lucky kid ep421-430

  บทที่ 421: เดินเล่นจนเหนื่อย

   

   “ใช่แล้ว พี่ชายทั้งหลาย เชิญไปที่ร้านขนมของพวกเราเถิด ท่านลุงจะเพิ่งทำขนมเสร็จพอดี”

   

   เล่อเหนียงกระโดดลงจากรถ เรียกเหล่าสหายของลิ่งอวี่ไปยังร้านขนมหวานละมุน

   

   “เจ้าเด็กอ้วน เขาก็เป็นพี่เจ้าด้วยหรือ” ชายคนหนึ่งมองหงอวี่ที่สวมหน้ากากด้วยความสงสัย

   

   คนอื่นๆ ต่างจ้องมองหงอวี่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ปกติแล้วพวกเขาจะสวมหน้ากากเล่นกับเด็กๆในช่วงปีใหม่เท่านั้น เวลาปกติแทบไม่เคยสวมเลย

   

   ช่างน่าประหลาดใจดีแท้ เด็กชายตรงหน้านี้เหตุใดต้องสวมหน้ากากด้วย

   

   เล่อเหนียงหันไปมองหงอวี่แล้วพูดด้วยเสียงใสว่า “เขาเป็นพี่ที่ข้าชอบที่สุด เมื่อวานเราเดิมพันกันแล้วเขาแพ้ เลยต้องสวมหน้ากากสามวัน!”

   

   “พี่เจ็ด พวกเขาเป็นสหายของพี่ใหญ่ข้า” เล่อเหนียงแนะนำหงอวี่

   

   “คารวะทั้งหลาย” หงอวี่กล่าวทักทายด้วยท่าทีราบเรียบ

   

   เด็กชายเขาใจแล้วว่าเหตุใดเด็กคนนี้ถึงต้องใส่หน้ากาก และคิดว่าเป็นเพียงความสนุกสนานของเด็กๆ จึงไม่ได้สอบถามอะไรอีก

   

   เพราะความสนุกสนานเช่นนี้พวกเขาก็เล่นอยู่บ่อยๆ เพียงแต่ไม่ได้ไร้เดียงสาเพียงนั้น โดยปกติแล้วจะต้องเกี่ยวพันกับเงิน

   

   ลิ่งอวี่ช่วยฉินเหล่าซานขนขนมหวานของวันนี้ลงมาและวางบนชั้นวางเรียบร้อยแล้ว เพียงจัดวางเสร็จก็มีคนเข้ามาซื้อขนมหวานทันที

   

   “เถ้าแก่ เหตุใดเมื่อวานท่านไม่เปิดร้านล่ะ”

   

   สตรีผู้หนึ่งกำลังเลือกขนมหวานพร้อมกับยิ้มเศร้าๆ “ท่านรู้หรือไม่ว่า เมื่อวานลูกชายของข้างอแงตลอดทั้งวัน บอกว่าอยากจะกินขนมจากร้านของพวกท่าน ข้าเลยต้องมาถึงสามรอบ เดิมทีแค่คิดว่าท่านจะเปิดร้านช้าหน่อย ที่ไหนได้กลับไม่เปิดทั้งวันเลย”

   

   ฉินเหล่าซานยิ้มพลางกล่าวขอโทษ “เกิดเหตุการณ์กะทันหันขึ้นน่ะ ต้องขออภัยจริงๆขอรับ เมื่อวานมีธุระที่บ้านเลยหยุดพักไปหนึ่งวัน"

   

   “ข้าต้องขอโทษจริงๆ สิ่งนี่คือขนมหวานที่พวกข้าเพิ่งคิดขึ้นมา ให้ท่านลองชิมดูสักหน่อยเป็นอย่างไรบ้าง"

   

   “ไม่ต้อง ไม่ต้อง…” ปากจะบอกปฏิเสธ แต่แววตากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มและรับขนมที่ฉินเหล่าซานยื่นให้โดยไม่มีทีท่าปฏิเสธ

   

   ทางนี้ลิ่งอวี่ก็เพิ่งส่งลูกค้ารายหนึ่งไป

   

   “พี่ฉีชี พี่จ้าว เชิญเข้ามาลิ้มลองขนมหวานกันเสียหน่อยเถอะ” ลิ่งอวี่เอ่ยชวนสหายรวมชั้น

   

   “เด็กๆ อยากกินอะไรก็หยิบเองเลยนะ ข้าดูแลไม่ทั่วถึง” ฉินเหล่าซานกล่าวด้วยรอยยิ้ม

   

   มีเด็กชายหลายคนหยิบขนมชิ้นเล็กๆ จากชามทดลองชิมอย่างสุภาพ

   

   “ลุงสาม ก่อนหน้าบรรดาพี่ๆให้ของขวัญให้เล่อเหนียงทุกคน วันนี้เล่อเหนียงก็อยากมอบสิ่งของคืนให้พวกเขาบ้าง ท่านช่วยห่อขนมหวานให้เล่อเหนียงหน่อยได้หรือไม่” เล่อเหนียงกระซิบกับฉินเหล่าซาน

   

   ฉินเหล่าซานมองดูบรรดาเด็กชายที่ช่วยต้อนรับแขกด้วยรอยยิ้ม แล้วจึงหันไปห่อขนมหวานให้พวกเขา

   

   ช่วงสองวันที่ผ่านมาขนมหวานที่พวกข้าทำมีหลายประเภทอยู่ เขาจึงหยิบทุกอย่าง อย่างละสองชิ้นจนได้ชุดใหญ่

   

   ขณะที่สือไห่ถังห่อขนมหวานให้พวกลิ่งอวี่ ก็แบ่งเนื้อแห้งที่นำมาจากบ้านเป็นสามส่วน

   

   ลิ่งอวี่หนึ่งส่วน ลิ่งหมิงหนึ่งส่วน ลิ่งเฟิงหนึ่งส่วน

   

   เมื่อเห็นว่าเนื้อแห้งยังมีเหลืออยู่บ้างจึงตัดสินใจแบ่งเป็นหลายส่วนให้เด็กๆที่เหลือ

   

   “ลิ่งอวี่ร้านไม่ค่อยยุ่งแล้ว เจ้ากลับไปที่สำนักศึกษาก่อนก็ได้ พวกเจ้ายังต้องทบทวนบทเรียนอีกนะ”

   

   ฉินเหล่าซานถือถุงขนมหวานหลายห่อออกมา โดยมีเล่อเหนียงเดินตามมาด้วย

   

   “พี่ๆทั้งหลาย ขอให้พวกเท่าอิ่มท้องยามค่ำคืน”

   

   ขณะที่เด็กหนุ่มสองสามคนรับห่อขนมหวานก็รู้สึกประหลาดใจและเกรงใจ

   

   “ข้ากินไปครึ่งท้องแล้ว ไม่อยากรับอีกแล้ว”

   

   เล่อเหนียงยัดเยียดขนมหวานใส่อ้อมอกพวกเขา พร้อมทำหน้าตาบึ้งตึงและพูดเสียงน่ารักว่า “หากพวกท่านไม่รับ เล่อเหนียงจะไม่เล่นกับพวกท่านแล้ว”

   

   พวกเขาจนปัญญา ทำได้เพียงรับไปด้วยความรักใคร่ในตัวเล่อเหนียงมากยิ่งขึ้น

   

   “ลิ่งอวี่ ลิ่งหมิง ลิ่งเฟิง เจ้าเก็บเงินสองตำลึงให้พวกเจ้าติดตัวเอาไว้ ไว้ใช้ยามจำเป็น อย่าให้ผู้ใดเห็นก้อนเงินพวกนี้ ใช้เหรียญทองแดงซื้อของก่อนไม่พอค่อยใช้เงินก้อน”

   

   สือไห่ถังพาเด็กสามคนไปที่ลานหลังบ้าน ให้เงินคนละสองตำลึง แล้วยังให้เหรียญทองแดงอีกคนละยี่สิบเหรียญ แล้วกำชับให้พวกเขาเก็บไว้ดีๆ

   

   “ท่านแม่ ข้าไม่รับดีกว่า ข้ายังมีเงินอยู่ และร้านของเราก็อยู่ตรงข้ามกับสำนักศึกษา หากมีเหตุเร่งด่วน ข้าออกมาเรียกท่านได้” ลิ่งหมิงไม่ชอบพกเงินเสียเลย เพราะมักจะกังวลว่าทำเงินหาย

   

   สือไห่ถังโกรธและตีหัวลิ่งหมิงเบาๆ “เจ้าเด็กดื้อ ข้าให้เจ้าเก็บไว้ก็เก็บไว้เถอะ มีเงินอยู่กับตัวจะได้สะดวกตลอดเวลา"

   

   “ตอนนี้เอ๋อร์หยากำลังดูแลโก่วต้าน ไม่มีเวลามาที่นี่เพื่อดูแลร้าน ถ้าเจ้ามีเหตุจำเป็นใช้เงินเร่งด่วน แต่มาหาแล้วไม่เจอเรา เจ้าจะทำอย่างไร”

   

   ลิ่งหมิงถึงรับเงินด้วยความอิดออด

   

   “อาสาม อาสะใภ้สาม พวกข้าจะไปแล้ว” ลิ่งอวี่ถือของที่เตรียมไว้แล้วมุ่งหน้าไปทางสานักศึกษาตรงข้าม

   

   “แล้วเจอกันเจ้าค่ะ!” เล่อเหนียงโบกมือเล็กๆของนางสุดแรง ขณะที่มองพวกลิ่งอวี่เดินเข้าสำนักศึกษาไป

   

   “ลุงสาม ข้าขอไปหาพี่หลี่เฟยได้หรือไม่”

   

   “ดี พวกข้าจะให้อาหมิงเฟิงพาพวกเจ้าไป เจ้าจะต้องอยู่กับเขาตลอดเวลาเข้าใจหรือไม่”

   

   “ได้เลย!”

   

   เล่อเหนียงจับมือของหงอวี่กระโดดโลดเต้นไปข้างหน้า หมิ่งเฟิงจ้องมองเด็กสองคนที่อยู่ข้างหน้าอย่างไม่วางตา กลัวว่าจะทำพวกเขาหายไปภายในชั่วพริบตา

   

   สองเด็กน้อยเดินมองข้างทางไปเรื่อยๆ หากเห็นสิ่งใดที่แปลกใหม่ก็ต้องไปรวมตัวกันทันทีอย่างสนุกสนาน

   

   หมิ่งเฟิงรู้สึกว่าสายตาของตนไม่เพียงพอสำหรับการดูแลเด็กน้อยเหล่านี้ แค่เพียงกะพริบตา สองเด็กน้อยก็วิ่งไปที่อื่นแล้ว

   

   ตอนนี้หมิงเฟิงรู้สึกนับถือท่านแม่เฒ่าฉินมาก นางทำอย่างไรถึงพาสองเด็กน้อยออกไปเดินเล่นและซื้อของได้

   

   “น้องสาว เจ้าได้กินหอมนั้นหรือไม่” ลิ่งอวี่จับมือเล่อเหนียงตรงไปยังร้านขายซาลาเปา

   

   “เถ้าแก่ข้าต้องการซาลาเปาเนื้อสองลูก!”

   

   เมื่อเถ้าแก่เงยหน้าขึ้นก็เห็นเด็กหนุ่มที่สวมหน้ากากคนหนึ่งพร้อมกับเด็กหญิงตัวจ้ำม่ำคนหนึ่งยืนอยู่หน้าร้านของตนเองก็หัวเราะออกมาทันที

   

   “เด็กน้อยทั้งสองแล้วผู้ปกครองของพวกเจ้าอยู่ที่ใด”

   

   เล่อเหนียงชี้ไปที่หลังซึ่งมีหมิงเฟิงที่ท่าทางหมดหวังยืนอยู่ “อยู่ตรงนั้น”

   

   เถ้าแก่จึงยิ้มแล้วหยิบหมั่นโถวสองลูกส่งให้พวกเขา

   

   หมิงเฟิงจ่ายเงินไปแล้วยังคงมองดูเล่อเหนียงและหงอวี่ที่กำลังเดินเที่ยวอย่างสนุกสนาน เขาจึงเดินตามไปพลางถามอย่างสุภาพ

   

   “คุณหนู คุณชาย ไม่ใช่ว่าพวกเราจะไปหาคุณชายหลี่ที่ภัตตาคารว่านฝูหรือ”

   

   “ใช่แล้ว แต่ครั้งนี้ท่านย่าไม่อยู่ พวกเราถึงได้มีโอกาสได้เที่ยวบ้าง เพราะถ้าท่านย่าอยู่ พวกเราก็คงไม่ได้เดินเที่ยวแบบนี้”

   

   แม่เฒ่าฉินคราวนี้ไม่ได้ออกมาด้วย แม้แต่เสี่ยวอู่และเสี่ยวลิ่วก็ไม่ได้ตามมา

   

   พวกเขาต้องอยู่บ้านเพื่อจัดการหมูตัวนั้นที่ซื้อกลับมาเมื่อวาน หัวและเท้าหมูต้องทำความสะอาดให้เรียบร้อย

   

   เมื่อคืนที่ผ่านมาการทำเนื้อแห้ง ทำให้พวกเขาตัดเอาส่วนเนื้อออกเกือบหมด ที่เหลืออยู่ตอนนี้คือเนื้อติดมัน แม่เฒ่าฉินและสวี่ซิ่วอิงจึงอยู่บ้านเพื่อทำเนื้อหมูต่อ

   

   เสี่ยวอู่และเสี่ยวลิ่วก็จะไปตัดหญ้าหมู ดังนั้นจึงมีเพียงหงอวี่ที่ติดตามมาด้วย

   

   “ได้ๆ ไปกันเถอะ” เล่อเหนียงมองดูท่านหมิงเฟิงที่ดูจะหน่ายใจ ในที่สุดก็ต้องยอมตามใจ

   

   เล่อเหนียงได้พบไม่ว่าจะเป็นในยุคสมัยใด บุรุษก็ไม่ชอบการเดินเล่นในตลาด เมื่อพวกนางเล่อเหนียงเพิ่งเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมวั่นฝูก็ได้พบกับเฉินชิวเซียงเข้า



 บทที่ 422: มีคนมาเกาะแกะผู้อื่นแล้ว


   

   “เจ้าเด็กต่ำช้าคนนั้น เจ้ากล้าดีอย่างไรมาถึงโผล่ที่นี่!” เฉินชิวเซียงพอเห็นเล่อเหนียงก็ถลึงตาด้วยความโกรธทันที

   

   ตั้งแต่ครั้งที่เจอเด็กหญิงต่ำช้าคนนี้ หลี่หยางและหลี่เฟยก็จับนางขังไว้ พอเดือนที่แล้วนางคลอดลูกเสร็จ หลี่เฟยไอ้หมาตัวนั้นก็ไล่นางไปอยู่ที่อื่น ปล่อยให้นางไปตายเอาดาบหน้า

   

   ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเด็กหญิงต่ำช้าคนนี้

   

   “เป็นหญิงหน้าอัปลักษณ์นี่เอง ขอทางหน่อย ข้าต้องไปหาพี่หลี่เฟย!” เล่อเหนียงไม่สนใจนาง และตอบโต้กลับไปทันที

   

   ครั้งก่อนเห็นนางท้องโตจึงไม่อยากมีปัญหาด้วย แต่ตอนนี้นางไม่ต้องเกรงใจอะไรอีกแล้ว นางไม่เกรงกลัวอีกฝ่ายอีกต่อไป

   

   “หึหึ เจ้าไม่รู้หรือว่าหลี่เฟยเป็นผู้ชายของข้า เด็กต่ำช้าอย่างเจ้ากล้าดีอย่างไรมาอวดเก่งว่าคิดแย่งผู้ชายของข้า คิดว่าข้าตายแล้วหรืออย่างไร”

   

   เล่อเหนียงฟังคำกล่าวหาของเฉินชิวเซียงก็นิ่งไปชั่วขณะ

   

   “สมองเจ้ามีปัญหาหรืออย่างไร”

   

   เฉินชิวเซียงมองสีหน้าประหลาดใจของเล่อเหนียงก็คิดไปเองว่าเด็กหญิงคนนี้รู้สึกขลาดกลัว และยิ่งตะโกนใส่ด้วยความเย่อหยิ่ง “ข้าพูดผิดหรือ เป็นเด็กเป็นเล็กไม่รู้จักเรียนหนังสือ วันๆคิดแต่จะแย่งผู้ชายของคนอื่น”

   

   “อย่ามองว่าเจ้าอายุน้อย แต่ดูแล้วมีเล่ห์เหลี่ยมประหนึ่งจิ้งจอก คงจะเกิดมาจากสถานที่แบบนั้นเป็นแน่แท้ เจ้าคงเรียนรู้วิธีการมัดใจผู้ชายมาตั้งแต่เด็กแล้วสินะ”

   

   เฉินชิวเซียงเปล่งวาจาเสียงดังลั่น จนผู้คนรอบข้างเริ่มห้อมล้อมเข้ามา

   

   พวกเขาไม่ได้รู้ความจริง แต่เมื่อได้ยินเฉินชิวเซียงดุด่าเสียงดังและเห็นเล่อเหนียงที่ยืนเงียบราวกับรู้สึกผิด บางคนก็เริ่มคิดว่าเรื่องจริงเป็นอย่างที่เฉินชิวเซียงกล่าว

   

   ผู้คนเริ่มพูดคุยกันเสียงดังเซ็งแส่ มีบางคนพูดว่าเล่อเหนียงตัวแค่นี้ แต่กลับทำตัวไร้ยางอาย บ้างก็จำได้ว่าเล่อเหนียงเป็นใคร

   

   “พวกเจ้าอย่าพูดเรื่อยเปื่อย ข้ารู้จักเด็กคนนี้นางเป็นเด็กอ้วนจากร้านหวานละมุน” หญิงคนหนึ่งก้าวออกมาจ้องมองกับพวกที่พูดไม่ดีด้วยความโกรธ

   

   “ใช่ๆๆ ข้าก็รู้จักเด็กนี้เช่นกัน หอยทากเผ็ดของเขาดีมาก” ชายวัยกลางคนคนหนึ่งก็รู้จักเด็กหญิงนี้ด้วย

   

   “เจ้าเป็นอะไร แม้แต่เด็กแบบนี้ก็กล้าใส่ร้ายหรือ”

   

   “ดูท่าทางของนางก็รู้แล้วว่าไม่ใช่คนดี”

   

   ตอนแรกเฉินชิวเซียงยินดีเมื่อเห็นคนอื่นพูดพาดพิงเล่อเหนียง แต่ตอนนี้เริ่มรู้สึกไม่ดีขึ้นมาแล้ว เหตุใดนางถึงรู้สึกว่าร่างกายของข้าเย็นวูบวาบ เหมือนมีคนจ้องมองอยู่ตลอดเวลา

   

   นางหันศีรษะไปมองก็พบกับสายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธ

   

   “พวกเจ้าคิดจะทำอะไร ข้าบอกเลยนะว่าข้าคือเจ้าของภัตตาคารว่านฝูแห่งนี้ ระวังให้ดี ข้าอาจจะทำให้พวกเจ้าหนีไม่ทัน!”

   

   “ถุย เจ้าคิดว่าเจ้าสูงส่งนักหรือ สถานที่แบบนี้ข้าไม่อยากไปหรอก!" หญิงคนหนึ่งเข้ามาพลางถุยใส่นาง ก่อนจะดึงเล่อเหนียงมาข้างตัว

   

   “เจ้าเด็กน้อย ผู้หญิงคนนี้รังแกเจ้าใช่หรือไม่”

   

   เล่อเหนียงพยักหน้า “ท่านน้า เล่อเหนียง พี่ชาย แล้วก็ท่านอาเพียงต้องการเข้าไปกินข้าว แต่นางกลับขวางเล่อเหนียงไว้ ไม่ยอมให้เข้าไป แล้วยังด่าทอมแม่เล่อเหนียงด้วน!”

   

   “นางว่าแม่ของเล่อเหนียงว่าเป็นหญิงจากหอนางโลม เล่อเหนียงไม่รู้ว่าหอนางโลมคืออะไร แต่เล่อเหนียงรู้ว่าสิ่งที่นางพูดมามันไม่ดีเลย”

   

   ผู้คนที่รอบตัวได้ยินคำพูดของเล่อเหนียงต่างก็โกรธแค้น และเริ่มต่อว่าเฉินชิวเซียง

   

   หญิงที่พยายามปกป้องเล่อเหนียงก็เข้ามากระชากผมของเฉินชิวเซียง

   

   “สตรีต่ำช้า เจ้ากล่าวเช่นนั้นออกมาได้อย่างไร!”

   

   “เด็กน้อยเพียงแต่อยากเข้าไปกินข้าวเท่านั้น เจ้ายังกล้าด่าแม่ของนางอีก เจ้าเป็นใครมาจากที่ไหน ยิ่งใหญ่คับฟ้ามากหรืออย่างไร”

   

   “กรี๊ด นางหญิงบ้า ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!” เฉินชิวเซียงไม่ยอมแพ้ พลิกมือจับผมของหญิงสูงอายุคนนั้น

   

   “ข้าพูดเรื่องจริงทั้งนั้น นางเด็กนั่นกำลังล่อลวงสามีของข้า เด็กหญิงผู้หญิงที่ดีที่ไหนจะเรียกสามีคนอื่นว่าพี่หลี่เฟย แบบนี้ไม่ใช่การพยายามปีนขึ้นเตียงสามีของข้าหรือ”

   

   หงอวี่ได้ยินเช่นนั้นก็โกรธจนตาแดงก่ำ เขาอดทนไม่ไหว สองมือกำหมัดแน่นเตรียมพรุ่งเข้าไป แต่ถูกเล่อเหนียงดึงไว้เสียก่อน

   

   “พี่เจ็ด ใจเย็นก่อน อย่าหุนหันปล่อยให้อาหมิงเฟิงจัดการ ท่านลงมือเองจะไม่ดี”

   

   เล่อเหนียงมองหญิงคนนั้นแวบหนึ่ง “ท่านดูสิ ผู้หญิงคนนี้ตัวสกปรกเช่นนี้ หากท่านไปต่อยเขา มันจะทำให้มือท่านสกปรก”

   

   “ถ้าเป็นอย่างนั้น ข้าจะรังเกียจท่านจริงๆนะ”

   

   หงอวี่ที่ถูกเล่อเหนียงดึงไว้จนไม่สามารถทำอะไรได้ ถึงกับอัดอั้นแทบกระอักเลือด

   

   หญิงคนนั้นได้ยินคำของเฉินชิวเซียงแล้วจึงหยุดมือ และหันไปถามอีกครั้ง

   

   “เจ้าเด็กน้อย นางพูดจริงหรือ”

   

   “เจ้าร้องเรียกเขาว่าท่านพี่จริงหรือ”

   

   ดวงตากลมโตของเล่อเหนียงกะพริบปริบ “ใช่แล้ว พี่หลี่เฟยบอกให้ข้าเรียกเขาว่าท่านพี่ ไม่อนุญาตให้เรียกอา”

   

   หญิงผู้นั้นฟังแล้วสีหน้าก็เปลี่ยนไปหลากหลายทีเดียว เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ตัดสินยากเสียจริง ปัญหานี้ดูเหมือนว่ามาจากตัวชายหนุ่มเองเสียมากกว่า

   

   เล่อเหนียงหยุดครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ “ไม่ใช่แค่ข้าที่เรียกเขาว่าพี่หลี่เฟย พี่ชายของข้าก็เรียกเช่นกัน”

   

   “เด็กน้อย เจ้าเรียกเขาว่าอาเถิด หากเจ้าเรียกเขาว่าท่านพี่ เขาจะโกรธเอาได้” หญิงคนนั้นเช็ดเหงื่อบนหน้าผากและกล่าว

   

   “แต่ว่าเมื่อวานตอนที่ท่านลุงหลี่มาที่บ้านข้าเพื่อเก็บเงินค่าลูกชิ้นปลา เขาก็เห็นด้วยให้ข้าเรียกเช่นนี้นะ”

   

   “ลูกชิ้นปลา”

   

   เสียงรอบข้างดังขึ้นมาเหมือนทุกคนตกตะลึงกับสถานการณ์ตอนนี้

   

   ลูกชิ้นปลานั่น…

   

   ในอำเภอชิงเหอใครบ้างไม่เคยได้ยินเรื่องลูกชิ้นปลา แต่ว่าลูกชิ้นปลานั้นมีแค่ที่ภัตตาคารว่านฝูที่เดียวเท่านั้น และไม่ใช่ว่าจะหากินได้ง่ายๆ

   

   พวกเขามีเมนูเนื้อกระต่ายผัดเผ็ดที่เผ็ดร้อนชวนน้ำลายสอ

   

   “เจ้าหนูน้อย ลูกชิ้นปลามีความเกี่ยวข้องอะไรกับบ้านเจ้าหรือ”

   

   เล่อเหนียงตอบด้วยเสียงอ่อนนุ่มว่า “บ้านข้าเป็นคนทำลูกชิ้นปลาเหล่านี้ เนื้อกระต่ายผัดเผ็ดก็เป็นสูตรของป้าสะใภ้สามของข้า”

   

   “หลี่หยางเคยพูดไว้ว่าเล่อเหนียงสามารถมากินที่โรงเตี๊ยมได้โดยไม่ต้องจ่ายเงิน”

   

   ผู้คนที่ล้อมรอบเมื่อได้ยินเล่อเหนียงพูดต่างดูถูกเฉินชิวเซียงมากขึ้น

   

   หญิงคนนี้กล้าดูถูกผู้มีพระคุณในบ้านถึงเพียงนี้ เห็นทีจะเป็นปัญหาส่วนตัวของนาง ไม่ใช่เรื่องของเด็กหญิงตัวน้อย

   

   ตอนนั้นเฉินชิวเซียงก็อึ้งไป นางรู้เพียงว่าภัตตาคารใช้ลูกชิ้นปลาและเนื้อกระต่ายผัดเผ็ดเพื่อดึงดูดลูกค้า แต่นางไม่รู้เลยว่าทั้งลูกชิ้นปลาและเนื้อกระต่ายผัดเผ็ดมาจากบ้านของเจ้าตัวน่ารำคาญตรงหน้า

   

   “คุณหนู ข้าเป็นเจ้าของภัตตาคารตรงข้ามชื่อเฟิ่งหลายข้างๆ ภัตตาคารว่านฝูไม่รู้คุณค่าของอัญมณี คุณหนูมากินที่ภัตตาคารข้าเถิด ภัตตาคารของพวกข้ามีอาหารอร่อยหลายอย่าง ข้าขอเชิญท่านมาลิ้มลอง”

   

   “ไม่เอาเหนียงเหนียงสัญญากับพี่ลี่เฟยไว้ว่าลูกชิ้นปลาจะส่งให้กับบ้านของพวกเขาเท่านั้น” เล่อเหนียงถอยหลังไปซ่อนหลังหมิงเฟิง แล้วโผล่หัวน้อยออกมาพูด

   

   “คุณหนู ภัตตาคารว่านฝูให้เงินเท่าไหร่ ข้าขอเสนอเป็นสองเท่าได้หรือไม่”

   

   “เจ้าหนูน้ำ คนนอกอย่างเจ้ากล้ามาแย่งคนถึงในร้านข้าแล้วหรือ!”



 บทที่ 423: เล่อเหนียงขี้ฟ้อง


   

   หลี่หยางเพิ่งจะต้อนรับแขกเสร็จและกำลังจะไปนั่งพักหายใจ ก็ได้ยินเสียงคนก่อเรื่องนอกประตู เขาสบถคำหยาบพลางหยิบลูกคิดออกไปอย่างรวดเร็ว

   

   เมื่อเข้าไปถึงประตูเสียงอันน่ารำคาญก็ชัดเจนยิ่งขึ้น

   

   จากนั้นเขาก็เห็นเจ้าก้อนแป้งน้อของบ้านแม่เฒ่าฉินกำลังยืนอยู่กับพี่ชายตัวน้อย

   

   “เล่อเหนียง!"

   

   เล่อเหนียงเห็นหลี่หยางก็วิ่งออกมาจากข้างหลังหมิงเฟิง วิ่งเข้าไปเกาะขาใหญ่ของหลี่หยางพร้อมฟ้องว่า “ท่านลุงหลี่ ลูกสะใภ้ท่านรังแกข้า นางบอกว่าแม่ของข้ามาจากหอนางโลม!”

   

   “ขอโทษนะเล่อเหนียง เจ้าอยากให้ลุงขอโทษหรือไม่” หลี่หยางอุ้มเล่อเหนียงขึ้นและพูดปลอบอย่างนุ่มนวล

   

   “เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของท่าน ข้าไม่ต้องการให้ท่านขอโทษ”

   

   “เฉินชิวเซียง เจ้ามาขอโทษเล่อเหนียงเดี๋ยวนี้!” หลี่หยางพูดด้วยใบหน้าเย็นชา

   

   “ข้าไม่ขอโทษ! พ่อสามีเด็กผู้หญิงคนนี้เป็นฝ่ายวิ่งมาชนข้าก่อน เหตุใดต้องให้ข้าขอโทษนางด้วย!?” เฉินชิวเซียงพูดคอแข็ง

   

   นางไม่เกรงกลัวหลี่หยางอีกแล้ว ตั้งแต่นางให้กำเนิดบุตรชาย ผู้อาวุโสตระกูลหลี่ก็โปรดปรานนางมากยิ่งกว่าเดิม นางสามารถทำอะไรก็ได้ตามใจในบ้านนี้

   

   “ใครก็ได้พาตัวหญิงผู้นี้กลับไปขังไว้ ถ้าไม่มีคำสั่งของข้า ห้ามปล่อยนางเด็ดขาด!”

   

   หลี่หยางไม่พูดพร่ำทำเพลง สั่งให้เด็กในร้านจับตัวนางทันที

   

   “เจ้ากล้าดีอย่างไร ข้าเป็นผู้มีพระคุณคลอดหลานชายให้พวกเจ้าตระกูลหลี่เชียวนะ หากท่านปฏิบัติกับข้าเช่นนี้ ท่านปู่ไม่มีวันปล่อยให้ท่านแน่”

   

   หลี่หยางพ่นลมหายใจเย็นชา “ข้าเป็นลูกแท้ๆของเขา เข้าคิดว่าเจ้าเป็นใครกัน เจ้าก็แค่คนใช้ข้างห้องคิดจะขึ้นเป็นใหญ่ในบ้านหรือ!”

   

   หลี่หยางพูดเสร็จก็อุ้มเล่อเหนียงเข้าไปข้างใน

   

   ผู้คนมุงอยู่หน้าร้าน เมื่อเห็นว่าเรื่องสนุกดูเหมือนจะจบลงแล้วก็เริ่มสลายตัวไปเรื่อยๆ

   

   “เล่อเหนียง เสี่ยวชี ข้าขอโทษแทนเรื่องทั้งหมด มันเป็นความผิดของลุงเองที่ไม่ได้ควบคุมผู้หญิงบ้าคนนั้นไว้ให้ดี”

   

   เล่อเหนียงส่ายหัว “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ เล่อเหนียงจะไม่ถือสานาง”

   

   “เสี่ยวชี เจ้าต้องการกินอะไรบ้าง” หลี่หยางหันไปมองที่หงอวี่

   

   หลี่หยางรู้ถึงว่าเล่อเหนียงชอบกินอะไรแล้ว แต่น้อยครั้งที่หงอวี่จะกินข้าวที่นี่ เขาจึงไม่รู้ว่าหงอวี่ชอบอะไร

   

   “น้องสาวอยากกินอะไรก็กินอย่างนั้น ข้าไม่เรื่องมากเรื่องอาหารอยู่แล้ว”

   

   หลี่หยางพอได้ยินคำนี้ก็อุ้มนางเข้าไปในห้อง แล้วลงไปจัดเตรียมอาหารด้วยตัวเอง

   

   “น้องสาว เหตุใดเมื่อครู่เจ้าจึงห้ามไม่ให้ข้าลงมือ”

   

   “หญิงคนนั้นกล้าด่าแม่ของข้า ข้าจะไม่ปล่อยนางไปง่ายๆหรอก” หงอวี่กำหมัดแน่นและพูดอย่างโกรธเกรี้ยว

   

   “พี่เจ็ด อย่าเพิ่งใจร้อนสิ ที่นี่คือภัตตาคารว่านฟู่ พวกเราไม่จำเป็นต้องลงมือเองหรอก”

   

   เล่อเหนียงตบมือเขาเบาๆ และพูดว่า “พวกเราใช้เพียงปากก็พอแล้ว หากต้องการจัดการใคร ให้พี่หลี่เฟยและท่านลุงหลี่จัดการแทนเถอะ”

   

   “ถ้าไม่ได้จริงๆ เราก็ให้อาหมิงเฟิงไปดักตีตอนกลางคืนก็ได้ ถ้าถูกจับได้ก็ให้อาหมิงเฟิงรับผิดแทนไปเลย”

   

   หมิงเฟิงที่กำลังดื่มชาอยู่เกือบสำลักชาออกมา “คุณหนู ข้าต้องขอบคุณท่านจริงๆ!”

   

   เล่อเหนียงพูดเสียงหวาน “ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอกนะ”

   

   “น้องสาว เจ้าจะมาที่ภัตตาคารว่านฟู่เพียงเพื่อมากินจริงๆหรือ”

   

   “แน่นอนว่าไม่ใช่ ข้ามีของดีเช่นนี้ ย่อมต้องแบ่งปันกับพี่หลี่เฟย” เล่อเหนียงหยิบน้ำเต้าออกมาจากถุงผ้าของหมิงเฟิง

   

   หมิงเฟิงจ้องมองน้ำเต้าทองนั้นนิ่งอยู่หลายวินาที เดิมทีเขานึกว่าน้ำเต้าบรรจุน้ำเปล่าไว้

   

   หากรู้ว่าบรรจุเหล้าไว้ เขาคงแอบดื่มไปแล้ว เพราะเหล่านี้ถูกปากเขาจริงๆ

   

   “ข้าจะนำสิ่งนี้ให้พี่หลี่เฟยลองชิม แล้วให้เขาช่วยพวกเราขาย”

   

   “ให้ข้าช่วยพวกเจ้าขายอะไรหรือ”

   

   คำของเล่อเหนียงเพิ่งจบหลี่เฟยก็พูดขึ้นมา

   

   “พี่หลี่เฟย ภรรยาของท่านรังแกข้าอีกแล้ว!” เล่อเหนียงฟ้องอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ

   

   หลี่เฟยลูบหัวน้อยๆของนาง “ข้ารู้แล้ว ข้าจะช่วยเจ้าล้างแค้นให้ในภายหลัง”

   

   “อืม เมื่อเห็นท่านเข้าใจอย่างนี้ ข้าจะให้อภัยท่าน” เล่อเหนียงพูดอย่างหยิ่งยโส

   

   หลี่เฟยมองดูเล่อเหนียงที่มีท่าทางหยิ่งและถามด้วยรอยยิ้มว่า “เมื่อครู่นี้จะให้ข้าช่วยขายอะไรหรือ”

   

   เล่อเหนียงยื่น้ำเต้าให้เขาพร้อมพูดว่า “ของสิ่งนี้”

   

   หลี่เฟยรับน้ำเต้ามาอย่างสงสัย มองซ้ายมองขวา แล้วพบว่านี่ก็แค่น้ำเต้าธรรมดา

   

   ในทันใดนั้นเขาดึงจุกออกจากด้านบน กลิ่นหอมของเหล้าแพร่กำจายออกมาจากด้านใน

   

   “หอมดีจริง!”

   

   หลี่เฟยรีบหาถ้วยเหล้ามาเทใส่จนเต็ม “เอ๊ะ เหตุใดเหล้านี้เป็นสีแดงล่ะ”

   

   เล่อเหนียงอธิบาย “สิ่งนี้คือเหล้าองุ่น เป็นเหล้าที่ทำจากผลไม้ องุ่นมีสีแดงจึงทำให้สีของมันเป็นสีแดง”

   

   หลี่เฟยพยักหน้ารับทราบ และยกขึ้นจิบเบาๆ

   

   สัมผัสแรกเปรี้ยวอมขม จากนั้นค่อยหวานขึ้น และสุดท้ายกลายเป็นหวานละมุนล้ำ

   

   “อืม~ เหล้านี้อร่อยจริงเชียว”

   

   หลี่เฟยแสดงสีหน้าอิ่มเอมใจ “เล่อเหนียง เป็นเหล้าที่บ้านเจ้าหมักเองหรือ”

   

   เล่อเหนียงพยักหน้า “ใช่แล้ว เป็นองุ่นของปีที่แล้ว พวกเรายังเหลืออีกไหหนึ่ง ถ้าไม่ใช่เพราะไม่มีเงินใช้แล้ว คงไม่เอามันออกมาขายแลกเงิน”

   

   เล่อเหนียงกล่าวด้วยหน้าตาเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำให้หลี่เฟยอึ้ง

   

   หงอวี่และหมิงเฟิงคนหนึ่งก้มหน้าจิบชา อีกคนมองทิวทัศน์ มองไปมองมาแต่ไม่ยอมมองเล่อเหนียง เพราะพวกเขากลัวว่าจะกลั้นหัวเราะไม่อยู่

   

   เล่อเหนียงเป็นคนเจ้าเล่ห์จริงๆ

   

   “เจ้าพกมาเพียงแค่นี้หรือ” หลี่เฟยสั่นขวดน้ำเต้า

   

   ข้างในเต็มที่ก็แค่สองชั่งเหล้า ดื่มคนละถ้วยก็หมดแล้ว

   

   “ใช่แล้ว พี่หลี่เฟย ท่านช่วยให้แขกข้างนอกลองชิมดูสักหน่อยเถอะ ลองดูว่าพวกเขาจะชอบดื่มหรือไม่”

   

   “สิ่งนี้เป็นเหล้าผลไม้นะ ดื่มได้ทั้งชายและหญิง”

   

   หลี่เฟยพยักหน้า “ได้ เจ้านั่งรอที่นี่สักครู่ ข้าจะออกไปสักครู่”

   

   พูดจบก็คว้าขวดน้ำเต้าเดินออกไป

   

   “น้องสาว บ้านเราหมดเงินแล้วหรือ”

   

   หงอวี่มองเล่อเหนียงแล้วกล่าวว่า “ถ้าหมดแล้ว ข้าจะไปปล้นเจ้านกยูงนั่น”

   

   “มีอยู่แล้ว แต่พวกเราหมักเหล้าเยอะเกินไป พวกเรานำไปขายบางส่วนเถอะ”

   

   เล่อเหนียงกล่าวอย่างเจ้าเล่ห์ “อีกอย่างเหล้าดีๆข้าไม่ขายหรอก ส่วนที่ไม่ดีนี้ครอบครัวพวกเราก็ไม่ดื่ม เก็บไว้ก็เปล่าประโยชน์ ไม่สู้เอาไปแลกเป็นเงินดีกว่า”

   

   หมิงเฟิงที่อยู่ข้างๆ อยากยกมือพูดว่า “พวกท่านดื่มไม่ได้ ข้าจะดื่มเอง”

   

   ……

   

   “ลูกค้าผู้มีเกียรติทั้งหลาย ร้านของพวกข้าเพิ่งได้เหล้าชั้นยอดมาหนึ่งไห เลยอยากจะนำมาให้พวกท่านลองดู”

   

   หลี่เฟยถือไหเหล้าแล้วดันประตูห้องหนึ่งเปิดออก

   

   ภายในมีคนอยู่สี่คน พวกเขาเป็นผู้ร่ำรวยที่สุดในอำเภอชิงเหอ แทบจะผูกขาดทุกกิจการของอำเภอชิงเหอทั้งหมด

   

   แต่ภัตตาคารไม่ถือว่าเป็นหนึ่งในนั้น

   

   ที่อำเภอชิงเหอ ภัตตาคารเหล่าจยาชื่อเสียงไม่โด่งดังเท่าภัตตาคารว่านฝู ชาวอำเภอต่างหลั่งไหลเข้ามาที่นี่

   

   “คุณชาย ได้ของดีอะไรมาใหม่หรือ ขอคนแก่อย่างข้าลองหน่อยเถอะ”

   

   หลี่เฟยแกล้งทำท่าชวนสงสัย “เหล้าชั้นยอดพวกนี้ พวกท่านชิมแล้ว หากไม่ถูกใจก็อย่าโวยวาย เพราะข้าไม่มีให้เพิ่มแล้ว”

   

   “เฮ้อ อย่าแกล้งกันเลย ข้าได้กลิ่นสุราหอมโชยมาแล้ว” ชายชราผมหงอกคนหนึ่งรีบวางถ้วยเหล้าลงบนโต๊ะด้วยความกระตือรือร้น

   

   หลี่เฟยยิ้มพร้อมกับรินเหล้าให้พวกเขาคนละถ้วย

   

   แต่เดิมพวกเขาเห็นสีกเหล้าเป็นสีแดงจึงลังเลอยู่ชั่วขณะ ทว่ากลิ่นมันหอมยั่วเย้านัก พวกเขาจึงดื่มจนหมดโดยไม่สนใจสิ่งใดอีก



 บทที่ 424: เล่อเหนียงผู้เชี่ยวชาญการรินน้ำ


   

   “สวรรค์ นี่มันสุดชั้นยอดอันใดเนี่ย?!” ชายรูปร่างท้วมหลับตาลิ้มรสความหวานละมุ่นในปาก

   

   “ขอข้าอีกถ้วย!” ชายอีกคนแสดงความกระตือรือร้น บอกว่าเขาต้องการดื่มอีก

   

   “แบบนี้ไม่ได้หรอกนะ นายท่านเว่ยข้าได้บอกไปแล้วว่าแต่ละคนจะได้เพียงถ้วยเดียวเท่านั้น”

   

   หลี่เฟยรีบคว้าไหเหล้าไว้ “มีเพียงไหเล็กๆนี้ ข้าต้องอ้อนวอนคนตั้งหลายครั้งกว่าจะได้มา ข้าเองก็ยังไม่ได้ดื่มเลยสักอึก เพราะต้องการเอามาให้ท่านลิ้มลองก่อน”

   

   “ข้าให้ยี่สิบตำลึง ขายไหนี้ให้ข้า!” นายท่านเว่ยกล่าว

   

   “ยี่สิบตำลึงของท่านนับว่าเป็นอะไร ข้าให้ห้าสิบตำลึง” ชายอีกคนหนึ่งกล่าว

   

   “พวกเจ้าหลีกไป ข้าให้หนึ่งร้อยตำลึง”

   

   “โธ่ เหล่าเฉินเจ้าใจร้ายยิ่งนัก ท่านก็รู้ว่าข้ารักการดื่มเหล้าขนาดไหน มีแค่ไหเดียวก็ยังไม่ให้ข้า”

   

   “เงินจะสำคัญอะไร ข้ามีที่ดินเยอะแยะ เหล้าดีๆแบบนี้หายยากนัก ใครเสนอราคาสูงสุดก็เอาไป!”

   

   เพราะไห้สุราไห้เดียวทำเอาเหล่าผู้อาวุโสของตระกูลดังในเมืองอำเภอชิงเหอต้องโต้เถียงกันจนหน้าแดงหูแดง เกือบจะถึงขั้นลงไม้ลงมือกันแล้ว

   

   หลี่เฟยเห็นดังนั้นจึงค่อยๆถอยออกมาเงียบๆ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้พาดพิงถึงตัวเอง

   

   “เล่อเหนียง เจ้ายังมีเหล้าเหลือเท่าไหร่ ข้าขอซื้อทั้งหมด” หลี่เฟยเปิดประตูออกด้วยความตื่นเต้นแล้วเอ่ยขึ้น

   

   “เหล้าอะไรหรือ”

   

   หลี่หยางยกอาหารขึ้นมาก็ได้ยินคำพูดของหลี่เฟย เขาจึงถามมาด้วยความสงสัย

   

   “ท่านพ่อ ท่านดูสิ สิ่งนี้คือเหล้าที่เล่อเหนียงให้มา พวกนายท่านเฉินแย่งกันจนเกือบตีกัน เสนอราคาถึงร้อยตำลึงต่อไหเลยนะ!”

   

   “ว่าอย่างไรนะ ร้อยตำลึงต่อไห” หลี่หยางร้องเสียงหลงด้วยความประหลาดใจ

   

   “ใช่สิ พวกเขาทะเลาะกันหนักเลย ข้าก็เลยถือโอกาสหนีออกมา ข้ากลัวว่าพวกเขาตีกันแล้วจะโดนลูกหลง”

   

   ตอนนี้หลี่หยางรู้สึกสงสัยอย่างมาก หยิบไหเหล้าในมือของหลี่เฟยมาพิจารณา แต่พอมองดูแล้วก็ไม่พบสิ่งใดแตกต่าง

   

   เขาเปิดจุกเหล้าออกก็ถูกกลิ่นหอมที่ลอยออกมาหลอกล่อภายในทันที

   

   “นี่มันเหล้าอะไรกัน เหตุใดถึงหอมเช่นนี้”

   

   หลี่หยางดื่มหมดไปหนึ่งถ้วยแล้วรู้สึกยังไม่สาแก่ใจ จึงรินต่ออีกแก้วถ้วย หลี่เฟยเห็นก็รีบคว้าไหเหล้ามาทันที

   

   “ท่านพ่อ ท่านดื่มเบาๆหน่อยเถอะ ไหนี้ราคาเกินครึ่งร้อยตำลึงนะ”

   

   “เล่อเหนียงบอกลุงสิ สิ่งนี้คือเหล้าอะไร”

   

   “ลุงหลี่หยาง คือเหล้าองุ่นเจ้าค่ะ เป็นเหล้าที่บ้านเล่อเหนียงหมักไว้”

   

   เล่อเหนียงพูดด้วยน้ำเสียงเสียดาย “เดิมทีต้องการให้ท่านพ่อกับท่านเฉิงอันของข้าดื่ม เมื่อวานพวกเขากลับมาก็ดื่มไปครึ่งไห แต่วันนี้ก็ออกเดินทางอีกแล้ว”

   

   หลี่หยางลูบศีรษะเล็กๆของเล่อเหนียงอย่างปลอบโยน “เล่อเหนียงเล่อเหนียง พ่อของเจ้ากำลังทำการใหญ่”

   

   “เพื่อแว่นแคว้นแล้วต้องสละเรื่องส่วนตัว เมื่อพ่อเจ้ากลับมาพร้อมกับความสำเร็จ ทุกอย่างจะดีขึ้นเอง!”

   

   “อืมอืม เล่อเหนียงก็คิดอย่างนี้เหมือนกัน เพราะอย่างนั้นเล่อเหนียงจึงนำเหล้ามาให้พี่หลี่เฟยช่วยขายให้ข้า”

   

   เมื่อหลี่หยางได้ยินดังนั้นก็ตาเบิกโพลง “โอ้ย เหล้าที่ดีขนาดนี้ เจ้าจะให้เจ้าเด็กเหลือขอมันไปขายได้อย่างไรกัน นั่นไม่เป็นการทำร้ายเหล้าเกินไปหรือ”

   

   “อย่างนี้ก็แล้วกัน เจ้ารออีกสักครู่ ลุงหลี่จะกลับบ้านพร้อมกับพวกเจ้า เจ้าจงเอาเหล้าให้ลุง ลุงจะช่วยขายให้เจ้าเอง!”

   

   เล่อเหนียงพูดอย่างยินดีว่า “ดีเลย ดีเลย ท่านลุงควรพยายามให้มากๆนะเจ้าคะ เล่อเหนียงบ้านไม่มีเงินแล้ว!"

   

   “ได้เลย! ลุงหลี่จะขายมันให้ดี ไม่ทำให้เล่อเหนียงขาดทุนแน่นอน”

   

   เมื่อพวกฉินเหล่าซานขายขนมหวานเสร็จแล้วมารับเล่อเหนียง ก็ได้ยินว่าเล่อเหนียงถูกคนรังแกจึงรีบพุ่งเข้าไป แต่เมื่อเห็นหลี่เฟยและหลี่หยางนั่งอยู่ข้างๆเล่อเหนียงพร้อมกับเร่งความเร็วในการป้อนอาหาร พวกเขาก็ถึงกับตะลึง

   

   ไม่ใช่บอกว่าคนถูกรังแกหรือ

   

   แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น

   

   “เสี่ยวชีได้ยินว่าตอนนี้เจ้าถูกคนรังแก เจ็บตรงไหนหรือไม่”

   

   พวกหงอวี่ได้ยินเสียงก็เงยหน้าขึ้น ก็เห็นฉินเหล่าซานและสือไห่ถังยืนอยู่หน้าประตู

   

   “ลุงสาม ป้าสะใภ้สาม พวกท่านมาแล้ว” เล่อเหนียงร้องขึ้นด้วยความยินดี

   

   “พี่สาม พี่สะใภ้สามรีบนั่งลงกินอะไรรองท้องเสียก่อนเถิด” หลี่เฟยทักทายด้วยรอยยิ้ม

   

   “ดูเหมือนว่าเจ้าจะมีความสุขมากเลยนะ มีเรื่องอะไรดีๆหรือเปล่า” ฉินเหล่าซานนั่งลงแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม

   

   “ใช่แล้ว ใช่แล้ว เพราะว่าใกล้จะได้รับเงินแล้วน่ะสิ”

   

   “หืม”

   

   เมื่อเห็นว่าฉินเหล่าซานไม่เข้าใจ หมิงเฟิงที่ทำงานอยู่ใกล้ๆ ก็เล่าให้ฟังอย่างละเอียด

   

   เมื่อฉินเหล่าซานและสือไห่ถังได้ยินก็อดหัวเราะไม่ได้ “ข้าว่าแล้วไง เหตุใดนางถึงได้รบเร้าจะมาภัตตาคารว่านฝูให้ได้ ที่แท้แผนการของนางก็คือเรื่องนี้เอง!”

   

   “นี่ไม่ใช่แผนการนะเจ้าคะ แต่เป็นหาทางจะช่วยหารายได้ต่างหาก”

   

   หลี่หยางเองก็เอ่ยเคล้ารอยยิ้ม “เป็นพวกเราต่างหากที่คิดถึงพวกเจ้า”

   

   ตอนที่ฉินเหล่าซานนั่งลง หลี่เฟยออกไปเรียกเสี่ยวเอ้อร์และสั่งอาหารเพิ่มอีกสองจาน

   

   เมื่ออาหารถูกยกเข้ามา ฉินเหล่าซานก็หยิบตะเกียบขึ้นมากินทันที แม้ว่าขนมหวานจะช่วยให้อิ่มท้อง แต่พวกเขากินขนมจนเบื่อแล้ว ตอนนี้ท้องจึงเริ่มหิวข้าวขึ้นมา

   

   ขณะกินข้าวฉินเหล่าซานก็ได้ถามคำถามเดิมอีกครั้ง หลี่หยางได้ยินเช่นนั้นก็ถอนหายใจยาว แล้วจึงเริ่มเล่าเรื่องของเฉินชิวเซียงให้พวกเขาฟัง

   

   ฉินเหล่าซานได้ฟังก็ประหลาดใจไม่ใช่น้อย “ท่านบอกว่าเด็กคนนั้นไม่ใช่ลูกของคุณชายหลี่ แสดงว่าหญิงสาวผู้นั้นนอกใจไปตั้งนานแล้ว เหตุใดพวกท่านถึงยังเก็บนางไว้ได้อีก”

   

   หลี่หยางถอนหายใจ “พ่อของข้าอายุมากแล้ว สุขภาพก็ไม่ค่อยดี เกรงว่าเขาคงมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน ตอนนี้สิ่งที่พอยึดเหนี่ยวจิตใจได้ก็มีเพียงหลานของข้าเท่านั้น”

   

   “พวกข้าเลยต้องเก็บผู้หญิงคนนั้นไว้ รอให้ถึงเวลาที่เหมาะสมถึงจะจัดการเรื่องนี้”

   

   เมื่อได้ยินเช่นนั้นฉินเหล่าซานก็มองหลี่หยางเปลี่ยนไป เขาเคยคิดว่าผู้ที่มีอำนาจและอิทธิพลเช่นพวกเขาคงไม่ยอมปล่อยให้เรื่องพวกนี้ผ่านไปได้ แต่ไม่คาดคิดว่าพวกเขาจะทนได้ถึงเพียงนี้

   

   “เช่นนั้นพวกเราขอกลับก่อนแล้ว”

   

   เมื่อกินอิ่มเสร็จฉินเหล่าซานก็อุ้มเล่อเหนียงพร้อมบอกลา

   

   หลี่หยางอวยพรให้พวกเขาเดินทางปลอดภัย จากนั้นก็หันไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วตามหลังพวกฉินเหล่าซานไป

   

   “เถ้าแก่หลี่ ท่านจะไปหมู่บ้านตระกูลฉินด้วยหรือไม่” ฉินเหล่าซานเอ่ยถามด้วยความอยากรู้

   

   “ใช่แล้ว ข้าจะไปดื่มเหล้า!”

   

   ฉินเหล่าซานพยักหน้าให้หลี่หยาง พร้อมชะลอความเร็วของรถม้าขับเคียงข้างกันและพูดคุยระหว่างทาง ไม่นานพวกเขาก็เดินทางมาถึงทางเข้าหมู่บ้านตระกูลฉิน

   

   “ท่านย่า เล่อเหนียงกลับมาแล้ว!”

   

   เล่อเหนียงกระโดดลงจากรถม้า จูงมือหงอวี่วิ่งเข้าไปในลานบ้าน

   

   แม่เฒ่าฉินกำลังล้างหอยพร้อมกับสวี่ซิ่วอิงและหลิวซิ่วเถา

   

   หอยที่จับมาเมื่อวานนี้พ่นทรายออกทั้งคืน ส่วนตอนนี้ก็ต้องทำการตัดก้น เมื่อจัดการก้นเรียบร้อยและล้างจนสะอาดก็สามารถนำไปผัดได้

   

   แม่เฒ่าฉินได้ยินเสียงหลานสาวด้วยความดีใจ จึงรีบล้างมือให้สะอาดพร้อมต้อนรับหลานสาว

   

   เล่อเหนียงเมื่อเห็นท่านย่าก็รีบพุ่งเข้าไปกอดอย่างอ้อนว่า “ท่านย่า เล่อเหนียงคิดถึงท่านเหลือเกิน”

   

   “ไม่เจอกันครึ่งวัน ข้าคิดถึงท่านมากเลย ท่านคิดถึงเล่อเหนียงบ้างหรือไม่”

   

   “คิดสิ ข้าคิดถึงเจ้าอยู่แล้ว” แม่เฒ่าฉินกล่าวด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยความเอ็นดู

   

   ท่าทางน่ารักระหว่างย่าหลานคู่นี้ทำเอาสวี่ซิ่วอิงรู้สึกอิจฉาไม่น้อย

   

   “เล่อเหนียงช เจ้าคิดถึงแต่ท่านย่า ไม่คิดแม่บางหรือ”

   

   เล่อเหนียงสังเกตเห็นว่าท่านแม่อิจฉา จึงรีบหันไปกอดคอนาง “ท่านแม่ เล่อเหนียงก็คิดถึงท่านเหมือนกัน”



 บทที่ 425: มาขอเนื้อแห้ง


   

   “แม่เฒ่าได้ยินว่าบ้านของพวกท่านมีเหล้าเลิศรสอยู่หรือ” หลี่หยางเดินกล่าวเคล้ารอยยิ้ม

   

   เมื่อแม่เฒ่าฉินได้ฟังคำพูดของหลี่หยางหายสงสัยว่าเหตุใดเล่อเหนียงอยากเข้าอำเภอมากขนาดนี้

   

   เพราะหลานรักของนางมีแผนการนั่นเอง

   

   “เถ้าแก่หลี่ เจ้าเด็กน้อยคนนั้นหลอกท่านมาสินะ”

   

   แม่เฒ่าฉินยิ้มและพูดว่า “ไม่รู้ว่าเด็กคนนี้นิสัยเหมือนผู้ใด เหตุใดถึงชอบเงินเป็นพิเศษ ข้าล่ะสงสัยจริงๆ ว่านางเป็นผีซิว*[1]หรือไม่”

   

   หลี่หยางคิดแล้วพูดว่า “ใครบ้างเล่าจะไม่ชอบเงิน ข้าเองก็ชอบเงิน ทั้งยังชอบมากเป็นพิเศษด้วย นิสัยของเด็กคนนับว่าเป็นเรื่องที่ดี หากอนาคตนางมีครอบครัวก็จะไม่ถูกรังแก”

   

   “เอ๊ะ เช่นนั้นก็มีเหตุผล ข้าแค่กลัวว่าโตไปนางจะกลายเป็นพยัคฆ์ที่เอาแต่ข่มเหงครอบครัว” แม่เฒ่าฉินหัวเราะ

   

   “ลุงหลี่หยาง พวกเราไม่ได้พูดถึงเรื่องเหล้าอยู่หรือ เหตุใดท่านต้องพูดถึงเรื่องอนาคตของเล่อเหนียงด้วย เล่อเหนียงยังเล็กอยู่”

   

   เล่อเหนียงพูดพร้อมกับทำปากยื่น “ในอนาคตเล่อเหนียงจะไม่แต่งงาน เล่อเหนียงจะอยู่กับท่านย่าตลอดชีวิต!”

   

   “เจ้าเด็กน้อยเอ๋ย” แม่เฒ่าฉินพูดพลางจิ้มหน้าผากของหลานสาวอย่างเอ็นดู

   

   “ท่านย่า ท่านรีบไปขนเหล้าไปให้ลุงหลี่หยางเถอะ ให้พวกเขาช่วยเราขายแลกเงิน แล้วพวกเราก็จะได้เปลี่ยนไปอยู่บ้านหลังใหญ่กว่าเดิม”

   

   เล่อเหนียงพูดพลางดึงท่านแม่เฒ่าฉินไปยังห้องข้างๆ

   

   “เถ้าแก่หลี่ เชิญนั่งดื่มชาก่อนสักถ้วยเถอะ ประเดี๋ยวให้พี่สามช่วยขนเหล่าออกมา”

   

   “สะใภ้สี่เจ้าก็นั่งลงดื่มชาสักถ้วยเถอะ”

   

   หลี่หยางเรียกให้สวี่ซิ่วอิงนั่งลง หลังจากที่ดื่มชาไปหนึ่งอึกก็ถามขึ้น “ได้ยินว่าเมื่อวานนี้เหล่าซื่อกลับมา!”

   

   สวี่ซิ่วอิงสะดุ้งตกใจก็จะเหลือบมองเขาด้วยความสงสัย เรื่องการกลับมาของเหล่าซื่อนั้นไม่มีใครในหมู่บ้านรู้นอกจากคนในครอบครัว เหตุใดเถ้าแก่หลี่ถึงล่วงรู้เรื่องนี้

   

   หลี่หยางเห็นความสงสัยของสวี่ซิ่วอิงจึงหัวเราะพลางเอ่ยว่า “เล่อเหนียงมาหาข้าที่ภัตตาคาร บอกว่านี่เป็นเหล้าที่เตรียมไว้ให้ท่านพ่อ พอพวกเขากลับมาเมื่อวานนี้ดื่มไปได้ไม่เท่าไหร่ เพื่อไม่ให้สูญเปล่าจึงขอให้ข้าช่วยขายเหล้านี้ให้

   

   “เล่อเหนียงดูเศร้าเมื่อพูดถึงเหล่าซื่อ”

   

   สวี่ซิ่วอิงยิ้มอย่างขมขื่น “โบราณกล่าวไว้ว่าแต่งกับไก่ก็จงตามไก่ แต่งกับหมาก็จงตามหมา แต่งกับลิงก็ต้องวิ่งไล่ตามมันทั่วภูเขา เหล่าซื่อเป็นหมาป่าที่อยู่ไม่คิดบ้าน ข้าแต่งกับชายเช่นนี้ก็ต้องยอมรับสภาพ”

   

   หลี่หยางปลอบใจ “ชายที่กล้าเสี่ยงชีวิตเพื่อความสำเร็จก็เป็นเรื่องดีแล้ว รอได้ตำแหน่งใหญ่เป็นแม่ทัพแล้ว ท่านก็จะเป็นถึงฮูหยินท่านแม่ทัพ ทุกความลำบากในวันนี้มีความหมาย”

   

   สวี่ซิ่วอิงพยักหน้า “ใช่เจ้าค่ะ ข้าก็หวังว่าเขาจะทำให้ข้าได้เป็นฮูหยินท่านแม่ทัพบ้าง”

   

   ภายในห้อง

   

   เล่อเหนียงโบกมือหนึ่งครั้ง ไหเหล้าโผล่ขึ้นในห้องของแม่เฒ่าฉิน

   

   “เล่อเหนียง เสี่ยวชี ชไม่ใช่บอกว่าพวกเจ้าทำเหล้าเหล่านี้ด้วยกัน เจ้าไม่เสียดายที่จะขายมันหรือ” แม่เฒ่าฉินถามด้วยความสงสัย

   

   ก่อนหน้านี้เสี่ยวชีบอกกับนางด้วยใบหน้าภาคภูมิใจและยังบอกอีกว่าเหล้าเหล่านี้เขาจะเก็บไว้ดื่มตอนแต่งงาน เหตุใดตอนนี้จะขายมันแล้ว

   

   “ท่านย่า เหล้านี้รสชาติไม่ดี รสชาติค่อนข้างเปรี้ยว หากจะทิ้งก็เสียดาย ไม่สู้เอามาขายดีกว่า เหล้าชั้นยอดนั้นข้าไม่ได้เอาออกมาขายหรอก”

   

   เล่อเหนียงคลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์ “เหล้าชั้นยอดไม่ใช่ว่าข้าไม่จาย เพียงแค่รอให้ราคาสูงค่อยขาย”

   

   “เอาล่ะ เอาล่ะ เหล้าของเจ้า เจ้าตัดสินใจเอง ข้าไม่ยุ่งเกี่ยว”

   

   แม่เฒ่าฉินกล่าวพลางเดินไปที่ประตูเรียกฉินเหล่าซานและฉินไห่เยี่ยนให้เข้ามา

   

   “เหล่าอู่ เจ้าช่วงนี้เป็นอะไรไป”

   

   แม่เฒ่าฉินขมวดคิ้วมองลูกชายคนเล็กที่หาวไม่หยุด

   

   วันนี้นางเห็นว่าฉินไห่เยี่ยนหาวไปแล้วไม่ต่ำกว่าสิบครั้ง นับว่าแปลกพิกลเพราะในตอนกลางคืนเขามักจะเข้านอนเป็นคนแรก และก็จะตื่นนอนตั้งแต่เช้าเป็นคนแรก

   

   บางครั้งเมื่อเพิ่งเปิดประตูก็จะเห็นว่าฉินไห่เยี่ยนพาแพะเดินเล่นกลับมาแล้ว

   

   “ท่านแม่ ข้าไม่เป็นไรขอรับ ตอนเย็นเพียงนอนเร็วเกินไปหน่อย เจียเจียก็มาร้องเรียกแต่เช้าจึงทำให้ง่วงนิดหน่อย” ฉินไห่เยี่ยนอธิบายด้วยความเขินอาย

   

   เขาบอกมารดาไม่ได้ว่าเขาไม่ได้นอนทั้งคืน

   

   หากท่านแม่รู้เรื่องเข้าต้องโดนตีด้วยรองเท้าแน่

   

   “เจ้าตื่นเช้าเกินไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องตื่นเช้าเช่นนั้นก็ได้ ควรจะขอนอนต่ออีกหน่อย ตื่นเร็วแล้วเจ้าก็ยังกระตือรือร้นพาแพะออกไปอีก”

   

   แม่เฒ่าฉินบ่น “ช่วงนี้แพะไม่ค่อยสดชื่น เป็นแบบนี้ก็เพราะเจ้าตื่นเช้าไปพามันออกไปเดินเป็นแน่แท้”

   

   ฉินไห่เยี่ยนลูบจมูกตัวเองอย่างเก้อเขิน เขาจะทำอย่างไรได้ ช่วงนี้ท่านแม่ตื่นตรงเวลามากขึ้นและตื่นเช้าเกินไป เขาเพิ่งกลับก็มาเจอกับนางกำลังจะเปิดประตู

   

   ไม่มีทางเลือกเขาได้แต่พาแพะไปเดินเล่นหลังบ้านรอบหนึ่ง

   

   แม่เฒ่าฉินบ่นพึมพำสองสามประโยค ฉินไห่เยี่ยนไม่ได้ใส่ใจ และเข้าไปชวนจนเหล้าออกจากบ้าน

   

   แม่เฒ่าฉินไม่ได้ใส่ใจแต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถปิดบังทุกสิ่งอย่างได้

   

   เล่อเหนียงในชาติก่อนเป็นแพทย์ทหารผู้เก่งกาจ การสังเกตสีหน้าถือว่าเป็นเรื่องถนัด มองจากสีหน้าของฉินไห่เยี่ยนก็รู้แล้วว่าเรื่องราวไม่ง่ายขนาดนั้น

   

   ยิ่งไปกว่านั้นกับความหมองคล้ำที่ใต้ตาทั้งสองของฉินไห่เยี่ยนก็ยืนยันได้ว่าคืนก่อนต้องไปทำบางสิ่งบางอย่างมาแน่นอน

   

   นางรู้สึกเหมือนว่านางกำลังจะเปิดโปงความของท่านอาเร็วๆนี้

   

   เมื่อฉินไห่เยี่ยนเห็นว่าแม่เฒ่าฉินไม่ได้ซักถามต่อก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่หันไปมองก็เห็นว่าเล่อเหนียงกำลังจ้องมองตัวเองไม่วางตา

   

   ฉินไห่เยี่ยนถูกเล่อเหนียงมองจนรู้สึกขนลุก จนเกือบจะทำให้ทั้งคนและเหล้าล้มไปด้านข้าง

   

   “ลุงหลี่หยางเจ้าคะ เล่อเหนียงมีเหล้าเพียงเท่านี้ จำไว้ว่าต้องขายอย่างประหยัด ขายให้ได้ราคาดีนะ”

   

   เล่อเหนียงจับมือของหลี่หยางพลางพูดอย่างจริงจัง

   

   เมื่อหลี่หยางเห็นเหล้าก็รู้สึกตื่นเต้นจนตัวสั่นเหล้าจำนวนมากขนาดนี้ ขายหนึ่งหยอกในราคาร้อยตำลึง คงจะดีไม่น้อย

   

   เมื่อคิดถึงว่าท่านกำลังจะได้กำไรพิเศษเล็กๆ ท่านก็อดไม่ได้อยากจะรีบลากไหเหล้านี้กลับไปทันที

   

   “เล่อเหนียงเด็กดี เจ้าวางใจเถิด ข้าจะเปลี่ยนสิ่งนี้ให้เป็นเงินอย่างไม่ขาดตกบกพร่องแน่นอน”

   

   “อืม เล่อเหนียงเชื่อท่านนะ” เล่อเหนียงพูดด้วยน้ำเสียงออดแอ

   

   “จริงสิ ลุงหลี่หยาง เหล้านี้ไม่จำเป็นต้องตั้งราคาสูงมาก ราคาหนึ่งร้อยตำลึงสูงไป สามารถตั้งต่ำกว่านี้ได้ ไม่เช่นนั้นเหล้าขวดต่อไปอาจขายยาก”

   

   เล่อเหนียงหยุดครู่หนึ่งก่อนเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

   

   หลี่หยางฟังแล้วรู้สึกปลาบปลื้มใจยิ่งนัก เล่อเหนียงเหมือนจะบอกว่าที่บ้านยังมีเหล้าอื่นที่คุณภาพดีกว่าเหล่านี้หรือเปล่า

   

   ถึงกระนั้นเมื่ออีกฝ่ายไม่พูด เขาก็ไม่ได้ถาม เพียงตอบรับหนึ่งคำแล้วสั่งลูกจ้างให้ยกเหล้าที่เหลือออกไป

   

   “ท่านป้า ตอนนี้สะดวกหรือไม่” เสียงไม่คุ้นหูดังมาจากหน้าประตู

   

   แม่เฒ่าฉินออกไปดู เห็นเป็นหญิงงามคนหนึ่ง แต่ตนเองไม่เคยพบนางมาก่อน

   

   “ขออภัยจริงๆท่านป้า ข้าเองก็ไม่ได้อยากรบกวนท่าน ข้าเป็นแขกของบ้านเอ้อร์จู้ พวกเรามาถึงวันนี้ ลูกของเอ้อร์จู้ให้เนื้อแห้งเด็กข้าหนึ่งชิ้น ลูกข้ากินแล้วติดใจ อยากกินอีกจึงงอแงไม่หยุด"

   

   “เอ้อร์จู้บอกว่าเนื้อแห้งนี้ทำโดยบ้านของท่านหรือ”

   

   [1] ผีซิวคือ: ปี่เซียะ



 บทที่ 426: หญิงสาวลึกลับ


   

   “ใช่แล้ว เป็นฝีมือของลูกสะใภ้ข้า เจ้ารออยู่ที่นี่สักครู่ ข้าจะไปหยิบมาให้สองสามชิ้น”

   

   แม่เฒ่าฉินหันไปหยิบเนื้อแห้งสองสามชิ้นแล้วเดินออกมา “พวกเราไม่ได้ทำมากเท่าไร หลานข้าต้องเอาไปเป็นเสบียงเวลาอยู่สำนักศึกษา หลังจากแบ่งให้เพื่อนบ้านแล้วจึงเหลือเพียงไม่กี่ชิ้น"

   

   หญิงผู้นั้นรับเนื้อแห้งแล้วยื่นเงินให้ “ทั้งหมดเท่าไรหรือไ

   

   แม่เฒ่าฉินโบกมือ “ไม่ต้องให้เงินหรอก เจ้าเอาไว้ให้เด็กๆกินเล่นเถอะ”

   

   “ข้าเกรงใจจริงๆ!” หญิงผู้นั้นเอ่ยกระดากอาย

   

   แม่เฒ่าฉินยิ้ม “ถือเอาไปเถิด แค่เนื้อแห้งสองสามชิ้นเอง เราอยู่หมู่บ้านเดียวกันไม่ต้องพูดเรื่องเงินทอง”

   

   “ท่านแม่เร็วๆ ข้าหิว ข้าหิวแล้ว!” ใกล้ๆหญิงคนนั้นมีเด็กน้อยวัยราวสามขวบกระโดดโลดเต้นร้องขอของกิน

   

   หญิงผู้นั้นก้มศีรษะเพื่อขอโทษแม่เฒ่าฉินแล้วจึงส่งเนื้อแห้งให้เด็กน้อย

   

   “ท่านป้า ข้าชื่อจี้ชิวอวิ๋นเป็นคนอำเภอจิ้นโจว หากท่านป้าไม่รังเกียจ เรียกข้าว่าชิวอวิ๋นก็พอแล้ว”

   

   “ชิวอวิ๋นมีเรื่องหนึ่งจะขอร้อง ไม่ทราบว่าท่านป้าพอจะรับฟังข้าสักหน่อยได้หรือไม่”

   

   แม่เฒ่าฉินพยักหน้า “ได้สิ มีเรื่องอะไรก็พูดได้ตรงๆ เรากับครอบครัวเอ้อร์จู้สนิทกันมาก เรื่องของเจ้าก็เหมือนเรื่องของเอ้อร์จู้ เรื่องของเอ้อร์จู้ก็เหมือนเรื่องของเรา”

   

   จี้ชิวอวิ๋นลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “ท่านป้า ข้าอยากถามอะไรสักอย่างเกี่ยวกับหมู่บ้านตระกูลฉิน ที่นี่มีใครชื่อฉินไห่เยี่ยนหรือไม่”

   

   “หา”

   

   แม่เฒ่าฉินมองนางด้วยความแปลกใจ “เหตุใดเจ้าถึงถามถึงเขาหรือ”

   

   จี้ชิวอวิ๋นกล่าวด้วยใบหน้าเขินอาย “ข้ามาหมู่บ้านตระกูลฉินเพื่อตามหาเขา”

   

   “ข้ากลัวจะถามเอ้อร์จู้ไม่ได้คำตอบ กลัวว่าเขาจะถามนั่นถามนี่”

   

   แม่เฒ่าฉินถามด้วยความสงสัย “ชิวอวิ๋น ข้าขอถามเจ้าหน่อยได้หรือไม่ เจ้ากับเอ้อร์จู้มีความสัมพันธ์อย่างไร ทำไมเจ้าถึงกลัวว่าเอ้อร์จู้จะรู้”

   

   “หากเจ้ากับเอ้อร์จู้เป็นญาติกัน เจ้าควรจะถามเขาน่าจะดีกว่า”

   

   “เขาเป็นญาติทางฝั่งพ่อของข้า เราไม่ได้เจอกันมาหลายปีแล้ว ข้ามาที่หมู่บ้านตระกูลเถียนและบังเอิญเจอเขาที่ทางเข้าหมู่บ้าน เลยบอกว่าจะแวะมาเยี่ยมเขา”

   

   “แล้วเจ้ากับฉินไห่เยี่ยนมีความสัมพันธ์อย่างไร เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเขาอยู่ที่นี่”แม่เฒ่าฉินถามต่อ

   

   ใจนางเริ่มรู้สึกว่าความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น แต่ก็ยังคงทำตัวสงบนิ่งและพยายามถามเพิ่มเติม

   

   “เขาเคยช่วยชีวิตข้าและยังได้เห็นเรือนร่างของข้า ดังนั้นข้าจึงมาหาเขาเพื่อให้เขารับผิดชอบ”

   

   จี้ชิวอวิ๋นหยุดไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อ “เดิมทีข้าไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน เพียงแต่ได้ยินว่าเขากลับไปหาแม่ของเขา เมื่อไม่นานมานี้ข้าได้พบกับลูกน้องของเขา แล้วได้ยินชื่อ ‘หมู่บ้านตระกูลฉิน’ มาจากพวกเขา"

   

   “ลูกน้องหรือ”

   

   “ลูกน้องอะไรกัน เขาเป็นขุนนางชั้นสูงหรือโจรผู้ยิ่งใหญ่หรือ” แม่เฒ่าฉินพยายามระงับความหวาดกลัวในใจ พยายามทำเสียงให้สงบถามด้วยความประหลาดใจ

   

   เมื่อจี้ชิวอวิ๋นเห็นแม่เฒ่าฉินมีท่าทีผิดปกติเช่นนั้น นางแทนที่จะระวังก็กลับเอ่ยถามด้วยความระแวดระวัง “ท่านป้า ท่านเป็นคนดีใช่หรือไม่”

   

   “หืม”

   

   แม่เฒ่าฉินที่ยังคงตกตะลึงและแปลกใจ เมื่อได้ยินจี้ชิวอวิ๋นพูดเช่นนั้นก็ถึงกับอึ้ง

   

   “หมายความว่าอย่างไร”

   

   จี้ชิวอวิ๋นเองก็เริ่มเข้าใจว่าตนเองนั้นตื่นเต้นเกินควร และรีบขอโทษทันที

   

   “ขออภัยท่านป้า เป็นข้าที่ตื่นตระหนกเกินไป เขาเป็นคนที่มีฐานะแตกต่างไปจากคนทั่วไป ข้ากลัวว่าจะมีผู้ไม่หวังดีต่อเขา”

   

   จี้ชิวอวิ๋นมองแม่เฒ่าฉินด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด นางรู้สึกหงุดหงิดที่ตัวเองตื่นตระหนกเกินไป

   

   แต่ก่อนนี่เห็นได้ชัดว่านางเป็นแค่หญิงชราในชนบท อยากมากแค่รู้เรื่องราวในหมู่บ้าน นางเดาว่านางคงไม่ได้ออกจากหมู่บ้านตระกูลฉินสักเท่าไหร่

   

   ถ้านางรู้ว่าพี่เยี่ยนมีฐานะเป็นใครจะเป็นอย่างไรเล่า อยากมากก็มีคนรู้เพิ่มขึ้นแค่หนึ่งคน ไม่ได้ทำให้เกิดอันตรายกับพี่เยี่ยนหรอก

   

   “เฮ้อ ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ข้าไม่ได้ใส่ใจนัก ข้างนอกช่างวุ่นวายนัก ต้องระวังตัวไว้เป็นเรื่องปกติ” แม่เฒ่าฉินทำเหมือนไม่ใส่ใจ “ลูกชายของข้าเพียงแค่เข้าอำเภอไปขายขนมนิดหน่อย ยังไม่กล้าใช้ชื่อตัวเองบอกกับใครเลย”

   

   จี้ชิวอวิ๋นมองเห็นว่าแม่เฒ่าฉินไม่ได้ใส่ใจก็รู้สึกโล่งใจ มันคงไม่ดีนักหากจะสงสัยคนไปทั่ว

   

   “แล้วที่หมู่บ้านนี้มีใครที่ชื่อฉินไห่เยี่ยนบ้างหรือไม่”

   

   แม่เฒ่าฉินพยักหน้า “มีสิ แต่ตอนนี้เขาไม่อยู่บ้าน เขาออกไปแล้ว”

   

   ฉินไห่เยี่ยนออกไปแล้วจริงๆ วันนี้แต่เช้าตรู่เขากับไป๋เช่ออวิ๋นก็ไปรับฉีสือและคนอื่นๆ

   

   พวกเขาเดินทางหลายวันแล้ว ตอนนี้ยังไม่มีข่าวคราวใดๆ ไป๋เช่ออวิ๋นกลัวว่าพวกเขาจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นจึงมาตามคนแต่เช้า

   

   เมื่อจี้ชิวอวิ๋นได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกผิดหวังในใจไม่น้อย “ข้าคงมาช้าเกินไปสินะ”

   

   “เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน ประเดี๋ยวภรรยาเอ้อร์จู้จะมาตามข้า” จี้ชิวอวิ๋นกล่าวพร้อมกับจับลูกชาลุกขึ้นและจากไป

   

   เดินไปไม่กี่ก้าวก็หันกลับมาถามว่า “ท่านป้า ข้ายังไม่รู้เลยว่าควรเรียกท่านว่าอะไร”

   

   แม่เฒ่าฉินยิ้มเล็กน้อย “ข้าแซ่ฉิน พวกเขามักเรียกข้าว่าท่านแม่เฒ่าฉิน”

   

   “ท่านก็แซ่ฉินหรือ ถ้าเช่นนั้นท่านกับพี่ไห่เยี่ยน…” จี้ชิวอวิ๋นปิดปากด้วยความตกใจและมองดูแม่เฒ่าฉินด้วยความประหลาดใจ

   

   “บ้านข้ารับเขยเข้าบ้าน หมู่บ้านตระกูลฉินคือบ้านเดิมของข้า!” แม่เฒ่าฉิน กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

   

   “อา ถ้าเช่นนั้น ข้าขอตัวก่อนแล้ว!”

   

   แม่เฒ่าฉินมองดูจี้ชิวอวิ๋น จนกระทั่งนางหายลับไปจากสายตา จากนั้นจึงรีบหมุนตัวปิดประตูแล้วลากสวี่ซิ่วอิงกับหลิวซิ่วเถาเข้าไปในห้อง เพื่อเล่าเรื่องทั้งหมดให้พวกเขาฟังโดยละเอียด

   

   “ท่านแม่ ท่านสงสัยว่าหญิงผู้นั้นมีเจตนาอื่นหรือ” สวี่ซิ่วอิงขมวดคิ้วถาม

   

   “ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน แต่จี้ชิวอวิ๋นทำให้ข้ารู้สึกไม่สบายใจ”

   

   แม่เฒ่าฉินก็ไม่สามารถอธิบายได้แน่ชัด นางก็รู้สึกไม่สบายใจเช่นกัน

   

   “หรือว่าเหล่าอู่จะไปสร้างปัญหากับคนอื่นไว้ คนเขาเลยมาที่บ้านเพียงแค่มาหาเหตุอธิบาย” หลิวซิ่วเถามีความคิดที่ลึกซึ้งกว่า

   

   นางเพิ่งรู้จักฉินไห่เยี่ยนได้ไม่นานนัก จึงไม่รู้ว่าตอนที่เขาอยู่ชายแดนนั้นมีนิสัยอย่างไร แต่ในช่วงเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันนี้นางรู้สึกว่าแม้บางครั้งฉินไห่เยี่ยนจะดูสะเพร่า แต่ก็ไม่น่าจะเป็นคนที่ทำอะไรบุ่มบ่าม

   

   “ไม่รู้สิแต่มันดูแปลก เหตุเพียงแค่เนื้อแห้งสองชิ้น ต้องเร่งร้อนมาหาถึงบ้าน มันดูเกินไปหน่อย”

   

   “ตามหลักแล้ว หากเป็นต้องการกินอะไร เช่นนี้เจ้าบ้านควรจะมาถามเองมิใช่หรือ ทำไมแขกถึงได้มาถามด้วยตัวเอง”

   

   เมื่อแม่เฒ่าฉินกล่าวออกมาเช่นนี้ สวี่ซิ่วอิงและหลิวซิ่วเถาก็รู้สึกว่ามีสิ่งผิดปกติ

   

   “ใช่แล้ว ข้าว่ามันแปลกมากจริงๆ”

   

   “เอ้อร์จู้เป็นคนที่เคร่งครัดในกฎระเบียบที่สุด พิจารณาจากที่เขาต้องมาคารวะท่านแม่ทุกเช้า เขาจะไม่มีวันทำเรื่องที่ทำให้แขกต้องออกไปหาของกินข้างนอกเช่นนี้แน่นอน”

   

   “ท่านย่า เมื่อสักครู่มีหญิงสาวที่แต่งกายสวยงามมอบเงินสองอีแปะให้ข้า แล้วถามว่าข้ารู้จักฉินไห่เยี่ยนหรือไม่”

   

   เล่อเหนียงและหงอวี่จับมือกันวิ่งเข้ามาพูด

   

   ท่านแม่เฒ่าฉินรู้สึกตึงเครียด รีบดึงหลานสาวเข้ามาถาม

   

   "แล้วเจ้าตอบนางว่าอย่างไร เจ้าได้บอกนางหรือไม่”



บทที่ 427: มีอันใดให้ข้าต้องกลัวด้วยหรือ


   

   “ข้าตอบไปว่าไม่รู้เจ้าค่ะ ข้าเป็นแค่เด็กนะเจ้าคะ ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้ใหญ่ชื่ออะไร” เล่อเหนียงกะพริบตาพริบๆ พลางพูดขึ้น

   

   “ท่านย่า หญิงคนนั้นช่างแปลกนัก แต่งตัวสะอาดสะอ้าน แต่เด็กที่นางพามาด้วยกลับใส่รองเท้าขาดจนเป็นรู”

   

   หงอวี่ก็ทำหน้าจริงจังกล่าวว่า “ที่สำคัญคือช่วงที่เด็กคนนั้นเลิกชายเสื้อขึ้น ข้าเห็นว่าเสื้อที่ใส่ข้างในกับเสื้อข้างนอกไม่เหมือนกัน”

   

   แม่เฒ่าฉินได้ยินก็ขมวดคิ้วแน่น “เสื้อสองตัวสีไม่เหมือนกันก็เป็นเรื่องปกติ”

   

   หงอวี่ส่ายหัว “ไม่ใช่เรื่องสีไม่เหมือนกัน แต่เป็นวัสดุต่างหาก”

   

   “เสื้อตัวนั้นทำจากผ้าฝ้ายเนื้อหยาบ ส่วนเสื้อนอกกลับเป็นผ้าเนื้อละเอียดอย่างดี ต่อให้ตกต่ำแค่ไหน ถ้าจะอยากให้ดูดีก็ไม่ควรใส่เสื้อสองตัวที่แตกต่างชัดเจนขนาดนี้ ข้าเป็นเด็กยังมองออก นับประสาอะไรกับผู้ใหญ่เล่า”

   

   แม่เฒ่าฉินได้ยินแล้วเงียบไป พลางคิดในใจว่าหญิงคนนั้นคือใครกันแน่

   

   เหตุใดถึงมาตามหาเหล่าอู่ของพวกเรา

   

   หากพูดกันตามเหตุผลแล้วคนที่น่าจะอันตรายที่สุดในบ้านน่าจะเป็นหงอวี่คนนี้นั่นแหละ

   

   เพราะสุดท้ายเขาก็อยู่ในอันตรายจากดาบใหญ่ที่ถือโดยหญิงที่ทรงอำนาจที่สุดของแคว้นต้าหนิง

   

   “เสี่ยวชี เจ้าให้ชิงเฟิงไปสืบหน่อยสิว่าหญิงคนนั้นเป็นใครกันแน่”

   

   หงอวี่พยักหน้าแค่เขาสะบัดมือหนึ่งที แล้วหลังคาก็มีเสียงฝีเท้ากระเบื้องดังขึ้น

   

   “ท่านแม่ ท่านเมื่อครู่ไม่ได้พูดใช่หรือไม่” สวี่ซิ่วอิงถามด้วยความกังวล

   

   “เข้าไม่ใช่คนโง่เขลานะ!"

   

   แม่เฒ่าฉินย่อมไม่อาจบอกนางได้ว่าเหล่าซื่อเพิ่งจากไป วันนี้ก็มีหญิงแปลกหน้าเข้ามาสืบเรื่องราวของเหล่าอู่

   

   ไม่ว่าจุดประสงค์จะเป็นเช่นไรมันก็ประหลาดเกินไป และอีกอย่างนางก็ไม่ใช่คนโง่เขลาที่จะเอาเรื่องนี้ไปบอกใคร

   

   “ท่านย่า รู้สึกห่วงอาเอ้อร์จู้จัง!” เล่อเหนียงเอ่ยขึ้นอย่างไม่มีปึ่ไม่มีขลุ่ย

   

   คำพูดนี้ทำให้จิตใจของแม่เฒ่าฉินและทุกคนต้องหวั่นไหว

   

   ใช่ หากหญิงคนนั้นมิใช่ญาติห่างๆของเอ้อร์จู้ แล้วเขาจะไม่ตกอยู่ในอันตรายหรือ

   

   “หรือเราควรบอกให้มีคนไปดูเขาหน่อย ดีหรือไม่” สวี่ซิ่วอิงเสนอ

   

   “น่าเสียดายที่หมอหลี่อันเพิ่งออกไป ไม่อย่างนั้นจะให้เขาไปดูสักหน่อย”

   

   หลิวซิ่วเถากล่าวเสริม “ใช่แล้ว ภรรยาของเอ้อร์จู้สุขภาพไม่ดีและต้องทานยาเป็นประจำ หากหมอหลี่อันอยู่ก็จะสามารถใช้โอกาสนี้ไปตรวจได้”

   

   “ท่านย่าไม่ต้องกังวลไป ถ้าเกิดเป็นคนร้ายจริงๆ อาหมิงเฟิงและพวกชิงเฟิงจะจัดการเอง” หงอวี่กล่าวปลอบโยน

   

   “ฟังเรื่องนี้แล้วอย่าคิดมากไป ถ้าเกิดเป็นเรื่องเข้าใจผิด จะทำให้เราตกใจกลัวไปเอง”

   

   ขณะนั้นมีเสียงเกือกม้าดังขึ้นนอกบ้าน

   

   แม่เฒ่าฉินใจเต้นถี่รัวรีบเปิดประตูออกไปด้านนอก

   

   “ฮูหยินผู้เฒ่าฉิน พวกข้ากลับมาแล้ว”

   

   “พวกเขาล้วนเป็นสหายเก่าของข้า ล้วนเป็นปรมาจารย์ด้านการก่อสร้าง” ฉีสือแนะนำ

   

   “พวกเจ้า หญิงผู้นี้คือเจ้านายของพวกเราฮูหยินผู้เฒ่าฉิน”

   

   “คารวะฮูหยินผู้เฒ่าฉิน!” ชายผิวคล้ำสิบกว่าคนต่างขานรับพร้อมกัน

   

   “พวกเจ้าไม่ต้องทำตัวห่างเหิน เรียกข้าว่าท่านป้าก็พอ”

   

   แม่เฒ่าฉินเห็นว่าเป็นสหายเก่าของสีฉือ จิตใจของนางก็ยิ่งตื่นตระหนกขึ้น

   

   “อาจารย์ฉี พวกท่านกลับมากันหมดแล้วหรือ”

   

   เมื่อฉีสือรู้ว่าแม่เฒ่าฉินกำลังถามถึงฉินไห่เยี่ยนจึงรีบตอบว่า “นายท่านห้ากับนายอำเภอไป๋ไปซื้อวัสดุสำหรับก่อสร้าง พวกเขาไล่ตามหลังพวกเราอยู่ เดี๋ยวพวกเขาก็มาถึงแล้ว”

   

   แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นก็เริ่มผ่อนคลายลง “เดินทางมานานขนาดนี้ คงหิวกันแล้วใช่หรือไม่ รีบไปล้างหน้าล้างตา ข้าจะให้สวี่ซิ่วอิงทำอาหารให้พวกเจ้า”

   

   นางพูดพลางก็หันหลังเดินกลับไป เรียกให้สวี่ซิ่วอิงและหลิ่วซิ่วเถาจุดไฟทำอาหาร

   

   เล่อเหนียงและหงอวี่ไม่มีอะไรทำ จึงพาหมิงเฟิงและหมิงจิ่นออกไปตัดหญ้าให้อาหารหมู

   

   “คุณหนู เมื่อครู่ท่านไม่ได้กล่าวว่ามีคนร้ายเข้ามาในหมู่บ้านหรือ แล้วเหตุใดท่านยังกล้าออกมาวิ่งเล่น” หมิงจิ่นขยี้หัวเล่อเหนียงพลางถาม

   

   “โอ้ยยย! พี่หมิงจิ่น อย่าขยี้หัวเล่อเหนียงเหรอ หัวข้ามีผมน้อยอยู่แล้ว ท่านเพิ่งดึงออกไปสองเส้น หัวข้าจะล้านอยู่แล้ว” เล่อเหนียงประท้วงพลางกุมหัว

   

   บอกตรงๆเลยว่าชีวิตที่เกิดใหม่ที่นี่ก็ดีทุกอย่าง ยกเว้นผมที่ช่างร่วงง่ายเหลือเกินไป

   

   หมิงจิ่นยิ้มพลางลูบศีรษะนางอีกที “เส้นผมของคุณหนูช่างดกดำ แล้วจะหัวล้านได้อย่าง”

   

   “หึ พี่หมิงจิ่นนิสัยไม่ดี!”

   

   “พี่หมิงจิ่นข้าขอถามหน่อย หากท่านสู้กับสตรีสักคน ท่านพอจะชนะหรือไม่” เล่อเหนียงถามออกมา

   

   หมิงจิ่นครุ่นคิดเล็กน้อย “หากนางไม่ได้มีฝีมือเก่งกาจ ข้าคิดว่าน่าจะเอาชนะได้”

   

   “หากให้ข้าโจมตีจากด้านหลัง ข้าย่อมชนะอย่างแน่นอน”

   

   หมิงจิ่นไม่ได้โอ้อวด พวกเขาห้าพี่น้องต่างก็มีความถนัดแตกต่างกัน แม้แต่หมิงเซิงน้องเล็กสุดก็ยังเชี่ยวชาญการลอบสังหาร

   

   ก่อนหน้านี้ นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดท่านพ่อจึงสอนพวกเราเรื่องการต่อสู้ แม้เขาจะรักพวกเรา แต่หลังจากที่เล่อเหนียงกเอ่ยตอนนั้นก็ทำให้พวกเราตาสว่าง

   

   เขาไม่ได้รักพวกเรา แต่เลี้ยงดูพวกเราด้วยเหตุผลบางอย่าง เขาต้องเพื่อฝึกพวกเราให้เป็นอาวุธในมือของเขา

   

   แต่ตอนนี้ทุกอย่างไม่สำคัญอีกแล้ว เขาตายจากไปแล้ว พวกเราถูกขายให้ตระกูลฉิน เหตุการณ์ในอดีตล้วนเสมือนเมฆหมอกลอยผ่านไป

   

   อีกอย่างตอนนี้พวกเราใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านตระกูลฉินอย่างสะดวกสบาย ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารเรื่องเสื้อผ้า แม้แต่เงินก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป

   

   เว้นแต่พวกเขาจะคิดย้อนกลับไปถึงวันที่ต้องฝึกฝนทั้งวันทั้งคืน

   

   “ดังนั้นข้ายังต้องกลัวอะไรอีกหรือ”

   

   เล่อเหนียงยักไหล่ “บ้านของเรามีพวกท่านคอยปกป้องอยู่ พี่เจ็ดก็มีคนคอยดูแล หมู่บ้านตระกูลฉินสามัคคีปรองดอง กล่าวได้ว่าแม้จะมีคนร้ายสักสิบคนเข้ามาหมู่บ้านตระกูลฉิน พวกเขาคลานกลับไปเป็นแน่”

   

   หมิงจิ่นได้ยินแล้วไม่รู้จะเอ่ยคำใด นางเสียดายที่โต้แย้งเด็กสองขวบไม่ได้

   

   อีกด้าน จี้ชิวอวิ๋นกลับมาที่บ้านเอ้อร์จู้พร้อมกับเด็กน้อย พอก็โยนเด็กน้อยไปอีกด้าน เด็กชายคนนั้นที่ถูกโยนลงพื้นเจ็บก็ไม่กล้าร้อง รีบคลานไปหามุมซ่อนตัว

   

   “เจ้าเป็นใครกันแน่ ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้ ไม่ฉะนั้นข้าจะทำให้เจ้าประสบชะตากรรมอันเลวร้าย” เอ้อร์จู้ถูกมัดนอนอยู่บนพื้น จ้องมองจี้ชิวอวิ๋นด้วยความโกรธ

   

   ผู้หญิงคนนี้เป็นนักต้มตุ๋น ตอนแรกนางบอกว่านางผ่านมาแล้วรู้สึกกระหายน้ำ เด็กคนนี้กระหายน้ำจนไม่ไหวต้องการเข้าไปดื่มน้ำ เขาก็ใจอ่อนพานางเข้าบ้าน ผลสุดท้ายผู้หญิงใจร้ายคนนี้ก็มัดเขาและทำร้ายภรรยาของเขา

   

   “เจ้าจงเชื่อฟัง รอข้าทำธุระเสร็จข้าจะปล่อยเจ้าเอง ไม่ฉะนั้น…”



 บทที่ 428: หญิงสาวที่ไร้เหตุผล 


   

   คำพูดของจี้ชิวอวิ๋นยังไม่ทันจบ ก็มีคนกระโดนลงจากท้องฟ้าขัดจังหวะนาง ชิงเฟิงและชิงเยว่กับพุ่งเข้าไปหาจี้ชิวอวิ๋นทันที

   

   “พวกเจ้าคือใคร”

   

   ชิงเฟิงและชิงเยว่ไม่ตอบคำถามของจี้ชิวอวิ๋น แต่กลับเข้าจับกุมตัวนางทันที

   

   “หึ ข้าก็คิดว่าเป็นพวกมากฝีมือมากกว่านี้ ความจริงก็แค่คนอ่อนแอคนหนึ่ง” ชิงเยว่หัวเราะเยาะ

   

   “พวกเจ้าปล่อยข้านะ ข้าเป็นหญิงของผู้นำพรรคเฟยอวี๋นะ!”

   

   ชิงเฟิงแปลกใจ “เจ้าเป็นหญิงของผู้นำพรรคเฟยอวี๋ เหตุใดถึงมาอยู่ที่นี่”

   

   ชื่อเสียงของพรรคเฟยอวี๋โดนเด่น พวกเขาเคยได้ยินมาก่อน นั่นเป็นหน่วยข่าวกรองที่ใหญ่ที่สุดในแคว้นต้าหนิง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ไม่ขัดต่อระเบียบ จะทำงานให้ตามที่ได้รับว่าจ้าง

   

   “ข้าอยู่ที่นี่แล้วพวกเจ้ามายุ่งอะไรด้วย ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้ มิฉะนั้นพรรคเฟยอวี๋จะไม่ปล่อยพวกเจ้าไปแน่”

   

   “หึ เจ้าดูแลตัวเองก่อนเถอะ!” ชิงเยว่ไม่พูดมากก่อนใช้เท้าถีบนางไปอีกทาง

   

   “ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่ ท่านได้รับบาดเจ็บหรือเปล่า” ชิงเยว่พยุงเอ้อร์จู้ให้ลุกขึ้นพลางถามอย่างเป็นห่วง

   

   เอ้อร์จู้ส่ายหัว “ข้าไม่เป็นอะไร รีบไปดูภรรยาข้าเถอะว่าเป็นอย่างไรบ้าง”

   

   ชิงเยว่พยุงเอ้อร์จู้นั่งให้ดี แล้วรีบวิ่งเข้าไปในห้องนอน เมื่อเห็นภรรยาของเอ้อร์จู้ที่นอนหมดสติอยู่บนเตียง จึงรีบตรวจชีพจรนาง และพบว่านางเพียงแค่สลบไปจึงได้วางใจ

   

   “ชิงเยว่ เจ้ารีบไปเรียกคนมา!”

   

   ชิงเยว่รับคำแล้วใช้วิชาตัวเบาทะยานออกไป

   

   “ท่านผู้กล้า พวกท่านเป็นใครกัน เหตุใดข้าไม่เคยเห็นพวกท่านมาก่อนเลย”

   

   ชิงเฟิงยิ้มแล้วกล่าว “ท่านมองไม่เห็นพวกเรา แต่พวกเราเห็นท่านทุกวันนะ”

   

   “ข้าก็เป็นคนของบ้านแม่เฒ่าฉิน เพียงแต่อยู่ในเงามาตลอดเท่านั้นเอง”

   

   ได้ยินว่าชิงเฟิงพูดเช่นนี้แล้ว เอ้อร์จู้ดวงตาพลันเปล่งประกาย ครอบครัวแม่เฒ่าฉินไม่ธรรมดาเลย แม้แต่ซื้อทาสยังได้ผู้เชี่ยวชาญ

   

   หมิงเฟิงและหมิงจื้อต่างมีฝีมือเก่งกาจ แม้แต่หญิงสาวอย่างหมิงจิ่นกับหมิงจูก็ไม่ธรรมดา เวลาต่อสู้พวกนางดุร้ายไม่น้อย

   

   แม่เฒ่าฉินได้ยินว่าเกิดเรื่องกับเอ้อร์จู้จึงรีบพาหมิงเฟิงและหมิงจื้อออกมาจากบ้านทันที ระหว่างทางได้พบกับฉินไห่เยี่ยนและหลี่เฟยที่เพิ่งกลับมาพอดี

   

   แม่เฒ่าฉินเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฉินไห่เยี่ยนฟัง

   

   ฉินไห่เยี่ยนฟังจบก็ถึงกับงง “ไม่ใช่ ข้าไม่เคยช่วยเหลือสตรีมาก่อน”

   

   “ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องเห็นเรือนร่างสตรีเลย”

   

   เดิมทีแม่เฒ่าฉินคิดว่าจี้ชิวอวิ๋นสตรีผู้นี้แปลกอยู่แล้ว ตอนนี้ได้ยินฉินไห่เยี่ยนพูดอย่างนี้จึงรู้สึกว่าเรื่องนี้มีบางอย่างผิดปกติ

   

   “ไม่ว่าจะเป็นลาหรือม้าก็ต้องออกไปดูถึงจะรู้ ไปกันเถอะ ไปพบกับนางคนนั้นกัน!”

   

   เล่อเหนียงก็อยากจะตามไปด้วย แต่หงอวี่รั้งตัวนางเอาไว้

   

   “เล่อเหนียง เจ้าอย่าไปเลย ผู้ใหญ่เขาต่อสู้กันจะโดนลูกหลงเอาได้นะ”

   

   เล่อเหนียงทำปากยื่น “แต่ท่านก็จะได้ดูเรื่องสนุกนะ ยิ่งเป็นเรื่องของอาห้าด้วย ท่านไม่อยากรู้หรือ”

   

   หงอวี่ส่ายหัว “ไม่อยาก ข้าไม่สนใจ!”

   

   เล่อเหนียงออดอ้อน “พี่เจ็ดไปเถอะนะ~”

   

   “เล่อเหนียงอยากดูเรื่องสนุกนะ~”

   

   หงอวี่ยังคงนิ่งเฉย นั่นทำให้เล่อเหนียงโกรธขึ้นมา “พี่เจ็ด หากท่านไม่พาข้าไป ข้าจะให้พี่ห้า พี่หกพาข้าไปแทน!”

   

   “แต่ตกลงกันก่อนนะว่าจะดูอยู่ข้างหลังพอ ห้ามวิ่งเข้าไปเด็ดขาด”

   

   หงอวี่ไม่มีทางเลือก จำต้องพานางไปด้วย

   

   “เจ้ารีบปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ ข้าเป็นหญิงของพรรคเฟยอวี๋นะ!”

   

   แม่เฒ่าฉินเพิ่งมาถึงลานบ้านของเอ้อร์จู้ก็ได้ยินเสียงโกรธเคืองดังขึ้นมา

   

   เมื่อหลี่เฟยได้ยินเช่นนั้นถึงกับเสียหลักเกือบล้มลงกับพื้น

   

   ฉินไห่เยี่ยนมองเขาด้วยสายตาเย็นชา ถามผ่านสายตาว่า นั่นคือผู้หญิงของท่านหรือ

   

   หลี่เฟยกลอกตาใส่เขา “ไม่ใช่!”

   

   เมื่อจี้ชิวอวิ๋นเห็นแม่เฒ่าฉินเดินเข้ามาก็อึ้งไปชั่วขณะ “เหตุใดท่านถึงมาอยู่ที่นี่ ท่านเป็นใครกันแน่”

   

   แม่เฒ่าฉินตอบด้วยสีหน้าเย็นชา “เมื่อเจ้ามาสืบเรื่องราวของลูกชายข้า ข้าย่อมต้องขอให้เรื่องนี้กระจ่างชัด”

   

   “ฉินไห่เยี่ยนเป็นลูกชายของท่านหรือ!” จี้ชิวอวิ๋นเอ่ยด้วยความประหลาดใจ

   

   เมื่อแม่เฒ่าฉินยืนยันแล้วก็ตื่นเต้นขึ้นมาแทบจะทันที “ฉินไห่เยี่ยนอยู่ไหน!”

   

   “เขาฆ่าสามีของข้า ข้าจะต้องให้เขาชดใช้ด้วยชีวิตของเขา!”

   

   “เจ้าพูดว่าข้าฆ่าสามีของเจ้า สามีของเจ้าเป็นผู้ใดกันหรือ” ฉินไห่เยี่ยนก้าวเข้ามาพร้อมถามเสียงดัง

   

   “เป็นเจ้าจริงๆ เจ้ามันคนวิปริต!” จี้ชิวอวิ๋นดีดดิ้นให้หลุดจากพันธนาการ

   

   “เจ้าคนชั่ว ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้ ข้าจะฆ่าสารเลวคนนี้!”

   

   “ได้ยินหรือไม่ เจ้าคนชั่ว ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!” จี้ชิวอวิ๋นดิ้นรนพร้อมกับด่าชิงเฟิงที่กดนางไว้

   

   “เจ้ายังไม่ได้ตอบคำถามข้าเลย สามีของเจ้าคือผู้ใดหรือ”

   

   จี้ชิวอวิ๋นเชิดหน้าขึ้นอย่างเย่อหยิ่ง แล้วพูดด้วยความภาคภูมิใจ “สามีของข้าคือหลี่เฟยผู้เป็นผู้นำพรรคเฟยอวี๋ที่มีชื่อเสียงในยุทธภพ!”

   

   หลี่เฟยที่เพิ่งก้าวเข้ามาก็โซเซจนทรุดลงกับพื้นทันที สายตาที่มองจี้ชิวอวิ๋นเหมือนกับว่ากำลังอึดอัดใจยิ่งนัก

   

   ฉินไห่เยี่ยนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “เจ้าบอกว่าเจ้าเป็นหญิงของผู้นำเฟย แต่เจ้าเคยพบเขาหรือไม่”

   

   ฉินไห่เยี่ยนชี้ไปที่หลี่เฟยแล้วถาม

   

   จี้ชิวอวิ๋นมองหลี่เฟยด้วยสายตาไม่แยแสและกล่าวว่า “ข้าไม่จำเป็นต้องสนใจพวกเด็กเหลือขอคนนี้”

   

   “ฮ่าๆๆ เขาก็คือ…”

   

   “พานางออกมาเถอะ ส่งเสียงดังรบกวนเอ้อร์จู้แล้ว”

   

   ฉินไห่เยี่ยนยังไม่ทันพูดจบก็ถูกหลี่เฟยขัดจังหวะ พร้อมกับมองฉินไห่เยี่ยนด้วยสายตาตักเตือน

   

   ฉินไห่เยี่ยนลูบจมูกแล้วกล่าวว่า “ท่านแม่ พวกเราพานางออกไปเถอะ พวกเรารบกวนเขามามาหพอแล้ว”

   

   แม่เฒ่าฉินพยักหน้า “อืม พวกเจ้าจงพานางกลับไปขังไว้ในศาลบรรพชน ข้าจะไปดูเมียเอ้อร์จู้สักหน่อย”

   

   เมื่อเล่อเหนียงและหงอวี่เห็นพวกเขาออกมาก็รู้ว่าไม่มีเรื่องสนุกให้ดูจึงจูงมือกันกลับไป

   

   จี้ชิวอวิ๋นมองเด็กน้อยสองคนที่เล่นอยู่ข้างหน้า ดวงตากลอกไปมาก่อนจะจงใจทำให้ชิงเฟิงสะดุดล้ม

   

   ชิงเฟิงตอบสนองว่องไว เพียงแต่ช้ากว่าไปก้าวหนึ่ง

   

   “พวกเจ้าทั้งหมดถอยไป ไม่อย่างนั้นข้าจะบีบคอเด็กน้อยสองคนนี้ให้ตาย”

   

   จี้ชิวอวิ๋นพูดพลางบีบคอหงอวี่และเล่อเหนียง

   

   เล่อเหนียงและหงอวี่ถึงกับพูดไม่ออก เขาทั้งสองคนเดินมากลับมาแล้ว ยังไม่ได้ทันได้เข้าใกล้แม้แต่น้อย เหตุใดโชคร้ายถึงตกมาอยู่ที่พวกเขาเสมอ

   

   “ปล่อยนายข้าเดี๋ยวนี้!” ชิงเฟิงโพล่งออกมาอย่างร้อนรน

   

   “อย่าขยับ ไม่อย่างนั้นข้าจะบีบคอพวกเขาสองคนให้ตายเสีย!”

   

   จี้ชิวอวิ๋นกล่าวพลางก้าวถอยหลัง และบีบคอหงอวี่และเล่อเหนียงแรงขึ้น

   

   “เด็กน้อย ฉินไห่เยี่ยนมีความสัมพันธ์อย่างไรกับพวกเจ้า”

   

   เล่อเหนียงและกงเกอร์ส่ายหัวพร้อมกัน “ไม่มี ไม่มี ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน เราไม่รู้จักเขา”

   

   “เจ้ามีเรื่องใดก็มาเผชิญหน้ากับข้า อย่าได้ทำร้ายเด็กน้อยที่ไร้เดียงสาสองคนนี้”

   

   จี้ชิวอวิ๋นหัวเราะเบาๆ “เจ้าร้อนรนขนาดนี้เลยหรือ ดูเหมือนพวกเขาจะมีความสำคัญกับเจ้ามากนะ”

   

   พูดจบแล้วจี้ชิวอวิ๋นก็จับตัวเด็กสองคนแล้วใช้วิชาตัวเบาพาบินออกไป

   

   ตอนนี้นางยังไม่สามารถฆ่าฉินไห่เยี่ยนได้ แต่ถ้ามีเด็กสองคนนี้ในมือ นางไม่เชื่อว่าฉินไห่เยี่ยนจะไม่ยอมมา!

   

   “นายท่าน!” ชิงเยว่จะไล่ตามไป แต่ถูกฉินไห่เยี่ยนดึงเอาไว้

   

   “เจ้าอย่าไป เสี่ยวชีมีวิธีหลบหนีออกมาได้”

   

   ขณะที่ถูกจับลอยอยู่กลางอากาศเล่อเหนียงก็ส่งสายตาให้หงอวี่

   

   ไม่นานทั้งสองก็พุ่งเข้าไปในพื้นที่มิติแล้ว



 บทที่ 429: เจ้าไปหามัน อย่ามาหาข้า


   

   “อะไรน่ะ!”

   

   จี้ชิวอวิ๋นเห็นเด็กคนสองคนหายตัวไปต่อหน้าต่อตาก็ตกใจจนเสียหลักพลัดตกลงมา

   

   พริบตาเดียว เล่อเหนียงก็กลับออกมาจากพื้นที่มิติ ขณะที่ฉินไห่เยี่ยนและผู้อื่นที่ได้ยินเสียงก็วิ่งเข้ามา

   

   “เหนียงเหนียง เสี่ยวชี เจ้าได้รับบาดเจ็บหรือไม่”

   

   ฉินไห่เยี่ยนคว้าเล่อเหนียงและหงอวี่มาสำรวจร่างกาย ก่อนจะพบว่าไม่มีบาดแผล เมื่อเห็นว่ามีเพียงรอยแดงที่คอเล็กน้อยและไม่บาดเจ็บที่อื่นก็โล่งใจ

   

   “อาห้า ดูผู้หญิงคนนี้สิ เหมือนจะหัวกระแทกจนกลายเป็นคนโง่ไปแล้ว” เล่อเหนียงพูด

   

   ฉินไห่เยี่ยนเดินเข้ามาแล้วใช้เท้าดันตัวนางให้พลิกกลับ พบว่าเลือดออกทางจมูกและปากก็รู้ว่านางคงไม่รอดแล้ว

   

   “ชะ…ช่วย...ช่วย ขะ…ข้าด้วย…” จี้ชิวอวิ๋นกระอักเลือดออกมาแล้วพูดอย่างอ่อนแรง

   

   “เจ้าบอกข้ามาเถิดว่าใครส่งเจ้ามา แล้วข้าจะช่วยชีวิตเจ้าเอง!”

   

   “ท่าน! ท่านนั่นแหละที่ฆ่าสามีของข้า!”

   

   ฉินไห่เยี่ยนขมวดคิ้วพลางครุ่นคิดเกี่ยวกับสตรีผู้นี้ เขาหวนคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่กลับไม่พบความทรงจำเกี่ยวกับนางเลย

   

   “ข้าไม่รู้จักเจ้าและไม่เคยพบเจ้ามาก่อน ส่วนสามีของเจ้าคือใคร ข้าก็ไม่รู้และก็ไม่อยากรู้แล้ว พวกเราไม่เคยทำร้ายผู้บริสุทธิ์”

   

   ฉินไห่เยี่ยนกล่าวอย่างเย็นชา “หากสามีของเจ้าถูกข้าฆ่าจริง เขาย่อมต้องเป็นผู้ที่สมควรตาย!”

   

   “ท่าน...ท่าน…”

   

   จี้ชิวอวิ๋นโกรธจนสำลักเลือด คอค่อยๆตกลงแล้วแน่นิ่งไป

   

   “ท่านอา ท่านนี่เก่งจริงๆ แค่พูดก็ทำให้คนกลัวจนตายได้” หงอวี่เอ่ยชมด้วยใจจริง

   

   ชิงเฟิงและชิงหมิงสององครักษ์ผู้มากประสบการณ์ต่างอึ้งไปหมดแล้ว

   

   ไม่จริงกระมัง

   

   ไม่จริงกระมัง

   

   พวกเขาไม่ได้ฟังผิดใช่หรือไม่?

   

   ฉินไห่เยี่ยนกลายเป็นเจ้านายของหน่วยอ้านอิ่นได้อย่างไร

   

   เขาไม่ใช่หรือที่พลัดพรากจากครอบครัวเมื่อสองปีก่อน

   

   แล้วทำไมถึงกลายเป็นผู้นำหน่วยอ้านอิ่นได้

   

   “ดังนั้นความผิดทั้งหมดนี้เป็นความผิดของผู้ใดกันแน่” เล่อเหนียงถามพลางกางมือออกราวกับชายชราตัวน้อย

   

   “ไม่ว่าใครผิดใครถูก ตอนนี้จะทำอย่างไรได้ ถึงอย่างไรคนก็ตายไปแล้ว ทั้งยังไม่อาจสืบหาตัวการเบื้องหลังได้อีกด้วย” ฉินไห่เยี่ยนยักไหล่พลางกล่าว

   

   “ใครบอกว่าทุกอย่างจบลงแล้ว”

   

   เสียงเย็นเยียบของแม่เฒ่าฉินดังขึ้นจากด้านหลัง “เหล่าอู่ เจ้ายังติดค้างคำอธิบายและคำชี้แจงข้าอยู่หนึ่งเรื่องไม่ใช่หรือ”

   

   ฉินไห่เยี่ยนหันกลับไปอย่างแข็งทื่อ เห็นมารดาของเขากำลังถือไม้เรียวอยู่ในมือ

   

   “ท่านแม่ ข้าผิดไปแล้ว โปรดฟังข้าอธิบายด้วย”

   

   แม่เฒ่าฉินหัวเราะเย็นชาและกล่าวว่า “ข้าไม่รู้เลยว่าเจ้ากลายเป็นผู้นำของหน่วยอ้านอิ่นไปแล้ว”

   

   ฉินไห่เยี่ยนทรุดเข่าลงกับพื้นและกล่าวว่า “ท่านแม่ เหตุการณ์ไม่ได้เป็นอย่างที่ท่านคิด โปรดฟังข้าเล่าเถิด” หลังจากที่ฉินไห่เยี่ยนขอความเมตตา เขาก็เริ่มเล่าจุดเริ่มต้นของเรื่องราว

   

   “ท่านแม่ หลังจากที่ข้าแยกจากพวกท่านไป ข้าถูกชาวหนานหมานจับตัวไป ข้าถูกขังรวมกับชายชราคนหนึ่ง ชายชราผู้นั้นคือผู้นำของหน่วยอ้านอิ่น”

   

   “เมื่อพวกเราหลบหนีออกมาได้ ข้าได้ยกให้เขาเป็นบิดาบุญธรรม ตอนที่ถูกชาวหนานหมานจับตัวไป เขาได้รับพิษและรู้ว่าตนเองมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน ดังนั้นในปีสุดท้ายนั้น เขาจึงสอนวิชาการต่อสู้ให้ข้าด้วยตนเอง และมอบหน่วยอ้านอิ่นให้ข้าดูแล”

   

   “แม้ว่าตั้งแต่ข้าเข้ารับตำแหน่งผู้นำหน่วยอ้านอิ่น ข้าได้สังหารผู้คนมากมาย แต่ข้าไม่เคยสังหารคนบริสุทธิ์เลย”

   

   “ดังนั้นข้าจึงไม่รู้จริงๆ ว่าผู้หญิงคนนี้มาหาข้าเพราะอะไร และยังนำพาเรื่องของพรรคเฟยอวี๋เข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย”

   

   ฉินไห่เยี่ยนได้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้แม่เฒ่าฉินฟัง เมื่อเล่าจบเขาก็รู้สึกโล่งใจขึ้นเล็กน้อย

   

   ตั้งแต่กลับบ้านมา เขาเครียดตลอดเวลา ทุกครั้งที่พูดก็ต้องคิดหลายตลบก่อนจะกล้าพูดออกไป เพราะเขากลัวว่าจะหลุดปากออกไป เรื่องนี้กดดันเขาจนแทบจะทนไม่ไหวแล้ว

   

   ตอนนี้ความลับนี้ได้ถูกเปิดเผยออกมาในที่สุด เขาก็รู้สึกโล่งสบายทั่วทั้งตัว

   

   “ดังนั้นช่วงนี้เจ้าถึงออกไปแต่เช้าและกลับมาดึกๆ เพื่อจัดการเรื่องของหน่วยอ้านอิ่นหรือ”

   

   ฉินไห่เยี่ยนพยักหน้า “ใช่แล้ว เกิดเรื่องในหน่วย ข้าต้องไปจัดการเอง”

   

   ชิงเฟิง หมิงเฟิง และหมิงจื้อต่างตกตะลึง

   

   ผู้นำหน่วยอ้านอิ่นที่มีชื่อเสียงกลับกลายเป็นนายท่านห้าของพวกเขาเช่นนั้นหรือ

   

   เรื่องนี้น่าตื่นเต้นเกินไปแล้ว ไม่แปลกใจเลยที่พวกเขามักจะรู้สึกว่ารอบๆหมู่บ้านตระกูลฉิน มีสายตาลึกลับหลายคู่จับจ้องอยู่ แท้จริงแล้วปัญหาก็มีต้นเหตุมาจากสิ่งนี้เอง!

   

   หลี่เฟยเดินเข้ามาพลางกล่าวว่า “อ้าว ผู้นำหน่วยอ้านอิ่นนี่เอง”

   

   “เจ้าก็ไม่ต่างกันนัก ผู้นำพรรคเฟยอวี๋!” ฉินไห่เยี่ยนโต้กลับไปทันที

   

   ชิงหมิงและสี่คนที่เหลือต่างงุนงง

   

   นี่มันเรื่องอะไรกัน

   

   หรือว่าพวกเขายังตื่นไม่เต็มตา

   

   ผู้นำพรรคเฟยอวี๋ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ผู้นำหน่วยอ้านอิ่นที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัวคือคนที่พวกเขาเคยหยอกล้อกันเป็นประจำ

   

   “พอแล้ว รีบนำร่างของนางคนนี้ไปฝังเถอะ ยังไงก็ไม่ใช่คนดีนัก ไม่จำเป็นต้องฝังดีๆก็ได้” แม่เฒ่าฉินกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา

   

   หึ! กล้าดีอย่างไรที่ทำร้ายสมบัติของบ้านเรา การที่ฝังนางให้ก็ถือเป็นการสะสมบุญของข้าแล้ว กล่าวจบก็อุ้มเล่อเหนียงและหงอวี่กลับไป

   

   ชิงเฟิงและชิงเย่วกลับเข้าไปในเงามืด

   

   หมิงเฟิงและหมิงจิ่นที่อยู่กับแม่เฒ่าฉินตั้งแต่แรกก็เลยตามแม่เฒ่าฉินกลับไปเช่นกัน

   

   หลี่เฟยและฉินไห่เยี่ยนสบตากันชั่วครู่ บังเกิดความรับผิดชอบแล้วจึงไปหยิบพลั่วเตรียมขุดหลุม

   

   “เหล่าอู่ เจ้าทำการใหญ่โตเช่นนี้ คงคิดจะช่วยเสี่ยวชีใช่ไหม” หลี่เฟยเอ่ยถามตรงๆ

   

   ฉินไห่เยี่ยนก็ไม่ปิดบัง ตอบรับอย่างเปิดเผยว่า “ใช่แล้ว เสี่ยวชีเป็นคนของพวกข้า เมื่อข้าต้องการที่จะช่วยเขาก็ต้องให้เขาได้รับสิ่งที่เขาคู่ควร”

   

   หลี่เฟยพยักหน้า “ข้าไม่เคยคาดคิดเลยว่าเสี่ยวชีจะมีฐานะเช่นนี้”

   

   ตอนแรกหลี่เฟยตกใจมาก เขาเพียงออกไปหาความจริงเกี่ยวกับเสี่ยวชี อยากรู้ว่าครอบของเด็คนนี้หายไปไหน ตั้งใจจะไปแก้แค้นให้ แต่แล้วก็ได้รับข่าวว่า เสี่ยวชีคือองค์ชายเพียงหนึ่งเดียวของ​ฮ่องเต้

   

   คราวนั้นเขาตกใจจนไม่อาจนั่งอยู่บนเก้าอี้ได้ สุดท้ายก็นั่งทรุดลงไปบนพื้น

   

   “หากเจ้าต้องการให้ข้าช่วยสิ่งใดก็อย่าได้รีรอที่จะบอก” หลี่เฟยกล่าว

   

   “เหตุใดเจ้าถึงไม่อยากจะทำสิ่งใดที่ยิ่งใหญ่บ้าง” ฉินไห่เยี่ยนถามด้วยเสียงหนักแน่น “เจ้าไม่อยากจะนำพรรควิหคมีด้านสว่างบ้างหรือ”

   

   หลี่เฟยส่ายหน้า “ตอนนี้ข้ายังไม่อยากทำอะไร สถานการณ์ในตอนนี้วุ่นวาย ข้าไม่อยากเสี่ยงพนัน”

   

   “ปู่ของข้าร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงแล้ว อาจจะอยู่ได้อีกไม่นาน ข้าแค่อยากอยู่ข้างเขาในช่วงเวลาที่เหลือ สำหรับเรื่องอื่นๆ ข้าปล่อยให้ผู้อื่นจัดการไปแล้วกัน”

   

   หลี่เฟยคิดสักครู่แล้วกล่าวต่อ “แต่หากเจ้าต้องการความช่วยเหลือหรือพวกเสี่ยวชีมีปัญหา ข้าก็จะไม่นิ่งดูดาย”

   

   ทั้งสองพูดคุยกันพร้อมกับขุดหลุม ไม่นานนักก็ขุดเสร็จเรียบร้อย

   

   ฉินไห่เยี่ยนเตะจี้ชิวอวิ๋นลงไปในหลุมอย่างไม่ใยดี “พอแล้ว ข้าไม่รู้หรอกว่าสามีเจ้าคือใคร แต่ข้ารับรองว่าไม่ได้ฆ่าเขา ตอนนี้เจ้าก็ไปพบกับเขาอีกครั้งได้แล้ว”

   

   “อ้อ ใช่แล้ว หากเจ้ากลับมาตอนกลางคืนก็ไปหาเขา ไม่ต้องมาหาข้า”

   

   ฉินไห่เยี่ยนชี้ไปที่หลี่เฟยอย่างน่ารำคาญ “เขาคือผู้นำพรรคเฟยอวี๋!”



 บทที่ 430: อย่างไรก็ต้องพูดให้ชัดเจน


   

   “พี่ชุนหลานของที่จำเป็นขนกลับมาแล้ว ท่านว่าเราควรจะจุดประทัดสักชุดเพื่อเฉลิมฉลองการเริ่มงานหรือไม่”

   

   เช้าวันต่อมาฉินฟู่หลินรีบมายืนรอแม่เฒ่าฉินเปิดประตูตั้งแต่เช้าตรู่

   

   แม่เฒ่าฉินมองดูประทัดในมือ “เจ้าไม่ได้ถืออยู่แล้วหรือ”

   

   “ถ้าข้าบอกว่าไม่ให้จุด เจ้าจะไม่จุดจริงหรือ”

   

   ฉินฟู่หลินส่ายหน้า “นั่นไม่ได้นะ ไม่ให้จุดข้าก็จะจุด!”

   

   เมื่อเสี่ยวอู่และเสี่ยวลิ่วสะพายกระเป๋าผ้าออกมา ครั้นเห็นฉินฟู่หลินถือประทัดไว้ในมือก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที

   

   “ท่านปู่หัวหน้าหมู่บ้าน ท่านปู่หัวหน้าหมู่บ้าน ให้ข้าจุด ให้ข้าจุดเถอะ” เสี่ยวลิ่วกระโดดเต้นแร้งเต้นกาพูดด้วยความตื่นเต้น

   

   ฉินฟู่หลินส่ายหน้า "ไม่ได้หรอก ไม่ได้หรอก ถ้าให้เจ้าจุดย่าเจ้าได้ฟาดรองเท้าใส่ข้าพอดี”

   

   “ฟู่หลิน ให้พวกเขาจุดเถอะ เจ้ายืนดูอยู่ข้างๆก็พอ”

   

   แม่เฒ่าฉินมองท่าทางตื่นเต้นของเสี่ยวอู่และเสี่ยวลิ่วแล้วถอนหายใจ “ขืนไม่ให้พวกเขาจุด ข้าคิดว่าพวกเขาคงจะหมกมุ่นกับเรื่องนี้ทั้งวันแน่”

   

   เมื่อฉินฟู่หลินได้ยินดังนั้นก็ตั้งวางปะทะให้เรียบร้อย แล้วจุดธูปส่งให้เสี่ยวลิ่ว

   

   เสี่ยวอู่เห็นดังนั้นก็งอน เกิดความไม่ยอมทันที เขาทำหน้าบูดใส่ฉินฟู่หลิน

   

   “ท่านปู่หัวหน้าหมู่บ้าน ท่านชอบเสี่ยวลิ่ว แต่ไม่ชอบข้าหรือ”

   

   ฉินฟู่หลินอึ้งครู่หนึ่ง “ไม่ใช่นะ ข้าชอบพวกเจ้าทั้งสองคนนั่นแหละ”

   

   “เด็กๆในหมู่บ้านของพวกข้า ข้าก็ชอบหมดทุกคน”

   

   เสี่ยวอู่ได้ยินดังนั้นก็ทำเบ้ปากทันที “แล้วเหตุท่านให้เสี่ยวลิ่ว แต่ไม่ให้ข้าล่ะ”

   

   “ข้า…”

   

   ฉินฟู่หลินถึงกับปวดเศียรเวียนเกล้า เขาไม่ได้แบ่งแยกแต่อย่างใด เขาเพียงทำไปตามสะดวกจริงๆ เขาแค่ส่งให้เสี่ยวลิ่วที่ยืนใกล้กว่าเท่านั้นเอง”

   

   “เสี่ยวอู่ ปู่ไม่ได้แบ่งแยกหรอกนะ เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ ครั้งนี้ให้เสี่ยวลิ่วเริ่มจุดก่อน แล้วรอจนงานเสร็จค่อยให้เจ้าจุดบ้าง”

   

   ไม่เสียชื่อที่ฉินฟู่หลินเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน เขาสับสนมึนงงอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะนึกหาวิธีแก้ปัญหาได้ทันที

   

   “เช่นนั้นก็ได้ ท่านต้องจำเรื่องนี้ไว้ให้ได้นะ!”

   

   ตอนนี้เสี่ยวอู่ก็ทำได้แต่ต้องยอมรับ ถ้าเขาไม่ยอมรับแล้วจะทำเช่นไรได้เล่า เพราะอย่างไรเขาก็เอาชนะเสี่ยวลิ่วไม่ได้หรอก แม้ว่าเขาเป็นพี่ชาย แต่ตั้งแต่เด็กเสี่ยวลิ่วก็กินมากกว่าเขาและมีร่างกายที่แข็งแกร่งกว่า

   

   เขาไม่สามารถเอาชนะได้จริงๆ…

   

   ในไม่ช้าเสียงประทัดก็ดังขึ้น การก่อสร้างน้ำบ่อพุร้อนได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว

   

   วันนี้ในหมู่บ้านตระกูลฉิน ใครก็ตามที่ว่างก็ออกมาช่วยขนวัสดุก่อสร้างไปยังด้านหลังของหมู่บ้าน พวกเขานำวัวสองตัว ลา และแพะที่มีอยู่ทั้งหมดมาใช้งาน

   

   แม่เฒ่าฉินและพวกคนอื่นกำลังล้างผักอยู่ที่บ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อ เพื่อเตรียมอาหารกลางวันในวันนี้

   

   ปัจจุบันคนที่ฉีสือพามาทั้งเก้าคนพักอยู่ที่บ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อ เดิมทีตอนนี้ห้องพักของเหล่าหลายเล่อก็ไม่พอหรอก แต่เพราะว่าอากาศร้อน เหล่าชายฉกรรจ์ปูเสื่อที่พื้นไม่ต้องมากพิธี

   

   แน่นอนว่าอาหารกลางวันของพวกเขาก็ถูกจัดการที่บ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อ

   

   “ท่านแม่ เมื่อวานหลี่เฟยพูดเกี่ยวกับการร่วมลงทุน เลยทำให้ข้านึกได้”

   

   ฉินไห่เยี่ยนเดินขากะเผลกเข้ามา ลากเก้าอี้มานั่งแล้วเปิดปากพูด

   

   “ผ่านไปคืนนึงแล้ว เหตุใดยังเจ็บก้นอยู่หรือ”

   

   ฉินไห่เยี่ยนพูดแล้วทำหน้าตาทรมาน เมื่อวานไป๋เช่ออวิ๋นรู้ว่าเขากับหลี่เฟยมีฐานะอย่างไรก็ตรงเข้ามาต่อยตีเขาทันที

   

   ทั้งยังบอกว่าไม่ให้เขาสู้กลับอีก สิ่งที่เลวร้ายที่สุดก็หมอนั่นเน้นเตะตรงก้นของเขา

   

   “ท่านแม่ ท่านอย่าพูดถึงเรื่องนี้เลย ข้ากำลังคุยเรื่องสำคัญกับท่านนะ” ฉินไห่เยี่ยนร้องคร่ำครวญ

   

   “สมควรแล้ว!” แม่เฒ่าฉินยังไม่ได้เอ่ยอะไร แต่เล่อเหนียงกลับพูดอย่างสะใจ

   

   “เล่อเหนียง เจ้าไม่สงสารอาของเจ้าบ้างหรือ”

   

   “สงสารสิ ถ้าข้าไม่สงสาร เมื่อวานนี้ก็คงไม่ให้ยาอาห้าหรอก” เล่อเหนียงตอบขณะที่จ้องมองด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม

   

   “อาห้าเป็นถึงผู้นำ กลับสู้พี่หลี่เฟยไม่ได้ น่าอายจริงๆ”

   

   ฉินไห่เยี่ยนได้แต่เงียบ “ข้าเพิ่งฝึกวิชาได้แค่สองปี จะไปเทียบกับคนที่ฝึกมาตั้งแต่เด็กได้อย่างไร”

   

   “โอ้ ดูท่าทางท่านจะไม่ค่อยเก่งนะ”

   

   “เฮ้อ ข้าไม่พูดกับเด็กคนนี้แล้ว ข้ากำลังคุยเรื่องสำคัญกับแม่ข้าอยู่” ฉินไห่เยี่ยนหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามนี้

   

   เก่งหรือไม่ เขารู้ในใจก็พอ เขาไม่อยากถกเถียงกับเด็กน้อยผู้นี้

   

   แม้ว่าตัวนางจะเล็ก แต่ความเจ้าเล่ห์นั้นสูงส่ง เห็นได้ชัดว่าใช้เวลาไม่นานก็จับผิดคำพูดคนได้

   

   อืม เขาไม่ตกหลุมนางหรอก!

   

   “ท่านแม่ ตอนนี้บ่อน้ำพุร้อนที่หุบเขาหลังหมู่บ้านเป็นของที่พวกเราหมู่บ้านพัฒนาร่วมกัน แล้ววัสดุและค่าจ้างคนงาน ใครจะเป็นคนออก”

   

   “แล้วยังมีอาหารสามมื้อของคนงานจะให้ไปจัดการที่ไหน”

   

   แม่เฒ่าฉินชะงักมือที่กำลังล้างผัก นางไม่เคยคิดถึงปัญหานี้มาก่อน

   

   ฉินไห่เยี่ยนเพียงแค่มองหน้าของคนในบ้าน ก็มองออกว่าพวกเขายังไม่ได้ปรึกษาเรื่องนี้กับฉินฟู่หลิน

   

   “ท่านแม่ เรื่องนี้ต้องพูดคุยกันให้ชัดเจน เพราะเป็นเรื่องของส่วนร่วม ถ้าไม่พูดให้ชัดเจน ถ้าเกิดเรื่องวุ่นวายภายหลังจะทำยังไงดีเจ้าคะ”

   

   “เช่นนั้นเจ้าก็ไปตามฟู่หลินมา เราจะได้ปรึกษากัน”

   

   “ขอรับ”

   

   ฉินไห่เยี่ยนรับคำ แล้วหยิบลูกกวาดจากอกเสื้อส่งให้กับเอ้อร์หลินพร้อมบอกให้เขาไปตามฉินฟู่หลินมา

   

   เอ้อร์หลินเห็นลูกกวาดดวงตาก็ส่องประกาย รีบหยิบลูกกวาดเข้าปากแล้ววิ่งไปบ้านหัวหน้าหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว

   

   “เจ้านี่นะ ให้ไปทำอะไรหน่อยก็ไม่ทำ เอาแต่รังแกเด็ก” แม่เฒ่าฉินยกมือตีเขาเบาๆ

   

   ฉินไห่เยี่ยนเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็ว "ท่านแม่ ข้าไม่ได้รังแกเด็กเลย”

   

   “ไม่เชื่อก็ถามแม่ของเอ้อร์หลินดูเถอะ ว่าข้าได้รังแกเอ้อร์หลินหรือไม่”

   

   ท่านของเอ้อร์หลินยิ้มเบาๆ “ท่านป้า เอ้อร์หลินเกียจคร้านที่สุดแล้ว ในทุกๆวันให้ทำงานอะไรนิดหน่อยก็อิดออด พอให้เขาไปวิ่งมาสักรอบ เขากลับรู้สึกดีใจ”

   

   “ได้ยินหรือไม่ แม่เอ้อร์หลินยังบอกว่าข้าไม่ได้รังแกเอ้อร์หลินเลย"

   

   แม่เฒ่าฉินถอนหายใจแล้วก้มหน้าล้างผักต่อไป

   

   ไม่ช้าฉินฟู่หลินก็มาถึง

   

   “พี่ชุนหลาน ท่านตามข้ามามีเรื่องอันใดหรือ” ฉินฟู่หลินเอ่ยถามพลางเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก

   

   เขาเพิ่งกลับมาจากภูเขากำลังจะดื่มน้ำอยู่แล้ว ก็ได้ยินเจ้าหนูน้อยเอ้อร์หลินร้องบอกว่าฉินชุนหลานตามหาตัวเขา เพราะมีเรื่องเร่งด่วน เขาจึงรีบมาที่นี่โดนทันที

   

   “ฟู่หลิน ไม่มีเรื่องใหญ่อะไรหรอก แต่อยากคุยกับเจ้าเกี่ยวกับการจัดการบ่อน้ำพุร้อนน่ะ”

   

   หลังจากนั้นแม่เฒ่าฉินก็นำคำพูดของฉินไห่เยี่ยนเมื่อครู่นี้มาเล่าให้ฉินฟู่หลินฟังอีกครั้ง

   

   ฉินฟู่หลินเมื่อได้ยินดังนั้นก็เงียบไป ใช่แล้ว ตอนนี้เพิ่งจะเป็นวันแรกของการทำงาน หลายปัญหาก็ยังไม่ปรากฏ แต่ว่าในอนาคตล่ะ

   

   บ่อน้ำพุร้อนไม่ได้สร้างเสร็จภายในวันเดียว ระหว่างนี้ค่าใช้จ่ายต่างๆ จะคำนวณอย่างไร เรื่องอาหารและที่พักนั้นเป็นเรื่องเล็ก แต่ว่าเงินค่าจ้างคนงานและเงินซื้อวัสดุล่ะ

   

   จำนวนเงินมากมายขนาดนี้จะให้หมู่บ้านรับผิดชอบไม่ได้ หมู่บ้านเองก็ไม่มีปัญญาจ่ายเหมือนกัน

   

   “เป็นเรื่องที่ยุ่งยากจริงๆ” ฉินฟู่หลินเกาศีรษะพลางพูดพึมพำ

   

   “ท่านอาหัวหน้าหมู่บ้าน จะเรียกพวกเขามาปรึกษากันดูไหม เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กเลยนะ”

   

   “แค่ลงทุนแล้วแบ่งผลกำไรก็ได้แล้วไม่ใช่หรือ” เล่อเหนียงพูดด้วยท่าทีเบื่อหน่าย

   

   “หมู่บ้านของพวกท่านมีมากกว่าสามสิบครัวเรือนใช่หรือไม่ ให้แต่ละครอบครัวส่งคนไปช่วยสร้างบ่อน้ำพุร้อนไม่ดีเหรอ”



จบตอน

Comments