lucky kid ep431-440

  บทที่ 431: สองวิธี หนึ่งทางเลือก


   “แล้วใครจะออกค่าแรง” ฉินฟู่หลินถามอีกครั้ง


   ตรงนี้เป็นจุดสำคัญที่สุด เขามัวแต่คิดว่าจะสร้างบ่อน้ำพุร้อน จนลืมไปแล้วว่ากระเป๋าของเขาไม่สามารถรองรับความคิดนี้ได้


   “เรื่องนี้ง่ายมากเจ้าค่ะ พวกเราจะออกค่าแรงและค่าวัสดุ เท่ากับว่าได้ซื้อบ่อน้ำพุร้อนนี้ไปแล้วครึ่งหนึ่ง”


   “ต่อไปเมื่อบ่อน้ำพุร้อนนี้มีรายได้ เราจะแบ่งรายได้เป็นสองส่วน หนึ่งส่วนเป็นของพวกเรา อีกส่วนหนึ่งแบ่งให้กับหมู่บ้าน” เล่อเหนียงพูดด้วยน้ำเสียงสดใส


   ฉินฟู่หลินได้ยินดังนั้นก็ลังเล “เกรงว่าพวกเขาจะไม่ยอมน่ะสิ”


   สำหรับข้อเสนอนี้ จริงๆฉินฟู่หลินก็เห็นด้วย เพียงแต่เกรงว่าคนในหมู่บ้านจะไม่ยอม


   “ถ้าหากพวกเขาไม่ยอม ค่าแรงและอื่นๆก็จะแบ่งกันจ่ายกับคนในหมู่บ้าน ใครควรออกเท่าไรก็เท่านั้น”


   “ใช่ เหตุใดข้าถึงคิดจุดนี้ไม่ได้นะ” ฉินฟู่หลินตบหัวตัวเองแล้วพูดด้วยความเสียใจ


   “ถ้าอย่างนั้นพวกเจ้าก็ทำงานไป ข้าจะไปบอกคนในหมู่บ้านให้มาที่นี่หลังจากเย็น พวกเราจะได้ปรึกษากัน”


   “เรื่องนี้จำเป็นต้องแก้ไขตั้งแต่ตอนนี้ ไม่อาจปล่อยไว้ได้ ถ้าหากมัวแต่คิดว่าอนาคตจะหาเงินยังไงก็สู้แก้ปัญหาตรงหน้าไม่ได้ดอก” ฉินฟู่หลินกล่าวเสร็จก็รีบวิ่งออกไปทันที


   “อาห้า ท่านมีเงินมากมายเหตุใดไม่ซื้อบ่อน้ำพุร้อนไว้เสียล่ะ” เล่อเหนียงมองเขาด้วยสายตาเฉยชาแล้วกล่าว


   ฉินไห่เยี่ยน “...”


   “ข้าดูเหมือนคนมีเงินมากหรือ” ฉินไห่เยี่ยนชี้มาที่ตัวเองพร้อมกล่าว


   “คนมีเงินไม่ใช่พี่หลี่เฟยของเจ้าหรอกหรือ เหตุใดเจ้าถึงไม่ไปถามเขา”


   เล่อเหนียงมองเขาด้วยสายตาเหมือนมองคนโง่เง่า “อาห้า พี่หลี่เฟยกับข้าไม่ได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันมากกว่าคู่ค้า ข้าจะกล้าร้องขอเขาได้อย่างไร”


   “แต่ท่านเป็นอาของข้านะ”


   ฉินไห่เยี่ยนสะบัดแขนเสื้อแล้วกล่าว “ไม่มีเลยสักเหรียญ”


   ขณะที่แม่เฒ่าฉินล้างผักก็ยิ้มมองดูการถกเถียงระหว่างอากับหลาน ความจริงแล้วหากจะกล่าวว่าใครกันที่มีเงินมากที่สุด แน่นอนว่าคนที่มีเงินมากที่สุดในครอบครัวนี้ก็คือเจ้าตัวเล็กที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของพวกเรา


   แต่เจ้าตัวน้อยของครอบครัวเรามักจะง่วนอยู่แต่กับเรื่องเงินๆทองๆ พอมีโอกาสจึงอยากจะรีบคว้าไว้เพื่อผลประโยชน์ของบ้าน


   นางก็ไม่รู้ว่าเจ้าเด็กน้อยผู้หลงใหลในเงินทองนี้ถอดแบบจากใครกัน


   “ท่านแม่ ท่านไปพักเถิด ข้าจะทำเอง” สวี่ซิ่วอิงเดินเข้ามากล่าว


   “ท่านแม่ อาห้าแกล้งข้า!” เล่อเหนียงวิ่งเข้าไปเกาะขาสวี่ซิ่วอิงพลางออดอ้อน


   สวี่ซิ่วอิงพยักหน้า แล้วพูดด้วยน้ำเสียงระอาใจ “เจ้าเด็กขี้อ้อน หากเจ้าไม่ไปแหย่คนอื่นก่อน ใครที่ไหนเล่าจะแกล้งเจ้าได้”


   เล่อเหนียงทำเสียงฟึดฟัดไม่พอใจสองครั้ง “ท่านแม่ อาห้าหลอกเล่อเหนียง เขาเป็นผู้นำหน่วยผู้มั่งคั่งแต่ปากบอกว่าไม่มีเงิน!”


   สวี่ซิ่วอิงดันเล่อเหนียงไปข้างๆอย่างเบื่อหน่าย “ไปดูหน้าประตูสิว่าพวกพี่ๆของเจ้ากลับมาหรือยัง”


   “ถ้ากลับมาแล้วก็ให้พวกเขามากินข้าวที่นี่!”


   พอเล่อเหนียงได้ยินว่าจะได้ไปหาพี่ๆ ก็รีบลืมเรื่องที่เกิดขึ้นทันที แล้ววิ่งดุ๊กดิ๊กไปนั่งรอที่หน้าประตูด้วยความยินดี


   “ท่านแม่ ท่านไปพักเถิด ข้าวกับเนื้อทำเสร็จแล้ว ผัดผักอีกสักหน่อยเดี๋ยวก็เรียบร้อยแล้ว”


   “ทำมาตั้งนานแล้ว อีกเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว” แม่เฒ่าฉินเอ่ยแล้วก็เดินเข้าไปในครัวและเริ่มก่อไฟ


   สวี่ซิ่วอิงขยับมืออย่างคล่องแคล่ว ใส่ผักลงในกระทะ ผัดไปมาสองสามครั้ง แล้วใส่เกลือลงไป หันไปบอกแม่เฒ่าฉินให้เร่งไฟแรงสุด ผัดอีกสักครู่ก็นำออกจากกระทะได้


   ขณะนั้นพวกหงอวี่ก็เลิกเรียนแล้ว จึงพากันวิ่งกลับบ้านอย่างสนุกสนาน


   เล่อเหนียงได้ยินเสียงพี่ชายของนางวิ่งเล่นมาแต่ไกล นางจึงวิ่งออกไปหาพวกเขา สองขาเล็กๆของนางก้าววิ่งไปหาพี่ชายอย่างรวดเร็ว


   ลิ่งเหวินเห็นน้องสาวที่วิ่งมาก่อนใคร ก็รีบวิ่งไปและอุ้มน้องสาวขึ้นมาในทันที


   “น้องสาว เหตุใดวันนี้น้องถึงมารับพวกข้าล่ะ”


   ลิ่งเหวินหอมแก้มอวบอ้วนของเล่อเหนียงและกล่าวว่า “เจ้าคิดถึงพวกข้ามากเลยหรือ”


   หงอวี่เสี่ยวอู่ และเสี่ยวลิ่ววิ่งตามเข้ามา ต่างก็หอมแก้มขาวนวลของเล่อเหนียงคนละที


   “ท่านแม่บอกว่าให้พวกท่านไปกินข้าวที่บ้าน” เล่อเหนียงกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน


   “งั้นไปกันเถอะ กลับไปกินข้าวกัน”


   ……


   คนงานบนภูเขาเริ่มทยอยกันลงมากินข้าว


   ฉีสือและพี่น้องของเขาเมื่อได้ล้างมือก็เดินมากินข้าว เมื่อเห็นว่าบนโต๊ะมีเนื้อสัตว์มากมายก็พลันอึ้งไป


   ทั้งสองโต๊ะเต็มไปด้วยเนื้อชามใหญ่ และส่วนใหญ่เป็นเนื้อติดมัน


   “นี่... นี่คืออาหารสำหรับพวกเราหรือ” ชายผิวคล้ำหนวดเครายาวเฟิ้มคนหนึ่งถามขึ้น


   “ใช่แล้ว ทุกคนนั่งลงแล้วกินข้าวเถอะ” สวี่ซิ่วอิงกล่าวขณะที่ถือหม้อน้ำมา


   “พี่น้องทั้งหลาย อย่ามัวรอช้า กินข้าวเยอะๆ เพื่อที่บ่ายจะได้มีแรงทำงาน”ฉีสือเชิญชวนให้พวกเขานั่งกินข้าว


   บนโต๊ะอาหาร


   ตะเกียบของพวกเขาต่างพุ่งไปยังชามเนื้อนั้น พวกเขาเป็นคนยากจนมาก่อน เมื่อตอนที่ฉีสือยังทำงานที่กรมโยธา พวกเขายังพอได้กินเนื้อบ้าง ตั้งแต่ฉีสือถูกถอดตำแหน่ง พวกเขาก็ไม่ได้กินเนื้อเลยนานแล้ว


   ก่อนหน้านี้เมื่อไปทำงานที่อื่น บ้านนายจ้างมักจะให้เพียงแป้งทอดแข็งๆหนึ่งกะละมังกับผักดองหนึ่งจาน ราวกับทำลวกๆให้เสร็จไป พวกเขาไม่เคยได้กินเนื้อที่บ้านนายจ้างเลยจริงๆ


   “อ่า พวกเจ้าช่วยกินช้าลงหน่อยเถอะ หากมื้อนี้ยังกินไม่จุใจ คืนนี้ข้าจะต้มเนื้อให้พวกเจ้าอีก”


   แม่เฒ่าฉินเห็นพวกเขากินอย่างเร่งรีบจึงรีบพูดขึ้น


   แต่ถึงแม้แม่เฒ่าฉินจะพูดเช่นนั้น ตะเกียบของพวกเขาก็ยังคงไม่หยุดเคลื่อนไหว พยายามจะโกยน้ำมันใส่ท้องตัวเองให้ได้มากที่สุด


   พวกเขาไม่รู้ว่าในอนาคตจะมีเนื้อแบบนี้อีกหรือไม่


   ส่วนคำพูดของแม่เฒ่าฉิน พวกเขาก็คิดว่าเป็นเพียงคำพูดตามมารยาทเท่านั้น


   หลังกินอาหารกลางวันเสร็จ ชาวบ้านในหมู่บ้านต่างก็พากันไปที่ศาลบรรพบุรุษ ยกเว้นฉีสือและพี่น้องเขาที่ไม่ได้มา


   “ข้าเรียกพวกเจ้ามารวมกันเพราะมีเรื่องจะพูดคุยด้วย เรื่องค่าใช้จ่ายและค่าจ้างสำหรับการสร้างบ่อน้ำพุร้อน”


   คำพูดของฉินฟู่หลินทำให้ชาวบ้านเงียบลง


   พวกเขาจมอยู่ในความคิดที่ว่าจะสร้างบ่อน้ำพุร้อนให้เสร็จแล้วเปิดรับแขกเพื่อหารายได้ ส่วนเรื่องค่าจ้างของฉีสือและค่าใช้จ่ายในการสร้างบ่อน้ำพุร้อน พวกเขาลืมไปเสียสนิท


   คำพูดของฉินฟู่หลินเหมือนราดน้ำเย็นลงหัวของพวกเขา ทำให้ความกระตือรือร้นของพวกเขาดับลงทันที


   “หัวหน้าหมู่บ้าน แล้วพวกเราตอนนี้ควรทำอย่างไร” แม่เถียหนิวถามออกมาด้วยความกังวล


   “บ้านข้ายังมีเงินสามตำลึง เช่นนั้นข้าเอาออกมาทั้งหมดเลยดีหรือไม่”


   “บ้านข้าก็มีเงินสองตำลึง” ชาวบ้านต่างพร้อมใจกันเสนอ


   ฉินฟู่หลินยกมือให้พวกเขาเงียบลง “ข้าเพิ่งปรึกษากับพี่ชุนหลาน ค่าใช้จ่ายทั้งหมดของบ่อน้ำพุร้อนจะออกโดยตระกูลฉิน รวมถึงค่าจ้างแรงงาน ส่วนเรื่องคนไม่พอ แต่ละบ้านต้องส่งคนมาช่วยหนึ่งคน ค่าจ้างก็จะได้รับตามเดิม”


   “ตระกูลฉินออกเงินนี้ก็เปรียบเสมือนว่าซื้อน้ำพุร้อนไปครึ่งหนึ่ง ต่อไปเมื่อบ่อน้ำพุร้อนเริ่มใช้งานได้จริง รายได้ที่ได้จะถูกแบ่งครึ่ง ตระกูลฉินได้ครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือจะแบ่งให้พวกหมู่บ้าน พวกเจ้าคิดเห็นเช่นไร”


   “แน่นอนว่ามีอีกทางเลือกหนึ่ง คือให้ชาวบ้านในหมู่บ้านหารค่าใช้จ่ายของการสร้างบ่อน้ำพุร้อนกันไป บ้านใครจ่ายเท่าไหร่ก็ว่าไป แล้วต่อไปเมื่อบ่อน้ำพุร้อนทำเงินได้ก็แบ่งกัน”


   ฉินฟู่หลินกวาดสายตามองพวกเขา “พวกเจ้าคิดว่าทางไหนดีกว่ากัน”



 บทที่ 432: ดูเหมือนข้าจะหลงตัวเองเกินไป



   “หัวหน้าหมู่บ้าน หรือว่าพวกเราไปยืนเงินจากแม่เฒ่าฉินก่อนดี พอเราหาเงินได้แล้วค่อยคืนให้นาง ดีหรือไม่” ชายหน้าตาเฉลียวฉลาดคนหนึ่งกล่าวขึ้น


   เมื่อเขากล่าวเช่นนั้นก็มีผู้คนจำนวนไม่น้อยพากันเห็นด้วย


   “ใช่แล้ว ใช่แล้ว พวกเราสามารถยืมเงินก่อนได้ไม่ใช่หรือ พอหาเงินได้แล้วก็ค่อยคืนให้นาง”


   “เฮ้ย พวกเจ้านี่นะ แค่ปากขยับนิดเดียวก็ทำให้เรื่องดูง่ายไปหมด ให้คนเอาออกเงินแล้วพวกเจ้านั่งกินผลกำไรสบายๆหรือ” แม่เถี่ยหนิวตำหนิอย่างตรงไปตรงมา


   พ่อเฒ่าหวงเองก็โกรธขึ้นมาเช่นกัน “พวกเจ้าคิดการใหญ่จริงเชียว แล้วเหตุใดพวกเจ้าไม่ออกเงินเองล่ะ”


   ฉินฟู่หลินนั่งมองพวกเขาอยู่บนม้านั่งด้วยสายตาผิดหวัง


   เขาคิดว่าหมู่บ้านของเราสามัคคีกันแล้วเสียอีก ไม่คิดเลยว่าจะเรื่องขัดแย้งเล็กๆน้อยๆนี่ขึ้น


   แต่ดูเหมือนว่าเขาคิดง่ายเกินไป


   “เอาล่ะ หยุดเถียงกันได้แล้ว ยังไงก็มีแค่สองวิธี ถ้าทั้งสองวิธีนี้ใช้ไม่ได้ งั้นก็คงต้องถมบ่อน้ำพุร้อนนี้ทิ้งไปเสีย”


   ฉินฟู่หลินเองก็โกรธขึ้นมาเช่นกัน เขาจ้องไปยังกลุ่มชายที่พูดเมื่อครู่นี้


   หัวหน้าชายผู้นั้นชื่อหลิวซู่ ชายเหล่านี้มาจากการรวมหมู่บ้านต้าหลิวก่อนหน้านี้ พวกเขามีมือและเท้าที่ไม่สะอาดสักเท่าไหร่ พวกเขาชอบไปลักขโมยของมาจากหมู่บ้านอื่น ไม่ได้ยื่นมือเข้ามายุ่งกับหมู่บ้าน ฉินฟู่หลินจึงทำเป็นมองไม่เห็น เพราะว่าตอนนี้สองหมู่บ้านได้รวมกันแล้ว ความขัดแย้งเล็กๆน้อยๆอย่างนี้ก็ยังพอทนได้


   “ข้าเห็นด้วยกับวิธีแรก!” เถี่ยจู้เป็นคนแรกที่ยืนขึ้นมา


   “ข้าก็เห็นด้วย” คนที่ลุกขึ้นมาครั้งนี้คืออดีตหัวหน้าหมู่บ้านต้าหลิว หลิวฉางไห่


   คนอื่นๆอาจไม่รู้ แต่เขารู้ดีว่าภูเขาของหมู่บ้านต้าไฮว่และไร่นาของหมู่บ้านต้าหลิว ทั้งหมดนั้นถูกตระกูลฉินซื้อไปแล้ว พวกเขาบางคนยังต้องไปเช่านาที่ตระกูลฉินเพื่อเลี้ยงชีพ จะไม่แยกแยะให้ชัดเจนได้อย่างไร


   “ข้าก็เห็นด้วย!”


   “พวกข้าเห็นด้วย!”


   เสียงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นเสียงที่เห็นด้วยกับวิธีแรกมากกว่าครึ่ง คนที่ไม่เห็นด้วยคือคนกลุ่มหนึ่งที่แสดงความเห็นขัดแย้งก่อนหน้านี้


   “พวกเจ้า...พวกเจ้าช่างไม่มีสมองเหตุใดถึงยอมขายของดีๆให้กับคนอื่นครึ่งหนึ่ง!”


   หลิวซู่อย่างโกรธเกรี้ยว “ขาแข้งพวกเจ้าอ่อนแรงหรืออย่างไร เหตุใดต้องก้มหัวให้กับครอบครัวแม่เฒ่าฉินด้วย พวกเขาจะสามารถทำให้พวกเจ้ามีชีวิตที่ดีขึ้นได้หรือ”


   “แน่นอนว่าสามารถทำได้ อย่าว่าแต่การสร้างบ่อน้ำพุร้อนต้องใช้เงินมากมายเลย เพราะหากมีของอร่อย พวกเขาก็ยังแบ่งมาให้พวกเราเสมอ”


   “สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเขายังแบ่งเนื้อหมูมาให้พวกเราด้วย ทำให้พวกเรามีหมูไว้กินวันปีใหม่ แล้วเช่นนี้เราจะไม่เห็นด้วยกับแผนการของนางได้อย่างไร”


   “พอได้แล้ว ข้าปิดหูปิดตากับเรื่องวุ่นวายที่พวกเจ้าทำมานานแล้ว ถึงอย่างไรหมู่บ้านทั้งสองก็รวมกันเป็นหนึ่งแล้ว แต่ถ้าหากพวกเจ้ายังเอะอะโวยวายอยู่อีก ข้าจะไล่พวกเจ้าออกจากหมู่บ้าน


   คนที่พูดไม่ใช่ฉินฟู่หลิน แต่เป็นอดีตหัวหน้าหมู่บ้านหลิวฉางไห่


   แม้ว่าหมู่บ้านของพวกเขาจะรวมกันเป็นหนึ่งแล้ว แต่ตำแหน่งหัวหน้าหมู่บ้านของเขาไม่มีอีกต่อไปแล้ว


   ถึงอย่างนั้นฉินฟู่หลินก็คำนึงถึงความรู้สึกของเขา จึงมอบตำแหน่งรองหัวหน้าหมู่บ้านให้กับเขา ทำให้วันธรรมดาเขามีภารกิจต้องทำ


   หลิวฉางไห่รู้สึกขอบคุณมาก ไม่ใช่ว่าเขาสนใจในตำแหน่งรองหัวหน้าหมู่บ้านเลย แต่เขากลับรู้สึกเห็นคุณค่าที่ไม่มีใครเห็นที่หมู่บ้านตระกูลฉินมอบให้


   “หลิวฉางไห่เจ้าไม่ได้เป็นหัวหน้าหมู่บ้านแล้ว เจ้ามีสิทธิ์อะไรถึงมาไล่ข้า”


   หลิวฉางไห่หัวเราะเยาะเบาๆ “ข้าอาจจะไม่ใช่หัวหน้าหมู่บ้านตอนนี้ แต่ข้าเป็นรองหัวหน้าหมู่บ้าน ถึงข้าจะไม่มีสิทธิ์ไล่พวกเจ้า แต่หัวหน้าหมู่บ้านสามารถทำได้”


   เขาได้แต่เหลือบมองฉินฟู่หลินที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความเย็นชา แม้ว่าตอนนี้เขาจะพูดอะไรไม่ออก แต่สุดท้ายก็ได้แต่ยอมรับ


   “หัวหน้าหมู่บ้าน ข้าขอโทษ เมื่อครู่ข้าสติไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว ครั้งนี้จะทำตามที่หัวหน้าหมู่บ้านบอก โดยไม่มีข้อโต้แย้ง” หลิวซู่รีบขอโทษต่อฉินฟู่หลิน


   แต่มือที่กำหมัดแน่นแสดงถึงความไม่พอใจของเขา


   “เอาล่ะ ถ้าทุกคนไม่มีข้อโต้แย้ง ข้าจะให้เหล่าเอ้อร์ไปเขียนหนังสือ ใครที่เห็นด้วยให้มาแสดงตัวและประทับลายนิ้วมือ”


   ฉินฟู่หลินเอ่ยพร้อมให้ฉินเหล่าเอ้อร์มาจัดการเขียนหนังสือ พร้อมกับประทับลายนิ้วมือเป็นคนแรก


   เอ้อร์จู้ก็ต้องการจะประทับลายนิ้วมือเหมือนกัน แต่ถูกฉินฟู่หลินขวางไว้


   “พี่น้องทุกคน ข้าจะอ่านหนังสือฉบับนี้ หากพวกท่านไม่มีข้อแย้งก็ขอให้ลุกขึ้นแสดงตัว หากมีข้อแย้งก็กล่าวออกมาได้เลย”


   ฉินฟู่หลินชูกระดาษในมือพลางเอ่ย “หากมีข้อแย้ง ให้พูดออกมาเดี๋ยวนั้น เพราะถ้าผ่านวันนี้ไป ข้าจะไม่รับฟังอีก” จากนั้นเขาก็เริ่มอ่านเนื้อหาในกระดาษ


   “เกี่ยวกับการพัฒนาบ่อน้ำร้อนที่ภูเขา และได้ขอสรุปดัดังนี้”


   “การก่อสร้างทั้งหมดจะได้รับการสนับสนุนจากฉินชุนหลาน นั้นหมายถึงค่าแรงคนงานและค่าอยู่กิน วันข้างหน้าเมื่อสร้างน้ำพุร้อนแล้วเสร็จ ครอบครับของฉินชุนหลานจะมีกรรมสิทธิ์ในบ่อน้ำพุร้อนครึ่งหนึ่ง หากมีรายได้ก็จะทำการแบ่งครึ่งระหว่างหมู่บ้านกับฉินชุนหลาน”


   ฉินฟู่หลินอ่านเนื้อหาจนจบ จากนั้นก็วางหนังสือลงบนโต๊ะ “พวกเจ้าทุกคนคงเข้าใจแล้ว ถ้าไม่มีข้อโต้แย้งก็ขึ้นมาลงชื่อกันเถอะ”


   เอ้อร์จู้ยังคงเป็นคนแรกที่รีบขึ้นมาและประทันลายนิ้วมือลงหนังสืออย่างรวดเร็ว


   จากนั้นก็เป็นแม่เถียหนิวและพ่อเอ้อร์หลิน และคนอื่นๆ...


   แม้หลิวซู่และคนอื่นๆจะไม่เต็มใจนัก แต่ก็ไม่มีทางเลือก ได้แต่ฝืนใจขึ้นมาลงชื่อ


   “ดีแล้ว เรื่องนี้ถือว่าจัดการเรียบร้อยแล้ว ไปทำงานของพวกเจ้าต่อเถอะ” ฉินฟู่หลินโบกมือบอกให้พวกเขากลับไปทำงานของคนเอง


   “เดี๋ยวก่อน ข้ามีเรื่องจะพูด” แม่เฒ่าฉินร้องเรียกพวกเขาไว้


   “ทุกท่าน เวลาคนงานมากินข้าวที่บ้านพวกเรา ข้าคนเดียวย่อมดูแลไม่ทั่วถึง ดังนั้นข้าจึงอยากถามว่ามีหญิงคนใดมีเวลามาช่วยงานบ้าง ค่าแรงสามสิบอีแปะต่อวัน"


   แม่เฒ่าฉินหยุดชั่วครู่แล้วนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ “ใช่แล้ว บ้านเราต้องเก็บกระบองเพชร พวกเจ้าคนใดมีเวลาบ้างก็แวะมาลงชื่อได้ ถ้าไม่มีข้าก็คงต้องไปหาคนข้างนอก”


   แม่เถียหนิวรีบยกมือเป็นคนแรก “ข้ามีเวลา ข้ามีเวลา!”


   หลังจากได้ยินคำของแม่เถียหนิว คนอื่นๆก็เริ่มส่งเสียง “ข้าก็มาได้ ท่านจะเริ่มตอนไหนหรือ”


   “ข้าทำอาหารไม่เป็น แต่ข้ามีแรงมาก ข้าสามารถช่วยท่านตัดต้นกระบองเพชรได้” หญิงรูปร่างอ้วนเตี้ยคนหนึ่งยกมือขึ้น


   แม้นางหลิวจะไม่ได้พูดอะไร แต่นางก็ยกมือขึ้นเช่นกันแม่เฒ่าฉินมองดูชาวบ้านในหมู่บ้านยกมือกันทั่วแล้วก็หัวเราะ “ถ้าอยากมาช่วยทำอาหารล่ะ ไม่นานจะเริ่มแล้วนะ แน่นอนว่าจะจ่ายค่าวันนี้ให้ด้วย”


   “ถ้าจะตัดต้นกระบองเพชร ต้องรอถึงพรุ่งนี้เช้า โรงเรือนยังสร้างไม่เสร็จเลย”


   “งั้นข้าจะกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วรีบมาช่วยล้างผัก”


   “ข้าด้วย ข้าจะไปลับมีดให้คม พรุ่งนี้จะได้ตัดต้นกระบองเพชรได้เร็ว”



บทที่ 433: คิดปุ๊บทำปั๊บ



   รุ่งเช้าวันต่อมา ขณะที่ฟ้ายังไม่สว่าง บ้านของตระกูลฉินก็เริ่มมีเสียงตะหลิวกระทบกระทะ และถ้วยชามกระทบกันดังขึ้น


   สวี่ซิ่วอิงพร้อมกับหญิงในกำลังตั้งหน้าตั้งตาช่วยกันทำงานในครัว บางคนนวดแป้งสำหรับนึ่งหมั่นโถว บางคนล้างผักดองเตรียมทำอาหารเช้า


   ตั้งแต่ฉินเหล่าซื่อจากไป สวี่ซิ่วอิงก็ไม่ได้รับงานจากร้านผ้าอีกเลย แค่เรื่องในบ้านทำนางยุ่งจนหัวหมุนพอแล้ว


   “ท่านย่า ทองคำเหล่านี้ให้ท่านเจ้าค่ะ” เล่อเหนียงรีบนำทองคำสองสามก้อนมาให้แม่เฒ่าฉินตั้งแต่เช้าตรู่


   “เงินเหล่านี้ต้องเก็บไว้สร้างสวนสวยๆให้ข้าด้วยนะ ข้าชอบเล่นในสวนมากเลย"


   แม่เฒ่าฉินมองทองคำนั่นโดยไม่มีความรู้สึกตื่นเต้นอีกแล้ว ไม่รู้ว่าเด็กน้อยคนนี้ไปขุดเอาทองคำมาจากที่ไหน และมักจะนำมาให้สองสามก้อนบ่อยๆ


   เมื่อถามก็บอกแต่ว่าท่านเทพให้มา ตอนนี้นางไม่อยากสนใจเรื่องนี้แล้ว อย่างไรเสียงทองคำนี้ก็ทำให้นางมีเงินใช้ นางจึงยินจะเสวยสุขจากสิ่งที่หลานสาวนำมาให้อย่างไม่อายเลย


   “เจ้าคิดจะสร้างสวนดอกไม้หรือ เรื่องเจ้าควรไปบอกกับอาจารย์ฉีเอง ย่าไม่รู้หรอกว่าสวนดอกไม้ที่เจ้าว่ามันคืออะไร”


   “แล้วท่านย่าจะพาข้าขึ้นเขา ใช่หรือไม่” เล่อเหนียงออดอ้อน


   แม่เฒ่าฉินจำใจยอม “ได้สิ เดี๋ยวกินข้าวเช้าเสร็จก็จะพาไป”


   ตอนที่เล่อเหนียงเดินออกมา หงอวี่พวกเขากำลังนั่งกินข้าวเช้าอยู่บนโต๊ะแล้ว


   บนโต๊ะข้างๆพวกฉีสือกำลังกินซาลาเปาไส้เนื้อ ทำให้พวกเขารู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อก่อนนั้นพวกเขาจะได้กินเนื้อก็เฉพาะช่วงปีใหม่หรือเทศกาล หรือเมื่อมีเงินเหลือเท่านั้น แต่ถึงกระนั้นก็ซื้อมาพอให้หายอยาก


   แต่บัดนี้ซาลาเปาเนื้อวางละลานตาบนโต๊ะ และยังมีผักดองที่ผัดกับเนื้อหมูด้วย ทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนได้เฉลิมฉลองปีใหม่เลยทีเดียว


   “ท่านย่าข้าไปแล้วนะ อย่าคิดถึงข้ามากละ!” หลานชายสามคนกินข้าวเช้าเสร็จก็หยิบกระเป๋าผ้า แล้วบอกลาแม่เฒ่าฉิน ก่อนจะวิ่งออกไปจากบ้านทันที


   พวกฉีสือกินเสร็จก็พากันหยิบของขึ้นเขาไป


   พวกเขาเพิ่งกินซาลาเปาเนื้อกับเนื้อหมูไป ตอนนี้รู้สึกว่าตนเองเต็มเปี่ยมด้วยพลัง จึงทุ่มเทแรงกายแรงใจในการก่อสร้างบ่อน้ำพุร้อนนั้นมากขึ้น


   สวี่ซิ่วอิงและบรรดาหญิงในหมู่บ้านหลายเห็นว่าพวกเขากินเสร็จแล้ว ก็รีบเก็บถ้วยชามอย่างคล่องแคล่ว แล้วเริ่มเตรียมอาหารกลางวัน


   “ท่านย่า พวกเราขึ้นเขากันเถอะ” แม่เฒ่าฉินหันไปเห็นเล่อเหนียงเตรียมกระจาดพร้อมแล้ว


   “ดีๆ ไปกันเลย! หมิ่งจูตามมาด้วย”


   แม่เฒ่าฉินสั่งพร้อมทั้งจูงเล่อเหนียงมุ่งหน้าออกจากบ้าน นอกประตูนั้นมีหญิงหลายคนรวมตัวกันอยู่


   พวกนางล้วนรอหลิวซิ่วเถา เพราะตอนนี้งานเกี่ยวกับต้นกระบองเพชรทั้งหมดต้องยกให้หลิวซิ่วเถาจัดการ


   เล่อเหนียงนั้นเคยชินกับการเป็นเจ้าบ้านที่ไร้ความกังวลแล้ว


   เล่อเหนียงเดินตามหญิงชราขึ้นเขาไป พื้นที่ที่เริ่มก่อสร้างเมื่อวาน วันนี้ยังไม่เห็นอะไรเป็นรูปเป็นร่าง เล่อเหนียงจึงเริ่มรู้สึกหดหู่


   แต่ความรู้สึกหดหู่ของนางไม่ได้คงอยู่ยาวนานนัก เพราะถูกฉีสือหยอกล้อด้วยมงกุฎดอกไม้ที่เขาทำให้นางหัวเราะออกมา


   “ท่านอาฉีสือ มงกุฎดอกดอกไม้นี้ไม่สวยเลย และเหตุใดรู้สึกว่ามีกลิ่นเหม็นจัง แต่ถึงกระนั้นข้าก็ยังชอบอยู่


   ความจริงแล้วนางไม่ชอบเลยสักนิด เพราะอาจารย์ฉีสือใช้ดอกไม้เหม็น โชคดีที่ดอกไม้นั้นดูดี นางจึงยอมรับมันด้วยความฝืนใจ


   “ท่านปู่หัวหน้าหมู่บ้าน ข้าคิดว่าจะปลูกดอกไม้และต้นผลไม้บางชนิดที่นี่ แล้วก็เลี้ยงไก่ฝูงหนึ่งที่ด้านล่าง”


   ฉินฟู่หลินตอบว่า “แล้วเจ้าว่าจะสร้างการท่องเที่ยวเชิงเกษตรกรรมที่นี่ด้วยหรือ”


   “อ๊ะ! ท่านปู่หัวหน้าหมู่บ้าน ท่านรู้ได้อย่างไร”


   ฉินฟู่หลินหัวเราะเบาๆ “เรื่องนี้เหล่าเอ้อร์บอกพวกเรามานานแล้ว”


   “เราได้เตรียมสำหรับสร้างบ้านแล้ว แต่ว่าเล่อเหนียง เจ้าต้องให้ย่าของเจ้าเลี้ยงไก่ก่อนนะ”


   “ใช่แล้ว ต้องเลี้ยงไก่เป็นอันดับแรก” เล่อเหนียงคิดได้ว่าการสร้างบ้านนั้นหากมีคนช่วยก็ใช้เวลาหนึ่งเดือนเสร็จ แต่การเลี้ยงไก่คงต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งปีจึงจะกินได้


   “ท่านย่า เรากลับบ้านกันเถอะ กลับไปเลี้ยงไก่กัน”


   แม่เฒ่าฉินมองเล่อเหนียงอย่างจนใจ “เด็กดีของ เราไปดูต้นตะบองเพชรกันก่อนดีหรือ”


   แม่เฒ่าฉินยอมจำนนต่อความต้องการของเล่อเหนียง ติดจะทำอะไรก็ทำอย่างนั้น ดังนั้นนางจึงตัดสินใจไปดูต้นกระบองเพชรก่อน เพราะเด็กหญิงคนนี้พูดถึงมันตลอดว่าจะไปดูว่าครั่งที่ว่านั้นมีจำนวนเพิ่มขึ้นหรือไม่


   “ใช่แล้ว เล่อเหนียงอยากไปดูว่าต้นกระบองเพชรถูกเก็บเกี่ยวไปมากแค่ไหนใช่หรือไม่”


   “ท่านย่า พวกเราไปกันเถอะ!”


   แม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียงเดินไปยังยอดเขาของหมู่บ้านต้าไฮว่


   “อาซิ่วเถา เล่อเหนียงมาแล้ว!”


   เล่อเหนียงมองเห็นหลิวซิ่วเถาแต่ไกล นางกำลังใช้เครื่องมือพิเศษเก็บแมลงครั่งอยู่


   “ท่านป้า เล่อเหนียง พวกท่านมาทำไมหรือ รีบกลับไปเถอะ อีกเดี๋ยวดวงอาทิตย์จะตั้งกลางหัวแล้ว แดดจะร้อนเอานะเจ้าค่ะ” หลิวซิ่วเถามองดวงอาทิตย์ที่ลอยสูงขึ้นแล้วพูดด้วยความเป็นห่วง


   “อาซิ่วเถา ครั่งมีเยอะหรือไม่”


   เล่อเหนียงสนใจเรื่องนี้มากที่สุดในตอนนี้ ถึงแม้ว่าในพื้นที่มิติของนาง ครั่งในจานเพาะเลี้ยงจะเติบโตได้ดีพอสมควร แต่คุณภาพก็ยังไม่ดีเท่าพวกที่เติบโตตามธรรมชาติ


   “การมาและไปช่างแปลกประหลาด เนื่องจากฝั่งตะวันออกนั้นแทบไม่มี มีเพียงฝั่งตะวันตกเท่านั้น แต่ก็ไม่ได้ถือว่ามีมากนัก


   หลิวซิ่วเถาเก็บรวบรวมมาไว้ในมือ แล้วยื่นให้นางดู


   เล่อเหนียงมองแล้วก็รู้สึกผิดหวังไม่เล็กน้อย


   “มีเพียงเท่านี้หรือ ดูท่าทางว่าจะไม่ค่อยพอนะ”


   หลิวซิ่วเถาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียดาย เพราะนางยังหวังว่าจะใช้ทุ่งกระบองเพชรที่นี่เพื่อทำเงินมากมาย


   “ช่างเถอะ มีเท่าไหร่ก็เอาเท่านั้น กลับไปแล้วค่อยหาวิธีอีกที”


   ถึงตอนนี้เล่อเหนียงก็ทำได้เพียงพึ่งพาพื้นที่มิติ ได้แต่อธิษฐานให้มันช่วยเหลือนางได้


   การเก็บกระบองเพชรไม่ใช่งานที่ต้องใช้ความชำนาญมากนัก และผู้ที่มาช่วยงานก็มีหลายคน กระบองเพชรจึงถูกตัดออกอย่างรวดเร็ว และกำลังถูกลำเรียงไปยังบ้านแม่เฒ่าฉิน


   “เล่อเหนียง เจ้าช่วยบอกอาได้หรือไม่ว่ากระบองเพชรนี้มีประโยชน์อย่างไร”


   ถามคำถามคือคำถามจากนางหลิว นางคิดไว้นานแล้วว่าจะมาเก็บต้นกระบองเพชร


   ก็ในเมื่อวันหนึ่งสามารถทำเงินได้ถึงสามสิบเหรียญ


   ตอนแรกนางยังคิดว่าแม่เฒ่าฉินที่พูดถึงต้นกระบองเพชรนั้นแตกต่างจากที่นางรู้จัก


   แต่ผลปรากฏว่าสิ่งที่เจอคือต้นกระบองเพชรแบบที่นางรู้จัก ทั้งแบนและเต็มไปด้วยแมลง


   ของเหล่านี้ที่บ้านเกิดของพวกเขาถือว่าเป็นวัชพืชเนื่องจากแม้แต่ควายเห็นยังกลัว เพียงไม่คาดคิดว่าตระกูลฉินจะปลูกไว้เป็นพื้นที่กว้าง


   “ท่านอากุ้ยฮวา เล่อเหนียงต้องเก็บเป็นความลับไว้ก่อนนะ อีกไม่นานพวกท่านก็จะได้รู้เอง”


   “เหตุใดถึงลึกลึบอย่างนี้เล่า ข้าชักจะสงสัยแล้วสิ”


   “งั้นเจ้าก็สงสัยไปก่อน เจ้าหนูยังไม่บอกท่านตอนนี้”


   ระหว่างพูดคุย พวกเขาได้กลับถึงหมู่บ้านตระกูลฉิน แล้วนำต้นกระบองเพชรที่เก็บมาใส่ไว้ในบ้านว่างในหมู่บ้าน


   “ก่อนหน้านี้พูดว่าจะสร้างโรงเรือนใหญ่ แต่ก็ไม่มีใครว่างพอจะสร้างได้ ดังนั้นจึงต้องขอฝากไว้ที่บ้านของคนอื่นก่อนชั่วคราว”


   เล่อเหนียงจูงมือยายและหลิวซิ่วเถากลับบ้าน จากนั้นก็หยิบแมลงสีชาดที่หลิวซิ่วเถาเก็บไว้มาถือไว้ แล้วเข้าสู่พื้นที่มิติ



 บทที่ 434: เวลานั้นขอให้ต่อแถวด้านหลัง



   “เหล่าซื่อสถานการณ์นี้ไม่ดีเลย รีบถอยเร็วเข้า!”


   บริเวณชายแดน ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินนำทหารมารับมือกับการซุ่มโจมตีของศัตรู พอคิดจะบุกตามขึ้นไปกลับถูกแม่ทัพเผ่ยห้ามไว้


   “ฮั่นหลิน รีบกลับมา!”


   ฉินเหล่าซื่อก็รู้สึกไม่ดีเช่นกันจึงหันหัวม้า แล้วเรียกเฉินฮั่นหลินให้กลับพร้อมกัน ทว่าพวกเขาเพิ่งจะเห็นความผิดปกติ เมื่อเพิ่งหมุนตัวเตรียมกลับก็มีธนูนับไม่ถ้วนยิงมาจากทั้งสองฝั่งของภูเขา


   “แย่แล้ว! มีการซุ่มโจมตีรีบหาที่กำบัง!” ฉินเหล่าซื่อพยามยามตะโกนบอกทุกคน


   “บ้าเอ้ย พวกเขากล้าทำได้อย่างไร ที่นี่ยังคงเป็นแผ่นดินของต้าหนิงอยู่เลย!” เฉินฮั่นหลินสบถขณะพยายามป้องกันตัว


   “ฮั่นหลินหยุดด่าก่อน รีบถอยกลับมา แยกกันไปคนละทาง อย่างอยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นตัวล่อเป้า!” แม่ทัพเผ่ยสั่งเสียงดัง


   เฉินฮั่นหลินกับฉินเหล่าซื่อแบ่งทหารออกเป็นสองฝั่งแล้วถอยกลับ


   “บ้าเอ้ย หากข้าได้รู้ว่าไอ้ลูกหมาตัวใดที่ทรยศ ข้าจะฉีกมันเป็นชิ้นๆไม่ให้เหลือ!”


   ฉินเหล่าซื่อกับเฉินฮั่นหลิน ถอยกลับมาได้อย่างยากลำบาก เมื่อได้ยินก็สบถออกมา


   ยามที่เพิ่งทำสงครามเสร็จสิ้นนั้น การสูญเสียคนและม้าไม่ได้มากมายเพียงนี้ แต่ในตอนนี้พวกเขากลับสูญเสียไปเกินครึ่ง


   การค้นพบนี้ไม่เพียงทำให้ฉินเหล่าซื่อมีหน้าถมึงทึง เฉินฮั่นหลิน และเผ่ยเฉิงเฟิงสีหน้าไม่สู้ดีนัก


   “ท่านแม่ทัพ เรื่องนี้ไม่ถูกต้อง พวกเขาไปซุ่มอยู่ในเหยี่ยหยางโกวได้อย่างไร” ฉินเหล่าซื่อขมวดคิ้วด่าอย่างโกรธเกรี้ยว


   “ใช่แล้วท่านแม่ทัพ ทั้งสองข้างของเหยี่ยหยางโกวเต็มไปด้วยหน้าผาสูงชัน ทางขึ้นเขาเพียงทางเดียวถูกพวกเรารักษาไว้อย่างแน่นหนาแล้ว พวกเขาขึ้นไปได้อย่างไร”


   เฉินฮั่นหลินมีใบหน้าเย็นชาและเอ่ยถามด้วยความโมโห “หรือว่ามันบินไม่ได้”


   เผ่ยเฉิงเฟิงกำหมัดแน่นพยายามสะกดอารมณ์โกรธไว้ “กลับไปก่อนเถอะ มาคิดว่าจะจัดการดูแลพี่น้องที่บาดเจ็บกันอย่างไรดี”


   เมื่อฉินเหล่าซื่อและคณะกลับถึงค่าย เหล่าทหารในค่ายพอเห็นสภาพของพวกเขาก็พากันตกตะลึง


   “ท่านแม่ทัพแพ้หรือ” นายกองคนหนึ่งกล่าวกับคนข้างๆ


   แม้ว่าเขาจะพูดเสียงเบา แต่เสียงของเขาก็ดังพอให้คนรอบข้างได้ยิน นั้นก็รวมถึงฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลิน ด้วย


   ฉินเหล่าซื่อมองเขาด้วยสายตาที่ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ แต่ในใจกลับจำคนผู้นี้ไว้


   “ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเจ้าจะพบคู่ต่อสู้ที่ยากขนาดนี้ จนทำให้พวกเจ้าถึงกับต้องพ่ายแพ้”


   หลี่อันสะพายกล่องยาเดินเข้ามา ระหว่างทางเขาได้ยินข่าวว่าฉินเหล่าซื่อและพวกเขาพ่ายแพ้กลับมา


   เมื่อเปิดประตูออกก็เห็นหัวสามคนที่กำลังหมดกำลังใจ นั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยความท้อแท้


   “หมอหลี่อัน พวกข้า...ประมาทเกินไป” ฉินเหล่าซื่อพูดด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความละอาย


   “หากข้าไม่ฉวยโอกาสบุกต่อ พวกเราก็คงไม่ถูกซุ่มโจมตีจนพี่น้องต้องล้มตายกันมากขนาดนี้”


   หลี่อันเดินขึ้นมาจับไหล่เขาเพื่อปลอบใจ “หากเป็นข้า ข้าก็จะเลือกบุกต่อเพื่อชัยชนะเช่นกัน! ดังนั้นเจ้าไม่ต้องโทษตัวเอง"


   ฉินเหล่าซื่อกุมหัวพลางเอ่ย “แต่ว่าข้าได้ทำให้พวกเขาต้องสละชีวิต”


   นับตั้งแต่เขาเข้าร่วมทัพ เขาไม่เคยทำความผิดพลาดใหญ่หลวงเช่นนี้มาก่อนเลย นั่นเป็นชีวิตคนกว่าร้อยชีวิตเลยนะ


   “การเปลี่ยนแปลงในสนามรบนั้นเกิดขึ้นในชั่วพริบตา หากเจ้าลังเลก็ไม่มีวันหลุดพ้นจากมัน หากเจ้าไม่สามารถหลุดพ้นได้ก็หมายความว่าเส้นทางการเป็นทหารของเจ้าได้ถึงจุดจบแล้ว เจ้าควรรีบเก็บของกลับไปทำไร่ทำนาดีกว่า” หลี่อันกล่าวด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม


   ฉินเหล่าซื่อชะงักและรีบแก้ตัวให้ตัวเอง “ข้าไม่ได้เป็นอะไร ข้าแค่รู้สึกผิดเล็กน้อยเท่านั้น!”


   “การรู้สึกผิดนั้นดี แต่เจ้าดูเจ้าตอนนี้สิ เจ้าเหมือนคนที่ยอมรับความพ่ายแพ้ไม่ได้”


   หลี่อันเห็นพวกเขาทั้งสามดูสิ้นหวังแล้วจึงพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลงเล็กน้อย “เหล่าซื่อ เมื่อได้พ่ายแพ้แล้ว เราก็ควรทบทวนว่าเกิดปัญหาที่ใด”


   “ข้าได้ยินว่าพวกเจ้าโดนซุ่มโจมตีที่เหยี่ยหยางโกว พวกเจ้าไม่รู้สึกแปลกใจบ้างหรือ”


   พวกฉินเหล่าซื่อยังคงเงียบ เมื่อพวกเขากลับมาที่ค่าย พวกเขาก็ทบทวนเรื่องนี้หลายครั้งว่าเกิดอะไรกันแน่ หากแต่ยิ่งคิดก็ยิ่งสับสน สุดท้ายสมองก็พลันวางเปล่า จนไม่สามารถคิดอะไรได้อีก


   “ในกองทัพมีนายกองคนหนึ่งที่พูดกลับขาวเป็นดำได้”


   หลังจากพูดประโยคนี้ หลี่อันก็หันหลังเดินออกจากกระโจมทหาร เรื่องราวที่ควรพูดก็ได้พูดไปแล้ว ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาจะเข้าใจได้หรือไม่


   เขาไม่ต้องการเอาใจไปผูกติดกับเรื่องในสนามรบ ในตอนนี้เขาควรสนใจแต่การรักษาคนเจ็บ


   “รักษาโรคให้หายเร็วๆ แล้วจะได้กลับบ้านเร็วขึ้นเช่นกัน” เขากล่าว


   เขาบอกได้เลยว่าไม่อยากจะอยู่ที่นี่เลย ตั้งแต่เขามาอยู่ที่นี่จิตของเขาช่างเย็นชาเหลือ ไม่มีความอบอุ่นเลยแม้แต่น้อย


   หมู่บ้านตระกูลฉินช่างดีเสียนี่กระไร ทุกวันขึ้นเขาไปเล่นกับนกแล้วกลับหมู่บ้านมาเล่นกับเด็กๆ เวลาอยากกินของอร่อยก็ให้สะใภ้สามทำเนื้อตุ๋นหรือไม่ก็ไปล่ากระต่ายที่ภูเขา หรือจับไก่จากเล้าไปย่างกิน คู่กับเหล้าดีๆสักไห บรรยากาศดีเหลือแสน


   เมื่อคิดถึงสิ่งเหล่านี้หลี่อัน ยิ่งต้มยาอย่างขยันขันแข็ง เขานำยาที่เล่อเหนียงให้มาผสมกับสูตรที่ตัวเองคิดขึ้น และนำไปรักษาผู้ป่วย


   แม้ผลลัพธ์ในตอนนี้จะไม่ชัดเจนมากนัก ขอแค่อาการไม่ทรุดหนักลงไปกว่านี้ก็พอแล้ว หากกินยาอีกสักครู่หนึ่งแล้วยังไม่มีผล เขาคิดว่าจะใช้ตำราจากเล่อเหนียงที่ได้มา


   เมื่อพวกฉินเหล่าซื่อได้ฟังสิ่งที่หลี่อันพูด ต่างมองหน้ากันด้วยความเครียด


   พวกเขาคิดว่าหากฝั่งพวกเขามีคนทรยศจริงๆแล้ว การช่วยคนทรยศออกมานั้นคงจะลำบาก แต่หลี่อันกลับพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ และตัดสินเรื่องได้ในทันที


   “เหล่าซื่อ ไปตรวจสอบหน่อยว่า นายร้อยคนนั้นอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้ใด?"


   เผ่ยเฉิงเฟิงสั่งเสียงเย็นชา “หากเป็นเรื่องที่ยากลำบากก็จงฆ่าทิ้งทันที”


   ฉินเหล่าซื่อรับคำสั่งแล้วออกไป


   “เฉิงเฟิงข้าได้ยินว่าพวกเจ้าถูกซุ่มโจมตี มันเกิดอะไรขึ้น”


   ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินเพิ่งเดินออกไป ก็มีชายในชุดเสื้อคลุมลายงูเข้ามาอย่างรวดเร็ว พลางเอ่ยถามด้วยความรีบร้อน


   เผ่ยเฉิงเฟิงลุกขึ้นทำความเคารพ “ข้าเป็นผู้บังคับบัญชาไม่ดี โปรดท่านลงโทษด้วย!”


   ท่านอ๋องเจ็ดโบกมือด้วยสีหน้าหนักแน่น “ไม่ เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของเจ้า


   ดูเหมือนว่าจะมีคนเข้ายื่นมือมายุ่งเกี่ยว”


   เมื่อได้ยินดังนั้น เผ่ยเฉิงเฟิงก็รู้ถึงความรุนแรงของเรื่องนี้จึงรีบถาม “ท่านทรงได้รับข่าวอะไรมาหรือไม่”


   “อืม สองวันที่แล้วได้รับสาส์นลับจากฝ่าบาท บอกว่ามีการเคลื่อนไหวครั้งใหม่ ดูเหมือนว่าจะมีการร่วมมือกับชาวหนานหมาน แต่ยังไม่ทราบว่าเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการครั้งนี้หรือไม่”


   เมื่อได้ยินเช่นนั้นเผ่ยเฉิงเฟิงมีความแค้นในตาผุดขึ้น “รอให้ข้าดำเนินการเสร็จ ข้าจะฆ่าสตรีชั่วร้ายนั้นด้วยมือตัวเอง!”


   “วางใจเถิด วันนั้นเจ้าคงไม่ต้องยื่นมือเข้า หรอกหากเพราะมีผู้คนต่อแถวอยู่มากมาย” ท่านอ๋องเจ็ดกล่าวพลางตบบ่าเขาอย่างเบามือ


   “แต่ว่าตอนนี้สิ่งที่ข้ากังวลมากที่สุดคือหมู่บ้านตระกูลฉินซึ่งไม่รู้ว่าเสี่ยวชีจะตกอยู่ในอันตรายหรือไม่”


   ณ เวลานี้ในหมู่บ้านตระกูลฉิน เสียงตะโกนอย่างเกรี้ยวกราดดังก้องไปทั่วหมู่บ้านตระกูลฉินว่า


   “เสี่ยวชี เจ้าลูกไม่มีหัวคิดของข้า หยุดเดี๋ยวนี้!”



  บทที่ 435: การสร้างเรือนกระจก



   “พี่เจ็ด วิ่งเร็ว! ท่านแม่โกรธแล้ว!” เล่อเหนียงตบมือและร้องเรียกด้วยความตื่นเต้น


   “น้องสาว เจ้าอยู่ข้างๆแบบนี้ดีแล้วหรือ” หงอวี่วิ่งหนีโดยไม่ลืมตะโกนตอบเล่อเหนียง


   สวรรค์ เขาไม่ได้ตั้งใจที่จะไปแตะต้องงานปักของท่านแม่เลย เขาแค่อยากจะทำรังให้กับเจ้าสุนัขจิ้งจอกและนกเหยี่ยวเท่านั้นเอง หาอยู่ตั้งนานก็ยังไม่เจอสิ่งที่เหมาะสมจะทำรังเป็น เล่อเหนียงเด็กน้อยผู้นี้บอกว่ามีกล่องไม้สองกล่องที่ไม่ได้ใช้ในห้องของท่านแม่


   พอเขาคิดจะไปหยิบเข้ามา ท่านแม่ก็ไม่อยู่บ้าน ข้าจึงผลักประตูเข้าไป และนำกล่องเก่าๆสองใบออกมา ผลคือข้ายังไม่ทันจะเริ่มทำรังก็เห็นท่านแม่ถือไม้ชเดินเข้ามาด้วยความโกรธ


   เขาจึงเพิ่งพบว่ากล่องสองกล่องนี้เป็นไม้ธรรมดา แถมอายุของมันก็ดูจะนานมากแล้ว ดูเหมือนว่าเขาจะบังเอิญไปแตะสมบัติตระกูลของท่านแม่โดยไม่ตั้งใจ


   “ท่านแม่ ข้าขอโทษ ข้าไม่ได้ตั้งใจจริงๆนะ ต่อไปข้าจะชดใช้กล่องสองใบนั้นให้ดีหรือไม่” เสี่ยวชีวิงวอนขณะวิ่งหนี


   ท่านแม่ไม่รักเขาแล้ว เมื่อก่อนท่านแม่ไม่เคยตีเขาเลย แต่ครั้งนี้กลับจะใช้ไม้ตีเขา


   “พอแล้วซิ่วอิง ขู่แค่สองสามทีก็พอ อย่าตีจริงเลย ถ้าตีจนเขาเจ็บ เดี๋ยวเจ้าจะเสียใจนะ” แม่เฒ่าฉินอยู่ข้างๆ และพยายามคลี่คลายสถานการณ์


   เจ้าเด็กคนนี้อยู่ว่างๆเลยไม่ได้ ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ถึงอยากทำรัง ทำรังก็แล้วไปเถอะ แต่เขาดันไม่บอกแม่ก่อน แล้วยังไปเอากล่องไม้ของนางในห้องมาใช้


   กล่องสองใบนั้นมีที่มาไม่น้อยเลย เป็นสมบัติที่สวี่ซิ่วอิงได้มาตอนแต่งงาน กล่องทั้งสองใบไม่ใหญ่ไม่เล็ก เป็นกล่องไม้ธรรมดา ธรรมดา ที่สามารถใส่เสื้อผ้าสำหรับฤดูร้อนได้นิดหน่อย


   ตอนที่พวกเขาอพยพไม่ได้เอากล่องพวกนั้นไปด้วย จึงซ่อนไว้ที่บ้านเกิดเก่าใกล้ชายแดน เหล่าซื่อไปชายแดนก็เพื่อกลับบ้าน


   จริงๆ เมื่อไม่นานมานี้เหล่าซื่อได้หาเวลาแอบกลับบ้านครั้งหนึ่ง และเขาก็หากล่องใบนั้นจนพบ จากนั้นก็ให้พ่อค้าส่งกลับมา


   แต่ละวันสวี่ซิ่วอิงชอบมองสมบัติล้ำค่าสองใบนั้นมาก แม้ว่าทำมาจากไม้พะยูง แต่ตอนที่ครอบครัวของพวกข้าลำบากที่สุดก็ไม่เคยคิดจะขายกล่องสองใบนี้เลย


   ไม่สิ เฝิงเสี่ยวฮวาเคยเสนอมา แต่ถูกทุกคนในครอบครัวปฏิเสธไป นางถึงกับโดนฉินเหล่าเอ้อร์ ดุด่าอยู่ครั้งหนึ่ง


   “ท่านแม่ ข้าขอโทษ ข้าผิดไปแล้ว ให้อภัยข้าเถอะนะ”


   …....…


   หงอวี่วิ่งไปได้สักพักก็หยุดยืนอยู่ที่เดิม รอรับความเจ็บปวดที่จะมาถึง


   สวี่ซิ่วอิงยกไม้ขึ้นด้วยความโกรธของสองครั้ง แต่ในที่สุดก็ยังไม่กล้าฟาดลงไป


   “เจ้านี่นะ เหตุใดถึงได้ซนเหมือนเล่อเหนียงเล่า” สวี่ซิ่วอิงแตะหน้าผากของหงอวี่เบาๆ พร้อมกับกล่าวด้วยความจนใจ


   หงอวี่เห็นท่าทีของสวี่ซิ่วอิงก็รู้ว่านางไม่โกรธแล้ว รีบกอดขาของนางและเริ่มขอให้นางเล่าเรื่องที่มาของกล่องสองใบนี้


   สวี่ซิ่วอิงยิ้มออกมา “กล่องสองใบนี้จะมีอะไรได้เล่า อันที่จริง พวกมันเป็นฝีมือของตาเจ้า ทำไว้เป็นสินเดิมของข้า”


   “เป็น...ของดูต่างหน้าเวลาคิดถึงบ้าน!”


   หงอวี่พอได้ยินคำพูดก็รู้ทันทีว่าตนเองเกือบทำเรื่องโง่ลงไป เขาจึงรีบกอดขานางแล้วพร่ำขาโทษ


   “ข้าขอโทษ ท่านแม่ข้าไม่รู้เรื่องนี้ ข้านึกว่ากล่องสองใบนี้พังแล้ว นึกว่าท่านไม่ต้องการอีกแล้ว”


   สวี่ซิ่วอิงเอามือลูบกล่องนั้นเบาๆ “ไม่เป็นไร เดิมทีมันพังอยู่แล้ว แถมยังไม่อาจใส่สิ่งของอันใดได้อีก”


   เล่อเหนียงพอเห็นท่านแม่ไม่โกรธ แล้วยังหัวเราะพูดคุยกับพี่เจ็ด นางก็พลันรู้สึกไม่สบายใจนัก


   “ท่านแม่ ข้าจะอิจฉาแล้วนะ!” เล่อเหนียงวิ่งเข้ามากอดขาอีกข้างของนาง พลางเงยหน้าขึ้นกล่าว


   “เจ้าน่ะ เจ้ามันเป็นเด็กดื้อ เจ้าอย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะ ว่าเรื่องนี้ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเจ้าด้วย” สวี่ซิ่วอิงส่ายหัวและแตะบริเวณหน้าผากเล่อเหนียงเบาๆ


   “ข้าถูกใส่ร้าย! ข้าไม่ได้สั่งให้พี่เจ็ดทำเรื่องนี้เลย เป็นพี่เจ็ดที่ไปหยิบมันเอง” เล่อเหนียงพยายามกล่าวแก้ตัวให้ตัวเอง


   เล่อเหนียงคือเลือดเนื้อเชื้อไขของนาง นางย่อมรู้ดีว่าลูกสาวของนางเป็นอย่างไร ดังนั้นสวี่ซิ่วอิงจึงไม่อาจเชื่อคำพูดของเล่อเหนียงได้ทั้งหมด


   “ท่านแม่ไม่เชื่อข้าหรือ” เล่อเหนียงทำปากยื่นถามออกมา


   สวี่ซิ่วอิงไม่ได้ตอบ เพียงแค่กอดเด็กทั้งสองไว้อย่างเงียบๆ นางอ่อนแอมานาน จึงไม่ค่อยได้กอดลูกน้อย ขนาดเสี่ยวอู่และเสี่ยวลิ่วยังได้กอดแค่ตอนให้นม


   ส่วนเวลาที่เหลือนั้น แม่เฒ่าฉินเป็นผู้ดูแล แม้กระทั่งเล่อเหนียงและเสี่ยวชีก็มีแม่เฒ่าฉินเป็นคนดูแลเช่นกัน


   นางรู้ดีว่านางเป็นมารดาที่ขาดความรับผิดชอบอย่างมาก


   “สะใภ้สี่ ไม้ท่อนนี้ เจ้าจะวางตรงไหนในบ้านหรือ”


   ขณะที่ซวี่ซิ่วอิงกำลังจมอยู่ในความคิด ก็มีเสียงสดใสจากหน้าประตูเรียกนางกลับมาสู่ความจริง เห็นพวกฉีสือและพวกเขาหามคานไม้หลายท่อนกลับมา


   “วางไว้ด้านข้างนั้นก่อนได้เลย รอเก็บลานให้สะอาดก่อน แล้วค่อยสร้างโรงเรือน” ซวี่ซิ่วอิงได้สติรีบกล่าว


   “จะเริ่มสร้างโรงเรือนแล้วหรือ”


   เล่อเหนียงวิ่งไปด้วยความตื่นเต้น และดูไม้ท่อนนั้น สำหรับนางแล้ว ไม้ท่อนพวกนี้ไม่ใช่ไม้ธรรมดา แต่มันคือทางสู่ความร่ำรวยของนาง


   “ใช่แล้ว คุณหนูเล่อเหนียง เราจะเริ่มสร้างโรงเรือนกันวันนี้เลย”


   เมื่อวานหลังจากที่พวกเขาตัดกระบองเพชรกลับมาก็นำมาวางกองอยู่ในห้องว่างแล้ว จนไม่มีที่ให้วางแล้ว


   ขณะที่พวกเขากำลังหาที่วาง ฉีสือก็ล่วงรู้เข้า


   วันนี้ข้าจงใจหยุดงานหนึ่งวัน นำพาพวกพ้องของข้ามายังพื้นที่ว่างข้างบ้านตระกูลฉินและสร้างโรงเรือนขนาดใหญ่


   หากว่าในขณะนี้วัสดุในการสร้างโรงเรือนยังไม่กลับมา ฉินเหล่าเอ้อร์และฉินเหล่าซานได้เริ่มผ่าแผ่นไม้แล้ว


   “เล่อเหนียง กระบองเพชรที่เจ้านำกลับมาเมื่อวานมันมีประโยชน์จริงหรือ”


   ไม่เพียงแต่ฉีสือจะสงสัย แม้กระทั่งผู้คนที่เขาพามาก็สงสัยเช่นกัน พวกเขาส่วนใหญ่เป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน ดังนั้นพวกเขารู้ถึงอันตรายของกระบองเพชรเป็นอย่างดี เพราะหากสิ่งเหล่านี้ขึ้นในไร่นาของพวกเขา มันจะต้องเป็นเรื่องที่น่าปวดหัว


   “ใช่แล้วล่ะ มีประโยชน์มากเลย ตอนนี้เล่อเหนียงต้องการเก็บเป็นความลับ ต่อไปพวกท่านจะรู้เอง”


   ตอนนี้ไม่ว่าใครจะถามอะไรนาง นางก็พูดแบบเดิม ก่อนที่ชาดจะถูกผลิตออกมา นอกจากคนในตระกูลฉินแล้ว คนอื่นจะไม่มีทางรู้


   เราต้องระวังคนอื่นไว้บ้าง


   ฉินเหล่าเอ้อร์ผ่าไม้เสร็จอย่างรวดเร็ว ส่วนพวกบรรดาสตรีในหมู่บ้านและนางหลี่ก็ได้ทำความสะอาดพื้นที่ว่างเรียบร้อยแล้ว


   ตอนนี้พวกเราจะเริ่มสร้างโรงเรือนแล้ว


   โรงเรือนที่เล่อเหนียงต้องการสร้างนั้นง่ายมาก แค่ขุดฐานหินไม่กี่จุด นำไม้มาก่อสร้างเป็นโครงของโรงเรือน แล้วปิดล้อมด้านบนและรอบๆทั้งหมด เหลือไว้เพียงช่องระบายอากาศสองช่องก็เสร็จเรียบร้อย


   งานนี้จะบอกว่าง่ายก็ไม่ง่าย จะบอกว่ายากก็ไม่ยาก


   ยากก็เพราะต้องออกแรงเท่านั้นเอง


   เล่อเหนียงเห็นว่าพวกฉีสือสร้างโรงเรือนอย่างขยันขันแข็ง เช่นนี้แล้วนางจึงตัดสินใจว่าจะต้องตอบแทนพวกเขาให้ดีสักหน่อย


   นางจึงดึงหงอวี่เข้าไปในครัว มองสำรวจรอบๆ เมื่อเห็นว่าไม่มีคนอยู่ก็พลันหยิบห่านออกจากพื้นที่มิติสองตัว


   หงอวี่ “...”


   ข้าขอบคุณเจ้ามากนะ ที่เจ้าชื่นชอบข้าเช่นนี้...



  บทที่ 436: ข้าก็จะฟ้องเหมือนกัน



   “ท่านแม่ เรามาเชือดห่านกันเถอะ!” เจ้าก้อนแป้งตัวน้อยลากห่านตัวโตวิ่งเข้ามาพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น


   สวี่ซิ่วอิงมองอย่างละเอียด นางเห็นว่าเจ้าห่านตัวนั้นในมือของลูกสาวนางไม่มีความจำเป็นต้องให้นางฆ่าอีกแล้ว ดูคอตกๆของมันสิ เห็นชัดเจนว่ามันตายไปแล้ว!


   “เล่อเหนียงพวกเราเป็นหญิงสาวไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรงเช่นนี้ เจ้าควรคิดถึงความรู้สึกของห่านด้วยนะ!”


   แน่นอนในจิตใต้สำนึกของสวี่ซิ่วอิงเริ่มคิดว่าห่านตัวนี้คงถูกลูกสาวของนางใช้วิธีบางอย่างจัดการให้ตายไปตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว


   “ท่านแม่ เล่อเหนียงเป็นผู้หญิงอ่อนหวาน เล่อเหนียงรุนแรงตรงไหนกัน” เล่อเหนียงประท้วง


   “เอาล่ะ เอาล่ะ เจ้าคือเด็กหญิงที่อ่อนหวานที่สุดแล้ว!” สวี่ซิ่วอิงกล่าวพร้อมยกห่านตัวโตขึ้นและเดินเข้าครัว


   ห่านตัวนั้นตายแล้ว นางต้องรีบต้มน้ำแล้วถอนขน ไม่เช่นนั้นถ้าปล่อยไว้นานไปมันจะจัดการได้ยาก แต่นางเพิ่งเดินเข้าครัวก็ต้องหยุดเมื่อเห็นภาพที่ไม่คาดคิด


   เห็นหงอวี่นั่งอยู่บนพื้นด้วยท่าทางเหมือนหมดหวัง และดูเหมือนว่าจะมีขนห่านติดอยู่ตามัว ข้างๆไม่ไกลจากนั้นยังมีห่านนอนนิ่งอยู่ตัวหนึ่ง ดูจากสภาพแล้วเห็นได้ชัดว่ามันตายแล้ว


   “เสี่ยวชี เจ้าทะเลาะกับห่านหรือ”


   หงอวี่เงยหน้ามองไปเห็นสวี่ซิ่วอิงก็เริ่มรู้สึกน้อยใจทันที


   “ท่านแม่ น้องสาวปล่อยห่านออกมาจิกข้า!”


   หงอวี่ในตอนนี้รู้สึกน้อยใจจริงๆ เล่อเหนียงเพิ่งปล่อยห่านมา ห่านสองตัวนั้นก็มุ่งเข้ามาหาเขาทันที เขาต้องใช้แรงตั้งนานถึงจะจัดการห่านสองตัวนี้ได้ เพื่อปลดปล่อยความโกรธภายใน


   “โอ้ เสี่ยวชีเด็กดี คืนนี้ให้เจ้ากินน่องห่านดีหรือไม่”


   “ดี ข้าขอกินตัวที่ใหญ่ที่สุด!”


   “ดี!” สวี่ซิ่วอิงยกมือหยิบขนห่านบนศีรษะของเขาออก แล้วลุกขึ้นไปต้มน้ำต่อ


   หงอวี่น้อยใจอยู่ครู่เดียว เมื่อเห็นสวี่ซิ่วอิงไปต้มน้ำก็ลุกขึ้นไปช่วยทันที ในขณะนั้น เล่อเหนียงก็เดินดุ๊กดิ๊กเข้ามา พอเห็นท่านพี่เจ็ดกำลังจุดไฟ ก็รีบหันหลังไปที่ห้องเก็บของ แล้วหยิบมันเทศสองหัวมา


   “พี่เจ็ด ปิ้งมันเทศกินกันเถิด!”


   หงอวี่ตอนนี้ก็ไม่ค่อยอยากจะสนใจเล่อเหนียงมากนัก แต่นางเป็นเด็กหญิงที่เขาชื่นชอบมากที่สุด เป็นธรรมดที่จะต้องเอาใจใส่เป็นธรรมดา


   “พี่เจ็ด เมื่อวานข้าได้ยินเสียงกบ เราไปจับกบกันดีหรือไม่” เล่อเหนียงมองดูไฟที่ลุกพรึ่บพลัน นางก็คิดถึงเสียงที่ได้ยินเมื่อวาน


   หงอวี่มองนางแล้วกลอกตามาก่อนจะพูดว่า “พรุ่งนี้ข้ามีเรียน!”


   “ได้เลย เช่นนั้นข้าไปเอง!”


   ขณะที่พูดนั้นน้ำก็เดือดพอดี สวี่ซิ่วอิงจัดการเทน้ำออกมาเริ่มทำความสะอาดห่าน นางร่างกายอ่อนแอจริงๆ หากห่านยังไม่ตายคงจะจัดการเองไม่ได้


   แต่โชคดีที่ห่านสองตัวนี้ตายแล้ว ดังนั้นการจัดการห่านจึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับนาง


   เล่อเหนียงอยู่ในครัวก็รู้สึกเบื่อหน่าย จึงดึงหงอวี่ออกไปข้างนอก


   “น้องสาว เจ้าไม่เอามันเทศแล้วหรือ” หงอวี่มองเล่อเหนียงแล้วพูด


   “ท่านแม่ ท่านช่วยดูมันเทศให้ข้าหน่อยได้หรือไท่ ข้ากับพี่เจ็ดจะออกไปข้างนอกสักประเดี๋ยว” เล่อเหนียงกล่าวกับสวี่ซิ่วอิงแล้วก็ดึงหงอวี่วิ่งไป


   “น้องสาว พวกเราจะไปที่ไหน” หงอวี่ถามขณะเดิน


   “ข้าจะไปรอรับลุงสามที่หน้าทางเข้าหมู่ ไม่รู้ว่าเหตุใดเขาถึงกลับช้ากว่าปกติ”


   หงอวี่เหลือบมองท้องฟ้า ตอนนี้ก็เริ่มสายแล้ว ลุงสามยังไม่กลับอีกหรือ ปกติแล้วเวลานี้เขาจะกลับมาแล้ว


   “ท่านย่า ลุงสามกลับมาหรือยัง” เล่อเหนียงวิ่งออกไปก็เห็นแม่เฒ่าฉินกำลังสั่งให้พวกฉีสือเก็บของ


   ครึ่งวันผ่านไปโรงเรือนก็สร้างเกือบเสร็จแล้ว ตอนนี้เหลือแค่ทำหลังคาเท่านั้น


   แม่เฒ่าฉินสะดุ้งเงยหน้ามองพระอาทิตย์ “วันนี้อาจจะขนมขายไม่ดี เลยกลับมาช้ากว่าปกติ”


   แม่เฒ่าฉินก็รู้สึกว่าพวกฉินเหล่าซานกลับมาช้ากว่าปกติ แต่ไม่เคยได้ยินว่าพวกเขามีธุระอะไร หนทางเดียวที่เป็นไปได้คือ วันนี้อาจจะขายไม่ดี


   แต่คิดไปคิดมาก็ไม่น่าจะใช่ วันนี้สำนักศึกษาได้หยุดพักหนึ่งชั่วยาม เป็นเวลาให้บัณฑิตออกไปซื้อสิ่งของใช้จำเป็น


   ตามหลักแล้ว ขนมของเหล่าซานควรขายดียิ่งกว่าแต่ก่อน


   ณ หน้าร้านหวานละมุน


   ผู้คนต่างมุงและชี้ชวนภายในร้าน


   “โอ้ ลูกของข้า!”


   หญิงนางหนึ่งอุ้มเด็กวัยสามขวบในอ้อมแขนร้องไห้อย่างเจ็บปวด


   “พวกเจ้ามาดูเร็วๆ ร้านนี้ขายขนมมีพิษจนคนตาย!”


   “หลานข้าเพิ่งสามขวบ พวกเจ้าใจร้ายทำได้ลงคอเชียวหรือ”


   ฉินเหล่าซานหน้าตาบูดบึ้งมองดูหญิงคนนั้น เขายังไม่เข้าใจว่าเรื่องราวทั้งหมดเป็นอย่างไรกันแน่


   เมื่อสักครู่ขณะที่เขากำลังยุ่งอยู่กับการต้อนรับลูกค้า หญิงวัยกลางคนคนนี้ก็เข้ามาข้างใน ถามว่ามีขนมหวานให้หลานชายของนางลองชิมสำหรับหรือไม่


   เขาคิดว่านางก็เหมือนกับลูกค้าทั่วไปที่อยากลองชิมก่อน หากพอใจก็จะซื้อจึงไม่ใส่ใจนัก แล้วบอกที่ตั้งของโต๊ะชิม


   แต่เพียงแค่เขาหันหลังเพียงแวบเดียว หญิงคนนี้ก็คุกเข่าลงกับพื้น ร้องไห้เสียงดังจนคนหลายคนหันมามอง


   หลานชายในอ้อมแขนของหน้ามีใบหน้าซีดเซียว ฉินเหล่าซานรีบคิดจะพานางไปที่โรงหมอ แต่หญิงคนนั้นกลับปฏิเสธ ทั้งยังโวยวายจนคนมามุงดู


   “ท่านอย่าร้องเลย รีบพาเด็กไปที่โรงหมอเถิด เราจะจ่ายค่ารักษาเอง” ฉินเหล่าซานพูดและพยายามจะเข้าไปอุ้มเด็ก


   แต่หญิงคนนั้นกลับปัดมือของเขาออก “เจ้าแกล้งทำเป็นคนดี ทำให้หลานของข้าเป็นแบบนี้ แล้วยังจะพยายามแย่งตัวเขาไปอีก!”


   “เจ้าต้องชดใช้ให้หลานข้า!”


   “ไม่ใช่ว่าข้าบอกให้ไปโรงหมอหรือ หากยังชักช้าอีกอาจจะแก้ไขไม่ทันกลายเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นมาได้!”


   สือไห่ถังเป็นคนที่มีนิสัยหุนหันพลันแล่น เดิมทีเห็นเด็กเกิดเรื่องไปในร้านของนาง นางก็พยายามอดทนเก็บอารมณ์และให้ฉินเหล่าซานจัดการ


   เพราะนางรู้ว่าหากเอื้อนเอ่ยอีกคำ เสียงของนางอาจจะดังมากกว่านี้


   “อย่าคิดว่าข้าไม่รู้แผนการของพวกเจ้า พวกเจ้าก็หวังแต่เพียงหลอกให้พวกข้าไปโรงหมอ แล้วปฏิเสธไม่ยอมรับผิดชอบเรื่องนี้"


   “ข้า...”


   “รีบหลีกทางออกไป หมอมาแล้ว!”


   ฉินเหล่าซานกล่าวยังไม่ทันจบ ฉินลิ่งอวี่และฉินลิ่งหมิงก็ลากหมอมาถึง แต่เดิมพี่น้องคู่นี้ไม่คิดจะออกมา เพราะตอนกลับเข้าสำนักศึกษาพวกเขาได้ซื้อของใช้เตรียมไว้แล้ว


   จนเยียนเถามาบอกเขาว่าร้านหวานละมุนมีเกิดเรื่องขึ้นจึงรีบวิ่งออกจากสำนักศึกษา


   พี่น้องทั้งคู่ยืนหลังฝูงชนได้ฟังปัญหาแล้ว พวกเขาก็ตรงไปที่โรงหมอที่อยู่ไม่ไกลไม่ไกลแล้วลากหมอคนหนึ่งมา


   “ฮูหยิน รีบพาเด็กมาให้ข้าดูเถิด!” ผู้อาวุโสเหยาเห็นหน้าของเด็กซีดเซียว ก็รีบคุกเข่าครึ่งหนึ่งกับพื้นแล้วพยายามจะจับชีพจรเด็ก


   หญิงนั้นผลักผู้อาวุโสไปด้านข้าง แล้วชี้หน้าเขาด้วยความโกรธแค้น “ไสหัสไปซะหมอต้มตุ๋น อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้าร่วมกันคิดจะทำร้ายหลานข้า!”


   ผู้อาวุโสเหยาไม่เคยถูกชี้หน้าด่ามาก่อน ครานี้จึงตอบกลับอย่างไม่เกรงใจ


   “สตรีผู้นี้ช่างไม่รู้จักแยกแยะ หลานก็เป็นเช่นนี้แล้ว ยังคิดจะดื้อรั้นอีก!”



 บทที่ 437: มีผู้ใดคิดก่อเรื่องขึ้น



   “ข้ารู้สึกว่ามีสิ่งใดผิดปกติ”


   “นางผู้นี้ช่างประหลาดนัก หมออยู่ตรงหน้าแล้วยังไม่ให้รักษา!”


   “จริงด้วย ข้ารู้สึกว่าใบหน้าของเด็กนั้นดูไม่ค่อยปกตินะ”


   “พ่อของข้าเป็นหมอ ข้าเองก็พอเข้าใจการวิชาแพทย์อยู่บ้าง ข้าเห็นว่าเด็กผู้นี้ดูเหมือนได้ตายไปแล้ว และมันก็ผ่านมาสักพักหนึ่งแล้วด้วย"


   การกระทำของนางทำให้ผู้คนที่มุงดูพากันวิพากษ์วิจารณ์


   ในหมู่พวกเขาส่วนใหญ่เป็นบัณทิตจากสำบัณทิตฝั่งตรงข้าม ตั้งแต่ร้านหวานละมุนเปิดร้านมา พวกเขาก็กินขนมหวานร้านนี้มาตลอด ไม่เพียงแต่รสชาติอร่อยเท่านั้น ยังมีราคาที่สมเหตุสมผลด้วย


   ทุกครั้งที่มีขนมหวานใหม่วางข่าย เถ้าแก่ร้านมักจะแบ่งให้พวกเขาลองชิมก่อนเสมอ ถึงแม้พวกเขาจะไม่สามารถออกไปข้างนอกได้ เพียงแค่ตะโกนเรียกที่หน้าประตู ก็จะมีคนส่งขนมให้ถึงที่และทุกครั้งก็ให้มากกว่าเดิม


   เพราะฉะนั้นเมื่อนางผู้นี้กล่าวว่าขนมหวานที่นี่เป็นพิษ ทำให้หลานชายของพวกเขาเสียชีวิต พวกเขาเลยยังไม่ปักใจเชื่อ


   เขาแค่คิดว่ามีทั้งพยานและหลักฐานอยู่ที่นี่แล้ว อีกอย่างพวกเขาก็ไม่อาจพูดอะไรได้ บ้างครั้งการไม่พูดอะไรเลยอาจเป็นการสนับสนุนที่ดีที่สุดก็เป็นได้


   “ฮูหยิน รีบให้ข้าดูเด็กหน่อยเถอะ หากเรื่องอันใดขึ้นมา ท่านจะมานั่งร้องไห้เสียใจทีหลังไม่ได้นะ”


   ฉินเหล่าซานสังเกตเห็นความผิดปกติสักพักแล้ว เขาจึงจงใจมองใบหน้าของเด็กคนนั้นหลายครั้ง สมองเขานึกย้อนถึงตอนที่หญิงผู้นั้นเข้ามา ดูเหมือนว่าตอนที่นางเข้ามา เด็กคนนั้นก็นอนซบอยู่บนบ่านางแล้ว ท่าทางเหมือนนอนหลับเฉยๆ


   “ข้าไม่สนใจ หลานข้ากินขนมหวานจากบ้านของพวกเจ้าเลยเป็นเช่นนี้ เจ้าควรให้คำอธิบายแก่เรา ไม่เช่นนั้นพวกข้าจะไม่ปล่อยเรื่องนี้ง่ายๆ!” หญิงผู้นั้นยังคงกอดเด็กน้อยในอ้อมแขนแน่น


   สายตากลับแฝงความโกรธเคือง จ้องผู้คนที่ล้อมอยู่หน้าประตูเขม็ง


   “พวกเจ้าจงเงียบ หากหลานข้าเป็นอันใดขึ้นมา พวกเจ้าจะหนีความรับผิดชอบไปไม่ได้!”


   คำพูดของหญิงนางนั้นทำให้คนที่อยู่หน้าประตูลังเล เรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับพวกเขาเลยนะ


   เหยียนเทาเป็นผู้ที่ตอบสนองได้รวดเร็วที่สุด และเขาก็โต้แย้งกลับอย่างไม่เกรงใจ “นางผู้หญิงบ้า ข้าคิดว่าสมองเจ้ามีปัญหาแล้วล่ะ หลานของเจ้ามันไม่เกี่ยวอะไรกับพวกข้าเลย!”


   “ไม่ใช่ว่าหลานของเจ้าตายไปแล้ว แล้วเอาศพมาโวยวายที่นี่หรือ”


   “ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็อย่าได้ทรมานเขาอีกเลย รีบพาไปฝังเถิด อย่าให้ศพเริ่มเน่าแล้วทำให้พื้นที่ของผู้อื่นเหม็นเสีย!”


   บ้านของเหยียนเทามีฐานะยากจน ในวันปกติเขามักจะยุ่งกับการเรียนหรือวาดภาพ เมื่อมีวันหยุดหรือออกไปนอกบ้านก็จะนำผลงานเหล่านั้นออกไปขายเพื่อแลกเป็นเงิน ด้วยเหตุนี้เขาจึงมีฝีปากค่อนข้างดี


   เขาไม่คำนึงเรื่องการรักษามารยาทเหมือนผู้มีการศึกษา หากมีใครทำให้เขาไม่พอใจ เขาจะต้องเอาคืนแน่นอน


   “เจ้า...เจ้า…” หญิงนั้นถูกโต้ตอบจนไม่สามารถพูดไม่ได้ศัพท์


   “สวรรค์ ได้โปรดมองดูเถิด ทุกคนต่างรังแกพวกเรา เด็กกำพร้าและเฒ่าผู้อาภัพ!”


   หญิงนางนั้นเห็นว่าตนพูดสู้ไม่ได้จึงอุ้มหลานนั่งทรุดลงกับพื้น ตบขาพลางร้องไห้โอดครวญออกมาเสียงดัง


   “หลานข้าช่างน่าสงสาร เหตุใดเจ้าจึงจากไปเร็วเช่นนี้ หากเจ้าไม่ตาย ใครเล่าจะกล้ามารังแกพวกเรา”


   เหยียนเทาเขี่ยหูขจัดความรำคาญ เมื่อเห็นหญิงนั้นตั้งหน้าตั้งตาร้องโวยวาย เด็กในอ้อมอกของนางก็พลันหล่นลงกับพื้น จึงรีบส่งสัญญาณให้ฉินลิ่งอวี่ให้จัดการต่อไป


   ฉินลิ่งอวี่มองตามสายตาของเขาไป พลันเข้าใจได้ทันที เขาแอบย่องไปด้านหลังของหญิงคนนั้น คุกเข่าลง แล้วดึงมือของเด็กน้อยส่งให้หมอ


   “ท่านหมอ รีบดูหน่อยว่าเด็กคนนี้เป็นอย่างไรบ้าง”


   หมอเฒ่าผู้นั้นเป็นคนเฉลียวฉลาดทันทีที่เห็นก็เข้ามาจับชีพจร


   “เจ้าทำอะไร” หญิงผู้นั้นรู้สึกตัว นางพยายามดึงมองของเด็กคนนั้นกลับมาอย่างร้อนรน


   แต่สือไห่ถังที่อดทนมาเป็นเวลานานแล้วรีบเดินเข้ามาขวางไว้ กดไหล่ของหญิงคนนั้นไม่ให้ลุกขึ้น ทันทีที่จับชีพจรได้ ใบหน้าก็มืดคล้ำทันที!


   “เด็กคนนั้นเสียชีวิตไปนานแล้ว!”


   “อะไรนะ!”


   ฉินเหล่าซานขาอ่อนทรุดลง หน้าตาบ่งบอกถึงความเศร้าสลด เขาไม่ได้กลัวคนตาย แต่กลัวว่าร้านเล็กๆที่เขาดูแลมานานไม่อาจเปิดต่อไปได้


   “ไม่จริง เด็กคนนี้ไม่ได้ตายที่นี่” เสียงหนึ่งจากในฝูงชน ซึ่งเป็นชายหนุ่มในชุดบัณทิตตะโกนขึ้นมา


   “เจ้าพูดว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่ แล้วเจ้าจะบอกได้หรือไม่ว่าหลานของข้ายังมีชีวิตอยู่” หญิงชรายื่นหน้ามองชายหนุ่มคนนั้นด้วยความโกรธพลางร้องไห้


   “ข้าไม่ได้พูดส่งเดช พ่อของข้าเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบศพและข้าได้ติดตามพ่อของข้าในการจัดการศพต่างๆตั้งแต่เล็ก ไม่เคยดูผิดพลาด”


   “เด็กในอ้อมกอดของท่านสิ้นใจมาแล้วอย่างน้อยสามชั่วยาม เจ้านำร่างที่ไร้วิญญาณมายังที่นี่ เจ้ามีเจตนาอะไร”


   เหล่าผู้คนที่รายล้อมต่างซุบซิบกัน พวกเขาต่างรู้จักกับชายหนุ่มคนนั้นอยู่แล้ว


   ชายหนุ่มผู้นี้ แม้ว่าพ่อของเขาจะเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบศพ แต่เขาก็มีปู่ที่สนับสนุนเขามาก


   ปู่ได้ทิ้งทรัพย์สมบัติมากมายให้สองพ่อลูก แต่พ่อเลือกทำงานตรวจสอบศพ ส่วนเขาเลือกเรียนหนังสือ


   “เจ้าเด็กเวร เจ้าสัตว์เดรัจฉานที่มีไม่ได้รับการอบรมดี เจ้ามีสิทธิ์อะไรกล่าวว่าหลานของข้าสิ้นใจมาแล้วสามชั่วยาม”


   หญิงชรายื่นหน้าจ้องมองชายหนุ่มที่พูดเมื่อครู่อย่างโมโห “ข้ารู้แล้ว พวกเจ้าร่วมมือกันใช่หรือไม่”


   “พวกเจ้ารวมหัวกันฆ่าหลานของข้าหรือ!”


   ใบหน้าเฉินเหล่าซานต็มไปด้วยความไม่พอใจ


   “ฮูหยิน ข้าไม่รู้ว่าท่านมีเหตุผลหรือความคิดอะไรที่มาทำให้เกิดความวุ่นวายนี้ แต่ข้าขอบอกไว้เลยว่าข้าฉินเหล่าซาน ข้าไม่กลัวอะไรทั้งนั้นหากไม่ได้ทำผิด”


   พูดจบเขาก็เงยหน้ามองไปที่บัณทิตนอกประตู "บัณทิตท่านใดว่าง ช่วยไปเชิญในายอำเภอมาได้หรือไม่"


   “ข้าไป ข้าไป!” ทันใดนั้นก็มีบัณทิตคนหนึ่งยกมือขึ้นมาตอบ


   "เช่นนั้นรบกวนท่านด้วยนะ รอจนเรื่องนี้เรียบร้อย ข้าจะเลี้ยงท่านด้วยขนมหวานของเรา!"


   "ได้เลย!" ชายหนุ่มที่ยกมือขึ้นเมื่อครู่ดีใจ รีบแหวกฝูงคนและวิ่งไปยังศาลาว่าการทันที


   “ฮูหยิน เด็กในอ้อมแขนของท่านนั้นเสียชีวิตตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” หมอเฒ่าพลันโกรธเคืองขึ้นมา


   เขาเองก็ชื่อชอบร้านขนมนี้เหมือนกัน ไม่เพียงแต่เขาเท่านั้น หลานชายตัวน้อยของเขาก็โปรดปรานมาก ร้านขนมแห่งนี้ไม่เพียงแต่รสชาติดี แต่ยังมีน้ำใจงดงาม เรียกว่าแทบทุกวันต้องแวะมาซื้อ


   “พวกเจ้ารังแกผู้อื่นเกินไปแล้ว สวรรค์ไม่อาจมองข้าม!”


   หญิงคนนั้นเมื่อเห็นว่ามีคนไปแจ้งเจ้าหน้าที่ก็เริ่มหวาดกลัว รีบพูดทิ้งท้ายอย่างโกรธแค้นแล้วพยายามวิ่งหนี


   แต่ทว่านางประเมินค่าความชื่นชอบของชาวบ้านที่มีต่อร้านนี้ผิดไป นางพยายามวิ่งไปทางทิศตะวันออก พวกเขาก็ขวางอยู่ทางทิศตะวันออก พอนางวิ่งไปทางทิศตะวันตก พวกเจ้าก็ขวางอยู่ทางทิศตะวันตก ไม่ว่าจะหมุนไปไหนนางก็ออกไปไม่ได้


   “เรื่องนี้ยังไม่มีผลออกมา เจ้าวิ่งหนีทำไม”


   ฉินเหล่าซานหัวเราะเย็นชา "หรือว่าเพราะเจ้ามีอะไรไม่ดีในใจ”


   “เจ้านั่นแหละมีอะไรไม่ดีในใจ ข้าจะไปแจ้งความที่ศาลาว่าการ ว่าพวกเจ้าทำร้ายคนโดยมิชอบ" นางตอบอย่างดื้อรั้น


   “ใครว่าอยากจะไปแจ้งความ ข้ามาแล้ว!”



 บทที่ 438: จิตใจช่างอำมหิตยิ่งนัก



   ไป๋เช่ออวิ๋นสวมชุดขุนนางเดินเข้ามา มองดูฝูงชนที่กำลังวุ่นวายและเปิดปากพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม


   “เกิดอะไรขึ้น ผู้ใดจะอธิบายให้ข้าฟังได้บ้าง”


   “ท่านใต้เท้า เป็นผู้หญิงคนนี้กล่าวว่าขนมของร้านหวานละมุนมียาพิษ ทำให้หลานของนางเสียชีวิต!”


   เหลียนเทารีบเอ่ยว่า “แต่ผู้หญิงคนนี้ดูแปลกประหลาดนัก ไม่ยอมไปหาหมอ นั่นก็แล้วไป แต่แม้กระทั่งหมอก็มาถึงแล้ว นางก็ยังไม่ยอมให้หมอตรวจสอบหลานของนาง!”


   ไป๋เช่ออวิ๋นมองไปยังผู้หญิงคนนั้น “พี่หญิงท่านนี้ ท่านมีความคับแค้นใจอันใดที่จะบอกกล่าวกับข้าหรือไม่”


   “ท่านวางใจ ข้าเองจะทำตามหน้าที่โดยเคร่งครัด จะไม่ลำเอียงเป็นอันขาด!”


   “ให้หมอตรวจสอบเด็กสักหน่อยเถอะ ถ้าหากว่าขนมของร้านหวานละมุนมีปัญหาจริง ข้าจะไม่ปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปได้”


   ไป๋เช่ออวิ๋นกล่าวพลางส่งสายตาให้เจ้าหน้าที่ศาลาว่าการที่อยู่ข้างๆ


   เจ้าหน้าที่ศาลาว่าการเข้าใจเจตนาของไป๋เช่ออวิ๋น จึงตรงเข้าไปอุ้มเด็กมาทันที


   “พวกเจ้าอย่าเข้ามา ห้ามแตะต้องหลานของข้า!”


   หญิงผู้นั้นตื่นตระหนก แม้แต่ต่อหน้าใต้เท้าไป๋ก็ไม่ยอมให้ใครแตะต้องหลานของนาง ถ้าที่นี่ไม่มีสิ่งชั่วร้ายก็คงจะอธิบายไม่ได้จริงๆ


   “เหตุใดข้าถึงได้อุ้มเด็กคนเดียวไม่ได้” ไป๋เช่ออวิ๋นกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา


   เมื่อเจ้าหน้าที่ทางการได้ยินคำของเจ้านายตนก็ไม่อ่อนโยนอีกต่อไป รีบเข้าไปอุ้มเด็กออกมา


   “พวกเจ้าปล่อยหลานข้า ปล่อยหลานข้า เจ้าพวกข้าราชการสุนัข!”


   หญิงคนนั้นพลางวิ่งออกไปข้างนอก นางจะต้องรีบออกจากที่นี่ทันที หากเด็กตกไปอยู่ในมือของไป๋เช่ออวิ๋น นางคงถึงจุดจบแล้ว


   ไป๋เช่ออวิ๋นได้ฟังสีหน้าก็พลันเปลี่ยนไป “ข้าเพียงอยากให้หมอตรวจสอบหลานของท่านเท่านั้น ท่านกลับใส่ร้ายข้าอย่างไร้เหตุผลถึงเพียงนี้”


   “พวกเจ้าต้องเป็นพวกเดียวกันแน่นอน พวกเจ้าต้องการฆ่าหลานข้า แล้วแย่งหลานไป เพราะต้องการทำลายหลักฐาน”


   ถึงแม้นางจะดื้อรั้นเพียงไร แต่สุดท้ายเจ้าหน้าที่ก็อุ้มเด็กไปได้อยู่ดี


   นางผู้นั้นเห็นเหล่าเจ้าหน้าที่นำเด็กส่งให้หมอ เรือนร่างของนางจึงทรุดนั่งลงกับพื้น ใบหน้าซีดเผือด


   นางพึมพำว่า “จบสิ้นแล้ว!”


   หมอเฒ่าตรวจชีพจรของเด็กอย่างละเอียด แล้วก็สำรวจไปทั่วมือและเท้าของเขา ใบหน้าของเขาเคร่งเครียดมากขึ้น!


   “กราบเรียนใต้เท้า...เด็กคนนี้ได้เสียชีวิตมาแล้วสองวัน!"


   “ว่าอย่างไรนะ!”


   คำพูดของหมอเฒ่าทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์รอบที่เกิดเหตุดังขึ้น


   “นางผู้นี้ช่างไร้ความปรานี เด็กเสียชีวิตมาสองวันแล้วนางยังมาก่อเรื่องอีก!"


   “จริงๆ ข้ากินขนมจากร้านนี้ตลอด ไม่เคยมีปัญหาใดๆ เหตุใดนางมาแล้วถึงเกิดเรื่องอย่างนี้ได้”


   นางผู้นั้นได้ยินคำดูถูกจากผู้คนรอบข้าง ร่างผอมบางของนางก็เริ่มสั่นไหว


   “หญิงสาวผู้ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ เจ้าจะไม่พูดความจริงอีกหรือ!” ไป๋เช่ออวิ๋นกล่าวเสียงดังด้วยความเย็นชา


   ปกติแล้วไป๋เช่ออวิ๋นมักจะทำตัวเหมือนไม่ค่อยสนใจสิ่งใด แต่ถึงกระนั้นเขาก็เป็นข้าราชการและยังมาจากตระกูลสูงส่ง แม้ว่าจะทำตัวเหลวไหลเพียงใด แต่บารมีของผู้ครองตำแหน่งสูงส่งยังคงฉายแสงออกมา


   เมื่อเขาพูดด้วยหน้าตาขึงขัง หญิงสาวก็กลัวจนควบคุมตัวเองไม่ได้


   “ข้าจะพูด ข้าจะพูด สิ่งนี้ไม่เกี่ยวกับข้าเลย ข้าแค่ทำตามคำสั่ง”


   หญิงสาวก้มกราบบนพื้นด้วยความหวาดกลัว “ท่านไว้ชีวิตข้าเถิด เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้เป็นฝีมือของเถ้าแก่ร้านเหอเว่ยไจสั่งข้า”


   “พูดความจริงมา” ไป๋เช่ออวิ๋นลากเก้าอี้มานั่งเพื่อสอบสวนทันที


   “เจ้าของร้านเหอเว่ยไจให้ข้าอุ้มเด็กที่ตายนี้,kที่ร้านหวานละมุนเพื่อซื้อขนม แล้วสร้างความเสียหายให้ร้านหวานละมุน”


   “ถ้าหากข้าไม่ทำตามคำสั่งของเขา เขาจะขายหลานของข้า!”


   ไป๋เช่ออวิ๋นสายตามองไปที่เด็ก “แล้วเด็กคนนี้เจ้ามาจากไหน”


   หญิงสาวสั่นหัว “ข้าไม่รู้ เมื่อเด็กมาถึงมือข้า เขาก็ตายแล้ว!”


   “ไม่ถูกต้อง ร่างของเด็กที่ตายไปสองวันแล้ว เหตุใดจึงยังนุ่มอยู่” ฉินเหล่าซานได้ยินก็คิดถึงจุดสำคัญขึ้นมาในทันที


   เมื่อไป๋เช่ออวิ๋นได้ยินก็ลองแตะตัวเด็กคนนั้น พบร่างกายของเด็กยังคงนุ่ม ไม่เหมือนกับเด็กที่ตายไปสองวันแล้ว


   “ใช่ ตามหลักแล้วร่างของเด็กที่ตายสองวันน่าจะต้องแข็งแล้วสิ”


   หญิงคนนั้นรีบกล่าว “เป็นเพราะเถ้าแก่เหอเว่ยไจ เถ้าแก่ใช้น้ำอุ่นแช่ตัวเด็กตลอดเวลา!”


   “ช่างร้ายกาจนัก!” ฉินเหล่าซาน โกรธจัด


   “ข้าไม่ได้เคยไปก่อความวุ่นวายกับเขา เขาต้องการจะทำอะไร”


   “เป็นเพราะเถ้าแก่ร้านเหอเว่ยไจอิจฉาที่กิจการขนมหวานของพวกเจ้าดี จึงให้ข้ามาใส่ร้ายพวกเจ้า!” หญิงคนนั้นรีบสารภาพ


   “ข้าสารภาพความจริงหมดแล้ว ข้าจะไปได้หรือยัง” หญิงคนนั้นถามพลางสูดจมูก


   “เอาหญิงคนนี้ไปขังคุก!”


   ไป๋เช่ออวิ๋นสั่งว่า "จงไปจับเถ้าแก่ร้านเหอเว่ยไจมาให้ข้า!"


   “ใต้เท้า ข้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องนะ ข้าได้บอกความจริงไปแล้ว ข้าเป็นผู้เคราะห์ร้าย!”


   “ใต้เท้า ขอวิงวอนท่านโปรดไว้ชีวิตข้า ข้ายังมีหลานต้องดูแลนะ!”


   หญิงคนนั้นถูกเจ้าหน้าที่ลากเข้าไปยังศาลาว่าการ ขณะที่พวกนางร้องไห้อย่างน่าเวทนา!


   “เถ้าแก่ฉิน ท่านวางใจเถอะ ข้าย่อมจะให้คำอธิบายที่พอใจแก่ท่าน!” ไป๋เช่ออวิ๋นกล่าวอย่างเป็นทางการท่ามกลางฝูงชน


   “เช่นนั้นต้องรบกวนใต้เท้าไป๋แล้ว!”


   ไป๋เช่ออวิ๋นพยักหน้าเล็กน้อยและก้าวผ่านฝูงชนออกไป


   “ท่านอา ท่านอาสะใภ้ ท่านทั้งสองไม่เป็นอะไรนะ”


   ฉินเหล่าซานส่ายศีรษะ “ไม่เป็นไร เมื่อครู่เพียงแต่ตกใจ ตอนนี้ไม่เป็นอะไรแล้ว”


   “ลิ่งอวี่พวกเจ้าควรกลับไปยังสำนักศึกษาได้แล้ว อย่าให้เสียเวลา!”


   “ไม่มีปัญหา ยังเช้าอยู่!” ลิ่งอวี่มองไปทางสำนักศึกษาและกล่าว


   “เถ้าแก่ขนมหวานนี้ยังขายอยู่หรือไม่” บัณฑิตคนหนึ่งเอ่ยถาม


   ฉินเหล่าซานมองไปที่ชั้นวางซึ่งยังมีขนมหวานอยู่มากมาย แต่เขารู้สึกเหนื่อยเกินกว่าจะขาย จึงกังวลว่าจะกลับบ้านช้าและครอบครัวจะกังวล ด้วยเหตุนี้เขาจึงพูดว่า


   “ทุกท่าน ข้ารู้สึกเหนื่อยเล็กน้อยหลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขนมหวานนี้ขายสิบอีแปะต่อหนึ่งชั่ง หากพวกท่านต้องการก็เชิญเข้ามาเลือกเองได้"


   เมื่อฉินเหล่าซานพูดเสร็จ เขาก็ถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้า


   “เถ้าแก่ ท่านขายสิบอีแปะเงินต่อหนึ่งชั่งไม่ขาดทุนหรือ"


   ฉินเหล่าซานโบกมือเป็นสัญญาณ "วันนี้เกิดเรื่องใหญ่อย่างนี้ ก็ถือว่าให้ข้าได้สะสมบุญไว้!"


   "เยี่ยมไปเลย ข้าจะเอาห้าชั่ง!"


   "ข้าก็จะเอาห้าชั่ง!"


   คนที่อยู่หน้าร้านต่างพากันเข้ามา เอาคนนั้นห้าชั่ง คนนี้ห้าชั่ง บางคนถึงขั้นแย่งกันซื้อ นั่นเป็นเพราะราคานี้เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่คิดว่าจะได้เห็น ดังนั้นจึงต้องรีบกักตุนไว้ให้มากเท่าที่จะทำได้


   ลิ่งอวี่และลิ่งเฟิงรวมทั้งเหลียนเทาจึงจำเป็นต้องอยู่ช่วยดูแล


   เมื่อเห็นว่าขนมหวานขายไปแทบหมดแล้ว ลิ่งอวี่รีบคว้าขนมหวานจานหนึ่งมา


   ไม่นานนัก ขนมหวานบนชั้นวางก็หมดเกลี้ยง


   “เอาล่ะ เอาล่ะ ลิ่งอวี่ พวกเจ้ารีบเข้าไปในสำนักศึกษาได้แล้ว มิฉะนั้นอาจารย์จะลงโทษ!”


   ฉินเหล่าซานยกมือขึ้นสูงเล็กน้อย ก่อนจะมองลิ่งอวี่เข้าไปในสำนักศึกษาแล้วปิดประตู



 บทที่ 439: ท่านนั่นแหละอ้วน



   “เหล่าซาน พวกเจ้าทำไมถึงเพิ่งกลับมาตอนนี้”


   ตามที่ฉินเหล่าซานคาดการณ์ไว้ เมื่อพวกเขากลับมาถึง แม่เฒ่าฉินก็กำลังรออยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่แล้ว


   “ท่านแม่เกิดเรื่องบางอย่าง พวกข้าจะเล่าให้ฟังเมื่อกลับถึงบ้าน!”


   เมื่อกลับถึงบ้านฉินเหล่าซานก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในอำเภอให้ครอบครัวฟัง ทุกคนในครอบครัวล้วนตกใจไม่น้อย


   “โชคดีที่ลิ่งอวี่พวกเขาแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างชาญฉลาด มิเช่นนั้นเรื่องนี้คงยากจะแก้ไข!”


   สือไห่ถังก็กลัวเช่นกัน "แม้แต่เจ้าก็ยังไม่รู้ว่าข้ากลัวแค่ไหน ข้าเห็นผู้หญิงคนนั้นอาละวาด ข้าก็อยากจะด่า แต่ข้าไม่กล้าพูดออกไป เพราะกลัวจะทำให้สถานการณ์แย่ลงกว่าเดิม”


   “เรื่องนี้ช่างน่าหงุดหงิดจริงๆ!"


   แม่เฒ่าฉินมองสือไห่ถังด้วยความชื่นชม "เจ้าทำถูกแล้ว เมื่อต้องเผชิญกับเรื่องเช่นนี้ ไม่ควรโวยวายเสียงดัง มิฉะนั้นคนอื่นจะคิดว่าเจ้าใจเสาะ"


   "อืม ข้ารู้เจ้าค่ะท่านแม่"


   แม่เฒ่าฉินถอนหายใจ "ตอนแรกเมื่อเปิดร้าน ข้าก็เคยนึกถึงสถานการณ์เช่นนี้ แต่ว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นเลย ข้าก็ปล่อยผ่านแต่ไม่คาดคิดว่าสุดท้ายเรื่องนี้ก็มาเยือนจนได้"


   “ท่านย่า ท่านไม่ต้องกังวล เรื่องนี้ทีนายอำเภอไป๋ดูแล เขาจะจัดการเอง”


   หงอวี่ตบไหล่แม่เฒ่าฉินพร้อมกล่าวว่า “ถ้านายอำเภอไป๋จัดการไม่ได้ เช่นนั้นข้าจะจัดการเอง!”


   แม่เฒ่าฉินได้ฟังคำของหงอวี่รู้สึกอุ่นใจ


   “ดีแล้ว ต่อไปนี้ท่านย่าจะไม่ต้องเป็นห่วงอีกแล้ว ต่อไปท่านย่าจะมีความสุขเพราะเจ้าหลานๆเอง”


   พวกสวี่ซิ่วอิงยิ้มมองหงอวี่ด้วยความภาคภูมิใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสวี่ซิ่วอิง ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกภูมิใจ


   แต่ไม่นานรอยยิ้มของนางก็ค้างไป


   เมื่อเห็นว่าเสื้อผ้าของหงอวี่สั้นลงอีกแล้ว


   นางจ้องมองเขาอย่างละเอียด รู้สึกได้ว่าหลังจากผ่านช่วงปีใหม่มา เขาก็โตขึ้นมากจนนางแทบไม่สังเกตเห็น


   “เอาล่ะ เอาล่ะ ไปกินข้าวกันเถอะ วันนี้หงอวี่ฆ่าห่าน” แม่เฒ่าฉินพูดด้วยรอยยิ้ม


   เพียงแต่คนอื่นๆ ทันทีที่ได้ยินคำว่าห่าน ใบหน้าก็แสดงความรู้สึกต่อต้านออกมาทันที พวกเขาไม่อยากกินเนื้อห่านเลย ในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา พวกเขาก็มักกินเป็ดหรือห่าน ส่วนไก่ก็กินไปไม่น้อย


   “พอแล้ว พอแล้ว อย่าทำหน้าเคร่งเครียดเหมือนมีอาฆาตแค้นกันเลย ผู้อื่นอยากกินเนื้อห่านก็หาไม่ได้ ส่วนพวกเจ้าเถอะ มีให้กินแล้วยังจะเลือกอีก หากไม่กินก็ไปกินผักเลย!”


   แม่เฒ่าฉินพูดพลางดึงเล่อเหนียงเดินเข้าไปในลานบ้าน


   พวกฉีสือนั่งอยู่ในลานอยู่ก่อนแล้ว แต่พวกเขาก็ไม่ได้นั่งเฉยๆ ยังนั่งเด็ดผักป่าอยู่ บางคนก็กำลังปอกหน่อไม้ หน่อไม้เหล่านี้เป็นภรรยาของฉีสือไปขุดมาจากภูเขา


   วันนี้พวกเขาช่วยบ้านตระกูลฉินสร้างโรงเรือนจึงไม่ได้ไปทำงาน ส่วนพวกนางหลิวก็ไม่ได้ไปเก็บกระบองเพชร เพราะถูกสตรีในหมู่บ้านชวนไปเก็บผักป่าบนภูเขา


   “ว้าว มีหน่อไม้ด้วย!” เล่อเหนียงมองหน่อไม้ขาวอวบพวกนั้น น้ำลายก็เีริ่มไหลทันที


   นางคิดถึงอาหารอร่อยในอดีตชาติทันที บะหมี่หอยขม


   หน่อไม้ดองถือว่าเป็นจิตวิญญาณของบะหมี่หอยขมเลยทีเดียว และหน่อไม้ดองยังสามารถนำไปผัดกับผักต่างๆ หรือผัดกับหอยได้อีกด้วย


   อ้า... คิดถึงไม่ไหวแล้ว!


   ยิ่งคิดยิ่งอยากกิน!


   "เล่อเหนียงเจ้าชอบกินหน่อไม้ดองหรือ" นางหลิวมองเล่อเหนียงที่เลียริมฝีปากด้วยความขบขัน


   เขามาถึงหมู่บ้านตระกูลฉินช่วงนี้ เพิ่งได้รู้ถึงนิสัยและความชอบของทุกคนในตระกูลฉินอย่างละเอียด


   ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นเลย แค่คุณชายเจ็ดคนในบ้าน ไม่ต้องดูว่าเขาดูไม่สนใจใครที่ไหน แต่เขานั่นแหละเป็นผู้ที่รักและเทิดทูนน้องสาวนัก


   ทุกอย่างเกี่ยวกับน้องสาวของเขา เขาล้วนเก็บไว้ในใจ แม้ปากจะทะเลาะกับนาง แต่สุดท้ายก็ตามใจนางอยู่ดี


   ส่วนเล่อเหนียงคนนี้ นางนั่นแหละคือแมวน้อยจอมตะกละ เห็นอะไรก็อยากกิน แต่ก็เลือกกินเป็นอย่างมาก นางมักจะลองกินสักคำสองคำ ถ้าไม่อร่อยก็จะวางทิ้งไปทันที!


   “ท่านแม่จะผัดเนื้อกินหรือ” เล่อเหนียงเหลือบเห็นหน่อไม้กล่าวขึ้น


   “เล่อเหนียง เจ้าหลอกลวงคนอีกแล้วหรือ" แม่เฒ่าฉินยิ้มพลางเดินเข้ามา


   "ท่านป้า ดูเหมือนนางจะชอบกินหน่อไม้มากเลยนะ! นางหลิวยิ้มกล่าวขึ้น


   “นางหรือชอบกินตรงไหนกัน นางแค่ชอบยุ่งเท่านั้นเอง"


   ก่อนหน้านี้ฉินเหล่าเอ้อร์เคยขุดหน่อไม้จากภูเขามาแล้วเดิมทีก็คิดว่าหน่อไม้พวกนี้จะเอามาผัด แต่กลับเอามาใส่ในโถบอกว่าหน่อไม้ดองอร่อย


   ว่าแต่อร่อยหรือไม่นางไม่รู้แน่หรอก แต่กลิ่นในครัวตอนนี้มีแต่กลิ่นเหม็นลอยอยู่!


   "เด็กๆก็ชอบเล่นอะไรแบบนี้อยู่แล้ว จะว่าไปข้าไม่เคยมีลูกก็อยากจะมีเด็กน่ารักเหมือนนางบ้าง!” นางหลิวกล่าวอย่างเศร้าหมอง


   "ภรรยา มีลูกหรือไม่นั้นสำคัญหรือ" ฉีสือที่เดิมเด็ดผักอยู่ข้างๆ ก็พูดขึ้นเมื่อได้ยินภรรยากล่าวด้วยความเศร้าหมอง


   “ท่านอา เหตุใดถึงมีลูกไม่ได้หรือ"


   เล่อเหนียงพูดเสียงอ่อนหวานว่า “ข้าดูแล้วสุขภาพของท่านนั้นดี ปีหน้าคงให้มีน้องชายให้เล่อเหนียงแน่ๆเลย!"


   นางหลิวส่ายศีรษะ "เจ้าความปรารถนานี้คงต้องให้ผิดหวัง นางไม่ได้ไม่เคยตั้งครรภ์ เพียงแต่ไม่เคยรักษาไว้ได้ นางมักจะแท้งตอนสามเดือนทุกครั้ง"


   แม่เฒ่าฉินมองนางด้วยท่าทีเศร้าแล้วลูบมือนางเพื่อปลอบใจ "ไม่เป็นไร ค่อยๆเป็นค่อยๆไป เด็กน้อยจะมีมาในอนาคตแน่นอน!"


   ในระหว่างที่พูดกันผักก็ถูกเก็บไปแล้ว สือไห่ถังก็นำผักไปล้างให้สะอาดก่อนนำไปผัดให้เป็นอาหาร


   เล่อเหนียงเพิ่งจะร้องอยากกินหน่อไม้ผัดเนื้อ แต่ก็เกรงว่าจะไม่สามารถทำได้ นางจึงไปตัดหมูแช่เกลือปีที่แล้วมาชิ้นหนึ่ง เพื่อนำมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆเริ่มนำไปลวกน้ำ


   หลังจากลวกหมูแช่เกลือแล้วก็มาลวกหน่อไม้


   หน่อไม้ในฤดูใบไม้ผลิ ถ้าไม่ลวกจะมีรสขม


   แม่เฒ่าฉินและฉีสือก็คุยกันในลานบ้านเกี่ยวกับการวางแผนบ่อน้ำพุร้อนข้างหลัง ขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่ ฉินฟู่หลินก็เดินเข้ามา


   "อ้าว ทุกคนอยู่กันครบเลย"


   “อาจารย์ฉีข้าเพิ่งขึ้นไปบนเขามา และพบว่าเหมือนวัสดุเหลือไม่มากแล้ว พรุ่งนี้คงต้องไปซื้อวัสดุ”


   ฉีสือพยักหน้า “อืม ของเหลือไม่มากก็จริง แต่อีกสองวันก็น่าจะพอใช้ ข้าจึงคิดว่าจะไปซื้ออีกทีในสองวันข้างหน้านี้”


   “และข้าอยากขอให้นายอำเภอไป๋ไปกับข้าด้วย เพราะสุดท้ายแล้วปากของเขาค่อนข้างจะเก่ง ข้าเกรงว่าถ้าข้าไปคนเดียวจะเสียเปรียบ”


   คำพูดของฉีสือทำให้ทุกคนในที่นั้นหัวเราะออกมา


   “อืม ปากนายอำเภอไป๋ช่างเก่งจริงๆ ขนาดอาจารย์ฉียังเถียงไม่ชนะ” แม่เฒ่าฉินกล่าวด้วยรอยยิ้ม


   “นินทาข้าหรือ!”


   เมื่อคำพูดของแม่เฒ่าฉินจบลงก็มีเสียงอันผ่อนคลายดังมาจากนอกประตู


   ไม่นานนักไป๋เช่ออวิ๋นก็เดินเข้ามาพร้อมกับพัดในมือ


   “ท่านอาไป๋ การแอบฟังคนอื่นพูดไม่ดีนะ” เล่อเหนียงวิ่งไปกอดขาไป๋เช่ออวิ๋น แล้วกล่าว


   “ข้าไม่ได้แอบฟังหรอก พวกเจ้าต่างหากที่พูดลับหลังข้า ข้าก็บังเอิญได้ยินเท่านั้นเอง”


   ไป๋เช่ออวิ๋นกล่าวพลางอุ้มนางเล่อเหนียงขึ้นมา จากนั้นก็ขมวดคิ้วพูดว่า “อ้า เจ้าตัวอ้วนน้อยคนนี้เหตุใดถึงได้อ้วนมากขนาดนี้”


   นางเล่อเหนียงตกตะลึงเล็กน้อย แล้วจึงใช้สองมือหยิกแก้มของไป๋เช่ออวิ๋น พร้อมพูดอย่างไม่พอใจว่า


   “ท่านนั่นแหละอ้วน!”



 บทที่ 440: ไป๋เช่ออวิ๋นผู้เมามาย



   “ท่านอาไป๋ เจ้าอ้วนใหญ่จอมพลัง!” เล่อเหนียงใช้มือทั้งสองข้างดึงแก้มของไป๋เช่ออวิ๋นด้วยความสนุกสนานกล่าวอย่างขบขัน


   แม้ว่าใบหน้าของไป๋เช่ออวิ๋นจะถูกดึงก็ไม่โกรธ ด้วยที่ว่าแรงที่เจ้าตัวน้อยใช้ สำหรับเขาแล้วมันก็แค่คันเท่านั้น


   “ท่านป้า ข้าได้ยินว่าวันนี้พวกท่านจะกินห่าน!” ไป๋เช่ออวิ๋นกลืนน้ำลายถาม


   “ใช่แล้ว เสี่ยวชีเป็นคนฆ่าเอง” แม่เฒ่าฉินหัวเราะกล่าว


   ทุกคนพูดคุยและหัวเราะได้ไม่นานก็ได้กลิ่นอาหารหอมโชยมา


   “ถึงเวลาอันโอชะแล้ว!”


   สือไห่ถังและสวี่ซิ่วอิงยกอาหารลงจัดเรียบ แม้แต่นางหลิวก็ลุกขึ้นมาช่วยยกชามและตะเกียบ


   ไม่นานนักกลิ่นอาหารพร้อมกับเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดีของครอบครัวฉินก็ลอยมา


   “ใต้เท้าไป๋ วัสดุที่พวกเรานำกลับมาครั้งนี้ไม่ค่อยเพียงพอ เกรงว่าภายในสองวันนี้คงต้องไปซื้อเพิ่มอีก ไม่ทราบว่าท่านมีเวลาบ้างหรือไม่” ฉีสือกล่าว


   “มีเวลาแน่นอน เรื่องนี้สำคัญอย่างยิ่ง ต่อให้ไม่มีเวลา ข้าก็ต้องเจียดเวลาให้ได้!” ไป๋เช่ออวิ๋นตอบ


   สำหรับเขาแล้วบ่อน้ำพุร้อนนี้เป็นเรื่องสำคัญจริงๆ เขายังวางแผนว่าเมื่อแก่ตัวลงจะมาใช้ชีวิตบั้นปลายที่นี่เลย


   “อาจารย์ฉี หากท่านมีความต้องการอะไร ขอให้บอกมาได้เลย พวกข้าจะช่วยจัดการให้แน่นอน แม้ช่วยไม่ได้ พวกข้าก็จะหาทางช่วยให้ได้" ฉินฟู่หลินเอ่ยขึ้นจากด้านข้าง


   "นายอำเภอไป๋หัวหน้าหมู่บ้าน ข้าขอบคุณพวกท่าน พวกท่านวางใจได้ พวกข้าพี่น้องจะสร้างที่นี่ให้งดงามยิ่งกว่าวังเหยาฉือเสียอีก หากทำไม่ได้ พวกข้าก็จะไม่รับค่าแรงเลย"


   ฉินฟู่หลินรีบโบกมือ "อาจารย์ฉีพูดเกินไปแล้ว พวกข้ามอบหมายเรื่องนี้ให้อาจารย์ฉีจัดการ ก็แน่นอนว่าเชื่อใจในตัวอาจารย์ฉี หากอาจารย์ฉีมีเรื่องอะไรก็บอกมาได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ"


   "พอเถอะ พอเถอะ ไม่ต้องพูดคำเกรงใจพวกนี้แล้ว กินข้าวกินข้าว เดี๋ยวอาหารจะเย็นชืดหมด!"


   แม่เฒ่าฉินหัวเราะพลางขัดจังหวะการพูดจาสุภาพของพวกเขา


   ฉินเหล่าซานเห็นพวกเขากินอย่างมีความสุข จึงนำเหล้าออกมาอีกไห แล้วดื่มกับพวกเขา เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าฉินฟู่หลินและคนอื่นๆก็เมาไม่ได้สติแล้ว


   ฉินเหล่าเอ้อร์และฉินเหล่าซานพยุงเขากลับบ้านไป แน่นอนว่าไม่ลืมที่จะเอาหมั่นโถวมาอุดปากเขาไว้ด้วย ก่อนหน้านี้ตอนที่เหล่าซื่อส่งเขากลับ คำพูดเหลวไหลของเขาทำให้พวกเขาตกใจมาก


   ทุกคนในกลุ่มของฉีสืออาศัยอยู่ใกล้ๆ ดังนั้นไม่ต้องมีใครพาส่ง คนเหล่านั้นจึงค่อยๆเดินไปยังบ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อ


   หากเดินไม่ไหวก็ล้มลงนอน แล้วค่อยๆคลานกลับไป ยังไงมันก็แค่ระยะทางสองก้าวเอง


   ส่วนไป๋เช่ออวิ๋นก็เขย่าตัวเบาๆ แล้วบอกให้กลับไปห้องของเขาเพื่อพักผ่อน


   “เหล่าซาน ไห่ถังต้มน้ำแกงแก้เมาไว้ เจ้าไปเอาชามหนึ่งให้ไป๋ท่านเถอะ ข้าดูเหมือนว่าเขาเมาไม่เบาเลย” แม่เฒ่าฉินกล่าว


   ฉินเหล่าซานพยักหน้าเบาๆ แล้วถือน้ำแกงแก้เมาไปยังห้องของไป๋เช่ออวิ๋น


   “ข้าจะไปดูเจ้านกยูงกะล่อน ป้องกันเขาไปสร้างความวุ่นวายเพราะเหล้า” หงอวี่ยิ้มอย่างมั่นใจ


   แม่เฒ่าฉินหัวเราะไม่หยุด “ดีแล้ว ไปเถอะ”


   “พี่เจ็ด ข้าจะไปด้วย!” เล่อเหนียงกล่าวแล้วตามไป


   เด็กสองคนควงแขนกันและวิ่งตามฉินเหล่าซานที่อยู่ข้างหน้า


   “นายอำเภอไป๋ ลุกขึ้นมาดื่มน้ำแกงแก้เมาเถอะ มิฉะนั้นพรุ่งนี้เช้าหัวจะปวด” ฉินเหล่าซานกล่าวแล้วเขย่าตัวไป๋เช่ออวิ๋นเล็กน้อย


   "อืม อาเย่เจ้ากลับมาแล้วหรือ" ไป๋เช่ออวิ๋นกล่าวด้วยน้ำเสียงมึนเมาขณะพยายามลุกขึ้น


   ฉินเหล่าซานเมื่อได้ยินดังนั้นก็หัวเราะคิกคักออกมา "โอ๊ย นายอำเภอไป๋คิดถึงใครกันล่ะ"


   "เป็นคุณหนูใหญ่ของบ้านไหนกันหรือ"


   เล่อเหนียงก็ทำหน้าตาล้อเลียนไป๋เช่ออวิ๋นเช่นกัน


   มีเพียงหงอวี่เท่านั้นที่เมื่อได้ยินชื่อนี้สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที


   "นายอำเภอไป๋มาดื่มน้ำแกงแก้เมาหน่อยไหม?"


   ไป๋เช่ออวิ๋นมองฉินเหล่าซานด้วยดวงตาที่พร่ามัวพร้อมกับพูดออดอ้อนว่า "อืมอาเย่ป้อนข้าหน่อยสิ!"


   ฉินเหล่าซาน พยายามกลั้นเสียงหัวเราะ "นายอำเภอไป๋ข้าไม่ใช่อาเย่นะ รีบดื่มน้ำแกงแก้เมาหน่อยเถิด!"


   ไป๋เช่ออวิ๋นส่ายหัวพร้อมกับออดอ้อน "ไม่เอา ไม่เอา อาเย่ป้อนข้าหน่อยสิ!"


   "อาเย่ไม่รักข้าแล้วหรือ" ไป๋เช่ออวิ๋นมองฉินเหล่าซานด้วยแววตาเศร้า


   ฉินเหล่าซาน “…”


   เมื่อเห็นไป๋เช่ออวิ๋นเข้ามาทำตัวน่ารัก ฉินเหล่าซานก็อดที่จะยิ้มไม่ได้


   “ฮ่าๆๆ นายอำเภอไป๋ท่านควรภาวนาให้พรุ่งนี้ท่านลืมเรื่องนี้เสียได้ ไม่เช่นนั้นข้าอยากรู้ว่าท่านจะทำอย่างไร”


   เล่อเหนียงก็หัวเราะคิกคักขึ้นมา “โอ้ ท่านอาไป๋ทำตัวน่ารักเป็นด้วยหรนือ”


   มีเพียงหงอวี่ที่มองไปที่ไป๋เช่ออวิ๋นอย่างเงียบๆ ในดวงตายังมีความสงสารแฝงอยู่


   “ท่านลุงสามอย่าหัวเราะเลย รีบเอาน้ำแกงแก้เมาให้นายอำเภอไป๋ดื่มเถอะ”


   ฉินเหล่าซานยิ้มแล้วเข้าไปบีบปากไป๋เช่ออวิ๋น จากนั้นก็เทน้ำแก้เมาเข้าไป


   “ฮึก~ อา เย่~ ต้องการอีก~”


   “ฮ่าๆๆ ข้าไม่ไหวแล้ว ข้าต้องหนีแล้ว!” ฉินเหล่าซานหัวเราะลั่นแล้ววิ่งออกไป


   “เจ้าหัวไชเท้าสองคน เจ้าเป็นอย่างไรกันบ้าง!” ไป๋เช่ออวิ๋นเอียงศีรษะมองฉินเหล่าซานที่วิ่งไปด้วยความสงสัย


   หัวไชเท้าน้อยๆที่เหลือหันมองไป๋เช่ออวิ๋นอย่างตกตะลึง ยกมือขึ้นทักทาย


   "เจ้าเป็นหัวไชเท้า เจ้าทั้งครอบครัวคือหัวไชเท้า!" เล่อเหนียงโถมเข้ามาถีบไป๋เช่ออวิ๋นด้วยเท้า


   หงอวี่ที่เมื่อครู่ยังรู้สึกสงสารเขา ตอนนี้กลับคิดไม่ตกใจ ในใจอยากจะฟาดเขาไปติดฝาผนัง


   "เจ้านกยูงกะล่อนข้าจะสาปแช่งจะพูดก็พูดไม่ได้ เงียบเสียดีกว่า!”


   “อืมข้าคันหลัง เจ้ามาช่วยเกาหลังให้ข้าหน่อยสิ” ไป๋เช่ออวิ๋นว่าแล้วก็นอนคว่ำบนเตียงรอคอยเล่อเหนียงมาช่วยเกา


   “เกาท่านสิ” เล่อเหนียงเตะเขาไปทีหนึ่ง แล้วจูงหงอวี่ออกไป


   “อ้าว ใครทำให้สาวน้อยของพวกเราต้องขุ่นเคืองละเนี่ย” แม่เฒ่าฉินมองดูเล่อเหนียงอย่างสงสัยและถามด้วยความอยากรู้


   “ฮึ! ท่านยา อาไป๋รังแกเล่อเหนียง เขาว่าเล่อเหนียง!” เล่อเหนียงรีบฟ้องทันที


   แม่เฒ่าฉินขมวดคิ้วด้วยความสงสัยเล็กน้อย "โอ้ อาไป๋รังแกเจ้าอย่างไรเล่า"


   เล่อเหนียงทำหน้าตาบูดบึ้งและสะเทือนใจ "อาไป๋ว่าว่าข้าเตี้ยเหมือนหัวไชเท้า!"


   "หืม?" แม่เฒ่าฉินอึ้งไป แต่นางไม่ได้ใส่ใจนัก


   เรื่องนี้ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าไป๋เช่ออวิ๋นต้องเมาแน่นอน


   "อาไป๋อาเมาแล้ว พูดอะไรเพ้อเจ้อ วันพรุ่งนี้ให้เขาซื้อผลไม้น้ําตาลเคลือบมาให้เจ้าดีหรือไม่"


   "ข้าต้องการสามไม้!" เล่อเหนียงชูสามนิ้วขึ้น


   “เล่อเหนียงจะกินสองไม้ แล้วให้พี่เจ็ดอีกหนึ่งไม้ด้วย!"


   แม่เฒ่าฉินทำหน้าตาเอ็นดู "ได้ ให้เขาซื้อสามไม้!"


   หงอวี่พูดคุยกับเล่อเหนียงสักพักก่อนที่จะกลับไป


   "ท่านมีใจเป็นกังวลหรือ" ชิงเฟิงแอบเข้ามากล่าว


   หงอวี่มองไปยังพระจันทร์เต็มดวงเบื้องนอกอย่างเงียบๆ "มองดูเถิด พระจันทร์กลับมาเต็มดวงอีกแล้ว ช่างรวดเร็ว เหมือนเพิ่งผ่านมาเพียงเดือนเดียวเอง!"


   ชิงเฟิงมองดวงจันทร์กลมโตภายนอกด้วยความสงสัย ดวงจันทร์กลมโตนั้นไม่ใช่ว่ามีเพียงครั้งเดียวในทุกๆเดือนหรือ


   "ชิงเฟิง ท่านลุงจะกลับมาเมื่อใด"


   ชิงเฟิงส่ายศีรษะ "ไม่ได้รับจดหมายจากแม่ทัพเผ่ยเลย!"


   หงอวี่มองดวงจันทร์กลมโตภายนอกอย่างเงียบๆ แล้วมุมปากก็ยกขึ้นเป็นยิ้ม


   "ทำตามแผนที่วางไว้ก่อนหน้านี้เถิด!"



จบตอน

Comments