lucky kid ep411-420

  บทที่ 411: ถูกปลากัด


   “เอ่อเหล่าเอ้อร์เจ้าพูดไม่ผิดเลยนะ" ฉินฟู่หลินกล่าวพลางหัวเราะ


   พวกเขาไม่สามารถโต้แย้งคำพูดของฉินเหล่าเอ้อร์ได้ เพราะพวกเขาขยันขันแข็งกันให้อาหารปลาจริงๆ ไม่เพียงแต่ฉินเหล่าเอ้อร์ที่เลิกสอนแล้วไปตัดหญ้าให้หมู แม้แต่เด็กๆในบ้านว่างเมื่อไหร่ก็ไปถอนหญ้าให้อาหารปลา วิ่งไปภูเขาด้านหลังวันละหลายรอบ


   ปลาพวกนี้จะไม่อ้วนได้อย่างไร


   “พวกเจ้ามาแล้วก็อย่าแค่ยืนดูอยู่บนนั้นสิ ลงมาช่วยกันหน่อย!” ฉินเหล่าซานตะโกนพลางหัวเราะ


   “มาแล้ว มาแล้ว!”


   ชายหนุ่มแข็งแรงในหมู่บ้านรีบพับขากางเกงขึ้นแล้วลงน้ำไปช่วยเขาย้ายหินที่ประตูระบายน้ำออก


   พ่อเฒ่าหยางก็ถือตะกร้าตามลงไป พอหินที่ประตูน้ำถูกย้ายออก เขาก็รีบเอาตะกร้าไปปิดทางออกของน้ำทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ปลาหนีออกไป


   “โอ้โฮ ข้าเห็นปลาแล้ว!”


   ประตูระบายน้ำกว้างมาก เพียงเวลาสองถ้วยชาก็เห็นหลังปลาโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ บรรดาเด็กที่อยู่รอบๆ ต่างตะโกนด้วยความตื่นเต้น


   ฉินเหล่าซานพวกเขาเห็นว่าปลาโผล่พ้นน้ำแล้วจึงถือตะกร้าลงไปจับปลา


   เด็กๆที่กล้าหาญหลายคนก็วิ่งลงไปไล่จับปลาด้วยความสนุกสนาน แต่พยายามอยู่ครึ่งวัน กลับไม่ได้แม้แต่จะแตะตัวปลาสักตัว


   การกระทำให้ของเขาทำให้เหล่าผู้ใหญ่หัวเราะลั่น


   เล่อเหนียงก็อยากลงไปจับปลาด้วยเหมือนกัน ฉินเหล่าซานแต่เดิมไม่ยอมแต่ทนการรบเร้าไม่ไหว วันนี้จึงอุ้มนางลงไปวางไว้บนก้อนหินที่โผล่พ้นน้ำริมฝั่ง ให้นางเล่นน้ำอยู่ข้างๆ


   ส่วนเด็กชายตัวน้อยลิ่งตง ฉินเหล่าซานก็วางไว้ข้างๆ ไม่ให้ไปที่ลึกเกินไป


   ลิ่งอวี่และหงอวี่อาสาจับปลาและกุ้งอยู่ข้างๆ พร้อมกับช่วยดูแลเด็กน้อยทั้งสองไปด้วย


   สตรีหลายคนถือตะกร้ามาหาหอยทากอยู่ข้างๆ บางครั้งก็จับปลาตัวเล็กๆได้บ้าง


   “เหล่าซาน มีปลาตัวใหญ่อยู่ข้างเท้าเจ้า!” ฉินฟู่หลินตะโกนบอก


   ฉินเหล่าซานเหลือบมองไปด้านข้าง ยกมือขึ้นแล้วค่อยๆก้มตัวลงจากนั้นก็ทั้งสองมือก็พุ่งลงไปในน้ำอย่างรวดเร็ว แต่สุดท้ายปลาก็หนีไปได้ และเขาก็ได้ดื่มน้ำหนึ่งอึก


   ชายหนุ่มและผู้อาวุโสในหมู่บ้านเห็นเหตุการณ์เช่นนั้นก็หัวเราะเยาะเขาอย่างไม่ไว้หน้า


   ฉินเหล่าซานไม่ได้รู้สึกโกรธ และเพียงแค่หัวเราะเบาๆสองครั้งแล้วหันไปจับปลาต่อ แต่ขณะที่พวกเขากำลังจับปลาอยู่นั้น ทำไมถึงรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากลนะ


   ปลาพวกนี้มีมากเกินไปหรือเปล่า…


   ไม่เพียงแค่ฉินเหล่าซานที่รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ หงอวี่และลิ่งอวี่ก็จับปลาจนแขนชาไปหมด


   ใครสักคนช่วยบอกพวกเขาหน่อยได้ไหมว่า เหตุใดปลาตัวใหญ่ขนาดนี้ถึงได้พุ่งเข้าชนขาของพวกเขาโดยเฉพาะ


   “อ๊าก!!! ลุงสาม ช่วยด้วย!!!” เสียงร้องอย่างทรมานของหงอวี่ดึงความสนใจของฉินเหล่าซานและคนอื่นๆ


   ฉินเหล่าซานหันไปมองแล้วก็ตกตะลึงในทันที เขาเห็นหงอวี่ถูกฝูงปลาล้อมไว้ และเหตุใดถึงรู้สึกว่าฝูงปลาพวกนั้นกำลังกัดเขาอยู่


   ความจริงแล้วฉินเหล่าซานไม่ได้มองผิด เพราะหงอวี่กำลังถูกปลากัดด้วยความรัก


   หงอวี่กำลังไล่ต้อนปลาพลางมองเล่อเหนียงอย่างน้อยใจ ฝูงปลาเหล่านี้ แม้แต่นิ้วเท้าของเขาก็รู้ว่าเล่อเหนียงปล่อยออกมาจากที่ใด


   เขากับฐานลับของเล่อเหนียงนั้นมีความขัดแย้งกันจริงๆ สัตว์ทั้งหมดในฐานของนางล้วนชอบรังแกเขา โดยเฉพาะห่านตัวใหญ่นั่น!


   เล่อเหนียงรู้สึกผิดจึงหันหลังไปขุดดินข้างๆ


   ข้าไม่เห็น


   ข้าไม่เห็น!


   เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับข้า!


   ลิ่งอวี่นั้นมีความคิดละเอียดรอบคอบเหลือเกิน เขาคิดเพียงเล็กน้อยก็รู้ว่านี่เป็นฝีมือของน้องสาว ขณะที่ใช้ตะกร้าไล่ต้อนปลาก็ดึงเสี่ยวชีคนโชคร้ายออกมาด้วย


   ฉินเหล่าซานคราวนี้กลับมาได้แล้ว รีบถือตะกร้าเดินไปทางหงอวี่


   ข้าเดินไปพลางเย้าแหย่ “โอ้โห เสี่ยวชี เจ้าดูฝูงปลาพวกนี้สิ พวกมันชอบเจ้าเหลือเกิน ล้อมรอบตัวเจ้าไม่ยอมจากไปเลยนะ”


   หงอวี่ได้ยินดังนั้นก็แทบจะกระอักเลือด ถ้าท่านชอบนัก ท่านก็มาลองดูเองสิ


   หงอวี่ปีนขึ้นไปบนก้อนหินด้วยความช่วยเหลือของลิ่งอวี่ เขานั่งลงบนก้อนหิน พลางมองเล่อเหนียงด้วยสายตาน้อยใจ พร้อมกับสะบัดมือไปมา


   “อุ๊ย เสี่ยวชีมือของเจ้าเป็นอะไร เหตุใดถึงมีเลือดออก” ป้าคนหนึ่งที่อยู่ข้างๆ ร้องอุทานด้วยความตกใจ


   หงอวี่สะบัดมือแล้วเอ่ยด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย “ไม่เป็นไรขอรับ แค่โดนปลากัดนิดหน่อย!”


   “เอ่อ…”


   ป้าคนนั้นชะงักไปครู่หนึ่งจากนั้นก็รีบหันหลังกลับไปทันที


   สวรรค์ นางอยากหัวเราะเหลือเกิน


   ไม่ได้ ไม่ได้ ห้ามหัวเราะเด็ด เพราะจะทำให้เด็กเสียความมั่นใจ


   นางมีชีวิตมาตั้งนาน เพิ่งเป็นครั้งแรกที่ได้ยินว่ามีคนโดนปลากัดจนเลือดออก


   “ท่านอยากหัวเราะก็หัวเราะเถิด ไม่ต้องเกรงใจข้า”


   “ฮ่าๆๆ โดนปลากัด…”


   คำพูดของหงอวี่เพิ่งจบลง แม่เถียหนิวก็ไม่อาจกลั้นหัวเราะได้อีกต่อไป คนอื่นแต่เดิมก็แค่หัวเราะกันเบาๆ แต่พอแม่เถียหนิวหัวเราะออกมา พวกเขาก็กลั้นไม่อยู่เช่นกัน ต่างพากันหัวเราะออกมาดังๆ


   ผู้คนที่อยู่ไกลออกไปได้ยินเสียงหัวเราะของพวกเขาก็ยังไม่เข้าใจ แต่พอรู้ว่าหงอวี่ถูกปลากัดก็พากันหัวเราะขึ้นมาเช่นกัน


   ชั่วขณะนั้นเสียงหัวเราะของพวกเขาก็ดังก้องไปทั่วบ่อน้ำ


   “มาๆๆ เสี่ยวชี ให้ป้าดูหน่อยว่าบาดแผลรุนแรงหรือไม่”


   แม่เถียหนิวหัวเราะอยู่พักหนึ่ง พยายามหยุดหัวเราะแล้วดึงมือของเสี่ยวชีมาดู


   “ไม่เป็นไรแค่แผลเล็กๆเท่านั้น ปลาที่กัดเจ้าคงยังไม่โตเต็มที่”


   ใบหน้าของหงอวี่บึ้งตึง เรื่องแบบนี้มันควรพูดออกมาหรือ


   เล่อเหนียงมองดูแผลที่ยังมีเลือดหยดอยู่บนมือของพี่เจ็ด นางแอบหยิบพลาสเตอร์ออกมาจากพื้นที่มิติแล้วเดินเข้าไปหา นางดึงมือของหงอวี่มาแล้วติดพลาสเตอร์ให้ พร้อมกับเป่าแผลเบาๆ


   “พี่เจ็ดข้าขอโทษนะ เป็นเพราะเล่อเหนียงทำให้ท่านบาดเจ็บ"


   หงอวี่ลูบศีรษะน้อยๆของนาง "น้องสาว เจ้าอยากให้ปลากัดบ้างไหมล่ะ”


   เล่อเหนียงแลบลิ้น “พี่เจ็ดข้ายังเป็นน้องสาวที่ท่านรักที่สุดอยู่ใช่หรือไม่”


   หงอวี่พยักหน้าอย่างแน่วแน่ “แน่นอนอยู่แล้ว แต่เจ้าก็ยังไม่เคยโดนปลากัดใช่หรือไม่ ประสบการณ์นี้ก็พิเศษมากนะ เจ้าอยากลองดูบ้างหรือเปล่า”


   เล่อเหนียงส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่เอา ไม่เอา ข้าตัวเล็กแต่ไม่โง่นะ ท่านอย่าคิดจะหลอกข้าเลย”


   หงอวี่มองเล่อเหนียงอย่างเสียดาย “ก็ได้ ก็ได้ ดูเหมือนเจ้าคงไม่ได้สัมผัสประสบการณ์นี้แล้วสินะ”


   ขณะที่เล่อเหนียงกับหงอวี่กำลังโต้เถียงกันอยู่นั้น ฉินเหล่าซานและคนอื่นๆก็เริ่มจับปลาใส่ตะกร้าอย่างรวดเร็วแล้ว ไม่รู้ว่าปลาที่เล่อเหนียงปล่อยออกมานั้นโง่เป็นพิเศษหรืออย่างไร ถึงได้อยู่นิ่งๆ ไม่ยอมขยับเขยื้อน


   ด้วยเหตุนี้ฉินเหล่าซานจึงเย้าแหย่ว่า “เสี่ยวชีพวกปลาเหล่านี้คงกินความโง่เขลาของเจ้าเข้าไปแล้ว พวกมันถึงได้ดูโง่งมงายเช่นนี้”


   “เป็นไปไม่ได้! ข้าออกจะฉลาดขนาดนี้” หงอวี่โต้กลับ


   “งั้นเจ้าคิดว่าเหตุใดฝูงปลาที่อยู่ข้างเจ้าถึงไม่ขยับเขยื้อนเลย ปล่อยให้พวกเราจับได้ง่ายดาย”


   หงอวี่พูดอย่างไม่พอใจ “ปลาโง่จะมาโทษข้าได้อย่างไร”


   ปลาเหล่านี้เป็นของน้องสาวเลี้ยง ไม่ใช่ว่าควรจะเหมือนน้องสาวหรอกหรือ


   พวกเขาจับปลาตั้งแต่เที่ยงจนถึงบ่าย ปลาในบ่อถูกจับเกือบหมด แม้แต่ลูกปลาก็ถูกจับขึ้นมา ยังมีเหล่าสตรีที่จับหอยทากหินและกุ้งมังกรเล็กได้อีกมากมาย


   “สวรรค์! เหล่าเอ้อร์มากมายขนาดนี้เจ้าเลี้ยงอย่างไรกัน” หัวหน้าหมู่บ้าน มองตะกร้าปลามากมายด้วยความตกตะลึง


   “ท่านลุง ท่านอา และป้าๆทั้งหลาย ขอบคุณที่ช่วยจับปลาให้ครอบครัวของพวกเรา คืนนี้อย่าเพิ่งทำอาหารเลย มาทานปลาที่บ้านของพวกเราเถิด”



 บทที่ 412: ไม่อาจพลาดในเขตปกครองของเขาได้



   “เช่นนั้นก็ดีเลย ไม่รู้ว่าจะมีลูกชิ้นปลาให้กินหรือไม่ ข้าไม่ได้กินลูกชิ้นปลามานานแล้ว” ฉินฟู่หลินกล่าวเคล้ารอยยิ้ม


   “มีแน่นอน พวกเรามาช่วยกันทำเถอะ พอดีข้าก็จะทำลูกชิ้นปลาอีกส่งไปที่ภัตตาคารว่านฝูพรุ่งนี้”


   “ได้ยินหรือไม่ เหล่าเอ้อร์บอกว่ามี แล้วเหตุใดพวกเจ้าถึงไม่ยอมช่วยกันล่ะ ยกปลาเหล่านั้นกลับไปได้แล้ว ยกกลับไปแล้วรีบจัดการเสีย”


   ฉินฟู่หลินตะโกนเสียงดังลั่น ก่อนที่เหล่าชายฉกรรจ์จะช่วยกันยกปลากลับไป


   กลุ่มบรรดาสตรีในหมู่บ้านเดินกันกลับไปพร้อมกับเด็กๆในหมู่บ้าน ส่วนแม่เถียหนิวอยู่ท้ายสุดเพื่อตรวจดูให้แน่ใจว่าไม่มีเด็กคนใดตกหล่น


   “พี่เจ็ด เกิดอะไรขึ้นหรือ”


   เล่อเหนียงมองไปที่หงอวี่ซึ่งเการ่างกายไม่หยุด


   “หรือว่ามีแมลง”


   หงอวี่ส่ายศีรษะ “ไม่น่าใช่ ข้ารู้สึกคันไปทั้งตัวเลย แต่ไม่ใช่อาการคันแบบที่โดนแมลงกัด”


   “อาจจะเป็นอาการแพ้อะไรบางอย่าง กลับไปให้ปู่หลี่อันตรวจดูหน่อยดีกว่า”


   “อืม”


   หงอวี่พยักหน้าพยายามบอกตัวเองไม่ให้เกา แต่สุดท้ายก็ทนไม่ได้ ไม่นานก็มีรอยแดงขึ้นเต็มแขนและใบหน้า


   “เสี่ยวชีเจ้าเป็นอะไรไป”


   ลิ่งอวี่หันหลังมานับว่าเหล่าน้องชายกลับมากันครบหรือไม่ ผลคือพอหันมาก็เห็นเสี่ยวชีที่หน้าแดงเหมือนก้นลิง ทำเอาลิ่งอวี่ตกใจแทบแย่


   “พี่ใหญ่ข้ารู้สึกคันตามตัว โดยเฉพาะที่เอว” หงอวี่พูดพลางเกาไปด้วย


   “ถ้าเช่นนั้นก็อย่าเกา พวกเรารีบกลับบ้านกันเถอะ!”


   ฉินฟู่หลินสังเกตเห็นเสี่ยวชีหน้าแดงเหมือนก้นลิงจึงรีบตะโกนว่า “เหล่าอู่ รีบแบกเจ้าเด็กจอมซวยคนนี้กลับไปเร็ว”


   ฉินไห่เยี่ยนโยนปลาสองตัวในมือทิ้งแล้วแบกหงอวี่วิ่งกลับไปที่บ้าน


   “โธ่เอ๋ย เจ้าช่างโชคร้ายจริง ๆ แค่จับปลาก็ยังทำตัวเองให้อยู่ในสภาพนี้ได้”


   ฉินไห่เยี่ยนพูดไปพลางวิ่งกลับบ้าน พอวิ่งไปได้สักพักจนแน่ใจว่าไม่มีใครเห็น ก็ใช้วิชาตัวเบาพาหงอวี่บินกลับบ้านทันที


   หงอวี่ “???”


   อาห้ามีวรยุทธเหรอ


   เขามีวรยุทธได้อย่างไร


   ไม่ถูก เขาบินได้อย่างไร


   “อาห้า ท่าน…”


   “เจ้าเด็กแสบ เจ้าหุบปากซะ ปิดปากให้แน่น มิฉะนั้นข้าจะตีก้นเจ้า” ฉินไห่เยี่ยนเตือนเขาอย่างหงุดหงิด


   เขาถูกขังและทรมานมาสองปีเต็มมีวรยุทธ์บ้างจะเป็นไรไป


   เมื่อถึงทางแยกฉินไห่เยี่ยนก็เลิกบินแล้วใช้สองขาวิ่งแทน


   “ท่านแม่ เสี่ยวชีเด็กโชคร้ายคนนี้โชคร้ายอีกแล้ว”


   แม่เฒ่าฉินกำลังอยู่ข้างในพูดคุยกับแม่เฒ่าฉีและคนอื่นๆอยู่ก็ได้ยินเสียงของฉินไห่เยี่ยน


   ทันใดนั้นก็เห็นฉินไห่เยี่ยนแบกหงอวี่ที่หน้าแดงเหมือนก้นลิงวิ่งเข้ามา


   “สวรรค์ เกิดอะไรขึ้น” แม่เฒ่าฉินตกใจกับท่าทางน่าอนาถของหงอวี่ และรีบถามว่าเกิดอะไรขึ้น


   “ไม่รู้ เจ้าเด็กคนลงไปจับปลาแล้วโดนปลากัด จากนั้นก็เป็นแบบนี้เลย” ฉินไห่เยี่ยนหอบหายใจกล่าว


   “อ้าว โดนปลากัดหรือ” แม่เฒ่าฉินประหลาดใจมาก


   “ใช่ ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเด็กคนนี้มีร่างกายแบบไหน เพิ่งลงน้ำก็ถูกปลารุมล้อมเป็นฝูง พวกมันไม่กัดคนอื่น แต่กลับกัดเขาคนเดียว!”


   “ถูกปลากัด” เสียงไป๋เช่ออวิ๋นดังมาจากหน้าประตู


   ไป๋เช่ออวิ๋นเดินเข้ามา เมื่อเห็นเสี่ยวชีตัวแดงเหมือนกุ้งลวกก็หัวเราะอย่างไม่เกรงใจ


   “เจ้าก็มีวันนี้ด้วยหรือ ทำเรื่องชั่วไว้มากล่ะสิ ถึงได้ถูกปลากัด”


   “เจ้านกยูงกะล่อน!” หงอวี่พูดด้วยใบหน้ามืดครึ้ม


   “ฮ่าๆๆ เจ้าเก่งกาจขนาดนี้ ยังถูกปลากัดได้อีก”


   “เฮ้อๆๆ เจ้าเห็นไหมว่าบเพราะเข้าทำเรื่องชั่วร้ายไว้มาก แม้แต่ปลาก็ยังทนไมได้”


   หงอวี่โกรธจนแทบกระโดด พอถึงตอนนี้ก็ไม่สามารถโต้เถียงได้ แต่ถึงแม้ว่าหงอวี่จะเถียงไม่ทันไป๋เช่ออวิ๋น ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่สามารถทำอะไรเจ้านกยูงกะล่อนนี้ได้


   “ท่านย่า ท่านอาไป๋รังแกข้า เขาล้อเลียนข้า!”


   หงอวี่หมุนตัวกลับโผเข้าสู่อ้อมแขนของแม่เฒ่าฉินพลางออดอ้อน


   “เสี่ยวชี เชื่อฟังนะ ดูสิว่าย่าจะจัดการเขายังไง” แม่เฒ่าฉินกอดหงอวี่อย่างอ่อนโยนเพื่อปลอบโยน


   “นายอำเภอไป๋ คืนนี้ไม่มีเนื้อหมูตุ๋นส่วนของท่าน”


   “ไม่ได้นะ ท่านป้า ข้ารู้ว่าผิดแล้ว ข้าขอโทษเขาได้หรือไม่”


   ไป๋เช่ออวิ๋นร้องโอดครวญพร้อมกับกอดแขนของแม่เฒ่าฉินพลางออดอ้อน


   สวรรค์ ช่างโหดร้ายจริงๆ เพราะสิ่งที่เขาชอบที่สุดก็คือเนื้อหมูตุ๋น เจ้าเด็กแสบคนนี้กล้ามาขัดขวางความรักของเขาเหรอ


   ฮึ ไม่อาจยกโทษให้ได้


   พวกแม่เฒ่าฉีนั่งมองอยู่ข้างๆด้วยความอิจฉา พวกเขารู้ว่าไป๋เช่ออวิ๋นสนิทกับตระกูลฉิน แต่ไม่เคยคิดว่าความสัมพันธ์จะดีถึงเพียงนี้


   เขาเป็นถึงนายอำเภอเชียวนะ แต่กลับทำตัวออดอ้อนกับหญิงชราชาวนาได้อย่างไม่ถือตัว สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือไป๋เช่ออวิ๋นไม่มีท่าทีหยิ่งยโสเลย เหมือนกับเป็นลูกหลานของตระกูลฉินจริงๆ


   “ข้าขอดูหน่อยว่าเสี่ยวชีโดนปลากัดเป็นอย่างไร”


   หลี่อันกระโดดลงมาจากบนหลังคา ทันทีที่เห็นหงอวี่ก็เกือบจะกลั้นหัวเราะไม่อยู่


   “เจ้าเด็กน้อยน่าสงสาร โดนปลากัดเสียได้"


   หลี่อันกลั้นขำและพูดว่า “ข้าอยู่มาครึ่งค่อนชีวิตแล้ว ยังไม่เคยเห็นใครโดนปลากัดมาก่อน ไม่คิดมาก่อนว่าชีวิตนี้จะได้เห็น”


   “พอได้แล้ว หมอหลี่อย่าล้อเล่นเลย มาดูหน่อยว่าเสี่ยวชีเป็นอะไร เหตุใดตัวถึงได้แดงไปหมดแบบนี้” แม่เฒ่าฉินพูดด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง


   นางก็ไม่รู้ว่าถูกปลากัดมันน่าขันตรงไหนกัน อืม แม้ว่ามันจะมีขำเล็กน้อยอยู่บ้างจริงๆ


   “กลับไปที่ห้องพักก่อน ถอดเสื้อผ้าที่เปียกนี้ออกก่อนค่อยว่ากัน”


   แม่เฒ่าฉินรีบพาหงอวี่กลับไปยังห้องพัก


   “แม่เฒ่าฉี ฉีสือออกไปตามหาคน พวกท่านพักที่หมู่บ้านตระกูลฉินสักสองสาม ข้าจะให้คนจัดห้องที่บ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อข้างๆให้พวกท่าน”


   ไป๋เช่ออวิ๋นหยุดครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อว่า “บางทีพวกเจ้าคงต้องอยู่นานสักหน่อย แต่ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกไล่ คนในหมู่บ้านตระกูลฉินนั้นดีมาก”


   เมื่อได้ฟังดังนั้น แม่เฒ่าฉีรีบตอบว่า “พวกข้าไม่กังวล ข้ารู้ว่าคนในหมู่บ้านตระกูลฉินเป็นคนดีมาก”


   เพียงแค่เดินเล่นในหมู่บ้านหนึ่งรอบ พวกเขาก็ได้เห็นความสามัคคีและความเมตตาของหมู่บ้านตระกูลฉินแล้ว แต่ละคนต่างยิ้มแย้มแจ่มใส ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้านก็กลมเกลียว ไม่มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งเพราะเรื่องเล็กน้อยเลย


   พวกเขาชอบที่นี่ จึงยินดีที่จะพักอยู่ที่นี่


   “หมิงจิ่น หมิงจู เจ้าสองพาแม่เฒ่าฉีไปหาแม่เฒ่าเฉินที่บ้านข้างๆ ให้นางช่วยจัดเตรียมห้องสองห้อง”


   “พวกเจ้าไปดูที่ก่อนว่าจะพักห้องใด ตอนนี้พวกเจ้าคงเห็นแล้วว่าเสี่ยวชีเด็กคนนั้นโชคร้ายแค่ไหน ตอนนี้เขาคงไม่มีเวลามาดูแลพวกเจ้าแล้ว”


   พวกแม่เฒ่าฉีรีบโบกมือ “ไม่ต้อง ไม่ต้อง พวกเราจัดการได้เอง ฮูหยินไปดูคุณชายน้อยเถอะ”


   ไป๋เช่ออวิ๋นพยักหน้าให้พวกเขาแล้วเดินไปยังลานหลังบ้าน ถึงตอนนี้เขาก็อดเย้ยหยันไม่ได้ แต่ที่แน่ๆ เขาต้องไปดูว่าเสี่ยวชีคนนั้นมีสภาพอย่างไร


   เด็กคนนี้ต้องไม่เป็นอะไรภายใต้เขตปกครองของเขา



บทที่ 413: ช่างน่าสงสารเสี่ยวชี



   “ฮูหยินผู้เฒ่า ขอจะช่วยประคองท่านไปเอง” หมิงจิ่นรีบเดินเข้ามาพูด


   “ไม่ต้องหรอกเด็กน้อย แม้ข้าจะอายุมากแล้ว แต่ก็ยังเดินไหวอยู่ เจ้าช่วยนำทางข้าก็พอ” แม่เฒ่าฉีผู้ยิ้มพูด


   “งั้น ขอเชิญท่านอาวุโสทางนี้” หมิงจิ่นนำทางไปข้างหน้า


   จริงๆแล้วแค่เดินออกจากประตูมาก็ถึงแล้ว


   “ใกล้ขนาดนี้เชียว!” แม่เฒ่าฉีประหลาดใจ


   ตอนแรกพวกเขาก็ไม่ได้สนใจบ้างหลังข้างๆนี้ เพียงแต่คิดว่าบ้านหลังนี้คงเป็นของคนที่มีฐานะอยู่บ้าง แต่ที่แน่ๆคือบ้านได้รับการดูแลอย่างดี และหน้าบ้านยังปลูกดอกไม้เล็กๆเอาไว้ด้วย ดูแล้วเหมือนเป็นคนที่ใช้ชีวิตอย่างดี


   “ใช่แล้วที่นี่คือบ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อของหมู่บ้านเราเป็นที่พักของคนแก่ไร้ลูกหลานในหมู่บ้าน”


   หมิงจิ่นพูดแล้วรู้สึกว่าคำพูดนี้ไม่ค่อยเหมาะสมจึงพูดต่อว่า “ที่นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของตระกูลฉินของเรา บ้านใหญ่หลังนั้นห้องไม่พอ พี่ใหญ่ พี่รอง และท่านอาจารย์เฉินจึงพักอยู่ที่นี่”


   “อาหารก็ทานร่วมกับบ้านใหญ่ เหล่าฮูหยินทำอาหารเสร็จแล้วก็จะนำมาส่งที่นี่ ดังนั้นพวกเจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องเลย”


   แม่เฒ่าฉีหัวเราะเบาๆสองทีเพื่อปกปิดความลำบากใจในใจแล้วกล่าวว่า “ไม่ต้องลำบากขนาดนี้ก็ได้ พวกเรานำเสบียงของตนมาเองแล้ว"


   “หมิงจิ่น สามคนนี้คือใครหรือ”


   “ท่านย่าเฉิน พวกเขาคือครอบครัวของอาจารย์ฉี อาจารย์ฉีออกไปหาสร้างบ่อน้ำพุร้อนแล้ว ครอบครัวของพวกเขาจะพักที่นี่ก่อน”


   “โอ้ เช่นนั้นก็ดีเลย พวกเราจะมีเพื่อนเพิ่มอีกแล้ว” แม่เฒ่าเฉินยิ้มและเชิญพวกเขาเข้ามาด้านใน


   “น้องสาว เจ้าเข้ามาเล่นไม่ต้องเกรงใจ ทำตัวเหมือนอยู่ที่บ้านของตนได้เลย”


   แม่เฒ่าเฉินมองแม่เฒ่าฉีแล้วถามว่า “ปีนี้ข้ามีอายุหกสิบห้าแล้วดูเหมือนจะแก่น้องสาวหนึ่งปี ข้าเรียกเจ้าว่าน้องสาว เจ้าไม่ว่าอะไรใช่ไหม”


   ท่านแม่ฉีรีบตอบอย่างตื่นตระหนกว่า “ไม่รังเกียจเลย ท่านไม่รังเกียจข้าก็ดีใจแล้ว”


   ……


   “เสี่ยวชีเจ้าบาดเจ็บได้อย่าง” แม่เฒ่าฉินถอดเสื้อหงอวี่ออกเพื่อตรวจดู แต่แล้วก็ต้องตาแดงด้วยความตกใจ


   “เจ้าไปทำอันใดมากันแน่”


   หงอวี่ที่บิดกายไม่ยอมถอดเสื้อพูดอย่างอายๆว่า “ท่านย่าข้าโตขนาดนี้แล้ว ท่านยังจะถอดเสื้อข้าอีกหรือ!”


   ขณะที่มองดูรอยแดงทั่วร่างกายของตนเอง เขาก็ต้องตกใจ อีกทั้งไม่อาจสนใจความเคอะเขินได้อีก สมองของพยายามนึกย้อนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ่อน้ำ


   ดูเหมือนว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตเล็กๆอื่นใดเข้ามาใกล้เขาเลยนอกจากปลาพวกนั้น


   “ท่านย่าข้าไม่ได้ยุ่งกับสิ่งใดเลย มีแต่ปลามารุมล้อมข้า”


   หลี่อันพิศมองบาดแผลเล็กๆเหล่านั้นอย่างละเอียด “มันไม่เหมือนโดนแมลงกัด แต่กลับเหมือนโดนเข็มแทงมากกว่า”


   ไป๋เช่ออวิ๋นเดินเข้ามาเห็นบาดแผลเล็กๆทั่วตัวของเสี่ยวชีก็ตกใจจนเกือบสิ้นสติ


   “เสี่ยวชีเจ้านี่โดนผึ้งต่อยหรือ”


   “ไม่ได้โดน!” หงอวี่เอ่ยน้ำเสียงหงุดหงิด


   “หมอหลี่ ตกลงว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ”


   หลี่อันเพียงแค่ลองสังเกตดู แต่ก็คิดถึงความเป็นไปได้ที่ยังไม่แน่ชัด


   “บาดแผลเล็กๆของเขาตอนนี้อาจจะเป็นเพราะโดนครีบปลาทิ่ม”


   “ดูแล้วเหมือนจริงๆนะ”


   หงอวี่มองดูบาดแผลเล็กๆบนร่างกายโดยเฉพาะรอบๆเอว แล้วนึกขึ้นได้ ขณะที่เขาถูกฝูงปลาโอบล้อมก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างทิ่มเขา มันเหมือนกับเข็มเล็กๆ


   “คงจะเป็นอย่างนั้นแหละมั้ง” หงอวี่ไม่อยากยอมรับสิ่งนี้เท่าไหร่


   "หากถูกครีบปลาทิ่มก็คงไม่เป็นไรมาก"


   หลี่อันชี้ไปที่เตียงเตา “มา เจ้าไปนอนคว่ำบนเตียง ข้าจะดูว่าในแผลมีอะไรหรือไหม หลังจากนั้นจะทายาให้"


   หงอวี่ทำตามอย่างว่าง่าย เขาขึ้นไปนอนคว่ำบนเตียงเตา ในใจกำลังสาปแช่งปลานั้น


   “ท่านย่า ข้ากลับมาแล้ว!”


   เสียงของเล่อเหนียงดังมาจากนอกประตู และตามด้วยเสียงของเด็กชายคนอื่นๆ จากนั้นก็เป็นเสียงหัวเราะของผู้ใหญ่


   “ท่านย่า พี่เจ็ดเป็นอย่างไรบ้าง”


   เล่อเหนียงวิ่งเข้ามาก็เห็นพี่เจ็ดที่นอนอยู่บนเตียงเตาท่าทางไร้ชีวิตชีวา พลันอดเจ็บปวดแทนไม่ได้


   "พี่เจ็ด เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้เล่า”


   “เจ็บหรือไม่ เล่อเหนียงจะเป่าให้เจ้าเอง!” เล่อเหนียงทำปากยื่นเป่าแผลให้เขา


   “ไม่เป็นไรหรอก เพียงแค่โดนครีบปลาทิ่มไม่กี่ครั้งเอง ไม่มีอะไรมาก แล้วก็ไม่เจ็บด้วย”


   “โอ้ โอ้ ถ้าเช่นนั้นพี่เจ็ดก็อย่าลงไปจับปลาอีกเลยนะ ไม่เช่นนั้นจะโดนปลากัดอีก”


   "พี่เจ็ด ท่านคิดว่าเหตุใดปลาเหล่านี้ไม่กัดคนอื่น กลับมากัดท่านคนเดียว มันแปลกจริงๆนะ”


   “เอ่อ…” หงอวี่มองเล่อเหนียงด้วยความจนปัญญา


   ช่วยอย่าพูดถึงเรื่องเขาโดนปลากัดได้หรือไม่ ให้ข้าเหลือศักดิ์ศรีเอาไว้บ้างเถอะ


   “ท่านย่า พวกเขาจับปลากลับมาเยอะแยะเลย ท่านต้องไปดู ข้าจะอยู่เฝ้าพี่เจ็ดที่นี่เอง”


   แม่เฒ่าฉินพยักหน้าและเดินออกไป นางรู้ดีว่าหลานสาวของนางกำลังจะมีแผนการอีกครั้ง


   เมื่อแม่เฒ่าฉินออกไปแล้ว ไป๋เช่ออวิ๋นและหลี่อันก็ไม่กล้าจะอยู่ต่อจึงลุกขึ้นและออกไปทันที


   “พี่เจ็ด เร็วเข้า ยกสะโพกขึ้น!” เล่อเหนียงกล่าวขณะหยิบเข็มจากพื้นที่มิติ


   “น้องสาว เจ้าจะทำอะไร วางมันลงเดี๋ยวนี้” หงอวี่มองเข็มในมือของนางด้วยความตกใจ


   “พี่เจ็ด ท่านเกิดการติดเชื้อที่แผล เป็นเหตุให้ท่านคันทั่วทั้งร่างกาย รีบลงนอน ข้าจะฉีดยาปฏิชีวนะให้ท่าน ถ้าหากท่านไม่ทำตาม เดี๋ยวจะมีไข้สูง กลายเป็นคนโง่ ข้าจะไม่รับผิดชอบนะ”


   แต่หงอวี่ไม่ยอมและดึงผ้าห่มมาห่มตัว “ข้าไม่เอา! ขอเปลี่ยนคนเถอะ ถ้าไม่เช่นนั้นข้าไม่ยอม ยังไงข้าก็ไม่ให้เล่อเหนียงฉีดหรอก”


   เขาคงจะบ้าหากยามให้เด็กคนนั้นแทงเข็มลงบนตัวเขา


   “พี่เจ็ด เร็วเข้า ยิ่งเสร็จเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งจบเร็วเท่านั้น”


   เล่อเหนียงมองหงอวี่และกล่าวว่า “พี่เจ็ด หากท่าไม่ร่วมมือกับข้า ข้าจะร้องไห้ให้เจ้าดู”


   หงอวี่จำต้องพลิกตัวแล้วยกสะโพกขึ้นตามที่บอก


   เล่อเหนียงจับเข็มแทงเข้าไป หงอวี่ก็รีบกำหมอนแน่นเกือบจะร้องออกมา


   “เรียบร้อยแล้ว พี่เจ็ด ท่านพักที่นี่เถอะ ข้าต้องไปดูปลาแล้ว”


   หงอวี่มองเล่อเหนียงด้วยสายตาน้อยใจที่ถูกนางทิ้งไปเล่น


   ปลาพวกนั้นนางเป็นคนปล่อยเองไม่ใช่หรือ


   เหตุใดยามบาดเจ็บจึงเป็นเขาทุกทีเล่า


   “อาสาม วันนี้กินลูกชิ้นปลากับปลาย่างเถอะ” เล่อเหนียงกล่าวพร้อมกับกะพริบตาปริบๆ


   ฉินเหล่าซานมองนางพลางพูดว่า “อยากกินอะไรก็กินได้ แต่เจ้าต้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะ”


   “ใส่เสื้อผ้าเปียกแบบนั้นเจ้าไม่รู้สึกอึดอัดหรือ”


   เล่อเหนียงพึ่งตระหนักว่าเสื้อผ้านางยังเปียกอยู่ แต่นางไม่ได้ลงน้ำมากนักจึงมีเพียงขากางเกงที่เปียกเท่านั้น ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้นนางให้ท่านย่าพาเข้าไปเปลี่ยกางเกงในห้อง


   “เล่อเหนียง เจ้ามานี่หน่อย ดูเหมือนแมลงจะเพิ่มขึ้น” หลิวซิ่วเถาดังขึ้น


   “จริงหรือ” เล่อเหนียงรู้สึกยินดีรีบดึงมือซิ่วเถาแล้วเดินไปที่ห้องของนาง


   ก่อนหน้านี้เล่อเหนียงได้นำครั่งที่เก็บมาไว้ในพื้นที่มิติ หลังจากเลี้ยงไว้สองวัน จึงนำไปไว้ที่ห้องของหลิวซิ่วเถาให้พวกมันขยายพันธุ์ได้ตามอิสระ


   “โอ้โห้ เหตุใดถึงขยายพันธุ์ได้รวดเร็วเช่นนี้”



 บทที่ 414: กินปลาไม่ได้หมายความว่าจะต้องไล่กัดปลา



   “ใช่ ข้าก็ไม่รู้ว่าเหตุใดมันถึงได้เติบโตเร็วขนาดนี้ ตื่นขึ้นมาก็เห็นเป็นแผ่นขาวไปหมด” หลิวซิ่วเถาก็ตกใจเช่นกัน


   "อืม ตอนนี้เราต้องเริ่มเพาะพันธุ์ในวงกว้างแล้ว” เล่อเหนียงลูบคางเอ่ย


   “อาซิ่วเถา หากมีเวลาช่วยไปตัดกระบองเพชรมาอีกนะ


   “ไม่ได้ ท่านคนเดียวช้ามาก” เล่อเหนียงบ่นพึมพำก่อนวิ่งออกไป


   “แล้วสรุปว่าต้องตัดหรือไม่ตัด” หลิวซิ่วเถาตะโกนถามจากข้างหลัง


   นางเริ่มไม่เข้าใจเด็กหญิงคนนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ท่าทางของนางช่างดูลึกลับเหลือเกิน


   “ท่านย่า ข้ามาหาท่านเพราะมีเรื่องอย่างปรึกษา”


   แม่เฒ่าฉินกำลังยุ่งอยู่กับการจัดการปลา เล่อเหนียงที่วิ่งเข้ามาแต่ไม่ทันได้สังเกตเห็นน้ำบนพื้น เลยลื่นล้มหงายเข้าไปในอ่างปลา


   “ตายแล้ว!” แม่เฒ่าฉินรีบวิ่งเข้ามาและอุ้มนางขึ้น


   “บรรพบุรุษน้อยของย่า เจ้าทำอะไรน่ะ” แม่เฒ่าฉินกล่าวด้วยรอยยิ้มขำขัน


   “โอ้โห ปลาตัวใหญ่จริงๆ” เล่อเหนียงยังคงกอดปลาตัวหนึ่งไว้ในมือ ดูเหมือนนางจะยังไม่ได้สติกลับคืนมา


   “ฮ่าๆๆ ข้าหัวเราะจนปวดท้องไปหมดแล้ว”


   ตอนแรกคนรอบข้างก็งุนงง แต่สักพักพวกเขาก็หัวเราะออกมา


   “น้องสาว เอ๊ะ เจ้าทำอะไรกัน…” เด็กชายสองสามส่งเสียงดังขึ้น


   “ท่านย่าข้าอยากกินปลา” เล่อเหนียงยังไม่ลืมเรื่องกินปลา


   “เจ้าแมวน้อยจอมตะกละ ข้าจะเอาปลาให้เจ้ากิน!”


   แม่เฒ่าฉินหัวเราะไม่ได้ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเอ็นดูขณะที่นางพาเล่อเหนียงกลับห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้า


   “ท่านต้องจำไว้นะ กินลูกชิ้นปลา!” เล่อเหนียงพูดอย่างแน่วแน่


   แม่เฒ่าฉินได้แต่ตอบอย่างจนใจว่า “รู้แล้ว รู้แล้ว เจ้าถามลงไปถึงอ่างปลา ข้าจะไม่ให้เจ้ากินได้อย่างไร”


   “อืมอืม”


   เล่อเหนียงตอบกลับอย่างสงสัย นางรู้สึกเหมือนลืมอะไรบางอย่าง


   “ลองเขย่าหัวทีสิ ดูว่ามีน้ำเข้าไปในหูหรือเปล่า”


   เล่อเหนียงทำตาม นางเขย่าหัวเล็กน้อย


   ทันใดนั้นก็นึกถึงเรื่องที่ลืมขึ้นมาได้ “ท่านย่า อีกสองวันต้นกระบองเพชรจะสามารถตัดได้แล้ว พวกเราจะหาคนมาช่วยตัดได้หรือไม่”


   “ยังต้องสร้างโรงเรือนใหญ่ๆด้วย”


   “ยังต้องหาห้องเก็บน้ำผึ้งมากมาย”


   เล่อเหนียงลืมเรื่องนี้ไปจริงๆ แต่พอเขย่าหัวจนน้ำกระเด็นออกไปก็จำได้


   “หืม ตัดได้แล้วหรือ ข้าเห็นว่าบางต้นยังเล็กอยู่เลย” แม่เฒ่าฉินสงสัย “เจ้าต้องการสร้างโรงเรือนใหญ่ๆไปเพื่ออะไร”


   “ท่านย่า มันคือหนึ่งในวิธีหางาน ต่อไปพวกเราจะเริ่มหาเงินแล้วนะ อาซิ่วเถาจะทำงานไม่ทันแล้ว”


   แม่เฒ่าฉินเข้าใจแล้ว “ดีๆๆ อีกเดี๋ยวข้าจะออกไปบอกพวกเขา แต่ค่าแรงจะให้เท่าไหร่ล่ะ”


   “ให้สามสิบอีแปะ!”


   แม่เฒ่าฉินขมวดคิ้ว “สามสิบเหรียญมันจะน้อยไปหน่อยหรือเปล่า”


   เล่อเหนียงส่ายหัว “ไม่นะ แค่ช่วยตัดต้นกระบองเพชรและเตรียมอาหารให้พวกเขาหนึ่งมื้อ”


   “ไว้ตอนหลังเริ่มทำเครื่องประทินโฉมแล้วค่อยเพิ่มค่าแรงให้พวกเขาก็ได้”


   แม่เฒ่าฉินคิดอยู่พักหนึ่งก็เห็นว่าสมเหตุสมผล จากนั้นก็อุ้มเล่อเหนียงออกไปข้างนอก


   พอออกมาก็เห็นพวกแม่เฒ่าฉี


   “แม่เฒ่าฉี พวกท่านนั่งลงเถอะ เหตุใดถึงยืนอยู่อย่างนั้น”


   แม่เฒ่าฉีส่ายศีรษะแล้วถามอย่างสนใจ "แม่เฒ่าฉิน พวกเขาทำอะไรกันหรือ”


   แม่เฒ่าฉินยิ้มแล้วกล่าวว่า “พวกเขากำลังเตรียมของกินกันอยู่ บ้านพวกเราเพิ่งเปิดบ่อน้ำแล้วจับปลา พวกเขามาช่วยกันทำความสะอาดปลาที่จับได้ อีกไม่นานก็จะทำอาหารกินแล้วละ”


   “อ้อ เป็นเช่นนั้นหรือ” แม่เฒ่าฉีกล่าวด้วยความทึ่ง เพราะนางไม่เคยเห็นภาพแบบนี้ในหมู่บ้านมาก่อน


   ไม่ต้องพูดถึงการเปิดบ่อปลาแล้วจับปลามาเลี้ยงคนทั้งหมู่บ้านเลย แค่มีลูกปลาตัวเล็กๆในบ่อ หากใครจับมาก็ต้องถูกแย่งไปหมด


   “พวกเรามาช่วยกันเถอะ” แม่เฒ่าเฉินยกเก้าอี้มาสองตัว แล้วเรียกพวกนางมาร่วมวงด้วย


   แม่เฒ่าฉีและลูกสะใภ้ของนาง นางหลี่ยังคงยืนนิ่ง ไม่ใช่ว่าพวกนางไม่อยากช่วย แต่ว่าพวกนางเกรงว่าจะโดนรังเกียจหากเข้ามาร่วมด้วยโดยไม่รู้จักใคร


   “เอ้า เข้ามาช่วยกันเถอะ มาแบ่งเบาภาระกัน ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวเดี๋ยวเวลากินข้าวจะล่าช้าเอานะ”


   แม่เฒ่าฉีจึงตัดสินใจเดินไปพร้อมกับลูกสะใภ้


   ฉีซู่ที่กำลังยืนอยู่ลังเล ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี เพราะข้างหน้าเป็นกลุ่มผู้หญิงที่กำลังจัดการกับปลา เขาผู้เป็นจะกล้าได้อย่างไร


   “เฮ้ เจ้ามาช่วยข้าเติมฟืนหน่อย!” ฉินฟู่หลินผู้มีสายตาคมกริบมองเห็นความลำบากใจของฉีซู่จึงเรียกเขามา


   ฉีซู่รู้สึกขอบคุณอย่างยิ่งยวดแล้วเดินไปช่วยทันที


   “มาถึงที่นี่แล้วไม่ต้องเกรงใจ หากเห็นว่ามีงานที่อยากช่วยก็ทำได้เลย หากไม่อยากช่วยก็เอาเก้าอี้มานั่งที่หน้าประตูเลี้ยงเด็กแล้วกัน”


   “หมู่บ้านของพวกเราไม่มีพิธีรีตองมากมาย และก็ไม่มีการแก่งแย่งชิงดีกันให้ยุ่งยาก”


   ฉีซู่รีบตอบ “ข้าทราบแล้วท่านลุง”


   “ข้าคือหัวหน้าหมู่บ้านแห่งหมู่บ้านตระกูลฉิน ข้าชื่อว่าฉินฟู่หลิน หากพวกเจ้าอาศัยอยู่ที่นี่แล้วพบเจอความลำบากใดๆ ก็สามารถมาหาข้าหรือมาหาคนตระกูลฉินได้”


   เสียงของฉินฟู่หลินก็ดังพอสมควร ทำให้คนแถวนั้นได้ยินกันอย่างชัดเจน


   “หากข้าไม่อยู่ก็ให้ไปหาเหล่าเอ้อร์ เขาเป็นอาจารย์ประจำหมู่บ้าน หรือจะไปหาพ่อเฒ่าจ้าวข้างบ้านก็ได้


   แม่เฒ่าฉีรู้สึกประทับใจ นางเข้าใจว่าฉินฟู่หลินพูดสิ่งเหล่านี้เพื่อให้พวกเขาให้สบายใจ และอยู่ที่นี่อย่างไร้กังวล เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงรับน้ำใจนี้ไว้


   เมื่อมีคนเริ่มแม่เฒ่าฉีและถึงนางหลี่ซึ่งเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี ไม่นานก็ได้รู้จักกับสตรีในหมู่บ้าน


   นางหลี่ถึงกับนัดกับแม่เถียหนิวว่าจะไปเก็บผักป่าบนภูเขาในวันพรุ่ง


   “ทุกท่าน ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากขอความช่วยเหลือจากทุกท่าน” แม่เฒ่าฉินลุกขึ้นยืนกล่าว


   “พี่ชุนหลาน หากท่านมีเรื่องอันใดก็กล่าวออกมาเถิด พวกเราช่วยท่านได้แน่นอน”


   “ใช่แล้ว ท่านป้าอยากให้พูดเรื่องใดก็พูดมาเถอะ ท่านกลายเป็นคนพูดวกวนไปตั้งแต่เมื่อไร” ชาวบ้านในหมู่บ้านร่วมกันตอบรับ


   แม่เฒ่าฉินกระแอมเบาๆ แล้วกล่าวว่า “พวกเจ้าก็คงทราบว่าเราปลูกกระบองเพชรไว้มากมายในภูเขา ตอนนี้ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว ข้าจึงอยากถามว่ามีผู้ใดว่างมาช่วยข้าเก็บเกี่ยวบ้าง เราจะให้ค่าจ้างวันละสามสิบอีแปะ พร้อมกับอาหารหนึ่งมื้อ”


   “อ้อ แล้วยังต้องสร้างโรงเรือนใหญ่สำหรับเก็บกระบองเพชรด้วย มีใครว่างมาช่วยบ้าง”


   ทันทีที่แม่เฒ่าฉินพูดจบ บรรยากาศก็เงียบลง มีเพียงเสียงคนทำความสะอาดปลาเท่านั้น


   ใช่แล้ว พวกเขาลำบากใจ


   แต่อัตราค่าแรงของแค้วนตาหนิง แม้แต่คนทำงานเก็บสิ่งปฏิกูลยังได้รับค่าจ้างขั้นต่ำสามสิบห้าอีแปะต่อวัน แต่ค่าจ้างของตระกูลฉินดูเหมือนจะน้อยไปเสียหน่อย


   แม่เฒ่าฉินย่อมเข้าใจความกังวลของพวกเขาจึงกล่าวต่อว่า “ข้ารู้ว่าค่าจ้างนี้น้อยไปหน่อย เจ้าทั้งหลายก็รู้ว่าไม่นานมานี้เราเพิ่งซื้อที่ดิน เงินในมือจึงเหลือไม่ค่อยมาก ข้าจึงจึงอยากขอให้พวกพี่น้องในหมู่บ้านช่วยกัน”


   “เมื่อผ่านไปสักพักค่าจ้างย่อมมากกว่าขึ้นแน่นอน”



 บทที่ 415: พวกเรากลับมาถูกจังหวะพอดี



   “พี่หลานท่านว่าอย่างไรนะ เพียงแค่ตัดต้นกระบองเพชรเท่านั้นเอง พรุ่งนี้ข้าจะช่วยท่านเอง” ฉินฟู่หลินเป็นคนแรกที่ตอบรับ


   “พวกข้าเอาด้วย! แค่หนึ่งวันก็ได้เงินสามสิบอีแปะพร้อมอาหารหนึ่งมื้อ งานดีเช่นนี้จะหาได้จากที่ใดอีก”


   “ถูกต้อง ถูกต้อง ข้าก็ด้วย ข้าขอลงชื่อ!”


   เมื่อมีฉินฟู่หลินเป็นผู้นำ คนอื่นๆจึงตอบรับอย่างรวดเร็ว


   “ฮูหยินเจ้าคะ ข้าสามารถทำได้หรือไม่” นางหลี่ถามอย่างกล้าๆกลัวๆ


   “แน่นอนทำได้ แต่การทำงานนี้ค่อนข้างกินแรงเสียหน่อยนะ” แม่เฒ่าฉินกล่าวด้วยรอยยิ้ม


   นางหลี่รีบพูดขึ้นว่า “ข้าไม่กลัวเหนื่อยเจ้าค่ะ ตอนอยู่บ้านข้าทำงานทุกอย่าง”


   แม่เฒ่าฉินพยักหน้าก่อนจะหันไปวุ่นวายกับงานอื่น


   ระยะเวลาไม่นานปลาเหล่านั้นก็ถูกจัดการจนเกือบหมด ทว่าพวกเขาไม่ได้ขาดปลาทั้งหมด แต่เลือกเฉพาะตัวที่ดูไม่มีเรี่ยวแรง ส่วนปลาที่มีชีวิตชีวาก็ถูกนำไปเลี้ยงไว้ในอ่างใหญ่


   ฉินเหล่าซาน พ่อเฒ่าจ้าว พร้อมกับชายหนุ่มร่างกายกำยำอีกสองสามคนช่วยกันย้ายเนื้อปลาที่เลาะก้างออกแล้วไปยังห้องข้างๆ แล้วเริ่มทำการสับเนื้อปลา


   สือไห่ถังเตรียมไปจับไก่ที่ลานหลังบ้าน เล่อเหนียวเห็นดังนั้นก็ตามไปด้วย แต่ตอนกลับมากลายเป็นสือไห่ถังถือห่านมาสองตัว


   “สะใภ้สาม ห่านบ้านเจ้าอวบอ้วนเสียจริง” แม่เถียหนิวมองห่านอย่างตื่นเต้น


   นางชอบกินห่านมาก ตั้งแต่ยังไม่แต่งงาน บ้านนางก็เคยเลี้ยงห่านไว้สองตัว ทุกครั้งที่เชือดห่าน ส่วนน่องขาก็จะเป็นของนาง


   ตั้งแต่นางแต่งงาน แม้แต่ขนห่านก็ยังไม่เคยเห็นเลย


   “ใช่แล้ว เด็กชายบ้านเราขยันมาก เวลาว่างก็ไปถอนหญ้ามาให้ห่านกิน ห่านเลยตัวอ้วนขนาดนี้” สือไห่ถังยิ้มกล่าว


   “มาเถอะ ท่านช่วยข้าหน่อยได้หรือไม่ เอาห่านสองตัวนี้ไปทำความสะอาด เดี๋ยวบ่ายนี้จะได้ตุ๋นกิน”


   “ได้เลย” แม่เถียหนิวรับห่านอย่างดีใจ แม้ขาห่านจะไม่ใช่ของนาง แต่อย่างน้อยได้กินน้ำแกงห่านก็นับว่าดีแล้ว


   “ข้าจะไปเก็บผักใบเขียวมาบ้าง”


   “บ้านข้ายังมีผักแห้งอยู่บ้าง ข้าจะไปเอามาให้”


   “รอข้าด้วย บ้านข้ายังมีหมูแดดเดียวอยู่ครึ่งชิ้น ข้าจะเอามาด้วย”


   บรรดาสตรีในหมู่บ้านต่างก็เริ่มลงมือ บางคนไปเก็บผัก บางคนไปนำเนื้อสัตว์มา หากไม่มีเนื้อสัตว์ก็ไปเก็บผักป่ามาเป็นกำมือ ไม่มีใครกลับมามือเปล่า


   แม่เฒ่าฉีและนางหลี่นั่งอยู่บนม้านั่ง มองดูคนวิ่งกลับไปเอาของที่บ้านก็รู้สึกเหมือนถูกมดกัด ก้นเริ่มนั่งไม่ติดเก้าอี้


   พวกนางเองก็อยากจะกลับไปนำของมาด้วย แต่ปัญหาคือบ้านพวกเขาไม่มีของที่จะนำมาได้


   “กุ้ยฮวาเจ้าไปนำมันเทศครึ่งถุงที่บ้านเรามาสิ” แม่เฒ่าฉีกล่าวกับนางหลี่


   นางหลี่พยักหน้าแล้วลุกขึ้นไปที่บ้านข้างๆ เพื่อนำมันเทศครึ่งถุงกลับมา


   มันเทศครึ่งถุงนี้เป็นเสบียงอาหารสำหรับสิบวันของครอบครัวพวกเขา


   “อ้าว พี่ฉี ท่านทำอะไรอยู่หรือ”


   แม่เฒ่าฉินมองถุงมันเทศครึ่งถุงที่นางหลี่แบกมาแล้วถามด้วยความประหลาดใจ


   “แม่เฒ่าฉิน พวกข้าจะเอาแต่ดื่มกินของพวกท่านเปล่าๆได้อย่างไร ข้าเห็นชาวบ้านกลับไปเอาอาหารของพวกเขามา…”


   แม่เฒ่าฉินจะไม่เข้าใจในความหมายของนางได้อย่างไร จึงได้แต่คลี่ยิ้มกล่าว


   “พี่ฉี ท่านต้องเข้าใจผิดแล้วเป็นแน่ พวกเขาจะตัดใจเอาของดีในบ้านมากินได้อย่างไร ผักป่าพวกเขานั้นเป็นสิ่งมี่พวกเขาเก็บมามาก พอกินไม่หมดก็เอามาแบ่งกันกิน”


   “แต่พวกเขายังเอาเนื้อมาด้วยนะ” แม่เฒ่าฉีชี้หญิงคนหนึ่งที่นำเนื้อชิ้นหนึ่งมา


   “ท่านพี่ รีบเก็บมันเทศกลับไปเถอะ บ้านเรามีทั้งอาหารและที่พักไม่จำเป็นต้องให้ท่านเอาเสบียงออกมาใช้”


   แม่เฒ่าฉินไม่ได้เอ่ยเอื้อนคำใด แต่กลับบอกให้หลี่กุ้ยฮวาเอามันเทศกลับเก็บ


   หลี่กุ้ยฮวาไม่อาจขัดแม่เฒ่าฉินได้ จึงต้องแบกมันเทศกลับไป


   ไม่นานนักทั้งผักและข้าวก็ถูกล้างและเตรียมลงหม้อเรียบร้อยแล้ว


   สวี่ซิ่วอิงกลัวว่าพวกเราคนจำนวนมากอาหารจะไม่พอ เลยทำบะหมี่ไว้สองชามใหญ่และนึ่งหมั่นโถหลายหม้อ


   นอกจากนี้ยังจับไก่มาสามตัวนำมาผัดกับเห็ดหูหนูจากปีที่แล้ว อีกทั้งยังจับเป็ดที่ฉินเหล่าซื่อซื้อไว้ด้วย


   พูดถึงเหล่าเป็ดตัวผู้ ทุกคนในบ้านปวดหัวกันมาก ก่อนหน้านี้พวกเขากินเป็ดสองวันติด จนแต่ละคนเริ่มเบื่อหน่าย ถึงขั้นที่แค่ได้กลิ่นเป็ดก็เปลี่ยนสีหน้า ตอนนี้จึงเหลือเป็ดหน้าตัวไม่ยอมมีใครกิน


   แต่ก่อนก็หวังจะให้หลี่อันที่ชอบกินจับเป็นพวกนี้ไปกินเวลาหิว สุดท้ายว่าหลี่อันเลือกที่จะจับกระต่ายมาแทนที่จะจับเป็ดในบ้าน ดังนั้นเป็ดเหล่านั้นจึงได้อยู่รอดปลอดภัยผ่านพ้นปีใหม่มาอย่างสงบสุข


   แต่ชีวิตของพวกมันก็มาถึงตอนจบแล้ว เพราะเมื่อครู่สือไห่ถังสั่งให้จับมาทั้งหมดแล้วต้มทำน้ำแกงเป็ดตุ๋น


   ส่วนก้างและหัวปลาที่เตรียมเอาไว้ สือไห่ถังผสมแป้งกับไข่ใส่สองฟอง จากนั้นนำก้างและหัวปลาลงไปคลุกเคล้า แล้วนำลงไปทอดในน้ำมัน


   ทอดจนกรอบโดยไม่ต้องใส่เครื่องปรุง เพียงโรยเกลือเล็กน้อยก็กลายเป็นกับแกล้มที่เหล่าชายฉกรรจ์ชอบที่สุด


   เมื่อวานไป๋เช่ออวิ๋นบอกว่าอยากกินเนื้อตุ๋น วันนี้ตอนเช้าก็ให้เถ้าแก่หวงเก็บส่วนหัวกับเท้าไว้


   หลังตุ๋นมาได้สองชั่วโมงก็ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนจนเด็ก สตรี และคนชราในหมู่บ้านต่างกลืนน้ำลาย ตั้งหน้าตั้งรอเนื้อแสนอร่อย


   หญิงหลายคนขณะกำลังจัดการกับปลาพบว่าบางส่วนของไส้ปลานั้นอ้วนพิเศษ บางส่วนยังมีไข่ปลาอยู่ด้วย ดังนั้นไส้ปลา ไข่ปลา และถุงลมจึงไม่ได้ถูกสิ้งให้สูญเปล่า และทำความสะอาดทุกอย่างจนสะอาดหมดจด


   สือไห่ถังใช้ผักดองที่เก็บไว้จากปีที่แล้ว มาทำพร้อมกับไส้ปลา ไข่ปลา และถุงลมปลา ทำเป็นปลาดองต้มผักกาดดองรสเผ็ดเปรี้ยวกระตุ้นความอยากอาหาร


   ฉินเหล่าเอ้อร์รู้ว่าพ่อเฒ่าจ้าวและเหล่าผู้อาวุโสชอบดื่มเหล้า จึงขับรถม้าไปนำเหล้าสองไหมา


   เมื่อเห็นว่าอาหารพร้อมแล้ว ไม่ต้องรอให้ใครบอก หญิงหลายคนต่างรู้หน้าที่มาจัดโต๊ะอาหาร


   โชคดีที่ลานบ้านของตระกูลฉินนั้นกว้างขวาง ตั้งโต๊ะหลายโต๊ะทั้งในลานบ้านและในห้อง เรียกได้ว่าสามารถจุคนได้ทั้งหมู่บ้าน


   ฉินเหล่าซานยกถ้วยที่ใส่ลูกชิ้นปลาที่ทำเสร็จแล้วออกมา พอลูกชิ้นเสร็จแล้วสือไห่ถังไม่ต้องทำอะไรมากไปกว่าใส่มันลงในจานอาหาร เติมน้ำน้ำแกงกระดูกหมูเพียงเล็กน้อย แค่นี้เสร็จเรียบร้อย


   “เด็กๆ ได้เวลาอาหารแล้ว” ฉินฟู่หลินยืนอยู่ที่หน้าประตู พลางตะโกนเรียกเด็กๆที่อยู่ด้านนอก


   เสี่ยวอู่และเสี่ยวลิ่วได้กลิ่นอาหารนานแล้วจึงวิ่งกลับเข้าไปในบ้านอย่างรีบร้อน


   หงอวี่โดนเล่อเหนียงฉีดยาไปหนึ่งเข็ม ตอนนี้รอยแดงบนร่างกายก็หายไปเกือบหมดแล้ว แต่เพียงแค่บริเวณเอวที่ยังคงคันอยู่เล็กน้อย


   เวลานี้เขากำลังนั่งอยู่กับเล่อเหนียงที่โต๊ะ แต่ละคนก็กำลังแทะขาเป็ดกันอย่างเอร็ดอร่อย


   “พี่ฉี มานั่งเถิดไม่ต้องเกรงใจที่ไหนมีที่ก็เชิญนั่งเถิด หมู่บ้านตระกูลฉินของเราไม่มีธรรมเนียมยุ่งยากขนาดนั้น” แม่เฒ่าฉินกล่าวเชิญแม่เฒ่าฉี


   แม่เฒ่าฉีจึงไม่เกรงใจเหมือนครั้งก่อน แล้วนั่งลงข้างๆพลางคลี่ยิ้ม เพียงแต่เมื่อเห็นอาหารเต็มโต๊ะ ก็ยังคงรู้สึกลังเลที่จะลงมือ


   ส่วนคนอื่นๆในหมู่บ้านตระกูลฉินก็ไม่ต้องรอให้บอก เพราะพวกเขาคุ้นเคยกับมื้ออาหารดี พอได้นั่งลงที่โต๊ะก็พูดคุยสนุกสนาน


   “พวกเรากลับมาได้จังหวะพอดี!”



 บทที่ 416: พวกข้าก็รู้สึกหึงหวงเป็นนะ



   “แค่อยู่หน้าหมู่บ้านข้าก็ได้กลิ่นเนื้อตุ๋นแล้ว คิดถึงจริงๆเลย”


   ครั้นเสียงอันคุ้นเคยดังขึ้น ทำให้ผู้คนที่กำลังกินข้าวอย่างเพลิดเพลินชะงักตะเกียบที่ทำกำลังจะคีบอาหาร


   “ท่านพ่อ!”


   “ท่านพ่อ!”


   เล่อเหนียงและหงอวี่เป็นสองคนแรกที่รู้สึกตัว รีบจับขาเป็ดวิ่งเข้ามาหา


   “ฮือ~ ท่านพ่อ เล่อเหนียงคิดถึงท่านมาก!”


   ฉินเหล่าซื่อย่อตัวลงแล้วโอบเล่อเหนียงและหงอวี่ไว้ในอ้อมอก


   “ท่านพ่อก็คิดถึงพวกเจ้าเช่นกัน” ฉินเหล่าซื่อเอ่ยด้วยเสียงที่สั่นเครือ ดวงตาของเขาแดงก่ำ


   เขาเกือบกลับมาไม่ได้แล้ว


   “ท่านพ่อ!” เสี่ยวอู่และเสี่ยวลิ่ววิ่งเข้าไป มองฉินเหล่าซื่อดวงตาแดงก่ำ


   ฉินเฉิงอันจัดท่าทางอยู่ตั้งนานก็ยังไม่เห็นลูกชายตัวดีของเขาวิ่งเข้ามากอด


   “อ่า ลูกชายตัวดีของข้าอยู่ไหนกันนะ”


   คำพูดของฉินเฉิงอันราวกับเปิดกล่องคำพูด ทำให้ผู้คนเริ่มส่งเสียงทักทายพวกเขา


   “เหล่าซื่อ กลับมาได้ก็ดีแล้ว” แม่เฒ่าฉินพูดด้วยน้ำตาคลอเบ้า


   ฉินเหล่าซื่ออุ้มเล่อเหนียง เดินมาคุกเข่าต่อหน้าแม่เฒ่าฉิน


   “ท่านแม่ ลูกกลับมาแล้ว”


   ฉินเฉิงอันก็รีบคุกเข่าตามไป “ท่านป้า เฉิงอันกลับมาแล้ว"


   “ดีๆ กลับมาได้ก็ดีแล้ว” แม่เฒ่าฉินปลื้มใจนํ้าตาไหล และพยุงพวกเขาขึ้น


   “ได้กินข้าวบ้างหรือยัง”


   ฉินเหล่าซื่อและฉินเฉิงอันส่ายศีรษะพร้อมกัน “ยังไม่ได้กินขอรับ”


   ไม่เพียงแค่ยังไม่ได้กินข้าวเท่านั้น แต่เกือบเอาชีวิตกลับมาไม่ได้ด้วยซ้ำ


   “เร็วเข้า เร็วเข้า มานั่งลงกินข้าวกันเถอะ!”


   สือไห่ถังรีบไปหยิบชามและตะเกียบสองชุดจากห้องครัวมาวางบนโต๊ะ


   ฉินเฉิงอันกวาดสายตามองรอบหนึ่ง เห็นหลิวซิ่วเถาที่นั่งเช็ดน้ำตาอยู่ด้านข้าง เขาหัวเราะเบาๆ แล้วเดินเข้าไปหาภรรยา แต่ถึงกระนั้นลูกชายก็ยังไม่สนใจเขาอยู่ดี


   เขาเดินไปนั่งข้างหลิวซิ่วเถาพร้อมกับมองนางด้วยความรัก


   “ภรรยา ข้ากลับมาแล้ว”


   หลิวซิ่วเถาหน้าแดงผลักเขาเบาๆ “คนตั้งเยอะ เจ้าไม่อายหน่อยหรือ”


   ฉินเฉิงอันหัวเราะเสียงเบาแล้วกระซิบข้างหูนางว่า “คิดถึง ข้าคิดถึงเจ้ามาก”


   หลิวซิ่วเถาหน้าแดงเถือก ทำให้หญิงสาวที่นั่งร่วมโต๊ะต้องปิดปากหัวเราะ


   “เจ้าเลิกซนได้แล้ว รีบไปกินข้าวเถอะ” หลิวซิ่วเถาผลักเขาอีกรอบ


   ฉินเฉิงอันรู้ว่าภรรยาของตนเขินง่าย จึงเลิกแหย่นาง และหยิบปิ่นเงินออกมาเสียบในผมของนางก่อนจะอุ้มลูกชายขึ้นมา แล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะของแม่เฒ่าฉิน


   หลิวซิ่วเถาเอามือลูบคลำปิ่นปักผม รู้สึกมีความสุขจนแทบล้นออกมาจากอก แน่นอนว่าไม่ได้พ้นจากการถูกหญิงสาวที่นั่งข้างๆเอ่ยแซว


   ฉินเหล่าซื่อมองฉินเฉิงอันและภรรยาหยอกล้อกัน ใจของเขาก็รู้สึกอิจฉา จึงหันไปมองรอบๆ แต่ไม่เห็นภรรยาของตัวเอง


   “ท่านแม่ ภรรยาของข้าอยู่ที่ไหน”


   “อยู่ในห้องน่ะ พรุ่งนี้ต้องไปส่งสินค้าในอำเภอ นางกินข้าวไปนิดหนึ่งแล้วกลับไปทำงานต่อในห้อง”


   ฉินเหล่าซื่อได้ยินดังนั้นก็รีบวางชามข้าวลงทันที “ท่านแม่ ข้าจะไปหาภรรยาของข้าแล้ว”


   “กินข้าวให้เสร็จก่อนเถอะ” แม่เฒ่าฉินตะโกนบอก


   สิ่งที่ตอบกลับเธอมีเพียงแผ้นหลังของฉินเหล่าซื่อที่วิ่งออกไป


   “ท่านย่า ดูเหมือนท่านพ่อของข้าจะรักท่านแม่มากกว่า” เล่อเหนียงพูดด้วยใบหน้าเศร้าสร้อย


   “แต่อย่างน้อยเจ้าก็ได้กอด ส่วนข้าไม่มีแม้แต่กอด” เสี่ยวลิ่วพูดด้วยความเบื่อหน่าย


   เขานับนิ้วทุกคืนคิดถึงว่าเมื่อใดท่านพ่อจะกลับมา แต่พอท่านพ่อกลับมา แม้แต่อ้อมกอดเขาก็ยังไม่ได้รับ


   ข้าเสียใจเหลือเกิน…


   สวี่ซิ่วอิงตอนนี้กำลังยุ่งกับการปักผ้าเช็ดหน้าอยู่ในห้อง พรุ่งนี้ต้องไปส่งของแล้ว แต่ยังเหลืออีกหลายผืนที่ยังปักไม่เสร็จ เพียงแต่ไม่รู้ด้วยเหตุใด ตอนนี้นางถึงสงบใจไม่ได้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฝันร้ายเมื่อคืนหรือเพราะเรื่องอื่น


   ก๊อก ก๊อก ก๊อก


   ขณะที่นางรู้สึกรำคาญใจก็ได้ยินเสียงเคาะประตู


   “เข้ามา!” สวี่ซิ่วอิง ตอบเสียงหนึ่ง


   เพียงแต่เสียงเคาะยังคงดังต่อไป นางถอนหายใจอย่างไม่มีทางเลือกแล้วลุกขึ้นไปเปิดประตู คนที่เคาะประตูอย่างนี้ได้นอกจากเสี่ยวชีก็เห็นจะมีแต่ลูกสาวของนาง


   “เสี่ยวชี ข้าบอกแล้วว่าข้าอิ่ม—”


   สวี่ซิ่วอิงเปิดประตูยังกล่าวไม่ทันจบก็ชะงักไป


   “ภรรยา~”


   ฉินเหล่าซื่อกอดสวี่ซิ่วอิงไว้แน่น หัวซบลงที่ซอกคอของนาง “ภรรยา ข้าคิดถึงเจ้ามากเหลือเกิน”


   สวี่ซิ่วอิงได้สติกลับมาก็ดันฉินเหล่าซื่อออก แล้วหั่นกลับไปนั่งบนเก้าอี้ ไม่สนใจเขาอีก


   หากแต่กลับน้ำตาไหลไม่หยุด


   “โอ๋ๆๆ เจ้าอย่าร้องไห้เลยนะ”


   ฉินเหล่าซื่อทนดูไม่ไหวเมื่อเห็นสวี่ซิ่วอิงร้องไห้ หัวใจของเขาก็ว้าวุ่นขึ้นมา


   “ข้าขอโทษ ข้าผิดเอง ข้ากลับมาช้าไป อย่าร้องไห้เลยได้หรือไม่”


   สวี่ซิ่วอิงส่งเสียงฟึดฟัดไม่พอใจ พร้อมทั้งบิดหูฉินเหล่าซื่อ “เหล่าซื่อ เจ้าคนไม่มีหัวใจ เหตุใดไม่ส่งข่าวมาบ้างเลย”


   “ถ้าเจ้าไม่กลับมาอีก ข้าจะพาลูกไปแล้ว”


   ฉินเหล่าซื่อรู้ว่าสวี่ซิ่วอิงโกรธมาก เขาจึงไม่กล้าขัด พลางเอ่ยเคล้ารอยยิ้ม


   “ข้าขอโทษ~ ข้าผิดไปแล้ว เจ้าเห็นหรือไม่ ตอนนี้ข้าหนังหนาเนื้อแข็ง เจ้าอย่าบิดแรงนัก เดี๋ยวมือของเจ้าจะเจ็บเอา"


   “เดี๋ยวเจ้าหามาสักผืน แล้วข้าจะคุกเข่าอยู่บนนั้น เจ้าบอกให้คุกนานเท่าไหร่ ข้าก็จะคุกเข่าให้นานเท่านั้น ดีหรือไม่


   สวี่ซิ่วอิงส่งเสียงฮึดฮัดแต่ในที่สุดก็ปล่อยมือ


   ชายคนนี้จากบ้านไปนาน ทำให้หนังเหนียวขึ้นมาก นางแค่บิดนิดเดียวยังเจ็บขนาดนี้


   “ภรรยา~”


   ฉินเหล่าซื่อขยับเข้ามาใกล้ๆ เอาริมฝีปากแตะที่ปากของสวี่ซิ่วอิงด้วยความรักใคร่ “ภรรยา ข้าคิดถึงเจ้า ทุกครั้งที่ค่ำคืนสงบเงียบ ข้าก็อดไม่ได้ที่จะอยากมีปีกบินกลับมากอดเจ้าบนเตียงอุ่นๆ”


   สวี่ซิ่วอิงหน้าแดง สายตามองค้อนเขาเล็กน้อย “กลางวันแสกๆ เจ้าไม่อายบ้างหรือ”


   ฉินเหล่าซื่อพูดอย่างไม่รู้สึกรู้สา “ข้ากอดภรรยาของข้าในห้องของข้า ข้ายังจะต้องอายอะไรล่ะ”


   สวี่ซิ่วอิงได้ยินคำนี้ยิ่งหน้าแดงขึ้นกว่าเดิม ผิวที่ขาวอยู่แล้วตอนนี้มีสีแดงระเรื่อ ทำให้ฉินเหล่าซื่ออดใจไม่ไหวก้มลงจูบริมฝีปากของนาง


   ตอนแรกฉินเหล่าซื่อเพียงอยากจะจูบภรรยา แต่เมื่อเห็นภรรยาตัวหอมฉุย เขาก็อดใจไม่ไหว…


   “เหล่าซื่อ... อย่า…”


   สวี่ซิ่วอิงหายใจหอบดึงมือของฉินเหล่าซื่อออกที่กำลังสอดเข้าไปในเสื้อของนางออก


   “รีบออกไปกันเถอะ ท่านแม่ยังรออยู่ข้างนอกนะ”


   ฉินเหล่าซื่อก็ย่อมรู้ดีว่าตอนนี้สถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย เขาจูบสวี่ซิ่วอิงอย่างรวดเร็วก่อนจะหอบหายใจมองภรรยาของตน


   “ทำความสะอาดรอข้ากลับมานะ!”


   สวี่ซิ่วอิงได้ยินคำพูดไร้ยางอายของเขาก็โกรธ จึงรีบผลักเขาออกจากห้องแล้วปิดประตูทันที


   นางตบใบหน้าร้อนผ่าวของตัวเอง ก่อนจะเปิดตู้เสื้อผ้าอย่างลังเล หยิบเอากลีบดอกไม้ที่ตากแห้งไว้ออกมา


   เมื่อฉินเหล่าซื่อกลับออกมาก็เห็นลูกชายสามคนมองดูเขาด้วยสายตาไม่สบอารมณ์ พวกเขายังทำปากยื่นอีกต่างหาก


   “อ้าว เกิดอะไรขึ้นหรือ” ฉินเหล่าซื่อถามด้วยความสงสัย


   เล่อเหนียงกลั้นขำแล้วพูดว่า “ท่านพ่อ พี่ชายอิจฉาแล้วละ”


   “หืม”


   ฉินเหล่าซื่อมองลูกชายสามคนด้วยความสงสัย ในใจครุ่นคิดว่าเขาทำสิ่งใดให้เจ้าพวกนี้เกิดความอิจฉิากันหรือ


   เล่อเหนียงเห็นใบหน้าของบิดาเต็มไปด้วยความงงงวย ก็ชี้ไปที่แก้มเล็กๆของนาง “ท่านพ่อ เมื่อครู่ท่านหอมเล่อเหนียง แต่ไม่ได้หอมพี่ชายทั้ง”


   “อ๋อ”


   ฉินเหล่าซื่อตอบรับ “อ๋อ” หนึ่งคำ แล้วก็ลากลูกชายทั้งสามที่ทำหน้าตาหงิกงอเพราะขุ่นเคืองมาหอมคนละฟอด


   “อ๊ากกก ท่านพ่อ หนวดของท่านมันจั๊กจี้จัง”


   เด็กชายทั้งหลายต่างปิดหน้าประท้วง แต่ในใจนั้นกลับรู้สึกหวานชื่นนัก



 บทที่ 417: โลภมากอีกแล้ว


   

   “เหล่าซื่อ มาดื่มสักถ้วย” ฉินฟู่หลินถือถ้วยเหล้าเดินเข้ามา

   

   “เจ้าเด็กคนนี้หายไปปีหนึ่งเต็ม เจ้าไม่รู้หรือว่าพวกลูกๆของเจ้ามักจะนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าทางเข้าหมู่บ้านเหม่อลอยมองออกไปข้างนอก แม้พวกเขาจะไม่พูดอะไร แต่เราทุกคนรู้ว่าพวกเขากำลังรอเจ้าอยู่”

   

   ฉินเหล่าซื่อยื่นมือไปลูบหัวลูกชายทั้งสามคน “ท่านอาหัวหน้าหมู่บ้านกล่าวถูก เป็นความผิดของข้า ที่ทำให้ท่านอาหัวหน้าหมู่บ้านเป็นห่วง”

   

   ฉินเหล่าซื่อรับถ้วยเหล้าและดื่มจนหมด

   

   เล่อเหนียงมองดูบิดาและหัวหน้าหมู่บ้านดื่มเหล้าด้วยกัน นางนึกถึงสมบัติชิ้นใหญ่ที่อยู่ในพื้นที่มิติของนาง

   

   “พี่เจ็ด มาหาข้าหน่อยเถอะ”

   

   หงอวี่มองหน้าน้องสาวอย่างสงสัย “มีอะไรหรือ”

   

   “พี่เจ็ดเราไปเอาเหล้าออกมาให้บิดาดื่มกันเถอะ”

   

   เมื่อเล่อเหนียงพูดเช่นนี้ หงอวี่นึกถึงเหล้าที่หมักไว้นานแล้วได้ เขาจึงบอกแม่เฒ่าฉินและจูงมือกันหายเข้าไปในห้องนอน

   

   ทันทีที่เข้ามาในห้อง เด็กน้อยสองคนก็จูงมือกันหายไปในพื้นที่มิติ และรีบมุ่งหน้าเข้าไปในห้องครัวทันที

   

   พอไก่ เป็ด ห่าน เห็นหงอวี่ก็พุ่งเข้ามาหา แต่หลังจากที่หงอวี่โดนล่อหลอกมาเป็นหลายครั้ง จึงได้รู้ทุกครั้งที่ออกไปข้างนอกมักจะวางไม้ไว้ที่รั้ว พอพวกมันเข้ามาก็จะเขวี้ยงไม้ออกไปโดยไม่ทันให้พวกมันได้รู้ตัว แล้ววิ่งออกไปด้านใน

   

   เล่อเหนียงมองดูพี่เจ็ดที่วิ่งหนีไม่เป็นท่าแล้วได้แต่เงียบไป บอกตามตรงนางก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดไก่ เป็ด ห่าน ในพื้นที่มิตินี้ถึงได้ตามไล่พี่เจ็ดตลอด ทั้งที่นางจำได้ว่าพี่เจ็ดของนางไม่น่าจะมีเรื่องบาดหมางกับพวกมัน

   

   “พี่เจ็ด ท่านถือไหเหล้านี้ไหวหรือไม่” เล่อเหนียงชี้ไปที่ไหเหล้าที่สูงเท่าน่องนางแล้วถาม

   

   หงอวี่มองตามที่นางชี้จุดแล้วมุมปากก็เริ่มกระตุก “น้องสาวเจ้าคิดว่าอย่างไร” หงอวี่ถามด้วยเสียงเรียบๆ

   

   “เอ่อ...ก็คงจะไม่ไหว”

   

   เล่อเหนียงเกาศีรษะ นางเพิ่งจะถามคำถามที่โง่ไปคำถามหนึ่ง เหล้าไหนี้มีน้ำหนักอย่างน้อยก็กว่าสามสิบชั่ง สภาพพี่เจ็ดตอนนี้ยกไม่ไหวแน่นอน

   

   “พี่เจ็ด ข้าจะให้ท่านออกไปก่อน แล้วท่านก็ไปเรียกคนมาช่วยนะ”

   

   “หา”

   

   หงอวี่ยังไม่ทันได้ตั้งตัวก็ถูกเล่อเหนียงสะบัดมือโยนออกไป ทันทีที่ออกมาก็หัวทิ่มลงขอบเตียง

   

   หงอวี่ไม่รู้จะเอ่ยเอื้อนอะไรออกมา เพราะรู้อยู่แล้วว่าเล่อเหนียงจะโยนเหล้าออกมา ไม่นานก็รีบลุกขึ้นวิ่งออกไป

   

   หงอวี่ไม่เสียชื่อคนที่รู้จักเล่อเหนียงดีที่สุด เขาเพิ่งจะลากฉินเหล่าเอ้อร์เข้ามา เห็นไหเหล้าตกลงมาอย่างมั่นคงที่ขอบเตียงเตา

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์และฉินเหล่าซานเบิกตาเล็กน้อย รีบวิ่งไปประคองไหเหล้าที่สั่นคลอนได้ทันที

   

   “เล่อเหนียงโยนของได้แย่จริงๆ ถ้าเรามาช้ากว่านี้อีกสักนิด เหล้าคงหกหมดแล้ว”

   

   คำพูดของฉินเหล่าเอ้อร์เพิ่งจบก็เห็นเล่อเหนียงโผล่ออกมา นางเห็นไหเหล้าที่ขอบเตียงเตาแล้ว ก็ก้มหน้าด้วยความละอาย

   

   “ลุงสอง ลุงสาม เรารีบยกเหล้าออกไปให้บิดาดื่มกันเถิด”

   

   เล่อเหนียงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาและกล่าวว่า “แต่ว่าข้าได้หมักเพื่อท่านพ่อโดยเฉพาะเลยนะ”

   

   ฉินเหล่าเอ้อร์และฉินเหล่าซานถอนหายใจออกมาพร้อมกัน จากนั้นทั้งสองคนช่วยกันยกไหเหล้าก็เดินออกไป

   

   “เหล่าเอ้อร์ เจ้าไปซื้อเหล้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” ฉินฟู่หลินซึ่งสายตาแหลมคมที่สุด ได้เห็นฉินเหล่าเอ้อร์และฉินเหล่าซานแบกเหล้าออกมาในทันที

   

   “ไม่ใช่ของที่ซื้อมาหรอกนะ เหล้าพวกนี้ข้าหมักเอง” ฉินเหล่าเอ้อร์กล่าวด้วยรอยยิ้ม

   

   งานนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ฉินฟู่หลินที่ประหลาดใจ แม้กระทั่งพ่อเฒ่าจ้าวและคนอื่นก็แปลกใจอย่างยิ่ง

   

   “บ้านพวกเจ้าหมักเองจริงเหรอ”

   

   “พี่ชุนหลาน ท่านยังหมักเหล้าเป็นด้วยเหรอ”

   

   แม่เฒ่าฉินมองไปที่ไหเหล้าทันทีและก็รับรู้ได้ถึงฝีมือของเล่อเหนียง จึงทั้งไม่ปฏิเสธและไม่ยอมรับ

   

   “ดื่มเหล้ากันเถิด แล้วเหล้าของพวกข้ามีรสชาติเป็นอย่างไรบ้าง”

   

   พ่อเฒ่าจ้าวไม่อาจรอช้า เปิดฝาไหออกมาทันที กลิ่นหอมของเหล้าเข้มข้นทำให้คนที่ไม่ชอบดื่มเหล้ายังต้องกลืนน้ำลาย ไม่ต้องพูดถึงคนที่ดื่มเหล้าเลยทีเดียว เพราะตอนนี้ทุกคนต่างชะเง้อคอรอจนน้ำลายยืดแล้ว

   

   ฉินเหล่าซื่อก็เป็นผู้หนึ่งที่ชื่นชอบเหล้า เขาลุกขึ้นเป็นคนแรกแล้วรินเหล้าลงในถ้วยเล็กน้อย

   

   “อ๊ะ เหตุใดเหล้าจึงเป็นสีแดงล่ะ” ฉินเหล่าซื่อมองเหล้าในถ้วยแล้วเอ่ยอย่างสงสัย

   

   คนอื่นมุงเข้ามาดู “จริงด้วย เหตุใดเหล้าจึงเป็นสีแดง มันดื่มได้หรือไม่”

   

   “ไม่ต้องกังวล เป็นเหล้าที่หมักจากองุ่น มันจึงมีสีแดง” หงอวี่อธิบาย

   

   “องุ่นสามารถหมักเป็นเหล้าได้ด้วยหรือ” ทุกคนต่างตกตะลึง

   

   แม้พวกเขาจะเคยเห็นองุ่นป่าในภูเขา แต่ไม่มีใครกินผลไม้ชนิดนี้ เพราะรสชาติของมันเปรี้ยวมาก เปรี้ยวยิ่งกว่าผลซานจาเสียอีก

   

   ผลซานจาสามารถเก็บมากินได้ แต่สำหรับองุ่นป่า แม้แต่หมูก็ไม่แตะต้อง

   

   “แน่นอน เหล้านี้ทำจากองุ่นนั่นแหละ”

   

   หงอวี่กล่าวแต่ในใจเขาคิดในใจว่า แน่นอนว่าหมักได้ แต่ไม่ใช่องุ่นป่าบนภูเขาหรอก บนภูเขานั้นมีองุ่นป่าที่เปรี้ยวจนเกินบรรยาย อย่าว่าแต่จะกินเลย แค่เข้าไปใกล้ก็ได้กลิ่นเปรี้ยวนั้นแล้ว

   

   ฉินเหล่าซื่อจิบเข้าไปหนึ่งคำด้วยอย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อ เมื่อลิ้นสัมผัสกับเหล้ามีรสเปรี้ยวอมขม แต่ตอนหลังกลับตามมาด้วยความหวาน

   

   “อืม เหล้านี้พิเศษจริงๆนะ”

   

   เขาไม่ได้บอกว่าอร่อยมาก แต่กลับใช้คำว่าพิเศษ เพราะเขาเองก็ไม่รู้จะบรรยายเหล้าองุ่นนี้อย่างไร

   

   คนอื่นๆก็อยากลองบ้างเช่นกัน ความคิดเห็นของแต่ละคนแตกต่างกัน บางคนว่ารสเปรี้ยวอมขม แต่มีรสหวานตามมาในภายหลัง

   

   บางคนบอกว่าเมื่อดื่มเข้าไปแล้วรสชาติหวาน ชอบมากกว่าเหล้าชิงเคอ

   

   สรุปก็คือเหล้าองุ่นนี้อร่อยมาก

   

   “นี่คือเหล้าผลไม้ ไม่เพียงแต่ท่านอาสามารถดื่มได้ ท่านป้าทั้งหลายก็สามารถดื่มได้เช่นกัน” เล่อเหนียงพูดเสียงอ่อนหวาน

   

   พอได้ยินคำพูดของเล่อเหนียง บรรดาสตรีที่เริ่มสนใจอยู่แล้วก็ยื่นมือไปคว้าชามของสามีมาตนเอง แล้วลองดื่มสักนิด

   

   รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์นี้สามารถตรึงใจนางได้ในทันที

   

   พวกนางดื่มกันอย่างเต็มที่ยิ่งกว่าพวกผู้ชายเสียอีก เพียงแค่ฤทธิ์ที่ตามมาดูจะมีมากสักหน่อย เมื่อก่อนนั้นคือเหล่าสตรีที่คอยประคองสามีของพวกนางกลับบ้าน แต่วันนี้กลับกลายเป็นผู้ชายที่ทั้งแบกทั้งหามภรรยาของตัวเองกลับบ้าน

   

   ยังมีสตรีบางท่านที่ไม่ได้ดื่ม อย่างแม่เฒ่าฉีก็อยู่ช่วยเก็บโต๊ะเก้าอี้ให้เรียบร้อย

   

   “ท่านป้า เหล้าที่บ้านท่าน ข้าได้กลิ่นแล้วยังหอมอย่างเหลือเชื่อ เหตุใดไม่เอาไปขายล่ะ” หลี่กุ้ยฮวาถามด้วยความสงสัย

   

   “เหล้านี้หากเอาไปขายย่อมได้รับความนิยมอย่างแน่นอน”

   

   แม่เฒ่าฉีรีบแก้ต่าง “ฮูหยินผู้ฒ่าโปรดอย่าถือสา ลูกสะใภ้ของข้ามาจากครอบครัวที่ทำเหล้า นางจึงมีความรู้เรื่องเหล้าอยู่บ้าง ข้าหวังว่าท่านหญิงจะไม่ถือสาที่นางพูดมาก”

   

   แม่เฒ่าฉินส่ายศีรษะ “ข้าไม่ได้ถือสา พวกเราก็เคยคิดอยู่เหมือนกันว่าจะเอาเหล้าไปขาย แต่เหล้าพวกนี้ทำมาจากองุ่นป่าจากมีที่แล้ว มีไม่มากนัก เลยหมักไว้เพียงไหเดียว เพื่อเก็บไว้ให้เหล่าซื่อกลับมาดื่ม”

   

   “หากปีนี้องุ่นออกเยอะ ข้าก็คงจะหมักเหล้าไปขายอยู่ดี ท้ายที่สุดแล้วใครบ้างที่ไม่รักเงิน”

   

   เหล้าเป็นของเล่อเหนียงที่นำออกมา แต่ด้วยความที่แม่เฒ่าฉินรู้จักหลานสาวดี นางจึงมั่นใจว่าเด็กสาวผู้นี้ต้องมีแผนการใหญ่ในใจแน่นอน

   

   และจริงดังคาดเมื่อเล่อเหนียงกลับมาก็ถามว่า “ท่านย่า ท่านคิดว่าเหล้าของเราจะขายได้เท่าไหร่ต่อหนึ่งชั่ง”



 บทที่ 418: การจากลาเพื่อการพบกันครั้งต่อไป



   “เอาล่ะ หลานรัก เรื่องนี้เอาไว้ค่อยว่ากันดีหรือไม่”


   แม่เฒ่าฉินมองเล่อเหนียงด้วยความอ่อนใจ นางรู้ดีว่าเล่อเหนียงจะต้องอยากได้เงินแน่ๆ


   “ท่านย่า เล่อเหนียงยังมีอีกเยอะนะเจ้าคะ”


   ขณะกำลังพูดก็ได้ยินเสียงเคาะประตู


   “ท่านแม่ ท่านนอนหรือยัง”


   แม่เฒ่าฉินได้ยินเสียงของฉินเหล่าซื่อจึงเปิดประตูด้วยความสงสัย “เหล่าซื่อ เหตุใดเจ้ากับเฉิงอันไม่อยู่กับภรรยา มาหาข้าถึงที่นี่มีอะไรงั้นหรือ”


   ฉินเหล่าซื่อและฉินเฉิงอันเข้ามาพร้อมคุกเข่าลงกับพื้น “ท่านแม่ พรุ่งนี้พวกเราจะต้องไปแล้ว”


   แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้น ร่างกายก็เซไปเล็กน้อย “เหตุใดจึงกระทันหันเช่นนี้”


   “เพิ่งกลับมาก็ต้องไปแล้วหรือ ไม่อยู่ต่ออีกสักสองสามวันหรือ”


   ฉินเหล่าซื่อบอกเจตนาที่กลับมาแก่แม่เฒ่าฉิน


   “ท่านแม่ โรคนี้มันเกิดขึ้นอย่างแปลกประหลาด อาจารย์อาไม่มีความมั่นใจ จึงสั่งให้พวกข้ากลับมาเพื่อขอให้หมอหลี่อันไปช่วย”


   เมื่อแม่เฒ่าฉินได้ยินก็เงียบลง นางรู้ว่าเหตุที่พวกเขากลับมาครานี้ต้องมีเหตุผลสำคัญ เพราะหากบอกว่ากลับมาเพราะพักผ่อนคงเป็นไปไม่ได้


   “เหล่าเอ้อร์ ไปเชิญหมอหลี่อันมาที” แม่เฒ่าฉินกล่าวเสียงดัง


   ฉินเหล่าซื่อและฉินเฉิงอันตกใจและหันกลับไปมอง ด้านหลังเต็มไปด้วยผู้คนที่เบียดเสียดอยู่ข้างนอก สวี่ซิ่วอิงมองมาทางเขาด้วยดวงตาเอ่อคลอไปด้วยน้ำตา


   หัวใจของฉินเหล่าซื่อบีบแน่น เขายังไม่ได้บอกสวี่ซิ่วอิงถึงเรื่องนี้


   เขาไม่รู้จะเริ่มอย่างไร


   “เหล่าซื่อ เจ้าคุยกับท่านแม่ต่อเถอะ ข้าจะไปเตรียมของให้เจ้า” สวี่ซิ่วอิงเช็ดน้ำตาแล้วหมุนตัวเดินออกไป


   “ซิ่วอิง ข้าจะไปช่วยเจ้า” สือไห่ถังเอ่ยและเดินตามออกไปด้วย


   หลิวซิ่วเถามองฉินเฉิงอันสองครั้ง นางลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินจากไป


   เรื่องนี้เฉิงอันได้บอกนางมาก่อนแล้ว นางจึงยังพอทำใจยอมรับได้


   นางยังสนับสนุนและเข้าใจเฉิงอัน เพราะรู้ดีว่าเขาต้องการอนาคตที่มั่นคง ไม่ว่าจะเพื่อตัวเขาเองหรือเพื่อลูกชาย เขาก็ต้องพยายามทั้งนั้น


   “เอาล่ะ พวกเจ้าลุกขึ้นเถิด ตอนที่ข้าสนับสนุนพวกเจ้าให้เดินเส้นสายนี้ ข้าก็เตรียมใจไว้แล้วสำหรับผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุด”


   “พวกเจ้าไปบอกอาการของโรคนั้นให้หมอหลี่อันทราบ เพราะบางทีหมอหลี่อันอาจมีวิธีรักษาที่ดี”


   ฉินทั้งสี่และฉินเฉิงอันก้มศีรษะคำนับนาง แล้วรีบเดินออกไป


   หมอหลี่รออยู่หน้าประตูอยู่แล้ว


   “ไปที่ห้องข้า!”


   ฉินเหล่าเอ้อร์และฉินเหล่าซานสบตากันก่อนจะเดินไปทางบ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อที่อยู่ข้างๆ


   เหล่าซื่อบอกว่าเขาจะต้องออกเดินทางภายในวันพรุ่งนี้ เพราะฉะนั้นก็ต้องเป็นวันพรุ่งนี้ พวกนางก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้บ้าง นอกจากไปเตรียมอาหารแห้งเพื่อให้พวกเขาได้กินระหว่างเดินทาง


   สือไห่ถังเองก็กำลังยุ่งอยู่ในครัว นางเตรียมจะทำเนื้อเค็มและเนื้อแดดเดี่ยวให้พวกเขาได้ติดตัวไปกินระหว่างทาง


   เดิมทีนางจะทำเนื้อแดดเดียว แต่เนื่องจากเวลาจำกัด และที่บ้านก็ไม่มีเนื้อหมูเหลือแล้ว


   สือไห่ถังไม่รีรอจึงไปเคาะประตูบ้านของฉินฟู่หลิน เมื่อฉินฟู่หลินได้ฟังก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง หยิบเงินที่สือไห่ถังให้ไว้ ดึงลูกชายออกมาจากเตียง แล้วเรียกเอ้อร์จู้ให้เตรียมเกวียนมุ่งหน้าไปที่หมู่บ้านตระกูลหวง


   เถ้าแก่หวงมีความสัมพันธ์ที่ดีกับหมู่บ้านตระกูลฉิน โดยเฉพาะครอบครัวแม่เฒ่าฉิน เรียกได้ว่าเป็นลูกค้ารายใหญ่ของเขา


   เมื่อได้ยินว่าเป็นคนจากบ้านตระกูลฉินที่ต้องการเนื้อหมู เขาก็ไม่รอช้าดึงหมูมาหนึ่งตัวและลงมือเชือดทันที


   เนื่องจากสือไห่ถังบอกว่าจะซื้อหมูทั้งตัว เถ้าแก่หวงจึงแค่ช่วยเอาเลือดออก ผ่าท้องแล้วก็ให้พวกเขาลากกลับไป


   ส่วนเรื่องเครื่องในต่างๆ เถ้าแก่หวงไม่ได้จัดการมาก เพียงแค่ช่วยล้างลำไส้ใหญ่ให้เท่านั้น


   สือไห่ถังอาศัยโอกาสที่หมูยังมาไม่ถึง ไปหาขอเครื่องปรุงจากเล่อเหนียงและตอนนี้ก็กำลังแช่ในน้ำอุ่น


   นอกจากนั้นนางยังไปเคาะประตูบ้านของแม่เถียหนิว เพื่อขอให้มาช่วยเตรียมเสบียงเช่นซาลาเปา


   เดิมทีหลิวซิ่วเถาต้องการจะช่วย แต่กลับถูกสือไห่ถังไล่ออกไป ฉินเฉิงอันจะต้องเดินทางในวันพรุ่งนี้ นางจึงควรใช้เวลานี้อยู่กับสามี


   “เจ้าทั้งสองจงสารภาพมาเถอะ กลับมาครั้งนี้เพียงเพราะวิธีรักษาโรคหรือ”


   หลี่อันมองพวกฉินเหล่าซื่อด้วยสายตาที่เปล่งประกาย “ระหว่างทางกลับมาพวกเจ้าไม่ได้เจออันตรายเลยหรือ”


   “ไม่มีใครตามพวกเจ้ามาหรือ”


   ฉินเหล่าซื่อนึกถึงเรื่องบ้าๆที่พบเจอระหว่างทางกลับมาแล้วยิ้ม “ก็มีบ้าง แต่มันแค่เป็นการล้อเล่นของฮั่นหลิน นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไร ทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี!”


   ฉินเหล่าซื่อเลือกที่พูดถึงเรื่องที่ไม่สำคัญไปบ้าง ส่วนเรื่องนั้นเขาไม่มีทางจะพูดออกมาให้ได้ การพูดออกไปก็เพียงแต่ทำให้ครอบครัวรู้สึกกังวลมากขึ้นเท่านั้น


   ในเมื่อพวกเขารอดชีวิตกลับมาได้ก็ถือว่าเป็นเมตตาของสวรรค์แล้ว และพวกเขาก็ไม่จำเป็นให้ครอบครัวต้องรู้สึกหวาดกลัวไปด้วย


   “เฉิงอัน เป็นเรื่องจริงหรือไม่” หลี่อันมองไปฉินเฉิงอัน


   ฉินเหล่าซื่อเจ้าจิ้งจอกน้อยคนนี้ แม้ปากจะพูดมากมาย แต่สิ่งที่ทำกลับตรงกันข้าม ดังนั้นเรื่องนี้ต้องถามจากเฉิงอัน


   “หมอหลี่สิ่งที่พี่สี่พูดนั้นเป็นความจริง หากเกิดเรื่องกับพวกเราจริง ไยเราจึงยังยืนอยู่ตรงนี้ได้โดยไม่มีบาดแผล”


   แม้ฉินเฉิงอันจะพยายามแก้ไขสถานการณ์ หลี่อันก็รู้สึกคลายความสงสัยลงไปบ้าง


   หลี่อันรู้สึกฉินเฉิงอันเด็กคนนี้ดี เป็นคนซื่อสัตย์และอยู่ในกรอบ คงไม่พูดโกหก ดังนั้นสิ่งที่เขาพูดคงเป็นความจริง


   หลี่อันคิดอยู่ในใจ โดยไม่ได้สังเกตเห็นว่าฉินเฉิงอันกำลังกำหมัดแน่น แม้แต่เหงื่อบางๆยังผุดขึ้นที่หน้าผาก


   “โรคที่เจ้าว่ามันแพร่ไปยังผู้อื่นได้หรือไม่”


   ฉินเหล่าซื่อตอบว่า “ใช่แล้ว ไข้สูงและติดต่อจากคนสู้คน แต่ทว่าอาจารย์กลับคิดว่าไม่ใช่โรคร้าย เฉกเช่นไข้ร้อน”


   “โรคที่เป็นอยู่นั้นมีอาการอื่นอีกหรือไม่”


   หลี่อันขมวดคิ้วถามว่า “เช่น เกิดตุ่มน้ำหรือบวมแดงอะไรทำนองนั้น”


   ฉินเหล่าซื่อส่ายหน้า “ข้าไม่เห็นว่ามีตุ่มน้ำเกิดขึ้น”


   “เฉิงอัน ข้าจำได้ว่าที่เจ้าก็มีคนติดเชื้อ เจ้าพบอาการอื่นหรือไม่”


   ฉินเฉิงอันก็ส่ายหน้า “ไม่มี ตอนที่พบอาการอาจารย์ก็แยกเขาออกไปแล้ว ข้าเลยไม่ได้เห็น แต่ข้าเห็นว่ามีคนอาเจียนเป็นเลือด”


   “อืม ข้ารู้แล้ว พวกเจ้าสองคนกลับไปอยู่กับภรรยาเถิด ไหนๆก็กลับมาแล้ว อย่าทำให้คนอื่นน้อยใจ ข้าจะค้นตำราโบราณดู” หลี่อันโบกมือให้พวกเขาออกไป


   ขณะนั้นเล่อเหนียงกำลังเดินเล่นอยู่ในพื้นที่มิติ นางไม่รู้ว่าไข้ร้อนคืออะไร แต่ขำได้ว่านางมีตำรับยาสำหรับโรคระบาด


   โรคระบาดก็เป็นโรคติดต่อเช่นกัน มีไข้สูงไม่ลดลง บางทีอาจใช้ยาสำหรับรักษาโรคนี้ได้


   นอกจากนี้นางยังหาเอายาปฏิชีวนะออกมามากมาย ไม่ว่าเป็นโรคอะไร ก่อนอื่นให้ฉีดยาปฏิชีวนะเขาไปก่อนค่อยว่ากัน นอกจากยาปฏิชีวนะที่นางหามาได้แล้ว นางยังหายาเสริมสร้างร่างกายมาอีกด้วย


   นอกจากนี้ยังมียาป้องกันโรคต่างๆ เช่น ยาน้ำป้องกันไวรัสประเภทต่างๆ


   ไม่ทันรู้ตัวยาเหล่านั้นก็กองเป็นพะเนิน เล่อเหนียงมองดูยาที่กองเต็มพื้น พลันครุ่นคิดบางอย่าง


   ยานั้นนางมีอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือจะนำไปได้อย่างไร


   เมื่อนางมองอยู่ครู่หนึ่ง นางก็ตัดสินใจได้อย่างน่าตกใจ!



 บทที่ 419: เจ้าคือแก้วตาดวงใจของท่านย่า


   

   ไม่นานนักฉินฟู่หลินและลูกชายก็ลากหมูเข้ามาในหมู่บ้าน เสียงรถม้าทำให้ชาวบ้านที่หลับไปแล้วตื่นขึ้นมา พวกเขาต่างลุกขึ้นถือคบไฟออกมาเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น

   

   พวกเขารู้ว่าฉินเหล่าซื่อและฉินเฉิงอันจะออกเดินทางในวันพรุ่งนี้ จึงพากันสวมเสื้อแล้วออกมาช่วยทำงาน

   

   สือไห่ถังบอกให้ฉินไห่เยี่ยนหั่นเนื้อเป็นชิ้นยาวขนาดเท่านิ้วมือ แล้วนำไปหมักกับเกลือและสมุนไพรบางชนิด จากนั้นก็สับเนื้อส่วนมันเป็นชิ้นเล็กๆ ก่อนจะนำไปต้มพร้อมเครื่องปรุ่ง

   

   แม่เถียหนิวเตรียมแป้งไว้สำหรับการนึ่ง

   

   แต่แล้วสือไห่ถังก็เกิดความคิดใหม่ขึ้น จึงเทน้ำมันพืชครึ่งกระป๋องลงไปทำเป็นแป้งทอด

   

   หมูที่เพิ่งซื้อกลับมายังไม่ได้ทำความสะอาดฉิน ฟู่หลินกับชายหนุ่มในหมู่บ้านร่วมกันช่วยกันแยกกระดูกและเนื้อ

   

   สำหรับไส้หมูหัวหน้าหมู่บ้าน ภรรยาและหญิงชราช่วยกันไปล้างที่แม่น้ำ

   

   ส่วนเอ้อร์จู้ก็ไปตัดไม้และไม่ไผ่เป็นกองใหญ่กลับมา พวกเขารู้ว่าสือไห่ถังต้องการทำเนื้อแห้ง แม้ว่าพวกเขาไม่เคยเห็นว่าเนื้อแห้งมีลักษณะเป็นอย่างไร

   

   แต่ว่าฝีมือของสือไห่ถังนั้น พวกเขาต่างรู้กันดีอยู่แล้ว จึงได้แต่ทำตามคำสั่ง

   

   เนื้อถูกหมักเป็นเวลาครึ่งชั่วยาม จากนั้นจึงเริ่มการทำเนื้อแห้ง การทำเนื้อแห้งเป็นเรื่องยุ่งยาก สือไห่ถังจึงทำให้มากขึ้น โดยตัดเนื้อจากหมูทั้งตัวลงมา

   

   นอกจากจะทำเป็นเสบียงสำหรับเหล่าซื่อและฉินเฉิงอันแล้ว เด็กๆที่บ้านก็อยากลิ้มลองรสชาติของมันเช่นกัน และพรุ่งนี้ลิ่งอวี่จะต้องกลับไปสำนักศึกแล้ว และจะกลับบ้านมาอีกครั้งเดือนหน้า นางเลยทำมากขึ้นเพื่อให้พวกเขาติดตัวไปด้วย

   

   สือไห่ถังนำเนื้อมาเสียบกับไม้ไผ่ แล้วค่อยๆย่างให้แห้ง

   

   คนอื่นเห็นก็เริ่มเลียนแบบ เนื้อหมูที่หั่นไว้ถูกเสียบเรียบร้อยทั้งหมด ครอบครัวชาวนาต่างไม่ค่อยได้หยุดปีนต้นไม้หรือลงน้ำจับปลาเพื่อย่าง ยกเว้นคนเชี่ยวชาญในเรื่องการย่างเนื้อ

   

   โดยเฉพาะชาวหนุ่มสาวในบ้าน ดังนั้นการย่างเนื้อเรื่องนี้ให้เป็นหน้าที่ของชายหนุ่มในหมู่บ้าน

   

   เมื่อเห็นว่าจัดการทุกสิ่งเรียบร้อยแล้ว เหลือก็เพียงแต่แต่ย่างเนื้อ สือไห่ถังจึงบอกให้บรรดาหญิงสาวที่มาช่วยงานกลับไปพักผ่อน

   

   ไม่กี่อึดใจบรรดาหญิงสาวเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่าดูเหมือนใกล้เสร็จแล้ว จึงพากันกลับไปพักผ่อน

   

   เหลือเพียงฉินฟู่หลิน เอ้อร์จู้ เถี่ยจู้ และฉินไห่เยี่ยน กลุ่มชายหนุ่มไม่กี่คนที่อยู่กัน พวกเขากินเนื้อย่างพลางพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน

   

   สือไห่ถังไม่รอช้าจึงฉวยโอกาสระหว่างที่น้ำมันยังร้อน ใส่ถั่วลิสงหนึ่งกำมือลงไปทอด เมื่อทอดเสร็จแล้วก็ตักออกมา โรยเกลือเข้าไปเล็กน้อย แล้วนำเหล้าออกมาให้พวกเขาดื่ม

   

   แน่นอนว่าพวกฉินฟู่หลินไม่เกรงใจ และกินดื่มกันตามใจชอบ

   

   พวกเขาดื่มเหล้าก็จริง แต่ไม่ได้ลืมเรื่องสำคัญ ทำให้เนื้อย่างนั้นกรอบเล็กน้อย แต่ไม่มีรสไหม้ติดปาก

   

   สือไห่ถังนำเนื้อที่แห้งดีแล้วไปเข้าหม้อนึ่งอีกรอบ เมื่อทำเสร็จแล้วก็นำออกมาไว้ในลานเพื่อให้เย็น

   

   พวกเขาทำงานกันเกือบทั้งคืนกว่าจะเสร็จ

   

   สือไห่ถังตบหลังข้างเดินกลับไปยังห้องพักแล้วหลับอย่างรวดเร็ว

   

   ทุกบ้านต่างดับไฟกันหมดแล้ว แต่ห้องของฉินเหล่าซื่อยังคงสว่างไสว

   

   สวี่ซิ่วอิงซบอยู่ในอ้อมอกของฉินเหล่าซื่อ ดวงตาไม่ละสายตาจากเขา

   

   “ภรรยา ข้ารู้ว่าข้าผิดที่ไม่ได้ดูแลเจ้าให้ดี รอจนสงครามจบ ข้าจะกลับมาดูแลเจ้าให้ดี ดีหรือไม่”

   

   ฉินเหล่าซื่อเอ่ยด้วยความรู้สึกสงสาร “ตอนนั้นเราจะอยู่ที่หมู่บ้านตระกูลฉินเลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด รอจนลูกชายแต่ละคนแต่งงานมีลูกแล้ว เราจะพาหลานๆไปเก็บไข่นก ไปจับปลาในแม่น้ำ ดีหรือไม่”

   

   สวี่ซิ่วอิงได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะออกมาเบาๆ “ถ้าเราทำเช่นนั้นได้ก็คงจะดี”

   

   “ข้ากลัวว่าจะเป็นเรื่องยากน่ะ”

   

   ฉินเหล่าซื่อรู้ดีว่าสวี่ซิ่วอิงหมายถึงอะไร แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแค่กอดนางเอาไว้แน่น

   

   เวลาผ่านไปนาน สวี่ซิ่วอิงเอ่ยเสียงเบา “เจ้ารู้สึกเสียใจหรือไม่”

   

   “เสียใจที่รับเสี่ยวชีกลับมาน่ะหรือ”

   

   ฉินเหล่าซื่อก้มลงจูบภรรยา “ไม่เลย!”

   

   กล่าวตามตรง ตอนที่เขารู้ถึงสถานะของเด็กคนนั้น เขาก็อดกังวลไม่ได้

   

   กังวลว่าเราอาจจะไม่สามารถปกป้องเขาได้ และกังวลว่าตระกูลของเราจะนำภัยมา แต่สิ่งเดียวที่ข้าไม่เคยเสียใจเลยก็คือการรับเขามาเลี้ยง

   

   เขาเป็นเด็กที่ข้าพบเจอและพากลับมา ตอนนี้หงอวี่ถือว่าเป็นลูกชายของเขา ไม่ว่าในอนาคตจะเป็นเช่นไร แต่ตอนนี้เขาไม่รู้สึกเสียใจเลยสักนิด

   

   สวี่ซิ่วอิงพยักหน้าและเงียบไปนาน

   

   รุ่งเช้าวันต่อมาทุกคนในตระกูลฉินตื่นเช้ากว่าปกติโดยไม่ต้องรอไก่ขัน โดยเฉพาะแม่เฒ่าฉิน เมื่อมองเห็นใต้ตาดำคล้ำของนาง ก็รู้ได้ทันทีว่านางไม่ได้นินลอดทั้งคืน

   

   ตอนฉินเหล่าซื่อและฉินเฉิงอันตื่นขึ้น แม่เฒ่าฉินจัดข้าวของให้พวกเขาเรียบร้อยแล้ว

   

   “เหล่าซื่อ พวกนี้เป็นเสบียงแห้งและเนื้อแห้งที่ทำไว้ตั้งแต่เมื่อคืน เจ้าสามารถกินได้ระหว่างทาง”

   

   “สว่นนี่ต่อเงิน สำหรับใช้ในกรณีฉุกเฉินระหว่างทาง”

   

   แม่เฒ่าฉินกล่าวจบก็หยิบตำราโบราณเล่มเหลืองซีดออกมาจากห่อผ้าของเธอ “นี่คือตำราที่ท่านตาและเหล่าอาจารย์ของพวกเจ้าร่วมกันเขียน พวกเจ้าควรนำมันไปให้ศิษย์น้องโซ่วเซิง เขาจะสามารถอ่านมันได้”

   

   ฉินเหล่าซื่อรับตำราโบราณนั้นมาแล้วห่อด้วยกระดาษมัน จากนั้นเก็บไว้ในถุงผ้าของตัวเอง “ท่านแม่ ท่านมั่นใจได้ ข้าจะดูแลตัวเองเป็นอย่างดี”

   

   หลี่อันถือห่อผ้าใบเล็กๆ เดินออกมาแล้วกล่าวว่า “ไปเถอะ รีบไปรีบกลับ”

   

   พวกเขากำลังเตรียมตัวจะออกเดินทาง เล่อเหนียงก็สะพายห่อผ้าใบเล็กๆ เดินออกมาด้วย

   

   “เล่อเหนียง สิ่งนี่คืออะไรหรือ เป็นของฝากให้พ่อหรือเปล่า"

   

   ฉินเหล่าซื่ออุ้มเล่อเหนียงขึ้นมา แล้วหอมแก้มนางพลางถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

   

   เล่อเหนียงส่ายหัวพลางตอบว่า “ท่านพ่อ ข้าจะไปกับพวกท่านด้วย”

   

   เปรี้ยง!

   

   คำพูดของเล่อเหนียงนั้นดั่งสายฟ้าฟาดลงมากลางใจของแม่เฒ่าฉิน

   

   “ไม่ได้!”

   

   แม่เฒ่าฉินได้สติกลับมาเป็นคนแรก นางรีบเอ่ยคัดค้านทันที

   

   “เล่อเหนียง พ่อของเจ้าไม่ได้ไปเที่ยวเล่นบนภูเขานะ สถานที่ที่เขาไปอาจจะเกิดอันตรายถึงชีวิตได้ พวกเราอย่าดื้อดึงเเลยดีหรือไม่”

   

   แม่เฒ่าฉิน กล่าวพลางยื่นมือออกไปหมายจะอุ้มเล่อเหนียง หากแต่ก็ไม่สำเร็จ

   

   เล่อเหนียงกอดคอฉินเหล่าซื่อแน่นแล้วกล่าวว่า “ท่านย่า ข้าไม่ได้ซน ข้าไม่อยากให้ท่านพ่อเกิดเรื่อง!"

   

   “แม้ข้าไม่ทราบว่าโรคนี้มีการแพร่เชื้อหรือไม่ แต่การมีท่านพ่ออยู่ที่นี่ ย่อมทำให้มีความเสี่ยงมากขึ้น ข้าไม่อาจขาดท่านพ่อไปได้ ดังนั้นข้าจึงต้องไป!”

   

   แม่เฒ่าฉินแทบจะร้องไห้ “แต่เจ้าคิดบ้างหรือไม่ หากเจ้าเป็นอะไรไป ย่าและแม่เจ้าจะอยู่กันอย่างไร”

   

   เล่อเหนียงมองไปยังแม่ที่กำลังปาดน้ำตาแต่ไม่ได้กล่าวสิ่งใด นางดิ้นออกจากอ้อมอกของฉินเหล่าซื่อวิ่งไปกอดขาของสวี่ซิ่วอิง

   

   “ท่านแม่ ท่านจะยอมให้ลูกไปใช่หรือไม่”

   

   เล่อเหนียงชูนิ้วขึ้นไปยังพระอาทิตย์ด้านบน “ลูกสัญญากับท่าน ว่าจะไม่เกิดเรื่องอะไรแน่นอน!”

   

   สวี่ซิ่วอิงมิได้กล่าวสิ่งใด ตามหลักแล้วเด็กอายุแค่นี้ไม่สมควรไป

   

   แต่ลูกสาวของนางเกิดมาไม่ใช่คนธรรมดา ความสามารถของนางนั้นยากที่จะเปรียบเทียบได้ และบางทีนางอาจหาทางออกได้จริงๆ

   

   “ท่านย่า เล่อเหนียงขอร้องเถิด ให้เล่อเหนียงไปนะ ขอรับรองว่าจะกลับมาภายในสองเดือน จะได้หรือไม่”

   

   เมื่อเห็นว่าท่านแม่ไม่พูดจาเล่อเหนียงก็วิ่งเข้าไปกอดขาของแม่เฒ่าฉิน

   

   แม่เฒ่าฉินน้ำตาคลอเบ้าปฏิเสธ “ไม่ได้หรอกเล่อเหนียง ย่าเป็นคนเห็นแก่ตัวมาก ไม่สนใจคนอื่นจะเป็นอย่างไร แต่เล่อเหนียง เจ้าเป็นดวงใจของย่านะ”

   

   นางเพิ่งพูดจบก็เห็นหงอวี่แบกห่อผ้าไว้ที่หลังด้วย!



 บทที่ 420: ไม่สำเร็จ


   

   “เสี่ยวชี เจ้าทำอะไรน่ะ” แม่เฒ่าฉินมองหงอวี่ด้วยความสงสัย

   

   หงอวี่สะพายห่อผ้าขึ้นบ่า “ไปชายแดน!”

   

   “น้องสาวไปที่ไหนข้าก็ไปที่นั้น!”

   

   “ว่าอย่างไรนะ”

   

   พวกแม่เฒ่าฉินตกใจ “ไม่ได้! ไม่ว่าใครก็ไปไม่ได้!”

   

   เดิมทีพวกเขายังลังเลที่จะให้เล่อเหนียงตามไปที่ชายแดนพร้อมกับหลี่อัน แต่ตอนนี้มีหงอวี่อีกคน พวกเขาจะไม่ยอมเป็นอันขาด

   

   เล่อเหนียงไปคนเดียว หลี่อันกับเหลียวเฉินสองคนนั้นยังพอปกป้องนางได้

   

   แต่หงอวี่ไม่ได้ เจ้าเด็กคนนี้ไปไหน เท้าพวกเราก็เหมือนเหยียบความตายไปแล้วครึ่งหนึ่ง

   

   “เหล่าซื่อ พวกเจ้ารีบไปซะ!”แม่เฒ่าฉินดึงห่อผ้าเล่อเหนียงและหงอวี่ไว้ พยายามลากสองเด็กน้อยกลับมา

   

   “พี่เจ็ด ท่านทำอะไรน่ะ” เล่อเหนียงมองพี่เจ็ดอย่างหมดคำพูด

   

   นางเกือบจะทำสำเร็จอยู่แล้ว แต่ตอนนี้กลับต้องพ่ายแพ้เพราะคนคนนี้ แต่กลับโดนท่านย่าขวางเอาไว้

   

   “น้องสาว ข้าไม่สบายใจที่จะให้เจ้าไปคนเดียว พวกเขาน่ากลัวเกินไป ข้าสามารถปกป้องเจ้าได้”

   

   เล่อเหนียงมองเขาตาขวาง ท่านจะช่วยอะไรข้าได้ ถ้าไม่ใช่เพราะท่าน ข้าจะไม่ได้พบอันตรายอะไรเลย”

   

   “ท่านพ่อ พวกท่านรอสักครู่”

   

   เล่อเหนียงเห็นว่าตนเองคงไปไม่ได้แล้วจึงวิ่งกลับห้อง หยิบถุงยาขนาดใหญ่ออกมา

   

   “ยาพวกนี้ข้าได้ทำเครื่องหมายไว้แล้ว สีแดงคือยาแก้ไข้ สีดำคือยาแก้อักเสบ ส่วนที่ไม่มีเครื่องหมายคือยาป้องกัน กินวันละสองเม็ดก็พอ”

   

   “ส่วนขวดใหญ่เป็นยาป้องกันแบบดื่ม กินสองช้อน"

   

   เพื่อความไม่ประมาท เล่อเหนียงจึงเตรียมการสองชั้น ยาทั้งหมดถูกบรรจุลงในน้ำเต้าที่ไม่น่าเป็นที่สงสัยสำหรับยุคนี้ หากนางสามารถตามไปได้ก็ดี เท่ากับว่าจะมีพื้นมิติติดตัวไปด้วย

   

   แต่หากไม่สามารถไปได้ก็เพียงแค่นำน้ำเต้าออกมาจะได้ไม่เป็นที่สังเกตนัก แต่น้ำยานั่นเมื่อโดนอากาศแล้วจะเก็บได้ไม่นาน เพราะฉะนั้นหากไม่มีอะไรก็กินแค่สองช้อนก็พอแล้ว

   

   หลังจากหยุดไปครู่หนึ่งเล่อเหนียงก็หยิบกระดาษสีเหลืองซีดๆออกมาจาก อก ส่งให้ให้หลี่อันด้วยท่าทางจริงจัง “ปู่หลี่อันนี่คือยารักษาโรคระบาด ข้าต้องอธิษฐานอยู่นานกว่าจะได้มา หากท้ายที่สุดแล้วยาทั้งหมดใช้การไม่ได้ก็ลองใช้สูตรนี้ดูเถิด”

   

   หลี่อันรับกระดาษใบเก่ามา แค่ชำเลืองดูก็เบิกตากว้างขึ้นทันที

   

   “ดีจริงๆ เมื่อพวกเราชนะสงครามจะบอกให้ท่านอ๋องเจ็ดพระราชทานเงินให้เงินเจ้า เพื่อเจ้าได้ซื้อขนมหวานไว้กินเยอะๆ”

   

   หลี่อันลูบหัวของเล่อเหนียง สัญญากับนางด้วยความหนักแน่น

   

   เล่อเหนียงส่ายหัว “ปู่หลี่อัน ข้าไม่ต้องการเงิน ข้าหาเงินเองได้ ข้าเพียงต้องการให้ท่านกับท่านพ่อและท่านอากลับมาอย่างปลอดภัยก็พอแล้ว”

   

   หลี่อันเมื่อเห็นเด็กหญิงฉลาดเช่นนี้ น้ำตาของคนแก่อย่างเขาก็ซึมออกมา

   

   “ดีๆๆ ข้าสัญญากับเจ้าว่าข้าจะพาทุกคนกลับมาอย่างปลอดภัย"

   

   แสงตะวันเริ่มสาดส่องขึ้นมาพวกฉินเหล่าซื่อไม่สามารถล่าช้าต่อไป

   

   “ท่านแม่ ท่านโปรดวางใจ ข้าจะดูแลฮั่นหลิน เฉินอัน และตัวข้าเองให้ดี”

   

   ฉินเหล่าซื่อและฉินเฉิงอันคุกเข่าลงโขกศีรษะเสียงดัง ก่อนที่จะขี่ม้าออกจากหมู่บ้านโดยไม่หันหลังกลับมา

   

   แม้ว่าจะไม่ได้บอกชาวบ้านในหมู่บ้านถึงเวลาออกเดินทางที่แน่นอน แต่พวกชาวบ้านก็ยืนอยู่ที่หน้าประตูบ้านอย่างพร้อมเพรียง เพื่อส่งพวกเขาออกเดินทาง

   

   พวกเขาหมู่บ้านตระกูลฉิน ตอนนี้ต่างก็เป็นหนึ่งเดียวกันฉินเหล่าซื่อ หากพวกเขาสามารถกลับมาพร้อมชื่อเสียงและเกียรติยศได้ ทั้งหมู่บ้านก็จะได้รับชื่อเสียงด้วยเช่นกัน

   

   “พอแล้ว การแยกจากกันก็เพื่อการพบกันครั้งต่อไป อย่ายืนอยู่ตรงนี้ด้วยความเศร้ากันเลย พวกเราไปเก็บของเถอะ อีกประเดี๋ยวต้องไปส่งลิ่งอวี่พวกเขาไปสำนักศึกษาแล้ว”

   

   แม่เฒ่าฉินพูดพลางถือห่อผ้าของเด็กสองคนที่พยายามหนีออกจากบ้านกลับไปด้านใน

   

   เล่อเหนียงเดินตามหลังด้วยท่าทางหมดอาลัยตายอยาก

   

   “น้องสาว ข้าขอโทษ เจ้าอย่าโกรธเลยนะ ข้าแค่เป็นห่วงเจ้า”

   

   หงอวี่รู้ตัวว่าทำผิดไปแล้ว จึงไม่กล้าพูดอะไรมาก เล่อเหนียงก้าวไปหนึ่งก้าว เขาก็เดินตามไปอีกหนึ่งก้าว สุดท้ายเมื่อทนไม่ไหว เขาจึงต้องดึงเสื้อนางไว้พลางเ่อยขอโทษ

   

   “น้องสาว เจ้าหันมาคุยกับข้าหน่อย อย่าโกรธเลยนะ ได้หรือไม่ โกรธแล้วเดี๋ยวหน้าจะมีริ้วรอย”

   

   เล่อเหนียงได้ยินก็ตกใจทันที หันมาใช้หัวดันท้องหงอวี่ “ท่านต่างหากที่มีริ้วรอย!”

   

   “ข้าเนิดมางดงาม หน้าตาสดใสดังดอกไม้ ย่อมไม่มีวันมีริ้วรอย”

   

   เล่อเหนียงโกรธจนต้องเอาหัวชนท้องน้อยของหงอวี่

   

   นางโกรธจริงๆนะ ขนาดนางยังอายุไม่ทันครบสามขวบเลย แต่พี่เจ็ดที่น่ารำคาญมาบอกว่านางจะมีริ้วรอยได้

   

   ฮึม ยกโทษให้ไม่ได้จริงๆ

   

   “ก็ได้ ก็ได้ ข้าผิดเอง ข้ายอมมีริ้วรอยด้วยก็ได้” หงอวี่มองน้องสาวด้วยความเอ็นดู

   

   “ฮึ พี่เจ็ดนิสัยไม่ดี!”

   

   เมื่อเห็นเล่อเหนียงที่หน้าบูดบึ้ง หงอวี่เผยยิ้มเล็กน้อย เขารู้ว่าน้องสาวของเขาหายโกรธแล้ว

   

   “น้องรัก พวกเราไปส่งพี่ใหญ่ที่สำนักศึกษาดีหรือไม่ แล้วค่อยไปเที่ยวเล่นในเมืองดีหรือไม่”

   

   เมื่อเล่อเหนียงได้ยินดังนั้น ดวงตาก็เปล่งประกาย จริงด้วย นางเกือบลืมไปแล้วว่า วันนี้พี่ใหญ่ก็ต้องกลับสำนักศึกษา

   

   “เราไปด้วยกันเถอะ”

   

   เมื่อแม่เฒ่าฉินรู้ว่าเล่อเหนียงและหงอวี่ก็ต้องไปด้วยถึงกับหัวเราะทั้งน้ำตา เดิมทีคิดว่าทั้งสองคนนี้น่าจะงอนและจะไม่ตามไปด้วยแล้ว แต่พอหันกลับไปก็เห็นว่าเด็กสองคนนั้นดีกันแล้ว

   

   ลิ่งอวี่และพวกเขาเตรียมตัวอย่างง่ายๆ แล้วออกเดินทาง

   

   พวกเขายังต้องกลับมาทุกเดือน จึงไม่จำเป็นต้องเก็บของมากนัก แต่ครั้งนี้ได้นำเสื้อผ้าบางๆกลับมามากขึ้นหลายชุด ตอนนี้อากาศเช้าเย็นและร้อนในช่วงกลางวัน จึงเตรียมเสื้อผ้าเผื่อเอาไว้อย่างเพียงพอ

   

   ตลอดทางเล่อเหนียงดูตื่นเต้นเต็มไม่มีท่าทางเศร้าเหมือนก่อนหน้านี้เลย ทำให้พวกลิ่งอวี่ต้องหันมามองนางด้วยความสงสัยหลายครั้ง

   

   “ลุงหมิงเฟิง พาเล่อเหนียงไปภัตตาคารว่านฝูได้หรือไม่ ข้าจะไปหาพี่หลี่เฟย”

   

   “ได้สิ” หมิงเฟิงตอบในทันที

   

   นางมองดูใบหน้าของลิ่งอวี่และพี่ชายที่เหลือด้วยความสงบ หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวต่อว่า “ช่างเถอะ เล่อเหนียงต้องไปส่งพี่ใหญ่ที่สำนักศึกษาก่อน ก่อนกลับค่อยไปหาพี่หลี่เฟยก็ได้”

   

   ลิ่งอวี่เมื่อได้ฟังคำพูดของเล่อเหนียง ใบหน้าที่เดิมไม่มีความรู้สึกของเขาก็กลับปรากฏรอยยิ้มขึ้นมา

   

   “เหนียงเหนียงเจ้าอยากไปหาพี่หลี่เฟย ก็ไปเถิด ไม่จำเป็นต้องมาส่งข้าหรอก” ลิ่งอวี่ลูบหัวเล็กๆของเล่อเหนียงแล้วกล่าว

   

   “ถ้าอย่างนั้น ข้าจะไปจริงๆนะ” เล่อเหนียงกล่าวพร้อมกับกลอกตาไปมา

   

   ลิ่งอวี่ “...”

   

   เขาก็แค่พูดออกมาลอยๆ เหตุใดน้องสาวถึงจริงจังนักละ

   

   เล่อเหนียงมองดูพี่ชายที่หงุดหงิด แล้วก็หัวเราะคิกคักสองครั้ง ก่อนจะพุ่งเข้าหากอดเขาออดอ้อน

   

   ลิ่งอวี่และคนอื่นๆมาที่นี่แต่เช้า เมื่อลงจากรถม้าก็พบกับสหายร่วมชั้นเข้า

   

   “พี่ชายใหญ่ทั้งหลาย พวกเจ้ามีใครไปที่ร้านรับขนมมาบ้างหรือยัง” เล่อเหนียง โผล่หัวออกมาพร้อมกับโบกมืออย่างตื่นเต้น

   

   เด็กชายที่ยืนอยู่ตรงลานด้านนอกก็เป็นพวกที่เคยหยอกล้อเล่อเหนียง เมื่อเห็นเล่อเหนียงก็เดินเข้ามาด้วยความดีใจ

   

   “เจ้าเด็กอ้วน เจ้ามาส่งพี่ชายด้วยหรือ”



จบตอน

Comments