บทที่ 451: เจ้าลูกแมวจอมโลภ
“ขอบคุณเล่อเหนียงเด็กดี!” แม่เฒ่าฉินจูบหน้าผากของเล่อเหนียงพลางเอ่ย
บรรพบุรุษของพวกเขาคงสั่งสมบุญกุศลไว้มากจริงๆ ฟ้าถึงได้ส่งสมบัติล้ำค่าที่น่ารักเช่นนี้มาให้พวกเขา
“ท่านย่า ข้าเป็นเด็กดีเช่นนี้ คืนนี้ข้าจะได้กินน่องไก่ไหมเจ้าคะ” เล่อเหนียงเลียริมฝีปากพลางถาม
เมื่อครู่นี้นางใช้สมาธิสูงในการผ่าตัด ตอนนี้พอผ่อนคลายลงท้องของนางก็เริ่มประท้วงทันที
“เล่อเหนียงรอก่อนนะ ป้าจะทำลูกชิ้นปลาให้เจ้ากิน” สือไห่ถังพูดพลางเดินไปทางครัวหลังบ้าน วันนี้ตอนกลับบ้านบังเอิญพบคนขายปลาพอดี นางจึงซื้อปลาทั้งตะกร้ามาหมด
นางคิดว่าพรุ่งนี้จะทำลูกชิ้นปลาให้
ลูกชิ้นปลาในภัตตาคารว่านฝูขาดตลาดมานานแล้ว ลูกค้าหลายคนเริ่มประท้วงแล้ว แต่ถึงจะประท้วงก็ไม่มีประโยชน์ ไม่มีปลาจะเอาอะไรมาทำลูกชิ้นปลาล่ะ
“ดีเจ้าค่ะ ขอบคุณป้าสะใภ้สามมากเจ้าค่ะ” เล่อเหนียงเอ่ยน้ำเสียงหวานซึ้ง สิ่งที่นางชอบกินมากที่สุดคือลูกชิ้นปลาที่ป้าสะใภ้สามทำ ทั้งนุ่มและเด้ง สิ่งสำคัญที่สุดคือไม่มีกลิ่นคาวด้วย
ก่อนหน้านี้นางเพียงแค่สอนวิธีทำลูกชิ้นปลาให้เท่านั้น ไม่คิดว่าป้าสะใภ้สามจะสามารถต่อยอดความรู้และคิดค้นลูกชิ้นปลารสชาติต่างๆขึ้นมาได้
แม้แต่พริกที่นางปลูกเองก็ยังตกเป็นเหยื่อของป้าสะใภ้สาม ถูกนำมาปรุงอาหารใหม่ๆอยู่เสมอ
บางครั้งแม้แต่คนในครอบครัวเองก็ยังบอกไม่ได้ว่าลูกชิ้นนี้มีรสชาติอะไร รู้แค่ว่ามันอร่อยมากเท่านั้น
“หมอหลี่ เหตุใดท่านถึงกลับมากะทันหันเช่นนี้ ที่ชายแดนไม่มีปัญหาอะไรใช่หรือไม่” หลังจากหายตื่นเต้นแล้ว ฉินเหล่าเอ้อร์ก็นึกขึ้นได้ “ตามหลักการแล้วมันไม่ค่อยถูกต้องสักเท่าไหร่ ตอนนี้ที่ชายแดนวุ่นวายมากไม่ใช่หรือ ท่านกลับมาเองได้อย่างไร”
หลี่อันถอนหายใจ “ในกองทัพมีหนอมบ่อนไส้ แต่ยังหาตัวไม่ได้ว่าคนผู้คือใคร ท่านอ๋องเจ็ดให้ข้าทิ้งตำรายาและยาทั้งหมดไว้ แล้วก็ไล่พวกข้ากลับมา บอกว่าจะคุ้มครองเสี่ยวชีอย่างใกล้ชิด กลัวว่าเขาจะเจออันตราย”
“เพื่อเจ้าเด็กคนนี้ ข้าต้องวิ่งทั้งคืนเลยนะ ม้าตายไปหลายตัวแล้ว กว่าจะมาถึงเมืองหลวงได้”
“ดูเหมือนที่บ้านจะขาดข้าไม่ได้จริงๆ เจ้าดูสิ ข้าไม่อยู่ เสี่ยวชีก็ป่วยจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด”
“ดีๆ ข้ารู้ว่าท่านเหนื่อย คืนนี้จะให้สะใภ้สามตุ๋นเนื้อให้ท่านกินดีหรือไม่” ฉินเหล่าเอ้อร์พูดอย่างเอาใจใส่พลางบีบไหล่ของหลี่อัน
“อืม แบบนั้นไม่เลวเลยทีเดียว!”
หลี่อันพยักหน้าอย่างพึงพอใจ แล้วเริ่มถามต่อ “เสี่ยวชีกินอะไรเข้าไปกันแน่
เหตุใดถึงป่วยหนักขึ้นมาเช่นนี้”
“ถ้าข้ากลับมาไม่ทันเวลา พวกเจ้าจะทำอย่างไรกัน”
ฉินเหล่าเอ้อร์ก็ยังรู้สึกหวาดกลัว “ใช่แล้ว ถ้าหมอหลี่กลับมาไม่ทัน ครอบครัวของพวกเราคงจบเห่แน่”
“ดังนั้นเสี่ยวชีกินอะไรเข้าไปกันแน่” หลี่อันพยายามหาต้นสายปลายเหตุของเรื่องนี้
อย่างไรก็ตาม อาการป่วยของหงอวี่นั้นพบได้บ่อย และตอนนี้พวกเขาไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้อย่างแน่นอน
“ชุนหลานข้าได้ยินมาว่าเสี่ยวชีป่วย เขาเป็นอะไรมากหรือไม่” ฉินฟู่หลินรีบร้อนวิ่งเข้ามา
เขาเพิ่งได้ยินมาว่าเสี่ยวชีป่วย ปวดท้องไม่หยุด จึงรีบวิ่งมาที่นี่ทันที
“เอ๋ หมอหลี่กลับมาแล้วหรือ” ฉินฟู่หลินเงยหน้าขึ้นมองเห็นหลี่อันกับฉินเหล่าเอ้อร์กำลังพูดคุยกันอยู่ จึงอุทานขึ้นด้วยความประหลาดใจ
หมอหลี่ผู้นี้มิใช่เพิ่งจากไปไม่นานหรอกหรือ
“หมอหลี่ ท่านจัดการธุระเสร็จแล้วหรือ เหตุใดจึงกลับมาเร็วปานนี้”
หลี่อันยิ้มขื่น “ใช่แล้ว ข้าจัดการธุระเสร็จแล้ว โชคดีที่วันนี้ข้ากลับมาทันเวลา หากข้ากลับมาไม่ทัน เสี่ยวชีคงจะแย่มากกว่านี้”
ฉินฟู่หลินเห็นด้วยอย่างยิ่งกับคำพูดนี้ของเขา วิชาหมอของหลี่อันนั้นข้าได้เห็นมาแล้ว หากมีเขาอยู่ ไม่ว่าจะเป็นโรคร้ายแรงใดก็สามารถรักษาให้หายได้
“อ้อ เสี่ยวชีเป็นโรคอะไรหรือ” ฉินฟู่หลินถามด้วยความห่วงใย
เมื่อครู่นี้เขาได้ยินมาว่าเสี่ยวชีเป็นลมไปเพราะความเจ็บปวด มันเป็นโรคอะไรกันนะ ถึงทำให้เขาเจ็บปวดขนาดนั้น!
“เป็นฝีในลำไส้ โชคดีที่ข้ากลับมาทันเวลา ไม่อย่างนั้นผลที่ตามมาคงไม่อาจคาดเดาได้!”
หลี่อันพูดด้วยความรู้สึกหวาดกลัว เขาไม่กล้าจินตนาการเลยว่าหากเขากลับมาช้าไปอีกวัน เรื่องราวจะเป็นเช่นไร
“ใช่แล้ว ตอนนี้ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้ว แต่ว่าเขายังไม่ฟื้น”
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะกลับไปก่อน พรุ่งนี้จะมาดูอาการเขาอีกที” ฉินฟู่หลินเอ่ยพลางหมุนตัวเดินออกไป
เขาเพิ่งลงมาจากภูเขาจะกลับบ้านไปกินข้าว แต่พอได้ยินคนอื่นพูดเรื่องนี้ขึ้นมา ก็รีบร้อนวิ่งมาที่นี่
“เหล่าเอ้อร์ ไปตักข้าวมาให้ข้าสักชาม ข้าหิวจะตายอยู่แล้ว!”
หลังจากฉินฟู่หลินจากไป หลี่อันก็ผลักฉินเหล่าเอ้อร์อย่างไม่เกรงใจ แล้วสั่งให้เขาไปหาข้าวให้ตนเองกิน
ฟ้ายังไม่ทันสางก็รีบควบม้ากลับมา ตอนนี้ยังต้องทำการผ่าตัดอีกหนึ่งครั้ง เขายังไม่ได้กินอะไรเลยสักคำ ตอนนี้เขาหิวจนท้องแฟบติดหลังแล้ว ข้าแน่ใจว่าหากมีจานเนื้อวางอยู่ตรงหน้า เขาจะกินมันให้หมดภายในชั่วพริบตาอย่างแน่นอน!
“ข้าจะไปดูว่าอาหารสุกหรือยัง ถ้าสุกแล้วจะยกมาให้ท่านกิน!” ฉินเหล่าเอ้อร์บอกพลางก้าวเท้าไปทางห้องครัว
ภายในห้องครัว เล่อเหนียงยืนน้ำลายไหลยืดขณะมองดูสือไห่ถังเตรียมอาหารเย็นวันนี้ รวมถึงน้ำน้ำแกงบำรุงสำหรับเสี่ยวชีที่ทำขึ้นเป็นพิเศษ
ลูกชิ้นปลาที่เตรียมไว้ถูกใส่ลงในหม้อแล้ว ลูกชิ้นปลาสีขาวนวลขึ้นมาทีละลูก รอยยิ้มบนใบหน้าของสือไห่ถังก็ยิ่งกว้างขึ้นเรื่อยๆ
นานแล้วที่ไม่ได้กินลูกชิ้น ไม่รู้ว่าลูกชิ้นจะอร่อยเหมือนเดิมหรือไม่นะ
“ป้าสะใภ้สามเสร็จหรือยังเจ้าคะ เล่อเหนียงหิวแล้ว” เล่อเหนียงลูบท้องของตัวเองพลางมองดูสือไห่ถังด้วยสายตาน่าสงสาร
สือไห่ถังมองดูเล่อเหนียงที่ทำหน้าน่าสงสารแล้วหัวเราะออกมา “เล่อเหนียงของพวกเราหิวแล้วสินะ”
“กินลูกชิ้นสองลูกรองท้องดีก่อนหรือไม่”
เล่อเหนียงพยักหน้าอย่างแรง แล้วหยิบออกมาหนึ่งใบ “ท่านป้าสะใภ้สาม รีบให้หนูเถอะ ท้องน้อยๆของหนูจะแฟบแล้ว”
สือไห่ถังยิ้มขำแล้วตักลูกชิ้นให้เล่อเหนียงสองสามลูก เติมน้ำมันกับเกลือลงไปนิดหน่อย แล้ววางชามลงบนม้านั่งเตี้ยๆ เพื่อให้เล่อเหนียงกินได้สะดวก
“สะใภ้สาม อาหารเสร็จหรือยัง” ฉินเหล่าเอ้อร์เดินเข้ามาถาม
ทันทีที่เข้าไปก็เห็นเล่อเหนียงนั่งอยู่บนเก้าอี้เตี้ย ก้มหน้าก้มตากินอาหารอยู่
“ข้าขอดูหน่อย ข้าขอดูหน่อยว่าใครกันกำลังแอบกินอาหารในครัว”
เล่อเหนียงหันมามองฉินเหล่าเอ้อร์แวบหนึ่ง แล้วลุกขึ้นยืนเอามือเท้าสะเอวพูดว่า
“ลุงรอง ท่านพูดเหลวไหล เล่อเหนียงแอบกินที่ไหนกัน เล่อเหนียงกินอย่างเปิดเผยต่างหาก”
ฉินเหล่าเอ้อร์และสือไห่ถังเห็นเล่อเหนียงโกรธจนพองแก้ม ก็ไม่อาจกลั้นหัวเราะไว้ได้อีกต่อไปจึงหัวเราะออกมา “เล่อเหนียง เจ้าทำตัวหน้าขบขันเสียจริงๆ เจ้าอยากทำให้พวกข้าหัวเราะจนตายเลยหรือ”
เล่อเหนียงเอียงศีรษะถามว่า “การที่ป้าสะใภ้หัวเราะบ่อยๆไม่ดีหรือ”
“ยิ้มสักนิด ชีวิตจะสดใส!”
เมื่อเห็นเล่อเหนียงทำหน้าจริงจัง พวกเขาก็หัวเราะดังยิ่งขึ้น
“โอ๊ย ไม่ไหวแล้ว ไม่ไหวแล้ว เล่อเหนียงเจ้ารีบออกไปเถอะ ไม่เช่นนั้นข้าจะหัวเราะตายวันนี้เสียแล้ว!”
บทที่ 452: เรื่องราวในอดีตของเล่อเหนียง
“ป้าสะใภ้สาม ขอข้าอีกสักสองสามลูกแล้วข้าจะออกไป ข้าสัญญาว่าจะไม่รบกวนท่านอีก!”
เล่อเหนียงถือชามข้าวพลางเอ่ยปากอย่างจริงจัง
“ได้ๆๆ ให้เจ้า ให้เจ้า!”
สือไห่ถังยอมแพ้ให้กับเล่อเหนียงเจ้าแมวน้อยตะกละตัวนี้จริงๆ และรับตักลูกชิ้นปลาให้หลานสาวตัวน้อย
เล่อเหนียงเห็นดังนั้นก็ยิ้มจนตาหยี
“น้องสาว เจ้าเพิ่งกินข้าวเสร็จตอนนี้หิวอีกแล้วหรือ กินเยอะแบบนี้ท้องจะไม่อืดเหรอ”
ลิ่งเหวินเพิ่งออกมาจากห้องของเสี่ยวชีและคิดจะมาช่วยท่านแม่ทำลูกชิ้นปลา
วันนี้ตอนท่านแม่กลับมา นางได้นำปลากลับมาเพื่อทำลูกชิ้นปลาไปขาย แต่เพราะเกิดเรื่องกลับเสี่ยวชี ทำให้ต้องล่าช้าไป
“พี่สี่ตอนที่พี่เจ็ดไม่สบาย เหตุใดท่านถึงไม่ลงมือช่วยล่ะ”
เล่อเหนียงจ้องมองลิ่งเหวินอย่างเอาเป็นเอาตาย “ก่อนหน้านี้ท่านไม่ได้เรียนกับปู่หลี่อันมาหรอกหรือ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องดีกว่าลุงรองสิ” ลิ่งเหวินนิ่งเงียบไม่พูดจา
เล่อเหนียงก็ไม่รีบร้อน ค่อยๆกินลูกชิ้นปลาในชามรอให้เขาพูด
“ข้า...ข้าไม่กล้า!” ลิ่งเหวินเงียบไปครู่หนึ่ง ในที่สุดก็เอ่ยปากขึ้น
“ข้าไม่มั่นใจ…”
เล่อเหนียงตบบ่าเขา “พี่สี่ ท่านไม่ลองดูแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าทำได้หรือไม่ได้”
“หากปู่หลี่อันกลับมาไม่ทันเวลาแล้วจะทำอย่างไร”
เล่อเหนียงรู้สึกโกรธอยู่ในใจ พรสวรรค์ด้านการรักษาของลิ่งเหวินนั้นยอดเยี่ยม หากเมื่อครู่เขาลงมือช่วย นางก็สามารถนำสิ่งของออกมาสอนพี่สี่ว่าจะทำการผ่าตัดนี้ให้สำเร็จได้อย่างไร
“ข้า...ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน” ลิ่งเหวินกุมหัวตัวเองด้วยสีหน้าทุกข์ทรมาน
เมื่อครู่ตอนที่เสี่ยวชีหมดสติล้มลงบนพื้นนั้น เขาก็คิดจะลงมือ แต่เขากลัวว่าตัวเองที่มีความรู้ไม่เพียงพอจะทำให้เกิดความผิดพลาด อีกอย่างลุงรองก็มีความรู้อยู่บ้างเช่นกัน
“พอเถอะ ท่านอย่าได้ยึดติดกับความคิดนี้เลย ไม่มีหมอคนไหนที่จะไม่เคยทำผิดพลาดหรอก ถ้าไม่เชื่อก็ไปถามปู่หลี่อันดูสิ สิ่งที่พวกเราทำได้ก็คือพยายามหลีกเลี่ยงความผิดพลาดเหล่านี้ให้ได้มากที่สุด”
“อืม ขอบใจน้องสาว ข้าเข้าใจแล้ว”
เล่อเหนียงพูดเพียงสองประโยคก็คลายปมในใจของลิ่งเหวินได้
“พี่สี่หนังสือเล่มนี้ ข้าให้ท่าน ท่านลองอ่านดูดีๆนะ ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจก็มาถามข้าได้”
เล่อเหนียงล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ แล้วหยิบตำราโบราณเล่มหนึ่งออกมาส่งให้เขาลิ่งเหวินรับตำราเล่มนั้นมาและเปิดดูหนึ่งหน้า จากนั้นดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง
“นี่คือ...คือตำราการรักษาโบราณหรือ” ลิ่งเหวินไม่กล้าเชื่อสายตาตัวเอง
“ใช่แล้ว พี่สี่ต้องพยายามให้มากนะ เมื่อเรียนรู้แล้ว ท่านต้องปกป้องเล่อเหนียงให้ดีด้วยล่ะ!"
“อืม!”
ลิ่งเหวินกล่าวอย่างจริงจัง “น้องสาว เจ้าวางใจได้ ต่อไปตราบใดที่ข้ายังหายใจอยู่ ข้าจะไม่มีวันปล่อยให้เจ้าต้องอดอยากเด็ดขาด!”
“ได้เลย ได้เลย เช่นนั้นท่านก็พยายามให้มากๆละ ข้าจะกลับไปนอนแล้ว” เล่อเหนียงหาวหนึ่งทีแล้วลุกขึ้นเดินกลับไปยังห้องนอน
เมื่อกลับมาถึงห้อง แม่เฒ่าฉินไม่เพียงแต่ไม่ได้นอน แต่ยังสวมเสื้อคลุมตัวนอกอีกด้วย
“เล่อเหนียง คืนนี้เจ้าไปนอนกับแม่ของเจ้าดีหรือไม่ ย่าต้องไปเฝ้าพี่เจ็ดของเจ้า!”แม่เฒ่าฉินกล่าวด้วยสีหน้าขอโทษ
นับตั้งแต่เล่อเหนียงเกิดมา ส่วนใหญ่นางอยู่ข้างกายของตนเอง นอนด้วยกันกินด้วยกัน มีเพียงบางครั้งที่ร่างกายไม่สบายจึงจะร้องไห้งอแง ถึงจะให้สวี่ซิ่วอิงออกมาดูลูก
“ดีเจ้าค่ะ” เล่อเหนียงรู้สึกดีใจมาก น้อยครั้งที่นางจะได้นอนกับผู้เป็นแม่ เพราะส่วนใหญ่นอนกับย่า ดังนั้นนางจึงคิดถึงอ้อมกอดของแม่มาก เมื่อแม่เฒ่าฉินจูงมือเล่อเหนียงไปที่ห้องของสวี่ซิ่วอิง พวกนางก็เห็นสวี่ซิ่วอิงเดินออกมาจากห้อง
“สะใภ้สี่คืนนี้เจ้าพาเล่อเหนียงไปนอนด้วย ข้าจะไปอยู่เฝ้าเสี่ยวชี”
“ท่านแม่ คืนนี้ให้เล่อเหนียงนอนกับท่าน ข้าจะไปเฝ้าเสี่ยวชีเอง!”
แม่เฒ่าฉินและสวี่ซิ่วอิงพูดขึ้นพร้อมกัน
เล่อเหนียงได้ยินดังนั้นก็หัวเราะพรืดออกมา “ท่านแม่ ท่านย่า พวกท่านช่างเข้าใจกันดีจริงๆ”
“ท่านแม่ ข้าจะไปเอง ท่านอยู่กับเล่อเหนียงเถิด!”
สวี่ซิ่วอิงไม่รอให้แม่เฒ่าฉินตอบ นางเดินผ่านไปยังห้องของเสี่ยวชีทันที
“เล่อเหนียง ดูเหมือนคืนนี้พวกเราสองคนจะได้นอนด้วยกันอีกแล้วนะ”
แม่เฒ่าฉินถอนหายใจ แล้วอุ้มเล่อเหนียงกลับห้อง หลังจากกินข้าวเสร็จ ก่อนเข้านอนหลี่อันตั้งใจจะมาตรวจอาการของเสี่ยวชีสักหน่อย เมื่อพบว่าเขาไม่มีอาการผิดปกติอะไรมากก็กลับไปนอนที่ห้อง
“อืม เจ็บ…” หงอวี่รู้สึกสับสนงุนงง ท้องของเขาปวดมากราวกับมีใครเอามีดมากรีดท้องของเขา
เขาค่อยๆลืมตาขึ้นมา แล้วก็เห็นสวี่ซิ่วอิงนั่งพิงหัวเตียงหลับอยู่ ในมือของนางถือปิ่นเงินอยู่อันหนึ่ง ส่วนปลายแหลมของปิ่นนั้นทิ่มอยู่ที่หลังมืออีกข้างหนึ่ง
บนหลังมือมีรอยแผลแดงๆหลายรอย หงอวี่มองดูสวี่ซิ่วอิงที่นอนหลับอย่างไม่สบายอยู่ข้างเตียง น้ำตาของเขาก็ไหลออกมาทันที
ท่านแม่หรือ
หงอวี่มองดูสวี่ซิ่วอิงอย่างเงียบๆ เขาอยู่กับตระกูลฉินเพียงแค่สองปี แต่ทุกคนในตระกูลฉินต่างปฏิบัติต่อเขาราวกับเป็นลูกหลานแท้ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสวี่ซิ่วอิงและฉินเหล่าซื่อ
แม้พวกเขาจะมีลูกชายสองคนและลูกสาวหนึ่งคนอยู่แล้ว แต่ก็ยังคงปฏิบัติต่อเขาเสมือนเป็นลูกแท้ๆ รักและทะนุถนอมเขาอย่างยิ่ง บางครั้งยังตามใจเขามากกว่าเสี่ยวอู่ เสี่ยวลิ่ว และเล่อเหนียงเสียอีก
พวกเขาเป็นเพียงพ่อแม่บุญธรรมที่รับเขามาเลี้ยง แต่กลับปฏิบัติต่อข้าเช่นนี้ หากเป็นพ่อแม่แท้ๆ พวกเขาจะปฏิบัติต่อตนเองเช่นนี้หรือไม่
“ท่านแม่…” หงอวี่เอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง สวี่ซิ่วอิงได้ยินเสียงและลืมตาขึ้นทันที ทันทีที่ลืมตาขึ้นนางก็เห็นหงอวี่กำลังมองนางอยู่
“เสี่ยวชี เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง เจ้ายังปวดตรงไหนอีกหรือไม่” สวี่ซิ่วอิงถามอย่างร้อนใจ
“หากไม่สบายต้องบอกแม่นะ!”
หงอวี่ส่ายหน้าน้ำเสียงแหบเล็กน้อย “ท่านแม่ ข้าอยากดื่มน้ำ!”
“ได้ๆๆ ข้าจะไปรินน้ำให้เจ้าเดี๋ยวนี้!” สวี่ซิ่วอิงหมุนตัวไปรินน้ำมาหนึ่งถ้วย แล้วพยุงหงอวี่ให้ลุกขึ้น ค่อยๆป้อนน้ำให้เขาอย่างระมัดระวัง
“ท่านแม่ ใครเป็นผู้ช่วยชีวิตข้าหรือ”
หงอวี่ถามอย่างร้อนรน “เป็นเล่อเหนียงใช่หรือไม่”
หงอวี่เพิ่งพูดจบก็นึกถึงหลี่อันขึ้นมา “อ๋อ ใช่แล้ว เป็นปู่หลี่อันที่ช่วยข้าไว้”
“ลูกรัก เจ้าอย่าคิดมากเลย พักรักษาตัวเงียบๆเถอะ แม่จะอยู่เป็นเพื่อนเจ้าตรงนี้!” สวี่ซิ่วอิงลูบศีรษะของหงอวี่พลางกล่าว
“ท่านแม่ ตอนนี้เป็นยามใดแล้วหรือ ข้าอยากลุกขึ้นนั่งดูหน่อย”
“ไม่ได้ เจ้าเพิ่งผ่าท้องเสร็จ แผลยังไม่หาย เจ้าลุกขึ้นไม่ได้!” สวี่ซิ่วอิงปฏิเสธทันที และจัดผ้าห่มให้เขาเรียบร้อยมากขึ้น
“รีบนอนเสียเถอะ ฟ้าใกล้จะสว่างแล้ว รอให้ฟ้าสว่างแล้วให้หมอหลี่อันมาเปลี่ยนยาให้เจ้า ช่วงนี้เจ้าก็อยู่บ้านอย่างสงบเสงี่ยมเถิด”
หงอวี่ตอบรับเบาๆ และไม่ได้ดื้อดึงจะลุกขึ้นมาอีก
“ท่านแม่ เล่าเรื่องตอนเด็กๆของเล่อเหนียงให้ข้าฟังหน่อยสิ!” หงอวี่อยากฟังว่าเมื่อก่อนเล่อเหนียงเป็นอย่างไรมานานแล้ว
“นางน่ะ เป็นตัวยุ่งเชียวล่ะ!”
บทที่ 453: เทพแห่งความมั่งคั่งผู้ทำงานหนัก
สวี่ซิ่วอิงหัวเราะเบาๆ แล้วเริ่มเล่าเรื่องราวการอพยพหนีภัยในอดีต “เจ้าหนูคนนี้เป็นคนใจร้อนมาตั้งแต่เด็ก ตอนที่หนีภัยนั้นอายุเพียงเจ็ดเดือนเท่านั้นก็ร้อนใจอยากจะออกมาดูโลกภายนอก”
“ตอนที่นางเพิ่งเกิดนั้น ไม่ได้ย่นเหี่ยวเหมือนเด็กคนอื่น ๆ แต่กลับหน้าตาน่ารัก ทั้งยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆติดตัวอยู่ตลอด ในช่วงเวลาอันวุ่นวายนั้น ตลอดทางที่เดินผ่านมาล้วนมีแต่ซากศพเกลื่อนกลาด”
สวี่ซิ่วอิงมองไปที่หงอวี่แวบหนึ่ง เห็นว่าเขากำลังตั้งใจฟังเรื่องที่ตนเล่าอยู่ รอยยิ้มบนใบหน้าจึงกว้างขึ้นอีกสองสว่น ไม่ว่าเขาจะอยากฟังเรื่องของเล่อเหนียงหรืออยากฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างทางเขาก็ตั้งใจฟังทั้งหมด
หากพูดว่าเสี่ยวชีในอนาคตจะได้ขึ้นครองตำแหน่งสูงสุด ก็คงไม่ถึงขั้นตาบอดสองข้างจนถูกคนหลอกได้
“ตลอดทางนั้นมีสัตว์มากมาย ส่วนใหญ่เป็นอีแร้ง ส่วนคนบนพื้นก็มีมาก แต่ส่วนมากล้วนเป็นคนที่ล้มตายอยู่ข้างทาง”
ตอนนั้นพวกข้ากำลังเดินทางเข้าเมืองอย่างหวาดระแวงและเร่งรีบ ไม่มีอาหาร ไม่มีน้ำ แม้แต่ต้นไม้ข้างทางก็ถูกลอกเปลือกออกจนหมดแล้ว น้ำข้าวมื้อแรกที่ เล่อเหนียงดื่มหลังคลอดนั้นลิ่งอวี่ต้องคุ้ยเอาจากกองศพ
“แค่ชามเล็กๆเท่านั้น เดิมทีคิดว่าจะประทังชีวิตได้สักหนึ่งถึงสองวัน แต่สุดท้ายก็เข้าไปอยู่ในท้องของเฝิงเสี่ยวฮวาจนหมดแล้ว"
“อ่า ช่างน่าสังเวชถึงเพียงนั้นเชียวหรือ”
หงอวี่รู้สึกงุนงงอย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าตอนอยู่ในเมืองหลวง เขาจะเคยได้ยินมาว่าเกิดทุพภิกขภัยที่ชายแดน
อีกทั้งทหารม้าหนานหมานยังบุกรุกชายแดนหลายครั้ง ถึงขั้นทำลายกำแพงเมืองได้สำเร็จ ดังนั้นอาของเขาจึงไปนำทัพออกรบ ทุกครั้งที่มีข่าวส่งมาล้วนบอกว่าสามารถยึดเมืองกลับคืนมาได้แล้ว แต่ไม่ได้บอกว่าความอดอยากนั้นร้ายแรงเพียงใด
“เจ้าคิดว่าเรื่องนี้น่าสลดใจมากแล้วหรือ”
“ท่านแม่ ท่านไม่คิดว่ามันน่าสลดใจหรือ พวกเขาพาครอบครัวมาด้วย หวังว่าจะพึงพาน้ำบ่อหน้า แต่กลับต้องหยุดอยู่กลางทาง”
หงอวี่ไม่มีวันเชื่อว่าการอพยพหนีภัยจะมีเรื่องที่น่าสลดใจยิ่งกว่า “หรือว่ายังมีเรื่องที่โหดร้ายยิ่งกว่านี้อีกหรือ”
สีหน้าสวี่ซิ่วอิงเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมแล้วพยักหน้า “แน่นอนว่ามี เจ้าเคยได้ยินเรื่องแกะสองขาหรือไม่ เคยได้ยินเรื่องการแลกลูกกินกันหรือไม่”
“อ่า ท่านหมายความว่าพวกเขา…” หงอวี่มองดูสวี่ซิ่วอิงด้วยความไม่อยากเชื่อ
แน่นอนว่าข้าเคยได้ยินเรื่องการแลกลูกกินกันมาก่อน ก่อนหน้านี้ตอนที่เขาอ่านตำราโบราณ เขาเคยเห็นบันทึกเรื่องนี้อยู่ในหนังสือประวัติศาสตร์เล่มหนึ่ง
ตอนนั้นเขาคิดเพียงว่าเรื่องโหดร้ายเช่นนี้คงเป็นเพียงคำพูดเหลวไหลของพวกขุนนางที่ชอบฟ้องร้องเท่านั้น และไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องจริง ไม่อย่ากเชื่อว่าแม่ของเขาจะเคยประสบเหตุการณ์นี้มาก่อน
“ตอนนั้นลิ่งเหวินกับเสี่ยวลิ่วเกือบถูกคนจับไปกินเหมือนกัน”
สวี่ซิ่วอิงนึกย้อนถึงเหตุการณ์อันตรายที่เกิดขึ้นระหว่างการอพยพในตอนนั้น หัวใจยังรู้สึกหวาดกลัวไม่หาย
“ตอนนั้นน่ะพี่สาม เหล่าซื่อ และคนอื่นๆทั้งหมดไล่ตามคนที่ลักพาตัวลิ่งเหวินกับเสี่ยวลิ่วไป เหลือแค่ข้าที่อุ้มเล่อเหนียงไว้ ป้าสะใภ้สามของเจ้าช่างกล้าหาญนัก ตอนนั้นนางดึงข้าไว้ข้างหลังเพื่อปกป้องข้า ส่วนเฝิงเสี่ยวฮวานั้นวิ่งหนีไปไกลเท่าที่จะไกลได้!"
“เจ้าไม่รู้หรอกว่าตอนนั้นเล่อเหนียงเกือบถูกแย่งตัวไปแล้ว” หงอวี่พยักหน้า “ไม่แปลกที่พวกเท่านรังเกียจนางถึเพียงนี้”
“จะว่าเกลียดก็ไม่ใช่ เพียงแต่ไม่อยากพบนางอีกเท่านั้น”
แต่ตอนนี้นางคนนั้นได้จากไปแล้ว
ขณะที่หงอวี่สนทนากับสวี่ซิ่วอิง ความง่วงก็เริ่มครอบงำ หลังจากพูดไปสองสามประโยคศีรษะก็เอียงลง และจมดิ่งสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็ว
ในเวลานั้นเองไก่ตัวผู้ก็ขันพอดี สวี่ซิ่วอิงยืดตัวบิดขี้เกียจ จัดผ้าห่มให้หงอวี่แล้วออกไปจัดการอาหารเช้า
“ซิ่วอิงเจ้าตื่นแต่เช้าเช่นนี้ได้อย่างไร” สือไห่ถังรู้สึกประหลาดใจ เมื่อเห็นสวี่ซิ่วอิงอยู่ในครัว
เมื่อคืนนี้สวี่ซิ่วอิงไม่ได้เฝ้าเสี่ยวชีหรอกหรือ
หรือว่านางไม่ได้นอนทั้งคืน
“พี่สะใภ้สาม ข้านอนไม่หลับแล้ว วันนี้ข้าจะทำอาหารเช้าเอง ท่านไปนำขนมหวานออกมาเถิด อีกสักครู่ก็ต้องเข้าครัวแล้วไม่ใช่หรอกหรือ”
“ซิ่วอิงให้ข้าทำเถอะ แค่มองรอบดวงตาของเจ้าก็รู้แล้วว่าเมื่อคืนเจ้าคงไม่ได้นอนแน่ๆ” สือไห่ถังเอ่ยพลางผลักสวี่ซิ่วอิงออกไป “รีบกลับไปพักผ่อนเถิด เดี๋ยวเล่อเหนียงตื่นขึ้นมาก็จะตามหาเจ้าอีก อีกทั้งเสี่ยวชีก็ยังต้องการการดูแลจากเจ้า”
“งานเล็กๆน้อยๆพวกการทำอาหาร ข้าทำเองก็ได้ เจ้าจงตั้งใจดูแลลูกของเจ้าเถิด!”
แม้คำพูดของสือไห่ถังจะฟังไม่ได้ไพเราะน่าฟัง แต่หัวใจของสวี่ซิ่วอิงกลับอบอุ่นยิ่งนัก
“ท่านแม่ วันนี้ทำอะไรอร่อยๆหรือ” ลิ่งเหวินวิ่งออกมาพร้อมถุงผ้าใส่หนังสือ
“กินโจ๊กผักดองกับไข่!” สือไห่ถังตอบพลางหันไปมอง แต่แล้วก็ต้องตกใจกับรอยคล้ำใต้ตาทั้งสองข้างของลูกชาย
“เสี่ยวซื่อ เมื่อคืนเจ้าออกไปขโมยของหรืออย่างไร เหตุใดรอยคล้ำใต้ตาถึงได้ใหญ่ขนาดนี้”
ลิ่งเหวินส่ายหน้า “ข้าไม่ได้ออกไปเที่ยวหรอก แค่อ่านตำราจนดึกเกินไป ลืมเวลาไปเท่านั้นเอง”
ลิ่งเหวินแค่ลืมเวลางั้นหรือ ความจริงแล้วเมื่อวานนี้เขาไม่ได้ตั้งใจจะนอนเลยด้วยซ้ำ
เมื่อวานเขาอ่านตำราทั้งเล่มจนเช้า บางส่วนก็พอเข้าใจ แต่บางส่วนกลับไม่รู้จักแม้แต่ตัวอักษร แล้วจะไปรู้ได้อย่างไรว่าสมุนไพรที่อยู่ในนั้นคืออะไร
“ท่านแม่ น้องสาวตื่นหรือยัง” ลิ่งเหวินรู้สึกร้อนใจที่จะขอคำแนะนำจากนาง
แต่หลังจากที่พวกเขากินอาหารเช้าเสร็จก็ยังไม่เห็นเล่อเหนียง ทำให้ฉินลิ่งเหวินและพี่น้องคนอื่นๆ รู้สึกหงุดหงิด
“พี่สี่ พี่สี่ พวกเราต้องไปเรียนแล้ว ท่านยังมัวแต่มองอะไรอยู่” เสี่ยวลิ่วเอ่ยเร่งเร้า
ลิ่งเหวินเห็นว่าน้องสาวไม่ออกมาเสียที จึงจำต้องเก็บตำราให้เรียบร้อย แล้วมุ่งหน้าไปยังสำนักศึกษา
ช่างเถอะ เด็กนั่นคงกำลังนอนขี้เกียจอยู่บนเตียง ไปเรียนก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที
หงอวี่ตื่นมานานแล้ว แต่ตอนนี้เขากำลังมีสีหน้างุนงงกับขวดน้ำและท่อที่เชื่อมต่อกับแขนของเขา
“หมอหลี่ ท่านบอกข้าได้หรือไม่ว่าสิ่งเหล่านี้มาจากที่ใด”
หลี่อันมองเขาด้วยสายตาเย็นชา “เจ้าจะสนใจทำไมว่าข้าเอามาจากไหน”
“ตอนนี้เจ้ามีที่ใดไม่สบายอีกหรือไม่ รีบบอกมาเดี๋ยวนี้ ถ้าเจ้าสบายดี ข้าจะไปกินข้าวแล้ว!”
หงอวี่ “...”
หากการกินข้างของท่านสำคัญขนาดนั้น ไม่จำเป็นต้องสนใจอาการป่วยของข้าหรอก หงอวี่บ่นอยู่ในใจ
หลังจากแม่เฒ่าฉินกินอาหารเช้าเสร็จ นางก็นำอาหารเช้าของเสี่ยวชีเข้าไปให้เขาในห้อง
“เสี่ยวชี พวกเรามากินข้าวกันเถอะ!” แม่เฒ่าฉินพยุงหงอวี่ให้ลุกขึ้น แล้วหยิบเสื้อผ้าสองชิ้นมาหนุนด้านหลัง
“ท่านย่า เมื่อวานพวกท่านได้ไปหาท่านยายของข้าที่จวนตระกูลเผ่ยหรือไม่” หงอวี่ถาม
“ไม่ได้ไป เหลียวเฉินห้ามเอาไว้”
“เล่อเหนียง ตอนนี้เจ้ามีเวลาว่างหรือไม่”
หลิวซิ่วเถาโผล่หัวเข้ามาจากประตูและถามขึ้น
“ท่านอา เหตุใท่านออกไปแต่เช้าเช่นนี้ มีธุระอะไรหรือ” เล่อเหนียงมองนางอย่างสงสัย
“เล่อเหนียง เจ้ารีบมานี่ก่อน ที่โรงเรือนมีความเคลื่อนไหว!”
เล่อเหนียงได้ยินดังนั้นก็รีบวางตะเกียบลงทันที แล้ววิ่งปรู๊ดไปยังโรงเรือนทันที
ในใจนางภาวนาเงียบๆ ขออย่าให้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นเลย
นั่นมันเป็นกระบองเพชรที่นางปลูกด้วยความยากลำบากเลยนะ อ๊ะ ไม่ใช่ มันคือเทพเจ้าแห่งโชคลาภที่นางปลูกด้วยความเหนื่อยยากต่างหาก!
บทที่ 454: พี่ชายคนที่เจ็ดเกือบตาย
“โอ้โฮ เหตุใดทั้งหมดกลายเป็นสีขาวไปหมดแล้วล่ะ” เล่อเหนียงอุทานด้วยความประหลาดใจ
เพิ่งผ่านไปไม่นานเลย เหตุใดถึงออกได้มากมายรวดเร็วขนาดนี้ล่ะ
“ท่านอา เร็วเข้า เก็บรวบรวมสิ่งเหล่านี้ไว้ พวกเราจะเริ่มทำชาดกันแล้ว!”
หลิวซิ่วเถารอคอยวันนี้มานานแล้ว พอได้ยินคำพูดของเล่อเหนียง นางก็ไม่รอช้า คว้าเครื่องมือที่เตรียมไว้แล้วเริ่มเก็บรวบรวมครั่งทันที
เล่อเหนียงพยายามช่วยเก็บอย่างเต็มที่ แต่นางเคลื่อนไหวช้าเกินไป จึงเก็บครั่งได้ไม่มาก แต่กลับเหนื่อยจนแทบขาดใจ
“เหนื่อยจังเลย ยากกินอะไรเย็นๆเผ็ดๆจังเลย”
เล่อเหนียงเก็บของอยู่สักพัก แล้วทรุดตัวลงนอนกับพื้น มองท้องฟ้าด้วยสีหน้าเหนื่อยอ่อน
ชาดเป็นสินค้ายอดนิยม หากแต่ขั้นตอนการทำนั้นยากเย็นเหลือเกิน
“อาซิ่วเถา พวกเราไปขอให้คนอื่นมาช่วยดีหรือไม่ มันมากเกินไปแล้ว พวกเราเก็บไม่ไหวแล้ว”
หลิวซิ่วเถายิ้มเล็กน้อย “ที่นี่ไม่มากหรอก แค่โรงเรือนเดียวเท่านั้น ข้าคนเดียวก็เก็บไหว เล่อเหนียง เจ้าไปดูเสี่ยวชีเถอะ พวกเจ้าสองคนสนิทกันที่สุด ถ้าเขาตื่นขึ้นมาอาจจะตามหาเจ้าก็ได้”
เล่อเหนียงชะงักไปครู่หนึ่ง นางเกือบลืมพี่เจ็ดไปเสียแล้ว
“อาซิ่วเถา ท่านทำงานอยู่ที่นี่ก่อนนะ หากทำไม่ไหวก็เรียกคนจากหมู่บ้านมาช่วย เล่อเหนียงจะจ่ายค่าแรงให้ เล่อเหนียงต้องไปหาพี่เจ็ดแล้ว!” เล่อเหนียงกล่าวอย่างจริงจัง
หลิวซิ่วเถามองดูเล่อเหนียงที่มีสีหน้าเคร่งเครียดแล้วรีบรับปากทันที “ได้ๆๆ ถ้าข้าทำไม่ไหว ข้าจะขอความช่วยเหลือดีหรือไม่”
เล่อเหนียงได้ยินคำพูดของหลิวซิ่วเถาแล้วจึงวางใจเดินไปยังห้องของพี่เจ็ด เมื่อนางเดินเข้าประตูไปก็เห็นแม่เฒ่าฉินกำลังป้อนอาหารให้พี่เจ็ดกิน
“พี่เจ็ด ท่านเพิ่งผ่าตัดเสร็จ ไม่สามารถกินของแข็งเกินไปได้ แม้แต่ข้าวสวยก็ไม่ได้นะ!” เล่อเหนียงวิ่งเข้ามาพูดด้วยท่าทางโกรธๆ
“ท่านรู้หรือไม่ว่า…”
เล่อเหนียงกำลังจะระเบิดอารมณ์ แต่ดวงตาของนางเหลือบไปเห็นชามในมือของ แม่เฒ่าฉินจึงหุบปากทันที
เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นชามข้าวต้ม
“พี่เจ็ด ร่างกายของท่านดีขึ้นบ้างหรือไม่ รู้สึกเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
หงอวี่ตอบตามตรงว่า “เจ็บนิดหน่อย แต่ทนได้!”
“ถ้าเล่อเหนียงเป่าให้ข้า แผลคงจะไม่เจ็บแล้ว!”
เล่อเหนียงไม่รู้จะพูดอะไร จึงเม้มปากแล้วเป่าลมใส่แก้มเขาเบาๆด้วยความห่วง
“ฟู่~ ความเจ็บปวดจงลอยไปเสีย!”
แม่เฒ่าฉินมองหลานชายและหลานสาวที่นางรักที่สุดเล่นหยอกล้อกันด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เมื่อเห็นหงอวี่แม้ใบหน้าจะซีดเผือด แต่ยังมีพลังกำลังวังชาเล่นหยอกล้อกับเล่อเหนียงได้ ความกังวลที่ค้างคาในใจก็คลายลงในที่สุด
หยอกล้อกันได้ก็ดีแล้ว การหยอกล้อกันได้ก็แสดงว่าร่างกายของเสี่ยวชีไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง
“เล่อเหนียงเด็กดีของย่า เมื่อครู่มีอะไรเกิดขึ้นที่โรงเรือนหรือ”แม่เฒ่าฉินถามด้วยความห่วงใย
“ไม่มีอะไรใหญ่โตหรอกท่านย่า มีแต่เรื่องน่ายินดี”
เล่อเหนียงเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “ครั่งที่ข้าเคยปลูกไว้ตอนนี้เต็มไปหมดเลย ตอนนี้ข้าเริ่มเตรียมทำชาดแล้ว”
“จริงหรือ ช่างเป็นเรื่องดีจริงๆ!” แม่เฒ่าฉินก็รู้สึกดีใจไม่น้อย
นางทั้งทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อต้นกระบองเพชรเหล่านั้น ตอนนี้ในที่สุดก็ได้เก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว นางจะไม่ดีใจได้อย่างไร
แม่เฒ่าฉินถามว่า “ข้าเห็นว่ากระบองเพชรนั้นมีมากมาย เจ้าจะขอให้ผู้ใดมาช่วยหรือไม่”
เล่อเหนียงตอบอย่างจนปัญญา “ท่านย่า เมื่อครู่ข้าได้บอกกับอาซิ่วเถาแล้ว แต่นางไม่ยอมขอความช่วยเหลือ นางบอกว่างานเพียงเท่านี้ไม่มากมาย นางคนเดียวก็จัดการได้”
โรงเรือนหลังหนึ่งแม้ว่าจะขนาดไม่ใหญ่แต่ถึงกระนั้นขนาดก็ไม่เล็ก ภายในเต็มไปด้วยกระบองเพชร อีกทั้งยังแบ่งเป็นสองชั้นด้วย หากต้องพึ่งพานางหลิวซิ่วเถาในการเก็บรวบรวมเพียงคนเดียว จะต้องใช้เวลานานเท่าไหร่กันเล่า
“ข้าคิดว่าควรขอให้คนที่มีฝีมือสักสองคนมาช่วยจึงจะได้ ท่านย่า ท่านช่วยไปถามให้ข้าหน่อยเถิด”
แม่เฒ่าฉินมีคิดอยากจะช่วยเหลือเรื่องนี้มาตั้งนานแล้ว ดังนั้นนางจึงเก็บชามตะเกียบแล้วออกไปทันที
“พี่เจ็ด ท่านย่าไปแล้ว ท่านไม่ต้องแกล้งทำอีกแล้ว!”
หงอวี่ได้ยินดังนั้น สีหน้าที่กำลังยิ้มแย้มก็พังทลายลงทันที ใบหน้าเปลี่ยนเป็นแสดงความเจ็บปวด
“ท่านย่ากับท่านแม่อยู่ที่นี่ ข้าไม่กล้าส่งเสียงเลย กลัวว่าหากพวกท่านรู้จะเป็นห่วง!” หงอวี่พูดเบาๆ พลางขมวดคิ้ว
“พี่เจ็ด ท่านโง่หรืออย่างถึงทนเจ็บไว้แบบนี้ ถ้าท่านทนต่อไปอีกคงกลายเป็นเต่านินจาแล้ว” เล่อเหนียงพูดประชดประชัน
“เต่านินจาคืออะไร” หงอวี่ถามตรงประเด็น เล่อเหนียงกลอกตาใส่เขาแล้วพูดอย่างหงุดหงิดว่า “เต่านินจาก็คือเต่านั่นแหละ เป็นพวกที่อดทนเป็นพิเศษ เก็บทุกอย่างไว้ในท้องจนเน่า!”
“เอ่อ…”
“เล่อเหนียง เจ้ามียาแก้ปวดอีกหรือไม่” หงอวี่ไม่อดทนอีกต่อไป และเอ่ยขอยาแก้ปวดจากเล่อเหนียง
เล่อเหนียงไม่ให้ “พี่เจ็ด ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากให้ท่านนะ แต่ยาแบบนั้นกินมากไม่ได้ ถ้ากินมากจะติดได้!”
“ถ้าติดขึ้นมาก็จะเลิกไม่ได้เลยนะ”
“เจ้ายังมียาภายนอกอีกหรือไม่” หงอวี่ถามอย่างไม่ยอมแพ้
หากไม่ใช่เพราะความเจ็บปวดรุมเร้า เขาคงไม่เอ่ยปากขอเช่นนี้หรอก
เล่อเหนียงมองพี่เจ็ดที่น่าสงสาร นางหยิบขวดทิงเจอร์ไอโอดีนออกมาจากพื้นที่มิติ แล้วใช้มันฆ่าเชื้อและทายาให้หงอวี่
ทิงเจอร์ไอโอดีนที่เย็นเฉียบถูกทาลงบนบาดแผล หงอวี่รู้สึกว่าบาดแผลไม่เจ็บปวดมากเท่าเดิมแล้ว
“น้องสาว พวกเจ้ารักษาข้าอย่างไรกันแน่ เหตุใดท้องของข้าจึงมีบาดแผลใหญ่เช่นนั้น” หงอวี่รู้สึกสงสัยจริงๆ ตอนเขาเพิ่งตื่นขึ้นมาก็รู้สึกว่าท้องปวดมาก แต่ตอนนั้นกำลังคุยกับสวี่ซิ่วอิงอยู่ จึงไม่ค่อยรู้สึกเจ็บปวดเท่าไหร่
หลังจากนั้นเมื่อเขาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็พบว่าบาดแผลเริ่มปวดมากขึ้นเรื่อยๆ ราวกับมีคนเอามีดมากรีดท้องของเขาทีละแผล
เขาทนไม่ไหวจึงแก้เสื้อผ้าออกดู ผลคือไม่น่าดูเลย พอเห็นแล้วแทบจะทำให้วิญญาณของเขาหลุดลอยไป
ท้องของเขามีแผลยาวเพิ่มขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ และดูเหมือนจะมีการเย็บด้วยด้ายด้วย
“พี่เจ็ด ข้ากับปู่หลี่อันกรีดท้องของท่านแล้วเอาสิ่งที่ตายแล้วนั่นออกมา” เล่อเหนียงพูดอย่างไม่ใส่ใจ
“โอ๊ย!”
แม้ว่าหงอวี่จะเตรียมใจไว้แล้ว แต่เมื่อได้ยินเล่อเหนียงยอมรับด้วยปากของนาง เขาก็อดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเฮือกใหญ่
“ดังนั้นข้าเกือบตายแล้วใช่หรือไม่”
เล่อเหนียงมองเขาอย่างงุนงง “แน่นอนสิ ถ้าไม่เอาสิ่งที่เสียเน่าเสียในท้องของท่านออกมา ท่านก็จะตายอย่างทรมานเพราะความเจ็บปวดนั่นแหละ!”
“แต่การผ่าท้องก็ทำให้ข้าเสียชีวิตได้เช่นกันไม่ใช่หรือ” หงอวี่ยังคงรู้สึกหวาดกลัว
“พี่เจ็ดกำลังกลัวเรื่องนี้อยู่หรือ”
เล่อเหนียงจึงเข้าใจคำพูดของหงอวี่ “พี่เจ็ด ท่านวางใจได้ แม้ว่าการผ่าท้องจะอันตราย แต่พวกข้าไม่ได้ผ่าท้องของท่าน พวกข้าเพียงแค่กรีดรอยเล็กๆบนผิวหนังท้องของท่านเบาๆ เพื่อนำสิ่งที่เน่าเสียออกมาเท่านั้น”
“อีกอย่าง แม้ท้องจะถูกผ่าก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องอับอายหรือเสียชีวิตเสมอไป ท่านต้องเชื่อมั่นในวิชาของปู่หลี่อันสิ”
บทที่ 455: เจอกันผิดเวลา
“ข้าไม่เชื่อ ไม่มีทางหรอกเสียหรอก” หงอวี่พึมพำ
“เอ๊ะ พี่สี่ไม่ได้เรียนวิชารักษามาหรอกหรือ ตอนนั้นเหตุใดเขาถึงไม่ช่วยข้า” หงอวี่นึกขึ้นได้ว่าลิ่งเหวินเรียนวิชากับหลี่อัน แม้จะไม่เชี่ยวชาญ แต่อย่างน้อยก็ต้องเก่งกว่าฉินเหล่าเอ้อร์
เล่อเหนียงถอนหายใจ “ข้าถามท่านพี่สี่แล้ว เขาบอกว่าเขาไม่มั่นใจ”
“จริงๆแล้วข้าก็เข้าใจได้ เพราะเขาเพิ่งเรียนมาได้ไม่นาน อายุก็ยังน้อย อาจจะกลัวความผิดหวังก็ได้ ข้าให้ตำราโบราณเล่มหนึ่งกับเขาไป หวังว่าจะช่วยเขาได้”
หงอวี่ก็เข้าใจได้ เขาเพียงแค่สงสัยเท่านั้นอย่างไรก็ตาม เมื่อวานนี้เขาอยู่ในอันตรายจริงๆ
“พี่เจ็ด พวกชิงเฟิงไปไหนกัน พวกเขาไม่ได้อยู่กับท่านตลอดเวลาหรอกหรือ
เหตุใดเมื่อวานข้าถึงไม่เห็นพวกเขาเลย”
เล่อเหนียงมาที่นี่นอกจากเพื่อเปลี่ยนยาให้หงอวี่ แล้วยังมีอีกเรื่องหนึ่งคือ อยากรู้ว่าชิงเฟิงหายไปไหน เหตุใดเมื่อวานถึงไม่อยู่
แต่ว่าสถานการณ์เมื่อวานอยู่ขั้นวิกฤต ถ้าไม่ใช่เพราะปู่หลี่อันกลับมาทันเวลา พี่เจ็ดอาจจะตายเพราะความเจ็บปวดไปแล้วจริงๆ
“ข้า...ข้าส่งพวกเขาออกไปทำธุระนิดหน่อย” หงอวี่กล่าวพลางหลบตา
“แต่ท่านก็ไม่ควรส่งพวกเขาออกไปทั้งหมดสิ ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาจะทำอย่างไร”
เมื่อได้ยินว่าพวกชิงเฟิงและหงอวี่ถูกส่งออกไปทำภารกิจ เล่อเหนียงก็โกรธจนอยากจะบีบคอหงอวี่ให้ตาย
“หากเมื่อวานมีใครสักคนอยู่ที่บ้าน สถานการณ์ของท่านก็คงไม่อันตรายถึงเพียงนี้!”
หงอวี่มองดูเล่อเหนียงที่โกรธจนหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลง “น้องสาว อย่าโกรธเลยนะ ข้าส่งพวกเขาออกไปเพราะมีธุระสำคัญจริงๆ”
“ข้าคิดถึงว่าที่บ้านยังมีลุงหมิงเฟิงและพี่หมิงจิ่น อีกทั้งข้ายังไม่ได้ออกไปไหน คงไม่มีอันตรายอะไรหรอก”
“ถ้ารู้ว่าท่านมั่นใจขนาดนี้ ข้าคงไม่ช่วยท่านตั้งแต่แรก”
เล่อเหนียงแม้จะพูดเช่นนั้น แต่ก็ยังคงหยิบถ้วยน้ำวิเศษออกมาจากพื้นที่มิติแล้วยื่นให้หงอวี่พลางพูดอย่างดุดัน
“นี่คือยาเคลือบลำไส้ ท่านต้องดื่มมันจนหมดไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว”
หงอวี่มองดูน้ำวิเศษที่คุ้นเคย ความอบอุ่นแล่นผ่านหัวใจ เขายื่นมือรับถ้วยน้ำวิเศษแล้วดื่มรวดเดียวจนหมด เด็กหญิงตัวน้อยคนนี้ปากร้ายกาจ แต่จิตใจอ่อนโยนกว่าใครๆ แบบนี้จะไม่ทำให้คนในครอบครัวรักได้อย่างไร”
“พี่เจ็ด ข้าจะบอกท่านว่าช่วงนี้อาไป๋แปลกมากเลย ก่อนหน้านี้ข้าถามเขาว่าเมื่อไหร่จะอาสะใภ้กลับมา แต่เขากลับดุข้า แล้วยังบอกว่าชาตินี้เขาไม่มีทางแต่งงานเด็ดขาด!”
เล่อเหนียงเบ้ปากพูดว่า “แต่วันนั้นพวกเราได้ยินเขาเรียกชื่อคนๆหนึ่งออกมาไม่ใช่หรือ”
หงอวี่ได้ยินดังนั้นสีหน้าจึงแสดงความสนใจออกมาทันที “เล่อเหนียง เจ้าไม่รู้จริงๆหรือว่าอาเย่ที่เขาพูดถึงคือใคร”
เล่อเหนียงมองเขาด้วยสีหน้าประหลาดใจ “ข้าควรจะรู้หรือ”
“เป็นเรื่องที่เด็กอายุสามขวบควรรู้หรือ”
หงอวี่จ้องมองเล่อเหนียงนิ่งๆ เมื่อเห็นความงุนงงและสับสนในดวงตาของเล่อเหนียง เขาก็ถอนหายให้ออกมาเฮือกใหญ่
“เผ่ยเฉิงเฟิง ชื่อรองว่าจื่อเย่!”
“อ๋อ ข้าไม่รู้จัก!”
เล่อเหนียงพูดออกมาอย่างไม่ทันคิด แล้วจึงนึกขึ้นได้ในภายหลังว่าแม่ทัพเผ่ยก็ชื่อเผ่ยเฉิงเฟิง
“นั่น...!” เล่อเหนียงตกใจสุดขีด และรีบใช้มือปิดปากตัวเองทันที
“ท่านหมายความว่า คนที่ท่านอาไป๋ชอบคือแม่ทัพเผ่ยหรือ”
หงอวี่พยักหน้า “ข้าจำได้ว่าเคยเล่าเรื่องของพวกเขาทั้งสองให้เจ้าฟังมาก่อนแล้วนะ”
เล่อเหนียงทำหน้าเขินอาย “ท่านเคยเล่าจริง แต่ท่านไม่ได้บอกข้าถึงชื่อรองของแม่ทัพเผ่ยให้ข้ารู้ ข้าฟังชื่อแล้วนึกว่าเป็นสตรี ถึงได้วิ่งไปเต้นรำต่อหน้าท่านอาไป๋อย่างกระตือรือร้น”
“แย่แล้ว ท่านอาไป๋ต้องตีข้าแน่ๆ!” เล่อเหนียงเงยหน้าร้องครวญคราง “พี่เจ็ด ท่านว่า หากข้าหยิบถังแล้วหนีไปตอนนี้จะทันหรือไม่”
หงอวี่ “...”
“ไม่ถูกสิ พวกเขาทั้งสองเป็นชาย เช่นนั้นพวกเขาจะต้องพลาดโอกาสกันไปตลอดชีวิตหรือ” เมื่อเล่อเหนียงนึกได้ว่าพวกเขาทั้งสองจะต้องพลาดกันไปตลอดชีวิต หัวใจของนางก็รู้สึกเจ็บปวดราวกับถูกบีบรัด
หงอวี่ยักไหล่ “ใช่ จริงๆแล้วบางครั้งข้าก็รู้สึกสงสารพวกเขา”
“พวกเขาพบกันผิดที่ผิดเวลา จริงๆแล้วหากตอนแรกพวกเขาไม่ได้แต่งกายเป็นหญิง บางทีพวกเขาอาจจะเป็นสหายที่ดีต่อกันก็ได้”
เล่อเหนียงก็รู้สึกเสียดายไม่หาย “ใช่แล้ว ทั้งคู่แต่งตัวเป็นหญิง ต่างคิดว่าอีกฝ่ายเป็นหญิง แต่ผลสุดท้ายกลับเป็นชายทั้งคู่ น่าเสียดายที่เมล็ดพันธุ์แห่งความรักถูกหว่านลงไปแล้ว”
“เล่อเหนียง ข้าหาคนมาได้สองคน เจ้าลองดูว่าเป็นอย่างไรบ้าง!” แม่เฒ่าฉินเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม
ทันทีที่แม่เฒ่าฉินเข้ามาก็เห็นหงอวี่และเล่อเหนียงมีสีหน้าเศร้าสร้อย หัวใจของนางกระตุกวูบ คิดว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น
“เกิดอะไรขึ้น เสี่ยวชีเจ็บตรงไหนหรือ”
เล่อเหนียงรีบส่ายหน้า “ไม่มีอะไรหรอกท่านย่า พวกข้าเพิ่งคุยกันถึงเรื่องของท่านย่าหวังน่ะ”
“ท่านย่าหวังรักพวกเรามากที่สุดแล้ว”
แม่เฒ่าฉินรู้สึกโล่งอกในใจ “โอ้ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง ข้าตกใจแทบแย่”
“เล่อเหนียง เจ้าไปดูว่าป้าคนนั้นที่อยู่ข้างนอกเป็นอย่างไรบ้าง”
“ได้เลย!”
"ลาก่อนพี่เจ็ด ข้าจะมาเยี่ยมท่านอีกนะ!” เล่อเหนียงกล่าวพลางก้าวเท้าออกไปพอออกไปก็เห็นคนคุ้นเคยสองคน คนหนึ่งคือภรรยาของฉีสือ นางหลิว ส่วนอีกคนคือแม่เถียหนิว
“ท่านย่า ท่านก็จริงๆเลย พวกนางทำงานคล่องแคล่วที่สุดแล้ว ท่านยังมีอะไรไม่วางใจอีกหรือ!” เล่อเหนียงมองท่านย่าด้วยสายตาตำหนิ
นางมีความสามารถมากขนาดนี้แล้วหรือ ถึงขั้นสามารถจัดการบ้านเรือนได้แล้วหรือ
แม่เฒ่าฉินหัวเราะเสียงดังสองที “ซิ่วเถาบอกว่าค่าแรงของพวกเขาให้เจ้าเป็นคนจ่าย แน่นอนว่าต้องให้เจ้าดูก่อนสิ”
เล่อเหนียงถึงกับพูดไม่ออก นางเดินไปดึงแม่เถียหนิวกับหลิวกุ้ยฮวา “ท่านทั้งสองไปกันเถอะ พวกเราไม่ต้องสนใจท่านย่าหรอก”
แม่เถียหนิวกับหลิวกุ้ยฮวาสบตากัน ทั้งคู่เห็นแววขบขันในดวงตาของอีกฝ่าย เด็กหญิงคนนี้นี่ช่างแปลกประหลาดและฉลาดเฉลียวเสียจริง บางครั้งก็คิดอะไรแปลกใหม่ขึ้นมา
พวกนางก็ยินดีที่จะดูเรื่องสนุกๆ
“พวกท่านทำแบบนี้นะเจ้าคะ ค่อยๆขูดชั้นสีขาวด้านบนลงมาแล้วเก็บไว้ให้ดีก็พอแล้วละ!” เล่อเหนียงพานางทั้งสองเข้าไปในโรงเรือนใหญ่ แล้วหยิบเครื่องมือที่ทำขึ้นมาโดยเฉพาะมาสาธิตให้พวกนางดูหนึ่งรอบ
แม้ว่าเล่อเหนียงจะมีรูปร่างเล็ก แต่เมื่อลงมือทำงาน นางทำได้อย่างเป็นระบบระเบียบ จนทำให้ผู้อื่นยอมรับในฝีมือได้ง่ายได้
แม่เถียหนิวและหลิวกุ้ยฮวาลองทำดูสองสามครั้งก็เรียนรู้ได้แล้ว
“มันไม่ได้ยากอย่างที่ท่านป้าบอกเลย งานนี่ง่ายยิ่งนัก”
แม่เถียหนิวพูดอย่างภาคภูมิใจ แต่ผลคือนางไม่ได้ระวังแรงมือ ทำให้แมลงครั่งทั้งหมดบนใบตะบองเพชรแผ่นนั้นถูกนางบดจนเละไปหมด
แม่เถียหนิว “...”
ไม่ควรตบหน้าแรงขนาดนั้น
เมื่อเห็นแม่เถียหนิวมีสีหน้าเศร้าสลด เล่อเหนียงกลั้นหัวเราะเดินเข้าไปหา “ท่านป้าตัวสีขาวคือแมลงตัวเล็กๆ ตอนนี้มันบอบบางมาก ต้องขูดเบาๆนะ ไม่อย่างนั้นพวกมันจะถูกเจ้าบดเป็นผงได้”
ใบหน้าของแม่เถียหนิวแดงก่ำ ต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะกล้าลงมือ คราวนี้เคลื่อนไหวอย่างนุ่มนวล
แต่กลับขูดไม่ออก!
บทที่ 456: หากพลาดสิ่งใดไปจะไม่มีวันหวนกลับ
“ท่านป้า ท่านไม่ต้องกลัวหรอก ออกแรงขูดเพียงเล็กน้อยก็พอแล้ว” เล่อเหนียงมองดูท่าทางระมัดระวังของนางด้วยความขบขัน
แม่เถียหนิวหน้าแดงเรื่อ แต่ก็เริ่มออกมากขึ้น
ในที่สุดก็ขูดได้แล้ว!
“อาซิ่วเถา ท่านทำงานมาตั้งแต่เช้าแล้ว พักสักครู่เถอะ” เล่อเหนียงเอ่ยน้ำเสียงอ่อนหวาน
“ขอบใจเล่อเหนียงที่เป็นห่วงนะ แต่ไม่เป็นไรหรอก ข้าต้องเอาสิ่งนี้ออกไปตากให้แห้งก่อน” หลิวซิ่วเถาลูบศีรษะของเล่อเหนียง “แค่นี้ไม่ทำให้เสียเวลาหรอก ข้าจะขูดพวกนี้ให้หมดก่อนแล้วค่อยกลับไปพักผ่อน”
“ถ้าเช่นนั้นก็ได้ พวกท่านต้องพักผ่อนด้วยนะ” เล่อเหนียงไม่สามารถเอาชนะนางได้จึงต้องปล่อยให้นางทำต่อ
……
“พี่ชุนหลาน เสี่ยวชีดีขึ้นบ้างหรือไม่” เล่อเหนียงและแม่เฒ่าฉินพบกับฉินฟู่หลินระหว่างทางกลับ
“ดีขึ้นมากแล้ว โชคดีที่หมอหลี่กลับมาทันเวลา ไม่อย่างนรั้นผลที่ตามมาคงไม่อาจคาดเดาได้!” แม่เฒ่าฉินกล่าวด้วยความหวาดกลัว
“ฟู่หลิน เจ้ากำลังจะทำอะไรน่ะ”แม่เฒ่าฉินถามพลางชี้ไปที่ตะกร้าบนหลังของเขา
ฉินฟู่หลินถอนหายใจอย่างจนปัญญา “มันคือจอบที่พังแล้ว ข้าเก็บพวกมันออกมาเพื่อเตรียมนำไปให้ร้านตีเหล็กในเมือง จะถามดูว่าสามารถนำกลับไปหลอมใหม่ได้หรือไม่”
แม่เฒ่าฉินยื่นมือหยิบอันหนึ่งออกมาดู พวกมันพังหมดแล้วจริงด้วย บนจอบมีรอยบิ่นหลายแห่ง
“งั้นเจ้าไปถามดูเถอะ ต้องการเงินเท่าไหร่ก็แจ้งมาได้เลย”
“อืม ข้าเข้าใจแล้ว ข้าขอไปทำงานก่อนนะ!” ฉินฟู่หลินพูดพลางแบกตะกร้ากลับไป
เล่อเหนียงมองดูสินค้าด้อยคุณภาพในตะกร้าสะพายหลังของฉินฟู่หลิน แล้วรู้สึกจนปัญญา
เทคโนโลยีการหลอมเหล็กในปัจจุบันยังไม่สมบูรณ์แบบนัก เครื่องที่หลอมออกมาก็ยังไม่แข็งแรง ใช้ถางหญ้าในชีวิตประจำวันก็พอได้ แต่หากจะนำไปใช้ในงานหนักอย่างการขุดเจาะภูเขา คงไม่เพียงพอเสียแล้ว
นางมีตำราการหลอมเหล็กอยู่ในพื้นที่มิติ แต่นี่เป็นสิ่งที่ไม่อาจนำออกมาให้ผู้อื่นเห็นได้เด็ดขาด หากนำตำราเล่มนี้ออกมา นั่นเท่ากับส่งตัวเองไปสู่ความตายอย่างแน่นอน!
“พี่เจ็ด เล่อเหนียง มาแล้วเจ้าค่ะ!” ทันทีที่เล่อเหนียงก้าวเข้าประตูบ้าน นางก็ตรงไปยังห้องของหงอวี่ทันที
“เหตุใดเจ้าจึงวิ่งจนเหงื่อท่วมศีรษะเช่นนี้” หงอวี่หยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับเหงื่อบนหน้าผากของเล่อเล่อ
“เล่อเหนียงดีใจยิ่งนัก เล่อเหนียงจะสามารถหาเงินได้แล้ว เมื่อถึงเวลานั้นจะหาเงินมาเลี้ยงดูท่านเอง!” เล่อเหนียงกล่าวด้วยความตื่นเต้นยินดี
“ดีแล้ว ข้าจะรอให้เล่อเหนียงเลี้ยงดูข้านะ” หงอวี่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความตื่นเต้น
“เด็กน้อยเอ๋ย เจ้าเป็นคนกระโดดลงหลุมนี้เอง ข้าไม่ได้ผลักเจ้าลงไปนะ” หงอวี่เอ่ยปากด้วยใบหน้าเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม
“พี่เจ็ด วันนี้ท่านอยากกินอะไรหรือ เล่อเหนียงจะให้ป้าสะใภ้สามทำให้ท่านรับเอง!” เล่อเหนียงไม่ได้สังเกตคำพูดท้ายประโยคของ หงอวี่จึงถามเสียงอ่อนหวาน
“กินไม่ลง ไม่อยากกินอะไรทั้งนั้น!” หงอวี่แสดงสีหน้าต่อต้านอย่างชัดเจน
อากาศร้อนขึ้นเรื่อยๆ เขานอนอยู่บนเตียงร้อนจนเหงื่อออกทั่วร่าง ทำให้ไม่เกิดความอยากอาหาร
“งั้นพี่เจ็ดอยากกินแตงโมหรือไม่” เล่อเหนียงกะพริบตาถาม
“ไม่อยาก ไม่อยาก ข้าไม่อยากกินแตงโมที่สุด!” หงอวี่เริ่มตื่นเต้นขึ้นมา
นางกำลังพูดเล่นหรือย่าง เขาต้องทรมานเช่นนี้ก็เพราะกินแตงโมไม่ใช่หรือไง ตอนนี้ร่างกายยังไม่หายดี เขาไม่อยากกินหรอก
“เล่อเหนียง ข้าขอถามเจ้า แตงโมของเจ้ามีพิษหรือไม่”
หงอวี่จับมือของเล่อเหนียงพลางถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “เหตุใดข้ากินแตงโมแล้วท้องจึงปวดเช่นนี้”
“อีกทั้งเกือบจะตายด้วย!”
เล่อเหนียงตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดอย่างไม่อยากเชื่อ “ไม่ใช่นะ พี่เจ็ด ท่านคิดว่าเป็นปัญหาจากแตงโมหรือ”
“ท่านคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพราะกินแตงโมมากเกินไปหรือ”
หงอวี่มองใบหน้าที่แดงก่ำของเล่อเหนียง หงอวี่จึงรีบปรับน้ำเสียงให้อ่อนลง
“เล่อเหนียง เจ้าอย่าโกรธเลย ข้าไม่ได้ตำหนิเจ้า ข้าแค่อยากทำความเข้าใจให้กระจ่างเท่านั้น!”
เล่อเหนียงไม่ได้โกรธแต่อย่างใด นางเพียงแค่แกล้งหยอกเขาเล่นเท่านั้น
“พี่เจ็ด ท่านเป็นแค่โรคลำไส้อักเสบเท่านั้น ข้ากับหมอหลี่ก็แค่ผ่าท้องของท่าน แล้วนำสิ่งที่เสียออกมาเท่านั้นเอง เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับแตงโมแม้แต่น้อย”
“อืม ข้ารู้แล้ว แตงโมของเล่อเหนียงคงไม่มีปัญหาอะไรหรอก เป็นข้าเองที่มีปัญหาเรื่องลำไส้!”
“คุณชายน้อย พวกข้ากลับมาแล้วขอรับ!”
ขณะที่กำลังพูดอยู่นั้นก็เห็นพวกชิงเฟิงวิ่งเข้ามา เมื่อเขากลับมาถึงก็เห็นหงอวี่นอนอยู่บนเตียง ใบหน้าซีดขาว ทำให้เขาตกใจจนคุกเข่าลงกับพื้นดังตุบ
“คุณชายน้อย…”
“พอเถอะ พอเถอะ ข้าไม่ได้ตำหนิพวกเจ้า พวกเจ้ารีบลุกขึ้นเถิด!” หงอวี่โบกมือให้เขาลุกขึ้น
“พี่เจ็ด ข้าจะไม่รบกวนท่านแล้ว ข้าจะไปหาป้าสะใภ้สามหาอะไรกินสักหน่อย”
เล่อเหนียงเดินออกไปอย่างรู้กาลเทศะ ช่วงนี้พี่เจ็ดยิ่งยุ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าช่วงนี้ยุ่งอะไรอยู่ และนางก็ไม่กล้าถามด้วย
อย่างไรเสียสถานะของพี่เจ็ดก็ค่อนข้างพิเศษ การที่เขายุ่งนั้นเป็นเรื่องปกติ หากเขาไม่ยุ่ง นางต่างหากที่ควรจะตกใจ
“สะใภ้สาม เล่อเหนียงอยากกินวุ้นเส้นเดี๋ยวนี้!”
“วุ้นเส้น”
สือไห่ถังถามอย่างงุนงง “เล่อเหนียง วุ้นเส้นคืออะไรหรือ เหตุใดข้าไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อนเลย”
เล่อเหนียงตบหน้าผากตัวเองอีกครั้ง “ข้าลืมไปเสียสนิท ป้าสะใภ้สามไม่รู้จักวิธีทำวุ้นเส้นนี่นา”
“ที่บ้านยังมีมันเทศอยู่หรือไม่”
สือไห่ถังรีบตอบทันที “มีๆๆ เจ้าอยากกินมันเทศใช่หรือ ข้าจะไปหยิบมาให้เดี๋ยวนี้”
“ป้าสะใภ้สาม มันเทศสามารถทำเป็นวุ้นเส้นได้นะ!” เล่อเหนียงพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
“มันเทศยังทำเป็นวุ้นเส้นได้อีกหรือ” สือไห่ถังสงสัยไม่หาย
โดยทั่วไปมันเทศใช้นึ่งกินหรือย่างกินไม่ใช่หรือ ไม่เคยรู้มาก่อนว่าทำเป็นเส้นได้ด้วย
“เล่อเหนียง เจ้าบอกป้าซิ เจ้าคิดจะทำอะไรอีกล่ะ”
เล่อเหนียงเบิกตาโตมองนาง “ป้าสะใภ้สาม เล่อเหนียงไม่ได้คิดจะก่อเรื่องอะไรหรอก เล่อเหนียงแค่อยากกินวุ้นเส้นชามหนึ่งเท่านั้นเอง!”
“ป้าสะใภ้สาม ท่านจะช่วยเล่อเหนียงทำหรือไม่”
“ช่วยสิ เหตุใดจะไม่ช่วยเล่า ไปกันเถอะ ข้าพาเจ้าไปที่ห้องเก็บของ เจ้าอยากได้มันเทศเท่าไหร่ก็หยิบเอาเองเลย!” สือไห่ถังเอ่ยปากอย่างใจกว้าง
เล่อเหนียงมาถึงห้องเก็บของก็พบว่าที่มุมห้องมีกองมันเทศวางอยู่เต็มไปหมด
“เหตุใดบ้านเรามีมันเทศมากมายขนาดนี้” เล่อเหนียงร้องออกมาด้วยความประหลาดใจ
“เพราะเจ้านั่นแหละ มันเป็นมันเทศที่พวกเราขุดได้บนภูเขาเมื่อปีที่แล้ว เจ้าเอาออกมา แต่ไม่มีใครกินมันสักที ทำให้ยังเหลืออยู่เต็มไปหมด”
“ป้าสะใภ้สาม พวกเราช่วยกันยกถังมันเทศสองถังนี้ออกไปกันเถอะ”
หลังจากยกออกไปแล้ว สือไห่ถังก็ล้างมันเทศให้สะอาด จากนั้นก็มองไปที่เล่อเหนียง
“เล่อเหนียงเด็กดี ต่อไปต้องทำอย่างไร”
เล่อเหนียงชี้ไปที่ต้นไม้ใหญ่ตรงทางเข้าหมู่บ้าน “พวกเราเอามันเทศไปบดเป็นผงด้วยโม่หินหน้าหมู่บ้าน
สือไห่ถังไม่พูดอะไรอีกแล้วหาบแล้วหาบมันเทศไปที่หน้าหมู่บ้าน
“สะใภ้สาม เหตุใดถึงยกมันเทศมาทางนี้เล่า" ผู้พูดคือแม่เฒ่าหวัง
“ข้าจะไปบดแป้งที่ปากทางเข้าหมู่บ้านเพื่อทำขนม” สือไห่ถังตอบกลับอย่างเย็นชา
แต่ก่อนความสัมพันธ์ของพวกเขายังดีอยู่ นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ในหมู่บ้านต้าหลิว นิสัยของนางก็เปลี่ยนไปจนกลายเป็นคนประหลาดมากขึ้นเรื่อยๆ
บ่อยครั้งในยามดึกสงัด นางจะวิ่งออกไปที่ลานบ้านและพูดคนเดียว หลายคนคิดว่านางถูกผีเข้าสิง
บทที่ 457: ให้ยาหรือถูกทุบตี
“สะใภ้สาม เจ้าจะบดมันเทศพวกนี้ให้เป็นผงหรือ”
“มันเทศดีๆแบบนี้จะทำลายมันไปทำไมเล่า”
พ่อเฒ่าจ้าวและคนอื่นๆกำลังนั่งคลายร้อนอยู่ที่ทางเข้าหมู่บ้านพอดี เมื่อเห็นสือไห่ถัง โยนมันเทศที่หั่นเป็นชิ้นๆลงไปในโม่ พวกเขาก็ประหลาดใจ และเอ่ยปากห้ามในเวลาเดียวกัน
“ท่านผู้เฒ่าทั้งหลาย พวกท่านไม่ต้องแปลกใจไปหรอก ข้าบดมันเทศเป็นผงกลับไปก็เพื่อทำขนมเท่านั้น ไม่ได้สูญเปล่าแต่อย่างใด”
พ่อเฒ่าจ้าวและคนอื่นๆจึงโล่ง อก โลกภายนอกตอนนี้วุ่นวาย แม้ว่าตอนนี้หมู่บ้านตระกูลฉินจะยังคงปลอดภัย แต่ทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนเปลี่ยนแปลงไม่แน่นอน ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าพรุ่งนี้กับเหตุไม่คาดฝันอะไรจะมาถึงก่อนกัน
มันเทศแม้จะไม่ใช่สิ่งที่วิเศษอะไร แต่มันก็เป็นอาหาร ในยามคับขันมันสามารถช่วยชีวิตได้ พวกเขากลัวจริงๆ ว่าเล่อเหนียงจะคิดอะไรแปลกๆอีก แล้วทำให้อาหารดีๆพวกนี้เสียเปล่า
“น้ำที่ไหลออกมาจากมันเทศของป้าสะใภ้สามต้องเก็บไว้นะ”
สือไห่ถังรับคำ “รู้แล้ว รู้แล้ว เจ้าบรรพบุรุษตัวน้อย”
สือไห่ถังกล่าวพลางหิ้วถังใบหนึ่งจากบ้านมารองรับน้ำสีขาวขุ่นนั้น
มันเทศสองตะกร้าถูกบดเป็นผงอย่างรวดเร็วด้วยความช่วยเหลือของพ่อเฒ่าจ้าว
“ขอบคุณลุงทั้งสองท่านมาก!” สือไห่ถังยิ้มพลางพาเล่อเหนียงกลับไป
แต่เพียงเดินไปได้สองก้าวก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าเร่งรีบดังมาแต่ไกล มุ่งหน้าไปทางหมู่บ้านตระกูลฉิน
พ่อเฒ่าจ้าวและลุงอีกสองคนกำลังจะยกสิ่งกีดขวางหน้าหมู่บ้านออก แต่คนบนหลังม้าหลบไปได้เสียก่อน
“เด็กน้อย หมู่บ้านของพวกเจ้ามีโสมขายหรือไม่”
ชายที่ขี่ม้าไม่ได้ลงจากหลังม้า เขาหยุดลงและถามด้วยท่าทางเหนือกว่า
“มีสิ มีเยอะแยะเลย!” เล่อเหนียงตอบน้ำเสียงเปี่ยมด้วยความตั้งใจ
เดิมทีนางนึกว่าเขาจะมาหาเรื่องพวกเราเสียอีก ที่แท้ก็มาขอซื้อย่า
เล่อเหนียงจะแสดงฝีมือให้ดู จะบีบเจ้าจนแหลกคามือเลย!
“จริงหรือ อยู่ที่ไหนเล่า” ชายคนนั้นพอได้ยินว่าที่นี่มีโสม ดวงตาของเขาก็สว่างวาบขึ้นทันที ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางติดต่อกันหลายวันมลายหายไป
“ข้าไม่บอกท่านหรอก!” เล่อเหนียงทำหน้าล้อเลียนใส่เขา แล้วหมุนตัววิ่งหนีไป
แต่เพิ่งจะเดินไปได้สองก้าวก็ถูกคนจับคอเสื้อยกขึ้นมา “เด็กน้อย ข้าถามเจ้าว่าที่นี่มี โสมอายุเกินร้อยปีหรือไม่”
“ถ้ามี เจ้าจะบอกพี่ชายได้หรือไม่ ให้พี่ชายไปเอามา!”
“ปะ...ปะ...ไปเอา”
เล่อเหนียงเบิกตาโพลง มองเขาราวกับเห็นผี คนผู้นี้คิดอะไรอยู่ในหัว ให้ข้าบอกที่ซ่อนสมบัติของครอบครัวข้าหรือ เขาจะแย่งของของพวกนางไปหรือ
ข้าตัวเล็กแต่ไม่ได้โง่นะ!
“ ท่านลุงรีบปล่อยข้าลงเถอะ ไม่เช่นนั้นท่านจะต้องเสียใจแน่” เล่อเหนียงเกลี้ยกล่อมด้วยคำพูดดีๆ
“บอกข้าเดี๋ยวนี้ว่าโสมอยู่ที่ไหน ไม่เช่นนั้นอย่าหาว่าข้าไม่ไว้หน้า!” ชายผู้นั้นกล่าวอย่างดุดัน
เล่อเหนียงไม่แสดงท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย “ถ้าท่านมีฝีมือก็ฆ่าข้าเสียสิ แต่ถ้าเจ้าฆ่าข้า เจ้าก็มีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้เช่นกัน!”
“จะ…จะ…เจ้าคิดว่าข้าไม่กล้าฆ่าเจ้าจริงๆหรือ”
อ้านอีโกรธจนแทบคลั่ง เด็กหญิงคนนี้ช่างน่ารำคาญนัก ปากคอกล้าแข็งเสียจริง
“เจ้าเป็นใคร รีบปล่อยเด็กน้อยของข้าเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นอย่าโทษว่าข้าไม่ไว้หน้า!”
พ่อเฒ่าจ้าวตวาดพลางยกไม้เท้าในมือขึ้น วันนี้ผู้คนส่วนใหญ่ไปยุ่งอยู่ที่เขาด้านหลัง ดังนั้นในหมู่บ้านจึงแทบไม่มีใครอยู่เลย ทำให้ตอนนี้มีคนบุกเข้ามาแล้ว
สือไห่ถังก็วางไม้คานลงแล้วกำมันแน่น
เมื่อครู่นางเหม่อลอยไปแค่ชั่วครู่ เล่อเหนียงก็ถูกคนประหลาดตรงหน้านี้จับตัวไปแล้วและคนผู้นี้ดูเพียงแวบเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่คนดีแน่!
“ส่งโสมของพวกเจ้ามา!” เขาหัวเราะเยาะเบาๆ สำหรับคนไร้อาวุธตรงหน้าเหล่านี้ ทำให้เขารู้สึกดูถูก
“โสมอะไรกัน พวกข้ามีโสมที่ไหนกัน ถ้าพวกข้ามีโสมก็คงไม่ต้องมาอยู่อย่างยากจนข้นแค้น แล้วเลือกใช้ชีวิตหาเงินบนคมมีดแบบนี้หรอก” พ่อเฒ่าจ้าวตะโกนด้วยความโกรธ
อ้านอีมองดูผู้คนที่ค่อยๆล้อมเข้ามา ในใจรู้สึกตื่นตระหนกเล็กน้อยจึงรีบตะโกนว่า
“ข้าไม่ได้จะปล้นพวกเจ้า ข้าจะจ่ายเงินซื้อได้ไหม”
“ข้าคิดว่าสิ่งแรกที่ท่านควรทำคือปล่อยข้าลงมาก่อน ไม่อย่างนั้นท่านจะต้องโดนซ้อมแน่ๆ” เล่อเหนียงรู้สึกกังวลแทนเขา
อ้านอีปฏิเสธ “ไม่ได้ เจ้าบอกให้คนพวกนี้ไปให้หมด ข้าก็จะไม่เล่นกับเจ้าแล้ว ข้าจะไปหาโสมเพื่อช่วยชีวิตคนแล้ว”เล่อเหนียงได้แต่ตะโกนเสียงดัง “พวกท่านไม่ต้องกังวล ลุงคนนี้ไม่ได้มีเจตนาชั่วร้าย”
“พวกเขาไปไกลแล้ว ท่านปล่อยข้าก่อน การจับคอเสื้อข้าไว้นั้นทรมานนักเชียว”
อ้านอีไม่สนใจคำพูดของเล่อเหนียง แต่กลับเปลี่ยนท่าทางอุ้มเล่อเหนียงให้อยู่ในตำแหน่งที่สบายขึ้น
“เด็กหญิง เจ้าไม่ได้บอกหรือว่าเจ้ามีโสมอยู่ รีบเอาออกมาเถิด ข้าเร่งรีบจะนำกลับไปช่วยชีวิตคน”
“ถ้าเช่นนั้นท่านต้องปล่อยข้าก่อน!” อ้านอีลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วค่อยๆปล่อยเล่อเหนียงลง
เท้าของเล่อเหนียงเพิ่งแตะพื้น นางก็รีบวิ่งไปหาสือไห่ถังทันที พร้อมกับตะโกนเสียงดังว่า “ลุงหมิงเฟิง!”
ในชั่วพริบตาหมิงเฟิง หมิงจื้อ หมิงจิ่น และหมิงจู พร้อมใจกันโจมตีอ้านอีจากสี่ทิศทาง
อ้านอีมองดูสี่คนที่กระโดดขึ้นมาในอากาศ ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อยแล้วเผชิญหน้ากับพวกเขา
เพียงแค่ลงมือหนึ่งกระบวนท่า หมิงเฟิงก็รู้แล้วว่าพวกเขาทั้งสี่ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของชายตรงหน้าผู้นี้ “พวกเจ้าไม่มีทางเอาชนะข้าได้หรอก จงยอมจำนนและส่งโสมมาเสียดีๆ”
“เจ้าจะรู้ได้อย่างไรว่าข้าสู้เจ้าไม่ได้ถ้าไม่ลองดู!”
หมิงเฟิงกัดฟันแน่นและพุ่งเข้าโจมตีเป็นคนแรก
หมิงจื้อและหมิงจิ่นตามมาติดๆ
เป็นไปดังที่อ้านอีกล่าวไว้จริงๆ พวกเขาทั้งสี่ร่วมมือกันก็ยังไม่อาจเอาชนะเขาได้ หากมีหมอหลี่และเหลียวเฉินอยู่ด้วยก็คงจะดี
“เป็นอย่างไรบ้าง ข้าบอกแล้วว่าพวกเจ้าสู้ข้าไม่ได้ หากข้าไม่ปรานีไว้ ป่านนี้พวกเจ้าคงไปพบย่าทวดของพวกเจ้าแล้ว!”
“ข้าว่าพวกเจ้าสองนางว่าวันๆเอาแต่ฆ่าฟันกันไปมาจะมีประโยชน์อันใด หาชายที่ดีสักคนแล้วแต่งงานไปเถิด”
อ้านอีพูดโดยไม่ทันคิดให้ถี่ถ้วน พอเขาพูดจบก็มีอิฐลอยมาปะทะหน้าเขาทันที
“ช่างน่าขัน เรื่องในครอบครัวของผู้อื่นมันเกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย”
เมื่อเห็นว่าผู้คนที่มารวมตัวกันมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ อ้านอีก็รู้ว่าหากตนไม่รีบไปเสียตอนนี้ อาจจะไม่มีโอกาสได้ไปอีกแล้ว
ดังนั้นเขาจึงไม่สู้กับหมิงเฟิงและคนอื่นๆอีก แต่หันหลังจะวิ่งหนีก็ถูกอิฐก้อนหนึ่งฟาดจนล้มลงกับพื้น
“โอ้~ พี่ชายช่างเก่งกาจนัก!” หมิงจื้อยื่นนิ้วโป้งให้กับคนที่อยู่ในที่มืดอย่างดีใจ
พวกเขารู้มาตลอดว่ายังมีคนอีกสองคนอยู่ในที่มืด เพียงแต่ไม่ใช่ว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนบอกว่าถูกส่งออกไปแล้วหรอกหรือ หรือว่าวันนี้พวกเขากลับมาแล้ว
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น”
ฉินฟู่หลินได้รับข่าวแล้ว ไม่ทันได้เปลี่ยนเสื้อผ้า รีบวิ่งมาที่ผมเผ้ายุ่งเหยิงราวกับรังไก่
“ให้ข้าดูหน่อยว่าเขาเป็นใครกันแน่ ถึงกล้ามาก่อกวนในหมู่บ้านของพวกเรา!”
ฉินฟู่หลินกระชากหน้ากากบนใบหน้าของอ้านอีออกอย่างรวดเร็ว
“คุณชายคนนี้นี่เอง” ฉินฟู่หลินอุทานออกมา “หน้าตาดีขนาดนี้ แต่กลับเป็นขโมย น่าเสียดายใบหน้าที่งดงามเหลือเกิน
ชิงเฟิงที่อยู่ในที่มืดพร้อมกับชิงหมิงและคนอื่นๆก็บินเข้าไปดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เมื่อพวกเขามองเห็นใบหน้าของชายคนนั้นบนพื้นอย่างชัดเจน สีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนไปในทันที!
บทที่ 458: ขอความช่วยเหลือจากบิดาผู้ให้กำเนิด
“จับตัวมันกลับไปขังไว้ในคอกหมูให้!” ฉินฟู่หลินสั่งการ
หมิงจื้อหาเชือกเส้นหนึ่งมามัดตัวอ้านอีเป็นเหมือนขนมจ้าง แล้วแบกไปที่คอกหมู ก่อนจะโยนเขาเข้าไปอย่างแรง
“เล่อเหนียงเจ้าตกใจหรือไม่?” สือไห่ถังดึงเล่อเหนียงเข้ามาตรวจดูทั่วร่างกายจนพบว่านางไม่ได้รับบาดเจ็บจึงวางใจลง
“ท่านป้าสะใภ้สาม ท่านไม่ต้องเป็นห่วงข้า เล่อเหนียงไม่เป็นไร!” เล่อเหนียงกระโดดขึ้นลงบนพื้นสองสามครั้งเพื่อแสดงว่าตัวเองไม่ได้รับบาดเจ็บ
“กลางวันแสกๆแบบนี้ เหตุใดถึงมีคนประหลาดบุกเข้ามาได้นะ" ฉินฟู่หลินเกาท้ายทอยพลางถามอย่างงุนงง
“ใช่แล้ว นอกจากนี้เขายังพูดถึงโสมอีก ต้องการโสมก็ไปซื้อที่ร้านสมุนไพร เหตุใดต้องมาที่หมู่บ้านพวกเราด้วย” พ่อเฒ่าจ้าวกล่าวด้วยความโกรธ
โชคดีที่ตระกูลฉินมีคนที่รู้วรยุทธอยู่บ้าง ไม่เช่นนั้นหากเจอเรื่องแบบนี้พวกเขาคงไม่รู้จะทำอย่างไรเลย
“ป้าสะใภ้สาม พวกเรากลับไปทำแป้งมันเทศกันเถอะ” เล่อเหนียงดึงแขนสือไห่ถังเบาๆ
“ไปกันเถอะ!” สือไห่ถังอุ้มเล่อเหนียงขึ้นมาแล้วเดินกลับบ้านทันที
ส่วนแป้งมันเทศที่โม่เสร็จแล้วนั้น ให้หมิงจิ่นแบกตามหลังมา “ป้าสะใภ้สาม ท่านว่าคนที่เพิ่งมาเมื่อครู่นี้เป็นใครกัน เหตุใดเขาจึงพิกลเช่นนั้น”
เล่อเหนียงนึกไม่ออกจริงๆ ว่าเหตุใดคนผู้หนึ่งต้องการซื้อโสม เหตุใดจึงต้องมาซื้อในหมู่บ้านแทนที่จะไปซื้อที่ร้านสมุนไพร
แม้โสมจะมีราคาแพง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะซื้อไม่ได้
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน พวกเราไม่ต้องสนใจเรื่องนั้นแล้ว!”
เล่อเหนียงตอบรับเบาๆ และไม่ได้พูดอะไรอีก แต่ความคิดของนางยังคงว่องไวอย่างยิ่ง
“ชิงเฟิงเจ้ารีบไปดูหน่อยสิว่าคนนั้นใช่หัวหน้าของพวกเราหรือไม่”
หลังจากตกตะลึงไปชั่วครู่ ชิงเย่วก็พยายามดึงเสื้อของชิงเฟิงพลางกล่าว
ชิงเฟิงปฏิเสธ “ข้าไม่ใช่คนที่ทำให้เขาบาดเจ็บ ข้าไม่ไป ถ้าอยากไปก็ไปเองสิ!”
“ข้าหลุดพ้นจากเงื้อมมือของเขามาได้อย่างยากลำบาก ถึงตายข้าก็ไม่ไปหรอก!”
ชิงเยว่เห็นท่าทีของชิงเฟิงแล้วก็ไม่อยากไปเช่นกัน “พวกเรากลับไปตระกูลฉินกันเถอะ ภารกิจหลักของพวกเราคือปกป้องคุณชายน้อยให้ปลอดภัย เรื่องอื่นๆล้วนไม่เกี่ยวกับพวกเรา”
ชิงเฟิงพยักหน้าเห็นด้วย ทั้งสองคนหายตัวไปจากบนต้นไม้ใหญ่พร้อมกัน
“ คุณหนูเล่อเหนียง จะทำแป้งมันเทศนี้อย่างไรเจ้าคะ” หมิงจิ่นก็รู้สึกสงสัยขึ้นมาเช่นกัน
ตอนนี้นางเริ่มแล้ว คุณหนูอาจจะขี้เกียจ แต่ทุกครั้งที่นางหยิบของอะไรออกมา มันก็มักจะมีประโยชน์เสมอ
ยกตัวอย่างเช่นวุ้นเย็นเมื่อไม่นานมานี้ และตอนนี้ก็เป็นแป้งมันเทศ นางรู็สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูกเลยทีเดียว
“ป้าสะใภ้สาม ท่านเอาน้ำพวกนี้วางไว้ตรงนี้ทิ้งไว้หนึ่งคืน พรุ่งนี้เช้าถึงจะทำได้นะเจ้าคะ”
สือไห่ถังพวกเขาทำตามคำสั่ง นำน้ำที่ผสมแป้งมันเทศทั้งหมดไปวางไว้ที่มุมหนึ่ง แล้วรอคอยอย่างเงียบๆ เล่อเหนียงเห็นว่าไม่มีอะไรเกี่ยวกับนางแล้ว จึงกระโดดโลดเต้นมุ่งหน้าไปยังห้องของหงอวี่
“พี่เจ็ด พี่เจ็ด ข้ามีเรื่องสนุกมาเล่าให้ท่านฟัง”
เสียงของเล่อเหนียงมาถึงก่อนตัว
“เรื่องสนุกอะไรหรือ” หงอวี่ถามพลางยิ้ม
เล่อเหนียงเล่าเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นให้หงอวี่ฟังอย่างละเอียด
“เจ้าได้รับบาดเจ็บหรือไม่” หงอวี่ห่วงใยความปลอดภัยของร่างกายนางเป็นอันดับแรก
เล่อเหนียงส่ายหน้าพูดด้วยน้ำเสียงเจี๊ยวจ๊าว “ไม่เลยเจ้าค่ะ คนใจร้ายคนนั้นถูก ปู่หัวหน้าหมู่บ้านขังไว้ในคอกหมูแล้ว!”
หงอวี่ได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เด็กหญิงตัวน้อยคนนี้ไม่กลัวฟ้าไม่กลัวดินแต่กลับกลัวความเจ็บปวดที่สุด แค่ขาถลอกนิดหน่อยก็จะร้องโวยวายไปครึ่งวัน
“พี่เจ็ด ท่านว่าเหตุใดคนคนนั้นถึงได้แปลกประหลาดนัก เหตุใดเขาไม่ไปซื้อโสมที่ร้านสมุนไพรเล่า”
หงอวี่รู้สึกว่าเรื่องนี้ช่างไม่น่าเชื่อและแปลกประหลาดเหลือเกิน เขาขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปที่ไม่ค่อยน่าเชื่อถือนัก
“บางทีเขาอาจจะมาถามที่หมู่บ้านเพราะหาซื้อไม่ได้กระมัง”
เล่อเหนียงพยักหน้าเห็นด้วย “เป็นไปได้มาก แต่ข้าเห็นว่าวรยุทธของเขาสูงส่ง ก็ไม่น่าจะเป็นคนขัดสนเงินทองนี่นา”
เด็กน้อยทั้งสองกระซิบปรึกษากันอยู่พักหนึ่ง แต่ก็ไม่อาจหาข้อสรุปได้
“พี่เจ็ด พักผ่อนให้สบายนะ เล่อเหนียงจะออกไปเที่ยวแล้ว!"
ความจริงแล้วเล่อเหนียงแค่อยากมาแบ่งปันเรื่องนี้กับหงอวี่เท่านั้น พอเล่าเรื่องเสร็จนางก็สามารถออกไปเที่ยวได้แล้ว
หงอวี่มองเล่อเหนียงที่กำลังกระโดดโลดเต้นเดินออกไป เขายิ้มอย่างเอ็นดู แต่แล้วก็กลับมาทำหน้าเย็นชาแล้วเรียกคน
“ชิงเฟิง ชิงเยว่ พวกเจ้าสองคนไปสืบดูหน่อย คนผู้นั้นเป็นใคร เหตุใดถึงปรากฏตัวในหมู่บ้านตระกูลฉิน”
ชิงเฟิงและชิงเยว่ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม “เหตุใดพวกเจ้ายังยืนงงอยู่ รีบไปสิ”
ชิงเฟิง ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปาก “คุณชายน้อย พวกข้ารู้แล้วว่าคนผู้นั้นเป็นใคร”
“เป็นใครกัน”
“คุณชาย เขาคืออ้านอี!” ชิงเฟิงตอบอย่างตรงไปตรงมา
“อ้านอี!” หงอวี่ตกใจอย่างยิ่ง “เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นอ้านอี!”
หงอวี่ไม่มีทางเชื่อว่าเขาคืออ้านอี เพราะอ้านอีคือคนนั้น องครักษ์ที่อยู่ข้างกายบิดาของเขา หากองครักษ์ของเขาอยู่ที่นี่ เช่นนั้นบิดาของเขาก็อาจอยู่แถวนี้ด้วยกระมัง
“พวกเจ้าทั้งสองจงรีบยืนยันให้เร็วที่สุดว่าเขาต้องการใช้โสมทำอะไร”
“ขอรับ!” ชิงเฟิงรับคำอย่างชัดเจนแล้วก็ออกไป หงอวี่ตะโกนอีกประโยคว่า “ช่วยเรียก เล่อเหนียง มาให้ข้าที!”
ไม่นานเล่อเหนียงก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
“พี่เจ็ด ท่านต้องการอะไรอีกหรือ? ข้ากำลังเล่นกับจิ้งจอกน้อยสนุกอยู่เชียว”
หงอวี่ไม่กล้าชักช้า เขาจับมือเล่อเหนียงแล้วถามว่า
“เล่อเหนียงเจ้ายังมีโสมดีๆอยู่บ้างหรือไม่” เล่อเหนียงงุนงงสงสัย “มีอยู่ แต่ร่างกายของพี่เจ็ดไม่จำเป็นต้องใช้โสมมาบำรุงนี่นา”
“ข้าไม่ได้จะเอามากินเอง”
หงอวี่จำต้องเล่าคำพูดที่เพิ่งได้ยินจากชิงเฟิงให้เล่อเหนียง
เล่อเหนียงก็มีสีหน้าเคร่งเครียดเช่นกัน “แน่ใจหรือว่าสิ่งที่พวกเขาพูดเป็นความจริง”
“แล้วถ้าหากไม่ใช่ล่ะ” เล่อเหนียงชี้ให้เห็นอย่างโหดร้ายว่า แม้ว่าพี่เจ็ดจะไม่ได้ใส่ใจในใจ แต่นางสามารถรู้สึกได้ถึงความผูกพันที่เขามีต่อบิดามารดาผู้ให้กำเนิด
หากเป็นท่านพ่อของพี่เจ็ดจริง นางจะต้องช่วยเหลืออย่างแน่นอน
“ไม่ทราบว่าชิงเฟิงได้ไปตรวจสอบแล้วหรือไม่ แต่อีกไม่นานพวกเราก็จะรู้แล้ว”
“พี่เจ็ด ท่านวางใจได้ หากเป็นท่านพ่อของท่านจริง นั่นก็คือท่านพ่อของข้าด้วย ข้าจะต้องช่วยท่านให้ได้แน่นอน”
เล่อเหนียงใช้มือป้อมๆลูบคางเบาๆ "แต่ว่าข้างกายท่านพ่อของท่านต้องมีหมอหลวงมากมาย เหตุใดถึงไม่ใช้พวกเขาล่ะ” นี่ก็คือสิ่งที่หงอวี่ไม่เข้าใจใน เหตุใดเขาถึงมาปรากฏแถวนี้ได้
ไม่นานชิงเฟิงก็เดินมาถึง เขากลับมาพร้อมกับอ้านอี้
“อ้านอีคารวะคุณชายน้อย!”
ทันทีที่อ้านอีเห็นหงอวี่ก็คุกเข่าลงกับพื้นทันที แสดงความเคารพอย่างถูกต้องตามธรรมเนียม
“ลุกขึ้นเร็ว เร็วบอกข้าซิ เจ้ามาปรากฏตัวที่นี่ได้อย่างไร เจ้าควรอยู่ข้างกายท่านพ่อของข้าไม่ใช้หรือ” องครักษ์ลับมีทั้งหมดสิบคน ทั้งหมดเป็นองครักษ์ที่ท่านปู่เผ่ยหรือก็ปู่ทวดของหงอวี่มอบให้แก่ลูกสาวของเขาและสามีของนาง ซึ่งก็คือฮ่องเต้องค์ปจจุบัน
ตามหลักการแล้วพวกเขาไม่ควรจะออกมาอย่างง่ายดาย แต่เหตุใดตอนนี้เขาถึงมาที่หมู่บ้านตระกูลฉินได้
“คุณชายน้อย นายท่านป่วยแล้ว ป่วยหนักมาก ต้องใช้โสมในการรักษา แต่ไทเฮาทรงกดดันหมอหลวงไม่ให้เขียนใบสั่งยา พวกข้าถูกบีบบังคับจึงไม่มีทางเลือกนอกจากแอบออกมาหาโสมอย่างลับๆ”
บทที่ 459: ทนคำจู้จี้ไม่ได้
“ว่าอย่างไรนะ เจ้าว่านางปีศาจร้ายนั่นสั่งหมอหวลวงไม่ให้จ่ายยาให้พ่อของข้าหรือ”หงอวี่โกรธจนทุบหัวเตียง
“เขาเป็นถึงฮ่องเต้ของแคว้น เหตุใดถึงได้อ่อนแอถึงเพียงนี้”
อ้านอีรีบอธิบาย “คุณชายน้อย อำนาจของไทเฮานั้นยิ่งใหญ่เกินไป แต่ก่อนยังพอระงับได้บ้าง แต่หลังจากที่ท่านอ๋องเจ็ดกับแม่ทัพเผ่ยชนะศึกติดต่อกัน ไทเฮาก็ทนนิ่งอยู่ไม่ได้แล้ว"
“แล้วรอบตัวเขายังมีคนที่ไว้ใจได้อีกไหม” หงอวี่ถามอย่างอ่อนแรงพลางกุมท้อง
บ้าเอ๊ย เมื่อครู่ตื่นเต้นเกินไป ตอนนี้จึงรู้สึกเจ็บแผลขึ้นมา
“ข้าไม่ทราบ แม้พวกข้าจะเป็นองครักษ์ใกล้ชิดฮ่องเต้ แต่พวกข้าก็ยังเป็นผู้ใต้บรรชาของแม่ทัพเผ่ย อีกทั้งพวกข้าไม่เคยปรากฏตัวต่อหน้าผู้คน คิดว่าไทเฮาคงยังไม่ได้สืบทราบถึงการมีตัวตนของพวกข้า”
“ส่วนคนอื่นๆข้าไม่กล้ารับรอง เพราะขันทีข้างกายฮ่องเต้ล้วนมีการติดต่อกับไทเฮา”
“หญิงผู้นี้เก่งกาจถึงเพียงนั้นเชียวหรือ” เล่อเหนียงเอียงศีรษะถามด้วยความสงสัย
นางไม่ได้มีความรู้สึกดูถูกแต่อย่างใด กลับมีความรู้สึกชื่นชมอยู่บ้าง
“ตอนที่ไทเฮาสนับสนุนให้ฮ่องเต้ขึ้นครองราชย์ เขามีอายุเพียงสิบหกปีเท่านั้น แม้จะไม่ได้ขึ้นครองราชย์โดยตรง แต่ฎีกาในวังทั้งหมดต้องผ่านสายตานางก่อนจึงจะส่งถึงฮ่องเต้”
“ส่งผลให้ขุนนางมากมายต่างต้องเจอไทเฮาอยู่บ่อยครั้ง ส่วนฮ่องเต้ผู้เป็นผู้ปกครองอแผ่นดินกลับถูกเพิกเฉยอย่างสิ้นเชิง”
“อืม ข้าเข้าใจแล้ว พวกเจ้าออกไปก่อนเถิด” หงอวี่สั่งด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
เล่อเหนียงผู้เซ่อซ่าก็คิดจะออกไปด้วยเช่นกัน
“น้องสาว เจ้าจะไปไหน?”
หงอวี่มองดูเล่อเหนียงที่กำลังก้าวเท้าออกไป แล้วอดยิ้มอย่างจนใจไม่ได้
“เล่อเหนียง เจ้าจะวิ่งไปไหนกัน”
เล่อเหนียงชะงักไปครู่หนึ่ง มองดูนิ้วเท้าของตัวเองที่ก้าวออกไปนอกประตู แล้วรีบชักเท้ากลับเข้ามาอย่างรวดเร็ว
“คิกคัก พี่เจ็ด ขออภัยด้วย เล่อเหนียงลืมไปเสียสนิท!” เล่อเหนียงวิ่งเข้าไปจับมือหงอวี่ พลางออดอ้อน
“ไม่เป็นไร ข้าไม่ถือสาหาความกับเด็กน้อยเช่นเจ้าหรอก”
หงอวี่มองด้วยสายตาเอ็นดู “เจ้าเด็กน้อย คราวหน้าอย่าทำเช่นนี้อีก น่าอายเปล่าๆ!”
เล่อเหนียงส่งเสียงฟึดฟัดสองครั้ง แล้วพุ่งเข้าไปในพื้นที่มิติเพื่อเริ่มช่วยขุดโสม
หงอวี่เห็นเล่อเหนียงเข้าไปแล้ว แต่ตัวเองยังคงอยู่ที่เดิม ในใจรู้สึกน้อยใจเล็กน้อย
ไม่ใช่ว่าเราสามารถเข้าไปพร้อมกันได้หรือ เหตุใดน้องสาวถึงทิ้งเขาไว้ หรือว่าเขาสูญเสียโอกาสไปแล้ว
เล่อเหนียงที่อยู่ในพื้นที่มิติ พยายามขุดโสมอย่างขะมักเขม้น แต่จู่ๆก็จามติดกันหลายครั้ง
“ช่างแปลกประหลาดจริงๆ เหตุใดอยู่ในพื้นที่มิติแล้วก็เป็นหวัดขึ้นมา ไม่ทันที่นางจะคิดให้ละเอียด โสมขนาดใหญ่ก็ถูกขุดออกมาแล้ว
เล่อเหนียงไม่โลภมาก นางอุ้มโสมขนาดใหญ่นั้นแล้วออกมาจากพื้นที่มิติ
“พี่เจ็ด ท่านดูสิ โสมขนาดใหญ่เท่านี้พอหรือไม่” เล่อเหนียงถามพลางอุ้มโสมนั้นไว้
หงอวี่กลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก “พอแล้ว พอแล้ว!”
“เช่นนั้นท่านรีบให้อ้านอีพาคนไปส่งก่อนเถิด หากไปช้าท่านพ่อของท่านอาจไม่รอดแล้ว!"
“เจ้า…” หงอวี่อยากจะชกคนเหลือเกิน
แต่เมื่อมองดูน้องสาวที่อ่อนโยนและน่ารักตรงหน้า เขาก็ไม่อาจลงมือได้
“น้องสาว ครั้งหน้าอย่าล้อเล่นแบบนี้ได้หรือไม่” หงอวี่ตอนนี้รู้สึกราวกับถูกธนูนับหมื่นดอกแทงทะลุหัวใจ
ไม่ใช่ว่าตกลงกันแล้วหรือว่าตีคนไม่ตีหน้า ด่าคนไม่แฉความลับ เด็กหญิงคนนี้เหตุใดพูดดีๆสักสองประโยคไม่ได้เลย!
“พี่เจ็ด ขออภัยด้วย ท่านยกโทษให้ข้าได้หรือไม่"
“พอแล้ว พอแล้ว เจ้าเด็กน้อย ข้ายกโทษให้เจ้าแล้ว!”
เล่อเหนียงได้ยินดังนั้นก็รีบกระโดดออกจากห้องของเขาด้วยความดีใจ
นางกระโดดไปสองก้าวก็เดินกลับมา “พี่เจ็ด คราวนี้จะไม่มีปัญหาอะไรแล้วใช่หรือไม่”
“ไม่มีแล้ว ไม่มี!” เล่อเหนียงจึงกระโดดออกไปอย่างสบายใจ
หงอวี่มองดูเล่อเหนียงที่กำลังกระโดดโลดเต้นแล้วยกมือขึ้นกุมหน้าผากพลางหัวเราะเบาๆ
เจ้าตัวน้อยไร้น้ำใจ
ชิงเฟิงปรากฏตัวขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมกับอ้านอี
“นี่คือโสมชั้นดี เจ้าเอากลับไปให้ท่านพ่อของข้าบำรุงร่างกาย บอกให้เขาดูแลสุขภาพให้ดี ส่วนเรื่องไทเฮานั้น อย่าไปขัดแย้งมากนัก ต่อไปคงมีวิธีจัดการเอง”
“ขอรับ คุณชายน้อย!” อ้านอีรับโสมมาแล้วห่อมันอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็บินออกไป “พวกเจ้าก็ไปพักผ่อนเถิด ข้าอยากอยู่คนเดียวสักพัก!”
ชิงเฟิงกับชิงเยว่ไม่ยอมจากไปเด็ดขาด คนหนึ่งบินขึ้นไปเกาะบนคาน อีกคนบินขึ้นไปบนหลังคา พูดอย่างไรก็ไม่ยอมจากไป
พูดตามตรงพวกเขาก็รักอิสระเช่นกัน แต่นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์นั้นกับคุณชายน้อย พวกเขาก็ไม่ยอมจากไปอย่างเด็ดขาด
“ตามใจพวกเจ้าเถอะ!” หงอวี่ถอนหายใจอย่างจนปัญญา
ช่างเถอะ การที่ตนเองป่วยครั้งนี้ก็เป็นเรื่องไม่คาดคิด ไม่โทษพวกเขาดีกว่า แต่พวกเขาทั้งหมดมาเยี่ยมข้าแล้ว เหตุใดเจ้านกยูงนั่นยังไม่มาเยี่ยมข้าอีก
ขณะที่กำลังพูดอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงของไป๋เช่ออวิ๋นดังมาจากด้านนอก
“เจ้าเด็กตัวแสบ เจ้ากำลังนินทาข้าลับหลังอีกแล้วใช่ไหม”
ในทันทีที่ไป๋เช่ออวิ๋นผลักประตูเข้ามา ชิงเฟิงกับชิงเยว่ก็รีบหลบออกไป
“คิดว่าข้าจะนินทาท่านงั้นหรือ ข้าแค่คิดว่าข้าป่วยมานานขนาดนี้แล้ว ท่านยังไม่มาเยี่ยมข้าสักครั้ง” ไป๋เช่ออวิ๋นรู้สึกประหลาดใจขึ้นมา “ปกติเจ้าชอบเมินข้า แล้วเหตุใดจู่ๆถึงได้พูดถึงข้าขึ้นมา เจ้ารู้แล้วสินะว่าข้าเป็นคนดี เจ้าเสียใจแล้วใช่ไหม”
หงอวี่ทำหน้ารังเกียจ “ไม่ ไม่ใช่อย่างนั้น”
“แล้วเหตุใดเจ้าถึงพูดถึงข้าล่ะ”
หงอวี่ไม่พูดอะไรและเงียบไปครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยขึ้น “เรื่องนั้น ท่านก็รู้แล้วหรือ”
“รู้เรื่องอะไร วันนี้ข้ามาแค่จะมากินข้าวเท่านั้น” ไป๋เช่ออวิ๋นงุนงงไปหมด เขามาวันนี้ก็้เพื่อมากินข้าวบ้านตระกูลฉิน
ทั้งยังได้ยินว่าในหมู่บ้านมีโจรขโมยเลยแวะมาดูหน่อย ยังไม่ทันไปก็ได้ยินว่าเด็กคนนี้ป่วย ก็เลยมาดูสักหน่อยตายหรือยัง?
“คนคนนั้นป่วยแล้ว ไม่มียา!”
ไป๋เช่ออวิ๋นงงกับคำพูดที่ไม่มีหัวมีท้ายของหงอวี่
“เจ้าพูดถึงใคร เจ้าผายลมหรือ ผายให้หมดทีเดียวเลย” ไป๋เช่ออวิ๋นรู้สึกรำคาญที่สุดเวลาต้องเดาความหมายแฝงในคำพูดของผู้อื่น “ข้าไม่ใช่พยาธิไส้เดือนในท้องเจ้านะ จะไปรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าคิดจะทำอะไร”
หงอวี่มองเขาอย่างอ่อนใจ “ท่านพ่อของข้าป่วย ไม่มียารักษา!”
“ท่านพ่อของเจ้าน่ะหรือ เหล่าซื่อน่ะหรือ เป็นไปไม่ได้หรอก อาจารย์อาของเขาอยู่กับเขา จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะไม่มียา…”
ขณะที่ไป๋เช่ออวิ๋นกำลังพูดอยู่นั้น จู่ๆใบหน้าคนคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในความคิด
“จะ…จะ….เจ้า...เจ้าหมายถึงพ่อคนนั้นหรือ”
หงอวี่พยักหน้า “โจรที่มาที่หมู่บ้านตระกูลฉินคือองครักษ์ลับคนหนึ่ง เขามาเพื่อหา โสม ข้าเพิ่งให้โสมเขาไปเมื่อครู่นี้เอง”
“เพียงแต่...ข้าไม่กล้ารับรองว่าเขาจะสามารถนำยากลับไปได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ ถึงอย่างไรวิธีการของยายปีศาจร้ายผู้นั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ”
ไป๋เช่ออวิ๋นได้ยินดังนั้นก็มีสีหน้าเคร่งเครียด “ข่าวนี้เชื่อถือได้หรือไม่”
“ท่านไม่รู้จักอ้านอีหรือ”
ไป๋เช่ออวิ๋นกลอกตาใส่เขา “เจ้ากำลังพูดเรื่องไร้สาระหรือ ข้าจะรู้จักเขาได้อย่างไร”
“ข้ายังไม่รู้จักสองคนที่เพิ่งวูบออกไปจากห้องของเจ้าเมื่อครู่นี้เลย แล้วข้าจะรู้จักองครักษ์ลับข้างกายคนผู้นั้นได้อย่างไร”
“เขาคือองครักษ์ลับที่ท่านตาของข้ามอบให้แก่ท่านแม่ มีทั้งหมดสิบคน หลังจากท่านแม่ของข้าจากไป องครักษ์ลับเหล่านั้นก็อยู่เคียงข้างท่านพ่อของข้าตลอดมา”
“แต่ตอนนี้ยายปีศาจนั่นคงยังไม่รู้ว่าท่านพ่อของข้ามีองครักษ์ลับเหล่านี้อยู่ข้างกาย!”
ไป๋เช่ออวิ๋นครุ่นคิดสักครู่ “พอเถอะ เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องยุ่ง ข้าจะจัดการเอง”
ไป๋เช่ออวิ๋นพูดพลางลุกขึ้นเดินออกจากประตูไป
“เจ้านกกระจอก เจ้ารอก่อน…” หงอวี่เรียกเขาไว้ “ท่านสามารถพาข้าเข้าวังได้หรือไม่”
ไป๋เช่ออวิ๋นได้ยินดังนั้นก็ตกใจเ ยกมือขึ้นเคาะที่หน้าผากของเขา “เจ้าบ้าไปแล้วหรือ ในเวลาเช่นนี้เจ้ายังอยากจะเข้าวังอีกหรือ”
หงอวี่ส่ายหน้า “ข้าไม่ได้บ้า ขอเพียงท่านสามารถพาข้าเข้าวัง หรือสามารถพาเล่อเหนียงเข้าวังได้ ท่านพ่อของข้าก็จะมีทางรอด”
“เจ้ายังคิดจะส่งสมบัติล้ำค่าของตระกูลชินเข้าไปในวังหลวงที่กินคนนั่นหรือ เจ้าคงไม่เคยโดนย่าของเจ้าตีด้วยพื้นรองเท้าสินะ!”
บทที่ 460: วันนี้ต้องมาถึงในที่สุด
“แล้วเจิ้งกุ้ยเฟยเล่า”
แต่เดิมไป๋เช่ออวิ๋นตั้งใจจะทิ้งคำพูดไว้แล้วเดินจากไป เขาไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับหงอวี่และข้อเรียกร้องที่ไร้เหตุผลของเขา แต่คำพูดของอีกฝ่ายก็ทำให้เขาต้องหยุดชะงักอยู่กับที่
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร” ไป๋เช่ออวิ๋นหันกลับไปจ้องหงอวี่
“เจ้าไม่รู้มาก่อนหรือว่า เจิ้งกุ้ยเฟยคลอดลูกชายแล้ว”
หงอวี่เดินเข้าไปใกล้อีกฝ่ายทีละก้าว “เจ้ารู้มานานแล้วว่ายายปีศาจนั่นมีหลานชายแล้ว ดังนั้นท่านพ่อของข้าก็ไม่จำเป็นต้องมีตัวตนอีกต่อไปไม่ใช่หรือ”
ไป๋เช่ออวิ๋นอ้าปากหลายครั้งแต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เดี๋ยวก่อน ใครเป็นคนบอกเจ้าเด็กคนนี้กัน
“ท่านอาไป๋ ข้าไม่เคยคิดอยากได้ตำแหน่งนั้นเลย ข้าไม่สนใจมันเลยด้วยซ้ำ หากเป็นไปได้ข้าขอเป็นลูกของครอบครัวธรรมดาดีกว่า”
“แต่ถ้าข้าไม่สนใจอะไรเลยจริงๆ มันจะได้ผลหรือ เมื่อถึงเวลาท่านพ่อจากไป ยายปีศาจนั่นจะต้องสนับสนุนให้ลูกของเจิ้งกุ้ยเฟยขึ้นครองตำแหน่ง แต่ตอนนั้นไม่ว่าจะเป็นอาของข้าหรือลุงของข้า หรือแม้แต่คนจากหมู่บ้านตระกูลฉินก็จะไม่มีใครรอดชีวิต!”
ไป๋เช่ออวิ๋นไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่จ้องมองเด็กชายนิ่งงัน เขากำลังคิดว่าพวกเขาเดินผิดทางตั้งแต่แรกหรือไม่ บางทีพวกเขาไม่ควรเอาแต่หลบหนีอย่างเดียว แต่ควรโจมตีเชิงรุกถึงจะได้ผล
ไม่ว่าท่านอ๋องเจ็ดจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจปล่อยให้เป็นเช่นนี้ จุดประสงค์ที่เขามาถึงชิงเหอ การต่อสู้อย่างสุดกำลังของเผ่ยเฉิงหลิงที่ชายแดน หรือการหลบหน้าของตระกูลเผ่ย หรือแม้แต่ฉินเหล่าซื่อ เฉินฮั่นหลิน และฉินเฉิงอันที่ทิ้งภรรยาและลูกเพื่อเอาชีวิตเข้าแลก ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นไปเพื่อเจ้าเด็กน้อยคนนี้
และสิ่งที่พวกเขาทำได้ก็คือปกปิดมันไว้ไม่ให้คนอื่นพบเห็น แต่กลับลืมไปว่าเขาอายุใกล้สิบขวบแล้ว ถึงเวลาที่จะต้องยืนหยัดด้วยตัวเองแล้ว
“เรื่องนี้ข้าขอคิดดูก่อน แต่เจ้าควรบอกย่าและแม่ของเจ้าด้วย ถ้าเจ้าทนพื้นรองเท้าของย่าและน้ำตาของแม่เจ้าได้ ข้าจะหาทางพาเจ้าเข้าไป!”
ในที่สุดไป๋เช่ออวิ๋นก็ยอมประนีประนอม
หงอวี่เอ่ยปากด้วยความดีใจว่า “จริงหรือ”
“แน่นอนว่าจริง เจ้าคิดว่าใครจะเหมือนเจ้าเล่า” ไป๋เช่ออวิ๋นตอบกลับโดยไม่ถามอะไรอีกและแขวะเขาหนึ่งประโยค
“ทะ…ท่านออกไป ข้าต้องการปลดทุกข์!” หงอวี่โกรธจนใบหน้าแดงก่ำ
ไป๋เช่ออวิ๋นได้ยินดังนั้นก็ยิ้มอย่างซุกซนแล้วพูดว่า “ต้องการให้ข้าช่วยเจ้าหรือไม่”
“ไสหัวไป!” หงอวี่ตะโกนด้วยความโกรธ
ไป๋เช่ออวิ๋นยักไหล่แล้วพูดว่า “ก็ได้ ก็ได้ ถ้าไม่ต้องการให้ข้าช่วยก็ช่างเถอะ แต่อย่าฉี่รดกางเกงล่ะ!”
แต่คำตอบที่เขาได้รับคือหมอนที่ลอยมาปะทะหน้า
“ท่านอาไป๋ ท่านทำอะไรอีกแล้ว ทำให้พี่เจ็ดโกรธหรือ” เล่อเหนียงยืนเท้าสะเอวขวางทางไป๋เช่ออวิ๋นไว้
ไป๋เช่ออวิ๋นก้มตัวลงช้อนใต้รักแร้นางแล้วอุ้มขึ้นมา “ข้าทำให้เขาโกรธที่ไหนกัน เขาแค่ต้องปลดทุกข์ ข้าแค่คิดจะช่วยแกะกางเกงให้เท่านั้นเอง ใครจะรู้ว่าเขาจะหน้าบางถึงเพียงนี้”
“เป็นเพราะเห็นแก่ท่านป้า ข้าถึงได้คิดจะช่วยเขา ถ้าเป็นคนอื่นข้าคงไม่สนใจหรอก” เล่อเหนียงฟังคำบ่นจากปากของไป๋เช่ออวิ๋น จึงรีบช่วยพูดแทนพี่หก “ท่านอาไป๋ อย่าได้เก็บคำพูดของพี่เจ็ดมาใส่ใจเลย ท่านแค่คิดว่ามันเป็นลมปากก็พอ”
“ท่านก็รู้นิสัยเขาดี แต่หยิ่งผยอง ถ้าพี่เจ็ดไม่เปลี่ยนนิสัยนี้ ต่อไปจะหาภรรยาได้ยากเสียแล้ว”
ไป๋เช่ออวิ๋นเห็นด้วยอย่างยิ่งกับคำพูดของเล่อเหนียง “ใช่ๆๆ ต่อไปจะหาภรรยาไม่ได้แน่!”
ไป๋เช่ออวิ๋นอุ้มเล่อเหนียงเดินไปบ้านพักคนชราเหล่าหลายเล่อ แล้วแอบหยิบขนมหวานชิ้นหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ถูกไล่ตะเพิดออกมา
ไป๋เช่ออวิ๋นอุ้มเล่อเหนียงมานั่งที่หน้าประตูใหญ่ ป้อนเล่อเหนียงไปด้วยพลางมองท้องฟ้าที่ปราศจากเมฆ เขากำลังลังเลว่าควรจะถามบางคำถามออกไปหรือไม่
“เล่อเหนียง หากเจ้าต้องไปช่วยคนคนหนึ่ง เจ้ากล้าไปหรือไม่” ในที่สุดไป๋เช่ออวิ๋นก็ถามออกมา
เล่อเหนียงไม่เงยหน้าขึ้นมอง “ท่านพ่อของพี่เจ็ดใช่หรือไม่"
“เจ้ารู้ได้อย่างไร เขาบอกเจ้าแล้วหรือ”
ไป๋เช่ออวิ๋นตกใจอย่างบอกไม่ถูก ปากของเจ้าเด็กนั่นเร็วขนาดเชียวหรือ
เล่อเหนียงส่ายหน้า “ไม่มี เขาไม่ได้บอกข้า แต่ข้าเดาได้!”
“ข้าเดาว่าเขาต้องการไปหาท่านพ่อของเขาที่วังแน่นอน เพราะมีเพียงข้าเท่านั้นที่มีวิธีพาเขาเข้าไปได้!”
ครั้งนี้ไป๋เช่ออวิ๋นรู้สึกสงสัย “เจ้ามีวิธีอะไรหรือ อย่าบอกนะว่าเจ้าสามารถพาเขาเข้าไปได้”
ไป๋เช่ออวิ๋นเพียงแค่พูดเล่น แต่เมื่อเขาเห็นเล่อเหนียงพยักหน้า ตอนนี้ก็ทำได้แต่อ้าปากค้าง
“เดี๋ยวนะ เจ้าพูดจริงหรือ” หลังจากไป๋เช่ออวิ๋นได้สติกลับมา เขาก็มองเล่อเหนียงราวกับเห็นผี
“ท่านอาไป๋ ท่านไม่ต้องสนใจว่าข้าจะพาพี่เจ็ดเข้าไปได้อย่างไร ขอเพียงท่านสามารถพาข้าเข้าไปได้ก็พอ!”
“ข้าต้องลองดูก่อน!” ในที่สุดไป๋เช่ออวิ๋นก็ฝืนใจตอบตกลง
อาหารเสร็จอย่างรวดเร็ว ไป๋เช่ออวิ๋นตั้งใจจะปรึกษาเรื่องนี้กับครอบครัวฉินบนโต๊ะอาหาร แต่สุดท้ายก็ถูกเล่อเหนียงขัดจังหวะ
“ท่านย่า หลังกินข้าวเสร็จ ท่านอาไป๋มีเรื่องจะปรึกษากับพวกท่าน!”
ไป๋เช่ออวิ๋นมองดูคนงานที่กำลังกินข้าวอยู่ข้างๆ พลันรู้สึกเสียใจอยู่ครู่หนึ่ง เหตุใดเขาถึงได้ลืมเรื่องนี้ไปเสียได้ โชคดีที่เล่อเหนียงนึกขึ้นได้
หลังจากกินข้าวเสร็จรอให้ฉีสือและคนอื่นๆกลับไปแล้ว แม่เฒ่าฉินก็ไปปิดประตูใหญ่ ไป๋เช่ออวิ๋นจึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดออกมา ความเงียบปกคลุมไปทั่วบ้านตระกูลฉิน
หมิงเฟิงหันมองหน้ากันแล้วก็ชะงักไป คนที่พวกเขาทำร้ายเมื่อวานก็คือหัวหน้าองครักษ์ลับ แล้วแบบนี้อีกฝ่ายจะมาแก้แค้นตนเองหรือไม่
ส่วนคนตระกูลฉินที่นิ่งไปนั้นเป็นเพราะไทเฮาเคลื่อนไหวเร็วเกินไป
นับตั้งแต่พวกเขารู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของเสี่ยวชีก็รู้ว่าวันนี้ต้องมาถึงอย่างแน่นอน เพียงแต่ไม่คิดว่าจะเร็วถึงเพียงนี้ ลูกของเจิ้งกุ้ยเฟยยังไม่ถึงสองขวบ ก็รีบร้อนจะลงมือกำจัดลูกเพื่อสืบทอดตำแหน่งพ่อเสียแล้ว
“นายอำเภอไป๋ มั่นใจหรือไม่” แม่เฒ่าฉินเอ่ยปากถาม
ไป๋เช่ออวิ๋นส่ายหน้า “ข้าไม่กล้ารับรอง แต่ที่เสี่ยวชีพูดนั้นถูกต้อง คนคนนั้นจำเป็นต้องมีชีวิตรอด!”
หมิงเฟิงและคนอื่นๆมองดูแม่เฒ่าฉินที่ดูไม่ตกใจเลยแม้แต่น้อย แล้วเดินออกไปอย่างเงียบๆ
“เล่อเหนียง วันนี้เจ้าเอาโสมให้เขาแล้วใช่หรือไม่” แม่เฒ่าฉินถามเล่อเหนียง “ถูกต้อง พี่เจ็ดขอโสมจากข้ารากหนึ่ง และข้าก็ให้เขาไปแล้ว!”
แม่เฒ่าฉินถอนหายใจจู่ๆก็รู้สึกเหนื่อยใจอย่างยิ่ง นางเคยคิดว่าเมื่อวันนี้มาถึง เหล่าซื่อและคนอื่นๆน่าจะกลับมาแล้ว ตอนนั้นเหล่าซื่อและพวกเขาคงได้รับชัยชนะกลับมา เรื่องราวต่างๆก็จะจัดการได้สะดวกมากขึ้น
แต่ตอนนี้...
“เล่อเหนียง เจ้าบอกข้าตามตรงเถอะ หากให้เจ้าไป เจ้ามีความสามารถในการปกป้องตัวเองหรือไม่” แม่เฒ่าฉินถามอย่างจริงจัง
เล่อเหนียงพยักหน้าอย่างมั่นใจ “มีเจ้าค่ะ”
แม้นางจะเป็นเพียงเด็กหญิงอายุสองขวบ แต่นางมีพื้นที่มิติ หากเผชิญอันตรายนางสามารถหลบเข้าไปในพื้นที่มิติได้ทุกเมื่อ
เสบียงในพื้นที่มิติมีเพียงพอให้นางอาศัยอยู่ในพื้นที่มิติได้ตลอดชีวิต
“เช่นนั้นก็ไปเถิด!” แม่เฒ่าฉินตัดสินใจอย่างเด็ดขาด!
“ท่านแม่!”
“ท่านย่า!”
แม่เฒ่าฉินโบกมือ “ไม่จำเป็นต้องให้ข้าพูดพวกเจ้าก็รู้กันดีอยู่แล้ว ไม่ช้าก็เร็ววันนี้ต้องมาถึงอยู่ดี”
สวี่ซิ่วอิงและคนอื่นๆไม่พูดอะไร เพราะในใจของพวกเขาต่างก็รู้ดี
“นายอำเภอไป๋ คาดว่าจะไปเมื่อไหร่” แม่เฒ่าฉินถามอีก
“อีกครึ่งเดือน วันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของฮ่องเต้”
จบตอน
Comments
Post a Comment