให้นาง

   

   “โอ๋ๆ เด็กดีของย่า ไม่ร้องนะ ไม่ร้อง”

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นหลานสาวร้องไห้เช่นนี้ ก็อดสงสารไม่ได้จึงรีบอุ้มแล้วปลอบโยนเบาๆ

   

   สือไห่ถังก็รู้ตัวว่าตนเองตะโกนเสียงดังจนทำให้เล่อเหนียงตกใจ จึงรีบลดเสียงลงแล้วกล่าวขอโทษ

   

   “เล่อเหนียง ป้าขอโทษนะ ป้าไม่ได้ตั้งใจ เพียงแต่เจ้าหัวขโมยนั่นมันช่างร้ายกาจเหลือเกิน เจ้าดูสิ มันขโมยเอาเนื้อที่พวกเราตากไว้กลางลานบ้านไปจนหมด ป้าถึงได้เผลอตะโกนเสียงดัง เจ้าให้อภัยป้าเถิดนะ”

   

   ฉินเยาเยาไม่สนใจคำพูดของสือไห่ถัง แต่กลับยกนิ้วป้อมๆ ชี้ไปที่พื้นว่างเปล่ากลางลานบ้าน แล้วร้องไห้ไม่หยุด




จบตอน

Comments