บทที่ 461: คนโชคร้ายที่ได้กลิ่นแล้วมา
“พี่เจ็ด ช้าลงหน่อยเถอะ ไม่ต้องรีบ ระวังแผลจะเปิดเอาได้”
นับตั้งแต่รู้ว่าอีกครึ่งเดือนหงอวี่และเล่อเหนียงจะต้องออกเดินทางไปวังหลวง ในช่วงครึ่งเดือนนี้ตระกูลฉินก็ได้แอบเตรียมการไว้แล้ว
พวกเขาเดิมทีคิดว่าจะบอกให้ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผ่ยรู้ แต่ถูกไป๋เช่ออวิ๋นห้ามไว้
“ท่านป้า เรื่องนี้ยิ่งมีคนรู้น้อยยิ่งดี แม้แต่ตระกูลเผ่ยก็ต้องปิดไว้ไม่ใช่พวกเขารู้ ตอนนี้มีคนจับตาดูตระกูลเผ่ยมากเกินไป หากไม่ระวังก็จะเกิดข้อผิดพลาดได้”
เมื่อได้ยินคำพูดของไป๋เช่ออวิ๋น คนอื่นจึงล้มเลิกความคิดนี้ หงอวี่รู้เรื่องแล้วจึงยืนกรานจะฝึกฝนทุกวัน หวังให้บาดแผลของตนหายเร็วขึ้น
หลังจากได้รับอนุญาตจากหลี่อัน ตอนนี้เขาไม่ได้นอนอยู่บนเตียงแล้ว แต่เดินไปมาทั่ว หรือไม่ก็ท่องหนังสือ บางครั้งเข้าไปในพื้นที่มิติกับเล่อเหนียงเพื่อจัดของ เพราะเขาต้องการเคลื่อนไหวด้วยตัวเอง เพื่อให้บาดแผลฟื้นตัวเร็วที่สุด
เล่อเหนียงป้อนน้ำวิเศษให้เขาวันละสองถ้วย เพียงแค่สามวันบาดแผลก็เกือบจะหายเป็นปกติ
ลิ่งเหวินและคนอื่นตื่นเช้าขึ้นหนึ่งชั่วยาม มานั่งย่อตัวในลานเป็นเวลาครึ่งชั่วยาม แล้วฝึกยืนท่าม้าอีกครึ่งชั่วยาม
พอถึงตอนบ่ายเลิกเรียนก็ฝึกต่อ แม้จะเหนื่อยล้าและปวดเมื่อยไปทั้งตัวก็ไม่ยอมหยุดหงอวี่ก็ร่วมฝึกฝนด้วย หมิงเฟิงและเหล่าพี่น้องก็สอนสิ่งที่แต่ละคนถนัด
ส่วนทางด้านนี้หลิวซิ่วเถาได้ตากครั่งจนแห้งแล้ว
“ท่านป้า ครั่งที่ตากแห้งแล้วนี้จะนำไปทำชาดใช่หรือไม่” หลิวซิ่วถามอย่างตื่นเต้น
ช่วงไม่กี่วันมานี้ พวกเขาต่างยุ่งอยู่กับงานของตัวเอง แต่ละคนต่างทำงานอย่างขยันขันแข็ง เล่อเหนียงมองดูครั่งที่แห้งสนิทแล้วจึงรีบสั่งให้หลิวซิ่วเถาเริ่มลงมือทำงานทันที ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน นางอยากลองทำสักสองสามอย่างเพื่อทดลองดูก่อน
นางใช้โม่ขนาดเล็กบดครั่งให้เป็นผงแล้วร่อนผ่านตะแกรง จากนั้นนำไปใส่ในโถดินเผาที่ล้างจนสะอาด จากนั้นนำรังผึ้งที่หามาได้จากภูเขาก่อนหน้านี้ ใส่ลงในโถดินเผาพร้อมกับครั่งที่บดไว้แล้วต้มรวมกัน
หลังจากขี้ผึ้งเดือดก็เติมน้ำมันหมูลงไปเล็กน้อย แล้วเทลงในตลับดินเผาที่เตรียมไว้ หลังจากนี้รอให้แข็งตัวก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว
“เล่อเหนียง พวกเราจะทำแค่นี้เท่านี้หรือ” หลิวซิ่วเถามองดูผงแมลงครั่งที่ยังเหลืออยู่อีกมาก ก็รู้สึกอยากทำเพิ่มอีกสักหน่อย
“อาสะใภ้ สีนี้ไม่สวยเลย ทำออกมาสักสองสามตลับก่อนดีไหม ดูว่ามีคนต้องการหรือเปล่า”
เล่อเหนียงมองดูน้ำย้อมสีแดงที่ต้มเสร็จแล้วในโถดินเผา นางรู้สึกว่าสีนี้ไม่ค่อยสวยนัก นางไม่ชอบเพราะไม่ได้เติมดอกไม้ลงไป ถ้าเติมดอกไม้อื่นๆลงไปสีจะสวยขึ้นมาก
“ก่อนหน้านี้พวกเราเอาไปขาย ก็ถูกซื้อจนหมดไม่ใช่หรือ”
“อาสะใภ้ ต่อไปถ้าเห็นดอกไม้ป่าสวยๆข้างทางโดยเฉพาะสีแดง ให้เก็บกลับมาตากแห้ง แล้วพวกเราค่อยเติมใส่ดอกไม้แห้งลงไป แบบนี้นอกจากจะประหยัดผงย้อมสีแล้ว สียังจะสวยขึ้นอีกมากด้วย”
หลิวซิ่วเถาก็ไม่ได้คิดถึงจุดนี้ “เดี๋ยวข้าจะไปเก็บดอกไม้บนภูเขาในวันอื่น"
ขณะที่เล่อเหนียงกำลังพูดเรื่องนี้อยู่ ทางด้านสือไห่ถังก็เรียกขึ้นมาอีก
“เล่อเหนียง แป้งมันเทศที่เจ้าให้ทำไว้ก่อนหน้านี้แห้งแล้ว ต่อไปต้องทำอย่างไรหรือ”
เมื่อเล่อเหนียงได้ยินว่าแป้งมันเทศแห้งแล้วก็รีบวิ่งไปทันที เมื่อวานไห่ถัง ได้นำแป้งมันเทศที่กรองเรียบร้อยแล้วไปตากแดด หลังจากตากแดดมาสองวันในที่สุดก็แห้งสนิท
นางจะได้กินเส้นมันเทศรสเผ็ดที่คิดถึงมาตลอดแล้ว
“ป้าสะใภ้สาม จุดไฟเถิด เส้นมันเทศพร้อมแล้ว” เล่อเหนียงตื่นเต้นจนกระโดดไปทั่วครัวแล้ว
“ได้ๆ เจ้าอย่าเพิ่งรีบร้อน!” สือไห่ถังเห็นเล่อเหนียงท่าทางร้อนรนจนอดขำไม่ได้ รีบล้างหม้อต้มน้ำ
“ป้าสะใภ้สาม ผสมแป้งกับน้ำให้เป็นเนื้อเดียวกัน!”
สือไห่ถังหยิบอ่างใบหนึ่งมาแล้วเริ่มนวดแป้ง สิ่งอื่นนางอาจไม่เชี่ยวชาญ แต่การนวดแป้งนั้นนางชำนาญนัก เพราะทุกวันต้องนวดแป้งไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง
“ป้าสะใภ้สาม ต้องเอาไปนึ่งให้สุกก่อน จากนั้นค่อยนำออกมาแล้วเติมแป้งมันเทศสดลงไปนวดให้เป็นก้อนแป้ง”
“จากนั้นก็ต้มน้ำให้เดือด ใช้อันนี้บีบก้อนแป้งลงไปในน้ำเดือด” เล่อเหนียงหยิบเครื่องมือสำหรับบีบเส้นออกมาจากพื้นที่มิติแล้วส่งให้สือไห่ถัง
สือไห่ถังรับมาด้วยท่าทีสงบ เล่อเหนียงถือโอกาสในขณะที่แป้งยังไม่สุกนำของจำนวนมากออกมาจากพื้นที่มิติ ไม่ว่าจะเป็นกระเทียม พริก ถั่วลิสง และถั่วเหลือง
นางยังนำน้ำส้มสายชูหมักออกมาอีกถังหนึ่งด้วย
“เล่อเหนียง พวกนี้เอาไว้ทำอะไรหรือ” สือไห่ถังถามขณะมองดูวัตถุดิบสีแดงและสีเขียวกองนั้น
"ป้าสะใภ้สาม พวกนี้คือเครื่องเคียง ต้องกินคู่กันถึงจะอร่อย”
เล่อเหนียงชี้ไปที่ขวดน้ำส้มสายชูหมัก “อันนี้คือน้ำส้มสายชู เป็นเครื่องปรุงสำคัญสำหรับการกินเส้นมันเทศเลยนะ”
สือไห่ถังส่งเสียงรับรู้ แล้วพับแขนเสื้อขึ้นเริ่มจัดการกับเครื่องปรุง
พริกรู้จัก เพราะตอนนี้แปลงผักของบ้านนางปลูกพริกไว้เต็มเลย
ขิง กระเทียมก็รู้จัก
ส่วนที่เหลือคือถั่วสีเหลืองทองและแผ่นถั่วที่เหลืออยู่นั้นนางไม่รู้จัก
ทางนี้เครื่องปรุงหั่นเสร็จแล้ว ทางนั้นเส้นมันเทศก็นึ่งสุกแล้วเช่นกัน
สือไห่ถังนำแป้งมันเทศที่นึ่งสุกแล้วมาตักออก เติมแป้งมันเทศที่เหลือลงไป แล้วเติมน้ำเล็กน้อยนวดให้เข้ากันเป็นก้อนแป้ง
ภายใต้คำแนะนำของเล่อเหนียง สือไห่ถังบีบก้อนแป้งลงในหม้อน้ำเดือด
ไม่นานในหม้อก็มีแป้งมันเทศเต็มลอยเต็มไปหมด แป้งเหล่านั้นมีลักษณะเป็นเส้นเล็กจิ๋ว จนแม้แต่สือไห่ถังยังรู้สึกประหลาดใจ
พอตักออกมาแล้วพบว่ามันมีขนาดเล็กและยืดหยุ่นมาก พอรู้ว่าสุกแล้วจึงตักออกมาแช่น้ำเย็น เล่อเหนียงยกเก้าอี้มาตัวหนึ่ง แล้วบอกให้สือไห่ถังนำชามใบใหญ่มาให้นาง จากนั้นก็เริ่มปรุงเส้นรสเปรี้ยวเผ็ด
อืม ใส่พริกลงไป ใส่ขิง ใส่กระเทียมลงไป
น้ำส้มสายชูและน้ำตาลทรายก็ต้องใส่ลงไปด้วย
หลังจากที่นางปรุงเสร็จแล้วก็ใช้มือชิมรสชาติดู เมื่อรู้สึกว่าพอเหมาะแล้วจึงบอกให้สือไห่ถังเทเส้นมันเทศที่แช่น้ำเย็นไว้ลงในชามแล้วคนให้เข้ากันได้
กลิ่นอันแสนคุ้นเคยทำให้เล่อเหนียงน้ำลายโดยไม่รู้ตัว
นางรีบคว้าชามใบหนึ่งมาแล้วบอกให้สือไห่ถังคีบขึ้นมา
“ว้าว รสชาติที่ข้าคิดถึง!” เล่อเหนียงดูดเส้นเข้าปากคำหนึ่ง รสชาติเปรี้ยวเผ็ดแผ่ซ่านมทั่วทั้งปาก
“เล่อเหนียง อร่อยขนาดนั้นเลยหรือ” สือไห่ถังมองชามใหญ่สีแดงฉานแล้วรู้สึกลังเลที่จะตักกิน
เมื่อครู่นางเห็นกับตาว่าเล่อเหนียงเทพริกทั้งชามใหญ่ลงไป พริกเยอะขนาดนั้นจะไม่เผ็ดจนตายเลยหรือ
“อร่อย อร่อย ป้าสะใภ้สามลองชิมเร็วเข้า!”
สือไห่ถังมองริมฝีปากของเล่อเหนียงที่เริ่มบวมแดงแล้วยิ่งไม่กล้าลงมือ หลังคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ตัดสินใจยกชามเส้นมันเทศรสเปรี้ยวเผ็ดกระตุ้นความอยากอาหารนี้ไปให้พวกเขา
เมื่อคิดแล้วจึงลงมือทำทันทีสือไห่ถังรีบยกชามเส้นขึ้นมาและเดินไปยังลานบ้าน
“มาเร็ว เส้นมันเทศที่เล่อเหนียงทำด้วยตัวเอง ลองชิมดูว่าอร่อยหรือไม่” สือไห่ถังตะโกนเรียกหงอวี่และคนอื่นที่กำลังฝึกวรยุทธอยู่ในลานบ้าน ฉินเหล่าซานที่กำลังผ่าฟืนอยู่ในลานหลังบ้าน รวมถึงสวี่ซิ่วอิงต่างพากันเดินออกมา
แต่เมื่อพวกเขาเห็นชามใหญ่ที่เต็มไปด้วยผงสีแดง ทุกคนก็พากันเงียบกริบ
“นั่นบนนั้นคือพริกใช่หรือไม่” สวี่ซิ่วอิงกลืนน้ำลายก่อนเอ่ยถาม
สือไห่ถังพยักหน้า “ทั้งชามมีแต่พริกลอยเต็มไปหมด!”
“กลิ่นหอมจริงๆ กำลังทำอาหารอร่อยอะไรอยู่หรือ” ไป๋เช่ออวิ๋นได้กลิ่นหอมจึงเดินตามมา สวี่ซิ่วอิงมือไวตาไวคีบเส้นหมี่ด้วยตะเกียบหนึ่งคู่ส่งให้เขา!
บทที่ 462: ความอร่อยอมตะ
“อาหารสิ่งนี้คืออะไร เหตุใดถึงรถชาติเผ็ดเช่นนี้” ไป๋เช่ออวิ๋นดูดเส้นเข้าปากคำหนึ่ง แล้วก็พ่นออกมาทันที
รสชาติที่ทั้งชา เผ็ด และเปรี้ยวกระตุ้นต่อมรับรสของเขา ทำให้เขารู้สึกราวกับถูกไฟเผา แต่หลังจากผ่านไปสักครู่กลับพบว่ารสชาติแปลกประหลาดนี้ กลับมีความอร่อยซ่อนอยู่
ดังนั้นเขาจึงลองอีกครั้ง คีนเส้นขึ้นมาหนึ่งเส้นแล้วใส่เข้าปาก และเริ่มเคี้ยวอย่างช้าๆ เขาเริ่มรู้สึกรสชาติอันพิเศษ จึงคีบใส่เข้าปากอีกเส้น
“น่าทึ่งจริงๆ รสชาตินี้ยอดเยี่ยมมาก ทั้งรุนแรงและนุ่มนวลในเวลาเดียวกัน”
“นายอำเภอไป๋ มันอร่อยจริงหรือ ท่านห้ามหลอกข้านะ”
ไป๋เช่ออวิ๋นพยักหน้าพลางส่งชามให้ “พวกท่านลองดูเถอะ กินแล้วจะรู้รสชาติเอง”
คนอื่นๆตีบเส้นมันเทศใส่ถ้วยเล็กๆ แล้วเริ่มกินด้วยความเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
สัมผัสแรกจะเป็นรสเปรี้ยว ก่อนจะตามมาด้วยรสเผ็ด และสุดท้ายคือความชา รสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ผสมผสานกันอย่างลงตัว
อร่อยอย่างบอกใครเชียว
คนที่เมื่อครู่ยังลังเล ตอนนี้เริ่มแย่งกันกินแล้ว
“พี่สี่ ให้ข้าสักหน่อยสิ!” เสี่ยวลิ่วกินช้าที่สุดพอถึงเวลาที่จะกินชามที่สองก็พบว่าในชามใหญ่หมดแล้ว ส่วนในชามของลิ่งเหวินนั้นยังเหลืออยู่เยอะ
"ข้าไม่ให้หรอก เจ้ายังเล็กอยู่ อย่ากินมากนัก เดี๋ยวท้องจะปวดเอา” ลิ่งเหวินพูดอย่างจริงจัง
“ป้าสะใภ้สาม ข้าอยากกินอีกชาม…” พอเล่อเหนียงถือชามวิ่งมา ก็พบว่าในชามใหญ่เหลือเพยีงความว่างเปล่า และปากของพวกเขาแต่ละคนบวมเปล่งเป็นไส้กรอก
“ฮ่าๆๆ ดูปากของพวกท่านสิ บวมจังเลย” เล่อเหนียงเอามือปิดปากหัวเราะจนหยุดไม่ได้
“น้องสาว เจ้าก็เหมือนกันไม่ใช่หรือ!”
เล่อเหนียงลูบปากของนางเบาๆ พบว่ามันบวมจริงๆ นางจึงไม่กล้าหัวเราะอีก แล้วเกาท้ายทอยอย่างเก้อเขิน
“ป้าสะใภ้สามทำเพิ่มอีกหน่อยได้หรือไม่ เล่อเหนียงยังอยากกินอีกเจ้าค่ะ”
“ป้าสะใภ้สาม เสี่ยวลิ่วก็ยังอยากกินอีกขอรับ”
สือไห่ถังมองดูพวกเด็กๆทำหน้าอ้อนวอนขออาหาร จึงตัดสินใจทันที “ได้ ข้าจะเอาแป้งที่เหลือมาทำให้หมด แต่พรุ่งนี้พวกเจ้าต้องช่วยข้าโม่แป้งด้วยนะ!”
“รับทราบ!” พวกเด็กๆพยักหน้าอย่างแรง!
สือไห่ถังยิ้มแล้วเดินเข้าครัวไป สวี่ซิ่วอิงและหลิวซิ่วเถาก็ตามไปช่วย เล่อเหนียงก็ต้องตามไปด้วยเช่นกัน เพราะนางต้องนำเครื่องปรุงออกมา
“เล่อเหนียง พวกนี้ปลูกได้หรือไม่ พวกเราไปถางที่ดินสักแปลงแล้วปลูกกันเถอะ” สวี่ซิ่วอิงมองดูวัตถุดิบหลากหลายที่เล่อเหนียงนำออกมาแล้วเสนอ
“ท่านแม่ แน่นอนว่าปลูกได้เจ้าค่ะ แต่ต้องรอให้ถึงวันฝนตกก่อนถึงจะปลูกได้ ตอนนี้ฝนยังไม่ตกเลยนี่เจ้าคะ” พูดถึงเรื่องนี้สวี่ซิ่วอิงก็มองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความกังวล ท้องฟ้าที่ปราศจากเมฆหมอก
“ใช่แล้ว เหตุใดฝนยังไม่ตกสักทีนะ ถ้าไม่ตกอีก จะไม่เกิดภัยแล้งเหมือนปีที่แล้วหรือ แบบนสั้นจะไม่มีพืชผลให้เก็บเกี่ยวแล้วนะ”
ไม่เพียงแค่สวี่ซิ่วอิงที่สังเกตเห็นปัญหานี้ ฉินฟู่หลินก็สังเกตเห็นเช่นกัน
“พี่ชุนหลาน ท่านดูสภาพอากาศตอนนี้ พวกเราควรจะกักตุนน้ำไว้ล่วงหน้าหรือไม่”
ฉินฟู่หลินมองดวงอาทิตย์ที่ลอยสูงบนท้องฟ้าด้วยความกังวล “ทุกปีในช่วงนี้ฝนจะตกแล้วนะ เหตุใดตอนนี้ฝนยังไม่ตกเลยล่ะ ข้าเพิ่งไปเดินดูรอบๆทุ่งนา พบว่าพืชบางแปลงเริ่มเหี่ยวแห้งแล้ว!”
แม่เฒ่าฉินตัดสินใจไม่ได้ ได้แต่ปลอบใจว่า “ไม่เป็นไร บางทีอาจจะช้าไปสักสองสามวันก็ได้”
สภาพอากาศแบบนี้ช่างคล้ายกับปีที่แล้วเหลือเกิน ปีที่แล้วช่วงเวลานี้ก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน ฝนไม่ตกเสียทีจนท้ายที่สุดแม้แต่พืชผลก็ไม่มีน้ำ แต่ก็ยังไม่มีฝนตกลงมาแม้แต่หยดเดียว
เพียงแค่ปีที่แล้วไม่มีธัญพืชให้เก็บเกี่ยว คนที่อดตายก็มีไม่น้อยเลย
สวรรค์ช่างโหดร้ายถึงเพียงนี้เชียวหรือ
เขาจำได้ว่าหลังจากผ่านภัยแล้งครั้งใหญ่นั้นมา หากไม่ใช่เพราะตระกูลฉินให้ยืมธัญพืช พวกเขาคงจะอดตายกันไปหมดแล้ว ดังนั้นชาวบ้านที่เคยประสบความทุกข์ยากมาก่อน เมื่อเห็นว่าเลยเวลาฝนตกมาแล้วแต่ฝนก็ยังไม่ตกก็เริ่มกักตุนน้ำกันแล้ว
ต่างคนต่างวางโอ่งใบใหญ่หลากหลายรูปแบบไว้ในลานบ้านของตน บางคนที่ใจร้อนถึงขั้นขุดหลุมขนาดใหญ่ในลานบ้านเลยทีเดียว
การก่อสร้างบนภูเขายังคงดำเนินไปอย่างคึกคัก ดูเหมือนจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆเลย แต่ฉีสือและคนของเขาก็ไม่ได้รับผลกระทบจริงๆ เพราะน้ำในบ่อน้ำพุร้อนไม่ได้ลดลงเลย
ชาวบ้านที่มาช่วยเหลือเมื่อได้เห็นบ่อน้ำพุร้อนนี้ก็อดที่จะรู้สึกทึ่งไม่ได้ หากพวกเขาค้นพบบ่อน้ำพุร้อนนี้ในช่วงภัยแล้งเมื่อปีที่แล้ว พืชผลของพวกเขาคงไม่ตายเพราะขาดน้ำ
ไม่นานนักสือไห่ถังก็ยกชามใหญ่ที่เต็มไปด้วยเส้นออกมาอีกครั้ง เด็กหนุ่มชายคนวิ่งเข้าไปคว้าชามแล้วตักเส้นใส่ชามของตนเองจนเต็ม จากนั้นก็นั่งยองๆตามมุมต่างๆในลานบ้าน แล้วเริ่มกินอย่างเอร็ดอร่อย
ไม่นานก็มีเสียงสูดอากาศดังขึ้น
“โอ๊ย เผ็ดๆๆ เอาน้ำมาเร็ว เอาน้ำมาเร็ว” เสี่ยวอู่เผลอกินพริกเข้าไปโดยไม่ระวัง คราวนี้เขากำลังวิ่งวนไปมาทั่วลานบ้านเพราะความเผ็ด
แม่เฒ่าฉินรีบยกน้ำหนึ่งมาให้เขาทันที
“เจ้าเด็กตัวแสบ เจ้ากินไม่ไหวก็อย่าได้กินมากเช่นนี้สิ ดูสิ ปากเจ้าบวมเพราะเผ็ดเสียแล้ว” แม่เฒ่าฉินบ่นไม่หยุด
ส่วนคนอื่นที่กินไม่ได้เผลอกินพริกเข้าไปเหมือนเสี่ยวอู่ ความเผ็ดพวกนี้ยังอยู่ในระดับที่พอรับได้
“บะหมี่ชามนี้ทั้งเปรี้ยวทั้งเผ็ด ทำให้ทั้งร่างเต็มไปด้วยพลัง”
ไม่นานนักชามใบใหญ่ก็ว่างเปล่าอีกครั้ง
เล่อเหนียงเห็นพวกเขากินเผ็ดจนทนไม่ไหว นางลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยิบแตงโมสองลูกใหญ่ออกมาจากพื้นที่มิติ
เมื่อหงอวี่เห็นแตงโมสองลูกนั้น สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปในทันที
พบกันอีกแล้วหรือ!
“น้องสาว นี่เป็นแตงอะไรหรือ เหตุใดมันถึงใหญ่ขนาดนี้ แถมยังสีเขียวจัดอีกด้วย”
แตงโมลูกหนึ่งกลิ้งไปอยู่ตรงหน้าเสี่ยวลิ่วพอดี
เสี่ยวลิ่วย่อตัวลงคิดจะอุ้มมันขึ้นมา แต่กลับพบว่าแตงโมหนักกว่าที่คิด
“มันคือแตงโมลูกใหญ่ รสชาติอร่อยมากเลย กินตอนหน้าร้อนนี่แหละดีที่สุด” เล่อเหนียงพูดพลางหยิบมีดมาผ่ามันออกเป็นสองซีกทันที
แตงโมสุกงอมแล้ว เนื้อในแดงฉ่ำ ไม่ได้เป็นสีชมพูอ่อนเหมือนที่เคยกินก่อนหน้านี้
“แล้วจะกินยังไงล่ะ” เสี่ยวลิ่วชี้ไปที่แตงโมพลางถาม
โอ้โห ดูน่ากินจังเลย แต่ไม่รู้ว่าจะกินได้หรือเปล่า หงอวี่เห็นพวกเจ้ามองแตงโมตาละห้อย เขาถอนหายใจแล้วเดินไป จากนั้นผ่าแตงโมออกเป็นชิ้นๆ
ก่อนอื่นเขาหยิบชิ้นที่หวานที่สุดให้ สวี่ซิ่วอิง แล้วตามด้วยแม่เฒ่าฉิน
เมื่อเห็นพวกเขาถือแตงโมไว้แต่ไม่รู้จะกินอย่างไร หงอวี่ก็หยิบชิ้นหนึ่งขึ้นมาสาธิตให้พวกเขาดู
“ท่านแม่ ท่านย่า พวกท่านรีบชิมเร็ว มันอร่อยมากเลย” หงอวี่พูดพลางกินไปด้วย
ก็ได้
ต้องยอมรับว่าเขาชอบกินแตงโมมากจริงๆ แม้ว่าก่อนหน้านี้การป่วยอาจจะเกี่ยวข้องกับแตงโม แต่เขาก็เลิกกินรสหวานฉ่ำนี้ไม่ได้แล้ว
เล่อเหนียงหยิบชิ้นหนึ่งขึ้นมาประคองไว้แล้วเริ่มกิน
แม่เฒ่าฉินหยิบชิ้นหนึ่งขึ้นมาอย่างครึ่งเชื่อไม่เชื่อครึ่ง ก่อนจะนำเข้าริมฝีปากแล้วกัดเบาๆ
ในวินาถัดมา นางก็กัดอีกคำใหญ่ "แตงโมนี้หวานจริงๆ แม้แต่เมล็ดก็กินได้เลยนะ"
ฉินเหล่าเอ้อร์และคนอื่นๆก็ไม่นิ่งเฉยอีกต่อไป ต่างพากันเข้ามาหยิบแตงโมคนละชิ้นแล้วเริ่มกินกัน “รสชาติของมันหอมหวานอะไรขนาดนี้”
บทที่ 463: เทพเจ้าแห่งโชคลาภมาแล้ว
“อร่อยจริงๆ อร่อยกว่าผิงกั่วเสียอีก!"
พวกเขากินแตงกันจนท้องป่องไม่ไหวแล้ว
“สะใภ้สาม เดี๋ยวไม่ต้องทำอาหารให้ข้าแล้ว ข้าอิ่มจนท้องจะแตกอยู่แล้ว” แม่เฒ่าฉินกล่าวพลางลูบท้อง
“ข้าก็เช่นกัน!”
คนอื่นๆต่างก็พากันเอ่ยปากบอก สือไห่ถังมุมปากกระตุกเล็กน้อย “งั้นก็ไม่ต้องทำอาหารแล้วสิ!”
“เอ่อ ข้าจะกลับไปนอนแล้ว ตอนนี้ข้าอิ่มเกินไป” ฉินเหล่าซานกุมท้องแล้วรีบเดินกลับห้อง
…..…
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น
ฟ้าเพิ่งจะเริ่มสาง เล่อเหนียงก็คลานออกมาจากอ้อมกอดของสวี่ซิ่วอิง
“ท่านแม่ อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะ!” เล่อเหนียงหอมแก้มสวี่ซิ่วอิงก่อน จากนั้นก็ลุกขึ้นมาสวมเสื้อผ้า
“เล่อเหนียง เหตุใดเจ้าถึงตื่นเช้าเช่นนี้” สวี่ซิ่วอิงถามด้วยความสงสัย “ท่านแม่ วันนี้ข้าอยากเข้าอำเภอกับลุงสามเจ้าค่ะ”
สวี่ซิ่วอิงเข้าใจทันที “เจ้าอยากไปถามเรื่องชาดใช่หรือไม่”
เล่อเหนียงพยักหน้า “ท่านแม่ ท่านคิดว่าพวกเราควรซื้อร้านค้าสักร้านหรือไม่”
คราวนี้สวี่ซิ่วอิงรู้สึกสงสัย “เหตุใดอยู่ดีๆถึงอยากซื้อร้านค้าขึ้นมาล่ะ”
เล่อเหนียงเงียบไปครู่หนึ่ง “ข้าอยากเปิดร้านให้ท่านแม่ เปิดร้านที่รับตัดเสื้อผ้าโดยเฉพาะ”
“ฝีมือของท่านแม่เก่งกาจยิ่งนัก จะต้องมีผู้คนมากมายมาตัดเสื้อผ้ากับท่านแน่นอน”
สวี่ซิ่วอิงชะงักงัน “เหตุใดจึงคิดจะหาร้านให้ข้ากะทันหันเช่นนี้ เจ้าเผชิญเรื่องใดมาหรือ ข้ารู้สึกว่าเจ้ากำลังจัดการทางออกให้ข้า”
เล่อเหนียงตกใจอย่างมาก “ท่านแม่ ท่านกำลังคิดอะไรอยู่”
“อีกไม่กี่วันก็จะต้องเข้าวังหลวงแล้วไม่ใช่หรือ เจ้ากลัวข้าจะคิดฟุ้งซ่าน จึงคิดจะเปิดร้านให้ข้า เพื่อจะได้ให้ข้ามีสิ่งอื่นทำ”
“ท่านแม่ พูดเช่นนี้แล้ว ข้ารู้สึกขนลุกขนพองขึ้นมาทันทีเลย”
สวี่ซิ่วอิงรู้ว่านางพูดผิด ทำให้ลูกสาวเข้าใจผิดจึงดึงเล่อเหนียงเข้ามาใกล้ แล้วหอมแก้มนุ่มนิ่มของนาง
“ลูกรัก แม่ไม่อยากให้เจ้าไปยังสถานที่อันตรายนั่นจริงๆ หากเจ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา แม่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร”
สวี่ซิ่วอิงระบายอารมณ์ที่อัดอั้นมาหลายวันออกมาในที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนรวมหรือส่วนตัว เล่อเหนียงซึ่งมีความสามารถก็ควรจะไปสักครั้ง
แต่นางอยากให้เล่อเหนียงเป็นแค่เด็กธรรมดา ออดอ้อนอยู่ในอ้อมกอดของพ่อแม่ทุกวันก็พอแล้ว ส่วนเรื่องสินเดิมของนาง ตนเองจะพยายามหาเอง
แต่ตอนนี้ไม่ใช่มารดาที่ดูแลบุตรสาว แต่กลับเป็นบุตรสาวที่ต้องมาดูแลนาง
จะไม่ให้นางรู้สึกเจ็บปวดได้อย่างไร
“พอเถอะ พอเถอะ ท่านแม่ อย่าเสียใจไปเลย เล่อเหนียงจะไม่เป็นอะไรหรอก”
เล่อเหนียงซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของสวี่ซิ่วอิง พิงศีรษะบนอกของนางแล้วปลอบใจ
“ท่านแม่ วางใจได้ เล่อเหนียงสามารถปกป้องตัวเองได้”
“ต่อให้เกิดเรื่องขึ้นจริงๆ เล่อเหนียงก็สามารถพาพี่เจ็ดหนีรอดปลอดภัยได้!”
สวี่ซิ่วอิงรู้ว่าเล่อเหนียงเป็นคนมีความสามารถ แต่นางก็เป็นเพียงเด็กอายุสองขวบเท่านั้น
“พอเถอะ พอเถอะ ท่านแม่อย่าร้องไห้เลยนะ เล่อเหนียงยังคิดจะไปขาดชาดในอำเภออยู่เลย ตอนนี้มัวแต่ปลอบท่านแม่ ถ้าไปไม่ทันป้าสะใภ้สามจะทำอย่างไร”
สวี่ซิ่วอิงเดิมทีพร้อมจะหลั่งน้ำตาทุกเมื่อ แต่พอได้ยินคำพูดของเล่อเหนียงนางกลับรู้สึกเขินอายที่จะร้องไห้
“เอาละ พวกเราไปดูร้านกัน ถึงตอนนั้นเราจะซื้อร้าน ข้าจะทำเสื้อผ้าอยู่ด้านนี้ ส่วนซิ่วเถาจะทำลิปสติกอยู่อีกด้านหนึ่ง แค่นี้พวกเราก็จะไม่เหงาแล้ว!”
พูดจบก็ลงจากเตียงแล้วช่วยเล่อเหนียงล้างหน้าล้างตาให้สะอาด จากนั้นจัดการตัวเองให้เรียบร้อยแล้วจูงลูกสาวเดินออกไป
“ท่านย่า ท่านคิดถึงข้าหรือไม่เจ้าคะ”
เล่อเหนียงเห็นแม่เฒ่าฉินนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร เล่อเหนียงก็เต้นระบำราวกับผีเสื้อ ก็ยิรเข้าไปกอดขาของแม่เฒ่าฉินแล้วเริ่มออดอ้อน
“ไม่ได้เจอท่านย่าวันเดียวเหมือนผ่านไปสามฤดูใบไม้ร่วง เล่อเหนียงไม่ได้เห็นท่านตั้งสามฤดูใบไม้ร่วงแล้วนะเจ้าคะ!”
แม่เฒ่าฉินเห็นหลานสาวสุดที่รักมาออดอ้อนแต่เช้าก็เดาได้ว่านางคงมีเรื่องอะไรแน่ๆ “เล่อเหนียง เจ้าคิดแผนการชั่วร้ายอันใดอีกล่ะ”
เล่อเหนียงทำหน้าบึ้งตึงพลางเบ้ปาก “เหตุใดท่านถึงมองข้าเช่นนั้น”
“เด็กดีอย่างเล่อเหนียงจะคิดแผนชั่วร้ายได้อย่างไรกัน”
แม่เฒ่าฉินเห็นนางทำตัวน่ารักเช่นนั้นก็รู้ว่านางต้องมีแผนการอะไรแน่ๆ “พอเถอะ หยุดทำตัวน่ารักได้แล้ว มีเรื่องอะไรกันอีกล่ะ”
เล่อเหนียงส่ายหน้าไปมา “ไม่มีอะไรหรอก แค่เล่อเหนียงอยากเข้าไปในอำเภอสักหน่อยเท่านั้น!”
แม่เฒ่าฉินไม่ปฏิเสธ “ถ้าเช่นนั้นก็ไปสิ ไปพร้อมกับป้าสะใภ้สามของเจ้านั้นแหละ”
เล่อเหนียงก้มหน้าลง ใช้ชี้นิ้วชี้กับนิ้วชี้แตะกันสองครั้ง
“เล่อเหนียงอยากไปซื้อร้านสักร้าน!”
“ก็ซื้อสิ!”
แม่เฒ่าฉินเพิ่งตอบรับไป แล้วจึงตระหนักได้ว่าหลานสาวพูดอะไรออกมา
“ซื้อร้านหรือ”
“เหตุใดจึงอยากซื้อร้านค้าอย่างกะทันหันเช่นนี้” แม่เฒ่าฉินมองดูเล่อเหนียงด้วยความประหลาดใจอย่างยิ่ง
“ท่านย่า เล่อเหนียงอยากซื้อร้านให้ท่านแม่ ให้นางได้ตัดเย็บเสื้อผ้าด้วยตนเอง ฝีมือของท่านแม่นั้นดีเยี่ยม แน่นอนว่าจะต้องมีผู้คนมากมายมาซื้อแน่”
“อีกทั้งอาซิ่วเถายังต้องการร้านค้าด้วย เมื่อถึงเวลาขายชาดจำนวนมาก หากไม่มีหน้าร้านคงไม่ได้แน่”
แม่เฒ่าฉินเข้าใจแล้ว “เช่นนั้นก็ควรซื้อสองร้านสิ เหตุใดซื้อเพียงร้านเดียว”
เล่อเหนียงพยักหน้า “พอแล้ว พอแล้ว ท่านแม่ขี้กลัว หากให้นางดูแลร้านคนเดียว นางจะเกิดความกลัวเอาได้ ข้าจะซื้อร้านใหญ่หนึ่งร้านแล้วกั้นเป็นสองห้อง ห้องหนึ่งให้ท่านแม่ตัดเย็บเสื้อผ้า อีกห้องหนึ่งให้อาสะใภ้ขายชาด วิธีนี้พวกนางจะได้มีเพื่อน ถึงเวลานั้นก็ไม่ต้องกลัวแล้ว”
แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นก็แสดงสีหน้าเอ็นดูแล้วหอมแก้มเล็กๆของเล่อเหนียง “เจ้าเด็กคนนี้ คิดถึงแต่คนในครอบครัว เมื่อไหร่จะคิดถึงตัวเองบ้างเล่า”
เล่อเหนียงหัวเราะคิกคักสองที “ไม่จำเป็นต้องคิดหรอกเจ้าค่ะ เล่อเหนียงทำหน้าที่เป็นหลานรักของท่านย่าก็พอแล้ว”
แม่เฒ่าฉินมองหลานสาวที่ทั้งฉลาดและซุกซนพลันรู้สึกมันเขี้ยวอย่างบอกไม่ถูก
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะเข้าอำเภอกับลุงสาม ท่านย่าจะไปด้วยกันหรือไม่เจ้าคะ”
แม่เฒ่าฉินยิ้ม “ไปสิ ข้าไม่ไป พวกเจ้าจะมีเงินหรือ”
“ข้าจะรออยู่ข้างนอกนะเจ้าค่ะ!”
เล่อเหนียงพูดพลางวิ่งไปยังห้องของหลิ่วซิ่วเถา
ชาดที่ทำเสร็จแล้วหลายตลับถูกวางไว้ในห้องของหลิวซิ่วเถาเพื่อให้แข็งตัว อย่าถามนางว่าทำไมไม่วางไว้ข้างนอก นั่นเป็นเพราะนางไม่กล้าจริงๆ
สาเหตุหลักคือระวังจิ้งจอกน้อยกับนกเหยี่ยว พวกมันสนิทสนมกันดีแล้ว ตอนนี้ทำอะไรก็รวมหัวกันทำกัน ก่อนหน้านี้เหนี่ยวตัวหนึ่งบินออกไปจับปลามากิน ตอนแรกนางยังคิดว่ามันจับมาให้นางกินเสียอีก
แต่ผลลัพธ์คือมันจับมาให้สุนัขจิ้งจอกตัวนั้นกินต่างหาก
ด้วยเหตุนี้เล่อเหนียงถึงกับโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเลยทีเดียว!
นางผู้เป็นเจ้าของยังไม่เคยได้กินปลาที่เหยี่ยวคาบกลับมาเลย แต่สุนัขจิ้งจอกเหม็นๆตัวนั้นกลับได้กินทุกวัน นางคิดว่าตอนนี้มันคงกินจนเบื่อไปแล้ว
ช่างน่าโมโหเสียจริง “อาสะใภ้ ท่านตื่นหรือยังเจ้าค่ะ” เล่อเหนียงตะโกนอยู่นอกประตู
“ตื่นแล้ว ตื่นแล้ว” หลิวซิ่วเถาตอบพลางเปิดประตู
เล่อเหนียงวิ่งพรวดเข้าไปดู ชาดที่ทำเสร็จเมื่อวานนี้แข็งตัวแล้ว
“เทพเจ้าแห่งโชคลาภของข้ามาแล้ว!”
บทที่ 464: ความตื่นตระหนกในเมือง
“คราวนี้คุณภาพดูเหมือนจะดีกว่าที่เคยทำมาก่อนมาก สวยกว่าเดิมมากเลย” เล่อเหนียงพูดพลางถือตลับดินเผานั้นไว้
สิ่งแรกที่หลิวซิ่วเถาทำเมื่อตื่นขึ้นมาคือไปดูชาด ซึ่งแน่นอนว่าดีกว่าเดิมมาก
“ใช่แล้ว มันดีกว่าเดิมมากจริงๆ ราคาจะดีกว่าเดิมไหมนะ”
“อาสะใภ้ ข้าจะไปในเมืองกับท่านแม่ ท่านจะไปด้วยกันหรือไม่”
หลิวซิ่วเถาพยักหน้า “ไปๆ ข้าอยากไปซื้อของอยู่พอดี ของใช้บางอย่างหมดแล้วน่ะ”
“ถ้าเช่นนั้นก็ไปกันเถอะ ป้าสะใภ้สามคงรออยู่นานแล้ว!"
เมื่อหลิวซิ่วเถาและเล่อเหนียงไปถึง สือไห่ถังก็รออยู่สักพักแล้ว
“พี่เอ้อร์หยา!” เล่อเหนียงทักทายเสียงหวาน
“ว่าอย่างไรเล่อเหนียง”
ช่วงนี้เอ้อร์หยาไปช่วยงานที่ร้านกับฉินเหล่าซานและสือไห่ถังทุกวัน อีกทั้งได้จัดเตรียมห้องในร้านเรียบร้อยแล้ว อีกไม่กี่วันก็จะมาดูแลร้านพร้อมกับโก่วต้าน
ตอนนี้ฝีมือของนางเพียงพอที่จะทำขนมได้คนเดียวแล้ว
วันนี้มีคนไปอำเภอกันมาก ฉินฟู่หลินก็มีธุระต้องไปอำเภอสักหน่อย วันนี้พวกเขาจึงขับรถม้าไปสองคับ
เพิ่งเดินทางมาได้ครึ่งทางก็ได้ยินเสียงต่อสู้ดังมาจากด้านหน้า ฉินเหล่าซานหยุดรถม้าและมองไปยังคนที่ขวางทางอยู่ด้านหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“วีรบุรุษทั้งหลาย พวกข้าเป็นเพียงครอบครัวชาวนา คงไม่ได้รบกวนพวกท่านกระมัง” ฉินเหล่าซานพยายามกล่าวด้วยท่าทางสงบนิ่ง คนที่อยู่ด้านหลังนั่นตายหรือยัง
คงจะตายแล้วกระมัง คอขาดไปครึ่งหนึ่งแล้ว
ชายผู้เป็นหัวหน้าจ้องมองรถม้าของฉินเหล่าซานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด จากนั้นก็หยิบภาพวาดออกมาจากอกเสื้อ
“พวกเจ้าเคยเห็นคนในภาพนี้หรือไม่”
ฉินเหล่าซานหรี่ตามองคนในภาพวาดอย่างผ่านๆ ทันใดนั้นก็รู้สึกตกใจ หากแต่เขาไม่ได้แสดงออกทางสีหน้า
“ข้าต้องขออภัยด้วย ข้าไม่เคยพบเห็นบุคคลในภาพวาดนี้มาก่อนเลย”
เมื่อเห็นว่าชายผู้เป็นหัวหน้ายังคงไม่เชื่อ ฉินเหล่าซานจึงรีบกล่าวว่า
“ข้าเป็นเจ้าของ ร้านหวานละมุน ในอำเภอ ในรถม้ามีแต่ขนมหวานและครอบครัวของข้า พวกท่านสามารถไปสอบถามที่อำเภอได้ พวกข้าสัญจรไปมาบนเส้นทางนี้ทุกวัน พวกข้าไม่เคยเห็นคนในภาพวาดของท่านจริงๆ"
ร้านหวานละมุนเป็นร้านขนมที่มีชื่อเสียงในอำเภอชิงเหอ พวกเขาย่อมเคยได้ยินชื่อมาก่อน
ชายผู้เป็นหัวหน้าไม่เพียงแต่เคยได้ยินชื่อร้านหวานละมุนเท่านั้น เขายังเคยลิ้มลองด้วย รสชาติของขนมที่นั่นอร่อยจริงๆ
เมื่อได้ยินว่าเป็นเถ้าแก่ร้านหวานละมุน สีหน้าเคร่งขรึมของชายผู้เป็นหัวหน้าก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย
“เถ้าแก่ฉิน คนในภาพวาดนี้เป็นทาสที่หนีไปจากบ้านข้า เขาขโมยเครื่องประดับสำคัญของนายท่านข้าไปด้วย หากท่านไม่ขัดข้อง ข้าขอตรวจสอบรถม้าของท่านได้หรือไม่”
ฉินเหล่าซานพยักหน้า "แน่นอนว่าได้ รถม้าคันหน้าของข้าบรรทุกขนมหวานและมีหลานสาวของภรรยาข้า ส่วนรถม้าคันหลังมีมารดา น้องสะใภ้ และอาของข้านั่งอยู่ ท่านตรวจสอบได้ตามสบาย แต่ขอร้องว่าช่วยเก็บดาบหน่อยได้หรือไม่ ข้าเกรงว่าจะทำให้มารดาและหลานสาวตัวน้อยของข้าตกใจ”
ชายผู้เป็นหัวหน้าส่งดาบที่ยังมีเลือดหยดอยู่ให้กับลูกน้องข้างๆ แล้วเดินขึ้นไปเปิดรถม้าคันหน้า
ข้างในมีสือไห่ถัง เอ้อร์หยา และเล่อเหนียงนั่งอยู่
เล่อเหนียงกำลังกะพริบตามองเขาอยู่ ส่วนขนมหวานเหล่านั้นก็มีเครื่องหมายของร้านหวานละมุนจริงๆ
เมื่อชายผู้เป็นหัวหน้าเห็นสือไห่ถังและเอ้อร์หยาแล้ว ก็ไม่ได้ตรวจสอบอะไรอีกเพราะเขาเคยเห็นสองคนนี้มาก่อน จึงมั่นใจว่าพวกนางคือคนของร้านหวานละมุน
หลังจากนั้นเขาก็เดินไปที่รถม้าคันหลัง เปิดผ้าดูแวบหนึ่ง ข้างในมีคนแก่สองคนและหญิงสาวสองคนนั่งอยู่จริงๆ ไม่มีคนอื่นอีกแล้ว
ชายผู้เป็นหัวหน้าย่อตัวลงดูใต้ท้องรถม้าอีกครั้ง หลังจากตรวจสอบแล้วก็ปล่อยให้พวกเขาผ่านไป
ฉินเหล่าซานรีบหยิบขนมสองห่อยื่นให้ชายผู้เป็นหัวหน้า “ขนมนี้เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ ยังร้อนอยู่เลย พวกท่านลองชิมดูสักหน่อยหรือไม่”
ชายผู้เป็นหัวหน้าไม่ได้พูดอะไรมากและรับขนมมา แล้วฉีกยิ้มแข็งๆให้ฉินเหล่าซานก่อนจะปล่อยให้เขาผ่านไป
ฉินเหล่าซานไหนเลยจะกล้าชักช้า รีบกระโดดขึ้นรถม้าแล้วควบออกไปทันที
“พี่ใหญ่ ท่านเปลี่ยนไปแล้ว ของที่ไม่รู้ที่มาที่ไปเช่นนี้ก็กล้ารับมา” ายร่างผอมเล็กสวมชุดดำเดินเข้ามาพูดหยอกล้อ
ชายที่เป็นหัวหน้ายกมือขึ้นต่อยอกเขาเบาๆ “เจ้าจะรู้อะไร นี่คือขนมจากร้านหวานละมุน รสชาติเป็นเลิศเชียวนะ!”
“อีกอย่างพวกเจ้ายังมีเงินกินข้าวอยู่หรือ”
คนอื่นๆเงียบไปครู่หนึ่งแล้วรีบเข้ามาแย่งขนมกินทันที ออกมาทำงานเป็นเดือน ค่าจ้างนั้นไม่ได้แม้แต่อีแปะเดียว อีกทั้งเงินเก็บที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ก็ถูกใช้จนหมดเกลี้ยง
พวกเขาไม่ได้กินข้าวมาหนึ่งวันแล้ว
พวกเขาเป็นองครักษ์ลับระดับสูงสุดของแคว้นต้าหนิง ใครจะเชื่อว่าพวกเขาจนถึงขนาดไม่มีข้าวกิน
ฉินเหล่าซานควบม้าอย่างรวดเร็วราวตรงไปยังอำเภอ แส้ม้าถูกเหวี่ยงขึ้นและตกลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ม้าเจ็บปวดจนแทบจะไม่ยอมวิ่งต่อแล้ว
เมื่อเข้าเมืองมาถึงร้านหวานละมุน ความกังวลที่เขาแบกไว้ก็ผ่อนคลายลงในที่สุด
“เหล่าซาน พวกนั้นเมื่อครู่เป็นใครกัน ดูก็รู้ว่าไม่ใช่คนที่จะยุ่งด้วยได้ง่ายๆ!”
แม่เฒ่าฉินพอลงจากรถม้าก็รีบคว้าตัวฉินเหล่าซานมาถามทันที
ฉินเหล่าซานมองไปรอบๆแล้วตอบว่า “ไม่มีอะไรหรอก คนพวกนั้นกำลังตามหาทาสที่หนีออกมาจากบ้านของพวกเขา ได้ยินว่าขโมยของสำคัญมากชิ้นหนึ่งหนีไป ข้าก็ไม่ได้ถามว่าเป็นอะไร แต่น่าจะเป็นสมุนไพรที่มีค่าอย่างเช่นโสม!”
ฉินเหล่าซานเน้นเสียงคำว่าโสมเป็นพิเศษ
ตระกูลฉินผ่านความยากลำบากมามากมาย จึงเข้าใจกันได้ดีโดยไม่ต้องพูดอะไรมากพอ
ฉินเหล่าซานพูดคำว่าโสมออกมา คนในตระกูลฉินก็รู้ทันทีว่าคนในภาพวาดนั้นเป็นใครแต่ฉินฟู่หลินและเอ้อร์หย ไม่รู้เรื่องราวที่ซับซ้อนภายใน พวกเขายังคงโกรธมากและกล่าวว่า
“คนอะไรกัน ขโมยของถึงกับขโมยโสม โสมนั่นเป็นสิ่งที่ช่วยรักษาชีวิตนะ”
ฉินเหล่าซานมองออกไปข้างนอก เดินไปเดินมาแต่สายตายังจับจ้องคนข้างในพลางพูดเสียงดังว่า
“แน่นอน ถ้าบ้านของพวกข้ามีโสมสักหนึ่งราก ข้าจะต้องพกติดตัวไว้แน่นอน หนึ่งหัวโสมก็เท่ากับหนึ่งชีวิตเลยนะ!”
“เถ้าแก่ พวกท่านพูดถึงโสมอะไรกัน” หญิงคนหนึ่งพาลูกเข้ามาซื้อขนม ได้ยินคำพูดของฉินเหล่าซานจึงถามด้วยความสงสัย
ฉินเหล่าซานห่อของให้นางพลางกล่าวว่า “เฮ้อ พวกข้าเพิ่งเจอคนกลุ่มหนึ่งระหว่างทางมาที่นี่ พวกเขากำลังตามหาคน บอกว่าทาสในบ้านขโมยโสมที่มีค่าที่สุดของนายท่านไปหนึ่งราห”
หญิงผู้นั้นได้ยินดังนั้นก็แสดงสีหน้าโกรธเคือง “น่ารังเกียจจริงๆ กล้าขโมยโสมที่มีค่าถึงเพียงนี้ ช่างไร้ยางอายจริงๆ!”
ฉินเหล่าซานเห็นด้วย “เป็นเช่นนั้นจริงๆ หากท่านพ่อของข้ามีโสมแม้เพียงรากเล็กๆสักรากในตอนนั้น ท่านก็คงไม่จากโลกนี้ไปเร็วเช่นนี้”
หญิงผู้นั้นพูดคุยเล็กน้อยแล้วก็ถือขนมเดินจากไป
แม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆอยู่ในร้านสักครู่แล้วก็ออกไปเดินเที่ยวตามถนน
หลิวซิ่วเถาต้องการซื้อของอย่างอื่น จึงแยกออกไปอีกเส้นทางหนึ่งหลังจากออกจากร้าน
ฉินฟู่หลินแบกตะกร้าจอบที่ชำรุดไปยังร้านตีเหล็ก ส่วนเล่อเหนียง สวี่ซิ่วอิง รวมถึงแม่เฒ่าฉินได้เริ่มหาร้านค้าแล้ว!
บทที่ 465: สายตาดูถูกคน
“ท่านย่า ท่านดูร้านค้านั้นสิ มันกำลังเซ้งกิจการใช่หรือไม่”
พวกเขาเดินไปตามถนนสักครู่ก็เห็นร้านค้าด้านหน้ากำลังเซ้งกิจการ จึงรีบเดินเข้าไปสอบถามราคา
“ฮูหยิน ขออนุญาตถามว่าป้ายเซ้งกิจการด้านล่าง เป็นการเช่าหรือขายหรือ”
แม่เฒ่าฉินเดินเข้าไปถามหญิงที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้อย่างสุภาพ
หูลี่ใช้ดวงตาทรงสามเหลี่ยมของนางมองสำรวจแม่เฒ่าฉินและคนอื่นๆ ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
แม่เฒ่าฉินและสวี่ซิ่วอิงไม่ชอบสวมใส่เสื้อผ้าที่หรูหราเกินไป ดังนั้นวันนี้พวกนางจึงสวมใส่เสื้อผ้าธรรมดาที่เรียบง่าย บนศีรษะก็ปักเพียงปิ่นเงินอันเดียวเท่านั้น บนข้อมือก็ไม่ได้สวมเครื่องประดับใดๆ
ส่วนเล่อเหนียงนั้นยิ่งเรียบง่ายกว่า ตอนนี้ไม่ได้สวมเครื่องประดับใดๆ อีกทั้งพื้นรองเท้ายังสึกหรอไปบ้าง
หูหลี่เห็นสภาพของพวกนางทั้งสามที่ดูเหมือนชาวบ้านธรรมดาก็รู้ว่าพวกนางมาแค่เพื่อสนุกสนานเท่านั้น
“ค่าเช่าเดือนละสิบตำลึง ขายสองร้อยตำลึง พวกเจ้ามีเงินพองั้นหรือ” หูหลี่เอ่ยอย่างดูแคลน
แม่เฒ่าฉินเห็นท่าทางยโสโอหังของหูลี่ที่มองพวกนางด้วยสายตาดูถูก แม้จะเป็นคนใจเย็นแค่ไหนก็อดโกรธไม่ได้
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร พวกข้าเพียงแค่เข้ามาถามราคาด้วยความสุภาพ หากเจ้าไม่อยากให้เช่าหรือไม่อยากขายก็บอกมาตรงๆ ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำเสียงเช่นนี้”
หูลี่แสดงสีหน้าดูแคลน “เช่าหรือ เหตุใดจะไม่ให้เช่าล่ะ แต่พวกเจ้าเช่าไหวหรือ”
“ดูจากสภาพยากจนของพวกเจ้าแล้วอย่าว่าแต่สิบตำลึงเลย ข้าเกรงว่าแม้แต่หนึ่งตำลึงพวกเจ้าก็คงหาไม่ได้”
“หากข้าสามารถหามาได้จะว่าอย่างไร” แม่เฒ่าฉินแค่นเสียงอย่างเย็นชา
“เหอะ!” หูลี่พ่นลมหายใจเย็นชาเสียงดัง
“หากพวกเจ้าสามารถหาเงินสิบตำลึงมาได้ ข้าจะคุกเข่าโขกศีรษะให้พวกเจ้า”
"หากหาไม่ได้ พวกเจ้าก็จงไสหัสออกไปจากที่นี่ซะ!”
แม่เฒ่าฉินหันไปมองผู้คนที่ได้ยินเสียงและเข้ามาดูเหตุการณ์ “พ่อแม่พี่น้องทั้งหลาย หญิงผู้นี้กล่าวว่าหากพวกข้าสามารถหาเงินสิบตำลึงมาได้ นางจะโขกศีรษะให้พวกข้า พวกท่านได้ยินแล้วช่วยเป็นพยานให้พวกข้าด้วย!”
“วางใจเถิด พวกข้าฟังอยู่ ข้าจะเป็นพยานให้เจ้าอย่างแน่นอน!” สตรีผู้มีน้ำใจคนหนึ่งร้องตอบด้วยเสียงอันดัง
“ฮูหยินผู้เฒ่า ข้าก็จะเป็นพยานให้ท่านเช่นกัน!” ชายวัยกลางคนคนหนึ่งตะโกนเรียกแม่เฒ่าฉินโดยตรง
เมื่อครู่เขายังคิดว่าที่นี่มีเรื่องสนุกสนานอะไร แต่พอเข้ามาดูกลับพบว่าเป็นหูลี่หญิงที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำกำลังด่าท่านแม่เฒ่าฉิน
ผู้ที่มักไปซื้อขนมที่ร้านหวานละมุน แม้จะไม่รู้จักแม่เฒ่าฉิน แต่ก็ต้องรู้จักเด็กอ้วนที่นางอุ้มอยู่ในมืออย่างแน่นอน
แค่สิบตำลึงจะนับว่าเป็นอะไร นางเป็นคนส่งลูกหลานคนที่เรียนหนังสือที่สำนักศึกษาเติงเคอ
เช่นนี้กำลังบอกอะไรหรือ ก็กำลังบอกว่าต้องใช้เงินอย่างน้อยเกือบยี่สิบตำลึงต่อเดือนถึงจะสามารถส่งลูกหลานในบ้านเรียนหนังสือได้
หูลี่ได้ยินคนภายนอกเรียกหญิงชราตรงหน้าข้าว่าฮูหยินผู้เฒ่า สีหน้าพลันดูตื่นตระหนก
คำว่า ‘ฮูหยิน’ นั้นไม่ใช่คำที่จะเรียกกันง่ายๆ หากไม่มีฐานะก็ไม่อาจถูกเรียกด้วยคำนี้ได้
เล่อเหนียงเห็นผู้คนที่ล้อมรอบด้านนอกมากขึ้นเรื่อยๆ นางกฌหัวเราะคิกคักแล้วยื่นมือเข้าไปในอกเสื้อ อาศัยเสื้อผ้าบังตา หยิบตั๋วเเงินมูลค่าหนึ่งร้อยตำลึงออกมาจากพื้นที่มิติ
“นี่มันเงินเท่าไหร่กันนะ”
เล่อเหนียงโบกตั๋วเงินในมือ “จะทำอย่างไรดี เล่อเหนียงอ่านหนังสือไม่ออก ใครช่วยบอกเล่อเหนียงหน่อยได้หรือไม่”
ชายวัยกลางคนที่ตอบคำถามเมื่อครู่รีบตะโกนดังทันที “เด็กน้อย นั่นมันหนึ่งร้อยตำลึงนะ เจ้าต้องเก็บให้ดีๆ ถ้าทำหายก็จะไม่มีแล้วนะ!”
เล่อเหนียงโบกมือ “ไม่เป็นไรหรอก เล่อเหนียงจะไม่ทำหายหรอก แม้ว่าจะทำหายก็ไม่เป็นไร ข้าจะขอจากท่านพี่ของข้าอีก!” ชายวัยกลางคนถามอย่างสงสัย “พี่ของเจ้าคือใครกัน ข้าได้ยินมาว่าพี่ของเจ้ายังเด็กอยู่เลยไม่ใช่หรือ”
เล่อเหนียงส่ายหัวไปมา “ไม่ใช่หรอก ข้าจะไปขอจากพี่หลี่เฟยน่ะ อาหลี่เฟยที่ภัตตาคารว่านฝูไง เขารักข้ามาก ทุกครั้งที่มาบ้านพวกข้าเพื่อซื้อลูกชิ้นปลา ท่านจะนำขนมหวานอร่อยๆมาให้เล่อเหนียงเสมอ”
หญิงผู้นั้นสีหน้าซีดเผือดราวกับคนตาย และเกิดความคิดอยากจะหนีขึ้นมา
หากกล่าวว่าขนมหวานของร้านหวานละมุนเป็นที่นิยมในหมู่คนในอำเภอ เช่นนั้นลูกชิ้นปลาของภัตตาคารว่านฝูก็คงเป็นอาหารจานโปรดของเหล่าขุนนางและคนชั้นสูง เพียงเพราะจานนี้เพียงจานเดียว ภัตตาคารว่านฝูจึงมีลูกค้าเต็มทุกวัน
มีคนกล่าวว่าเนื้อกระต่ายผัดเผ็ดที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ก็เป็นฝีมือของคนคนเดียวกันนี้ไม่ทันที่พวกเขาจะถามออกมา เล่อเหนียงก็เอ่ยปากขึ้นอีกว่า
“เนื้อกระต่ายผัดเผ็ดที่ป้าสะใภ้สามของข้าคิดสูตรก็อร่อยมาก แต่พี่หลี่เฟยเป็นคนโง่ ข้าเขาหลายครั้งแล้วก็ยังสอนไม่ได้ พวกหัวหน้าพ่อครัวในภัตตาคารของเขา ล้วนเป็นคนฉลาด สอนแค่สองครั้งก็เรียนรู้ได้แล้ว”
คำพูดของเล่อเหนียงนี้ยืนยันได้ทันที
พวกเขาเป็นคนที่หูลี่ไม่ควรล่วงเกิน
“ท่านย่า หญิงคนนั้นบอกไม่ใช่หรือว่า ถ้าพวกเราเอาเงินสิบตำลึงออกมาได้ก็จะคุกเข่าโขกศีรษะให้พวกเรา หรือว่าหนึ่งร้อยตำลึงน้อยกว่าสิบตำลึงหรือ” เล่อเหนียงมองดูแม่เฒ่าฉินด้วยท่าทางไร้เดียงสา
แม่เฒ่าฉินมองท่าทางของเล่อเหนียงก็แทบจะหลุดขำออกมา เจ้าหนูคนนี้เริ่มอีกแล้ว!
“ถูกต้อง หูลี่รีบคุกเข่าขอโทษพวกนางเร็วเข้า!” ชายวัยกลางคนนั้นตะโกนเสียงดัง
คนอื่นๆก็พากันส่งเสียงเซ็งแซ่ “หูลี่ เร็วเข้า รีบคุกเข่าขอโทษซะ!”
หูลี่มองดูผู้คนที่ส่งเสียงเซ็งแซ่อยู่นอกร้าน แล้วหันไปมองแม่เฒ่าฉินที่ทำท่าเหมือนไม่ใช่เรื่องของตัวเอง สายตาของนางเปลี่ยนไปและเต็มไปด้วยแววอาฆาตทันที
นางเดินเข้าไปด้วยท่าทางราวกับได้รับความอับอายอย่างใหญ่หลวง ก่อนจะคุกเข่าลงช้าๆ
แม่เฒ่าฉินเห็นนางคุกเข่าเข้ามาใกล้เช่นนั้นก็รู้สึกไม่ดีในใจ รีบถอยหลังไปสองก้าวทันที
แม่เฒ่าฉินเพิ่งจะขยับตัว หูลี่ก็ร้องโหยหวนอย่างทรมาน มือกุมหน้าอกแล้วล้มลงไปด้านหลัง
“ข้า...แค่ก...ข้าคุกเข่าให้เจ้าแล้ว เหตุใดเจ้ายังต้องเตะข้าอีก” หูลี่พูดอย่างยากลำบากพลางกุมหน้าอกไว้
แม่เฒ่าฉินและสวี่ซิ่วอิงต่างมีสีหน้างุนงงอย่างยิ่ง
ผู้คนที่อยู่นอกประตูก็พลอยงุนงงไปด้วย หูหลี่คุกเข่าลงในมุมที่หันหลังให้พวกเขาพอดี ดังนั้นพวกเขาจึงไม่เห็นแม่เฒ่าฉินและไม่ได้เตะนาง
อย่างไรก็ตาม พวกเขาเห็นแม่เฒ่าฉินขยับตัวเล็กน้อย ไม่แน่ใจว่านางยกเท้าขึ้นหรือไม่
เล่อเหนียงยิ่งงุนงงมากขึ้น นางไม่อยากเชื่อว่าจะมีคนมาแกล้งล้มต่อหน้านางเช่นนี้!
“เฮ้ย นางหญิงอัปลักษณ์ กลางวันแสกๆแบบนี้จะมาเสแสร้งไม่ได้นะ” เล่อเหนียงเปิดโปงกลอุบายของนางในทันที
เรื่องการแกล้งล้มนี้ ข้าเชียวชาญเลยทีเดียว นึกย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน เพื่อจับกุมอาชญากรระหว่างประเทศคนหนึ่ง นางถึงกับใช้ร่างกายของตัวเองแกล้งล้มชนรถบรรทุกคันใหญ่ บังคับให้รถคันที่อยู่ด้านหลังหยุด จึงจับกุมอาชญากรระหว่างประเทศคนนั้นได้สำเร็จ!
หญิงคนนี้ใช้เล่ห์เหลี่ยมนี้หลอกนางไม่ได้หรอก
“เจ้า... เจ้าก็เห็นย่าของเจ้าเตะข้าไม่ใช่หรือ”
หูลี่เอ่ยน้ำเสียงอ่อนแรง “ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นเด็กดี ข้าไม่โทษเจ้าหรอก ข้าก็ไม่โทษย่าของเจ้าด้วย ดังนั้นเจ้าอย่าได้มีอคติเลย!”
เล่อเหนียงกลอกตาอย่างเหลืออด “เช้านี้ตอนท่านตื่นนอน สมองของเจ้าถูกประตูหนีบหรือไร ถึงได้คิดวิธีโง่ๆแบบนี้ออกมา”
“ย่าของข้าเตะท่านหรือไม่ ในใจท่านไม่รู้บ้างหรือ”
“แต่หากท่านยืนกรานว่านางเตะเจ้าและต้องการเรียกร้องความยุติธรรม ข้าขอแนะนำให้เจ้าไปแจ้งความกับทางการ หากท่านไม่รู้ทาง ข้าสามารถพาท่านไปได้!”
เล่อเหนียงพูดพล่ามออกมาเป็นพรวนจากปากน้อยๆของนาง
“ใครจะไปแจ้งความกัน”
บทที่ 466: ข้าเจอเรื่องทุกวันเพราะลืมจุดธูปบูชา
ไป๋เช่ออวิ๋นรู้สึกจริงๆว่าทุกครั้งที่ข้าออกตรวจตราเมืองก็มักจะเจอเรื่องวุ่นวาย และทุกครั้งมักจะเกี่ยวข้องกับตระกูลฉิน
ครั้งที่แล้วที่ออกตรวจตราเกิดเรื่องที่ร้านขนมของฉินเหล่าซาน พวกเขาเกือบจะถูกใส่ร้ายป้ายสี คราวนี้เพิ่งเดินมาถึงก็เห็นผู้คนมุงกันอยู่หน้าร้านอย่างอึกทึก เขาจึงเดินเข้าไปดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
แต่พอเดินเข้าไปใกล้ก็ได้ยินเสียงเล็กๆอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเล่อเหนียง
“ท่านอาไป๋ หญิงอัปลักษณ์ที่อยู่บนพื้นกำลังเรียกร้องค่าเสียหาย นางเองที่ยืนกรานจะคุกเข่าต่อหน้าท่านย่า แต่ท่านย่ายังไม่ได้ทำอะไรเลย นางกลับบอกว่าท่านย่าเตะนาง!”
เล่อเหนียงพอได้ยินเสียงของไป๋เช่ออวิ๋น ก็หันไปมองหน้าไป๋เช่ออวิ๋นด้วยสีหน้าน้อยใจ
“ท่านอาไป๋ ท่านหายไปไหนมา ท่านรู้หรือไม่ว่าข้ากับท่านย่าเกือบจะถูกรังแกอยู่แล้ว” ไป๋เช่ออวิ๋นมุมปากกระตุก เขาไปที่เล่อเหนียงด้วยสายตาที่บรรยายไม่ถูก เด็กคนนี้ยังจะถูกรังแกได้อีกหรือ
นางไม่รังแกคนอื่นก็ดีแค่ไหนแล้ว
หูหลี่เห็นไป๋เช่ออวิ๋นเข้ามาก็ตกใจ แล้วยิ่งตกใจเข้าไปอีกเมื่อได้ยินเล่อเหนียงเรียกไป๋เช่ออวิ๋นว่าอา นางตกใจจนเกือบปัสสาวะราด
“ใครสามารถบอกข้าได้บ้าง ว่าเรื่องนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่” ไป๋เช่ออวิ๋นมองไปข้างนอกแล้วถาม
ชายวัยกลางคนคนนั้นปากไว เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้ไป๋เช่ออวิ๋นฟัง
ไป๋เช่ออวิ๋นฟังจบด้วยสีหน้าเย็นชา เขาไม่กล้าแม้แต่จะแสดงสีหน้าไม่พอใจต่อแม่เฒ่าฉิน แต่หญิงผู้นี้ที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ กล้าแสดงสีหน้าไม่พอใจให้กับแม่เฒ่าฉินและ เล่อเหนียง
“หูลี่ เจ้าถูกคนทำร้ายจริงหรือ” ไป๋เช่ออวิ๋นถามด้วยสีหน้าเย็นชา
“ขะ…ขะ...ข้า…” หูลี่ตาราวกับหูหนวกตาบอดไปแล้ว นางพูดตะกุกตะกักไม่เป็นภาษา
ในใจของนางเสียใจจนแทบแย่ หากนางรู้แต่แรกว่าหญิงเหล่านี้เป็นคนของร้านหวานละมุน ทั้งยังรู้จักกับทายาทภัตตาคารว่านฝูและไป๋เช่ออวิ๋น นางจะไม่เพียงแค่ให้เช่า แต่จะยกให้พวกเขาเลยด้วยซ้ำ
น่าเสียดายที่โลกนี้มียาสารพัดชนิด แต่ไม่มียาแก้เสียใจ
“ท่านอาไป๋ หญิงคนนี้กำลังโกหกเจ้าค่ะ ท่านไม่ได้เตะต้องนางเลย!” เล่อเหนียงร้องเสียงใสแจ๋ว
“เอาละ ข้ารู้แล้ว ข้ารู้ว่าย่าไม่มีทางทำร้ายผู้อื่นหรอก!” ไป๋เช่ออวิ๋นลูบศีรษะของเล่อเหนียงพลางกล่าวด้วยสีหน้าเอ็นดู
“หูลี่ ข้าถามเจ้าอยู่ เจ้าถูกทำร้ายจริงหรือไม่” ไป๋เช่ออวิ๋นถามอีกครั้ง
“ขะ…ข้า...แม้ข้าจะถูกทำร้ายแล้วจะเป็นอย่างไร ท่านคงไม่ได้จะเรียกร้องความยุติธรรมให้ข้าจริงๆกระมัง” หูลี่อึกอักครู่หนึ่ง สมองของนางก็แล่นปรื๋อ
ไป๋เช่ออวิ๋นแค่นเสียงเย็นชา “ตราบใดที่ไม่ผิดต่อเจ้า ข้าย่อมจัดการอย่างยุติธรรม ตอนนี้ข้าถามว่าเจ้า เจ้าโดนคนอื่นทำร้ายร่างกายหรือไม่”
“เจ้าอย่าได้สับสนเอาสองเรื่องนี้มาปนกัน!”
“ท่านใต้เท้า ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฉิน ไม่ได้ลงมือ แต่เป็นหูลี่เองที่กระโจนเข้าไป” สตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งเอ่ยปาก
“แม้ว่าหูลี่จะใช้กลอุบาย พวกคนที่อยู่ข้างนอกเห็นไม่ชัด แต่ข้าเมื่อครู่ยืนอยู่ด้านข้างนาง จึงเห็นได้อย่างชัดเจน”
เมื่อหูลี่ได้ยินคำพูดนี้ สีหน้านางก็ซีดเผือดราวกับคนใกล้ตาย ไม่อาจเอ่ยวาจาใดออกมาได้อีก
เมื่อครู่ทั้งหมดเป็นเพียงการพนันครั้งใหญ่เท่านั้น หากชนะ นางก็จะได้เงินก้อนโต หากแพ้ อย่างมากก็แค่เสียหน้าเท่านั้น แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดคือพวกเขารู้จักกับนายอำเภอ
นายอำเภอเป็นผู้มีตำแหน่งสูงส่งเพียงใด เขาคือผู้ปกครองอำเภอนี้เชียวนะ
นางไม่กล้าล่วงเกินอีกฝ่ายเด็ดขาด!
ไป๋เช่ออวิ๋นได้ยินคำพูดของหญิงผู้นั้นแล้ว โทสะพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที “หูลี่ เจ้ายังมีอะไรจะพูดอีกหรือไม่”
หูลี่ไม่พูดอะไร แม้คิดจะปฏิเสธจนตาย แต่นางไม่พูดอะไร
ป๋เช่ออวิ๋นก็ยังคงไม่ยอมอ่อนข้อให้นาง “ใครก็ได้ จับหญิงผู้นี้ไปขังคุกแล้วโบยนางยี่สิบไม้ หลังจากนั้นขังไว้หนึ่งเดือน!”
“ขอท่านละเว้นชีวิตด้วย ข้ารู้ผิดแล้ว คราวหน้าไม่กล้าอีกแล้ว ขอท่านยกโทษให้ข้าสักครั้งเถิด!” พอได้หูลี่ยินว่าจะถูกโบยก็ร้องไห้ฟูมฟายขึ้นมาทันที
แต่ไป๋เช่ออวิ๋นแคะหูอย่างรำคาญ “รีบไปเสียที เสียงดังน่ารำคาญ!”
เจ้าหน้าที่สองคนจับแขนหูลี่ลากออกไปทันที
“พอแล้ว พอแล้ว พวกเจ้าไปได้แล้ว ใครมีหน้าที่อะไรก็ไปทำเสีย!” ไป๋เช่ออวิ๋นโบกมือไล่ฝูงชนที่มุงดูเหตุการณ์ให้แยกย้ายกันไปทำธุระของตัวเอง
“ท่านป้า เหตุใดท่านถึงได้ทะเลาะกับนางเล่า” ไป๋เช่ออวิ๋นถามอย่างสงสัย
“พวกท่านจะเช่าร้านหรือซื้อร้านกันแน่ หรือว่าแค่เดินผ่านมาแล้วถูกด่าอย่างไม่มีสาเหตุ!”
“ท่านอาไป๋ ข้าอยากซื้อร้านให้ท่านแม่กับท่านอาซิ่วเถา ทั้งสองท่านล้วนมีฝีมือ เปิดร้านขายของก็จะได้หาเงินมาใช้!”
ไป๋เช่ออวิ๋นเข้าใจแล้ว เด็กหญิงคนนี้แสดงทุกอย่างออกมาทางสีหน้าหมด หากอยากให้ผู้อื่นรู้เรื่องก็ไม่ยากเลย
“ท่านป้าไปเดินเที่ยวก่อนเถิด ข้ายังมีงานราชการต้องทำอยู่ จึงไม่อาจไปเดินเที่ยวกับท่านได้!” ไป๋เช่ออวิ๋นกล่าวกับแม่เฒ่าฉิน
ช่วงนี้เขายุ่งจริงๆ อ้านอี กลับไม่ได้นำโสมเข้าวัง แต่กลับเปิดเผยตัวตนของตนเองออกมา
อ้านอีดวงไม่ดี แม้เขาไม่ได้ถูกสังหาร แต่มีคนบอกว่าเขาวิ่งหนีมาทางอำเภอชิงเหอ ดังนั้นช่วงนี้เขาจึงระดมคนทั้งหมดที่สามารถเรียกใช้ได้จากศาลาว่าการออกมาตามหาคน
“หากนายอำเภอไป๋มีธุระก็จงไปทำธุระก่อนเถิด พวกข้าจะไปดูร้านค้า ดูว่ามีร้านที่เหมาะสมหรือไม่” แม่เฒ่าฉินกล่าวพลางยิ้ม ไป๋เช่ออวิ๋นพยักหน้าเล็กน้อย แล้วหมุนตัวเดินออกไป
“ท่านย่า พวกเราไปกันเถอะ ข้าไม่ชอบอยู่ในสถานที่นี้”
แม่เฒ่าฉินพาเล่อเหนียงและสวี่ซิ่วอิงเดินเที่ยวไปตามถนน พวกนางเดินหาร้านค้าหลายแห่ง แต่ก็ไม่พบร้านที่เหมาะสม ขณะที่พวกนางกำลังกังวลอยู่นั้น ก็เห็นเถ้าแก่หลายกำลังเข็นรถบรรทุกของเดินผ่านมา
“แม่นางสวี่ ไม่ได้เจอกันตั้งนาน เหตุใดช่วงนี้ไม่เห็นมารับงานเลยล่ะ”
สวี่ซิ่วอิงยิ้มอย่างสุภาพแล้วกล่าวว่า “ช่วงนี้ที่บ้านยุ่งมาก ยังไม่มีเวลาไปรับงานเย็บปักถักร้อยเลย!”
เถ้าแก่หลายรับคำแล้วยกเท้าจะจากไป แต่ถูกเล่อเหนียงเรียกไว้
“เถ้าแก่หลาย ท่านรู้หรือไม่ว่าที่ไหนมีร้านค้าให้เช่าบ้าง” เล่อเหนียงถามด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
เถ้าแก่หลายชะงักฝีเท้า แล้วกล่าวอย่างประหลาดใจว่า “แม่นางสวี่ หาร้านค้าเพื่อเปิดร้านหรือ”
สวี่ซิ่วอิงพยักหน้าพลางยิ้มแล้วตอบว่า “ใช่แล้ว ข้าอยากจะเปิดร้านเอง รับงานปักเสื้อผ้าบ้างเพื่อเลี้ยงชีพตัวเอง”
เถ้าแก่หลายได้ยินดังนั้นก็ยิ้มกว้างขึ้นเรื่อยๆ “หากแม่นางสวี่เปิดร้านตัดเสื้อเอง รับรองว่าจะต้องเป็นที่นิยมแน่นอน!”
“ถ้าเช่นนั้นก็ขอให้เป็นไปตามคำอวยพรของเถ้าแก่หลายด้วยเถิด!” สวี่ซิ่วอิงย่อกายคำนับพลางกล่าวขอบคุณ
“ท่านลุงเถ้าแก่ ท่านยังไม่ได้ตอบคำถามของข้าเลยนะ ท่านรู้หรือไม่ว่าแถวนี้มีร้านค้าให้เช่าหรือขายที่ไหนบ้าง เล่อเหนียงอยากซื้อเหลือเกิน!”
เถ้าแก่หลายยื่นมือลูบศีรษะเล็กๆของเล่อเหนียง “แน่นอนว่ามีสิ!”
“เจ้าดูร้านผ้าของข้าสิ เจ้าพอใจหรือไม่”
“หา”
ไม่เพียงแค่เล่อเหนียงที่งุนงง แม้แต่แม่เฒ่าฉินและสวี่ซิ่วอิงก็พลอยสับสนไปด้วย
“ท่านหมายความว่าอย่างไรกัน ท่านจะไม่ทำกิจการแล้วหรือ”
เถ้าแก่หลายยิ้มขื่น “อยากเปิดก็อยากเปิดอยู่หรอก แต่ไม่มีเวลาแล้ว”
“อีกไม่กี่วันข้าก็ต้องกลับบ้านเกิดแล้ว”
"หากพวกเจ้าต้องการเช่า เช่นนั้นก็เช่าร้านค้าไม่ดีกว่าหรือ!”
บทที่ 467: ไม่สามารถฉวยโอกาสจากความลำบากของคนอื่นได้
“เถ้าแก่หลาย ร้านผ้าของท่านทำกิจการดีมาก เหตใดอยู่จะปิดร้านเสียล่ะ” สวี่ซิ่วอิงกล่าวด้วยความประหลาดใจ
ร้านผ้าของครอบครัวเถ้าแก่หลาย นั้นเป็นหนึ่งในร้านผ้าชั้นนำของอำเภอ มีขุนนางผู้สูงศักดิ์และคุณหนูมากมายมาสั่งตัดเสื้อผ้าที่ร้านนี้
เถ้าแก่หลายยิ้มขื่นพลางกล่าวว่า “แม่นางสวี่ ฮูหยินผู้เฒ่าฉิน พวกเรากลับไปที่ร้านผ้าก่อนแล้วข้าจะอธิบายให้พวกท่านฟังอย่างละเอียด”
แม่เฒ่าฉินพยักหน้าแล้วอุ้มเล่อเหนียงไปที่ร้านผ้า เมื่อมาถึงร้านผ้าแล้ว แม่เฒ่าฉินก็ถามขึ้นทันที
“เถ้าแก่หลาย เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ เหตุใดถึงจะปิดร้าน ท่านรู้หรือไม่ว่าหากร้านผ้าของท่านปิดลง ผู้คนเก้าในสิบของอำเภอนี้จะไม่มีเสื้อผ้าสวมใส่”
เถ้าแก่หลายนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ซบหน้าลงกับสองมือและร่ำไห้ออกมา
“ฮูหยินผู้เฒ่า ข้ารู้สึกทุกข์ใจนัก!"
“ข้าจากบ้านเกิดมายังอำเภอชิงเหอ สร้างกิจการใหญ่โตเช่นนี้ขึ้นมาด้วยความคิดที่ว่าลูกชายของข้าจะได้ไม่ต้องลำบากเหมือนที่ข้าเคยผ่านมา แต่เมื่อไม่กี่วันก่อนข้าเพิ่งรู้ว่าภรรยาและลูกชายของข้าได้ทารุณกรรมมารดาอายุแปดสิบปีของข้าในยามที่ข้าไม่อยู่บ้าน มารดาของข้าเสียชีวิตเพราะอดอาหาร!”
“และภรรยาของข้ากลับมีสัมพันธ์กับคนอื่น ทั้งยังให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่ง และที่สำคัญที่สุดคือบุตรชายของข้ารู้เรื่องทั้งหมดตลอดมา และยังช่วยปกปิดอีกต่างหาก”
แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรหรือควรปลอบอย่างไรดี เรื่องนี้เป็นเรื่องภายในครอบครัวของผู้อื่น คนนอกอย่างนางไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว
แต่เถ้าแก่หลายช่างโชคร้ายเหลือเกิน ตรากตรำทำงานหาเลี้ยงครอบครัวอยู่ข้างนอก กลับต้องเลี้ยงชายชู้ให้ภรรยาที่อยู่บ้าน และที่สำคัญที่สุดคือบุตรชายกลับมองเขาเป็นศัตรู!
“เถ้าแก่ อย่าโกรธเลยนะ ของเก่าไม่ไป ของใหม่ก็ไม่มา ท่านจะต้องพบหญิงที่ดีกว่าแน่นอน เมื่อถึงเวลานั้นท่านก็ขับรถม้าของท่านไปทั่วถนนใหญ่ อวดให้พวกเขาเห็นไปเลย”
เถ้าแก่หลายร้องไห้อยู่พักหนึ่ง หลังจากสงบสติอารมณ์แล้วก็เช็ดน้ำตา แล้วเอ่ยปากด้วยสีหน้าเขินอาย
“ขออภัยด้วย เมื่อครู่ข้าเสียกิริยาไป ทำให้พวกท่านต้องเห็นเรื่องตลกแล้ว”
แม่เฒ่าฉินส่ายหน้า “ไม่หรอก ชายที่เจอเรื่องแบบนี้ก็ต้องร้องไห้สักครั้ง”
“แต่เพียงเพราะเรื่องนี้ เจ้าจะปิดกิจการที่เจ้าตรากตรำสร้างมาครึ่งชีวิตจริงหรือ” แม่เฒ่าฉินเอ่ยถามอีก
เถ้าแก่หลายล้วงหยิบแผ่นหยกออกมาจากอกเสื้อ ก้มหน้ามองมันอย่างเงียบงันเป็นเวลานาน
“แผ่นหยกนี้เป็นสิ่งที่ท่านแม่แกะสลักให้ข้าด้วยตนเองตั้งแต่ข้ายังเป็นเด็ก ตอนนั้นครอบครัวของพวกข้ายากจนขนแค้นถึงขนาดไม่มีอะไรจะกิน ร่างกายของข้าอ่อนแอ เจ็บป่วยออดๆแอดๆ เมื่อไปขอคำทำนายที่วัด ทุกคนบอกว่าร่างกายของข้าอ่อนแอเกินไป ง่ายต่อการถูกวิญญาณร้ายรบกวน ควรพกแผ่นหยกติดตัวเพื่อป้องกันสิ่งชั่วร้าย!”
“ตอนนั้นครอบครัวของพวกข้ายากจนถึงขนาดไม่มีอะไรจะกิน แล้วจะมีปัญญาซื้อแผ่นหยกได้อย่างไร ดังนั้นท่านแม่ของข้าจึงเข้าไปในป่าเขาและใช้เวลานานกว่าจะหาไม้ที่ถูกฟ้าผ่าได้ก้อนหนึ่ง แล้วใช้ไม้นั้นแกะสลักแผ่นหยกให้ข้า ข้าพกติดตัวมาตลอด”
“ข้าทำงานหนักเพื่อให้ภรรยาและลูกชายของข้าได้มีชีวิตที่ดี แต่พวกเขากลับปฏิบัติต่อท่านแม่ของข้าเช่นนี้ ไม่เพียงแต่ทุบตีท่านแม่ของข้าบ่อยๆ แต่ยังปล่อยให้นางอดตาย ท่านแม่ของข้าอายุแปดสิบปีแล้ว แต่กลับไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขแม้แต่วันเดียว!”
“ดังนั้นข้าจะไม่ยกทรัพย์สมบัติให้กับไอ้คนอกตัญญูนั่นเด็ดขาด!”
พวกแม่เฒ่าฉินก็ไม่รู้ว่าจะปลอบใจเถ้าแก่หลายเย่างไรดี เรื่องนี้ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับใครก็คงรู้สึกไม่ดีทั้งนั้น
“เถ้าแก่หลาย ร้านผ้าของท่านต้องใช้เงินเท่าไหร่หรือ ท่านบอกพวกเรามาเถอะ ข้าจะดูว่าสามารถหามาได้หรือไม่" แม่เฒ่าฉินเริ่มถามถึงราคาของร้านผ้า
สุดท้ายแล้วจุดประสงค์หลักที่นางมาที่นี่ก็เพื่อเช่าร้านค้า
“หนึ่งร้อยตำลึงก็พอแล้ว!” เถ้าแก่หลายชูนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้วพลางกล่าว
“หนึ่งร้อยตำลึง” พวกแม่เฒ่าฉินรู้สึกประหลาดใจกับราคานี้เป็นอย่างมาก
“เถ้าแก่หลาย ท่านแน่ใจหรือว่าไม่ได้พูดผิด หนึ่งร้อยตำลึงเงินเนี่ยนะ”
“ร้านผ้าใหญ่ขนาดนี้แค่หนึ่งร้อยตำลึง ท่านขายถูกเกินไปแล้ว” แม้แม่เฒ่าฉินจะอยากได้ร้านนี้ แต่พอเห็นว่าเขาเสนอราคาแค่หนึ่งร้อยตำลึง นางก็ไม่กล้าตกลงซื้อ
ร้านนี้คือร้านผ้าใหญ่ที่ผูกขาดกิจการร้านผ้าเกือบทั้งหมดในอำเภอชิงเหอ อย่างน้อยก็ต้องมีมูลค่าพันตำลึงขึ้นไปสิ
“เถ้าแก่หลาย ข้ารู้ว่าในใจท่านคงรู้สึกแย่ แต่ราคานี้มันต่ำเกินไป ข้าก็ไม่กล้าซื้อไว้เช่นกัน”
เถ้าแก่หลายยิ้มขื่น “หากท่านไม่อยากได้ ข้าก็ทำอะไรไม่ได้ อีกสองสามวันก็จะปิดร้านแล้ว”
“พวกลูกน้องข้าได้จ่ายค่าแรงให้แล้ว พวกเขาจะทำงานวันนี้เป็นวันสุดท้าย พรุ่งนี้ก็จะไม่มาแล้ว”
แม่เฒ่าฉินเห็นเถ้าแก่หลายมีสภาพที่หมดอาลัยตายอยากเช่นนี้ ก็รู้ว่าเขาตัดสินใจแน่วแน่แล้ว
“เช่นนั้น ท่านก็อย่าขายแค่หนึ่งร้อยตำลึงเลย ในมือข้าก็ไม่มีเงินมากนัก ข้าจะให้ท่านสามร้อยตำลึงแล้วกัน”
ดวงตาของเถ้าแก่หลายฉายแววตื้นตันใจ "ขอบคุณท่านนายหญิงฉินมาก"
แม่เฒ่าฉินถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ล้วงถุงเงินออกมาจากอก หยิบตั๋วเงินมูลค่าหนึ่งร้อยตำลึงสองใบ แล้วนับเศษเงินเล็กเงินน้อยอีกหนึ่งร้อยตำลึงวางบนโต๊ะแล้วผลักไปให้เถ้าแก่หลายพร้อมกัน
เถ้าแก่หลายไม่ได้ใส่ใจอะไร เขาหยิบเหรียญทองแดงมาแล้วยัดใส่อกเสื้อไปอย่างลวกๆ จากนั้นก็หยิบสัญญาเช่าออกมาจากในลิ้นชัก แล้ววางลงตรงหน้าแม่เฒ่าฉิน
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเขียนหนักสืออีกฉบับ ระบุรายละเอียดการมอบกิจการให้กับแม่เฒ่าฉิน จากนั้นก็หยิบกระดาษอีกแผ่น เขียนข้อมูลติดต่อและช่องทางการสั่งซื้อสินค้า มอบให้แม่เฒ่าฉินทั้งหมด
หลังจากนั้นเขามองร้านผ้าด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์ แล้วหันหลังเดินออกไป
แม่เฒ่าฉินและสวี่ซิ่วอิงมองแผ่นหลังของเถ้าแก่หลายที่ดูแก่ลงไปสิบปีในเดินออกไป พลันรู้สึกจมูกแสบร้อนอย่างบอกไม่ถูก
“ท่านย่า เถ้าแก่ช่างน่าสงสารเหลือเกิน อายุปูนนี้แล้วยังต้องมาเจอเรื่องแบบนี้อีก” เล่อเหนียงรู้สึกแสบจมูก นางรู้สึกสะเทือนใจไปหมด
เรื่องที่น่าเศร้าที่สุดในชีวิตคนเราคงไม่มีอะไรเกินการสูญเสียบิดาในวัยเยาว์ สูญเสียบุตรในวัยกลางคน และสูญเสียหลานในวัยชรา
แต่สิ่งที่เถ้าแก่หลายต้องเผชิญในตอนนี้ก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากเช่นกัน อย่างน้อยที่สุดการที่เขาจะก้าวผ่านเรื่องนี้ไปได้ อาจต้องใช้เวลาตลอดชีวิตที่เหลือเลยทีเดียว
“พอเถอะ เรื่องของเถ้าแก่หลายพวกเราไม่ได้ต้องไปคิดอีก ยิ่งคิดมากก็ยิ่งรู้สึกอึดอัดใจ รีบจัดการเรื่องตรงหน้าให้เสร็จเถิด” แม่เฒ่าฉินเช็ดน้ำตาเบาๆ แล้วเอ่ยต่อ “ไม่ต้องเปลี่ยนชื่อร้านผ้านี้ จงดำเนินกิจการร้านผ้านี้ต่อไปให้ดี ถือว่าเป็นการสืบทอดกิจการแทนเถ้าแก่หลาย”
สวี่ซิ่วอิงพยักหน้าแล้วถือโฉนดไปด้านหน้า
“แม่นางสวี่ เมื่อครู่เถ้าแก่ของพวกข้าบอกว่าเขาไม่ใช่เถ้าแก่ของพวกข้าแล้ว บอกว่าท่านคือเถ้าแก่ของพวกข้า เป็นเรื่องจริงหรือขอรับ” ลูกจ้างคนหนึ่งที่อายุน้อยเข้ามาถาม
สวี่ซิ่วอิงรู้จักลูกจ้างคนนี้ เขาเป็นคนที่ขยันที่สุดในร้านนี้ และยังเป็นคนที่ปากหวานที่สุดด้วย
สวี่ซิ่วอิงพยักหน้า “ครอบครัวของเถ้าแก่ของพวกเจ้าเกิดเรื่องเล็กน้อย จึงมอบกิจการให้ข้า เมื่อครู่เขาได้บอกพวกข้าแล้วว่าได้จ่ายค่าแรงให้พวกเจ้าเรียบร้อยแล้ว หากพวกเจ้าต้องการจะไป ตอนนี้ก็สามารถไปได้แล้ว”
“แต่หากพวกเจ้าต้องการจะอยู่ต่อ ข้าก็ยินดีต้อนรับ"
“ข้าไม่ไป ข้าสามารถคืนค่าจ้างให้ท่านได้ ขอท่านอย่าไล่ข้าไปเลย” ลูกจ้างหนุ่มน้อยกล่าวอย่างร้อนรน
“หากข้าไป ข้าก็จะไม่มีบ้านแล้ว!”
บทที่ 468: หลิวซิ่วเถางุนงงไปหมด
“ถูกต้อง ข้าก็จะไม่ไปเช่นกัน ข้าสามารถคืนเงินเดือนให้ท่านได้ ขอร้องท่านอย่าได้ไล่ข้าไปเลย” ลูกจ้างอีกคนหนึ่งเดินเข้ามาพูด
เมื่อเห็นสวี่ซิ่วอิงไม่พูดอะไร พวกเขาก็คุกเข่าลงกับพื้นทันที
เรื่องนี้ทำให้สวี่ซิ่วอิงตกใจมาก รีบเข้าไปพยุงพวกเขาขึ้นมา “พอเถอะ พวกเจ้ารีบลุกขึ้นเถิด ข้าบอกแล้วว่าหากพวกเจ้าต้องการอยู่ก็คงอยู่ต่อ หากไม่ต้องการอยู่ก็สามารถจากไปได้เลย ข้าจะไม่ขัดขวางแน่นอน”
ร้านผ้ามีลูกจ้างทั้งหมดห้าคน รวมเถ้าแก่หลายก็เป็นหกคน แต่ตอนนี้มีเพียงสองคนที่อยู่ต่อ ส่วนอีกสามคนที่เหลือได้จากไปแล้ว
“เอาล่ะ ตอนนี้เหลือแค่พวกเจ้าสองคนแล้ว พวกเจ้าต้องทำงานหนักหน่อยในช่วงนี้ ขายผ้าที่มีอยู่ในร้านให้หมดก่อนแล้วค่อยว่ากัน"
“ข้าจะไม่ปล่อยให้พวกเจ้าเหนื่อยเปล่า ขายเสื้อผ้าได้หนึ่งชิ้นจะให้พวกเจ้าสามอีแปะ” สวี่ซิ่วอิงรู้ดีว่าไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องมีรางวัลและการลงโทษที่ชัดเจน
“จริงหรือ นั่นวิเศษมาก วันนี้ที่ขายไปนับด้วยใช่หรือไม่” ลูกจ้างคนหนึ่งพูดอย่างดีใจ
“แน่นอนว่านับด้วย ข้ายังไม่รู้เลยว่าพวกเจ้าสองคนชื่ออะไร บอกชื่อมาก่อน!”
“ข้าชื่อหวังหยาง”
"ข้าชื่อหวังเจี๋ย"
ลูกจ้างทั้งสองรีบบอกชื่อของตนเอง
สวี่ซิ่วอิงมองพวกเขาด้วยความประหลาดใจ “พวกเจ้าแซ่หวังเหมือนกันหรือ ไม่ใช่พี่น้องกันหรอกหรือ”
หวังหยางส่ายหน้า “พวกข้าไม่ใช่พี่น้องกัน พวกข้าเพียงแค่มาจากหมู่บ้านเดียวกันเท่านั้น”
สวี่ซิ่วอิงพยักหน้าเข้าใจ “เมื่อครู่พวกเจ้าบอกว่าไม่มีบ้านแล้ว หมายความว่าอย่างไรหรือ”
“เจ้าถูกครอบครัวไล่ออกมาหรือ”
หวังหยางส่ายหน้า “ไม่ใช่ขอรับ พวกข้าก็อพยพหนีภัยพิบัติมาเช่นกัน ชีวิตของพวกเราแย่ลงในช่วงที่หนีตาย แล้วก็ไม่เคยลุกขึ้นมาได้อีกเลย!”
“เมื่อพวกข้ามาถึงที่นี่ ทุกอย่างล้วนแปลกใหม่สำหรับพวกข้า อีกทั้งไม่มีเงินติดตัวมา จึงต้องกลายเป็นขอทาน โชคดีที่เถ้าแก่หลายรับพวกข้าไว้ ให้พวกข้าทำงานที่นี่”
สวี่ซิ่วอิงได้ยินดังนั้นก็มองพวกเขาด้วยความเห็นอกเห็นใจ ในใจรู้สึกสงสารพวกเขาอยู่บ้าง
ครอบครัวของนางก็อพยพมาจากชายแดนเช่นกัน แต่พวกนางโชคดีกว่าเล็กน้อยที่มี เล่อเหนียงคอยคุ้มครองตลอดทาง จึงสามารถมาถึงที่นี่ได้อย่างปลอดภัย
“พวกเจ้าจงอย่าเศร้าโศกเกินไป หากไม่รังเกียจต่อไปพวกเจ้าเรียกข้าว่าพี่หญิงเถิด ต่อไปนี้พวกเราก็ถือว่าเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว!”
หวังหยางและหวังเจี๋ยรู้สึกดีใจ พวกเขารีบคุกเข่าลงคำนับอย่างแรงพลางร้องเรียก
“พี่หญิง!”
สวี่ซิ่วอิงพยุงพวกเขาให้ลุกขึ้น “เจ้าอายุเท่าไหร่แล้ว”
“ดูพวกเจ้าแล้วยังเด็กมากทีเดียว!”
หวังหยางรีบตอบ “ข้าสิบหกขอรับ หวังเจี๋ยสิบห้าขวบขอรับ” สวี่ซิ่วอิงได้ยินอายุของพวกเขาแล้วรู้สึกสงสารพวกเขามากขึ้น
พวกเขาอายุเพียงแค่สิบห้าสิบหกปีเท่านั้น อายุมากกว่าลิ่งอวี่สามปี แต่พวกเขากลับต้องผ่านประสบการณ์มากมายเช่นนี้
“ท่านแม่” เล่อเหนียงเห็นสวี่ซิ่วอิงไม่ยอมเข้ามาเสียที จึงวิ่งออกมาตามหานาง
พอดีได้เห็นท่านแม่ของนางกำลังถามอายุของคนทั้งสองคนนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชายหนุ่มทั้งสองคนนี้ยังหน้าตาดีอีกด้วย ในใจจึงเกิดสัญญาณเตือนภัยขึ้นมา
ไม่จริงกระมัง
ไม่จริงกระมัง
ท่านแม่ของนางมอบความรักให้ผู้อื่นแล้วหรือ
เล่อเหนียงกะพริบตาโตถามว่า “ท่านแม่ พี่ชายสองคนนี้เป็นใครหรือเจ้าคะ”
สวี่ซิ่วอิงอุ้มเล่อเหนียงขึ้นมาแล้วกล่าวว่า “สองคนนี้เป็นลูกจ้างเดิมของเถ้าแก่หลาย คนอื่นๆจากไปหมดแล้ว เหลือแค่พวกเขาสองคนที่อยู่” สวี่ซิ่วอิงหยุดชั่วครู่แล้วพูดต่อ “พวกเขาก็เป็นผู้อพยพหนีภัยมาเหมือนกัน แต่เหลือแค่พวกเขาสองคนเท่านั้น!”
เล่อเหนียงสามารถเข้าใจได้ในมันที ท่านแม่ของนางเกิดความสงสารอีกแล้ว
“สวัสดีพี่ชายทั้งสอง ข้าชื่อเล่อเหนียง ต่อไปข้าจะไปก่อกวนพวกท่าน แต่พวกท่านห้ามตีข้านะ!”
หวังหยางและคนอื่นๆชอบเด็กอ้วนคนนี้ตั้งแต่ครั้งแรกที่พวกเขาได้พบกับนางแล้ว พวกเขาไม่คิดว่าตอนนี้เด็กคนนี้จะกลายเป็นเถ้าแก่น้อยของพวกเขา
ตอนนี้ไม่ใช่ว่าอยากอุ้มก็อุ้มได้แล้วหรือ
อยากจะบีบแก้มน้อยๆของนางก็บีบได้แล้วหรือ
“เถ้าแก่น้อยเล่อเหนียง!” หวังหยางยื่นมือออกไปอย่างซื่อๆ แล้วลูบมือน้อยๆที่เล่อเหนียงยื่นออกมา
“พี่หญิง พวกข้าจะเริ่มทำงานก่อน พวกข้าจะพยายามขายผ้าทั้งหมดให้หมดภายในวันนี้”
สวี่ซิ่วอิงพยักหน้า “อืม ไม่ต้องรีบร้อนมากนักหรอก ข้ายังไม่ได้สั่งของเข้ามาเร็วขนาดนั้น!”
หวังหยางและหวังเจี๋ยรับคำแล้วก็เริ่มยุ่งกับงาน
“สะใภ้สี่ เหตุใดพวกเขาสองคนถึงเรียกเจ้าว่าพี่หญิง เจ้ารู้จักพวกเขาหรือ” แม่เฒ่าฉิน เพิ่งดูสมุดบัญชีเสร็จ เดินออกมาก็ได้ยินลูกจ้างสองคนนั้นเรียกสวี่ซิ่วอิงว่าพี่หญิง นางงุนงงทันที
สวี่ซิ่วอิงยิ้มแล้วเล่าที่มาของพวกเขาให้แม่เฒ่าฉินฟัง แม่เฒ่าฉินได้ฟังจบก็รู้สึกสะเทือนใจ ปีนั้นมีผู้คนมากมายเพียงใดที่ต้องตายจากการอพยพ ซากศพที่เห็นได้ทั่วไปตามเส้นทางนั้นเป็นหลักฐานยืนยันได้เป็นอย่างดี
ครอบครัวของพวกเขาก็เพียงแค่โชคดีที่สามารถมาถึงที่นี่ได้อย่างปลอดภัยครบทุกคน
“เมื่อเปิดกิจการจริงๆแล้ว ขึ้นค่าแรงให้พวกเขาสักหน่อย พวกเขาอายุสิบห้าสิบหกแล้ว อีกไม่นานก็จะถึงเวลาหาภรรยา ขึ้นค่าแรงพวกเขาสักหน่อย เพื่อให้พวกเขาเก็บเงินแต่งงาน แล้วตั้งรกรากที่นี่เถอะ”
สวี่ซิ่วอิงพยักหน้า นางก็คิดเช่นเดียวกัน
“พี่สะใภ้ ท่านป้า พวกท่านอยู่ที่นี่นี่เอง ข้าตามหาตั้งนาน” หลิวซิ่วเถาเดินเข้ามาพลางกล่าว
“พี่สะใภ้ ผ้าผืนนี้คุณภาพดีทีเดียว พวกเราซื้อกลับไปตัดเสื้อผ้าให้เด็กๆสักตัวเถอะ”
หลิวซิ่วเถาลูบผ้าสีเขียวผืนหนึ่งพลางกล่าว พวกเด็กๆที่บ้านของพวกเขานั้น เสื้อผ้าไม่เคยพอใส่ เพิ่งสวมเสื้อใหม่ ออกไปวิ่งเล่นข้างนอกรอบเดียวก็ขาดเป็นรูอีกแล้ว ทำให้นางโมโหจนไม่รู้จะตีหรือจะปลอบดี
“อืม ข้าก็เห็นว่าดีเหมือนกัน งั้นก็เอากลับไปเถอะ” สวี่ซิ่วอิงหยิบผ้าผืนหนึ่งออกมาอีก “ผ้าผืนนี้ก็ไม่เลวเช่นกัน สีเทาพอดีสำหรับให้เด็กๆสวมใส่ตอนออกไปเล่นซุกซน จะได้ไม่ทำให้เสื้อผ้าอื่นเปื้อน”
“ยังมีผ้าสีน้ำเงินเข้มผืนนี้อีก เอากลับไปตัดเสื้อให้ตัวเองสองตัว!” สวี่ซิ่วอิงขนผ้าออกมาหลายพับ
ท่าทางที่ไม่สนใจใครของอีกฝ่ายทำให้หลิวซิ่วเถาประหลาดใจไม่น้อย
นางคิดในใจอย่างเงียบๆ หรือว่าพี่สะใภ้จะวางยาเถ้าแก่หลาย เหตุใดถึงได้หยิบจับข้าวของราวกับเป็นเจ้าของ เถ้าแก่หลายจะไม่ออกมาหรือ
อีกอย่างพี่สะใภ้คนที่สี่ผู้นี้ปกติให้ความสำคัญกับมารยาทมาก หากไม่ได้รับอนุญาตจากผู้อื่น นางจะไม่มีทางค้นของของคนอื่นเด็ดขาด
“พี่สะใภ้ ข้าว่าท่านดูแปลกไปนะ” หลิวซิ่วเถาขมวดคิ้วถาม
สวี่ซิ่วอิงยิ้มพลางชี้ไปรอบๆ “ร้านนี้เป็นของข้าวแล้ว ต่อไปที่นี่จะแบ่งเป็นสองส่วน ครึ่งหนึ่งขายชาดของเจ้า อีกครึ่งหนึ่งขายเสื้อผ้าของข้า เจ้าว่าอย่างไร”
หลิวซิ่วเถางุนงง นางคิดไม่ออกจริงๆว่านางไปซื้อของเพียงครู่เดียว เหตุใดสองแม่สามีลูกสะใภ้ถึงซื้อร้านมาได้
“พี่สะใภ้ มาสยแน่ใจหรือว่าไม่ได้กำลังล้อกับเล่น”
สวี่ซิ่วอิงส่ายหน้า “ไม่ได้ล้อเล่นหรอก เรื่องแบบนี้จะล้อเล่นได้อย่างไร” หลิวซิ่วเถารู้สึกว่าสวี่ซิ่วอิงคงไม่ได้ล้อนางเล่น
“ดังนั้น...ร้านใหญ่ขนาดนี้เป็นของครอบครัวพวกเราแล้วหรือ”
สวี่ซิ่วอิงยิ้มพลางพยักหน้า “ใช่แล้ว แต่ข้าต้องขายผ้าทั้งหมดที่นี่ออกก่อนจึงจะเริ่มกิจการของข้าได้ ดังนั้นเจ้าลองดูว่ามีผ้าผืนไหนที่ดีหน่อยก็เลือกออกมาสิ แล้วเอากลับไปตัดเย็บเสื้อที่บ้าน”
หลิวซิ่วเถาได้ยินดังนั้นก็ออกไปเลือกเสื้อผ้า
บทที่ 469: เล่อเหนียงมีแผนการร้ายกาจ
“ท่านป้า ข้าเห็นว่าลูกสะใภ้ของหัวหน้าหมู่บ้านดูเหมือนจะใกล้คลอดแล้ว ข้าจะเลือกเสื้อผ้าเด็กสักสองสามชุดให้นางนะ!”
หลิวซิ่วเถาไม่เพียงแต่เลือกผ้ามากมาย แต่ยังเลือกเสื้อผ้าเด็กอีกหลายชุด
แม่เฒ่าฉินเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าดูเหมือนกำหนดคลอดจะอยู่ในช่วงไม่กี่วันนี้ ดังนั้นนางก็ต้องเตรียมตัวด้วยเหมือนกัน
“พวกเจ้าเลือกกันไปก่อน ข้าจะไปซื้อของสักหน่อย!” แม่เฒ่าฉินพูดพลางพาเล่อเหนียงไปที่ร้านเครื่องประดับ
“พวกเจ้าอยู่ที่นี่มานานแล้ว น่าจะแยกออกได้แล้วว่าผ้าชนิดไหนดี ชนิดไหนคุณภาพต่ำกว่าใช่หรือไม่” สวี่ซิ่วอิงถามสองพี่น้องที่กำลังยุ่งอยู่
หวังหยางพยักหน้าตอบรับ
สวี่ซิ่วอิงจึงสั่งการทันที “สำหรับผ้าคุณภาพต่ำเหล่านี้ ให้ขึ้นราคาอีกสิบอีแปะจากราคาเดิม แล้วมัดรวมกันขายแบบซื้อหนึ่งได้รับเพิ่มอีกหนึ่ง พยายามระบายสินค้าเหล่านี้ออกไปให้หมด!”
หวังหยางเดิมทีกำลังคิดว่าจะระบายเสื้อผ้าเหล่านี้อย่างไร พอได้ยินคำพูดของสวี่ซิ่วอิงก็รู้สึกตื่นเต้นทันที และรีบไปจัดการทันที
…....…
“ฮูหยินผู้เฒ่า ท่านต้องการดูอะไรหรือ” เถ้าแก่จางเห็นแม่เฒ่าฉินอยู่ที่หน้าร้านจึงรีบวิ่งรับเล่อเหนียงไว้ แล้วใช้มืออีกข้างพยุงแม่เฒ่าฉินเข้าไปข้างใน
“ลุงจาง!” เล่อเหนียงทักทายน้ำเสียงอ่อนหวาน “ว่าอย่างไรเล่อเหนียงเด็กดี!”
“เถ้าแก่ ข้าอยากหาแม่กุญแจอายุยืนขนาดเล็กสักอัน ไว้สำหรับมอบให้เด็กน้อยที่เพิ่งเกิดน่ะ”
แม่เฒ่าฉินยิ้มพลางกล่าวว่า “ร้านของท่านมีแบบที่สวยงามกว่านี้หรือไม่”
“มีๆๆ แน่นอนว่าต้องมีอยู่แล้ว!” เถ้าแก่จางวางเล่อเหนียงลง แล้วเดินไปหยิบจากโต๊ะแสดงสินค้า
แม่เฒ่าฉินมองดูทีละอัน ดูเหมือนว่าทั้งหมดจะมีขนาดใกล้เคียงกัน ขนาดใหญ่และเล็กก็ไม่ต่างกันมากนัก
“อันนี้ราคาเท่าไหร่กันเล่า” แม่เฒ่าฉินถามพลางถือกุญแจอายุยืนที่ไม่มีตัวอักษรอยู่ แบบนี้ทั้งชายและหญิงสามารถสวมใส่ได้
เถ้าแก่จางเข้ามาดูใกล้ๆ แล้วกล่าวว่า “อันนี้ราคาเต็มสิบห้าตำลึง แต่สำหรับฮูหยินผู้เฒ่าข้าจะลดราคาให้สักหน่อย เอาแค่สิบตำลึงก็พอ!”
แม่เฒ่าฉินสังเกตกุญแจอายุยืนอย่างละเอียด พบว่าทั้งชายและหญิงสามารถสวมใส่ได้ อีกทั้งเถ้าแก่จางก็ลดราคาให้แล้ว!
ดังนั้นนางจึงกล่าวว่า “ช่วยห่อให้ข้าด้วย!”
เถ้าแก่จางได้ยินดังนั้นก็รีบห่อของให้นางอย่างคล่องแคล่ว
แม่เฒ่าฉินล้วงถุงเงินออกมา หยิบก้อนเงินออกมาจากกระเป๋า แล้วยังหยิบเหรียญทองแดงให้เขาอีกด้วย! เถ้าแก่จางไม่ได้พูดอะไร เมื่อเห็นพวกเขากำลังจะกลับก็รีบส่งพวกเขาออกไปทันที
“ท่านย่า ยังไม่ทันคลอดก็ส่งของขวัญล้ำค่าเช่นนี้แล้ว แบบนี้จะดีหรือเจ้าคะ หากผู้อื่นล่วงรู้เข้า เกิดอิจฉาขึ้นมาจะทำอย่างไร” เล่อเหนียงกล่าวด้วยความกังวล
ไม่ใช่ว่านางคิดร้ายต่อผู้อื่น แต่จิตใจมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยากที่สุด บางทีเมื่อครู่ยังคล้องแขนสนิทสนมกันดี แต่ลับหลังอาจจะแทงมีดเข้าท้องเจ้าได้
นี่คือหลักการที่เล่อเหนียงได้คิดมาตลอดทั้งชาติก่อนและชาตินี้ แม้ว่าคนอื่นจะรู้เหตุผลนี้มานานแล้วก็ตาม
“ไม่เป็นไรหรอก พวกเราไม่จำเป็นต้องให้อย่างเปิดเผย พวกเราสามารถแอบให้ได้นะ”
แม่เฒ่าฉินรู้ว่าเล่อเหนียงกำลังกังวลเรื่องอะไร จึงปลอบประโลมนางว่า “อีกอย่างหนึ่ง ถ้าพวกเราทำอย่างเปิดเผยจะเป็นอย่างไรเล่า ใครกล้าพูดอะไร ฟู่หลินก็เป็นลูกพี่ลูกน้องของข้าอยู่แล้ว ลูกชายของเขายังต้องเรียกข้าว่าป้าเลย”
เล่อเหนียงไม่พูดอะไรอีก และเดินตามหลังแม่เฒ่าฉินไป
นางไม่รู้จักลูกสะใภ้คนเล็กของฉินฟู่หลินดีนัก ส่วนนิสัยใจคอเป็นอย่างไร นางก็ยังไม่แน่ใจ อย่างไรก็ตามถ้าเข้ากันได้ก็โชคดีไป ถ้าเข้ากันไม่ได้ก็ทะเลาะกันน่ะสิ!
แม่เฒ่าฉินอุ้มเล่อเหนียงกลับมาที่ร้านผ้า ฉินเหล่าซานก็รออยู่ที่นั่นแล้ว พวกเขาได้ยินมาว่าแม่เฒ่าฉินซื้อร้านใหญ่โตขนาดนี้ ในใจก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย
“ท่านแม่ ร้านนี้ช่างหรูหราจริงๆ ใหญ่กว่าร้านหวานละมุนตั้งหลายเท่า” สือไห่ถังพูดขณะยืนอยู่
แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นจึงแกล้งแหย่นาง “อย่างไร เห็นร้านใหญ่ขนาดนี้แล้วรู้สึกไม่พอใจหรือ”
สือไห่ถังชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นใบหน้าก็แดงก่ำด้วยความอายและโกรธ นางกระทืบเท้าแล้วพูด
“ท่านแม่ ท่านพูดอะไรออกมา”
“หากท่านยังพูดเช่นนี้อีก ข้าจะไม่สนใจท่านแล้ว!”
แม่เฒ่าฉินหัวเราะ “ดีๆ เป็นความผิดของข้าเอง ขออภัยได้หรือไม่"
สือไห่ถังแสร้งทำเสียงจิ๊จ๊ะอย่างเย่อหยิ่ง “ท่านแม่ พวกเราควรกลับกันก่อนหรือเปล่า ที่นี่คงต้องใช้เวลาทำความสะอาดสักพัก ให้ลูกจ้างสองคนนั้นเฝ้าร้านไว้ก่อนดีหรือไม่”
“ได้ งั้นกลับกันเถอะ” แม่เฒ่าฉินกล่าว “ข้าอยากกลับไปนอนบนเตียงเตาแล้ว”
“หวังหยาง หวังเจี๋ย พวกข้าจะกลับก่อน เด็กๆที่บ้านยังรอพวกข้าอยู่ พวกเจ้าสองคนจงทำงานหนักสักหน่อยในสองสามวันนี้ ขายสินค้าที่นี่ให้หมด” สวี่ซิ่วอิงสั่งพวกเขาเสียงดัง แล้วหมุนตัวจะเดินจากไป
“จำไว้ว่าผ้าที่พวกเจ้าขายออกไปต้องจดบันทึกจำนวนด้วย ไม่เช่นนั้นข้าจะไม่รู้ว่าพวกเจ้าขายได้เท่าไหร่”
หวังหยางรีบตอบรับทันที “ขอรับ ข้าเข้าใจแล้ว พวกข้าจะจดบันทึก พี่หญิงเดินทางปลอดภัยขอรับ”
สวี่ซิ่วอิงพยักหน้าเบาๆ แล้วหมุนตัวขึ้นรถม้า ฉินเหล่าซานดึงรถม้าแล้วมุ่งหน้ากลับไปทันที!
“ท่านแม่ ร้านค้านั้นต้องปรับปรุงใหม่หรือไม่” เล่อเหนียงจ้องมองสวี่ซิ่วอิงด้วยสายตาเป็นประกาย
แววตานั้นบอกชัดเจนว่าต้องปรับปรุงใหม่ ในพื้นที่มิติมีแบบแปลนสวยๆมากมาย ถ้าจะตกแต่งใหม่ก็สามารถนำแบบแปลนเหล่านั้นออกมาใช้ได้
สวี่ซิ่วอิงมองดูสายตาอันเปิดเผยของบุตรสาว นางจะไม่รู้ความคิดในใจของเด็กน้อยได้อย่างไร เด็กหญิงตัวน้อยคนนี้คงกำลังคิดแผนร้ายอะไรอยู่แน่ๆ
“พูดมาสิ เล่อเหนียง เจ้าคิดจะทำอะไรอีกล่ะ”
เล่อเหนียงเข้ามาใกล้แล้วพูดว่า “ท่านแม่ พวกเราจัดร้านค้านั้นใหม่ได้หรือไม่เจ้าคะ”
“ร้านค้านั้นต้องแบ่งเป็นสองส่วนอยู่แล้ว ถ้าจัดใหม่ก็จะดูดีขึ้นหน่อย”
“ต้องทำให้ดูดีขึ้นเท่านั้น ถึงจะมีคนเข้ามา แล้วถ้ามีคนเข้ามาก็จะได้เงินไงเจ้าคะ”
สวี่ซิ่วอิงและหลิวซิ่วเถาสบตากัน ทั้งคู่เห็นความสนใจในดวงตาของอีกฝ่าย
“เช่นนั้นเจ้าว่าควรทำอย่างไร” สวี่ซิ่วอิงถาม
“เรื่องนั้นขอเก็บเป็นความลับก่อน ขอเพียงท่านเต็มใจทำก็พอ”
สวี่ซิ่วอิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “มีอะไรต้องเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยด้วยเล่า เจ้าอยากทำก็ทำเถิด ขอเพียงเจ้ารับประกันว่าข้าจะได้เงินก็พอ”
เล่อเหนียงกะพริบตาด้วยความไม่อยากเชื่อแล้วกล่าวว่า “หากไม่มีผู้ใดยอมรับในฝีมือของท่านแม่ ไม่มีใครเข้ามาหาท่านเพื่อตัดเสื้อผ้า เช่นนั้นความผิดนี้ก็จะตกอยู่บนหัวของเล่อเหนียงอีกใช่หรือไม่”
“เจ้าคิดว่าฝีมือการตัดเย็บเสื้อผ้าของท่านแม่ของเจ้าไม่ดีหรือ”
สวี่ซิ่วอิงยังคงยิ้มพลางกล่าวต่อ “หรือว่าเจ้าคิดว่าฝีมือการทำชาดของอาสะใภ้เจ้าไม่ดีหรือ”
เล่อเหนียงงุนงง ฝีมือของท่านแม่นั้นดีมากจริงๆ แต่นางไม่อาจพูดว่าชาดที่หลิวซิ่วเถา ทำนั้นไม่ดีได้ เพราะนางเป็นคนสอนทำด้วยตัวเองไม่ใช่หรือ
คิดได้ดังนั้นเล่อเหนียงจึงเบ้ปากทันที “ท่านแม่ช่างร้ายกาจจริงๆ!”
บทที่ 470: รักษาเด็กหรือผู้ใหญ่
“พี่เจ็ด ท่านแม่รังแกข้า!”
พอเล่อเหนียงลงจากรถม้าก็เห็นหงอวี่ยืนรออยู่ที่หน้าประตู สองข้าสั้นป้อมวิ่งเตาะแตะไปกอดหงอวี่แล้วเริ่มฟ้องทันที
หงอวี่ทำหน้าลำบากใจ “เอ่อ เล่อเหนียง ท่านแม่รังแกเจ้า เจ้ามาบอกข้า ข้าก็ช่วยอะไรเจ้าไม่ได้”
“ข้าช่วยเจ้าไม่ได้หรอก!”
เล่อเหนียงมุ่ยปากไม่พอใจ “พี่เจ็ด ท่านไม่ได้บอกหรือว่าจะปกป้องข้าไปชั่วชีวิต”
หงอวี่ยักไหล่ “ถ้าเจ้าบอกว่าคนอื่นรังแกเจ้า ข้าจะช่วยเจ้าตอบโต้แน่นอน แต่ท่านแม่รังแกเจ้า ข้าจะทำอย่างไรได้เล่า”
"พอเถอะ เล่อเหนียง อย่ารังแกพี่เจ็ดของเจ้าเลย บาดแผลของพี่เจ็ดเจ้ายังไม่หายดีเลยนะ” สวี่ซิ่วอิงเดินเข้ามาแตะศีรษะน้อยๆของเล่อเหนียงอย่างจนปัญญา
เด็กหญิงคนนี้ล้อเล่นกับคนอื่นได้ แต่คนอื่นกลับล้อเล่นกับนางไม่ได้
ช่างเป็นคนอารมณ์ร้าย อ่อนแอ และดุร้าย!
“พี่ชุนหลาน หมอหลี่อันอยู่หรือไม่” แม่เฒ่าฉินเพิ่งเดินเข้าประตูบ้านก็เห็นฉินฟู่หลิน วิ่งมาหาอย่างร้อนรน
“ฟู่หลิน เจ้าเป็นอะไรไป เจ้าถูกสุนัขวิ่งไรมาหรืออย่างไร” แม่เฒ่าฉินเอ่ยหยอกล้อ
“โอ้ย ไม่ใช่ ไม่ใช่ จือหยาจะคลอดแล้ว หมอตำแยบอกว่าทารกอยู่ในท่าผิดปกติ พลิกตัวไม่ได้ ให้ข้ารีบไปตามหมอมา ข้าวิ่งหาไปทั่วก็ยังไม่เจอหมอหลี่เลย!” ตอนนี้ฉินฟู่หลิน ร้อนใจจนเริ่มเดินวนไปมา
“หมิงเฟิง หมิงจื้อ พวกเจ้าสี่คนรีบไปตามหาหมอหลี่อันเร็ว!”
หมิงเฟิงรับคำ แล้วพวกเขาก็กระโดดหายไปต่อหน้าทุกคน
“เกิดอะไรขึ้น ยังไม่ถึงเวลาคลอดไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงเจ็บท้องเร็วขนาดนี้” แม่เฒ่าฉิน อุ้มเล่อเหนียงเดินไปข้างหน้าพร้อมถาม
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ข้าเพิ่งกินอาหารกลางวันเสร็จ พอเดินมาถึงเชิงเขาก็เห็นภรรยาข้าวิ่งตามมา บอกว่าจือหยาเจ็บท้องคลอด”
“นับวันดูก็เพิ่งแปดเดือนเท่านั้น อย่างที่คนโบราณว่าเจ็ดเดือนรอด แปดเดือนไม่รอด ถ้าจือหยาคลอดตอนนี้ เด็กคนนั้นคงเลี้ยงยากเหลือเกิน!”
ฉินฟู่หลินก็ร้อนใจ “เฮ้อ ข้าก็พยายามป้องกันทุกหนทางแล้วนะ แม้แต่ชามก็ไม่ยอมให้นางล้าง กลัวว่านางจะเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นมา”
แม่เฒ่าฉินมาถึงบ้านของฉินฟู่หลินก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังมาจากข้างใน
“โอ้ย แม่เฒ่า จือหยาเป็นอย่างไรบ้าง” ฉินฟู่หลินร้อนใจจนต้องตะโกนเสียงดัง
“ไม่ได้การแล้ว ทารกหมุนตัวไม่ได้ เมื่อครู่เท้าของเด็กโผล่ออกมาแล้ว แม่เฒ่าซ่งเพิ่งดันเท้าเด็กกลับเข้าไป” นางหลิวเดินออกมาพูดอย่างร้อนรน
เล่อเหนียงได้ยินดังนั้นก็รู้สึกไม่ดี นางกระโดดลงจากอ้อมกอดแม่เฒ่าฉินแล้ววิ่งเข้าไปอย่างรวดเร็ว
เท้าออกมาก่อนในสมัยใหม่เรียกว่าคลอดท่าก้น สมัยโบราณเรียกว่าเท้าเหยียบดอกบัว ไม่ว่าจะเป็นสมัยใหม่หรือสมัยโบราณ ล้วนเป็นอาการคลอดยากทั้งสิ้น
“เล่อเหนียง อย่าเข้าไป เจ้าอย่าไปก่อกวนนะ!” แม่เฒ่าฉินห้ามนางไม่ทัน นางวิ่งเข้าไปด้านในเสียแล้ว
“เล่อเหนียง เหตุใดเจ้าถึงวิ่งเข้ามาที่นี่ มันไม่เป็นมงคลนะ เจ้ารีบออกไปเร็ว!” แม่เฒ่าซ่งได้ยินเสียงฝีเท้าคิดว่าเป็นหมอ แต่พอหันไปมองก็เห็นเด็กอ้วนคนหนึ่งวิ่งเข้ามา
เรื่องนี้ทำให้นางตกใจมาก ต้องรู้ว่าการคลอดลูกของสตรีนั้นเป็นเรื่องนองเลือดและอันตรายที่สุด อย่าว่าแต่เด็กเลย แม้แต่ผู้ชายก็ไม่ควรเข้ามา
“ท่านย่าซ่ง การคลอดลูกเป็นเรื่องน่ายินดี จะมาบอกว่าไม่ดีได้อย่างไร”
เล่อเหนียงพูดแย้งประโยคหนึ่งแล้วพุ่งไปที่เตียงคนป่วย
จือหยาที่อยู่บนเตียงเจ็บปวดมากจนเริ่มสับสนไปบ้างแล้ว
“ท่านย่าซ่ง ดูเหมือนอาจือหยาจะไม่ค่อยปกตินะ!” เล่อเหนียงตะโกนขึ้นด้วยความร้อนใจ
แม่เฒ่าซ่งเดินเข้าไปดูแล้วก็ตกใจทันที “หัวหน้าหมู่บ้าน พี่หลิว รีบไปหาโสมมาให้จือหยาอมไว้ก่อน แล้วก็รีบไปตามหมอมาด้วย จือหยาดูไม่ค่อยดีแล้ว”
ฉินฟู่หลินและนางหลิวที่อยู่นอกประตูตกใจจนขาอ่อน
“โสม ใช่ ต้องไปหาโสม…” ฉินฟู่หลินพยายามเดินออกไปด้วยขาที่อ่อนแรง
“ข้าจะไปหาโสมที่ไหนล่ะ” ฉินฟู่หลินร้องไห้โฮออกมา “ฟู่หลิน บ้านของข้ามีอยู่ในตู้ในห้อง อยู่ชั้นล่างสุด ในกล่องเล็กๆนั่น เจ้ารีบไปเอามาเร็ว!”
แม่เฒ่าฉินรีบพูดอย่างเร่งรีบ
ฉินฟู่หลินพอได้ยินก็รีบวิ่งออกไปอย่างลนลาน นำโสมหนึ่งรากกลับมามอบให้แม่เฒ่าซ่ง
“ข้าบอกว่าพวกเจ้าอย่ามัวแต่ยืนงงสิ เข้ามาช่วยข้าสักคน!”แม่เฒ่าซ่งตะโกนด้วยความโมโห
นางหลิวได้ยินดังนั้นกำลังคิดจะเดินเข้าไป แต่ขาของนางอ่อนแรงไปเสียแล้ว เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ล้มลงกับพื้น
แม่เฒ่าฉินทนดูต่อไปไม่ไหวแล้ว “พอเถอะ พวกเจ้าสองคนอยู่ข้างนอกนี่แหละ ข้าจะเข้าไปเอง!”
แม่เฒ่าฉินเพิ่งเดินไปได้สองก้าวก็หันกลับมาถาม “ฟู่หลิน เจ้าแจ้งจู้ไห่หรือยัง”
ฉินฟู่หลินเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ไปแจ้งบุตรชายของตนจึงรีบวิ่งออกไปทันที
เพิ่งวิ่งไปได้ไม่กี่ก้าวก็กลับมาพูดอย่างดุดันว่า “ช่างมันเถอะ ไอ้เด็กเวรนั่นเรียกยังไงก็ไม่กลับมา คราวนี้ข้าจะถือว่ามันตายไปแล้ว”
นางหลิวโกรธจนต้องเตะก้นเขาทีหนึ่ง “นี่มันเวลาไหนแล้ว ยังจะมาอารมณ์เสียอีก รีบไปตามมาเร็วเข้า!”
ฉินฟู่หลินจึงต้องลูบก้นแล้วไปตามคนมา
“จือหยา เจ้าต้องอดทนไว้นะ"
แม่เฒ่าฉินกุมมือของจือหยาไว้พลางให้กำลังใจ ขณะเดียวกันก็ใช้สายตาถามเล่อเหนียงว่ามีวิธีอื่นหรือไม่
เล่อเหนียงพยักหน้าแล้วเข้าไปใกล้แม่เฒ่าฉิน กระซิบเบาๆว่า “มีวิธีช่วยนางได้ แต่ข้าต้องการความร่วมมือจากปู่หลี่อัน ข้าไม่สามารถทำเพียงลำพังได้”
วิธีที่เล่อเหนียงพูดถึงคือการผ่าตัดคลอด
เรื่องนี้นับว่าเป็นงานใหญ่ อย่าว่าแต่เด็กน้อยอย่างนางเลย แม้แต่หลี่อันเองก็ยังไม่แน่ใจว่าจะทำสำเร็จได้
“สวรรค์! หมอนั่นยังไม่มาอีกหรือ” แม่เฒ่าซ่งกระวนกระวายจนเดินวนไปมา
เล่อเหนียงเห็นสถานการณ์แล้วจึงส่งสายตาให้ผู้เป็นย่า
แม่เฒ่าฉินเข้าใจความหมายทันที นางลุกขึ้นแล้วดึงตัวแม่เฒ่าซ่งไปสอบถามเรื่องราวของจือหยา พร้อมกับบังสายตานางไว้อย่างมิดชิด
เล่อเหนียงฉวยโอกาสนี้หยิบเข็มฉีดยากระตุ้นหัวใจออกมาจากพื้นที่มิติแล้วฉีดเข้าไปในร่างของนาง จากนั้นข้าใช้มือลูบท้องของจือหยาเพื่อตรวจสอบทารกในครรภ์
ไม่ลูบเสียยังดีกว่า พอได้ลูบแล้วหัวใจของนางแทบจะเย็นเฉียบ นางมีทารกแฝดในครรภ์ นางสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า ทารกทั้งสองอยู่ในท่าก้น
แม้ว่าทารกคนแรกอาจคลอดออกมาได้อย่างราบรื่น แต่ทารกคนที่สองคงจะยากลำบาก
แม่เฒ่าฉินใช้สายตาสอบถามหลานสาว
เล่อเหนียงส่ายหน้าแล้วกล่าวเบาๆว่า “ทารกทั้งสองอยู่ในท่าก้น ต้องให้ท่านย่าหลิวเตรียมใจไว้เสียก่อน”
แม่เฒ่าฉินได้ยินดังนั้นก็รู้สึกหนาวเหน็บ เด็กคนนี้เป็นทารกคนแรกที่จะเกิดมานับตั้งแต่พวกนางมาถึงหมู่บ้านตระกูลฉิน แล้วจะต้องสูญเสียไปเช่นนี้หรือ คิดได้ดังนั้นแม่เฒ่าฉินจึงรีบเดินออกไป สถานการณ์เช่นนี้ไม่อาจปิดบังได้
ตอนนี้สถานการณ์นี้เกี่ยวข้องกับการต้องเลือกระหว่างรักษาผู้ใหญ่กับเด็กแล้ว
แน่นอนเมื่อนางหลิวได้ยินคำพูดของแม่เฒ่าฉิน ร่างกายที่อ่อนแอของนางก็สั่นไหวจนเกือบจะเป็นลม
“ต้าอวิ๋น เจ้าอย่าเป็นลมนะ!” แม่เฒ่าฉินรีบเข้าไปประคองนางไว้ทันที
อีกด้านหนึ่งหมิงจิ่นในที่สุดก็พบหลี่อันที่นอนหลับอยู่ใต้ใบไม้ที่ปกคลุมตัวเองในหุบเขาด้านหลังเขา!
จบตอน
Comments
Post a Comment