lucky kid ep441-450

  บทที่ 441: การทำน้ำแข็งจากดินประสิว

   

   เช้าวันรุ่งขึ้นแต่เช้ามืด พวกฉีสือก็เริ่มทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง

   

   ฉินฟู่หลินและคนในหมู่บ้านก็ขึ้นเขาไปทำงานเช่นกัน

   

   “ท่านย่า ร้อนจริงๆ!” เล่อเหนียงกล่าวขณะที่เดินออกมา

   

   พอดีเห็นพวกพี่ชายที่หลังรับประทานอาหารเช้าเสร็จแล้วสะพายกระเป๋าผ้าจะออกไปข้างนอก ตาที่งัวเงียก็พลันตื่นขึ้นมาในทันที

   

   “พี่ชายทั้งหลาย พวกท่านจะไปเรียนหรือ”

   

   หลิ่งเหวินลูบหัวของเล่อเหนียงพร้อมกับใบหน้าที่มีรอยยิ้มอบอุ่น แต่คำพูดที่เอ่ยออกมากลับเย็นชานัก

   

   “เล่อเหนียง เจ้าไปไม่ได้หรอก!”

   

   “ทำไมล่ะ” เล่อเหนียงไม่เข้าใจ

   

   นางอยู่บ้านจนเกือบจะรากจะงอกแล้ว วันนี้ก็อยากจะออกไปเดินเล่นเสียหน่อย

   

   “เล่อเหนียงกลับมาเถอะ อย่าทำให้พี่ชายพวกเจ้าต้องเสียเวลาที่!” แม่เฒ่าฉิน เรียกเสียงดัง

   

   "เช่นนั้นก็ได้ ข้าไปก่อนนะ พวกท่านต้องคิดถึงข้าด้วยนะ!” เล่อเหนียงกล่าวพลางทำปากยื่นด้วยความไม่พอใจ

   

   "เข้าใจแล้ว พวกเราจะคิดถึงเจ้าแน่นอน!" ลิ่งเหวินกล่าวพร้อมรอยยิ้มเมื่อเห็นท่าทางของนาง

   

   เหล่าพี่ชายต่างจากไปแล้ว เล่อเหนียงจึงไม่มีอะไรทำ นางได้แต่จับเจ้านกเหยี่ยวออกมา หลังจากที่ป้อนอาหารจนมันอิ่มแล้ว นางจึงจับสุนัขจิ้งจอกออกมาให้มันเล่นกับนกเหยี่ยว

   

   เจ้านกเหยี่ยวทั้งสอง หลังจากช่วงเวลาที่ได้รับการดูแลจนเติบโต ตอนนี้มันไม่ได้เป็นนกตัวเล็กๆแบบเมื่อก่อนอีกต่อไป

   

   ขนาดร่างกายของมันใหญ่กว่าบรรดาแม่ไก่ที่อยู่หลังบ้านเสียอีก

   

   "อา อากาศเริ่มร้อนขึ้นทุกที พวกเขาจะทนไหวหรือไม่ก็ไม่รู้" หลิวซิ่วเถาเอ่ยพลางเด็ดใบไม้พลางถอนหายใจ

   

   "ท่านอาซิ่วเถานี่คืออะไรหรือ?" เล่อเหนียงเอ่ยถามขึ้น

   

   "นี่คือใบไม้สำหรับต้มน้ำสมุนไพรเย็น ข้าจะต้มน้ำสมุนไพรแล้วนำไปส่งบนเขาให้พวกเขาได้ดับร้อน เพราะตอนเที่ยงวันนี้แดดร้อนนัก" หลิวซิ่วเถาพูดพลางเด็ดใบไม้พลางอธิบาย

   

   "ดับร้อนไหนเลยจะดีเท่ากินแตงโมเย็นๆ" เล่อเหนียงพึมพำด้วยตัวเอง

   

   ทันใดนั้น นางนึกอะไรขึ้นได้จึงรีบวิ่งเข้าไปในบ้าน แล้วบอกกล่าวกับแม่เฒ่าฉินก่อนที่จะหายตัวเข้าไปในพื้นที่มิติ

   

   นางเพิ่งเข้ามาในพื้นที่มิติก็รีบตรงไปยังเขตเมล็ดพันธุ์อย่างไม่รอช้า

   

   นางเข้ามาเพื่อหาเมล็ดพันธุ์แตงโม แม้จะรู้ว่าเวลานี้ไม่เหมาะสมกับการปลูกแตงโม แต่ในพื้นที่มิติการเจริญเติบโตของพืชพันธุ์รวดเร็วกว่าภายนอกถึงหลายร้อยเท่า ข้างนอกอาจปลูกไม่ได้ แต่ที่นี่พื้นที่มิติสามารถทำได้

   

   เช่นนี้ภายหลังเมื่อนางอยากกินแตงโม ก็จะไม่ต้องกังวลเรื่องไม่มีแตงโมกิน

   

   คิดแล้วทำเลยนางดึงเมล็ดพันธุ์แตงโมออกมา สะพายจอบแล้วเดินไปยังแปลงผัก ขุดหลุมหลายหลุมในพื้นที่ว่าง แล้วโรยเมล็ดพันธุ์ลงไปทันที

   

   ข้างนอกต้องมีเตรียมต้นกล้า แต่ในพื้นที่มิตินี้ไม่จำเป็น หลังจากลงเมล็ดพันธุ์แตงโมแล้ว นางก็กลับมาอีกครั้งเพื่อหาอุปกรณ์สำหรับต้มน้ำสมุนไพร

   

   เมื่อเห็นไก่ เป็ด ห่าน ที่หิวโหยจนร้องเสียงดัง นางรีบโบกมือและเพิ่มเติมอาหารสัตว์ลงไป เมื่อทำทุกสิ่งนี้เสร็จแล้ว เล่อเหนียงก็เตรียมตัวจะกลับไป

   

   สายตาของนางเหลือบไปเห็นกองดินประสิวที่อยู่ใกล้ๆนั้น เมื่อได้เห็นดินประสิวตรงหน้า นางก็เกิดความคิดขึ้นมาในใจ ใช่แล้วอากาศร้อนเช่นนี้ นางสามารถผลิตน้ำแข็งได้หนา

   

   ตอนนี้ไม่สามารถทำไอศกรีมได้แล้ว แต่ยังทำวุ้นเย็นได้อยู่ ก่อนหน้านี้ตอนลงจากภูเขา นางได้เห็นผลไม้สำหรับทำวุ้น

   

   ดังนั้นด้วยการสะบัดมือนางจึงนำดินประสิวออกไปสิบกว่าก้อน

   

   "โอ้ย เล่อเหนียงของข้า เจ้ากองนี้คืออะไรอีกล่ะ" แม่เฒ่าฉินมองดูเล่อเหนียงแล้วถาม เมื่อเห็นนางขนอะไรมากองไว้จนรู้สึกปวดหัว นางถึงกับเริ่มคิดว่าจะวางไว้ที่ไหนดี

   

   "ท่านย่า ท่านช่วยนำน้ำหนึ่งถังมาให้ข้าหน่อย!" เล่อเหนียงรู้ว่าตัวเองทำผิด จึงอ้อนวอนท่านย่าพร้อมดึงแขนเสื้อของท่าน

   

   "และต้องใช้ถังเล็กอีกหนึ่งถัง!"

   

   แม่เฒ่าฉินไม่เข้าใจนัก แต่ก็ยังนำถังน้ำมาให้จนได้

   

   เล่อเหนียงคิดย้อนถึงวิธีใช้ดินประสิวทำน้ำแข็ง นางนำน้ำใส่ในถังเล็กครึ่งหนึ่ง จากนั้นวางถังเล็กลงในถังใหญ่ แล้วใส่ดินประสิวลงในถังใหญ่พร้อมกับเทน้ำลงไป

   

   ได้เวลาเป็นสร้างปาฏิหาริย์แล้ว

   

   แม่เฒ่าฉินไม่เข้าใจว่าเหตุใดหลานสาวจึงทำเช่นนี้ แต่เมื่อนางเห็นว่าเริ่มแรกน้ำในอ่างค่อยๆกลายเป็นน้ำแข็ง ปากของนางก็อ้าค้างจากความตกใจและไม่สามารถหุบกลับได้อีก

   

   “นี่…นี่คือ…นี่คือน้ำแข็งหรือ” แม่เฒ่าฉินอุทานอย่างไม่อยากเชื่อ

   

   สวรรค์ นี่คือน้ำแข็งจริงๆ

   

   หลานสาวของเรานั้นเป็นเทพองค์ใดกัน นางสามารถทำน้ำแข็งได้ด้วย

   

   “เล่อเหนียงเอ๋ย เจ้าจงบอกความจริงกับย่ามาว่าเจ้าคือเทพเจ้าองค์ใดที่ลงมายังโลกนี้หรือไม่”

   

   แม่เฒ่าฉินพยายามระงับความตกใจในใจ พลางอุ้มเล่อเหนียงขึ้นมา แล้วเอ่ยถามด้วยสีหน้าจริงจัง

   

   “หึๆ”

   

   เล่อเหนียงหัวเราะ “ท่านย่า ข้าก็คือหลานสาวของท่านไง ไม่ได้เป็นเทพเจ้าที่ไหน”

   

   “วิธีนี้ง่ายมาก ไม่ใช่เพราะข้าใช้เวทมนตร์ แต่เป็นเพราะสิ่งนี้ต่างหาก” เล่อเหนียงกล่าวพลางหยิบก้อนดินประสิวขึ้นมา

   

   "ก้อนหินแตกร้าวนี่หรือ" แม่เฒ่าฉินรับก้อนหินนั้นไปด้วยความไม่มั่นใจนัก แต่กลับมองพิจารณาอย่างละเอียด

   

   ชั่วครู่ต่อมา นางก็อุทานออกมาอย่างประหลาดใจ "อุ๊ย! ก้อนหินนี้ไม่ใช่ว่าพบจากหมู่บ้านต้าไฮว่หรอกหรือ"

   

   "นานจนข้าลืมไปแล้ว ของชิ้นเล็กๆอันนี้สามารถทำให้เกิดน้ำแข็งได้หรือ"

   

   เล่อเหนียงพยักหน้ารับ "ใช่เลยเจ้าค่ะ ของเล็กๆนี่สามารถทำให้เกิดน้ำแข็งได้จริงๆนะเจ้าคะ"

   

   แม่เฒ่าฉินยังคงไม่เชื่อ "เด็กดี มันช่างเหลือเชื่อ เจ้าหินเล็กๆจะทำให้เกิดน้ำแข็งได้อย่างไร"

   

   "แน่ใจว่าเจ้าไม่ได้ใช้เวทมนตร์หรือ"

   

   เล่อเหนียงหัวเราะเบาๆ "ท่านย่า ข้าไม่ได้ใช้เวทมนตร์ หากท่านไม่เชื่อ ท่านลองทำดูเองสิ"

   

   "ได้ ข้าจะลองดู ถ้าข้าไม่สามารถทำให้น้ำแข็งเกิดขึ้นได้ แปลว่าเจ้ากำลังใช้เวทมนตร์"

   

   แม่เฒ่าฉินพูดขณะที่นางออกไปแล้วยกน้ำเข้ามาใหม่อีกหนึ่งถัง แล้วนางก็ปฏิบัติตามที่เล่อเหนียงสอนทีละขั้นตอน เมื่อทำทุกขั้นตอนเสร็จสิ้นแม่เฒ่าฉิน มองที่อ่างน้ำไม่กะพริบตา

   

   เพียงแค่ครึ่งชั่วยามผ่านไป อ่างน้ำก็ยังคงนิ่งไม่ขยับ

   

   แม่เฒ่าฉินผิดหวังยิ่งนัก "เล่อเหนียง เจ้าล้อข้าเล่นแล้ว นี่เป็นมายาของเจ้าก็ใช่หรือไม่ อีกทั้งยังไม่ยอมรับอีกนะ"

   

   เล่อเหนียงก็รู้สึกแปลกใจ พอเข้าไปดูใกล้ๆ พบว่าในหนึ่งก้อนนั้นเป็นแค่ก้อนหินธรรมดาไม่ใช่ดินประสิว

   

   "ท่านย่า ท่านหยิบผิดแล้ว ก้อนนี้เป็นแค่หินทั่วไป ไม่ใช่ดินประสิว"

   

   "หากไม่ใช่ดินประสิว ก็เป็นน้ำแข็งไม่ได้สิ"

   

   แม่เฒ่าฉินมองก้อนหินนั้นอีกครั้งด้วยความสงสัย เมื่อเห็นว่าไม่เหมือนกันจริงๆ จึงหยิบก้อนหนึ่งใส่ลงไปใหม่ ครั้งนี้นางไม่ต้องรอนานก็เห็นผืนน้ำมีน้ำแข็งบางๆลอยขึ้นมา

   

   "นี่...นี่...ข้าทำสำเร็จแล้วหรือ" แม่เฒ่าฉินชี้ไปที่อ่างน้ำแข็งด้วยความไม่เชื่อ พร้อมกล่าวอย่างตะกุกตะกัก

   

   "จำไว้นะเจ้าคะ ท่านย่าสุดยอดมากเลย ท่านทำน้ำแข็งสำเร็จเป็นครั้งแรง" เล่อเหนียงปรบมือให้ท่านย่าด้วยความชื่นชม

   

   "คาดไม่ถึงว่าข้าก็สามารถทำน้ำแข็งได้ในอากาศที่ร้อนเช่นนี้ ข้า..." แม่เฒ่าฉินยังคงไม่ยอมเชื่อจึงหยิบดินประสิวขึ้นมาดูอีกครั้ง

   

   จากนั้นนางจึงลองสัมผัสน้ำแข็งในอ่างนั้นอีกครั้ง ความเย็นทำให้นางมั่นใจว่า นางช่างสามารถทำน้ำแข็งขึ้นมาได้จริงๆ

   

   "ท่านย่า ท่านย่าไปขายขนมเย็นเถอะ" เล่อเหนียงโอบรอบคอของแม่เฒ่าฉินแล้วกล่าว

   

   "หืม?" แม่เฒ่าฉินยังไม่ทันได้กลับกลับมาจากการทำน้ำแข็ง

   

   "ขายอะไรนะ"



 บทที่ 442: ความรักที่ผิดพลาดทำร้ายผู้คน



   "ขายเหลียงเฟินๆ เหลียงเฟินเจี๊ยบๆ" เล่อเหนียงพูดพลางกลืนน้ำลาย


   "เมื่อวานข้าขึ้นเขาไป ข้าเห็นผลเหลียงเฟินแล้ว"


   แม่เฒ่าฉินสงสัย "ผลเหลียงเฟินคืออะไรหรือ"


   "ผลเหลียงเฟินก็คือสิ่งที่ใช้ทำเหลียงเฟินไงเจ้าคะ"


   "ก็คือ...อืม...ก็คือ...ท่านย่าขึ้นเขาไปกับข้าเถอะ ข้าจะชี้ให้ท่านดู ท่านให้ข้าอธิบายตอนนี้ ข้าก็ยังอธิบายไม่ถูกเลย"


   "เช่นนั้นก็ได้ เจ้าไปเอาตะกร้าสะพายหลังมาใส่น้ำแข็งสองถังนี้ให้ดี นี่เป็นของดีนะ" แม่เฒ่าฉินพูดพลางนำน้ำแข็งสองถังใส่เข้าไปในตู้


   "โอ้ ได้เจ้าค่ะ!" เล่อเหนียงตอบรับแล้วเดินออกไป


   เพิ่งออกจากประตูก็เห็นไป๋เช่ออวิ๋นเดินหาวออก


   “ท่านอาไป๋ อรุณสวัสดิ์!" เล่อเหนียงทักทายเสียงอ่อนหวาน


   "อืม เล่อเหนียงเจ้าจะไปไหน แต่เช้าหรือ" ไป๋เช่ออวิ๋นตอบรับ "ไปบนเขากันเถอะ เล่อเหนียงอยากไปเล่นบนเขากับย่า!"


   "อย่างนั้นหรือ พอดีข้าก็จะไปเหมือนกัน ไปด้วยกันเลยสิ!"


   เล่อเหนียงก้าวออกไปนอกประตูสองก้าว จู่ๆก็นึกถึงบางอย่างขึ้นมาจึงหันกลับมาถามด้วยรอยยิ้มกว้าง


   "ท่านอาไป๋ ข้าจะมีอาสะใภ้แล้วใช่หรือไม่"


   ไป๋เช่ออวิ๋นชะงักไปครู่หนึ่ง "หา เจ้าหมายความว่าอย่างไร"


   "ท่านอาไป๋ อาเย่คือใครหรือ"


   ไป๋เช่ออวิ๋นดวงตาสั่นไหวเล็กน้อย "ข้าจะรู้ได้อย่างไร ข้าไม่รู้จักนางนี่!"


   เล่อเหนียงจ้องเขาตาไม่กะพริบ "ท่านไม่รู้จักนาง แต่ท่านเรียกชื่อนางอยู่ตลอดเวลา!"


   "ที่สำคัญที่สุดคือท่านเข้าใจผิดคิดว่าลุงสามเป็นอาเย่ของท่าน แล้วยังกอดลุงสามออดอ้อนอีก!"


   ไป๋เช่ออวิ๋นได้ยินดังนั้นก็ราวกับถูกฟ้าผ่า ยืนตะลึงอยู่กับที่ "เจ้าหมายความว่า... เจ้าหมายความว่า...ข้า"


   "ข้ากอดฉินเหล่าซานแล้วอ้อนเขาหรือ"


   เล่อเหนียงพยักหน้า "ใช่แล้ว!"


   ไป๋เช่ออวิ๋นรู้สึกอับอาย "เขาเข้ามาในห้องข้าทำไมกัน?"


   "เข้ามาเพื่อนำน้ำแกงแก้เมามาให้ท่านดื่มน่ะสิ"


   ไป๋เช่ออวิ๋นพอได้ยินดังนั้นก็รีบคว้ามือของเล่อเหนียงแล้วถามว่า "แล้วนอกจากเจ้ากับเขา ยังมีใครรู้เรื่องนี้อีกหรือไม่"


   "แน่นอนว่ายังมีพี่เจ็ดอีกคน"


   เล่อเหนียงกล่าวพลางนึกถึงสีหน้าของหงอวี่เมื่อวานขึ้นมาในใจ "แต่ว่าพี่เจ็ดดูเหมือนจะโกรธนะ!"


   "อ้อ!"


   เล่อเหนียงมองเขา


   "ท่านตอบข้าแค่นี้เองหรือ"


   ไป๋เช่ออวิ๋นดีดหน้าผากของตัวเองเบาๆ แล้วกล่าวว่า


   "แล้วจะให้เป็นอย่างไรเล่า?"


   "ไม่ใช่อย่างนั้น ท่านต้องบอกข้าสิว่า ข้าจะได้มีอาสะใภ้หรือไม่"


   เล่อเหนียงรู้สึกสงสัยมาตลอดทั้งคืน นางอดทนมาทั้งคืนแล้ว รอจนถึงวันนี้เพื่อมาถามไป๋เช่ออวิ๋น


   ผลลัพธ์คือไป๋เช่ออวิ๋นตอบสั้นๆแค่นี้ เกือบจะทำให้นางสำลักตาย


   "โอ้ เจ้าเด็กน้อย เหตุใดต้องยุ่งกับเรื่องนี้ด้วยเล่า" ไป๋เช่ออวิ๋นปิดปากเงียบไม่พูดอะไร


   "ข้าไม่สนใจ ข้าไม่สนใจ ข้าต้องรู้ให้ได้!" เล่อเหนียงกอดขาของไป๋เช่ออวิ๋นพลางออดอ้อน


   "เล่อเหนียง เจ้ากำลังทำอะไรอีกล่ะ" แม่เฒ่าฉินเพิ่งเดินออกมาก็เห็นหลานสาวของนางเกาะติดไป๋เช่ออวิ๋นอีกแล้ว


   "ท่านย่า ท่านอาไป๋เขา... อื้อๆ"


   ไป๋เช่ออวิ๋นรีบปิดปากเล่อเหนียงแล้วอุ้มนางเดินไปข้างหน้า ขณะเดินไปก็หันกลับมาพูดว่า "ท่านป้า ไม่มีอะไรหรอก ข้ากำลังเล่นกับเล่อเหนียงอยู่น่ะ"


   "เล่อเหนียง เรื่องนี้อย่าบอกใครได้หรือไม่" ไป๋เช่ออวิ๋นเอ่ยด้วยน้ำเสียงวิงวอน


   "ได้เจ้าค่ะ แต่ว่าท่านอาไป๋ ท่านบอกข้าได้หรือไม่ว่าข้าจะมีอาสะใภ้เร็วๆนี้หรือไม่"


   ไป๋เช่ออวิ๋นส่ายหน้า "ชาตินี้ข้าจะไม่มีวันแต่งงานเด็ดขาด!"


   เล่อเหนียงจ้องมองเขานิ่ง จู่ๆก็อ้าปากกว้างด้วยความประหลาดใจ


   “อาเย่ไม่ใช่…”


   "เล่อเหนียง พวกเจ้าจะไปไหนกัน?"


   ขณะที่กำลังพูดอยู่นั้นก็บังเอิญเจอกับนางหลิวพอดี เมื่อเห็นตะกร้าในมือของนางหลิว เล่อเหนียงจึงถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น


   "อาหลิว มีอะไรอยู่ในตะกร้านั่นหรือ กินได้หรือไม่?"


   นางหลิวเห็นสีหน้าของเล่อเหนียงก็รู้ว่านางหิวอีกแล้ว จึงเปิดผ้าที่คลุมตะกร้าให้นางดู "นี่คือยาของสามีข้า เมื่อก่อนเขาไปรับจ้างทำงานให้บ้านอื่นแล้วขาได้รับบาดเจ็บ แม้ว่าตอนนี้จะหายดีแล้ว แต่ก็ยังมีอาการกำเริบเป็นครั้งคราว เมื่อมีอาการกำเริบขึ้นมาก็จะทำให้ขาอ่อนแรงยืนไม่มั่นคง"


   "ข้าจึงต้องเตรียมยาของเขาไว้ในบ้านเสมอ!"


   "โอ้ ข้านึกว่าเป็นของอร่อยอะไรเสียอีก" เล่อเหนียงกล่าวด้วยความผิดหวังเล็กน้อย


   "นายอำเภอไป๋ เล่อเหนียง พวกเจ้ากำลังจะไปไหนกันหรือ" นางหลิวถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นเช่นกัน


   เล่อเหนียงชี้ไปที่ภูเขา "ไปเที่ยวบนภูเขาน่ะ"


   "โอ้ เช่นนั้นก็ได้ ข้าจะไม่รบกวนพวกเจ้าแล้ว ข้ารีบนำยาไปส่งให้สามีก่อน เกรงว่ายาจะเย็นลง ทำให้สรรพคุณไม่ดี" นางหลิวกล่าวด้วยความรู้สึกผิด


   เล่อเหนียงโบกมือ "เช่นนั้นป้าจงรีบไปเถิด!"


   นางหลิวมองพวกเขาด้วยสายตาสำนึกผิดอีกครั้ง แล้วรีบเดินขึ้นเขาไป


   ไป๋เช่ออวิ๋นและเล่อเหนียงเดินขึ้นเขาไปพร้อมกัน พลางชื่นชมทิวทัศน์สองข้างทาง ในใจของทั้งสองต่างรู้กันดีโดยไม่ต้องพูดออกมา ไม่มีใครกล่าวถึงเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ เพียงแต่เล่อเหนียงมีสายตาที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงมองไปที่ไป๋เช่ออวิ๋น


   ไม่นานแม่เฒ่าฉินก็แบกตะกร้าไล่ตามมา ผู้ที่มาพร้อมกับนางยังมีหลิวซิ่วเถา และสวี่ซิ่วอิง


   "ท่านแม่ ท่านก็ออกมาเดินเล่นด้วยหรือ" เล่อเหนียงพูดน้ำเสียงอ่อนหวาน


   แต่นางไม่ได้รีบวิ่งเข้าไปให้ท่านแม่อุ้มทันที ถึงแม้ว่าตอนนี้นางจะไม่อยากยอมรับก็ตาม แต่ความจริงก็ตอนนี้การที่นางสวี่ซิ่วอิงจะอุ้มเด็กอ้วนอย่างนางนั้นค่อนข้างลำบาก


   "ท่านป้า ข้าจะไปดูว่าการก่อสร้างเป็นอย่างไรบ้าง ข้าคงไม่ได้ไปหาผักป่ากับพวกเจ้า" ไป๋เช่ออวิ๋นกล่าวพลางวางเล่อเหนียงลง


   "เล่อเหนียง เจ้าเป็นอะไรไป เหตุใดถึงได้ถอนหายใจตลอดทางเช่นนี้" แม่เฒ่าฉินทนดูสีหน้าของหลานสาวที่ถอนหายใจทุกย่างก้าวไม่ไหวแล้ว


   "ท่านย่า อาไป๋บอกว่าเขาไม่คิดจะแต่งงานตลอดชีวิตนี้ เช่นนั้นเขาจะไม่เหงาหรือ" เล่อเหนียงกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยเล็กน้อย


   ชาติก่อนนางเป็นเด็กกำพร้า ดังนั้นจึงปรารถนาอย่างยิ่งที่จะมีครอบครัว


   หลังจากตายไปสวรรค์ปฏิบัติต่อนางไม่เลวเลย ทำให้นางได้เกิดใหม่ในครอบครัวที่เต็มไปด้วยความรักและอบอุ่น ชาติก่อนนางเฉลิมฉลองปีใหม่เพียงลำพัง เดินเที่ยวคนเดียว กินข้าวคนเดียว แม้แต่ตอนตายก็ยังอยู่เพียงลำพัง


   ดังนั้นนางจึงเข้าใจรสชาติของความโดดเดี่ยวได้ดีกว่าใครๆ นางไม่อยากให้ท่านอาไป๋ผู้รักและทะนุถนอมนางอย่างยิ่ง ต้องมีชีวิตปั้นปลายอันโดดเดี่ยว


   แต่ท่าน...


   หลงรักคนที่ไม่ควรรัก ซึ่งไม่มีทางลงเอยด้วยดีอย่างแน่นอน "เล่อเหนียง เจ้าว่าผลเหลียงเฟินนั่นมันคืออะไรกันแน่ ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย!" แม่เฒ่าฉินมองหลานสาวที่ดูเศร้าลงเรื่อยๆ จึงรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนา


   "อ๋อ มันเป็นผลไม้สีเขียว กินไม่ได้น่ะ"


   ดูเหมือนว่าแผนนี้จะได้ผลจริงๆ เล่อเหนียงลืมไป๋เช่ออวิ๋นไปทันที แล้วตั้งใจค้นหาผลเหลียงเฟิน ไม่นานก็เห็นผลไม้คุ้นตาอยู่หลายผล


   "ท่านย่า ท่านย่า นั่นไงผลเหลียงเฟิน!" เล่อเหนียงชี้ไปที่ผลไม้สดๆบนเถาวัลย์พลางพูดอย่างตื่นเต้นแม่เฒ่าฉินจ้องมองอย่างถี่ถ้วน "นี่มันไม่ใช่ซาลาเปาไม้หรอกหรือ?"


   "ผลไม้ชนิดนี้กินไม่ได้นะ มันมีพิษ!"


   "ท่านย่า ข้าไม่ได้บอกให้ท่านกินหรอก ข้าแค่อยากให้ท่านช่วยนำมันมาให้ข้าเท่านั้น"


   เล่อเหนียงเห็นผลไม้เย็นๆเหล่านั้นแล้วน้ำลายไหลออกมาด้วยความหิว "มันคือส่วนสำคัญในการทำขนมวุ้นเย็นนั่นเอง!"



 บทที่ 443: สถานที่ที่เหมาะสม



   แม่เฒ่าฉินจำใจต้องใช้ไม้เท้าตีผลไม้วุ้นเย็นลงมาสองสามลูก


   เล่อเหนียงมองดูผลไม้เหลียงเฟินอวบอ้วนเหล่านั้นด้วยความดีใจจนแทบจะกระโดดขึ้นมา


   "ท่านย่า ท่านย่า พวกเรารีบกลับกันเถอะ กลับไปทำวุ้นเย็นกัน" เล่อเหนียงดึง แม่เฒ่าฉินให้กลับบ้าน


   "อ้าว จะกลับแล้วหรือ ไม่เก็บผักป่าหน่อยหรือ"


   แม่เฒ่าฉินมองหลานสาวของนางอย่างจนปัญญา "เล่อเหนียง พวกเราไปเก็บผักป่ากันสักหน่อยก่อนกลับเถอะ นานๆทีจะได้ขึ้นเขาสักครั้ง"


   "ท่านย่า ท่านย่า เราไปกันเถอะ พวกเรากลับไปทำวุ้นเย็นกันก่อน พอพวกเขากลับมาก็จะได้กินวุ้นเย็นๆแล้วล่ะ!"


   เล่อเหนียงตอนนี้รอไม่ไหวแม้แต่ชั่วอึดใจเดียว นางอยากจะงอกปีกบินกลับไปเสียเดี๋ยวนี้


   วุ้นเย็น


   นางชอบกินวุ้นเย็นมากที่สุด


   "เล่อเหนียง เจ้าจะกลับไปแบบนี้เลยหรือ เจ้าไม่ต้องการแม่และอาของเจ้าแล้วหรือ" สวี่ซิ่วอิงพูดด้วยความอิจฉาอย่างที่ไม่ค่อยเป็น


   "ท่านแม่ พวกท่านเก็บผักป่ากันเถอะ พอพวกท่านกลับมาก็จะได้กินวุ้นเย็นๆแล้วนะ" เล่อเหนียงพูดพลางกอดสวี่ซิ่วอิง "เด็กน้อยคนนี้ ในหัวมีความคิดมากมายเช่นนี้ได้อย่างไร"


   แม้สวี่ซิ่วอิงจะต่อว่าลูกสาว แต่ในใจกลับไม่ได้โกรธเลย นางถึงกับอยากให้เล่อเหนียงรีบกลับไปเสียด้วยซ้ำ เพราะว่าที่นี่มียุงมากเหลือเกิน


   แม่เฒ่าฉินทำอะไรไม่ถูก ได้แต่พาเล่อเหนียงบินลงจากเขาไป


   ทันทีที่กลับถึงบ้าน เล่อเหนียงก็เริ่มลงมือทำวุ้นเย็นทันที นางให้ย่าเอาผลเหลียงเฟินเหล่านั้นออกมาผ่าครึ่ง แล้วขูดเมล็ดด้านในออกมาวางไว้บนผ้าขาวบาง


    "ท่านย่า ท่านล้างเมล็ดที่ควักออกมาให้สะอาด จากนั้นตักน้ำหนึ่งอ่าง แล้วห่อเมล็ดเหล่านี้ด้วยผ้าขาวบางแล้วขยี้เหมือนซักผ้า"


   แม่เฒ่าฉินมองดูเล่อเหนียงสอนตนเองวิธีขยี้เมล็ดเหลียงเฟินอย่างตื่นเต้น ในใจยิ่งมั่นใจว่าเด็กคนนี้ไม่ธรรมดาเลย


   ตอนเริ่มขยี้นางไม่รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ เพียงแต่รู้สึกว่ามือลื่นๆเท่านั้น


   นางขยี้ไปเรื่อยๆ จนเริ่มคุ้นชินนางค่อยๆนวดขยี้โดนมีเล่อเหนียงแมวน้อยจอมตะกละตัวนั่งยองๆ มองดูอ่างใบนั้นอยู่ด้านข้าง พอเห็นน้ำในอ่างเริ่มมีฟองเล็กผุดขึ้นมาจึงหยุดมือ


   "ท่านย่า ท่านช่วยหาที่วางอ่างน้ำนี้ให้ดีๆหน่อยได้หรือไม่ อีกหนึ่งชั่วยามก็กินได้แล้ว" เล่อเหนียงรีบพูด


   แม่เฒ่าฉินรีบทำตามคำพูดของหลานสาวทันที เอาเถอะ อย่างไรเสียวันนี้นางก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว เช่นนั้นก็อยู่เล่นกับเด็กน้อยคนนี้สักหน่อยแล้วกัน


   บนภูเขา


   ไป๋เช่ออวิ๋นกำลังตรวจนับอุปกรณที่ขนกลับมา ปกติแล้วลูกจ้างรายชั่วคราวพวกนี้ไม่เคยนับเลย แต่พอสังเกตก็พบว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง


   "ไม่ถูกต้อง เหตุใดจอบหายไปสองอันเล่า"


   แม้ว่าคืนนี้ทางหมู่บ้านตระกูลฉินจะซ่อมแซมเส้นทางไปบ่อน้ำพุร้อนด้วยตัวเอง แต่ก็ยังมีอีกหลายที่ที่ต้องซ่อมแซมและยิ่งต้องขุดด้วย


   ดังนั้นจอบจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ หินภูเขามีความแข็งมาก การที่จอบพังไปหนึ่งอันในเวลาไม่กี่วันก็เป็นเรื่องปกติ ดังนั้นเวลาซื้อจอบพวกเขาจึงมักจะซื้อเผื่อไว้สองอัน


   "อาจารย์ฉี เหตุใดจอบหายไปสองอันเล่า" ฉีสือได้ยินเสียงไป๋เช่ออวิ๋นตะโกนเรียกก็รับวิ่งเข้ามา พอได้ยินว่าจอบหายเขาก็เริ่มตรวจนับทันที


   "ใช่แล้ว ขาดจอบไปสองอัน!" ฉีสือตรวจนับอีกครั้งและพบว่าขาดไปสองอันจริงๆ


   "อาจารย์ฉี มีใครทำจอบพังแล้วไม่รายงานหรือเปล่า" ไป๋เช่ออวิ๋นกล่าว


   "ไม่หรอก ถึงแม้ว่าจะพังหมดแล้วไม่ได้รายงาน แต่ก็ต้องมีจอบที่พังอยู่ที่นี่สักอันสิ"


   แม้ว่าจอบจะไม่ใช่ของหายาก แต่มันทำจากเหล็กและมีราคาแพง ดังนั้นจะเป็นไปได้อย่างไรที่ใครจะทำพังแล้วไม่รายงาน ฉีสือกล่าวอย่างเด็ดขาดว่า


   "ดูเหมือนว่าที่นี่จะมีขโมย!"


   "พวกเขารนหาที่ตายหรือ" ไป๋เช่ออวิ๋นทิ้งคำพูดไว้ แล้วดำเนินการตรวจนับสิ่งของอื่นๆต่อไป จุดนี้ทำให้เขาตกใจอีกครั้ง มีของหลายอย่างหายเช่นกัน


   คนที่ขโมยของมีฝีมือสูงส่ง แต่ละครั้งขโมยไปเพียงเล็กน้อย หากไม่ตรวจดูดีๆจะไม่พบเลย


   หากไม่ใช่เพราะไป๋เช่ออวิ๋นเกิดความคิดแปลกประหลาดขึ้นมา อยากมาตรวจนับดูคงไม่ทันสังเกตเห็นแน่


   "ฉีสือคนที่ขโมยของเจ้าอยู่ที่นี่ เจ้าระวังด้วย" ไป๋เช่ออวิ๋นนับเสร็จแล้วไม่ได้พูดอะไรแต่กลับสั่งฉีสือเบาๆ


   ฉีสือพยักหน้า "ท่านวางใจได้ เรื่องนี้ข้าจะสืบให้กระจ่าง"


   …....…


   "ท่านย่า พวกเราไปขอน้ำผึ้งมาบ้างเถอะ!"


   แม่เฒ่าฉินตกใจมองหลานสาวของตนอย่างไม่อยากเชื่อ "หืม เล่อเหนียง เจ้าคิดอะไรขึ้นมาทีละอย่างละอย่างเช่นนี้ได้อย่างไร"


   "ตอนนี้จะมีที่ไหนขายน้ำผึ้งกัน" เล่อเหนียงไม่ยอมแพ้ "ท่านย่า พวกเรายังพอมีอยู่บ้าง ส่วนที่ยังขาดพวกเราไปซื้อที่หมู่บ้านข้างๆก็ได้"


   "รอพวกเราซื้อกลับมาวุ้นเย็นก็คงทำเสร็จพอดี พี่ชายทั้งหลายก็คงกลับมาแล้ว พวกเราก็จะได้กินวุ้นเย็นกัน!"


   แม่เฒ่าฉินทนการรบเร้าของเล่อเหนียงไม่ไหว จึงต้องให้หมิงจิ่นขับรถม้าไปยังหมู่บ้านตระกูลหวง


   นางจำได้ว่าที่หมู่บ้านตระกูลหวงมีครอบครัวหนึ่งเลี้ยงผึ้ง แต่ไม่รู้ว่าตอนนี้จะมีน้ำผึ้งขายหรือไม่


   พวกเล่อเหนียงไปถึงหมู่บ้านตระกูลหวงอย่างรวดเร็ว คราวนี้โชคดีมาก เจ้าของบ้านเพิ่งเก็บน้ำผึ้งมาพอดี และกำลังเตรียมจะนำไปขาย พวกเล่อเหนียงและคณะก็มาถึงพอดี


   "พี่ชาย น้ำผึ้งของเจ้านี่ขายราคาเท่าไรหรือ" แม่เฒ่าฉินถามทุกคนขณะมองดูน้ำผึ้งในโถดินเผา


   เจ้าขงอน้ำผึ้งจำแม่เฒ่าฉินได้แน่นอน หรือพูดให้ถูกต้องคือจำเด็กอ้วนในอ้อมแขนของนางได้ เล่อเหนียงคนนี้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วหมู่บ้านใกล้เคียง


   ไม่ใช่เพราะนางมีพ่อที่เป็นทหาร ไม่ใช่เพราะมีแม่ที่มีฝีมือปักผ้าเป็นเลิศ และยิ่งไม่ใช่เพราะครอบครัวของพวกเขามีลูกชายเจ็ดคน


   แต่เป็นเพราะเด็กน้อยนั้นดูเหมือนเด็กอ้วนในภาพวาดปีใหม่ ถึงขนาดที่บางคนแอบวาดภาพของเล่อเหนียงออกมาและนำไปบูชาในห้องของตนเองแล้ว เพราะพวกเขาเชื่อมั่นว่าการทำเช่นนี้จะช่วยคุ้มครองพวกเขาได้


   เล่อเหนียงได้ยินดังนั้นก็กลอกตาอย่างเงียบๆ นางจะคุ้มครองพวกเขาได้อย่างไรกัน


   นางก็แค่เด็กหญิงธรรมดา ธรรมดาคนหนึ่งแม้จะอ้วนกว่าปกติสักหน่อย น่ารักกว่าสักหน่อย และกินจุกว่าสักหน่อย นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรผิดปกติแล้ว


   "ผึ้งของข้าลี้ยงเองนะ ตั้งใจเอาไว้ส่งให้คนในเมืองโดยเฉพาะ หากแม่เฒ่าฉินต้องการ หนึ่งโถข้าคิดหนึ่งตำลึงก็พอ"


   อย่างนั้นก็เกรงใจเกินไปแล้ว น้ำผึ้งมากขนาดนี้แต่ขายแค่หนึ่งตำลึงเท่านั้นเอง แม่เฒ่าฉินก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยกินน้ำผึ้งมาก่อน นางย่อมรู้ดีถึงคุณภาพของน้ำผึ้งจากที่นี่


   แต่น้ำผึ้งของเขานั้นคนทั่วไปไม่สามารถซื้อกินได้ เพราะมันแพงเกินไปจริงๆ


   "โอ้ อย่ามัวแต่ลังเลอยู่เลย พวกเราก็เป็นเพื่อนบ้านกันทั้งนั้น จะมาคิดมากไปทำไมกัน?"


   ลุงคนนั้นถึงกับยกน้ำผึ้งสองไหขึ้นไปบนรถม้าของพวกเขาเลยทีเดียว


   ตอนนี้แม่เฒ่าฉินก็ได้แต่ซื้อมันทั้งหมด หลังจากจ่ายเงินแล้วก็รีบกลับบ้านทันที


   ไม่ใช่แค่ แม่เฒ่าฉินที่รอไม่ไหว แต่เล่อเหนียงก็รอไม่ไหวเช่นกัน


   เมื่อกลับถึงบ้าน ข้าก็พบว่าวุ้นเย็นที่เพิ่งทำเสร็จในชามนั้นได้จับตัวแล้ว


   "โอ้ มันสำเร็จจริงๆด้วย ช่างน่าอัศจรรย์เหลือเกิน" แม่เฒ่าฉินอุทานด้วยความประหลาดใจ!


   "ท่านย่า เร็วเข้า เร็วเข้า ทำวุ้นเย็นให้ข้ากินหน่อย" เล่อเหนียงทนไม่ไหวแล้ว รีบให้ย่าตักวุ้นให้นางหนึ่งชาม



 บทที่ 444: วุ้นเย็น



   "ว้าว อร่อยจัง อร่อยมากเลย!" เล่อเหนียงน้อยรู้สึกหลงใหลทันทีที่ได้ลิ้มรสชาติที่คุ้นเคย วุ้นเย็นนี้แตกต่างจากที่เคยกินในชาติก่อน มีกลิ่นหอมของผลไม้อ่อนๆ


   "ท่านย่า ใส่น้ำผึ้งเพิ่มอีกหน่อยนะ!" เล่อเหนียงชูชามขึ้นพูด


   "อย่ากินน้ำตาลมากนัก มันไม่ดีต่อฟัน!"


   แม้แม่เฒ่าฉินจะพูดเช่นนั้น แต่ก็ยังตักน้ำผึ้งให้อีกช้อนใหญ่


   "อืม อร่อยจริงๆ!"


   เล่อเหนียงวางชามลงบนโต๊ะแล้วยืนขึ้นบนพื้น กินวุ้นเย็นในชามจนหมดอย่างรวดเร็ว หลังจากกินเสร็จก็ยังรู้สึกอยากกินอีก แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้ขออีกเป็นชามที่สอง


   เพราะว่าวุ้นเย็นไม่ได้มีมากนัก ดังนั้นจึงทำไว้ไม่มาก นางต้องการเก็บไว้ให้พี่ชายกินด้วย


   "ท่านย่า ท่านเอาวุ้นเย็นนั่นออกมา แล้วเพิ่มน้ำแข็งลงไปหน่อยนะ ข้าจะไปดูว่าพี่ๆกลับมาหรือยัง" เล่อเหนียงกล่าวพลางมองวุ้นเย็นชามนั้นอย่างอาลัยอาวรณ์


   นางกัดฟันแล้วรีบวิ่งออกไปทันที


   ช่างเถอะ วันนี้กินให้หายอยากพอ พรุ่งนี้ต้องไปเก็บผลเหลียงเฟินให้มากกว่านี้ แล้วทำให้มากขึ้น


   แม่เฒ่าฉินเห็นเล่อเหนียงวิ่งออกไปแล้วก็รู้สึกสงสัย จึงตักวุ้นเย็นใส่ชามเล็กๆให้ตัวเอง ราดน้ำผึ้งลงไปนิดหน่อย แล้วส่งเข้าปากด้วยท่าทีสงสัย


   ต่อมานางก็เริ่มกินเร็วขึ้น


   สัมผัสนุ่มลิ้นมีกลิ่นหอมอ่อนๆของผลไม้ พอดื่มเข้าไปก็รู้สึกว่าไม่ร้อนเท่าไหร่แล้ว


   เล่อเหนียงนั่งเท้าคางอยู่หน้าประตูใหญ่มองออกไปข้างนอก ไม่นาน ก็ได้ยินเสียงเล่นหยอกล้อกัน ตามด้วยเงาร่างหลายคนที่กระโดดโลดเต้นปรากฏขึ้นตรงหน้านาง


   "พี่ชาย พี่ชาย..." เล่อเหนียงวิ่งเข้าไปหาอย่างตื่นเต้น


   นับตั้งแต่ครั้งที่แล้วที่เล่อเหนียงมารับพวกเขา ข้าไม่ได้กอดนางทันที ดังนั้นตอนนี้ทุกครั้งที่ใกล้จะถึงบ้าน ข้าจะมองไปที่หน้าประตูบ้านอย่างตั้งใจ รอคอยว่าวันไหนน้องสาวจะออกมารับพวกเราอีก เขาจะรีบไปกอดนางทันที ดังนั้นครั้งนี้จึงจึงเห็นเล่อเหนียงที่หน้าประตูเป็นคนแรก ครั้งนี้ก่อนที่ลิ่งเหวินและคนอื่นๆ จะทันได้ตอบสนองหงอวี่ก็วิ่งไปกอดน้องสาวแล้ว


   "น้องสาว เจ้ามารอรับพวกข้าที่นี่หรือ!"


   เล่อเหนียงเอ่ยปากพ่นคำพูดหวานซึ้ง "ใช่แล้ว พี่เจ็ดของข้า พวกเรากลับไปกินของอร่อยกันเถอะ"


   เล่อเหนียงจูงมือพี่เจ็ดวิ่งกลับเข้าบ้าน


   หงอวี่มองเสี่ยวซื่อ เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่วอย่างท้าทายแล้วจูงมือเล่อเหนียงเข้าไปข้างใน


   "เสี่ยวชี เจ้าเด็กเวรนั่นเมื่อครู่เขามองพวกเราอย่างไรกัน" ลิ่งเหวินกล่าวอย่างหมดคำพูด


   "พี่สี่ข้าจะบอกท่าน ช่วงนี้ข้าพบว่าเสี่ยวชีดูแปลกๆไป และมักมีคนบินออกมาจากห้องของเขาเสมอ!"


   "ข้ารู้แล้วนั่นคือชิงเฟิงกับชิงเยว่ พวกเขาสองคนอาจจะมีธุระอะไรกระมัง พวกเราจะไปยุ่งเรื่องของคนอื่นทำไม”


   "ยังไงก็ตาม ควรตีก็ต้องตี!"


   "น้องสาว บ้านเราทำอะไรอร่อยๆหรือ" หงอวี่ถามอย่างอยากรู้อยากเห็น


   เล่อเหนียงไม่พูดอะไรเพียงแค่จูงเขาเดินไปข้างหน้า


   "ท่านย่า ข้ากลับมาแล้ว!" หงอวี่เห็นแม่เฒ่าฉินถือชามหลายใบออกมาจึงรีบเข้าไปรับมาสองชาม


   "ท่านย่า สิ่งนี้คืออะไรหรือ ดูน่ากินมากเลย" หงอวี่มองดูวุ้นใสเป็นประกายแวววาวแล้วถามอย่างประหลาดใจ "กินได้หรือ"


   แม่เฒ่าฉินพยักหน้า "ใช่แล้ว นี่เรียกว่าวุ้นเย็น เจ้าลองชิมดูสิว่าอร่อยหรือไม่"


   "ท่านย่ามีของอร่อยอะไรหรือ" เสี่ยวซื่อ เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่วตามเข้ามา


   "เป็นวุ้นเย็น วุ้นเย็นที่ย่าทำเอง!" เล่อเหนียงพูดอย่างหวานซึ้ง


   "ว้าว อร่อยจังเลย เย็นฉ่ำชื่นใจ!" หงอวี่รีบตักกินอย่างใจร้อน


   ลิ่งเหวินและคนอื่นๆ เห็นเสี่ยวชีกินอย่างเอร็ดอร่อย ต่างก็ยกชามขึ้นมา


   "อืม อืม อืม ท่านย่า สิ่งนี้อร่อยมาก ทำอย่างไรหรือ"


   เสี่ยวลิ่วกินวุ้นเย็นหมดชามในไม่กี่คำ ความเย็นของวุ้นทำให้ร่างกายของเขาสดชื่นขึ้นทันที


   "ท่านย่า ข้าขออีกชาม!" หงอวี่พูดพลางถือชามไว้


   "ไม่ได้นะ อย่ากินของเย็นมากเกินไป เดี๋ยวท้องไม่สบายเอาได้" แม่เฒ่าฉินปฏิเสธพวกเขา


   "ถ้าอยากกินอีก พรุ่งนี้ข้าจะทำให้กินอีกนะ"


   เมื่อได้ยินแม่เฒ่าฉินพูดเช่นนั้น ลิ่งเหวินที่เดิมทีตั้งใจจะเติมอีกชามก็ไม่ได้พูดอะไรอีก


   ในเวลานั้นสวี่ซิ่วอิงและคนอื่นๆก็กลับมาแล้ว แม่เฒ่าฉินรีบยกชามออกมาเพื่อเรียกพวกนางมากินแก้ร้อน


   สวี่ซิ่วอิงและหลิวซิ่วเถาเห็นชามวุ้นก็รู้สึกประหลาดใจไม่หาย


   "ท่านแม่ มันคืออะไรหรือ ทำไมถึงแปลกประหลาดเช่นนี้ แถมยังดูน่ากินอีกด้วย"


   แม่เฒ่าฉินยิ้มพลางกล่าวว่า "เป็นวุ้นเย็น ลูกสาวเจ้าสอนข้า ทำจากผลเหลียงเฟิน รีบชิมดูสิว่าอร่อยหรือไม่"


   "เป็นเล่อเหนียงสอนท่านทำหรือ" สวี่ซิ่วอิงรู้สึกประหลาดใจ


   "เล่อเหนียงนี้วันนี้ดื้อจะขึ้นเขาก็เพราะต้องการหาสิ่งนี้หรือ"


   "ใช่แล้ว แต่ของสิ่งนี้ก็ช่างมหัศจรรย์จริงๆ แค่สี่เม็ดก็ได้ปริมาณมากขนาดนี้" แม่เฒ่าฉินก็เพิ่งทำแบบนี้เป็นครั้งแรกเช่นกัน


   เรื่องนี้ทำให้นางรู้สึกประหลาดใจจริงๆ


   สำหรับเรื่องที่เล่อเหนียงพูดถึงการขายวุ้นเย็น นางก็รู้สึกอยากลองทำดูบ้างแล้วด้วยเหตุที่ต้นทุนนั้นต่ำมาก เพียงแค่ผลเหลียงไม่กี่ลูกกับน้ำหนึ่งถ่างก็สามารถทำวุ้นเย็นได้มากมายเช่นนี้


   แม่เฒ่าฉินกล่าวว่า "เล่อเหนียงบอกกับว่าจะเอาวุ้นเย็นนี้ไปขาย!"


   สวี่ซิ่วอิงแสดงสีหน้าเห็นด้วย “ข้าคิดว่าได้นะวุ้นเย็นนี้อร่อยมาก หากกินในฤดูร้อนคงช่วยคลายร้อนได้ดีทีเดียว”


   “แต่ว่าวุ้นเย็นนี้ตอนทำก็เย็นขนาดนี้เลยหรือ หรือว่าต้องเติมอะไรลงไปด้วย"


   สวี่ซิ่วอิงเป็นคนแรกที่ถามคำถามนี้ออกมา


   แม้คนอื่นๆจะรู้สึกได้เช่นกัน แต่ก็ไม่มีใครถามออกมา


   แม่เฒ่าฉินยิ้มอย่างลึกลับ


   "ไม่ใช่หรอก แต่เรื่องนี้ต้องเก็บเป็นความลับก่อน พวกเจ้าจะรู้เองในภายหลัง"


   เมื่อนางพูดเช่นนั้น สวี่ซิ่วอิงและคนอื่นๆก็ไม่ได้ถามอะไรอีก


   เสียงพูดคุยดังมาจากนอกประตู พวกฉีสือกลับมากินข้าวแล้ว


   แม่เฒ่าฉินรีบยกชามวุ้นเย็นมาให้พวกเขาดับร้อน


   ตอนแรกที่พวกเขาเห็นวุ้นเย็นก็คิดว่าเป็นอาหารแปลกใหม่ที่แม่เฒ่าฉินคิดค้นขึ้นมา จึงไม่ได้สนใจอะไรเป็นพิเศษ แต่เมื่อพวกเขายกชามขึ้นกิน ความเย็นที่สัมผัสปาก ทำให้ร่างกายของพวกเขาสดชื่นไปทั้งตัว


   “มันรสชาติอะไรกัน เหตุใดถึงเย็นขนาดนี้”


   "แค่คำเดียวก็ทำให้ทั้งร่างเย็นสบายไปหมดแล้ว"


   ไป๋เช่ออวิ๋นก็ยกชามขึ้นกินเช่นกัน พอได้ลิ้มรสก็รู้สึกประทับใจจริงๆ แต่หลังจากกินไปสองคำ เขาก็พบว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง ความรู้สึกเย็นเฉียบนี้ช่างคุ้นเคยเหลือเกิน!


   มันคือน้ำแข็งนี่นา!


   เขาเงยหน้าขึ้นมองแม่เฒ่าฉินด้วยความสงสัย ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ


   เขาไม่เคยได้กินมันมาก่อนเลย น้ำแข็งนี้มีเพียงพวกเชื้อพระวงศ์เท่านั้นที่จะได้ใช้ เขาเองก็เคยได้ลิ้มรสน้ำแข็งเพียงครั้งเดียวในงานเทศกาลวันสารทของฮ่องเต้เท่านั้น


   รสชาตินั้นพวกเขาจะไม่มีวันลืมไปชั่วชีวิต! "ท่านป้า ยังมีอีกหรือไม่ ข้าขออีกหนึ่งชามได้หรือเปล่า" ฉีสือถามอย่างหน้าด้านๆ พลางถือชามในมือ


   "หมดแล้ว ข้าแค่ลองทำดูว่าพวกเจ้าชอบกินหรือไม่"


   แม่เฒ่าฉินส่ายหน้าพลางกล่าว "ถ้าพวกเจ้าชอบกิน พรุ่งนี้ข้าจะทำให้อีก!"



 บทที่ 445: ความจริงแล้วข้าไม่ได้ตาบอด



   ฉีสือได้ยินดังนั้นก็ผิดหวังอย่างยิ่ง เขาเลียริมฝีปากพลางกล่าว "วุ้นเย็นอร่อยเหลือเกิน ข้ายังกินไม่อิ่มเลย!"


   คนอื่นๆจ้องมองแม่เฒ่าฉินตาปริบๆ "พวกข้าก็ยังกินไม่อิ่มเช่นกัน!"


   แม่เฒ่าฉินอดขำไม่ได้ "งั้นพวกเจ้ารีบกินข้าวเถอะ เดี๋ยวกินข้าวเสร็จแล้วข้าจะขึ้นเขาไปดูว่ายังมีผลไม้ชนิดนี้อยู่หรือไม่ ถ้ามีก็จะทำอีกถาดหนึ่ง ให้พวกเจ้ากินตอนเย็นดีหรือไม่"


   "ท่านป้า มันเป็นผลไม้อะไรหรือ พวกข้าทำงานอยู่ก็สามารถช่วยสังเกตได้นะ!"


   แม่เฒ่าฉินชะงักไป นางเพิ่งรู้ตัวว่าพูดพลาดไปจึงรีบพูดว่า "โอ้ ทำวุ้นเย็นใช้ผลไม้อะไรก็ได้ทั้งนั้น เพียงแต่ผลไม้ป่าชนิดนี้รสชาติดีกว่าเท่านั้นเอง!" แม่เฒ่าฉินหยิบเปลือกผลเหลียงเฟินมา


   นางไม่ได้บอกผู้อื่นถึงวิธีการทำวุ้นเย็น ในสายตาของนางการขายวุ้นเย็นก็เป็นวิถีทางทำมาหากินอย่างหนึ่ง นางยังไม่ใจกว้างถึงขนาดจะมอบวิถีทางทำมาหากินให้ผู้อื่น


   ฉีสือและคนอื่นๆ พยายามจดจำลักษณะของผลเหลียงเฟินไว้ในใจ เพื่อว่าครั้งหน้าเมื่อพวกเขาเห็นมันจะได้เก็บกลับมาได้


   แม้ว่าพวกเขาได้กินวุ้นเย็นไปคนละชามแล้ว แต่หลังจากทำงานมาครึ่งวัน ในท้องของพวกเขาก็ไม่เหลืออาหารแล้ว แม่เฒ่าฉินและคนอื่นนำอาหารออกมา พวกเขาก็ยังคงกวาดอาหารเข้าปากอย่างรวดเร็วราวกับพายุพัด


   หลังจากนั้นพวกเขานั่งพักสักครู่ก็รีบกลับไปทำงานบนภูเขาต่อ


   ไม่เพียงแค่ฉีสือและคนอื่นๆที่ขยันขันแข็งเช่นนี้ แม้แต่ผู้คนในหมู่บ้านตระกูลฉินก็เร่งรีบไม่แพ้กัน


   พวกเขาคิดว่ายิ่งทำงานเสร็จเร็วเท่าไหร่ก็จะยิ่งได้เงินเร็วเท่านั้น


   พวกเขาคิดแต่เรื่องจะหาเงินได้เมื่อไหร่ แต่ไม่เคยคิดเลยว่าสุดท้ายแล้วอาจจะสูญเสียทุนทั้งหมดไปโดยเปล่าประโยชน์ ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดพวกเขาจึงค่อยๆติดตามแม่เฒ่าฉินและครอบครัวของนางมาแล้ว


   ทุกสิ่งที่พวกเขาทำล้วนประสบความสำเร็จทั้งสิ้น


   "ท่านป้า ท่านรู้วิธีทำน้ำแข็งหรือ?" ไป๋เช่ออวิ๋นเดินเข้ามาถามตรงๆ


   "อ๊ะ ไป๋เช่ออวิ๋น พูดเรื่องตลกอะไรหรือ" แม่เฒ่าฉินแกล้งโง่


   "ข้าจะรู้วิธีทำน้ำแข็งได้อย่างไรกัน”


   นายอำเภอไป๋กลอกมองบนอย่างเบื่อหน่าย "ท่านป้า ท่านอย่าลืมว่าข้ามาจากตระกูลไหน ก่อนหน้านี้ข้าเคยกินของเย็นในงานวันเกิดของฮ่องเต้มาแล้ว ดังนั้นรสชาติและสัมผัสแบบนี้ข้าจำได้แม่น"


   "เจ้านกยูงเจ้าเล่ห์ ถ้าเจ้าหวังดีต่อพวกข้าจริง เจ้าก็อย่าถามอะไรอีกเลย"


   ไม่ทันที่แม่เฒ่าฉินจะพูดอะไรต่อ หงอวี่ก็เดินเข้ามาพูดขึ้นอย่างกะทันหัน


   หากการคาดเดาของเขาไม่ผิดพลาด วิธีการทำน้ำแข็งนี้ต้องได้มาจากน้องสาวอย่างแน่นอน


   ไป๋เช่ออวิ๋นได้ยินดังนั้นก็ลูบจมูกตัวเอง "ช่างเถอะ พวกท่านเก็บวิธีนี้ไว้เป็นความลับให้ดีก็แล้วกัน" ไป๋เช่ออวิ๋นพูดประโยคหนึ่งแล้วก็จากไป


   "อ้อใช่แล้ว ท่านป้า อย่าลืมเก็บวุ้นเย็นไว้ให้ข้าด้วยนะ!"


   เขาเดินไปได้ครึ่งทางก็หวนกลับมาพูด


   "ได้ๆๆ!"


   แม่เฒ่าฉินตอบรับเสียงหนึ่งจากนั้นก็พึมพำ "อยากกินข้าก็เก็บไว้ให้กินพรุ่งนี้ได้ เหตุใเต้องกินคืนนี้ด้วยนะ"


   "การวิ่งไปวิ่งมาเช่นนี้ไม่เหนื่อยหรือ"


   "ท่านย่า พวกเราไปบนเขากันเถอะ พวกเราจะได้หาผลเหลียงเฟินเพิ่มอีก แล้วนำมาตากแห้ง เมื่อต้องการกินวุ้นเย็นก็จะได้ทำกินได้"


   เล่อเหนียงสะพายตะกร้าประจำตัวของนางขึ้นมาอีกครั้งแล้วจูงมือแม่เฒ่าฉิน


   พ่อเฒ่าจ้าวบ้านข้างๆ สานตะกร้าสะพายหลังให้พวกเขาตามความสูงของแต่ละคนโดยเฉพาะ


   ตะกร้าเล็กๆของเล่อเหนียงดูไม่ใหญ่นัก แต่ความจริงแล้วพื้นที่มิตินั้นใหญ่มาก อย่างน้อยก็สามารถบรรจุมันเทศได้สองหัวเลยทีเดียว


   เอ้า ไปกันเถอะ ไปกันเถอะ!"


   แม่เฒ่าฉินแต่เดิมก็ตั้งใจว่าจะเข้าไปในป่าสักหน่อย ถึงอย่างไรนางก็ได้รับปากไว้แล้วว่าจะทำวุ้นเย็นให้กับฉีสือและคนอื่นๆอีก


   ดังนั้นจึงต้องไปหาผลเหลียงเฟินมาสักลูก


   "พี่ชาย ลาก่อนนะ พวกท่านต้องตั้งใจเรียนด้วยนะ รอข้ากลับมาแล้วจะทำวุ้นเย็นให้พวกท่านกินอีกดีหรือไม่"


   เล่อเหนียงมองดูพี่ชายหลายคนที่อยากจะตามนางขึ้นเขาไปด้วย แล้วก็ตัดบทคำพูดที่พวกเขายังไม่ทันได้เอ่ยปากออกมา


   หงอวี่มองดูเล่อเหนียงด้วยสีหน้าผิดหวัง


   "เล่อเหนียง ข้าไม่สามารถไปด้วยได้จริงๆหรือ ความรู้ที่ท่านลุวสอนข้าก็เรียนรู้หมดแล้วนะ"


   "ตอนนี้ไปเรียนก็คงไม่มีความหมาย ให้ข้าตามเจ้าไปไม่ดีกว่าหรือ"


   "นั่นจะเป็นไปได้อย่างไรเล่า ถ้าท่านลุงรู้เข้า เขาจะต้องตีก้นท่านแน่ๆ" เล่อเหนียงรีบส่ายหน้าปฏิเสธ


   นางไม่อยากให้พี่ชายต้องถูกลงโทษเพราะนาง


   "เสี่ยวชี สามารถไปได้ แต่คนอื่นไปไม่ได้!" ฉินเหล่าเอ้อร์พูดพลางเดินมาพร้อมกับตำราเล่มหนึ่ง


   "เสี่ยวชีมีพื้นฐานวิชาแน่นมาก สิ่งที่ข้าสอนเขาเข้าใจหมด แม้แต่สิ่งที่ข้าไม่ได้สอน เขาก็เข้าใจ ดังนั้นวันนี้ไปหรือไม่ไปก็ไม่เป็นไร"


   หงอวี่ได้ยินดังนั้นก็รีบโยนกระเป๋าผ้าทิ้งทันที จากนั้นก็หยิบตะกร้าสะพายหลังของตนเอง แล้วเดินตามเล่อเหนียง ไป


   ลิ่งเหวินพวกเขาไม่พอใจ "ลุงรอง ท่านลำเอียง เหตุใดเสี่ยวชีไปได้ แต่พวกข้าไปไม่ได้"


   ฉินเหล่าเอ้อร์แค่นเสียงหัวเราะ "เสี่ยวชีได้ที่หนึ่งทุกวิชา แล้วพวกเจ้าล่ะ"


   "วันๆเขาเอาแต่แกล้งสหายรวมชั้น ไม่ก็เหม่อลอยมองออกไปนอกหน้าต่าง"


   "หากพวกเจ้าตั้งใจเรียนสักหน่อย วันนี้ข้าก็คงไม่ต้องให้พวกเจ้าไปเข้าเรียนแล้ว"


   ลิ่งเหวินยังดีอยู่ ส่วนเสี่ยวอู่กับเสี่ยวลิ่วทั้งสองเดินคอตกตามหลังอาจารย์ฉินไปยังสำนักศึกษา ท่าทางน่าสงสารนั้นทำให้ชาวบ้านต่างพากันเหลียวมอง


   “เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่ว พวกเจ้าเป็นอะไรไป” แม่เฒ่าเฉินเดินจับมือเสี่ยวอู่และเสี่ยวลิ่วไว้แล้วถามด้วยความห่วงใย


   “พวกเจ้าทำให้ย่าไม่พอใจหรือ”


   เสี่ยวลิ่วส่ายหน้า “ไม่เกี่ยวกับท่านย่าหรอก ข้าแค่ไม่อยากไปสำนักศึกษา"


   แม่เฒ่าเฉินสะบัดมือของเขาออกแล้วใช้นิ้วจิ้มที่หน้าผากของเขา "เจ้ามีความสุขอยู่แล้วแต่ไม่รู้จักสำนึกบุญคุณ"


   "มีหลายที่ที่ไม่ต้องพูดถึงการการเรียนหนังสือเลย แค่มีอาหารสามมื้อให้อิ่มท้องก็เป็นเรื่องยากแล้ว ดังนั้นเจ้าอย่าได้โกรธย่าและคนอื่นๆเชียวนะ"


   “ท่านย่าเฉิน ข้าเข้าใจแล้ว"


   ..............


   "น้องสาว เจ้าเก็บผลเหียงเฟินเมื่อครู่นี้มาจากที่ใดหรือ พวกเราไปเก็บที่นั่นอีกไม่ดีกว่าหรือ เหตุใดต้องไปหาที่อื่นด้วยเล่า" หงอวี่ถามอย่างไม่เข้าใจ


   ตามหลักการแล้วหากพบผลไม้ป่าชนิดหนึ่ง บริเวณใกล้เคียงก็น่าจะมีผลไม้ป่าชนิดเดียวกันอีก


   เล่อเหนียงกลอกตาใส่เขาอย่างเหลืออด "พี่เจ็ด ท่านโง่หรือไร"


   "ถ้าที่นั่นยังมีอยู่ วันนี้พวกเราคงไม่ได้กลับมาแค่นี้หรอก"


   "เจ้าไม่ได้ไปหาแถวๆนั้นหรือ บางทีแถวนั้นอาจจะมีอีกก็ได้"


   "เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าพวกข้าไม่ได้หา"


   หงอวี่และเล่อเหนียงเดินกันไปทะเลาะกันไป


   "เล่อเหนียง ดูสิ ใช่หรือไม่" สวี่ซิ่วอิงถือผลไม้ป่าที่ดูแห้งๆเข้ามาถาม


   ช่วงนี้สวี่ซิ่วอิงไม่ได้รับงานแล้ว ส่วนใหญ่เป็นเพราะตอนนี้งานค่อนข้างน้อย ไม่พอให้คนแย่งกันทำ ตั้งแต่แรกนางก็ไม่ได้เข้าร่วมด้วย รอให้ภายหลังมีงานให้ทำค่อยเข้าร่วม


   "ท่านแม่ นี่คือผลเหลียงเฟินจริงๆด้วย ท่านช่างเก่งกาจเหลือเกิน หาเจอในพริบตาเดียว" เล่อเหนียงปรบมือพลางมองด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความชื่นชม


   สวี่ซิ่วอิงกระตุกริมฝีปากเล็กน้อย แล้วชี้ไปที่ต้นไม้ "เจ้าดูข้างบนสิ มีอยู่มากมายใช่หรือไม่"


   เล่อเหนียงและคนอื่นๆรีบเงยหน้าขึ้นมองเห็นผลไม้เล็กๆ ห้อยระย้าอยู่เต็มต้นไม้


   "ที่นี่มีผลเหลียงเฟินมากมายขนาดนี้ ข้ากับไม่รู้มาก่อน มันทำให้ข้ารู้สึกเสียใจเหลือเกิน!"



 บทที่ 446: ภรรยาของตัวเองจะโกรธหน่อยก็ช่างเถอะ



   สวี่ซิ่วอิงและคนอื่นๆ ได้ยินเสียงร้องอย่างเกินจริงของเล่อเหนียงก็อดขำไม่ได้


   "เฮ้อ เจ้าเด็กทะเล้นคนนี้"


   แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆหัวเราะกันท้องแข็ง พอหัวเราะจนพอใจแล้ว จากนั้นจึงหาไม้ยาวๆ มาเริ่มตีผลเหลียงเฟินลงมา


   "ไม่ได้เลย สูงเกินไป ตีไม่ถึง" สวี่ซิ่วอิงใช้ไม้ตีอยู่พักหนึ่ง แต่ตีลงมาได้เพียงสองผลเท่านั้น ที่เหลือไม่ว่าจะทำอย่างไรก็เอื้อมไม่ถึง


   "มันสูงขนาดนี้ได้อย่างไรกันนะ" เล่อเหนียงพูดพลางเบ้ปาก


   "พี่เจ็ด ไม่เช่นนั้นท่านปีนขึ้นไปเก็บบนต้นไม้สิ"


   หงอวี่ชะงักไป "เหตุใดต้องเป็นข้า"


   "ก็เพราะท่านเป็นพี่เจ็ดของข้าไงเล่า" เล่อเหนียงพูดอย่างหน้าตาเฉย


   หงอวี่พูดไม่ออก ตัดสินใจไม่สนใจนาง น้องสาวที่สมองขาดไปส่วนหนึ่งคนนี้จะอย่างไรก็ไม่เหมือนคนปกติ เขาก้มหน้าลงมองหาบนพื้นดินช่างเป็นเรื่องตลกสิ้นดี ต้นไม้นี้สูงเพียงนี้ และลำต้นก็ไม่มีกิ่งให้ปีนป่าย เขาจะขึ้นไปได้อย่างไร


   หรือว่าจะให้เขาบินขึ้นไปหรือ


   "ซิ่วอิง เจ้าไปเรียกหมิงจื้อมาที่เถอะ ให้เขามาเก็บผลไม้สักหน่อย"


   สวี่ซิ่วอิงรับคำแล้วก้าวเท้าไปทางบ่อน้ำพุร้อน


   "เอานี่!" หงอวี่ยื่นผลเหลียงเฟินกำใหญ่ใส่มือของเล่อเหนียง


   เล่อเหนียงก้มหน้าลงมอง ทันใดนั้นก็ยิ้มจนตาหย "ว้าว พี่เจ็ดไปหาพวกนี้มาจากที่ไหนเยอะแยะขนาดนี้"


   หงอวี่ชี้ไปที่พื้นด้านล่าง "มีอยู่เต็มพื้นเลย แค่ถูกใบไม้กลบไว้เท่านั้นเอง"


   เล่อเหนียงรีบเอาผลไม้แห้งของพี่ชายใส่ลงในตะกร้าสะพายหลัง แล้วย่อตัวลงเริ่มค้นหา เมื่อแหวกใบไม้ออกดู ใต้ใบไม้ก็มีผลเหลียงเฟินถูกกลบอยู่มากมาย บางลูกยังมีเปลือกติดอยู่ บางลูกเหลือแค่เมล็ดเท่านั้น


   “ท่านย่า บนพื้นมีเยอะมากเลย!" แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นก็ย่อตัวลงเช่นกัน


   แน่นอนว่าพอยิ่งแหวกใบไม้ก็ยิ่งเจอ


   "น่าจะเป็นผลที่ออกเมื่อปีที่แล้ว ไม่มีใครเก็บเลยร่วงลงพื้นหมด"


   แม่เฒ่าฉินหยิบผลเหลียงเฟินขึ้นมากำหนึ่ง "บางส่วนน่าจะเป็นของเมื่อสองปีที่แล้วหรือนานกว่านั้น ดูสิ พวกนี้ดำไปหมดแล้ว ไม่รู้จะใช้ได้หรือเปล่า"


   เล่อเหนียงรีบพูดว่า "ได้ เก็บกลับไปหมดเลย ถ้าใช้ไม่ได้ก็เอาไปเพาะพันธุ์ปลูกได้นะ!"


   "ผลไม้แห้งๆพวกนี้ยังจะงอกได้อีกหรือ" แม่เฒ่าฉินสงสัย


   เล่อเหนียงใส่ผลเหลียงเฟินในตะกร้าหนึ่งกำมือ "ได้สิ คนอื่นทำไม่ได้ แต่เล่อเหนียงทำได้นะ!"


   แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นก็ไม่พูดอะไรอีก และตั้งหน้าตั้งตาเก็บต่อไป มีเล่อเหนียงอยู่ด้วยมีอะไรที่แก้ไขไม่ได้เล่า


   ตอนนี้สวี่ซิ่วอิงก็พาหมิงเฟิงมาด้วย พวกเขามาพร้อมกับพวกฉีสือ พวกเขาได้กินวุ้นเย็นหนึ่งชามในช่วงเที่ยง รสชาตินั้นยังคงติดตรึงอยู่ในใจจนถึงตอนนี้


   โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อครู่ที่พวกเขาทำงานจนเหงื่อออกทั้งตัว ยิ่งคิดถึงชามวุ้นเย็นนั้นที่เมื่อกินแล้วทำให้รู้สึกเย็นฉ่ำไปทั้งร่าง


   พอได้ยินว่าพบผลไม้สำหรับทำวุ้นเย็นอีกแล้ว พวกเขาจะนั่งอยู่เฉยๆได้อย่างไร


   "ท่านป้า ผลไม้ทำวุ้นเย็นอยู่ที่ไหนหรือขอรับ" ฉีสือถามอย่างใจร้อน


   แม่เฒ่าฉินชี้ขึ้นไปด้านบน "อยู่ข้างบนนั่นไง"


   ฉีสือเห็นลำต้นที่ลื่นเป็นมันวาวนั้นแล้วก็ตกใจ ดวงตาเบิกโพลงทันที


   "จะปีนขึ้นไปได้อย่างไรกัน"


   "อาจารย์ฉี ขอให้ท่านหลีกไปก่อน!"


   หมิงจื้อผลักฉีสือออกไปด้านข้างอย่างแรงจากนั้นก็ถอยหลังไปสองสามก้าว แล้วใช้วิชาตัวเบาพุ่งตัวขึ้นไปบนต้นไม้


   ฉีสือโยนมีดขึ้นไปให้เขาจากด้านล่าง หมิงจื้อรับมีดมา "คุณหนูเล่อเหนียง คุณชายเจ็ดรีบหลบไปเร็ว ข้าจะเริ่มสับแล้ว"


   หงอวี่ได้ยินดังนั้นจึงเดินถอยห่างออกไปหลายก้าว ส่วนเล่อเหนียงมองซ้ายมองขวาแล้วก็เอาตะกร้าสะพายหลังครอบหัวตัวเองทันที


   แม่เฒ่าฉินงงงัน


   หงอวี่งงงัน แม้แต่หมิงจื่อบนต้นไม้และฉีสือใต้ต้นไม้ก็ยังงุนงงไปด้วย พวกเขาทุกคนต่างมองไปที่เล่อเหนียงเงียบๆ


   เล่อเหนียงเห็นว่าครึ่งวันผ่านไปแล้วยังไม่มีความเคลื่อนไหว จึงค่อยๆยกตะกร้าขึ้นแล้วถามเบาๆว่า "เหตุใเยังไม่เริ่มอีกล่ะ"


   "หรือว่าลุงหมิงจื้อปีนขึ้นต้นไม้แล้วถูกงูกัด"


   หมิงจื้อ "..."


   หงอวี่อุ้มเล่อเหนียงมาอย่างจนปัญญา "น้องสาว เจ้าคิดอะไรอยู่หรือ เหตุใดไม่วิ่งหนี แต่กลับเอาตะกร้ามาครอบตัว"


   เล่อเหนียงกะพริบตาแล้วตอบ "แต่ว่าถ้าข้าเอาตะกร้ามาครอบไว้ มันก็ตีข้าไม่ได้แล้วนี่!"


   หงอวี่ "เอ่อ...ก็ได้ เจ้าพูดก็มีเหตุผลอยู่!"


   มองดูท่าทางโง่ๆน่ารัก น่ารักของเล่อเหนียงแล้วหงอวี่ถอนหายใจ ช่างเถอะ น้องสาวของตัวเอง โง่หน่อยก็ปล่อยให้โง่ไปเถอะ


   หมิงจื้อเห็นว่าผู้คนด้านล่างได้หลบไปไกลแล้ว จึงเริ่มใช้วิชาตัวเบา ตัดผลเหลียงเฟินทั้งหมดบนต้นไม้ลงมา


   "ลุงหมิงจื้อ อย่าเพิ่งตัดผลเล็กๆพวกนั้นเลย รอให้มันโตขึ้นอีกหน่อยก่อน" เล่อเหนียงเห็นหมิงจื้อเกือบจะตัดทั้งต้น จึงรีบร้องเตือนออกมา


   หมิงจื้อรับคำปล่อยผลเล็กๆที่กำลังสั่นเทาอยู่บนกิ่งไม้ไว้ แล้วกระโดดลงมา


   "ท่านป้า ผลไม้เยอะขนาดนี้ คงทำวุ้นเย็นได้เยอะแยะเลยสินะ"


   ฉีสือพูดพลางเก็บผลไม้ไปด้วย "คืนนี้ข้าต้องกินให้ได้หลายๆชามแน่!"


   แม่เฒ่าฉินมองดูผลไม้มากมายเหล่านี้ ในใจก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่ง "แน่นอนว่าสามารถทำวุ้นเย็นได้มากมาย แต่ข้าไม่ได้ตั้งใจจะทำมากขนาดนั้น เก็บไว้ทำพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้ก็ได้ ถ้าทำหมดในคราวเดียว เมื่อต้องการกินก็จะไม่มีเหลือแล้ว"


   "อีกอย่างข้าก็ไม่รู้ว่าผลไม้ชนิดนี้ปลูกอย่างไร และไม่รู้ว่ามีอยู่ที่ไหนบ้าง ครั้งนี้ก็เป็นเพียงโชคดีที่หามาได้"


   ฉีสือรู้สึกว่าสิ่งที่แม่เฒ่าฉินพูดก็มีเหตุผล จึงพยักหน้าและกล่าวว่า "งั้นข้าจะกินสองชามก็แล้วกัน มากกว่าตอนเที่ยงหนึ่งชาม"


   "ดี ข้าจะกลับไปทำเดี๋ยวนี้ แล้วแช่ไว้ในน้ำ พอพวกเจ้ากลับมาก็จะได้กินได้เลย!" แม่เฒ่าฉินพูดพลางสะพายตะกร้าเดินลงเขาไป


   เมื่อกลับถึงบ้าน เล่อเหนียงก็หยิบผลเหลียงเฟินที่แห้งแล้วมาสองสามลูก ก่อนจะจูงมือหงอวี่เข้าไปในพื้นที่มิติ


   "น้องสาว เจ้าเอาผลไม้แห้งพวกนั้นมาทำอะไร"


   "พี่เจ็ด ข้าจะลองดูว่าสามารถเพาะได้หรือไม่ จะได้ปลูกได้น่ะ"


   เล่อเหนียงมีวิธีการปลูกพืชที่เรียบง่ายและรวดเร็ว นางใช้ช้อนตักน้ำวิเศษหนึ่งช้อนใส่ลงไปแช่สักครู่ แล้วก็ฝังลงหลุมทันที


   หงอวี่หลังจากต่อสู้กับฝูงห่านใหญ่เสร็จก็เดินมาด้วยท่าทางเคอะเขินเล็กน้อย


   พอมาถึงก็เห็นแตงกลมๆเขียวๆสิบกว่าลูกในสวนผัก "น้องสาว มันคือแตงอะไรหรือ กินได้แล้วหรือไม่"


   เล่อเหนียงเงยหน้าขึ้นมองแล้วตอบว่า "เป็นแตงโมที่ข้าปลูกเอง ข้าก็ไม่รู้ว่าสุกแล้วหรือยัง"


   เล่อเหนียงพูดพลางวิ่งไปเคาะแตงโมลูกใหญ่สองสามลูก "ยังไม่ค่อยสุกเลย อีกไม่กี่วันถึงจะกินได้"


   ความจริงแล้วเล่อเหนียงเพิ่งปลูกต้นแตงโมไม่นาน แต่หากดูจากเวลา การเดินของเวลาในนี้แตกต่างจากภายนอก แม้จะเพิ่งปลูกไม่นาน แต่ในความเป็นจริงแล้วได้ในพื้นที่มิติผ่านไปสามเดือนแล้ว


   ยิ่งไปกว่านั้นน้ำที่ใช้รดก็เป็นน้ำวิเศษ ดังนั้นจึงยิ่งเร่งให้แตงโมสุกเร็วขึ้น


   "อ๋อ" หงอวี่เอ่ยออกมาจากปาก แต่ดวงตายังคงจ้องมองไปที่แตงโมเหล่านั้น


   เขาไม่ได้อยากไป แต่อยากศึกษาว่าแตงนี้มันคือแตงอะไรกันแน่


   เล่อเหนียงเห็นท่าทางของพี่เจ็ด ก็เข้าใจว่าข้าอยากกินจริงๆ จึงหั่นแตงโมลูกที่สุกที่สุดออกมาทันที!



 บทที่ 447: หลังจากกินและดื่มแล้วเขาก็เริ่มหลอกผู้คนอีกครั้ง



   “น้องสาว เจ้ากำลังทำอะไรน่ะ" หงอวี่มองดูการกระทำของเล่อเหนียงด้วยสีหน้างุนงง


   “ไม่ใช่ว่าแตงโมลูกนี้ยังไม่สุกหรอกหรือ เหตุใดเจ้าถึงหั่นมั่นล่ะ”


   ถ้าหั่นแตงโมตรงนี้แล้วจะเอาไปต้มได้อย่างไรเล่า


   เล่อเหนียงชำเลืองมองเขาแวบหนึ่ง “ท่านไม่ได้อยากกินแตงโมหรอกหรือ ข้าก็จะผ่าให้ท่านกินอย่างไรเล่า”


   “แต่มันยังไม่สุกพอ ดังนั้นคงจะไม่หวานมากนัก”


   หงอวี่เอ่ยถามว่า “อันนี้ไม่ต้องต้มหรือ”


   ในขณะที่เล่อเหนียงกำลังหั่นสิ่งที่เรียกว่าแตงโมออกเป็นชิ้นเล็กๆด้วยท่าทางงุ่มง่าม


   “พี่เจ็ด รีบชิมดูสิว่าอร่อยหรือไม่” เล่อเหนียงส่งชิ้นแรกให้กับหงอวี่


   หงอวี่มองชิ้นแตงโมในมือด้วยสีหน้าซาบซึ้งใจ น้องสาวยังคงรักเขามากที่สุด ดูสิ นางให้เขาได้ชิมของอร่อยก่อนเป็นคนแรก


   สำหรับเรื่องนี้เล่อเหนียงกล่าวว่า “ท่านคิดมากไปแล้ว ข้าเองก็ยังไม่รู้ว่าแตงโมนั่นอร่อยหรือไม่ เลยให้ท่านลองชิมก่อนน่ะสิ”


   หงอวี่จึงยกชิ้นแตงโมขึ้นแนบริมฝีปาก แล้วกัดลงไปเบาๆ รสชาติหวานฉ่ำที่แผ่ซ่านในปากทำให้เขาหลับตาพริ้มด้วยความสุข


   “โอ้ น้องสาว มันคือแตงอะไร เหตุใดมันถึงหวานเยี่ยงนี้”


   “หวานจริงๆน่ะหรือ” เล่อเหนียงกล่าวด้วยความสงสัย


   ตอนผ่าแตกโมลูกนี้ เนื้อด้านในยังเป็นสีชมพูและยังไม่สุกเต็มที่ นางไม่เชื่อว่ามันจะหวานได้


   “หวานจริงๆนะ ไม่เชื่อเจ้าลองชิมดูสิ!” หงอวี่ยัดชิ้นแตงโมในมือเข้าไปในปากของเล่อเหนียง


   เล่อเหนียง “...”


   ข้าขอบคุณท่าน แต่คราวหน้าอย่าทำเช่นนี้อีกเลย ข้ารังเกียจน้ำลายของท่าน!


   แต่เมื่อถูกยัดเข้าปากมาแล้ว นางก็ต้องลองชิมสักคำ เล่อเหนียงค่อยกัดเนื้อแตงโมช้า อึดใจต่อมาก็ต้องตะลึงเพราะแตงโมลูกนี้หวานจริงๆ นางรีบคว้าชิ้นหนึ่งขึ้นมากินอย่างรวดเร็ว


   “อืมอืม แตงโมหวานจริงๆ!”


   หงอวี่กินหมดหนึ่งชิ้นแล้วก็หยิบอีกชิ้นขึ้นมากินต่อ เด็กน้อยสองคนกินทีละชิ้นๆ จนกระทั่งท้องป่องจนทนไม่ไหว พวกเขาจึงเลิกกิน


   ในที่สุดพวกเขาก็พบว่าตนเองกินแตงโมไปหนึ่งลูก


   “เอิ้ก~ จะทำอย่างไรดี ข้ากินข้าวไม่ลงแล้ว” เล่อเหนียงเรอออกมาด้วยความอิ่ม สองมือกุมท้องพลางพูดด้วยความกลัดกลุ้ม


   ทางด้านหงอวี่ก็เรอออกมาเสียงดังเช่นกัน “เจ้ายังจะกินข้าวอีกหรือ”


   เล่อเหนียงกุมท้องพลางพูดอย่างน่าสงสาร “กินแต่แตงโมอย่างเดียวไม่อิ่มหรอก ถึงตอนนี้จะอิ่ม แต่เดี๋ยวเข้าห้องน้ำสองทีก็หมดแล้ว”


   หงอวี่ถอนหายใจอย่างหมดคำพูด “ได้ๆ ข้าก็กินไม่ลงแล้ว ข้าอิ่มจนทนไม่ไหวแล้ว”


   “ใครใช้ให้ท่านกินมากขนาดนั้นล่ะ!” เล่อเหนียงก็หมดคำพูดเช่นกัน


   เมื่อครู่พี่เจ็ดของนางกินราวกับไม่ได้กินข้าวมาสามวัน มือซ้ายถือแตงโมชิ้นหนึ่งแทะกิน มือขวายังคว้าอีกชิ้นหนึ่งไว้


   หงอวี่ลูบจมูกอย่างรู้สึกผิดเล็กน้อย “น้องสาว พวกเราออกไปกันเถอะ เดี๋ยวท่านย่าจะกังวลเอาได้! หงอวี่เร่งเล่อเหนียง ส่วนเรื่องที่เขากินแตงโมมากเกินไปนั้น เขาไม่พูดถึงมันอีก อย่างไรเสียเล่อเหนียงตัวน้อยก็กินไปไม่น้อยเหมือนกัน


   เมื่อออกไปข้างนอกก็เห็นแม่เฒ่าฉินกำลังนั่งยองๆอยู่ในลานบ้าน กำลังขยี้เมล็ดเหลียงเฟินเพื่อเตรียมทำวุ้นเย็น


   สือไห่ถังก็อยู่ข้างๆคอยช่วยด้วย เมื่อเห็นเล่อเหนียงและหงอวี่ออกมาจึงยิ้มและถามว่า


   “อ้าว สองสมบัติล้ำค่าของบ้านเราตื่นแล้วหรือ!”


   เล่อเหนียงชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็นึกถึงข้ออ้างที่ท่านย่าใช้กับคนนอกได้


   “ใช่เจ้าค่ะ ป้าสะใภ้สามกลับมาแล้ว แต่ก็ไม่ได้เอาของอร่อยมาฝากเล่อเหนียงเลยนะ”


   สือไห่ถังมองหน้าเล่อเหนียงอย่างมีเลศนัย “ของที่ซื้อจากข้างนอก จะอร่อยเท่าของที่เล่อเหนียงทำเองได้อย่างไรเล่า” เล่อเหนียงได้ยินคำพูดนี้ก็รู้ว่าป้าสะใภ้สามลุงรู้เรื่องวุ้นแล้ว


   ดังนั้นนางจึงเข้าไปประจบเอาใจว่า “โอ้ ป้าสะใภ้สาม เล่อเหนียงเพียงแค่ใช้วิธีเล็กๆน้อยๆเท่านั้น ป้าสะใภ้สามต่างหากที่มีความสามารถจริงๆ”


   “ฝีมือของป้าสะใภ้สามยอดเยี่ยมที่สุด ไม่เพียงแต่ทำอาหารอร่อย เนื้อก็ตุ๋นอร่อย หัวใจก็อร่อย ทำอะไรก็อร่อยไปหมด”


   สือไห่ถังถูกเล่อเหนียงยกยอปอปั้นจนแทบจะสูญเสียตัวตนไปแล้ว


   “พอแล้ว พอแล้ว เล่อเหนียง อย่าเยินยอท่านป้าคนที่สามมากไปกว่านี้เลย" สือไห่ถัง รีบขัดจังหวะคำพูดของ เล่อเหนียง ว่า “เล่อเหนียง เจ้าบอกป้าได้หรือไม่ว่า วุ้นเย็นนี้ทำอย่างไร ใครสอนเจ้ามา”


   "แน่นอนว่าท่านปู่เทพเจ้าสอนข้าสิ เล่อเหนียงจะรู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไรกัน”


   สือไห่ถังไม่เชื่อคำพูดของนาง เด็กหญิงตัวน้อยคนนี้มักใช้คำหวานๆมาปัดเป่าความสงสัยของผู้อื่นเสมอ


   แน่นอนว่านางก็ใช้คำหวานๆมาหลอกล่อผู้อื่นได้ด้วย ทำให้คนอื่นไม่อยากจะเชื่อเลย


   โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายอำเภอไป๋ ทุกครั้งที่มาเยือนจะถูกเล่อเหนียงปล้นถึงจะได้รับอนุญาตให้จากไป “สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ท่านปู่เทพเจ้าสอนจริงๆ ท่านมีตำราอาหารเล่มใหญ่มาก หากป้าสะใภ้สามสนใจ วันหน้าเล่อเหนียงจะนำมาให้ท่านนะ”


   “มีตำราอาหารจริงๆหรือ”


   สือไห่ถังไม่สนใจวุ้นเย็น แต่กลับสนใจตำราอาหารที่อยู่ออกมาจากปากของนางอย่างมาก เพราะไม่มีพ่อครัวคนไหนที่ไม่รักตำราอาหาร


   “มีสิ วันหน้าเมื่อข้าไปหาท่านปู่เทพเจ้า ข้าจะนำมันมาให้!”


   ขณะที่พูดคุยกันอยู่นั้น สือไห่ถังได้ขยำเหลียงเฟินจนเต็มอ่าง เมื่อมองดูวุ้นที่ยังไม่แข็งตัว ในใจของนางก็รู้สึกต่อต้านอย่างบอกไม่ถูก เพราะว่าวุ้นเย็นตอนที่ยังไม่แข็งตัวดูคล้ายน้ำมูกมาก


   แต่คำพูดนี้นางไม่กล้าพูดต่อหน้าคนในตระกูลฉิน แม้ว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาจะดี แต่เรื่องบ้างเรื่องก็ไม่อาจพูดออกไปได้


   “จริงสิ เล่อเหนียงข้าได้ยินท่านแม่บอกว่าเจ้าจะเอาวุ้นเย็นไปขายหรือ”


   ตอนแรกที่สือไห่ถังได้ยินแม่เฒ่าฉินบอกว่าเล่อเหนียงจะไปตั้งแผงขายของหาเงิน นางตกใจอย่างมาก


   เล่อเหนียงเป็นเด็กหญิงที่พวกเขาตามใจมาตั้งแต่เล็ก อย่าว่าแต่จะออกไปตั้งแผงขายของเลย แม้แต่งานหนักในบ้าน นางก็ไม่เคยทำมาก่อน พวกเขาจะยอมให้เล่อเหนียงที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอมไปทำงานได้อย่างไรกัน


   “ใช่แล้ว วุ้นเย็นอร่อยมาก แน่นอนว่าต้องขายได้ราคาดี” เล่อเหนียงกำลังจินตนาการถึงภาพที่นางขายวุ้นเย็นไปทีละชาม


   หากเป็นเช่นนั้นจริง นางคงจะนับเงินจนมือชาแน่


   “เล่อเหนียงเช่นนั้นพวกเราไม่ไปดีหรือไม่ เจ้าเช่าแผงเล็กๆในร้านของพวกข้าขายดีหรือไม่” สือไห่ถังก็ยังคงสงสารเด็กหญิงตนเองเลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็กจนโต


   “หรือไม่ก็อย่างนี้ ข้าจะช่วยเจ้าขาย แล้วเงินที่ขายได้ทั้งหมดจะยกให้เจ้า ดีหรือไม่”


   เล่อเหนียงส่ายหน้า “ไม่เอา!”


   “เล่อเหนียงจะซื้อเอง แต่เล่อเหนียงจะไม่ไปตั้งแผงขาย เล่อเหนียงจะเอาไปขายให้พี่หลี่เฟย!”


   “พอขายได้เงินแล้วข้ากับพี่หลี่เฟยจะแบ่งกันคนละครึ่ง!”


   สือไห่ถังและคนอื่นๆ มองดูเล่อเหนียงที่ฉลาดแกมโกงอย่างทึ่งๆ และยอมจำนนในทันที


   พวกเขาว่าแล้วว่าเด็กนิสียขี้เกียจอย่างเล่อเหนียงจะเอาวุ้นเย็นไปขายด้วยตัวเองได้อย่าง


   ดูเหมือนนางจะมีแผลหลอกล่อหลี่เฟยแล้ว


   “แต่ว่าช่วงนี้คุณชายดูเหมือนจะไม่อยู่บ้าน เขาออกไปกับเหล่าอู่ ข้าก็ไม่รู้ว่าพวกเขาสองคนไปทำอะไรกัน ท่าทางดูลึกลับยิ่งนัก” สือไห่ถังกล่าวพลางขมวดคิ้ว


   “เหล่าอู่คนนี้ก็จริงๆเลยทั้งวันไม่อยู่บ้านเลย ไม่รู้จะพาภรรยากลับมาบ้างหรือไม่” แม่เฒ่าฉินก็โกรธเช่นกัน


   "นั่นก็ไม่แน่นะ บางทีคราวหน้าอาห้าอาจจะพาอาสะใภ้ห้ากลับมาหลายคนก็ได้!”



บทที่ 448: อย่ากินแตงโมมั่วซั่ว



   “ฮึ ถ้าเขากล้าพาใครกลับมาจริงๆ ข้าจะหักขาเขาให้ดู” แม่เฒ่าฉินพูดเสียงเย็นชา


   แม้ว่าตระกูลฉินของพวกเขาจะไม่ใช่ตระกูลร่ำรวยมั่งคั่ง แต่ตั้งแต่บรรพบุรุษมา พวกเขายึดถือธรรมเนียมไม่รับอนุภรรยาและไม่นอกใจ แม้ภรรยาจะไม่สามารถให้กำเนิดบุตรได้ก็ไม่อนุญาตให้รับอนุภรรยา ทำได้เพียงรับบุตรบุญธรรมจากญาติสายรองหรือรับเด็กจากภายนอกมาเลี้ยงเท่านั้น


   แน่นอนว่าหากภรรยาเสียชีวิตก็สามารถแต่งงานใหม่ได้ เช่นกรณีของฉินเหล่าเอ้อร์สามารถแต่งภรรยาใหม่ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเขาต้องการหรือไม่


   “ท่านแม่ เหล่าอู่เป็นคนที่มีโชคลาภยิ่งใหญ่ การกระทำและความคิดของเขาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในหมู่บ้านตระกูลฉินอีกต่อไปแล้ว พวกเราไม่จำเป็นต้องแทรกแซงเรื่องของเขามากนัก ปล่อยให้เขาตัดสินใจเองเถิด” สือไห่ถังพูดปลอบ


   แม่เฒ่าฉินส่งเสียงฮึดฮัด แล้วนำวุ้นเย็นที่ทำเสร็จแล้วไปวางในครัว พร้อมกับเริ่มเตรียมอาหารเย็นสำหรับวันนี้


   “เล่อเหนียงวันนี้เจ้าอยากกินอะไรเล่า” ท่านเฒ่าฉินถามด้วยรอยยิ้ม


   เล่อเหนียงลูบท้องกลมป่องของนาง “ข้าขอกินไข่ตุ๋นสักชามก็พอ”


   “แค่นี้เองหรือ” แม่เฒ่าฉินมองเล่อเหนียงด้วยสีหน้าประหลาดใจ


   ปกติเมื่อถามนางว่าอยากกินอะไร ถ้าไม่มีเนื้อสัตว์นางจะไม่ยอมเด็ดขาด แต่วันนี้เหตุใดถึงกินแค่ไข่ตุ๋นชามเดียวก็พอแล้วเล่า


   แบบนี้ไม่ค่อยเหมือนนิสัยของเด็กหญิงตัวน้อยคนนี้เลยนะ “ท่านย่า ข้าจะเก็บท้องไว้กินวุ้นเย็น!” เล่อเหนียงกล่าวด้วยแววตาที่เป็นประกาย


   แม่เฒ่าฉินไม่ได้คิดมากอีกต่อไป และเริ่มลงมือหุงข้าว


   พระอาทิตย์ค่อยๆลาลับขอบฟ้า เสียงหัวเราะและเล่นหยอกล้อดังมาจากนอกประตู ขณะที่อาหารของแม่เฒ่าฉินก็เตรียมพร้อมแล้ว


   “ท่านย่า วุ้นเย็นทำเสร็จหรือยังขอรับ” เสี่ยวลิ่ววิ่งเข้ามาเป็นคนแรก แม้แต่กระเป๋าก็ยังไม่ได้วางให้เรียบร้อยก็พุ่งเข้าไปในครัวเสียแล้ว “ท่านป้า วุ่นเย็นเสร็จหรือยังขอรับ”


   ฉีสือและคนอื่นๆก็เดินตามเข้ามาทันที


   “อ้าว อาจารย์ฉี เหตุใดวันนี้ลงมาเร็วจังเลย” แม่เฒ่าฉินโผล่หน้าออกมามองดูฉีสือพลางถามด้วยความประหลาดใจ


   “คานไม้ไม่พอแล้ว ต้องรอพรุ่งนี้ถึงจะไปซื้อได้ วันนี้เลยเลิกงานเร็วกว่าปกติหน่อย”


   แม่เฒ่าฉินพยักหน้าเข้าใจ เห็นพวกเขาคิดถึงวุ้นเย็นมาก จึงรีบยกออกมาให้วุ้นเย็นที่ทำเสร็จแล้วออกมา แม่เฒ่าฉินแช่เย็นไว้ล่วงหน้า ตอนพอยักออกมายังมีไอเย็นลอยออกมาเลยทีเดียว


   สวี่ซิ่วอิงกับสือไห่ถังรีบตักวุ้นเย็นใส่ชามใบใหญ่ทันที บ้างก็ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วเติมน้ำผึ้งลงไป จะกินเท่าไหร่ก็ตักเอาเองตามใจชอบ


   “อย่ากินจนอิ่มเกินไปนะ อีกเดี๋ยวต้องกินข้าวแล้ว!” แม่เฒ่าฉินตะโกนเสียงดัง


   เสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่วตักมาคนละชาม นั่งกินอยู่ใต้ชายคาบ้านพลางมองสุนัขจิ้งจอกที่กำลังออดอ้อน


   “เสี่ยวชี เหตุใดเจ้าถึงไม่กินเล่า” ลิ่งเหวินถามด้วยความสงสัย


   “ข้ายังไม่หิว ไม่อยากกิน!” หงอวี่ส่ายหน้า


   “แล้วเหตุใดสีหน้าเจ้าถึงซีดเซียวเช่นนี้”


   ก่อนหน้านี้ลิ่งเหวินเคยติดตามหลี่อันและเรียนรู้มาตลอด แม้ว่าตอนนี้วิชาหมอของเขาจะยังไม่เชี่ยวชาญนัก แต่อย่างน้อยก็สามารถดูสีหน้าคนได้


   เขาเห็นได้ทันทีว่าสีหน้าของเสี่ยวชีไม่ปกติ


   หงอวี่ใช้มือกดท้องแรงขึ้นเล็กน้อย “ไม่มีอะไร ข้าเพิ่งไปเล่นซนกับน้องสาวและจิ้งจอกน้อยมา อาจจะเหนื่อยไปหน่อย ข้าพักสักครู่ก็จะดีขึ้นแล้ว”


   ลิ่งเหวินพยักหน้า การวิ่งอย่างต่อเนื่องนั้นจะทำให้สีหน้าซีด ได้จริงๆ ส่วนใหญ่แล้วแค่พักสักครู่ก็จะดีขึ้น


   “ถ้าเจ้ารู้สึกไม่สบายตรงไหน อย่าลืมบอกด้วยข้า ปู่หลี่อันไม่อยู่บ้าน ถ้าไม่สบายต้องรีบไปรักษาที่อำเภอนะ”


   หงอวี่พยักหน้าเบาๆ “พี่สี่ ข้าเข้าใจแล้ว พวกท่านรีบกินเถอะ เดี๋ยวจะหมดเสียก่อน”


   ลิ่งเหวินชะงักแล้วลุกขึ้นยืนมองอ่างใบนั้น ในนั้นเหลือวุ้นเย็นไม่มากแล้ว เขาจึงรีบเร่งความเร็วในการกินอาหารในมือ


   จากนั้นนางก็ถือชามเปล่าวิ่งกลับไปอีกครั้ง แล้วตักอาหารมาอีกชาม เสี่ยวอู่และ เสี่ยวลิ่วช้าไปหนึ่งก้าว เมื่อพวกเขากินเสร็จวุ้นเย็นก็หมดแล้ว


   “ท่านย่า เหตุใดหมดแล้วล่ะ ข้ายังกินไม่อิ่มเลย” เสี่ยวลิ่ว โวยวายด้วยความโกรธ


   สวี่ซิ่วอิงโกรธจนตบหัวเขาทีหนึ่ง “พวกเจ้าร้องโวยวายทำไม เดี๋ยวก็ได้กินข้าวแล้ว!”


   เสี่ยวลิ่วลูบหัวด้วยความน้อยใจพลางบ่นพึมพำ “ข้าแค่กินไม่อิ่มเท่านั้นเอง”


   อาหารจานสุดท้ายทำเสร็จแล้ว แม่เฒ่าฉินจึงนำอาหารออกไป


   “อย่ายืนเหม่อกันอยู่เลย รีบมาช่วยยกอาหารมาเถอะ” ขณะรับประทานอาหาร ทุกคนสังเกตเห็นความผิดปกติของเสี่ยวชี


   “เสี่ยวชี เจ้าเป็นอะไรไป เหตุใดไม่กินอะไรเลย” แม่เฒ่าฉินคีบเนื้อชิ้นหนึ่งให้เขาพลางกล่าว


   หงอวี่ตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง “ท่านย่า ข้าไม่รู้สึกอยากอาหารเลย”


   “เหตุใดเด็กคนนี้ไม่รู้สึกอยากอาหารล่ะ เจ้ากินขนมมามากเกินไปหรือ” แม่เฒ่าฉินได้ยินว่าหงอวี่ไม่มีความอยากอาหารก็รู้สึกร้อนใจขึ้นมาทันที


   หงอวี่ส่ายหน้า “ท่านย่า ข้าไม่เป็นไรหรอก แค่เมื่อครู่วิ่งเล่นมากไปหน่อย จู่ๆก็ไม่รู้สึกอยากอาหาร เดี๋ยวข้าค่อยกินได้หรือไม่” แม่เฒ่าฉินยิ่งมองใบหน้าของเขาก็ยิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล ใบหน้าของเขาซีดเกินไป แต่เมื่อหงอวี่พูดเช่นนั้นแล้วก็ได้แต่ปล่อยผ่านไป


   ฉินเหล่าเอ้อร์คว้ามือของเขามาจับชีพจรเล็กน้อย “กระเพาะร้อนนิดหน่อย เจ้าวิ่งนานเกินไปจนร้อนมาก แล้วดื่มน้ำเย็นเข้าไปใช่หรือไม่”


   พ่อเฒ่าตระกูลฉินเป็นหมอ ดังนั้นพี่น้องทั้งห้าคนยกเว้นเหล่าอู่ต่างก็มีความรู้ทางการรักษาอยู่บ้าง แน่นอนว่าเป็นเพียงความรู้ผิวเผินเท่านั้น ล้วนเป็นสิ่งที่พวกเขาซึมซับมาตั้งแต่เด็ก


   หงอวี่มองไปที่เล่อเหนียงที่กำลังกินเนื้ออยู่แล้วพยักหน้า


   เขาปวดท้องเพราะกินแตงโมที่เล่อเหนียงแบ่งให้ แตงโมนั้นน้ำเยอะ ดังนั้นที่เขาบอกว่าดื่มน้ำมากก็ไม่ผิดอะไรใช่หรือไม่


   “วิ่งนานเกินไป ร่างกายจะร้อน ถ้าดื่มน้ำเย็นลงไปทันที กระเพาะย่อมทนไม่ไหว ก็จะปวด ไม่มีอะไรร้ายแรง รอให้กระเพาะฟื้นตัวก็จะดีขึ้น”


   คนอื่นๆได้ยินดังนั้นจึงวางใจลงและใช้โอกาสนี้สอนเด็กคนอื่นๆ "พวกเจ้าได้ยินหรือไม่ วิ่งเร็วเกินไปอย่าดื่มน้ำทันทีเป็นอันขาด ต้องพักสักครู่แล้วค่อยดื่มน้ำ ไม่เช่นนั้นจะปวดท้องได้"


   ลิ่งเหวินพยักหน้าอย่างแรงพร้อมกับพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “รู้แล้ว”


   เล่อเหนียงมองใบหน้าของพี่เจ็ดที่ซีดลงเรื่อยๆ พลันรู้สึกกว่ามีลางสังหรณ์ไม่ดี


   นางรู้สึกว่าเรื่องนี้คงเกี่ยวข้องกับตนเองไม่มากก็น้อย หรือว่าจะเป็นเพราะกินแตงโมมากเกินไป ช่างเถอะ เดี๋ยวค่อยส่งยาช่วยย่อยอาหารให้เขาสองเม็ดก็พอ


   นางคิดเช่นนั้นก็เริ่มกินข้าวอย่างสบายใจ นางเพิ่งกินข้าวเสร็จก็ถูกย่าลากไปล้างหน้าล้างตา


   “พี่เจ็ด ท่านรอข้าสักครู่นะ ข้าอาบน้ำเสร็จแล้วจะเอายามาให้ท่าน”


   หงอวี่พยักหน้า แล้วแสร้งทำท่าสงบนิ่งเดินเข้าไปในห้องพัก เมื่อเข้าไปในห้องพัก พอปิดประตูก็ทรุดลงกับพื้น กุมท้องและกลิ้งไปมา


   เขาไม่กล้าส่งเสียงร้อง เพราะท่านย่าและท่านแม่จะเป็นห่วง


   “ชิงเฟิง…”


   หงอวี่เรียกเสียงอ่อนแรง หลังจากนั้นถึงได้นึกขึ้นมาว่า ชิงเฟิงและชิงเย่วถูกเขาสั่งให้ไปทำงาน ตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่ตระกูลฉิน


   หงอวี่รู้สึกเพียงว่าท้องของเขาปวดมากขึ้นเรื่อยๆ ราวกับมีคนเอาไฟเผาท้องเขา ทั้งเผาทั้งขูดเนื้อ ปวดราวกับถูกทรมาน “บ้าเอ๊ย! แตงโมของเล่อเหนียงมีพิษ!”


   หงอวี่พึมพำบ่นอย่างขุ่นเคืองก่อนที่จะไม่สามารถทนต่อไปได้อีก และจมลงสู่ภวังค์ ภาพสุดท้ายที่เขาเห็นก่อนที่จะหมดสติคือ ใบหน้าอันตกใจกลัวของเล่อเหนียง!



 บทที่ 449: ไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพัง



   “พี่เจ็ด!”


   เล่อเหนียงแต่เดิมตั้งใจว่าจะอาบน้ำให้เสร็จก่อนแล้วค่อยมาส่งยา แต่ในหัวของนางยังคงลอยเห็นภาพพี่เจ็ดกับใบหน้าซีดขาวนั้น ดังนั้นนางจึงไม่อาบน้ำแล้ววิ่งมาที่นี่ทันที


   ตอนที่ผลักประตูเปิดเข้ามาก็เห็นพี่เจ็ดของนางล้มอยู่บนพื้น


   “ท่านย่า พี่เจ็ดเป็นลม!” เล่อเหนียงตะโกนด้วยน้ำเสียงสะอื้น


   แม่เฒ่าฉินที่อยู่ในห้องข้าง สือไห่ถังที่อยู่ในครัว และสวี่ซิ่วอิงที่เก็บกวาดห้องโถงกลางได้ยินเสียงแล้วก็วิ่งเข้ามา


   “เสี่ยวชี เป็นอะไรไป”


   หลิวซิ่วเถาเป็นคนแรกที่มาถึง นางได้ยินเสียงจากห้องโถงจึงวิ่งมาทันที เมื่อเห็น หงอวี่สลบไสลอยู่บนพื้นก็รีบอุ้มเข้าขึ้นมา


   เด็กคนนี้หนักพอตัวเลยนะ!


   “เกิดอะไรขึ้น” แม่เฒ่าฉินและสวี่ซิ่วอิงวิ่งเข้ามาพร้อมกัน เมื่อเห็นหงอวี่นอนเหงื่อโซมกายอยู่บนเตียง ขาของพวกนางก็อ่อนแรงจนเกือบล้มลงบนพื้น


   “เกิดอะไรขึ้น เมื่อครู่ตอนกินข้าวยังดีๆอยู่เลยไม่ใช่หรือ”


   “ข้าไม่รู้เลย ข้าเข้ามาก็เห็นเสี่ยวชีหมดสติแล้ว” หลิวซิ่วเถารีบกล่าว


   “เหล่าเอ้อร์รีบมาดูเสี่ยวชีหน่อย มันเกิดอะไรขึ้น”


   “เหล่าซาน รีบไปเชิญหมอมาเร็ว!” แม่เฒ่าฉินรีบสั่งการอย่างร้อนรน


   ฉินเหล่าเอ้อร์รีบเข้าไปจับชีพจร แม้ว่าวิชาหมอของเขาจะไม่เก่งกาจ แต่ก็ยังพอรู้เรื่องมากกว่าคนอื่นอยู่บ้าง


   ฉินเหล่าเอ้อร์ขมวดคิ้วขณะจับชีพจร แล้วส่ายหน้า “ท่านแม่ ข้าดูไม่ออกเลย”


   “เจ้า...ข้าบอกให้เจ้าไปเรียนวิชาหมอกับพ่อของเจ้าแต่เจ้าก็ไม่ยอมฟัง ตอนนี้เป็นอย่าง พึ่งพาอะไรเจ้าไม่ได้เลย!” แม่เฒ่าฉินกล่าวด้วยความโกรธ


   “ข้า…” ฉินเหล่าเอ้อร์ขยับปาก แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา


   พวกเขาพี่น้องไม่มีใครสนใจวิชาหมอเลย ไม่ว่าจะสอนอย่างไรก็สอนไม่ได้ผล พอจะรู้แค่ผิวเผินเท่านั้น พวกเขาจะทำอย่างไรได้


   การเรียนวิชาหมอนั้นต้องอาศัยพรสวรรค์


   "ท่านย่า..." หงอวี่ได้ยินเสียงทะเลาะกันรอบข้างและความเจ็บปวดในท้องก็ตื่นขึ้นมา เอ่ยน้ำเสียงเรียกอ่อนแรง “เสี่ยวชี เจ้ารู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือไม่ บอกย่าสิ…” แม่เฒ่าฉินรีบวิ่งมาที่ข้างเตียง มองไปรอบๆอย่างร้อนรน


   สวี่ซิ่วอิงนั่งอยู่อีกด้านหนึ่ง จับมือของเสี่ยวชีไว้ แม้นางจะไม่ได้พูดอะไร แต่แววตาที่เป็นห่วงนั้นบ่งบอกทุกสิ่งแล้ว


   “ท่านย่า ข้าปวดท้องมาก…”


   หงอวี่พูดไปพลางมองไปทางเล่อเหนียง พลาง ช้สายตาถามว่าแตงโมของเจ้ามีพิษหรือไม่


   เล่อเหนียงที่รับรู้คำถามนั้น “...”


   หรือว่าจะเป็นเพราะกินของดิบแล้วท้องเสีย


   “พี่เจ็ด ท่านเจ็บตรงไหนหรือ”


   เล่อเหนียงเบียดตัวเข้าไป เมื่อครู่นี้นางนึกถึงความเป็นไปได้อย่างหนึ่งขึ้นมาในหัว


   “ก็ปวดท้องน่ะสิ…”


   เล่อเหนียงเห็นหงอวี่ร้องโอดโอยว่าปวดท้องไม่หยุด แต่ไม่รู้ว่าเจ็บตรงไหนแน่ นางจึงลงมือตรวจดูด้วยตัวเอง


   “ที่นี่ใช่หรือไม่” เล่อเหนียงถามพลางกดบริเวณท้องส่วนที่เป็นกระเพาะอาหาร


   หงอวี่ส่ายหน้า “ไม่ใช่!”


   “งั้นตรงนี้ใช่หรือไม่” เล่อเหนียงกดลงไปที่ท้องน้อยด้านซ้ายอีกครั้ง


   หงอวี่ยังคงส่ายหน้า


   เล่อเหนียงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง หากไม่ใช่กระเพาะอาหารและไม่ใช่ท้องน้อยด้านซ้าย เช่นนั้นที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดก็คือท้องน้อยด้าน แล้วไส้ติ่งอยู่ในช่องท้องด้านขวาล่างนั่นเอง


   “สวรรค์โปรดคุ้มครอง อย่าให้เป็นอย่างที่คิดเลย…” เล่อเหนียงประนมมือหันหลังกราบไหว้ฟ้า จากนั้นค่อยๆใช้มือกดเบาๆที่ช่องท้องด้านขวาล่าง


   แต่ยังไม่ทันได้ออกแรงเลยก็ได้ยินเสียงครางอย่างเจ็บปวดดังออกมาจากหงอวี่


   เล่อเหนียงรู้ต้นตอของอาการเจ็บป่วยแล้ว หัวใจของนางจมดิ่งลงสู่ก้นเหว


   เป็นไส้ติ่งอักเสบจริงๆด้วย แล้วตอนนี้จะทำอย่างไรเล่า ไส้ติ่งอักเสบต้องผ่าตัดนะ


   แม้ว่าในชาติก่อนนางจะมีความรู้ทางการแพทย์ แต่ตอนนี้นางเป็นเพียงเด็กอายุสองสามขวบเท่านั้น นางไม่มั่นใจว่าจะใช้มือน้อยๆที่ยังไม่แข็งแรงของตนเองทำภารกิจที่ยากลำบากนี้ได้


   คิดถึงท่านปู่หลี่อันเหลือเกิน


   แม่เฒ่าฉินเห็นสีหน้าของหลานสาวคนนี้เปลี่ยนไปหลายครั้ง ทำให้ทั้งตัวจมดิ่งลงไปในหุบเหว


   นางถามว่า “เล่อเหนียงเป็นอย่างไรบ้าง พี่เจ็ดของเจ้าไม่เป็นอะไรมากใช่ไหม?"


   “ท่านย่า ในท้องของพี่เจ็ดมีบางอย่างเสียหาย มันคือสิ่งที่พวกเรามักเรียกว่าลำไส้อักเสบ ต้องตัดมันออกถึงจะหายเจ็บได้” เล่อเหนียงกล่าวด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย


   “เล่อเหนียงรู้วิธีรักษา แต่เล่อเหนียงยังเล็กเกินไป ไม่มีวิธีที่จะรักษาได้”


   เล่อเหนียงพูดจนน้ำตาแทบไหล นางพูดความจริง เมื่อไม่มีท่านปู่หลี่อันอยู่ข้างกาย นางไม่กล้าลงมือจริงๆ


   “ถ้า...ถ้า...ถ้าไม่รักษาล่ะ จะเป็นอย่างไร” แม่เฒ่าฉินถามอย่างกังวล


   “หากไม่รักษา พี่เจ็ดอาจจะเจ็บปวดจนตายได้!”


   “ไม่ได้ ไม่ได้ เด็ดขาดไม่ได้…” แม่เฒ่าฉินตกใจจนสติแตก


   หงอวี่ก็มีสีหน้าหมดหวัง หากรู้แต่แรกว่าจะเป็นเช่นนี้ เขาคงไม่โลภอยากกินแตงโมนั่น


   แล้วดูตอนนี้สิเป็นอย่างไร เขาแทบเอาชีวิตไม่รอดแล้ว


   “ไปที่จวนตระกูลเผ่ย ไปหาฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ย นางต้องมีวิธีแน่นอน” แม่เฒ่าฉินพลันเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา


   "ไม่...ไม่ได้ ท่านย่า ไม่ได้ ไม่สามารถไปหานางได้!”


   หงอวี่พอได้ยินว่าแม่เฒ่าฉินจะไปหาฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ย ก็รีบลุกขึ้นมาขัดขวางทันที


   “ท่านย่า ข้าตายคนเดียวไม่เป็นไรหรอก ไม่อาจทำให้พวกท่านต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย”


   “ยิ่งไปกว่านั้น น้องสาวเพียงแค่บอกว่าข้าอาจจะเจ็บปวดจนตายเท่านั้น ข้าจะอดทนไว้ อดทนจนกว่าท่านปู่หลี่อันจะกลับมา!”


   “ไม่ได้ วิธีนี้อันตรายเกินไป ข้าไม่กล้าเสี่ยง อย่างมากเราก็เปิดเผยเรื่องราวทั้งหมด แม้ว่าไทเฮาจะน่ากลัว แต่พ่อของเจ้าก็ไม่ใช่คนอ่อนแอ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีลุงและอาของเจ้า รวมถึงพวกข้าที่อยู่เคียงข้างเจ้า เราจะกลัวนางทำไม!”


   สือไห่ถังก็พูดแทรกขึ้นมา “เสี่ยวชี เจ้าวางใจได้ เจ้าไม่ได้อยู่คนเดียว พวกข้าทุกคนอยู่ที่นี่ ยิ่งไปกว่านั้นอาห้าของเจ้าตอนนี้ก็ไม่ใช่คนธรรมดาแล้ว”


   “เสี่ยวชี ถ้าหากมันถึงขั้นนั้นจริงๆ แม่ก็พร้อมจะสละหน้าตา เหยียบศักดิ์ศรีไว้ใต้เท้า เพื่อหาคนมาปกป้องเจ้าสักคน!” สวี่ซิ่วอิงกล่าวพลางกุมมือหงอวี่แน่น


   หงอวี่และเล่อเหนียงมองดูสวี่ซิ่วอิงด้วยความประหลาดใจ ดังนั้นท่านแม่ของนางก็มีความลับใหญ่เช่นกันใช่หรือไม่ และความลับนี้ก็ไม่ใช่เรื่องเล็กๆใช่หรือไม่


   หงอวี่มองพวกเขาด้วยดวงตาแดงก่ำ “ท่านแม่ ท่านย่า…”


   ช่างโชคดีเหลือเกินที่เขาได้พบกับพวกนาง


   “พอเถอะ อย่าทำให้เหล่าซานเสียเวลาเลย เจ้ากับหมิงเฟิงเข้าเมืองไปสักหน่อย ไปเชิญฮูหยินผู้เฒ่าเผ่ยมาที่นี่ทีเถอะ!” แม่เฒ่าฉินพูดอย่างเด็ดขาด ไม่ให้โอกาสหงอวี่ได้พูดอะไร


   ฉินเหล่าซานรับคำแล้วพาหมิงเฟิงออกไป “ท่านย่า ข้าเป็นคนอัปมงคล เพียงแค่ข้าอยู่ที่นี่ก็จะนำความหายนะมาสู่ทั้งครอบครัวและหมู่บ้านอย่างแน่นอน เพื่อความปลอดภัยของทุกคนในหมู่บ้าน มันไม่คุ้มค่าเลยจริงๆ!" หงอวี่รู้สึกปวดในท้องอย่างรุนแรง เขาร้องไห้ด้วยความอ่อนแรง


   แม่เฒ่าฉินเช็ดน้ำตาพลางกล่าว “เจ้าเด็กโง่ เจ้าพูดอะไรออกมา นับตั้งแต่เหล่าซื่อเก็บเจ้ากลับมา เจ้าก็เป็นคนของตระกูลฉินแล้ว เราเป็นครอบครัวเดียวกัน จะพูดแบ่งแยกกันได้อย่างไร!”


   “อีกอย่างถ้าพวกข้ากลัวก็คงโยนเจ้าออกไปตั้งแต่รู้ตัวตนของเจ้าแล้ว!”


   “พี่เจ็ด อย่ากลัวเลย เล่อเหนียงจะปกป้องท่านเอง!” เล่อเหนียงจับมือหงอวี่ปลอบใจ


   หากท่านปู่หลี่อันพูดเช่นนี้ พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องเดินหน้าต่อ เพราะก้าวนี้นำมาซึ่งปัญหามากมายเกินไป และในตอนนี้ก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว


   นางไม่สามารถทำการผ่าตัดได้เพียงลำพัง ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจเดินหมากตานี้ อย่างมากที่สุดหากเกิดอันตรายขึ้นจริง นางก็จะดึงรถถังทั้งหมดออกมาจาก พื้นที่มิติ แล้วยิงปืนใหญ่ถล่มยายปีศาจนั่นให้ราบเป็นหน้ากลอง


   “อ้าว เหตุใดไม่มีใครออกมาต้อนรับข้าเลยนะ”



 บทที่ 450: ถึงเวลาที่สมควรที่จะกลับมา



   “ท่านปู่หลี่อัน!” เล่อเหนียงได้ยินเสียงและตอบสนองเป็นคนแรก นางรีบวิ่งออกไปทันที


   หลี่อันเพิ่งเดินเข้ามาในลานหลังก็เห็นประทัดตัวน้อยพุ่งออกมาจากด้านใน กอดขาของเขาไว้


   “ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว ถ้าท่านไม่กลับมา พี่เจ็ดก็จะไม่รอดแล้ว!” เล่อเหนียงพูดน้ำเสียงสะอื้น


   “เด็กน้อย เจ้าอย่าร้องไห้นะ อย่าร้องไห้ ปู่หลี่อยู่ตรงนี้แล้ว!” หลี่อันอุ้มเล่อเหนียงขึ้นมาในทันใด แล้วตบหลังนางเบาๆเพื่อปลอบโยน


   “หมอหลี่ ท่านกลับมาได้ทันเวลาจริงๆ!” แม่เฒ่าฉินเช็ดน้ำตาพลางเอ่ย “เสี่ยวชีเกิดเรื่องขึ้นแล้วท่านรีบไปดูเขาเร็วเข้า”


   ครั้นได้ยินดังนั้นหลี่อันก็ไม่กล้ารีรออุ้มเล่อเหนียงวิ่งเข้าไปข้างใน เมื่อเห็นเสี่ยวชีนอนอยู่บนเตียง หัวใจของหลี่อันก็บีบรัดเขาวางเล่อเหนียง ลงแล้วคว้ามือของเสี่ยวชีมาจับชีพจร


   “เหตุใดจึงเกิดฝีในลำไส้ขึ้นมาอย่างกะทันหัน” หลี่อันขมวดคิ้วถาม "เขากินอะไรไปบ้าง”


   “เขากิน…”


   “ไม่! ข้าไม่ได้กินอะไรเลย!”


   เล่อเหนียงกำลังจะบอกหลี่อันว่าหงอวี่กินแตงโมไปมากมาย แต่ถูกหงอวี่ขัดจังหวะเสียก่อน


   “จริงหรือที่ไม่ได้กินอะไรเลย” หลี่อันถามอย่างสงสัย


   “ท่านย่า ท่านรีบไปตามลุงรองกลับมาเร็วเข้า!” เล่อเหนียงไม่ได้ตอบคำพูดของหลี่อัน แต่กลับพูดอย่างร้อนรน


   แม่เฒ่าฉินเพิ่งได้สติรีบวิ่งออกไปทันที


   “หมิงจื้อ หมิงจิ่น พวกเจ้ารีบไปตามเหล่าซานกับหมิงเฟิงกลับมาเร็ว!”


   หมิงจื้อและหมิงจิ่นรับคำแล้วรีบวิ่งตามออกไปทันที แต่ยังมีอีกคนที่เร็วกว่าเขา แม่เฒ่าฉินเพิ่งพูดจบ เหลียวเฉินก็พุ่งออกไปแล้ว


   หมิงจื้อและหมิงจิ่นสบตากัน แล้วเอ่ยขึ้นพร้อมกันว่า “พวกเราจะไล่ตามไปอีกหรือไม่”


   “ไล่ตามไปเถอะ ไล่ตามไป ถ้าหากเขาหาทางไม่เจอจะทำอย่างไร”


   “ข้ารู้วิธีรักษา ท่านอยู่ช่วยเล่อเหนียง!” เล่อเหนียงพูดอย่างร้อนรน ไส้ติ่งอักเสบไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลย หากไม่รักษาทันเวลาอาจจะเจ็บปวดจนตายได้


   “ท่านย่า พวกท่านออกไปก่อนเถิด ให้ท่านปู่หลี่อันรักษาเถิด”


   “หมอหลี่ มีความมั่นใจหรือไม่” แม่เฒ่าฉินถามอย่างไม่วางใจ


   “น้องสาวออกไปเถิด เล่อเหนียงอยู่ที่นี่ จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก”


   แม่เฒ่าฉินมองดูเล่อเหนียงอย่างลึกซึ้งหนึ่งครั้ง แล้วพาพวกเขาเดินออกไปเรื่องราวได้มาถึงจุดนี้แล้ว วิธีการเดียวที่เหลืออยู่คือต้องเชื่อใจพวกเขาอย่างไม่มีเงื่อนไข


   หลี่อันถามว่า “เล่อเหนียง จะรักษาอย่างไร!”


   ตามวิธีการรักษาแต่เดิมนั้น ทั่วไปแล้วจะเป็นการจ่ายยาเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวด แต่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ จนถึงตอนนี้ยังไม่มีวิธีที่สามารถรักษาโรคฝีในลำไส้ให้หายได้สำเร็จ


   เล่อเหนียงหยิบชุดอุปกรณ์ผ่าตัดและเข็มฉีดยาชาออกมาจากพื้นที่มิติ


   “ปู่หลี่อัน ท่านช่วยข้าฉีดยาที่ก้นของพี่เจ็ดที!”


   หงอวี่เห็นเข็มนั้นแล้วสีหน้าก็ซีดขาวในทันที “ไม่ ข้าไม่ฉีดยา!”


   หงอวี่ดิ้นรนจะหนี แต่ถูกหลี่อันกดลงบนเตียงอย่างรวดเร็ว คว้าเข็มแล้วแทงเข้าไปในก้นของเขา


   “อึก…” หงอวี่คิดว่าจะเจ็บมาก เตรียมจะกรีดร้องแล้ว แต่พอถึงครึ่งทางก็พบว่าไม่เจ็บเลย


   อีกทั้งเปลือกตาก็หนักขึ้นเรื่อยๆ เขารู้สึกอยากนอนมาก ทันใดนั้นเขาก็หาวหวอดใหญ่แล้วหลับไป


   “เสี่ยวชี เสี่ยวชี…” หลี่อันเห็นหงอวี่หมดสติไปจึงตกใจรีบกระชากคอเสื้อของเขาและเขย่าเพื่อพยายามปลุกให้ตื่น


   ฎเมื่อครู่นั้นเป็นยาสลบ ไม่มีอะไรต้องกังวล นอนหลับสักตื่นก็หายแล้ว!”


   “ท่านเปิดเสื้อของพี่เจ็ดออก แล้วเทน้ำสีแดงนี้ลงบนท้องของเขาเพื่อฆ่าเชื้อ”


   หลี่อันทำตามที่เขาบอกโดยเทน้ำสีแดงลงบนตัวหงอวี่ “ใช้มีดเล็กกรีดเปิดท้องหงอวี่ตรงตำแหน่งนี้ แล้วนำสิ่งที่เน่าเสียข้างในออกมา!”


   “ได้...อะไรนะ”


   เมื่อครู่หลี่อันทำตามที่เล่อเหนียงบอกทุกอย่างโดยไม่ได้คิดอะไรเลย แต่ตอนนี้เขาก็รู้สึกตัวเสียที


   “กรีด...กรีดเปิดหรือ” หลี่อันงุนงง


   หากกรีดท้องเปิด คนเราจะยังมีชีวิตรอดได้หรือ “ปู่ลุงหลี่อันวางใจเถิด ข้าเพิ่งฉีดยาสลบให้พี่เจ็ดไป เขาจะไม่ตื่นในเร็วๆนี้ และจะไม่รู้สึกเจ็บปวดด้วย”


   เล่อเหนียงเห็นหลี่อันลังเลอยู่จึงอธิบายว่า “อีกอย่างมันก็แค่กรีดเปิดแผลเล็กๆเท่านั้น ไม่มีอันตรายหรอก"


   “แน่ใจหรือว่าไม่มีอันตราย”


   หลี่อันยังไม่กล้าลงมือ “เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆนะ”


   “โธ่ ปู่หลี่อัน วางใจเถอะ ทำตามที่ข้าบอกก็พอ ถ้ายังเสียเวลาอยู่อย่างนี้ พี่เจ็ดก็จะตื่นเพราะความเจ็บปวดแล้ว”


   หลี่อันสูดหายใจเข้าลึกๆหนึ่งครั้ง “มาเถิด!”


   เล่อเหนียงพยายามนึกถึงขั้นตอนในชาติก่อนและอย่างสอนหลี่อันละเอียดทีละขั้นตอนว่า จะนำไส้ติ่งออกมาอย่างไร


   การผ่าตัดที่เรียบง่ายมากสำหรับชาติก่อน แต่ตอนนี้เล่อเหนียงและหลี่อันใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วยามกว่าจะเสร็จสิ้น


   “เฮือก…” หลี่อันหอบหายใจเฮือกใหญ่แล้วนั่งลงบนโต๊ะอาหาร


   เสื้อด้านหลังของเขาเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ เล่อเหนียงแม้จะไม่ได้ลงมือ แต่ก็ไม่ได้สบายใจเลย


   “เล่อเหนียง แบบนี้นับว่าสำเร็จแล้วใช่หรือไม่" หลี่อันถามด้วยความกังวล


   หากสำเร็จก็ดีไป แต่ถ้าไม่สำเร็จ ปัญหาก็จะใหญ่โตเลยทีเดียว


   อย่างไรก็ตาม การที่เขากลับมาครั้งนี้ก็เพราะท่านอ๋องเจ็ดไม่ไว้วางใจเรื่องหงอวี่


   “วางใจเถิด ปู่หลี่อัน พวกเราจะล้มเหลวได้อย่างไร แน่นอนว่าต้องสำเร็จอย่างแน่นอน!”


   พวกเขาต้องประสบความสำเร็จเท่านั้น ไม่อาจล้มเหลวได้ เพราะหากล้มเหลว วันดีๆของพวกเขาก็จะสิ้นสุดลง!


   “ท่านแม่ เหตุใดยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆเลยเล่า” ฉินเหล่าซานถามด้วยความกังวล


   เมื่อครู่มีคนบอกว่าเขาเพิ่งเดินไปได้ครึ่งทางก็ถูกเหลียวเฉินสกัดไว้ บอกว่าหลี่อันกลับมาแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปเชิญหมอมาอีก


   พวกเขาจึงกลับมา


   แต่เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยามแล้ว ข้างในยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ มันทำให้ผู้คนอดสงสัยไม่ได้


   “รอสักครู่เถอะ พวกเจ้ายังไม่รู้จักนิสัยที่แท้จริงของหลี่อันและเล่อเหนียงหรือ” แม่เฒ่าฉินเองก็รู้สึกกังวลใจไม่น้อย แต่นางไม่ได้แสดงออกมา


   เอี๊ยด...


   ประตูถูกเปิดออกหลี่อันเดินออกมา “พวกเจ้าวางใจได้ เจ้าเด็กคนนั้นไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้ว”


   “ดีจริงๆ!”


   แม่เฒ่าฉิน ป็นคนแรกที่วิ่งเข้าไปข้างใน สวี่ซิ่วอิงตามเข้าไปติดๆ “หลานรักของข้า เจ้าต้องทนทุกข์ทรมานมากมายเพียงใดกัน”


   ฉินเหล่าซานมองดูหลานชายที่นอนหมดสติอยู่บนเตียง ใบหน้าซีดขาว น้ำตาแห่งความเจ็บปวดไหลออกมาด้วยความสงสาร


   สวี่ซิ่วอิงยืนอยู่ข้างๆ เช็ดน้ำตาพลางร้องไห้ แต่ก็ไม่ลืมที่จะปลอบโยนแม่เฒ่าฉิน


   “ท่านแม่ อย่าร้องไห้เลย หมอหลี่บอกว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงมากนักไม่ใช่หรือ พวกเราแค่ต้องดูแลเสี่ยวชีให้ดีก็พอแล้ว”


   “การบำรุงร่างกายนั้นเป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว นั่นไม่ใช่เรื่องที่ต้องพูดด้วยซ้ำ”


   แม่เฒ่าฉินกลอกตาใส่สวี่ซิ่วอิง “รีบไปจับไก่มาตุ๋น รอให้เสี่ยวชีตื่นขึ้นมา จะได้ดื่มน้ำแกงไก่ตุ๋น”


   “เจ้าค่ะ!” สวี่ซิ่วอิงตอบรับแล้วเดินไปที่ห้องครัว


   “เล่อเหนียง เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง มีส่วนไหนของร่างกายที่รู้สึกไม่สบายหรือไม่”


   แม่เฒ่าฉินโอบเล่อเหนียงเข้าสู่อ้อมกอดแล้วถามด้วยความเป็นห่วง


   เล่อเหนียงส่ายหัว “ท่านย่า พี่เจ็ดไม่เป็นไรแล้ว



จบตอน

Comments